The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เมืองโบราณอู่ทอง บรรณนิทัศน์ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by จักรวาลมนุษย์, 2023-11-02 12:37:09

เมืองโบราณอู่ทอง บรรณนิทัศน์ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี

เมืองโบราณอู่ทอง บรรณนิทัศน์ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี

~ 146 ~ ขุนแผน ได้แก่ วัดป่าเลไลยก์วัดตระไกร เนินบ้านคุณยายไห นาคสุวรรณ วัดเขาใหญ่ วัดแค วัดสุวรรณภูมิ วัดสนามชัย วัดเขาพระ จากนั้นได้เดินทางไปวัดปราสาท เมืองอู่ทอง ซึ่งมีการขุดแต่งเจดีย์ หมายเลข 1 โดยระบุว่าฐานเจดีย์ใหญ่ตอนล่างเป็นสมัยทวารวดี ตอนบนเป็น สมัยอยุธยา 3. ประสาร บุญประคอง. “จารึกบนแผ่นดินเผาและทีฐ่าน พระพุทธรูป: ค าอ่านจารึกจากแผ่นดินเผา ตัวอักษรขอม โบราณราวพุทธศตวรรษที่ 11 ได้ในบริเวณเมืองเก่า จังหวัด สุพรรณบุรีปัจจุบนัอยู่ในพิพิธภณัฑสถานแห่งชาติ จ.สุพรรณบุรี.” ศิลปากร 10, 1 (พฤษภาคม 2509): หน้ า 81 -83. น าเสนอข้อมูลจารึกบนแผ่นดินเผา และที่ฐานพระพุทธรูป พบที่เมืองอู่ทอง ประกอบด้วยรูปจารึก ค าอ่าน และค าแปล ได้แก่ จารึกแผ่นดินเผา อักษรขอมโบราณ ราวพุทธศตวรรษที่ 11 แปลได้ ความว่า “ธรรมะคือสิ่งทั้งหลาย เกิดแต่เหตุ พระตถาคตตรัสเหตุของธรรมะ คือสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นและความดับของธรรมคือสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น พระมหาสมณเจ้าตรัสอย่างนี้ ฯ” จารึกด้านหลังแปลได้ว่า “ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความก้าวล่วงทุกข์ และอริยมรรค ประกอบด้วยองค์ 8 เป็นทางดับทุกข์ ฯ” จารึกที่ฐานพระพุทธรูปส าริด ปางมารวิชัย อักษรไทยเหนือ ภาษา บาลี และภาษาไทย อ่านได้ความว่า “พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า สิทธัตถะ หาผู้เสมอมิได้ในโลก (ข้าพเจ้า) ได้สร้างแล้ว เมื่อศักราช 846 (จ.ศ. 846 = ปีมะโรง พ.ศ. 2027)”


~ 147 ~ 4. ชิน อยู่ดี. “คนก่อนประวตัิศาสตรเ์อเชียอาคเนย์ออกทะเล.” วารสารโบราณคดี6,4 (มิถนุายน 2519): หน้า 27 – 29. ศาสตราจารย์ ชิน อยู่ดี อธิบายถึงการค้นพบโบราณวัตถุ 2 ชิ้นที่ เมืองอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี คือ ตุ้มหูหยกที่มีลักษณะเป็นรูปสัตว์สองหัว (ผู้เขียนเข้าใจว่าเป็นหัวควาย) และรูปกลมมีปุ่ มแหลม 3 ปุ่ ม โดยเป็น โบราณวัตถุที่ พล.อ.ท. มนตรี หาญวิชัย ขายให้แก่รัฐบาลและน ามามอบไว้ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตุ้มหูหยกดังกล่าวมีรูปแบบคล้ายกับชิ้นที่พบ ณ ประเทศฟิลิปปินส์ ที่ถ ้าดูยอง (Duyaong Cave) และถ ้าทาบอน (Tabon Cave) จัดเป็นตุ้มหู แบบลิงลิง-โอ (Lingling-O) และคล้ายกับที่พบที่สายูนห์ (Sa-huyunh) ประเทศเวียดนาม เกาะฮ่องกง และเกาะไต้หวัน ผู้เขียนกล่าวว่าเป็นเรื่องยากในการก าหนดอายุตุ้มหูหยก 2 ชิ้นจาก เมืองอู่ทอง เพราะไม่ได้มาจากการขุดค้นทางโบราณคดี แต่เมื่อเปรียบเทียบ รูปแบบและอายุสมัยกับตุ้มหูจากฟิลิปปินส์แล้วก็พบว่า เป็นของในยุคสมัย หินใหม่ตอนปลายและยุคโลหะตอนต้น ประมาณ 890 ปีก่อน ค.ศ. ถึง 200 ปีก่อน ค.ศ. ในตอนท้ายผู้เขียนสรุปว่า ตุ้มหูหยกแบบนี้จะพบตามเกาะ หรือบริเวณไม่ไกลจากชายฝั่งทะเล ดังนั้นวัฒนธรรมการใช้ตุ้มหูหยก (แบบลิงลิง-โอ) จึงแพร่หลายไปทางทะเล ระหว่างเกาะฮ่องกง ไต้หวัน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และไทย (อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) ด้วยเหตุนี้ประชากรในยุคโลหะแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงมี การติดต่อสัมพันธ์กันทางทะเลแล้ว อย่างน้อยในช่วงประมาณ 890 ปีก่อน ค.ศ. ถึง 200 ปีก่อน ค.ศ.


~ 148 ~ 5. ภูธร ภูมะธน. “เหรียญสมยัโรมันพบทีเ่มืองอู่ทอง จังหวัด สุพรรณบุรี.” ศิลปากร26,1 (มีนาคม 2525): หน้า 110 -112. เหรียญทองแดงของโรมันพบที่เมืองอู่ทอง พิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ อู่ทอง ได้รับมอบจากพลอากาศตรีมนตรี หาญวิชัย เป็นเหรียญที่ ท าขึ้นในรัชกาลจักรพรรดิวิคโตรินุส (Victorinus) ครองราชย์ ค.ศ. 269 – 271 หรือ พ.ศ. 812 - 814 เหรียญด้านหลังติดกับฐานจึงไม่สามารถเห็นภาพบนเหรียญได้ ส่วนขอบเหรียญด้านหน้ามีอักษร “IMP C VICTORINUS PF AUG” ย่อมา จาก “Imperator Caesor Victorinus Pius Felix Augustus” แปลว่า “จักรพรรดิซีซาร์ วิคโตรินุส ศรัทธา (Pieux) ความสุข (Hureux) เป็นสง่า (Auguste)” ส่วนภาพนั้นเป็นภาพท่อนบนของจักรพรรดิวิคโตรินุสหันพักตร์ ไปทางขวา แม่พิมพ์เหรียญคงท าไว้ดี ท าให้เหรียญกลม ลักษณะเหรียญและ รอยพิมพ์ยังคงสมบูรณ์ดี เหรียญมีคุณภาพเหมือนกับเหรียญที่ผลิตจาก โรงกษาปณ์หลวงเมืองโคโลญ (Cologne) และเมืองเทรฟ (Treves) ช่วงพุทธศตวรรษที่ 8 - 9 เป็นช่วงระส ่าระสายของอาณาจักรโรมัน ดินแดนของพวกโกลลัว (Gaulois) ปกครองโดยจักรพรรดิโปสตามุส (Postamus) ใน พ.ศ. 803 พระองค์ผนวกดินแดนเทรฟ โคโลญ และมายองซ์ (Mayence) ต่อมาได้ถูกปลงพระชนม์ใน พ.ศ. 812 จากนั้นวิคโตรินุสผู้เป็น บุตรได้ขึ้นครองราชย์แทน การพบเหรียญโรมันนี้ในประเทศไทยเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากใน สมัยนี้การค้าระยะไกลยังไม่เป็นระบบมากนัก ต่างจากการค้ากับตะวันออก ในรัชสมัยจักรพรรดิโอกุสตุส (L’Empereur Auguste) ซึ่งยืนยันโดยนักเขียน เก่าแก่ในสมัยนั้น คือ สตราบอง (Strabon) และแพลง ลองเซียน (Pline L’Ancien) จึงควรมีการหาความสัมพันธ์ของเหรียญโรมันนี้กับโบราณวัตถุ อื่นๆ ที่มีอายุสมัยเดียวกันจากแหล่งโบราณคดีในประเทศไทย


~ 149 ~ ภาพถ่ายโบราณสถานหมายเลข 5 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 150 ~ พระพทุธรปูดินเผา พบจากการขุดแต่งโบราณสถานหมายเลข 5 เมืองอ่ทูอง (ที่มา: หอจดหมายเหตแุห่งชาติสุพรรณบรุี)


~ 151 ~ 6. มนัส โอภากุล. “เมืองอู่ทองอยู่ทีไ่หน?.” ศิลปวฒันธรรม 3, 8 (มิถนุายน 2525): หน้า 82 -85. เมื่อ พ.ศ. 2506 - 2509 ศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลิเยร์ผู้ร่วม ขุดค้นได้เสนอทฤษฎีใหม่ว่า อู่ทองไม่ได้เป็นเมืองที่พระเจ้าอู่ทอง หรือสมเด็จ พระรามาธิบดีที่ 1 ครองอยู่ก่อน เพราะมีโบราณวัตถุที่อายุเก่าแก่กว่า เมื่อทฤษฎีเก่าถูกหักล้าง จึงมีนักวิชาการหลายท่านได้เสนอแนวคิดใหม่ เกี่ยวกับเมืองอู่ทองของพระเจ้าอู่ทอง ศาสตราจารย์บวสเซอลิเยร์เสนอว่า เมื่อเมืองร้างชาวอู่ทองอพยพไปอยู่ที่บ้านหนองแจง ต.ไร่รถ อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี หม่อมเจ้า สุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงเสนอว่าพระเจ้าอู่ทองคงเสด็จ ไปจากเมืองใดเมืองหนึ่งใน จ.สุพรรณบุรี และยังทรงไม่เชื่อว่ามีเมืองเก่าก่อน อยุธยาอยู่ที่จ.สุพรรณบุรี ศาสตราจารย์มานิต วัลลิโภดม และอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม มีความเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาน่าจะเป็นเมืองเดิมของพระเจ้าอู่ทอง นายจ านง เทพหัสดินท์ ณ อยุธยา เชื่อว่าพระเจ้าอู่ทองไปจากลพบุรี นายตรี อมาตยกุล มีความเห็นว่าพระเจ้าอู่ทองน่าจะเสด็จไปจากเมืองสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) ศาสตราจารย์ขจร สุขพานิช เสนอว่าพระเจ้าอู่ทองคงจะเสด็จไปจาก เมืองอู่ทอง คือเมืองสุพรรณบุรีหรือสุวรรณภูมิ ไม่ใช่ที่ อ.อู่ทองในปัจจุบัน ส่วน น. ณ ปากน ้า (ประยูร อุลุชาฎะ) มีความเห็นว่าเมืองสุพรรณบุรีหรือ อโยธยาคือเมืองอู่ทอง ขณะที่ มนัส โอภากุล มีความเห็นว่าเมืองสุพรรณภูมิ-อโยธยาอู่ทอง นั้นอยู่ในบริเวณ ต.รั้วใหญ่ เชื่อมกับ ต.พิหารแดง อ.เมืองสุพรรณบุรี เนื่องจากมีวัดร้างสมัยโบราณ 20 - 30 แห่ง แต่วัดร้างต่างๆ ถูกท าลายลง เกือบหมด โดยประชาชนที่พังทลายเจดีย์เพื่อน าอิฐไปขาย เช่น ทางเหนือ ของวัดพระศรีมหาธาตุมีวัดสระมน วัดสระพังพอน วัดเถลไถล วัดพระอินทร์ วัดโลกา ฯลฯ ทางทิศตะวันตกมีวัดสารส้มใน วัดสารส้มนอก วัดพริก ฯลฯ ทางทิศใต้มีวัดผึ้ง วัดไผ่ป่าล้อม วัดช่องลม ฯลฯ


