The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เมืองโบราณอู่ทอง บรรณนิทัศน์ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by จักรวาลมนุษย์, 2023-11-02 12:37:09

เมืองโบราณอู่ทอง บรรณนิทัศน์ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี

เมืองโบราณอู่ทอง บรรณนิทัศน์ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี

เมืองโบราณอู่ทอง บรรณนิทัศน์ ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี


เมืองโบราณอ่ทูอง บรรณนิทศัน์ด้านประวตัิศาสตรแ์ละโบราณคดี จัดท ำโดย ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร บรรณำธิกำร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สฤษดพิ์งศ์ขนุทรง กองบรรณำธิกำร นางสาววิภาดา อ่อนวิมล นายวรพงศ์ อภินันทเวช นางสาวนัยนา มั่นปาน นายอริย์ธัช นกงาม นางสาวเมลดา มณีโชติ นายกานต์ภพ ภิญโญ นางสาวสิริยุพน ทับเป็นไทย นายเจตวร บัวจรูญ นางสาวสุกัญญา เลิศวินิจนันท์ ถ่ายภาพ ออกแบบปก-รูปเล่ม และพิสูจน์อักษร: สฤษดพิ์งศ์ขนุทรง ภาพหน้าปก: ชิ้นส่วนดินเผาภาพพระภิกษุสงฆ์อุ้มบาตร พบที่เมืองโบราณอู่ทอง ก าหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 9 หรือ 10-11 นับเป็นโบราณวัตถุชิ้นส าคัญที่น าไปสู่การตั้งข้อสันนิษฐานเรื่องอายุสมัยของเมือง และร่องรอยของการประดิษฐานพระพุทธศาสนาระยะแรกเริ่มในดินแดนไทย พิมพ์ครั้งแรก: พฤษภาคม 2558 จ านวนพิมพ์: 1,000 เล่ม ISBN: 978-974-641-559-0 พิมพ์ที่: บริษัท เปเปอร์เมท (ประเทศไทย) จ ากัด 335 ถนนพัฒนาการ แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร 10250 โทรศัพท์: 02-320-3644 โทรสาร: 02-320-3642 http://www.pim-book.com, http://www.papermatethailand.com


ค าน า ด้วยเหตุที่องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยว อย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. (DASTA) ได้สนับสนุนงบประมาณ ให้กับภาควิชาโบราณคดีในการค้นคว้าวิจัยเรื่องเมืองโบราณอู่ทอง จังหวัด สุพรรณบุรี ภาควิชาจึงน าเสนอโครงการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลทางโบราณคดี เมืองอู่ทองขึ้น โดยในปี2558 นี้มุ่งเน้นไปที่งานรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับ เมืองอู่ทอง และการขุดค้นภายในเขตเมืองโบราณ ส าหรับหนังสือเล่มนี้เป็นการจัดท าบรรณนิทัศน์จากเอกสารที่ ตีพิมพ์เผยแพร่นับตั้งแต่ พ.ศ. 2494 จนถึง พ.ศ. 2557 รวม 128 ฉบับ โดยเน้นที่เอกสารภาษาไทยเป็นหลัก (ด้วยข้อจ ากัดด้านระยะเวลา) เพื่อใช้ เป็นฐานข้อมูลในการค้นคว้าวิจัยในอนาคต และมุ่งหวังให้เกิดความรู้ความ เข้าใจแก่ผู้สนใจโบราณคดีเมืองอู่ทองและสมัยทวารวดีโดยทั่วไปด้วย ภาควิชาโบราณคดีขอขอบพระคุณองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่ พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ที่เล็งเห็นความส าคัญ ของการด าเนินงานทางวิชาการโบราณคดี ตลอดจนผู้มีส่วนช่วยเหลือใน การจัดท าเอกสาร ได้แก่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ที่เอื้อเฟื้ อ ภาพถ่ายเก่าและอนุญาตให้ถ่ายภาพโบราณวัตถุได้อย่างสะดวก หอจดหมาย เหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรีที่อนุเคราะห์ภาพถ่ายและเอกสารโบราณอัน ทรงคุณค่า ศาสตราจารย์ เกียรติคุณ ดร.ผาสุข อินทราวุธ รองศาสตราจารย์ มยุรี วีระประเสริฐ รองศาสตราจารย์ ดร.รัศมี ชูทรงเดช และผู้ช่วย ศาสตราจารย์ ดร.จิรัสสา คชาชีวะ ส าหรับข้อเสนอแนะและก าลังใจที่มีค่ายิ่ง รวมทั้งศิษย์เก่าและนักศึกษาคณะโบราณคดี (ในฐานะกองบรรณาธิการ) ที่ช่วยกันรวบรวมข้อมูล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สฤษดพิ์งศ์ขุนทรง หัวหน้าภาควิชาโบราณคดีในฐานะหัวหน้าโครงการ


สารบัญ บทที่ หน้า 1 “เมืองโบราณอู่ทอง” จากข้อมูลหลักฐานทางโบราณคดี 1 2 “เมืองโบราณอู่ทอง” ประมวลผลการขุดศึกษาทาง โบราณคดี 27 3 “เมืองโบราณอู่ทอง” ข้อมูลจากหนังสือต่างๆ 63 4 “เมืองโบราณอู่ทอง” ข้อมูลจากบทความในวารสารและ หนังสือต่างๆ 144 5 “เมืองโบราณอู่ทอง” ข้อมูลจากงานค้นคว้าวิจัย 238 6 สรุปประเด็นศึกษาด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี เรื่องเมืองโบราณอู่ทอง 285 ภาคผนวก 1 สรุปรายการเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้องกับ การศึกษาเมืองโบราณอู่ทอง 299 ภาคผนวก 2 เอกสารส าคัญ “เรื่องเมืองอู่ทอง” จากรายงาน เสด็จตรวจราชการเมืองสุพรรณบุรี 315 ภาคผนวก 3 เอกสารส าคัญ “เมืองอู่ทองและความส าคัญ ของเมืองอู่ทองในประวัติศาสตร์ไทย” 321 ภาคผนวก 4 รายละเอียดโครงการเพื่อเสนอของบประมาณ สนับสนุนจาก องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่ พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การ มหาชน) 329 ภาคผนวก 5 รายชื่อคณะท างาน 333


~ 1 ~ บทที่ 1 “เมืองโบราณอ่ทูอง” จากข้อมูลหลักฐานทางโบราณคดี เมืองอู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เป็นเมืองโบราณที่มีความส าคัญ ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ความส าคัญนี้อาจเริ่มต้นจากการที่มีชื่อพ้อง กันโดยบังเอิญกับพระนามของพระเจ้าอู่ทอง หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี แม้ว่าปัจจุบันแนวคิดเรื่องพระเจ้า อู่ทองเสด็จมาจากเมืองโบราณอู่ทองจะไม่เป็นที่ยอมรับแล้ว แต่เมืองอู่ทอง ก็ยังมีความส าคัญอย่างแท้จริงจากการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีและ ศิลปกรรมทางศาสนาเป็นจ านวนมาก ผลจากการศึกษาตั้งแต่ระยะแรกโดยสมเด็จฯ กรมพระยาด ารง ราชานุภาพ เมื่อ พ.ศ. 2446 รวมถึงการส ารวจและขุดแต่งโบราณสถาน ของกรมศิลปากร น าโดยนายสมศักดิ์รัตนกุล และศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลิเยร์ (Jean Boisselier) ผู้เชี่ยวชาญชาวฝรั่งเศสในช่วง พ.ศ. 2506 – 2509 ตลอดจนการท างานในช่วงหลังจากนั้นก็ค่อยๆ ท าให้ภาพอดีตของ เมืองอู่ทองมีความชัดเจนมากขึ้นตามล าดับ ลักษณะทางกายภาพของเมืองโบราณอ่ทูอง เมืองอู่ทอง ตั้งอยู่ที่เส้นละติจูด 14˚22´10´´ เหนือ ลองติจูด 99˚53´12´´ ตะวันออก เป็นเมืองที่มีคูน ้าคันดินล้อมรอบ คันดินมี2 ชั้น และมีคูน ้าอยู่ตรงกลาง ผังเมืองเป็นรูปคล้ายวงรี วางตัวในแนวทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต้ มีขนาดกว้างประมาณ 750 เมตร ยาว 1,650 เมตร มีเนื้อที่ราว 976 ไร่


