~ 96 ~ เป็นหนังสือเล่มส าคัญที่กล่าวถึงการศึกษาทวารวดีในแง่มุมต่างๆ โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากโบราณวัตถุและโบราณสถาน และองค์ความรู้ทาง วิชาการในงานโบราณคดีต่างๆ โดยมีการกล่าวถึงข้อมูลของเมืองโบราณ อู่ทองหลายประเด็น ได้แก่ 1. เมืองอู่ทอง จัดว่าเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่ในสมัยทวารวดี เป็นเมืองท่าที่ส าคัญที่ตั้งอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยา มีบทบาทในการ ติดต่อซื้อขายกับประเทศโลกภายนอก โดยศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลิเยร์ สรุปว่าเมืองอู่ทองเป็นราชธานีของราชอาณาจักรสุวรรณภูมิหรือที่เรียกว่า “จินหลิน” ในเอกสารจีน และภายหลังจากพุทธศตวรรษที่ 16 เมืองอู่ทองก็ได้ เป็นเมืองร้างไป 2. โบราณวัตถุที่พบในเมืองอู่ทอง แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ ระหว่างอินเดียกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น การพบชิ้นส่วน ประติมากรรมดินเผาและปูนปั้นที่ใช้ประดับสถูปและวิหารเนื่องใน พุทธศาสนา มีรูปแบบที่มาจากอินเดียเช่น ประติมากรรมดินเผารูปพระสงฆ์ อุ้มบาตรสามองค์ นอกจากนี้ยังพบลูกปัดชนิดต่างๆ เป็นจ านวนมาก รวมถึงโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์เช่น ขวานหินมีบ่า เป็นต้น 3. โบราณสถานที่พบในบริเวณเมืองอู่ทอง จากการขุดค้นทางด้าน โบราณคดีมีมากกว่า 20 แห่ง และส่วนมากเป็นซากเจดีย์หรือโบราณสถาน ในศาสนาพุทธในสมัยทวารวดี นอกจากนั้นบริเวณนอกเมืองยังพบที่ตั้งกลุ่ม โบราณสถานคอกช้างดิน ซึ่งแต่เดิมสันนิษฐานว่าเป็นเพนียดคล้องช้าง แต่แท้จริงแล้วเป็นอ่างเก็บน ้าเป็นต้น 16. ณัฏฐภทัร จนัทวิช, บรรณาธิการ. น าชมพิพิธภณัฑสถานแห่งชาติ อ่ทูอง จงัหวดัสุพรรณบุรี. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2545. หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือน าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ซึ่งเป็นฉบับที่พิมพ์ขึ้นใหม่หลังจากที่มีการปรับเปลี่ยนการจัดแสดง เนื้อหา
~ 97 ~ กล่าวถึงที่ตั้งและภูมิประเทศของเมืองอู่ทอง โดยสรุปว่าพื้นที่ตั้งของเมือง เป็นที่ราบเชิงเขาซึ่งมีพื้นที่กว้างขวาง สามารถรองรับการขยายตัวของ ชุมชนได้ และเป็นพื้นที่ที่เกิดจากการทับถมของดินตะกอนแม่น ้า ท าให้ดินมี ความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก มีแม่น ้าจระเข้สามพันเป็นเส้นทาง คมนาคมทางน ้า และมีแนวคันดินที่เรียกว่าถนนท้าวอู่ทองเป็นเส้นทาง คมนาคมทางบก อีกทั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งทะเลซึ่งจะสามารถติดต่อกับจีน อินเดีย เปอร์เซีย และอาหรับ ท าให้เหมาะกับการเป็นแหล่งติดต่อการค้าทั้งภายใน และภายนอก ต่อมากล่าวถึงพัฒนาการของเมืองอู่ทองว่ามีการอยู่อาศัยมาตั้งแต่ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย และต่อมาได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรม อินเดีย และมีร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของพ่อค้าชาวพุทธจากลุ่มแม่น ้า กฤษณา-โคทาวารี ก่อนเจริญขึ้นเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาในช่วงต้น ยุคทวารวดี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการขยายตัวทางการค้าของชาวอินเดียมายัง ดินแดนแถบนี้ จากการขุดค้นพบหลักฐานจ านวนมากแสดงว่าเมืองอู่ทองร่วมสมัย กับเมืองออกแก้ว ประเทศเวียดนาม และมีพัฒนาการต่อมาในสมัย ทวารวดีร่วมสมัยกับเมืองนครปฐม เมืองคูบัว จ.ราชบุรี นอกจากหลักฐานที่ บ่งบอกว่าเป็นศูนย์กลางทางการค้าแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่ามีการเลือกรับ วัฒนธรรมอินเดียเข้ามาด้วย เช่น ตั้งอยู่ใกล้แม่น ้าใหญ่ มีการขุดคูรอบตัว เมืองเป็นวงรีซึ่งเชื่อว่าแต่เดิมคงมีปราการก่อด้วยศิลาแลงแต่ปัจจุบันหักพัง ไปเสียเกือบหมด มีการผลิตและใช้ตราประทับ พบเหรียญเงินมีจารึกอักษร ปัลลวะ ภาษาสันสกฤต มีเนื้อความกล่าวถึงการบุญแห่งพระเจ้าศรีทวารวดี ท าให้เชื่อว่ามีระบบกษัตริย์ในการปกครอง เป็นต้น นอกจากนี้จากการขุดแต่งโบราณสถานยังพบว่าส่วนใหญ่เป็น ฐานสถูป เจดีย์ และวิหาร โดยที่ยังคงพบหลักฐานเป็นศิลปกรรมที่แสดง อิทธิพลศิลปะอินเดียสมัยราชวงศ์คุปตะ หลังคุปตะ และปาละ มีอายุอยู่ใน
~ 98 ~ ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12 - 16 ได้แก่ ธรรมจักรศิลา พระพุทธปางต่างๆ ทั้งท าจากศิลา ดินเผา และส าริด พระพิมพ์ดินเผา ประติมากรรมรูปสิงห์และ ส่วนยอดขององค์สถูป เป็นต้น ในส่วนสุดท้ายมีการกล่าวถึงลูกปัดเมืองอู่ทองว่ามีขนาดที่ หลากหลาย ตั้งแต่เส้นผ่านศูนย์กลาง 3 - 17 มิลลิเมตร และยาวตั้งแต่ 6 - 31 มิลลิเมตร มีทั้งสีเดียวและหลายสี มีทั้งแบบที่เรียกว่าลูกปัดโรมันและ ลูกปัด มีตา ก าหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 7 - 16 โดยการเทียบเคียงกับ ประเทศใกล้เคียง 17. สุจิตต์วงษ์เทศ. พระปฐมเจดียไ์ม่ใช่เจดียแ์ห่งแรกแต่เป็นมหาธาตุ หลวงยุคทวารวดี. กรุงเทพฯ: มติชน, 2545. ผู้เขียนกล่าวถึงประเด็นศึกษาเรื่องที่พระปฐมเจดีย์ไม่ใช่เจดีย์แห่ง แรกในสยามประเทศ โดยกล่าวถึงแนวความคิดที่มาของความเชื่อที่ว่า พระปฐมเจดีย์เป็นเจดีย์แห่งแรกของสยามประเทศได้อย่างไร แต่ความคิด ดังกล่าวก็ได้ตกไป เนื่องจากการศึกษาค้นคว้าทางด้านโบราณคดีที่เมือง อู่ทอง และบ้านดอนตาเพชร อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี เพราะพบว่ามี ร่องรอยการนับถือพุทธศาสนามาก่อนแล้ว ทั้งยังมีซากสถูปเจดีย์ที่เก่ากว่า เมืองนครปฐม นอกจากนี้ยังมีการน าภาพถ่ายทางอากาศมาแสดงถึงผังเมืองอู่ทอง ว่าผังเมืองมีความคล้ายคลึงกับเมืองนครปฐม เป็นผังเมืองแบบการสร้าง คูเมืองล้อมรอบ ผังอยู่ในรูปของสี่เหลี่ยมค่อนข้างมน และภายในเมืองมี ศาสนสถาน อย่างไรก็ตาม ทางผู้เขียนได้กล่าวถึงเมืองอู่ทองเพียงเท่านั้น เพราะเนื้อหาส่วนที่เหลือทั้งหมดเกี่ยวข้องกับเมืองนครชัยศรีหรือนครปฐม โบราณ
~ 99 ~ ภาพถ่ายเก่าเจดีย์หมายเลข 3 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)
~ 100 ~ ภาพถ่ายเก่าเจดีย์หมายเลข 3 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)
~ 101 ~ 18. สุจิตต์วงษ์เทศ, บรรณาธิการ. สุวรรณภมูิอยู่ทีน่ี่ทีแ่ผ่นดินสยาม. กรุงเทพฯ: มติชน, 2545. หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมบทความของนักวิชาการรุ่นแรกๆ ที่ได้ ศึกษาเกี่ยวกับสุวรรณภูมิ ได้แก่ 1. “ศิลาจารึกที่ศาลเจ้า พระปฐมเจดีย์” พระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 2. “สุวรรณภูมิ” พระนิพนธ์ในสมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชา นุภาพ 3. “สมัยแรกพระพุทธศาสนาเป็นประธานของประเทศ” พระนิพนธ์ ในสมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ 4. “สุวัณณภูมิ” โดยธนิต อย่โูพธิ์ 5. “สุวรรณภูมิอยู่ที่ไหน” โดยศาสตราจารย์มานิต วัลลิโภดม 6. “สุวรรณภูมิ ศูนย์กลางอยู่ลุ่มน ้าท่าจีน-แม่กลอง” โดยศรีศักร วัลลิโภดม 7. “สุวรรณภูมิ ดอนตาเพชร-อู่ทอง และ ชิน อยู่ดี” โดยศรีศักร วัลลิโภดม 8. “ดอนตาเพชร รายงานชั้นต้นการขุดค้นแหล่งโบราณคดี บ้านดอนตาเพชร หมู่ที่ 6 ต าบลพนมทวน อ าเภอพนมทวน จังหวัด กาญจนบุรี พ.ศ. 2518-2519” ของศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี บรรณาธิการได้เขียนค าน าเสนอและแสดงความคิดเห็นไว้ใน ตอนต้นเล่มว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าสุวรรณภูมิเป็นชื่ออาณาจักร แรกเริ่มของไทยที่มีราชธานีอยู่ที่เมืองนครปฐมโบราณ แต่เชื่อว่าน่าจะเป็น เมืองอู่ทองที่มีความเก่าแก่กว่า ในตอนท้ายได้สรุปว่า สุวรรณภูมิเป็นชื่อที่ ชาวอินเดีย เรียกบริเวณดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในสมัยโบราณมี แร่โลหะคือทองแดงและทองค าที่ชาวอินเดียต้องการ โดยการค้าระหว่าง
~ 102 ~ อินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้เฟื่องฟูมาก ท าให้ปรากฏการเดินทาง มายังสุวรรณภูมิในคัมภีร์โบราณต่างๆ ของอินเดียและลังกา 19. สุจิตต์วงษ์เทศ. ประชุมหลกัฐานประวตัิศาสตรเ์รือ่งพระเจ้าอู่ทอง ไม่ได้มาจากเมืองอู่ทอง: มาจากเมืองจีน-ทางทะเลมาจาก เมืองลาว-ทางบก. กรุงเทพฯ: มติชน, 2545. เนื้อหาหลักแสดงถึงข้อสันนิษฐานและข้อเสนอแนะในเรื่องเกี่ยวกับ พระเจ้าอู่ทอง ผู้ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยา เดิมทีเชื่อว่าพระเจ้าอู่ทองเป็น กษัตริย์ครองเมืองอู่ทองตามข้อวินิจฉัยของสมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชา นุภาพ แต่ภายหลังก็ถูกคัดค้านและมีการเสนอข้อสันนิษฐานใหม่ๆ จาก นักวิชาการรุ่นหลังที่พยายามอธิบายความเป็นมาของพระเจ้าอู่ทองและ ความสัมพันธ์กับเมืองอู่ทอง หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงเมืองอู่ทองในต านานของเมืองสุพรรณบุรีที่ เชื่อกันว่า พระเจ้าอู่ทองนี้มาจากเมืองที่อยู่ริมแม่น ้าจระเข้สามพัน ที่มาของ พระเจ้าอู่ทองในเอกสารต่างๆ การเรียกผู้ครองเมืองอู่ทองทุกองค์ว่าพระเจ้า อู่ทอง เป็นต้น และในเวลาต่อมาศาสตราจารย์ ชอง บวสเซอลิเยร์ ก็ได้เสนอ เรื่องเกี่ยวกับเมืองอู่ทองซึ่งมีใจความถึงผลการขุดค้นทางโบราณคดีที่พบว่า เมืองอู่ทองได้ทิ้งร้างไปกว่า 300 ปีก่อนจะมีการย้ายเมืองไปสถาปนากรุงศรี อยุธยา ดังนั้นจึงหมายความว่าพระเจ้าอู่ทองที่ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยานั้น ไม่ได้เกิดที่เมืองอู่ทอง และไม่ได้เสด็จหนีโรคห่าไปจากเมืองอู่ทองด้วย เช่นกัน 20. ธิดา สาระยา. ทวารวดี: ต้นประวตัิศาสตรไ์ทย. กรุงเทพฯ: เมือง โบราณ. 2545. ในสมัยโบราณในดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน พบว่ามีการ อยู่อาศัยก็กลุ่มคนที่วัฒนธรรมร่วมกัน โดยมีการนับถือพุทธศาสนาที่รับ
