42 กิจกรรม กิจกรรมที่ 3 ใหนักศึกษาตอบคําถามตอไปนี้ 1. เหตุใดจึงกลาววา พระพุทธศาสนาเปนรากฐานสําคัญอยางหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ……………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………... ……………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………... 2. จงนําคําศัพทตอไปนี้ใสหนาขอความในแตละขอ โดยใหสัมพันธกัน Liberty Equality Rationality Majority Rotation ............ 1. พิธีอุปสมบทตองใชพระสงฆประกอบพิธีอยางนอย 5 รูปขึ้นไป ............ 2 . กอนบัญญัติพระวินัยพระพุทธเจาทรงอธิบายผลเสียหายจากการประพฤติเชนนั้นกอนแลวจึงบัญญัติเปนวินัย ............ 3 . ผูมาบรรพชาเปนสามเณรไมวาจะมาจากชนชั้นไหนตองถือศีล 10 เหมือนกันทุกรูป ............ 4 . พระพุทธเจาทรงอนุญาตใหพระสงฆศึกษาพระธรรมวินัยดวยภาษาใดๆ ก็ไดตามที่พระสงฆรูปนั้นรูมากที่สุด ............ 5. หลักกาลามสูตรเปนพระสูตรที่พระพุทธเจาตรัสสอนชาวกาลามโคตรในการเชื่อหรือไมเชื่อคําสอนของนักบวช ที่มาเผยแผคําสอน ............ 6 . พระพุทธเจาใหความสําคัญของการประชุมสงฆ ............ 7. พระภิกษุที่จําพรรษาอยูดวยกัน มีสิทธิรับกฐินและไดรับอานิสงสกฐินเทาเทียมกัน ............ 8. การอุปสมบท ถาในเขตชนบทที่หาพระสงฆยากลําบาก พระพุทธองคก็ทรงอนุญาตใหพระสงฆ 5 รูปทําพิธี อุปสมบทได
43 ตอนท ี่ 4 ความสําคญของพระพัุทธศาสนาท ี่ม ี ตอการศ ึ กษา การเม ื อง การสร างสันติภาพของโลก ความสําคัญของพระพุทธศาสนาที่มีตอการศึกษา การศึกษาในอดีตตั้งแตสมัยสุโขทัยเปนตนมา ผูชายไทยเกือบทุกคนหากจะศึกษาเลาเรียนศิลปวิทยาการ ตาง ๆ ลวนตองไปศึกษาเลาเรียนที่วัดโดยมีพระสงฆเปนครูสอน ภาษาที่ใชเลาเรียนสันนิษฐานวาใชภาษาบาลี ในพระพุทธศาสนาเปนรากฐาน ตอมาเมื่อพอขุนรามคําแหงมหาราชไดทรงประดิษฐอักษรไทยขึ้นในปพ.ศ. 1826 จึงมีการเลาเรียนเปนภาษาไทย ซึ่งก็ผสมผสานการเรียนไปกับภาษาบาลี สมัยอยุธยาไดมีการแบงแยก การศึกษาเปนฝายอาณาจักรและฝายพุทธจักร ทั้งนี้เพราะในสมัยอยุธยามีการติดตอคาขายกับตางประเทศ มากมาย ประกอบกับไดมีพวกมิชชันนารีหรือนักบวชสอนศาสนาคริสตเขามาเผยแผศาสนา สมัยนั้นจึงไดมี การศึกษาวิชาสามัญทั่วไป วิชาชีพตาง ๆ รวมกับการศึกษาที่มีอยูเดิมที่ผูชายไทยสวนใหญมักจะไดเรียนในวัด จากพระสงฆ จนถึงสมัยรัตนโกสินทรจึงไดแยกการเรียนภาษาไทยกับภาษาบาลีออกจากกันตามลําดับโดย เด็ดขาดและแยกการศึกษาเปนฝายอาณาจักรกับฝายพุทธจักรกลาวคือฝายอาณาจักรก็จะมีการศึกษาตาม แบบเรียนที่ไดมีการแตงและเรียบเรียงขึ้นใหม ทั้งยังมีการเรียนภาษาตางประเทศ ดาราศาสตรและอื่น ๆ อยางไรก็ตามถึงแมจะมีการแยกการเรียนการศึกษาเปนอาณาจักรและพุทธจักร แตคนไทยสวนใหญสมัยนั้น ลวนไดรับการศึกษาจากวัดจากพระสงฆโดยการบวชเรียน จึงมีกฎเกณฑทางราชการกําหนดไววา ผูใดจะ เขารับราชการตองผานการบวชเรียนมากอน แบบเรียนภาษาไทยไดเริ่มมีการแตงขึ้นครั้งแรกในสมัยอยุธยา เปนแบบเรียนที่เรียบเรียงขึ้นตาม แบบอยางการเรียนภาษาบาลี เพราะไดรับอิทธิพลจากศาสนาพุทธ สมัยรัตนโกสินทรสมเด็จกรมพระยา ดํารงราชานุภาพ ไดแตงแบบเรียนเร็วสําหรับการเรียนการสอนภาษาไทยขึ้นใหม ก็เปนแบบเรียนที่ใช หลักการทางพุทธศาสนา เพื่อใหผูเรียนที่เปนเด็กตั้งแตชั้นมูล(อนุบาล)ถึงประถมศึกษาไดมีพื้นฐานทั้ง ภาษาไทยและในดานวิวัฒนาการทางสมอง สติปญญา รูวิเคราะหแยกแยะ ใชความคิดและเปนพื้นฐานใน การศึกษาวิชาอื่น ๆ ไดอยางกวางขวาง แบบเรียนเร็วนี้เหมาะสมกับเด็กไทยและสภาพแวดลอมตาง ๆ จึงทําให คนไทยสมัยนั้นแมจบเพียงชั้นประถมศึกษาปที่ 4 ก็สามารถที่จะประกอบอาชีพตาง ๆ เชน ครู ขาราชการ และอื่น ๆ ไดเปนอยางดี จะเห็นไดวาพระพุทธศาสนามีความสําคัญตอการศึกษาเปนอยางมาก เพราะจะให ทั้งความรูและปลูกฝงคุณธรรม จริยธรรม ความประพฤติ ทําใหผูที่ศึกษาเลาเรียนเปนคนที่สมบูรณ มีทั้ง ความรูและความประพฤติดี การศึกษาทางพระพุทธศาสนาจึงเปนการศึกษาที่สมบูรณ พระพุทธศาสนากับการศึกษาที่สมบูรณ การศึกษาที่สมบูรณเปนการศึกษาที่ทําใหบุคคลมีชีวิตอยูไดดวยความสงบสุข และสามารถ แกปญหาที่ประสบไดอยางราบรื่น เปาหมายการศึกษาที่สมบูรณตามหลักพระพุทธศาสนาจึงเนนใหบุคคลมี
44 องคประกอบครบทั้ง 3 ดาน ไดแก มีความรูความสามารถในวิชาชีพ มีความรูความเขาใจในชุมชน และมี ความประพฤติดี 1. มีความรูความสามารถในวิชาชีพ ในมงคล 38 เรียกความรูอยางนี้วา “ สิปฺปฺจ ” หมายถึง มีศิลปวิทยา มีความชํานาญในอาชีพของตน สามารถทํางานประกอบอาชีพเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวได การศึกษา ดานวิชาชีพจึงเปนการศึกษาที่สมบูรณ 2. มีความรูความเขาใจในชุมชน หมายถึง มีความรูความเขาใจในวัฒนธรรม จารีต ประเพณี กฎหมาย สภาพการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ สังคม ของชุมชน ทองถิ่น สังคม ประเทศชาติและโลก การมีความรูความเขาใจในชุมชนจะชวยใหบุคคลเขาใจสภาพสังคมสามารถปรับตัวใหเขากับกระแสความเปลี่ยนแปลง ของสังคมได สามารถอยูรวมกับผูอื่นไดอยางราบรื่นและเปนปกติสุข 3. มีความประพฤติดี หมายถึง มีความรูในหลักจริยธรรม ประพฤติปฏิบัติในทางที่ถูกตองดีงาม การศึกษาที่สมบูรณจะตองสอนใหคนเปนคนดี มีคุณธรรม และปฏิบัติตามกรอบของศีลธรรมหรือหลักคําสอน ของพระพุทธศาสนาไดโดยเครงครัด การศึกษาหากเนนแตความรูเพื่อนําไปประกอบอาชีพ บุคคลนั้นก็จะนําความรูไปใชแสวงหา ผลประโยชนสวนตน คดโกง ทุจริต อาศัยความรูหาชองทางใหตนเองไดทรัพยสมบัติ เอาเปรียบและสราง ความเดือดรอนใหกับผูอื่น ทําใหสังคมไมมีความสงบสุข การศึกษาจึงตองเปนการศึกษาที่สมบูรณคือ มีความรูทางวิชาการ วิชาชีพ และมีคุณธรรม จริยธรรม ตองเปนคนเกงและคนดีควบคูกันไปดังคํากลาวที่วา ความรูคูคุณธรรม หลักการศึกษาในพระพุทธศาสนาจึงเนนศึกษาตามหลัก “ไตรสิกขา” ไตรแปลวา สาม สิกขา คือขอที่จะตองศึกษาหรือขอปฏิบัติที่เปนหลักสําหรับศึกษา 3 ประการ ซึ่งเปนการศึกษาที่สมบูรณ ประกอบดวย 1. สีลสิกขา คือการศึกษาในเรื่องศีล เปนการควบคุมกาย วาจา ใหเรียบรอยเปนปกติ ศีลที่ตอง ศึกษาและลงมือปฏิบัติเพื่อเปนพื้นฐานในการดําเนินชีวิตใหไดคือศีล 5 หากทุกคนมีศีล 5 สังคมก็จะมีแต ความสงบสุข 2. จิตตสิกขา คือการศึกษาเพื่อพัฒนาจิต เปนการศึกษาจิตและควบคุมจิตใหแนวแนในสิ่งที่ดีงาม หากเราฝกจิตเราใหดีมีความหนักแนนไมหวั่นไหวไปตามกิเลส พฤติกรรมของเราก็จะดีตาม ดังคํากลาว ที่วา “ จิตเปนนาย กายเปนบาว ” คือจิตเราจะคิดกอนแลวกายก็จะทําตาม ถาจิตคิดดีพฤติกรรมของเราก็จะดี หากจิตคิดไมดีพฤติกรรมก็จะออกมาในทางชั่วการศึกษาเพื่อพัฒนาจิตจึงเปนสิ่งสําคัญ การศึกษาที่สมบูรณจะตองศึกษาความรู ทางวิชาการและมีคุณธรรม จริยธรรม
