The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เมืองโบราณอู่ทอง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Bordin, 2021-12-08 03:37:34

เมืองโบราณอู่ทอง

เมืองโบราณอู่ทอง

ภาพถ่ายเกา่ บริเวณเนิ นเจดียห์ มายเลข 13
เมืองอ่ทู อง
(ที่มา: หอจดหมายเหตแุ ห่งชาติ สพุ รรณบรุ ี)

~ 196 ~

ภาพถ่ายเก่าเจดยี ห์ มายเลข 13 เมอื งอู่ทอง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ สพุ รรณบุร)ี

~ 197 ~

26. สายนั ต์ ไพรชาญจิตร.์ “หลกั ฐานและความรู้ใหม่ทางโบราณคดี
เกีย่ วกบั โบราณสถานคอกช้างดิน เมืองอู่ทอง.” ศิลปากร 41, 4
(กรกฎาคม-สิงหาคม 2541): หน้า 15 - 40.
คอกช้างดินตงั้ อยู่ในพ้นื ทว่ี นอุทยานพุม่วง ทางตะวนั ตกเฉียงใต้

ของเขาคอก ห่างจากเมอื งอู่ทองไปทางตะวนั ตกเฉียงใต้ราว 3 กโิ ลเมตร
เคยมกี ารสารวจขุดคน้ มาก่อน โดย พ.ศ. 2507 - 2509 ศาสตราจารยช์ อง
บวสเซอลเิ ยร์ ไดก้ ล่าวถงึ การมที านบกน้ น้าและเพนียดคลอ้ งชา้ งทางทศิ ใต้
ของเมอื ง ต่อมา พ.ศ. 2509 สมศกั ดิ์ รตั นกุล ไดข้ ดุ แต่งโบราณสถาน คชด.5
และ คชด.18 สนั นิษฐานว่าโบราณสถาน คอกชา้ งดนิ เป็นสระเกบ็ น้า ไม่ใช่
เพนียดคลอ้ งชา้ ง จากนนั้ กไ็ ม่มผี ใู้ ดศกึ ษาแหลง่ โบราณคดคี อกชา้ งดนิ อกี เลย
และคนส่วนใหญ่ ก็ยังมีความเข้าใจว่าคอกช้างดินเป็ นเพนียดคล้องช้าง
เชน่ เดมิ

จนกระทงั่ พ.ศ. 2540 สานักงานโบราณคดแี ละพพิ ธิ ภณั ฑสถาน
แห่งชาตทิ ่ี 2 สพุ รรณบุรี ไดส้ ารวจและขดุ คน้ พน้ื ทโ่ี บราณสถานคอกชา้ งดนิ
อกี ครงั้ บรเิ วณโบราณสถาน คชด. 7 และพน้ื ทใ่ี กลเ้ คยี ง ในการสารวจพบว่า
มโี บราณสถาน 20 กลุ่ม แบ่งเป็น 2 ประเภท คอื กลุ่มโบราณสถานทส่ี รา้ ง
ดว้ ยดนิ (คอกชา้ งดนิ ) ไดแ้ ก่ โบราณสถานคอกชา้ งดนิ หมายเลข 1 - 4 และ
โบราณสถานก่อสรา้ งดว้ ยอฐิ หนิ และศลิ าแลง ไดแ้ ก่ โบราณสถานหมายเลข
คชด. 5, 7 และ 18 ซง่ึ โบราณสถานแต่ละแหง่ พบหลกั ฐานสาคญั ดงั น้ี

1. โบราณสถานหมายเลข คชด. 5
เป็นกลุ่มโบราณสถานสร้างด้วยหินและศิลาแลง เป็นอาคารรูป
สเ่ี หลย่ี มผนื ผา้ กวา้ ง 9 เมตร ยาว 12 เมตร มรี ่องรอยการก่อบนั ไดส่ลู าหว้ ย
น้าตกพุมว่ ง เม่อื พ.ศ. 2509 เคยพบมขุ ลงึ คห์ นิ สเี ขยี ว อายรุ าวพทุ ธศตวรรษ
ท่ี 12

~ 198 ~

2. โบราณสถานหมายเลข คชด. 7
เป็นกลุ่มอาคาร 3 หลงั ก่อดว้ ยหนิ ปนู ธรรมชาตแิ ละศลิ าแลง ตงั้ อยู่
บนคนั ดนิ ดา้ นทศิ ตะวนั ตกของคอกชา้ งดนิ หมายเลข 3 โดยอาคารหลงั ท่ี 1
อยู่ค่อนไปทางทศิ ตะวนั ออก มที างเดนิ ลงสู่อ่างเก็นน้าภายในคอกช้างดนิ
หมายเลข 3 อาคารหลงั ท่ี 2 อย่บู รเิ วณกง่ึ กลางเนินดนิ สนั นิษฐานว่าเคยมี
การประดษิ ฐานรปู เคารพในศาสนาพราหมณ์ไว้
มีการขุดพบคนโทดินเผาขนาดเล็กภายในบรรจุเหรียญเงิน
9 เหรยี ญและกอ้ นเงนิ ขนาดต่างๆ 38 กอ้ น โดยมเี หรยี ญเงนิ 3 เหรยี ญทม่ี ี
จารกึ “ศฺรที ฺวารวตีศฺวรปุญฺย” ทด่ี า้ นหน่ึง และอกี ดา้ นหน่ึงเป็นรูปแม่โคกาลงั
ใหน้ มลกู โค สว่ นเหรยี ญอ่นื ๆ ดา้ นหน่ึงเป็นรูปศรวี ตั สะ และอกี ดา้ นหน่ึงเป็น
รูปต่างๆ กนั เช่น รูปสงั ข์ รูปอาทติ ยอ์ ุทยั ซ่งึ คนโทใบน้ีอาจารย์ ก่องแก้ว
วรี ะประจกั ษ์ สนั นษิ ฐานว่าเป็นวตั ถุซง่ึ ใชเ้ ป็นสญั ลกั ษณ์แทนเทพเจา้ สงู สดุ ใน
ศาสนาพราหมณ์
อาคารหลงั ท่ี 3 อย่ทู างตะวนั ออกเฉียงเหนือของกลุ่มอาคาร เป็น
อาคารขนาดเลก็ ก่อดว้ ยหนิ ธรรมชาติ พบประตมิ ากรรมดนิ เผาขนาดเลก็ รูป
หัวงูกาลงั แผ่พงั พาน ลูกปัดแก้ว ตุ๊กตาดินเผา เปลือกหอย กระดูกสัตว์
เศษเคร่อื งถว้ ยจนี เคลอื บเขยี วสมยั ราชวงศ์ถงั และเศษภาชนะดนิ เผาแบบ
ทวารวดกี องอย่เู ป็นจานวนมาก
จากหลกั ฐานท่พี บสามารถแปลความได้ว่า คอกช้างดนิ ไม่ใช้
เพนียดคล้องช้าง อกี ทงั้ ตาแหน่งท่ตี งั้ ยงั อยู่ในทาเลทจ่ี ะรบั น้า และพบว่ามี
ความสมั พนั ธก์ บั โบราณสถานเน่อื งในศาสนาพราหมณ์ โดยอาจใชเ้ ป็นพน้ื ท่ี
ศักดิส์ ิทธิใ์ นการทาพิธีต่างๆ พ้ืนท่ีบางส่วนปรากฏร่องรอยการอยู่อาศยั
โดยพบชนั้ ขเ้ี ถา้ โครงสรา้ งเตาไฟ และเศษภาชนะดนิ เผา โดยอาจเป็นพน้ื ท่ี
อาศัยของพราหมณ์ บางพ้ืนท่ีพบตะกรนั เหล็ก พร้อมกนั นัน้ ยงั พบขวาน
หนิ ขดั และแท่งหนิ บด ในส่วนของเคร่อื งถ้วยจนี นนั้ แสดงถึงการตดิ ต่อทาง
ทะเลกบั ชุมชนรว่ มสมยั อน่ื ๆ

~ 199 ~

27. ก่องแก้ว วีระประจักษ์. “จารึกบทนมัสการบนแผ่นอิฐสมัย
ทวารวดี.” ศิลปากร 41, 4 (กรกฎาคม-สิงหาคม 2541):
หน้า 44 - 47.
จารึกแผ่นบนอฐิ สมยั ทวารวดนี ้ี เขมชาติ เทพไชย ได้นามาจาก

โบราณสถานแห่งหน่ึงในเมืองอู่ทอง เม่ือเดือนมีนาคมพ .ศ. 2540
โดยโบราณสถานแหง่ นนั้ ยงั ไมไ่ ดข้ ดุ แต่ง แผ่นอฐิ ทพ่ี บน้ีมสี ภาพแตกหกั ออก
จากแผ่นอิฐแผ่นใหญ่ ส่วนท่ีมีจารึกจึงอยู่บริเวณรอบแตกริมแผ่นอิฐ
ขนาดของแผ่นอิฐกว้าง 13 เซนติเมตร ยาว 22.5 เซนติเมตร หนา
12.5 เซนตเิ มตร มรี อยคราบปูนฉาบบนผวิ อฐิ เลก็ น้อย สนั นิษฐานว่าใชเ้ ป็น
อฐิ กอ่

ผเู้ ขยี นซง่ึ เป็นผเู้ ชย่ี วชาญภาษาโบราณของกรมศลิ ปากร พจิ ารณา
ว่าเป็นจารกึ ลายมอื ท่เี ขยี นบนแผ่นดินดบิ ก่อนนาไปเผา จารึกด้วยอกั ษร
ปัลลวะ ภาษาสนั สกฤต อายรุ าวพุทธศตวรรษท่ี 12 อ่านไดว้ ่า “นโม วุทฺธาย”
แปลว่า “ขอน้อมเคารพต่อพระพุทธ” อนั เป็นบทนมสั การพระพุทธ ใชข้ น้ึ ตน้
ขอ้ ความกอ่ นกล่าวถงึ เน้อื ความอ่นื โดยจารกึ แผ่นน้ีเป็นจารกึ แผ่นอฐิ ชน้ิ แรก
ทพ่ี บวา่ มกี ารขน้ึ ตน้ ขอ้ ความเช่นน้ี

ทงั้ น้ีประโยคขน้ึ ต้น “นโม วุทฺธาย” เคยพบแลว้ ทจ่ี ารกึ ปราสาทหนิ
พมิ าย 2 และจารกึ กลุ่มอโรคยศาล แต่มีการพบว่าตงั้ แต่สมยั สุโขทยั เป็น
ตน้ มา ขอ้ ความน้จี ะจารกึ โดยใชภ้ าษาบาลแี ทน คอื คาวา่ “นโม พุทฺธาย” ซง่ึ มี
ลกั ษณะการใชเ้ ป็นคาขน้ึ ตน้ ขอ้ ความเช่นเดมิ ต่อมาคาน้ีถูกนาไปใชใ้ นทาง
อ่นื ๆ และมคี วามหมายทต่ี คี วามไดห้ ลายทาง เช่น เป็นบทนมสั การพระเจา้
5 พระองค์ เป็นมนต์สาหรบั แม่ธาตุ รวมถึงการนาไปใช้ให้เกิดสริ ิมงคล
หรอื เป็นคาถารปู ยนั ตเ์ ป็นตน้

~ 200 ~

28. ก่องแก้ว วีระประจกั ษ์. “จารึกบนเหรียญเงินทวารวดี จากแหล่ง
โบราณคดีคอกช้างดิน เมอื งอ่ทู อง.” ใน เอกสารประกอบการ
สมั มนา “จากทวารวดีถงึ สพุ รรณภมู ิ: หลกั ฐานและข้อมูลใหม่
ทางโบราณคดี. สุพรรณบุรี: สานักงานโบราณคดีและ
พิพิธภณั ฑสถาน แห่งชาติท่ี 2, 2542. หน้า 150 - 155.
ผเู้ ขยี นกล่าวถงึ การแปลความหมายรปู แบบการจดั วางวตั ถุทพ่ี บใน

ภาชนะดินเผาขนาดเลก็ คลา้ ยคนโทหรือหมอ้ น้า ท่ไี ด้จากการขุดแต่งของ
กรมศลิ ปากร ณ โบราณสถานคอกชา้ งดนิ หมายเลข 7 เมอ่ื วนั ท่ี 3 กนั ยายน
พ.ศ. 2540 ภาชนะใบดงั กล่าวมเี หรยี ญเงนิ กลม 9 เหรยี ญ (มเี หรยี ญเงนิ มี
จารกึ ศรที วารวดี 3 เหรยี ญ) แผ่นเงนิ เสย้ี ว 2 แผ่น กอ้ นเงนิ และเงนิ แท่งตดั
เป็นแว่นๆ ขนาดต่างๆ อกี 38 ชน้ิ กบั เหรยี ญสารดิ ดาอย่ทู ป่ี ากภาชนะอกี 1
เหรยี ญ ทงั้ หมดมขี นาดแตกต่างกนั แต่อย่ใู นสภาพสมบูรณ์ แต่มบี างเหรยี ญ
ถูกทาให้บดิ เบย้ี วในสมยั โบราณ ทาใหผ้ เู้ ขยี นเขา้ ใจว่าน่าจะสอ่ื ความหมาย
เชงิ สญั ลกั ษณ์ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ศาสนาพราหหมณ์กเ็ ป็นได้

ผเู้ ขยี นเสนอว่าตาแหน่งการวางเหรยี ญๆ หน่ึงทป่ี ากภาชนะน่าจะ
ส่อื ถงึ ความหมายเกย่ี วกบั จกั รวาล คอื บาดาล (รปู ปลา - อย่ดู ้านล่าง) โลก
(รูปศรวี ตั สะ – อยู่ตรงกลาง) และสวรรค์ (พระอาทติ ย์และพระจนั ทร์ – อยู่
ตอนบน) ส่วนเหรยี ญอ่นื ๆ กม็ ีสญั ลกั ษณ์อนั เป็นสริ มิ งคล เช่น วชั ระ ปลา
ปูรณฆฏะ กลศ สังข์ แม่โค-ลูกโค ตรีศูลหรือขอสับช้าง หอกหรือจามร
เป็นตน้ และการจดั วางวตั ถุทงั้ หมดในภาชนะกอ็ าจแทนพระศวิ ลงึ คศ์ กั ดสิ์ ทิ ธิ์
(รูปเคารพแทนองค์พระศวิ ะหรอื อศิ วร) เพ่อื ให้เกดิ ความรุ่งเรอื งแก่เทวาลยั
หลงั นนั้ (โบราณสถาน คชด.7)

ดงั นัน้ โบราณวตั ถุกลุ่มน้ีจึงแสดงถึงความเช่ือและพิธีกรรมของ
กลุ่มคนในวฒั นธรรมทวารวดี ราวพุทธศตวรรษท่ี 12 ภายใต้การปกครอง
ของกษตั รยิ ท์ วารวดี

~ 201 ~

29. กลุ นรี มีแก้ว. “หม้อมีสนั : จากแหล่งโบราณคดีอ่ทู อง.” สารกรม
ศิลปากร 13, 4 (เมษายน 2543): หน้า 10 - 13.
จากการขุดค้นท่ีแหล่งโบราณคดีอู่ทอง โดยนักศึกษาภาควิชา

โบราณคดี คณะโบราณคดี เม่อื พ.ศ. 2541 สามารถแบ่งช่วงเวลาการอยู่
อาศยั ไดเ้ ป็น 2 สมยั ย่อย ซง่ึ กุลนรี มแี กว้ ไดศ้ กึ ษารูปแบบและความนิยม
ของการใช้หม้อมสี นั ทพ่ี บจากหลุมขุดค้น Operation 1 โดยใช้อตั ราส่วน
ระหว่างความสูงและความกว้างของภาชนะเป็ นเกณฑ์ มีการสนั นิษฐาน
รปู ทรงจากดรรชนีภาชนะดนิ เผาทวารวดี พบว่าสามารถจาแนกรปู แบบได้
3 ประเภท ไดแ้ ก่

1. หมอ้ มสี นั แบบ A
มอี ตั ราส่วนความสูงต่อความกว้างของลาตวั ภาชนะเป็น 1 : 3
โดยปากภาชนะและสว่ นสนั มคี วามกวา้ งทใ่ี กลเ้ คยี งกนั มกั มกี น้ กลมและตน้ื
2. หมอ้ มสี นั แบบ B
มอี ตั ราส่วนความสูงต่อความกวา้ งของลาตวั ภาชนะเป็น 2 : 3
โดยปากภาชนะเท่ากบั หรอื กวา้ งกว่าส่วนก้นภาชนะเพยี งเลก็ น้อย มกั เป็ น
ภาชนะรปู ทรงคลา้ ยอา่ ง มกี น้ ลกึ แบน เน้อื ภาชนะคอ่ นขา้ งหนาและแกร่ง
3. หมอ้ มสี นั แบบ C
มอี ตั ราส่วนความสงู ต่อความกว้างของลาตวั ภาชนะเป็น 1 : 2
รปู ทรงคลา้ ยหมอ้ มกั มสี นั เลก็ ๆ 1 - 2 สนั บรเิ วณคอ มกี น้ ลกึ มากกว่าหมอ้
มสี นั แบบ A
จากการศกึ ษาความหนาแน่นของภาชนะในแต่ละสมยั ย่อยพบว่า
หมอ้ มสี นั ทุกแบบปรากฏการใชง้ านอย่างต่อเน่ืองทงั้ 2 สมยั โดยหมอ้ มสี นั
ชนิด B มีปริมาณท่พี บมากกว่าหม้อมีสนั แบบอ่นื ๆ ทงั้ น้ีหม้อมีสนั เป็น
หลกั ฐานทพ่ี บอยา่ งต่อเน่อื งทงั้ ในแหล่งโบราณคดสี มยั ก่อนประวตั ศิ าสตรถ์ งึ
สมยั ประวตั ศิ าสตรต์ อนตน้ สามารถกลา่ วไดว้ า่ เป็นภาชนะซง่ึ ใชโ้ ดยทวั่ ไปใน

