The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ศาสนาและหน้าที่พลเมือง 3 สค33009

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Duck Pinthong, 2023-07-03 03:52:26

ศาสนาและหน้าที่พลเมือง 3 สค33009

ศาสนาและหน้าที่พลเมือง 3 สค33009

2_8_หนาปก_สค33009 ช ุ ดการเรียนทางไกล รายวิชาศาสนาและหน  าที่พลเมือง 3 รหัสรายวิชา สค 33009 จํานวน 3 หนวยกิต ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สถาบนการศั ึกษาทางไกล สํานักงาน กศน. สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ 2_8


2_8_หนาปก_สค33009 ISBN…………………………………………………… ชื่อหนังสือ ชุดการเรียนทางไกลรายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง 3 รหัสรายวิชา สค 33009 จํานวน 3 หนวยก ิต ระดับมัธยมศกษาตอนปลาย ึ ชื่อผูแตง สถาบันการศึกษาทางไกล หนวยงานจัดพิมพ สถาบันการศึกษาทางไกล เดือน/ปที่พิมพ เมษายน 2554 จํานวน ............. หนา ครั้งที่พิมพ พิมพครั้งที่ 1 จํานวน ................... เลม พิมพที่ .................................................................................................... . .................................................................................................... ................................................................................................... ประสานงานการจัดพิมพ สวนสื่อ เทคโนโลยีและ ICT


2_8_หนาปก_สค33009 สถาบันการศึกษาทางไกลไดดําเนนการพิฒนาหลั ักสูตรสถานศึกษาของสถาบันการศึกษา ทางไกล ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพนฐานื้ พุทธศักราช 2551 ขึ้นเมื่อเดือน พฤษภาคม 2553 เพื่อรองรับการจัดการศกษาวึ ิธีเรยนทางไกล ี ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ของสถาบันการศึกษาทางไกล ในภาคเรียนที่ 1/2553 โดย ในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาดังกลาว ไดมการพีฒนารายวั ิชาเลือกในสาระการเรียนรูตางๆ เพื่อใหมี คาน้ําหนกในเร ั่องขององคื ความรูพื้นฐานที่จําเปนสําหรบการศั ึกษาตอในระดบทั ี่สูงขึ้น ชุดการเรียนทางไกลรายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง 3 รหัสรายวิชา สค 33009 ระดับมัธยมศกษาตอนปลาย ึ เปนชุดการเรียนทางไกลทสถาบี่ันการศึกษาทางไกลออกแบบและพฒนาให ั  เหมาะสมกับรปแบบการจูัดการเรียนการสอน วิธีเรียนทางไกล ของสถาบันการศึกษาทางไกล สถาบันการศึกษาทางไกลหวังเปนอยางยิ่งวาหากนักศกษาได ึ ศกษาและปฏ ึ ิบัติตาม คําแนะนําการใชชุดการเรยนทางไกลท ีุกขั้นตอนแลว จะชวยให  นกศักษามึ ีความรูตามผลการเรียนรู ที่คาดหวังได สถาบันการศึกษาทางไกล เมษายน 2554 คํานํา


2_8_หนาปก_สค33009 หนา คํานํา สารบัญ คําแนะนําในการศึกษา โครงสรางชดการเรุียนทางไกลรายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง 3 (สค 33009) 1 แบบทดสอบกอนเร ียน 4 หนวยการเรียนรูที่ 1 พุทธประวัต 12 ิ ตอนที่ 1 ประวัติความเปนมาของพระพทธศาสนาุ 13 กิจกรรมที่ 1 17 ตอนที่ 2 การกอตั้งและเผยแผพระพุทธศาสนา 18 กิจกรรมที่ 2 20 ตอนที่ 3 การธํารงรักษาพระพุทธศาสนา 21 กิจกรรมที่ 3 23 บรรณานุกรม 24 หนวยการเรียนรูที่ 2 หลักการของพระพทธศาสนาุ 25 ตอนที่ 1 หลักปฏิบัติตามทางสายกลางของพระพุทธศาสนาและศาสนาที่ตนนับถือ 27 กิจกรรมที่ 1 30 ตอนที่ 2 การพัฒนาศรัทธาและปญญาตามหลักพระพุทธศาสนาและศาสนาที่ตนนับถือ 31 กิจกรรมที่ 2 37 ตอนที่ 3 หลักประชาธิปไตยในพระพทธศาสนาุ 39 กิจกรรมที่ 3 42 ตอนที่ 4 ความสําคัญของพระพุทธศาสนาที่มีตอการศึกษา การเมือง การสรางสันติภาพของโลก 43 กิจกรรมที่ 4 49 บรรณานุกรม 50 สารบัญ


2_8_หนาปก_สค33009 หนา หนวยการเรียนรูที่ 3 พระพุทธศาสนากับการดํารงชีวิต 51 ตอนที่ 1 หลักการของพระพุทธศาสนากับหลักวิทยาศาสตร 52 กิจกรรมที่ 1 56 ตอนที่ 2 การพัฒนาตนเองตามหลักพระพุทธศาสนา 57 กิจกรรมท 2 60 ี่ ตอนที่ 3 พระพุทธศาสนาคือศาสตรแหงการศึกษาและการแกปญหาโดย อาศัยเหตุปจจยั 61 กิจกรรมที่ 3 69 บรรณานุกรม 70 หนวยการเรียนรูที่ 4 แบบอยางการดําเนินชีวิตของพระพุทธศาสนิกชน 71 ตอนที่ 1 พุทธสาวก พุทธสาวิกา 73 กิจกรรมที่ 1 101 ตอนที่ 2 ชาดก 104 กิจกรรมท่ 2 115 ี ตอนที่ 3 ชาวพุทธตัวอยาง 116 กิจกรรมที่ 3 153 บรรณานุกรม 156 หนวยการเรียนรูที่ 5 การสืบทอดพระพุทธศาสนา 157 ตอนที่ 1 พระไตรปฎกและการสังคายนาพระไตรปฎก 158 กิจกรรมที่ 1 167 กิจกรรมที่ 2 168 ตอนที่ 2 ความสําคัญและคุณคาของพระไตรปฎก 169 กิจกรรมที่ 3 170 ตอนที่ 2 การธํารงรักษา ปกปองพระพุทธศาสนา 171 กิจกรรมที่ 4 176 บรรณานุกรม 177 สารบัญ (ตอ)


2_8_หนาปก_สค33009 หนา หนวยการเรียนรูที่ 6 พลเมืองดีของสังคม 178 ตอนที่ 1 โครงสรางทางสังคม 180 กิจกรรมที่ 1 191 กิจกรรมที่ 2 192 กิจกรรมที่ 3 193 ตอนที่ 2 การเปลี่ยนแปลงและแนวทางการพัฒนาสังคม 194 กิจกรรมที่ 4 198 ตอนที่ 3 วัฒนธรรมไทย 199 กิจกรรมที่ 5 204 กิจกรรมที่ 6 205 ตอนที่ 4 การประพฤติตนเปนพลเมืองดของสี ังคม 206 กิจกรรมที่ 7 213 กิจกรรมที่ 8 214 บรรณานุกรม 216 หนวยการเรียนรูที่ 7 ประชาธิปไตยและสทธิ ิมนุษยชน 217 ตอนที่ 1 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย 219 กิจกรรมท 1 235 ี่ กิจกรรมท 2 236 ่ี กิจกรรมท 3 237 ี่ ตอนที่ 2 การขัดแยงทางการเมืองของไทย 238 กิจกรรมที่ 4 244 ตอนที่ 3 บทบาทของการเมืองไทยที่มีตอความส ัมพันธระหวางประเทศ 245 กิจกรรมที่ 5 250 ตอนที่ 4 สิทธิมนุษยชน 251 กิจกรรมที่ 6 256 บรรณานุกรม 260 แบบทดสอบหลังเรียน 261 สารบัญ (ตอ)


2_8_หนาปก_สค33009 หนา เฉลยแบบทดสอบและกิจกรรม 268 เฉลยแบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน 269 เฉลยกิจกรรม หนวยการเรยนรีูที่ 1 พุทธประวัต 270 ิ หนวยการเรยนรีูที่ 2 หลักการของพระพุทธศาสนา 272 หนวยการเรยนรีูที่ 3 พระพทธศาสนากุับการดํารงชีวิต 274 หนวยการเรยนรีูที่ 4 แบบอยางการดําเนินชีวิตของพระพุทธศาสนิกชน 277 หนวยการเรยนรีูที่ 5 การสืบทอดพระพุทธศาสนา 287 หนวยการเรยนรีูที่ 6 พลเมืองดีของสังคม 290 หนวยการเรยนรีูที่ 7 ประชาธิปไตยและสทธิ ิมนุษยชน 299 ภาคผนวก 305 คําสั่งสถาบันการศึกษาทางไกล ที่ 141/2553 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 306 คณะผูจัดทาํ 307 คณะผูเขียน 308 คณะบรรณาธการิ 308 สารบัญ (ตอ)


2_8_หนาปก_สค33009 องค ประกอบของชุดการเรียนทางไกล ชุดการเรียนทางไกลแบงออกเปน 2 สวน คือ สวนที่ 1 โครงสรางของชุดการเรียน แบบทดสอบกอนเรียน โครงสรางของ หนวยการเรยนรีู เนื้อหาสาระ กิจกรรมเรยงลี ําดับตามหนวยการเรียนรู และแบบทดสอบหลังเรียน สวนที่ 2 เฉลยแบบทดสอบและกิจกรรม ประกอบดวย เฉลยแบบทดสอบกอนเรียนและ หลังเรียน เฉลยกิจกรรมเรียงลําดับตามหนวยการเร ียนรู วิธีการใชชุดการเรียนทางไกล เมื่อนักศึกษาไดรับชุดการเรยนทางไกลแล ี ว ใหน ักศกษาดึ ําเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 1. ศึกษารายละเอยดโครงสร ี างชุดการเรียนทางไกลโดยละเอียด เพื่อใหทราบวานักศกษาตึ อง เรียนรูเนื้อหาในเรื่องใดบางในรายวิชานี้ 2. วางแผนเพื่อกาหนดระยะเวลาและจํ ัดเวลาที่นักศึกษามีความพรอมที่จะศึกษาชดการเรุียน ทางไกล วันละ 3-5 ชั่วโมง เพื่อใหสามารถศึกษารายละเอียดของเนื้อหาไดครบทุกหนวยการเรียนรู พรอม ทํากิจกรรมตามท่กีําหนดกอนสอบปลายภาค 3. ทําแบบทดสอบกอนเรียนของชุดการเรียนทางไกลรายวชานิ ี้ตามที่กําหนด เพื่อทราบ พื้นฐานความรูเดิมของนักศกษาึ โดยตรวจสอบคําตอบจากเฉลยแบบทดสอบทายเลม 4. ศึกษาเนื้อหาในชุดการเรียนทางไกลในแตละหนวยการเร ียนรูอยางละเอียดใหเขาใจ ทั้งในชุดการเรียนและสื่อประกอบ (ถามี) และทํากิจกรรมตามที่กําหนดไวใหครบถวน 5. เมื่อทํากิจกรรมเสร็จแตละกจกรรมแลิ ว นกศั ึกษาสามารถตรวจสอบคําตอบไดจากเฉลย ทายเลม หากนักศึกษายังทํากิจกรรมไมถูกตองใหนกศั ึกษากลับไปทบทวนเนื้อหาสาระในเรื่องนนซั้ ้ํา จนกวาจะเขาใจ 6. เมื่อศึกษาเนื้อหาสาระครบทุกหนวยการเรยนรีูแลว ใหนกศั ึกษาทําแบบทดสอบหลังเรียน และตรวจสอบคําตอบจากเฉลยทายเลมวาน ักศึกษาสามารถทําแบบทดสอบไดถูกตองทุกขอหรือไม หาก ขอใดยังไมถกตูอง ใหนกศักษากลึ ับไปทบทวนเนื้อหาสาระในเรื่องนั้นใหเขาใจอกครี ั้งหนึ่ง นกศั ึกษาควร ทําแบบทดสอบหลังเรียนใหถูกตองไมนอยกวารอยละ 70 ของแบบทดสอบทั้งหมด เพื่อใหมนใจว ั่าจะ สามารถสอบปลายภาคผาน 7. หากนกศั ึกษาไดทําการศึกษาเนื้อหาและทากํ ิจกรรมดวยตนเองแล วยังไมเขาใจ นักศึกษา สามารถสอบถามและขอคําแนะนําไดจากครูที่ปรึกษาประจํารายวิชาตามชื่อ ที่อยู และสถานที่ติดตอที่ สถาบันการศึกษาทางไกลแจงใหน ักศึกษาทราบ คําแนะนําในการศึกษา


2_8_หนาปก_สค33009 การศึกษาคนควาเพิ่มเติม นักศึกษาอาจศกษาหาความรึเพู ิ่มเติมไดจากแหล งเรียนรูอื่นๆ เชน การศึกษาตําราหรอสื ื่ออื่นๆ ที่เกี่ยวของกับรายวิชานี้ การศึกษาจากอินเตอรเน็ต การศึกษาจากพิพธภิ ัณฑ นิทรรศการ การแสดงตางๆ การศึกษาจากผูรูหรือผูที่รูจัก เปนตน การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในแตละรายวชานิ ักศึกษาตองว ัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังนี้ 1. ระหวางภาค ทําขอสอบอัตนัยที่สถาบันการศึกษาทางไกลจัดสงให โดยใชลายมือของ นักศึกษาเอง และจัดสงกลับไปตามเวลาที่สถาบันการศึกษาทางไกลกําหนด 2. ปลายภาค เมอสื่ิ้นภาคการศกษาึ นกศั ึกษาจะตองเขาสอบปลายภาคตามวัน เวลา และ สถานที่ที่สถาบันการศึกษาทางไกลกําหนด ซึ่งจะแจงใหนักศกษาทราบทางไปรษณ ึ ีย โดยนกศักษาจะตึ อง นําบัตรประจําตัวนักศกษาึ และบัตรประจําตัวประชาชนหรือบัตรขาราชการไปดวย หากไมมีไปแสดง นักศึกษาอาจไมไดรับสิทธิ์ในการเขาสอบ นอกจากนั้นนกศั ึกษาตองแตงกายสุภาพเรียบรอยตามระเบียบ หามใสรองเทาแตะ


1 โครงสร างชุดการเร ียนทางไกล รายวิชาศาสนาและหน  าท ี่พลเม ื อง 3 รหัสรายวิชา สค33009 ระดับมัธยมศ ึกษาตอนปลาย สาระการเรียนรู สาระที่ 5 สาระการพัฒนาสังคม มาตรฐานการเรียนรู มาตรฐานที่ส 5.2 มีความรูความเขาใจเหนค็ุณคาและสืบทอดศาสนาวฒนธรรมั ประเพณเพี ื่อการอยูรวมกันอยางส ันติสุข มาตรฐานที่ส 5.3 ปฏิบัติตนเปนพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย มีจิตสาธารณะเพื่อความสงบสุข ของสังคม สาระสําคัญ ศึกษาประวัตพระพิุทธศาสนา หลักของพทธศาสนาุพุทธศาสนากับประชาธิปไตย พระพุทธศาสนา กับการดํารงชวีิต แบบอยางการดําเนนชิ ีวตจากบิุคคลในพระพุทธศาสนาการสืบทอดพระพุทธศาสนา โครงสรางทางสังคม การประพฤติตนใหเปนพลเมืองดของสี ังคม สิทธิมนุษยชน วฒนธรรมและความสั ําคัญ ของการปกครองระบบประชาธิปไตยความขัดแยงทางการเมืองและแนวทางแกไข ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. วิเคราะหพระพุทธเจาในฐานะเปนมนุษยผูฝกตนไดอยางสูงสุดในการตรัสรูการกอตั้งวิธีการสอนและ การเผยแพรพระพุทธศาสนาหรือวิเคราะหประวตัิศาสตรของศาสนาที่ตนนับถือตามที่กําหนด 2. วิเคราะหพทธประวุัติดานการบริหารและการธํารงรักษาศาสนาหรือวิเคราะหประวัติศาสดาที่ตน นับถือตามที่กาหนดํ 3. วิเคราะหขอปฏิบัติทางสายกลางในพระพุทธศาสนาหรือแนวคิดของศาสนาที่ตนนบถั ือ 4. วิเคราะหการพัฒนาศรัทธาและปญญาที่ถูกตองในพระพุทธศาสนาหรือแนวคิดของศาสนาที่ตน นับถือตามขอกําหนด 5. วิเคราะหลักษณะประชาธปไตยในพระพ ิุทธศาสนาที่ตนนับถือตามที่กําหนด 6. วิเคราะหความสําคัญของพระพุทธศาสนาเกยวกี่ับการศึกษาที่สมบูรณการเมืองและสันติภาพ 7. วิเคราะหหลักการของพระพุทธศาสนากับหลักวิทยาศาสตรหรือแนวคิดของศาสนาที่ตนนับถือ


