192 กิจกรรมที่ 2 ใหนกศั ึกษาเติมขอความตอไปน ี้ใหสมบรณู ระบบคุณคาของสังคม ............................................ ............................................ ............................................ ............................................ บรรทัดฐานทางสังคม ............................................. ............................................. ............................................. ............................................. การจัดระเบียบ ทางสังคม สถานะภาพ ............................................ ............................................ ............................................ ............................................ บทบาท ............................................ ............................................ ............................................ ............................................ คานิยม ............................................ ............................................ ............................................ ............................................ การควบคุมทางสังคม ............................................ ............................................ ............................................ ............................................
193 กิจกรรมที่ 3 ใหนกศั ึกษาตอบคําถามตอไปนี้ 1. การขัดเกลาทางสังคม หมายถึงอะไร ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 2. การขัดเกลาทางสังคม มีประโยชนอยางไร ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 3. การขัดเกลาทางตรง หมายถึงอะไร ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 4. การขัดเกลาทางออมหมายถึงอะไร ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 5. องคกรที่ทําหนาที่ขัดเกลาทางสังคม ไดแกอะไรบาง ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................
194 ตอนท ี่ 2 การเปลี่ยนแปลงและแนวทางการพัฒนาสังคม เร ื่องที่ 2.1 การเปลี่ยนแปลงทางสังคม 1. การเปลี่ยนแปลงทางสังคม (Social Change) หมายถึงการเปลี่ยนระเบียบของสังคมในการ กระทําเรื่องตาง ๆ ในชีวิต การเปลี่ยนแปลงวัตถุสิ่งของเครื่องใชวิธีการหรือเทคโนโลยีการผลิต แบบแผนการ ดํารงชีวิต ความคิด ความเชื่อคานิยมในสังคม ซึ่งเปนการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธและแบบแผนความ ประพฤติของคนในสังคมที่แตกตางไปจากเดิม มีผลตอการเปลี่ยนแปลงโครงสรางและสถาบันในสังคม 2. ประเภทของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สามารถจําแนกไดดังนี้ 2.1 การเปลี่ยนแปลงระดับจุลภาค เปนการเปลี่ยนแปลงในระดับบุคคลที่สรางความสัมพันธ แปลกใหมตอกัน และการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธในกลุม เชน การนําภูมิปญญาทองถิ่นมาเปลี่ยนแปลง การผลิตสินคารูปแบบใหมสงออกจําหนายในนามชุมชน หรือกลุมแมบาน เปนตน 2.2 การเปลี่ยนแปลงระดับมหภาค เปนการเปลี่ยนโครงสรางโดยรวมของสังคม เชน การเลิกทาส ในสมัยรัชกาลที่ 5 การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบ ประชาธิปไตยในสมัยรัชกาลที่ 7 เปนตน การเปลี่ยนแปลงทางสังคมไมวาจะอยูในระดับใดยอมมีผลตอวิถีชีวิต ความคิดความเชื่อ คานิยม ระเบียบแบบแผนและแนวทางปฏิบัติของคนในสังคม 3. ปจจัยที่กอใหเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม 3.1 ปจจัยภายใน ไดแกการประดิษฐคิดคนสิ่งใหมๆ เชน เครื่องจักรไอน้ํา หลอดไฟฟาวิทยุ โทรทัศนคอมพิวเตอรมีสวนทําใหวิถีชีวิตของคนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทําใหคนสะดวกสบายขึ้น มีการ ติดตอสื่อสารที่รวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดลอมทางธรรมชาติมีผลตอการดํารงชีวิต ภูมิอากาศ เปลี่ยนแปลงไป เกิดภาวะโลกรอน การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของประเทศยอมจะมีผลตอการผลิต การบริโภค ซึ่งหมายถึงเปลี่ยนแปลงทางสังคมดวย 3.2 ปจจัยภายนอกไดแกการแพรกระจายของวัฒนธรรมตางชาติเกิดการเลียนแบบกัน เชน ระบบการศึกษาการแตงกายอาหารยารักษาโรคเทคโนโลยีเปนตน มีผลตอการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม เร ื่องที่ 2.2 แนวทางการพัฒนาสังคม 1. การพัฒนาสังคม หมายถึง การกระทําเพื่อมุงปรับปรุงสงเสริมใหคนที่อยูรวมกัน มีการ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งในดานวัตถุและจิตใจอันจะทําใหการดํารงชีวิตอยูรวมกันนั้นมีความ เจริญรุงเรืองและสงบสุขแตการที่บุคคลจะดํารงชีวิตอยูไดอยางมีความสุขจะตองอาศัยปจจัยหลายอยาง ประกอบกัน อยางนอยที่สุดจะตองมีปจจัยขั้นพื้นฐานที่ดีพอสมควรกลาวคือ มีที่อยูอาศัย มีอาหารเพียงพอ
195 แกการเลี้ยงชีพ มีเสื้อผา เครื่องนุงหมสมควรแกสภาพและฐานะ เวลาเจ็บปวยควรจะไดรับการรักษาพยาบาล มีอาชีพมั่นคง มีรายไดเพียงพอแกคาใชจายในการครองชีพ มีความรักใครสมานสามัคคีกันของสมาชิกใน สังคมและปราศจากภัยคุกคามจากโจรผูราย เปนตน สิ่งเหลานี้จะเกิดมีขึ้นไดตองอาศัยความรวมมือจาก หลายฝาย โดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีเขาชวย เพื่อใหเกิดความเจริญกาวหนาและ อยูรวมกันอยางมีความสุข 2. ความสําคญของการพั ัฒนาสังคม เมื่อบุคคลมาอยูรวมกนเป ั นสงคมั ปญหาก็ยอมจะเกดตามมาเสมอิยิ่งสังคมมีขนาดใหญ ปญหาก็ยิ่งจะมีมากและสลบซั ับซอนเปนเงาตามตัว ปญหาหนึ่งอาจจะกลายเปนสาเหตุของอีกหลายปญหา เกี่ยวโยงกนไปเป ันลูกโซ ถาปลอยไวกจะเพ็ ิ่มความรนแรงุเพมความสลิ่ับซับซอน และขยายวงกวางออกไป เรื่อย ๆ ยากตอการแกไขความสงบสุขของประชาชนในสังคมนั้นก็จะไมมี ความสําคัญของการพัฒนาสังคม เราอาจจะกลาวเปนขอๆ ไดดังนี้ 2.1 ทําใหปญหาของสังคมลดนอยลงและหมดไปในที่สดุ 2.2 ปองกันไมให ปญหานั้นหรือปญหาในลักษณะเดยวกีนนั้นเกั ิดขึ้นแกสังคมอีก 2.3 ทําใหเกดความเจริ ิญกาวหนาขนมาแทนึ้ 2.4 ทําใหประชาชนในสังคมสมานสามัคคีและอยูรวมกนอยั างมีความสุขตามฐานะของแต ละบุคคล 2.5 ทําใหเกดความเป ิ นปกแผ นมั่นคงของสังคม 3. แนวคิดในการพัฒนาสงคมั การพัฒนาสังคมมีขอบเขตกวางขวาง เพราะปญหาของสังคมมีมากและสลับซับซอน การแกปญหาสังคมจึงตองทําอยางรอบคอบ และตองอาศัยความรวมมือกันของบุคคลจากหลาย ๆ ฝาย โดยเฉพาะอยางยิ่งประชาชนในสังคมนั้น ๆ จะตองรับรูพรอมที่จะใหขอมูลที่ถูกตองและเขามามีสวนรวม ดวยเสมอการพัฒนาสังคมจึงตองเปนทั้งกระบวนการ วิธีการกรรมวิธีเปลี่ยนแปลงและแผนการดําเนินงาน ดังนี้ 3.1 เปนกระบวนการ (Process) เพราะการแกปญหาสังคมตองกระทําตอเน ื่องกันอยางมี ระบบ เพื่อใหเกิดการเปลี่ยนแปลงจากลักษณะหนึ่งไปสูอกลี ักษณะหนึ่ง ซึ่งจะตองเปนลักษณะที่ดีกวาเด ิม 3.2 เปนวิธีการ (Method) คือ ตองกําหนดวิธีการในการดําเนินงาน โดยเฉพาะเนน ความรวมมือของประชาชนในสังคมนั้นกับเจาหนาที่ของรัฐบาลที่จะทํางานรวมกัน และวิธีการนี้ตองเปนที่ ยอมรับวาสามารถนําการเปลี่ยนแปลงมาสูสังคมไดอยางถาวรและมีประโยชนตอสังคม 3.3 เปนกรรมวิธีเปลี่ยนแปลง (Movement) การพัฒนาสังคมจะตองทําใหเกิด การเปลี่ยนแปลงใหไดและจะตองเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะเนนการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ของตน เพื่อใหเกิดสํานึกในการมีสวนรวมรับผิดชอบตอผลประโยชนของสวนรวม และรักความเจริญกาวหนา อันจะนําไปสูการเปลี่ยนแปลงทางวัตถุ
196 3.4 เปนแผนการดําเนินงาน (Planning) การพัฒนาสังคมจะตองทําอยางมีแผนมีขั้นตอน สามารถตรวจสอบและประเมินผลไดแผนงานนี้จะตองมีทุกระดับ นับตั้งแตระดับชาติคือแผนการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแหงชาติลงมาจนถึงระดับผูปฏิบัติแผนงานมีความสําคัญและจําเปนอยางยิ่งในการ พัฒนาสังคม 4. การพัฒนาสังคมไทย ประเทศไทยไดมีการกําหนดทิศทางในการพัฒนาประเทศที่ชัดเจนไวในแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแหงชาติซึ่งเริ่มตั้งแต พุทธศักราช 2504 ในระยะแรกแผนพัฒนาจะเนนเรื่องเศรษฐกิจ มากกวาสังคม และไดมีจุดเปลี่ยนขึ้นในแผนพัฒนาฯฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544) ที่ใหความสําคัญกับการมีสวนรวม ของทุกภาคสวนมากขึ้น “โดยมุงเนนใหคนเปนศูนยกลางการพัฒนา” และใชเศรษฐกิจเปนตัวชวยพัฒนาใหคนใน สังคมมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จนมาถึงฉบับที่ 9 ( พ.ศ. 2545-2549 ) ก็ใชแผนพัฒนาเปนไป ในทางเดียวกันกับฉบับที่ 8 โดยใหความสําคัญกับการพัฒนาที่สมดุลทั้งสองดาน ทั้งดานคน สังคม เศรษฐกิจและ สิ่งแวดลอม เพื่อนําไปสูการพัฒนาที่ยั่งยืน และไดอัญเชิญหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จ พระเจาอยูหัว นําทางในการพัฒนา ซึ่งกลไกการพัฒนาประเทศในแผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ ไดผลสําเร็จเปนที่ นาพอใจเพราะทําใหความยากจนของประเทศลดลง ปจจุบันประเทศไทยกําลังเผชิญกับสภาพปญหาทางสังคมที่เกิดคานิยมซึ่งไดรับผลกระทบ มาจากการเลื่อนไหลของวัฒนธรรมตางชาติเขาสูประเทศ ทั้งดานสื่อสารมวลชน และเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยขาดการคัดกรองและเลือกรับ ทําใหคุณธรรมจริยธรรมลดลง โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนเนื่องจากวิถีชีวิต และสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป จากปญหาที่กลาวมาจึงนําไปสูยุทธศาสตรการพัฒนาสังคมในแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 10 มีจุดมุงหมายเพื่อพัฒนาสังคมใหอยูเย็นเปนสุขรวมกันโดยมีแนวทาง การพัฒนาดังนี้ 4.1 การพัฒนาคนใหมีคุณธรรม ความรูเกิดภูมิคุมกัน โดยพัฒนาจิตใจไปพรอมกับ การเรียนรูของคนทุกกลุม ทุกวัย ตลอดชีวิต 4.2 เสริมสรางสุขภาวะคนไทยใหมีสุขภาพที่แข็งแรงทั้งกาย ใจและอยูในสภาพแวดลอมที่นาอยู 4.3 เสริมสรางคนไทยใหอยูรวมกันในสังคมที่สันติสุข มุงสรางความสัมพันธที่ดีของคนไทยบน พื้นฐานของความมีเหตุผล 4.4 สรางความเขมแข็งของชุมชนและสังคมใหมีรากฐานที่มั่นคงของประเทศและให ความสําคัญกับการบริหารชุมชนเขมแข็ง สรางความมั่นคงทางเศรษฐกิจชุมชน โดยทําแผนแมบทชุมชนแบบ มีสวนรวม 4.5 เสริมสรางธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ มุงสรางความเปนธรรมในสังคมใหยั่งยืน โดยพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตยใหเปนสวนหนึ่งของการดําเนนชิ ีวตในส ิ ังคม มนุษยมความจี ําเปนที่ตอง อยูรวมกันเปนสังคมเพื่อตอบสนองความตองการในดานตางๆ เมื่อมนุษยมาอยูรวมกันเปนสังคม จําเปนอยางยิ่ง
197 ที่ตองมีการจัดระเบียบทางสงคมั เพื่อใหการอยูรวมกันเปนไปอยางสงบสุขโดยสมาชิกในสังคมไดรับ การขัดเกลาทางสังคมและปลูกฝงใหเขาใจตอกระบวนการเปลี่ยนแปลงของสังคมจากองคกรทางสังคม 4.6 รัฐตองเรงปฏิรูปการศึกษาโดยมีเปาหมายและกระบวนการพัฒนาที่มุงเนนใหเดกไทย ็ รูจักคิด หรือมีความคิดสรางสรรค แทนรูปแบบการศกษาเดึ ิมทเนี่นแต สาระเนอหาวื้ชาิเพราะการศกษาทึเนี่น แตเนื้อหาวิชาของหลักสูตรทําใหประเทศไทยรูจกแตั การรบเอาเทคโนโลย ั ีสมยใหม ัเข ามาใชไมสามารถสราง เทคโนโลยีของตนเองไดการพัฒนาบานเมืองอันเกิดจากการซื้อเทคโนโลยีจึงเปนการพัฒนาที่ไมย ั่งยืน 4.7 สงเสริมการสนับสนุนภมูิปญญาชาวบาน ปรับการพฒนาให ั อยูบนพื้นฐานของ วัฒนธรรมชุมชน ที่มีความหลายหลายเพื่อใหชุมชนสามารถอยูรวมก นได ัอย างสันต ิรักษาไวซึ่งเสถียรภาพของ สถาบันครอบครัวและความมนคงของชั่ีวิต สนับสนุนบทบาทขององคกรพัฒนาเอกชน ในการพัฒนา เศรษฐกิจและสงคมั เนนการจัดระบบสวสดั ิการแกประชาชนผูยากจน และผูดอยโอกาสในสังคม สนับสนุนใหประชาชนในท องถิ่นมีสวนรวมในการตัดสินใจเกยวกี่ับการใชทรัพยากรทองถิ่น ไมสงเสริมให ประชาชนมีคานิยมที่ฟุงเฟอ การพัฒนาสังคมของไทยนั้นไดกระทําไปพรอม ๆ กันทั้งสังคมในเมืองและสังคมชนบท แตเนื่องจากสังคมชนบทเปนที่อยูอาศัยของประชาชนสวนใหญของประเทศการพัฒนาจึงทุมเทไปที่ชนบท มากกวาในเมืองและการพัฒนาสังคมจะตองพัฒนาหลาย ๆ ดานไปพรอม ๆ กัน โดยเฉพาะที่เปนปจจัยตอ การพัฒนาดานอื่น ๆ ไดแกการศึกษาและการสาธารณสุข สรุปสาระสําคญั สังคมในปจจุบันมีการติดตอสื่อสารที่รวดเร็วคนในโลกสามารถรูเห็นความเปนไปของคนในชาติ อื่น ๆ การเลียนแบบทางวัฒนธรรมจึงเกิดขึ้นไดตลอดเวลากอใหเกิดการเปลี่ยนทางสังคมในประเทศทั่วโลก อยางหลีกเลี่ยงไมไดเพียงแตตองเรียนรูและปรับใหสอดคลองกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเอง รูจักเลือกรับ วัฒนธรรมที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมประเพณีและไมกอใหเกิดความขัดแยงในสังคม
198 กิจกรรม กิจกรรมที่ 4 ใหนักศึกษาตอบคําถามตอไปนี้ 1. การเปลี่ยนแปลงทางสังคม หมายถึงอะไร ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 2. การเปลี่ยนแปลงทางสังคมแบงออกเปน 2 ประเภท คืออะไร ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 3. ปจจัยกอใหเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมมีอะไรบาง ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 4. การพัฒนาสังคม หมายถึงอะไร ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 5. แนวทางการพัฒนาสังคมไทยตลอดแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 ที่ตองการสังคมใหอยูเย็นเปนสุข มีแนวทาง อยางไรบาง 5.1............................................................................................................................................. 5.2............................................................................................................................................. 5.3............................................................................................................................................. 5.4............................................................................................................................................. 5.5............................................................................................................................................. 5.6............................................................................................................................................. 5.7.............................................................................................................................................
