The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เมืองโบราณอู่ทอง บรรณนิทัศน์ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by จักรวาลมนุษย์, 2023-11-02 12:37:09

เมืองโบราณอู่ทอง บรรณนิทัศน์ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี

เมืองโบราณอู่ทอง บรรณนิทัศน์ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี

~ 296 ~ ในขณะที่เรายังไม่อาจสรุปได้ว่าเมืองอู่ทองคือจินหลินที่ประชาชน ของคล้องช้างหรือไม่ แต่เมื่อมีการขุดศึกษาของกรมศิลปากรที่คอกช้างดิน ช่วง พ.ศ. 2540 – 2544 ท าเราให้เชื่อได้แน่ชัดว่า อันที่จริงแล้วโบราณสถาน คอกช้างดิน คืออ่างเก็บน ้าศักดสิ์ทิธขิ์องพวกพราหมณ์เพราะได้พบเทวาลัย (พร้อมพระศิวลึงค์) อยู่บนแนวคันของอ่างเก็บน ้าด้วย ที่ส าคัญคือ ณ คอกช้างดินนี้เองที่มีพิธีของกษัตริย์ทวารวดีหรือของ พราหมณ์ในสมัยนั้นเกิดขึ้น ดังได้พบภาชนะบรรจุเหรียญเงิน 3 เหรียญ มีจารึกข้อความว่า “ศรีทฺวารวตีศฺวรปุณฺย” แปลว่า การท าบุญของพระเจ้า ศรีทวารวดีและควรกล่าวไว้ด้วยว่า เหรียญมีจารึกแบบนี้ยังไม่เคยพบจาก การขุดค้นทางวิชาการโบราณคดี ณ เมืองสมัยทวารวดีแห่งอื่นๆ เลย 7. โบราณสถานก่อด้วยหินบนเขานอกเมืองอู่ทอง คือ “หินตงั้” หรือ “เจดีย์” ? เมื่อไม่นานมานี้เกิดประเด็นถกเถียงเรื่องโบราณสถานที่ก่อด้วยหิน ที่กรมศิลปากรส ารวจพบ (มาหลายปีแล้ว) บนเทือกเขาทางตะวันตกนอก เมืองอู่ทอง โดยนักวิชาการบางท่าน (และสื่อมวลชนเช่นบทความในสยามรัฐ สัปดาห์วิจารณ์) เห็นว่าน่าจะเป็นลักษณะของวัฒนธรรมหินตั้ง (standing stone) หรือหินใหญ่ (Megalith) ที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ก่อนมี การปรับเปลี่ยนบางแห่งให้กลายเป็นเจดีย์ทางพุทธศาสนาในสมัยหลัง อย่างไรก็ตาม จากการด าเนินงานของกรมศิลปากรในการขุดแต่ง โบราณสถานพุหางนาค หมายเลข 1 พบว่าเป็นเจดีย์ทางพุทธศาสนา เริ่มก่อสร้างขึ้นในสมัยทวารวดีซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวคิดข้างต้น แต่ประเด็นนี้ยังคงเปิดกว้างให้มีการศึกษาและตีความอย่างลุ่มลึกในอนาคต ต่อไป


~ 297 ~ ประเด็นศึกษาหรือค าถามเชิงวิชาการเกี่ยวกับเมืองโบราณอู่ทอง ข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของมุมมองที่ได้จากการประมวลความรู้จาก การศึกษาที่ผ่านมากว่า 112 ปี (นับจาก พ.ศ. 2446 ถึง 2558) บางค าถาม ได้ค าตอบแน่ชัดแล้ว (เช่น พระเจ้าอู่ทองแห่งกรุงศรีอยุธยาไม่ได้มาจาก เมืองอู่ทอง หรือโบราณสถานคอกช้างดินไม่ใช่เพนียดคล้องช้าง แต่เป็น อ่างเก็บน ้าศกัดสิ์ทิธของพวกพราหมณ์ ิ์) แต่อีกหลายประเด็นยังไม่สามารถ หาค าตอบหรือค าอธิบายได้อย่างชัดเจน (เช่น เมืองอู่ทองกับสุวรรณภูมิสมัย พระอโศมหาราช บทบาทของเมืองอู่ทองก่อนหน้าสมัยทวารวดี หรืออายุ สมัยและการใช้งานของโบราณสถานหินบนเขานอกเมืองทางตะวันตก) ด้วยเหตุนี้การรวบรวมเอกสารงานค้นคว้าเรื่องเมืองอู่ทองในครั้งนี้ คงมีประโยชน์ในการใช้เป็น “ฐานข้อมูล” ส าหรับศึกษาต่อไป ทั้งใช้ในการ ตั้งค าถามที่ถูกต้อง การเก็บรวบรวมข้อมูลที่ประสิทธิภาพ และการ สังเคราะห์ข้อมูลอย่างลุ่มลึก เพราะความก้าวหน้าทางวิชาการ (ไม่เฉพาะ การศึกษาเรื่องเมืองอู่ทอง) ย่อมต้องอาศัยการทบทวนวรรณกรรมหรือ รวบรวมองค์ความรู้เช่นนี้เป็นฐานที่ดีในการต่อยอดความรู้ในอนาคต เพื่อถ่ายทอดให้กับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และโดยเฉพาะเพื่อสร้าง ความเข้าใจ จิตส านึก ตลอดจนความภาคภูมิใจให้เกิดมีขึ้นกับราษฎรใน พื้นที่เมืองโบราณอู่ทองเอง อย่างไรก็ตาม ควรกล่าวไว้ด้วยว่าในการท างานครั้งนี้มีข้อจ ากัด ส าคัญในเรื่องของระยะเวลาในการค้นคว้า ดังนั้นเราจึงเน้นที่ข้อมูลจาก เอกสารภาษาไทยเป็นหลัก จ านวน 128 ฉบับ โดยมีเอกสารภาษาอังกฤษที่ เกี่ยวข้องอยู่บ้างในส่วนของผลการขุดค้นทางโบราณคดี ซึ่งในบทดังกล่าว นั้นเป็นเนื้อหาส่วนส าคัญที่สามารถจะใช้ไปตั้งประเด็นปัญหาในการขุดค้น ที่เมืองอู่ทองครั้งต่อๆ ไปได้อย่างดี


~ 298 ~ “อ ่ ท ู องมีสิ่งที่น่าศึกษา ส าหรับนักโบราณคดีอีกมากมาย และจะต ้ องทา กน ั ต ่ อๆ ไปอ ี กหลายสิบปี” คา กล่าวเมื่อ พ.ศ. 2509 ของ ศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลิเยร์(Jean Boisselier) แปลโดย ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้า สุภัทรดิศ ดิศกุล


~ 299 ~ ภาคผนวก 1. สรุปรายการเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเมืองโบราณอู่ทอง ซึ่งตีพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2494 – 2557 รวม 128 ฉบับ 2. เอกสารส าคัญ “เรื่องเมืองอู่ทอง” จากรายงานเสด็จตรวจราชการ เมืองสุพรรณบุรี 3. เอกสารส าคัญ “เมืองอู่ทองและความส าคัญของเมืองอู่ทอง ในประวัติศาสตร์ไทย” 4. รายละเอียดโครงการเพื่อเสนอของบประมาณสนับสนุน จาก องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยว อย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) 5. รายชื่อคณะท างาน


~ 300 ~ ภาคผนวก 1 สรุปรายการเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเมืองโบราณอ่ทูอง ซึ่งตีพิมพต์งั้แต่พ.ศ. 2494 –2557 รวม 128 ฉบับ พ.ศ. 2494 หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์. “เมืองเก่าในจังหวัดสุพรรณบุรี.” ศิลปากร 5, 2 (สิงหาคม 2494): หน้า 63 - 66. พ.ศ. 2502 สุภัทรดิศ ดิศกุล. “รายงานการน านักศึกษาคณะโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากรไปท า การขุดค้นที่อ าเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2.” ศิลปากร 3, 2 (กรกฎาคม 2502): หน้า 71 – 79. พ.ศ. 2506 ธนิต อย่โูพธ. ิ์เมืองไตรตรึงส์ อู่ทอง และอโยธยา. พระนคร: โรงพิมพ์ศิวพร, 2506. พ.ศ. 2508 ประพัฒน์ ตรีณรงค์. “โบราณคดีสัญจร เที่ยวเมืองนางพิม.” ศิลปากร 9,1 (พฤษภาคม 2508): หน้า 59 - 73. พ.ศ. 2509 กรมศิลปากร. โบราณวิทยาเรื่องเมืองอู่ทอง. พระนคร: โรงพิมพ์ศิวพร, 2509. กรมศิลปากร. รายงานการส ารวจและขุดแต่งโบราณวัตถุสถานเมืองเก่าอู่ทอง อ าเภอ อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี. พระนคร: ศิวพร, 2509. จิรา จงกล. น าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี. พระนคร: กรม ศิลปากร, 2509. ประสาร บุญประคอง. “จารึกบนแผ่นดินเผาและที่ฐานพระพุทธรูป: ค าอ่านจารึกจาก แผ่นดินเผา ตัวอักษรขอมโบราณราวพุทธศตวรรษที่ 11 ได้ในบริเวณเมืองเก่า จังหวัดสุพรรณบุรี ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จ.สุพรรณบุรี.” ศิลปากร 10, 1 (พฤษภาคม 2509): หน้า 81 - 83.


~ 301 ~ ปรีชา กาญจนาคม. “รายงานผลของนักศึกษาคณะโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งไปฝึกงานโบราณคดีภาคปฏิบัติที่อ าเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ตั้งแต่ วันที่ 7 – 21 พฤศจิกายน 2508.” วารสารโบราณคดีฉบับปฐมฤกษ์ (พฤษภาคม 2509): หน้า 13 – 20. พ.ศ. 2510 ธนิต อย่โูพธ. ิ์สุวัณณภูมิ. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2510. William Watson and Helmut H.E. Loofs. “The Thai-British Archaeological Expedition A Preliminary Report on the Work of the First Season 1965 – 1966.” Journal of the Siam Society 55,2 (1967): p.239 – 248. พ.ศ. 2511 ชอง บวสเซอลิเยร์. ความรู้ใหม่ทางโบราณคดีจากเมืองอู่ทอง. แปลโดย หม่อมเจ้า สุภัทรดิศ ดิศกุล. พระนคร: กรมศิลปากร, 2511. พ.ศ. 2512 H.G. Quaritch Wales. Dvaravati: The Earliest Kingdom of Siam (6th to 11th century A.D.). London: Bernard Quaritch, LTD., 1969. พ.ศ. 2514 ขุนศิริวัฒนอาณาทร. เมืองทองหรือสุวรรณภูมิ. พระนคร: ช. ชุมนุมช่าง, 2514. พ.ศ. 2515 ปรวิาท ทรรศนสฤษด. ิ์“สุวรรณภูมิ.” สารนิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2515. พระยาอนุมานราชธน. แหลมอินโดจีนสมัยโบราณ. กรุงเทพฯ: บรรณาคาร, 2515. พ.ศ. 2516 ประยูร อุลุชาฏะ. เที่ยวเมืองศิลปอู่ทอง. กรุงเทพฯ: เกษมบรรณกิจ, 2516.


