The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เมืองโบราณอู่ทอง บรรณนิทัศน์ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by จักรวาลมนุษย์, 2023-11-02 12:37:09

เมืองโบราณอู่ทอง บรรณนิทัศน์ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี

เมืองโบราณอู่ทอง บรรณนิทัศน์ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี

~ 246 ~ ลูกปัด จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 247 ~ ลูกปัด จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 248 ~ 6. กุลนรี มีแก้ว. “การศึกษาภาชนะดินเผาในเชิงปริมาณจากการ ขดุค้นแหล่งโบราณคดีอ่ทูอง พ.ศ.2541.” ปริญญาศิลปศาสตร บณัฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดีมหาวิทยาลยัศิลปากร, 2541. ศึกษาภาชนะดินเผาที่พบจากการขุดค้นใน พ.ศ. 2541 เฉพาะหลุม ขุดค้น OP-1 ในพื้นที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จากการศึกษา สามารถสรุปประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับภาชนะดินเผาที่พบที่แหล่งโบราณคดี อู่ทองได้ดังนี้ 1. ลักษณะการใช้งาน มีทั้งกลุ่มภาชนะที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ได้แก่ หม้อก้นกลม หม้อก้นแบบ ไห ชาม อ่าง หม้อน ้ามีพวย ตะคันดินเผา และ กลุ่มภาชนะที่ใช้ในโอกาสพิเศษ หรือใช้ในกิจพิธีทางศาสนา ได้แก่ ไหที่มี การตกแต่งด้วยลายกดประทับ จานมีเชิง คนโท กุณฑี 2. รูปแบบภาชนะ แบ่งเป็น 10 รูปแบบ ได้แก่ ไห หม้อก้นกลม หม้อมีสัน ชาม จานมีเชิง หม้อน ้า หรือคนโท ภาชนะมีพวย หรือกุณฑี อ่าง และฝาภาชนะ 3. ลวดลายการตกแต่งภาชนะ แบ่งได้ 7 ประเภท ได้แก่ การตกแต่งด้วยลายกด (impressing technique) ลายกดประทับ (stamped design) ลายขูดขีด ลายขุด การทาน ้าดินข้น การทาบ และการเขียนสี 4. องค์ประกอบของเนื้อภาชนะ ศึกษาโดยวิธี Microscopic Analysis พบว่า ภาชนะดินเผาที่พบที่เมืองอู่ทองเกือบทั้งหมดเป็นภาชนะ ดินเผาแบบเนื้อดินธรรมดา (earthenware) สามารถจ าแนกออกได้เป็น 2 ประเภทย่อย ได้แก่ กลุ่มภาชนะเนื้อหยาบ ได้แก่ กลุ่มภาชนะดินเผาที่ใช้ ในชีวิตประจ าวัน และกลุ่มภาชนะเนื้อละเอียด ได้แก่ กลุ่มภาชนะที่ใช้ใน กิจพิธีทางศาสนา


~ 249 ~ 5. ปริมาณความหนาแน่นของภาชนะดินเผาแต่ละรูปแบบในแต่ละ สมัยย่อย พบว่ามีภาชนะประเภทไห หม้อ หม้อมีสัน ชาม จานมีเชิง กุณฑี และอ่าง ในชั้นการอยู่อาศัยระยะที่ 1 มากกว่าระยะที่ 2 ส่วนภาชนะประเภท คนโทและตะคันดินเผา พบในชั้นการอยู่อาศัยระยะที่ 2 เท่านั้น 6. ความนิยมของภาชนะดินเผาที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดีใน สมัยทวารวดีอื่นๆ พบว่ามีความสอดคล้องทั้งในด้านรูปแบบและอายุกับ แหล่งโบราณคดีอื่นๆ เช่น เมืองจันเสน จ.นครสวรรค์เมืองอู่ตะเภา จ.ชัยนาท เมืองนครปฐมโบราณ บ้านกระเบื้องนอก จ.นครราชสีมา บ้านเก่า จ.กาญจนบุรี ถ ้าเขาสามเหลี่ยม จ.กาญจนบุรี เมืองซับจ าปา จ.ลพบุรี บ้านท่าแค จ.ลพบุรี คูบัว จ.ราชบุรี ศรมีหาโพธิ์จ.ปราจีนบุรี และอินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี 7. ศศิธร นาคถาวร. “การศึกษากระดูกสัตว์ที่ได้จากการขุดค้น แหล่งโบราณคดีอู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี พ.ศ. 2541.” สารนิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะ โบราณคดีมหาวิทยาลยัศิลปากร, 2541. ศึกษากระดูกสัตว์ที่พบจากการขุดค้นทางโบราณคดีภายใน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ซึ่งด าเนินการโดยภาควิชาโบราณคดี เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2541 เพื่อจ าแนกว่ามีเป็นกระดูกสัตว์ประเภทใด และเปรียบเทียบประเภทและปริมาณของกระดูกสัตว์ในแต่ละชั้นวัฒนธรรม รวมทั้งศึกษาสภาพแวดล้อม โดยใช้สภาพความเป็นอยู่ของสัตว์แต่ละชนิด เป็นหลักวิเคราะห์ อันน าไปสู่การตีความเกี่ยวกับการด ารงชีวิตในอดีตของ แหล่งโบราณคดีนี้


~ 250 ~ ผลการวิเคราะห์พบว่า กระดูกสัตว์ที่ไม่อาจจัดจ าแนกชนิดสัตว์ได้ มีปริมาณมากกว่ากระดูกสัตว์ที่สามารถจัดจ าแนกชนิดสัตว์ได้ กระดูกสัตว์ที่ มีร่องรอยการเผาไฟมีปริมาณน้อยกว่ากระดูกที่ไม่มีร่องรอยการเผาไฟ ปริมาณความหนาแน่นของกระดูกสัตว์เรียงล าดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ปลา เต่า หนู วัว ตะพาบน ้า วัว/ควาย เก้ง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก สุนัข หมู นก จระเข้ ควาย ละอง/ละมั่ง ไก่ และกวาง ส าหรับชนิดของสัตว์ที่พบมาก คือ ปลา เต่า และตะพาบน ้า ซึ่งกระดูกส่วนใหญ่ที่มีร่องรอยการเผาไฟ จึงสันนิษฐานว่าเป็นสัตว์น ้าเหล่านี้ เป็นอาหารหลัก สามารถหาได้ทั่วไปจากธรรมชาติเมื่อพิจารณาสภาพ สิ่งแวดล้อมในเมืองอู่ทอง พบว่ามีแหล่งน ้าประเภทต่างๆ มากมาย ส าหรับกระดูกวัวและควายมีร่องรอยที่แสดงถึงการช าแหละภายใน แหล่ง อาจเป็นสัตว์เลี้ยงส าหรับใช้งานและเป็นอาหาร ส่วนเก้งและกวางคง เป็นสัตว์ที่ได้จากการล่า ส าหรับหมูอาจเป็นสัตว์เลี้ยงหรือสัตว์ที่ถูกล่ามาก็ได้ ส าหรับกระดูกสุนัขสันนิษฐานว่าเป็นสัตว์เลี้ยง ส่วนกระดูกสัตว์ชนิดอื่นพบใน ปริมาณน้อย บางชนิดไม่อาจระบุได้ว่าเป็นสัตว์เลี้ยงหรืออาหาร หรืออาจเป็น สัตว์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของมนุษย์ เช่น นก ไก่ จระเข้ ปริมาณของสัตว์แต่ละชนิดแสดงถึงกระบวนการเลือกอาหารของ มนุษย์ ส่วนร่องรอยกระดูกสัตว์ที่มีการเผาไฟและกระดูกสัตว์ที่ถูกสับตัดเป็น ชิ้นเล็กๆ อาจแสดงถึงวิธีการปรุงอาหารให้สุกวิธีหนึ่ง ทั้งนี้ข้อมูลเรื่องการ ท าอาหารก็ยังไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัด การตีความสภาพสิ่งแวดล้อมจาก การวิเคราะห์กระดูกสัตว์ ท าให้สันนิษฐานได้ว่าบริเวณเมืองอู่ทองในอดีต มีสภาพสิ่งแวดล้อมคล้ายคลึงกับปัจจุบัน คือ มีแหล่งน ้าที่อุดมสมบูรณ์ เช่น ล าน ้าจระเข้สามพัน ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น ้าอย่างปลา เต่า ตะพาบน ้า ฯลฯ ส่วนป่าไม้ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นป่าโปร่ง ผสมกับป่าอื่น ๆ เช่น ป่าละเมาะ ป่าทุ่งหญ้า ป่าไผ่ เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์บกอย่างวัว ควาย เก้ง กวาง ฯลฯ