~ 202 ~

ครวั เรอื น แต่ก็พบว่ามกี ารใช้เป็นภาชนะบรรจุกระดูกบ้าง โดยมกั ทาเป็น
หมอ้ ทม่ี ขี นาดใหญ่

จากการค้นคว้าพบว่าหม้อมีสนั อาจเป็นวัฒนธรรมท่ีรับมาจาก
อนิ เดยี แสดงถึงการตดิ ต่อสมั พนั ธร์ ะหว่างชุมชน ดว้ ยความทเ่ี ป็นภาชนะท่ี
สามารถใช้ได้ทงั้ ในชีวิตประจาวันและพิธีกรรมจึงได้รบั ความนิยมอย่าง
แพร่หลาย

นอกจากหมอ้ มสี นั แลว้ ทแ่ี หล่งโบราณคดอี ่ทู องยงั พบหลกั ฐานชนิด
อ่นื ๆ อกี เช่น ขวานหนิ ขดั เคร่อื งมอื โลหะ เศษภาชนะดนิ เผาประเภทหมอ้
กน้ กลมตกแต่งดว้ ยลายเชอื กทาย เหรยี ญท่มี จี ารกึ โบราณวตั ถุทม่ี ลี ายกด
ประทบั ในกรอบสเ่ี หลย่ี ม รปู สตั วแ์ ละสญั ลกั ษณ์มงคลทงั้ ในศาสนาพราหมณ์
และพุทธ ลูกปัดแบบต่างๆ รวมถงึ โบราณสถานจานวนมาก ล้วนแสดงให้
เห็นถึงความสาคัญของเมืองอู่ทองท่อี าจมิได้เป็นเฉพาะแหล่งท่ีอยู่อาศยั
เท่านัน้ แต่ยงั เป็นท่ีท่มี คี วามสาคัญทางศาสนา และการติดต่อค้าขายกับ
ดนิ แดนอน่ื ดว้ ย

30. มนัส โอภากลุ . “เมือง (สมยั ) อู่ทองทีถ่ กู ทาลาย.” เมืองโบราณ
27, 2 (เมษายน – มิถนุ ายน 2544): หน้า 116 - 118.
เมอ่ื ตงั้ อ.อทู่ อง ขน้ึ เม่อื พ.ศ. 2483 - 2485 นกั วชิ าการมคี วามเช่อื

วา่ อ.อทู่ องเป็นทต่ี งั้ ของ “เมอื งอทู่ อง” ทพ่ี ระเจา้ อ่ทู องทรงครองราชยอ์ ย่กู ่อน
อพยพไปส่กู รุงศรอี ยุธยา แต่เม่อื ศกึ ษาเพมิ่ เตมิ ทงั้ การสารวจโบราณสถาน
วตั ถุและการขดุ คน้ ทางโบราณคดี โดยศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลเิ ยร์ เม่อื
พ.ศ. 2506 - 2509 ทาให้ทราบว่าเมืองอู่ทองเป็นชุมชนท่ีมีมาตัง้ แต่ยุค
หนิ ใหม่ เม่อื 3,000 ปีมาแลว้ จนถงึ ยุคสารดิ ยคุ เหลก็ ผา่ นเขา้ ส่ชู ่วงหวั เลย้ี ว
ประวตั ศิ าสตร์ ในสมยั สวุ รรณภูมิ ฟูนัน อมราวดี และทวารวดี การขุดคน้ ทา
ใหท้ ราบวา่ เมอื งอทู่ องน้รี า้ งไปในช่วงปลายสมยั ทวารวดี ก่อนหน้าเหตุการณ์

~ 203 ~

พระเจา้ อทู่ องในประวตั ศิ าสตรไ์ ทยอย่างน้อย 200 ปี เมอื งอทู่ องจงึ ไมใ่ ชเ่ มอื ง
ของพระเจา้ อทู่ อง

อยา่ งไรกต็ าม มกี ารพบหลกั ฐานทางโบราณคดที ส่ี มั พนั ธก์ บั ศลิ ปะ
แบบอู่ทอง ในเขต ต.รวั้ ใหญ่ และต.พหิ ารแดง อ.เมอื งสุพรรณบุรี เช่น
พระปรางค์ พระเจดยี ์ พระพุทธรปู หนิ ทราย พระพทุ ธไสยาสน์ปนู ปัน้ รวมทงั้
คูเมืองสุพรรณบุรี และเม่ือมีการขุดแต่งบูรณะเจดีย์ท่ีวัดพระรูป สันติ
เล็กสุขุม อาจารย์คณะโบราณคดี ได้ศึกษาว่าเจดีย์น่าจะสร้างก่อนสมัย
อยุธยา ผู้เขยี นจงึ สนั นิษฐานว่าเมืองสมยั อู่ทองของสุพรรณบุรีน่าจะอยู่ใน
บรเิ วณ ต.รวั้ ใหญ่ และต.พหิ ารแดง แต่กรมศลิ ปากรไดก้ าหนดอายุอย่ใู นสมยั
อยธุ ยาตอนปลาย

ผเู้ ขยี นยงั ไดส้ มั ภาษณ์คนทม่ี ภี ูมลิ าเนาจาก ต.รวั้ ใหญ่ ทาใหท้ ราบ
ว่ากอ่ นหน้าน้ีเคยมเี จดยี อ์ งคใ์ หญ่ มลี กั ษณะเหมอื นเจดยี ท์ ว่ี ดั พระรูปและวดั
อ่ืนๆ แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นซากเจดีย์ เน่ืองจากถูกทาลายในช่วงหลัง
สงครามโลกครงั้ ทส่ี อง เพ่อื ปลกู สรา้ งบา้ นเรอื น ผเู้ ขยี นเหน็ ว่าการสมั ภาษณ์
ช่วยสนบั สนุนขอ้ สนั นิษฐานมากขน้ึ

31. มนัส โอภากลุ . “อีแปะจีนทีเ่ มืองสุพรรณฯ.” ความรคู้ ือประทีป
2 (2544): หน้า 10 - 15.
กล่าวถึงเหรียญอีแปะจีนซ่ึงเป็ นเงินตราท่ีพบในประเทศไทย

โดยเฉพาะท่ี จ.สุพรรณบุรี บทความกล่าวถึงการกาหนดอายุสมัยของ
เงนิ ตราแบบต่างๆ ของจนี สาเหตุทพ่ี บอแี ปะจนี ทส่ี ุพรรณบุรี และสาเหตุท่ี
อแี ปะจนี ถกู ฝังอยใู่ ตด้ นิ

จนี เร่มิ ใช้เงนิ ตราประเภทต่างๆ มาตงั้ แต่ 3,000 กว่าปีก่อน เช่น
เงนิ แบบ “หยวนจนิ ” “คงซวิ่ ป้”ู “อ่หู ยอ้ื ตาว” และ “ฟางจุ๊ป้”ู เป็นตน้ จนกระทงั่
ถงึ สมยั รฐั ฉินซ่งึ มจี นิ๋ ซฮี ่องเต้ปกครอง ไดป้ ฏริ ูปเงนิ ตราใหเ้ ป็นเงนิ ทท่ี าดว้ ย
สมั ฤทธริ์ ูปร่างแบนกลม มรี ูสเ่ี หล่ียมอยู่ตรงกลาง เรยี กว่า “ฉินป้านเลย่ี น”

~ 204 ~

ทร่ี จู้ กั กนั ดวี ่าเงนิ “อแี ปะ” อแี ปะของจนี มกี ารใชต้ ดิ ต่อมาเป็นเวลาราว 2,000
ปีโดยท่ีไม่ได้เปล่ียนแปลงรูปแบบ จนกระทัง่ ในสมัยราชวงศ์ชิง (เซ็ง)
สมยั กวงซู่ พ.ศ. 2440 เปลย่ี นเป็นเงนิ รปู กลมแบน ไมม่ รี ูตรงกลางเหรยี ญ

อีแปะจีนท่ี จ.สุพรรณบุรีล้วนถูกฝังอยู่ใต้ดิน มีสนิมเขียวข้ึน
ทุกเหรยี ญ เป็นเน้ือสมั ฤทธแิ์ ละยงั พบอแี ปะเงนิ ดว้ ยแต่พบน้อย บนอแี ปะทุก
อนั มอี กั ษรจนี ปรากฏอยู่ 4 ตวั จากการพบอแี ปะโดยบงั เอญิ ทบ่ี า้ นหนองแจง
พบอแี ปะอนั หน่ึงทม่ี อี กั ษรจนี เพยี ง 2 ตวั อ่านว่า “อ่จู ู” มรี ูสเ่ี หลย่ี มกวา้ งกว่า
อแี ปะแบบอกั ษร 4 ตวั พบว่าเป็นอแี ปะทอ่ี ย่ใู นสมยั จกั รพรรดิ “ฮนั่ อู่ต้”ี แห่ง
ราชวงศฮ์ นั่ อแี ปะอกี เหรยี ญหน่ึงพบทบ่ี า้ นหนองแจงเป็นเน้ือเงนิ มตี วั อกั ษร
4 ตวั อ่านว่า “ไคหยวนทงป่ าว” ในสมยั ราชวงศ์ถัง นอกจากน้ีอแี ปะแทบ
ทงั้ หมดทพ่ี บทบ่ี า้ นหนองแจงหรอื ทว่ี ดั สมอลมนนั้ สรา้ งขน้ึ ในสมยั ราชวงศซ์ ุง่

การท่อี แี ปะมาอย่ทู ่สี ุพรรณบุรอี าจเป็นเพราะการติดต่อคา้ ขายกบั
เรอื สาเภาจนี โดยเหตุทอ่ี แี ปะขน้ึ ไปอย่ทู บ่ี า้ นหนองแจงอาจเป็นเพราะอย่หู ่าง
จากอู่ทองร่วม 30 กโิ ลเมตร เป็นไปได้ว่าเมอื งอู่ทองตดิ ต่อค้าขายทางเรอื
สาเภากบั จนี แล้วกลุ่มชนทบ่ี ้านหนองแจงกม็ าตดิ ต่อซ้อื ขายกบั กลุ่มชนใน
อาเภออทู่ องอกี ทอดหน่งึ และอาจใชอ้ แี ปะเป็นตวั แทนของเงนิ ตรา โดยมกี าร
คน้ พบอแี ปะในลาน้าแมก่ ลองทร่ี าชบุรี และเม่อื คราวทเ่ี รอื ลม่ ทป่ี ากอา่ วสยาม
หรอื อแี ปะอาจมาจากคนไทยทอ่ี พยพมาจากจนี ซง่ึ อาจถูกกวาดตอ้ นมาดว้ ย
กาลงั อาจนาอแี ปะพกตดิ ตวั มาดว้ ยเพ่อื เป็นสอ่ื กลางซอ้ื ขายสนิ คา้ คนไท-ไต
อาจมาจบั กลมุ่ กนั อย่ทู บ่ี า้ นหนองแจงกเ็ ป็นได้

สาเหตุทอ่ี แี ปะถูกฝังอย่ใู ต้ดนิ อาจเป็นเพราะคนไทยทม่ี าจากจนี ใน
ยคุ นนั้ คงนับถอื พุทธศาสนานิกายมหายาน คนจนี จะนาสงิ่ ของใสล่ งไปในใน
ฮวงซยุ้ ของผวู้ ายชนม์ คนไต-ไททม่ี าอย่ใู นสพุ รรณบุรจี งึ นาเอาอแี ปะบรรจุลง
ไปดว้ ยความเชอ่ื วา่ ผวู้ ายชนมจ์ ะไดน้ าไปใชใ้ นโลกหน้า

~ 205 ~

ภาพถ่ายเกา่ เจดยี ห์ มายเลข 13 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี

~ 206 ~

ภาพถ่ายเกา่ เจดยี ห์ มายเลข 13 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี

~ 207 ~

32. ศรีศกั ร วลั ลิโภดม. “สุวรรณภมู ิ ดอนตาเพชร - อ่ทู อง และ - ชิน
อยดู่ ี.” ศิลปวฒั นธรรม 23,8 (มิถนุ ายน 2545): หน้า 82 - 86.
กล่าวถงึ ผลงานของศาสตราจารยช์ นิ อย่ดู ี นักโบราณคดอี าวุโสท่ี

สนใจสมยั สวุ รรณภูมแิ ละฟูนัน ท่านเป็นผอู้ านวยการขดุ คน้ แหล่งโบราณคดี
บ้านดอนตาเพชร อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี ตัง้ อยู่ใกล้กับลาน้าจระเข้
สามพนั ทไ่ี หลมาเมอื งอทู่ อง อนั ถอื เป็นผลงานชน้ิ สดุ ทา้ ยและเป็นงานบุกเบกิ
ของสมยั กง่ึ ก่อนประวตั ศิ าสตร์ หรอื หวั เลย้ี วประวตั ศิ าสตรใ์ นประเทศไทย

ผเู้ ขยี นจดั จาแนกโบราณวตั ถุทพ่ี บเป็น 3 ประเภท คอื ลูกปัดและ
เคร่ืองประดับท่ีทาด้วยหินสี อาจนาเข้ามาจากประเทศอินเดีย สาริดมี
ลกั ษณะเหมือนกับโบราณวตั ถุในวฒั นธรรมดองซอนของเวียดนาม และ
เหลก็ แสดงถงึ เทคโนโลยแี ละสงั คมทซ่ี บั ซอ้ นขน้ึ โดยศาสตราจารยช์ นิ อยู่ดี
กาหนดอายุประมาณ 1,700 ปีมาแลว้

ต่อมานักโบราณคดขี องกรมศลิ ปากร และเอยี น โกลฟเวอร์ (Ian
Glover) นักโบราณคดชี าวองั กฤษ ดาเนินการขุดค้นต่อและพบลูกปัดหนิ
คาร์เนเลยี นขนาดใหญ่ ต่างหูรปู สตั วส์ องหวั จากประเทศเวยี ดนาม จห้ี นิ รูป
สงิ โตจากอินเดีย และก้อนสาริดรูปสามเหล่ียมท่ีอาจเป็นสญั ลักษณ์ของ
พระสถปู ในอนิ เดยี ซง่ึ นายโกลฟเวอรก์ าหนดอายุราว 2,000 ปีมาแลว้

ต่อมาอาจารย์สุรพล นาถะพินธุ กล่าวว่านายโกลฟเวอร์กาหนด
อายุลงมาถึง 2,300 - 2,400 ปีมาแล้ว และเป็นท่ยี อมรบั ของนักวชิ าการ
มากข้นึ เพราะแสดงถึงความสมั พนั ธ์กับอินเดียและสอดคล้องกบั คมั ภีร์
มหาวงศ์ ทก่ี ลา่ วถงึ ช่วงพทุ ธศตวรรษท่ี 3 - 4 เม่อื พระเจา้ อโศกมหาราชทรง
ส่งพระโสณะและพระอุตระมาเผยแผ่พุทธศาสนาในสุวรรณภูมิ ซง่ึ ผูเ้ ขยี น
บทความสนั นิษฐานวา่ ตงั้ อย่บู รเิ วณลุ่มน้าท่าจนี -แม่กลอง ต่อมามเี มอื งอ่ทู อง
เป็นเมอื งทา่ สาคญั ในสมยั ฟูนนั และเมอื งนครปฐมโบราณหรอื นครชยั ศรแี ละ
เมอื งคบู วั จ.ราชบรุ ี เป็นเมอื งสาคญั ทางพระพทุ ธศาสนา

~ 208 ~

ประเดน็ ทเ่ี กย่ี วกบั เมอื งโบราณอ่ทู องคอื เป็นแหล่งโบราณคดตี งั้ อยู่
ห่าจากแหล่งโบราณคดบี า้ นดอนตาเพชร 35 กโิ ลเมตร สนั นิษฐานว่าเป็น
เมืองท่าสาคญั ในสมยั ฟูนัน ซ่ึงศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี มีความสนใจเมอื ง
โบราณอทู่ องเป็นอยา่ งมาก

33. เอกสารประกอบการประชุมสมั มนา เรือ่ ง ความก้าวหน้าใน
การศึกษาโบราณคดีและเมืองโบราณในวฒั นธรรมทวารวดี.
สุพรรณบุรี: สานักศิลปากรท่ี 2 สุพรรณบุรี สานักโบราณคดี
กรมศิลปากร, 2546.
เอกสารชุดน้ีจัดทาข้ึนเพ่ือใช้ประกอบการประชุมสัมมนาทาง

วชิ าการ จดั ขน้ึ ในระหว่างวนั ท่ี 24 - 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 ณ โรงแรม
สองพนั บุรี จ.สพุ รรณบุรี

