The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ศาสนาและหน้าที่พลเมือง 3 สค33009

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Duck Pinthong, 2023-07-03 03:52:26

ศาสนาและหน้าที่พลเมือง 3 สค33009

ศาสนาและหน้าที่พลเมือง 3 สค33009

92 ภิกษุอื่น ๆ ที่ไดรับยกยองวาเปนเอตทัคคะก็ไดรับเพียงอยางเดียว แตพระอานนททานไดรับถึง 5 ประการ นับวาหาไดยากมากความเปนพหูสูตรของพระอานนทนั้นนับวาเปนคุณูปการตอพระพุทธศาสนา กลาวคือภายหลังพุทธปรินิพพานแลว มีภิกษุบางพวกกลาวติเตียนพระศาสนา ทําใหพระมหากัสสปเถระเกิด ความสังเวชในใจวา ในอนาคตพวกอลัชชีจะพากันกําเริบ เหยียบย่ําพระศาสนา จําตองกระทําการสังคายนา พระไตรปฎกใหเปนหมวดหมูจึงไดนัดแนะพระภิกษุสงฆใหไปประชุมกันที่กรุงราชคฤหเพื่อสังคายนาพระธรรมวินัย ตลอดเขาพรรษา พระอานนทเถระผูเปนพุทธอุปฐาก ซึ่งไดรับประทานพรขอที่ 8 ทําใหทานเปน ผูทรงจํา พระพุทธวจนะไวไดมาก ทานจึงไดรับหนาที่ตอบคําถามเกี่ยวกับพระธรรม พระอานนทเปนผูมีปญญา มีความจําดีทานไดฟงครั้งเดียว ไมตองถามอีกก็สามารถจําไดเปน จํานวน 60,000 บาท 15,000 คาถา โดยไมเลอะเลือน ไมคลาดเคลื่อน เหมือนบุคคลเอาเถาวัลยมัดดอกไมถือ ไป เหมือนจารึกอักษรลงบนแผนศิลา เหมือนน้ํามันใสของราชสีหที่บุคคลใสไวในหมอทองคํา ฉะนั้น ดวย เหตุที่ทานขยันเรียน และมีความจําดีนี่เอง ทานจึงไดรับยกยองวาเปนพหูสูต เปนธรรมภัณฑาคาริก ทรงจําพระ พุทธพจนไดถึง 84,000 พระธรรมขันธคือทานเรียนจากพระพุทธองค 82,000 พระธรรมขันธและเรียนจาก เพื่อนสหธรรมมิกอีก 2,000 พระธรรมขันธแมทานจะเปนเพียงพระโสดาบันก็ตาม แตทานก็มีปญญา แตกฉานในปฏิสัมภิทา มีความรูเชี่ยวชาญในเรื่องปฏิจจสมุปบาท จึงสามารถสั่งสอนศิษยไดมากมาย ศิษย ของทานสวนมากก็เปนพหูสูตเชนเดียวกับทานวากันวา ทานพูดไดเร็วกวาคนธรรมดา 8 เทาคือคนเราพูด 1 คําทาน พูดได 8 คํา เกียรติคุณอีกอยางหนึ่งที่ทานไดรับยกยองจากพระพุทธองคคือ มีฝมือทางชาง สาเหตุที่ทรง ชมเชยเพราะครั้งหนึ่ง พระพุทธองคเสด็จจากนครราชคฤหไปสูทักษิณาคิรีชนบท ไดทอดพระเนตรเห็นคัน นาของชาวมคธเปนรูปสี่เหลี่ยม มีคันนาสั้น ๆ คั่นในระหวางแลวตรัสถามทานพระอานนทวา จะเย็บจีวร อยางนั้นไดหรือไมทานทูลรับวา เย็บไดและตอมาทานเย็บจีวรใหพระหลายรูปแลวนําไปถวายให ทอดพระเนตร พระพุทธองคทอดพระเนตรแลวตรัสชมเชยทานในทามกลางสงฆ ภายหลังจากที่สมเด็จพระเจาสุทโทธนมหาราช ผูเปนพระพุทธบิดาไดสิ้นพระชนมแลว พระ นางมหาปชาบดีผูเปนพระอัครมเหสีและพระมาตุจฉาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาไดมีศรัทธาที่จะออก บวช แตพระพุทธองคทรงหามเสียแมพระนางจะไดกราบทูลขอถึง 3 ครั้ง แตพระพุทธองคก็ไมทรงประทาน พระพุทธานุญาต ทําใหพระนางเสียพระทัยมาก จึงกรรแสงอยูหนาประตูปามหาวัน เมื่อพระอานนททราบ เขา จึงมีพระมหากรุณาจิตคิดจะชวยเหลือพระนางใหสําเร็จดังประสงคจึงไดไปกราบทูลขอสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา โดยอางเหตุผลตาง ๆ ทําใหสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาประทานพระพุทธานุญาต โดยมีเงื่อนไขวาสตรีนั้น จะตองรับครุธรรม 8 ประการกอน ถึงจะอุปสมบทไดซึ่งพระนางก็ทรงยอมรับครุธรรมนั้น และได อุปสมบทเปนภิกษุณีรูปแรกของพระพุทธศาสนา ภายหลังจากพิธีถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแลว พระมหากัสสปเถระเจาไดดําริจะใหมีการทําปฐม สังคายนาพระธรรมวินัยพระมหาเถระไดรับอนุมัติจากสงฆใหเลือกพระภิกษุผูเชี่ยวชาญในพระธรรมวินัยจํานวน 500 รูป เพื่อทําปฐมสังคายนา พระมหากัสสปเถระเลือกได 499 รูป อีกรูปหนึ่งทานไมยอมเลือกความจริงทานตองการ


93 จะเลือกพระอานนทแตขณะนั้นพระอานนทยังไมไดเปนพระอรหันตครั้นจะเลือกพระอานนทก็เกรงจะถูก ครหาแตครั้นจะเลือกภิกษุอื่น ไมเลือกพระอานนทก็เกรงวาการทําสังคายนาครั้งนี้จะไมสําเร็จผลดวยดีเพราะ พระอานนทไดรับยกยองจากพระพุทธองควาเปนพหุสูต เปนธรรมภัณฑาคาริก ตอมาพระสงฆลงมติวาพระอานนทควรจะเขารวมทําสังคายนาครั้งนี้ดวย ทานจึงไดรับเขาเปน คณะสงฆผูจะทําสังคายนาครบจํานวน 500 รูป ทานไดเดินทางจากนครกุสินารากลับไปยังนครสาวัตถี ระหวางทางทานไดแสดงพระธรรมเทศนาแกประชาชนจํานวนมากที่เศราโศกเสียใจ เพราะการปรินิพพานของ พระพุทธองคเมื่อถึงพระเชตวันมหาวิหาร ทานก็ไดปฏิบัติปดกวาดพระคันธกุฏีเสมือนเมื่อพระพุทธองคยัง ทรงพระชนมอยู นอกจากปฏิบัติพระคันธกุฏีแลว ทานไดใชเวลาสวนมากใหหมดไปดวยการยืนและนั่ง ไมคอยจะไดจําวัด ดวยเหตุนี้เองจึงทําใหทานไมสบาย ตองฉันยาระบายเพื่อใหกายเบา ครั้นใหปฏิสังขรณ เสนาสนะที่ชํารุดในพระเชตวันสําเร็จแลว พอใกลวันเขาพรรษาจึงไดออกเดินทางไปสูกรุงราชคฤหเพื่อรวมทํา สังคายนา เมื่อถึงแลว ทานไดทําความเพียรอยางหนักเพื่อใหสําเร็จอรหันตกอนการทําสังคายนาแตก็ยังไม สําเร็จ เพื่อน ๆ ไดตักเตือนทานวาในวันรุงขึ้นทานจะตองเขาไปนั่งในสังฆสันนิบาตแลว ขอใหทําความเพียร อยาประมาท ในคืนนั้น ทานไดเดินจงกรม กําหนดกายคตาสติจนจวบปจจุสมัยใกลรุง จึงลงจากที่จงกรม หมายใจจะหยุดนอนพักผอนในวิหารสักครูกอน แตพอเอนกายลงนอน ศีรษะยังไมทันถึงหมอนและ เทาทั้งสองยังไมพนจากพื้น ก็ไดสําเร็จเปนพระอรหันต กอนการสังคายนาพระธรรมวินัยจะเริ่ม พระมหากัสสปเถระตั้งปญหาหลายประการแกพระอานนท  อาทิการใชเทาหน ีบผาของพระศาสดาในขณะปะหรือชนผุาการไมอาราธนาใหสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา ดํารงพระชนมอยูแมจะไดทรงแสดงน  ิมิตโอภาสหลายครงั้กอนที่พระองคจะปลงสังขารการเปนผูขวนขวาย ใหสตรีเขามาบวชในพุทธศาสนาการไมกราบทูลถามเรื่องสิกขาบทเล็กนอยที่พระพทธองคุทรงตรัสใหสงฆ ถอนไดวาคือสิกขาบทอะไรบางและการจัดสตรีใหเขาไปถวายบังคมพระพุทธสรีระกอนบุรุษภายหลัง ปรินิพพาน ทําใหน้ําตาของสตรีเหลานั้นเปอนพระพุทธสรีระถึงแมพระอานนทเถระจะอางเหตุผลมากลาว แกที่ประชุมสงฆแตเมื่อที่ประชมสงฆุเหนว็ าเปนอาบ ัติทานก็แสดงอาบัติตอสงฆหรือแสดงการยอมรับผิด การแสดงอาบัติของพระอานนทนั้นเปนกุศโลบายของพระมหากัสสปเถระที่ตองการจะวาง ระเบียบวิธีการปกครองคณะสงฆใหที่ประชุมเห็นวาอํานาจของสงฆนั้นยิ่งใหญเพียงใดคําพิพากษาวินิจฉัย ของสงฆถือเปนคําเด็ดขาด แมจะเห็นวาตนไมผิดแตเมื่อสงฆเห็นวาผิดผูนั้นก็ตองยอม เปนตัวอยางที่ภิกษุ สงฆรุนหลังจะไดยอมทําตาม นอกจากนี้ยังเปนการเสริมเกียรติคุณของพระอานนทเถระใหเปนตัวอยางของ ผูวางายเคารพยําเกรงผูใหญ เปนปฏิปทาที่ใครๆ พากันอางถึงดวยความนิยมชมชอบในกาลตอมา ภายหลังสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาเสด็จดับขันธปรินิพพานแลว พระอานนทไดเที่ยวจาริก สั่งสอนเวไนยสัตวแทนองคพระศาสดาจนพระชนมายุของทานลวงเขา 120 ปทานจึงไดพิจารณาอายุสังขาร ของทานพบวา อายุสังขารของทานนั้นยังอีก 7 วันก็จะสูญสิ้นเขาสูพระนิพพาน ทานจึงพิจารณาวาทานจะ เขานิพพาน ณ ที่ใด ก็เห็นวาทานจะเขานิพพานที่ปลายแมน้ําโรหิณีซึ่งตั้งอยูระหวางเมืองกบิลพัสดุกับเมือง


94 โกลิยะ ซึ่งมีพระประยูรญาติอยูทั้ง 2 ฝาย บรรดาพระประยูรญาติและชนที่มาชุมนุมกัน ณ ที่นั้นตางก็รองรับ พระธาตุไวแลวสรางพระเจดียบรรจุไวทั้ง 2 ฟากของแมน้ําโรหิณี คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง พระอานนทไดรับยกยอเปนเลิศหลายดาน คือ 1. ผูเปนเลิศทางพหูสูต คือคงแกเรียน ใฝศึกษา ฟงมาก 2. เปนผูมีสติมั่นคง มีความระลึกรูและตื่นตัวอยูตลอดเวลา 3. เปนผูมีสติปญญาดีจดจําพุทธพจนไดเปนอยางดีทั้งหมด 4. เปนผูมีความเพียร มีความพยายามในการปฏิบัติหนาที่และปฏิบัติธรรม 5. เปนพุทธอุปฏฐากคอยรับใชพระพุทธเจาอยางดียิ่ง เร ื่องที่ 1.10 พระปฎาจาราเถรีเอตทัคคะในฝายผูทรงพระวินัย พระปฏาจาราเถรีเปนธิดาของมหาเศรษฐีในเมืองสาวัตถีเมื่ออายุยางได 16 ปเปนหญิงมีความงดงามมาก บิดามารดาทะนุถนอมหวงใยให  อยูบน ปราสาท ชั้น 7 เพื่อปองกันการคบหากับชายหนุม กระนั้น เพราะนางเปนหญ ิงโลเลในบุรุษ จึงไดคบหาเปนภรรยาคนรับใช ในบานของตน ตอมาบิดามารดาของนางไดตกลงยกนางใหแกชายคนหนึ่งที่มี ชาติสกุลและทรัพยเสมอกนัเมอใกล ื่ กําหนดวนวัวาหิ นางกหน็ ีบิดามารดาออกจากบาน ไปรวมครองรกครองเรั ือนกนในบ ั านตําบลหนึ่งซึ่งไมมคนรีูจัก ชวยกนทั ําไร ไถนาเขาปาเก็บผักหักฟนหาเลี้ยงกันไปตามอัตภาพ นางตองตักน้ําตําขาว หุงตม ดวยมือของตนเองไดรับความทุกขยากแสนสาหัส เพราะตนไมเคยท ํามากอน กาลเวลาผานไป นางไดตั้งครรภบุตรคนแรก เมื่อครรภแกขึ้นนางจึงออนวอนสามีใหพานาง กลับไปยังบานของบิดามารดาเพื่อคลอดบุตร เพราะการคลอดบุตรในที่ไกลจากบิดามารดาและญาตินั้นเปน อันตราย แตสามีของนางก็ไมกลาพากลับไปเพราะเกรงวาจะถูกลงโทษอยางรุนแรง จึงพยายามพูดจา หนวงเหนี่ยวเธอไวจนนางเห็นวาสามีไมพาไปแนวันหนึ่ง เมื่อสามีออกไปทํางานนอกบาน นางจึงสั่งเพื่อน บานใกลเคียงกันใหบอกกับสามีดวยวานางไปบานของบิดามารดา แลวนางก็ออกเดินทางไปตามลําพัง เมื่อสามีกลับมาทราบความจากเพื่อนบานแลว ดวยความหวงใยภรรยาจึงรีบออกติดตาม ไปทันพบนางในระหวางทางแมจะออนวอนอยางไรนางก็ไมยอมกลับ ทันใดนั้น ลมกัมมัชวาต คืออาการ ปวดทองใกลคลอดก็เกิดขึ้นแกนาง จึงพากันเขาไปใตรมริมทาง นางนอนกลิ้งเกลือก ทุรนทุรายเจ็บปวด ทุกขทรมานอยางหนัก ในที่สุดก็คลอดบุตรออกมาดวยความยากลําบากเมื่อคลอดบุตรโดยปลอดภัยแลว ก็ปรึกษากันวา “กิจที่ตองการไปคลอดที่เรือนของบิดา มารดานั้นก็สําเร็จแลว จะเดินทางตอไปก็ไมมี ประโยชน” จึงพากันกลับบานเรือนของตน อยูรวมกันตอไป ที่มา : Google.com


95 ตอมาไมนานนักนางก็ตั้งครรภอีกเมื่อครรภแกขึ้นตามลําดับนางจึงออนวอนสามีเหมือนครั้งกอน แตสามีก็ยังคงไมยินยอมเชนเดิม นางจึงอุมลูกคนแรกหนีออกจากบานไป แมสามีจะตามมาทันชักชวน ใหกลับก็ไมยอมกลับ จึงเดินทางรวมกันไป เมื่อเดินทางมาไดอีกไมไกลนัก เกิดลมพายุพัดอยางแรงและฝนก็ ตกลงมาอยางหนัก พรอมกันนั้นนางก็ปวดทองใกลจะคลอดขึ้นมาอีกจึงพากันแวะลงขางทาง ฝายสามีไดไป หาตัดกิ่งไมเพื่อมาทําเปนที่กําบังลมและฝน แตเคราะหรายถูกงูพิษกัดตายในปานั้น นางทั้งปวดทองทั้งหนาวเย็น ลมฝนก็ยังคงตกลงมาอยางหนัก สามีก็หายไปไมกลับมา ในที่สุดนางก็คลอดบุตรคนที่สองอยางนาสังเวช ลูกของนางทั้งสองคนทนกําลังลมและฝนไมไหว ตางก็รองไหกันเสียงดังลั่นแขงกับลมฝน นางตองเอาลูกทั้งสอง มาอยูใตทอง โดยนางใชมือและเขายืนบนพื้นดินในทาคลานไดรับทุกขเวทนาอยางหนักสุดจะรําพันไดเมื่อรุงอรุณแลว สามีก็ยังไมกลับมาจึงอุมลูกคนเล็กซึ่งเนื้อหนังยังแดง ๆ อยู จูงลูกคนโตออกตามหาสามีเห็นสามีนอนตาย อยูขางจอมปลวกจึงรองไหรําพันวาสามีตายก็เพราะนางเปนเหตุเมื่อสามีตายแลวครั้นจะกลับไปที่บานทุงนา ก็ไมมีประโยชนจึงตัดสินใจไปหาบิดามารดาของตนที่เมืองสาวัตถีโดยอุมลูกคนเล็ก และจูงลูกคนโตเดินไปดวย ความทุลักทุเลเพราะความเหนื่อยออนอยางหนักดูนาสังเวชยิ่งนัก นาง เดินทางมาถึงริมฝงแมน้ําอิรวดีมีน้ําเกือบเต็มฝงเนื่องจากฝนตกหนักเมื่อคืนที่ผานมา นางไม สามารถจะนําลูกนอยทั้งสองขามแมน้ําไปพรอมกันไดเพราะนางเองก็วายน้ําไมเปน แตอาศัยที่น้ําไมลึกนัก พอที่เดินลุยขามไปไดจึงสั่งใหลูกคนโตรออยูกอนแลวอุมลูกคนเล็กขามแมน้ําไปยังอีกฝงหนึ่ง เมื่อถึงฝง แลวไดนําใบไมมาปูรองพื้นใหลูกคนเล็กนอนที่ชายหาดแลวกลับไปรับลูกคนโตดวยความหวงใยลูกคนเล็ก นางจึงเดินพลางหันกลับมาดูลูกคนเล็กพลางขณะที่มาถึงกลางแมน้ํานั้น มีนกเหยี่ยวตัวหนึ่งบินวนไปมาอยูบน อากาศ มันเห็นเด็กนอยนอนอยูมีลักษณะเหมือนกอนเนื้อจึงบินโฉบลงมาแลวเฉี่ยวเอาเด็กนอยไป นางตกใจ สุดขีดไมรูจะทําอยางไรไดจึงไดแตโบกมือรองไลตามเหยี่ยวไป แตก็ไมเปนผลเหยี่ยวพาลูกนอยของนางไป เปนอาหาร สวนลูกคนโตยืนรอแมอยูอีกฝงหนึ่ง เห็นแมโบกมือทั้งสองตะโกนรองอยูกลางแมน้ํา ก็เขาใจวา แมเรียกใหตามลงไป จึงวิ่งลงไปในน้ําดวยความไรเดียงสาถูกกระแสน้ําพัดพาจมหายไป เมื่อสามีและลูกนอยทั้งสองตายจากนางไปหมดแลวเหลือแตนางคนเดียว นางจึงเดินทางมุงหนา สูบานเรือนของบิดามารดา ทั้งหิวทั้งเหนื่อยลา ไดรับความบอบช้ําทั้งรางกายและจิตใจ รูสึกเศราโศก เสียใจสุดประมาณ นางเดินไปก็บนไปแตก็ยังพอมีสติอยูบางไดพบชายคนหนึ่งเดินสวนทางมา สอบถาม ทราบวามาจากเมืองสาวัตถีจึงถามถึงบิดามารดาของตนที่อยูในเมืองนั้นและทราบขาววาบิดา มารดาของตน เสียชีวิตหมด นางก็ขาดสติสัมปชัญญะไมรูสึกตัววาผานุงผาหมที่นางสวมใสอยูหลุดลุยลงไป เดินเปลือยกายเปน คนวิกลจริต คนทั่วไปเห็นแลวคิดวา “นางเปนบา” พากันขวางปาดวยกอนดินบางโรยฝุนลงบนศีรษะนางบาง และนางยังคงเดินตอไปอยางไรจุดหมายปลายทาง ขณะนั้น พระพุทธองคทรงแสดงธรรมอยูทามกลางพุทธบริษัท ทรงทราบดวยพระฌานวานาง ปฏาจารามีอุปนิสัยแหงพระอรหัต จึงบันดาลใหนางเดินทางมายังวัดพระเชตวัน ดวยพุทธานุภาพ นางกลับ ไดสติในขณะนั้นเอง มองดูตัวเองเปลือยกายอยูรูสึกอายจึงนั่งลงอุบาสกคนหนึ่งโยนฝาใหนางนุงหม นาง เขาไปกราบถวายบังคมพระศาสดาที่พระบาท แลวกราบทูลเคราะหกรรมของนางใหทรงทราบโดยลําดับ


96 พระพุทธองคไดตรัสพระดํารัสวา “แมน้ําในมหาสมุทรทั้ง 4 ก็ยังนอยกวาน้ําตาของคนที่ถูกความทุกข ความเศราโศกครอบงํา ปฎาจารา เพราะเหตุไรเธอจึงยังประมาทอยู” นางปฎาจาราฟงพระดํารัสนี้แลวก็คลายความเศราโศกลง พระบรมศาสดาทรงทราบวานางหาย จากความเศราโศกลงแลวจึงตรัสตอไปวา “ปฎาจาราขึ้นชื่อวาบุตรสุดที่รักไมอาจเปนที่พึ่ง เปนที่ตานทานหรือเปนที่ปองกันแกผูไปสู ปรโลกไดบุตรเหลานั้นถึงจะมีอยูก็เหมือนไมมีสวนผูรูทั้งหลายรักษาศีลใหบริสุทธิ์แลว ควรชําระทางไปสู พระนิพพานของตนเทานั้น” เมื่อจบพระธรรมเทศนา นางปฏาจาราดํารงอยูในโสดาปติผลเปนพระอริยบุคคลชั้นพระโสดาบัน แลวกราบทูลขออุปสมบท พระพุทธองคทรงอนุญาตแลวจึงบวชเปนภิกษุณีไมนานนักก็ไดบรรลุพระอรหัตผล เมื่อนางปฏาจาราไดอุปสมบทแลว ปรากฏวาเปนพระเถรีผูมีความรอบรูในเรื่องพระวินัยเปน อยางดีพระบรมศาสดาจึงทรงยกยองเธอไวในตําแหนงเอตทัคคะ เปนผูเลิศกวาภิกษุณีทั้งหลายในฝายผูทรง พระวินัย คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. เปนผูมีสติปญญาจากการที่นางมีสติคิดไดทําใหนางเห็นสภาพความเปนจริง ใชสติปญญา ไตรตรองและนําไปสูการตรัสรูธรรมของนาง 2. เปนผูฉลาดในวินัยสงฆเมื่อบวชแลวไดปฏิบัติธรรมจนสมควรแกธรรม ศึกษาหาความรูจน ไดรับยกยองวาเปนผูฉลาดทางวินัยสงฆ


97 เร ื่องที่ 1.11 นางจูฬสุภัททา นางจูฬสุภัททา เปนธิดาของอนาถบิณฑิกเศรษฐีและ นางปญญลักขณาเทวีมีพี่ชายชื่อนายกละ มีพี่สาวชื่อสุภัททาและมี นองสาวชื่อสุมนา ทั้งหมดนี้ตางไดบรรลุโสดาปตติผลเคารพนับถือ พระพุทธเจาในฐานะเปนพระบิดาในทางธรรม ตอมานางสุมนา นองสาวยังไดบรรลุธรรมชั้นสกทาคามิผลดวย อนาถบิณฑิกเศรษฐีมีสหายที่รักกันมากคนหนึ่งเปนชาว อุคคนครนามวาอุคคเศรษฐีไดเดินทางมาคาขายที่เมืองสาวัตถีได เขาไปพักอยูกับเพื่อนคืออนาถบิณฑิกเศรษฐีซึ่งอนาถบิณฑิกเศรษฐี ไดมอบหมายใหธิดาคนกลางคือ จูฬสุภัททาจัดการดูแลตอนรับ เพื่อนจากตางเมือง นางก็จัดการดูแลไดเรียบรอยเปนที่สบอัธยาศัย ของอุคคเศรษฐีและอยากไดนางมาเปนลูกสะใภจึงเอยปากขอ นางจูฬสุภัททาแตอนาถบิณฑิกเศรษฐีทราบวาอุคคเศรษฐีผูเพื่อนไมได นับถือพระพุทธศาสนาจึงกราบทูลความนั้นแดพระพุทธเจา พระพุทธเจาทรงเห็นอุปนิสัยของอุคคเศรษฐีแลว ทรงอนุญาต อนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงปรึกษากับนางปญญลักขณาเทวีผูเปนภรรยาเมื่อตางก็เห็นดีพรอมกันแลว จึงรับคําของอุคคเศรษฐีกําหนดวันแตงงาน อนาถบิณฑิกเศรษฐีไดจัดงานมงคลแกนางจูฬสุภัททาอยางงดงามยิ่งใหญสมฐานะของตระกูล โดยจัดตามจารีตประเพณีทุกประการ เสมอดวยงานมงคลของนางวิสาขามหาอุบาสิกา ตางแตงานนี้ไมได สรางเครื่องลดามหาปสาธนเทานั้น กอนสงไปอยูกับพอสามีอนาถบิณฑิกเศรษฐีไดใหโอวาทแก นางจูฬสุภัททาเปนหลักปฏิบัติ 10 ประการคือ 1. อยานําไฟภายในออกไปภายนอกคือเมื่อเห็นสิ่งไมดไมีงามของพ อสามีแมสามีหรือของสามี ตน อยานําไปกลาวนอกบานเพราะจะทําใหเปนที่ดหมูิ่น และผูอื่นจะเลาลือกันตอไปใหเสียหาย 2. อยานําไฟภายนอกเขามาภายใน คืออยานําคํากลาวรายของบุคคลภายนอกที่มีตอครอบครัวสามี มาเลา เพราะจะทําใหเกิดการขุนเคืองและวิวาทบาดหมางขึ้นระหวางครอบครัวสามีกับคนภายนอก 3. จงใหแก คนที่ใหคือใหสิ่งของเครื่องใชแกผูที่ยืมไปแลวรูจักสงคืนเทาน ั้น เพื่อรักษาทรัพย ของครอบครัวสามีไวและเปนการคบคนด ี 4. อยาใหแกคนที่ไมใหคืออยาใหสิ่งของเครื่องใชแกผูที่ยืมไปแลวไมสงคืน เพราะมีแตทาง สูญเสียและเปนการคบคนชั่ว 5. จงใหแกคนทั้งที่ใหและไมใหขอนี้ใชกับญาติมิตรที่ยากจน คือสงเคราะหญาติเมื่อเขาขอความ ชวยเหลือไมวาเขาจะสามารถใชคืนไดหรือไมก็ตาม 6. จงนั่งใหเปนสุข หมายความวาอยานั่งในที่นั่งของพอสามีแมสามีและสามีควรจะนั่งในที่อัน เหมาะสมแกตนเอง ที่มา : Google.com