~ 251 ~ พระพุทธรูป พบที่เมืองอู่ทอง จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 253 ~ พระพุทธรูปส าริด พบที่เจดีย์หมายเลข 11 เมืองอู่ทอง จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 254 ~ พระพุทธรูปส าริด พบที่เจดีย์หมายเลข 11 เมืองอู่ทอง จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 252 ~ พระพุทธรูป พบที่เจดีย์หมายเลข 2 เมืองอู่ทอง จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 255 ~ 8. วนกร ลออสุวรรณ. “ร่องรอยหลกัฐานการนับถือศาสนาพราหมณ์ ช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่16 ทีพ่บบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี.” สารนิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรบณัฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดีมหาวิทยาลยัศิลปากร, 2541. ศึกษาถึงการเจริญขึ้นของศาสนาพราหมณ์ ตลอดจนรูปแบบ คติความเชื่อในการนับถือศาสนาพราหมณ์ในบริเวณเมืองอู่ทอง ช่วงก่อน พุทธศตวรรษที่ 16 และศึกษาเปรียบเทียบโบราณวัตถุสถานที่เกี่ยวข้องกับ ศาสนาพราหมณ์ที่พบบริเวณเมืองอู่ทองกับแหล่งโบราณคดีอื่นๆ ที่มีอายุ ร่วมสมัยกัน จากการศึกษาพบว่า การนับถือศาสนาพราหมณ์ในบริเวณเมือง อู่ทอง ช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ 16 มีทั้งลัทธิไศวนิกายและไวษณพนิกาย โดยน่าจะมีความสัมพันธ์ติดต่อกับบริเวณคาบสมุทรภาคใต้และแถบเมือง ออกแก้ว ประเทศเวียดนาม โดยพบโบราณวัตถุ คือ 1. เทวรูปพระนารายณ์ค้นพบบริเวณเมืองอู่ทองและที่ศาลเจ้าพ่อ หลักเมืองสุพรรณบุรี มีรูปแบบที่สัมพันธ์กับเทวรูปรุ่นเก่ากลุ่มถือสังข์เหนือ ตะโพกจากคาบสมุทรภาคใต้และประติมากรรมศาสนาพราหมณ์สมัย ราชวงศ์อิกษวากุแห่งเมืองนาคารชุนโกณฑะทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของ อินเดีย และอาจแสดงถึงเส้นทางการเข้ามาของลัทธิไวษณพนิกายจาก อินเดียสู่ภาคใต้แล้วมายังเมืองอู่ทอง ราวพุทธศตวรรษที่ 11 - 12 2. เอกมุขลึงค์ พบจากโบราณสถานด้านทิศเหนือของคอกช้างดิน สามารถเปรียบเทียบได้กับมุขลึงค์ในศิลปะเขมรสมัยก่อนเมืองพระนคร โดยเฉพาะที่พบจากเมืองออกแก้ว อีกทั้งศิวลึงค์และชิ้นส่วนศิวลึงค์ที่พบ บริเวณเมืองอู่ทองส่วนมากแสดงถึงความสัมพันธ์ทางคติความเชื่อในลัทธิ ไศวนิกายระหว่างเมืองอู่ทองกับเมืองออกแก้ว


~ 256 ~ นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่บ่งชี้ถึงศาสนาพราหมณ์มีส่วนช่วยใน เรื่องความเชื่อเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์โดยน่าจะอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ ของกษัตริย์ เช่น 1. ภาชนะดินเผาทรงคนโทขนาดเล็กบรรจุเหรียญเงินและแท่งเงิน พบที่จากโบราณสถานบริเวณคอกช้างดิน อาจเป็นสัญลักษณ์แทนศิวลึงค์ และรูปเคารพในลัทธิไศวนิกาย และอาจเป็นอุปกรณ์ในการประกอบพิธีกรรม เกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์โดยกษัตริย์น่าจะมีบทบาทเกี่ยวข้อง 2. โบราณสถานริมล าห้วยน ้าตกพุม่วงซึ่งมีที่ตั้งสัมพันธ์กับ แหล่งน ้า บ่งบอกถึงการเป็นศาสนสถานประจ าแหล่งน ้า เป็นที่ประดิษฐาน “ศรีธาเรศวร” ซึ่งน่าจะหมายถึงเอกมุขลึงค์ที่พบที่นี่ โดยเป็นรูปเคารพที่ให้ ความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องน ้า ดังข้อความในจารึกทองแดงช่วยยืนยันเรื่อง การบูชาและอุปถัมภ์ของกษัตริย์ที่มีต่อรูปเคารพองค์นี้ เช่นเดียวกับที่ โบราณสถานบนคันดินอ่างเก็บน ้าคอกช้างดิน 3 ซึ่งเป็นที่ค้นพบภาชนะ ดินเผาบรรจุเหรียญเงินก็น่าจะเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับ ความอุดมสมบูรณ์ด้วย เป็นที่น่าสังเกตว่าพบร่องรอยการนับถือศาสนาพราหมณ์อย่าง เด่นชัดในเมืองโบราณสมัยทวารวดีที่ร่วมสมัยกับเมืองอู่ทอง 2 แห่ง คือ เมืองศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ และเมืองศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี โดยพบ ประติมากรรมรูปเคารพเป็นจ านวนมากทั้งสองแห่ง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับ หลักฐานรูปเคารพที่เมืองอู่ทองแล้ว พบว่ามีความแตกต่างทางรูปแบบที่เป็น ประติมากรรมลอยตัวและลักษณะเครื่องทรงที่ไม่เหมือนกับที่พบในเมือง อู่ทอง อีกทั้งยังไม่มีหลักฐานที่แสดงความสัมพันธ์ทางศาสนาพราหมณ์ ระหว่างเมืองโบราณทั้ง 3 แห่งอย่างเด่นชัด ท าให้ไม่สามารถกล่าวได้ว่า ร่องรอยการนับถือศาสนาพราหมณ์ที่พบในเมืองโบราณอู่ทองมีความสัมพันธ์ กับหลักฐานที่พบในเมืองศรีเทพและเมืองศรีมโหสถ แม้ว่าจะอยู่ในยุคสมัย เดียวกัน


~ 257 ~ พระพักตร์ของพระศิวะบนมุขลึงค์ พบที่คอกช้างดินหมายเลข 5 จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 258 ~ เทวรูปพระนารายณ์ ปัจจุบันอยู่ที่ศาลเจ้า วัดเขาพระ เมืองอู่ทอง


~ 259 ~ 9. ชีวรตัน์สาลีประเสริฐ. “การพฒันาหลกัสูตรท้องถิน่เรือ่งการอนุรกัษ์ โบราณสถานโบราณวัตถุอ าเภออู่ทอง ส าหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตร มหาบัณฑิต (สาขาวิชาหลักสูตรและการนิเทศ) บัณฑิต วิทยาลยัมหาวิทยาลยัศิลปากร, 2545. เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา โดยใช้วิธีการทดลองใช้หลักสูตรที่ได้มาจาก การรวบรวมข้อมูลพื้นฐานทั้งด้านประวัติศาสตร์ของเมืองอู่ทอง ความส าคัญ และวิธีการอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุที่อ าเภออู่ทอง กับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสว่างอารมณ์ จ านวน 45 คน และได้ท าการ เรียนการสอนเป็นจ านวน 17 คาบ ในหลักสูตรได้แบ่งยุคสมัยของเมืองอู่ทองเป็น 3 ยุค คือ 1. สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ยุคหินใหม่จนถึงยุคส าริด หรือ ประมาณ 3,000 ปีที่ผ่านมา ดังจะเห็นได้จากหลักฐานขวานหินขัด 2. สมัยกึ่งก่อนประวัติศาสตร์ พบโบราณวัตถุที่แสดงถึง ความสัมพันธ์กับอาณาจักรฟูนันและสุวรรณภูมิ เช่น ประติมากรรมดินเผา รูปพระภิกษุ3 องค์ หรือตะเกียงสมัยอานธนะ (อมราวดี) เป็นต้น 3. สมัยประวัติศาสตร์ เป็นช่วงการก่อตัวของรัฐทวารวดี ตั้งแต่ราว พุทธศตวรรษที่ 12 – 16 และต่อเนื่องลงมาถึงสมัยอยุธยา ซึ่งก าหนดอายุ โดยการเปรียบเทียบกับรูปแบบทางศิลปกรรมจากฐานเจดีย์หรือโบราณวัตถุ อื่นๆ ส่วนหลักสูตรที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์นั้นได้เทียบเคียงกับระเบียบ ของกรมศิลปากร ว่าด้วยการอนุรักษ์โบราณสถาน พ.ศ. 2528


~ 260 ~ ส าหรับผลการวิจัยครั้งนี้ปรากฏว่า จากผลการทดสอบความรู้ หลังเรียนและผลจากแบบประเมินพบว่านักเรียนทั้ง 45 คนมีความรู้ความ เข้าใจในการอนุรักษ์โบราณสถานโบราณวัตถุที่เมืองอู่ทองมากขึ้น ทั้งในแง่ เทคนิคและแนวความคิด 10. อนันต์กลิ่นโพธ์ิกลบั . “การศึกษาความหมายและรูปแบบ ต ร า ป ร ะ ทับ ส ม ยัแ ร ก เ ริม่ป ร ะว ตั ิศ า ส ต ร์ ใ น พิพิธภณัฑสถานแห่งชาติอู่ทอง อ าเภออู่ทอง จงัหวดั สุพรรณบุรี.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบณัฑิต (สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยัศิลปากร, 2547. ศึกษาตราประทับที่จัดแสดงหรือเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติอู่ทอง โดยมีจุดประสงค์เพื่อจัดหมวดหมู่และหาความหมายเชิง ประติมานวิทยา (ลักษณะรูปภาพ) ของตราประทับ เพื่อแปลความถึงหน้าที่ การใช้งาน และความสัมพันธ์ของเมืองอู่ทองกับเมืองโบราณอื่นๆ โดยใช้วิธี การศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบตราประทับกับเมืองต่างๆ ที่มีหลักฐานว่า สัมพันธ์กับเมืองอู่ทอง จากการศึกษาพบว่า ตราประทับแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ตราประทับ (seal) ซึ่งหมายถึงวัตถุที่ใช้ส าหรับประทับตรา และตราดินเผา (baked clay sealing) ซึ่งหมายถึงวัตถุที่ถูกประทับตรา โดยทั้งสองประเภท มีหน้าที่เป็นตราประจ าตัว เพื่อใช้ติดต่อสื่อสารหรืออาจใช้เป็นเครื่องราง ของขลัง แต่ตราประทับที่ใช้ในการศึกษานี้ไม่ได้ท าจากดินเผาเท่านั้น ยังมี บางชิ้นที่ท าจากงาช้างและหินด้วย ส่วนลวดลายของตราประทับแบ่งเป็นกลุ่มภาพสัตว์มงคลของ อินเดีย สัญลักษณ์หรือภาพเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ ภาพวิถีชีวิตบุคคล รวมถึงตัวอักษรพราหมีสมัยคุปตะและตัวอักษรปัลลวะ