2 ตามที่กําหนด 8. วิเคราะหการฝ  กฝน การพัฒนาตนเองและการพึ่งพาตนเอง 9. วิเคราะหพระพุทธศาสนาวาเปนศาสตรแหงการศึกษา ซึ่งเนนความสัมพันธของเหตุปจจยกั ับ วิธีการแกปญหาหรือแนวคดของศาสนาทิ ี่ตนเองนับถือตามที่กําหนด 10. วิเคราะหขอค ิดและแบบอยางการดําเนนชิ ีวิตจากประวัติสาวก ชาดกเรื่องเลาและศาสนิกชน ตามตัวอยางทกี่ําหนด 11. วิเคราะหคณคุาและความสําคัญของการสังคายนาพระไตรปฎกหร ือคัมภีรของศาสนาท่ตนนี ับถือ และการเผยแผพระไตรป  ฎก 12. สัมมนาและเสนอแนะแนวทางในการธํารงรักษาศาสนาที่ตนนับถออื ันสงผลตอการพัฒนาชาติ และโลก 13. วิเคราะหความสําคัญของโครงสรางทางสังคม การขัดเกลาทางสังคมและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม 14. ปฏิบัติตนและมีสวนรวมสน ับสนุนใหผูอื่นประพฤติปฏิบัติเพื่อเปนพลเม ืองดีของประเทศชาติ และสังคมโลก 15. ประเมินสถานการณสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและเสนอแนวทางการพัฒนาดานสิทธิ มนุษยชน 16. วิเคราะหความจําเปนท ี่จะตองมีการปรบปร ัุงเปลี่ยนแปลงและอนุรักษวฒนธรรมไทยและ ั เลือกรับวัฒนธรรมสากล 17. วิเคราะหปญหาการเม ืองที่สําคัญในประเทศจากแหลงขอมูลตางๆ พรอมทั้งเสนอแนวทางแกไข และเสนอแนวทางทางการเมองการปกครองท ื ี่นําไปสูความเขาใจและการประสานประโยชนรวมกนระหวั าง ประเทศ 18. วิเคราะหความสําคัญและความจําเปนทตี่ องธํารงรักษาไวซึ่งการปกครองตามระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประม ุข 19. เสนอแนวทางและมีสวนรวมในการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐ ขอบขายเน ื้อหา หนวยการเรยนรีูที่ 1 พุทธประวัติ หนวยการเรยนรีูที่ 2 หลักของพระพุทธศาสนา หนวยการเรยนรีูที่ 3 พระพุทธศาสนากับการดํารงชีวติ หนวยการเรยนรีูที่ 4 แบบอยางการดําเนนชิ ีวิตในพระพุทธศาสนา หนวยการเรยนรีูที่ 5 การสืบทอดพระพุทธศาสนา หนวยการเรยนรีูที่ 6 พลเมืองดีของสังคม หนวยการเรยนรีูที่ 7 ประชาธิปไตยและสทธิ ิมนุษยชน


3 ส ื่อประกอบการเรียนรู ชุดการเรียนทางไกลรายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง 2 รหัสรายวิชา สค33009 ระดับมัธยมศึกษา ตอนปลาย จํานวนหนวยกิต 3 หนวยกิต (120 ชั่วโมง) กิจกรรมการเรียนรู 1. ทําแบบทดสอบกอนเรียนและตรวจสอบจากเฉลยทายเล ม 2. ศึกษาเนื้อหาสาระในหนวยการเรียนรูทุกหนวย 3. ทํากิจกรรมตามที่กําหนดและตรวจแนวตอบจากเฉลยทายเลม 4. ทําแบบทดสอบหลังเรียนและตรวจสอบจากเฉลยทายเลม การประเมินผล 1. การทําแบบทดสอบกอน- หลังเรียน 2. การทํากิจกรรมในแตละหนวยการเรยนรีู


4 แบบทดสอบกอนเรียน คําสั่งจงทาเครํ ื่องหมายวงกลม ลอมรอบคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว 1. ขอตอไปนี้ขอใดไมถูกตองตามความจร ิงตามพุทธประวัติ ก. พระราชบิดาทรงเชื่อในคําทํานายพระลักษณะ ข. พระราชมารดาสิ้นพระชนมตั้งแตเจาชายสิทธัตถะออกผนวช ค. เจาชายสิทธัตถะทรงเปนบุคคลที่ออนนอมถอมตนอยูเสมอ ง. พระราชบิดาทรงจัดการอภิเษกสมรสใหเจ าชายสิทธัตถะเพื่อมิใหพระองคออกผนวช 2. เจาชายสิทธัตถะทรงใชวธิีการใดแสวงหาหนทางพนทุกขจนสามารถตรัสรูเปนพระสัมมาสัมพุทธเจาได ก. การศึกษาหาความรูจากอาจารยที่สอน ข. การแสวงหาความรูจากสานํ ักทิศาปาโมกข ค. การบําเพ็ญทุกรกิริยา ทรมานรางกาย ง. การบําเพ็ญเพียรทางจิตโดยยึดทางสายกลาง 3. หลังจากพระพุทธเจาตรัสรแลู วบุคคลแรกที่พระองคทรงระลึกถึงและตองการแสดงธรรมโปรดค  ือใคร ก. พระวิสวามตริ ข. ปญจวัคคีย ค. พระบิดาและพระญาต ิง. อาฬารดาบสและอุทกดาบส 4. วันที่พระรัตนตรัยครบ 3 องค (พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ) ตรงกบวั ันใด ก. วันวิสาขบชาู ข. วันมาฆบูชา ค. วันอาสาฬหบูชา ง. วันเขาพรรษา 5. พระพุทธองคทรงแสดงโอวาทปฏิโมกขในว  ันสําคัญทางศาสนาวนใด ั ก. วันวิสาขบชาู ข. วันมาฆบูชา ค. วันอาสาฬหบูชา ง. วันเขาพรรษา 6. วดแหั งแรกในพระพุทธศาสนาหมายถึงวดใด ั ก. วดปท ัุมวนาราม ข. วดเวฬัวุนั ค. วดราชคฤหัมหาวหาริ ง. วัดลัฏฐวิันวนาราม 7. กอนดบขั ันธปรินิพพานพระพทธเจุาทรงแสดงธรรมโปรดสาวกองคสดทุายคือใคร ก. พระอานนท ข. อุปติสสะ ค. สุภัททปรพาชกิ ง. โกลิตะ


5 8. พระมหากษัตริยอนเดิยพระองคี ใดททรงเลี่ื่อมใสในพระพุทธศาสนามากเปนกําลังสําคัญในการสงทูต ไปเผยแผพระพุทธศาสนาและการทําสงคายนาพระไตรป ัฎกคร ั้งท 3 ี่ ก. พระเจาอชาตศัตรู ข. พระเจาพ ิมพสาริ ค. พระเจาอโศกมหาราช  ง. พระเจามหานามะ 9. พุทธบริษทัหมายถึงบุคคลกลุมใด ก. พระพทธุพระธรรมพระสงฆแมช ีข. พระพุทธพระธรรมพระสงฆเทวทตู ค. ภกษิุภิกษุณีอุบาสกอุบาสิกา ง. ภิกษุสามเณรอุบาสกอุบาสิกา 10. กอนทพระพีุ่ทธเจาจะด ับขันธปรินิพพานพระพุทธศาสนาไดรับการเผยแผไปแลวดวยพระองค เองและพระ สาวกเปนเวลาประมาณก  ี่ป ก. 45 ป ข. 50 ป ค. 55 ป ง. 60 ป 11. ขอใดไมใชทางสายกลางตามหล ักพระพุทธศาสนา ก. ความพอดไมี มากไมนอยเกินไป ข. ความพอดไมี ตึงไมหยอนเกินไป ค. ความพอดตามอี ัตภาพของตน ง. ความพอดของคนสี วนใหญ 12. การนําหลกทางสายกลางของพระพัุทธศาสนามาใชควรปฏิบัติตามหลักธรรมขอใด ก. ใชชีวตอยิ างเรียบงาย สันโดษ ข. ปฏิบัติตามอริยมรรค ค. ใชปญญาและความเพยรแกี ไขปญหาชวีิต ง. ลด ละ เลิก อบายมุขทั้งปวง 13. สัมมาทิฏฐิและ สัมมาสังกัปปะ จัดเขาขอใด ก. ศีล ข. สมาธิ ค. ปญญา ง. ไตรสิกขา 14. พระพุทธศาสนาสอนใหคนมี “ ศรัทธา ” ที่ถูกตองอยางไร ก. ตองประกอบดวยปญญาหรือเหตุผล ข. เชื่อในสิ่งที่สอดคลองกับนิสัยของเรา ค. เชื่อในคําสอนของครูอาจารย ง. เชื่อในสิ่งทเหมาะสมกี่ับกาลสมัย 15. ขอใดเปนศรัทธาที่ถูกตอง ก. ศรัทธาในอภินิหารของผูมีบุญบารมี ข. ศรัทธาในผูมีบุคลิกภาพดี ค. ศรัทธาในไสยศาสตร ง. ศรัทธาในกฎแหงกรรม


6 16. การที่เรารูดีวาการดื่มสุรา การเลนการพนัน การเทยวกลางคี่ืน เปนสาเหตุแหงความหายนะถือเปน ผูมีปญญาตามขอใด ก. อุปายโกศลคือรูจักละความเสื่อมและรูวิธีสรางความเจริญ ข. อปายโกศลคือรูจักเหตและโทษของความเสุื่อม ค. อายโกศลคือรูจักเหตและประโยชนุของความเจรญิ ง. ภาวนามยปญญาคือ ปญญาเกิดจากการฝกอบรมสมาธิ 17. การปกครองระบอบประชาธิปไตยเปนการปกครองของประชาชน  โดยประชาชน และเพื่อประชาชน เปนคํากลาวของใคร ก. อับราฮัม ลินคอลน ข. จอหน เอฟ เคนนาดี ค. วินสตัน เชอรซิล ง. ยอรช วอชงติ ัน 18. พระพุทธศาสนามีหลักปฏิบัติที่สอดคลองกับหลักประชาธิปไตย ยกเวนขอใด ก. มีพระธรรมวินยเปั นรัฐธรรมนูญ ข. มีความเสมอภาคผูมาอุปสมบทตองถือศีลเทากัน ค. ใหเสรีภาพพระภกษิุสามารถยายที่จําพรรษาไดตลอดสามเดือน ง. ยึดเสียงขางมากโดยใชมตพระสงฆิ  19. ขอใดจัดเปนการศึกษาที่สมบูรณตามหลักพระพุทธศาสนา ก. กุศลกรรม – อกุศลกรรม ข. โลกิยธรรม – โลกุตรธรรม ค. พระธรรม – พระวนิัย ง. ทําดี ละเวนช ั่ว ทําจิตใหบร ิสุทธิ์ 20. ตามหลักอธิปไตย 3 ขอใดกอใหเกิดสันติภาพอยางแทจริง ก. อัตตาธิปไตย ข. โลกาธิปไตย ค. ธรรมาธิปไตย ง. อัตตาธิปไตยและโลกาธปไตย ิ 21. พระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตรเชื่อวาการที่จะไดมาซึ่งความจริงควรทําอยางไร ก. สอบถามจากผูรู ข. ทดลองและพิสูจนดวยตนเอง ค. สืบคนจากคัมภีรและทฤษฎีเกาแก ง. ดูจากรูปลักษณะที่นาเชื่อถือ 22. พระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตรยอมรับความรูที่มาจากสิ่งใดมากทสีุ่ด ก. การเรียนในหองเรียน ข. การบอกเลาของผูรู ค. ประสบการณ ง. คัมภีรหรือทฤษฎีที่มีผูเขียนไว


7 23. การเรียนรกฎแห ู งธรรมชาติในพระพทธศาสนามุีเปาหมายเพื่ออะไร ก. การเรียนรูธรรมชาติ ข. การหาทางเอาชนะธรรมชาติ ค. การเรียนรูและควบคุมธรรมชาติ ง. การควบคุมภายในจิตใจของมนุษยเพ ื่อใหเกดความสงบสิุข 24. กระบวนการคิดตามขั้นตอนของพระพุทธศาสนาเริ่มตนและสิ้นสดอยุางไร ก. ตงสมมัุ้ตฐานิ -หาขอมูล ข. หาสาเหตุปญหา-นําคําตอบทไดี่ไปเผยแพร  ชาวโลก ค. รวบรวมขอมูล-วิเคราะหขอมูล ง. ตั้งประเด็นปญหา-ทดลองบําเพ็ญเพียรทางจิต 25. วิธีการคิดแบบอริยสัจ 4 หมายถึงวิธีการคิดอยางไร ก. วิธีคิดอยางมีสติรูเทาทัน ข. การคิดตามเหตุผลและแกป ญหาตามสาเหตุ ค. การคิดวิเคราะหถึงประโยชนที่แทจริง ง. การคิดแบบมีสติรูเทาทัน ไมฟุงซาน 26. หลักธรรมที่นําไปสูความสําเร็จ หมายถึงหลักธรรมเรื่องใด ก. หลักเบญจศีล ข. หลักเบญจธรรม ค. หลักอิทธิบาท 4 ง. หลักพล 5 27. การมีสติสัมปชัญญะ ตามหลักเบญจธรรมหมายถึงการกระทําอยางไร ก. การทํามาหาเลี้ยงชีพในทางสุจริต ข. มีความรักและปรารถนาใหผูอื่นเปนสุข ค. รูจักสํารวม ระมัดระวังยบยั ั้งอารมณทางกาม ง. รูจักยั้งคิดรตู ัวเสมอวาควรทําหรือไมควรทํา 28. หลักธรรมที่เปนกําลัง หรือทําใหเกดความมิ ั่นคง ชวยให การท ํางานลุลวงคือหลักธรรมเรื่องใด ก. หลักเบญจศีล ข. หลักเบญจธรรม ค. หลักอิทธิบาท 4 ง. หลักพล 5 29. กระบวนการศึกษาตามหลักพระพุทธศาสนา หรือไตรสิกขา มุงเพื่อสิ่งใด ก. เพื่อใหเปนคนประพฤติดทางกายี ข. มุงสมาธิหรือทําจิตใหแนวแน  ค. มงฝุ กปญญาใหสูงขนึ้เขาใจมองเหนความจร็ ิง ง. มงใหุ เปนคนด ีคนเกงและอยในสู ังคมไดอยางมีความสุข 30. ปกิจจสมุปบาท หมายถงอะไรในทางพระพ ึุทธศาสนา ก. กฎแหงเหตและผลุ ข. กฎของความดีและความชวั่ ค. กฎแหงความมีและความไมมี ง. กฎแหงกรรมและผลแหงกรรม


8 31. หลักคําสอนเรื่องไตรสิกขาดําเนินตามขั้นตอนในขอใด ก. ศีล สมาธิปญญา ข. ปญญา สมาธิศีล ค. ปญญาศีล สมาธิ ง. สมาธิศีล ปญญา 32. ขอใดไมเกยวขี่องกนัในฐานะพอแม ลกู ก. พระเจาสวี-ิพระเจาส ัญชยั ข. เฒาชูชก-นางอมิตดา ค. พระนางผุสดี-พระเวสสนดรั ง. พระนางมัทรี-กัณหา ชาลี 33. สถานที่เปาหมายท ี่พระเวสสันดรจะไปบําเพ็ญเพยรี ออกผนวชเปนฤาษีคือทใดี่ ก. เขาวงกต ข. เมองเจตรื ัฐ ค. แควนกล ิงคราษฎร ง. หมูบานทนนวุิฏฐ 34. เวสสันดรชาดกใหขอคดในเร ิ ื่องใด ก. ความอดทน ข. ความสันโดษ ค. การใหทาน ง. ความตั้งใจแนวแน 35. ขอใดไมใชคุณคาโดยตรงทเกี่ดจากการศิ ึกษาเวสสนดรชาดกั ก. ไดขอคดิคติเตือนใจ ข. เกดความสนิุกสนานเพลิดเพลิน ค. เขาใจหล  ักธรรมบางอยางงายขนึ้ ง. ไดรับยกยองว าเปนคนคงแกเร ียน 36. ขอใดไมได เกยวขี่ องกับพระอัสสชิ ก. เปนหน ึ่งในปญจวคคั ีย ข. เปนสาวกอ ปุฏฐากคอยรับใชใกล  ชดพระพิุทธเจา ค. เปนหน งในแปดพราหมณ ึ่ท ี่เคยทํานายพระลักษณะเจาชายสิทธัตถะ ง. เปนพระสาวกรุนแรก ๆ ทพระพีุ่ทธเจาสงไปประกาศพระพ ทธศาสนาุ 37. การที่พระนาคเสนปรนนิบัติตอพระอัสสคุตเถระ ซึ่งเปนอาจารยถึงแมพระอัสสคุตเถระจะไมพูดดวยเปนเวลา ถึง 3 เดือน แสดงวาพระนาคเสนมีคณธรรมดุานใด ก. ความเสียสละ ข. ความรับผิดชอบ ค. ความอดทน ง. ความมีระเบยบวี ินยั 38. ขอใดไมใชอริยสงฆที่สรางคุณประโยชนแกพระพุทธศาสนา ก. สมเด็จพระวันรตั (เฮงเขมจาร) ีข. พระอาจารยม ั่น ภูริทัตโต ข. สุชีพ ปญญาน ุภาพุ ง. พระธรรมโกศาจารย (พทธทาสุ )


