ลกู ปัด
จดั แสดงอย่ทู พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ อ่ทู อง
~ 246 ~
ลกู ปัด
จดั แสดงอย่ทู พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ อ่ทู อง
~ 247 ~
6. กลุ นรี มีแก้ว. “การศึกษาภาชนะดินเผาในเชิงปริมาณจากการ
ขดุ ค้นแหลง่ โบราณคดีอ่ทู อง พ.ศ.2541.” ปริญญาศิลปศาสตร
บณั ฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลยั ศิลปากร,
2541.
ศกึ ษาภาชนะดนิ เผาทพ่ี บจากการขดุ คน้ ใน พ.ศ. 2541 เฉพาะหลุม
ขุดค้น OP-1 ในพ้ืนท่ีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จากการศึกษา
สามารถสรุปประเดน็ ต่างๆ ทเ่ี กย่ี วกบั ภาชนะดนิ เผาทพ่ี บทแ่ี หล่งโบราณคดี
อทู่ องไดด้ งั น้ี
1. ลกั ษณะการใชง้ าน มที งั้ กลุ่มภาชนะทใ่ี ชใ้ นชวี ติ ประจาวนั ไดแ้ ก่
หมอ้ ก้นกลม หม้อก้นแบบ ไห ชาม อ่าง หม้อน้ามพี วย ตะคนั ดนิ เผา และ
กลุ่มภาชนะทใ่ี ชใ้ นโอกาสพเิ ศษ หรอื ใช้ในกจิ พธิ ที างศาสนา ได้แก่ ไหท่มี ี
การตกแต่งดว้ ยลายกดประทบั จานมเี ชงิ คนโท กณุ ฑี
2. รปู แบบภาชนะ แบ่งเป็น 10 รูปแบบ ไดแ้ ก่ ไห หมอ้ ก้นกลม
หมอ้ มสี นั ชาม จานมเี ชงิ หมอ้ น้า หรอื คนโท ภาชนะมพี วย หรอื กุณฑี อ่าง
และฝาภาชนะ
3. ลวดลายการตกแต่งภาชนะ แบ่งได้ 7 ประเภท ได้แก่
การตกแต่งดว้ ยลายกด (impressing technique) ลายกดประทบั (stamped
design) ลายขดู ขดี ลายขดุ การทาน้าดนิ ขน้ การทาบ และการเขยี นสี
4. องค์ประกอบของเน้ือภาชนะ ศึกษาโดยวิธี Microscopic
Analysis พบว่า ภาชนะดนิ เผาทพ่ี บท่ีเมอื งอ่ทู องเกอื บทงั้ หมดเป็นภาชนะ
ดนิ เผาแบบเน้ือดินธรรมดา (earthenware) สามารถจาแนกออกได้เป็น
2 ประเภทย่อย ไดแ้ ก่ กลุ่มภาชนะเน้ือหยาบ ไดแ้ ก่ กลุ่มภาชนะดนิ เผาทใ่ี ช้
ในชวี ิตประจาวัน และกลุ่มภาชนะเน้ือละเอียด ได้แก่ กลุ่มภาชนะท่ใี ช้ใน
กจิ พธิ ที างศาสนา
~ 248 ~
5. ปรมิ าณความหนาแน่นของภาชนะดนิ เผาแต่ละรปู แบบในแต่ละ
สมยั ย่อย พบว่ามภี าชนะประเภทไห หมอ้ หม้อมสี นั ชาม จานมเี ชงิ กุณฑี
และอ่าง ในชนั้ การอยอู่ าศยั ระยะท่ี 1 มากกว่าระยะท่ี 2 สว่ นภาชนะประเภท
คนโทและตะคนั ดนิ เผา พบในชนั้ การอย่อู าศยั ระยะท่ี 2 เท่านนั้
6. ความนิยมของภาชนะดินเผาท่ีสมั พนั ธ์กบั แหล่งโบราณคดใี น
สมยั ทวารวดีอ่นื ๆ พบว่ามีความสอดคล้องทงั้ ในด้านรูปแบบและอายุกบั
แหล่งโบราณคดีอ่ืนๆ เช่น เมืองจันเสน จ.นครสวรรค์ เมืองอู่ตะเภา
จ.ชยั นาท เมอื งนครปฐมโบราณ บา้ นกระเบอ้ื งนอก จ.นครราชสมี า บา้ นเก่า
จ.กาญจนบุรี ถ้าเขาสามเหล่ียม จ.กาญจนบุรี เมืองซับจาปา จ.ลพบุรี
บา้ นท่าแค จ.ลพบุรี คูบวั จ.ราชบุรี ศรมี หาโพธิ์ จ.ปราจนี บุรี และอนิ ทร์บุรี
จ.สงิ หบ์ รุ ี
7. ศศิธร นาคถาวร. “การศึกษากระดูกสตั วท์ ีไ่ ด้จากการขุดค้น
แหล่งโบราณคดีอู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี พ.ศ. 2541.”
สารนิ พนธ์ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะ
โบราณคดี มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2541.
ศึกษากระดูกสัตว์ท่ีพบจากการขุดค้นทางโบราณคดีภายใน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ซ่ึงดาเนินการโดยภาควิชาโบราณคดี
เม่อื เดือนมีนาคม พ.ศ. 2541 เพ่ือจาแนกว่ามีเป็นกระดูกสัตว์ประเภทใด
และเปรยี บเทยี บประเภทและปรมิ าณของกระดูกสตั วใ์ นแต่ละชนั้ วฒั นธรรม
รวมทงั้ ศกึ ษาสภาพแวดลอ้ ม โดยใช้สภาพความเป็นอยู่ของสตั วแ์ ต่ละชนิด
เป็นหลกั วเิ คราะห์ อนั นาไปส่กู ารตคี วามเกย่ี วกบั การดารงชวี ติ ในอดตี ของ
แหล่งโบราณคดนี ้ี
~ 249 ~
ผลการวเิ คราะห์พบว่า กระดูกสตั วท์ ไ่ี ม่อาจจดั จาแนกชนิดสตั วไ์ ด้
มปี รมิ าณมากกวา่ กระดกู สตั วท์ ส่ี ามารถจดั จาแนกชนิดสตั วไ์ ด้ กระดูกสตั วท์ ่ี
มีร่องรอยการเผาไฟมีปริมาณน้อยกว่ากระดูกท่ีไม่มีร่องรอยการเผาไฟ
ปรมิ าณความหนาแน่นของกระดูกสตั ว์เรียงลาดบั จากมากไปน้อย ได้แก่
ปลา เต่า หนู ววั ตะพาบน้า ววั /ควาย เก้ง สตั ว์เล้ยี งลูกด้วยนมขนาดเลก็
สนุ ขั หมู นก จระเข้ ควาย ละอง/ละมงั่ ไก่ และกวาง
สาหรับชนิดของสัตว์ท่ีพบมาก คือ ปลา เต่า และตะพาบน้า
ซง่ึ กระดกู สว่ นใหญ่ทม่ี รี ่องรอยการเผาไฟ จงึ สนั นิษฐานว่าเป็นสตั วน์ ้าเหล่าน้ี
เป็นอาหารหลกั สามารถหาได้ทวั่ ไปจากธรรมชาติ เม่ือพิจารณาสภาพ
สงิ่ แวดลอ้ มในเมอื งอ่ทู อง พบว่ามแี หล่งน้าประเภทต่างๆ มากมาย
สาหรบั กระดกู ววั และควายมรี ่องรอยทแ่ี สดงถงึ การชาแหละภายใน
แหล่ง อาจเป็นสตั วเ์ ลย้ี งสาหรบั ใชง้ านและเป็นอาหาร ส่วนเกง้ และกวางคง
เป็นสตั วท์ ไ่ี ดจ้ ากการล่า สาหรบั หมอู าจเป็นสตั วเ์ ลย้ี งหรอื สตั วท์ ่ีถูกล่ามากไ็ ด้
สาหรบั กระดกู สนุ ขั สนั นิษฐานว่าเป็นสตั วเ์ ลย้ี ง สว่ นกระดกู สตั วช์ นิดอน่ื พบใน
ปรมิ าณน้อย บางชนิดไมอ่ าจระบไุ ดว้ ่าเป็นสตั วเ์ ลย้ี งหรอื อาหาร หรอื อาจเป็น
สตั วท์ ไ่ี มเ่ กย่ี วขอ้ งกบั กจิ กรรมของมนุษย์ เชน่ นก ไก่ จระเข้
ปรมิ าณของสตั ว์แต่ละชนิดแสดงถึงกระบวนการเลอื กอาหารของ
มนุษย์ สว่ นร่องรอยกระดกู สตั วท์ ม่ี กี ารเผาไฟและกระดูกสตั วท์ ถ่ี ูกสบั ตดั เป็น
ช้นิ เลก็ ๆ อาจแสดงถึงวธิ กี ารปรุงอาหารใหส้ ุกวธิ หี น่ึง ทงั้ น้ีขอ้ มูลเร่อื งการ
ทาอาหารกย็ งั ไม่สามารถยนื ยนั ไดแ้ น่ชดั การตคี วามสภาพสงิ่ แวดล้อมจาก
การวิเคราะหก์ ระดูกสตั ว์ ทาให้สนั นิษฐานได้ว่าบริเวณเมอื งอู่ทองในอดตี
มสี ภาพสงิ่ แวดลอ้ มคลา้ ยคลงึ กบั ปัจจุบนั คอื มแี หล่งน้าทอ่ี ุดมสมบูรณ์ เช่น
ลาน้าจระเข้สามพัน ซ่ึงเป็นแหล่งท่ีอยู่อาศัยของสัตว์น้าอย่างปลา เต่า
ตะพาบน้า ฯลฯ สว่ นป่ าไมส้ ่วนใหญ่มลี กั ษณะเป็นป่ าโปร่ง ผสมกบั ป่ าอ่นื ๆ
เช่น ป่ าละเมาะ ป่ าทุ่งหญ้า ป่ าไผ่ เป็นแหล่งทอ่ี ย่อู าศยั ของสตั วบ์ กอย่างววั
ควาย เกง้ กวาง ฯลฯ
~ 250 ~
พระพทุ ธรปู พบทเ่ี มอื งอ่ทู อง
จดั แสดงอย่ทู พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ อ่ทู อง
~ 251 ~
พระพทุ ธรปู สารดิ
พบทเ่ี จดยี ห์ มายเลข 11 เมอื งอ่ทู อง
จดั แสดงอยทู่ พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ
อ่ทู อง
~ 253 ~
พระพทุ ธรปู สารดิ
พบทเ่ี จดยี ห์ มายเลข 11 เมอื งอ่ทู อง
จดั แสดงอยทู่ พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ
อ่ทู อง
~ 254 ~
พระพทุ ธรปู
พบทเ่ี จดยี ห์ มายเลข 2 เมอื งอ่ทู อง
จดั แสดงอย่ทู พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ
อ่ทู อง
~ 252 ~
8. วนกร ลออสุวรรณ. “ร่องรอยหลกั ฐานการนับถือศาสนาพราหมณ์
ช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ 16 ทีพ่ บบริเวณเมืองโบราณอ่ทู อง
จงั หวดั สุพรรณบุรี.” สารนิ พนธ์ปริญญาศิลปศาสตรบณั ฑิต
(โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2541.