~ 261 ~ ตราประทับที่เก่าแก่ที่สุดคือ ตราประทับหินคาร์เนเลียน พบที่แหล่ง โบราณคดีควนลูกปัด อ.คลองท่อม จ.กระบี่ มีลวดลายเป็นตัวอักษรพราหมี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 3 – 5 ดังนั้นตราประทับในช่วงแรกจึงเป็นของ ชาวอินเดียที่เดินทางมาปฏิสัมพันธ์กับดินแดนประเทศไทยในปัจจุบัน ส่วนตราประทับที่ใช้ในการศึกษานี้สามารถล าดับอายุได้ดังนี้ 1. พุทธศตวรรษที่ 6 – 9 พบตราประทบที่มีลวดลายคล้ายกับตราประทับที่ปรากฏในสมัย กุษาณะของอินเดีย เช่น ตราดินเผารูปใบหน้าชาวตะวันตก 2. พุทธศตวรรษที่ 9 – 11 พบตราดินเผารูปสัญลักษณ์มงคลและอักษรพราหมีสมัยคุปตะ (พุทธศตวรรษที่ 10 – 11) 3. พุทธศตวรรษที่ 12 – 13 พบตราดินเผารูปสิงโตนั่งและตัวอักษรปัลลวะ (พุทธศตวรรษที่ 12) 4. พุทธศตวรรษที่13 พบตราดินเผาภาพวิถีชีวิตบุคคลและสัตว์ท้องถิ่นที่ไม่ได้เป็นสัตว์ มงคลของอินเดีย แสดงว่าชาวพื้นเมืองทวารวดี เริ่มผลิตตราประทับขึ้นใช้ เองแล้ว จากการศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบพบว่า มีตราประทับลักษณะ คล้ายกันที่เมืองโบราณนครปฐม เมืองจันเสน จ.นครสวรรค์ เมืองวังไผ่ จ.ลพบุรี เมืองดงมะรุม จ.ลพบุรี แหล่งโบราณคดีควนลูกปัด รวมถึงเมือง ออกแก้ว ประเทศเวียดนาม อันแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างเมือง ต่างๆ ได้อย่างดี


~ 262 ~ จุ ตราดินเผารูปสังข์ จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 263 ~ ตราดินเผารูปบุคคล 2 คน จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 264 ~ 11. จุฑามาศ คงสวสัด์ิ. “การศึกษาแนวทางการส่งเสริมการท่องเทีย่ว เชิงวัฒนธรรม เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบณัฑิต (สาขาวิชา พัฒนศึกษา) บณัฑิตวิทยาลยัมหาวิทยาลยัศิลปากร, 2550. เป็นการวิจัยเชิงส ารวจความคิดเห็นจากแบบสอบถามของ นักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่หรือมัคคุเทศก์เกี่ยวกับ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เมืองอู่ทอง ได้แก่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง วัดเขาดีสลัก และโบราณสถานต่างๆ โดยเฉพาะโบราณสถาน คอกช้างดิน ผลการวิจัยพบว่า จากจ านวนนักท่องเที่ยว 400 คน มีนักท่องเที่ยว เพศหญิงมากกว่าเพศชาย เป็นนักเรียนนักศึกษาอายุน้อยกว่าหรือเท่ากับ 20 ปีจ านวนมากที่สุด ส่วนใหญ่เดินทางมาจากภาคกลาง โดยพิจารณาจาก สื่อประชาสัมพันธ์และการแนะน าบอกต่อ ส าหรับแรงจูงใจในการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยรวมถือว่าอยู่ใน ระดับมาก ทั้งในด้านบริการ ด้านสิ่งดึงดูดใจส าหรับนักท่องเที่ยว ด้านการ เดินทาง ด้านสิ่งอ านวยความสะดวก ส่วนด้านการประชาสัมพันธ์อยู่ในระดับ ปานกลาง ส่วนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่และมัคคุเทศก์จ านวน 32 คน กลับมีระดับความพึงพอใจในการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอยู่ในระดับ ปานกลาง ทั้งด้านกายภาพหรือภูมิทัศน์ ด้านความปลอดภัย ด้านการให้ ชุมชนมีส่วนร่วม ด้านแหล่งการเรียนรู้ และด้านความสะดวกหรือบริการ พื้นฐาน


~ 265 ~ 12. สายทิพย์สุดชา. “กระบวนการค้าโบราณวัตถุประเภทลูกปัด ทวารวดี.” เอกสารการศึกษาเฉพาะบุคคล หลักสูตรปริญญา ศิล ป ศ า ส ต ร บัณฑิต (โ บ ร า ณ ค ดี) ค ณ ะ โ บ ร า ณ ค ดี มหาวิทยาลยัศิลปากร, 2552. ศึกษากระบวนการค้าโบราณวัตถุประเภทลูกปัดสมัยทวารวดี ที่เป็นทั้งหลักฐานทางโบราณคดีและของสะสม ซึ่งมีปัจจัยเรื่องความเชื่อ เกี่ยวกับสีสันและความสวยงามของลูกปัดทวารวดีที่ส่งผลต่อกระบวน การค้า โดยมีขั้นตอนในการศึกษาคือ การรวบรวมเอกสารและประมวล กฎหมาย การสังเกตการณ์ การสัมภาษณ์กลุ่มชาวบ้าน เป็นผู้ลักลอบขุดที่ บ้านบุเสี้ยว ต าบลบ้านนา อ าเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี กลุ่มผู้ค้า และกลุ่มผู้ซื้อ ก่อนน ามาวิเคราะห์และประมวลผลของกระบวนการค้าลูกปัด ทวารวดี ประเด็นที่เกี่ยวกับเมืองโบราณอู่ทองคือ โบราณวัตถุประเภทลูกปัด ที่พบในเมืองโบราณอู่ทอง มีการจัดรูปแบบและตีความว่าอยู่ในสมัยทวารวดี ซึ่งถูกน ามาเปรียบเทียบกับลูกปัดที่ดงศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี และ ดงละคร จังหวัดนครนายก เพื่อสันนิษฐานว่าเป็นลูกปัดสมัยทวารวดีเช่นกัน 13. ธนิตตา ธนสิริกลุวงศ. ์“การศึกษารูปแบบพวยกาสมัยทวารวดีใน พื้นที่ภาคกลาง.” เอกสารการศึกษาเฉพาะบุคคล หลักสูตร ปริญญา ศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลยัศิลปากร, 2553. ศึกษาเศษภาชนะดินเผาส่วนพวยกา จากตัวอย่างแหล่งโบราณคดี สมัยทวารวดีในภาคกลาง จ านวน 7 แหล่ง ซึ่งภาชนะมีพวยสามารถแบ่ง ออกตามรูปทรงได้ 2 รูปแบบคือ ประเภทหม้อ ได้แก่ กุณฑี (Kendi) หม้อพรมน ้า (Kundika) และประเภทถ้วยหรือเรียกว่า ตะเกียงโรมัน


~ 266 ~ แต่เอกสารฉบับนี้ได้ศึกษาเฉพาะหม้อมีพวยเท่านั้น โดยวิเคราะห์เรื่องคติ ความเชื่อ เทคนิคการผลิต อายุสมัย หน้าที่การใช้งาน ความสัมพันธ์ระหว่าง รูปแบบพวยกากับรูปทรงภาชนะ และสรุปรูปแบบพวยกาสมัยทวารวดี ประเด็นที่เกี่ยวกับเมืองโบราณอู่ทองคือ การขุดค้นแหล่งโบราณคดี คอกช้างดิน ใน พ.ศ. 2540 พบกุณฑีเกือบเต็มใบ มีพวยกาลักษณะโค้งคว ่า และพบพวยกาทั้งรูปแบบปากผายและปากแคบสูงแบบขวดที่กระจายตัวใน ชั้นดินอยู่อาศัยจ านวนมาก และการขุดค้นบริเวณโบราณสถานคอกช้างดิน 13 (คชด. 13) ใน พ.ศ. 2544 ก็พบชิ้นส่วนพวยกาเช่นกัน นอกจากนี้ยังมี การตีความพวยการูปมกรที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ว่าอาจสะท้อน ถึงคติความเชื่อเนื่องในศาสนาสมัยทวารวดีอีกด้วย 14. พงษ์ศกัด์ินิลวร. “ร่องรอยพุทธศาสนาสมยัทวารวดีบริเวณลุ่ม แม่น้ าลพบุรี-ป่ าสัก ศึกษาจากหลักฐานทางโบราณคดีประเภท ศิลปกรรมและจารึก.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร มหาบณัฑิต (สาขาโบราณคดีสมยั ประวตัิศาสตร์) บณัฑิต วิทยาลยัมหาวิทยาลยัศิลปากร, 2553. ศึกษาอิทธิพลของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทและมหายาน จากหลักฐานทางโบราณคดีในแหล่งโบราณคดีลุ่มแม่น ้าลพบุรี-ป่ าสัก ทั้งประเภทลายลักษณ์อักษร ประติมากรรม ได้แก่ พระพุทธรูปศิลา พระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์หล่อจากโลหะมีทั้งส าริดและเงิน ธรรมจักรศิลา และกวางหมอบ ประติมากรรมภาพสลักนูนต ่า พระพิมพ์ดินเผา แผ่นทองดุน รูปพระโพธิสัตว์ สถูปส าริด และสถาปัตยกรรมได้แก่ ศาสนสถานกลางแจ้ง และถ ้า ซึ่งมีการวิเคราะห์เรื่องศูนย์กลางวัฒนธรรม คติความเชื่อ ความส าคัญของพื้นที่ และความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างเมืองโบราณ สมัยทวารวดีในลุ่มแม่น ้าลพบุรี-ป่าสัก ลุ่มแม่น ้าแม่กลอง-ท่าจีน และลุ่มแม่น ้า ชีตอนกลาง