~ 302 ~ พ.ศ. 2517 ประยูร อุลุชาฏะ. (น. ณ ปากน ้า). ศาสนาและศิลปในสยามประเทศและแหลมอินโดจีน สมัยโบราณ. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์, 2517. พ.ศ. 2519 ชิน อยู่ดี. “คนก่อนประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์ออกทะเล.” ใน วารสารโบราณคดี6,4 (มิถุนายน 2519): หน้า 27 – 29. สมชาย พุ่มสอาด. ต าราประวัติศาสตร์ไทยวิเคราะห์. กรุงเทพฯ: จงเจริญการพิมพ์, 2519. พ.ศ. 2521 มานิต วัลลิโภดม. สุวรรณภูมิอยู่ที่ไหน. กรุงเทพฯ: การเวก, 2521. พ.ศ. 2522 H.H.E.Loofs. “Problems of Continuity between the pre-Buddhist and Buddhist Periods in Central Thailand, with special reference to U-Thong.” in Early South East Asia: Essays in Archaeology, History, and Historical Geography. New York, Kuala Lumpur: Oxford University Press, 1979. พ.ศ. 2525 ภูธร ภูมะธน, ผู้แปล. “เหรียญสมัยโรมันพบที่เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี.” ศิลปากร 26, 1 (มีนาคม 2525): หน้า 110 - 112. มนัส โอภากุล. “เมืองอู่ทองอยู่ที่ไหน?.” ศิลปวัฒนธรรม 3, 8 (มิถุนายน 2525): หน้า 82 - 85. มนัส โอภากุล. “ลูกปัดที่เมืองสุพรรณเกี่ยวข้องกับอาณาจักรฟูนันเพียงใด .” ศิลปวัฒนธรรม 3, 10 (สิงหาคม 2525): หน้า 73 - 76. พ.ศ. 2526 มนัส โอภากุล. “โบราณวัตถุเล็กน้อยในกรุลูกปัดกับความสัมพันธ์ของอาณาจักรโบราณ.” ศิลปวัฒนธรรม 4, 11 (กันยายน 2526): หน้า 30 - 34.


~ 303 ~ พ.ศ. 2527 มนัส โอภากุล. “ชุมชนพันปีกับโบราณวัตถุที่เมืองสุพรรณบุรี.” เมืองโบราณ 10, 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2527): หน้า 43 - 50. พ.ศ. 2528 คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร. ปัจจุบันของโบราณคดีไทย. กรุงเทพฯ: คณะ โบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2528. พิริยะ ไกรฤกษ์. ประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทยฉบับคู่มือนักศึกษา. กรุงเทพฯ: อมรินทร์การพิมพ์, 2528. พ.ศ. 2529 พรชัย สุจิตต์. รายงานการขุดค้นทางโบราณคดีที่บ้านนาลาว ต าบลจรเข้สามพัน อ าเภอ อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี. กรุงเทพฯ: ภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัย ศิลปากร, 2529. ภูธร ภูมะธน. “แหล่งโบราณคดี ท่าม่วง อ าเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี.” ศิลปากร 30, 3 (กรกฎาคม 2529): หน้า 70 - 86. วัฒนา สุภวัน. “การศึกษาโครงกระดูกที่ได้จากการขุดค้นแหล่งโบราณคดีทัพหลวง คุ้งขี้เหล็ก อู่ทอง ซับจ าปา และโคกพนมดี.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปะศาสตร มหาบัณฑิต (สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2529. พ.ศ. 2530 มนัส โอภากุล. “พระเจ้าอู่ทองเป็นจีนหรือไฉน? ไปจากแห่งหนต าบลใด.” ศิลปวัฒนธรรม 9, 1 (พฤศจิกายน 2530): หน้า 72 - 77. พ.ศ. 2531 ธิดา สาระยา. “การก่อตัวของรัฐในลุ่มน ้าท่าจีน-แม่กลอง: พัฒนาการทาง ประวัติศาสตร์ ของเมืองนครปฐม ศึกษาจากหลักฐานทางโบราณคดี.” เมืองโบราณ 14, 1 (มกราคม - มีนาคม 2531): หน้า 83 - 92.


~ 304 ~ พ.ศ. 2532 ธิดา สาระยา. (ศรี) ทวารวดี: ประวัติศาสตร์ยุคต้นของสยามประเทศ. กรุงเทพฯ: เมือง โบราณ, 2532. พ.ศ. 2534 สมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ. พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 1. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2534. พ.ศ. 2535 จตุรพร เทียมทินกฤต และคณะ. “การศึกษาบทบาทของเมืองโบราณอู่ทอง ความสัมพันธ์ กับชุมชนโบราณใกล้เคียง ช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ 19.” เอกสารประกอบการ สัมมนาตามหลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะ โบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2535. ปรีชา กาญจนาคม. “แหล่งโบราณคดีแห่งใหม่ของจังหวัดสุพรรณบุรี.” ศิลปากร 35,5 (2535): หน้า 70 - 77. เอกสิทธิ์พ่ึงประชา. “สระน้ าศกัดิส์ิทธิเ์มอืงสุพรรณบุรี.” ศิลปวัฒนธรรม 13, 7 (พฤษภาคม 2535): หน้า 108 - 113. พ.ศ. 2536 มนัส โอภากุล. “เมืองอู่ทองที่สุพรรณบุรี อยู่ชายทะเล ‘สุวรรณภูมิประเทศ’.” ศิลปวัฒนธรรม 14, 11 (กันยายน 2536): หน้า 94 - 98. พ.ศ. 2537 จ าเนียร แก้วภู่. “สุวรรณภูมิ ข้อมูลที่ต้องทบทวนใหม่ในประวัติศาสตร์.” ศิลปวัฒนธรรม 15, 10 (สิงหาคม 2537): หน้า 140 - 145. นิรุฒ เอี่ยมสกุล. “พัฒนาการก่อนเป็นเมืองอู่ทองในพุทธศตวรรษที่ 11.” สารนิพนธ์ ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัย ศิลปากร, 2537. หมอ่มราชวงศ์สุรยิวุฒิสุขสวสัด. ิ์ ศรีทวารวดีถึงศรีรัตนโกสินทร์. ก รุ ง เ ท พ ฯ: เมือง โบราณ, 2537.


~ 305 ~ พ.ศ. 2539 มนัส โอภากุล. “อาณาจักรสุวรรณภูมิมีจริงหรือ ?.” ศิลปวัฒนธรรม 17, 11 (กันยายน 2539): หน้า 76 - 82. พ.ศ. 2540 “การศึกษาเกี่ยวกับอาณาจักรทวารวดีที่เมืองอู่ทอง.” ศิลปากร 40,5 (กันยายน-ตุลาคม 2540) : หน้า 97 - 113. จุฬาทิพย์ หงษ์ทอง. “คอกช้างดินบริเวณเขาคอก อายุ 2,500 ปี เมืองอู่ทอง.” สารกรม ศิลปากร 10, 9 (กันยายน 2540): หน้า 9 - 10. ณัฏฐภัทร จันทวิช . “ร่องรอยโบราณสถานที่เมืองอู่ทอง.” ศิลปากร 40,6 (พฤศจิกายน-ธันวาคม 2540) : หน้า 72 - 94. ณัฏฐภัทร จันทวิช. “อารยธรรมโบราณที่อู่ทอง.” ศิลปากร 40,4 (กรกฎาคม-สิงหาคม 2540) : หน้า 68 - 83. มนัส โอภากุล. “ศิลปะบนฝ่าพระพุทธบาทวัดเขาดีสลัก.” เมืองโบราณ 23, 4 (ตุลาคมธันวาคม 2540): หน้า 126 - 128. พ.ศ. 2541 “‘ชีวิตสามัญ’ ของชุมชนเมืองอู่ทอง เมื่อพันปีก่อน-จากผลการขุดค้นของนักศึกษาคณะ โบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร.” เมืองโบราณ 24, 2 (เมษายน-มิถุนายน 2541): หน้า 138 - 140. ก่องแก้ว วีระประจักษ์. “จารึกบทนมัสการบนแผ่นอิฐสมัยทวารวดี.” ศิลปากร 41, 4 (กรกฎาคม-สิงหาคม 2541): หน้า 44 - 47. กุลนรี มีแก้ว. “การศึกษาภาชนะดินเผาในเชิงปริมาณจากการขุดค้นแหล่งโบราณคดี อู่ทอง พ.ศ. 2541.” ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2541. บัณฑิต ทองอร่าม. “การวิเคราะห์ลูกปัดที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ปี พ.ศ. 2541.” สารนิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากร, 2541.


~ 306 ~ วนกร ลออสุวรรณ. “ร่องรอยหลักฐานการนับถือศาสนาพราหมณ์ช่วงก่อนพุทธศตวรรษ ที่ 16 ที่พบบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี.” สารนิพนธ์ปริญญา ศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2541. ศศิธร นาคถาวร. “การศึกษากระดูกสัตว์ที่ได้จากการขุดค้นแหล่งโบราณคดีอู่ทอง อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี พ.ศ. 2541.” สารนิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2541. สายันต์ ไพรชาญจิตร์. “หลักฐานและความรู้ใหม่ทางโบราณคดีเกี่ยวกับ โบราณสถานคอกช้างดิน เมืองอู่ทอง.” ศิลปากร 41, 4 (กรกฎาคม-สิงหาคม 2541): หน้า 15 - 40. พ.ศ. 2542 ก่องแก้ว วีระประจักษ์. “จารึกบนเหรียญเงินทวารวดี จากแหล่งโบราณคดีคอกช้างดิน เมืองอู่ทอง.” ใน เอกสารประกอบการสัมมนา “จากทวารวดีถึงสุพรรณภูมิ: หลักฐานและข้อมูลใหม่ทางโบราณคดี. สุพรรณบุรี: ส านักงานโบราณคดีและ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 2, 2542. หน้า 150 - 155. ผาสุข อินทราวุธ. ทวารวดี: การศึกษาเชิงวิเคราะห์จากหลักฐานทางโบราณคดี. กรุงเทพฯ: อักษรสมัย, 2542. สายน ้า เสฏฐพงศ์. สุพรรณบุรี: ทวารวดีศรีสุพรรณภูมิเมืองแห่งประวัติศาสตร์และ โบราณคดี. กรุงเทพฯ: บริษัท แสงปัญญาเลิศ, 2542. สุรพล นาถะพินธุ. “ข้อมูลเพิ่มใหม่จากการขุดค้นแหล่งโบราณคดีเมืองอู่ทอง.” ใน เอกสารประกอบการสัมมนา “จากทวารวดีถึงสุพรรณภูมิ: หลักฐานและข้อมูล ใหม่ทางโบราณคดี. สุพรรณบุรี: ส านักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติที่ 2, 2542. หน้า 95 – 103. พ.ศ. 2543 กุลนรี มีแก้ว. “หม้อมีสัน: จากแหล่งโบราณคดีอู่ทอง.” สารกรมศิลปากร 13, 4 (เมษายน 2543): หน้า 10 - 13.