199 ตอนท ี่ 3 วัฒนธรรมไทย เร ื่องที่ 3.1 ความหมายและความสําคัญของวัฒนธรรม 1. วัฒนธรรม หมายถึงลักษณะที่แสดงความเจริญงอกงาม ความเปนระเบียบ ความกลมเกลียว กาวหนาของชาติและศีลธรรมอันดีงามของประชาชน เปนการชี้ชวน เชิญชวน วิงวอนใหประชาชนรวมกัน ทําใหเกิดความเจริญงอกงาม ใหมีความดีงามขึ้น ไมใชเพียงแตรับมรดกกันมาแตจะตองรักษาของเดิมที่ดี แกไขดัดแปลงของเดิมที่ควรแกหรือดัดแปลงวางมาตรฐานความดีความงามขึ้นใหมแลวสงเสริมใหเปน ลักษณะที่ดีประจําชาติสืบตอไปจนถึงอนุชนรุนหลัง วัฒนธรรมจึงหมายถึงวิถีแหงการดํารงชีวิตของคนในสังคมนั้นๆ นับตั้งแตการดํารงชีวิต ในแตละวัน การกิน การอยูการแตงกายการพักผอน การทํางาน การจราจรการขนสงการแสดงอารมณ การอยูรวมกันเปนหมูคณะ ซึ่งวิถีชีวิตนั้น เริ่มมาจากการที่มีตนแบบ อาจจะเปนตัวบุคคลแลวมีคนสวนใหญ หรือประชาชนสวนใหญมีความเห็นดวยและปฏิบัติสืบทอดกันมาโดยสิ่งนั้นตองเปนสิ่งที่ดีงาม วัฒนธรรมสวนหนึ่งสามารถแสดงออกผาน ดนตรีวรรณกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม การละครและภาพยนตรแมบางครั้งอาจมีผูกลาววาวัฒนธรรมคือเรื่องที่วาดวยการบริโภคและสินคาบริโภค เชน วัฒนธรรมระดับสูง วัฒนธรรมระดับต่ํา วัฒนธรรมพื้นบาน หรือวัฒนธรรมนิยม เปนตน แต นักมานุษยวิทยาโดยทั่วไปมักกลาวถึงวัฒนธรรมวา มิไดเปนเพียงสินคาบริโภคแตหมายรวมถึงกระบวนการ ในการผลิตสินคาและการใหความหมายแกสินคานั้น ๆ ดวย ทั้งยังรวมไปถึงความสัมพันธทางสังคมและ แนวการปฏิบัติที่ทําใหวัตถุและกระบวนการผลิตหลอมรวมอยูดวยกัน ในสายตาของนักมานุษยวิทยาจึงรวม ไปถึงเทคโนโลยีศิลปะวิทยาศาสตรรวมทั้งระบบศีลธรรม วัฒนธรรมในภูมิภาคตาง ๆ อาจไดรับอิทธิพลจากการติดตอกับภูมิภาคอื่น เชน การเปน อาณานิคม การคาขายการยายถิ่นฐาน การสื่อสารมวลชนและศาสนาอีกทั้งระบบความเชื่อไมวาจะเปนเรื่อง ศาสนามีบทบาทในวัฒนธรรมในประวัติศาสตรของมนุษยชาติมาโดยตลอด ดังนั้น วัฒนธรรมจึงเปนทุกสิ่งที่เรียนรูและไดรับการถายทอดมาจากการติดตอสัมพันธ ระหวางกัน ไมวาจะเปนภาษา ธรรมเนียมประเพณีกลาวไดวา วัฒนธรรมเปนแบบแผนของพฤติกรรม ที่ไดมาทางสังคม และถายทอดกันไปทางสังคม โดยอาศัยสัญลักษณ วัฒนธรรมจึงเปนเอกลักษณที่มีอยูเฉพาะ ในหมูมนุษยเทานั้น 2. ประเภทของวัฒนธรรม นักวิชาการไดแบ งประเภทของวัฒนธรรม ตามเปาหมายและวิธีการดังนี้ 2.1 การจัดประเภทตามลักษณะที่มองเห็นหรือสัมผัสไดแบงออกเปน
200 1) วัฒนธรรมทางวัตถุคือเครื่องมือเครื่องใชที่มนุษยใชในชีวิตประจาวํ ันเพื่อความสุข ทางกายไดแกยานพาหนะ ที่อยูอาศัย ตลอดจนเครื่องปองก ันตัวใหรอดพนจากอันตรายทั้งปวง 2) วัฒนธรรมทางจิตใจ เปนเรื่องเกี่ยวกับเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษยเพื่อใหเกิด ปญญาและมีจิตใจที่งดงาม ไดแกศาสนาศีลธรรม จริยธรรม คติธรรม ตลอดจนศิลปะวรรณคดีและระเบียบ แบบแผนของขนบธรรมเนียมประเพณี 2.2 การจัดประเภทตามเนื้อหาแบงออกเปน 1) คติธรรม คอืวัฒนธรรมทางศีลธรรมและทางจิตใจเชนวัฒนธรรมทางศาสนา ความเชื่อคานยมิคําสอน หลักการดําเนนชิ ีวิต เชน คนไทยเนนเรื่องความกตัญูกตเวทีตอผูมีพระคุณ ความเมตตากรุณาตอผูอื่น เปนตน 2) วตถัุธรรม คอืวัฒนธรรมทางวัตถุหรือสิ่งที่มนษยุสรางข ึ้น เชนวัดวาอาราม เจดีย เครื่องแตงกายถนนหนทาง เครื่องมือเครื่องใชเปนตน 3) เนติธรรม คือวัฒนธรรมทางกฎหมาย หรือขนบจารตประเพณ ี ีตาง ๆ ที่เปนขอหาม ขอปฏิบัติกฎเกณฑที่สังคมยอมรับ เปนตน 4) สหธรรม คือวัฒนธรรมทางสังคม เปนวฒนธรรมในการต ั ิดตอส ัมพันธกับผูอื่น เชน มารยาทในสังคม เปนตน เร ื่องที่ 3.2 ลกษณะของวั ฒนธรรมไทย ั วัฒนธรรมไทยมาจากแหลงที่มาที่ตางกันและเกิดการหลอหลอมกันขึ้น จนเปนวัฒนธรรมที่มี ความเปนเอกลักษณประจําชาติ ลักษณะสําคัญของวัฒนธรรมไทย มีดังนี้ 1. เปนวัฒนธรรมแบบเกษตรกรรม คนไทยมีความเกี่ยวของกับน้ํา ผูคนสวนใหญจะประกอบ อาชีพเกษตรกรรม ทําการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว ดังนั้นวัฒนธรรมประเพณีและวิถีชีวิตสวนใหญจึงมักเกี่ยวกับ น้ําและการเกษตร เชน ประเพณีการทําขวัญขาว หรือประเพณีการลงแขกเกี่ยวขาว ซึ่งพบเห็นไดทั่วไปตาม ชนบท เปนตน 2. เปนวัฒนธรรมที่ยึดถือการกุศล คนไทยนิยมทําบุญในงานเทศกาลตาง ๆ เพื่อเปนสิริมงคล และเพื่ออุทิศบุญกุศลใหญาติผูใหญที่ลวงลับไปแลว จึงสังเกตไดวาในงานพิธีมงคลหรืออวมงคลจะตองมี การทําบุญเปนสวนหนึ่งของงานพิธีเหลานั้นเสมอ 3. เปนวฒนธรรมทั ี่ยึดถอเครือญาตื ิสังคมไทยมีความสัมพนธั กันโดยยึดหลักอาวุโสคนทมี่ีอายนุอย กวาจะให ความเคารพผูที่มีอายุมากกวาหรืออาวุโสกวา เพราะถือวาผูอาวุโสเปนผูที่สูงดวยประสบการณ พบเห็นเรื่องราวในชวีิตมากอนผูที่มีอายุนอยการเขาหาและพูดคยกุับทานเหลานั้นจะทาใหํ ไดรับประสบการณ ที่ดีแลวนํามาปรับใชในชวีตได ิ ดังสุภาษตของไทยประโยคหน ิ ึ่งวา “เดินตามหลังผใหญ ู สุนัขไมกัด”
201 4. เปนวัฒนธรรมที่ยึดถือพิธีกรรม มีขั้นตอนในการประกอบพิธีตามความเชื่อและมุงหวังความมีหนา มีตาในการจัดงาน เชน การแตงงาน โดยสวนใหญในสังคมไทยจะมีพิธีกรรมมากมาย ตั้งแตการแห ขันหมากมาสูขอ การรดน้ําสังขอวยพรคูบาวสาวและจัดงานเลี้ยงฉลองสมรสโดยเชิญญาติพี่นอง เพื่อนฝูง ของเจาบาวเจาสาวมารวมเปนเกียรติในงาน เปนตน 5. เปนวัฒนธรรมที่นิยมความสนุกสนาน กิจกรรมตาง ๆ ของสังคมไทยสวนใหญจะมีการสอดแทรก ความสนุกสนานไวด วยเสมอ มีการรองรําทําเพลง จนเกิดเปนเพลงฉอยเพลงเรือเพลงเกี่ยวขาว เปนตน ซึ่งถือวาเปนการละเลนเพื่อผอนคลายความเหน็ดเหนื่อยหลังเสร็จสิ้นฤดูเก็บเกยวี่ 6. เปนวัฒนธรรมที่มีการผสมผสาน วัฒนธรรมไทยตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบนได ั รับการผสมผสาน มาจากการเผยแพรทางวฒนธรรมของสั ังคมอื่น เชน ศาสนาพราหมณเปนที่มาของประเพณีตาง ๆ ซงได ึ่ รับ การปฏิบัติสืบทอดในสังคม เชน พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ การตั้งศาลพระภูมิเปนตน นอกจากนี้ยังมี วัฒนธรรมตะวันตกทกี่ําลังเขามามีอิทธิพลมากในสังคมไทยเชน ดานเทคโนโลยีการแตงกายและอาหารเปนตน 7. เปนวัฒนธรรมที่ไดรับอิทธิพลมาจากพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนามีอิทธิพลตอความคิด ความเชื่อ พฤติกรรม และพธิีกรรมของผูคนตั้งแตระดับชาวบานจนถึงระดับรัฐคนไทยดําเนนชิ ีวตตามิ แนวทางแหงอดมคตุิที่มีวัดเปนศูนยกลาง ไปวัดเพื่อถือศีล ฟงธรรม บูชาพระรัตนตรยัพรอม ๆ กับการศึกษา หาความรู จนกระทั่งตายจากโลกนี้ก็ตองทําพิธีทางศาสนา ประมุขของรัฐปกครองประเทศโดยใชหล ักธรรม ท่เรี ียกวา “ทศพิธราชธรรม” และ “จักรวรรดิวัตร” จึงเรียกการปกครองนี้วาธรรมราชา ทรงทะนุบํารุงศาสนา และสรางวัด ปฏิสังขรณโบราณสถานตาง ๆ แมวาสังคมไทยจะมีลักษณะคลายคลึงกับสังคมของบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต แตสังคมไทยก็มีวัฒนธรรมที่แสดงถึงเอกลักษณของชาติไทยที่แตกตางจากชาติอื่น และบงบอกถึงความเจริญ งอกงามของชาติไทยมายาวนาน เร ื่องที่ 3.3 การอนุรักษ วฒนธรรมไทย ั วัฒนธรรมชวยใหสังคมมีความเจริญกาวหนายั่งยืน และรักษาเผาพนธัุของตนไวไดทั้งนี้เพราะ มนุษยเป นผูมความคี ิดริเริ่มสรางสรรคสามารถแกปญหาไดเปนอยางดีและถายทอดความรูความสามารถให ผูอื่นมีความรูมีความเขาใจและสามารถใชประโยชนในการดํารงชีวตได ิ อยางเหมาะสม วัฒนธรรมไทยเปนมรดกล้ําคาที่บรรพบุรุษมอบไวใหแกลูกหลาน จากการสั่งสม ทดลอง ปฏิบัติเลือกสรรอยางเหมาะสม ดวยเหตุนี้อนุชนรุนหลังจึงไดรับแตสิ่งที่ดีผานการตรวจสอบวาเหมาะสม ดีงาม จึงสมควรที่จะตองอนุรักษมรดกนี้ไวขณะเดียวกันตองพิจารณาถึงกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ในทางวัฒนธรรมที่คนไทยจะตองเรียนรูการเลือก การผสมผสานใหเหมาะสมระหวางวัฒนธรรมไทยกับ วัฒนธรรมสากล โดยเฉพาะดานคติธรรมจากพระพุทธศาสนา ความสมดุลของธรรมชาติและสิ่งแวดลอม เพื่อใหสามารถแกปญหาและดํารงชีวิตอยูไดดวยดีสามารถรักษาเอกราชทางวัฒนธรรมไวไดสืบไป
202 แนวทางการอนุรักษวัฒนธรรมไทยควรดําเนินการดังนี้ 1. ศึกษารวบรวม เลือกเฟน ปรับเปลี่ยน และถายทอดวฒนธรรมอยั างเหมาะสม 2. ติดตามการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกใหรูเทาทันอยางถ องแทถึงคุณ และโทษของการรับ วัฒนธรรมตางชาติ 3. นําภูมิปญญาพื้นฐานมาใชให เหมาะสมกบสภาพและเหตัุการณและสงเสริมคนในชมชนใหุ เปนคนเกงคนดีตามพื้นฐานภูมิปญญาดั้งเดิมของไทย 4. ตั้งเปนมูลนธิิเพื่อเผยแพรว ฒนธรรมไทย ัเพื่อเปดโอกาสใหประชาชนมีสวนรวมในการ อนุรักษวัฒนธรรมไทย 5. ปลูกฝงใหเยาวชนเหนค็ุณคา ตระหนักในความสําคญของวั ัฒนธรรมหลักของชาติถายทอด ความรูในสถานศึกษา ในชุมชน และสื่อสารมวลชนทุกแขนงและใหมสีวนรวมในการอนุรักษ วัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมไทยเปนวัฒนธรรมที่มีคุณคาและไดรับการยกยองจากนานาอารยประเทศการอนุรักษ วัฒนธรรมไทยจึงเปนหนาทของทีุ่กคนที่จะตองรวมมือรวมใจก ันรักษาถายทอดไปสูคนรุนหลัง เพอจะได่ื อยู คูชาติไทยตลอดไป เร ื่องที่ 3.4 วฒนธรรมไทยก ั ับวัฒนธรรมสากล สังคมไทยรูจักการเลือกสรรสิ่งที่เปนประโยชนและสอดคลองกับสภาพความเปนอยของคนไทยู เปนการผสมผสานกับวัฒนธรรมดั้งเดิม มีการยอมรับและเปลี่ยนแปลงใหเหมาะสมถาสิ่งนั้นสอดคลองกับ ความประพฤติที่มีอยูเดิม สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอกรมพระยาดํารงราชานุภาพ กลาววาคนไทยมีลักษณะที่เอื้อตอการ ปรับตัวคือคนไทยรักอิสระ มีขันติธรรมไมเบียดเบียนผูอื่น รูจักประสานประโยชนดังนั้น คนไทยจึงมีวิถีชีวิตที่ ไมขัดกับกระแสโลกวัฒนธรรมไทยจึงมีความเจริญงอกงาม ไมหยุดนิ่งดังเชนวัฒนธรรมของชนเผา เชน อินเดียน พื้นเมืองหรือชนเผาตาง ๆ ในอดีต นอกจากนี้ยังมีปจจัยอื่นอีกเชน พระพุทธศาสนา ซึ่งมีอิทธิพลตอวิถีชีวิตของคนไทยมากโดยเฉพาะ ดานคติธรรมเชนการสอนคุณธรรมตางๆอาทิความกตัญูกตเวทีการมีสัมมาคารวะความสุภาพออนนอมอยางไร ก็ตาม ถาคนไทยเห็นวาทําแลวไดประโยชนก็จะรักษาและปฏิบัติตาม เชน การสรงน้ําพระในวันสงกรานตพิธีแรก นาขวัญ ทําเพื่อใหปลูกขาวไดผลดีรวมทั้งผูมีอิทธิพล หรือผูมีอํานาจจะชวยสงเสริมวัฒนธรรมไดมากขึ้น เชน เจานายหรือขาราชการชั้นผูใหญเมื่อครั้งสมัยรัชกาลที่ 5 นิยมแตงกายแบบยุโรป ทําใหประชาชน นิยมเลียนแบบตามไปดวย อยางไรก็ตาม บางสิ่งบางอยางที่ไมไดรับการยอมรับ ไดแกความรูสึกหรืออารมณที่ผูกพันกับสิ่งเกา ๆ ตามความเคยชิน เชน คนแกในชนบทมักกลัวการเขาโรงพยาบาลเพราะคิดวาเปนสถานที่ที่จะตองไปตายและ ทัศนคติบางอยางท ี่คนรูวาดแตี ไมยอมรับเชนชาวชนบทนยมเกิ ็บเงนไว ิ ทบี่ านไมนยมฝากเง ิ ินไวกับธนาคารเปนตน
203 เมื่อสังคมไทยมีการเจริญสัมพันธไมตรีกับตางประเทศทั้งชาติตะวันตก และชาติตะวันออก ทําใหเกิดการเรียนรูวัฒนธรรมใหมๆ มีการนํามาปรับใหเหมาะสมและหลอมเปนวัฒนธรรมไทยเชน ตัวอักษรไทย ประยุกตมาจากอักษรขอม และนํามาจัดวางสระใหมขนมไทยในอดีตใชมะพราวและแปงเปนสวนผสมที่ สําคัญ เชน ขนมครกขนมเบื้องขนมตม จนถึงสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช ทาวทองกีบมา หรือ มารีกีมาร (Marie Gimar) ภรรยาของออกญาวิไชเยนทรสอนใหคนไทยทําขนมที่ใชไขเปนสวนผสมสําคัญ เชน ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เปนตน ในสมัยตอมาขนมไทยดังกลาวกลายเปนขนมมงคล เพราะมีคําวา “ทอง” ซึ่งคนไทยถือวาเปนสิ่งที่ดี ดนตรีไทยถือวาเปนเอกลักษณอยางหนึ่งของวัฒนธรรมไทยที่สามารถสื่อถึงความเปนไทยได เปนอยางดีทั้งวัสดุที่ใชทําจากภูมิปญญาไทย อยางไรก็ตาม มีเครื่องดนตรีหลายอยางที่มีการรับและ ผสมผสานกับเครื่องดนตรีตางชาติเชน กระจับปแตร ปไฉน จากประเทศอินเดีย ปกลองแขกจากชวา ประเทศอินโดนีเซีย ตะโพน ฆองจะเขจากมอญ เปนตน ในปจจุบันการรับวัฒนธรรมสากลของคนไทยมีมากขึ้นดวยอิทธิพลของสื่อสารมวลชนตาง ๆ เชน อาหาร ภาษาการแตงกาย เทคโนโลยีศิลปะการกอสรางบานเรือนและสถาปตยกรรม เกิดการผสมผสาน วัฒนธรรมขึ้น ขณะเดียวกันชาวตางชาติก็รับวัฒนธรรมไทยเขาไปผสมผสานกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเอง ดวยเชนกัน สรุปสาระสําคญั วัฒนธรรมหมายถึงวิถีการดําเนินชีวิต (The way of life) ของคนในสังคมนับตั้งแตวิธีกินวิธีอยูวิธีแตงกาย วิธีทํางาน วิธีพักผอน วิธีแสดงอารมณวิธีสื่อความ วิธีจราจรและขนสงวิธีอยูรวมกันเปนหมูคณะวิธีแสดง ความสุขทางใจ และหลักเกณฑการดําเนินชีวิต โดยแนวทางการแสดงออกถึงวิถีชีวิตนั้นอาจเริ่มมาจาก เอกชนหรือคณะบุคคลทําเปนตัวแบบ แลวคนสวนใหญก็ปฏิบัติสืบตอกันมาวัฒนธรรมยอมเปลี่ยนแปลงไป ตามเงื่อนไขและกาลเวลาเมื่อมีการประดิษฐหรือคนพบสิ่งใหมวิธีใหมที่ใชแกปญหาและตอบสนอง ความตองการของสังคมไดดีกวา ซึ่งอาจทําใหสมาชิกของสังคมเกิดความนิยม และในที่สุดอาจเลิกใช วัฒนธรรมเดิม ดังนั้นการรักษาหรือธํารงไวซึ่งวัฒนธรรมเดิมจึงตองมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนา วัฒนธรรมใหเหมาะสมมีประสิทธิภาพตามยุคสมัย
204 กิจกรรม กิจกรรมที่ 5 ใหนกศั ึกษาเติมขอความในกรอบ ใหสมบูรณ วัฒนธรรม ความหมาย แบงตามลักษณะ ที่มองเห็น แบงตามเนื้อหา
205 กิจกรรมที่ 6 ใหนกศั ึกษาตอบคําถามตอไปนี้ 1. วัฒนธรรมไทยมีลักษณะเฉพาะที่เปนเอกลักษณของไทยเปนอยางไร 1.1.......................................................................................................................................... 1.2.......................................................................................................................................... 1.3.......................................................................................................................................... 1.3.......................................................................................................................................... 1.5.......................................................................................................................................... 1.6.......................................................................................................................................... 1.7.......................................................................................................................................... 2. แนวทางการอนุรักษวัฒนธรรมไทยควรทําอยางไร 2.1.......................................................................................................................................... 2.2.......................................................................................................................................... 2.3.......................................................................................................................................... 2.3.......................................................................................................................................... 2.5.......................................................................................................................................... 3. การรับวัฒนธรรมสากลควรมีหลักการเลือกรับอยางไร .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................................