บทความส่วนหน่ึงในเอกสารชุดน้ีรวบรวมขอ้ มูลมาจากเอกสารท่ี
เคยจดั พมิ พม์ าแลว้ และนามาพมิ พซ์ ้าใหม่อกี ครงั้ และมบี ทความบางสว่ นท่ี
เขยี นขน้ึ ใหม่ โดยมบี ทความทน่ี ่าสนใจเกย่ี วกบั เมอื งอ่ทู อง คอื บทความเร่อื ง
“จารึกพระสาวกและจารึกพระเจ้าศุทโธทนะ พบใหม่ทีพ่ ิพิธภัณฑสถาน
แห่งชาตอิ ่ทู อง จ.สพุ รรณบรุ ”ี โดย ปีเตอร์ สกลิ ลงิ่ (Peter Skiling) และศานติ
ภกั ดคี า

กลา่ วถงึ บนั ทกึ การขดุ แต่งเจดยี ห์ มายเลข 11 เมอื งอ่ทู อง เม่อื วนั ท่ี
5 สงิ หาคม – 3 กนั ยายน พ.ศ. 2506 เป็นสว่ นหน่ึงของ “รายงานการสารวจ
และขดุ แต่งโบราณวตั ถุสถานเมอื งเก่าอทู่ อง อาเภออทู่ อง จงั หวดั สพุ รรณบรุ ”ี
โดยเจดยี ห์ มายเลข 11 ตงั้ อย่เู ชงิ เขาทาเทยี ม นอกคนั คูเมอื งดา้ นตะวนั ออก
ถดั จากเจดยี ์หมายเลข 10 ไปทางทศิ ใต้ราว 500 เมตร มลี กั ษณะเป็น
ส่เี หล่ียมจตั ุรสั ยาวด้านละ 10.60 เมตร สูง 2.50 เมตร ก่อด้วยอิฐ
ไม่มมี ุข โบราณวตั ถุทพ่ี บจากการขดุ แต่งมจี านวนมากและมสี ภาพค่อนขา้ ง
สมบูรณ์ เช่น พระพุทธรูปสาริดปางเสด็จลงจากดาวดึงส์ ธรรมจกั รศิลา

~ 209 ~

เสาหนิ แปดเหลย่ี ม และแท่นหนิ สเ่ี หลย่ี มจาหลกั ลวดลาย พระพมิ พด์ นิ เผา
ดา้ นหลงั มจี ารกึ วา่ “เมตฺเตยฺยโก” และ “สารปิ ุตฺโต”

ผูเ้ ขยี นมโี อกาสไปศกึ ษาพระพมิ พ์ ณ พิพธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ
อ่ทู อง พบว่านอกจากพระพมิ พด์ นิ เผา 2 องคข์ า้ งตน้ ซง่ึ มกี ารอ่านแปลจารกึ
ไปแลว้ ยงั มพี ระพมิ พร์ ูปพระพุทธสาวกลกั ษณะคลา้ ยกนั อกี หลายองคท์ พ่ี บ
จากเจดยี ห์ มายเลข 11 ไดแ้ ก่ รปู พระมหากจั จายนะ (?) พระปุณโณโกโลวโี ส
พระปุณโณสุนาปรนั โต พระกงั ขาเรวตั รวมทงั้ ประติมากรรมรูปพระเจ้า
ศทุ โธทนะ (ทะเบยี น 59/06) ซง่ึ ไมใ่ ช่ “พระโพธสิ ตั ว”์ ตามขอ้ สนั นิษฐานเดมิ

34. กุสุมา รักษมณี . “"สุวรรณภูมิ" ในนิ ทานนานาชาติ .”
ศิลปวฒั นธรรม 25, 5 (มีนาคม 2547): หน้า 112 - 118.
มเี น้อื หาเกย่ี วกบั นิทานสวุ รรณภมู หิ ลากหลายรูปแบบ ซง่ึ สว่ นใหญ่

แลว้ จะเป็นการเลา่ เรอ่ื งในอดตี และมฉี ากเป็นสถานทห่ี ่างไกลไม่เคยพบเหน็
โดยบทความฉบบั น้แี บง่ สวุ รรณภูมอิ อกเป็น 4 หวั ขอ้ ดงั น้ี

1. สวุ รรณภูมเิ มอื งไกลโพน้
สวุ รรณภูมใิ นนิทานอนิ เดยี ก่อใหเ้ กดิ ขอ้ ถกเถยี งในการคน้ ควา้ ของ
นักโบราณคดีในปัจจุบนั โดยมีขอ้ สนั นิษฐานว่าดินแดนสุวรรณภูมิมคี วาม
อุดมสมบูรณ์และเป็นจุดหมายของนักเดินเรือ อาจเป็นเมืองสะเทิมหรือ
สุธรรมวดี หรือนครปฐม หรือเมืองอู่ทอง ซ่ึงขุนศิริวัฒนอาณาทรศึกษา
เก่ยี วกบั สุวรรณภูมจิ ากคมั ภรี ์ทปี วงศ์ คมั ภีร์มหาวงศ์ และตานานพระเจ้า
อโศกมหาราช เพ่อื อธิบายถึงการประดษิ ฐานพระพุทธศาสนาในดนิ แดน
สวุ รรณภูมแิ ละสนบั สนุนความมอี ย่จู รงิ ของดนิ แดนสวุ รรณภูมอิ กี ดว้ ย
2. สวุ รรณภูมใิ นจนิ ตนาการ
สุว รรณภู มิถู กอ้าง ถึง ในชาดกอาจเป็ นสถ านท่ีจ ริง หรือเกิดจาก
จนิ ตนาการกไ็ ด้ ซง่ึ จะช่วยใหเ้ ขา้ ใจถงึ ความคดิ ของผเู้ ล่าเกย่ี วกบั เมอื งต่างๆ
ในอดตี อกี ดว้ ย โดยนิทานชาดกทก่ี ล่าวถึงเมอื งสุวรรณภูมิ ไดแ้ ก่ สุสโสนที

~ 210 ~

(ลาดบั ท่ี 360) มหาชนก (ลาดบั ท่ี 539) สงั ขะ (ลาดบั ท่ี 442) ปัณณาชาดก
ของเชียงใหม่เร่ืองนรชีวชาดก (ลาดับท่ี 12) และนิทานสันสกฤตเร่ือง
กถาสรติ สาครของโสมเทวะ ซ่งึ นักวชิ าการต่างถกเถียงถึงตาแหน่งของ
ดนิ แดนสวุ รรณภูมแิ ละสวุ รรณทวปี

3. สวุ รรณทวปี กบั สวุ รรณภมู ิ
อาจเป็น 2 ดนิ แดนเน่ืองจากมคี าลงทา้ ยต่างกนั ซ่งึ สุวรรณทวปี
ปรากฏในกถาสริตสาคร นิทานเร่ืองจักรกับล้อเหล็ก เร่ืองบุตรพ่อค้า
นางคณิกา และวานรอาละ นิทานสนั สกฤตเร่อื งตลิ กมญั ชรี และนิยายภาษา
มหาราษฎรี สว่ นสวุ รรณภูมปิ รากฏในนิยายภาษามหาราษฎรี นิทานสงิ หล
ชุดสีหลวัตถุปกรณัม และนิทานสันสกฤตชุดพฤหัตถาของคุ ณาฒยะ
โดยผู้เขยี นบทความได้ให้ขอ้ สงั เกตว่าสุวรรณทวปี กบั สุวรรณภูมิอาจเป็น
ดนิ แดนเดยี วกนั ทม่ี คี วามมงั่ คงั่ ตงั้ อย่ตู ดิ ทะเลระหว่างทางจากชมพทู วปี ไป
ยงั จนี และบางครงั้ มคี วามสมั พนั ธ์กบั ช่อื เมอื งมณีปุระท่ใี ชเ้ วลาหลายวนั ใน
การเดนิ ทางจากหงสาวดี
4. สวุ รรณภูมจิ ากปากผเู้ ล่านทิ านเตอรกี เรอื่ งนทิ านปาชา
กล่าวถึงตาแหน่งท่ตี ัง้ และการแต่งกายของผู้คนในดนิ แดนหน่ึง
โดยฉบับแปลเป็ นภาษาไทยของเสฐียรโกเศศค่อนข้างสนับสนุ นให้เป็ น
ดนิ แดนของประเทศไทย แต่มคี วามแตกต่างจากตน้ ฉบบั หลายประการ

35. ธนกฤต ลออสุวรรณ. “พระพิมพด์ ินเผาจากราชบุรี: ร่องรอย
ความสัมพันธ์ระหว่างนิ กายเถรวาท-มหายานในสมัย
ทวารวดี.” ดารงวิชาการ 3, 5 (มกราคม – มิถนุ ายน 2547):
หน้า 152 – 161.
พระพมิ พ์ดนิ เผาเป็นศาสนวตั ถุประเภทหน่ึงท่ีพบเสมอในแหล่ง

โบราณคดสี มยั ทวารวดี พระพมิ พ์ดนิ เผาท่พี บท่เี มืองคูบวั จ.ราชบุรี เมอื ง
นครปฐม และเมอื งอทู่ อง จดั ไดว้ ่าเป็นพระพมิ พด์ นิ เผาทม่ี รี ูปแบบไม่เหมอื น

~ 211 ~

โดยทวั่ ไป กล่าวคอื ทาเป็นรูปพระพุทธเจา้ ประทบั นัง่ ขดั สมาธริ าบ แสดง
ธยานมุทรา (ปางสมาธ)ิ ประทบั นงั่ อย่เู หนือดอกบวั ทม่ี กี า้ นบวั ตรงกา้ นบวั
ปรากฏบุคคลในลกั ษณะจบั หรอื ชูก้านดอกบวั ขน้ึ อกี สองบุคคลทาท่าไหว้
โดยรอบปรากฏบุคคลอยู่หลายบุคคลยืนอยู่และเหาะอยู่รอบพระพุทธเจ้า
จากรปู แบบของพระพมิ พด์ งั กลา่ วทาใหส้ ามารถตคี วามไดว้ ่า เป็นตอนแสดง
มหาปาฏหิ ารยิ ์ หรอื เป็นพระพมิ พท์ เ่ี กย่ี วขอ้ งกบั เหล่าพระอษั ฏมหาโพธสิ์ ตั ว์
เป็นเร่อื งเกย่ี วกบั พทุ ธศาสนาแบบมหายาน

อย่างไรกต็ าม การทป่ี รากฏด้านหลงั มจี ารกึ ภาษาบาลอี ย่เู ป็นคถา
เย ธมฺมาฯ นนั้ เป็นอกั ษรปัลลวะ ภาษาบาลี ซง่ึ เป็นภาษาทใ่ี ชก้ นั ในเรอ่ื งของ
พุทธศาสนาเถรวาท ดงั นัน้ จากรูปแบบดงั กล่าวอาจสรุปได้ว่า พระพิมพ์
ดงั กล่าวเป็นพระพมิ พท์ ส่ี รา้ งขน้ึ เน่ืองในพุทธศาสนาเถรวาท แต่นารูปแบบ
ประตมิ านวทิ ยาของนิกายมหายานมาใชก้ เ็ ป็นได้

36. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. “คติรปู พระสูรยะบนธรรมจกั รในศิลปะ
ทวารวดี.” ดารงวิชาการ 3, 5 (มกราคม – มิถนุ ายน 2547):
หน้า 59 – 67.
บทความกล่าวถึงคติเร่อื งพระสูรยะ (พระอาทติ ย์) บนธรรมจกั ร

ทวารวดี โดยชว่ งแรกกลา่ วถงึ การศกึ ษาธรรมจกั รศลิ าในวฒั นธรรมทวารวดี
ท่ผี ่านมา โดยยกตวั อย่างนักวชิ าการคนสาคญั เช่น ศาสตราจารย์ ยอร์ช
เซเดส์ ท่ีตีความว่าธรรมจักรดังกล่าวเป็นงานศิลปกรรมท่ีเก่ียวข้องกับ
พุทธศาสนา อกี ทงั้ ยงั กล่าวถงึ การคน้ พบเสาและฐานรองรบั ธรรมจกั รท่ีเมอื ง
โบราณอู่ทอง ทแ่ี สดงใหเ้ หน็ ถงึ แนวความคดิ ของการสรา้ งธรรมจกั รศลิ าว่า
ตงั้ อยบู่ นเสาเสมอตามแบบศลิ ปะอนิ เดยี

คร่ึงหลังของบทความกล่าวถึงคติความเช่ือของพระสูรยะโดย
วเิ คราะหจ์ ากธรรมจกั รศลิ าและองคป์ ระกอบของธรรมจกั รแต่ละช้ินทป่ี รากฏ
พระสรู ยะร่วมอยู่ด้วย แลว้ ทา้ ยสุดได้สรุปแนวคดิ เกย่ี วกบั คตคิ วามเช่อื พระ

~ 212 ~

สูรยะในงานศิลปกรรมธรรมจักรทวารวดีว่าเก่ียวข้องกับสุรยิ มณฑลของ
พระอาทติ ยท์ ม่ี ที ม่ี าจากอนิ เดยี และสง่ อทิ ธพิ ลใหก้ บั วฒั นธรรมทวารวดี

37. ร่งุ โรจน์ ธรรมร่งุ เรือง. “การนับถือบูชาต้นไม้ใหญ่และต้นโพธิใ์ น
สมยั ทวารวดี.” ดารงวิชาการ 3, 6 (กรกฏาคม – ธนั วาคม
2547): หน้า 1 – 9.
บ ท ค ว า ม ก ล่ า ว ถึ ง ก า ร บู ช า ต้ น ไ ม้ ใ ห ญ่ ใ น ว ัฒ น ธ ร ร ม ท ว า ร ว ดี

โดยในช่วงต้นกล่าวถงึ แนวคดิ สาคญั ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ปัจจยั ส่ี เน่ืองจากการใช้
ประโยชน์ของต้นไม้และพนั ธุ์พืชต่างๆ ตามด้วยคติความเช่ือเร่อื งต้นไม้
ต่างๆ ท่ีมเี ทวดาหรอื เทพยาดาสงิ สถิตอยู่ ต่อมาจงึ กล่าวถึงแนวคดิ ทาง
พุทธศาสนาทม่ี คี วามเกย่ี วขอ้ งกบั ต้นไมใ้ หญ่ และทา้ ยสุดกล่าวถงึ เร่อื งการ
บูชาตน้ ไมใ้ นวฒั นธรรมทวารวดีจากหลกั ฐานทางศลิ ปกรรม ซง่ึ ทา้ ยสดุ สรุป
ไดว้ ่าในวฒั นธรรมทวารวดมี กี ารเคารพบชู าตน้ ไมใ้ หญ่ โดยนาคตคิ วามเช่อื
ทอ้ งถนิ่ มาผสมผสานกบั ความเชอ่ื ในพทุ ธศาสนาไดอ้ ยา่ งลงตวั

ประเดน็ สาคญั ในบทความสามารถแบง่ ออกเป็น 2 ประเดน็ ไดแ้ ก่
1. แนวความคดิ เร่อื งการบชู าและความสาคญั ของตน้ ไม้ทป่ี รากฏ
ในคัมภีร์พุทธศาสนา โดยกล่าวถึงพระไตรปิฏก พุทธประวัติ และชาดก
ตัวอย่างเช่น พระวินัยปิ ฏก มหาวิภังค์ ปาจิตตีย์วรรคท่ี 2 กล่าวถึง
พ ร ะ บัญ ญัติ ข อ ง พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้า มิใ ห้ พ ร ะ ภิ ก ษุ ส ง ฆ์ตัด ห รือ ท า ล า ย ต้ น ไ ม้
เน่อื งจากมรี กุ ขเทวดาสถติ อยู่ และอุลุเวลปาฏหิ ารยิ กถา ทพ่ี ระพุทธเจา้ ทรงมี
พระประสงคท์ จ่ี ะชาระผา้ บงั สุกุล แลว้ เทวดาท่ีสถิตอย่ใู นต้นไมไ้ ดน้ ้อมกง่ิ ลง
มาเพ่อื ใหพ้ ระพุทธเจา้ พาดผา้ บงั สกุ ุลนนั้ ทางดา้ นพุทธประวตั ิกล่าวถงึ ตอน
สาคญั เช่นตอนประสูติกล่าวถึงต้นสาละ ตอนยมกปาฏิหาริย์กล่าวถึงต้น
มะมว่ ง ตอนตรสั รกู้ ล่าวถงึ ตน้ โพธิ์
2. หลกั ฐานศลิ ปกรรมในวฒั นธรรมทวารวดที แ่ี สดงใหเ้ หน็ ถงึ คติ
การนับถือต้นไม้ เช่น พระพุทธรูปปางปรนิ ิพพานใต้ต้นสาละคู่ท่ถี ้าจามใน

~ 213 ~

กลุ่มถ้าเขางู จ.ราชบรุ ี หรอื ภาพสลกั เลา่ เรอ่ื งพทุ ธประวตั ติ อนยมกปาฏหิ ารยิ ์
จากวดั จีน จ.พระนครศรีอยุธยา ซ่งึ ทงั้ สองแห่งปรากฏภาพต้นไม้ท่มี ีการ
พนั ผา้ ประดบั ไปดว้ ยสายสรอ้ ย เครอ่ื งประดบั กง่ิ กา้ น

นอกจากน้ียงั กล่าวถงึ ประตมิ ากรรมชน้ิ สว่ นตน้ โพธทิ์ าจากดนิ เผา
พบท่เี มอื งอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ประติมากรรมต้นโพธชิ์ ้นิ น้ีตงั้ อยู่บนฐานบวั
คว่าหงาย ลาต้นมเี คร่อื งประดบั รดั ไว้ ซง่ึ คงเลยี นแบบมาจากตน้ โพธจิ์ รงิ ๆ
ในสมยั ทวารวดี