~ 307 ~ พ.ศ. 2544 มนัส โอภากุล. “เมือง (สมัย) อู่ทองที่ถูกท าลาย.” เมืองโบราณ 27, 2 (เมษายน – มิถุนายน 2544): หน้า 116 - 118. มนัส โอภากุล. “อีแปะจีนที่เมืองสุพรรณฯ.” ความรู้คือประทีป 2 (2544): หน้า 10 - 15. พ.ศ. 2545 ชีวรัตน์ สาลีประเสริฐ. “การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นเรื่องการอนุรักษ์โบราณสถานโบราณวัตถุ อ าเภออู่ทอง ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษา ศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิชาหลักสูตรและการนิเทศ) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2545. ณัฏฐภัทร จันทวิช, บรรณาธิการ. น าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จังหวัด สุพรรณบุรี. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2545. ธิดา สาระยา. ทวารวดี: ต้นประวัติศาสตร์ไทย. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ. 2545. ภัทรพงษ์ เก่าเงิน. โบราณคดีคอกช้างดิน. กรุงเทพฯ: ส านักงานโบราณคดีและ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 2 สุพรรณบุรี, 2545. วสนัติ์เทพสุรยิานนท์“รายงานผลการขุดค้นทางโบราณคดีที่บ้านนาลาว ต าบลอู่ทอง อ าเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี พ.ศ. 2544.” ใน โบราณคดีเมืองอู่ทอง. นนทบุรี: ส านักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 2 สุพรรณบุรี, 2545. หน้า 127 – 150. ศรีศักร วัลลิโภดม . “สุวรรณภูมิ ดอนตาเพชร - อู่ทอง และ - ชิน อยู่ดี.” ศิลปวัฒนธรรม 23,8 (มิถุนายน 2545): หน้า 82 - 86. ส านักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 2 สุพรรณบุรี. โบราณคดีเมืองอู่ทอง. นนทบุรี: สหมิตรพริ้นติ้ง, 2545. สุจิตต์ วงษ์เทศ, บรรณาธิการ. สุวรรณภูมิอยู่ที่นี่ ที่แผ่นดินสยาม. กรุงเทพฯ: มติชน, 2545. สุจิตต์ วงษ์เทศ. ประชุมหลักฐานประวัติศาสตร์เรื่องพระเจ้าอู่ทองไม่ได้มาจากเมืองอู่ทอง: มาจากเมืองจีน-ทางทะเลมาจากเมืองลาว-ทางบก. กรุงเทพฯ: มติชน, 2545. สุจิตต์ วงษ์เทศ. พระปฐมเจดีย์ไม่ใช่เจดีย์แห่งแรกแต่เป็นมหาธาตุหลวงยุคทวารวดี. กรุงเทพฯ: มติชน, 2545.


~ 308 ~ พ.ศ. 2546 ประชุม ชุ่มเพ็งพันธุ์. สุวรรณภูมิ ดินแดนทองแห่งเอเชียตะวันออก เฉียงใต้. กรุงเทพฯ: ชมรมเด็ก, 2546. เอกสารประกอบการประชุมสัมมนา เรื่อง ความก้าวหน้าในการศึกษาโบราณคดีและเมือง โบราณในวัฒนธรรมทวารวดี. สุพรรณบุรี: ส านักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี ส านักโบราณคดี กรมศิลปากร, 2546. พ.ศ. 2547 กุสุมา รักษมณี. “"สุวรรณภูมิ" ในนิทานนานาชาติ.” ศิลปวัฒนธรรม 25, 5 (มีนาคม 2547): หน้า 112 - 118. ธนกฤต ลออสุวรรณ. “พระพิมพ์ดินเผาจากราชบุรี: ร่องรอยความสัมพันธ์ระหว่างนิกาย เถรวาท-มหายานในสมัยทวารวดี.” ด ารงวิชาการ 3, 5 (มกราคม – มิถุนายน 2547): หน้า 152 – 161. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. “การนับถือบูชาต้นไม้ใหญ่และต้นโพธใิ์นสมยัทวารวดี.” ด ารง วิชาการ 3, 6 (กรกฏาคม – ธันวาคม 2547): หน้า 1 – 9. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. “คติรูปพระสูรยะบนธรรมจักรในศิลปะทวารวดี.” ด ารงวิชาการ 3, 5 (มกราคม – มิถุนายน 2547): หน้า 59 – 67. สุจิตต์ วงษ์เทศ. ชาติพันธุ์สุวรรณภูมิ: บรรพชนคนไทยในอุษาคเนย์. กรุงเทพฯ: มติชน, 2547. อนันต์ กลิ่นโพธิก์ลับ. “การศึกษาความหมายและรูปแบบตราประทับสมัยแรกเริ่ม ประวัติศาสตร์ ในพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติอู่ทอง อ าเภออู่ทอง จังหวัด สุพรรณบุรี.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สาขา โบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2547. พ.ศ. 2548 กฤช เหลือลมัย. “ดู "ทวารวดี"..ดูที่พิพิธภัณฑ์อู่ทอง.” เมืองโบราณ 31, 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2548): หน้า 115. ชวลิต ขาวเขียว และ ทิวา ศุภจรรยา. “ธรณีโบราณคดีที่ราบเจ้าพระยาตอนล่าง: การศึกษาเบื้องต้นจากข้อมูลโทรสัมผัส.” ใน ด ารงวิชาการ 4, 2 (กรกฏาคม – ธันวาคม 2548): หน้า 55 – 69.


~ 309 ~ ธิดา สาระยา. ประวัติศาสตร์อารยธรรมไทย. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้ง, 2548. ผาสุข อินทราวุธ. สุวรรณภูมิ: จากหลักฐานโบราณคดี. กรุงเทพฯ: ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2548. Podjanok Kanjanajuntorn. “Development Social Complexity in Metal Age WestCentral Thailand ca. 500 BC – AD 500.” Ph.D. dissertation, University of Bristol, 2005. พ.ศ. 2549 ผาสุข อินทราวุธ. “เหรียญเงินไม่มีจารึก พบในแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดี.” ใน "มรดก วัฒนธรรม: ไทยกับเพื่อนบ้าน": การประชุมทางวิชาการนานาชาติ. กรุงเทพฯ : คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2549, หน้า 59 - 79. ศรีศักร วัลลิโภดม. ประวัติศาสตร์โบราณคดี: เมืองอู่ทอง. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2549. สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ. พระเจ้าอู่ทองมาจากไหน? เป็นไทย ลาว หรือ "เจ๊ก" จีน. กรุงเทพฯ: บริษัท ดรีม แคชเชอร์กราฟฟิค, 2549. สุจิตต์ วงษ์เทศ, บรรณาธิการ. สุวรรณภูมิ: ศูนย์กลางการค้าข้ามภูมิภาค 2 มหาสมุทรที่ พระเจ้าอโศกส่งพุทธศาสนามาถึงครั้งแรก ต้นกระแสประวัติศาสตร์ไทย เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว. กรุงเทพฯ: โครงการสถาบันสุวรรณภูมิ มหาวิทยาลัยศิลปากร , 2549. อนันต์กลนิ่ โพธกิ์ลบั. “รูปแบบและความหมายของตราประทับเมืองอู่ทอง สุพรรณบุรี.” เมืองโบราณ 32, 1 (มกราคม – มีนาคม 2549): หน้า 22 - 23. พ.ศ. 2550 จุฑามาศ คงสวสัด. ิ์ “การศึกษาแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เมือง โบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตร มหาบัณฑิต (สาขาวิชาพัฒนศึกษา) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2550. พนมบุตร จันทรโชติ, ภัทรวรรณ ภาครส, วรางคณา เพ็ชร์อุดม. น าชม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง และเรื่องราวสุวรรณภูมิ. กรุงเทพฯ: กรม ศิลปากร, 2550.


~ 310 ~ ศรีศักร วัลลิโภดม. “ปรารภ...สุวรรณภูมิ.” วารสารหน้าจั ่ว ฉบับประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรมไทย 5, 5 (กันยายน 2550): หน้า 6 - 13. พ.ศ. 2551 ผาสุข อินทราวุธ. ทวารวดีธรรมจักร. กรุงเทพฯ: ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2551. สุกัญญา เบาเนิด. “เชื้อชาติ (ชนชาติ) กับดักทางความคิดในกรณี “ทวารวดี(ไม่)มีมอญ.”” เมืองโบราณ 34, 1 (มกราคม – มีนาคม 2551): หน้า 44 - 46. เจนจิรา เบญจพงศ์. “สถานีการค้าโลกที่ชื่อ 'สุวรรณภูมิ'.” สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์56,1 (26 กันยายน - 2 ตุลาคม 2551): หน้า 80. เจนจิรา เบญจพงศ์. “อู่ทอง เมืองทอง สุวรรณภูมิ.” สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์56, 5 (24 - 30 ตุลาคม 2551): หน้า 38. พ.ศ. 2552 ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. “'อู่ทอง' ไม่เคยร้าง.” สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์57, 3 (9 - 15 ตุลาคม 2552): หน้า 47. สายทิพย์ สุดชา. “กระบวนการค้าโบราณวัตถุประเภทลูกปัดทวารวดี.” เอกสารการศึกษา เฉพาะบุคคล หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะ โบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2552. พ.ศ. 2553 จีราวรรณ แสงเพ็ชร์. “การประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุสมัยทวารวดี.” ด ารงวิชาการ 9, 1 (มกราคม – มิถุนายน 2553): หน้า 20 – 32. เชษฐ์ ติงสัญชลี. ลวดลายในศิลปะทวารวดี: การศึกษา “ที่มา” และการตรวจสอบกับศิลปะ อินเดียสมัยคุปตะ-วกาฏกะ. นครปฐม: สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัย ศิลปากร, 2553. ธนิตตา ธนสิริกุลวงศ์. “การศึกษารูปแบบพวยกาสมัยทวารวดีในพื้นที่ภาคกลาง.” เอกสารการศึกษาเฉพาะบุคคล หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2553.


