~ 46 ~ ใน พ.ศ. 2541 ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัย ศิลปากร น าโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุรพล นาถะพินธุ ได้ขุดค้นพื้นที่ใน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ใกล้กับคูเมืองด้านทิศตะวันออก โดยวางผัง เป็นหลุมขุดค้นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 4x8 เมตร แต่ขุดค้นเสร็จเพียงขนาด 2x2 เมตร การขุดค้นได้พบชั้นหลักฐานทางโบราณคดีหนาแน่น มีความหนา เฉลี่ย 150 เซนติเมตร หลักฐานที่พบคือ เศษภาชนะดินเผา (ไห ชาม หม้อก้นกลม หม้อมีสัน จานมีเชิง คนโท กุณฑี อ่าง ตะคัน จุกภาชนะ) ลูกปัดแก้วเกือบ 200 ลูก ลูกปัดมีตา กระดูกสัตว์ (เช่น วัว/ควาย กวาง ละอง/ละมั่ง เก้ง หมู สุนัข ไก่ นก จระเข้ เต่า ปลา) และเปลือกหอยส่วนใหญ่ เป็นหอยน ้าจืด นอกจากนี้ยังได้พบร่องรอยหลุมเสา แสดงว่าบริเวณนี้เป็น พื้นที่ประกอบกิจกรรมการอยู่อาศัยของสามัญชนคนทั่วไป ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุรพล นาถะพินธุ สรุปว่า เมืองอู่ทองน่าจะเคย เป็นที่อยู่อาศัยอย่างหนาแน่นเมื่อช่วงราว 1,700 – 1,500 ปีมาแล้ว คือ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 9 – 11 และสันนิษฐานด้วยว่าอาจมีการอยู่อาศัยมา ก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ก็ไม่ควรจะเก่าไปกว่า 1,900 ปีมาแล้ว หรือช่วง พุทธศตวรรษที่ 7 โดยมีข้อสังเกตด้วยว่าในระดับชั้นดินตอนบนนั้น พบภาชนะดินเผาประเภทคนโทและตะคัน แต่ไม่พบเลยในระดับชั้นดิน ตอนล่างซึ่งมีปริมาณเศษภาชนะดินเผาหนาแน่นกว่า จึงอาจแบ่งช่วง ชั้นวัฒนธรรมของพื้นที่ขุดค้นนี้ออกได้เป็น 2 ระยะย่อยๆ
~ 47 ~ โครงกระดูกมนุษย์ พบจากการขุดค้นที่บ้านนาลาว อ าเภออู่ทอง เมื่อ พ.ศ. 2544 (เอื้อเฟื้อภาพโดยสุภมาศ ดวงสกุล)
~ 48 ~ 10. วสนัต์ิเทพสุริยานนท์. “รายงานผลการขุดค้นทางโบราณคดีที่ บ้านนาลาว ตา บลอ่ทูอง อา เภออ่ทูอง จงัหวดัสุพรรณบุรีพ.ศ. 2544.” ใน โบราณคดีเมืองอู่ทอง. นนทบุรี: ส านักงาน โบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 2 สุพรรณบุรี, 2545. หน้า 127 – 150. ใน พ.ศ. 2544 วสนัติ์เทพสุริยานนท์นักโบราณคดีประจ า ส านักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 2 สุพรรณบุรี (ในขณะ นั้น) ได้ขุดค้นที่บ้านนาลาวทางฝั่งตะวันออกของแม่น ้าจระเข้สามพัน อีกครั้งหนึ่ง มีหลุมขุดค้นขนาด 3x3 เมตร 1 หลุม และหลุมขุดค้น 2x2 เมตร 2 หลุม จากการขุดค้นได้พบชั้นดินอยู่อาศัยและการประกอบกิจกรรมการ ฝังศพของมนุษย์ 1 โครงที่ฝังแบบนอนหงายเหยียดยาว หลักฐานทาง โบราณคดีที่พบ เช่น เศษภาชนะดินเผาจ านวนทั้งสิ้น 116.92 กิโลกรัม ขวานหินขัด 21 ชิ้น ลูกกระสุนดินเผา 20 ลูก แวดินเผา 3 ชิ้น เศษโลหะ ส าริดและตะกรันโลหะ เศษชิ้นส่วนกระดูกสัตว์ เป็นต้น ผู้ขุดค้นสรุปว่าพื้นที่นี้อาจมีการอยู่อาศัยและประกอบกิจกรรม การฝังศพมาแล้วตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ราว 2,000 ปีมาแล้ว และผู้คนแถบนี้บางส่วนคงมีพัฒนาการกลายมาเป็นชุมชนเมือง อู่ทองในเวลาต่อมา 11. ภทัรพงษ์เก่าเงิน. โบราณคดีคอกช้างดิน. กรุงเทพฯ: ส านักงาน โบราณคดีและพิพิธภณัฑสถานแห่งชาติที่2 สุพรรณบุรี, 2545. บริเวณแหล่งโบราณคดีคอกช้างดินที่เชิงเขาคอก ห่างจากเมือง อู่ทองไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นที่สนใจของ นักวิชาการมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะประเด็นปัญหาเรื่องหน้าที่ของแหล่ง ว่าจะเป็นเพนียดคล้องช้างหรือเป็นท านบกั้นน ้า แต่เพิ่งมีการส ารวจและขุด
~ 49 ~ ศึกษาคอกช้างดินอย่างจริงจังในระหว่าง พ.ศ. 2540 – 2544 โดยส านักงาน โบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 2 สุพรรณบุรี (ในขณะนั้น) จากการส ารวจและจัดท าแผนผังบริเวณคอกช้างดิน พบว่ามี สิ่งก่อสร้างหลักคือ แนวคันดิน หรือคอกช้างดินจ านวน 4 คอก (คชด. 1 – 4) ซึ่งจากการพิจารณาลักษณะสัณฐานและต าแหน่งที่ตั้งซึ่งมีล าห้วยน ้าตก พุม่วงไหลผ่าน ผนวกกับคติการสร้างศาสนสถานบริเวณใกล้เคียง ท าให้ได้ ข้อสรุปว่าคอกช้างดินไม่มีความเกี่ยวข้องกับการคล้องช้าง แต่เป็นอ่างเก็บ น้ าหรอืสระน้ าศกัดสิ์ทิธิ์ซง่ึมคีวามเก่ยีวเน่ืองกบัการประกอบพธิกีรรมของ ศาสนาพราหมณ์ คาดว่ามีอายุอยู่ในช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 – 14 โดยในวิทยานิพนธ์ปริญญาโทเสนอต่อมหาวิทยาลัยมหิดลเรื่อง “Palaeo-Environmental Study at Khok Chang Din Ruins, U-Thong District, Suphanburi Province” ของสุภมาศ ดวงสกุล (นักโบราณคดีประจ า ส านักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี) ได้น าตัวอย่างดินไปวิเคราะห์หาละอองเรณู และขุดตรวจแนวคันดินที่ล้อมรอบคอกช้างดินหมายเลข 1 และ 2 เพื่อศึกษา ชั้นการก่อสร้างโบราณสถาน พบว่าลักษณะชั้นดินและละอองเรณูที่พบ แสดงว่าเมื่อแรกสร้างคอกช้างดินเหล่านี้มีสภาพเป็นสระที่มีน ้าแช่ขังเป็น ระยะเวลานาน หลังจากนั้นน ้าได้ไหลบ่าน าตะกอนเข้ามาทับถมภายในคอก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สระน ้าถูกทิ้งร้างไปแล้ว สระน ้าเหล่านี้จึงตื้นเขินขึ้นหมด สภาพไปในที่สุด ส านักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 2 ยังได้ขุดค้น ชั้นดินบริเวณพื้นที่อยู่อาศัยใกล้เคียงกับคอกช้างดิน โดยมีหลุมขุดค้นขนาด 2x2 เมตร จ านวน 3 หลุม พบว่ามีร่องรอยการอยู่อาศัยอย่างหนาแน่นของ มนุษย์ในสมัยทวารวดี เพราะได้พบชั้นทับถมของเศษภาชนะดินเผาเป็น จ านวนมาก ทั้งหม้อมีสัน กุณฑี ตะคัน และยังได้พบเครื่องถ้วยจีนสมัย ราชวงศ์ถังอีกด้วย
~ 50 ~ ภาพถ่ายทางอากาศบริเวณคอกช้างดิน (เอื้อเฟื้อภาพถ่ายโดยสุภมาศ ดวงสกลุ )
~ 51 ~ ทั้งนี้การท างานใน พ.ศ. 2540 – 2544 ยังได้ขุดแต่งอาคาร โบราณสถานคอกช้างดินหมายเลข 6, 7 และ 13 และค้นพบข้อมูลที่มี ความส าคัญต่อการศึกษาโบราณคดีสมัยทวารวดี โบราณสถาน คชด.6 เป็นฐานเทวาลัยรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วย ศิลาแลง ขนาด 9.5x13 เมตร วางตัวตามแนวตะวันออก-ตะวันตก ด้านทิศ ตะวันออกและตะวันตกมีมุขยื่นออกมาด้านละ 0.5 เมตร ด้านในพบฐาน อาคารก่อด้วยศิลาแลง ขนาด 4.5x8.9 เมตร สันนิษฐานว่าส่วนนอกคงเป็น ทางเดินประทักษิณ ส่วนด้านในคงเป็นอาคารที่ยกพื้นขึ้นมา นอกจากนี้ยังพบชิ้นส่วนประกอบสถาปัตยกรรม ได้แก่ ขันส าริด เชิงเทียนส าริด ตุ้มเหล็ก (?) แท่งเหล็ก หม้อมีสันทั้งที่ตกแต่งด้วยลาย เชือกทาบ ลายขูดขีด ลายจักสาน หรือไม่มีลาย และกุณฑี(หม้อมีพวย) โบราณสถาน คชด.7 ตั้งอยู่บนแนวคันดินด้านทิศตะวันตกของ คอกช้างดินหมายเลข 3 ที่เป็นอ่างเก็บน ้า มีฐานชั้นล่างที่ก่อด้วยหินปูน ธรรมชาติขนาดต่างๆ และศิลาแลง อยู่ในผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 24x28.80 เมตร บนฐานนี้มีอาคารขนาดเล็กอีก 3 หลัง ก่อด้วยหินธรรมชาติ และศิลาแลงเช่นเดียวกัน สิ่งส าคัญที่สุดที่ได้ขุดค้นพบ ณ โบราณสถาน คชด.7 คือ ภาชนะ ดินเผาทรงแจกันหรือคนโทขนาดเล็กที่ภายในบรรจุแท่งเงินและก้อนเงินตัด เป็นท่อน เหรียญเงินตราสังข์/ศรีวัตสะ เหรียญเงินตราพระอาทิตย์/ศรีวัตสะ เหรียญเงินตราสังข์/หม้อปูรณฆฏะ และเหรียญเงิน 3 เหรียญ มีจารึกภาษา สันสกฤตว่า “ศรีทฺวารวตีศฺวรปุณฺย” ซึ่งค้นพบเป็นครั้งแรกจากการขุดค้นทาง โบราณคดี โบราณสถาน คชด.13 เป็นฐานอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก่อด้วย หินปูนธรรมชาติ ไม่ใช้วัสดุสอ ขนาด 9x12 เมตร วางตัวตามแนวทิศ ตะวันออก-ตะวันตก พบโบราณวัตถุ ได้แก่ แหวนส าริด (?) มีด (?) ตะกรัน แร่เหล็ก เศษเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ถังและราชวงศ์ซุ่ง (เครื่องถ้วยชิงไป๋)