~ 152 ~ วัดร้างเหล่านี้เหลือเจดีย์อยู่ไม่กี่องค์ เช่น วัดพระอินทร์ วัดเถลไถล วัดพริก ฯลฯ ซึ่งมีเจดีย์รูปทรงไม่เหมือนเจดีย์สมัยอยุธยา ฐานส่วนมากเป็น สี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง เจดีย์ทรงระฆังคว ่าเล็กน้อยกว่าระฆังทรงเจดีย์ สมัยอยุธยา และก่ออิฐไม่สอปูน วัดร้างและเจดีย์เหล่านี้คงเป็นโบราณสถาน สมัยเก่าก่อนอยุธยา การจะค้นหาความจริงเรื่องเมืองอู่ทองจึงควรมีการ ส ารวจและขุดค้นทางโบราณคดีในบริเวณดังกล่าว 7. มนัส โอภากุล. “ลูกปัดที่เมืองสุพรรณเกี่ยวข้องกับอาณาจักรฟูนัน เพียงใด.” ศิลปวฒันธรรม 3, 10 (สิงหาคม 2525): หน้า 73 -76. หลุยส์ มาเลอเรต์ (Louise Malleret) นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส พบลูกปัดที่เมืองออกแก้ว ประเทศเวียดนาม จึงก าหนดว่าลูกปัดนั้นเป็น “วัฒนธรรมฟูนัน” มีอายุราว พ.ศ. 643 - 1043 ลูกปัดดังกล่าวเป็นลูกปัดที่ท า ด้วยหินชนิดต่างๆ เช่น หินคาร์เนเลี่ยน ควอทซ์ อมีธีสท์ โมรา นิล บุษราคัม โกเมน หยก ฯลฯ เป็นลูกปัดสีต่าง ๆ ทั้งแดง เขียว เหลือง น ้าเงิน ส้ม ด า ขาว ทว่าลูกปัดลักษณะดังกล่าวไม่ได้พบที่เมืองออกแก้วแห่งเดียว แต่พบที่ต่างๆ ทั่วโลก เช่น ยุโรป อเมริกา จีน ลาว กัมพูชา ฯลฯ รวมถึง ประเทศไทย เช่น อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งมีการค้นพบลูกปัดกว่าแสนลูก จากการส ารวจขุดค้นเมื่อ พ.ศ. 2507 – 2509 นอกจากใน อ.อู่ทองแล้ว อ าเภอต่างๆ ใน จ.สุพรรณบุรีก็มีการพบ ลูกปัดจ านวนมากเช่นกัน จนอาจกล่าวได้ว่าสุพรรณบุรีเป็นแหล่งที่พบลูกปัด มากที่สุดในประเทศไทย ท าให้ชาวบ้านท าการลักลอบหาลูกปัดทั้งจากผิวดิน และใต้ดิน สร้างความเสียหายให้กับหลักฐานที่อยู่ใต้ดิน เช่นกระดูกมนุษย์ที่ พบร่วมกับลูกปัด


~ 153 ~ อย่างไรก็ตาม มนัส โอภากุล ได้แสดงความเห็นว่า ไม่ควรด่วน สันนิษฐานบริเวณเมืองอู่ทองและเมืองสุพรรณบุรีคืออาณาจักรฟูนัน เนื่องจากต้องน าโบราณวัตถุที่พบร่วมกับลูกปัดจากหลุมฝังศพมาใช้ในการ วิเคราะห์ตีความในโอกาสต่อไป 8. มนัส โอภากุล. “โบราณวัตถุเล็กน้อยในกรุลูกปัดกับความสัมพันธ์ ของอาณาจักรโบราณ.” ศิลปวฒันธรรม 4, 11 (กันยายน 2526): หน้า 30 -34. อู่ทองเป็นแหล่งโบราณคดีส าคัญที่มีการพบโบราณวัตถุจ านวนมาก โดยเฉพาะลูกปัดและพระพุทธรูป ทั้งนี้โบราณวัตถุบางส่วนที่มนัส โอภากุล ได้บันทึกรวมรวมไว้จากการลงพื้นที่พบว่ามีโบราณวัตถุที่น่าสนใจ และอาจ บอกเล่าเรื่องราวชุมชนในแถบนี้ได้ ดังนี้ แวเหล็กไน ท าจากดินเผาแสดงถึงเทคโนโลยีการปั่นด้ายและทอผ้า พบในหลุมฝังศพ คาดว่าใช้เพื่อเป็นของอุทิศ ลูกกระสุน ท าจากดินปั้นเป็น ก้อนกลมมีความแข็ง อาจใช้ในการล่าสัตว์ พบในหลุมฝังศพเช่นเดียวกับ แวเหล็กไน เศษอิฐมีรอยแกลบชนิดสั้นฝังอยู่ในเนื้ออิฐ สันนิษฐานว่าเป็น แกลบข้าวเหนียว และคนโบราณที่นี่กินข้าวเหนียวเป็นหลัก ตะเกียงพบ เพียงส่วนปากคล้ายกับที่อินเดียสมัยอมราวดี(อานธระ) อายุราวพุทธ ศตวรรษที่ 9 - 10 ศิวลึงค์และฐานโยนิ เป็นวัตถุในศาสนาพราหมณ์ที่เข้ามาใน อาณาจักรฟูนัน เครื่องปั้นดินเผามีขนาดค่อนข้างหนา มีทั้งแบบเรียบและ ลายเสื่อ กล้องยาสูบคล้ายกับที่พบที่บ้านเชียง แต่ไม่พบส่วนด้ามคาบ ขวานหินพบในกรุลูกปัด ซึ่งมนัส โอภากุล ให้ข้อสังเกตว่าขวานหินควรอยู่ใน สมัยหินใหม่ และลูกปัดควรอยู่ในสมัยฟูนันมีอายุห่างกัน 1,000 - 1,500 ปี


~ 154 ~ ฉมวกสัมฤทธิ์คล้ายกับท่ีพบท่ีบ้านกรวด ต.หนองสาหร่าย อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี อาจเป็นสิ่งของร่วมสมัยฟูนัน ก าไลมีทั้งที่ท าจาก หนิและสมัฤทธิ์เคร่อืงประดบัทองค าทองค า เบา้หลอมลูกปัด แสดงถึงการ ผลิตลูกปัด ตุ้มหูเนื้อชินแบบทวารวดี เงินเหรียญแบบฟูนันและทวารวดี รวมถึงของเบ็ดเตล็ดอื่นๆ หลักฐานทั้งหมดแสดงว่าอู่ทองเป็ นเมืองที่เจริญพอสมควร มีการติดต่อกับต่างแดนทางเรือ และอาจเป็นเมืองท่าหรือเมืองศูนย์กลางของ อาณาจักรสุวรรณภูมิ 9. มนัส โอภากุล. “ชุมชนพันปี กับโบราณวัตถุที่เมืองสุพรรณบุรี.” เมืองโบราณ 10, 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2527): หน้า 43 - 50. ชื่อเมืองเก่าของจังหวัดสุพรรณบุรีมีหลายชื่อ ทั้งที่ปรากฏอยู่ใน หลักฐานทางประวัติศาสตร์และพงศาวดาร เช่น พันธุมบุรี สองพันบุรี สุวรรณปุระ อู่ทอง อโยธยาและสุพรรณบุรี มนัส โอภากุล สันนิษฐานว่าเมืองพันธุมบุรีเป็นชื่อเริ่มแรก ชื่อนี้ ปรากฏในพงศาวดารชาติไทย พงศาวดารเหนือ ค าแปลลานทองที่วัดพระศรี รัตนมหาธาตุ จ.สุพรรณบุรี ผู้เขียนสันนิษฐานว่าเมืองพันธุมบุรีอยู่ในบริเวณ ต.รั้วใหญ่ และต.พิหารแดง อ.เมืองสุพรรณบุรี เนื่องจากบริเวณดังกล่าว ตั้งอยู่ฝั่งซ้ายของแม่น ้าท่าจีนตรงกับหลักฐานทางพงศาวดาร อีกทั้ง มี โบราณสถานและโบราณวัตถุศิลปะทวารวดีมากมาย ทั้งพระพุทธรูป ศิลา ธรรมจักร พระพิมพ์ดินเผา เศษภาชนะดินเผา เจดีย์ เป็นต้น ส่วนเมือง “สองพันบุรี” มีขึ้นในสมัยพระเจ้ากาแตครองราชย์ (พ.ศ. 1706 ตรงกับสมัยนครวัด-บายนของเขมรโบราณ) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บริเวณ วัดลานมะขวิด ต.สนามชัย ผู้ครองเมืองสองพันบุรีองค์ต่อๆ มาอาจย้ายเมือง มาตั้งใหม่ที่ฝั่งตรงข้ามแม่น ้าสุพรรณ ซึ่งพบโบราณวัตถุศิลปะลพบุรีจ านวน


~ 155 ~ มาก จึงสันนิษฐานว่าบริเวณนี้ต้องเคยเป็นชุมชนโบราณสมัยลพบุรี รัชกาล พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จารึกปราสาทพระขรรค์ได้กล่าวถึงเมือง “สุวรรณปุระ” ซึ่งผู้เขียนสันนิษฐานว่าอาจตรงกับบริเวณ ต.รั้วใหญ่ ต.พิหารแดง และ ต.สนามชัย ส่วนชื่อเมือง “อู่ทอง อโยธยา และสุพรรณภูมิ” ผู้เขียนสันนิษฐานว่า เป็นชื่อเดียวกัน โดยโบราณสถานวัตถุสมัยทวารวดีและพระพุทธรูปศิลปะ อู่ทองจาก ต.รั้วใหญ่ ต.พิหารแดง นั้นเป็นหลักฐานที่บ่งบอกว่ามีเมืองโบราณ ก่อนอยุธยาใน จ.สุพรรณบุรีต่อเนื่องมาถึงสมัยอยุธยา นอกจากนี้ที่แหล่ง เตาบ้านบางปูน ต.พิหารแดง ยังมีเศษเครื่องปั้นดินเผามากมาย รวมทั้ง เครื่องเคลือบจีนและสุโขทัย ผู้เขียนมีความเห็นว่าแหล่งเตาเผานี้มีมาตั้งแต่ สมัยทวารวดีเรื่อยมาจนถึงสมัยอู่ทองและอยุธยา ส่วนค าว่า “อโยธยา” นั้นเป็นค าที่มีมาก่อนค าว่า “อยุธยา” พบค านี้ ในจารึกต่างๆ สมัยอยุธยา ค าว่า “สุพรรณภูมิ” ก็มีปรากฏอยู่ในจารึก เช่น ศิลาจารึกหลักที่ 1 กรุงสุโขทัย จากหลักฐานต่างๆ ทั้งเอกสารและหลักฐาน ทางโบราณคดี ท าให้ผู้เขียนสันนิษฐานว่าชื่อเมืองที่กล่าวไปเป็นชื่อของเมือง เดียวกัน เป็นเมืองโบราณตั้งแต่สมัยทวารวดี มีอาณาบริเวณอยู่ริมแม่น ้า สุพรรณทั้งสองฝั่ง ปัจจุบันคือบริเวณ ต.รั้วใหญ่ ต.พิหารแดง และต.สนามชัย อ.เมืองสุพรรณบุรี ส่วนที่เกี่ยวข้องกับเมืองอู่ทอง ผู้เขียนเห็นว่าไม่น่าจะเป็นเมือง พันธุมบุรีเนื่องจากอยู่ห่างจากแม่น ้าสุพรรณถึง 30 กิโลเมตร ขัดแย้งกับ หลักฐานพงศาวดาร และจากการขุดค้นที่เมืองอู่ทองไม่พบศิลปะอู่ทองเลย อ าเภออู่ทองจึงไม่ใช่เมืองอู่ทองตามที่กล่าวไว้ในพงศาวดาร