206 ตอนท ี่ 4 การประพฤติตนเปนพลเม ื องด ี ของสังคม เร ื่องที่ 4.1 ความหมายและความสําคัญของพลเม ื องดี คนดีหมายถึงการเปนคนที่มีคุณธรรม จริยธรรม ตามหลักศีลธรรมและคานิยมที่ดีงามในสังคม การ เปนพลเมืองดีนอกจากจะเปนคนที่มีคุณธรรม จริยธรรมแลว ยังตองประกอบดวยคุณลักษณะของระบบการ ปกครองตามอุดมการณทางการเมืองของรัฐนั้นๆ 1. พลเมืองดีจึงหมายถึงผูที่ปฏิบัติหนาทพลเมี่ืองไดครบถวน ทั้งกิจทตี่ องทําและกจทิ ี่ควรทํา การพัฒนาตนเองใหเปนพลเมืองดีนั้นจะตองเร ิ่มตนจากการเปนสมาชกทิ ี่ดีของครอบครัว โรงเรียน ชุมชน เพื่อจะเปนสมาชิกที่ดีของประเทศชาตติอไป คนที่เปนพลเม ืองดีจะตองมีคุณธรรมจริยธรรม ในดานตาง ๆ ดังนี้ 1.1 การเห็นแกประโยชนสวนรวม 1.2 การมีระเบยบวีนิัยและมความรี ับผิดชอบตอหนาท ี่ 1.3 การรับฟงความคิดเหนซ็ ึ่งกันและกัน และเคารพในมติของเสียงสวนมาก 1.4 การมความซี ื่อสัตยสุจริต 1.5 การรูรักสามัคคี 1.6 การมีความละอายและเกรงกลัวในการกระทําความชั่ว 1.7 การมีความกลาหาญและเชื่อมั่นในตนเอง 1.8 การสงเสริมใหคนดีปกครองบานเมืองและควบคุมคนไมดีไมให มอีํานาจ 2. ความสําคญของการปฏ ับิัติตนเปนพลเมืองดี การปฏิบัติตนเปนพลเมืองดของสี ังคม มีความสําคัญตอประเทศดังนี้ 2.1 ทําใหสังคมและประเทศชาติมีการพัฒนาไปไดอยางมั่นคง 2.2 ทําใหสังคมมีความเปนระเบียบเรียบรอย 2.3 ทําใหเกดความริ ักและความสามัคคีในหมูคณะ 2.4 ทําใหสมาชิกในสังคมอยูรวมกนอยั างมีความสุข 3. จริยธรรมของการเปนพลเมืองดี คุณธรรม จริยธรรม หมายถงึ ความดีที่ควรประพฤติ กิริยาที่ควรประพฤติ คุณธรรม จริยธรรมที่สงเสริมความเปนพลเมืองด ีไดแก 3.1 ความจงรักภักดีตอชาต ิศาสนา พระมหากษัตริย หมายถึง การตระหนักในความสําคัญของ ความเปนชาตไทย ิ การยึดมนในหล ั่ักศีลธรรมของศาสนา และการจงรกภั ักดีตอพระมหากษัตรยิ 3.2 ความมีระเบียบวนิัย หมายถึง การยึดมั่นในการอยูรวมก ันโดยยึดระเบียบวินยั เพื่อความ
207 เปนระเบยบเรียบรี อยในสังคม 3.3 ความกลาทางจริยธรรม หมายถึง ความกลาหาญในทางที่ถูกที่ควร 3.4 ความรับผิดชอบ หมายถึง ความตั้งใจในการปฏิบัติหนาที่จนสําเร็จเรียบรอย 3.5 การเสียสละ หมายถึง การยอมเสียผลประโยชนสวนตนเพื่อผูอื่น หรือสังคมโดยรวม ไดรับประโยชนจากการกระทําของตน 3.6 การตรงตอเวลา หมายถงึ การทํางานตรงตามเวลาทไดี่ รับมอบหมาย การปฏิบัติตนเปนพลเมืองดนีั้นเปนหนาทของสมาชี่กทิุกคนในสังคม ไมวาจะอยในสู ังคม ขนาดเล็กหรือขนาดใหญ เร ื่องที่ 4.2 คณลุักษณะและหนาที่ของพลเม ื องดี พลเมืองดีมีหนาที่ตองปฏิบัติตามกฎหมายขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของชาติ คําสั่งสอนของพอแมครูอาจารยมีความสามัคคีเอื้อเฟอเผื่อแผซึ่งกันและกัน รูจักผิดชอบชั่วดีตามหลัก จริยธรรม และหลักธรรมของศาสนา มีความรอบรูมีสติปญญาขยันขันแข็ง สรางความเจริญกาวหนา ใหแกตนเองครอบครัว สังคม และประเทศชาติ 1. หนาที่ของพลเมืองดีตามวิถีชีวิตประชาธิปไตย พลเมืองดีตามวิถีชีวิตประชาธิปไตยควรมีแนวทางการปฏิบัติตนดังนี้คือ 1.1 ดานสงคมั ไดแก 1) การแสดงความคิดอยางมเหตีุผล 2) การรับฟงขอค ิดเห็นของผอูื่น 3) การยอมรับเมื่อผูอื่นมีเหตผลทุ่ดีีกวา 4) การตัดสินใจโดยใชเหตุผลมากกวาอารมณ 5) การเคารพกฎระเบียบของสังคม และกฎหมาย 6) การมีจิตสาธารณะคือเหนแก็ ประโยชนของสวนรวมและรักษาสาธารณสมบัติ 7) มีความสามคคั ีกลมเกลียวกัน หมายถึง มีความรักความผูกพัน รูจักการทํางานเปนกลุม รวมตัวเปนกลมตุ าง ๆ 1.2 ดานเศรษฐกิจไดแก 1) การประหยดและอดออมในครอบคร ั ัว 2) การซื่อสัตยสุจริตตออาชีพที่ทาํ 3) การพัฒนางานอาชีพใหก าวหนา 4) การใชเวลาวางใหเปนประโยชนตอตนเองและสังคม 5) การสรางงานและสรางสรรคสิ่งประดิษฐใหมๆ เพื่อใหเกิดประโยชนตอสังคมไทย
208 และสังคมโลก 6) การเปนผูผลิตและผูบริโภคที่ดี มีความซื่อสัตยยึดมั่นในอุดมการณที่ดีตอชาติเปนสําคัญ 1.3 ดานการเมืองการปกครองไดแก 1) การเคารพกฎหมาย 2) การรับฟงขอค ิดเห็นของทุกคนโดยอดทนตอความขดแยั งทเกี่ิดขนึ้ 3) การยอมรับในเหตุผลที่ดีกวา 4) การซื่อสัตยต อหนาที่โดยไมเห็นแกประโยชนสวนตน 5) การกลาเสนอความคิดเหนต็ อสวนรวมกลาเสนอตนเองในการทําหนาที่สมาชิกสภาผูแทน ราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา 6) การทํางานอยางเต็มความสามารถเต็มเวลา 2. หนาที่ของพลเมืองดีตามหลักธรรม การปฏิบตัิตนเปนพลเมืองดีตามหลักธรรม เปนหนาที่ของพลเมืองดีพึงปฏิบัติซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ 2.1 ความรับผดชอบติ อหนาที่หมายถึงการปฏิบัติกิจการงานของตนเองและที่ไดรบั มอบหมายดวยความมานะพยายามอุทิศกําลังกายกําลังใจอยางเต็มความสามารถไมเห็นแกความเหน็ดเหนื่อย จนงานประสบความสําเร็จตรงตามเวลา บังเกิดผลดีตอตนเองและสวนรวมทั้งนี้รวมไปถึงการรับผิดเมื่องาน ลมเหลว พยายามแกไขปญหาและอุปสรรคโดยไมเกี่ยงงอนผูอื่น 2.2 ความมีระเบียบวินัย หมายถึงการเปนผรููและปฏิบัติตามแบบแผนทตนเองี่ครอบครัว และสังคมกําหนดไวโดยทจะปฏ ี่ิเสธไมรับรูกฎเกณฑหรือกติกาตาง ๆ ของสังคมไมไดคุณธรรมขอนี้ตองใช เวลาปลูกฝงเปนเวลานานและตองปฏิบัติสม่ําเสมอจนกวาจะปฏิบัติเองไดและเกิดความเคยชิน การมีระเบียบ วินัยชวยให สังคมสงบสุขบานเมองมื ีความเรียบรอย เจริญรุงเรืองไมหลอกลวงไมเอาเปรียบผูอนื่ลั่นวาจาวาจะ ทํางานสิ่งใดก็ตองท ําใหสําเร็จเปนอยางด ีไมกลับกลอก มีความจริงใจตอทุกคน จนเปนที่ไววางใจของคนทุกคน 2.3 ความเสียสละ หมายถึงการปฏิบัติตนโดยอุทิศกําลังกายกําลังทรัพยกําลังปญญา เพื่อ ชวยเหลือผูอื่นและสังคมดวยความตั้งใจจรงิมีเจตนาที่บรสิทธุิ์คุณธรรมดานนี้เปนการสะสมบารม ีใหแก ตนเอง ทําใหมคนรี ักใครไววางใจ เปนทยกยี่องของสังคม ผูคนเคารพนับถือ 2.4 ความอดทน หมายถึงความเปนผูที่มีจิตใจเขมแข็ง ไมทอถอยตออุปสรรคใด ๆ มุงมั่น ที่จะทํางานใหบังเกิดผลดีโดยไมใหผูอื่นเดือดรอน ความอดทน มี 4 ลักษณะคือ 1) อดทนตอความยากลําบากเชน เมื่อเจบป็ วยไดรับทกขเวทนากุ็ไมแสดงอาการ จนเกนกวิ าเหตุ เปนตน 2) อดทนตอการตรากตรําทํางาน เชน ไมทอดทิ้งงาน ฟนฝาอุปสรรคจนประสบผลสําเร็จ เปนตน
209 3) อดทนตอความเจ็บใจเชน ไมแสดงความโกรธไมอาฆาตพยาบาท อดทนตอคําเสียดสี เปนตน 4) อดทนตอกเลสิเชน ไมอยากไดของผูอื่นจนเกดทิุกขไมตอบโตคนอื่นที่ทําใหเรา โกรธและไมลุมหลงในสิ่งที่จะพาเราไปพบกับความเสยหายี เปนตน 2.5 การไมทําบาป หมายถึง การงดเวนพฤติกรรมที่ชั่วราย สรางความเดือดรอนใหผูอื่น เพราะเปนเรื่องเศราหมองของจิตใจควรงดเวนพฤติกรรมชั่วราย 3 ทางคือ 1) ทางกายเชน ไมฆาสัตวไมทุจริต ไมลักขโมยไมผิดประเวณี 2) ทางวาจา เชน ไมโกหกไมกลาวถวยคําหยาบคาย ไมใสรายไมพูดเพอเจอ 3) ทางใจ เชน ไมคิดเนรคุณ ไมคิดอาฆาต ไมคิดอยากได 2.6 ความสามัคคีหมายถึงการที่ทุกคนมีความพรอมกาย พรอมใจและพรอมความคิดเปนน้ํา หนึ่งใจเดียวกันมีจุดมุงหมายที่จะปฏิบัติงานใหประสบความสําเร็จโดยไมมีการเกี่ยงงอนหรือคิดชิงดีชิงเดนกนั ทุกคนมุงที่จะใหสังคมและประเทศชาติเจริญรุงเรืองมีความรักใครกลมเกลียวกันดวยความจริงใจความไมเห็นแกตัว การวางตนเสมอตนเสมอปลายก็หมายถึงความสามัคคีดวย 2.7 ความซื่อสัตยหมายถึง การปฏิบัติตนทางกาย วาจา ใจ ที่ตรงไปตรงมา ไมคดโกง หลอกลวงเอารัดเอาเปรียบผูอื่น เปนที่ไววางใจของทุกคน 3. หนาที่ของพลเมืองดีตามวัฒนธรรมไทย วัฒนธรรม คือแบบแผนการกระทํา หรือผลการกระทําทพี่ัฒนาจากสภาพเดมตามธรรมชาติ ใหิ ดีงามยั่งยืนจนเปนที่ยอมรับของคนในสังคม ตัวอยางแบบแผนการกระทําเชน กิริยา มารยาท การพูดการแตงกายการรบประทานอาหาร ั เปนตน สวนผลจากการกระทํา เชน เคร่องมื ือเครื่องใชเครื่องนงหุ ม ที่อยูอาศยั เปนตน วัฒนธรรมการไหวเปนวัฒนธรรมภายนอกที่มักไดรับการตอบสนองจากผูไดรับดวยการ ไหวตอบ นอกจากนี้ยังมีวฒนธรรมไทยอ ั ื่นๆ ที่งดงาม เชน การกราบ การแตงกายแบบไทยในโอกาสตาง ๆ การทําบุญ ตักบาตร เปนตน 4. หนาที่ของพลเมืองดีตามประเพณีไทย ขนบธรรมเนียมประเพณีคือ สิ่งท่ปฏี ิบัติสืบทอดสืบทอดกันมาและถือวาเป นสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ดีงาม ของแตละสังคมอาจเหมือนกนัคลายกัน หรือแตกตางกนกั ็ไดและสิ่งที่ดีงามของสังคมหนึ่งเมื่อเวลาผานไป สังคมนั้นอาจเห็นเปนสิ่งไมด ีงามก็ได วัฒนธรรมและประเพณีไทยเปนกิจกรรมที่สืบทอดมายาวนานและสังคมยอมรับวาเปนสิ่งดี ควรอนุรักษไว การเปนสมาชกทิ ี่ดีของสงคมไทยและส ั ังคมโลกการที่บุคคลจะเปนสมาชิกที่ดีของสังคมไทย และสังคมโลกจะตองคํานึงถึงสถานภาพ บทบาท สิทธิเสรีภาพ และหนาที่ในการปฏิบัติตนเปนพลเมืองดี
210 5. หนาที่ของพลเมืองดีตามรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ไดกลาวถึงหนาที่ของชนชาวไทยตาม ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข ซึ่งเปนหนาที่ตามบทบัญญัติแหงกฎหมายสูงสุด ของประเทศ ซึ่งทุกคนจะตองรักษาและปฏิบัติตามจะหลีกเลี่ยงมิไดพอสรุปไดดังนี้ 5.1 การรักษาชาติศาสนา พระมหากษัตริย การรักษาชาติบุคคลมีหนาที่รักษาไวซึ่งชาติเปนบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบัน มาตรา 66 เมื่อคนไทยมีหนาที่รักษาก็ตองดูแลและปองกันชาติมิใหผูใดใชขออางใดๆเพื่อแบงแยกแผนดินไทย ดวย เหตุผลทางการเมืองการปกครอง หรือศาสนา เพราะรัฐธรรมนูญกําหนดวา "ประเทศไทยเปนราชอาณาจักร อันหนึ่งอันเดียวจะแบงแยกมิได " ดังนั้นผูใดจะมาชักจูงโนมนาวดวยเหตุผลใดๆ ถือวาเปน ผูทําลายประเทศชาติคนไทยทุกคนมีหนาที่รักษาชาตใหิ มีเสถียรภาพ มั่นคงถาวรและเปนเอกภาพ ตลอดไป การรักษาศาสนา เนื่องจากประเทศไทยใหเสรีภาพในการนับถือศาสนาและสามารถ ประกอบพิธีกรรมตามศาสนาไดพระมหากษัตริยทรงเปนอัครศาสนูปถัมภภกคือ ทรงอุปถัมภทุกศาสนาใน ประเทศไทย รัฐธรรมนูญจึงกําหนดใหเปนหนาที่ที่เราทุกคนตองรักษาไวซึ่งศาสนา ซึ่งนาจะหมายถึง การบํารุงรักษาและเสริมสรางศรัทธาเพื่อใหศาสนาคงอยูคูบานเมืองและเปนหลักยึดเหนี่ยวในดานคุณธรรม สืบไป คนไทยทุกคนตองชวยกันสอดสองดูแลทั้งฆราวาสและบรรพชิตใหมีวัตรจริยาอันเหมาะสมตอศาสนา หรือลัทธิของตนจะอาศัยพระวินัยหรือนักบวชแตเพียงอยางเดียวไมได การรักษาพระมหากษัตริยและการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมพระมหากษี ัตริย ทรงเปนประมขุภารกิจนี้เปนหน าทยี่ิ่งใหญของคนไทยทุกคน เพราะประเทศไทยดารงอยํูไดและคนไทยอยู อยางรมเย็นเปนสุขยืนยงมาทุกวันน ี้ดวยพระบารมีของพระมหากษัตริยทุกพระองคปกอย ูเหนือเกลาฯ ชาวไทยทกคนุเพราะแตละพระองคจะครองราชยสมบัติดูแลบานเมืองอยูไดนานกวาประมุขที่มาจากการ เลือกตั้ง ทั้งมีความรูสกผึูกพัน ตั้งแตโบราณกาลถึงปจจบุัน ยอมจารึกอยูในดวงใจของชาวไทยท้ังประเทศ ฉะน้ัน จึงเปนหน าที่ที่คนไทยตองดูแลรักษาเทิดทูนสถาบันและองคพระมหากษัตริยไว ดวยชวีิต อกที ั้งตอง ปองกันภยอั ันเกิดจากวาจาหรือความคิดที่ไมสุจริตทั้งปวงการปกครองของไทยจึงเปนระบอบประชาธ ิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประม ุขที่แนวแน มนคงเพราะพระองคั่ คอืสัญลักษณแหงคณธรรมและสุันติสุข 5.2 การปฏิบตัิตามกฎหมาย บุคคลมีหนาท ี่ปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งรฐธรรมนัูญไดระบุไว กวาง ๆ แตมีความหมายครอบคลุมกฎหมายทุกประเภทไมวาจะเปนกฎหมายเอกชน มหาชน หรือกฎหมาย ระหวางประเทศรวมทั้งกฎหมายระดับตาง ๆ เชน พระราชบัญญัติพระราชกฤษฎีกากฎกระทรวง เปนตน เมื่อเราตองเกี่ยวของหรือสัมพันธกับกฎหมายใดก็ตองปฏิบัติตามกฎหมายนั้นๆ อยางเครงครัด เพราะกฎหมาย แตละฉบับนั้นไดมการรี างและประกาศใชในราชกิจจานุเบกษาอยางเปดเผยต อสาธารณชน จึงเปนหนาที่ของ ชาวไทยทกคนทุี่จะตองศกษาและทึ ําความเขาใจเรื่องกฎหมายเพื่อไมให เสียเปรียบหรือไดรับโทษโดย รูเทาไมถึงการณ
211 5.3 การไปใชสิทธิเลือกตั้ง บุคคลมีหนาที่ไปใชสิทธิเลือกตั้งการใชสิทธิเลือกตั้งมีทั้งใน ประเทศที่ปกครองดวยระบอบประชาธิปไตยคือระบอบการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อ ประชาชน ที่ถือเสียงขางมากเปนสําคัญ แตก็เคารพสิทธิเสรีภาพของเสียงขางนอย ในระบอบประชาธิปไตย จึงมีการเลือกตั้งผูแทนไปปฏิบัติหนาที่แทนประชาชนซึ่งอาจจะเปนการเลือกผูแทนเขาไปเปนสมาชิกสภานิติบัญญัติ หรืออาจเปนการเลือกผูแทนไปเปนหัวหนาฝายบริหารโดยตรงก็ไดแลวแตรูปแบบการปกครองของแตละ ประเทศ ที่กําหนดไวในรัฐธรรมนูญการเลือกตั้งจึงถือเปนกิจกรรมที่จําเปนอยางหนึ่งในการปกครองตามระบอบ ประชาธิปไตยการไดมีโอกาสใชสิทธิในการเลือกตั้งจึงเปนความภาคภูมิใจของประชาชนที่อยูในประเทศ ประชาธิปไตยการมีสวนรวมของประชาชนที่สําคัญคือการเลือกตั้ง ดังนั้น ประชาชนควรภาคภูมิใจที่จะไป ใชสิทธิเลือกตั้งโดยเสรีดังนั้นการเลือกตั้งจึงเปนหนาที่ที่สําคัญของคนไทย บุคคลใดที่ไมไปใชสิทธิเลือกตั้ง โดยไมแจงเหตุอันสมควรที่ทําใหไมอาจไปเลือกตั้งไดยอมเสียสิทธิตามกฎหมาย 5.4 การปองกันและพัฒนาประเทศ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ระบุถึงหนาที่ของปวงชนชาวไทยในการปองกันประเทศ ซึ่งสามารถแยกออกได 7 ประการดังนี้ 1) การปองกันประเทศ เปนหนาที่ของคนไทยทุกคน 2)การรับราชการทหาร พระราชบัญญัติการตรวจเลือก พ.ศ.2497 กําหนดใหเปนหนาที่ ของชายไทยทุกคนตองไปรับการตรวจเลือก หรือที่เรียกวา เกณฑทหาร เมื่ออายุครบ 20 ปบริบูรณแตผูอยูใน วัยศึกษาเลาเรียนสามารถผอนผันไดโดยผูที่ขอผอนผันตองไปรายงานตัวทุกปเมื่อมีการเกณฑทหารจนกวา จะสําเร็จการศึกษาและเมื่อสําเร็จการศึกษาแลวก็ตองไปเขารับการคัดเลือกตามที่กฎหมายกําหนดไวสําหรับ ผูฝาฝนไมไปเขารับการตรวจเลือกหรือหนีทหารจะไดรับโทษทางอาญาสถานเดียวคือจําคุก ตั้งแต 1 เดือน ถึง 3 ป 3) การเสียภาษีอากร หนาที่ของคนไทยทุกคนที่จะตองเสียภาษีอากรตามที่ตนเกี่ยวของ ดวยความภาคภูมิใจที่ไดชวยเหลือรัฐ ซึ่งเงินรายไดจากการจัดเก็บภาษีรัฐไดนํากลับมาพัฒนาประเทศในดานตาง ๆ และจัดบริการขั้นพื้นฐานใหแกประชาชนเชนการประกันสุขภาพการประกันรายไดขั้นต่ําและการประกันความมั่นคง ในชีวิต 6. หนาที่ของพลเมืองดีในการพิทักษปกปองและสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาติและภูมิปญญา ทองถิ่นชาติไทยเปนชาติที่มีศิลปวัฒนธรรมเกาแกมานานศิลปะและวัฒนธรรมชวยใหประเทศมีความเปนเอกลักษณ ที่งดงาม ศิลปะสาขาตาง ๆ เชน จิตรกรรม ปฏิมากรรม และภาพพิมพตามวัดวาอาราม หนาที่สําคัญอีกประการหนึ่งของคนไทย คือ การปลูกจิตสํานึกใหรูจักปกปองไมใหผูใดมา ทําลาย หรือลบหลูดูหมิ่นศิลปะ วัฒนธรรมและภูมิปญญาทองถิ่น ในการผดุงรักษา ปกปอง และสืบสาน ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปญญาทองถิ่น จึงตองเริ่มดวยการปลูกจิตสํานึกคนไทยใหตื่นตัว หันกลับมารักษา สงเสริมและสรางสรรคสิ่งที่บงบอกถึงความเปนชาติไทยอยางจริงจัง เพื่อใหชาติไทยแข็งแกรงสืบไป 7. หนาที่ของพลเมืองดีในการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ทุกคนตองตระหนัก ในความสําคัญและคุณคาของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม
212 รัฐไดตรากฎหมายเกี่ยวกับการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติไวเพื่อปกปองคุมครองและ ควบคุมไมใหทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมถูกทําลายจนสูญสลาย หรือแปรสภาพไป การดูแลรักษา สิ่งแวดลอมเปนภารกิจที่สําคัญยิ่งที่ประชาชนทุกคนตองใหความรวมมือและเอาใจใสไมใหผูใดมาทําลาย ทุกคนตองรวมกันดูแลรักษาและปองกันไมใหปาไมแรธาตุน้ํามันภูเขาแมน้ําลําคลองและสิ่งแวดลอมถูกทําลาย ชวยกันรักษาใหคงอยูและพัฒนาอยางยั่งยืนสืบไป การสงเสริมใหผูอื่นปฏิบัตตนเป ิ นพลเมืองดี การที่บุคคลปฏิบัติตนเปนพลเมืองดีในวิถีประชาธิปไตยแลว ควรสนับสนุนสงเสริมให บุคคลอื่นปฏิบัติตนเปนพลเมองดื ีในวิถีประชาธิปไตยดวย โดยมีแนวทางการปฏิบัติดังนี้ 1. การปฏิบัติตนใหเปนพลเมองดื ีในวิถีประชาธิปไตยโดยยึดมนในค ัุ่ณธรรมจริยธรรมของ ศาสนาและหลักการของประชาธิปไตยมาใชในวิถีการดารงชํ ีวิตประจาวํ ันเพื่อเปนแบบอยางที่ดีแกคนรอบขาง 2. เผยแพรอบรม หรือสั่งสอนบุคคลในครอบครัวเพื่อนบาน คนในสังคม ใหใชหล ักการ ทางประชาธปไตยเป ิ นพื้นฐานในการดํารงชีวิตประจําวัน 3. สนับสนุนชุมชนในเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตนใหถูกตองตามกฎหมายโดยการบอกเลา เขียนบทความเผยแพรผานสอมวลชนื่ 4. ชักชวน หรอสนื ับสนุนคนดีมีความสามารถในการมสีวนรวมกับกจกรรมทางการเมิ ือง หรือกิจกรรมสาธารณประโยชนของชุมชน 5. เปนหูเปนตาให กับรัฐหรือหนวยงานของ งานรัฐในการสนับสนุนคนดีและกําจัดคนที่เปน ภัยกับสังคม การสนับสนุนใหผูอื่นปฏิบัติตนเปนพลเมืองดีในวถิีประชาธิปไตยควรเปนจิตสํานึกทบีุ่คคลพึง ปฏิบัติเพื่อใหเกิดประชาธิปไตยอยางแท สรุปสาระสําคญั การเปนพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตยเปนคุณสมบัติของพลเมืองที่ทุกประเทศตองการ นอกเหนือจากการปฏิบัติหนาที่ดวยความมุงมั่นจนประสบผลสําเร็จแลว ตองมีคุณธรรมจริยธรรม ยึดมั่นใน วัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงาม ถาทุกคนปฏิบัติตนเปนพลเมืองดีของสังคมแลว ยังสามารถอยูรวมกับผูอื่น ไดอยางมีความสุขและทําใหเกิดความสงบเรียบรอยในสังคมดวย
213 กิจกรรม กิจกรรมที่ 7 ใหนกศั ึกษาเติมขอความตอไปน ี้ใหสมบรณู ความหมาย ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… ความสําคัญ ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… พลเม ื องด ี คุณธรรมการเปนพลเมืองดี ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………
214 กิจกรรมที่ 8 ใหนกศั ึกษานาตํ ัวเลขหนาขอความต อไปนี้เติมในชองวางในกรอบ ที่สัมพันธกัน 1. การแสดงความคิดอยางมีเหตุผล 2. การดูแลรักษาสิ่งแวดลอม 3. การยอมรับเมื่อผูอื่นมีเหตุผลที่ดีกวา 4. การเคารพกฎระเบยบของสี ังคม และกฎหมาย 5. มีความสามัคคีกลมเกลียวกัน หมายถึง มีความรักความผูกพัน รูจักการทํางานเปนกลุม รวมตัวเปนกลุม 6. การประหยัดและอดออมในครอบครัว 7. การปลูกจตสิ ํานึกใหรจูกปกป ั องไมให ผูใดมาทําลาย หรือลบหลูดหมูิ่นศิลปะวฒนธรรมและภัูมิปญญาทองถิ่น 8. การซื่อสัตยสุจริตตออาชีพที่ทํา 9. การมีจิตสาธารณะคือเห็นแกประโยชนของสวนรวมและรกษาสาธารณสมบั ัติ 10. การพัฒนางานอาชีพใหกาวหน า 11. การสรางงานและสรางสรรคสิ่งประดิษฐใหมๆ เพื่อใหเกิดประโยชนตอสังคมไทยและสังคมโลก 12. การเปนผูผลิตและผูบรโภคท ิ ี่ด ีมีความซื่อสัตยยึดมั่นในอุดมการณที่ดีตอชาติเปนสําคัญ 13. ปกปองคุมครองและควบคุมไมใหทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมถูกทําลายจนสูญสลาย 14. การรับฟงขอคิดเห็นของผูอื่น 15. ผดุงรักษา ปกปองและสบสานศื ิลปวัฒนธรรมและภมูิปญญาทองถิ่น 16. การปลูกจตสิ ํานึกคนไทยใหตื่นตวัหันกลับมารักษาภาษาไทย 17. มีความซื่อสัตยตอหนาทที่ี่ไดรับมอบหมาย 18. สงเสริมและสรางสรรคสิ่งที่บงบอกถึงความเปนชาติไทยอยางจรงจิ ัง 19. การใชเวลาวางใหเปนประโยชนตอตนเองและสังคม 20. การปองกันประเทศเปนหนาที่ของคนไทยทุกคน 21. การรับราชการทหาร 22. เสียภาษีอากร 23. การรักษาชาติศาสนา พระมหากษัตริย 24. การปฏิบัติตามกฎหมาย 25. ไปใชสิทธิเลือกตั้ง 26. กลาแสดงความคิดเหนต็อส วนรวม 27. รักษาวัฒนธรรมการไหวผูใหญและผูทควรเคารพี่ 28. สืบทอดประเพณไทย ี 29. รับผิดชอบตอหนาที่มวีนิัย 30. เสียสละ
215 หนาที่ของพลเมืองดีตามวถิีประชาธิปไตย นาที่ของพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย ดานสังคม ดานเศรษฐกิจ .............................................................................. ............................................................................ .............................................................................. ............................................................................ .............................................................................. ............................................................................ .............................................................................. ............................................................................ หนาที่ของพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย หนาที่ของพลเมืองดีตามหลักธรรม ดานการเมืองการปกครอง .............................................................................. ............................................................................ .............................................................................. ............................................................................ .............................................................................. ............................................................................ .............................................................................. ............................................................................ หนาที่ของพลเมืองดีตามวัฒนธรรมไทย หนาที่ของพลเมืองดีตามประเพณีไทย .............................................................................. ............................................................................ .............................................................................. ............................................................................ .............................................................................. ............................................................................ .............................................................................. ............................................................................ หนาที่ของพลเมืองดีตามรัฐธรรมนูญ หนาที่ของพลเมืองดีในการอนุรักษสิ่งแวดลอม .............................................................................. ............................................................................ .............................................................................. ............................................................................ .............................................................................. ............................................................................ .............................................................................. ............................................................................
216 บรรณานุกรม วรพิทย มีมาก. หนาที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดําเนินชีวิตในสงคมั . กรุงเทพฯ : สถาบันพัฒนาคุณภาพ วิชาการ (พว), 2547. สมหวัง ชัยตามล พรรณีศุมานนท กนกพร กระบวนศรี. สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2550. www.kr.ac.th/ebook/savalee/b1.htm พลเมืองดี สืบคน 1 มกราคม 2554 nucha.chs.ac.th/1.1.2.htm หนาที่พลเมืองดตามรี ัฐธรรมนูญ สืบคน 1 มกราคม 2554 www.kullawat.net/civic/1.1.htm การเปนพลเม ืองดีสืบคน 1 มกราคม 2554 www.trueplookpanya.com/true/knowledge_detail.php?การเปนพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย สืบคน 1 มกราคม 2554 www.maceducation.com/e-knowledge/2343103100/06.htm การเปนพลเมืองดีตามวิถี ประชาธิปไตยสืบคน 1 มกราคม 2554 www.chanya.net/1.1-1.htm การเปนพลเมองดื ีสืบคน 1 มกราคม 2554 www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t การเปนพลเมืองดีสืบคน 1 มกราคม 2554
217 หนวยการเร ี ยนรู ท ี่ 7 ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน โครงสรางหนวย มาตรฐานการเรียนรู มาตรฐานที่ ส 5.3 ปฏิบัติตนเปนพลเมืองดตามวี ิถีประชาธิปไตย มีจิตสาธารณะเพื่อความสงบสุข ของสังคม ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. วิเคราะหปญหาการเม ืองสําคัญในประเทศจากแหลงขอมูลตางๆ พรอมทั้งเสนอแนวทาง แกไขปญหาทางการเมืองการปกครองที่นําไปสูความเขาใจและการประสานประโยชนรวมกนระหวั างประเทศ 2. วิเคราะหความสําคัญและความจําเปนทตี่ องธํารงรักษาไวซึ่งการปกครองตามระบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประม ุข 3. เสนอแนวทางและมีสวนรวมในการตรวจสอบการใช อานาจรํ ัฐ 4. ประเมินสถานการณสิทธมนิุษยชนในประเทศไทยและเสนอแนวทางพัฒนา รายละเอียดขอบขายเน ื้อหา ตอนที่ 1รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย เรื่องที่ 1.1 สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย เรื่องที่ 1.2 ฐานะและพระราชอํานาจของพระมหากษตรั ิยไทย ตอนที่ 2การขดแยั งทางการเมืองของไทย เรื่องที่ 2.1 สถานการณความขัดแยงทางการเมืองที่สําคัญของไทย เรื่องที่ 2.2 ผลกระทบของความขัดแยงทางการเมืองตอว ิถีชีวิตของคนไทย เรื่องที่ 2.3 แนวทางแกไขความข ัดแยงทางการเมืองในสังคมไทย ตอนที่ 3 บทบาทของการเมืองไทยที่มีตอความสัมพันธระหว างประเทศ เรื่องที่ 3.1 ประเทศไทยในสงคมโลก ั เรื่องที่ 3.2 บทบาทของความรวมมือทางการเมืองระหวางประเทศ เรื่องที่ 3.3 การแลกเปลี่ยนความชวยเหลือระหวางประเทศ
218 ตอนที่ 4 สิทธิมนุษยชน เรื่องที่ 4.1 หลักการของสิทธิมนุษยชน เรื่องที่ 4.2 องคกรระหวางประเทศดานสิทธิมนุษยชน เรื่องที่ 4.3 ปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนษยชนุ เรื่องที่ 4.4 ประเทศไทยกับปญหาด านสิทธิมนุษยชนและแนวทางแกไข เวลาที่ใชในการศึกษา 20 ชั่วโมง ส ื่อการเรียนรู ชุดการเรียนทางไกลรายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง 2 รหัสรายวิชา สค33009 ระดับมัธยมศึกษา ตอนปลาย กิจกรรมการเรียนรู 1. ศึกษารายละเอียดจากชดการเรุียนทางไกล 2. ปฏิบัติกิจกรรมแตละตอนที่กําหนด 3. ศึกษาหาความรูเพิ่มเติมจากผูรูหรือสื่อที่มีอยูในแหลงเรียนรูตางๆ การประเมินผล ประเมินผลดวยตนเองจากการทําแบบทดสอบ แบบฝกหดัและกจกรรมิแลวตรวจสอบจากเฉลย ทายเลม
219 ตอนท ี่ 1 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกรไทย ั เร ื่องที่ 1.1 สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย รัฐธรรมนูญ มีความหมายตามพจนานุกรมแหงราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 วา “เปนกฎหมายสูงสุด ที่ใชจัดระเบียบการปกครองประเทศ กําหนดรูปแบบของรัฐวาเปนรัฐเดี่ยว หรือรัฐรวม ระบอบการปกครอง ของรัฐรวมทั้งสถาบันและองคกรที่ใชอํานาจในการปกครองรัฐ” ความเปนมาและความสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ประเทศเกือบทั้งหมดในโลกยอมตองมีรัฐธรรมนูญ เพื่อใชเปนเครื่องกําหนดรูปแบบในการปกครอง ประเทศไมวาประเทศที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตย สังคมนิยม หรือแบบคอมมิวนิสตตางมี รัฐธรรมนูญตามแบบฉบับของประเทศตนเองทั้งสิ้นสําหรับรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยเปน รัฐธรรมนูญแบบลายลักษณอักษร ประเทศไทยเคยมีทั้งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่จัดทําขึ้นในขณะที่บานเมือง อยูในภาวะไมสงบ หรือหลังจากมีการปฏิวัติรัฐประหารและรัฐธรรมนูญฉบับถาวรโดยรวม ทั้งสองประเภทแลว ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแลวทั้งสิ้น 18 ฉบับ ฉบับปจจุบัน คือรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทยพ.ศ. 2550 ซึ่งประกาศใชเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550 จุดกําเนิดรัฐธรรมนูญของไทย เกิดขึ้นจากบุคคลกลุมหนึ่งประกอบดวยฝายทหารและพลเรือนที่ เรียกวา “คณะราษฎร” ไดทําการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยหรือ ราชาธิปไตย ซึ่งอํานาจสูงสุดในการปกครองอยูที่พระมหากษัตริยมาเปนการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข หมายความวา อํานาจสูงสุดเปนของปวงชนชาวไทยและ พระมหากษัตริยทรงมีฐานะเปนประมุขของรัฐ การเปลี่ยนแปลงดังกลาวเกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 7 ซึ่งได พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวใหแกปวงชนชาวไทย เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เรียกวา “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475” และตอมา พระองคได พระราชทานรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 เปนรัฐธรรมนูญฉบับถาวรใหแกปวงชน ชาวไทยเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ภายหลังทางราชการไดกําหนดใหวันที่ 10 ธันวาคมของทุกปเปนวัน รัฐธรรมนูญ เพื่อเปนการรําลึกถึงการพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวรของไทยฉบับแรก ความสําคัญของรัฐธรรมนูญ สามารถจําแนกไดดังตอไปนี้ 1. รัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดที่ใชปกครองประเทศ กลาวคือ รัฐธรรมนูญเปนแมบทของ กฎหมายทั้งปวง ไมวาจะเปนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชกําหนดกฎกระทรวง ประกาศ กระทรวง ประมวลกฎหมายตาง ๆรวมทั้งกฎหมายในสวนทองถิ่น เชน เทศบัญญัติขอบัญญัติ
220 กรุงเทพมหานคร เปนตน ซึ่งหากกฎหมายใดก็ตามที่ไดออกมาบังคับใชกอนหรือหลังประกาศใช รัฐธรรมนูญ หากมีขอความขัดหรือแยงกับรัฐธรรมนูญ กฎหมายเหลานั้นยอมไมมีผลบังคับใช 2. รัฐธรรมนูญเปนกฎหมายที่บัญญัติถึงโครงสรางการปกครองประเทศ ไดแก การวางโครงสราง รูปแบบการปกครองประเทศการใชอํานาจรัฐ ที่มาของอํานาจอธิปไตยซึ่งเปนอํานาจสูงสุดในการปกครอง ประเทศการแบงแยกและการถวงดุลอํานาจระหวางกันของอํานาจนิติบัญญัติอํานาจบริหารและอํานาจตุลาการ 3. รัฐธรรมนูญวางหลักประกันเพื่อคุมครองสิทธิเสรีภาพ และกําหนดหนาที่ของพลเมืองของรัฐที่ ตองปฏิบัติในฐานะที่เปนสวนหนึ่งของรัฐ 4. รัฐธรรมนูญชวยทําใหเกิดการปฏิรูปทางการเมืองและการบริหารราชการแผนดิน โดยกําหนดให มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ ซึ่งตราออกมาบังคับใชโดยฝายนิติบัญญัติและนําไป บังคับใชกับประชาชนโดยฝายบริหาร โดยมีฝายตุลาการเปนผูตัดสินคดีตาง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช กฎหมายเหลานั้นอยางเปนระบบระเบียบ อีกทั้งยังมีหนวยงานอิสระทําหนาที่ตรวจสอบหรือดําเนินการ ควบคุมใหการดําเนินการตาง ๆ เปนไปตามที่กฎหมายกําหนดเชน คณะกรรมการการเลือกตั้งที่รัฐธรรมนูญ จัดใหดูแลควบคุมการเลือกตั้งใหเปนไปอยางยุติธรรม หลักการและเจตนารมณของรัฐธรรมนูญ 1. รัฐธรรมนูญมุงใหประชาชนเคารพสิทธิของกันและกัน การใชสิทธิของตนตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด จะตองไมกระทบสิทธิเสรีภาพของผูอื่น เชน รัฐธรรมนูญใหสิทธิประชาชนที่จะชุมนุมเพื่อเรียกรองความ เปนธรรมหรือเจรจาตอรองใด ๆ ไดโดยสงบ และปราศจากอาวุธแตตองไมกอความเดือดรอนตอบุคคลอื่น เชนกีดขวางการจราจร ปดการจราจร หรือทําลายสิ่งของบุคคลอื่นหรือทรัพยสินของทางราชการเปนตน 2. รูจักใชสิทธิของตนเองและแนะนําใหผูอื่นรูจักใชและรักษาสิทธิของตนเองเชนการไปใชสิทธิเลือกตั้ง 3. รณรงคเผยแพรความรูเกี่ยวกับหลักสิทธิมนุษยชนและปลูกฝงแนวความคิดเรื่อง สิทธิมนุษยชน แกชุมชนหรือสังคม ตามสถานภาพและบทบาทที่ตนพึงกระทํา 4. รวมมือกับหนวยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อคุมครองสิทธิมนุษยชน 5. ปฏิบัติตนตามหนาที่ของชาวไทยที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญเชนการเคารพตอกฎหมายการเสียภาษีอากร การเขารับราชการทหารการออกไปใชสิทธิเลือกตั้ง เปนตน 6. สงเสริมและสนับสนุนการดําเนินงานขององคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ประกาศใชเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550 มีความยาวถึง 309 มาตรายาวกวารัฐธรรมนูญทุกฉบับ และเนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้จัดทําขึ้นโดยสภาราง รัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบดวยสมาชิก 100 คน ที่ไดรับการคัดเลือกจากคณะมนตรีความมั่นคงแหงชาติจึงมี สาระสําคัญบางอยางที่ขัดกับหลักประชาธิปไตย เชน กําหนดใหสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา 37 คน เกือบเทากับสมาชิกวุฒิสภา 76 คนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และใหสมาชิกทั้งสองประเภทมีอํานาจเทากัน