ศึกษาถึงการเจริญข้ึนของศาสนาพราหมณ์ ตลอดจนรูปแบบ
คตคิ วามเช่อื ในการนับถือศาสนาพราหมณ์ในบรเิ วณเมอื งอู่ทอง ช่วงก่อน
พุทธศตวรรษท่ี 16 และศกึ ษาเปรยี บเทยี บโบราณวตั ถุสถานทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั
ศาสนาพราหมณ์ท่พี บบรเิ วณเมอื งอู่ทองกบั แหล่งโบราณคดอี ่นื ๆ ท่มี ีอายุ
รว่ มสมยั กนั
จากการศกึ ษาพบว่า การนับถือศาสนาพราหมณ์ในบริเวณเมอื ง
อู่ทอง ช่วงก่อนพุทธศตวรรษท่ี 16 มที งั้ ลทั ธไิ ศวนิกายและไวษณพนิกาย
โดยน่าจะมคี วามสมั พนั ธ์ติดต่อกบั บริเวณคาบสมุทรภาคใต้และแถบเมอื ง
ออกแกว้ ประเทศเวยี ดนาม โดยพบโบราณวตั ถุ คอื
1. เทวรูปพระนารายณ์ คน้ พบบรเิ วณเมอื งอ่ทู องและทศ่ี าลเจา้ พ่อ
หลกั เมอื งสพุ รรณบุรี มรี ูปแบบท่ีสมั พนั ธ์กบั เทวรูปรุ่นเก่ากลุ่มถอื สงั ขเ์ หนือ
ตะโพกจากคาบสมุทรภาคใต้ และประติมากรรมศาสนาพราหมณ์สมัย
ราชวงศอ์ กิ ษวากแุ ห่งเมอื งนาคารชุนโกณฑะทางภาคตะวนั ออกเฉียงใต้ของ
อินเดีย และอาจแสดงถึงเส้นทางการเข้ามาของลัทธิไวษณพนิกายจาก
อนิ เดยี สภู่ าคใตแ้ ลว้ มายงั เมอื งอทู่ อง ราวพทุ ธศตวรรษท่ี 11 - 12
2. เอกมุขลงึ ค์ พบจากโบราณสถานดา้ นทศิ เหนือของคอกชา้ งดนิ
สามารถเปรียบเทียบได้กับมุขลึงค์ในศลิ ปะเขมรสมยั ก่อนเมืองพระนคร
โดยเฉพาะท่พี บจากเมอื งออกแก้ว อกี ทงั้ ศวิ ลึงค์และช้นิ ส่วนศิวลงึ ค์ท่พี บ
บรเิ วณเมอื งอู่ทองส่วนมากแสดงถึงความสมั พนั ธท์ างคติความเช่อื ในลทั ธิ
ไศวนกิ ายระหวา่ งเมอื งอ่ทู องกบั เมอื งออกแกว้
~ 255 ~
นอกจากน้ียังมีหลักฐานท่บี ่งช้ถี ึงศาสนาพราหมณ์มีส่วนช่วยใน
เร่อื งความเช่อื เกย่ี วกบั ความอุดมสมบูรณ์โดยน่าจะอยู่ภายใต้การอุปถมั ภ์
ของกษตั รยิ ์ เช่น
1. ภาชนะดนิ เผาทรงคนโทขนาดเลก็ บรรจุเหรยี ญเงนิ และแท่งเงนิ
พบท่จี ากโบราณสถานบรเิ วณคอกช้างดนิ อาจเป็นสญั ลกั ษณ์แทนศวิ ลงึ ค์
และรปู เคารพในลทั ธไิ ศวนิกาย และอาจเป็นอุปกรณ์ในการประกอบพธิ กี รรม
เกย่ี วกบั ความอดุ มสมบรู ณ์โดยกษตั รยิ น์ ่าจะมบี ทบาทเกย่ี วขอ้ ง
2. โบราณสถานริมลาห้วยน้าตกพุม่วงซ่ึงมีท่ีตัง้ สมั พันธ์กับ
แหล่งน้า บ่งบอกถงึ การเป็นศาสนสถานประจาแหล่งน้า เป็นท่ปี ระดษิ ฐาน
“ศรธี าเรศวร” ซ่งึ น่าจะหมายถงึ เอกมุขลงึ คท์ ่พี บทน่ี ่ี โดยเป็นรูปเคารพทใ่ี ห้
ความอุดมสมบูรณ์ในเร่อื งน้า ดงั ขอ้ ความในจารกึ ทองแดงช่วยยืนยนั เร่อื ง
การบูชาและอุปถัมภ์ของกษัตริย์ท่ีมีต่อรูปเคารพองค์น้ี เช่นเดียวกับท่ี
โบราณสถานบนคนั ดนิ อ่างเก็บน้าคอกช้างดนิ 3 ซ่งึ เป็นท่คี ้นพบภาชนะ
ดนิ เผาบรรจุเหรยี ญเงนิ กน็ ่าจะเป็นสถานทป่ี ระกอบพธิ กี รรมทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั
ความอุดมสมบรู ณ์ดว้ ย
เป็นท่นี ่าสงั เกตว่าพบร่องรอยการนับถือศาสนาพราหมณ์อย่าง
เด่นชดั ในเมืองโบราณสมยั ทวารวดีท่รี ่วมสมยั กบั เมืองอู่ทอง 2 แห่ง คือ
เมืองศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ และเมืองศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี โดยพบ
ประตมิ ากรรมรปู เคารพเป็นจานวนมากทงั้ สองแห่ง แต่เม่อื เปรยี บเทยี บกบั
หลกั ฐานรปู เคารพทเ่ี มอื งอทู่ องแลว้ พบว่ามคี วามแตกต่างทางรูปแบบทเ่ี ป็น
ประติมากรรมลอยตัวและลกั ษณะเคร่อื งทรงท่ไี ม่เหมือนกบั ท่พี บในเมือง
อู่ทอง อีกทงั้ ยังไม่มีหลักฐานท่ีแสดงความสมั พันธ์ทางศาสนาพราหมณ์
ระหว่างเมอื งโบราณทงั้ 3 แห่งอย่างเด่นชดั ทาให้ไม่สามารถกล่าวไดว้ ่า
ร่องรอยการนบั ถอื ศาสนาพราหมณ์ทพ่ี บในเมอื งโบราณอทู่ องมคี วามสมั พนั ธ์
กบั หลกั ฐานทพ่ี บในเมอื งศรเี ทพและเมืองศรมี โหสถ แม้ว่าจะอยู่ในยุคสมัย
เดยี วกนั
~ 256 ~
พระพกั ตรข์ องพระศวิ ะบนมขุ ลงึ ค์
พบทค่ี อกชา้ งดนิ หมายเลข 5
จดั แสดงอยทู่ พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ อ่ทู อง
~ 257 ~
เทวรปู พระนารายณ์
ปัจจบุ นั อยทู่ ศ่ี าลเจา้ วดั เขาพระ เมอื งอ่ทู อง
~ 258 ~
9. ชีวรตั น์ สาลีประเสริฐ. “การพฒั นาหลกั สูตรท้องถิน่ เรือ่ งการอนุรกั ษ์
โบราณสถานโบราณวัตถุอาเภออู่ทอง สาหรับนักเรียน
ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ที่ 1.” วิทยานิ พนธ์ปริญญาศึกษาศาสตร
มหาบัณฑิ ต (สาขาวิชาหลักสูตรและการนิ เทศ) บัณฑิ ต
วิทยาลยั มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2545.
เป็นการวจิ ยั เชงิ พฒั นา โดยใชว้ ธิ กี ารทดลองใชห้ ลกั สตู รทไ่ี ดม้ าจาก
การรวบรวมขอ้ มลู พน้ื ฐานทงั้ ดา้ นประวตั ศิ าสตรข์ องเมอื งอ่ทู อง ความสาคญั
และวธิ กี ารอนุรกั ษ์โบราณสถานและโบราณวตั ถุทอ่ี าเภออ่ทู อง กบั นักเรยี น
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรยี นสว่างอารมณ์ จานวน 45 คน และไดท้ าการ
เรยี นการสอนเป็นจานวน 17 คาบ
ในหลกั สตู รไดแ้ บง่ ยคุ สมยั ของเมอื งอ่ทู องเป็น 3 ยคุ คอื
1. สมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ ตงั้ แต่ยุคหินใหม่จนถึงยุคสารดิ หรอื
ประมาณ 3,000 ปีทผ่ี ่านมา ดงั จะเหน็ ไดจ้ ากหลกั ฐานขวานหนิ ขดั
2. สมัยก่ึงก่อนประวัติศาสตร์ พบโบราณวัตถุท่ีแสดงถึง
ความสมั พนั ธก์ บั อาณาจกั รฟูนันและสุวรรณภูมิ เช่น ประติมากรรมดนิ เผา
รปู พระภกิ ษุ 3 องค์ หรอื ตะเกยี งสมยั อานธนะ (อมราวด)ี เป็นตน้
3. สมยั ประวตั ศิ าสตร์ เป็นช่วงการกอ่ ตวั ของรฐั ทวารวดี ตงั้ แต่ราว
พุทธศตวรรษท่ี 12 – 16 และต่อเน่ืองลงมาถงึ สมยั อยุธยา ซง่ึ กาหนดอายุ
โดยการเปรยี บเทยี บกบั รปู แบบทางศลิ ปกรรมจากฐานเจดยี ห์ รอื โบราณวตั ถุ
อ่นื ๆ
ส่วนหลกั สตู รทเ่ี ก่ยี วกบั การอนุรกั ษ์นัน้ ได้เทยี บเคยี งกบั ระเบียบ
ของกรมศลิ ปากร วา่ ดว้ ยการอนุรกั ษ์โบราณสถาน พ.ศ. 2528
~ 259 ~
สาหรับผลการวิจัยครัง้ น้ีปรากฏว่า จากผลการทดสอบความรู้
หลงั เรยี นและผลจากแบบประเมนิ พบว่านกั เรยี นทงั้ 45 คนมคี วามรคู้ วาม
เขา้ ใจในการอนุรกั ษ์โบราณสถานโบราณวตั ถุทเ่ี มอื งอ่ทู องมากขน้ึ ทงั้ ในแง่
เทคนคิ และแนวความคดิ
10. อนันต์ กลิ่นโพธ์ิกลบั . “การศึกษาความหมายและรูปแบบ
ต ร า ป ร ะ ท ับ ส ม ยั แ ร ก เ ริ ม่ ป ร ะ ว ตั ิศ า ส ต ร ์ ใ น
พิพิธภณั ฑสถานแห่ง ชา ติอู่ท อง อา เภ ออู่ท อง จงั หว ดั
สุพรรณบุรี.” วิทยานิ พนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต
(สาขาโบราณคดีสมัยประวัติ ศาสตร์) บัณฑิ ตวิ ทยาลัย
มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2547.