~ 267 ~ พระพุทธรูปดินเผา พบที่โบราณสถานหมายเลข 5 จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 268 ~ พระพทุธรปูพบที่วดัเขาพระ เมืองอ่ทูอง จดัแสดงอย่ทูี่พิพิธภณัฑสถานแห่งชาติ อ่ทูอง


~ 269 ~ พระพิมพ์ดินเผา พบที่เมืองอู่ทอง จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 270 ~ ประติมากรรมดินเผา รูปพุทธบิดา “พระเจ้าสุทโธทนะ” พบที่เจดีย์หมายเลข 11 เมืองอู่ทอง จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 271 ~ ในส่วนของเมืองอู่ทองนั้นพบหลักฐานทางโบราณคดีจ านวนมาก จึงสันนิษฐานว่าเป็นหนึ่งในเมืองศูนย์กลางส าคัญของวัฒนธรรมทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 11-16 โดยโบราณวัตถุเนื่องในพระพุทธศาสนาที่แสดง ถึงความสัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดีบริเวณลุ่มแม่น ้าลพบุรี-ป่าสัก และพื้นที่ อื่นๆ ที่ร่วมสมัยกัน ได้แก่ 1. พระพุทธรูปศิลา พบชิ้นส่วนพระพุทธรูปนาคปรก รูปแบบศิลปะ อมราวดีและมีอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย 2. พบจารึกระบุชื่อ “เมตไตรยะ” ก าหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 3. พระพุทธรูปส าริด ได้แก่ พระพุทธรูปส าริดจากการขุดแต่ง โบราณสถานที่เมืองโบราณอู่ทอง มีลักษณะคล้ายกับพระพุทธรูปศิลาที่วัด พระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี, พระพุทธรูปส าริดประทับยืนแสดง วิตรรกะมุทราสองพระหัตถ์ และพระพุทธรูปส าริดประทับยืนแสดงวิตรรกะ มุทราด้วยพระหัตถ์ขวาและหงายพระหัตถ์ซ้ายจีบนิ้วพระหัตถ์ หรือปาง ประทานธรรมพบที่เมืองอู่ทอง และเขาคลังใน จ.เพชรบูรณ์ และพระพุทธรูป ส าริดมีประภามณฑลลายเปลวเพลิง ซึ่งนักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่ามี ต้นแบบจากศิลปะปาละของประเทศอินเดีย 4.พระพิมพ์ดินเผา พบชิ้นส่วนพระพิมพ์ดินเผาภาพพระพุทธเจ้า ประทับยืนแสดงปางวิตรรกะมุทรา จากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 9 มีลักษณะคล้ายกับที่เมืองโบราณจันเสน จ.นครสวรรค์ 5. ธรรมจักรศิลาและกวางหมอบ ที่เป็ นสัญลักษณ์ของ พระพุทธศาสนา พบที่เมืองโบราณอู่ทอง เมืองนครปฐมโบราณ และเมือง ลพบุรี 6. พบเสาธรรมจักรประดับด้วยลายพวงมาลัยและพวงอุบะ อิทธิพลของศิลปะอินเดีย


~ 272 ~ 7. ประติมากรรมประดับสถาปัตยกรรมรูปคนแคระมีลักษณะคล้าย กับที่เมืองลพบุรี เมืองนครปฐมโบราณ เมืองคูบัว และเมืองศรีเทพ 8. ประติมากรรมภาพสลักนูนต ่ารูปพระวิษณุ มีลักษณะถือจักร หันหน้าออกคล้ายกับภาพสลักบนผนังถ ้าพระโพธิสัตว์ อ.ทับกวาง จ.สระบุรี และศิลปะอินเดีย ราชวงศ์อิกษวากุ แคว้นอานธรประเทศ ประเทศอินเดีย 15. วรรณภา อัมพวัน. “เทคนิคเชิงช่างงานประติมากรรมปูนปัน้และ ดินเผาที่ใช้ในการประดับศาสนสถานสมัยทวารวดี.” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาโบราณคดี สมยัประวตัิศาสตร)์บณัฑิตวิทยาลยัมหาวิทยาลยัศิลปากร, 2553. ศึกษาประติมากรรมปูนปั้นและดินเผาประดับสถาปัตยกรรมสมัย ทวารวดี จากแหล่งโบราณคดี8 แห่ง เพื่อวิเคราะห์เรื่องเทคนิควิธี ขั้นตอน การท า และความหลากหลายของงานช่างฝีมือ รวมถึงการใช้วิธีศิลาวรรณนา กับตัวอย่างประติมากรรมจาก 3 แหล่ง คือ เมืองอู่ทอง เมืองคูบัว จ.ราชบุรี และเมืองศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ผลการศึกษาสรุปได้ว่างานประติมากรรม ดินเผาจากบางแหล่งโบราณคดีเช่น เมืองศรีเทพ เมืองอู่ทอง แสดงถึง ผลงานของช่างท้องถิ่นที่มีลักษณะเฉพาะ ประติมากรรมจากเมืองอู่ทอง เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น ามาใช้ศึกษา มีการกล่าวถึงข้อมูลสังเขปทั้งต าแหน่งที่ตั้ง แผนผัง หลักฐานทางโบราณคดี และความส าคัญในสมัยทวารวดี ซึ่งพบประติมากรรมดินเผาประดับบนเจดีย์ หมายเลข 2, 3, 5 และ 11 ทั้งประติมากรรมนูนสูงและนูนต ่า และพบ ประติมากรรมปูนปั้น แบ่งตามลักษณะออกเป็น 3 กลุ่ม คือ บุคคล สัตว์ และ ลวดลายประดับสถาปัตยกรรม ซึ่งผลการวิเคราะห์ประติมากรรมดินเผาด้วย วิธีศิลาวรรณนา สันนิษฐานว่ามีส่วนผสมเพียงเนื้อดินธรรมชาติจากบริเวณ แหล่งโบราณคดี ใช้เทคนิคการขึ้นรูปคล้ายคลึงกับประติมากรรมที่เมือง


~ 273 ~ ศรีเทพและเมืองคูบัว และมีเทคนิคการเผาแบบกลางแจ้งด้วยอุณหภูมิ 400 - 550 องศาเซลเซียส ต่อมามีการใช้ปูนปั้นเพราะขั้นตอนการท างานที่ง่าย สะดวก และมีอายุการใช้งานยาวนาน ดังนั้นประติมากรรมปูนปั้นจึงเป็นที่ นิยมกันมาจนถึงปัจจุบัน 16. ดวงกมล อนันต์วัชรกุล. “คติความเชือ่เรือ่งสตัว์ทีป่รากฏใน วัฒนธรรมทวารวดี.” เอกสารการศึกษาเฉพาะบุคคล หลักสูตรศิลปศาสตรบณัฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลยัศิลปากร, 2554. รวบรวมศิลปกรรมรูปสัตว์ เพื่อศึกษาคติความเชื่อที่แฝงอยู่ โดยศึกษาเฉพาะโบราณวัตถุที่มีภาพและค าอธิบายภาพปรากฏอยู่ในเอกสาร ต่างๆ เท่านั้น โดยสรุปผลได้ว่า ศิลปกรรมรูปสัตว์ในสมัยทวารวดีนั้นแบ่ง ประเภทได้ 2 ประเภทคือ สัตว์ที่มีในธรรมชาติ และสัตว์ในเทพนิยาย (สัตว์ ผสม) จุดมุ่งหมายในการสร้างศิลปกรรมรูปสัตว์สมัยทวารวดีมี2 ประการ คือ มีความเกี่ยวเนื่องในศาสนา หรือคติความเชื่อในด้านต่างๆ เช่น โชคลาภ ความมั่งคั่ง ความอุดมสมบูรณ์สัญลักษณ์มงคล ประติมากรรมภาพเล่าเรื่อง ในพุทธศาสนา และไม่มีความเกี่ยวข้องกับศาสนา หรือความเชื่อ แต่เป็น เรื่องสามัญทั่วไป อาจมีหรือไม่มีความหมายพิเศษก็ได้ ตามแต่จุดประสงค์ ของผู้สร้าง โดยสิงห์เป็นสัตว์ที่พบความนิยมมากที่สุดในสมัยทวารวดีปรากฏ งานศิลปกรรมทุกประเภท ซึ่งอาจมีความหมายที่สัมพันธ์กับพุทธศาสนา รวมทั้งสอดคล้องกับความนิยมรูปสัตว์ในประเทศอินเดียในช่วงเวลาเดียวกัน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเมืองอู่ทอง มีการใช้ตัวอย่างโบราณวัตถุซึ่ง ปรากฏรูปสัตว์ต่างๆ ทั้งที่เป็นสัตว์ในธรรมชาติ และสัตว์ในเทพนิยาย เช่น กระต่าย กวาง ช้าง พระคเณศ คชลักษมี ปลา ม้า ปู ปลา ลิง วัว สิงห์ หงส์