~ 52 ~ หม้อมีสัน กุณฑี ตะคันดินเผา แผ่นดินเผาลักษณะคล้ายเบ้าหรือแม่พิมพ์ สันนิษฐานว่าอาคารหลังนี้เป็นที่อยู่ของนักบวชหรือพราหมณ์ นอกจากนี้ ในการขุดแต่งคอกช้างดินหมายเลข 12 เมื่อ พ.ศ. 2546 ก็ได้พบเหรียญอาหรับสมัยของคัลลีเฟาะห์อัลมะฮะดี (Al-Mahdi) แห่ง ราชวงศ์อับบาสิยะฮ์(Abbasid dynasty) ที่ครองต าแหน่งในช่วง พ.ศ. 1318- 1328 (ข้อมูลจากป้ายประชาสัมพันธ์ของกรมศิลปากรที่โบราณสถาน คอกช้างดิน หมายเลข 12) ชิ้นส่วนกุณฑี พบจากการขุดค้นที่คอกช้างดิน จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
~ 53 ~ ภาชนะบรรจุก้อนเงิน/เหรียญเงินมีจารึก ขุดพบที่โบราณสถาน คชด.7 จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
~ 54 ~ 12. Podjanok Kanjanajuntorn. “Development Social Complexity in Metal Age West-Central Thailand ca. 500 BC – AD 500.” Ph.D. dissertation, University of Bristol, 2005. พจนก กาญจนจันทร (ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจ าคณะสังคมวิทยา และมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ได้ท าวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก เสนอต่อ มหาวิทยาลัยบริสทอล ประเทศอังกฤษ โดยกล่าวถึงผลการส ารวจ ทางโบราณคดีบริเวณเมืองอู่ทองในขอบเขตประมาณ 27 ตารางกิโลเมตร พบว่ามีแหล่งโบราณคดีประเภทเนินดินที่อยู่อาศัยหรือแหล่งฝังศพ ซึ่งน่าจะ มีอายุอยู่ในช่วงยุคเหล็ก ราวต้นพุทธกาล – พุทธศตวรรษที่ 11 เป็นจ านวน มากถึง 17 แหล่ง แหล่งโบราณคดีส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในแถบตะวันออกนอกเขตคูน ้า คันดินของเมืองอู่ทอง ตัวอย่างแหล่งส าคัญ เช่น บ้านโคกส าโรง บ้านวังขอน บ้านดอนมะกอก ซึ่งจากการส ารวจได้พบเศษภาชนะดินเผา ลูกปัดแก้วและ ลูกปัดหินกึ่งมีค่า ตะกรันโลหะ และชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ เป็นต้น เมื่อ พ.ศ. 2546 พจนก กาญจนจันทร เลือกขุดค้นที่บ้านวังขอน หมู่ 6 ต าบลจระเข้สามพัน ทางฝั่งตะวันตกของแม่น ้าจระเข้สามพัน ตรงข้าม กับบ้านนาลาวทางฝั่งตะวันออก มีหลุมขุดค้นขนาด 2x2 เมตร จ านวน 2 หลุม แต่ในการขุดค้นไม่ได้พบร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์อย่างเด่นชัด โบราณวัตถุที่พบ เช่น เศษภาชนะดินเผา ลูกปัด เครื่องมือเหล็ก ก็มีปริมาณไม่มากนักและส่วนใหญ่อยู่ในสภาพช ารุด ดังนั้นผู้เขียนจึง พิจารณาหลักฐานที่ได้จากการขุดค้นร่วมกับข้อมูลที่ราษฎรในพื้นที่บอกเล่า หรือวัตถุที่ราษฎรในพื้นที่น ามาแสดง เช่น โครงกระดูกมนุษย์ ลูกปัด เหรียญเงิน แล้วน าเสนอก าหนดอายุของแหล่งโบราณคดีว่าคงมีอายุอยู่ ในช่วงยุคเหล็กตอนปลายและช่วงก่อนสมัยทวารวดี
~ 55 ~ 13. สันต์ิไทยานนท์. “การศึกษาล าดับพัฒนาการวัฒนธรรมทาง โบราณคดีเมืองอู่ทอง.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร มหาบัณฑิต ( สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศา สตร์) มหาวิทยาลยัศิลปากร, 2554. สนัติ์ไทยานนท์ได้จัดท าวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทเสนอต่อ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยขุดค้นบริเวณคันดินชั้นนอกด้าน ทิศตะวันตก จ านวน 1 หลุมขุดค้น และบริเวณที่อยู่อาศัยภายในตัวเมืองทาง ทิศใต้ในเขตบ้านเนินพลับพลา ต าบลท้าวอู่ทอง จ านวน 2 หลุมขุดค้น โดยมี รายละเอียดดังนี้ เมื่อ พ.ศ. 2553 มีการปรับพื้นที่เพื่อขุดลอกคูน ้าคันดินชั้นนอกทาง ตะวันตกของเมือง ได้พบโครงกระดูกมนุษย์ 6 โครงถูกฝังในท่านอนหงาย เหยียดยาวเรียงกันหลายโครง สนัติ์ไทยานนท์จงึขุดคน้ ใกลก้บัจุดดงักล่าว เป็นหลุมขนาด 2x2 เมตร พบชั้นทับถมที่มีความลึกเกือบ 6 เมตร โดยมี ร่องรอยการเข้ามาใช้พื้นที่บริเวณนี้ในระยะแรก ซึ่งอาจมีอายุเก่าไปถึงช่วง พุทธศตวรรษที่ 10 ชั้นต่อมาได้พบชิ้นส่วนเชิงภาชนะดินเผามีจารึกอักษร ปัลลวะ อ่านได้ว่า “จนฺทุ” (จัน-ทุ) มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่11 - 12 จนกระทั่งช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 - 15 จึงมีการขุดคูเมืองและก่อ คันดินขึ้น ต่อมามีการลอกคูเมืองอีกครั้งในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15 - 16 ทั้งยังพบว่ามีการใช้คันดินเป็นสุสาน เพราะขุดพบโครงกระดูกมนุษย์เพิ่มอีก 1 โครง ฝังในท่านอนหงายเหยียดยาว มีสิ่งของอุทิศเป็นใบหอกเหล็ก 1 ชิ้น โดยโครงกระดูกนี้อยู่ในระดับเดียวกันกับโครงกระดูก 6 โครงที่พบครั้งก่อน ดังนั้นคงมีการฝังศพเป็นแนวยาวเรียงต่อกัน ซึ่งผู้ขุดค้นคาดว่าคงเป็นการ ตายที่มีจ านวนมากเพราะไม่พบร่องรอยของหลุม โดยโครงกระดูกส่วนใหญ่ เป็นเด็กอายุ 0 - 10 ปี ส่วนชั้นกิจกรรมสุดท้ายได้มีการขุดลอกคูน ้าและ ถมคันดินอีกครั้งในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 - 17 ก่อนที่จะมีการทิ้งร้างไป
~ 56 ~ โครงกระดูกในหลุมขุดค้นที่คันดินด้านทิศตะวันตกของเมืองอู่ทอง จากการขดุคน้ของสนัติ์ไทยานนท์พ.ศ. 2553 (เอื้อเฟื้อภาพโดยสนัติ์ไทยานนท)์
~ 57 ~ ส่วนการขุดค้นภายในตัวเมืองทางทิศใต้บริเวณบ้านเนินพลับพลา เป็นหลุมขุดค้นที่ 2 มีขนาด 3x3 เมตร (มีการขยายพื้นที่ภายหลัง) พบว่ามี การเริ่มเข้ามาใช้พื้นที่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15 มีกิจกรรมการถลุงเหล็ก และคงเป็นพื้นที่ผลิตลูกปัดแก้วด้วย เพราะพบลูกปัดมากถึง 530 ลูก พร้อม ด้วยเศษลูกปัดที่เสียหายจากการผลิตจ านวนหนึ่ง ลูกปัดเกือบทั้งหมดเป็น ลูกปัดแก้วสีเดียว (monochrome glass bead) มีเพียง 1 ลูกที่เป็นลูกปัดแก้ว มีแถบหลายสีสลับ (striped bead) แต่ร่องรอยการอยู่อาศัยก็ไม่หนาแน่น และคงทิ้งร้างไปในช่วงปลายสมัยทวารวดี หลุมขุดค้นที่บ้านเนินพลับพลา ของสนัติ์ไทยานนท์เมอ่ืพ.ศ. 2553
~ 58 ~ ส าหรับหลุมขุดค้นที่ 3 มีขนาด 3x3 เมตร ตั้งอยู่ห่างจากหลุมขุดค้น ที่ 2 เพียง 300 เมตร ปรากฏร่องรอยการเข้ามาใช้พื้นที่ในระยะแรกเป็น สถานที่ประกอบพิธีกรรม เพราะได้พบรอยหลุมดินเผาไฟเป็นรูปวงกลม ขนาด 21 เซนติเมตร พร้อมด้วยดินเผาไฟปั้นเป็นก้อนขนาด 1.5 - 3 เซนติเมตร จ านวน 5 ลูก บางลูกมีสัญลักษณ์มงคลคือหงส์และศรีวัตสะ ร่องรอยที่ขุดพบนี้น่าจะเป็นกองกูณฑ์ที่ใช้ประกอบพิธีในศาสนาพราหมณ์ โดยไม่พบหลักฐานอื่นใดเลยในระดับชั้นดินนี้ เมื่อน าตัวอย่างดินเผาไฟใน หลุมนี้ไปก าหนดอายุด้วยวิธีเรืองแสงความร้อน (thermoluminescense) ได้ค่าอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 14 - 16 เหนือชั้นดินนี้ขึ้นมาพบว่าคงมี การอยู่อาศัยที่ค่อนข้างหนาแน่นในช่วงปลายสมัยทวารวดี เพราะได้พบ กระดูกปลาและเปลือกหอยจ านวนมากปะปนอยู่กับเศษภาชนะดินเผา รวมทั้งได้พบลูกปัดแก้ว 338 ลูก และพบเศษเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ถัง กล่าวได้ว่า ผลการขุดค้นของสนัติ์ไทยานนท์น ามาซึ่งข้อมูลที่มี ความน่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นถึงร่องรอยการอยู่อาศัยที่เมืองอู่ทองมา ตั้งแต่ช่วงหัวเลี้ยวประวัติศาสตร์ ก่อนมีการอยู่อาศัยอย่างหนาแน่นในสมัย ทวารวดี โดยเฉพาะในช่วงกลางถึงปลายสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 14 – 16 ซึ่งได้พบกิจกรรมที่ส าคัญคือ การขุดลอกคูเมือง การถลุงเหล็ก โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตลูกปัดแก้ว และการประกอบกิจพิธีที่เนื่อง ในศาสนาพราหมณ์ 14. ปรชัญารง่ ุแสงทอง และอภิรฐัเจะเหล่า. “การขุดค้นทางโบราณคดี ณ โบราณสถานพุหางนาค หมายเลข 1.” ใน เอกสาร ประกอบการเสวนาทางวิชาการ เรือ่ง “อู่ทอง....ต้นสายและ ปลายทาง”. สา นักศิลปากรที่2 สุพรรณบุรี, 2556. (เอกสาร อัดส าเนา). หน้า 34 – 67.