~ 103 ~ อิทธิพลมาจากอินเดีย ซึ่งชุมชนดังกล่าวนั้นบรรดานักวิชาการได้เรียกว่า กลุ่มคนทวารวดี โดยกลุ่มชุมชนวัฒนธรรมทวารวดีที่มีความโดดเด่นและมี อายุสืบเนื่องมาอย่างยาวนานก็คือ เมืองโบราณอู่ทอง เมืองอู่ทองเปรียบเสมือนสุวรรณภูมิในประเทศไทย ความเติบโต ของเมืองอู่ทองปรากฏโครงสร้างทางกายภาพอย่างชัดเจน เป็นเครือข่ายของ กลุ่มเมืองที่สัมพันธ์กับลุ่มแม่น ้าโบราณ (ท่าจีน-แม่กลอง)และมีการติดต่อกับ เมืองอื่นในสมัยเดียวกัน หลักฐานทางด้านโบราณคดีที่พบในเมืองอู่ทองที่ส าคัญ ได้แก่ จารึกแผ่นทองแดง กล่าวถึงกษัตริย์ที่มีสร้อยนามลงท้ายว่า “วรมัน” นอกจากนั้นยังพบโบราณสถานที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพราหมณ์ในเมืองอู่ทอง เช่น โบราณสถานคอกช้างดิน รวมถึงศาสนสถานในศาสนาพุทธ เช่นเจดีย์ เป็นต้น 21. สา นักงานโบราณคดีและพิพิธภณัฑสถานแห่งชาติที่2 สุพรรณบุรี. โบราณคดีเมืองอ่ทูอง. นนทบุรี: สหมิตรพริ้นติ้ง,2545. หนังสือกล่าวถึงเมืองอู่ทองในด้านต่างๆ โดยเน้นที่พัฒนาการของ เมืองอู่ทอง ตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา ประกอบด้วยบทความ 5 เรื่อง และรายงานผลการขุดค้นทางโบราณคดีที่บ้านนาลาว ต าบลอู่ทอง พ.ศ. 2544 (กล่าวแล้วในบทที่ 2) ซึ่งแต่ละบทความมีเนื้อหาโดยสังเขปดังนี้ 1) เรื่อง “ประวัติการด าเนินงานและเอกสารที่เกี่ยวข้อง” โดย ภัทรพงษ์ เก่าเงิน การศึกษาเรื่องราวของเมืองอู่ทองมีตั้งแต่ พ.ศ. 2446 สมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ เมื่อด ารงต าแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้เสด็จตรวจราชการที่สุพรรณบุรี และทรงวินิจฉัยเรื่องเมืองอู่ทองไว้ จากนั้นมีนักวิชาการอีกหลายท่านที่ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับทวารวดีและ เมืองอู่ทอง เช่น ปอล เปลิโอต์ ลูเนต์ เดอ ลาจองกิแอร์ และศาสตราจารย์
~ 104 ~ ยอร์ช เซเดส์ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี ศาสตราจารย์มานิต วัลลิโภดม และศาสตราจารย์ ดร.ผาสุข อินทราวุธ เป็นต้น โดยสรุปแล้วเมืองอู่ทองเริ่มมีการตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สมัยก่อน ประวัติศาสตร์ราว 3,000 ปีมาแล้ว ชุมชนก่อนประวัติศาสตร์นี้มีการพัฒนา ความเจริญเรื่อยมาจนเป็นเมืองอู่ทอง อันเป็นเมืองส าคัญทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของภูมิภาค ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 8 และภายหลัง พุทธศตวรรษที่ 12 ก็เริ่มเสื่อมลงจนทิ้งร้างไปราวพุทธศตวรรษที่ 17 และ น่าจะถูกรวมเข้ากับเมืองสุพรรณภูมิ ที่เจริญขึ้นในเวลาต่อมา 2) เรื่อง “อู่ทอง: พัฒนาการก่อนพุทธศตวรรษที่ 12” โดย วสันต์ เทพสุริยานนท์ เมืองอู่ทองอยู่ในเขตลุ่มแม่น ้าแม่กลอง-ท่าจีน โดยพื้นที่ต่างๆ ในลุ่ม แม่น ้าแม่กลอง-ท่าจีนนี้ก็ปรากฏแหล่งโบราณคดีที่ส าคัญเป็นจ านวนมาก ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นต้นมา เช่น บ้านดอนตาเพชร บ้านเก่า ถ ้าตาด้วง ในเขต จ.กาญจนบุรี บ้านน ้าพุค้าง บ้านหนองบัว ถ ้าเขาซุ่มดง ในเขต จ.ราชบุรี ไร่นายจรัญ ไร่นายจิ๋ว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยา เขตก าแพงแสน ใน จ.นครปฐม ส าหรับหลักฐานทางโบราณคดีที่พบที่เมืองอู่ทองก่อนพุทธศตวรรษ ที่ 12 เช่น เครื่องมือขวานหินขัด ลูกปัดหิน ลูกปัดแก้ว เหรียญโรมัน ตราประทับดินเผา ชิ้นส่วนประติมากรรมดินเผารูปพระสงฆ์ 3 รูปอุ้มบาตร เป็นต้น ซึ่งบ่งชี้ถึงพัฒนาการด้านต่างๆ โดยเฉพาะการติดต่อกับชุมชน ภายนอกภูมิภาค ทั้งจีนและอินเดีย อันส่งผลต่อพัฒนาการทางวัฒนธรรม ของชุมชนทวารวดี ในช่วงหลังพุทธศตวรรษที่ 12 ต่อไป
~ 105 ~ 3) เรื่อง “พัฒนาการของเมืองอู่ทอง หลังพุทธศตวรรษที่ 12” โดย ภัทรพงษ์ เก่าเงิน เมืองโบราณอู่ทอง เป็นเมืองที่มีคูน ้าคันดินล้อมรอบ ผังเมืองเป็น รูปวงรี วางตัวในแนวตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต้ ภายในมี โบราณสถานมากกว่า 20 แห่งกระจายตัวอยู่ โดยมีระบบการกักเก็บน ้าจาก ห้วยหางนาคให้ไหลเข้าสู่คูเมืองทางตะวันตก ก่อนไหลลงไปยังล าน ้าจระเข้ สามพันทางตะวันออก จากการศึกษาของทิวา ศุภจรรยา สันนิษฐานว่าเมือง อู่ทองตั้งอยู่บนแนวชายฝั่งทะเลเดิม โดยปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการของเมือง อู่ทอง ได้แก่ ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ แหล่งน ้าที่เพียงพอ ที่ตั้งสามารถ ออกสู่ทะเลได้สะดวก สามารถเดินทางติดต่อกับชุมชนอื่นๆ ได้สะดวก หลักฐานต่างๆ ที่พบที่เมืองอู่ทอง สามารถสรุปได้ว่าโบราณสถาน ส่วนมากเป็นพุทธศาสนา โดยมีมากกว่า 20 แห่ง ทั้งในและนอกเมืองอู่ทอง และพบว่ามีโบราณวัตถุเนื่องในพุทธศาสนาจ านวนมาก เช่น พระพุทธรูป ส าริด พระพุทธรูปทองค า ธรรมจักร พระพิมพ์ดินเผา ประติมากรรมรูปกวาง เป็นต้น ในทางการปกครองที่เมืองอู่ทองหรือทวารวดีอาจมีกษัตริย์เป็น ผู้ปกครอง เนื่องจากพบจารึกที่เหรียญเงิน นอกจากนี้ยังพบจารึกบนแผ่น ทองแดง อักษรหลังปัลลวะ ภาษาสันสกฤต ระบุพระนามของกษัตริย์สอง พระองค์ คือ พระเจ้าศรีหรรษวรมัน และพระเจ้าศรีอีศานวรมัน ส่วนในทาง การค้าเมืองอู่ทองอาจเป็นแหล่งชุมนุมสินค้าจากดินแดนต่างๆ เนื่องจากพบ หลักฐานที่คล้ายกับที่พบในอินเดีย เปอร์เซีย จีน โรมัน และเมืองในทวารวดี อื่นๆ เช่น นครปฐม คูบัว ในด้านภาษา จารึกที่เมืองอู่ทองส่วนใหญ่จารึกด้วยอักษรปัลลวะ และหลังปัลลวะ ทั้งภาษาสันสกฤตและบาลี เรื่องราวที่จารึกมีทั้งเรื่องใน ศาสนาและเรื่องของกษัตริย์ผู้ปกครอง เช่น จารึกบนแผ่นทองแดง และจารึก บนเหรียญเงินดังกล่าวมาแล้ว นอกจากนี้ยังพบจารึกคาถา เย ธมฺมา
~ 106 ~ บนแผ่นอิฐ อักษรปัลลวะ ภาษาบาลี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 และจารึก นโม วุทธายฺ บนแผ่นอิฐ อักษรปัลลวะ ภาษาบาลี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 รวมถึงจารึกระบุชื่อพระอรหันตสาวก หลังพระพิมพ์ดินเผา ส าหรับเรื่องภาชนะดินเผาที่พบนั้นส่วนมากเป็นภาชนะเนื้อดิน รูปทรงต่างๆ ซึ่งอาจแบ่งได้เป็นภาชนะที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน เช่น หม้อมีสัน ไห ชาม อ่าง และภาชนะที่ใช้ในพิธีกรรม เช่น หม้อน ้ามีพวย ตะเกียง ตะคัน หม้อน ้าปากขวด ซึ่งมักตกแต่งด้วยลายประทับในกรอบสี่เหลี่ยม ในส่วนการแต่งกายของชาวทวารวดีนั้นศึกษาได้จากประติมากรรม ที่พบที่เมืองอู่ทอง ลักษณะโดยรวมมีความคล้ายคลึงกับในวัฒนธรรมอินเดีย โดยผู้หญิงไว้ผมยาว ท ามุ่นมวยสูง ประดับด้วยศิราภรณ์ ใส่เครื่องประดับ เช่น ตุ้มหูห่วงขนาดใหญ่ สร้อยคอแผงกว้าง สายสร้อยลูกปัด ก าไลแขน วงเล็ก นุ่งซิ่นทบจีบหน้า ผ้ายาวกรอมเท้า ไม่สวมเสื้อ มีผ้ารัดอก ผู้ชายไว้ ผมยาวถักเปียเล็กๆ รวบสูง แล้วปล่อยผมลงมาประบ่า สวมตุ้มหูวงกลมใหญ่ สวมก าไลแขน สร้อยคอ นุ่งผ้ายาวครึ่งแข้ง จีบชายพก รัดเข็มขัดซ้อนกัน 1 - 3 เส้น ตามแต่ฐานะทางสังคม 4) เรื่อง “พัฒนาการเมืองอู่ทองหลัง พุทธศตวรรษที่ 16” โดย ภัทรพงษ์ เก่าเงิน ภายหลังพุทธศตวรรษที่ 16 เมืองอู่ทองได้เสื่อมลง และถูกทิ้งร้าง ไปในที่สุด กระทั่งสมัยอยุธยาจึงปรากฏหลักฐานการอยู่อาศัยที่เมืองอู่ทอง อีกครั้ง เช่น เจดีย์หมายเลข 1 เจดีย์บนเขาพระ โบราณสถานบนเขา ท าเทียม เจดีย์บนเขาดีสลัก เจดีย์บนเขาพระ โดยสันนิษฐานว่าความส าคัญ ของเมืองอู่ทองในเวลานี้น่าจะเป็นชุมชนที่อยู่บนเส้นทางการเดินทัพระหว่าง กรุงศรีอยุธยาและพม่า ทั้งนี้หลักฐานในครั้งที่พระมหาอุปราชายกทัพมาครั้งแรก เมื่อพ.ศ. 2133 และเมื่อครั้งสงครามยุทธหัตถีเมื่อ พ.ศ. 2135 ปรากฏชื่อบ้านจระเข้ สามพัน อยู่ไม่ห่างจากเมืองอู่ทองมากนัก ซึ่งอาจใช้เป็นที่พักชั่วคราว
~ 107 ~ ระหว่างการเดินทัพ เพราะปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีในเขตพื้นที่เมือง อู่ทองแต่ไม่หนาแน่นนัก นอกจากนี้เมืองอู่ทองอาจส าคัญในฐานะที่หมายตา (Land Mark) เนื่องจากมีเทือกเขาอยู่ทางตะวันตกของพื้นที่ อันเป็นทางผ่านไปทาง กาญจนบุรี การก่อสร้างเจดีย์สมัยอยุธยาบนเขาสูงอาจท าให้เห็นได้ชัดจาก ฝั่งตะวันออก แต่เมื่อถึงสมัยกรุงธนบุรี เส้นทางการเดินทัพไทย-พม่า เปลี่ยนไปเป็นเส้นทางราชบุรี-กาญจนบุรีแทน เมืองอู่ทองจึงน่าจะเป็นพื้นที่ที่ ปลอดภัยมากพอที่จะตั้งถิ่นฐานได้ ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ได้มีการกวาดต้อนชาวลาวมาอาศัยอยู่ที่ เมืองอู่ทอง เมื่อมีการตัดถนนมาลัยแมนผ่านใน พ.ศ. 2480 เมืองอู่ทองจึง เป็นเมืองระหว่างเส้นทางคมนาคมที่คึกคัก กระทั่งมีการตัดทางหลวง หมายเลข 340 5) เรื่อง “โบราณวัตถุชิ้นส าคัญของเมืองอู่ทอง”อรุณศกัดิ์กงิ่มณี บทความนี้น าเสนอตัวอย่างโบราณวัตถุชิ้นส าคัญและสวยงาม เช่น - เศียรพระพุทธรูปทองค า พบจากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 2 - ธรรมจักรศิลา พร้อมแท่น และเสา พบจากการขุดแต่งเจดีย์ หมายเลข 11 อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 - หัวกวาง ศิลา พบจากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 10 อายุ ราวพุทธศตวรรษที่ 13 - 14 - เอกมุขลึงค์ พบจากการขุดแต่งคอกช้างดินหมายเลข 5 อายุ ราวพุทธศตวรรษที่ 12 - 13 - ชิ้นส่วนประติมากรรมปูนปั้น เช่น พระพุทธรูป ศีรษะบุคคล สวมหมวกทรงสูง เศียรยักษ์ - แผ่นดินเผาภาพพระภิกษุ 3 รูปอุ้มบาตร สภาพช ารุด อิทธิพล ศิลปะอมราวดีของอินเดีย อายุราวพุทธศตวรรษที่ 9 - 10
~ 108 ~ - จุกภาชนะดินเผา มีหลายรูปแบบ เช่น ภาพคชลักษมี และสิงห์ รูปเทวีและสิงห์ รูปบุคคลต่อสู่กัน? อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 - 14 - ตราดินเผา รูปวัว ตรีศูล และครุฑ พร้อมจารึกพระนามพระศิวะ พระพรหม พระวิษณุ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 - 14 22. ประชุม ชุ่มเพง็พนัธ. ุ์สุวรรณภมูิดินแดนทองแห่งเอเชียตะวนัออก เฉียงใต้. กรุงเทพฯ: ชมรมเด็ก, 2546. หนังสือเล่มนี้กล่าวอย่างชัดเจนในบทแรกว่า ดินแดนสุวรรณภูมิ ตั้งอยู่บริเวณกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ดินแดนแผ่นดินใหญ่ แผ่นดินคาบสมุทร และดินแดนกลุ่มเกาะ ซึ่งผู้เขียนได้ น าเสนอข้อมูลภูมิศาสตร์และทรัพยากรในปัจจุบันของกลุ่มประเทศดังกล่าว ในบทที่ 2 ผู้เขียนได้กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของสุวรรณภูมิ ซึ่งปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกและนิทานชาดกต่างๆ ของอินเดียและลังกา รวมถึงบันทึกการเดินทางของชาติตะวันตก จีน และอาหรับ แสดงให้เห็น ความอุดมสมบูรณ์ของดินแดนสุวรรณภูมิในอดีตที่ชาวต่างชาติต่างพากันเข้า มาค้าขาย นอกจากนี้ยังกล่าวถึงข้อสันนิษฐานเรื่องต าแหน่งที่ตั้งของเมือง ต่างๆ ตามหนังสือภูมิศาสตร์ของปโตเลมี โดยเฉพาะบริเวณสุวรรณภูมิและ คาบสมุทรทอง ซึ่งนักวิชาการส่วนมากมีความเห็นว่า ได้แก่ บริเวณประเทศ พม่าตอนล่าง จนต่อมาได้มีการตรวจสอบจึงเกิดข้อสันนิษฐานใหม่ว่า คาบสมุทรทองคือ ดินแดนคาบสมุทรมลายู ส าหรับในเอกสารจีน ปรากฏค าว่า จินหลิน หมายถึง ดินแดนทอง อันมีที่ตั้งอยู่ห่างถัดไปจากอาณาจักรฟูนันคนละฝั่ง ประมาณ 2,000 ลี้ ส่วนบันทึกของราชทูตคังไท่ได้บันทึกไว้ว่าห่างจากฟูนาน 7,000 ลี้ จากบันทึกทั้งหลายนักวิชาการได้แสดงความเห็นว่าสุวรรณภูมิน่าจะตั้งอยู่ที่