~ 274 ~ สังข์/หอยทาก กินรี ครุฑ นาค เป็นต้น ส่วนมากพบเป็นตราประทับ และ ตราดินเผา ทั้งนี้มีจุดมุ่งหมายในการสร้างทั้งที่เกี่ยวกับคติความเชื่อทาง ศาสนา และใช้ในชีวิตสามัญทั่วๆ ไป 17. เมริกา สงวนวงษ์. “การศึกษาประติมากรรมชาวต่างชาติสวม หมวกทรงสูงในสมัยทวารวดี.” เอกสารการศึกษาเฉพาะ บุคคล หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะ โบราณคดีมหาวิทยาลยัศิลปากร, 2554. ศึกษาประติมากรรมรูปชาวต่างชาติสวมหมวกทรงสูงจากแหล่ง โบราณคดีสมัยทวารวดี 4 แห่ง เพื่อจัดจ าแนกลักษณะหน้าตา รูปแบบหมวก เครื่องแต่งกาย สิ่งของ และเชื้อชาติ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ ชาวอินโด-ซิเถียน (Indo-Scythian) และชาวตูหร่านเนี่ยน (Turanian) นักวิชาการมีความคิดเห็นตรงกันว่าเป็นพ่อค้าชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามา ค้าขายในสมัยทวารวดี นอกจากนี้ยังมีการศึกษาหลักฐานทางโบราณคดี ประเภทอื่นๆ ร่วมด้วย เพื่อแสดงถึงความสัมพันธ์และเส้นทางการค้าของ ชาวต่างชาติมายังชุมชนทวารวดี ในส่วนของเมืองโบราณอู่ทอง มีการกล่าวถึงตั้งแต่ลักษณะทั่วไป ทั้งต าแหน่งที่ตั้ง สภาพพื้นที่ การกระจายตัวของแหล่งโบราณคดีหลักฐาน ทางศาสนา การค้า และสถาปัตยกรรม โดยสันนิษฐานว่าเมืองอู่ทอง เป็นเมืองท่าค้าขายทางทะเล และมีพ่อค้าชาวพุทธจากลุ่มแม่น ้ากฤษณาโคทาวารีเดินทางมาติดต่อค้าขายและตั้งถิ่นฐานในสมัยอินโด-โรมัน รวมถึงมี การเผยแพร่พระพุทธศาสนาจากอินเดียใต้ที่ได้รับการอุปถัมภ์จากกษัตริย์ ราชวงศ์สาตวาหนะ (พุทธศตวรรษที่ 5 - 8) และราชวงศ์อิกษวากุ (พุทธศตวรรษที่ 8 - 9) โดยมีศูนย์กลางของงานศิลปกรรมที่เมืองอมราวดี และเมืองนาคารชุณโกณฑะ


~ 275 ~ ประติมากรรมปูนปั้นใบหน้าชาวต่างชาติ จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 276 ~ นอกจากนี้ยังพบประติมากรรมปูนปั้นรูปศีรษะของบุคคลสวมหมวก ทรงสูงบนวิหารหมายเลข 5 จ านวน 1 ชิ้น มีลักษณะใบหน้ากลม จมูกโด่ง ตาโปน คิ้วหนาต่อกัน ริมฝีปากหนาอมยิ้ม หูยานยาว สวมหมวกทรงสูง ปลายแหลมโค้ง และมีขอบหมวก ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติอู่ทอง สันนิษฐานว่าเป็นประติมากรรมรูปพ่อค้าชาวซิเถียนที่ตั้ง ถิ่นฐานอยู่ทางทิศตะวันตกของอินเดียและเดินทางเข้ามาค้าขายในดินแดน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงชุมชนทวารวดีด้วย 18. เสาวพงษ์ ยมาพัฒน์. “อ่ทูองในเครือข่ายการค้าโลกสมยัโบราณ.” เอกสารการค้นคว้าอิสระ หลกัสูตรศิลปศาสตรมหาบณัฑิต (สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยัศิลปากร, 2554. ศึกษาบทบาททางการค้าของเมืองอู่ทองกับเครือข่ายการค้าโลก สมัยโบราณ โดยใช้การศึกษาเอกสาร (documentary research) รวบรวม ข้อมูลจากเอกสารทุติยภูมิเป็นหลัก ได้แก่ รายงานการส ารวจและขุดแต่ง โบราณวัตถุสถานเมืองเก่าอู่ทองและเมืองอื่นๆ ในภูมิภาคต่างๆ ที่ติดต่อ ค้าขายกับเมืองอู่ทอง และยังใช้ข้อมูลจากหลักฐานทางโบราณคดีประเภท ต่างๆ รวมถึงเอกสารประวัติศาสตร์และข้อมูลด้านภูมิศาสตร์สารสนเทศ เช่น ภาพถ่ายทางอากาศ โดยก าหนดขอบเขตการวิจัยตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 3 - 17 เมืองอู่ทองมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมต่อการแวะพัก จอดเรือและเตรียมเสบียงอาหารเพื่อการเดินทาง อีกทั้งมีสภาพภูมิอากาศที่ เหมาะสมต่อการเดินเรือ ท าให้เมืองอู่ทองมีพัฒนาการด้านการติดต่อค้าขาย กับโลกโบราณมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 3 และเจริญรุ่งเรืองขึ้นตามภาวะ การค้าของโลกสมัยโบราณ โดยเฉพาะช่วงพุทธศตวรรษที่ 8 - 9 (สมัยอินโดโรมัน) ต่อเนื่องเรื่องมาถึงราวพุทธศตวรรษที่ 10 - 12 มีการพบโบราณวัตถุ


~ 277 ~ เนื่องในศาสนามากกว่าโบราณวัตถุประเภทสินค้า ซึ่งแสดงถึงความส าคัญ ของเมืองอู่ทองอีกฐานะหนึ่ง คือ เป็นเมืองศูนย์กลางทางพุทธศาสนา เมืองอู่ทองยังมีบทบาทเป็นเมืองท่าที่ส าคัญของรัฐทวารวดีต่อมาถึง ราวพุทธศตวรรษที่ 13 - 16 โบราณวัตถุที่พบในช่วงสมัยนี้มีเครื่องถ้วยจีน และเครื่องถ้วยอาหรับ ซึ่งแสดงถึงการปรับตัวตามภาวะการค้าของโลก โบราณที่ขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะการค้ากับประเทศจีน ส าหรับเส้นทางการค้าส าคัญที่เมืองโบราณอู่ทองใช้ติดต่อค้าขาย กับโลกโบราณตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 5 - 17 ได้แก่ เส้นทางการค้าสายไหม (Silk Road) และเส้นทางการค้าเครื่องเทศ (Spice Route) โดยทั้งสอง เส้นทางมีเครือข่ายการค้าในมหาสมุทรอินเดียเป็นหลัก เมืองอู่ทองได้ลดบทบาทการติดต่อทางการค้ากับโลกโบราณในช่วง พุทธศตวรรษที่ 17 เนื่องจากสาเหตุหลายประการ ได้แก่ 1. การเปลี่ยนแปลงเส้นทางน ้าที่ไม่ไหลผ่านตัวเมือง ท าให้ ขาดแคลนน ้าในการอุปโภคบริโภค และไม่สะดวกในการคมนาคม 2. การเพิ่มบทบาทของท่าเรือทางตอนใต้ของประเทศไทยสมัย ศรีวิชัย และการเปลี่ยนแปลงเส้นทางการเดินเรือโดยมุ่งลงไปสู่หมู่เกาะ เครื่องเทศโดยตรง 3. การเปลี่ยนแปลงระบบการค้าของประเทศจีนที่ส่งผลต่อการ เปลี่ยนแปลงเส้นทางการเดินเรือ 19. วรพงศ์อภินันทเวช. “ประติมากรรมคนแคระในวฒันธรรม ทวารวดี: รูปแบบและความหมาย.”วิทยานิพนธป์ริญญาศิลป ศาสตรบณัฑิต (สาขาประวตัิศาสตรศ์ ิลปะ) บณัฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยัศิลปากร, 2555.


~ 278 ~ ศึกษาคติและรูปแบบศิลปกรรมของประติมากรรมคนแคระที่พบใน ศิลปะทวารวดี โดยเปรียบเทียบกับคัมภีร์ต่างๆ ประติมากรรมคนแคระใน ศิลปะอินเดีย และประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งส่งรูปแบบและ คติให้กับงานประติมากรรมคนแคระในทวารวดี จากการศึกษาสรุปได้ว่า ประติมากรรมคนแคระที่พบในศิลปะ ทวารวดีมีรูปแบบและคติที่มาจากศิลปะอินเดีย โดยมีหน้าที่ตามต าแหน่งที่ พบดังนี้ ในฐานะผู้ปกป้อง ผู้ค ้าจุน หรือผู้แบก มักปรากฏในส่วนล่างของ อาคาร หรือฐานรองรับ มักท าในรูปคนแคระนั่งแยกขา ชันเข่า ใช้หลังหรือมือ แบกด้านบน คล้ายกับคติประติมากรรมยักษ์ คนแคระในฐานะสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ มักอ้วน ท้องใหญ่ แขนขาสั้น คล้ายกับลักษณะของหม้อปูรณฆฏะ หรือปรากฏเป็น ภาพคนแคระถูกคายออกจากปากมกร และในฐานะที่เกี่ยวข้องกับเทพ ชั้นรอง หรือคติคณะ มักปรากฏในรูปคนแคระที่มีองค์ประกอบของสัตว์ เช่น มีเศียรเป็นสิงห์ หรือโค และประติมากรรมกินรีเล่นดนตรี คล้ายกับรูปแบบ ประติมากรรมคนแคระของอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเมืองอู่ทองนั้นมีการใช้ตัวอย่างโบราณวัตถุที่ พบที่เมืองอู่ทองในการศึกษา โดยประติมากรรมคนแคระที่เมืองอู่ทองนั้น พบทั้งที่เป็นประติมากรรมปูนปั้นลอยตัว แผ่นภาพดินเผา ประติมากรรม รูปนรสิงห์แบก และรูปคชลักษมีในฐานะเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์


