92 ภิกษุอื่น ๆ ที่ไดรับยกยองวาเปนเอตทัคคะก็ไดรับเพียงอยางเดียว แตพระอานนททานไดรับถึง 5 ประการ นับวาหาไดยากมากความเปนพหูสูตรของพระอานนทนั้นนับวาเปนคุณูปการตอพระพุทธศาสนา กลาวคือภายหลังพุทธปรินิพพานแลว มีภิกษุบางพวกกลาวติเตียนพระศาสนา ทําใหพระมหากัสสปเถระเกิด ความสังเวชในใจวา ในอนาคตพวกอลัชชีจะพากันกําเริบ เหยียบย่ําพระศาสนา จําตองกระทําการสังคายนา พระไตรปฎกใหเปนหมวดหมูจึงไดนัดแนะพระภิกษุสงฆใหไปประชุมกันที่กรุงราชคฤหเพื่อสังคายนาพระธรรมวินัย ตลอดเขาพรรษา พระอานนทเถระผูเปนพุทธอุปฐาก ซึ่งไดรับประทานพรขอที่ 8 ทําใหทานเปน ผูทรงจํา พระพุทธวจนะไวไดมาก ทานจึงไดรับหนาที่ตอบคําถามเกี่ยวกับพระธรรม พระอานนทเปนผูมีปญญา มีความจําดีทานไดฟงครั้งเดียว ไมตองถามอีกก็สามารถจําไดเปน จํานวน 60,000 บาท 15,000 คาถา โดยไมเลอะเลือน ไมคลาดเคลื่อน เหมือนบุคคลเอาเถาวัลยมัดดอกไมถือ ไป เหมือนจารึกอักษรลงบนแผนศิลา เหมือนน้ํามันใสของราชสีหที่บุคคลใสไวในหมอทองคํา ฉะนั้น ดวย เหตุที่ทานขยันเรียน และมีความจําดีนี่เอง ทานจึงไดรับยกยองวาเปนพหูสูต เปนธรรมภัณฑาคาริก ทรงจําพระ พุทธพจนไดถึง 84,000 พระธรรมขันธคือทานเรียนจากพระพุทธองค 82,000 พระธรรมขันธและเรียนจาก เพื่อนสหธรรมมิกอีก 2,000 พระธรรมขันธแมทานจะเปนเพียงพระโสดาบันก็ตาม แตทานก็มีปญญา แตกฉานในปฏิสัมภิทา มีความรูเชี่ยวชาญในเรื่องปฏิจจสมุปบาท จึงสามารถสั่งสอนศิษยไดมากมาย ศิษย ของทานสวนมากก็เปนพหูสูตเชนเดียวกับทานวากันวา ทานพูดไดเร็วกวาคนธรรมดา 8 เทาคือคนเราพูด 1 คําทาน พูดได 8 คํา เกียรติคุณอีกอยางหนึ่งที่ทานไดรับยกยองจากพระพุทธองคคือ มีฝมือทางชาง สาเหตุที่ทรง ชมเชยเพราะครั้งหนึ่ง พระพุทธองคเสด็จจากนครราชคฤหไปสูทักษิณาคิรีชนบท ไดทอดพระเนตรเห็นคัน นาของชาวมคธเปนรูปสี่เหลี่ยม มีคันนาสั้น ๆ คั่นในระหวางแลวตรัสถามทานพระอานนทวา จะเย็บจีวร อยางนั้นไดหรือไมทานทูลรับวา เย็บไดและตอมาทานเย็บจีวรใหพระหลายรูปแลวนําไปถวายให ทอดพระเนตร พระพุทธองคทอดพระเนตรแลวตรัสชมเชยทานในทามกลางสงฆ ภายหลังจากที่สมเด็จพระเจาสุทโทธนมหาราช ผูเปนพระพุทธบิดาไดสิ้นพระชนมแลว พระ นางมหาปชาบดีผูเปนพระอัครมเหสีและพระมาตุจฉาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาไดมีศรัทธาที่จะออก บวช แตพระพุทธองคทรงหามเสียแมพระนางจะไดกราบทูลขอถึง 3 ครั้ง แตพระพุทธองคก็ไมทรงประทาน พระพุทธานุญาต ทําใหพระนางเสียพระทัยมาก จึงกรรแสงอยูหนาประตูปามหาวัน เมื่อพระอานนททราบ เขา จึงมีพระมหากรุณาจิตคิดจะชวยเหลือพระนางใหสําเร็จดังประสงคจึงไดไปกราบทูลขอสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา โดยอางเหตุผลตาง ๆ ทําใหสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาประทานพระพุทธานุญาต โดยมีเงื่อนไขวาสตรีนั้น จะตองรับครุธรรม 8 ประการกอน ถึงจะอุปสมบทไดซึ่งพระนางก็ทรงยอมรับครุธรรมนั้น และได อุปสมบทเปนภิกษุณีรูปแรกของพระพุทธศาสนา ภายหลังจากพิธีถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแลว พระมหากัสสปเถระเจาไดดําริจะใหมีการทําปฐม สังคายนาพระธรรมวินัยพระมหาเถระไดรับอนุมัติจากสงฆใหเลือกพระภิกษุผูเชี่ยวชาญในพระธรรมวินัยจํานวน 500 รูป เพื่อทําปฐมสังคายนา พระมหากัสสปเถระเลือกได 499 รูป อีกรูปหนึ่งทานไมยอมเลือกความจริงทานตองการ
93 จะเลือกพระอานนทแตขณะนั้นพระอานนทยังไมไดเปนพระอรหันตครั้นจะเลือกพระอานนทก็เกรงจะถูก ครหาแตครั้นจะเลือกภิกษุอื่น ไมเลือกพระอานนทก็เกรงวาการทําสังคายนาครั้งนี้จะไมสําเร็จผลดวยดีเพราะ พระอานนทไดรับยกยองจากพระพุทธองควาเปนพหุสูต เปนธรรมภัณฑาคาริก ตอมาพระสงฆลงมติวาพระอานนทควรจะเขารวมทําสังคายนาครั้งนี้ดวย ทานจึงไดรับเขาเปน คณะสงฆผูจะทําสังคายนาครบจํานวน 500 รูป ทานไดเดินทางจากนครกุสินารากลับไปยังนครสาวัตถี ระหวางทางทานไดแสดงพระธรรมเทศนาแกประชาชนจํานวนมากที่เศราโศกเสียใจ เพราะการปรินิพพานของ พระพุทธองคเมื่อถึงพระเชตวันมหาวิหาร ทานก็ไดปฏิบัติปดกวาดพระคันธกุฏีเสมือนเมื่อพระพุทธองคยัง ทรงพระชนมอยู นอกจากปฏิบัติพระคันธกุฏีแลว ทานไดใชเวลาสวนมากใหหมดไปดวยการยืนและนั่ง ไมคอยจะไดจําวัด ดวยเหตุนี้เองจึงทําใหทานไมสบาย ตองฉันยาระบายเพื่อใหกายเบา ครั้นใหปฏิสังขรณ เสนาสนะที่ชํารุดในพระเชตวันสําเร็จแลว พอใกลวันเขาพรรษาจึงไดออกเดินทางไปสูกรุงราชคฤหเพื่อรวมทํา สังคายนา เมื่อถึงแลว ทานไดทําความเพียรอยางหนักเพื่อใหสําเร็จอรหันตกอนการทําสังคายนาแตก็ยังไม สําเร็จ เพื่อน ๆ ไดตักเตือนทานวาในวันรุงขึ้นทานจะตองเขาไปนั่งในสังฆสันนิบาตแลว ขอใหทําความเพียร อยาประมาท ในคืนนั้น ทานไดเดินจงกรม กําหนดกายคตาสติจนจวบปจจุสมัยใกลรุง จึงลงจากที่จงกรม หมายใจจะหยุดนอนพักผอนในวิหารสักครูกอน แตพอเอนกายลงนอน ศีรษะยังไมทันถึงหมอนและ เทาทั้งสองยังไมพนจากพื้น ก็ไดสําเร็จเปนพระอรหันต กอนการสังคายนาพระธรรมวินัยจะเริ่ม พระมหากัสสปเถระตั้งปญหาหลายประการแกพระอานนท อาทิการใชเทาหน ีบผาของพระศาสดาในขณะปะหรือชนผุาการไมอาราธนาใหสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา ดํารงพระชนมอยูแมจะไดทรงแสดงน ิมิตโอภาสหลายครงั้กอนที่พระองคจะปลงสังขารการเปนผูขวนขวาย ใหสตรีเขามาบวชในพุทธศาสนาการไมกราบทูลถามเรื่องสิกขาบทเล็กนอยที่พระพทธองคุทรงตรัสใหสงฆ ถอนไดวาคือสิกขาบทอะไรบางและการจัดสตรีใหเขาไปถวายบังคมพระพุทธสรีระกอนบุรุษภายหลัง ปรินิพพาน ทําใหน้ําตาของสตรีเหลานั้นเปอนพระพุทธสรีระถึงแมพระอานนทเถระจะอางเหตุผลมากลาว แกที่ประชุมสงฆแตเมื่อที่ประชมสงฆุเหนว็ าเปนอาบ ัติทานก็แสดงอาบัติตอสงฆหรือแสดงการยอมรับผิด การแสดงอาบัติของพระอานนทนั้นเปนกุศโลบายของพระมหากัสสปเถระที่ตองการจะวาง ระเบียบวิธีการปกครองคณะสงฆใหที่ประชุมเห็นวาอํานาจของสงฆนั้นยิ่งใหญเพียงใดคําพิพากษาวินิจฉัย ของสงฆถือเปนคําเด็ดขาด แมจะเห็นวาตนไมผิดแตเมื่อสงฆเห็นวาผิดผูนั้นก็ตองยอม เปนตัวอยางที่ภิกษุ สงฆรุนหลังจะไดยอมทําตาม นอกจากนี้ยังเปนการเสริมเกียรติคุณของพระอานนทเถระใหเปนตัวอยางของ ผูวางายเคารพยําเกรงผูใหญ เปนปฏิปทาที่ใครๆ พากันอางถึงดวยความนิยมชมชอบในกาลตอมา ภายหลังสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาเสด็จดับขันธปรินิพพานแลว พระอานนทไดเที่ยวจาริก สั่งสอนเวไนยสัตวแทนองคพระศาสดาจนพระชนมายุของทานลวงเขา 120 ปทานจึงไดพิจารณาอายุสังขาร ของทานพบวา อายุสังขารของทานนั้นยังอีก 7 วันก็จะสูญสิ้นเขาสูพระนิพพาน ทานจึงพิจารณาวาทานจะ เขานิพพาน ณ ที่ใด ก็เห็นวาทานจะเขานิพพานที่ปลายแมน้ําโรหิณีซึ่งตั้งอยูระหวางเมืองกบิลพัสดุกับเมือง
94 โกลิยะ ซึ่งมีพระประยูรญาติอยูทั้ง 2 ฝาย บรรดาพระประยูรญาติและชนที่มาชุมนุมกัน ณ ที่นั้นตางก็รองรับ พระธาตุไวแลวสรางพระเจดียบรรจุไวทั้ง 2 ฟากของแมน้ําโรหิณี คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง พระอานนทไดรับยกยอเปนเลิศหลายดาน คือ 1. ผูเปนเลิศทางพหูสูต คือคงแกเรียน ใฝศึกษา ฟงมาก 2. เปนผูมีสติมั่นคง มีความระลึกรูและตื่นตัวอยูตลอดเวลา 3. เปนผูมีสติปญญาดีจดจําพุทธพจนไดเปนอยางดีทั้งหมด 4. เปนผูมีความเพียร มีความพยายามในการปฏิบัติหนาที่และปฏิบัติธรรม 5. เปนพุทธอุปฏฐากคอยรับใชพระพุทธเจาอยางดียิ่ง เร ื่องที่ 1.10 พระปฎาจาราเถรีเอตทัคคะในฝายผูทรงพระวินัย พระปฏาจาราเถรีเปนธิดาของมหาเศรษฐีในเมืองสาวัตถีเมื่ออายุยางได 16 ปเปนหญิงมีความงดงามมาก บิดามารดาทะนุถนอมหวงใยให อยูบน ปราสาท ชั้น 7 เพื่อปองกันการคบหากับชายหนุม กระนั้น เพราะนางเปนหญ ิงโลเลในบุรุษ จึงไดคบหาเปนภรรยาคนรับใช ในบานของตน ตอมาบิดามารดาของนางไดตกลงยกนางใหแกชายคนหนึ่งที่มี ชาติสกุลและทรัพยเสมอกนัเมอใกล ื่ กําหนดวนวัวาหิ นางกหน็ ีบิดามารดาออกจากบาน ไปรวมครองรกครองเรั ือนกนในบ ั านตําบลหนึ่งซึ่งไมมคนรีูจัก ชวยกนทั ําไร ไถนาเขาปาเก็บผักหักฟนหาเลี้ยงกันไปตามอัตภาพ นางตองตักน้ําตําขาว หุงตม ดวยมือของตนเองไดรับความทุกขยากแสนสาหัส เพราะตนไมเคยท ํามากอน กาลเวลาผานไป นางไดตั้งครรภบุตรคนแรก เมื่อครรภแกขึ้นนางจึงออนวอนสามีใหพานาง กลับไปยังบานของบิดามารดาเพื่อคลอดบุตร เพราะการคลอดบุตรในที่ไกลจากบิดามารดาและญาตินั้นเปน อันตราย แตสามีของนางก็ไมกลาพากลับไปเพราะเกรงวาจะถูกลงโทษอยางรุนแรง จึงพยายามพูดจา หนวงเหนี่ยวเธอไวจนนางเห็นวาสามีไมพาไปแนวันหนึ่ง เมื่อสามีออกไปทํางานนอกบาน นางจึงสั่งเพื่อน บานใกลเคียงกันใหบอกกับสามีดวยวานางไปบานของบิดามารดา แลวนางก็ออกเดินทางไปตามลําพัง เมื่อสามีกลับมาทราบความจากเพื่อนบานแลว ดวยความหวงใยภรรยาจึงรีบออกติดตาม ไปทันพบนางในระหวางทางแมจะออนวอนอยางไรนางก็ไมยอมกลับ ทันใดนั้น ลมกัมมัชวาต คืออาการ ปวดทองใกลคลอดก็เกิดขึ้นแกนาง จึงพากันเขาไปใตรมริมทาง นางนอนกลิ้งเกลือก ทุรนทุรายเจ็บปวด ทุกขทรมานอยางหนัก ในที่สุดก็คลอดบุตรออกมาดวยความยากลําบากเมื่อคลอดบุตรโดยปลอดภัยแลว ก็ปรึกษากันวา “กิจที่ตองการไปคลอดที่เรือนของบิดา มารดานั้นก็สําเร็จแลว จะเดินทางตอไปก็ไมมี ประโยชน” จึงพากันกลับบานเรือนของตน อยูรวมกันตอไป ที่มา : Google.com
95 ตอมาไมนานนักนางก็ตั้งครรภอีกเมื่อครรภแกขึ้นตามลําดับนางจึงออนวอนสามีเหมือนครั้งกอน แตสามีก็ยังคงไมยินยอมเชนเดิม นางจึงอุมลูกคนแรกหนีออกจากบานไป แมสามีจะตามมาทันชักชวน ใหกลับก็ไมยอมกลับ จึงเดินทางรวมกันไป เมื่อเดินทางมาไดอีกไมไกลนัก เกิดลมพายุพัดอยางแรงและฝนก็ ตกลงมาอยางหนัก พรอมกันนั้นนางก็ปวดทองใกลจะคลอดขึ้นมาอีกจึงพากันแวะลงขางทาง ฝายสามีไดไป หาตัดกิ่งไมเพื่อมาทําเปนที่กําบังลมและฝน แตเคราะหรายถูกงูพิษกัดตายในปานั้น นางทั้งปวดทองทั้งหนาวเย็น ลมฝนก็ยังคงตกลงมาอยางหนัก สามีก็หายไปไมกลับมา ในที่สุดนางก็คลอดบุตรคนที่สองอยางนาสังเวช ลูกของนางทั้งสองคนทนกําลังลมและฝนไมไหว ตางก็รองไหกันเสียงดังลั่นแขงกับลมฝน นางตองเอาลูกทั้งสอง มาอยูใตทอง โดยนางใชมือและเขายืนบนพื้นดินในทาคลานไดรับทุกขเวทนาอยางหนักสุดจะรําพันไดเมื่อรุงอรุณแลว สามีก็ยังไมกลับมาจึงอุมลูกคนเล็กซึ่งเนื้อหนังยังแดง ๆ อยู จูงลูกคนโตออกตามหาสามีเห็นสามีนอนตาย อยูขางจอมปลวกจึงรองไหรําพันวาสามีตายก็เพราะนางเปนเหตุเมื่อสามีตายแลวครั้นจะกลับไปที่บานทุงนา ก็ไมมีประโยชนจึงตัดสินใจไปหาบิดามารดาของตนที่เมืองสาวัตถีโดยอุมลูกคนเล็ก และจูงลูกคนโตเดินไปดวย ความทุลักทุเลเพราะความเหนื่อยออนอยางหนักดูนาสังเวชยิ่งนัก นาง เดินทางมาถึงริมฝงแมน้ําอิรวดีมีน้ําเกือบเต็มฝงเนื่องจากฝนตกหนักเมื่อคืนที่ผานมา นางไม สามารถจะนําลูกนอยทั้งสองขามแมน้ําไปพรอมกันไดเพราะนางเองก็วายน้ําไมเปน แตอาศัยที่น้ําไมลึกนัก พอที่เดินลุยขามไปไดจึงสั่งใหลูกคนโตรออยูกอนแลวอุมลูกคนเล็กขามแมน้ําไปยังอีกฝงหนึ่ง เมื่อถึงฝง แลวไดนําใบไมมาปูรองพื้นใหลูกคนเล็กนอนที่ชายหาดแลวกลับไปรับลูกคนโตดวยความหวงใยลูกคนเล็ก นางจึงเดินพลางหันกลับมาดูลูกคนเล็กพลางขณะที่มาถึงกลางแมน้ํานั้น มีนกเหยี่ยวตัวหนึ่งบินวนไปมาอยูบน อากาศ มันเห็นเด็กนอยนอนอยูมีลักษณะเหมือนกอนเนื้อจึงบินโฉบลงมาแลวเฉี่ยวเอาเด็กนอยไป นางตกใจ สุดขีดไมรูจะทําอยางไรไดจึงไดแตโบกมือรองไลตามเหยี่ยวไป แตก็ไมเปนผลเหยี่ยวพาลูกนอยของนางไป เปนอาหาร สวนลูกคนโตยืนรอแมอยูอีกฝงหนึ่ง เห็นแมโบกมือทั้งสองตะโกนรองอยูกลางแมน้ํา ก็เขาใจวา แมเรียกใหตามลงไป จึงวิ่งลงไปในน้ําดวยความไรเดียงสาถูกกระแสน้ําพัดพาจมหายไป เมื่อสามีและลูกนอยทั้งสองตายจากนางไปหมดแลวเหลือแตนางคนเดียว นางจึงเดินทางมุงหนา สูบานเรือนของบิดามารดา ทั้งหิวทั้งเหนื่อยลา ไดรับความบอบช้ําทั้งรางกายและจิตใจ รูสึกเศราโศก เสียใจสุดประมาณ นางเดินไปก็บนไปแตก็ยังพอมีสติอยูบางไดพบชายคนหนึ่งเดินสวนทางมา สอบถาม ทราบวามาจากเมืองสาวัตถีจึงถามถึงบิดามารดาของตนที่อยูในเมืองนั้นและทราบขาววาบิดา มารดาของตน เสียชีวิตหมด นางก็ขาดสติสัมปชัญญะไมรูสึกตัววาผานุงผาหมที่นางสวมใสอยูหลุดลุยลงไป เดินเปลือยกายเปน คนวิกลจริต คนทั่วไปเห็นแลวคิดวา “นางเปนบา” พากันขวางปาดวยกอนดินบางโรยฝุนลงบนศีรษะนางบาง และนางยังคงเดินตอไปอยางไรจุดหมายปลายทาง ขณะนั้น พระพุทธองคทรงแสดงธรรมอยูทามกลางพุทธบริษัท ทรงทราบดวยพระฌานวานาง ปฏาจารามีอุปนิสัยแหงพระอรหัต จึงบันดาลใหนางเดินทางมายังวัดพระเชตวัน ดวยพุทธานุภาพ นางกลับ ไดสติในขณะนั้นเอง มองดูตัวเองเปลือยกายอยูรูสึกอายจึงนั่งลงอุบาสกคนหนึ่งโยนฝาใหนางนุงหม นาง เขาไปกราบถวายบังคมพระศาสดาที่พระบาท แลวกราบทูลเคราะหกรรมของนางใหทรงทราบโดยลําดับ
96 พระพุทธองคไดตรัสพระดํารัสวา “แมน้ําในมหาสมุทรทั้ง 4 ก็ยังนอยกวาน้ําตาของคนที่ถูกความทุกข ความเศราโศกครอบงํา ปฎาจารา เพราะเหตุไรเธอจึงยังประมาทอยู” นางปฎาจาราฟงพระดํารัสนี้แลวก็คลายความเศราโศกลง พระบรมศาสดาทรงทราบวานางหาย จากความเศราโศกลงแลวจึงตรัสตอไปวา “ปฎาจาราขึ้นชื่อวาบุตรสุดที่รักไมอาจเปนที่พึ่ง เปนที่ตานทานหรือเปนที่ปองกันแกผูไปสู ปรโลกไดบุตรเหลานั้นถึงจะมีอยูก็เหมือนไมมีสวนผูรูทั้งหลายรักษาศีลใหบริสุทธิ์แลว ควรชําระทางไปสู พระนิพพานของตนเทานั้น” เมื่อจบพระธรรมเทศนา นางปฏาจาราดํารงอยูในโสดาปติผลเปนพระอริยบุคคลชั้นพระโสดาบัน แลวกราบทูลขออุปสมบท พระพุทธองคทรงอนุญาตแลวจึงบวชเปนภิกษุณีไมนานนักก็ไดบรรลุพระอรหัตผล เมื่อนางปฏาจาราไดอุปสมบทแลว ปรากฏวาเปนพระเถรีผูมีความรอบรูในเรื่องพระวินัยเปน อยางดีพระบรมศาสดาจึงทรงยกยองเธอไวในตําแหนงเอตทัคคะ เปนผูเลิศกวาภิกษุณีทั้งหลายในฝายผูทรง พระวินัย คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. เปนผูมีสติปญญาจากการที่นางมีสติคิดไดทําใหนางเห็นสภาพความเปนจริง ใชสติปญญา ไตรตรองและนําไปสูการตรัสรูธรรมของนาง 2. เปนผูฉลาดในวินัยสงฆเมื่อบวชแลวไดปฏิบัติธรรมจนสมควรแกธรรม ศึกษาหาความรูจน ไดรับยกยองวาเปนผูฉลาดทางวินัยสงฆ
97 เร ื่องที่ 1.11 นางจูฬสุภัททา นางจูฬสุภัททา เปนธิดาของอนาถบิณฑิกเศรษฐีและ นางปญญลักขณาเทวีมีพี่ชายชื่อนายกละ มีพี่สาวชื่อสุภัททาและมี นองสาวชื่อสุมนา ทั้งหมดนี้ตางไดบรรลุโสดาปตติผลเคารพนับถือ พระพุทธเจาในฐานะเปนพระบิดาในทางธรรม ตอมานางสุมนา นองสาวยังไดบรรลุธรรมชั้นสกทาคามิผลดวย อนาถบิณฑิกเศรษฐีมีสหายที่รักกันมากคนหนึ่งเปนชาว อุคคนครนามวาอุคคเศรษฐีไดเดินทางมาคาขายที่เมืองสาวัตถีได เขาไปพักอยูกับเพื่อนคืออนาถบิณฑิกเศรษฐีซึ่งอนาถบิณฑิกเศรษฐี ไดมอบหมายใหธิดาคนกลางคือ จูฬสุภัททาจัดการดูแลตอนรับ เพื่อนจากตางเมือง นางก็จัดการดูแลไดเรียบรอยเปนที่สบอัธยาศัย ของอุคคเศรษฐีและอยากไดนางมาเปนลูกสะใภจึงเอยปากขอ นางจูฬสุภัททาแตอนาถบิณฑิกเศรษฐีทราบวาอุคคเศรษฐีผูเพื่อนไมได นับถือพระพุทธศาสนาจึงกราบทูลความนั้นแดพระพุทธเจา พระพุทธเจาทรงเห็นอุปนิสัยของอุคคเศรษฐีแลว ทรงอนุญาต อนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงปรึกษากับนางปญญลักขณาเทวีผูเปนภรรยาเมื่อตางก็เห็นดีพรอมกันแลว จึงรับคําของอุคคเศรษฐีกําหนดวันแตงงาน อนาถบิณฑิกเศรษฐีไดจัดงานมงคลแกนางจูฬสุภัททาอยางงดงามยิ่งใหญสมฐานะของตระกูล โดยจัดตามจารีตประเพณีทุกประการ เสมอดวยงานมงคลของนางวิสาขามหาอุบาสิกา ตางแตงานนี้ไมได สรางเครื่องลดามหาปสาธนเทานั้น กอนสงไปอยูกับพอสามีอนาถบิณฑิกเศรษฐีไดใหโอวาทแก นางจูฬสุภัททาเปนหลักปฏิบัติ 10 ประการคือ 1. อยานําไฟภายในออกไปภายนอกคือเมื่อเห็นสิ่งไมดไมีงามของพ อสามีแมสามีหรือของสามี ตน อยานําไปกลาวนอกบานเพราะจะทําใหเปนที่ดหมูิ่น และผูอื่นจะเลาลือกันตอไปใหเสียหาย 2. อยานําไฟภายนอกเขามาภายใน คืออยานําคํากลาวรายของบุคคลภายนอกที่มีตอครอบครัวสามี มาเลา เพราะจะทําใหเกิดการขุนเคืองและวิวาทบาดหมางขึ้นระหวางครอบครัวสามีกับคนภายนอก 3. จงใหแก คนที่ใหคือใหสิ่งของเครื่องใชแกผูที่ยืมไปแลวรูจักสงคืนเทาน ั้น เพื่อรักษาทรัพย ของครอบครัวสามีไวและเปนการคบคนด ี 4. อยาใหแกคนที่ไมใหคืออยาใหสิ่งของเครื่องใชแกผูที่ยืมไปแลวไมสงคืน เพราะมีแตทาง สูญเสียและเปนการคบคนชั่ว 5. จงใหแกคนทั้งที่ใหและไมใหขอนี้ใชกับญาติมิตรที่ยากจน คือสงเคราะหญาติเมื่อเขาขอความ ชวยเหลือไมวาเขาจะสามารถใชคืนไดหรือไมก็ตาม 6. จงนั่งใหเปนสุข หมายความวาอยานั่งในที่นั่งของพอสามีแมสามีและสามีควรจะนั่งในที่อัน เหมาะสมแกตนเอง ที่มา : Google.com