~ 2 ~ ภาพถ่ายทางอากาศบริเวณเมืองอ่ทูอง (พ.ศ. 2496)


~ 3 ~ ภาพถ่ายทางอากาศบริเวณเมืองอ่ทูอง (พ.ศ. 2518)


~ 4 ~ ตัวเมืองโบราณอู่ทองตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของล าน ้าจระเข้สามพัน ซึ่งไหลมาจากทิศใต้ก่อนไหลออกไปทางตะวันออกซึ่งเป็นที่ราบลุ่มต ่า ทางตะวันตกห่างจากตัวเมืองไปราว 1 กิโลเมตร เป็นทิวเขายาวจากเหนือ จรดใต้ ได้แก่ เขาทุ่งดินด า เขาพุทอง เขาตาเก้า เขาพระ เขารางกะเปิด และ เขาคอก แนวทิวเขานี้เป็นต้นก าเนิดของล าน ้าหลายสายที่ไหลมาสู่คูเมือง เช่น ล าห้วยรวก และห้วยหางนาค ก่อนที่น ้าจากคูเมืองจะไหลไปยังแม่น ้า จระเข้สามพันเพื่อออกไปทางตะวันออก ซึ่งมีนักวิชาการสันนิษฐานว่าพื้นที่ ลุ่มต ่าทางตะวันออกเคยเป็นแนวชายฝั่งทะเลสมัยโบราณ การที่เมืองอู่ทองตั้งอยู่ระหว่างทิวเขาทางตะวันตกกับที่ราบลุ่มต ่า ทางตะวันออก คงท าให้ชุมชนนี้สามารถหาทรัพยากรจากป่าเขาและท าการ เกษตรกรรมไปได้พร้อมๆ กัน อีกทั้งยังสามารถติดต่อค้าขายกับชุมชน ภายนอกผ่านการคมนาคมตามเส้นทางน ้าที่ไหลไปออกชายฝั่งทะเลสมัย โบราณได้ปัจจัยด้านสภาพภูมิศาสตร์ที่เอื้ออ านวยนี้คงส่งผลให้ชุมชนแถบนี้ เจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่ช่วงก่อนประวัติศาสตร์และหัวเลี้ยวประวัติศาสตร์ ก่อนจะพัฒนาเป็นเมืองใหญ่ในสมัยทวารวดี จารึกโบราณที่เมืองอ่ทูอง การค้นพบจารึกที่เมืองอู่ทองมีความส าคัญต่อการศึกษาโบราณคดี สมัยทวารวดีโดยเฉพาะการค้นพบเหรียญเงินมีจารึก “ศฺรีทฺวารวตีศฺวรปุณฺย” แปลว่า “บุญกุศลของพระราชาแห่งศรีทวารวดี” หรือ “การท าบุญของเจ้าแห่ง ทวารวดีผู้รุ่งเรือง” จ านวน 3 เหรียญที่โบราณสถานคอกช้างดินหมายเลข 7 เมื่อ พ.ศ. 2540 อันถือเป็นการพบจารึกเหรียญเงินศรีทวารวดีจากการ ขุดศึกษาทางโบราณคดีเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้เคยพบเหรียญเงินมีจารึกศรีทวารวดีแล้ว 1 เหรียญ แต่เป็นสมบัติของพลอากาศตรีมนตรี หาญวิชัย ดังนั้นที่เมืองอู่ทองจึงมี ข้อมูลในปัจจุบันว่าพบเหรียญเงินมีจารึกศรีทวารวดีแล้ว 4 เหรียญ


~ 5 ~ เหรียญเงินมีจารึก “ศฺรีทฺวารวตีศฺวรปุณฺย” อีกด้านเป็นรูปแม่โค-ลูกโค พบที่โบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข 7 จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 6 ~ จารึกแผ่นทองแดง พบที่เมืองอู่ทอง จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 7 ~ จารึกอีกหลักหนึ่งที่ส าคัญคือ จารึกแผ่นทองแดง นางแถม เสือค า เป็นผู้ขุดพบในบริเวณเมืองอู่ทอง เมื่อ พ.ศ. 2500 เป็นจารึกอักษรหลัง ปัลลวะ ภาษาสันสกฤต กล่าวถึงพระเจ้าหรรษวรมันผู้เป็นพระราชนัดดาของ พระเจ้าอีศานวรมันได้ส่งขบวนพิธีฟ้อนร าและดนตรีมาถวายแด่องค์พระ ศิวลึงค์ นอกจากนี้ยังได้พบจารึกคาถาเย ธมฺมา ภาษาบาลี ทั้งบนแผ่นอิฐ และด้านหลังพระพิมพ์ดินเผา มีจารึกใต้ฐานประติมากรรมขนาดเล็กเป็น พระนามของพุทธบิดาและพุทธสาวก ซึ่งทั้งหมดพบจากการขุดแต่งเจดีย์ หมายเลข 11 และยังได้พบตราดินเผาที่มีจารึกอักษรปัลลวะและอักษร พราหมี เป็นภาษาสันสกฤตอีกหลายชิ้น โบราณสถานที่เมอืงอ่ทูอง จากการขุดแต่งโบราณสถานของกรมศิลปากรได้พบโบราณสถาน เกือบ 20 แห่ง ภายในเมืองและบริเวณรอบๆ เมืองนั้นเป็นพุทธสถาน เจดีย์ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือ เจดีย์หมายเลข 1 (วัดปราสาทร้าง) ซึ่งตั้งอยู่นอกเมือง ทางตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนโบราณสถานแห่งอื่นๆ นั้นมีขนาดไม่ใหญ่นัก อาคารแต่ละหลังอยู่ในสภาพปรักหักพัง จึงศึกษาได้เฉพาะในส่วนของ แผนผัง ซึ่งมีทั้งเจดีย์ในผังกลม (หมายเลข 10) ผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส (หมายเลข 11) ผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสยกเก็จ (หมายเลข 2, 3, 9) เจดีย์ผังแปดเหลี่ยมยกเก็จ (หมายเลข 13) วิหารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า (หมายเลข 5, 16) และมณฑปในผัง สี่เหลี่ยมจัตุรัส (หมายเลข 21) ที่เมืองอู่ทองยังมีสิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน ้าอีกด้วย โดยได้พบเขื่อนดินโบราณทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง ห่างออกไปราว 5 กิโลเมตร ตั้งอยู่ระหว่างเขาโกปิดทองและเขาตาเก้า คันเขื่อนมีความสูง 1.5 เมตร กว้าง 25 – 30 เมตร ยาว 1,625 เมตร