~ 109 ~ อ่าวสยาม นอกจากนี้ยังมีความเห็นที่บ่งชี้ว่าอยู่ที่เมืองสุพรรณบุรี ส่วนใน เอกสารอาหรับมักปรากฏตามนิทานต่างๆ ซึ่งเรียกดินแดนสุวรรณภูมิว่า อาณาจักรสุฟฟรา ในบทที่ 3 กล่าวถึงมูลเหตุที่ชาวอินเดียเดินทางมายังสุวรรณภูมิ เพื่อค้าขายแลกเปลี่ยน เพื่อประกาศศาสนา เผยแพร่อารยธรรม และเพื่อ เสี่ยงโชคทางการเมืองและอาชีพ โดยการเดินทางเข้ามายังสุวรรณภูมท าให้ เกิดคลื่นวัฒนธรรมจากอินเดียเข้ามา และเมืองในสุวรรณภูมิก็ได้รับเอา อารยธรรมอินเดียเข้ามาปรับใช้ทั้งในด้านประเพณี ความเชื่อ ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างเมืองโบราณรุ่นแรกที่กระจายตัวตาม แนวชายฝั่งทะเล เช่น ในประเทศพม่า ได้แก่ อาณาจักรศรีเกษตร เมือง สุธรรมนคร ในประเทศไทย ได้แก่ อาณาจักรทวารวดี แคว้นตามพรลิงค์ แคว้นลังกาสุกะ ในประเทศกัมพูชา ได้แก่ อาณาจักรพนม ในประเทศ เวียดนาม ได้แก่ อาณาจักรจามปา ในประเทศอินโดนีเซีย ได้แก่ เกาะ สุมาตรา เกาะชวา ในตอนท้ายของบทกล่าวถึงศูนย์กลางของดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งมี ข้อสันนิษฐาน 3 ข้อ ได้แก่ 1. ตั้งอยู่ในบริเวณประเทศพม่าตอนล่าง มีศูนย์กลางที่เมืองสะเทิม 2. ตั้งอยู่บริเวณที่ราบดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น ้าเจ้าพระยา 3. ตั้งอยู่บริเวณแหลมมลายู หรือตลอดไปถึงเกาะสุมาตราและชวา นอกจากจะรับเอาอารยธรรมอินเดียเข้ามาแล้ว ดินแดนสุวรรณภูมิ ยังรับเอาวัฒนธรรมจากจีนเข้ามาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งมีชาวจีน เข้ามาตั้งรกรากในดินแดนสุวรรณภูมิรวมถึงมาเจริญสัมพันธไมตรีและ ค้าขายด้วย ในบทที่ 4 กล่าวถึงพัฒนาการทางวัฒนธรรมของชุมชนบริเวณ ลุ่มแม่น ้า คืออาณาจักรทวารวดี โดยในบทนี้ได้น าเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเมือง
~ 110 ~ โบราณต่างๆ ตามลุ่มแม่น ้าแม่กลอง ลุ่มแม่น ้าท่าจีน ลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยา ลุ่มแม่น ้าบางปะกง ในบทที่ 5 กล่าวสรุปข้อมูลโครงร่างและความเป็นมาของสุวรรณภูมิ และกล่าวถึงข้อมูลภาพรวมของประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียนทั้งหมด 11 ประเทศ 23. สุจิตต์วงษ์เทศ. ชาติพนัธุ์สุวรรณภูมิ: บรรพชนคนไทยใน อุษาคเนย์. กรุงเทพฯ: มติชน, 2547. เนื้อหาในหนังสือกล่าวน าถึงแผ่นดินอุษาคเนย์ที่เคยมีผืนแผ่นดิน ต่อเชื่อมกันมาก่อนจะแยกตัวออกจากกันในสมัยไพลสโตซีน ซึ่งสมัยนั้นมี บรรพบุรุษของมนุษย์อุษาคเนย์อาศัยอยู่ เช่น มนุษย์ปักกิ่ง มนุษย์ชวา มนุษย์ล าปาง จนต่อมาเมื่อเกิดปรากฏการณ์ธารน ้าแข็งครั้งสุดท้าย ส่งผลให้ น ้าทะเลลดระดับลง และเหล่ามนุษย์อุษาคเนย์ได้เคลื่อนย้ายไปตามแหล่ง ทรัพยากรต่างๆ และเลือกตั้งถิ่นฐานตามถ ้าหรือเพิงผาและทิ้งร่องรอยการอยู่ อาศัยเอาไว้ เช่น เครื่องมือหิน เครื่องใช้ไม้สอย ส าหรับในดินแดนไทย เช่น เพิงผาถ ้าหลังโรงเรียน บ้านทับปริก จ.กระบี่, เพิงผาบ้านไร่และถ ้าลอด อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน สมัยต่อมาราว 5,000 - 7,000 ปีมาแล้ว มนุษย์ในอุษาคเนย์เริ่ม ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์และมีที่อยู่อาศัยอย่างเป็นหลักแหล่ง เกิดเป็นชุมชนและ มี “หัวหน้า” เป็นบุคคลส าคัญ ซึ่งจะเห็นได้จากสิ่งของที่มักฝังรวมกับหลุมศพ ที่มักเป็นสิ่งของมีค่าหรือเครื่องมือเครื่องใช้แบบพิเศษ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของมนุษย์ในอุษาคเนย์ คือ โลหะปฏิวัติ ที่กลุ่มคนได้มีความรู้ทางด้านโลหกรรมจนสามารถผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ โลหะได้ โลหะปฏิวัตินี้ก่อให้เกิดการย้ายแหล่งที่อยู่ไปตามแหล่งทรัพยากร แร่ธาตุ ส่งผลให้มีการค้าขายแลกเปลี่ยนสิ่งของและเกิดการแลกเปลี่ยนทาง วัฒนธรรมขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ในแถบลุ่มแม่น ้าโขง
~ 111 ~ ผู้เขียนได้กล่าวถึงการนับถือศาสนาของกลุ่มชน โดยมีการนับถือ ศาสนาผี การบูชางู กบ สุนัข ซึ่งถือว่าเป็นความเชื่อของกลุ่มคนในยุคโลหะ ปฏวิตัแิละเช่อืมโยงไปส่กูลองมโหระทกึซง่ึเป็นกลองศกัดสิ์ทิธแิ์ละสงิ่ของท่ี เป็นลักษณะเฉพาะของดินแดนในแถบอุษาคเนย์และกล่าวถึงประวัติศาสตร์ แต่ยุคสมัยทวารวดีจนถึงกรุงรัตนโกสิทร์ ซึ่งผู้เขียนได้แสดงให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ลักษณะเครือญาติกันของบรรพบุรุษมนุษย์ในดินแดน อุษาคเนย์ ส าหรับเรื่องราวเกี่ยวกับสุวรรณภูมิและอู่ทอง ผู้เขียนกล่าวว่า ปรากฏขึ้นเมื่อราว 2,500 ปีมาแล้ว ชาวชมพูทวีปได้เดินทางมาค้าขาย แลกเปลี่ยนยังดินแดนอุษาคเนย์และเรียกดินแดนแถบนี้ว่าสุวรรณภูมิ โดยมี ชาวชมพูทวีปเดินทางมายังบริเวณลุ่มแม่น ้าแม่กลอง-ท่าจีน ปัจจุบันคือ บ้านดอนตาเพชร จ.กาญจนบุรี ต่อเนื่องกับสองฝั่งล าน ้าจระเข้สามพันหรือ เมืองอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ส่งผลให้ชุมชนเหล่านี้ได้รับเอาอารยธรรมของ ชาวชมพูทวีปมาด้วย ซึ่งในที่นี้ผู้เขียนมีความเชื่อว่า บริเวณลุ่มน ้า แม่กลอง-ท่าจีน หรือเมืองอู่ทอง คือ ดินแดนสุวรรณภูมิที่พระโสณะและ พระอุตตระเดินทางมาเผยแผ่พุทธศาสนา 24. ธิดา สาระยา. ประวตัิศาสตรอ์ารยธรรมไทย. กรุงเทพฯ: อมรินทร ์ พริ้นติ้ง,2548. หนังสือมีเนื้อหาแบ่งออกเป็น 8 บท กล่าวถึงอารยธรรมตั้งแต่ สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ บทแรก มีเนื้อหาเกี่ยวกับอารยธรรมแรกเริ่มบนแผ่นดินไทย ซึ่งใน พื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงหรืออุษาคเนย์อันมีประเทศไทยนับเป็นส่วน หนึ่งด้วย ได้มีการติดต่อแลกเปลี่ยนกันระหว่างกลุ่มคนโดยมีหลักฐานคือ กลองมโหระทึกอันเป็นผลผลิตของผู้คนในวัฒนธรรมดองซอนในเวียดนาม
~ 112 ~ ตอนเหนือและวัฒนธรรมของชนเผ่าเตียน (เทียน) ในยูนนานตอนใต้ ซึ่งนับเป็นอารยธรรมเริ่มแรกของอุษาคเนย์ บทที่ 2 กล่าวถึงคนไทยว่ามาจากชนชาติไท ที่พูดภาษาตระกูล ไท-ลาวในดินแดนอุษาคเนย์ โดยนักภาษาศาสตร์มีความเห็นว่า พวกจ้วง ซึ่งพูดภาษาจ้วงอาศัยอยู่ในเขตปกครองตนเองกว่างสีในปัจจุบัน น่าจะเป็น พวกที่อพยพมายังประเทศไทยในปัจจุบัน บทที่ 3 กล่าวถึงเมืองไทยในระยะแรกเริ่ม (สมัยสุวรรณภูมิ) ซึ่งถูก กล่าวถึงในเอกสารจีนและอินเดีย โดยกล่าวถึงความมั่งคั่งของเมืองทองหรือ แผ่นดินทอง ซึ่งหมายถึงสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ โดยมอญและพม่ากล่าว อ้างว่าสุวรรณภูมิหรือสุธรรมเนตรนั้นคือ เมืองสะเทิม แต่มีนักวิชาการบาง กลุ่มเสนอว่าสุวรรณภูมิคือแผ่นดินทองอยู่ในเขตมาเลเซียปัจจุบัน ขณะที่นักวิชาการไทยอ้างว่า นครปฐมและชุมชนใกล้เคียงเป็น บริเวณแรกรับอารยธรรมอินเดียที่เก่าแก่ที่สุด ซึ่งหมายความว่าสุวรรณภูมิ นั้นคือ เมืองนครปฐม แต่ปัจจุบันได้ค้นพบลิงลิง-โอ เป็นจี้รูปสัตว์สองหัว และตุ้มหูมียอดแหลมสามยอดรวมถึงวัตถุส าริด ที่เมืองอู่ทอง และที่บ้าน ดอนตาเพชร จ.กาญจนบุรี อันแสดงให้เห็นถึงการติดต่อกับประเทศ เวียดนามเหนือและหมู่เกาะในทะเลตะวันออก บทที่ 4 กล่าวถึงพุทธศาสนาในวัฒนธรรมทวารวดี โดยกล่าวถึง การเผยแผ่พุทธศาสนาในสมัยพระเจ้าอโศกมายังสุวรรณภูมิ ในดินแดน ประเทศไทยได้ปรากฏหลักฐานเก่าแก่ที่สุดภายในเมืองอู่ทอง ซึ่งพุทธศาสนา ได้เป็นที่แพร่หลายในกลุ่มของเมืองที่ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น ้าท่าจีน-แม่กลอง ในราวพุทธศตวรรษที่ 11 - 16 นอกจากกลุ่มเมืองดังกล่าวแล้วยังมีเมืองใน ลุ่มแม่น ้าบางปะกง ลุ่มแม่น ้าลพบุรี-ป่ าสัก และลุ่มแม่น ้าปิงตอนล่าง ที่พุทธศาสนาและวัฒนธรรมแบบทวารวดีคือ ลัทธิการบูชาพระบรมธาตุ ควบคู่ไปกับการสร้างสถูปขนาดใหญ่และธรรมจักร โดยนอกจากจะมีบทบาท
~ 113 ~ ในด้านศาสนาแล้ว คติด้านศาสนายังมีส่วนในการปกครอง ภาษา และ วัฒนธรรม ซึ่งเป็นวัฒนธรรมร่วมของกลุ่มคนในลุ่มแม่น ้าดังกล่าว บทที่ 5 กล่าวถึงสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย นครราชธานีในลุ่มน ้ายม ซึ่งพัฒนามาจากชุมชนในพื้นที่ดั้งเดิมแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้าน เทคโนโลยีโลหกรรมท าให้พัฒนามาเป็นสุโขทัย บทที่ 6 กล่าวถึงกรุงศรีอยุธยาในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นเมือง ศูนย์กลางด้านการค้าและคมนาคมตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19 โดยถือว่าเป็น ยุคแรกเริ่มที่รับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาในหมู่ชนชั้นสูง จากการ แลกเปลี่ยนค้าขายทางด้านการค้า บทที่ 7 กล่าวถึงประวัติของเมืองธนบุรีและเปลี่ยนผ่านมายัง กรุงรัตนโกสินทร์โดยเน้นทางด้านการคมนาคมจากเดิมที่นิยมการสร้าง คลองแล้วเปลี่ยนแปลงมาเป็นถนน ท าให้วิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไป บทที่ 8 กล่าวถึงอารยธรรมไทยสังคมยุคทันสมัยในปัจจุบัน ซึ่งเริ่ม มีการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้านจากการรับเอาอารยธรรมตะวันตกมา ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 จนปัจจุบันสังคมไทยอยู่ในกระบวนการโลกาภิวัตน์ที่ เชื่อมโยงโลกท าให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมากทั้งวิถีชีวิต และผู้คน 25. ผาสุข อินทราวธุ. สุวรรณภมูิ: จากหลักฐานโบราณคดี. กรุงเทพฯ: ภาควิชาโบราณคดีคณะโบราณคดีมหาวิทยาลยัศิลปากร, 2548. ผู้เขียนเกริ่นน าถึงการศึกษาค้นคว้าด้านโบราณคดีเกี่ยวกับเรื่อง สุวรรณภูมิที่เคยมีผู้ศึกษาไว้และน าเสนอข้อมูลใหม่ทางด้านโบราณคดี เพื่อตอบค าถามเรื่องที่ตั้งของสุวรรณภูมิ โดยได้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 7 บท บทที่ 1 กล่าวถึงผลการศึกษาที่ผ่านมา ซึ่งนักวิชาการประมวล ข้อสมมติฐานในด้านค าจ ากัดความไว้ 3 ประเด็น
~ 114 ~ 1. สุวรรณภูมิ คือดินแดนที่อุดมไปด้วยแร่ทองค า ซึ่งศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ได้ตั้งสมมติฐานไว้ว่า พ่อค้าอินเดียได้แสวงหาทองค าเพื่อน ามา ทดแทนการซื้อทองค าจากอาณาจักรโรมันที่ประกาศห้ามน าทองค าออกนอก อาณาจักรโรมัน ดังนั้นพ่อค้าอินเดียจึงได้มุ่งหน้ามายังแถบเอเชียตะวันออก เฉียงใต้แทน 2. สุวรรณภูมิ อาจหมายถึงดินแดนที่มีแหล่งผลิตเครื่องใช้ส าริดที่มี ส่วนผสมของดีบุกในปริมาณที่สูง ท าให้ผิววัตถุมีสีเหลืองคล้ายทองและเป็นที่ นิยมของชาวอินเดีย โดยสันนิษฐานว่าพื้นที่แถบตะวันตกของไทย น่าจะเป็น แหล่งผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ส าริด เนื่องจากมีการขุดพบโบราณวัตถุเหล่านี้ที่ แหล่งโบราณคดีบ้านดอนตาเพชร อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี 3. สุวรรณภูมิ เป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากร โดยเฉพาะของป่าและเครื่องเทศ ซึ่งเป็นสินค้าราคาแพง ท าให้บรรดาพ่อค้า ที่มาค้าขายมีความมั่งคั่งร ่ารวย และสื่อความหมายในเชิงเปรียบเทียบว่า ดินแดนแห่งทอง ในด้านที่ตั้งและศูนย์กลางของสุวรรณภูมินั้น สรุปได้ว่า สุวรรณภูมิ คือดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด ในส่วนศูนย์กลางด้านการค้าใน สมัยโบราณนักวิชาการได้ตั้งข้อสมมติฐานไว้ ได้แก่ 1. ศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลิเยร์ สันนิษฐานว่าสุวรรณภูมิ มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เนื่องจากพบหลักฐานประเภท สินค้าจากต่างชาติทั้งอินเดีย เปอร์เชียและกรีก-โรมัน เป็นจ านวนมาก 2. หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี สันนิษฐานว่าสุวรรณภูมิน่าจะมี ศูนย์กลางอยู่ที่เมืองไชยา จ.สุราษฎร์ธานี โดยศึกษาเส้นทางลมมรสุมที่ บรรจบทางภาคใต้ของไทย 3. พอล วีทลีย์ สันนิษฐานว่าสุวรรณภูมิอยู่ที่คาบสมุทรมาเลย์ จากการศึกษาทั้งทางด้านลมมรสุมและด้านความเหมาะสมในการตั้งถิ่นฐาน
