The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ศาสนาและหน้าที่พลเมือง 3 สค33009

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Duck Pinthong, 2023-07-03 03:52:26

ศาสนาและหน้าที่พลเมือง 3 สค33009

ศาสนาและหน้าที่พลเมือง 3 สค33009

242 2. ประชาชนอีกจํานวนหนึ่งที่ความขัดแยงทางการเมืองสงผลกระทบทางลบไปสูวิถีการดําเนิน ธุรกิจหรือวิถีการดําเนินชีวิตปกติของพวกเขา ประชาชนเหลานี้เริ่มจับตาดูสถานการณและตั้งคําถามกับ ตัวเองวา “เราจะปลอยใหประเทศชาติตกเปนตัวประกันของคนสองกลุมนี้กระนั้นหรือ” 3. ความแตกแยกในหมูประชาชนมีสวนบนทอนพลั่ังฝายประชาชนอยางหล ีกเลี่ยงไมไดแมวา คุณภาพความรับรูบทเรียน และอุดมการณทางการเมืองของประชาชนปจจุบันจะยกระดับกวาของประชาชน ในสมยั 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ที่เขารวมการเคลื่อนไหวดวยอารมณ  ความรูสึกและดวย สถานการณพาไปมากกวาความเขาใจอยางแทจริงในอดมการณุที่ตนกําลังตอสูอยูก็ตาม ขอที่นาเปนหวงคือ ทั้งสองฝายที่ขัดแยงกันตางไมมีทีทาจะรอมชอมเพื่อหาทางออกที่ทุกฝายพอรับไดและที่เปนผลดีตอการ ประคับประคองใหระบอบประชาธิปไตยที่ตางก็อางวาท ําเพื่อรักษาระบอบนี้ใหสามารถฟนฝาวิกฤตออกไป 4. ความขัดแยงเกิดขึ้นในภาวการณที่สถาบันทหารมีความพรอมและสามารถอาศัยความขัดแยงใน หมูประชาชนกลับมากอรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งไมสามารถแกไขปญหาของประเทศชาติได 5. ความขัดแยงที่เกิดขึ้นสงผลกระทบตออํานาจรัฐในการควบคุมการกระทําใหอยูภายใตกฎหมาย ในดานการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ รวมทั้งการลบหลูสถาบันตางๆ ที่เคยเปนที่เคารพนับถือของ ประชาชน ซึ่งกอใหเกิดความแตกแยกทางความคิดของคนในสังคมอยางมาก สังคมเกิดความขัดแยงสูงและ พรอมที่จะใชความรุนแรง รวมทั้งไมมีใครฟงใครเชนนี้ยอมเปนเหตุใหเกิดการจลาจลและนําไปสูวัฒนธรรมใหม ที่ตกต่ําลงไดงาย สายใยแหงความปรองดอง ความเอื้ออาทรและการเปดใจรับความคิดเห็นที่ปรารถนาดีรวมทั้ง การเคารพผูอาวุโสกวาถูกทําลายไป และแทนที่ดวยความยโสโอหังและความรูสึกกระหายในการมุงที่จะเอาชนะ แตเพียงอยางเดียว 6. สังคมเกิดความวุนวายจากการปลุกปน ปลุกระดมดวยกระแสขอมูลขาวสาร สื่อสารมวลชนของ แตละฝายทําใหเกิดความขัดแยงในสังคมซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นตามลําดับ ทําใหเกิดการเขนฆาประชาชน เผาทําลายทรัพยสินเสียหายกระทบตอภาพลักษณของประเทศที่เสมือนบานปาเมืองเถื่อน 7. การพัฒนาประเทศเขาสูภาวะชะงักงัน เศรษฐกิจเสียหายเพราะคนงานออกไปชุมนุมประทวง การทองเที่ยวซบเซาเพราะชาวตางประเทศไมกลามาเที่ยวเมืองไทย เร ื่องที่ 2.3 แนวทางแกไขความขัดแยงทางการเม ืองในสังคมไทย แนวทางแกไขความขัดแยงทางการเมืองในสังคมไทย ตองอาศัยความรวมมือของทุกฝายและ สามารถทําไดดังนี้ 1. การรอมชอมที่ทุกฝายพอรับไดเพื่อใหเกิดสถานการณแบบที่ทุนนิยมเรียกวา “Win-Win Situation” หรือที่สังคมนิยมใชคําพูดวาการกระทําทุกอยางควรพิจารณากอนวา “มีเหตุผลไดประโยชนและ รูประมาณ” บนความแตกตางจะ “แสวงจุดรวม สงวนจุดตาง” ไดอยางไร 2. คนไทยไมวาจะอยูฝายไหนตองทําความเขาใจและยอมรับใหไดวาความแตกตางทางความคิดนั้น เปนปกติวิสัยของระบอบประชาธิปไตยผูที่คิดตางจากเราไมใชศัตรูของเราและดวยเหตุนี้จึงไมจําเปนตองทําตาม


243 สรุปสาระสําคัญ การแกปญหาความขัดแยงในสังคมไทยตองรวมมือรวมใจกันทุกฝายและอยูบนพื้นฐานของความจริงจัง และจริงใจและการแกปญหาตองแกที่สาเหตุวิเคราะหอยางรอบคอบ และหาทางแกไขปญหาอยางยั่งยืน ผูที่ปลุกระดมใหคนมาทํารายกัน คนไทยไมจําเปนตองฆาก ันเพยงเพราะความคี ิดเห็น ความเชื่อคานิยม หรือ อุดมการณแตกต างกัน รัฐบาลและสถาบันทหารก็ตองเรียนรูวัฒนธรรมความแตกตางในระบอบประชาธ  ิปไตย ดวยเชนกนั 3. สังคมไทยเปนสังคมแหงพระศาสนาทหาทางพี่ นทกขุไดไมยากนกัจึงควรหากิจกรรมหลอหลอม จิตใจคนไทยใหเปนหนึ่งโดยเลิกปรุงแตงอารมณเลิกหมกมุนกับขอมลขูาวสารวางจิตใจใหเปนกลางและยึด ผลประโยชนของประเทศชาติเปนหลัก 4. ควรรวมตัวกันตรวจสอบปญหาการทุจริตคอรรัปชั่นในกลุมนกการเมั ืองและเจาหนาที่ของรัฐ อยางเขมขน ไมมีอารมณตามแรงยั่วยุแตหันมาทํากิจกรรมเชื่อมประสานความรักความเกอกืู้ลตอกันของคนไทย ในแตละชุมชนและในที่สาธารณะ ทามกลางเจาหนาที่รัฐและประชาชนที่ชวยก ันสอดสองดูแลความปลอดภัย ควบคูไปดวย 5. สื่อสารมวลชนจะตองชวยก ันนําเสนอขอมูลความจริงจากการนําเสนอทั้งสองฝายเพื่อให ขอมูลแกประชาชนใหเกิดความรูความเขาใจและแสวงหาทางเล  ือกวาจะตองตัดสินใจอยางไรในการเลือกตั้ง ครั้งตอไป โดยตองชวยกันใหความรูความจริงแกประชาชนทุกดาน 6. ประชาชนทุกฝายตองเปดใจยอมรับความจริง ยอมรับความถูกตอง หันหนาเขาหากัน พูดคุยกัน เพื่อหาแนวทางรวมกันในการแกไขปญหาเพื่อใหยุติความขัดแยง เกิดความสามัคคีเกิดความสงบสุขเกิดการพัฒนา ประเทศใหแข็งแกรงตอไป ถาไมขจัดความขัดแยง ประเทศไทยก็จะไมเกิดสันติ ไมมีความสามัคคีและหา ความสงบสุขไมได 7. สรางความปรองดองในชาติอยางแทจรงโดย ิ 7.1 ชวยกันทําใหประชาชนไดรับการกระจายทรัพยสิน รายไดที่เปนธรรม 7.2 ใหประชาชนไดรับการศกษาึ ไดรบขั อมูลขาวสารที่มีคณภาพุรูจักคดวิเคราะหิ อยางมีเหตุผล มีวุฒภาวะิ 7.3 ประชาชนไมควรถูกยุยงใหเกลียดชังประชาชนกลุมอื่นที่คิดแตกตาง ยกเวนพวกทําผิด กฎหมายและใชความรุนแรง แตประชาชนควรเขาใจและเกลียดชังปญหาความยากจน ปญหาคอรัปชั่นหรือ ผลประโยชนทับซอน ปญหาการใชอภิสิทธิ์ใชอํานาจและการหาประโยชนเกินขอบเขตของนักการเมือง ตํารวจ ทหารขาราชการ นักธุรกิจชั้นสูง เปนตน 7.4 ชวยกนคั ิด ชวยกันจดตั ั้งองคกรเพื่อหาทางแกไขปญหาความขัดแยงอย างตรงไปตรงมา โดยที่คนรวย ชนชั้นกลางของไทยซึ่งมีชองวางกับคนจนมากควรยอมลดประโยชนสวนตวลงมาชั วยคนจน เพิ่มขึ้น


244 กิจกรรม กิจกรรมที่ 4 ใหนกศั ึกษาวิเคราะหความขดแยั งทางการเมืองของไทยตามหัวขอตอไปนี้ 1. สถานการณความข ัดแยง................................................................................................................................ ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 2. สาเหตุของความขัดแยง.................................................................................................................................. ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 3. ผลกระทบจากความขัดแยง............................................................................................................................ ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 4. แนวทางแกไขป  ญหา...................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................


245 ตอนท ี่ 3 บทบาทของการเม ืองไทยที่ม ี ตอความสัมพันธ  ระหวางประเทศ ไทยเปนรัฐหนึ่งของสังคมโลกที่มีความเปนมาคลายคลึงกับรัฐอื่น คือ เริ่มจากสังคมขนาดยอม ในลักษณะแบบครอบครัว หรือแบบชนเผา ตอมาเจริญขึ้น รูจักการเพาะปลูก การคาขายและรูจักนําโลหะมาทํา เครื่องมือเครื่องใช จึงเริ่มตั้งเปนเมืองและขยายเปนรัฐหรืออาณาจักร กอนสมัยสุโขทัยลักษณะการดํารงอยู ของรัฐตางๆ ในแวนแควนสยามเปนสังคมอันเนื่องมาจากการประสมประสานทางวัฒนธรรมของชนเผาตาง ๆ ที่อยูรวมกันแตมีอํานาจทางการเมืองเปนอิสระความสัมพันธของคนในสังคม จึงเปนการเคลื่อนไหวเปดเสนทาง ติดตอกันระหวางรัฐภายในภูมิภาคกับหัวเมืองใกลทะเลที่มีเสนทางการคมนาคมติดตอกันไดทั้งทางบกและ ทางเรือ เร ื่องที่ 3.1 ประเทศไทยในสังคมโลก ในคริสตศตวรรษที่ 16-17 เมื่อศึกษาดูการขยายตัวของยุโรปในยุคการแสวงหาดินแดนใหมแลวจะ เห็นวายังไมมีผลตอประเทศไทยเพราะสมัยนั้นความสนใจของยุโรป คือ ตลาดสินคาที่มีราคาสูง เชน เครื่องเทศในหมูเกาะอินโดนีเซียผาไหมหรือสินคาฟุมเฟอยจากจีน แรทองและเงินจากอเมริกาใต สมัย สุโขทัยจึงไดติดตอกับประเทศตางๆเฉพาะในเอเชีย เชน จีนลังกาเปอรเซียอินเดียการสรางความสัมพันธใน ตางประเทศมีเพียง 2 รูปแบบคือการคาขายและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม อยางไรก็ตาม ประเทศไทยกย็ังอยู ในภูมภาคทิ ี่ชาวยุโรปอยากเขามาครอบง ํา ทางเศรษฐกจเพิ ื่อจะใหการคาของคนเอเชีย เจริญขึ้น จนสามารถผูกขาดการคาสินคา ราคาสูงตางๆไดสมัยอยุธยาประเทศยุโรปจึง ไดเริ่มเขามาติดตอกับไทย พระมหากษัตริยไทยทรงสนับสนุนการคากับตางชาติ เพื่อเพิ่มรายไดของรัฐ และหวัง จะไดรับประโยชนทางดานเทคโนโลยีจากยุโรป จึงอนุญาตใหชาวยุโรปเขามาคาขายไดแตความสัมพันธ ระหวางไทยกบตะวั นตกไม ัราบร ื่น เพราะฮอลันดาไดขมขูประเทศไทยใหลงนามในสนธิสัญญา ค.ศ.1664 ยอมใหฮอลนดาัมีสิทธิผกขาดการคูาหน ังสัตว และมีสทธิ ิสภาพนอกอาณาเขตรวมทั้งหามใชลูกเรือชาวจีน ทํางานในเรือสินคาไทย ทั้งนี้เพื่อจุดประสงคมิใหเรือสําเภาของไทยไปคาขายกับญี่ปนุสมัยสมเด็จพระ นารายณมหาราชทรงสนพระทัยที่จะติดตอก ับฝรั่งเศส เพราะอยากใหฝร ั่งเศสเขามาคาขายมาก ๆ แตดวย ความเขาใจผดของฝร ิ ั่งเศสที่คิดวาไทยตองการพึ่งพาฝรั่งเศสเพื่อถวงดุลอํานาจฮอลันดาฝรั่งเศสจึงสงกองทหาร


246 จํานวนหนึ่งเขามาในเมืองไทย พระเพทราชาไดวางแผนกําจดัจึงเกดวิกฤตการณิ ทางการเมืองขึ้นใน ค.ศ. 1688 เมื่อพระนารายณสวรรคต พระเพทราชาขนครองราชยึ้ ความสัมพันธก ับประเทศตะวันตกจึงสิ้นสดลงุ สมัยกรุงรัตนโกสินทรเมื่อการแขงขันเชิงการคาเพื่อครอบครองดินแดนตางๆ ไวเปนอาณาน ิคม ระหวางอังกฤษและฝรั่งเศสรุนแรงขึ้น ในคริสตศตวรรษที่ 19 และไดแผ มาจนถึงบริเวณทใกล ี่ เคยงี กับประเทศไทย พระมหากษตรั ิยไทยทรงตระหน กถั ึงภัยลัทธิจักรวรรดินิยม รัชกาลที่ 4 จึงยอมลงนามในสนธิสัญญาเบาริงกับอังกฤษใน ค.ศ. 1855 สนธิสัญญาดังกลาว ทําใหไทยตองเสียเปรียบดานการคาการศาลและภาษีอากร สมัยรัชการที่ 5 ตองเสียดินแดนให ฝรั่งเศสและอังกฤษหลายครงและพรั้อมกบการดั ําเนนวิ ิเทโศบายผอนปรนตอชาติ มหาอํานาจ ตั้งแตรัชกาลที่ 5 เปนตนมา ประเทศไทยก็ไดเรงดําเนินการปรับปรุงบานเมือง อยางเรงรีบและมีระบบมากขึ้น สวนทางดานความส  ัมพนธั กับตางประเทศ พระองคได เสด็จไปสรางสัมพันธไมตรีกับประเทศตาง ๆ เชน รัสเซียเพื่อจะบรรเทาแรงขับจากอิทธิพลของประเทศ อาณานิคมซึ่งอยูใกลตวัการหันไปหาพลังอํานาจชาติอื่นเพื่อมาลดอิทธิพลของบางชาตินับเปนวิเทโศบายอัน ชาญฉลาดที่ทําใหไทยดํารงความเปนเอกราชอยูได เร ื่องที่ 3.2 บทบาทของความรวมมอทางการเม ื ื องระหวางประเทศ กอนกําเนิดของรัฐประชาชาติ (Nation-state) ในศตวรรษที่ 20 คนไทยยังไมมีแนวความคิด ความรูสึกของการรวมชนเผาตาง ๆ เปนชาติไทยหรือรัฐที่มีอาณาเขตดังเชนปจจุบัน หากมีแตเพียงความคิด เกี่ยวกับการรวมอํานาจเหนือเชื้อชาติและเผาชนตางๆ ของอํานาจศูนยกลางลักษณะการปกครองจึงเปนการ กระจายอํานาจที่ชนชั้นนําในทองถิ่นมีอํานาจมากทั้งทางดานการเมืองและเศรษฐกิจรัฐบาลสวนกลางจึงไม สามารถควบคุมบรรดาเจาเมืองในหัวเมืองรอบนอกไดอยางมีประสิทธิภาพดังนั้นในยุคแรกหรือสมัยสุโขทัยและ กรุงศรีอยุธยา การบริหารราชการบานเมืองจึงเนนการปองกันประเทศ ขาราชการจึงเปนทั้งทหารและพลเรือน พรอม ๆ กันไป ครั้นภัยลัทธิจักรวรรดินิยมทวีความรุนแรงขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 แหงกรุงรัตนโกสินทร ประเทศ ไทยเริ่มตระหนักถึงความดอยของประเทศในดานตาง ๆ ทั้งดานเศรษฐกิจการทหาร และเทคโนโลยีหรือวิทยาการแผนใหมอนกั อใหเกิดภัยคกคามตุอความอยูรอดของ ประเทศจึงไดเร งรัดพัฒนาระบบราชการใหสามารถตอบโตการคุกคามจากภายนอก มีการสงคนไปเรียนวทยาการจากติ างประเทศจางชาวตางประเทศเขามาร บราชการเป ั น ที่ปรึกษา ปรับปรุงกองทัพใหทันสมัยจัดระเบียบบริหารราชการแผนดินใหมทั้งสวนกลาง และสวนภูมิภาคในการบริหารราชการแผนดินที่เนนความม ั่นคงปองกนมั ิใหเกิดความ ขัดแยงกับชาติตะวันตกเปนหลัก รัชการที่ 5 จึงทรงจัดการปกครองแบบรวมอํานาจเขาสูศูนยกลาง


247 และทรงใหความสําคัญแกงานกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงกลาโหม แตในสมัยรัชกาลที่ 5 งานการเมืองของ กระทรวงมหาดไทยมีมากกวาเพราะต องควบคุมดูแลการปกครองทวทั่ั้งพระราชอาณาจกรัและยังตองดแลดูานอนื่ๆ เชนดานตํารวจดานการปาไมแรธาตุงานสรรพากรและงานสาธารณสุข สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยหู ัว แมจะมการตระหนี ักถึงภัยลัทธิคอมมิวนิสตแลว แตลัทธิดังกลาวกย็ังไมไดม ีรูปธรรมของการเคลื่อนไหวอยางมระบบี และเปนกระบวนการตอเนื่องที่มุงลมลาง อํานาจรัฐอยางแทจริง เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน ค.ศ. 1932 (พ.ศ. 2475) รัฐบาลยุคนนจั้ึง ยังมิไดมการผนี ึกกําลังและปรับกลไกของรัฐเพื่อการตอสกู ับลัทธินี้โดยตรง มีแตเพยงอาศี ัยมาตรการ ทางกฎหมายเปนดานหลัก เชน การออกพระราชบัญญัติการกระทําอันเปนคอมมิวนสติ ซึ่งออกมา เปนครั้งแรกใน ค.ศ. 1933 (พ.ศ. 2476) หลังสงครามโลกคร้งทั ี่ 2 แรงกดดันจากสงครามเย็นและการคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต ประเทศไทยตองด ําเนินนโยบายเขาขางโลกเสรีแนวคิดในการพัฒนาดานกองท ัพและตํารวจถูกนําเขามายัง ชนชั้นผูนําไทยการสรางรัฐใหแข็งแกรง เพื่อตอสูกับภัยคอมมิวนิสต เพื่อสูกับภัยคอมมิวนิสตหนวยงาน ทางหารและความมั่นคง มีบทบาทสูงและขยายตัวมากขึ้น การเนนความมั่นคงในยุคสงครามเย็นไดสงผลตอ พัฒนาการของรัฐไทยในดานความสัมพันธระหวางประเทศ ทําใหไทยตองเขาเปนสมาชิกองคการสนธิสัญญาเอเชีย ตะวนออกเฉั ียงใต (SEATO)  ใน ค.ศ. 1954 มีขอตกลงรวมทางดานการประกันความมั่นคงระหวางสหรัฐอเมริกา กับไทยใน ค.ศ. 1962 ขอตกลงวาดวยกจกรรมพิ ัฒนาและการวจิัยการสื่อสารวิทยุ (ค.ศ. 1964) ขอตกลงวา ดวยการจัดตั้งดําเนินการและสนับสนุนกจกรรมดิ านการพัฒนาและวิจยการสั ื่อสารวิทย (ุค.ศ. 1965) ขอตกลงวาดวยการขอใช  สนามบินอูตะเภา (ค.ศ.1967) และขอตกลงวาดวยการปองกันภัยทางอากาศรวมไทย– สหรัฐฯ (ค.ศ. 1967) เปนตนความสัมพันธนี้ไดนําประเทศเขาสูความขัดแยงในระดับภูมิภาคที่สหรัฐอเมริกาเปนผู กําหนดนโยบายหลักตลอดมาคือ สงครามเกาหล ีสงครามเวียดนาม และความขัดแยงในกัมพูชา เร ื่องที่ 3.3 การแลกเปลี่ยนความชวยเหล ื อระหวางประเทศ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อิทธิพลจักรวรรดินิยมของยโรปเสุื่อมลง ประเทศตาง ๆ ที่เคยตก เปนเมืองขึ้นไดเรียกรองเอกราช สหรัฐอเมริกาไดขึ้นมามีบทบาทเปนมหาอํานาจและเริ่มเขามามีบทบาทใน เอเชียตะวันออกเฉียงใตมากขึ้น ค.ศ. 1990 เมื่อหมดยุคสงครามเย็นและมีการจัดระเบียบโลกใหม (New World System) จึงได มีการนําเอาแนวคิดเรื่องการพัฒนาการแบบยั่งยืนตามที่นักวิชาการเคยเสนอไวตั้งแตชวงปค.ศ.1 980 - 1990 มาพิจารณา การพัฒนาแบบยั่งยืนประกอบดวยแนวความคิดที่สําคัญ 6 ประการ คือ 1. ตองชวยกลุมคนที่ยากจนที่สุดเพราะพวกเขาจะไมมทางออกอี ื่นใดนอกจากการทาลายํ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม 2. เนนพัฒนาแบบพึ่งพาตวเองั ภายใตความจํากัดทางสภาพธรรมชาติ 3. การพัฒนาจะตองไมกอใหเก ิดความเสียหายรุนแรงดานสิ่งแวดลอม


248 4. การพัฒนาจะตองอยูบนหลักการที่วาดวยการม ีสุขภาพอนามัยที่ดีการใชเทคโนโลยีที่ เหมาะสม การมีอาหารที่เพียงพอแกการบริโภค 5. การพัฒนาจะตองอยูบนหลักที่วาดวยการส  งเสริมการริเริ่มของประชาชน 6. มนุษยชาติคือศูนยกลางและหวใจของการพ ั ัฒนา ตั้งแตค.ศ.1950 เปนตนมา สหรัฐอเมริกามนโยบายป ี องปรามจีน จึงมีนโยบายใหความชวยเหลือ ดานตาง ๆ แกร ัฐบาลไทย ทางดานเศรษฐกิจ วิชาการและดานการทหาร ประเทศไทยจึงตองเขาไปเกี่ยวของ กับความสัมพนธั ระหวางประเทศมากขนึ้ประเทศไทยไดเขาเปนสมาชิกองคการสหประชาชาต ิและไดเขา เปนสมาชิกองคกรชํานัญพิเศษหลายแหง เชน องคการอาหารและการเกษตรแหงสหประชาชาติ (FAO) องคการอนามัยโลก (WHO) องคการศึกษาวทยาศาสตริ และวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติ (UNESCO) ธนาคารโลก (IBRD) และองคการสหประชาชาติก็ไดเขามาต ั้งสํานักงาน ECAFE, UNICEF และ FAO ใน กรุงเทพฯดวย จากการที่ประเทศไทยไดมีการพัฒนาบานเมืองตามแนวประเทศตะวันตกและชวยให  ไทยอยู รอดรกษาเอกราชมาได ั นั้น เมื่อมาถึงสมัยคริสตศตวรรษที่ 21 โลกไดเปล  ี่ยนแปลงไปจากเดิมหลังยุค สงครามเย็นไดมีการนําระเบียบโลกใหมที่ใชเศรษฐกิจเปนเครื่องมือ ในการดําเนินนโยบายดานการเมืองระหวางประเทศกอใหเกดระบบิ ทุนนิยมโลกทสนี่ับสนุนการคาเสรีและความชวยเหลือกันใน ระดับทองถิ่น ระดบชาตั ิและระดบสากลั โลกในอนาคตไมอ ํานวย ใหประเทศหน  งประเทศใดใช ึ่วัฒนธรรมแสวงหาผลประโยชนแบบ มือใครยาวสาวไดสาวเอาอกตี อไป  หลายประเทศหนไปจ ัดระเบั ียบเศรษฐกิจภายในกลุมยอยด วยการจัดตั้งกลุม การคา (Trading Block) หรือเขตการคาเสรี (Free Trade Area) ขึ้น เชน สมาคมการคาเสรียุโรป (EFTA) เขตการคาเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) เขตการคาเสรีอาเซียน (AFTA) เปนตน การรวมกลุมดังกลาว ทําให เกิดกระแสการเมืองยุคใหม (ยุคโลกาภวิัตน) ที่มีลักษณะสําคัญ 4 ประการ 1.การแพรขยายตัวของการเมองแบบประชาธ ื ิปไตยเสรีที่เนนเสรีภาพทางการเมืองการลด อํานาจของศูนยกลางและสนับสนุนการกระจายอํานาจ 2. การเนนการมีสวนรวมในการพัฒนาขององคกรเอกชนและองคกรประชาชน  การให ความสําคัญตอชนกลุมนอย หรือกลุมประชากรที่เคยถูกกีดกนัการมีสวนรวมทางการพัฒนาและทาง เศรษฐกิจการเมือง เชน สิทธิสตรีตลอดจนการใหความสําคัญตอสิทธิเด็ก เปนตน 3. การเนนการรวมมือกันพิทักษรักษาสิ่งแวดลอม ซึ่งถือวาเปนความมั่นคงรวมกันของมวล มนุษยโดยการสนับสนุนใหมีการรวมมือกันขามรัฐเพราะสภาพของปญหาสิ่งแวดลอมมีลักษณะการกระจายตัว ขามอาณาเขตของรัฐหลายรัฐ และเชื่อมโยงกันทั่วโลก


249 สรุปสาระสําคญั ทามกลางกระแสยุคโลกาภิวัตนที่สังคมไทยเปดรับอารยธรรมตะวนตกจังตึองม ีการเตรียมความพรอมที่จะ รับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจยุคใหม วกฤตเศรษฐกิ จในป ิ ค.ศ. 1997 ที่ไทย ตองเผชิญกับปญหาเศรษฐกิจตกต่ําครั้งยงใหญ ิ่ที่สุดวิกฤตการณทางการเมือง เปนบทเรียนที่ทําใหคนไทย  ตองตระหนกและรั วมมือกนหาทางแกั ไขเพื่อหาหนทางออกใหก ับสังคมไทยวิธีการแกไขปญหาจะต องทํา พรอม ๆ กันไปทุกดาน 4. การสรางความมั่นคงทางดานการทหารลดนอยลงการดําเนินนโยบายดานการทหารจึงดําเนินการ ลดกําลังอาวุธลดความรุนแรงแสวงหาแนวทางและมาตรการพหุภาคีในการจัดการทางยุทธศาสตรทั้งใน ระดับโลกและระดับภูมิภาคโดยเฉพาะอยางยิ่ง การสรางความเชื่อมั่นไววางใจซึ่งกันและกัน (Confidence Building Measures – CBM) การปองกันการแพรกระจายของอาวุธนิวเคลียร


250 กิจกรรม กิจกรรมที่ 5 ใหนกศั ึกษาวิเคราะหความสมพั ันธระหวางประเทศไทยกับตางประเทศในดานตอไปนี้ 1. ความสัมพันธระหวางไทยกับตางประเทศสมัยสุโขทัยและอยุธยา ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 2. ความสัมพันธระหวางไทยกับตางประเทศสมัยรัตนโกสินทร ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 3. ความสัมพันธระหวางไทยกับตางประเทศสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 4. การจัดระเบียบโลกใหมหมายถึงอะไร และมีหลักการสําคัญอยางไร ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................


251 ตอนท ี่ 4 สิทธิมนุษยชน พระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติพ.ศ.2542 ไดใหความหมายของคําวา สิทธิ มนุษยชน วาหมายถึงศักดิ์ศรีความเปนมนุษยสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลที่ไดรับการรับรอง หรือคุมครองตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ตามกฎหมายไทย หรือตามสนธิสัญญาที่ประเทศไทยมี พันธกรณีตองปฏิบัติตาม สิทธิมนุษยชน เปนสิทธิที่ติดตัวมนุษยมาตั้งแตกําเนิด ซึ่งไมสามารถจําหนาย จาย โอน หรือ แจกใหกับผูหนึ่งผูใดไดสิทธิดังกลาวนี้มีความเปนสากลและเปนนิรันดร จากปฏิญญาสากลวาดวยส  ิทธิมนุษยชน ขอ 1 กลาววา “มนุษยทั้งหลายเกดมามิ ีอิสระเสรีเทาเทียม กันท้งศั ักดิ์ศรีและสิทธิทุกคนไดรับการประสิทธิ์ประสาทเหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติตอกันอยาง ฉันพี่นอง” ความดํารงอยูความถูกตองและเนื้อหาของสิทธิมนุษยชน เปนหัวขอที่เปนที่โตเถียงกันมาอยาง ตอเนื่อง ทั้งในทางปรัชญาและรัฐศาสตรตามกฎหมายแลว สิทธิมนุษยชนไดถูกบัญญัติเอาไวในกฎหมาย และขอตกลงระหวางประเทศและในกฎหมายภายในของหลายรัฐอยางไรก็ตาม สําหรับคนจํานวนมากแลว หลักการของสิทธิมนุษยชนนั้นกินขอบเขตเลยไปกวากฎหมายและกอรางขึ้นเปนหลักศีลธรรมพื้นฐานกลาว ไดวา สิทธิมนุษยชนคือความเสมอภาคในอุดมคติ สิทธิมนุษยชนมีความสําคัญตอประเทศและโลกอยางมาก ทั้งนี้เพราะถารัฐบาลของทุกประเทศ ปฏิบัติตอพลเมืองของตนตามวิถีทางประชาธิปไตยและปฏิบัติตอชาวตางชาติที่ลี้ภัยเขามาอยางมีมนุษยธรรมแลว ความขัดแยงระหวางรัฐบาลกับประชาชน หรือความขัดแยงระหวางชาติก็จะไมเกิดขึ้น เชน ถารัฐบาลยินยอมให ประชาชนชุมนุมตามวิถีทางประชาธิปไตยโดยสงบ ปราศจากอาวุธเพื่อเรียกรองใหรัฐบาลกระทําบางอยาง หรือ งดเวนการกระทําบางอยางความขัดแยงระหวางรัฐบาลกับประชาชนก็จะไมเกิดขึ้น เร ื่องที่ 4.1 หลักการของสิทธิมนุษยชน สิทธิมนุษยชนเปนสิทธิที่ติดตัวบุคคลมาตั้งแตเกิดในฐานะที่เปนมนุษยแตตามพระราชบัญญัติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติไดกําหนดไววา สิทธิมนุษยชนที่ไดรับการสงเสริมและคุมครองตอง เปนสิทธิมนุษยชนที่กฎหมายรับรองแลวเทานั้น ดังนั้น การคุมครองปกปองตนเองตามหลักสิทธิมนุษยชน จะตองสอดคลองกับกฎหมายแตละประเภท ซึ่งมีรายละเอียดดังตอไปนี้ 1. สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550ได บัญญัติเกี่ยวกบหลั ักสิทธิเสรีภาพของประชาชนไทยไวในมาตรา 3 ดังนี้ “ภายใตบงคั ับบทบัญญัติแหง รัฐธรรมนูญนี้ศักด์ศริ ีความเปนมนุษยสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาค ชาวไทยเคยไดรับการคุมครองตาม