98 7. จงบริโภคใหเปนสุขคืออยาบริโภคกอนพอสามีแมสามีและสามีดูแลใหทานเหลานั้น บริโภคใหอิ่มกอน ดแลวูามอะไรขาดเหล ีอืเมื่อทุกคนบริโภคอิ่มแลวตนจึงบริโภคทหลี ังขอนี้เปนธรรม เนียมของสตรอีินเดียและสตรีไทยโบราณ ซึ่งถือวาตนมีหนาที่ปรนนิบตัิดูแลสามีและพอแมของสามีเสมือน พอแมของตน 8. จงนอนใหเปนสุขคือนอนทีหลังพอสามีแมสามีและสามีตน เพราะเปนหนาที่ทตนจะตี่ อง ดูแลทุกขสุขของคนเหลานั้น และตองดแลกูิจการในบานเรือนใหเรยบรีอยเส  ียกอนในฐานะที่เปนแมบ าน 9. จงบําเรอไฟ คือใหความเคารพพอสามีแมสามีและสามีวาเปนเหมือนกองไฟและเหมือน พญานาค ตองระวังดแลใหูดอยี าใหโกรธเคืองได  10. จงนอบนอมเทวดาภายใน คือ นับถือพอสามีแมสามีและสามีเหมือนเทวดา เมื่อใหโอวาทแลว วันรุงขึ้นอนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงจัดถวายทานแกพระสงฆมีพระพุทธเจาเปนประมุขแลวสงธิดาไปพรอมดวย เครื่องสักการะบรรณาการเปนอันมาก อุคคเศรษฐีก็จัดงานมงคลตอนรับลูกสะใภไดเชื้อเชิญบรรดาอเจลกะนักบวชเปลือยที่ตนเคารพ นับถือมาทําบุญที่บานไดเรียกใหนางจูฬสุภัททาออกมาไหวนักบวชอเจลกะนางไมยอมมาเพราะมีความละอาย ไม ปรารถนาจะเห็นพระเปลือย เศรษฐีก็ใหคนไปตามครั้งแลวครั้งเลานางก็ยืนยันไมยอมมา เศรษฐีโกรธมาก ออกปากไลลูกสะใภออกจากเรือน นางเห็นวาตัวไมมีความผิดจึงไมยอมออกจากเรือนไป อุคคเศรษฐีไมรูจะ ทําอยางไร ทั้งแปลกใจที่ตามปกติลูกสะใภเปนคนดีวางาย เรียบรอย แตเหตุไฉนจึงดื้อไมยอมไหวนักบวช จึงบอกแกภรรยาใหชวยพูดจาแนะนําเกลี้ยกลอมลูกสะใภใหเลื่อมใสนักบวชอเจลกะ ภรรยาเศรษฐีทราบวาลูกสะใภไดเคารพกราบไหวสมณะพวกอื่นอยูกอนแลว จึงไมยอม กราบไหวนักบวชอเจลกะ นางจึงเลียบเคียงถามถึงลักษณะบุคคลที่ลูกสะใภเคารพกราบไหววาเปนอยางไร นางจูฬสุภัททาจึงไดพรรณาเกียรติคุณพระพุทธเจาและพระสาวกของพระพุทธเจาใหฟงดวยความ ยินดี ภรรยาเศรษฐีอยากเห็นสมณะตามที่ลูกสะใภบรรยายใหฟงจึงบอกใหนางจูฬสุภัททานิมนตพระเชนนั้นมา ที่บาน นางจูฬสุภัททาจึงขออนุญาตเพื่อที่จะถวายมหาทานแกพระสงฆมีพระพุทธเจาเปนประมุข เมื่อไดรับอนุญาตแลวจึงตระเตรียมมหาทานเพื่อถวายแดพระพุทธเจา พรอมพระสงฆพุทธสาวก ขณะนั้น อนาถบิณฑิกเศรษฐีฟงธรรมแลวไดนิมนตพระพุทธเจาฉันภัตตาหารเชาในวันรุงขึ้นเชนกัน พระพุทธองคจึง ตรัสวา ไดรับนิมนตฉันภัตตาหารเชาในวันพรุงนี้แลวจากนางจูฬสุภัททาอนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงกราบทูลวา นางอยูไกลจากที่นี่ถึง 120 โยชนพระพุทธองคจึงตรัสตอบวาถูกแลวแตนางเปนสัตบุรุษคือผูทําบุญไวมาก แมอยูไกลก็เหมือนอยูเฉพาะหนาคือเห็นไดงายเหมือนภูเขาหิมพานตตั้งอยูไกลแตคนก็ยังมองเห็นได อุคคเศรษฐีพรอมบุตรภรรยาและบริวารไดตอนรับพระพุทธเจาและพระสงฆดวยความเลื่อมใส ไดถวายมหาทานแดพระสงฆมีพระพุทธเจาเปนประมุขตลอด 7 วัน นับแตนั้นมาชาวอุคคนครก็เริ่มมีศรัทธาบําเพ็ญบุญในพระพุทธศาสนาดวยความเลื่อมใส


99 คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. นางจูฬสุภัททาเปนผูมีความกตัญูรูคุณบิดามารดาดังจะเห็นไดจากการที่นางยินดีทําการงาน ที่บิดามอบหมายคือดูแลรับใชเพื่อนของบิดาจนเปนที่สบอัธยาศัย 2. มั่นคงในพระพุทธศาสนาแมจะตองขัดใจบิดาของสามีก็ยอม เนื่องจากเห็นวาพระพุทธศาสนา นานับถือกวาศาสนาของนักบวชอเจลกะ 3. เขาใจในศาสนาที่ตนนับถือเปนอยางดีดังคําอธิบายเกี่ยวกับลักษณะของพระสงฆใน พระพุทธศาสนาที่นางบอกแกมารดาของสามีจะทําใหทั้งบิดาและมารดาของสามีเกิดความเลื่อมใส 4. ตั้งมั่นอยูในเหตุผลไมใชอารมณเชน เมื่อบิดาของสามีขับไลนางออกจากบานนางก็ไมยอมไป เพราะถือวามิไดผิดถาหากนางไปดวยอารมณอยางคนทั่วไปแลวคงไมมีโอกาสชี้แจงเหตุผล เร ื่องที่ 1.12 สุมนมาลาการ นายสุมนมาลาการเปนชาวเมืองราชคฤหเขามีหนาที่นําดอกมะลิ วันละ 8 ทะนานไปถวายพระเจาพิมพิสารแตเชาตรูทุกวันไดทรัพยวันละ 8 กหาปณะ ตอมาเชาวันหนึ่ง ขณะที่เขากําลังถือดอกไมจะเขาประตู เมือง พระพุทธเจาเสด็จออกบิณฑบาตพรอมดวยภิกษุสงฆ ทรงเปลง พระรัศมีดวยพุทธานุภาพอันยิ่งใหญเขาเห็นอัตภาพของพระพุทธเจาแลว เกิดความเลื่อมใสคิดวา “เราจักบูชาพระพุทธเจาดวยอะไรดีหนอ” เมื่อไมเห็นสิ่งใดจึงตัดสินใจจะถวายดอกไมที่จะนําไปถวายพระราชา ดวยการตกลงใจวา “เอาเถอะเมื่อพระราชาไมไดรับดอกไมจะทรงฆาเรา หรือขับไลออกจากเมืองก็ตาม พระราชาทรงประทานทรัพยเพียงพอแก การเลี้ยงชีพเทานั้น สวนการบูชาพระพุทธเจา เพื่อประโยชนเกื้อกูล และความสุขแกเรา” นายสุมนมาลาการไดนําดอกไมบูชาพระพุทธเจาไปทั้ง 8 ทะนาน ดอกไมเหลานั้นได เปนซุมติดตามเสด็จพระพุทธองคไปทุกหนทุกแหง ชาวเมืองตางแตกตื่นกันออกมาดูและถวายทานกันทุกถวนหนา พากันโหรองใหเสียงสาธุการทุกที่พระพุทธองคคิดจะทรงทําใหคุณความดีของนายสุมนมาลาการเปนที่ปรากฏ ไปทั่วเมืองราชคฤหก็ไดเสด็จไปทั่วทุกมุมเมือง สวนนายสุมนมาลาการมีความปลาบปลื้มปติยินดีเปนอยางยิ่ง ตามเสด็จไปหนอยหนึ่งแลวก็ถือกระเชาเปลาเดินกลับบานไปดวยสีหนาอิ่มเอิบ เมื่อถึงบาน นายสุมนามลาการไดเลาเรื่องที่ตนไดนําดอกไมบูชาพระพุทธเจาใหภรรยาฟง ภรรยาของเขาเปนหญิงไมดีไมมีศรัทธากลับดาวาเขาจะนําความพินาศมาใหตระกูลรีบนําความเขากราบทูล พระราชาและทูลความที่ตนไมเห็นดีเห็นงามดวย ที่มา : Google.com


100 พระเจาพิมพิสารเปนอริยบุคคลชั้นโสดาบันแลว พระองคเต็มเปยมดวยศร  ัทธาใน พระพุทธศาสนา เมื่อไดสดบดั ังนั้นแลวทรงทราบวาหญงนิ ี้เปนหญิงไมดีไมมีศรัทธาจึงทรงทําทีเปนกริ้ว ตรัสวา “ดีแลวละที่เธอทิ้งเขามา เดี๋ยวเราจกจั ัดการกับนายสุมนมาลาการ” แลวรีบเสดจไปเฝ ็ าพระพทธเจุา ถวายบังคมแลวตามเสด  ็จไป พระพุทธองคเพื่อประกาศเกยรตี ิคุณของนายสุมนมาลาการใหประชาชนทราบ จึงประทับทพระลานหลวงไม ี่เสดจเข็ าไปในพระราชวัง พระราชาไดถวายภัตตาหารแกพระพุทธองคและ ภิกษุสงฆตามสงพระพุทธเจาเสด  ็จกลับวดเวฬัวุันแลวจึงมีรับสั่งใหนายสุมนมาลาการเขาเฝา เมื่อนายสุมนมาลาการมาเขาเฝาแลว พระเจาพิมพิสารตรัสยกยองสรรเสริญนายสุมนมาลาการ วาเปนมหาบุรุษ แลวพระราชทานสิ่งของ 8 ชนิดคือชาง มา ทาส ทาสีเครื่องประดับ นารีอยางละแปด ทรัพยอีก 8 พันกหาปณะและบานสวยอีก 8 ตําบล เมื่อกลับถึงวัด พระอานนทไดทูลถามถึงผลบุญที่นายสุมนมาลาการจะพึงไดรับ พระพุทธองค ตรัสวานายสุมนมาลาการไดสละชีวิตบูชาพระองคในครั้งนี้จักไมไดไปเกิดในนรกตลอดแสนกัลปเมื่อ พระพุทธองคเสด็จเขาพระคันธกุฎีดอกไมเหลานั้นจึงตกลงที่ประตูกุฎีนั้น ตกเย็นวันนั้นพวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรม เรื่องการบูชาพระพุทธเจาของนายสุมนมาลาการ แลว ไดรับของพระราชทาน 8 อยางจากพระเจาพิมพิสาร พระพุทธองคเสด็จมาตรัสวา “ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ทํากรรมใดแลวไมเดือดรอนในภายหลัง เปนผูเอิบอิ่ม มีความสุขใจ นั่นแหละเรียกวากรรมดี” นายสุมนมาลาการเปนอุบาสกที่ควรเปนแบบอยางที่ดีแกพุทธศาสนิกชนไดทานไดเสียสละ ชีวิตเพื่อบูชาพระพุทธเจา นั่นคือ สละชีวิตเพื่อทําความดีรักษาความดีเอาไวแมชีวิตจะหาไมก็ตาม จึงเปน บุคคลที่ควรยกยองและเปนแบบอยางได สรุปสาระสําคญั ในอดีตชาติของพระพุทธเจาได  บําเพ็ญบารมีอันยิ่งใหญเมื่อเสวยพระชาติเปนพระสมมาั สัมพุทธเจาพระองคจึงทรงเปนพระบรมครูมีความสามารถในการสั่งสอนคนใหบรรลุมรรคผลนิพพาน เพราะทรงสมบูรณดวยวิชชา (ความรู) และจรณะ (ความประพฤติ) หลงทรงตรั ัสรูไมนานจึงมีผูออกบวชเปน สาวกจํานวนมาก ซึ่งเปนกําลงสั ําคัญในการเผยแผพระพุทธศาสนา มีทั้งบรรพชิตและคฤหัสถพระพุทธศาสนา จึงดํารงมั่นอยไดู กวาสองพนหั ารอยป


กิจกรรม พุทธ มที่ 1 ใหนักศกึ ธสาวก/พทธุส พระอิสสชิ พ ห โก กษาบอกคุณธ สาวิกา . . . . . พระกีสา โคตรมี . . . . . พระนาง มัลลิกา . . . . . หมอชีวก กมารภัจจ . . . . . ธรรมของพุทธ ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... กิจกรรม ธสาวก พทธุส คุ ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... สาวิกาตัวอยา ณธรรมที่เปน ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... งตอไปนี้ นแบบอยาง ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... 101 ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... ..................... .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. ..............


102 พุทธสาวก/พทธสาวุิกา คุณธรรมที่เปนแบบอยาง .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... องคุลิมาล .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... พระธัมมทินนาเถรี .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... จิตต คหบดี .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... พระ อานนท .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... พระอนุรุทธะ


103 พุทธสาวก/พทธสาวุิกา คุณธรรมที่เปนแบบอยาง พระปฏาจารา เถรี .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... นางจุฬสภุัททา .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... สุมน มาลาการ .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... ....................................................................................................................


104 ตอนท ี่ 2 ชาดก ชาดกเปนเรื่องราวที่มีความสําคัญในพระพุทธศาสนา เพราะเปนเรื่องราวของพระพุทธเจาที่มี มาแตชาติปางกอน ชาดกที่คนไทยรูจักแพรหลายคือ พระชาติ 10 ชาติสุดทายกอนที่พระพุทธเจาจะตรัสรู เปน พระสัมมาสัมพุทธเจา ชาดกที่นาสนใจมีดังนี้ เรื่องที่ 2.1 มหาเวสสันดรชาดก มหาเวสสันดรชาดก เปนชีวประวัติเรื่องหนึ่ง ในทศชาติชาดก กลาวถึงพระชาติสุดทายของ พระโพธิสัตวใน การบําเพ็ญทานบารมีกอนจะทรงอุบัติเปนสมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจา มีชื่อเรียกอีกอยางวา“มหาชาติชาดก”ในการ เทศนาเรียกวา “เทศนมหาชาติ” กัณฑในมหาเวสสันดรชาดกมหาเวสสันดรชาดกมี ทั้งหมด 13 กัณฑประกอบดวย 1,000พระคาถา โดยสรุปยอไวดังนี้ กัณฑทศพร เริ่มตั้งแตพระพุทธเจาตรัสรูแลวเสด็จไปเทศนาโปรดพระเจาพิมพิสาร ตอจากนั้นเสด็จไปโปรด พุทธบิดาและพระประยูรญาติที่กรุงกบิลพสดัุเกิดฝนโบกขรพรรษ พระสงฆสาวกกราบทูลอาราธนาใหทรง แสดงเรื่องมหาเวสสันดรชาดกเริ่มตั้งแตเมื่อกัลปที่ 98 นับแตปจจุบัน พระนางผุสดซีึ่งจะทรงเปนพระมารดา ของพระเวสสันดรทรงอธษฐานขอเป ิ นมารดาของผูมีใจบุญจบลงตอนพระนางไดรับพร 10 ประการจากพระอนทริ  อานิสงสของผูบูชากัณฑน ี้คอืผูนั้นจะไดรบทรั ัพยสมบัติดังปรารถนาถาเปนสตรีจะไดสามีที่เปนทถีู่กใจ บุรุษจะไดภรรยาเปนที่ตองประสงคอีกเชนเดียวกัน จะไดบุตรหญิง/ ชายเปนคนวานอนสอนงายมีรูปรางที่ งดงาม มีความประพฤติดี กริิยาเรียบรอย กัณฑหิมพานต พระเวสสันดรทรงเปนพระราชโอรสของพระเจาสญชัยกบพระนางผัุสดีแหงแควนส ีวีราษฎร ประสูติที่ตรอกพอคา เมื่อพระเวสสันดรไดรับราชสมบัติจากพระบดาิ ไดพระราชทานชางปจจยนาเคนทรั แก กษัตริยแควนกล ิงคราชฎรประชาชนไมพอใจ พระเวสสันดรจึงถูกพระราชบิดาเนรเทศไปอยูปาหมพานติ  อานิสงสของผูบูชากัณฑน ี้คอืยอมไดสิ่งทปรารถนาท ีุ่กประการครั้นตายแลวได  บังเกิดในสุคติโลกสวรรค เสวยสมบัติอนมโหฬาร ัมีบริวารแวดลอมบํารุงบําเรออยูเปนนิตยจุติจากสวรรคแลวจะลงมาเกดในตระก ิูล ขัตติยะมหาศาลหรือตระกูลพราหมณมหาศาลอันบริบูรณดวยทรัพยศฤงคารบริวารมากมายนานาประการ จนประมาณมไดิ ประกอบดวยความสบายใจท ุกอิริยาบถ ที่มา : Google.com


105 กัณฑทานกัณฑ กอนเสด็จไปอยูปาพระเวสสันดรไดพระราชทานสัตสดกมหาทานคือชางมารถทาสชายทาสหญิง โคนม และนางสนมอยางละ 700 อานิสงสของผูบูชากณฑั นี้คอืจะบริบูรณดวยแกวแหวนเง ินทองทาสทาสีและ สัตว 2 เทา 4 เทาครั้นตายแลวจะไดไปเกดในฉกามาพจรสวรรค ิ มีนางเทพอัปสรแวดลอมมากมายเสวยสุขใน ปราสาทแกว 7 ประการ กัณฑวนปเวสน พระเวสสันดรทรงพาพระนางมัทรีและพระชาลี (โอรส) พระกัณหา (ธิดา) เสด็จจากเมืองผาน แควน เจตราษฎรจนเสด็จถึงเขาวงกตในปาหิมพานตอานิสงสของผูบูชากัณฑนี้คือ จะไดรับความสุข ทั้งโลกนี้และโลกหนา จะไดเปนบรมกษัตริยในชมพูทวีป เปนผูทรงปรีชาเฉลียวฉลาดสามารถปราบอริราช ศัตรูใหยอยยับไป กัณฑชูชก ชูชกพราหมณขอทานได  นางอมิตตาบุตรสาวของเพื่อนเปนภรรยา นางใชใหชูชกไปขอสอง กุมาร ชูชกเดนทางไปส ิ ืบขาวในแควนส ีวราษฎรี สามารถหลบหลีกการทํารายของชาวเมือง พบพราน เจตบุตรจึงลวงพรานเจตบุตรใหบอกทางไปยังเขาวงกต อานิสงสของผูบูชากัณฑน ี้คอจะได ื บงเกั ิดในตระกูล กษัตริยประกอบดวยสมบัตอิันงดงามกวาคนทั้งหลายจะเจรจาปราศยกั ็ไพเราะเสนาะโสต แมจะไดสามี ภรรยาและบตรธุิดาก็ลวนแตม ีรูปทรงงดงามสอนงาย กัณฑจุลพน ชูชกเดินทางผานปาตามเสนทางที่เจตบุตรแนะนําจนถึงที่อยูของอัจจุตฤๅษีอานิสงสของผูบูชา กัณฑนี้คือแมจะบังเกิดในปรภพใดๆ จะเปนผูสมบูรณดวยสมบัติบริวารจะมีอุทยานอันดารดาษดวยไมหอม แลวจะมีสระโบกขรณีอันเต็มไปดวยประทุมชาติครั้นตายไปแลวก็ไดเสวยทิพยสมบัติในโลกหนาสืบตอไป กัณฑมหาพน ชูชกลวงอัจจุตฤๅษีใหบอกทางผานปาไมใหญไปยังที่ประทับของพระเวสสันดร อานิสงสของ ผูบูชากัณฑนี้คือจะเสวยสมบัติใดในดาวดึงสเทวโลกนั้นแลวจะไดลงมาเกิดเปนกษัตริยมหาศาล มีทรัพย ศฤงคารบริวารมากมีอุทยานและสระโบกขรณีที่เปนประพาส เปนผูบริบูรณดวยดวยศักดานุภาพ เฟองฟุงไปทั่ว ชมพูทวีป อีกทั้งจักไดเสวยอาหารทิพยเปนนิตยนิรันดร กัณฑกุมาร ชูชกทูลขอสองกุมาร ทุบตีสองกุมารเฉพาะพระพักตรพระเวสสันดร แลวพาออกเดินทาง อานิสงสของผูบูชากัณฑนี้คือ ยอมประสบผลสําเร็จในสิ่งที่ปรารถนา ครั้นตายไปแลวไดเกิดในฉกามาพจร สวรรคในสมัยที่พระศรีอาริยาเมตไตยมาอุบัติก็จะไดพบศาสดาของพระองคจะไดถือปฏิสนธิในตระกูล กษัตริย ตลอดจนไดสดับตรับฟงพระสัทธรรมเทศนาของพระองคแลวบรรลุพระอรหัตผลพรอมดวย ปฏิสัมภิทา ทั้ง 4 ดวยบุญราศีที่ไดอบรมไว


106 กัณฑมัทรี พระนางมัทรีเสด็จกลับจากหาผลไมในปาออกติดตามสองกุมารตลอดทั้งคืน จนถึงทรงวิสัญญี (สลบ) เฉพาะพระพักตรพระเวสสันดร เมื่อทรงฟนแลวพระเวสสันดรตรัสเลาความจริงเกี่ยวกับสองพระกุมาร พระนางทรงอนุโมทนาดวยอานิสงสของผูบูชากัณฑนี้คือ เกิดในโลกหนาจะเปนผูมั่งคั่งสมบูรณดวยทรัพย สมบัติเปนผูมีอายุยืนยาว ทั้งประกอบดวยรูปโฉมงดงามกวาคนทั้งหลายจะไปในที่ใดๆ ก็จะมีแตความสุข ทุกแหงหน กัณฑสักกบรรพ พระอินทรทรงเกรงวาจะมีผมาขอพระนางมู ัทรีจึงแปลงเปนพราหมณชรามาทูลขอพระนางมัทรี แลวฝากไวกับพระเวสสันดรอานิสงสของผูบูชากัณฑนคี้ือจะเปนผูที่เจริญดวยลาภยศตลอดจนจตรพุิธพร ทั้ง 4 คือ อายุวรรณะ สุขะ พละ ตลอดกาล กัณฑมหาราช ชูชกเดินทางเขาไปแควนสีวีราษฎรพระเจากรุงสญชัยทรงไถสองกุมาร ชูชกไดรับพระราชทานเลี้ยง และถึงแกกรรมดวยกินอาหารมากเกินควร อานิสงสของผูบูชากัณฑนี้คือจะไดมนุษยสมบัติสวรรคสมบัติ และนิพพานสมบัติ เมื่อเกิดเปนมนุษยจะไดเปนพระราชา เมื่อจากโลกมนุษยไปก็จะไปเสวย ทิพยสมบัติในฉกามาพจรสวรรคมีนางเทพอัปสรเปนบริวาร ครั้นบารมีแกกลาก็จะไดนิพพานสมบัติอันตัดเสียซึ่งชาติ ชราพยาธิมรณะ กัณฑฉกษัตรยิ กษัตริยแควนกลิงศราษฎรทรงคืนชางปจจัยนาเคนทรพระเจากรุงสญชัย พระนางผุสดีพระชาลี พระกัณหา เสด็จไปทูลเชิญพระเวสสันดร พระนางมัทรีกลับพระนคร เมื่อกษัตริยทั้งหกพระองคทรงพบกัน ก็ทรงวิสัญญีตอมาฝนโบกขรพรรษตกจึงทรงฟนขึ้น อานิสงสของผูบูชากัณฑนี้คือ จะไดเปนผูที่เจริญดวย พร 4 ประการคืออายุวรรณะ สุขะ พละ ทุกๆ ชาติ กัณฑนครกัณฑ กษัตริยหกพระองคเสด็จกลับพระนคร พระเวสสันดรไดครองราชยดังเดิม บานเมืองสมบูรณ พูนสุขจนพระชนมายุได 120 พรรษา จึงเสด็จสวรรคนิคาลัย อานิสงสของผูบูชากัณฑนี้คือ จะไดเปน ผูบริบูรณดวยวงศาคณาญาติขาทาสชาย-หญิง ธิดา สามีหรือบิดามารดา เปนตน อยูพรอมหนากันดวย ความผาสุก ปราศจากโรคาพาธทั้งปวงจะทําการใดๆ ก็พรอมเพียงกัน ยังการงานนั้นๆ ใหสําเร็จลุลวงไปดวยดี