9 39. พุทธธรรมที่ทานพทธทาสภุิกขเนุนย าส้ํ ั่งสอนพุทธศาสนิกชนมากทสีุ่ดคือเรื่องใด ก. ความสนโดษ ั พอใจในสิ่งที่ตนมีอย ูข. ความพอเพยงีมีความเปนอยูเรยบงีาย ค. ความรับผิดชอบ เอาใจใสในหนาท ี่ง. สุญญตาความวางเปล  าไมม ีอะไรเลย 40. การที่ดร.เอ็มเบดการ็ ถูกขมเหงรังแกจากคนตางวรรณะแตทานสามารถมุมานะจนเลาเรียนสําเรจ็ แสดงวาท านมคีุณธรรมดานใด ก. ความอดทน ข. ความเสยสละี ค. ความเมตตากรุณา ง. ความสันโดษ 41. ตามคําสอนของหลวงปชาูสภทุ ฺโท การจะหยดความชุั่วไดควรทาอยํ างไร ก. หมนทั่ําบุญมาก ๆ ข. รักษาศีลอยางสม่ําเสมอ ค. อยูกับธรรมชาต ิง. ไมกระทาบาปท ํ ั้งหลายทั้งปวง 42. บุคคลสําคญทั ี่เปนผเรู ียกรองเอาพุทธสถานในอนเดิยกลี ับมาเปนของชาวพทธคุือใคร ก. ดร.เอ็มเบดการ็ ข. อนาคาริกธรรมปาละ ค. เยาวหะราน เนรูห ง. มหาตมะคานธี 43. พระที่บวชใหมควรศกษาแบบปฏ ึ ิบัติที่ถูกตองจากพระไตรปฎกหมวดใด ก. พระธรรม ข. พระวนิัย ค. พระสุตตันปฏก ง. พระอรรถกถา 44. พระไตรปฎกแต เดิมอยในรููปของสิ่งใด ก. พระธรรมวนิัย ข. วรรณคดี ค. เรื่องเลา ง. กฎหมาย 45. พระพุทธเจาตรัสวา เมื่อพระองคเสด็จปรินิพานไปแลวศาสดาแทนพระองคคืออะไร ก. พระสงฆ ข. พระพุทธรูป ค. พระธรรมวินัย ง. พระมหากษตรั ิย 46. ในพระไตรปฎกจะประกอบดวยความรู 3 หมวดใหญคือเรื่องใดบาง ก. พระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม ข. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ ค. พระพุทธเจา พระสาวก พระสงฆ ง. ภิกษุอุบาสกอุบาสิกา


10 47. มูลเหตุของการปฐมสังคายนาพระไตรปฎกเกิดจากอะไร ก. การปลอมเปนนักพระสงฆของนักบวชในศาสนาอื่น ข. การลบหลูคําสอน และพระธรรมวินัยของพระพุทธเจาโดยพระส ภุัททะ ค. ตองการวางรากฐานพระพทธศาสนาในประเทศศรุีลังกา ง. ตองการจารึกพระพุทธวจนะเปนลายลักษณอักษร 48. ขอใดไมใชการประพฤติตนเปนแบบอยางที่ดีของพระสงฆ ก. ออกบิณทบาตรแตเชา ข. รับนิมนตเพื่อเพิ่มรายได ค. ทําวัตรสวดมนตเจริญภาวนา ง. ทําความสะอาดบริเวณวัดและที่อยูอาศัย 49. การทําใหเยาวชนไดใกล ชิดศาสนาดวยการบวชเพื่อฝกว ินยักิรยามารยาทิและกลอมเกลาจ ิตใจ หมายถึงขอใด ก. การอุปสมบท ข. การบรรพชา ค. การแสดงตนเปนพุทธมามกะ ง. การเขาคายคุณธรรมจริยธรรม 50. เพราะเหตใดสุังคมจึงตองมีการจัดระเบยบี ก. เพื่อสรางความพอใจใหกบทัุกคนในสังคม ข. เพื่อใหสังคมมีความเปนปกแผ น ค. เพื่อใหทกคนในสุังคมดําเนินชีวิตตามแนวทางเดียวกนั ง. เพื่อปองกันความขัดแยงและสนองความตองการของคนในสังคม 51. การเปนชกู ับสามีหรือภรรยาของผูอื่น เปนการประพฤติผิดตามบรรทัดฐานทางสังคมขอใด ก. วิถีประชา ข. จารีต ค. กฎหมาย ง. ระบบคุณคาส ังคม 52. กฎศีลธรรม หมายถึงบรรทัดฐานทางสงคมขั อใด ก. จารีต ข. กฎหมาย ค. วิถีชาวบาน ง. ระบบคุณคาของส ังคม 53. ขอใดเปนสถานภาพสัมฤทธิ์ ก. เพศ ข. เชื้อชาติ ค. อายุ ง. ครู


11 54. ขอใดเปนการขัดเกลาทางสังคมทางตรง ก. การฟงวิทย ุข. การอานหนงสั ือพิมพ ค. พอแมอบรมลูก ง. การดูขาวสารทางอินเทอรเน็ต 55. สถาบันที่มีบทบาทในการขัดเกลาทางสังคม และสามารถทําไดอยางรวดเร็วและกวางขวางที่สุดในปจจุบัน คือสถาบันใด ก. ครอบครัว ข. สื่อสารมวลชน ค. กลุมเพื่อน ง. โรงเรียน 56. การพัฒนาสังคมมีความสําคัญอยางไร ก. ทําใหสังคมมีขนาดใหญขึ้น ข. ทําใหสังคมไมมีปญหา ค. ทําใหคนในสังคมอยูรวมกันดวยความปลอดภ  ัย ง. ทําใหสังคมมีความเปนปกแผ นมั่นคงกาวหนาและคนมีความสุข 57. สหธรรม หมายถึงวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนองกื่ับเรื่องใด ก. มารยาทในสังคม ข. ศาสนาและความเชื่อ ค. สิ่งประดิษฐที่มนุษยสรางขึ้น ง. กฎหมายระเบียบ กฎเกณฑ 58. การอนุรักษวัฒนธรรมไทยควรทําอยางไร ก. หลีกเลี่ยงไมรับวัฒนธรรมอื่น ข. รณรงคตอตานวัฒนธรรมอื่น ๆ ค. ตั้งกฎเกณฑการดํารงชีวตบนพิ ื้นฐานวฒนธรรมไทยเท ั านั้น ง. เลือกรับ ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมอื่น สงเสริมเผยแพรวฒนธรรมไทย ั 59. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 กําหนดใหมจีํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรกคนี่ ก. 400 คน ข. 480 คน ค. 500 คน ง. 580 คน 60. ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ประชาชนจํานวนเทาใดขึ้นไปที่มีสิทธิเขาชื่อถอดถอน รัฐมนตรีหรือนักการเมองทื ี่ทําผิดได ก. 1,000 คน ข. 5,000 คน ค. 10,000 คน ง. 50,000 คน


12 หนวยการเร ี ยนรู ท ี่ 1 พุทธประวัติ โครงสรางของหนวย มาตรฐานการเรียนรู มาตรฐานการเรียนรูที่ส 5.2 มีความรูความเขาใจเห็นคณคุาและสืบทอดศาสนาวฒนธรรมั ประเพณเพี ื่อการอยูรวมกันอยางสันติสุข ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. วิเคราะหพทธประวุัติในฐานะที่พระพทธเจุาเปนมนษยุผูฝกตนไดอย างสูงสุดในการตรัสรู การกอตั้งวิธีการสอนและการเผยแผพระพทธศาสนาหรุือวิเคราะหประวตัิศาสตรศาสนาที่ตนนับถือตามที่กําหนด 2. วิเคราะหพทธประวุัติดานการบริหารและการธํารงรักษาศาสนาหรือวิเคราะหประวัติศาสดา ที่ตนนับถือตามที่กําหนด รายละเอียดขอบขายเน ื้อหา ตอนที่ 1 ประวัติความเปนมาของพระพทธศาสนาุ ตอนที่ 2 การกอตั้งและเผยแผพระพุทธศาสนา ตอนที่ 3 การธํารงรักษาพระพุทธศาสนา เวลาที่ใชในการศึกษา 10 ชั่วโมง ส ื่อการเรียนรู ชุดการเรียนทางไกลรายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง 2 รหัสรายวิชา สค33009 ระดับมัธยมศกษาึตอนปลาย กิจกรรมการเรียนรู 1. ศึกษารายละเอียดจากชดการเรุียนทางไกล 2. ปฏิบัติกิจกรรมแตละตอนที่กําหนด 3. ศึกษาหาความรูเพิ่มเติมจากผูรูหรือสิ่งที่มีอยูในแหลงเรียนรูตางๆ การประเมินผล ประเมินผลดวยตนเองจากการทําแบบทดสอบ แบบฝกหัดและกิจกรรมในแตละตอน แลวตรวจสอบ จากเฉลยทายเลม


13 ตอนที่ 1 ประวัติความเปนมาของพระพุทธศาสนา กอนพุทธศักราช 80 ปพระพทธเจุาถือกําเนดขิ ึ้น มีพระนามเดิมวา เจาชายสิทธัตถะ เปนพระราช โอรสของพระเจาสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา พระพุทธเจาประสูติในวันขนึ้ 15 ค่ํา เดือน 6 ณ สวนลุมพนิวีัน ปจจุบันอยูในประเทศเนปาล เมื่อพระกุมารประสูตไดิ  5 วันพระเจาสุทโธทนะโปรดใหมี พิธีขนานพระนามและทานายลํ ักษณะของพระกุมารโดยเชิญพราหมณ 108 คนมาทําพิธี ไดถวายพระนามวา สิทธัตถะและทํานายวาพระกุมารจะเสดจออกบวช็ หลังจากเจาชายสิทธัตถะประสูติได 7 วัน พระราชมารดาก็สวรรคต พระองคจึงไดรับการดูแลจาก พระนางปชาบดีโคตมี เมื่อเจาชายสิทธัตถะเจริญวัย พระราชบิดาทรงใหศึกษาศิลปวิทยาการในสํานักครู วิศวามิตร เจาชายไดศกษาวึชาความริูที่ควรจะศึกษาไดอยางรวดเร็ว เมื่อถึงประเพณแรกนาขวี ัญประจําป เจาชายสิทธัตถะไดตามเสดจพระราชบ็ ิดาไปดวย พระองคไดทรงพิจารณาถึงสิ่งตางๆ ที่พบเห็น และทรงมี ความเหนว็า “ความทกขุอันใหญหลวงกําลังครอบงําคนและสัตวจํานวนมากอยูตลอดเวลา” พระเจาสุทโธทนะ ทรงทราบวาพระโอรสทรงเริ่มคิดไปในทางธรรม พระองคจึงโปรดใหสรางปราสาทอันสวยงามขึ้น 3 หลัง สําหรับใหพระโอรสประทับในแตละฤดูเพื่อใหพระโอรสเกดความริ ื่นรมยซึ่งเปนการโนมน าว จิตใจของพระโอรสใหเพลิดเพลินในทางโลก เมื่อเจาชายสิทธัตถะเขาสูวัยหนุม พระองคได อภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา(ยโสธรา) แตพระองค ยังทรงตองการทราบความเปนไปภายนอกพระราชวังวา ประชาชนมความเป ี นอยูอยางไร จึงไดทลขอู พระราชานุญาตเสด็จประพาสพระนคร ทรงพบเห็นคนแก คนเจ็บ คนตาย และนักบวช ทั้ง 4 นี้ รวม เรียกวา “เทวทูต” เจาชายทรงสลดพระทัยที่ทรงเห็น คนแกคนเจ็บ และคนตาย ทรงพอพระทัยทเหี่ ็น นักบวช พระองคทรงนาสํ ิ่งทพบเหี่นมาพ็ ิจารณาไตรตรองหาทางแกไขให  ตนเองและผอูื่นไดพนจากความทกขุ และทรงคดได ิวามีทางเดยวเที านั้นที่จะคิดคนหาทางพนทุกขไดคือ การออกบวช จนกระทั่งเจาชายสิทธัตถะ พระชนมายุได 29 พรรษา พระนางพิมพาประสูติประโอรส นามวาราหลุ แมวาพระองคจะทรงหวงใย  พระโอรส แตด วยมพระประสงค ี ที่จะหาทางชวยเหลือชาวโลกใหพนทกขุ พระองคจึงตัดสินพระทยออกบวชั จึงเสด็จออกจากพระนครพรอมนายฉันนะ มหาดเล็กและมากัณฐกะ จนกระทั่งเสด็จถึงริมฝงแมน้ําอโนมา พระองคจึงทรงเปล้องเครื ื่องประดับเพื่อใหนายฉันนะนํากลับพระนครพรอมกับมาทรง พระองคทรงใชพระขรรค ตัดพระเมาลี (มวยผม) และทรงอธิษฐานเปนน ักบวช พระสิทธัตถะไดทรงศึกษากับอาฬารดาบสและอทกดาบสุ แตพระองคไมทรงพบหนทางที่จะดับทุกขที่แทจริงไดจึงเลิกเสาะแสวงหาวิชาความรูจากสํานักลัทธิตาง ๆ หลังจากที่พระสิทธัตถะศึกษาความรูจากสานํ ักตางๆ แลวไม  ทรงพบหนทางที่จะดับทุกขไดพระองค ทรงคิดที่จะศกษาหาทางพึนทุกขดวยพระองค เอง จงได ึ ทรงบําเพ็ญทุกรกิริยาคือการทรมานกายดวยวิธีตางๆ เชน กัดฟน กลั้นลมหายใจอดอาหารเปนตน ในชวงเวลาของการบ ําเพญท็ุกรกิริยาของพระองค มีปญจวัคคีย เฝาปรนนิบัติดแลดูวยความศรัทธาเลื่อมใส แตถึงกระนนพระองคั้ ก็ยังไมทรงคนพบวธิีพนทุกขไดซ้ํายังทําให