~ 8 ~ โบราณสถานหมายเลข 3 เมืองอู่ทอง


~ 9 ~ โบราณสถานหมายเลข 9 เมืองอู่ทอง


~ 10 ~ โบราณสถานหมายเลข 11 เมืองอู่ทอง


~ 11 ~ โบราณสถานหมายเลข 13 เมืองอู่ทอง


~ 12 ~ นอกเมืองอู่ทองทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ห่างออกมาราว 3 กิโลเมตร บริเวณเชิงเขาคอก มีโบราณสถานกลุ่มหนึ่งชื่อว่า “คอกช้างดิน” ที่มีลักษณะ เป็นบ่อและแนวคันดินที่ใช้เป็นอ่างเก็บน ้าที่รองรับน ้าซึ่งไหลลงมาจากภูเขา ประกอบด้วยอ่างเก็บน ้า 4 แห่ง คือคอกช้างดินหมายเลข 1 – 4 คอกช้างดินหมายเลข 1 และ 3 คงเป็นสระน้ าศกัดสิ์ทิธิ์เพราะมี ศาสนสถานประจ าสระตั้งอยู่ใกล้ๆ เคยมีการพบมุขลึงค์ที่โบราณสถาน คอกช้างดินหมายเลข 5 จากการขุดแต่งเมื่อ พ.ศ. 2509 ที่โบราณสถาน คอกช้างดินหมายเลข 18 ยังได้พบภาชนะดินเผาที่บรรจุเหรียญเงินตราสังข์ เป็นจ านวนมาก ในการขุดแต่งเมื่อ พ.ศ. 2540 ที่คอกช้างดินหมายเลข 7 ซึ่งเป็น วิหารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าก็ได้พบภาชนะดินเผาที่บรรจุแท่งเงินตัด 38 ชิ้น และ เหรียญเงิน 9 เหรียญ และภายในมีเหรียญเงินมีจารึกศรีทวารวดี3 เหรียญ ดังกล่าวแล้วข้างต้น ด้วยเหตุนี้ที่เมืองอู่ทองจึงมีทั้งพุทธสถานที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตเมือง และบริเวณใกล้เคียง กับเทวสถานของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูบริเวณ คอกช้างดิน อันเป็นสระน ้าศักดิส์ิทธิที่ตั้งอยู่ ์ นอกเมืองห่างออกไปทาง ตะวันตกเฉียงใต้ราว 3 กิโลเมตร จากการขุดแต่งศึกษาโบราณสถานก็ท าให้ ได้พบโบราณวัตถุแบบศิลปะทวารวดีเป็นจ านวนมาก ทั้งพระพุทธรูป พระพิมพ์ ธรรมจักร เทวรูป และประติมากรรมดินเผา-ปูนปั้นประดับ ศาสนสถาน


~ 13 ~ โบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข 5


~ 14 ~ โบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข 7


~ 15 ~ โบราณวตัถพุบที่เมืองอ่ทูอง โบราณวัตถุก่อนหน้าสมยัทวารวดี จากการส ารวจบริเวณตัวเมืองอู่ทองและการศึกษาโบราณวัตถุที่ ราษฎรในพื้นที่ได้น ามามอบให้กับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทองนั้น ท าให้ ได้พบกับหลักฐานของสมัยก่อนประวัติศาสตร์ศาสตราจารย์ ชิน อยู่ดี บิดาแห่งวิชาก่อนประวัติศาสตร์ไทย จึงเขียนบทความ “ก่อนประวัติศาสตร์ที่ เมืองอู่ทอง” น าเสนอหลักฐานขวานหินขัดจ านวนมากที่ก าหนดอายุไว้ในช่วง 3,000 ปีมาแล้ว ต่อมาได้พบโบราณวัตถุที่มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 5 – 9 (ประมาณ 2,150 – 1,750 ปีมาแล้ว) อาทิเช่น ลูกปัดหินกึ่งมีค่า (ทั้งลูกปัด หินคาร์เนเลี่ยน หินอาเกต หินควอตซ์) ลูกปัดแก้ว เหรียญทองแดงของ จักรพรรดิวิคโตรินุสแห่งอาณาจักรโรมันตะวันตก (ครองราชย์ พ.ศ. 811 – 813) ลูกปัดและจี้ห้อยคอท าจากทองค า เป็นต้น หลักฐานข้างต้นนี้คล้ายกับโบราณวัตถุที่พบจากเมืองออกแก้ว (Oc Eo) ทางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม ซึ่งเชื่อว่าเป็นเมืองท่าของ อาณาจักรฟูนัน ท าให้ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุข อินทราวุธ นักโบราณคดี ผู้เชี่ยวชาญงานโบราณคดีในช่วงสมัยทวารวดีสันนิษฐานว่า อู่ทองคงมี บทบาทส าคัญด้านการค้ามาตั้งแต่ช่วงหัวเลี้ยวประวัติศาสตร์ ประติมากรรมที่เกี่ยวเนื่องในพุทธศาสนา เป็นที่ยอมรับกันว่า ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 9 – 10 ได้ปรากฏมีภาพ ปูนปั้นและดินเผาประดับศาสนสถานบางชิ้นที่เมืองอู่ทอง ซึ่งมีรูปแบบศิลปะ คล้ายกับศิลปะอมราวดีทางตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย เช่น ภาพภิกษุสงฆ์ ก าลังอุ้มบาตรและครองจีวรมีริ้วแบบอมราวดี ภาพพระพุทธรูปนาคปรกที่ ประทับนั่งขัดสมาธิราบแบบหลวมๆ ข้อพระบาทไขว้กัน หรือรูปกินรีที่สวม ศิราภรณ์แบบอินเดียในช่วงเวลาดังกล่าว


~ 16 ~ เหรียญทองแดงของโรมัน สมัยจักรพรรดิวิคโตรินุส จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 17 ~ แผ่นดินเผาภาพพระภิกษุสงฆ์อุ้มบาตร จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 18 ~ ภาพปูนปั้นพระพุทธรูปนาคปรก จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 19 ~ งานหล่อประติมากรรมส าริดทางพุทธศาสนาได้รับความนิยมที่ เมืองอู่ทอง การขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 3 ได้พบพระพุทธรูปส าริด 3 องค์ ในการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 11 ยังได้พบพระพุทธรูปประทับยืนส าริด แสดงวิตรรกะมุทรา 2 พระหัตถ์แบบศิลปะทวารวดี4 องค์ แม้ว่าจะมี พุทธลักษณะไม่งดงามนัก แต่ในการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 2 ก็ได้พบ ชิ้นส่วนพระเศียรพระพุทธรูปทองค าที่มีลักษณะงดงามเป็นอย่างยิ่ง เรายังได้พบศิลาธรรมจักรที่เมืองอู่ทองอย่างน้อย 3 ชิ้น ชิ้นหนึ่งพบ ในเมืองอู่ทอง อีกชิ้นหนึ่งพบจากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 2 ชิ้นสุดท้ายพบ จากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 11 ซึ่งได้พบร่วมกับเสาและแท่นฐานรองรับ รวมกันเป็น 3 ชิ้น ตั้งเรียงกันในต าแหน่งดั้งเดิม ห่างจากกันราว 30 เซนติเมตร แสดงว่าแต่เดิมธรรมจักรจะตั้งอยู่บนเสาในลักษณะเดียวกับ ธรรมจักรที่ประเทศอินเดีย ในการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 11 ยังได้พบพระพิมพ์หลายองค์ที่ ด้านหลังมีจารึกชื่อพุทธสาวก ที่เมืองอู่ทองยังมีพระพิมพ์ดินเผาศิลปะ ทวารวดีอีกหลายแบบ ที่น่าสนใจคือ พระพิมพ์ภาพพระพุทธเจ้าแสดง มหาปาฏิหาริย์ตามแบบพุทธศาสนานิกายมหายาน ทว่าที่ด้านหลังมีจารึก คาถาเย ธมฺมาฯ ภาษาบาลี โดยได้พบที่เมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี และเมืองนครปฐมโบราณด้วย ร่องรอยของพุทธศาสนานิกายมหายานที่เมืองอู่ทองก็มีปรากฏ อยู่บ้าง เพราะได้พบประติมากรรมส าริดรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร จากรูปแบบศิลปะแสดงให้เห็นถึงความคล้ายคลึงกับศิลปะทางภาคใต้หรือ ศรีวิชัย สอดคล้องกับการค้นพบพระพิมพ์ดินดิบที่มีจารึกอักษรนาครีจากการ ขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 15 ซึ่งคล้ายกับพระพิมพ์ดินดิบทางภาคใต้และท าให้ ศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลิเยร์สันนิษฐานว่า มีร่องรอยของอิทธิพลจาก ศิลปะศรีวิชัยปรากฏขึ้นในศิลปะทวารวดีช่วงพุทธศตวรรษที่ 14 – 15 ด้วย