~ 311 ~ ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์. ศรีสุพรรณภูมิ เรื่องต านานจากอดีตกาลจนถึงเรื่องเล่าขาน เมื่อวันวาน. กรุงเทพฯ: ดวงกมล, 2553. พงษ์ศกัดิ์นิลวร. “ร่องรอยพุทธศาสนาสมัยทวารวดีบริเวณลุ่มแม่น ้าลพบุรี-ป่ าสัก ศึกษา จากหลักฐานทางโบราณคดีประเภทศิลปกรรมและจารึก.” วิทยานิพนธ์ ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์) บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2553. วรรณภา อัมพวัน. “เทคนิคเชิงช่างงานประติมากรรมปูนปั้นและดินเผาที่ใช้ในการ ประดับศาสนสถานสมัยทวารวดี.” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สาขา โบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2553. สุจิตต์วงษ์เทศ, บรรณาธิการ. Black death โรคห่ากาฬโรคยุคพระเจ้าอู่ทองฝังโลกเก่า ฟื้นโลกใหม่ได้ "ราชอาณาจักรสยาม". กรุงเทพฯ: เรือนแก้ว, 2553. พ.ศ. 2554 ดวงกมล อนันต์วัชรกุล. “คติความเชื่อเรื่องสัตว์ที่ปรากฏในวัฒนธรรมทวารวดี.” เอกสาร การศึกษาเฉพาะบุคคล หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะ โบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2554. เมริกา สงวนวงษ์. “การศึกษาประติมากรรมชาวต่างชาติสวมหมวกทรงสูงในสมัย ทวารวดี.” เอกสารการศึกษาเฉพาะบุคคล หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2554. สนัติ์ไทยานนท์. “การศึกษาล าดับพัฒนาการวัฒนธรรมทางโบราณคดีเมืองอู่ทอง.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาโบราณคดีสมัย ประวัติศาสตร์) มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2554. เสาวพงษ์ ยมาพัฒน์. “อู่ทองในเครือข่ายการค้าโลกสมัยโบราณ.” เอกสารการค้นคว้า อิสระ หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2554. พ.ศ. 2555 ประภัสสร์ ชูวิเชียร. “เมืองอู่ทอง เมื่อหลัง พ.ศ. 1500.” สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์59, 52 (14 - 20 กันยายน 2555): หน้า 46.


~ 312 ~ ประภัสสร์ ชูวิเชียร. “หนิตงั้หนิใหญ่ภเูขาศกัดสิ์ทิธทิ์เ่ีมอืงอู่ทอง.” ส ย า ม รั ฐ สั ป ด า ห์ วิจารณ์59, 49 (24 - 30 สิงหาคม 2555): หน้า 46. ภูวนาถ รัตนรังสิกุล. “การศึกษาวิจัยโบราณวัตถุที่มีตะกั ่วเป็นองค์ประกอบหลักใน วัฒนธรรมทวารวดี.” วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (สาขาโบราณคดีสมัย ประวัติศาสตร์) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2555. วรพงศ์ อภินันทเวช. “ประติมากรรมคนแคระในวัฒนธรรมทวารวดี: รูปแบบและ ความหมาย.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (สาขาประวัติศาสตร์ ศิลปะ) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2555. วันวิสาข์ ธรรมานนท์. “หลักฐานทางโบราณคดีในประเทศไทยที่แสดงถึงความสัมพันธ์ ทางการค้ากับเอเชียตะวันตก ก่อนพุทธศตวรรษที่ 16.” วิทยานิพนธ์ปรัชญา ดุษฎีบัณฑิต (สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2555. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. “'ปุษยศิริ' เขากลางเมืองอู่ทอง 'สุวรรณภูมิ'.” สยามรัฐสัปดาห์ วิจารณ์59, 49 (24 - 30 สิงหาคม 2555): หน้า 47. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. “เมืองอู่ทอง ไม่เกี่ยวกับพระเจ้าอู่ทอง ศิลปะอู่ทอง และ พระพุทธรูปอู่ทอง.” สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์60, 3 (5 - 11 ตุลาคม 2555): หน้า 47. พ.ศ. 2556 ปรัชญา รุ่งแสงทอง และอภิรัฐ เจะเหล่า. “การขุดค้นทางโบราณคดี ณ โบราณสถานพุ หางนาค หมายเลข 1.” ใน เอกสารประกอบการเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “อู่ทอง....ต้นสายและปลายทาง”. ส านักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี, 2556. (เอกสารอัดส าเนา). หน้า 34 – 67. พสิทิธิ์ลีรัตนนุรัตน์. เมืองอู่ทอง: เสน่ห์แห่งลูกปัดทวารวดี. กรุงเทพฯ: องค์การบริหาร การพัฒนา พื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน), 2556. รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล. “ปุษยคิริ: เขาศกัดสิ์ทิธขิ์องเมอืงอู่ทอง.” ใน เ ส ว น า วิ ช า ก า ร ทวารวดีอัพเดท! ทวารวดีจากภาคสนาม. ปทุมธานี: คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต, 2556. หน้า 53 – 62.


~ 313 ~ วิภาดา อ่อนวิมล. “อิฐมีลวดลายในสมัยทวารวดี.” เอกสารการศึกษาเฉพาะบุคคล หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัย ศิลปากร, 2556. สฤษดพิ์งศ์ขนุทรง. “ทวารวดีกับเส้นทางสายแพรไหมทางทะเล ข้อสังเกตจากเมือง นครปฐมและอู่ทอง.” เสวนาวิชาการทวารวดี อัพเดท! ทวารวดีจากภาคสนาม. ปทุมธานี: คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต, 2556. หน้า 73 – 83. สฤษดพิ์งศ์ขุนทรง. เนินพลับพลา เมืองอู่ทอง: ผลการขุดค้นทางโบราณคดี ปี 2556. กรุงเทพฯ: ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2556. สุภมาศ ดวงสกุล. “การก าหนดอายุ “ทวารวดี” ข้อสังเกตจากเมืองอู่ทอง.” ใน เสวนา วิชาการทวารวดี อัพเดท! ทวารวดีจากภาคสนาม. ปทุมธานี: คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต, 2556. หน้า 63 – 71. อู่ทอง: หลักฐานพระพุทธศาสนาแรกเริ่มและรอยลูกปัด. กรุงเทพฯ: องค์การบริหารการ พัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน), 2556. พ.ศ. 2557 ตรงใจ หุตางกูร. “การตีความใหม่เรื่องขอบเขตแนวชายฝั่งทะเลโบราณสมัยทวารวดี บนที่ราบภาคกลางตอนล่าง.” ใน ด ารงวิชาการ 13, 1 (มกราคม – มิถุนายน 2557): หน้า 11 – 44. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. “ความเข้าใจผิดซ ้าซากเกี่ยวกับเมืองอู่ทอง.” ใน สยามรัฐ สัปดาห์วิจารณ์61, 36 (23–29 พฤษภาคม 2557): หน้า 47 - 48.


~ 314 ~


~ 315 ~ ภาคผนวก 2 เอกสารส าคัญ “เรอื่งเมืองอ่ทูอง” จากรายงานเสด็จตรวจราชการเมืองสุพรรณบุรี พระนิพนธ์ใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ (เมื่อครั้งด ารงต าแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย) วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 122 (พ.ศ. 2446) เวลาโมงเช้าขึ้นม้าไปดู เมืองโบราณซึ่งชาวบ้านเรียกว่า เมืองท้าวอู่ทอง อยู่เหนือบ้านจระเข้ สามพันไประยะทางประมาณ 200 เส้น ได้ไปแวะดูเจดีย์โบสถ์วิหารที่เขา ธรรมเธียรก่อน แล้วไปเมืองท้าวอู่ทอง หยุดกินข้าวเช้าที่สถานพระนารายณ์ ริมท่าพระยาจักร แล้วไปดูวัดปราสาท วัดหลวง วัดช่องลม ในเมืองนั้น พักอยู่จนเวลาบ่าย 3 โมง จึงกลับมาที่พักบ้านจระเข้สามพัน ไปเที่ยวนี้ข้าพเจ้าได้ไปเที่ยวที่เมืองอู่ทอง มีความคิดเห็นในเรื่อง เมืองโบราณแถวนี้บ้างเล็กน้อย จึงได้เรียบเรียงลงไว้ในท้ายรายงานดังนี้ มีเมืองโบราณเมืองหนึ่งอยู่ในแขวงสุพรรณบุรี ทางตะวันตกเฉียงใต้ ใกล้กับเทือกเขา ซึ่งเป็นเขตแดนเมืองสุพรรณ ต่อกับเมืองกาญจนบุรี และมี ล าแม่น ้าเก่าผ่านหน้าเมืองโบราณนี้ เรียกว่าล าน ้าจระเข้สามพัน แต่ทุกวันนี้ ขาดเขินเป็นห้วงเป็นตอนเสียแล้ว เมืองโบราณนี้ พวกราษฎรที่อยู่ในแถวนั้น เรียกว่า เมืองท้าวอู่ทอง มีเรื่องราวเล่าสืบต่อกันมาแต่โบราณว่า ท้าวอู่ทองได้ครอบครองเมืองนี้มา จนกาละครั้งหนึ่งเกิดไข้ห่า ราษฎรล้มตายมากนัก ท้าวอู่ทองจึงอพยพผู้คน ละทิ้งเมืองหนีห่าไปทางทิศตะวันออก เที่ยวเสาะหาที่ตั้งเมืองเป็นระยะไป หลายแห่ง ไข้ห่าก็ยังตามไป จนท้าวอู่ทองอพยพผู้คนหนีข้ามล าแม่น ้า