45 3. ปญญาสิกขา คือการศึกษาในเรื่องปญญา คนที่มีปญญาจะมีความรความเขู าใจในสิ่งตาง ๆ ตาม สภาพที่เปนจรงทิ ั้งทางโลกและทางธรรม ทําใหสามารถดําเนินชวีิตไดอย างมีความสขุ การศึกษาตามหลักไตรสิกขา จึงมีความสัมพันธเกื้อกูลเปนพื้นฐานใหแกกันและกันคือ ปญญาจะ เกิดขึ้นไดบุคคลนั้นจะตองฝกจิตใหเปนสมาธิ จิตจะเปนสมาธิบุคคลจะตองมีศีลอันบริสุทธิ์คือควบคุมกาย และวาจาใหเปนระเบียบกอน หากจิตไมเปนสมาธิปญญาก็ไมเกิด เราจะเห็นตัวอยางไดงาย ๆ เมื่อทํา ขอสอบหรือคิดสิ่งตาง ๆ ตองอาศัยสภาพแวดลอมที่เงียบ เพื่อใหจิตเปนสมาธิจะไดคิดออกหรือทําขอสอบได ดังนั้นเราจึงควรเจริญศีล สมาธิ ปญญาอยูเปนนิตย ความสําคัญของพระพุทธศาสนาที่มีตอการเมืองและการสรางสันติภาพของโลก การเมืองเปนเรื่องของการแบงสรรผลประโยชนและอํานาจ หากแบงสรรผลประโยชนและอํานาจ ไมลงตัวไมวาจะเปนระดับชุมชน ประเทศ หรือโลก ก็จะเกิดความขัดแยงอาจจะรุนแรงถึงขั้นสูรบกันตั้งแต ขนาดเล็กไปจนถึงสงครามขนาดใหญลามไปทั่วโลก การเมืองทางโลกจึงเปนการแสดงพลังอํานาจทุก ๆ วิถีทางเพื่อจะไดเหนือคูตอสู อันจะทําใหสามารถแยงชิงผลประโยชนในสัดสวนที่มากกวาคนอื่นแต พระพุทธศาสนากลับมีแนวคิดตรงกันขามกับการแสวงหาอํานาจที่มากกวาคนอื่น แตมุงเนนในการอยูรวมกัน อยางสันติสุข ดังจะเห็นไดจากพระพุทธองคใหความสําคัญที่จะปลดปลอยมนุษยใหอยูรวมกันอยางสันติสุข ทรงตอสูกับแนวทางการปกครองที่ถือชั้นวรรณะของอินเดียที่เอาเปรียบซึ่งกันและกันมาสูความเสมอภาค และมีเสรีภาพในการดํารงชีวิต เชน ผูที่จะเขามาบวชในพระพุทธศาสนาไมวาจะมาจากชั้นวรรณะใด จะมี ความเทาเทียมกันคือถือศีล 227 ขอเทากัน ภิกษุบวชใหมแมจะอยูในวรรณะที่สูงกวาก็ตองเคารพภิกษุที่ บวชกอน ที่มีพรรษาแกกวา พระพุทธศาสนามีบทบาทสําคัญตอการเมืองและการสรางสันติภาพทั้งทางตรงและทางออม เพราะ เปนศาสนาที่มงเนุ นการอยูรวมกันอยางสนตั ิสุข สอนใหคนมีเมตตากรุณาไมเบยดเบี ียนกัน สอนใหกระท ํา ความดีละเวนความชั่ว มีความบริสุทธิ์ใจตอกัน พระพทธศาสนามุีหลักคําสอนเกี่ยวกับทางดานการเมือง และการสรางสันติ พอสรุปเปนตัวอยางเพอความเขื่ าใจและเห็นชดเจนัดังนี้ 1. อธิปไตย 3 เปนหลักความเปนใหญมี 3 ประการ 1.1 อัตตาธิปไตยถือตนเปนใหญ คือถือเอาตนเอง ฐานะ ศักดิ์ศรีเกยรตี ิภูมิของตนเปนใหญผูที่ถอื ตนเองเปนใหญนั้นจะตองมุงทําความดี ละเวนความชวั่ดวยการเคารพตนเอง 1.2 โลกาธิปไตยถือโลกเปนใหญคือถือความนิยมของชาวโลกเปนใหญถือความคิดเห็นของคนสวนมาก เปนใหญ มุงทําความดี ละเวนความชั่วดวยการเคารพเสียงชนหมูมาก 1.3 ธรรมาธิปไตย ถือธรรมเปนใหญคือถือหลักการความเปนจริง ความถูกตอง ความดีงาม ความมีเหตุผลเปนใหญ ใหความสําคัญแกการปฏิบัติตนตามหลักธรรม หากตองการความถูกตอง จะตอง ยึดหลักธรรมาธิปไตย โดยมิไดถือตนหรือถือโลกเปนใหญเพราะบางที่การถือโลกหรือเสียงสวนใหญอาจ ไมถูกตองทีเดียว เชน พวกมากลากไป อาศัยวามีพรรคพวกมากกระทําไมถูกตองแลวอางวาเปนเสียงขางมาก พระพุทธเจาทรงนิยมธรรมาธิปไตยคือถือเอาหลักธรรมเปนใหญ ไมนิยมอัตตาธิปไตยที่ถือเอาตนเปนใหญ
46 หรือโลกาธิปไตยที่ถือเอาโลกหรือพวกพองเปนใหญดังพุทธพจนที่วา “ที่ใดไมมีสัตบุรุษ ที่นั้นมิใชสภา” สัตบุรุษ คือผูที่รูจักเหตุ รูจักผล รูจักตน รูจักประมาณ รูจักกาล รูจักชุมชน และรูจักบุคคล 2. อปริหานิยธรรม 7 เปนหลักธรรมสําหรับใชในการปกครอง เพื่อปองกันมิใหการบริหารหมูคณะ เสื่อมถอยแตกลับเสริมใหเจริญฝายเดียว ประกอบดวย 2.1 การหมั่นประชุมกันเนืองนิตยเปนการประชุมพบปะปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน หาแนวทางพัฒนาหรือแกไขปญหารวมกันอยางสม่ําเสมอ 2.2 ความพรอมเพรียงกันประชุม เขาประชุม เลิกประชุม และทํากิจกรรมรวมกันอยางพรอมเพรียง 2.3 การไมบัญญัติหรือลมเลิกขอบัญญัติตาง ๆ คือไมเพิกถอน ไมละเม ิดขอตกลงที่บัญญัติไวควร ปฏิบัติมั่นอยูในบทบญญั ัติใหญทวางไว ี่ ไมบัญญัติหรือวางขอกาหนดํกฎเกณฑตาง ๆ อันมไดิ ตกลงบัญญัติไว 2.4 การใหความเคารพและรับฟงความคิดเห็นของผูใหญซึ่งเปนผูที่มีความรูมีประสบการณมา ยาวนาน ตองใหเกียรติใหความเคารพนับถือรับฟงความคิดเห็นของทาน 2.5 การไมขมเหงสตรีเปนการใหเกียรตและคิุมครองสตรีมิใหมีการกดขี่ขมเหงรังแก 2.6 การเคารพสักการะเจดียคือการใหความเคารพศาสนสถาน ปูชนียสถาน อนุสาวรียประจําชาติ อันเปนเครื่องเตือนความจํา ปลุกเราใหเราทําความดีและเปนที่รวมใจของหมูชน 2.7 การใหการอารักขาพระภิกษุสงฆหรือทรงศีลเปนการใหความอารักขาบํารุงคุมครอง เต็มใจตอนรับ เพื่อใหทานเปนหลักใจและเปนตัวอยางทางศีลธรรมของประชาชน การประชุมเปนการแลกเปล ยนี่ ความคิดเหน็และหาแนวทาง พัฒนาหรือแกไขป ญหารวมกัน เราจึงควรมีความพรอมเพรียง ในการประชุม 3. สาราณียธรรม 6 หมายถึงการเปนที่ตั้งแหงความใหระลึกถึง ปรารถนาดี เอื้อเฟอเกื้อกูลกัน สงเสริมใหเกิดเอกภาพ ภราดรภาพ(ความเปนพี่เปนนอง) สันติสุขและสันติภาพ ประกอบดวย 3.1 เมตตากายกรรม คือการอยูดวยก ันดวยการกระทาดํ ีตอกัน ไมเบ ียดเบยนที ํารายก ัน 3.2 เมตตาวจีกรรม คือการพูดเจรจาดวยความเมตตา ไมกลาวรายเสียดสีกัน เจรจาใหเขาใจกัน
47 3.3 เมตตามโนกรรม คือการไมคิดรายซึ่งกันและกัน มีความซื่อสัตย เคารพในความคิดเห็นซึ่งกัน และกัน มีจิตเมตตาตอกัน 3.4 สาธารณโภคีคือการแบงปนผลประโยชนที่ไดมาโดยชอบธรรมแกเพื่อนมนุษยชวยเหลือซึ่งกันและกัน ทั้งดานอาหาร เครื่องอุปโภคบริโภค วิชาความรู รูจักใชทรัพยากรธรรมชาติรวมกัน ไมทําลายระบบนิเวศน สิ่งแวดลอมที่กอใหเกิดผลกระทบตอมวลมนุษย บําเพ็ญประโยชนตอสาธารณะโดยไมเห็นแกตัว 3.5 สีลสามัญญตา คือการรักษาความประพฤติ(ศีล)เสมอกัน มีความประพฤติดี รักษาระเบียบ วินัย รักษากฎกติกาของสังคม ประพฤติปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน ไมฝาฝนมติหรือหลักการอันจะ กอใหเกิดความหวาดระแวงไมไวเนื้อเชื่อใจกัน 3.6 ทิฺสามัญญตา คือการมีความเห็นรวมกัน ไมวิวาทเพราะความเห็นตางกัน มีความเห็นที่ถูกตอง รวมกัน มีความเชื่อมั่น ยึดถือในหลักการอุดมการณรวมกันหรือสอดคลองกัน ในสังคมประชาธิปไตย จะตองมีความเห็นความเขาใจและเชื่อมั่นในหลักการประชาธิปไตยรวมกัน เชน เขาใจเรื่องสิทธิ หนาที่ เสรีภาพ 4. สังคหวัตถุ 4 เปนหลักธรรมยึดเหนี่ยวจิตใจใหเกิดความสามัคคีกลมเกลียวและผูกพันกัน ชวยเหลือเกื้อกูลกันระหวางสมาชิกในสังคม เปนหลักธรรมในการผูกมิตร ซึ่งจะสงผลตอดีการปกครองและ กอใหเกิดสันติภาพ ประกอบดวย 4.1 ทาน คือการให การเอื้อเฟอเผื่อแผ การเสียสละ การชวยเหลือกันดวยสิ่งของ เชนเมื่อผูอื่น ประสบเกิดภัยพิบัติน้ําทวม ไฟไหม เราก็ชวยเหลือเขาดวยการใหสิ่งของ(อามิสทาน) เครื่องอุปโภคบริโภค ยารักษาโรค ตามกําลังความสามารถของเรา นอกจากนี้การใหความรูและการแนะนําสั่งสอนก็จัดเปนทาน (ธรรมทาน) 4.2 ปยวาจาคือ มีวาจาดี เจรจาออนหวานดวยถอยคําที่สุภาพ ออนโยน เปนคําพูดที่มีประโยชน ทําใหเกิดไมตรีมีความสามัคคีและเปนที่รักใครนับถือของบุคคลอื่น 4.3 อัตถจริยาคือการประพฤติตนใหเปนประโยชน ตอผูอื่น ไมสรางความเดือดรอนใหผูอื่น และไมนิ่งดูดายที่จะชวยเหลอผืูอื่นทั้งที่รองขอและไมไดรองขอ 4.4 สมานัตตตา คือความเปนคนมีตนสม่ําเสมอ กระทําตนเสมอตนเสมอปลาย ไมหยิ่งยะโส เมื่อตนไดดีมีฐานะไมดูหมิ่นเหยยดหยามบีคคลทุี่ดอยกวาตน ปฏิบัติตนเปนคนดีอยางสม่ําเสมอ 5. ทศพิธราชธรรม คือคุณธรรมของผูปกครอง หรือธรรมของพระราชา มี 10 ประการ 5.1 ทาน หมายถึงการใหและแบ งปนให มวลประชา บําเพ็ญตนเปนผูใหเอาใจใส จัดสวัสดิการ ใหการสงเคราะห อนุเคราะหประชาราษฎรใหไดรับประโยชนสุข มีความปลอดภยั ตลอดจน ใหความชวยเหล ือแกผูเดือดรอน 5.2 ศีล หมายถึงรักษาความสุจริต ประพฤติดีงาม สํารวมกายและวาจาใหเปนปกติหรือเปนไป ในทางที่ดีงาม 5.3 ปริจาคะ หมายถึง บําเพ็ญกิจดวยเส ียสละเพื่อประโยชนสุขของประชาชนและความสงบสุข ของบานเมือง
48 5.4 อาชวะ หมายถึง ปฏิบัติภาระโดยซื่อตรง สุจริต จริงใจไมหลอกลวงประชาชน ไมฉอราษฎร บังหลวง 5.5 มัททวะ หมายถึงความสุภาพออนโยน มีอัธยาศัยดี ไมเยอหยิ่ง มีกิริยาสุภาพนุมนวล ไมถือตน ไมหลงใหลในอํานาจ 5.6 ตบะ หมายถึง พนจากการมัวเมา ตัดกิเลสตัณหามิใหเขาครอบงําจิตใจ ระงับยับยั้งขมใจได ไมหลงใหลหมกมุนในความสุขสําราญ ซึ่งจะสงผลใหเสียการงาน 5.7 อักโกธะ หมายถึงความไมโกรธ ไมวินิจฉัยความและกระทําการดวยอํานาจความโกรธ มีเมตตาธรรมประจําใจ มีจิตใจมั่นคง สุขุมเยือกเย็น สามารถขมใจอดกลั้นความไมพอใจไวได 5.8 อหิงสา หมายถึงความไมเบียดเบียน ไมหลงอํานาจไมบีบคั้นกดขี่ผูที่ดอยกวาตน 5.9 ขันติหมายถึงความอดทน อดทนตองานที่ตรากตรํา อดทนตอความเหนื่อยยาก อดทนตอความเจ็บใจ อดทนตอโลภะโทสะโมหะ 5.10 อวิโรธนะ หมายถึง ความไมคลาดธรรม ประพฤติตนอยูในธรรม ไมประพฤติผิดทํานอง คลองธรรม การใดที่เปนไปดวยความชอบธรรมเพื่อประโยชนสุขของประชาชนก็ไมขัดขวาง วางตนหนักแนน มั่นคง ไมเอนเอียงไปเพราะอํานาจของความลําเอียงที่เรียกวาอคติ 4 คือ ฉันทาคติ(ลําเอียงเพราะความรัก) โทสาคติ(ลําเอียงเพราะความโกรธ) โมหาคติ(ลําเอียงเพราะความหลง) ภยาคติ(ลําเอียงเพราะความกลัว) ทศพิธราชธรรมขอนี้ถือวาเปนหลักธรรมที่มีความสําคัญมากเพราะไดรวมหลักธรรมทั้งหมดคือไมคลาดจาก การปฏิบัติธรรม หลักธรรมเหลานี้เปนตัวอยางที่ชี้ใหเห็นวา พระพุทธศาสนามีบทบาทสําคัญตอการเมืองและการสราง สันติภาพ เพราะมีหลักธรรมเปนแนวปฏิบัติทั้งผูปกครองหรือผูนําและประชาชนในสังคม หากทุกคนปฏิบัติ ตามคุณธรรมดังกลาวการปกครองก็เปนไปอยางราบรื่นและสงบสุข หลักธรรมสอนใหผูนําและประชาชนมี คุณธรรม มีความเมตตากรุณา เอื้อเฟอเผื่อแผชวยเหลือซึ่งกันและกัน ใหความยุติธรรม และยังสอนใหละกิเลส อันประกอบดวยความโลภ ความโกรธ ความหลง ซึ่งนําไปสูความไมเบียดเบียนกันสังคมก็จะมีแตสันติภาพ และสงบสุข สรุปสาระสําคญั พระพุทธศาสนามีความสําคญตั อการศึกษา การเมืองและการสรางสันติภาพของโลก เพราะ หลักธรรมคําสั่งสอนของพระพุทธศาสนามุงเนนการพฒนาบัุคคลใหเป นคนดี มีคณธรรมุ ชวยเหลือ เกื้อกูลกัน ละเวนการเอารัดเอาเปรียบ มุงรายเบียดเบียนกนั สามารถอยูรวมกันในสังคมอยางมีความสุข ซึ่งจะนําไปสสู ันติภาพของโลกไดในที่สดุ
49 กิจกรรม กิจกรรมที่ 4 ใหทําเครื่องหมาย / หนาขอที่เห็นวาถูก และทําเครื่องหมาย x หนาขอที่เห็นวาผดิ …… 1. สมัยกอนผูชายไทยสวนใหญหากจะศึกษาเลาเรยนตี องไปเรยนที ี่วัด มพระสงฆี เปนครูสอน …… 2. การศึกษาที่สมบูรณตามหล ักพระพุทธศาสนา มีจุดมุงหมายเพอสรื่ างคนใหเปนคนดีและม ี ความสุขในการดําเนินชวีิต …… 3. การศึกษาตามหลักพระพุทธศาสนา ตองใหถงพรึ อมใน “ ไตรสิกขา ” คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา …… 4. การศึกษาที่สมบูรณตามแนวทางพระพุทธศาสนา เปนการศึกษาที่สอนใหคนมีความรู 3 ดาน คือความรูในวิชาชีพ ความรูในหลักศีลธรรม และความรูความเขาใจในชมชนุ …… 5. การศึกษาที่สมบูรณสอนใหคนมีความรูความเขาใจในชุมชนเพื่อเราจะไดหาช องทาง ปกครองและมีอํานาจเหนือคนอื่น …… 6. ตามหลักอธิปไตย 3 พระพุทธเจาทรงน ิยมโลกาธิปไตยคือถือชาวโลกเปนใหญ …… 7. อปริหานิยธรรม เปนธรรมที่ปองกันความเสื่อมและสงเสริมหมูคณะใหมีความเจริญ …… 8. หากตองการใหสังคมมีเอกภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ ควรปฏิบัติตามหลักธรรม สาราณียธรรม 6 …… 9. พระพุทธศาสนาไมมีสวนเกยวขี่องก ับการเมืองและการสรางสันติภาพ เพราะเปนเรื่องของ ชาวโลก …. 10. อวิโรธนะเปนหลกธรรมทั ี่สําคัญที่สุดในทศพิธราชธรรม เพราะไดรวมหลักธรรมทุกขอ เขาไวดวยก ัน
50 บรรณานุกรม ดนัย ไชยโยธา สุคนธ สินธุพานนท และ สุริวัตร จันทรโสภา. หนังสือเรียนพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4-6. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, 2553. นภดล ขวัญชนะภกดั ี. พระพุทธศาสนา ชวงช ั้นที่ 4 เลม 2. กรุงเทพฯ : ประสานมิตร, 2547. ประเวศ อินทองปาน. ศาสนาเบื้องตน . กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 2545. ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานกรมฉบุับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, 2525. วิทยา ปานะบตรุ . คูมือเสริมเรียนรูดวยตนเอง ชวงชั้นที่ 4. กรุงเทพฯ : เพิ่มทรัพยการพิมพ, 2552. สุชีพ ปุญญานุภาพ. พระไตรปฎกส ําหรบประชาชน ั . พิมพครั้งที่ 13. กรุงเทพฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย, 2534. อมร รักษาสัตย. “การปกครองภิกษุสงฆตามหลักประชาธิปไตย หลักอาวุโส และพระวินยั” ใน ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน. หนา 329-344. กรุงเทพฯ : การันตการพิมพ, 2542.
