The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เมืองโบราณอู่ทอง บรรณนิทัศน์ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by จักรวาลมนุษย์, 2023-11-02 12:37:09

เมืองโบราณอู่ทอง บรรณนิทัศน์ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี

เมืองโบราณอู่ทอง บรรณนิทัศน์ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี

~ 196 ~ ภาพถ่ายเก่าบริเวณเนินเจดียห์มายเลข 13 เมืองอ่ทูอง (ที่มา: หอจดหมายเหตแุห่งชาติสุพรรณบรุี)


~ 197 ~ ภาพถ่ายเก่าเจดีย์หมายเลข 13 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 198 ~ 26. สายนัต์ไพรชาญจิตร.์“หลกัฐานและความรู้ใหม่ทางโบราณคดี เกีย่วกบัโบราณสถานคอกช้างดิน เมืองอู่ทอง.” ศิลปากร 41, 4 (กรกฎาคม-สิงหาคม 2541): หน้า 15 -40. คอกช้างดินตั้งอยู่ในพื้นที่วนอุทยานพุม่วง ทางตะวันตกเฉียงใต้ ของเขาคอก ห่างจากเมืองอู่ทองไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 3 กิโลเมตร เคยมีการส ารวจขุดค้นมาก่อน โดย พ.ศ. 2507 - 2509 ศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลิเยร์ ได้กล่าวถึงการมีท านบก้นน ้าและเพนียดคล้องช้างทางทิศใต้ ของเมือง ต่อมา พ.ศ. 2509 สมศกัดิ์รตันกุล ได้ขุดแต่งโบราณสถาน คชด.5 และ คชด.18 สันนิษฐานว่าโบราณสถาน คอกช้างดินเป็นสระเก็บน ้า ไม่ใช่ เพนียดคล้องช้าง จากนั้นก็ไม่มีผู้ใดศึกษาแหล่งโบราณคดีคอกช้างดินอีกเลย และคนส่วนใหญ่ก็ยังมีความเข้าใจว่าคอกช้างดินเป็นเพนียดคล้องช้าง เช่นเดิม จนกระทั่ง พ.ศ. 2540 ส านักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติที่ 2 สุพรรณบุรี ได้ส ารวจและขุดค้นพื้นที่โบราณสถานคอกช้างดิน อีกครั้ง บริเวณโบราณสถาน คชด. 7 และพื้นที่ใกล้เคียง ในการส ารวจพบว่า มีโบราณสถาน 20 กลุ่ม แบ่งเป็น 2 ประเภท คือกลุ่มโบราณสถานที่สร้าง ด้วยดิน (คอกช้างดิน) ได้แก่ โบราณสถานคอกช้างดินหมายเลข 1 - 4 และ โบราณสถานก่อสร้างด้วยอิฐ หิน และศิลาแลง ได้แก่ โบราณสถานหมายเลข คชด. 5, 7 และ 18 ซึ่งโบราณสถานแต่ละแห่งพบหลักฐานส าคัญ ดังนี้ 1. โบราณสถานหมายเลข คชด. 5 เป็นกลุ่มโบราณสถานสร้างด้วยหินและศิลาแลง เป็นอาคารรูป สี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 9 เมตร ยาว 12 เมตร มีร่องรอยการก่อบันไดสู่ล าห้วย น ้าตกพุม่วง เมื่อ พ.ศ. 2509 เคยพบมุขลึงค์หินสีเขียว อายุราวพุทธศตวรรษ ที่ 12


~ 199 ~ 2. โบราณสถานหมายเลข คชด. 7 เป็นกลุ่มอาคาร 3 หลังก่อด้วยหินปูนธรรมชาติและศิลาแลง ตั้งอยู่ บนคันดินด้านทิศตะวันตกของคอกช้างดินหมายเลข 3 โดยอาคารหลังที่ 1 อยู่ค่อนไปทางทิศตะวันออก มีทางเดินลงสู่อ่างเก็นน ้าภายในคอกช้างดิน หมายเลข 3 อาคารหลังที่ 2 อยู่บริเวณกึ่งกลางเนินดิน สันนิษฐานว่าเคยมี การประดิษฐานรูปเคารพในศาสนาพราหมณ์ไว้ มีการขุดพบคนโทดินเผาขนาดเล็กภายในบรรจุเหรียญเงิน 9 เหรียญและก้อนเงินขนาดต่างๆ 38 ก้อน โดยมีเหรียญเงิน 3 เหรียญที่มี จารึก “ศฺรีทฺวารวตีศฺวรปุญฺย” ที่ด้านหนึ่ง และอีกด้านหนึ่งเป็นรูปแม่โคก าลัง ให้นมลูกโค ส่วนเหรียญอื่นๆ ด้านหนึ่งเป็นรูปศรีวัตสะ และอีกด้านหนึ่งเป็น รูปต่างๆ กัน เช่น รูปสังข์ รูปอาทิตย์อุทัย ซึ่งคนโทใบนี้อาจารย์ก่องแก้ว วีระประจักษ์สันนิษฐานว่าเป็นวัตถุซึ่งใช้เป็นสัญลักษณ์แทนเทพเจ้าสูงสุดใน ศาสนาพราหมณ์ อาคารหลังที่ 3 อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกลุ่มอาคาร เป็น อาคารขนาดเล็กก่อด้วยหินธรรมชาติ พบประติมากรรมดินเผาขนาดเล็กรูป หัวงูก าลังแผ่พังพาน ลูกปัดแก้ว ตุ๊กตาดินเผา เปลือกหอย กระดูกสัตว์ เศษเครื่องถ้วยจีนเคลือบเขียวสมัยราชวงศ์ถัง และเศษภาชนะดินเผาแบบ ทวารวดีกองอยู่เป็นจ านวนมาก จากหลักฐานที่พบสามารถแปลความได้ว่า คอกช้างดินไม่ใช้ เพนียดคล้องช้าง อีกทั้งต าแหน่งที่ตั้งยังอยู่ในท าเลที่จะรับน ้า และพบว่ามี ความสัมพันธ์กับโบราณสถานเนื่องในศาสนาพราหมณ์ โดยอาจใช้เป็นพื้นที่ ศักดิส์ิทธิใ์นการท าพิธีต่างๆ พื้นที่บางส่วนปรากฏร่องรอยการอยู่อาศัย โดยพบชั้นขี้เถ้า โครงสร้างเตาไฟ และเศษภาชนะดินเผา โดยอาจเป็นพื้นที่ อาศัยของพราหมณ์ บางพื้นที่พบตะกรันเหล็ก พร้อมกันนั้นยังพบขวาน หินขัด และแท่งหินบด ในส่วนของเครื่องถ้วยจีนนั้นแสดงถึงการติดต่อทาง ทะเลกับชุมชนร่วมสมัยอื่นๆ


~ 200 ~ 27. ก่องแก้ว วีระประจักษ์. “จารึกบทนมัสการบนแผ่นอิฐสมัย ทวารวดี.” ศิลปากร 41, 4 (กรกฎาคม-สิงหาคม 2541): หน้า 44 -47. จารึกแผ่นบนอิฐสมัยทวารวดีนี้ เขมชาติ เทพไชย ได้น ามาจาก โบราณสถานแห่งหนึ่งในเมืองอู่ทอง เมื่อเดือนมีนาคมพ.ศ. 2540 โดยโบราณสถานแห่งนั้นยังไม่ได้ขุดแต่ง แผ่นอิฐที่พบนี้มีสภาพแตกหักออก จากแผ่นอิฐแผ่นใหญ่ ส่วนที่มีจารึกจึงอยู่บริเวณรอบแตกริมแผ่นอิฐ ขนาดของแผ่นอิฐกว้าง 13 เซนติเมตร ยาว 22.5 เซนติเมตร หนา 12.5 เซนติเมตร มีรอยคราบปูนฉาบบนผิวอิฐเล็กน้อย สันนิษฐานว่าใช้เป็น อิฐก่อ ผู้เขียนซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาโบราณของกรมศิลปากร พิจารณา ว่าเป็นจารึกลายมือที่เขียนบนแผ่นดินดิบก่อนน าไปเผา จารึกด้วยอักษร ปัลลวะ ภาษาสันสกฤต อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 อ่านได้ว่า “นโม วุทฺธาย” แปลว่า “ขอน้อมเคารพต่อพระพุทธ” อันเป็นบทนมัสการพระพุทธ ใช้ขึ้นต้น ข้อความก่อนกล่าวถึงเนื้อความอื่น โดยจารึกแผ่นนี้เป็นจารึกแผ่นอิฐชิ้นแรก ที่พบว่ามีการขึ้นต้นข้อความเช่นนี้ ทั้งนี้ประโยคขึ้นต้น “นโม วุทฺธาย” เคยพบแล้วที่จารึกปราสาทหิน พิมาย 2 และจารึกกลุ่มอโรคยศาล แต่มีการพบว่าตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็น ต้นมา ข้อความนี้จะจารึกโดยใช้ภาษาบาลีแทน คือค าว่า “นโม พุทฺธาย” ซึ่งมี ลักษณะการใช้เป็นค าขึ้นต้นข้อความเช่นเดิม ต่อมาค านี้ถูกน าไปใช้ในทาง อื่นๆ และมีความหมายที่ตีความได้หลายทาง เช่น เป็นบทนมัสการพระเจ้า 5 พระองค์ เป็นมนต์ส าหรับแม่ธาตุ รวมถึงการน าไปใช้ให้เกิดสิริมงคล หรือเป็นคาถารูปยันต์เป็นต้น


~ 201 ~ 28. ก่องแก้ว วีระประจกัษ์. “จารึกบนเหรียญเงินทวารวดีจากแหล่ง โบราณคดีคอกช้างดิน เมืองอ่ทูอง.” ใน เอกสารประกอบการ สัมมนา “จากทวารวดีถึงสุพรรณภมูิ: หลกัฐานและข้อมูลใหม่ ทางโบราณคดี. สุพรรณบุรี: ส านักงานโบราณคดีและ พิพิธภณัฑสถาน แห่งชาติที่2, 2542. หน้า 150 -155. ผู้เขียนกล่าวถึงการแปลความหมายรูปแบบการจัดวางวัตถุที่พบใน ภาชนะดินเผาขนาดเล็กคล้ายคนโทหรือหม้อน ้า ที่ได้จากการขุดแต่งของ กรมศิลปากร ณ โบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข 7 เมื่อวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2540 ภาชนะใบดังกล่าวมีเหรียญเงินกลม 9 เหรียญ (มีเหรียญเงินมี จารึกศรีทวารวดี 3 เหรียญ) แผ่นเงินเสี้ยว 2 แผ่น ก้อนเงินและเงินแท่งตัด เป็นแว่นๆ ขนาดต่างๆ อีก 38 ชิ้น กับเหรียญส าริดด าอยู่ที่ปากภาชนะอีก 1 เหรียญ ทั้งหมดมีขนาดแตกต่างกันแต่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ แต่มีบางเหรียญ ถูกท าให้บิดเบี้ยวในสมัยโบราณ ท าให้ผู้เขียนเข้าใจว่าน่าจะสื่อความหมาย เชิงสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพราหหมณ์ก็เป็นได้ ผู้เขียนเสนอว่าต าแหน่งการวางเหรียญๆ หนึ่งที่ปากภาชนะน่าจะ สื่อถึงความหมายเกี่ยวกับจักรวาล คือ บาดาล (รูปปลา - อยู่ด้านล่าง) โลก (รูปศรีวัตสะ – อยู่ตรงกลาง) และสวรรค์ (พระอาทิตย์และพระจันทร์ – อยู่ ตอนบน) ส่วนเหรียญอื่นๆ ก็มีสัญลักษณ์อันเป็นสิริมงคล เช่น วัชระ ปลา ปูรณฆฏะ กลศ สังข์ แม่โค-ลูกโค ตรีศูลหรือขอสับช้าง หอกหรือจามร เป็นตน้และการจดัวางวตัถุทงั้หมดในภาชนะกอ็าจแทนพระศวิลงึคศ์กัดสิ์ทิธิ์ (รูปเคารพแทนองค์พระศิวะหรืออิศวร) เพื่อให้เกิดความรุ่งเรืองแก่เทวาลัย หลังนั้น (โบราณสถาน คชด.7) ดังนั้นโบราณวัตถุกลุ่มนี้จึงแสดงถึงความเชื่อและพิธีกรรมของ กลุ่มคนในวัฒนธรรมทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 12 ภายใต้การปกครอง ของกษัตริย์ทวารวดี


~ 202 ~ 29. กุลนรี มีแก้ว. “หม้อมีสัน: จากแหล่งโบราณคดีอู่ทอง.” สารกรม ศิลปากร 13, 4 (เมษายน 2543): หน้า 10 -13. จากการขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีอู่ทอง โดยนักศึกษาภาควิชา โบราณคดี คณะโบราณคดี เมื่อ พ.ศ. 2541 สามารถแบ่งช่วงเวลาการอยู่ อาศัยได้เป็น 2 สมัยย่อย ซึ่ง กุลนรี มีแก้ว ได้ศึกษารูปแบบและความนิยม ของการใช้หม้อมีสันที่พบจากหลุมขุดค้น Operation 1 โดยใช้อัตราส่วน ระหว่างความสูงและความกว้างของภาชนะเป็นเกณฑ์ มีการสันนิษฐาน รูปทรงจากดรรชนีภาชนะดินเผาทวารวดี พบว่าสามารถจ าแนกรูปแบบได้ 3 ประเภท ได้แก่ 1. หม้อมีสันแบบ A มีอัตราส่วนความสูงต่อความกว้างของล าตัวภาชนะเป็น 1 : 3 โดยปากภาชนะและส่วนสันมีความกว้างที่ใกล้เคียงกัน มักมีก้นกลมและตื้น 2. หม้อมีสันแบบ B มีอัตราส่วนความสูงต่อความกว้างของล าตัวภาชนะเป็น 2 : 3 โดยปากภาชนะเท่ากับหรือกว้างกว่าส่วนก้นภาชนะเพียงเล็กน้อย มักเป็น ภาชนะรูปทรงคล้ายอ่าง มีก้นลึกแบน เนื้อภาชนะค่อนข้างหนาและแกร่ง 3. หม้อมีสันแบบ C มีอัตราส่วนความสูงต่อความกว้างของล าตัวภาชนะเป็น 1 : 2 รูปทรงคล้ายหม้อ มักมีสันเล็กๆ 1 - 2 สันบริเวณคอ มีก้นลึกมากกว่าหม้อ มีสันแบบ A จากการศึกษาความหนาแน่นของภาชนะในแต่ละสมัยย่อยพบว่า หม้อมีสันทุกแบบปรากฏการใช้งานอย่างต่อเนื่องทั้ง 2 สมัย โดยหม้อมีสัน ชนิด B มีปริมาณที่พบมากกว่าหม้อมีสันแบบอื่นๆ ทั้งนี้หม้อมีสันเป็น หลักฐานที่พบอย่างต่อเนื่องทั้งในแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ถึง สมัยประวัติศาสตร์ตอนต้น สามารถกล่าวได้ว่าเป็นภาชนะซึ่งใช้โดยทั่วไปใน