~ 20 ~ พระพิมพ์พุทธสาวก มีจารึกที่เบื้องหลัง พบจากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 11 จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 21 ~ พระพิมพ์ดินเผา (เบื้องหลังมีจารึกคาถาเย ธมฺมาฯ ภาษาบาลี) พบที่เมืองอู่ทอง จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 22 ~ ประติมากรรมที่เกี่ยวเนื่องในศาสนาพราหมณ์ การนับถือศาสนาพราหมณ์ที่เมืองอู่ทองนั้นเราได้เห็นมาแล้วจาก การค้นพบจารึกแผ่นทองแดงและเทวาลัยบางหลังที่คอกช้างดิน โดยมีความ เกี่ยวข้องกับลัทธิไศวนิกายที่นับถือพระศิวะ (หรือพระอิศวร) เป็นเทพเจ้า สูงสุด นอกจากมุขลึงค์ซึ่งพบที่โบราณสถานคอกช้างดินหมายเลข 5 แล้ว ยังได้พบศิวลึงค์อีกหลายองค์สัมพันธ์กับการค้นพบตราดินเผาเป็นรูปตรีศูล (อาวุธของพระศิวะ) ขนาบด้วยโคนนทิ (พาหนะของพระศิวะ) และครุฑ (พาหนะของพระวิษณุ) ซึ่งที่เบื้องล่างมีจารึกว่า “ศิว พฺรหสฺปติ” แปลว่า พระศิวะผู้ยิ่งใหญ่ นอกจากนี้ยังได้พบเทวรูปพระวิษณุ (หรือพระนารายณ์) เทพเจ้า สูงสุดของลัทธิไวษณพนิกาย อย่างน้อย 2 องค์องค์หนึ่งอยู่ที่ศาลเจ้า ด้านหน้าวัดเขาพระ ส่วนอีกองค์อยู่ที่ศาลเจ้าพ่อพระยาจักร จารึกบนตราดินเผา พบที่เมืองอู่ทอง อ่านได้ว่า “ศิว พฺรหสฺปติ” (พระศิวะผู้ยิ่งใหญ่) จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 23 ~


~ 24 ~ ประติมากรรมอื่นๆ ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง เป็นที่เก็บรักษาและจัด แสดงโบราณวัตถุจ านวนมาก ไม่ว่าจะเป็นตราดินเผา ลูกเต๋าที่ท าจากกระดูก และงาช้าง ฝาจุกภาชนะดินเผาที่ท าเป็นรูปเทพี บุคคล และสัตว์ต่างๆ ตุ๊กตาดินเผารูปสตรีและรูปคนจูงลิง แวดินเผาที่ใช้ปั่นด้าย หรือแท่งดินเผาที่ ใช้ส าหรับขัดผิว เหรียญโลหะตราสังข์ เหรียญทองแดงของอาหรับในช่วง ครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 14 และลูกปัดแก้วอีกเป็นจ านวนมาก น่าเสียดายที่วัตถุส่วนใหญ่ได้มาจากการส ารวจหรือราษฎรในพื้นที่ ค้นพบหรือมีผู้น ามาบริจาคให้ จึงไม่อาจทราบบริบทดั้งเดิมของหลักฐาน ซึ่งอันที่จริงแล้วย่อมเป็นการยากในการก าหนดอายุสมัยให้แน่ชัด ลูกเต๋า ท าจากกระดูก จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 25 ~ เหรียญโลหะ พบในภาชนะดินเผา ณ โบราณสถานคอกช้างดิน จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 26 ~ สรุปพัฒนาการของเมืองโบราณอ่ทูอง เมืองอู่ทองเป็นตัวอย่างอันดีที่สุดแห่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึง พัฒนาการของชุมชนที่มีการอยู่อาศัยอย่างสืบเนื่อง ตั้งแต่สมัยก่อน ประวัติศาสตร์จนถึงช่วงปลายของสมัยทวารวดี หลักฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่พบจากการส ารวจส่วนมากเป็น ขวานหินขัด ซึ่งอาจมีอายุราว 3,000 ปีมาแล้ว ส่วนรอบนอกเมืองอู่ทอง เช่นที่บ้านนาลาวก็มีหลักฐานการฝังศพของมนุษย์ซึ่งน่าจะมีอายุอยู่ใน สมัยก่อนประวัติศาสตร์ด้วย จากการส ารวจรอบเมืองอู่ทองโดย ดร.พจนก กาญจนจันทร ยังได้พบแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ช่วงยุคเหล็ก (ราว 2,500 – 1,500 ปีมาแล้ว) อีกหลายแห่ง การติดต่อกับชุมชนภายนอกในช่วงยุคเหล็กคงเป็นปัจจัยผลักดัน ให้ชุมชนแถบนี้เติบโตจนกลายเป็นเมืองท่าค้าขายแห่งหนึ่งในช่วงราว พ.ศ. 400 – 800 หรือ 900 หลักฐานที่พบส่วนใหญ่คือวัตถุที่เกี่ยวข้องกับการค้า ทั้งลูกปัดหินแบบอินเดีย หรือเหรียญโรมัน ซึ่งคล้ายกับโบราณวัตถุที่พบจาก เมืองออกแก้ว ประเทศเวียดนาม อันเป็นเมืองท่าส าคัญของอาณาจักรฟูนัน นักวิชาการบางท่านจึงสันนิษฐานว่าอู่ทองอาจมีบทบาทในฐานะบ้านเมือง ร่วมสมัยกับฟูนันในชื่อว่า “จินหลิน” หรือ “ดินแดนทอง” ก่อนที่ชุมชนนี้จะ พัฒนาเป็นบ้านเมืองใหญ่ในสมัยทวารวดี ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าเมืองอู่ทองมีความส าคัญอย่างมากในสมัย ทวารวดี ประมาณ พ.ศ. 1100 – 1500 หรือ 1600 ดังได้พบหลักฐานทาง โบราณคดีและศิลปกรรมจ านวนมาก ทั้งโบราณสถานที่มีมากเกือบ 20 แห่ง โบราณวัตถุทั้งรูปเคารพในพุทธศาสนา และเทวรูปในศาสนาพราหมณ์ อันบ่งชี้ได้เป็นอย่างดีว่าเมืองอู่ทองเป็นเมืองศูนย์กลางทางศาสนาที่ส าคัญ แห่งหนึ่งในสมัยทวารวดีและข้อมูลจากการขุดค้นในหลายบริเวณของเมือง อู่ทองยังแสดงให้เห็นถึงกิจกรรมการอยู่อาศัยของผู้คนอย่างหนาแน่นในสมัย ทวารวดีด้วย ก่อนที่เมืองนี้จะถูกทิ้งร้างไปภายหลังสมัยทวารวดี