~ 59 ~ กล่าวถึงผลการขุดค้นโบราณสถานพุหางนาค หมายเลข 1 บนยอด เขารางกะปิด-เขาท าเทียม ทางตะวันตกของเมืองอู่ทอง ตลอดแนวยอดเขา เทือกนี้มีโบราณสถานก่อด้วยหินและอิฐกระจายมากกว่า 20 แห่ง โดยนักวิชาการบางท่านเสนอว่าโบราณสถานเหล่านี้เป็นของ “วัฒนธรรม หินใหญ่” (Megalith) หรือหินตั้ง (standing stone) ที่มีมาแล้วตั้งแต่สมัยก่อน ประวัติศาสตร์ การขุดค้นทางโบราณคดีจึงช่วยตอบปัญหานี้ การขุดค้นด าเนินงานในช่วงเดือนธันวาคม 2555 – มีนาคม 2556 นอกจากได้พบฐานอาคารสิ่งก่อสร้างแล้ว ยังได้พบโบราณวัตถุบางชิ้นที่ สามารถบ่งบอกอายุสมัยและกิจกรรมในอดีตที่เกิดขึ้นได้ โดยผู้ขุดค้นเสนอ ว่าโบราณสถานหลังนี้สร้างขึ้นในช่วงสมัยทวารวดี โดยมีการปรับพื้นผิวบน ยอดเขาให้เรียบแล้วก่อหินปูนเป็นฐานและแกนหลักของอาคาร ส่วนบนก่อ ด้วยอิฐเป็นสถูปทรงกลม ทั้งยังได้พบตะคันและก้อนอิฐสมัยทวารวดีอยู่ด้วย ต่อมาอาคารคงช ารุดทรุดโทรมจึงมีการซ่อมแซมอาคารหลังนี้ใน สมัยทวารวดี โดยมีการถมอัดฐานด้วยหินกรวดและหินปูน และมีการใช้งาน ต่อเนื่องมาโดยได้พบโบราณวัตถุสมัยทวารวดีหลายประเภท เช่น พระพิมพ์ ดินเผา ตะคัน ภาชนะดินเผา ยอดสถูป ฯลฯ ภายหลังยังมีการใช้พื้นที่ใน สมัยอยุธยาด้วย แต่ก็พบหลักฐานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก่อนที่โบราณสถาน แห่งนี้จะถูกทิ้งร้างไป ดังนั้นจากการขุดค้นของกรมศิลปากรจึงท าให้ได้ข้อสรุปว่า โบราณสถานพุหางนาค หมายเลข 1 เป็นสถูปหรือเจดีย์สมัยทวารวดี ไม่ใช่ โบราณสถานในวัฒนธรรมหินตั้งแต่อย่างใด 15. สฤษด์ิพงศ์ขนุทรง. เนินพลบัพลา เมืองอู่ทอง: ผลการขุดค้นทาง โบราณคดี ปี2556. กรุงเทพฯ: ภาควิชาโบราณคดีคณะ โบราณคดีมหาวิทยาลยัศิลปากร, 2556.
~ 60 ~ ภาควิชาโบราณคดีได้จัดท า “โครงการเพิ่มพูนประสบการณ์วิจัย และการปฏิบัติงานโบราณคดีภาคสนาม” โดยขุดค้นที่บ้านเนินพลับพลาใน ระหว่างวันที่ 10 – 25 มีนาคม พ.ศ. 2556 เพื่อตรวจสอบผลการขุดค้นของ สนัติ์ไทยานนท์โดยก าหนดให้มีหลุมขุดค้นขนาด 2x4 เมตร 4 หลุม คิดเป็น พื้นที่รวมทั้งหมด 32 ตารางเมตร หลักฐานที่ได้จากการขุดค้นเกือบทั้งหมดเป็นวัตถุที่มีลักษณะของ วัฒนธรรมสมัยทวารวดี เศษภาชนะดินเผาเนื้อดินธรรมดาที่ขุดพบ (จ านวน 36,025 ชิ้น หนักรวม 318.519 กิโลกรัม) เป็นภาชนะแบบสมัยทวารวดี ส่วนโบราณวัตถุที่อาจมีอายุก่อนหน้าสมัยทวารวดีมีเพียงประเภทเดียวคือ ลูกปัดหินกึ่งมีค่า โดยเฉพาะลูกปัดหินคาร์เนเลี่ยนทรงหกเหลี่ยมแบนอัน สามารถเทียบได้กับลูกปัดหินกึ่งมีค่าที่พบจากการขุดค้นที่บ้านดอนตาเพชร อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี ซึ่งมีค่าอายุที่น่าเชื่อถืออยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 2 แต่ลูกปัดหินกึ่งมีค่านี้ก็อาจถูกใช้ต่อเนื่องมาในสมัยทวารวดีก็ได้ เมื่อพิจารณาจากปริมาณของเศษภาชนะดินเผาและลูกปัดแก้ว สีเดียวที่พบในแต่ละระดับชั้นดินสมมติของทุกหลุมขุดค้นแล้วพบว่า สามารถ แบ่งชั้นวัฒนธรรมสมัยทวารวดีที่พบออกเป็นอย่างน้อย 2 ระยะย่อย คือ ระยะย่อยที่ 1 เป็นชั้นกิจกรรมช่วงแรกในหลุมขุดค้น พบเศษภาชนะดินเผา ปริมาณไม่มาก ในระยะนี้ได้พบก้อนอิฐมีลวดลายซึ่งถือเป็นโบราณวัตถุ ชิ้นเด่นที่สามารถใช้ก าหนดอายุสมัยได้ว่า คงมีอายุอยู่ในช่วงสมัยทวารวดี เพราะศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลิเยร์เคยก าหนดอายุโบราณสถานที่เมือง อู่ทองซึ่งใช้ก้อนอิฐมีลวดลายง่ายๆ ในการก่อไว้ว่า คงสร้างขึ้นในช่วง ประมาณพุทธศตวรรษที่ 14 – 15 ระยะย่อยที่ 2 เป็นชั้นกิจกรรมที่มีความหนาแน่นของหลักฐาน พบเศษภาชนะ ดินเผาในปริมาณมาก พบชิ้นส่วนแท่นหินบด ชิ้นส่วนปากขวดหม้อพรมน ้า
~ 61 ~ ตราดินเผารูปศรีวัตสะ ลูกปัดแก้วสีเดียวในปริมาณมาก รวมทั้งเป็นช่วงชั้น ดินที่ได้พบก้อนแก้วสีฟ้าและลูกปัดแก้วสีเดียวที่อยู่ในสภาพติดกัน 2 เม็ด แสดงให้เหน็ถงึกจิกรรมการผลติลูกปัดแก้ว ซง่ึสนัติ์ไทยานนท์ไดก้ าหนด อายุชั้นกิจกรรมที่พบหลักฐานการผลิตลูกปัดแก้วไว้ในช่วงราวพุทธศตวรรษ ที่ 15 - 16 ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า หลุมขุดค้นที่บ้านเนินพลับพลาในปี 2556 คงมี อายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 14 – 16 โดยระยะย่อยที่ 1 ซึ่งเป็นชั้นกิจกรรม ระยะแรกที่มีหลักฐานทางโบราณคดีเบาบางคงมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 14 – 15 ส่วนระยะย่อยที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงที่มีหลักฐานทางโบราณคดีหนาแน่น น่าจะมีอายุอยู่ในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 15 – 16 การขุดค้นเมื่อปี 2556 ที่บ้านเนินพลับพลา เมืองอู่ทอง
~ 62 ~ การขุดค้นเมื่อปี 2556 ที่บ้านเนินพลับพลา เมืองอู่ทอง
~ 63 ~ บทที่ 3 “เมืองโบราณอ่ทูอง” ข้อมูลจากหนังสือต่างๆ อาจกล่าวได้ว่าหนังสือวิชาการด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีใน ประเทศไทย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสุวรรณภูมิและสมัยทวารวดี (รวมทั้งพระเจ้าอู่ทอง) ย่อมจะต้องกล่าวถึงเมืองโบราณอู่ทองอย่างไม่ต้อง สงสัย เพราะที่เมืองอู่ทองมีหลักฐานทางโบราณคดีโดยเฉพาะสมัยทวารวดี เป็นจ านวนมาก นอกจากนี้ยังค้นพบหลักฐานของสมัยอื่นๆ ซึ่งมีความ น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยมีรายการหนังสือจ านวน 35 เล่ม ดังนี้ 1. ธนิต อยู่โพธ์ิ. เมืองไตรตรึงส์อู่ทอง และอโยธยา. พระนคร: โรงพิมพ์ศิวพร, 2506. เป็นการรวบรวมเรื่องราวอันมีความเกี่ยวเนื่องกับต านานพระเจ้า อู่ทองและเมืองโบราณที่มีการกล่าวถึงในต านาน ตลอดทั้งการสถาปนากรุง ศรีอยุธยา เนื้อหาแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ เมืองไตรตรึงส์ เมืองอู่ทอง และ เมืองอโยธยา เนื้อหาต่างๆ เป็นการน าต านานและข้อมูลที่เคยมีการศึกษาไว้ ก่อนหน้านั้นมาวิจารณ์และใช้หลักฐานทางโบราณคดีเข้ามาประกอบการ วิเคราะห์ สาระที่เกี่ยวข้องกับเมืองอู่ทองคือ ผู้เขียนให้ข้อสันนิษฐานว่าเมือง อู่ทองปรากฏร่องรอยหลักฐานต่างๆ ที่มีความเก่าแก่ไปถึงสมัยทวารวดี และ เป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนา ก่อนที่เมืองจะถูกทิ้งร้างไป ผู้เขียนยังได้โยงเมืองอู่ทองเข้ากับเมืองเทพนครอันเป็นเมืองที่ได้ กล่าวถึงไว้ในต านานท้าวแสนปมว่าเป็นเมืองที่พระเจ้าศิริไชยเชียงแสนหรือ ท้าวแสนปมผู้เป็นบิดาของท้าวอู่ทองนี้ได้สร้างขึ้นมา และยังสันนิษฐานว่ามี
~ 64 ~ การผูกชื่อเมืองอู่ทองเข้ากับ “สุวรรณภูมิ/สุพรรณภูมิ” ดังมีปรากฎอยู่ในจารึก พ่อขุนรามค าแหง ผู้เขียนได้ให้ข้อเสนอแนะว่าการเรียก “พระเจ้าอู่ทอง” อาจหมายถึง การเรียกพระนามกษัตริย์ทุกๆ องค์ที่ครองเมืองอู่ทอง มิได้หมายถึงเพียงแต่ พระเจ้าอู่ทองผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา ซึ่งอาจใช้พระนามอู่ทองสืบต่อมาจาก พระเจ้าอู่ทององค์ก่อนๆ 2. กรมศิลปากร. โบราณวิทยาเรือ่งเมืองอู่ทอง. พระนคร: โรงพิมพ ์ ศิวพร, 2509. (พิมพ์ในงานเสด็จพระราชด าเนินทรงเปิด พิพิธภณัฑสถานแห่งชาติอ่ทูอง 13 พ.ค. 2509). หนังสือเล่มนี้เป็นการรวบรวมบทความส าคัญๆ ทั้งที่เคยมีการเขียน ไว้แล้วและเป็นบทความที่เขียนขึ้นใหม่เกี่ยวกับเมืองโบราณอู่ทอง เพื่อพิมพ์ เผยแพร่เนื่องในงานเสด็จพระราชด าเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ส าหรับบทความที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้นั้นมีทั้งสิ้น 15 บท ซึ่งเขียนขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านต่างๆ และรวบรวมมาจากเอกสารอื่น โดยมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับเมืองอู่ทองดังนี้ 1. “พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประทับแรม เมืองอู่ทองและทรงบวงสรวงอดีตมหาราช เมื่อ พ.ศ. 2456” เป็นการคัดลอกมาจากเอกสารโบราณเรื่อง ระยะทางเสด็จพระราช ด าเนินไปทรงนมัสการพระเจดีย์ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชมีชัยชนะ ยุทธหัตถีปรากฏอยู่ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 30 มีใจความกล่าวถึงเมือง อู่ทองคือ ได้ทรงประทับแรมที่เมืองอู่ทอง และเชื่อว่ามีมาตั้งแต่ครั้งเมืองที่ พระปฐมเจดีย์นอกจากนี้ยังปรากฏร่องรอยคูเชิงเทินและประตูเมืองด้านใน เมืองมีลักษณะเป็นเนินสูงมีเศษอิฐและกระเบื้อง โดยทรงสันนิษฐานว่าเป็น วัดหรือเทวสถาน นอกจากนั้นในการจัดเตรียมพื้นที่ส าหรับสร้างที่ประทับ