ศกึ ษาตราประทบั ท่ีจดั แสดงหรอื เกบ็ รกั ษาอยู่ในพพิ ธิ ภณั ฑสถาน
แห่งชาติ อู่ทอง โดยมีจุดประสงค์เพ่อื จดั หมวดหมู่และหาความหมายเชิง
ประตมิ านวทิ ยา (ลกั ษณะรปู ภาพ) ของตราประทบั เพ่อื แปลความถงึ หน้าท่ี
การใชง้ าน และความสมั พนั ธข์ องเมอื งอ่ทู องกบั เมอื งโบราณอ่นื ๆ โดยใชว้ ธิ ี
การศกึ ษาเปรยี บเทยี บรูปแบบตราประทบั กบั เมอื งต่างๆ ท่มี ีหลกั ฐานว่า
สมั พนั ธก์ บั เมอื งอทู่ อง
จากการศึกษาพบว่า ตราประทบั แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
ตราประทบั (seal) ซง่ึ หมายถงึ วตั ถุทใ่ี ชส้ าหรบั ประทบั ตรา และตราดนิ เผา
(baked clay sealing) ซง่ึ หมายถงึ วตั ถุทถ่ี ูกประทบั ตรา โดยทงั้ สองประเภท
มีหน้าท่เี ป็นตราประจาตัว เพ่อื ใช้ติดต่อส่อื สารหรอื อาจใช้เป็นเคร่อื งราง
ของขลงั แต่ตราประทบั ท่ใี ช้ในการศกึ ษาน้ีไม่ไดท้ าจากดนิ เผาเท่านนั้ ยงั มี
บางชน้ิ ทท่ี าจากงาชา้ งและหนิ ดว้ ย
ส่วนลวดลายของตราประทับแบ่งเป็ นกลุ่มภาพสัตว์มงคลของ
อนิ เดยี สญั ลกั ษณ์หรอื ภาพเทพเจา้ ในศาสนาพราหมณ์ ภาพวถิ ชี วี ติ บุคคล
รวมถงึ ตวั อกั ษรพราหมสี มยั คุปตะและตวั อกั ษรปัลลวะ
~ 260 ~
ตราประทบั ทเ่ี ก่าแกท่ ส่ี ดุ คอื ตราประทบั หนิ คารเ์ นเลยี น พบทแ่ี หล่ง
โบราณคดคี วนลูกปัด อ.คลองท่อม จ.กระบ่ี มลี วดลายเป็นตวั อกั ษรพราหมี
อายุราวพุทธศตวรรษท่ี 3 – 5 ดงั นัน้ ตราประทบั ในช่วงแรกจงึ เป็นของ
ชาวอินเดียท่ีเดินทางมาปฏิสมั พันธ์กับดินแดนประเทศไทยในปัจจุบัน
สว่ นตราประทบั ทใ่ี ชใ้ นการศกึ ษาน้สี ามารถลาดบั อายุไดด้ งั น้ี
1. พุทธศตวรรษท่ี 6 – 9
พบตราประทบทม่ี ีลวดลายคล้ายกบั ตราประทบั ท่ปี รากฏในสมยั
กุษาณะของอนิ เดยี เช่น ตราดนิ เผารปู ใบหน้าชาวตะวนั ตก
2. พุทธศตวรรษท่ี 9 – 11
พบตราดินเผารูปสญั ลกั ษณ์มงคลและอักษรพราหมีสมยั คุปตะ
(พทุ ธศตวรรษท่ี 10 – 11)
3. พุทธศตวรรษท่ี 12 – 13
พบตราดนิ เผารปู สงิ โตนงั่ และตวั อกั ษรปัลลวะ (พุทธศตวรรษท่ี 12)
4. พุทธศตวรรษท่ี 13
พบตราดนิ เผาภาพวถิ ชี วี ติ บุคคลและสตั วท์ อ้ งถิน่ ท่ไี ม่ไดเ้ ป็นสตั ว์
มงคลของอนิ เดยี แสดงว่าชาวพ้นื เมอื งทวารวดี เรมิ่ ผลติ ตราประทบั ขน้ึ ใช้
เองแลว้
จากการศึกษาเปรียบเทยี บรูปแบบพบว่า มีตราประทบั ลกั ษณะ
คล้ายกันท่ีเมืองโบราณนครปฐม เมืองจนั เสน จ.นครสวรรค์ เมืองวังไผ่
จ.ลพบุรี เมอื งดงมะรุม จ.ลพบุรี แหล่งโบราณคดีควนลูกปัด รวมถึงเมอื ง
ออกแกว้ ประเทศเวยี ดนาม อนั แสดงใหเ้ หน็ ถึงความสมั พนั ธร์ ะหว่างเมอื ง
ต่างๆ ไดอ้ ยา่ งดี
~ 261 ~
จุ
ตราดนิ เผารปู สงั ข์
จดั แสดงอยทู่ พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ อ่ทู อง
~ 262 ~
ตราดนิ เผารปู บคุ คล 2 คน
จดั แสดงอยทู่ พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ อ่ทู อง
~ 263 ~
11. จฑุ ามาศ คงสวสั ด์ิ. “การศกึ ษาแนวทางการส่งเสริมการท่องเทีย่ ว
เชิ งวัฒนธรรม เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี.”
วิทยานิ พนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาวิชา
พฒั นศกึ ษา) บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2550.
เป็ นการวิจัยเชิงสารวจความคิดเห็นจากแบบสอบถามของ
นักท่องเท่ียวและเจ้าหน้าท่ีผู้ปฏิบตั ิงานในพ้ืนท่ีหรือมัคคุเทศก์เก่ียวกับ
การท่องเท่ยี วเชงิ วฒั นธรรมทเ่ี มอื งอ่ทู อง ไดแ้ ก่ พพิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ
อู่ทอง วัดเขาดีสลัก และโบราณสถานต่างๆ โดยเฉพาะโบราณสถาน
คอกชา้ งดนิ
ผลการวจิ ยั พบว่า จากจานวนนกั ทอ่ งเทย่ี ว 400 คน มนี กั ท่องเทย่ี ว
เพศหญิงมากกว่าเพศชาย เป็นนักเรยี นนักศกึ ษาอายุน้อยกว่าหรอื เท่ากบั
20 ปีจานวนมากทส่ี ดุ ส่วนใหญ่เดนิ ทางมาจากภาคกลาง โดยพจิ ารณาจาก
สอ่ื ประชาสมั พนั ธแ์ ละการแนะนาบอกต่อ
สาหรบั แรงจงู ใจในการท่องเทย่ี วเชงิ วฒั นธรรมโดยรวมถอื ว่าอย่ใู น
ระดบั มาก ทงั้ ในดา้ นบรกิ าร ด้านสงิ่ ดงึ ดูดใจสาหรบั นักท่องเทย่ี ว ด้านการ
เดนิ ทาง ดา้ นสง่ิ อานวยความสะดวก สว่ นดา้ นการประชาสมั พนั ธอ์ ย่ใู นระดบั
ปานกลาง
สว่ นเจ้าหน้าท่ผี ู้ปฏบิ ตั งิ านในพน้ื ทแ่ี ละมคั คุเทศก์จานวน 32 คน
กลบั มรี ะดบั ความพงึ พอใจในการจดั การท่องเทย่ี วเชงิ วฒั นธรรมอย่ใู นระดบั
ปานกลาง ทงั้ ด้านกายภาพหรอื ภูมทิ ศั น์ ด้านความปลอดภยั ด้านการให้
ชุมชนมีส่วนร่วม ด้านแหล่งการเรียนรู้ และด้านความสะดวกหรือบริการ
พน้ื ฐาน
~ 264 ~
12. สายทิพย์ สุดชา. “กระบวนการค้าโบราณวตั ถปุ ระเภทลูกปัด
ทวารวดี.” เอกสารการศึกษาเฉพาะบุคคล หลกั สูตรปริญญา
ศิ ล ป ศ า ส ต ร บัณ ฑิ ต ( โ บ ร า ณ ค ดี ) ค ณ ะ โ บ ร า ณ ค ดี
มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2552.
ศึกษากระบ วนการค้าโ บ ราณวัต ถุ ประเภ ท ลูกปั ดสมัยท ว ารว ดี
ท่เี ป็นทงั้ หลกั ฐานทางโบราณคดแี ละของสะสม ซ่งึ มีปัจจยั เร่อื งความเช่ือ
เก่ียวกับสีสนั และความสวยงามของลูกปัดทวารวดีท่ีส่งผลต่อกระบวน
การคา้
โดยมีขนั้ ตอนในการศึกษาคือ การรวบรวมเอกสารและประมวล
กฎหมาย การสงั เกตการณ์ การสมั ภาษณ์กลุ่มชาวบา้ น เป็นผู้ลกั ลอบขุดท่ี
บ้านบุเส้ยี ว ตาบลบ้านนา อาเภอกบนิ ทร์บุรี จงั หวดั ปราจนี บุรี กลุ่มผู้ค้า
และกลมุ่ ผซู้ อ้ื ก่อนนามาวเิ คราะหแ์ ละประมวลผลของกระบวนการคา้ ลกู ปัด
ทวารวดี
ประเดน็ ทเ่ี กย่ี วกบั เมอื งโบราณอ่ทู องคอื โบราณวตั ถุประเภทลกู ปัด
ทพ่ี บในเมอื งโบราณอทู่ อง มกี ารจดั รปู แบบและตคี วามว่าอย่ใู นสมยั ทวารวดี
ซง่ึ ถูกนามาเปรยี บเทยี บกบั ลูกปัดทด่ี งศรมี หาโพธิ จงั หวดั ปราจนี บุรี และ
ดงละคร จงั หวดั นครนายก เพอ่ื สนั นิษฐานวา่ เป็นลกู ปัดสมยั ทวารวดเี ช่นกนั
13. ธนิตตา ธนสิริกลุ วงศ.์ “การศึกษารปู แบบพวยกาสมยั ทวารวดีใน
พ้ืนทีภ่ าคกลาง.” เอกสารการศึกษาเฉพาะบุคคล หลกั สูตร
ปริญญา ศิลปศาสตรบณั ฑิ ต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี
มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2553.
ศกึ ษาเศษภาชนะดนิ เผาส่วนพวยกา จากตวั อย่างแหล่งโบราณคดี
สมยั ทวารวดใี นภาคกลาง จานวน 7 แหล่ง ซง่ึ ภาชนะมพี วยสามารถแบ่ง
ออกตามรูปทรงได้ 2 รูปแบบคือ ประเภทหม้อ ได้แก่ กุณฑี (Kendi)
หม้อพรมน้า (Kundika) และประเภทถ้วยหรือเรียกว่า ตะเกียงโรมัน
~ 265 ~
แต่เอกสารฉบบั น้ีไดศ้ กึ ษาเฉพาะหมอ้ มพี วยเท่านัน้ โดยวเิ คราะหเ์ ร่อื งคติ
ความเชอ่ื เทคนิคการผลติ อายสุ มยั หน้าทก่ี ารใชง้ าน ความสมั พนั ธร์ ะหว่าง
รปู แบบพวยกากบั รปู ทรงภาชนะ และสรปุ รปู แบบพวยกาสมยั ทวารวดี
ประเดน็ ทเ่ี กย่ี วกบั เมอื งโบราณอทู่ องคอื การขดุ คน้ แหลง่ โบราณคดี
คอกชา้ งดนิ ใน พ.ศ. 2540 พบกุณฑเี กอื บเตม็ ใบ มพี วยกาลกั ษณะโคง้ คว่า
และพบพวยกาทงั้ รปู แบบปากผายและปากแคบสงู แบบขวดทก่ี ระจายตวั ใน
ชนั้ ดนิ อย่อู าศยั จานวนมาก และการขุดคน้ บรเิ วณโบราณสถานคอกชา้ งดนิ
13 (คชด. 13) ใน พ.ศ. 2544 กพ็ บชน้ิ ส่วนพวยกาเช่นกนั นอกจากน้ียงั มี
การตคี วามพวยการูปมกรท่พี พิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติอ่ทู อง ว่าอาจสะทอ้ น
ถงึ คตคิ วามเชอ่ื เน่อื งในศาสนาสมยั ทวารวดอี กี ดว้ ย
14. พงษ์ศกั ด์ิ นิ ลวร. “ร่องรอยพุทธศาสนาสมยั ทวารวดีบริเวณลุ่ม
แมน่ ้าลพบุรี-ป่ าสกั ศึกษาจากหลกั ฐานทางโบราณคดีประเภท
ศิลปกรรมและจารึก.” วิทยานิ พนธ์ปริญญาศิลปศาสตร
มหาบณั ฑิต (สาขาโบราณคดีสมยั ประวตั ิศาสตร์) บณั ฑิต
วิทยาลยั มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2553.
ศึกษาอิทธิพลของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทและมหายาน
จากหลักฐานทางโบราณคดีในแหล่งโบราณคดีลุ่มแม่น้าลพบุรี-ป่ าสัก
ทัง้ ประเภทลายลักษณ์อักษร ประติมากรรม ได้แก่ พระพุทธรูปศิลา
พระพุทธรปู และพระโพธสิ ตั วห์ ลอ่ จากโลหะมที งั้ สารดิ และเงนิ ธรรมจกั รศลิ า
และกวางหมอบ ประตมิ ากรรมภาพสลกั นูนต่า พระพมิ พด์ นิ เผา แผ่นทองดุน
รูปพระโพธสิ ตั ว์ สถูปสารดิ และสถาปัตยกรรมไดแ้ ก่ ศาสนสถานกลางแจง้
และถ้า ซ่ึงมีการวิเคราะห์เร่ืองศูนย์กลางวัฒนธรรม คติความเช่ือ
ความสาคญั ของพน้ื ท่ี และความสมั พนั ธท์ างวฒั นธรรมระหว่างเมอื งโบราณ
สมยั ทวารวดใี นลุ่มแม่น้าลพบุร-ี ป่าสกั ลุม่ แม่น้าแมก่ ลอง-ทา่ จนี และลุ่มแมน่ ้า
ชตี อนกลาง
~ 266 ~
พระพทุ ธรปู ดนิ เผา พบทโ่ี บราณสถานหมายเลข 5
จดั แสดงอย่ทู พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ อ่ทู อง
~ 267 ~
พระพทุ ธรปู พบที่วดั เขาพระ เมืองอ่ทู อง
จดั แสดงอยทู่ ี่พิพิธภณั ฑสถานแห่งชาติ
อ่ทู อง
~ 268 ~
พระพมิ พด์ นิ เผา พบทเ่ี มอื งอ่ทู อง
จดั แสดงอยทู่ พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ อ่ทู อง
~ 269 ~
ประตมิ ากรรมดนิ เผา
รปู พทุ ธบดิ า “พระเจา้ สุทโธทนะ”
พบทเ่ี จดยี ห์ มายเลข 11 เมอื งอ่ทู อง
จดั แสดงอย่ทู พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ อ่ทู อง
~ 270 ~
ในส่วนของเมอื งอู่ทองนัน้ พบหลกั ฐานทางโบราณคดีจานวนมาก
จึงสนั นิษฐานว่าเป็นหน่ึงในเมืองศูนย์กลางสาคญั ของวฒั นธรรมทวารวดี
ราวพุทธศตวรรษท่ี 11-16 โดยโบราณวตั ถุเน่ืองในพระพุทธศาสนาท่แี สดง
ถงึ ความสมั พนั ธก์ บั แหล่งโบราณคดบี รเิ วณลุ่มแม่น้าลพบุรี-ป่ าสกั และพน้ื ท่ี
อน่ื ๆ ทร่ี ว่ มสมยั กนั ไดแ้ ก่
1. พระพทุ ธรปู ศลิ า พบชน้ิ สว่ นพระพุทธรปู นาคปรก รูปแบบศลิ ปะ
อมราวดี และมอี ายุเก่าแกท่ ส่ี ดุ ในประเทศไทย
2. พบจารกึ ระบุช่อื “เมตไตรยะ” กาหนดอายุราวพุทธศตวรรษท่ี
12
3. พระพุทธรูปสาริด ได้แก่ พระพุทธรูปสาริดจากการขุดแต่ง
โบราณสถานทเ่ี มอื งโบราณอู่ทอง มลี กั ษณะคลา้ ยกบั พระพุทธรูปศลิ าทว่ี ดั
พระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวดั ลพบุรี, พระพุทธรูปสาริดประทบั ยืนแสดง
วติ รรกะมุทราสองพระหตั ถ์ และพระพุทธรปู สารดิ ประทบั ยนื แสดงวติ รรกะ
มุทราด้วยพระหตั ถ์ขวาและหงายพระหตั ถ์ซ้ายจีบน้ิวพระหตั ถ์ หรือปาง
ประทานธรรมพบทเ่ี มอื งอ่ทู อง และเขาคลงั ใน จ.เพชรบรู ณ์ และพระพุทธรปู
สารดิ มปี ระภามณฑลลายเปลวเพลงิ ซง่ึ นกั วชิ าการบางท่านสนั นิษฐานว่ามี
ตน้ แบบจากศลิ ปะปาละของประเทศอนิ เดยี
4.พระพมิ พด์ นิ เผา พบช้นิ ส่วนพระพมิ พ์ดนิ เผาภาพพระพุทธเจา้
ประทับยืนแสดงปางวิตรรกะมุทรา จากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 9
มลี กั ษณะคลา้ ยกบั ทเ่ี มอื งโบราณจนั เสน จ.นครสวรรค์
5. ธร รม จัก รศิลา แ ละ กว า ง ห ม อ บ ท่ีเป็ นสัญ ลักษ ณ์ ข อง
พระพุทธศาสนา พบท่เี มอื งโบราณอู่ทอง เมอื งนครปฐมโบราณ และเมอื ง
ลพบรุ ี
6. พบเสาธรรมจักรประดับด้วยลายพวงมาลัยและพวงอุบะ
อทิ ธพิ ลของศลิ ปะอนิ เดยี
~ 271 ~
7. ประตมิ ากรรมประดบั สถาปัตยกรรมรปู คนแคระมลี กั ษณะคลา้ ย
กบั ทเ่ี มอื งลพบรุ ี เมอื งนครปฐมโบราณ เมอื งคบู วั และเมอื งศรเี ทพ
8. ประติมากรรมภาพสลกั นูนต่ารูปพระวิษณุ มีลกั ษณะถือจกั ร
หนั หน้าออกคลา้ ยกบั ภาพสลกั บนผนังถ้าพระโพธสิ ตั ว์ อ.ทบั กวาง จ.สระบุรี
และศลิ ปะอนิ เดยี ราชวงศอ์ กิ ษวากุ แควน้ อานธรประเทศ ประเทศอนิ เดยี
15. วรรณภา อมั พวนั . “เทคนิคเชิงช่างงานประติมากรรมปูนปัน้ และ
ดิ นเผาที่ใช้ในการประดับศาสนสถานสมัยทวารวดี.”
วิทยานิ พนธ์ศิ ลปศาสตรมหาบัณฑิ ต (สาขาโบราณคดี
สมยั ประวตั ิศาสตร)์ บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั ศิลปากร,
2553.
ศกึ ษาประติมากรรมปูนปั้นและดนิ เผาประดบั สถาปัตยกรรมสมยั
ทวารวดี จากแหล่งโบราณคดี 8 แห่ง เพ่อื วเิ คราะหเ์ ร่อื งเทคนิควธิ ี ขนั้ ตอน
การทา และความหลากหลายของงานชา่ งฝีมอื รวมถงึ การใชว้ ธิ ศี ลิ าวรรณนา
กบั ตวั อย่างประตมิ ากรรมจาก 3 แหล่ง คอื เมอื งอ่ทู อง เมอื งคูบวั จ.ราชบุรี
และเมอื งศรเี ทพ จ.เพชรบูรณ์ ผลการศึกษาสรุปได้ว่างานประติมากรรม
ดนิ เผาจากบางแหล่งโบราณคดี เช่น เมืองศรีเทพ เมืองอู่ทอง แสดงถึง
ผลงานของช่างทอ้ งถนิ่ ทม่ี ลี กั ษณะเฉพาะ
ประตมิ ากรรมจากเมอื งอ่ทู อง เป็นหน่ึงในตวั อย่างทน่ี ามาใชศ้ กึ ษา
มกี ารกล่าวถงึ ขอ้ มลู สงั เขปทงั้ ตาแหน่งทต่ี งั้ แผนผงั หลกั ฐานทางโบราณคดี
และความสาคญั ในสมยั ทวารวดี ซง่ึ พบประตมิ ากรรมดนิ เผาประดบั บนเจดยี ์
หมายเลข 2, 3, 5 และ 11 ทงั้ ประตมิ ากรรมนูนสูงและนูนต่า และพบ
ประตมิ ากรรมปนู ปัน้ แบง่ ตามลกั ษณะออกเป็น 3 กลุ่ม คอื บุคคล สตั ว์ และ
ลวดลายประดบั สถาปัตยกรรม ซง่ึ ผลการวเิ คราะหป์ ระตมิ ากรรมดนิ เผาดว้ ย
วธิ ศี ลิ าวรรณนา สนั นิษฐานว่ามสี ว่ นผสมเพยี งเน้ือดนิ ธรรมชาตจิ ากบรเิ วณ
แหล่งโบราณคดี ใช้เทคนิคการข้นึ รูปคล้ายคลึงกบั ประติมากรรมท่ีเมือง
~ 272 ~
ศรเี ทพและเมอื งคบู วั และมเี ทคนิคการเผาแบบกลางแจง้ ดว้ ยอุณหภูมิ 400 -
550 องศาเซลเซยี ส ต่อมามกี ารใช้ปูนปั้นเพราะขนั้ ตอนการทางานทง่ี ่าย
สะดวก และมอี ายุการใชง้ านยาวนาน ดงั นัน้ ประติมากรรมปูนปั้นจงึ เป็นท่ี
นยิ มกนั มาจนถงึ ปัจจบุ นั
16. ดวงกมล อนันต์วชั รกลุ . “คติความเชือ่ เรือ่ งสตั ว์ทีป่ รากฏใน
วัฒนธรรมทวารวดี.” เอกสารการศึกษาเฉพาะบุคคล
หลกั สูตรศิลปศาสตรบณั ฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี
มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2554.
รวบรวมศิลปกรรมรูปสัตว์ เพ่ือศึกษาคติความเช่ือท่ีแฝงอยู่
โดยศกึ ษาเฉพาะโบราณวตั ถุทม่ี ภี าพและคาอธบิ ายภาพปรากฏอย่ใู นเอกสาร
ต่างๆ เท่านัน้ โดยสรุปผลไดว้ ่า ศลิ ปกรรมรูปสตั ว์ในสมยั ทวารวดนี ัน้ แบ่ง
ประเภทได้ 2 ประเภทคอื สตั วท์ ม่ี ใี นธรรมชาติ และสตั วใ์ นเทพนิยาย (สตั ว์
ผสม)
จุดมุ่งหมายในการสรา้ งศลิ ปกรรมรปู สตั วส์ มยั ทวารวดมี ี 2 ประการ
คอื มคี วามเกย่ี วเน่อื งในศาสนา หรอื คตคิ วามเช่อื ในดา้ นต่างๆ เช่น โชคลาภ
ความมงั่ คงั่ ความอุดมสมบรู ณ์สญั ลกั ษณ์มงคล ประตมิ ากรรมภาพเล่าเร่อื ง
ในพุทธศาสนา และไม่มคี วามเก่ยี วขอ้ งกบั ศาสนา หรอื ความเช่อื แต่เป็น
เร่อื งสามญั ทวั่ ไป อาจมหี รอื ไม่มคี วามหมายพเิ ศษกไ็ ด้ ตามแต่จุดประสงค์
ของผสู้ รา้ ง
โดยสงิ หเ์ ป็นสตั วท์ พ่ี บความนิยมมากท่ีสดุ ในสมยั ทวารวดี ปรากฏ
งานศลิ ปกรรมทุกประเภท ซ่งึ อาจมีความหมายท่สี มั พนั ธ์กบั พุทธศาสนา
รวมทงั้ สอดคลอ้ งกบั ความนิยมรปู สตั วใ์ นประเทศอนิ เดยี ในช่วงเวลาเดยี วกนั
ในส่วนท่เี ก่ยี วขอ้ งกบั เมอื งอ่ทู อง มกี ารใชต้ วั อย่างโบราณวตั ถุซ่งึ
ปรากฏรปู สตั วต์ ่างๆ ทัง้ ท่เี ป็นสตั ว์ในธรรมชาติ และสตั ว์ในเทพนิยาย เช่น
กระต่าย กวาง ชา้ ง พระคเณศ คชลกั ษมี ปลา มา้ ปู ปลา ลงิ ววั สงิ ห์ หงส์
~ 273 ~
สงั ข์/หอยทาก กนิ รี ครุฑ นาค เป็นต้น ส่วนมากพบเป็นตราประทบั และ
ตราดินเผา ทงั้ น้ีมีจุดมุ่งหมายในการสร้างทงั้ ท่เี ก่ียวกบั คติความเช่ือทาง
ศาสนา และใชใ้ นชวี ติ สามญั ทวั่ ๆ ไป
17. เมริกา สงวนวงษ์. “การศึกษาประติมากรรมชาวต่างชาติสวม
หมวกทรงสูงในสมัยทวารวดี.” เอกสารการศึกษาเฉพาะ
บุคคล หลักสูตรศิ ลปศาสตรบัณฑิ ต (โบราณคดี) คณะ
โบราณคดี มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2554.
