ในขณะทเ่ี รายงั ไม่อาจสรุปไดว้ ่าเมอื งอู่ทองคอื จนิ หลนิ ท่ปี ระชาชน
ของคลอ้ งชา้ งหรอื ไม่ แต่เม่อื มกี ารขดุ ศกึ ษาของกรมศลิ ปากรทค่ี อกชา้ งดนิ
ช่วง พ.ศ. 2540 – 2544 ทาเราใหเ้ ช่อื ไดแ้ น่ชดั วา่ อนั ทจ่ี รงิ แลว้ โบราณสถาน
คอกชา้ งดนิ คอื อ่างเกบ็ น้าศกั ดสิ์ ทิ ธขิ์ องพวกพราหมณ์ เพราะไดพ้ บเทวาลยั
(พรอ้ มพระศวิ ลงึ ค)์ อย่บู นแนวคนั ของอา่ งเกบ็ น้าดว้ ย
ทส่ี าคญั คอื ณ คอกชา้ งดนิ น้เี องทม่ี พี ธิ ขี องกษตั รยิ ท์ วารวดหี รอื ของ
พราหมณ์ในสมยั นัน้ เกดิ ขน้ึ ดงั ได้พบภาชนะบรรจุเหรยี ญเงนิ 3 เหรยี ญ
มจี ารกึ ขอ้ ความว่า “ศรที ฺวารวตีศฺวรปุณฺย” แปลว่า การทาบุญของพระเจ้า
ศรที วารวดี และควรกล่าวไวด้ ้วยว่า เหรยี ญมจี ารกึ แบบน้ียงั ไม่เคยพบจาก
การขดุ คน้ ทางวชิ าการโบราณคดี ณ เมอื งสมยั ทวารวดแี ห่งอน่ื ๆ เลย
7. โบราณสถานก่อด้วยหินบนเขานอกเมืองอู่ทอง คือ “หินตงั้ ” หรือ
“เจดีย”์ ?
เมอ่ื ไมน่ านมาน้เี กดิ ประเดน็ ถกเถยี งเร่อื งโบราณสถานทก่ี ่อดว้ ยหนิ
ท่กี รมศลิ ปากรสารวจพบ (มาหลายปีแลว้ ) บนเทอื กเขาทางตะวนั ตกนอก
เมอื งอ่ทู อง โดยนกั วชิ าการบางทา่ น (และสอ่ื มวลชนเชน่ บทความในสยามรฐั
สปั ดาห์วจิ ารณ์) เหน็ ว่าน่าจะเป็นลกั ษณะของวฒั นธรรมหนิ ตงั้ (standing
stone) หรอื หนิ ใหญ่ (Megalith) ทม่ี มี าตงั้ แต่สมยั ก่อนประวตั ศิ าสตร์ ก่อนมี
การปรบั เปลย่ี นบางแห่งใหก้ ลายเป็นเจดยี ท์ างพทุ ธศาสนาในสมยั หลงั
อย่างไรกต็ าม จากการดาเนินงานของกรมศลิ ปากรในการขุดแต่ง
โบราณสถานพุหางนาค หมายเลข 1 พบว่าเป็นเจดีย์ทางพุทธศาสนา
เริ่มก่อสร้างข้ึนในสมัยทวารวดี ซ่ึงไม่สอดคล้องกับแนวคิดข้างต้น
แต่ประเดน็ น้ียงั คงเปิดกวา้ งใหม้ กี ารศกึ ษาและตคี วามอย่างลุ่มลกึ ในอนาคต
ต่อไป
~ 296 ~
ประเดน็ ศกึ ษาหรอื คาถามเชงิ วชิ าการเก่ยี วกบั เมอื งโบราณอู่ทอง
ข้างต้น เป็นเพียงส่วนหน่ึงของมุมมองท่ีได้จากการประมวลความรู้จาก
การศกึ ษาทผ่ี ่านมากว่า 112 ปี (นับจาก พ.ศ. 2446 ถงึ 2558) บางคาถาม
ได้คาตอบแน่ชดั แล้ว (เช่น พระเจ้าอู่ทองแห่งกรุงศรอี ยุธยาไม่ได้มาจาก
เมอื งอู่ทอง หรือโบราณสถานคอกช้างดนิ ไม่ใช่เพนียดคล้องช้าง แต่เป็น
อ่างเกบ็ น้าศกั ดสิ์ ทิ ธขิ์ องพวกพราหมณ์) แต่อกี หลายประเดน็ ยงั ไม่สามารถ
หาคาตอบหรอื คาอธบิ ายไดอ้ ย่างชดั เจน (เช่น เมอื งอ่ทู องกบั สวุ รรณภูมิสมยั
พระอโศมหาราช บทบาทของเมอื งอู่ทองก่อนหน้าสมยั ทวารวดี หรอื อายุ
สมยั และการใชง้ านของโบราณสถานหนิ บนเขานอกเมอื งทางตะวนั ตก)
ดว้ ยเหตุน้ีการรวบรวมเอกสารงานคน้ ควา้ เร่อื งเมอื งอ่ทู องในครงั้ น้ี
คงมปี ระโยชน์ในการใชเ้ ป็น “ฐานขอ้ มูล” สาหรบั ศกึ ษาต่อไป ทงั้ ใชใ้ นการ
ตัง้ คาถามท่ีถูกต้อง การเก็บรวบรวมข้อมูลท่ีประสิทธิภาพ และการ
สงั เคราะหข์ อ้ มูลอย่างลุ่มลกึ เพราะความก้าวหน้าทางวิชาการ (ไม่เฉพาะ
การศึกษาเร่ืองเมืองอู่ทอง) ย่อมต้องอาศยั การทบทวนวรรณกรรมหรือ
รวบรวมองค์ความรู้เช่นน้ีเป็ นฐานท่ีดีในการต่อยอดความรู้ในอนาคต
เพ่อื ถ่ายทอดใหก้ บั นักเรยี น นกั ศกึ ษา นกั วชิ าการ และโดยเฉพาะเพ่อื สรา้ ง
ความเขา้ ใจ จิตสานึก ตลอดจนความภาคภูมิใจให้เกิดมีขน้ึ กบั ราษฎรใน
พน้ื ทเ่ี มอื งโบราณอ่ทู องเอง
อย่างไรก็ตาม ควรกล่าวไว้ด้วยว่าในการทางานครงั้ น้ีมีขอ้ จากดั
สาคญั ในเร่อื งของระยะเวลาในการค้นคว้า ดงั นัน้ เราจงึ เน้นท่ีข้อมูลจาก
เอกสารภาษาไทยเป็นหลกั จานวน 128 ฉบบั โดยมเี อกสารภาษาองั กฤษท่ี
เกย่ี วขอ้ งอยู่บา้ งในส่วนของผลการขุดคน้ ทางโบราณคดี ซ่งึ ในบทดงั กล่าว
นนั้ เป็นเน้ือหาส่วนสาคญั ทส่ี ามารถจะใช้ไปตงั้ ประเดน็ ปัญหาในการขุดค้น
ทเ่ี มอื งอทู่ องครงั้ ต่อๆ ไปไดอ้ ย่างดี
~ 297 ~
อ่ทู อง“ มีส่ิงที่น่าศึกษา
สาหรบั นักโบราณคดีอีกมากมาย
และจะต้องทากนั ต่อๆ ไปอีกหลายสิบปี ”
คากล่าวเมอ่ื พ.ศ. 2509 ของ
ศาสตราจารย์ ชอง บวสเซอลิเยร์ (Jean Boisselier)
แปลโดย
ศาสตราจารย์ หม่อมเจา้ สภุ ทั รดศิ ดศิ กลุ
~ 298 ~
ภาคผนวก
1. สรุปรายการเอกสารวชิ าการทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การศกึ ษาเมอื งโบราณอทู่ อง
ซง่ึ ตพี มิ พต์ งั้ แต่ พ.ศ. 2494 – 2557 รวม 128 ฉบบั
2. เอกสารสาคญั “เรอ่ื งเมอื งอ่ทู อง” จากรายงานเสดจ็ ตรวจราชการ
เมอื งสพุ รรณบุรี
3. เอกสารสาคญั “เมอื งอทู่ องและความสาคญั ของเมอื งอทู่ อง
ในประวตั ศิ าสตรไ์ ทย”
4. รายละเอยี ดโครงการเพ่อื เสนอของบประมาณสนบั สนุน
จาก องคก์ ารบรหิ ารการพฒั นาพน้ื ทพ่ี เิ ศษเพอ่ื การทอ่ งเทย่ี ว
อยา่ งยงั่ ยนื (องคก์ ารมหาชน)
5. รายช่อื คณะทางาน
~ 299 ~
ภาคผนวก 1
สรปุ รายการเอกสารวิชาการท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั การศึกษาเมืองโบราณอ่ทู อง
ซึ่งตีพิมพต์ งั้ แต่ พ.ศ. 2494 – 2557 รวม 128 ฉบบั
พ.ศ. 2494
หลวงบรบิ าลบุรภี ณั ฑ์. “เมอื งเก่าในจงั หวดั สุพรรณบุรี.” ศลิ ปากร 5, 2 (สงิ หาคม 2494):
หน้า 63 - 66.
พ.ศ. 2502
สุภทั รดศิ ดศิ กุล. “รายงานการนานกั ศกึ ษาคณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากรไปทา
การขดุ คน้ ทอ่ี าเภออู่ทอง จงั หวดั สุพรรณบุรี ครงั้ ท่ี 1 และครงั้ ท่ี 2.” ศลิ ปากร
3, 2 (กรกฎาคม 2502): หน้า 71 – 79.
พ.ศ. 2506
ธนติ อยโู่ พธ.ิ ์ เมอื งไตรตรงึ ส์ อ่ทู อง และอโยธยา. พระนคร: โรงพมิ พศ์ วิ พร, 2506.
พ.ศ. 2508
ประพฒั น์ ตรณี รงค์. “โบราณคดสี ญั จร เทย่ี วเมอื งนางพมิ .” ศลิ ปากร 9,1 (พฤษภาคม
2508): หน้า 59 - 73.
พ.ศ. 2509
กรมศลิ ปากร. โบราณวทิ ยาเรอื่ งเมอื งอ่ทู อง. พระนคร: โรงพมิ พศ์ วิ พร, 2509.
กรมศลิ ปากร. รายงานการสารวจและขุดแต่งโบราณวตั ถุสถานเมอื งเก่าอู่ทอง อาเภอ
อ่ทู อง จงั หวดั สพุ รรณบุร.ี พระนคร: ศวิ พร, 2509.
จริ า จงกล. นาชมพพิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จงั หวดั สุพรรณบุรี. พระนคร: กรม
ศลิ ปากร, 2509.
ประสาร บุญประคอง. “จารกึ บนแผ่นดนิ เผาและทฐ่ี านพระพุทธรูป: คาอ่านจารกึ จาก
แผ่นดนิ เผา ตวั อกั ษรขอมโบราณราวพุทธศตวรรษท่ี 11 ไดใ้ นบรเิ วณเมอื งเก่า
จงั หวดั สุพรรณบุรี ปัจจุบนั อยู่ในพิพิธภณั ฑสถานแห่งชาติ จ.สุพรรณบุรี.”
ศลิ ปากร 10, 1 (พฤษภาคม 2509): หน้า 81 - 83.
~ 300 ~
ปรชี า กาญจนาคม. “รายงานผลของนักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร
ซ่งึ ไปฝึกงานโบราณคดภี าคปฏบิ ตั ิท่อี าเภออู่ทอง จงั หวดั สุพรรณบุรี ตงั้ แต่
วนั ท่ี 7 – 21 พฤศจกิ ายน 2508.” วารสารโบราณคดี ฉบบั ปฐมฤกษ์
(พฤษภาคม 2509): หน้า 13 – 20.
พ.ศ. 2510
ธนติ อยโู่ พธ.ิ์ สวุ ณั ณภมู .ิ กรงุ เทพฯ: กรมศลิ ปากร, 2510.
William Watson and Helmut H.E. Loofs. “The Thai-British Archaeological
Expedition A Preliminary Report on the Work of the First Season 1965
– 1966.” Journal of the Siam Society 55,2 (1967): p.239 – 248.
พ.ศ. 2511
ชอง บวสเซอลิเยร์. ความรู้ใหม่ทางโบราณคดีจากเมอื งอู่ทอง. แปลโดย หม่อมเจ้า
สุภทั รดศิ ดศิ กลุ . พระนคร: กรมศลิ ปากร, 2511.
พ.ศ. 2512
H.G. Quaritch Wales. Dvaravati: The Earliest Kingdom of Siam (6th to 11th century
A.D.). London: Bernard Quaritch, LTD., 1969.
พ.ศ. 2514
ขนุ ศริ วิ ฒั นอาณาทร. เมอื งทองหรอื สุวรรณภมู .ิ พระนคร: ช. ชุมนุมช่าง, 2514.