~ 203 ~ ครัวเรือน แต่ก็พบว่ามีการใช้เป็นภาชนะบรรจุกระดูกบ้าง โดยมักท าเป็น หม้อที่มีขนาดใหญ่ จากการค้นคว้าพบว่าหม้อมีสันอาจเป็นวัฒนธรรมที่รับมาจาก อินเดีย แสดงถึงการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างชุมชน ด้วยความที่เป็นภาชนะที่ สามารถใช้ได้ทั้งในชีวิตประจ าวันและพิธีกรรมจึงได้รับความนิยมอย่าง แพร่หลาย นอกจากหม้อมีสันแล้วที่แหล่งโบราณคดีอู่ทองยังพบหลักฐานชนิด อื่นๆ อีกเช่น ขวานหินขัด เครื่องมือโลหะ เศษภาชนะดินเผาประเภทหม้อ ก้นกลมตกแต่งด้วยลายเชือกทาย เหรียญที่มีจารึก โบราณวัตถุที่มีลายกด ประทับในกรอบสี่เหลี่ยม รูปสัตว์และสัญลักษณ์มงคลทั้งในศาสนาพราหมณ์ และพุทธ ลูกปัดแบบต่างๆ รวมถึงโบราณสถานจ านวนมาก ล้วนแสดงให้ เห็นถึงความส าคัญของเมืองอู่ทองที่อาจมิได้เป็นเฉพาะแหล่งที่อยู่อาศัย เท่านั้น แต่ยังเป็นที่ที่มีความส าคัญทางศาสนา และการติดต่อค้าขายกับ ดินแดนอื่นด้วย 30. มนัส โอภากุล. “เมือง (สมัย) อู่ทองทีถ่กูท าลาย.” เมืองโบราณ 27, 2 (เมษายน – มิถนุายน 2544): หน้า 116 -118. เมื่อตั้ง อ.อู่ทอง ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2483 - 2485 นักวิชาการมีความเชื่อ ว่า อ.อู่ทองเป็นที่ตั้งของ “เมืองอู่ทอง” ที่พระเจ้าอู่ทองทรงครองราชย์อยู่ก่อน อพยพไปสู่กรุงศรีอยุธยา แต่เมื่อศึกษาเพิ่มเติม ทั้งการส ารวจโบราณสถาน วัตถุและการขุดค้นทางโบราณคดี โดยศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลิเยร์ เมื่อ พ.ศ. 2506 - 2509 ท าให้ทราบว่าเมืองอู่ทองเป็นชุมชนที่มีมาตั้งแต่ยุค หินใหม่ เมื่อ 3,000 ปีมาแล้ว จนถึงยุคส าริด ยุคเหล็ก ผ่านเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยว ประวัติศาสตร์ในสมัยสุวรรณภูมิ ฟูนัน อมราวดี และทวารวดี การขุดค้นท า ให้ทราบว่าเมืองอู่ทองนี้ร้างไปในช่วงปลายสมัยทวารวดี ก่อนหน้าเหตุการณ์


~ 204 ~ พระเจ้าอู่ทองในประวัติศาสตร์ไทยอย่างน้อย 200 ปี เมืองอู่ทองจึงไม่ใช่เมือง ของพระเจ้าอู่ทอง อย่างไรก็ตาม มีการพบหลักฐานทางโบราณคดีที่สัมพันธ์กับศิลปะ แบบอู่ทอง ในเขต ต.รั้วใหญ่ และต.พิหารแดง อ.เมืองสุพรรณบุรี เช่น พระปรางค์ พระเจดีย์ พระพุทธรูปหินทราย พระพุทธไสยาสน์ปูนปั้น รวมทั้ง คูเมืองสุพรรณบุรี และเมื่อมีการขุดแต่งบูรณะเจดีย์ที่วัดพระรูป สันติ เล็กสุขุม อาจารย์คณะโบราณคดี ได้ศึกษาว่าเจดีย์น่าจะสร้างก่อนสมัย อยุธยา ผู้เขียนจึงสันนิษฐานว่าเมืองสมัยอู่ทองของสุพรรณบุรีน่าจะอยู่ใน บริเวณ ต.รั้วใหญ่และต.พิหารแดง แต่กรมศิลปากรได้ก าหนดอายุอยู่ในสมัย อยุธยาตอนปลาย ผู้เขียนยังได้สัมภาษณ์คนที่มีภูมิล าเนาจาก ต.รั้วใหญ่ ท าให้ทราบ ว่าก่อนหน้านี้เคยมีเจดีย์องค์ใหญ่ มีลักษณะเหมือนเจดีย์ที่วัดพระรูปและวัด อื่นๆ แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นซากเจดีย์ เนื่องจากถูกท าลายในช่วงหลัง สงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อปลูกสร้างบ้านเรือน ผู้เขียนเห็นว่าการสัมภาษณ์ ช่วยสนับสนุนข้อสันนิษฐานมากขึ้น 31. มนัส โอภากุล. “อีแปะจีนที่เมืองสุพรรณฯ.” ความรู้คือประทีป 2 (2544): หน้า 10 -15. กล่าวถึงเหรียญอีแปะจีนซึ่งเป็นเงินตราที่พบในประเทศไทย โดยเฉพาะที่ จ.สุพรรณบุรีบทความกล่าวถึงการก าหนดอายุสมัยของ เงินตราแบบต่างๆ ของจีน สาเหตุที่พบอีแปะจีนที่สุพรรณบุรีและสาเหตุที่ อีแปะจีนถูกฝังอยู่ใต้ดิน จีนเริ่มใช้เงินตราประเภทต่างๆ มาตั้งแต่ 3,000 กว่าปีก่อน เช่น เงินแบบ “หยวนจิน” “คงซิ่วปู้” “อู่หยื้อตาว” และ “ฟางจุ๊ปู้” เป็นต้น จนกระทั่ง ถึงสมัยรัฐฉินซึ่งมีจิ๋นซีฮ่องเต้ปกครอง ได้ปฏิรูปเงินตราให้เป็นเงินที่ท าด้วย สมัฤทธริ์ูปร่างแบนกลม มรีูสเ่ีหล่ียมอยู่ตรงกลาง เรยีกว่า “ฉินป้านเลี่ยน”


~ 205 ~ ที่รู้จักกันดีว่าเงิน “อีแปะ” อีแปะของจีนมีการใช้ติดต่อมาเป็นเวลาราว 2,000 ปีโดยที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบ จนกระทั่งในสมัยราชวงศ์ชิง (เซ็ง) สมัยกวงซู่ พ.ศ. 2440 เปลี่ยนเป็นเงินรูปกลมแบน ไม่มีรูตรงกลางเหรียญ อีแปะจีนที่ จ.สุพรรณบุรีล้วนถูกฝังอยู่ใต้ดิน มีสนิมเขียวขึ้น ทุกเหรียญ เป็นเน้ือสมัฤทธแิ์ละยงัพบอแีปะเงนิดว้ยแต่พบน้อย บนอีแปะทุก อันมีอักษรจีนปรากฏอยู่ 4 ตัว จากการพบอีแปะโดยบังเอิญที่บ้านหนองแจง พบอีแปะอันหนึ่งที่มีอักษรจีนเพียง 2 ตัว อ่านว่า “อู่จู” มีรูสี่เหลี่ยมกว้างกว่า อีแปะแบบอักษร 4 ตัว พบว่าเป็นอีแปะที่อยู่ในสมัยจักรพรรดิ “ฮั่นอู่ตี้” แห่ง ราชวงศ์ฮั่น อีแปะอีกเหรียญหนึ่งพบที่บ้านหนองแจงเป็นเนื้อเงินมีตัวอักษร 4 ตัว อ่านว่า “ไคหยวนทงป่ าว” ในสมัยราชวงศ์ถัง นอกจากนี้อีแปะแทบ ทั้งหมดที่พบที่บ้านหนองแจงหรือที่วัดสมอลมนั้นสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ซุ่ง การที่อีแปะมาอยู่ที่สุพรรณบุรีอาจเป็นเพราะการติดต่อค้าขายกับ เรือส าเภาจีน โดยเหตุที่อีแปะขึ้นไปอยู่ที่บ้านหนองแจงอาจเป็นเพราะอยู่ห่าง จากอู่ทองร่วม 30 กิโลเมตร เป็นไปได้ว่าเมืองอู่ทองติดต่อค้าขายทางเรือ ส าเภากับจีน แล้วกลุ่มชนที่บ้านหนองแจงก็มาติดต่อซื้อขายกับกลุ่มชนใน อ าเภออู่ทองอีกทอดหนึ่ง และอาจใช้อีแปะเป็นตัวแทนของเงินตรา โดยมีการ ค้นพบอีแปะในล าน ้าแม่กลองที่ราชบุรีและเมื่อคราวที่เรือล่มที่ปากอ่าวสยาม หรืออีแปะอาจมาจากคนไทยที่อพยพมาจากจีนซึ่งอาจถูกกวาดต้อนมาด้วย ก าลัง อาจน าอีแปะพกติดตัวมาด้วยเพื่อเป็นสื่อกลางซื้อขายสินค้า คนไท-ไต อาจมาจับกลุ่มกันอยู่ที่บ้านหนองแจงก็เป็นได้ สาเหตุที่อีแปะถูกฝังอยู่ใต้ดินอาจเป็นเพราะคนไทยที่มาจากจีนใน ยุคนั้นคงนับถือพุทธศาสนานิกายมหายาน คนจีนจะน าสิ่งของใส่ลงไปในใน ฮวงซุ้ยของผู้วายชนม์ คนไต-ไทที่มาอยู่ในสุพรรณบุรีจึงน าเอาอีแปะบรรจุลง ไปด้วยความเชื่อว่าผู้วายชนม์จะได้น าไปใช้ในโลกหน้า


~ 206 ~ ภาพถ่ายเก่าเจดีย์หมายเลข 13 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 207 ~ ภาพถ่ายเก่าเจดีย์หมายเลข 13 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 208 ~ 32. ศรีศกัรวลัลิโภดม. “สุวรรณภมูิดอนตาเพชร - อู่ทอง และ - ชิน อยู่ดี.” ศิลปวฒันธรรม 23,8 (มิถนุายน 2545): หน้า 82 -86. กล่าวถึงผลงานของศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี นักโบราณคดีอาวุโสที่ สนใจสมัยสุวรรณภูมิและฟูนัน ท่านเป็นผู้อ านวยการขุดค้นแหล่งโบราณคดี บ้านดอนตาเพชร อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี ตั้งอยู่ใกล้กับล าน ้าจระเข้ สามพันที่ไหลมาเมืองอู่ทอง อันถือเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายและเป็นงานบุกเบิก ของสมัยกึ่งก่อนประวัติศาสตร์หรือหัวเลี้ยวประวัติศาสตร์ในประเทศไทย ผู้เขียนจัดจ าแนกโบราณวัตถุที่พบเป็น 3 ประเภท คือ ลูกปัดและ เครื่องประดับที่ท าด้วยหินสี อาจน าเข้ามาจากประเทศอินเดีย ส าริดมี ลักษณะเหมือนกับโบราณวัตถุในวัฒนธรรมดองซอนของเวียดนาม และ เหล็กแสดงถึงเทคโนโลยีและสังคมที่ซับซ้อนขึ้น โดยศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี ก าหนดอายุประมาณ 1,700 ปีมาแล้ว ต่อมานักโบราณคดีของกรมศิลปากร และเอียน โกลฟเวอร์ (Ian Glover) นักโบราณคดีชาวอังกฤษ ด าเนินการขุดค้นต่อและพบลูกปัดหิน คาร์เนเลียนขนาดใหญ่ ต่างหูรูปสัตว์สองหัวจากประเทศเวียดนาม จี้หินรูป สิงโตจากอินเดีย และก้อนส าริดรูปสามเหลี่ยมที่อาจเป็นสัญลักษณ์ของ พระสถูปในอินเดีย ซึ่งนายโกลฟเวอร์ก าหนดอายุราว 2,000 ปีมาแล้ว ต่อมาอาจารย์สุรพล นาถะพินธุ กล่าวว่านายโกลฟเวอร์ก าหนด อายุลงมาถึง 2,300 - 2,400 ปีมาแล้ว และเป็นที่ยอมรับของนักวิชาการ มากขึ้น เพราะแสดงถึงความสัมพันธ์กับอินเดียและสอดคล้องกับคัมภีร์ มหาวงศ์ ที่กล่าวถึงช่วงพุทธศตวรรษที่ 3 - 4 เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชทรง ส่งพระโสณะและพระอุตระมาเผยแผ่พุทธศาสนาในสุวรรณภูมิ ซึ่งผู้เขียน บทความสันนิษฐานว่าตั้งอยู่บริเวณลุ่มน ้าท่าจีน-แม่กลอง ต่อมามีเมืองอู่ทอง เป็นเมืองท่าส าคัญในสมัยฟูนัน และเมืองนครปฐมโบราณหรือนครชัยศรีและ เมืองคูบัว จ.ราชบุรี เป็นเมืองส าคัญทางพระพุทธศาสนา