~ 65 ~ รับเสด็จได้ขุดพบโบราณวัตถุหลายชิ้น จึงได้ทูลเกล้าฯ ถวาย เช่น แหวนตรา ส าหรับท าพิธีและเครื่องศิลาอีกหลายอย่าง ความเห็นเกี่ยวกับเมืองอู่ทองทรงเห็นว่าเมืองอู่ทองตรงกับที่เมือง เรียกว่าสุพรรณภูมิในศิลาจารึกพ่อขุนรามค าแหง และเชื่อว่าเป็นเมืองเดิม ของพระเจ้าอู่ทอง ด้วยเหตุว่ายังคงปรากฏงานศิลปกรรมที่มีรูปแบบคล้ายกับ สมัยอยุธยาตอนต้น 2. “เมืองอู่ทองและความส าคัญของเมืองอู่ทองในประวัติศาสตร์ ไทย” บทความนี้เดิมเป็ นภาษาฝรั่งเศสของศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลิเยร์ (Jean Boisselier) แปลเป็นภาษาไทยโดย ดร.อุไรศรี วรศะริน โดยแสดงให้เห็นว่าเมืองอู่ทองมีพัฒนาการสืบเนื่องมาตลอดตั้งแต่สมัยก่อน ประวัติศาสตร์หรือกึ่งก่อนประวัติศาสตร์จนถึงพุทธศตวรรษที่ 17 หรือ 18 ก่อนจะถูกทิ้งร้างไปอย่างกะทันหันเพราะภัยธรรมชาติหรือเหตุอื่นๆ เพื่อไป สร้างเมืองขึ้นใหม่ที่สุพรรณบุรี ศาสตราจารย์บวสเซอลิเยร์ให้ความส าคัญกับหลักฐานในสมัย กึ่งก่อนประวัติศาสตร์หรือหัวเลี้ยวประวัติศาสตร์อันแสดงให้เห็นการติดต่อ กับอารยธรรมจีน อินเดีย และตะวันตก มาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 6 เช่น ลูกปัด ที่ประทับตรา เหรียญ เครื่องประดับที่ท าจากทองค า ดีบุก หรือส าริด ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับโบราณวัตถุจากเมืองออกแก้ว ประเทศเวียดนาม ในช่วงสมัยทวารดี ศาสตราจารย์บวสเซอลิเยร์ ชี้ให้เห็นถึงบทบาท ด้านอื่นๆ นอกเหนือจากการเป็นเมืองพุทธศาสนา เช่น การปรากฏ สิ่งก่อสร้างในศาสนาพราหมณ์ที่อาจเกี่ยวข้องกับประเพณีในราชส านัก ร่องรอยของสิ่งก่อสร้างสาธารณูปโภคคือ คอกช้างดิน ซึ่งเป็นท านบกั้นน ้า หรือเพนียดคล้องช้าง และการพบจารึกแผ่นทองแดง ซึ่งมีชื่อกษัตริย์ 2 พระองค์ คือ พระเจ้าหรรษวรมัน และพระเจ้าอีศานวรมัน ซึ่งท่านเชื่อว่าเป็น ชื่อกษัตริย์แห่งอาณาจักรทวารวดีที่มีอู่ทองเป็นเมืองหลวง
~ 66 ~ ภาพถ่ายเก่าเจดีย์หมายเลข 2 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)
~ 67 ~ ภาพถ่ายเก่าเจดีย์หมายเลข 2 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)
~ 68 ~ ข้อสังเกตที่น่าสนใจศาสตราจารย์บวสเซอลิเยร์ ซึ่งน าเสนอเป็น ครั้งแรกจากการวิเคราะห์รูปแบบศิลปกรรมที่เมืองอู่ทองคือ ร่องรอยของ ศิลปะศรีวิชัยที่ปรากฏในศิลปะทวารวดีที่อู่ทอง อิทธิพลของศรีวิชัยนี้อาจผ่าน มาทางภาคใต้ตามเส้นทางการเผยแผ่พุทธศาสนา แต่ศิลปกรรมที่เมืองอู่ทอง นั้นไม่มีร่องรอยของศิลปะขอมเข้ามาปะปนเลย เมืองอู่ทองจึงรอดพ้นจาก การรุกรานของขอมในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่ขยายอ านาจมายัง ภาคกลางและภาคตะวันตกของไทย ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 เพราะเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ไกลจากเขตอิทธิพลขอม หรือเพราะเมืองอู่ทองถูก ทิ้งร้างไปก่อนหน้านั้นแล้วก็เป็นได้ 3. “ทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับสถานที่ตั้งอาณาจักรฟูนัน” แปลและเรียบเรียงโดย ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล จากบทความของศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลิเยร์บทความนี้เสนอว่า ในช่วงเวลาหนึ่งบริเวณลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยาโดยเฉพาะเมืองอู่ทองอาจเป็น ราชธานีของอาณาจักรฟูนัน (มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 6 – 11) ซึ่งก่อนหน้า นั้นเชื่อกันว่ามีราชธานีอยู่บริเวณกัมพูชาตอนใต้และเวียดนามบริเวณ สามเหลี่ยมปากแม่น ้าโขง ศาสตราจารย์บวสเซอลิเยร์ เสนอว่าบริเวณลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยา มีเมืองโบราณจ านวนมากที่มีแผนผังคล้ายคลึงกัน และมีโบราณวัตถุเป็น แบบเดียวกันซึ่งท่านเรียกว่า “วัตถุในวัฒนธรรมแบบฟูนัน” ขณะที่บริเวณ สามเหลี่ยมปากแม่น ้าโขงมีร่องรอยของเมืองแบบดังกล่าวไม่มาก และได้รับ การศึกษาไปเพียงเมืองเดียวคือออกแก้วทางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม “วัตถุในวัฒนธรรมแบบฟูนัน” ที่พบตามเมืองโบราณในภาคกลาง ของไทย ทั้งภาชนะดินเผา เครื่องประทับทองค าและดีบุก และลูกปัด ก็พบ ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงปลายสมัยทวารวดี อันแสดงให้เห็นถึงความสืบเนื่อง ของวัฒนธรรมฟูนันและทวารวดี
~ 69 ~ ที่ส าคัญคือ เมืองอู่ทองเป็นสถานที่ที่ค้นพบโบราณวัตถุทางศาสนา ที่มีความเก่าแก่ก่อนหน้าสมัยทวารวดี เช่น แผ่นดินเผารูปพระสงฆ์อุ้มบาตร และภาพปูนปั้นพระพุทธรูปนาคปรก ซึ่งมีลักษณะของศิลปะอินเดียแบบ อมราวดีและผลิตขึ้นที่อู่ทองเองเพื่อใช้ส าหรับประดับศาสนสถาน นอกจากนี้ ก็มีที่ประทับตรามีจารึก เครื่องประดับ ตะเกียงดินเผาแบบโรมันหรืออินเดีย (อานธระหรืออมราวดี) หลักฐานที่กล่าวมาทั้งหมดนี้อาจมีอายุอยู่ในราว พุทธศตวรรษที่ 9 – 10 ในขณะที่หลักฐานส่วนใหญ่จากเมืองออกแก้วนั้น เป็นวัตถุที่น าเข้ามาจากต่างถิ่น 4. “ค าจารึกภาษาสันสกฤตบนแผ่นทองแดง” ศาสตราจารย์ ฉ ่า ทองค าวรรณ เป็นผู้อ่าน แปล และอธิบายความ โดยจารึกชิ้นนี้พบในบริเวณเมืองอู่ทอง จารึกด้วยอักษรขอมแบบสมัย พ.ศ. 1100 เป็นภาษาสันสกฤต โดยมีเนื้อหากล่าวถึง พระเจ้าหรรษวรมัน พระราช นัดดาของพระเจ้าอีศานวรมันได้รับสิงหาสนะ พระองค์ได้ส่งสีวิกาและคณะ ดนตรีเพื่อถวายแด่พระศรีมัตอมฺราตเกศวร และต่อมาได้ถวายสิ่งของและ คณะดนตรีแด่พระศิวลึงค์ ซึ่งแทนองค์ศรีธาเรศวรฯ ผู้เขียนเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับพระนามที่ปรากฏอยู่บนจารึกว่า “พระราชนัดดา” ที่ปรากฏในจารึกหมายถึง พระเจ้าหรรษวรมันที่ 3 และ อีศานวรมัน คงหมายถึงพระเจ้าอีศานวรมันที่ 2 แห่งอาณาจักรกัมพูชา โบราณ ซึ่งถ้าเป็นดังนี้จริงการบ าเพ็ญพระราชกุศลคงมีขึ้นในรัชสมัยของ พระเจ้าหรรษวรมันที่ 3 อันตรงกับ พ.ศ. 1609 – 1623 5. “เรื่องเมืองอู่ทอง จากรายงานเสด็จตรวจเมืองสุพรรณบุรี” พระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ เมื่อ พ.ศ. 2446 ในขณะทรงด ารงต าแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้เสด็จไปยัง เมืองอู่ทองเพื่อตรวจดูโบราณสถานวัตถุต่างๆ เช่นเสด็จเยี่ยมชมวัดปราสาท
~ 70 ~ เขาธรรมเธียร (เขาท าเทียม) ก าแพงเมือง และทรงตรวจดูโบราณวัตถุที่พบ จากในเมือง เช่น พระพุทธรูป เหรียญเงินที่มีลายตราสังข์ สมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพทรงเห็นว่าเมืองอู่ทองนี้น่าจะ เป็นเมืองร่วมสมัยกับเมืองนครปฐม พระองค์ยังทรงมีพระวินิจฉัยถึงเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองอู่ทองกับพระเจ้าอู่ทอง ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรี อยุธยาที่มีการเล่าขานอยู่ในนิทานและต านานว่า เมืองอู่ทองนั้นเป็นเมืองที่ พระเจ้าอู่ทองได้ครองก่อนที่จะเกิดโรคห่า แล้วจึงเสด็จไปสถาปนากรุงศรี อยุธยา และทรงเสนอว่าอู่ทองอาจเป็นชื่อเดียวกันกับสุวรรณภูมิด้วย 6. “เรื่องเมืองอู่ทอง จากนิทานโบราณคดี” พระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ เนื้อหา คล้ายคลึงกับเรื่องเมืองอู่ทองจากรายงานเสด็จตรวจเมืองสุพรรณบุรี แต่เรื่อง เมืองอู่ทองจากนิทานโบราณคดีมีการกล่าวถึงต านานและที่มาของพระเจ้า อู่ทองหลายส านวน นอกจากนี้พระองค์ยังคงทรงให้ข้อคิดเห็นว่าเมืองอู่ทอง เป็นเมืองที่มีความเก่าแก่ ร่วมสมัยกับเศียรพระพุทธรูป เงินเหรียญตราสังข์ ประติมากรรมพระวิษณุ เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้ปรากฏว่าพระองค์ทรงให้มีการตรวจแนวล าน ้า จระเข้สามพันที่ไหลผ่านเมืองอู่ทอง โดยปรากฏว่าล าน ้ามีความยาวต่อไปยัง ทิศเหนืออีกไกล และตามล าน ้านี้ยังได้พบโบราณวัตถุต่างๆ ตลอดทั้งได้มี การบันทึกว่าพบสระน ้า 4 สระส าหรับพิธีราชาภิเษก อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงมีข้อวินิจฉัยว่า ราชธานีของประเทศ ทวารวดีคือ เมืองนครปฐม ส่วนเมืองอู่ทองเป็นเมืองหนึ่งในอาณาเขตของ ประเทศทวารวดีและมีอายุมาก่อนพระเจ้าอู่ทอง โดยต่อมาพระองค์ได้ท า การโยงชื่อเมืองอู่ทองเข้ากับสุวรรณภูมิหรือสุพรรณภูมิ ซึ่งมีปรากฏอยู่ใน ศิลาจารึกหลักที่ 1 สมัยสุโขทัย