98 7. จงบริโภคใหเปนสุขคืออยาบริโภคกอนพอสามีแมสามีและสามีดูแลใหทานเหลานั้น บริโภคใหอิ่มกอน ดแลวูามอะไรขาดเหล ีอืเมื่อทุกคนบริโภคอิ่มแลวตนจึงบริโภคทหลี ังขอนี้เปนธรรม เนียมของสตรอีินเดียและสตรีไทยโบราณ ซึ่งถือวาตนมีหนาที่ปรนนิบตัิดูแลสามีและพอแมของสามีเสมือน พอแมของตน 8. จงนอนใหเปนสุขคือนอนทีหลังพอสามีแมสามีและสามีตน เพราะเปนหนาที่ทตนจะตี่ อง ดูแลทุกขสุขของคนเหลานั้น และตองดแลกูิจการในบานเรือนใหเรยบรีอยเส ียกอนในฐานะที่เปนแมบ าน 9. จงบําเรอไฟ คือใหความเคารพพอสามีแมสามีและสามีวาเปนเหมือนกองไฟและเหมือน พญานาค ตองระวังดแลใหูดอยี าใหโกรธเคืองได 10. จงนอบนอมเทวดาภายใน คือ นับถือพอสามีแมสามีและสามีเหมือนเทวดา เมื่อใหโอวาทแลว วันรุงขึ้นอนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงจัดถวายทานแกพระสงฆมีพระพุทธเจาเปนประมุขแลวสงธิดาไปพรอมดวย เครื่องสักการะบรรณาการเปนอันมาก อุคคเศรษฐีก็จัดงานมงคลตอนรับลูกสะใภไดเชื้อเชิญบรรดาอเจลกะนักบวชเปลือยที่ตนเคารพ นับถือมาทําบุญที่บานไดเรียกใหนางจูฬสุภัททาออกมาไหวนักบวชอเจลกะนางไมยอมมาเพราะมีความละอาย ไม ปรารถนาจะเห็นพระเปลือย เศรษฐีก็ใหคนไปตามครั้งแลวครั้งเลานางก็ยืนยันไมยอมมา เศรษฐีโกรธมาก ออกปากไลลูกสะใภออกจากเรือน นางเห็นวาตัวไมมีความผิดจึงไมยอมออกจากเรือนไป อุคคเศรษฐีไมรูจะ ทําอยางไร ทั้งแปลกใจที่ตามปกติลูกสะใภเปนคนดีวางาย เรียบรอย แตเหตุไฉนจึงดื้อไมยอมไหวนักบวช จึงบอกแกภรรยาใหชวยพูดจาแนะนําเกลี้ยกลอมลูกสะใภใหเลื่อมใสนักบวชอเจลกะ ภรรยาเศรษฐีทราบวาลูกสะใภไดเคารพกราบไหวสมณะพวกอื่นอยูกอนแลว จึงไมยอม กราบไหวนักบวชอเจลกะ นางจึงเลียบเคียงถามถึงลักษณะบุคคลที่ลูกสะใภเคารพกราบไหววาเปนอยางไร นางจูฬสุภัททาจึงไดพรรณาเกียรติคุณพระพุทธเจาและพระสาวกของพระพุทธเจาใหฟงดวยความ ยินดี ภรรยาเศรษฐีอยากเห็นสมณะตามที่ลูกสะใภบรรยายใหฟงจึงบอกใหนางจูฬสุภัททานิมนตพระเชนนั้นมา ที่บาน นางจูฬสุภัททาจึงขออนุญาตเพื่อที่จะถวายมหาทานแกพระสงฆมีพระพุทธเจาเปนประมุข เมื่อไดรับอนุญาตแลวจึงตระเตรียมมหาทานเพื่อถวายแดพระพุทธเจา พรอมพระสงฆพุทธสาวก ขณะนั้น อนาถบิณฑิกเศรษฐีฟงธรรมแลวไดนิมนตพระพุทธเจาฉันภัตตาหารเชาในวันรุงขึ้นเชนกัน พระพุทธองคจึง ตรัสวา ไดรับนิมนตฉันภัตตาหารเชาในวันพรุงนี้แลวจากนางจูฬสุภัททาอนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงกราบทูลวา นางอยูไกลจากที่นี่ถึง 120 โยชนพระพุทธองคจึงตรัสตอบวาถูกแลวแตนางเปนสัตบุรุษคือผูทําบุญไวมาก แมอยูไกลก็เหมือนอยูเฉพาะหนาคือเห็นไดงายเหมือนภูเขาหิมพานตตั้งอยูไกลแตคนก็ยังมองเห็นได อุคคเศรษฐีพรอมบุตรภรรยาและบริวารไดตอนรับพระพุทธเจาและพระสงฆดวยความเลื่อมใส ไดถวายมหาทานแดพระสงฆมีพระพุทธเจาเปนประมุขตลอด 7 วัน นับแตนั้นมาชาวอุคคนครก็เริ่มมีศรัทธาบําเพ็ญบุญในพระพุทธศาสนาดวยความเลื่อมใส
99 คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. นางจูฬสุภัททาเปนผูมีความกตัญูรูคุณบิดามารดาดังจะเห็นไดจากการที่นางยินดีทําการงาน ที่บิดามอบหมายคือดูแลรับใชเพื่อนของบิดาจนเปนที่สบอัธยาศัย 2. มั่นคงในพระพุทธศาสนาแมจะตองขัดใจบิดาของสามีก็ยอม เนื่องจากเห็นวาพระพุทธศาสนา นานับถือกวาศาสนาของนักบวชอเจลกะ 3. เขาใจในศาสนาที่ตนนับถือเปนอยางดีดังคําอธิบายเกี่ยวกับลักษณะของพระสงฆใน พระพุทธศาสนาที่นางบอกแกมารดาของสามีจะทําใหทั้งบิดาและมารดาของสามีเกิดความเลื่อมใส 4. ตั้งมั่นอยูในเหตุผลไมใชอารมณเชน เมื่อบิดาของสามีขับไลนางออกจากบานนางก็ไมยอมไป เพราะถือวามิไดผิดถาหากนางไปดวยอารมณอยางคนทั่วไปแลวคงไมมีโอกาสชี้แจงเหตุผล เร ื่องที่ 1.12 สุมนมาลาการ นายสุมนมาลาการเปนชาวเมืองราชคฤหเขามีหนาที่นําดอกมะลิ วันละ 8 ทะนานไปถวายพระเจาพิมพิสารแตเชาตรูทุกวันไดทรัพยวันละ 8 กหาปณะ ตอมาเชาวันหนึ่ง ขณะที่เขากําลังถือดอกไมจะเขาประตู เมือง พระพุทธเจาเสด็จออกบิณฑบาตพรอมดวยภิกษุสงฆ ทรงเปลง พระรัศมีดวยพุทธานุภาพอันยิ่งใหญเขาเห็นอัตภาพของพระพุทธเจาแลว เกิดความเลื่อมใสคิดวา “เราจักบูชาพระพุทธเจาดวยอะไรดีหนอ” เมื่อไมเห็นสิ่งใดจึงตัดสินใจจะถวายดอกไมที่จะนําไปถวายพระราชา ดวยการตกลงใจวา “เอาเถอะเมื่อพระราชาไมไดรับดอกไมจะทรงฆาเรา หรือขับไลออกจากเมืองก็ตาม พระราชาทรงประทานทรัพยเพียงพอแก การเลี้ยงชีพเทานั้น สวนการบูชาพระพุทธเจา เพื่อประโยชนเกื้อกูล และความสุขแกเรา” นายสุมนมาลาการไดนําดอกไมบูชาพระพุทธเจาไปทั้ง 8 ทะนาน ดอกไมเหลานั้นได เปนซุมติดตามเสด็จพระพุทธองคไปทุกหนทุกแหง ชาวเมืองตางแตกตื่นกันออกมาดูและถวายทานกันทุกถวนหนา พากันโหรองใหเสียงสาธุการทุกที่พระพุทธองคคิดจะทรงทําใหคุณความดีของนายสุมนมาลาการเปนที่ปรากฏ ไปทั่วเมืองราชคฤหก็ไดเสด็จไปทั่วทุกมุมเมือง สวนนายสุมนมาลาการมีความปลาบปลื้มปติยินดีเปนอยางยิ่ง ตามเสด็จไปหนอยหนึ่งแลวก็ถือกระเชาเปลาเดินกลับบานไปดวยสีหนาอิ่มเอิบ เมื่อถึงบาน นายสุมนามลาการไดเลาเรื่องที่ตนไดนําดอกไมบูชาพระพุทธเจาใหภรรยาฟง ภรรยาของเขาเปนหญิงไมดีไมมีศรัทธากลับดาวาเขาจะนําความพินาศมาใหตระกูลรีบนําความเขากราบทูล พระราชาและทูลความที่ตนไมเห็นดีเห็นงามดวย ที่มา : Google.com
100 พระเจาพิมพิสารเปนอริยบุคคลชั้นโสดาบันแลว พระองคเต็มเปยมดวยศร ัทธาใน พระพุทธศาสนา เมื่อไดสดบดั ังนั้นแลวทรงทราบวาหญงนิ ี้เปนหญิงไมดีไมมีศรัทธาจึงทรงทําทีเปนกริ้ว ตรัสวา “ดีแลวละที่เธอทิ้งเขามา เดี๋ยวเราจกจั ัดการกับนายสุมนมาลาการ” แลวรีบเสดจไปเฝ ็ าพระพทธเจุา ถวายบังคมแลวตามเสด ็จไป พระพุทธองคเพื่อประกาศเกยรตี ิคุณของนายสุมนมาลาการใหประชาชนทราบ จึงประทับทพระลานหลวงไม ี่เสดจเข็ าไปในพระราชวัง พระราชาไดถวายภัตตาหารแกพระพุทธองคและ ภิกษุสงฆตามสงพระพุทธเจาเสด ็จกลับวดเวฬัวุันแลวจึงมีรับสั่งใหนายสุมนมาลาการเขาเฝา เมื่อนายสุมนมาลาการมาเขาเฝาแลว พระเจาพิมพิสารตรัสยกยองสรรเสริญนายสุมนมาลาการ วาเปนมหาบุรุษ แลวพระราชทานสิ่งของ 8 ชนิดคือชาง มา ทาส ทาสีเครื่องประดับ นารีอยางละแปด ทรัพยอีก 8 พันกหาปณะและบานสวยอีก 8 ตําบล เมื่อกลับถึงวัด พระอานนทไดทูลถามถึงผลบุญที่นายสุมนมาลาการจะพึงไดรับ พระพุทธองค ตรัสวานายสุมนมาลาการไดสละชีวิตบูชาพระองคในครั้งนี้จักไมไดไปเกิดในนรกตลอดแสนกัลปเมื่อ พระพุทธองคเสด็จเขาพระคันธกุฎีดอกไมเหลานั้นจึงตกลงที่ประตูกุฎีนั้น ตกเย็นวันนั้นพวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรม เรื่องการบูชาพระพุทธเจาของนายสุมนมาลาการ แลว ไดรับของพระราชทาน 8 อยางจากพระเจาพิมพิสาร พระพุทธองคเสด็จมาตรัสวา “ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ทํากรรมใดแลวไมเดือดรอนในภายหลัง เปนผูเอิบอิ่ม มีความสุขใจ นั่นแหละเรียกวากรรมดี” นายสุมนมาลาการเปนอุบาสกที่ควรเปนแบบอยางที่ดีแกพุทธศาสนิกชนไดทานไดเสียสละ ชีวิตเพื่อบูชาพระพุทธเจา นั่นคือ สละชีวิตเพื่อทําความดีรักษาความดีเอาไวแมชีวิตจะหาไมก็ตาม จึงเปน บุคคลที่ควรยกยองและเปนแบบอยางได สรุปสาระสําคญั ในอดีตชาติของพระพุทธเจาได บําเพ็ญบารมีอันยิ่งใหญเมื่อเสวยพระชาติเปนพระสมมาั สัมพุทธเจาพระองคจึงทรงเปนพระบรมครูมีความสามารถในการสั่งสอนคนใหบรรลุมรรคผลนิพพาน เพราะทรงสมบูรณดวยวิชชา (ความรู) และจรณะ (ความประพฤติ) หลงทรงตรั ัสรูไมนานจึงมีผูออกบวชเปน สาวกจํานวนมาก ซึ่งเปนกําลงสั ําคัญในการเผยแผพระพุทธศาสนา มีทั้งบรรพชิตและคฤหัสถพระพุทธศาสนา จึงดํารงมั่นอยไดู กวาสองพนหั ารอยป
กิจกรรม พุทธ มที่ 1 ใหนักศกึ ธสาวก/พทธุส พระอิสสชิ พ ห โก กษาบอกคุณธ สาวิกา . . . . . พระกีสา โคตรมี . . . . . พระนาง มัลลิกา . . . . . หมอชีวก กมารภัจจ . . . . . ธรรมของพุทธ ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... กิจกรรม ธสาวก พทธุส คุ ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... สาวิกาตัวอยา ณธรรมที่เปน ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... งตอไปนี้ นแบบอยาง ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... 101 ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. ..............
102 พุทธสาวก/พทธสาวุิกา คุณธรรมที่เปนแบบอยาง .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... องคุลิมาล .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... พระธัมมทินนาเถรี .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... จิตต คหบดี .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... พระ อานนท .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... พระอนุรุทธะ
103 พุทธสาวก/พทธสาวุิกา คุณธรรมที่เปนแบบอยาง พระปฏาจารา เถรี .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... นางจุฬสภุัททา .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... สุมน มาลาการ .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... ....................................................................................................................
104 ตอนท ี่ 2 ชาดก ชาดกเปนเรื่องราวที่มีความสําคัญในพระพุทธศาสนา เพราะเปนเรื่องราวของพระพุทธเจาที่มี มาแตชาติปางกอน ชาดกที่คนไทยรูจักแพรหลายคือ พระชาติ 10 ชาติสุดทายกอนที่พระพุทธเจาจะตรัสรู เปน พระสัมมาสัมพุทธเจา ชาดกที่นาสนใจมีดังนี้ เรื่องที่ 2.1 มหาเวสสันดรชาดก มหาเวสสันดรชาดก เปนชีวประวัติเรื่องหนึ่ง ในทศชาติชาดก กลาวถึงพระชาติสุดทายของ พระโพธิสัตวใน การบําเพ็ญทานบารมีกอนจะทรงอุบัติเปนสมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจา มีชื่อเรียกอีกอยางวา“มหาชาติชาดก”ในการ เทศนาเรียกวา “เทศนมหาชาติ” กัณฑในมหาเวสสันดรชาดกมหาเวสสันดรชาดกมี ทั้งหมด 13 กัณฑประกอบดวย 1,000พระคาถา โดยสรุปยอไวดังนี้ กัณฑทศพร เริ่มตั้งแตพระพุทธเจาตรัสรูแลวเสด็จไปเทศนาโปรดพระเจาพิมพิสาร ตอจากนั้นเสด็จไปโปรด พุทธบิดาและพระประยูรญาติที่กรุงกบิลพสดัุเกิดฝนโบกขรพรรษ พระสงฆสาวกกราบทูลอาราธนาใหทรง แสดงเรื่องมหาเวสสันดรชาดกเริ่มตั้งแตเมื่อกัลปที่ 98 นับแตปจจุบัน พระนางผุสดซีึ่งจะทรงเปนพระมารดา ของพระเวสสันดรทรงอธษฐานขอเป ิ นมารดาของผูมีใจบุญจบลงตอนพระนางไดรับพร 10 ประการจากพระอนทริ อานิสงสของผูบูชากัณฑน ี้คอืผูนั้นจะไดรบทรั ัพยสมบัติดังปรารถนาถาเปนสตรีจะไดสามีที่เปนทถีู่กใจ บุรุษจะไดภรรยาเปนที่ตองประสงคอีกเชนเดียวกัน จะไดบุตรหญิง/ ชายเปนคนวานอนสอนงายมีรูปรางที่ งดงาม มีความประพฤติดี กริิยาเรียบรอย กัณฑหิมพานต พระเวสสันดรทรงเปนพระราชโอรสของพระเจาสญชัยกบพระนางผัุสดีแหงแควนส ีวีราษฎร ประสูติที่ตรอกพอคา เมื่อพระเวสสันดรไดรับราชสมบัติจากพระบดาิ ไดพระราชทานชางปจจยนาเคนทรั แก กษัตริยแควนกล ิงคราชฎรประชาชนไมพอใจ พระเวสสันดรจึงถูกพระราชบิดาเนรเทศไปอยูปาหมพานติ อานิสงสของผูบูชากัณฑน ี้คอืยอมไดสิ่งทปรารถนาท ีุ่กประการครั้นตายแลวได บังเกิดในสุคติโลกสวรรค เสวยสมบัติอนมโหฬาร ัมีบริวารแวดลอมบํารุงบําเรออยูเปนนิตยจุติจากสวรรคแลวจะลงมาเกดในตระก ิูล ขัตติยะมหาศาลหรือตระกูลพราหมณมหาศาลอันบริบูรณดวยทรัพยศฤงคารบริวารมากมายนานาประการ จนประมาณมไดิ ประกอบดวยความสบายใจท ุกอิริยาบถ ที่มา : Google.com
105 กัณฑทานกัณฑ กอนเสด็จไปอยูปาพระเวสสันดรไดพระราชทานสัตสดกมหาทานคือชางมารถทาสชายทาสหญิง โคนม และนางสนมอยางละ 700 อานิสงสของผูบูชากณฑั นี้คอืจะบริบูรณดวยแกวแหวนเง ินทองทาสทาสีและ สัตว 2 เทา 4 เทาครั้นตายแลวจะไดไปเกดในฉกามาพจรสวรรค ิ มีนางเทพอัปสรแวดลอมมากมายเสวยสุขใน ปราสาทแกว 7 ประการ กัณฑวนปเวสน พระเวสสันดรทรงพาพระนางมัทรีและพระชาลี (โอรส) พระกัณหา (ธิดา) เสด็จจากเมืองผาน แควน เจตราษฎรจนเสด็จถึงเขาวงกตในปาหิมพานตอานิสงสของผูบูชากัณฑนี้คือ จะไดรับความสุข ทั้งโลกนี้และโลกหนา จะไดเปนบรมกษัตริยในชมพูทวีป เปนผูทรงปรีชาเฉลียวฉลาดสามารถปราบอริราช ศัตรูใหยอยยับไป กัณฑชูชก ชูชกพราหมณขอทานได นางอมิตตาบุตรสาวของเพื่อนเปนภรรยา นางใชใหชูชกไปขอสอง กุมาร ชูชกเดนทางไปส ิ ืบขาวในแควนส ีวราษฎรี สามารถหลบหลีกการทํารายของชาวเมือง พบพราน เจตบุตรจึงลวงพรานเจตบุตรใหบอกทางไปยังเขาวงกต อานิสงสของผูบูชากัณฑน ี้คอจะได ื บงเกั ิดในตระกูล กษัตริยประกอบดวยสมบัตอิันงดงามกวาคนทั้งหลายจะเจรจาปราศยกั ็ไพเราะเสนาะโสต แมจะไดสามี ภรรยาและบตรธุิดาก็ลวนแตม ีรูปทรงงดงามสอนงาย กัณฑจุลพน ชูชกเดินทางผานปาตามเสนทางที่เจตบุตรแนะนําจนถึงที่อยูของอัจจุตฤๅษีอานิสงสของผูบูชา กัณฑนี้คือแมจะบังเกิดในปรภพใดๆ จะเปนผูสมบูรณดวยสมบัติบริวารจะมีอุทยานอันดารดาษดวยไมหอม แลวจะมีสระโบกขรณีอันเต็มไปดวยประทุมชาติครั้นตายไปแลวก็ไดเสวยทิพยสมบัติในโลกหนาสืบตอไป กัณฑมหาพน ชูชกลวงอัจจุตฤๅษีใหบอกทางผานปาไมใหญไปยังที่ประทับของพระเวสสันดร อานิสงสของ ผูบูชากัณฑนี้คือจะเสวยสมบัติใดในดาวดึงสเทวโลกนั้นแลวจะไดลงมาเกิดเปนกษัตริยมหาศาล มีทรัพย ศฤงคารบริวารมากมีอุทยานและสระโบกขรณีที่เปนประพาส เปนผูบริบูรณดวยดวยศักดานุภาพ เฟองฟุงไปทั่ว ชมพูทวีป อีกทั้งจักไดเสวยอาหารทิพยเปนนิตยนิรันดร กัณฑกุมาร ชูชกทูลขอสองกุมาร ทุบตีสองกุมารเฉพาะพระพักตรพระเวสสันดร แลวพาออกเดินทาง อานิสงสของผูบูชากัณฑนี้คือ ยอมประสบผลสําเร็จในสิ่งที่ปรารถนา ครั้นตายไปแลวไดเกิดในฉกามาพจร สวรรคในสมัยที่พระศรีอาริยาเมตไตยมาอุบัติก็จะไดพบศาสดาของพระองคจะไดถือปฏิสนธิในตระกูล กษัตริย ตลอดจนไดสดับตรับฟงพระสัทธรรมเทศนาของพระองคแลวบรรลุพระอรหัตผลพรอมดวย ปฏิสัมภิทา ทั้ง 4 ดวยบุญราศีที่ไดอบรมไว
106 กัณฑมัทรี พระนางมัทรีเสด็จกลับจากหาผลไมในปาออกติดตามสองกุมารตลอดทั้งคืน จนถึงทรงวิสัญญี (สลบ) เฉพาะพระพักตรพระเวสสันดร เมื่อทรงฟนแลวพระเวสสันดรตรัสเลาความจริงเกี่ยวกับสองพระกุมาร พระนางทรงอนุโมทนาดวยอานิสงสของผูบูชากัณฑนี้คือ เกิดในโลกหนาจะเปนผูมั่งคั่งสมบูรณดวยทรัพย สมบัติเปนผูมีอายุยืนยาว ทั้งประกอบดวยรูปโฉมงดงามกวาคนทั้งหลายจะไปในที่ใดๆ ก็จะมีแตความสุข ทุกแหงหน กัณฑสักกบรรพ พระอินทรทรงเกรงวาจะมีผมาขอพระนางมู ัทรีจึงแปลงเปนพราหมณชรามาทูลขอพระนางมัทรี แลวฝากไวกับพระเวสสันดรอานิสงสของผูบูชากัณฑนคี้ือจะเปนผูที่เจริญดวยลาภยศตลอดจนจตรพุิธพร ทั้ง 4 คือ อายุวรรณะ สุขะ พละ ตลอดกาล กัณฑมหาราช ชูชกเดินทางเขาไปแควนสีวีราษฎรพระเจากรุงสญชัยทรงไถสองกุมาร ชูชกไดรับพระราชทานเลี้ยง และถึงแกกรรมดวยกินอาหารมากเกินควร อานิสงสของผูบูชากัณฑนี้คือจะไดมนุษยสมบัติสวรรคสมบัติ และนิพพานสมบัติ เมื่อเกิดเปนมนุษยจะไดเปนพระราชา เมื่อจากโลกมนุษยไปก็จะไปเสวย ทิพยสมบัติในฉกามาพจรสวรรคมีนางเทพอัปสรเปนบริวาร ครั้นบารมีแกกลาก็จะไดนิพพานสมบัติอันตัดเสียซึ่งชาติ ชราพยาธิมรณะ กัณฑฉกษัตรยิ กษัตริยแควนกลิงศราษฎรทรงคืนชางปจจัยนาเคนทรพระเจากรุงสญชัย พระนางผุสดีพระชาลี พระกัณหา เสด็จไปทูลเชิญพระเวสสันดร พระนางมัทรีกลับพระนคร เมื่อกษัตริยทั้งหกพระองคทรงพบกัน ก็ทรงวิสัญญีตอมาฝนโบกขรพรรษตกจึงทรงฟนขึ้น อานิสงสของผูบูชากัณฑนี้คือ จะไดเปนผูที่เจริญดวย พร 4 ประการคืออายุวรรณะ สุขะ พละ ทุกๆ ชาติ กัณฑนครกัณฑ กษัตริยหกพระองคเสด็จกลับพระนคร พระเวสสันดรไดครองราชยดังเดิม บานเมืองสมบูรณ พูนสุขจนพระชนมายุได 120 พรรษา จึงเสด็จสวรรคนิคาลัย อานิสงสของผูบูชากัณฑนี้คือ จะไดเปน ผูบริบูรณดวยวงศาคณาญาติขาทาสชาย-หญิง ธิดา สามีหรือบิดามารดา เปนตน อยูพรอมหนากันดวย ความผาสุก ปราศจากโรคาพาธทั้งปวงจะทําการใดๆ ก็พรอมเพียงกัน ยังการงานนั้นๆ ใหสําเร็จลุลวงไปดวยดี