221 เปนตน อยางไรก็ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ก็ไดบัญญัติโครงสรางและ หลักการที่สอดคลองกับประชาธิปไตยไวดวย หลักการสําคัญที่กําหนดไวในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 หลักการสําคัญที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2550 สามารถสรุปไดดังนี้ 1. หลักสงเสริมและคุมครองศักดิ์ศรีความเปนมนุษยสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย ซึ่งองคกรของรัฐ จะตองคํานึงเสมอในการใชอํานาจมีผลกระทบตอศักดิ์ศรีความเปนมนุษยสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว 2. หลักสนับสนุนใหประชาชนมีบทบาทมีสวนรวมในการปกครองและตรวจสอบการใชอํานาจรัฐอยาง เปนรูปธรรม เชน ใชสิทธิประชาชนไมนอยกวา 50,000 คน เขาชื่อเพื่อเสนอแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไดเปนตน 3. หลักการสรางกลไกสถาบันการเมืองทุกสวนโดยเฉพาะฝายนิติบัญญัติและฝายบริหารใหมีดุลยภาพ และประสิทธิภาพตามวิถีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนพระมุขและ รัฐสภาดังเชน กําหนดใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกวา 1 ใน 5 สามารถยื่นญัตติขอเปด อภิปรายไมไววางใจนายกรัฐมนตรีได 4. หลักการเสริมสรางสถาบันศาลและองคกรอิสระอื่นใหสามารถปฏิบัติหนาที่โดยสุจริต และ เที่ยงธรรม เชน กําหนดใหองคกรอัยการมีสถานะเปนองคกรตามรัฐธรรมนูญ ทําใหมีอิสระในการปฏิบัติ หนาที่และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เปนตน 5. หลักการเนนย้ําคุณคาและความสําคัญของจริยธรรมและแนวทางการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี ดังเชนกําหนดเรื่องจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและหนาที่ของรัฐเพื่อใหการใชอํานาจเปนไป โดยสุจริต และเปนธรรม เปนตน 6. หลักการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม โดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้งเปนแกนกลางในการ ควบคุมและจัดการเลือกตั้งใหสุจริตและเที่ยงธรรม 7. หลักการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองตาง ๆ เชนใหอํานาจในการ ตรวจสอบการใชอํานาจรัฐแกองคกรอิสระตาง ๆ เชน คณะกรรมการปองกัน และปราบปรามการทุจริต แหงชาติ (ป.ป.ช) ศาลรัฐธรรมนูญ หรือใหผูมีสิทธิเลือกตั้ง 20,000 คนเขาชื่อเพื่อรองขอใหถอดถอนผูดํารง ตําแหนงทางการเมือง เปนตน 8. หลักการกระจายอํานาจใหแกประชาชนในทองถิ่นตาง ๆ ดังรัฐธรรมนูญไดกําหนดเพิ่มเติมให ประชาชนมีสวนรวมในการบริหารกิจการขององคกรปกครองทองถิ่น เพื่อแกปญหาของประชาชนใน ทองถิ่นไดเอง บทบัญญัติเกี่ยวกับรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกรไทย ัพุทธศกราชั 2550 ไดแก ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับรัฐสภา คณะรัฐมนตรีพอสรุปไดดังนี้
222 1. รัฐสภา 1.1 รัฐสภาประกอบดวยสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภารัฐสภาประชุมรวมกัน หรือแยกกันยอมเปนไป ตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้ 1.2 ประธานสภาผูแทนราษฎรเปนประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภาเปนรองประธานสภา ประธานรัฐสภาและผูทําหนาที่แทนประธานรัฐสภาตองวางตนเปนกลางในการปฏิบัติหนาที่ 1.3 รางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะตราเปนกฎหมายไดก็แต โดยคําแนะนําและยินยอมของรัฐสภา 1.4 ใหมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวน 480 คน โดยเปนสมาชิกสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบ สัดสวน จํานวน 80 คน และสมาชิกสภาที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบงเขตเลือกตั้งอีก 400 คน อยูในตําแหนง วาระละ 4 ป 1.5 พระมหากษัตริยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจที่จะยุบสภาผูแทนราษฎร เพื่อใหมีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผูแทนราษฎรใหมการยุบสภาผูแทนราษฎรใหกระทําโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งตองกําหนดวัน เลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรใหม เปนการเลือกตั้งทั่วไปภายในเวลาไมนอยกวา 45 วัน และไมเกิน 60 วัน และวันเลือกตั้งตองกําหนดเปนวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร การยุบสภาผูแทนราษฎรจะกระทําไดเพียงครั้งเดียวในเหตุการณเดียวกัน 1.6 ประชาชนมีสิทธิเสมอกันในการออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา 1.7 มติของสภาใหถือตามเสียงขางมากคือจํานวนเสียงที่ลงมติตองเกินกึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิก ที่รวมประชุมอยูในสภานั้น สมาชิกคนหนึ่งยอมมีเสียงหนึ่งเสียงในการออกเสียงลงคะแนน ถามีคะแนนเสียงเทากันให ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเปนชี้ขาด 1.8 การประชุมสภาผูแทนราษฎรและการประชุมวุฒิสภาตองมีสมาชิกไมนอยกวากึ่งหนึ่งของ จํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของแตละสภาจึงจะเปนองคประชุม เวนแตในกรณีการพิจารณาระเบียบ วาระกระทูถามตามมาตรา 159 และมาตรา 157 สภาผูแทนราษฎรและวุฒิจะกําหนดเรื่ององคประชุมไวใน ขอบังคับเปนอยางอื่นก็ได 1.9 ในแตละปใหมีการเปดสมัยประชุม 2 ครั้งครั้งละ 120 วัน 2. คณะรัฐมนตรี 2.1 พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งคณะรัฐมนตรีอันประกอบดวยนายกรัฐมนตรี 1 คน ซึ่งแตงตั้ง จากสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและรัฐมนตรอีื่นอีกไมเกิน 35 คน ประกอบเปนคณะรัฐมนตรี (อาจเปน สมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือไมก็ได) และนายกรัฐมนตรีจะดํารงตําแหนงตดติ อกนเกั ินกวา 8 ปไมได 2.2 ประธานรัฐสภา หรือประธานสภาผูแทนราษฎร เปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แตงตั้งนายกรัฐมนตรีทั้งนี้ในทางปฏิบัติประธานรัฐสภาจะเปนผูทูลเกลาฯเสนอชื่อหัวหนาพรรคการเมืองที่ มีเสียงขางมาก หรือมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรใหความสนับสนุนเกินกวากึ่งหนึ่ง
223 2.3 นายกรัฐมนตรีเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งรัฐมนตรีที่ทูลเกลาฯเสนอ 2.4 กอนเขารับหนาที่รัฐมนตรีตองถวายสัตยปฏิญาณตอพระมหากษัตริย 2.5 รัฐมนตรีตองไมเปนขาราชการประจํา หรือพนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเปนหนาที่อื่นของรัฐ ไมอยูในระหวางตองหามมิไดดํารงตําแหนงทาง การเมือง 2.6 คณะรัฐมนตรีที่จะเขาบริหารราชการแผนดิน ตองแถลงนโยบายตอรัฐสภาโดยไมมีการลงมติ ความไววางใจและรัฐมนตรียอมมีสิทธิเขาประชุมและแสดงขอเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม สภาซึ่งตนมิไดเปนสมาชิกแตไมมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน 2.7 ในการบริหารราชการแผนดิน รัฐมนตรีตองดําเนินการตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่แถลงไวตอสภาและตองรับผิดชอบตอสภาผูแทนราษฎรในหนาที่ของตน และตอง รับผิดชอบรวมกันตอวุฒิสภาและสภาผูแทนราษฎรในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรี 2.8 รัฐมนตรีตองมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหาม ดังตอไปนี้ 1) มีอายุไมนอยกวา 35 ปบริบูรณ 2) มีสญชาตั ิไทยโดยกําเนิด 3) สําเร็จการศึกษาไมต่ํากวาปริญญาตรีหรือเทียบเทา 4) ไมมีลักษณะตองหามเชนเดียวกับการเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร 5) ไมเคยตองคําพิพากษาใหจําคุกตั้งแต 2 ปขึ้นไป โดยไดพนโทษมายังไมถึง 5 ปกอนไดรับ แตงตั้ง เวนแตในความผิดอนไดกระทําโดยประมาท 6) ไมเปนสมาชิกวุฒิสภา หรือเคยเปนสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งสมาชิกภาพสิ้นสุดมาแลวยังไมเกิน 1 ปนับถึงวันที่ไดรับแตงตั้งเปนรัฐมนตรี 2.9 คณะรัฐมนตรีตองพนจากตําแหนงทั้งคณะเมื่อ 1) สภาผูแทนราษฎรสิ้นอายุเมื่อครบวาระ 4 ปหรือมีการยุบสภาผูแทนราษฎร 2) คณะรัฐมนตรีลาออกทั้งคณะ 3) ความเปนรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง 2.10 คณะรัฐมนตรีที่พนจากตําแหนงตามขอ (2.9) ตองปฏิบัติหนาที่ของตนตอไปจนกวา คณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหมจะเขามารับหนาที่แทน 1) ตาย หรือลาออก 2) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหาม หรือกระทําการอันตองหามตามที่กําหนดไวใน รัฐธรรมนูญ เชนเดียวกับสมาชิกสภาผูแทนราษฎร 3) สภาผูแทนราษฎรลงมติไมไววางใจเปนการเฉพาะตัว 4) ตองคําพิพากษาใหจําคุกตามความผิดที่กระทําไปในขณะดํารงตําแหนง 5) มีพระบรมราชโองการใหพนจากตําแหนงตามที่นายกรัฐมนตรีเปนผูถวายคําแนะนํา
224 3. ศาลศาลเปนองคกรของผูใชอํานาจตุลาการ ภายใตพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริยรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 กําหนดใหมีศาล 4 ประเภท คือ 3.1 ศาลรัฐธรรมนูญ มีอํานาจพิจารณาวินิจฉัยปญหาขอกฎหมายที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ กฎหมายใด หรือการกระทําใด ๆจะขัดหรือแยงกับรัฐธรรมนูญไมได 3.2 ศาลยุติธรรม มีอํานาจพิพากษาคดีทั่วไปที่ไมอยูในอํานาจของศาลอื่น ศาลยุติธรรมเปนที่พึ่ง ของประชาชนในกรณีที่เกิดขอพิพาทกันไมวาจะเปนคดีแพงหรือคดีอาญา เพราะเมื่อเกิดขอขัดแยงกันขึ้น คูพิพาทจะตองใหผูเปนกลางเปนคนตัดสินใหความยุติธรรมทั้งสองฝาย ผูพิพากษาเปนผูทรงไวซึ่งความยุติธรรม และจะเปนผูตัดสินตามตัวบทกฎหมาย 3.3 ศาลปกครอง มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เปนขอพิพาทระหวางหนวยงานของรัฐหรือ เจาหนาที่ของรัฐกับประชาชน หรือระหวางเจาหนาที่ของรัฐดวยกัน ที่ไดรับความเสียหายจากการกระทํา ในทางปกครอง 3.4 ศาลทหาร มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทหารและคดีอื่น ๆใหเปนไปตามที่กฎหมาย บัญญัติไวซึ่งคดีอาญาทหาร หมายถึงคดีอาญาที่ผูกระทําความผิดเปนทหาร พรรคการเมืองการเลือกตั้งรัฐบาลและการจัดตั้งรัฐบาล 1. พรรคการเมือง หมายถึงกลุมบุคคลที่มีความคิดทางเศรษฐกิจการเมือง สังคม ที่คลายคลึงกันและ ตองการนําความคิดนั้นมาใชเปนหลักในการบริหารประเทศ ดวยการเผยแพรเจตนารมณดังกลาว และสง สมาชิกเขาสมัครรับเลือกตั้งโดยมุงหวังที่จะไดเปนรัฐบาล ดังนั้น พรรคการเมืองจึงพยายามทุกวิถีทางที่จะใหไดรับเสียงขางมากในรัฐสภา หรือถาไมใดเปน รัฐบาลก็เพื่อใหไดเขาไปมีสวนรวมในการควบคุมสอดสองการบริหารงานของรัฐบาลโดยทําหนาที่เปน พรรคฝายคาน บทบาทหนาที่ของพรรคการเมือง 1.1 วางนโยบายแกไขปญหาของประเทศและแถลงนโยบายเหลานั้นใหประชาชนรับทราบวา นโยบายสอดคลองกับความตองการของประชาชนหรือไม 1.2 พิจารณาคัดเลือกผูที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคทั้งใน ระดับชาติและในระดับทองถิ่น รวมทั้งการทําหนาที่ทางการเมืองในคณะรัฐบาล 1.3 การดําเนินการหาเสียงเลือกตั้งโดยเขาถึงประชาชน และรับฟงความคิดเห็นของกลุมตาง ๆ 1.4 นํานโยบายของพรรคที่แถลงตอประชาชนไปปฏิบัติอยางจริงจังเพื่อใหเกิดประโยชนตอ ประชาชนและประเทศ 1.5 ใหการศึกษาอบรมความรูเกี่ยวกับการเมืองใหประชาชนทั่วไปและสมาชิกพรรคดวยการ จัดพิมพเอกสารเผยแพรความรูอบรม ปาฐกถาทางการเมือง เปนตน 1.6 ควบคุมการทํางานของรัฐบาล ตรวจสอบวารัฐบาลไดทํางานตามที่แถลงไวกับรัฐสภา หรือไมมีการตั้งกระทูถาม และเปดอภิปรายไมไววางใจ
225 2. การเลือกตั้งของไทย การจัดการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบัน เนื่องจากระบบเลือกตั้งของไทยที่เคยใชกันมานาน หลายสิบปเปนระบบที่ไมใหความเสมอภาคแกประชาชนไทยที่อยูในจังหวัดที่มีขนาดไมเทากัน ตัวอยางเชน ผูมีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดเล็กเชน แมฮองสอน หรือระนองจะมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ไดเพียง 1 คน ขณะที่ผูมีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดใหญจะมีสิทธิออกเสียงเลือกสภาผูแทนราษฎรไดมากกวา 3 คน 2.1 การจัดแบงเขตเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 จึงกําหนดใหมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ทั้งหมดทั่วประเทศจํานวน 480 คน โดยเปนสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบงเขตเลือกตั้งจํานวน 400 คน และมาจากการเลือกตั้งแบบสัดสวน จํานวน 80 คน โดยมีการจัดแบงดังนี้ 1) แบงจังหวัดใหญที่มีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไดมากกวา 3 คน จํานวน 45 จังหวัดออกเปน 157 เขต สวนจังหวัดที่มีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไมเกิน 3 คน จํานวน 31 จังหวัดใหถือเอาจังหวัดเปนเขตเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อรวมแลวจะตองมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบแบงเขตเลือกตั้งจํานวน 400 คน 2) กําหนดใหมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบสัดสวน ซึ่งเลือกจากเขตกลุมจังหวัดตาง ๆ จํานวน 8 เขต เขตละ 10 คน รวม 80 คน 3) ใหนําหีบเลือกตั้งในแตละหนวยเลือกตั้งมารวมกัน ณ สถานที่นับคะแนนพียงแหงเดียว และหลังจากเทบัตรคะแนนรวมกันแลวจึงจะเริ่มนับคะแนนไดเพื่อปองกันไมใหผูสมัครรับเลือกตั้ง ตรวจสอบไดวาหนวยเลือกตั้งใดลงคะแนนใหกับผูสมัครรายใด 4) จัดตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งเปนองคกรอิสระทําหนาที่แทนกระทรวงมหาดไทยในการควบคุม และจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ผูมีสิทธิเลือกตั้งในแตละเขตจะมีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ โดยใบที่ 1 เพื่อใชลงใหกับผูสมัครแบบ แบงเขตเลือกตั้งที่ตนชอบ 1 -3 คน แลวแตเขตเลือกตั้งของจังหวัดตน สวนใบที่ 2 ลงใหกับพรรคการเมืองที่ตนชอบ 1 พรรคการเมือง 2.2 ความสําคัญของการเลือกตั้ง 1) เปนวิธีการที่ทําใหประชาชนเขาไปมีสวนรวมในการปกครองตนเองตามหลัก ประชาธิปไตยโดยเลือกตวแทนไปท ั ําหนาที่แทนในรัฐสภา 2) เปนวิธีการที่ใชเปลี่ยนอํานาจทางการเมืองการปกครองที่ทันสมัยและเปนไปอยางสันติวิธี ซึ่งไมเหมือนมนุษยในสมัยกอนที่ใชอาวุธตอสูกัน 3) ปองกันไมใหเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อรัฐบาลไมสามารถบริหารประเทศ หรือแกไข ปญหาตาง ๆ ไดก็จะคืนอํานาจใหกับประชาชนโดยการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหมใหประชาชนตัดสิน วาใครสมควรจะบริหารประเทศตอไป 4) เปนวิธีการที่จะทําใหเกดการหมิุนเวียนเปลี่ยนอํานาจเพื่อเปดโอกาสใหผูที่มีความรู ความสามารถมาบริหารประเทศ
