The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ศาสนาและหน้าที่พลเมือง 3 สค33009

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Duck Pinthong, 2023-07-03 03:52:26

ศาสนาและหน้าที่พลเมือง 3 สค33009

ศาสนาและหน้าที่พลเมือง 3 สค33009

192 กิจกรรมที่ 2 ใหนกศั ึกษาเติมขอความตอไปน  ี้ใหสมบรณู ระบบคุณคาของสังคม ............................................ ............................................ ............................................ ............................................ บรรทัดฐานทางสังคม ............................................. ............................................. ............................................. ............................................. การจัดระเบียบ ทางสังคม สถานะภาพ ............................................ ............................................ ............................................ ............................................ บทบาท ............................................ ............................................ ............................................ ............................................ คานิยม ............................................ ............................................ ............................................ ............................................ การควบคุมทางสังคม ............................................ ............................................ ............................................ ............................................


193 กิจกรรมที่ 3 ใหนกศั ึกษาตอบคําถามตอไปนี้ 1. การขัดเกลาทางสังคม หมายถึงอะไร ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 2. การขัดเกลาทางสังคม มีประโยชนอยางไร  ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 3. การขัดเกลาทางตรง หมายถึงอะไร ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 4. การขัดเกลาทางออมหมายถึงอะไร ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 5. องคกรที่ทําหนาที่ขัดเกลาทางสังคม ไดแกอะไรบาง ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................


194 ตอนท ี่ 2 การเปลี่ยนแปลงและแนวทางการพัฒนาสังคม เร ื่องที่ 2.1 การเปลี่ยนแปลงทางสังคม 1. การเปลี่ยนแปลงทางสังคม (Social Change) หมายถึงการเปลี่ยนระเบียบของสังคมในการ กระทําเรื่องตาง ๆ ในชีวิต การเปลี่ยนแปลงวัตถุสิ่งของเครื่องใชวิธีการหรือเทคโนโลยีการผลิต แบบแผนการ ดํารงชีวิต ความคิด ความเชื่อคานิยมในสังคม ซึ่งเปนการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธและแบบแผนความ ประพฤติของคนในสังคมที่แตกตางไปจากเดิม มีผลตอการเปลี่ยนแปลงโครงสรางและสถาบันในสังคม 2. ประเภทของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สามารถจําแนกไดดังนี้ 2.1 การเปลี่ยนแปลงระดับจุลภาค เปนการเปลี่ยนแปลงในระดับบุคคลที่สรางความสัมพันธ แปลกใหมตอกัน และการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธในกลุม เชน การนําภูมิปญญาทองถิ่นมาเปลี่ยนแปลง การผลิตสินคารูปแบบใหมสงออกจําหนายในนามชุมชน หรือกลุมแมบาน เปนตน 2.2 การเปลี่ยนแปลงระดับมหภาค เปนการเปลี่ยนโครงสรางโดยรวมของสังคม เชน การเลิกทาส ในสมัยรัชกาลที่ 5 การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบ ประชาธิปไตยในสมัยรัชกาลที่ 7 เปนตน การเปลี่ยนแปลงทางสังคมไมวาจะอยูในระดับใดยอมมีผลตอวิถีชีวิต ความคิดความเชื่อ คานิยม ระเบียบแบบแผนและแนวทางปฏิบัติของคนในสังคม 3. ปจจัยที่กอใหเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม 3.1 ปจจัยภายใน ไดแกการประดิษฐคิดคนสิ่งใหมๆ เชน เครื่องจักรไอน้ํา หลอดไฟฟาวิทยุ โทรทัศนคอมพิวเตอรมีสวนทําใหวิถีชีวิตของคนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทําใหคนสะดวกสบายขึ้น มีการ ติดตอสื่อสารที่รวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดลอมทางธรรมชาติมีผลตอการดํารงชีวิต ภูมิอากาศ เปลี่ยนแปลงไป เกิดภาวะโลกรอน การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของประเทศยอมจะมีผลตอการผลิต การบริโภค ซึ่งหมายถึงเปลี่ยนแปลงทางสังคมดวย 3.2 ปจจัยภายนอกไดแกการแพรกระจายของวัฒนธรรมตางชาติเกิดการเลียนแบบกัน เชน ระบบการศึกษาการแตงกายอาหารยารักษาโรคเทคโนโลยีเปนตน มีผลตอการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม เร ื่องที่ 2.2 แนวทางการพัฒนาสังคม 1. การพัฒนาสังคม หมายถึง การกระทําเพื่อมุงปรับปรุงสงเสริมใหคนที่อยูรวมกัน มีการ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งในดานวัตถุและจิตใจอันจะทําใหการดํารงชีวิตอยูรวมกันนั้นมีความ เจริญรุงเรืองและสงบสุขแตการที่บุคคลจะดํารงชีวิตอยูไดอยางมีความสุขจะตองอาศัยปจจัยหลายอยาง ประกอบกัน อยางนอยที่สุดจะตองมีปจจัยขั้นพื้นฐานที่ดีพอสมควรกลาวคือ มีที่อยูอาศัย มีอาหารเพียงพอ


195 แกการเลี้ยงชีพ มีเสื้อผา เครื่องนุงหมสมควรแกสภาพและฐานะ เวลาเจ็บปวยควรจะไดรับการรักษาพยาบาล มีอาชีพมั่นคง มีรายไดเพียงพอแกคาใชจายในการครองชีพ มีความรักใครสมานสามัคคีกันของสมาชิกใน สังคมและปราศจากภัยคุกคามจากโจรผูราย เปนตน สิ่งเหลานี้จะเกิดมีขึ้นไดตองอาศัยความรวมมือจาก หลายฝาย โดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีเขาชวย เพื่อใหเกิดความเจริญกาวหนาและ อยูรวมกันอยางมีความสุข 2. ความสําคญของการพั ัฒนาสังคม เมื่อบุคคลมาอยูรวมกนเป ั นสงคมั ปญหาก็ยอมจะเกดตามมาเสมอิยิ่งสังคมมีขนาดใหญ ปญหาก็ยิ่งจะมีมากและสลบซั ับซอนเปนเงาตามตัว ปญหาหนึ่งอาจจะกลายเปนสาเหตุของอีกหลายปญหา เกี่ยวโยงกนไปเป ันลูกโซ ถาปลอยไวกจะเพ็ ิ่มความรนแรงุเพมความสลิ่ับซับซอน และขยายวงกวางออกไป เรื่อย ๆ ยากตอการแกไขความสงบสุขของประชาชนในสังคมนั้นก็จะไมมี ความสําคัญของการพัฒนาสังคม เราอาจจะกลาวเปนขอๆ ไดดังนี้ 2.1 ทําใหปญหาของสังคมลดนอยลงและหมดไปในที่สดุ 2.2 ปองกันไมให ปญหานั้นหรือปญหาในลักษณะเดยวกีนนั้นเกั ิดขึ้นแกสังคมอีก 2.3 ทําใหเกดความเจริ ิญกาวหนาขนมาแทนึ้ 2.4 ทําใหประชาชนในสังคมสมานสามัคคีและอยูรวมกนอยั างมีความสุขตามฐานะของแต ละบุคคล 2.5 ทําใหเกดความเป ิ นปกแผ นมั่นคงของสังคม 3. แนวคิดในการพัฒนาสงคมั การพัฒนาสังคมมีขอบเขตกวางขวาง เพราะปญหาของสังคมมีมากและสลับซับซอน การแกปญหาสังคมจึงตองทําอยางรอบคอบ และตองอาศัยความรวมมือกันของบุคคลจากหลาย ๆ ฝาย โดยเฉพาะอยางยิ่งประชาชนในสังคมนั้น ๆ จะตองรับรูพรอมที่จะใหขอมูลที่ถูกตองและเขามามีสวนรวม ดวยเสมอการพัฒนาสังคมจึงตองเปนทั้งกระบวนการ วิธีการกรรมวิธีเปลี่ยนแปลงและแผนการดําเนินงาน ดังนี้ 3.1 เปนกระบวนการ (Process) เพราะการแกปญหาสังคมตองกระทําตอเน ื่องกันอยางมี ระบบ เพื่อใหเกิดการเปลี่ยนแปลงจากลักษณะหนึ่งไปสูอกลี ักษณะหนึ่ง ซึ่งจะตองเปนลักษณะที่ดีกวาเด ิม 3.2 เปนวิธีการ (Method) คือ ตองกําหนดวิธีการในการดําเนินงาน โดยเฉพาะเนน ความรวมมือของประชาชนในสังคมนั้นกับเจาหนาที่ของรัฐบาลที่จะทํางานรวมกัน และวิธีการนี้ตองเปนที่ ยอมรับวาสามารถนําการเปลี่ยนแปลงมาสูสังคมไดอยางถาวรและมีประโยชนตอสังคม 3.3 เปนกรรมวิธีเปลี่ยนแปลง (Movement) การพัฒนาสังคมจะตองทําใหเกิด การเปลี่ยนแปลงใหไดและจะตองเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะเนนการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ของตน เพื่อใหเกิดสํานึกในการมีสวนรวมรับผิดชอบตอผลประโยชนของสวนรวม และรักความเจริญกาวหนา อันจะนําไปสูการเปลี่ยนแปลงทางวัตถุ


196 3.4 เปนแผนการดําเนินงาน (Planning) การพัฒนาสังคมจะตองทําอยางมีแผนมีขั้นตอน สามารถตรวจสอบและประเมินผลไดแผนงานนี้จะตองมีทุกระดับ นับตั้งแตระดับชาติคือแผนการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแหงชาติลงมาจนถึงระดับผูปฏิบัติแผนงานมีความสําคัญและจําเปนอยางยิ่งในการ พัฒนาสังคม 4. การพัฒนาสังคมไทย ประเทศไทยไดมีการกําหนดทิศทางในการพัฒนาประเทศที่ชัดเจนไวในแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแหงชาติซึ่งเริ่มตั้งแต พุทธศักราช 2504 ในระยะแรกแผนพัฒนาจะเนนเรื่องเศรษฐกิจ มากกวาสังคม และไดมีจุดเปลี่ยนขึ้นในแผนพัฒนาฯฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544) ที่ใหความสําคัญกับการมีสวนรวม ของทุกภาคสวนมากขึ้น “โดยมุงเนนใหคนเปนศูนยกลางการพัฒนา” และใชเศรษฐกิจเปนตัวชวยพัฒนาใหคนใน สังคมมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จนมาถึงฉบับที่ 9 ( พ.ศ. 2545-2549 ) ก็ใชแผนพัฒนาเปนไป ในทางเดียวกันกับฉบับที่ 8 โดยใหความสําคัญกับการพัฒนาที่สมดุลทั้งสองดาน ทั้งดานคน สังคม เศรษฐกิจและ สิ่งแวดลอม เพื่อนําไปสูการพัฒนาที่ยั่งยืน และไดอัญเชิญหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จ พระเจาอยูหัว นําทางในการพัฒนา ซึ่งกลไกการพัฒนาประเทศในแผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ ไดผลสําเร็จเปนที่ นาพอใจเพราะทําใหความยากจนของประเทศลดลง ปจจุบันประเทศไทยกําลังเผชิญกับสภาพปญหาทางสังคมที่เกิดคานิยมซึ่งไดรับผลกระทบ มาจากการเลื่อนไหลของวัฒนธรรมตางชาติเขาสูประเทศ ทั้งดานสื่อสารมวลชน และเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยขาดการคัดกรองและเลือกรับ ทําใหคุณธรรมจริยธรรมลดลง โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนเนื่องจากวิถีชีวิต และสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป จากปญหาที่กลาวมาจึงนําไปสูยุทธศาสตรการพัฒนาสังคมในแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 10 มีจุดมุงหมายเพื่อพัฒนาสังคมใหอยูเย็นเปนสุขรวมกันโดยมีแนวทาง การพัฒนาดังนี้ 4.1 การพัฒนาคนใหมีคุณธรรม ความรูเกิดภูมิคุมกัน โดยพัฒนาจิตใจไปพรอมกับ การเรียนรูของคนทุกกลุม ทุกวัย ตลอดชีวิต 4.2 เสริมสรางสุขภาวะคนไทยใหมีสุขภาพที่แข็งแรงทั้งกาย ใจและอยูในสภาพแวดลอมที่นาอยู 4.3 เสริมสรางคนไทยใหอยูรวมกันในสังคมที่สันติสุข มุงสรางความสัมพันธที่ดีของคนไทยบน พื้นฐานของความมีเหตุผล 4.4 สรางความเขมแข็งของชุมชนและสังคมใหมีรากฐานที่มั่นคงของประเทศและให ความสําคัญกับการบริหารชุมชนเขมแข็ง สรางความมั่นคงทางเศรษฐกิจชุมชน โดยทําแผนแมบทชุมชนแบบ มีสวนรวม 4.5 เสริมสรางธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ มุงสรางความเปนธรรมในสังคมใหยั่งยืน โดยพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตยใหเปนสวนหนึ่งของการดําเนนชิ ีวตในส ิ ังคม มนุษยมความจี ําเปนที่ตอง อยูรวมกันเปนสังคมเพื่อตอบสนองความตองการในดานตางๆ เมื่อมนุษยมาอยูรวมกันเปนสังคม จําเปนอยางยิ่ง


197 ที่ตองมีการจัดระเบียบทางสงคมั เพื่อใหการอยูรวมกันเปนไปอยางสงบสุขโดยสมาชิกในสังคมไดรับ การขัดเกลาทางสังคมและปลูกฝงใหเขาใจตอกระบวนการเปลี่ยนแปลงของสังคมจากองคกรทางสังคม 4.6 รัฐตองเรงปฏิรูปการศึกษาโดยมีเปาหมายและกระบวนการพัฒนาที่มุงเนนใหเดกไทย ็ รูจักคิด หรือมีความคิดสรางสรรค  แทนรูปแบบการศกษาเดึ ิมทเนี่นแต สาระเนอหาวื้ชาิเพราะการศกษาทึเนี่น แตเนื้อหาวิชาของหลักสูตรทําใหประเทศไทยรูจกแตั การรบเอาเทคโนโลย ั ีสมยใหม ัเข ามาใชไมสามารถสราง เทคโนโลยีของตนเองไดการพัฒนาบานเมืองอันเกิดจากการซื้อเทคโนโลยีจึงเปนการพัฒนาที่ไมย ั่งยืน 4.7 สงเสริมการสนับสนุนภมูิปญญาชาวบาน ปรับการพฒนาให ั อยูบนพื้นฐานของ วัฒนธรรมชุมชน ที่มีความหลายหลายเพื่อใหชุมชนสามารถอยูรวมก นได ัอย างสันต ิรักษาไวซึ่งเสถียรภาพของ สถาบันครอบครัวและความมนคงของชั่ีวิต สนับสนุนบทบาทขององคกรพัฒนาเอกชน ในการพัฒนา เศรษฐกิจและสงคมั เนนการจัดระบบสวสดั ิการแกประชาชนผูยากจน และผูดอยโอกาสในสังคม สนับสนุนใหประชาชนในท  องถิ่นมีสวนรวมในการตัดสินใจเกยวกี่ับการใชทรัพยากรทองถิ่น ไมสงเสริมให ประชาชนมีคานิยมที่ฟุงเฟอ การพัฒนาสังคมของไทยนั้นไดกระทําไปพรอม ๆ กันทั้งสังคมในเมืองและสังคมชนบท แตเนื่องจากสังคมชนบทเปนที่อยูอาศัยของประชาชนสวนใหญของประเทศการพัฒนาจึงทุมเทไปที่ชนบท มากกวาในเมืองและการพัฒนาสังคมจะตองพัฒนาหลาย ๆ ดานไปพรอม ๆ กัน โดยเฉพาะที่เปนปจจัยตอ การพัฒนาดานอื่น ๆ ไดแกการศึกษาและการสาธารณสุข สรุปสาระสําคญั สังคมในปจจุบันมีการติดตอสื่อสารที่รวดเร็วคนในโลกสามารถรูเห็นความเปนไปของคนในชาติ อื่น ๆ การเลียนแบบทางวัฒนธรรมจึงเกิดขึ้นไดตลอดเวลากอใหเกิดการเปลี่ยนทางสังคมในประเทศทั่วโลก อยางหลีกเลี่ยงไมไดเพียงแตตองเรียนรูและปรับใหสอดคลองกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเอง รูจักเลือกรับ วัฒนธรรมที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมประเพณีและไมกอใหเกิดความขัดแยงในสังคม


198 กิจกรรม กิจกรรมที่ 4 ใหนักศึกษาตอบคําถามตอไปนี้ 1. การเปลี่ยนแปลงทางสังคม หมายถึงอะไร ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 2. การเปลี่ยนแปลงทางสังคมแบงออกเปน 2 ประเภท คืออะไร ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 3. ปจจัยกอใหเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมมีอะไรบาง ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 4. การพัฒนาสังคม หมายถึงอะไร ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 5. แนวทางการพัฒนาสังคมไทยตลอดแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 ที่ตองการสังคมใหอยูเย็นเปนสุข มีแนวทาง อยางไรบาง 5.1............................................................................................................................................. 5.2............................................................................................................................................. 5.3............................................................................................................................................. 5.4............................................................................................................................................. 5.5............................................................................................................................................. 5.6............................................................................................................................................. 5.7.............................................................................................................................................