~ 27 ~ บทที่ 2 “เมืองโบราณอ่ทูอง” ประมวลผลการขุดศึกษาทางโบราณคดี นับจากบทนี้เป็นต้นไปจะเป็นการทบทวนวรรณกรรมหรือสรุปสาระ ความรู้จากเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเรื่องเมืองโบราณอู่ทอง เริ่มต้น จากเอกสารที่กล่าวถึงผลการขุดศึกษา (ทั้งขุดค้นและขุดแต่ง) ทางโบราณคดี จ านวน 15 ฉบับ ซึ่งดูเหมือนว่าการขุดศึกษาทางโบราณคดีที่เมืองอู่ทอง เริ่มต้นขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 2478 – 2479 โดยควอริตช์เวลส์(Quaritch Wales) นักโบราณคดีชาวอังกฤษ หลังจากนั้นก็มีการด าเนินงานของคณะโบราณคดี และกรมศิลปากร ซึ่งท าให้ได้ข้อมูลหลักฐานเป็นจ านวนมาก 1. H.G. Quaritch Wales. Dvaravati: The Earliest Kingdom of Siam (6th to 11th century A.D.). London: Bernard Quaritch, LTD., 1969. อันที่จริงแล้วหนังสือเล่มนี้เป็นการประมวลองค์ความรู้ทาง โบราณคดีและศิลปะทวารวดี จากการส ารวจขุดค้นของผู้เขียนเอง และการ ด าเนินงานของนักวิชาการท่านอื่นๆ ตลอดจนกรมศิลปากร โดยน าเสนอ รายละเอียดของเมืองโบราณสมัยทวารวดีในภูมิภาคต่างๆ เช่น นครปฐม เมืองคูบัว จ.ราชบุรี พงตึก จ.กาญจนบุรี เมืองบน จ.นครสวรรค์ เมืองศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี เมืองฟ้าแดดสงยาง จ.กาฬสินธุ์ เป็นต้น ในส่วนของเมืองอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ควอริตช์เวลส์ได้บันทึกไว้ว่า เมื่อราว พ.ศ. 2478 - 2479 เขาได้เข้ามาท าการขุดค้นที่เมืองอู่ทอง เป็นหลุม ร่องยาว (trench) ขนาด 18 ฟุต แต่ก็ไม่ได้พบหลักฐานอะไรมาก เขารายงาน ว่าค้นพบชั้นทับถมของเศษภาชนะดินเผา เปลือกหอย และกระดูกสัตว์


~ 28 ~ ซึ่งอยู่ในชั้นดินที่ลึกไม่มากเพียง 4 ฟุต 6 นิ้ว โดยพบเศษหม้อมีสันสมัย ทวารวดีเป็นจ านวนมาก แต่ไม่พบเครื่องเคลือบ ในเวลาต่อมา (เมื่อตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้แล้ว) ควอริตช์เวลส์ สันนิษฐานว่า เศษภาชนะลายเขียนสีแดงเป็นรูปคลื่น 3 เส้นที่เขาพบใน ชั้นดินตอนล่างจากการขุดค้นที่เมืองอู่ทองเมื่อหลายปีก่อน คงเกี่ยวข้อง กับอาณาจักรฟูนัน และเสนอว่าเมืองอู่ทองคือ “จินหลิน” (Chin-lin) หรือ “ดินแดนทอง” บ้านเมืองโบราณที่กล่าวถึงอยู่ในเอกสารจีน ซึ่งจีนได้ระบุถึง “จินหลิน” ว่าเป็นบ้านเเมืองที่พระเจ้าฟันมันหรือฟันชิมันแห่งอาณาจักรฟูนัน ได้ยกทัพมาปราบในช่วงพุทธศตวรรษที่ 8 โดยจินหลินตั้งอยู่ห่างจากฟูนัน มาทางตะวันตกประมาณ 2,000 ลี้ เป็นแหล่งแร่เงิน และประชาชนนิยมคล้อง ช้างเพื่อเอางา ซึ่งนายพอล วีทลีย์ (Paul Wheatley) เคยระบุไว้ในหนังสือ เรื่องแหลมทอง (The Golden Khersonese) ว่าจินหลินอยู่ที่ใดที่หนึ่งบริเวณ อ่าวไทยตอนบน แต่แร่เงินนั้นคงน ามาจากรัฐฉานของพม่าในปัจจุบัน โดยสรุปแล้ว ควอริตช์เวลส์มีความเห็นว่า เมืองอู่ทองเป็น ชุมชนส าคัญมาตั้งแต่สมัยหัวเลี้ยวประวัติศาสตร์ อาจตรงกับประเทศ “จินหลิน” ในเอกสารจีน ซึ่งร่วมสมัยกับอาณาจักรฟูนัน ก่อนพัฒนาเป็น เมืองหลวงแห่งแรกของทวารวดี และมีความส าคัญสืบมา ทว่าบางช่วงก็มี บทบาทด้อยกว่าเมืองนครปฐมที่เจริญขึ้นแทนที่ จนกระทั่งพุทธศตวรรษที่ 16 จึงมีอ านาจของอาณาจักรกัมพูชาโบราณแพร่ขยายเข้ามา ท าให้เมือง อู่ทองล่มสลายไป 2. สุภัทรดิศ ดิศกุล. “รายงานการน านักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลยัศิลปากรไปทา การขดุค้นที่อา เภออู่ทอง จงัหวดั สุพรรณบุรี ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2.” ศิลปากร 3, 2 (กรกฎาคม 2502): หน้า 71 – 79.


~ 29 ~ เมื่อ พ.ศ. 2502 หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ได้น านักศึกษาคณะ โบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ไปส ารวจขุดค้นที่เมืองอู่ทอง โดยส ารวจ บริเวณคอกช้างดิน ซึ่งหม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงสันนิษฐานว่าอาจเป็น สถานที่ที่คนสมัยก่อนจับช้างมาขังเลี้ยงไว้ นอกจากนี้ยังไปส ารวจที่วัด บ้านดอนซึ่งเป็นแหล่งที่พบหลักฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เนื่องจากพบ เศษภาชนะดินเผา เครื่องมือหิน และลูกปัดบนพื้นดิน นอกจากนี้ยังได้ฝึกปฏิบัติงานขุดแต่งโบราณสถานหลายแห่งที่ เมืองอู่ทอง ที่ส าคัญคือ การขุดแต่งเจดีย์ที่ตั้งอยู่นอกเมืองทางทิศตะวันตก (ขณะนั้นยังไม่ได้ระบุหมายเลขของโบราณสถาน) ซึ่งได้พบประติมากรรม ศิลปะทวารวดีเป็นจ านวนมาก ทั้งพระพุทธรูปและลวดลายประดับที่ท าจาก ปูนปั้น รวมถึงพระพิมพ์ดินเผา และพระพุทธรูปประทับยืนท าจากส าริดอีก 1 องค์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงมีพระวินิจฉัยว่า โบราณวัตถุที่ ขุดพบเป็นแบบศิลปะที่สืบลงมาตั้งแต่ทวารวดีจนถึงอู่ทอง แต่ฝีมือเป็น ลักษณะของชาวพื้นเมือง และด้อยกว่างานศิลปกรรมที่เมืองนครปฐม ดังนั้น ศิลปะจากแม่แบบคืออินเดียอาจเข้ามาที่เมืองนครปฐมก่อน เพราะอยู่ใกล้ ทะเลมากกว่า ก่อนจะแผ่มายังเมืองอู่ทอง 3. กรมศิลปากร. รายงานการสา รวจและขุดแต่งโบราณวตัถสุถาน เมืองเก่าอู่ทอง อ าเภออู่ทอง จงัหวดัสุพรรณบุรี. พระนคร: ศิวพร, 2509. ในปี พ.ศ. 2506 - 2509 กรมศลิปากร น าโดยนายสมศกัดิ์รตันกุล ได้ส ารวจจัดท าแผนผังบริเวณเมืองอู่ทอง โดยพบว่ามีเนินดินโบราณสถาน ไม่น้อยกว่า 20 แห่ง ทั้งภายในและภายนอกเมือง แต่ส่วนใหญ่ก็ถูกขุด ท าลายไปแล้ว ทั้งยังได้ขุดแต่งโบราณสถานจ านวน 13 แห่ง


~ 30 ~ ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างเจดีย์องค์ส าคัญๆ มากล่าวถึง ได้แก่ เจดีย์หมายเลข 1 (วัดปราสาทร้าง) ตั้งอยู่ห่างจากคูเมืองด้านตะวันออกราว 500 เมตร เป็นเจดีย์ที่มี ขนาดใหญ่ที่สุดของเมืองอู่ทอง มีขนาดกว้างยาวด้านละ 36.50 เมตร จากการขุดแต่งพบว่ามีการก่อสร้างอย่างน้อย 3 ระยะ คือ ระยะแรกในสมัย ทวารวดี ต่อมามีการก่อสร้างเพิ่มเติมในสมัยทวารวดีเช่นกัน โดยได้พบแผ่น อิฐมีลวดลายเขียนสี (สีขาว ด า และแดง) เป็นลายก้านขดและเรขาคณิต เหนือฐานเจดีย์ชั้นล่างที่สร้างขึ้นในสมัยทวารวดีนี้มีฐานของเจดีย์อีก 3 ชั้น ที่วางตัวเหลื่อมจากฐานตอนล่าง โดยคาดว่าสร้างขึ้นภายหลังเป็นระยะ สุดท้ายในสมัยอยุธยา โดยได้พบภาชนะต่างๆ ในสมัยอยุธยา เช่น ขันน ้า กระบวย พาน เป็นต้น เจดีย์หมายเลข 2 ตั้งอยู่นอกคูเมืองด้านทิศเหนือ เป็นเจดีย์ก่ออิฐ โดยมีฐานชั้นในเป็น ศิลาแลง เจดีย์อยู่ในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อเก็จ กว้างยาวด้านละ 28.35 เมตร มีเจดีย์จ าลองหรือสถูปิกะตั้งอยู่ที่มุมทั้ง 4 มุม และมีลานประทักษิณกว้าง 5 เมตรโดยรอบ โบราณวัตถุที่พบจากการขุดแต่งที่น่าสนใจคือ เศียรและ พระบาทของพระพุทธรูปท าจากทองค า พระพุทธรูปศิลาประทับยืน พระพิมพ์ดินเผา ชิ้นส่วนศิลาธรรมจักร และชิ้นส่วนกินรีท าจากดินเผา เจดีย์หมายเลข 3 ตั้งอยู่ในเมืองโบราณทางตะวันตก ห่างจากคูเมืองราว 50 เมตร เป็นเจดีย์ในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อเก็จ กว้างยาวด้านละ 16.60 เมตร แต่ละ ด้านมีจระน าซุ้มที่ประดิษฐานพระพุทธรูปท าจากปูนปั้น โดยได้ขุดพบเศียร และส่วนองค์พระเป็นจ านวนมาก ทางด้านใต้ห่างจากฐานเจดีย์ออกมาราว 2 เมตรยังมีฐานสี่เหลี่ยมขนาดเล็กที่อาจเป็นแท่นสักการะ นอกจากนี้ยังได้ขุด พบพระพุทธรูปประทับยืนท าจากส าริด 3 องค์ มีความสูง 50, 53, 55 เซนติเมตร และพบภาพสลักบุคคลในท่าเหาะท าจากดินเผา


~ 31 ~ ภาพถ่ายเก่าเจดีย์หมายเลข 1 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 32 ~ ภาพถ่ายเก่าเจดีย์หมายเลข 1 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 33 ~ เจดีย์หมายเลข 11 ตั้งอยู่เชิงเขาท าเทียม ทางตะวันตกของเมืองอู่ทอง ก่อสร้างอยู่ใน ผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างยาวด้านละ 10.60 เมตร ถึงแม้จะเป็นเจดีย์ขนาดเล็ก และมีรูปแบบเรียบง่าย แต่ก็มีความส าคัญ เพราะได้ขุดพบโบราณวัตถุเป็น จ านวนมาก ทั้งพระพุทธรูปประทับยืนส าริด 4 องค์ มีความสูง 22, 24, 28, 32 เซนติเมตร พระพิมพ์ดินเผาที่เบื้องหลังมีจารึกภาษาสันสกฤตระบุว่าเป็น พุทธสาวก คือ สาริปุตฺโต และพระอนาคตพุทธเจ้า คือ เมตฺเตยฺยโก ที่ส าคัญ คือ ได้ขุดพบศิลาธรรมจักร พร้อมทั้งเสาหินแปดเหลี่ยมและฐานรองรับ พระธรรมจักร โดยมีต าแหน่งเมื่อขุดพบห่างกันราว 30 เซนติเมตร เจดีย์หมายเลข 13 ตั้งอยู่นอกเมืองอู่ทอง ห่างจากคูเมืองด้านตะวันตกไปราว 200 เมตร เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม แต่ละด้านกว้าง 5 เมตร โดยย่อเก็จเป็นช่อง ซุ้มซึ่งแต่ละด้านมี 2 ช่อง จากการขุดแต่งได้พบส่วนยอดสถูปท าจากศิลาแลง พระพุทธรูปส าริด 3 องค์ และสิงห์ส าริด 1 ตัว โบราณสถานที่คอกช้างดิน ในการท างานครั้งนี้ได้ท าการขุดแต่งเนินดิน 2 เนินที่ตั้งอยู่ทาง ด้านทิศเหนือของคอกช้างดิน เนินแรกมีขนาดกว้างยาวด้านละ 6 เมตร สูง 1 เมตร บนเนินมีหินปูไม่เป็นระเบียบ โดยได้ขุดพบกระปุกดินเผาที่ ภายในบรรจุเหรียญเงินสมัยทวารวดีอยู่เต็ม สันนิษฐานว่ากระปุกใบนี้ฝังไว้ อย่างตั้งใจบริเวณพื้นอาคาร การขุดแต่งอีกเนินดินหนึ่งพบว่าเป็นอาคารก่อด้วยศิลาแลง มีขนาดกว้าง 9 เมตร ยาว 12 เมตร ด้านเหนือมีมุขก่อยื่นออกไปและมีชานปู ด้วยหินและศิลาแลงปะปนกัน ในการขุดแต่งได้พบเศษภาชนะดินเผาสมัย ทวารวดี และชิ้นส่วนมุขลึงค์ท าจากศิลาสีเขียว


~ 34 ~ จากการด าเนินงานครั้งนี้ของกรมศิลปากรท าให้เราได้ข้อมูล เกี่ยวกับลักษณะทางสถาปัตยกรรมสมัยทวารวดี ทั้งรูปแบบของอาคาร (เจดีย์และเทวาลัย) ประติมากรรมรูปเคารพและลวดลายประดับตกแต่งที่ท า จากดินเผาและปูนปั้น ตลอดจนมีการค้นพบโบราณศิลปวัตถุเป็นจ านวนมาก ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นศิลปะทวารวดี ภาพถ่ายเก่าเจดีย์หมายเลข 1 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 35 ~ ภาพถ่ายเก่าเจดีย์หมายเลข 1 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 36 ~ ภาพถ่ายเก่าเจดีย์หมายเลข 1 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 37 ~ 4. ปรีชา กาญจนาคม. “รายงานผลของนักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลยัศิลปากร ซึ่งไปฝึกงานโบราณคดีภาคปฏิบตัิที่ อ าเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรีตัง้แต่วันที่ 7 – 21 พฤศจิกายน 2508.” วารสารโบราณคดีฉบับปฐมฤกษ์ (พฤษภาคม 2509): หน้า 13 – 20. ในปี พ.ศ. 2508 หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล อาจารย์ปรีชา กาญจนาคม และอาจารย์พิบูล ศุภกิจวิเลขการ ได้น านักศึกษาคณะ โบราณคดีไปขุดค้นที่เมืองอู่ทอง โดยขุดค้นเนินดินที่ตั้งอยู่นอกคูเมืองทาง ตะวันออก ห่างจากเจดีย์หมายเลข 1 ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 400 เมตร จากการขุดค้นเป็นหลุมรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด 3x3 เมตร จ านวน 18 หลุม ได้พบโบราณวัตถุหลายประเภท เช่น ขวานหินขัด 6 ชิ้น ลูกปัด 9 ลูก ห่วงส าริด 3 ชิ้น ตุ๊กตาดินเผา 2 ตัว แวดินเผา 1 ชิ้น ตะคัน 2 ใบ เศษภาชนะดินเผาราว 7,000 ชิ้น และชิ้นส่วนกระดูกสัตว์ เป็นต้น อาจารย์ ปรีชา กาญจนาคม สันนิษฐานว่าบริเวณนี้คงเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ก่อนที่วัฒนธรรมทวารวดีจะพัฒนาขึ้น การขุดค้นในครั้งนี้สามารถแบ่งชั้นดินออกเป็น 4 ชั้น คือ 1. ชั้นผิวดิน ลึกที่สุดประมาณ 25 เซนติเมตร เนื้อดินมีสีเข้มด า พบเศษภาชนะดินเผาอันเกิดจากการถูกรบกวน 2. ชั้นดินที่เคยมีคนอาศัยอยู่แล้วทิ้งร้างไป ลึกจากผิวดิน 75 เซนติเมตร 3. ชั้นดินว่างเปล่า ลึกที่สุดจากผิวดิน 220 เซนติเมตร แต่ยังพบ เศษภาชนะดินเผาอยู่เล็กน้อย ซึ่งอาจเกิดจากดินแข็งแตกระแหง จนท าให้ โบราณวัตถุหล่นมาอยู่ในชั้นดินนี้ 4. ชั้นดินเหนียวสีด า ลึกที่สุดจากผิวดิน 320 เซนติเมตร ไม่พบ โบราณวัตถุใด แต่ลักษณะของดินค่อนข้างผิดแปลกจากธรรมชาติ ซึ่งเป็น ดินทรายแดงพื้นเดิมของแผ่นดิน