226 5) เปนวิธีการสรางความถูกตองชอบธรรมในการใชอํานาจทางการเมือง ใหกับบุคคลที่จะมา ทําหนาที่เปนคณะรัฐบาล 2.3 หลักเกณฑการเลือกตั้ง 1) หลักอิสระแหงการเลือกตั้งประชาชนมีสิทธิเสรีภาพที่จะเลือกใครก็ไดและผูสมัครรับเลือกตั้งมีสิทธิ ที่จะสังกัดพรรคใดก็ได 2) หลักการเลือกตั้งตามกําหนดเวลาการเลือกตั้งตองมีกําหนดเวลาที่แนนอน สําหรับประเทศไทย กําหนดเวลาการเลือกตั้งทุก ๆ 4 ปถารัฐบาลอยูครบวาระ 3) การเลือกตั้งอยางบริสุทธิ์ยุติธรรม คือเปนไปตามตัวบทกฎหมาย ไมคดโกง หรือใชอํานาจ อิทธิพล 4) หลักการใชสิทธิในการเลือกตั้งอยางเสมอภาคคือใหสิทธิแกประชาชนโดยไมมีการกีดกัน หรือจํากัดสิทธิบุคคลใดบุคคลหนึ่ง 5) หลักการออกเสียงโดยทั่วไป หมายถึง เปดโอกาสใหมีการออกเสียงเลือกตั้งอยางทั่วถึงกับ ประชาชนทุกหมูเหลา 6) หลักการลงคะแนนลับ โดยผูออกเสียงไมจําเปนตองบอกบุคคลอื่น และจะไดรับการ ปกปองตามกฎหมาย 3. รัฐบาลและการจัดตั้งรัฐบาล รัฐบาล หมายถึงคณะบุคคลและองคกรซึ่งมีหนาที่ในการบริหารประเทศและบังคับใชกฎหมาย ตาง ๆ คณะบุคคลไดแกคณะรัฐมนตรีและองคกรของรัฐคือกระทรวง ทบวงกรม ขาราชการ มีหนาที่ดูแล ความสงบเรียบรอยของสังคม 3.1 หนาที่ของรัฐบาล มีหนาที่บริหารประเทศกําหนดนโยบายที่ใหประโยชนตอประชาชน สราง ความมั่นคงในชาติใหความยุติธรรมกับประชาชนทุกคน 3.2 ประสิทธิภาพของรัฐบาลรัฐบาลควรมีความสามารถในดานตาง ๆ ดังนี้ 1) ความสามารถในการตอบสนองความตองการของประชาชนอยางทั่วถึงและเทาเทียม 2) ความสามารถในความรับผิดชอบตอหนาท ี่นํานโยบายไปปฏิบัติใหเกิดผลดีตอชาติ รับผิดชอบการกระทําที่ผิดพลาด 3) ความสามารถในการติดตาม กํากับดูแล ติดตามการปฏิบัติงานของหนวยงานที่มอบหมาย 4) ความสามารถในการประสานงานกับหนวยงานตาง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให การทํางานบรรลุเปาหมาย 3.3 ความรับผิดชอบของรัฐบาลตอประชาชน มีดังนี้ 1) รัฐบาลตองแถลงผลงานตอสภาผูแทนราษฎร และแจงผานสื่อตาง ๆ เพื่อใหประชาชน รับทราบเปนระยะ
227 2) ประชาชนสามารถตรวจสอบการทํางานของรัฐบาลไดโดยผานรัฐสภาการตั้งกระทูถาม การอภิปรายไมไววางใจรัฐมนตรีเปนรายบุคคล หรือคณะรัฐมนตรี 3) ประชาชนอาจตรวจสอบหรือแสดงปฏิกิริยาตอการปฏิบัติหนาที่ของรัฐบาลไดโดยการรองเรียน โดยตรงการเดินขบวนประทวงอยางสงบและปราศจากอาวุธการแสดงความคิดเห็นผานสื่อมวลชนตาง ๆ เปนตน 3.4 ความสัมพันธระหวางรัฐบาลกับประชาชน มีดังนี้ 1) ประชาชนเลือกผูแทนราษฎรโดยพิจารณาจากนโยบายพรรคการเมืองและความประพฤติ ของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรเลือกไปเปนตัวแทนของประชาชนทําหนาที่ในรัฐสภา 2) การจัดตั้งรัฐบาลพรรคการเมืองที่ไดเสียงขางมากเกินครึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร จะไดเปนผูจัดตั้งรัฐบาลถาไมมีพรรคการเมืองใดไดรับเสียงขางมากเด็ดขาดก็จะมีการตกลงระหวางพรรค การเมืองที่ไดรับการเลือกตั้งวาพรรคใดจะเปนแกนนําในการจัดตั้งรัฐบาลผสม พรรคที่ไมไดรวมรัฐบาลจะ ทําหนาที่เปนพรรคฝายคาน ทําหนาที่ตรวจสอบการทํางานของรัฐบาลตอไป 3) กําหนดนโยบายและการนํานโยบายไปปฏิบัติเมื่อรัฐบาลไดแถลงนโยบายเรียบรอยแลวก็ มอบหมายใหกระทรวง ทบวงกรม และหนวยราชการตาง ๆ นําไปปฏิบัติ 4) ประชาชนมีหนาที่ตรวจสอบการทํางานของรัฐบาลถาพบความผิดปกติหรือการทุจริตใน หนาที่ประชาชนจํานวน 50,000 คนขึ้นไป สามารถเขาชื่อยื่นถอดถอนรัฐมนตรีหรือนักการเมืองที่ทําผิดได 3.5 การจัดตั้งรัฐบาล รัฐบาลมีภาระหนาที่มากรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2550 ไดกําหนดวิธีการจัดตั้ง รัฐบาลอยางเปดเผย เปนที่รับรูของสภาผูแทนราษฎร โดยใหสภาผูแทนราษฎรพิจารณาใหความเห็นชอบ บุคคลที่สมควรไดรับแตงตั้งเปนนายกรัฐมนตรีใหแลวเสร็จภายใน 30 วันนับจากวันที่มีการเรียกประชุม รัฐสภาเปนครั้งแรก การเสนอชื่อบุคคลที่สมควรไดรับการแตงตั้งเปนนายกรัฐมนตรีตองมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ไมนอยกวา 1 ใน 5 ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของสภาผูแทนราษฎรรับรองการลงมติในกรณี ดังกลาวใหกระทําโดยเปดเผย แตหากไมมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรคนใดไดคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ใหประธานรัฐสภา นําความขึ้นกราบบังคมทูลฯเพื่อทรงแตงตั้งบุคคลซึ่งไดรับคะแนนสูงสุดเปนนายกรัฐมนตรีไดหลังจากพนกําหนด 15 วัน นับแตวันลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งแรก ทั้งนี้เพื่อปองกันมิใหมีการวางในตําแหนงหัวหนา รัฐบาลนานเกินไป และหวังวาเมื่อไดตัวนายกรัฐมนตรีแลวจะไดเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผูแทนราษฎร จากพรรคการเมืองอื่นมาเปนพรรครวมรัฐบาลในโอกาสตอไป 3.6 การควบคุมการทํางานของรัฐบาล 1) สมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาทุกคนมีสิทธิตั้งกระทูถาม รัฐมนตรีในเรื่องใด เกี่ยวกับงานในหนาที่ไดแตรัฐมนตรียอมมีสิทธิที่จะไมตอบเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นวา เรื่องนั้นยังไมควรเปดเผย เพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือประโยชนสําคัญของแผนดิน
228 2) การบริหารราชการแผนดินเรื่องใดที่เปนปญหาสําคัญที่อยูในความสนใจของประชาชน เปนเรื่องที่ กระทบถึงประโยชนของประเทศชาติหรือประชาชน หรือที่เปนเรื่องเรงดวน สมาชิกสภาผูแทนราษฎรอาจ แจงเปนลายลักษณอักษรตอประธานสภาผูแทนราษฎรกอนเริ่มประชุมในวันนั้นวาจะถามนายกรฐมนตรัหรีอื รัฐมนตรีผูรับผิดชอบในการบริหารราชการแผนดินเรื่องนั้น โดยไมตองระบุคําถาม และใหประธานสภา ผูแทนราษฎรบรรจุเรื่องดังกลาวไวในวาระการประชุมวันนั้น การถามและการตอบกระทูตามวรรคหนึ่งใหกระทําไดสัปดาหละหนึ่งครั้งและใหสมาชิกสภาผูแทน ราษฎรผูนั้นตงกระทัู้ถามดวยวาจาเรื่องการบริหารราชการแผนดินนนได ั้เรื่องละไมเกินสามครั้ง 3) สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกวา 1 ใน 5 ของจํานวนสมาชิก ทั้งหมดเทาที่มีอยูของ สภาผูแทนราษฎร มีสิทธิเขาชื่อเสนอญัตติขอเปดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไมไววางใจนายกรัฐมนตรีญัตติ ดังกลาวตองเสนอชื่อผูสมควรดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรีคนตอไปซึ่งเปนบุคคลตามมาตรา 171 วรรคสองดวยและ เมื่อไดมีการเสนอญัตติแลวจะมีการยุบสภาผูแทนราษฎรมิไดเวนแตจะมีการถอนญัตติหรือการลงมตินั้นไมไดคะแนน เสียงตามวรรคสาม 4) การเสนอญัตตขอเป ิดอภ ิปรายทั่วไปตามวรรคหนึ่งถาเปนเร ื่องที่เกยวกี่ับพฤติกรรมของ นายกรัฐมนตรทีี่มีพฤติการณร่ํารวยผิดปกติสอไปในทางทุจริตตอหนาที่ราชการ หรือจงใจฝาฝนบทบัญญัติ แหงรัฐธรรมนญหร ูือกฎหมายจะเสนอโดยไมมีการยื่นคํารองขอกอนมิได 5) เมื่อการอภิปรายทั่วไปสิ้นสุดลงโดยมิใชดวยมติใหผานระเบียบวาระเปดอภิปรายนั้นไปใหสภา ผูแทนราษฎรลงมติไววางใจหร ือไมไววางใจ การลงมตในกรณ ิ ีเชนวาน ี้มใหิกระท ําในวนเดัยวกีบวันทัการอภี่ิปราย สิ้นสุด มติไมไววางใจตองมคะแนนเสี ียงมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของสภา ผูแทนราษฎร 6) ในกรณีที่มติไมไววางใจมีคะแนนเสียงไมมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของ สภาผูแทนราษฎร สมาชิกสภาผูแทนราษฎรซึ่งเขาชื่อเสนอญัตติขอเปดอภิปรายนั้น เปนอันหมดสิทธิ์ที่จะ เขาชื่อเสนอญัตติขอเปดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไมไววางใจนายกรัฐมนตรีอีก ตลอดสมัยประชุมนั้น 7) สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกวา 1 ใน 6 ของจํานวนสมาชิก ทั้งหมดเทาที่มีอยูของ สภาผูแทนราษฎร มีสิทธิเขาชื่อเสนอญัตติขอเปดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไมไววางใจรัฐมนตรีเปนรายบุคคล 8) สมาชิกวุฒิสภาจํานวนไมนอยกวา 1 ใน 3 ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของวุฒิสภา มีสิทธิเขาชื่อขอเปดอภิปรายทั่วไปในวุฒิสภาเพื่อใหคณะรัฐมนตรีแถลงขอเท็จจริง หรือชี้แจงปญหา สําคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผนดินโดยไมมีการลงมติและจะกระทําไดครั้งเดียวในสมัยประชุมหนึ่ง 9) ในกรณีที่มการประช ีุมสภาผูแทนราษฎรหรือวุฒสภาเพิ ื่อตั้งกระทถามู ในเรื่องใดเกยวกี่ับงาน ในหนาที่หรือการอภิปรายไมไววางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผูใดใหเปนหนาที่ของนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีผูนั้นตองเขารวมประชุมสภาผูแทนราษฎรหรือวุฒิสภาเพื่อชี้แจง หรือตอบกระทูถามในเรื่องนั้น ดวยตนเอง เวนแตมีเหตุจําเปนอันมิอาจหลีกเลี่ยงไดทําใหไมอาจเขาชี้แจง หรือตอบกระทูแตตองแจงให ประธานสภาผูแทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภาทราบกอนหรือในวันประชุมสภาในเรื่องดังกลาว
229 4. คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้งเปนองค กรที่รัฐธรรมนูญจัดตั้งขึ้น เพื่อทําหนาที่แทนกระทรวงมหาดไทย ในการควบคุม และดําเนินการจัดหรือจัดใหม ีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภา ทองถิ่น และผูบริหารทองถิ่น รวมทั้งการออกเสียงประชามติใหเปนไปโดยส ุจริตและเทยงธรรมี่ทงนั้ี้เนื่องจากมี ความเชอกื่นโดยท ั วไปว ั่ากระทรวงมหาดไทยซึ่งเปนสวนหน ึ่งของรฐบาลทั ี่อยูในอํานาจในระหวางการเลือกตงั้ ยอมไมสามารถจัดหรือดาเนํนการเลิ ือกตงทัุ้กระดับใหเปนไปโดยส จรุิตและเทยงธรรมได ี่ ดวยเหตุนี้รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 จึงบัญญัติใหมีคณะกรรมการการเลือก ตั้งขึ้นเปนองคกรอิสระไมขึ้นตอฝายบริหารฝายใดทั้งสิ้น ประกอบดวยประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งคน หนึ่งและกรรมการอื่นอีก 4 คน มีความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษโดยประธานวุฒิสภาจะเปนผูลงนามรับ สนองพระบรมราชโองการ ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภาจากผูซึ่งมีความเปนกลาง ทางการเมืองและมีความซื่อสัตยและมีพระบรมราชโองการแตงตั้งใหดํารงตําแหนงประธานและกรรมการ การเลือกตั้ง สําหรับอํานาจหนาที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งมีดังนี้ 4.1 ควบคุมและดําเนินการจดัหรือจัดใหมการเลี ือกตั้งและออกเสียงประชามติตามกฎหมาย กําหนดใหเป นไปโดยส ุจรตและเทิยงธรรมี่ 4.2 ออกประกาศกําหนดการทั้งหลายอันจําเปนแกการปฏ ิบัติงานตามกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวฒุิสภากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ วาดวยพรรคการเม ืองกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการออกเสยงประชามต ี ิและกฎหมายการเลือกตั้ง สมาชิกสภาทองถิ่น หรือผูบริหารทองถิ่น 4.3 มีคําสั่งใหขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐรัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น หรือเจาหนาที่ของรัฐ ปฏิบัติการทั้งหลายอันจําเปนในการเลือกตั้ง 4.4 ออกขอกําหนดเปนแนวทางการปฏิบัติหนาที่ของผูไดรับแตงตั้งใหมีอํานาจหนาที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และการออกเสียงประชามติ 4.5 ดําเนินการแบงเขตเลือกตั้งสําหรับการเลือกตั้งที่ใชวธิีการแบงเขตเลือกตั้งและจดให ั มีบัญชี รายชื่อผูมีสิทธิเลือกตั้ง 4.6 สืบสวนสอบสวนเพื่อหาขอเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปญหาหรือขอโตแยงเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4.7 สั่งใหมีการเลือกตั้งใหมหรือออกเสียงประชามติใหมเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อไดวามี การทุจริตการเลือกตั้ง 4.8 เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและดําเนินคดีอาญากับผูสมัคร หัวคะแนน และผเกูี่ยวของ 4.9 การดําเนินคดีในศาลเกี่ยวกับความผิดการเลือกตั้งหรือพรรคการเมือง 4.10 ประกาศผลการเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามติ
230 4.11 มีอํานาจแจงพนักงานสอบสวน เพื่อดําเนินการสอบสวนและใหมีอํานาจฟองคดีตอศาลไมวา ในเรื่องทางแพง หรืออาญา หรือทางปกครอง แกผูกระทําผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ตลอดจนชดใช คาเสียหายในการเลือกตั้งใหมแกผูถูกใบแดงและผูเกี่ยวของ 4.12 การรับรองและการแตงตั้งผูแทนองคกรเอกชนเพื่อประโยชนในการตรวจสอบการเลือกตั้ง 4.13 ดําเนินการหรือประสานงานกับหนวยราชการทองถิ่น รัฐวิสาหกิจ หรือสนับสนุนองคกร เอกชนในการใหการศึกษาแกประชาชน เกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุข โดยเหตุที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีภารกิจมากมายในการจัดการเลือกตั้งทุกประเภทและทุกระดับ ใหเปนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม รัฐสภาจึงบัญญัติพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวย คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2541 กําหนดใหมีคณะบุคคลและบุคคลชวยคณะกรรมการการเลือกตั้งในระดับ จังหวัดและระดับเขตเลือกตั้งทั่วประเทศไวในมาตราตาง ๆ หลายมาตรา ซึ่งมีประโยชนในการดําเนินการ เลือกตั้ง เปนตน นอกจากนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งยังอาจตั้งบุคคลตาง ๆ เชน องคกรอาสาสมัครตาง ๆ เปนตน ชวยดูแลใหการเลือกตั้งเปนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมไดอีกดวย ยังผลใหคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่ง ไดรับหลักฐานทุจริตจากเจาหนาที่และอาสาสมัคร ไมรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และ สมาชิกสภาผูแทนราษฎร จึงนับไดวาคณะกรรมการการเลือกตั้งทําใหการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และ สมาชิกผูแทนราษฎรสุจริตและเที่ยงธรรมขึ้น 5. องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 กําหนดใหมีองคกร อิสระซึ่งไมอยูในอํานาจของฝายใดฝายหนึ่งหลายองคกรเชน 5.1 คณะกรรมการการเลือกตั้ง จัดตั้งขึ้นเพื่อทําหนาที่ควบคุมและดําเนินการจัดใหมีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาทองถิ่น ผูบริหารทองถิ่น รวมทั้งการออกเสียง ประชามติใหเปนไปอยางสุจริตและเที่ยงธรรม ประกอบดวยประธานกรรมการการเลือกตั้ง 1 คน และ กรรมการอีก 4 คน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา 5.2 คณะกรรมการการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติมีอํานาจหนาที่ไตสวน และสรุป สํานวนขอเท็จจริง พรอมทั้งทําความเห็นเกี่ยวกับการถอดถอนขาราชการระดับสูง หรือนักการเมืองออกจาก ตําแหนงและการดําเนินคดีทางอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองสงไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู ดํารงตําแหนงทางการเมือง รวมทั้งไตสวนวินิจฉัยกรณีเจาหนาที่ของรัฐระดับสูงที่ถูกกลาวหาวาร่ํารวย ผิดปกติเปนตน คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติประกอบดวยประธาน 1 คนและ กรรมการอีก 8 คน โดยพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา 5.3 คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิ น มีอํานาจหนาที่กําหนดหลักเกณฑมาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงิน แผนดิน ใหคําปรึกษาแนะนําและเสนอแนะใหเกิดการแกไขขอบกพรองเกี่ยวกับการตรวจเงินแผนดิน และ มีอํานาจแตงตั้งคณะกรรมการวินัยทางการเงินและการคลังที่เปนอิสระ ซึ่งประกอบดวยประธาน 1 คนและ