252 ประเพณีการปกครองของประเทศไทยในระบอบประชาธปไตยอ ิ ันมีพระมหากษัตริยทรงเป  นประมขและุ ตามพันธกรณระหวี างประเทศที่ประเทศไทยมีอยูแลวยอมไดรับการคมรองตามกฎหมายน ุ ี้” จากบัญญัติ ดังกลาว ชี้ใหเห็นวาสิทธิเสรภาพตี าง ๆ ที่ประชาชนชาวไทยเคยไดรับการคุมครองมากอน เชน สิทธิเสรีภาพ ในรางกาย สิทธิในการรับการศึกษาขั้นพนฐานื้สิทธิในทรัพยสิน สิทธิในเคหสถาน เสรีภาพในการเดินทาง และการเลือกที่อยูอาศัยฯลฯยงคงได ั รับการคุมครองอยูตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว 2. สิทธิตามกฎหมายไทย เปนสิทธิตามกฎหมายไทยที่ตราขึ้นเพื่อกําหนดขอบเขตอันเปน สาระสําคัญของสิทธิตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด หรือเพื่อคุมครองสิทธิเสรีภาพประการอื่น เชน การประกาศใช พระราชบัญญัติสิทธิมนุษยชนแหงชาติพ.ศ. 2540 พระราชบัญญัติการคาเด็กและสตรีพ.ศ. 2540 พระราชบัญญัติการปองกันและปราบปรามการคาประเวณีพ.ศ. 2539 พระราชบัญญัติสัญชาติพ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 เปนตน 3. สิทธิตามสนธิสัญญา เปนสิทธิที่ประเทศไทยเขารวมเปนภาคีอนสุัญญา หรือเขารวมทํา ขอตกลงระหวางประเทศเก ยวกี่ับสิทธมนิุษยชนที่ประเทศไทยมีพันธกิจตองปฏิบัติตามและบรรดาประเทศ สมาชิกตาง ๆ ตองเคารพและปฏิบัติตามเชนก ัน เชนอนสุัญญาภายใตองค การแรงงานระหวางประเทศกติกา ระหวางประเทศวาดวยส  ิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง พ.ศ. 2509 และกตการะหวิ างประเทศวาดวยส  ิทธิ ทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม พ.ศ. 2509 อนุสัญญาวาดวยส  ิทธิทางการเมืองของสตรีพ.ศ. 2495 อนุสัญญาวาดวยการขจ ัดการเลือกปฏิบัติตอสตรีในทุกรปแบบูพ.ศ. 2482 เปนตน เร ื่องที่ 4.2 องค  กรระหวางประเทศดานสิทธิมนุษยชน ในประเทศไทยจะมีองคกรที่ใหความคุมครองดานสิทธิมนุษยชน ใหความยุติธรรมแกประชาชนชาว ไทยและชาวตางประเทศท  ี่เขามาพ ํานักอยูในประเทศไทยดังนี้ 1. องคกรทางศาลเปนองคกรฝายตุลาการที่ใชหลักพจารณาพิ ิพากษาตัดสิน ชี้ขาดขอพ ิพาท เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ผลของคําพิจารณาพิพากษาของศาลมีผลบังคับใหตองปฏิบัติตาม เพื่อพิทักษส ิทธิ มนุษยชนที่ทุกคนพึงมีไดแก ศาลปกครองศาลยุติธรรม และศาลทหารอํานาจหนาทของศาลเป ี่ นไปตามที่ รัฐธรรมนูญกําหนด 2. ผูตรวจการแผนดนของริ ัฐสภาเปนองคกรอ ิสระที่ใหความคุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไดโดยทําหนาท ี่พิจารณาสอบสวนขอเท็จจริงตามคํารองเรียนในกรณีที่ 2.1 ขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการหนวยงานรัฐวิสาหกิจหรือราชการสวน ทองถิ่นไมปฏบิัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัตนอกเหนิ ืออํานาจหนาที่ตามที่กฎหมายกาหนดํ 2.2 ขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานรัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวน ทองถิ่นปฏิบัติหรือละเลยไมปฏิบัติหนาที่กอใหเกิดความเสียหายแกผูรองเรียน หรือประชาชนโดยไมเปนธรรม


253 ไมวาการกระทําดังกลาวจะชอบหรือไมชอบดวยอํานาจหนาที่ก็ตาม เมื่อมีคํารองเรียน ใหผูตรวจการแผนดิน รัฐสภาจัดทํารายงานและขอเสนอแนะตอรัฐสภา 3. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติเปนองคกรอิสระที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญเพื่อดูแล ในเรื่องสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะ เพื่อสงเสริมและใหขอเสนอแนะทางดานนโยบายกฎหมาย มาตรการตาง ๆ ใหแกรัฐสภา รัฐบาลและหนวยงานของรัฐเพื่อใหเกิดความเคารพและคุมครองสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้หลัก สิทธิมนุษยชนดังกลาวครอบคลุมทั้งกฎกติการะหวางประเทศดานสิทธิมนุษยชน และสิทธิเสรีภาพที่ไดรับ การรับรองและคุมครองตามกฎหมาย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติประกอบดวยประธานกรรมการ และกรรมการอื่นอีก 6 คน ที่พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภาจากผูซึ่งมีความรูประสบการณดานการคุมครอง สิทธิเสรีภาพของประชาชนจนเปนที่ประจักษมีวาระการดํารงตําแหนง 6 ปนับแตวันที่พระมหากษัตริยทรง แตงตั้งและใหดํารงตําแหนงเพียงวาระเดียว บทบาทและอํานาจหนาที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติมีดังนี้ 3.1 ตรวจสอบและรายงานการกระทํา หรือการละเลยการกระทําอันเปนการละเมิดสิทธิ มนุษยชน หรือการกระทําที่ไมเปนไปตามพันธกรณีระหวางประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทย เปนภาคีและเสนอมาตรการแกไขที่เหมาะสมกับบุคคล หรือหนวยงานที่กระทําหรือละเลยการกระทํา ดังกลาว หากบุคคลหรือหนวยงานดังกลาวไมดําเนินการตามที่เสนอใหรายงานตอรัฐสภาตอไป 3.2 เสนอเรื่องพรอมดวยความเห็นตอศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่เห็นชอบตามที่มีผูรองเรียนวา บทบัญญัติแหงกฎหมายใดกระทบตอสิทธิมนุษยชน และมีปญหาเกี่ยวกับความชอบดวยรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 3.3 เสนอเรื่องพรอมดวยความเห็นตอศาลปกครอง ในกรณีที่เห็นชอบตามที่มีผูรองเรียนวากฎ คําสั่ง หรือการกระทําอื่นใดในทางปกครองกระทบตอสิทธิมนุษยชน และมีปญหาเกี่ยวกับความชอบดวย รัฐธรรมนูญและกฎหมาย ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง 3.4 ฟองคดีตอศาลยุติธรรมแทนผูเสียหายเมื่อไดรับการรองขอจากผูเสียหายและเปนกรณีที่ เห็นสมควรเพื่อแกไขปญหาละเมิดสิทธิมนุษยชนเปนสวนรวม ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ 3.5 เสนอแนะนโยบาย และขอเสนอใหการปรับปรุงกฎหมาย กฎ หรือขอบังคับตอรัฐสภา และคณะรัฐมนตรีเพื่อสงเสริมและคุมครองสิทธิมนุษยชน 3.6 สงเสริมการศึกษาวิจัยและการเผยแพรความรูดานสิทธิมนุษยชน 3.7 สงเสริมความรวมมือและประสานงานระหวางหนวยราชการองคกรเอกชน และองคกร อื่น ๆ ดานสิทธิมนุษยชน 3.8 ประเมินผลและจัดทํารายงานผลการปฏิบัติงานประจําปเสนอตอรัฐสภา 3.9 อํานาจหนาที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ


254 การพิจารณาดําเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน มีวิธีการดังนี้ 1) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนจะตองใหโอกาสผูรองหรือผูเกี่ยวของและผูถูกกลาวหาชแจงี้ รายละเอียดเสนอพยานหลักฐานตามสมควรเพื่อพิสูจนข อเท็จจริงวาการกระทําดังกลาวเปนการละเมิดสิทธิ มนุษยชน 2) เปนสิทธิของคูกรณีที่จะนําทนายความ หรือที่ปรึกษาของตนเขามาในกระบวนการ พิจารณาตรวจสอบได 3) ในการพิจารณาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน คณะกรรมการอาจแตงตั้งอนุกรรมการคณะ หนึ่งหรือหลายคณะเพื่อสืบสวนสอบสวนขอเท็จจริงรับฟงคําชี้แจงและพยานหลักฐาน 4) ระหวางการพิจารณาตรวจสอบคณะกรรมการดําเนินการไกลเกลี่ยเพื่อใหคูกรณีสามารถตก ลงกันไดและจัดทําเปนหนังสือเพื่อยุติเรื่อง 5) เมื่อคณะกรรมการไดดําเนินการตรวจสอบเรียบรอยแลว หากปรากฏวามีการกระทํา หรือ ละเลยการกระทํา ใหคณะกรรมการจัดทํารายงานผลการตรวจสอบ ระบุรายละเอียดขอเท็จจริงดังนี้ (1) ขอเท็จจริงเกี่ยวกับพฤตการณิ แหงการละเมิดสิทธิมนษยชนุ (2) เหตุผลประกอบความคดเหิ ็น (3) มาตรการแกไขปญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน (4) ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นวาการกระทํา หรือการละเลยการกระทาไม ํ เปนการละเมิด สิทธิมนุษยชน แตมีการปฏิบตัิที่ไมเปนธรรม คณะกรรมการอาจกําหนดแนวทางแกไขเย  ียวยาความเสียหาย ใหแกผูกระทําการละเมิดสิทธิมนุษยชน 6) เมื่อบุคคลหรือหนวยงานที่กระทําการละเมิดสิทธิมนุษยชนไดรับแจงผลการตรวจสอบแลว ใหดําเนินการตามมาตรการแกไขใหแลวเสร็จภายในระยะเวลาที่กําหนดและแจงผลใหคณะกรรมการทราบ 7) ในกรณีที่บุคคล หรือหนวยงานที่กระทําการละเมิดสิทธิมนุษยชนไมดําเนินการแกไขให คณะกรรมการรายงานตอนายกรัฐมนตรีภายใน 60 วัน นับแตวันที่ไดรับรายงาน เวนแตไมไดอยูในอํานาจ ของนายกรัฐมนตรีใหรายงานตอรัฐสภา ความรวมมือระหวางประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน มีดงนั ี้ 1. กฎบัตรสหประชาชาติหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงโดยชยชนะเป ั นของฝาย สัมพันธมิตร มีการจัดตั้งองคการสหประชาชาติขึ้น ในค.ศ.1945 โดยมีการประชุมใหญที่เมืองซานฟรานซิส โก ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อลงมติรับรองกฎบัตรสหประชาชาติเพอเปื่ นธรรมนูญในการดําเนนงานตามิ มติของสหประชาชาติโดยมเจตนารมณีเพอคืุ่มครองสิทธิมนุษยชนระดับสากลเชน ขอ 1 ความมุงหมายของสหประชาชาติเพื่อบรรลุความรวมมือระหวางประเทศในอันที่จะ แกปญหาระหวางประเทศทางเศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรมหรือมนุษยธรรม รวมทั้งสงเสริมสนับสนุนการเคารพตอ สิทธิมนุษยชน และอิสรภาพอันเปนหลักมูลฐานของทุกคน โดยไมเลือกปฏิบัติเรื่องเชื้อชาติเพศ ภาษา หรือ ศาสนา


255 ขอ 13 บรรดาประเทศสมาชิกจะตองริเริ่มการศึกษาและทําคําแนะนําในการสงเสริมความ รวมมือระหวางประเทศทั้งทางเศรษฐกิจ สงคมัวัฒนธรรม การศึกษาการอนามัยเพื่อชวยเหลือใหได รับสิทธิ มนุษยชนและอิสรภาพ อันเปนหลักมูลฐานของทุกคนโดยไมเลือกปฏบิัติเรื่องเชื้อชาติเพศ ภาษา หรือศาสนา ขอ 55 ดวยความมุงหมายในการสถาปนาภาวการณแหงเสถียรภาพ และความเปนอยูที่ดีซึ่ง จําเปนสําหรับความสัมพันธโดยสันติและโดยฉันมิตรระหวางประชาชาติทั้งหลาย ยึดความเคารพตอ หลักการแหงสิทธิอันเทาเทียมกัน และการกําหนดเจตจํานงของตนเอง ของประชาชนเปนมูลฐาน สหประชาชาติจะตองสงเสริมการเคารพโดยสากล และการปฏิบัติตามสิทธิมนุษยชนและอิสรภาพอันเปน หลักมูลฐานสําหรับทุกคนโดยไมเลือกปฏิบัติในเรื่องเชื้อชาติเพศ ภาษา หรือศาสนา 2. ปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนแหงสหประชาชาต (The Universal Declaration of ิ Human Rights) การจัดทําสาสนรับรองสิทธิมนุษยชนมจีุดประสงคเพื่อเปนมาตรฐานกลางสําหรับทุก ประเทศที่เปนสมาชิกองคการสหประชาชาติถือเปนกรอบแนวทางปฏิบัติเดียวกนั และในวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2527 สหประชาชาติไดพ ิจารณาลงมตริับรองสาสนสิทธิมนุษยชน โดยเรียกชื่อวา “ปฏิญญาสากลวาดวยส  ิทธิ มนุษยชน” จัดไดวาเปนการรบรองเอกสารรั ับรองสิทธิมนุษยชนที่นานาประเทศใหความสําคัญ จึงเปนสิทธิ ระหวางประเทศที่ทุกประเทศที่เปนสมาชิกตางชวยกันสอดสองดูแลแกไขกรณีที่มการละเมี ิดสิทธิมนุษยชน ในประเทศใดประเทศหนึ่งอันเปนหลักสาคํ ัญที่ประกาศไวในปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนแหง สหประชาชาติและกําหนดใหทุกวนทั ี่ 10 ธันวาคมของทุกปเปนวันสทธิ ิมนุษยชนโลก การมีสวนรวมคุมครองปกปองตามหลักสิทธิมนุษยชน ปจจุบันประเทศไทยยังมไดิ เปนภาคีแหงขอตกลงระหว างประเทศดานสิทธิมนุษยชน แตก็เขา รวมเปนภาคีอนุสัญญากติกาและความตกลงระหวางประเทศหลายฉบับไมว าจะเปนปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิ มนุษยชนของสหประชาชาต ิอนุสัญญาวาดวยสิทธิเดก็พ.ศ. 2532 กตการะหวิ างประเทศวาดวยสทธิ ิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง พ.ศ. 2509 อนุสัญญาวาดวยสิทธิทางการเมืองของสตรีพ.ศ. 2495 ความตกลงระหวาง ประเทศวาดวยการปราบปรามการคาทาสผิวขาว พ.ศ. 2447 และ พ.ศ. 2453 เปนตน ทั้งหมดจดเปั นเอกสารสิทธิ มนุษยชนที่ประเทศไทยรวมทําขอตกลงดวยเพื่อแสวงหาความรวมมือในอันที่จะคุมครองสิทธิมนุษยชนใหมี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนการรี้วมทําขอตกลงระหวางประเทศดังกลาวเปนไปตามที่รฐธรรมนัูญไดกําหนดไว การมีสวนรวมคุมครองปกปองตามหลักสิทธิมนุษยชน สามารถปฏิบัติไดดังนี้ 1. เขารวมเปนสมาชิกภาคีอนสุัญญากติกา หรอความตกลงระหวื างประเทศที่เกี่ยวของกับสิทธิ มนุษยชน 2. มีสวนรวมในการสงเสริม ใหความเคารพ และปฏิบัตตามปฏ ิ ิญญาสากลวาดวยส  ิทธิมนุษยชน หรือหลักสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ เชน การที่รัฐใหความสําคัญกับสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคที่ประชาชน ทุกคนควรจะมีทั้งในดานการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา เปนตน หรือกรณีของเชลยศึก หรือนกโทษ ัรัฐ จะตองไมกระท ําการอันถอเปื นการทารุณ ในระหวางที่มการสอบสวนีเชน ใชวิธีทรมาน การทําอนาจาร หรือการละเมดทางเพศิหรอวื ิธีอื่นที่จัดเปนการละเม ิดสทธิ ิมนุษยชน