~ 71 ~ ภาพถ่ายเก่าเจดีย์หมายเลข 2 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)
~ 72 ~ ภาพถ่ายเก่าเจดีย์หมายเลข 2 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)
~ 73 ~ 7. “เรื่องก่อนประวัติศาสตร์ที่อ าเภออู่ทอง” เขียนโดยศาสตราจารย์ ชิน อยู่ดีบิดาแห่งวิชาโบราณคดีสมัยก่อน ประวัติศาสตร์ของไทย มีเนื้อหาเกี่ยวกับหลักฐานทางโบราณคดีอันเกี่ยวข้อง กับสมัยก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งพบจากบริเวณภายในก าแพงเมืองเก่าและ บริเวณใกล้เคียงของเมืองอู่ทอง เช่น ขวานหินขัดแบบต่างๆ แต่ที่พบเป็น จ านวนมากกว่าจังหวัดอื่นๆ คือขวานหินขัดแบบมีบ่า ผู้เขียนได้ให้ความเห็นว่าเป็นหลักฐานในสมัยหินใหม่ เมื่อราว 3,000 ปีที่แล้ว และน่าจะมีการอยู่อาศัยสืบต่อลงมาในช่วงยุคส าริดและเหล็ก เพราะพบลูกปัดหลายลูกที่มีลักษณะคล้ายกับลูกปัดจากแหล่งโบราณคดี สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในจังหวัดลพบุรี 8. “ลูกปัดที่เมืองเก่าอู่ทอง” แต่งโดยศาสตราจารย์ ชิน อยู่ดี มีใจความส าคัญถึงลูกปัดที่พบจาก เมืองอู่ทอง ซึ่งได้พบเป็นจ านวนมาก (ในครั้งนั้นเป็นลูกปัดที่ได้มาจากการ เก็บรวบรวมของราษฎรในพื้นที่ หรือเป็นสมบัติของ พล.อ.ต. มนตรี หาญวิชัย) โดยพบทั้งลูกปัดที่ท าจากหิน แก้ว ตลอดทั้งลูกปัดโรมันและ ลูกปัดทองค า ผู้เขียนได้สันนิษฐานถึงค่าอายุของลูกปัดจากเมืองอู่ทองจากการ เปรียบเทียบอายุสมัยกับแหล่งโบราณคดีในประเทศใกล้เคียงที่พบเหมือนกัน เช่น ออกแก้ว ประเทศเวียดนาม กัวลาเซลินซิงและเพงคาลันบูจัง ประเทศ มาเลเซีย ฯลฯ และเปรียบเทียบจากโบราณวัตถุอื่นๆ ที่พบจากเมืองอู่ทองได้ ค่าอายุอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 7 – 16 ผู้เขียนได้ให้ความส าคัญกับลูกปัด โรมันซึ่งเชื่อว่า มีการท าอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียนในช่วงพุทธศตวรรษที่ 8 - 9 อันสะท้อนให้เห็นถึงการติดต่อสัมพันธ์กับดินแดนแถบนั้น
~ 74 ~ ศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี ยังได้ตั้งค าถามที่น่าสนใจหลายประเด็น อาทิเช่น ลูกปัดเหล่านี้ผลิตขึ้นที่อู่ทองเองหรือน ามาจากที่อื่น อู่ทองเป็น ศูนย์กลางการค้าลูกปัดหรือไม่ และมีการติดต่อกันระหว่างอู่ทองกับชุมชน โบราณในเวียดนามและมาเลเซียหรือไม่ อย่างไร 9. “ประติมากรรมพื้นบ้านของอู่ทอง” บทความนี้แสดงให้เห็นถึงหลักฐานทางโบราณคดีประเภท ประติมากรรมผ่านสายตาของศิลปินคือ อาจารย์เขียน ยิ้มศิริ ซึ่งผู้เขียนได้ ท าการศึกษากลุ่มประติมากรรมขนาดเล็กที่พบจากเมืองอู่ทองที่มีลักษณะ เป็นรูปคน สัตว์ เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องประดับ จากการศึกษาได้แสดง เรื่องราวของเมืองอู่ทองให้เห็นในด้านของวิถีชีวิต เช่น การแต่งกาย ของเล่น รูปสัตว์ และวัสดุที่นิยมน ามาสร้างงานคือ ดินเผาและปูนปั้น 10. “เมืองอู่ทอง” เขียนโดยศาสตราจารย์มานิต วัลลิโภดม กล่าวถึงการศึกษาเรื่อง เมืองอู่ทองของนักปราชญ์และนักวิชาการหลายๆ ท่านในอดีตที่ผ่านมา หลังจากนั้นเป็นเรื่องการลงพื้นที่ส ารวจภาคสนามเมืองอู่ทองของผู้เขียน ซึ่งได้มีการกล่าวถึงโบราณวัตถุต่างๆ ที่พบจากการส ารวจ การตรวจสอบ ภูมิประเทศและเส้นทางน ้า โดยน ามาเปรียบเทียบหาความเปลี่ยนแปลงกับ การศึกษาที่ผ่านมา ทั้งยังได้ให้ข้อเสนอว่าเมืองอู่ทองเสื่อมลงในช่วง พุทธศตวรรษที่ 17 – 18 หลังจากนั้นจึงย้ายเมืองไปยังเมืองสุพรรณภูมิหรือ สุพรรณบุรีในปัจจุบัน และถูกทิ้งร้างไปก่อนที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 สถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีราว 100 - 200 ปี ผู้เขียนได้เสนอแนวคิดว่า เมืองอู่ทองมีการอยู่อาศัยมาอย่าง ยาวนาน สมัยที่รุ่งเรืองคือช่วงพุทธศตวรรษที่ 8 - 13 และเสื่อมลงในช่วง พุทธศตวรรษที่ 16 – 17 ซึ่งช่วงเวลาที่อยู่ระหว่าง 2 ระยะนี้ อาจมีการย้าย ความส าคัญไปอยู่ที่เมืองนครชัยศรีโบราณ (นครปฐม)
~ 75 ~ ผู้เขียนยังได้สันนิษฐานว่า เมืองอู่ทอง คือเมืองบลังกา (Balangka) ที่กล่าวถึงอยู่ในจดหมายเหตุปโตเลมี เนื่องจากผู้เขียนได้ตรวจสอบโดยวัด ต าแหน่งเส้นรุ้งเส้นแวงตามที่มีระบุไว้ในเอกสารแล้วได้ต าแหน่งตรงกับเมือง อู่ทอง และเสนอว่าค าว่าบลังกาอาจเพี้ยนมาจากค าว่า “เมืองพระลังกา” ซึ่งตรงกับชื่อเมืองในเอกสารจีนว่า “เกีย-มอ-ลั้ง-เกีย” 3. จิรา จงกล. น าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง จังหวัด สุพรรณบุรี. พระนคร: กรมศิลปากร, 2509. หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์ขึ้นเมื่อครั้งมีพิธีเปิดอาคารจัดแสดงถาวร ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง เพื่อเป็นหนังสือส าหรับน าชมห้องจัด แสดงต่างๆ ภายในอาคาร มีเนื้อหากล่าวถึงเมืองอู่ทองว่า นักประวัติศาสตร์ปัจจุบันเชื่อว่า พระเจ้าอู่ทองผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยาไม่ได้เสด็จมาจากเมืองอู่ทองนี้ เพราะหลักฐานทางโบราณคดียืนยันได้ว่า เมืองโบราณแห่งนี้มีมาแล้วตั้งแต่ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ยุคหินใหม่ เพราะพบโบราณวัตถุ ได้แก่ ขวานหินขัด เครื่องปั้นดินเผา แวเหล็กไน ต่อมาเมืองอู่ทองเป็นเมืองส าคัญในสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ เมื่อ 1,000 กว่าปีมาแล้ว มีการติดต่อกับต่างประเทศมาช้านาน พบโบราณวัตถุได้แก่ เงินตราและลูกปัด มีลักษณะและอายุเท่าเทียมกับที่ เมืองออกแก้ว ประเทศเวียดนาม ก าหนดอายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 6 - 10 ปูนปั้นรูปพระอุ้มบาตรอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบอมราวดี ตะเกียงแบบโรมัน หรือตะเกียงแบบอานธระในศิลปอมราวดี แผ่นดินเผาสลักภาพนูนต ่ารูป คนเยี่ยมหน้าต่าง (กุฑุ) ตามแบบศิลปะคุปตะของอินเดีย ธรรมจักรศิลา พระพุทธรูปดินเผาและส าริด พระพิมพ์ดินเผา ประติมากรรมคนจูงลิง ภาพปูนปั้นเทวดา คน สัตว์ เป็นต้น ก่อนที่เมืองโบราณแห่งนี้จะถูกทิ้งร้างไป ในพุทธศตวรรษที่16
~ 76 ~ ศิลาธรรมจักร พบจากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 2 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)
~ 77 ~ ศิลาธรรมจักร พบจากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 2 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)
~ 78 ~ 4. ธนิต อยู่โพธ์ิ. สุวณัณภมูิ. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2510. ผู้เขียนกล่าวถึงปัญหาที่ถกเถียงกันเรื่องที่ตั้งของสุวัณณภูมิ (สุวรรณภูมิ) ซึ่งมีหลายความคิดเห็น ส่วนหนึ่งอ้างจากจารึกกัลยาณีและ คัมภีร์สาสนวงศ์โดยนักวิชาการที่เชื่อตามเอกสารนี้เสนอว่า สุวัณณภูมิ คือ ดินแดนพม่าตอนใต้ และระบุลงไปว่าคือ สุธรรมนครหรือเมืองสะเทิม นักวิชาการบางรายก็ระบุว่า ได้แก่ เมืองพะโค หงสาวดี มะละแหม่ง ในประเทศพม่า ซึ่งผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานดังกล่าว เนื่องจากไม่ มีหลักฐานแน่ชัดว่ามีการประดิษฐานพุทธศาสนามาก่อนพุทธศตวรรษที่ 10 นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการที่มีความเห็นที่แตกต่างกันออกไป เช่น ศาสตราจารย์ปะระนะวิตานะ เชื่อว่าสุวัณณภูมิอยู่ในประเทศมาเลเซีย ส่วนศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ แสดงความเห็นว่าบริเวณลุ่มแม่น ้าอิรวดีและ ลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยานั้นพบหลักฐานทางโบราณคดีเนื่องในพุทธศาสนามีอายุ ไม่เก่าไปกว่าพุทธศตวรรษที่ 10 – 12 แต่หลักฐานดังกล่าวก็แสดงให้เห็นถึง ความสัมพันธ์กับอินเดียที่มีมาแต่โบราณ ต่อมาผู้เขียนได้น าเสนอเรื่องราวการเดินทางของชาวอินเดียในสมัย โบราณที่เดินทางมายังสุวัณณภูมิผ่านชาดกในพุทธศาสนา รวมถึงเรื่องราว สุวัณณภูมิจากคัมภีร์ต่างๆ เช่น คัมภีร์ทีปวงศ์ คัมภีร์รสวาหิณี คัมภีร์สหัสส วัตถุปกรณ์ เป็นต้น ซึ่งจากเรื่องราวดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงชื่อเสียงของ สุวัณณภูมิอันเป็นที่รู้จักของพ่อค้า ประชาชน และนักบวชมาแต่โบราณ จากนั้นผู้เขียนได้กล่าวถึงเรื่องการเผยแพร่พระพุทธศาสนาของ พระโสณะและพระอุตตระ ในคัมภีร์สมันตปาสาทิกาและคัมภีร์ทีปวงศ์ ซึ่งได้ ปรากฏชื่อเมืองและสถานที่ส าคัญที่สมณทูตเดินทางผ่าน โดยผู้เขียนได้สรุป เมืองเหล่านั้นไว้ทั้งสิ้น 18 แห่ง ผู้เขียนยังได้กล่าวถึงเรื่องราวของสุวัณณภูมิในจดหมายเหตุกรีกโรมัน ซึ่งเรียกดินแดนทองว่า “ไครเส” รวมถึงจดหมายเหตุจีนที่ปรากฏ ค าว่า “กิมหลิน” หรือ “จินหลิน” ซึ่งแปลว่า ดินแดนทอง โดยศาสตราจารย์