~ 115 ~ ที่สามารถควบคุมเส้นทางการค้าที่ผ่านช่องแคบมะละกาและช่องแคบซุนดา ส่วนสุวรรณภูมิที่จีนเรียกว่า จินหลิน น่าจะตั้งอยู่บนฝั่งเหนืออ่าวไทย ส่วนในประเด็นด้านศูนย์กลางทางพุทธศาสนา นักวิชาการได้ สันนิษฐานไว้ 2 ข้อ คือ 1. นักวิชาการต่างประเทศและนักวิชาการชาวพม่าเชื่อว่า ศูนย์กลางของสุวรรณภูมิทางด้านพุทธศาสนาตั้งอยู่ที่เมืองสะเทิม ประเทศ พม่า ตามหลักฐานจารึกกัลยาณีที่จารึกขึ้นโดยพระเจ้าธรรมเจดีย์ราวพุทธ ศตวรรษที่ 21 และหนังสือศาสนวงศ์ที่เขียนขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 24 2. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงสันนิษฐานว่าพระเจ้าอโศกได้ส่งสมณทูตมายังสุวรรณภูมิและสร้าง พระปฐมเจดีย์เป็นเจดีย์องค์แรกในภูมิภาค ภายหลังสมเด็จฯ กรมพระยา ด ารงราขานุภาพได้ทรงอธิบายเพิ่มว่าสุวรรณภูมิอยู่ในลุ่มน ้าสยามประเทศ และพุทธศาสนาได้มาประดิษฐานครั้งแรกที่เมืองนครปฐมโบราณ 3. นอกจากนี้ยังกล่าวถึงหลักฐานเอกสารที่พบทั้งในประเทศไทย และพม่า คือศิลาจารึกหลักที่ 1 ซึ่งพบชื่อสุพรรณภูมิและตีความว่าเป็นเมือง อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี และจารึกกัลยาณี ซึ่งจารึกขึ้นในสมัยพระเจ้าธรรมเจดีย์ ราวพุทธศตวรรษที่ 21 โดยกล่าวว่า สุวรรณภูมิ คือประเทศมอญ บทที่ 2 ผู้เขียนได้รวบรวมการศึกษาเรื่องสุวรรณภูมิจากหลักฐาน ด้านวรรณกรรมในประเทศต่างๆ ทั้งอินเดีย ลังกา จีน อาหรับและตะวันตก บทที่ 3 กล่าวถึงสุวรรณภูมิจากหลักฐานทางโบราณคดีตั้งแต่ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ถึงสมัยกึ่งก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึง พัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมของอินเดียโบราณ ซึ่งได้ส่งอิทธิพลมายัง กลุ่มประเทศทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแสดงให้เห็นถึงร่องรอยการ ติดต่อค้าขายระหว่างชนชาติด้วย
~ 116 ~ ภาพถ่ายเก่าชิ้นส่วนพระพุทธรูป พบจากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 3 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)
~ 117 ~ ภาพถ่ายเก่าชิ้นส่วนพระพุทธรูป พบจากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 3 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)
~ 118 ~ บทที่ 4 กล่าวถึงข้อมูลหลักฐานทางโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ที่ เกี่ยวข้องกับสุวรรณภูมิ โดยกล่าวถึงรัฐโบราณในประเทศพม่า เริ่มโดย น าเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับชนชาติต่างๆ ที่เคยอาศัยอยู่ คือ ปยู มอญ ยะไข่ ต่อจากนั้นจึงกล่าวถึงร่องรอยหลักฐานของรัฐฟูนันและหลินยี่ (จามปา) ใน เวียดนาม และร่องรอยหลักฐานของรัฐโบราณในประเทศไทย บทที่ 5 กล่าวถึงก าเนิดและล าดับพัฒนาการของพุทธศาสนาใน ประเทศอินเดีย บทที่ 6 กล่าวถึงร่องรอยพุทธศาสนาระยะแรกเริ่มในสุวรรณภูมิที่ ปรากฏในหลักฐานด้านจารึก โบราณคดีและศิลปกรรม บทที่ 7 วิเคราะห์และสรุปถึงความส าคัญของดินแดนสุวรรณภูมิ ในความหมายของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทาง ทรัพยากรธรรมชาติและมีสภาพภูมิศาสตร์ที่เหมาะสม ส่งผลให้กลายเป็น แหล่งค้าขายและจุดแลกเปลี่ยนสินค้าที่มีความส าคัญของบรรดาพ่อค้าจาก ชาติต่างๆ โดยเฉพาะพ่อค้าจากอินเดีย ท าให้ชาวสุวรรณภูมิได้รับอิทธิพล ทางด้านวัฒนธรรมและศาสนามาจากเหล่าพ่อค้าจากอินเดีย จากหลักฐานด้านวรรณกรรมทั้งตะวันออกและตะวันตกได้กล่าวถึง การติดต่อค้าขายระหว่างชาวอินเดียกับดินแดนสุวรรณภูมิตั้งแต่ช่วงครึ่งแรก ของพุทธศตวรรษที่ 3 และในช่วงพุทธศตวรรษที่ 6 - 9 ซึ่งกล่าวถึงเครือข่าย การค้าโลกระหว่างโลกตะวันออกและโลกตะวันตก ตั้งแต่อาณาจักรโรมัน ตะวันออก อินเดีย จีน ถึงสุวรรณภูมิ จากหลักฐานทางโบราณคดีก็มีความ สอดคล้องกับหลักฐานด้านวรรณกรรม นอกจากนี้หลักฐานด้านวรรณกรรมของลังกา ไทย และพม่า ยังได้ กล่าวถึงการเผยแผ่พุทธศาสนาจากอินเดียมายังสุวรรณภูมิ โดยนักวิชาการ ได้น าหลักฐานด้านวรรณกรรมของลังกาและพม่ามาใช้อ้างอิงและสรุปว่า สุวรรณภูมิ คือประเทศมอญ โดยไม่ใช้หลักฐานทางโบราณคดีและศิลปกรรม มาสนับสนุน
~ 119 ~ ส าหรับหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดที่แสดงว่าพุทธศาสนาได้แผ่เข้ามายัง สุวรรณภูมิ คือ หัวแหวนมีจารึกคาถา เยธรรมมา ภาษาสันสกฤต ตัวอักษร พราหมี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 7 - 8 ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นโบราณวัตถุที่ น าเข้าจากประเทศอินเดีย ส่วนการประดิษฐานพุทธศาสนาในสุวรรณภูมินั้น พบหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดทั้งในพม่าและไทย โดยที่พม่าพบที่รัฐยะไข่ เป็น สถูปจ าลองจารึกคาถาเย ธมฺมา ภาษาบาลีตัวอักษรพราหมีสมัยคุปตะ และ รัฐศรีเกษตร พบฐานอาคารอิฐทรงเจดีย์และวิหาร ซึ่งมีรูปแบบเหมือนกับใน เมืองนาคารชุนโกณฑะในอินเดียใต้ ซึ่งทั้งคู่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 9 - 10 ส่วนในประเทศไทยพบหลักฐานเป็นประติมากรรมปูนปั้นรูป ภิกษุ3 องค์ถือบาตร และประติมากรรมพระพุทธรูปนาคปรกที่เมืองโบราณ อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งมีรูปแบบคล้ายกับศิลปะอมราวดีของอินเดีย ก าหนด อายุราวพุทธศตวรรษที่ 10 - 11 ในด้านความเข้าใจหลักธรรมทางพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง จะเห็นได้ ว่าชาวพุทธในรัฐศรีเกษตรและทวารวดีนับถือนิกายเถรวาท และมีความ เข้าใจอันลึกซึ้งต่อหลักธรรมของพุทธศาสนา ซึ่งได้ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก ฉบับภาษาบาลี แต่พุทธศาสนานิกายมหายานก็ยังปรากฏในงานศิลปกรรม ของรัฐศรีเกษตรและทวารวดีด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่ได้ระบุชัดว่า เมืองอู่ทองคือ “สุวรรณภูมิ” เพราะหลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบแล้วในขณะนั้นแสดงให้เห็นว่า ชุมชน หลายแห่งในเอเชียตะวันเฉียงใต้ ทั้งในพม่า เวียดนาม กัมพูชา อินโดนีเซีย หรือไทย ล้วนมีการติดต่อสัมพันธ์กันอย่างกว้างขวางกับอินเดีย ตั้งแต่ช่วง พุทธศตวรรษที่ 3 – 9 ก่อนที่ชุมชนบางแห่งจะพัฒนากลายมาเป็นศูนย์กลาง ของรัฐหรืออาณาจักรส าคัญๆ เช่น เมืองออกแก้วพัฒนาเป็นเมืองท่าของ ฟูนัน เมืองอู่ทองกลายเป็นเมืองหลวงของรัฐทวารวดี เป็นต้น
~ 120 ~ 26. สุจิตต์วงษ์เทศ, บรรณาธิการ. สุวรรณภมูิ: ศูนย์กลางการค้าข้าม ภูมิภาค 2 มหาสมุทรทีพ่ระเจ้าอโศกส่งพุทธศาสนามาถึง ครงั้แรก ต้นกระแสประวตัิศาสตรไ์ทย เมือ่2,500 ปี มาแล้ว. กรุงเทพฯ: โครงการสถาบนัสุวรรณภมูิมหาวิทยาลยัศิลปากร, 2549. เป็นเอกสารประกอบการเสวนาที่พิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ อู่ทอง จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2549 เนื้อหากล่าวถึงสภาพภูมิศาสตร์และ ประวัติความส าคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือที่เรียกว่าดินแดน อุษาคเนย์ ในส่วนแรกที่กล่าวถึงสุวรรณภูมินั้นได้ปรับปรุงมาจากหนังสือ “ชาติพันธุ์สุวรรณภูมิ: บรรพชนคนไทยในอุษาคเนย์” ในส่วนต่อมาเป็นส่วนที่กล่าวถึงสุวรรณภูมิซึ่งปรากฏคัมภีร์ มหาวงศ์ โดยได้คัดลอกเอาส่วนคัมภีร์มหาวงศ์จากหนังสือวรรณกรรมสมัย รัตนโกสินทร์(เล่ม 1 หมวดศาสนจักร) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเผยแผ่พุทธ ศาสนาของพระโสณะ-อุตตระ นอกจากนี้ยังได้คัดเอาบทความของ นักวิชาการต่างๆ ที่เคยตีพิมพ์เกี่ยวกับสุวรรณภูมิมาเสนอ เช่น ศรีศักร วัลลิโภดม, ชิน อยู่ดี, โครงการสถาบันสุวรรณภูมิ มหาวิทยาลัยศิลปากร, สุจิตต์ วงษ์เทศ, ลักษณา จีระจันทร์ 27. สุจิตต์วงษ์เทศ บรรณาธิการ. พระเจ้าอ่ทูองมาจากไหน? เป็นไทย ลาว หรือ "เจ๊ก" จีน. กรุงเทพฯ: บริษัท ดรีม แคชเชอร์ กราฟฟิค, 2549. หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์เนื่องในเทศกาล "ตรุษจีนกรุงเก่า" ของ จ.พระนครศรีอยุธยา เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ระหว่างชาวไทยและชาวจีน โดยในช่วงต้นกล่าวถึงพระเจ้าอู่ทองเล็กน้อยว่า พระเจ้าอู่ทองไม่ได้มาจากเมืองโบราณอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เพราะเมืองอู่ทอง ได้ร้างลงไปก่อนหน้าการอพยพของพระเจ้าอู่ทองเป็นเวลา 300 ปี แต่มี
~ 121 ~ หลักฐานและร่องรอยทางวัฒนธรรมว่าพระเจ้าอู่ทองมีบรรพชนสืบสาย ราชวงศ์อยู่ที่เมืองละโว้ นอกจากนี้เนื้อหาส่วนใหญ่จะกล่าวถึงพระเจ้าอู่ทอง ในเรื่องราวของต านานต่างๆ ดังต่อไปนี้ ท้าวอู่ทองปรากฏในพงศาวดารเหนือ ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ อาณาจักรในลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยาตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 จนถึง สมัยอยุธยาเป็นราชธานี นอกจากนั้นก็เป็นค าที่ชาวบ้านเรียกพระนาม พระมหากษัตริย์ที่มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับสถานที่หรือต าบลในท้องที่ต่างๆ ในบริเวณลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยา ค าว่าอู่ทองที่ปรากฏในต านานโดยเฉพาะพงศาวดารเหนือ เป็นชื่อ ที่ชาวบ้านเรียกพระมหากษัตริย์ที่ครองเมืองอโยธยา และท้าวอู่ทององค์ที่มี ชื่อเสียงมากก็คือ องค์ที่ครองราชย์อยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 18 กษัตริย์องค์ นี้แผ่เดชานุภาพรุกเข้าไปในเขตของนครศรีธรรมราช จนท าไมตรีปัน เขตแดนกับพระเจ้าศรีธรรมโศกราชแห่งราชวงศ์ปทุม (ปัทมวงศ์) ผู้ครอง อาณาจักรนครศรีธรรมราช การขยายแผ่อ านาจนี้จึงท าให้เกิดเรื่องเกี่ยวกับ พระองค์เป็นต านานและเรื่องเล่าที่ติดอยู่กับท้องถิ่นหรือสถานที่ต่างๆ ที่ทรง ผ่านไป เช่น ถนนท้าวอู่ทอง เมืองท้าวอู่ทอง วัดท้าวอู่ทอง ศาลท้าวอู่ทอง สระน ้าพระเจ้าอู่ทอง (ที่วัดโกสินารายณ์) เป็นต้น ผู้เขียนมีความเห็นเพิ่มเติมว่า ทั้งถนนและเมืองท้าวอู่ทอง ถ้าว่ากัน ตามโบราณสถานและลักษณะภูมิประเทศที่ตั้งตามภูมิศาสตร์แล้ว เป็นของที่ มีมาก่อนพระเจ้าอู่ทองแน่ๆ เมืองอู่ทองเป็นเมืองมาแล้วตั้งแต่สมัยทวารวดี ส่วนถนนก็เป็นเส้นทางคมนาคมแต่โบราณ ซึ่งใช้ทั้งการเดินทัพและการ ค้าขายติดต่อระหว่างเมืองต่างๆ เพราะเท่าที่สอบกับผู้ช านาญในท้องถิ่น บอกว่าถนนนี้ผ่านอ้อมหลังเมืองอู่ทองไปทางเขาพระ และตัดตรงไปทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือไปสิ้นสุดเอาริมแม่น ้าสุพรรณบุรีที่ท่าท้าวอู่ทองในเขต อ.ศรีประจันต์ ส่วนที่ไปทางตะวันตกนั้นตัดไปตามล าน ้าจระเข้สามพัน ผ่านเมืองกาญจนบุรี ไปถึงเมืองราชบุรี คูบัว และเพชรบุรี