256 3. ใหความชวยเหลือไมวาจะเปนการแพทยการพยาบาล สาธารณูปโภค สาธารณูปการ ตาง ๆ แกประเทศที่อยูภาวะสงคราม เชน กรณีของประเทศไทยที่สงทหารใหความชวยเหลือในเรื่องดังกลาวแก ประเทศอัฟกานิสถาน หรือประเทศอิรักเพื่อการฟนฟูและใหความชวยเหลือดานมนุษยชนเปนตน 4. แกไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมของฝายนิติบัญญัติเพื่อรองรับสิทธิเสรีภาพบางประการที่ ประชาชนควรจะไดรับ จะเห็นไดวา ปจจุบันประเทศไทยไดรับการรับรองและคุมครองสิทธิเสรีภาพตาง ๆ ไวเปนจํานวน มากโดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพที่กําหนดไวในปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติอันถือเปนตรา สารแมบทของการคุมครองสิทธิมนุษยชน เร ื่องที่ 4.3 ปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ปฏิญญาสากลวาดวยส  ิทธิมนุษยชน ขององคการสหประชาชาติพ.ศ.2492 รับรองสิทธิ มนุษยชนที่ประเทศสมาชิกจะตองเคารพเขยนไว ี เปนขอ ๆ รวม 30 ขอแยกเปน 2 ประเภท ดังนี้ 1. สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เชน สิทธิในชีวิตและรางกาย สิทธิในทรัพยสิน สิทธิ เลือกตั้งและสมัครรับเลือกตั้ง 2. สิทธิทางเศรษฐกิจสังคมและวฒนธรรมัเชนสิทธิที่จะมงานทีาและสํทธิ ิในการสรางครอบครวั เปนตน เนื่องจากปฏิญญาสากลดังกลาวเปนเพียงประกาศรับรองสิทธิมนุษยชนที่เคยถูกประเทศเผด็จ การในสมัยกอนและระหวางสงครามโลก ครั้งที่ 2 เชนเยอรมนีสมัยฮิตเลอรและอิตาลีสมัยมุสโสลินี เปนผูนํามีการละเมิด สิทธิมนุษยชนอยางมากรวมทั้งเปนเพียงอุดมการณรวมกันของประเทศสมาชิกสหประชาชาติเทานั้น มิได ผูกพันใหประเทศตาง ๆ ตองเคารพสิทธิที่รับรองไวในปฏิญญานี้สมัชชาใหญแหงสหประชาชาติจึงจัดทํา กติกาขึ้นอีก 2 ฉบับ เพื่อสงเสริมใหประเทศสมาชิกเคารพสิทธิมนุษยชนทั้งสองประเภท ดังนี้ 1. กติการะหวางประเทศวาดวยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม มีผลบังคับใชเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2519 2. กติการะหวางประเทศว  าดวยส  ิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง มีผลบังคับใชเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2519 ตอมาในเดือนธันวาคม 2536 สมัชชาใหญแหงสหประชาชาติมีมติที่ 48/141 ใหจดตั ั้งตําแหนง ขาหลวงใหญสิทธิมนุษยชนแหงสหประชาชาติขึ้นโดยมีนายโฆเซอยาสาลาสโซ ชาวเอกวาดอรรับตําแหนงขาหลวงใหญ สิทธิมนุษยชนแหงสหประชาชาติเปนคนแรกรับผิดชอบดูแลในการสงเสริมสิทธิมนุษยชน และตรวจสอบ การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศตาง ๆ ประเทศไทยเราไมพียงจะคุมครองสิทธิมนุษยชนทุกประเภทไวในรัฐธรรมนูญอยางแจงชัดแลว ยังใหความรวมมือกับขาหลวงใหญสิทธิมนุษยชนแหงสหประชาชาติอยางเต็มท่ีในการปฏิบัติตอชาว ตางประเทศที่เปนเพื่อนบานของไทยจนไดรับยกยองวาเปนประเทศที่มีมนุษยธรรมดีมาก


257 เร ื่องที่ 4.4 ประเทศไทยกับปญหาดานสิทธิมนุษยชนและแนวทางแกไข ประเทศไทยประสบปญหาดานสิทธิมนุษยชนเชนเดียวกับประเทศอื่นแตอาจจะนอยกวา ประเทศเพื่อนบานบางประเทศ ทั้งนี้เพราะประเทศไทยปกครองดวยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุขรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และ 2550 ไดใหการคุมครองสิทธิเสรีภาพของ ประชนไทย มีคณะกรรมการคุมครองสิทธิมนุษยชนแหงชาติดูแล สงเสริมสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้อุปนิสัย ใจคอของคนไทยมักโอบออมอารีตอผูอื่น ตอนรับชาวตางชาติโดยไมแสดงความรังเกียจ ทําใหการละเมิด ดานสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยมีนอยกวาประเทศอื่น ปญหาดานสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยมักจะประสบ ไดแก 1. การละเมิด หรือการลวงล้ําดินแดนของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบาน จากการที่ชาวบาน เขามาทํามาหากินบริเวณชายแดน เชน การทําปาไมทํานา เก็บของปา ทําใหเกิดการกระทบกระทั่งกันบริเวณ ชายแดน ซึ่งรัฐบาลไทยไดพยายามทําขอตกลงกับประเทศเพื่อนบานและรวมมือกันดูแลบริเวณชายแดน 2. การหนีเขาเมืองของคนจากประเทศเพื่อนบานเขามาหางานทําในประเทศไทย เนื่องจาก เศรษฐกิจของประเทศไทยดีกวาประเทศเพื่อนบานบางประเทศเชน ลาวกัมพูชา พมารัฐบาลไทยไดผลักดันไมให คนตางชาติหนีเขาเมืองและดําเนินการสงกลับประเทศ 3. การรุกล้ําอาณาเขตทางทะเลจากการหนีเขาเมืองทางเรือและชาวประมงที่ทําการประมงขาม เขตเศรษฐกิจจําเพาะของประเทศไทย หรือชาวประมงไทยรุกล้ําอาณาเขตประเทศเพื่อนบาน ทําใหเกิดปญหา บางครั้งมีการปะทะกัน และมีผูเสียชีวิต เปนตน ดังนั้น ประเทศที่เปนสมาชิกขององคการสหประชาชาติจึงตองรวมมือกันคุมครองสิทธิ มนุษยชน และหาทางแกไขปญหาดังนี้ 1. ทุกประเทศตองเคารพสิทธิมนุษยชนตามอุดมคติที่ปรากฏอยูในปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน พ.ศ.2492 2. ทุกประเทศตองรวมมือกนในการแก ั ปญหาเก ี่ยวกับการลี้ภัยของคนในประเทศหนึ่งไปยังอกี ประเทศหนึ่งภายใตการสนับสนุนขององคการสหประชาชาติโดยประเทศเจาของผูลี้ภัยจะตองพยายามรับผูลี้ภัย กลับประเทศโดยไมเอาผิดประการใดขณะเดยวกี ันองคการสหประชาชาต  ิจะตองพยายามสงผูลี้ภัยที่ไมยอม กลับประเทศของตนไปยังประเทศที่สามใหเร ็วที่สุดเพื่อปองก ันมิใหเกดความหวาดระแวงระหวิ างประเทศ เจาของผูลี้ภัยกับประเทศทผีู่ลี้ภัยอาศัยอยูซึ่งอาจนําไปสูความขัดแยงได   3. ประชาชนผูลี้ภัยเพราะถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศของตนตองไมใชดินแดนของ ประเทศที่ตนอาศัยอยูชั่วคราวเปนฐานปฏิบัติการตอตานร ัฐบาลของประเทศตน


258 สรุปสาระสําคัญ การเคารพสิทธิมนุษยชนเปนเรื่องที่นานาชาติโดยเฉพาะองคการสหประชาชาติไดใหความสําคัญ อยางมากโดยไดออกปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ตั้งแตพ.ศ.2492 และเรียกรองใหประเทศสมาชิก ขององคการสหประชาชาติเคารพสิทธิมนุษยชนตามที่ระบุไวในปฏิญญาดังกลาวแตองคการสหประชาชาติ ก็ไมมีอํานาจบังคับใหทุกประเทศตองปฏิบัติตาม ดังนั้น การละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะสิทธิทาง การเมืองของพลเมืองในบางประเทศและสิทธิของคนกลุมนอยยังคงปรากฏอยูในประเทศที่จํากัดสิทธิของ ประชาชน


259 กิจกรรม กิจกรรมที่ 6 ใหน ักศึกษาตอบคําถามตอไปนี้ 1. สิทธิมนุษยชน หมายถึง........................................................................................................................ 2. หลักการของสิทธิมนุษยชน มีอะไรบาง 2.1 ........................................................................................................................................................ 2.2 ........................................................................................................................................................ 2.3 ..................................................................................................................................................... 3. องคกรระหวางประเทศที่ประเทศไทยเปนสมาชิกไดแกอะไรบ  าง .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. 4. องคกรดานสิทธิมนุษยชนไดแกอะไรบาง .............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................ 5. คณะกรรมสิทธิ์มนุษยชน มีบทบาทหนาที่อยางไรบาง 5.1 ........................................................................................................................................................ 5.2 ........................................................................................................................................................ 5.3 ........................................................................................................................................................ 5.4 ........................................................................................................................................................ 5.5 ....................................................................................................................................................... 5.6 ....................................................................................................................................................... 5.7 ........................................................................................................................................................ 5.8 ....................................................................................................................................................... 5.9 ........................................................................................................................................................ 6. ปฏิญญาสากลวาดวยส  ิทธิมนุษยชนแหงสหประชาชาติไดรับรองสิทธิของมนุษย 2 ประเภท คืออะไร .............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. 7. ประเทศไทยมักประสบปญหาด านสิทธิมนุษยชนในเรื่องใดบาง 7.1 ........................................................................................................................................................ 7.2 ........................................................................................................................................................ 7.3 ........................................................................................................................................................


260 บรรณานุกรม วรพิทย มีมาก. หนาที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดําเนินชีวิตในสงคมั . กรุงเทพฯ : สถาบันพัฒนาคุณภาพ วิชาการ (พว), 2547. สมหวัง ชัยตามล พรรณีศุมานนท กนกพร กระบวนศรี. สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2550. www.snw.ac.th/general/สังคม/knowledge_soc15.pdf วิวฒนาการการเมั ืองการปกครองไทย. สืบคน 10 มกราคม 2554. members.tripod.com/78_2/now.htm การปกครองของไทยในปจจุบัน สบคื น 10 มกราคม 2554. dnfe5.nfe.go.th/ilp/soc4/index.htm การเมืองการปกครองของไทย สืบคน 10 มกราคม 2554. nucha.chs.ac.th/1.4.htm พัฒนาการการเมืองการปกครองของไทย สืบคน 10 มกราคม 2554. http://mediacenter.mcu.ac.th/data/caipyo/m4/Unit3/unit3_1.php. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย สืบคน 10 มกราคม 2554. ณรงคฤทธิ์ Leave a Commentคนไทยจะบริหารความขดแยั งทางการเมืองวนนั ี้กนอยั างไร  ? 11 พฤษภาคม 2551. (ตีพิมพครั้งแรกในวารสาร “กฎหมายใหม” ฉบับเดือนพฤษภาคม 2551) ไทยรัฐออนไลนวันอาทิตยท ี่ 28 มีนาคม 2553 ความขัดยังในสงคมไทย ัผลกระทบและแนวทางแกไข . http://news.sanook.com คนไทยกวารอยละ 67 เครียดตอความข ัดแยงทางการเมือง สืบคน 10 มกราคม 2554. http://gotoknow.org/blog/titipat1 อ. อิฐแนวทางการแกไขความขัดแยงทางการเมือง สืบคน12 มกราคม 2554. human.tru.ac.th/elearning/local/global06/index6.html ความขัดแยงในส  ังคมไทย สืบคน 16 มกราคม 2554 www.library.msu.ac.th หองมีชัยฤชุพันธสืบคน 31 ธันวาคม 2553.


261 แบบทดสอบหลังเรียน คําสั่งจงทาเครํ ื่องหมายวงกลม ลอมรอบคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว 1. ในฐานะที่เจาชายสิทธัตถะทรงพบเหนเทวท็ูตทั้งสี่นั้น ตีความไดวาอยางไร ก. ทรงรูความจริงจากการปรากฏตัวของพระเทวทูต ข. ทรงศึกษาหาความรูดวยตนเองจนรูแจงเห็นจริง ค. ทรงพบเหนเทวท็ูตครั้งแรกดวยพระบารมีของพระองค ง. ทรงพิจารณาสภาพความเปนจริงในสังสารวัฏ หรือการเวียนวายตายเกดิ 2. คุณความดขีอใดของเจาชายสิทธัตถะที่แสดงถึงพระจริยวัตรที่งดงามที่สุด ก. พระเมตตาตอสรรพสัตว ข. พระปรีชาสามารถดานการพูด ค. พระวิริยะอตสาหะตุอการงาน ง. พระทัยทกลี่ าหาญ อดทน 3. ขอใดไมสมพั ันธสอดคลองกัน ก. สถานที่ประสูติ-สวนลุมพินีวนั ข. สถานที่ตรัสรู-ริมฝงแมน้ําเนรัญชรา ค. สถานที่ปรินพพานิ -เวฬวุันวหาริ ง. สถานทแสดงปฐมเทศนา ี่ -ปาอิสิปตนมฤคทายวนั 4. ปฐมสาวกในพระพุทธศาสนาคือใคร ก. พระอัญญาโกญทัญญะ ข. พระสารีบุตร ค. พระโมคคัลลานะ ง. พระภัททยะิ 5. ธรรมที่ถือวาเปนหัวใจของพระพุทธศาสนาเรียกวาอะไร ก. โอวาทปาฏิโมกข ข. ธรรมจักกัปปวัตนสูตร ค. มัชฌิมาปฏิปทา ง. อปริยหานยธรรมิ 6. หลกคั ําสอนสําคัญที่ทรงแสดงในวนมาฆบัูชาที่เรยกวีา โอวาทปาฏิโมกขประกอบดวยค ําสอนในเรื่องใดบาง ก. ความจริงอนประเสร ั ิฐ 4 ประการ ข. เหตแหุงทกขุและการหาทางดับทกขุ ค. กรรมและการเวยนวีายตายเก ิดในสังสารวฏั ง. การทาความดํ ีละเวนความชั่วทาใจให ํบร ิสุทธิ์ 7. ขอใดไมไดอย ในเหตูุการณที่เรยกวีาจาตรงคสุันนบาติ ก. เปนวนพระจั ันทรเตมดวง็เดือน 6 ข. พระสงฆมาประชมโดยไมุได นดหมายั ค. พระสงฆทั้งหมดเปนพระอรห ันต ง. พระสงฆทั้งหมดเปนพระสงฆ ที่พระพทธเจุาบวชให 8. พุทธศกราชัเริ่มนบตั ั้งแตเม ื่อใด ก. ปทพระพี่ทธเจุาประสูติ ข. ปถัดจากปทพระพีุ่ทธเจาปรนิิพพาน ค. ปที่พระพุทธเจาตรัสรู ง. ปทพระพีุ่ทธเจาแสดงปฐมเทศนา  9. หวหนัาคณะพระธรรมทตทูี่เขามาเผยแผพระพุทธศาสนาในดนแดนสิวรรณภุ ูมิและประเทศไทยคือใคร ก. พระมัชฌนตักะเถระิและพระรกขั ิตเถระ ข. พระโสณะและพระอตรเถระุ ค. พระมชฌั ิมเถระและพระมหินทเถระ ง. พระมหาเทวะเถระและพระธรรมรักขิตเถระ


262 10. ขอใดเปนการธํารงรกษาพระพัทธศาสนาุ ก. การเผยแผพระพทธศาสนาุ ข. การชําระพระไตรปฎก ค. การสืบทอดพระพุทธศาสนา ง. ถูกทกขุอ 11. ขอใดสอดคลองกับ มัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลาง ก. การปฏิบัติที่ยืดหยุนและยอหยอน ข. การปฏิบัติที่พอดีไมตึงไมหยอนเกินไป ค. การปฏิบัติอยางทุมเททําในสิ่งที่เกินความสามารถไดง. การปฏิบัติที่ไมยอหยอนตอความยากลําบาก 12. การปฏิบัติตามหลักธรรมขอใดจัดเปนการปฏิบัติตามหลักทางสายกลางของพระพุทธศาสนา ก. ไตรสิกขา ข. ไตรลักษณ ค. ไตรทวาร ง. รัตนตรัย 13. ขอใดจัดเปนสมาธิ ก. สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ ข. สัมมาสังกัปปะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ค. สัมมาทิฏฐิ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ง. สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ 14. ศรัทธา หมายถึงขอใด ก. ความเชื่อโดยสัญชาตญาณ ข. ความเชื่อในพระพุทธศาสนา ค. ความเชื่อทมี่ีปญญากํากับ ง. ความเชื่อตามที่ครูสอน 15. ศรัทธาในขอใดที่มีผลตอพัฒนาการความเจริญกาวหนาในชีวิตของชาวพุทธ ก. ศรัทธาในศักยภาพของมนุษย ข. ศรัทธาวาพระพุทธเจาตรัสรูจริง ค. ศรัทธาในกฎแหงกรรม ง. ศรัทธาในภพหนา 16. การที่เราละเวนการเที่ยวกลางคืน แลวห ันมาสนใจศึกษาเลาเรียน เพื่อชีวิตที่ดีในอนาคตนั้นเปนการพัฒนา ปญญาขอใด ก. ภาวนามยปญญา ข. อุปายโกศล ค. อปายโกศล ง. อายโกศล 17. อับราฮัม ลินคอลน ไดใหความหมายการปกครองระบอบประชาธิปไตยไวอยางไร ก. การปกครองที่ประชาชนเปนใหญ ข. การปกครองที่ใหสิทธิเสรีภาพแกประชาชน ค. การปกครองโดยคนสวนใหญเพื่อประชาชน ง. การปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน 18. พระพุทธศาสนามหลี ักปฏิบัติที่สอดคลองกับหลักประชาธิปไตยยกเวนขอใด ก. ใหความสําคัญการประชุมสงฆเพื่อรับฟงความคิดเหนของผ็ูอื่น ข. ใหความเปนใหญ แก คณะสงฆในการทําสังฆกรรม ค. ใหพระสงฆลงมติในการบัญญัติพระวนิัยแตละขอ ง. ใหเสรีภาพพระสงฆในการศึกษาพระธรรมวินัยดวยภาษาใดก  ็ได 