~ 79 ~ ชอง บวสเซอลิเยร์ เสนอว่า ศูนย์กลางของสุวัณณภูมิอยู่ที่เมืองอู่ทอง ส่วนเมืองนครปฐมเป็นเมืองส าคัญทางศาสนา ในตอนท้ายผู้เขียนได้กล่าวถึงเส้นทางการเดินทางของสมณทูตที่ เดินทางมายังสุวัณณภูมิ โดยหากคณะสมณทูตมาขึ้นเรือแถบเมืองมะริด และตะนาวศรี ก็คงจะเดินทางทางบกมาทางเมืองกาญจนบุรีตามเส้นทาง โบราณที่ยังใช้กันในสมัยกรุงศรีอยุธยา ผ่านหนองโรง ห้วยตะพาน อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี แล้วจึงมาที่เมืองอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี แต่หากคณะ สมณทูตมาขึ้นเรือที่เมืองท่าฝั่งทะเลตะวันตก ก็ต้องนั่งเรืออีกทอดมายังเมือง นครปฐม ซึ่งเป็นเมืองส าคัญทางพุทธศาสนาและคงอัญเชิญพระบรม สารีริกธาตุมาประดิษฐานไว้ยังพระปฐมเจดีย์ แล้วเดินขึ้นไปยังเมืองอู่ทอง ซึ่งในขณะนั้นเป็นราชธานี โดยผู้เขียนได้กล่าวถึงศิลาจารึกภาษาสันสกฤตว่า “ปุษยคีรี” ซึ่งผู้เขียนได้สันนิษฐานว่าอาจเป็นชื่อเมืองเก่าของเมืองอู่ทอง รวมถึงกล่าว ว่า สุวัณณภูมิคงอยู่ต่อมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 8 จนเมื่ออาณาจักรฟูนัน ขยายอิทธิพลมาทางตะวันตก สุวัณณภูมิจึงขึ้นอยู่กับอาณาจักรฟูนัน 5. ขุนศิริ วฒันอาณาทร. เมืองทองหรอืสุวรรณภมูิ. พระนคร: ช. ชุมนุม ช่าง, 2514. เนื้อหากล่าวถึงสุวรรณภูมิในแง่ของประเด็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับ ที่ตั้ง โดยใช้หลักฐานคัมภีร์ทีปวงศ์ ร่วมกับการตรวจสอบกับเอกสารประเภท จารึก จดหมายเหตุและชาดกต่างๆ มีเนื้อหาแบ่งเป็น 11 ตอน ตอนที่ 1 ผู้เขียนกล่าวถึงสุวรรณภูมิในหนังสือทีปวงศ์ของลังกา และจารึกสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชที่ได้ส่งสมณทูตมายังสุวรรณภูมิ และ กล่าวถึงข้อสันนิษฐานว่าสุวรรณภูมิตั้งอยู่แห่งใด ซึ่งฝ่ ายนักวิชาการมอญ พม่านั้นเชื่อตามคัมภัร์ศาสนวงศ์ว่าอยู่ที่เมืองสุธรรมนครหรือเมืองสะเทิม ส่วนนักวิชาการไทย ได้แก่ สมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ ทรงเห็น
~ 80 ~ ด้วยกับอาจารย์ริส เดวิดส์ ว่าสุวรรณภูมิตั้งอยู่ตั้งแต่เมืองมอญตลอดลงมาจน แหลมมลายู หรืออาจออกไปจนถึงเมืองญวน ซึ่งพระองค์ได้กล่าวถึงการพบ สถูปเจดีย์และธรรมจักรจ านวนมากที่เมืองนครปฐม ท าให้ทรงเห็นว่าเมืองนี้ เป็นเมืองที่รับพุทธศาสนามาประดิษฐานตั้งแต่ครั้งพระเจ้าอโศกมหาราช นอกจากนี้ในประเทศไทยยังมีเมืองอู่ทอง ที่ชื่อมีความหมายคล้าย สุวรรณภูมิ ซึ่งในเมืองมอญไม่มี รวมถึงรูปสัณฐานของพระปฐมเจดีย์ เหมือนกับสถูปสาญจี ข้อสันนิษฐานนี้ท าให้สมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชา นุภาพทรงเชื่อว่าสุวรรณภูมิอยู่ในดินแดนไทย และผู้เขียนเองก็ได้สนับสนุน ความเห็นนี้ โดยได้ยกเอาจดหมายเหตุกรีก-โรมันเพิ่มเติม โดยกล่าวว่าการที่ เรียกดินแดนนี้ว่าสุวรรณภูมิ มีที่มาจากความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร รวมถึง ความมั่งคั่งในราชส านัก ท าให้พ่อค้าชาวอินเดียเรียกดินแดนนี้ว่า สุวรรณภูมิ แต่ทั้งนี้ผู้เขียนได้กล่าวว่า ปัจจุบันยังขาดหลักฐานในด้านลายลักษณ์อักษร มาสนับสนุน ตอนที่ 2 ผู้เขียนได้ยกเอาจดหมายเหตุกรีก-โรมันและจดหมาย เหตุจีนมาสนับสนุน โดยจดหมายเหตุกรีก-โรมันเรียกว่า ไครเสหรือไครเส เชอรโสเนโสส แปลว่าเมืองทอง ส่วนจดหมายเหตุจีน เรียกว่า กิมหลินหรือ กิมตั๋ง ตอนที่ 3 ผู้เขียนได้อธิบายว่า จดหมายเหตุกรีก-โรมันที่จะน าเอา มากล่าวอ้าง คือ จดหมายเหตุ Periplus of the Erythran Sea และ Ptolemy (ปโตเลมี) ส่วนจดหมายเหตุจีนผู้เขียนได้ยกเอารายงานของคังไถ่และจูยิง พงศาวดารราชวงศ์เหลียง รวมถึงบันทึกของพระภิกษุอี้จิง ซึ่งบันทึกของ พระอี้จิงกล่าวถึงบ้านเมืองที่มีชื่อเนื่องด้วยทองอีกชื่อ คือ กิมจิว แต่โดย นัยยะแล้วแปลว่าเกาะทอง ซึ่งผู้เขียนสันนิษฐานว่าหมายถึงเกาะสุมาตรา หรือบริเวณเมืองปาเล็มบัง
~ 81 ~ ตอนที่ 4 ผู้เขียนกล่าวสรุปว่าสุวรรณภูมิอยู่ในแหลมทองโดยใช้ หลักฐานจากจดหมายเหตุกรีก-โรมัน และจดหมายเหตุจีน ตอนที่ 5 ผู้เขียนเสนอว่า ชื่อสุวรรณภูมินี้ไม่ใช่ชื่อแหลมทอง ทั้งแหลม เป็นเพียงชื่อดินแดนบางส่วนของแหลมทองเท่านั้น ซึ่งสันนิษฐาน ว่าอาจตั้งอยู่บริเวณเมืองมอญหรือดินแดนสยาม ตอนที่ 6 ผู้เขียนได้เพิ่มเติมเหตุผลด้านการเป็นเมืองท่าค้าขาย ขึ้นมา ซึ่งบริเวณดังกล่าวสอดคล้องกับท าเลที่ตั้งในดินแดนสยามไม่ใช่เมือง สะเทิม และยกเอาจดหมายเหตุของโตเลมี ซึ่งกล่าวว่า ซาบานาและตะโกลา เป็นเมืองท่าของไครเสเซอรโสเนนโสสหรือสุวรรณภูมิ โดยสันนิษฐานว่า เมืองตะโกลาตั้งอยู่บริเวณเมืองตะกั่วป่า ซึ่งเมืองศูนย์กลางของสุวรรณภูมิก็ ต้องอยู่ไม่ไกลจากเมืองท่านัก รวมถึงจดหมายเหตุจีนซึ่งกล่าวถึงอาณาจักร ฟูนันที่มีครอบคลุมลงมาถึงลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยา โดยต่อจากแคว้นเจนละ ถัดมาคืออาณาเขตทอง ซึ่งผู้เขียนสันนิษฐานว่าควรเป็นเมืองในแหลมมลายู หรือที่ลุ่มน ้าเจ้าพระยา ตอนที่ 7 ยังกล่าวถึงที่ตั้งของสุวรรณภูมิต่อ โดยกล่าวถึงบริเวณ ลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยาว่ามีบ้านเมืองชนชาติมอญที่เก่าแก่และใหญ่โต รวมถึงมี เมืองอ่างทอง อู่ทอง สุพรรณบุรีและกาญจนบุรีกลุ่มหนึ่ง และแถบจังหวัด สุราษฎร์ธานีอีกกลุ่มที่เป็นบริเวณการค้าสากล และมีบางเมืองที่มีเค้านาม เมืองสื่อให้เห็นถึงทอง ส่วนเมืองสะเทิมนั้นจากการตรวจสอบต านานแล้ว ผู้เขียนได้ให้ความเห็นว่า แถบเมืองมอญยังไม่เก่าแก่ไปถึงสมัยพระเจ้าอโศก มหาราช ส่วนในแหลมมลายูนั้นไม่มีความมั่นคงพอ ไม่อาจเป็นสุวรรณภูมิได้ ตอนที่ 8 กล่าวถึงหลักฐานด้านศาสนาและโบราณวัตถุที่พบใน ลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยา ผู้เขียนได้ยกเอาจารึกกัลยาณี จารึกพ่อขุนรามค าแหง คัมภีร์ชินกาลมาลีปกรณ์และจามเทวีวงศ์ จารึกสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และจดหมายเหตุหลวงจีนอี้จิง รวมถึงโบราณวัตถุเนื่องในพุทธศาสนา เช่น พระพุทธรูป แผ่นดินเผา ธรรมจักร จารึกภาษามอญโบราณ แสดงให้เห็นถึง
~ 82 ~ การนับถือพุทธศาสนานิกายสาวกยาน (เถรวาท) มาก่อน พ.ศ. 700 ตรงกัน ข้ามกับเมืองสะเทิมที่หลักญานด้านโบราณวัตถุมีเพียงจารึกบนฐาน พระพุทธรูป 2 ชิ้นที่บ่งบอกว่าสร้างขึ้นเนื่องในพุทธศาสนานิกายมหายาน และไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ว่าเมืองสะเทิมมีพระพุทธศาสนาที่เก่าแก่ถึงสมัย พระเจ้าอโศกมหาราช ตอนที่ 9 กล่าวถึงหลักฐานจดหมายเหตุของชาวต่างประเทศ ซึ่งทางมอญใช้อ้างถึงข้อสันนิษฐานว่าสุวรรณภูมิตั้งอยู่ที่เมืองสะเทิม โดยชี้แจงว่า เมืองทองเชอรโสนีสในจดหมายเหตุกรีก-โรมัน และแคว้น กิมหลินในจดหมายเหตุจีน ตั้งอยู่ในอ่าวมะตะบัน และน าเรื่องราวดินแดนเข้า มาประกอบ ซึ่งผู้เขียนไม่เห็นด้วยพร้อมแสดงความเห็นเกี่ยวกับจดหมาย เหตุของชาวต่างประเทศ ซึ่งมอญอ้างว่าเมืองตะโกลาได้แก่เมืองอเยตถิมา แต่ผู้เขียนเชื่อว่าคือเมืองตะกั่วป่าในดินแดนสยาม ส่วนจดหมายเหตุจีนที่มอญอ้างว่าอาณาเขตทองอยู่ที่อ่าวมะตะบัน นั้น ผู้เขียนให้ความเห็นว่ายากแก่การเดินทางไปยังแหลมมลายูตามที่ ปรากฏในจดหมายเหตุและอาณาเขตของฟูนันก็ยังไม่แน่นอน สุดท้าย ผู้เขียนเสนอว่า เมืองทองหรือสุวรรณภูมิแต่เดิมน่าจะมีอาณาเขตจรดทั้ง 2 น่านน ้า คือ อ่าวมะตะบันตามจดหมายเหตุกรีก-โรมัน และอ่าวสยามตาม จดหมายเหตุจีน โดยภายหลังอาจเสียดินแดนฝ่ายมะตะบันไปเมื่อครั้งกรุงศรี อยุธยา ผู้ที่มาทางตะวันออกจึงว่าสุวรรณภูมิอยู่ทางอ่าวสยาม ส่วนผู้มาทาง ตะวันตกจึงว่าอยู่ทางอ่าวมะตะบัน ตอนที่ 10 ผู้เขียนได้กล่าวสรุปหลักฐานด้านจดหมายเหตุ ซึ่งท าให้ สันนิษฐานคร่าวๆ ว่าสุวรรณภูมิมีอาณาเขตตั้งแต่ลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยาตลอด ลงไปจนถึงแหลมมลายูรวมถึงบริเวณอ่าวมะตะบันตั้งแต่แหลมทวายลงมา ส่วนหลักฐานด้านโบราณวัตถุสถานนี้ได้ปรากฏหลักฐานที่แถบลุ่มน ้าสยาม มากกว่าอ่าวมะตะบัน ดังนั้นผู้เขียนจึงสรุปว่าสุวรรณภูมิอยู่ที่ลุ่มแม่น ้าสยาม ประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับพระวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