พ.ศ. 2515
ปรวิ าท ทรรศนสฤษด.ิ์ “สุวรรณภมู .ิ ” สารนพิ นธป์ รญิ ญาศลิ ปศาสตรบณั ฑติ (โบราณคด)ี
คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2515.
พระยาอนุมานราชธน. แหลมอนิ โดจนี สมยั โบราณ. กรงุ เทพฯ: บรรณาคาร, 2515.
พ.ศ. 2516
ประยรู อุลุชาฏะ. เทยี่ วเมอื งศลิ ปอ่ทู อง. กรงุ เทพฯ: เกษมบรรณกจิ , 2516.
~ 301 ~
พ.ศ. 2517
ประยรู อุลุชาฏะ. (น. ณ ปากน้า). ศาสนาและศลิ ปในสยามประเทศและแหลมอนิ โดจนี
สมยั โบราณ. กรุงเทพฯ: โอเดยี นสโตร,์ 2517.
พ.ศ. 2519
ชนิ อยู่ด.ี “คนก่อนประวตั ศิ าสตร์เอเชยี อาคเนย์ออกทะเล.” ใน วารสารโบราณคดี 6,4
(มถิ ุนายน 2519): หน้า 27 – 29.
สมชาย พุ่มสอาด. ตาราประวตั ศิ าสตรไ์ ทยวเิ คราะห์. กรุงเทพฯ: จงเจรญิ การพมิ พ,์ 2519.
พ.ศ. 2521
มานิต วลั ลโิ ภดม. สุวรรณภมู อิ ย่ทู ไี่ หน. กรุงเทพฯ: การเวก, 2521.
พ.ศ. 2522
H.H.E.Loofs. “Problems of Continuity between the pre-Buddhist and Buddhist
Periods in Central Thailand, with special reference to U-Thong.” in Early
South East Asia: Essays in Archaeology, History, and Historical
Geography. New York, Kuala Lumpur: Oxford University Press, 1979.
พ.ศ. 2525
ภธู ร ภูมะธน, ผแู้ ปล. “เหรยี ญสมยั โรมนั พบท่เี มอื งอู่ทอง จงั หวดั สุพรรณบุรี.” ศลิ ปากร
26, 1 (มนี าคม 2525): หน้า 110 - 112.
มนสั โอภากลุ . “เมอื งอ่ทู องอย่ทู ไ่ี หน?.” ศลิ ปวฒั นธรรม 3, 8 (มถิ ุนายน 2525): หน้า 82 -
85.
มนัส โอภากุล. “ลูกปั ดท่ีเมืองสุพรรณเก่ียวข้องกับอาณาจักรฟูนันเพียงใด .”
ศลิ ปวฒั นธรรม 3, 10 (สงิ หาคม 2525): หน้า 73 - 76.
พ.ศ. 2526
มนสั โอภากุล. “โบราณวตั ถุเลก็ น้อยในกรลุ กู ปัดกบั ความสมั พนั ธ์ของอาณาจกั รโบราณ.”
ศลิ ปวฒั นธรรม 4, 11 (กนั ยายน 2526): หน้า 30 - 34.
~ 302 ~
พ.ศ. 2527
มนัส โอภากุล. “ชุมชนพนั ปีกบั โบราณวตั ถุทเ่ี มอื งสุพรรณบุรี.” เมอื งโบราณ 10, 4
(ตุลาคม - ธนั วาคม 2527): หน้า 43 - 50.
พ.ศ. 2528
คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร. ปัจจุบนั ของโบราณคดไี ทย. กรุงเทพฯ: คณะ
โบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2528.
พริ ยิ ะ ไกรฤกษ์. ประวตั ิศาสตร์ศลิ ปะในประเทศไทยฉบบั คู่มอื นักศึกษา. กรุงเทพฯ:
อมรนิ ทรก์ ารพมิ พ,์ 2528.
พ.ศ. 2529
พรชยั สุจติ ต์. รายงานการขุดคน้ ทางโบราณคดที บี่ า้ นนาลาว ตาบลจรเขส้ ามพนั อาเภอ
อู่ทอง จงั หวดั สุพรรณบุรี. กรุงเทพฯ: ภาควิชามานุษยวทิ ยา มหาวิทยาลยั
ศลิ ปากร, 2529.
ภธู ร ภมู ะธน. “แหลง่ โบราณคดี ท่ามว่ ง อาเภออ่ทู อง จงั หวดั สุพรรณบุรี.” ศลิ ปากร 30, 3
(กรกฎาคม 2529): หน้า 70 - 86.
วฒั นา สุภวนั . “การศึกษาโครงกระดูกทไี่ ด้จากการขุดค้นแหล่งโบราณคดที พั หลวง
คุง้ ขเ้ี หลก็ อ่ทู อง ซบั จาปา และโคกพนมด.ี ” วทิ ยานิพนธป์ รญิ ญาศลิ ปะศาสตร
มหาบัณฑิต (สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์) บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2529.
พ.ศ. 2530
มนสั โอภากุล. “พระเจา้ อ่ทู องเป็นจนี หรอื ไฉน? ไปจากแห่งหนตาบลใด.” ศลิ ปวฒั นธรรม
9, 1 (พฤศจกิ ายน 2530): หน้า 72 - 77.
พ.ศ. 2531
ธดิ า สาระยา. “การก่อตวั ของรฐั ในลุ่มน้าท่าจนี -แมก่ ลอง: พฒั นาการทาง ประวตั ศิ าสตร์
ของเมอื งนครปฐม ศกึ ษาจากหลกั ฐานทางโบราณคดี.” เมอื งโบราณ 14, 1
(มกราคม - มนี าคม 2531): หน้า 83 - 92.
~ 303 ~
พ.ศ. 2532
ธดิ า สาระยา. (ศร)ี ทวารวด:ี ประวตั ศิ าสตร์ยุคต้นของสยามประเทศ. กรุงเทพฯ: เมอื ง
โบราณ, 2532.
พ.ศ. 2534
สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ. พระราชพงศาวดารฉบบั พระราชหตั ถเลขา เล่ม 1.
กรุงเทพฯ: กรมศลิ ปากร, 2534.
พ.ศ. 2535
จตุรพร เทยี มทนิ กฤต และคณะ. “การศกึ ษาบทบาทของเมอื งโบราณอู่ทอง ความสมั พนั ธ์
กบั ชุมชนโบราณใกลเ้ คยี ง ช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ 19.” เอกสารประกอบการ
สัมมนาตามหลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะ
โบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2535.
ปรชี า กาญจนาคม. “แหล่งโบราณคดแี ห่งใหมข่ องจงั หวดั สุพรรณบุรี.” ศลิ ปากร 35,5
(2535): หน้า 70 - 77.
เอกสิทธิ ์ พ่ึงประชา. “สระน้าศกั ดสิ ์ ิทธเิ ์ มอื งสุพรรณบุรี.” ศิลปวฒั นธรรม 13, 7
(พฤษภาคม 2535): หน้า 108 - 113.
พ.ศ. 2536
มนัส โอภากุล. “เมืองอู่ทองท่ีสุพรรณบุรี อยู่ชายทะเล ‘สุวรรณภูมิประเทศ’.”
ศลิ ปวฒั นธรรม 14, 11 (กนั ยายน 2536): หน้า 94 - 98.
พ.ศ. 2537
จาเนยี ร แกว้ ภ่.ู “สวุ รรณภมู ิ ขอ้ มลู ทต่ี อ้ งทบทวนใหมใ่ นประวตั ศิ าสตร์.” ศลิ ปวฒั นธรรม
15, 10 (สงิ หาคม 2537): หน้า 140 - 145.
นิรุฒ เอ่ียมสกุล. “พฒั นาการก่อนเป็นเมอื งอู่ทองในพุทธศตวรรษที่ 11.” สารนิพนธ์
ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัย
ศลิ ปากร, 2537.
หมอ่ มราชวงศ์ สุรยิ วุฒิ สขุ สวสั ด.ิ์ ศรที วารวดถี งึ ศรรี ตั นโกสนิ ทร์. ก รุ ง เ ท พ ฯ : เ มือ ง
โบราณ, 2537.
~ 304 ~
พ.ศ. 2539
มนัส โอภากุล. “อาณาจกั รสุวรรณภูมมิ จี รงิ หรอื ?.” ศลิ ปวฒั นธรรม 17, 11 (กนั ยายน
2539): หน้า 76 - 82.
พ.ศ. 2540
“การศกึ ษาเกย่ี วกบั อาณาจกั รทวารวดที เ่ี มอื งอู่ทอง.” ศลิ ปากร 40,5 (กนั ยายน-ตุลาคม
2540) : หน้า 97 - 113.
จุฬาทพิ ย์ หงษ์ทอง. “คอกชา้ งดนิ บรเิ วณเขาคอก อายุ 2,500 ปี เมอื งอู่ทอง.” สารกรม
ศลิ ปากร 10, 9 (กนั ยายน 2540): หน้า 9 - 10.
ณัฏฐภัทร จันทวิช . “ ร่อ งร อย โบราณสถ าน ท่ีเมือ งอู่ทอ ง .” ศิลปากร 40,6
(พฤศจกิ ายน-ธนั วาคม 2540) : หน้า 72 - 94.
ณฏั ฐภทั ร จนั ทวชิ . “อารยธรรมโบราณท่อี ู่ทอง.” ศลิ ปากร 40,4 (กรกฎาคม-สงิ หาคม
2540) : หน้า 68 - 83.
มนัส โอภากุล. “ศลิ ปะบนฝ่าพระพุทธบาทวดั เขาดสี ลกั .” เมอื งโบราณ 23, 4 (ตุลาคม-
ธนั วาคม 2540): หน้า 126 - 128.
พ.ศ. 2541
“‘ชวี ติ สามญั ’ ของชุมชนเมอื งอู่ทอง เมอ่ื พนั ปีก่อน-จากผลการขดุ ค้นของนักศกึ ษาคณะ
โบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร.” เมอื งโบราณ 24, 2 (เมษายน-มถิ ุนายน
2541): หน้า 138 - 140.
ก่องแก้ว วรี ะประจกั ษ์. “จารึกบทนมสั การบนแผ่นอิฐสมยั ทวารวดี.” ศลิ ปากร 41, 4
(กรกฎาคม-สงิ หาคม 2541): หน้า 44 - 47.
กุลนรี มแี ก้ว. “การศกึ ษาภาชนะดินเผาในเชงิ ปรมิ าณจากการขุดค้นแหล่งโบราณคดี
อู่ทอง พ.ศ. 2541.” ปรญิ ญาศลิ ปศาสตรบณั ฑติ (โบราณคด)ี คณะโบราณคดี
มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2541.
บณั ฑิต ทองอร่าม. “การวเิ คราะห์ลูกปัดทไี่ ด้จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่ อ.อู่ทอง
จ.สุพรรณบุรี ปี พ.ศ. 2541.” สารนิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต
(โบราณคด)ี คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2541.
~ 305 ~
วนกร ลออสุวรรณ. “ร่องรอยหลกั ฐานการนบั ถอื ศาสนาพราหมณ์ ช่วงก่อนพุทธศตวรรษ
ที่ 16 ทพี่ บบรเิ วณเมอื งโบราณอู่ทอง จงั หวดั สุพรรณบุรี.” สารนิพนธป์ รญิ ญา
ศลิ ปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลยั ศิลปากร,
2541.
ศศิธร นาคถาวร. “การศกึ ษากระดูกสตั ว์ทไี่ ด้จากการขุดค้นแหล่งโบราณคดอี ู่ทอง
อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี พ.ศ. 2541.” สารนิพนธ์ปรญิ ญาศลิ ปศาสตรบณั ฑติ
(โบราณคด)ี คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2541.
สายันต์ ไพรชาญจิต ร์ . “หลักฐานและความรู้ใหม่ ทางโบราณคดีเก่ียวกับ
โบราณสถานคอกช้างดนิ เมอื งอู่ทอง.” ศลิ ปากร 41, 4 (กรกฎาคม-สงิ หาคม
2541): หน้า 15 - 40.
พ.ศ. 2542
ก่องแกว้ วรี ะประจกั ษ์. “จารกึ บนเหรยี ญเงนิ ทวารวดี จากแหล่งโบราณคดคี อกช้างดนิ
เมอื งอู่ทอง.” ใน เอกสารประกอบการสมั มนา “จากทวารวดถี งึ สุพรรณภูมิ:
หลกั ฐานและขอ้ มลู ใหม่ทางโบราณคดี. สุพรรณบุร:ี สานกั งานโบราณคดแี ละ
พพิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาตทิ ่ี 2, 2542. หน้า 150 - 155.
ผาสุข อินทราวุธ. ทวารวดี: การศึกษาเชิงวิเคราะห์จากหลักฐานทางโบราณคดี.
กรงุ เทพฯ: อกั ษรสมยั , 2542.
สายน้า เสฏฐพงศ์. สุพรรณบุรี: ทวารวดีศรสี ุพรรณภูมเิ มอื งแห่งประวตั ิศาสตร์และ
โบราณคด.ี กรุงเทพฯ: บรษิ ทั แสงปัญญาเลศิ , 2542.