~ 279 ~ ประติมากรรมปูนปั้นรูปคนแคระ จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 280 ~ 20. วนัวิสาข์ธรรมานนท์. “หลักฐานทางโบราณคดีในประเทศไทยที่ แสดงถึงความสัมพันธ์ทางการค้ากับเอเชียตะวันตก ก่อนพุทธศตวรรษที่16.” วิทยานิพนธ์ปรชัญาดุษฎีบณัฑิต (สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยัศิลปากร, 2555. วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เป็นการศึกษาหลักฐานทั้งหมดที่แสดงถึง ความสัมพันธ์ระหว่างเอเชียตะวันตกกับประเทศไทย ในช่วงก่อนพุทธ ศตวรรษที่ 16 ทั้งจากเอกสารทางประวัติศาสตร์ หลักฐานทางโบราณคดี โดยเฉพาะการศึกษาแหล่งที่มาของโบราณวัตถุโดยพิจารณาจากเทคโนโลยี การผลิตด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ผู้ศึกษาใช้ข้อมูลจากแหล่งโบราณคดีที่อยู่ในเส้นทางการค้า ทั้งทางบกและทางน ้าจากเอเชียตะวันตกถึงประเทศจีน (เส้นทางสายไหม) ได้แก่ แหล่งโบราณคดีในประเทศอิหร่าน ปากีสถาน ศรีลังกา มาเลเซีย อินโดนีเซีย และในประเทศไทย ได้แก่ ทุ่งตึก จ.พังงา แหลมโพธิ์จ.สุราษฎร์ ธานี นางย่อน จ.ระนอง ภูเขาทอง จ.ระนอง เมืองยะรัง จ.ปัตตานี เมืองคูบัว จ.ราชบุรี วัดมหาธาตุจ.ราชบุรี เมืองดงละคร จ.นครนายก เมืองศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี เมืองพระรถ จ.ชลบุรี เมืองดงแม่นางเมือง จ.นครสวรรค์รวมถึง เมืองโบราณอู่ทอง โดยใช้ตัวอย่างโบราณวัตถุประเภทลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน และหินกึ่งรัตนชาติ เครื่องเคลือบสีฟ้าแกมเขียว (Turquoise glazed ware) เหรียญโรมันสมัยจักรพรรดิวิคโตรินุส เหรียญอาหรับ และประติมากรรม ปูนปั้นรูปชาวต่างชาติ ผลการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์พบว่าโบราณวัตถุตัวอย่างเกือบ ทุกประเภทมีองค์ประกอบทางเคมี และวิธีการผลิตที่มีต้นก าเนิดมาจากทาง เอเชียตะวันตกทั้งสิ้น ผนวกกับผลการศึกษาจากเอกสารทางประวัติศาสตร์ พบว่าชาวเอเชียตะวันตกโดยเฉพาะเปอร์เซียและอาหรับ มีรายการสินค้า ส่งออกกับโบราณวัตถุที่พบในช่วงเวลาเดียวกัน ตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่


~ 281 ~ 12 – 13 ส่วนเอเชียตะวันออกก็ได้ส่งสินค้าประเภทผ้าไหมในช่วงแรก ต่อมา จึงส่งสินค้าประเภทเครื่องถ้วยจีน และเครื่องเทศซึ่งมาจากเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม ในการศึกษายังไม่พบโบราณวัตถุประเภทสินค้าจาก เอเชียตะวันตกกระจายเข้าไปถึงดินแดนประเทศไทยตอนใน ซึ่งแสดงว่า บทบาททางการค้าของเอเชียตะวันตกกับประเทศไทยมีอยู่แค่เพียง เมืองท่าค้าขายชายฝั่งทะเลเท่านั้น 21. ภวูนาถ รตันรงัสิกลุ. “การศึกษาวิจยัโบราณวตัถทุีม่ีตะกวั่เป็น องค์ประกอบหลักในวัฒนธรรมทวารวดี.” วิทยานิพนธ์ ปรชัญาดุษฎีบณัฑิต (สาขาโบราณคดีสมัยประวตัิศาสตร์) บณัฑิตวิทยาลยัมหาวิทยาลยัศิลปากร, 2555. ศึกษาโบราณวัตถุที่มีตะกั่วเป็นองค์ประกอบหลัก ทั้งในด้าน คุณลักษณะและความสัมพันธ์กับชั้นวัฒนธรรมจากแหล่งโบราณคดีสมัย ทวารวดี เฉพาะแหล่งโบราณคดีในภาคกลางจ านวน 10 แหล่ง โดยใช้ โบราณวัตถุที่ท าจากตะกั่วจ านวน 41 ชิ้น (จากทั้งหมด 74 ชิ้น) มาศึกษา ด้วยวิธี ICP-OES (การหาปริมาณธาตุองค์ประกอบจากการวัดความเข้มแสง ที่อะตอมของธาตุนั้นๆ เปล่งออกมา) พร้อมกันนี้ยังได้มีการศึกษาสัดส่วน ไอโซโทปของตะกั่ว (lead isotope) เพื่อหาแหล่งที่มาของตะกั่วด้วย ผลการศึกษาพบว่า ตัวอย่างโบราณวัตถุที่น าไปศึกษาจ านวน 30 ตัวอย่าง ท าจากเนื้อตะกั่วบรสิุทธิ์อกี 11 ตัวอย่าง มีการผสมดีบุกลงในเนื้อ ตะกั่ว น าไปสู่ข้อสรุปว่ามีการน าตะกั่วมาจากแหล่งแร่ในบริเวณจังหวัด กาญจนบุรี โดยผู้คนในสมัยทวารวดีมีความรู้ความเข้าใจในการผสมแร่ดีบุก เพื่อเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของตะกั่ว รวมทั้งมีการก าหนดสัดส่วนวัตถุดิบ ด้วยความละเอียดในระดับหนึ่ง และมีการน าเศษวัสดุเก่าไปหลอมเพื่อสร้าง ชิ้นงานใหม่อีกด้วย


~ 282 ~ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเมืองโบราณอู่ทอง มีการน าตัวอย่าง โบราณวัตถุที่ท าจากตะกั่ว 6 ชิ้น (รหัส UT01-UT06) มาศึกษา แต่สามารถ น าตัวอย่างไปวิเคราะห์หาองค์ประกอบธาตุด้วยวิธี ICP-OES ได้เพียงชิ้น เดียวคือ โบราณวัตถุรหัส UT02 พบว่าเป็นลวดตะกวั่ทท่ี าจากตะกวั่บรสิุทธิ์ ซึ่งมีข้อสังเกตจากลักษณะทางกายภาพคือ มีสนิมสีขาว เคลือบผิว เมื่อท า ความสะอาดแล้วเนื้อวัสดุมีความอ่อนนุ่มและยืดหยุ่น ทั้งนี้มีข้อสันนิษฐาน ของหน้าที่ในเชิงสังคมวิทยาของโบราณวัตถุดังกล่าวว่าเป็นเครื่องใช้สามัญ ในครัวเรือน อาจเป็นตะกั่วที่ใช้ผูกห่อของ หรืออาจเกี่ยวข้องกับศาสนาก็ได้ ต่างหูและห่วง ท าจากตะกั่วหรือดีบุก จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 283 ~ 22. วิภาดา อ่อนวิมล. “อิฐมีลวดลายในสมยัทวารวดี.” เอกสาร การศึกษ าเฉพา ะบุคคลหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดีมหาวิทยาลยัศิลปากร, 2556. รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ลักษณะของอิฐมีลวดลายแบบต่างๆ ในสมัยทวารวดี จากเมืองโบราณ 7 แห่งในภาคกลางและภาคตะวันออก ได้แก่ นครปฐม อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี คูบัว จ.ราชบุรี ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี จันเสน จ.นครสวรรค์ และศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ โดยมี ตัวอย่างทั้งหมด 128 ชิ้น แบ่งเป็น 6 รูปแบบคือ 1. อิฐมีจารึกตัวอักษร 2. อิฐจ าหลักลาย 3. อิฐฤกษ์ 4. อิฐมีลายขูดขีด 5. อิฐมีลายลูบรอยนิ้วมือ 6. อิฐมีรอยประทับ อิฐมีลายเหล่านี้นอกจากใช้เป็นส่วนประกอบทางสถาปัตยกรรมแล้ว ยังแฝงคติความเชื่อหรือสะท้อนพิธีกรรมบางอย่างในสมัยทวารวดี นอกจากนี้ ยังแสดงถึงความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมอื่นๆ เช่น วัฒนธรรมปยูและมอญใน ประเทศพม่า ซึ่งอาจมีการติดต่อกันหรือรับรูปแบบมาจากแหล่งเดียวกัน (คืออินเดีย) ก็ได้ ส าหรับอิฐมีลวดลายจากเมืองโบราณอู่ทอง มีจ านวน 64 ก้อน ทั้งที่จัดแสดงหรือเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง และเป็น สมบัติของเอกชนในพื้นที่ โดยมีลวดลายทั้ง 6 แบบดังกล่าวแล้วข้างต้น ตัวอย่างอิฐก้อนส าคัญเช่น อิฐมีจารึกคาถาทางพุทธศาสนา อิฐมีลาย ธรรมจักร อิฐมีการปิดทองค าเปลว เป็นต้น


~ 284 ~ ก้อนอิฐมีลายธรรมจักร พบที่เมืองอู่ทอง จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 285 ~ บทที่5 สรุปประเด็นศึกษาด้านประวตัิศาสตรแ์ละโบราณคดี เรื่องเมืองโบราณอ่ทูอง บทนี้จะเป็นการสรุปอย่างสั้นๆ ถึงประเด็นศึกษาต่างๆ ทางด้าน ประวัติศาสตร์และโดยเฉพาะทางโบราณคดี ซึ่งได้จากการทบทวน วรรณกรรมหรือเอกสารที่กล่าวถึงเมืองอู่ทอง ซึ่งทางคณะผู้จัดท ามีความ มุ่งหวังเพียงแค่ต้องการน าเสนอประเด็นหรือแนวความคิดต่างๆ เกี่ยวกับ เมืองโบราณแห่งนี้เท่านั้น โดยจะไม่พยายามชี้แนะหรือโน้มน้าวให้ผู้อ่าน คล้อยตามว่าแนวคิดต่างๆ นั้นเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้ว หรือเป็น ข้อสรุปที่น่าเชื่อถือโดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อีกแล้ว (ยกเว้นในกรณีที่ ข้อสันนิษฐานนั้นตกไปแล้ว เนื่องจากไม่มีหลักฐานสนับสนุนอย่างชัดเจน) เพราะธรรมชาติของการศึกษาทางโบราณคดีหรือการตีความเรื่องในอดีตนั้น ขึ้นอยู่กับข้อมูลหลักฐานเป็นส าคัญ ดังนั้นในอนาคตอาจมีการค้นพบ หลักฐานใหม่ๆ เพิ่มเติม ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงผลการศึกษาหรือข้อสันนิษฐาน ในอดีต ดังจะเห็นได้จากกรณีเมืองโบราณอู่ทองที่มีหลากหลายข้อเสนอแนะ และบางข้อคิดเห็นนั้นก็ไม่เป็นที่ยอมรับกันของนักวิชาการแล้ว 1. พระเจ้าอ่ทูองเสดจ็ไปจากเมืองอ่ทูองเพื่อสร้างกรุงศรีอยุธยา? จุดเริ่มต้นของข้อสันนิษฐานเรื่องพระเจ้าอู่ทอง หรือสมเด็จ พระรามาธิบดีที่ 1 เสด็จหนีโรคห่าจากเมืองอู่ทอง เพื่อไปสร้างกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 1893 คงเกิดขึ้นจากเรื่องเล่าเก่าแก่หรือต านานที่ราษฎรแถบ เมืองอู่ทอง (และภูมิภาคตะวันตก) รับรู้กันมาเนิ่นนานแล้ว และเมื่อสมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพเสด็จไปตรวจราชการก็ทรงได้รับทราบเรื่องนี้ และทรงน าเสนอเป็นพระองค์แรกในเอกสาร “เรื่องเมืองอู่ทอง จากรายงาน เสด็จตรวจเมืองสุพรรณบุรี” เมื่อ พ.ศ. 2446