~ 209 ~ ประเด็นที่เกี่ยวกับเมืองโบราณอู่ทองคือ เป็นแหล่งโบราณคดีตั้งอยู่ ห่าจากแหล่งโบราณคดีบ้านดอนตาเพชร 35 กิโลเมตร สันนิษฐานว่าเป็น เมืองท่าส าคัญในสมัยฟูนัน ซึ่งศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี มีความสนใจเมือง โบราณอู่ทองเป็นอย่างมาก 33. เอกสารประกอบการประชุมสัมมนา เรื่อง ความก้าวหน้าใน การศึกษาโบราณคดีและเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดี. สุพรรณบุรี: สา นักศิลปากรที่2 สุพรรณบุรี ส านักโบราณคดี กรมศิลปากร,2546. เอกสารชุดนี้จัดท าขึ้นเพื่อใช้ประกอบการประชุมสัมมนาทาง วิชาการ จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 24 - 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 ณ โรงแรม สองพันบุรี จ.สุพรรณบุรี บทความส่วนหนึ่งในเอกสารชุดนี้รวบรวมข้อมูลมาจากเอกสารที่ เคยจัดพิมพ์มาแล้ว และน ามาพิมพ์ซ ้าใหม่อีกครั้ง และมีบทความบางส่วนที่ เขียนขึ้นใหม่ โดยมีบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับเมืองอู่ทอง คือบทความเรื่อง “จารึกพระสาวกและจารึกพระเจ้าศุทโธทนะ พบใหม่ที่พิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี” โดย ปีเตอร์ สกิลลิ่ง (Peter Skiling) และศานติ ภักดีค า กล่าวถึงบันทึกการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 11 เมืองอู่ทอง เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม – 3 กันยายน พ.ศ. 2506 เป็นส่วนหนึ่งของ “รายงานการส ารวจ และขุดแต่งโบราณวัตถุสถานเมืองเก่าอู่ทอง อ าเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี” โดยเจดีย์หมายเลข 11 ตั้งอยู่เชิงเขาท าเทียม นอกคันคูเมืองด้านตะวันออก ถัดจากเจดีย์หมายเลข 10 ไปทางทิศใต้ราว 500 เมตร มีลักษณะเป็น สี่เหลี่ยมจัตุรัส ยาวด้านละ 10.60 เมตร สูง 2.50 เมตร ก่อด้วยอิฐ ไม่มีมุข โบราณวัตถุที่พบจากการขุดแต่งมีจ านวนมากและมีสภาพค่อนข้าง สมบูรณ์ เช่น พระพุทธรูปส าริดปางเสด็จลงจากดาวดึงส์ ธรรมจักรศิลา


~ 210 ~ เสาหินแปดเหลี่ยม และแท่นหินสี่เหลี่ยมจ าหลักลวดลาย พระพิมพ์ดินเผา ด้านหลังมีจารึกว่า “เมตฺเตยฺยโก” และ “สาริปุตฺโต” ผู้เขียนมีโอกาสไปศึกษาพระพิมพ์ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง พบว่านอกจากพระพิมพ์ดินเผา 2 องค์ข้างต้นซึ่งมีการอ่านแปลจารึก ไปแล้ว ยังมีพระพิมพ์รูปพระพุทธสาวกลักษณะคล้ายกันอีกหลายองค์ที่พบ จากเจดีย์หมายเลข 11 ได้แก่ รูปพระมหากัจจายนะ (?) พระปุณโณโกโลวีโส พระปุณโณสุนาปรันโต พระกังขาเรวัต รวมทั้งประติมากรรมรูปพระเจ้า ศุทโธทนะ (ทะเบียน 59/06) ซึ่งไม่ใช่ “พระโพธิสัตว์” ตามข้อสันนิษฐานเดิม 34. กุสุมา รักษมณี. “"สุวรรณภูมิ" ในนิทานนานาชาติ.” ศิลปวฒันธรรม 25, 5 (มีนาคม 2547): หน้า 112 -118. มีเนื้อหาเกี่ยวกับนิทานสุวรรณภูมิหลากหลายรูปแบบ ซึ่งส่วนใหญ่ แล้วจะเป็นการเล่าเรื่องในอดีต และมีฉากเป็นสถานที่ห่างไกลไม่เคยพบเห็น โดยบทความฉบับนี้แบ่งสุวรรณภูมิออกเป็น 4 หัวข้อ ดังนี้ 1. สุวรรณภูมิเมืองไกลโพ้น สุวรรณภูมิในนิทานอินเดียก่อให้เกิดข้อถกเถียงในการค้นคว้าของ นักโบราณคดีในปัจจุบัน โดยมีข้อสันนิษฐานว่าดินแดนสุวรรณภูมิมีความ อุดมสมบูรณ์และเป็นจุดหมายของนักเดินเรือ อาจเป็นเมืองสะเทิมหรือ สุธรรมวดี หรือนครปฐม หรือเมืองอู่ทอง ซึ่งขุนศิริวัฒนอาณาทรศึกษา เกี่ยวกับสุวรรณภูมิจากคัมภีร์ทีปวงศ์ คัมภีร์มหาวงศ์ และต านานพระเจ้า อโศกมหาราช เพื่ออธิบายถึงการประดิษฐานพระพุทธศาสนาในดินแดน สุวรรณภูมิและสนับสนุนความมีอยู่จริงของดินแดนสุวรรณภูมิอีกด้วย 2. สุวรรณภูมิในจินตนาการ สุวรรณภูมิถูกอ้างถึงในชาดกอาจเป็นสถานที่จริงหรือเกิดจาก จินตนาการก็ได้ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจถึงความคิดของผู้เล่าเกี่ยวกับเมืองต่างๆ ในอดีตอีกด้วย โดยนิทานชาดกที่กล่าวถึงเมืองสุวรรณภูมิ ได้แก่ สุสโสนที


~ 211 ~ (ล าดับที่ 360) มหาชนก (ล าดับที่ 539) สังขะ (ล าดับที่ 442) ปัณณาชาดก ของเชียงใหม่เรื่องนรชีวชาดก (ล าดับที่ 12) และนิทานสันสกฤตเรื่อง กถาสริตสาครของโสมเทวะ ซึ่งนักวิชาการต่างถกเถียงถึงต าแหน่งของ ดินแดนสุวรรณภูมิและสุวรรณทวีป 3. สุวรรณทวีปกับสุวรรณภูมิ อาจเป็น 2 ดินแดนเนื่องจากมีค าลงท้ายต่างกัน ซึ่งสุวรรณทวีป ปรากฏในกถาสริตสาคร นิทานเรื่องจักรกับล้อเหล็ก เรื่องบุตรพ่อค้า นางคณิกา และวานรอาละ นิทานสันสกฤตเรื่องติลกมัญชรี และนิยายภาษา มหาราษฎรี ส่วนสุวรรณภูมิปรากฏในนิยายภาษามหาราษฎรี นิทานสิงหล ชุดสีหลวัตถุปกรณัม และนิทานสันสกฤตชุดพฤหัตถาของคุณาฒยะ โดยผู้เขียนบทความได้ให้ข้อสังเกตว่าสุวรรณทวีปกับสุวรรณภูมิอาจเป็น ดินแดนเดียวกันที่มีความมั่งคั่ง ตั้งอยู่ติดทะเลระหว่างทางจากชมพูทวีปไป ยังจีน และบางครั้งมีความสัมพันธ์กับชื่อเมืองมณีปุระที่ใช้เวลาหลายวันใน การเดินทางจากหงสาวดี 4. สุวรรณภูมิจากปากผู้เล่านิทานเตอรกี เรื่องนิทานปาชา กล่าวถึงต าแหน่งที่ตั้งและการแต่งกายของผู้คนในดินแดนหนึ่ง โดยฉบับแปลเป็นภาษาไทยของเสฐียรโกเศศค่อนข้างสนับสนุนให้เป็น ดินแดนของประเทศไทย แต่มีความแตกต่างจากต้นฉบับหลายประการ 35. ธนกฤต ลออสุวรรณ. “พระพิมพ์ดินเผาจากราชบุรี: ร่องรอย ความสัมพันธ์ระหว่างนิกายเถรวาท-มหายานในสมัย ทวารวดี.” ดา รงวิชาการ 3, 5 (มกราคม – มิถนุายน 2547): หน้า 152 – 161. พระพิมพ์ดินเผาเป็นศาสนวัตถุประเภทหนึ่งที่พบเสมอในแหล่ง โบราณคดีสมัยทวารวดี พระพิมพ์ดินเผาที่พบที่เมืองคูบัว จ.ราชบุรี เมือง นครปฐม และเมืองอู่ทอง จัดได้ว่าเป็นพระพิมพ์ดินเผาที่มีรูปแบบไม่เหมือน


~ 212 ~ โดยทั่วไป กล่าวคือ ท าเป็นรูปพระพุทธเจ้าประทับนั่งขัดสมาธิราบ แสดง ธยานมุทรา (ปางสมาธิ) ประทับนั่งอยู่เหนือดอกบัวที่มีก้านบัว ตรงก้านบัว ปรากฏบุคคลในลักษณะจับหรือชูก้านดอกบัวขึ้น อีกสองบุคคลท าท่าไหว้ โดยรอบปรากฏบุคคลอยู่หลายบุคคลยืนอยู่และเหาะอยู่รอบพระพุทธเจ้า จากรูปแบบของพระพิมพ์ดังกล่าวท าให้สามารถตีความได้ว่า เป็นตอนแสดง มหาปาฏิหาริย์ หรอืเป็นพระพมิพท์เ่ีกย่ีวขอ้งกบัเหล่าพระอษัฏมหาโพธสิ์ตัว์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนาแบบมหายาน อย่างไรก็ตาม การที่ปรากฏด้านหลังมีจารึกภาษาบาลีอยู่เป็นคถา เย ธมฺมาฯ นั้น เป็นอักษรปัลลวะ ภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้กันในเรื่องของ พุทธศาสนาเถรวาท ดังนั้นจากรูปแบบดังกล่าวอาจสรุปได้ว่า พระพิมพ์ ดังกล่าวเป็นพระพิมพ์ที่สร้างขึ้นเนื่องในพุทธศาสนาเถรวาท แต่น ารูปแบบ ประติมานวิทยาของนิกายมหายานมาใช้ก็เป็นได้ 36. ศิริพจน์เหล่ามานะเจริญ. “คติรปูพระสูรยะบนธรรมจกัรในศิลปะ ทวารวดี.” ดา รงวิชาการ 3, 5 (มกราคม – มิถนุายน 2547): หน้า 59 – 67. บทความกล่าวถึงคติเรื่องพระสูรยะ (พระอาทิตย์) บนธรรมจักร ทวารวดี โดยช่วงแรกกล่าวถึงการศึกษาธรรมจักรศิลาในวัฒนธรรมทวารวดี ที่ผ่านมา โดยยกตัวอย่างนักวิชาการคนส าคัญ เช่น ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ ที่ตีความว่าธรรมจักรดังกล่าวเป็นงานศิลปกรรมที่เกี่ยวข้องกับ พุทธศาสนา อีกทั้งยังกล่าวถึงการค้นพบเสาและฐานรองรับธรรมจักรที่เมือง โบราณอู่ทอง ที่แสดงให้เห็นถึงแนวความคิดของการสร้างธรรมจักรศิลาว่า ตั้งอยู่บนเสาเสมอตามแบบศิลปะอินเดีย ครึ่งหลังของบทความกล่าวถึงคติความเชื่อของพระสูรยะโดย วิเคราะห์จากธรรมจักรศิลาและองค์ประกอบของธรรมจักรแต่ละชิ้นที่ปรากฏ พระสูรยะร่วมอยู่ด้วย แล้วท้ายสุดได้สรุปแนวคิดเกี่ยวกับคติความเชื่อพระ


~ 213 ~ สูรยะในงานศิลปกรรมธรรมจักรทวารวดีว่าเกี่ยวข้องกับสุริยมณฑลของ พระอาทิตย์ที่มีที่มาจากอินเดีย และส่งอิทธิพลให้กับวัฒนธรรมทวารวดี 37. ร่งุโรจน์ธรรมร่งุเรือง. “การนับถือบูชาต้นไม้ใหญ่และต้นโพธิใ์น สมัยทวารวดี.” ดา รงวิชาการ 3, 6 (กรกฏาคม – ธันวาคม 2547): หน้า 1 – 9. บทความกล่าวถึงการบูชาต้นไม้ใหญ่ในวัฒนธรรมทวารวดี โดยในช่วงต้นกล่าวถึงแนวคิดส าคัญที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยสี่ เนื่องจากการใช้ ประโยชน์ของต้นไม้และพันธุ์พืชต่างๆ ตามด้วยคติความเชื่อเรื่องต้นไม้ ต่างๆ ที่มีเทวดาหรือเทพยาดาสิงสถิตอยู่ ต่อมาจึงกล่าวถึงแนวคิดทาง พุทธศาสนาที่มีความเกี่ยวข้องกับต้นไม้ใหญ่ และท้ายสุดกล่าวถึงเรื่องการ บูชาต้นไม้ในวัฒนธรรมทวารวดีจากหลักฐานทางศิลปกรรม ซึ่งท้ายสุดสรุป ได้ว่าในวัฒนธรรมทวารวดีมีการเคารพบูชาต้นไม้ใหญ่ โดยน าคติความเชื่อ ท้องถิ่นมาผสมผสานกับความเชื่อในพุทธศาสนาได้อย่างลงตัว ประเด็นส าคัญในบทความสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเด็น ได้แก่ 1. แนวความคิดเรื่องการบูชาและความส าคัญของต้นไม้ที่ปรากฏ ในคัมภีร์พุทธศาสนา โดยกล่าวถึงพระไตรปิฏก พุทธประวัติ และชาดก ตัวอย่างเช่น พระวินัยปิฏก มหาวิภังค์ ปาจิตตีย์วรรคที่ 2 กล่าวถึง พระบัญญัติของพระพุทธเจ้ามิให้พระภิกษุสงฆ์ตัดหรือท าลายต้นไม้ เนื่องจากมีรุกขเทวดาสถิตอยู่ และอุลุเวลปาฏิหาริยกถา ที่พระพุทธเจ้าทรงมี พระประสงค์ที่จะช าระผ้าบังสุกุล แล้วเทวดาที่สถิตอยู่ในต้นไม้ได้น้อมกิ่งลง มาเพื่อให้พระพุทธเจ้าพาดผ้าบังสุกุลนั้น ทางด้านพุทธประวัติกล่าวถึงตอน ส าคัญเช่นตอนประสูติกล่าวถึงต้นสาละ ตอนยมกปาฏิหาริย์กล่าวถึงต้น มะม่วง ตอนตรัสรู้กล่าวถึงต้นโพธิ์ 2. หลักฐานศิลปกรรมในวัฒนธรรมทวารวดีที่แสดงให้เห็นถึงคติ การนับถือต้นไม้ เช่น พระพุทธรูปปางปรินิพพานใต้ต้นสาละคู่ที่ถ ้าจามใน