199 ตอนท ี่ 3 วัฒนธรรมไทย เร ื่องที่ 3.1 ความหมายและความสําคัญของวัฒนธรรม 1. วัฒนธรรม หมายถึงลักษณะที่แสดงความเจริญงอกงาม ความเปนระเบียบ ความกลมเกลียว กาวหนาของชาติและศีลธรรมอันดีงามของประชาชน เปนการชี้ชวน เชิญชวน วิงวอนใหประชาชนรวมกัน ทําใหเกิดความเจริญงอกงาม ใหมีความดีงามขึ้น ไมใชเพียงแตรับมรดกกันมาแตจะตองรักษาของเดิมที่ดี แกไขดัดแปลงของเดิมที่ควรแกหรือดัดแปลงวางมาตรฐานความดีความงามขึ้นใหมแลวสงเสริมใหเปน ลักษณะที่ดีประจําชาติสืบตอไปจนถึงอนุชนรุนหลัง วัฒนธรรมจึงหมายถึงวิถีแหงการดํารงชีวิตของคนในสังคมนั้นๆ นับตั้งแตการดํารงชีวิต ในแตละวัน การกิน การอยูการแตงกายการพักผอน การทํางาน การจราจรการขนสงการแสดงอารมณ การอยูรวมกันเปนหมูคณะ ซึ่งวิถีชีวิตนั้น เริ่มมาจากการที่มีตนแบบ อาจจะเปนตัวบุคคลแลวมีคนสวนใหญ หรือประชาชนสวนใหญมีความเห็นดวยและปฏิบัติสืบทอดกันมาโดยสิ่งนั้นตองเปนสิ่งที่ดีงาม วัฒนธรรมสวนหนึ่งสามารถแสดงออกผาน ดนตรีวรรณกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม การละครและภาพยนตรแมบางครั้งอาจมีผูกลาววาวัฒนธรรมคือเรื่องที่วาดวยการบริโภคและสินคาบริโภค เชน วัฒนธรรมระดับสูง วัฒนธรรมระดับต่ํา วัฒนธรรมพื้นบาน หรือวัฒนธรรมนิยม เปนตน แต  นักมานุษยวิทยาโดยทั่วไปมักกลาวถึงวัฒนธรรมวา มิไดเปนเพียงสินคาบริโภคแตหมายรวมถึงกระบวนการ ในการผลิตสินคาและการใหความหมายแกสินคานั้น ๆ ดวย ทั้งยังรวมไปถึงความสัมพันธทางสังคมและ แนวการปฏิบัติที่ทําใหวัตถุและกระบวนการผลิตหลอมรวมอยูดวยกัน ในสายตาของนักมานุษยวิทยาจึงรวม ไปถึงเทคโนโลยีศิลปะวิทยาศาสตรรวมทั้งระบบศีลธรรม วัฒนธรรมในภูมิภาคตาง ๆ อาจไดรับอิทธิพลจากการติดตอกับภูมิภาคอื่น เชน การเปน อาณานิคม การคาขายการยายถิ่นฐาน การสื่อสารมวลชนและศาสนาอีกทั้งระบบความเชื่อไมวาจะเปนเรื่อง ศาสนามีบทบาทในวัฒนธรรมในประวัติศาสตรของมนุษยชาติมาโดยตลอด ดังนั้น วัฒนธรรมจึงเปนทุกสิ่งที่เรียนรูและไดรับการถายทอดมาจากการติดตอสัมพันธ ระหวางกัน ไมวาจะเปนภาษา ธรรมเนียมประเพณีกลาวไดวา วัฒนธรรมเปนแบบแผนของพฤติกรรม ที่ไดมาทางสังคม และถายทอดกันไปทางสังคม โดยอาศัยสัญลักษณ วัฒนธรรมจึงเปนเอกลักษณที่มีอยูเฉพาะ ในหมูมนุษยเทานั้น 2. ประเภทของวัฒนธรรม นักวิชาการไดแบ งประเภทของวัฒนธรรม ตามเปาหมายและวิธีการดังนี้ 2.1 การจัดประเภทตามลักษณะที่มองเห็นหรือสัมผัสไดแบงออกเปน


200 1) วัฒนธรรมทางวัตถุคือเครื่องมือเครื่องใชที่มนุษยใชในชีวิตประจาวํ ันเพื่อความสุข ทางกายไดแกยานพาหนะ ที่อยูอาศัย ตลอดจนเครื่องปองก ันตัวใหรอดพนจากอันตรายทั้งปวง 2) วัฒนธรรมทางจิตใจ เปนเรื่องเกี่ยวกับเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษยเพื่อใหเกิด ปญญาและมีจิตใจที่งดงาม ไดแกศาสนาศีลธรรม จริยธรรม คติธรรม ตลอดจนศิลปะวรรณคดีและระเบียบ แบบแผนของขนบธรรมเนียมประเพณี 2.2 การจัดประเภทตามเนื้อหาแบงออกเปน 1) คติธรรม คอืวัฒนธรรมทางศีลธรรมและทางจิตใจเชนวัฒนธรรมทางศาสนา ความเชื่อคานยมิคําสอน หลักการดําเนนชิ ีวิต เชน คนไทยเนนเรื่องความกตัญูกตเวทีตอผูมีพระคุณ ความเมตตากรุณาตอผูอื่น เปนตน 2) วตถัุธรรม คอืวัฒนธรรมทางวัตถุหรือสิ่งที่มนษยุสรางข ึ้น เชนวัดวาอาราม เจดีย เครื่องแตงกายถนนหนทาง เครื่องมือเครื่องใชเปนตน 3) เนติธรรม คือวัฒนธรรมทางกฎหมาย หรือขนบจารตประเพณ ี ีตาง ๆ ที่เปนขอหาม ขอปฏิบัติกฎเกณฑที่สังคมยอมรับ เปนตน 4) สหธรรม คือวัฒนธรรมทางสังคม เปนวฒนธรรมในการต ั ิดตอส ัมพันธกับผูอื่น เชน มารยาทในสังคม เปนตน เร ื่องที่ 3.2 ลกษณะของวั ฒนธรรมไทย ั วัฒนธรรมไทยมาจากแหลงที่มาที่ตางกันและเกิดการหลอหลอมกันขึ้น จนเปนวัฒนธรรมที่มี ความเปนเอกลักษณประจําชาติ ลักษณะสําคัญของวัฒนธรรมไทย มีดังนี้ 1. เปนวัฒนธรรมแบบเกษตรกรรม คนไทยมีความเกี่ยวของกับน้ํา ผูคนสวนใหญจะประกอบ อาชีพเกษตรกรรม ทําการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว ดังนั้นวัฒนธรรมประเพณีและวิถีชีวิตสวนใหญจึงมักเกี่ยวกับ น้ําและการเกษตร เชน ประเพณีการทําขวัญขาว หรือประเพณีการลงแขกเกี่ยวขาว ซึ่งพบเห็นไดทั่วไปตาม ชนบท เปนตน 2. เปนวัฒนธรรมที่ยึดถือการกุศล คนไทยนิยมทําบุญในงานเทศกาลตาง ๆ เพื่อเปนสิริมงคล และเพื่ออุทิศบุญกุศลใหญาติผูใหญที่ลวงลับไปแลว จึงสังเกตไดวาในงานพิธีมงคลหรืออวมงคลจะตองมี การทําบุญเปนสวนหนึ่งของงานพิธีเหลานั้นเสมอ 3. เปนวฒนธรรมทั ี่ยึดถอเครือญาตื ิสังคมไทยมีความสัมพนธั กันโดยยึดหลักอาวุโสคนทมี่ีอายนุอย กวาจะให  ความเคารพผูที่มีอายุมากกวาหรืออาวุโสกวา เพราะถือวาผูอาวุโสเปนผูที่สูงดวยประสบการณ  พบเห็นเรื่องราวในชวีิตมากอนผูที่มีอายุนอยการเขาหาและพูดคยกุับทานเหลานั้นจะทาใหํ ไดรับประสบการณ ที่ดีแลวนํามาปรับใชในชวีตได ิ ดังสุภาษตของไทยประโยคหน ิ ึ่งวา “เดินตามหลังผใหญ ู สุนัขไมกัด”


201 4. เปนวัฒนธรรมที่ยึดถือพิธีกรรม มีขั้นตอนในการประกอบพิธีตามความเชื่อและมุงหวังความมีหนา มีตาในการจัดงาน เชน การแตงงาน โดยสวนใหญในสังคมไทยจะมีพิธีกรรมมากมาย ตั้งแตการแห ขันหมากมาสูขอ การรดน้ําสังขอวยพรคูบาวสาวและจัดงานเลี้ยงฉลองสมรสโดยเชิญญาติพี่นอง เพื่อนฝูง ของเจาบาวเจาสาวมารวมเปนเกียรติในงาน เปนตน 5. เปนวัฒนธรรมที่นิยมความสนุกสนาน กิจกรรมตาง ๆ ของสังคมไทยสวนใหญจะมีการสอดแทรก ความสนุกสนานไวด วยเสมอ มีการรองรําทําเพลง จนเกิดเปนเพลงฉอยเพลงเรือเพลงเกี่ยวขาว เปนตน ซึ่งถือวาเปนการละเลนเพื่อผอนคลายความเหน็ดเหนื่อยหลังเสร็จสิ้นฤดูเก็บเกยวี่ 6. เปนวัฒนธรรมที่มีการผสมผสาน วัฒนธรรมไทยตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบนได ั รับการผสมผสาน มาจากการเผยแพรทางวฒนธรรมของสั ังคมอื่น เชน ศาสนาพราหมณเปนที่มาของประเพณีตาง ๆ ซงได ึ่ รับ การปฏิบัติสืบทอดในสังคม เชน พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ การตั้งศาลพระภูมิเปนตน นอกจากนี้ยังมี วัฒนธรรมตะวันตกทกี่ําลังเขามามีอิทธิพลมากในสังคมไทยเชน ดานเทคโนโลยีการแตงกายและอาหารเปนตน 7. เปนวัฒนธรรมที่ไดรับอิทธิพลมาจากพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนามีอิทธิพลตอความคิด ความเชื่อ พฤติกรรม และพธิีกรรมของผูคนตั้งแตระดับชาวบานจนถึงระดับรัฐคนไทยดําเนนชิ ีวตตามิ แนวทางแหงอดมคตุิที่มีวัดเปนศูนยกลาง ไปวัดเพื่อถือศีล ฟงธรรม บูชาพระรัตนตรยัพรอม ๆ กับการศึกษา หาความรู จนกระทั่งตายจากโลกนี้ก็ตองทําพิธีทางศาสนา ประมุขของรัฐปกครองประเทศโดยใชหล ักธรรม ท่เรี ียกวา “ทศพิธราชธรรม” และ “จักรวรรดิวัตร” จึงเรียกการปกครองนี้วาธรรมราชา ทรงทะนุบํารุงศาสนา และสรางวัด ปฏิสังขรณโบราณสถานตาง ๆ แมวาสังคมไทยจะมีลักษณะคลายคลึงกับสังคมของบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต แตสังคมไทยก็มีวัฒนธรรมที่แสดงถึงเอกลักษณของชาติไทยที่แตกตางจากชาติอื่น และบงบอกถึงความเจริญ งอกงามของชาติไทยมายาวนาน เร ื่องที่ 3.3 การอนุรักษ  วฒนธรรมไทย ั วัฒนธรรมชวยใหสังคมมีความเจริญกาวหนายั่งยืน และรักษาเผาพนธัุของตนไวไดทั้งนี้เพราะ มนุษยเป นผูมความคี ิดริเริ่มสรางสรรคสามารถแกปญหาไดเปนอยางดีและถายทอดความรูความสามารถให ผูอื่นมีความรูมีความเขาใจและสามารถใชประโยชนในการดํารงชีวตได ิ อยางเหมาะสม วัฒนธรรมไทยเปนมรดกล้ําคาที่บรรพบุรุษมอบไวใหแกลูกหลาน จากการสั่งสม ทดลอง ปฏิบัติเลือกสรรอยางเหมาะสม ดวยเหตุนี้อนุชนรุนหลังจึงไดรับแตสิ่งที่ดีผานการตรวจสอบวาเหมาะสม ดีงาม จึงสมควรที่จะตองอนุรักษมรดกนี้ไวขณะเดียวกันตองพิจารณาถึงกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ในทางวัฒนธรรมที่คนไทยจะตองเรียนรูการเลือก การผสมผสานใหเหมาะสมระหวางวัฒนธรรมไทยกับ วัฒนธรรมสากล โดยเฉพาะดานคติธรรมจากพระพุทธศาสนา ความสมดุลของธรรมชาติและสิ่งแวดลอม เพื่อใหสามารถแกปญหาและดํารงชีวิตอยูไดดวยดีสามารถรักษาเอกราชทางวัฒนธรรมไวไดสืบไป


202 แนวทางการอนุรักษวัฒนธรรมไทยควรดําเนินการดังนี้ 1. ศึกษารวบรวม เลือกเฟน ปรับเปลี่ยน และถายทอดวฒนธรรมอยั างเหมาะสม 2. ติดตามการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกใหรูเทาทันอยางถ องแทถึงคุณ และโทษของการรับ วัฒนธรรมตางชาติ 3. นําภูมิปญญาพื้นฐานมาใชให เหมาะสมกบสภาพและเหตัุการณและสงเสริมคนในชมชนใหุ เปนคนเกงคนดีตามพื้นฐานภูมิปญญาดั้งเดิมของไทย 4. ตั้งเปนมูลนธิิเพื่อเผยแพรว ฒนธรรมไทย ัเพื่อเปดโอกาสใหประชาชนมีสวนรวมในการ อนุรักษวัฒนธรรมไทย 5. ปลูกฝงใหเยาวชนเหนค็ุณคา ตระหนักในความสําคญของวั ัฒนธรรมหลักของชาติถายทอด ความรูในสถานศึกษา ในชุมชน และสื่อสารมวลชนทุกแขนงและใหมสีวนรวมในการอนุรักษ วัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมไทยเปนวัฒนธรรมที่มีคุณคาและไดรับการยกยองจากนานาอารยประเทศการอนุรักษ วัฒนธรรมไทยจึงเปนหนาทของทีุ่กคนที่จะตองรวมมือรวมใจก  ันรักษาถายทอดไปสูคนรุนหลัง เพอจะได่ื อยู คูชาติไทยตลอดไป เร ื่องที่ 3.4 วฒนธรรมไทยก ั ับวัฒนธรรมสากล สังคมไทยรูจักการเลือกสรรสิ่งที่เปนประโยชนและสอดคลองกับสภาพความเปนอยของคนไทยู เปนการผสมผสานกับวัฒนธรรมดั้งเดิม มีการยอมรับและเปลี่ยนแปลงใหเหมาะสมถาสิ่งนั้นสอดคลองกับ ความประพฤติที่มีอยูเดิม สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอกรมพระยาดํารงราชานุภาพ กลาววาคนไทยมีลักษณะที่เอื้อตอการ ปรับตัวคือคนไทยรักอิสระ มีขันติธรรมไมเบียดเบียนผูอื่น รูจักประสานประโยชนดังนั้น คนไทยจึงมีวิถีชีวิตที่ ไมขัดกับกระแสโลกวัฒนธรรมไทยจึงมีความเจริญงอกงาม ไมหยุดนิ่งดังเชนวัฒนธรรมของชนเผา เชน อินเดียน พื้นเมืองหรือชนเผาตาง ๆ ในอดีต นอกจากนี้ยังมีปจจัยอื่นอีกเชน พระพุทธศาสนา ซึ่งมีอิทธิพลตอวิถีชีวิตของคนไทยมากโดยเฉพาะ ดานคติธรรมเชนการสอนคุณธรรมตางๆอาทิความกตัญูกตเวทีการมีสัมมาคารวะความสุภาพออนนอมอยางไร ก็ตาม ถาคนไทยเห็นวาทําแลวไดประโยชนก็จะรักษาและปฏิบัติตาม เชน การสรงน้ําพระในวันสงกรานตพิธีแรก นาขวัญ ทําเพื่อใหปลูกขาวไดผลดีรวมทั้งผูมีอิทธิพล หรือผูมีอํานาจจะชวยสงเสริมวัฒนธรรมไดมากขึ้น เชน เจานายหรือขาราชการชั้นผูใหญเมื่อครั้งสมัยรัชกาลที่ 5 นิยมแตงกายแบบยุโรป ทําใหประชาชน นิยมเลียนแบบตามไปดวย อยางไรก็ตาม บางสิ่งบางอยางที่ไมไดรับการยอมรับ ไดแกความรูสึกหรืออารมณที่ผูกพันกับสิ่งเกา ๆ ตามความเคยชิน เชน คนแกในชนบทมักกลัวการเขาโรงพยาบาลเพราะคิดวาเปนสถานที่ที่จะตองไปตายและ ทัศนคติบางอยางท ี่คนรูวาดแตี ไมยอมรับเชนชาวชนบทนยมเกิ ็บเงนไว ิ ทบี่ านไมนยมฝากเง ิ ินไวกับธนาคารเปนตน


203 เมื่อสังคมไทยมีการเจริญสัมพันธไมตรีกับตางประเทศทั้งชาติตะวันตก และชาติตะวันออก ทําใหเกิดการเรียนรูวัฒนธรรมใหมๆ มีการนํามาปรับใหเหมาะสมและหลอมเปนวัฒนธรรมไทยเชน ตัวอักษรไทย ประยุกตมาจากอักษรขอม และนํามาจัดวางสระใหมขนมไทยในอดีตใชมะพราวและแปงเปนสวนผสมที่ สําคัญ เชน ขนมครกขนมเบื้องขนมตม จนถึงสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช ทาวทองกีบมา หรือ มารีกีมาร (Marie Gimar) ภรรยาของออกญาวิไชเยนทรสอนใหคนไทยทําขนมที่ใชไขเปนสวนผสมสําคัญ เชน ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เปนตน ในสมัยตอมาขนมไทยดังกลาวกลายเปนขนมมงคล เพราะมีคําวา “ทอง” ซึ่งคนไทยถือวาเปนสิ่งที่ดี ดนตรีไทยถือวาเปนเอกลักษณอยางหนึ่งของวัฒนธรรมไทยที่สามารถสื่อถึงความเปนไทยได เปนอยางดีทั้งวัสดุที่ใชทําจากภูมิปญญาไทย อยางไรก็ตาม มีเครื่องดนตรีหลายอยางที่มีการรับและ ผสมผสานกับเครื่องดนตรีตางชาติเชน กระจับปแตร ปไฉน จากประเทศอินเดีย ปกลองแขกจากชวา ประเทศอินโดนีเซีย ตะโพน ฆองจะเขจากมอญ เปนตน ในปจจุบันการรับวัฒนธรรมสากลของคนไทยมีมากขึ้นดวยอิทธิพลของสื่อสารมวลชนตาง ๆ เชน อาหาร ภาษาการแตงกาย เทคโนโลยีศิลปะการกอสรางบานเรือนและสถาปตยกรรม เกิดการผสมผสาน วัฒนธรรมขึ้น ขณะเดียวกันชาวตางชาติก็รับวัฒนธรรมไทยเขาไปผสมผสานกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเอง ดวยเชนกัน สรุปสาระสําคญั วัฒนธรรมหมายถึงวิถีการดําเนินชีวิต (The way of life) ของคนในสังคมนับตั้งแตวิธีกินวิธีอยูวิธีแตงกาย วิธีทํางาน วิธีพักผอน วิธีแสดงอารมณวิธีสื่อความ วิธีจราจรและขนสงวิธีอยูรวมกันเปนหมูคณะวิธีแสดง ความสุขทางใจ และหลักเกณฑการดําเนินชีวิต โดยแนวทางการแสดงออกถึงวิถีชีวิตนั้นอาจเริ่มมาจาก เอกชนหรือคณะบุคคลทําเปนตัวแบบ แลวคนสวนใหญก็ปฏิบัติสืบตอกันมาวัฒนธรรมยอมเปลี่ยนแปลงไป ตามเงื่อนไขและกาลเวลาเมื่อมีการประดิษฐหรือคนพบสิ่งใหมวิธีใหมที่ใชแกปญหาและตอบสนอง ความตองการของสังคมไดดีกวา ซึ่งอาจทําใหสมาชิกของสังคมเกิดความนิยม และในที่สุดอาจเลิกใช วัฒนธรรมเดิม ดังนั้นการรักษาหรือธํารงไวซึ่งวัฒนธรรมเดิมจึงตองมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนา วัฒนธรรมใหเหมาะสมมีประสิทธิภาพตามยุคสมัย


204 กิจกรรม กิจกรรมที่ 5 ใหนกศั ึกษาเติมขอความในกรอบ ใหสมบูรณ วัฒนธรรม ความหมาย แบงตามลักษณะ ที่มองเห็น แบงตามเนื้อหา


205 กิจกรรมที่ 6 ใหนกศั ึกษาตอบคําถามตอไปนี้ 1. วัฒนธรรมไทยมีลักษณะเฉพาะที่เปนเอกลักษณของไทยเปนอยางไร 1.1.......................................................................................................................................... 1.2.......................................................................................................................................... 1.3.......................................................................................................................................... 1.3.......................................................................................................................................... 1.5.......................................................................................................................................... 1.6.......................................................................................................................................... 1.7.......................................................................................................................................... 2. แนวทางการอนุรักษวัฒนธรรมไทยควรทําอยางไร 2.1.......................................................................................................................................... 2.2.......................................................................................................................................... 2.3.......................................................................................................................................... 2.3.......................................................................................................................................... 2.5.......................................................................................................................................... 3. การรับวัฒนธรรมสากลควรมีหลักการเลือกรับอยางไร .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................................