107 เร ื่องที่ 2.2 มโหสถชาดก มโหสถคือชาติที่ 5 ในทศชาติชาดก หรือ 10 ชาติสุดทายของ พระโพธิสัตวกอนจะเสวยพระชาติมาเกิดเปนพระพุทธเจา หรือเจาชายสิทธัตถะ แหงศากยวงศเพื่อบําเพ็ญปญญาบารมี ในเมืองมิถิลามีเศรษฐีผูหนึ่งมีนามวาสิริวัฒกะภรรยาชื่อ นางสุมนาเทวีนางสุมนาเทวีมีบุตรชายคนหนึ่งซึ่งเมื่อคลอดออกมานั้นมีแทงโอสถอยูในมือ เศรษฐีสิริวัฒกะเคยเปนโรคปวดศีรษะมานาน จึงเอาแทงยานั้นฝนที่หินบดยาแลว นํามาทาหนาผากอาการปวดศีรษะก็หายขาด ครั้นผูอื่นที่มีโรคภัยไขเจ็บมา ขอปนยานั้นไปรักษาบางก็พากันหายจากโรคเปนที่เลื่องลือไปทั่วเศรษฐีจึงตั้ง ชื่อบุตรวา “มโหสถ” เพราะทารกนั้นมีแทงยาวิเศษ เกิดมากับตัวเมื่อมโหสถ เติบโตขึ้นปรากฏวาามีสติปญญาเฉลียวฉลาดกวาเด็กในวัยเดียวกัน ครั้งหนึ่งมโหสถเหนว็า ในเวลาฝนตก ตนและเพอนเลื่นทั้งหลายตองหลบฝน ลําบากลําบน เลน ไมสนกุจึงขอใหเพื่อนเลนทกคนนุําเงนมารวมกิ ันเพื่อสรางสถานที่เลน มโหสถจัดการออกแบบอาคารนั้น อยางวิจตรพิ ิสดารนอกจากที่เลนที่กินและทพี่ักสําหรับคนที่ผานไปมาแลวยังจดสรั างหองวนิิจฉยคดั ีดวยเพราะ ความที่มโหสถเปนเด็กฉลาดเฉลียวเกินวัยจึงมกมั ีผูคนมาขอใหตัดสินปญหาขอพิพาทหรือแกใขปญหาขัดของตางๆ อยูเสมอ ชื่อเสียงของมโหสถเลื่องลือไปไกลทั่วมิถิลานคร ในขณะนั้นกษัตริยเมืองมิถิลาทรงพระนามวา พระเจาวิเทหราชทรงมีนักปราชญราชบัณฑิตประจําราชสํานัก 4 คน คือเสนกะ ปุตกุสะกามินทและเทวินทะ บัณฑิตทั้งสี่เคยกราบทูลวาจะมีบัณฑิตคนที่หามาสูราชสํานักพระเจาวิเทหราช พระองคจึงโปรดใหเสนา ออกสืบขาววามีบัณฑิตผูมีสติปญญาปราดเปรื่องอยูที่ใดบาง เสนาเดินทางมาถึงบริเวณบานของสิริวัฒกะ เศรษฐีเห็นอาคารงดงาม จัดแตงอยางประณีตบรรจง จึงถามผูคนวาใครเปนผูออกแบบ คนก็ตอบวา ผูออกแบบคือมโหสถบัณฑิต บุตรชายวัย 7 ขวบ ของสิริวัฒกะเศรษฐีเสนาจึงนําความไปกราบทูลพระเจา วิเทหราช พระองคตรัสเรียก บัณฑิตทั้งสี่มาปรึกษาวาควรจะไปรับมโหสถมาสูราชสํานักหรือไมบัณฑิตทั้งสี่ เกรงวามโหสถจะไดดีเกินหนาตนจึงทูลวาลําพังการออกแบบตกแตงอาคารไมนับวาผูนั้นจะมีสติปญญาสูง ถึงขั้นบัณฑิต ขอใหรอดูตอไปวา มโหสถจะมีสติปญญาเฉลียวฉลาดจริงหรือไม ฝายมโหสถนั้น มีชาวบานนําคดีความตาง ๆ มาใหตัดสินอยูเปนนิตยเปนตนวา ชายเลี้ยงโคนอนหลับ ไป มีขโมยเขามาลักโค เมื่อตามไปพบ ขโมยก็อางวาตนเปนเจาของโค ตางฝายตางถกเถียงอางสิทธิ์ ไมมีใคร ตัดสินไดวาโคนั้นเปนของใครจึงพากันไปหามโหสถ มโหสถถามชายเจาของโควา เรื่องราวเปนอยางไร ชายนั้นก็เลาใหฟง มโหสถจึงถามขโมยวา “ทานใหโคของทานกินอาหารอะไรบาง” ขโมยตอบวา “ขาพเจา ใหกินงากินแปง ถั่ว และยาคู” มโหสถถามชายเจาของโค ชายนั้นก็ตอบวา “ขาพเจาใหโคกินหญาตาม ธรรมดา” มโหสถจึงใหเอาใบไมมาตําใหโคกินแลวใหกินน้ํา โคก็สํารอกเอาหญาออกมา จึงเปนอันทราบวา ที่มา : Google.com


108 ใครเปนเจาของโคที่แทจริง พระเจาวิเทหราชไดทราบเรื่องการตัดสินความของมโหสถก็ปรารถนาจะเชิญ มโหสถมาสูราชสํานักแตบัณฑิตทั้งสี่ก็คอยทูล ทัดทานไวเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่มโหสถแสดงสติปญญาในการตัดสินคดีพระเจาวิเทหราชทรงทดลองสติปญญา มโหสถดวยการตั้งปญหาตาง ๆ ก็ปรากฏวา มโหสถแกปญหาไดทุกครั้ง เชน เรื่องทอนไมที่เกลาไดเรียบ เสมอกัน พระเจาวิเทหราชทรงตั้งคําถามวาขางไหนเปนขางปลาย ขางไหนเปนขางโคน มโหสถก็ใชวิธี ผูกเชือกกลางทอนไมนั้น แลวหยอนลงในน้ํา ทางโคนหนักก็จมลง สวนทางปลายลอยน้ํา เพราะน้ําหนัก เบากวา มโหสถก็ชี้ไดวาทางไหนเปนโคน ทางไหนเปนปลาย นอกจากนี้มโหสถยังแกปญหาเรื่องตางๆ อีกเปน อันมาก จนในที่สุดพระราชาก็ไมอาจทนรอตามคําทัดทานของบัณฑิตทั้ง 4 อีกตอไป จึงโปรดใหราชบุรุษ ไปพาตัวมโหสถกับบิดามาเขาเฝาพรอมกับใหนํามาอัสดรมาถวายดวย มโหสถทราบดีวาครั้งนี้เปนการทดลองสําคัญ จึงนัดหมายการอยางหนึ่งกับบิดา และในวันที่ ไปเฝาพระราชา มโหสถใหคนนําลามาดวยหนึ่งตัว เมื่อเขาไปถึงที่ประทับ พระราชาโปรดใหสิริวัฒกะ เศรษฐีนั่งบนที่อันสมควรแกเกียรติยศ ครั้นเมื่อมโหสถเขาไป สิริวัฒกะก็ลุกขึ้นเรียกบุตรชายวา “พอมโหสถ มานั่งตรงนี้เถิด” แลวก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง มโหสถก็ตรงไปนั่งแทนที่บิดา ผูคนก็พากันมองดูอยางตําหนิ ที่มโหสถทําเสมือนไมเคารพบิดา มโหสถจึงถามพระราชาวา “พระองคไมพอพระทัยที่ขาพเจานั่งแทนที่บิดาใช หรือไม” พระราชาทรงรับคํา มโหสถจึงถามวา “ขาพเจาขอทูลถามวาธรรมดาบิดายอมดีกวาบุตร สําคัญ กวาบุตรเสมอไปหรือ” พระราชาตรัสวา “ยอมเปนอยางนั้น บิดายอมสําคัญกวาบุตร” มโหสถทูลตอวา “เมื่อ ขาพเจามาเฝา พระองคมีพระกระแสรับสั่งวาใหขาพเจานํามาอัสดรมาถวายดวยใชไหมพระเจาคะ” พระราชา ทรงรับคํา มโหสถจึงใหคนนําลาที่เตรียมเขามาหนาพระพักตรแลวทูลวา “เมื่อพระองคตรัสวาบิดายอม สําคัญกวาบุตร ลาตัวนี้เปนพอของมาอัสดร หากพระองคทรงเห็นเชนนั้นจริงก็โปรดทรงรับลานี้ไปแทนมา อัสดรเถิดพระเจาคะ เพราะมาอัสดรเกิดจากลานี้แตถาทรงเห็นวาบุตรอาจดีกวาบิดา ก็ทรงรับ เอามาอัสดรไปตามที่ทรงมีพระราชประสงค ถาหากพระองคเห็นวาบิดายอมประเสริฐกวาบุตรก็ทรงโปรด รับเอาบิดาของขาพเจาไวแตหากทรงเห็นวาบุตรอาจประเสริฐกวาบิดา ก็ขอใหทรงรับขาพเจาไว” การที่มโหสถกราบทูลเชนนั้น มิใชจะลบหลูดูหมิ่นบิดาแตเพราะประสงคจะใหผูคนทั้งหลายตระหนักใน ความเปนจริงของโลกและเพื่อแกไขปญหาที่มีผูจงใจผูกขึ้น คือบัณฑิตทั้งสี่นั่นเอง พระราชาทรงพอพระทัย ในปญญาของมโหสถจึงตรัสแกสิริวัฒกะเศรษฐีวา “ทานเศรษฐีเราขอมโหสถไวเปนราชบุตร จะขัดของ หรือไม” เศรษฐีทูลตอบวา “ขาแตพระองคมโหสถยังเด็กนักอายุเพิ่ง 7 ขวบ เอาไวใหโตเปนผูใหญกอนนาจะ ดีกวาพระเจาคะ” พระราชาตรัสตอบวา “ทานอยาวิตกในขอที่วามโหสถยังอายุนอยเลย มโหสถเปนผูมีปญญา เฉียบแหลมยิ่งกวาผูใหญจํานวนมากเราจะเลี้ยงมโหสถในฐานะราชบุตรของเรา ทานอยากังวลไปเลย” การทดสอบเชาวนปญญาของพระมโหสถมีอีกหลายเรื่อง เชน กรณีไลจับเหยี่ยวที่มาโฉบเอาเนื้อของชาวบานที่ตากไวชาวบานที่ไลตามตองลมลุกคลุกคลาน สดุดตอไมกอนดิน มโหสถพิจารณาดวยปญญาวา เวลาเหยี่ยวมาควรมองที่พื้นดินดูเงาของเหยี่ยวเมื่อไปทัน ใหปรบมือไลเหยี่ยวตกใจก็จะปลอยกอนเนื้อลงมา


109 กรณีหญิงสองคนพิพาทกันเรื่องสรอย ตางคนตางอางวาเปนเจาของ พระมโหสถถามวาใครใช น้ําหอมอะไร นางหนึ่งบอกวาน้ําหอมจันทรแดงอยางดีอีกคนบอกวาน้ําแชดอกมะลิเมื่อใหตามเจาของราน น้ําหอมมาพิสูจนเอาสรอยแชน้ํากลิ่นดอกมะลิก็โชยออกมา เปนอันวาหญิงคนที่สองไดสรอยคืนไป กรณีแยงบุตรกันระหวางนางกุลธิดากับนางยักษิณีนางยักษิณีมาแยงบุตรนางกุลธิดาไป เกิดการ ยื้อยุดกระชากกัน ตางคนตางอางเปนแมเด็กเรื่องถึงหูพระมโหสถ ตัดสินวาใครดึงเด็กไดคนนั้นเปนแมดึงกัน ไปมาจนเด็กรองไหเพราะไดรับความเจ็บปวด นางกุลธิดาจึงปลอยมือแลวรองไหพระมโหสถตัดสินใหเอา ลูกคืนแกนางกุลธิดา เพราะแมยอมรักลูกและไมยอมใหลูกไดรับความเจ็บปวด มโหสถจึงไดเริ่มรับราชการกับพระเจาวิเทหราชนับตั้งแตนั้นมา ตลอดเวลาที่อยูในราชสํานัก มโหสถไดแสดงสติปญญา และความสุขุมลึกซึ้งในการพิจารณาแกไขปญหาขอขัดของทั้งปวง ไมวาจะเปน ปญหาที่พระราชาทรงผูกขึ้นลองปญญามโหสถ หรือที่บัณฑิตทั้งสี่พยายามสรางขึ้นเพื่อใหมโหสถอับจน ปญญา แตมโหสถก็แกปญหาเหลานั้นไดทุกครั้งไป มิหนําซ้ําในบางครั้ง มโหสถยังไดชวยใหบัณฑิตทั้งสี่ นั้น รอดพนความอับจน แตบัณฑิตเหลานั้นมิไดกตัญูรูคุณที่มโหสถกระทําแกตน กลับพยายามทําให พระราชาเขาพระทัยวามโหสถดอยปญญา พยายามหาหนทางใหพระราชาทรงรังเกียจมโหสถ เพื่อที่ตนจะ ไดรุงเรืองในราชสํานักเหมือนสมัยกอน มโหสถรุงเรืองอยูในราชสํานักของพระเจาวิเทหราช ไดรับการ สรรเสริญจากผูคนทั้งหลายจนมีอายุได 16 ปพระมเหสีของพระราชาผูทรงรักใครมโหสถเหมือนเปนนองชาย ทรงประสงค จะหาคูครองใหแตมโหสถขอพระราชทานอนุญาตเดินทางไปเสาะหาคูครองที่ตนพอใจดวยตนเอง พระมเหสีก็ทรงอนุญาต มโหสถเดินทางไปถึงหมูบานแหงหนึ่ง ไดพบหญิงสาวคนหนึ่ง เปนลูกสาวเศรษฐีเกาแกแตได ยากจนลง หญิงสาวนั้นชื่อวาอมร มโหสถปลอมตัวเปนชางชุนผาไปอาศัยอยูกับบิดามารดาของนางและไดทดลอง สติปญญาของนางดวยประการตางๆเปนตนวา ในครั้งแรกที่พบกันนั้น มโหสถถามนางวา “เธอชื่ออะไร” นางตอบวา “สิ่งที่ดิฉันไมมีอยูทั้งในอดีต ปจจุบัน และอนาคต นั่นแหละเปนชื่อของดิฉัน” มโหสถพิจารณา อยูครูหนึ่งก็ตอบวา “ความไมตายเปนสิ่งไมมีอยูในโลกเธอชื่อ อมร (ไมตาย) ใชไหม” หญิงสาวตอบวา ใช มโหสถถามตอวา นางจะนําขาวไปใหใคร นางตอบวา นําไปใหบุรพเทวดา มโหสถก็ตีปริศนาออกวา บุรพเทวดา คือเทวดาที่มีกอนองคอื่นๆไดแกบิดามารดาเมื่อมโหสถไดทดลองสติปญญาและความประพฤติตางๆของนางอมร จนเปนที่พอใจแลว จึงขอนางจากบิดา มารดา พากลับไปกรุงมิถิลา เมื่อไปถึงยังเมือง ก็ยังไดทดลองใจนาง อีกโดย มโหสถแสรงลวงหนาไปกอน แลวแตงกายงดงามรออยูในบาน ใหคนพานางมาพบ กลาวเกี้ยวพาราสี นาง นางก็ไมยินดีดวย มโหสถจึงพอใจนาง พาไปเฝาพระราชาและพระมเหสีพระราชาก็โปรดฯใหมโหสถ แตงงานอยูกินกับนางอมร ตอมา บัณฑิตทั้งสี่ยังพยายามที่จะกลั่นแกลงมโหสถดวยประการตางๆ แตก็ไมเปนผลแมถึง ขนาดพระราชาหลงเขาพระทัยผิดขับไลมโหสถออกจากวัง มโหสถก็มิไดขุนเคืองแตยังจงรกภักดั ีตอ พระราชา พระราชาจึงตรัสถามมโหสถวา “เจาเปนผูมีสตปิญญาหลักแหลมยิ่ง หากจะหวังชวงชิงราชสมบัติ จากเรากย็อมไดเหตใดจุึงไมค ิดการรายต อเรา” มโหสถทูลตอบวา “บัณฑิตยอมไมทําชวั่เพื่อใหได ความสุข


110 สําหรับตน แมจะถูกทับถมใหเสื่อมจากลาภยศก็ไมคิดสละธรรมะดวยความหลงในลาภยศ หรือดวยความรัก ความชัง บุคคลนั่งนอนอยใตูรมไมยอมไมควรห ักกิ่งตนไมนั้น เพราะจะไดชื่อวาทํารายมิตร บุคคลที่ไดรับ การเกื้อหนุนอปการะจากผุ ูใดยอมไมทําใหไมตรีนั้นเสียไปดวยความโงเขลา หรือความหลงในยศอํานาจ บุคคล ผูครองเรือน หากเกียจครานก็ไมงามนักบวชไมสํารวมก็ไมงามพระราชาขาดความพินิจพิจารณาก็ไมงามบัณฑิต โกรธงาย ก็ไมงาม” ไมวาบัณฑิตทั้งสี่จะกลั่นแกลงมโหสถอยางใด มโหสถก็สามารถเอาตัวรอดไดทุกครั้งและ มิไดตอบแทนความชั่วรายดวยความชั่วรายแตกลับใหความเมตตากรุณาตอบัณฑิตทั้งสี่เสมอมา นอกจากจะ ทําหนาที่พิจารณาเรื่องราว แกไขปญหาตางๆ มโหสถยังไดเตรียมการปองกันพระนครในดานตางๆ ให พรอมเสมอดวย และยังจัดผูคนไปอยูตามเมืองตางๆ เพื่อคอยสืบขาววาจะมีบานเมืองใดมาโจมตีเมืองมิถิลา หรือไม มีพระราชาองคหนึ่งทรงพระนามวาจุลนีพรหมทัต ครองเมืองอุตรปญจาล ประสงคจะทํา สงครามแผเดชานุภาพ จึงทรงคิดการกับปโรหุิตชื่อเกวัฏพราหมณหมายจะลวงเอากษัตริยรอยเอดพระนครมา็ กระทําสัตยสาบานแลวเอาสราเจุือยาพษิ ใหกษัตรยิเหลานั้นดื่ม จะไดรวบรวมพระนครไวในกํามือ มโหสถได ทราบความลับจากนกแกวท สี่งออกไปสืบขาวจึงหาทางชวยชวีิตกษัตริยทั้งรอยเอ็ดไวไดโดยที่กษตรั ิย เหลานั้นหารูตัวไมพระเจาจลนุีทรงเห็นวามิถิลาเปนเมืองเดียวที่ไมยอมท ําสัตยสาบาน จึงยกทัพใหญมุงไป โจมตีมิถลาิมีเกวัฏพราหมณเปนที่ปรึกษาใหญแตไมวาจะโจมตดีวยวธิีใด มโหสถกร็ูทัน สามารถตอบโต และแกไขไดทุกครั้งไป ในที่สุดพระเจาจลนุีทรงสงเกวฏพราหมณั มาประลองปญญา ทําสงครามธรรม กับมโหสถ มโหสถออกไปพบเกวัฏพราหมณโดยนําเอาแกวมณีคาควรเมืองไปดวยแสรงบอกวาจะยกให พราหมณแตเมื่อจะสงใหก็วางใหที่ปลายมือพราหมณเกวัฏเกรงวาแกวมณีจะตกจึงกมลงรับแตก็ไมทันแกวมณี ตกลงไปกับพนื้เกวัฏกมลงเก็บดวยความโลภ มโหสถจึงกดคอเกวัฏไวผลักใหกระเดนไป ็แลวใหทหารรอง ประกาศวา เกวัฏพราหมณกมลงไหว  มโหสถแลวถูกผลกไปด ัวยความร ังเกียจ บรรดาทหารของพระเจาจุลนี มองเห็นแตภาพเกวัฏพราหมณกมลงแทบเทาแตไมทราบวากมลงดวยเหตุใดกเช็ ื่อตามที่ทหารของมโหสถ ปาวประกาศ พากันกลวอั ํานาจมโหสถถอยหนไปไม ี เปนกระบวน กองทัพพระเจาจุลนีก็แตกพายไป เกวัฏพราหมณค ิดพยาบาทมโหสถอยูไมรูหายจึงวางอุบายใหพระเจาจุลนสีงทูตไปทูลพระเจาวิเทหราช วาจะขอทําสัญญาไมตรีและขอถวายพระราชธิดาใหเปนชายาพระเจาว ิเทหราชทรงมีความยินดีจึงทรง ตอบรับเปนไมตรีพระเจาจลนุีก็ขอใหพระเจาวิเทหราชเสด็จมาอุตรปญจาล มโหสถพยายามทูลคัดคาน พระราชาก็มิไดฟงคํา มโหสถจึงคิดจะแกอบายของพระเจุาจุลนีมโหสถจึงทูลขออนุญาตไปจัดเตรยมที ี่ประทับ ใหพระราชาในเมืองอุตรปญจาล โดยใหผูคนไปจัดสรางวังอันงดงาม และจัดสรางอุโมงคใตดินเปนทางเดนิ ภายในอุโมงคประกอบด  วยกลไกและประต ูลับตางๆซับซอนมากมายเมื่อเสร็จแลวมโหสถจึงทูลเชิญให พระเจาวิเทหราชเสด็จไปยังอุตรปญจาลขณะที่พระเจาวิเทหราชประทบอยัูในวังรอที่จะอภเษกกิ ับพระธิดา พระเจาจุลนีพระเจาจุลนีทรงยกกองทหารมาลอมวังไวมโหสถซึ่งเตรียมการไวแล วก็ลอบลงไปทางอุโมงค เขาไปในปราสาทพระเจาจลนุีทําอุบายหลอกเอาพระชนนีพระมเหสีพระราชบุตรและราชธิดาพระเจาจุลนี


111 มากักไวใตวังที่สรางขึ้นนั้นแลวจึงกลับไปเฝาพระเจาวิเทหราช พระเจาวิเทหราชตกพระทัยวากองทหารมา ลอมวัง ตรัสปรึกษามโหสถ มโหสถจึงทูลเตือนพระราชาวา “ขาพระองคไดกราบทูลหามมิใหทรงประมาท แตก็มิไดทรงเชื่อ พระราชธิดาพระเจาจุลนีนั้น ประดุจเหยื่อที่นํามาตกปลา การทําไมตรีกับผูไมมีศีลธรรม ยอมนําความทุกขมาใหธรรมดาบุคคลผูมีปญญา ไมพึงทําไมตรีสมาคมกับบุคคลผูไมมีศีล ซึ่งเปรียบเสมือนงูไววางใจมิไดยอมนําความเดือดรอนมาสูไมตรีนั้น” พระเจาวิเทหราชทรงเสียพระทัยที่ไมทรงเชอคื่ําทัดทานของมโหสถแตแรก มโหสถจัดการนํา พระเจาวิเทหราช ไปพบพระชนนีพระมเหสีและพระโอรสธิดาของพระเจาจุลนีที่ตนนํามาไวในอโมงคุ ใตดินแลวจดการให ั กองทัพทเตรี่ียมไวนําเสด็จกษัตริยทั้งหลายกลับไปมิถิลา สวนตัวมโหสถเองอยูเผชิญหนากับ พระเจาจุลนี เมื่อพระเจาจุลนีเสด็จมา ประกาศวาจะจับพระเจาวิเทหราช มโหสถจึงบอกใหทรงทราบวา พระเจาวิเทหราชเสด็จกลับมิถิลาแลวพรอมดวยพระราชวงศของพระเจาจุลนีพระราชาก็ทรงตกพระทัยเกรงวา พระญาติวงศจะเปนอันตราย มโหสถจึงทูลวาไมมีผูใดจะทําอันตรายแลวจึงทูลเชิญพระเจาจุลนีทอดพระเนตร วังและอุโมงคท ี่จัดเตรียมไวอย างวิจตรงดงามิขณะที่พระเจาจุลนีกําลังทรงเพลิดเพลิน มโหสถก็ปดประตูกล ทั้งปวงและหยิบดาบที่ซอนไวทําทวีาจะตดพระเศัยรพระราชาีพระราชาตกพระทยกลั ัว มโหสถจงทึูลวา “ขาพระองคจะไมทํารายพระราชาแตหากจะฆาขาพระองคเพราะแคนพระทัยขาพระองคจะถวายดาบนี้ให” พระราชาเห็นมโหสถสงดาบถวาย ก็ทรงไดสติเห็นวามโหสถนอกจากจะประกอบดวย สติปญญาประเสริฐแลวยังเปนผูไมมีจิตใจมุงรายพยาบาทผูใด พระเจาจุลนีจึงตรัสขออภัยที่ไดเคยคิดรายตอ เมืองมิถิลาตอพระเจาวิเทหราช และตอมโหสถ มโหสถจึงทูลลากลับไปมิถิลาจัดใหกองทหารนําเสด็จพระชนนี พระมเหสีและพระราชบุตรของพระเจาจุลนีกลับมายังอุตรปญจาล สวนราชธิดานั้นคงประทับอยูมิถิลา ในฐานะพระชายาพระเจาวิเทหราชตอไป พระเจาจุลนีทรงตรัสขอใหมโหสถมาอยูกับพระองคมโหสถทูลวา “ขาพระองครับราชการรุงเรืองในราชสํานักของพระเจาวิเทหราช ผูเปนเจานายของขาพระองคแตเดิม ไมอาจจะไปอยูที่อื่นไดหากเมื่อใดพระเจาวิเทหราชสวรรคต ขาพระองคจะไปรับราชการอยูในราชสํานักของ พระองค” เมื่อพระเจาวิเทหราชสิ้นพระชนม มโหสถก็ทําตามที่ลั่นวาจาไวคือไปรับราชการอยูกับพระเจา จุลนีและยังถูกกลั่นแกลงจากเกวัฏพราหมณคูปรับเกาแตมโหสถก็เอาตัวรอดไดทุกครั้ง คุณธรรมท่ควรยี ึดถือเปนแบบอยาง มโหสถนอกจากจะมีสติปญญา เฉลียวฉลาดแลวยังประกอบดวยคุณธรรมอันประเสริฐ มีความ สุขุมรอบคอบ มิไดหลงใหลในลาภยศสรรเสริญ ดังนั้น มโหสถจึงไดรับการยกยองสรรเสริญวาเปน บัณฑิต ผูมีความรูอันลึกซึ้ง มีสติปญญานั้นประกอบดวยคุณธรรมอันประเสริฐ ที่กํากับใหผูมีสติปญญาประพฤติ ปฏิบัติในทางที่ถูกที่ควร