~ 316 ~ สุพรรณไปทางฝั่งตะวันออกจึงได้พ้นห่า ยังมีท่าริมแม่น ้าสุพรรณเรียกว่า ท่าท้าวอู่ทองอยู่จนทุกวันนี้ มีเรื่องราวเล่าสืบต่อกันมาดังนี้ ข้าพเจ้าได้ไปเที่ยวถึงเมืองท้าวอู่ทองในคราวนี้ตรวจดูภูมิ ฐานเหน็เป็นเมืองใหญ่มีกา แพงเมือง 2 ชั้น และมีสระใหญ่ๆ ขุดไว้ หลายสระคล้ายกบัเมืองสุโขทยัเก่า ข้างในเมืองมีโคกอิฐซึ่งพึงเหน็ได้ ว่าเป็นวดัวาของเก่าแก่มากมายหลายแห่ง พระเจดีย์ที่ยงัคงรูปอยู่ ก็มีอยู่บ้าง ได้ตรวจค้นดูของเก่าที่จะเป็นพยานอายุของเมืองนี้ ได้พระพุทธรูปที่เป็ นฝีมือเดียวกับพระทางพระปฐมเจดีย์มีอยู่บ้าง และได้สืบถามตามชาวบ้านถึงสิ่งของโบราณที่ขุดได้ในเมืองนี้ก็ได้ เงินเหรียญตราสงัขอ์ย่างเดียวกบัที่ขดุได้ที่พระประโทน จึงสนันิษฐาน ว่าเมืองนี้จะเป็ นเมืองในสมัยเดียวกับเมืองโบราณที่พระปฐมเจดีย์ ก่อนเมืองสุพรรณบุรี ทุกวันนี้ช้านาน แต่เจดียสถานที่ยังมีรูปอยู่นั้น สังเกต ว่าที่เป็นรูปชั้นใหม่ประมาณว่าในครั้งกรุงเก่าก็มีบ้าง ดูการก่อสร้างจะเป็น 2 ยุคอยู่ เมืองนี้แต่เดิมคงเป็นเมืองที่มีกษัตริย์ครอบครอง ครั้นต่อมาเพราะ เหตุที่ทางแม่น ้าเปลี่ยนแปลง ท าให้แม่น ้าส าหรับเมืองนี้ตื้นเขินขึ้นทุกที จึงต้องขุดสระหาน ้าไว้ใช้ในเมืองเมื่อฤดูแล้ง และภายหลังยังกันดารน ้ายิ่งขึ้น ทุกทีจนเกิดไข้เจ็บจะอยู่ต่อไปไม่ได้ จึงต้องทิ้งเมืองย้ายไปที่อื่น ดังนิทานที่ เล่าสืบกันมาว่าหนีห่านั้น เมืองที่ต้องทิ้งให้ร้าง เพราะแม่น ้าเปลี่ยนทางอย่างว่านี้ มีตัวอย่าง หลายเมือง คือ เมืองสุโขทัยเก่าเป็นต้น เมืองที่ต้องทิ้งให้ร้างในชั้นหลังไม่ช้า นานมานักเพราะเหตุนี้ก็มีอีกเมืองหนึ่ง คือ เมืองพิจิตรเก่า เมื่อ ปีขาล อัฐศก จุลศักราช 1228 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นไปเมือง พิษณุโลก เสด็จด้วยเรือไฟพระที่นั่งอรรคราชวรเดช ซึ่งเป็นเรือสองปล่อง อย่างใหญ่ ในเวลานั้นยังไปได้ทางแม่น ้าพิจิตร ทุกวันนี้แม่น ้านั้นตื้นเขินเป็น ห้วงเป็นตอนใช้เรือไม่ได้ทีเดียว จนต้องย้ายเมืองพิจิตรมาตั้งทางแม่น ้าใหม่


~ 317 ~ ข้างคลองเรียง ถึงที่พระปฐมเจดีย์แต่เดิม ก็คงจะมีแม่น ้า เพราะการสร้าง เมืองแต่โบราณคงต้องอาศัยล าน ้าและมีที่ท านา จึงตั้งเป็นบ้านเมืองใหญ่โต อยู่ได้ อาศัยเหตุเหล่านี้ จึงได้ลงความสันนิษฐานดังกล่าวมาแล้ว ท่านทั้งปวงที่ได้อ่านหนังสือพระราชพงศาวดารที่กรมสมเด็จ พระปรมานุชิตฯ ทรงเรียบเรียงไว้ ย่อมทราบอยู่ทั่วกันว่ากษัตริย์พระองค์ หนึ่งทรงพระนามว่า พระเจ้าอู่ทอง เป็นผู้สร้างกรุงเก่า เมื่อจุลศักราช 712 ปี เมืองโบราณที่ข้าพเจ้าว่านี้ก็เรียกว่า เมืองท้าวอู่ทอง (ท้าวอู่ทอง หรือพระเจ้า อู่ทอง ก็คือความเดียวกันนั้นเอง) จึงเป็นข้อปัญหาน่าคิดว่าพระเจ้าอู่ทองนั้น จะเป็นพระองค์เดียวกัน หรือเป็นกษัตริย์ 2 พระองค์มีพระนามพ้องกัน ความข้อนี้ในหนังสือ พระราชพงศาวดารว่า พระเจ้าอู่ทองที่สร้างกรุงเก่านั้น ลงมาแต่เพียงเทพนคร ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองก าแพงเพชร และแสดงเหตุว่า เพราะบรรทมในเปลทองของนฤมิตแต่ยังทรงพระเยาว์ จึงได้มีพระนามว่า พระเจ้าอู่ทอง ดังนี้ แต่ฝ่ายข้างพระเจ้าอู่ทองทางสุพรรณนี้ ไม่มีอันใดปรากฏ นอกจากเรื่องนิทานที่ได้เล่ามาแล้ว แต่มีหลักฐานบางอย่างซึ่งน่าจะเอามาประกอบคิดเดาดูได้บ้าง คือ ในหนังสือโบราณเช่นหนังสือจารึกหลักศิลาที่เมืองสุโขทัยเป็ นต้น เมื่อกล่าวถึงเมืองสุพรรณ ย่อมเรียกว่าเมืองสุวรรณภูมิ หาได้เรียก เมืองสุพรรณบุรีไม่ ค าว่า อู่ ย่อมแปลได้เป็น 2 นัย แปลว่าเปลก็ได้ หรือจะ แปลว่าเป็นที่มีที่เกิด ดังเช่นค าที่ใช้พูดกันอยู่ว่า อู่น ้าอู่ข้าว เช่นนี้ก็แปลได้ เพราะเหตุนี้ค าว่าสุวรรณภูมิถ้าจะแปลว่าอู่ทองจะใช้ได้หรือไม่ ถ้าใช้ได้เมืองโบราณนี้ชื่อเดิมที่ใช้เรียกในภาษาไทย คงเรียกว่าเมือง อู่ทอง เมื่อไปเรียกในภาษาบาลีจึงใช้ว่าสุวรรณภูมิเพราะฉะนั้น สันนิษฐานว่าที่เรียกพระนามกษัตริย์ที่ครองเมืองนี้ว่า ท้าวอู่ทอง หรือ พระเจ้าอู่ทองนั้น ก็คืออย่างเรียกว่า พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา หรือพระเจ้า เชียงใหม่ หาใช่นามเฉพาะกษัตริย์พระองค์หนึ่งพระองค์ใดไม่ เป็นนาม ส าหรับเรียกพระเจ้าแผ่นดินที่ครองเมืองอู่ทองนี้ทุกพระองค์


~ 318 ~ มีข้อที่ควรจะเห็นประหลาดอีกอย่างหนึ่งคือ เมืองอู่ทองนี้อยู่ใน ท่ามกลางระหว่างเมืองทั้งสองเมือง ข้างตะวันตกเรียกว่าเมืองกาญจนบุรี อีกเมืองหนึ่งอยู่ข้างตะวันออกเรียกว่าเมืองสุพรรณบุรี ชื่อเกี่ยวกับทอง ด้วยกัน ทั้งสามเมือง ท าไมจึงเป็นเช่นนี้ ในหนังสือโบราณที่ได้กล่าวมาแล้วมี ชื่อปรากฏแต่เมืองสุวรรณภูมิเมืองเดียว ถ้าจะสันนิษฐานว่าเมืองทั้งสองคือ เมืองกาญจนบุรีก็ดี เมืองสุพรรณบุรีทุกวันนี้ก็ดี เป็นเมืองที่ตั้งขึ้นภายหลัง โดยมีเหตุเกี่ยวเนื่องกับเมืองสุวรรณภูมิอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างนี้จะใช้ได้ หรือไม่ เมื่อได้ลองคิดถึงเพียงนี้แล้ว ดูยังมีข้อที่น่าจะวินิจฉัยต่อไปอีกข้อ 1 ว่า พระเจ้าอู่ทองที่สร้างกรุงเก่านั้น ถ้าจะเป็นพระเจ้าอู่ทองที่ไปจากเมือง สุวรรณภูมินี้จะเป็นได้หรือไม่ ปัญหาข้อนี้ ถ้าจะว่าในทางข้างจะเป็นได้ก็มี หลักฐานอยู่ หลายอย่าง คือ (1) ตามเรื่องนิทานที่เล่าสืบกันมาว่า พระเจ้าอู่ทองทิ้งเมือง สุวรรณภูมิหนีห่าข้ามไปทางทิศตะวันออกนั้น ก็ไปตรงทางทิศกรุงเก่า ระยะ แต่เมืองเดิมมาถึงกรุงเก่าก็เพียง 3 วัน ใกล้กว่าและจะอพยพผู้คนไปได้ง่าย กว่าที่จะลงมาจากเมืองเทพนครเป็นอันมาก (2) ผู้ศึกษาพงศาวดารย่อมทราบอยู่ด้วยกันว่า เมืองศรีอยุธยาเป็น เมืองเก่า มีมาก่อนครั้งพระเจ้าอู่ทอง พระเจ้าอู่ทองเป็นแต่มาตั้งเมือง ศรีอยุธยาขึ้นเป็นเมืองหลวงอีกครั้งหนึ่ง ที่มาเปลี่ยนพระนามเป็นสมเด็จ พระรามาธิบดีนั้น ก็เพราะเหตุจะให้ต้องแบบแผนที่เป็นกษัตริย์ครองเมือง ศรีอยุธยาอย่างพระรามาวตาร ข้อนี้น่าจะเห็นได้ว่าแต่เดิมคงจะมีพระนาม ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏเป็นอย่างอื่น เช่นว่า สมเด็จพระบรม ราชาธิราช เป็นต้น ที่เรียกว่าพระเจ้าอู่ทอง เรียกตามนามเมืองอู่ทอง ครั้นมา ครองศรีอยุธยาก็ใช้ พระนามปรากฏว่า พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา แต่นั้นมา (3) ในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า ในแผ่นดินพระเจ้าอู่ทองนั้น หัวเมืองฝ่ายเหนือตั้งแต่เมืองนครสวรรค์ขึ้นไป เป็นเมืองประเทศราชทั้งนั้น