263 19. ทุกขอจัดเปนการศึกษาที่สมบูรณตามหลักพระพุทธศาสนายกเวนขอใด ก. เกง ดี มสีุข ข. ความรูคูคุณธรรม ค. คุณธรรมนําความรู ง. เกงในวิชาการและวิชาชพี 20. สันติภาพจะเกิดอยางแทจริง เราควรยึดหลักธรรมใดมาปฏิบัติ ก. ธรรมาธิปไตย ข. โลกาธิปไตย ค. อัตตาธิปไตย ง. ราชาธิปไตย 21. หลักการของพระพุทธศาสนาดานความเชื่อที่เหมือนกับวทยาศาสตริ คือเรื่องอะไร ก. เชื่อภูตผีปศาจ ข. เชื่อตามครูอาจารยบอก ค. เชื่อในเหตผลุ ง. เชื่อสิ่งที่อยูเหนือธรรมชาติ 22. การตัดสินและทดสอบความจริง พระพุทธเจาสอนวาควรใช  สิ่งใดมากที่สุด ก. ปญญา ข. สมาธิ ค. ศรัทธา ง. วิริยะ 23. ความเขาใจเกี่ยวกบปรากฏการณ ั ทางธรรมชาติตามหลักพระพุทธศาสนามุงทําความเขาใจเพื่ออะไร ก. ตองการรูสาเหตุการเกิด ข. ตองการทราบผลที่เกิดจากปรากฏการณนั้น ค. ตองการทราบเกี่ยวกับสิ่งที่เกี่ยวของกับวิถีชีวิตของมนุษย ง. ตองการเอาชนะธรรมชาติและกอใหเกิดการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ 24. พระพุทธศาสนาเชื่อวาความสุขสงบที่สุดบนโลกมนุษยคืออะไร ก. นิพพาน ข. ความสุขทางโลก ค. ความสุขทางธรรม ง. การไดรูความจริง 25. วิธีการคิดสาวหาเหตุปจจัย หมายถึงอะไร ก. การสืบคน สืบสาวหาสาเหตุที่แทจริง ข. การคิดแบบแยกยอยออกเปนสวน ๆ ค. การคิดรูความเปนธรรมดาของสรรพสิ่ง ง. การคิดเชื่อมโยงสัมพันธกับสิ่งตาง ๆ 26. หลักธรรมที่วาดวยการร ักษากายวาจาละเวนความชั่ว หมายถึงหลักธรรมขอใด ก. หลักเบญจศีล ข. หลักเบญจธรรม ค. หลักอิทธิบาท 4 ง. หลักพล 5 27. การมีเมตตากรุณา ตามหลักเบญจธรรมหมายถึงการกระทําอยางไร ก. การทํามาหาเลี้ยงชีพในทางสจรุิต ข. มีความรักและปรารถนาใหผูอื่นเปนสุข ค. รูจักสํารวม ระมัดระวังยบยั ั้งอารมณทางกาม ง. รูจักยั้งคิดรตู ัวเสมอวาควรทําหรือไมควรทํา 28. การจะทําอะไรใหสําเร็จ สิ่งแรกที่ควรมีคือเรื่องอะไร ก. วิริยะความเพียร ข. ฉันทะความพอใจ ค. จิตตะความเอาใจใส ง. วิมังสาความไตรตรอง ใชป ญญาพิจารณา 29. วิธีการสอนของพระพุทธเจาโดยใชหล ักโยนิโสมนสิการ หมายถงวึ ิธีการอยางไร ก. วิธีการสอนโดยใชอุปกรณการสอน ข. วิธีการสอนโดยใหวิทยากรชวยสอน ค. วิธีการสอนใหใครครวญดวยสต  ิปญญา หาเหตุผล ง. วิธีการสอนโดยสอนจากงายไปหายาก 


264 30. พระพุทธศาสนาเปนศาสตรแหงเหตุและปจจยัหมายความวาอยางไร ก. พระพุทธศาสนารูสาเหตุและผลแหงทกขุ ข. พระพุทธศาสนาเนนปจจยทั ี่สามารถดับทุกขได ค. พระพุทธศาสนาเนนความสัมพันธของเหตุและผลที่อาศัยซึ่งกันและกัน ง. พระพุทธศาสนาสอนใหเขาใจเหต ุและผลของสิ่งตาง ๆ และสามารถแกปญหาเหลานั้นได 31. เหตุของความไมรูแจงในอริยสัจ 4 นั้นมีจุดเริ่มตนมาจากอะไร  ก. สังขาร ข. อวิชชา ค. วิญญาณ ง. นามรูป 32. เหตุการณใดเก ยวขี่ องกบเรั ื่องพระเวสสันดรชาดก ก. ฝนโบกขรพรรษตก ข. พระเจาสุทโธทนะเขาเฝา ค. พระราหุลกมารขอบวชตามเสดุจ็ ง. พระนางยโสธรา หรือพิมพาถวายทาน 33. การใหทานในขอใดที่ทําใหพระเวสส นดรถัูกขับไลออกจากเมืองเชตดรุ ก. ใหกณหาัชาลีแกชชกู ข. ใหนางม ัทรแกีพราหมณ ชรา ค. ใหสัตสดกมหาทานแกพวกวณพกิยาจก ง. ใหชางป จจยนาเคนทรั แกพราหมณจากเมองกลื ิงคราษฎร 34. เหตุผลที่ทาใหํ เฒาชูชกตองดนดั้นเด ินทางไปเขาวงกตเพื่อขอกณหาัชาลีจากพระเวสสันดรมาเปนคนร ับใช คือขอใด  ก. มนีิสัยชอบขอ ข. ถูกภรรยาบงคั ับ ค. ตองการลองใจพระเวสสันดร ง. ทําตามคําสั่งของพระเจากลงคราษฎริ  35. ผูที่นําขอคิดจากเวสสันดรชาดกมาใชจะม ีอุปนิสยอยั างไร ก. มงมุ ั่น จรงจิงัข. สงบเสงยมเจี่ียมตวั ค. ยินดีพอใจในสิ่งที่ตนมีอย ูง. เห็นแกประโยชนสวนรวมมากกวาสวนตัว 36. การศกษาเวสสึ ันดรชาดกในขอใดแสดงถ  ึงการมีสวนร วมรกษาวั ัฒนธรรมประเพณทีี่ดีงามของชาติไว ก. การสนทนากับพระสงฆ ข. การฟงเทศน มหาชาติ ค. การอานชาดกจากพระไตรปฎก ง. การสืบคนขอมูลจากอนเทอริ เน็ต 37. คุณธรรมที่ควรยดถึ ือเปนแบบอย างของพระมโหสถคอขื อใด ก. ความเสียสละ ข. ใฝรูใฝเรยนี ค. ความเฉลยวฉลาดีสุขุม รอบคอบ ง. ความอดทน เมื่อผิดจะยอมรับผิด 38. การที่พระยามิลนทริ ชอบตั้งปญหาถามบุคคลตาง ๆ แสดงวาท านเปนผูที่มีคุณลกษณะเดันด านใด  ก. สติปญญาเฉลียวฉลาด ข. เหนแก็ ตวั ค. ชอบเอาชนะผูอื่น ง. ชอบขมเหงผูที่ดอยกวา


265 39. การที่สมเดจพระนารายณ็ มหาราชทรงปฏ  ิเสธการเขารตดีวยวาจาท ี่นมนวลุคมคายจนพระเจาหลยสุที่ 14 ไมกลารบเราพระองคอกีแสดงวาพระองค เปนบคลอยุางไร  ก. ใชธรรมะนาการเมํ ือง ข. มีปฏภาณเป ินเล ิศในการแกปญหา ค. เปนอบาสกตุัวอยาง ง. มีความเมตตากรณาตุอผูอื่น 40. พระอริยสงฆทานใดที่ไดรบยกยั องวาเปนธรรมกถ ึกแสดงธรรมดวยภาษางายๆและเปลี่ยนวิธีการเทศน เปนการพ ดปฐกถาแบบพ ู ูดปากเปลา ก. สมเด็จพระวันรตั (เฮงเขมจาร) ีข. พระอาจารยม ั่น ภูริทัตโต ค. พระพรหมมังคลาจารย (ปญญานนทภักขิุ) ง. พระธรรมโกศาจารย (พทธทาสุ ) 41. พระมหากษัตริยไทยพระองค  ใดที่ทรงจดตั ั้งโรงเรยนพระปร ียิัติธรรมและมหาวิทยาลัยของสงฆขนเป ึ้น ครงแรกั้ ก. รชกาลทั ี่ 4 ข. รัชกาลที่ 5 ค. รัชกาลที่ 6 ง. รัชกาลท 7 ี่ 42. ใครคอผืูแตงหนังสือพุทธธรรมซึ่งไดชอวื่าเปนเพชรน้ําเอกในพระพุทธศาสนา ก. พระโพธิญาณเถระ (ชา สุภทฺโท) ข. พระอาจารยม ั่น ภูริทัตโต ค. พระธรรมโกษาจารย (พุทธทาสภกขิ ) ุง. พระพรหมคณาภรณุ (ป.อ.ปยุตฺโต) 43. พระไตรปฎกหมายถึงอะไร ก. ความรูสามเรื่อง ข. คมภั ีรสามคมภั ีร ค. ความเชอสามนื่ิกาย ง. คําสอนสามหมวด 44. ถาตองการศึกษาเรื่องพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจาและพระสาวกโดยมีเรื่องราวประกอบใหเข าใจ ชัดเจน ควรศึกษาพระไตรปฎก หมวดใด ก. พระวินัย ข. พระธรรม ค. พระสุตตันตปฎก ง. พระพุทธวจนะ 45. การถายทอดพระไตรปฎกในระยะแรก ๆ ใชวิธีการใด ก. เขียนลงบนใบลาน ข. ใชการทองจํา ค. จารึกลงบนศิลาจารึก ง. แปลเปนภาษาตาง ๆ หลายภาษา 46. การศึกษาพระธรรมในพระไตรปฎกจะทําใหไดรับความรูในเรื่องใดโดยตรง ก. หลักความจริงที่พระพุทธเจาทรงคนพบ ข. หลักปฏิบัติในฐานะพุทธศาสนิกชน ค. หลักการฝกจิตใหแนวแน ง. หลักการเผยแผศาสนา 47. คัมภีรพระพุทธศาสนาที่เปนหลักฐานขนทั้ี่ 1 หมายถึงขอใด ก. พระไตรปฎก ข. คําอธิบายฎีกา ค. คําอธบายอรรถกถาิ ง. คําอธิบายพระไตรปฎก 48. ขอปฏิบัติของพระสงฆที่เรียกวา “เทศน” ในโอกาสตาง ๆ หมายถึงการทําหนาที่ใดของพระสงฆ ก. สวดมนต ข. เขารวมพิธีกรรม ค. แสดงตนเปนพุทธมามกะ ง. แสดงธรรม และปาฐกถาธรรม


266 49. ชาวพุทธทดี่ีจะตองบูชาทศทิ ั้ง 6 ทิศเบื้องหนาหมายถึงคนกลุมใด ก. มิตรสหาย ข. ครูอาจารย ค. บิดา มารดา ง. ภรรยา สามีบุตรธิดา ใหนําขอความตอไปนี้ตอบคาถามขํ อ 50-53 50. หนาที่ของสถาบันศาสนา 51. หนาที่ของสถาบันการเมืองการปกครอง 52. หนาที่ของสถาบันครอบครัว 53. หนาที่ของสถาบันการศึกษา 54. การใสเสื้อสีแดงไปรวมพิธีในงานศพ เปนการกระทาผํ ิดบรรทัดฐานสังคมขอใด ก. วิถีประชา ข. จารีต ค. กฎหมาย ง. ระบบคุณคาส ังคม 55. การที่ลูกไมเลี้ยงดูไมกตญัูตอพอแม เปนการไมปฏบิัติตามบรรทัดฐานของสังคมขอใด ก. วิถีประชา ข. จารีต ค. กฎหมาย ง. ระบบคุณคาส ังคม 56. นายคํารับราชการเปนตํารวจจะตองไปจับนายทองซึ่งเปนผูราย และเปนลูกชายของตนเอง เรียกกรณี ดังกลาววาอยางไร ก. สถานภาพขัดกัน ข. บทบาทขัดกัน ค. บทบาทสวนทาง ง. สถานภาพซอนเรน 57. ผูที่ฝาฝนวิถีชาวบานจะไดรับการควบคมทางสุังคมอยางไร ก. ถูกขับไล ข. ถูกประชาทัณฑ ค. ถูกลงโทษทางกฎหมาย ง. ถูกติเตียนนนทาิ 58. สถาบันแรกที่ทําหนาที่ขดเกลาทางสั ังคมคือสถาบันใด ก. ครอบครัว ข. โรงเรียน ค. วัด ง. กลุมเพื่อน 59. ขอใดไมใชลักษณะของวัฒนธรรมไทย ก. เปนวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร ข. เปนวัฒนธรรมที่ยึดถือระบบเครือญาติ ค. เปนวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องมาจากพระพทธศาสนาุ ง. เปนวัฒนธรรมของไทยแทไมผสมผสานกับวัฒนธรรมอื่น ก. หนาที่ผลิตสมาชิกใหมใหกับสังคม ข. ถายทอดทักษะความรูวัฒนธรรมและการดํารงชีวิต ค. สนองความตองการทางจตใจแก ิ สมาชิก ง. บริหารองคกรตาง ๆ ของรัฐและทองถิ่น เมื่อเผชญิ ปญหาตาง ๆ


267 60. ขอใดไมใชพระราชอํานาจของพระมหากษัตริยตามรฐธรรมนัูญแหงราชอาณาจ ักรไทย พ.ศ.2550 ก. การยุบสภาผูแทนราษฎร ข. การแตงตั้งคณะรัฐมนตรี ค. การยุบพรรคการเมือง ง. การแตงตั้งคณะกรรมการองคกรอิสระ


268 เฉลยแบบทดสอบและกจกรรม ิ


269 เฉลยแบบทดสอบกอนเรยนี (Pre-test) 1. ข 11. ง 21. ข 31. ค 41. ง 51. ข 2. ง 12. ข 22. ค 32. ข 42. ข 52. ก 3. ง 13. ค 23. ง 33. ก 43. ข 53. ง 4. ค 14. ก 24. ข 34. ค 44. ก 54. ค 5. ข 15. ง 25. ข 35. ง 45. ค 55. ข 6. ข 16. ข 26. ค 36. ข 46. ก 56. ง 7. ค 17. ก 27. ง 37. ค 47. ข 57. ก 8. ค 18. ค 28. ง 38. ข 48. ข 58. ง 9. ค 19. ข 29. ง 39. ง 49. ข 59. ข 10. ก 20. ค 30. ก 40. ก 50. ง 60. ง แบบทดสอบหลังเรียน(Post-test) 1. ง 11. ข 21. ค 31. ข 41. ข 51. ง 2. ก 12. ก 22. ก 32. ก 42. ง 52. ก 3. ค 13. ง 23. ค 33. ง 43. ง 53. ข 4. ก 14. ค 24. ก 34. ข 44. ค 54. ก 5. ค 15. ก 25. ก 35. ง 45. ข 55. ข 6. ง 16. ข 26. ก 36. ข 46. ก 56. ข 7. ก 17. ง 27. ข 37. ค 47. ก 57. ง 8. ข 18. ค 28. ข 38. ก 48. ง 58. ก 9. ข 19. ง 29. ค 39. ข 49. ค 59. ง 10. ง 20. ก 30. ค 40. ค 50. ค 60. ค