112 เร ื่องที่ 2.3 มหาชนกชาดก ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจาประทับอยูวัดเชตวนัเมองสาวื ัตถี ทรงปรารภมหาภิเนกขัมมบารมีของพระองคไดตรัสอดีตนิทาน มากลาววา กาลครั้งหนึ่งนานมาแลว มีพระราชาพระนามวา มหาชนก ผูครองเมืองมิถิลาแควนวิเทหะมีพระโอรส 2 พระองคคือพระอริฏฐชนก ผูพี่และพระโปลชนกผูนอง ตอมาเมื่อพระมหาชนกสวรรคตแลว พระอริฏฐชนกขึ้นครองราชยแทนและทรงตั้งพระโปลชนกเปนพระอุปราช ในสมัยนั้นพระโพธิสัตวกํานิดในครรภของพระเทวีเพราะ ทรงเชื่อคําของอํามาตยผูใกลชิดพระอริฏฐชนกจึงจับพระโปลชนกขังไวดวยเกรงจะชิงบัลลังกตอมาพระโปลชนก หนีออกไปไดจึงรวบรวมกําลังพลยกทัพมาชิงบัลลังกคืน ในขณะที่เกดภิ ัยสงครามชิงราชบัลลังกกัน พระเทวี มเหสีของพระอริฏฐชนกปลอมพระองคเปนคนสามัญเสด็จหนีออกจากพระนครไดทันเวลากอนที่พระเจาโปลชนก จะยกทัพเขายดพระนครึพระอินทรไดจําแลงเพศเปนคนขับเกวยนนี ําสงเสดจพระนางจนถ็ ึงเมืองกาลจัมปากะ ภายในวนเดัยวีพระนางเขาพกทั ี่ศาลาริมทางแหงหนึ่งขณะนั้นอาจารยทศาปาโมกข ิ พรอมกับศิษย 500 คน เดินทางมาพบเขา เกิดความเมตตาสงสารจึงรับพระนางไวเปนนองสาวแลวพาไปอยูกบครอบครั ัวตน ตอมาไมนานพระนางก็ประสูติพระราชโอรสทรงระลึกถึงความหลังจึงเอาพระนามของพระเจาปูมาตั้งให พระโอรสวา “มหาชนก” มหาชนกกุมารเจริญวัยแลวไดไปเลนกับเด็กอื่นๆ เมื่อคราวทะเลาะกับเด็กเหลานั้น ก็ถูกเรียกวา “เจาลูกกําพรา” ทําใหพระองคทูลถามเรื่องชาติกําเนิดกับพระมารดาอยูเนืองๆ เมื่อพระมารดาไม บอกจึงคิดอุบายโดยทูลขอเสวยน้ํานมแลวกัดเตานมพระมารดาไวแนนพรอมทั้งขอใหพระมารดาบอกความ จริงเกี่ยวกับชาติกําเนิดของพระองคในที่สุดพระมารดาก็บอกความจริงใหทรงทราบ เมื่อพระองคทรงทราบความจริงแลว จึงคิดจะไปแยงชิงราชสมบัติอันเปนของพระบิดาคืนมาใหได เพื่อแกแคนใหพระบิดา จากนั้นจึงทรงตั้งพระทัยศึกษาศิลปวิทยาทุกอยางที่จะทําใหงานของพระองคสําเร็จ ในภายหนา พระองคไดศึกษาจบเมื่อพระชนมายุได 16 พรรษา เมื่อศึกษาศิลปวิทยาจบแลว พระมหาชนกมีพระประสงคจะแสวงหาทรัพยเพื่อเปนกําลังในการชิงเอา ราชสมบัติและคิดจะขึ้นเรือสําเภาไปแสวงหาโชคทางสุวรรณภูมิจึงเขาไปปรึกษาพระมาดาแตถูกหามไว เพราะเห็นวาการเดินทางออกทะเลนั้นมีอันตรายมากแตในที่สุดพระมารดาก็ไมอาจหามความตั้งใจจริงของ พระโอรสไดจึงประทานแกววิเชียรแกวมณีแกวมุกดาเปนทุนทรัพยสําหรับคาขายใหแกพระราชกุมาร พระมหาชนกไดจัดซื้อสินคาตางๆ ลงบรรทุกเรือออกไปคาขายทางทะเลพรอมกับพอคาประมาณ 700 คน มุงหนาไปยังเมืองมิถิลาในระหวางแลนสําเภาอยูกลางทะเลนั้น พายุไดพัดกระหน่ําจนเรือสําเภาอับปางลง พอคา และผูคนจมน้ําตายกลายเปนเหยื่อของสัตวทะเลจนหมดสิ้น พระมหาชนกวายน้ําอยูในทะเลถึง 7 วัน โดยอธิษฐาน สมาทานศีลอุโบสถไปดวยนางมณีเมขลาเทพธิดารักษามหาสมุทรไดปรากฏกายและทูลพระมหาชนกวา “ทานตายแน ที่มา : Google.com


113 เพราะมัววายน้ําในทะเลลึกที่มองไมเห็นฝงเลย” พระมหาชนกกลาววา “เราพยายามแลวอยางนี้แมตายก็ไมถูกติเตียน การไมพยายามรักษาชีวิตไวก็เหมือนคนเกียจครานนั่นแหละ” นางมณีเมขลาไดฟงเกิดความเลื่อมใสในความพยายาม ของพระมหาชนกจึงไดอุมพระมหาชนกเกาะลอยไปที่อุทยานเมืองมิถิลา ในชวงเวลานั้น ที่เมืองมิถิลาพระเจาโปลชนกก็ประชวรหนักจนไมสามารถเสด็จลุกขึ้นจากพระแทน บรรทมได และสวรรคตไปในที่สุด พระราชธิดาพระนามวา “สิวลี” จึงทรงหาคูมาอภิเษกสมรสตามพระราช ประสงคของพระราชบิดาที่ทรงตรัสไวโดยราชปุโรหิตไดปรึกษากันแลวบวงสรวงเทพยดาเสี่ยงทายราชรถตาม โบราณราชประเพณีเมื่อถึงพิธีมามงคลไดวิ่งไปในพระราชอุทยาน และวนไปรอบ ๆ พระมหาชนก พรอมทั้งหยุด อยูตรงปลายเทาของพระองค พระราชปุโรหิตจึงทูลเชิญพระมหาชนกไปครองเมืองเมื่อเขาสูพระบรมมหาราชวังแลว พระราชธิดาสิวลี ใครจะลองพระทัยไดทรงวางอุบายใหราชบุรุษทูลพระมหาชนกวาพระราชธิดาใหเขาเฝาแตพระมหาชนกไมสน พระทัยกลับเดินชมปราสาทจนพอพระทัยจึงเสด็จเขาเขาตําหนักหลวง พระราชธิดาออกมาตอนรับพรอมยื่นพระ หัตถใหสัมผัสดวยเกรงพระบรมเดชานุภาพ ราชปุโรหิตไดกราบทูลวาพระราชาทรงรับสั่งเงื่อนไขไว 4 ขอคือขอหนึ่ง พระนางสิวลีทรงยินดีที่ จะมอบนครใหแกผูนั้นปกครองขอสองผูใดครองบัลลังกไดตองรูจักดานศีรษะและดานเทาของบัลลังกสี่เหลี่ยม ขอสาม ตองโกงคันธนูของเมืองไดขอสุดทาย ตองคนหาขุมทรัพย 16 แหงใหได ราชปุโรหิตกราบทูลวาขอแรกพระราชธิดาทรงยื่นพระหัตถใหแสดงวาทรงยินดีแลว พระมหาชนก จึงถอดปนทองคําจากพระเศียรสงใหพระธิดา ซึ่งนางก็ทรงเปยมดวยปญญา นําปนทองคําไวดานหนึ่งของ บัลลังกพระมหาชนกตรัสวาดานนั้นแหละคือดานหัวของบัลลังกซึ่งตรัสไดถูกตอง จากนั้นทรงหยิบธนู น้ําหนักถึงหนึ่งพันคนจึงยกไดแตพระองคทรงยกไดอยางคลองแคลว ทรงโกงคันธนูนาวสายธนูไดดวยพลัง ประดุจชางสาร สวนขุมทรัพย 16 แหง พระมหาชนกไดคนหาจนครบทุกแหง ไพรฟาจึงพากันโหรองดวย ความยินดีในพระอัจฉริยะของพระองค พระมหาชนกโปรดใหเชิญพระมารดา และพราหมณทิศาปาโมกขสูมิถิลานคร พรอมทั้งสักการะ สมโภช ประกาศความจริงในพิธิเถลิงถวัลยราชสมบัติและไดทรงระลึกถึงความเพียรพยามของพระองค ที่วายน้ําอยูกลางมหาสมุทร ตอมาเจาหญิงสิวลีทรงประสูติพระราชโอรส พระนามวา “ฑีฆาวุราชกุมาร” พระมหาชนกไดทรง แตงตั้งเปนอุปราชเพื่อสืบราชบัลลังกตอไป ครั้งหนึ่งพระมหาชนกเสด็จประพาสอุทยาน ทรงเห็นตนมะมวง 2 ตน ตนหนึ่งผลดกอีกตนไมมีผล ทรงพิจารณาดวยปญญาวา ตนที่มีผลกิ่งกานจะหักใบรวงและไมเหลือผลแมแตตนเดียวในที่สุด สวนตนที่ ไมมีผลจะยังคงยืนตน ไมบอบช้ําใด ๆ เหมือนราชสมบัติของพระองคซึ่งจะตองทําลายตนเอง คิดดังนั้น พระองคจึงมีพระทัยนอมไปในทางสงบ และตัดสินพระทัยออกบวช นําความเศราโศกมาสูพระมเหสีเปน อยางมากแตพระองคก็ไมทรงเปลี่ยนพระทัย จนในที่สุดพระนางไดตามเสด็จออกบวชตลอดพระชนมชีพ บรรลุฌาน ณ อุทยานนั่นเอง


114 สรุปสาระสําคัญ ชาดกเปนเรื่องราวในอดีตของพระพุทธเจาเมื่อครั้งเสวยพระชาติเปนพระโพธิสัตวและไดบําเพ็ญ ทานบารมีอันยิ่งใหญการศึกษาเรื่องราวในชาดกเปนคติสอนใจสําหรับพุทธศาสนิกชน สามารถนําไปเปนแนว ทางการดําเนินชีวิตที่ถูกที่ควรได


115 กิจกรรม กิจกรรมที่ 2 ใหนักศกษาบอกขึ อคิดที่ไดจากการอานชาดกตอไปนี้ ชาดก ขอคิด มหาเวสสันดรชาดก .............................................................................................. ……………………………………………………………... …………………………………………………………….. ……………………………………………………………. ……………………………………………………………... …………………………………………………………….. มโหสถชาดก .............................................................................................. ……………………………………………………………... …………………………………………………………….. …………………………………………………………….. …………………………………………………………….. …………………………………………………………....... มหาชนกชาดก .............................................................................................. ……………………………………………………………... …………………………………………………………….. …………………………………………………………….. …………………………………………………………….. ……………………………………………………………..


116 ตอนท ี่ 3 ชาวพุทธตัวอยาง เร ื่องที่ 3.1 พระนาคเสน พระนาคเสนเกิดที่ชังคลคาม (หมูบานกชังคละ) ใกลภูเขา หิมาลัยบิดามารดาเปนพราหมณชื่อโสณุตตระพรามหณและโสณุตตระ พราหมณีเหตุทชี่ื่อนาคเสน เพราะเมื่อตอนเกิดใหมๆ มีความงาม บริสุทธิ์โสภาเมื่ออายุได 7 ขวบ บิดามารดาจึงใหเรยนไตรเพท ี อันเปนวิชาของพราหมณและศิลปศาสตรคือวิชาอื่นที่อาจารย สอนนอกเหนอจากคื ัมภีรไตรเพท นาคเสนกุมารสามารถเรียน และจบในเวลาอันรวดเรว็เมื่อเรยนจบแลี วไดถามบิดาศิลปวิทยา สําหรับคนในสกุลพราหมณม ีใหเรียนเทานี้หรือเมื่อบิดา ตอบวา มีเพียงเทานี้ก็รูสึกวาม ันนอยนิดเหลือเกิน จึงไปนั่งนึกถึงสิ่งที่เปนสาระของคัมภีรและศิลปวิทยาที่ เรียนมากน็ ึกเห็นวาศิลปศาสตรและไตรเพทที่เรียนมานั้นเหมือนลอมฟางวางเปลา ไมมีแกนสาร สมัยนั้น มีพระเถระรูปหนึ่งชื่อวา โรหณะผูมาบิณฑบาตท่ีบานโสณุตตระพราหมณเปนประจํา รูวา นาคเสนกุมารคิดอยากเรียนรูในสิ่งที่เปนแกนสารจึงเขาไปหานาคเสนกุมารผูกําลังนั่งรําพึงถึงศิลปวิทยาที่ เรียนมา เมื่อนาคเสนกุมารเห็นเขาก็มีใจยินดีเกิดปติโสมนัสจึงไตถามพระโรหณะตาง ๆ เชนทําไมทานจึงนุงหม เชนนี้ทําไมทานจึงปลงผมและโกนหนวดออกเมื่อนาคเสนกุมารไดฟงพระโรหณะตอบแลวไดเกิดความเลื่อมใส และขออนุญาตบิดามารดาบรรพชา นาคเสนกุมารบวชเปนสามเณรที่ถ้ําคูหารักขิตะเลณะ ทามกลางพระอรหันตจํานวนมาก พระ โรหณะผูเปนอุปชฌายเห็นปญญาอันเฉียบแหลมของสามเณรคิดวาถาใหเรียนพระสูตรกับพระวินัยคงไม ลึกซึ้งเหมือนปรมัตถธรรม ดังนั้น พระโรหณะจึงใหสามเณรเรียนพระอภิธรรม 7 คัมภีรเมื่อสามเณรไดฟงพระ โรหณะสาธยายอภิธรรมใหฟงเพียงครั้งเดียวก็สามารถจดจําพระอภิธรรมทั้ง 7 คัมภีรไดหมด นาคเสน สามเณรจึงไปสาธยายใหพระอรหันตทั้งหลายฟง เมื่อสามเณรสาธยายจบ พระอรหันตทั้งหลายจึงได สรรเสริญวาสามเณรอายุเพียง 7 ขวบ ก็สามารถจดจําพระอภิธรรมไดหมดพระพุทธศาสนาของพระศาสดาคง เจริญรุงเรืองตอไปอีกแน ตอมาเมื่อนาคเสนสามเณรมีอายุครบ 20 ปจึงไดอุปสมบทเปนพระภิกษุโดยมีพระโรหณะเปนพระอุปชฌาย เชนเดิม วันรุงขึ้นไดออกบิณฑบาตกับพระอุปชฌายขณะเดินตามหลังไดคิดในใจวาอุปชฌายของเราโงเขลาจริง รูแตพระอภิธรรมอยางเดียว ไมรูพระพุทธวจนะอื่นเลย พระโรหณะรูความคิดของพระนาคเสน จึงบอกวา ความคิดเชนนั้นไมสมควรทั้งแกตัวเราและตัวทาน พระนาคเสนรูวาพระอุปชฌายรูความคิดจึงคิดวา อุปชฌายนี้มีปญญาควรจะใหงดโทษแกเราจึงกลาวขอขมาโทษกับพระอุปชฌาย ที่มา : Google.com


117 พระโรหณะกลาววาเรางดโทษแกทานไมไดเวนแตทานทําใหพระยามิลินทกษัตริยแหงเมืองสาคละนคร เลื่อมใสไดเมื่อใดเราจะงดโทษใหเมื่อนั้น พระนาคเสนกลาวตอบวาอยาวาแตพระยามิลินทพระองคเดียวเลย แมพระยาทั้งชมพูทวีปเรียงตัวกันเขามาถามปญหาก็สามารถทําใหเลื่อมใสไดพระโรหณะกลาววาทานอยาพูด อยางนั้น ไวพูดกันอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ทําใหพระยามิลินทเลื่อมใสแลวในพรรษานั้นพระโรหณะไดสงพระนาคเสน ไปจําพรรษากับพระอัสสคุตเถระณวัตถิยะเสนาสนพระอัสสคุตเถรไตถามถึงเหตุที่มาของพระนาคเสน จึงทราบวา เปนผูมีปญญาปรารถนาที่จะเรียนพระไตรปฎก แตเนื่องจากทานไมชํานาญพระไตรปฎก จึงแกลงทําเปน ลงพรหมทัณฑดวยการไมพูดดวยแลวก็นิ่งเฉย พระนาคเสนไดบํารุงพระเถระดวยอุปชฌายวัตรเชน กวาดบริเวณ จัดน้ําลางหนาน้ําบวนปากและไมสีฟนมาตั้งไวพระอัสสคุตเถระไมยอมรับการบํารุงนั้นทานกวาดบริเวณเสียใหม เทน้ําทิ้งเปลี่ยนไมสีฟนใหมทรงทําเชนนี้ตลอด 3 เดือน โดยมิไดพูดจากับพระนาคเสนเลย เมื่อออกพรรษาแลว มีอุบาสิกาผูปรนนิบัตพระเถระมาตลอดิ 30 ปคนหนึ่งประสงคจะถวายภ ัตตาหาร จึงถามพระเถระวามภีิกษจุําพรรษากับทานบางไหม พระเถระตอบวามีอยูรูปหนึ่งอุบาสิกาจึงนิมนตพระเถระ กับพระนาคเสนไปฉันภตตาหารทั ี่บานในวันรุงขึ้น รุงเชาพระอัสสคุตเถระผูไมไดพดกูับ พระนาคเสนาตลอด พรรษาจําตองพูดในวันนั้นวาอุบาสิกานิมนตใหไปฉันภัตตาหารที่บาน พูดเทานี้แลวกน็ุงสบงครองจีวรอุมบาตร ไปบานอุบาสิกา เมื่อฉันเสร็จแลว พระอัสสคุตเถระจึงใหพระนาคเสนกลาวอนุโมทนา สวนทานกลับไปกอน อุบาสิกาจึงกลาวก ับพระนาคเสนวา “โยมนี้แกเฒาแลวใครจะฟงธรรมะอันลึกซึ้งเพื่อจะไดเจริญสติปญญา” พระนาคเสนจงกลึ าวอนุโมทนาดวยธรรมที่สมควรกับสติปญญาของอุบาสิกาอุบาสิกาพิจารณาตามธรรมที่ พระนาคเสนแสดงเมื่อจบแลวก ็ไดบรรลุโสดาบัน หลังจากนั้นพระอัสสคุตเถระไดสงพระนาคเสนไปอยูกับพระธรรมรักขิตที่อโศการาม เมืองปาตลีบุตร เพื่อศึกษาพระไตรปฎกในระหวางเดินทางพระนาคเสนไดอาศัยเกวียนของพอคาคนหนึ่ง และแสดงธรรม จนพอคาบรรลุโสดาบันเมื่อไปถึงเมืองปาตลีบุตรพระนาคเสนไดศึกษาพระไตรปฎกดวยภาษามคธกับพระธรรมรักขิต เถระรวมกับพระสงฆจากลังกา พระนาคเสนใชเวลาเรียนพุทธพจนที่เปนเนื้อความลวน 3 เดือน ที่เปนอรรถกถา 3 เดือนรวม 6 เดือน พระธรรมรักขิตเถระเห็นพระนาคเสนมีสติปญญาดีมีความเชี่ยวชาญพุทธพจนเปนอยาง ยิ่ง แตยังเปนปุถุชนอยูแมจะเชี่ยวชาญพระไตรปฎกจึงกลาวเปรียบอุปมาใหพระนาคเสนฟงวา “ธรรมดาคน เลี้ยงโครีดนมโคขายแตไมรูรสนมโคฉันใด บุคคลผูเปนปุถุชนแมจะเชี่ยวชาญพระไตรปฎกแตไมรูรสแหง มรรคผลอันสมควรแกสมณะก็เชนนั้น” พระนาคเสนไดฟงเชนนั้นก็เขาใจจึงกลาววาขาพเจาจะคอยๆ พิจารณา ใหรูรสนั้น แลวกลับมาที่พักพิจารณาดวยวิปสสนากัมมัฏฐานจนสําเร็จพระอรหันตฝายพระอรหันตที่อยูที่ถ้ําคูหา รักขิตะเลณะทราบวาพระนาคเสนบรรลุพระอรหันตจึงสงทูตมานิมนตใหไปยังสาคละนครเพื่อแสดงธรรมตอ พระยามิลินท พระยามิลินทนั้นตั้งปญหาถามพระเถระรูปตาง ๆ จนครานจะตอบเปนจํานวนมาก เมื่อพระองคไดฟง กิตติศัพทของพระนาคเสน จึงสั่งใหอํามาตยไปนิมนตพระนาคเสน แตพระนาคเสนกลับใหทูลเชิญพระราชามาหา พระยามิลินทจึงเสด็จมาหาพระนาคเสนที่อสงไขยบริเวณแลวตรัสถามปญหากับพระนาคเสนดังปรากฏใน หนังสือมิลินทปญหาจนพระยามิลินทเลื่อมใส เชนพระยามิลินทถามวาพระพุทธเจามีองคจริงหรือไม พระนาคเสน