38. ชวลิต ขาวเขียว และ ทิวา ศุภจรรยา. “ธรณีโบราณคดีทีร่ าบ
เจา้ พระยาตอนล่าง: การศกึ ษาเบ้อื งต้นจากข้อมลู โทรสมั ผสั .”
ใน ดารงวิชาการ 4, 2 (กรกฏาคม – ธนั วาคม 2548): หน้า 55 –
69.
การศกึ ษาด้านธรณีวทิ ยาทางดา้ นโบราณคดี เป็นการประยุกต์ใช้

องคค์ วามรทู้ างดา้ นธรณีวทิ ยาต่างๆ เช่น ธรณีสณั ฐานวทิ ยา ตะกอนวทิ ยา
ธรณีวทิ ยาภาพถ่าย ธรณีฟิสกิ ส์ เป็นต้น เขา้ มาช่วยในการศกึ ษาข้อมูล
หลกั ฐานต่างๆ ทางโบราณคดี หรอื ตอบคาถามทางประวตั ศิ าสตรโ์ บราณคดี

การขุดค้นทางโบราณคดพี บว่าเมอื งอู่ทองเป็นชุมชนท่ีมมี าแล้ว
ตงั้ แต่สมยั ก่อนประวตั ศิ าสตร์ โดยเป็นชุมชนโบราณทม่ี กี าแพงเมอื ง-คเู มอื ง
ลอ้ มรอบ และมคี วามสมั พนั ธก์ บั แนวชายฝัง่ ทะเลเดมิ ทม่ี ลี กั ษณะเป็นชะวาก
ทะเลซง่ึ เป็นอา่ วเวา้ ลกึ เขา้ ไปในแผ่นดนิ โดยตงั้ อย่ใู นพน้ื ทท่ี ม่ี ที างน้าสะดวก
เหมาะแกก่ ารคมนาคม จงึ เป็นเมอื งท่าทม่ี คี วามสาคญั ต่อการคา้ ขายในสมยั
ฟูนนั -ทวารวดี ในช่วง 1,000 – 2,500 ปีมาแลว้

ภายหลงั จากชายฝัง่ ทะเลไดถ้ อยร่นออกไปจากตาแหน่งเดมิ ทาให้
เมอื งโบราณสมยั ทวารวดเี ช่นเมอื งอู่ทองประสบปัญหา เกดิ ความไม่สะดวก
ในการคมนาคมขนส่ง จึงถูกท้งิ ร้างไป เพ่อื ไปพฒั นาชุมชนแห่งใหม่ทเ่ี ป็น
ศนู ยก์ ลางคอื เมอื งสพุ รรณบุรบี นฝัง่ แม่น้าท่าจนี

~ 214 ~

ภาพถ่ายเกา่ เจดยี ห์ มายเลข 13 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี

~ 215 ~

ภาพถ่ายเกา่ เจดยี ห์ มายเลข 13 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี

~ 216 ~

39. กฤช เหลือลมยั . “ดู "ทวารวดี"..ดทู ีพ่ ิพิธภณั ฑอ์ ่ทู อง.” เมืองโบราณ
31, 4 (ตลุ าคม - ธนั วาคม 2548): หน้า 115.
กล่าวถึงเมืองโบราณอู่ทองว่ามีการอยู่อาศัยของชุมชนตัง้ แต่

พุทธศตวรรษท่ี 6 - 7 จนกระทงั่ ถึงปัจจุบนั เร่อื งราวทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั เมอื ง
โบราณแห่งน้มี ที งั้ ทก่ี ระจ่างชดั และคลมุ เครอื ชุมชนทวารวดใี นสหสั วรรษแรก
มอี ทิ ธพิ ลต่อเมอื ง อ่ทู องเด่นชดั กว่ายุคสมยั อ่นื ๆ การขดุ คน้ เปิดเผยใหเ้ หน็
โบราณสถานอฐิ ขนาดใหญ่จานวนมากและมผี งั สลบั ซบั ซอ้ น ลวดลายประดบั
ท่ไี ด้อิทธิพลจากวฒั นธรรมอมราวดี-คุปตะ ทงั้ ยังได้พบเงินเหรียญจารึก
ภาษาบาลี สนั สกฤต ตราดนิ เผา สญั ลกั ษณ์มงคลต่างๆ ลูกปัดแก้ว หยก
และหินท่ีมีลวดลายหลายสีสัน ลูกเต๋างาช้างแบ บและขนาดต่างๆ
พระพทุ ธรปู และเทวรปู มที งั้ ทาจากสารดิ ดนิ เผา และปนู ปั้น หนิ สลกั พบเป็น
จานวนมาก และพบเอกมขุ ลงึ ค์

ปัจจบุ นั เมอื งโบราณอทู่ องถกู รุกล้าทาลายหลกั ฐานจนแทบไม่เหลอื
หากแต่ยงั มพี พิ ธิ ภณั ฑท์ ม่ี อี ายุยาวนานกว่า 40 ปี พพิ ธิ ภณั ฑแ์ ห่งน้ีมุ่งเป้าจะ
เป็นพพิ ธิ ภณั ฑท์ ่ี “ครบเคร่อื ง” เร่อื งทวารวดมี ากทส่ี ดุ มศี ูนยศ์ กึ ษาเกย่ี วกบั
ทวารวดอี ย่ทู อ่ี าคารสานกั งานดา้ นหลงั แยกต่างหากจากสว่ นจดั แสดงในตกึ
ด้านหน้า แม้ว่าอยู่ระหว่างการปรับปรุงก็ได้นาโบราณวตั ถุช้ินสาคญั มา
หมุนเวยี นจดั แสดงเต็มสองห้องใหญ่ชนั้ บน ขณะทช่ี นั้ ล่างเป็นนิทรรศการ
ประวตั ศิ าสตรแ์ ละโบราณคดใี นประเทศไทย

อย่างไรกด็ ี เมืองอู่ทองยงั พบหลกั ฐานท่แี สดงถึงการอยู่อาศยั สบื
ต่อมาในสมยั ลพบุรี อยธุ ยา รตั นโกสนิ ทรต์ งั้ แต่หลงั พทุ ธศตวรรษท่ี 16 จนถงึ
ปัจจุบนั ในชว่ งสหสั วรรษหลงั น้ี บนั ทกึ เอกสารโบราณทก่ี ลา่ วถงึ เมอื งอทู่ องมี
มากขน้ึ ทงั้ การวเิ คราะหข์ องนกั ประวตั ศิ าสตรถ์ งึ ความรุ่งเรอื งและซบเซาของ
เมอื งอ่ทู องในช่วงอยุธยาและรตั นโกสนิ ทร์ อนั เน่ืองมาจากการเปลย่ี นแปลง
ความคิดเก่ียวกับภูมิศาสตร์ สงครามไทยรบพม่า ตลอดจนภูมิศาสตร์
เศรษฐกจิ ทพ่ี ง่ึ พงิ การคมนาคมขนสง่ ในช่วงก่อนและสงครามโลกครงั้ ท่ี 2

~ 217 ~

40. อนันต์ กล่ินโพธ์ิกลบั . “รปู แบบและความหมายของตราประทบั
เมืองอู่ทอง สุพรรณบุรี.” เมืองโบราณ 32, 1 (มกราคม –
มีนาคม 2549): หน้า 22 - 23.
ตราประทับ (seal) และก้อนดินที่มีรอยประทบั หรือตรา

ดินเผา (clay sealing) เป็นโบราณวัตถุท่ีพบในเขตอารยธรรมใหญ่ของ
โลก ก่อนจะเผยแพร่เขา้ มายงั เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ รวมถงึ เมอื งโบราณใน
เขตประเทศไทยในปัจจุบนั ตงั้ แต่ราวพทุ ธศตวรรษท่ี 6 – 11 โดยกลุ่มพ่อคา้
และนักบวชทงั้ พระพุทธศาสนาและพราหมณ์จากอนิ เดยี ดงั นัน้ เมอื งท่พี บ
ตราประทับ ส่วนให ญ่จึง เป็ นเมืองท่ าใ นเข ตลุ่มแม่น้ าเจ้าพระยา ตอนล่าง
ทงั้ เมอื งอู่ทอง (พบมากทส่ี ุดถึง 45 ช้นิ จงึ สนั นิษฐานว่าเมอื งอู่ทองอาจเป็น
ศนู ยก์ ลางการคา้ ในช่วงนนั้ ) เมอื งนครปฐมโบราณ เมอื งจนั เสน จ.นครสวรรค์
และเมอื งดงมะรุม จ.ลพบรุ ี

สาหรบั ตราประทบั ทพ่ี บในเมอื งอ่ทู องสามารถกาหนดอายุโดยการ
เปรยี บเทยี บรปู แบบทางศลิ ปะและพฒั นาการของตวั อกั ษรทอ่ี นิ เดยี ได้ ดงั น้ี

1. ร่วมสมยั กบั สมยั กุษาณะ มกั พบลวดลายใบหน้าชาวตะวนั ตก
และเคร่อื งหมายสวสั ดกิ ะ

2. ร่วมสมยั กบั สมยั คุปตะ เทยี บเคยี งจากตวั อกั ษรในจารกึ และ
ลวดลายสว่ นใหญ่เป็นสญั ลกั ษณ์มงคล อยา่ งทา้ วกเุ วร ศรวี ตั สะ ปรู ณฆฏะ

3. ร่วมสมยั กบั สมยั หลงั คุปตะ เทยี บเคยี งจากตวั อกั ษรปัลลวะ และ
ลวดลายรปู สงิ โตนงั่

4. พุทธศตวรรษที่ 13 (สมยั ทวารวด)ี มกั พบลวดลายวถิ ชี วี ติ หรอื
สตั วพ์ น้ื เมอื ง

ลวดลายท่ีพบบนตราประทับหรือตราดินเผานัน้ อาจแสดงถึง
ความสมั พนั ธก์ บั เจา้ ของ ทงั้ ในแง่กลุ่มวฒั นธรรม หรอื แมแ้ ต่ความเช่อื ทาง
ศาสนา อย่างไรก็ตาม ตราประทบั ท่ใี ชใ้ นการศึกษาครงั้ น้ีเกอื บทงั้ หมดไม่
ไดม้ าจากการขดุ คน้ ทางโบราณคดี

~ 218 ~

41. ผาสุข อินทราวุธ. “เหรียญเงินไม่มีจารกึ พบในแหล่งโบราณคดี
สมยั ทวารวดี.” ใน "มรดกวฒั นธรรม: ไทยกบั เพ่ือนบ้าน":
การประชุมทางวิ ชาการนานาชาติ . กรุงเทพฯ : คณะ
โบราณคดี มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2549, หน้า 59 - 79.
ผเู้ ขยี นกล่าวว่า การศกึ ษาเหรยี ญโบราณเป็นเร่อื งยาก โดยเฉพาะ

เหรยี ญทพ่ี บในรฐั ทวารวดี เน่อื งจากไมท่ ราบอายทุ แ่ี น่นอน และสว่ นมากไม่มี
จารกึ กากบั ไม่มพี ระนามของกษัตรยิ ผ์ สู้ งั่ ใหผ้ ลติ เหรยี ญ จงึ ทาไดเ้ พยี งการ
กาหนดอายุ โดยศกึ ษาจากรปู แบบและน้าหนกั ของเหรยี ญ

จากการสารวจขดุ คน้ ทางโบราณคดที เ่ี มอื งอ่ทู องพบเหรยี ญโบราณ
เป็นจานวนมาก โดยเฉพาะเหรยี ญท่ไี ม่ปรากฏจารกึ โดยเหรยี ญโบราณท่ี
พบในเมอื งอทู่ องสามารถแยกประเภทไดด้ งั ต่อไปน้ี

1. เหรยี ญรปู สงั ข/์ ศรวี ตั สะ
2. เหรยี ญรปู พระอาทติ ย/์ ศรวี ตั สะ
3. เหรยี ญรปู ภทั รปิฏะ/ศรวี ตั สะ
4. เหรยี ญรปู กวาง/ศรวี ตั สะ
5. เหรยี ญรปู จกั ร/ศรวี ตั สะ
6. เหรยี ญรปู ปรู ณกลศ/ศรวี ตั สะ
จากการศกึ ษาพบว่า สญั ลกั ษณ์ทป่ี รากฏในเหรยี ญเงนิ ส่วนมากมี
ความเก่ยี วขอ้ งกบั สญั ลกั ษณ์มงคล 8 ประการ (อษั ฐมงคล) ทช่ี าวอนิ เดีย
ทงั้ ชาวพทุ ธ เชน และพราหมณ์ยอมรบั นอกจากนนั้ อาจมคี วามเกย่ี วขอ้ งกบั
กลุ่มมงคล 108 ประการดว้ ย อย่างไรกต็ ามการกาหนดอายุเหรยี ญทงั้ หมด
ได้มกี ารเปรยี บเทียบกับเหรยี ญเงนิ ท่พี บท่รี ฐั ยะไข่ รฐั ปยู และรฐั มอญ ใน
ประเทศพมา่ แลว้ สนั นษิ ฐานไดว้ ่าน่าจะมอี ายุในชว่ งพุทธศตวรรษท่ี 10 - 16

~ 219 ~

42. ศรีศกั ร วลั ลิโภดม. “ปรารภ...สุวรรณภมู ิ.” วารสารหน้าจวั่ ฉบบั
ประวตั ิศาสตร์สถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรมไทย 5, 5
(กนั ยายน 2550): หน้า 6 - 13.
อธิบายถึงการติดต่อของสุวรรณภูมิกบั ดินแดนต่างๆ ทงั้ อินเดีย

กรกี โรมนั อาหรบั และจนี เพ่อื ใช้ในการวเิ คราะหล์ กั ษณะสถาปัตยกรรม
โบราณท่ยี งั คงหลงเหลอื อยู่ ซ่งึ นักวชิ าการหลายท่านได้เสนอแนวคิดของ
การรบั วฒั นธรรมอ่นื เช่น ศาสตราจารยย์ อร์ช เซเดส์ เหน็ ว่าสวุ รรณภูมเิ ป็น
อาณานิคมของอนิ เดยี ต่อมาชาวตะวนั ตกมองว่าเป็นปรมิ ณฑลของอนิ เดยี
จงึ ใช้คาว่า “อนิ เดียตะวนั ออก” (East India) และมีการรบั อทิ ธิพลจนี
กลายเป็น “อนิ โดจีน” (Indo-China) จนในสมยั สงครามโลกครงั้ ท่ี 2 ชาว
อเมรกิ นั เรยี กพน้ื ทบ่ี รเิ วณน้วี ่า “เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต”้ (Southeast Asia)

เม่อื มกี ารศกึ ษาทางโบราณคดสี ามารถกาหนดอายุประมาณ 4,000
- 2,000 ปีก่อนครสิ ตกาล คอื ยุคสารดิ (3,500 - 2,500 ปี) พบว่ามกี ารเกดิ
บา้ นเมอื ง มเี ทคโนโลยที เ่ี หมาะสม และตดิ ต่อกบั จนี ต่อมายุคเหลก็ (2,500
ปี) เกิดนครรฐั ขนาดเล็กและมีการติดต่อกบั อนิ เดยี ท่เี ข้ามาค้าขายจึงเกิด
สุวรรณภูมขิ น้ึ ซ่งึ ปรากฏหลกั ฐานชดั เจนบรเิ วณลุ่มแม่น้าท่าจนี -แม่กลอง
โดยเฉพาะแหล่งโบราณคดบี า้ นดอนตาเพชร กาหนดอายรุ าวพุทธศตวรรษท่ี
3 - 4 สนั นษิ ฐานว่ามกี ารอยอู่ าศยั ของคนอนิ เดยี

นอกจากน้ียงั กล่าวถงึ คมั ภีร์มหาวงศ์เร่อื งการเผยแผ่พุทธศาสนา
มายงั สุวรรณภูมิ สอดคล้องกบั การพบหลกั ฐานทางโบราณคดอี นั เน่ืองใน
พระพุทธศาสนาทเ่ี มอื งอ่ทู อง แสดงถงึ การเขา้ มาของวฒั นธรรมอนิ เดยี ตงั้ แต่
2,500 ปีมาแลว้ สง่ ผลใหศ้ าสตราจารยโ์ อ ดบั บลวิ วอลเตอร์ (O.W.Wolters)
แห่งมหาวทิ ยาลยั คอรแ์ นล (Cornell University) มคี วามเหน็ ว่าหลายพน้ื ทม่ี ี
การเลอื กบางวฒั นธรรมมาปรบั ใชอ้ ย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการรบั ศาสนา
เพ่อื สง่ เสรมิ สถานะผปู้ กครอง

~ 220 ~

สว่ นการสรา้ งสถาปัตยกรรมมคี วามสมั พนั ธก์ บั การนบั ถอื ศาสนาใน
ระบบจกั รพรรดริ าชและใหค้ วามสาคญั กบั เขาพระสุเมรุ ในพุทธศตวรรษท่ี
11 - 12 พบสถาปัตยกรรมเน่ืองในพุทธศาสนาทม่ี กั เป็นอาคารโถง และใน
ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื นิยมปักใบเสมารอบพระสถูป และศาสนาพราหมณ์
จะสรา้ งเทวาลยั แต่ยงั มขี นาดเลก็