270 เฉลยกิจกรรม หนวยการเรยนรีูที่ 1 พุทธประวัติ ตอนที่ 1 ประวัติความเปนมาของพระพุทธศาสนา กิจกรรมที่ 1ใหนักศกษาตอบคึ ําถามตอไปนี้ใหสมบูรณ 1. เทวทูตทั้ง 4 ไดแก คนแก คนเจ็บ คนตาย และนักบวช 2. ธัมจักกัปปวัตนสูตร สอนโปรดปญจวัคคยี 3. การทําความดีละเวนความชวั่ทําจิตใจใหบร ิสุทธิ์ผองใส ในวันมาฆบชาู (วันเพ็ญเดอนื 3 ) 4. จาตุรงคสันนบาติ ไดแก  4.1 เปนวนเพั ็ญพระจันทรเต็มดวง เดือน 3 4.2 พระสงฆที่มาประชุมลวนมาโดยไมไดนัดหมาย 4.3 พระสงฆทั้งหมดเปนพระอรหันต 4.4 พระสงฆทั้งหมด พระพุทธเจาทรงบวชให 5. พุทธบริษัท ประกอบดวยภกษิุภกษิณุีอุบาสก อุบาสิกา ตอนที่ 2 การกอตั้งและเผยแผพระพุทธศาสนา กิจกรรมที่ 2 ใหนกศั ึกษา เขียนเครื่องหมาย 3 หนาขอที่ถูกและ¯ หนาขอที่ผิดและแกไขขอความที่ผิด ในชองวางทกี่าหนดให ํ  .... 3......1. พระพุทธศาสนา เปนศาสนาทเกี่าแกอันดับท 2 ี่รองจากศาสนาพราหมณ  ..... ¯....2. พุทธศักราชที่ 1 เริ่มนับตั้งแตปหล ังจากที่พระพุทธเจาปรินิพพาน ..... ¯....3. ดินแดนที่เปนจดกุําเนดของพระพิุทธศาสนาคือ ชมพูทวปี ปจจุบนคั ืออินเดียและเนปาล ... 3......4. พระพุทธเจาแสดงปฐมเทศนาในวนเพั ็ญ เดอนื 8 หรือวันอาสาฬบูชา ..... 3.....5. หลังจากพระพุทธเจาปรินิพพาน พระสงฆสาวกไดจัดคณะพระธรรมทูตออกไปประกาศ พระพุทธศาสนาในดนแดนติ าง ๆ 9 คณะดวยก ัน .... 3.....6. กษัตริยอินเดียทมี่ีความเสื่อมใสในพระพุทธศาสนาและจดให ั มการสี ังคายนาพระไตรปฎก ครั้งที่ 3 คือ พระเจาอโศกมหาราช .... ¯.....7. พระธรรมทูตที่ไปเผยแผพระพทธศาสนาุสายที่ 1 มีพระมหาเทวะเถระเปนหัวหนา ... ¯......8. พระธรรมทูตที่ไปเผยแผพระพทธศาสนาุสามารถเผยแผไดเฉพาะประเทศอินเดียเทานั้น .... 3.....9. พระธรรมทูตที่เผยแผมายังประเทศเอเชยตะวี ันออกเฉยงใต ี เปน สายที่ 8 ... 3....10. หัวหนาคณะธรรมทูตที่เผยแผพระพุทธศาสนามายังดินแดนสุวรรณภูมิคอพระโสณะเถระและพระอ ืุตตรเถระ


271 ตอนที่ 3 การธํารงรักษาพระพุทธศาสนา กิจกรรมที่ 1 ใหนกศั ึกษานาคํ ําที่อยูในกรอบ มาเติมในชองวางใหถูกตอง 1. 29 2. 80 3. 45 4. ภิกษณุี 5. อัญญาโกณฑญญะั 6. อาสาฬหบูชา 7. สังคายนา 8. พระเจาอโศกมหาราช 9. บาลี 10. พุทธศาสนิกชน


272 หนวยการเรยนรีูที่ 2 หลักการของพระพุทธศาสนา ตอนที่ 1 หลักปฏิบตัิตามทางสายกลางของพระพุทธศาสนาและศาสนาที่ตนนับถือ กิจกรรมที่ 1 ตอบคําถามใหสมบูรณ 1. ทางสายกลางคือทางปฏิบัติที่พอดีไมตึงไมหยอนเกนไป ิทําใหการดําเนินชวีิตเปนไปดวย ความสงบสุขมีลักษณะ 3 ประการคือ 1.1 ทางสายกลางนั้นชอบดวยเหตุผลและมีคณฝุายเดยวี 1.2 ทางสายอื่นที่เอียงสุดเปนทางที่มีโทษมาก จะมีคุณบางกส็ วนนอย 1.3 ทางสายกลางตองเปนทางที่นําไปสูความพนทกขุและสามารถหลุดพนจากกิเลส 2. มรรคมีองคแปดคือ ทางสายกลางที่นํามาปฏิบัติเพื่อความพนทกขุและหลุดพนจากก ิเลส มรรคแปด สรุปลงในไตรสิกขาไดดังนี้ ศีล ไดแก สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สมาธิ ไดแก สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ปญญา ไดแก สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ 3. นําหลักทางสายกลางไปปฏิบัติในการดําเนินชีวิตอยางสมดุลทั้งดานรางกายและจิตใจไมตึง หรือหยอนเกินไป ทําอะไรก็ใหเหมาะสมกับความสามารถและอัตภาพของตน เชน อานหนังสือก็ใหพอดี ไมหักโหมจนไมมีเวลาพักผอน เกิดความเครียด รางกายออนเพลีย สมองไมปลอดโปรง หรืออานหนังสือ นอยไป ก็ไมมีความรูพอที่จะทําขอสอบหรือนําไปใชในการทํางานประกอบอาชีพ ตอนที่ 2 การพัฒนาศรัทธาและปญญาตามหลักพระพุทธศาสนาและศาสนาที่ตนนับถือ กิจกรรมที่ 2 จงเลือกคําตอบที่ถูกที่สุดเพยงขี อละหนึ่งตัวเลือก 1. ง 6. ข 2. ข 7. ก 3. ค 8. ง 4. ก 9. ก 5. ง 10. ค


273 ตอนที่ 3 หลักประชาธิปไตยในพระพุทธศาสนา กิจกรรมที่3 1. เพราะพระพุทธศาสนาเปนแบบอยางการปฏิบัติตามหลักการของระบอบประชาธิปไตย มีการใหสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค แกพระสงฆ มีการใหความสําคัญแกคณะสงฆหรือมติสงฆก็เปนการยึดเสียงขางมาก และที่สําคัญ ใหยึดหลักธรรมาธิปไตยคือยึดความถูกตองชอบธรรม มีเหตุผล ซึ่งจะทําใหสังคมมีแตความสงบสุข อันเปนพื้นฐานสําคัญ ที่ทําใหการปกครองเปนไปอยางราบรื่น 2. จงนําคําศัพทตอไปนี้ใสหนาขอความแตละขอ โดยใหสัมพันธกัน 1. Majority 2. Rationality 3. Equality 4. Liberty 5. Liberty 6. Majority 7. Equality 8. Rationality ตอนที่ 4 ความสําคัญของพระพุทธศาสนาที่มีตอการศึกษา การเมือง การสรางสันตภาพของโลก ิ กิจกรรมที่ 4 ใหทําเครื่องหมาย 3 หนาข อที่เห็นวาถูก และทําเครองหมายื่ ° หนาขอที่เหนว็ าผิด 1. 3 6. ° 2. 3 7. 3 3. ° 8. 3 4. 3 9. ° 5. ° 10. 3


274 หนวยการเรยนรีูที่ 3 พระพุทธศาสนากับการดํารงชีวิต ตอนที่ 1 หลักการของพระพทธศาสนากุับหลักวิทยาศาสตร กิจกรรมที่ 1 ใหนกศั ึกษาตอบคําถามตอไปนี้ 1. พระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตรมีความสอดคลองกันในดานใดบาง 1.1 ความเชื่อ วิทยาศาสตรและพระพุทธศาสนาเชื่อในหลักเหตุผล ทดลองโดยอาศัยสติปญญา 1.2 ความรูทั้งวิทยาศาสตรและพระพุทธศาสนายอมรับความรูที่ไดจากประสบการณและ ทดลองดวยตนเอง 2. หลักการของพระพุทธศาสนากับหลักวิทยาศาสตรแตกตางกันในเรื่องใดบาง 2.1 ความเขาใจเกี่ยวกับปรากฏการณทางธรรมชาติพระพุทธศาสนามุงเขาใจปรากฏการณ ธรรมชาติที่เกี่ยวของกับชีวิตมนุษยมากกวาตองการรูสาเหตุและผลของปรากฏการณนั้น 2.2 ความตองการเรียนรูธรรมชาติวิทยาศาสตรตองการเรียนรูกฎแหงธรรมชาติเพื่อควบคุม ธรรมชาติหรือเอาชนะธรรมชาติ แตพระพุทธศาสนาตองการเรียนรูธรรมชาติเพื่อครอบคุมจิตใจมนุษย วิทยาศาสตรตองการเปลี่ยนธรรมชาติพระพุทธศาสนาตองการเปลี่ยนใจคน 2.3 การยอมรับโลกแหงสสาร วิทยาศาสตรยอมรับโลกแหงสสารที่สัมผัสไดแตพระพุทธศาสนา เชื่อวามีสัจธรรมสูงสุดที่ประสาทสัมผัสไมไดตองพบ และรูดวยตนเอง 2.4 มุงเอาความจริงมาตีแผวิทยาศาสตรสนใจเฉพาะการเอาความจริงมาตีแผแตพระพุทธศาสนา จะคํานึงถึงศีลธรรม ความดีความเชื่อและความสงบสุข


275 ตอนที่ 2 การพัฒนาตนเองตามหลักพระพุทธศาสนา กิจกรรมที่ 2 ใหนกศั ึกษาเขียนคําตอบลงใน หลักธรรมการพัฒนาตนเปนคนด ีหลักธรรมการพัฒนาตนเปนคนเก ง ไมฆาสัตว ไมทรมานส ัตว เบญจศีล อิทธิบาท 4 ฉันทะ ความพอใจ ไมลักขโมย การประพฤติผิดลูกเมียผูอื่น วิริยะความเพยรี จิตตะ ตั้งจิตรับรู วิมังสา ไตรตรอง ใชปญญา เมตตากรุณา การไมพูดโกหก ไมดื่มสุรา สิ่งเสพติด เบญจธรรม พละ 5 สัมมาอาชีวะ สัทธา มีความเชื่อมั่นในสิ่งทที่ํา วิริยะ มีความเพียรไมเกยจครี าน กามสังวร สํารวมในกาม สติมีความระลึกไดไมประมาท สัจจะ มีความซื่อสัตย สมาธิตั้งจิตมั่น ไมฟุงซาน สติสัมปชัญญะรูจักยั้งคิด ปญญา มีความรูชัดเจนในสิ่งที่ทํา หลักธรรมสําหรับการพัฒนาตนเอง


276 ตอนที่ 3 พระพุทธศาสนาคอศาสตรื แหงการศึกษาและการแกปญหาโดยอาศัยเหตุปจจัย กิจกรรมที่ 3 ใหนกศั ึกษาตอบคําถามตอไปนี้ 1. หลักคําสอนที่พระองคทรงใชไดแก 1.1 การสอนใหเหมาะสมกับพื้นเพของบุคคล 1.2 สอนจากต่ําไปหาสูงจากงายไปหายาก 1.3 สอนโดยใชวทยากริหรือการอางอิงบุคคล 1.4 สอนโดยใชอปกรณุการสอน 1.5 สอนโดยใชหล ักโยนิโสมนสิการคือใครครวญดวยสติปญญา ใชเหตผลุ 2. ไตรสิกขา ประกอบดวย 2.1 สีลสิกขาคือการฝกศึกษาดานความประพฤต  ิทางกายวาจาในสุจริต 2.2 จิตตสิกขาคือการฝกศึกษาดานสมาธ  ิพัฒนาจิตใหเจริญงอกงาม 2.3 ปญญาสิกขา คือการฝกศึกษาดานปญญาใหสูงขึ้น 3. ปฎิจจสมุปบาท หมายถึง หลักของสรรพสิ่งที่มีเกิดและมีดับ ประกอบดวย 3.1 อวิชชา คือความไมรูจรงของชิ ีวิต 3.2 สังขาร คือความคิดปรงแตุง หรือเจตนาที่เปนกุศลและอกุศล 3.3 วิญญาณ คือความรับรูตออารมณตาง ๆ เชน ไดยนิ ไดกลิ่น รูรส รูสัมผัส 3.4 นามรูป คือความมีอยในรููปธรรม และนามธรรม ไดแกกายและจิต 3.5 สฬายตนะ คือ ตา หูจมูกล้นิกายใจ 3.6 ผัสสะ คือ การถูกตอง สัมผัส กระทบ 3.7 เวทนา คอื ความรูสึกทุกขสุข อุเบกขา 3.8 ตัณหา คอื ความทะเยอทะยานอยาก 3.9 อุปาทาน คือ ความยึดมั่นถือมั่นในตวตนั 3.10 ภพ คือ พฤติกรรมที่แสดงออกเพื่อสนองอุปาทาน 3.11 ชาติ คือความเกดิ ความตระหนกในต ั ัวตน 3.12 ชรา คือ มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทกขะุโทมนัส อุปายาสะ คือความแกความตาย ความโศกเศรา ความคร่ําครวญ ความไมสบายกายความไมสบายใจความคับแคนกลัดกลุมใจ


277 หนวยการเรยนรีูที่ 4 พุทธสาวก พุทธสาวิกา ชาดกและชาวพุทธตัวอยาง ตอนที่ 1 พุทธสาวก พุทธสาวิกา กิจกรรมที่ 1 ใหนกศั ึกษาบอกคุณธรรมของพุทธสาวกและพุทธสาวกาติ อไปนี้ พุทธสาวก/พทธสาวุิกา คุณธรรมที่เปนแบบอยาง พระอิสสชิ 1. มีบุคลิกภาพที่นาเลื่อมใส สมถะ สํารวมระวังกิรยามารยาทิ 2. เปนนักสอนศาสนาที่เชี่ยวชาญ เกงในการถายทอดความรู 3. เปนผูมีคณุปการทูี่ยิ่งใหญตอพระพุทธศาสนาไดชกชวนพระอัุปติสสะ และพระโกลิลิตะเขามาบวชในพระพุทธศาสนาซึ่งตอมาคือ พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ สาวกเบื้องขวาและเบื้องซายของพระพุทธเจา พระกีสา โคตรมี 1. เปนเอตทัคคะทางทรงจีวรเศราหมองยิ่งกวาภิกษณุีรูปใดใน พระพุทธศาสนา เปนบุคคลที่มีสติปญญาสามารถเรียนรูไดเร็ว ไมตองพูดมาก หรือสอนมาก 2. ชอบใชความรูความคิด ถามอยางมีเหตผลุ 3. รูจักการแกปญหาโดยใชปญญา มีสติรูคิด พระนาง มัลลิกา 1. พระนางมัลลิกาเปนผูกตญัูกตเวทีพระนางไดชวยบดาเกิ ็บดอกไม ในสวนและจัดใหเป นระเบยบเพี ื่อนําไปขายทกวุัน 2. พระนางมลลั ิกาเปนผูมีสติปญญาเฉลียวฉลาด ทรงทดทานพระเจั า ปเสนทิโกศลผูเปนพระสวามี มิใหกระท ําบาปดวยการฆ าสัตวบูชายัญ และทรงแนะนําใหพระสวามีใหพึ่งตนเองดวยการปฏิบัติธรรมและ ยึดมั่นอยูในคุณธรรมความดี 3. พระนางมัลลิกาทรงเปนพทธสาวุิกาผูมนคงในพระพ ั่ทธศาสนาุและ ชวยคนอนให ื่ เขาถึงธรรมในพระพุทธศาสนาดวย หมอชีวกโก มารภัจจ หมอชีวกเปนหมอประจําพระองคของพระพุทธเจาตลอดชีวิตทานอุทิศใหกบั การรักษาโรคคนทั้งเมืองไมมีเวลาปฏิบัติธรรมแตทานกเป็ นพระโสดาบัน ไดใช วิชาความรูที่เลาเรียนมาบําเพ็ญประโยชนแก ชนหมูมาก ชวยเหลือผูเจบไข ็  ไมเลือกยากดมีีจน จนไดรับยกยองจากพระพุทธองควาเปนเอตทัคคะใน ดานเปนที่รกของปวงชน ั