231 กรรมการอีก 6 คน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งจากผูมีความชํานาญและประสบการณดานการตรวจเงิน แผนดิน บัญชีตรวจสอบภายใน การเงิน การคลังและอื่น ๆที่เกี่ยวของ 5.4 ผูตรวจการแผนดิน ทําหนาที่พิจารณาและสอบสวนหาขอเท็จจริงกรณีที่ขาราชการหรือ หนวยงานของรัฐละเลยการปฏิบัติหนาที่หรือไมปฏิบัติหนาที่ตามกฎหมายจนทําใหเกิดความเสียหายแก ผูรองเรียนหรือประชาชน ดําเนินการเกี่ยวกับจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและเจาหนาที่ของรัฐ อีกทั้ง รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติหนาที่พรอมขอสังเกตตอคณะรัฐมนตรีสภาผูแทนราษฎร และวุฒิสภาเปนประจําทุกปผูตรวจการแผนดินมีจํานวนไมนอยกวา 3 คน โดยพระมหากษัตริยจะทรง แตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภาซึ่งพิจารณาจากผูซึ่งเปนที่ยอมรับนับถือของประชาชน 5.5 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติมีอํานาจหนาที่สงเสริมการเคารพและปฏิบัติตามสิทธิ มนุษยชน ตรวจสอบแลวรายงานการกระทําหรือละเลยการกระทําที่เปนการละเมิดสิทธิมนุษยชน เสนอ มาตรการแกไขตอบุคคลหรือหนวยงานที่ทําหนาที่รับผิดชอบดูแลตลอดจนเสนอแนะใหมีการปรับปรุง กฎหมายกฎ ขอบังคับตอรัฐสภาคณะรัฐมนตรีเพื่อสงเสริมและคุมครองสิทธิมนุษยชนใหดีขึ้น 6. ประชาชน ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ไดกําหนดการมีสวนรวม ทางการเมืองของประชาชนไวหลายอยาง เพราะถือวาประชาชนเปนผูมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง เปนเจาของ อํานาจอธิปไตย ที่มีสิทธิกําหนดทิศทางการเมืองของประเทศไทย มิใชเพียงแคมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง สมาชิกสภาผูแทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาในวันเลือกตั้งเทานั้น แตประชาชนยังมีสวนรวมทางการเมือง ตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดไวดังนี้ 6.1 ประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้ง จํานวนไมนอยกวา 10,000 คน มีสิทธิเขาชื่อรองขอตอประธาน รัฐสภาเพื่อพิจารณารางพระราชบัญญัติที่พวกเขารวมเสนอเขามาภายใตกรอบของรัฐธรรมนูญ 6.2 ประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้ง จํานวนไมนอยกวา 20,000 คน มีสิทธิเขาชื่อรองขอตอประธาน วุฒิสภา เพื่อใหมีมติถอดถอนผูดํารงตําแหนงทางการเมือง เชน นายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีสมาชิกสภาผูแทน ราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุดอัยการสูงสุด หากมีพฤติกรรมร่ํารวยผิดปกติหรือสอไปในทางทุจริต 6.3 ประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงประชามติในกรณีที่มีการใหออกเสียงประชามติ เพื่อแสดงความเห็นชอบ หรือไมเห็นชอบตอปญหาที่เกิดขึ้น เร ื่องที่ 1.2 ฐานะและพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย ไทย พระราชสถานะและพระราชอํานาจของพระมหากษัตริยตามร ัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกรไทย ัพุทธศกราชั 2550 ซึ่งเปนรัฐธรรมนูญที่ใชบังคับอยูในปจจุบัน ไดบัญญัติรองรับพระราชสถานะและพระราชอํานาจของพระมหากษัตริยไวในหลาย ๆ เรื่องดังนี้
232 พระราชสถานะของพระมหากษัตริย รัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันไดบ ัญญัติถึงพระราชสถานะของพระมหากษตรั ิยไวด ังนี้ 1. พระราชสถานะที่ทรงเปนองคพระประมุขของราชอาณาจักรไทยและของปวงชนชาวไทย ตาม มาตรา 2 ที่กลาววา ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตรั ิยทรงเปนประมุข 2. พระมหากษตรั ิยทรงดํารงอยูในฐานะอนเป ั นที่เคารพสักการะผูใดจะละเมิดมิไดผใดจะกลู าวหา หรือฟองรองพระมหากษัตริยในทางใด ๆ มิได (มาตรา 8) 3. พระมหากษตรั ิยทรงเปนพทธมามกะและทรงเปุนอัครศาสนูปถัมภก (มาตรา 9) 4. พระมหากษตรั ิยทรงดํารงตําแหนงจอมทัพไทย (มาตรา 10) เมื่อไดมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาสูระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขแลว รัฐธรรมนูญซึ่งเปนกฎหมายสูงสุดของประเทศทุกฉบับรวมทั้ง รัฐธรรมนูญฉบับปจจุบัน ไดบัญญัติรับรองไวในหมวดพระมหากษัตริยมาตรา 9 วา “พระมหากษัตริยทรง เปนพุทธมามกะและทรงเปนอัครศาสนูปถัมภก” ซึ่งบทบัญญัติดังกลาวนี้มีความหมายวาเนื่องจากประเทศไทยมี ประชากรสวนใหญเปนพุทธศาสนิกชน พระมหากษัตริยผูทรงเปนประมุขของรัฐจึงตองทรงเปนพุทธมามกะคือ เปนผูที่นับถือศาสนาพุทธ และในขณะเดียวกันก็ทรงเปนอัครศาสนูปถัมภก คือ ทรงทํานุบํารุงอุปถัมภ ศาสนาทั้งปวงในขอบขัณฑสีมาโดยไมทรงแบงแยกวาเปนศาสนาใดดวย บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่กําหนดวา พระมหากษัตริยทรงเปนพุทธมามกะนี้บัญญัติขึ้นเพื่อสะทอน ความจริงในประวัติศาสตรที่วาพระมหากษัตริยไทยตั้งแตครั้งกรุงสุโขทัยเปนตนมาทุกพระองคลวนมีพระราชศรัทธา เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเปนอยางยิ่ง พระมหากษัตริยบางพระองคถึงกับทรงพระผนวชเปนพระภิกษุใน ระหวางเวลาที่ทรงเปนพระมหากษัตริยแลวไดแกสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไท สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวเปนตน สวนบทบัญญัติที่กําหนดใหพระมหากษัตริยทรงเปนอัครศาสนูปถัมภกนั้น ไดบัญญัติขึ้นโดยคํานึงถึง ความเปนมาในประวัติศาสตรดวยเชนเดียวกัน พระมหากษัตริยของไทยไดทรงเปนตัวแทนของชาติประกาศ ความมีน้ําใจกวางขวาง ไมรังเกียจกีดกันผูที่ศรัทธาเลื่อมใสศาสนาตางกัน ทุกคนลวนแตเปนขาแผนดินผูอยู ในขายแหงพระมหากรุณาเสมอกัน พระราชอํานาจของพระมหากษัตริย รัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันไดบ ัญญัติถึงพระราชอํานาจของพระมหากษตรั ิยไวด ังนี้ 1. พระมหากษตรั ิยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจที่จะสถาปนาฐานันดรศกดั ิ์และพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ (มาตรา 11) 2. พระมหากษัตริยทรงเลือกและทรงแตงตั้งผูทรงคุณวุฒิเปนประธานองคมนตรีคนหนึ่ง และ องคมนตรีอื่นอีกไมเกินสิบแปดคน ประกอบเปนคณะองคมนตรีคณะองคมนตรีมีหนาที่ถวายความเห็นตอ
233 พระมหากษัตริยและพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริยทรงปรึกษาและมีหนาที่อื่นตามที่บัญญัติไว ในรัฐธรรมนูญ (มาตรา 12) 3. การเลือกและแตงตั้งองคมนตรีหรือการใหองคมนตรีพนจากต ําแหนงใหเปนไปตามพระราชอัธยาศยั ใหประธานรัฐสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งประธานองคมนตรีหรือใหประธาน องคมนตรีพนจากตําแหนง ใหประธานองคมนตรีเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้ง องคมนตรีอื่น หรือใหองคมนตรีอื่นพนจากตําแหนง (มาตรา 13) 4. กอนเขารับหนาที่องคมนตรีตองถวายสัตยปฏิญาณตอพระมหากษัตริยดวยถอยคําตอไปนี้ “ขาพระพุทธเจา (ชื่อผูปฏิญาณ) ขอถวายสัตยปฏิญาณวา ขาพระพุทธเจาจะจงรักภักดีตอพระมหากษัตริย และจะปฏิบัติหนาที่ดวยความซื่อสัตยสุจริต เพื่อประโยชนของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไวและ ปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยทุกประการ” (มาตรา 15) 5. องคมนตรีจะพนจากตําแหนงเมื่อตายลาออก หรือมีพระบรมราชโอการใหพนจากต ําแหนง (มาตรา 16) 6. พระมหากษัตริยทรงมีพระราชอํานาจในการแตงตั้งและการใหขาราชการในพระองคและสมุหราชองครักษ พนจากตําแหนง ใหเปนไปตามพระราชอ ัธยาศัย (มาตรา 17) 7. พระมหากษัตริยทรงมีพระราชอํานาจในการแตงตั้งผูสําเร็จราชการแทนพระองคในกรณีที่พระมหากษัตริย จะไมประทับอยูในราชอาณาจักรหรือจะทรงบริหารพระราชภาระไมไดดวยเหตุใดก็ตามจะทรงแตงตั้งผูใดผูหนึ่งเปน ผูสําเร็จราชการแทนพระองคและใหประธานรัฐสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ (มาตรา 18) 8. พระมหากษัตริยทรงมีพระราชอํานาจในการแกไขกฎมณเทียรบาลวาดวยการสืบราชสันตติวงศเมื่อมี พระราชดําริประการใดใหคณะรัฐมนตรีจัดทํารางกฎมณเทียรบาลแกไขเพิ่มเติม ขึ้นทูลเกลาทูลกระหมอม ถวายเพื่อมีพระราชวินิจฉัย เมื่อทรงเห็นชอบและลงพระปรมาภิไธยแลว ใหประธานรัฐสภาลงนามสนอง บรมราชโองการเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลวใหใชบังคับเปนกฎหมายได 9. พระมหากษัตริยทรงมีพระราชอํานาจในการแตงตั้งคณะกรรมการองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ดวยความเห็นชอบของวุฒิสภาไดแกคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติคณะกรรมการปองกันและ ปราบปรามการทุจริตแหงชาติคณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน คณะกรรมการตรวจการแผนดิน เปนตน สรุปไดวารัฐธรรมนูญที่ยึดหลักการปกครองแบบประชาธิปไตยจะมีหลักการอยู 3 ประการคือการให หลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนอยางมั่นคง การยินยอมใหรัฐสภาโดยเฉพาะสภาผูแทนราษฎรมีอํานาจ แตงตั้งถอดถอนและและควบคุมการบริหารงานของคณะรัฐมนตรีและการกําหนดใหขาราชการประจําเปนกลาง ทางการเมืองหรือไมอนุญาตใหขาราชการประจําเขาดํารงตําแหนงทางการเมือ ง ทั้งนี้ตอ ง ประกอบกับ การปฏิบัตินักการเมืองขาราชการและประชาชนดวยวาไดปฏิบัติในแนวประชาธิปไตยอยางแทจริง
234 สรุปสาระสําคญั ประเทศไทยเริ่มมีรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศมาตั้งแตวนทั ี่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 นับถึง พ.ศ. 2550 มีรัฐธรรมนูญ รวม 18 ฉบับ ฉบับที่ 18 คือรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกรไทย ั พุทธศักราช 2550 รัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศไดกําหนดความสัมพันธระหวางผูปกครอง กับผูอยูใตการปกครองและกําหนดวิธีแกไขความขัดแยงทางการเมืองไวอยางแจงชัด ประเทศไทยจึงมีการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญบอยครั้ง เพราะเปนเครื่องมือในการปกครองอํานาจ ซึ่งเปน กรณีที่ตรงขามกับกรณีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งไมเคยเปลี่ยนรัฐธรรมนูญที่ชนชั้นนําของเขาไดสรางขึ้นและ ไดรับความเห็นชอบจากชาวอเมริกันสวนใหญในประเทศ นับตั้งแตประกาศใชในปค.ศ. 1787 อาจกลาวไดวา รัฐธรรมนูญที่จะนํามาใชเปนหลักในการปกครองอยางจริงจัง และไดรับการพิทักษรักษามิใหถูกละเมิดหรือลมเลิก นั้นจะตองเปนรัฐธรรมนูญที่ประชาชนสวนใหญเห็นความสําคัญและเห็นประโยชนที่จะไดจากรัฐธรรมนูญนั้น
235 กิจกรรม กิจกรรมที่ 1 ใหนกศั ึกษาตอบคําถามตอไปนี้ 1. รัฐธรรมนูญ หมายถึงอะไร ...................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... 2. รัฐธรรมนูญมีความสําคัญอยางไร 2.1................................................................................................................................................................ 2.2................................................................................................................................................................ 2.3................................................................................................................................................................ 2.4................................................................................................................................................................ 3. รัฐธรรมนูญโดยทั่วไปมเจตนารมณี อยางไรบาง 3.1................................................................................................................................................................ 3.2................................................................................................................................................................ 2.3................................................................................................................................................................ 3.4................................................................................................................................................................ 3.5................................................................................................................................................................ 3.6................................................................................................................................................................ 4. หลักการที่กาหนดไว ํ ในร ัฐธรรมนูญแหงราชอาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีอะไรบาง 4.1................................................................................................................................................................. 4.2................................................................................................................................................................. 4.3................................................................................................................................................................. 4.4................................................................................................................................................................. 4.5................................................................................................................................................................. 4.6................................................................................................................................................................. 4.7................................................................................................................................................................. 4.8.................................................................................................................................................................
236 กิจกรรมที่ 2 ใหนกศั ึกษาเตมขิ อความตอไปนี้ใหสมบูรณ รัฐสภา ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................ คณะรัฐมนตรี ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................ รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ศาล ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................ องคกรอิสระ ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................