206 ตอนท ี่ 4 การประพฤติตนเปนพลเม ื องด ี ของสังคม เร ื่องที่ 4.1 ความหมายและความสําคัญของพลเม ื องดี คนดีหมายถึงการเปนคนที่มีคุณธรรม จริยธรรม ตามหลักศีลธรรมและคานิยมที่ดีงามในสังคม การ เปนพลเมืองดีนอกจากจะเปนคนที่มีคุณธรรม จริยธรรมแลว ยังตองประกอบดวยคุณลักษณะของระบบการ ปกครองตามอุดมการณทางการเมืองของรัฐนั้นๆ 1. พลเมืองดีจึงหมายถึงผูที่ปฏิบัติหนาทพลเมี่ืองไดครบถวน ทั้งกิจทตี่ องทําและกจทิ ี่ควรทํา การพัฒนาตนเองใหเปนพลเมืองดีนั้นจะตองเร ิ่มตนจากการเปนสมาชกทิ ี่ดีของครอบครัว โรงเรียน ชุมชน เพื่อจะเปนสมาชิกที่ดีของประเทศชาตติอไป คนที่เปนพลเม ืองดีจะตองมีคุณธรรมจริยธรรม ในดานตาง ๆ ดังนี้ 1.1 การเห็นแกประโยชนสวนรวม 1.2 การมีระเบยบวีนิัยและมความรี ับผิดชอบตอหนาท ี่ 1.3 การรับฟงความคิดเหนซ็ ึ่งกันและกัน และเคารพในมติของเสียงสวนมาก 1.4 การมความซี ื่อสัตยสุจริต 1.5 การรูรักสามัคคี 1.6 การมีความละอายและเกรงกลัวในการกระทําความชั่ว 1.7 การมีความกลาหาญและเชื่อมั่นในตนเอง 1.8 การสงเสริมใหคนดีปกครองบานเมืองและควบคุมคนไมดีไมให มอีํานาจ 2. ความสําคญของการปฏ ับิัติตนเปนพลเมืองดี การปฏิบัติตนเปนพลเมืองดของสี ังคม มีความสําคัญตอประเทศดังนี้ 2.1 ทําใหสังคมและประเทศชาติมีการพัฒนาไปไดอยางมั่นคง 2.2 ทําใหสังคมมีความเปนระเบียบเรียบรอย 2.3 ทําใหเกดความริ ักและความสามัคคีในหมูคณะ 2.4 ทําใหสมาชิกในสังคมอยูรวมกนอยั างมีความสุข 3. จริยธรรมของการเปนพลเมืองดี คุณธรรม จริยธรรม หมายถงึ ความดีที่ควรประพฤติ กิริยาที่ควรประพฤติ คุณธรรม จริยธรรมที่สงเสริมความเปนพลเมืองด ีไดแก 3.1 ความจงรักภักดีตอชาต ิศาสนา พระมหากษัตริย หมายถึง การตระหนักในความสําคัญของ ความเปนชาตไทย ิ การยึดมนในหล ั่ักศีลธรรมของศาสนา และการจงรกภั ักดีตอพระมหากษัตรยิ 3.2 ความมีระเบียบวนิัย หมายถึง การยึดมั่นในการอยูรวมก ันโดยยึดระเบียบวินยั เพื่อความ


207 เปนระเบยบเรียบรี อยในสังคม 3.3 ความกลาทางจริยธรรม หมายถึง ความกลาหาญในทางที่ถูกที่ควร 3.4 ความรับผิดชอบ หมายถึง ความตั้งใจในการปฏิบัติหนาที่จนสําเร็จเรียบรอย 3.5 การเสียสละ หมายถึง การยอมเสียผลประโยชนสวนตนเพื่อผูอื่น หรือสังคมโดยรวม ไดรับประโยชนจากการกระทําของตน 3.6 การตรงตอเวลา หมายถงึ การทํางานตรงตามเวลาทไดี่ รับมอบหมาย การปฏิบัติตนเปนพลเมืองดนีั้นเปนหนาทของสมาชี่กทิุกคนในสังคม ไมวาจะอยในสู ังคม ขนาดเล็กหรือขนาดใหญ เร ื่องที่ 4.2 คณลุักษณะและหนาที่ของพลเม ื องดี พลเมืองดีมีหนาที่ตองปฏิบัติตามกฎหมายขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของชาติ คําสั่งสอนของพอแมครูอาจารยมีความสามัคคีเอื้อเฟอเผื่อแผซึ่งกันและกัน รูจักผิดชอบชั่วดีตามหลัก จริยธรรม และหลักธรรมของศาสนา มีความรอบรูมีสติปญญาขยันขันแข็ง สรางความเจริญกาวหนา ใหแกตนเองครอบครัว สังคม และประเทศชาติ 1. หนาที่ของพลเมืองดีตามวิถีชีวิตประชาธิปไตย พลเมืองดีตามวิถีชีวิตประชาธิปไตยควรมีแนวทางการปฏิบัติตนดังนี้คือ 1.1 ดานสงคมั ไดแก 1) การแสดงความคิดอยางมเหตีุผล 2) การรับฟงขอค ิดเห็นของผอูื่น 3) การยอมรับเมื่อผูอื่นมีเหตผลทุ่ดีีกวา 4) การตัดสินใจโดยใชเหตุผลมากกวาอารมณ 5) การเคารพกฎระเบียบของสังคม และกฎหมาย 6) การมีจิตสาธารณะคือเหนแก็ ประโยชนของสวนรวมและรักษาสาธารณสมบัติ 7) มีความสามคคั ีกลมเกลียวกัน หมายถึง มีความรักความผูกพัน รูจักการทํางานเปนกลุม รวมตัวเปนกลมตุ าง ๆ 1.2 ดานเศรษฐกิจไดแก 1) การประหยดและอดออมในครอบคร ั ัว 2) การซื่อสัตยสุจริตตออาชีพที่ทาํ 3) การพัฒนางานอาชีพใหก าวหนา 4) การใชเวลาวางใหเปนประโยชนตอตนเองและสังคม 5) การสรางงานและสรางสรรคสิ่งประดิษฐใหมๆ เพื่อใหเกิดประโยชนตอสังคมไทย


208 และสังคมโลก 6) การเปนผูผลิตและผูบริโภคที่ดี มีความซื่อสัตยยึดมั่นในอุดมการณที่ดีตอชาติเปนสําคัญ 1.3 ดานการเมืองการปกครองไดแก  1) การเคารพกฎหมาย 2) การรับฟงขอค ิดเห็นของทุกคนโดยอดทนตอความขดแยั งทเกี่ิดขนึ้ 3) การยอมรับในเหตุผลที่ดีกวา 4) การซื่อสัตยต อหนาที่โดยไมเห็นแกประโยชนสวนตน 5) การกลาเสนอความคิดเหนต็ อสวนรวมกลาเสนอตนเองในการทําหนาที่สมาชิกสภาผูแทน ราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา 6) การทํางานอยางเต็มความสามารถเต็มเวลา 2. หนาที่ของพลเมืองดีตามหลักธรรม การปฏิบตัิตนเปนพลเมืองดีตามหลักธรรม เปนหนาที่ของพลเมืองดีพึงปฏิบัติซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ 2.1 ความรับผดชอบติ อหนาที่หมายถึงการปฏิบัติกิจการงานของตนเองและที่ไดรบั มอบหมายดวยความมานะพยายามอุทิศกําลังกายกําลังใจอยางเต็มความสามารถไมเห็นแกความเหน็ดเหนื่อย จนงานประสบความสําเร็จตรงตามเวลา บังเกิดผลดีตอตนเองและสวนรวมทั้งนี้รวมไปถึงการรับผิดเมื่องาน ลมเหลว พยายามแกไขปญหาและอุปสรรคโดยไมเกี่ยงงอนผูอื่น 2.2 ความมีระเบียบวินัย หมายถึงการเปนผรููและปฏิบัติตามแบบแผนทตนเองี่ครอบครัว และสังคมกําหนดไวโดยทจะปฏ ี่ิเสธไมรับรูกฎเกณฑหรือกติกาตาง ๆ ของสังคมไมไดคุณธรรมขอนี้ตองใช เวลาปลูกฝงเปนเวลานานและตองปฏิบัติสม่ําเสมอจนกวาจะปฏิบัติเองไดและเกิดความเคยชิน การมีระเบียบ วินัยชวยให  สังคมสงบสุขบานเมองมื ีความเรียบรอย เจริญรุงเรืองไมหลอกลวงไมเอาเปรียบผูอนื่ลั่นวาจาวาจะ ทํางานสิ่งใดก็ตองท ําใหสําเร็จเปนอยางด ีไมกลับกลอก มีความจริงใจตอทุกคน จนเปนที่ไววางใจของคนทุกคน 2.3 ความเสียสละ หมายถึงการปฏิบัติตนโดยอุทิศกําลังกายกําลังทรัพยกําลังปญญา เพื่อ ชวยเหลือผูอื่นและสังคมดวยความตั้งใจจรงิมีเจตนาที่บรสิทธุิ์คุณธรรมดานนี้เปนการสะสมบารม ีใหแก ตนเอง ทําใหมคนรี ักใครไววางใจ  เปนทยกยี่องของสังคม ผูคนเคารพนับถือ 2.4 ความอดทน หมายถึงความเปนผูที่มีจิตใจเขมแข็ง ไมทอถอยตออุปสรรคใด ๆ มุงมั่น ที่จะทํางานใหบังเกิดผลดีโดยไมใหผูอื่นเดือดรอน ความอดทน มี 4 ลักษณะคือ 1) อดทนตอความยากลําบากเชน เมื่อเจบป็ วยไดรับทกขเวทนากุ็ไมแสดงอาการ จนเกนกวิ าเหตุ เปนตน 2) อดทนตอการตรากตรําทํางาน เชน ไมทอดทิ้งงาน ฟนฝาอุปสรรคจนประสบผลสําเร็จ เปนตน


209 3) อดทนตอความเจ็บใจเชน ไมแสดงความโกรธไมอาฆาตพยาบาท อดทนตอคําเสียดสี เปนตน 4) อดทนตอกเลสิเชน ไมอยากไดของผูอื่นจนเกดทิุกขไมตอบโตคนอื่นที่ทําใหเรา โกรธและไมลุมหลงในสิ่งที่จะพาเราไปพบกับความเสยหายี เปนตน 2.5 การไมทําบาป หมายถึง การงดเวนพฤติกรรมที่ชั่วราย สรางความเดือดรอนใหผูอื่น เพราะเปนเรื่องเศราหมองของจิตใจควรงดเวนพฤติกรรมชั่วราย 3 ทางคือ 1) ทางกายเชน ไมฆาสัตวไมทุจริต ไมลักขโมยไมผิดประเวณี 2) ทางวาจา เชน ไมโกหกไมกลาวถวยคําหยาบคาย ไมใสรายไมพูดเพอเจอ 3) ทางใจ เชน ไมคิดเนรคุณ ไมคิดอาฆาต ไมคิดอยากได 2.6 ความสามัคคีหมายถึงการที่ทุกคนมีความพรอมกาย พรอมใจและพรอมความคิดเปนน้ํา หนึ่งใจเดียวกันมีจุดมุงหมายที่จะปฏิบัติงานใหประสบความสําเร็จโดยไมมีการเกี่ยงงอนหรือคิดชิงดีชิงเดนกนั ทุกคนมุงที่จะใหสังคมและประเทศชาติเจริญรุงเรืองมีความรักใครกลมเกลียวกันดวยความจริงใจความไมเห็นแกตัว การวางตนเสมอตนเสมอปลายก็หมายถึงความสามัคคีดวย 2.7 ความซื่อสัตยหมายถึง การปฏิบัติตนทางกาย วาจา ใจ ที่ตรงไปตรงมา ไมคดโกง หลอกลวงเอารัดเอาเปรียบผูอื่น เปนที่ไววางใจของทุกคน 3. หนาที่ของพลเมืองดีตามวัฒนธรรมไทย วัฒนธรรม คือแบบแผนการกระทํา หรือผลการกระทําทพี่ัฒนาจากสภาพเดมตามธรรมชาติ ใหิ  ดีงามยั่งยืนจนเปนที่ยอมรับของคนในสังคม ตัวอยางแบบแผนการกระทําเชน กิริยา มารยาท การพูดการแตงกายการรบประทานอาหาร ั เปนตน สวนผลจากการกระทํา เชน เคร่องมื ือเครื่องใชเครื่องนงหุ ม ที่อยูอาศยั เปนตน วัฒนธรรมการไหวเปนวัฒนธรรมภายนอกที่มักไดรับการตอบสนองจากผูไดรับดวยการ ไหวตอบ นอกจากนี้ยังมีวฒนธรรมไทยอ ั ื่นๆ ที่งดงาม เชน การกราบ การแตงกายแบบไทยในโอกาสตาง ๆ การทําบุญ ตักบาตร เปนตน 4. หนาที่ของพลเมืองดีตามประเพณีไทย ขนบธรรมเนียมประเพณีคือ สิ่งท่ปฏี ิบัติสืบทอดสืบทอดกันมาและถือวาเป นสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ดีงาม ของแตละสังคมอาจเหมือนกนัคลายกัน หรือแตกตางกนกั ็ไดและสิ่งที่ดีงามของสังคมหนึ่งเมื่อเวลาผานไป สังคมนั้นอาจเห็นเปนสิ่งไมด ีงามก็ได  วัฒนธรรมและประเพณีไทยเปนกิจกรรมที่สืบทอดมายาวนานและสังคมยอมรับวาเปนสิ่งดี ควรอนุรักษไว  การเปนสมาชกทิ ี่ดีของสงคมไทยและส ั ังคมโลกการที่บุคคลจะเปนสมาชิกที่ดีของสังคมไทย และสังคมโลกจะตองคํานึงถึงสถานภาพ บทบาท สิทธิเสรีภาพ และหนาที่ในการปฏิบัติตนเปนพลเมืองดี


210 5. หนาที่ของพลเมืองดีตามรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ไดกลาวถึงหนาที่ของชนชาวไทยตาม ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข ซึ่งเปนหนาที่ตามบทบัญญัติแหงกฎหมายสูงสุด ของประเทศ ซึ่งทุกคนจะตองรักษาและปฏิบัติตามจะหลีกเลี่ยงมิไดพอสรุปไดดังนี้ 5.1 การรักษาชาติศาสนา พระมหากษัตริย การรักษาชาติบุคคลมีหนาที่รักษาไวซึ่งชาติเปนบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบัน มาตรา 66 เมื่อคนไทยมีหนาที่รักษาก็ตองดูแลและปองกันชาติมิใหผูใดใชขออางใดๆเพื่อแบงแยกแผนดินไทย ดวย เหตุผลทางการเมืองการปกครอง หรือศาสนา เพราะรัฐธรรมนูญกําหนดวา "ประเทศไทยเปนราชอาณาจักร อันหนึ่งอันเดียวจะแบงแยกมิได " ดังนั้นผูใดจะมาชักจูงโนมนาวดวยเหตุผลใดๆ ถือวาเปน ผูทําลายประเทศชาติคนไทยทุกคนมีหนาที่รักษาชาตใหิ มีเสถียรภาพ มั่นคงถาวรและเปนเอกภาพ ตลอดไป การรักษาศาสนา เนื่องจากประเทศไทยใหเสรีภาพในการนับถือศาสนาและสามารถ ประกอบพิธีกรรมตามศาสนาไดพระมหากษัตริยทรงเปนอัครศาสนูปถัมภภกคือ ทรงอุปถัมภทุกศาสนาใน ประเทศไทย รัฐธรรมนูญจึงกําหนดใหเปนหนาที่ที่เราทุกคนตองรักษาไวซึ่งศาสนา ซึ่งนาจะหมายถึง การบํารุงรักษาและเสริมสรางศรัทธาเพื่อใหศาสนาคงอยูคูบานเมืองและเปนหลักยึดเหนี่ยวในดานคุณธรรม สืบไป คนไทยทุกคนตองชวยกันสอดสองดูแลทั้งฆราวาสและบรรพชิตใหมีวัตรจริยาอันเหมาะสมตอศาสนา หรือลัทธิของตนจะอาศัยพระวินัยหรือนักบวชแตเพียงอยางเดียวไมได การรักษาพระมหากษัตริยและการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมพระมหากษี ัตริย ทรงเปนประมขุภารกิจนี้เปนหน าทยี่ิ่งใหญของคนไทยทุกคน เพราะประเทศไทยดารงอยํูไดและคนไทยอยู อยางรมเย็นเปนสุขยืนยงมาทุกวันน ี้ดวยพระบารมีของพระมหากษัตริยทุกพระองคปกอย ูเหนือเกลาฯ ชาวไทยทกคนุเพราะแตละพระองคจะครองราชยสมบัติดูแลบานเมืองอยูไดนานกวาประมุขที่มาจากการ เลือกตั้ง ทั้งมีความรูสกผึูกพัน ตั้งแตโบราณกาลถึงปจจบุัน ยอมจารึกอยูในดวงใจของชาวไทยท้ังประเทศ ฉะน้ัน จึงเปนหน าที่ที่คนไทยตองดูแลรักษาเทิดทูนสถาบันและองคพระมหากษัตริยไว ดวยชวีิต อกที ั้งตอง ปองกันภยอั ันเกิดจากวาจาหรือความคิดที่ไมสุจริตทั้งปวงการปกครองของไทยจึงเปนระบอบประชาธ  ิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประม ุขที่แนวแน มนคงเพราะพระองคั่ คอืสัญลักษณแหงคณธรรมและสุันติสุข 5.2 การปฏิบตัิตามกฎหมาย บุคคลมีหนาท ี่ปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งรฐธรรมนัูญไดระบุไว กวาง ๆ แตมีความหมายครอบคลุมกฎหมายทุกประเภทไมวาจะเปนกฎหมายเอกชน มหาชน หรือกฎหมาย ระหวางประเทศรวมทั้งกฎหมายระดับตาง ๆ เชน พระราชบัญญัติพระราชกฤษฎีกากฎกระทรวง เปนตน เมื่อเราตองเกี่ยวของหรือสัมพันธกับกฎหมายใดก็ตองปฏิบัติตามกฎหมายนั้นๆ อยางเครงครัด เพราะกฎหมาย แตละฉบับนั้นไดมการรี างและประกาศใชในราชกิจจานุเบกษาอยางเปดเผยต อสาธารณชน จึงเปนหนาที่ของ ชาวไทยทกคนทุี่จะตองศกษาและทึ ําความเขาใจเรื่องกฎหมายเพื่อไมให เสียเปรียบหรือไดรับโทษโดย รูเทาไมถึงการณ 