~ 156 ~ ภาพถ่ายเก่าเจดีย์หมายเลข 9 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 157 ~ ภาพถ่ายเก่าเจดีย์หมายเลข 9 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 158 ~ 10. คณะโบราณคดี. ปัจจุบันของโบราณคดีไทย. กรุงเทพฯ: คณะ โบราณคดีมหาวิทยาลยัศิลปากร, 2528. พิมพ์ขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปี การก่อตั้งคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยรวบรวมบทความจากการประชุมทางวิชาการเรื่อง “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมัยโบราณ” เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2528 ประกอบด้วย 7 บทความ ได้แก่ 1. ความก้าวหน้าของโบราณคดีไทยสมัยก่อนประวัติศาสตร์ - สมัยประวัติศาสตร์ตอนต้น 2. โลหะวิทยาสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในอีสาน: หลักฐานใหม่ 3. เทคโนโลยี่และความส าคัญของการถลุงเหล็กในสมัยแรกเริ่ม ของประเทศไทย 4. การแลกเปลี่ยนระหว่างอินเดียและประเทศไทยสมัยกึ่งก่อน ประวัติศาสตร์ 5. คลองท่อม แหล่งอุตสาหรกรรมท าลูกปัดและเมืองท่าขนถ่าย สินค้าสมัยโบราณ 6. เครื่องรางส าหรับพ่อค้า 7. เสมาหินอิสาน การส ารวจและการศึกษาการสืบเนื่องของ ประเพณีปักหินตั้งในสังคมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส าหรับบทความที่ปรากฏเนื้อหาเกี่ยวกับเมืองโบราณอู่ทอง ดังนี้ 1) เรื่อง “การแลกเปลี่ยนระหว่างอินเดียและประเทศไทยสมัย กึ่งก่อนประวัติศาสตร์” โดย ดร.เอียน โกลฟเวอร์ (Ian C. Glover) แปลโดย พูลสุข เตมิยานันท์ ประเด็นที่เกี่ยวกับเมืองอู่ทอง คือ การพบเหรียญโรมันของ จักรพรรดิวิคโตรินุส แสดงถึงการติดต่อในสมัยอินโด-โรมัน การพบลูกปัดหิน คาร์เนเลียนและโมราจากการลักลอบขุดที่เมืองอู่ทองจ านวนมากและ กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะที่บ้านดอนตาเพชร อ.พนมทวน


~ 159 ~ จ.กาญจนบุรี ผลการวิเคราะห์สันนิษฐานว่า ลูกปัดแก้วและหินได้มาจาก การแลกเปลี่ยนเนื่องในพระพุทธศาสนากับประเทศอินเดียภาคเหนือ 2) เรื่อง “คลองท่อม แหล่งอุตสาหรกรรมท าลูกปัดและเมืองท่า ขนถ่ายสินค้าสมัยโบราณ” โดย รองศาสตราจารย์ มยุรี วีระประเสริฐ กล่าวถึง โบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้นแหล่งโบราณคดีควนลูกปัด อ.คลองท่อม จ.กระบี่สันนิษฐานว่าเป็นเมืองท่าและแหล่งผลิตลูกปัดที่ส าคัญ ในช่วงแรกเริ่มประวัติศาสตร์ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเมืองอู่ทองคือ มีการพบ ลูกปัดแก้วและหินจ านวนมาก เช่นเดียวกับที่คลองท่อมและดงศรีมหาโพธิ โดยมีลักษณะคล้ายกับกับลูกปัดที่พบในอินเดียภาคใต้ และเมืองท่าโบราณ เช่น เกาะคอเขา จังหวัดพังงา และเมืองออกแก้ว ประเทศเวียดนาม ตัวอย่างโบราณวัตถุที่คล้ายกับที่พบในเมืองอู่ทอง (และเมือง ออกแก้ว) เช่น ลูกปัดแก้วสีด าตกแต่งลวดลายสีขาวรูปดอกไม้ด้านหนึ่งและ อีกด้านเป็นรูปนก โดยรูปนกมีลักษณะคล้ายกับที่ปรากฏบนลูกปัดรูปกลมใน แคว้นโกสัม ประเทศอินเดียภาคเหนือ, ลูกปัดหินรูปเต่าท าจากหยกสีเขียว, แผ่นหินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็ก ตรงกลางมีเบ้า 2-3 หลุม บางชิ้นตกแต่ง บริเวณขอบด้วยลวดลายเส้นโค้งคล้ายใบไม้แตกกิ่งก้าน สันนิษฐานว่าใช้ ส าหรับใส่แป้ งเจิมเนื่องในพิธีกรรมศาสนาพราหมณ์ หรือเป็ นถาด เครื่องส าอาง หรือใส่ขี้ผึ้ง หรือใส่ยาทาภายนอก รวมถึงแหวน ต่างหูที่ท าจาก ส าริดและดีบุก พบที่เมืองจันเสน จ.นครสวรรค์ และบ้านคูเมือง จ.สิงห์บุรี โบราณวัตถุดังกล่าวจึงแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนโบราณใน ประเทศไทยและการติดต่อกับต่างประเทศ


~ 160 ~ 3) เรื่อง “เครื่องรางส าหรับพ่อค้า” โดย ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุข อินทราวุธ กล่าวถึงโบราณวัตถุที่สันนิษฐานว่าเป็ นเครื่องรางที่พ่อค้า ชาวอินเดียพกติดตัวระหว่างการเดินทางมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 - 15 เพื่อความปลอดภัยและประสบความส าเร็จใน การค้าขาย โบราณวัตถุที่สันนิษฐานว่าเป็นเครื่องรางของพ่อค้าชาวอินเดีย ได้แก่ แผ่นดินเผารูปกลมขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลางราว 2 - 5 เซนติเมตร มีหน้าเดียวหรือ 2 หน้า ปรากฏรูปเทพกุเวรและคชลักษมี ส่วนใหญ่ตอน บนสุดมีการเจาะรูส าหรับร้อยเส้นเชือกหรือสร้อยส าหรับพกพาติดตัว บางชิ้น มีรูปแบบศิลปะอินเดียสมัยหลังคุปตะ และบางชิ้นเป็นฝีมือของช่างพื้นเมืองที่ ท าเลียนแบบ นอกจากนี้ยังพบประติมากรรมส าริดและดินเผาเนื่องใน พระพุทธศาสนานิกายมหายาน รูปเทพชัมภล (ท้าวกุเวร) ก าหนดอายุราว พุทธศตวรรษที่ 15 - 16 พบที่จังหวัดสงขลาและตรัง ซึ่งบทความเรื่องนี้มี การอธิบายหลักประติมานวิทยาและความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าทั้ง 3 องค์ไว้ อย่างละเอียด ประเด็นที่เกี่ยวกับเมืองอู่ทอง คือเมืองนี้ตั้งอยู่บริเวณบริเวณชายฝั่ง ทะเลเดิมและเป็นเมืองท่าส าคัญในช่วงพุทธศตวรรษที่ 9 - 16 ร่วมสมัยกับ เมืองนครปฐมโบราณ เมืองซับจ าปา จ.ลพบุรีเมืองจันเสน และเมืองบน จ.นครสวรรค์ ซึ่งมีความรุ่งเรืองสูงสุดในช่วงพุทธศตวรรษที่ 14 - 16 11. ภูธร ภูมะธน. “แหล่งโบราณคดีท่าม่วง อ าเภออู่ทอง จงัหวดั สุพรรณบุรี.” ศิลปากร 30, 3 (กรกฎาคม 2529): หน้า 70 - 86.


~ 161 ~ แหล่งโบราณคดีท่าม่วงอยู่นอกคูเมืองอู่ทองไปทางทิศใต้ราว 1 กิโลเมตร มีการขุดค้นทางโบราณคดีหลายครั้ง หลักฐานส่วนใหญ่ที่พบคือ เศษภาชนะดินเผา ภูธร ภูมะธนได้ท าการศึกษาเศษภาชนะดินเผาและ โบราณวัตถุบางประเภทจากการขุดค้น เมื่อ พ.ศ. 2509 โดยเลือกน าเสนอ ข้อมูลจากหลุมขุดค้นที่ 2 (จากทั้งหมด 8 หลุม) ภูธร ภูมะธน จ าแนกรูปแบบภาชนะได้คือ ภาชนะทรงชาม ทรงหม้อ กาน ้า และแจกัน รูปแบบขอบปากภาชนะ แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ ปากผายออก ปากตรง และปากโค้งเข้า รูปแบบฐานภาชนะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ ฐานเรียบ และฐานยกขอบ การตกแต่งผิวภาชนะ แบ่งได้เป็น การยกขึ้นเป็นสัน ลายประทับเสื่อทาบและเชือกทาบ ลายขูดขีด ลายขุด ลายเขียนสี รวมทั้งการตกแต่งแบบผสมผสาน ส่วนวัตถุชิ้นพิเศษที่พบจากหลุมขุดค้นที่ 2 ได้แก่ แวดินเผา เบี้ย ดินเผา กระสุนดินเผา ชิ้นส่วนดินเผาเจาะรู ก้อนดินเผารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แท่งหินบด ต่างหูโลหะ และลูกปัดแก้ว เมื่อเทียบกับโบราณวัตถุที่แหล่ง โบราณคดีบ้านแค จ.ลพบุรี เช่น แท่งหินบด หม้อมีสัน สามารถก าหนดอายุ ได้ราว 1,500 - 1,400 ปีมาแล้ว ขณะที่การก าหนดอายุด้วยวิธีเทอโม ลูมิเนสเซนส์ได้ค่าอายุราว 1,400 ปีมาแล้ว จากหลักฐานทั้งหมดอาจสรุปได้ว่า แหล่งโบราณคดีท่าม่วงอาจเป็น ชุมชนบริวารของเมืองอู่ทอง การอยู่อาศัยในแหล่งโบราณคดีนี้มีเพียง สมัยเดียว โดยไม่ได้อยู่ติดต่อกันมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และไม่ได้ ด ารงความเป็นชุมชนสืบต่อมาถึงสมัยประวัติศาสตร์ยุคหลัง