14 พระวรกายทรดโทรมุพระองคจึงเลิกทรมานพระวรกายและหนกลั ับมาบริโภคอาหารจากการบิณฑบาต เชนเดิม เปนเหตุใหปญจวัคคียเสื่อมศรัทธาและลาจากไปเมื่อพระองคม ีพระกําลังอยางเด ิมแลว พระองคทรง เริ่มบําเพ็ญเพียรทางจิตตามหลักการของฌานหรือสมาธิโดยทรงยดทางสายกลางทึ ี่เรียกวา มัชฌิมาปฏิปทา เชาวันขึ้น 15 ค่ํา เดือน 6 ขณะที่พระสิทธัตถะกําลังประทับอยูใตตนไทรริมแมน้ําเนรัญชรา นางสุชาดาไดน ําขาวมธุปายาสมาถวายดวยเข าใจวาพระองคเปนเทวดา เมื่อพระองคฉ ันขาวมธุปายาสแลว ทรงนําถาดเปลาไปลอยที่แมน้ําเนรัญชราแลวพระองคได ทรงประทบนั ั่ง ณ โคนตนโพธ  ิ์โดยตั้งพระทัยแนว แนวาถาไมคนพบทางด ับทุกขแลวจะไมยอมลุกไปไหนโดยเดดขาด็เมื่อจิตของพระองคเปนสมาธิแลวจึง เกิดปญญาในการพิจารณาถึงความเปนไปของธรรมชาต  ิทงหลายั้ พระองคทรงเกดปิ ญญารูแจงและตรัสรู อริยสัจ 4 หรือความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ไดแก ทุกข สมุทัย นิโรธ มรรค รวมเวลาตั้งแตเสด ็จ ออกผนวชจนถึงตรัสรูเปนเวลา 6 ปขณะนั้นพระองคมพระชนมายีุ 35 พรรษา หลังจากตรัสรูแลวพระพุทธเจาทรงตัดสินพระทัยที่จะเผยแผพระธรรมที่พระองคตรัสรู ทรงระลึกถึง อาฬารดาบสและอุทกดาบส ทรงทราบวาสิ้นชีวิตแลว จึงทรงระลึกถึงปญจวัคคียก็ทรงทราบวาขณะนี้อยูที่ ปาอิสิปตนมฤคทายวัน จึงไดเสด็จไปแสดงธรรมโปรด ในวันขึ้น 15 ค่ํา เดือน 8 พระพุทธเจาไดทรงแสดงธรรมชื่อธัมมจักกัปปวัตนสูตร แกป ญจวัคคีย การแสดงธรรมครั้งนี้เรียกวา ปฐมเทศนา ซึ่งสงผลใหโกณฑัญญะเกิดดวงตาเห็นธรรม และบวชเปนพระภกษิุ รูปแรกในพระพุทธศาสนา จากนั้นวปปะ ัภัททิยะ มหานามะและอัสสช ิหลังจากไดฟงธรรมแลวเกิดความ เขาใจในธรรม กราบทูลขอบวชกับพระพทธเจุาในเวลาตอมา หลังจากพระพุทธองคทรงไดแสดงธรรมอบรม พระภกษิุทั้ง 5 จนไดสําเร็จเปนพระอรห ันตแลว จึงเกดิพระรัตนตรยทั ั้ง 3 คือพระพุทธพระธรรมและพระสงฆ ณ ตําบลอุรุเวลาเสนานคมิ ริมฝงแมนาเนร้ํ ัญชรา มีสํานกของชฎั ิล 3 พี่นอง ซึ่งเปนนกบวชทั ี่บชาไฟู มีบริวารรวมทงสั้ิ้น 1,000 คน พระพุทธเจาเสด  ็จไปยังสํานักของชฎิล 3 พี่นอง ทั้งนี้ดวยเห ็นวา ชฎิล 3 พี่นอง เปนที่เคารพนับถือของพระเจาพิมพิสารและประชาชนชาวเมืองราชคฤหถาทาให ํ ชฎิลเหลาน้ี นับถือคาสํ ั่งสอนของพระองคไดการเผยแผพระพุทธศาสนาในแควนมคธจะท ําไดงายขึ้น พระพุทธเจาประทับอยูในสํานักชฎิล 3 พี่นองเป  นเวลาประมาณ 2 เดือน ไดทรงแสดงธรรมแกชฎิล 3 พี่นองและบริวารจนสําเร็จ ทั้งหมดไดเห็นแจงวาสิ่งที่ตนเชื่อและปฏิบัตินั้นไรสาระ ไดหันมานับถือคําสั่งสอน ของพระพุทธเจา แลวกราบทูลขอบวชยอมเปนพระสาวก พระพุทธเจาได  แสดงธรรมอบรมจนทั้งหมดได สําเร็จเปนพระอรหันต พระพุทธเจาพรอมดวยชฎิล 3 พี่นองเสด็จเขาเมืองราชคฤหทรงพักอยูที่ลัฏฐิวันหรือสวนตาลหนุม พระเจาพิมพิสารทรงทราบขาวจึงไดพาขาราชบร ิพารไปเขาเฝา พระพทธเจุาทรงแสดงธรรมใหฟง พระเจาพิมพิสารพรอมดวยขาราชบร ิพารและประชาชนทเขี่ าเฝาเกิดความเลื่อมใสศรัทธาประกาศตนขอนับถือ พระพุทธศาสนาและพระเจาพ ิมพิสารไดส ําเร็จมรรคผลเปนโสดาบัน พระเจาพิมพิสารไดกราบทูลอารธนาพระพทธเจุาใหเสดจไปฉ ็ ันอาหารในพระราชนิเวศนพรอมดวย สาวก หลังจากถวายอาหารเสร็จแลวพระเจาพิมพิสารทรงหลั่งน้ําใสพระหัตถพระพุทธเจายกอุทยานสวนปาไผ


15 ที่เรียกวา พระเวฬุวัน ถวายใหเปนทประท ี่ับของพระพทธเจุาพรอมดวยพระสงฆ  สาวก พระเวฬุวันจึงเปน วัดในพระพุทธศาสนาแหงแรกของโลก ในเมืองราชคฤหมีชายหนุม 2 คน เปนเพื่อนรักกัน ชื่ออปตุิสสะและโกลิตะไดพาพรรคพวกบรวาริ 250 คน ไปบวชอยในสู ํานกหนั ึ่งเพอแสวงหาหนทางตรื่ัสรู แตเรยนจบความรีูของสานํ ักแลวก ็ยงไม ัพบทาง ตรัสรู จึงลาจากสํานกแยกยัายก ันไปแสวงหาหนทางตรสรัูดวยตนเองแตก็ไดสัญญากันวาถาใครพบหนทาง ตรัสรูกอนใหมาบอกด วย อุปติสสะไดพบกับพระอัสสชิหนึ่งในปญจวัคคียเกิดความเลื่อมใสในอิริยาบท ไดเขาไปหาและ  ขอใหแสดงธรรมใหฟง พระอัสสชิไดแสดงธรรมใหฟงจนอุปติสสะเกดความเขิ าใจในธรรม บรรลุมรรคผล เปนโสดาบันจากนั้นไดลาพระอัสสชิและกลับไปบอกโกลิตะเพื่อนรัก โกลิตะไดฟงธรรมที่อุปติสสะนํามาบอกก็ไดบรรลุ มรรคผลเปนโสดบันเชนกนั จึงไดพาพรรคพวกบรวารไปเข ิ าเฝาขอบวชเปนสาวกของพระพุทธเจาอุปติสสะ เมื่อบวชแลวได  ชื่อใหมว า สารีบุตร บวชได 15 วันจึงบรรลุเปนพระอรหันตตอมาไดรับการยกยองจาก พระพุทธองคใหเปนอัครสาวกฝายขวา ผูมีความเปนเลิศดานปญญา สวนโกลิตะไดชื่อใหมวา โมคคัลลานะ บวชได 7 วนักบรรล็ ธรรมเปุนพระอรห ันตและไดรบการยกยั อง ใหเปน อัครสาวกฝายซาย ผูมีความเปนเลิศดานมีฤทธิ์คือ มีความสามารถพิเศษที่ไดจากการทําสมาธิเชน เหาะเหินเดินอากาศไดเปนตน ในวนขั ึ้น 15 ค่ํา เดือน 3 ปถัดมาหลังจากพระพุทธเจาตร ัสรูขณะทพระพี่ทธเจุาประท  ับอยูที่วดเวฬัวุนั เมืองราชคฤห พระสงฆสาวกของพระพุทธองคที่ออกไปเผยแผพระธรรมยังที่ตางๆ ได กลับมาเฝาพระพุทธองคอยางพรอมเพรียงกันโดยมิไดนัดหมาย จํานวน 1,250 รูปพระพุทธเจาทรงเห็นเปน โอกาสเหมาะจึงทรงใหจดประช ัุมพระสาวกขึ้นในวันนั้น และทรงแสดงธรรมที่เรียกวา “โอวาทปาฏิโมกข” ซึ่งเปนธรรมที่ถือวาเปนหลักการของพระพทธศาสนาุ คือสอน ใหละเวนการทําความชั่วใหกระทําแตความ ดี และทําจิตใจใหบริสุทธิ์ผองใส การประชุมพระสาวกครั้งนี้มีลักษณะเดนเปนพเศษิ 4 ประการคอื 1. เปนวันเพ็ญพระจันทรเต็มดวง เดือน 3 2. พระสงฆที่มาประชุมลวนมากันโดยไมไดนัดหมาย 3. พระสงฆทั้งหมดเปนพระอรหันต 4. พระสงฆทั้งหมดพระพุทธเจาทรงบวชให ดวยเหตุนี้การประชุมครั้งนี้จึงเรียกวา จาตุรงคสันนิบาต พระพุทธเจาทรงไดกําลังจากพระสงฆ สาวกเผยแผพระศาสนาไปยงเมั ืองและแควนตางๆ ทั้งแควนเล็กแควนใหญพระพุทธศาสนาเริ่มเปนปกแผน มั่นคงโดยมีบุคคลที่เปนกําลังสําคัญ 4 กลุม ที่เรียนกวา พุทธบริษัท คือ ภิกษุ ภิกษณุี อุบาสก และอุบาสิกา พระพุทธเจาทรงประกาศพระศาสนาโดยมีพุทธบริษัท 4 ดังกลาวชวยเปนกําลังสําคัญเปนเวลา ทั้งหมด 45 พรรษา รวมพระชนมายุได 80 ปจึงไดปรินิพพานที่เมืองกุสินาราในวันขึ้น 15 ค่ํา เดือน 6 กอน ปรินิพพานไดเทศนาแก สุภัททปริพาชก จนไดสําเร็จอรหันตและบวชเปนสาวกองคสุดทาย


16 เมื่อพระพุทธเจาปรินิพพานแลว สิ่งหนึ่งทเปี่ นเสมือนตัวแทนของพระองคคือพระธรรมวินัยและมี พระสงฆตางกเข็ ารับหนาที่สืบทอดพระพุทธศาสนาตอเนื่องกันมาจนพระพุทธศาสนาไดรับการเผยแผไปยัง ประเทศตาง ๆ รวมทั้งประเทศไทยดวย สรุปสาระสําคัญ พระพุทธศาสนาเปนศาสนาที่สําคัญศาสนาหนึ่งของโลกที่กําเนิดมามากกวา 2,500 ปมีแหลงกําเนดิ ในประเทศอนเดิ ีย มีพระพุทธเจาเปนศาสดาคนไทยสวนใหญนับถือพระพุทธศาสนาและถือวาเปนศาสนาท ี่ มีอิทธิพลตอการดําเนินชวีิตของคนไทยเปนอย างมากการศึกษาพุทธประวัติทําใหเกดความเขิ าใจและเปน แบบอยางในการดําเนินชวีิต ทําใหเกิดประโยชนสูงสุดตอตนเองและสงคมั


17 กิจกรรม กิจกรรมที่ 1 ใหนกศั ึกษาตอบคําถามตอไปนี้ใหสมบูรณ 1. กอนที่เจาชายสิทธัตถะจะตัดสินพระทยเสดั ็จออกบรรพชา พระองคไดพบเหน็ “เทวทูต” ไดแกใครบ  าง ........................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... 2. การแสดงปฐมเทศนาของพระพุทธเจาแสดงดวยธรรมชื่อวา........................................................................ แสดงกับ ....................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... 3. โอวาทปฏิโมกขซึ่งถือวาเปนหัวใจของพระพุทธศาสนา สอนในเรองื่ .......................................................... ........................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... 4. ในวันเพ็ญเดอนื 3 หรือวันมาฆบูชาปถัดมาหลังพระพุทธเจาตรัสรูไดเกิดเหตุการณที่เรียกวาจาตุรงคสันนิบาต ไดแกอะไร ........................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... 5. คําวา “พุทธบริษัท” หมายถึงคนกลุมใดบาง ........................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ..........................................................................................................................................................................


บ เกาแกเปน ในโลกเมื ในดินแด ปฐมเทศ พระพุทธ พระองค มีความเจ นับถือเลื่ เ อโศกมห ไดทรงให นครปาฏลี เปนประธ พระธรรม ที่มา : Goo ส ฝรั่งเชื้อช ณ อปรนั บรรดาศาสน นอันดับสอง มื่อ 45 ปกอนพ ดนชมพูทวปีซึ่ นาแกพวกป  ญ ธเจาไดเสดจจ็า เดยวีเมื่อมีสา จริญรงเรุ ืองแล อมใสศรัทธา เมื่อพระสัมม หาราชผูปกคร หความอุปถัมภ ลีบุตรแควนม ธาน หลังจาก มทูตออกเปน ogle.com สายที่ 4 พร ชาติกรีกคนแ นตกชนบทปจ ก าสําคัญที่มีผูน รองจากศาสน พุทธศกราชั ( ซงในป ึ่จจุบนั ไ ญจวัคคยีซึ่งต ารกออกเผยแิผ าวกมากขึ้น ก็ ละแผขยายไป ในพระพุทธศ าสัมพุทธเจาเ รองประเทศอิน ภโดยทรงจดัใ คธ(ปจจุบันคื กสังคายนารอ น 9 คณะแลวส ณ ใ แ โ ณ ป ระธรรมรักขิ แรกที่ไดเขาบ จจุบันสันนิษฐ การกอตั้งแล นับถือเปนจําน นาพราหมณที (พุทธศกราชเั ิ ไดแกประเทศ ตรงกับวนเพัญ็ ผพระพทธศาุ กให็ พุทธสาวก ปในชมพทวูปี ศาสนามากขนึ้ เสด็จดับขันธ นเดยในสม ี ัยน ใหมการสี ังคา ือเมืองปตนะ ยกรองพระธร สงไปประกาศ สายที่ ณ แควนกัษมิ ในปจจุบัน คอื สายที่ แควนมหิสมณ โคธาวารีซึ่งอ สายที่ ณ วนวาสีประ ประเทศอินเดี ขิตเถระ หรื บวชในพระพุ ฐานวาคือดินแ ตอนที่ 2 ะเผยแผพระ นวนมากในป ที่ดารงอยํูในรู ริ่มนับ 1 ถัดจ ศอนเดิยีและเน ญ เดือนอาสาฬ สนาไปทวชั่ม กออกเผยแผพ ปอยางรวดเรว็ น เปนลําดับ ปรนิิพพานแล นั้น มีความศร ายนาพระไตรป เมืองหลวงของ รรมวินัยเสรจ็ ศพระพุทธศา ที่1มีพระมัชฌั มิระคือรัฐแค อรัฐปญจาบ ท ที่2พระมหาเทว ณฑล ปจจุบนั อยูในตอนใตป ที่3พระรักขิตเ ะเทศในปจจบุ ย อพระโยนก ทธศาสนา) เ แดนแถบชายท ะพุทธศาสน ปจจุบนัพระพุ รปของศาสนูา จากปที่พระพุท นปาลโดยเรมิ่ ฬหะ (ขึ้น 15 มพูทวีป โดยใ พระพุทธศาส ว ชาวชมพทวูี ลว ตอมาปร ะ รัทธาเลื่อมใส ปฎกครงทั้ี่ 3 ขึ งรัฐพิหาร) ทร จสิ้นแลว พระ สนาในดินแด ันติกเถระเปน คชเมียรประเท ทั้งของประเท วเถระเปนหัวห น ไดแกรัฐไม ประเทศอินเดี เถระเปนหัวห บนได ั แกดนิ กธรรมรักขิ เปนหวหนัาค ทะเลในเมือง นา พุทธศาสนานบั าฮินดูพระพทุ ทธเจาเสดจด็ ั มขึ้นในวนทัพี่ ค่ําเดือน 8) จ นระยะแรกพร นาดวย ทาใํห ปพากนละทังิ้ ะมาณพุทธศต สในพระพุทธ ข้นในป ึ พ.ศ.2 งอาราธนาพระ ะโมคคัลลีบุต ดนตางๆ ดังนี้ หัวหนาคณะไ ทศอินเดียปจจุ ทศอินเดียและ หนาคณะไปเผย มเซอรและดิน ดยี หนาคณะไปเผ แดนทางตะวั ตเถระ (ซึ่ง ณะไปเผยแผ บอมเบย 18 บวาเปนศาสน ทธศาสนาอุบั ับขันธปรินิพ พระพุทธเจาทร ากวนนั ั้นเปน ระองคเสดจ็อ หพระพุทธศาส งลัทธิเดิมแลว ตวรรษที่ 3 พร ศาสนามาก พ 236 ณ วดอโ ัศ ะโมคคัลลีบุตร รติสสเถระไ นี้ ไปเผยแผพระพุ จุบัน และแคว ะประเทศปากี ยแผพระพุทธศ แดนแถบลุม ผยแผพระพุทธ วันตกเฉียงใตข เขาใจกันวา พระพุทธศาส นาที่มีอายุ ัติขึ้น พาน) รงแสดง นตนมา ออกเผยแผ สนา วหันมา ระเจา พระองค ศการาม รติสสเถระ ดจัดคณะ พุทธศาสนา นคันธาระ สถาน ศาสนาใน แมน้ํา ธศาสนา ของ าเปน สนา