~ 214 ~ กลุ่มถ ้าเขางู จ.ราชบุรี หรือภาพสลักเล่าเรื่องพุทธประวัติตอนยมกปาฏิหาริย์ จากวัดจีน จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งทั้งสองแห่งปรากฏภาพต้นไม้ที่มีการ พันผ้าประดับไปด้วยสายสร้อย เครื่องประดับกิ่งก้าน นอกจากนี้ยงักล่าวถงึ ประตมิากรรมชน้ิส่วนต้นโพธท าิ์ จากดินเผา พบที่เมืองอู่ทอง จ.สุพรรณบุรีประติมากรรมต้นโพธชิ้นนี้ ิ์ ตั้งอยู่บนฐานบัว คว ่าหงาย ล าต้นมีเครื่องประดับรัดไว้ ซง่ึคงเลยีนแบบมาจากต้นโพธจิ์รงิๆ ในสมัยทวารวดี 38. ชวลิต ขาวเขียว และ ทิวา ศุภจรรยา. “ธรณีโบราณคดีที่ราบ เจ้าพระยาตอนล่าง: การศึกษาเบื้องต้นจากข้อมูลโทรสัมผัส.” ใน ดา รงวิชาการ4, 2 (กรกฏาคม – ธันวาคม 2548): หน้า 55 – 69. การศึกษาด้านธรณีวิทยาทางด้านโบราณคดี เป็นการประยุกต์ใช้ องค์ความรู้ทางด้านธรณีวิทยาต่างๆ เช่น ธรณีสัณฐานวิทยา ตะกอนวิทยา ธรณีวิทยาภาพถ่าย ธรณีฟิสิกส์ เป็นต้น เข้ามาช่วยในการศึกษาข้อมูล หลักฐานต่างๆ ทางโบราณคดี หรือตอบค าถามทางประวัติศาสตร์โบราณคดี การขุดค้นทางโบราณคดีพบว่าเมืองอู่ทองเป็นชุมชนที่มีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยเป็นชุมชนโบราณที่มีก าแพงเมือง-คูเมือง ล้อมรอบ และมีความสัมพันธ์กับแนวชายฝั่งทะเลเดิม ที่มีลักษณะเป็นชะวาก ทะเลซึ่งเป็นอ่าวเว้าลึกเข้าไปในแผ่นดิน โดยตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีทางน ้าสะดวก เหมาะแก่การคมนาคม จึงเป็นเมืองท่าที่มีความส าคัญต่อการค้าขายในสมัย ฟูนัน-ทวารวดีในช่วง 1,000 – 2,500 ปีมาแล้ว ภายหลังจากชายฝั่งทะเลได้ถอยร่นออกไปจากต าแหน่งเดิม ท าให้ เมืองโบราณสมัยทวารวดีเช่นเมืองอู่ทองประสบปัญหา เกิดความไม่สะดวก ในการคมนาคมขนส่ง จึงถูกทิ้งร้างไป เพื่อไปพัฒนาชุมชนแห่งใหม่ที่เป็น ศูนย์กลางคือ เมืองสุพรรณบุรีบนฝั่งแม่น ้าท่าจีน


~ 215 ~ ภาพถ่ายเก่าเจดีย์หมายเลข 13 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 216 ~ ภาพถ่ายเก่าเจดีย์หมายเลข 13 เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 217 ~ 39. กฤช เหลือลมัย. “ดู "ทวารวดี"..ดทูีพ่ิพิธภณัฑอ์ ่ทูอง.” เมืองโบราณ 31, 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2548): หน้า 115. กล่าวถึงเมืองโบราณอู่ทองว่ามีการอยู่อาศัยของชุมชนตั้งแต่ พุทธศตวรรษที่ 6 - 7 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเมือง โบราณแห่งนี้มีทั้งที่กระจ่างชัดและคลุมเครือ ชุมชนทวารวดีในสหัสวรรษแรก มีอิทธิพลต่อเมือง อู่ทองเด่นชัดกว่ายุคสมัยอื่นๆ การขุดค้นเปิดเผยให้เห็น โบราณสถานอิฐขนาดใหญ่จ านวนมากและมีผังสลับซับซ้อน ลวดลายประดับ ที่ได้อิทธิพลจากวัฒนธรรมอมราวดี-คุปตะ ทั้งยังได้พบเงินเหรียญจารึก ภาษาบาลี สันสกฤต ตราดินเผา สัญลักษณ์มงคลต่างๆ ลูกปัดแก้ว หยก และหินที่มีลวดลายหลายสีสัน ลูกเต๋างาช้างแบบและขนาดต่างๆ พระพุทธรูปและเทวรูปมีทั้งท าจากส าริด ดินเผา และปูนปั้น หินสลักพบเป็น จ านวนมาก และพบเอกมุขลึงค์ ปัจจุบันเมืองโบราณอู่ทองถูกรุกล ้าท าลายหลักฐานจนแทบไม่เหลือ หากแต่ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่มีอายุยาวนานกว่า 40 ปี พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มุ่งเป้าจะ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ “ครบเครื่อง” เรื่องทวารวดีมากที่สุด มีศูนย์ศึกษาเกี่ยวกับ ทวารวดีอยู่ที่อาคารส านักงานด้านหลังแยกต่างหากจากส่วนจัดแสดงในตึก ด้านหน้า แม้ว่าอยู่ระหว่างการปรับปรุงก็ได้น าโบราณวัตถุชิ้นส าคัญมา หมุนเวียนจัดแสดงเต็มสองห้องใหญ่ชั้นบน ขณะที่ชั้นล่างเป็นนิทรรศการ ประวัติศาสตร์และโบราณคดีในประเทศไทย อย่างไรก็ดี เมืองอู่ทองยังพบหลักฐานที่แสดงถึงการอยู่อาศัยสืบ ต่อมาในสมัยลพบุรี อยุธยา รัตนโกสินทร์ตั้งแต่หลังพุทธศตวรรษที่ 16 จนถึง ปัจจุบัน ในช่วงสหัสวรรษหลังนี้ บันทึกเอกสารโบราณที่กล่าวถึงเมืองอู่ทองมี มากขึ้น ทั้งการวิเคราะห์ของนักประวัติศาสตร์ถึงความรุ่งเรืองและซบเซาของ เมืองอู่ทองในช่วงอยุธยาและรัตนโกสินทร์ อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลง ความคิดเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ สงครามไทยรบพม่า ตลอดจนภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจที่พึ่งพิงการคมนาคมขนส่งในช่วงก่อนและสงครามโลกครั้งที่ 2


~ 218 ~ 40. อนันต์กลิ่นโพธ์ิกลบั. “รูปแบบและความหมายของตราประทับ เมืองอู่ทอง สุพรรณบุรี.” เมืองโบราณ 32, 1 (มกราคม – มีนาคม 2549): หน้า 22 -23. ตราประทับ (seal) และก้อนดินที่มีรอยประทับหรือตรา ดินเผา (clay sealing) เป็นโบราณวัตถุที่พบในเขตอารยธรรมใหญ่ของ โลก ก่อนจะเผยแพร่เข้ามายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเมืองโบราณใน เขตประเทศไทยในปัจจุบัน ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 6 – 11 โดยกลุ่มพ่อค้า และนักบวชทั้งพระพุทธศาสนาและพราหมณ์จากอินเดีย ดังนั้นเมืองที่พบ ตราประทับส่วนใหญ่จึงเป็นเมืองท่าในเขตลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยาตอนล่าง ทั้งเมืองอู่ทอง (พบมากที่สุดถึง 45 ชิ้น จึงสันนิษฐานว่าเมืองอู่ทองอาจเป็น ศูนย์กลางการค้าในช่วงนั้น) เมืองนครปฐมโบราณ เมืองจันเสน จ.นครสวรรค์ และเมืองดงมะรุม จ.ลพบุรี ส าหรับตราประทับที่พบในเมืองอู่ทองสามารถก าหนดอายุโดยการ เปรียบเทียบรูปแบบทางศิลปะและพัฒนาการของตัวอักษรที่อินเดียได้ ดังนี้ 1. ร่วมสมัยกับสมัยกุษาณะ มักพบลวดลายใบหน้าชาวตะวันตก และเครื่องหมายสวัสดิกะ 2. ร่วมสมัยกับสมัยคุปตะ เทียบเคียงจากตัวอักษรในจารึก และ ลวดลายส่วนใหญ่เป็นสัญลักษณ์มงคล อย่างท้าวกุเวร ศรีวัตสะ ปูรณฆฏะ 3. ร่วมสมัยกับสมัยหลังคุปตะ เทียบเคียงจากตัวอักษรปัลลวะ และ ลวดลายรูปสิงโตนั่ง 4. พุทธศตวรรษที่ 13 (สมัยทวารวดี) มักพบลวดลายวิถีชีวิต หรือ สัตว์พื้นเมือง ลวดลายที่พบบนตราประทับหรือตราดินเผานั้นอาจแสดงถึง ความสัมพันธ์กับเจ้าของ ทั้งในแง่กลุ่มวัฒนธรรม หรือแม้แต่ความเชื่อทาง ศาสนา อย่างไรก็ตาม ตราประทับที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เกือบทั้งหมดไม่ ได้มาจากการขุดค้นทางโบราณคดี


~ 219 ~ 41. ผาสุข อินทราวุธ. “เหรียญเงินไม่มีจารึก พบในแหล่งโบราณคดี สมัยทวารวดี.” ใน "มรดกวัฒนธรรม: ไทยกับเพื่อนบ้าน": การประชุมทางวิชาการนานาชาติ. กรุงเทพฯ : คณะ โบราณคดีมหาวิทยาลยัศิลปากร, 2549, หน้า 59 -79. ผู้เขียนกล่าวว่า การศึกษาเหรียญโบราณเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะ เหรียญที่พบในรัฐทวารวดี เนื่องจากไม่ทราบอายุที่แน่นอน และส่วนมากไม่มี จารึกก ากับ ไม่มีพระนามของกษัตริย์ผู้สั่งให้ผลิตเหรียญ จึงท าได้เพียงการ ก าหนดอายุโดยศึกษาจากรูปแบบและน ้าหนักของเหรียญ จากการส ารวจขุดค้นทางโบราณคดีที่เมืองอู่ทองพบเหรียญโบราณ เป็นจ านวนมาก โดยเฉพาะเหรียญที่ไม่ปรากฏจารึก โดยเหรียญโบราณที่ พบในเมืองอู่ทองสามารถแยกประเภทได้ดังต่อไปนี้ 1. เหรียญรูปสังข์/ศรีวัตสะ 2. เหรียญรูปพระอาทิตย์/ศรีวัตสะ 3. เหรียญรูปภัทรปิฏะ/ศรีวัตสะ 4. เหรียญรูปกวาง/ศรีวัตสะ 5. เหรียญรูปจักร/ศรีวัตสะ 6. เหรียญรูปปูรณกลศ/ศรีวัตสะ จากการศึกษาพบว่า สัญลักษณ์ที่ปรากฏในเหรียญเงิน ส่วนมากมี ความเกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์มงคล 8 ประการ (อัษฐมงคล) ที่ชาวอินเดีย ทั้งชาวพุทธ เชน และพราหมณ์ยอมรับ นอกจากนั้นอาจมีความเกี่ยวข้องกับ กลุ่มมงคล 108 ประการด้วย อย่างไรก็ตามการก าหนดอายุเหรียญทั้งหมด ได้มีการเปรียบเทียบกับเหรียญเงินที่พบที่รัฐยะไข่ รัฐปยู และรัฐมอญ ใน ประเทศพม่าแล้วสันนิษฐานได้ว่าน่าจะมีอายุในช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 - 16


~ 220 ~ 42. ศรีศกัรวลัลิโภดม. “ปรารภ...สุวรรณภมูิ.” วารสารหน้าจั ่ว ฉบับ ประวตัิศาสตร์สถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรมไทย 5, 5 (กันยายน 2550): หน้า 6 -13. อธิบายถึงการติดต่อของสุวรรณภูมิกับดินแดนต่างๆ ทั้งอินเดีย กรีก โรมัน อาหรับ และจีน เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ลักษณะสถาปัตยกรรม โบราณที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ซึ่งนักวิชาการหลายท่านได้เสนอแนวคิดของ การรับวัฒนธรรมอื่น เช่น ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ เห็นว่าสุวรรณภูมิเป็น อาณานิคมของอินเดีย ต่อมาชาวตะวันตกมองว่าเป็นปริมณฑลของอินเดีย จึงใช้ค าว่า “อินเดียตะวันออก” (East India) และมีการรับอิทธิพลจีน กลายเป็น “อินโดจีน” (Indo-China) จนในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาว อเมริกันเรียกพื้นที่บริเวณนี้ว่า “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (Southeast Asia) เมื่อมีการศึกษาทางโบราณคดีสามารถก าหนดอายุประมาณ 4,000 - 2,000 ปีก่อนคริสตกาล คือ ยุคส าริด (3,500 - 2,500 ปี) พบว่ามีการเกิด บ้านเมือง มีเทคโนโลยีที่เหมาะสม และติดต่อกับจีน ต่อมายุคเหล็ก (2,500 ปี) เกิดนครรัฐขนาดเล็กและมีการติดต่อกับอินเดียที่เข้ามาค้าขายจึงเกิด สุวรรณภูมิขึ้น ซึ่งปรากฏหลักฐานชัดเจนบริเวณลุ่มแม่น ้าท่าจีน-แม่กลอง โดยเฉพาะแหล่งโบราณคดีบ้านดอนตาเพชร ก าหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 3 - 4 สันนิษฐานว่ามีการอยู่อาศัยของคนอินเดีย นอกจากนี้ยังกล่าวถึงคัมภีร์มหาวงศ์เรื่องการเผยแผ่พุทธศาสนา มายังสุวรรณภูมิสอดคล้องกับการพบหลักฐานทางโบราณคดีอันเนื่องใน พระพุทธศาสนาที่เมืองอู่ทอง แสดงถึงการเข้ามาของวัฒนธรรมอินเดียตั้งแต่ 2,500 ปีมาแล้ว ส่งผลให้ศาสตราจารย์โอ ดับบลิว วอลเตอร์ (O.W.Wolters) แห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนล (Cornell University) มีความเห็นว่าหลายพื้นที่มี การเลือกบางวัฒนธรรมมาปรับใช้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการรับศาสนา เพื่อส่งเสริมสถานะผู้ปกครอง