278 พุทธสาวก/พทธสาวุิกา คุณธรรมที่เปนแบบอยาง พระอนุรุทธะ 1. มีความพากเพียรยิ่ง ชีวิตในวัยเยาวของทานสุขสบายมากอนแตเมื่ออกบวช แลวตองประสบความลําบากมานอนตามปาเขา มีชีวิตเรียบงายแตทาน ก็เพียรพยามปฏิบัติธรรม ไมยอทอจนบรรลุอรหันต 2. เปนผูสํารวมระวังยิ่ง พระอนุรุทธะไดทิพยจักษุตั้งแตยังไมบรรลุอรหันต ทานมักเห็นสิ่งตาง ๆ ที่อาจทําใหจิตใจวอกแวกแตทานก็มีสติมีความ สํารวม บางครั้งที่เพลิดเพลินไปกับภาพที่เห็น ทานก็จะไปขอคําแนะนํา จากพระสารีบุตรอัครสาวก ซึ่งใหคําแนะนําแนวทางปฏิบัติตอทาน 3. เปนหลักแหงพระธรรมวินัยเมื่อพระพุทธเจาเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระอนุรุทธะเปนพระผูใหญองคเดียวในสถานที่นั้น ทานไดนั่งสมาธิ เขาฌานตามพระพุทธเจาไปดวยแลวคอยบอกพุทธบริษัทที่เฝาอยูวา พระพุทธองคทรงเขาฌานอยูและเปนหลักแหงพระพุทธศาสนา คอยชี้แจงแกขอสงสัยของพุทธบริษัท และไดกลาวธรรมกถาเตือนสติ พุทธบริษัทไมใหเศราโศกเสียใจ องคุลิมาล 1. เปนผูมีขันติธรรมอยางยิ่ง หลังจากบวชแลวผูคนยังเกลียดชังทานอยู ทานไดรับความทรมานจากการลงโทษของผูคนดวยวิธีการตาง ๆ ทานก็ ยังอดทน อดกลั้นดวยขันติธรรม 2. เปนผูมีสัมมาคารวะอยางยิ่ง สมัยที่ทานศึกษาศิลปวิทยาที่สํานัก ทิศาปาโมกขเมืองตักศิลา ทานเคารพเชื่อฟงอาจารยและภริยาของ อาจารยดวย 3. เปนผูมีความเมตตากรุณามากเมื่อบวชเปนภิกษุแลวทานก็ชวยเหลือผูอื่น อยูเสมอ 4. เปนบุคคลประเภทตนคดปลายตรงเปนตัวอยางและเปนกําลังใจใหแก ผูที่ทําผิดพลาดแลวกลับเนื้อกลับตัวได พระธัมม ทินนาเถรี 1. มีปญญาและใชปญญาแกไขปญหาชีวิตหลังจากทราบความจริงวาสามีไดบรรลุ ธรรมเปนอริยบุคคลระดับอนาคามีแลวนางก็ไมโกรธแตยอมรับนับวานางไดใช ปญญาแกปญหา 2. เปนนักพูด นักแสดงธรรมชั้นยอด นางสามารถอธิบายธรรมไดอยาง ลึกซึ้งและพระพุทธเจายอมรับและยกยองใหเปนธรรมกถึก 3. ใฝรูและความกาวหนาในทางดีหลังจากนางไดรับทราบจากสามีถึง การออกบวชศึกษาธรรมะ นางก็ปรารถนาจะออกบวชและเมื่อบวชแลว นางก็เพียรพยายามฝกฝนตนเองจนเปนที่ยอมรับของผูอื่นได


279 พุทธสาวก/พทธสาวุิกา คุณธรรมที่เปนแบบอยาง จิตต คหบดี 1. เปนคฤหัสถในอุดมคติเปนชาวพุทธผูครองเรือนที่เปนแบบอยางที่ดี มีคุณสมบัติ 3 ประการคือ 1.1 ศึกษาธรรมะจนแตกฉาน และปฏิบัติตามคําสอนจนสําเร็จเปน พระอนาคามี 1.2 ชอบสนทนาธรรม แลกเปลี่ยนความรูความคิดกับผูใหญอยูเสมอ มีความสามารถถายทอดธรรมะเปนอยางดีจนไดรับยกยองเปน ธรรมกถึก (นักเทศนนักแสดงธรรม) 1.3 เปนคนใจบุญสุนทาน ทําบุญทาทานคราวละมากํๆ อุปถัมภ พระศาสนา ปกปองพระพุทธศาสนาเมื่อมีภัย 2. เคารพพระสงฆมากแมทานจะบรรลุธรรมะขั้นสูง (อนาคามี) ทานก็ยัง เคารพพระสงฆที่เปนปุถุชนอยูโดยถือวาพระสงฆคือตัวแทนของ พระอริยสงฆแมทานจะไดรับการดูหมิ่นจากพระสุธรรมทานก็ไมถือสา 3. เปนคนเกงและคนดีทานไดแสดงใหเห็นวาชาวพุทธเปนคฤหัสถไมใช แคทําบุญทําทานอยางเดียว ตองศึกษาพระธรรมคําสอนใหแจมแจงเพราะ การเปนคนดีอยางเดียวไมพอ ตองเปนคนเกง ฉลาดหลักแหลมดวย สามารถ โตเถียงหักลางความคิดผิด ๆ ได พระ อานนท 1. ไดรับยกยองจากพระพุทธองควาเปนพหสุ ูต เปนธรรมภัณฑาคาริก 2. เปนผูมีใจใฝความรูทูลขอพรเปนพิเศษจากพระพุทธเจาขอฟงธรรม เมื่อตนไดอยูรวมดวยหรอถื าไมอยูณ ที่นั้นก็ขอใหพระพุทธองคเทศนา ใหฟงอีกครงหนั้ึ่งและมีความกตัญูตอพระพุทธเจา 3. พระอานนทเปนผูมีปญญา มีความจําดีทานไดฟงครั้งเดียวไมตอง ถามอีกก็สามารถจําได  4. ทานไดรับยกยองจากพระพุทธองคคือ มีฝมือทางชาง ทานสามารถเย็บ จีวรใหพระหลายรูปแบบแลวนําไปถวาย 5. เปนผูมีความเพียร ทูลขอพระพุทธองคถึง 3 ครั้งจนยอมให พระนางปชาบดีโคตรมีบวชเปนภิกษุณีได 6. เปนผูมีความรูมากและเปนกําลังสําคัญในการสังคายนาพระไตรปฎก 7. กอนจะรับเปนอุพุทธอุปฏฐาก ทานคิดอยางรอบคอบถึงปญหาที่อาจจะ เกิดขึ้นกอน 8. เปนผูเห็นแกประโยชนผูอื่น โดยขอพรตอพระพุทธเจาใหผูที่มาไกล ไดเขาเฝาไดเพราะเห็นแกความยากลําบากของผูอื่น


280 พุทธสาวก/พทธสาวุิกา คุณธรรมที่เปนแบบอยาง พระปฏาจารา เถรี 1.เปนผูฉลาดในวินัยสงฆนางปฏาจาราไดอุปสมบทแลว ปรากฏวาเปน พระเถรีผูมีความรอบรูในเรื่องพระวินัยเปนอยางดีพระพุทธองคจึงทรง ยกยองเธอไวในตําแหนงเอตทัคคะเปนผูเลิศกวาภิกษุณีทั้งหลายในฝาย ผูทรงพระวินัย 2. เปนผูมีสติปญญาจากการที่นางมีสติคิดไดทําใหนางเห็นสภาพความเปนจริง ใชสติปญญาไตรตรองและนําไปสูการตรัสรูธรรมของนาง นางจุฬสภุัททา 1. นางจูฬสุภัททาเปนผูมีความกตัญูรูคุณบิดามารดาดังจะเห็นไดจาก การที่นางยินดีทําการงานที่บิดามอบหมายคือดูแลรับใชเพื่อนของบิดา จนเปนที่สบอัธยาศัย 2. มั่นคงในพระพุทธศาสนาแมจะตองขัดใจบิดาของสามีก็ยอม เนื่องจาก เห็นวาพระพุทธศาสนานานับถือกวาศาสนาของนักบวชอเจลกะ 3. เขาใจในศาสนาที่ตนนับถือเปนอยางดีดังคําอธิบายเกี่ยวกับลักษณะของ พระสงฆในพระพุทธศาสนาที่นางบอกแกมารดาของสามีจะทําใหทั้ง บิดาและมารดาของสามีเกดความเลิ ื่อมใส 4. ตั้งมั่นอยูในเหตุผลไมใชอารมณเชน เมื่อบิดาของสามีขับไลนางออก จากบานนางก็ไมยอมไปเพราะถือวามิไดผิดถาหากนางไปดวยอารมณ อยางคนทั่วไปแลวคงไมมีโอกาสชี้แจงเหตุผล สุมน มาลาการ นายสุมนมาลาการ เปนอุบาสกที่ควรเปนแบบอยางที่ดีแกพุทธศาสนิกชน ไดทานไดเสียสละชีวิตเพื่อบูชาพระพุทธเจา นั่นคือ สละชีวิตเพื่อทําความดี รักษาความดีเอาไวแมชีวิตจะหาไมก็ตาม จึงเปนบุคคลที่ควรยกยองและ เปนแบบอยางได


281 ตอนที่ 2 ชาดก กิจกรรมที่ 2 ใหนกศั ึกษาบอกขอคิดที่ไดจากการอ านชาดกตอไปนี้ ชาดก ขอคิด มหาเวสสันดรชาดก การใหทานแกผูอื่นเปนการบาเพํ ็ญเพียรทยี่งใหญ ิ่คนทุก ชนชั้น ทุกฐานะจะตองชวยเหลือผูอื่น มโหสถชาดก การใชปญญาในการแกปญหาคนที่ฉลาดรูคิดจะสามารถ แกปญหาทกอยุางได มหาชนกชาดก เมื่อเกิดเปนคนควรมีความพากเพียรใหถึงที่สุดเพื่อใหถึงซึ่ง สิ่งที่มุงหวัง เพียรสุดกําลังจนชีวิตหาไมแลวจะประสบ ผลสําเร็จ เชน พระมหาชนกทรงวายน้ําอยูในทะเลถึง 7 วัน จนเทพยดาเห็นความพยายามจึงใหรอดชีวิต หรือการที่พระ มหาชนกมุงมั่นที่จะออกบวชเพื่อการรูธรรม ก็ไมมีสิ่งใดมา ยับยั้งความมุงมั่นไดเชนเดียวกับนักเรียนนักศึกษาที่ตอง พยายามมุงมั่นในการศึกษาเลาเรียน


282 ตอนที่ 3 ชาวพุทธตัวอยาง กิจกรรมที่ 3 ใหนกศั ึกษาบอกคุณธรรมที่เปนแบบอยางของชาวพุทธตัวอยางตอไปนี้ ชาวพุทธตัวอยาง คุณธรรมที่เปนแบบอยาง พระนาคเสน 1. เปนผูใฝรูอยางยิ่ง เริ่มตั้งแตเรียนจบคัมภีรไตรเพทของศาสนา พราหมณตั้งแตอายุยังนอยเมื่อบวชในพระพุทธศาสนาแลว ไดศึกษาพระอภิธรรมจนเชี่ยวชาญในพระอภิธรรม 2. ยอมรับผิดและแกไขตนเองเมื่อรูสึกตัววาผิดก็พรอมที่จะรับผิด และพยายามแกไข 3. ฉลาดในการอธิบายธรรม สามารถอธิบายธรรมใหผูอื่นรับรู จนไดเปนอริยบุคคลหลายคน 4. มีความอดทนเปนเยี่ยม แมพระอัสสคุตเถระจะไมยอมรับและไม พูดจาดวยตลอด 3 เดือน แตพระนาคเสนก็มีความอดทนเพื่อจะได ศึกษาวิชาความรูไมแสดงอาการเกียจคราน หมั่นปรนนิบัติอาจารย จนถึงที่สุดและไดรับการยอมรับใหศึกษาเลาเรียน พระยามิลินท 1. เปนผูมีสติปญญาเฉลียวฉลาดในการคิดการตั้งปญหาเพื่อให ผูอื่นคิดตามไปดวย 2. เปนผูที่ยอมรับความสามารถของผูอื่น รูแพรูชนะ 3. เปนผูฝกใฝในพระธรรม ทํานุบํารุงพระพุทธศาสนา จนเจริญรุงเรือง อนาคาริก ธรรมปาละ ทานเปนผูมีศรัทธาแรงกลาในการนําพระพุทธศาสนากลับมาสู ดินแดนพุทธภูมิหลังจากที่สูญหายไปเปนเวลาหลายรอยปอุทิศ ตนอยางไมยอทอ ทํางานดวยความวิริยะอุตสาหะจนเปนที่ยอมรับ ของคนทั่วไป ชาวพุทธยกยองทานวาเปนผูนําพระพุทธศาสนา กลับมาสูแดนพุทธภูมิอีกครั้ง นอกจากนั้นยังเปนชาวพุทธที่ เสียสละและมีศรัทธาอยางมุงมั่นในการที่จะรักษาพระพุทธศาสนา ใหเปนมรดกของชาวพุทธตลอดไป และสิ่งที่ทานทุมเทมาตลอด ชีวิตของทานไดประสบผลสําเร็จอยางแทจริง


283 ชาวพุทธตัวอยาง คุณธรรมที่เปนแบบอยาง สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) 1. เปนนักการศึกษา ใฝเรยนใฝ ี รูอยูเสมอ 2. มีศีลาจารวัตรเปนที่นาเลอมใสของชาวอ ืุ่ทัยธานีและ พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ พระอาจารยมั่น ภูริทัตโต 1. ทําประโยชนตอชาติทานหลวงปูไดเอาธุระเทศนาอบรมสั่งสอน ศีลธรรมอันดีงามแกประชาชนพลเมืองของทุกชาติในทุก ๆ ถิ่น ที่ทานไดสัญจรไป ไมกลาวสอนใหเปนปฏิปกษตอการปกครอง ของประเทศ ทําใหพลเมืองของชาติผูไดรับคําสั่งสอนเปนคนมี ศีลธรรมดีมีสัมมาอาชีพงายแกการปกครองของผูปกครอง 2. สรางประโยชนตอศาสนา ทานหลวงปูไดบรรพชาและอุปสมบท เขามาในพระพุทธศาสนาดวยความเชื่อและความเลื่อมใสจริง ๆ ครั้นบวชแลวก็ไดเอาธุระทางพระพุทธศาสนาดวยความ อุตสาหะพากเพียรจริง ๆ ไมทอดธุระในการบําเพ็ญสมณธรรม 3. หลวงปูมั่น ทานปฏิบัติธุดงควัตรเครงครัด นอกจากเพื่อวิเวก ในสวนตนแลว ทานมุงไปเพื่อสงเคราะหผูมีอุปนิสัยในถิ่นนั้น ๆ ผูไดรับสงเคราะหดวยธรรมจากทานแลว ยอมกลาวไว ดวยความภูมิใจวา ไมเสียทีที่ไดเกิดมาเปนคน พุทธทาสภิกขุ 1. เปนนักการศึกษาที่แทจริง ทานเปนผูที่มอีุปนิสัยฝกฝนอบรม ตนเองอยูเสมอรักษาศีลอยางเครงครัดฝกสมาธิอยางเขมงวด 2. เปนนักคิดผยูิ่งใหญทานมีวิธีคิดเพื่อสอนธรรมอยางวิเศษใชคําที่ กินใจในการสอน 3. เปนทั้งนักปฏิรูปและนักปฏิวัติพระศาสนา ทานมองเห็นวา มีหลายเรื่องในพระพุทธศาสนาที่ตองปฏิวัติและตองปฏิรูป เชน การทําบุญใหทานโดยคิดแบบนักลงทุน หวังผลกาไร ํ ไมใช การทําบุญที่แทจริงดังนนเวลาทั้านเทศนจึงสอนใหอย าโลภ อยาเห็นแกต ัวอยายึดมั่นถือมั่น ขัดเกลาจิตใจใหกิเลสเบาบาง ใหหนกลั ับไปดูสมัยพุทธกาลที่พระสงฆอยูอยางเรียบงายและ ทานก็ปฏิบัติตนเปนแบบอยาง


284 ชาวพุทธตัวอยาง คุณธรรมที่เปนแบบอยาง พระพรหมมังคลาจารย (ปญญานันทภิกขุ) 1. เปนธรรมกถึก ทานเปนพระสงฆที่มีวาทศิลปพูดจูงใจคนได อยางยอดเยยมี่ทานอธิบายธรรมะดวยภาษางาย ๆ ยกเหตุการณ ปจจุบันมาประกอบ ทําใหผูฟงเห็นจริงไปดวยขณะเดยวกี ัน ก็แทรกอารมณขัน ทําใหผูฟงเกิดความประทับใจที่ไดฟง 2. เปนพุทธสาวกที่ดีเปนพระสงฆที่มีวัตรปฏิบัติเรียบงายไมยดตึ ิด ยศถาบรรดาศักดิ์ทานเปนพุทธสาวกที่มศีีลาจารวัตรงดงาม ไมดางพรอยอุทิศชีวิตเพื่อสั่งสอนประชาชนตลอดมาโดย ไมยอทอ 3. เปนนักปฏิรูปพระศาสนาปรับเปลี่ยนวิธีการเทศนใหมเปนการยืน ปาฐกถาแทนการนั่งธรรมาสนใชภาษางายๆไมมีพิธีรีตองอาราธนาเทศน กอนเสมอนอกจากนี้ยังปฏิรูปพิธีศพใหสวดเพียงจบเดียวเวลาที่เหลือ ใหฟงเทศนเพื่อใหศาสนิกชนไดรับความรและขูอคิดกลับไปดวย พระโพธิญาณ เถระ(ชา สุภทฺโท) 1. ใฝรูใฝเรียนมุงมั่นศึกษาหาความรูอยูเสมอ 2. ขณะมีชวีิตอยูทานไดอุทศชิ ีวิตเพื่อการปฏิบัติธรรม และเผยแผ พุทธศาสนา ทั้งแกชาวไทยและชาวตางประเทศ ซึ่งบังเกิดผล ทําใหผลงานที่เปนประโยชนอเนกอนันตแกพระศาสนา ทั้งที่ เปนพระธรรมเทศนาและสํานักปฏิบัติธรรม 3. หลวงปูชาเปนผูที่มุงมั่นในการปฏิบัติธรรม และเผยแผ พระพุทธศาสนาไปยังลูกศิษยดวยภาษาที่งายเหมาะแกการปฏิบัติ นอกจากนี้ทานยังเนนการปฏิบัติที่เกิดจากการเรียนรูดวยตนเอง ดวยวัตรปฏิบัติที่เปนแบบอยางของทานเองและดวยถอยคําสอน ที่เรียบงายตามหลักพุทธธรรม ทานเปนนกการศั ึกษาและดํารงชีวิตแบบเรยบงี าย มวีัตรปฏิบัติ ที่ออนนอมถอมตน ใหความสําคัญและความสนใจแกผูเขาพบ โดยไมเลือกเชื้อชาติศาสนาผิวพรรณ เพศเปนพระสงฆที่ทํา คุณประโยชนตอวงการพระพุทธศาสนาและสังคมของมวลมนุษย อยางหาที่เปรยบมี ิได พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตฺตโต)