สุรพล นาถะพนิ ธุ. “ขอ้ มูลเพมิ่ ใหม่จากการขุดค้นแหล่งโบราณคดี เมอื งอู่ทอง.” ใน
เอกสารประกอบการสมั มนา “จากทวารวดถี งึ สุพรรณภูม:ิ หลกั ฐานและขอ้ มลู
ใหมท่ างโบราณคดี. สุพรรณบุร:ี สานักงานโบราณคดแี ละพพิ ธิ ภณั ฑสถาน
แห่งชาตทิ ่ี 2, 2542. หน้า 95 – 103.
พ.ศ. 2543
กลุ นรี มแี กว้ . “หมอ้ มสี นั : จากแหล่งโบราณคดอี ู่ทอง.” สารกรมศลิ ปากร 13, 4 (เมษายน
2543): หน้า 10 - 13.
~ 306 ~
พ.ศ. 2544
มนัส โอภากุล. “เมือง (สมยั ) อู่ทองท่ีถูกทาลาย.” เมืองโบราณ 27, 2 (เมษายน –
มถิ ุนายน 2544): หน้า 116 - 118.
มนสั โอภากุล. “อแี ปะจนี ทเ่ี มอื งสุพรรณฯ.” ความรคู้ อื ประทปี 2 (2544): หน้า 10 - 15.
พ.ศ. 2545
ชวี รตั น์ สาลปี ระเสรฐิ . “การพฒั นาหลกั สตู รทอ้ งถนิ่ เรอื่ งการอนุรกั ษ์โบราณสถานโบราณวตั ถุ
อาเภออู่ทอง สาหรบั นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1.” วทิ ยานิพนธ์ปรญิ ญาศกึ ษา
ศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิชาหลักสูตรและการนิเทศ) บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2545.
ณัฏฐภัทร จนั ทวิช, บรรณาธิการ. นาชมพิพิธภณั ฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จังหวัด
สพุ รรณบรุ .ี กรุงเทพฯ: กรมศลิ ปากร, 2545.
ธดิ า สาระยา. ทวารวด:ี ตน้ ประวตั ศิ าสตรไ์ ทย. กรงุ เทพฯ: เมอื งโบราณ. 2545.
ภทั รพงษ์ เก่าเงนิ . โบราณคดคี อกช้างดิน. กรุงเทพฯ: สานักงานโบราณคดแี ละ
พพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาตทิ ่ี 2 สพุ รรณบรุ ,ี 2545.
วสนั ติ ์ เทพสุรยิ านนท์ “รายงานผลการขุดค้นทางโบราณคดที บ่ี ้านนาลาว ตาบลอู่ทอง
อาเภออู่ทอง จงั หวดั สุพรรณบุรี พ.ศ. 2544.” ใน โบราณคดเี มอื งอู่ทอง.
นนทบุร:ี สานักงานโบราณคดแี ละพพิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาตทิ ่ี 2 สุพรรณบุร,ี
2545. หน้า 127 – 150.
ศรีศักร วัล ลิโ ภดม . “ สุ วร ร ณภูมิ ดอ น ตาเพ ชร - อู่ทอ ง และ - ชิน อยู่ดี.”
ศลิ ปวฒั นธรรม 23,8 (มถิ ุนายน 2545): หน้า 82 - 86.
สานกั งานโบราณคดแี ละพพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาตทิ ่ี 2 สุพรรณบรุ .ี โบราณคดเี มอื งอู่ทอง.
นนทบรุ :ี สหมติ รพรน้ิ ต้งิ , 2545.
สจุ ติ ต์ วงษ์เทศ, บรรณาธกิ าร. สวุ รรณภมู อิ ยทู่ นี่ ี่ ทแี่ ผ่นดนิ สยาม. กรุงเทพฯ: มติชน,
2545.
สุจติ ต์ วงษ์เทศ. ประชุมหลกั ฐานประวตั ศิ าสตรเ์ รอื่ งพระเจา้ อ่ทู องไมไ่ ดม้ าจากเมอื งอ่ทู อง:
มาจากเมอื งจนี -ทางทะเลมาจากเมอื งลาว-ทางบก. กรงุ เทพฯ: มตชิ น, 2545.
สุจิตต์ วงษ์เทศ. พระปฐมเจดยี ์ไม่ใช่เจดีย์แห่งแรกแต่เป็นมหาธาตุหลวงยุคทวารวดี.
กรงุ เทพฯ: มตชิ น, 2545.
~ 307 ~
พ.ศ. 2546
ประชมุ ชมุ่ เพง็ พนั ธุ.์ สวุ รรณภมู ิ ดนิ แดนทองแห่งเอเชยี ตะวนั ออก เฉียงใต้. กรุงเทพฯ:
ชมรมเดก็ , 2546.
เอกสารประกอบการประชมุ สมั มนา เรอื่ ง ความกา้ วหน้าในการศกึ ษาโบราณคดแี ละเมอื ง
โบราณในวฒั นธรรมทวารวดี. สุพรรณบุร:ี สานักศลิ ปากรท่ี 2 สุพรรณบุรี
สานกั โบราณคดี กรมศลิ ปากร, 2546.
พ.ศ. 2547
กุสุมา รกั ษมณี. “"สุวรรณภูม"ิ ในนิทานนานาชาติ.” ศลิ ปวฒั นธรรม 25, 5 (มนี าคม
2547): หน้า 112 - 118.
ธนกฤต ลออสุวรรณ. “พระพมิ พด์ นิ เผาจากราชบุรี: ร่องรอยความสมั พนั ธ์ระหว่างนิกาย
เถรวาท-มหายานในสมยั ทวารวด.ี ” ดารงวชิ าการ 3, 5 (มกราคม – มถิ ุนายน
2547): หน้า 152 – 161.
รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรอื ง. “การนับถือบูชาต้นไม้ใหญ่และต้นโพธใิ์ นสมยั ทวารวดี.” ดารง
วชิ าการ 3, 6 (กรกฏาคม – ธนั วาคม 2547): หน้า 1 – 9.
ศริ พิ จน์ เหล่ามานะเจรญิ . “คตริ ปู พระสรู ยะบนธรรมจกั รในศลิ ปะทวารวดี.” ดารงวชิ าการ
3, 5 (มกราคม – มถิ ุนายน 2547): หน้า 59 – 67.
สุจติ ต์ วงษ์เทศ. ชาตพิ นั ธุส์ ุวรรณภมู :ิ บรรพชนคนไทยในอุษาคเนย์. กรุงเทพฯ: มตชิ น,
2547.
อนันต์ กลิ่นโพธิก์ ลับ. “การศึกษาความหมายและรูปแบบตราประทบั สมยั แรกเริม่
ประวตั ิศาสตร์ ในพพิ ิธภณั ฑสถาน แห่งชาติอู่ทอง อาเภออู่ทอง จงั หวดั
สุพ ร ร ณบุร ี.” วทิ ย านิพ นธ์ปร ญิ ญาศ ิล ปศา สตรมหาบัณฑิต (สาขา
โบราณคดสี มยั ประวตั ศิ าสตร์) บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2547.
พ.ศ. 2548
กฤช เหลอื ลมยั . “ดู "ทวารวด"ี ..ดทู พ่ี พิ ธิ ภณั ฑ์อู่ทอง.” เมอื งโบราณ 31, 4 (ตุลาคม -
ธนั วาคม 2548): หน้า 115.
ชวลิต ขาวเขยี ว และ ทิวา ศุภจรรยา. “ธรณีโบราณคดีท่ีราบเจ้าพระยาตอนล่าง:
การศกึ ษาเบอ้ื งตน้ จากขอ้ มลู โทรสมั ผสั .” ใน ดารงวชิ าการ 4, 2 (กรกฏาคม –
ธนั วาคม 2548): หน้า 55 – 69.
~ 308 ~
ธดิ า สาระยา. ประวตั ศิ าสตรอ์ ารยธรรมไทย. กรงุ เทพฯ: อมรนิ ทรพ์ รน้ิ ตง้ิ , 2548.
ผาสขุ อนิ ทราวุธ. สุวรรณภมู :ิ จากหลกั ฐานโบราณคด.ี กรงุ เทพฯ: ภาควิชาโบราณคดี
คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2548.
Podjanok Kanjanajuntorn. “Development Social Complexity in Metal Age West-
Central Thailand ca. 500 BC – AD 500.” Ph.D. dissertation, University
of Bristol, 2005.
พ.ศ. 2549
ผาสุข อนิ ทราวธุ . “เหรยี ญเงนิ ไมม่ จี ารกึ พบในแหล่งโบราณคดสี มยั ทวารวดี.” ใน "มรดก
วฒั นธรรม: ไทยกบั เพอื่ นบา้ น": การประชุมทางวชิ าการนานาชาต.ิ กรงุ เทพฯ :
คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2549, หน้า 59 - 79.
ศรศี กั ร วลั ลโิ ภดม. ประวตั ศิ าสตร์ โบราณคด:ี เมอื งอู่ทอง. กรุงเทพฯ: เมอื งโบราณ,
2549.
สุจติ ต์ วงษ์เทศ บรรณาธกิ าร. พระเจ้าอู่ทองมาจากไหน? เป็นไทย ลาว หรอื "เจ๊ก" จนี .
กรุงเทพฯ: บรษิ ทั ดรมี แคชเชอร์ กราฟฟิค, 2549.
สุจติ ต์ วงษ์เทศ, บรรณาธกิ าร. สุวรรณภูม:ิ ศนู ย์กลางการคา้ ขา้ มภมู ภิ าค 2 มหาสมุทรที่
พระเจา้ อโศกส่งพุทธศาสนามาถงึ ครงั้ แรก ตน้ กระแสประวตั ศิ าสตร์ไทย เมอื่
2,500 ปีมาแลว้ . กรงุ เทพฯ: โครงการสถาบนั สวุ รรณภมู ิ มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร
, 2549.
อนันต์ กลนิ่ โพธกิ ์ ลบั . “รูปแบบและความหมายของตราประทบั เมอื งอู่ทอง สุพรรณบุรี.”
เมอื งโบราณ 32, 1 (มกราคม – มนี าคม 2549): หน้า 22 - 23.
พ.ศ. 2550
จุฑามาศ คงสวสั ด.ิ ์ “การศกึ ษาแนวทางการส่งเสรมิ การท่องเทยี่ วเชงิ วฒั นธรรม เมอื ง
โบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตร
มหาบณั ฑติ (สาขาวชิ าพฒั นศกึ ษา) บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร,
2550.
พนมบุตร จันทรโชติ, ภทั รวรรณ ภาครส, วรางคณา เพ็ชร์อุดม. นาชม
พพิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติอู่ทอง และเรอื่ งราวสุวรรณภูมิ. กรุงเทพฯ: กรม
ศลิ ปากร, 2550.
~ 309 ~
ศรศี กั ร วลั ลโิ ภดม. “ปรารภ...สุวรรณภูมิ.” วารสารหน้าจวั่ ฉบบั ประวตั ิศาสตร์
สถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรมไทย 5, 5 (กนั ยายน 2550): หน้า 6 - 13.
พ.ศ. 2551
ผาสุข อินทราวุธ. ทวารวดีธรรมจกั ร. กรุงเทพฯ: ภาควชิ าโบราณคดี คณะโบราณคดี
มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2551.
สุกญั ญา เบาเนดิ . “เชอ้ื ชาติ (ชนชาต)ิ กบั ดกั ทางความคดิ ในกรณี “ทวารวด(ี ไม่)มมี อญ.””
เมอื งโบราณ 34, 1 (มกราคม – มนี าคม 2551): หน้า 44 - 46.
เจนจริ า เบญจพงศ์. “สถานีการคา้ โลกทช่ี อ่ื 'สุวรรณภูม'ิ.” สยามรฐั สปั ดาห์วจิ ารณ์ 56,1
(26 กนั ยายน - 2 ตุลาคม 2551): หน้า 80.
เจนจริ า เบญจพงศ์. “อู่ทอง เมอื งทอง สุวรรณภูม.ิ ” สยามรฐั สปั ดาห์วจิ ารณ์ 56, 5 (24 -
30 ตุลาคม 2551): หน้า 38.
พ.ศ. 2552
ศริ พิ จน์ เหล่ามานะเจรญิ . “'อู่ทอง' ไม่เคยรา้ ง.” สยามรฐั สปั ดาห์วจิ ารณ์ 57, 3 (9 - 15
ตุลาคม 2552): หน้า 47.
สายทพิ ย์ สุดชา. “กระบวนการคา้ โบราณวตั ถุประเภทลกู ปัดทวารวด.ี ” เอกสารการศกึ ษา
เฉพาะบุคคล หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะ
โบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2552.
พ.ศ. 2553
จรี าวรรณ แสงเพช็ ร์. “การประดษิ ฐานพระบรมสารรี กิ ธาตุสมยั ทวารวด.ี ” ดารงวชิ าการ 9,
1 (มกราคม – มถิ ุนายน 2553): หน้า 20 – 32.