~ 162 ~ 12. มนัส โอภากุล. “พระเจ้าอู่ทองเป็นจีนหรือไฉน? ไปจากแห่งหน ต าบลใด.” ศิลปวฒันธรรม 9, 1 (พฤศจิกายน 2530): หน้า 72 -77. จากพงศาวดารอยุธยาฉบับวัน วลิต ได้กล่าวถึง “พระเจ้าอู่” ซึ่งเป็นราชบุตรพระเจ้าแผ่นดินจีน มีความประพฤติชั่วร้าย จึงถูกเนรเทศ ออกจากจีนพร้อมไพร่พล 200,000 คน ได้เดินทางด้วยเรือส าเภาจนมาถึง แผ่นดินไทยและตั้งกรุงศรีอยุธยา แต่มนัส โอภากุล ไม่เชื่อว่าพระเจ้าอู่ทอง เป็นคนจีน โดยได้ตั้งข้อสงสัยจากพงศาวดารว่า หากพระเจ้าอู่เดินทางมา พร้อมไพร่พล 200,000 คนจริง แล้วไพร่พลเหล่านั้นหายไปไหน หรือหากได้ ตั้งถิ่นฐานในกรุงศรีอยุธยาก็ควรมีหลักฐานทางวัฒนธรรมจีนหลงเหลือ อยู่บ้าง ผู้เขียนยังได้ใช้หลักฐานทางโบราณคดีมาพิสูจน์ว่า พระเจ้าอู่ทอง ไม่ใช่คนจีน โดยใช้หลักฐานโบราณสถานและโบราณวัตถุที่พบใน ต.รั้วใหญ่ ต.พิหารแดง และต.สนามชัย (ซึ่งมีอาณาบริเวณต่อเนื่องกัน) อ.เมือง สุพรรณบุรี เช่น เจดีย์ทวารวดีที่วัดพระรูป พระพุทธรูปศิลปะทวารวดีที่วัด ราชเดชะ กรุลูกปัดที่วัดพิหาร พระพุทธรูปปางนาคปรกสมัยบายนที่วัดปู่บัว พระอวโลกิเตศวรสมัยบายนที่วัดเขา เจดีย์สมัยอู่ทองที่วัดพระอินทร์ พระปรางค์สมัยอู่ทองที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เตาเผาบ้านบางปูน ฯลฯ ส่วนหลักฐานจากจารึกได้ปรากฏชื่อเมืองสุพรรณภูมิและอโยธยา ซึ่งเป็นชื่อเก่าของเมืองสุพรรณบุรี และหลักฐานในสมัยอยุธยา พบว่าเมื่อตั้ง กรุงศรีอยุธยาแล้วเมืองสุพรรณภูมิยังมีเจ้าผู้ครองนครอยู่ และกษัตริย์เชื้อ สายสุพรรณภูมิก็ได้ไปครองกรุงศรีอยุธยาอย่างต่อเนื่อง จากหลักฐานต่างๆ ที่พบจ านวนมากในบริเวณ 3 ต าบล ท าให้ผู้เขียนตั้งสมมติฐานว่าพระเจ้า อู่ทองน่าจะอพยพไพร่พลไปจากบริเวณดังกล่าว แล้วไปตั้งกรุงศรีอยุธยา


~ 163 ~ ภาพถ่ายเก่าเจดีย์หมายเลข 9 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 164 ~ ภาพถ่ายเก่าเจดีย์หมายเลข 9 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 165 ~ 13. ธิดา สาระยา. “การก่อตัวของรฐัในลุ่มน้ าท่าจีน-แม่กลอง: พัฒนา ก ารทาง ประวัติศ า ส ตร์ขอ งเมือ งนครปฐม ศึกษาจากหลักฐานทางโบราณคดี.” เมืองโบราณ 14, 1 (มกราคม - มีนาคม 2531): หน้า 83 -92. บทความเรื่องนี้ศึกษาเรื่องการก่อตัวของรัฐในบริเวณลุ่มน ้าท่าจีนแม่กลอง ซึ่งเป็นบริเวณที่มีแหล่งโบราณคดีหลายยุคสมัย ทั้งชุมชน ก่อนประวัติศาสตร์ ต้นประวัติศาสตร์ และสมัยประวัติศาสตร์ แหล่ง โบราณคดีเหล่านี้แสดงลักษณะทางวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน การก่อตัวของ รัฐในลุ่มน ้าท่าจีน-แม่กลองที่มีนครปฐมเป็นศูนย์กลางที่ส าคัญในช่วง พุทธศตวรรษที่ 12 เป็นต้นไป เกิดจากปัจจัยทั้งภายนอกและภายใน โดยนักวิชาการโดยทั่วไปให้ความส าคัญกับ 3 ปัจจัย คือ พัฒนาการของ สังคมเมือง การเพิ่มก าลังการผลิตด้านเกษตรกรรม และการค้าข้ามภูมิภาค หรือการค้าโพ้นทะเล ทว่าบทความนี้ได้ชี้ให้เห็นความส าคัญของการเปลี่ยนแปลงทาง เศรษฐกิจสังคมภายใน เช่น การที่ประชากรเพิ่มมากขึ้น และกระจายตัว ตั้งหลักแหล่งอยู่ในอาณาบริเวณกว้างขวางที่มีแม่น ้าล าคลองไหลผ่าน ท าให้ ชุมชนที่อยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มน ้าต่างมีความสัมพันธ์กันทางด้านเศรษฐกิจ สังคม น าไปสู่การเกิดสังคมเมืองที่มีเมืองศูนย์กลางส าคัญ โดยมีปัจจัยที่ ได้รับจากภายนอกเป็นตัวเร่งในการพัฒนา เช่น การรับอารยธรรมอินเดียมา ใช้ในการจัดระบบความคิดและรูปแบบการปกครอง ส่วนการติดต่อข้าม ภูมิภาคและโพ้นทะเลได้สร้างส่งเสริมให้เศรษฐกิจขยายตัว ส าหรับเมืองนครปฐมเป็นเมืองส าคัญ เป็นเมืองที่มีสังคมซับซ้อน มีการติดต่อสัมพันธ์กับเมืองต่างๆ โดยเฉพาะเมืองอู่ทองที่อยู่ทางเหนือและ เมืองคูบัวที่อยู่ทางตะวันตก หลักฐานทางด้านโบราณวัตถุสถานอันเป็น รูปแบบทางศิลปะและอิทธิพลด้านพุทธศาสนาที่แพร่จากเมืองนครปฐมไปยัง


~ 166 ~ เมืองต่างๆ อาจสันนิษฐานได้ว่าเมืองนครปฐมมีอ านาจทางการเมือง ครอบคลุมตลอดลุ่มน ้าท่าจีน-แม่กลอง 14. ปรีชา กาญจนาคม. “แหล่งโบราณคดีแห่งใหม่ของจงัหวดั สุพรรณบุรี.” ศิลปากร35,5 (2535): หน้า 70 -77. บนยอดเขาดีสลัก วัดดีสลัก ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ได้มี การพบรอยพระพุทธบทสลักด้วยหินทรายสีแดง ขนาดประมาณ 66x142 เซนติเมตร แต่การก าหนดอายุสมัยไม่แน่นอน อาจเป็นสมัยทวารวดีหรือ สมัยอยุธยาก็ได้ บนเขาวัดใหม่คีรีวงศ์ ต.พลับพลาไชย อ.อู่ทอง ได้พบภาพเขียนสี ในถ ้าขนาดเล็ก ปากถ ้ากว้าง 2.70 เมตร ลึก 6.20 เมตร มีภาพ 17 ภาพ เช่น ดอกไม้ ต้นไม้ สัตว์ ฯลฯ ภาพเขียนด้วยสีแดงอมส้มที่ผนังสองข้างและ บนเพดานถ ้า ลักษณะภาพทั้งหมดเขียนขึ้นอย่างหยาบๆ สันนิษฐานว่าเป็น ฝีมือช่างท้องถิ่นที่เขียนภาพ เพื่อประดับถ ้าหรืออาจเพื่อพุทธบูชา แต่ก็ไม่ พบหลักฐานว่ามีการใช้ถ ้านี้เป็นศาสนสถาน ถัดจากถ ้าดังกล่าวไปเล็กน้อย พบกองอิฐ 2 กองอยู่ใกล้กัน น่าจะเป็นเจดีย์ขนาดเล็กที่น าอิฐมาวางซ้อนกัน โดยใช้ปูนสอเล็กน้อย สภาพอิฐค่อนข้างสมบูรณ์ ลักษณะเหมือนอิฐที่ท าขึ้น ในสมัยอยุธยาหรือรัตนโกสินทร์ตอนต้น สันนิษฐานว่าถ ้าที่พบภาพเขียนสี และกองอิฐอาจมีความสัมพันธ์กันและอยู่ในช่วงสมัยเดียวกัน แหล่งโบราณคดีบ้านหัวอุด ต.สนามคลี อ.เมืองสุพรรณบุรี พบหลักฐานประเภทต่างๆ เช่น เศษภาชนะดินเผา ลูกกระสุนดินเผา กระดูก สัตว์ กระดูกมนุษย์ฯลฯ ลักษณะและรูปแบบของเศษภาชนะดินเผาที่พบมี ตั้งแต่สมัยหินใหม่ สมัยทวารวดี สมัยลพบุรี สมัยสุโขทัย และสมัยอยุธยา แสดงให้เห็นว่าแหล่งโบราณคดีมีความส าคัญ ผู้คนจึงได้อยู่อาศัยติดต่อกัน มาเป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังพบโครงกระดูกมนุษย์หลายโครง จึงควรมีการ


~ 167 ~ ขุดค้นทางโบราณคดี เพื่อจะได้ทราบเรื่องราวในอดีตของ จ.สุพรรณบุรีจาก แหล่งโบราณคดีนี้มากขึ้น 15. เอกสิทธ์ิพึ่งประชา. “สระน้ าศักดิส์ิทธิ์ เมืองสุพรรณบุรี.” ศิลปวฒันธรรม 13, 7 (พฤษภาคม 2535): หน้า 108 -113. บทความส่วนแรก กล่าวถึงที่ตั้งของสระน ้า 4 สระว่าอยู่เหนือล าน ้า (แต่ไม่ปรากฏชื่อ) สระน ้าทั้ง 4 มีรูปร่างไม่เป็นระเบียบ ประกอบด้วย สระยมนา สระแก้ว สระคา และสระเกศ สระเกศมีคันดินสูงและยาวไปมาก น่าจะเป็นถนนเมืองเก่า บนคันดินมีเจดีย์หรือมณฑปซึ่งถูกบูรณะแต่ยัง ไม่เสร็จ ที่เหล่านี้น่าจะเป็นเทวสถาน สระที่ขุดเป็นสระส าหรับพราหมณ์ลง ชุบน ้าให้ผ้าเปียก ก่อนที่จะเข้าไปนมัสการตามลัทธิศาสนาพราหมณ์ ที่นี่จึง น่าจะเป็นเทวาลัยหรอืวดัพราหมณ์ศกัดสิ์ทิธแิ์ห่งหน่ึงมาแต่เมืองสุพรรณเก่า จึงได้ใช้น ้าที่สระเป็นน ้าอภิเษกมาแต่โบราณ มีเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องหลายเรื่อง เช่น พระเจ้าปทุมสุริยวงศ์เป็น พระเจ้าแผ่นดินในวงศ์พระอินทร์ที่ครองกรุงอินทปัถ (นครหลวงของขอม) พระเจ้าสินธพอมรินทร์ พระยาแกรกแห่งกรุงละโว้ก็ใช้น ้าสี่สระนี้ราชาภิเษก หรือพระเจ้าอรุณมหาราช กรุงสุโขทัย จะท าราชาภิเษกก็ต้องลงมาตีเมือง เหล่านี้แล้วจึงตักน ้าไปราชาภิเษก ลัทธิที่ถือน ้าสระเป็นน ้าอภิเษกนี้ ปรากฏ ชัดว่าเป็นต าราพราหมณ์เช่น มหาภารตะ อรชุนต้องปราบปรามเมืองทั้งปวง และสรงน ้าในสระที่เมืองนั้นหวงห้าม ตลอดจนถึงสระในป่าหิมพานต์ ครั้งเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จไปทอดพระเนตรเมื่อ พ.ศ. 2451 ได้ทรงพระราชนิพนธ์เล่าว่า มีหญิง แก่ไดน้ าตน้ โพธมิ์าถวายแก่พระองค์หญงิแก่เล่าว่าไดน้ ารปูถ่ายของพระองค์ ไปตดิไวท้เ่ีรอืน ตน้ โพธกิ์ง็อกขน้ึมาหลงัหบีตรงรูปนัน้เป็น 7 ต้น พระองค์จึง ไดน้ าตน้ โพธไิ์ปปลกูประจา ไวท้งั้4 สระ