19 สายที่ 5 พระมหาธรรมรักขิตเถระเปนหวหนั าคณะไปเผยแผพระพุทธศาสนา ณ แควนมหาราษฎร ปจจุบัน ไดแกรัฐมหาราษฎรของประเทศอินเดีย สายที่ 6 พระมหารักขิตเถระเปนหวหนั าคณะไปเผยแผพระพุทธศาสนา ในเอเซยกลางี ปจจุบัน ไดแกดินแดนที่เปนประเทศอิหรานและตุรกี สายที่ 7พระมชฌั ิมเถระพรอมดวยคณะคือพระกัสสปโคตรเถระพระมูลกเทวเถระพระทนทภุิสสระเถระ และพระเทวเถระไปเผยแผพระพุทธศาสนา ณ ดินแดนแถบภูเขาหิมาลยัสันนิษฐานวาคือ ประเทศเนปาล สายที่ 8 พระโสณเถระและพระอุตตรเถระเปนหัวหนาคณะไปเผยแผพระพุทธศาสนา ณ ดินแดน สุวรรณภูมิซึ่งปจจุบันคือ ประเทศในคาบสมุทรอินโดจีน เชน พมาไทยลาวเขมรเปนตน สายที่ 9พระมหินทเถระ (โอรสพระเจาอโศกมหาราช) พรอมดวยคณะคือพระอริฏฐเถระ พระอุทริยเถระ พระสัมพลเถระและพระหัททสารเถระไปเผยแผพระพุทธศาสนาณลังกาทวีปในรัชสมัยของพระเจาเทวานัมปยติสสะ กษัตริยแห งลังกาทวีป ปจจุบนัคือ ประเทศศรีลังกา ปจจุบันการเผยแผพระพุทธศาสนาสประเทศตู างๆ มดีงนั ี้ประเทศอเมรกาิอังกฤษเยอรมนีเนเธอรแลนด ออสเตรเลียอินเดียเนปาลศรีลังกา ญี่ปุน เกาหลใตี จีน กัมพูชา พมาลาว มาเลเซีย สิงคโปรอินโดนีเซีย เวียดนาม สรุปสาระสําคัญ หลังจากพระพุทธเจาประกาศพระพุทธศาสนา พระองคก็เริ่มเผยแผศาสนา ในภายหลังมีพระสงฆ สาวกมาชวยทําใหพระพุทธศาสนาเปนที่รูจักแพรหลายมากขึ้น เมื่อพระพุทธเจาเสด็จดับขันธปรินิพพานแลว พระเจาอโศกมหาราช ผูปกครองประเทศอินเดียในสมัยนั้น มีความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก พระองคไดทรงใหความอุปถัมภโดยทรงจัดใหมีการสังคายนาพระไตรปฎกขึ้น หลังจากสังคายนารอยกรอง พระธรรมวินัยเสร็จสิ้นแลว พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระไดจัดคณะพระธรรมทูตออกเปน 9 คณะแลวสงไป ประกาศพระพุทธศาสนาในดินแดนตาง ๆ จนถึงปจจุบัน พระพุทธศาสนาเปนที่นับถือของประชาชนทั่วโลก


20 กิจกรรม กิจกรรมที่ 2 ใหนกศั ึกษา เขียนเครื่องหมาย 3 หนาขอที่ถูกและ¯ หนาขอที่ผิดและแกไขขอความที่ผิด ในชองวางทกี่าหนดให ํ  .......... 1. พระพุทธศาสนา เปนศาสนาที่เกาแก อันดับที่ 2 รองจากศาสนาพราหมณ ......................................... .......... 2. พุทธศักราชที่ 1 เริ่มนับตั้งแตปทพระพีุ่ทธเจาตรัสรู .................................................................... .......... 3. ดินแดนที่เปนจุดกําเนิดของพระพุทธศาสนาคือ ชมพูทวีป ปจจุบันคืออินเดียและศรีลังกา ......................................................................................................................................................... .......... 4. พระพุทธเจาแสดงปฐมเทศนาในวันเพ็ญ เดือน 8 หรือวันอาสาฬบูชา .......................................... .......... 5. หลังจากพระพุทธเจาปรินิพพาน พระสงฆสาวกไดจดคณะพระธรรมทัูตออกไป ประกาศ พระพุทธศาสนา ในดินแดนตาง ๆ 9 คณะดวยก ัน ........................................................................ .......... 6. กษตรั ิยอินเดยที ี่มความเสี ื่อมใสในพระพุทธศาสนาและจัดใหมีการสังคายนาพระไตรปฎก ครั้งที่ 3 คือ พระเจาอโศกมหาราช,................................................................................................ .......... 7. พระธรรมทูตที่ไปเผยแผพระพุทธศาสนาสายที่ 1 มีพระมหาเทวะเถระเปนหัวหนา ......................................................................................................................................................... .......... 8. พระธรรมทูตที่ไปเผยแผพระพุทธศาสนา สามารถเผยแผไดเฉพาะประเทศอนเดิ ียเทานั้น ........................................................................................................................................................... .......... 9. พระธรรมทูตที่เผยแผมายังประเทศเอเชียตะวนออกเฉั ียงใตเปนสายท่ 8 .......................................... ี ........ 10. หัวหนาคณะธรรมทูตที่เผยแผพระพุทธศาสนามายังดนแดนสิุวรรณภูมิคือ พระโสณะเถระ และพระอุตตรเถระ............................................................................................................................


21 ตอนที่ 3 การธํารงรักษาพระพุทธศาสนา หลังจากพระพทธเจุาเสด  ็จดับขันธปรินิพพานแลวหนาทการธี่ํารงรกษาพระพัทธศาสนาขุึ้นอยกู ับพทธุ บริษัท โดยเฉพาะพระเถระทั้งหลายโดยอาศัยพระธรรมวินัยเปนพนฐานื้การธํารงรักษาพระพุทธศาสนา กระทําไดด ังนคี้ือ 1. การเผยแผการชําระพระไตรปฎกและการสืบทอดพระพุทธศาสนา ในการประกาศพระศาสนาครั้งแรก พระพุทธเจาทรงแสดงปฐมเทศนาชื่อธัมมจักกัปปวตนสัูตรแก พระปญจวัคคยีการแสดงครงนั้ั้นถือวาเปนการหมุนธรรมจักรเปนคร ั้งแรกกงลอแหงพระธรรมหมุนไปทั่วโลก ดวยผลงานดานการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตสายตาง ๆ รุนแลวรุนเลาที่นําพระพทธศาสนาุ ไปเจริญรุงเรืองนอกประเทศอินเดียดังนั้น การเผยแผพระพุทธศาสนาจึงเปนหนาทหลี่ักของพุทธบริษัทและ ถือวาเปนการธํารงรักษาพระพุทธศาสนาและจดประสงคุหลักของการเผยแผพระพทธศาสนาจากการประชุ ุม สุดยอดผูนําชาวพุทธทุกครั้งมุงเนนการเผยแผพระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพของโลก นั่นคือการสรางความ พยายามรวมก นให ั ได มาซึ่งสันติภาพ พระพุทธศาสนาจงเปึ นศาสนาหลกในการท ั ี่ชวยกันสรางสันติภาพ ใหแกมนษยชาตุิ ดังนั้น การธํารงรักษาพระพทธศาสนาจุึงเปนสิ่งจําเปนอยางยิ่งของมนษยชาตุินอกจากนั้น การธํารงรักษาพระพุทธศาสนาตองอาศัยการสังคายนาและสืบทอดพระพุทธศาสนาใหดํารงอยูสืบไป การสังคายนาตั้งแตครั้งที่ 1ที่มีพระมหากัสสปะเถระเปนองคประธาน จนถึงครั้งที่ 3 ซึ่งถือวาเปนครั้งที่สําคัญ เพราะพระพุทธศาสนาไดเผยแผไปยังดินแดนตาง ๆ โดยมีพระเจาอโศกมหาราชเปนองคอุปถัมภในการ สังคายนา มีการสืบทอดพระพุทธศาสนาอยางเปนระบบในรูปของพระไตรปฎก ทรงจําดวยมุขปาฐะโดยใช ภาษาบาลีเปนสื่อจารึกคําสั่งสอนและเผยแผกระจายไปในสวนตาง ๆ ของชมพูทวีปและทวีปอนื่คณะสงฆ ผูสืบทอดพระพุทธศาสนาดวยภาษาบาลีในยุคนี้เรยกวี า “เถรวาท” ประเทศที่ไดรับพระพุทธศาสนาแบบ เถรวาทนี้ไดแก ศรีลังกา พมาไทย ลาวและกัมพูชา หลังยุคของพระเจาอโศกมหาราช ศูนยกลางของพระพุทธศาสนาไดเคลื่อนยายมาอยูดนแดนแคชเมิ ียร ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย พระสงฆผูสืบทอดพระพุทธศาสนาในดินแดนนี้เรียกวา “มหายาน” ใชภาษาสันสกฤตจารึกคําสั่งสอนซึ่งอยูในยุคของพระเจากนิษกมหาราช และไดรับการสืบทอด เผยแผเขาไปในประเทศแถบเอเชียกลาง เนปาลเกาหลีญี่ปุน ทิเบต ภฏาน ูมองโกเลีย ตะวันออกไกลจนถึง สหภาพโซเวียตรัสเชีย การสังคายนา นอกจากเปนการชําระพระไตรปฎกแลวยังเปนการศึกษาพระธรรมวินัย ที่ถูกตองตามพุทธบัญญัติถือเปนการควบคุมพุทธศาสนิกชนใหมีการประพฤติปฏิบัติไดอยางถูกตองหากมี การปฏิบัติตน หรือการตีความที่ผิดเพี้ยนไปจากพระไตรปฎกก็ตองมีการประชุมสัมมนากันใหมหรือแกไข


22 ใหถูกตองตามหลักพระธรรมวินยัถือวาเปนการส ืบทอดพระพุทธศาสนาที่ถูกตองจงเปึ นการธํารงรักษา พระพุทธศาสนาอีกวิธีหนึ่ง 2. การศึกษาพระพุทธศาสนา การธํารงรักษาพระพุทธศาสนาอีกแนวทางหนึ่งคือการสงเสร ิมใหมีการศึกษาพระพทธศาสนาุ ทั้งพระภกษิุสามเณรและพทธศาสนุิกชนทั่วไปใหมีการศึกษาพระพุทธศาสนาอยางแทจริง ซึ่งในประเทศ ไทยไดมการสี งเสริมการศึกษาพระพุทธศาสนาทั้งแผนกนักธรรมธรรมศึกษาการศกษาพึุทธศาสนา วันอาทิตยการศกษาแผนกบาลึ ี การศึกษาสามัญการศึกษาในระดับอุดมศกษามึ ีมหาวิทยาลัยมหาจฬาลงกรณราชุ วิทยาลัยและมหามกุฏราชวิทยา เปนแกนนาการจํ ัดการศกษาทึ ี่สําคัญ นอกจากนั้นในการปฏิรูปการศึกษาไดมการบรรจีุวิชาพระพุทธศาสนาเขาเปนสวนหนึ่งของ หลักสูตรการศึกษาขั้นพนฐานโดยม ื้ีการปรับปรุงสาระหลักสูตรวิชาพระพุทธศาสนาใหมีการศึกษาอยางเปน ระบบ โดยมีกรมวิชาการ มหาวิทยาลัยทั้งสองแหง เปนผูดําเนินการยกรางหลักสูตรดังกลาว การจัดการศกษาพระพึุทธศาสนาผถูายทอดหรือครูผูสอนจะตองเขาใจหลักสูตรพระพุทธศาสนา และเขาใจหลักการ ปรัชญา หรือแกนของพระพุทธศาสนาอยางแทจริงเพื่อใหผูเรียนไดเขาใจหลัก พระพุทธศาสนาที่ถูกตองและที่สําคัญที่สุดก็คือสามารถนําไปประยุกตเป นแนวทางในการดําเนินชวีิตเพื่อ พัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและสังคมได  สรุปสาระสําคัญ การธํารงรักษาพระพุทธศาสนาเปนหนาที่สําคัญของพุทธบริษัททุกคน ที่จะตองรวมแรงรวมใจกัน ธํารงรักษาไวเพื่อพระพุทธศาสนาซึ่งเปนหลักธรรมคําสอนที่สามารถชวยเหลือมนุษยชาติใหสามารถอยู รวมกันไดอยางสันติสุขธํารงไวซึ่งความสุขสงบของมวลมนุษยมวลสรรพสัตวและธรรมชาติตอไป


23 กิจกรรม กิจกรรมที่ 3 ใหนกศั ึกษานาคํ ําที่อยูในกรอบ มาเติมในชองวางใหถูกตอง หลังจากพระพุทธเจาตรัสรู เมื่อพระชนมายุได ..... 1......... และไดเผยแผพระพุทธศาสนาจวบจนดับขันธ ปรินิพพาน เมื่อพระชนมายุได…….2……พระพรรษา พระพุทธศาสนาไดรับการเผยแผไปแลวเปนเวลา ถึง……3….. ปมีพุทธบริษัทครบทั้ง……4….. ภิกษุ อุบาสก อุบาสิกา พระพุทธศาสนาไดรับการสืบทอดเผยแผ ทะนุบํารุงใหเจริญรุงเรืองสืบมา มีพระสงฆสาวกองคแรกคือ ……5….. ทําใหพระรัตนตรัยครบ 3 องค คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ ในวันขึ้น 15 ค่ํา เดือน 8 หรือวัน……6……….. หลักคําสอนในพระพุทธศาสนามีความทันสมัยอยูเสมอเมื่อใดที่คําสอนของพระพุทธองคผิดเพี้ยน ไปจากพระธรรมวินัยพระสงฆสาวกจะจัดใหมีการทํา……7….. พระไตรปฎกเพื่อชําระพระธรรมวินัย การสังคายนา ครั้งที่สําคัญที่สุดคือครั้งที่ 3 ซึ่งมีองคอุปถัมภคือ ……8……….. โดยจารึกเปนภาษา ……9…………... การธํารงรักษาพระพุทธศาสนาจะเปนหนาที่ของ……10….. ทุกคน ดวยการศึกษาหลักธรรมคําสอน ใหเขาใจอยางถองแทและนําไปประพฤติปฏิบัติใหถูกตอง เพื่อใหพระพุทธศาสนาคงอยูชั่วลูกชั่วหลาน 29 ป 45 ป 80 ป บาลี ภิกษณุ ีสังคายนา อาสาฬหบูชา พุทธศาสนิกชน พระเจาอโศกมหาราช อัญญาโกนฑัญญะ


24 บรรณานุกรม ชํานาญ นิศารัตน. หนังสือเรยนสี ังคมศึกษารายวิชา ส 041 ศาสนาสากล ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานชิ, 2536. ดนัย ไชยโยธา สุคนธ สินธุพานนท และ สุริวัตร จันทรโสภา. หนังสือเรียนพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4-6. พิมพครั้งท 3.ี่ กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, 2553. นภดลขวัญชนะภกดั ี. พระพุทธศาสนา ชวงช ั้นที่ 4 เลม 2. กรุงเทพฯ : ประสานมิตร, 2547. ประเวศ อินทองปาน. ศาสนาเบื้องตน . กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 2545. ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานกรมฉบุับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, 2525. วิทยวิศทเวทย เสถียรพงษวรรณปก. พระพุทธศาสนา ม.5. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, 2552. วิทยา ปานะบตรุ . คูมือเสริมเรียนรูดวยตนเอง ชวงชั้นที่ 4. กรุงเทพฯ : เพิ่มทรัพยการพิมพ, 2552. วีรชาตินิ่มอนงค พระรพิน พุทธฺสาโร. หนังสือเรียนสาระการเรียนรูพื้นฐาน ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม. กรุงเทพฯ : สถาบันพัฒนาคณภาพวุิชาการ, 2548. สุชีพ ปุญญานุภาพ. พระไตรปฎกสําหรับประชาชน. พมพิ ครั้งที่ 13. กรุงเทพฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย, 2534. อมร รักษาสัตย. “การปกครองภิกษุสงฆตามหลักประชาธิปไตย หลักอาวุโส และพระวินยั” ใน ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน. หนา 329-344. กรุงเทพฯ : การันตการพ ิมพ, 2542.