~ 83 ~ เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ที่ทรงเชื่อว่าพระปฐมเจดีย์เป็นเจดีย์แห่งแรก และเมือง นครปฐมเป็นเมืองแรกรับพุทธศาสนา ตอนที่ 11 กล่าวถึงการรักษาพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นหน้าที่ของ คนไทยที่จะท านุบ ารุงดูแลสืบไป 6. พระยาอนุมานราชธน. แหลมอินโดจีนสมยัโบราณ. กรุงเทพฯ: บรรณาคาร, 2515. เอกสารฉบับนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2481 โดยผู้เขียนเกริ่นน า ถึงความหมายของโบราณคดีและสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และมีเนื้อหาเรื่อง แหลมอินโดจีนที่ปรากฏหลักฐานในคัมภีร์รามายณะ คัมภีร์มหาภารตะ และ คัมภีร์มหาวงศ์รวมถึงในมหาชนกชาดก สังขพรามหณชาดก และสุสันธี ชาดก ซึ่งมีบางส่วนได้กล่าวถึงชาวอินเดียที่ได้มาค้าขายในสุวรรณภูมิ ผู้เขียนสรุปว่า สุวรรณภูมิเป็นแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์อยู่ถัดจาก อินเดียมาทางตะวันออก สุวรรณภูมินี้คงอยู่ในแหลมอินโดจีน และมี นักวิชาการต่างๆ สันนิษฐานกันว่าอยู่ในตอนใต้ของพม่าบ้าง อยู่ในแหลม มลายูตอนเหนือบ้าง รวมถึงข้อสันนิษฐานที่นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นพ้องกัน ก็คือในลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยาหรือบริเวณนครปฐม ที่เรียกกันว่า อาณาจักร ทวารวดี ต่อมาจึงได้กล่าวถึงประวัติและดินแดนของชาติต่างๆ ในแหลม อินโดจีน เช่น จัมปา ฟูนัน ศรีเกษตร สุธรรมวดี ทวารวดีและศรีวิชัย ในส่วนของเมืองอู่ทองนั้นกล่าวถึงงานโบราณคดีที่ผู้เขียนอ้างอิงถึง ข้อสันนิษฐานของ ดร.ควอริตช์ เวลส์ว่า เมืองอู่ทองเป็นเมืองโบราณที่มีอายุ ในสมัยทวารวดีช่วงต้น และกล่าวว่าเมืองอู่ทองนี้ได้ชื่อสมกับชื่อสุวรรณภูมิ คือดินแดนแห่งทอง เนื่องจากชาวบ้านมักพบเศษทองและแหวนอยู่บ่อยๆ นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงเรื่องราวของพระเจ้าอู่ทองที่เสด็จหนีโรคห่าจากเมือง อู่ทองไปยังกรุงศรีอยุธยา
~ 84 ~ พระพิมพ์ดินเผา พบจากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 2 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)
~ 85 ~ พระพิมพ์ดินเผา พบจากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 2 เมืองอู่ทอง จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
~ 86 ~ ชิ้นส่วนพระพิมพ์ดินเผา พบจากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 2 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)
~ 87 ~ 7. ประยูร อุลุชาฏะ. (น. ณ ปากน ้า). เทีย่วเมืองศิลปอู่ทอง. กรุงเทพฯ: เกษมบรรณกิจ, 2516. เป็นการบันทึกเหตุการณ์ที่ผู้เขียนได้เดินทางไปยังเมืองโบราณ ต่างๆ เพื่อเยี่ยมชมและส ารวจโบราณสถานโบราณวัตถุโดยมีการพรรณาถึง ลักษณะทางสถาปัตยกรรม โบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะ ซึ่งผู้เขียนได้ มุ่งเน้นศึกษาเกี่ยวกับศิลปะอู่ทองที่ผู้เขียนเชื่อว่ามีการสืบต่องานศิลปกรรม มาจากสมัยทวารวดีและค าว่าศิลปะอู่ทองนี้เป็นการยืมมาจากชื่อเมืองอู่ทอง เนื่องจากแต่เดิมได้มีข้อสันนิษฐานว่าเมืองอู่ทองเป็นเมืองที่มีศิลปะสมัยก่อน กรุงศรีอยุธยา ตลอดทั้งพระเจ้าอู่ทองได้เสด็จหนีโรคห่าไปจากเมืองนี้ หากแต่ในระยะหลังได้มีการด าเนินงานทางโบราณคดีจึงท าให้ได้ทราบว่า เมืองอู่ทองนี้ไม่ปรากฏหลักฐานหรือศิลปกรรมที่นับว่าเป็นศิลปะอู่ทอง กลับพบเป็นศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมแบบทวารวดี ผู้เขียนได้แบ่งเนื้อหาออกเป็นเมืองต่างๆ ที่พบร่องรอยของศิลปะ อู่ทอง เช่น สรรค์บุรี สิงห์บุรีอยุธยา สุพรรณบุรี และหนึ่งในนั้นคือเมืองอู่ทอง หรือเมืองท้าวอู่ทอง โดยผู้เขียนได้ส ารวจโบราณสถานต่างๆ ภายในเมือง อู่ทอง ได้แก่ เจดีย์หมายเลข 1, 2, 3, 9, 10 และ 13 เป็นต้น รวมทั้งศึกษา ประติมากรรมที่เก็บรักษาอยู่ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้แสดงความคิดเห็นว่า เมืองอู่ทองเป็นเมือง ส าคัญในสมัยทวารวดีแต่เชื่อว่าเมืองศูนย์กลางทวารวดีคือเมืองนครปฐม และมีอายุเก่าแก่เท่ากับเมืองอู่ทอง โดยยึดตามเทคนิคการก่อสร้างกล่าวคือ ผู้เขียนเชื่อว่าการก่อสร้างแบบไม่ใช้ปูนสอมีอายุเก่ากว่าแบบใช้ปูนสอ และจากเมืองอู่ทองพบว่าเจดีย์หมายเลข 1 มีการก่อสร้างแบบไม่ใช้ปูนสอ เทียบเคียงได้กับเจดีย์จุลประโทนที่เมืองนครปฐม
~ 88 ~ 8. ประยูร อุลุชาฏะ. (น. ณ ปากน ้า). ศาสนาและศิลปในสยามประเทศ และแหลมอินโดจีนสมยัโบราณ. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์, 2517. ผู้เขียนได้กล่าวถึงเรื่องของศาสนาและศิลปะในสยามและอาณาจักร ในแหลมอินโดจีนสมัยโบราณ เช่น ฟูนัน ทวารวดี พุกาม มอญ นอกจาก เรื่องของศาสนาและศิลปะแล้ว ยังกล่าวถึงการเมืองการปกครอง วิถีชีวิต และความสัมพันธ์ด้านการค้ากับจีนและอินเดีย เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสุวรรณภูมินี้ผู้เขียนเห็นว่า สุวรรณภูมิอาจ เป็นชื่อประเทศ แคว้น ประกอบด้วยนครต่างๆ ในลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยา ซึ่งชาวอินเดียเรียกดินแดนแถบนี้ว่า สุวรรณภูมิ ดังที่ปรากฏอยู่ในชาดก และ อาจมีชื่อเรียกอื่นๆ ดังเช่นในราวพุทธศตวรรษที่ 11 ได้เรียกดินแดนในสยาม ประเทศว่า ทวารวดี ส าหรับข้อสันนิษฐานด้านที่ตั้ง ผู้เขียนยกเอาข้อคิดเห็นของ นักวิชาการส่วนใหญ่ว่า สุวรรณภูมิตั้งอยู่ในลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยา และมีเมือง เก่าในภาคกลางที่มีชื่อคล้ายสุวรรณภูมิ คือเมืองสุพรรณภูมิ(สุพรรณบุรี) และเมืองอู่ทอง ซึ่งขัดแย้งกับนักวิชาการมอญที่กล่าวว่า สุวรรณภูมิ คือ สุธรรมนคร (เมืองสะเทิม) ส่วนเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับอู่ทองนั้น ผู้เขียนยกเอาข้อคิดเห็นของ ดร.ควอริตช์ เวลส์ว่า เมืองอู่ทอง คือ “เมืองจินหลิน” ซึ่งเคยเป็นประเทศ อิสระก่อนที่จะตกอยู่ในอ านาจของฟูนัน โดยจินหลินนี้มีฉายาว่า “เขตแดน ทองค า” ซึ่งอาจหมายถึงสุวรรณภูมิ และในด้านของศิลปะผู้เขียนได้กล่าวถึง ศิลปะอู่ทองซึ่งได้ยกเอาการศึกษาของนายเลอเมย์ว่า ศิลปะอู่ทองสมัย แรกสุดมีลักษณะคล้ายศิลปะทวารวดีท าให้ผู้เขียนเชื่อว่าชนชาติผู้สร้าง ศิลปะอู่ทองจะต้องสืบเชื้อสายมาจากทวารวดีและเมืองทวารวดีต้องเป็น เมืองเก่าแก่ของชาวสยาม
~ 89 ~ 9. สมชาย พ่ ุมสอาด. ตา ราประวตัิศาสตรไ์ทยวิเคราะห.์กรุงเทพฯ: จงเจริญการพิมพ, 2519. ์ เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการวิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ส าคัญในช่วงต่างๆ ในประวัติศาสตร์ไทย โดยแบ่งออกเป็น 6 บท ซึ่งมีการแทรกเรื่องราว เกี่ยวกับเมืองอู่ทองไว้ในบทที่2 อันเป็นการวินิจฉัยเรื่องพระเจ้าอู่ทอง ในเบื้องต้นผู้เขียนได้ท าการรวบรวมต านานที่เกี่ยวข้องกับที่มาของ พระเจ้าอู่ทอง ซึ่งหลักฐานแต่ละชิ้นนั้นล้วนแต่มีปัญหาขัดแย้งกันถึงเรื่อง พระราชประวัติและที่มาของพระเจ้าอู่ทอง หนึ่งในนั้นคือต านานพระเจ้า อู่ทองมาจากเมืองอู่ทอง อันมีที่มาจากข้อสันนิษฐานของสมเด็จฯ กรมพระยา ด ารงราชานุภาพที่เสด็จตรวจเมืองร้างแห่งหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกว่าเมือง ท้าวอู่ทอง ต่อมามีการขุดค้นทางโบราณคดีผลจากการขุดค้นได้แสดงให้เห็น ว่าเมืองอู่ทองถูกทิ้งร้างไปก่อนพระเจ้าอู่ทองประสูตินานกว่า 100 - 200 ปี อย่างไรก็ตาม ยังคงมีนักวิชาการหลายท่านที่เสนอว่าพระเจ้าอู่ทอง เสด็จมาจากบริเวณสุพรรณบุรีเช่น ศาสตราจารย์ ชอง บวสเซอลิเยร์ กล่าว ว่า ชาวเมืองอู่ทองอาจมีการอพยพไปอยู่ที่บริเวณต าบลไร่รถหรือหนองแจง โดยอ้างถึงหลักฐานโบราณวัตถุที่มีปรากฏมาตั้งแต่สมัยลพบุรีจนถึงอยุธยา ตอนต้น ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงสันนิษฐานว่าพระเจ้า อู่ทองคงเสด็จมาจากเมืองใดเมืองหนึ่งในเขตจังหวัดสุพรรณบุรี นายตรี อมาตยกุล หนึ่งในกรรมการช าระประวัติศาสตร์ไทย ได้ให้ ข้อเสนอว่า พระเจ้าอู่ทองนั้นเดิมต้องเป็นกษัริย์ที่ครองเมืองขนาดใหญ่ จึงจะ มีไพร่พลจ านวนเพียงพอที่จะสถาปนากรุงศรีอยุธยาได้โดยเมืองที่มีขนาด ใหญ่ในบรรดาเมืองทั้งหลายที่มีในลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยาน่าจะเป็นเมือง สุพรรณบุรีหรือเมืองละโว้ (ลพบุรี)