~ 319 ~ ถ้าพระเจ้าอู่ทองลงมาจากเมืองเทพนครฯ ก็อยู่ใกล้ในระหว่างเมือง ก าแพงเพชร เมืองพิจิตรแลอยู่เหนือเมืองนครสวรรค์ ที่ต้องต้อนผู้คนผ่านลง มาเพียงระยะวันเดียวสองวันรอบข้าง เมืองเหล่านั้นจะเป็นเมืองประเทศราช อย่างไร ในข้อนี้พิเคราะห์ดูตามความในหนังสือพระราชพงศาวดารตอนนี้ ถ้ามาจากเมืองสุพรรณ พิเคราะห์ความงามจะสมมากกว่ามาจากข้างเหนือ เพราะเมื่อพระเจ้าอู่ทองมาสร้างกรุงเก่าเป็นราชธานีนั้น น่าที่จะกวาดต้อน ผู้คนซึ่งมีภูมิล าเนาอยู่ทางเมืองเดิมมาไม่ได้หมด คือขุนหลวงพะงั่ว ซึ่งเป็น พี่พระมเหสีเป็นต้น น่าที่จะเป็นเพราะมีวงศ์วานพรรคพวกตั้งภูมิล าเนาอยู่ ทางโน้นมาก ไม่ย้ายมาอยู่กรุงศรีอยุธยาที่สร้างใหม่ จึงโปรดตั้งขุนหลวง พะงั่วขึ้นเป็นพระบรมราชาให้อยู่ครองทางเมืองเดิม และจะได้ตั้งขึ้นเป็น เมืองสุพรรณบุรีในคราวเดียวกันกับสร้างกรุงเก่านั้น ก็อาจจะเป็นได้ ส่วนพระราเมศวรราชโอรสนั้นโปรดให้ขึ้นไปครองเมืองลพบุรี รักษา พระราชอาณาจักรข้างทางเหนือ ที่ติดต่อกับเมืองประเทศราช ดูภูมิแผนที่ ที่วางการเช่นนี้ เข้าที่ทางข้างจะมาจากสุพรรณมาก ข้อความที่กล่าวมาทัง้นี้ขอให้ท่านผู้เอาใจใส่สอดส่องใน พงศาวดารเมืองไทย จงพิเคราะหด์เูถิด คัดจาก รายงานพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงด ารงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เสด็จตรวจราชการเมืองสุพรรณบุรี ปีรัตนโกสินทร์ศก 122 (พ.ศ. 2446) ในหนังสือ โบราณวิทยาเรื่องเมืองอู่ทอง. พระนคร: โรงพิมพ์ศิวพร, 2509. (พิมพ์ในงานเสด็จพระราชด าเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง 13 พ.ค. 2509). หน้า 27 - 32.


~ 320 ~


~ 321 ~ ภาคผนวก 3 เอกสารส าคัญ “เมืองอ่ทูองและความสา คญัของเมืองอ่ทูองในประวตัิศาสตรไ์ทย” ศาสตราจารย์ ชอง บวสเซอลิเยร์ (Jean Boisselier) แปลจากบทความภาษาฝรั ่งเศสโดย ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล หลังจากที่สมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพได้ทรงค้นประวัติ การตั้งอาณาจักรอยุธยา โดยอาศัยต านานต่างๆ อันเกี่ยวกับพระราชประวัติ พระเจ้าอู่ทองแล้ว เราก็ได้รู้จักเมืองอู่ทอง ซึ่งถูกทอดทิ้งมาเป็นเวลาหลาย ศตวรรษ สมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพได้เสด็จประพาสเมืองอู่ทอง เมื่อ พ.ศ. 2446 ทรงพบซากปราการใหญ่ๆ จึงทรงวินิจฉัยว่าเมืองอู่ทองนี้ เก่ามากและคงมีอายุ รุ่นราวคราวเดียวกับเมืองนครปฐม เพราะได้ขุดพบ พระพุทธรูปและเงินตรา ซึ่งมีลักษณะอย่างเดียวกับที่ได้พบที่นครปฐม พระวินิจฉัยนี้แสดงให้เห็นพระปรีชาญาณอันเฉี ยบแหลม เพราะสมยันัน้ยงัไม่สู้มีใครรู้จกัศิลปโบราณในแถบอาเซียอาคเณยด์ ี ในเวลาไล่ๆ กันนั้น Paul Pelliot ก็ได้ออกความเห็นว่า อาณาจักรโตโลโปตี้ ซึ่งนักประวัติศาสตร์จีนกล่าวถึงนั้น ควรจะตั้งอยู่ในบริเวณภาคใต้ของลุ่ม แม่น ้าเจ้าพระยา ค าว่า โตโลโปตี้ นี้เคยมีผู้เสนอว่าตรงกับ ทวารวดี ความก้าวหน้าในการค้นคว้าโบราณวัตถุที่พบใหม่ๆ และความร่วมมืออย่าง ใกล้ชิดของสมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ และศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ ท าให้เรื่องราวของอาณาจักรทวารวดีกระจ่างขึ้นทีละน้อย ทั้งชวนให้ สันนิษฐานว่า ดินแดนส่วนใหญ่ของอาณาจักรทวารวดีตั้งอยู่ระหว่างเมือง ราชบุรีขึ้นไปถึงลพบุรี


~ 322 ~ แม้ศิลปทวารวดีซึ่งเป็นศิลปเกี่ยวพันกับพระพุทธศาสนาได้ กลายเป็นเรื่องจริง คัดค้านไม่ได้ และต้องยอมรับกันอยู่ทั่วไป เราก็ยังไม่ สามารถจะเรียบเรียงประวัติศาสตร์อาณาจักรทวารวดีซึ่งยังไม่ค่อยรู้จักกัน นั้นได้ เรายังไม่ทราบแม้แต่ค าว่าโตโลโปตี้นั้นตรงกับค าว่าทวารวดีจริง หรือไม่ ทั้งนี้เพราะเรายังไม่พบศิลาจารึกเลย จนกระทั่ง พ.ศ. 2506 ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ จึงได้อ่านจารึกบนเหรียญเงิน 2 เหรียญ ที่พบที่ นครปฐม เมื่อ 20 ปีที่แล้วออก และยืนยันว่าทฤษฎีเก่าเกี่ยวกับอาณาจักร ทวารวดีนั้นถูกต้อง พันตรี Lunet de Lajonquiere ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ นาย Quaritch Wales และนาย Pierre Dupont ได้ท าการค้นคว้าต่อจากสมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ การค้นคว้า ของท่านเหล่านี้ได้ย ้าถึงความส าคัญ ลักษณะพิเศษ และความรุ่งเรืองของ ศิลปทวารวดี แต่โดยทั่วๆ ไปกลับท าให้บทบาทของอู่ทองลดความส าคัญลง นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ศิลปะได้หันไปสนใจเมืองอื่นยิ่งขึ้น เป็นต้นว่า ก าแพงแสน พงตึก ดงศรีมหาโพธิ ลพบุรี และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นครปฐม โดยที่สถานที่เหล่านี้เป็นที่รู้จักกันมากกว่า จนกระทั่งศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ ซึ่งเมื่อปี 2471 ได้เสนอว่า เมืองหลวงของอาณาจักรทวารวดีควรเป็นอู่ทอง ไม่กล้ายืนยันทฤษฎีที่ท่าน เสนอไว้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ส่วน Pierre Dupont หลังจากได้อ้างถึงต าบลที่ได้ พบโบราณวัตถุสถานประมาณ 10 แห่งแล้ว Pierre Dupont ก็สามารถเขียน วิทยานิพนธ์เสนอเมื่อปี พ.ศ. 2496 วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เป็นหนังสือเล่มแรก ที่เกี่ยวกับโบราณคดีมอญแห่งอาณาจักรทวารวดีจริงๆ Pierre Dupont เขียนว่า “เราควรจะเพิ่มอู่ทองซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของ สุพรรณบุรีราว 25 กม. เข้าไปในหมู่เมืองมอญเก่าๆ (คือทวารวดี) ด้วยหรอืไม่”


~ 323 ~ ความคิดของ Pierre Dupont นี้ท าให้เราเห็นว่าข้อสันนิษฐานของ สมเด็จฯ กรมพระยาด ารงฯ ได้เกิดเป็นที่สงสัยกันขึ้นมากเพียงใดใน 50 ปีต่อมา ความสงสัยนี้เกิดจากเหตุ 2 ประการ คือ การค้นคว้าในแหล่งอื่นๆ ก้าวหน้าไปมากประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งเราไม่สู้สนใจในการค้นคว้า ของ Quaritch Wales ซึ่งกระท าเมื่อปี 2481 นัก อย่างไรก็ตาม เมื่อกรมศิลปากรได้ท าการค้นคว้าหาเมืองโบราณ อย่างจริงจัง เพื่อเปรียบเทียบกัน เราก็ได้รู้เรื่องราวที่มืดมนอยู่กระจ่างขึ้น ส่วนหนึ่ง ขณะที่โลกได้รู้จักศิลปะทวารวดีจากคูบัว (คงจะเป็นเมืองราชบุรี เก่า) อันเป็นศิลปที่มีลักษณะงดงามและเราไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้พบ ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล ก็ได้ทรงน านักศึกษาคณะโบราณคดีออกไปฝึกหัดขุดค้นที่ อู่ทอง ท าให้เราได้เห็นความน่าสนใจของเมืองอู่ทองอย่างแจ่มชัด ผลของ การขุดค้นครั้งนี้ยังได้ย ้าถึงลักษณะวัฒนธรรมแบบทวารวดีในเมืองอู่ทองด้วย การท าบัญชีโบราณสถานในอู่ทองชุดแรก การขุดแต่ง โบราณสถานซึ่งท ากันต่อๆ มา ได้ยืนยันผลการค้นคว้าที่กระท า มาแล้วให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ตงั้แต่นัน้มาอู่ทองกก็ลายเป็นเมืองสา คญั แห่งอาณาจักรทวารวดีและเป็นแหล่งที่เราได้พบศิลปวัตถุแบบ แปลกๆ มากที่สุด แต่ความน่าสนใจของอู่ทองไม่ได้เกี่ยวพันกับสมบัติศิลปะทวารวดี เพียงอย่างเดียว ระหว่างการค้นคว้าเมื่อเร็วๆ นี้ (ข้าพเจ้าขอขอบคุณกรม ศิลปากรและทุกท่านที่อ านวยความสะดวกเป็นอย่างดีไว้ ณ ที่นี้ด้วย) ข้าพเจ้าได้ประจักษ์ว่า อู่ทองซึ่งเป็นเมืองเอกของอาณาจักรทวารวดี มิได้ท า ให้เรารู้จักสมบัติของอาณาจักรทวารวดีเท่านั้น แต่อู่ทองมีความส าคัญตั้งแต่ เริ่มสมัยประวัติศาสตร์แล้ว เป็นที่น่าเสียดายว่าเราได้ท าการขุดตรวจพื้นที่ น้อยและรีบด่วนเกินไป การขุดตรวจพื้นที่ การเปรียบเทียบศิลปวัตถุทั้งหมด กับศิลปวัตถุจากแหล่งอื่นๆ โดยเฉพาะศิลปวัตถุที่ได้จากปราจีนบุรีและจาก Oc-éo (ออกแก้ว อยู่ทางตอนใต้ของเวียดนาม) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นดินแดนแห่ง