118 ตอบวามีเมื่อถูกซักวา ทานเกิดไมทัน ไมเคยเห็นพระพุทธเจา ทานรูไดอยางไรวาพระพุทธเจามีจริง พระนาคเสน ใชปฏิภานโตกลับวา มหาบพิตร ทานคงไมปฏิเสธใชไหมวากษัตริยตนวงศของพระองคมีจริง พระยามิลินท ตอบวา ไมปฏิเสธเพราะกษัตริยตนวงศของโยมมีจริง ๆ พระนาคเสนซักวา มหาบพิตรเกิดไมทัน ไมเคยเห็น มหาบพิตรรูไดอยางไรวากษัตริยตนวงศของพระองคมีจริง พระนาคเสนไดชวยเหลือการเผยแผ พระพุทธศาสนาในระยะกาลตอมาจนนิพพาน คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. เปนผูใฝรูอยางยิ่ง เรียกคุณธรรมนี้วาธัมมกามตาคือฉันทะใครรูใครศึกษา เริ่มตั้งแตเรียนจบ คัมภีรไตรเพทของศาสนาพราหมณตั้งแตอายุยังนอยแลวพิจารณาเห็นวา เปนเหมือนลอมฟางวางเปลา ไมมี แกนสาร เมื่อบวชในพระพุทธศาสนาแลวไดศึกษาพระอภิธรรมจากพระโรหณะจนเชี่ยวชาญในพระอภิธรรม ทั้งยังศึกษาพระพุทธวจนะ (พระไตรปฎก) ในสํานักของพระธรรมรักขิต โดยใชเวลาไมนานก็เรียนจบ พระไตรปฎก ซึ่งความสําเร็จทั้งหมดนี้เปนผลเนื่องมาจากความเปนผูใฝรูนั่นเอง 2. ยอมรับผิดและแกไขตนเองเปนธรรมดาของผูที่มีความรูมากหรือเปนพหูสูตร มักจะมีความ เชื่อมั่น ในตนเองสูงจนบางครั้งเลยขอบเขตจนกลายเปนทิฏฐิมานะดูหมิ่น ดูแคลนผูอื่น ซึ่งพระนาคเสนก็ เปนเชนนั้นในบางครั้งแตเมื่อรูสึกตัววาผิดก็พรอมที่จะรับผิดและพยายามแกไข 3. ฉลาดในการอธิบายธรรม พระนาคเสนถึงแมจะเปนพระปุถุชน ยังมิไดบรรลุพระอรหันตแต ก็สามารถอธิบายธรรมใหผูอื่นรับรูจนไดเปนอริยบุคคลหลายคน นับวาพระนาคเสนมีความฉลาดในการ อธิบายธรรมใหถูกกับบุคคลไดดี 4. มีความอดทนเปนเยี่ยมแมพระอัสสคุตเถระจะไมยอมรับและไมพูดจาดวยตลอด 3 เดือนแตพระนาค เสนก็มีความอดทนเพื่อจะไดศึกษาวิชาความรูไมแสดงอาการเกียจคราน หมั่นปรนนิบัติอาจารยจนถึงที่สุด และไดรับการยอมรับใหศึกษาเลาเรียนไดนับวาพระนาคเสนมีความอดทนเปนอยางยิ่ง เร ื่องที่ 3.2 พระยามิลินท  พระเจาเมนันเดอรหรือ พระเจามิลินท(Menander) กษัตริยเชื้อสายกรีกไดสรางเมืองสาคละใกลกับตักศิลาและได ขยายดินแดนทางใตจรดเมืองมถุราลุมแมน้ํายมุนาของอินเดียพระองค ทรงเปนปราชญไดโตตอบปญญาธรรมกับภิกษุชื่อ พระนาคเสน จากนนกั้เล็ ื่อมใสพระพุทธศาสนาดังปรากฏในคมภั ีร มิลินทปญหาพระพทธศาสนาไดุรับการทํานุบารํุงจนเจริญรุงเรือง พระเจามลิินทเสวยราชสมบัติอยในสาคละราชธานู ี พระองคมีปรชาเฉลียวฉลาดวี องไว  สามารถทรงทราบเหตการณุไดทันทวงท ีและมักพอพระราชหฤทยในการไล ั  เลียงลัทธิตาง ๆ จนนักปราชญในสมัยนนครั้ั่นคราม ไมกลาจะทูลโตตอบพระราชปุจฉาได ที่มา : Google.com


119 ในสมัยนนมั้ีพระเถระองคหนงชึ่ื่อวาอัสสคุตอยูที่ถ้ํารักขิตคูหาณปาหิมพานตเมื่อไดทราบพระเกยรตี ิคุณ ของพระเจาม ิลินทดังนั้นจึงประชุมสงฆไตถามวาพระรูปใดจะสามารถแกปญหาถวายพระเจ ามิลินทไดบาง สงฆทุกรูป ตางพากันนิ่ง พระอัสสคุตจึงวา มีเทพบุตรฉลาดอยูองคหนึ่งชื่อวา มหาเสน อยูในสวรรคชั้นดาวดึงส นั่นแล จะเปนผูสามารถโตตอบกับพระเจามิลินทได สังฆสมาคมจึงตกลงพรอมกันขึ้นไปยังเทวโลกเลาเรื่องและ ความประสงคใหพระอินทรและมหาเสนเทพบุตรฟง ครั้นอัญเชิญมหาเสนเทพบุตรไดสมประสงคแลวจึงพากัน กลับมายังมนษยโลกุแลวจ ดให ั พระโรหณเถระซึ่งเปนผูที่ตระกูลโสณุตตรพราหมณนับถือและเปนตระกูลที่ มหาเสนเทพบตรจะจุ ุติลงมาเกิด จนตระกลนูั้นเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ฝายมหาเสนเทพบุตร เมื่อรับอัญเชิญจากคณะสงฆแลวก็จุติลงมาเกิดในตระกูลโสณุตตรพ ราหมณตําบลชังคลคาม ริมปาหิมพานตไดนามวา นาคเสนกุมาร เมื่อเติบโตขึ้นก็ไดรับการศึกษาศิลปวิทยา จากสํานักครูทั้งหลาย ตลอดจนไตรเพท อันเปนคัมภีรสําคัญของพราหมณก็ไดศึกษาจนชํานิชํานาญ ครั้น แลวจึงมารําพึงวาวิชาเหลานี้ไมมีแกนสารอะไรก็เกิดความเบื่อหนาย อยูมาวันหนึ่ง พระโรหณเถระเขาไปฉันอาหารที่บานโสณุตตรพราหมณพอนาคเสนกุมารเห็น ก็นึกแปลกใจทันทีจึงเรียนถามวา ทําไมทานจึงตองโกนผม โกนหนวดและตองนุงหมผาเหลือง ครั้นรู เหตุผลจึงเรียนถามอีกวาคนเพศเชนทานไดรับการศึกษาวิชาอะไรบาง เมื่อไดรับตอบวาไดรับการศึกษาวิชา อยางสูงสุดในโลกจึงไปขออนุญาตตอบิดามารดาบวชเรียนบาง ครั้นบวชเปนสามเณรแลวก็เลาเรียนพระไตรปฎกในสํานักพระโรหณเถระ พออายุเต็ม 20 ปก็ บวชเปนพระภิกษุศึกษาตอไปจนเชี่ยวชาญแตกฉานในพระไตรปฎก เมื่อพระอัสสคุตรูวา พระนาคเสน เชี่ยวชาญดีแลว จึงนําไปหาพระอายุปาลเถระที่อสงไขยบริเวณ (ใกลพระราชวังพระเจามิลินท) เพื่อจะไดมี โอกาสถวายวิสัชนาพระราชปุจฉา วันหนึ่งพระเจามิลินทตรัสถามเหลาอํามาตยวาเห็นมีใครบางซึ่งพอจะโตตอบกับเราได เหลา อํามาตยจึงกราบทูลวามีพระเถระอยูรูปหนงึ่ชื่อวาอายุปาละ พอจะถวายวิสัชนาแกปญหาของพระองค ได เมื่อทรงทราบดังนั้นก็เสด็จไปหาพระอายุปาลเถระตรัสถามปญหาแรก พระอายุปาลเถระก็ ถวายวิสัชนาใหทรงสิ้นสงสัยไมได ขณะนั้นเทวมันติยอํามาตยจึงกราบทูลวายังมีพระภิกษุอยูรูปหนึ่งชื่อวา นาคเสนเปนผูมีปฏิภาณ แตกฉานในพระไตรปฎก พอพระเจามิลินททรงไดยินนามวานาคเสน ก็ทรงหวาดพระราชหฤทัย เพราะวา อดีตชาติเมื่อครั้งพระพุทธศาสนามีพระกัสสปเปนพระสัมมาสัมพุทธเจา พระเจามิลินทบวชเปนสามเณรอยูใน สํานักของพระนาคเสน (ซึ่งในครั้งกระนั้น ทานเปนพระภิกษุรูปหนึ่ง) วันหนึ่งพระภิกษุรูปนั้น (คือพระนาคเสน) กวาดหยากเยื่อกองไว แลวเรียกใหสามเณรมาขน สามเณรแกลงทําเปนไมไดยินเสีย ทานจ ึงบันดาลโทสะหยิบเอาไมกวาดตีสามเณรๆ ก็จําใจขน ครั้นขนเสร็จแลว จึงตั้งความปรารถนาวาดวยผลบุญแหงการขนหยากเยื่อทิ้งนี้ ชาติตอไปขอใหมีเดชศักดานุภาพใหญหลวง และขอใหมีปญญาเฉียบแหลมกวาชนทั้งปวงพระภิกษุรูปนั้นรูวาสามเณรตั้งสัตยาธิษฐานเชนนั้นจึงปรารถนาบางวา


120 ดวยเดชแหงกุศลที่ขาพเจาไดกวาดหยากเยื่อนี้ชาติตอไปขอใหมีปฏิภาณวองไวสามารถโตตอบปญหาแมของ สามเณรนี้ได เมื่อพระเจามิลินททรงทราบขาวจากเทวมันติยอํามาตยดังนั้น จึงเสด็จไปหาพระนาคเสนถึงที่อยู ลําดับนั้น พระเจามิลินทก็หอมลอมดวยขาราชบริพารราว 500 คน เสด็จขึ้นทรงรถพระที่นั่ง เสด็จไปหาพระนาค เสน คราวนั้น พระนาคเสนกับพระภิกษุ 8 หมื่นองคไดนั่งพักอยูที่โรงกลมกวางใหญพอพระเจา มิลินทไดทอดพระเนตรเห็นแตไกลจึงตรัสถามขึ้นวา “บริวารเปนอันมากนั้นของใคร” เทวมัติยะทูลตอบวา “บริวารเปนอันมากนั้น เปนบริวารของพระนาคเสน พระเจาขา” พอพระเจามิลินทไดแลเห็นพระนาคเสนแตไกลก็เกิดความสะดุงกลัวหวาดหวั่นในพระทัยมีพระโลม ชาติ ชูชัน(ขนลุก) คราวนั้น พระเจามิลินททรงสะดุงตกพระทัยยิ่งนัก อุปมาดังพญาชางถูกหอมลอมดวยดาบและขอ เหมือนกับนาคถูกครุฑหอมลอมไว เหมือนกับสุนัขจิ้งจอกที่ถูกงูเหลือมลอมไว เหมือนกับหมีถูกฝูงกระบือปาหอมลอม เหมือนกับคนถูกพญานาคไลติดตาม เหมือนกับหมูเนื้อถูกเสือเหลืองไลติดตาม เหมือนกับงูมาพบหมองู เหมือนกับหนูมาพบแมว เหมือนกับปศาจมาพบหมอผี เหมือนกับพระจันทรเทพบุตรตกอยูในปากราหู เหมือนกับนกอยูในกรง เหมือนกับปลาอยูในลอบในไซ เหมือนกับบุรุษที่ตกเขาไปในปาสัตวราย เหมือนกับยักษทําผิดตอทาวเวสสุวัณ เหมือนกับเทพบุตรผูจะสิ้นอายุรูวาตัวจะจุติสุดที่จะกลัวจนตัวสั่นฉันใด พระเจามิลินททอดพระ เนตรเห็นพระนาคเสนแตไกลใหรูสึกหวาดกลัวอยูในพระทัยฉันนั้น แตพระองคทรงคิดในใจวาอยาใหผูหนึ่ง ผูใดรูและดูถูกได จึงไดทรงแข็งพระทัยตรัสขึ้นวา “นี่แนะเทวมันติยะเธออยาไดบอกพระนาคเสนใหแกเราเลยวาเปนองคใดเราจะรูจักพระนาคเสน เอง” เทวมันติยะอํามาตยจึงกราบทูลวา


121 “ขอใหโปรดทรงทราบเองเถิดพระเจาขา” ในคราวนั้น พระนาคเสนเถระไดนั่งอยูในทามกลางของพระภิกษุ 8 หมื่นองคคือ นั่งอยู ขางหนาของพระภิกษุ 4 หมื่นองคที่มีพรรษาออนกวาแตนั่งอยูขางหลังของพระภิกษุผูแกกวาอีก 4 หมื่นองค ฝายพระเจามิลินทก็ทอดพระเนตรดูไปทั้งขางหนาขางหลัง ทามกลางของภิกษุสงฆทั้งปวงก็ ไดเห็นพระนาคเสนนั่งอยูทามกลางพระภิกษุสงฆมีกิริยาองอาจดังราชสีหจึงทรงทราบวาองคนั้นแหละเปนพระ นาคเสน จึงตรัสถามขึ้นวา “เทวมันติยะองคนั่งในทามกลางนั้น หรือเปนพระนาคเสน” เทวมันติยะกราบทูลวา “ถูกแลวพระเจาขา พระองคทรงทราบ พระนาคเสนไดดีแลว” พระเจามิลินทก็ทรงดีพระทัยวา เรารูจักพระนาคเสนดวยตนเองแตพอพระองคแลเห็นพระนาค เสนเทานั้น ก็เกิดความกลัวความหวาดหวั่น มีพระโลมชาติชูชันอีก พระเจามิลินทไดทอดพระเนตรเห็นพระนาคเสน ผูสมบูรณดวยจรณธรรมผูไดฝกฝนอบรมมาเปนอัน ดีแลวจึงตรัสขึ้นวา “เราไดพบเห็นสมณพราหมณและบัณฑิตมาเปนอันมาก ไดสนทนากับคนทั้งหลายมาเปนอัน มากแลวไมเคยมีความสะดุงกลัวเหมือนในวันนี้เลย วันนี้ความปราชัยพายแพจักตองมีแกเราเปนแนไมตอง สงสัย ชัยชนะจักมีแกพระนาคเสนแนเพราะจิตใจของเราไมตั้งอยูเปนปกติเหมือนแตกอนเลย” พระนาคเสนไดสนทนาและตอบปญหาของพระเจามิลินทจนพระองคต องยอมรับ และเลื่อมใส ในพระพุทธศาสนา ทะนุบํารุงพระพุทธศาสนาจนเจริญรงเรุ ือง คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. เปนผูมีสติปญญาเฉลียวฉลาดในการคิดการตั้งปญหาเพื่อใหผูอื่นคิดตามไปดวย 2. เปนผูที่ยอมรับความสามารถของผูอื่น รูแพรูชนะ 3. เปนผูฝกใฝในพระธรรม ทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาจนเจริญรุงเรือง เร ื่องที่ 3.3 อนาคาริกธรรมปาละ อนาคาริกธรรมปาละ (Anagarika Dhammapala) นาม เดิมวาดอน เดวิดเหวะวิตารเน เกิดเมื่อ17 กันยายน พ.ศ. 2407 ที่ เมืองโคลัมโบประเทศศรีลังกามรณภาพ 29 เมษายนพ.ศ. 2476 เปนบุคคล ที่สําคัญที่สุดในการฟนฟูพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดียเปนผูกอตั้ง สมาคมมหาโพธิ์และเปนผูเรียกรองเอาพุทธสถานในอินเดียกลับคืนมา เปนของชาวพุทธ ทานเกิดในครอบครัวผูมั่งคั่ง บิดาชื่อวาดอน คาโรลิส ที่มา : Google.com


122 เหวะวิตารเน มารดาชื่อนางมัลลิกา เหวะวิตารเน เมื่อไดอานหนังสือเรื่องประทีปแหงเอเชียของทานเซอรเอ็ดวิล อารโนลดก็เกิดความซาบซึ้ง มีความคิดอยากอุทิศชีวิตถวายตอพระพุทธองคในการฟนฟูพระพุทธศาสนาที่ อินเดียจึงออกเดินทางสูอินเดียเมื่อไดเห็นเจดียพุทธคยาที่มา : Google.com ชํารุดทรุดโทรม ถูกทอดทิ้งและอยูในความครอบครองของพวกมหันต จึงเกิดความสังเวชใจที่ไดพบเห็นเชนนั้น จึงอธิษฐานตอ ตนพระศรีมหาโพธิ์วาจะถวายชีวิตเปนพุทธบูชาเพื่อฟนฟูพระพุทธศาสนาในอินเดียและนําพุทธคยากลับคืน มาเปนสมบัติของชาวพุทธทั่วโลกใหได จากนั้นจึงเดินทางกลับศรีลังกาและกอตั้งสมาคมมหาโพธิ์ขึ้นที่โคลัมโบหลังจากนั้นทานก็ไดสงสมณ ทูตมาที่พุทธคยาแตธรรมทูตทั้ง 4 กลับถูกพวกมหันตที่ยึดครองพุทธคยา รังแกจนบางรูปบาดเจ็บและบาง ทานมรณภาพ ทานตองเดินทางกลับอินเดียอีก แลวรณรงคเพื่อใหพุทธคยากลับเปนของชาวพุทธเชนเดิม ทาน เดินทางไปพุทธคยาและก็โดนพวกมหันตหามเขาพุทธคยา แตทานดื้อแพงจนที่สุดถูกทํารายจนเรื่องขึ้นศาล สุดทาย ศาลชั้นตน ชี้ขาดใหชาวพุทธชนะแตพวกมหันตไมยอมจึงฟองศาลฎีกาศาลฎีกากลับใหพวกมหันตชนะจึงทําให พวกมหันตยึดคืนอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นทานและพระสงฆจึงโดนขับออกจากพุทธคยาแมวาจะแพแตทานก็ไมยอมแพยังรณรงค แจกจายบรรยายเขียนหนังสือแจกจายใหชาวอินเดียทั่วไปอาน ทําใหชาวอินเดียคนสําคัญ ทั้งคานธี ราธากฤษณัน (อดีตประธานาธิบดีคนที่สองของอินเดีย) ทานรพินทรนาถฐากูร เห็นใจแลวกลาวสนับสนุน ทานธรรมปาละ ทําใหพวกมหันตเสียงออนลง ตอมาทานดินทางไปสหรัฐอเมริกา เพื่อรณรงคและบรรยายธรรม และทําใหนางแมรี่อีฟอสเตอร ที่ฮาวายเลื่อมใส ศรัทธาไดยอมตนเปนพุทธมามกะและบริจาคเงินหนึ่งลานรูปแก ทานธรรมปาละ ตอมาทานธรรมปาละไดกอตั้งสมาคมมหาโพธิ์ขึ้นหลายแหงในอินเดีย ในปจฉิมวัยทานได  อุปสมบทเปนพระภิกษุที่สารนาถพาราณสีกอนมรณภาพทานอธิษฐานวา ขอใหขาพเจาไดตายไวๆแลวขอใหเกิดมาเผยแผธรรมของพระพุทธองคตลอดไป  ในสมัยที่ทานยังมีชีวิตอยูความพยายามในการโอนพุทธคยาจากพวกมหันตใหเปนของชาวพุทธยังไม สําเร็จจนไดเอกราช ทานเนหรูนายกรัฐมนตรีของอินเดียและรัฐบาลของทาน จึงรางกฎหมายโอนพุทธคยา เปนของรัฐบาล แลวแตงตั้งคณะกรรมการ 8 ทานเปนผูบริหารโดยเปนฝายฮินดู 4 และพุทธ 4 สวน ประธาน เปนนายอําเภอเมืองคยา แมจะไมสามารถทําใหชาวพุทธเปนผูบริหารทั้งหมด แตก็นับวาเปนประโยชนอยาง ยิ่งตอชาวพุทธทั่วโลก กฎหมายนี้สรางความไมพอใจใหพวกมหนตั เปนอยางมากจึงฟองรองทางศาลใหถือวา กฎหมายนี้เปนโมฆะ แตประธานาธิบดีของอินเดียและนกการเมั ืองหลายทานไดหามปรามใหพวกมหันต ถอนฟอง เพราะจะเปนที่อับอายแกอนเดิยที ั้งชาติและพวกมหนตั อาจจะเสียมากกวานี้หลายเทาพวกมหันต เชื่อฟงเพียงแตย ับยั้งกฎหมายไวแตก ็ยังไมถอนฟอง ปจจุบนพัุทธคยายังใชกฎหมายนี้อยู ในบั้นปลายชีวิตทานไดอุปสมบท ณ ปาอิสิปตนมฤคทายวัน สารนาถ เมืองพาราณสีและ มรณภาพ ที่นั่นเมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2476 รวมอายุ 69 ป


123 คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง ทานเปนผูมีศรัทธาแรงกลาในการนําพระพุทธศาสนากลับมาสูดินแดนพุทธภูมิหลังจากที่ สูญหายไปเปนเวลาหลายรอยปอุทิศตนอยางไมยอทอ ทํางานดวยความวิริยะอุตสาหะจนเปนที่ยอมรับของ คนทั่วไป ชาวพุทธยกยองทานวาเปนผูนําพระพุทธศาสนากลับมาสูแดนพุทธภูมิอีกครั้ง นอกจากนั้นยังเปน ชาวพุทธที่เสียสละ และมีศรัทธาอยางมุงมั่นในการที่จะรักษาพระพุทธศาสนาใหเปนมรดกของชาวพุทธ ตลอดไป และสิ่งที่ทานทุมเทมาตลอดชีวิตของทานไดประสบผลสําเร็จอยางแทจริง เร ื่องที่ 3.4 สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) สมเด็จพระวนรั ัตมีนามเดมวิาเฮงหรือกิมเฮงนามฉายาวา เขมจารีเกิดเมื่อวันจนทรั เดือน 3 ขึ้น 11 ค่ํา ปมะเส็งจ.ศ.1243 ตรงกับ วันที่ 30 มกราคม พ.ศ.244 ณ บานทาแรตําบลสะแกกรังอําเภอเมือง จังหวดอัุทัยธานีบิดาเปนจีนนอก ชื่อตั้วเกาแซฉั่วเปนพอค า มารดาชื่อ ทับทิม มีพี่นองรวมบิดามารดา 4 คน คนท 1 ี่เปนหญิง ตายเสียแตเปน เด็กกอน คนที่ 2 เปนชายชื่อกิมฮวดบรรพชาอุปสมบทตลอดมาจนเปน พระราชาคณะ ที่พระสุนทรมุนีเจาคณะจังหวัดอุทยธานั ีคนที่ 3 คือ สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) และคนที่ 4 เปนหญิงตายพรอมกับ มารดาในเวลาคลอด ยายชื่อแห จึงอุปถัมภเล ี้ยงดูสมเด็จพระวนรั ัต ตอมาครั้นอายุยางเขา 8 ปปาชื่อเกศรไดพาทานไปฝากใหเรียนหนังสือไทยอยูในสํานักพระอาจารย ชังวัดขวิดจนมีความรูหนังสือไทยเขียนไดอานออกครั้นอายุยางเขา 11 ปยายและปาได  พาไปฝากอยูใน สํานักพระปลดใจ ั (ซึ่งตอมาเปนพระราชาคณะที่พระสุนทรมุนีเจาคณะจังหวัดอุทยธานั ี) เจาอาวาสวัดทุง แกวเมื่อไปอยวู ัดทุงแกวก็เรมศิ่ึกษาภาษาบาลีเริ่มอานและเขียนอักษรขอม แลวหดอั านหนังสือพระมาลัย ตามประเพณีการศึกษาในสมยโบราณแล ัวท องสูตรมูลกัจจายนและเรียนสนธิกับพระอาจารยอ่ําเรียนนามถึง กิตกกับพระอาจารยแปนเรียนอุณณาทและการกกับพระปลัดใจและเรียนพระธรรมบทและมงคลทีปนีกับพระ ปลัดใจบางกับทานอาจารยมวงบ างกับหลวงธรรมปรีชา (เอก) บางกับพระอาจารยฤกษบางกับอาจารยอมซุ ึ่งขึ้น ไปจากกรุงเทพฯและไปพักอยูที่วัดพิไชยบางเรียนกับพระมหายิ้มวัดมหาธาตุฯในกรุงเทพฯซึ่งขึ้นไปเยี่ยมพระ อาจารยมวงและพักอยูที่วดทัุงแกวบางไดหัดเรียนลูกคิดกับพระภกษิวุันและเรียนเลขกับพระภกษิุออน ครั้นอายุ ยางเขา 12 ปบรรพชาเปนสามเณรและไดส ึกจากสามเณรเสีย 2 ครั้ง เพราะตองเซนไหวบรรพบุรุษ ใน เทศกาลตรุษจนตามธรรมเนี ียมของจีน เมื่อมีอายุยางเขา 13 ปจึงบรรพชาเปนสามเณรอีก และเรียนภาษาบาลีอยูในวัดทุงแกวตลอดมา เรียนมูลกัจจายนจบ เรียนพระธรรมบทจบ และเรียนมงคลทีปนีไปแลว 6 - 7 ผูก (ลักษณะนามเรียกหนังสือ ใบลานที่รอยหูไวมัดหนึ่งๆ วาคัมภีรเทศนาผูกหนึ่ง) ครั้นอายุยางเขา 17 ปจึงลงมาอยูวัดมหาธาตุฯกรุงเทพฯ เมื่อวันศุกรเดือน 11แรม 12 ค่ํา ประกา ตรงกับวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2440 และอยูกับพระมหายิ้ม คณะเลข 23 ที่มา : Google..com