25 หนวยการเร ี ยนรู ท ี่ 2 หลักการของพระพุทธศาสนา โครงสรางของหนวย มาตรฐานการเรียนรู มาตรฐานที่ส 5.2 มีความรู ความเขาใจ เห็นคุณคาและสืบทอดศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี เพื่อการอยูรวมก ันอยางสนตั ิสุข ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. วิเคราะหขอปฏ  ิบัติทางสายกลางในพระพุทธศาสนาหรือแนวทางของศาสนาที่ตนนับถือ 2. วิเคราะหการพ ัฒนาศรัทธาและปญญาที่ถูกตองในพระพุทธศาสนาหรือแนวคิดของศาสนาที่ตน นับถือตามที่กาหนดํ 3. วิเคราะหลกษณะประชาธ ั ิปไตยในพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือตามกําหนด 4. วิเคราะหความสําคัญของพระพุทธศาสนาเกยวกี่ับการศึกษาที่สมบูรณ การเมืองและสันติภาพ รายละเอียดขอบขายเน ื้อหา ตอนที่ 1 หลกปฏ ั ิบัติตามทางสายกลางของพระพุทธศาสนาและศาสนาที่ตนนับถือ ตอนที่ 2 การพัฒนาศรัทธาและปญญาตามหลักพระพุทธศาสนาและศาสนาที่ตนนับถือ ตอนที่ 3 หลกประชาธ ั ิปไตยในพระพุทธศาสนา ตอนที่ 4 ความสําคัญของพระพุทธศาสนาที่มีตอการศึกษา การเมือง การสรางสันติภาพของโลก เวลาที่ใชในการศึกษา 20 ชั่วโมง ส ื่อการเรียนรู ชุดการเรียนทางไกลรายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง 2 รหัส 33009 ระดับชั้นมัธยมศึกษา ตอนปลาย


26 กิจกรรมการเรียนรู 1. ศึกษารายละเอียดชุดการเรียนทางไกล 2. ปฏิบัติกิจกรรมแตละตอนที่กําหนด 3. ศึกษาหาความรูเพิ่มเติมจากผูรูหรือสิ่งที่มีอยูในแหลงเร ียนรูตาง ๆ การประเมินผล ประเมินผลดวยตนเองจากการทําแบบทดสอบ แบบฝกหัด และกิจกรรมในแตละตอน แลวตรวจสอบ จากเฉลยทายเลม


27 ตอนท ี่ 1 หลักปฏิบัติตามทางสายกลางของพระพุทธศาสนาและศาสนาท ี่ตนนับถ ื อ การดําเนินชีวิตของมนุษยใหประสบกับความสุขและความสําเร็จนั้น พระพุทธเจาทรงสอนใหยึดทาง สายกลางประพฤติปฏิบัติใหเกิดความสมดุลทั้งดานรางกายและจิตใจไมเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่งมากเกินไป เชน บํารุงบําเรอรางกายดวยวัตถุอยางเต็มที่ขณะเดียวกันก็ไมเอนเอียงไปทางจิตมากเกินจนไมใหความสําคัญแก รางกายเลยกลายเปนการทรมานรางกายใหลําบากดวยวิธีการตาง ๆ ซึ่งวิธีการปฏิบัติที่ไมสมดุลนี้พระพุทธองค ไดทดลองปฏิบัติมาแลว ไดแก การบําเพ็ญทุกรกิริยาอดอาหารจนรางกายผายผอมเหลือแตหนังหุมกระดูก ก็ไมสามารถทําใหพระองคตรัสรูได จึงเห็นวาเปนวิธีการที่มิใชแนวทางที่ถูกตอง พระพุทธองคจึงแนะนําให ปฏิบัติตามทางสายกลาง ไมเอียงสุดไปทางดานใดดานหนึ่ง อันเปนหนทางที่นําพระพุทธองคไปสูการคนพบ ความจริงอันประเสริฐและเขาถึงนิพพานในที่สุดขอปฏิบัติที่เปนทางสายกลางของพระพุทธเจาสามารถสรุป เปนหลักยึดอยู 3 ประการคือ 1. ทางสายกลางนั้นชอบดวยเหตุผลและมคีุณฝายเดยวี 2. ทางสายอื่นที่เอียงสุดเปนทางที่มีโทษมาก จะมีคณบุางก็สวนนอย 3. ทางสายกลางตองเปนทางที่นําไปสูความพนทุกขและสามารถหลุดพนจากกิเลส ทางสายกลางในทางพระพุทธศาสนาเรียกวา “มชฌั ิมาปฏิปทา” หรือเรยกงี ายๆวามรรค ซึ่งแปลวา ทาง มีองคประกอบ 8 ประการและทําใหผูดาเนํ ินตามเปนอารยชนจึงเรียกชื่อเตมว็ าอริยอัฏฐังคิกมรรค หรือ มรรคมีองคแปดไดแก 1. สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบ หมายถึงเห็นถูกตองตามทํานองคลองธรรม ตามความเปนจริงดวย ปญญา เชน เห็นวาทําดีไดดี ทําชั่วไดชั่ว เห็นวานรกสวรรคมีจริง เชื่อในเรื่องกฎแหงกรรม 2. สัมมาสังกัปปะคือความดําริชอบหมายถึงการใชสมองคิดพิจารณาแตในทางกุศลหรือความดีงาม เชน ดําริไมปองรายผูอื่น ดําริไมพยาบาทเบียดเบียนผูอื่น คิดจะหลีกเลี่ยงอบายมุขทั้งปวง 3. สัมมาวาจา คือ การเจรจาชอบ หมายถึง การพูดสนทนาแตในส  ิ่งที่สรางสรรค  ดีงามดวยถ อยคําสุภาพ ไมพูดเท็จไมพูดเพอเจอ ไมพูดคําหยาบ ไมพูดสอเสียด 4. สัมมากัมมันตะคือการกระทําชอบ หมายถึงการประพฤติดีงามทางกาย เชน ไมฆาสัตว ไมลักทรัพย ไมประพฤติผิดในกาม 5. สัมมาอาชีวะ คือ การเลี้ยงชีพชอบ หมายถึงการทํามาหากินอยางสุจริต ไมประกอบอาชีพทุจรติ ไมประกอบอาชีพมิจฉาวณิชชา คือ คามนุษย คาอาวุธ คาสิ่งเสพติด คาน้ําเมาหรือสุรา คาเนื้อสตวั  6. สัมมาวายามะ คือ ความเพียรชอบ หมายถึง ความอุตสาหพยายาม ประกอบความเพียรในทางกุศล เชน พยายามระวังไมใหความชั่วเกิดขึ้นในจิตใจ พยายามละความชั่วที่เกิดขึ้นแลวใหหมดสิ้นไป พยายาม สรางความดีที่ยังไมเกิดใหเกิดขึ้น พยายามรักษาความดีที่มีใหคงอยูตลอดไป


28 7. สัมมาสติ คือ ความระลึกชอบ หมายถึง การไมปลอยใหเกิดความพลั้งเผลอจิตเลื่อนลอย มีสติ ดํารงอยูดวยความรูตัว อยูเปนปกติ มีสติขณะที่คิด พูดและกระทํา 8. สัมมาสมาธิ คือความตั้งใจมั่นชอบ หมายถึงการฝกจิตใหตั้งมั่น สงบ สงัด จากกิเลส การตั้งจิต ใหแนวแนเปนสมาธิ ปราศจากนิวรณ 5 คือเครื่องที่ปดกั้นไมใหจิตเปนสมาธิไดแก ความใครในกาม ความพยายาม ปองรายเขา ความงวงซึม ความฟุงซานรําคาญใจ และความลังเลสงสัย มรรคมีองคแปด สามารถสรุปลงในไตรสิกขาไดดังแผนภูมิประมดขิางล างนี้ สัมมาทิฏฐิ ปญญา สัมมาสังกัปปะ สมาธิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ ศีล สัมมาอาชีวะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะจัดเปนศีลซึ่งเปนพื้นฐานทําใหเกิดสมาธิ เราจะมีสมาธิ ไดตอเมื่อเรามศีีล ประพฤติดีประพฤติชอบ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ จัดเปนสมาธิ เมื่อเรามี สมาธิก็จะทําใหเกิดปญญา ปญาจะทําใหเรามีความเห็นชอบ คิดชอบ ประพฤติถูกตองตามท ํานองคลองธรรม ดังนั้นศีลจึงเปนพ ื้นฐานทําใหเกิดสมาธิ สมาธิทําใหเกดปิ ญญา การนําอริยมรรคไปประยุกตใช  อริยมรรคหรือทางสายกลาง เปนหลักคําสอนในพระพุทธศาสนาที่มีขอปฏิบัติใหยึดหลักความพอดี ไมมาก ไมนอย ไมตึงหรือหยอนจนเกินไป ซึ่งเราสามารถนําไปประยุกตใชในการดําเนินชีวิตไดอยางมี ความสุข เชน การทํางานเราก็ตองทําใหพอดีกับกําลังกาย กําลังสติปญญา ไมควรหักโหมจนเกิด ความเครียด รางกายทรุดโทรม รับประทานอาหารก็ใหพอดีถารับประทานมากเกินไปก็จะทําใหอึดแนนทอง


29 รับประทานนอยเกินไปก็จะไมอิ่ม หิวไมมีสมาธิทํางาน ออนเพลีย การออกกําลังกายก็ควรออกใหพอดีไมหักโหม เพราะอาจทําใหเจ็บปวยได แตถาหากออกกําลังกายนอยไปก็จะไมมีภูมิตานทาน อยางนี้เปนตน ทางสายกลางหรือความพอดีของแตละคนอาจไมเทากันขึ้นอยูกับอัตภาพของแตละบุคคล เชน ผูมีทรัพย มากบริจาคเงินทําบุญมากก็ไมเดือดรอน ผูมีทรัพยนอย หากบริจาคเงินทําบุญจํานวนมากก็จะเดือดรอน ผูมี รางกายแข็งแรง บึกบึน ก็สามารถยกของหนักไดมากกวาผูที่รางกายไมแข็งแรงหรือบอบบาง ดังนั้นเราควร ดําเนินชีวิตโดยยึดหลักทางสายกลาง ความพอดีตามอัตภาพของตนเองก็จะทําใหมีความสุขในชีวิต สรุปสาระสําคญั หลักการดําเนนชิ ีวิตตามแนวทางพระพุทธศาสนา ทรงสอนใหยดทางสายกลางึซึ่งเรียกวา มัชฌิมาปฏิปทา กําหนดขอปฏิบัติเรียกวา มรรคมีองคแปด บุคคลใดสามารถปฏิบัติตนตามหลักมรรคมี องคแปดได กจะท็ ําใหสามารุดําเนินชวีิตไดอยางมีความสุข


30 กิจกรรม กิจกรรมที่ 1 จงตอบคําถามตอไปนี้ใหสมบูรณ 1. ทางสายกลางคืออะไร และมีลักษณะอยางไร …………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………… 2. มรรคมีองคแปดคืออะไร และสรุปลงในไตรสิกขาไดอยางไร …………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………… 3. ทานสามารถปฏิบัติตามหลักทางสายกลางของพระพุทธศาสนาไดอยางไร  …………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………


31 ตอนท ี่ 2 การพัฒนาศรัทธาและปญญาตามหลักพระพุทธศาสนาและศาสนาทตนน ี่ับถ ื อ พระพุทธศาสนาเปนศาสนาที่กําเนิดมาชานานและไดเจริญรุงเรือง มั่นคงมาจนถึงปจจุบันนี้ก็เนื่องจาก พระพุทธศาสนาเปนศาสนาที่มีหลักธรรมสําหรับการพัฒนาคน โดยเริ่มตนจากการพัฒนาศรัทธาและปญญา เพื่อใหคนมีความเชื่อความเลื่อมใสที่ถูกตอง มีเหตุผล อันจะกอใหเกิดปญญาซึ่งทําใหเรียนรูและเขาใจสัจธรรม คําสอนของศาสนาอยางแทจริง จึงยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาอยางมีเหตุผล พจนานกรมฉบุับราชบัณฑตยสถานิ ไดอธิบายความหมายคําวา พัฒนา ศรัทธา และปญญา ไวดงนั ี้ พัฒนา หมายถึง ทําใหเจรญิ การเปลี่ยนแปลงในทางเจริญขึ้น ศรัทธา หมายถึง ความเชื่อ ความเลื่อมใส ปญญา หมายถึง ความรอบรู ความรูทั่ว ความฉลาดเกดแติ เรียนและคิด ดังนั้น การพัฒนาศรัทธาและปญญา ก็คือ การปรับปรุง เปลี่ยนแปลงความเชื่อใหดียิ่งขึ้น โดยจะ เชื่อตอเมื่อไดใชปญญาพิจารณาไตรตรองดวยเหตุดวยผลแลวจึงเชื่อ การมีศรัทธาที่ถูกตองยอมกอใหเกิดปญญา 1. การพัฒนาศรัทธา พระพุทธศาสนามีบทบาทสําคัญในการพัฒนาศรัทธาและปญญาเพราะพระพุทธศาสนาสอนมิให เชื่ออะไรงาย ๆ โดยไมใชปญญาพิจารณาใหดีเสียกอน ดังที่มีบันทึกไวในพระไตรปฎกชื่อ “เกสปุตตสูตร” หรือบางทีเรียก “กาลามสูตร” วาครั้งหนึ่งพระพุทธเจาไดเสด็จไปถึงหมูบานเกสปุตตนิคมอันเปนที่อยูของ ชาวกาลามโคตร ชาวเกสปุตตนิคมทูลถามพระพุทธเจาวามีสมณพราหมณหลายพวกพูดจายกยองวาลัทธิของตนดี ลัทธิอื่น ๆ ผิด เลยสงสัยวาใครพูดจริง ใครพูดเท็จกันแน พระพุทธเจาทรงแสดงหลักความเชื่อ 10 ประการ ซึ่งไดมีการบันทึกไวในพระไตรปฎกชื่อ เกสปุตตสูตร โดยเรียกตามชื่อของหมูบานหรือบางที่ก็เรียกกาลามสูตร ซึ่งเรียกตามชาวกาลามโคตร สรุปไดดังนี้ 1.1 อยาเชื่อเพียงเพราะไดยินไดฟงตาม ๆ กันมา เพราะเรื่องที่เลาตอ ๆ กันมักจะผิดพลาดยิ่งเลา หลายตอหลายทอดยิ่งผิดพลาดมาก 1.2 อยาเชื่อเพียงเพราะการปฏิบัติสืบๆกันมาซึ่งบางอยางอาจจะปฏิบัติเอาเยี่ยงอยางกันอยางไรเหตุผล เชน หญิงมีครรภหามรับประทานกลวยแฝดจะทําใหคลอดลูกแฝดซึ่งไมมีเหตุผลเกี่ยวของกันเลย 1.3 อยาเชื่อเพยงเพราะขี าวลอืซึ่งมักจะขยายใหญเกินความเปนจริงออกไปทุกท ี 1.4 อยาเชื่อเพียงเพราะอางวามีอยูในตําราหรือคัมภีรซึ่งตํารานั้นอาจจะผิดหรือผานยุคสมัยไปแลว เชน หนังสือเขียนวาประเทศไทยมี 76 จังหวัดเมื่อกอนนี้ใชแตปจจุบันมี 77 จังหวัดแลว อยางนี้เปนตน 1.5 อยาเชื่อเพยงเพราะตามหลี ักตรรกศาสตร คือนึกเดาเอา เปนการแสวงหาความจริงโดยอาศัย การอนุมาน ซงอาจจะผึ่ิดได เชน น้ํามันทาให ํ เครื่องยนตติด เครื่องยนตไมติดแสดงวาไมมีน้ํามนั ซึ่งอาจจะ ไมจริงอาจเปนเพราะห ัวเทยนไม ี สะอาดหรือเปนเพราะสาเหตุอื่น ๆ ก็ได