~ 122 ~ ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่18 เกิดอาณาจักรอโยธยาขึ้น ดินแดนใน เขตทวารวดีเดิมจึงมาอยู่ภายใต้การปกครองของอโยธยา ถนนก็คงถูก ซ่อมแซมและใช้ต่อมา โดยเหตุที่ท้าวอู่ทองเป็นกษัตริย์นักรบได้เสด็จยก กองทัพไปในที่ต่างๆ จึงมีเรื่องราวเกี่ยวกับสถานที่ที่ชาวบ้านเล่าจ าติดต่อกัน เรื่อยมาจนปัจจุบัน นอกจากนี้ยังกล่าวถึงเรื่องท้าวอู่ทองหรือพระเจ้าอู่ทองที่ปรากฏใน พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับ วัน วลิต ซึ่งได้จดบันทึกจากสิ่งที่ได้รับฟังมา จากชาวอยุธยาว่า พระเจ้าอู่ทองเดิมมีพระนามว่า “เจ้าอู่” เป็นโอรสของ จักรพรรดิจีน ต่อมาถูกเนรเทศไปอยู่เมืองปัตตานีเพราะกระท าความผิด ร้ายแรง แล้วเสด็จไปสร้างเมืองนครศรีธรรมราช เมืองกุยบุรี เมืองพริบพรี เมืองคองขุดเทียม (หรือบางขุนเทียน) เมืองบางกอก ท้ายที่สุดทรงสร้างเมือง อยุธยา แล้วเสวยราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์แรกของสยาม มีพระนามว่า สมเด็จพระราชารามาธิบดีฯ แล้วไปสร้างเมืองนครหลวงไว้ที่กัมพูชาด้วย ทั้งนี้ผู้เขียนกล่าวว่านิทานเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องจริง แต่แสดงให้เห็นการ เคลื่อนย้ายของกลุ่มชนที่มีหลักแหล่งดั้งเดิมอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน อันได้แก่ บริเวณมณฑลยูนนาน รวมทั้งดินแดนใกล้เคียง เช่น กว่างสีกับ กวางตุ้ง (กว่างตง) ซึ่งแต่เดิมไม่ใช่ดินแดนของจีน (ฮั่น) อันเป็นที่อยู่ของ พวกหมาน ซึ่งเป็นค าเรียกโดยรวมของชนชาติอื่นๆ ที่ไม่ใช่พวกจีน และหนึ่ง ในกลุ่มคนเหล่านี้ มีชาวจ้วงซึ่งใช้ภาษาตระกูลภาษาไทย-ลาว ที่เชื่อว่า เกี่ยวข้องกับการเดินเรือเลียบชายฝั่งมาสู่ดินแดนสยาม และเกี่ยวข้องกับ นิทานเรื่องท้าวอู่ทองซึ่งเดิมทางมาทางทะเล โดยที่มีหลักฐานส าคัญคือ การขุดพบเครื่องถ้วยจีนยุคก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นบริเวณกว้างที่ บ้านยี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม
~ 123 ~ 28. ศรีศกัร วลัลิโภดม. ประวตัิศาสตร์โบราณคดี: เมืองอู่ทอง. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2549. น าเอาหลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวกับเมืองอู่ทอง ทั้งโบราณวัตถุ โบราณสถาน มาตีความและน าเสนอ มีเนื้อหาแบ่งออกเป็น 5 บท โดยที่สอง บทแรกเป็นการกล่าวน าและการกล่าวถึงพัฒนาการศึกษาโบราณคดี เนื้อหา ซึ่งเกี่ยวข้องกับเมืองอู่ทองจะเริ่มต้นในบทที่สาม โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้ ในบทที่ 3 กล่าวถึงเมืองอู่ทองในฐานะเมืองที่เชื่อว่าอยู่ใน สุวรรณภูมิ โดยกล่าวถึงพัฒนาการของบ้านเมืองเป็นหลัก กล่าวคือ ผู้เขียน กล่าวถึงยุคเหล็กว่าดูเหมือนจะมีศูนย์กลางอยู่ที่ลุ่มน ้าจระเข้สามพัน อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี และ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งมีลักษณะเป็น เมืองท่าติดต่อเข้าสู่ดินแดนภายใน โดยที่มีเมืองอู่ทองเป็นเมืองโบราณที่มี การขุดค้นและมีการลงความเห็นจากการขุดค้นว่าเป็นตัวแทนสังคมหมู่บ้าน ระยะแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังสะท้อนความสัมพันธ์กับ วัฒนธรรมอินเดีย และบ้านเมืองทางด้านตะวันออกเช่นเวียดนามอย่าง ชัดเจน ผู้เขียนได้กล่าวถึงแม่น ้าจระเข้สามพันซึ่งไหลผ่านหน้าเมืองอู่ทอง แล้วรวมกับแม่น ้าสายต่างๆ ที่มาจากทางเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ท าให้เกิดล าน ้าใหญ่ไหลสู่ที่ราบลุ่มต ่าของดินดอนสามเหลี่ยมแล้วไหลไป ออกทะเลที่อ่าวไทย ด้วยเส้นทางน ้านี้เองท าให้เป็นเมืองท่าเรือเดินทะเล สอดคล้องกับการพบแหล่งโบราณคดีอายุตั้งแต่สมัยทวารวดีขึ้นไป อีกทั้งยังปรากฏเมืองปริมณฑลกระจายโดยรอบรัศมี 10 กิโลเมตร ส่วนด้านตะวันตกของเมืองอู่ทองพบชุมชนศาสนาฮินดู อ่างเก็บน ้า ที่เรียกว่าคอกช้าง ดิน รวมทั้งมีการกระจายตัวชุมชนไปถึงบ้าน ดอนตาเพชร จ.กาญจนบุรี บริเวณนี้ยังเป็นเส้นทางโบราณ เป็นเส้นทาง ค้าขาย และเดินทัพไปยังเมืองกาญจนบุรี ที่ติดต่อข้ามเทือกเขาไปยัง ตะนาวศรีไปยังเขตพม่ามอญที่อยู่ทางทะเลอันดามัน
~ 124 ~ ในขณะที่ด้านตะวันออกชุมชนกระจายตัวตามที่ดอนเชิงเขา ท าเทียมและที่สูงไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ อันเป็นบริเวณที่เส้นทาง คมนาคมและเดินทัพจากตะวันตกผ่านอู่ทองขึ้นไปยังล าน ้าท่าว้า อันเป็น ล าน ้าสุพรรณบุรีเก่าสายหนึ่ง ติดต่อกับชุมชนตั้งแต่ยุคเหล็กจนถึงสมัยลพบุรี ขึ้นไปถึงจังหวัดชัยนาทและนครสวรรค์ เข้าสู่พื้นที่เขตลุ่มน ้าลพบุรี-ป่าสัก ที่มีความสัมพันธ์กับชุมชนลุ่มน ้ามูล-ชี ในที่ราบสูงโคราช เมืองอู่ทองจึงเป็นเมืองที่มีความส าคัญในการติดต่อคมนาคม ทั้งทางทะเล ทางบก และเส้นทางตามล าน ้า นอกจากนี้โบราณวัตถุยังแสดง ให้เห็นถึงยุคสมัยที่หลากหลายและความหลากหลายทางวัฒนธรรม-กลุ่มชน อีกด้วย เมืองอู่ทองจึงเป็นเมืองท่าที่พัฒนาสืบมาจนถึงสมัยฟูนันและทวารวดี คือถึงราวพุทธศตวรรษที่ 10 - 11 ก่อนจะเสื่อมลงเพราะเกิดเมืองท่าใหม่ขึ้น ที่เมืองนครชัยศรี และเมืองคูบัวในลุ่มแม่น ้าแม่กลองแทน บทต่อมา เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการจัดการน ้า โดยกล่าวว่า บรรดา คูน ้าคันดินที่อยู่รอบชุมชนและบริเวณใกล้เคียงทั้งหลายนั้น คือสิ่งที่ท าให้เห็น การจัดการน ้าของบ้านเมืองในอดีต หัวใจของการสร้างบ้านแปงเมืองอยู่ที่ การหาแหล่งท ากินและแหล่งน ้า คือต้องมีที่ราบลุ่มเพาะปลูกและต้องใกล้ กับล าน ้าล าห้วย ถ้าเป็นล าน ้าใหญ่ก็มีความจ าเป็นในการคมนาคม ถ้าเป็น ล าห้วยเล็กๆ จะมุ่งที่การน าน ้ามาอุปโภค-บริโภคเป็นส าคัญ นอกจากนั้นต้องมีภูเขา โดยเฉพาะเมืองอู่ทองซึ่งตั้งอยู่ชายขอบ ที่สูงที่ลาดลงจากเทือกเขาท าเทียม อันเป็นทิวเขาเตี้ยๆ ที่อยู่ทางด้าน ตะวันตก ล าน ้าทุกสายไหลลงจากทิวเขานี้ผ่านที่ราบในระดับ 10 เมตรจาก ระดับน ้าทะเล ไปรวมกับล าน ้าจระเข้สามพันและล าน ้าท่าว้าที่ไหลมาจากทาง ทิศใต้และทิศเหนือ ก่อนรวมกันเป็นล าคลองสองพี่น้องตรงหน้าเมืองอู่ทอง ไปออกแม่น ้าสุพรรณบุรี ทั้งล าน ้าจระเข้สามพันและล าน ้าท่าว้านี้คือสิ่งที่แบ่ง เขตที่สูงกับที่ต ่า คือด้านตะวันออกของล าน ้าเป็นที่ราบสูงที่อยู่ในระดับ 10 เมตรจากระดับน ้าทะเล ในขณะซีกตะวันตกของล าน ้าเป็นที่ราบลุ่มน ้าท่วมถึง
~ 125 ~ อยู่ในระดับ 7 เมตรจากระดับน ้าทะเลลงไป ชุมชนโบราณที่อยู่รอบเมือง อู่ทองจะกระจายตัวกันตามที่ราบสูงและที่ราบต ่าสองด้านนี้ โดยเฉพาะเมือง อู่ทองอยู่ในระดับ 10 เมตรจากระดับน ้าทะเล เป็นบริเวณที่น ้าท่วมไม่ถึง ทั้งเมืองอู่ทองและชุมชนโดยรอบอยู่ได้โดยการจัดการน ้าที่ลงมา จากที่สูงทางภูเขามาใช้อุปโภค-บริโภค โดยเฉพาะเมืองอู่ทอง คูเมืองกว้าง กว่า 20 เมตรขึ้นไป คือสิ่งที่ดักน ้าจากล าห้วยหางนาคที่ไหลจากเขาพระ เพื่อใช้ในเมือง หากน ้ามีมากเกินความต้องการในฤดูฝนก็จะระบายสู่ที่ราบต ่า ตรงมุมคูเมืองด้านใต้ ผ่านบ้านท่าพระลงสู่ล าน ้าจระเข้สามพัน คูเมืองอู่ทองคือแหล่งเก็บน ้า มีรูปแบบไม่สม ่าเสมอเพราะต้อง สัมพันธ์กับระดับความสูง-ต ่าของพื้นดิน ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาบ่อน ้าและ สระน ้าภายในตัวเมืองในลักษณะดึงน ้าจากคูเมืองมาใช้ได้อย่างไร ส่วนชุมชน ภายนอกตัวเมืองมีการขุดตระพังดักทางน ้าเพื่อเก็บน ้าไว้ใช้ในชุมชน บางแห่งมีแนวคันดินเบนน ้าเข้าสู่สระหรือหนองที่ก าหนดไว้ให้รองรับ หลักฐานที่เด่นที่สุดในเมืองอู่ทองคือหน้าเขาถ ้าเสือที่อยู่ห่างจาก เมืองอู่ทองมาทางใต้ประมาณ 4 กิโลเมตร เป็นบริเวณคอกช้างดิน ลักษณะ คล้ายอ่างเก็บน ้าหรือบ่อน ้า มีรูปร่างต่างกันไป 4 แห่ง ตั้งกระจายอยู่ใกล้กับ ล าห้วยและน ้าตกพุม่วง ตั้งแต่บนเชิงเขาคอกในระดับความสูงประมาณ 85 เมตรเหนือระดับน ้าทะเลเป็นระยะๆ ลงมาถึงบริเวณที่ลาดรอบเขา และพื้นที่ ราบด้านทิศใต้ที่ระดับความสูงประมาณ 25 เมตรเหนือระดับน ้าทะเล ผู้เขียนเชื่อว่าคอกช้างดินเป็นอ่างเก็บน ้าในลักษณะเดียวกับบาราย ต่างกันที่รูปร่างและขนาด มีความสัมพันธ์กับศาสนสถานของชุมชน หาใช่ เพื่อการเกษตรแต่อย่างใด เพราะไม่พบประตูน ้าระบายสู่ที่เพาะปลูก ซึ่งที่ เมืองอู่ทองคอกช้างดินทั้ง 4 แห่งสัมพันธ์กับล าน ้าที่มาจากเขาคอก ซึ่งพบ กลุ่มศาสนสถานกระจายกันอยู่ในบริเวณเดียวกัน ท าให้เชื่อว่าเขาคอกคือ เขาศกัดสิ์ทิธิ์และแสดงใหเ้หน็ถึงชุมชนของคนฮนิดูโดยน าไปเปรยีบเทยีบ รูปแบบการพบศาสนสถานขนาดเล็กกระจายตัวกันในพื้นที่ขนาดไม่กว้างนัก
~ 126 ~ เป็นลักษณะของชุมชนชาวอินเดีย เนปาล โดยเชื่อว่าชุมชนแห่งนี้เป็นบริวาร ของเมืองอู่ทอง นอกจากนี้ยังกล่าวถึงถนนท้าวอู่ทองว่าเป็นแนวคันดิน ปัจจุบันพบ สองแห่ง คือ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองอู่ทอง ห่างจากเมืองอู่ทองไป 5 กิโลเมตร วางตัวตามแนวเหนือ-ใต้ และอีกแห่งหนึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียง ใต้ของเมืองอู่ทอง ห่างออกไป 5 กิโลเมตรเช่นกัน โดยผู้เขียนเห็นว่าคันดิน ทั้งสองควรเกี่ยวกับชลประทานมากกว่าการเป็นถนน และเห็นว่าคงจะใช้ บังคับล าน ้าจระเข้สามพันซึ่งเกิดการเปลี่ยนเส้นทางเดินให้กลับมาผ่านเมือง อู่ทองดังเดิม รวมทั้งเพื่อชะลอน ้าเพื่อใช้ในการเกษตรในพื้นที่ราบลุ่มทาง ฝั่งตะวันตกของล าน ้าจระเข้สามพัน ตั้งแต่บ้านจระเข้สามพันไปถึงบ้าน ดอนทองและบ้านหนองบัวอีกด้วย ในบทสุดท้าย เป็นการกล่าวถึงต านานเกี่ยวกับอู่ทอง ได้แก่ ต านาน ท้าวอู่ทอง ซึ่งแต่เดิมสมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ ได้ให้ความเห็น ว่าคงจะเป็นองค์เดียวกับสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา เนื่องจากน ามาเชื่อมโยงกับต านานที่ว่าท้าวอู่ทองอพยพผู้คนหนีโรคห่าไป สร้างกรุงศรีอยุธยา ใน พ.ศ. 1893 ต่อมาได้ศึกษาและพบว่าเมืองอู่ทองได้ ร้างลงไปก่อนที่จะมีการอพยพผู้คนตามต านานท้าวอู่ทองถึง 300 ปี และ ยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 นั้น น่าจะครองเมือง อยุธยาเก่าบริเวณฝั่งแม่น ้าด้านตะวันออกของเมืองพระนครศรีอยุธยา มีชื่อ ว่าอโยธยา ผู้เขียนให้ความเห็นต่อไปว่า การที่สมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชา นุภาพทรงเปลี่ยนมาเรียกเมืองอู่ทอง เพื่อน าไปสัมพันธ์กับสุพรรณภูมิ ซึ่งหมายถึงแผ่นดินทอง อีกทั้งหลักฐานด้านพงศาวดารและจดหมายเหตุจีน ยังบ่งบอกว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงเป็นพระราชบุตรเขยของกษัตริย์ สุพรรณบุรี ซึ่งเมืองสุพรรณบุรีไม่เคยมีการทิ้งร้าง ดังนั้นการที่กล่าวว่าเมือง