~ 38 ~ ศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลิเยร์ (ขวาสุด) ณ เจดีย์หมายเลข 1 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 39 ~ ศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลิเยร์ ณ เจดีย์หมายเลข 1 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 40 ~ 5. ชอง บวสเซอลิเยร์. ความรู้ใหม่ทางโบราณคดีจากเมืองอู่ทอง. แปลโดย หม่อมเจ้า สุภทัรดิศ ดิศกลุ. พระนคร: กรมศิลปากร, 2511. กล่าวถึงข้อสันนิษฐานจากการขุดแต่งโบราณสถานที่เมืองอู่ทอง ใน พ.ศ. 2509 โดยในช่วงต้นผู้เขียนกล่าวว่า อู่ทองเป็นเมืองที่มีการอยู่อาศัย ต่อเนื่องตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงราวพุทธศตวรรษที่ 16 แต่ก็ไม่ อาจยืนยันได้ว่าอู่ทองเป็นราชธานีของทวารวดี เพราะไม่ทราบชื่อเดิมของ อู่ทอง และที่ตั้งชัดเจนของทวารวดี แต่คงเป็นที่ตั้งเดิมของสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นราชธานีของสุวรรณภูมิ และด้านตะวันตกคงจะตรงกับจินหลินใน เอกสารจีน นอกจากนี้ยังเชื่อว่าพระเจ้าอู่ทองไม่ได้อพยพคนไปสร้างกรุงศรี อยุธยา เพราะเมืองอู่ทองได้ร้างไปก่อนหน้านั้นเป็นเวลา 300 ปี ประเด็นส าคัญจากการขุดค้นเมืองอู่ทองเมื่อปี พ.ศ. 2509 ผู้เขียน ได้เสนอประเด็นต่างๆ ดังนี้ 1. ผู้เขียนเชื่อว่านอกจากเจดีย์แล้ว ศิลปะทวารวดียังมีอาคาร ประเภทวิหารและมณฑป ผู้เขียนได้จ าแนกจากรูปแบบของแผนผัง โดยกล่าวถึงโบราณสถานหมายเลข 16 ซึ่งคาดว่าเป็นวิหาร โดยพิจารณา จากผังอาคารซึ่งมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านในมีฐานศิลาแลงทรงกลม ส าหรับตั้งประติมากรรม จากการขุดแต่งยังพบชิ้นส่วนประติมากรรมอีกด้วย และโบราณสถานหมายเลข 21 สันนิษฐานว่าเป็นมณฑป เนื่องจากแผนผัง เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส และมีบันไดอยู่ทั้ง 4 ทิศ 2. ช่วงพุทธศตวรรษที่14 - 15 ปรากฏอิทธิพลศิลปะศรีวิชัยที่เมือง อู่ทอง ได้แก่ เจดีย์หมายเลข 15 และ 28 ได้ค้นพบอาคารจ าลองจ านวนมาก ปลายราวบันไดมีลายก้านขด คล้ายกับพระบรมธาตุไชยา จ.สุราษฎร์ธานี และพบพระพิมพ์ดินดิบซึ่งมีจารึกอักษรนาครี คล้ายที่พบบริเวณแหลมมลายู


~ 41 ~ นอกจากนี้ยังปรากฏอิทธิพลศิลปะขอม ทั้งสมัยก่อนเมืองพระนคร และสมัยเมืองพระนคร ได้แก่ ลักษณะชั้นหลังคาของโบราณสถานที่ 21 ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นหลังคาซ้อนชั้นลดหลั่นกันขึ้นไปประดับด้วยลายกุฑุ ส่วนยอดเป็นทรงกลมปลายแหลม คล้ายสถาปัตยกรรมสมัยก่อนเมือง พระนครที่กุกพระธาตุ (Kuk Prah Theat) ประเทศกัมพูชา และพบ ประติมากรรมปูนปั้นจากเจดีย์หมายเลข 15 และ 28 ได้แก่ ลายวงโค้งและ ก้านขด ครุฑ นาค มกร สิงห์ คล้ายกับศิลปะขอมช่วงพุทธศตวรรษที่ 14 - 15 ซึ่งได้รับอิทธิพลจากอินโดนีเซียมาอีกทอดหนึ่ง และยังพบประติมากรรม ปูนปั้นจากเจดีย์หมายเลข 15, 16 และ 28 มีการฝังแผ่นมุกและลงยาสีน ้าเงิน หรือหินสีด าตรงกลาง ซึ่งถือเป็นเทคนิคของศิลปะทวารวดีเอง ก าหนดอายุ อยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่14 - 15 3. ภายหลังฟูนันล่มสลายไป ดินแดนลุ่มน ้าเจ้าพระยาก็คงค่อยๆ พัฒนาเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมต่อมา และยังคงติดต่อกับดินแดนทาง แหลมโคชินไชน่า (ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น ้าโขง) เพราะพบโบราณวัตถุ บางชนิดที่เมืองออกแก้วซึ่งเทียบได้กับศิลปะทวารวดีและศรีวิชัย 6. William Watson and Helmut H.E. Loofs. “The Thai-British Archaeological Expedition A Preliminary Report on the Work of the First Season 1965 – 1966.” Journal of the Siam Society 55,2 (1967): p.239 – 248. บทความนี้น าเสนอผลสรุปเบื้องต้นจากการด าเนินงานใน พ.ศ. 2509 ของวิลเลียม วัตสัน (W. Watson) และเฮลมุต ลูฟส์ (H.H. E. Loofs) ภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างไทยและอังกฤษ (The Thai-British Expedition) ซึ่งได้เข้ามาท าการขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีบ้านท่าม่วง อ.อู่ทอง จ านวน 8 หลุมขุดค้น


~ 42 ~ ทว่าในบทความนี้ผู้ขุดค้นรายงานเฉพาะลักษณะชั้นดินและ กล่าวถึงโบราณวัตถุที่พบอย่างคร่าวๆ ได้แก่ แวดินเผา กระสุนดินเผา เบี้ยดินเผา ขวานหินขัด ลูกปัดแก้ว (สีฟ้า แดง เหลือง และเขียว) ใบมีด เหล็ก และห่วงตะกั่ว ผู้เขียนได้กล่าวอย่างละเอียดพอควรถึงลักษณะของภาชนะดินเผา ที่พบ และให้ความส าคัญเป็นพิเศษกับหม้อมีสันซึ่งพบตั้งแต่ในระดับชั้นดิน ตอนล่าง เพราะผู้ขุดค้นได้น าไปก าหนดอายุโดยเทียบเคียงกับภาชนะมีสัน ซึ่งพบที่บ้านเก่า จ.กาญจนบุรี และบ้านโคกเจริญ จ.ลพบุรี ซึ่งเป็นแหล่ง โบราณคดียุคหินใหม่และยุคเหล็กตอนต้นตามล าดับ จึงสันนิษฐานว่าบริเวณ บ้านท่าม่วงที่เมืองอู่ทองอาจมีการอยู่อาศัยของมนุษย์มาแล้วตั้งแต่ราว พุทธศตวรรษที่ 6 ภาพถ่ายเก่าหลุมขุดค้นบริเวณบ้านท่าม่วง อ าเภออู่ทอง พ.ศ. 2509 (ที่มา: Watson and Loofs, 1967: figure 1.)