เชษฐ์ ตงิ สญั ชล.ี ลวดลายในศลิ ปะทวารวด:ี การศกึ ษา “ทมี่ า” และการตรวจสอบกบั ศลิ ปะ
อนิ เดยี สมยั คุปตะ-วกาฏกะ. นครปฐม: สถาบนั วจิ ยั และพฒั นา มหาวทิ ยาลยั
ศลิ ปากร, 2553.
ธนิตตา ธนสิริกุลวงศ์. “การศึกษารูปแบบพวยกาสมยั ทวารวดีในพ้ืนทีภ่ าคกลาง.”
เอกสารการศึกษาเฉพาะบุคคล หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต
(โบราณคด)ี คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2553.
~ 310 ~
ประทุม ชุ่มเพ็งพนั ธุ์. ศรีสุพรรณภูมิ เรือ่ งตานานจากอดีตกาลจนถึงเรือ่ งเล่าขาน
เมอื่ วนั วาน. กรุงเทพฯ: ดวงกมล, 2553.
พงษ์ศกั ดิ ์นิลวร. “ร่องรอยพุทธศาสนาสมยั ทวารวดบี รเิ วณลุ่มแม่น้าลพบุรี-ป่าสกั ศกึ ษา
จากหลักฐานทางโบราณคดีประเภทศิลปกรรมและจารึก.” วิทยานิพนธ์
ปรญิ ญาศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ (สาขาโบราณคดสี มยั ประวตั ศิ าสตร์) บณั ฑติ
วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2553.
วรรณภา อัมพวัน. “เทคนิคเชิงช่างงานประติมากรรมปูนปั้นและดินเผาทใี่ ช้ในการ
ประดบั ศาสนสถานสมยั ทวารวด.ี ” วทิ ยานิพนธศ์ ลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ (สาขา
โบราณคดีสมยั ประวัติศาสตร์) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร,
2553.
สุจติ ต์วงษ์เทศ, บรรณาธกิ าร. Black death โรคห่ากาฬโรคยุคพระเจา้ อู่ทองฝังโลกเก่า
ฟ้ืนโลกใหมไ่ ด้ "ราชอาณาจกั รสยาม". กรุงเทพฯ: เรอื นแกว้ , 2553.
พ.ศ. 2554
ดวงกมล อนนั ตว์ ชั รกุล. “คตคิ วามเชอื่ เรอื่ งสตั วท์ ปี่ รากฏในวฒั นธรรมทวารวดี.” เอกสาร
การศึกษาเฉพาะบุคคล หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะ
โบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2554.
เมริกา สงวนวงษ์. “การศึกษาประติมากรรมชาวต่างชาติสวมหมวกทรงสูงในสมยั
ทวารวดี.” เอกสารการศึกษาเฉพาะบุคคล หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต
(โบราณคด)ี คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2554.
สนั ติ ์ ไทยานนท์. “การศกึ ษาลาดบั พฒั นาการวัฒนธรรมทางโบราณคดเี มืองอู่ทอง.”
วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาโบราณคดีสมัย
ประวตั ศิ าสตร)์ มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2554.
เสาวพงษ์ ยมาพฒั น์. “อ่ทู องในเครอื ขา่ ยการคา้ โลกสมยั โบราณ.” เอกสารการค้นคว้า
อสิ ระ หลกั สตู รศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ (สาขาโบราณคดสี มยั ประวตั ศิ าสตร์)
บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2554.
พ.ศ. 2555
ประภสั สร์ ชวู เิ ชยี ร. “เมอื งอู่ทอง เมอ่ื หลงั พ.ศ. 1500.” สยามรฐั สปั ดาหว์ จิ ารณ์ 59, 52
(14 - 20 กนั ยายน 2555): หน้า 46.
~ 311 ~
ประภสั สร์ ชวู เิ ชยี ร. “หนิ ตงั้ หนิ ใหญ่ ภเู ขาศกั ดสิ ์ ทิ ธทิ์ เ่ี มอื งอู่ทอง.” ส ย า ม รั ฐ สั ป ด า ห์
วจิ ารณ์ 59, 49 (24 - 30 สงิ หาคม 2555): หน้า 46.
ภูวนาถ รตั นรงั สกิ ุล. “การศกึ ษาวิจยั โบราณวตั ถุทีม่ ตี ะกวั่ เป็นองค์ประกอบหลกั ใน
วฒั นธรรมทวารวด.ี ” วทิ ยานิพนธป์ รชั ญาดุษฎีบณั ฑติ (สาขาโบราณคดสี มยั
ประวตั ศิ าสตร)์ บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2555.
วรพงศ์ อภินันทเวช. “ประติมากรรมคนแคระในวฒั นธรรมทวารวดี: รูปแบบและ
ความหมาย.” วทิ ยานิพนธ์ปรญิ ญาศลิ ปศาสตรบณั ฑติ (สาขาประวตั ิศาสตร์
ศลิ ปะ) บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2555.
วนั วสิ าข์ ธรรมานนท์. “หลกั ฐานทางโบราณคดใี นประเทศไทยทแี่ สดงถงึ ความสมั พนั ธ์
ทางการคา้ กบั เอเชยี ตะวนั ตก ก่อนพุทธศตวรรษที่ 16.” วทิ ยานิพนธ์ปรชั ญา
ดุษฎีบัณฑิต (สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์) บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2555.
ศริ พิ จน์ เหล่ามานะเจรญิ . “'ปุษยศริ 'ิ เขากลางเมอื งอู่ทอง 'สุวรรณภูม'ิ.” สยามรฐั สปั ดาห์
วจิ ารณ์ 59, 49 (24 - 30 สงิ หาคม 2555): หน้า 47.
ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. “เมอื งอู่ทอง ไม่เก่ยี วกับพระเจ้าอู่ทอง ศิลปะอู่ทอง และ
พระพุทธรูปอู่ทอง.” สยามรฐั สปั ดาห์วจิ ารณ์ 60, 3 (5 - 11 ตุลาคม 2555):
หน้า 47.
พ.ศ. 2556
ปรชั ญา รุ่งแสงทอง และอภริ ฐั เจะเหล่า. “การขุดคน้ ทางโบราณคดี ณ โบราณสถานพุ
หางนาค หมายเลข 1.” ใน เอกสารประกอบการเสวนาทางวชิ าการ เรอื่ ง
“อู่ทอง....ต้นสายและปลายทาง”. สานักศิลปากรท่ี 2 สุพรรณบุรี, 2556.
(เอกสารอดั สาเนา). หน้า 34 – 67.
พสิ ทิ ธิ์ ลรี ตั นนุรตั น์. เมอื งอู่ทอง: เสน่ห์แห่งลกู ปัดทวารวด.ี กรุงเทพฯ: องค์การบรหิ าร
การพฒั นา พน้ื ทพ่ี เิ ศษเพอ่ื การท่องเทย่ี วอย่างยงั่ ยนื (องคก์ ารมหาชน), 2556.
รุง่ โรจน์ ภริ มยอ์ นุกลู . “ปษุ ยคริ :ิ เขาศกั ดสิ ์ ทิ ธขิ์ องเมอื งอ่ทู อง.” ใน เ ส ว น า วิ ช า ก า ร
ทวารวดี อัพเดท! ทวารวดีจากภาคสนาม. ปทุมธานี: คณะศิลปศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ศนู ยร์ งั สติ , 2556. หน้า 53 – 62.
~ 312 ~
วภิ าดา อ่อนวิมล. “อิฐมลี วดลายในสมยั ทวารวดี.” เอกสารการศึกษาเฉพาะบุคคล
หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัย
ศลิ ปากร, 2556.
สฤษดพิ ์ งศ์ ขนุ ทรง. “ทวารวดกี บั เสน้ ทางสายแพรไหมทางทะเล ข้อสังเกตจากเมือง
นครปฐมและอ่ทู อง.” เสวนาวชิ าการทวารวดี อพั เดท! ทวารวดจี ากภาคสนาม.
ปทุมธานี: คณะศลิ ปศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ศูนย์รงั สติ , 2556.
หน้า 73 – 83.
สฤษดพิ ์ งศ์ ขุนทรง. เนินพลบั พลา เมอื งอู่ทอง: ผลการขุดคน้ ทางโบราณคดี ปี 2556.
กรงุ เทพฯ: ภาควชิ าโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2556.
สุภมาศ ดวงสกุล. “การกาหนดอายุ “ทวารวด”ี ขอ้ สงั เกตจากเมอื งอู่ทอง.” ใน เสวนา
วชิ าการทวารวดี อพั เดท! ทวารวดจี ากภาคสนาม. ปทุมธานี: คณะศลิ ปศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ศนู ยร์ งั สติ , 2556. หน้า 63 – 71.
อู่ทอง: หลกั ฐานพระพุทธศาสนาแรกเรมิ่ และรอยลูกปัด. กรุงเทพฯ: องคก์ ารบรหิ ารการ
พฒั นาพน้ื ทพ่ี เิ ศษเพอ่ื การทอ่ งเทย่ี วอย่างยงั่ ยนื (องคก์ ารมหาชน), 2556.
พ.ศ. 2557
ตรงใจ หุตางกูร. “การตีความใหม่เร่อื งขอบเขตแนวชายฝัง่ ทะเลโบราณสมยั ทวารวดี
บนทร่ี าบภาคกลางตอนล่าง.” ใน ดารงวชิ าการ 13, 1 (มกราคม – มถิ ุนายน
2557): หน้า 11 – 44.
ศริ พิ จน์ เหล่ามานะเจรญิ . “ความเขา้ ใจผดิ ซ้าซากเกย่ี วกบั เมอื งอู่ทอง.” ใน สยามรฐั
สปั ดาหว์ จิ ารณ์ 61, 36 (23–29 พฤษภาคม 2557): หน้า 47 - 48.