124 ซึ่งในเวลานั้นยังไมมีเลขที่ประจําคณะแตเรียกกันวาคณะตนจันทรเพราะมีตนจันทรอยูหลังกุฏิ 3 ตน สมัยนั้น สมเด็จพระวันรัต (ฑิต) ดํารงสมณศักดิ์ที่พระพิมลธรรม เปนเจาอาวาสวัดมหาธาตุฯและมีพระราชาคณะผูชวย 2 องคคือพระราชโมลี (จาย) และพระอมรเมธาจารย(เขม) เมื่อแรกมาวัดมหาธาตุฯสมเด็จฯไดเขาเรียนพระปริยัติธรรม กับพระยาธรรมปรีชา (ทิม) ซึ่งขณะนั้นเปนหลวงอุดมจินดา เปนอาจารยหลวงทานหนึ่งใน 4 ทาน ที่สอน บาลีพระปริยัติธรรมอยูณ ระเบียงพระอุโบสถวัดมหาธาตุฯ ตอนเหนือและเรียนกับพระมหายิ้มบางกับพระ อมรเมธาจารยบาง ครั้น พ.ศ.2441 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวโปรดใหสอบพระปริยัติธรรม สนามหลวง ณ วัดสุทัศนเทพวราราม และโปรดเกลาฯใหสมเด็จพระวันรัต(แดง) วัดสุทัศนเทพวราราม เปน อธิบดีในการสอบ หลวงอุดมจินดาผูเปนอาจารยสอน จึงสนับสนุนใหสมเด็จฯเขาสอบดวยและไดเปนเปรียญ 3 ประโยคในปนั้น เมื่ออายุยางเขา 18 ปแลวไปเรียนตอกับสมเด็จพระวันรัต (แดง) อยูพรรษาหนึ่งและเรียนกับ สมเด็จพระวันรัต (ฑิต) แตยังเปนพระพิมลธรรมดวยครั้นรุงขึ้นในปพ.ศ.2442 มีการประชุมสอบกันที่วัดสุ ทัศนเทพวราราม โดยสมเด็จพระวันรัต (แดง) เปนอธิบดีเชนเคยแตเมื่อประชุมสอบไปได 3 วัน สมเด็จพระวัน รัต (แดง) เริ่มอาพาธจึงยุติการสอบไลในปนั้น ในปพ.ศ.2443 ไดทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯใหพระวรวงศเธอพระองคเจาพระอรุณนิภา คุณากร เปนอธิบดีในการสอบพระปริยัติธรรม และประชุมสอบที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมเด็จฯเขา สอบไดอีกประโยคหนึ่งในปนี้จึงเปนเปรียญ 4 ประโยคเมื่ออายุยางเขา 20 ปครั้นรุงขึ้นใน พ.ศ.2444 พระว รวงศเธอ พระองคเจาพระอรุณนิภาคุณากรสิ้นพระชนมจึงทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯใหพระเจานองยาเธอ กรมหมื่น วชิรญาณวโรรส ทรงเปนแมกองกลาง ใหสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย (แสง) เปนแมกองเหนือ สมเด็จ พระวันรัต (ฑิต) เปนแมกองใตประชุมสอบ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมเด็จฯเขาสอบประโยค 5 ได แตสอบประโยค 6 ตกจึงเปนเปรียญ 5 ประโยคเมื่ออายุยาง 21 ปตอมาเมื่ออายุยางเขา 22 ปไดอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดมหาธาตุฯเมื่อวันจันทรเดือน 7 ขึ้น 11 ค่ํา ปขาล ตรงกับวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ.2445 โดย สมเด็จพระวันรัต (ฑิต) เปนพระอุปชฌายะและพระธรรมวโรดม (จาย) วัดเบญจมบพิตรกับพระเทพเมธี (เขม) วัดพระเชตุพนฯเปนคูกรรมวาจาจารยและในปนั้น เขาสอบพระปริยัติธรรม ไดอีก 2 ประโยคจึงเปนเปรียญ 7 ประโยค ครั้นปรุงขึ้น คือ พ.ศ.2446 ไดเขาสอบไดอีก 1 ประโยคจึงเปนเปรียญ 8 ประโยค สมเด็จพระวันรัต (ฑิต) พระอุปชฌายะไดถวายตัวฝากเรียนฎีกาสังคหะ (อภิธมฺมตฺถวิภาวินี) กับพระเจานองยาเธอกรมหลวง วชิรญาณวโรรสทรงเปนพระอาจารยแตนั้นมา ครั้นรุงขึ้นในปพ.ศ.2447 สมเด็จฯ ก็เขาสอบไดอีก 1 ประโยคจึงเปนเปรียญ 9 ประโยคเมื่ออายุยางเขา 24 ป สมเด็จพระวันรัต เปนนักการศึกษา ตําแหนงหนาที่ประจําทไมี่เคยเปลี่ยนแปลงและยืดยาวนานของ ทาน คือ นายกมหาธาตุวิทยาลัย ซึ่งทานไดรับชวงสืบตอมาจากสมเด็จ พระวนรั ัต (ฑติ) พระอุปชฌายะของ ทาน และทานก็สามารถทํานุบํารุงและจัดการศึกษาของสถานศึกษาฝายพระมหานกายแหิ งนใหี้ เจริญกาวหนาเปนอยางยิ่ง ทําใหมหาธาตวุิทยาลัยสมัยนนมั้ีฐานะมนคงเขั่ มแข็งและสามารถขยายการศึกษา


125 ไดกวางขวางยงขิ่ึ้น ผลงานของสมเด็จพระวันรัต มีดังนี้ 1. เปนพระภกษิุองคแรกและองคเดยวในจ ี ังหวัดอุทยธานั ีที่ไดรับสมณศักดิ์สูงสุดในทาง ศาสนาของประเทศไทย 2. มีศีลาจารวัตรเปนที่นาเลอมใสของชาวอ ืุ่ทัยธานีและพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ 3. เปนสังฆนายกภาคีสมาชิกแหงราชบัณฑตยสถานิ 4. เปนกรรมการที่ปรึกษาการสังคายนาพระไตรปฎก 5. ชาวอุทัยธานีนําสมณศักดสมเดิ์ ็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) มาขนานนามสะพานขามแม น้ําตรง บานทาน้ําออยอําเภอพยหะคุีรีจังหวัดนครสวรรคปากทางเขาเมืองอุทัยธานี ทางจังหวัดอุทัยธานีมีความภูมิใจในบุรุษอาชาไนยของบานเมือง ถึงกับสรางโอสถศาลาไวใน นามของทาน หลังจากที่ทาน ลวงลับไปไดไมนาน ตอถึง พ.ศ.2538 แลวจึงมีสะพานสมเด็จพระวันรัต เฮงเขมจารี สรางขามแมน้ําเจาพระยา จากจังหวัดนครสวรรคไปสูจังหวัดอุทัยธานี โดยที่นี่ถือไดวาเปนถาวรวัตถุ ทางดานสาธารณประโยชนแหงแรกที่รัฐบาลยอมตั้งชื่อถวายพระภิกษุสงฆกอนนั้นมามีแตชื่อ อาคารสถานที่ที่ตั้งตามนามเจานายและนักการเมืองเทานั้น เร ื่องที่ 3.5 พระอาจารย  มนั่ภูริทัตโต พระอาจารยมนั่ภูริทัตโตกาเนํ ิดในสกุลแกนแกวบิดาชื่อคาดํวงมารดา ชื่อจนทรั นับถือพระพุทธศาสนาเกิดวันพฤหัสบดีเดือนยี่ปมะแม ตรงกับ วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2413 ณ บานคําบง ตําบลโขงเจียม อําเภอโขงเจียม จังหวดอัุบลราชธานีมีพนี่ องรวมท องเดยวกีนั 7 คนทานเปนบตรคนหุวปั ทานเปน คนรางเล็กผิวดาแดงํแข็งแรงวองไวสติปญญาดีมาแตกําเนิดฉลาดเปนผูวานอน สอนงายไดเรียนอักษรในสํานักของอา คือ เรียนอักษรไทยนอยอักษรไทย อักษรธรรม และอักษรขอม อานออกเขียนไดนับวาทานเรียนไดรวดเร็วเพราะมี ความทรงจําดีและขยันหมั่นเพียร ชอบการเลาเรียน ชีวิตสมณะ เม่อืหลวงปูมั่นอายุได 15 ปไดบรรพชาเป  นสามเณรในสํานักบานคําบง ไดศกษาหาความรึูทางพระศาสนามีสวดมนตและพระสูตรตางๆ ในสํานักบรรพชาจารยจดจําไดรวดเร็วอาจารย เมตตาปราณีมากเพราะเอาใจใสในการเรยนดี ีประพฤติปฏิบตัิเรียบรอยเปนที่ไวเน ื้อเชื่อใจไดเมื่อทานอายุได 17 ป บิดาขอรองใหลาส  ิกขาเพื่อชวยการงานทางบานทานไดลาสิกขาออกไปชวยงานบดามารดาิเตมความสามารถ็ ทาน เลาวาเมื่อลาสิกขาไปแลวยังคิดที่จะบวชอีกอยูเสมอไมเคยลืมเลยคงเปนเพราะอุปนิสัยในทางบวชมาแตกอนหน หนึ่งอีกอยางหนึ่งเพราะติดใจในคําสั่งของยายวาตองบวชใหยาย เพราะยายไดเล ี้ยงทานยากคําสั่งของยายนี้ คอยสะกิดใจอยูเสมอ ที่มา : Google..com


126 ครั้นอายุหลวงปูมั่นได 22 ปทานเลาวา มีความอยากบวชเปนกําลังจึงอําลาบิดามารดาบวช ทานทั้ง สองก็อนุมัติตามประสงคหลวงปูมั่น ภูริทัตโต ทานไดศึกษาในสํานัก ทานอาจารยเสารกันตสีลเถระ วัด เลียบ จังหวัดอุบลราชธานีไดรับอุปสมบทกรรมเปนภิกษุในพระพุทธศาสนา ณ วัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนา ราม) อําเภอเมืองจังหวัดอุบลราชธานีพระอริยกวี (ออน) เปนพระอุปชฌายมีพระครูสีทา ชยเสโน เปนพระ กรรมวาจารยและพระครูประจักษอุบลคุณ (สุย) เปนพระอนุสาวนาจารยเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2436 พระอุปชฌายขนานนาม มคธใหวา ภูริทัตโต เสร็จอุปสมบทกรรมแลว ไดกลับมาสํานักศึกษาวิปสสนาธุระกับ พระอาจารยเสารกันตสีลเถระ ณ วัดเลียบ ตอไป ในสมัยตอมาไดแสวงหาวิเวก บําเพ็ญสมณธรรมในที่ตาง ๆ ตามราวปา ปาชา ปาชัฏ ที่แจง หุบ เขา ซอกหวยธารเขา เงื้อมเขา ทองถ้ํา เรือนวาง ทางฝงซายของแมน้ําโขงบางฝงขวาแมน้ําโขงบาง แลวลง ไปศึกษากับนักปราชญในกรุงเทพฯจําพรรษาอยูที่วัดปทุมวนาราม หมั่นไปสดับพระธรรมเทศนากับเจาคุณ พระอุบาลี (สิริจันทเถระจันทร) 3 พรรษา แลวออกแสวงหาวิเวกในถิ่นภาคกลางคือถ้ําสาริกา เขาใหญ นครนายกถ้ําไผขวาง เขาพระงาม ถ้ําสิงโต ลพบุรีจนไดรับความรูแจมแจงในพระธรรมวินัย สิ้นความสงสัย จึงกลับมาภาคอิสาน ทําการอบรมสั่งสอนสมถวิปสสนาแกสหธรรมิกและอุบาสกอุบาสิกา ตอไป มีผูเลื่อมใส มากขึ้นโดยลําดับ มีศิษยานุศิษยแพรหลายกระจายทั่วภาคอิสาน เกียรติคุณของทานฟุงเฟองเลื่องลือไปไกล ธุดงควตรัที่ทานถือปฏิบตัิเปนประจํา 4 ประการ 1. ปงสุกุลิกังคธุดงคคือ นุงหมผ าบังสกุลจนกระทั่งวัยชราจึงไดใชคหบดีจีวรบาง เพออนืุ่เคราะห แกผูศรัทธานํามาถวาย 2. บณฑบาติ ิกงคธัุดงคคือภกขาจารยวิตรัเทยวบี่ณฑบาตมาฉิ ันเปนนตยิ แมอาพาธไปในละแวกบาน ไมไดก็บิณฑบาตในเขตวัด บนโรงฉัน จนกระทั้งอาพาธลุกไมไดในปจฉ ิมสมัยจึงงดบิณฑบาต 3. เอกปตต ิกังคธุดงคคือฉันในบาตรใชภาชนะใบเด  ยวเป ีนนตยิ จนกระทงถั่ึงสมัยอาพาธในปจฉิมสมยจังงดึ 4. เอกาสนิกังคธุดงคคอืฉนหนเดั ียวเปนนิตยตลอดเวลาแมอาพาธหนักในปจฉิมสมัยก็มิไดเล ิกละ สวนธุดงควัตรนอกนี้ไดถือปฏิบัติเปนครั้งคราว ที่นับวาปฏ  ิบัติไดมากก็คืออรัญญิกกังคธุดงคคออยืูเสนาสนะ ปา หางบานประมาณ 25 เสน หลีกเรนอยในทู ี่สงัดตามสมณวิสัย เมื่อถึงวัยชราจึงอยูในเสนาสนะปาหางจากบานพอสมควร ซึ่งพอเหมาะกับกําลังที่จะภิกขาจาร บิณฑบาต เปนที่ๆ ปราศจากเสียงอื้ออึง ประชาชนเคารพยําเกรง ไมรบกวน นัยวาในสมัยที่ทานยังแข็งแรง ไดออกจาริกโดดเดี่ยวแสวงวิเวกไปในปาดงพงลึก จนสุดวิสัยที่ศิษยานุศิษยจะติดตามไปถึงไดก็มีเชนคราวที่ไป อยูภาคเหนือ เปนตน ทานไปวิเวกบนเขาสูงอันเปนที่อยูของพวกมูเซอรทําใหชาวมูเซอรที่พูดไมรูเรื่องกัน บังเกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนาได ธรรมโอวาท คําที่เปนคติที่ทานอาจารย กลาวอยูบอยๆเปนหลักวินิจฉยความดั ีที่ทําดวยกาย วาจา ใจแกศิษยานุศิษยดังนี้ 1. ดีใดไมมีโทษ ดีนั้นนับวาเปนเล ิศ 2.ไดสมบัติทั้งปวงไมประเสริฐเทาไดตน เพราะตัวตนเปนท ี่เกิดแหงสมบัติทั้งปวง


127 เมื่อทานอธิบาย ตจะปญจกกรรมฐาน จบลง มักจะกลาวเตือนเปนคํากลอนวาแกใหตกเนอแกบ ตกคาพกเจาไวแกบ ไดแขวนคอตองแตงแกบพน คากนยางยายคายางยายเวยนตายเวี ียนเกิดเวยนเอากี ําเนิดใน ภพทั้งสาม ภพทั้งสามเปนเฮอนืเจาอยูดังนี้ การบําเพ็ญประโยชนของทานหลวงปูมั่น มี 2 ประการดังนี้ 1. ประโยชนชาติทานหลวงปูไดเอาธุระเทศนาอบรมสั่งสอนศีลธรรมอันดีงามแกประชาชน พลเมืองของทุกชาติในทุก ๆ ถิ่น ที่ทานไดสัญจรไป คือ ภาคกลางบางสวน ภาคเหนือเกือบทั่วทุกจังหวัด ภาคอิสานเกือบทั่วทุกจังหวัด ไมกลาวสอนใหเปนปฏิปกษตอการปกครองของประเทศ ทําใหพลเมืองของ ชาติผูไดรับคําสั่งสอนเปนคนมีศีลธรรมดีมีสัมมาอาชีพงายแกการปกครองของผูปกครอง ชื่อวาไดบําเพ็ญ ประโยชนแกชาติตามควรแกสมณวิสัย 2. ประโยชนศาสนา ทานหลวงปูไดบรรพชาและอุปสมบทเขามาในพระพุทธศาสนา ดวยความเชื่อ และความเลื่อมใสจริง ๆ ครั้นบวชแลวก็ไดเอาธุระทางพระพุทธศาสนาดวยความอุตสาหะพากเพียรจริง ๆ ไมทอด ธุระในการบําเพ็ญสมณธรรม หลวงปูมั่น ทานปฏิบัติธุดงควัตรเครงครัด นอกจากเพื่อวิเวกในสวนตนแลว ทานมุงไปเพื่อ สงเคราะหผูมีอุปนิสัยในถิ่นนั้น ๆ ดวย ผูไดรับสงเคราะหดวยธรรมจากทานแลว ยอมกลาวไวดวยความ ภูมิใจวา ไมเสียทีที่ไดเกิดมาเปนคน สวนหนาที่ในวงการคณะสงฆทานหลวงปู ไดรับพระกรุณาจากพระสังฆราชเจาในฐานะเจาคณะ ใหญคณะธรรมยุตติกนิกาย ใหเปนพระอุปชฌายะ ตั้งแตอยูจังหวัดเชียงใหม และไดรับแตงตั้งเปน พระครู วินัยธรฐานานุกรม ของเจาพระคุณพระอุบาลี (สิริจันทรเถระจันทร) ทานก็ไดทําหนาที่นั้นโดยเรียบรอย ตลอดเวลา ที่ยังอยูเชียงใหมครั้นจากเชียงใหมมาแลว ทานก็งดหนาที่นั้นโดยอางวาแกชราแลวขออยูตามสบาย งานศาสนา ในดานวิปสสนาธุระ นับวาทานไดทําเต็มสติกําลัง ยังศิษยานุศิษยทั้งบรรพชิต และคฤหัสถ ปฏิบัติตลอดมา นับแตพรรษาที่ 23 จนถึงพรรษาที่ 59 อันเปนปสุดทายแหงชีวิตของทาน อาจกลาวไดดวย ความภาคภูมิใจวา ทานเปนพระเถระที่มีเกียรติคุณเดนที่สุดในดานวิปสสนาธุระรูปหนึ่งในยุคปจจุบัน เร ื่องที่ 3.6 พระธรรมโกศาจารย (พุทธทาสภิกขุ) พระธรรมโกษาจารย (เงื่อม อินทปญโญ) หรือรูจักในนาม พุทธทาสภิกข (ุมีชีวิตอยูระหวาง 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 - 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2536) เกิดในสกุลของพอคา ที่ตลาดพุมเรียงอําเภอ ไชยาจังหวดสัุราษฎรธานีบิดาชื่อเซี้ยง พานิช มารดาชื่อเคลื่อน พานิช เริ่มบวชเรียนเมื่ออายไดุ 20 ปที่วัดบานเกิดจากนนได ั้เขามา ศึกษาพระธรรมวินยตั อที่กรุงเทพมหานครจนสอบไดเปรียญธรรม 3 ประโยคแตแลวทานพุทธทาสภิกขุก็พบวาสังคมพระพทธศาสนาุ ที่มา : Google..com


128 แบบที่เปนอยูในขณะนั้นแปดเปอน บิดเบือนไปมากและไมอาจทําใหเขาถึงหัวใจของพระพุทธศาสนาไดเลย ทานจงตึดสั ินใจหนหลั ังกลับมาปฏิบัติธรรมที่อําเภอไชยาซึ่งเปนภูมิลําเนาเดิมของทานอีกครั้ง พรอมกับปวารณา ตนเองเปน พุทธทาส เนื่องจากตองการถวายตัวรับใชพระพทธศาสนาใหุถึงที่สุด ตลอดเวลาที่ดํารงสมณเพศ ทานพุทธทาสภิกขุตั้งใจศึกษาพระปริยัติอยางแน วแนพรอมตั้งมั่นปฏิบัติธรรมอยางเครงครัด และวัตรเหลานี้เองที่ทําใหทานพุทธทาสภกขิุเปนผูถึงพรอมดวยกิจทั้งดานค ันถธุระและวิปสสนาธุระอยาง ยากยงทิ่ี่จะหาพระภกษิุรูปใดเสมอเหมือน ทานพุทธทาสภิกขุเปนผูริเรมกิ่อตั้งสวนโมกขพลาราม เพื่อใหเปน สถานที่ปฏิบัติธรรมและสถานที่เผยแผพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ผลงานของทานพุทธทาสภิกขุยังมี ปรากฏอยูมากมายทั้งในรูปพระธรรมเทศนาและในรูปงานเขียน โดยทานพุทธทาสภิกขุตั้งใจทําการ ถายทอดพระพุทธศาสนาใหอยูในฐานะที่เปน พุทธะศาสนาอยางแทจริง นั่นคือเปนศาสนาแหงความรู ความตื่น ความเบิกบาน ไมเจือปนไปดวยความหลงผ ิดที่เขาแทรกมากมายจนกลายเปนเนื้อรายทคอยกี่ัดกิน ทั้งเรื่องพุทธพาณิชยเร่องไสยศาสตร ื เรื่องลัทธิพราหมณเรื่องความยึดมั่นถือมั่นในบญบาป ุเรื่องความ หลงใหลในยศลาภของพระสงฆและเรื่องปลีกยอยอื่นๆ อีกมากมาย ทานพุทธทาสภิกขุมุงชี้ใหชาวพุทธทั้งหลายเหนถ็ ึงมิจฉาทิฐิหรือความหลงเชื่อในทางที่ผิด เหลานี้เสมอมา ทําใหหลายคนขนานนามทานพุทธทาสภิกขุวาเป น พระผูปฏิรูป แตแท จริงแลวคําสอนของ ทานพุทธทาสภิกขุกไม็ มีอะไรนอกเหนือไปกวาความจรงอิ ันสูงสุดที่พระพุทธเจาทรงคนพบเลยเพียงแต ระยะเวลาอันยาวนานไดทําใหความเข าใจคําสอนของพระพุทธเจาเปลี่ยนแปรหรือถูกเบี่ยงเบนไปทานพุทธทาสภิกขุ จึงทําหนาที่เสมือนผูกลั่นใหพระพุทธศาสนากลับมาบริสุทธิ์อีกครั้ง คําสอนจํานวนมากจากทานพุทธทาสภิกขเปุนธรรมะระดับโลกุตระอันมีนิโรธเปนรส และมี นิพพานเปนอารมณซึ่งพุทธศาสนิกชนสวนใหญเห็นวาเปนธรรมะขั้นสูงและไมเหมาะกับฆราวาสผูยังเวียนวาย อยูในวังวนแหงโลก  ียะแตท านพุทธทาสภิกขุตระหนกวั าธรรมะเหลานคี้ือแกนแทของพระพุทธศาสนาและ พุทธมามกะไมวาจะระดับชนใดก ั้ ็ควรจะไดรับรูไดรับปฏิบัติและไดรบผลจากธรรมะเหลั านี้ซึ่งถึงแมจะ เปนธรรมะที่ละเอียดลึกซึ้งแตทานพุทธทาสภิกขุก็ไดถายทอดใหอยูในรูปแบบที่คนทวไปสามารถเข ั่ าถึง และเขาใจโดยยังคงเนื้อหาสําคัญไวไดอยางครบถ วน คําสอนทั้งหลายของทานพทธทาสภุิกขุแทจริงแลวก็คือการสกัดพระสูตรใหออกมาเป  นภาษา พูดและพระอภิธรรมใหออกมาเปนภาษาชาวบานนนเองั่โดยขอธรรมที่ทานพุทธทาสภิกขุเนนย้ํามากที่สุด คือเรื่องสุญญตา หรือความวางเปลาไมมอะไรเลย ีจนทาให ํ ผูศึกษาพระพุทธศาสนาหลายคนเรียกทานวา นักรบเพื่อความวางแตทั้งนคี้ําสอนของทานพุทธทาสภิกขุยังรวมไปถึงเรื่องพื้นฐาน เชน เรื่องการทางานํ และเรื่องการศกษาึซึ่งคนทั่วไปสามารถนําธรรมะเหลานไปประย ี้กตุใชในช  ีวิตประจําวันไดท ันที นอกจากพระพุทธศาสนาฝายเถรวาทแลวทานพุทธทาสภิกขุยังมใจเป ีดกว างทําการศึกษาคํา สอนของตางศาสนาและตางนกายิดวยความคิดวาศาสนาทั้งหลายลวนมุงหมายในสิ่งเดยวกี ันในสมัยที่ทานพทธทาสุ ภิกขุจําพรรษาอยูที่สวนโมกขพลาราม นอกจากสาธุชนคนไทยผูสนใจในธรรมะทั้งหลายจะแวะเวยนมาี สนทนาและฟงเทศนฟงธรรมจากทานพทธทาสภุิกขุอยางไมขาดสายแลวยังมีชาวตางชาติผูตองการเรียนรู