ศกึ ษาประติมากรรมรูปชาวต่างชาติสวมหมวกทรงสูงจากแหล่ง
โบราณคดสี มยั ทวารวดี 4 แห่ง เพอ่ื จดั จาแนกลกั ษณะหน้าตา รปู แบบหมวก
เคร่อื งแต่งกาย สง่ิ ของ และเช้อื ชาติ ซง่ึ สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคอื
ชาวอินโด-ซิเถียน (Indo-Scythian) และชาวตูหร่านเน่ียน (Turanian)
นักวชิ าการมคี วามคดิ เหน็ ตรงกนั ว่าเป็นพ่อคา้ ชาวต่างชาตทิ เ่ี ดนิ ทางเขา้ มา
ค้าขายในสมยั ทวารวดี นอกจากน้ียงั มีการศึกษาหลกั ฐานทางโบราณคดี
ประเภทอ่นื ๆ ร่วมด้วย เพ่อื แสดงถงึ ความสมั พนั ธ์และเสน้ ทางการค้าของ
ชาวต่างชาตมิ ายงั ชมุ ชนทวารวดี
ในส่วนของเมอื งโบราณอู่ทอง มกี ารกล่าวถงึ ตงั้ แต่ลกั ษณะทวั่ ไป
ทงั้ ตาแหน่งทต่ี งั้ สภาพพน้ื ท่ี การกระจายตวั ของแหล่งโบราณคดี หลกั ฐาน
ทางศาสนา การค้า และสถาปัตยกรรม โดยสันนิษฐานว่าเมืองอู่ทอง
เป็นเมอื งท่าค้าขายทางทะเล และมพี ่อค้าชาวพุทธจากลุ่มแม่น้ากฤษณา-
โคทาวารเี ดนิ ทางมาตดิ ต่อคา้ ขายและตงั้ ถน่ิ ฐานในสมยั อนิ โด-โรมนั รวมถงึ มี
การเผยแพร่พระพุทธศาสนาจากอนิ เดยี ใต้ทไ่ี ดร้ บั การอุปถมั ภ์จากกษัตรยิ ์
ราชวงศ์สาตวาหนะ (พุทธศตวรรษท่ี 5 - 8) และราชวงศ์อิกษวากุ
(พุทธศตวรรษท่ี 8 - 9) โดยมศี นู ย์กลางของงานศลิ ปกรรมทเ่ี มอื งอมราวดี
และเมอื งนาคารชุณโกณฑะ
~ 274 ~
ประตมิ ากรรมปนู ปัน้ ใบหน้าชาวต่างชาติ
จดั แสดงอย่ทู พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ
อ่ทู อง
~ 275 ~
นอกจากน้ยี งั พบประตมิ ากรรมปนู ปัน้ รปู ศรี ษะของบคุ คลสวมหมวก
ทรงสงู บนวหิ ารหมายเลข 5 จานวน 1 ชน้ิ มลี กั ษณะใบหน้ากลม จมูกโด่ง
ตาโปน ค้วิ หนาต่อกัน รมิ ฝีปากหนาอมย้มิ หูยานยาว สวมหมวกทรงสูง
ปลายแหลมโค้ง และมีขอบหมวก ปัจจุบนั จดั แสดงอยู่ท่พี ิพิธภณั ฑสถาน
แห่งชาติ อู่ทอง สนั นิษฐานว่าเป็นประติมากรรมรูปพ่อคา้ ชาวซิเถียนทต่ี งั้
ถน่ิ ฐานอย่ทู างทศิ ตะวนั ตกของอนิ เดยี และเดนิ ทางเขา้ มาคา้ ขายในดนิ แดน
เอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ รวมถงึ ชมุ ชนทวารวดดี ว้ ย
18. เสาวพงษ์ ยมาพฒั น์. “อ่ทู องในเครอื ข่ายการค้าโลกสมยั โบราณ.”
เอกสารการค้นคว้าอิสระ หลกั สูตรศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต
(สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์) บณั ฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2554.
ศกึ ษาบทบาททางการค้าของเมืองอู่ทองกบั เครอื ข่ายการค้าโลก
สมยั โบราณ โดยใชก้ ารศกึ ษาเอกสาร (documentary research) รวบรวม
ขอ้ มูลจากเอกสารทุติยภูมเิ ป็นหลกั ได้แก่ รายงานการสารวจและขุดแต่ง
โบราณวตั ถุสถานเมอื งเก่าอู่ทองและเมอื งอ่นื ๆ ในภูมภิ าคต่างๆ ท่ตี ิดต่อ
คา้ ขายกบั เมอื งอู่ทอง และยงั ใชข้ อ้ มูลจากหลกั ฐานทางโบราณคดปี ระเภท
ต่างๆ รวมถงึ เอกสารประวตั ศิ าสตรแ์ ละขอ้ มลู ดา้ นภมู ศิ าสตรส์ ารสนเทศ เช่น
ภาพถ่ายทางอากาศ โดยกาหนดขอบเขตการวจิ ยั ตงั้ แต่ช่วงพุทธศตวรรษท่ี
3 - 17
เมือง อู่ทอ ง มีลักษ ณ ะท า งภู มิศา สต ร์ท่ีเ ห ม า ะ สม ต่ อ ก าร แ วะ พัก
จอดเรอื และเตรยี มเสบยี งอาหารเพ่อื การเดนิ ทาง อกี ทงั้ มสี ภาพภูมอิ ากาศท่ี
เหมาะสมต่อการเดนิ เรอื ทาใหเ้ มอื งอ่ทู องมพี ฒั นาการดา้ นการตดิ ต่อคา้ ขาย
กบั โลกโบราณมาตงั้ แต่ราวพุทธศตวรรษท่ี 3 และเจรญิ รุ่งเรอื งขน้ึ ตามภาวะ
การคา้ ของโลกสมยั โบราณ โดยเฉพาะชว่ งพทุ ธศตวรรษท่ี 8 - 9 (สมยั อนิ โด-
โรมนั ) ต่อเน่ืองเร่อื งมาถงึ ราวพุทธศตวรรษท่ี 10 - 12 มกี ารพบโบราณวตั ถุ
~ 276 ~
เน่ืองในศาสนามากกว่าโบราณวตั ถุประเภทสนิ ค้า ซง่ึ แสดงถงึ ความสาคญั
ของเมอื งอทู่ องอกี ฐานะหน่งึ คอื เป็นเมอื งศนู ยก์ ลางทางพุทธศาสนา
เมอื งอ่ทู องยงั มบี ทบาทเป็นเมอื งทา่ ทส่ี าคญั ของรฐั ทวารวดตี ่อมาถงึ
ราวพุทธศตวรรษท่ี 13 - 16 โบราณวตั ถุทพ่ี บในช่วงสมยั น้ีมเี คร่อื งถ้วยจนี
และเคร่ืองถ้วยอาหรับ ซ่ึงแสดงถึงการปรับตัวตามภาวะการค้าของโลก
โบราณทข่ี ยายตวั มากขน้ึ โดยเฉพาะการคา้ กบั ประเทศจนี
สาหรบั เสน้ ทางการค้าสาคญั ทเ่ี มอื งโบราณอู่ทองใชต้ ดิ ต่อคา้ ขาย
กบั โลกโบราณตงั้ แต่พุทธศตวรรษท่ี 5 - 17 ไดแ้ ก่ เสน้ ทางการคา้ สายไหม
(Silk Road) และเสน้ ทางการคา้ เคร่อื งเทศ (Spice Route) โดยทงั้ สอง
เสน้ ทางมเี ครอื ขา่ ยการคา้ ในมหาสมทุ รอนิ เดยี เป็นหลกั
เมอื งอทู่ องไดล้ ดบทบาทการตดิ ต่อทางการคา้ กบั โลกโบราณในช่วง
พทุ ธศตวรรษท่ี 17 เน่อื งจากสาเหตุหลายประการ ไดแ้ ก่
1. การเปล่ียนแปลงเส้นทางน้าท่ีไม่ไหลผ่านตัวเมือง ทาให้
ขาดแคลนน้าในการอุปโภคบรโิ ภค และไมส่ ะดวกในการคมนาคม
2. การเพมิ่ บทบาทของท่าเรอื ทางตอนใต้ของประเทศไทยสมัย
ศรีวิชัย และการเปล่ียนแปลงเส้นทางการเดินเรอื โดยมุ่งลงไปสู่หมู่เกาะ
เคร่อื งเทศโดยตรง
3. การเปล่ยี นแปลงระบบการค้าของประเทศจนี ท่สี ่งผลต่อการ
เปลย่ี นแปลงเสน้ ทางการเดนิ เรอื
19. วรพงศ์ อภินันทเวช. “ประติมากรรมคนแคระในวฒั นธรรม
ทวารวดี: รปู แบบและความหมาย.” วิทยานิพนธป์ ริญญาศิลป
ศาสตรบณั ฑิต (สาขาประวตั ิศาสตรศ์ ิลปะ) บณั ฑิตวิทยาลยั
มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2555.
~ 277 ~
ศกึ ษาคตแิ ละรปู แบบศลิ ปกรรมของประตมิ ากรรมคนแคระทพ่ี บใน
ศลิ ปะทวารวดี โดยเปรยี บเทยี บกบั คมั ภีรต์ ่างๆ ประตมิ ากรรมคนแคระใน
ศลิ ปะอนิ เดยี และประเทศอน่ื ๆ ในเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ ซง่ึ สง่ รปู แบบและ
คตใิ หก้ บั งานประตมิ ากรรมคนแคระในทวารวดี
จากการศึกษาสรุปได้ว่า ประติมากรรมคนแคระท่ีพบในศิลปะ
ทวารวดมี รี ูปแบบและคตทิ ม่ี าจากศลิ ปะอนิ เดยี โดยมหี น้าทต่ี ามตาแหน่งท่ี
พบดงั น้ี ในฐานะผู้ปกป้อง ผู้ค้าจุน หรอื ผู้แบก มกั ปรากฏในส่วนล่างของ
อาคาร หรอื ฐานรองรบั มกั ทาในรปู คนแคระนงั่ แยกขา ชนั เขา่ ใชห้ ลงั หรอื มอื
แบกดา้ นบน คลา้ ยกบั คตปิ ระตมิ ากรรมยกั ษ์
คนแคระในฐานะสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ มักอ้วน
ทอ้ งใหญ่ แขนขาสนั้ คล้ายกบั ลกั ษณะของหมอ้ ปูรณฆฏะ หรอื ปรากฏเป็น
ภาพคนแคระถูกคายออกจากปากมกร และในฐานะท่ีเก่ียวข้องกับเทพ
ชนั้ รอง หรอื คตคิ ณะ มกั ปรากฏในรูปคนแคระทม่ี อี งคป์ ระกอบของสตั ว์ เช่น
มเี ศยี รเป็นสงิ ห์ หรอื โค และประตมิ ากรรมกนิ รเี ล่นดนตรี คล้ายกบั รูปแบบ
ประตมิ ากรรมคนแคระของอนิ เดยี และเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้
ในสว่ นทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกบั เมอื งอ่ทู องนนั้ มกี ารใชต้ วั อย่างโบราณวตั ถุท่ี
พบท่เี มอื งอู่ทองในการศกึ ษา โดยประติมากรรมคนแคระทเ่ี มอื งอู่ทองนัน้
พบทงั้ ท่เี ป็นประตมิ ากรรมปูนปั้นลอยตวั แผ่นภาพดนิ เผา ประติมากรรม
รปู นรสงิ หแ์ บก และรปู คชลกั ษมใี นฐานะเทพแี ห่งความอดุ มสมบรู ณ์
~ 278 ~
ประตมิ ากรรมปนู ปัน้ รปู คนแคระ
จดั แสดงอย่ทู พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ อ่ทู อง
~ 279 ~
20. วนั วิสาข์ ธรรมานนท์. “หลกั ฐานทางโบราณคดีในประเทศไทยที่
แสดงถึงความสัมพันธ์ทางการค้ากับเอเชี ยตะวันตก
ก่อนพุทธศตวรรษที่ 16.” วิทยานิ พนธ์ปรชั ญาดุษฎีบณั ฑิต
(สาขาโบราณคดีสมัยประวัติ ศาสตร์) บัณฑิ ตวิ ทยาลัย
มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2555.