211 5.3 การไปใชสิทธิเลือกตั้ง บุคคลมีหนาที่ไปใชสิทธิเลือกตั้งการใชสิทธิเลือกตั้งมีทั้งใน ประเทศที่ปกครองดวยระบอบประชาธิปไตยคือระบอบการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อ ประชาชน ที่ถือเสียงขางมากเปนสําคัญ แตก็เคารพสิทธิเสรีภาพของเสียงขางนอย ในระบอบประชาธิปไตย จึงมีการเลือกตั้งผูแทนไปปฏิบัติหนาที่แทนประชาชนซึ่งอาจจะเปนการเลือกผูแทนเขาไปเปนสมาชิกสภานิติบัญญัติ หรืออาจเปนการเลือกผูแทนไปเปนหัวหนาฝายบริหารโดยตรงก็ไดแลวแตรูปแบบการปกครองของแตละ ประเทศ ที่กําหนดไวในรัฐธรรมนูญการเลือกตั้งจึงถือเปนกิจกรรมที่จําเปนอยางหนึ่งในการปกครองตามระบอบ ประชาธิปไตยการไดมีโอกาสใชสิทธิในการเลือกตั้งจึงเปนความภาคภูมิใจของประชาชนที่อยูในประเทศ ประชาธิปไตยการมีสวนรวมของประชาชนที่สําคัญคือการเลือกตั้ง ดังนั้น ประชาชนควรภาคภูมิใจที่จะไป ใชสิทธิเลือกตั้งโดยเสรีดังนั้นการเลือกตั้งจึงเปนหนาที่ที่สําคัญของคนไทย บุคคลใดที่ไมไปใชสิทธิเลือกตั้ง โดยไมแจงเหตุอันสมควรที่ทําใหไมอาจไปเลือกตั้งไดยอมเสียสิทธิตามกฎหมาย 5.4 การปองกันและพัฒนาประเทศ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ระบุถึงหนาที่ของปวงชนชาวไทยในการปองกันประเทศ ซึ่งสามารถแยกออกได 7 ประการดังนี้ 1) การปองกันประเทศ เปนหนาที่ของคนไทยทุกคน 2)การรับราชการทหาร พระราชบัญญัติการตรวจเลือก พ.ศ.2497 กําหนดใหเปนหนาที่ ของชายไทยทุกคนตองไปรับการตรวจเลือก หรือที่เรียกวา เกณฑทหาร เมื่ออายุครบ 20 ปบริบูรณแตผูอยูใน วัยศึกษาเลาเรียนสามารถผอนผันไดโดยผูที่ขอผอนผันตองไปรายงานตัวทุกปเมื่อมีการเกณฑทหารจนกวา จะสําเร็จการศึกษาและเมื่อสําเร็จการศึกษาแลวก็ตองไปเขารับการคัดเลือกตามที่กฎหมายกําหนดไวสําหรับ ผูฝาฝนไมไปเขารับการตรวจเลือกหรือหนีทหารจะไดรับโทษทางอาญาสถานเดียวคือจําคุก ตั้งแต 1 เดือน ถึง 3 ป 3) การเสียภาษีอากร หนาที่ของคนไทยทุกคนที่จะตองเสียภาษีอากรตามที่ตนเกี่ยวของ ดวยความภาคภูมิใจที่ไดชวยเหลือรัฐ ซึ่งเงินรายไดจากการจัดเก็บภาษีรัฐไดนํากลับมาพัฒนาประเทศในดานตาง ๆ และจัดบริการขั้นพื้นฐานใหแกประชาชนเชนการประกันสุขภาพการประกันรายไดขั้นต่ําและการประกันความมั่นคง ในชีวิต 6. หนาที่ของพลเมืองดีในการพิทักษปกปองและสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาติและภูมิปญญา ทองถิ่นชาติไทยเปนชาติที่มีศิลปวัฒนธรรมเกาแกมานานศิลปะและวัฒนธรรมชวยใหประเทศมีความเปนเอกลักษณ ที่งดงาม ศิลปะสาขาตาง ๆ เชน จิตรกรรม ปฏิมากรรม และภาพพิมพตามวัดวาอาราม หนาที่สําคัญอีกประการหนึ่งของคนไทย คือ การปลูกจิตสํานึกใหรูจักปกปองไมใหผูใดมา ทําลาย หรือลบหลูดูหมิ่นศิลปะ วัฒนธรรมและภูมิปญญาทองถิ่น ในการผดุงรักษา ปกปอง และสืบสาน ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปญญาทองถิ่น จึงตองเริ่มดวยการปลูกจิตสํานึกคนไทยใหตื่นตัว หันกลับมารักษา สงเสริมและสรางสรรคสิ่งที่บงบอกถึงความเปนชาติไทยอยางจริงจัง เพื่อใหชาติไทยแข็งแกรงสืบไป 7. หนาที่ของพลเมืองดีในการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ทุกคนตองตระหนัก ในความสําคัญและคุณคาของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม


212 รัฐไดตรากฎหมายเกี่ยวกับการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติไวเพื่อปกปองคุมครองและ ควบคุมไมใหทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมถูกทําลายจนสูญสลาย หรือแปรสภาพไป การดูแลรักษา สิ่งแวดลอมเปนภารกิจที่สําคัญยิ่งที่ประชาชนทุกคนตองใหความรวมมือและเอาใจใสไมใหผูใดมาทําลาย ทุกคนตองรวมกันดูแลรักษาและปองกันไมใหปาไมแรธาตุน้ํามันภูเขาแมน้ําลําคลองและสิ่งแวดลอมถูกทําลาย ชวยกันรักษาใหคงอยูและพัฒนาอยางยั่งยืนสืบไป การสงเสริมใหผูอื่นปฏิบัตตนเป ิ นพลเมืองดี การที่บุคคลปฏิบัติตนเปนพลเมืองดีในวิถีประชาธิปไตยแลว ควรสนับสนุนสงเสริมให บุคคลอื่นปฏิบัติตนเปนพลเมองดื ีในวิถีประชาธิปไตยดวย โดยมีแนวทางการปฏิบัติดังนี้ 1. การปฏิบัติตนใหเปนพลเมองดื ีในวิถีประชาธิปไตยโดยยึดมนในค ัุ่ณธรรมจริยธรรมของ ศาสนาและหลักการของประชาธิปไตยมาใชในวิถีการดารงชํ ีวิตประจาวํ ันเพื่อเปนแบบอยางที่ดีแกคนรอบขาง 2. เผยแพรอบรม หรือสั่งสอนบุคคลในครอบครัวเพื่อนบาน คนในสังคม ใหใชหล ักการ ทางประชาธปไตยเป ิ นพื้นฐานในการดํารงชีวิตประจําวัน 3. สนับสนุนชุมชนในเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตนใหถูกตองตามกฎหมายโดยการบอกเลา เขียนบทความเผยแพรผานสอมวลชนื่ 4. ชักชวน หรอสนื ับสนุนคนดีมีความสามารถในการมสีวนรวมกับกจกรรมทางการเมิ ือง หรือกิจกรรมสาธารณประโยชนของชุมชน 5. เปนหูเปนตาให  กับรัฐหรือหนวยงานของ งานรัฐในการสนับสนุนคนดีและกําจัดคนที่เปน ภัยกับสังคม การสนับสนุนใหผูอื่นปฏิบัติตนเปนพลเมืองดีในวถิีประชาธิปไตยควรเปนจิตสํานึกทบีุ่คคลพึง ปฏิบัติเพื่อใหเกิดประชาธิปไตยอยางแท สรุปสาระสําคญั การเปนพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตยเปนคุณสมบัติของพลเมืองที่ทุกประเทศตองการ นอกเหนือจากการปฏิบัติหนาที่ดวยความมุงมั่นจนประสบผลสําเร็จแลว ตองมีคุณธรรมจริยธรรม ยึดมั่นใน วัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงาม ถาทุกคนปฏิบัติตนเปนพลเมืองดีของสังคมแลว ยังสามารถอยูรวมกับผูอื่น ไดอยางมีความสุขและทําใหเกิดความสงบเรียบรอยในสังคมดวย


213 กิจกรรม กิจกรรมที่ 7 ใหนกศั ึกษาเติมขอความตอไปน  ี้ใหสมบรณู ความหมาย ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… ความสําคัญ ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… พลเม ื องด ี คุณธรรมการเปนพลเมืองดี ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………


214 กิจกรรมที่ 8 ใหนกศั ึกษานาตํ ัวเลขหนาขอความต อไปนี้เติมในชองวางในกรอบ  ที่สัมพันธกัน 1. การแสดงความคิดอยางมีเหตุผล 2. การดูแลรักษาสิ่งแวดลอม 3. การยอมรับเมื่อผูอื่นมีเหตุผลที่ดีกวา 4. การเคารพกฎระเบยบของสี ังคม และกฎหมาย 5. มีความสามัคคีกลมเกลียวกัน หมายถึง มีความรักความผูกพัน รูจักการทํางานเปนกลุม รวมตัวเปนกลุม 6. การประหยัดและอดออมในครอบครัว 7. การปลูกจตสิ ํานึกใหรจูกปกป ั องไมให ผูใดมาทําลาย หรือลบหลูดหมูิ่นศิลปะวฒนธรรมและภัูมิปญญาทองถิ่น 8. การซื่อสัตยสุจริตตออาชีพที่ทํา 9. การมีจิตสาธารณะคือเห็นแกประโยชนของสวนรวมและรกษาสาธารณสมบั ัติ 10. การพัฒนางานอาชีพใหกาวหน า 11. การสรางงานและสรางสรรคสิ่งประดิษฐใหมๆ เพื่อใหเกิดประโยชนตอสังคมไทยและสังคมโลก 12. การเปนผูผลิตและผูบรโภคท ิ ี่ด ีมีความซื่อสัตยยึดมั่นในอุดมการณที่ดีตอชาติเปนสําคัญ 13. ปกปองคุมครองและควบคุมไมใหทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมถูกทําลายจนสูญสลาย 14. การรับฟงขอคิดเห็นของผูอื่น 15. ผดุงรักษา ปกปองและสบสานศื ิลปวัฒนธรรมและภมูิปญญาทองถิ่น 16. การปลูกจตสิ ํานึกคนไทยใหตื่นตวัหันกลับมารักษาภาษาไทย 17. มีความซื่อสัตยตอหนาทที่ี่ไดรับมอบหมาย 18. สงเสริมและสรางสรรคสิ่งที่บงบอกถึงความเปนชาติไทยอยางจรงจิ ัง 19. การใชเวลาวางใหเปนประโยชนตอตนเองและสังคม 20. การปองกันประเทศเปนหนาที่ของคนไทยทุกคน 21. การรับราชการทหาร 22. เสียภาษีอากร 23. การรักษาชาติศาสนา พระมหากษัตริย 24. การปฏิบัติตามกฎหมาย 25. ไปใชสิทธิเลือกตั้ง 26. กลาแสดงความคิดเหนต็อส วนรวม 27. รักษาวัฒนธรรมการไหวผูใหญและผูทควรเคารพี่ 28. สืบทอดประเพณไทย ี 29. รับผิดชอบตอหนาที่มวีนิัย 30. เสียสละ


215 หนาที่ของพลเมืองดีตามวถิีประชาธิปไตย นาที่ของพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย ดานสังคม ดานเศรษฐกิจ .............................................................................. ............................................................................ .............................................................................. ............................................................................ .............................................................................. ............................................................................ .............................................................................. ............................................................................ หนาที่ของพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย หนาที่ของพลเมืองดีตามหลักธรรม ดานการเมืองการปกครอง .............................................................................. ............................................................................ .............................................................................. ............................................................................ .............................................................................. ............................................................................ .............................................................................. ............................................................................ หนาที่ของพลเมืองดีตามวัฒนธรรมไทย หนาที่ของพลเมืองดีตามประเพณีไทย .............................................................................. ............................................................................ .............................................................................. ............................................................................ .............................................................................. ............................................................................ .............................................................................. ............................................................................ หนาที่ของพลเมืองดีตามรัฐธรรมนูญ หนาที่ของพลเมืองดีในการอนุรักษสิ่งแวดลอม .............................................................................. ............................................................................ .............................................................................. ............................................................................ .............................................................................. ............................................................................ .............................................................................. ............................................................................


216 บรรณานุกรม วรพิทย มีมาก. หนาที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดําเนินชีวิตในสงคมั . กรุงเทพฯ : สถาบันพัฒนาคุณภาพ วิชาการ (พว), 2547. สมหวัง ชัยตามล พรรณีศุมานนท กนกพร กระบวนศรี. สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2550. www.kr.ac.th/ebook/savalee/b1.htm พลเมืองดี สืบคน 1 มกราคม 2554 nucha.chs.ac.th/1.1.2.htm หนาที่พลเมืองดตามรี ัฐธรรมนูญ สืบคน 1 มกราคม 2554 www.kullawat.net/civic/1.1.htm การเปนพลเม ืองดีสืบคน 1 มกราคม 2554 www.trueplookpanya.com/true/knowledge_detail.php?การเปนพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย สืบคน 1 มกราคม 2554 www.maceducation.com/e-knowledge/2343103100/06.htm การเปนพลเมืองดีตามวิถี ประชาธิปไตยสืบคน 1 มกราคม 2554 www.chanya.net/1.1-1.htm การเปนพลเมองดื ีสืบคน 1 มกราคม 2554 www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t การเปนพลเมืองดีสืบคน 1 มกราคม 2554


217 หนวยการเร ี ยนรู ท ี่ 7 ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน โครงสรางหนวย มาตรฐานการเรียนรู มาตรฐานที่ ส 5.3 ปฏิบัติตนเปนพลเมืองดตามวี ิถีประชาธิปไตย มีจิตสาธารณะเพื่อความสงบสุข ของสังคม ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. วิเคราะหปญหาการเม ืองสําคัญในประเทศจากแหลงขอมูลตางๆ พรอมทั้งเสนอแนวทาง แกไขปญหาทางการเมืองการปกครองที่นําไปสูความเขาใจและการประสานประโยชนรวมกนระหวั างประเทศ 2. วิเคราะหความสําคัญและความจําเปนทตี่ องธํารงรักษาไวซึ่งการปกครองตามระบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประม ุข 3. เสนอแนวทางและมีสวนรวมในการตรวจสอบการใช  อานาจรํ ัฐ 4. ประเมินสถานการณสิทธมนิุษยชนในประเทศไทยและเสนอแนวทางพัฒนา รายละเอียดขอบขายเน ื้อหา ตอนที่ 1รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย เรื่องที่ 1.1 สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย เรื่องที่ 1.2 ฐานะและพระราชอํานาจของพระมหากษตรั ิยไทย ตอนที่ 2การขดแยั งทางการเมืองของไทย เรื่องที่ 2.1 สถานการณความขัดแยงทางการเมืองที่สําคัญของไทย เรื่องที่ 2.2 ผลกระทบของความขัดแยงทางการเมืองตอว ิถีชีวิตของคนไทย เรื่องที่ 2.3 แนวทางแกไขความข  ัดแยงทางการเมืองในสังคมไทย ตอนที่ 3 บทบาทของการเมืองไทยที่มีตอความสัมพันธระหว างประเทศ เรื่องที่ 3.1 ประเทศไทยในสงคมโลก ั เรื่องที่ 3.2 บทบาทของความรวมมือทางการเมืองระหวางประเทศ เรื่องที่ 3.3 การแลกเปลี่ยนความชวยเหลือระหวางประเทศ


218 ตอนที่ 4 สิทธิมนุษยชน เรื่องที่ 4.1 หลักการของสิทธิมนุษยชน เรื่องที่ 4.2 องคกรระหวางประเทศดานสิทธิมนุษยชน เรื่องที่ 4.3 ปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนษยชนุ เรื่องที่ 4.4 ประเทศไทยกับปญหาด านสิทธิมนุษยชนและแนวทางแกไข เวลาที่ใชในการศึกษา 20 ชั่วโมง ส ื่อการเรียนรู ชุดการเรียนทางไกลรายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง 2 รหัสรายวิชา สค33009 ระดับมัธยมศึกษา ตอนปลาย กิจกรรมการเรียนรู 1. ศึกษารายละเอียดจากชดการเรุียนทางไกล 2. ปฏิบัติกิจกรรมแตละตอนที่กําหนด 3. ศึกษาหาความรูเพิ่มเติมจากผูรูหรือสื่อที่มีอยูในแหลงเรียนรูตางๆ การประเมินผล ประเมินผลดวยตนเองจากการทําแบบทดสอบ แบบฝกหดัและกจกรรมิแลวตรวจสอบจากเฉลย ทายเลม


219 ตอนท ี่ 1 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกรไทย ั เร ื่องที่ 1.1 สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย รัฐธรรมนูญ มีความหมายตามพจนานุกรมแหงราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 วา “เปนกฎหมายสูงสุด ที่ใชจัดระเบียบการปกครองประเทศ กําหนดรูปแบบของรัฐวาเปนรัฐเดี่ยว หรือรัฐรวม ระบอบการปกครอง ของรัฐรวมทั้งสถาบันและองคกรที่ใชอํานาจในการปกครองรัฐ” ความเปนมาและความสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ประเทศเกือบทั้งหมดในโลกยอมตองมีรัฐธรรมนูญ เพื่อใชเปนเครื่องกําหนดรูปแบบในการปกครอง ประเทศไมวาประเทศที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตย สังคมนิยม หรือแบบคอมมิวนิสตตางมี รัฐธรรมนูญตามแบบฉบับของประเทศตนเองทั้งสิ้นสําหรับรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยเปน รัฐธรรมนูญแบบลายลักษณอักษร ประเทศไทยเคยมีทั้งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่จัดทําขึ้นในขณะที่บานเมือง อยูในภาวะไมสงบ หรือหลังจากมีการปฏิวัติรัฐประหารและรัฐธรรมนูญฉบับถาวรโดยรวม ทั้งสองประเภทแลว ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแลวทั้งสิ้น 18 ฉบับ ฉบับปจจุบัน คือรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทยพ.ศ. 2550 ซึ่งประกาศใชเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550 จุดกําเนิดรัฐธรรมนูญของไทย เกิดขึ้นจากบุคคลกลุมหนึ่งประกอบดวยฝายทหารและพลเรือนที่ เรียกวา “คณะราษฎร” ไดทําการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยหรือ ราชาธิปไตย ซึ่งอํานาจสูงสุดในการปกครองอยูที่พระมหากษัตริยมาเปนการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข หมายความวา อํานาจสูงสุดเปนของปวงชนชาวไทยและ พระมหากษัตริยทรงมีฐานะเปนประมุขของรัฐ การเปลี่ยนแปลงดังกลาวเกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 7 ซึ่งได พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวใหแกปวงชนชาวไทย เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เรียกวา “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475” และตอมา พระองคได พระราชทานรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 เปนรัฐธรรมนูญฉบับถาวรใหแกปวงชน ชาวไทยเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ภายหลังทางราชการไดกําหนดใหวันที่ 10 ธันวาคมของทุกปเปนวัน รัฐธรรมนูญ เพื่อเปนการรําลึกถึงการพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวรของไทยฉบับแรก ความสําคัญของรัฐธรรมนูญ สามารถจําแนกไดดังตอไปนี้ 1. รัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดที่ใชปกครองประเทศ กลาวคือ รัฐธรรมนูญเปนแมบทของ กฎหมายทั้งปวง ไมวาจะเปนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชกําหนดกฎกระทรวง ประกาศ กระทรวง ประมวลกฎหมายตาง ๆรวมทั้งกฎหมายในสวนทองถิ่น เชน เทศบัญญัติขอบัญญัติ