~ 313 ~
~ 314 ~
ภาคผนวก 2
เอกสารสาคญั
“เรอ่ื งเมืองอ่ทู อง” จากรายงานเสดจ็ ตรวจราชการเมอื งสุพรรณบรุ ี
พระนิพนธใ์ น
สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาดารงราชานุภาพ
(เมอื่ ครงั้ ดารงตาแหน่งเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย)
วนั ท่ี 25 กมุ ภาพนั ธ์ ร.ศ. 122 (พ.ศ. 2446) เวลาโมงเชา้ ขน้ึ มา้ ไปดู
เมืองโบราณซึ่งชาวบ้านเรียกว่า เมืองท้าวอู่ทอง อยู่เหนือบ้านจระเข้
สามพนั ไประยะทางประมาณ 200 เสน้ ได้ไปแวะดูเจดยี ์โบสถ์วิหารทเ่ี ขา
ธรรมเธยี รกอ่ น แลว้ ไปเมอื งทา้ วอทู่ อง หยุดกนิ ขา้ วเชา้ ทส่ี ถานพระนารายณ์
ริมท่าพระยาจักร แล้วไปดูวัดปราสาท วดั หลวง วัดช่องลม ในเมืองนัน้
พกั อยจู่ นเวลาบ่าย 3 โมง จงึ กลบั มาทพ่ี กั บา้ นจระเขส้ ามพนั
ไปเท่ยี วน้ีขา้ พเจ้าไดไ้ ปเทย่ี วท่เี มอื งอ่ทู อง มคี วามคดิ เหน็ ในเร่อื ง
เมอื งโบราณแถวน้บี า้ งเลก็ น้อย จงึ ไดเ้ รยี บเรยี งลงไวใ้ นทา้ ยรายงานดงั น้ี
มเี มอื งโบราณเมอื งหน่งึ อยใู่ นแขวงสพุ รรณบุรี ทางตะวนั ตกเฉียงใต้
ใกลก้ บั เทอื กเขา ซง่ึ เป็นเขตแดนเมอื งสุพรรณ ต่อกับเมอื งกาญจนบุรี และมี
ลาแมน่ ้าเกา่ ผา่ นหน้าเมอื งโบราณน้ี เรยี กว่าลาน้าจระเขส้ ามพนั แต่ทุกวนั น้ี
ขาดเขนิ เป็นหว้ งเป็นตอนเสยี แลว้
เมอื งโบราณน้ี พวกราษฎรทอ่ี ยใู่ นแถวนนั้ เรยี กว่า เมอื งทา้ วอ่ทู อง
มเี ร่อื งราวเล่าสบื ต่อกนั มาแต่โบราณว่า ทา้ วอู่ทองได้ครอบครองเมอื งน้ีมา
จนกาละครงั้ หน่ึงเกดิ ไขห้ ่า ราษฎรลม้ ตายมากนกั ทา้ วอู่ทองจงึ อพยพผคู้ น
ละทง้ิ เมอื งหนีห่าไปทางทศิ ตะวนั ออก เท่ยี วเสาะหาท่ตี งั้ เมอื งเป็นระยะไป
หลายแห่ง ไข้ห่าก็ยังตามไป จนท้าวอู่ทองอพยพผู้คนหนีข้ามลาแม่น้า
~ 315 ~
สุพรรณไปทางฝัง่ ตะวนั ออกจงึ ได้พ้นห่า ยงั มที ่ารมิ แม่น้าสุพรรณเรียกว่า
ทา่ ทา้ วอทู่ องอยจู่ นทุกวนั น้ี มเี ร่อื งราวเล่าสบื ต่อกนั มาดงั น้ี
ข้าพเจ้าได้ไปเท่ียวถึงเมืองท้าวอู่ทองในคราวนี้ ตรวจดูภูมิ
ฐานเหน็ เป็ นเมืองใหญ่ มีกาแพงเมือง 2 ชนั้ และมีสระใหญ่ๆ ขุดไว้
หลายสระคล้ายกบั เมืองสุโขทยั เก่า ข้างในเมืองมีโคกอิฐซ่ึงพึงเหน็ ได้
ว่าเป็ นวดั วาของเก่าแก่มากมายหลายแห่ง พระเจดีย์ท่ียงั คงรูปอยู่
ก็มีอยู่บ้าง ได้ตรวจค้นดูของเก่าท่ีจะเป็ นพยานอายุของเมืองนี้
ได้พระพุทธรูปที่เป็ นฝี มือเดียวกับพระทางพระปฐมเจดีย์มีอยู่บ้าง
และได้สืบถามตามชาวบ้านถึงสิ่งของโบราณที่ขุดได้ในเมืองนี้ กไ็ ด้
เงินเหรียญตราสงั ขอ์ ย่างเดียวกบั ที่ขดุ ได้ท่ีพระประโทน จึงสนั นิษฐาน
ว่าเมืองนี้จะเป็ นเมืองในสมยั เดียวกับเมืองโบราณท่ีพระปฐมเจดีย์
ก่อนเมอื งสุพรรณบุรี ทุกวนั น้ีชา้ นาน แต่เจดยี สถานท่ยี งั มรี ปู อย่นู นั้ สงั เกต
ว่าทเ่ี ป็นรปู ชนั้ ใหมป่ ระมาณวา่ ในครงั้ กรุงเก่ากม็ บี า้ ง ดูการก่อสรา้ งจะเป็น 2
ยคุ อยู่
เมอื งน้ีแต่เดมิ คงเป็นเมอื งทม่ี กี ษตั รยิ ค์ รอบครอง ครนั้ ต่อมาเพราะ
เหตุท่ีทางแม่น้าเปล่ียนแปลง ทาให้แม่น้าสาหรบั เมืองน้ีต้ืนเขินข้นึ ทุกที
จงึ ตอ้ งขดุ สระหาน้าไวใ้ ชใ้ นเมอื งเมอ่ื ฤดแู ลง้ และภายหลงั ยงั กนั ดารน้ายงิ่ ขน้ึ
ทุกทจี นเกดิ ไขเ้ จบ็ จะอย่ตู ่อไปไม่ได้ จงึ ต้องทง้ิ เมอื งยา้ ยไปท่อี ่นื ดงั นิทานท่ี
เลา่ สบื กนั มาวา่ หนีห่านนั้
เมอื งทต่ี อ้ งทง้ิ ใหร้ า้ ง เพราะแม่น้าเปลย่ี นทางอย่างว่าน้ี มตี วั อย่าง
หลายเมอื ง คอื เมอื งสโุ ขทยั เกา่ เป็นตน้ เมอื งทต่ี อ้ งทง้ิ ใหร้ า้ งในชนั้ หลงั ไม่ชา้
นานมานกั เพราะเหตุน้กี ม็ อี กี เมอื งหน่งึ คอื เมอื งพจิ ติ รเก่า เม่อื ปีขาล อฐั ศก
จุลศกั ราช 1228 พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั เสดจ็ ขน้ึ ไปเมอื ง
พษิ ณุโลก เสดจ็ ด้วยเรอื ไฟพระท่นี ัง่ อรรคราชวรเดช ซ่งึ เป็นเรอื สองปล่อง
อยา่ งใหญ่ ในเวลานนั้ ยงั ไปไดท้ างแม่น้าพจิ ติ ร ทุกวนั น้ีแม่น้านนั้ ตน้ื เขนิ เป็น
หว้ งเป็นตอนใชเ้ รอื ไม่ไดท้ เี ดยี ว จนตอ้ งยา้ ยเมอื งพจิ ติ รมาตงั้ ทางแม่น้าใหม่
~ 316 ~
ขา้ งคลองเรยี ง ถึงท่พี ระปฐมเจดีย์แต่เดมิ กค็ งจะมีแม่น้า เพราะการสรา้ ง
เมอื งแต่โบราณคงต้องอาศยั ลาน้าและมที ท่ี านา จงึ ตงั้ เป็นบา้ นเมอื งใหญ่โต
อย่ไู ด้ อาศยั เหตุเหล่าน้ี จงึ ไดล้ งความสนั นษิ ฐานดงั กลา่ วมาแลว้
ท่านทัง้ ปวงท่ีได้อ่านหนังสือพระราชพงศาวดารท่ีกรมสมเด็จ
พระปรมานุชติ ฯ ทรงเรยี บเรยี งไว้ ย่อมทราบอยู่ทวั่ กนั ว่ากษัตรยิ พ์ ระองค์
หน่งึ ทรงพระนามวา่ พระเจา้ อ่ทู อง เป็นผสู้ รา้ งกรุงเก่า เม่อื จุลศกั ราช 712 ปี
เมอื งโบราณทข่ี า้ พเจา้ ว่าน้กี เ็ รยี กวา่ เมอื งทา้ วอ่ทู อง (ทา้ วอทู่ อง หรอื พระเจา้
อทู่ อง กค็ อื ความเดยี วกนั นนั้ เอง) จงึ เป็นขอ้ ปัญหาน่าคดิ ว่าพระเจา้ อ่ทู องนนั้
จะเป็นพระองค์เดียวกนั หรือเป็นกษัตรยิ ์ 2 พระองค์มพี ระนามพอ้ งกนั
ความขอ้ น้ใี นหนงั สอื พระราชพงศาวดารว่า พระเจา้ อ่ทู องทส่ี รา้ งกรุงเก่านนั้
ลงมาแต่เพียงเทพนคร ซ่ึงตัง้ อยู่ในเมืองกาแพงเพชร และแสดงเหตุว่า
เพราะบรรทมในเปลทองของนฤมติ แต่ยงั ทรงพระเยาว์ จงึ ไดม้ พี ระนามว่า
พระเจา้ อ่ทู อง ดงั น้ี แต่ฝ่ายขา้ งพระเจา้ อ่ทู องทางสพุ รรณน้ี ไมม่ อี นั ใดปรากฏ
นอกจากเรอ่ื งนิทานทไ่ี ดเ้ ล่ามาแลว้
แต่มหี ลกั ฐานบางอย่างซง่ึ น่าจะเอามาประกอบคดิ เดาดูไดบ้ า้ ง คอื
ในหนังสือโบราณเช่นหนังสือจารึกหลักศิลาท่ีเมืองสุโขทัยเป็ นต้น
เม่ือกล่าวถึงเมืองสุพรรณ ย่อมเรียกว่าเมืองสุวรรณภูมิ หาได้เรียก
เมอื งสุพรรณบุรไี ม่ คาว่า อู่ ย่อมแปลไดเ้ ป็น 2 นยั แปลว่าเปลกไ็ ด้ หรอื จะ
แปลว่าเป็นท่มี ที ่เี กดิ ดังเช่นคาท่ใี ชพ้ ูดกนั อยู่ว่า อู่น้าอู่ขา้ ว เช่นน้ีกแ็ ปลได้
เพราะเหตุนี้คาว่าสุวรรณภูมิ ถ้าจะแปลว่าอู่ทองจะใช้ได้หรือไม่
ถา้ ใช้ได้ เมืองโบราณนี้ ชื่อเดิมที่ใช้เรียกในภาษาไทย คงเรียกว่าเมือง
อู่ทอง เมื่อไปเรียกในภาษาบาลีจึงใช้ว่าสุวรรณภูมิ เพราะฉะนัน้
สนั นิษฐานว่าท่ีเรียกพระนามกษัตริย์ท่ีครองเมืองน้ีว่า ท้าวอู่ทอง หรือ
พระเจ้าอู่ทองนัน้ ก็คอื อย่างเรียกว่า พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา หรือพระเจ้า
เชียงใหม่ หาใช่นามเฉพาะกษัตรยิ ์พระองค์หน่ึงพระองค์ใดไม่ เป็นนาม
สาหรบั เรยี กพระเจา้ แผน่ ดนิ ทค่ี รองเมอื งอ่ทู องน้ที ุกพระองค์
~ 317 ~
มขี ้อท่ีควรจะเห็นประหลาดอีกอย่างหน่ึงคือ เมอื งอู่ทองน้ีอยู่ใน
ท่ามกลางระหว่างเมอื งทงั้ สองเมอื ง ขา้ งตะวนั ตกเรยี กว่าเมอื งกาญจนบุรี
อีกเมืองหน่ึงอยู่ข้างตะวนั ออกเรียกว่าเมืองสุพรรณบุรี ช่ือเก่ียวกบั ทอง
ดว้ ยกนั ทงั้ สามเมอื ง ทาไมจงึ เป็นเช่นน้ี ในหนงั สอื โบราณทไ่ี ดก้ ลา่ วมาแลว้ มี
ช่อื ปรากฏแต่เมอื งสวุ รรณภูมเิ มอื งเดยี ว ถ้าจะสนั นิษฐานว่าเมอื งทงั้ สองคอื
เมอื งกาญจนบุรกี ด็ ี เมอื งสุพรรณบุรที ุกวนั น้ีกด็ ี เป็นเมอื งทต่ี งั้ ขน้ึ ภายหลงั
โดยมเี หตุเกย่ี วเน่ืองกบั เมอื งสุวรรณภูมอิ ย่างใดอย่างหน่ึง อย่างน้ีจะใชไ้ ด้
หรอื ไม่
เมอ่ื ไดล้ องคดิ ถงึ เพยี งน้แี ลว้ ดยู งั มขี อ้ ทน่ี ่าจะวนิ ิจฉัยต่อไปอกี ขอ้ 1
ว่า พระเจา้ อู่ทองทส่ี ร้างกรุงเก่านัน้ ถ้าจะเป็นพระเจ้าอู่ทองท่ไี ปจากเมอื ง
สวุ รรณภูมนิ ้ีจะเป็นได้หรอื ไม่ ปัญหาขอ้ น้ี ถ้าจะว่าในทางขา้ งจะเป็นได้กม็ ี
หลกั ฐานอยู่ หลายอย่าง คอื
(1) ตามเร่ืองนิทานท่ีเล่าสืบกันมาว่า พระเจ้าอู่ทองท้ิงเมือง
สวุ รรณภูมหิ นีหา่ ขา้ มไปทางทศิ ตะวนั ออกนนั้ กไ็ ปตรงทางทศิ กรุงเก่า ระยะ
แต่เมอื งเดมิ มาถงึ กรุงเก่ากเ็ พยี ง 3 วนั ใกลก้ ว่าและจะอพยพผคู้ นไปไดง้ ่าย
กวา่ ทจ่ี ะลงมาจากเมอื งเทพนครเป็นอนั มาก
(2) ผศู้ กึ ษาพงศาวดารย่อมทราบอย่ดู ว้ ยกนั ว่า เมอื งศรอี ยุธยาเป็น
เมืองเก่า มีมาก่อนครัง้ พระเจ้าอู่ทอง พระเจ้าอู่ทองเป็ นแต่มาตัง้ เมือง
ศรอี ยุธยาข้นึ เป็นเมอื งหลวงอกี ครงั้ หน่ึง ท่มี าเปล่ยี นพระนามเป็นสมเด็จ
พระรามาธบิ ดนี ัน้ กเ็ พราะเหตุจะใหต้ ้องแบบแผนท่ีเป็นกษัตรยิ ์ครองเมอื ง
ศรอี ยุธยาอย่างพระรามาวตาร ขอ้ น้ีน่าจะเหน็ ไดว้ ่าแต่เดมิ คงจะมพี ระนาม
ตามท่ีจารึกในพระสุพรรณบัฏเป็ นอย่างอ่ืน เช่นว่า สมเด็จพระบรม
ราชาธริ าช เป็นตน้ ทเ่ี รยี กว่าพระเจา้ อทู่ อง เรยี กตามนามเมอื งอทู่ อง ครนั้ มา
ครองศรอี ยุธยากใ็ ช้ พระนามปรากฏวา่ พระเจา้ กรงุ ศรอี ยุธยา แต่นนั้ มา
(3) ในหนังสอื พระราชพงศาวดารว่า ในแผ่นดนิ พระเจา้ อู่ทองนัน้
หวั เมอื งฝ่ ายเหนือตงั้ แต่เมอื งนครสวรรคข์ น้ึ ไป เป็นเมอื งประเทศราชทงั้ นัน้
~ 318 ~
ถ้าพระเจ้าอู่ทองลงมาจากเมืองเทพนครฯ ก็อยู่ใกล้ในระหว่างเมือง
กาแพงเพชร เมอื งพจิ ติ รแลอย่เู หนอื เมอื งนครสวรรค์ ทต่ี อ้ งตอ้ นผคู้ นผ่านลง
มาเพยี งระยะวนั เดยี วสองวนั รอบขา้ ง เมอื งเหล่านนั้ จะเป็นเมอื งประเทศราช
อย่างไร ในขอ้ น้ีพเิ คราะหด์ ูตามความในหนังสอื พระราชพงศาวดารตอนน้ี
ถ้ามาจากเมอื งสุพรรณ พเิ คราะหค์ วามงามจะสมมากกว่ามาจากขา้ งเหนือ
เพราะเม่อื พระเจ้าอู่ทองมาสร้างกรุงเก่าเป็นราชธานีนัน้ น่าทจ่ี ะกวาดต้อน
ผคู้ นซง่ึ มภี ูมลิ าเนาอยู่ทางเมอื งเดมิ มาไม่ไดห้ มด คอื ขุนหลวงพะงวั่ ซง่ึ เป็น
พพ่ี ระมเหสเี ป็นตน้ น่าท่จี ะเป็นเพราะมวี งศ์วานพรรคพวกตงั้ ภูมลิ าเนาอยู่
ทางโน้นมาก ไม่ย้ายมาอยู่กรุงศรอี ยุธยาทส่ี ร้างใหม่ จงึ โปรดตงั้ ขุนหลวง
พะงวั่ ขน้ึ เป็นพระบรมราชาให้อยู่ครองทางเมืองเดมิ และจะได้ตงั้ ข้นึ เป็น
เมืองสุพรรณบุรีในคราวเดียวกันกับสร้างกรุงเก่านัน้ ก็อาจจะเป็ นได้
ส่วนพระราเมศวรราชโอรสนัน้ โปรดให้ข้ึนไปครองเมืองลพบุรี รักษา
พระราชอาณาจกั รขา้ งทางเหนือ ทต่ี ดิ ต่อกบั เมอื งประเทศราช ดูภูมแิ ผนท่ี
ทว่ี างการเช่นน้ี เขา้ ทท่ี างขา้ งจะมาจากสพุ รรณมาก
ข้อความท่ีกล่าวมาทัง้ นี้ ขอให้ท่านผู้เอาใจใส่สอดส่องใน
พงศาวดารเมืองไทย จงพิเคราะหด์ เู ถิด
คดั จาก
รายงานพระเจา้ น้องยาเธอ กรมหลวงดารงราชานุภาพ เสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย
เสดจ็ ตรวจราชการเมอื งสพุ รรณบุรี ปีรตั นโกสนิ ทรศ์ ก 122 (พ.ศ. 2446)
ในหนงั สอื โบราณวทิ ยาเรอื่ งเมอื งอ่ทู อง. พระนคร: โรงพมิ พศ์ วิ พร, 2509.