วิทยานิพนธ์ฉบับน้ีเป็ นการศึกษาหลักฐานทัง้ หมดท่ีแสดงถึง
ความสมั พนั ธ์ระหว่างเอเชียตะวันตกกบั ประเทศไทย ในช่วงก่อนพุทธ
ศตวรรษท่ี 16 ทงั้ จากเอกสารทางประวตั ศิ าสตร์ หลกั ฐานทางโบราณคดี
โดยเฉพาะการศกึ ษาแหล่งทม่ี าของโบราณวตั ถุ โดยพจิ ารณาจากเทคโนโลยี
การผลติ ดว้ ยวธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร์
ผู้ศึก ษ า ใ ช้ ข้อ มู ล จ า ก แ ห ล่ ง โ บ ร า ณ ค ดีท่ีอ ยู่ ใ น เ ส้น ท า ง ก า ร ค้ า
ทงั้ ทางบกและทางน้าจากเอเชยี ตะวนั ตกถงึ ประเทศจีน (เสน้ ทางสายไหม)
ได้แก่ แหล่งโบราณคดีในประเทศอิหร่าน ปากีสถาน ศรีลงั กา มาเลเซีย
อนิ โดนเี ซยี และในประเทศไทย ไดแ้ ก่ ทุง่ ตกึ จ.พงั งา แหลมโพธิ์ จ.สรุ าษฎร์
ธานี นางย่อน จ.ระนอง ภเู ขาทอง จ.ระนอง เมอื งยะรงั จ.ปัตตานี เมอื งคบู วั
จ.ราชบุรี วดั มหาธาตุ จ.ราชบุรี เมอื งดงละคร จ.นครนายก เมอื งศรมี โหสถ
จ.ปราจนี บรุ ี เมอื งพระรถ จ.ชลบุรี เมอื งดงแม่นางเมอื ง จ.นครสวรรค์ รวมถงึ
เมอื งโบราณอ่ทู อง โดยใชต้ วั อย่างโบราณวตั ถุประเภทลกู ปัดแกว้ ลูกปัดหนิ
และหนิ กง่ึ รตั นชาติ เคร่อื งเคลอื บสฟี ้าแกมเขยี ว (Turquoise glazed ware)
เหรยี ญโรมนั สมยั จกั รพรรดิวคิ โตรนิ ุส เหรยี ญอาหรบั และประติมากรรม
ปนู ปัน้ รปู ชาวต่างชาติ
ผลการวเิ คราะหท์ างวทิ ยาศาสตรพ์ บว่าโบราณวตั ถุตวั อย่างเกอื บ
ทกุ ประเภทมอี งคป์ ระกอบทางเคมี และวธิ กี ารผลติ ทม่ี ตี น้ กาเนิดมาจากทาง
เอเชยี ตะวนั ตกทงั้ สน้ิ ผนวกกบั ผลการศกึ ษาจากเอกสารทางประวตั ิศาสตร์
พบว่าชาวเอเชยี ตะวนั ตกโดยเฉพาะเปอร์เซยี และอาหรบั มรี ายการสนิ ค้า
สง่ ออกกบั โบราณวตั ถุทพ่ี บในช่วงเวลาเดยี วกนั ตงั้ แต่ปลายพุทธศตวรรษท่ี
~ 280 ~
12 – 13 สว่ นเอเชยี ตะวนั ออกกไ็ ดส้ ง่ สนิ คา้ ประเภทผา้ ไหมในช่วงแรก ต่อมา
จงึ ส่งสนิ คา้ ประเภทเคร่อื งถ้วยจนี และเคร่อื งเทศซง่ึ มาจากเอเชยี ตะวนั ออก
เฉยี งใต้
อยา่ งไรกต็ าม ในการศกึ ษายงั ไม่พบโบราณวตั ถุประเภทสนิ คา้ จาก
เอเชยี ตะวนั ตกกระจายเขา้ ไปถงึ ดนิ แดนประเทศไทยตอนใน ซ่ึงแสดงว่า
บทบาททางการค้าของเอเชียตะวันตกกับประเทศไทยมีอยู่แค่เพียง
เมืองท่าค้าขายชายฝัง่ ทะเลเทา่ นนั้
21. ภวู นาถ รตั นรงั สิกลุ . “การศึกษาวิจยั โบราณวตั ถทุ ีม่ ีตะกวั่ เป็ น
องค์ประกอบหลักในวัฒนธรรมทวารวดี.” วิทยานิ พนธ์
ปรชั ญาดุษฎีบณั ฑิต (สาขาโบราณคดีสมัยประวตั ิศาสตร์)
บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2555.
ศึกษาโบราณวัตถุท่ีมีตะกัว่ เป็ นองค์ประกอบหลัก ทัง้ ในด้าน
คุณลกั ษณะและความสมั พนั ธ์กบั ชนั้ วฒั นธรรมจากแหล่งโบราณคดีสมยั
ทวารวดี เฉพาะแหล่งโบราณคดีในภาคกลางจานวน 10 แหล่ง โดยใช้
โบราณวตั ถุทท่ี าจากตะกวั่ จานวน 41 ช้นิ (จากทงั้ หมด 74 ชน้ิ ) มาศกึ ษา
ดว้ ยวธิ ี ICP-OES (การหาปรมิ าณธาตุองคป์ ระกอบจากการวดั ความเขม้ แสง
ท่อี ะตอมของธาตุนัน้ ๆ เปล่งออกมา) พร้อมกนั น้ียงั ได้มกี ารศกึ ษาสดั ส่วน
ไอโซโทปของตะกวั่ (lead isotope) เพอ่ื หาแหลง่ ทม่ี าของตะกวั่ ดว้ ย
ผลการศกึ ษาพบว่า ตวั อย่างโบราณวตั ถุท่นี าไปศกึ ษาจานวน 30
ตวั อย่าง ทาจากเน้ือตะกวั่ บรสิ ุทธิ์ อกี 11 ตวั อย่าง มกี ารผสมดบี ุกลงในเน้ือ
ตะกวั่ นาไปสู่ข้อสรุปว่ามีการนาตะกวั่ มาจากแหล่งแร่ในบริเวณจงั หวัด
กาญจนบรุ ี โดยผคู้ นในสมยั ทวารวดมี คี วามรคู้ วามเขา้ ใจในการผสมแร่ดบี ุก
เพ่อื เปล่ยี นแปลงคุณสมบตั ิของตะกวั่ รวมทงั้ มกี ารกาหนดสดั ส่วนวตั ถุดบิ
ดว้ ยความละเอยี ดในระดบั หน่ึง และมกี ารนาเศษวสั ดุเก่าไปหลอมเพ่อื สรา้ ง
ชน้ิ งานใหมอ่ กี ดว้ ย
~ 281 ~
ในส่วนท่ีเก่ียวข้องกับเมืองโบราณอู่ทอง มีการนาตัวอย่าง
โบราณวตั ถุทท่ี าจากตะกวั่ 6 ชน้ิ (รหสั UT01-UT06) มาศกึ ษา แต่สามารถ
นาตวั อย่างไปวเิ คราะห์หาองค์ประกอบธาตุดว้ ยวธิ ี ICP-OES ไดเ้ พยี งช้นิ
เดยี วคอื โบราณวตั ถุรหสั UT02 พบว่าเป็นลวดตะกวั่ ทท่ี าจากตะกวั่ บรสิ ุทธิ์
ซง่ึ มขี อ้ สงั เกตจากลกั ษณะทางกายภาพคอื มสี นิมสขี าว เคลอื บผวิ เม่อื ทา
ความสะอาดแล้วเน้ือวสั ดุมคี วามอ่อนนุ่มและยดื หยุ่น ทงั้ น้ีมขี อ้ สนั นิษฐาน
ของหน้าทใ่ี นเชงิ สงั คมวทิ ยาของโบราณวตั ถุดงั กล่าวว่าเป็นเคร่อื งใชส้ ามญั
ในครวั เรอื น อาจเป็นตะกวั่ ทใ่ี ชผ้ กู ห่อของ หรอื อาจเกย่ี วขอ้ งกบั ศาสนากไ็ ด้
ต่างหแู ละหว่ ง ทาจากตะกวั่ หรอื ดบี ุก
จดั แสดงอยทู่ พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ อ่ทู อง
~ 282 ~
22. วิภาดา อ่อนวิมล. “อิฐมีลวดลายในสมยั ทวารวดี.” เอกสาร
การศึกษาเฉพาะบุคคล หลักสูตรศิ ลปศาสตรบัณฑิ ต
(โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2556.
รวบรวมขอ้ มูลและวิเคราะห์ลกั ษณะของอิฐมลี วดลายแบบต่างๆ
ในสมยั ทวารวดี จากเมอื งโบราณ 7 แห่งในภาคกลางและภาคตะวนั ออก
ไดแ้ ก่ นครปฐม อ่ทู อง จ.สพุ รรณบุรี คูบวั จ.ราชบุรี ศรมี โหสถ จ.ปราจนี บุรี
อนิ ทร์บุรี จ.สงิ หบ์ ุรี จนั เสน จ.นครสวรรค์ และศรเี ทพ จ.เพชรบูรณ์ โดยมี
ตวั อย่างทงั้ หมด 128 ชน้ิ แบ่งเป็น 6 รปู แบบคอื
1. อฐิ มจี ารกึ ตวั อกั ษร
2. อฐิ จาหลกั ลาย
3. อฐิ ฤกษ์
4. อฐิ มลี ายขดู ขดี
5. อฐิ มลี ายลบู รอยน้วิ มอื
6. อฐิ มรี อยประทบั
อฐิ มลี ายเหลา่ น้นี อกจากใชเ้ ป็นสว่ นประกอบทางสถาปัตยกรรมแลว้
ยงั แฝงคตคิ วามเชอ่ื หรอื สะทอ้ นพธิ กี รรมบางอย่างในสมยั ทวารวดี นอกจากน้ี
ยงั แสดงถงึ ความสมั พนั ธก์ บั วฒั นธรรมอ่นื ๆ เช่น วฒั นธรรมปยแู ละมอญใน
ประเทศพม่า ซ่งึ อาจมีการติดต่อกนั หรอื รบั รูปแบบมาจากแหล่งเดยี วกัน
(คอื อนิ เดยี ) กไ็ ด้
สาหรบั อิฐมีลวดลายจากเมืองโบราณอู่ทอง มีจานวน 64 ก้อน
ทงั้ ทจ่ี ดั แสดงหรอื เกบ็ รกั ษาอยู่ทพ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง และเป็น
สมบตั ิของเอกชนในพ้ืนท่ี โดยมลี วดลายทงั้ 6 แบบดงั กล่าวแล้วข้างต้น
ตัวอย่างอิฐก้อนสาคัญเช่น อิฐมีจารึกคาถาทางพุทธศาสนา อิฐมีลาย
ธรรมจกั ร อฐิ มกี ารปิดทองคาเปลว เป็นตน้
~ 283 ~
กอ้ นอฐิ มลี ายธรรมจกั ร พบทเ่ี มอื งอ่ทู อง
จดั แสดงอย่ทู พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ อ่ทู อง
~ 284 ~
บทท่ี 5
สรปุ ประเดน็ ศึกษาดา้ นประวตั ิศาสตรแ์ ละโบราณคดี
เรอื่ งเมืองโบราณอ่ทู อง
บทน้ีจะเป็นการสรุปอย่างสนั้ ๆ ถึงประเด็นศกึ ษาต่างๆ ทางด้าน
ประวัติศาสตร์และโดยเฉพาะทางโบราณคดี ซ่ึงได้จากการทบทวน
วรรณกรรมหรือเอกสารท่กี ล่าวถึงเมืองอู่ทอง ซ่งึ ทางคณะผู้จดั ทามคี วาม
มุ่งหวงั เพยี งแค่ต้องการนาเสนอประเด็นหรือแนวความคดิ ต่างๆ เก่ยี วกบั
เมอื งโบราณแห่งน้ีเท่านัน้ โดยจะไม่พยายามช้แี นะหรอื โน้มน้าวให้ผู้อ่าน
คล้อยตามว่าแนวคิดต่างๆ นัน้ เป็นท่ยี อมรับกันโดยทวั่ ไปแล้ว หรือเป็น
ขอ้ สรุปทน่ี ่าเช่อื ถอื โดยไม่สามารถเปลย่ี นแปลงไดอ้ กี แลว้ (ยกเวน้ ในกรณีท่ี
ขอ้ สนั นิษฐานนัน้ ตกไปแล้ว เน่ืองจากไม่มหี ลกั ฐานสนับสนุนอย่างชดั เจน)
เพราะธรรมชาตขิ องการศกึ ษาทางโบราณคดหี รอื การตคี วามเร่อื งในอดตี นนั้
ข้ึนอยู่กับข้อมูลหลักฐานเป็ นสาคัญ ดังนัน้ ในอนาคตอาจมีการค้นพบ
หลกั ฐานใหม่ๆ เพม่ิ เตมิ ซง่ึ อาจเปลย่ี นแปลงผลการศกึ ษาหรอื ขอ้ สนั นิษฐาน
ในอดตี ดงั จะเหน็ ไดจ้ ากกรณีเมอื งโบราณอ่ทู องทม่ี หี ลากหลายขอ้ เสนอแนะ
และบางขอ้ คดิ เหน็ นนั้ กไ็ ม่เป็นทย่ี อมรบั กนั ของนกั วชิ าการแลว้
1. พระเจ้าอ่ทู องเสดจ็ ไปจากเมืองอ่ทู องเพอื่ สรา้ งกรงุ ศรอี ยธุ ยา ?