~ 168 ~ มีนิทานเล่าถึงประวัติของสระไว้ว่า มีเจ้าผู้ครองนครองค์หนึ่ง มีธิดา 4 องค์ ชื่อ แก้ว คา ยมนา และเกตก์ตามล าดับ ทั้ง 4 องค์มีคู่ครองกันหมด แต่คนเล็กที่ชื่อเกตก์นั้นมีสวามีเป็นลิงเผือก ต่อมาเจ้าผู้ครองแคว้นต้องการ ยกราชสมบัติให้ลูกเขยทั้ง 4 จึงได้ให้ลูกเขยกับลูกสาวช่วยกันขุดสระคู่ละ 1 สระภายใน 7 วัน และจะยกราชสมบัติให้กับคนที่ขุดได้เสร็จก่อนและใหญ่ กว่าสระอื่น ฝ่ายธิดาเกตก์ขุดได้มากที่สุดเนื่องจากพญาลิงเผือกเรียกพวกลิง มาช่วยขุดสระ ราชสมบัติจึงตกเป็นของธิดาเกตก์และสวามีต่อไป แต่พวกพี่ ไม่พอใจและขโมยพระขรรค์อาญาสทิธหิ์นีไป พญาลงิเผอืกจงึออกติดตาม พวกพี่ๆ จึงโยนพระขรรค์ลงไปในสระท าให้พระขรรค์หายไป นับแต่นั้นมา เลยนบัถอืกนัว่าน้ าในสระเกตกน์นั้ศกัดสิ์ทิธิ์เพราะพระขรรคอ์าญาสทิธติ์กลง ไปในสระ บทความส่วนที่สอง เป็นบทสัมภาษณ์นายมนัส โอถากุล เล่าถึง สภาพแวดล้อมของพื้นที่นี้ในสมัยก่อนว่าปกคลุมด้วยป่ ารกชัฏ เมื่อ พ.ศ. 2467 นายมนัสเล่าว่ามีคนขี่ม้ามาเป็นกลุ่มเพื่อมาตักน ้าที่สระท่าว้า เขาดิน เพื่อน าไปให้ข้าราชการประกอบพิธีถือน ้าพิพัฒน์สัตยา และด้วยความ ศกัดิส์ทิธิข์องสระน้ีเองท าให้น าช่ือของสระมาเป็นชื่อ ต.สระแก้ว แทนชื่อ ต.ท่าว้าเดิม หลังจากที่กรมศิลปากรท าการขุดแต่งบูรณะได้ขุดลอกคูดินขยาย ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม โดยแต่งเป็นรปูสเ่ีหลย่ีมผนืผา้ทม่ีมีุมโคง้มน ปัจจุบนัตน้ โพธิ์ ที่รัชกาลที่ 5 ทรงปลูกไว้เหลือเพียงที่สระเกศเคียงคู่กับเนินดิน ส่วนเนินดิน แต่เดิมมีเจดีย์เก่าตั้งอยู่ ปัจจุบันไม่เหลือหลักฐานแล้วปรากฏเพียงเนินดิน ส่วนเจดีย์องค์เล็กในปัจจุบันเป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นมาใหม่


~ 169 ~ ภาพถ่ายเก่าเจดีย์หมายเลข 9 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 170 ~ ภาพถ่ายเก่าเจดีย์หมายเลข 9 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 171 ~ 16. มนัส โอภากุล. “เมืองอู่ทองทีสุ่พรรณบุรีอยู่ชายทะเล ‘สุวรรณภมูิ ประเทศ’.” ศิลปวฒันธรรม 14, 11 (กันยายน 2536): หน้า 94 -98. อ าเภออู่ทองตั้งอยู่ทางตะวันตกของเมืองสุพรรณบุรีแต่ก่อนเป็น ป่ารกชัฏ เมื่อมีถนนมาลัยแมนตัดผ่านภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ท าให้ ป่านั้นถูกท าลายลงมาก บ้านเมืองขยายตัวขึ้นตามกาลเวลา เดิม อ.อู่ทอง ชื่อ “อ.จระเข้สามพัน” เมื่อครั้งสมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพเสด็จ ตรวจหัวเมืองภาคเหนือขากลับได้แวะที่ จ.สุพรรณบุรี ทรงถามถึงของ โบราณในจังหวัด ชาวเมืองจึงทูลตอบไปว่ามีเมืองโบราณเรียกว่า “เมืองท้าว อู่ทอง” เพราะเชื่อว่าเป็นเมืองเก่าของพระเจ้าอู่ทองก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา จากนั้นราชการจึงเปลี่ยนชื่ออ าเภอเป็น “อ.อู่ทอง” มนัส โอภากุลได้ให้ทรรศนะเรื่องเมืองอู่ทองว่าน่าจะเป็นเมือง สุวรรณภูมิไว้ดังนี้ 1. เดิมทีกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความพยายามที่ จะให้สุวรรณภูมิอยู่ในเขตประเทศของตน แต่หลักฐานที่พบนั้นไม่มีน ้าหนัก เพียงพอ ทั้งในด้านปริมาณหลักฐานและอายุของหลักฐานที่ไม่เก่าไปจนถึง พุทธศตวรรษที่ 3 เว้นแต่หลักฐานในเขตประเทศไทย 2. ผลการขุดค้นที่เมืองอู่ทอง ช่วง พ.ศ. 2506 - 2509 โดยกรม ศิลปากรร่วมกับศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลิเยร์ พบว่ามีการใช้พื้นที่ ติดต่อกันมายาวนานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ มีหลักฐานทางพุทธ ศาสนาเป็นซากเจดีย์จ านวนมาก ทั้งในและนอกตัวเมืองอู่ทอง ทั้งยังพบว่า ผังของเจดีย์หมายเลข 10 เป็นเจดีย์ทรงกลม คล้ายกับสถูปสาญจีในประเทศ อินเดีย แสดงว่าเจดีย์นี้มีความเก่าแก่มาก เพราะรูปแบบเจดีย์ที่เป็นเหลี่ยม นั้นจะเกิดขึ้นภายหลัง 3. ในช่วงที่ท าการขุดค้นที่เมืองอู่ทองอยู่นั้น แนวคิดเรื่องสุวรรณภูมิ ถูกให้น ้าหนักไปที่เมืองนครปฐม เพราะมีการค้นพบมานานและพบรูปแบบ


~ 172 ~ ศิลปะที่เก่าไปถึงสมัยทวารวดี แต่ก็ยังมีค่าอายุของหลักฐานที่พบใหม่กว่า หลักฐานที่เมืองอู่ทองหรือเมืองละโว้อยู่ราว 500 ปี และตามที่สมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพทรงให้ความเห็นไว้ว่า เดิมชายทะเลเก่าน่าจะอยู่ สูงถึงเมืองลพบุรี เมืองนครปฐมจึงยังเป็นทะเลอยู่ และไม่อาจเป็นเมืองท่าได้ เมืองอู่ทองจึงน่าจะเป็นเมืองท่าที่อยู่ชายทะเล ในขณะนั้น มนัส โอภากุล ยังได้ตีความสุวรรณภูมิไว้ว่า อาจมิได้ เป็นเมืองที่อุดมด้วยแร่ทองค าจริงๆ แต่เป็นค าเปรียบเปรยถึงความรุ่งเรือง ของการค้า และความอุดมสมบูรณ์ ท าให้สอดคล้องกับสภาพที่ตั้งในอดีตและ สภาพที่เคยเป็นป่าทึบของอู่ทองมาก่อน 4. จากการสอบทานหลักฐานต่างประเทศโดยมานิต วัลลิโภดม พบว่าเมืองอู่ทองมีต าแหน่งที่ใกล้กับเมืองบลังกา ในจดหมายเหตุ ภูมิศาสตร์ปโตเลมี แสดงถึงความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาคล้ายกับที่เมือง ลังกา อีกทัง้ธนิต อยู่โพธิ์ศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลิเยร์ และมานิต วัลลิโภดม ก็มีทรรศนะที่พ้องกันว่าที่ตั้งของเมืองอู่ทองนั้นน่าจะตรงกับ “จินหลิน” ของนักประวัติศาสตร์จีน 17. หม่อมราชวงศ์สุริยวุฒิสุขสวสัด์ิ. ศรีทวารวดีถึงศรีรตันโกสินทร.์ กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2537. เป็นหนังสือรวมบทความของทางผู้เขียนที่กล่าวถึงศิลปวัตถุและ โบราณสถานในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยทวารวดีจนถึงรัตนโกสินทร์ ประเด็น ที่กล่าวถึงเมืองอู่ทองหรือสุพรรณบุรีก็มีการกล่าวถึงไว้ใน 2 บทความ ได้แก่ 1. “พระพิมพ์ปางเลไลยก์ในศิลปะมอญ (ทวารวดี)” กล่าวถึงพระพิมพ์องค์หนึ่งพบบริเวณเนินสถูปริมน ้าใน อ.เดิมบาง นางบวช จ.สุพรรณบุรี เป็นพระพิมพ์ที่มีองค์ประกอบภาพแตกต่างจาก พระพิมพ์ที่ร่วมสมัย โดยแสดงภาพเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบ ภายในซุ้มเรือนแก้ว โดยมีช้างชูงวงและวานรนั่งคุกเข่ายกวัตถุชนิดหนึ่งอยู่