(พมิ พใ์ นงานเสดจ็ พระราชดาเนินทรงเปิดพพิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาตอิ ่ทู อง
13 พ.ค. 2509). หน้า 27 - 32.
~ 319 ~
~ 320 ~
ภาคผนวก 3
เอกสารสาคญั
“เมอื งอ่ทู องและความสาคญั ของเมอื งอ่ทู องในประวตั ิศาสตรไ์ ทย”
ศาสตราจารย์ ชอง บวสเซอลเิ ยร์ (Jean Boisselier)
แปลจากบทความภาษาฝรงั่ เศสโดย
ศาสตราจารย์ หมอ่ มเจา้ สุภทั รดศิ ดศิ กลุ
หลงั จากทส่ี มเดจ็ ฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพไดท้ รงคน้ ประวตั ิ
การตงั้ อาณาจกั รอยุธยา โดยอาศยั ตานานต่างๆ อนั เกย่ี วกบั พระราชประวตั ิ
พระเจ้าอู่ทองแลว้ เรากไ็ ดร้ ูจ้ กั เมอื งอู่ทอง ซ่งึ ถูกทอดท้งิ มาเป็นเวลาหลาย
ศตวรรษ สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพไดเ้ สดจ็ ประพาสเมอื งอ่ทู อง
เม่อื พ.ศ. 2446 ทรงพบซากปราการใหญ่ๆ จงึ ทรงวนิ ิจฉัยว่าเมอื งอู่ทองน้ี
เก่ามากและคงมีอายุ รุ่นราวคราวเดยี วกบั เมอื งนครปฐม เพราะไดข้ ุดพบ
พระพทุ ธรปู และเงนิ ตรา ซง่ึ มลี กั ษณะอย่างเดยี วกบั ทไ่ี ดพ้ บทน่ี ครปฐม
พระวินิ จฉัยนี้แสดงให้เห็นพระปรีชาญาณอันเฉี ยบแหลม
เพราะสมยั นัน้ ยงั ไม่สู้มีใครร้จู กั ศิลปโบราณในแถบอาเซียอาคเณยด์ ี
ในเวลาไล่ๆ กนั นนั้ Paul Pelliot กไ็ ดอ้ อกความเหน็ ว่า อาณาจกั รโตโลโปต้ี
ซง่ึ นักประวตั ิศาสตรจ์ ีนกล่าวถึงนัน้ ควรจะตงั้ อยู่ในบริเวณภาคใต้ของลุ่ม
แม่น้าเจ้าพระยา คาว่า โตโลโปต้ี น้ีเคยมีผู้เสนอว่าตรงกับ ทวารวดี
ความกา้ วหน้าในการคน้ ควา้ โบราณวตั ถุทพ่ี บใหม่ๆ และความร่วมมอื อย่าง
ใกลช้ ดิ ของสมเดจ็ ฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ และศาสตราจารย์ ยอร์ช
เซเดส์ ทาใหเ้ ร่อื งราวของอาณาจกั รทวารวดกี ระจ่างขน้ึ ทลี ะน้อย ทงั้ ชวนให้
สนั นิษฐานว่า ดนิ แดนส่วนใหญ่ของอาณาจกั รทวารวดตี งั้ อยู่ระหว่างเมอื ง
ราชบุรขี น้ึ ไปถงึ ลพบรุ ี
~ 321 ~
แม้ศิลปทวารวดีซ่ึงเป็ นศิลปเก่ียวพันกับพระพุทธศาสนาได้
กลายเป็นเร่อื งจรงิ คดั ค้านไม่ได้ และต้องยอมรบั กนั อยู่ทวั่ ไป เรากย็ งั ไม่
สามารถจะเรยี บเรยี งประวตั ศิ าสตรอ์ าณาจกั รทวารวดซี ง่ึ ยงั ไม่ค่อยรู้จกั กัน
นัน้ ได้ เรายงั ไม่ทราบแม้แต่คาว่าโตโลโปต้ีนัน้ ตรงกับคาว่าทวารวดีจริง
หรือไม่ ทัง้ น้ีเพราะเรายังไม่พบศิลาจารึกเลย จนกระทัง่ พ .ศ. 2506
ศาสตราจารย์ ยอรช์ เซเดส์ จงึ ไดอ้ ่านจารกึ บนเหรยี ญเงนิ 2 เหรยี ญ ทพ่ี บท่ี
นครปฐม เม่อื 20 ปีทแ่ี ลว้ ออก และยนื ยนั ว่าทฤษฎเี ก่าเก่ียวกบั อาณาจกั ร
ทวารวดนี นั้ ถกู ตอ้ ง
พนั ตรี Lunet de Lajonquiere ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์
หลวงบรบิ าลบุรภี ณั ฑ์ นาย Quaritch Wales และนาย Pierre Dupont
ได้ทาการคน้ ควา้ ต่อจากสมเดจ็ ฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ การคน้ คว้า
ของท่านเหล่าน้ีไดย้ ้าถึงความสาคญั ลกั ษณะพเิ ศษ และความรุ่งเรอื งของ
ศลิ ปทวารวดี แต่โดยทวั่ ๆ ไปกลบั ทาใหบ้ ทบาทของอ่ทู องลดความสาคญั ลง
นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ศิลปะได้หันไปสนใจเมืองอ่ืนย่ิงข้ึน
เป็นตน้ วา่ กาแพงแสน พงตกึ ดงศรมี หาโพธิ ลพบุรี และโดยเฉพาะอย่างยงิ่
นครปฐม โดยทส่ี ถานทเ่ี หลา่ น้เี ป็นทร่ี จู้ กั กนั มากกว่า
จนกระทงั่ ศาสตราจารย์ ยอรช์ เซเดส์ ซง่ึ เม่อื ปี 2471 ไดเ้ สนอว่า
เมอื งหลวงของอาณาจกั รทวารวดคี วรเป็นอ่ทู อง ไม่กลา้ ยนื ยนั ทฤษฎที ท่ี ่าน
เสนอไวเ้ ม่อื 20 ปีทแ่ี ลว้ สว่ น Pierre Dupont หลงั จากไดอ้ า้ งถงึ ตาบลทไ่ี ด้
พบโบราณวตั ถุสถานประมาณ 10 แห่งแลว้ Pierre Dupont กส็ ามารถเขยี น
วทิ ยานิพนธเ์ สนอเม่อื ปี พ.ศ. 2496 วทิ ยานิพนธฉ์ บบั น้ีเป็นหนงั สอื เล่มแรก
ท่เี ก่ยี วกบั โบราณคดีมอญแห่งอาณาจกั รทวารวดจี ริงๆ Pierre Dupont
เขียนว่า “เราควรจะเพิ่ มอู่ทองซ่ึงอยู่ทางตะวันตกเฉี ยงใต้ของ
สุพรรณบุรีราว 25 กม. เข้าไปในหมู่เมืองมอญเก่าๆ (คือทวารวดี)
ด้วยหรอื ไม่”
~ 322 ~
ความคดิ ของ Pierre Dupont น้ีทาใหเ้ ราเหน็ ว่าขอ้ สนั นิษฐานของ
สมเด็จฯ กรมพระยาดารงฯ ได้เกิดเป็นท่ีสงสยั กนั ข้นึ มากเพยี งใดใน 50
ปีต่อมา ความสงสยั น้ีเกดิ จากเหตุ 2 ประการ คอื การคน้ ควา้ ในแหล่งอ่นื ๆ
กา้ วหน้าไปมากประการหน่งึ และอกี ประการหน่งึ เราไมส่ สู้ นใจในการคน้ ควา้
ของ Quaritch Wales ซง่ึ กระทาเม่อื ปี 2481 นกั
อย่างไรกต็ าม เม่อื กรมศลิ ปากรได้ทาการคน้ ควา้ หาเมอื งโบราณ
อย่างจรงิ จงั เพ่อื เปรยี บเทยี บกนั เรากไ็ ด้รู้เร่อื งราวท่มี ดื มนอยู่กระจ่างขน้ึ
สว่ นหน่ึง ขณะทโ่ี ลกไดร้ ูจ้ กั ศลิ ปะทวารวดจี ากคูบวั (คงจะเป็นเมอื งราชบุรี
เก่า) อนั เป็นศลิ ปทม่ี ลี กั ษณะงดงามและเราไม่เคยคดิ มากอ่ นว่าจะไดพ้ บ ม.จ.