จุดเร่ิมต้นของข้อสันนิษฐานเร่ืองพระเจ้าอู่ทอง หรือสมเด็จ
พระรามาธบิ ดที ่ี 1 เสดจ็ หนีโรคห่าจากเมอื งอ่ทู อง เพ่อื ไปสรา้ งกรุงศรอี ยุธยา
เม่อื พ.ศ. 1893 คงเกดิ ขน้ึ จากเร่อื งเล่าเก่าแก่หรอื ตานานทร่ี าษฎรแถบ
เมอื งอทู่ อง (และภูมภิ าคตะวนั ตก) รบั รกู้ นั มาเน่ินนานแลว้ และเม่อื สมเดจ็ ฯ
กรมพระยาดารงราชานุภาพเสดจ็ ไปตรวจราชการกท็ รงได้รบั ทราบเร่อื งน้ี
และทรงนาเสนอเป็นพระองคแ์ รกในเอกสาร “เรอื่ งเมอื งอู่ทอง จากรายงาน
เสดจ็ ตรวจเมอื งสพุ รรณบรุ ”ี เม่อื พ.ศ. 2446
~ 285 ~
จนกระทงั่ เม่อื มีการขุดแต่งโบราณสถานท่เี มืองอู่ทอง ช่วง พ.ศ.
2506 – 2509 กท็ าใหน้ ักวชิ าการมขี อ้ มลู มากเพยี งพอทจ่ี ะนาเสนอแนวคดิ
ใหม่ว่า เมอื งอ่ทู องถูกทง้ิ รา้ งไปก่อนหน้า พ.ศ. 1893 นานกว่า 300 ปีแล้ว
ทงั้ น้ีเอกสารระยะหลงั ของนักวชิ าการหรอื สานักพมิ พต์ ่างๆ ท่มี กั นาเสนอ
เร่อื งเมอื งอู่ทองกบั พระเจ้าอู่ทองน้ีกล็ ว้ นอา้ งองิ ผลการทางานในช่วง พ.ศ.
2506 – 2509 ทงั้ สน้ิ โดยเฉพาะขอ้ เสนอของศาสตราจารยช์ อง ชวสเซอลเิ ยร์
และศาสตราจารยม์ านิต วลั ลโิ ภดม และผลการขุดคน้ ทางโบราณคดที ุกครงั้
ภายหลงั พ.ศ. 2509 จนถงึ พ.ศ. 2557 ทงั้ ในและนอกเมอื งอ่ทู องกย็ นื ยนั
แนวคดิ ดงั กล่าว
ดงั นนั้ ความรบั รขู้ องราษฎรในพน้ื ทซ่ี ง่ึ อา้ งองิ มาจากตานานเก่าแก่
แต่โบราณ และข้อสนั นิษฐานของสมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ
เม่อื 112 ปีท่แี ลว้ ท่วี ่าพระเจา้ อู่ทองเสดจ็ ไปจากเมอื งอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี
เพ่อื ไปสรา้ งกรุงศรอี ยุธยาเป็นราชธานี เม่อื พ.ศ. 1893 จงึ ไม่สอดคลอ้ งกบั
ขอ้ มลู ทางโบราณคดที ค่ี น้ พบแลว้ จวบจนถงึ ปัจจบุ นั
2. พฒั นาการของเมอื งโบราณอ่ทู อง
สบื เน่ืองจากผลการขุดคน้ ขุดแต่งโบราณสถานของกรมศลิ ปากร
คณะโบราณคดี และนกั วชิ าการชาวต่างชาติ นบั ตงั้ แต่ พ.ศ. 2478 – ปัจจบุ นั
ทาใหม้ ขี อ้ มลู เพยี งพอในการนาเสนอประเดน็ เร่อื งพฒั นาการหรอื อายุสมยั
ของเมอื งอทู่ อง (ดงั ไดก้ ลา่ วโดยสรุปไวแ้ ลว้ ในตอนทา้ ยของบทท่ี 1) อย่างไร
กต็ ามยงั มคี าถามบางประการทค่ี วรสบื คน้ ขอ้ มลู หลกั ฐานต่อไป อาทเิ ช่น
1. มีร่องรอยการอยู่อาศัยหรือการฝั งศพของคนสมัยก่อน
ประวตั ศิ าสตรใ์ นเขตคูน้าคนั ดนิ ของเมอื งโบราณอ่ทู องหรอื ไม่
เพราะในขณะน้พี บวา่ มกี ารฝังศพบรเิ วณนอกเมอื งเท่านนั้ เชน่
ทบ่ี า้ นนาลาว ทางตะวนั ออกเฉียงใตข้ องเมอื ง แต่เม่อื สอบถาม
~ 286 ~
จากราษฎรในเขตเมอื งโบราณมกั กล่าวว่าเคยมกี ารขุดลงไป
เจอโครงกระดกู คน พรอ้ มสงิ่ ของมคี า่ ต่างๆ
2. เมืองอู่ทอง คือสุวรรณภูมิในเอกสารโบราณ จริงหรือไม่ ?
ดงั จะกล่าวถงึ ต่อไป
3. เมอื งอู่ทองจะตรงกบั บ้านเมอื งท่ีจนี เรยี กว่า “จนิ หลนิ ” ทร่ี ่วม
สมยั กบั อาณาจกั รฟูนัน (มอี ายุราว พ.ศ. 500 – 1000)
จรงิ หรือไม่ เพราะข้อมูลในเอกสารจีนเก่ยี วกบั จนิ หลนิ มีอยู่
เพยี งเลก็ น้อยเทา่ นนั้
4. ภายหลงั สมยั ทวารวดี (ราว พ.ศ. 1500 – 1600) ยงั มกี ารอยู่
อาศยั หรอื ประกอบกจิ กรรมอ่นื ใดภายในเขตเมอื งอทู่ องหรอื ไม่
หรอื ผคู้ นในสมยั หลงั (โดยเฉพาะสมยั อยุธยา) ไปอย่อู าศยั กนั
รอบๆ เมอื ง ทบ่ี างทา่ นเรยี กวา่ เขตปรมิ ณฑลของเมอื งอ่ทู อง
ตวั อย่างคาถามสาคญั ขา้ งต้นน้ีคงต้องอาศยั การดาเนินงานสารวจ
ขุดค้นทางโบราณคดีอย่างเป็นระบบ และการวิเคราะห์ข้อมูลหลกั ฐานท่ี
น่าเช่อื ถอื มาช่วยทาใหเ้ กดิ ความกระจา่ งชดั ยงิ่ ขน้ึ ต่อไป
3. เมอื งอ่ทู อง คอื “สุวรรณภมู ิ” ในเอกสารโบราณ ?
จากการประมวลความรใู้ นเอกสารต่างๆ พบว่าประเดน็ คาถามเร่อื ง
เมอื งอทู่ องคอื สวุ รรณภมู ใิ นเอกสารโบราณจรงิ หรอื ไม่ ? โดยเฉพาะอ่ทู องคอื
สถานท่ีท่ีพระโสณะและพระอุตตระ สมณทูตของพระเจ้าอโศกมหาราช
เ ดิ น ท า ง จ า ก อิ น เ ดี ย ม า ป ร ะ ดิ ษ ฐ า น พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า จ ริ ง ห รื อ ไ ม่ นั ้น
อยู่ในความสนใจเสมอๆ เช่น หนังสือของธนิต อยู่โพธิเ์ ร่อื ง “สุวณั ณภูมิ”
หนังสอื ของขุนศิรวิ ฒั นอาณาทรเร่อื ง “เมืองทองหรอื สุวรรณภูมิ” หนังสอื
“แหลมอนิ โดจนี สมยั โบราณ” ของพระยาอนุมานราชธน หนังสอื ของสุจติ ต์
วงษ์เทศ เร่อื ง “ชาตพิ นั ธุส์ วุ รรณภูม:ิ บรรพชนคนไทยในอุษาคเนย์” และงาน
ของศรศี กั ร วลั ลโิ ภดมเรอ่ื ง “ประวตั ศิ าสตร์ โบราณคด:ี เมอื งอทู่ อง” เป็นตน้
~ 287 ~
ประตมิ ากรรมรปู บุคคลภายในซุม้ (กุฑุ)
จดั แสดงอยทู่ พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ อ่ทู อง
~ 288 ~
พระพุทธรปู จากวดั เขาพระ เมอื งอ่ทู อง
จดั แสดงอยทู่ พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ อ่ทู อง
~ 289 ~
คณะผูจ้ ดั ทามขี อ้ สงั เกตในประเดน็ น้ีเพยี งว่า ในเอกสารทก่ี ล่าวถงึ
ผ ล ก า ร ขุ ด ค้น ขุ ด แ ต่ ง ท า ง โ บ ร า ณ ค ดีท่ีเ มือ ง อู่ ท อ ง แ ท บ ไ ม่ ไ ด้ก ล่ า ว ถึ ง
สุวรรณภูมเิ ลย เน่ืองจากยงั ไม่พบหลกั ฐานทจ่ี ะสนับสนุนว่ามรี ่องรอยของ
การเข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชในช่วง
พุทธศตวรรษท่ี 3 ปรากฏขน้ึ ท่เี มอื งอ่ทู อง และหลกั ฐานการยอมรบั นับถือ
พุทธศาสนาทเ่ี ก่าท่สี ุดท่เี มอื งอู่ทองกอ็ าจมอี ายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษท่ี 9
หรอื 10 – 11 เท่านนั้ (คอื แผ่นดนิ เผารปู พระภกิ ษุอุม้ บาตร – ภาพหน้าปก)
ประเดน็ ขา้ งต้นน้ีจงึ ยงั ไม่สามารถคลค่ี ลายไดแ้ น่ชดั ในปัจจุบนั และกค็ งเป็น
กระแสอยบู่ ่อยครงั้ ในการกลา่ วถงึ เมอื งอ่ทู อง
4. บทบาทของเมอื งอ่ทู องในช่วงก่อนหน้าสมยั ทวารวดี
นอกจากปัญหาเรอ่ื งเมอื งอ่ทู องคอื สวุ รรณภูมิ และอ่ทู องคอื จนิ หลนิ
(แปลว่าดนิ แดนทอง) ในเอกสารจนี หรอื ไม่นัน้ ประเดน็ ทด่ี ูจะมคี วามสาคญั
มากกว่าอนั เป็นผลจากขอ้ สนั นิษฐานเม่อื พ.ศ. 2509 ของศาสตราจารยช์ อง
บวสเซอลเิ ยร์ ในบทความเร่อื ง “ทฤษฎีใหม่เกยี่ วกบั สถานทตี่ งั้ อาณาจกั ร
ฟูนัน” ก็คือ อู่ทองเคยเป็ นท่ีตัง้ ของอาณาจักรฟูนัน ซ่ึงก่อนหน้านั้น
นกั วชิ าการหลายทา่ น เช่น ศาสตราจารยย์ อรช์ เซเดส์ นายหลุยส์ มาเลอเรต์
เช่อื ว่าอยทู่ ด่ี นิ ดอนสามเหลย่ี มปากแมน่ ้าโขง
อาจกล่าวได้ว่า ข้อสันนิษฐานของศาสตราจารย์บวสเซอลิเยร์
กอ่ ใหเ้ กดิ ผลดกี บั เมอื งอทู่ อง เพราะไดเ้ กดิ กระแสความสนใจเร่อื งเมอื งอ่ทู อง
ในวงกว้าง จนกระทงั่ มกี ารทางานสารวจขุดค้นในเขตตอนใต้ของประเทศ