129 พระพุทธศาสนา นักศกษาและอาจารยึ ทางดานศาสนศาสตรจาก ตางประเทศรวมถึงประมุขของศาสนจักร ตางๆ แวะเวยนมาพีูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติความคิดเหน็รวมทั้งสนทนาธรรมกับทานเปนอันมาก ทําให สวนโมกขพลารามเปรียบเสมือนตักศิลาสําหรับผูศรัทธาในพระพุทธศาสนาและทําใหวงการ พระพุทธศาสนากลับมาตื่นตัวอีกครั้ง มารดาของทานพุทธทาสภิกขุมีอุปนิสัยที่เนนเรื่องความประหยัด และความละเอียดลออในการใช จายซึ่งทานพทธทาสภุิกขุกลาวถึงเรื่องนี้เอาไววา ถาจะใหบอกวามีอะไรมาจากโยมหญิงบาง เห็นจะเปนเรื่องประหยัด เรื่องละเอียดลออในการใช จาย เพราะวาถูกสอนใหประหยัดแมแตน้ําที่จะลางเทา หามใชมาก แมแตน้ํากินจะตักมากินนิดหนึ่งแลวสาด ทิ้งไมไดแมแตใชฟนก็ตองใชพอดีไมใหสิ้นเปลืองถายังติดไมหมดตองดับ เก็บเอาไวใชอีก ทุกอยางที่มัน ประหยัดไดตองประหยัด มันมากเหมือนกัน ประหยัดไปไดทุกวิธีมันก็เลยติดนิสัย มันมองเห็นอยูเสมอ ไอทางที่จะประหยัดเพื่อประโยชนมองเห็นอยูวาตองทําอยางไร นอกจากนี้มารดาของทานพุทธทาสภิกขุยังไดอบรมสั่งสอน และเปนแบบอยางใหทานพุทธทาสภิกขุใน อีกหลายเรื่อง ซึ่งทานพุทธทาสภิกขุเคยกลาวไวในธรรมเทศนาตอนหนึ่งวา “จะขอยกตัวอยางที่แมไดทําหนาที่ของแมในการสรางนิสัยอันละเอียด ใหแกลูกเชน ในความ เรียบรอย แมกวดขันใหลางจานขาวใหสะอาดเรียบรอยและเก็บใหเรียบรอย เสื้อผาตองเรียบรอย ปูที่นอน ตองเรียบรอยลางมือลางเทาสะอาด... แมสรางนิสัยออนนอมถอมตน แมสอนวายอมแพนั้นไมถือวาเปนการเสียเกียรติเพราะใหเรื่อง มันระงับไป แตก็ไมตองเสียหายอะไรเนื่องจากวาตองยอมแพมันเปนการปลอดภัยและใครๆก็รักคนที่ยอม แพไมใหเรื่องเกิด แมสอนใหเอื้อเฟอเผื่อแผแมสอนวาใหลูกแมวไดกินขาวก อน แลวคนจึงกิน สัตวเดรัจฉานเปน เพื่อนของเรา... แมอบรมนิสัยใหรักนองใหรักเพื่อน แมสอนวานองเอาเปรียบพี่ไดแตพี่เอาเปรียบนองไมได... แมสอนวาใหดวูาไกไมมีเห็บเพราะมันชวยจิกใหกันและกัน ลูกไกเล็กๆยังชวยจิกเห็บใหลูกไกตัวใหญเห็บที่ มันอยูตามหนาตามหงอนซ ึ่งมันจิกเองไมได แตไก ก็ไมม ีเห็บ เพราะมันปฏิบตัิหนาที่เพื่อนของกนและกั ัน... แมอบรมนิสัยกตัญูรูคุณ ใหเด็กเล็กๆ ชวยทํางานใหแมบ าง ทําอะไรไมไดมากก็เพียงแตชวย ตําน้ําพริกแกงใหก็ยังดีเหยียบขาใหแมหายเมื่อยเอาใจใสแมเมื่อเจ็บไข... ใหปลูกฝงคือวาให ใชเวลาวาง ปลูกพริก ปลกมะเขูือ ปลูกตะไครดอกมะลิดอกราตรีแมแต สับปะรด กลวยก็ยังสอนใหปลูกแลวยังสอนคาถากันขโมยใหดวยวาถานกกินเปนบุญ ถาคนกินเปนทาน อาตมายงจั ําไดอยูกระทั่งบัดนี้วาถานกก ินใหถือวาเราเอาบุญถาคนมันขโมยเอาไปก็ถือวาใหทานแลวมันก็จะไมถูก ขโมยเลยจนตลอดชีวิต มันกลายเปนใหทานไปเสียทุกทีถาสัตวมากินกเอาบ็ุญ ก็ไมตองฆาสัตวไม ตองย ิงสตวั ” 


130 การดําเนินชีวิตในสวนโมกขพลาราม ทานพุทธทาสภิกขุยึดคติที่วาเปนอยูอยางต่ํา มุงกระทําอยาง สูงโดยชวีิตประจําวนของทัานพุทธทาสภกขิุนั้นเปนไปอย  างสันโดษและสมถะ สําหรับวัตถุสิ่งของภายนอก ทานพุทธทาสภิกขุจะพึ่งพาก็แตเพยงวี ัตถุสิ่งของที่ทําใหชีวิตดํารงอยูตอไปได  และวตถัุสิ่งของที่จําเปนใน การเผยแพรธรรมะเทานั้น โดยไมพึ่งพาวัตถุสิ่งของฟุงเฟออื่นใดที่เกินจาเปํ นเลยเรียกไดวามีความเปนอยู อยางต่ําที่สุด หากแตการกระท ําในความเปนอยูนนเป ั้ นการกระทําอยางสูงที่สุด นั่นคือเปนการกระทําเพื่อ ศึกษา ปฏิบัติและเผยแผพระพุทธศาสนาการศึกษาและปฏิบัตินั้นเปนการกระทําอันนําไปสูมรรคผลและ แมกระทั่งนิพพาน ซึ่งเปนอุดมคติที่สูงที่สุดที่ชีวิตมนษยุควรจะบรรลุถึง สวนการเผยแผนั้นเปนการกระทํา เพื่อนํากระแสธรรมอนบรั ิสุทธิ์ใหอาบหลั่งไหลรินรดคนทั้งโลกและทุกโลกเปนการชี้ทางสวางใหเพื่อนมนุษย ที่เปนเพื่อนทกขุเกิดแกเจบ็ตายใหบรรลุถึงอุดมคติที่สูงที่สุดของชีวิตมนษยุไปดวยก ัน หรืออยางน อยกจะ็ ทําใหมนษยุเรานั้นไดลดการเบียดเบยนตนเองีและลดการทํารายผูอื่น อันจะกอใหเก ิดทั้งสันติสุขและ สันติภาพ ซึ่งเปนสิ่งที่ทั้งตัวมนุษยและโลกมน ุษยปรารถนา นอกจากนี้ในปพ.ศ. 2476 ทานพุทธทาสยังได เริ่มจัดทําหนังสือพิมพพุทธสาสนา (ซึ่งเปนหนังสือพิมพเผยแผหลักธรรมรายตรีมาศ)ดวยเชนกัน นอกจากสมณศักดิ์และปริญญาดุษฎีบัณฑตกิ ิตติมศักดิ์แลว ทานพุทธทาสภิกขุยังไดรับการยก ยองจากองคกรตางๆ ดังนี้ พ.ศ. 2508 หนังสือแกนพุทธศาสตรไดรับรางวัลชนะเลศิหนงสั ือดีประจําปพ.ศ. 2508จากองคการ ยูเนสโก พ.ศ. 2527 ไดรับคัดเลือกเปนบุคคลทําประโยชนฝายบรรพชิตเนื่องในโอกาสสมโภชนกรุง รัตนโกสินทร 200 ปไดรับรางวัลเปนสัญลักษณเสาอโศก และเงินสดจํานวน 10,000 บาท พ.ศ. 2537 คุรุสภาประกาศยกยองเชิดชวูาเปนผูทําคุณประโยชนอยางสูงยิ่งตอการศึกษาชาติ เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปกระทรวงศึกษาธิการ 20 ตุลาคมพ.ศ. 2548 องคการยูเนสโก ประกาศยกยองใหทานพุทธทาสภิกขุเปนบุคคลสําคัญของ โลกดานสงเสริมขันติธรรม สันติธรรม วัฒนธรรม ความสัมพันธและความเขาใจอันดของมวลมนีุษย พ.ศ. 2549 รัฐบาลไทยรวมทั้งหนวยงานตางๆ ไดพรอมใจกนจั ัดกิจกรรมทางธรรมะเนื่องใน โอกาสรําลึกครบรอบ 100 ปชาตกาล ทานพุทธทาสภิกขุ ทานพุทธทาสมีผลงานที่เรียบเรียงเปนหนงสั ือเกี่ยวกับพทธศาสนาเปุนจํานวนมากอาทเชิ น • แกนพุทธศาสน • คูมือมนุษย • ตัวกูของกูฉบับยอความ • ธรรมโฆษณรายละเอียด • ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ • พระพุทธเจาสอนอะไร • พุทธประวัตจากพระโอษฐ ิ 


131 • ภาษาคน-ภาษาธรรม • หนังสือพิมพพุทธสาสนา • อิทัปปจจยตา (100 หนังสอดื ีที่คนไทยควรอาน) คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. เปนนักการศึกษาที่แทจริง ทานเปนผูที่มอีุปนิสัยฝกฝนอบรมตนเองอยูเสมอรักษาศลอยี าง เครงครัดฝกสมาธิอยางเขมงวดเปนท ี่ยกยองของบุคคลทั่วไป 2. เปนนักคิดผยูิ่งใหญทานมีวิธีคิดเพื่อสอนธรรมอยางวเศษิ ใชคําที่กินใจในการสอนเชน “ตายเสียกอน ตาย” “ทํางานดวยจิตวาง” “ตัวกูของก” ูทําใหผูฟงอยากรูวาคําสอนนนคั้ืออะไร 3. เปนทั้งนักปฏิรูปและนักปฏิวัตพระศาสนาิทานมองเห็นวามีหลายเรื่องในพระพทธศาสนาทุี่ ตองปฏิวัติและตองปฏิรูป เชน การทําบุญใหทานโดยคิดแบบนักลงทุน หวังผลกําไร ไมใชการท ําบุญที่ แทจริง ดังนนเวลาทั้านเทศนจึงสอนใหอย าโลภ อยาเห็นแกตัว อยาย ึดมั่นถือมั่น ขัดเกลาจิตใจใหกเลสเบาิ บาง ใหหนกลั บไปด ัูสมัยพุทธกาลที่พระสงฆอยูอยางเรียบงายและทานก็ปฏิบัติตนเปนแบบอยาง เร ื่องที่ 3.7 พระพรหมมงคลาจารยั  (ปญญานันทภิกขุ) พระพรหมมังคลาจารย (ปน ปญญานันโท) (11 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 - 10 ตุลาคม พ.ศ. 2550) หรือทรีู่จักกันดีทั่วไปคือ หลวงพอ ปญญานันทภกขิุทานเปนทรีู่จักในฐานะพระสงฆผูปฏิรูปแนวทางการ เผยแผพระพุทธศาสนาของพระสงฆไทยผูเปนสหธรรมิกรวมอุดมการณ คนสําคัญของพระธรรมโกษาจารย (เงื่อม อินทปญโญ) และผูอุทิศชีวติ ใหกับการเผยแผพระพุทธศาสนาจนวาระสุดทายของชวีิต พระพรหมมังคลาจารยกําเนดทิ ี่ตําบลคูหาสวรรคอ.เมืองจ.พัทลุง เมื่อวันพฤหัสบดทีี่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 เดิมมีนามวา ปน เสนหเจริญ หลังใชชีวิตฆราวาสจนมีอายุได 18  ปไดบรรพชาเปนสามเณรที่วัดอุป นันทนาราม จังหวัดระนองโดยมีพระรณังคมุนีเปนพระอุปชฌายเมื่ออายุครบ 20 ปบริบูรณจึงไดอุปสมบท เปนพระภิกษทุี่วัดนางลาดอ.เมืองจ.พัทลุงโดยมีพระจรูญกรณียเปนอุปชฌายเมื่อปพ.ศ. 2474 หลังจากพระพรหมมังคลาจารยอุปสมบทไดไมนาน ไดเดินทางไปศึกษาหาหลักธรรมในบวร พระพุทธศาสนาหลายจังหวัดที่มีสํานักเรียนธรรมะ เชน นครศรีธรรมราช สงขลาและกรุงเทพมหานคร จน สามารถสอบไดนักธรรมชั้นตรีเปนที่ 1 ของสังฆมณฑลภูเก็ต และสามารถสอบไดนักธรรมชั้นโทและเอก ในปถัดมาจากนั้นทานไดเดินทางไปศึกษาตอดานภาษาบาลีจนสามารถสอบเปรียญธรรม 4 ประโยค ที่สํานัก เรียนวัดสามพระยากรุงเทพมหานครแตเนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทําใหหลวงพอตองหยุดการศึกษา ไวเพียงเทานั้น แลวเดินทางกลับพัทลุงภูมิลําเนาเดิมและไดเริ่มแสดงธรรมในพื้นที่ตาง ๆ ของภาคใตรวมทั้ง ที่มา : Google.com


132 เดินทางไปจําพรรษาที่วัดสีตวนารามและวัดปนบังอรรัฐปนัง ประเทศมาเลเซีย ในระหวางที่จําพรรษาอยูนี้ก็ ไดศึกษาทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน เพื่อเปนพื้นฐานในการเผยแพรธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจาตอไป พ.ศ. 2477 หลวงพอไดเดินทางไปจําพรรษากับพระธรรมโกศาจารย (พุทธทาสภิกขุ) ที่สวนโมก ขพลาราม อําเภอไชยาจังหวัดสุราษฎรธานีและรวมเปนสหายธรรมดําเนินการเผยแพรหลักธรรมที่แทจริงตาม หลักคําสอนขององคพระสัมมาสัมพุทธเจา ตั้งแตบัดนั้นเปนตนมา การเผยแพรพระพุทธศาสนาในตางประเทศ  พ.ศ. 2475 หลวงพอมีโอกาสรวมเด นทางไปประเทศพม ิ ากับพระโลกนาถชาวอิตาลีสหายธรรม รวม เดนทางแสวงบิ ญไปประเทศอ ุนเดิ ียและทวโลกโดยผ ั่านทางประเทศพมาดวยเทาเปลาเพอเปื่ นพุทธบูชาแตเมื่อ เดินทางถึงประเทศพมาก็ตองเดินทางกลับ ระหวางปพ.ศ. 2475-2476 หลวงพอไดมีโอกาสเดินทางไปเผยแผพระพุทธศาสนาใน ตางประเทศหลายประเทศจนหลวงพอไดชื่อวา เปนพระสงฆรูปแรกของไทยที่ไดเดินทางไปประกาศธรรมใน ภาคพื้นยุโรปหลวงพอปญญานันทภิกขุไดดําเนินการเผยแผพระพุทธศาสนา โดยวิธีที่ทานไดเริ่มปฏิวัติ รูปแบบการเทศนาแบบดั้งเดิมที่นั่งเทศนาบนธรรมาสนถือใบลาน มาเปนการยืนพูดปาฐกถาธรรมแบบพูด ปากเปลาตอสาธารณชน พรอมทั้งยกตัวอยางเหตุผลรวมสมัย ทันตอเหตุการณเปนการดึงดูดประชาชนใหหันเขา หาธรรมะไดเปนเปนอยางมาก ซึ่งในชวงแรก ๆ ไดรับการตอตานอยูบางแตตอมาภายหลังการปาฐกถาธรรม แบบนี้กลับเปนที่ยอมรับโดยทั่วไปจนถึงบัดนี้เมื่อพุทธศาสนิกชนทราบขาววา หลวงพอปญญานันทภิกขุจะ ไปปาฐกถาธรรมที่ใดก็จะติดตามไปฟงกันเปนจํานวนมาก จนในที่สุดหลวงพอไดรับอาราธนาใหเปนองค แสดงปาฐกถาธรรมในสถานที่ตางๆ และเทศนาออกอากาศทั้งทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุ โทรทัศน นอกจากนี้หลวงพอยังไดรับอาราธนาไปแสดงธรรมในตางประเทศเชน สหรัฐอเมริกาอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนดเปนตน และยังไดรับเชิญเขารวมประชุมและกลาวคําปราศรัยในการประชุมองคกร ศาสนาของโลกเปนประจําอีกดวย โดยที่หลวงพอทานเปนพระมหาเถระผูมีชื่อเสียงของประเทศไทย ไดสรางงานไวมากมายทั้ง ดานศาสนา สังคมสงเคราะหตลอดจนงานดานวิชาการ ดังนั้น หลวงพอจึงไดรับการเสนอชื่อใหเปนผูไดรับ รางวัลเกียรติคุณมากมายและเปนประธานในการดําเนินกิจกรรมทั้งที่เปนประโยชนแกพระพุทธศาสนาและ สังคม เชน สนับสนุนโครงการเผยแผพระพุทธศาสนาในตางแดน เปนประธานจัดหาทุนสรางตึก โรงพยาบาลกรมชลประทาน 80 ป (ปญญานันทะ) และเปนประธานในการดําเนินการจัดหาทุนสรางวัด ปญญานันทาราม ซึ่งกําลังดําเนินการอยูแมวาคําสอนของหลวงพอจะเปนคําสอนที่ฟงงายตอการเขาใจ แต ลึกซึ้งดวยหลักธรรมและอุดมการณอันหนักแนนในพระรัตนตรัย หลวงพอปญญานันทภิภขุเปนหนึ่งใน บรรดาภิกษุผูมีชื่อเสียง และเปยมดวยคุณธรรมเมตตาธรรม ผูนําคําสอนในพระพุทธศาสนา ซึ่งเหมาะสม สําหรับชนทุกชั้นที่จะเขาถึง หลวงพอเปนพระสงฆรูปแรกที่กลาในการปฏิรูปพิธีกรรมทางศาสนาของชาวไทย


133 ที่ประกอบพิธีกรรมหรูหรา ฟุมเฟอย โดยเปลี่ยนเปนประหยัด มีประโยชนและเรียบงายดังนั้น หลวงพอจึง ไดรับการขนานนามวา “ผูปฏิรูปพิธีกรรมของชาวพุทธไทย” ในปจจุบัน ผลงานงานดานการปกครอง  พ.ศ. 2503 เปนเจาอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ พ.ศ. 2506 ไดรับพระบัญชาแตงตั้งเปนพระอุปชฌายเปนหัวหนาพระธรรมทูตสายที่ 9 เปนรองเจาคณะภาค 18 พ.ศ. 2515 เปนเจาอาวาสวัดพุทธธรรม ชิคาโก สหรัฐอเมริกา ผลงานดานการศึกษา พ.ศ. 2503 เปนเจาสํานักศาสนาศึกษาแผนกธรรมและบาลีวัดชลประทานรังสฤษฏ พ.ศ. 2512 เปนผูอํานวยการโรงเรียนพุทธศาสนาวัดอาทตยิ ระดับอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา พ.ศ. 2524 เปนผูอํานวยการจัดการการอบรมพระธรรมทายาทของวัดชลประทานรังสฤษฏ เปนผูอํานวยการจัดการอบรมพระนวกะที่บวชในวัดชลประทานรังสฤษฏ ผลงานดานการเผยแผพระพทธศานาุ พ.ศ. 2492-2502 เปนองคแสดงปาฐกถาธรรมประจําวนพระและวั ันอาทตยิ ณ พทธนุิคม สวนพุทธธรรม วัดอุโมงคจ.เชียงใหม พ.ศ. 2500 เปนประธานมูลนิธิ "ชาวพุทธมูลนิธิ" จังหวดเชั ียงใหม  พ.ศ. 2503 เปนองคแสดงธรรมทางสถานีวิทยุกระจายเสยงีและสถานีวทยิุโทรทัศน  เปนผูริเริ่มการทําบุญ ฟงธรรมในวันอาทตยิ ณ วัดชลประทานรังสฤษฏ เปนผูกอตั้งทุนพิมพหนังสือเพื่อเผยแผธรรมะแก ประชาชน พ.ศ. 2520 เปนผูอบรมผูชวยผูพิพากษา พ.ศ. 2525 รับเปนองคแสดงธรรมแกวุฒิสมาชิกและสมาชิกสภาผูแทนราษฎร พ.ศ. 2534 เปนผูริเริ่ม คายคุณธรรมแกเยาวชน เรียกวา "คายพุทธบุตร" ในโรงเรียนตางๆ ในกรุงเทพมหานคร เชียงใหมลําพูน เชียงรายฯลฯ พ.ศ. 2536 จําพรรษา ณ วดพัุทธธรรม ชิคาโก สหรัฐอเมริกา ผลงานดานวิทยานิพนธไดเขียนหนังสือที่เกี่ยวของกับพระพุทธศาสนาไวมากมาย เชน 1. ทางสายกลาง 2. คําถามคําตอบพุทธศาสนา 3. คําสอนในพุทธศาสนา 4. หนาที่ของคนฉบับสมบูรณ 5. รักลูกใหถูกทาง 6. ทางดับทุกข


134 7. อยูกันดวยความรัก 8. อุดมการณของทานปญญา 9. ปญญาสาสน 10. ชีวิตและผลงาน 11. มรณานุสติ 12. ทางธรรมสมบูรณแบบ 13. 72 ปปญญานันทะ 14. กรรมสนองกรรม เปนตน เกียรติคุณที่ไดรับ พ.ศ. 2520 ไดรับรางวัล "สังขเงิน" จากสมาคมนักประชาสัมพันธแหงประเทศไทยในฐานะ พระภกษิุผูเผยแผธรรมะและศีลธรรมยอดเยี่ยมของประเทศไทย พ.ศ. 2521 ไดรับรางวัล "นักพูดดีเดน" ประเภทเผยแผธรรม จากสมาคมฝกพูดแหงประเทศไทย พ.ศ. 2525 ไดรับการคัดเลือกใหเปนบุคคลผูทําคุณประโยชนตอพระศาสนา เนื่องในโอกาส สมโภชกรุงรัตนโกสินทร 200 ปจากกรมการศาสนาโดยไดรับรางวัลและประกาศเกียรติคุณ 2 รางวัลคือ ประเภท ก.บุคคลและประเภท ข.สื่อสารมวลชน (รายการสงเสริมธรรมะทางสถานีวิทยุโทรทัศน) พ.ศ. 2524 ไดรับปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาครุศาสตรจากมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย พ.ศ. 2531 ไดรับปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาวิชาศึกษาศาสตรจากมหาวิทยาลัย รามคําแหง พ.ศ. 2534 ไดรับปริญญาการศึกษาดุษฎบีณฑั ิตกตติ ิมศกดั ิ์จากมหาวทยาลิ ัยศรีนครนทรวิ ิโรจน พ.ศ. 2536 ไดรับปรญญาอิ ักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิตกตติมศิ ักดิ์จากจฬาลงกรณุมหาวทยาลิ ัย พ.ศ. 2536 ไดรับปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกตติ ิมศักดิ์ (ปรัชญาและศาสนา) จาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร พ.ศ. 2537 ไดรับปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกตติ ิมศักดิ์จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร พ.ศ. 2548 ไดรับการยกยองเปนศิษยเก าดเดี น เนื่องในโอกาสงานครบรอบ 100 ปโรงเรียน พัทลุงจากโรงเรียนพัทลุง พ.ศ. 2550 ไดรับยกยองเชดชิูในฐานะ "ผสููงอายุแหงชาติ" ประจําป 2550 ผูมีผลงานดีเดนคน แรก (รูปแรก) ของประเทศ พระพรมหมังคลาจารยถึงแกมรณภาพเมื่อเวลา 9.09 น. ในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ณ โรงพยาบาล ศิริราช ดวยเหตุติดเชื้อในกระแสโลหิต สิริรวมอายุได 96 ป 5 เดือน พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวได พระราชทานโกศแปดเหลี่ยมและรับศพไวในพระราชานุเคราะห


135 คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. เปนธรรมกถึก ทานเปนพระสงฆที่มีวาทศิลปพูดจูงใจคนไดอยางยอดเยยมี่ทานอธิบาย ธรรมะดวยภาษางาย ๆ ยกเหตุการณปจจุบนมาประกอบ ัทําใหผูฟงเห็นจริงไปดวยขณะเดียวกนกัแทรก็ อารมณขัน ทําใหผูฟงเกดความประท ิ ับใจที่ไดฟง 2. เปนพุทธสาวกที่ดีเปนพระสงฆที่มีวัตรปฏิบัติเรียบงายไมยดตึดยศถาบรรดาศิ ักดิ์ทานเป  นพุทธ สาวกที่มีศีลาจารวัตรงดงาม ไมดางพรอยอุทิศชีวิตเพื่อสั่งสอนประชาชนตลอดมาโดยไมย อทอ 3. เปนนักปฏิรูปพระศาสนาปรับเปลี่ยนวิธีการเทศนใหมเปนการยืนปาฐกถาแทนการนั่งธรรมาสนใชภาษา งายๆไมมีพิธีรีตองอาราธนาเทศนกอนเสมอนอกจากนี้ยังปฏิรูปพิธีศพใหสวดเพียงจบเดียวเวลาที่เหลือใหฟงเทศน เพื่อใหศาสนิกชนไดรับความรูและขอคิดกลับไปดวย เร ื่องที่ 3.8 พระโพธิญาณเถระ (ชา สุภทโท) หลวงปชาูสุภัทโท พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) หรือ หลวงพอชา หรืออาจารยชา เกิดเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2461 ตรงกับ วันศุกรขึ้น 7 ค่ํา เดือน 7 ปมะเมีย ณ บานจิกกอ หมูที่ 9 ตําบลธาตุอําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานีบิดาชื่อนายมา ชวงโชติมารดาชื่อ นางพิมพชวงโชติ มีพี่นองรวมบิดามารดาเดียวกันจํานวน 10 คน หลวงปูชา สุภทฺโท ขณะมีชีวิตอยูทานไดอุทิศชีวิตเพื่อการปฏิบัติธรรม และเผยแพรพุทธศาสนา ทั้งแกชาวไทยและชาวตางประเทศ ซึ่งบังเกิดผล ทํา ใหผลงานที่เปนประโยชนอเนกอนันตแกพระศาสนา ทั้งที่เปนพระธรรมเทศนา และสํานักปฏิบัติธรรมในนามวัด สาขาวัดหนองปาพงมากมาย ซึ่งแมทานจะมรณภาพไปนานแลว แตศิษยานุศิษยของทานก็ยังคงรักษาแนวทาง ปฏิบัติธรรมที่ทานไดสั่งสอนไวจนถึงปจจุบัน หลวงปูชาไดรบการศั ึกษาชนประถมศ ั้ึกษา ณ โรงเรียนบานกอ ตําบลธาตุอําเภอวารินชําราบ จังหวดอัุบลราชธานีจนจบชนประถมป ั้ที่ 1 แลวไดลาออกจากโรงเรียนเพราะมีจิตใจใฝทางบวชเรียน ภายหลัง เมื่อบวชเรียนแลวไดเร ียนหนังสือธรรมเรียนบาลีไวยากรณเรียนมูลกจจายนั จนสามารถอานแปลภาษาบาลีได และไดศกษาพระปร ึ ิยัติธรรมจนสอบไดชนสัู้งสุดสายนกธรรมัคือ สอบไดนักธรรมชั้นเอก เมื่ออายุ 13 ปหลังจากลาออกจากโรงเรียนประถมศึกษาแลว โยมบิดาไดนําไปฝากกับเจาอาวาสเพื่อ เรียนรูบุพกิจเบื้องตนเกี่ยวกับบรรพชาวิธีจึงไดรับอนุญาตใหบรรพชาเปนสามเณรชา โชติชวง เมื่อเดือน มีนาคม พ.ศ. 2474 โดยมีทานพระครูวิจิตรธรรมภาณี (พวง) อดีตเจาอาวาส วัดมณีวนาราม อุบลราชธานีเปน อุปชฌายสามเณรชาโชติชวงไดอยูจําพรรษาและศึกษาพระปริยัติธรรม ตลอดจนอยูปฏิบัติครูอาจารยเปนเวลา 3 ป ไดเอาใจใสตอภารกิจของสามเณรทองสวดมนตทําวัตร ศึกษาหลักสูตรนักธรรมปฏิบัติพระเถระ แลวจึงได ที่มา : Google.com