สุภทั รดศิ ดศิ กุล กไ็ ดท้ รงนานกั ศกึ ษาคณะโบราณคดอี อกไปฝึกหดั ขุดคน้ ท่ี
อู่ทอง ทาใหเ้ ราได้เหน็ ความน่าสนใจของเมอื งอู่ทองอย่างแจ่มชดั ผลของ
การขดุ คน้ ครงั้ น้ยี งั ไดย้ ้าถงึ ลกั ษณะวฒั นธรรมแบบทวารวดใี นเมอื งอทู่ องดว้ ย
การทาบัญชีโบราณสถานในอู่ทองชุดแรก การขุดแต่ง
โบราณสถานซึ่งทากันต่อๆ มา ได้ยืนยันผลการค้นคว้าท่ีกระทา
มาแล้วให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ตงั้ แต่นัน้ มาอู่ทองกก็ ลายเป็ นเมืองสาคญั
แห่งอาณาจักรทวารวดีและเป็ นแหล่งท่ีเราได้พบศิลปวัตถุแบบ
แปลกๆ มากที่สดุ
แต่ความน่าสนใจของอ่ทู องไม่ไดเ้ กย่ี วพนั กบั สมบตั ศิ ลิ ปะทวารวดี
เพยี งอย่างเดยี ว ระหว่างการค้นคว้าเม่อื เรว็ ๆ น้ี (ขา้ พเจ้าขอขอบคุณกรม
ศิลปากรและทุกท่านท่ีอานวยความสะดวกเป็นอย่างดีไว้ ณ ท่ีน้ีด้วย)
ขา้ พเจา้ ไดป้ ระจกั ษว์ ่า อ่ทู องซง่ึ เป็นเมอื งเอกของอาณาจกั รทวารวดี มไิ ดท้ า
ใหเ้ รารจู้ กั สมบตั ขิ องอาณาจกั รทวารวดเี ท่านนั้ แต่อ่ทู องมคี วามสาคญั ตงั้ แต่
เรม่ิ สมยั ประวตั ศิ าสตรแ์ ลว้ เป็นทน่ี ่าเสยี ดายว่าเราไดท้ าการขุดตรวจพน้ื ท่ี
น้อยและรบี ด่วนเกนิ ไป การขดุ ตรวจพน้ื ท่ี การเปรยี บเทยี บศลิ ปวตั ถุทงั้ หมด
กบั ศลิ ปวตั ถุจากแหล่งอ่นื ๆ โดยเฉพาะศลิ ปวตั ถุทไ่ี ดจ้ ากปราจนี บุรแี ละจาก
Oc-éo (ออกแกว้ อยทู่ างตอนใตข้ องเวยี ดนาม) ซง่ึ เช่อื กนั วา่ เป็นดนิ แดนแห่ง
~ 323 ~
อาณาจกั รฟูนัน ชวนให้เช่อื ว่า อู่ทองได้เจริญติดต่อกนั มาโดยไม่ขาด
ตอน ตงั้ แต่สมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ หรือก่ึงก่อนประวตั ิศาสตรจ์ นถึง
พทุ ธศตวรรษที่ 17 หรอื 18 อนั เป็ นเวลาที่อ่ทู องอาจจะถกู ทอดทิ้งไป
อย่างกะทันหนั เพราะภยั ธรรมชาติหรือเพราะเหตุอ่ืน เพ่ือไปสร้าง
เมืองใหม่ท่ีสุพรรณบุรี ตงั้ แต่นัน้ มา (ปลายพุทธศตวรรษที่ 19) เมือง
อู่ทองก็ถกู รวมเข้ากบั เมืองสุพรรณบุรี อันเป็ นที่พระเจ้าอู่ทองเคย
ประทับ แล้วเมืองอู่ทองก็เลยกลายเป็ นศูนย์กลางอารยธรรมแห่ง
ลมุ่ แม่น้าเจา้ พระยาไปดว้ ย
การคน้ คว้าของ Pierre Dupont เม่อื 10 ปีท่แี ล้ว ทาให้ Pierre
Dupont สามารถเขยี นไว้ในคานาหนังสอื เร่อื ง L’Archeologie mône de
Dvãravãti ว่า ประวัติศาสตร์ประเทศไทยแถบใต้เริ่มต้นแต่สมัยทวารวดี
ปัจจุบนั น้ีเราไม่อาจยอมรบั ความเหน็ น้ีไดอ้ กี ต่อไป เพราะโบราณวตั ถุทพ่ี บ
ทอ่ี ู่ทอง แสดงใหเ้ หน็ ว่าไดม้ อี ารยธรรมเจรญิ ติดต่อกนั มามไิ ดห้ ยุดยัง้ ตงั้ แต่
ยุคก่อนประวัติศาสตร์หรือก่ึงก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงสมัยทวารวดี
เพราะสภาพทางภูมศิ าสตรอ์ านวย ยง่ิ กว่านนั้ ยงั แสดงว่า ไดร้ ู้จกั และรบั เอา
อารยธรรมตะวนั ตกและอารยธรรมจนี กบั อนิ เดยี มาแต่พุทธศตวรรษท่ี 6 แลว้
โบราณวตั ถุท่พี บเป็นต้นว่าลูกปัด ท่ีประทบั ตรา เหรยี ญ เคร่อื งประดบั ทา
ดว้ ยทอง ดว้ ยดบี กุ หรอื สารดิ ซง่ึ พลอากาศตรี มนตรี หาญวชิ ยั เป็นผเู้ สนอ
ใหเ้ หน็ ความสาคญั ของสงิ่ เหล่าน้ีเป็นคนแรก ทาใหเ้ ราเช่อื ไดว้ ่า อ่ทู องเป็ น
เมืองเก่าและมีศิลปวัตถนุ ่าสนใจมากท่ีสุดเมืองหน่ึงในแหลมทอง
และเป็นที่รวมอารยธรรมดงั้ เดิมดว้ ย
หลักฐานเหล่าน้ีทาให้เราหวนไปพิจารณาคาบอกเล่าของนัก
ประวตั ศิ าสตร์จนี ในส่วนทเ่ี ก่ยี วกบั แหลมทองราวกลางพุทธศตวรรษท่ี 12
และกลบั ไปพจิ ารณาปัญหาเร่อื งทต่ี งั้ อาณาจกั รเก่าๆ ทน่ี กั ประวตั ศิ าสตรจ์ นี
พดู ถงึ เป็นทท่ี ราบกนั ดวี ่าเร่อื งราวทน่ี กั ประวตั ศิ าสตรจ์ นี กลา่ ว จะถอื เอาเป็น
แน่นอนมไิ ด้ เพราะเราไม่ทราบว่าช่อื สถานทท่ี น่ี กั ประวตั ศิ าสตรจ์ นี กล่าวถึง
~ 324 ~
นนั้ ตงั้ อย่ทู ใ่ี ด ยง่ิ กวา่ นนั้ เรายงั ไม่พบโบราณวตั ถุเพยี งพอ แต่บดั น้ีเราไดพ้ บ
หลกั ฐานพอท่จี ะยนื ยนั คาบอกเล่าของนักประวัตศิ าสตร์จนี ไดแ้ ล้ว ท่เี มอื ง
อู่ทองนัน้ เราไม่ไดพ้ บแต่เพยี งวฒั นธรรมท่มี คี ่าเทียบฟูนัน ดงั ท่เี ราได้เห็น
จากเมอื ง Oc-éo แต่เรายงั ไดพ้ บศลิ ปประเพณแี บบพเิ ศษมลี กั ษณะใกลเ้ คยี ง
กับศิลปอินเดียสมัยหน่ึง ซ่ึงจนถึงทุกวันน้ีเรายังพบตัวอย่างน้อยช้ิน
เป็นต้นว่า พระพุทธรูปสารดิ แบบอมรวดี ซ่งึ คงจะถูกนามาพร้อมๆ กนั ทวั่
ทงั้ แหลมทอง
สาหรบั สมยั ทวารวดเี อง เรากไ็ ดพ้ บหลกั ฐานทน่ี ่าสนใจทอ่ี ู่ทองน้ี
เป็นจานวนมาก แม้ว่าจานวนและความสาคญั ของส่ิงก่อสร้างทางพุทธ
ศาสนา เป็นตน้ ว่า โครงสรา้ งสถาปัตยกรรม (ซง่ึ ยงั ไม่เคยรจู้ กั กนั ดมี าก่อน)
เช่น สถูป 8 เหลย่ี ม หมายเลข13 พระพุทธรปู งามๆ เป็นจานวนมาก และ
พระพมิ พ์แปลกๆ จะเป็นท่สี ะดุดตา เราก็ไม่อาจมองขา้ มความสาคญั ของ
สงิ่ ก่อสรา้ งทางศาสนาพราหมณ์ (ในดนิ แดนพุทธศาสนา) ซง่ึ อาจจะทาให้
เหน็ รอ่ งรอยราชประเพณีได้ ทงั้ เรากไ็ มอ่ าจลมื สง่ิ กอ่ สรา้ งทางสาธารณูปโภค
เป็นตน้ ว่า ทานบกนั้ น้า เพนียดคลอ้ งชา้ ง ซง่ึ ยงั เหลอื อยู่ทางดา้ นใต้ของตวั
เมอื งอทู่ องเก่า
ส่ิ งเหล่านี้ แสดงถึงบทบาททางเศรษฐกิ จและการเมืองของ
เมืองอู่ทอง หลกั ฐานเหล่านี้แสดงให้เหน็ ความสาคญั ของอู่ทอง และ
ชวนให้คิดว่าอ่ทู องเป็ นเมืองชนั้ เอกของอาณาจกั รทวารวดี แต่เรายงั
ไมไ่ ด้ลงมติลงไป เพราะยงั ขาดหลกั ฐานอีกมาก
บดั น้เี ราไดพ้ บหลกั ฐานทพ่ี อจะกล่าวไดว้ า่ อ่ทู องซง่ึ เป็นทแ่ี ห่งเดยี ว
ทพ่ี บจารกึ สมยั ทวารวดคี วรเป็นเมอื งหลวงของราชอาณาจกั ร อย่างน้อยก็
ชวั่ ระยะเวลาหน่ึง แม้จะไม่มศี กั ราช แต่จารึกทก่ี ล่าวน้ีอาจมอี ายุข้นึ ไปถึง
ปลายพุทธศตวรรษท่ี 12 กไ็ ด้ และไม่ใช่จารกึ ทถ่ี ูกนามาแต่เจนละ จารกึ น้ี
ปรากฏพระนามกษตั รยิ ท์ ไ่ี ม่รจู้ กั กนั ในราชวงศเ์ จนละในสมยั นนั้ และยงั จารกึ
บนแผน่ ทองแดง ซง่ึ เป็นวธิ ที เ่ี จนละไมใ่ ช้ ซา้ ระยะทางยงั ไกลเกนิ กว่าทจ่ี ะคดิ
~ 325 ~
ไปวา่ จารกึ น้ถี กู นาเขา้ มา ดงั นนั้ เราควรเช่อื ไดว้ ่าจารกึ น้ีเป็นจารกึ แผ่นแรกท่ี
จารกึ พระนามพระเจา้ หรรษวรมนั แห่งอาณาจกั รทวารวดี และสถานทท่ี พ่ี บ
คอื อ่ทู อง กค็ วรจะเป็นเมอื งหลวงของพระองค์
เราควรพิจารณาร่องรอยของศิลปะศรีวิชยั ท่ีรวบรวมได้จาก
อ่ทู อง ร่องรอยเหล่านี้ทาให้กล่าวได้ว่า อย่างน้อยอิทธิพลศรีวิชยั กไ็ ด้
แผ่เข้ามาในแหลมทอง สาหรับบริเวณลุ่มแม่น้าเจ้าพระยา ศรีวิชัยคง
เพยี งแต่แผ่อทิ ธพิ ลทางศาสนาและศลิ ปะเกย่ี วกบั ศาสนาเขา้ มาเท่านนั้ มไิ ด้
เขา้ มาครอบครองดนิ แดนแต่อย่างใด อทิ ธพิ ลดงั กลา่ วคงจะเขา้ มาทางใตต้ าม
เสน้ ทางเดมิ ซง่ึ พุทธศาสนทตู ไดเ้ คยใชม้ าเมอ่ื หลายศตวรรษทแ่ี ลว้
อู่ทองรอดพ้นจากการรุกรานครงั้ ใหญ่ของขอม เม่ือกลาง
พทุ ธศตวรรษที่ 18 ในสมยั พระเจ้าชยั วรมนั ที่ 7 (การรุกรานครงั้ น้ีขอม
เขา้ มาถงึ เมอื งสงิ หแ์ ละเพชรบรุ )ี คงจะเป็นเพราะอย่ไู กลจากเขตอทิ ธพิ ลขอม
หรือเพราะถูกทอดท้งิ ก่อนการรุกรานครงั้ น้ีกไ็ ด้ ดงั นัน้ ศลิ ปะอู่ทองจึงไม่มี
อทิ ธพิ ลขอมเจอื ปนอยู่เลย นับเป็นตัวอย่างท่หี าได้ยาก การย้ายเมอื งน้ีมี
ส่วนช่วยนักประวตั ศิ าสตร์ศลิ ป แต่เมอื งอู่ทองมไิ ด้ถูกทอดทง้ิ โดยเดด็ ขาด
เพราะการขุดแต่งเจดยี ห์ มายเลข 1 ซง่ึ กาลงั ทาอยู่ แสดงใหเ้ หน็ ว่า กษตั รยิ ์
อยุธยามิได้ทรงลืมเมืองอู่ทอง เจดีย์องค์น้ีข้าพเจ้าคิดว่าเป็นสถูปแบบ
ทวารวดีองค์เดียวท่ไี ด้รบั การซ่อมแซมในสมยั อยุธยา อาจจะเป็นในสมยั
พระเจา้ ประสาททอง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบัดน้ีอู่ทองยังไม่ถึงกับอานวยให้เรารู้เร่ือง
ความเป็นไปในประวตั ศิ าสตรก์ ารเมอื งไทยโบราณได้ตลอด แต่เรากไ็ ดเ้ หน็
ววิ ฒั นาการของวฒั นธรรมในระยะเวลามากกวา่ 10 ศตวรรษ จากเมอื งอ่ทู อง
น้ี นอกจากนนั้ เรายงั ไดต้ วั อยา่ งไวเ้ ปรยี บเทยี บกบั เมอื งโบราณอ่นื ๆ อกี
~ 326 ~
แม้ว่าขณะนี้อู่ทองเพียงแต่เผยให้เหน็ หลกั ฐานแปลกๆ และ
น่าสนใจบางส่วน ซึ่งยังไม่เคยทราบกนั มาแต่ก่อน แต่เราก็เช่ือว่า
อู่ทองมีส่ิงที่น่าศึกษาสาหรบั นักโบราณคดีอีกมากมาย และจะต้องทา
กนั ต่อๆ ไปอีกหลายสิบปี
เราไม่พงึ สงสยั ว่า ทอ่ี ู่ทองยงั คงมสี ง่ิ ต่างๆ ทส่ี าคญั ทค่ี วรจะขดุ ค้น
อยู่อกี เป็นอนั มาก และตงั้ แต่บดั น้ีเป็นต้นไป เรากอ็ าจเขยี นประวตั ิศาสตร์
บทใหม่บทแรกของประเทศไทยได้ ว่าเริ่มตัง้ แต่ราวพุทธศตวรรษท่ี 6
เป็นต้นมา จะเห็นได้ว่า เมืองอู่ทองท่ีเคยรุ่งเรือง นอกจากจะได้เคยเป็น
พระนามของกษตั รยิ ์ผทู้ รงสถาปนาอาณาจกั รอยุธยาแลว้ ยงั มวี ฒั นธรรมท่ี
น่าสนใจศกึ ษาแกน่ กั ประวตั ศิ าสตรอ์ กี ถงึ 600 ปี
คดั จาก
หนงั สอื โบราณวทิ ยาเรอื่ งเมอื งอ่ทู อง. พระนคร: โรงพมิ พศ์ วิ พร, 2509.