ท่ีเมืองอู่ทองปรากฏทงั้ สองศาสนาคือ ศาสนาพราหมณ์บริเวณ
คอกชา้ งดนิ ต่อมาราวพุทธศตวรรษท่ี 12 - 13 จะปรากฏพระเจดยี ์และ
พระพุทธรูปท้องถิ่น รวมถงึ ศาสนสถานกลางเมอื งนครปฐมและเมอื งคูบวั
และความเช่อื จากวฒั นธรรมอนิ เดยี เร่อื งความศกั ดสิ์ ทิ ธขิ์ องแหล่งน้า

ดงั นนั้ ในสมยั น้จี งึ เกดิ รฐั ขนาดใหญ่ขน้ึ เชน่ รฐั ศรเี กษตรในประเทศ
พม่า รฐั ทวารวดใี นประเทศไทย รฐั อีศานปุระในประเทศกมั พูชา และระบบ
การปกครองจะขน้ึ อยู่กบั การนับถือศาสนาอกี ด้วย บทความฉบบั น้ีสรุปว่า
การพฒั นาของสุวรรณภูมไิ ม่ไดข้ น้ึ อยู่กบั การรบั วฒั นธรรมเพยี งอย่างเดยี ว
แต่มกี ารเลอื กรบั บางสว่ นแลว้ นามาปรบั ใชก้ บั วฒั นธรรมทอ้ งถนิ่ ดงั้ เดมิ

ประเดน็ ท่เี กย่ี วกบั เมอื งโบราณอู่ทองคอื หลกั ฐานทางโบราณคดี
เกย่ี วกบั การรบั พระพทุ ธศาสนาจากอนิ เดยี ในเขตล่มุ น้าจระเขส้ ามพนั มคี วาม
เก่าแกท่ ส่ี ดุ ในเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ และพบสถาปัตยกรรมเน่ืองในศาสนา
พราหมณ์ บริเวณคอกช้างดินพบเทวาลัยประดิษฐานศิวลึงค์ ต่อมาราว
พุทธศตวรรษท่ี 12 - 13 ปรากฏสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมเน่ืองใน
พระพุทธศาสนาอยา่ งชดั เจน ทงั้ พระเจดยี แ์ ละพระพุทธรปู

43. สุกญั ญา เบาเนิด. “เช้ือชาติ (ชนชาติ) กบั ดกั ทางความคิดในกรณี
“ทวารวดี(ไม่)มีมอญ.”” เมืองโบราณ 34, 1 (มกราคม –
มีนาคม 2551): หน้า 44 - 46.
นาเสนอขอ้ มูลจากหลกั ฐานศลิ าจารกึ ทพ่ี บในสมยั ทวารวดที งั้ หมด

98 หลกั อนั ประกอบไปดว้ ย

~ 221 ~

1. จารกึ ภาษามอญ 43 หลกั ซง่ึ ใชจ้ ารประกาศกจิ กรรมการทาบุญ
ทงั้ ในหมชู่ นชนั้ สงู และสามญั ชน

2. จารกึ ภาษาบาลี 28 หลกั ซง่ึ ใชจ้ ารคาถาในทางพระพทุ ธศาสนา
3. จารกึ ภาษาสนั สฤต 27 หลกั ซง่ึ ใชจ้ ารประกาศของกษตั รยิ แ์ ละ
หม่ชู นชนั้ สงู
ดว้ ยเหตุทว่ี ่ามจี ารกึ ภาษามอญมากทส่ี ุด จงึ มีนักวชิ าการบางกลุ่ม
สนั นษิ ฐานวา่ คนในสมยั ทวารวดเี ป็นชนชาตมิ อญ แต่กม็ นี ักวชิ าการบางกลุ่ม
ทใ่ี ห้ความเหน็ ว่าภาษามอญเป็นหน่ึงในกลุ่มตระกูลภาษามอญ – แขมร์
(Mon – Khmer) ซ่งึ เป็นภาษาของคนมองโกลอยด์ตงั้ แต่แคว้นพหิ าร
แควน้ อสั สมั ตลอดจนเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ตอนบน ดงั นัน้ จงึ ไม่จาเป็นท่ี
คนท่พี ดู ภาษามอญจะต้องมเี ช้ือชาตมิ อญ ทงั้ น้ีเพราะเชอ้ื ชาติเป็นเร่อื งของ
ชวี พนั ธุกรรม ในขณะทภ่ี าษาเป็นเรอ่ื งของกลุ่มชาตพิ นั ธุห์ รอื กลุ่มวฒั นธรรม
เดยี วกนั เท่านัน้ แต่ผเู้ ขยี นมองว่าสาเหตุทเ่ี กดิ แนวคดิ ในนักวิชาการกลุ่มน้ี
กอ็ าจเป็นผลมาจากกระบวนการชาตนิ ยิ มทพ่ี ยายามปฏเิ สธวา่ รฐั แรกเรมิ่ ของ
ประเทศไทยจะเป็นรฐั ของกลมุ่ คนเชอ้ื ชาตมิ อญ
บทความน้ียงั ตงั้ ประเดน็ เร่อื งความสานึกทางชาติพันธุ์มอญท่ีมี
นักวิชาการบางกลุ่มให้ขอ้ เสนอว่าความสานึกดงั กล่าวเพ่งิ เกิดขน้ึ ในสมยั
ท่เี กิดบ้านเมอื งเป็นเมืองสะเทมิ และหงสาวดเี ท่านัน้ หากแต่จากจารึกวดั
โพธริ์ ้าง เมอื งนครปฐม (ราวพุทธศตวรรษท่ี 12) ท่กี ล่าวถึง “โต้ง” ซ่งึ เป็น
ผปู้ ระกอบพธิ กี รรมทางความเช่อื ของกลุ่มชาตพิ นั ธุม์ อญ จงึ อาจเป็นหลกั ฐาน
แสดงความสานึกในชาติพันธุ์ท่ีคนในอดีตถ่าย ทอดสู่คนรุ่นปั จจุบัน
ผา่ นพธิ กี รรมและความเชอ่ื ตามขอ้ คดิ เหน็ ของผเู้ ขยี นบทความ

44. เจนจิรา เบญจพงศ.์ “สถานีการคา้ โลกทีช่ ือ่ 'สุวรรณภมู ิ'.” สยามรฐั
สปั ดาหว์ ิจารณ์ 56,1 (26 กนั ยายน - 2 ตลุ าคม 2551): หน้า 80.

~ 222 ~

กล่าวถงึ ความสาคญั ด้านภูมศิ าสตรแ์ ละทรพั ยากรของสุวรรณภูมิ
จนกลายเป็นจุดสาคญั ในการขนถ่ายหรอื พกั สนิ ค้าจากฝัง่ ตะวันออกและ
ตะวนั ตกมาตงั้ แต่ 2,500 ปีก่อน ส่งผลให้พบหลกั ฐานทางโบราณคดีท่ี
บ่งบอกถงึ วถิ ชี วี ติ เศรษฐกจิ และการตดิ ต่อกบั ชุมชนอ่นื ๆ ซง่ึ บทความฉบับ
น้ีไดย้ กตวั อย่างบ้านดอนตาเพชร จ.กาญจนบุรี กาหนดอายุอยู่ในช่วงยุค
เหล็ก พบโบราณวตั ถุท่ีแสดงถึงความรุ่งเรืองทางการค้าของสุวรรณภูมิ
มกี ารขยายเสน้ ทางการคา้ ระหว่างโรมนั อนิ เดยี และตะวนั ออก แต่กลบั เลอื ก
รบั วฒั นธรรมอนิ เดยี เป็นหลกั และผสมผสานกบั วฒั นธรรมดงั้ เดมิ

ประเดน็ ทเ่ี กย่ี วกบั เมอื งโบราณอ่ทู องคอื ในเขตจงั หวดั สพุ รรณบุรมี ี
ชมุ ชนโบราณบรเิ วณลุม่ แมน่ ้าทา่ จนี -แมก่ ลอง เช่นเดยี วกบั จงั หวดั กาญจนบรุ ี
ราชบุรี และนครปฐม โดยพบหลกั ฐานทางโบราณคดีท่คี ล้ายคลึงกันเป็น
จานวนมาก จึงสนั นิษฐานว่าชุมชนเหล่าน้ีมีการเช่อื มโยงวฒั นธรรมทาง
การคา้ และสงั คม รวมถงึ การตดิ ต่อกบั ดนิ แดนภายนอกดว้ ยเชน่ กนั

45. เจนจิรา เบญจพงศ.์ “อู่ทอง เมืองทอง สุวรรณภมู ิ.” สยามรฐั
สปั ดาหว์ ิจารณ์ 56, 5 (24 - 30 ตลุ าคม 2551): หน้า 38.
กล่าวถงึ ความรุ่งเรอื งของเมอื งอ่ทู องทส่ี นั นิษฐานว่าเป็นศูนยก์ ลาง

ของสวุ รรณภมู ิ รวมถงึ หลกั ฐานทอ่ี าจเกย่ี วขอ้ งกบั 1 ใน 9 สาย ของการเผย
แผ่พระพุทธศาสนาจากประเทศอนิ เดยี ในสมยั พระเจา้ อโศกมหาราช

ประเดน็ ท่เี ก่ยี วกบั เมอื งอู่ทองคอื เป็นเมอื งโบราณสมยั ทวารวดี
ราว 1,400 - 1,000 ปีมาแลว้ และพบรอ่ งรอยการตงั้ ถนิ่ ฐานตงั้ แต่ยุคหนิ ใหม่
สมยั ก่อนประวตั ศิ าสตรต์ อนปลาย ราว 2,500 ปีมาแลว้ มกี ารสนั นิษฐานว่า
เป็นศูนยก์ ลางการค้าของภูมภิ าค และศูนย์กลางของสุวรรณภูมิ เน่ืองจาก
พบหลักฐานทางโบราณคดีท่ีแสดงถึงการติดต่อแลกเปล่ียนทางการค้า
รวมถึงการรบั พระพุทธศาสนาจากประเทศอินเดยี เหน็ ได้จากการพบเสา
ธรรมจกั ร ธรรมจกั ร และแท่นรองธรรมจกั รทม่ี อี งคป์ ระกอบสมบูรณ์ทส่ี ดุ ใน

~ 223 ~

ประเทศไทย และเนินดินซากโบราณสถานท่ีกระจายอยู่รอบเมือง
สอดคลอ้ งกบั การบ่งบอกเขตพทุ ธสถานของประเทศอนิ เดยี และเหตุการณ์ท่ี
พระเจ้าอโศกมหาราชทรงส่งพระสงฆ์มาเผยแผ่พระพุทธศาสนา 9 สาย
หน่งึ ในนนั้ คอื ดนิ แดนสวุ รรณภูมิ นอกจากน้ีบรเิ วณเขาพระทางตะวนั ตกของ
เมอื งอ่ทู อง มกี ารพบประตมิ ากรรมพระภกิ ษุ 3 รูป ครองจวี รห่มคลุมยนื อุม้
บาตร กาหนดอายุราวพุทธศตวรรษท่ี 12 - 16 และถอื เป็นหลกั ฐานการมี
พระสงฆท์ เ่ี ก่าทส่ี ดุ ในดนิ แดนสวุ รรณภูมอิ กี ดว้ ย

46. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. “'อู่ทอง' ไม่เคยรา้ ง.” สยามรฐั สปั ดาห์
วิจารณ์ 57, 3 (9 - 15 ตลุ าคม 2552): หน้า 47.
ผเู้ ขยี นไดส้ ารวจแหล่งโบราณคดบี รเิ วณลาน้าทวน-จระเขส้ ามพนั

โดยมเี มอื งอู่ทองเป็นศูนยก์ ลางร่วมกบั รองศาสตราจารย์สุรพล นาถะพนิ ธุ
ทงั้ น้ีผู้เขยี นได้รบั ผิดชอบในส่วนหลกั ฐานสมยั ประวตั ิศาสตร์ พบว่าเมอื ง
อู่ทองมหี ลกั ฐานมาตงั้ แต่สมยั ก่อนรบั วฒั นธรรมทางศาสนามาจากอนิ เดีย
ต่อเน่ืองมาถึงสมยั ทวารวดี สมยั หรภิ ุญไชย สมยั ขอมโบราณจนกระทงั่ ถึง
สมยั อยธุ ยา มใิ ช่ถูกทง้ิ รา้ งและเมอื งมขี นาดเลก็ ลงอย่างทเ่ี ขา้ ใจกนั ทวั่ ไป

หลกั ฐานทแ่ี สดงความสมั พนั ธก์ บั หรภิ ุญไชย เช่น เศยี รเทวดา และ
ยกั ษ์พบในเขตเมอื งอู่ทอง มคี วามใกลเ้ คยี งกบั งานช่างหรภิ ุญไชยกาหนด
อายุราว พ.ศ. 1600 – 1700 ส่วนหลักฐานท่ีแสดงความสัมพันธ์กับ
ขอมโบราณ เช่น ช้ินส่วนพระพุทธรูปบางองค์ท่ีพบในบริเวณเขารักษ์
อ.หว้ ยกระเจา จ.กาญจนบุรี ห่างออกไปตามลาน้าทวนทางทศิ ตะวนั ตกของ
เมอื งอทู่ อง เป็นพระพุทธรปู นาคปรกแบบขอมอายรุ าว พ.ศ. 1750 - 1850

หลกั ฐานทแ่ี สดงความสมั พนั ธ์กบั อยุธยา ได้แก่ บนยอดเขารกั ษ์
พบพระปรางค์กาหนดอายุอยู่ในช่วงต้นกรุงศรอี ยุธยา น่าจะสร้างข้ึนก่อน
พ.ศ. 2000 เป็นอย่างน้อย และยงั มหี ลกั ฐานของเจดยี ส์ มยั อยุธยาตอนปลาย
และกลมุ่ งานในสมยั รตั นโกสนิ ทรอ์ กี ดว้ ย

~ 224 ~

ในกลมุ่ ลาน้าทวนไดส้ ารวจพบชุมชนกอ่ นประวตั ศิ าสตรจ์ านวนมาก
แต่ไม่พบงานช่างแบบทวารวดี แต่พบงานช่างท่สี ่วนใหญ่เป็นงานในสมยั
ปลายของอยุธยา ในขณะท่ีบริเวณลาน้าจระเขส้ ามพนั รอบเมอื งอู่ทองมี
หลกั ฐานของเจดยี ส์ มยั อยุธยาตอนกลาง เช่นเจดียท์ รงระฆงั ทเ่ี ขาทาเทยี ม
หรืองานสมยั อยุธยาตอนปลาย เช่น กลุ่มเจดยี ์ท่เี ชงิ เขารกั ษ์ อย่างไรก็ดี
กลุ่มเจดยี ท์ ่พี บในบรเิ วณลาน้าจระเขส้ ามพนั และลาน้าทวนกม็ ลี กั ษณะร่วม
กันคือ การทาองค์ระฆงั เอวคอดซ่ึงไม่ปรากฏในงานหลวงของอยุธยา
แต่ปรากฏเฉพาะในพน้ื ทแ่ี ถบน้แี ละกล่มุ เจดยี ท์ เ่ี มอื งกาญจนบรุ ี

นอกจากน้ี ยงั พบงานช่างทม่ี ลี กั ษณะซอ้ นเหล่อื มกนั อยู่ เช่น ทว่ี ดั
พระป่ าเลไลยก์ อ.เมอื ง จ.สพุ รรณบุรี พบพระพุทธรูปศลิ ปะขอมแบบบายน
หรอื หลงั บายน (ท่เี รยี กว่า พระพุทธรูปแบบอ่ทู อง) หรอื ทเ่ี มอื งอู่ทองกพ็ บ
งานช่างทม่ี รี สนยิ มอยา่ งหรภิ ุญไชยทส่ี มั พนั ธอ์ ย่กู บั กลุม่ สพุ รรณบรุ ี

จากหลกั ฐานทงั้ หมดแสดงว่าร่องรอยการอย่อู าศยั ภายในเขตเมอื ง
อ่ทู องไม่ไดข้ าดหายไปหลงั พ.ศ. 1500 และเมอื งอ่ทู องไม่ได้มขี นาดเลก็ ลง
กลายเป็นชมุ ชนขนาดยอ่ มเน่อื งมาจากการเปลย่ี นแปลงเสน้ ทางการคา้ อย่าง
ท่ีเข้าใจกัน หากแต่มีปริมณฑลท่ีขยายไปนอกเมือง โดยพบหลักฐานท่ี
เก่ยี วเน่ืองกับหรภิ ุญไชย หรือกลุ่มงานช่างแบบท่นี ิยมอยู่ในฟากตะวนั ตก
ของแมน่ ้าเจา้ พระยา ชว่ งระหว่าง พ.ศ. 1600 - 1800 และงานช่างแบบขอม
พบกระจายตัวอยู่โดยตลอดลาน้าทวนและลาน้าจระเขส้ ามพนั โดยกลุ่ม
วฒั นธรรมขอมน่าจะมบี ทบาทในชว่ งหลงั พ.ศ. 1700