107 เร ื่องที่ 2.2 มโหสถชาดก มโหสถคือชาติที่ 5 ในทศชาติชาดก หรือ 10 ชาติสุดทายของ พระโพธิสัตวกอนจะเสวยพระชาติมาเกิดเปนพระพุทธเจา หรือเจาชายสิทธัตถะ แหงศากยวงศเพื่อบําเพ็ญปญญาบารมี ในเมืองมิถิลามีเศรษฐีผูหนึ่งมีนามวาสิริวัฒกะภรรยาชื่อ นางสุมนาเทวีนางสุมนาเทวีมีบุตรชายคนหนึ่งซึ่งเมื่อคลอดออกมานั้นมีแทงโอสถอยูในมือ เศรษฐีสิริวัฒกะเคยเปนโรคปวดศีรษะมานาน จึงเอาแทงยานั้นฝนที่หินบดยาแลว นํามาทาหนาผากอาการปวดศีรษะก็หายขาด ครั้นผูอื่นที่มีโรคภัยไขเจ็บมา ขอปนยานั้นไปรักษาบางก็พากันหายจากโรคเปนที่เลื่องลือไปทั่วเศรษฐีจึงตั้ง ชื่อบุตรวา “มโหสถ” เพราะทารกนั้นมีแทงยาวิเศษ เกิดมากับตัวเมื่อมโหสถ เติบโตขึ้นปรากฏวาามีสติปญญาเฉลียวฉลาดกวาเด็กในวัยเดียวกัน ครั้งหนึ่งมโหสถเหนว็า ในเวลาฝนตก ตนและเพอนเลื่นทั้งหลายตองหลบฝน ลําบากลําบน เลน ไมสนกุจึงขอใหเพื่อนเลนทกคนนุําเงนมารวมกิ ันเพื่อสรางสถานที่เลน มโหสถจัดการออกแบบอาคารนั้น อยางวิจตรพิ ิสดารนอกจากที่เลนที่กินและทพี่ักสําหรับคนที่ผานไปมาแลวยังจดสรั างหองวนิิจฉยคดั ีดวยเพราะ ความที่มโหสถเปนเด็กฉลาดเฉลียวเกินวัยจึงมกมั ีผูคนมาขอใหตัดสินปญหาขอพิพาทหรือแกใขปญหาขัดของตางๆ อยูเสมอ ชื่อเสียงของมโหสถเลื่องลือไปไกลทั่วมิถิลานคร ในขณะนั้นกษัตริยเมืองมิถิลาทรงพระนามวา พระเจาวิเทหราชทรงมีนักปราชญราชบัณฑิตประจําราชสํานัก 4 คน คือเสนกะ ปุตกุสะกามินทและเทวินทะ บัณฑิตทั้งสี่เคยกราบทูลวาจะมีบัณฑิตคนที่หามาสูราชสํานักพระเจาวิเทหราช พระองคจึงโปรดใหเสนา ออกสืบขาววามีบัณฑิตผูมีสติปญญาปราดเปรื่องอยูที่ใดบาง เสนาเดินทางมาถึงบริเวณบานของสิริวัฒกะ เศรษฐีเห็นอาคารงดงาม จัดแตงอยางประณีตบรรจง จึงถามผูคนวาใครเปนผูออกแบบ คนก็ตอบวา ผูออกแบบคือมโหสถบัณฑิต บุตรชายวัย 7 ขวบ ของสิริวัฒกะเศรษฐีเสนาจึงนําความไปกราบทูลพระเจา วิเทหราช พระองคตรัสเรียก บัณฑิตทั้งสี่มาปรึกษาวาควรจะไปรับมโหสถมาสูราชสํานักหรือไมบัณฑิตทั้งสี่ เกรงวามโหสถจะไดดีเกินหนาตนจึงทูลวาลําพังการออกแบบตกแตงอาคารไมนับวาผูนั้นจะมีสติปญญาสูง ถึงขั้นบัณฑิต ขอใหรอดูตอไปวา มโหสถจะมีสติปญญาเฉลียวฉลาดจริงหรือไม ฝายมโหสถนั้น มีชาวบานนําคดีความตาง ๆ มาใหตัดสินอยูเปนนิตยเปนตนวา ชายเลี้ยงโคนอนหลับ ไป มีขโมยเขามาลักโค เมื่อตามไปพบ ขโมยก็อางวาตนเปนเจาของโค ตางฝายตางถกเถียงอางสิทธิ์ ไมมีใคร ตัดสินไดวาโคนั้นเปนของใครจึงพากันไปหามโหสถ มโหสถถามชายเจาของโควา เรื่องราวเปนอยางไร ชายนั้นก็เลาใหฟง มโหสถจึงถามขโมยวา “ทานใหโคของทานกินอาหารอะไรบาง” ขโมยตอบวา “ขาพเจา ใหกินงากินแปง ถั่ว และยาคู” มโหสถถามชายเจาของโค ชายนั้นก็ตอบวา “ขาพเจาใหโคกินหญาตาม ธรรมดา” มโหสถจึงใหเอาใบไมมาตําใหโคกินแลวใหกินน้ํา โคก็สํารอกเอาหญาออกมา จึงเปนอันทราบวา ที่มา : Google.com
108 ใครเปนเจาของโคที่แทจริง พระเจาวิเทหราชไดทราบเรื่องการตัดสินความของมโหสถก็ปรารถนาจะเชิญ มโหสถมาสูราชสํานักแตบัณฑิตทั้งสี่ก็คอยทูล ทัดทานไวเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่มโหสถแสดงสติปญญาในการตัดสินคดีพระเจาวิเทหราชทรงทดลองสติปญญา มโหสถดวยการตั้งปญหาตาง ๆ ก็ปรากฏวา มโหสถแกปญหาไดทุกครั้ง เชน เรื่องทอนไมที่เกลาไดเรียบ เสมอกัน พระเจาวิเทหราชทรงตั้งคําถามวาขางไหนเปนขางปลาย ขางไหนเปนขางโคน มโหสถก็ใชวิธี ผูกเชือกกลางทอนไมนั้น แลวหยอนลงในน้ํา ทางโคนหนักก็จมลง สวนทางปลายลอยน้ํา เพราะน้ําหนัก เบากวา มโหสถก็ชี้ไดวาทางไหนเปนโคน ทางไหนเปนปลาย นอกจากนี้มโหสถยังแกปญหาเรื่องตางๆ อีกเปน อันมาก จนในที่สุดพระราชาก็ไมอาจทนรอตามคําทัดทานของบัณฑิตทั้ง 4 อีกตอไป จึงโปรดใหราชบุรุษ ไปพาตัวมโหสถกับบิดามาเขาเฝาพรอมกับใหนํามาอัสดรมาถวายดวย มโหสถทราบดีวาครั้งนี้เปนการทดลองสําคัญ จึงนัดหมายการอยางหนึ่งกับบิดา และในวันที่ ไปเฝาพระราชา มโหสถใหคนนําลามาดวยหนึ่งตัว เมื่อเขาไปถึงที่ประทับ พระราชาโปรดใหสิริวัฒกะ เศรษฐีนั่งบนที่อันสมควรแกเกียรติยศ ครั้นเมื่อมโหสถเขาไป สิริวัฒกะก็ลุกขึ้นเรียกบุตรชายวา “พอมโหสถ มานั่งตรงนี้เถิด” แลวก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง มโหสถก็ตรงไปนั่งแทนที่บิดา ผูคนก็พากันมองดูอยางตําหนิ ที่มโหสถทําเสมือนไมเคารพบิดา มโหสถจึงถามพระราชาวา “พระองคไมพอพระทัยที่ขาพเจานั่งแทนที่บิดาใช หรือไม” พระราชาทรงรับคํา มโหสถจึงถามวา “ขาพเจาขอทูลถามวาธรรมดาบิดายอมดีกวาบุตร สําคัญ กวาบุตรเสมอไปหรือ” พระราชาตรัสวา “ยอมเปนอยางนั้น บิดายอมสําคัญกวาบุตร” มโหสถทูลตอวา “เมื่อ ขาพเจามาเฝา พระองคมีพระกระแสรับสั่งวาใหขาพเจานํามาอัสดรมาถวายดวยใชไหมพระเจาคะ” พระราชา ทรงรับคํา มโหสถจึงใหคนนําลาที่เตรียมเขามาหนาพระพักตรแลวทูลวา “เมื่อพระองคตรัสวาบิดายอม สําคัญกวาบุตร ลาตัวนี้เปนพอของมาอัสดร หากพระองคทรงเห็นเชนนั้นจริงก็โปรดทรงรับลานี้ไปแทนมา อัสดรเถิดพระเจาคะ เพราะมาอัสดรเกิดจากลานี้แตถาทรงเห็นวาบุตรอาจดีกวาบิดา ก็ทรงรับ เอามาอัสดรไปตามที่ทรงมีพระราชประสงค ถาหากพระองคเห็นวาบิดายอมประเสริฐกวาบุตรก็ทรงโปรด รับเอาบิดาของขาพเจาไวแตหากทรงเห็นวาบุตรอาจประเสริฐกวาบิดา ก็ขอใหทรงรับขาพเจาไว” การที่มโหสถกราบทูลเชนนั้น มิใชจะลบหลูดูหมิ่นบิดาแตเพราะประสงคจะใหผูคนทั้งหลายตระหนักใน ความเปนจริงของโลกและเพื่อแกไขปญหาที่มีผูจงใจผูกขึ้น คือบัณฑิตทั้งสี่นั่นเอง พระราชาทรงพอพระทัย ในปญญาของมโหสถจึงตรัสแกสิริวัฒกะเศรษฐีวา “ทานเศรษฐีเราขอมโหสถไวเปนราชบุตร จะขัดของ หรือไม” เศรษฐีทูลตอบวา “ขาแตพระองคมโหสถยังเด็กนักอายุเพิ่ง 7 ขวบ เอาไวใหโตเปนผูใหญกอนนาจะ ดีกวาพระเจาคะ” พระราชาตรัสตอบวา “ทานอยาวิตกในขอที่วามโหสถยังอายุนอยเลย มโหสถเปนผูมีปญญา เฉียบแหลมยิ่งกวาผูใหญจํานวนมากเราจะเลี้ยงมโหสถในฐานะราชบุตรของเรา ทานอยากังวลไปเลย” การทดสอบเชาวนปญญาของพระมโหสถมีอีกหลายเรื่อง เชน กรณีไลจับเหยี่ยวที่มาโฉบเอาเนื้อของชาวบานที่ตากไวชาวบานที่ไลตามตองลมลุกคลุกคลาน สดุดตอไมกอนดิน มโหสถพิจารณาดวยปญญาวา เวลาเหยี่ยวมาควรมองที่พื้นดินดูเงาของเหยี่ยวเมื่อไปทัน ใหปรบมือไลเหยี่ยวตกใจก็จะปลอยกอนเนื้อลงมา
109 กรณีหญิงสองคนพิพาทกันเรื่องสรอย ตางคนตางอางวาเปนเจาของ พระมโหสถถามวาใครใช น้ําหอมอะไร นางหนึ่งบอกวาน้ําหอมจันทรแดงอยางดีอีกคนบอกวาน้ําแชดอกมะลิเมื่อใหตามเจาของราน น้ําหอมมาพิสูจนเอาสรอยแชน้ํากลิ่นดอกมะลิก็โชยออกมา เปนอันวาหญิงคนที่สองไดสรอยคืนไป กรณีแยงบุตรกันระหวางนางกุลธิดากับนางยักษิณีนางยักษิณีมาแยงบุตรนางกุลธิดาไป เกิดการ ยื้อยุดกระชากกัน ตางคนตางอางเปนแมเด็กเรื่องถึงหูพระมโหสถ ตัดสินวาใครดึงเด็กไดคนนั้นเปนแมดึงกัน ไปมาจนเด็กรองไหเพราะไดรับความเจ็บปวด นางกุลธิดาจึงปลอยมือแลวรองไหพระมโหสถตัดสินใหเอา ลูกคืนแกนางกุลธิดา เพราะแมยอมรักลูกและไมยอมใหลูกไดรับความเจ็บปวด มโหสถจึงไดเริ่มรับราชการกับพระเจาวิเทหราชนับตั้งแตนั้นมา ตลอดเวลาที่อยูในราชสํานัก มโหสถไดแสดงสติปญญา และความสุขุมลึกซึ้งในการพิจารณาแกไขปญหาขอขัดของทั้งปวง ไมวาจะเปน ปญหาที่พระราชาทรงผูกขึ้นลองปญญามโหสถ หรือที่บัณฑิตทั้งสี่พยายามสรางขึ้นเพื่อใหมโหสถอับจน ปญญา แตมโหสถก็แกปญหาเหลานั้นไดทุกครั้งไป มิหนําซ้ําในบางครั้ง มโหสถยังไดชวยใหบัณฑิตทั้งสี่ นั้น รอดพนความอับจน แตบัณฑิตเหลานั้นมิไดกตัญูรูคุณที่มโหสถกระทําแกตน กลับพยายามทําให พระราชาเขาพระทัยวามโหสถดอยปญญา พยายามหาหนทางใหพระราชาทรงรังเกียจมโหสถ เพื่อที่ตนจะ ไดรุงเรืองในราชสํานักเหมือนสมัยกอน มโหสถรุงเรืองอยูในราชสํานักของพระเจาวิเทหราช ไดรับการ สรรเสริญจากผูคนทั้งหลายจนมีอายุได 16 ปพระมเหสีของพระราชาผูทรงรักใครมโหสถเหมือนเปนนองชาย ทรงประสงค จะหาคูครองใหแตมโหสถขอพระราชทานอนุญาตเดินทางไปเสาะหาคูครองที่ตนพอใจดวยตนเอง พระมเหสีก็ทรงอนุญาต มโหสถเดินทางไปถึงหมูบานแหงหนึ่ง ไดพบหญิงสาวคนหนึ่ง เปนลูกสาวเศรษฐีเกาแกแตได ยากจนลง หญิงสาวนั้นชื่อวาอมร มโหสถปลอมตัวเปนชางชุนผาไปอาศัยอยูกับบิดามารดาของนางและไดทดลอง สติปญญาของนางดวยประการตางๆเปนตนวา ในครั้งแรกที่พบกันนั้น มโหสถถามนางวา “เธอชื่ออะไร” นางตอบวา “สิ่งที่ดิฉันไมมีอยูทั้งในอดีต ปจจุบัน และอนาคต นั่นแหละเปนชื่อของดิฉัน” มโหสถพิจารณา อยูครูหนึ่งก็ตอบวา “ความไมตายเปนสิ่งไมมีอยูในโลกเธอชื่อ อมร (ไมตาย) ใชไหม” หญิงสาวตอบวา ใช มโหสถถามตอวา นางจะนําขาวไปใหใคร นางตอบวา นําไปใหบุรพเทวดา มโหสถก็ตีปริศนาออกวา บุรพเทวดา คือเทวดาที่มีกอนองคอื่นๆไดแกบิดามารดาเมื่อมโหสถไดทดลองสติปญญาและความประพฤติตางๆของนางอมร จนเปนที่พอใจแลว จึงขอนางจากบิดา มารดา พากลับไปกรุงมิถิลา เมื่อไปถึงยังเมือง ก็ยังไดทดลองใจนาง อีกโดย มโหสถแสรงลวงหนาไปกอน แลวแตงกายงดงามรออยูในบาน ใหคนพานางมาพบ กลาวเกี้ยวพาราสี นาง นางก็ไมยินดีดวย มโหสถจึงพอใจนาง พาไปเฝาพระราชาและพระมเหสีพระราชาก็โปรดฯใหมโหสถ แตงงานอยูกินกับนางอมร ตอมา บัณฑิตทั้งสี่ยังพยายามที่จะกลั่นแกลงมโหสถดวยประการตางๆ แตก็ไมเปนผลแมถึง ขนาดพระราชาหลงเขาพระทัยผิดขับไลมโหสถออกจากวัง มโหสถก็มิไดขุนเคืองแตยังจงรกภักดั ีตอ พระราชา พระราชาจึงตรัสถามมโหสถวา “เจาเปนผูมีสตปิญญาหลักแหลมยิ่ง หากจะหวังชวงชิงราชสมบัติ จากเรากย็อมไดเหตใดจุึงไมค ิดการรายต อเรา” มโหสถทูลตอบวา “บัณฑิตยอมไมทําชวั่เพื่อใหได ความสุข
110 สําหรับตน แมจะถูกทับถมใหเสื่อมจากลาภยศก็ไมคิดสละธรรมะดวยความหลงในลาภยศ หรือดวยความรัก ความชัง บุคคลนั่งนอนอยใตูรมไมยอมไมควรห ักกิ่งตนไมนั้น เพราะจะไดชื่อวาทํารายมิตร บุคคลที่ไดรับ การเกื้อหนุนอปการะจากผุ ูใดยอมไมทําใหไมตรีนั้นเสียไปดวยความโงเขลา หรือความหลงในยศอํานาจ บุคคล ผูครองเรือน หากเกียจครานก็ไมงามนักบวชไมสํารวมก็ไมงามพระราชาขาดความพินิจพิจารณาก็ไมงามบัณฑิต โกรธงาย ก็ไมงาม” ไมวาบัณฑิตทั้งสี่จะกลั่นแกลงมโหสถอยางใด มโหสถก็สามารถเอาตัวรอดไดทุกครั้งและ มิไดตอบแทนความชั่วรายดวยความชั่วรายแตกลับใหความเมตตากรุณาตอบัณฑิตทั้งสี่เสมอมา นอกจากจะ ทําหนาที่พิจารณาเรื่องราว แกไขปญหาตางๆ มโหสถยังไดเตรียมการปองกันพระนครในดานตางๆ ให พรอมเสมอดวย และยังจัดผูคนไปอยูตามเมืองตางๆ เพื่อคอยสืบขาววาจะมีบานเมืองใดมาโจมตีเมืองมิถิลา หรือไม มีพระราชาองคหนึ่งทรงพระนามวาจุลนีพรหมทัต ครองเมืองอุตรปญจาล ประสงคจะทํา สงครามแผเดชานุภาพ จึงทรงคิดการกับปโรหุิตชื่อเกวัฏพราหมณหมายจะลวงเอากษัตริยรอยเอดพระนครมา็ กระทําสัตยสาบานแลวเอาสราเจุือยาพษิ ใหกษัตรยิเหลานั้นดื่ม จะไดรวบรวมพระนครไวในกํามือ มโหสถได ทราบความลับจากนกแกวท สี่งออกไปสืบขาวจึงหาทางชวยชวีิตกษัตริยทั้งรอยเอ็ดไวไดโดยที่กษตรั ิย เหลานั้นหารูตัวไมพระเจาจลนุีทรงเห็นวามิถิลาเปนเมืองเดียวที่ไมยอมท ําสัตยสาบาน จึงยกทัพใหญมุงไป โจมตีมิถลาิมีเกวัฏพราหมณเปนที่ปรึกษาใหญแตไมวาจะโจมตดีวยวธิีใด มโหสถกร็ูทัน สามารถตอบโต และแกไขไดทุกครั้งไป ในที่สุดพระเจาจลนุีทรงสงเกวฏพราหมณั มาประลองปญญา ทําสงครามธรรม กับมโหสถ มโหสถออกไปพบเกวัฏพราหมณโดยนําเอาแกวมณีคาควรเมืองไปดวยแสรงบอกวาจะยกให พราหมณแตเมื่อจะสงใหก็วางใหที่ปลายมือพราหมณเกวัฏเกรงวาแกวมณีจะตกจึงกมลงรับแตก็ไมทันแกวมณี ตกลงไปกับพนื้เกวัฏกมลงเก็บดวยความโลภ มโหสถจึงกดคอเกวัฏไวผลักใหกระเดนไป ็แลวใหทหารรอง ประกาศวา เกวัฏพราหมณกมลงไหว มโหสถแลวถูกผลกไปด ัวยความร ังเกียจ บรรดาทหารของพระเจาจุลนี มองเห็นแตภาพเกวัฏพราหมณกมลงแทบเทาแตไมทราบวากมลงดวยเหตุใดกเช็ ื่อตามที่ทหารของมโหสถ ปาวประกาศ พากันกลวอั ํานาจมโหสถถอยหนไปไม ี เปนกระบวน กองทัพพระเจาจุลนีก็แตกพายไป เกวัฏพราหมณค ิดพยาบาทมโหสถอยูไมรูหายจึงวางอุบายใหพระเจาจุลนสีงทูตไปทูลพระเจาวิเทหราช วาจะขอทําสัญญาไมตรีและขอถวายพระราชธิดาใหเปนชายาพระเจาว ิเทหราชทรงมีความยินดีจึงทรง ตอบรับเปนไมตรีพระเจาจลนุีก็ขอใหพระเจาวิเทหราชเสด็จมาอุตรปญจาล มโหสถพยายามทูลคัดคาน พระราชาก็มิไดฟงคํา มโหสถจึงคิดจะแกอบายของพระเจุาจุลนีมโหสถจึงทูลขออนุญาตไปจัดเตรยมที ี่ประทับ ใหพระราชาในเมืองอุตรปญจาล โดยใหผูคนไปจัดสรางวังอันงดงาม และจัดสรางอุโมงคใตดินเปนทางเดนิ ภายในอุโมงคประกอบด วยกลไกและประต ูลับตางๆซับซอนมากมายเมื่อเสร็จแลวมโหสถจึงทูลเชิญให พระเจาวิเทหราชเสด็จไปยังอุตรปญจาลขณะที่พระเจาวิเทหราชประทบอยัูในวังรอที่จะอภเษกกิ ับพระธิดา พระเจาจุลนีพระเจาจุลนีทรงยกกองทหารมาลอมวังไวมโหสถซึ่งเตรียมการไวแล วก็ลอบลงไปทางอุโมงค เขาไปในปราสาทพระเจาจลนุีทําอุบายหลอกเอาพระชนนีพระมเหสีพระราชบุตรและราชธิดาพระเจาจุลนี
111 มากักไวใตวังที่สรางขึ้นนั้นแลวจึงกลับไปเฝาพระเจาวิเทหราช พระเจาวิเทหราชตกพระทัยวากองทหารมา ลอมวัง ตรัสปรึกษามโหสถ มโหสถจึงทูลเตือนพระราชาวา “ขาพระองคไดกราบทูลหามมิใหทรงประมาท แตก็มิไดทรงเชื่อ พระราชธิดาพระเจาจุลนีนั้น ประดุจเหยื่อที่นํามาตกปลา การทําไมตรีกับผูไมมีศีลธรรม ยอมนําความทุกขมาใหธรรมดาบุคคลผูมีปญญา ไมพึงทําไมตรีสมาคมกับบุคคลผูไมมีศีล ซึ่งเปรียบเสมือนงูไววางใจมิไดยอมนําความเดือดรอนมาสูไมตรีนั้น” พระเจาวิเทหราชทรงเสียพระทัยที่ไมทรงเชอคื่ําทัดทานของมโหสถแตแรก มโหสถจัดการนํา พระเจาวิเทหราช ไปพบพระชนนีพระมเหสีและพระโอรสธิดาของพระเจาจุลนีที่ตนนํามาไวในอโมงคุ ใตดินแลวจดการให ั กองทัพทเตรี่ียมไวนําเสด็จกษัตริยทั้งหลายกลับไปมิถิลา สวนตัวมโหสถเองอยูเผชิญหนากับ พระเจาจุลนี เมื่อพระเจาจุลนีเสด็จมา ประกาศวาจะจับพระเจาวิเทหราช มโหสถจึงบอกใหทรงทราบวา พระเจาวิเทหราชเสด็จกลับมิถิลาแลวพรอมดวยพระราชวงศของพระเจาจุลนีพระราชาก็ทรงตกพระทัยเกรงวา พระญาติวงศจะเปนอันตราย มโหสถจึงทูลวาไมมีผูใดจะทําอันตรายแลวจึงทูลเชิญพระเจาจุลนีทอดพระเนตร วังและอุโมงคท ี่จัดเตรียมไวอย างวิจตรงดงามิขณะที่พระเจาจุลนีกําลังทรงเพลิดเพลิน มโหสถก็ปดประตูกล ทั้งปวงและหยิบดาบที่ซอนไวทําทวีาจะตดพระเศัยรพระราชาีพระราชาตกพระทยกลั ัว มโหสถจงทึูลวา “ขาพระองคจะไมทํารายพระราชาแตหากจะฆาขาพระองคเพราะแคนพระทัยขาพระองคจะถวายดาบนี้ให” พระราชาเห็นมโหสถสงดาบถวาย ก็ทรงไดสติเห็นวามโหสถนอกจากจะประกอบดวย สติปญญาประเสริฐแลวยังเปนผูไมมีจิตใจมุงรายพยาบาทผูใด พระเจาจุลนีจึงตรัสขออภัยที่ไดเคยคิดรายตอ เมืองมิถิลาตอพระเจาวิเทหราช และตอมโหสถ มโหสถจึงทูลลากลับไปมิถิลาจัดใหกองทหารนําเสด็จพระชนนี พระมเหสีและพระราชบุตรของพระเจาจุลนีกลับมายังอุตรปญจาล สวนราชธิดานั้นคงประทับอยูมิถิลา ในฐานะพระชายาพระเจาวิเทหราชตอไป พระเจาจุลนีทรงตรัสขอใหมโหสถมาอยูกับพระองคมโหสถทูลวา “ขาพระองครับราชการรุงเรืองในราชสํานักของพระเจาวิเทหราช ผูเปนเจานายของขาพระองคแตเดิม ไมอาจจะไปอยูที่อื่นไดหากเมื่อใดพระเจาวิเทหราชสวรรคต ขาพระองคจะไปรับราชการอยูในราชสํานักของ พระองค” เมื่อพระเจาวิเทหราชสิ้นพระชนม มโหสถก็ทําตามที่ลั่นวาจาไวคือไปรับราชการอยูกับพระเจา จุลนีและยังถูกกลั่นแกลงจากเกวัฏพราหมณคูปรับเกาแตมโหสถก็เอาตัวรอดไดทุกครั้ง คุณธรรมท่ควรยี ึดถือเปนแบบอยาง มโหสถนอกจากจะมีสติปญญา เฉลียวฉลาดแลวยังประกอบดวยคุณธรรมอันประเสริฐ มีความ สุขุมรอบคอบ มิไดหลงใหลในลาภยศสรรเสริญ ดังนั้น มโหสถจึงไดรับการยกยองสรรเสริญวาเปน บัณฑิต ผูมีความรูอันลึกซึ้ง มีสติปญญานั้นประกอบดวยคุณธรรมอันประเสริฐ ที่กํากับใหผูมีสติปญญาประพฤติ ปฏิบัติในทางที่ถูกที่ควร