กมั พชู าและเวยี ดนามเพมิ่ มากขน้ึ ทงั้ ในแถบเมอื งออกแกว้ (Oc Eo) และ
เมอื งองั กอร์ บอเรย็ (Angkor Borei) ซง่ึ ดาเนินงานมาเกอื บ 30 ปีจนถงึ
ปัจจุบนั ก็ทาให้ทฤษฎีเก่ยี วกบั อู่ทองคอื ท่ตี งั้ ของอาณาจกั รฟูนันไม่เป็นท่ี
ยอมรบั กนั แล้ว แต่สง่ิ ท่ไี ม่อาจปฏิเสธได้เช่นเดียวกนั คือ หลกั ฐานท่เี มอื ง
อู่ทองมีอายุร่วมสมยั กบั ฟูนันท่ีปากแม่น้าโขง (โดยเฉพาะเมอื งออกแก้ว)
~ 290 ~
ดว้ ย ดงั นนั้ อ่ทู องคอื ชุมชนหรอื เมอื งท่าคา้ ขายแห่งหน่ึงทม่ี บี ทบาทร่วมสมยั
กบั ฟูนนั นนั่ เอง
นอกจากบทบาทด้านการค้าในช่วงก่อนหน้าสมัยทวารวดีแล้ว
การคน้ พบประตมิ ากรรมอย่างน้อย 2 รูป คอื ดนิ เผารูปพระภกิ ษุ 3 องค์
อมุ้ บาตร และปนู ปัน้ สว่ นล่างของพระพุทธรูปนาคปรกทป่ี ระทบั นงั่ ขดั สมาธิ
ราบแบบหลวมๆ ขอ้ พระบาทไขวก้ นั ซง่ึ ทงั้ สองชน้ิ น้มี รี ปู แบบศลิ ปะคลา้ ยกบั
ประติมากรรมในศลิ ปะอมราวดขี องอินเดยี ภาคตะวนั ออกเฉียงใต้ กาหนด
อายุราวพุทธศตวรรษท่ี 10 – 11 ไดท้ าใหเ้ กดิ ขอ้ สนั นิษฐานว่า อทิ ธพิ ลทาง
พุทธศาสนาจากดนิ แดนอนิ เดยี (สมยั อมราวด)ี ไดเ้ ขา้ มาเผยแผ่ทเ่ี มอื งอ่ทู อง
แลว้
ทัง้ น้ีหนังสือ “สุวรรณภูมิจากหลักฐานทางโบราณคดี” ของ
ศาสตราจารย์ ดร.ผาสขุ อนิ ทราวุธ ไดน้ าเสนอขอ้ มูลเพมิ่ ใหม่ว่า ท่รี ฐั ยะไข่
หรืออารกันทางตะวันตกของประเทศพม่า พบสถูปจาลองมีจารึกคาถา
เย ธมฺมา ภาษาบาลี ตัวอกั ษรพราหมีสมัยคุปตะ และรัฐศรีเกษตรทาง
ตอนกลางของพม่าก็พบฐานอาคารอิฐทรงเจดีย์และวิหาร ซ่ึงมีรูปแบบ
เหมอื นกบั ในเมอื งนาคารชุนโกณฑะในอนิ เดยี ภาคตะวนั ออกเฉียงใต้ ซง่ึ มี
อายุราวพุทธศตวรรษท่ี 9 – 10 ดงั นัน้ อิทธิพลของพระพุทธศาสนาจาก
อินเดีย (ภาคตะวนั ออกเฉียงใต้) ได้เขา้ มาประดษิ ฐาน ณ หลายพ้นื ท่ใี น
ดนิ แดนเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ ไมเ่ ฉพาะทเ่ี มอื งอทู่ องเท่านนั้
5. บทบาทของเมอื งอ่ทู องในช่วงสมยั ทวารวดี
นักวิชาการหลายท่านต่างให้ข้อสนั นิษฐานเก่ยี วกับบทบาทของ
เมอื งอทู่ องในช่วงสมยั ทวารวดี อาทเิ ชน่
1. อ่ทู องเคยเป็นเมอื งหลวงในระยะแรกของทวารวดี ตงั้ แต่ราว
พุทธศตวรรษท่ี 9 – 11
~ 291 ~
ในกรณีแรกน้ียงั ไม่มีคาตอบแน่ชัด แต่ถ้าหากเรายึดถือว่า
พระถังซัมจัง๋ (เสวียนจัง้ ) กล่าวถึงทวารวดีในช่วงพุทธศตวรรษท่ี 12
เป็นต้นมา กแ็ สดงว่าก่อนหน้านนั้ ในพุทธศตวรรษท่ี 9 – 11 อาจยงั ไม่เกดิ
รฐั หรอื บา้ นเมอื งทวารวดกี เ็ ป็นได้ แต่อ่ทู องกอ็ าจเป็นเมอื งสาคญั มาก่อนหน้า
ซง่ึ นักวชิ าการบางท่านเสนอว่าคอื “จนิ หลิน” ร่วมสมยั กบั อาณาจกั รฟูนัน
(มอี ายชุ ่วงพทุ ธศตวรรษท่ี 6 – 11)
2. อ่ทู องเป็นเมอื งหลวงของกษตั รยิ แ์ ห่งทวารวดี
ขอ้ สนั นษิ ฐานน้เี กดิ ขน้ึ จากการคน้ พบจารกึ แผ่นทองแดงทม่ี ชี ่อื
กษตั รยิ ์ 2 พระองค์ คอื หรรษวรมนั และอศี านวรมนั ทท่ี าพธิ เี ฉลมิ ฉลอง
พระศวิ ลงึ ค์ อาจกลา่ วไดว้ า่ ยงั ไม่สามารถระบุไดช้ ดั เจนว่าจารกึ แผ่นทองแดง
จากเมอื งอ่ทู องน้เี ป็นของกษตั รยิ ใ์ นสมยั ทวารวดี หรอื เป็นของพระราชาแห่ง
กมั พูชาโบราณ ซ่ึงมีพระนามคล้ายกนั ดังจะเห็นได้ว่านักประวตั ิศาสตร์
ศิลปะ (ศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลิเยร์) เสนอว่าเป็นจารกึ ของทวารวดี
ขณะทน่ี กั อา่ นจารกึ (ศาสตราจารย์ ฉ่า ทองคาวรรณ) เสนอว่าเป็นจารกึ ของ
กมั พชู าโบราณ
อย่างไรกด็ ี สง่ิ ทค่ี วรพจิ ารณาคอื ในช่วงสมยั ทวารวดนี นั้ เมอื ง
นครปฐมกลบั มขี นาดใหญ่กว่าเมอื งอ่ทู องมาก คอื เมอื งอ่ทู องมขี นาด 976 ไร่
ส่วนเมืองนครปฐมมีขนาดกว้างใหญ่ถึง 3,809 ไร่ ซ่ึงน่าจะสะท้อนภาพ
ความสาคญั ในฐานะศนู ยก์ ลางการปกครองได้
3. อทู่ องเป็นเมอื งทา่ คา้ ขายสาคญั ของทวารวดี
แนวคดิ น้ีคงเป็นผลมาจากการคน้ พบโบราณวตั ถุท่เี กย่ี วขอ้ ง
กบั การคา้ เป็นจานวนมากทเ่ี มอื งอ่ทู อง แมว้ ่าวตั ถุส่วนใหญ่ทน่ี ามาใชอ้ า้ งองิ
จะมีอายุก่อนหน้าสมยั ทวารวดีและไม่ได้มาจากการขุดค้นทางโบราณคดี
กต็ าม แต่เรากไ็ ม่อาจปฏเิ สธไดว้ ่า เมอื งอ่ทู องคงเป็นเมอื งท่าคา้ ขายทส่ี าคญั
แหง่ หน่งึ ในสมยั ทวารวดี เพราะทน่ี ่ไี ดพ้ บเหรยี ญตราของอาหรบั แห่งราชวงศ์
อบั บาสยิ ะห์ (มเี มอื งหลวงอยู่ท่แี บกแดดประเทศอริ กั ) เคร่อื งถ้วยจนี สมยั
~ 292 ~
ราชวงศ์ถัง และปูนปั้นรูปชาวต่างชาติสวมหมวกทรงสูง รวมทงั้ ยงั ได้พบ
ลกู ปัดแกว้ ทม่ี อี ายอุ ย่ใู นสมยั ทวารวดอี กี เป็นจานวนมาก โดยเมอื งอ่ทู องอาจ
เป็นแหล่งผลติ ลกู ปัดแกว้ (แถบบา้ นเนินพลบั พลา) สมยั ทวารวดอี กี ดว้ ย
4. อู่ทองเป็นเมืองศูนย์กลางทางพุทธศาสนาแห่งหน่ึงในสมยั
ทวารวดี
เฉกเช่นแนวคดิ ขา้ งต้น แนวคดิ น้ีกเ็ ป็นผลมาจากการค้นพบ
พุทธสถานหลายแห่ง รวมทงั้ ประตมิ ากรรมพระพุทธรูป พระพมิ พ์ และศลิ า
ธรรมจกั ร (ส่วนใหญ่จดั แสดงอย่ทู ่ีพพิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ อ่ทู อง) แต่ทว่า
นอกจากจะมหี ลกั ฐานอย่างเด่นชดั ของพุทธศาสนานิกายเถรวาทแลว้ ยงั มี
ร่องรอยของพุทธศาสนานิกายมหายาน เพราได้พบประตมิ ากรรมสารดิ รูป
พระอวโลกเิ ตศวรและพระพมิ พ์ดนิ ดบิ แบบศลิ ปะศรวี ชิ ยั โดยศาสตราจารย์
ชอง บวสเซอลเิ ยร์ เสนอว่าอทิ ธพิ ลของศรวี ชิ ยั ปรากฏขน้ึ ทเ่ี มอื งอทู่ องในช่วง
พุทธศตวรรษท่ี 14 – 15 และยงั มรี ่องรอยของชุมชนพราหมณ์อย่ภู ายนอก
เมอื งอกี ดว้ ย ดงั นนั้ เมอื งอ่ทู องจงึ เป็นศนู ยก์ ลางสาคญั ทางศาสนาแหง่ หน่ึงใน
สมยั ทวารวดอี ย่างไม่ตอ้ งสงสยั
6. “คอกช้างดิน” คือเพนียดคล้องช้างหรอื อ่างเกบ็ น้า ?
แมว้ ่าช่อื “คอกชา้ งดนิ ” จะมที ม่ี าจากราษฎรในพน้ื ทซ่ี ง่ึ เหน็ ว่าเป็น
คันดินใหญ่ท่ีน่าจะสร้างไว้เพ่ือล้อมจับช้าง และนักวิชาการบางท่านใน
ระยะแรกก็มีความเห็นคล้อยตาม อาทิเช่น หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล
ทรงสันนิษฐานว่าอาจเป็ นสถานท่ีท่ีคนสมัยก่อนจับช้างมาขังเล้ียงไว้
หรอื ศาสตราจารยช์ อง บวสเซอลเิ ยร์ ซง่ึ เสนอไปในสองแนวทางว่าอาจเป็น
ทานบกัน้ น้าหรือเพนียดคล้องช้าง และเคยมีนักวิชาการบางท่านนาไป
เชอ่ื มโยงกบั ขอ้ มลู ในเอกสารจนี ทก่ี ล่าวถงึ ประเทศจนิ หลนิ ว่าประชาชนนิยม
คลอ้ งชา้ งเพอ่ื เอางา
~ 293 ~
ชน้ิ สว่ นพระพทุ ธรปู ดนิ เผา ศลิ ปะทวารวดี พบทเ่ี มอื งอ่ทู อง
จดั แสดงอยทู่ พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ อ่ทู อง
~ 294 ~
ประตมิ ากรรมดนิ เผารปู บคุ คลร่ายรา ศลิ ปะทวารวดี พบทเ่ี มอื งอ่ทู อง
จดั แสดงอยทู่ พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ อ่ทู อง
~ 295 ~