220 กรุงเทพมหานคร เปนตน ซึ่งหากกฎหมายใดก็ตามที่ไดออกมาบังคับใชกอนหรือหลังประกาศใช รัฐธรรมนูญ หากมีขอความขัดหรือแยงกับรัฐธรรมนูญ กฎหมายเหลานั้นยอมไมมีผลบังคับใช 2. รัฐธรรมนูญเปนกฎหมายที่บัญญัติถึงโครงสรางการปกครองประเทศ ไดแก การวางโครงสราง รูปแบบการปกครองประเทศการใชอํานาจรัฐ ที่มาของอํานาจอธิปไตยซึ่งเปนอํานาจสูงสุดในการปกครอง ประเทศการแบงแยกและการถวงดุลอํานาจระหวางกันของอํานาจนิติบัญญัติอํานาจบริหารและอํานาจตุลาการ 3. รัฐธรรมนูญวางหลักประกันเพื่อคุมครองสิทธิเสรีภาพ และกําหนดหนาที่ของพลเมืองของรัฐที่ ตองปฏิบัติในฐานะที่เปนสวนหนึ่งของรัฐ 4. รัฐธรรมนูญชวยทําใหเกิดการปฏิรูปทางการเมืองและการบริหารราชการแผนดิน โดยกําหนดให มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ ซึ่งตราออกมาบังคับใชโดยฝายนิติบัญญัติและนําไป บังคับใชกับประชาชนโดยฝายบริหาร โดยมีฝายตุลาการเปนผูตัดสินคดีตาง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช กฎหมายเหลานั้นอยางเปนระบบระเบียบ อีกทั้งยังมีหนวยงานอิสระทําหนาที่ตรวจสอบหรือดําเนินการ ควบคุมใหการดําเนินการตาง ๆ เปนไปตามที่กฎหมายกําหนดเชน คณะกรรมการการเลือกตั้งที่รัฐธรรมนูญ จัดใหดูแลควบคุมการเลือกตั้งใหเปนไปอยางยุติธรรม หลักการและเจตนารมณของรัฐธรรมนูญ 1. รัฐธรรมนูญมุงใหประชาชนเคารพสิทธิของกันและกัน การใชสิทธิของตนตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด จะตองไมกระทบสิทธิเสรีภาพของผูอื่น เชน รัฐธรรมนูญใหสิทธิประชาชนที่จะชุมนุมเพื่อเรียกรองความ เปนธรรมหรือเจรจาตอรองใด ๆ ไดโดยสงบ และปราศจากอาวุธแตตองไมกอความเดือดรอนตอบุคคลอื่น เชนกีดขวางการจราจร ปดการจราจร หรือทําลายสิ่งของบุคคลอื่นหรือทรัพยสินของทางราชการเปนตน 2. รูจักใชสิทธิของตนเองและแนะนําใหผูอื่นรูจักใชและรักษาสิทธิของตนเองเชนการไปใชสิทธิเลือกตั้ง 3. รณรงคเผยแพรความรูเกี่ยวกับหลักสิทธิมนุษยชนและปลูกฝงแนวความคิดเรื่อง สิทธิมนุษยชน แกชุมชนหรือสังคม ตามสถานภาพและบทบาทที่ตนพึงกระทํา 4. รวมมือกับหนวยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อคุมครองสิทธิมนุษยชน 5. ปฏิบัติตนตามหนาที่ของชาวไทยที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญเชนการเคารพตอกฎหมายการเสียภาษีอากร การเขารับราชการทหารการออกไปใชสิทธิเลือกตั้ง เปนตน 6. สงเสริมและสนับสนุนการดําเนินงานขององคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ประกาศใชเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550 มีความยาวถึง 309 มาตรายาวกวารัฐธรรมนูญทุกฉบับ และเนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้จัดทําขึ้นโดยสภาราง รัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบดวยสมาชิก 100 คน ที่ไดรับการคัดเลือกจากคณะมนตรีความมั่นคงแหงชาติจึงมี สาระสําคัญบางอยางที่ขัดกับหลักประชาธิปไตย เชน กําหนดใหสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา 37 คน เกือบเทากับสมาชิกวุฒิสภา 76 คนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และใหสมาชิกทั้งสองประเภทมีอํานาจเทากัน


221 เปนตน อยางไรก็ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ก็ไดบัญญัติโครงสรางและ หลักการที่สอดคลองกับประชาธิปไตยไวดวย หลักการสําคัญที่กําหนดไวในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 หลักการสําคัญที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2550 สามารถสรุปไดดังนี้ 1. หลักสงเสริมและคุมครองศักดิ์ศรีความเปนมนุษยสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย ซึ่งองคกรของรัฐ จะตองคํานึงเสมอในการใชอํานาจมีผลกระทบตอศักดิ์ศรีความเปนมนุษยสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว 2. หลักสนับสนุนใหประชาชนมีบทบาทมีสวนรวมในการปกครองและตรวจสอบการใชอํานาจรัฐอยาง เปนรูปธรรม เชน ใชสิทธิประชาชนไมนอยกวา 50,000 คน เขาชื่อเพื่อเสนอแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไดเปนตน 3. หลักการสรางกลไกสถาบันการเมืองทุกสวนโดยเฉพาะฝายนิติบัญญัติและฝายบริหารใหมีดุลยภาพ และประสิทธิภาพตามวิถีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนพระมุขและ รัฐสภาดังเชน กําหนดใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกวา 1 ใน 5 สามารถยื่นญัตติขอเปด อภิปรายไมไววางใจนายกรัฐมนตรีได 4. หลักการเสริมสรางสถาบันศาลและองคกรอิสระอื่นใหสามารถปฏิบัติหนาที่โดยสุจริต และ เที่ยงธรรม เชน กําหนดใหองคกรอัยการมีสถานะเปนองคกรตามรัฐธรรมนูญ ทําใหมีอิสระในการปฏิบัติ หนาที่และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เปนตน 5. หลักการเนนย้ําคุณคาและความสําคัญของจริยธรรมและแนวทางการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี ดังเชนกําหนดเรื่องจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและหนาที่ของรัฐเพื่อใหการใชอํานาจเปนไป โดยสุจริต และเปนธรรม เปนตน 6. หลักการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม โดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้งเปนแกนกลางในการ ควบคุมและจัดการเลือกตั้งใหสุจริตและเที่ยงธรรม 7. หลักการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองตาง ๆ เชนใหอํานาจในการ ตรวจสอบการใชอํานาจรัฐแกองคกรอิสระตาง ๆ เชน คณะกรรมการปองกัน และปราบปรามการทุจริต แหงชาติ (ป.ป.ช) ศาลรัฐธรรมนูญ หรือใหผูมีสิทธิเลือกตั้ง 20,000 คนเขาชื่อเพื่อรองขอใหถอดถอนผูดํารง ตําแหนงทางการเมือง เปนตน 8. หลักการกระจายอํานาจใหแกประชาชนในทองถิ่นตาง ๆ ดังรัฐธรรมนูญไดกําหนดเพิ่มเติมให ประชาชนมีสวนรวมในการบริหารกิจการขององคกรปกครองทองถิ่น เพื่อแกปญหาของประชาชนใน ทองถิ่นไดเอง บทบัญญัติเกี่ยวกับรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกรไทย ัพุทธศกราชั 2550 ไดแก ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับรัฐสภา คณะรัฐมนตรีพอสรุปไดดังนี้


222 1. รัฐสภา 1.1 รัฐสภาประกอบดวยสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภารัฐสภาประชุมรวมกัน หรือแยกกันยอมเปนไป ตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้ 1.2 ประธานสภาผูแทนราษฎรเปนประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภาเปนรองประธานสภา ประธานรัฐสภาและผูทําหนาที่แทนประธานรัฐสภาตองวางตนเปนกลางในการปฏิบัติหนาที่ 1.3 รางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะตราเปนกฎหมายไดก็แต โดยคําแนะนําและยินยอมของรัฐสภา 1.4 ใหมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวน 480 คน โดยเปนสมาชิกสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบ สัดสวน จํานวน 80 คน และสมาชิกสภาที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบงเขตเลือกตั้งอีก 400 คน อยูในตําแหนง วาระละ 4 ป 1.5 พระมหากษัตริยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจที่จะยุบสภาผูแทนราษฎร เพื่อใหมีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผูแทนราษฎรใหมการยุบสภาผูแทนราษฎรใหกระทําโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งตองกําหนดวัน เลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรใหม เปนการเลือกตั้งทั่วไปภายในเวลาไมนอยกวา 45 วัน และไมเกิน 60 วัน และวันเลือกตั้งตองกําหนดเปนวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร การยุบสภาผูแทนราษฎรจะกระทําไดเพียงครั้งเดียวในเหตุการณเดียวกัน 1.6 ประชาชนมีสิทธิเสมอกันในการออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา 1.7 มติของสภาใหถือตามเสียงขางมากคือจํานวนเสียงที่ลงมติตองเกินกึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิก ที่รวมประชุมอยูในสภานั้น สมาชิกคนหนึ่งยอมมีเสียงหนึ่งเสียงในการออกเสียงลงคะแนน ถามีคะแนนเสียงเทากันให ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเปนชี้ขาด 1.8 การประชุมสภาผูแทนราษฎรและการประชุมวุฒิสภาตองมีสมาชิกไมนอยกวากึ่งหนึ่งของ จํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของแตละสภาจึงจะเปนองคประชุม เวนแตในกรณีการพิจารณาระเบียบ วาระกระทูถามตามมาตรา 159 และมาตรา 157 สภาผูแทนราษฎรและวุฒิจะกําหนดเรื่ององคประชุมไวใน ขอบังคับเปนอยางอื่นก็ได 1.9 ในแตละปใหมีการเปดสมัยประชุม 2 ครั้งครั้งละ 120 วัน 2. คณะรัฐมนตรี 2.1 พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งคณะรัฐมนตรีอันประกอบดวยนายกรัฐมนตรี 1 คน ซึ่งแตงตั้ง จากสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและรัฐมนตรอีื่นอีกไมเกิน 35 คน ประกอบเปนคณะรัฐมนตรี (อาจเปน สมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือไมก็ได) และนายกรัฐมนตรีจะดํารงตําแหนงตดติ อกนเกั ินกวา 8 ปไมได 2.2 ประธานรัฐสภา หรือประธานสภาผูแทนราษฎร เปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แตงตั้งนายกรัฐมนตรีทั้งนี้ในทางปฏิบัติประธานรัฐสภาจะเปนผูทูลเกลาฯเสนอชื่อหัวหนาพรรคการเมืองที่ มีเสียงขางมาก หรือมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรใหความสนับสนุนเกินกวากึ่งหนึ่ง


223 2.3 นายกรัฐมนตรีเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งรัฐมนตรีที่ทูลเกลาฯเสนอ 2.4 กอนเขารับหนาที่รัฐมนตรีตองถวายสัตยปฏิญาณตอพระมหากษัตริย 2.5 รัฐมนตรีตองไมเปนขาราชการประจํา หรือพนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเปนหนาที่อื่นของรัฐ ไมอยูในระหวางตองหามมิไดดํารงตําแหนงทาง การเมือง 2.6 คณะรัฐมนตรีที่จะเขาบริหารราชการแผนดิน ตองแถลงนโยบายตอรัฐสภาโดยไมมีการลงมติ ความไววางใจและรัฐมนตรียอมมีสิทธิเขาประชุมและแสดงขอเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม สภาซึ่งตนมิไดเปนสมาชิกแตไมมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน 2.7 ในการบริหารราชการแผนดิน รัฐมนตรีตองดําเนินการตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่แถลงไวตอสภาและตองรับผิดชอบตอสภาผูแทนราษฎรในหนาที่ของตน และตอง รับผิดชอบรวมกันตอวุฒิสภาและสภาผูแทนราษฎรในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรี 2.8 รัฐมนตรีตองมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหาม ดังตอไปนี้ 1) มีอายุไมนอยกวา 35 ปบริบูรณ 2) มีสญชาตั ิไทยโดยกําเนิด 3) สําเร็จการศึกษาไมต่ํากวาปริญญาตรีหรือเทียบเทา 4) ไมมีลักษณะตองหามเชนเดียวกับการเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร 5) ไมเคยตองคําพิพากษาใหจําคุกตั้งแต 2 ปขึ้นไป โดยไดพนโทษมายังไมถึง 5 ปกอนไดรับ แตงตั้ง เวนแตในความผิดอนไดกระทําโดยประมาท 6) ไมเปนสมาชิกวุฒิสภา หรือเคยเปนสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งสมาชิกภาพสิ้นสุดมาแลวยังไมเกิน 1 ปนับถึงวันที่ไดรับแตงตั้งเปนรัฐมนตรี 2.9 คณะรัฐมนตรีตองพนจากตําแหนงทั้งคณะเมื่อ 1) สภาผูแทนราษฎรสิ้นอายุเมื่อครบวาระ 4 ปหรือมีการยุบสภาผูแทนราษฎร 2) คณะรัฐมนตรีลาออกทั้งคณะ 3) ความเปนรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง 2.10 คณะรัฐมนตรีที่พนจากตําแหนงตามขอ (2.9) ตองปฏิบัติหนาที่ของตนตอไปจนกวา คณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหมจะเขามารับหนาที่แทน 1) ตาย หรือลาออก 2) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหาม หรือกระทําการอันตองหามตามที่กําหนดไวใน รัฐธรรมนูญ เชนเดียวกับสมาชิกสภาผูแทนราษฎร 3) สภาผูแทนราษฎรลงมติไมไววางใจเปนการเฉพาะตัว 4) ตองคําพิพากษาใหจําคุกตามความผิดที่กระทําไปในขณะดํารงตําแหนง 5) มีพระบรมราชโองการใหพนจากตําแหนงตามที่นายกรัฐมนตรีเปนผูถวายคําแนะนํา


224 3. ศาลศาลเปนองคกรของผูใชอํานาจตุลาการ ภายใตพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริยรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 กําหนดใหมีศาล 4 ประเภท คือ 3.1 ศาลรัฐธรรมนูญ มีอํานาจพิจารณาวินิจฉัยปญหาขอกฎหมายที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ กฎหมายใด หรือการกระทําใด ๆจะขัดหรือแยงกับรัฐธรรมนูญไมได 3.2 ศาลยุติธรรม มีอํานาจพิพากษาคดีทั่วไปที่ไมอยูในอํานาจของศาลอื่น ศาลยุติธรรมเปนที่พึ่ง ของประชาชนในกรณีที่เกิดขอพิพาทกันไมวาจะเปนคดีแพงหรือคดีอาญา เพราะเมื่อเกิดขอขัดแยงกันขึ้น คูพิพาทจะตองใหผูเปนกลางเปนคนตัดสินใหความยุติธรรมทั้งสองฝาย ผูพิพากษาเปนผูทรงไวซึ่งความยุติธรรม และจะเปนผูตัดสินตามตัวบทกฎหมาย 3.3 ศาลปกครอง มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เปนขอพิพาทระหวางหนวยงานของรัฐหรือ เจาหนาที่ของรัฐกับประชาชน หรือระหวางเจาหนาที่ของรัฐดวยกัน ที่ไดรับความเสียหายจากการกระทํา ในทางปกครอง 3.4 ศาลทหาร มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทหารและคดีอื่น ๆใหเปนไปตามที่กฎหมาย บัญญัติไวซึ่งคดีอาญาทหาร หมายถึงคดีอาญาที่ผูกระทําความผิดเปนทหาร พรรคการเมืองการเลือกตั้งรัฐบาลและการจัดตั้งรัฐบาล 1. พรรคการเมือง หมายถึงกลุมบุคคลที่มีความคิดทางเศรษฐกิจการเมือง สังคม ที่คลายคลึงกันและ ตองการนําความคิดนั้นมาใชเปนหลักในการบริหารประเทศ ดวยการเผยแพรเจตนารมณดังกลาว และสง สมาชิกเขาสมัครรับเลือกตั้งโดยมุงหวังที่จะไดเปนรัฐบาล ดังนั้น พรรคการเมืองจึงพยายามทุกวิถีทางที่จะใหไดรับเสียงขางมากในรัฐสภา หรือถาไมใดเปน รัฐบาลก็เพื่อใหไดเขาไปมีสวนรวมในการควบคุมสอดสองการบริหารงานของรัฐบาลโดยทําหนาที่เปน พรรคฝายคาน บทบาทหนาที่ของพรรคการเมือง 1.1 วางนโยบายแกไขปญหาของประเทศและแถลงนโยบายเหลานั้นใหประชาชนรับทราบวา นโยบายสอดคลองกับความตองการของประชาชนหรือไม 1.2 พิจารณาคัดเลือกผูที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคทั้งใน ระดับชาติและในระดับทองถิ่น รวมทั้งการทําหนาที่ทางการเมืองในคณะรัฐบาล 1.3 การดําเนินการหาเสียงเลือกตั้งโดยเขาถึงประชาชน และรับฟงความคิดเห็นของกลุมตาง ๆ 1.4 นํานโยบายของพรรคที่แถลงตอประชาชนไปปฏิบัติอยางจริงจังเพื่อใหเกิดประโยชนตอ ประชาชนและประเทศ 1.5 ใหการศึกษาอบรมความรูเกี่ยวกับการเมืองใหประชาชนทั่วไปและสมาชิกพรรคดวยการ จัดพิมพเอกสารเผยแพรความรูอบรม ปาฐกถาทางการเมือง เปนตน 1.6 ควบคุมการทํางานของรัฐบาล ตรวจสอบวารัฐบาลไดทํางานตามที่แถลงไวกับรัฐสภา หรือไมมีการตั้งกระทูถาม และเปดอภิปรายไมไววางใจ