~ 221 ~ ส่วนการสร้างสถาปัตยกรรมมีความสัมพันธ์กับการนับถือศาสนาใน ระบบจักรพรรดิราชและให้ความส าคัญกับเขาพระสุเมรุ ในพุทธศตวรรษที่ 11 - 12 พบสถาปัตยกรรมเนื่องในพุทธศาสนาที่มักเป็นอาคารโถง และใน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนิยมปักใบเสมารอบพระสถูป และศาสนาพราหมณ์ จะสร้างเทวาลัยแต่ยังมีขนาดเล็ก ที่เมืองอู่ทองปรากฏทั้งสองศาสนาคือ ศาสนาพราหมณ์บริเวณ คอกช้างดิน ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ 12 - 13 จะปรากฏพระเจดีย์และ พระพุทธรูปท้องถิ่น รวมถึงศาสนสถานกลางเมืองนครปฐมและเมืองคูบัว และความเช่อืจากวฒันธรรมอนิเดยีเร่อืงความศกัดสิ์ทิธขิ์องแหล่งน้ า ดังนั้นในสมัยนี้จึงเกิดรัฐขนาดใหญ่ขึ้น เช่น รัฐศรีเกษตรในประเทศ พม่า รัฐทวารวดีในประเทศไทย รัฐอีศานปุระในประเทศกัมพูชา และระบบ การปกครองจะขึ้นอยู่กับการนับถือศาสนาอีกด้วย บทความฉบับนี้สรุปว่า การพัฒนาของสุวรรณภูมิไม่ได้ขึ้นอยู่กับการรับวัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว แต่มีการเลือกรับบางส่วนแล้วน ามาปรับใช้กับวัฒนธรรมท้องถิ่นดั้งเดิม ประเด็นที่เกี่ยวกับเมืองโบราณอู่ทองคือ หลักฐานทางโบราณคดี เกี่ยวกับการรับพระพุทธศาสนาจากอินเดียในเขตลุ่มน ้าจระเข้สามพันมีความ เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพบสถาปัตยกรรมเนื่องในศาสนา พราหมณ์ บริเวณคอกช้างดินพบเทวาลัยประดิษฐานศิวลึงค์ ต่อมาราว พุทธศตวรรษที่ 12 - 13 ปรากฏสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมเนื่องใน พระพุทธศาสนาอย่างชัดเจน ทั้งพระเจดีย์และพระพุทธรูป 43. สุกญัญา เบาเนิด. “เช้ือชาติ(ชนชาติ) กบัดกัทางความคิดในกรณี “ทวารวดี(ไม่)มีมอญ.”” เมืองโบราณ 34, 1 (มกราคม – มีนาคม 2551): หน้า 44 -46. น าเสนอข้อมูลจากหลักฐานศิลาจารึกที่พบในสมัยทวารวดีทั้งหมด 98 หลัก อันประกอบไปด้วย


~ 222 ~ 1. จารึกภาษามอญ 43 หลัก ซึ่งใช้จารประกาศกิจกรรมการท าบุญ ทั้งในหมู่ชนชั้นสูงและสามัญชน 2. จารึกภาษาบาลี 28 หลัก ซึ่งใช้จารคาถาในทางพระพุทธศาสนา 3. จารึกภาษาสันสฤต 27 หลัก ซึ่งใช้จารประกาศของกษัตริย์และ หมู่ชนชั้นสูง ด้วยเหตุที่ว่ามีจารึกภาษามอญมากที่สุด จึงมีนักวิชาการบางกลุ่ม สันนิษฐานว่าคนในสมัยทวารวดีเป็นชนชาติมอญ แต่ก็มีนักวิชาการบางกลุ่ม ที่ให้ความเห็นว่าภาษามอญเป็นหนึ่งในกลุ่มตระกูลภาษามอญ – แขมร์ (Mon – Khmer) ซึ่งเป็นภาษาของคนมองโกลอยด์ตั้งแต่แคว้นพิหาร แคว้นอัสสัม ตลอดจนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนบน ดังนั้นจึงไม่จ าเป็นที่ คนที่พูดภาษามอญจะต้องมีเชื้อชาติมอญ ทั้งนี้เพราะเชื้อชาติเป็นเรื่องของ ชีวพันธุกรรม ในขณะที่ภาษาเป็นเรื่องของกลุ่มชาติพันธุ์หรือกลุ่มวัฒนธรรม เดียวกันเท่านั้น แต่ผู้เขียนมองว่าสาเหตุที่เกิดแนวคิดในนักวิชาการกลุ่มนี้ ก็อาจเป็นผลมาจากกระบวนการชาตินิยมที่พยายามปฏิเสธว่ารัฐแรกเริ่มของ ประเทศไทยจะเป็นรัฐของกลุ่มคนเชื้อชาติมอญ บทความนี้ยังตั้งประเด็นเรื่องความส านึกทางชาติพันธุ์มอญที่มี นักวิชาการบางกลุ่มให้ข้อเสนอว่าความส านึกดังกล่าวเพิ่งเกิดขึ้นในสมัย ที่เกิดบ้านเมืองเป็นเมืองสะเทิมและหงสาวดีเท่านั้น หากแต่จากจารึกวัด โพธริ์้าง เมืองนครปฐม (ราวพุทธศตวรรษที่ 12) ที่กล่าวถึง “โต้ง” ซึ่งเป็น ผู้ประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ จึงอาจเป็นหลักฐาน แสดงความส านึกในชาติพันธุ์ที่คนในอดีตถ่ายทอดสู่คนรุ่นปัจจุบัน ผ่านพิธีกรรมและความเชื่อตามข้อคิดเห็นของผู้เขียนบทความ 44. เจนจิราเบญจพงศ.์“สถานีการค้าโลกที่ชื่อ 'สุวรรณภมูิ'.” สยามรัฐ สัปดาห์วิจารณ์56,1 (26 กันยายน -2 ตุลาคม 2551): หน้า 80.


~ 223 ~ กล่าวถึงความส าคัญด้านภูมิศาสตร์และทรัพยากรของสุวรรณภูมิ จนกลายเป็นจุดส าคัญในการขนถ่ายหรือพักสินค้าจากฝั่งตะวันออกและ ตะวันตกมาตั้งแต่ 2,500 ปีก่อน ส่งผลให้พบหลักฐานทางโบราณคดีที่ บ่งบอกถึงวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และการติดต่อกับชุมชนอื่นๆ ซึ่งบทความฉบับ นี้ได้ยกตัวอย่างบ้านดอนตาเพชร จ.กาญจนบุรี ก าหนดอายุอยู่ในช่วงยุค เหล็ก พบโบราณวัตถุที่แสดงถึงความรุ่งเรืองทางการค้าของสุวรรณภูมิ มีการขยายเส้นทางการค้าระหว่างโรมัน อินเดีย และตะวันออก แต่กลับเลือก รับวัฒนธรรมอินเดียเป็นหลักและผสมผสานกับวัฒนธรรมดั้งเดิม ประเด็นที่เกี่ยวกับเมืองโบราณอู่ทองคือ ในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีมี ชุมชนโบราณบริเวณลุ่มแม่น ้าท่าจีน-แม่กลอง เช่นเดียวกับจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และนครปฐม โดยพบหลักฐานทางโบราณคดีที่คล้ายคลึงกันเป็น จ านวนมาก จึงสันนิษฐานว่าชุมชนเหล่านี้มีการเชื่อมโยงวัฒนธรรมทาง การค้าและสังคม รวมถึงการติดต่อกับดินแดนภายนอกด้วยเช่นกัน 45. เจนจิรา เบญจพงศ. ์ “อู่ทอง เมืองทอง สุวรรณภมูิ.” สยามรัฐ สัปดาห์วิจารณ์56,5 (24 -30 ตุลาคม 2551): หน้า 38. กล่าวถึงความรุ่งเรืองของเมืองอู่ทองที่สันนิษฐานว่าเป็นศูนย์กลาง ของสุวรรณภูมิ รวมถึงหลักฐานที่อาจเกี่ยวข้องกับ 1 ใน 9 สาย ของการเผย แผ่พระพุทธศาสนาจากประเทศอินเดียในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ประเด็นที่เกี่ยวกับเมืองอู่ทองคือ เป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี ราว 1,400 - 1,000 ปีมาแล้ว และพบร่องรอยการตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ยุคหินใหม่ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ราว 2,500 ปีมาแล้ว มีการสันนิษฐานว่า เป็นศูนย์กลางการค้าของภูมิภาค และศูนย์กลางของสุวรรณภูมิ เนื่องจาก พบหลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงถึงการติดต่อแลกเปลี่ยนทางการค้า รวมถึงการรับพระพุทธศาสนาจากประเทศอินเดีย เห็นได้จากการพบเสา ธรรมจักร ธรรมจักร และแท่นรองธรรมจักรที่มีองค์ประกอบสมบูรณ์ที่สุดใน


~ 224 ~ ประเทศไทย และเนินดินซากโบราณสถานที่กระจายอยู่รอบเมือง สอดคล้องกับการบ่งบอกเขตพุทธสถานของประเทศอินเดีย และเหตุการณ์ที่ พระเจ้าอโศกมหาราชทรงส่งพระสงฆ์มาเผยแผ่พระพุทธศาสนา 9 สาย หนึ่งในนั้นคือดินแดนสุวรรณภูมิ นอกจากนี้บริเวณเขาพระทางตะวันตกของ เมืองอู่ทอง มีการพบประติมากรรมพระภิกษุ 3 รูป ครองจีวรห่มคลุมยืนอุ้ม บาตร ก าหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 - 16 และถือเป็นหลักฐานการมี พระสงฆ์ที่เก่าที่สุดในดินแดนสุวรรณภูมิอีกด้วย 46. ศิริพจน์เหล่ามานะเจริญ. “'อู่ทอง' ไม่เคยร้าง.” สยามรัฐสัปดาห์ วิจารณ์57, 3 (9 -15 ตุลาคม 2552): หน้า 47. ผู้เขียนได้ส ารวจแหล่งโบราณคดีบริเวณล าน ้าทวน-จระเข้สามพัน โดยมีเมืองอู่ทองเป็นศูนย์กลางร่วมกับรองศาสตราจารย์สุรพล นาถะพินธุ ทั้งนี้ผู้เขียนได้รับผิดชอบในส่วนหลักฐานสมัยประวัติศาสตร์ พบว่าเมือง อู่ทองมีหลักฐานมาตั้งแต่สมัยก่อนรับวัฒนธรรมทางศาสนามาจากอินเดีย ต่อเนื่องมาถึงสมัยทวารวดี สมัยหริภุญไชย สมัยขอมโบราณจนกระทั่งถึง สมัยอยุธยา มิใช่ถูกทิ้งร้างและเมืองมีขนาดเล็กลงอย่างที่เข้าใจกันทั่วไป หลักฐานที่แสดงความสัมพันธ์กับหริภุญไชย เช่น เศียรเทวดา และ ยักษ์พบในเขตเมืองอู่ทอง มีความใกล้เคียงกับงานช่างหริภุญไชยก าหนด อายุราว พ.ศ. 1600 – 1700 ส่วนหลักฐานที่แสดงความสัมพันธ์กับ ขอมโบราณ เช่น ชิ้นส่วนพระพุทธรูปบางองค์ที่พบในบริเวณเขารักษ์ อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรีห่างออกไปตามล าน ้าทวนทางทิศตะวันตกของ เมืองอู่ทอง เป็นพระพุทธรูปนาคปรกแบบขอมอายุราว พ.ศ. 1750 - 1850 หลักฐานที่แสดงความสัมพันธ์กับอยุธยา ได้แก่ บนยอดเขารักษ์ พบพระปรางค์ก าหนดอายุอยู่ในช่วงต้นกรุงศรีอยุธยา น่าจะสร้างขึ้นก่อน พ.ศ. 2000 เป็นอย่างน้อย และยังมีหลักฐานของเจดีย์สมัยอยุธยาตอนปลาย และกลุ่มงานในสมัยรัตนโกสินทร์อีกด้วย


~ 225 ~ ในกลุ่มล าน ้าทวนได้ส ารวจพบชุมชนก่อนประวัติศาสตร์จ านวนมาก แต่ไม่พบงานช่างแบบทวารวดี แต่พบงานช่างที่ส่วนใหญ่เป็นงานในสมัย ปลายของอยุธยา ในขณะที่บริเวณล าน ้าจระเข้สามพันรอบเมืองอู่ทองมี หลักฐานของเจดีย์สมัยอยุธยาตอนกลาง เช่นเจดีย์ทรงระฆังที่เขาท าเทียม หรืองานสมัยอยุธยาตอนปลาย เช่น กลุ่มเจดีย์ที่เชิงเขารักษ์ อย่างไรก็ดี กลุ่มเจดีย์ที่พบในบริเวณล าน ้าจระเข้สามพันและล าน ้าทวนก็มีลักษณะร่วม กันคือ การท าองค์ระฆังเอวคอดซึ่งไม่ปรากฏในงานหลวงของอยุธยา แต่ปรากฏเฉพาะในพื้นที่แถบนี้และกลุ่มเจดีย์ที่เมืองกาญจนบุรี นอกจากนี้ยังพบงานช่างที่มีลักษณะซ้อนเหลื่อมกันอยู่ เช่น ที่วัด พระป่าเลไลยก์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี พบพระพุทธรูปศิลปะขอมแบบบายน หรือหลังบายน (ที่เรียกว่า พระพุทธรูปแบบอู่ทอง) หรือที่เมืองอู่ทองก็พบ งานช่างที่มีรสนิยมอย่างหริภุญไชยที่สัมพันธ์อยู่กับกลุ่มสุพรรณบุรี จากหลักฐานทั้งหมดแสดงว่าร่องรอยการอยู่อาศัยภายในเขตเมือง อู่ทองไม่ได้ขาดหายไปหลัง พ.ศ. 1500 และเมืองอู่ทองไม่ได้มีขนาดเล็กลง กลายเป็นชุมชนขนาดย่อมเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงเส้นทางการค้าอย่าง ที่เข้าใจกัน หากแต่มีปริมณฑลที่ขยายไปนอกเมือง โดยพบหลักฐานที่ เกี่ยวเนื่องกับหริภุญไชย หรือกลุ่มงานช่างแบบที่นิยมอยู่ในฟากตะวันตก ของแม่น ้าเจ้าพระยา ช่วงระหว่าง พ.ศ. 1600 - 1800 และงานช่างแบบขอม พบกระจายตัวอยู่โดยตลอดล าน ้าทวนและล าน ้าจระเข้สามพัน โดยกลุ่ม วัฒนธรรมขอมน่าจะมีบทบาทในช่วงหลัง พ.ศ. 1700 ดังนั้นในช่วงระยะเวลาการเสื่อมถอยของวัฒนธรรมทวารวดี ชุมชนบริเวณลุ่มน ้าจระเข้สามพันคงมีเครือข่ายที่เหลื่อมซ้อนระหว่างสอง กลุ่มข้างต้น โดยน่าจะอยู่ในเครือข่ายทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจของละโว้ เป็นส าคัญในช่วงหลัง พ.ศ. 1700 จนกระทั่งเมื่อ “เสียนรวมเข้ากับหลอฮู่” ดังที่ปรากฏในบันทึกของจีน จนเกิดเป็นกรุงศรีอยุธยา ค าว่า “เสียน”ใน ปัจจุบันนักวิชาการยอมรับว่าคงหมายถึง “สุพรรณบุรี” ส่วน “หลอฮู่”