ดังนัน้ ในช่วงระยะเวลาการเส่ือมถอยของวัฒนธรรมทวารวดี
ชุมชนบรเิ วณลุ่มน้าจระเข้สามพนั คงมเี ครือข่ายท่เี หล่อื มซ้อนระหว่างสอง
กลุ่มขา้ งตน้ โดยน่าจะอย่ใู นเครอื ขา่ ยทางวฒั นธรรมและเศรษฐกจิ ของละโว้
เป็นสาคญั ในช่วงหลงั พ.ศ. 1700 จนกระทงั่ เม่อื “เสยี นรวมเขา้ กบั หลอฮู่”
ดงั ท่ปี รากฏในบันทึกของจีน จนเกิดเป็นกรุงศรอี ยุธยา คาว่า “เสยี น”ใน
ปัจจุบันนักวิชาการยอมรับว่าคงหมายถึง “สุพรรณบุรี” ส่วน “หลอฮู่”

~ 225 ~

หมายถึง “ละโว้” อย่างไม่ต้องสงสยั จงึ เรมิ่ ปรากฏงานช่างแบบอยุธยาใน
แถบลาน้าจระเขส้ ามพนั รอบเมอื งอ่ทู องและค่อยปรากฏงานช่างแบบอยุธยา
ตามลาน้าทวนทางทศิ ใตใ้ นเวลาต่อมา

47. จีราวรรณ แสงเพช็ ร.์ “การประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตสุ มยั
ทวารวดี.” ดารงวิชาการ 9, 1 (มกราคม – มิถนุ ายน 2553);
หน้า 20 – 32.
กล่าวถงึ การประดษิ ฐานพระบรมสารรี กิ ธาตุในวฒั นธรรมทวารวดี

ว่าเป็นจุดเรม่ิ ของการประดษิ ฐานพระบรมสารรี กิ ธาตุในประเทศไทย โดยมี
ทม่ี าจากอนิ เดยี และศรลี งั กา โดยแบ่งเน้อื หาเป็น 2 สว่ นไดแ้ ก่

1. ประวัติความเป็นมาและความสาคญั ของการประดิษฐาน
พระบรมสารรี กิ ธาตุของอนิ เดยี และศรลี งั กา โดยกล่าวถงึ การถวายพระเพลงิ
พุทธสรีระหลงั จากท่ีพระพุทธเจ้าทรงปรินิพพาน และการแบ่งพระบรม
สารรี กิ ธาตุภายหลงั จากการถวายพระเพลงิ รวมถึงวธิ กี ารและขนั้ ตอนการ
ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุในสมัยของพระเจ้าอชาตศัตรู ส่วนของ
ศรลี งั กากลา่ วถงึ สมยั พระเจา้ ทุฏฐคามณีทรงประดษิ ฐานพระบรมสารรี กิ ธาตุ
และรายละเอยี ดในการตกแต่งหอ้ งกรุ

2. การประดษิ ฐานพระบรมสารีรกิ ธาตุในวัฒนธรรมทวารวดี
โดยยกตวั อยา่ งสถปู 2 องค์ ไดแ้ ก่ สถปู หมายเลข 1 เมอื งคบู วั จ.ราชบรุ ี และ
พระธาตุนาดนู อ.นาดูน จ.มหาสารคาม ซง่ึ สถูปหมายเลข 1 เมอื งคูบวั นนั้ มี
รูปแบบของตัวสถูปและแผนผงั เหมือนกบั เจดยี ์หมายเลข 44 เมอื งอู่ทอง
นอกจากนัน้ สถูปทงั้ สองแห่ง (คูบวั และนาดูน) มรี ะเบียบการประดษิ ฐาน
พระบรมสารรี กิ ธาตุเหมือนกนั คอื นาพระบรมสารรี กิ ธาตุประดษิ ฐานตาม
แนวแกนกลางของสถูปในระดบั ลกึ จากพน้ื ดนิ มกี ารทาแผ่นหินหรอื แผ่นดนิ
เผามาปิดบนผอบใสพ่ ระบรมสารรี กิ ธาตุ ตวั ผอบทา 3 ชนั้ เหมอื นกนั ซง่ึ ท่ี
กลา่ วมาเป็นระบบดงั้ เดมิ ทป่ี รากฏในอนิ เดยี และศรลี งั กา

~ 226 ~

ภาพถ่ายเก่าอาคารบนวดั เขาทาเทยี ม เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สพุ รรณบุร)ี

~ 227 ~

ภาพถ่ายเกา่ พระเจดยี บ์ นวดั เขาทาเทยี ม เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ สพุ รรณบุร)ี

~ 228 ~

48. ประภสั สร์ ชวู ิเชียร. “หินตงั้ หินใหญ่ ภเู ขาศกั ดิส์ ิทธิท์ ีเ่ มืองอู่ทอง.”
สยามรฐั สปั ดาหว์ ิจารณ์ 59, 49 (24 - 30 สิงหาคม 2555): หน้า
46.
กล่าวถงึ การพบหนิ ตงั้ ทแ่ี นวเทอื กเขาหลงั เมอื งอู่ทอง คอื เขาพระ

เขารางกะปิด เขารางกะเปิด และพหุ างนาค มลี กั ษณะทใ่ี ช้แผ่นหนิ ขนาดเลก็
เรยี งซอ้ นกนั เป็นแท่นสงู กระจายตวั ตามยอดเขาสงู ต่า น่าจะสรา้ งขน้ึ เน่ืองใน
ความเชอ่ื เรอ่ื งภเู ขาศกั ดสิ์ ทิ ธแ์ ละหนิ ตงั้ ซง่ึ มมี าตงั้ แต่สมยั กอ่ นประวตั ศิ าสตร์
และยงั พบบางแห่งทเ่ี ป็นสถูปเจดยี เ์ น่ืองในพุทธศาสนา เพราะมรี ่องรอยการ
ก่ออฐิ มแี กลบขา้ วปนแบบอฐิ สมยั ทวารวดี

ความเช่ือเร่ืองภูเขาศักดิส์ ิทธิเ์ ป็ นส่วนหน่ึงของการนับถือ
หนิ กอ้ นใหญ่ (Megalith) ซง่ึ มมี าตงั้ แต่สมยั ก่อนประวตั ศิ าสตร์ จนถงึ สมยั ทม่ี ี
มนุษยม์ ศี าสนาขน้ึ เชน่ ความเชอ่ื เรอ่ื งสวยมั ภวู ลงึ ค์ หรอื กอ้ นหนิ ธรรมชาตทิ ่ี
มลี กั ษณะคลา้ ยอวยั วะเพศชาติ ถอื ว่าเป็นรปู ของพระศวิ ะในศาสนาฮนิ ดู เช่น
ลิงคบรรพต หรือภูเก้าอนั เป็นสถานท่ีตงั้ ของปราสาทวดั ภูในตอนใต้ของ
ประเทศลาว นอกจากน้ยี งั มกี ารพบในรูปของการปักหนิ ตงั้ หรอื เรยี งซอ้ นกนั
เพอ่ื เป็นจุดหมายตา เช่น แหลง่ ฝังศพ และมกี ารสลกั ซบั ซอ้ น เช่นการสลกั ให้
มรี ปู รา่ งคลา้ ยภาชนะดงั ไหหนิ ทพ่ี บทางตอนเหนอื ของลาว

สว่ นรอ่ งรอยทพ่ี บในเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใตม้ อี ย่ทู วั่ ไปโดยเฉพาะ
ในเขตภูเขาสูงทางตอนเหนือของไทยและลาว เช่น หินตงั้ แถบ จ.พะเยา
ซ่ึงน่าจะสัมพันธ์กับทางเชียงขวาง หัวพัน และซาเหนือของลาว และ
เกย่ี วเน่ืองกบั กลุ่มเพงิ หนิ -หนิ ตงั้ ทภ่ี ูพระบาท จ.อุดรธานี ซ่งึ มรี ่องรอยการ
สร้างมาตงั้ แต่สมยั ก่อนประวตั ศิ าสตรจ์ นถึงสมยั ประวตั ศิ าสตร์ จนกลายมา
เป็นใบเสมาในวฒั นธรรมทวารวดรี าว พ.ศ. 1300 - 1400 แลว้ แพร่กระจาย
ไปทวั่ ภาคอสี าน

~ 229 ~

ดงั นัน้ หนิ ตงั้ ทเ่ี ทอื กเขาหลงั เมอื งอ่ทู องจงึ น่าจะเป็นหลกั ฐานความ
ต่อเน่ืองในเร่ืองของภูเขาศักดิส์ ิทธิ-์ หินตัง้ ท่ีสืบเน่ืองมาตัง้ แต่สมัยก่อน
ประวตั ศิ าสตรถ์ งึ สมยั ทผ่ี ูค้ นรบั ศาสนามาจากอนิ เดยี แลว้ เช่นเดยี วกบั ทพ่ี บ
ในพน้ื ทอ่ี น่ื ๆ

49. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. “'ปุษยศิริ' เขากลางเมืองอู่ทอง
'สุวรรณภูมิ'.” สยามรฐั สัปดาห์วิจารณ์ 59, 49 (24 - 30
สิงหาคม 2555): หน้า 47.
ผู้เขยี นเสนอว่า พระโสณเถระและพระอุตตรเถระไม่เคยเดนิ ทาง

มายงั “สุวรรณภูมิ” ถึงแม้ว่าจะมีช่ือของพระเถระทงั้ สองอยู่ในจารึกของ
พระเจ้าอโศกเม่ือช่วง พ.ศ. 200 อกี ทงั้ มีการขุดค้นทางโบราณคดีพบ
พระธาตุของพระโสณเถระและพระอุตตรเถระทางตอนเหนือของอินเดีย
แต่จารึกของพระเจ้าอโศกไม่ได้กล่าวถึงการส่งมหาเถระทงั้ สองมาเป็น
สมณฑตู ทส่ี วุ รรณภมู ิ แตกต่างจากหลกั ฐานการสง่ สมณทตู ไปยงั ดนิ แดนอ่นื
ทจ่ี ารกึ ระบไุ วอ้ ย่างชดั เจน

ดงั นัน้ การทว่ี ดั เขาทาเทยี ม อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี อ้างว่าเป็นวดั
แห่งแรกในสุวรรณภูมิ จาก “จารกึ ปุษยคิริ” ท่พี บอยู่บนยอดเขาทาเทยี ม
มคี วามเช่อื มโยงกบั การสง่ สมณฑตู ของพระเจา้ อโศกนนั้ ไม่มคี วามน่าเช่อื ถอื
เน่ืองจากจารกึ ดงั กล่าวจารด้วยอกั ษรหลงั ปัลลวะ ภาษาสนั สกฤต กาหนด
อายไุ ดช้ ว่ ง พ.ศ. 1200 - 1300 หา่ งจากสมยั ของพระเจา้ อโศกกวา่ 1,000 ปี

นอกจากน้ีถ่นิ ฐานดงั้ เดมิ ของจารกึ หลกั น้ียงั ถูกบนั ทกึ ขอ้ มูลไว้ไม่
ชดั เจน ผูเ้ ขยี นมคี วามเห็นว่าเขาทาเทยี มเป็นเพยี งส่วนหน่ึงของเทอื กเขา
กลางเมอื งอ่ทู อง ซง่ึ ประกอบดว้ ยเขาพระ เขาพุหางนาค เขาทาเทยี ม และ
เขาถ้าเสอื อนั มรี ่องรอยหลกั ฐานของศาสนาผแี ละวฒั นธรรม “หนิ ตงั้ ” ในยุค
ก่อนรบั วฒั นธรรมศาสนาพุทธและพราหมณ์ ช่อื “ปุษยคริ ”ิ ในจารกึ จงึ ไม่ได้
หมายถงึ เฉพาะเขาทาเทยี ม แต่หมายถงึ เทอื กเขาทงั้ เทอื ก

~ 230 ~

50. ประภสั สร์ ชูวิเชียร. “เมืองอู่ทอง เมือ่ หลงั พ.ศ. 1500.” สยามรฐั
สปั ดาหว์ ิจารณ์ 59, 52 (14 - 20 กนั ยายน 2555): หน้า 46.
จากการขดุ ค้นทางโบราณคดที ่เี มอื งอ่ทู อง โดยศาสตราจารย์ชอง

บวสเซอลเิ ยร์ ช่วง พ.ศ. 2507 - 2509 พบว่าหลกั ฐานการอย่อู าศยั ของคนท่ี
เมอื งอู่ทองเรมิ่ เบาบางลงเม่อื เขา้ ส่พู ุทธศตวรรษท่ี 16 จากนัน้ เมอื งอ่ทู องก็
หมดความสาคญั ไปด้วยสาเหตุหลายประการ เช่น ชายทะเลเว้งิ อ่าวหน้า
เมอื งอู่ทองได้ถอยร่นลงไปทางใต้ตามการเปลย่ี นแปลงทางธรณีวทิ ยาเม่อื
ราว 1,000 ปีมาแลว้ ทาใหเ้ มอื งอ่ทู องตดิ ต่อกบั ภายนอกไดล้ าบากขน้ึ ส่งผล
ใหม้ กี ารเคล่อื นยา้ ยหาทส่ี รา้ งชุมชนใหม่ทเ่ี หมาะสมกว่า อาจเป็นบรเิ วณลุ่ม
น้าท่าจีน เพราะพบแหล่งโบราณคดีในวัฒนธรรมเขมร ช่วง พ.ศ. 1750
ทเ่ี นินทางพระ อ.สามชุก

ต่อมาราว พ.ศ. 1900 ผคู้ นแถบเมอื งอทู่ องอาจกลบั มาหนาแน่นขน้ึ
อกี ครงั้ จากการกระจายตวั เขา้ มาจากทางเมอื งสพุ รรณบุรอี นั เป็นเมอื งสาคญั
ในขณะนัน้ ส่วนหลักฐานของสงิ่ ก่อสร้างและโบราณวัตถุท่ีพบจากเจดีย์
หมายเลข 1 (วดั ปราสาทร้าง) นัน้ ช่วยยืนยนั ได้ว่ามีอายุในสมยั อยุธยา
ราว พ.ศ. 2100 ลงมา

นอกจากน้ีท่ีเขาทาเทยี มท่ีหลงั เมืองอู่ทองก็มีโบราณสถานสมัย
อยุธยาซอ้ นทบั ลงไปบนอาคารสถูปสมยั ทวารวดี เช่นเดยี วกบั เขาดสี ลกั ซง่ึ
อยทู่ างเหนือ มรี อยพระพุทธบาทและโบราณสถานสมยั อยุธยา-รตั นโกสนิ ทร์
สรา้ งอยู่ ดงั นนั้ เมอื งอทู่ องหลงั พ.ศ. 1500 คงไม่ไดเ้ ป็นกลายเป็นเมอื งรกรา้ ง
แต่มผี คู้ นอาศยั อย่อู ยา่ งเบาบาง แลว้ หนาแน่นอกี ครงั้ เม่อื เขา้ สสู่ มยั อยธุ ยา

51. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. “เมืองอ่ทู อง ไม่เกีย่ วกบั พระเจ้าอู่ทอง
ศิลปะอ่ทู อง และพระพทุ ธรปู อ่ทู อง.” สยามรฐั สปั ดาหว์ ิจารณ์
60, 3 (5 - 11 ตลุ าคม 2555): หน้า 47.