112 เร ื่องที่ 2.3 มหาชนกชาดก ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจาประทับอยูวัดเชตวนัเมองสาวื ัตถี ทรงปรารภมหาภิเนกขัมมบารมีของพระองคไดตรัสอดีตนิทาน มากลาววา กาลครั้งหนึ่งนานมาแลว มีพระราชาพระนามวา มหาชนก ผูครองเมืองมิถิลาแควนวิเทหะมีพระโอรส 2 พระองคคือพระอริฏฐชนก ผูพี่และพระโปลชนกผูนอง ตอมาเมื่อพระมหาชนกสวรรคตแลว พระอริฏฐชนกขึ้นครองราชยแทนและทรงตั้งพระโปลชนกเปนพระอุปราช ในสมัยนั้นพระโพธิสัตวกํานิดในครรภของพระเทวีเพราะ ทรงเชื่อคําของอํามาตยผูใกลชิดพระอริฏฐชนกจึงจับพระโปลชนกขังไวดวยเกรงจะชิงบัลลังกตอมาพระโปลชนก หนีออกไปไดจึงรวบรวมกําลังพลยกทัพมาชิงบัลลังกคืน ในขณะที่เกดภิ ัยสงครามชิงราชบัลลังกกัน พระเทวี มเหสีของพระอริฏฐชนกปลอมพระองคเปนคนสามัญเสด็จหนีออกจากพระนครไดทันเวลากอนที่พระเจาโปลชนก จะยกทัพเขายดพระนครึพระอินทรไดจําแลงเพศเปนคนขับเกวยนนี ําสงเสดจพระนางจนถ็ ึงเมืองกาลจัมปากะ ภายในวนเดัยวีพระนางเขาพกทั ี่ศาลาริมทางแหงหนึ่งขณะนั้นอาจารยทศาปาโมกข ิ พรอมกับศิษย 500 คน เดินทางมาพบเขา เกิดความเมตตาสงสารจึงรับพระนางไวเปนนองสาวแลวพาไปอยูกบครอบครั ัวตน ตอมาไมนานพระนางก็ประสูติพระราชโอรสทรงระลึกถึงความหลังจึงเอาพระนามของพระเจาปูมาตั้งให พระโอรสวา “มหาชนก” มหาชนกกุมารเจริญวัยแลวไดไปเลนกับเด็กอื่นๆ เมื่อคราวทะเลาะกับเด็กเหลานั้น ก็ถูกเรียกวา “เจาลูกกําพรา” ทําใหพระองคทูลถามเรื่องชาติกําเนิดกับพระมารดาอยูเนืองๆ เมื่อพระมารดาไม บอกจึงคิดอุบายโดยทูลขอเสวยน้ํานมแลวกัดเตานมพระมารดาไวแนนพรอมทั้งขอใหพระมารดาบอกความ จริงเกี่ยวกับชาติกําเนิดของพระองคในที่สุดพระมารดาก็บอกความจริงใหทรงทราบ เมื่อพระองคทรงทราบความจริงแลว จึงคิดจะไปแยงชิงราชสมบัติอันเปนของพระบิดาคืนมาใหได เพื่อแกแคนใหพระบิดา จากนั้นจึงทรงตั้งพระทัยศึกษาศิลปวิทยาทุกอยางที่จะทําใหงานของพระองคสําเร็จ ในภายหนา พระองคไดศึกษาจบเมื่อพระชนมายุได 16 พรรษา เมื่อศึกษาศิลปวิทยาจบแลว พระมหาชนกมีพระประสงคจะแสวงหาทรัพยเพื่อเปนกําลังในการชิงเอา ราชสมบัติและคิดจะขึ้นเรือสําเภาไปแสวงหาโชคทางสุวรรณภูมิจึงเขาไปปรึกษาพระมาดาแตถูกหามไว เพราะเห็นวาการเดินทางออกทะเลนั้นมีอันตรายมากแตในที่สุดพระมารดาก็ไมอาจหามความตั้งใจจริงของ พระโอรสไดจึงประทานแกววิเชียรแกวมณีแกวมุกดาเปนทุนทรัพยสําหรับคาขายใหแกพระราชกุมาร พระมหาชนกไดจัดซื้อสินคาตางๆ ลงบรรทุกเรือออกไปคาขายทางทะเลพรอมกับพอคาประมาณ 700 คน มุงหนาไปยังเมืองมิถิลาในระหวางแลนสําเภาอยูกลางทะเลนั้น พายุไดพัดกระหน่ําจนเรือสําเภาอับปางลง พอคา และผูคนจมน้ําตายกลายเปนเหยื่อของสัตวทะเลจนหมดสิ้น พระมหาชนกวายน้ําอยูในทะเลถึง 7 วัน โดยอธิษฐาน สมาทานศีลอุโบสถไปดวยนางมณีเมขลาเทพธิดารักษามหาสมุทรไดปรากฏกายและทูลพระมหาชนกวา “ทานตายแน ที่มา : Google.com
113 เพราะมัววายน้ําในทะเลลึกที่มองไมเห็นฝงเลย” พระมหาชนกกลาววา “เราพยายามแลวอยางนี้แมตายก็ไมถูกติเตียน การไมพยายามรักษาชีวิตไวก็เหมือนคนเกียจครานนั่นแหละ” นางมณีเมขลาไดฟงเกิดความเลื่อมใสในความพยายาม ของพระมหาชนกจึงไดอุมพระมหาชนกเกาะลอยไปที่อุทยานเมืองมิถิลา ในชวงเวลานั้น ที่เมืองมิถิลาพระเจาโปลชนกก็ประชวรหนักจนไมสามารถเสด็จลุกขึ้นจากพระแทน บรรทมได และสวรรคตไปในที่สุด พระราชธิดาพระนามวา “สิวลี” จึงทรงหาคูมาอภิเษกสมรสตามพระราช ประสงคของพระราชบิดาที่ทรงตรัสไวโดยราชปุโรหิตไดปรึกษากันแลวบวงสรวงเทพยดาเสี่ยงทายราชรถตาม โบราณราชประเพณีเมื่อถึงพิธีมามงคลไดวิ่งไปในพระราชอุทยาน และวนไปรอบ ๆ พระมหาชนก พรอมทั้งหยุด อยูตรงปลายเทาของพระองค พระราชปุโรหิตจึงทูลเชิญพระมหาชนกไปครองเมืองเมื่อเขาสูพระบรมมหาราชวังแลว พระราชธิดาสิวลี ใครจะลองพระทัยไดทรงวางอุบายใหราชบุรุษทูลพระมหาชนกวาพระราชธิดาใหเขาเฝาแตพระมหาชนกไมสน พระทัยกลับเดินชมปราสาทจนพอพระทัยจึงเสด็จเขาเขาตําหนักหลวง พระราชธิดาออกมาตอนรับพรอมยื่นพระ หัตถใหสัมผัสดวยเกรงพระบรมเดชานุภาพ ราชปุโรหิตไดกราบทูลวาพระราชาทรงรับสั่งเงื่อนไขไว 4 ขอคือขอหนึ่ง พระนางสิวลีทรงยินดีที่ จะมอบนครใหแกผูนั้นปกครองขอสองผูใดครองบัลลังกไดตองรูจักดานศีรษะและดานเทาของบัลลังกสี่เหลี่ยม ขอสาม ตองโกงคันธนูของเมืองไดขอสุดทาย ตองคนหาขุมทรัพย 16 แหงใหได ราชปุโรหิตกราบทูลวาขอแรกพระราชธิดาทรงยื่นพระหัตถใหแสดงวาทรงยินดีแลว พระมหาชนก จึงถอดปนทองคําจากพระเศียรสงใหพระธิดา ซึ่งนางก็ทรงเปยมดวยปญญา นําปนทองคําไวดานหนึ่งของ บัลลังกพระมหาชนกตรัสวาดานนั้นแหละคือดานหัวของบัลลังกซึ่งตรัสไดถูกตอง จากนั้นทรงหยิบธนู น้ําหนักถึงหนึ่งพันคนจึงยกไดแตพระองคทรงยกไดอยางคลองแคลว ทรงโกงคันธนูนาวสายธนูไดดวยพลัง ประดุจชางสาร สวนขุมทรัพย 16 แหง พระมหาชนกไดคนหาจนครบทุกแหง ไพรฟาจึงพากันโหรองดวย ความยินดีในพระอัจฉริยะของพระองค พระมหาชนกโปรดใหเชิญพระมารดา และพราหมณทิศาปาโมกขสูมิถิลานคร พรอมทั้งสักการะ สมโภช ประกาศความจริงในพิธิเถลิงถวัลยราชสมบัติและไดทรงระลึกถึงความเพียรพยามของพระองค ที่วายน้ําอยูกลางมหาสมุทร ตอมาเจาหญิงสิวลีทรงประสูติพระราชโอรส พระนามวา “ฑีฆาวุราชกุมาร” พระมหาชนกไดทรง แตงตั้งเปนอุปราชเพื่อสืบราชบัลลังกตอไป ครั้งหนึ่งพระมหาชนกเสด็จประพาสอุทยาน ทรงเห็นตนมะมวง 2 ตน ตนหนึ่งผลดกอีกตนไมมีผล ทรงพิจารณาดวยปญญาวา ตนที่มีผลกิ่งกานจะหักใบรวงและไมเหลือผลแมแตตนเดียวในที่สุด สวนตนที่ ไมมีผลจะยังคงยืนตน ไมบอบช้ําใด ๆ เหมือนราชสมบัติของพระองคซึ่งจะตองทําลายตนเอง คิดดังนั้น พระองคจึงมีพระทัยนอมไปในทางสงบ และตัดสินพระทัยออกบวช นําความเศราโศกมาสูพระมเหสีเปน อยางมากแตพระองคก็ไมทรงเปลี่ยนพระทัย จนในที่สุดพระนางไดตามเสด็จออกบวชตลอดพระชนมชีพ บรรลุฌาน ณ อุทยานนั่นเอง
114 สรุปสาระสําคัญ ชาดกเปนเรื่องราวในอดีตของพระพุทธเจาเมื่อครั้งเสวยพระชาติเปนพระโพธิสัตวและไดบําเพ็ญ ทานบารมีอันยิ่งใหญการศึกษาเรื่องราวในชาดกเปนคติสอนใจสําหรับพุทธศาสนิกชน สามารถนําไปเปนแนว ทางการดําเนินชีวิตที่ถูกที่ควรได
115 กิจกรรม กิจกรรมที่ 2 ใหนักศกษาบอกขึ อคิดที่ไดจากการอานชาดกตอไปนี้ ชาดก ขอคิด มหาเวสสันดรชาดก .............................................................................................. ……………………………………………………………... …………………………………………………………….. ……………………………………………………………. ……………………………………………………………... …………………………………………………………….. มโหสถชาดก .............................................................................................. ……………………………………………………………... …………………………………………………………….. …………………………………………………………….. …………………………………………………………….. …………………………………………………………....... มหาชนกชาดก .............................................................................................. ……………………………………………………………... …………………………………………………………….. …………………………………………………………….. …………………………………………………………….. ……………………………………………………………..
116 ตอนท ี่ 3 ชาวพุทธตัวอยาง เร ื่องที่ 3.1 พระนาคเสน พระนาคเสนเกิดที่ชังคลคาม (หมูบานกชังคละ) ใกลภูเขา หิมาลัยบิดามารดาเปนพราหมณชื่อโสณุตตระพรามหณและโสณุตตระ พราหมณีเหตุทชี่ื่อนาคเสน เพราะเมื่อตอนเกิดใหมๆ มีความงาม บริสุทธิ์โสภาเมื่ออายุได 7 ขวบ บิดามารดาจึงใหเรยนไตรเพท ี อันเปนวิชาของพราหมณและศิลปศาสตรคือวิชาอื่นที่อาจารย สอนนอกเหนอจากคื ัมภีรไตรเพท นาคเสนกุมารสามารถเรียน และจบในเวลาอันรวดเรว็เมื่อเรยนจบแลี วไดถามบิดาศิลปวิทยา สําหรับคนในสกุลพราหมณม ีใหเรียนเทานี้หรือเมื่อบิดา ตอบวา มีเพียงเทานี้ก็รูสึกวาม ันนอยนิดเหลือเกิน จึงไปนั่งนึกถึงสิ่งที่เปนสาระของคัมภีรและศิลปวิทยาที่ เรียนมากน็ ึกเห็นวาศิลปศาสตรและไตรเพทที่เรียนมานั้นเหมือนลอมฟางวางเปลา ไมมีแกนสาร สมัยนั้น มีพระเถระรูปหนึ่งชื่อวา โรหณะผูมาบิณฑบาตท่ีบานโสณุตตระพราหมณเปนประจํา รูวา นาคเสนกุมารคิดอยากเรียนรูในสิ่งที่เปนแกนสารจึงเขาไปหานาคเสนกุมารผูกําลังนั่งรําพึงถึงศิลปวิทยาที่ เรียนมา เมื่อนาคเสนกุมารเห็นเขาก็มีใจยินดีเกิดปติโสมนัสจึงไตถามพระโรหณะตาง ๆ เชนทําไมทานจึงนุงหม เชนนี้ทําไมทานจึงปลงผมและโกนหนวดออกเมื่อนาคเสนกุมารไดฟงพระโรหณะตอบแลวไดเกิดความเลื่อมใส และขออนุญาตบิดามารดาบรรพชา นาคเสนกุมารบวชเปนสามเณรที่ถ้ําคูหารักขิตะเลณะ ทามกลางพระอรหันตจํานวนมาก พระ โรหณะผูเปนอุปชฌายเห็นปญญาอันเฉียบแหลมของสามเณรคิดวาถาใหเรียนพระสูตรกับพระวินัยคงไม ลึกซึ้งเหมือนปรมัตถธรรม ดังนั้น พระโรหณะจึงใหสามเณรเรียนพระอภิธรรม 7 คัมภีรเมื่อสามเณรไดฟงพระ โรหณะสาธยายอภิธรรมใหฟงเพียงครั้งเดียวก็สามารถจดจําพระอภิธรรมทั้ง 7 คัมภีรไดหมด นาคเสน สามเณรจึงไปสาธยายใหพระอรหันตทั้งหลายฟง เมื่อสามเณรสาธยายจบ พระอรหันตทั้งหลายจึงได สรรเสริญวาสามเณรอายุเพียง 7 ขวบ ก็สามารถจดจําพระอภิธรรมไดหมดพระพุทธศาสนาของพระศาสดาคง เจริญรุงเรืองตอไปอีกแน ตอมาเมื่อนาคเสนสามเณรมีอายุครบ 20 ปจึงไดอุปสมบทเปนพระภิกษุโดยมีพระโรหณะเปนพระอุปชฌาย เชนเดิม วันรุงขึ้นไดออกบิณฑบาตกับพระอุปชฌายขณะเดินตามหลังไดคิดในใจวาอุปชฌายของเราโงเขลาจริง รูแตพระอภิธรรมอยางเดียว ไมรูพระพุทธวจนะอื่นเลย พระโรหณะรูความคิดของพระนาคเสน จึงบอกวา ความคิดเชนนั้นไมสมควรทั้งแกตัวเราและตัวทาน พระนาคเสนรูวาพระอุปชฌายรูความคิดจึงคิดวา อุปชฌายนี้มีปญญาควรจะใหงดโทษแกเราจึงกลาวขอขมาโทษกับพระอุปชฌาย ที่มา : Google.com
117 พระโรหณะกลาววาเรางดโทษแกทานไมไดเวนแตทานทําใหพระยามิลินทกษัตริยแหงเมืองสาคละนคร เลื่อมใสไดเมื่อใดเราจะงดโทษใหเมื่อนั้น พระนาคเสนกลาวตอบวาอยาวาแตพระยามิลินทพระองคเดียวเลย แมพระยาทั้งชมพูทวีปเรียงตัวกันเขามาถามปญหาก็สามารถทําใหเลื่อมใสไดพระโรหณะกลาววาทานอยาพูด อยางนั้น ไวพูดกันอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ทําใหพระยามิลินทเลื่อมใสแลวในพรรษานั้นพระโรหณะไดสงพระนาคเสน ไปจําพรรษากับพระอัสสคุตเถระณวัตถิยะเสนาสนพระอัสสคุตเถรไตถามถึงเหตุที่มาของพระนาคเสน จึงทราบวา เปนผูมีปญญาปรารถนาที่จะเรียนพระไตรปฎก แตเนื่องจากทานไมชํานาญพระไตรปฎก จึงแกลงทําเปน ลงพรหมทัณฑดวยการไมพูดดวยแลวก็นิ่งเฉย พระนาคเสนไดบํารุงพระเถระดวยอุปชฌายวัตรเชน กวาดบริเวณ จัดน้ําลางหนาน้ําบวนปากและไมสีฟนมาตั้งไวพระอัสสคุตเถระไมยอมรับการบํารุงนั้นทานกวาดบริเวณเสียใหม เทน้ําทิ้งเปลี่ยนไมสีฟนใหมทรงทําเชนนี้ตลอด 3 เดือน โดยมิไดพูดจากับพระนาคเสนเลย เมื่อออกพรรษาแลว มีอุบาสิกาผูปรนนิบัตพระเถระมาตลอดิ 30 ปคนหนึ่งประสงคจะถวายภ ัตตาหาร จึงถามพระเถระวามภีิกษจุําพรรษากับทานบางไหม พระเถระตอบวามีอยูรูปหนึ่งอุบาสิกาจึงนิมนตพระเถระ กับพระนาคเสนไปฉันภตตาหารทั ี่บานในวันรุงขึ้น รุงเชาพระอัสสคุตเถระผูไมไดพดกูับ พระนาคเสนาตลอด พรรษาจําตองพูดในวันนั้นวาอุบาสิกานิมนตใหไปฉันภัตตาหารที่บาน พูดเทานี้แลวกน็ุงสบงครองจีวรอุมบาตร ไปบานอุบาสิกา เมื่อฉันเสร็จแลว พระอัสสคุตเถระจึงใหพระนาคเสนกลาวอนุโมทนา สวนทานกลับไปกอน อุบาสิกาจึงกลาวก ับพระนาคเสนวา “โยมนี้แกเฒาแลวใครจะฟงธรรมะอันลึกซึ้งเพื่อจะไดเจริญสติปญญา” พระนาคเสนจงกลึ าวอนุโมทนาดวยธรรมที่สมควรกับสติปญญาของอุบาสิกาอุบาสิกาพิจารณาตามธรรมที่ พระนาคเสนแสดงเมื่อจบแลวก ็ไดบรรลุโสดาบัน หลังจากนั้นพระอัสสคุตเถระไดสงพระนาคเสนไปอยูกับพระธรรมรักขิตที่อโศการาม เมืองปาตลีบุตร เพื่อศึกษาพระไตรปฎกในระหวางเดินทางพระนาคเสนไดอาศัยเกวียนของพอคาคนหนึ่ง และแสดงธรรม จนพอคาบรรลุโสดาบันเมื่อไปถึงเมืองปาตลีบุตรพระนาคเสนไดศึกษาพระไตรปฎกดวยภาษามคธกับพระธรรมรักขิต เถระรวมกับพระสงฆจากลังกา พระนาคเสนใชเวลาเรียนพุทธพจนที่เปนเนื้อความลวน 3 เดือน ที่เปนอรรถกถา 3 เดือนรวม 6 เดือน พระธรรมรักขิตเถระเห็นพระนาคเสนมีสติปญญาดีมีความเชี่ยวชาญพุทธพจนเปนอยาง ยิ่ง แตยังเปนปุถุชนอยูแมจะเชี่ยวชาญพระไตรปฎกจึงกลาวเปรียบอุปมาใหพระนาคเสนฟงวา “ธรรมดาคน เลี้ยงโครีดนมโคขายแตไมรูรสนมโคฉันใด บุคคลผูเปนปุถุชนแมจะเชี่ยวชาญพระไตรปฎกแตไมรูรสแหง มรรคผลอันสมควรแกสมณะก็เชนนั้น” พระนาคเสนไดฟงเชนนั้นก็เขาใจจึงกลาววาขาพเจาจะคอยๆ พิจารณา ใหรูรสนั้น แลวกลับมาที่พักพิจารณาดวยวิปสสนากัมมัฏฐานจนสําเร็จพระอรหันตฝายพระอรหันตที่อยูที่ถ้ําคูหา รักขิตะเลณะทราบวาพระนาคเสนบรรลุพระอรหันตจึงสงทูตมานิมนตใหไปยังสาคละนครเพื่อแสดงธรรมตอ พระยามิลินท พระยามิลินทนั้นตั้งปญหาถามพระเถระรูปตาง ๆ จนครานจะตอบเปนจํานวนมาก เมื่อพระองคไดฟง กิตติศัพทของพระนาคเสน จึงสั่งใหอํามาตยไปนิมนตพระนาคเสน แตพระนาคเสนกลับใหทูลเชิญพระราชามาหา พระยามิลินทจึงเสด็จมาหาพระนาคเสนที่อสงไขยบริเวณแลวตรัสถามปญหากับพระนาคเสนดังปรากฏใน หนังสือมิลินทปญหาจนพระยามิลินทเลื่อมใส เชนพระยามิลินทถามวาพระพุทธเจามีองคจริงหรือไม พระนาคเสน
118 ตอบวามีเมื่อถูกซักวา ทานเกิดไมทัน ไมเคยเห็นพระพุทธเจา ทานรูไดอยางไรวาพระพุทธเจามีจริง พระนาคเสน ใชปฏิภานโตกลับวา มหาบพิตร ทานคงไมปฏิเสธใชไหมวากษัตริยตนวงศของพระองคมีจริง พระยามิลินท ตอบวา ไมปฏิเสธเพราะกษัตริยตนวงศของโยมมีจริง ๆ พระนาคเสนซักวา มหาบพิตรเกิดไมทัน ไมเคยเห็น มหาบพิตรรูไดอยางไรวากษัตริยตนวงศของพระองคมีจริง พระนาคเสนไดชวยเหลือการเผยแผ พระพุทธศาสนาในระยะกาลตอมาจนนิพพาน คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. เปนผูใฝรูอยางยิ่ง เรียกคุณธรรมนี้วาธัมมกามตาคือฉันทะใครรูใครศึกษา เริ่มตั้งแตเรียนจบ คัมภีรไตรเพทของศาสนาพราหมณตั้งแตอายุยังนอยแลวพิจารณาเห็นวา เปนเหมือนลอมฟางวางเปลา ไมมี แกนสาร เมื่อบวชในพระพุทธศาสนาแลวไดศึกษาพระอภิธรรมจากพระโรหณะจนเชี่ยวชาญในพระอภิธรรม ทั้งยังศึกษาพระพุทธวจนะ (พระไตรปฎก) ในสํานักของพระธรรมรักขิต โดยใชเวลาไมนานก็เรียนจบ พระไตรปฎก ซึ่งความสําเร็จทั้งหมดนี้เปนผลเนื่องมาจากความเปนผูใฝรูนั่นเอง 2. ยอมรับผิดและแกไขตนเองเปนธรรมดาของผูที่มีความรูมากหรือเปนพหูสูตร มักจะมีความ เชื่อมั่น ในตนเองสูงจนบางครั้งเลยขอบเขตจนกลายเปนทิฏฐิมานะดูหมิ่น ดูแคลนผูอื่น ซึ่งพระนาคเสนก็ เปนเชนนั้นในบางครั้งแตเมื่อรูสึกตัววาผิดก็พรอมที่จะรับผิดและพยายามแกไข 3. ฉลาดในการอธิบายธรรม พระนาคเสนถึงแมจะเปนพระปุถุชน ยังมิไดบรรลุพระอรหันตแต ก็สามารถอธิบายธรรมใหผูอื่นรับรูจนไดเปนอริยบุคคลหลายคน นับวาพระนาคเสนมีความฉลาดในการ อธิบายธรรมใหถูกกับบุคคลไดดี 4. มีความอดทนเปนเยี่ยมแมพระอัสสคุตเถระจะไมยอมรับและไมพูดจาดวยตลอด 3 เดือนแตพระนาค เสนก็มีความอดทนเพื่อจะไดศึกษาวิชาความรูไมแสดงอาการเกียจคราน หมั่นปรนนิบัติอาจารยจนถึงที่สุด และไดรับการยอมรับใหศึกษาเลาเรียนไดนับวาพระนาคเสนมีความอดทนเปนอยางยิ่ง เร ื่องที่ 3.2 พระยามิลินท พระเจาเมนันเดอรหรือ พระเจามิลินท(Menander) กษัตริยเชื้อสายกรีกไดสรางเมืองสาคละใกลกับตักศิลาและได ขยายดินแดนทางใตจรดเมืองมถุราลุมแมน้ํายมุนาของอินเดียพระองค ทรงเปนปราชญไดโตตอบปญญาธรรมกับภิกษุชื่อ พระนาคเสน จากนนกั้เล็ ื่อมใสพระพุทธศาสนาดังปรากฏในคมภั ีร มิลินทปญหาพระพทธศาสนาไดุรับการทํานุบารํุงจนเจริญรุงเรือง พระเจามลิินทเสวยราชสมบัติอยในสาคละราชธานู ี พระองคมีปรชาเฉลียวฉลาดวี องไว สามารถทรงทราบเหตการณุไดทันทวงท ีและมักพอพระราชหฤทยในการไล ั เลียงลัทธิตาง ๆ จนนักปราชญในสมัยนนครั้ั่นคราม ไมกลาจะทูลโตตอบพระราชปุจฉาได ที่มา : Google.com