51 หนวยการเร ี ยนรู ท ี่ 3 พระพุทธศาสนากับการดํารงช ี วิต โครงสรางของหนวย มาตรฐานการเรียนรู มาตรฐานที่ส 5.2 มีความรูความเขาใจเหนค็ุณคาและสบทอดศาสนาืวัฒนธรรม ประเพณเพี ื่อการอยูรวมกันอยางสันติสุข ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. วิเคราะหหลักการของพระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตรหรือแนวคดของศาสนาทิ ี่ตนนับถือตามที่ กําหนดตามหลักของเหตุผล 2. วิเคราะหการฝกฝนการพัฒนาตนเองและการพึ่งตนเอง 3. วิเคราะหพระพุทธศาสนาวาเปนศาสตรแห งการศกษาซึ ึ่งเนนความสมพั ันธของเหตุปจจัยกับ วิธีการแกปญหาหรือแนวคดของศาสนาทิ ี่ตนนับถือตามที่กําหนด รายละเอียดขอบขายเน ื้อหา ตอนที่ 1 หลักการของพระพุทธศาสนากับหลักวิทยาศาสตร ตอนที่ 2 การพัฒนาตนเองตามหลักพระพุทธศาสนา ตอนที่ 3 พระพุทธศาสนาคือศาสตรแหงการศึกษาและการแกปญหาโดยอาศัยเหตปุจจัย เวลาที่ใชในการศึกษา 15 ชั่วโมง ส ื่อการเรียนรู ชุดการเรียนทางไกลรายวิชาศาสนาและหนาทพลเมี่ือง 2 รหัสรายวิชาสค33009 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กิจกรรมการเรียนรู 1. ศึกษารายละเอียดจากชดการเรุียนทางไกล 2. ปฏิบัติกิจกรรมแตละตอนที่กําหนด 3. ศึกษาหาความรูเพิ่มเติมจากผูรูหรือสื่อที่มีอยูในแหลงเรียนรูตางๆ การประเมินผล ประเมินผลดวยตนเองจากการทําแบบทดสอบ แบบฝกหัดและกิจกรรมแลวตรวจสอบจากเฉลยทายเลม
52 ตอนที่ 1 หลักการของพระพุทธศาสนากับหลักวิทยาศาสตร หลักการของพระพุทธศาสนากับหลักวิทยาศาสตรมีทั้งความสอดคลองและความแตกตางกัน ดังนี้ 1. ความสอดคลองกัน 1.1 ดานความเชื่อวิทยาศาสตรถือวากอนจะเชื่ออะไรนั้นตองมีการพิสูจนใหเห็นจริงเสียกอน วิทยาศาสตรเชื่อในเหตุผลและตองมีหลักฐานยืนยันวิทยาศาสตรไมอาศัยศรัทธาแตอาศัยเหตุผลเชื่อวาการทดลอง ใหความจริงแกเราไดและไมเชื่อการดลบันดาลของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะทุกอยางดําเนินมาอยางมีกฎเกณฑ มีเหตุผลวิทยาศาสตรอาศัยปญญาและเหตุผลตัดสินความจริง พระพุทธศาสนามีหลักความเชื่อเชนเดียวกับวิทยาศาสตรดังหลักคําสอนที่ปรากฏในกาลามสูตร พระพุทธเจาสอนไววาการจะเชื่ออะไรนั้นจะตองทดลองพิสูจนดวยตนเองโดยอาศัยสติปญญาและเหตุผล แตอยาเชื่อดังตอไปนี้ 1) อยาเพิ่งปลงใจเชื่อเพียงเพราะการฟงตามกันมา 2) อยาเพิ่งปลงใจเชื่อเพียงเพราะการถือสืบ ๆ กันมา 3) อยาเพิ่งปลงใจเชื่อเพียงเพราะการเลาลือ 4) อยาเพิ่งปลงใจเชื่อเพียงเพราะการอางคัมภีร 5) อยาเพิ่งปลงใจเชื่อเพียงเพราะนึกคิดเอาเอง 6) อยาเพิ่งปลงใจเชื่อเพียงเพราะการคาดคะเนเอา 7) อยาเพิ่งปลงใจเชื่อเพียงเพราะการตรึกตรอง 8) อยาเพิ่งปลงใจเชื่อเพียงเพราะตรงกับความเห็นของตน 9) อยาเพิ่งปลงใจเชื่อเพียงเพราะรูปลักษณะนาเชื่อ 10) อยาเพิ่งปลงใจเชื่อเพียงเพราะทานเปนครูของเรา พระพุทธองคทรงสอนตอไปวาเมื่อใดที่เราอาศัยปญญาทดลองดวยตนเองแลวเห็นวาคําสอนใดเปนเปนคํา สอนที่มีคุณประโยชนแลวจึงคอยเชื่อ ทรงสอนมิใหเชื่ออยางงมงาย แตเนนการทดลองปฏิบัติเมื่อทดลอง ไดผลทางปฏิบัติแลวจึงเชื่อ พระพุทธองคทรงสอนเรื่องศรัทธาเหมือนกัน แตศรัทธาไมใชวิธีสุดทายที่จะตัดสินวาความจริง คืออะไรศรัทธาในพระพุทธศาสนาเปนเพียงเครื่องชักจูงใหคนเขาไปทดสอบความจริงแตตัวตัดสินความจริง คือ “ปญญา” ในคําสอนเรื่องมรรคมีองค 8 ซึ่งเปนหนทางที่จะพามนุษยไปสูนิพพาน อันเปนความจริงอัน สูงสุดนั้นไมปรากฏวามีศรัทธาอยูดวย ในการสอนหลักธรรมตาง ๆ เพื่อเปนแนวทางในการปฏิบัติตนนั้น หากในหลักธรรมใดมีศรัทธาอยูจะตองมีปญญากํากับดวยเสมอเชน พละ 5 มีศรัทธาวิริยะ สติสมาธิปญญา ในหลักอริยทรัพยมีศรทธาัศีล หิริโอตตัปปะ พาหุสัจจะจาคะ ปญญา เปนตน
53 1.2 ดานความรูทั้งวิทยาศาสตรและพระพุทธศาสนายอมรับความรูที่ไดจาก “ประสบการณ” ประสบการณหมายถึงการที่ตา หูจมูกลิ้น กาย ไดประสบกับความรูสึกนึกคิดบางอยาง เชน รูสึกดีใจ รูสึก อยากไดเปนตนวิทยาศาสตรเริ่มตนจากประสบการณคือจากการที่ไดพบเห็นสิ่งตางๆแลวเกิดความอยากรูอยากเห็นก็ แสวงหาคําอธิบายวิทยาศาสตรจะไมเชื่อ หรือยึดถืออะไรลวงหนาแตจะอาศัยการทดสอบดวยประสบการณ สืบสาวไปเรื่อย ๆ จะไมอางอิงถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ ที่อยูนอกเหนือประสบการณและการทดลอง พระพุทธองค ก็ทรงเริ่มคิดจากประสบการณคือ ประสบการณที่ไดเห็นการเกิดการแกการเจ็บ การตายและในที่สุดคือความ ทุกขพระองคมีพระประสงคจะคนหาสาเหตุแหงทุกขในการคนหานี้พระองคไมไดเชื่ออะไรลวงหนาอยาง ตายตัว ไมเชื่อวามีพระผูเปนเจาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ ที่จะใหคําตอบไดแตไดทรงทดลองดวยอาศัย ประสบการณของพระองคเอง พระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตรมีสวนที่ตางกันเพียงเล็กนอยในเรื่องนี้คือ วิทยาศาสตรเนนความสนใจกับปญหาที่เกิดจากประสบการณดานประสาทสัมผัส (ตา หูจมูกลิ้น กาย) สวน พระพุทธศาสนาเนนความสนใจกับปญหาที่เกิดจากประสบการณทางจิตใจ 2. ความแตกตาง 2.1 ความเขาใจเกี่ยวกับปรากฏการณทางธรรมชาติวิทยาศาสตรมุงเขาใจเกี่ยวกับปรากฎการณตาง ๆ ที่เกิดขึ้น ตองการรูวาอะไรเปนสาเหตุอะไรเปนผลที่ตามมา เชน เมื่อเกิดฟาผา ตองรูสาเหตุการเกิดฟาผาและ ผลที่เกิดจากฟาผา พระพุทธศาสนามุงเขาใจปรากฏการณตาง ๆ เชนเดียวกัน แตเนนเกี่ยวกับวิถีชีวิตของมนุษย มากกวาสิ่งที่ไมมีชีวิต จุดหมายปลายทางของพระพุทธศาสนาคือสอนใหคนเปนคนดี 2.2 ความตองการเรียนรูกฎธรรมชาติวิทยาศาสตรตองการเรียนรูกฎแหงธรรมชาติและหาทาง ควบคุมธรรมชาติหรือเอาชนะธรรมชาติกลาวคือ วิทยาศาสตรเนนการควบคุมธรรมชาติภายนอก แต พระพุทธศาสนาเนนการควบคุมภายในจิตใจของมนุษยเพื่อใหเกิดความสงบสุขในโลกมนุษยวิทยาศาสตร มุงเปลี่ยนธรรมชาติแตพระพุทธศาสนามุงเปลี่ยนจิตใจคน 2.3 การยอมรับโลกแหงสสารวิทยาศาสตรยอมรับโลกแหงสสารที่รับรูไดดวยประสาทสัมผัสทั้ง 5 วามีจริงโลกที่อยูพนจากนั้นวิทยาศาสตรไมยอมรับ พระพุทธศาสนาเชื่อวามีสัจธรรมสูงสุด (นิพพาน) ซึ่งเปนสภาวะที่ประสาทสัมผัสของมนุษย ที่เต็มไปดวยกิเลสสัมผัสไมไดปรมัตถธรรมสูงสุดผูที่พบแลวก็ยากที่จะอธิบายใหคนอื่นรูไดเปนสภาวะที่ผูรูเอง เห็นเองจะพึงประจักษเฉพาะตัวเอง 2.4 มุงเอาความจริงมาตีแผวิทยาศาสตรมิไดสนใจเรื่องศีลธรรม เรื่องความดี ความชั่ว สนใจเรื่องคน เอาความจริงมาตีแผใหประจักษเพียงอยางเดียวการคนพบทางวิทยาศาสตรจึงมีทั้งคุณและโทษ พระพุทธศาสนามีคําสอนที่เนนเรื่องศีลธรรม ความดีความชั่ว มุงใหมนุษยมีความสุขเปนลําดับ จนถึงความสงบสุขสูงสุดที่เรียกวา นิพพาน