237 กิจกรรมที่ 3 ใหนกศั ึกษาอธิบายถึงพระราชสถานะและพระราชอํานาจของพระมหากษัตริยไทย พระมหากษัตริย 1. ......................................................... 1. ................................................................ 2. ......................................................... 2. ................................................................ 3. ......................................................... 3. ................................................................ 4. ........................................................ 4. ................................................................ 5. ............................................................... 6. ................................................................ 7. ................................................................ 8. ................................................................. 9. ................................................................. 10. ................................................................. พระราชสถานะ พระราชอํานาจ
238 ตอนท ี่ 2 การขัดแย งทางการเม ืองของไทย เร ื่องที่ 2.1 สถานการณ ความขัดแยงทางการเม ื องที่สําคัญของไทย ความขัดแยงในสังคมไทยเกดขินมาตลอดตึ้ั้งแตในอดตี ไมวาจะเป นความข ัดแยงระหว างชนชั้นนํา ที่ยุติลงดวยการเปล ี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 หลังจากนนกั้ ็เกดความขิดแยั ง เชิงอุดมการณระหว างรัฐไทยกับพรรคคอมมิวนิสตแหงประเทศไทยตั้งแตปพ.ศ. 2492 - 2525 ซึ่งสิ้นสุดลงดวย นโยบายการใหอภ ัย ตามคําสั่งที่ 66/2523 ตอมาก็เปนความขัดแยงระหวางร ัฐบาลเผด็จการกับกระแสเรียกรอง ประชาธิปไตยของประชาชน อันกอใหเก ิดเหตุการณ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 และพฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 แตความขัดแยงท ี่ผานมายังไมมีความรุนแรงเทาความขัดแยงทางการเมองทื ี่เริ่มตนเมอปลายป ื่ พ.ศ. 2548 และพัฒนามาเปนการแบงฝกแบงฝายระหวางคนไทยดวยกันเองคือฝายที่นิยม พ.ต.ท. ทักษิณชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 และฝายที่ตอตานบุคคลดังกลาวความขัดแยงนี้ยังไมสามารถบอกไดวาจะจบลงเมื่อไร และอยางไรแตที่เห็นไดชัดเจนก็คือผลกระทบมีความรนแรงมากหลายดุาน ดังน ี้ 1. ความขัดแยงดังกลาวถกกระพูือใหเปนความข ัดแยงราวลกระหวึ างประชาชน ลุกลามไปทุกที่ ไมวาในครอบคร ัวในบรรดาเพื่อนฝูงที่ทํางาน จนแมระหวางคนในภูมิภาคตาง ๆ โดยเฉพาะคนภาคเหนือและ ภาคอีสานฝายหนึ่งกับคนภาคใตอีกฝายหนึ่ง ถึงขั้นที่มีการตั้งคําถามถึงเอกภาพและบูรณภาพของความเปนชาติไทย หากไมสามารถขจัดความรูสึกแตกแยกรนแรงนุี้ใหยุติลงไดในอนาคตอ ันใกลอาจจะทําใหอุดมการณ ความเปนชาตไทยส ิ ั่นคลอนได 2. ไมมีความขดแยั งครั้งใดที่เกือบทุกสถาบันหลักของประเทศถูกตั้งคําถามถึงความชอบธรรม และบทบาทมากที่สุด ในชวงระยะเวลาน ี้ รัฐบาลที่เขาบริหารประเทศชุดตอๆ มามักจะถูกตอตานจาก ฝายตรงกันขาม รัฐสภาก็ถกตูั้งฉายาทแสดงให ี่ เห็นถึงการไมยอมรับ องคกรอิสระก็ถกทูาทายและไมยอมรบั ศาลซึ่งไมเคยถกวูิพากษวิจารณก็ถูกวิพากษอย างเปดเผย สถาบันองคมนตรีซึ่งควรอยเหนู ือความขดแยั ง ทางการเมืองก็เปนเปาการโจมตีของกลุมบุคคลบางกลุม วิกฤติการณน ี้บั่นทอนความเชื่อมั่น (Trust) ในสถาบันทั้งหลายและอาจนํามาซึ่งความลมสลายของประชาธิปไตยไดในอนาคต 3. หลักนิติธรรมและความศกดั ิ์สิทธิ์ของกฎหมายในบานเมืองถูกสั่นคลอนอยางรุนแรงโดย รัฐเองและประชาชน การทุจรตทิ ี่ปรากฏเปนขาวมากมายในฝายการเมืองและขาราชการความไมสงบใน 3 จังหวัด ภาคใตและการชุมนุมของฝูงชนกลุมตางๆ ซึ่งสามารถกระทําไดโดยมิไดมีอะไรเกิดขนึ้เปนการทาทาย ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ทําใหมีการตั้งคําถามกันวารฐไทยเป ันร ัฐทลี่ มเหลว (Failed State) ซึ่งไม สามารถควบคุมสถานการณความรุนแรงในประเทศไดจริงหรือไมยิ่งถาดูเทียบกับดชนั ีวัดหลักนิตธรรมของิ สถาบันธนาคารโลก (World Bank Institute) แลวก็จะพบวาในป 2550 สถานะของหลักนิติธรรมใน อาเซียนนั้น ไทยดีกวาเพยงพมี ากัมพูชาลาวเวยดนามี และฟลิปปนสเท านั้น
239 4. การลุกลามของความขัดแยงในประเทศนําไปสูปญหาระหวางประเทศของไทยกบเพั ื่อนบาน คือกัมพูชา ซึ่งถาไมจัดการใหดีกจะกระทบก็ ับผลประโยชนทางเศรษฐกิจและการเมืองระหวางประเทศ ทั้งอาจลุกลามไปสูภูมิภาคอาเซียนก็เปนได 5. ผลกระทบทางเศรษฐกิจนั้น ยังไมมีสถาบันใดทําตวเลขให ั เห็นชดสั ําหรับความสูญเสีย ดังกลาวของประเทศไทยแตถ าเทียบกับประเทศเกาหลีใตท ี่ความรุนแรงของความขัดแยงของสังคมนอยกวา ไทยมากก็จะเห็นความนากลัวจากรายงานของสถาบันพัฒนาเกาหลี (Korean Development Institute) ในป 2549 ซึ่งระบุวาม ีการเดินขบวน 11,036 ครั้ง ทําใหเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจถึง 5.6 – 9.6 พันลานดอลลาร สหรัฐ ประเทศไทยมีความรนแรงกวุามาก ซึ่งยังไมมีใครทําตัวเลขออกมา ทั้งหมดที่กลาวมาเปนผลที่เกิดขึ้น แลวแตถาดูผลที่ยังไมเกดขิ ึ้น แตจะเกดขิ นในระยะต ึ้อไปก็คือความเชอมื่ั่นของสังคมโลกตอประเทศไทย ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม คงถูกกระทบอยางรุนแรงอยางที่ไมเคยมีมากอนในประว ัตศาสตริ สาเหตุของความขัดแยง หากพิจารณาอยางผิวเผินความขัดแยงนี้เปนเรื่องของ “บุคคล” ระหวางอดตนายกรี ัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรและผูสนับสนุน กับฝายตอตาน ถาวิเคราะหแนวนี้ก็พอจะมองออกวา เมื่ออดตนายกรี ัฐมนตรีและ ผูสนับสนุนกบฝั ายตอตาน ฝายใดฝายหนงเลึ่ิกราไปไมวาจะดวยเหต ใดุความขัดแยงนี้ก็จะจบลงและ ประเทศไทยกจะเด็นหนิ าตอไปไดตามปกติ แตจุดออนของการวิเคราะหแนวน ี้คือไมไดดูที่“ตนเหต”ุของการไดมาซึ่งอํานาจการเมืองของ ผูที่มีอํานาจเดมและการใช ิ อานาจํ (ซึ่งรวมถึงอํานาจตามกฎหมายอิทธพลหริ ืออํานาจในความเปนจริงและเงิน) วามีฐานมาจากความขัดแยงเชิงโครงสรางทางเศรษฐกิจและทางสังคมที่ซอนตัวอยในความขู ัดแยงดังกลาว ถึงแมจะมีลักษณะบุคคลของคูขัดแยงอยูกจร็ ิงแตโดยรากฐานสําคัญกค็ือความขัดแยงเช ิงโครงสราง ในการจดสรรทรั ัพยากรและความมั่งคั่งระหวาง “คนมี” กับ “คนไมม” ีรวมถึงแนวความคิดและความคาดหวัง ตอระบอบประชาธิปไตยทแตกตี่างกัน นับตั้งแตที่ประเทศไทยไดประกาศใชแผนพ ัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเปนครั้งแรกเมอปื่ 2504 มี การกําหนดยุทธศาสตรการพัฒนาประเทศโดยเนนการผล ิตเพื่อทดแทนการนําเขา (Import Substitution) ซึ่ง ตองอาศัยการพึ่งพาเงินทุนมหาศาลจากตางประเทศ นโยบายและกฎหมายตางๆ ที่ออกในชวงน ี้กเป็ นไปเพื่อ ตอบสนองยุทธศาสตรดังกลาวทั้งสิ้น เชน กฎหมายสงเสริมการลงทุน กฎหมายการนคมอิุตสาหกรรม กฎหมายการประกอบธุรกิจของคนตางดาวเปนตน ตอมายุทธศาสตรก็เปลี่ยนเปนการผลิตเพื่อสงออก (Export Oriented) ในแผนพฒนาฯัฉบับที่ 4 และ 5 อยางไรก็ดีการเกษตรกรรมที่เคยเปนรายไดหล ักของ ประเทศกลับไมไดรับความสําคัญดังนั้นการเพิ่มผลผลิตจึงตองใชการขยายพื้นที่ไมใชการเพิ่มผลผลิตตอไร ทั้งยังไมมียุทธศาสตรการพัฒนาการเกษตรและเกษตรกร ซึ่งเปนคนสวนใหญของประเทศ นอกจากไมมียุทธศาสตรในการพัฒนา ยกเวนการพยุงราคาเมื่อมีปญหาแลว ในหลายกรณี รัฐก็กลับกระทําการที่เปนผลเสียตอเกษตรกรเสียเองอาทิการเก็บพรีเมี่ยมขาวที่สงออก ซึ่งสงผลใหผูสงออก ผลักภาระไปกดราคาซื้อขาวจากชาวนาใหตกต่ําลงไป นโยบายสงเสริมธุรกิจและอุตสาหกรรมขนาดใหญเพื่อ
240 การสงออกละเลยธุรกิจขนาดกลางขนาดเล็กและไมไยดีกับการพัฒนาการเกษตรและเกษตรกรซึ่งเปนคน สวนใหญของประเทศ จากนโยบายดังกลาว ทําใหเกิดความกระจุกตัวของความมั่งคั่งอยางมหาศาล ในขณะที่เกิด “คนมั่งมีมหาศาล” และ “คนชั้นกลาง” ที่มีอํานาจตอรองในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดและเขาถึงทรัพยากรขึ้น ในเมือง และเกิด “คนจน” ที่เปนเกษตรกรและอยูในชนบทมาก และแมวาประเทศไทยจะมีรายได ประชาชาติตอคนเพิ่มขึ้น ในป 2505 กลุมประชากรที่มีรายไดสูงที่สุด 20% เปนเจาของรายไดโดยรวม ทั้งหมดของประเทศถึง 59% ในขณะที่กลุมประชากรที่มีรายไดนอยที่สุด 20% เปนเจาของรายไดโดยรวม ทั้งหมดของประเทศเพียง 2.9% สวนในปพ.ศ. 2518 อัตราสวนอยูที่ 49.24 % ตอ 6.05 % และในป พ.ศ. 2549 ที่ผานมาอัตราการกระจายรายได ก็ยังคงความเหลื่อมล้ําอยูที่ 56.29% ตอ 3.84 % โครงสรางที่ไมเทาเทียมกันทางเศรษฐกิจในสังคมไทยจึงกอใหเกิดผลกระทบตอระบบการเมือง เชนกัน กลาวคือ “คนจน” และเกษตรกรเหลานี้ไมมีอํานาจตอรองในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเหมือนคนชั้นกลาง และเขาไมถึงทรัพยากร (ซึ่งในอดีตเคยเขาถึงแตถูกรัฐสวนกลางรวบอํานาจจัดการแตผูเดียวไว) คนเหลานี้จึงตอง “พึ่งพิง” ผูมีทรัพยากรในหัวเมือง ภายใตระบบอุปถัมภแบบไทยเดิม และทําใหคนเหลานี้เปน “ผูมีอิทธิพล” และสามารถไดรับความไววางใจเลือกใหเขามาทําหนาที่แทนในฐานะผูแทนราษฎรในระบอบประชาธิปไตย และกาวไปสูอํานาจรัฐที่มากกวานั้นในฐานะรัฐมนตรี การที่ระบบเศรษฐกิจไทยก็ยังไมใชระบบเศรษฐกิจเสรีที่อาศัยกลไกตลาดอยางเต็มที่และรัฐยังคง ครอบครองทรัพยากรสําคัญไวและใหสัมปทานแกเอกชน การเขาสูอํานาจการเมืองจึงไมไดหมายถึงการมี “อํานาจ” เทานั้น แตหมายถึง “โอกาส” ทางธุรกิจและเศรษฐกิจที่เกิดจากการมีอํานาจใหสัมปทาน หรืออาจ ไดรับสัมปทานเสียเอง ซึ่งในหลายกรณีทําใหบุคคลเหลานี้กลายเปน “ผูมั่งมี” ขึ้นไดในเวลาอันรวดเร็วการทุจริต และการประพฤติมิชอบในรูปแบบตาง ๆ ก็เกิดขึ้นโดยทั่วไป ทั้งระดับการตัดสินใจของรัฐทางการเมือง และทั้งในระบบการเลือกตั้ง โครงสรางที่ไมเทาเทียมกันในสังคมและระบบการพึ่งพิงกันแบบอุปถัมภฝงรากลึกอยูในระบบการ เมืองไทยตั้งแตพ.ศ. 2475 โดยมีลักษณะสําคัญก็คือสภาพที่นักวิชาการเรียกวา “คนจน” ซึ่งตองพึ่งพิง การอุปถัมภและเปนคนสวนใหญของประเทศเปน “ฐานเสยงี ” และเปนผูกอใหเกิดเสียงขางมากในสภาและรัฐบาล แต “คนชั้นกลาง” เปน “ฐานนโยบาย” เพราะเสียงดังกวาและมีอํานาจลมลางร ัฐบาลที่ตนไมชอบไดในขณะที่ ขาราชการ ทหาร พลเรือน ซ่งเปึ นตัวแทนอานาจรํ ัฐที่แทจร ิงก็ยังคงแยงชิงอํานาจทางการเมืองกับ พรรคการเมืองและผูที่มาจากการเลือกตั้ง สภาพการดังกลาวกอใหเกิดผลสําคัญในระบอบการเมืองไทยคือในระยะเวลา 78 ปของระบบ รัฐสภา ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรี 27 คน มีคณะรัฐมนตรี 59 ชุด มีรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ มีกบฏ 11 ครั้ง มการปฏ ี ิวัติรัฐประหาร 12 ครั้ง สําหรับเม็ดเงินภายในประเทศนั้น หากดูจากบัญชีเงินฝากในธนาคาร มีเพียง 70,000 บัญชีที่มี เงินในแตละบัญชีสูงกวา 10 ลานบาท และถือเปนรอยละ 42 ของจํานวนเงินที่มีอยูในระบบทั้งหมด หมายความ
241 วา ถาคนแตละคนมีบัญชีธนาคารคนละ 2 บัญชีแสดงวามีคนเพียง 35,000 คนเทานั้น ที่เปนเจาของเงินเกือบ ครึ่งหนึ่งในประเทศ ดวยเหตุดังกลาวแสดงใหเห็นวาความขัดแยงระหวาง “คนมั่งมีมหาศาล” และ “คนชั้นกลาง” ฝายหนึ่ง กับ “คนจนสวนใหญ” อีกฝายหนึ่ง ซอนตัวอยูใตเศรษฐกิจแบบกึ่งเปดกึ่งปดและการเมืองแบบกึ่งเผด็จการ กึ่งประชาธิปไตย ความขัดแยงนี้เปนความขัดแยงเชิงโครงสรางที่รอวันปะทุขึ้นไมวันใดก็วันหนึ่ง แมวาจะมีความพยายามปฏิรูปการเมืองโดยรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งมีเจตนารมณ ทําใหการเมืองเปนของพลเมืองดวยการขยายสิทธิเสรีภาพ และสวนรวมทางการเมืองใหมากขึ้น พยายาม ทําใหระบอบการเมืองโปรงใสและสุจริตดวยการเพิ่มองคกรตรวจสอบมากถึง 8 องคกรและมีกระบวนการ ตรวจสอบหลายชั้น รวมทั้งการทําใหรัฐบาลมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพก็ตาม แตรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ไมไดปรับความขัดแยงเชิงโครงสรางที่ฝงลึกและซอนอยูอยางจริงจัง โดยเฉพาะความขัดแยงที่เกิดมาจาก การจัดสรรทรัพยากรของรัฐบาลไทย ซึ่งเปนปญหาทางเศรษฐกิจ ตรงกันขามกลับทําใหพรรคการเมืองตางๆ มุงแสวงหาประโยชนจากขอไดเปรียบที่มีอยูในตัวรัฐธรรมนูญเอง ในขณะที่ขอบกพรองที่มีอยูในรัฐธรรมนูญ เปนตัวจุดชนวนความขัดแยงที่กําลังจะปะทุขึ้น เร ื่องที่ 2.2 ผลกระทบของความขัดแยงทางการเม ื องตอวิถีชีวิตของคนไทย ผลกระทบของความขัดแยงทางการเมืองอาจประมวลได 5 ประการคอื 1. ความขัดแยงเกิดขึ้นในภาวการณที่สังคมเกิดความแตกแยกราวลึก ฝายประชาชนไมเปน เอกภาพ แมผูที่เคยรวมมือกันตอสูเพื่อประชาธิปไตยในหมูประชาชนก็แตกแยกเปนหลายฝกหลายฝาย คูความขัดแยงที่มีบทบาทสําคัญตอความเปนไปของสถานการณไมไดอยูในสภา แตอยูนอกสภาและอยูบน ทองถนนอีกฝายหนึ่ง นอกจากจะมีกลุมคนรักอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่สวนใหญเปนชนชั้นลาง ที่เรียกกันวา “รากหญา” และกลุมที่ตองการใหบัญญัติพระพุทธศาสนาเปนศาสนาประจําชาติไวในรัฐธรรมนูญ แลวยังมีกลุมชนชั้นกลางที่เปนนักเคลื่อนไหว นักวิชาการและเอ็นจีโอบางสวนที่เปนพลังประชาธิปไตยและ ตอตานการรัฐประหารซึ่งสวนใหญเปนกลุมแนวรวมประชาธิปไตยเพื่อประชาชน (นปช.) เกา ที่กลับมา ในนาม “คณะกรรมการประชาชนเพื่อแกไขรัฐธรรมนูญ 2550” (คปพร.) เปนแกนนํา กับอีกฝายหนึ่งคือ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ซึ่งเปนที่รวมของนักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยหลายกลุมและมีบทบาท สําคัญในการลมรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณมาแลวเปนแกนนํา องคประกอบของคูความขัดแยงดังกลาว ประกอบกับขอเท็จจริงซึ่งผานมาที่คนบางสวนในคูความขัดแยงแตละฝายตางแอบอิงใกลชิดกับอํานาจรัฐ และไดรับการปูนบําเหน็จรางวัล หรือไดรับการแตงตั้งใหเขาไปมีตําแหนงหนาที่จากผูกุมอํานาจรัฐในปกที่ตน ใกลชิดในยามที่ปกนั้นมีชัยในการกุมอํานาจรัฐ ทําใหภาพที่เปนตัวแทนประชาชน เปนตัวแทนพลัง ประชาธิปไตยขาดความบริสุทธิ์ไป