~ 324 ~ อาณาจักรฟูนัน ชวนให้เชื่อว่า อู่ทองได้เจริญติดต่อกันมาโดยไม่ขาด ตอน ตงั้แต่สมยัก่อนประวตัิศาสตร์หรือกึ่งก่อนประวตัิศาสตรจ์นถึง พุทธศตวรรษที่ 17 หรือ 18 อนัเป็นเวลาที่อู่ทองอาจจะถกูทอดทิ้งไป อย่างกะทันหนัเพราะภัยธรรมชาติหรือเพราะเหตุอื่น เพื่อไปสร้าง เมืองใหม่ที่สุพรรณบุรีตงั้แต่นัน้มา (ปลายพุทธศตวรรษที่ 19) เมือง อู่ทองก็ถกูรวมเข้ากับเมืองสุพรรณบุรีอันเป็นที่พระเจ้าอู่ทองเคย ประทับ แล้วเมืองอู่ทองก็เลยกลายเป็นศูนย์กลางอารยธรรมแห่ง ลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยาไปด้วย การค้นคว้าของ Pierre Dupont เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ท าให้ Pierre Dupont สามารถเขียนไว้ในค าน าหนังสือเรื่อง L’Archeologie mône de Dvãravãti ว่า ประวัติศาสตร์ประเทศไทยแถบใต้เริ่มต้นแต่สมัยทวารวดี ปัจจุบันนี้เราไม่อาจยอมรับความเห็นนี้ได้อีกต่อไป เพราะโบราณวัตถุที่พบ ที่อู่ทอง แสดงให้เห็นว่าได้มีอารยธรรมเจริญติดต่อกันมามิได้หยุดยั้งตั้งแต่ ยุคก่อนประวัติศาสตร์หรือกึ่งก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงสมัยทวารวดี เพราะสภาพทางภูมิศาสตร์อ านวย ยิ่งกว่านั้นยังแสดงว่า ได้รู้จักและรับเอา อารยธรรมตะวันตกและอารยธรรมจีนกับอินเดียมาแต่พุทธศตวรรษที่ 6 แล้ว โบราณวัตถุที่พบเป็นต้นว่าลูกปัด ที่ประทับตรา เหรียญ เครื่องประดับท า ด้วยทอง ด้วยดีบุกหรือส าริด ซึ่ง พลอากาศตรี มนตรี หาญวิชัย เป็นผู้เสนอ ให้เห็นความส าคัญของสิ่งเหล่านี้เป็นคนแรก ท าให้เราเชื่อได้ว่า อู่ทองเป็น เมืองเก่าและมีศิลปวัตถนุ่าสนใจมากที่สุดเมืองหนึ่งในแหลมทอง และเป็ นที่รวมอารยธรรมดงั้เดิมด้วย หลักฐานเหล่านี้ท าให้เราหวนไปพิจารณาค าบอกเล่าของนัก ประวัติศาสตร์จีนในส่วนที่เกี่ยวกับแหลมทองราวกลางพุทธศตวรรษที่ 12 และกลับไปพิจารณาปัญหาเรื่องที่ตั้งอาณาจักรเก่าๆ ที่นักประวัติศาสตร์จีน พูดถึง เป็นที่ทราบกันดีว่าเรื่องราวที่นักประวัติศาสตร์จีนกล่าว จะถือเอาเป็น แน่นอนมิได้ เพราะเราไม่ทราบว่าชื่อสถานที่ที่นักประวัติศาสตร์จีนกล่าวถึง


~ 325 ~ นั้นตั้งอยู่ที่ใด ยิ่งกว่านั้น เรายังไม่พบโบราณวัตถุเพียงพอ แต่บัดนี้เราได้พบ หลักฐานพอที่จะยืนยันค าบอกเล่าของนักประวัติศาสตร์จีนได้แล้ว ที่เมือง อู่ทองนั้นเราไม่ได้พบแต่เพียงวัฒนธรรมที่มีค่าเทียบฟูนัน ดังที่เราได้เห็น จากเมือง Oc-éo แต่เรายังได้พบศิลปประเพณีแบบพิเศษมีลักษณะใกล้เคียง กับศิลปอินเดียสมัยหนึ่ง ซึ่งจนถึงทุกวันนี้เรายังพบตัวอย่างน้อยชิ้น เป็นต้นว่า พระพุทธรูปส าริดแบบอมรวดี ซึ่งคงจะถูกน ามาพร้อมๆ กันทั่ว ทั้งแหลมทอง ส าหรับสมัยทวารวดีเอง เราก็ได้พบหลักฐานที่น่าสนใจที่อู่ทองนี้ เป็นจ านวนมาก แม้ว่าจ านวนและความส าคัญของสิ่งก่อสร้างทางพุทธ ศาสนา เป็นต้นว่า โครงสร้างสถาปัตยกรรม (ซึ่งยังไม่เคยรู้จักกันดีมาก่อน) เช่น สถูป 8 เหลี่ยม หมายเลข13 พระพุทธรูปงามๆ เป็นจ านวนมาก และ พระพิมพ์แปลกๆ จะเป็นที่สะดุดตา เราก็ไม่อาจมองข้ามความส าคัญของ สิ่งก่อสร้างทางศาสนาพราหมณ์ (ในดินแดนพุทธศาสนา) ซึ่งอาจจะท าให้ เห็นร่องรอยราชประเพณีได้ ทั้งเราก็ไม่อาจลืมสิ่งก่อสร้างทางสาธารณูปโภค เป็นต้นว่า ท านบกั้นน ้า เพนียดคล้องช้าง ซึ่งยังเหลืออยู่ทางด้านใต้ของตัว เมืองอู่ทองเก่า สิ่งเหล่านี้แสดงถึงบทบาททางเศรษฐกิจและการเมืองของ เมืองอู่ทอง หลกัฐานเหล่านี้แสดงให้เหน็ความสา คญัของอู่ทอง และ ชวนให้คิดว่าอู่ทองเป็นเมืองชนั้เอกของอาณาจกัรทวารวดีแต่เรายัง ไม่ได้ลงมติลงไป เพราะยงัขาดหลกัฐานอีกมาก บัดนี้เราได้พบหลักฐานที่พอจะกล่าวได้ว่า อู่ทองซึ่งเป็นที่แห่งเดียว ที่พบจารึกสมัยทวารวดีควรเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักร อย่างน้อยก็ ชั่วระยะเวลาหนึ่ง แม้จะไม่มีศักราช แต่จารึกที่กล่าวนี้อาจมีอายุขึ้นไปถึง ปลายพุทธศตวรรษที่ 12 ก็ได้ และไม่ใช่จารึกที่ถูกน ามาแต่เจนละ จารึกนี้ ปรากฏพระนามกษัตริย์ที่ไม่รู้จักกันในราชวงศ์เจนละในสมัยนั้น และยังจารึก บนแผ่นทองแดง ซึ่งเป็นวิธีที่เจนละไม่ใช้ ซ ้าระยะทางยังไกลเกินกว่าที่จะคิด


~ 326 ~ ไปว่าจารึกนี้ถูกน าเข้ามา ดังนั้นเราควรเชื่อได้ว่าจารึกนี้เป็นจารึกแผ่นแรกที่ จารึกพระนามพระเจ้าหรรษวรมันแห่งอาณาจักรทวารวดี และสถานที่ที่พบ คือ อู่ทอง ก็ควรจะเป็นเมืองหลวงของพระองค์ เราควรพิจารณาร่องรอยของศิลปะศรีวิชยัที่รวบรวมได้จาก อู่ทอง ร่องรอยเหล่านี้ท าให้กล่าวได้ว่า อย่างน้อยอิทธิพลศรีวิชยักไ็ด้ แผ่เข้ามาในแหลมทอง ส าหรับบริเวณลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยา ศรีวิชัยคง เพียงแต่แผ่อิทธิพลทางศาสนาและศิลปะเกี่ยวกับศาสนาเข้ามาเท่านั้น มิได้ เข้ามาครอบครองดินแดนแต่อย่างใด อิทธิพลดังกล่าวคงจะเข้ามาทางใต้ตาม เส้นทางเดิมซึ่งพุทธศาสนทูตได้เคยใช้มาเมื่อหลายศตวรรษที่แล้ว อู่ทองรอดพ้นจากการรุกรานครงั้ใหญ่ของขอม เมื่อกลาง พุทธศตวรรษที่ 18 ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (การรุกรานครั้งนี้ขอม เข้ามาถึงเมืองสิงห์และเพชรบุรี) คงจะเป็นเพราะอยู่ไกลจากเขตอิทธิพลขอม หรือเพราะถูกทอดทิ้งก่อนการรุกรานครั้งนี้ก็ได้ ดังนั้นศิลปะอู่ทองจึงไม่มี อิทธิพลขอมเจือปนอยู่เลย นับเป็นตัวอย่างที่หาได้ยาก การย้ายเมืองนี้มี ส่วนช่วยนักประวัติศาสตร์ศิลป แต่เมืองอู่ทองมิได้ถูกทอดทิ้งโดยเด็ดขาด เพราะการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 1 ซึ่งก าลังท าอยู่ แสดงให้เห็นว่า กษัตริย์ อยุธยามิได้ทรงลืมเมืองอู่ทอง เจดีย์องค์นี้ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นสถูปแบบ ทวารวดีองค์เดียวที่ได้รับการซ่อมแซมในสมัยอยุธยา อาจจะเป็นในสมัย พระเจ้าประสาททอง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบัดนี้อู่ทองยังไม่ถึงกับอ านวยให้เรารู้เรื่อง ความเป็นไปในประวัติศาสตร์การเมืองไทยโบราณได้ตลอด แต่เราก็ได้เห็น วิวัฒนาการของวัฒนธรรมในระยะเวลามากกว่า 10 ศตวรรษ จากเมืองอู่ทอง นี้ นอกจากนั้นเรายังได้ตัวอย่างไว้เปรียบเทียบกับเมืองโบราณอื่นๆ อีก