285 ชาวพุทธตัวอยาง คุณธรรมที่เปนแบบอยาง สมเด็จพระนารายณ มหาราช 1. สมเด็จพระนารายณมหาราช ทรงเปนแบบอยางในการใชธรรมะนํา การเมืองไทยในสมัยนั้นมีการลาอาณานิคม ทานสามารถนําหลัก ธรรมะมาใชในการบริหารบานเมืองใหพนจากการลาอาณานิคม ของประเทศตะวันตกไดอยางสงางาม 2. ทรงมีพระทัยหนักแนนในการนับถือพระพุทธศาสนาจะเห็นไดจาก พระองคทรงปฏิเสธการเขารีตศาสนาคริสต 3. ทรงมีปฏิภาณเปนเลิศในการแกปญหา ทรงปฏิเสธการเขารีต อยางนิ่มนวลและใชวาจาที่คมคายยิ่ง ทําใหพระเจาหลุยสที่ 14 ไมกลารบเราพระองคอีกตอไป 4. ทรงเปนอุบาสกตัวอยาง สนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม ของพระสงฆ 5. ทรงมีพระปรีชา และเมตตากรุณาอยางยิ่ง ทรงนําหลักธรรม ของพระพุทธศาสนามาปฏิบัติจนเปนพระนิสัย ในตอนปลาย รัชกาลที่พระองคทรงประชวร พระเพทราชากับขุนหลวงสร ศักดิ์ไดลอมวังไวพระองคเกรงวาขาราชบริพารจะถูกฆาตาย หมดเลยโปรดฯใหนิมนตพระสงฆมาทําพิธีใหพระราชวังเปน วิสุงคามสีมาอุปสมบทขาราชบริพารทุกคนเพื่อใหพนภัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว 1. เปนศาสนูปถัมภกโดยดําเนินการในเรื่องตางๆ ดังนี้ 1.1 ชําระและพิมพพระไตรป  ฎกเปนอักษรไทยใชเวลาตั้งแต พ.ศ. 2431 – 2436 1.2 ทรงโปรดใหสรางจังหวดใหม ั ขึ้นหลายจังหวัด เชน วัดราชบพิตรวดเทพศั ิรินทราวาส เปนตน 1.3 ทรงสงเสริมใหวัดเปนศูนยกลางการศึกษา โดยจัดตงโรงเร ั้ียน แหงแรกที่วดมหรรณพารามั 1.4 ทรงโปรดใหจดตั ั้งโรงเรียนสอนพระปริยัติธรมขึ้นตามวัด ตางๆ เพื่อเปนสถานศึกษาสําหรับพระภกษิุสามเณร 1.5 ทรงตราพระราชบัญญัติเพื่อเปนแนวในการบริหารคณะสงฆ ปร.ศ. 121 นับเปนกฎหมายของพระสงฆไทยฉบับแรก 2. ทรงดํารงตนอยูในพุทธธรรมและนําหลักธรรมทางพุทธศาสนาเปน แนวทางในการปกครองจนไดรับขนานนามวา “พระปยมหาราช”


286 ชาวพุทธตัวอยาง คุณธรรมที่เปนแบบอยาง สุชีพ ปุญญานุภาพ 1. การอธิบายพระพุทธศาสนาแนวใหมโดยการนําเอาความรู วิชาการสมัยใหมเชนวิทยาศาสตรปรัชญา สังคมศาสตรเปนตน มาประยุกตก ับหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ทําใหคนทั่วไปเขาใจ พระพุทธศาสนาไดดและงีายข ึ้น ทั้งทําใหมองคุณคาของพระธรรม คําสอนในพระพทธศาสนาวุามีความทนสมั ัยสามารถนํามาปรับ ใชได กบทักสถานการณุหากศกษาให ึ มีความรูความเขาใจในคําสอน ของพระพทธศาสนาเปุนอยางดี 2. เปนผูมีอัธยาศัยออนนอม ดําเนินชีวิตแบบสงบและเรียบงาย มีเมตตากรุณาตอทุกคน ไมเบ ื่อหนายในการที่จะใหคําแนะนํา หรือปรึกษาในทางวิชาการแกศิษยหรือผูสนใจ มีวาจาในเชิง สรางสรรคและสงเสริมใหกําลังใจแกทุกคนที่มีโอกาสพบปะ สนทนาดวยเสมอ จึงเปนที่เคารพรักของบรรดาศิษยและ ผูรูจักคุนเคยทั่วไปอยางจริงจัง 3. มีความสามารถในการมองและอธิบายพระพุทธศาสนาในแงมุม ที่แปลกใหมอันเปนแงมุมที่ไมเคยมีใครมองมากอน หรือเปน แงมุมที่คนทั่วไปมองไมเห็น และนําเอาประเด็นที่สําคญและั โดดเดนของพระพุทธศาสนามาแสดงใหคนท วไปได ั่ รูจกั ดร.อัมเบดการ 1. มีความมุมานะพยายามในการศึกษาเลาเรียน แมจะประสบ ความลําบากความเดือดรอนมากเพียงใดก็กมหนามุมานะตอไป โดยไมหยุดยั้งจนกระทั่งจบปริญญาเอก 2. มีความอดทนเปนเลิศ เมื่อครั้งศึกษาเลาเรียน ไดเผชิญกับปญหา ตางๆ ถูกขมเหงจากนักศึกษาตางวรรณะแตทานก็ไดกัดฟนตอสู ตอเหตุการณเหลานั้นดวยความอดทนและไดนําเหตุการณเหลานั้น มาเปนกําลังใจใหมีความมุมานะในการศึกษาเลาเรียนยิ่งขึ้น 3. มีสติปญญาดีจนสามารถเรียนจนจบปรญญาเอกิ 4. ยึดมั่นในพระพุทธศาสนาอยางมั่นคงไดนําหลักธรรมทาง พระพุทธศาสนาเปนหลักในการปฏิวัติระบบชนชั้นวรรณะ ของสังคมอินเดีย


287 หนวยการเรยนรีูที่ 5 การส ื บทอดพระพุทธศาสนา ตอนที่ 1 พระไตรปฎกและการส ังคายนาพระไตรปฎก กิจกรรมที่ 1 ใหนกศั ึกษานาอํ ักษรหนาขอความทางขวาม ือใสในชองวางหนาขอความทางซายมือ ที่สัมพันธกัน 1. ฉ 6. ข 2. ฌ 7. ญ 3. ก 8. ง 4. ซ 9. จ 5. ค 10. ช กิจกรรมที่ 2 ใหนกศั ึกษาเขยนแผนภีูมิพระไตรปฎกตอไปนี้ พระไตรปฎก พระวินัยปฎก พระสุตตันตปฎก พระอภิธรรมปฎก มหาวภิังค  ฑีฆนิกาย สังคคณี ภิกขุวภิังค มัชฌิมนิกาย วิภังค มหาวรรค สังยุตตนิกาย ธาตุกถา จุลวรรค อังคุตรนิกาย ปุคคลบัญญัติ ปริวาร ขุททกนิกาย กถาวัตถุ ยมก ปฏฐาน


288 ตอนที่ 2 ความสําคัญและคุณคาของพระไตรปฎก กิจกรรมที่ 3 ใหนกศั ึกษาตอบคําถามตอไปนี้ 1. พระไตรปฎกมีความสําคัญคือ 1.1 เปนที่รวบรวมพระพุทธพจนของพระพุทธเจา 1.2 เปนที่รวบรวมพระธรรมวินัย หรือคําสั่งสอนของพระพุทธเจา 1.3 เปนแหลงตนเดิมของคําสอนในพระพุทธศาสนา 1.4 เปนหลักฐานอางอิงหลักการ หลักคําสอนของพระพุทธศาสนา 1.5 เปนมาตรฐานตรวจสอบคําสอนของพระพุทธศาสนา 1.6 เปนมาตรฐานตรวจสอบความนาเชื่อถือของขอปฏิบัติในพระพุทธศาสนา 2. พระไตรปฎกมีคุณคาตอพุทธศาสนิกชนดงนั ี้ 2.1 เปนบันทึกหลักฐานเกี่ยวกับลัทธิความเชื่อถือ ปรัชญาขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม และเรื่องราวในอดีต 2.2 เปนแหลงสืบคนแนวความคิดที่สัมพันธกบวั ิชาการตาง ๆ 2.3 เปนแหลงเดิมของคําศัพทภาษาบาลีที่นํามาใชในภาษาไทย ตอนที่ 3 การธํารงรักษา ปกปองพระพุทธศาสนา กิจกรรมที่ 4 ใหนกศั ึกษาเตมขิ อความตอไปน้ใหี สมบูรณ 1. พุทธบริษัท หมายถึงผูสืบทอดพระพุทธศาสนา 4 กลุม คือพระภิกษุพระภิกษณุีอุบาสกและอุบาสิกา 2. หนาที่ในการธํารงรักษาพระพุทธศาสนาของพุทธบริษัท ไดแก  2.1 การเผยแผพระพุทธศาสนาของพระสงฆดวยการแสดงพระธรรมเทศนาการประพฤติตนเปน แบบอยาง 2.2 การแสดงบทบาทของพระสงฆในการเผยแผพระพุทธศาสนาดวยการบรรยายธรรม การจัด นิทรรศการเผยแผพระพุทธศาสนา 2.3 การเปนชาวพุทธที่ดีตามหลักทิศ 6 2.4 การเขาคายอบรมคุณธรรม 2.5 การเขารวมพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา 2.6 การแสดงตนเปนพุทธมามกะ 2.7 การบรรพชาอุปสมบท 2.8 การบํารุงรักษาและใชประโยชนจากศาสนสถาน 2.9 การปฏิบัติตามหนาที่หลักของชาวพุทธเชน หมั่นศึกษาหาความรูนําหลักธรรมไปใชใน ชีวิตประจําวัน


289 3. ชาวพุทธสามารถปกปองพระพุทธศาสนาไดโดย 3.1ถามีผูจะทําลายศาสนาโดยรูเทาไมถึงการณใหแกไขดวยการชี้แจงอธิบายเผยแพรความรูใหถูก ตามหลักทางพระพุทธศาสนา เชน การใหความรูเกี่ยวกับหลักธรรมที่ถูกตอง เพื่อปองกันการตีความที่ ผิดพลาดแนะนําใหเห็นบาปบุญคุณโทษของการทําลายศาสนสถาน ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาใหถูกตอง หาทางเลิกสิ่งที่ผิดเชน ในพิธีกรรมไมควรมีการดื่มสุรา เปนตน 3.2 ตองชวยกันเรงเราใหฝายบานเมืองดําเนินการตามหนาที่เพื่อไมใหกลายเปนปญหาลุกลามตอไป เมื่อมีผูทําลายศาสนาไมวาจะรูปแบบใดเชน มีผูสอน หรือตีความคําสอนอยางผิด ๆ ตองชวยกันแกไขและ แจงใหชาวพุทธทั่วไปไดทราบอยางเรงดวน อยาทิ้งไวจนมีผูหลงผิดปฏิบัติไปตามนั้น 3.3 หากมีการดําเนินการใดที่จะทําลายสถาบันศาสนา ตองแสดงตนเปกปองภัยและชี้ให ประชาชนเห็นภัยอันตรายนั้น และชวยกันปองกัน การปฏิบัติตามวิธีการทั้งหมดควรทําดวยเมตตาดวยวิธี ละมุนละมอม ใชเหตุผลถือหลักความถูกตองชอบธรรม และไมละเมิดกฎหมายบานเมือง 4. การชี้แจงพระพุทธศาสนาสามารถทําไดโดย การไมกลาวรายผูอื่น หมายความวาในการชี้แจง พระพุทธศาสนานั้น ชาวพุทธไมควรกลาวราย หรือใหรายปายสีหรือกระทบกระเทียบผูอื่น หรือศาสนาอื่น โดยถือหลักวา เมื่อถูกใครเขาใสรายไมควรโตตอบ เพราะการโตตอบเปนชนวนของการทะเลาะวิวาท ไมควร ตําหนิดาวา หรือแสดงอาการโกรธเคืองจนเกิดเหตุแตควรชี้แจงใหเขารูและเขาใจดวยเหตุผลตามความเปนจริง


290 หนวยการเรยนรีูที่ 6 พลเม ื องดีของสังคม ตอนที่ 1 โครงสรางทางสังคม กิจกรรมที่ 1 ใหนกศั ึกษากลาวถึงสถาบันที่สําคัญของสังคม และหนาที่สําคัญของสถาบันนั้น สถาบัน หนาที่ ครอบครัว 1. ผลิตสมาชิกใหมใหแกสังคม 2. เลี้ยงดูสมาชิกใหมใหมีชีวิตรอด 3. หนาที่ถายทอดวัฒนธรรมของสังคมไปสูสมาชิกใหม 4. หนาที่อื่นๆไดแกการสนองความตองการทางจิตใจทําหนาที่ใหความรัก ความอบอุนแกสมาชิก การศึกษา 1. ถายทอดความรูวัฒนธรรม และทักษะอันจําเปนในการดํารงชีพ ของสมาชิกในสังคม 2. สรางบุคลิกภาพทางสังคมใหแกสมาชิก สามารถปรับตนในการติดตอ สัมพันธกับบุคคลอื่นและปฏิบัติตนใหมคีุณคาแกสังคม 3. การกําหนดสถานภาพทางสังคม และชนชั้นทางสังคม 4. ผลิตกําลังแรงงานทางเศรษฐกิจ ตามความตองการทางสังคม 5 สรางกลุมเพื่อนกอใหเกิดการรวมกลุมเพื่อนเพื่อสนองความตองการ ทางจิตใจของสมาชิกในสังคม การเมืองการปกครอง 1. สรางระเบียบกฎเกณฑใหแก สังคม 2. วินิจฉยขั อขัดแยงระหวางสมาชิกในสังคม มีองคการทางตุลาการ คอยใหความยุติธรรมแกสมาช ิกที่มีความขัดแยงตอกนั 3. บริหารองคการของรัฐบาลกลางและรัฐบาลทองถิ่น 4. การปองกันและรักษาความปลอดภัยทั้งภายในสังคมและจากภายนอก สังคม ศาสนา 1. สรางความเปนปกแผนใหแก สังคม 2. สรางเสริมและถายทอดวฒนธรรมแกั สังคม 3. ควบคุมสมาชิกใหปฏิบัติตามบรรทัดฐานของสังคม 4. สนองความตองการทางจตใจแก ิ สมาชิกเมื่อสมาชิกเผชิญกับปญหา


291 สถาบัน หนาที่ เศรษฐกิจ 1. ผลิตสินคาเพื่อสนองความตองการของสมาชิกในสังคม 2. การกระจายสินคาที่ผลิตไดไปสูสมาชิกในสังคมอยางทั่วถึง 3. การกระจายบริการตาง ๆ ไปสูสมาชิกในสังคม 4. การกําหนดสถานภาพทางสังคมและชนชั้นทางสังคม 5. สถาบันทางเศรษฐกิจกอใหเกิดหนาที่สําคัญ คือ เปนพื้นฐานอํานาจ ทางการเมือง สถาบันนันทนาการ เปนสถาบันที่เกี่ยวของกับการพักผอนหยอนใจเพื่อใหการดํารงชีวิตของ มนุษยมีความสุขมากยิ่งขึ้น การพักผอนจะเกี่ยวของกับการสราง ความบันเทิงศิลปะการละเลน และการกีฬาเพื่อสรางความเพลิดเพลิน ทําใหมีการละคร ภาพยนตรงานบันเทิง มหรสพ ดนตรีฟอนรํากีฬา เปนตน


Click to View FlipBook Version