~ 226 ~ หมายถึง “ละโว้” อย่างไม่ต้องสงสัย จึงเริ่มปรากฏงานช่างแบบอยุธยาใน แถบล าน ้าจระเข้สามพันรอบเมืองอู่ทองและค่อยปรากฏงานช่างแบบอยุธยา ตามล าน ้าทวนทางทิศใต้ในเวลาต่อมา 47. จีราวรรณ แสงเพ็ชร์. “การประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุสมยั ทวารวดี.” ดา รงวิชาการ 9, 1 (มกราคม – มิถนุายน 2553); หน้า 20 – 32. กล่าวถึงการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุในวัฒนธรรมทวารวดี ว่าเป็นจุดเริ่มของการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุในประเทศไทย โดยมี ที่มาจากอินเดียและศรีลังกา โดยแบ่งเนื้อหาเป็น 2 ส่วนได้แก่ 1. ประวัติความเป็นมาและความส าคัญของการประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุของอินเดียและศรีลังกา โดยกล่าวถึงการถวายพระเพลิง พุทธสรีระหลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงปรินิพพาน และการแบ่งพระบรม สารีริกธาตุภายหลังจากการถวายพระเพลิง รวมถึงวิธีการและขั้นตอนการ ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุในสมัยของพระเจ้าอชาตศัตรู ส่วนของ ศรีลังกากล่าวถึงสมัยพระเจ้าทุฏฐคามณีทรงประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และรายละเอียดในการตกแต่งห้องกรุ 2. การประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุในวัฒนธรรมทวารวดี โดยยกตัวอย่างสถูป 2 องค์ได้แก่ สถูปหมายเลข 1 เมืองคูบัว จ.ราชบุรี และ พระธาตุนาดูน อ.นาดูน จ.มหาสารคาม ซึ่งสถูปหมายเลข 1 เมืองคูบัวนั้นมี รูปแบบของตัวสถูปและแผนผังเหมือนกับเจดีย์หมายเลข 44 เมืองอู่ทอง นอกจากนั้นสถูปทั้งสองแห่ง (คูบัวและนาดูน) มีระเบียบการประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุเหมือนกันคือ น าพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานตาม แนวแกนกลางของสถูปในระดับลึกจากพื้นดิน มีการท าแผ่นหินหรือแผ่นดิน เผามาปิดบนผอบใส่พระบรมสารีริกธาตุ ตัวผอบท า 3 ชั้นเหมือนกัน ซึ่งที่ กล่าวมาเป็นระบบดั้งเดิมที่ปรากฏในอินเดียและศรีลังกา


~ 227 ~ ภาพถ่ายเก่าอาคารบนวัดเขาท าเทียม เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 228 ~ ภาพถ่ายเก่าพระเจดีย์บนวัดเขาท าเทียม เมืองอู่ทอง (ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี)


~ 229 ~ 48. ประภสัสร์ชูวิเชียร. “หินตงั้หินใหญ่ภเูขาศกัดิส์ิทธิท์ีเ่มืองอู่ทอง.” สยามรฐัสปัดาหว์ิจารณ์59, 49 (24 - 30 สิงหาคม 2555): หน้า 46. กล่าวถึงการพบหินตั้งที่แนวเทือกเขาหลังเมืองอู่ทอง คือ เขาพระ เขารางกะปิด เขารางกะเปิด และพุหางนาค มีลักษณะที่ใช้แผ่นหินขนาดเล็ก เรียงซ้อนกันเป็นแท่นสูงกระจายตัวตามยอดเขาสูงต ่า น่าจะสร้างขึ้นเนื่องใน ความเช่อืเร่อืงภูเขาศกัดสิ์ทิธแ์ละหนิตงั้ ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และยังพบบางแห่งที่เป็นสถูปเจดีย์เนื่องในพุทธศาสนา เพราะมีร่องรอยการ ก่ออิฐมีแกลบข้าวปนแบบอิฐสมัยทวารวดี ความเช่ือเร่ืองภูเขาศักดิส์ ิทธิเ์ป็นส่วนหน่ึงของการนับถือ หินก้อนใหญ่ (Megalith) ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยที่มี มนุษย์มีศาสนาขึ้น เช่น ความเชื่อเรื่องสวยัมภูวลึงค์ หรือก้อนหินธรรมชาติที่ มีลักษณะคล้ายอวัยวะเพศชาติ ถือว่าเป็นรูปของพระศิวะในศาสนาฮินดู เช่น ลิงคบรรพต หรือภูเก้าอันเป็นสถานที่ตั้งของปราสาทวัดภูในตอนใต้ของ ประเทศลาว นอกจากนี้ยังมีการพบในรูปของการปักหินตั้งหรือเรียงซ้อนกัน เพื่อเป็นจุดหมายตา เช่น แหล่งฝังศพ และมีการสลักซับซ้อน เช่นการสลักให้ มีรูปร่างคล้ายภาชนะดังไหหินที่พบทางตอนเหนือของลาว ส่วนร่องรอยที่พบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอยู่ทั่วไปโดยเฉพาะ ในเขตภูเขาสูงทางตอนเหนือของไทยและลาว เช่น หินตั้งแถบ จ.พะเยา ซึ่งน่าจะสัมพันธ์กับทางเชียงขวาง หัวพัน และซ าเหนือของลาว และ เกี่ยวเนื่องกับกลุ่มเพิงหิน-หินตั้งที่ภูพระบาท จ.อุดรธานี ซึ่งมีร่องรอยการ สร้างมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยประวัติศาสตร์จนกลายมา เป็นใบเสมาในวัฒนธรรมทวารวดีราว พ.ศ. 1300 - 1400 แล้วแพร่กระจาย ไปทั่วภาคอีสาน


~ 230 ~ ดังนั้นหินตั้งที่เทือกเขาหลังเมืองอู่ทองจึงน่าจะเป็นหลักฐานความ ต่อเน่ืองในเร่ืองของภูเขาศักดิส์ิทธิ-์หินตั้งที่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยก่อน ประวัติศาสตร์ถึงสมัยที่ผู้คนรับศาสนามาจากอินเดียแล้ว เช่นเดียวกับที่พบ ในพื้นที่อื่นๆ 49. ศิริพจน์เหล่ามานะเจริญ. “'ปุษยศิริ' เขากลางเมืองอู่ทอง 'สุวรรณภูมิ'.” สยามรฐัสัปดาห์วิจารณ์59, 49 (24 - 30 สิงหาคม 2555): หน้า 47. ผู้เขียนเสนอว่า พระโสณเถระและพระอุตตรเถระไม่เคยเดินทาง มายัง “สุวรรณภูมิ” ถึงแม้ว่าจะมีชื่อของพระเถระทั้งสองอยู่ในจารึกของ พระเจ้าอโศกเมื่อช่วง พ.ศ. 200 อีกทั้งมีการขุดค้นทางโบราณคดีพบ พระธาตุของพระโสณเถระและพระอุตตรเถระทางตอนเหนือของอินเดีย แต่จารึกของพระเจ้าอโศกไม่ได้กล่าวถึงการส่งมหาเถระทั้งสองมาเป็น สมณฑูตที่สุวรรณภูมิ แตกต่างจากหลักฐานการส่งสมณทูตไปยังดินแดนอื่น ที่จารึกระบุไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นการที่วัดเขาท าเทียม อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี อ้างว่าเป็นวัด แห่งแรกในสุวรรณภูมิ จาก “จารึกปุษยคิริ” ที่พบอยู่บนยอดเขาท าเทียม มีความเชื่อมโยงกับการส่งสมณฑูตของพระเจ้าอโศกนั้นไม่มีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากจารึกดังกล่าวจารด้วยอักษรหลังปัลลวะ ภาษาสันสกฤต ก าหนด อายุได้ช่วง พ.ศ. 1200 - 1300 ห่างจากสมัยของพระเจ้าอโศกกว่า 1,000 ปี นอกจากนี้ถิ่นฐานดั้งเดิมของจารึกหลักนี้ยังถูกบันทึกข้อมูลไว้ไม่ ชัดเจน ผู้เขียนมีความเห็นว่าเขาท าเทียมเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเทือกเขา กลางเมืองอู่ทอง ซึ่งประกอบด้วยเขาพระ เขาพุหางนาค เขาท าเทียม และ เขาถ ้าเสือ อันมีร่องรอยหลักฐานของศาสนาผีและวัฒนธรรม “หินตั้ง” ในยุค ก่อนรับวัฒนธรรมศาสนาพุทธและพราหมณ์ ชื่อ “ปุษยคิริ” ในจารึกจึงไม่ได้ หมายถึงเฉพาะเขาท าเทียม แต่หมายถึงเทือกเขาทั้งเทือก


~ 231 ~ 50. ประภสัสร์ชูวิเชียร. “เมืองอู่ทอง เมือ่หลงัพ.ศ. 1500.” สยามรัฐ สปัดาหว์ิจารณ์59, 52 (14 -20 กันยายน 2555): หน้า 46. จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่เมืองอู่ทอง โดยศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลิเยร์ ช่วง พ.ศ. 2507 - 2509 พบว่าหลักฐานการอยู่อาศัยของคนที่ เมืองอู่ทองเริ่มเบาบางลงเมื่อเข้าสู่พุทธศตวรรษที่ 16 จากนั้นเมืองอู่ทองก็ หมดความส าคัญไปด้วยสาเหตุหลายประการ เช่น ชายทะเลเวิ้งอ่าวหน้า เมืองอู่ทองได้ถอยร่นลงไปทางใต้ตามการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาเมื่อ ราว 1,000 ปีมาแล้ว ท าให้เมืองอู่ทองติดต่อกับภายนอกได้ล าบากขึ้น ส่งผล ให้มีการเคลื่อนย้ายหาที่สร้างชุมชนใหม่ที่เหมาะสมกว่า อาจเป็นบริเวณลุ่ม น ้าท่าจีน เพราะพบแหล่งโบราณคดีในวัฒนธรรมเขมร ช่วง พ.ศ. 1750 ที่เนินทางพระ อ.สามชุก ต่อมาราว พ.ศ. 1900 ผู้คนแถบเมืองอู่ทองอาจกลับมาหนาแน่นขึ้น อีกครั้ง จากการกระจายตัวเข้ามาจากทางเมืองสุพรรณบุรีอันเป็นเมืองส าคัญ ในขณะนั้น ส่วนหลักฐานของสิ่งก่อสร้างและโบราณวัตถุที่พบจากเจดีย์ หมายเลข 1 (วัดปราสาทร้าง) นั้นช่วยยืนยันได้ว่ามีอายุในสมัยอยุธยา ราว พ.ศ. 2100 ลงมา นอกจากนี้ที่เขาท าเทียมที่หลังเมืองอู่ทองก็มีโบราณสถานสมัย อยุธยาซ้อนทับลงไปบนอาคารสถูปสมัยทวารวดี เช่นเดียวกับเขาดีสลักซึ่ง อยู่ทางเหนือ มีรอยพระพุทธบาทและโบราณสถานสมัยอยุธยา-รัตนโกสินทร์ สร้างอยู่ ดังนั้นเมืองอู่ทองหลัง พ.ศ. 1500 คงไม่ได้เป็นกลายเป็นเมืองรกร้าง แต่มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างเบาบาง แล้วหนาแน่นอีกครั้งเมื่อเข้าสู่สมัยอยุธยา 51. ศิริพจน์เหล่ามานะเจริญ. “เมืองอู่ทอง ไม่เกีย่วกบัพระเจ้าอู่ทอง ศิลปะอ่ทูอง และพระพุทธรปูอู่ทอง.” สยามรฐัสปัดาหว์ิจารณ์ 60, 3 (5 -11 ตุลาคม 2555): หน้า 47.