54 การคิดตามนัยแหงพระพุทธศาสนาและการคิดแบบวิทยาศาสตร กระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตรแยกไดเปน 6 ขั้นตอน ดังนี้ 1.ตั้งปญหาใหชัดเจน คือดูวาปญหาคืออะไรแน 2. ตั้งคําตอบชั่วคราวเพื่อทดสอบคําตอบชั่วคราวคือคําตอบที่คิดวาถูกตองที่สุดที่ความรูขณะนั้นจะทําใหได 3. รวบรวมขอมูลที่เกี่ยวของ 4. วิเคราะหขอมูลเพื่อทดสอบคําตอบวาผิดหรือถูก 5. ถาคําตอบนั้นถูกก็ปรับเปนคําอธิบาย หรือทฤษฎีไวจนกวาจะมีคําตอบใหมมาลาง 6. นําทฤษฎีนั้นมาอธิบายและประยุกตใชในการแกปญหา กระบวนการคิดแบบพระพุทธศาสนา มีดังนี้ 1. พระพุทธองคทรงเห็นวาความทุกขมีปญหาจะตองหาสาเหตุ 2. ทรงตั้งคําตอบชั่วคราวคือ ทรงเห็นวาเจาสํานักลัทธิตาง ๆ อาจใหคําตอบไดและเมื่อเห็นวา การบําเพ็ญทุกรกิริยาไมอาจใหคําตอบไดก็ทรงเลิกปฏิบัติ 3. ทรงรวบรวมขอมูลคือเสด็จไปยังสํานักตาง ๆที่เห็นวาเกงลองอดอาหารและทรมานกายดูวาจะ ไดคําตอบหรือไม 4. ทรงวิเคราะหขอมูลและทดสอบขอมูลแลวจึงเห็นวาไมใชคําตอบที่ถูกตอง 5. ทรงเปลี่ยนวิธีการหันมาทดลองบําเพ็ญเพียรทางจิตแทนจนประสบผลสําเร็จ 6. ทรงนําคําตอบที่ไดไปเผยแผแกชาวโลก จากขั้นตอนทั้งหมดสามารถมองเห็นกระบวนการคิดของพระพุทธเจา เปนวิธีคิดแบบเหตุผล หรือ คิดแบบอริยสัจ 4 ดังนี้ 1. คิดแบบสาวหาเหตุปจจัยคือ สืบคน สืบสาวหาสาเหตุที่แทจริง 2. วิธีคิดแบบแยกแยะองคประกอบ คือแยกยอยออกเปนสวน ๆ เพื่อหาความสอดคลองสัมพันธ 3. วิธีคิดแบบรูเทาทันธรรมดาคือคิดรูความเปนไปธรรมดาของสรรพสิ่งตามความเปนจริง 4. วิธีคิดแบบอริยสัจคือคิดตามเหตุผล สืบสาวหาสาเหตุแลวแกปญหาท ี่ตนเหตุ 5. วิธีคิดเชื่อมโยงหลักการและจุดมุงหมายใหสัมพันธกันวาการกระทํานั้น ๆ ตรงกับหลักการและ จุดมุงหมายหรือไม 6. วิธีคิดแบบคุณ โทษ และทางออกคือคิดทั้งในแงบวกแงลบ และคิดเสนอแนวทางแกไข 7. วิธีคิดแบบคุณคาแทคุณคาเทียม คิดวิเคราะหถึงประโยชนที่แทจริงหรือประโยชนไมจริงของสิ่งนั้นๆ 8. วิธีคิดแบบปลุกเราคุณธรรม คิดเพื่อใหเกิดกําลังใจสรางสรรคสิ่งที่ดีงามเพื่อตนเองและสังคม 9. วิธีคิดเปนอยูในปจจุบัน คือคิดแบบมีสติรูเทาทันปจจุบัน ไมฟุงซาน 10. วิธีคิดแบบจําแนกประเด็น และแงมุมตาง ๆ หรือพยายามมองหลาย ๆมุม เพื่อใหไดคําตอบหรือ ความเขาใจที่ถูกตอง
55 สรุปสาระสําคัญ วิทยาศาสตรมุงศึกษาเพื่อใหไดขอเท็จจริง แตพระพุทธศาสนามุงศึกษาเพื่อบรรลุถึงความสงบสุข ทางใจเพื่อสันติสุขในหมูมวลมนุษย
56 กิจกรรม กิจกรรมที่ 1 ใหนกศั ึกษาตอบคําถามตอไปนี้ 1. หลักการของพระพุทธศาสนากับหลักวิทยาศาสตรมีความสอดคลองกันในเรื่องใดบาง ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… 2. หลักการของพระพุทธศาสนากับหลักวิทยาศาสตรแตกตางกันในเรื่องใดบาง ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………
57 ตอนที่ 2 การพัฒนาตนเองตามหลักพระพุทธศาสนา การพัฒนา หมายถึง การปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงอะไรบางอยางใหดีขึ้น โดยอาจปรับเปลี่ยนสิ่ง ที่ยังไมดีใหกลายเปนดี หรือสิ่งที่ดีอยูแลวใหดียิ่งขึ้นโดยเฉพาะการพัฒนาตนเอง ซึ่งอาจพิจารณาไดเปน 2 ดาน คือ การพัฒนาตนใหเปนคนดีกับการพัฒนาตนใหเปนคนเกง พระพุทธศาสนามีหลักธรรมที่สงเสริมใหมนุษยสามารถพัฒนาตนใหเปนทั้งคนดีและคนเกงอยู มากมาย ตัวอยางหลักธรรมเหลานี้ ไดแก 1. หลักธรรมสําหรับการพัฒนาตนใหเปนคนดี 1.1 เบญจศีล หรือ ศีล 5 เปนหลักธรรมที่วาดวยการรักษากายและวาจาใหเรียบรอยเปนขอปฏิบัติในการ ละเวนจากความชั่ว และรูจักควบคุมตัวใหตั้งอยูในความไมเบียดเบียน มี 5 ประการคือ 1) การไมฆาสัตวหรือทรมานทํารายส ัตว 2) การไมลักขโมยสิ่งของของผูอื่น 3) การไมประพฤติผิดลูกเมียของผูอื่น 4) การไมพูดโกหก 5) การไมดื่มสุราหรือเสพสิ่งเสพติด 1.2 เบญจธรรม หรือ เบญจกัลยาณธรรม เปนหลักธรรมที่เกื้อกูลแกการรักษาเบญจศีลโดย มุงเนนที่การกระทําเพิ่ม มิใชการละเวนเพียงอยางเดียว มี 5 ประการ ไดแก 1) เมตตาและกรุณา คือ มีความรักและปรารถนาใหผูอื่นมีความสขุ 2) สัมมาอาชีวะ คือ การทํามาหาเลี้ยงชีพในทางสุจริต 3) กามสังวร คือ รูจักสํารวม ระมัดระวัง และยับยั้งควบคุมตนในทางกามารมณ 4) สัจจะ คือ มีความซื่อสัตย ซื่อตรง 5) สติสัมปชัญญะคือรูจักยั้งคิดและรูสึกตัวอยูเสมอวา สิ่งใดควรทําและไมควรทํา 2. หลักธรรมสําหรับการพัฒนาตนใหเปนคนเกง 2.1 อิทธิบาท 4 หมายถึง หลักธรรมที่นําไปสูความสําเร็จสมดังความมุงหมาย 4 ประการคือ 1) ฉันทะ ความพอใจ คือ ความตองการทจะที่ําสิ่งนั้นๆอยูเสมอ และยังปรารถนาที่จะทําให สิ่งนั้นไดผลดยีิ่งขึ้น 2) วิริยะ ความเพียร คือ ความขยันทจะที่ําสิ่งนั้นดวยความอดทนและไมทอถอย 3) จิตตะ ความคิด คือ การตั้งจิตรับรูในสงทิ่ี่ทําและทําสงนิ่ั้นดวยความค ิด ไมปลอยจ ตให ิ ฟุงซานเลื่อนลอยไป 4) วิมังสา ความไตรตรอง คือ การหมั่นใชปญญาพิจารณาหาขอดีขอบกพรอง รูจักคิดคน วิธีแกไขปรับปรุง
58 2.2 พล 5 หมายถึง หลักธรรมอันเปนกําลงหรั ือทําใหเกดความมิ ั่นคง คือชวยใหการทํางานลุลวง สําเร็จได มี 5 ประการ ไดแก 1) สัทธา คือ มีความเชื่อมนหรั่ือศรัทธาในสิ่งที่ตนเองทํา 2) วิริยะ คือ ความเพยรี ปราศจากความเกียจคราน 3) สต ิคือ มีความระลึกได ไมประมาท 4) สมาธ ิคือ มีจิตตั้งมั่น ไมมีความฟุงซาน 5) ปญญา คือ มีความรูชัดเจนเกยวกี่ับสิ่งที่กระทํา 3. การพัฒนาจิตใจตามหลักพระพุทธศาสนา การพัฒนาจิตใจตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เปนวชาการทางดิ านจิต(จิตใจ)ที่เรียบงาย ตรงไปตรงมา ทุกคนสามารถพิสูจนไดโดยงายไมเกยวขี่ องกับความหลงเชื่อ เมื่อทานไดศึกษาและทดลอง ฝกปฏิบัติดูจะไดรับผล ภายในวินาทีที่ลงมอฝื กปฏิบัติคือจะมีความเบาสบาย สงบ ไมมีความทุกขภายใน จิตใจและจิตใจบริสุทธิ์ผองใส โดยไมตองเสียคาใชจายใด ๆ เพราะเปนเร ื่องของการใชสติปญญาของตนเอง 3.1 หลักการสําคัญในการพัฒนาจิต คือจะตองศึกษาธรรมสั้น ๆ งาย ๆ แตตรงประเด็น และตอง ฝกปฏิบัติธรรมอยูเสมอ เพื่อใหเกิดความชํานาญในการรูเห็นความคิดและควบคุมความคิด ใหเปนไปตาม หลักธรรมอยูตลอดเวลา ซึ่งมีองคประกอบโดยยอดังนี้ 1) มีสติปญญาเห็นชอบวา การพัฒนาจิตมีประโยชนโดยตรงตอการปฏิบัติงานและดําเนิน ชีวิตอยางมีคุณภาพ การเห็นชอบเชนนี้จะทําใหเกิดศรัทธาที่จะศึกษาธรรมและฝกปฏิบัติธรรม เพื่อการ พัฒนาจิตใจของตนเองอยางจริงจัง 2) มีสติจดจําหลักธรรมงาย ๆ และทบทวนบอย ๆ วา “เราจะไมคิดอกุศลและไมทําอกุศลแต จะคิดกุศลและทํากุศลโดยไมหวังผลตอบแทนใด ๆ ดวยความโลภ และรักษาจิตใจใหบริสุทธิ์ผองใสอยูเสมอ”. 3) มีความเพียรที่จะมีสติ (ตั้งใจ) ในการรูเห็นความคิดและการกระทําตาง ๆ ทันทีที่รูเห็น ความคิดหรือการกระทําตาง ๆ ไมเปนไปตามหลักธรรม (ในขอ 2) ก็ใหหยุดความคิดและการกระทํานั้น ๆ ทันทีเมื่อฝกทําเชนนี้เปนประจํา สมองก็จะทําหนาที่ไดเองคลายอัตโนมัติ 3.2 ประโยชนของการพัฒนาตนเองดานจิตใจ การพัฒนาจิตของตนเอง จะเปนผลดีตอจิตใจ ดังตอไปนี้ 1) ดานการดําเนินชีวิต (1) สงเสริมสุขภาพจิตใหมความเขี มแข็งและอดทนตอปญหาและความยากลําบากตาง ๆ ที่เกิดขึ้นไดทกเมุื่อในขณะดาเนํ ินชวีิต รวมทั้งในยามเจ็บปวยโดยไมมความทีุกขทางจิตใจเชนเดยวกี ันกับ การมีสุขภาพกายที่ดีทําใหสามารถต อสูกับภารกิจทางกายและโรคภยตั าง ๆ ไดเปนอยางดี (2) ปองกันความทุกขทางจิตใจ เพราะเมื่อสมองมีขอมูลดานสติปญญาทางธรรมใน ความจํา สมองก็จะทําหนาที่ในการใชขอมูลดังกลาวเพื่อการปองกันไมใหเกิดความทุกขทางจิตใจ
59 สรุปสาระสําคญั การพัฒนาตนเองตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา เปนการประพฤติตนตามหลักธรรมที่สอนให เปนคนดีคนเกง มีจิตใจมั่นคง มีสติใหมีความตั้งมั่นในสิ่งที่ทํา มีความตั้งใจที่จะทําในสิ่งที่เปนกุศลผูที่ไดรับ การพัฒนาตนเองตามหลักธรรมของศาสนาจะเปนคนที่มีความสุขความเจริญในชีวิต การปฏิบัติงานไมผิดพลาด และคิดทําแตสิ่งที่ดีที่ชอบอยูเสมอ (3) รักษาความทุกขทางจิตใจ เพราะเมื่อสมองมีขอมูลดานสติปญญาทางธรรมในความจํา สมองก็จะสามารถทําหนาที่ในการใชขอมูลดังกลาว เพื่อการรักษาความทุกขทางจิตใจที่กําลังมีอยูไดทุกขณะที่ ตองการ (4) ฟนฟูจิตใจภายหลังการเจ็บปวยและหลังจากมีความทุกขเพราะเมื่อสมองมีขอมูลดาน สติปญญาทางธรรมในความจํา สมองก็จะทําหนาที่ในการใชขอมูลดังกลาว เพื่อทําการฟนฟูจิตใจไดอยาง รวดเร็วตามเจตนาของเจาของ 2) ดานการปฏิบัติงาน (1) การฝกใหม ีสติ (มีความตั้งใจ) ในการปฏิบัติงานอยางจริงจัง เชน ขณะปฏิบัติงานตาง ๆ จะไมเผลอสติไมไปคิดฟุงซาน ไมคิดและไมทําเรื่องอื่น ๆ ที่ไมเกี่ยวของก ับการปฏิบัติงาน. (2) ความเพียรในการฝกฝนตนเองใหมีสติรูเห็นและควบคุมความคิด รวมทั้งการกระทําตาง ๆ ใหอยกู ับเรื่องการปฏิบัติงานตลอดเวลา ทั้งนี้หากบุคคลหมั่นฝกฝนตนเองใหมีสติมีสมาธิขณะปฏิบัติงาน ก็จะทําใหการปฏ ิบัติงาน สําเร็จลุลวงไปดวยดี