119 ในสมัยนนมั้ีพระเถระองคหนงชึ่ื่อวาอัสสคุตอยูที่ถ้ํารักขิตคูหาณปาหิมพานตเมื่อไดทราบพระเกยรตี ิคุณ ของพระเจาม ิลินทดังนั้นจึงประชุมสงฆไตถามวาพระรูปใดจะสามารถแกปญหาถวายพระเจ ามิลินทไดบาง สงฆทุกรูป ตางพากันนิ่ง พระอัสสคุตจึงวา มีเทพบุตรฉลาดอยูองคหนึ่งชื่อวา มหาเสน อยูในสวรรคชั้นดาวดึงส นั่นแล จะเปนผูสามารถโตตอบกับพระเจามิลินทได สังฆสมาคมจึงตกลงพรอมกันขึ้นไปยังเทวโลกเลาเรื่องและ ความประสงคใหพระอินทรและมหาเสนเทพบุตรฟง ครั้นอัญเชิญมหาเสนเทพบุตรไดสมประสงคแลวจึงพากัน กลับมายังมนษยโลกุแลวจ ดให ั พระโรหณเถระซึ่งเปนผูที่ตระกูลโสณุตตรพราหมณนับถือและเปนตระกูลที่ มหาเสนเทพบตรจะจุ ุติลงมาเกิด จนตระกลนูั้นเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ฝายมหาเสนเทพบุตร เมื่อรับอัญเชิญจากคณะสงฆแลวก็จุติลงมาเกิดในตระกูลโสณุตตรพ ราหมณตําบลชังคลคาม ริมปาหิมพานตไดนามวา นาคเสนกุมาร เมื่อเติบโตขึ้นก็ไดรับการศึกษาศิลปวิทยา จากสํานักครูทั้งหลาย ตลอดจนไตรเพท อันเปนคัมภีรสําคัญของพราหมณก็ไดศึกษาจนชํานิชํานาญ ครั้น แลวจึงมารําพึงวาวิชาเหลานี้ไมมีแกนสารอะไรก็เกิดความเบื่อหนาย อยูมาวันหนึ่ง พระโรหณเถระเขาไปฉันอาหารที่บานโสณุตตรพราหมณพอนาคเสนกุมารเห็น ก็นึกแปลกใจทันทีจึงเรียนถามวา ทําไมทานจึงตองโกนผม โกนหนวดและตองนุงหมผาเหลือง ครั้นรู เหตุผลจึงเรียนถามอีกวาคนเพศเชนทานไดรับการศึกษาวิชาอะไรบาง เมื่อไดรับตอบวาไดรับการศึกษาวิชา อยางสูงสุดในโลกจึงไปขออนุญาตตอบิดามารดาบวชเรียนบาง ครั้นบวชเปนสามเณรแลวก็เลาเรียนพระไตรปฎกในสํานักพระโรหณเถระ พออายุเต็ม 20 ปก็ บวชเปนพระภิกษุศึกษาตอไปจนเชี่ยวชาญแตกฉานในพระไตรปฎก เมื่อพระอัสสคุตรูวา พระนาคเสน เชี่ยวชาญดีแลว จึงนําไปหาพระอายุปาลเถระที่อสงไขยบริเวณ (ใกลพระราชวังพระเจามิลินท) เพื่อจะไดมี โอกาสถวายวิสัชนาพระราชปุจฉา วันหนึ่งพระเจามิลินทตรัสถามเหลาอํามาตยวาเห็นมีใครบางซึ่งพอจะโตตอบกับเราได เหลา อํามาตยจึงกราบทูลวามีพระเถระอยูรูปหนงึ่ชื่อวาอายุปาละ พอจะถวายวิสัชนาแกปญหาของพระองค ได เมื่อทรงทราบดังนั้นก็เสด็จไปหาพระอายุปาลเถระตรัสถามปญหาแรก พระอายุปาลเถระก็ ถวายวิสัชนาใหทรงสิ้นสงสัยไมได ขณะนั้นเทวมันติยอํามาตยจึงกราบทูลวายังมีพระภิกษุอยูรูปหนึ่งชื่อวา นาคเสนเปนผูมีปฏิภาณ แตกฉานในพระไตรปฎก พอพระเจามิลินททรงไดยินนามวานาคเสน ก็ทรงหวาดพระราชหฤทัย เพราะวา อดีตชาติเมื่อครั้งพระพุทธศาสนามีพระกัสสปเปนพระสัมมาสัมพุทธเจา พระเจามิลินทบวชเปนสามเณรอยูใน สํานักของพระนาคเสน (ซึ่งในครั้งกระนั้น ทานเปนพระภิกษุรูปหนึ่ง) วันหนึ่งพระภิกษุรูปนั้น (คือพระนาคเสน) กวาดหยากเยื่อกองไว แลวเรียกใหสามเณรมาขน สามเณรแกลงทําเปนไมไดยินเสีย ทานจ ึงบันดาลโทสะหยิบเอาไมกวาดตีสามเณรๆ ก็จําใจขน ครั้นขนเสร็จแลว จึงตั้งความปรารถนาวาดวยผลบุญแหงการขนหยากเยื่อทิ้งนี้ ชาติตอไปขอใหมีเดชศักดานุภาพใหญหลวง และขอใหมีปญญาเฉียบแหลมกวาชนทั้งปวงพระภิกษุรูปนั้นรูวาสามเณรตั้งสัตยาธิษฐานเชนนั้นจึงปรารถนาบางวา
120 ดวยเดชแหงกุศลที่ขาพเจาไดกวาดหยากเยื่อนี้ชาติตอไปขอใหมีปฏิภาณวองไวสามารถโตตอบปญหาแมของ สามเณรนี้ได เมื่อพระเจามิลินททรงทราบขาวจากเทวมันติยอํามาตยดังนั้น จึงเสด็จไปหาพระนาคเสนถึงที่อยู ลําดับนั้น พระเจามิลินทก็หอมลอมดวยขาราชบริพารราว 500 คน เสด็จขึ้นทรงรถพระที่นั่ง เสด็จไปหาพระนาค เสน คราวนั้น พระนาคเสนกับพระภิกษุ 8 หมื่นองคไดนั่งพักอยูที่โรงกลมกวางใหญพอพระเจา มิลินทไดทอดพระเนตรเห็นแตไกลจึงตรัสถามขึ้นวา “บริวารเปนอันมากนั้นของใคร” เทวมัติยะทูลตอบวา “บริวารเปนอันมากนั้น เปนบริวารของพระนาคเสน พระเจาขา” พอพระเจามิลินทไดแลเห็นพระนาคเสนแตไกลก็เกิดความสะดุงกลัวหวาดหวั่นในพระทัยมีพระโลม ชาติ ชูชัน(ขนลุก) คราวนั้น พระเจามิลินททรงสะดุงตกพระทัยยิ่งนัก อุปมาดังพญาชางถูกหอมลอมดวยดาบและขอ เหมือนกับนาคถูกครุฑหอมลอมไว เหมือนกับสุนัขจิ้งจอกที่ถูกงูเหลือมลอมไว เหมือนกับหมีถูกฝูงกระบือปาหอมลอม เหมือนกับคนถูกพญานาคไลติดตาม เหมือนกับหมูเนื้อถูกเสือเหลืองไลติดตาม เหมือนกับงูมาพบหมองู เหมือนกับหนูมาพบแมว เหมือนกับปศาจมาพบหมอผี เหมือนกับพระจันทรเทพบุตรตกอยูในปากราหู เหมือนกับนกอยูในกรง เหมือนกับปลาอยูในลอบในไซ เหมือนกับบุรุษที่ตกเขาไปในปาสัตวราย เหมือนกับยักษทําผิดตอทาวเวสสุวัณ เหมือนกับเทพบุตรผูจะสิ้นอายุรูวาตัวจะจุติสุดที่จะกลัวจนตัวสั่นฉันใด พระเจามิลินททอดพระ เนตรเห็นพระนาคเสนแตไกลใหรูสึกหวาดกลัวอยูในพระทัยฉันนั้น แตพระองคทรงคิดในใจวาอยาใหผูหนึ่ง ผูใดรูและดูถูกได จึงไดทรงแข็งพระทัยตรัสขึ้นวา “นี่แนะเทวมันติยะเธออยาไดบอกพระนาคเสนใหแกเราเลยวาเปนองคใดเราจะรูจักพระนาคเสน เอง” เทวมันติยะอํามาตยจึงกราบทูลวา
121 “ขอใหโปรดทรงทราบเองเถิดพระเจาขา” ในคราวนั้น พระนาคเสนเถระไดนั่งอยูในทามกลางของพระภิกษุ 8 หมื่นองคคือ นั่งอยู ขางหนาของพระภิกษุ 4 หมื่นองคที่มีพรรษาออนกวาแตนั่งอยูขางหลังของพระภิกษุผูแกกวาอีก 4 หมื่นองค ฝายพระเจามิลินทก็ทอดพระเนตรดูไปทั้งขางหนาขางหลัง ทามกลางของภิกษุสงฆทั้งปวงก็ ไดเห็นพระนาคเสนนั่งอยูทามกลางพระภิกษุสงฆมีกิริยาองอาจดังราชสีหจึงทรงทราบวาองคนั้นแหละเปนพระ นาคเสน จึงตรัสถามขึ้นวา “เทวมันติยะองคนั่งในทามกลางนั้น หรือเปนพระนาคเสน” เทวมันติยะกราบทูลวา “ถูกแลวพระเจาขา พระองคทรงทราบ พระนาคเสนไดดีแลว” พระเจามิลินทก็ทรงดีพระทัยวา เรารูจักพระนาคเสนดวยตนเองแตพอพระองคแลเห็นพระนาค เสนเทานั้น ก็เกิดความกลัวความหวาดหวั่น มีพระโลมชาติชูชันอีก พระเจามิลินทไดทอดพระเนตรเห็นพระนาคเสน ผูสมบูรณดวยจรณธรรมผูไดฝกฝนอบรมมาเปนอัน ดีแลวจึงตรัสขึ้นวา “เราไดพบเห็นสมณพราหมณและบัณฑิตมาเปนอันมาก ไดสนทนากับคนทั้งหลายมาเปนอัน มากแลวไมเคยมีความสะดุงกลัวเหมือนในวันนี้เลย วันนี้ความปราชัยพายแพจักตองมีแกเราเปนแนไมตอง สงสัย ชัยชนะจักมีแกพระนาคเสนแนเพราะจิตใจของเราไมตั้งอยูเปนปกติเหมือนแตกอนเลย” พระนาคเสนไดสนทนาและตอบปญหาของพระเจามิลินทจนพระองคต องยอมรับ และเลื่อมใส ในพระพุทธศาสนา ทะนุบํารุงพระพุทธศาสนาจนเจริญรงเรุ ือง คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. เปนผูมีสติปญญาเฉลียวฉลาดในการคิดการตั้งปญหาเพื่อใหผูอื่นคิดตามไปดวย 2. เปนผูที่ยอมรับความสามารถของผูอื่น รูแพรูชนะ 3. เปนผูฝกใฝในพระธรรม ทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาจนเจริญรุงเรือง เร ื่องที่ 3.3 อนาคาริกธรรมปาละ อนาคาริกธรรมปาละ (Anagarika Dhammapala) นาม เดิมวาดอน เดวิดเหวะวิตารเน เกิดเมื่อ17 กันยายน พ.ศ. 2407 ที่ เมืองโคลัมโบประเทศศรีลังกามรณภาพ 29 เมษายนพ.ศ. 2476 เปนบุคคล ที่สําคัญที่สุดในการฟนฟูพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดียเปนผูกอตั้ง สมาคมมหาโพธิ์และเปนผูเรียกรองเอาพุทธสถานในอินเดียกลับคืนมา เปนของชาวพุทธ ทานเกิดในครอบครัวผูมั่งคั่ง บิดาชื่อวาดอน คาโรลิส ที่มา : Google.com
122 เหวะวิตารเน มารดาชื่อนางมัลลิกา เหวะวิตารเน เมื่อไดอานหนังสือเรื่องประทีปแหงเอเชียของทานเซอรเอ็ดวิล อารโนลดก็เกิดความซาบซึ้ง มีความคิดอยากอุทิศชีวิตถวายตอพระพุทธองคในการฟนฟูพระพุทธศาสนาที่ อินเดียจึงออกเดินทางสูอินเดียเมื่อไดเห็นเจดียพุทธคยาที่มา : Google.com ชํารุดทรุดโทรม ถูกทอดทิ้งและอยูในความครอบครองของพวกมหันต จึงเกิดความสังเวชใจที่ไดพบเห็นเชนนั้น จึงอธิษฐานตอ ตนพระศรีมหาโพธิ์วาจะถวายชีวิตเปนพุทธบูชาเพื่อฟนฟูพระพุทธศาสนาในอินเดียและนําพุทธคยากลับคืน มาเปนสมบัติของชาวพุทธทั่วโลกใหได จากนั้นจึงเดินทางกลับศรีลังกาและกอตั้งสมาคมมหาโพธิ์ขึ้นที่โคลัมโบหลังจากนั้นทานก็ไดสงสมณ ทูตมาที่พุทธคยาแตธรรมทูตทั้ง 4 กลับถูกพวกมหันตที่ยึดครองพุทธคยา รังแกจนบางรูปบาดเจ็บและบาง ทานมรณภาพ ทานตองเดินทางกลับอินเดียอีก แลวรณรงคเพื่อใหพุทธคยากลับเปนของชาวพุทธเชนเดิม ทาน เดินทางไปพุทธคยาและก็โดนพวกมหันตหามเขาพุทธคยา แตทานดื้อแพงจนที่สุดถูกทํารายจนเรื่องขึ้นศาล สุดทาย ศาลชั้นตน ชี้ขาดใหชาวพุทธชนะแตพวกมหันตไมยอมจึงฟองศาลฎีกาศาลฎีกากลับใหพวกมหันตชนะจึงทําให พวกมหันตยึดคืนอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นทานและพระสงฆจึงโดนขับออกจากพุทธคยาแมวาจะแพแตทานก็ไมยอมแพยังรณรงค แจกจายบรรยายเขียนหนังสือแจกจายใหชาวอินเดียทั่วไปอาน ทําใหชาวอินเดียคนสําคัญ ทั้งคานธี ราธากฤษณัน (อดีตประธานาธิบดีคนที่สองของอินเดีย) ทานรพินทรนาถฐากูร เห็นใจแลวกลาวสนับสนุน ทานธรรมปาละ ทําใหพวกมหันตเสียงออนลง ตอมาทานดินทางไปสหรัฐอเมริกา เพื่อรณรงคและบรรยายธรรม และทําใหนางแมรี่อีฟอสเตอร ที่ฮาวายเลื่อมใส ศรัทธาไดยอมตนเปนพุทธมามกะและบริจาคเงินหนึ่งลานรูปแก ทานธรรมปาละ ตอมาทานธรรมปาละไดกอตั้งสมาคมมหาโพธิ์ขึ้นหลายแหงในอินเดีย ในปจฉิมวัยทานได อุปสมบทเปนพระภิกษุที่สารนาถพาราณสีกอนมรณภาพทานอธิษฐานวา ขอใหขาพเจาไดตายไวๆแลวขอใหเกิดมาเผยแผธรรมของพระพุทธองคตลอดไป ในสมัยที่ทานยังมีชีวิตอยูความพยายามในการโอนพุทธคยาจากพวกมหันตใหเปนของชาวพุทธยังไม สําเร็จจนไดเอกราช ทานเนหรูนายกรัฐมนตรีของอินเดียและรัฐบาลของทาน จึงรางกฎหมายโอนพุทธคยา เปนของรัฐบาล แลวแตงตั้งคณะกรรมการ 8 ทานเปนผูบริหารโดยเปนฝายฮินดู 4 และพุทธ 4 สวน ประธาน เปนนายอําเภอเมืองคยา แมจะไมสามารถทําใหชาวพุทธเปนผูบริหารทั้งหมด แตก็นับวาเปนประโยชนอยาง ยิ่งตอชาวพุทธทั่วโลก กฎหมายนี้สรางความไมพอใจใหพวกมหนตั เปนอยางมากจึงฟองรองทางศาลใหถือวา กฎหมายนี้เปนโมฆะ แตประธานาธิบดีของอินเดียและนกการเมั ืองหลายทานไดหามปรามใหพวกมหันต ถอนฟอง เพราะจะเปนที่อับอายแกอนเดิยที ั้งชาติและพวกมหนตั อาจจะเสียมากกวานี้หลายเทาพวกมหันต เชื่อฟงเพียงแตย ับยั้งกฎหมายไวแตก ็ยังไมถอนฟอง ปจจุบนพัุทธคยายังใชกฎหมายนี้อยู ในบั้นปลายชีวิตทานไดอุปสมบท ณ ปาอิสิปตนมฤคทายวัน สารนาถ เมืองพาราณสีและ มรณภาพ ที่นั่นเมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2476 รวมอายุ 69 ป
123 คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง ทานเปนผูมีศรัทธาแรงกลาในการนําพระพุทธศาสนากลับมาสูดินแดนพุทธภูมิหลังจากที่ สูญหายไปเปนเวลาหลายรอยปอุทิศตนอยางไมยอทอ ทํางานดวยความวิริยะอุตสาหะจนเปนที่ยอมรับของ คนทั่วไป ชาวพุทธยกยองทานวาเปนผูนําพระพุทธศาสนากลับมาสูแดนพุทธภูมิอีกครั้ง นอกจากนั้นยังเปน ชาวพุทธที่เสียสละ และมีศรัทธาอยางมุงมั่นในการที่จะรักษาพระพุทธศาสนาใหเปนมรดกของชาวพุทธ ตลอดไป และสิ่งที่ทานทุมเทมาตลอดชีวิตของทานไดประสบผลสําเร็จอยางแทจริง เร ื่องที่ 3.4 สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) สมเด็จพระวนรั ัตมีนามเดมวิาเฮงหรือกิมเฮงนามฉายาวา เขมจารีเกิดเมื่อวันจนทรั เดือน 3 ขึ้น 11 ค่ํา ปมะเส็งจ.ศ.1243 ตรงกับ วันที่ 30 มกราคม พ.ศ.244 ณ บานทาแรตําบลสะแกกรังอําเภอเมือง จังหวดอัุทัยธานีบิดาเปนจีนนอก ชื่อตั้วเกาแซฉั่วเปนพอค า มารดาชื่อ ทับทิม มีพี่นองรวมบิดามารดา 4 คน คนท 1 ี่เปนหญิง ตายเสียแตเปน เด็กกอน คนที่ 2 เปนชายชื่อกิมฮวดบรรพชาอุปสมบทตลอดมาจนเปน พระราชาคณะ ที่พระสุนทรมุนีเจาคณะจังหวัดอุทยธานั ีคนที่ 3 คือ สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) และคนที่ 4 เปนหญิงตายพรอมกับ มารดาในเวลาคลอด ยายชื่อแห จึงอุปถัมภเล ี้ยงดูสมเด็จพระวนรั ัต ตอมาครั้นอายุยางเขา 8 ปปาชื่อเกศรไดพาทานไปฝากใหเรียนหนังสือไทยอยูในสํานักพระอาจารย ชังวัดขวิดจนมีความรูหนังสือไทยเขียนไดอานออกครั้นอายุยางเขา 11 ปยายและปาได พาไปฝากอยูใน สํานักพระปลดใจ ั (ซึ่งตอมาเปนพระราชาคณะที่พระสุนทรมุนีเจาคณะจังหวัดอุทยธานั ี) เจาอาวาสวัดทุง แกวเมื่อไปอยวู ัดทุงแกวก็เรมศิ่ึกษาภาษาบาลีเริ่มอานและเขียนอักษรขอม แลวหดอั านหนังสือพระมาลัย ตามประเพณีการศึกษาในสมยโบราณแล ัวท องสูตรมูลกัจจายนและเรียนสนธิกับพระอาจารยอ่ําเรียนนามถึง กิตกกับพระอาจารยแปนเรียนอุณณาทและการกกับพระปลัดใจและเรียนพระธรรมบทและมงคลทีปนีกับพระ ปลัดใจบางกับทานอาจารยมวงบ างกับหลวงธรรมปรีชา (เอก) บางกับพระอาจารยฤกษบางกับอาจารยอมซุ ึ่งขึ้น ไปจากกรุงเทพฯและไปพักอยูที่วัดพิไชยบางเรียนกับพระมหายิ้มวัดมหาธาตุฯในกรุงเทพฯซึ่งขึ้นไปเยี่ยมพระ อาจารยมวงและพักอยูที่วดทัุงแกวบางไดหัดเรียนลูกคิดกับพระภกษิวุันและเรียนเลขกับพระภกษิุออน ครั้นอายุ ยางเขา 12 ปบรรพชาเปนสามเณรและไดส ึกจากสามเณรเสีย 2 ครั้ง เพราะตองเซนไหวบรรพบุรุษ ใน เทศกาลตรุษจนตามธรรมเนี ียมของจีน เมื่อมีอายุยางเขา 13 ปจึงบรรพชาเปนสามเณรอีก และเรียนภาษาบาลีอยูในวัดทุงแกวตลอดมา เรียนมูลกัจจายนจบ เรียนพระธรรมบทจบ และเรียนมงคลทีปนีไปแลว 6 - 7 ผูก (ลักษณะนามเรียกหนังสือ ใบลานที่รอยหูไวมัดหนึ่งๆ วาคัมภีรเทศนาผูกหนึ่ง) ครั้นอายุยางเขา 17 ปจึงลงมาอยูวัดมหาธาตุฯกรุงเทพฯ เมื่อวันศุกรเดือน 11แรม 12 ค่ํา ประกา ตรงกับวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2440 และอยูกับพระมหายิ้ม คณะเลข 23 ที่มา : Google..com
124 ซึ่งในเวลานั้นยังไมมีเลขที่ประจําคณะแตเรียกกันวาคณะตนจันทรเพราะมีตนจันทรอยูหลังกุฏิ 3 ตน สมัยนั้น สมเด็จพระวันรัต (ฑิต) ดํารงสมณศักดิ์ที่พระพิมลธรรม เปนเจาอาวาสวัดมหาธาตุฯและมีพระราชาคณะผูชวย 2 องคคือพระราชโมลี (จาย) และพระอมรเมธาจารย(เขม) เมื่อแรกมาวัดมหาธาตุฯสมเด็จฯไดเขาเรียนพระปริยัติธรรม กับพระยาธรรมปรีชา (ทิม) ซึ่งขณะนั้นเปนหลวงอุดมจินดา เปนอาจารยหลวงทานหนึ่งใน 4 ทาน ที่สอน บาลีพระปริยัติธรรมอยูณ ระเบียงพระอุโบสถวัดมหาธาตุฯ ตอนเหนือและเรียนกับพระมหายิ้มบางกับพระ อมรเมธาจารยบาง ครั้น พ.ศ.2441 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวโปรดใหสอบพระปริยัติธรรม สนามหลวง ณ วัดสุทัศนเทพวราราม และโปรดเกลาฯใหสมเด็จพระวันรัต(แดง) วัดสุทัศนเทพวราราม เปน อธิบดีในการสอบ หลวงอุดมจินดาผูเปนอาจารยสอน จึงสนับสนุนใหสมเด็จฯเขาสอบดวยและไดเปนเปรียญ 3 ประโยคในปนั้น เมื่ออายุยางเขา 18 ปแลวไปเรียนตอกับสมเด็จพระวันรัต (แดง) อยูพรรษาหนึ่งและเรียนกับ สมเด็จพระวันรัต (ฑิต) แตยังเปนพระพิมลธรรมดวยครั้นรุงขึ้นในปพ.ศ.2442 มีการประชุมสอบกันที่วัดสุ ทัศนเทพวราราม โดยสมเด็จพระวันรัต (แดง) เปนอธิบดีเชนเคยแตเมื่อประชุมสอบไปได 3 วัน สมเด็จพระวัน รัต (แดง) เริ่มอาพาธจึงยุติการสอบไลในปนั้น ในปพ.ศ.2443 ไดทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯใหพระวรวงศเธอพระองคเจาพระอรุณนิภา คุณากร เปนอธิบดีในการสอบพระปริยัติธรรม และประชุมสอบที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมเด็จฯเขา สอบไดอีกประโยคหนึ่งในปนี้จึงเปนเปรียญ 4 ประโยคเมื่ออายุยางเขา 20 ปครั้นรุงขึ้นใน พ.ศ.2444 พระว รวงศเธอ พระองคเจาพระอรุณนิภาคุณากรสิ้นพระชนมจึงทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯใหพระเจานองยาเธอ กรมหมื่น วชิรญาณวโรรส ทรงเปนแมกองกลาง ใหสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย (แสง) เปนแมกองเหนือ สมเด็จ พระวันรัต (ฑิต) เปนแมกองใตประชุมสอบ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมเด็จฯเขาสอบประโยค 5 ได แตสอบประโยค 6 ตกจึงเปนเปรียญ 5 ประโยคเมื่ออายุยาง 21 ปตอมาเมื่ออายุยางเขา 22 ปไดอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดมหาธาตุฯเมื่อวันจันทรเดือน 7 ขึ้น 11 ค่ํา ปขาล ตรงกับวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ.2445 โดย สมเด็จพระวันรัต (ฑิต) เปนพระอุปชฌายะและพระธรรมวโรดม (จาย) วัดเบญจมบพิตรกับพระเทพเมธี (เขม) วัดพระเชตุพนฯเปนคูกรรมวาจาจารยและในปนั้น เขาสอบพระปริยัติธรรม ไดอีก 2 ประโยคจึงเปนเปรียญ 7 ประโยค ครั้นปรุงขึ้น คือ พ.ศ.2446 ไดเขาสอบไดอีก 1 ประโยคจึงเปนเปรียญ 8 ประโยค สมเด็จพระวันรัต (ฑิต) พระอุปชฌายะไดถวายตัวฝากเรียนฎีกาสังคหะ (อภิธมฺมตฺถวิภาวินี) กับพระเจานองยาเธอกรมหลวง วชิรญาณวโรรสทรงเปนพระอาจารยแตนั้นมา ครั้นรุงขึ้นในปพ.ศ.2447 สมเด็จฯ ก็เขาสอบไดอีก 1 ประโยคจึงเปนเปรียญ 9 ประโยคเมื่ออายุยางเขา 24 ป สมเด็จพระวันรัต เปนนักการศึกษา ตําแหนงหนาที่ประจําทไมี่เคยเปลี่ยนแปลงและยืดยาวนานของ ทาน คือ นายกมหาธาตุวิทยาลัย ซึ่งทานไดรับชวงสืบตอมาจากสมเด็จ พระวนรั ัต (ฑติ) พระอุปชฌายะของ ทาน และทานก็สามารถทํานุบํารุงและจัดการศึกษาของสถานศึกษาฝายพระมหานกายแหิ งนใหี้ เจริญกาวหนาเปนอยางยิ่ง ทําใหมหาธาตวุิทยาลัยสมัยนนมั้ีฐานะมนคงเขั่ มแข็งและสามารถขยายการศึกษา