~ 286 ~ จนกระทั่งเมื่อมีการขุดแต่งโบราณสถานที่เมืองอู่ทอง ช่วง พ.ศ. 2506 – 2509 ก็ท าให้นักวิชาการมีข้อมูลมากเพียงพอที่จะน าเสนอแนวคิด ใหม่ว่า เมืองอู่ทองถูกทิ้งร้างไปก่อนหน้า พ.ศ. 1893 นานกว่า 300 ปีแล้ว ทั้งนี้เอกสารระยะหลังของนักวิชาการหรือส านักพิมพ์ต่างๆ ที่มักน าเสนอ เรื่องเมืองอู่ทองกับพระเจ้าอู่ทองนี้ก็ล้วนอ้างอิงผลการท างานในช่วง พ.ศ. 2506 – 2509 ทั้งสิ้น โดยเฉพาะข้อเสนอของศาสตราจารย์ชอง ชวสเซอลิเยร์ และศาสตราจารย์มานิต วัลลิโภดม และผลการขุดค้นทางโบราณคดีทุกครั้ง ภายหลัง พ.ศ. 2509 จนถึง พ.ศ. 2557 ทั้งในและนอกเมืองอู่ทองก็ยืนยัน แนวคิดดังกล่าว ดังนั้นความรับรู้ของราษฎรในพื้นที่ซึ่งอ้างอิงมาจากต านานเก่าแก่ แต่โบราณ และข้อสันนิษฐานของสมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ เมื่อ 112 ปีที่แล้วที่ว่าพระเจ้าอู่ทองเสด็จไปจากเมืองอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เพื่อไปสร้างกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อ พ.ศ. 1893 จึงไม่สอดคล้องกับ ข้อมูลทางโบราณคดีที่ค้นพบแล้วจวบจนถึงปัจจุบัน 2. พฒันาการของเมืองโบราณอ่ทูอง สืบเนื่องจากผลการขุดค้นขุดแต่งโบราณสถานของกรมศิลปากร คณะโบราณคดีและนักวิชาการชาวต่างชาติ นับตั้งแต่ พ.ศ. 2478 – ปัจจุบัน ท าให้มีข้อมูลเพียงพอในการน าเสนอประเด็นเรื่องพัฒนาการหรืออายุสมัย ของเมืองอู่ทอง (ดังได้กล่าวโดยสรุปไว้แล้วในตอนท้ายของบทที่ 1) อย่างไร ก็ตามยังมีค าถามบางประการที่ควรสืบค้นข้อมูลหลักฐานต่อไป อาทิเช่น 1. มีร่องรอยการอยู่อาศัยหรือการฝังศพของคนสมัยก่อน ประวัติศาสตร์ในเขตคูน ้าคันดินของเมืองโบราณอู่ทองหรือไม่ เพราะในขณะนี้พบว่ามีการฝังศพบริเวณนอกเมืองเท่านั้น เช่น ที่บ้านนาลาว ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง แต่เมื่อสอบถาม


~ 287 ~ จากราษฎรในเขตเมืองโบราณมักกล่าวว่าเคยมีการขุดลงไป เจอโครงกระดูกคน พร้อมสิ่งของมีค่าต่างๆ 2. เมืองอู่ทอง คือสุวรรณภูมิในเอกสารโบราณ จริงหรือไม่ ? ดังจะกล่าวถึงต่อไป 3. เมืองอู่ทองจะตรงกับบ้านเมืองที่จีนเรียกว่า “จินหลิน” ที่ร่วม สมัยกับอาณาจักรฟูนัน (มีอายุราว พ.ศ. 500 – 1000) จริงหรือไม่ เพราะข้อมูลในเอกสารจีนเกี่ยวกับจินหลินมีอยู่ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น 4. ภายหลังสมัยทวารวดี (ราว พ.ศ. 1500 – 1600) ยังมีการอยู่ อาศัยหรือประกอบกิจกรรมอื่นใดภายในเขตเมืองอู่ทองหรือไม่ หรือผู้คนในสมัยหลัง (โดยเฉพาะสมัยอยุธยา) ไปอยู่อาศัยกัน รอบๆ เมือง ที่บางท่านเรียกว่าเขตปริมณฑลของเมืองอู่ทอง ตัวอย่างค าถามส าคัญข้างต้นนี้คงต้องอาศัยการด าเนินงานส ารวจ ขุดค้นทางโบราณคดีอย่างเป็นระบบ และการวิเคราะห์ข้อมูลหลักฐานที่ น่าเชื่อถือ มาช่วยท าให้เกิดความกระจ่างชัดยิ่งขึ้นต่อไป 3. เมืองอ่ทูอง คือ “สุวรรณภมูิ” ในเอกสารโบราณ ? จากการประมวลความรู้ในเอกสารต่างๆ พบว่าประเด็นค าถามเรื่อง เมืองอู่ทองคือสุวรรณภูมิในเอกสารโบราณจริงหรือไม่ ? โดยเฉพาะอู่ทองคือ สถานที่ที่พระโสณะและพระอุตตระ สมณทูตของพระเจ้าอโศกมหาราช เดินทางจากอินเดียมาประดิษฐานพระพุทธศาสนาจริงหรือไม่นั้น อยู่ในความสนใจเสมอๆ เช่น หนังสือของธนิต อยู่โพธิเรื่อง ์“สุวัณณภูมิ” หนังสือของขุนศิริวัฒนอาณาทรเรื่อง “เมืองทองหรือสุวรรณภูมิ” หนังสือ “แหลมอินโดจีนสมัยโบราณ” ของพระยาอนุมานราชธน หนังสือของสุจิตต์ วงษ์เทศ เรื่อง “ชาติพันธุ์สุวรรณภูมิ: บรรพชนคนไทยในอุษาคเนย์” และงาน ของศรีศักร วัลลิโภดมเรื่อง “ประวัติศาสตร์โบราณคดี: เมืองอู่ทอง” เป็นต้น


~ 288 ~ ประติมากรรมรูปบุคคลภายในซุ้ม (กุฑุ) จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 289 ~ พระพุทธรูป จากวัดเขาพระ เมืองอู่ทอง จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 290 ~ คณะผู้จัดท ามีข้อสังเกตในประเด็นนี้เพียงว่า ในเอกสารที่กล่าวถึง ผลการขุดค้นขุดแต่งทางโบราณคดีที่เมืองอู่ทองแทบไม่ได้กล่าวถึง สุวรรณภูมิเลย เนื่องจากยังไม่พบหลักฐานที่จะสนับสนุนว่ามีร่องรอยของ การเข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชในช่วง พุทธศตวรรษที่ 3 ปรากฏขึ้นที่เมืองอู่ทอง และหลักฐานการยอมรับนับถือ พุทธศาสนาที่เก่าที่สุดที่เมืองอู่ทองก็อาจมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 9 หรือ 10 – 11 เท่านั้น (คือแผ่นดินเผารูปพระภิกษุอุ้มบาตร – ภาพหน้าปก) ประเด็นข้างต้นนี้จึงยังไม่สามารถคลี่คลายได้แน่ชัดในปัจจุบัน และก็คงเป็น กระแสอยู่บ่อยครั้งในการกล่าวถึงเมืองอู่ทอง 4. บทบาทของเมืองอ่ทูองในช่วงก่อนหน้าสมยัทวารวดี นอกจากปัญหาเรื่องเมืองอู่ทองคือสุวรรณภูมิและอู่ทองคือจินหลิน (แปลว่าดินแดนทอง) ในเอกสารจีนหรือไม่นั้น ประเด็นที่ดูจะมีความส าคัญ มากกว่าอันเป็นผลจากข้อสันนิษฐานเมื่อ พ.ศ. 2509 ของศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลิเยร์ ในบทความเรื่อง “ทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับสถานที่ตั้งอาณาจักร ฟูนัน” ก็คือ อู่ทองเคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรฟูนัน ซึ่งก่อนหน้านั้น นักวิชาการหลายท่าน เช่น ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ นายหลุยส์ มาเลอเรต์ เชื่อว่าอยู่ที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น ้าโขง อาจกล่าวได้ว่า ข้อสันนิษฐานของศาสตราจารย์บวสเซอลิเยร์ ก่อให้เกิดผลดีกับเมืองอู่ทอง เพราะได้เกิดกระแสความสนใจเรื่องเมืองอู่ทอง ในวงกว้าง จนกระทั่งมีการท างานส ารวจขุดค้นในเขตตอนใต้ของประเทศ กัมพูชาและเวียดนามเพิ่มมากขึ้น ทั้งในแถบเมืองออกแก้ว (Oc Eo) และ เมืองอังกอร์ บอเร็ย (Angkor Borei) ซึ่งด าเนินงานมาเกือบ 30 ปีจนถึง ปัจจุบัน ก็ท าให้ทฤษฎีเกี่ยวกับอู่ทองคือที่ตั้งของอาณาจักรฟูนันไม่เป็นที่ ยอมรับกันแล้ว แต่สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นเดียวกันคือ หลักฐานที่เมือง อู่ทองมีอายุร่วมสมัยกับฟูนันที่ปากแม่น ้าโขง (โดยเฉพาะเมืองออกแก้ว)