60 กิจกรรม กิจกรรมที่ 2 ใหนกศั ึกษาเขียนคําตอบลงในชอง หลักธรรมสําหรับการพัฒนาตนเอง
61 ตอนที่ 3 พระพุทธศาสนาค ื อศาสตร แหงการศึกษาและการแกปญหาโดยอาศัยเหตุปจจัย พระพุทธศาสนาคือศาสตรแหงการศึกษา คําวา“การศึกษา” มาจากคําวา “สิกขา” โดยทั่วไปหมายถึง “กระบวนการเรียน “ “การฝกอบรม” “การคนควา” “การพัฒนา” และ “การรูแจงเห็นจริงในสงทิ่ั้งปวง” จะเห็นไดวาการศึกษาในพระพุทธศาสนา มีหลายระดับ ตั้งแตระดับต่ําสุดถึงระดับสูงสุดเมื่อแบงระดับอยางกวาง ๆ มี 2 ระดับ คือ 1. การศึกษาระดับโลกิยะ มีความมุงหมายเพื่อดํารงชีวิตในทางโลก 2. การศึกษาระดับโลกุตระ มีความมุงหมายเพื่อดํารงชวีตเหนิ ือกระแสโลก ในการศึกษาหรือการพัฒนาตามหลักพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจาสอนใหคนไดพัฒนาอยู 4 ดาน คือดานรางกายดานศีลดานจิตใจและดานสติปญญาโดยมีจุดมุงหมายใหมนุษยเปนทั้งคนดีและคนเกง มิใช เปนคนดีแตโงหรือเปนคนเกงแตโกง การจะสอนใหมนุษยเปนคนดีและคนเกงนั้น จะตองมีหลักใน การศึกษาที่ถูกตองเหมาะสม ซึ่งในการพัฒนามนุษยนั้นพระพุทธศาสนามุงสรางมนุษยใหเปนคนดีกอน แลว จึงคอยสรางความเกงภายหลัง นั่นคือสอนใหคนเรามีคุณธรรม ความดีงามกอนแลวจึงใหมีความรูความเขาใจ หรือสติปญญาภายหลัง การที่พระพุทธศาสนามีความสําคัญในดานเปนศาสตรแหงการศึกษา สามารถวิเคราะหไดดังนี้ 1. พระพุทธเจาทรงเปนนักการศึกษา พระองคทรงมีหลักการวิธีการและจุดมุงหมายของการศึกษา อยางแทจริงจากเหตุการณตัวอยางเชน 1.1 การศึกษาในระยะตน ทรงศึกษาวิทยาการตาง ๆ ตามประเพณีนิยมจนจบศิลปศาสตร 18 ประการ 1.2 การออกบรรพชา ทรงแสวงหาความรูทดลองปฏิบัติดวยจิตใจที่แนวแนใฝเรียนใฝรูนําไปสู การคนควาปฏิบัติจนประสบผลสําเร็จ ซึ่งระบบการเรียนการสอนในปจจุบันไดนํามาเปนแนวทางการจัด การศึกษา 1.3 หลังจากสําเร็จอรหันตแลว พระพุทธองคทรงสั่งสอนพุทธสาวกโดยใชเทคนิคการสอนหลาย รูปแบบ เชน 1) สอนใหเหมาะสมกับบุคคล สอนตามพื้นเพของบุคคลนั้นวาจะรับไดมากนอยเพียงใดจน บุคคลนั้นบรรลุผลตามคําสอน 2) สอนจากต่ําไปหาสูงคือ สอนจากงายไปหายากจากสิ่งใกลตัวไปหาสิ่งไกลตัว เชน สอน อนุปุพพิกถาแกยสกุลบุตรโดยกลาวถึง ทาน คือการใหศีลคือการรักษากายวาจา สวรรคคือความสุขที่คน พึงประสงค กามาทีนวะคือโทษของกามสุขหรือสวรรคและเนกขัมมานิสงส คือผลดีของการละความสุข 3) สอนโดยใชวิทยากร หรือใชบุคคลอางอิง เชน ตรัสถามอุรุเวลกัสสปะถึงลัทธิเดิมที่ไมมี แกนสารเพื่อสอนชาวเมืองมคธจนบรรลุโสดาปตติผล
62 4) สอนโดยใชอุปกรณการสอน เชน ทรงใชผาขาวเปนอุปกรณการสอนจูฬปนถกะที่ถูกพี่ชาย หาวาโงสอนไมไดพระองคใหจูฬปนถกะลูบผาขาวจนกลายเปนสีดําเพราะเหงื่อไคลเกิดความสังเวชใจ ได พิจารณาเห็นไตรลักษณบรรลุอรหันตในที่สุด 5) สอนโดยใชหลักโยนิโสมนสิการหรือใครครวญดวยสติปญญา สอนโดยใหผูฟงสรุปเหตุผลเอาเอง นอกจากนี้พระพุทธองคยังใชศิลปะในการสอนที่เรียกวาวาทศิลปที่ยอดเยี่ยม เพราะทรงรูวาแตละคน มีนิสัยแตกตางกัน วาทศิลปที่ทรงใชมี 4 แบบคือ สันทัสสนา สอนใหผูฟงเกิดความชัดเจนเหมือนมองเห็นดวยตา สมาทปนา สอนใหผูฟงเกิดการคลอยตาม และยอมรับคําสอนโดยไมฝนใจ สมุตเตชนา สอนใหผูฟงเกิดความกลาหาญ เกิดพลังทางใจฮึกเหิม สัมปหังสนา สอนใหผูฟงเกิดความราเริงหรรษา สนุกและเบิกบานขณะที่ฟง การนําหลักวิธีสอนดังกลาวของพระพุทธเจามาใชตองฝกฝนใหเกิดความชํานาญ เรียนรูหลัก วาทศิลปเพื่อจะไดเปนครูที่ประสบผลสําเร็จ 2. กระบวนการศึกษาในพระพุทธศาสนา คือไตรสิกขา หลักในการศึกษาของพระพุทธศาสนานั้นจะมีลําดับขั้นตอนการศึกษาโดยเริ่มจากสีลสิกขา ตอดวย จิตตสิกขาและขั้นตอนสุดทายคือปญญาสิกขาซึ่งขั้นตอนการศึกษาทั้ง 3 นี้รวมเรียกวา “ไตรสิกขา” ซึ่งมีความหมาย ดังนี้ 2.1 สีลสิกขาการฝกศึกษาในดานความประพฤติทางกายวาจาและอาชีพ ใหมีชวีิตสจรุิตและ เกื้อกูล (Training in Higher Morality) 2.2 จิตตสิกขาการฝกศึกษาดานสมาธิหรือพัฒนาจิตใจใหเจริญไดที่ (Training in Higher Mentality หรือ Concentration) 2.3 ปญญาสิกขาการฝกศึกษาในปญญาสูงขึ้นไป ใหรูคิดเขาใจมองเห็นตามเปนจริง (Training in Higher Wisdom) ความสัมพันธของไตรสิกขา ความสัมพันธแบบตอเนื่องของไตรสิกขานี้มองเห็นไดงายในชีวิตประจําวัน ดังนี้ ศีลไปสูสมาธิ เมื่อประพฤติดีมีความสัมพันธงดงาม เทากับสามารถดําเนินชีวิตโดยสุจริต มั่นใจในความบริสุทธิ์ ของตน ไมตองกลัวตอการลงโทษ ไมสะดุงระแวงตอการประทุษรายของใคร ไมหวาดหวั่นตอเสียงตําหนิ หรือความรูสึกไมยอมรับของสังคม และไมมีความฟุงซานวุนวายใจเพราะความรูสึกเดือดรอนในความผิดของ ตนเองจิตใจก็เอิบอิ่ม ชื่นบานเปนสุข ปลอดโปรง สงบ และแนวแนมุงไปกับสิ่งที่คิดคําที่พูดและการงานที่ทํา สวนสมาธิไปสูปญญาคือเมื่อจิตไมฟุงซานสงบอยูกับตัวไรสิ่งขุนมัวสดใสมุงไปอยางแนวแนเทาใด การรับรูการคิดพินิจพิจารณามองเห็นและเขาใจสิ่งตางๆ ก็ยิ่งชัดเจน ตรงตามจริงแลน คลองเปนผลดีในทาง ปญญามากขึ้น
63 อุปมาในเรื่องนี้เหมือนวาตั้งภาชนะน้ําไวดวยดีเรียบรอย ไมไปแกลงสั่นหรือเขยามัน ( ศีล ) เมื่อ น้ําไมถูกกวน คน พัด หรือเขยา สงบนิ่งผงฝุนตางๆ ก็นอนกน หายขุน น้ําก็ใส (สมาธิ) เมื่อน้ําใส ก็มองเห็น สิ่งตางๆ ไดชัดเจน (ปญญา) ไตรสิกขานี้เมื่อนํามาแสดงเปนคําสอนในภาคปฏิบัติทั่วไปไดปรากฏในหลักที่เรียกวาโอวาทปาฏิโมกข (พุทธโอวาทที่เปนหลักใหญ) คือ สพฺพปาปสฺส อกรณํ การไมทําความชั่วทั้งปวง ( ศีล ) กุสฺลสสูปสมฺปทา การบําเพ็ญความดีใหเพียบพรอม (สมาธิ ) สุจิตฺตปริโยทปนํ การทําจิตของตนใหผองใส (ปญญา ) นอกจากนี้ยังมีวิธีการเรียนรูตามหลักโดยทั่วไป ซึ่งพระพุทธเจาตรัสไว 5 ประการคือ 1. การฟง หมายถึงการตั้งใจศึกษาเลาเรียนในหองเรียน 2. การจําไดหมายถึงการใชวิธีการตาง ๆ เพื่อใหจําได 3. การสาธยาย หมายถึงการทองการทบทวนความจําบอย ๆ 4. การเพงพินิจดวยใจ หมายถงึการตั้งใจจินตนาการถึงความรูนั้นไวเสมอ 5. การแทงทะลุดวยความเห็น หมายถึงการเขาถึงความรูอยางถูกตอง เปนความรูอยางแทจริง ไมใชติดอยูแตเพียงความจําเทานั้น แตเปนความรูความจําที่สามารถนํามาประพฤติปฏิบัติได จะเห็นไดวา สีลสิกขาจิตตสิกขาและปญญาสิกขาการศึกษาทั้ง 3 ขั้นนี้ตางก็เปนพื้นฐานซึ่งกันและกัน ซึ่งในการศึกษาพระพุทธศาสนามุงสอนใหคนเปนคนดีคนเกงและสามารถอยูในสังคมไดอยางมีความสุข จากกระบวนการศึกษาที่กลาวมาทั้ง 3 ขั้นตอนของพระพุทธศาสนานี้หากสามารถนําไปปฏิบัติอยางจริงจัง ก็จะเกิดผลดีกับผูปฏิบัติซึ่งหลักการทั้ง 3 นั้น เปนที่ยอมรับจากชาวโลก ทําใหพระพุทธศาสนาแพรหลายไป ในประเทศตาง ๆ ทั่วโลกจึงนับไดวาพระพุทธศาสนาเปนศาสตรแหงการศึกษาอยางแทจริง พระพุทธศาสนาเนนความสัมพันธของเหตุปจจัย หลักของเหตุปจจัยคือ หลักความเปนเหตุเปนผล ซึ่งเปนหลักของเหตุปจจัยที่อาศัยซึ่งกันและกัน ที่เรียกวา "กฎปฏิจจสมุปบาท" ซึ่งมีสาระโดยยอดังนี้ “เมื่ออันนี้มีอันนี้จึงมีเมื่ออันนี้ไมมีอันนี้ก็ไมมีเพราะอันนี้เกิด อันนี้จึงเกิด เพราะอันนี้ดับ อันนี้จึงดับ” นี่เปนหลักความจริงพื้นฐาน วาสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะเกิดขึ้นมาลอย ๆ ไมไดหรือในชีวิตประจําวันของเรา “ปญหา” ที่เกิดขึ้นกับตัวเราจะเปนปญหาลอย ๆ ไมไดจะตองมีเหตุปจจัยหลายเหตุที่กอใหเกิดปญหาขึ้นมา หากเราตองการแกไขปญหาก็ตองอาศัยเหตุปจจัยในการแกไขหลายเหตุปจจัย ไมใชมีเพียงปจจัยเดียวหรือมี เพียงหนทางเดียวในการแกไขปญหา เปนตน คําวา“เหตุปจจัย”พระพุทธศาสนาถือวาสิ่งที่ทําใหผลเกิดขึ้นไมใชเหตุอยางเดียวตองมีปจจัยตางๆ ดวยเมื่อมี ปจจัยหลายปจจัยผลก็เกิดขึ้น ตัวอยางเชน เราปลูกมะมวง ตนมะมวงงอกงามขึ้นมา ตนมะมวงถือวาเปนผลที่ เกิดขึ้น ดังนั้น ตนมะมวงจะเกิดขึ้นเปนตนที่สมบูรณไดตองอาศัยเหตุปจจัยหลายปจจัยที่กอใหเกิดเปนตน