125 ไดกวางขวางยงขิ่ึ้น ผลงานของสมเด็จพระวันรัต มีดังนี้ 1. เปนพระภกษิุองคแรกและองคเดยวในจ ี ังหวัดอุทยธานั ีที่ไดรับสมณศักดิ์สูงสุดในทาง ศาสนาของประเทศไทย 2. มีศีลาจารวัตรเปนที่นาเลอมใสของชาวอ ืุ่ทัยธานีและพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ 3. เปนสังฆนายกภาคีสมาชิกแหงราชบัณฑตยสถานิ 4. เปนกรรมการที่ปรึกษาการสังคายนาพระไตรปฎก 5. ชาวอุทัยธานีนําสมณศักดสมเดิ์ ็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) มาขนานนามสะพานขามแม น้ําตรง บานทาน้ําออยอําเภอพยหะคุีรีจังหวัดนครสวรรคปากทางเขาเมืองอุทัยธานี ทางจังหวัดอุทัยธานีมีความภูมิใจในบุรุษอาชาไนยของบานเมือง ถึงกับสรางโอสถศาลาไวใน นามของทาน หลังจากที่ทาน ลวงลับไปไดไมนาน ตอถึง พ.ศ.2538 แลวจึงมีสะพานสมเด็จพระวันรัต เฮงเขมจารี สรางขามแมน้ําเจาพระยา จากจังหวัดนครสวรรคไปสูจังหวัดอุทัยธานี โดยที่นี่ถือไดวาเปนถาวรวัตถุ ทางดานสาธารณประโยชนแหงแรกที่รัฐบาลยอมตั้งชื่อถวายพระภิกษุสงฆกอนนั้นมามีแตชื่อ อาคารสถานที่ที่ตั้งตามนามเจานายและนักการเมืองเทานั้น เร ื่องที่ 3.5 พระอาจารย มนั่ภูริทัตโต พระอาจารยมนั่ภูริทัตโตกาเนํ ิดในสกุลแกนแกวบิดาชื่อคาดํวงมารดา ชื่อจนทรั นับถือพระพุทธศาสนาเกิดวันพฤหัสบดีเดือนยี่ปมะแม ตรงกับ วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2413 ณ บานคําบง ตําบลโขงเจียม อําเภอโขงเจียม จังหวดอัุบลราชธานีมีพนี่ องรวมท องเดยวกีนั 7 คนทานเปนบตรคนหุวปั ทานเปน คนรางเล็กผิวดาแดงํแข็งแรงวองไวสติปญญาดีมาแตกําเนิดฉลาดเปนผูวานอน สอนงายไดเรียนอักษรในสํานักของอา คือ เรียนอักษรไทยนอยอักษรไทย อักษรธรรม และอักษรขอม อานออกเขียนไดนับวาทานเรียนไดรวดเร็วเพราะมี ความทรงจําดีและขยันหมั่นเพียร ชอบการเลาเรียน ชีวิตสมณะ เม่อืหลวงปูมั่นอายุได 15 ปไดบรรพชาเป นสามเณรในสํานักบานคําบง ไดศกษาหาความรึูทางพระศาสนามีสวดมนตและพระสูตรตางๆ ในสํานักบรรพชาจารยจดจําไดรวดเร็วอาจารย เมตตาปราณีมากเพราะเอาใจใสในการเรยนดี ีประพฤติปฏิบตัิเรียบรอยเปนที่ไวเน ื้อเชื่อใจไดเมื่อทานอายุได 17 ป บิดาขอรองใหลาส ิกขาเพื่อชวยการงานทางบานทานไดลาสิกขาออกไปชวยงานบดามารดาิเตมความสามารถ็ ทาน เลาวาเมื่อลาสิกขาไปแลวยังคิดที่จะบวชอีกอยูเสมอไมเคยลืมเลยคงเปนเพราะอุปนิสัยในทางบวชมาแตกอนหน หนึ่งอีกอยางหนึ่งเพราะติดใจในคําสั่งของยายวาตองบวชใหยาย เพราะยายไดเล ี้ยงทานยากคําสั่งของยายนี้ คอยสะกิดใจอยูเสมอ ที่มา : Google..com
126 ครั้นอายุหลวงปูมั่นได 22 ปทานเลาวา มีความอยากบวชเปนกําลังจึงอําลาบิดามารดาบวช ทานทั้ง สองก็อนุมัติตามประสงคหลวงปูมั่น ภูริทัตโต ทานไดศึกษาในสํานัก ทานอาจารยเสารกันตสีลเถระ วัด เลียบ จังหวัดอุบลราชธานีไดรับอุปสมบทกรรมเปนภิกษุในพระพุทธศาสนา ณ วัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนา ราม) อําเภอเมืองจังหวัดอุบลราชธานีพระอริยกวี (ออน) เปนพระอุปชฌายมีพระครูสีทา ชยเสโน เปนพระ กรรมวาจารยและพระครูประจักษอุบลคุณ (สุย) เปนพระอนุสาวนาจารยเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2436 พระอุปชฌายขนานนาม มคธใหวา ภูริทัตโต เสร็จอุปสมบทกรรมแลว ไดกลับมาสํานักศึกษาวิปสสนาธุระกับ พระอาจารยเสารกันตสีลเถระ ณ วัดเลียบ ตอไป ในสมัยตอมาไดแสวงหาวิเวก บําเพ็ญสมณธรรมในที่ตาง ๆ ตามราวปา ปาชา ปาชัฏ ที่แจง หุบ เขา ซอกหวยธารเขา เงื้อมเขา ทองถ้ํา เรือนวาง ทางฝงซายของแมน้ําโขงบางฝงขวาแมน้ําโขงบาง แลวลง ไปศึกษากับนักปราชญในกรุงเทพฯจําพรรษาอยูที่วัดปทุมวนาราม หมั่นไปสดับพระธรรมเทศนากับเจาคุณ พระอุบาลี (สิริจันทเถระจันทร) 3 พรรษา แลวออกแสวงหาวิเวกในถิ่นภาคกลางคือถ้ําสาริกา เขาใหญ นครนายกถ้ําไผขวาง เขาพระงาม ถ้ําสิงโต ลพบุรีจนไดรับความรูแจมแจงในพระธรรมวินัย สิ้นความสงสัย จึงกลับมาภาคอิสาน ทําการอบรมสั่งสอนสมถวิปสสนาแกสหธรรมิกและอุบาสกอุบาสิกา ตอไป มีผูเลื่อมใส มากขึ้นโดยลําดับ มีศิษยานุศิษยแพรหลายกระจายทั่วภาคอิสาน เกียรติคุณของทานฟุงเฟองเลื่องลือไปไกล ธุดงควตรัที่ทานถือปฏิบตัิเปนประจํา 4 ประการ 1. ปงสุกุลิกังคธุดงคคือ นุงหมผ าบังสกุลจนกระทั่งวัยชราจึงไดใชคหบดีจีวรบาง เพออนืุ่เคราะห แกผูศรัทธานํามาถวาย 2. บณฑบาติ ิกงคธัุดงคคือภกขาจารยวิตรัเทยวบี่ณฑบาตมาฉิ ันเปนนตยิ แมอาพาธไปในละแวกบาน ไมไดก็บิณฑบาตในเขตวัด บนโรงฉัน จนกระทั้งอาพาธลุกไมไดในปจฉ ิมสมัยจึงงดบิณฑบาต 3. เอกปตต ิกังคธุดงคคือฉันในบาตรใชภาชนะใบเด ยวเป ีนนตยิ จนกระทงถั่ึงสมัยอาพาธในปจฉิมสมยจังงดึ 4. เอกาสนิกังคธุดงคคอืฉนหนเดั ียวเปนนิตยตลอดเวลาแมอาพาธหนักในปจฉิมสมัยก็มิไดเล ิกละ สวนธุดงควัตรนอกนี้ไดถือปฏิบัติเปนครั้งคราว ที่นับวาปฏ ิบัติไดมากก็คืออรัญญิกกังคธุดงคคออยืูเสนาสนะ ปา หางบานประมาณ 25 เสน หลีกเรนอยในทู ี่สงัดตามสมณวิสัย เมื่อถึงวัยชราจึงอยูในเสนาสนะปาหางจากบานพอสมควร ซึ่งพอเหมาะกับกําลังที่จะภิกขาจาร บิณฑบาต เปนที่ๆ ปราศจากเสียงอื้ออึง ประชาชนเคารพยําเกรง ไมรบกวน นัยวาในสมัยที่ทานยังแข็งแรง ไดออกจาริกโดดเดี่ยวแสวงวิเวกไปในปาดงพงลึก จนสุดวิสัยที่ศิษยานุศิษยจะติดตามไปถึงไดก็มีเชนคราวที่ไป อยูภาคเหนือ เปนตน ทานไปวิเวกบนเขาสูงอันเปนที่อยูของพวกมูเซอรทําใหชาวมูเซอรที่พูดไมรูเรื่องกัน บังเกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนาได ธรรมโอวาท คําที่เปนคติที่ทานอาจารย กลาวอยูบอยๆเปนหลักวินิจฉยความดั ีที่ทําดวยกาย วาจา ใจแกศิษยานุศิษยดังนี้ 1. ดีใดไมมีโทษ ดีนั้นนับวาเปนเล ิศ 2.ไดสมบัติทั้งปวงไมประเสริฐเทาไดตน เพราะตัวตนเปนท ี่เกิดแหงสมบัติทั้งปวง
127 เมื่อทานอธิบาย ตจะปญจกกรรมฐาน จบลง มักจะกลาวเตือนเปนคํากลอนวาแกใหตกเนอแกบ ตกคาพกเจาไวแกบ ไดแขวนคอตองแตงแกบพน คากนยางยายคายางยายเวยนตายเวี ียนเกิดเวยนเอากี ําเนิดใน ภพทั้งสาม ภพทั้งสามเปนเฮอนืเจาอยูดังนี้ การบําเพ็ญประโยชนของทานหลวงปูมั่น มี 2 ประการดังนี้ 1. ประโยชนชาติทานหลวงปูไดเอาธุระเทศนาอบรมสั่งสอนศีลธรรมอันดีงามแกประชาชน พลเมืองของทุกชาติในทุก ๆ ถิ่น ที่ทานไดสัญจรไป คือ ภาคกลางบางสวน ภาคเหนือเกือบทั่วทุกจังหวัด ภาคอิสานเกือบทั่วทุกจังหวัด ไมกลาวสอนใหเปนปฏิปกษตอการปกครองของประเทศ ทําใหพลเมืองของ ชาติผูไดรับคําสั่งสอนเปนคนมีศีลธรรมดีมีสัมมาอาชีพงายแกการปกครองของผูปกครอง ชื่อวาไดบําเพ็ญ ประโยชนแกชาติตามควรแกสมณวิสัย 2. ประโยชนศาสนา ทานหลวงปูไดบรรพชาและอุปสมบทเขามาในพระพุทธศาสนา ดวยความเชื่อ และความเลื่อมใสจริง ๆ ครั้นบวชแลวก็ไดเอาธุระทางพระพุทธศาสนาดวยความอุตสาหะพากเพียรจริง ๆ ไมทอด ธุระในการบําเพ็ญสมณธรรม หลวงปูมั่น ทานปฏิบัติธุดงควัตรเครงครัด นอกจากเพื่อวิเวกในสวนตนแลว ทานมุงไปเพื่อ สงเคราะหผูมีอุปนิสัยในถิ่นนั้น ๆ ดวย ผูไดรับสงเคราะหดวยธรรมจากทานแลว ยอมกลาวไวดวยความ ภูมิใจวา ไมเสียทีที่ไดเกิดมาเปนคน สวนหนาที่ในวงการคณะสงฆทานหลวงปู ไดรับพระกรุณาจากพระสังฆราชเจาในฐานะเจาคณะ ใหญคณะธรรมยุตติกนิกาย ใหเปนพระอุปชฌายะ ตั้งแตอยูจังหวัดเชียงใหม และไดรับแตงตั้งเปน พระครู วินัยธรฐานานุกรม ของเจาพระคุณพระอุบาลี (สิริจันทรเถระจันทร) ทานก็ไดทําหนาที่นั้นโดยเรียบรอย ตลอดเวลา ที่ยังอยูเชียงใหมครั้นจากเชียงใหมมาแลว ทานก็งดหนาที่นั้นโดยอางวาแกชราแลวขออยูตามสบาย งานศาสนา ในดานวิปสสนาธุระ นับวาทานไดทําเต็มสติกําลัง ยังศิษยานุศิษยทั้งบรรพชิต และคฤหัสถ ปฏิบัติตลอดมา นับแตพรรษาที่ 23 จนถึงพรรษาที่ 59 อันเปนปสุดทายแหงชีวิตของทาน อาจกลาวไดดวย ความภาคภูมิใจวา ทานเปนพระเถระที่มีเกียรติคุณเดนที่สุดในดานวิปสสนาธุระรูปหนึ่งในยุคปจจุบัน เร ื่องที่ 3.6 พระธรรมโกศาจารย (พุทธทาสภิกขุ) พระธรรมโกษาจารย (เงื่อม อินทปญโญ) หรือรูจักในนาม พุทธทาสภิกข (ุมีชีวิตอยูระหวาง 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 - 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2536) เกิดในสกุลของพอคา ที่ตลาดพุมเรียงอําเภอ ไชยาจังหวดสัุราษฎรธานีบิดาชื่อเซี้ยง พานิช มารดาชื่อเคลื่อน พานิช เริ่มบวชเรียนเมื่ออายไดุ 20 ปที่วัดบานเกิดจากนนได ั้เขามา ศึกษาพระธรรมวินยตั อที่กรุงเทพมหานครจนสอบไดเปรียญธรรม 3 ประโยคแตแลวทานพุทธทาสภิกขุก็พบวาสังคมพระพทธศาสนาุ ที่มา : Google..com
128 แบบที่เปนอยูในขณะนั้นแปดเปอน บิดเบือนไปมากและไมอาจทําใหเขาถึงหัวใจของพระพุทธศาสนาไดเลย ทานจงตึดสั ินใจหนหลั ังกลับมาปฏิบัติธรรมที่อําเภอไชยาซึ่งเปนภูมิลําเนาเดิมของทานอีกครั้ง พรอมกับปวารณา ตนเองเปน พุทธทาส เนื่องจากตองการถวายตัวรับใชพระพทธศาสนาใหุถึงที่สุด ตลอดเวลาที่ดํารงสมณเพศ ทานพุทธทาสภิกขุตั้งใจศึกษาพระปริยัติอยางแน วแนพรอมตั้งมั่นปฏิบัติธรรมอยางเครงครัด และวัตรเหลานี้เองที่ทําใหทานพุทธทาสภกขิุเปนผูถึงพรอมดวยกิจทั้งดานค ันถธุระและวิปสสนาธุระอยาง ยากยงทิ่ี่จะหาพระภกษิุรูปใดเสมอเหมือน ทานพุทธทาสภิกขุเปนผูริเรมกิ่อตั้งสวนโมกขพลาราม เพื่อใหเปน สถานที่ปฏิบัติธรรมและสถานที่เผยแผพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ผลงานของทานพุทธทาสภิกขุยังมี ปรากฏอยูมากมายทั้งในรูปพระธรรมเทศนาและในรูปงานเขียน โดยทานพุทธทาสภิกขุตั้งใจทําการ ถายทอดพระพุทธศาสนาใหอยูในฐานะที่เปน พุทธะศาสนาอยางแทจริง นั่นคือเปนศาสนาแหงความรู ความตื่น ความเบิกบาน ไมเจือปนไปดวยความหลงผ ิดที่เขาแทรกมากมายจนกลายเปนเนื้อรายทคอยกี่ัดกิน ทั้งเรื่องพุทธพาณิชยเร่องไสยศาสตร ื เรื่องลัทธิพราหมณเรื่องความยึดมั่นถือมั่นในบญบาป ุเรื่องความ หลงใหลในยศลาภของพระสงฆและเรื่องปลีกยอยอื่นๆ อีกมากมาย ทานพุทธทาสภิกขุมุงชี้ใหชาวพุทธทั้งหลายเหนถ็ ึงมิจฉาทิฐิหรือความหลงเชื่อในทางที่ผิด เหลานี้เสมอมา ทําใหหลายคนขนานนามทานพุทธทาสภิกขุวาเป น พระผูปฏิรูป แตแท จริงแลวคําสอนของ ทานพุทธทาสภิกขุกไม็ มีอะไรนอกเหนือไปกวาความจรงอิ ันสูงสุดที่พระพุทธเจาทรงคนพบเลยเพียงแต ระยะเวลาอันยาวนานไดทําใหความเข าใจคําสอนของพระพุทธเจาเปลี่ยนแปรหรือถูกเบี่ยงเบนไปทานพุทธทาสภิกขุ จึงทําหนาที่เสมือนผูกลั่นใหพระพุทธศาสนากลับมาบริสุทธิ์อีกครั้ง คําสอนจํานวนมากจากทานพุทธทาสภิกขเปุนธรรมะระดับโลกุตระอันมีนิโรธเปนรส และมี นิพพานเปนอารมณซึ่งพุทธศาสนิกชนสวนใหญเห็นวาเปนธรรมะขั้นสูงและไมเหมาะกับฆราวาสผูยังเวียนวาย อยูในวังวนแหงโลก ียะแตท านพุทธทาสภิกขุตระหนกวั าธรรมะเหลานคี้ือแกนแทของพระพุทธศาสนาและ พุทธมามกะไมวาจะระดับชนใดก ั้ ็ควรจะไดรับรูไดรับปฏิบัติและไดรบผลจากธรรมะเหลั านี้ซึ่งถึงแมจะ เปนธรรมะที่ละเอียดลึกซึ้งแตทานพุทธทาสภิกขุก็ไดถายทอดใหอยูในรูปแบบที่คนทวไปสามารถเข ั่ าถึง และเขาใจโดยยังคงเนื้อหาสําคัญไวไดอยางครบถ วน คําสอนทั้งหลายของทานพทธทาสภุิกขุแทจริงแลวก็คือการสกัดพระสูตรใหออกมาเป นภาษา พูดและพระอภิธรรมใหออกมาเปนภาษาชาวบานนนเองั่โดยขอธรรมที่ทานพุทธทาสภิกขุเนนย้ํามากที่สุด คือเรื่องสุญญตา หรือความวางเปลาไมมอะไรเลย ีจนทาให ํ ผูศึกษาพระพุทธศาสนาหลายคนเรียกทานวา นักรบเพื่อความวางแตทั้งนคี้ําสอนของทานพุทธทาสภิกขุยังรวมไปถึงเรื่องพื้นฐาน เชน เรื่องการทางานํ และเรื่องการศกษาึซึ่งคนทั่วไปสามารถนําธรรมะเหลานไปประย ี้กตุใชในช ีวิตประจําวันไดท ันที นอกจากพระพุทธศาสนาฝายเถรวาทแลวทานพุทธทาสภิกขุยังมใจเป ีดกว างทําการศึกษาคํา สอนของตางศาสนาและตางนกายิดวยความคิดวาศาสนาทั้งหลายลวนมุงหมายในสิ่งเดยวกี ันในสมัยที่ทานพทธทาสุ ภิกขุจําพรรษาอยูที่สวนโมกขพลาราม นอกจากสาธุชนคนไทยผูสนใจในธรรมะทั้งหลายจะแวะเวยนมาี สนทนาและฟงเทศนฟงธรรมจากทานพทธทาสภุิกขุอยางไมขาดสายแลวยังมีชาวตางชาติผูตองการเรียนรู
129 พระพุทธศาสนา นักศกษาและอาจารยึ ทางดานศาสนศาสตรจาก ตางประเทศรวมถึงประมุขของศาสนจักร ตางๆ แวะเวยนมาพีูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติความคิดเหน็รวมทั้งสนทนาธรรมกับทานเปนอันมาก ทําให สวนโมกขพลารามเปรียบเสมือนตักศิลาสําหรับผูศรัทธาในพระพุทธศาสนาและทําใหวงการ พระพุทธศาสนากลับมาตื่นตัวอีกครั้ง มารดาของทานพุทธทาสภิกขุมีอุปนิสัยที่เนนเรื่องความประหยัด และความละเอียดลออในการใช จายซึ่งทานพทธทาสภุิกขุกลาวถึงเรื่องนี้เอาไววา ถาจะใหบอกวามีอะไรมาจากโยมหญิงบาง เห็นจะเปนเรื่องประหยัด เรื่องละเอียดลออในการใช จาย เพราะวาถูกสอนใหประหยัดแมแตน้ําที่จะลางเทา หามใชมาก แมแตน้ํากินจะตักมากินนิดหนึ่งแลวสาด ทิ้งไมไดแมแตใชฟนก็ตองใชพอดีไมใหสิ้นเปลืองถายังติดไมหมดตองดับ เก็บเอาไวใชอีก ทุกอยางที่มัน ประหยัดไดตองประหยัด มันมากเหมือนกัน ประหยัดไปไดทุกวิธีมันก็เลยติดนิสัย มันมองเห็นอยูเสมอ ไอทางที่จะประหยัดเพื่อประโยชนมองเห็นอยูวาตองทําอยางไร นอกจากนี้มารดาของทานพุทธทาสภิกขุยังไดอบรมสั่งสอน และเปนแบบอยางใหทานพุทธทาสภิกขุใน อีกหลายเรื่อง ซึ่งทานพุทธทาสภิกขุเคยกลาวไวในธรรมเทศนาตอนหนึ่งวา “จะขอยกตัวอยางที่แมไดทําหนาที่ของแมในการสรางนิสัยอันละเอียด ใหแกลูกเชน ในความ เรียบรอย แมกวดขันใหลางจานขาวใหสะอาดเรียบรอยและเก็บใหเรียบรอย เสื้อผาตองเรียบรอย ปูที่นอน ตองเรียบรอยลางมือลางเทาสะอาด... แมสรางนิสัยออนนอมถอมตน แมสอนวายอมแพนั้นไมถือวาเปนการเสียเกียรติเพราะใหเรื่อง มันระงับไป แตก็ไมตองเสียหายอะไรเนื่องจากวาตองยอมแพมันเปนการปลอดภัยและใครๆก็รักคนที่ยอม แพไมใหเรื่องเกิด แมสอนใหเอื้อเฟอเผื่อแผแมสอนวาใหลูกแมวไดกินขาวก อน แลวคนจึงกิน สัตวเดรัจฉานเปน เพื่อนของเรา... แมอบรมนิสัยใหรักนองใหรักเพื่อน แมสอนวานองเอาเปรียบพี่ไดแตพี่เอาเปรียบนองไมได... แมสอนวาใหดวูาไกไมมีเห็บเพราะมันชวยจิกใหกันและกัน ลูกไกเล็กๆยังชวยจิกเห็บใหลูกไกตัวใหญเห็บที่ มันอยูตามหนาตามหงอนซ ึ่งมันจิกเองไมได แตไก ก็ไมม ีเห็บ เพราะมันปฏิบตัิหนาที่เพื่อนของกนและกั ัน... แมอบรมนิสัยกตัญูรูคุณ ใหเด็กเล็กๆ ชวยทํางานใหแมบ าง ทําอะไรไมไดมากก็เพียงแตชวย ตําน้ําพริกแกงใหก็ยังดีเหยียบขาใหแมหายเมื่อยเอาใจใสแมเมื่อเจ็บไข... ใหปลูกฝงคือวาให ใชเวลาวาง ปลูกพริก ปลกมะเขูือ ปลูกตะไครดอกมะลิดอกราตรีแมแต สับปะรด กลวยก็ยังสอนใหปลูกแลวยังสอนคาถากันขโมยใหดวยวาถานกกินเปนบุญ ถาคนกินเปนทาน อาตมายงจั ําไดอยูกระทั่งบัดนี้วาถานกก ินใหถือวาเราเอาบุญถาคนมันขโมยเอาไปก็ถือวาใหทานแลวมันก็จะไมถูก ขโมยเลยจนตลอดชีวิต มันกลายเปนใหทานไปเสียทุกทีถาสัตวมากินกเอาบ็ุญ ก็ไมตองฆาสัตวไม ตองย ิงสตวั ”