~ 127 ~ อู่ทองเป็นเมืองที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่1 ครองก่อนสร้างพระนครศรีอยุธยา ก็ตกไป นอกจากนี้ผู้เขียนยังให้ความเห็นว่าต านานที่กล่าวว่าพระเจ้าอู่ทอง มาจากประเทศจีนนั้น เป็นการแต่งเรื่องราวเพื่อบอกถึงความเป็นมาของ ตนเองและบ้านเมืองจากต านาน เป็นสิ่งที่พัฒนาขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 21 แต่ก็จะแลเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนจากบานเมืองชายทะเลจีน ตอนใต้ตั้งแต่มณฑลกวางตุ้ง-กว่างสี มายังปัตตานี นครศรีธรรมราช กุยบุรี และเพชรบุรี ต านานท้องถิ่นทั้งภาคใต้และภาคกลางแสดงให้เห็นถึงเส้นทาง การค้าจากเมืองชายทะเล นับแต่นครศรีธรรมราช เพชรบุรี สุพรรณบุรี อยุธยา สิงห์บุรี ลพบุรี ชัยนาท นครสวรรค์ ไปจนถึงเมืองก าแพงเพชร แสดง ให้เห็นถึงการเข้ามาของผู้คนกลุ่มใหม่ที่กระจายตัวไปตามบ้านเมืองต่างๆ ตามเส้นทางการค้า อนึ่ง ข้อคิดเห็นที่เห็นส าคัญยิ่งของศรีศักร วัลลิโภดมในหนังสือ เล่มนี้คือท่านเสนอว่า เมืองโบราณอู่ทองคือสุวรรณภูมิที่พระเจ้าอโศก มหาราชส่งพระสมณทูตมาเผยแผ่พระพุทธศาสนา ดังความในหน้า 76 ที่ว่า “ข้าพเจ้ายังคิดเลยเถิดไปถึงว่าเส้นทาง คมนาคมข้ามคาบสมุทรนี้แหละ ที่สมณทูตของ พระเจ้าอโศกมหาราชเดินทางเข้ามาเผยแผ่ พุทธศาสนาในเขตสุวรรณภูมิ ก็นับเป็นการขัดแย้ง กับสิ่งที่พม่า-มอญเชื่อว่ามาขึ้นที่เมืองสะเทิมและ หงสาวดีของมอญอย่างสิ้นเชิง เพราะข้าพเจ้ายังไม่ พบเห็นโบราณวัตถุใดในเมืองสะเทิมและเมาะตะมะ ที่มีอายุเท่ากันกับที่ดอนตาเพชรและอู่ทอง อีกทั้ง ต าแหน่งของเมืองมอญของพม่านี้ก็อยู่เหนือขึ้นมา จากเส้นทางเดินเรือทะเลที่จะต้องข้ามคาบสมุทร
~ 128 ~ ยิ่งไปดูถึงเรื่องหลักฐานของวัฒนธรรมที่สืบเนื่องจาก สมัยสุวรรณภูมิมาจนถึงยุคประวัติศาสตร์เช่นสมัย ศรีเกษตรและทวารวดีแล้ว ก็ไม่พบอะไรต่างกับทาง บริเวณเมืองอู่ทองและบริเวณอื่นๆ ในฝั ่งอ่าวไทยที่ พบคติในการสร้างธรรมจักรที่มีรูปกวางหมอบ ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยทวารวดีในพุทธศตวรรษที่ 12 – 13 ทีเดียว แต่ที่ส าคัญที่สุดก็คือที่เมืองอู่ทอง พบแท่ง ศิลามีจารึกภาษาสันสกฤตว่า “ปุษยคีรี” เข้าใจว่าพบ แถวเขาที่อยู่ทางทิศเหนือของเมือง ค าว่าปุษยคีรีนี้ เป็นชื่อเมืองและสถานที่ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราช โปรดให้สร้างพระสถูปบรรจุพระบรมธาตุของ พระพุทธเจ้าในอินเดีย” จารึกเขาปุษยคีรี ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
~ 129 ~ 29. พนมบุตร จนัทรโชติ, ภัทรวรรณ ภาครส, วรางคณา เพ็ชร์อุดม. น าชมพิพิธภณัฑสถานแห่งชาติอ่ทูองและเรอื่งราวสุวรรณภมูิ. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2550. มีเนื้อหาเกี่ยวกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง โดยกล่าวถึง ประวัติ การจัดแสดง และโบราณวัตถุชิ้นส าคัญในพิพิธภัณฑ์ อีกส่วนหนึ่ง กล่าวถึงพัฒนาการของชุมชนในประเทศไทย โดยกล่าวว่าเมื่อประมาณ 11,000 ปีที่ผ่านมา บริเวณภาคกลางปรากฏร่องรอยการอยู่อาศัยของคน สมัยก่อนประวัติศาสตร์และพัฒนามาเป็นชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่ง ต่อมามีพัฒนาการด้านโลหกรรม ท าให้ชุมชนเกิดการขยายตัว ส่งผลให้ให้ ชาติต่างๆ เข้ามาค้าขายแลกเปลี่ยนกลายเป็นพื้นที่ส าคัญทางการค้าและ ได้รับเอาคติความเชื่อเกี่ยวกับศาสนาและโครงสร้างทางสังคมที่ซับซ้อนมา จากอินเดีย ซึ่งก็คือสุวรรณภูมิ อีกหัวข้อหนึ่งได้กล่าวถึงเมืองโบราณอู่ทอง ซึ่งมีการอยู่อาศัยมา ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ก่อนจะพัฒนามาเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ของ วัฒนธรรมทวารวดี เป็นเมืองศูนย์กลางของวัฒนธรรมทวารวดีและพบ โบราณวัตถุที่สันนิษฐานว่าเป็นโบราณวัตถุที่ได้รับอิทธิพลอินเดียที่เก่าแก่ ที่สุดในประเทศไทย ต่อมาความส าคัญของเมืองอู่ทองค่อยๆ ลดบทบาทลง จากสภาพภูมิศาสตร์ ท าให้เมืองโบราณบริเวณคาบสมุทรภาคใต้ได้รับความ สนใจมากกว่า ในตอนท้ายของเล่มได้ให้อธิบายเกี่ยวกับโบราณวัตถุและเรื่องราวที่ เกี่ยวข้องกับเมืองอู่ทอง ทั้งสภาพภูมิศาสตร์และศาสนสถาน รวมทั้งนิยาม ศัพท์ในส่วนท้าย เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจค าศัพท์ต่างๆ ทางโบราณคดี
~ 130 ~ 30. ผาสุข อินทราวุธ. ทวารวดีธรรมจักร. กรุงเทพฯ: ภาควิชา โบราณคดีคณะโบราณคดีมหาวิทยาลยัศิลปากร, 2551. “ทวารวดี” เป็นชื่อของบ้านเมืองหนึ่งที่เจริญขึ้นในภาคกลางของ ประเทศไทยราวพุทธศตวรรษที่ 11 - 12 จนถึงราวพุทธศตวรรษที่ 16 โดยพบหลักฐานที่เป็ นลายลักษณ์อักษร เช่น จารึกภาษาสันสกฤต บนเหรียญเงินศรีทวารวดี บันทึกองพระถังซัมจั๋ง เป็นต้น นอกจากนั้นงาน ศิลปกรรมที่ค้นพบยังปรากฏการพบศิลาธรรมจักรเป็นจ านวนมาก โดยพบ ตามเมืองส าคัญต่างๆ ในวัฒนธรรมทวารดีเช่น เมืองนครปฐม หรือเมือง อู่ทอง โดยพบธรรมจักรร่วมอยู่กับประติมากรรมกวางหมอบ และยังพบการ จารึกหลักธรรมเนื่องในพุทธศาสนาลงบนตัวธรรมจักรอีกด้วย ส าหรับธรรมจักรศิลาที่พบในเมืองอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี มี3 ชิ้น โดยมีชิ้นเดียวที่พบร่วมกับเสาและฐานรองธรรมจักร ที่สถูปหมายเลข 11 นอกจากนั้นยังพบหัวกวาง (ศิลา) ที่เจดีย์หมายเลข 10 ซึ่งคติความเชื่อที่ ปรากฏในธรรมจักรที่เมืองอู่ทองนั้นแสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของ พุทธศาสนาในเมืองอู่ทอง แสดงถึงเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าที่ทรงแสดง ธรรมมะหรือการเผยแพร่ศาสนาพุทธในเมืองอู่ทองเช่นเดียวกันกับเมือง โบราณอื่นๆ ในวัฒนธรรมทวารวดี 31. เชษฐ์ติงสญัชลี. ลวดลายในศิลปะทวารวดี: การศึกษา “ที่มา” และการตรวจสอบกับศิลปะอินเดียสมัยคุปตะ-วกาฏกะ. นครปฐม: สถาบันวิจยัและพฒันา มหาวิทยาลยัศิลปากร, 2553. ศิลปะทวารวดีได้รับแรงบันดาลใจส าคัญมาจากศิลปะอินเดียสมัย ราชวงศ์คุปตะและราชวงศ์วกาฏกะ โดยเฉพาะในเรื่องลายพันธุ์พฤกษา ซึ่งลวดลายพันธุ์พฤกษาที่ปรากฏในงานศิลปกรรมทวารวดีนั้น พบอยู่ โดยทั่วไปในงานศิลปกรรมโดยเฉพาะบนศิลาธรรมจักร จากการศึกษาพบว่า
~ 131 ~ ธรรมจักรที่พบที่เมืองอู่ทอง ณ โบราณสถานหมายเลข 11 ปรากฏลวดลายที่ ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะอินเดียอยู่ 2 ลวดลาย และอีกลายหนึ่งที่เป็นที่ นิยมของทวารวดีเองได้แก่ 1. ลายประจ ายามก้ามปู ปรากฏอยู่ที่ตัวธรรมจักร เป็นรูปแบบที่เรียกว่า “ลายพลอยเม็ด สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนสลับพลอยเม็ดกลม/เม็ดลี/ เม็ดถั่ว” ซึ่งเป็นรูปแบบลาย ที่มาจากศิลปะวกาฏกะ 2. ลายพวงมาลัยพวงอุบะ ปรากฏอยู่ที่เสาธรรมจักร เมื่อเทียบเคียงกับศิลปะคุปตะและ วกาฏกะแล้วสามารถกล่าวได้ว่าเป็น “ลวดลายพวงมาลัยที่มีการซ้อนกัน หลายชั้น” ซึ่งเป็นลักษณะของศิลปะวกาฏกะ 3. ลายก้านขดและลายเบ็ดเตล็ดอื่นๆ ลายดังกล่าวที่ปรากฏในชิ้นส่วนธรรมจักรที่พบที่เมืองอู่ทอง พบว่า เป็นลาย “เม็ดพลอยสลับกับลายก้านขด” ซึ่งเป็นลายที่นิยมเฉพาะในศิลปะ ทวารวดีแต่ไม่พบในศิลปะคุปตะและวกาฏกะ 32. สุจิตต์วงษ์เทศ, บรรณาธิการ. Black death โรคห่ากาฬโรคยุค พระเจ้าอู่ทองฝังโลกเก่าฟ้ืนโลกใหม่ได้"ราชอาณาจักร สยาม". กรุงเทพฯ: เรือนแก้ว, 2553. เป็นการรวมบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับโรคห่าหรือกาฬโรค (Black Death) ที่แพร่ระบาดครั้งใหญ่เกือบทั่วทุกมุมโลกในช่วง พุทธศตวรรษที่ 19 หนังสือเล่มนี้ได้แบ่งออกเป็นบทต่างๆ เพื่อน าเสนอ เรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น เนื้อหาที่กล่าวถึงพระเจ้าอู่ทองและเมืองอู่ทองคือ พระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทองตามนิทานพื้นบ้านนั้นได้เข้ามามีความเกี่ยวข้องกับ เหตุการณ์โรคระบาดนี้ ตามนิทานพื้นบ้านพระเจ้าอู่ทองครองเมืองอู่ทอง
~ 132 ~ ต่อมาสมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพทรงได้สันนิษฐานว่าพระเจ้า อู่ทองแห่งเมืองอู่ทองเป็นผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา หากแต่ข้อสันนิษฐานนี้ ไม่เป็นที่ยอมรับในกลุ่มนักวิชาการรุ่นหลัง โดยในช่วงเวลานี้การสถาปนา กรุงศรีอยุธยาได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ทั่วโลกมีโรคระบาดหนัก ซึ่งตรงกับเรื่องในนิทานและต านานที่พระเจ้าอู่ทองทรงย้ายเมืองหนีโรคห่า นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงพระเจ้าอู่ทองย้ายเมืองหนีโรคระบาด อยู่ในบันทึกชาวต่างชาติคือ จดหมายเหตุวันวลิต พ่อค้าที่เข้ามายังกรุงศรี อยุธยาในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และได้จดบันทึกเรื่องของพระเจ้า อู่ทองตามค าบอกเล่าของชาวบ้าน โดยมีความกล่าวว่าพระเจ้าอู่ทองเป็น พระโอรสของจักรพรรดิจีน ถูกเนรเทศออกมาทางทะเล และได้ไปขึ้นฝั่งที่ เมืองปัตตานี ต่อมาได้มีการย้ายไปอยู่ตามเมืองต่างๆ เช่น นครศรีธรรมราช กุยบุรี เพชรบุรี บางกอก สุดท้ายก็ได้มาสร้างกรุงศรีอยุธยา 33. ประทุม ชุ่มเพง็พนัธุ์. ศรีสุพรรณภมูิเรือ่งตา นานจากอดีตกาล จนถึงเรอื่งเล่าขานเมือ่วนัวาน. กรุงเทพฯ: ดวงกมล, 2553. กล่าวถึงเรื่องราวของจังหวัดสุพรรณบุรีนับตั้งแต่สมัยก่อน ประวัติศาสตร์จนกระทั่งในสมัยปัจจุบัน โดยเน้นในช่วงสมัยทวารวดี คือที่ เมืองโบราณอู่ทอง และต่อมามีการเคลื่อนย้ายของผู้คนไปยังเมืองพันธุมบุรี หรือสุพรรณบุรีอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนทิศทางของล าน ้าท่าหว้า จนกระทั่งการปลดแอกของชาวเสียมในลุ่มน ้าเจ้าพระยาจากอ านาจอิทธิพล ของเขมร โดยเล่าเรื่องผ่านการวิเคราะห์จากต านานมอญและเอกสารจีน เป็นส าคัญ และกล่าวถึงเรื่องราวของสุพรรณบุรีในระยะ 50 ปีก่อนในเชิง ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