225 2. การเลือกตั้งของไทย การจัดการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบัน เนื่องจากระบบเลือกตั้งของไทยที่เคยใชกันมานาน หลายสิบปเปนระบบที่ไมใหความเสมอภาคแกประชาชนไทยที่อยูในจังหวัดที่มีขนาดไมเทากัน ตัวอยางเชน ผูมีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดเล็กเชน แมฮองสอน หรือระนองจะมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ไดเพียง 1 คน ขณะที่ผูมีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดใหญจะมีสิทธิออกเสียงเลือกสภาผูแทนราษฎรไดมากกวา 3 คน 2.1 การจัดแบงเขตเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 จึงกําหนดใหมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ทั้งหมดทั่วประเทศจํานวน 480 คน โดยเปนสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบงเขตเลือกตั้งจํานวน 400 คน และมาจากการเลือกตั้งแบบสัดสวน จํานวน 80 คน โดยมีการจัดแบงดังนี้ 1) แบงจังหวัดใหญที่มีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไดมากกวา 3 คน จํานวน 45 จังหวัดออกเปน 157 เขต สวนจังหวัดที่มีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไมเกิน 3 คน จํานวน 31 จังหวัดใหถือเอาจังหวัดเปนเขตเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อรวมแลวจะตองมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบแบงเขตเลือกตั้งจํานวน 400 คน 2) กําหนดใหมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบสัดสวน ซึ่งเลือกจากเขตกลุมจังหวัดตาง ๆ จํานวน 8 เขต เขตละ 10 คน รวม 80 คน 3) ใหนําหีบเลือกตั้งในแตละหนวยเลือกตั้งมารวมกัน ณ สถานที่นับคะแนนพียงแหงเดียว และหลังจากเทบัตรคะแนนรวมกันแลวจึงจะเริ่มนับคะแนนไดเพื่อปองกันไมใหผูสมัครรับเลือกตั้ง ตรวจสอบไดวาหนวยเลือกตั้งใดลงคะแนนใหกับผูสมัครรายใด 4) จัดตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งเปนองคกรอิสระทําหนาที่แทนกระทรวงมหาดไทยในการควบคุม และจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ผูมีสิทธิเลือกตั้งในแตละเขตจะมีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ โดยใบที่ 1 เพื่อใชลงใหกับผูสมัครแบบ แบงเขตเลือกตั้งที่ตนชอบ 1 -3 คน แลวแตเขตเลือกตั้งของจังหวัดตน สวนใบที่ 2 ลงใหกับพรรคการเมืองที่ตนชอบ 1 พรรคการเมือง 2.2 ความสําคัญของการเลือกตั้ง 1) เปนวิธีการที่ทําใหประชาชนเขาไปมีสวนรวมในการปกครองตนเองตามหลัก ประชาธิปไตยโดยเลือกตวแทนไปท ั ําหนาที่แทนในรัฐสภา 2) เปนวิธีการที่ใชเปลี่ยนอํานาจทางการเมืองการปกครองที่ทันสมัยและเปนไปอยางสันติวิธี ซึ่งไมเหมือนมนุษยในสมัยกอนที่ใชอาวุธตอสูกัน 3) ปองกันไมใหเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อรัฐบาลไมสามารถบริหารประเทศ หรือแกไข ปญหาตาง ๆ ไดก็จะคืนอํานาจใหกับประชาชนโดยการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหมใหประชาชนตัดสิน วาใครสมควรจะบริหารประเทศตอไป 4) เปนวิธีการที่จะทําใหเกดการหมิุนเวียนเปลี่ยนอํานาจเพื่อเปดโอกาสใหผูที่มีความรู ความสามารถมาบริหารประเทศ


226 5) เปนวิธีการสรางความถูกตองชอบธรรมในการใชอํานาจทางการเมือง ใหกับบุคคลที่จะมา ทําหนาที่เปนคณะรัฐบาล 2.3 หลักเกณฑการเลือกตั้ง 1) หลักอิสระแหงการเลือกตั้งประชาชนมีสิทธิเสรีภาพที่จะเลือกใครก็ไดและผูสมัครรับเลือกตั้งมีสิทธิ ที่จะสังกัดพรรคใดก็ได 2) หลักการเลือกตั้งตามกําหนดเวลาการเลือกตั้งตองมีกําหนดเวลาที่แนนอน สําหรับประเทศไทย กําหนดเวลาการเลือกตั้งทุก ๆ 4 ปถารัฐบาลอยูครบวาระ 3) การเลือกตั้งอยางบริสุทธิ์ยุติธรรม คือเปนไปตามตัวบทกฎหมาย ไมคดโกง หรือใชอํานาจ อิทธิพล 4) หลักการใชสิทธิในการเลือกตั้งอยางเสมอภาคคือใหสิทธิแกประชาชนโดยไมมีการกีดกัน หรือจํากัดสิทธิบุคคลใดบุคคลหนึ่ง 5) หลักการออกเสียงโดยทั่วไป หมายถึง เปดโอกาสใหมีการออกเสียงเลือกตั้งอยางทั่วถึงกับ ประชาชนทุกหมูเหลา 6) หลักการลงคะแนนลับ โดยผูออกเสียงไมจําเปนตองบอกบุคคลอื่น และจะไดรับการ ปกปองตามกฎหมาย 3. รัฐบาลและการจัดตั้งรัฐบาล รัฐบาล หมายถึงคณะบุคคลและองคกรซึ่งมีหนาที่ในการบริหารประเทศและบังคับใชกฎหมาย ตาง ๆ คณะบุคคลไดแกคณะรัฐมนตรีและองคกรของรัฐคือกระทรวง ทบวงกรม ขาราชการ มีหนาที่ดูแล ความสงบเรียบรอยของสังคม 3.1 หนาที่ของรัฐบาล มีหนาที่บริหารประเทศกําหนดนโยบายที่ใหประโยชนตอประชาชน สราง ความมั่นคงในชาติใหความยุติธรรมกับประชาชนทุกคน 3.2 ประสิทธิภาพของรัฐบาลรัฐบาลควรมีความสามารถในดานตาง ๆ ดังนี้ 1) ความสามารถในการตอบสนองความตองการของประชาชนอยางทั่วถึงและเทาเทียม 2) ความสามารถในความรับผิดชอบตอหนาท ี่นํานโยบายไปปฏิบัติใหเกิดผลดีตอชาติ รับผิดชอบการกระทําที่ผิดพลาด 3) ความสามารถในการติดตาม กํากับดูแล ติดตามการปฏิบัติงานของหนวยงานที่มอบหมาย 4) ความสามารถในการประสานงานกับหนวยงานตาง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให การทํางานบรรลุเปาหมาย 3.3 ความรับผิดชอบของรัฐบาลตอประชาชน มีดังนี้ 1) รัฐบาลตองแถลงผลงานตอสภาผูแทนราษฎร และแจงผานสื่อตาง ๆ เพื่อใหประชาชน รับทราบเปนระยะ


227 2) ประชาชนสามารถตรวจสอบการทํางานของรัฐบาลไดโดยผานรัฐสภาการตั้งกระทูถาม การอภิปรายไมไววางใจรัฐมนตรีเปนรายบุคคล หรือคณะรัฐมนตรี 3) ประชาชนอาจตรวจสอบหรือแสดงปฏิกิริยาตอการปฏิบัติหนาที่ของรัฐบาลไดโดยการรองเรียน โดยตรงการเดินขบวนประทวงอยางสงบและปราศจากอาวุธการแสดงความคิดเห็นผานสื่อมวลชนตาง ๆ เปนตน 3.4 ความสัมพันธระหวางรัฐบาลกับประชาชน มีดังนี้ 1) ประชาชนเลือกผูแทนราษฎรโดยพิจารณาจากนโยบายพรรคการเมืองและความประพฤติ ของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรเลือกไปเปนตัวแทนของประชาชนทําหนาที่ในรัฐสภา 2) การจัดตั้งรัฐบาลพรรคการเมืองที่ไดเสียงขางมากเกินครึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร จะไดเปนผูจัดตั้งรัฐบาลถาไมมีพรรคการเมืองใดไดรับเสียงขางมากเด็ดขาดก็จะมีการตกลงระหวางพรรค การเมืองที่ไดรับการเลือกตั้งวาพรรคใดจะเปนแกนนําในการจัดตั้งรัฐบาลผสม พรรคที่ไมไดรวมรัฐบาลจะ ทําหนาที่เปนพรรคฝายคาน ทําหนาที่ตรวจสอบการทํางานของรัฐบาลตอไป 3) กําหนดนโยบายและการนํานโยบายไปปฏิบัติเมื่อรัฐบาลไดแถลงนโยบายเรียบรอยแลวก็ มอบหมายใหกระทรวง ทบวงกรม และหนวยราชการตาง ๆ นําไปปฏิบัติ 4) ประชาชนมีหนาที่ตรวจสอบการทํางานของรัฐบาลถาพบความผิดปกติหรือการทุจริตใน หนาที่ประชาชนจํานวน 50,000 คนขึ้นไป สามารถเขาชื่อยื่นถอดถอนรัฐมนตรีหรือนักการเมืองที่ทําผิดได 3.5 การจัดตั้งรัฐบาล รัฐบาลมีภาระหนาที่มากรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2550 ไดกําหนดวิธีการจัดตั้ง รัฐบาลอยางเปดเผย เปนที่รับรูของสภาผูแทนราษฎร โดยใหสภาผูแทนราษฎรพิจารณาใหความเห็นชอบ บุคคลที่สมควรไดรับแตงตั้งเปนนายกรัฐมนตรีใหแลวเสร็จภายใน 30 วันนับจากวันที่มีการเรียกประชุม รัฐสภาเปนครั้งแรก การเสนอชื่อบุคคลที่สมควรไดรับการแตงตั้งเปนนายกรัฐมนตรีตองมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ไมนอยกวา 1 ใน 5 ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของสภาผูแทนราษฎรรับรองการลงมติในกรณี ดังกลาวใหกระทําโดยเปดเผย แตหากไมมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรคนใดไดคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ใหประธานรัฐสภา นําความขึ้นกราบบังคมทูลฯเพื่อทรงแตงตั้งบุคคลซึ่งไดรับคะแนนสูงสุดเปนนายกรัฐมนตรีไดหลังจากพนกําหนด 15 วัน นับแตวันลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งแรก ทั้งนี้เพื่อปองกันมิใหมีการวางในตําแหนงหัวหนา รัฐบาลนานเกินไป และหวังวาเมื่อไดตัวนายกรัฐมนตรีแลวจะไดเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผูแทนราษฎร จากพรรคการเมืองอื่นมาเปนพรรครวมรัฐบาลในโอกาสตอไป 3.6 การควบคุมการทํางานของรัฐบาล 1) สมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาทุกคนมีสิทธิตั้งกระทูถาม รัฐมนตรีในเรื่องใด เกี่ยวกับงานในหนาที่ไดแตรัฐมนตรียอมมีสิทธิที่จะไมตอบเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นวา เรื่องนั้นยังไมควรเปดเผย เพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือประโยชนสําคัญของแผนดิน


228 2) การบริหารราชการแผนดินเรื่องใดที่เปนปญหาสําคัญที่อยูในความสนใจของประชาชน เปนเรื่องที่ กระทบถึงประโยชนของประเทศชาติหรือประชาชน หรือที่เปนเรื่องเรงดวน สมาชิกสภาผูแทนราษฎรอาจ แจงเปนลายลักษณอักษรตอประธานสภาผูแทนราษฎรกอนเริ่มประชุมในวันนั้นวาจะถามนายกรฐมนตรัหรีอื รัฐมนตรีผูรับผิดชอบในการบริหารราชการแผนดินเรื่องนั้น โดยไมตองระบุคําถาม และใหประธานสภา ผูแทนราษฎรบรรจุเรื่องดังกลาวไวในวาระการประชุมวันนั้น การถามและการตอบกระทูตามวรรคหนึ่งใหกระทําไดสัปดาหละหนึ่งครั้งและใหสมาชิกสภาผูแทน ราษฎรผูนั้นตงกระทัู้ถามดวยวาจาเรื่องการบริหารราชการแผนดินนนได ั้เรื่องละไมเกินสามครั้ง 3) สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกวา 1 ใน 5 ของจํานวนสมาชิก ทั้งหมดเทาที่มีอยูของ สภาผูแทนราษฎร มีสิทธิเขาชื่อเสนอญัตติขอเปดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไมไววางใจนายกรัฐมนตรีญัตติ ดังกลาวตองเสนอชื่อผูสมควรดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรีคนตอไปซึ่งเปนบุคคลตามมาตรา 171 วรรคสองดวยและ เมื่อไดมีการเสนอญัตติแลวจะมีการยุบสภาผูแทนราษฎรมิไดเวนแตจะมีการถอนญัตติหรือการลงมตินั้นไมไดคะแนน เสียงตามวรรคสาม 4) การเสนอญัตตขอเป ิดอภ ิปรายทั่วไปตามวรรคหนึ่งถาเปนเร ื่องที่เกยวกี่ับพฤติกรรมของ นายกรัฐมนตรทีี่มีพฤติการณร่ํารวยผิดปกติสอไปในทางทุจริตตอหนาที่ราชการ หรือจงใจฝาฝนบทบัญญัติ แหงรัฐธรรมนญหร ูือกฎหมายจะเสนอโดยไมมีการยื่นคํารองขอกอนมิได 5) เมื่อการอภิปรายทั่วไปสิ้นสุดลงโดยมิใชดวยมติใหผานระเบียบวาระเปดอภิปรายนั้นไปใหสภา ผูแทนราษฎรลงมติไววางใจหร  ือไมไววางใจ การลงมตในกรณ ิ ีเชนวาน ี้มใหิกระท ําในวนเดัยวกีบวันทัการอภี่ิปราย สิ้นสุด มติไมไววางใจตองมคะแนนเสี ียงมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของสภา ผูแทนราษฎร 6) ในกรณีที่มติไมไววางใจมีคะแนนเสียงไมมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของ สภาผูแทนราษฎร สมาชิกสภาผูแทนราษฎรซึ่งเขาชื่อเสนอญัตติขอเปดอภิปรายนั้น เปนอันหมดสิทธิ์ที่จะ เขาชื่อเสนอญัตติขอเปดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไมไววางใจนายกรัฐมนตรีอีก ตลอดสมัยประชุมนั้น 7) สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกวา 1 ใน 6 ของจํานวนสมาชิก ทั้งหมดเทาที่มีอยูของ สภาผูแทนราษฎร มีสิทธิเขาชื่อเสนอญัตติขอเปดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไมไววางใจรัฐมนตรีเปนรายบุคคล 8) สมาชิกวุฒิสภาจํานวนไมนอยกวา 1 ใน 3 ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของวุฒิสภา มีสิทธิเขาชื่อขอเปดอภิปรายทั่วไปในวุฒิสภาเพื่อใหคณะรัฐมนตรีแถลงขอเท็จจริง หรือชี้แจงปญหา สําคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผนดินโดยไมมีการลงมติและจะกระทําไดครั้งเดียวในสมัยประชุมหนึ่ง 9) ในกรณีที่มการประช ีุมสภาผูแทนราษฎรหรือวุฒสภาเพิ ื่อตั้งกระทถามู ในเรื่องใดเกยวกี่ับงาน ในหนาที่หรือการอภิปรายไมไววางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผูใดใหเปนหนาที่ของนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีผูนั้นตองเขารวมประชุมสภาผูแทนราษฎรหรือวุฒิสภาเพื่อชี้แจง หรือตอบกระทูถามในเรื่องนั้น ดวยตนเอง เวนแตมีเหตุจําเปนอันมิอาจหลีกเลี่ยงไดทําใหไมอาจเขาชี้แจง หรือตอบกระทูแตตองแจงให ประธานสภาผูแทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภาทราบกอนหรือในวันประชุมสภาในเรื่องดังกลาว


229 4. คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้งเปนองค กรที่รัฐธรรมนูญจัดตั้งขึ้น เพื่อทําหนาที่แทนกระทรวงมหาดไทย ในการควบคุม และดําเนินการจัดหรือจัดใหม ีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภา ทองถิ่น และผูบริหารทองถิ่น รวมทั้งการออกเสียงประชามติใหเปนไปโดยส ุจริตและเทยงธรรมี่ทงนั้ี้เนื่องจากมี ความเชอกื่นโดยท ั วไปว ั่ากระทรวงมหาดไทยซึ่งเปนสวนหน ึ่งของรฐบาลทั ี่อยูในอํานาจในระหวางการเลือกตงั้ ยอมไมสามารถจัดหรือดาเนํนการเลิ ือกตงทัุ้กระดับใหเปนไปโดยส จรุิตและเทยงธรรมได ี่  ดวยเหตุนี้รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 จึงบัญญัติใหมีคณะกรรมการการเลือก ตั้งขึ้นเปนองคกรอิสระไมขึ้นตอฝายบริหารฝายใดทั้งสิ้น ประกอบดวยประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งคน หนึ่งและกรรมการอื่นอีก 4 คน มีความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษโดยประธานวุฒิสภาจะเปนผูลงนามรับ สนองพระบรมราชโองการ ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภาจากผูซึ่งมีความเปนกลาง ทางการเมืองและมีความซื่อสัตยและมีพระบรมราชโองการแตงตั้งใหดํารงตําแหนงประธานและกรรมการ การเลือกตั้ง สําหรับอํานาจหนาที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งมีดังนี้ 4.1 ควบคุมและดําเนินการจดัหรือจัดใหมการเลี ือกตั้งและออกเสียงประชามติตามกฎหมาย กําหนดใหเป นไปโดยส ุจรตและเทิยงธรรมี่ 4.2 ออกประกาศกําหนดการทั้งหลายอันจําเปนแกการปฏ  ิบัติงานตามกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวฒุิสภากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ วาดวยพรรคการเม ืองกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการออกเสยงประชามต ี ิและกฎหมายการเลือกตั้ง สมาชิกสภาทองถิ่น หรือผูบริหารทองถิ่น 4.3 มีคําสั่งใหขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐรัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น หรือเจาหนาที่ของรัฐ ปฏิบัติการทั้งหลายอันจําเปนในการเลือกตั้ง 4.4 ออกขอกําหนดเปนแนวทางการปฏิบัติหนาที่ของผูไดรับแตงตั้งใหมีอํานาจหนาที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และการออกเสียงประชามติ 4.5 ดําเนินการแบงเขตเลือกตั้งสําหรับการเลือกตั้งที่ใชวธิีการแบงเขตเลือกตั้งและจดให ั มีบัญชี รายชื่อผูมีสิทธิเลือกตั้ง 4.6 สืบสวนสอบสวนเพื่อหาขอเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปญหาหรือขอโตแยงเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4.7 สั่งใหมีการเลือกตั้งใหมหรือออกเสียงประชามติใหมเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อไดวามี การทุจริตการเลือกตั้ง 4.8 เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและดําเนินคดีอาญากับผูสมัคร หัวคะแนน และผเกูี่ยวของ 4.9 การดําเนินคดีในศาลเกี่ยวกับความผิดการเลือกตั้งหรือพรรคการเมือง 4.10 ประกาศผลการเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามติ


230 4.11 มีอํานาจแจงพนักงานสอบสวน เพื่อดําเนินการสอบสวนและใหมีอํานาจฟองคดีตอศาลไมวา ในเรื่องทางแพง หรืออาญา หรือทางปกครอง แกผูกระทําผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ตลอดจนชดใช คาเสียหายในการเลือกตั้งใหมแกผูถูกใบแดงและผูเกี่ยวของ 4.12 การรับรองและการแตงตั้งผูแทนองคกรเอกชนเพื่อประโยชนในการตรวจสอบการเลือกตั้ง 4.13 ดําเนินการหรือประสานงานกับหนวยราชการทองถิ่น รัฐวิสาหกิจ หรือสนับสนุนองคกร เอกชนในการใหการศึกษาแกประชาชน เกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุข โดยเหตุที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีภารกิจมากมายในการจัดการเลือกตั้งทุกประเภทและทุกระดับ ใหเปนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม รัฐสภาจึงบัญญัติพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวย คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2541 กําหนดใหมีคณะบุคคลและบุคคลชวยคณะกรรมการการเลือกตั้งในระดับ จังหวัดและระดับเขตเลือกตั้งทั่วประเทศไวในมาตราตาง ๆ หลายมาตรา ซึ่งมีประโยชนในการดําเนินการ เลือกตั้ง เปนตน นอกจากนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งยังอาจตั้งบุคคลตาง ๆ เชน องคกรอาสาสมัครตาง ๆ เปนตน ชวยดูแลใหการเลือกตั้งเปนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมไดอีกดวย ยังผลใหคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่ง ไดรับหลักฐานทุจริตจากเจาหนาที่และอาสาสมัคร ไมรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และ สมาชิกสภาผูแทนราษฎร จึงนับไดวาคณะกรรมการการเลือกตั้งทําใหการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และ สมาชิกผูแทนราษฎรสุจริตและเที่ยงธรรมขึ้น 5. องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 กําหนดใหมีองคกร อิสระซึ่งไมอยูในอํานาจของฝายใดฝายหนึ่งหลายองคกรเชน 5.1 คณะกรรมการการเลือกตั้ง จัดตั้งขึ้นเพื่อทําหนาที่ควบคุมและดําเนินการจัดใหมีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาทองถิ่น ผูบริหารทองถิ่น รวมทั้งการออกเสียง ประชามติใหเปนไปอยางสุจริตและเที่ยงธรรม ประกอบดวยประธานกรรมการการเลือกตั้ง 1 คน และ กรรมการอีก 4 คน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา 5.2 คณะกรรมการการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติมีอํานาจหนาที่ไตสวน และสรุป สํานวนขอเท็จจริง พรอมทั้งทําความเห็นเกี่ยวกับการถอดถอนขาราชการระดับสูง หรือนักการเมืองออกจาก ตําแหนงและการดําเนินคดีทางอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองสงไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู ดํารงตําแหนงทางการเมือง รวมทั้งไตสวนวินิจฉัยกรณีเจาหนาที่ของรัฐระดับสูงที่ถูกกลาวหาวาร่ํารวย ผิดปกติเปนตน คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติประกอบดวยประธาน 1 คนและ กรรมการอีก 8 คน โดยพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา 5.3 คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิ น มีอํานาจหนาที่กําหนดหลักเกณฑมาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงิน แผนดิน ใหคําปรึกษาแนะนําและเสนอแนะใหเกิดการแกไขขอบกพรองเกี่ยวกับการตรวจเงินแผนดิน และ มีอํานาจแตงตั้งคณะกรรมการวินัยทางการเงินและการคลังที่เปนอิสระ ซึ่งประกอบดวยประธาน 1 คนและ


231 กรรมการอีก 6 คน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งจากผูมีความชํานาญและประสบการณดานการตรวจเงิน แผนดิน บัญชีตรวจสอบภายใน การเงิน การคลังและอื่น ๆที่เกี่ยวของ 5.4 ผูตรวจการแผนดิน ทําหนาที่พิจารณาและสอบสวนหาขอเท็จจริงกรณีที่ขาราชการหรือ หนวยงานของรัฐละเลยการปฏิบัติหนาที่หรือไมปฏิบัติหนาที่ตามกฎหมายจนทําใหเกิดความเสียหายแก ผูรองเรียนหรือประชาชน ดําเนินการเกี่ยวกับจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและเจาหนาที่ของรัฐ อีกทั้ง รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติหนาที่พรอมขอสังเกตตอคณะรัฐมนตรีสภาผูแทนราษฎร และวุฒิสภาเปนประจําทุกปผูตรวจการแผนดินมีจํานวนไมนอยกวา 3 คน โดยพระมหากษัตริยจะทรง แตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภาซึ่งพิจารณาจากผูซึ่งเปนที่ยอมรับนับถือของประชาชน 5.5 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติมีอํานาจหนาที่สงเสริมการเคารพและปฏิบัติตามสิทธิ มนุษยชน ตรวจสอบแลวรายงานการกระทําหรือละเลยการกระทําที่เปนการละเมิดสิทธิมนุษยชน เสนอ มาตรการแกไขตอบุคคลหรือหนวยงานที่ทําหนาที่รับผิดชอบดูแลตลอดจนเสนอแนะใหมีการปรับปรุง กฎหมายกฎ ขอบังคับตอรัฐสภาคณะรัฐมนตรีเพื่อสงเสริมและคุมครองสิทธิมนุษยชนใหดีขึ้น 6. ประชาชน ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ไดกําหนดการมีสวนรวม ทางการเมืองของประชาชนไวหลายอยาง เพราะถือวาประชาชนเปนผูมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง เปนเจาของ อํานาจอธิปไตย ที่มีสิทธิกําหนดทิศทางการเมืองของประเทศไทย มิใชเพียงแคมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง สมาชิกสภาผูแทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาในวันเลือกตั้งเทานั้น แตประชาชนยังมีสวนรวมทางการเมือง ตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดไวดังนี้ 6.1 ประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้ง จํานวนไมนอยกวา 10,000 คน มีสิทธิเขาชื่อรองขอตอประธาน รัฐสภาเพื่อพิจารณารางพระราชบัญญัติที่พวกเขารวมเสนอเขามาภายใตกรอบของรัฐธรรมนูญ 6.2 ประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้ง จํานวนไมนอยกวา 20,000 คน มีสิทธิเขาชื่อรองขอตอประธาน วุฒิสภา เพื่อใหมีมติถอดถอนผูดํารงตําแหนงทางการเมือง เชน นายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีสมาชิกสภาผูแทน ราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุดอัยการสูงสุด หากมีพฤติกรรมร่ํารวยผิดปกติหรือสอไปในทางทุจริต 6.3 ประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงประชามติในกรณีที่มีการใหออกเสียงประชามติ เพื่อแสดงความเห็นชอบ หรือไมเห็นชอบตอปญหาที่เกิดขึ้น เร ื่องที่ 1.2 ฐานะและพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย ไทย พระราชสถานะและพระราชอํานาจของพระมหากษัตริยตามร ัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกรไทย ัพุทธศกราชั 2550 ซึ่งเปนรัฐธรรมนูญที่ใชบังคับอยูในปจจุบัน ไดบัญญัติรองรับพระราชสถานะและพระราชอํานาจของพระมหากษัตริยไวในหลาย ๆ เรื่องดังนี้


232 พระราชสถานะของพระมหากษัตริย รัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันไดบ ัญญัติถึงพระราชสถานะของพระมหากษตรั ิยไวด ังนี้ 1. พระราชสถานะที่ทรงเปนองคพระประมุขของราชอาณาจักรไทยและของปวงชนชาวไทย ตาม มาตรา 2 ที่กลาววา ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตรั ิยทรงเปนประมุข 2. พระมหากษตรั ิยทรงดํารงอยูในฐานะอนเป ั นที่เคารพสักการะผูใดจะละเมิดมิไดผใดจะกลู าวหา หรือฟองรองพระมหากษัตริยในทางใด ๆ มิได (มาตรา 8) 3. พระมหากษตรั ิยทรงเปนพทธมามกะและทรงเปุนอัครศาสนูปถัมภก (มาตรา 9) 4. พระมหากษตรั ิยทรงดํารงตําแหนงจอมทัพไทย (มาตรา 10) เมื่อไดมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาสูระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขแลว รัฐธรรมนูญซึ่งเปนกฎหมายสูงสุดของประเทศทุกฉบับรวมทั้ง รัฐธรรมนูญฉบับปจจุบัน ไดบัญญัติรับรองไวในหมวดพระมหากษัตริยมาตรา 9 วา “พระมหากษัตริยทรง เปนพุทธมามกะและทรงเปนอัครศาสนูปถัมภก” ซึ่งบทบัญญัติดังกลาวนี้มีความหมายวาเนื่องจากประเทศไทยมี ประชากรสวนใหญเปนพุทธศาสนิกชน พระมหากษัตริยผูทรงเปนประมุขของรัฐจึงตองทรงเปนพุทธมามกะคือ เปนผูที่นับถือศาสนาพุทธ และในขณะเดียวกันก็ทรงเปนอัครศาสนูปถัมภก คือ ทรงทํานุบํารุงอุปถัมภ ศาสนาทั้งปวงในขอบขัณฑสีมาโดยไมทรงแบงแยกวาเปนศาสนาใดดวย บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่กําหนดวา พระมหากษัตริยทรงเปนพุทธมามกะนี้บัญญัติขึ้นเพื่อสะทอน ความจริงในประวัติศาสตรที่วาพระมหากษัตริยไทยตั้งแตครั้งกรุงสุโขทัยเปนตนมาทุกพระองคลวนมีพระราชศรัทธา เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเปนอยางยิ่ง พระมหากษัตริยบางพระองคถึงกับทรงพระผนวชเปนพระภิกษุใน ระหวางเวลาที่ทรงเปนพระมหากษัตริยแลวไดแกสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไท สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวเปนตน สวนบทบัญญัติที่กําหนดใหพระมหากษัตริยทรงเปนอัครศาสนูปถัมภกนั้น ไดบัญญัติขึ้นโดยคํานึงถึง ความเปนมาในประวัติศาสตรดวยเชนเดียวกัน พระมหากษัตริยของไทยไดทรงเปนตัวแทนของชาติประกาศ ความมีน้ําใจกวางขวาง ไมรังเกียจกีดกันผูที่ศรัทธาเลื่อมใสศาสนาตางกัน ทุกคนลวนแตเปนขาแผนดินผูอยู ในขายแหงพระมหากรุณาเสมอกัน พระราชอํานาจของพระมหากษัตริย รัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันไดบ ัญญัติถึงพระราชอํานาจของพระมหากษตรั ิยไวด ังนี้ 1. พระมหากษตรั ิยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจที่จะสถาปนาฐานันดรศกดั ิ์และพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ (มาตรา 11) 2. พระมหากษัตริยทรงเลือกและทรงแตงตั้งผูทรงคุณวุฒิเปนประธานองคมนตรีคนหนึ่ง และ องคมนตรีอื่นอีกไมเกินสิบแปดคน ประกอบเปนคณะองคมนตรีคณะองคมนตรีมีหนาที่ถวายความเห็นตอ


233 พระมหากษัตริยและพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริยทรงปรึกษาและมีหนาที่อื่นตามที่บัญญัติไว ในรัฐธรรมนูญ (มาตรา 12) 3. การเลือกและแตงตั้งองคมนตรีหรือการใหองคมนตรีพนจากต ําแหนงใหเปนไปตามพระราชอัธยาศยั ใหประธานรัฐสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งประธานองคมนตรีหรือใหประธาน องคมนตรีพนจากตําแหนง ใหประธานองคมนตรีเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้ง องคมนตรีอื่น หรือใหองคมนตรีอื่นพนจากตําแหนง (มาตรา 13) 4. กอนเขารับหนาที่องคมนตรีตองถวายสัตยปฏิญาณตอพระมหากษัตริยดวยถอยคําตอไปนี้ “ขาพระพุทธเจา (ชื่อผูปฏิญาณ) ขอถวายสัตยปฏิญาณวา ขาพระพุทธเจาจะจงรักภักดีตอพระมหากษัตริย และจะปฏิบัติหนาที่ดวยความซื่อสัตยสุจริต เพื่อประโยชนของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไวและ ปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยทุกประการ” (มาตรา 15) 5. องคมนตรีจะพนจากตําแหนงเมื่อตายลาออก หรือมีพระบรมราชโอการใหพนจากต ําแหนง (มาตรา 16) 6. พระมหากษัตริยทรงมีพระราชอํานาจในการแตงตั้งและการใหขาราชการในพระองคและสมุหราชองครักษ พนจากตําแหนง ใหเปนไปตามพระราชอ  ัธยาศัย (มาตรา 17) 7. พระมหากษัตริยทรงมีพระราชอํานาจในการแตงตั้งผูสําเร็จราชการแทนพระองคในกรณีที่พระมหากษัตริย จะไมประทับอยูในราชอาณาจักรหรือจะทรงบริหารพระราชภาระไมไดดวยเหตุใดก็ตามจะทรงแตงตั้งผูใดผูหนึ่งเปน ผูสําเร็จราชการแทนพระองคและใหประธานรัฐสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ (มาตรา 18) 8. พระมหากษัตริยทรงมีพระราชอํานาจในการแกไขกฎมณเทียรบาลวาดวยการสืบราชสันตติวงศเมื่อมี พระราชดําริประการใดใหคณะรัฐมนตรีจัดทํารางกฎมณเทียรบาลแกไขเพิ่มเติม ขึ้นทูลเกลาทูลกระหมอม ถวายเพื่อมีพระราชวินิจฉัย เมื่อทรงเห็นชอบและลงพระปรมาภิไธยแลว ใหประธานรัฐสภาลงนามสนอง บรมราชโองการเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลวใหใชบังคับเปนกฎหมายได 9. พระมหากษัตริยทรงมีพระราชอํานาจในการแตงตั้งคณะกรรมการองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ดวยความเห็นชอบของวุฒิสภาไดแกคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติคณะกรรมการปองกันและ ปราบปรามการทุจริตแหงชาติคณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน คณะกรรมการตรวจการแผนดิน เปนตน สรุปไดวารัฐธรรมนูญที่ยึดหลักการปกครองแบบประชาธิปไตยจะมีหลักการอยู 3 ประการคือการให หลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนอยางมั่นคง การยินยอมใหรัฐสภาโดยเฉพาะสภาผูแทนราษฎรมีอํานาจ แตงตั้งถอดถอนและและควบคุมการบริหารงานของคณะรัฐมนตรีและการกําหนดใหขาราชการประจําเปนกลาง ทางการเมืองหรือไมอนุญาตใหขาราชการประจําเขาดํารงตําแหนงทางการเมือ ง ทั้งนี้ตอ ง ประกอบกับ การปฏิบัตินักการเมืองขาราชการและประชาชนดวยวาไดปฏิบัติในแนวประชาธิปไตยอยางแทจริง


234 สรุปสาระสําคญั ประเทศไทยเริ่มมีรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศมาตั้งแตวนทั ี่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 นับถึง พ.ศ. 2550 มีรัฐธรรมนูญ รวม 18 ฉบับ ฉบับที่ 18 คือรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกรไทย ั พุทธศักราช 2550 รัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศไดกําหนดความสัมพันธระหวางผูปกครอง กับผูอยูใตการปกครองและกําหนดวิธีแกไขความขัดแยงทางการเมืองไวอยางแจงชัด ประเทศไทยจึงมีการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญบอยครั้ง เพราะเปนเครื่องมือในการปกครองอํานาจ ซึ่งเปน กรณีที่ตรงขามกับกรณีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งไมเคยเปลี่ยนรัฐธรรมนูญที่ชนชั้นนําของเขาไดสรางขึ้นและ ไดรับความเห็นชอบจากชาวอเมริกันสวนใหญในประเทศ นับตั้งแตประกาศใชในปค.ศ. 1787 อาจกลาวไดวา รัฐธรรมนูญที่จะนํามาใชเปนหลักในการปกครองอยางจริงจัง และไดรับการพิทักษรักษามิใหถูกละเมิดหรือลมเลิก นั้นจะตองเปนรัฐธรรมนูญที่ประชาชนสวนใหญเห็นความสําคัญและเห็นประโยชนที่จะไดจากรัฐธรรมนูญนั้น


235 กิจกรรม กิจกรรมที่ 1 ใหนกศั ึกษาตอบคําถามตอไปนี้ 1. รัฐธรรมนูญ หมายถึงอะไร ...................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... 2. รัฐธรรมนูญมีความสําคัญอยางไร 2.1................................................................................................................................................................ 2.2................................................................................................................................................................ 2.3................................................................................................................................................................ 2.4................................................................................................................................................................ 3. รัฐธรรมนูญโดยทั่วไปมเจตนารมณี อยางไรบาง 3.1................................................................................................................................................................ 3.2................................................................................................................................................................ 2.3................................................................................................................................................................ 3.4................................................................................................................................................................ 3.5................................................................................................................................................................ 3.6................................................................................................................................................................ 4. หลักการที่กาหนดไว ํ ในร  ัฐธรรมนูญแหงราชอาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีอะไรบาง 4.1................................................................................................................................................................. 4.2................................................................................................................................................................. 4.3................................................................................................................................................................. 4.4................................................................................................................................................................. 4.5................................................................................................................................................................. 4.6................................................................................................................................................................. 4.7................................................................................................................................................................. 4.8.................................................................................................................................................................


236 กิจกรรมที่ 2 ใหนกศั ึกษาเตมขิ อความตอไปนี้ใหสมบูรณ รัฐสภา ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................ คณะรัฐมนตรี ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................ รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ศาล ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................ องคกรอิสระ ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................