32 1.6 อยาเชื่อเพยงเพราะดี วยการคาดคะเน ซึ่งมีเหตุผลเปนพื้นฐานอยูบาง แตอาจจะถกหรูือผิดก็ได ไมแนนอน เชนเหนเมฆคร็ ื้ม ฟารองก็คาดคะเนวาฝนจะตก ซึ่งฝนอาจจะไมตกก็ไดปรากฏการณดังกลาวเปนสิ่ง ที่เราเคยพบเหนมาแล็ ว 1.7 อยาเชื่อเพียงเพราะดวยการคิดตรองตามแนวเหตุผลหรือตามอาการเชน เคยมีอาการปวดทอง รับประทานยาโรคกระเพาะแลวหายคราวนี้ปวดทองอีกจึงคิดตามอาการวาเปนโรคกระเพาะซึ่งความจริงอาจไมใช อาจเปนนิ่วในถุงน้ําดีหรือไสติ่งอักเสบ หรือสาเหตุอื่น ๆ ก็ได 1.8 อยาเชื่อเพียงเพราะเขากันไดกับทฤษฎีของตนหรือสอดคลองกับความคิดเห็นของตนซึ่ง ความคิดของเราอาจจะถูกหรือผิด 1.9 อยาเชื่อเพยงเพราะเหี ็นผพููดนาเชื่อถือ ซึ่งเราจะเหนได ็ จากขาวที่พบเห็นอยูบอย ๆ เกี่ยวกับ การลอลวงหรือถูกหลอกไปทํางานตางประเทศก็เพราะเห็นผูพูดผูชักชวนนาเชื่อถือนั่นเอง 1.10 อยาเชื่อเพียงเพราะนับถือวาทานสมณะนี้เปนครูของเรา ซึ่งบางครั้งครูอาจจะพูดผิดก็ได พระพุทธเจาไมปฏิเสธแหลงความรูทั้ง 10 อยางนี้อยางสิ้นเชิงเพียงแตทรงแนะนํามิใหเชื่อถือทันที ใหใชปญญาพิจารณาไตรตรองดูกอน พระพุทธศาสนาจึงนับวาเปนศาสนาที่เคารพในปญญาและเหตุผล เพราะเปดโอกาสใหทุกคนใชสติปญญาความคิดเห็นของตน พิจารณาอยางเต็มที่กอนแลวจึงคอยเชื่อจึงนับวา เปนศาสนาที่เหมาะแกปญญาชนอยางที่สุด พระพุทธศาสนาสอนใหชาวพุทธมีศรัทธาหรือความเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ เพราะความเชื่อเปน คุณธรรมที่จําเปนเบื้องตนในการนําไปสูจุดหมายปลายทางคือ เราจะปฏิบัติตอเมื่อเรามีความเชื่อนั้นเสียกอน เชน เราจะปฏิบัติธรรมตอเมื่อเราเห็นวา เชื่อวาพระธรรมคําสอนนั้นเปนจริงดีจริงเราจึงนํามาปฏิบัติแลวเราก็จะ ไดรับผลอันประเสริฐเปนจุดหมายปลายทางอยางนี้ เปนตน ศรัทธาในทางพระพุทธศาสนาเปนความเชื่อที่ตั้งอยูบนพื้นฐานของเหตุและผล เชน ถามีใคร บอกวาอยากเรียนหนังสือเกงใหทองคาถาหัวใจนักปราชญคือ สุ จิ ปุ ลิ หากเราเอาแตทองตัวคาถาวันละรอยครั้ง โดยไมใชปญญาพิจารณาวา สุ จิ ปุ ลิ หมายความวาอยางไร ก็ไมสามารถเรียนหนังสือเกงไดแตหากเรา ใชปญญาพิจารณาวา สุ มาจากคําวา สุตะ หมายถึงการตั้งใจฟง จิ มาจากคําวาจินตะ หมายถึง การคิด ฟง แลวคิดพิจารณาตาม ปุ มาจากคําวา ปุจฉา หมายถึงการถาม หากไมเขาใจ ไมกระจางหรือขัดของเรื่องใด ใหซักถามผูรูหรือครู ลิ มาจาก ลิขิต หมายถึงการเขียนหรือจดบันทึกกันลืม ถาเราเชื่อตามความหมายที่ แทจริงของคาถาดังกลาวแลวนําไปปฏิบัติ ยอมทําใหเรียนหนังสือเกง ประสบความสําเร็จในการเรียน แนนอน อยางนี้จัดเปนศรัทธา ศรัทธาจึงเปนความเชื่อที่มีปญญากํากับ เพราะเปนความเชื่อที่ครบ องคประกอบ 2 ประการคือ 1. เปนความเชออยืู่บนพื้นฐานของเหตุผล 2. สิ่งที่เชื่อและกระทําเปนสงทิ่ี่ดีงาม หรือเปนไปเพื่อความดีงามแหงชวีติศรัทธาหรือความเชื่อที่ ถูกตองนําไปสูการพัฒนาปญญาสิ่งที่ชาวพุทธควรศรัทธาคือ


33 2.1 ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อมั่นในศกยภาพของมนัุษยว ามความรีูความสามารถจะพัฒนาตน บรรลุถึงความดีงาม มใชิ ออนวอนสิ่งศักดสิ์ิทธิ์ใหดลบ ันดาลดวยความเช ื่อในความสามารถของมนษยุเราจงเชึ ื่อ วาพระพุทธเจาม ีจริง ตรัสรูจริง ธรรมของพระองคปฏิบัติแลวไดรับผลจริง 2.2กัมมสัทธาวิปากสัทธาเชอมื่ั่นในกฎแหงการกระทําและผลแหงการกระท ําหรือกฎแหงกรรม ไมมีส่งใดเก ิดขิ ึ้นลอย ๆ โดยไมมีเหตุปจจัยใหเกิด 2.3กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อมนวั่ามนษยุตองรับผิดชอบตอการกระทําและผลของการกระทํา เราทําอะไรลงไปก็ยอมไดรบผลของการกระทั ํานั้นไมโดยตรงก็โดยออม นอกจากนี้ชาวพุทธควรศรัทธาในพระรัตนตรัย มีความเลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัย หากเราศรัทธา ในการตรัสรูของพระพุทธเจา เชื่อวาพระพุทธเจาไดตรัสรูจริง เราก็จะเชื่อหรือศรัทธาในคําสอนของพระพุทธองค ซึ่งก็คือ พระธรรม ที่มีหลักคําสอนใหญๆ คือ ใหกระทําความดีละเวนความชั่ว ทําใจใหบริสุทธิ์ สวนพระสงฆ เปนผูที่ปฏิบัติตามคําสอนของพระพุทธเจาและนําคําสอนหรือพระธรรมนั้นมาเผยแผสอนใหผูอื่นปฏิบัติตามดวย เราจึงควรศรัทธาพระสงฆในฐานะที่เปนผูปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ 2. การพัฒนาปญญา ปญญาคือความรอบรู ความฉลาดอันเปนผลมาจากการเรียนและคิด ปญญาหรือความรูแบงออกเปน 2 ประเภท คือ 2.1 สหชาติกปญญา คือ ปญญาหรือความรูที่มีมาตั้งแตเกดิ เปนความรพู ื้นฐานที่ทกคนพุึงมีมาก บางนอยบาง บางคนก็มีความรพูิเศษที่คนอื่นไมมีเชน มีความสามารถในการวาดภาพ การเลนดนตรี ทั้งที่ ไมไดเรียนหรอฝื กฝนมา ซึ่งเรามักเรียกวามีพรสวรรค 2.2 โยคปญญา คือ ปญญาหรือความรูที่มีขึ้นดวยการศึกษาเลาเรียนและฝกฝน ความรูความฉลาด สามารถฝกฝนใหเกิดใหมีขึ้นได เราจึงควรตั้งใจศึกษาเลาเรียนเพื่อใหเกิดปญญาขึ้นในตนเอง โดยไมตอง หวังพึ่งพรสวรรคเพียงอยางเดียว นอกจากนี้ปญญาหรอความรืูที่ควรพัฒนามีลักษณะสําคัญ 3 ประการคือ 1)อปายโกศลรูจักเหตุแหงความเสื่อม รูวาอะไรคือความเสื่อม อะไรคือสาเหตุที่แทจริงของ ความเสื่อม เชน ผลการเรียนของเราไมดีเพราะอะไรเปนสาเหตุที่แทจริง จะอางวาครูสอนไมดีขอสอบยาก หรือเพราะเราไมตั้งใจเรียนกันแน 2)อายโกศล รูจักเหตุแหงความเจริญรูวาจะตองทําอยางไรจึงจะทําใหมีความสุขความเจริญซึ่งก็ ตองใชปญญาพิจารณาโดยรอบคอบ สิ่งใดที่ทําลงไปไมทําใหตนเองและผูอื่นเดือดรอน ผูรูหรือนักปราชญ สรรเสริญ และไมผิดศีลธรรม สิ่งนั้นยอมนําไปสูความสุขความเจริญ 3) อุปายโกศลรูจักวิธีละเหตุแหงความเสื่อม และสรางเหตุแหงความเจริญ บางคนนั้นรูวา อะไรทําใหเกิดความเสื่อม เชน รูวาอบายมุขนําความเสื่อม ความฉิบหายมาสูตน ก็อาจเพียงระมัดระวังตนไมให เขาใกลหรือละเวนอบายมุขนั้นเสียแตในขณะเดียวกันก็ไมทําความดีหรือสรางสรรคประโยชนอะไรใหแก ตนเองและสังคม เขาจึงเปนคนดีเพียงเพราะไมทําความชั่วความผิดเทานั้น แตมิไดทําความดีอะไรเพิ่มพูน


34 ขึ้นมาใหมอยางนี้ไมจัดเปนอุปายโกศลผูที่มีอุปายโกศลจะตองละเวนความชั่วทั้งหลายและควรกระทําความดี ใหถึงพรอมอีกดวย ปญญาเกิดขึ้นได 3 ประการคือ 1) สุตมยปญา ฺ สุตะ แปลวา ฟง คือ ปญญาที่เกิดจากการไดยินไดฟ งและหมายรวมถึง การอานดวย คนที่มีความรมากทู ี่เรยกวี า พหูสูต นั้น หมายถึงคนที่ไดยินไดฟงมาก ไดอานมากการฟงเปน การเพิ่มพูนสติปญญาไดอยางหน ึ่ง แตจะต องตั้งใจฟง รูจักจับใจความสําคัญใหได 2) จินฺตมยปฺญา จินตะแปลวาคิด คอื ปญญาเกิดจากการคิดในการเรียนนั้น ถาเพียงแต ฟงหรืออานเฉย ๆ ไมใชความคิดพิจารณาความรูที่ไดกไม็ แตกฉาน ตองรูจักเอาความรูที่ไดจากการฟง การอาน การเลาเรียนมาเปนพื้นฐาน แลวคดพิ ิจารณาใหรอบคอบก็จะเกดปิ ญญาขึ้น 3) ภาวนามยปฺญา ภาวนา แปลวา ทําใหเกิดขึ้น คือ ปญญาที่เกิดจากการฝกอบรม เจริญปญญาใหรูเทาทัน เขาใจสิ่งทั้งหลายตามความเปนจริง พระพุทธศาสนาใหความสําคัญกับปญญาที่เกิด จากการปฏิบัตมากกวิ าการเรยนทางทฤษฎีแตี ขาดการปฏบิัติ การบําเพญเพ็ ียรภาวนาของพระพุทธเจาจน ตรัสรู รูแจงเห็นจริงในอริยสัจ 4 ก็ถือวาเปนปญญาที่เกดจากการปฏ ิ ิบัติคือ ภาวนามยปฺญา พระพุทธศาสนาถือวาปญญาเปนสิ่งสําคัญที่สุด เพราะปญญาเป  นเครื่องมือขั้นสุดทายที่ ชวยใหมนษยุประจ  ักษแจงความจริง หลักฐานที่แสดงวาพระพุทธศาสนาถือวาปญญาเปนสิ่งสําคัญ ไดแก - มีพุทธศาสนสุภาษิตมากมายที่กลาวถึงปญญา เชน ปฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต : ปญญาเปนแสงสวางในโลก นตฺถิ ปฺญาสมา อาภา : แสงสวางเสมอดวยปญญาไมมี ปฺญายตฺถํ วปสิฺสติ : ความยอมเหนแจ็ งเนื้อความดวยปญญา ปฺญาย ปริสุชฺฌติ : คนยอมบริสุทธิ์ดวยปญญา ปฺญา นรานํ รตนํ : ปญญาเปนรัตนะของคน - พระพุทธศาสนาสอนหลักอนัตตา มีพุทธภาษิตวา “ เมื่อใดเหนด็ วยป ญญาว า สังขารทั้งปวง ไมเที่ยง เปนทุกข ธรรมทั้งปวงเปนอนตตาั เมื่อนั้นยอมหนายในทกขุ นั้นเปนทางแหงบริสุทธิ์ ” เรื่องความไมเที่ยง ความเปนทุกข ความเปนอนัตตา หรอไตรล ื ักษณน ี้ตองพิจารณาดวยปญญาขั้นสูงจึงจะ เขาใจแจมแจงและมีเพยงพระพีุทธศาสนาเทานั้นที่กลาวถึงหลักไตรลักษณ - พระพุทธศาสนาพิจารณาสิ่งตาง ๆ ดวยปญญาตามเหตุปจจัย มีตวอยั างหลักธรรม เชน หลักอริยสัจ 4 มีทุกขเปนผล สมุทัยเปนเหตุ นิโรธเปนผล มรรคเปนเหตุ หลักปฏิจจสมุปบาท ถาแปลตามศัพท ปฏิจจ แปลวา อาศัยกัน สมุปปาทะ แปลวา เกิดขึ้นพรอมกัน เกิดขึ้นรวมกัน ปฏิจจสมุปบาท เปนสภาพอาศัยปจจัยเกิดขึ้น การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึง เกิดมีขึ้น ปรากฏการณอะไรที่เกิดขึ้นนั้นจะตองมาจากเหตุและมีหลายเหตุปจจัยรวมกัน เชน ตนไมเจริญ งอกงามไดจะตองมีปจจัยหลายอยางคือ เมล็ดพันธุดี ดินที่เพาะปลูกดี มีอากาศอุณหภูมิเหมาะสม คนดูแล เอาใจใสรดน้ํา พรวนดินเปนอยางดี ปจจัยเหลานี้จึงทําใหตนไมเจริญงอกงาม ในทางพระพุทธศาสนาการที่


35 ทุกขเกิดขึ้นเพราะอาศัยปจจัยตอเนื่องกันมา ตามหลักปฏิจจสมุปบาท สรุปไดดังนี้ เพราะอวิชชา(ความไมรู) เปนปจจัยใหเกิด Æ สังขาร(ความคิด) Æ วิญญาณ(การรับรู) Æ นามรูป(กระบวนการแหงกายและใจ) Æ สฬายตนะ(สื่อภายในคือตา หู เปนตน) Æ ผัสสะ(การสัมผัส) Æ เวทนา(ความรูสึก) Æ ตัณหา (ความอยาก) Æ อุปาทาน(ความยึดมั่น) Æ ภพ(กระบวนการพรอมจะมีจะเปน) Æ ชาติ(การเกิดมีโดย สมบูรณ) Æ ชรามรณะ(คร่ําคราแปรเปลี่ยนและดับสลาย) Æ โสกะ(ความโศก) Æ ปริเทวะ(ความคร่ํา ครวญ), ทุกข(ทุกขกาย), โทมนัส(ทุกขใจ), อุปายาส(คับแคนใจ) = กองทุกขทั้งมวลเกิดดวยอาการอยางนี้ คําทาย “ฝนเอยทําไมจึงตก” ของชาวบานที่วา ฝนเอยทําไมจงตกึเพราะกบมนรั อง กบเอยทําไมจงรึ อง เพราะทองมันปวด ทองเอยทําไมจึงปวด เพราะขาวมนดั ิบ ขาวเอยทําไมจงดึ ิบ เพราะฟนมนเป ั ยก ฟนเอยทําไมจงเปึ ยก เพราะฝนมันตก คาทายของชาวบํ านนกี้ ็สอนเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ที่ชี้ใหเห็นวา ปรากฏการณบางอยางที่เกิดขึ้น ไมไดเกิดขึ้นจากเหตุเดียว แตเกิดจากปจจยหลายัๆ อยางตอเนื่องกันไปดุจสายโซ ปฏิจจสมุปบาทสอนให รูจักใชปญญาแกไขปญหาชวีิต สอนใหมองกวาง มองรอบดาน สอนใหมองสิ่งทั้งหลายตามความเปนจริง รูเทาทันโลกและชีวิต จะไดไม เปนทุกข 3. ความสัมพนธั ของศรัทธากับปญญา หลักคําสอนของพระพุทธเจานั้น ถาหากทรงสอนเรื่องศรัทธาในที่ใดกจะทรงสอนป ็ ญญาควบคู กันไปดวยเสมอ  ดังตัวอยางหลักธรรม เชน 3.1เวสารัชชกรณธรรม คือธรรมที่ทําใหเกิดความกลาหาญ ประกอบดวย ศรัทธา ศีล พาหุ สัจจะวิริยารัมภะและปญญา 3.2อริยทรัพย 7คือ ทรัพยอันประเสริฐ ประกอบดวย ศรัทธาศีล หริิโอตตัปปะ พาหุสัจจะ จาคะ และปญญา 3.3 พละ 5 คือธรรมอันเปนกําลัง ประกอบดวย ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปญญา ตนไมออกดอกคลายโคมไฟ มีความศักดิ์สิทธิ์จริงหรือ