~ 173 ~ ด้านล่าง ผู้เขียนสรุปว่าเป็นพระพิมพ์ในพุทธประวัติตอนป่ าเลไลยก์และ ก าหนดอายุได้ว่ามีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 โดยเปรียบเทียบกับ พระพุทธรูปปางสมาธิองค์หนึ่งที่พบที่เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี 2. “ตุ๊กตารูปคนจูงลิงในวัฒนธรรมมอญ (ทวารวดี)” กล่าวถึงประติมากรรมดินเผาขนาดเล็กจ านวนหนึ่งที่เป็นรูปบุคคล ถือเชือก มีวานรอยู่ด้านล่าง ในเมืองอู่ทองก็พบประติมากรรมดังกล่าวเป็น จ านวนไม่น้อย ส่วนมากเป็นประติมากรรมที่เศียรหักไป การตีความของประติมากรรมดังกล่าวได้สรุปได้โดยทั่วไปว่า เป็นประติมากรรมที่แสดงถึงเด็กผู้ชาย และน่าจะมีความสัมพันธ์กับตุ๊กตา เสียกบาลในวัฒนธรรมสุโขทัย โดยมีจุดประสงค์ที่ท าขึ้นเพื่อป้องกัน ภัยอันตรายให้แก่เด็กจากภูติผีปีศาจ 18. จ าเนียร แก้วภู่. “สุวรรณภูมิข้อมูลทีต่ ้องทบทวนใหม่ใน ประวตัิศาสตร.์” ศิลปวฒันธรรม 15, 10 (สิงหาคม 2537): หน้า 140 -145. เป็นบทความที่ค้นหาดินแดนสุวรรณภูมิโดยอาศัยหลักฐานทาง โบราณคดี ประวัติศาสตร์ และศาสนา แบ่งออกเป็น 5 หัวข้อ ดังนี้ 1. สุวรรณภูมิ: หลักฐานจากอินเดีย-ยุโรป ใช้หลักฐานประเภทเอกสาร ได้แก่ คัมภีร์ภาษาบาลี เช่น มหานิทเทส สมันตปาสาทิกา มิลินทปัญหา ทีปวงศ์ และมหาวงศ์ คัมภีร์ ภาษาสันสกฤต เช่น อรรถศาสตร์ ทิวยาวทาน กถาสริตสาคร และคัมภีร์ อื่นๆ ของลังกา รวมถึงเอกสารของกรีก-โรมัน เช่น จดหมายเหตุภูมิศาสตร์ ของคลอดิอุส ปโตเลมี 2. ข้อเท็จจริง: เกี่ยวกับพระเจ้าอโศก ปรากฏเรื่องราวและพระนามของพระองค์ว่า “เทวานัม ปิยทรรศี” ในคัมภีร์มหาวงศ์ คัมภีร์อโสกาวทาน และศิลาจารึกพระเจ้าอโศก


~ 174 ~ จ านวน 28 ฉบับ รวมถึงจารึกดงแม่นางเมืองและต านานนครศรีธรรมราชที่ ปรากฏพระนาม “ศรีธรรมาโศกราช” ที่รับมาจากลังกา 3. สุวรรณภูมิ: อุปทานในคัมภีร์มหาวงศ์ ศิลาจารึกพระเจ้าอโศกไม่ได้ระบุถึงสุวรรณภูมิ แต่คัมภีร์ มหาวงศ์และทีปวงศ์ที่พระพุทธโฆษาจารย์ใช้อ้างถึงสุวรรณภูมิกลับเขียนขึ้น ในพุทธศตวรรษที่ 8 - 9 4. สุวรรณภูมิ: หลักฐานจากลุ่มน ้าเจ้าพระยา นักวิชาการส่วนใหญ่มีความเห็นว่านครปฐมคือสุวรรณภูมิ ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 3 ได้รับพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบเดิมมาจาก อินเดีย แต่โบราณวัตถุจากการขุดค้นเมืองที่ชื่อมีความหมายว่าเงินและทอง ทั้งในพม่า เช่น เมืองสุนาปรันตะ และประเทศไทย เช่น เมืองสุพรรณบุรี อู่ทอง อ่างทอง กาญจนบุรี เพชรบุรี พบว่าก าหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 9 สมัยคุปตะ และเมืองบริเวณลุ่มน ้าเจ้าพระยาในเขต จ.ราชบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม และอุทัยธานี ศรีศักร วัลลิโภดม ได้ก าหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 7 - 12 ดังนั้นจึงไม่ร่วมสมัยกับประวัติการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของ พระเจ้าอโศกมหาราช รวมถึงเส้นทางสายไหมที่ก่อให้เกิดการติดต่อระหว่าง เมืองบริเวณลุ่มน ้าเจ้าพระยากับดินแดนทางตะวันออกคือ จีน เวียดนาม และ ตะวันตกคือ อินเดีย กรีก โรมัน และอาหรับ จึงสอดคล้องกับการเป็นดินแดน แห่งความมั่งคั่งหรือสุวรรณภูมิของประเทศไทยในช่วงพุทธศตวรรษที่ 7 19. มนัส โอภากุล. “อาณาจักรสุวรรณภูมิมีจริงหรือ ?.” ศิลปวฒันธรรม 17, 11 (กันยายน 2539): หน้า 76 -82. เป็นบทความที่ค้นหาต าแหน่งของอาณาจักรสุวรรณภูมิ โดยสรุป แล้วนักวิชาการส่วนใหญ่มีความเห็นว่าเมืองอู่ทองอาจเป็นสุวรรณภูมิ ซึ่งมี ความแก่กว่าเมืองนครชัยศรีโบราณหรือนครปฐม และเมืองสะเทิมของพม่า


~ 175 ~ ผู้เขียนยังวิเคราะห์จากหลักฐานต่างๆ และเชื่อว่าสุวรรณภูมิมีอ าเภออู่ทอง เป็นศูนย์กลาง เพราะมีความอุดมสมบูรณ์ที่ดึงดูดชาวอินเดีย ศรีลังกา ดังได้ พบเหรียญอาหรับและจีน จึงสามารถล าดับอายุสมัยของของอาณาจักรต่างๆ จากมากไปน้อยคือ สุวรรณภูมิ ฟูนัน ทวารวดี และลพบุรี ประเด็นที่เกี่ยวกับเมืองโบราณอู่ทองคือ การกล่าวถึงประวัติการ ค้นพบเมืองอู่ทองโดยสมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ ราว พ.ศ. 2437 - 2438 ต่อมา พ.ศ. 2483 – 2485 ขุนสุพรรณธานี (เวียน วัฏฏานนท์) นายอ าเภอคนที่ 14 เปลี่ยนชื่อจาก อ.จระเข้สามพัน เป็น อ.อู่ทอง และพ.ศ. 2506 - 2509 ศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลิเยร์ มาร่วมขุดค้นตามค าเชิญของ รัฐบาลไทย โดยโบราณวัตถุที่พบก าหนดอายุสมัยตั้งแต่ยุคหินใหม่ ยุคส าริด สุวรรณภูมิ ฟูนัน อมราวดี และทวารวดี ซึ่งนักวิชาการที่เสนอข้อสันนิษฐาน ว่าเมืองอู่ทองเป็นสุวรรณภูมิ ได้แก่ ศาตราจารย์ชอง บวสเซอลิเยร์ นายธนิต อย่โูพธิ์นายมานิต วลัลโิภดม และนายมนัส โอภากุล ผู้เขียนบทความ 20. ณัฏฐภัทร จันทวิช. “อารยธรรมโบราณทีอู่่ทอง.” ศิลปากร 40, 4 (กรกฎาคม-สิงหาคม 2540) : หน้า 68 -83. เมืองอู่ทองเป็นเมืองสมัยทวารวดีมีสัณฐานรูปวงยาวรี ป่องแหลม ทางด้านทิศใต้ ทิศเหนือเหลี่ยมมน มีถนนมาลัยแมนตัดผ่านทางคูเมืองด้าน ตะวันออก การขุดลอกคูเมืองคราวสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ท าให้คูเมืองผิดรูปไปจากเดิม ตัวเมืองตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของล าน ้าจระเข้ สามพัน ทิศตะวันตกของเมืองเป็นทิวเขายาววางตัวในแนวเหนือใต้ มีความ สูงจากระดับน ้าทะเลปานกลาง 6 เมตร สันนิษฐานว่าเดิมเป็นเมืองชายฝั่ง ทะเล และมีแม่น ้าจระเข้สามพันไหลโอบเมืองจากทางตะวันออกไปยัง ทิศเหนือ แต่ต่อมาแนวชายฝั่งทะเลห่างไกลขึ้น และแม่น ้ามีการเปลี่ยนแปลง เส้นทาง ท าให้มีการอพยพย้ายเมืองมาแถบเมืองสุพรรณบุรีเก่า


~ 176 ~ เมืองอู่ทองปรากฏครั้งแรกในรายงานเสด็จตรวจราชการเมือง สุพรรณบุรีของสมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ และปรากฏอีกครั้งใน บันทึกระยะทางเสด็จพระราชด าเนินไปทรงนมัสการพระเจดีย์ที่สมเด็จ พระนเรศวรมหาราชทรงมีชัยชนะยุทธหัตถีที่ดอนเจดีย์ของพระบาทสมเด็จ พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยในครั้งนั้นทรงประทับค้างแรมที่เมืองอู่ทอง และมีผู้น าโบราณวัตถุมาถวาย ในบันทึกทั้งสองกล่าวตรงกันถึงสภาพเมืองว่าเป็นเมืองใหญ่ มีก าแพงเมือง 2 ชั้น มีสระใหญ่หลายสระ มีโคกอิฐและร่องรอยเจดีย์โบราณ หลายแห่ง พบพระพุทธรูปทวารวดีคล้ายกับที่พระปฐมเจดีย์และเงินตราสังข์ แบบที่วัดพระประโทน สันนิษฐานว่าเป็นเมืองที่เจริญมา 2 ยุค คือในสมัย ทวารวดีครั้งหนึ่ง และในช่วงก่อนพระเจ้าอู่ทองจะย้ายมาสร้างกรุงศรีอยุธยา อีกครั้งหนึ่งตามที่ปรากฏในนิทานพื้นบ้านเรื่องท้าวอู่ทอง อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่มีอยู่ขณะนั้นแสดงให้เห็นว่าเมืองอู่ทองมี พัฒนาการมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ต่อมามีความรุ่งเรืองจากการรับ อิทธิพลของอินเดีย และฟูนันราวพุทธศตวรรษที่ 8 - 11 เจริญรุ่งเรืองสูงสุด ในสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 12 - 16 มีการรับวัฒนธรรมละโว้ในช่วง พุทธศตวรรษที่ 18 - 19 ก่อนจะรับวัฒนธรรมแบบอยุธยาในพุทธศตวรรษที่ 20 - 22 การศึกษาทางโบราณคดีเริ่มขึ้นเมื่อนายสมศกัดิ์รตันกุล ขุดแต่ง โบราณสถานในเมืองอู่ทอง ต่อมาชอง บวสเซอลิเยร์เข้ามาค้นคว้าใน พ.ศ. 2508 และเสนอแนวคิดว่าอู่ทองอาจเป็นศูนย์กลางของฟูนัน ท าให้เกิดกระแส การค้นคว้าเรื่องราวของอู่ทองมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้จากผลการขุดค้นท าให้ทราบ ว่าอู่ทองเป็นเมืองรุ่นเดียวกับออกแก้วของเวียดนาม และนครปฐม ด้วยพบ หลักฐานเป็นลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน ตุ้มหู จี้ ตราประทับ เครื่องทอง ตุ๊กตาคน จูงลิง ตะเกียงดินเผาแบบโรมัน เหรียญโรมัน อันแสดงถึงการติดต่อกับเมือง