~ 231 ~

เมอื ง “อู่ทอง” เป็นช่อื ตงั้ ใหม่ เม่อื สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดารงราชา
นุภาพเสดจ็ เมอื ง “ท้าวอู่ทอง” เม่อื พ.ศ. 2446 ทรงมพี ระราชนิพนธ์ใน
หนังสอื นิทานโบราณคดี เร่อื งเมอื งอู่ทอง กล่าวถงึ ความสาคญั ของเมอื งน้ี
และเหตุท่ที ้งิ ร้างไปว่า พระเจา้ อู่ทองเสวยราชยท์ ่เี มืองท้าวอู่ทองก่อนเม่อื
โรคห่าระบาดในเมอื งพระเจา้ อ่ทู องจงึ พาผคู้ นยา้ ยไปสรา้ งกรุงศรอี ยุธยาเป็น
ราชธานแี ทน

เมอื งอ่ทู องทส่ี มเดจ็ ฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพทรงกล่าวถงึ เน้น
ถงึ ขอบเขตเมอื งโบราณทม่ี คี ูน้าคนั ดนิ ลอ้ มรอบเอาไวเ้ ป็นหลกั แต่หลกั ฐาน
ทางโบราณคดที พ่ี บเพม่ิ เตมิ ทาใหท้ ราบว่าอาณาบรเิ วณของเมอื งอ่ทู องยงั มี
ปรมิ ณฑลโดยรอบทงั้ ในเขตทร่ี าบและภูเขาต่างๆ แต่จากพระราชหตั ถเลขา
เร่อื งทา้ วอ่ทู อง เมอื งอ่ทู อง ในรชั กาลท่ี 5 มกี ารกล่าวถงึ เมอื งสุพรรณบุรวี ่า
ไมไ่ ดส้ รา้ งโดยพระเจา้ อ่ทู อง พระเจา้ อทู่ องทห่ี นีโรคห่าจงึ ไม่ใช่พระเจา้ อ่ทู อง
แหง่ กรงุ ศรอี ยธุ ยา สอดคลอ้ งกบั หลกั ฐานทางโบราณคดแี ละประวตั ศิ าสตรท์ ่ี
พบว่ ากรุ งศ รีอยุ ธย ามีพัฒนา กา รทา งเ ศรษ ฐกิจกา รเมือ ง มาจ าก รัฐล ะโ ว้
(ลพบุร)ี และรฐั สุพรรณภูมิ (สุพรรณบุร)ี ไม่เกย่ี วกบั เมอื งอู่ทอง ท่ี อ.อ่ทู อง
จ.สพุ รรณบุรี

นอกจากน้เี มอื งอ่ทู องไม่เคยรา้ ง เน่ืองจากมหี ลกั ฐานทบ่ี ่งบอกว่ามี
คนอยู่อาศัยต่อเน่ืองมาถึงสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ แต่ลดบทบาท
ความสาคญั ลง และกลายเป็นปรมิ ณฑลของเมอื งสพุ รรณ

ส่วนศิลปะอู่ทองและพระพุทธรูปอู่ทองก็ไม่เก่ียวกับช่ือเมือง
“อ่ทู อง” และ “พระพุทธรปู อ่ทู อง” กไ็ ม่มคี วามเกย่ี วขอ้ งกบั ช่อื เมอื ง “อ่ทู อง”
เน่ืองจากเมอื งอู่ทองอย่ใู นสมยั ทวารวดี ราว พ.ศ. 1000 - 1600 แต่ศลิ ปะ
อู่ทองและพระพุทธรูปอู่ทองมีอายุก่อนพระเจ้าอู่ทองสร้างกรุงศรีอยุธยา
(พ.ศ. 1893) ถึงช่วงต้นสมยั อยุธยา โดยสร้างตามงานช่างแบบขอมผสม
ทวารวดี ราว พ.ศ. 1800 - 2000 อกี ทงั้ เมอื งอู่ทองกไ็ ม่ใช่ศูนย์กลางของ
ศลิ ปะอ่ทู อง เพราะพบในแถบเมอื งสพุ รรณ-สรรคบุร-ี ชยั นาท มากกว่า ดงั นนั้

~ 232 ~

เมืองอู่ทองจึงไม่มีความเก่ียวข้องกับพระเจ้าอู่ทอง ศิลปะอู่ทอง และ
พระพุทธรปู อทู่ อง

52. รงุ่ โรจน์ ภิรมยอ์ นุกลู . “ปษุ ยคิริ: เขาศกั ดิส์ ิทธิข์ องเมืองอ่ทู อง.” ใน
เสวนาวิ ชาการทวารวดี อัพเดท! ทวารวดี จาก
ภ า ค ส น า ม . ป ทุ ม ธ า นี : ค ณ ะ ศิ ล ป ศ า ส ต ร์
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ศนู ยร์ งั สิต, 2556. หน้า 53 – 62.
ผู้เขียนได้แบ่งประเด็นท่ีสาคญั ออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็น

ประเดน็ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั หลกั ฐานทางดา้ นจารกึ ทพ่ี บท่ีเมอื งอู่ทอง เป็นจารกึ ท่ี
ปรากฏคาว่า “ปุษยคริ ”ิ โดยตคี วามจารกึ จากการวเิ คราะหด์ า้ นภาษาศาสตร์
รวมถึงแสดงความเห็นทางด้านความสาคญั ของการใช้คาว่า “ปุษยคิริ”
ใหเ้ ป็นช่อื ของสถานทส่ี าคญั ทม่ี คี วามสมั พนั ธก์ บั ชมพทู วปี

ประเดน็ ทส่ี องกล่าวถึงการตีความของสถานท่ที เ่ี รยี กว่า “ปุษยคริ ”ิ
ในจารกึ วา่ อยู่ทต่ี าแหน่งใดในเมอื งอ่ทู อง โดยผเู้ ขยี นไดเ้ สนอว่า เขาปุษยคริ ิ
น่าจะอยู่บริเวณแนวเขาหลังเมืองอู่ทอง ปัจจุบนั เรียกว่า “เขาทาเทียม”
เน่อื งจากเหตุผลหลายประการ คอื

1. ทางดา้ นภูมศิ าสตร์ พบว่าเป็นแนวเขาขนาดใหญ่ทส่ี ุดทใ่ี กลก้ บั
เมอื งอทู่ อง และถอื เป็นจดุ สงั เกตหรอื จดุ หมายตา (landmark)

2. จากการขดุ แต่งโบราณสถานเมอื งอ่ทู อง พบโบราณสถานขนาด
ใหญ่บรเิ วณเชงิ เขา รวมถงึ โบราณวตั ถุอกี เป็นจานวนมาก

53. สุภมาศ ดวงสกลุ . “การกาหนดอายุ “ทวารวดี” ข้อสงั เกตจาก
เมืองอู่ทอง.” ใน เสวนาวิชาการทวารวดี อพั เดท! ทวารวดี
จ า ก ภ า ค ส น า ม . ป ทุ ม ธ า นี : ค ณ ะ ศิ ล ป ศ า ส ต ร์
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ศนู ยร์ งั สิต, 2556. หน้า 63 – 71.

~ 233 ~

เน้ือหาในบทความทางผูเ้ ขยี นไดแ้ บ่งประเดน็ ออกเป็น 3 ประเดน็
ไดแ้ ก่

1. การศึกษาท่ีผ่านมาของวัฒนธรรมทวารวดี โดยใช้ข้อมูล
หลกั ฐานทางดา้ นโบราณคดที ม่ี กี ารศกึ ษามาก่อนหน้า รวมถงึ ภาพรวมของ
วฒั นธรรมทวารวดใี นเมอื งอทู่ อง

2. ชุมชนทวารวดกี บั เครอื ข่ายการขายสนิ คา้ ภายในและภายนอก
ภูมิภาคเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ และการพัฒนาการของเมืองอู่ทองจาก
ขอ้ มูลโบราณคดที ผ่ี ่านมา พบว่ากลุ่มคนในวฒั นธรรมทวารวดที ่เี มอื งอู่ทอง
มกี ารตดิ ต่อคา้ ขายกบั ปับกล่มุ คนอน่ื ๆ โดยใชห้ ลกั ฐานจากการขดุ คน้ ซง่ึ พบ
โบราณวตั ถุทร่ี ว่ มสมยั กบั แหล่งโบราณคดอี ่นื ๆ และเป็นวตั ถุทต่ี อ้ งนาเขา้ มา
จากภายนอกเพียงเท่านัน้ นอกจากนัน้ ยงั แบ่งลาดบั พฒั นาการของเมอื ง
อ่ทู องออกเป็น 6 ระยะ

3. ประเดน็ สาคญั คอื ผเู้ ขยี นไดก้ ล่าวถงึ พฒั นาการของเมอื งอ่ทู อง
และการกาหนดอายุท่ีผ่านมาของทวารวดีในเมืองอู่ทอง ซ่ึงเร่ิมในช่วง
พุทธศตวรรษท่ี 6 - 9 ซง่ึ เป็นช่วงระยะรอยต่อของชุมชนจากยุคเหลก็ เขา้ สู่
สมยั ทวารวดี เป็นระยะเวลาทไ่ี ม่ปรากฏหลกั ฐานทแ่ี น่ชดั อกี ทงั้ การกาหนด
อายุในปัจจุบนั ว่าวฒั นธรรมทวารวดเี รมิ่ ต้นท่พี ุทธศตวรรษท่ี 12 - 16
นนั้ น่าจะเหมาะสมกบั การอธบิ ายววิ ฒั นาการทางดา้ นศลิ ปะมากกว่าใช้ใน
แง่มุมทางโบราณคดี โดยอา้ งองิ มาจากขอ้ เสนอของแอนดรูว์ บาร์แรม และ
เอยี น โกลฟเวอร์ เรอ่ื งขอ้ คดิ เหน็ ใหมใ่ นการกาหนดอายสุ มยั ทวารวดี

54. สฤษด์ิพงศ์ ขนุ ทรง. “ทวารวดีกบั เส้นทางสายแพรไหมทางทะเล
ข้อสงั เกตจากเมืองนครปฐมและอู่ทอง.” ใน เสวนาวิชาการ
ทวารวดี อพั เดท! ทวารวดีจากภาคสนาม. ปทุมธานี: คณะ
ศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ศูนยร์ งั สิต, 2556.
หน้า 73 – 83.

~ 234 ~

เน้อื หาในบทความแบ่งออกเป็น 2 ประเดน็ หลกั ไดแ้ ก่
1. ขอ้ มลู ทางดา้ นเอกสารต่างๆ ทก่ี ล่าวถงึ ทวารวดี เช่น จดหมาย
เหตุของจนี บนั ทกึ ของหลวงจนี อจ้ี งิ แสดงว่าในสมยั ทวารวดมี กี ารตดิ ต่อกบั
จีนตัง้ แต่แต่ราชวงศ์สุย และส่งเคร่ืองราชบรรณาการถึง 3 ครัง้ ใน
สมยั ราชวงศ์ถัง ในบันทึกต่างๆ ยังกล่าวถึงช่ือทวารวดีไว้หลายช่อื เช่น
“โถวเหอหลวั ”, “โถโลโปต้”ี เป็นตน้ แสดงใหเ้ หน็ ถงึ การตดิ ต่อคา้ ขายกบั จนี
อย่างต่อเน่อื งในสมยั ทวารวดี
2. เคร่ืองถ้วยต่างชาติท่ีพบจากเมืองนครปฐมและเมืองอู่ทอง
จากการขุดค้นทางโบราณคดีท่ีเมืองนครปฐม พบช้ินส่วนเคร่ืองเคลือบ
3 ช้นิ ซ่งึ คาดว่าเป็นเคร่ืองถ้วยจีนสมยั ราชวงศ์ถัง ส่วนการขุดค้นท่เี มอื ง
อู่ทองพบช้นิ ส่วนเคร่อื งเคลือบสเี ขยี วหลายช้นิ ในสมยั ราชวงศ์ถงั เช่นกัน
อีกทัง้ ยังพบช้ินส่วนเคร่ืองเคลือบสีฟ้ าแกมเขียวแบบอาหรับหน่ึงช้ิน
นอกจากน้ี ยงั ขุดคน้ พบลูกปัดแกว้ สเี ดยี วเป็นจานวนมากจากทงั้ 2 เมอื ง
โบราณ แสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความรุ่งเรอื งทางการคา้ และการติดต่อกบั ต่างชาติ
ในสมยั ทวารวดี โดยผ่านเส้นทางสายแพรไหมทเ่ี ช่อื มต่อระหว่างทวารวดี
ศรวี ชิ ยั และชมุ ชนต่างๆ ภายนอกประเทศ

55. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. “ความเข้าใจผิดซ้าซากเกีย่ วกบั เมือง
อ่ทู อง.” สยามรฐั สปั ดาหว์ ิจารณ์ 61, 36 (23–29 พฤษภาคม
2557): หน้า 47 - 48.
เมอื งอทู่ อง เป็นเมอื งโบราณทม่ี อี ายุมากกว่า 2,000 ปี ในช่วงก่อน

พ.ศ. 500 คนทเ่ี มอื งน้นี บั ถอื ผี เน่ืองจากพบหนิ ตงั้ (Megalith) ตามเขาสาขา
ต่างๆ จนกระทงั่ พ.ศ. 500 กเ็ รม่ิ รบั อทิ ธพิ ลพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์
จากอนิ เดยี และต่อมาหนิ ตงั้ กถ็ กู ปรบั เปลย่ี นเป็นศาสนสถาน

~ 235 ~

เม่อื หลายสบิ ปีก่อนมโี ครงการระเบดิ เขารางกะปิดเพ่อื ทาหน้าผา
สลกั รปู พระพุทธปุษยครี ศี รสี วุ รรณภูมิ ตามคาว่า “ปุษยคริ ”ิ ทป่ี รากฏในจารกึ
บนเขาทาเทยี ม ซง่ึ เช่อื กนั ว่าเป็นช่อื ของทวิ เขาน้ีในสมยั ทวารวดชี ่วง พ.ศ.
1000 – 1500 โดยโครงการจะสลกั รปู พระพุทธรูปดว้ ยศลิ ปะสกุลช่างอ่ทู อง
ตามความพอ้ งกนั ของช่อื เมอื ง ซง่ึ เป็นความเขา้ ใจผดิ 2 ประการคอื

1. ศลิ ปะอู่ทอง เป็นช่อื สกุลช่างในสมยั อยุธยาหรอื ก่อนหน้านัน้
เลก็ น้อย ไมเ่ กย่ี วขอ้ งกบั เมอื งอทู่ อง

2. เมอื งอู่ทองเป็นช่อื ใหม่ท่ีสมเดจ็ ฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ
ตัง้ ข้ึน ไม่ได้เป็ นช่ือเมืองเดิม และไม่เก่ียวข้องกับพระเจ้าอู่ทอง และ
พระพุทธรปู สกลุ ช่างอ่ทู อง

56. ตรงใจ หตุ างกรู . “การตีความใหม่เรือ่ งขอบเขตแนวชายฝัง่ ทะเล
โบราณสมยั ทวารวดี บนทีร่ าบภาคกลางตอนล่าง.” ดารง
วิชาการ 13, 1 (มกราคม – มิถนุ ายน 2557): หน้า 11 – 44.
กล่าวถึงการตคี วามขอบเขตแนวชายฝัง่ ทะเลโบราณสมยั ทวารวดี

บนทร่ี าบภาคกลางตอนล่าง ซง่ึ เคยนาเสนอมาก่อนหน้าแลว้ จากการศกึ ษา
ของ ผ่องศรี วนาสนิ และ ทวิ า ศุภจรรยา ทก่ี ล่าวถึงการเช่อื มโยงร่องรอย
การรุกเขา้ ท่วมของน้าทะเลในสมยั โบราณ ทาให้เกดิ การตัง้ เมอื งท่าคา้ ขาย
สมยั ทวารวดี เช่นเมอื งอ่ทู อง ในบทความน้ไี ดว้ เิ คราะหเ์ ร่อื งดงั กล่าวใหม่และ
สามารถสรุปประเดน็ ไดด้ งั ต่อไปน้ี

1. จากการศกึ ษาพบว่า แนวชายฝัง่ ทะเลในสมยั ทวารวดไี ม่ไดเ้ วา้
ลกึ เขา้ ไปในแผ่นดนิ ปัจจุบนั แบบท่เี คยเช่อื กนั มา แต่ในระยะเวลานัน้ แนว
ชายฝัง่ ทะเลได้เคล่ือนตัวลงมาอยู่ในพ้ืนท่ีระหว่างกรุงเทพมหานครกับ
สมุทรปราการ ซง่ึ ไมต่ ่างจากสภาพในปัจจุบนั ดงั นนั้ จงึ เกดิ พน้ื ทร่ี าบอนั กวา้ ง
ใหญ่ระหวา่ งทต่ี งั้ เมอื งของทวารวดกี บั แนวผนื ป่ าชายเลน พน้ื ทร่ี าบดงั กล่าว
น้ีมสี ภาพนิเวศแบบทร่ี าบน้าท่วมตามฤดูกาล จงึ ไม่เหมาะแก่การตงั้ ถน่ิ ฐาน

~ 236 ~

เหตุน้ีเมืองโบราณอู่ทองจงึ ไม่ใช่เป็นเมืองท่าค้าขายชายทะเลแบบท่ีเคย
เขา้ ใจกนั มากอ่ น

2. เม่ือเมืองอู่ทองไม่ใช่เมืองท่าชายทะเลแล้ว เมืองอู่ทองจะมี
การค้าขายอย่างไร จากประเด็นน้ีผู้เขยี นได้กล่าวว่า เมืองท่เี จรญิ ขน้ึ จาก
การคา้ ขายนนั้ ไม่จาเป็นตอ้ งเป็นเมอื งท่าชายทะเล แต่แค่เมอื งนนั้ มเี สน้ ทาง
ออกสทู่ ะเลดว้ ยแม่น้าสายใหญ่กเ็ พยี งพอแลว้ โดยเปรยี บกบั กรุงศรอี ยุธยาท่ี
มแี ม่น้าสายใหญ่ไหลลงสทู่ ะเลกเ็ ป็นเสน้ ทางการคา้ ในสมยั นนั้ ไดเ้ ช่นเดยี วกนั

~ 237 ~

บทที่ 5
“เมอื งโบราณอ่ทู อง”
ข้อมูลจากงานค้นควา้ วิจยั

ความน่าสนใจของเมอื งอู่ทองสามารถสงั เกตได้อกี ทางหน่ึงจาก
ปรมิ าณงานคน้ คว้าวจิ ยั ท่จี ดั ทาในรูปแบบของสารนิพนธห์ รอื วทิ ยานิพนธ์
ของนักศกึ ษาในระดบั ปรญิ ญาตรี ปรญิ ญาโท และปรญิ ญาเอก ซง่ึ ส่วนใหญ่
เป็นบณั ฑติ ของภาควชิ าโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร
มจี านวนทงั้ สน้ิ 22 เรอ่ื ง ดงั น้ี

1. ปริวาท ทรรศนสฤษด์ิ. “สุวรรณภมู ิ.” สารนิ พนธ์ปริญญาศิลป
ศาสตรบณั ฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลยั
ศิลปากร, 2515.
กล่าวถึงปัญหาในการระบุทต่ี งั้ ของดนิ แดนสุวรรณภูมิ โดยศกึ ษา

ตาแหน่งท่ีตัง้ ของสุวรรณภูมิจากเอกสารโบราณ ทัง้ คัมภีร์ทางศาสนา
จดหมายเหตุกรกี -โรมนั จดหมายเหตุจนี รวมถงึ เอกสารทเ่ี คยกล่าวอา้ งถงึ
สวุ รรณภมู ใิ นเขตมอญทางตอนใตข้ องประเทศพมา่ และฝ่ายไทย