~ 133 ~ หนังสือแบ่งออกเป็น 4 ปริเฉทด้วยกัน คือ ปริเฉทที่ 1 เรื่องนิเวศสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงแม่น ้าล าคลอง โดยแบ่งภูมิประเทศคร่าวๆ ได้ 2 เขต คือ เขตที่ดอนสูง เป็นที่ลาดเชิงเขาจากใต้ขึ้นเหนืออยู่ใกล้กับเชิงเขาทาง ตะวันตก เป็นแหล่งก าเนิดแม่น ้าล าคลองหลายสายโดยเฉพาะล ากะเสียว ที่เป็นสาขาแหล่งก าเนิดแม่น ้าท่าว้า (ท่าจีนสายเก่า) และแม่น ้าสุพรรณบุรี (ท่าจีนสายใหม่) และเขตที่ราบต ่า ซึ่งมีแม่น ้าสุพรรณไหลผ่านกลาง พื้นที่ สองฝั่งแม่น ้าจึงเป็นที่ราบเหมาะแก่การเพาะปลูก ปริเฉทที่ 2 เรื่องสุพรรณภูมิในต านานมอญ จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นเมืองมอญทวารวดีราวพุทธศตวรรษที่ 11- 14 อันเป็นช่วงที่โลกตะวันออกและตะวันตกมีความสัมพันธ์กันทางการค้า ท าให้เมืองอู่ทองที่ตั้งอยู่ชายทะเลกลายเป็นเมืองท่าค้าขายส าคัญ ทั้งในระดับ ภูมิภาคและนานาชาติ โดยหัวเมืองฝั่งตะวันตกนับตั้งแต่จังหวัดตาก ก าแพงเพชร อุทัยธานี นครสวรรค์ สุพรรณบุรี นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรีมีคนมอญอาศัยอยู่และติดต่อสัมพันธ์กับมอญฝั่งอ่าวเมาะตะมะ มาโดยตลอด ความเป็นศูนย์กลางทางการค้าของสองฝั่งฟากสมุทรนี้เองจึง เป็นชุมทางทางการค้าของสองซีกโลกจนกลายเป็นนิทานเล่าขานถึง สุวรรณภูมิ หรือดินแดนแห่งทองค า โดยมีเมืองสุธรรมวดีเป็นเมืองหลวงอยู่ ฝั่งอ่าวเบงกอล และมีเมืองทวารวดีเป็นเมืองหลวงฝั่งอ่าวไทย ต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ 18 - 20 เมื่อน ้าทะเลลดระดับลง ท าให้ พื้นที่ระดับสูงใกล้ภูเขาค่อยๆ ลาดเอียงมาทางตะวันออกและท าให้สภาพ นิเวศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนแม่น ้าท่าว้าเปลี่ยนทางเดินเป็นแม่น ้าอีก สายหนึ่งที่บ้านคลองขอมไปยังที่ลุ่มทางทิศใต้กลายเป็นแม่น ้าสุพรรณบุรี หรือแม่น ้าท่าจีนสายใหม่ และท าให้ล าน ้าท่าจีนเก่าตื้นเขิน จุดศูนย์รวมของ ประชากรจึงเคลื่อนย้ายมาสู่แนวแม่น ้าสุพรรณบุรีโดยมีศูนย์กลาง คือเมือง สุพรรณภูมิ หรือเมืองพันธุมบุรีซึ่งตรงกับช่วงที่พุทธศาสนาลังกาวงศ์เข้ามา
~ 134 ~ เจริญแพร่หลายในไทย พม่า และกัมพูชา โดยมีเมืองหัวหาดฝั่งตะวันตกที่ ส าคัญคือ เมืองเมาะตะมะ (เมืองพัน) และเมืองหัวหาดฝั่งตะวันออกคือ เมือง สุพรรณบุรี ซึ่งในต านานเรียกเป็นเมืองพันธุมบุรี โดยเมื่อน าชื่อเมืองพันผสมกับชื่อเมืองสุพรรณบุรีจะกลายเป็นชื่อ ใหม่ว่า สองพันบุรี โดยศูนย์กลางของพุทธศาสนาลังกาวงศ์น่าจะอยู่ที่วัด ป่าเลไลยก์ซึ่งเป็นที่ดอนขนาดใหญ่มีวัดตั้งอยู่ 4 - 5 วัดรวมกลุ่มกันอยู่ แสดงว่าจะต้องเป็นอย่างส านักตักศิลาที่เป็นศูนย์กลางการศึกษาและ ปฏิบัติธรรม ส่วนต านานมอญ เรื่องพระเจ้ากาแตผู้เป็นเจ้าเมืองสุพรรณภูมิ ได้แสดงบทบาทของมอญที่มีต่อการเผยแพร่พระพุทธศาสนาลังกาวงศ์และ ในราวพุทธศตวรรษที่ 21 ได้มีชื่อเมืองใหม่ว่า เมืองสุพรรณบุรีและได้ย้าย เมืองมาทางฝั่งตะวันออกของแม่น ้า คือตรงต าบลท่าพี่เลี้ยง เนื่องด้วยมีศัตรู เป็นพม่าซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตก แม่น ้าสุพรรณจึงเป็นคูเมืองส าคัญในการ ป้องกันข้าศึก ปริเฉทที่ 3 เรื่องสุพรรณภูมิในจดหมายเหตุจีน สุพรรณภูมิมีชื่อว่า เจิน-หลี่-ฟู่ ปรากฏอยู่ในเอกสารจีน คือหนังสือ ประวัติศาสตร์ประเทศเจนละของราชวงศ์ซ้อง (ซ่ง) ฉบับหลวง กล่าวว่า เจิน-หลี่-ฟู่ เป็นแคว้นที่ขึ้นกับประเทศเจนละ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ เมื่อพิจารณาจากสภาพภูมิศาสตร์ เมืองหลวงน่าจะตั้งอยู่ที่ลุ่มแม่น ้าท่าว้าท่าจีน หรือตั้งอยู่บริเวณรั้วใหญ่ ทางฝั่งตะวันตกแม่น ้าสุพรรณ (ท่าจีน) โดยมีวัดป่าเลไลยก์เป็นประธานเมือง ในระหว่าง พ.ศ. 1743-1748 (ตรงกับ สมัยพระเจ้ากาแตในต านาน) เมืองเจิง-หลี่-ฟู่ แต่งคณะทูตส่งเครื่อง บรรณาการไปเมืองจีน 3 ครั้ง โดยเฉพาะใน พ.ศ. 1734 จดหมายเหตุระบุถึง เจ้าเมืองผู้ก่อตั้งประเทศนี้ คือ …กัมรเตงอัญศรี… ซึ่งน่าจะเป็นหัวหน้าคน พื้นเมืองที่ขึ้นมาปกครอง ก่อนรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และใน พ.ศ. 1748 เจ้าเมืองยังได้ส่งบรรณาการไปเมืองจีน มีพระนามว่า มหิธร ซึ่งเป็นที่
~ 135 ~ นิยมใช้ในเขมรในราวพุทธศตวรรษที่ 18 และเป็นราชวงศ์ที่ถือก าเนิดขึ้นที่ เมืองมหิธรปุระ มหิธรเป็นค าที่แสดงถึงลัทธิเขมรนิยมเต็มตัว เพราะเป็นช่วงที่ อาณาจักรขอมเรืองอ านาจสูงสุด คือในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แผ่อ านาจอิทธิพลปกคลุมลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยา ในระยะหลังตามเงื่อนเค้าที่ ปรากฏในจดหมายเหตุโจวต้ากวนที่ได้ร่วมเป็นคณะฑูตจีนเข้ามายัง อาณาจักรขอม เมื่อ พ.ศ. 1839 บอกเป็นนัยว่า เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สวรรคตลงใน พ.ศ. 1762 อาณาจักรขอมที่เคยกว้างใหญ่ก็ดูเหมือนจะแตก ออกเป็นเสี่ยงๆ แทบในทันที เมืองทั้งหลายออกแปรพักตร์ หัวเมืองห่างไกล อย่างเมือง เจิน-หลี่-ฟู่ ได้ตั้งตนเป็นเอกราช และพวกชาวเสียมแห่งลุ่มน ้า เจ้าพระยากลายเป็นฝ่ายที่มีก าลังอ านาจรุกรานขอม เมื่ออ านาจของอาณาจักรขอมเสื่อมลง เมืองละโว้จึงสามารถผนวก ก าลังเข้ากับพวกเสียมที่เมืองสุพรรณภูมิ เมืองอโยธยาและเมืองอื่นๆ ใกล้เคียง ต้านทานอ านาจขอมได้โดยง่าย การก าเนิดต านานพระเจ้าอู่ทอง จึงเป็นบันทึกเหตุการณ์เปลี่ยนผ่าน เป็นกระบวกการสร้างชาติหรือรวมชาติ ของชาวเสียมให้มารวมกันเป็นศูนย์อ านาจ เพื่อต้านทานอ านาจขอมและ ประกาศตนเป็นเอกราช โดยมีวีรบุรุษเป็นชาวเสียมคนหนึ่งแห่งลุ่มน ้า เจ้าพระยา ปริเฉทที่ 4 เรื่องสุพรรณบุรีเมื่อวันวานเป็นเรื่องใกล้ตัว น าเสนอประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในสมัยหลัง นับตั้งแต่ พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา ได้แก่ อาคารสถานที่ส าคัญ ประตูน ้าเรือสัญจร ท่าเรือเมล์ วิกหนัง โรงเรียนจีน หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ โรงพิมพ์ เวทีมวย เป็นต้น
~ 136 ~ ภาพถ่ายเก่าพระพุทธรูปส าริด ศิลปะทวารวดี พบจากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 3 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)
~ 137 ~ ภาพถ่ายเก่าพระพุทธรูปส าริด ศิลปะทวารวดี พบจากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 3 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)
~ 138 ~ 34. พิสิทธ์ิลีรตันนุรตัน์. เมืองอู่ทอง: เสน่ห์แห่งลูกปัดทวารวดี. กรุงเทพฯ: องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการ ท่องเที่ยวอย่างยงั่ยืน (องค์การมหาชน), 2556. หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงเมืองสุพรรณบุรีโดยให้ความส าคัญในเรื่อง ลูกปัดจากเมืองอู่ทอง เนื้อหาในช่วงต้นกล่าวถึงข้อมูลของเมืองอู่ทองจาก หลักฐานทางโบราณคดี ซึ่งท าให้เชื่อว่ามีการอยู่อาศัยต่อเนื่องตั้งแต่ยุค หินใหม่ พบหลักฐานเช่น ขวานหินขัด เครื่องปั้นดินเผารูปทรงต่างๆ เครื่องมือกระดูกสัตว์ เป็นต้น และช่วงยุคโลหะสามารถเทียบเคียงรูปแบบ โบราณวัตถุกับประเทศอื่นๆ ในช่วงสมัยเดียวกันได้ เช่น แหล่งโบราณคดีใน ประเทศเวียดนาม พม่า อินเดีย จีน ฯลฯ ผู้เขียนมีการอ้างถึง ศาสตราจารย์บวสเซอลิเยร์ซึ่งให้ความเห็นว่า อู่ทองน่าจะเป็นเมืองศูนย์กลางของภูมิภาคสมัยโบราณ มีการติดต่อค้าขาย กับเมืองอื่นๆ มีความส าคัญตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงอาณาจักร ฟูนัน ราวพุทธศตวรรษที่ 7 - 9 และต่อเนื่องมาในสมัยทวารวดีในช่วง พุทธศตวรรษที่ 12 - 16 นอกจากนี้ยังกล่าวถึงรอยพระบาทที่วัดเขาดีสลักซึ่ง ศาสตราจารย์ ดร.สันติ เล็กสุขุม ได้ให้ความเห็นว่าลวดลายที่ปรากฏ สามารถก าหนดอายุ ได้ราวพุทธศตวรรษที่ 17 - 19 และยังกล่าวถึงโบราณสถาน โบราณวัตถุ อื่นๆ ซึ่งพบจากเมืองอู่ทอง ได้แก่ เจดีย์หมายเลข 1 พระพุทธรูป พระพิมพ์ ธรรมจักร แผ่นดินเผารูปพระภิกษุอุ้มบาตร ฯลฯ ส าหรับเรื่องลูกปัดเมืองอู่ทอง ผู้เขียนได้อ้างถึงค าบอกเล่าของนาย "พลอย อู่ทอง" ไว้ว่า คนอู่ทองมักเรียกว่าลูกก าปัด เนื่องจากเป็นการเรียก ต่อๆ กันมาเป็นเวลานานของชาวอู่ทอง เมื่อเปรียบเทียบรูปแบบของลูกปัด อู่ทองกับลูกปัดยุคเดียวกันจากแหล่งอื่นๆ เช่น บ้านดอนตาเพชร จ.กาญจนบุรี อ.พิมาย จ.นครราชสีมา และภาคใต้ซึ่งกระจายอยู่ทุกพื้นที่ ได้แก่ ทุ่งตึก จ.พังงา ควนลูกปัด จ.กระบี่ ฯลฯ พบว่ามีลูกปัดชนิดเดียวกับที่
~ 139 ~ เมืองอู่ทอง โดยเฉพาะลูกปัดแบบฝังสี (etched bead) ท าด้วยหินคาร์นิเลียน และโอนิกซ์ ซึ่งนักวิชาการให้ความเห็นว่ามีแหล่งผลิตจากอินเดีย และมีอายุ รุ่นเดียวกับที่คาลาเนย์ ประเทศฟิลิปปินส์ จากกัวลาเซลิงชิง ประเทศ มาเลเซีย และจากเมืองออกแก้ว ประเทศเวียดนาม นายพลอย อู่ทอง ได้เล่าย้อนกลับไปในราว พ.ศ. 2516 ว่า ในช่วง เวลานั้นผู้คนยังไม่ให้ความสนใจลูกปัดนัก ลูกปัดจึงมีอยู่กลาดเกลื่อน สามารถแบ่งเป็น 4 รูปทรง คือ ทรงกลมหรือทรงรี ทรงเหลี่ยม ทรงกระบอก และรูปทรงที่ไม่เข้าพวก มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 3 - 31 มิลลิเมตร ลักษณะเด่นมี 2 แบบ คือ ลูกปัดโรมัน (Roman bead) กับลูกปัดมีตา (eye bead) ต่อมาผู้คนในท้องถิ่นได้สร้างความเปลี่ยนแปลงโดยน ามาท าเป็น จี้ หัวแหวน สร้อยข้อมือ ฯลฯ อีกทั้งมีพ่อค้าต่างถิ่นและนักสะสมลูกปัด ทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้ามาซื้อลูกปัดถึงเมืองอู่ทอง จึงเกิดความต้องการ ลูกปัดอย่างล้นหลาม จนเกิดธุรกิจแบ่งเช่าที่ดินแปลงเล็กๆ ให้ขุดหาลูกปัด จนกระทั่ง พ.ศ. 2524 ลูกปัดกลายเป็นสิ่งหายากไป นอกจากนี้ยังกล่าวว่า เดิมมีโบราณวัตถุสถานตกส ารวจจ านวนมาก แต่ชาวบ้านได้ไถท าลายเพื่อท าเป็นพื้นที่เกษตรกรรม บางครั้งเจอแหวน ทองค า จี้ทองค า ก าไลงาช้าง ก าไลแก้ว ก าไลส าริด หม้อดินลายขีดเขียนไม่ มีสีจ านวนมาก ภายในบรรจุกระดูก บางใบมีลูกปัดและเหรียญเงินอยู่ เป็นต้น ประเด็นสุดท้ายที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงคือ การจัดการท่องเที่ยวอย่าง ยั่งยืนในเมืองอู่ทอง ผู้เขียนกล่าวถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาค ประชาชนในการช่วยกันอนุรักษ์และพัฒนาโบราณวัตถุสถานต่างๆ ที่พบใน เมืองอู่ทอง ซึ่งเป็นการพลิกฟื้นเมืองโบราณอู่ทองให้กลับมาเป็นเมืองที่มี ชีวิตชีวา เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทุกคนในชุมชนและประเทศชาติได้ภาคภูมิใจ อย่างยั่งยืน