130 การดําเนินชีวิตในสวนโมกขพลาราม ทานพุทธทาสภิกขุยึดคติที่วาเปนอยูอยางต่ํา มุงกระทําอยาง สูงโดยชวีิตประจําวนของทัานพุทธทาสภกขิุนั้นเปนไปอย างสันโดษและสมถะ สําหรับวัตถุสิ่งของภายนอก ทานพุทธทาสภิกขุจะพึ่งพาก็แตเพยงวี ัตถุสิ่งของที่ทําใหชีวิตดํารงอยูตอไปได และวตถัุสิ่งของที่จําเปนใน การเผยแพรธรรมะเทานั้น โดยไมพึ่งพาวัตถุสิ่งของฟุงเฟออื่นใดที่เกินจาเปํ นเลยเรียกไดวามีความเปนอยู อยางต่ําที่สุด หากแตการกระท ําในความเปนอยูนนเป ั้ นการกระทําอยางสูงที่สุด นั่นคือเปนการกระทําเพื่อ ศึกษา ปฏิบัติและเผยแผพระพุทธศาสนาการศึกษาและปฏิบัตินั้นเปนการกระทําอันนําไปสูมรรคผลและ แมกระทั่งนิพพาน ซึ่งเปนอุดมคติที่สูงที่สุดที่ชีวิตมนษยุควรจะบรรลุถึง สวนการเผยแผนั้นเปนการกระทํา เพื่อนํากระแสธรรมอนบรั ิสุทธิ์ใหอาบหลั่งไหลรินรดคนทั้งโลกและทุกโลกเปนการชี้ทางสวางใหเพื่อนมนุษย ที่เปนเพื่อนทกขุเกิดแกเจบ็ตายใหบรรลุถึงอุดมคติที่สูงที่สุดของชีวิตมนษยุไปดวยก ัน หรืออยางน อยกจะ็ ทําใหมนษยุเรานั้นไดลดการเบียดเบยนตนเองีและลดการทํารายผูอื่น อันจะกอใหเก ิดทั้งสันติสุขและ สันติภาพ ซึ่งเปนสิ่งที่ทั้งตัวมนุษยและโลกมน ุษยปรารถนา นอกจากนี้ในปพ.ศ. 2476 ทานพุทธทาสยังได เริ่มจัดทําหนังสือพิมพพุทธสาสนา (ซึ่งเปนหนังสือพิมพเผยแผหลักธรรมรายตรีมาศ)ดวยเชนกัน นอกจากสมณศักดิ์และปริญญาดุษฎีบัณฑตกิ ิตติมศักดิ์แลว ทานพุทธทาสภิกขุยังไดรับการยก ยองจากองคกรตางๆ ดังนี้ พ.ศ. 2508 หนังสือแกนพุทธศาสตรไดรับรางวัลชนะเลศิหนงสั ือดีประจําปพ.ศ. 2508จากองคการ ยูเนสโก พ.ศ. 2527 ไดรับคัดเลือกเปนบุคคลทําประโยชนฝายบรรพชิตเนื่องในโอกาสสมโภชนกรุง รัตนโกสินทร 200 ปไดรับรางวัลเปนสัญลักษณเสาอโศก และเงินสดจํานวน 10,000 บาท พ.ศ. 2537 คุรุสภาประกาศยกยองเชิดชวูาเปนผูทําคุณประโยชนอยางสูงยิ่งตอการศึกษาชาติ เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปกระทรวงศึกษาธิการ 20 ตุลาคมพ.ศ. 2548 องคการยูเนสโก ประกาศยกยองใหทานพุทธทาสภิกขุเปนบุคคลสําคัญของ โลกดานสงเสริมขันติธรรม สันติธรรม วัฒนธรรม ความสัมพันธและความเขาใจอันดของมวลมนีุษย พ.ศ. 2549 รัฐบาลไทยรวมทั้งหนวยงานตางๆ ไดพรอมใจกนจั ัดกิจกรรมทางธรรมะเนื่องใน โอกาสรําลึกครบรอบ 100 ปชาตกาล ทานพุทธทาสภิกขุ ทานพุทธทาสมีผลงานที่เรียบเรียงเปนหนงสั ือเกี่ยวกับพทธศาสนาเปุนจํานวนมากอาทเชิ น • แกนพุทธศาสน • คูมือมนุษย • ตัวกูของกูฉบับยอความ • ธรรมโฆษณรายละเอียด • ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ • พระพุทธเจาสอนอะไร • พุทธประวัตจากพระโอษฐ ิ
131 • ภาษาคน-ภาษาธรรม • หนังสือพิมพพุทธสาสนา • อิทัปปจจยตา (100 หนังสอดื ีที่คนไทยควรอาน) คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. เปนนักการศึกษาที่แทจริง ทานเปนผูที่มอีุปนิสัยฝกฝนอบรมตนเองอยูเสมอรักษาศลอยี าง เครงครัดฝกสมาธิอยางเขมงวดเปนท ี่ยกยองของบุคคลทั่วไป 2. เปนนักคิดผยูิ่งใหญทานมีวิธีคิดเพื่อสอนธรรมอยางวเศษิ ใชคําที่กินใจในการสอนเชน “ตายเสียกอน ตาย” “ทํางานดวยจิตวาง” “ตัวกูของก” ูทําใหผูฟงอยากรูวาคําสอนนนคั้ืออะไร 3. เปนทั้งนักปฏิรูปและนักปฏิวัตพระศาสนาิทานมองเห็นวามีหลายเรื่องในพระพทธศาสนาทุี่ ตองปฏิวัติและตองปฏิรูป เชน การทําบุญใหทานโดยคิดแบบนักลงทุน หวังผลกําไร ไมใชการท ําบุญที่ แทจริง ดังนนเวลาทั้านเทศนจึงสอนใหอย าโลภ อยาเห็นแกตัว อยาย ึดมั่นถือมั่น ขัดเกลาจิตใจใหกเลสเบาิ บาง ใหหนกลั บไปด ัูสมัยพุทธกาลที่พระสงฆอยูอยางเรียบงายและทานก็ปฏิบัติตนเปนแบบอยาง เร ื่องที่ 3.7 พระพรหมมงคลาจารยั (ปญญานันทภิกขุ) พระพรหมมังคลาจารย (ปน ปญญานันโท) (11 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 - 10 ตุลาคม พ.ศ. 2550) หรือทรีู่จักกันดีทั่วไปคือ หลวงพอ ปญญานันทภกขิุทานเปนทรีู่จักในฐานะพระสงฆผูปฏิรูปแนวทางการ เผยแผพระพุทธศาสนาของพระสงฆไทยผูเปนสหธรรมิกรวมอุดมการณ คนสําคัญของพระธรรมโกษาจารย (เงื่อม อินทปญโญ) และผูอุทิศชีวติ ใหกับการเผยแผพระพุทธศาสนาจนวาระสุดทายของชวีิต พระพรหมมังคลาจารยกําเนดทิ ี่ตําบลคูหาสวรรคอ.เมืองจ.พัทลุง เมื่อวันพฤหัสบดทีี่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 เดิมมีนามวา ปน เสนหเจริญ หลังใชชีวิตฆราวาสจนมีอายุได 18 ปไดบรรพชาเปนสามเณรที่วัดอุป นันทนาราม จังหวัดระนองโดยมีพระรณังคมุนีเปนพระอุปชฌายเมื่ออายุครบ 20 ปบริบูรณจึงไดอุปสมบท เปนพระภิกษทุี่วัดนางลาดอ.เมืองจ.พัทลุงโดยมีพระจรูญกรณียเปนอุปชฌายเมื่อปพ.ศ. 2474 หลังจากพระพรหมมังคลาจารยอุปสมบทไดไมนาน ไดเดินทางไปศึกษาหาหลักธรรมในบวร พระพุทธศาสนาหลายจังหวัดที่มีสํานักเรียนธรรมะ เชน นครศรีธรรมราช สงขลาและกรุงเทพมหานคร จน สามารถสอบไดนักธรรมชั้นตรีเปนที่ 1 ของสังฆมณฑลภูเก็ต และสามารถสอบไดนักธรรมชั้นโทและเอก ในปถัดมาจากนั้นทานไดเดินทางไปศึกษาตอดานภาษาบาลีจนสามารถสอบเปรียญธรรม 4 ประโยค ที่สํานัก เรียนวัดสามพระยากรุงเทพมหานครแตเนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทําใหหลวงพอตองหยุดการศึกษา ไวเพียงเทานั้น แลวเดินทางกลับพัทลุงภูมิลําเนาเดิมและไดเริ่มแสดงธรรมในพื้นที่ตาง ๆ ของภาคใตรวมทั้ง ที่มา : Google.com
132 เดินทางไปจําพรรษาที่วัดสีตวนารามและวัดปนบังอรรัฐปนัง ประเทศมาเลเซีย ในระหวางที่จําพรรษาอยูนี้ก็ ไดศึกษาทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน เพื่อเปนพื้นฐานในการเผยแพรธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจาตอไป พ.ศ. 2477 หลวงพอไดเดินทางไปจําพรรษากับพระธรรมโกศาจารย (พุทธทาสภิกขุ) ที่สวนโมก ขพลาราม อําเภอไชยาจังหวัดสุราษฎรธานีและรวมเปนสหายธรรมดําเนินการเผยแพรหลักธรรมที่แทจริงตาม หลักคําสอนขององคพระสัมมาสัมพุทธเจา ตั้งแตบัดนั้นเปนตนมา การเผยแพรพระพุทธศาสนาในตางประเทศ พ.ศ. 2475 หลวงพอมีโอกาสรวมเด นทางไปประเทศพม ิ ากับพระโลกนาถชาวอิตาลีสหายธรรม รวม เดนทางแสวงบิ ญไปประเทศอ ุนเดิ ียและทวโลกโดยผ ั่านทางประเทศพมาดวยเทาเปลาเพอเปื่ นพุทธบูชาแตเมื่อ เดินทางถึงประเทศพมาก็ตองเดินทางกลับ ระหวางปพ.ศ. 2475-2476 หลวงพอไดมีโอกาสเดินทางไปเผยแผพระพุทธศาสนาใน ตางประเทศหลายประเทศจนหลวงพอไดชื่อวา เปนพระสงฆรูปแรกของไทยที่ไดเดินทางไปประกาศธรรมใน ภาคพื้นยุโรปหลวงพอปญญานันทภิกขุไดดําเนินการเผยแผพระพุทธศาสนา โดยวิธีที่ทานไดเริ่มปฏิวัติ รูปแบบการเทศนาแบบดั้งเดิมที่นั่งเทศนาบนธรรมาสนถือใบลาน มาเปนการยืนพูดปาฐกถาธรรมแบบพูด ปากเปลาตอสาธารณชน พรอมทั้งยกตัวอยางเหตุผลรวมสมัย ทันตอเหตุการณเปนการดึงดูดประชาชนใหหันเขา หาธรรมะไดเปนเปนอยางมาก ซึ่งในชวงแรก ๆ ไดรับการตอตานอยูบางแตตอมาภายหลังการปาฐกถาธรรม แบบนี้กลับเปนที่ยอมรับโดยทั่วไปจนถึงบัดนี้เมื่อพุทธศาสนิกชนทราบขาววา หลวงพอปญญานันทภิกขุจะ ไปปาฐกถาธรรมที่ใดก็จะติดตามไปฟงกันเปนจํานวนมาก จนในที่สุดหลวงพอไดรับอาราธนาใหเปนองค แสดงปาฐกถาธรรมในสถานที่ตางๆ และเทศนาออกอากาศทั้งทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุ โทรทัศน นอกจากนี้หลวงพอยังไดรับอาราธนาไปแสดงธรรมในตางประเทศเชน สหรัฐอเมริกาอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนดเปนตน และยังไดรับเชิญเขารวมประชุมและกลาวคําปราศรัยในการประชุมองคกร ศาสนาของโลกเปนประจําอีกดวย โดยที่หลวงพอทานเปนพระมหาเถระผูมีชื่อเสียงของประเทศไทย ไดสรางงานไวมากมายทั้ง ดานศาสนา สังคมสงเคราะหตลอดจนงานดานวิชาการ ดังนั้น หลวงพอจึงไดรับการเสนอชื่อใหเปนผูไดรับ รางวัลเกียรติคุณมากมายและเปนประธานในการดําเนินกิจกรรมทั้งที่เปนประโยชนแกพระพุทธศาสนาและ สังคม เชน สนับสนุนโครงการเผยแผพระพุทธศาสนาในตางแดน เปนประธานจัดหาทุนสรางตึก โรงพยาบาลกรมชลประทาน 80 ป (ปญญานันทะ) และเปนประธานในการดําเนินการจัดหาทุนสรางวัด ปญญานันทาราม ซึ่งกําลังดําเนินการอยูแมวาคําสอนของหลวงพอจะเปนคําสอนที่ฟงงายตอการเขาใจ แต ลึกซึ้งดวยหลักธรรมและอุดมการณอันหนักแนนในพระรัตนตรัย หลวงพอปญญานันทภิภขุเปนหนึ่งใน บรรดาภิกษุผูมีชื่อเสียง และเปยมดวยคุณธรรมเมตตาธรรม ผูนําคําสอนในพระพุทธศาสนา ซึ่งเหมาะสม สําหรับชนทุกชั้นที่จะเขาถึง หลวงพอเปนพระสงฆรูปแรกที่กลาในการปฏิรูปพิธีกรรมทางศาสนาของชาวไทย
133 ที่ประกอบพิธีกรรมหรูหรา ฟุมเฟอย โดยเปลี่ยนเปนประหยัด มีประโยชนและเรียบงายดังนั้น หลวงพอจึง ไดรับการขนานนามวา “ผูปฏิรูปพิธีกรรมของชาวพุทธไทย” ในปจจุบัน ผลงานงานดานการปกครอง พ.ศ. 2503 เปนเจาอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ พ.ศ. 2506 ไดรับพระบัญชาแตงตั้งเปนพระอุปชฌายเปนหัวหนาพระธรรมทูตสายที่ 9 เปนรองเจาคณะภาค 18 พ.ศ. 2515 เปนเจาอาวาสวัดพุทธธรรม ชิคาโก สหรัฐอเมริกา ผลงานดานการศึกษา พ.ศ. 2503 เปนเจาสํานักศาสนาศึกษาแผนกธรรมและบาลีวัดชลประทานรังสฤษฏ พ.ศ. 2512 เปนผูอํานวยการโรงเรียนพุทธศาสนาวัดอาทตยิ ระดับอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา พ.ศ. 2524 เปนผูอํานวยการจัดการการอบรมพระธรรมทายาทของวัดชลประทานรังสฤษฏ เปนผูอํานวยการจัดการอบรมพระนวกะที่บวชในวัดชลประทานรังสฤษฏ ผลงานดานการเผยแผพระพทธศานาุ พ.ศ. 2492-2502 เปนองคแสดงปาฐกถาธรรมประจําวนพระและวั ันอาทตยิ ณ พทธนุิคม สวนพุทธธรรม วัดอุโมงคจ.เชียงใหม พ.ศ. 2500 เปนประธานมูลนิธิ "ชาวพุทธมูลนิธิ" จังหวดเชั ียงใหม พ.ศ. 2503 เปนองคแสดงธรรมทางสถานีวิทยุกระจายเสยงีและสถานีวทยิุโทรทัศน เปนผูริเริ่มการทําบุญ ฟงธรรมในวันอาทตยิ ณ วัดชลประทานรังสฤษฏ เปนผูกอตั้งทุนพิมพหนังสือเพื่อเผยแผธรรมะแก ประชาชน พ.ศ. 2520 เปนผูอบรมผูชวยผูพิพากษา พ.ศ. 2525 รับเปนองคแสดงธรรมแกวุฒิสมาชิกและสมาชิกสภาผูแทนราษฎร พ.ศ. 2534 เปนผูริเริ่ม คายคุณธรรมแกเยาวชน เรียกวา "คายพุทธบุตร" ในโรงเรียนตางๆ ในกรุงเทพมหานคร เชียงใหมลําพูน เชียงรายฯลฯ พ.ศ. 2536 จําพรรษา ณ วดพัุทธธรรม ชิคาโก สหรัฐอเมริกา ผลงานดานวิทยานิพนธไดเขียนหนังสือที่เกี่ยวของกับพระพุทธศาสนาไวมากมาย เชน 1. ทางสายกลาง 2. คําถามคําตอบพุทธศาสนา 3. คําสอนในพุทธศาสนา 4. หนาที่ของคนฉบับสมบูรณ 5. รักลูกใหถูกทาง 6. ทางดับทุกข
134 7. อยูกันดวยความรัก 8. อุดมการณของทานปญญา 9. ปญญาสาสน 10. ชีวิตและผลงาน 11. มรณานุสติ 12. ทางธรรมสมบูรณแบบ 13. 72 ปปญญานันทะ 14. กรรมสนองกรรม เปนตน เกียรติคุณที่ไดรับ พ.ศ. 2520 ไดรับรางวัล "สังขเงิน" จากสมาคมนักประชาสัมพันธแหงประเทศไทยในฐานะ พระภกษิุผูเผยแผธรรมะและศีลธรรมยอดเยี่ยมของประเทศไทย พ.ศ. 2521 ไดรับรางวัล "นักพูดดีเดน" ประเภทเผยแผธรรม จากสมาคมฝกพูดแหงประเทศไทย พ.ศ. 2525 ไดรับการคัดเลือกใหเปนบุคคลผูทําคุณประโยชนตอพระศาสนา เนื่องในโอกาส สมโภชกรุงรัตนโกสินทร 200 ปจากกรมการศาสนาโดยไดรับรางวัลและประกาศเกียรติคุณ 2 รางวัลคือ ประเภท ก.บุคคลและประเภท ข.สื่อสารมวลชน (รายการสงเสริมธรรมะทางสถานีวิทยุโทรทัศน) พ.ศ. 2524 ไดรับปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาครุศาสตรจากมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย พ.ศ. 2531 ไดรับปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาวิชาศึกษาศาสตรจากมหาวิทยาลัย รามคําแหง พ.ศ. 2534 ไดรับปริญญาการศึกษาดุษฎบีณฑั ิตกตติ ิมศกดั ิ์จากมหาวทยาลิ ัยศรีนครนทรวิ ิโรจน พ.ศ. 2536 ไดรับปรญญาอิ ักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิตกตติมศิ ักดิ์จากจฬาลงกรณุมหาวทยาลิ ัย พ.ศ. 2536 ไดรับปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกตติ ิมศักดิ์ (ปรัชญาและศาสนา) จาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร พ.ศ. 2537 ไดรับปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกตติ ิมศักดิ์จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร พ.ศ. 2548 ไดรับการยกยองเปนศิษยเก าดเดี น เนื่องในโอกาสงานครบรอบ 100 ปโรงเรียน พัทลุงจากโรงเรียนพัทลุง พ.ศ. 2550 ไดรับยกยองเชดชิูในฐานะ "ผสููงอายุแหงชาติ" ประจําป 2550 ผูมีผลงานดีเดนคน แรก (รูปแรก) ของประเทศ พระพรมหมังคลาจารยถึงแกมรณภาพเมื่อเวลา 9.09 น. ในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ณ โรงพยาบาล ศิริราช ดวยเหตุติดเชื้อในกระแสโลหิต สิริรวมอายุได 96 ป 5 เดือน พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวได พระราชทานโกศแปดเหลี่ยมและรับศพไวในพระราชานุเคราะห
135 คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. เปนธรรมกถึก ทานเปนพระสงฆที่มีวาทศิลปพูดจูงใจคนไดอยางยอดเยยมี่ทานอธิบาย ธรรมะดวยภาษางาย ๆ ยกเหตุการณปจจุบนมาประกอบ ัทําใหผูฟงเห็นจริงไปดวยขณะเดียวกนกัแทรก็ อารมณขัน ทําใหผูฟงเกดความประท ิ ับใจที่ไดฟง 2. เปนพุทธสาวกที่ดีเปนพระสงฆที่มีวัตรปฏิบัติเรียบงายไมยดตึดยศถาบรรดาศิ ักดิ์ทานเป นพุทธ สาวกที่มีศีลาจารวัตรงดงาม ไมดางพรอยอุทิศชีวิตเพื่อสั่งสอนประชาชนตลอดมาโดยไมย อทอ 3. เปนนักปฏิรูปพระศาสนาปรับเปลี่ยนวิธีการเทศนใหมเปนการยืนปาฐกถาแทนการนั่งธรรมาสนใชภาษา งายๆไมมีพิธีรีตองอาราธนาเทศนกอนเสมอนอกจากนี้ยังปฏิรูปพิธีศพใหสวดเพียงจบเดียวเวลาที่เหลือใหฟงเทศน เพื่อใหศาสนิกชนไดรับความรูและขอคิดกลับไปดวย เร ื่องที่ 3.8 พระโพธิญาณเถระ (ชา สุภทโท) หลวงปชาูสุภัทโท พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) หรือ หลวงพอชา หรืออาจารยชา เกิดเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2461 ตรงกับ วันศุกรขึ้น 7 ค่ํา เดือน 7 ปมะเมีย ณ บานจิกกอ หมูที่ 9 ตําบลธาตุอําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานีบิดาชื่อนายมา ชวงโชติมารดาชื่อ นางพิมพชวงโชติ มีพี่นองรวมบิดามารดาเดียวกันจํานวน 10 คน หลวงปูชา สุภทฺโท ขณะมีชีวิตอยูทานไดอุทิศชีวิตเพื่อการปฏิบัติธรรม และเผยแพรพุทธศาสนา ทั้งแกชาวไทยและชาวตางประเทศ ซึ่งบังเกิดผล ทํา ใหผลงานที่เปนประโยชนอเนกอนันตแกพระศาสนา ทั้งที่เปนพระธรรมเทศนา และสํานักปฏิบัติธรรมในนามวัด สาขาวัดหนองปาพงมากมาย ซึ่งแมทานจะมรณภาพไปนานแลว แตศิษยานุศิษยของทานก็ยังคงรักษาแนวทาง ปฏิบัติธรรมที่ทานไดสั่งสอนไวจนถึงปจจุบัน หลวงปูชาไดรบการศั ึกษาชนประถมศ ั้ึกษา ณ โรงเรียนบานกอ ตําบลธาตุอําเภอวารินชําราบ จังหวดอัุบลราชธานีจนจบชนประถมป ั้ที่ 1 แลวไดลาออกจากโรงเรียนเพราะมีจิตใจใฝทางบวชเรียน ภายหลัง เมื่อบวชเรียนแลวไดเร ียนหนังสือธรรมเรียนบาลีไวยากรณเรียนมูลกจจายนั จนสามารถอานแปลภาษาบาลีได และไดศกษาพระปร ึ ิยัติธรรมจนสอบไดชนสัู้งสุดสายนกธรรมัคือ สอบไดนักธรรมชั้นเอก เมื่ออายุ 13 ปหลังจากลาออกจากโรงเรียนประถมศึกษาแลว โยมบิดาไดนําไปฝากกับเจาอาวาสเพื่อ เรียนรูบุพกิจเบื้องตนเกี่ยวกับบรรพชาวิธีจึงไดรับอนุญาตใหบรรพชาเปนสามเณรชา โชติชวง เมื่อเดือน มีนาคม พ.ศ. 2474 โดยมีทานพระครูวิจิตรธรรมภาณี (พวง) อดีตเจาอาวาส วัดมณีวนาราม อุบลราชธานีเปน อุปชฌายสามเณรชาโชติชวงไดอยูจําพรรษาและศึกษาพระปริยัติธรรม ตลอดจนอยูปฏิบัติครูอาจารยเปนเวลา 3 ป ไดเอาใจใสตอภารกิจของสามเณรทองสวดมนตทําวัตร ศึกษาหลักสูตรนักธรรมปฏิบัติพระเถระ แลวจึงได ที่มา : Google.com