~ 177 ~ ต่างๆ ทางตะวันตก และอาจเป็นศูนย์สัมพันธ์การค้าระหว่างตะวันออกและ ตะวันตกตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 8 21. “การศึกษาเกี่ยวกับอาณาจกัรทวารวดีทีเ่มืองอู่ทอง.” ศิลปากร 40,5 (กันยายน-ตุลาคม 2540) : หน้า 97 -113. ประวัติการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับทวารวดีเริ่มเมื่อ พ.ศ. 2427 โดยแซมมวล บีล ได้กล่าวถึงอาณาจักรโถโลโปตี้ที่บันทึกโดยพระถังซัมจั๋ง ว่ามีที่ตั้งอยู่ระหว่างศรีเกษตรและอิศานปุระในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 นั้น ตรงกับภาคกลางของประเทศไทย และค าว่าโถโลโปตี้ตรงกับค าในภาษา สันสกฤตว่า ทวารวดี แนวคิดนี้ได้รับการยอมรับจากนักวิชาการหลายท่าน เช่น เอดัวร์ ชาวาน, ตากากุสุ, โปล เปลลิโอต์ โดยในช่วงเวลาทศวรรษที่ 2440 นักวิชาการส่วนใหญ่ยังมีความเห็นว่าคนในทวารวดีเป็นกลุ่มคนที่พูด ภาษามอญ เพราะมีการค้นพบจารึกภาษามอญโบราณ ต่อมาใน พ.ศ. 2452 ลูเนต์ เดอ ลาจองกีแยร์ กล่าวว่ากลุ่ม โบราณสถานในจังหวัดลพบุรี นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี และปราจีนบุรี เป็นกลุ่มที่ได้รับอิทธิพลอินเดีย แต่ไม่ใช่ขอม และจังหวัดลพบุรีอาจตรงกับ ทวารวดีของภูมิศาสตร์จีน ซึ่งใน พ.ศ. 2462 ก็ได้พบจารึกหินเสาแปดเหลี่ยม ที่ศาลพระกาฬ จ.ลพบุรีศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ ลงความเห็นว่าเป็น อักษรปัลลวะ ภาษามอญโบราณ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 อันเป็นสิ่ง สนับสนุนแนวคิดของลาจองกีแยร์และเปลลิโอต์ได้ในขณะนั้น พ.ศ. 2468 ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ ได้เขียนหนังสือเรื่อง พระพิมพ์ในประเทศสยาม และมีการรวมแนวคิดอิทธิพลอินเดียแต่ไม่ใช่ขอม ของลาจองกีแยร์ และชนชาติมอญแห่งอาณาจักรทวารวดี ว่าคืออาณาจักร เดียวกัน แล้วเขียนลงเป็นบทความเรื่องประวัติศาสตร์การเมืองและการ ศาสนาแห่งประเทศลาวภาคตะวันตก


~ 178 ~ พ.ศ. 2469 สมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ หนังสือเรื่องต านานพุทธเจดีย์ เป็นการกล่าวถึงทวารวดีในบทความ ภาษาไทยเป็นครั้งแรก ครั้น พ.ศ. 2471 ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ได้เขียน หนังสือโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานส าหรับพระนคร อธิบายลักษณะของ พระพุทธศิลปะทวารวดี พร้อมทั้งแสดงให้เห็นว่าค าทวารวดี ปรากฏเป็น สร้อยนามของกรุงศรีอยุธยาและกรุงเทพมหานคร ต่อมาใน พ.ศ. 2481 เรจินาลด์ เลอเมย์ ได้กล่าวถึงลักษณะพระพุทธรูปศิลปะทวารวดีไว้ใน หนังสือพุทธศิลปในประเทศสยาม ตั้งแต่ พ.ศ. 2470 ปรากฏว่ามีการขุดค้นโดยกรมศิลปากร และนัก โบราณคดีตะวันตก เช่น การขุดค้นที่พงตึก จ.กาญจนบุรี (พ.ศ. 2470 และ 2478) วัดพระเมรุและเจดีย์จุลปะโทน จ.นครปฐม (พ.ศ. 2481 และ 2483) เมืองคูบัว จ.ราชบุรี (พ.ศ. 2504) เมืองอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี (พ.ศ. 2507) ซึ่งผลการขุดค้นนั้นพบทั้งซากโบราณสถาน เจดีย์ จารึก ลูกปัด และ พระพุทธรูป ซึ่งโบราณวัตถุหลายอย่างมีความคล้ายคลึงกับที่พบที่เมือง ออกแก้ว ประเทศเวียดนาม จึงมีข้อสันนิษฐานว่าทวารวดีน่าจะเจริญรุ่งเรือง มาตั้งแต่สมัยฟูนันแล้ว และศิลปะแบบทวารวดีก็มีการแพร่ขยายสู่ภูมิภาค อื่นๆ ของประเทศไทย และถูกปรับเปลี่ยนลักษณะให้มีความเป็นท้องถิ่น มากยิ่งขึ้น ก่อนจะเสื่อมความนิยมในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 ในด้านภาษา มีการพบจารึกคาถา เย ธมฺมา อักษรปัลลวะ ภาษา บาลีและภาษาสันสกฤต รวมถึงจารึกภาษามอญโบราณ ในด้านความเชื่อ ปรากฏร่องรอยการนับถึงทั้งศาสนาพุทธและพราหมณ์ โดยเป็นศาสนา พุทธที่ผสมผสานระหว่างความเชื่อแบบเถรวาทและมหายาน การแต่งกาย ของชาวทวารวดีนั้นพบได้จากประติมากรรมที่อู่ทอง เจดีย์จุลประโทน และที่ เมืองคูบัว โดยมีความคล้ายคลึงกับการแต่งกายในประติมากรรมของอินเดีย


~ 179 ~ ส าหรับเมืองอู่ทองนั้นมีการกล่าวถึงว่ามีการขุดค้นใน พ.ศ. 2507 โดยกรมศิลปากร ซึ่งเชิญศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลิเยร์ เข้ามาศึกษา โบราณวัตถุที่พบ ท าให้ทราบว่ามีความคล้ายกับโบราณวัตถุที่เมืองออกแก้ว ทั้งลูกปัด เครื่องประดับ แหวนตรา ที่ประทับตรา เงินตราศรีวัตสะ รูปแบบ ของเครื่องปั้นดินเผา พบประติมากรรมที่มีความคล้ายกับศิลปะอมราวดีของ อินเดีย อายุราวพุทธศตวรรษที่ 6 - 8 ท าให้เกิดข้อสันนิษฐานว่าเมืองอู่ทอง น่าจะตั้งก่อนอาณาจักรทวารวดี โดยอาจเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรฟูนัน ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 6 เมื่อฟูนันเสื่อมอ านาจลง เมืองอู่ทองก็กลายเป็นเมือง ส าคัญของทวารวดีแทน ดังได้พบหลักฐานเป็นเงินตราสังข์ ปูรณฆฏะและ แม่โคให้นมลูก อันเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความมั่งคั่งตามคติอินเดีย นอกจากนี้ยังพบจารึกอักษรหลังปัลลวะ ภาษาสันสกฤตบนแผ่น ทองแดง อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 - 14 ปรากฏพระนามหรรษวรมัน และอิศานวรมัน ซึ่งอาจเป็นกษัตริย์ของเจนละ การนับถือศาสนาที่อู่ทองนั้น รูปเคารพที่พบมักมีอิทธิพลของศิลปะคุปตะ-หลังคุปตะ และปาละจากอินเดีย มีการพบประติมากรรมส าริด และพระพิมพ์ที่มีอิทธิพลของศิลปะศรีวิชัย แสดงถึงการติดต่อสัมพันธ์กันในทางใดทางหนึ่งราวช่วงพุทธศตวรรษที่ 14 การค้นพบลูกปัดจ านวนมากที่อู่ทองก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แสดงถึง ความเจริญรุ่งเรืองโดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรม และการติดต่อ เนื่องจาก ลูกปัดเหล่านี้มีรูปแบบที่คล้ายกับลูกปัดที่พบในตะวันออกกลาง เปอร์เซีย โรมัน และอินเดีย


~ 180 ~ ศิลาธรรมจักร พบจากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 11 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 181 ~ ศิลาธรรมจักร พบจากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 11 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 182 ~ แท่นรองรับศิลาธรรมจักร พบจากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 11 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 183 ~ แท่นรองรับศิลาธรรมจักร พบจากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 11 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 184 ~ เสาธรรมจักร พบจากการขดุแต่งเจดียห์มายเลข 11 เมืองอ่ทูอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 185 ~ เสาธรรมจักร พบจากการขดุแต่ง เจดีย์หมายเลข 11 เมืองอ่ทูอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 186 ~ ลวดลายสลกัส่วนบนของเสาธรรมจกัร พบจากการขดุแต่งเจดียห์มายเลข 11 (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 187 ~ ลวดลายสลกัส่วนล่างของเสาธรรมจกัร พบจากการขดุแต่งเจดียห์มายเลข 11 (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 188 ~ พระพุทธรูปส าริด พบจากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 11 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 189 ~ พระพุทธรูปส าริด พบจากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 11 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 190 ~ ชิ้นส่วนยอดเจดีย์ (ท าจากศิลาแลง) พบที่เจดีย์หมายเลข 11 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 191 ~ 22. ณัฏฐภทัร จนัทวิช. “รอ่งรอยโบราณสถานทีเ่มืองอ่ทูอง.” ศิลปากร 40,6 (พฤศจิกายน-ธันวาคม 2540): หน้า 72- 94. โบราณสถานในเมืองอู่ทองส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายกับศิลปะ อินเดีย สมัยราชวงศ์คุปตะ-หลังคุปตะ และปาละ (อายุราวพุทธศตวรรษที่ 9 - 13) ส่วนที่เป็นพุทธสถานก าหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ 10 - 14 สันนิษฐานว่ามีองค์สถูปมีลักษณะคล้ายหม้อน ้า และประดับด้วยฉัตรเป็น ชั้นๆ มียอดเป็นดอกบัวตูม สามารถแบ่งรูปแบบของฐานที่พบได้ 13 แบบ ได้แก่ 1. สถูปฐานรูปกลม 2. สถูปกลม มีฐานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส 3. สถูปฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีแนวบันไดด้านเดียว 4. สถูปฐานสี่เหลี่ยมซ้อนกันสองชั้น ชั้นล่างเป็นลานประทักษิณ 5. สถูปฐานรูปสี่เหลี่ยมซ้อนบนฐานรูปแปดเหลี่ยม 6. สถูปฐานรูปแปดเหลี่ยม 7. สถูปฐานสี่เหลี่ยมซ้อนกันสองชั้น มีบันได้ยื่น 3 ทิศ มีลาน ประทักษิณโดยรอบ ล้อมด้วยก าแพงแก้ว 8. สถูปฐานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม ประดับเรื่องเล่าและชาดก 9. สถูปฐานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม มีสถูปจ าลองประดับมุมทั้งสี่ 10. สถูปทรงกลมบนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีมุขยื่น 3 ด้าน 11. สถูปฐานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส แบ่งช่องประดับด้วยซุ้มพระพุทธรูป 12. สถูปฐานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม ซ้อนสองชั้น ฐานท าเป็นช่อง ประดับภาพชาดก มีบันไดทั้งสี่ทิศ 13. สถูปฐานรูปแปดเหลี่ยมซ้อนกันสองชั้น ที่ฐานประดับด้วยซุ้ม พระด้านละ 2 ซุ้ม