~ 232 ~ เมือง “อู่ทอง” เป็นชื่อตั้งใหม่ เมื่อสมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชา นุภาพเสด็จเมือง “ท้าวอู่ทอง” เมื่อ พ.ศ. 2446 ทรงมีพระราชนิพนธ์ใน หนังสือนิทานโบราณคดี เรื่องเมืองอู่ทอง กล่าวถึงความส าคัญของเมืองนี้ และเหตุที่ทิ้งร้างไปว่า พระเจ้าอู่ทองเสวยราชย์ที่เมืองท้าวอู่ทองก่อนเมื่อ โรคห่าระบาดในเมืองพระเจ้าอู่ทองจึงพาผู้คนย้ายไปสร้างกรุงศรีอยุธยาเป็น ราชธานีแทน เมืองอู่ทองที่สมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพทรงกล่าวถึงเน้น ถึงขอบเขตเมืองโบราณที่มีคูน ้าคันดินล้อมรอบเอาไว้เป็นหลัก แต่หลักฐาน ทางโบราณคดีที่พบเพิ่มเติม ท าให้ทราบว่าอาณาบริเวณของเมืองอู่ทองยังมี ปริมณฑลโดยรอบทั้งในเขตที่ราบและภูเขาต่างๆ แต่จากพระราชหัตถเลขา เรื่องท้าวอู่ทอง เมืองอู่ทอง ในรัชกาลที่ 5 มีการกล่าวถึงเมืองสุพรรณบุรีว่า ไม่ได้สร้างโดยพระเจ้าอู่ทอง พระเจ้าอู่ทองที่หนีโรคห่าจึงไม่ใช่พระเจ้าอู่ทอง แห่งกรุงศรีอยุธยา สอดคล้องกับหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ที่ พบว่ากรุงศรีอยุธยามีพัฒนาการทางเศรษฐกิจการเมืองมาจากรัฐละโว้ (ลพบุรี) และรัฐสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) ไม่เกี่ยวกับเมืองอู่ทอง ที่อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี นอกจากนี้เมืองอู่ทองไม่เคยร้าง เนื่องจากมีหลักฐานที่บ่งบอกว่ามี คนอยู่อาศัยต่อเนื่องมาถึงสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ แต่ลดบทบาท ความส าคัญลง และกลายเป็นปริมณฑลของเมืองสุพรรณ ส่วนศิลปะอู่ทองและพระพุทธรูปอู่ทองก็ไม่เกี่ยวกับชื่อเมือง “อู่ทอง” และ “พระพุทธรูปอู่ทอง” ก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกับชื่อเมือง “อู่ทอง” เนื่องจากเมืองอู่ทองอยู่ในสมัยทวารวดี ราว พ.ศ. 1000 - 1600 แต่ศิลปะ อู่ทองและพระพุทธรูปอู่ทองมีอายุก่อนพระเจ้าอู่ทองสร้างกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 1893) ถึงช่วงต้นสมัยอยุธยา โดยสร้างตามงานช่างแบบขอมผสม ทวารวดี ราว พ.ศ. 1800 - 2000 อีกทั้งเมืองอู่ทองก็ไม่ใช่ศูนย์กลางของ ศิลปะอู่ทอง เพราะพบในแถบเมืองสุพรรณ-สรรคบุรี-ชัยนาท มากกว่า ดังนั้น


~ 233 ~ เมืองอู่ทองจึงไม่มีความเกี่ยวข้องกับพระเจ้าอู่ทอง ศิลปะอู่ทอง และ พระพุทธรูปอู่ทอง 52. รง่ ุโรจน์ภิรมยอ์นุกลู. “ปุษยคิริ: เขาศกัดิส์ิทธิข์องเมืองอู่ทอง.” ใน เสวนาวิชาการทวารวดีอัพเดท! ท ว ารว ดี จ า ก ภาคสนา ม . ป ทุ ม ธ า นี: ค ณ ะ ศิล ป ศ า ส ต ร์ มหาวิทยาลยัธรรมศาสตร์ศนูยร์งัสิต, 2556. หน้า 53 – 62. ผู้เขียนได้แบ่งประเด็นที่ส าคัญออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็น ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหลักฐานทางด้านจารึกที่พบที่เมืองอู่ทอง เป็นจารึกที่ ปรากฏค าว่า “ปุษยคิริ” โดยตีความจารึกจากการวิเคราะห์ด้านภาษาศาสตร์ รวมถึงแสดงความเห็นทางด้านความส าคัญของการใช้ค าว่า “ปุษยคิริ” ให้เป็นชื่อของสถานที่ส าคัญที่มีความสัมพันธ์กับชมพูทวีป ประเด็นที่สองกล่าวถึงการตีความของสถานที่ที่เรียกว่า “ปุษยคิริ” ในจารึกว่าอยู่ที่ต าแหน่งใดในเมืองอู่ทอง โดยผู้เขียนได้เสนอว่า เขาปุษยคิริ น่าจะอยู่บริเวณแนวเขาหลังเมืองอู่ทอง ปัจจุบันเรียกว่า “เขาท าเทียม” เนื่องจากเหตุผลหลายประการ คือ 1. ทางด้านภูมิศาสตร์พบว่าเป็นแนวเขาขนาดใหญ่ที่สุดที่ใกล้กับ เมืองอู่ทอง และถือเป็นจุดสังเกตหรือจุดหมายตา (landmark) 2. จากการขุดแต่งโบราณสถานเมืองอู่ทอง พบโบราณสถานขนาด ใหญ่บริเวณเชิงเขา รวมถึงโบราณวัตถุอีกเป็นจ านวนมาก 53. สุภมาศ ดวงสกุล. “การก าหนดอายุ “ทวารวดี” ข้อสังเกตจาก เมืองอู่ทอง.” ใน เสวนาวิชาการทวารวดีอพัเดท! ทวารวดี จากภาคสนา ม . ป ทุ ม ธ า นี: ค ณ ะ ศิล ป ศ า ส ต ร์ มหาวิทยาลยัธรรมศาสตร์ศนูยร์งัสิต, 2556. หน้า 63 – 71.


~ 234 ~ เนื้อหาในบทความทางผู้เขียนได้แบ่งประเด็นออกเป็น 3 ประเด็น ได้แก่ 1. การศึกษาที่ผ่านมาของวัฒนธรรมทวารวดี โดยใช้ข้อมูล หลักฐานทางด้านโบราณคดีที่มีการศึกษามาก่อนหน้า รวมถึงภาพรวมของ วัฒนธรรมทวารวดีในเมืองอู่ทอง 2. ชุมชนทวารวดีกับเครือข่ายการขายสินค้าภายในและภายนอก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการพัฒนาการของเมืองอู่ทองจาก ข้อมูลโบราณคดีที่ผ่านมา พบว่ากลุ่มคนในวัฒนธรรมทวารวดีที่เมืองอู่ทอง มีการติดต่อค้าขายกับปับกลุ่มคนอื่นๆ โดยใช้หลักฐานจากการขุดค้น ซึ่งพบ โบราณวัตถุที่ร่วมสมัยกับแหล่งโบราณคดีอื่นๆ และเป็นวัตถุที่ต้องน าเข้ามา จากภายนอกเพียงเท่านั้น นอกจากนั้นยังแบ่งล าดับพัฒนาการของเมือง อู่ทองออกเป็น 6 ระยะ 3. ประเด็นส าคัญคือ ผู้เขียนได้กล่าวถึงพัฒนาการของเมืองอู่ทอง และการก าหนดอายุที่ผ่านมาของทวารวดีในเมืองอู่ทอง ซึ่งเริ่มในช่วง พุทธศตวรรษที่ 6 - 9 ซึ่งเป็นช่วงระยะรอยต่อของชุมชนจากยุคเหล็กเข้าสู่ สมัยทวารวดี เป็นระยะเวลาที่ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด อีกทั้งการก าหนด อายุในปัจจุบันว่าวัฒนธรรมทวารวดีเริ่มต้นที่พุทธศตวรรษที่ 12 - 16 นั้น น่าจะเหมาะสมกับการอธิบายวิวัฒนาการทางด้านศิลปะมากกว่าใช้ใน แง่มุมทางโบราณคดีโดยอ้างอิงมาจากข้อเสนอของแอนดรูว์ บาร์แรม และ เอียน โกลฟเวอร์ เรื่องข้อคิดเห็นใหม่ในการก าหนดอายุสมัยทวารวดี 54. สฤษด์ิพงศ์ขนุทรง. “ทวารวดีกับเส้นทางสายแพรไหมทางทะเล ข้อสงัเกตจากเมืองนครปฐมและอู่ทอง.” ใน เสวนาวิชาการ ทวารวดี อัพเดท! ทวารวดีจากภาคสนาม. ปทุมธานี: คณะ ศิลปศาสตร์มหาวิทยาลยัธรรมศาสตร์ศูนย์รงัสิต, 2556. หน้า 73 – 83.


~ 235 ~ เนื้อหาในบทความแบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. ข้อมูลทางด้านเอกสารต่างๆ ที่กล่าวถึงทวารวดี เช่น จดหมาย เหตุของจีน บันทึกของหลวงจีนอี้จิง แสดงว่าในสมัยทวารวดีมีการติดต่อกับ จีนตั้งแต่แต่ราชวงศ์สุย และส่งเครื่องราชบรรณาการถึง 3 ครั้งใน สมัยราชวงศ์ถัง ในบันทึกต่างๆ ยังกล่าวถึงชื่อทวารวดีไว้หลายชื่อ เช่น “โถวเหอหลัว”, “โถโลโปตี้” เป็นต้น แสดงให้เห็นถึงการติดต่อค้าขายกับจีน อย่างต่อเนื่องในสมัยทวารวดี 2. เครื่องถ้วยต่างชาติที่พบจากเมืองนครปฐมและเมืองอู่ทอง จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่เมืองนครปฐม พบชิ้นส่วนเครื่องเคลือบ 3 ชิ้น ซึ่งคาดว่าเป็นเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ถัง ส่วนการขุดค้นที่เมือง อู่ทองพบชิ้นส่วนเครื่องเคลือบสีเขียวหลายชิ้นในสมัยราชวงศ์ถังเช่นกัน อีกทั้งยังพบชิ้นส่วนเครื่องเคลือบสีฟ้าแกมเขียวแบบอาหรับหนึ่งชิ้น นอกจากนี้ยังขุดค้นพบลูกปัดแก้วสีเดียวเป็นจ านวนมากจากทั้ง 2 เมือง โบราณ แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองทางการค้า และการติดต่อกับต่างชาติ ในสมัยทวารวดี โดยผ่านเส้นทางสายแพรไหมที่เชื่อมต่อระหว่างทวารวดี ศรีวิชัย และชุมชนต่างๆ ภายนอกประเทศ 55. ศิริพจน์เหล่ามานะเจริญ. “ความเข้าใจผิดซ้า ซากเกีย่วกบัเมือง อู่ทอง.” สยามรฐัสปัดาห์วิจารณ์61, 36 (23–29 พฤษภาคม 2557): หน้า 47 -48. เมืองอู่ทอง เป็นเมืองโบราณที่มีอายุมากกว่า 2,000 ปี ในช่วงก่อน พ.ศ. 500 คนที่เมืองนี้นับถือผี เนื่องจากพบหินตั้ง (Megalith) ตามเขาสาขา ต่างๆ จนกระทั่ง พ.ศ. 500 ก็เริ่มรับอิทธิพลพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ จากอินเดีย และต่อมาหินตั้งก็ถูกปรับเปลี่ยนเป็นศาสนสถาน


~ 236 ~ เมื่อหลายสิบปีก่อนมีโครงการระเบิดเขารางกะปิดเพื่อท าหน้าผา สลักรูปพระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ ตามค าว่า “ปุษยคิริ” ที่ปรากฏในจารึก บนเขาท าเทียม ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นชื่อของทิวเขานี้ในสมัยทวารวดีช่วง พ.ศ. 1000 – 1500 โดยโครงการจะสลักรูปพระพุทธรูปด้วยศิลปะสกุลช่างอู่ทอง ตามความพ้องกันของชื่อเมือง ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด 2 ประการคือ 1. ศิลปะอู่ทอง เป็นชื่อสกุลช่างในสมัยอยุธยาหรือก่อนหน้านั้น เล็กน้อย ไม่เกี่ยวข้องกับเมืองอู่ทอง 2. เมืองอู่ทองเป็นชื่อใหม่ที่สมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ ตั้งขึ้น ไม่ได้เป็นชื่อเมืองเดิม และไม่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าอู่ทอง และ พระพุทธรูปสกุลช่างอู่ทอง 56. ตรงใจ หุตางกูร. “การตีความใหม่เรือ่งขอบเขตแนวชายฝัง่ทะเล โบราณสมยัทวารวดีบนทีร่าบภาคกลางตอนล่าง.” ด ารง วิชาการ13, 1 (มกราคม – มิถนุายน 2557): หน้า 11 – 44. กล่าวถึงการตีความขอบเขตแนวชายฝั่งทะเลโบราณสมัยทวารวดี บนที่ราบภาคกลางตอนล่าง ซึ่งเคยน าเสนอมาก่อนหน้าแล้วจากการศึกษา ของ ผ่องศรี วนาสิน และ ทิวา ศุภจรรยา ที่กล่าวถึงการเชื่อมโยงร่องรอย การรุกเข้าท่วมของน ้าทะเลในสมัยโบราณ ท าให้เกิดการตั้งเมืองท่าค้าขาย สมัยทวารวดี เช่นเมืองอู่ทอง ในบทความนี้ได้วิเคราะห์เรื่องดังกล่าวใหม่และ สามารถสรุปประเด็นได้ดังต่อไปนี้ 1. จากการศึกษาพบว่า แนวชายฝั่งทะเลในสมัยทวารวดีไม่ได้เว้า ลึกเข้าไปในแผ่นดินปัจจุบันแบบที่เคยเชื่อกันมา แต่ในระยะเวลานั้นแนว ชายฝั่งทะเลได้เคลื่อนตัวลงมาอยู่ในพื้นที่ระหว่างกรุงเทพมหานครกับ สมุทรปราการ ซึ่งไม่ต่างจากสภาพในปัจจุบัน ดังนั้นจึงเกิดพื้นที่ราบอันกว้าง ใหญ่ระหว่างที่ตั้งเมืองของทวารวดีกับแนวผืนป่าชายเลน พื้นที่ราบดังกล่าว นี้มีสภาพนิเวศแบบที่ราบน ้าท่วมตามฤดูกาล จึงไม่เหมาะแก่การตั้งถิ่นฐาน


~ 237 ~ เหตุนี้เมืองโบราณอู่ทองจึงไม่ใช่เป็นเมืองท่าค้าขายชายทะเลแบบที่เคย เข้าใจกันมาก่อน 2. เมื่อเมืองอู่ทองไม่ใช่เมืองท่าชายทะเลแล้ว เมืองอู่ทองจะมี การค้าขายอย่างไร จากประเด็นนี้ผู้เขียนได้กล่าวว่า เมืองที่เจริญขึ้นจาก การค้าขายนั้นไม่จ าเป็นต้องเป็นเมืองท่าชายทะเล แต่แค่เมืองนั้นมีเส้นทาง ออกสู่ทะเลด้วยแม่น ้าสายใหญ่ก็เพียงพอแล้ว โดยเปรียบกับกรุงศรีอยุธยาที่ มีแม่น ้าสายใหญ่ไหลลงสู่ทะเลก็เป็นเส้นทางการค้าในสมัยนั้นได้เช่นเดียวกัน