136 ลาสิกขาบทมาชวยบิดามารดาทําไรทํานา ทั้งนี้ดวยความจําเปนของครอบครัวแบบชาวไรชาวนาอีสานทั่วไป ดวยจิตใจที่ใฝในการบวชเรียน จึงสํานึกอยูตลอดเวลาวาจะตองอุปสมทบเปนพระใหไดเมื่ออายุครบ 20 ป บริบูรณภายหลังเมื่อตกลงกับบิดามารดาและทานทั้ง 2 ก็อนุญาตแลวจึงไดฝากตัวที่วัดกอใน ใกลบาน แลว ไดรับอนุญาตใหอุปสมบทไดเมื่อวันที่ 26 เมษายนพ.ศ. 2482 ณพัทธสีมาวัดกอในตําบลธาตุอําเภอวารินชําราบ อุบลราชธานี เมื่อพระชา สุภทฺโท สอบนักธรรมตรีไดแลว ก็อยากเรียนใหสูงขึ้นเพราะมีจิตใจรัก ชอบทางธรรมอยูแลว แตขาดครูอาจารยในการสอนระดับสูงตอไป นึกถึงภาษตอิสานที ี่วา “บออกจาก บานบฮูฮอมทางเทียว บเฮ ียนวิชาหอนสิมีความฮู” ชีวิตชวงนี้จะเห็นไดชัดวา พระชา สุภทฺโท มุงเรียนปริยัติ ธรรมใหสูงสุดจึงทุมเทใหการศ ึกษาทั้งนกธรรมและบาลั ีและผานสํานักตางๆ มากมายจนในที่สดกุ็สอบ นักธรรมไดครบตามหลักสูตรคือ สอบนักธรรมชั้นโทไดในสํานกของัพระครูอรรคธรรมวิจารณสอบ นักธรรมชั้นเอกไดในสํานักวัดบานกอนอกถิ่นเกิด หลวงปูชา สุภทฺโท ขณะมีชีวิตอยูทานไดอุทิศชีวิตเพื่อการปฏิบัติธรรม และเผยแผพุทธศาสนา ทั้ง แกชาวไทยและชาวตางประเทศ ซึ่งบังเกิดผลทําใหผลงานที่เปนประโยชนอเนกอนันตแกพระศาสนา ทั้งที่ เปนพระธรรมเทศนาและสํานักปฏิบัติธรรม ดังนี้ 1. ธรรมเทศนา สําหรับบรรพชิต สําหรับคฤหัสถเสียสละเพื่อธรรม การเขาสูหลักธรรม ธรรมะ ที่หยั่งรูยากธรรมะธรรมชาติปฏิบัติกันเถิด ธรรมปฏิสันถาร สองหนาของสัจธรรม ปจฉิมกถาการฝกใจ มรรคสามัคคีดวงตาเห็นธรรม อยูเพื่ออะไร เรื่องจิตนี้น้ําไหลนิ่งธรรมในวินัย บานที่แทจริง สัมมาสมาธิ ขึ้นตรงตอพระพุทธเจาความสงบบอเกิดปญญาพระองคเดียว นอกเหตุเหนือผล สมมตติและวิมุตติการทํา จิตใหสงบ ตุจโฉโปฎฐิละ ดวงตาเห็นธรรม ทําใจใหเปนบุญ ทรงไวซึ่งขอวัตร เหนือเวทนา เพียรละกาม ฉันทะ ทางพนทุกขไมแนคืออนิจจัง โอวาทบางตอน อานใจธรรมชาติอยูกับงูเหา สัมมาทิฐิที่เยือกเย็น มรรคผลไมพนสมัย นักบวชนักรบ ธุดงคทุกขดง สัมมาปฏิปทา พึงตอสูความกลัวกวาจะเปนสมณะ เครื่อง อยูของบรรพชิต กุญแจภาวนาวิมุตติ 2. สํานักปฏิบัติธรรม มีสํานักปฏิบัติธรรม ในประเทศไทยซึ่งอยูทุกภาคของประเทศจานวนํ ทั้งสิ้น 82 สาขาและในตางประเทศอีก 7 สาขาและเฉพาะศิษยที่เปนพระชาวตางประเทศซึ่งอยูเปนประธาน สงฆผูมีพรรษาต่ํา สุดคือ 16 พรรษา คําสอนของหลวงปูชาทั้งหมด สามารถสรุปลงไดดังนี้ 1. จุดหมาย : มรรคผล นิพพาน พนทุกข 2. เนื้อหา : ศีล สมาธิปญญา 3. วิธีการ : สมถวิปสสนา 4. กลวิธี : มองเขาหาตัวดูธรรมชาติเปรียบเทียบ กับธรรมชาติทําใหดูแลวรูตาม หยุดชั่ว มันกด็ี การไมกระทําบาปนั้นมันเลศทิ ี่สุด บางคนบางคราวโจรมันกให็ ไดมนกั ็แจกได
137 แตวาจะพยายามสอนใหมันหยุดเปนโจรนนนะั้มนยากทัสีุ่ด การจะละความชั่วไมกระทําผิดมันยากการทําบุญ โจรมันก็ทําไดมนเป ั นปลายเหตุ การไมกระทําบาปทั้งหลายทั้งปวงนั้นนะเปน ตนเหตุ คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง หลวงปูชาเปนผูที่มุงมั่นในการปฏิบัติธรรม และเผยแผพระพุทธศาสนาไปยังลูกศิษยดวยภาษา ที่งายเหมาะแกการปฏิบัตินอกจากนี้ทานยังเนนการปฏิบัติที่เกิดจากการเรียนรูดวยตนเองดวยวัตรปฏิบัติที่ เปนแบบอยางของทานเองและดวยถอยคําสอนที่เรียบงายตามหลักพุทธธรรม เร ื่องที่ 3.9 พระพรหมคณาภรณุ (ป.อ.ปยุตตโต) พระพรหมคุณาภรณ (ประยุทธปยุตฺโต) (นามเดิม: ประยุทธอารยางกูร) หรือที่รูจักกันดีทั่วไปในนามปากกา"ป.อ.ปยุตฺโต"เกิดเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2481 ที่อําเภอศรีประจันตจังหวัดสุพรรณบุรีเปน บุตรของนายสําราญและนางชุนกีอารยางกรู เมอจบชื่ั้นประถมศึกษา จากโรงเรียนประชาบาลชัยศรีประชาราษฎรจากนั้นบดาได ิพาเข า กรุงเทพฯ เพื่อเรียนตอระดับมัธยมที่โรงเรียนวดปท ัุมคงคาโดยพักอยู ที่วัดพระพิเรนทรเด็กชายประยุทธเปนเด็กเรียนเกงจึงไดรับทุนเรียนดี จากกระทรวงศึกษาธิการจนถึงมัธยมศึกษาตอนตน และมีความใสใจ ในการเรียนมาก ชวงเวลาปดเทอมกลับมาอยูที่บานก็สามารถสอน ภาษาอังกฤษแกนอง ๆ ได เนื่องจากสุขภาพไมด ีทานจึงบรรพชาเปนสามเณรต ั้งแตอายุ 12 ปเมื่อปพ.ศ.2494 และเขามาจําพรรษา ที่วัดพระพิเรนทรกรุงเทพมหานครจนสอบไดนักธรรมเอกและเปรยญธรรมี 9 ประโยคขณะยังเปนสามเณร และไดรับการอุปสมบทโดยเปนนาคหลวงในพระบรมราชูปถัมภเมื่อวันท 24 ี่กรกฎาคมพ.ศ. 2505 ณวดพระศรั ีรตนศาสดาั รามโดยมีสมเด็จพระอรยวงศาคตญาณิสมเด็จพระสังฆราช (ปลดกิตฺติโสภโณ) เปนพระอุปชฌายทานเคยให สัมภาษณถึงแรงบันดาลใจทที่ําใหทานบวชเปนสามเณรอยูเปนระยะเวลานาน จนมาอุปสมบทเปนพระภกษิุ มาตลอดเปนเพราะไดอานนวนิยายอิงธรรมะของอาจารยสุชีพ ปุญญานุภาพ ทําใหรสู ึกอยากเปนส วนหนึ่ง ของการเผยแผพระพุทธศาสนาในกองทัพธรรม พระพรหมคุณาภรณ เปนพระนักวิชาการนักคิดนักเขียนผลงานทางพระพุทธศาสนารุนใหม มีผลงานทางวิชาการพระพุทธศาสนาเปนจํานวนมาก ผลงานของทานที่เปนที่รูจักเชนหนังสือ พุทธธรรม เปนตน ทานไดรับการยกยองจากทั้งในและตางประเทศเปนอยางมาก ดวยผลงานของทานทําใหทานไดรับ รางวัลและดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากหลายสถาบันทั้งในและนอกประเทศโดยเฉพาะอยางยิ่งการที่ทานเปน คนไทยคนแรกที่ไดรับรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพจากองคการยูเนสโก (UNESCO Prize for Peace Education) นอกจากนี้ปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ที่ทานไดรับรวมมีมากกวา 15 สถาบัน ซึ่งนับวาทาน ที่มา : Google.com
138 เปนพระภิกษุสงฆไทยที่ไดรับการยกยองใหไดรับดุษฏีบัณฑิต กิตติมศักดิ์มากที่สุดในปจจุบันและในปพ.ศ. 2549 มีพระบรมราชโองการโปรดเกลาแตงตั้งเปนราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ปจจุบันพระพรหมคุณาภรณดํารง ตําแหนงเปนศาสตราจารยพิเศษ ประจํามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และจําพรรษาอยูที่วัด ญาณเวศกวัน อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม หลังจากสอบชุดวิชาครูพ.ม. ไดก็ไดรับการแตงตั้งเปนรองเลขาธิการมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัยและดํารงตําแหนงติดตอกันมาถึง 10 ปมีบทบาททางดานการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาของคณะ สงฆโดยพยายามเชื่อมโยงความรูทางธรรมใหเขากับปญหาสังคมรวมสมัย ในทางดานการบริหารเคยดํารง ตําแหนงรองเจาอาวาสวัดพระพิเรนทรชวงปพ.ศ. 2516 และลาออกจากตําแหนงบริหารหลังจากนั้นในสาม ปตอมา โดยทุมเทเวลาและกําลังกายใหกับงานดานวิชาการ ตีพิมพผลงานเปนหนังสือและบทความออกมา อยางแพรหลาย ทั้งรวมเสวนาและสัมมนาทางวิชาการกับนักวิชาการและปญญาชนรวมสมัยอยางสม่ําเสมอ หนังสือพุทธธรรม ไดรับการยกยองวาเปนเพชรน้ําเอกของวงการพระพุทธศาสนา ไดรับดุษฎี บัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยทั้งในประเทศและตางประเทศ 10 กวาแหงและไดรับรางวัล “การศึกษา เพื่อสันติภาพ” จากยูเนสโก เมื่อปพ.ศ. 2537 ซึ่งทานไดมอบเงินรางวัลทั้งหมดใหแกกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อจัดตั้งกองทุนการศึกษาพระธรรมปฎกเพื่อสันติภาพ พระป.อ. ปยุตโต ไดรับเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้น ตามลําดับ เปนพระเทพเวทีพระธรรมปฎกและพระพรหมคุณาภรณซึ่งเปนสมณศักดิ์ที่รูจักกันอยางแพรหลาย ในปจจุบัน ปจจุบันพระพรหมคุณภรณเปนเจาอาวาสวัดญานเวศกวัน ตําบลบางกระทึก อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และดูแลสํานักสงฆสายใจธรรม บนเทือกเขาสําโรงดงยาง ตําบลหนองแหน อําเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ตลอดชีวิตของพระพรหมคุณาภรณทานไดใชความรูพระไตรปฎกแทๆ เพื่อชวยปกปองสังฆ มณฑลในประเทศไทยหลายกรณีไมวากรณีสันติอโศกหรือกรณีวัดพระธรรมกาย ทานไดชวยชี้แจงใหคน ไทยไดรับทราบถึงขอมูลเกี่ยวกับพระไตรปฎกที่ถูกตองเอาไวหลายครั้ง ในขณะเดียวกัน ทานยังมีบทบาท ในการชี้แนะสังคมไทยในดานการบริหารประเทศหลายครั้ง เชน ในหนังสือ มองอเมริกาแกปญหาไทย ได ชี้ใหเห็นถึงอิทธิพลของระบบทุนนิยมเสรีในประเทศไทยและยังไดชี้ใหเห็นวาสังคมตะวันตก หรืออเมริกา มีแงมุมที่ไมควรเปนแบบอยางในการพัฒนาประเทศไทยที่จะทําใหเนนแตพัฒนาวัตถุทําใหนักคิดไทยหลาย คนตื่นตัวมาหาหลักพุทธธรรมเปนแนวในการพัฒนา ปจจุบันทานเปนที่ปรึกษาทางวิชาการประจํามูลนิธิ แผนดินธรรม ในพระสังฆราชูปถัมภและเจาอาวาสวัดญาณเวศกวัน พุทธมณฑลสาย 4 จ.นครปฐม ผลงานทางวชาการพิุทธศาสนา 1. พุทธธรรม 2. พจนานกรมฉบุับประมวลศัพท 3. พจนานกรมฉบุับประมวลธรรม 4. สถาบันสงฆกับสังคมไทยในปจจุบัน
139 5. พจนานกรมพุ ุทธศาสตร 6. จารึกอโศก 7. ธรรมนูญชีวิต 8. มองอเมริกาแกปญหาไทย 9. พระพุทธศาสนากับสังคมไทย คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง ทานเปนนักการศึกษา และดํารงชีวิตแบบเรียบงาย มีวัตรปฏิบัติที่ออนนอมถอมตน ให ความสําคัญและความสนใจแกผูเขาพบโดยไมเลือกเชื้อชาติศาสนา ผิวพรรณ เพศ เปนพระสงฆที่ทํา คุณประโยชนตอวงการพระพุทธศาสนาและสังคมของมวลมนุษยอยางหาที่เปรียบมิได เร ื่องที่ 3.10 สมเด็จพระนารายณ มหาราช สมเด็จพระนารายณมหาราชทรงเปนพระราชโอรสในสมเด็จพระเจา ปราสาททองกับพระอัครเทวีพระองคเจาศิริราชกัลยา ทรงพระราชสมภพ ณวันจันทรเดอนยื ี่ปวอก พ.ศ. 2175 (จุลศักราช 994) เมอยื่ังทรงพระเยาว มีพระนามเดิมวา “เจาฟานรินทร” ครั้นเจริญพระชันษาได 1 เดือน สมเด็จพระราชบิดาตรัสใหม ีการพระราชพิธีขึ้นพระอูกม็ีเหตุมหัศจรรย คือในระหวางพระราชพิธีนั้นขณะที่พระราชกมารบรรทมอยุ ูในพระอูพระญาติ วงศฝายในบังเอิญเห็นเปน 4 พระกรแลวจ ึงกลับเปนปรกติเปน 2 พระกร สมเด็จพระเจาปราสาททองจึงตรัสใหเอานมิิตนั้นเปลี่ยนพระนามเสียใหม วา “ พระนารายณราชกุมาร” สมเด็จพระนารายณมหาราช ทรงขึ้นครองราชยเปนรัชกาลที่ 4 แหงราชวงศปราสาททอง ขณะมีพระชนมายุได 25 พรรษา เมื่อเวลาบาย 2 โมงของวันพฤหัสบดีเดือน 12 แรม 2 ค่ํา ปวอกอฏศกั จุลศักราช 1018 (ตรงกับวนทั ี่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2199) กลาวกันวา ในรัชกาลของพระองคบานเมืองมีความเจริญในดานศิลปวิทยาและการศึกษา ราษฎรเปนสุขสมบูรณเพราะพระองคเปนผูทรงมีปญญาเฉลียวฉลาด บํารุงบานเมืองดีทั้งทรง เปนปราชญและกวีสิ่งสําคัญที่สุดคือการติดตอกับตางประเทศ ในรัชสมัยของพระนารายณมหาราช การคา ขายกับตางประเทศเจริญมาก จึงเกิดขัดใจกันกับพวกฮอลันดา ซึ่งกําลังมีอํานาจอยูพระองคทรงหวั่นเกรงภัย จะมาจากฝรั่งจึงใหสรางปอมขึ้นที่เมืองธนบุรีและนนทบุรีและดัดแปลงเมืองลพบุรีขึ้นเปนราชธานีอีกแหง หนึ่งฝายพวกบาทหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเริ่มเขามาเผยแผคริสตศาสนาในกรุงศรีอยุธยา เห็นเปนโอกาสดีก็เขา อาสาชวยในการกอสรางและทูลไปยังพระเจาหลุยสที่ 14 แหงฝรั่งเศสใหสงทูตมาฝากฝงพวกตน ฝายสมเด็จ พระนารายณก็ทรงยินดีที่จะผูกไมตรีกับพระเจาหลุยสซึ่งกําลังมีอํานาจยิ่งใหญอยูในยุโรป ฮอลันดากับอังกฤษมี ที่มา : Google.com
140 ความยําเกรงมาก ทั้งมีพระประสงคจะใหไทยไดรับความรูจากฝรั่งเศสดวย ตอนกลางของรัชสมัยของพระองค มีฝรั่งชาติกรีก ชื่อฟอลคอน เขามารับราชการเปนที่พอพระทัยมาก จนไดตําแหนงหนาที่สําคัญและไดรับยศเปน เจาพระยาวิชาเยนทร สมเด็จพระนารายณมหาราชทรงประกอบพระราชกรณียกิจอันเปนประโยชนใหประเทศไทย นานัปการ บานเมืองในสมัยของพระองคไดรับการยกยองจากประวัติศาสตรวา ฟุงเฟองดวยนักปราชญราชบัณฑิต เกริกกองกําจายดวยศิลปวรรณคดีและยิ่งไปกวานั้นในความสัมพันธกับตางประเทศนับเปนครั้งแรกที่ รุงเรืองจนเปนที่เลื่องลือ สมเด็จพระนารายณมหาราช เสด็จสวรรคต ณ วนอาทั ิตยเดือน 8 ขึ้น 11 ค่ํา ปมะโรง จุลศักราช 1050 ตรงกับวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2231 เปนปที่ 32 ในรัชกาล พระชันษาสิริรวมได 56 พรรษา สมเด็จพระนารายณมหาราชกับพระพุทธศาสนา สมเด็จพระนารายณมหาราชนอกจากจะทรงเปนขัตติยกวีจําเพาะพระองคเองแลว หากแตในรัช สมัยของพระองคก็ยังพรั่งพรอมไปดวยนักปราชญราชบัณฑิต และพระมหาเถรานุเถระผูแตกฉานในคัมภีร พระไตรปฎกและทรงวิทยาคุณ พระองคทรงฝกใฝในทางพระธรรมและขอวัตรปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา ทรงสนทนากับพระเถระทั้งหลาย ดังจะเห็นไดจากพระราชปุจฉาหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในรัชกาลของพระองค ความหนักแนนทางพระพุทธศาสนาของสมเด็จพระนารายณมหาราชเห็นไดชัดเมื่อมีการเผยแผ ศาสนาคริสตมายังประเทศไทย บาทหลวงของศาสนาคริสตไดนําหลักคําสอนในคัมภีรไบเบิลมาใหพระองค ทรงศึกษา วันหนึ่งมีบาทหลวงถือไมเทามีไมกางเขนอันใหญเหมือนกับโปปถือเขาไปเฝาพระองค บอกกับ พระองควา “ถึงเวลาแลว เพราะวาพระองคทรงรูเรื่องของพระผูเปนเจาของพระเยซูคริสตดีแลว ควรจะรับศีล เปนคาธอลิคเสียที” พระองคทรงตอบวา “ถาพระผูเปนเจาในคัมภีรของทานมีอยูจริง มีอํานาจพิเศษจริง ๆ พระผูเปนเจาของทานก็คงทราบวาประเทศไทยนี้เปนเมืองนับถือพระพุทธศาสนา แลวพระผูเปนเจาให ขาพเจามาเกิดในประเทศไทยก็เทากับวาใหมาเปนหัวหนาของพุทธบริษัท นับถือพระพุทธศาสนาถาขาพเจา เปลี่ยนจิต เปลี่ยนมานับถือศาสนาคาทอลิคที่พวกทานใหขาพเจานับถือ มันก็ขัดกับความตองการของพระผูเปนเจา จะเปนโทษเปนบาป” คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. สมเด็จพระนารายณมหาราช ทรงเปนแบบอยางในการใชธรรมะนําการเมืองไทย ในสมัยนั้นมี การลาอาณานิคม ทานสามารถนําหลักธรรมะมาใชในการบริหารบานเมืองใหพนจากการลาอาณานิคมของ ประเทศตะวันตกไดอยางสงางาม จึงทรงรักษาไวไดทั้งชาติศาสนาและพระมหากษัตริย 2. ทรงมีพระทัยหนักแนนในการนับถือพระพุทธศาสนาจะเห็นไดจากพระองคทรงปฏิเสธการเขารีตศาสนา คริสต 3. ทรงมีปฏิภาณเปนเลิศในการแกปญหา ทรงปฏิเสธการเขารีตอยางนิ่มนวลและใชวาจาที่คม คายยิ่งคือตรัสตอบพระเจาหลุยสที่ 14 แหงฝรั่งเศสวาพระเจาคงมีพระประสงคใหคนนับถือศาสนาตางกัน และคง
141 ประสงคใหพระองคนับถือพระพุทธศาสนาถาเมื่อใดที่พระเจาประสงคใหพระองคนับถือคริสตศาสนา พระ เจาก็คงจะบันดาลใหพระองคทรงเลื่อมใสเอง วาทะอันคมคายนี้ทําใหพระเจาหลุยสที่ 14 ไมกลารบเราพระองค อีกตอไป 4. ทรงเปนอุบาสกตัวอยาง สนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรมของพระสงฆ ยกยองพระสงฆ ที่มีความรูทางบาลีมีการสอบวัดความรูผูที่สอบไมผานใหเขารับราชการจึงเปนที่มาของคําวา “สอบไล” 5. ทรงมีพระปรีชา และเมตตากรุณาอยางยิ่ง ทรงนําหลักธรรมของพระพุทธศาสนามาปฏิบัติ จนเปนพระนิสัยในตอนปลายรัชกาลที่พระองคทรงประชวร พระเพทราชากับขุนหลวงสรศักดิ์ไดลอมวังไว พระองคเกรงวาขาราชบริพารจะถูกฆาตายหมดเลยโปรดฯใหนิมนตพระสงฆมาทําพิธีใหพระราชวังเปน วิสุงคามสีมาและอุปสมบทขาราชบริพารทุกคนเพื่อใหพนภัย เร ื่องที่ 3.11 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจาอยูหัวเปนรัชกาลที่ 5 แหงราชวงศจักรีกรุงรัตนโกสินทรพระองคเปน พระราชโอรสองคที่ 9 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 4 และเปนองคที่ 1 ในสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ประสูติเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 ตรงกับวันอังคาร เดือน 10 แรม 3 ค่ํา ปฉลูเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2411 สวรรคตเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 ขณะมีพระชนมายุได 57 พรรษารวมเวลาครองราชย 42 ป วันท 1 ี่ตุลาคมพ.ศ. 2411 พระบาทสมเดจพระจอมเกล็ า เจาอยูหวเสดัจสวรรคตภายหล็ ังทรงเสด็จออกทอดพระเนตรสุริยุปราคา พระองคจึงไดรบการทัูลเชิญใหขึ้น ครองราชสมบัติตอจากสมเด็จพระราชบิดา โดยในขณะนนั้ทรงมีพระชนมายุเพยงี 15 พรรษาดังนนั้จึงไดแตงตั้ง สมเด็จเจาพระยาบรมมหาศรสีุริยวงศ (ชวงบุนนาค) เปนผูสําเร็จราชการแทนพระองคจนกวาพระองคจะ ทรงมีพระชนมพรรษครบ 20 พรรษาโดยทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรกเมื่อวนทั ี่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 โดยไดรับการเฉลิมพระปรมาภิไธยวา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา จฬาลงกรณุฯ พระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว เมื่อพระองคทรงมีพระชนมายุครบ 20 พรรษาจึงทรงลาผนวชเปนพระภกษิุและไดมการจี ัด พระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 ขึ้น เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 พระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว เปนพระมหากษัติยที่ทรงตั้งอยู ในฐานะเปนที่เคารพรักของปวงชนชาวไทยเปนที่พึ่งตลอดระยะเวลายาวนานถึง 42 ปไดทรงบําเพ็ญพระราชกรณียกิจ เปนคุณประโยชนแกประเทศชาติและพระศาสนาเปนเอนกนานัปการเชน โปรดใหยกเลิกประเพณี ที่มา : Google..com