~ 192 ~ โบราญสถานส าคัญๆ ที่เมืองอู่ทอง ได้แก่ 1. กลุ่มโบราณสถานบริเวณคอกช้างดิน พบโบราณวัตถุชิ้นเด่น เช่น กระปุกดินเผา ซึ่งบรรจุเงินเหรียญทวารวดี 2. เจดีย์หมายเลข 1 พบร่องรอยการสร้างซ้อนทับในสมัยอยุธยา 3. เจดีย์หมายเลข 2 พบโบราณวัตถุชิ้นเด่น เช่น ชิ้นส่วนธรรมจักร เศียรและพระบาทพระพุทธรูปทองค า 4. เจดีย์หมายเลข 3 พบโบราณวัตถุชิ้นเด่น เช่น พระพุทธรูปยืน ส าริดปางแสดงธรรม 3 องค์ ชิ้นส่วนหน้าสิงห์ และหน้ากาลดินเผา 5. เจดีย์หมายเลข 9 พบโบราณวัตถุชิ้นเด่น เช่น พระพิมพ์ดินเผา ประทับยืนภายในซุ้ม 6. เจดีย์หมายเลข 11 พบโบราณวัตถุชิ้นเด่น เช่น พระพุทธรูป ส าริดประทับยืน เสาธรรมจักรทรงแปดเหลี่ยมและฐานธรรมจักรรูปสี่เหลี่ยม จ าหลักลายอย่างงดงาม พระพิมพ์รูปพระสาวกดินเผา พร้อมจารึกชื่อ พระสาวก 3 องค์ 7. เจดีย์หมายเลข 13 พบโบราณวัตถุชิ้นเด่น เช่น พระพุทธรูป 4 องค์ เศียรพระโพธิสัตว์ 1 เศียร สิงห์ส าริด 1 ตัว 23. จุฬาทิพย์หงษ์ทอง. “คอกช้างดินบริเวณเขาคอก อายุ2,500 ปี เมืองอู่ทอง.” สารกรมศิลปากร 10, 9 (กันยายน 2540): หน้า 9 -10. ส านักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 2 สุพรรณบุรี ร่วมกับสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ส ารวจพื้นที่ บริเวณเขาคอก ที่ตั้งอยู่ใกล้วนอุทยานพุม่วง ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง อู่ทอง พบบริเวณที่เรียกว่า “คอกช้างดิน” ลักษณะทั่วไปของคอกช้างดินคล้ายกับสระน ้าขนาดใหญ่ มีคันดิน สูงและกว้างใหญ่ล้อมรอบคอกช้างดิน จากการส ารวจพบคอกช้างดิน 4 แห่ง


~ 193 ~ นอกจากโบราณสถานคอกช้างดิน ยังพบซากกองศิลาแลงตั้งอยู่ 4 - 5 แห่ง คาดว่าเป็นที่ตั้งของแหล่งโบราณคดี จากการด าเนินการทดลองขุดค้นบริเวณเนินดิน 2 เนิน บริเวณทิศ เหนือของคอกช้างดินและบนเนินที่มีเศษศิลาแลง พบหลักฐานต่างๆ เช่น เศษภาชนะดินเผาสมัยทวารวดี กระปุกดินเผาภายในบรรจุเงินตราสมัย ทวารวดี ฐานศิลาแลง ฐานอิฐ ฯลฯ นอกจากนี้ยังพบโบราณวัตถุอีกจ านวนมากที่สันนิษฐานว่าเป็น โบราณวัตถุสมัยหินใหม่ เช่น ขวานหินขัด สะเก็ดหิน เศษภาชนะดินเผาลาย เชือกทาบและลายขูดขีด จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบบริเวณเขาคอกนี้ สันนิษฐานว่ามีคนเคยอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยหินใหม่ ราว 2,500 - 3,000 ปีมาแล้ว จนถึงสมัยทวารวดี บริเวณนี้จึงเป็นพื้นที่ที่มีความส าคัญ สมควรมี การศึกษาโดยการส ารวจและขุดค้นทางโบราณคดีต่อไป 24. มนัส โอภากุล. “ศิลปะบนฝ่าพระพุทธบาทวดัเขาดีสลกั.” เมือง โบราณ 23, 4 (ตุลาคม-ธันวาคม 2540): หน้า 126 -128. จากการส ารวจรอยพระพุทธบาททั่วเขตจังหวัดสุพรรณบุรี โดยคณะอนุกรรมการวัฒนธรรมและอนุกรรมการอนุรักษ์ศิลปกรรมท้องถิ่น สุพรรณบุรี ในช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2534 พบว่ามีรอยพระพุทธบาท สร้างขึ้นในสมัยต่างๆ กัน แต่รอยพระบาทที่พบที่วัดเขาดีสลักนั้น มีนักวิชาการหลายท่าน อาทิเช่น ศรีศักร วัลลิโภดม และลักขณา รุ่งเรือง ให้ความเห็นว่าว่าเป็นศิลปะทวารวดีตอนปลาย แต่มิได้ให้รายละเอียดว่า เพราะเหตุใดจึงจัดอยู่ในศิลปะทวารวดี มนัส โอภากุล จึงท าการค้นคว้าเพื่อหาจุดยืนยันว่า รอยพระบาทนี้ มีศิลปะแบบทวารวดีอย่างไร โดยรอยพระพุทธบาทที่พบมีลักษณะเป็นรอย พระพุทธบาทสลักนูนบนหินทรายสีนวล กว้าง 65.5 เซนติเมตร ยาว 145.5 เซนติเมตร มนัส โอภากุลได้เปรียบเทียบลวดลายมงคลที่ปรากฏบนรอย


~ 194 ~ พระพุทธบาทดังกล่าวกับลวดลายบนภาชนะดินเผาในสมัยทวารวดีจาก หนังสือดรรชนีภาชนะดินเผาสมัยทวารวดี ของ ดร.ผาสุข อินทราวุธ โดยให้ เหตุผลส าคัญไว้ดังนี้ ลวดลายบนข้อนิ้วพระบาทมีความคล้ายคลึงกับภาพลายก้านขดที่ ปรากฏบนเศษภาชนะดินเผาที่พบที่ ต.พระประโทน จ.นครปฐม และบ้าน คูเมือง จ.สิงห์บุรี ลายบนธรรมจักรหินที่ อ.อู่ทอง และเมืองศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ลายบนแผ่นดินเผาใกล้เจดีย์สมัยทวารวดีที่บ้านคูบัว จ.ราชบุรี รวมทั้งคล้ายกับลายก้านขดที่ผนังด้านหลังของพระพุทธรูปศิลปะคุปตะ ตอนปลาย อันเป็นต้นแบบศิลปะของพระพุทธรูปทวารวดี รูปครุฑที่ปรากฏมี ความเรียบง่าย ต่างกับรูปครุฑในสมัยหลังที่มีความวิจิตรของเครื่องประดับ กายมากกว่า รูปพญาฉัททันต์ หรือช้าง รูปนกพริก รูปดอกพุดซ้อน และรูปโสฬส มหาพรหม มีความคล้ายกับรูปช้างบนเศษภาชนะดินเผาที่บ้านคูเมือง จ.สิงห์บุรี และที่พระประโทน จ.นครปฐม รวมทั้งรูปพักตร์ของโสฬส มหาพรหมก็มีความคล้ายกับศิลปะสมัยทวารวดีอย่างชัดเจน และสุดท้ายรูป ที่บรรจุภาพมงคลเป็นรูปวงกลมซึ่งต่างจากทั่วไปที่นิยมท าเป็นรูปสี่เหลี่ยม โดยอาจมีความเกี่ยวข้องกับหลักปฏิจฺจสมุปบาท 25. “‘ชีวิตสามญั ’ ของชุมชนเมืองอู่ทอง เมือ่พนั ปีก่อน-จากผลการ ขุดค้นขอ งนักศึกษาคณะโบราณคดีมหาวิทย า ลัย ศิลปากร.” เมืองโบราณ 24, 2 (เมษายน-มิถนุายน 2541): หน้า 138 -140. จากการขุดค้นทางโบราณคดี ของนักศึกษาภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี ช่วงวันที่ 15 - 31 มีนาคม พ.ศ. 2541 ซึ่งเลือกขุดค้นใน พื้นที่ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง เป็นหลุมสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 4x8 เมตร ใช้เครื่องมือขนาดเล็กในการขุดพร้อมกับมีการร่อนด้วยตะแกรงตาถี่


~ 195 ~ (1 มิลลิเมตร) และการขุดค้นต่อภายหลัง โดยอาจารย์สุรพล นาถะพินธุ ในพื้นที่เดิมเป็นหลุม 2x2 เมตร พบกระดูกปลา กระดูกเต่า เปลือกหอยที่มี ร่องรอยการกระท าของมนุษย์ เศษภาชนะดินเผาแบบทวารวดีโบราณวัตถุ ประเภทส าริด เหล็ก ตะกั่ว เครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ซุ่ง ลูกปัดแก้ว ลูกปัด มีตา ลูกปัดแฝดแบบโรมัน ลูกปัดหยก ทั้งนี้ไม่พบลูกปัดหินคาร์เนเลียน ลูกปัดหินอาร์เกต และโบราณวัตถุสมัยอยุธยา ผลการขุดค้นในครั้งนี้ก่อให้เกิดความกระจ่างเกี่ยวกับเมือง อู่ทอง 4 ประการ ได้แก่ 1. ชั้นดินทับถมของหลุมขุดค้นมีการเรียงตัวเห็นได้ชัดเจน โดยมัก มีร่องรอยดินถูกเผาไฟ หรือร่องรอยดินขี้นกยูง (ดินมาร์ล) คั่นเป็นชั้นบางๆ มีร่องรอยหลุมเสาที่ชัดเจนในเกือบทุกระดับชั้นดิน ท าให้สามารถจ าแนก ช่วงอายุ และน าไปสู่การล าดับพัฒนาการความเปลี่ยนแปลงในแต่ละ ช่วงเวลาได้มากขึ้น 2. พบตัวอย่างกองถ่านที่สามารถระบุต าแหน่งได้แน่นอน และมี ปริมาณมากพอที่จะส่งตรวจค่าอายุเพื่อใช้เป็นหลักในการอ้างอิงค่าอายุได้ 3. พัฒนาการด้านเทคโนโลยีจากพื้นที่ที่ท าการขุดค้นนี้เป็นไป อย่างช้าๆ โดยพบความต่อเนื่องของรูปแบบภาชนะดินเผา และลูกปัดแก้ว สืบเนื่องตั้งแต่ชั้นดินล่างสุดถึงชั้นดินด้านบน โดยไม่พบการพัฒนาอย่าง ก้าวกระโดด จึงควรศึกษาองค์ประกอบย่อยของแต่ละชั้นดิน เพื่อหาช่วงเวลา ที่ชุมชนมีขนาดใหญ่มากขึ้น ซึ่งอาจน าไปสู่การเชื่อมโยงการเพิ่มขึ้นหรือ ลดลงของจ านวนประชากรในพื้นที่ได้ 4. การพบก้างปลา กระดูกปลา กระดูกเต่า และเปลือกหอยที่ผ่าน การสับ ตัด หรือเผาไฟ แสดงให้เห็นถึงอาหารหลักของคนในสมัยนั้นที่นิยม สัตว์น ้าจากแม่น ้าและหนองบึง


Click to View FlipBook Version