136 ลาสิกขาบทมาชวยบิดามารดาทําไรทํานา ทั้งนี้ดวยความจําเปนของครอบครัวแบบชาวไรชาวนาอีสานทั่วไป ดวยจิตใจที่ใฝในการบวชเรียน จึงสํานึกอยูตลอดเวลาวาจะตองอุปสมทบเปนพระใหไดเมื่ออายุครบ 20 ป บริบูรณภายหลังเมื่อตกลงกับบิดามารดาและทานทั้ง 2 ก็อนุญาตแลวจึงไดฝากตัวที่วัดกอใน ใกลบาน แลว ไดรับอนุญาตใหอุปสมบทไดเมื่อวันที่ 26 เมษายนพ.ศ. 2482 ณพัทธสีมาวัดกอในตําบลธาตุอําเภอวารินชําราบ อุบลราชธานี เมื่อพระชา สุภทฺโท สอบนักธรรมตรีไดแลว ก็อยากเรียนใหสูงขึ้นเพราะมีจิตใจรัก ชอบทางธรรมอยูแลว แตขาดครูอาจารยในการสอนระดับสูงตอไป นึกถึงภาษตอิสานที ี่วา “บออกจาก บานบฮูฮอมทางเทียว บเฮ ียนวิชาหอนสิมีความฮู” ชีวิตชวงนี้จะเห็นไดชัดวา พระชา สุภทฺโท มุงเรียนปริยัติ ธรรมใหสูงสุดจึงทุมเทใหการศ  ึกษาทั้งนกธรรมและบาลั ีและผานสํานักตางๆ มากมายจนในที่สดกุ็สอบ นักธรรมไดครบตามหลักสูตรคือ สอบนักธรรมชั้นโทไดในสํานกของัพระครูอรรคธรรมวิจารณสอบ นักธรรมชั้นเอกไดในสํานักวัดบานกอนอกถิ่นเกิด หลวงปูชา สุภทฺโท ขณะมีชีวิตอยูทานไดอุทิศชีวิตเพื่อการปฏิบัติธรรม และเผยแผพุทธศาสนา ทั้ง แกชาวไทยและชาวตางประเทศ ซึ่งบังเกิดผลทําใหผลงานที่เปนประโยชนอเนกอนันตแกพระศาสนา ทั้งที่ เปนพระธรรมเทศนาและสํานักปฏิบัติธรรม ดังนี้ 1. ธรรมเทศนา สําหรับบรรพชิต สําหรับคฤหัสถเสียสละเพื่อธรรม การเขาสูหลักธรรม ธรรมะ ที่หยั่งรูยากธรรมะธรรมชาติปฏิบัติกันเถิด ธรรมปฏิสันถาร สองหนาของสัจธรรม ปจฉิมกถาการฝกใจ มรรคสามัคคีดวงตาเห็นธรรม อยูเพื่ออะไร เรื่องจิตนี้น้ําไหลนิ่งธรรมในวินัย บานที่แทจริง สัมมาสมาธิ ขึ้นตรงตอพระพุทธเจาความสงบบอเกิดปญญาพระองคเดียว นอกเหตุเหนือผล สมมตติและวิมุตติการทํา จิตใหสงบ ตุจโฉโปฎฐิละ ดวงตาเห็นธรรม ทําใจใหเปนบุญ ทรงไวซึ่งขอวัตร เหนือเวทนา เพียรละกาม ฉันทะ ทางพนทุกขไมแนคืออนิจจัง โอวาทบางตอน อานใจธรรมชาติอยูกับงูเหา สัมมาทิฐิที่เยือกเย็น มรรคผลไมพนสมัย นักบวชนักรบ ธุดงคทุกขดง สัมมาปฏิปทา พึงตอสูความกลัวกวาจะเปนสมณะ เครื่อง อยูของบรรพชิต กุญแจภาวนาวิมุตติ 2. สํานักปฏิบัติธรรม มีสํานักปฏิบัติธรรม ในประเทศไทยซึ่งอยูทุกภาคของประเทศจานวนํ ทั้งสิ้น 82 สาขาและในตางประเทศอีก 7 สาขาและเฉพาะศิษยที่เปนพระชาวตางประเทศซึ่งอยูเปนประธาน  สงฆผูมีพรรษาต่ํา สุดคือ 16 พรรษา คําสอนของหลวงปูชาทั้งหมด สามารถสรุปลงไดดังนี้ 1. จุดหมาย : มรรคผล นิพพาน พนทุกข 2. เนื้อหา : ศีล สมาธิปญญา 3. วิธีการ : สมถวิปสสนา 4. กลวิธี : มองเขาหาตัวดูธรรมชาติเปรียบเทียบ กับธรรมชาติทําใหดูแลวรูตาม หยุดชั่ว มันกด็ี การไมกระทําบาปนั้นมันเลศทิ ี่สุด บางคนบางคราวโจรมันกให็ ไดมนกั ็แจกได


137 แตวาจะพยายามสอนใหมันหยุดเปนโจรนนนะั้มนยากทัสีุ่ด การจะละความชั่วไมกระทําผิดมันยากการทําบุญ โจรมันก็ทําไดมนเป ั นปลายเหตุ การไมกระทําบาปทั้งหลายทั้งปวงนั้นนะเปน ตนเหตุ คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง หลวงปูชาเปนผูที่มุงมั่นในการปฏิบัติธรรม และเผยแผพระพุทธศาสนาไปยังลูกศิษยดวยภาษา ที่งายเหมาะแกการปฏิบัตินอกจากนี้ทานยังเนนการปฏิบัติที่เกิดจากการเรียนรูดวยตนเองดวยวัตรปฏิบัติที่ เปนแบบอยางของทานเองและดวยถอยคําสอนที่เรียบงายตามหลักพุทธธรรม เร ื่องที่ 3.9 พระพรหมคณาภรณุ (ป.อ.ปยุตตโต) พระพรหมคุณาภรณ (ประยุทธปยุตฺโต) (นามเดิม: ประยุทธอารยางกูร) หรือที่รูจักกันดีทั่วไปในนามปากกา"ป.อ.ปยุตฺโต"เกิดเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2481 ที่อําเภอศรีประจันตจังหวัดสุพรรณบุรีเปน บุตรของนายสําราญและนางชุนกีอารยางกรู เมอจบชื่ั้นประถมศึกษา จากโรงเรียนประชาบาลชัยศรีประชาราษฎรจากนั้นบดาได ิพาเข า กรุงเทพฯ เพื่อเรียนตอระดับมัธยมที่โรงเรียนวดปท ัุมคงคาโดยพักอยู ที่วัดพระพิเรนทรเด็กชายประยุทธเปนเด็กเรียนเกงจึงไดรับทุนเรียนดี จากกระทรวงศึกษาธิการจนถึงมัธยมศึกษาตอนตน และมีความใสใจ ในการเรียนมาก ชวงเวลาปดเทอมกลับมาอยูที่บานก็สามารถสอน ภาษาอังกฤษแกนอง ๆ ได เนื่องจากสุขภาพไมด ีทานจึงบรรพชาเปนสามเณรต ั้งแตอายุ 12 ปเมื่อปพ.ศ.2494 และเขามาจําพรรษา ที่วัดพระพิเรนทรกรุงเทพมหานครจนสอบไดนักธรรมเอกและเปรยญธรรมี 9 ประโยคขณะยังเปนสามเณร และไดรับการอุปสมบทโดยเปนนาคหลวงในพระบรมราชูปถัมภเมื่อวันท 24 ี่กรกฎาคมพ.ศ. 2505 ณวดพระศรั ีรตนศาสดาั รามโดยมีสมเด็จพระอรยวงศาคตญาณิสมเด็จพระสังฆราช (ปลดกิตฺติโสภโณ) เปนพระอุปชฌายทานเคยให สัมภาษณถึงแรงบันดาลใจทที่ําใหทานบวชเปนสามเณรอยูเปนระยะเวลานาน จนมาอุปสมบทเปนพระภกษิุ มาตลอดเปนเพราะไดอานนวนิยายอิงธรรมะของอาจารยสุชีพ ปุญญานุภาพ ทําใหรสู ึกอยากเปนส วนหนึ่ง ของการเผยแผพระพุทธศาสนาในกองทัพธรรม พระพรหมคุณาภรณ เปนพระนักวิชาการนักคิดนักเขียนผลงานทางพระพุทธศาสนารุนใหม มีผลงานทางวิชาการพระพุทธศาสนาเปนจํานวนมาก ผลงานของทานที่เปนที่รูจักเชนหนังสือ พุทธธรรม เปนตน ทานไดรับการยกยองจากทั้งในและตางประเทศเปนอยางมาก ดวยผลงานของทานทําใหทานไดรับ รางวัลและดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากหลายสถาบันทั้งในและนอกประเทศโดยเฉพาะอยางยิ่งการที่ทานเปน คนไทยคนแรกที่ไดรับรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพจากองคการยูเนสโก (UNESCO Prize for Peace Education) นอกจากนี้ปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ที่ทานไดรับรวมมีมากกวา 15 สถาบัน ซึ่งนับวาทาน ที่มา : Google.com


138 เปนพระภิกษุสงฆไทยที่ไดรับการยกยองใหไดรับดุษฏีบัณฑิต กิตติมศักดิ์มากที่สุดในปจจุบันและในปพ.ศ. 2549 มีพระบรมราชโองการโปรดเกลาแตงตั้งเปนราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ปจจุบันพระพรหมคุณาภรณดํารง ตําแหนงเปนศาสตราจารยพิเศษ ประจํามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และจําพรรษาอยูที่วัด ญาณเวศกวัน อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม หลังจากสอบชุดวิชาครูพ.ม. ไดก็ไดรับการแตงตั้งเปนรองเลขาธิการมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัยและดํารงตําแหนงติดตอกันมาถึง 10 ปมีบทบาททางดานการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาของคณะ สงฆโดยพยายามเชื่อมโยงความรูทางธรรมใหเขากับปญหาสังคมรวมสมัย ในทางดานการบริหารเคยดํารง ตําแหนงรองเจาอาวาสวัดพระพิเรนทรชวงปพ.ศ. 2516 และลาออกจากตําแหนงบริหารหลังจากนั้นในสาม ปตอมา โดยทุมเทเวลาและกําลังกายใหกับงานดานวิชาการ ตีพิมพผลงานเปนหนังสือและบทความออกมา อยางแพรหลาย ทั้งรวมเสวนาและสัมมนาทางวิชาการกับนักวิชาการและปญญาชนรวมสมัยอยางสม่ําเสมอ หนังสือพุทธธรรม ไดรับการยกยองวาเปนเพชรน้ําเอกของวงการพระพุทธศาสนา ไดรับดุษฎี บัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยทั้งในประเทศและตางประเทศ 10 กวาแหงและไดรับรางวัล “การศึกษา เพื่อสันติภาพ” จากยูเนสโก เมื่อปพ.ศ. 2537 ซึ่งทานไดมอบเงินรางวัลทั้งหมดใหแกกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อจัดตั้งกองทุนการศึกษาพระธรรมปฎกเพื่อสันติภาพ พระป.อ. ปยุตโต ไดรับเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้น ตามลําดับ เปนพระเทพเวทีพระธรรมปฎกและพระพรหมคุณาภรณซึ่งเปนสมณศักดิ์ที่รูจักกันอยางแพรหลาย ในปจจุบัน ปจจุบันพระพรหมคุณภรณเปนเจาอาวาสวัดญานเวศกวัน ตําบลบางกระทึก อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และดูแลสํานักสงฆสายใจธรรม บนเทือกเขาสําโรงดงยาง ตําบลหนองแหน อําเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ตลอดชีวิตของพระพรหมคุณาภรณทานไดใชความรูพระไตรปฎกแทๆ เพื่อชวยปกปองสังฆ มณฑลในประเทศไทยหลายกรณีไมวากรณีสันติอโศกหรือกรณีวัดพระธรรมกาย ทานไดชวยชี้แจงใหคน ไทยไดรับทราบถึงขอมูลเกี่ยวกับพระไตรปฎกที่ถูกตองเอาไวหลายครั้ง ในขณะเดียวกัน ทานยังมีบทบาท ในการชี้แนะสังคมไทยในดานการบริหารประเทศหลายครั้ง เชน ในหนังสือ มองอเมริกาแกปญหาไทย ได ชี้ใหเห็นถึงอิทธิพลของระบบทุนนิยมเสรีในประเทศไทยและยังไดชี้ใหเห็นวาสังคมตะวันตก หรืออเมริกา มีแงมุมที่ไมควรเปนแบบอยางในการพัฒนาประเทศไทยที่จะทําใหเนนแตพัฒนาวัตถุทําใหนักคิดไทยหลาย คนตื่นตัวมาหาหลักพุทธธรรมเปนแนวในการพัฒนา ปจจุบันทานเปนที่ปรึกษาทางวิชาการประจํามูลนิธิ แผนดินธรรม ในพระสังฆราชูปถัมภและเจาอาวาสวัดญาณเวศกวัน พุทธมณฑลสาย 4 จ.นครปฐม ผลงานทางวชาการพิุทธศาสนา 1. พุทธธรรม 2. พจนานกรมฉบุับประมวลศัพท 3. พจนานกรมฉบุับประมวลธรรม 4. สถาบันสงฆกับสังคมไทยในปจจุบัน


139 5. พจนานกรมพุ ุทธศาสตร 6. จารึกอโศก 7. ธรรมนูญชีวิต 8. มองอเมริกาแกปญหาไทย 9. พระพุทธศาสนากับสังคมไทย คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง ทานเปนนักการศึกษา และดํารงชีวิตแบบเรียบงาย มีวัตรปฏิบัติที่ออนนอมถอมตน ให ความสําคัญและความสนใจแกผูเขาพบโดยไมเลือกเชื้อชาติศาสนา ผิวพรรณ เพศ เปนพระสงฆที่ทํา คุณประโยชนตอวงการพระพุทธศาสนาและสังคมของมวลมนุษยอยางหาที่เปรียบมิได เร ื่องที่ 3.10 สมเด็จพระนารายณ  มหาราช สมเด็จพระนารายณมหาราชทรงเปนพระราชโอรสในสมเด็จพระเจา ปราสาททองกับพระอัครเทวีพระองคเจาศิริราชกัลยา ทรงพระราชสมภพ ณวันจันทรเดอนยื ี่ปวอก พ.ศ. 2175 (จุลศักราช 994) เมอยื่ังทรงพระเยาว มีพระนามเดิมวา “เจาฟานรินทร” ครั้นเจริญพระชันษาได 1 เดือน สมเด็จพระราชบิดาตรัสใหม ีการพระราชพิธีขึ้นพระอูกม็ีเหตุมหัศจรรย คือในระหวางพระราชพิธีนั้นขณะที่พระราชกมารบรรทมอยุ ูในพระอูพระญาติ วงศฝายในบังเอิญเห็นเปน 4 พระกรแลวจ ึงกลับเปนปรกติเปน 2 พระกร สมเด็จพระเจาปราสาททองจึงตรัสใหเอานมิิตนั้นเปลี่ยนพระนามเสียใหม วา “ พระนารายณราชกุมาร” สมเด็จพระนารายณมหาราช ทรงขึ้นครองราชยเปนรัชกาลที่ 4 แหงราชวงศปราสาททอง ขณะมีพระชนมายุได 25 พรรษา เมื่อเวลาบาย 2 โมงของวันพฤหัสบดีเดือน 12 แรม 2 ค่ํา ปวอกอฏศกั จุลศักราช 1018 (ตรงกับวนทั ี่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2199) กลาวกันวา ในรัชกาลของพระองคบานเมืองมีความเจริญในดานศิลปวิทยาและการศึกษา ราษฎรเปนสุขสมบูรณเพราะพระองคเปนผูทรงมีปญญาเฉลียวฉลาด บํารุงบานเมืองดีทั้งทรง เปนปราชญและกวีสิ่งสําคัญที่สุดคือการติดตอกับตางประเทศ ในรัชสมัยของพระนารายณมหาราช การคา ขายกับตางประเทศเจริญมาก จึงเกิดขัดใจกันกับพวกฮอลันดา ซึ่งกําลังมีอํานาจอยูพระองคทรงหวั่นเกรงภัย จะมาจากฝรั่งจึงใหสรางปอมขึ้นที่เมืองธนบุรีและนนทบุรีและดัดแปลงเมืองลพบุรีขึ้นเปนราชธานีอีกแหง หนึ่งฝายพวกบาทหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเริ่มเขามาเผยแผคริสตศาสนาในกรุงศรีอยุธยา เห็นเปนโอกาสดีก็เขา อาสาชวยในการกอสรางและทูลไปยังพระเจาหลุยสที่ 14 แหงฝรั่งเศสใหสงทูตมาฝากฝงพวกตน ฝายสมเด็จ พระนารายณก็ทรงยินดีที่จะผูกไมตรีกับพระเจาหลุยสซึ่งกําลังมีอํานาจยิ่งใหญอยูในยุโรป ฮอลันดากับอังกฤษมี ที่มา : Google.com


140 ความยําเกรงมาก ทั้งมีพระประสงคจะใหไทยไดรับความรูจากฝรั่งเศสดวย ตอนกลางของรัชสมัยของพระองค มีฝรั่งชาติกรีก ชื่อฟอลคอน เขามารับราชการเปนที่พอพระทัยมาก จนไดตําแหนงหนาที่สําคัญและไดรับยศเปน เจาพระยาวิชาเยนทร สมเด็จพระนารายณมหาราชทรงประกอบพระราชกรณียกิจอันเปนประโยชนใหประเทศไทย นานัปการ บานเมืองในสมัยของพระองคไดรับการยกยองจากประวัติศาสตรวา ฟุงเฟองดวยนักปราชญราชบัณฑิต เกริกกองกําจายดวยศิลปวรรณคดีและยิ่งไปกวานั้นในความสัมพันธกับตางประเทศนับเปนครั้งแรกที่ รุงเรืองจนเปนที่เลื่องลือ สมเด็จพระนารายณมหาราช เสด็จสวรรคต ณ วนอาทั ิตยเดือน 8 ขึ้น 11 ค่ํา ปมะโรง จุลศักราช 1050 ตรงกับวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2231 เปนปที่ 32 ในรัชกาล พระชันษาสิริรวมได 56 พรรษา สมเด็จพระนารายณมหาราชกับพระพุทธศาสนา สมเด็จพระนารายณมหาราชนอกจากจะทรงเปนขัตติยกวีจําเพาะพระองคเองแลว หากแตในรัช สมัยของพระองคก็ยังพรั่งพรอมไปดวยนักปราชญราชบัณฑิต และพระมหาเถรานุเถระผูแตกฉานในคัมภีร พระไตรปฎกและทรงวิทยาคุณ พระองคทรงฝกใฝในทางพระธรรมและขอวัตรปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา ทรงสนทนากับพระเถระทั้งหลาย ดังจะเห็นไดจากพระราชปุจฉาหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในรัชกาลของพระองค ความหนักแนนทางพระพุทธศาสนาของสมเด็จพระนารายณมหาราชเห็นไดชัดเมื่อมีการเผยแผ ศาสนาคริสตมายังประเทศไทย บาทหลวงของศาสนาคริสตไดนําหลักคําสอนในคัมภีรไบเบิลมาใหพระองค ทรงศึกษา วันหนึ่งมีบาทหลวงถือไมเทามีไมกางเขนอันใหญเหมือนกับโปปถือเขาไปเฝาพระองค บอกกับ พระองควา “ถึงเวลาแลว เพราะวาพระองคทรงรูเรื่องของพระผูเปนเจาของพระเยซูคริสตดีแลว ควรจะรับศีล เปนคาธอลิคเสียที” พระองคทรงตอบวา “ถาพระผูเปนเจาในคัมภีรของทานมีอยูจริง มีอํานาจพิเศษจริง ๆ พระผูเปนเจาของทานก็คงทราบวาประเทศไทยนี้เปนเมืองนับถือพระพุทธศาสนา แลวพระผูเปนเจาให ขาพเจามาเกิดในประเทศไทยก็เทากับวาใหมาเปนหัวหนาของพุทธบริษัท นับถือพระพุทธศาสนาถาขาพเจา เปลี่ยนจิต เปลี่ยนมานับถือศาสนาคาทอลิคที่พวกทานใหขาพเจานับถือ มันก็ขัดกับความตองการของพระผูเปนเจา จะเปนโทษเปนบาป” คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. สมเด็จพระนารายณมหาราช ทรงเปนแบบอยางในการใชธรรมะนําการเมืองไทย ในสมัยนั้นมี การลาอาณานิคม ทานสามารถนําหลักธรรมะมาใชในการบริหารบานเมืองใหพนจากการลาอาณานิคมของ ประเทศตะวันตกไดอยางสงางาม จึงทรงรักษาไวไดทั้งชาติศาสนาและพระมหากษัตริย 2. ทรงมีพระทัยหนักแนนในการนับถือพระพุทธศาสนาจะเห็นไดจากพระองคทรงปฏิเสธการเขารีตศาสนา คริสต 3. ทรงมีปฏิภาณเปนเลิศในการแกปญหา ทรงปฏิเสธการเขารีตอยางนิ่มนวลและใชวาจาที่คม คายยิ่งคือตรัสตอบพระเจาหลุยสที่ 14 แหงฝรั่งเศสวาพระเจาคงมีพระประสงคใหคนนับถือศาสนาตางกัน และคง


141 ประสงคใหพระองคนับถือพระพุทธศาสนาถาเมื่อใดที่พระเจาประสงคใหพระองคนับถือคริสตศาสนา พระ เจาก็คงจะบันดาลใหพระองคทรงเลื่อมใสเอง วาทะอันคมคายนี้ทําใหพระเจาหลุยสที่ 14 ไมกลารบเราพระองค อีกตอไป 4. ทรงเปนอุบาสกตัวอยาง สนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรมของพระสงฆ ยกยองพระสงฆ ที่มีความรูทางบาลีมีการสอบวัดความรูผูที่สอบไมผานใหเขารับราชการจึงเปนที่มาของคําวา “สอบไล” 5. ทรงมีพระปรีชา และเมตตากรุณาอยางยิ่ง ทรงนําหลักธรรมของพระพุทธศาสนามาปฏิบัติ จนเปนพระนิสัยในตอนปลายรัชกาลที่พระองคทรงประชวร พระเพทราชากับขุนหลวงสรศักดิ์ไดลอมวังไว พระองคเกรงวาขาราชบริพารจะถูกฆาตายหมดเลยโปรดฯใหนิมนตพระสงฆมาทําพิธีใหพระราชวังเปน วิสุงคามสีมาและอุปสมบทขาราชบริพารทุกคนเพื่อใหพนภัย เร ื่องที่ 3.11 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจาอยูหัวเปนรัชกาลที่ 5 แหงราชวงศจักรีกรุงรัตนโกสินทรพระองคเปน พระราชโอรสองคที่ 9 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 4 และเปนองคที่ 1 ในสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ประสูติเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 ตรงกับวันอังคาร เดือน 10 แรม 3 ค่ํา ปฉลูเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2411 สวรรคตเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 ขณะมีพระชนมายุได 57 พรรษารวมเวลาครองราชย 42 ป วันท 1 ี่ตุลาคมพ.ศ. 2411 พระบาทสมเดจพระจอมเกล็ า เจาอยูหวเสดัจสวรรคตภายหล็ ังทรงเสด็จออกทอดพระเนตรสุริยุปราคา พระองคจึงไดรบการทัูลเชิญใหขึ้น ครองราชสมบัติตอจากสมเด็จพระราชบิดา โดยในขณะนนั้ทรงมีพระชนมายุเพยงี 15 พรรษาดังนนั้จึงไดแตงตั้ง สมเด็จเจาพระยาบรมมหาศรสีุริยวงศ (ชวงบุนนาค) เปนผูสําเร็จราชการแทนพระองคจนกวาพระองคจะ ทรงมีพระชนมพรรษครบ 20 พรรษาโดยทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรกเมื่อวนทั ี่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 โดยไดรับการเฉลิมพระปรมาภิไธยวา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา จฬาลงกรณุฯ พระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว เมื่อพระองคทรงมีพระชนมายุครบ 20 พรรษาจึงทรงลาผนวชเปนพระภกษิุและไดมการจี ัด พระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 ขึ้น เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 พระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว เปนพระมหากษัติยที่ทรงตั้งอยู ในฐานะเปนที่เคารพรักของปวงชนชาวไทยเปนที่พึ่งตลอดระยะเวลายาวนานถึง 42 ปไดทรงบําเพ็ญพระราชกรณียกิจ เปนคุณประโยชนแกประเทศชาติและพระศาสนาเปนเอนกนานัปการเชน โปรดใหยกเลิกประเพณี ที่มา : Google..com


Click to View FlipBook Version