~ 291 ~ ด้วย ดังนั้นอู่ทองคือชุมชนหรือเมืองท่าค้าขายแห่งหนึ่งที่มีบทบาทร่วมสมัย กับฟูนันนั่นเอง นอกจากบทบาทด้านการค้าในช่วงก่อนหน้าสมัยทวารวดีแล้ว การค้นพบประติมากรรมอย่างน้อย 2 รูป คือ ดินเผารูปพระภิกษุ 3 องค์ อุ้มบาตร และปูนปั้นส่วนล่างของพระพุทธรูปนาคปรกที่ประทับ นั่งขัดสมาธิ ราบแบบหลวมๆ ข้อพระบาทไขว้กัน ซึ่งทั้งสองชิ้นนี้มีรูปแบบศิลปะคล้ายกับ ประติมากรรมในศิลปะอมราวดีของอินเดียภาคตะวันออกเฉียงใต้ ก าหนด อายุราวพุทธศตวรรษที่ 10 – 11 ได้ท าให้เกิดข้อสันนิษฐานว่า อิทธิพลทาง พุทธศาสนาจากดินแดนอินเดีย (สมัยอมราวดี) ได้เข้ามาเผยแผ่ที่เมืองอู่ทอง แล้ว ทั้งนี้หนังสือ “สุวรรณภูมิจากหลักฐานทางโบราณคดี” ของ ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุข อินทราวุธ ได้น าเสนอข้อมูลเพิ่มใหม่ว่า ที่รัฐยะไข่ หรืออารกันทางตะวันตกของประเทศพม่า พบสถูปจ าลองมีจารึกคาถา เย ธมฺมา ภาษาบาลีตัวอักษรพราหมีสมัยคุปตะ และรัฐศรีเกษตรทาง ตอนกลางของพม่าก็พบฐานอาคารอิฐทรงเจดีย์และวิหาร ซึ่งมีรูปแบบ เหมือนกับในเมืองนาคารชุนโกณฑะในอินเดียภาคตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 9 – 10 ดังนั้นอิทธิพลของพระพุทธศาสนาจาก อินเดีย (ภาคตะวันออกเฉียงใต้) ได้เข้ามาประดิษฐาน ณ หลายพื้นที่ใน ดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่เฉพาะที่เมืองอู่ทองเท่านั้น 5. บทบาทของเมืองอ่ทูองในช่วงสมยัทวารวดี นักวิชาการหลายท่านต่างให้ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับบทบาทของ เมืองอู่ทองในช่วงสมัยทวารวดี อาทิเช่น 1. อู่ทองเคยเป็นเมืองหลวงในระยะแรกของทวารวดี ตั้งแต่ราว พุทธศตวรรษที่ 9 – 11


~ 292 ~ ในกรณีแรกนี้ยังไม่มีค าตอบแน่ชัด แต่ถ้าหากเรายึดถือว่า พระถังซัมจั๋ง (เสวียนจั้ง) กล่าวถึงทวารวดีในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา ก็แสดงว่าก่อนหน้านั้นในพุทธศตวรรษที่ 9 – 11 อาจยังไม่เกิด รัฐหรือบ้านเมืองทวารวดีก็เป็นได้แต่อู่ทองก็อาจเป็นเมืองส าคัญมาก่อนหน้า ซึ่งนักวิชาการบางท่านเสนอว่าคือ “จินหลิน” ร่วมสมัยกับอาณาจักรฟูนัน (มีอายุช่วงพุทธศตวรรษที่ 6 – 11) 2. อู่ทองเป็นเมืองหลวงของกษัตริย์แห่งทวารวดี ข้อสันนิษฐานนี้เกิดขึ้นจากการค้นพบจารึกแผ่นทองแดงที่มีชื่อ กษัตริย์ 2 พระองค์ คือ หรรษวรมัน และอีศานวรมัน ที่ท าพิธีเฉลิมฉลอง พระศิวลึงค์ อาจกล่าวได้ว่ายังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าจารึกแผ่นทองแดง จากเมืองอู่ทองนี้เป็นของกษัตริย์ในสมัยทวารวดี หรือเป็นของพระราชาแห่ง กัมพูชาโบราณ ซึ่งมีพระนามคล้ายกัน ดังจะเห็นได้ว่านักประวัติศาสตร์ ศิลปะ (ศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลิเยร์) เสนอว่าเป็นจารึกของทวารวดี ขณะที่นักอ่านจารึก (ศาสตราจารย์ ฉ ่า ทองค าวรรณ) เสนอว่าเป็นจารึกของ กัมพูชาโบราณ อย่างไรก็ดี สิ่งที่ควรพิจารณาคือ ในช่วงสมัยทวารวดีนั้นเมือง นครปฐมกลับมีขนาดใหญ่กว่าเมืองอู่ทองมาก คือเมืองอู่ทองมีขนาด 976 ไร่ ส่วนเมืองนครปฐมมีขนาดกว้างใหญ่ถึง 3,809 ไร่ ซึ่งน่าจะสะท้อนภาพ ความส าคัญในฐานะศูนย์กลางการปกครองได้ 3. อู่ทองเป็นเมืองท่าค้าขายส าคัญของทวารวดี แนวคิดนี้คงเป็นผลมาจากการค้นพบโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้อง กับการค้าเป็นจ านวนมากที่เมืองอู่ทอง แม้ว่าวัตถุส่วนใหญ่ที่น ามาใช้อ้างอิง จะมีอายุก่อนหน้าสมัยทวารวดีและไม่ได้มาจากการขุดค้นทางโบราณคดี ก็ตาม แต่เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เมืองอู่ทองคงเป็นเมืองท่าค้าขายที่ส าคัญ แห่งหนึ่งในสมัยทวารวดี เพราะที่นี่ได้พบเหรียญตราของอาหรับแห่งราชวงศ์ อับบาสิยะห์ (มีเมืองหลวงอยู่ที่แบกแดดประเทศอิรัก) เครื่องถ้วยจีนสมัย


~ 293 ~ ราชวงศ์ถัง และปูนปั้นรูปชาวต่างชาติสวมหมวกทรงสูง รวมทั้งยังได้พบ ลูกปัดแก้วที่มีอายุอยู่ในสมัยทวารวดีอีกเป็นจ านวนมาก โดยเมืองอู่ทองอาจ เป็นแหล่งผลิตลูกปัดแก้ว (แถบบ้านเนินพลับพลา) สมัยทวารวดีอีกด้วย 4. อู่ทองเป็นเมืองศูนย์กลางทางพุทธศาสนาแห่งหนึ่งในสมัย ทวารวดี เฉกเช่นแนวคิดข้างต้น แนวคิดนี้ก็เป็นผลมาจากการค้นพบ พุทธสถานหลายแห่ง รวมทั้งประติมากรรมพระพุทธรูป พระพิมพ์ และศิลา ธรรมจักร (ส่วนใหญ่จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง) แต่ทว่า นอกจากจะมีหลักฐานอย่างเด่นชัดของพุทธศาสนานิกายเถรวาทแล้ว ยังมี ร่องรอยของพุทธศาสนานิกายมหายาน เพราได้พบประติมากรรมส าริดรูป พระอวโลกิเตศวรและพระพิมพ์ดินดิบแบบศิลปะศรีวิชัย โดยศาสตราจารย์ ชอง บวสเซอลิเยร์ เสนอว่าอิทธิพลของศรีวิชัยปรากฏขึ้นที่เมืองอู่ทองในช่วง พุทธศตวรรษที่ 14 – 15 และยังมีร่องรอยของชุมชนพราหมณ์อยู่ภายนอก เมืองอีกด้วย ดังนั้นเมืองอู่ทองจึงเป็นศูนย์กลางส าคัญทางศาสนาแห่งหนึ่งใน สมัยทวารวดีอย่างไม่ต้องสงสัย 6. “คอกช้างดิน” คือเพนียดคล้องช้างหรอือ่างเกบ็น ้า? แม้ว่าชื่อ “คอกช้างดิน” จะมีที่มาจากราษฎรในพื้นที่ซึ่งเห็นว่าเป็น คันดินใหญ่ที่น่าจะสร้างไว้เพื่อล้อมจับช้าง และนักวิชาการบางท่านใน ระยะแรกก็มีความเห็นคล้อยตาม อาทิเช่น หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงสันนิษฐานว่าอาจเป็นสถานที่ที่คนสมัยก่อนจับช้างมาขังเลี้ยงไว้ หรือศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลิเยร์ ซึ่งเสนอไปในสองแนวทางว่าอาจเป็น ท านบกั้นน ้าหรือเพนียดคล้องช้าง และเคยมีนักวิชาการบางท่านน าไป เชื่อมโยงกับข้อมูลในเอกสารจีนที่กล่าวถึงประเทศจินหลินว่าประชาชนนิยม คล้องช้างเพื่อเอางา


~ 294 ~ ชิ้นส่วนพระพุทธรูปดินเผา ศิลปะทวารวดี พบที่เมืองอู่ทอง จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


~ 295 ~ ประติมากรรมดินเผารูปบุคคลร่ายร า ศิลปะทวารวดี พบที่เมืองอู่ทอง จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง


Click to View FlipBook Version