36 สรุปสาระสําคัญ จะเห็นไดวาศรัทธาและปญญาจะมีความสัมพันธกัน นั้นคือถาจะศรัทธาหรือเชื่ออะไรก็แลวแตใหใช ปญญาพิจารณาไตรตรองใหรอบคอบเสียกอน เมื่อมีศรัทธาที่ถูกตองแลวยอมทําใหเกิดปญญารูแจงเห็นจริง ไปดวย ในทางกลับกันถามีศรัทธาที่ไมถูกตอง มีความเชื่ออยางงมงายไรเหตุผล ปญญาก็ไมเกิดขึ้น ศรัทธา และปญญาจะตองมีความสมดุลกันดวย เพราะถาหากมีศรัทธามากกวาปญญาก็จะมีความเชื่อที่งมงาย และ หากมีปญญามากกวาศรัทธาก็จะทําใหเกิดความสงสัยอยูร่ําไป


37 กิจกรรม กิจกรรมที่ 2 จงเลือกคําตอบที่ถูกที่สุดเพียงขอละหนึ่งตัวเลือก 1. ศรัทธา หมายถึงขอใด ก. ความเชื่อโดยสัญชาตญาณ ข. ความเชื่อในพระพุทธศาสนา ค. ความเชื่อตามความคิดเหนของตน็ ง. ความเชื่อทมี่ีปญญากํากับ 2. พระพุทธศาสนาสอนใหบุคคลฝกใจใหเช ื่อและศรัทธาในสิ่งตางๆเมื่อใด ก. ตรงกับความนึกคิดของตน ข. รวบรวมขอมูลครบถวน ค. ตนไดรับประโยชน ง. ผูใหญยอมรับวาเปนจริง 3. พุทธศาสนิกชนควรศรัทธาในเรื่องใดเปนสําคัญ ก. สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ข. ชาติหนา ค. กรรม ง. ไสยศาสตร 4. ตถาคตโพธิสัทธา หมายความวาอยางไร ก. เชื่อในปญญาตรัสรูของพระพุทธเจา ข. เชื่อในผลของกรรมดีกรรมชั่วมีจริง ค. เชื่อวามนุษยทุกคนมกรรมเป ี นของตนเอง ง. เชื่อวาศาสนาพุทธดีจริง 5. ผูมีอุปายโกศล มีลักษณะตรงกับขอใด ก. รูสาเหตุของการสอบตก ข. รูสาเหตุของการสอบได ค. รูสาเหตการสอบไดุคะแนนดี ง. รูสาเหตุที่สอบไมตกและสาเหตุที่สอบไดคะแนนดี 6. ขอใดแสดงถึงการเชื่อโดยใชเหตุผล ก. อารม เรียนเกงและมีคนชมมากมายวาฉลาด เขาจึงเชอวื่าตนเองตองสอบเขามหาวิทยาลัยไดแน ข. เอก เปนไขหวัด หมอบอกใหรับประทานยาและพักผอนมาก ๆ ก็จะหาย เขาทําตามเพราะเชื่อ ที่หมอบอก ค. เอม เชื่อหมอดูวาตนตองรวยและมีความสุขในภายหนา เขาจึงไมทาอะไรเพราะเช ํ ื่อคําหมอดู ง. อั๋น ภาวนาใหเพื่อนมาหาและนําขนมมาฝากดวย สักครูเพอนกื่ ็มา เขาเชื่อวาเปนเพราะแรงอธิษฐาน 7. ปญญาทางพระพุทธศาสนาคือขอใด ก. ความรูรอบดานอยางทะลุปรุโปรง ข. ความรูที่ควรจดจํา ค. ความรูจากการอาน ง. ความรูที่ทุกคนควรมี 8. “คนเกิดมาโง ขาดการศึกษา ยอมเปนไปเชนนนตลอดกาลั้ ” ขอความนี้ถูกตองหรือไม ก. ถูกตอง เพราะเปนไปตามชาติกําเนดิ ข. ถูกตอง เพราะไมสามารถพัฒนาสมองได ค. ไมถูกตอง เพราะขึ้นอยูกบชะตาชั ีวิต ง. ไมถูกตอง เพราะการเรยนรีูสามารถพัฒนาได


38 9. หากทานเปนผูมงมุ ีการศึกษาแลว ควรพัฒนาปญญาของตนอยางไร ก. หมั่นหาความรูเพิ่มเติม ข. เลียนแบบผูรูใหมากขึ้น ค. สมาคมกับผูรูบาง ง. ทองจําความรูที่มีอยู 10. เหตุใดพระพุทธศาสนาจึงถือวา ความเชื่อกับปญญามีความสัมพันธกัน ก. เชื่อดวยการใชปญญาจดจํา ข. เชื่อดวยปญญาพ ิจารณาคนพูด ค. เชื่อดวยใชป ญญาขบคิดเหตุผลดวยตนเอง ง. เชื่อดวยปญญาจดจ ําสิ่งที่ดีงาม


39 ตอนท ี่ 3 หลักประชาธิปไตยในพระพุทธศาสนา การปกครองระบอบประชาธิปไตยเปนการปกครองที่ประชาชนมีเสรีภาพ สิทธิหนาที่และความรับผิดชอบ ตอสังคมและบานเมืองเทาเทียมกัน อับราฮัม ลินคอลน ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ไดกลาวสรุปถึง การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่สั้นกระทัดรัดและครอบคลุมวา “เปนการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน” หลักของประชาธิปไตย มี 5 หลักคือ 1. หลักเสรีภาพ (Liberty) ประกอบดวย สทธิ ิ หนาที่ อิสรภาพ 2. หลักความเสมอภาค (Equality) คือความเทาเทียมกนั 3. หลักเหตุผล (Rationality) คือการตัดสินความขัดแยงดวยเหตุผล 4. หลักการตัดสินโดยยดเสึ ียงขางมาก (Majority) ในขณะเดยวกี ันเสียงขางนอยก ็ไดรับการรับฟงและคุมครอง 5. หลักการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันดํารงตาแหนํง (Rotation) ไมผูกขาดแตคนใดคนหนึ่งหรือ กลุมใดกลุมหนึ่ง โดยทั่วไปถือวารัฐกรีกเปนนครรัฐแรกที่เปนตนกําเนิดการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแตหาก วิเคราะหหลักการในพระพุทธศาสนาแลว แนวคิด หลักการและวิธีปฏิบัติของพระพุทธศาสนา มีลักษณะและ ยึดหลักประชาธิปไตยกอนนครรัฐกรีกเสียอีก ซึ่งสามารถสรุปลักษณะประชาธิปไตยในพระพุทธศาสนาไดดังนี้ 1. พระพุทธศาสนามีพระธรรมวินัยเปนรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายสูงสุด พระธรรมคือคําสอนของ พระพุทธเจา พระวินัยคือคําสั่งอันเปนขอปฏิบัติที่พระพุทธเจาทรงบัญญัติขึ้น เมื่อรวมกันจึงเรียกพระธรรม วินัย ซึ่งมีความสําคัญมากจะเห็นไดจากพระพุทธเจาทรงมอบใหพระธรรมวินัยเปนพระศาสดาแทนพระองค กอนที่พระองคจะปรินิพพานเพียงเล็กนอย 2. พระพุทธศาสนาใหสิทธิเสรีภาพภายใตพระธรรมวินัย เชน พระภิกษุเจาถิ่นจะมีสิทธิไดรับของแจก กอนพระภิกษุอาคันตุกะ(พระภิกษุมาจากที่อื่นหรือแขกผูมาเยือน) พระภิกษุที่จําพรรษาอยูดวยกันมีสิทธิรับกฐิน และไดรับอานิสงสกฐินเทาเทียมกันพระพุทธเจาทรงอนุญาตใหพระภิกษุศึกษาพระพุทธศาสนาดวยภาษาใดๆ ก็ได ตามที่ตนรูดีที่สุด ซึ่งตางจากศาสนาพราหมณที่ตองศึกษาดวยภาษาสันสกฤตเพียงภาษาเดียว นอกจากนี้ พระพุทธศาสนายังใหเสรีภาพทางความคิด เชน พระพุทธเจาไดใหโอกาสแกชาวกาลามะในการที่จะเลือก เชื่อหรือไมเชื่อคําสอนของนักบวชที่มาเผยแผคําสอน โดยใหคิดพิจารณาเองและใหหลักการที่ปรากฏใน หลักกาลามสูตรดังไดกลาวไวแลวในหัวขอการพัฒนาศรัทธาและปญญา 3. พระพุทธศาสนามีความเสมอภาคภายใตพระธรรมว ินัย บุคคลไมวาจะเปนวรรณะกษัตริย พราหมณ แพศย ศูทร รวมทั้งวรรณะต่ํากวา เชน พวกจัณฑาล และจะยากดีมีจนอยางไร เมื่อเขามาบวช ในพระพุทธศาสนาก็มีความเทาเทียมเสมอภาคกันคือ ปฏิบัติตามสิกขาบท(ศีล)เทากนัเชน ถาบวชเปน สามเณรก็ถือศีล 10 ขอ อุปสมบทเปนภกษิุก็ตองถือศลี 227 ขอ เทากัน ซึ่งพระพุทธองคตรัสสอนไววา คนจะเลวเพราะชาติกําเนิดกหาไม ็  คนจะดเพราะชาตี ิกําเนิดกหาไม ็  แตคนจะดีหรือเลวเพราะการกระทํา


40 พระพุทธศาสนาใหความเสมอภาค แกผูที่เขามาบวชจะตองถือศีล เทากัน 4. พระพุทธศาสนายึดหลักเหตุผล มีตัวอยาง เชน ในการบัญญัติพระวินัย พระพุทธองคมิได บัญญัติพระวินัยไวลวงหนา แตเมื่อเกิดเหตุการณเสียหายขึ้นจะเรียกประชุมพระสงฆ แลวใหพระภิกษุที่ เปนตนเหตุของเหตุการณนั้น เลาเรื่องเหตุการณที่ตนไดกระทําความเสียหายใหที่ประชุมพระสงฆทราบ พระพุทธองคทรงชี้แจงผลเสียหายของการประพฤติเชนนั้น แลวทรงบัญญัติเปนพระวินัยทามกลางพระสงฆ ดวยความเห็นชอบของพระสงฆตางพรอมใจกันนําไปปฏิบัติ สวนพระภิกษุที่เปนตนเหตุของเรื่องเรียกวา อาทิกัมมะ ก็ถือวาไมมีความผิดเพราะยังไมไดบัญญัติพระวินัย นอกจากนี้พิธีอุปสมบทก็ทรงมีพุทธานุญาต ถาอยูในปจจันตชนบทซึ่งหาพระสงฆลําบาก ก็ทรงอนุญาตใหพระสงฆตั้งแต 5 รูปขึ้นไปทําพิธีอุปสมบทได สวนในเขตมัธยมชนบทซึ่งหาพระสงฆไดงายตองมีพระสงฆ 10 รูปขึ้นไปถึงจะทําพิธีอุปสมบทได นับได วาพระพุทธศาสนาเปนศาสนาที่ยึดหลักเหตุผลตามหลักการระบอบประชาธิปไตย 5. พระพุทธศาสนายึดหลักเสียงขางมากคือใชเสียงขางมากเปนเกณฑตัดสินในกรณีที่เกิดอธิกรณ (คดี)หรือเรื่องราวที่สงฆตองดําเนินการ เชน การเถียงกันเกี่ยวกับพระธรรมวินัย การกลาวหากันตองอาบัติ (โทษ) ทําใหเกิดความเห็นแตกตางกัน เพื่อใหอธิกรณหรือคดียุติจึงตองมีการลงมติโดยใชเสียงขางมากเปน เกณฑตัดสิน การลงมตินั้นตองตั้งอยูบนพื้นฐานแหงความถูกตอง ชอบธรรมเรียกวาวิธีเยภฺยยสิกาการตัดสินโดยใช เสียงขางมากฝายใดไดรับเสียงขางมากสนับสนุน ฝายนั้นเปนฝายชนะคดีหรือเรื่องนั้นเปนขอยุติตามเสียง ขางมาก ในบางกรณีที่เปนเรื่องสําคัญก็ตองใชมติเปนเอกฉันท เชน พิธีอุปสมบท พระสงฆที่ทําพิธีใหผูขอ บวชตองมีมติเปนเอกฉันทใหบวชได หากมีเสียงคัดคานแมเพียงรูปเดียวก็ถือวาการอุปสมบทนั้นเปนโมฆะ หลักการและวิธีดังกลาวสอดคลองกับหลักการประชาธิปไตยทางโลก 6. พระพุทธศาสนามอบความเปนใหญใหแกคณะสงฆ พระพุทธเจาไดใหความสําคัญแกคณะสงฆ เหมือนกับทางโลกที่ระบอบประชาธิปไตยใหความสําคัญแกประชาชน การปกครองระบอบประชาธิปไตย ถือวาประชาชนเปนใหญจะใหความสําคัญกับประชาชน พระพุทธเจาก็ทรงประทานความสําคัญความเปนใหญ


41 ใหแกพระสงฆ เชน พิธีอุปสมบทจะตองมีพระสงฆอยางนอย 5 รูปขึ้นไปเปนผูคัดเลือกและสอบคุณสมบัติ ของผูมาขอบวช การรับกฐินจะตองมีพระสงฆจําพรรษาที่วัดนั้นอยางนอย 5 รูปขึ้นไปถึงจะรับกฐินได นอกจากนี้ยังใหความสําคัญแกพระสงฆมากกวาพระศาสดาในฐานะปจเจกชน พระองคไดตรัสแนะนํานาง ปชาบดีโคตมีผูนําอาหารมาถวายพระองคใหถวายพระสงฆแทน ดังที่ตรัสไววา “การถวายทานแด พระพุทธเจามีผลสูถวายแดพระสงฆไมได” หรือแมแตพระพุทธองคเองก็ยังเคารพมติสงฆดังพุทธวจนตรัส ยืนยันวา “เมื่อใดสงฆเติบใหญขึ้น เมื่อนั้นเราตถาคตก็เคารพสงฆ” 7. พระพุทธศาสนาใหความสําคัญของการประชุมสงฆ ในทางโลกการประชุมเปนการรับฟง ความคิดเห็นของผูอื่น ไมยึดถือความเห็นของตนเปนหลัก แตจะฟงเสียงความเห็นที่ประชุมและใชมติเสียง ขางมาก ในทางพระพุทธศาสนาก็ใหความสําคัญตอการประชุมสงฆ เชน การประชุมทําอุโบสถสังฆกรรม (การประชุมฟงสวดปาติโมกขหรือสิกขาบท 227 ขอ) พระสงฆทุกรูปตองเขาประชุมแมเปนอรหันตแลวก็ ตาม การประชุมสงฆภิกษุที่เขาประชุมไมไดเชน อาพาธ(ปวย)ตองมอบฉันทะคืออนุมัติใหสงฆทําการ ประชุมไดโดยความยินยอมของตน หรือขณะประชุมภิกษุรูปใดมีเหตุตองออกจากที่ประชุม เชน สรีรกิจ (เขาหองน้ํา)ก็ตองมอบฉันทะเชนกัน และภิกษุทุกรูปมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นเทาเทียมกัน จะเห็นได วาพระพุทธศาสนาใหความสําคัญภิกษุแตละรูปตามหลักประชาธิปไตย พระพุทธศาสนาใหความสําคัญตอการประชุม สงฆและมติสงฆ เพื่อรับฟงความคิดเห็นและ ลงมติโดยถือตามเสียงขางมาก อันเปนลักษณะ ประชาธิปไตยในพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเปนศาสนาประชาธิปไตย มีลักษณะการใหสิทธิ หนาที่ เสรีภาพ เสมอภาคแก พระสงฆ การใหความสําคัญแกคณะสงฆก็เปนการยึดหลักเสียงสวนใหญเปนสําคัญและเปนหลักสามัคคีธรรม เพราะตองอาศัยการรวมมือรวมใจกันทําการตางๆ การยึดถือพระวินัยเปนหลักในการวินิจฉัยความประพฤติของพระภิกษุ สรางความเรียบรอยสงบสุขในสังคมของคณะสงฆ พระพุทธศาสนายึดมั่นในการอยูรวมกันอยางสันติสุข เมื่อหมูคณะมี ความสมัครสมานสามัคคียอมจะกอใหเกิดประโยชนที่พึงปรารถนา พระพุทธศาสนาจึงเปนรากฐานสําคัญประการหนึ่งของ การปกครองระบอบประชาธิปไตย


Click to View FlipBook Version