~ 238 ~ บทที่ 5 “เมืองโบราณอ่ทูอง” ข้อมูลจากงานค้นคว้าวิ จยั ความน่าสนใจของเมืองอู่ทองสามารถสังเกตได้อีกทางหนึ่งจาก ปริมาณงานค้นคว้าวิจัยที่จัดท าในรูปแบบของสารนิพนธ์หรือวิทยานิพนธ์ ของนักศึกษาในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นบัณฑิตของภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร มีจ านวนทั้งสิ้น 22 เรื่อง ดังนี้ 1. ปริวาท ทรรศนสฤษด์ิ. “สุวรรณภูมิ.” สารนิพนธ์ปริญญาศิลป ศาสตรบณัฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดีมหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2515. กล่าวถึงปัญหาในการระบุที่ตั้งของดินแดนสุวรรณภูมิ โดยศึกษา ต าแหน่งที่ตั้งของสุวรรณภูมิจากเอกสารโบราณ ทั้งคัมภีร์ทางศาสนา จดหมายเหตุกรีก-โรมัน จดหมายเหตุจีน รวมถึงเอกสารที่เคยกล่าวอ้างถึง สุวรรณภูมิในเขตมอญทางตอนใต้ของประเทศพม่า และฝ่ายไทย ข้อสรุปคือ เมืองสะเทิมของมอญไม่น่าจะเป็นสุวรรณภูมิเนื่องด้วย สภาพภูมิประเทศไม่อ านวย ชายฝั่งทะเลคับแคบ ไม่พบว่ามีบันทึกที่กล่าวถึง เรือสินค้าขนาดใหญ่เข้ามาจอดเทียบที่อ่าวเมาตะมะ รวมไปถึงดินแดนแถบนี้ ยังไม่มีสินค้าพิเศษ และจดหมายเหตุกรีก-โรมันก็กล่าวว่าชนแถบนี้ยังเป็น คนป่าอยู่ ส่วนดินแดนใต้แหลมมลายูนั้นน่าจะมีความส าคัญในฐานะเมืองท่า มากกว่าศูนย์กลางการปกครอง อีกทั้งทางใต้สุดของแหลมมลายูในขณะนั้น ยังตกอยู่ในอิทธิพลของอาณาจักรฟูนัน และมีลักษณะเป็นเกาะแก่งไม่สะดวก ในการตั้งตัวเป็นปึกแผ่น จึงไม่เหมาะที่จะเป็นสุวรรณภูมิ ดังนั้นดินแดนที่


~ 239 ~ เหมาะสมที่จะเป็นสุวรรณภูมิได้ก็คือ ดินแดนในที่ราบภาคกลางของไทย แต่ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าอยู่ที่ต าแหน่งใด ในส่วนที่กล่าวถึงเมืองอู่ทองนั้น เป็นการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับชื่อ เมืองต่างๆ ในภาคกลาง เช่น อ่างทอง อู่ทอง สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ซึ่งแสดงถึงความเกี่ยวเนื่องกัน อันอาจเป็นถิ่นที่ตั้งของสุวรรณภูมิก็ได้ 2. วัฒนา สุภวัน. “การศึกษาโครงกระดูกที่ได้จากการขุดค้น แหล่งโบราณคดีทัพหลวง คุ้งข้ีเหล็ก อู่ทอง ซับจ าปา และ โคกพนมดี.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบณัฑิต (สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยัศิลปากร, 2529. ศึกษาลักษณะโครงร่างของประชากรสมัยทวารวดีว่ามีความเหมือน หรือแตกต่างจากโครงกระดูกของคนไทยปัจจุบันอย่างไร โดยศึกษาจาก โครงกระดูกที่พบในแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดี 5 แห่ง คือ 1. แหล่งโบราณคดีทัพหลวง อ.เมือง จ.นครปฐม 2. แหล่งโบราณคดีคุ้งขี้เหล็ก อ.ก าแพงแสน จ.นครปฐม 3. แหล่งโบราณคดีอ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี 4. แหล่งโบราณคดีซับจ าปา อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี 5. แหล่งโบราณคดีโคกพนมดี อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี การศึกษาใช้วิธีทางมานุษยวิทยากายภาพในการวิเคราะห์และ เปรียบเทียบกับผลการศึกษาของรองศาสตราจารย์นายแพทย์ สรรใจ แสงวิเชียร ที่ศึกษากะโหลกคนไทย พบว่าลักษณะต่างๆ ที่วัดได้ของ โครงกระดูกจากแหล่งโบราณคดีข้างต้นอยู่ในค่าเฉลี่ยของขนาดกระดูก คนไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะการศึกษาส่วนกะโหลกที่สามารถใช้ศึกษา ถึงเชื้อชาติได้ พบว่าโครงกระดูกในสมัยทวารวดีเป็นคนเชื้อชาติเดียวกับ คนปัจจุบัน


~ 240 ~ เศียรประติมากรรมปูนปั้น จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 241 ~ พระพุทธรูปส าริด ศิลปะทวารวดี จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 242 ~ 3. จตรุพรเทียมทินกฤต และคณะ.“การศึกษาบทบาทของเมืองโบราณ อู่ทอง ความสัมพันธ์กับชุมชนโบราณใกล้เคียง ช่วงก่อน พุทธศตวรรษที่ 19.” เอกสารประกอบการสัมมนาตาม หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะ โบราณคดีมหาวิทยาลยัศิลปากร, 2535. เอกสารฉบับนี้จัดท าขึ้นเพื่อศึกษาเมืองโบราณอู่ทองในภาพรวม โดยการรวบรวมข้อมูลที่มีผู้ศึกษามาก่อนแล้ว รวมถึงการส ารวจแหล่ง โบราณคดีเพิ่มเติม โดยพบว่าพื้นที่เมืองอู่ทองมีผู้คนมาอยู่อาศัยตั้งแต่ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ยุคปลายของสมัยหินใหม่–ยุคโลหะ ดังได้พบ ขวานหินขัดกระจายในเขตพื้นที่บ้านนาลาว บ้านดอนยายก่อย และบ้าน ท่าม่วง เป็นต้น เนื่องจากเมืองโบราณอู่ทองมีแม่น ้าสายส าคัญคือ ล าน ้า จระเข้สามพัน เชื่อมต่อกับแม่น ้าเจ้าพระยาและอ่าวไทย ท าให้มีชาวต่างชาติ เดินทางมาถึงเมืองโบราณอู่ทอง ส่งผลให้เมืองโบราณแห่งนี้มีพัฒนาอย่าง ต่อเนื่อง ดังนี้ 1. ช่วงพุทธศตวรรษที่ 8 – 10 มีการติดต่อกับต่างประเทศ ดังได้ พบพระพุทธรูปศิลปะอมราวดีจากอินเดียภาคใต้หรือเหรียญโรมัน 2. ช่วงพุทธศตวรรษที่ 11 – 13 เกิดรัฐทวารวดีขึ้น ซึ่งเป็นการ ผสมผสานของวัฒนธรรมอินเดียกับวัฒนธรรมพื้นเมือง เห็นได้จากจารึก พระเจ้าหรรษวรมัน ที่แสดงถึงระบอบการปกครองที่รับอิทธิพลมาจากอินเดีย อีกทั้งในช่วงเวลาดังกล่าวได้พบพุทธศาสนวัตถุเป็นจ านวนมาก ซึ่งแสดงถึง ความเป็นศูนย์กลางทางศาสนาของเมืองโบราณอู่ทอง 3. ช่วงพุทธศตวรรษที่ 14 – 16 พบโบราณวัตถุที่สัมพันธ์กับ ศรีวิชัย และเมืองอู่ทองก็ค่อยๆ ลดความส าคัญลง เพราะพบหลักฐานในช่วง พุทธศตวรรษที่ 16 เพียงเล็กน้อย


~ 243 ~ 4. ภายหลังช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 แม้จะไม่ได้มีบทบาทมาก แต่ก็ ยังมีการอยู่อาศัยของผู้คน ดังได้พบประติมากรรมศิลปะเขมรสมัยบายน (ช่วงพุทธศตวรรษที่ 18) และเมืองอู่ทองก็ยังคงมีการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา จนกระทั่งถึงปัจจุบัน 4. นิรฒุเอี่ยมสกลุ. “พฒันาการก่อนเป็นเมืองอู่ทองในพุทธศตวรรษ ที่ 11.” สารนิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรบณัฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดีมหาวิทยาลยัศิลปากร,2537. ศึกษาพัฒนาการของชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ในลุ่มน ้าจระเข้ สามพันกับเมืองอู่ทอง จากสภาพภูมิศาสตร์และหลักฐานทางโบราณคดี โดยศึกษาถึงรูปแบบการพัฒนาของชุมชน เทคโนโลยี สภาพสังคม และ ความสัมพันธ์ของชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ร่วมสมัยในบริเวณใกล้เคียง ตลอดจนศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการของชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ จนกระทั่งพัฒนาเป็นชุมชนเมือง ทั้งนี้ได้ศึกษาและรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง กับชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ลุ่มน ้าจระเข้สามพันและเมืองอู่ทองจากเอกสาร แผนที่ ภาพถ่ายทางอากาศ และการส ารวจภาคสนาม จากการศึกษาพบว่า ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการพัฒนาชุมชนก่อน ประวัติศาสตร์เข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์คือ ล าน ้าจระเข้สามพัน ที่เป็นเส้นทาง คมนาคมในการติดต่อกับชุมชนภายนอกและชุมชนภายใน แหล่งโบราณคดี ที่อยู่ริมน ้าจะมีพัฒนาการจนถึงสมัยประวัติศาสตร์ เช่น บ้านนาลาว บ้าน ท่าม่วง และเมืองอู่ทอง ส่วนที่อยู่ริมสาขาแม่น ้านั้นจะปรากฏหลักฐานเฉพาะ ในสมัยประวัติศาสตร์ หรืออาจละทิ้งถิ่นฐานก่อนเข้าสู่สมัยทวารวดี และ เคลื่อนย้ายมาอยู่ตามล าน ้าจระเข้สามพัน จากหลักฐานโบราณวัตถุและโบราณสถานชี้ให้เห็นว่าอาจมีการ แบ่งหน้าที่หรือชนชั้นของชุมชน เพราะในขณะที่ชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ที่ เมืองอู่ทองเริ่มพัฒนาไปสู่ชุมชนที่มีคูน ้าคันดินล้อมรอบแล้ว แต่ชุมชนโบราณ


~ 244 ~ บ้านท่าม่วงและบ้านนาลาวกลับเป็นหมู่บ้านที่มีขนาดใหญ่ แต่ก็มิได้มีคูน ้า คันดินล้อมรอบ สองชุมชนนี้น่าจะอยู่ภายใต้อ านาจของเมืองอู่ทอง หรืออย่าง น้อยก็มีการแบ่งระดับของชุมชน คือระดับเมืองกับระดับชุมชนหมู่บ้าน โดยพิจารณาจากการที่ขนาดเมืองอู่ทองมีขนาดใหญ่ แต่มีโบราณสถาน จ านวนมากท าให้มีพื้นที่ท ากินน้อย เมืองโบราณอู่ทองจึงอาจเป็นที่อยู่อาศัย ของชนชั้นสูงหรือนักบวช นอกจากนี้อ านาจของเมืองอู่ทองควรอยู่บริเวณ ลุ่มน ้าจระเข้สามพัน อาจเนื่องมาจากต าแหน่งของเมืองโบราณอู่ทองตั้งอยู่ ตรงต าแหน่งที่คุมเส้นทางคมนาคมที่ใช้ติดต่อทั้งภายในและภายนอกได้ 5. บณัฑิต ทองอร่าม. “การวิเคราะหล์ูกปัดทีไ่ด้จากการขุดค้นทาง โบราณคดีที่ อ.อ่ทูอง จ.สุพรรณบุรี ปี พ.ศ. 2541.” สารนิพนธ์ ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลยัศิลปากร, 2541. ศึกษาลูกปัดที่พบจากการขุดค้นทางโบราณคดีในพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติอู่ทอง ด าเนินการโดยภาควิชาโบราณคดี เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2541 ลูกปัดที่น ามาศึกษาพบทั้งในหลุมขุดค้นและจากการร่อนดิน จ านวน 248 ลูก โดยจัดจ าแนกลูกปัดด้วยการวัดขนาดและบันทึกข้อมูลต่างๆ เพื่อศึกษาการกระจายตัวของลูกปัดแต่ละชนิดในแต่ละชั้นดินของหลุมขุดค้น รูปแบบของลูกปัด เทคโนโลยีในการผลิตลูกปัด และตีความความสัมพันธ์ ระหว่างชุมชนโบราณอู่ทองกับชุมชนอื่นๆ จากการศึกษาลูกปัด 248 ลูก มีลูกปัดที่ไม่สามารถแบ่งกลุ่มแยก ประเภทได้เนื่องจากช ารุด 28 ลูก และสามารถแยกประเภทได้ 220 ลูก โดยแบ่งเป็น


~ 245 ~ 1. ลูกปัดแบบกลม พบจ านวนมากที่สุด 2. ลูกปัดแบบรี 3. ลูกปัดรูปไข่ 4. ลูกปัดกลมและแบน 5. ลูกปัดรูปสี่เหลี่ยม 6. ลูกปัดและของห้อยคอรูปวงแหวนและวงล้อ 7. ลูกปัดและของห้อยคอท าจาก (หรือเลียนแบบ) เปลือกหอย 8. ลูกปัดและของห้อยคอที่ท าเป็นรูป (หรือท าจากกระดูก) สัตว์ 9. ลูกปัดรูปคล้ายกระดุม 10. ลูกปัดแบบเชื่อมติดกัน 11. ลูกปัดที่ท าเป็นจุด/ลูกปัดมีตา และของห้อยคอมีตารูปวงกลม ในการศึกษาพบว่ามีลูกปัดสีเขียว สีฟ้า สีแดง สีส้ม สีน ้าเงิน สีด า สีเหลือง และสีน ้าตาล วัสดุที่ใช้ในการผลิต ได้แก่ แก้ว หิน เปลือกหอย กระดูกปลา และกระดองเต่า ส่วนเทคนิคหลักที่ใช้ในการผลิตลูกปัดแก้ว ได้แก่ การพันลวด การท าเป็นหลอด และการพับทบ ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างลูกปัดที่ศึกษากับลูกปัดที่แหล่ง โบราณคดีดงละคร จ.นครนายก และดงศรีมหาโพธิ์จ.ปราจีนบุรี มีความ คล้ายคลึงกันมาก ทั้งในด้านรูปแบบ วัตถุดิบ และเทคโนโลยีการผลิต จึงอาจ สันนิษฐานได้ว่าชุมชนโบราณทั้ง 3 แห่งนี้มีความสัมพันธ์กันในด้านการ ค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า ทั้ง 3 ชุมชนอาจติดต่อสัมพันธ์กับชุมชนภายนอก หรือมีชุมชนที่เป็นเมืองท่าในการรับสินค้า และเมื่อพิจารณาสภาพแวดล้อม ทางภูมิศาสตร์ ประกอบกับการที่ยังไม่พบแหล่งผลิตลูกปัดหรือหลักฐานที่ เกี่ยวกับการผลิตลูกปัด ท าให้มีข้อสันนิษฐานว่าชุมชนโบราณอู่ทองมีความ เหมาะสมเป็นเมืองท่ามากที่สุด


Click to View FlipBook Version