(พมิ พใ์ นงานเสดจ็ พระราชดาเนินทรงเปิดพพิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาตอิ ่ทู อง
13 พ.ค. 2509). หน้า 3 - 10.
~ 327 ~
~ 328 ~
ภาคผนวก 4
รายละเอียดโครงการเพ่ือเสนอของบประมาณสนบั สนุนจาก
องคก์ ารบริหารการพฒั นาพืน้ ท่ีพิเศษเพอื่ การท่องเท่ียวอยา่ งยงั่ ยืน
(องคก์ ารมหาชน)
ชื่อโครงการ
การจดั ตงั้ ศนู ยข์ อ้ มลู โบราณคดเี มอื งอทู่ อง
หลกั การและเหตผุ ล
เมืองอู่ทอง จงั หวัดสุพรรณบุรี เป็นเมืองโบราณท่ีมีคูน้าคนั ดิน
ลอ้ มรอบ มขี นาดกวา้ งราว 750 เมตร ยาว 1,650 เมตร มเี น้ือทร่ี าว 976 ไร่
ตวั เมอื งโบราณตงั้ อยู่ทางทศิ ตะวนั ตกของลาน้าจระเขส้ ามพนั ห่างจากตวั
เมอื งไปทางตะวนั ตกราว 1 กโิ ลเมตรเป็นแนวทวิ เขายาวจากเหนือจรดใต้
แนวทวิ เขาน้เี ป็นตน้ กาเนิดของลาน้าหลายสายทไ่ี หลมาสคู่ ูเมอื ง และยงั เป็น
แหลง่ ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ส่ี าคญั ของเมอื งมาตงั้ แต่สมยั โบราณ
อ่ทู องเป็นเมอื งโบราณทม่ี คี วามสาคญั ทางประวตั ศิ าสตรโ์ บราณคดี
แหง่ หน่งึ ของประเทศไทย เน่อื งจากมกี ารคน้ พบหลกั ฐานทางโบราณคดแี ละ
ศลิ ปกรรมทางศาสนาเป็นจานวนมาก จุดเรม่ิ ต้นของการศกึ ษาโบราณคดที ่ี
เมอื งอ่ทู องเกดิ ขน้ึ ใน พ.ศ. 2446 เม่อื ครงั้ ทส่ี มเดจ็ ฯ กรมพระยาดารงราชา
นุภาพไดเ้ สดจ็ ไปตรวจราชการเมอื งสุพรรณบุรี แต่การคน้ ควา้ ทท่ี าใหเ้ มอื ง
อทู่ องมชี ่อื เสยี งในแวดวงวชิ าการทงั้ ระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ คอื การสารวจ
และขุดแต่งโบราณสถานของกรมศลิ ปากร ในช่วง พ.ศ. 2504–2509 ซง่ึ ได้
พบโบราณสถานเกอื บ 20 แห่งทงั้ ในและนอกเมอื ง และไดพ้ บโบราณวตั ถุ
เป็นจานวนมาก อนั ก่อให้เกดิ แนวคดิ ทฤษฎีท่หี ลากหลายและน่าสนใจ
เก่ยี วกบั เมอื งอู่ทอง ตวั อย่างเช่น ผลการศกึ ษาของศาสตราจารยช์ นิ อยู่ดี
~ 329 ~
เก่ียวกับเร่ืองก่อนประวัติศาสตร์ท่ีเมืองอู่ทองและลูกปัดโบราณ อันเป็น
จุดเรมิ่ ตน้ ของการศกึ ษาลกู ปัดสมยั ทวารวดี หรอื ขอ้ เสนอของศาสตราจารย์
ชอง บวสเซอลเิ ยร์ (Jean Boisselier) ทว่ี ่าอ่ทู องอาจเคยเป็นเมอื งหลวงของ
อาณาจกั รฟูนนั ในชว่ งระยะเวลาหน่งึ กเ็ ป็นได้
ผ ล จ า ก ก า ร ศึก ษ า ค้ น ค ว้ า อ ย่ า ง ต่ อ เ น่ื อ ง ท า ใ ห้ นั ก วิช า ก า ร ล ง
ความเหน็ ว่า เมอื งอู่ทองมคี วามเจรญิ มาตงั้ แต่ช่วงก่อนประวตั ิศาสตรแ์ ละ
หวั เลย้ี วประวตั ศิ าสตร์ (proto-historic period) ราวพุทธศตวรรษท่ี 5 – 9
กอ่ นพฒั นาเป็นเมอื งใหญ่ในสมยั ทวารวดี ราวพทุ ธศตวรรษท่ี 12 - 16 โดยมี
บทบาททางดา้ นศาสนาและการคา้ ขายในสมยั โบราณ
อย่างไรก็ดี จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการรวบรวมข้อมูลเอกสาร
เกย่ี วกบั การคน้ ควา้ ทผ่ี ่านมาทางดา้ นประวตั ศิ าสตรแ์ ละโบราณคดขี องเมอื ง
อู่ทองอย่างเป็นระบบ ในลกั ษณะของฐานข้อมูลทางเอกสารท่จี ะสามารถ
สบื คน้ ไดโ้ ดยสะดวกและมคี วามน่าเช่อื ถือทางวชิ าการ เพ่อื เปิดโอกาสให้มี
การเรยี นรู้ สบื คน้ หรอื ตรวจสอบไดใ้ นวงกวา้ ง ทงั้ กบั ผสู้ นใจทวั่ ไป นักเรยี น
นักศกึ ษา นักวชิ าการ อนั จะเป็นการวางรากฐานของการเรยี นรู้โบราณคดี
เมอื งอ่ทู องใหม้ คี วามยงั่ ยนื
นอกจากน้ี จากการประมวลผลการขุดคน้ ท่ผี ่านมาอาจสรุปได้ใน
เบอ้ื งต้นว่า บรเิ วณนอกเมอื งอู่ทองทบ่ี ้านนาลาวมกี ารอยู่อาศยั ของมนุษย์
มาแล้วตัง้ แต่ช่วงก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย จากนัน้ ก็มีการอยู่อาศยั
ในช่วงหวั เลย้ี วประวตั ิศาสตรด์ งั หลกั ฐานทพ่ี บจากการขุดคน้ ทบ่ี ้านท่าม่วง
ในพน้ื ทข่ี องพพิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ อ่ทู อง และบรเิ วณคนั ดนิ ชนั้ นอกดา้ น
ตะวนั ตก เมอื งอ่ทู องจะมคี วามสาคญั อย่างมากในช่วงสมยั ทวารวดดี งั ไดพ้ บ
ชัน้ ดินอยู่อาศัยจากการขุดค้นหลายพ้ืนท่ี แต่ก็ยังมีอีกหลายบริเวณ
โดยเฉพาะในเขตตัวเมืองโบราณท่ียังไม่มีการขุดค้นตามหลกั วิชาการ
รวมถึงในพ้ืนท่ีท่ีเคยมีการขุดค้นแล้วก็สามารถทาการขุดค้นเพ่ิมเติม
เพอ่ื ตรวจสอบงานคน้ ควา้ ในอดตี ไดด้ ว้ ยเชน่ กนั
~ 330 ~
ด้วยเหตุน้ี การดาเนินงานขุดคน้ ทางโบราณคดอี ย่างเป็นระบบท่ี
เมอื งอ่ทู องจงึ ยงั เป็นสงิ่ จาเป็น โดยเฉพาะการนาขอ้ มูลทไ่ี ดท้ งั้ หมดมาสรา้ ง
ความเขา้ ใจเกย่ี วกบั แบบแผนการตงั้ ถน่ิ ฐาน (settlement pattern) หรอื การ
วเิ คราะหเ์ ชงิ พน้ื ทใ่ี นสมยั โบราณ (spatial analysis) เพ่อื ทราบถงึ กจิ กรรม
ท่ีเกิดข้ึนในแต่ละบริเวณ (ท่ีสัมพันธ์กับช่วงเวลา) ของเมืองอู่ทอง
เพราะประเด็นการศึกษาดงั กล่าวน้ียังมีไม่มากนักในงานโบราณคดีสมัย
ทวารวดี
วตั ถปุ ระสงคข์ องโครงการ
1. เพ่ือจัดทารายงานวิจัยเอกสารเก่ียวกับสถานภาพความรู้
โบราณคดเี มอื งอทู่ อง
2. เพ่อื ดาเนินการขุดคน้ ทางโบราณคดอี ย่างเป็นระบบในเขตเมอื ง
โบราณอทู่ อง
ผลผลิต
1. รายงานวิจยั เอกสารเร่อื ง “สถานภาพความรู้โบราณคดีเมอื ง
อทู่ อง”
2. รายงานผลการขดุ คน้ ทางโบราณคดี 1 เลม่
ระยะเวลาดาเนิ นการ
1 ธนั วาคม 2557 – 30 กนั ยายน 2558
ผลที่คาดว่าจะได้รบั
มีรายงานวิชาการด้านโบราณคดีท่ีมีความน่าเช่ือถือ และเป็น
ฐานขอ้ มลู ทางโบราณคดสี าหรบั ผสู้ นใจทวั่ ไป เพอ่ื ใชป้ ระกอบการวางแผนใน
การจดั ตงั้ ศนู ยข์ อ้ มลู โบราณคดเี มอื งอทู่ องในอนาคต
~ 331 ~
หน่วยงานท่ีรบั ผิดชอบ
ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
(วงั ทา่ พระ)
หน่วยงานท่ีเกี่ยวขอ้ ง
1. สานกั ศลิ ปากรท่ี 2 สพุ รรณบุรี
2. พพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ อทู่ อง
3. องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตาบลอทู่ อง
4. องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตาบลทา้ วอทู่ อง
5. วดั ท่าพระจกั ร (วดั ช่องลม)
คณะที่ปรกึ ษาโครงการ
1. ศาสตราจารย์ เกยี รตคิ ุณ ดร.ผาสขุ อนิ ทราวุธ
อดตี อาจารยส์ งั กดั ภาควชิ าโบราณคดี คณะโบราณคดี
2. รองศาสตราจารย์ มยรุ ี วรี ะประเสรฐิ
อดตี อาจารยส์ งั กดั ภาควชิ าโบราณคดี คณะโบราณคดี
3. รองศาสตราจารย์ สรุ พล นาถะพนิ ธุ
อาจารยส์ งั กดั ภาควชิ าโบราณคดี คณะโบราณคดี
4. ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ฉตั รชยั เผ่าทองจนี
ผอู้ านวยการศนู ยค์ อมพวิ เตอร์ มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร
5. นางสาวสภุ มาศ ดวงสกุล
นกั โบราณคดชี านาญการ ประจาสานกั ศลิ ปากรท่ี 2 สพุ รรณบรุ ี
~ 332 ~
ภาคผนวก 5
รายชื่อคณะทางาน
1. ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ชวลติ ขาวเขยี ว (คณบดคี ณะโบราณคด)ี
2. ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.สฤษดพิ์ งศ์ ขนุ ทรง (หวั หน้าภาควชิ าโบราณคด)ี
3. รองศาสตราจารย์ ดร.รศั มี ชทู รงเดช
4. ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.จริ สั สา คชาชวี ะ
5. ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.กรรณิการ์ สธุ รี ตั นาภริ มย์
6. อาจารย์ ดร.ประสทิ ธิ์ เออ้ื ตระกลู วทิ ย์
7. อาจารย์ ดร.ผสุ ดี รอดเจรญิ
8. อาจารย์ ประอร ศลิ าพนั ธุ์
9. อาจารย์ นฤพล หวงั ธงชยั เจรญิ
10. นายบรสิ ทุ ธิ์ บรพิ นธ์
~ 333 ~
~ 334 ~