~ 90 ~ 10. มานิต วลัลิโภดม. สุวรรณภมูิอยู่ทีไ่หน. กรุงเทพฯ: การเวก, 2521. เนื้อหาเบื้องต้นกล่าวถึงประวัติและผลงานทางวิชาการของ ศาสตราจารย์ มานิต วัลลิโภดม หลังจากนั้นจึงเข้าสู่เนื้อหาเริ่มแรกที่กล่าวถึง กัมโพชรัฐและเมืองโบราณต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะแถบ ภาคใต้รวมถึงในแถบประเทศมาเลเซีย ส าหรับเนื้อหาเกี่ยวกับสุวรรณภูมิ ผู้เขียนได้ยกเอาจดหมายเหตุ ปโตเลมีที่ระบุว่า มีไครเสเคอรโสเนโสสหรือเกาะทองติดต่อกับแผ่นดิน ผืนใหญ่ชื่อไครเสหรือสุวรรณภูมิ โดยรอบของเกาะทอง คือแผ่นดินแคว้น นครศรีธรรมราชตลอดไปจนจดช่องแคบมะละกาซึ่งจรดมหาสมุทรยกเว้น ทางทิศเหนือที่ติดต่อกับแผ่นดินใหญ่ คือพื้นที่ราบลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยาอันเป็น ที่ตั้งของเมืองร้างใน อ.อู่ทอง กับเมืองละโว้จ.ลพบุรี ซึ่งมีอายุทันกับ จดหมายเหตุ นอกจากนี้ยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับสุวรรณภูมิในแง่ของดินแดนที่ พระโสณะและพระอุตตระมาเผยแผ่พุทธศาสนา ซึ่งผู้เขียนได้น าเสนอ พระวินิจฉัยของสมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพและข้อคิดเห็นของ ขุนศิริวัฒนอาณาทรว่า สุวรรณภูมิตั้งอยู่ในที่ราบลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยา โดยมี เมืองนครปฐมเป็นเมืองส าคัญทางศาสนา ส าหรับผู้เขียนเชื่อว่าทั้งไครเสหรือ แคว้นสุวรรณภูมิตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยา มีเมืองส าคัญคือ บลังกา ตั้งอยู่ที่อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี
~ 91 ~ เศียรพระพุทธรูปทองค า พบจากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 2 เมืองอู่ทอง ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)
~ 92 ~ ง ประติมากรรมดินเผา พบจากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 2 เมืองอู่ทอง ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติสุพรรณบุรี)
~ 93 ~ 11. พิริยะ ไกรฤกษ์. ประวตัิศาสตรศ์ิลปะในประเทศไทยฉบบัคู่มือ นักศึกษา. กรุงเทพฯ: อมรินทรก์ารพิมพ, ์2528. หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงศิลปกรรมในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อครั้ง ดินแดนไทยได้รับวัฒนธรรมอินเดียครั้งแรกจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งศิลปกรรมนี้หมายรวมถึงประติมากรรม สถาปัตยกรรม และสิ่งของ เครื่องใช้ต่างๆ ส าหรับประเด็นที่กล่าวถึงสุวรรณภูมิและอู่ทองนั้น อยู่ในส่วนของ บทที่ 1 ซึ่งกล่าวถึงอารยธรรมอินเดียที่ได้เริ่มแพร่หลายเข้ามาสู่ดินแดน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 7 - 8 พร้อมกับบรรดาพ่อค้า ชาวอินเดียผ่านการติดต่อค้าขาย โดยดินแดนสุวรรณภูมินี้ผู้เขียนกล่าวว่า อาจเป็นรัฐส าคัญแห่งหนึ่งนามว่า “จินหลิน” สันนิษฐานว่าตั้งอยู่ในบริเวณ จังหวัดสุพรรณบุรี รัฐจินหลินนี้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางควบคุมเส้นทางการค้า จากอ่าวเบงกอลสู่อ่าวไทยที่ส าคัญ และยังเป็นประเทศราชของอาณาจักร ฟูนัน ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม 12. ธิดา สาระยา. (ศรี) ทวารวดี: ประวตัิศาสตรย์ุคต้นของสยาม ประเทศ. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2532. เป็ นหนังสือที่กล่าวถึงการศึกษาทวารวดีในแง่มุมต่าง ๆ โดยกล่าวถึงเมืองอู่ทองว่าเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่ในสมัยทวารวดี เป็นเมืองท่าชายฝั่งในลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยา เป็นเมืองที่สืบเนื่องมาจากชุมชุน สมัยก่อนประวัติศาสตร์โดยมีการค้นพบหลักฐานจ าพวกขวานหินขัดแบบ ต่างๆ มีการพบลูกปัดชนิดต่างๆ เป็นจ านวนมาก แสดงให้เห็นถึงการ ติดต่อกันระหว่างชุมชนทวารวดีกับชุมชนการค้าโพ้นทะเล
~ 94 ~ นอกจากนั้นยังพบประติมากรรมที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตารูปบุคคลจูงลิงที่มีความสัมพันธ์กับชุมชนชาวสุโขทัย และ กล่าวถึงจารึกแผ่นทองแดงที่แสดงให้เห็นถึงการใช้ภาษาที่น าเอาอักษรของ อินเดียมาปรับใช้ โดยเป็นตัวอักษรที่เรียกว่าตัวอักษรหลังปัลลวะ ความส าคัญของชุมชนชาวอู่ทองที่เป็นเมืองท่าชายฝั่งได้เริ่ม ลดน้อยลง ภายหลังจากการที่เกิดเมืองนครปฐมและคูบัวขึ้น เหตุเพราะว่า นักเดินเรือสามารถอาศัยลมมรสุมผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งย่นระยะได้มาก กว่าเดิม ท าให้เมืองอู่ทองถูกลดบทบาทลงไป จนเมื่อถึงพุทธศตวรรษที่ 16 ก็ได้ถูกทิ้งร้างไป 13. สมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ. พระราชพงศาวดารฉบับ พระราชหตัถเลขา เล่ม 1. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2534. เนื้อหากล่าวความตั้งแต่ครั้งสร้างกรุงศรีอยุธยามาจนถึงรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จบความในจุลศักราช 1152 (พ.ศ. 2333) โดยในเล่ม 1 นี้ได้อธิบายความตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีจนถึงรัชกาลสมเด็จ พระเอกาทศรถ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับสุวรรณภูมินั้นอยู่ในส่วนของประวัติขอม โดยผู้เขียนทรงกล่าวถึงสุวรรณภูมิประเทศ ที่ซึ่งพระโสณะกับพระอุตตรเชิญ พระพุทธศาสนามาประดิษฐาน ฝ่ายนักวิชาการมอญอ้างว่า สุวรรณภูมิอยู่ที่ เมืองสะเทิม ส่วนฝ่ ายไทยอ้างว่าอยู่ที่เมืองอู่ทอง ส่วนผู้เขียนทรงมี พระวินิจฉัยเห็นด้วยกับอาจารย์ริส เดวิดส์ ที่กล่าวว่า สุวรรณภูมิประเทศ น่าจะหมายความตั้งแต่ประเทศรามัญมาจนสยามข้างฝ่ายตะวันตกหรืออาจ ออกไปถึงเมืองญวน ส่วนเมืองอู่ทองนั้นผู้เขียนได้เสด็จไปเมืองอู่ทองเมื่อ พ.ศ. 2446 และกล่าวว่าเมืองอู่ทองมีเชิงเทินก าแพงเมืองใหญ่โต อายุเก่าแก่สืบ เนื่องมาจากเมืองโบราณที่พระปฐมเจดีย์ และเมื่อคราวเสด็จไปนี้เองผู้เขียน
~ 95 ~ จึงทรงมีข้อสันนิษฐานว่าเมืองสุวรรณภูมินั้นคงเป็นเมืองอู่ทอง ด้วยภาษา มคธ ค าว่า “สุวรรณภูมิ” แปลว่า “ที่เกิดทองหรือที่มีทอง” ส่วนในภาษาไทย นั้นก็ตรงกับค าว่า “อู่ทอง” อันหมายถึงอู่ข้าวอู่น ้านั่นเอง 14. สายน ้า เสฏฐพงศ์. สุพรรณบุรี: ทวารวดีศรีสุพรรณภมูิเมืองแห่ง ประวตัิศาสตรแ์ละโบราณคดี. กรุงเทพฯ: บริษัท แสงปัญญา เลิศ, 2542. ผู้เขียนได้กล่าวถึงประเด็นส าคัญ 2 ประเด็น แรกสุดเป็นข้อมูลที่ เกี่ยวข้องกับจังหวัดสุพรรณบุรีในปัจจุบัน โดยมีข้อมูลทางภูมิศาสตร์ การแบ่งเขตการปกครอง ทรัพยากรธรรมชาติ ประชากรและอาชีพ การ คมนาคม นักการเมืองการปกครอง ศิลปิน แหล่งท่องเที่ยว และประเพณี วัฒนธรรม ซึ่งเนื้อหาในส่วนนี้เป็นข้อมูลที่ทางผู้เขียนต้องการกล่าวถึงเพื่อ เป็นข้อมูลที่ให้บุคคลทั่วไปที่สนใจได้ทราบถึงข้อมูลต่างๆ เบื้องต้นของ จังหวัดสุพรรณบุรี ประเด็นที่ 2 ได้กล่าวถึงสุพรรณบุรีเมื่อครั้งอดีต กล่าวคือเป็นข้อมูล ทางด้านโบราณคดี ที่กล่าวถึงข้อมูลโบราณสถานและโบราณวัตถุที่พบในตัว จังหวัดสุพรรณบุรีโดยกล่าวย้อนไปถึงในช่วงแรกสุดคือยุคหินใหม่ (3,000 – 4,000 ปี) แล้วไล่ยุคสมัยมาจนถึงสมัยประวัติศาสตร์ (ยุคฟูนัน) จนถึงช่วง สมัยทวารวดี (เมืองอู่ทอง) นอกจากนั้นยังมีการกล่าวถึงแหล่งโบราณคดี ต่างๆ ในจังหวัดสุพรรณบุรีเช่น เมืองโบราณหนองแจง เมืองโบราณ บึงกระเทียม รวมถึงแหล่งโบราณคดีอื่นๆ ไล่ตามยุคสมัยเช่น ศาสนสถาน สมัยทวารวดี และศาสนสถานสมัยลพบุรี เป็นต้น 15. ผาสุข อินทราวุธ. ทวารวดี: การศึกษาเชิงวิเคราะหจ์ากหลกัฐาน ทางโบราณคดี. กรุงเทพฯ: อักษรสมัย, 2542.