~ 140 ~ 35. อู่ทอง: หลกัฐานพระพุทธศาสนาแรกเริม่และรอยลูกปัด. กรุงเทพฯ: องค์การบริหารการพฒันาพื้นที่พิเศษเพื่อการ ท่องเที่ยวอย่างยงั่ยืน (องค์การมหาชน), 2556. เป็นเอกสารประกอบการประชุมสัมนาทางวิชาการ เรื่อง “อู่ทอง เมืองโบราณ เมืองสร้างสรรค์การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และ วิถีชีวิตดั้งเดิม: ผ่านหลักฐานพระพุทธศาสนาสมัยแรกเริ่มและรอยลูกปัด” ระหว่างวันที่ 7 - 8 กันยายน พ.ศ. 2556 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง มีบทความที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1) เรื่อง “อู่ทอง: เมืองท่าโบราณและศูนย์กลางพระพุทธศาสนา ยุคแรก” โดยศาสตราจารย์ ดร.ผาสุข อินทราวุธ เมืองอู่ทองตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น ้าจระเข้สามพัน มีผู้คนอยู่ อาศัยตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ยุคหินใหม่ และเป็นเมืองศูนย์กลางการค้า ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมสมัยกับบ้านดอนตาเพชร จ.กาญจนบุรี และเขาสามแก้ว จ.ชุมพร ดังที่พบหลักฐานเป็นตุ้มหูรูปสัตว์สีเขียว และตุ้มหู ในวัฒนธรรมซาหุญ นอกจากนี้ยังพบว่ามีการติดต่อกับอินเดียตั้งแต่ช่วงยุค เหล็กตอนปลาย หลักฐานส าคัญที่พบคือลูกปัด ทั้งลูกปัดหิน ลูกปัดแก้ว ทั้งลูกปัดแก้วสีเดียว ลูกปัดแก้วหลายสีแบบมีแถบสี และลูกปัดแบบมีตา ในสมัยทวารวดีเมืองอู่ทองถือเป็นเมืองท่าและศูนย์กลางการค้า ส าคัญของรัฐทวารวดีทั้งกับเวียดนามและจีนตอนใต้ รวมถึงกลุ่มการค้าใน แถบอินโด-โรมัน นอกจากนี้ยังเป็นเมืองท่าการค้าร่วมสมัยกับเมืองเบกถาโน ประเทศพม่า ออกแก้ว ประเทศเวียดนาม เขาสามแก้ว ภูเขาทอง จ.ระนอง และควนลูกปัด จ.กระบี่ ด้วย นอกจากนี้เมืองอู่ทองยังมีบทบาทในการเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนา ยุคแรกของรัฐทวาวดี โดยพบประติมากรรมทั้งเนื่องในศาสนาพราหมณ์และ พุทธในศิลปะอมราวดีเป็นจ านวนมาก เช่น ธรรมจักรและกวางหมอบ พระพุทธรูป และพระโพธิสัตว์อย่างนิกายมหายาน และมหาเจดีย์อย่างนิกาย
~ 141 ~ ไจตยกะ ทั้งนี้ยังเป็นเมืองที่มีบทบาทในการเป็นเมืองหลวงรุ่นแรกของรัฐ ทวารวดี นอกจากนครปฐมและลพบุรีด้วย 2) เรื่อง “ลูกปัด: วิถีชีวิตและความเชื่อ” โดยณัฏฐภัทร จันทวิช ไม่มีหลักฐานว่าลูกปัดเกิดขึ้นครั้งแรกที่ใดเพราะเกิดขึ้นมา ร่วมกับมนุษย์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ แต่แก้วอาจเกิดขึ้นครั้งแรกที่ ประเทศอียิปต์ ส่วนแก้วในประเทศไทยพบมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 5 ทั้งแก้วประดับ ภาชนะแก้ว แผ่นแก้ว เครื่องประดับที่ท าจากแก้ว รวมถึง ลูกปัดแก้ว แหล่งโบราณคดีที่พบลูกปัดมากที่สุดของภาคกลาง คือเมืองอู่ทอง มีทั้งที่ท าจากหิน แก้ว ทอง เงิน มีทั้งรูปแบบมีตา รูปกลม ทรงกระบอก รูปหลายเหลี่ยม รูปไข่คล้ายลูกอัลมอนด์ รูปคล้ายทุ่นเบ็ด (อายุตั้งแต่ต้น พุทธกาล – พ.ศ. 543) นอกจากนี้ยังพบลูกปัดมากที่นครราชสีมา พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ทุ่งตึก จ.พังงา ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ควนลูกปัด จ.กระบี่ ทั้งนี้ลูกปัดถือได้ว่าเป็นต้นแบบการท าเครื่องประดับประเภทต่างๆ อีกทั้งยังอาจใช้เป็นของแลกเปลี่ยน หรือน ามาใช้ในพิธีกรรม โดยเฉพาะใน พิธีฝังศพได้อีกด้วย 3) เรื่อง “อู่ทองกับละแวกย่านนี้เมื่อสมัยโบราณ” โดย บุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ การด ารงชีวิตของคนในแถบนี้แรกเริ่มมักอาศัยตามถ ้าเพิงผา ในเขตทิวเขาตะนาวศรี ด้วยการด ารงชีวิตแบบหาของป่ าล่าสัตว์ก่อนจะ พัฒนามาสู่สังคมเกษตรกรรม และเปลี่ยนจากเครื่องมือหินกะเทาะมาเป็น เครื่องมือหินขัด และรู้จักตั้งถิ่นฐานถาวร จนกระทั่งเข้าสู่ในยุคเหล็กผู้คนในแถบนี้มีพัฒนาการเรื่องเครื่องมือ และท าเครื่องประดับขึ้น อีกทั้งยังติดต่อกับชุมชนต่างถิ่น ในยุคนี้ผู้คนเริ่ม อพยพลงมาอยู่ในแถบลุ่มแม่น ้าแม่กลอง-ท่าจีน หลักฐานที่แสดงว่ามีการ
~ 142 ~ ติดต่อกับชุมชนห่างไกล เช่น กลองมโหระทึก (ที่ถ ้าองบะ จ.กาญจนบุรี) และ ต่างหูรูปสัตว์สองหัว (ที่อู่ทอง และบ้านดอนตาเพชร จ.กาญจนบุรี) แม้กระทั่งในช่วงที่ปรากฏหลักฐานแบบอินเดีย รูปแบบความเชื่อของคนใน แถบนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลง คือยังมีการฝังศพอยู่ จนกระทั่งระยะเวลาเกือบ 2,000 ปีมาแล้ว ในขณะที่ทางภาคใต้เริ่ม เข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์แล้ว เนื่องจากพบจารึกบนตราประทับอักษรพราหมี ฉะนั้นอินเดียคงไม่ได้มาเพื่อการค้าขายเท่านั้นแล้ว หากแต่เข้ามาอยู่อาศัย ด้วย นอกจากนี้ยังพบภาชนะดินเผาแบบอินเดียโดยเฉพาะลายกดด้วยซี่ ฟันเฟือง นอกจากนี้ยังพบหลักฐานที่แสดงว่าคนในแถบนี้รับพระพุทธศาสนา เข้ามาแล้ว และรูปแบบการฝังศพแบบฝังก็หายไป ส่วนผู้คนในแถบลุ่มแม่น ้า แม่กลอง-ท่าจีน เมื่อมีการติดต่อกับทางภาคใต้จึงค่อยเริ่มเข้าสู่สมัย ประวัติศาสตร์ไปด้วย หลักฐานหนึ่งที่ส าคัญคือการพบลูกปัดที่มีลักษณะ ร่วมกัน 4) เรื่อง “หลักฐานและหลักธรรมพุทธศาสนาสมัยแรกเริ่มที่เมือง อู่ทองและปริมณฑล” โดยภูธร ภูมะธน พุทธศาสนาเริ่มเข้ามายังดินแดนประเทศไทยในปัจจุบัน ตั้งแต่ ราวพุทธศตวรรษที่ 9 – 10 ดังหลักฐานประติมากรรมดินเผารูปพระภิกษุ สงฆ์อุ้มบาตร และชิ้นส่วนพระพุทธรูปขัดสมาธิบนขนดนาค ที่พบในเมือง อู่ทอง และอย่างน้อยที่สุดราวพุทธศตวรรษที่ 12 - 13 ชาวทวารวดีก็เข้าใจ หลักธรรมเรื่องปฏิจจสมุปบาทและหลักอริยสัจแล้ว ดังที่พบหลักฐานในจารึก อักษรปัลลาวะ ภาษาบาลี ส่วนนิกายที่ปรากฏในเมืองอู่ทองมีหลายนิกาย แต่ดูเหมือนว่า นิกายเถรวาทแพร่หลายมากที่สุด เนื่องจากพบธรรมจักรและจารึกคาถา ภาษาบาลีจ านวนมาก นอกจากนี้ก็ยังมีนิกายมหายาน และนิกายสุขาวดี แพร่หลายด้วย เพราะพบพระพุทธรูปแสดงปางประทานธรรมซึ่งสันนิษฐาน ว่าอาจเป็นพระอมิตาภะ ส่วนนิกายตันตระยานหรือวัชรยานเริ่มแพร่หลาย
~ 143 ~ ในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 14 – 16 จากการพบรูปเคารพพระโลกนาถและ พระพิมพ์หลายองค์ ทั้งนี้ในแง่ขององค์ธรรมความรู้พบว่าคนในยุคนี้รับรู้เรื่อง พุทธประวัติ นอกจากนี้ยังรับรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาทและหลักอริยสัจด้วย 5) เรื่อง “ลูกปัดอู่ทอง (เท่าที่สืบค้นได้ใน พ.ศ.นี้) กับข้อเสนอเพื่อ การพัฒนาที่อู่ทอง” โดย บัญชา พงษ์พานิช ลูกปัดอู่ทอง หมายถึง ลูกปัดที่พบในเขตเมืองโบราณอู่ทองและ พื้นที่ใกล้เคียง มีอายุตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ยุคเหล็ก ฟูนัน ทวารวดี หรือตั้งแต่ 1,500 – 2,000 ปีมาแล้ว หรือตั้งแต่ต้นพุทธกาลจนถึงราว พุทธศตวรรษที่ 15 ลูกปัดอู่ทองนั้นท าจากหลายวัตถุดิบ ได้แก่ ดินเผา กระดูกสัตว์ (เช่น กระดูกงู และปลา) กลุ่มที่ท าจากเปลือกหอย และกลุ่มที่ท าจากหิน มักท าจากหินสีมีค่า เช่น คาร์เนเลียน อาเกต แก้วผลึก เขี้ยวหนุมาน และมี ลูกปัดที่ท าจากโลหะ ได้แก่ ทองค า เงิน ตะกั่ว รูปแบบที่นิยมท าเป็นพิเศษ คือ ทรงกลม ทรงถังเบียร์ ทรงหลอด ทรงกระสวย และทรงก้าน มีทั้งลูกปัดแก้วสีเดียว ลูกปัดแก้วมีแถบสีลูกปัด แก้วหลายสีแบบมีตา
~ 144 ~ บทที่ 4 “เมืองโบราณอ่ทูอง” ข้อมูลจากบทความในวารสารและหนังสือต่างๆ เรื่องราวของเมืองโบราณอู่ทองได้รับการเผยแพร่ไปในวงกว้าง จากการตีพิมพ์บทความในวารสาร รวมทั้งบทความในหนังสือต่างๆ ซึ่งมี จ านวน 56 รายการ นับตั้งแต่เกือบ 65 ปีที่แล้ว จวบจนถึงปัจจุบัน 1. หลวงบริบาลบุรีภณัฑ์. “เมืองเก่าในจงัหวดัสุพรรณบุรี.” ศิลปากร 5,2 (สิงหาคม 2494): หน้า 63 -66. หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์รวบรวมเนื้อหามาจากการทูลถามสมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ และจากประสบการณ์ของท่านเองได้ความว่า เมืองเก่าของ จ.สุพรรณบุรีมี 2 เมือง คือ เมืองอู่ทอง และเมืองสุพรรณเก่า ทางฝั่งตะวันตกของแม่น ้าสุพรรณ หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์กล่าวว่าเมืองอู่ทองเป็นเมืองเก่ามาช้านาน ของที่อยู่บนดินมีเพียงเชิงเทินดินกับประตูเมืองบางส่วน นอกเมืองด้านริม แม่น ้าจระเข้สามพันมีสระน ้าขุด 2 สระ ที่ศาลริมท่าพระยาจักรมีเทวรูป พระนารายณ์ท าด้วยศิลาองค์หนึ่ง ก าหนดอายุจากศิลปะได้ว่าเป็นฝีมือช่าง ก่อนขอม แต่นักวิชาการตะวันตกให้ความเห็นว่าเป็นฝีมือช่างสมัยเจนละ (ร่วมสมัยกับทวารวดี) หากต้องการจะรู้เรื่องราวของเมืองอู่ทองก็จะต้องท า การขุดค้นเพื่อศึกษาต่อไป ส่วนเมืองสุพรรณบุรีตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น ้าสุพรรณ และ มีการขยายเมืองมาทางตะวันออกในภายหลัง เพื่อใช้เป็นเมืองหน้าด่าน ป้องกันการรุกรานจากทางลพบุรี ที่เมืองสุพรรณบุรีมีหลักฐานส าคัญคือ พระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ ศิลปะอู่ทอง คาดว่าเดิมเป็นปางปฐมเทศนา เช่นเดียวกับที่วัดพระปฐมเจดีย์ แต่ต่อมาพระหัตถ์ช ารุด ช่างที่ซ่อมใหม่ไม่
~ 145 ~ เข้าใจจึงสร้างต่อพระหัตถ์เป็นปางปาเลไลยก์ และมีวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ มีอายุน้อยกว่าพระพุทธรูปปางป่ าเลไลยก์ พบจารึกลานทอง อักษรขอม ภาษาบาลีกล่าวถึงการสร้างและปฏิสังขรณ์พระสถูปโดยมีพระราชา ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอโยธยานามว่าจักรพรรดิเป็นผู้สร้าง แต่ได้ช ารุดลง พระราช โอรสของพระจักรพรรดิผู้นั้นอันเป็นราชาธิราชผู้ประเสริฐได้ปฏิสังขรณ์ พระสถูปนี้ หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ให้ความเห็นว่าน่าจะหมายถึง พระนครินท ราธิราช และพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) แห่งกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากเป็นคู่พระราชบิดา-พระราชโอรส ที่สามารถแผ่ขยายพระราช อ านาจไปได้ไกลถึงหัวเมืองเหนือและเมืองเขมร นอกจากนี้ยังมีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับเมืองสุพรรณบุรีอีกว่า เดิมคง ตั้งอยู่แถววัดพระป่าเลไลยก์ และเรียกด้วยชื่ออื่น ต่อมาแม่น ้าสุพรรณแคบ เข้าจึงได้ย้ายลงมาตั้งที่เมืองสุพรรณบุรีใหม่ (ฝั่งตะวันออกของแม่น ้าสุพรรณ) เมื่อครั้งขุนหลวงพะงั่วจะย้ายมาครองกรุงศรีอยุธยา จึงได้ตั้งชื่อเมือง สุพรรณบุรีเพื่อเป็นที่ระลึกถึงเมืองหลวงเดิมคือ เมืองอู่ทอง หรือสุพรรณภูมิ ส่วนแนวเชิงเทินเมืองสุพรรณบุรีที่ปรากฏเป็นคันดินนั้นสันนิษฐานว่ามิได้ ถูกรื้อก าแพงออก แต่ก็มิได้สร้างก าแพงอิฐไว้เนื่องจากไม่ได้เป็นเมืองหลวง และคงปักแต่ไม้ระเนียดไว้ มีแม่น ้าไว้กลางเมืองเท่านั้น 2. ประพัฒน์ ตรีณรงค์. “โบราณคดีสัญจร เทีย่วเมืองนางพิม.” ศิลปากร9,1 (พฤษภาคม 2508): หน้า 59 -73. เนื่องด้วยจังหวัดสุพรรณบุรีมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี รวมทั้งวรรณคดีที่น่าสนใจ กรมศิลปากรจึงจัดให้มีโบราณคดีสัญจรขึ้น โดยเลือกจัด “เที่ยวเมืองนางพิม” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2508 สถานที่แห่งแรกที่ผู้เข้าร่วมโบราณคดีสัญจรเข้าชม คือ พิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ อู่ทอง จากนั้นได้เดินทางตามรอยสถานที่ในวรรณคดีเรื่องขุนช้าง