ขอ้ สรุปคอื เมอื งสะเทมิ ของมอญไม่น่าจะเป็นสวุ รรณภูมิ เน่ืองดว้ ย
สภาพภูมปิ ระเทศไมอ่ านวย ชายฝัง่ ทะเลคบั แคบ ไมพ่ บวา่ มบี นั ทกึ ทก่ี ล่าวถงึ
เรอื สนิ คา้ ขนาดใหญ่เขา้ มาจอดเทยี บทอ่ี า่ วเมาตะมะ รวมไปถงึ ดนิ แดนแถบน้ี
ยงั ไม่มสี นิ คา้ พเิ ศษ และจดหมายเหตุกรกี -โรมนั กก็ ล่าวว่าชนแถบน้ียงั เป็น
คนป่ าอยู่

สว่ นดนิ แดนใต้แหลมมลายนู นั้ น่าจะมคี วามสาคญั ในฐานะเมอื งท่า
มากกว่าศูนยก์ ลางการปกครอง อกี ทงั้ ทางใตส้ ุดของแหลมมลายใู นขณะนัน้
ยงั ตกอยใู่ นอทิ ธพิ ลของอาณาจกั รฟูนัน และมลี กั ษณะเป็นเกาะแก่งไม่สะดวก
ในการตงั้ ตวั เป็นปึกแผ่น จงึ ไม่เหมาะท่จี ะเป็นสุวรรณภูมิ ดงั นัน้ ดนิ แดนท่ี

~ 238 ~

เหมาะสมท่จี ะเป็นสุวรรณภูมิได้กค็ อื ดินแดนในท่รี าบภาคกลางของไทย
แต่ยงั ไมส่ ามารถระบุไดแ้ น่ชดั ว่าอยทู่ ต่ี าแหน่งใด

ในส่วนทก่ี ล่าวถงึ เมอื งอู่ทองนัน้ เป็นการตงั้ ขอ้ สงั เกตเก่ยี วกบั ช่อื
เมืองต่างๆ ในภาคกลาง เช่น อ่างทอง อู่ทอง สุพรรณบุรี กาญจนบุรี
ซง่ึ แสดงถงึ ความเกย่ี วเน่อื งกนั อนั อาจเป็นถนิ่ ทต่ี งั้ ของสวุ รรณภูมกิ ไ็ ด้

2. วัฒนา สุภวัน. “การศึกษาโครงกระดูกทีไ่ ด้จากการขุดค้น
แหล่งโบราณคดีทัพหลวง คุ้งข้ีเหลก็ อู่ทอง ซับจาปา และ
โคกพนมดี.” วิทยานิ พนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต
(สาขาโบราณคดีสมัยประวัติ ศาสตร์) บัณฑิ ตวิ ทยาลัย
มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2529.
ศกึ ษาลกั ษณะโครงรา่ งของประชากรสมยั ทวารวดวี า่ มคี วามเหมอื น

หรือแตกต่างจากโครงกระดูกของคนไทยปัจจุบนั อย่างไร โดยศกึ ษาจาก
โครงกระดกู ทพ่ี บในแหล่งโบราณคดสี มยั ทวารวดี 5 แห่ง คอื

1. แหลง่ โบราณคดที พั หลวง อ.เมอื ง จ.นครปฐม
2. แหลง่ โบราณคดคี งุ้ ขเ้ี หลก็ อ.กาแพงแสน จ.นครปฐม
3. แหลง่ โบราณคดี อ.อทู่ อง จ.สพุ รรณบุรี
4. แหล่งโบราณคดซี บั จาปา อ.ชยั บาดาล จ.ลพบุรี
5. แหล่งโบราณคดโี คกพนมดี อ.พนสั นคิ ม จ.ชลบรุ ี
การศึกษาใช้วิธีทางมานุษยวิทยากายภาพในการวิเคราะห์และ
เปรียบเทียบกับผลการศึกษาของรองศาสตราจารย์นายแพทย์ สรรใจ
แสงวิเชียร ท่ีศึกษากะโหลกคนไทย พบว่าลักษณะต่างๆ ท่ีวัดได้ของ
โครงกระดูกจากแหล่งโบราณคดีข้างต้นอยู่ในค่าเฉล่ียของขนาดกระดูก
คนไทยในปัจจุบนั โดยเฉพาะการศึกษาส่วนกะโหลกท่สี ามารถใช้ศึกษา
ถงึ เช้อื ชาติได้ พบว่าโครงกระดูกในสมยั ทวารวดีเป็นคนเช้อื ชาตเิ ดียวกบั
คนปัจจุบนั

~ 239 ~

เศยี รประตมิ ากรรมปนู ปัน้
จดั แสดงอย่ทู พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ อ่ทู อง

~ 240 ~

พระพทุ ธรปู สารดิ ศลิ ปะทวารวดี
จดั แสดงอย่ทู พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ อ่ทู อง

~ 241 ~

3. จตรุ พร เทียมทินกฤต และคณะ. “การศึกษาบทบาทของเมืองโบราณ
อู่ทอง ความสัมพันธ์กับชุมชนโบราณใกล้เคียง ช่วงก่อน
พุทธศตวรรษที่ 19.” เอกสารประกอบการสัมมนาตาม
หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิ ต (โบราณคดี) คณะ
โบราณคดี มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2535.
เอกสารฉบบั น้ีจดั ทาขน้ึ เพ่อื ศกึ ษาเมอื งโบราณอู่ทองในภาพรวม

โดยการรวบรวมข้อมูลท่ีมีผู้ศึกษามาก่อนแล้ว รวมถึงการสารวจแหล่ง
โบราณคดีเพ่ิมเติม โดยพบว่าพ้ืนท่ีเมืองอู่ทองมีผู้คนมาอยู่อาศยั ตัง้ แต่
สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ยุคปลายของสมัยหินใหม่–ยุคโลหะ ดังได้พบ
ขวานหินขดั กระจายในเขตพ้นื ท่บี ้านนาลาว บ้านดอนยายก่อย และบ้าน
ท่าม่วง เป็นต้น เน่ืองจากเมืองโบราณอู่ทองมแี ม่น้าสายสาคญั คือ ลาน้า
จระเขส้ ามพนั เชอ่ื มต่อกบั แม่น้าเจา้ พระยาและอ่าวไทย ทาใหม้ ชี าวต่างชาติ
เดนิ ทางมาถงึ เมอื งโบราณอู่ทอง ส่งผลให้เมอื งโบราณแห่งน้ีมพี ฒั นาอย่าง
ต่อเน่อื ง ดงั น้ี

1. ช่วงพุทธศตวรรษท่ี 8 – 10 มกี ารตดิ ต่อกบั ต่างประเทศ ดงั ได้
พบพระพทุ ธรปู ศลิ ปะอมราวดจี ากอนิ เดยี ภาคใต้ หรอื เหรยี ญโรมนั

2. ช่วงพุทธศตวรรษท่ี 11 – 13 เกดิ รฐั ทวารวดขี น้ึ ซง่ึ เป็นการ
ผสมผสานของวฒั นธรรมอินเดยี กบั วัฒนธรรมพ้นื เมือง เห็นได้จากจารึก
พระเจา้ หรรษวรมนั ทแ่ี สดงถงึ ระบอบการปกครองทร่ี บั อทิ ธพิ ลมาจากอนิ เดยี
อกี ทงั้ ในชว่ งเวลาดงั กล่าวไดพ้ บพุทธศาสนวตั ถุเป็นจานวนมาก ซง่ึ แสดงถงึ
ความเป็นศนู ยก์ ลางทางศาสนาของเมอื งโบราณอ่ทู อง

3. ช่วงพุทธศตวรรษท่ี 14 – 16 พบโบราณวตั ถุทส่ี มั พนั ธก์ บั
ศรวี ชิ ยั และเมอื งอทู่ องกค็ อ่ ยๆ ลดความสาคญั ลง เพราะพบหลกั ฐานในช่วง
พุทธศตวรรษท่ี 16 เพยี งเลก็ น้อย

~ 242 ~

4. ภายหลงั ช่วงพุทธศตวรรษท่ี 16 แมจ้ ะไม่ได้มบี ทบาทมาก แต่ก็
ยงั มกี ารอยู่อาศยั ของผูค้ น ดงั ได้พบประติมากรรมศลิ ปะเขมรสมยั บายน
(ชว่ งพุทธศตวรรษท่ี 18) และเมอื งอ่ทู องกย็ งั คงมกี ารอย่อู าศยั อย่างต่อเน่ือง
ตงั้ แต่สมยั สโุ ขทยั อยธุ ยา จนกระทงั่ ถงึ ปัจจบุ นั

4. นิรฒุ เอ่ียมสกลุ . “พฒั นาการก่อนเป็ นเมืองอ่ทู องในพทุ ธศตวรรษ
ที่ 11.” สารนิ พนธ์ปริญญาศิลปศาสตรบณั ฑิต (โบราณคดี)
คณะโบราณคดี มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2537.
ศึกษาพฒั นาการของชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ในลุ่มน้าจระเข้

สามพันกบั เมืองอู่ทอง จากสภาพภูมิศาสตร์และหลกั ฐานทางโบราณคดี
โดยศึกษาถึงรูปแบบการพฒั นาของชุมชน เทคโนโลยี สภาพสงั คม และ
ความสมั พนั ธ์ของชุมชนก่อนประวตั ิศาสตร์ร่วมสมยั ในบริเวณใกล้เคียง
ตลอดจนศึกษาปัจจยั ท่ีมีผลต่อพัฒนาการของชุมชนก่อนประวัติศาสตร์
จนกระทงั่ พฒั นาเป็นชมุ ชนเมอื ง ทงั้ น้ีไดศ้ กึ ษาและรวบรวมขอ้ มูลทเ่ี กย่ี วขอ้ ง
กบั ชมุ ชนก่อนประวตั ศิ าสตรล์ ุ่มน้าจระเขส้ ามพนั และเมอื งอ่ทู องจากเอกสาร
แผนท่ี ภาพถ่ายทางอากาศ และการสารวจภาคสนาม

จากการศกึ ษาพบว่า ปัจจยั หลกั ท่มี ีผลต่อการพฒั นาชุมชนก่อน
ประวตั ศิ าสตรเ์ ขา้ สสู่ มยั ประวตั ศิ าสตรค์ อื ลาน้าจระเขส้ ามพนั ทเ่ี ป็นเสน้ ทาง
คมนาคมในการตดิ ต่อกบั ชุมชนภายนอกและชุมชนภายใน แหล่งโบราณคดี
ทอ่ี ยู่รมิ น้าจะมพี ฒั นาการจนถึงสมยั ประวตั ิศาสตร์ เช่น บ้านนาลาว บ้าน
ท่ามว่ ง และเมอื งอทู่ อง สว่ นทอ่ี ยรู่ มิ สาขาแมน่ ้านนั้ จะปรากฏหลกั ฐานเฉพาะ
ในสมยั ประวตั ิศาสตร์ หรืออาจละท้ิงถิ่นฐานก่อนเข้าสู่สมยั ทวารวดี และ
เคลอ่ื นยา้ ยมาอย่ตู ามลาน้าจระเขส้ ามพนั

จากหลกั ฐานโบราณวตั ถุและโบราณสถานช้ใี ห้เห็นว่าอาจมกี าร
แบ่งหน้าทห่ี รอื ชนชนั้ ของชุมชน เพราะในขณะทช่ี ุมชนก่อนประวตั ศิ าสตรท์ ่ี
เมอื งอทู่ องเรมิ่ พฒั นาไปสชู่ ุมชนทม่ี คี นู ้าคนั ดนิ ลอ้ มรอบแลว้ แต่ชุมชนโบราณ

~ 243 ~

บา้ นท่าม่วงและบ้านนาลาวกลบั เป็นหมู่บา้ นทม่ี ขี นาดใหญ่ แต่กม็ ไิ ดม้ คี ูน้า
คนั ดนิ ลอ้ มรอบ สองชุมชนน้นี ่าจะอยภู่ ายใตอ้ านาจของเมอื งอ่ทู อง หรอื อย่าง
น้อยก็มีการแบ่งระดับของชุมชน คือระดับเมืองกับระดับชุมชนหมู่บ้าน
โดยพิจารณาจากการท่ีขนาดเมืองอู่ทองมีขนาดใหญ่ แต่มีโบราณสถาน
จานวนมากทาใหม้ พี น้ื ทท่ี ากนิ น้อย เมอื งโบราณอ่ทู องจงึ อาจเป็นทอ่ี ย่อู าศยั
ของชนชนั้ สูงหรอื นักบวช นอกจากน้ีอานาจของเมอื งอู่ทองควรอยู่บรเิ วณ
ลุ่มน้าจระเขส้ ามพนั อาจเน่ืองมาจากตาแหน่งของเมอื งโบราณอู่ทองตงั้ อยู่
ตรงตาแหน่งทค่ี ุมเสน้ ทางคมนาคมทใ่ี ชต้ ดิ ต่อทงั้ ภายในและภายนอกได้

5. บณั ฑิต ทองอร่าม. “การวิเคราะหล์ ูกปัดทีไ่ ด้จากการขดุ ค้นทาง
โบราณคดีที่ อ.อ่ทู อง จ.สพุ รรณบรุ ี ปี พ.ศ. 2541.” สารนิพนธ์
ปริญญาศิลปศาสตรบณั ฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี
มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2541.
ศกึ ษาลกู ปัดทพ่ี บจากการขุดคน้ ทางโบราณคดใี นพพิ ธิ ภณั ฑสถาน

แห่งชาติ อู่ทอง ดาเนินการโดยภาควชิ าโบราณคดี เม่อื เดอื นมนี าคม พ.ศ.
2541 ลูกปัดทน่ี ามาศกึ ษาพบทงั้ ในหลุมขุดคน้ และจากการร่อนดนิ จานวน
248 ลูก โดยจัดจาแนกลูกปัดด้วยการวัดขนาดและบันทึกข้อมูลต่างๆ
เพอ่ื ศกึ ษาการกระจายตวั ของลกู ปัดแต่ละชนิดในแต่ละชนั้ ดนิ ของหลุมขดุ คน้
รูปแบบของลูกปัด เทคโนโลยใี นการผลติ ลูกปัด และตีความความสมั พนั ธ์
ระหว่างชุมชนโบราณอ่ทู องกบั ชมุ ชนอน่ื ๆ

จากการศกึ ษาลูกปัด 248 ลูก มลี กู ปัดทไ่ี ม่สามารถแบ่งกลุ่มแยก
ประเภทไดเ้ น่ืองจากชารุด 28 ลูก และสามารถแยกประเภทได้ 220 ลูก
โดยแบ่งเป็น

~ 244 ~

1. ลกู ปัดแบบกลม พบจานวนมากทส่ี ดุ
2. ลกู ปัดแบบรี
3. ลกู ปัดรปู ไข่
4. ลกู ปัดกลมและแบน
5. ลกู ปัดรปู สเ่ี หลย่ี ม
6. ลกู ปัดและของหอ้ ยคอรปู วงแหวนและวงลอ้
7. ลกู ปัดและของหอ้ ยคอทาจาก (หรอื เลยี นแบบ) เปลอื กหอย
8. ลกู ปัดและของหอ้ ยคอทท่ี าเป็นรปู (หรอื ทาจากกระดกู ) สตั ว์
9. ลกู ปัดรปู คลา้ ยกระดุม
10. ลกู ปัดแบบเช่อื มตดิ กนั
11. ลกู ปัดทท่ี าเป็นจุด/ลกู ปัดมตี า และของหอ้ ยคอมตี ารปู วงกลม
ในการศกึ ษาพบว่ามลี ูกปัดสเี ขยี ว สฟี ้า สแี ดง สสี ม้ สนี ้าเงนิ สดี า
สเี หลือง และสนี ้าตาล วสั ดุท่ใี ช้ในการผลติ ได้แก่ แก้ว หนิ เปลอื กหอย
กระดูกปลา และกระดองเต่า ส่วนเทคนิคหลกั ท่ใี ช้ในการผลิตลูกปัดแก้ว
ไดแ้ ก่ การพนั ลวด การทาเป็นหลอด และการพบั ทบ
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างลูกปั ดท่ีศึกษากับลูกปั ดท่ีแหล่ง
โบราณคดดี งละคร จ.นครนายก และดงศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจนี บุรี มีความ
คลา้ ยคลงึ กนั มาก ทงั้ ในดา้ นรปู แบบ วตั ถุดบิ และเทคโนโลยกี ารผลติ จงึ อาจ
สนั นิษฐานได้ว่าชุมชนโบราณทงั้ 3 แห่งน้ีมคี วามสมั พนั ธ์กนั ในด้านการ
คา้ ขายแลกเปลย่ี นสนิ คา้ ทงั้ 3 ชุมชนอาจตดิ ต่อสมั พนั ธ์กบั ชุมชนภายนอก
หรอื มชี ุมชนทเ่ี ป็นเมอื งท่าในการรบั สนิ คา้ และเม่อื พจิ ารณาสภาพแวดลอ้ ม
ทางภูมศิ าสตร์ ประกอบกบั การทย่ี งั ไม่พบแหล่งผลติ ลกู ปัดหรอื หลกั ฐานท่ี
เกย่ี วกบั การผลติ ลกู ปัด ทาให้มขี อ้ สนั นิษฐานว่าชุมชนโบราณอู่ทองมคี วาม
เหมาะสมเป็นเมอื งท่ามากทส่ี ดุ

~ 245 ~


Click to View FlipBook Version