~ 327 ~ แม้ว่าขณะนี้อู่ทองเพียงแต่เผยให้เหน็หลกัฐานแปลกๆ และ น่าสนใจบางส่วน ซึ่งยังไม่เคยทราบกันมาแต่ก่อน แต่เราก็เชื่อว่า อู่ทองมีสิ่งที่น่าศึกษาสา หรบันักโบราณคดีอีกมากมาย และจะต้องท า กนัต่อๆ ไปอีกหลายสิบปี เราไม่พึงสงสัยว่า ที่อู่ทองยังคงมีสิ่งต่างๆ ที่ส าคัญที่ควรจะขุดค้น อยู่อีกเป็นอันมาก และตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราก็อาจเขียนประวัติศาสตร์ บทใหม่บทแรกของประเทศไทยได้ ว่าเริ่มตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 6 เป็นต้นมา จะเห็นได้ว่า เมืองอู่ทองที่เคยรุ่งเรือง นอกจากจะได้เคยเป็น พระนามของกษัตริย์ผู้ทรงสถาปนาอาณาจักรอยุธยาแล้ว ยังมีวัฒนธรรมที่ น่าสนใจศึกษาแก่นักประวัติศาสตร์อีกถึง 600 ปี คัดจาก หนังสือ โบราณวิทยาเรื่องเมืองอู่ทอง. พระนคร: โรงพิมพ์ศิวพร, 2509. (พิมพ์ในงานเสด็จพระราชด าเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง 13 พ.ค. 2509). หน้า 3 - 10.


~ 328 ~


~ 329 ~ ภาคผนวก 4 รายละเอียดโครงการเพื่อเสนอของบประมาณสนับสนุนจาก องคก์ารบริหารการพฒันาพืน้ที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยงั่ยืน (องค์การมหาชน) ชื่อโครงการ การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลโบราณคดีเมืองอู่ทอง หลักการและเหตุผล เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเมืองโบราณที่มีคูน ้าคันดิน ล้อมรอบ มีขนาดกว้างราว 750 เมตร ยาว 1,650 เมตร มีเนื้อที่ราว 976 ไร่ ตัวเมืองโบราณตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของล าน ้าจระเข้สามพัน ห่างจากตัว เมืองไปทางตะวันตกราว 1 กิโลเมตรเป็นแนวทิวเขายาวจากเหนือจรดใต้ แนวทิวเขานี้เป็นต้นก าเนิดของล าน ้าหลายสายที่ไหลมาสู่คูเมือง และยังเป็น แหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่ส าคัญของเมืองมาตั้งแต่สมัยโบราณ อู่ทองเป็นเมืองโบราณที่มีความส าคัญทางประวัติศาสตร์โบราณคดี แห่งหนึ่งของประเทศไทย เนื่องจากมีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีและ ศิลปกรรมทางศาสนาเป็นจ านวนมาก จุดเริ่มต้นของการศึกษาโบราณคดีที่ เมืองอู่ทองเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2446 เมื่อครั้งที่สมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชา นุภาพได้เสด็จไปตรวจราชการเมืองสุพรรณบุรีแต่การค้นคว้าที่ท าให้เมือง อู่ทองมีชื่อเสียงในแวดวงวิชาการทั้งระดับชาติและนานาชาติคือ การส ารวจ และขุดแต่งโบราณสถานของกรมศิลปากร ในช่วง พ.ศ. 2504–2509 ซึ่งได้ พบโบราณสถานเกือบ 20 แห่งทั้งในและนอกเมือง และได้พบโบราณวัตถุ เป็นจ านวนมาก อันก่อให้เกิดแนวคิดทฤษฎีที่หลากหลายและน่าสนใจ เกี่ยวกับเมืองอู่ทอง ตัวอย่างเช่น ผลการศึกษาของศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี


~ 330 ~ เกี่ยวกับเรื่องก่อนประวัติศาสตร์ที่เมืองอู่ทองและลูกปัดโบราณ อันเป็น จุดเริ่มต้นของการศึกษาลูกปัดสมัยทวารวดี หรือข้อเสนอของศาสตราจารย์ ชอง บวสเซอลิเยร์ (Jean Boisselier) ที่ว่าอู่ทองอาจเคยเป็นเมืองหลวงของ อาณาจักรฟูนันในช่วงระยะเวลาหนึ่งก็เป็นได้ ผลจากการศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่องท าให้นักวิชาการลง ความเห็นว่า เมืองอู่ทองมีความเจริญมาตั้งแต่ช่วงก่อนประวัติศาสตร์และ หัวเลี้ยวประวัติศาสตร์ (proto-historic period) ราวพุทธศตวรรษที่ 5 – 9 ก่อนพัฒนาเป็นเมืองใหญ่ในสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 12 - 16 โดยมี บทบาททางด้านศาสนาและการค้าขายในสมัยโบราณ อย่างไรก็ดี จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการรวบรวมข้อมูลเอกสาร เกี่ยวกับการค้นคว้าที่ผ่านมาทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีของเมือง อู่ทองอย่างเป็นระบบ ในลักษณะของฐานข้อมูลทางเอกสารที่จะสามารถ สืบค้นได้โดยสะดวกและมีความน่าเชื่อถือทางวิชาการ เพื่อเปิดโอกาสให้มี การเรียนรู้ สืบค้น หรือตรวจสอบได้ในวงกว้าง ทั้งกับผู้สนใจทั่วไป นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ อันจะเป็นการวางรากฐานของการเรียนรู้โบราณคดี เมืองอู่ทองให้มีความยั่งยืน นอกจากนี้ จากการประมวลผลการขุดค้นที่ผ่านมาอาจสรุปได้ใน เบื้องต้นว่า บริเวณนอกเมืองอู่ทองที่บ้านนาลาวมีการอยู่อาศัยของมนุษย์ มาแล้วตั้งแต่ช่วงก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย จากนั้นก็มีการอยู่อาศัย ในช่วงหัวเลี้ยวประวัติศาสตร์ดังหลักฐานที่พบจากการขุดค้นที่บ้านท่าม่วง ในพื้นที่ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง และบริเวณคันดินชั้นนอกด้าน ตะวันตก เมืองอู่ทองจะมีความส าคัญอย่างมากในช่วงสมัยทวารวดีดังได้พบ ชั้นดินอยู่อาศัยจากการขุดค้นหลายพื้นที่ แต่ก็ยังมีอีกหลายบริเวณ โดยเฉพาะในเขตตัวเมืองโบราณที่ยังไม่มีการขุดค้นตามหลักวิชาการ รวมถึงในพื้นที่ที่เคยมีการขุดค้นแล้วก็สามารถท าการขุดค้นเพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบงานค้นคว้าในอดีตได้ด้วยเช่นกัน


~ 331 ~ ด้วยเหตุนี้ การด าเนินงานขุดค้นทางโบราณคดีอย่างเป็นระบบที่ เมืองอู่ทองจึงยังเป็นสิ่งจ าเป็น โดยเฉพาะการน าข้อมูลที่ได้ทั้งหมดมาสร้าง ความเข้าใจเกี่ยวกับแบบแผนการตั้งถิ่นฐาน (settlement pattern) หรือการ วิเคราะห์เชิงพื้นที่ในสมัยโบราณ (spatial analysis) เพื่อทราบถึงกิจกรรม ที่เกิดขึ้นในแต่ละบริเวณ (ที่สัมพันธ์กับช่วงเวลา) ของเมืองอู่ทอง เพราะประเด็นการศึกษาดังกล่าวนี้ยังมีไม่มากนักในงานโบราณคดีสมัย ทวารวดี วัตถุประสงค์ของโครงการ 1. เพื่อจัดท ารายงานวิจัยเอกสารเกี่ยวกับสถานภาพความรู้ โบราณคดีเมืองอู่ทอง 2. เพื่อด าเนินการขุดค้นทางโบราณคดีอย่างเป็นระบบในเขตเมือง โบราณอู่ทอง ผลผลิต 1. รายงานวิจัยเอกสารเรื่อง “สถานภาพความรู้โบราณคดีเมือง อู่ทอง” 2. รายงานผลการขุดค้นทางโบราณคดี 1 เล่ม ระยะเวลาดา เนินการ 1 ธันวาคม 2557 – 30 กันยายน 2558 ผลที่คาดว่าจะได้รบั มีรายงานวิชาการด้านโบราณคดีที่มีความน่าเชื่อถือ และเป็น ฐานข้อมูลทางโบราณคดีส าหรับผู้สนใจทั่วไป เพื่อใช้ประกอบการวางแผนใน การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลโบราณคดีเมืองอู่ทองในอนาคต


~ 332 ~ หน่วยงานที่รบัผิดชอบ ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร (วังท่าพระ) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 1. ส านักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี 2. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง 3. องค์การบริหารส่วนต าบลอู่ทอง 4. องค์การบริหารส่วนต าบลท้าวอู่ทอง 5. วัดท่าพระจักร (วัดช่องลม) คณะที่ปรึกษาโครงการ 1. ศาสตราจารย์ เกียรติคุณ ดร.ผาสุข อินทราวุธ อดีตอาจารย์สังกัดภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี 2. รองศาสตราจารย์ มยุรี วีระประเสริฐ อดีตอาจารย์สังกัดภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี 3. รองศาสตราจารย์ สุรพล นาถะพินธุ อาจารย์สังกัดภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี 4. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ฉัตรชัย เผ่าทองจีน ผู้อ านวยการศูนย์คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร 5. นางสาวสุภมาศ ดวงสกุล นักโบราณคดีช านาญการ ประจ าส านักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี


~ 333 ~ ภาคผนวก 5 รายชื่อคณะท างาน 1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชวลิต ขาวเขียว (คณบดีคณะโบราณคดี) 2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สฤษดพิ์งศ์ขนุทรง (หัวหน้าภาควิชาโบราณคดี) 3. รองศาสตราจารย์ ดร.รัศมี ชูทรงเดช 4. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรัสสา คชาชีวะ 5. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ 6. อาจารย์ ดร.ประสทิธิ์เออ้ืตระกลูวทิย์ 7. อาจารย์ ดร.ผุสดี รอดเจริญ 8. อาจารย์ ประอร ศิลาพันธุ์ 9. อาจารย์ นฤพล หวังธงชัยเจริญ 10. นายบรสิทุธิ์บรพินธ์


~ 334 ~


Click to View FlipBook Version