237 กิจกรรมที่ 3 ใหนกศั ึกษาอธิบายถึงพระราชสถานะและพระราชอํานาจของพระมหากษัตริยไทย  พระมหากษัตริย 1. ......................................................... 1. ................................................................ 2. ......................................................... 2. ................................................................ 3. ......................................................... 3. ................................................................ 4. ........................................................ 4. ................................................................ 5. ............................................................... 6. ................................................................ 7. ................................................................ 8. ................................................................. 9. ................................................................. 10. ................................................................. พระราชสถานะ พระราชอํานาจ


238 ตอนท ี่ 2 การขัดแย  งทางการเม ืองของไทย เร ื่องที่ 2.1 สถานการณ  ความขัดแยงทางการเม ื องที่สําคัญของไทย ความขัดแยงในสังคมไทยเกดขินมาตลอดตึ้ั้งแตในอดตี ไมวาจะเป นความข ัดแยงระหว างชนชั้นนํา ที่ยุติลงดวยการเปล  ี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 หลังจากนนกั้ ็เกดความขิดแยั ง เชิงอุดมการณระหว างรัฐไทยกับพรรคคอมมิวนิสตแหงประเทศไทยตั้งแตปพ.ศ. 2492 - 2525 ซึ่งสิ้นสุดลงดวย นโยบายการใหอภ ัย ตามคําสั่งที่ 66/2523 ตอมาก็เปนความขัดแยงระหวางร ัฐบาลเผด็จการกับกระแสเรียกรอง ประชาธิปไตยของประชาชน อันกอใหเก ิดเหตุการณ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 และพฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 แตความขัดแยงท ี่ผานมายังไมมีความรุนแรงเทาความขัดแยงทางการเมองทื ี่เริ่มตนเมอปลายป ื่ พ.ศ. 2548 และพัฒนามาเปนการแบงฝกแบงฝายระหวางคนไทยดวยกันเองคือฝายที่นิยม พ.ต.ท. ทักษิณชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 และฝายที่ตอตานบุคคลดังกลาวความขัดแยงนี้ยังไมสามารถบอกไดวาจะจบลงเมื่อไร และอยางไรแตที่เห็นไดชัดเจนก็คือผลกระทบมีความรนแรงมากหลายดุาน ดังน ี้ 1. ความขัดแยงดังกลาวถกกระพูือใหเปนความข ัดแยงราวลกระหวึ างประชาชน ลุกลามไปทุกที่ ไมวาในครอบคร  ัวในบรรดาเพื่อนฝูงที่ทํางาน จนแมระหวางคนในภูมิภาคตาง ๆ โดยเฉพาะคนภาคเหนือและ ภาคอีสานฝายหนึ่งกับคนภาคใตอีกฝายหนึ่ง ถึงขั้นที่มีการตั้งคําถามถึงเอกภาพและบูรณภาพของความเปนชาติไทย หากไมสามารถขจัดความรูสึกแตกแยกรนแรงนุี้ใหยุติลงไดในอนาคตอ  ันใกลอาจจะทําใหอุดมการณ ความเปนชาตไทยส ิ ั่นคลอนได  2. ไมมีความขดแยั งครั้งใดที่เกือบทุกสถาบันหลักของประเทศถูกตั้งคําถามถึงความชอบธรรม และบทบาทมากที่สุด ในชวงระยะเวลาน ี้ รัฐบาลที่เขาบริหารประเทศชุดตอๆ มามักจะถูกตอตานจาก ฝายตรงกันขาม รัฐสภาก็ถกตูั้งฉายาทแสดงให ี่ เห็นถึงการไมยอมรับ องคกรอิสระก็ถกทูาทายและไมยอมรบั ศาลซึ่งไมเคยถกวูิพากษวิจารณก็ถูกวิพากษอย างเปดเผย สถาบันองคมนตรีซึ่งควรอยเหนู ือความขดแยั ง ทางการเมืองก็เปนเปาการโจมตีของกลุมบุคคลบางกลุม วิกฤติการณน ี้บั่นทอนความเชื่อมั่น (Trust) ในสถาบันทั้งหลายและอาจนํามาซึ่งความลมสลายของประชาธิปไตยไดในอนาคต 3. หลักนิติธรรมและความศกดั ิ์สิทธิ์ของกฎหมายในบานเมืองถูกสั่นคลอนอยางรุนแรงโดย รัฐเองและประชาชน การทุจรตทิ ี่ปรากฏเปนขาวมากมายในฝายการเมืองและขาราชการความไมสงบใน 3 จังหวัด ภาคใตและการชุมนุมของฝูงชนกลุมตางๆ ซึ่งสามารถกระทําไดโดยมิไดมีอะไรเกิดขนึ้เปนการทาทาย ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ทําใหมีการตั้งคําถามกันวารฐไทยเป ันร ัฐทลี่ มเหลว (Failed State) ซึ่งไม สามารถควบคุมสถานการณความรุนแรงในประเทศไดจริงหรือไมยิ่งถาดูเทียบกับดชนั ีวัดหลักนิตธรรมของิ สถาบันธนาคารโลก (World Bank Institute) แลวก็จะพบวาในป 2550 สถานะของหลักนิติธรรมใน อาเซียนนั้น ไทยดีกวาเพยงพมี ากัมพูชาลาวเวยดนามี และฟลิปปนสเท านั้น


239 4. การลุกลามของความขัดแยงในประเทศนําไปสูปญหาระหวางประเทศของไทยกบเพั ื่อนบาน คือกัมพูชา ซึ่งถาไมจัดการใหดีกจะกระทบก็ ับผลประโยชนทางเศรษฐกิจและการเมืองระหวางประเทศ ทั้งอาจลุกลามไปสูภูมิภาคอาเซียนก็เปนได   5. ผลกระทบทางเศรษฐกิจนั้น ยังไมมีสถาบันใดทําตวเลขให ั เห็นชดสั ําหรับความสูญเสีย ดังกลาวของประเทศไทยแตถ าเทียบกับประเทศเกาหลีใตท ี่ความรุนแรงของความขัดแยงของสังคมนอยกวา ไทยมากก็จะเห็นความนากลัวจากรายงานของสถาบันพัฒนาเกาหลี (Korean Development Institute) ในป 2549 ซึ่งระบุวาม ีการเดินขบวน 11,036 ครั้ง ทําใหเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจถึง 5.6 – 9.6 พันลานดอลลาร สหรัฐ ประเทศไทยมีความรนแรงกวุามาก ซึ่งยังไมมีใครทําตัวเลขออกมา ทั้งหมดที่กลาวมาเปนผลที่เกิดขึ้น แลวแตถาดูผลที่ยังไมเกดขิ ึ้น แตจะเกดขิ นในระยะต ึ้อไปก็คือความเชอมื่ั่นของสังคมโลกตอประเทศไทย ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม คงถูกกระทบอยางรุนแรงอยางที่ไมเคยมีมากอนในประว  ัตศาสตริ  สาเหตุของความขัดแยง หากพิจารณาอยางผิวเผินความขัดแยงนี้เปนเรื่องของ “บุคคล” ระหวางอดตนายกรี ัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรและผูสนับสนุน กับฝายตอตาน ถาวิเคราะหแนวนี้ก็พอจะมองออกวา เมื่ออดตนายกรี ัฐมนตรีและ ผูสนับสนุนกบฝั ายตอตาน ฝายใดฝายหนงเลึ่ิกราไปไมวาจะดวยเหต ใดุความขัดแยงนี้ก็จะจบลงและ ประเทศไทยกจะเด็นหนิ าตอไปไดตามปกติ แตจุดออนของการวิเคราะหแนวน ี้คือไมไดดูที่“ตนเหต”ุของการไดมาซึ่งอํานาจการเมืองของ ผูที่มีอํานาจเดมและการใช ิ อานาจํ (ซึ่งรวมถึงอํานาจตามกฎหมายอิทธพลหริ ืออํานาจในความเปนจริงและเงิน) วามีฐานมาจากความขัดแยงเชิงโครงสรางทางเศรษฐกิจและทางสังคมที่ซอนตัวอยในความขู ัดแยงดังกลาว ถึงแมจะมีลักษณะบุคคลของคูขัดแยงอยูกจร็ ิงแตโดยรากฐานสําคัญกค็ือความขัดแยงเช ิงโครงสราง ในการจดสรรทรั ัพยากรและความมั่งคั่งระหวาง “คนมี” กับ “คนไมม” ีรวมถึงแนวความคิดและความคาดหวัง ตอระบอบประชาธิปไตยทแตกตี่างกัน นับตั้งแตที่ประเทศไทยไดประกาศใชแผนพ ัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเปนครั้งแรกเมอปื่ 2504 มี การกําหนดยุทธศาสตรการพัฒนาประเทศโดยเนนการผล ิตเพื่อทดแทนการนําเขา (Import Substitution) ซึ่ง ตองอาศัยการพึ่งพาเงินทุนมหาศาลจากตางประเทศ นโยบายและกฎหมายตางๆ ที่ออกในชวงน ี้กเป็ นไปเพื่อ ตอบสนองยุทธศาสตรดังกลาวทั้งสิ้น เชน กฎหมายสงเสริมการลงทุน กฎหมายการนคมอิุตสาหกรรม กฎหมายการประกอบธุรกิจของคนตางดาวเปนตน ตอมายุทธศาสตรก็เปลี่ยนเปนการผลิตเพื่อสงออก (Export Oriented) ในแผนพฒนาฯัฉบับที่ 4 และ 5 อยางไรก็ดีการเกษตรกรรมที่เคยเปนรายไดหล ักของ ประเทศกลับไมไดรับความสําคัญดังนั้นการเพิ่มผลผลิตจึงตองใชการขยายพื้นที่ไมใชการเพิ่มผลผลิตตอไร ทั้งยังไมมียุทธศาสตรการพัฒนาการเกษตรและเกษตรกร ซึ่งเปนคนสวนใหญของประเทศ นอกจากไมมียุทธศาสตรในการพัฒนา ยกเวนการพยุงราคาเมื่อมีปญหาแลว ในหลายกรณี รัฐก็กลับกระทําการที่เปนผลเสียตอเกษตรกรเสียเองอาทิการเก็บพรีเมี่ยมขาวที่สงออก ซึ่งสงผลใหผูสงออก ผลักภาระไปกดราคาซื้อขาวจากชาวนาใหตกต่ําลงไป นโยบายสงเสริมธุรกิจและอุตสาหกรรมขนาดใหญเพื่อ


240 การสงออกละเลยธุรกิจขนาดกลางขนาดเล็กและไมไยดีกับการพัฒนาการเกษตรและเกษตรกรซึ่งเปนคน สวนใหญของประเทศ จากนโยบายดังกลาว ทําใหเกิดความกระจุกตัวของความมั่งคั่งอยางมหาศาล ในขณะที่เกิด “คนมั่งมีมหาศาล” และ “คนชั้นกลาง” ที่มีอํานาจตอรองในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดและเขาถึงทรัพยากรขึ้น ในเมือง และเกิด “คนจน” ที่เปนเกษตรกรและอยูในชนบทมาก และแมวาประเทศไทยจะมีรายได ประชาชาติตอคนเพิ่มขึ้น ในป 2505 กลุมประชากรที่มีรายไดสูงที่สุด 20% เปนเจาของรายไดโดยรวม ทั้งหมดของประเทศถึง 59% ในขณะที่กลุมประชากรที่มีรายไดนอยที่สุด 20% เปนเจาของรายไดโดยรวม ทั้งหมดของประเทศเพียง 2.9% สวนในปพ.ศ. 2518 อัตราสวนอยูที่ 49.24 % ตอ 6.05 % และในป พ.ศ. 2549 ที่ผานมาอัตราการกระจายรายได ก็ยังคงความเหลื่อมล้ําอยูที่ 56.29% ตอ 3.84 % โครงสรางที่ไมเทาเทียมกันทางเศรษฐกิจในสังคมไทยจึงกอใหเกิดผลกระทบตอระบบการเมือง เชนกัน กลาวคือ “คนจน” และเกษตรกรเหลานี้ไมมีอํานาจตอรองในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเหมือนคนชั้นกลาง และเขาไมถึงทรัพยากร (ซึ่งในอดีตเคยเขาถึงแตถูกรัฐสวนกลางรวบอํานาจจัดการแตผูเดียวไว) คนเหลานี้จึงตอง “พึ่งพิง” ผูมีทรัพยากรในหัวเมือง ภายใตระบบอุปถัมภแบบไทยเดิม และทําใหคนเหลานี้เปน “ผูมีอิทธิพล” และสามารถไดรับความไววางใจเลือกใหเขามาทําหนาที่แทนในฐานะผูแทนราษฎรในระบอบประชาธิปไตย และกาวไปสูอํานาจรัฐที่มากกวานั้นในฐานะรัฐมนตรี

 การที่ระบบเศรษฐกิจไทยก็ยังไมใชระบบเศรษฐกิจเสรีที่อาศัยกลไกตลาดอยางเต็มที่และรัฐยังคง ครอบครองทรัพยากรสําคัญไวและใหสัมปทานแกเอกชน การเขาสูอํานาจการเมืองจึงไมไดหมายถึงการมี “อํานาจ” เทานั้น แตหมายถึง “โอกาส” ทางธุรกิจและเศรษฐกิจที่เกิดจากการมีอํานาจใหสัมปทาน หรืออาจ ไดรับสัมปทานเสียเอง ซึ่งในหลายกรณีทําใหบุคคลเหลานี้กลายเปน “ผูมั่งมี” ขึ้นไดในเวลาอันรวดเร็วการทุจริต และการประพฤติมิชอบในรูปแบบตาง ๆ ก็เกิดขึ้นโดยทั่วไป ทั้งระดับการตัดสินใจของรัฐทางการเมือง และทั้งในระบบการเลือกตั้ง โครงสรางที่ไมเทาเทียมกันในสังคมและระบบการพึ่งพิงกันแบบอุปถัมภฝงรากลึกอยูในระบบการ เมืองไทยตั้งแตพ.ศ. 2475 โดยมีลักษณะสําคัญก็คือสภาพที่นักวิชาการเรียกวา “คนจน” ซึ่งตองพึ่งพิง การอุปถัมภและเปนคนสวนใหญของประเทศเปน “ฐานเสยงี ” และเปนผูกอใหเกิดเสียงขางมากในสภาและรัฐบาล แต “คนชั้นกลาง” เปน “ฐานนโยบาย” เพราะเสียงดังกวาและมีอํานาจลมลางร ัฐบาลที่ตนไมชอบไดในขณะที่ ขาราชการ ทหาร พลเรือน ซ่งเปึ นตัวแทนอานาจรํ ัฐที่แทจร ิงก็ยังคงแยงชิงอํานาจทางการเมืองกับ พรรคการเมืองและผูที่มาจากการเลือกตั้ง สภาพการดังกลาวกอใหเกิดผลสําคัญในระบอบการเมืองไทยคือในระยะเวลา 78 ปของระบบ รัฐสภา ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรี 27 คน มีคณะรัฐมนตรี 59 ชุด มีรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ มีกบฏ 11 ครั้ง มการปฏ ี ิวัติรัฐประหาร 12 ครั้ง สําหรับเม็ดเงินภายในประเทศนั้น หากดูจากบัญชีเงินฝากในธนาคาร มีเพียง 70,000 บัญชีที่มี เงินในแตละบัญชีสูงกวา 10 ลานบาท และถือเปนรอยละ 42 ของจํานวนเงินที่มีอยูในระบบทั้งหมด หมายความ


241 วา ถาคนแตละคนมีบัญชีธนาคารคนละ 2 บัญชีแสดงวามีคนเพียง 35,000 คนเทานั้น ที่เปนเจาของเงินเกือบ ครึ่งหนึ่งในประเทศ ดวยเหตุดังกลาวแสดงใหเห็นวาความขัดแยงระหวาง “คนมั่งมีมหาศาล” และ “คนชั้นกลาง” ฝายหนึ่ง กับ “คนจนสวนใหญ” อีกฝายหนึ่ง ซอนตัวอยูใตเศรษฐกิจแบบกึ่งเปดกึ่งปดและการเมืองแบบกึ่งเผด็จการ กึ่งประชาธิปไตย ความขัดแยงนี้เปนความขัดแยงเชิงโครงสรางที่รอวันปะทุขึ้นไมวันใดก็วันหนึ่ง แมวาจะมีความพยายามปฏิรูปการเมืองโดยรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งมีเจตนารมณ ทําใหการเมืองเปนของพลเมืองดวยการขยายสิทธิเสรีภาพ และสวนรวมทางการเมืองใหมากขึ้น พยายาม ทําใหระบอบการเมืองโปรงใสและสุจริตดวยการเพิ่มองคกรตรวจสอบมากถึง 8 องคกรและมีกระบวนการ ตรวจสอบหลายชั้น รวมทั้งการทําใหรัฐบาลมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพก็ตาม แตรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ไมไดปรับความขัดแยงเชิงโครงสรางที่ฝงลึกและซอนอยูอยางจริงจัง โดยเฉพาะความขัดแยงที่เกิดมาจาก การจัดสรรทรัพยากรของรัฐบาลไทย ซึ่งเปนปญหาทางเศรษฐกิจ ตรงกันขามกลับทําใหพรรคการเมืองตางๆ มุงแสวงหาประโยชนจากขอไดเปรียบที่มีอยูในตัวรัฐธรรมนูญเอง ในขณะที่ขอบกพรองที่มีอยูในรัฐธรรมนูญ เปนตัวจุดชนวนความขัดแยงที่กําลังจะปะทุขึ้น เร ื่องที่ 2.2 ผลกระทบของความขัดแยงทางการเม ื องตอวิถีชีวิตของคนไทย ผลกระทบของความขัดแยงทางการเมืองอาจประมวลได 5 ประการคอื 1. ความขัดแยงเกิดขึ้นในภาวการณที่สังคมเกิดความแตกแยกราวลึก ฝายประชาชนไมเปน เอกภาพ แมผูที่เคยรวมมือกันตอสูเพื่อประชาธิปไตยในหมูประชาชนก็แตกแยกเปนหลายฝกหลายฝาย คูความขัดแยงที่มีบทบาทสําคัญตอความเปนไปของสถานการณไมไดอยูในสภา แตอยูนอกสภาและอยูบน ทองถนนอีกฝายหนึ่ง นอกจากจะมีกลุมคนรักอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่สวนใหญเปนชนชั้นลาง ที่เรียกกันวา “รากหญา” และกลุมที่ตองการใหบัญญัติพระพุทธศาสนาเปนศาสนาประจําชาติไวในรัฐธรรมนูญ แลวยังมีกลุมชนชั้นกลางที่เปนนักเคลื่อนไหว นักวิชาการและเอ็นจีโอบางสวนที่เปนพลังประชาธิปไตยและ ตอตานการรัฐประหารซึ่งสวนใหญเปนกลุมแนวรวมประชาธิปไตยเพื่อประชาชน (นปช.) เกา ที่กลับมา ในนาม “คณะกรรมการประชาชนเพื่อแกไขรัฐธรรมนูญ 2550” (คปพร.) เปนแกนนํา กับอีกฝายหนึ่งคือ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ซึ่งเปนที่รวมของนักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยหลายกลุมและมีบทบาท สําคัญในการลมรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณมาแลวเปนแกนนํา องคประกอบของคูความขัดแยงดังกลาว ประกอบกับขอเท็จจริงซึ่งผานมาที่คนบางสวนในคูความขัดแยงแตละฝายตางแอบอิงใกลชิดกับอํานาจรัฐ และไดรับการปูนบําเหน็จรางวัล หรือไดรับการแตงตั้งใหเขาไปมีตําแหนงหนาที่จากผูกุมอํานาจรัฐในปกที่ตน ใกลชิดในยามที่ปกนั้นมีชัยในการกุมอํานาจรัฐ ทําใหภาพที่เปนตัวแทนประชาชน เปนตัวแทนพลัง ประชาธิปไตยขาดความบริสุทธิ์ไป


Click to View FlipBook Version