~ 43 ~ 7. H.H.E.Loofs. “Problems of Continuity between the pre-Buddhist and Buddhist Periods in Central Thailand, with special reference to U-Thong.” in Early South East Asia: Essays in Archaeology, History, and Historical Geography. New York, Kuala Lumpur: Oxford University Press, 1979. โครงการความร่วมมือระหว่างไทยและอังกฤษได้ท าการขุดค้นที่ บ้านท่าม่วงอีกครั้งในช่วง พ.ศ. 2512 – 2513 โดยพบโบราณวัตถุที่มี ลักษณะคล้ายกับโบราณวัตถุที่เมืองออกแก้วในเวียดนาม เช่น ชิ้นส่วนเตา หินบด วัตถุดินเผาทรงกลมมีลวดลาย ห่วงโลหะ เชิงเทียน และพวยกา เฮลมุต ลูฟส์ก าหนดอายุจากลักษณะของชั้นทับถมทางโบราณคดี ว่าอาจมีการอยู่อาศัยมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 8 และมีการอยู่อาศัย สืบเนื่องโดยมีความหนาแน่นขึ้นในสมัยทวารวดีนอกจากนี้ลูฟท์ยังพยายาม แปลความหลักฐานจากเมืองอู่ทองเชื่อมโยงเข้ากับเรื่องราวของอาณาจักร ฟูนันและจินหลินด้วย ต่อมาได้มีการน าผลการขุดค้นและค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ของ วัตสันและลูฟส์ มาวิเคราะห์ใหม่โดย แอนดรูว์ บาร์แรม (Andrew Barram) เพื่อจัดท าวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท เสนอต่อมหาวิทยาลัยแห่งชาติ ออสเตรเลีย โดยตีพิมพ์เป็นบทความชื่อ “Dating “Dvaravati” ในวารสาร Indo-Pacific Prehistory Association Bulletin ฉบับที่ 23 เล่มที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2546 เขาพบว่าค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ที่ได้นั้นเมื่อน ามาค านวณอายุใหม่ (calibrated date) จะอยู่ในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 6–12 แต่ก็ไม่ได้ หมายความว่าจะมีการทิ้งร้างแหล่งโบราณคดีนี้ไปในช่วงหลังจาก พุทธศตวรรษที่ 12 ที่ส าคัญคือ บาร์แรมสังเกตพบว่ามีความแตกต่างกันในเชิงปริมาณ และคุณภาพของเศษภาชนะดินเผาที่ขุดพบจากบ้านท่าม่วง จนสามารถแบ่ง ออกได้เป็น 5 ระยะย่อยๆ (Phase 1 – 5) ดังตารางหน้าถัดไป


~ 44 ~ ระยะ ย่อยที่ ชั้นทับ ถมที่ ลักษณะของภาชนะดินเผาที่พบ ค่าอายุ C14 (BP = ปีมาแล้ว) 1 11 – 9 ภาชนะลายเชือกทาบมีเนื้อหยาบ, ภาชนะก้นกลม, เนื้อภาชนะมีส่วนผสมของอินทรีย์วัตถุ และมีแกนในเป็นสีด า หรือมีการทาน ้าดินสีแดง, ไม่พบหม้อมีสัน 2570 ± 70 BP 2160 ± 110 BP 2 8 – 7 หม้อมีพวยหรือกุณฑี, ตะคันดินเผา, หม้อมีสัน, เนื้อภาชนะมีส่วนผสมของอินททรีย์วัตถุ ในปริมาณน้อยกว่าระยะที่ 1, มีการตกแต่งพื้นผิวเป็นเส้นคลื่น หรือเนื้อภาชนะสีนวลมีการขูดขีด และลายกดจุด 1900 ± 80 BP 1790 ± 70 BP 1800 ± 60 BP 1880 ± 80 BP 3 6 – 4 มีความต่อเนื่องจากระยะที่ 2 แต่ปรากฏการใช้แป้นหมุน ในการขึ้นรูปภาชนะ, เริ่มพบภาชนะเนื้อสีแดงเผาด้วย อุณหภูมิสูงมากขึ้น 1590 ± 100 BP 1600 ± 100 BP 1630 ± 60 BP 4 3 – 2B ภาชนะเนื้อดี เผาด้วยอุณหภูมิสูง ใช้แป้นหมุนเร็วในการขึ้นรูป, มีรูปแบบตกแต่งผิวภาชนะที่หลากหลาย, มีภาชนะเขียนลายสีแดงและขาว, มีภาชนะที่มีฐานมากขึ้นกว่า ระยะที่ผ่านมา 1480 ± 60 BP 5 2A - 1 ภาชนะยังคล้ายกับระยะที่ 4 แต่ปะปนอยู่กับเครื่องเคลือบสมัยหลัง -


~ 45 ~ 8. พรชยัสุจิตต.์รายงานการขุดค้นทางโบราณคดีที่บ้านนาลาว ต าบล จระเข้สามพัน อ าเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี. กรุงเทพฯ: ภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลยัศิลปากร, 2529. เมื่อ พ.ศ. 2525 พรชัย สุจิตต์ อาจารย์จากภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านนาลาว ต.จระเข้สามพัน ห่างออกมาทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองอู่ทองประมาณ 3 กิโลเมตร บริเวณนี้อยู่ทางตะวันออกของแม่น ้าจระเข้สามพัน ซึ่งราษฎรใน พื้นที่เคยขุดพบโครงกระดูกมนุษย์ฝังร่วมกับภาชนะดินเผา ขวานหินขัด เครื่องมือเหล็ก เครื่องประดับส าริด ลูกปัด ผู้ขุดค้นเปิดหลุมขุดค้นขนาด 3x3 เมตร 1 หลุม ขนาด 2x2 เมตร 2 หลุม และ 2x3 เมตร 2 หลุม ได้พบชั้นกิจกรรมอยู่อาศัยของคนโบราณ โดยพบหลักฐานประเภทเศษภาชนะดินเผา ขวานหินขัด (11 ชิ้น) ตะกรัน หรือขี้แร่ ลูกปัดแก้ว (5 - 6 ลูก) และเปลือกหอยน ้าจืด (หอยโข่ง และหอยขม หรือหอยทาก) เป็นจ านวนมาก ทางผู้ขุดค้นสรุปว่าเนื่องจากไม่พบร่องรอยการนับถือศาสนา จึงสันนิษฐานว่าชุมชนที่บ้านนาลาวอาจมีอายุเก่าไปกว่าพุทธศตวรรษที่ 12 และอาจเก่าไปถึงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายที่อยู่สืบเนื่องมาจนถึง สมัยประวัติศาสตร์ นั่นคือ ก่อนมีการสร้างเมืองอู่ทองขึ้นในสมัยทวารวดีคงมี ชุมชนเล็กๆ กระจายตัวตามเส้นทางน ้าสายต่างๆ อยู่ก่อนแล้ว 9. สุรพล นาถะพินธุ. “ข้อมูลเพิ่มใหม่จากการขดุค้นแหล่งโบราณคดี เมืองอู่ทอง.” ใน เอกสารประกอบการสัมมนา “จากทวารวดี ถึงสุพรรณภูมิ: หลักฐานและข้อมูลใหม่ทางโบราณคดี. สุพรรณบุรี: ส านักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติที่2, 2542. หน้า 95 – 103.


Click to View FlipBook Version