64 มะมวงไดเหตุปจจัยเหลานั้นไดแกเมล็ดมะมวงดิน น้ําออกซิเจน แสงแดดอุณหภูมิที่พอเหมาะ ปุย เปนตน ปจจัยเหลานี้พรั่งพรอมจึงกอใหเกิดตนมะมวง ตัวอยางความสัมพันธของเหตุปจจัย เชน ปญหาการมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ํา ซึ่งเปนผลที่เกิดจากการเรียนของนักเรียน มีเหตุปจจัยหลายเหตุปจจัยที่กอใหเกิด การเรียนออน เชน ปจจัยจากครูผูสอน ปจจัยจากหลักสูตร ปจจัยจากกระบวนการเรียนการสอน ปจจัยจาก การวัดผลประเมินผล ปจจัยจากตัวของนักเรียนเอง เปนตน ความสัมพันธของเหตุปจจัย หรือหลักปฏิจจสมุปบาท แสดงใหเห็นอาการของสิ่งทั้งหลายสัมพันธ เกี่ยวเนื่องเปนเหตุปจจัยตอกันอยางเปนกระแส ในภาวะที่เปนกระแสนี้ขยายความหมายออกไปใหเห็นแง ตาง ๆ ไดคือ 1. สิ่งทั้งหลายมีความสัมพันธตอเนื่องอาศัยเปนปจจัยแกกัน 2. สิ่งทั้งหลายมีอยูโดยความสัมพันธกัน 3. สิ่งทั้งหลายมีอยูดวยอาศัยปจจัย 4. สิ่งทั้งหลายไมมีความคงที่อยูอยางเดิมแมแตขณะเดียว (มีการเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลาไมอยูนิ่ง) 5. สิ่งทั้งหลายไมมีอยูโดยตัวของมันเองคือไมมีตัวตนที่แทจริงของมัน 6. สิ่งทั้งหลายไมมีมูลการณหรือตนกําเนิดเดิมสุดแตมีความสัมพันธแบบวัฏจักร หมุนหลักคําสอน ของพระพุทธศาสนาที่เนนความสัมพันธของเหตุปจจัยมีมากมาย ในที่นี้จะกลาวถึงหลักคําสอน 2 เรื่องคือ ปฏิจจสมุปบาท และอริยสัจ 4 กฎปฏิจจสมุปบาท ปฏิจจสมุปบาท คือการที่สิ่งทั้งหลายอาศัยซึ่งกันและกันเกิดขึ้น เปนกฎธรรมชาต ิที่พระพุทธเจาทรง คนพบ การที่พระพุทธเจาทรงคนพบกฎนนี้ี่เอง พระองคจึงไดชื่อวา พระสัมมาสัมพุทธเจากฏปฏิจจสมุปบาท เรียกอีกอยางหนึ่งวากฏอิทัปปจจยตา ซึ่งก็คือกฎแหงความเปนเหตุเปนผลของก ันและกันนนเองั่ กฏปฏิจจสมุปบาท คือกฏแหงเหตุผลที่วาถาสิ่งนี้มีสิ่งนั้นก็มีถาสิ่งนี้ดับ สิ่งนั้นก็ดับ ปฏจจสมิุปบาท มีองคประกอบ 12 ประการคือ 1. อวิชชาคือความไมรูจริงของชีวิต ไมรแจู งในอริยสัจ 4 ไมรูเทาทันตามสภาพที่เปนจร ิง 2. สังขารคือความคิดปรุงแตง หรือเจตนาทั้งที่เปนกุศลและอกุศล 3. วิญญาณ คือความรับรูตออารมณตางๆ เชน เหน็ ไดยนิ ไดกลิ่น รูรส รสูัมผัส 4. นามรูป คือความมีอยูในรปธรรมและนามธรรมูไดแกกายกับจิต 5. สฬายตนะคือ ตา หูจมูกลิ้น กายและใจ 6. ผัสสะคือการถูกตองสัมผัส หรือการกระทบ 7. เวทนาคือความรูสึกวาเปนสุข ทุกขหรืออุเบกขา 8. ตัณหาคือความทะเยอทะยานอยากหรือความตองการในสิ่งที่อํานวยความสุขเวทนาและความดนรนิ้ หลกหนี ในส ี ิ่งที่กอทุกขเวทนา 9. อุปาทาน คือความยึดมนถั่ือมั่นในตัวตน
ความไมส อ ชีวิต ซึ่งมี ไมมีปลา เ เ เ เ เ เ เ เ เ เ เ 10) ภพคือพฤ 11) ชาติคือค 12) ชรามรณะ สบายกายคว องคประกอบ มีความสัมพัน ยไมม ีที่สิ้นสุ เพราะมีอวิชช เพราะมีสังขา เพราะมีวิญญ เพราะมีนามรู เพราะมีสฬาย เพราะมีผัสสะ เพราะมีเวทน เพราะมีตณหั เพราะมีอุปาท เพราะมีภพ จึ เพราะมีชาติจึ ฤติกรรมที่แสด ความเกดิควา ะโสกะปริเวท ามไมสบายใ บทั้ง 12 ประเภ นธเกี่ยวเนื่องกั สดุกลาวคือ ชาจึงมีสังขา ารจึงมีวิญญา าณ จึงมีนาม รปูจึงมีสฬาย ยนะจึงมีผัสส ะจึงมีเวทนา นาจึงมีตัณหา าจึงมีอุปาท ทาน จึงมีภพ จงมึ ีชาติ จงมึ ีชรา มรณ ดงออกเพื่อสนอ ามตระหนกใัน ะทุกขะโทมนั จและความคั ภทนี้พระพุท กนทั ํานองปฏิ ร าณ มรปู ยนะ สะ า าน ณะ ปริเวทะโ องอุปาทานนั้น นตวตนัตระห นสัอุปายาสะคื คบแคั นใจหรอื ธเจาเรียกวาอ กิริยาลูกโซเป โทมนัส อุปาย นๆเพื่อใหไดมา หนกในพฤต ักิ คอืความแกคว อความกลัดก องคประกอบ ปนเหตุปจจ ัย ยาสะ าและใหเปนไป กรรมของตน วามตายความโ ลุมใจ แหงชีวิต หรือ ตอกัน โยงใย 65 ปตามความยึดม โศกเศราความค อกระบวนกา ยเปนวงเวยนี ไ มั่นถือมั่น คร่ําครวญ รของ ไมมีตน
66 องคประกอบของชีวิตตามกฎปฏิจจสมุปบาทดังกลาวนเปี้ นสายเกดิเรยกวี า สมุทัยวารจากกฎนี้ จะเห็นชัดวา ทงสายเกั้ิดและสายดับ ทุกสิ่งทกอยุางหรือที่เรยกวี า สภาวธรรม จะมีอวิชชาเปนตัวเหตุอันดับแรก กลาวคือเพราะมีอวิชชา ทุกสิ่งทุกอยางจึงมี และเพราะอวิชชาดับ คือสิ้นสุดลง ทุกสิ่งทุกอยางก็ยอมดับลงดวย เพราะอวิชชา ดับ สังขารจึงดับ เพราะ สังขาร ดับ วิญญาณ จึงดับ เพราะวิญญาณ ดับ นามรูป จึงดับ เพราะ นามรูป ดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะ สฬายตนะ ดับ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะ ดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนา ดับ ตัณหาจึงดับ เพราะตณหาัดับ อุปาทานจงดึ ับ เพราะอุปาทาน ดับ ภพ จึงดบั เพราะภพ ดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดบัชรา มรณะ ปริเวทะโทมนสัอุปายาสะจึงดับ จากกฎปฏิจจสมุปบาท หรือกฎอิทัปปจจยตาที่วาอวชชาเป ิ นตัวเหตของทุ ุกสิ่งทุกอยางอวิชชาคอื ความไมรูแจงในอริยสัจ 4 ดังนั้น กฎปฏิจจสมุปบาท เมื่อกลาวโดยสรุปแลวก็คืออริยสัจ 4 นั่นเอง อริยสัจ หมายถึง หลักความจริงอันประเสริฐหรือหลักความจริงที่ทําใหผูเขาถึงเปนผูประเสริฐ มี 4 ประการคือ 1) ทุกขหมายถึง ความไมสบายกาย ไมสบายใจ หรือสภาพที่บีบคั้นจิตใจใหทนไดยาก ทุกขเปน สภาวะที่จะตองกําหนดรู 2) สมุทัย(ทุกขสมุทัย) หมายถึง ตนเหตุที่ทําใหเกิดทุกขไดแกตัณหา 3 ประการ คือ กามตัณหา ภวตัณหาและวิภวตัณหา สมุทัยเปนสภาวะที่จะตองละหรือทําใหหมดไป 3) นิโรธ (ทุกขนิโรธ)หมายถึงความดับทุกขหรือสภาวะที่ปราศจากทุกขเปนสภาวะที่ตองทําความ เขาใจใหแจมแจง 4) มรรค (ทุกขนิโรธคามินีปฎิปทา) หมายถึง ทางดับทุกขหรือขอปฏิบัติใหถึงความดับทุกข ไดแกมัชฌิมาปฏิปทา หรืออริยมรรคมีองค 8 ซึ่งสรุปลงในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิปญญา จึงจะไปสู ความดับทุกขได อริยสัจ 4 นี้ถาวิเคราะหกันในเชิงวิทยาการสมัยใหมก็คือศาสตรแหงเหตุผลและเปนกระบวนการ ที่เกี่ยวเนื่องกัน เปนระบบเหตุผล คือ เมื่อมีเหตุเกิดแหงทุกข (สมุทัย) ก็จะทําใหเกิดความทุกข (ทุกข)ใน ขณะเดียวกัน หากตองการสภาวะหมดทุกข (นิโรธ) ก็ตองกําจัดเหตุเกิดแหงทุกขคือตัณหาดวยการปฏิบัติตาม มรรค 8 (มรรค)
67 วิธีแกปญหาตามแนวพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเนนการแกปญหาดวยการกระทําของมนุษยตามหลักของเหตุผลไมหวังการออนวอน จากปจจัยภายนอกเชน เทพเจารุกขเทวดา ภูตผีปศาจเปนตน จะเห็นไดจากตัวอยางคําสอนในคาถาธรรมบท แปลความวา มนุษยทั้งหลายถูกภัยคุกคามแลว พากันถึงเจาปาเจาเขา เจาภูผา ตนไมศักดิ์สิทธิ์เปนที่พึ่งแตสิ่ง เหลานั้นไมใชสรณะอันเกษม เมื่อยึดเอาสิ่งเหลานั้นเปนสรณะ (ที่พึ่ง) ยอมไมสามารถหลุดพันจากความทุกขทั้งปวง…แตชนเหลาใด มาถึงพระพุทธเจา พระธรรม พระสงฆเปนสรณะรูเขาใจอริยสัจ 4 เห็นปญหาเหตุเกิดของปญหา ภาวะไรปญหา และวิธีปฏิบัติใหถึงความสิ้นปญหาจึงจะสามารถหลุดพนจากทุกขทั้งปวงไดดังนั้น มนุษยตองแกปญหาดวย วิธีการของมนุษยที่เพียรทําการดวยปญญาที่รูเหตุปจจัย หลักการแกปญหาดวยปญญาของมนุษยคือ 1. ทุกขคือการเกิดปญหา หรือรูปญหาที่เกิดขึ้น หรือรูวาปญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร 2. สมุทัยคือการสืบหาสาเหตุของปญหา 3. นิโรธคือกําหนดแนวทางหรือวิธีการแกไขปญหาที่เกิดจากสาเหตุตาง ๆ เหลานั้น 4. มรรค คือ ปฏิบัติตามวิธีการใหถึงการแกไขปญหา หรือวิธีการดับปญหาได การแกปญหาตามหลักอริยสัจ 4 นี้มีคุณคาที่สาคํ ัญพอสรุปได ดังนี้ 1. เปนวิธีการแหงปญญา ซึ่งดําเนินการแกไขปญหาตามระบบแหงเหตุผลเปนระบบวิธีแบบอยาง ซึ่งวิธีการแกปญหาใด ๆ ก็ตามที่จะมีคุณคาและสมเหตุผล จะตองดําเนินไปในแนวเดียวกันเชนนี้ 2. เปนการแกปญหาและจัดการกับชีวิตของตน ดวยปญญาของมนุษยเอง โดยนําเอาหลักความจริง ที่มีอยูตามธรรมชาติมาใชประโยชนไมตองอางอํานาจดลบันดาลของตัวการพิเศษเหนือธรรมชาติหรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ 3. เปนความจริงที่เกี่ยวของกับชีวิตของคนทุกคน ไมวามนุษยจะเตลิดออกไปเกี่ยวของสัมพันธกับ สิ่งที่อยูหางไกลตัวกวางขวางมากมายเพียงใดก็ตาม แตถาเขายังจะตองมีชีวิตของตนเองที่มีคุณคาและ สัมพันธกับสิ่งภายนอกเหลานั้นอยางมีผลดีแลวเขาจะตองเกี่ยวของและใชประโยชนจากหลักความจริงนี้ตลอดไป 4. เปนหลักความจริงกลาง ๆ ที่ติดเนื่องอยูกับชีวิต หรือเปนเรื่องของชีวิตเองแทๆ ไมวามนุษยจะ สรางสรรคศิลปวิทยาการ หรือดําเนินกิจการใด ๆ ขึ้นมา เพื่อแกปญหาและพัฒนาความเปนอยูของตน และ ไมวาศิลปวิทยาการ หรือกิจการตาง ๆ นั้น จะเจริญขึ้น เสื่อมลง สูญสลายไป หรือเกิดมีใหมมาแทนอยางไรก็ตาม หลักความจริงนี้ก็จะคงยืนยง และใชเปนประโยชนไดตลอดทุกเวลา กลาวโดยสรุป การศึกษาในพระพุทธศาสนาคือการศึกษาในเรื่องศีล สมาธิปญญา ซึ่งการศึกษาทั้ง 3 ขั้นนี้ตางก็เปนพื้นฐานซึ่งกันและกัน เหมือนขั้นบันไดกลาวไดวาตลอด 45 ปที่พระพุทธเจาทรงประกาศ หลักสัจธรรมที่พระองคทรงตรัสรูหลักคําสอนทั้งหมดรวมอยูในเรื่องศีล สมาธิและปญญา หรือที่เรียกวา ไตรสิกขาและเปนองคประกอบหนึ่งในอริยสัจ 4 ดังนี้
68 สัมมาทิฐิ ทุกข ปญญา สัมมาสังกัปปะ สมุทัย สัมมาวาจา นิโรธ อริยสัจ 4 ไตรสิกขา ศีล สัมมากัมมันตะ มรรค สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สมาธิ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สรุปสาระสําคญั หลักในการศึกษาของพระพุทธศาสนานั้นจะมีลําดับขั้นตอนการศึกษาโดยเริ่มจาก สีลสิกขาจิตตสิกขา และปญญาสิกขา ซึ่งรวมเรียกวา “ไตรสิกขา” หากสามารถนําไปปฏิบัติอยางจริงจังกจะเก็ ิดผลดีกับผูปฏิบัติ พระพุทธศาสนาเนนการแกป ญหาดวยการกระทําของมนษยุตามหลักของเหตุผลใหเขาใจความส ัมพนธั ของเหตุ ปจจัย หรือหลกปฏ ั ิจจสมุปบาท ซึ่งเปนหลกธรรมชาตั ิของชีวิตมนษยุนนเองั่
69 กิจกรรม กิจกรรมที่ 3 ใหนกศั ึกษาตอบคําถามตอไปนี้ 1. หลังจากพระพุทธเจาตรัสรูเปนพระอรหนตั แลว พระองคทรงใชเทคนิควิธีการสอนรูปแบบใดจงึ จะสามารถทําใหคนศรัทธาในหลักธรรมคําสอนของพระองคได 1.1……………………………………………………………………………………………… 1.2……………………………………………………………………………………………… 1.3……………………………………………………………………………………………… 1.4………………………………………………………………………………………………. 1.5……………………………………………………………………………………………… 2. กระบวนการศึกษาในพระพุทธศาสนาโดยใชหล ักไตรสิกขา ประกอบดวยอะไรบาง …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… 3.ปฎิจจสมุปบาท หมายถึงอะไร ประกอบดวยอะไรบาง …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………
70 บรรณานุกรม ชํานาญ นิศารัตน. หนังสือเรยนสี ังคมศึกษารายวิชา ส 041 ศาสนาสากล ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานชิ, 2536. ดนัย ไชยโยธา สุคนธ สินธุพานนท และ สุริวัตร จันทรโสภา. หนังสือเรียนพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4-6. พิมพครั้งท 3.ี่ กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, 2553. นภดล ขวัญชนะภกดั ี. พระพุทธศาสนา ชวงช ั้นที่ 4 เลม 2. กรุงเทพฯ : ประสานมิตร, 2547. ประเวศ อินทองปาน. ศาสนาเบื้องตน . กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 2545. ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานกรมฉบุับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, 2525. วิทยวิศทเวทย เสถียรพงษวรรณปก. พระพุทธศาสนา ม.5. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, 2552. วิทยา ปานะบตรุ . คูมือเสริมเรียนรูดวยตนเอง ชวงชั้นที่ 4. กรุงเทพฯ : เพิ่มทรัพยการพิมพ, 2552. วีรชาตินิ่มอนงค พระรพิน พุทธฺสาโร. หนังสือเรียนสาระการเรียนรูพื้นฐาน ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม. กรุงเทพฯ : สถาบันพัฒนาคณภาพวุิชาการ, 2548. สุชีพ ปุญญานุภาพ. พระไตรปฎกสําหรับประชาชน. พมพิ ครั้งที่ 13. กรุงเทพฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย, 2534. อมร รักษาสัตย. “การปกครองภิกษุสงฆตามหลักประชาธิปไตย หลักอาวุโส และพระวินยั” ใน ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน. หนา 329-344. กรุงเทพฯ : การันตการพิมพ, 2542.
71 หนวยการเร ี ยนรู ท ี่ 4 แบบอยางการดําเนินช ี วิตของพระพุทธศาสนิกชน โครงสร างของหนวย มาตรฐานการเรียนรู มาตรฐานที่ส 5.2 มีความรูความเขาใจเหนค็ุณคาและสบทอดศาสนาืวัฒนธรรม ประเพณี เพื่อการอยูรวมกันอยางสันติสุข ผลการเรียนรูที่คาดหวัง วิเคราะหขอคิดและแบบอยางการดําเนนชิวีิตจากประวตัสาวกิ สาวิกา ชาดก เรื่องเลา และ ศาสนิกชนตวอยั างตามที่กําหนด รายละเอียดขอบขายเน ื้อหา ตอนที่ 1 พุทธสาวก พุทธสาวิกา เรื่องที่ 1.1 พระอัสสชิ เรื่องที่ 1.2 พระกีสาโคตรมีเถรี เรื่องที่ 1.3 พระนางมัลลิกา เรื่องที่ 1.4 หมอชีวกโกมารภัจจ เรื่องที่ 1.5 พระอนุรุทธะ เรื่องที่ 1.6 องคุลิมาล เรื่องที่ 1.7 พระธัมมทินนาเถรี เรื่องที่ 1.8 จิตตคหบดี เรื่องที่ 1.9 พระอานนท เรื่องที่ 1.10 พระปฎาจาราเถรี เรื่องที่ 1.11 จูฬสุภัททา เรื่องที่ 1.12 สุมนมาลาการ ตอนที่ 2 ชาดก เรื่องที่ 2.1 มหาเวสสันดรชาดก เรื่องที่ 2.2 มโหสถชาดก เรื่องที่ 2.3 มหาชนกชาดก
72 ตอนที่ 3 ชาวพุทธตัวอยาง เรื่องที่ 3.1 พระนาคเสน เรื่องที่ 3.2 พระเจามิลินท เรื่องที่ 3.3 อนาคาริกธรรมปาละ เรื่องที่ 3.4 สมเด็จพระวันรตั (เฮง เขมจาร) ี เรื่องที่ 3.5 พระอาจารยมั่น ภูริทัตโต เรื่องที่ 3.6 พระธรรมโกศาจารย (พุทธทาสภิกขุ) เรื่องที่ 3.7 พระพรหมมังคลาจารย (ปญญานันทภกขิุ) เรื่องที่ 3.8 พระโพธิญาณเถระ (ชา สุภทโท) เรื่องที่ 3.9 พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยตตโตุ ) เรื่องที่ 3.10 สมเด็จพระนารายณมหาราช เรื่องที่ 3.11 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหวั เรื่องที่ 3.12 สุชีพ ปุญญานุภาพ เรื่องที่ 3.13 ดร.เอ็มเบดการ เวลาที่ใชในการศึกษา 30 ชั่วโมง ส ื่อการเรียนรู ชุดการเรียนทางไกลรายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง 2 รหัสรายวิชา สค33009 ระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย กิจกรรมการเรียนรู 1. ศึกษารายละเอียดจากชดการเรุียนทางไกล 2. ปฏิบัติกิจกรรมแตละตอนที่กําหนด 3. ศึกษาหาความรูเพิ่มเติมจากผูรูหรือสื่อที่มีอยูในแหลงเรียนรูตางๆ การประเมินผล ประเมินผลดวยตนเองจากการทําแบบทดสอบแบบฝกหัดและกิจกรรมแลวตรวจสอบจากเฉลยทายเลม
73 ตอนท ี่ 1 พุทธสาวก พุทธสาวิกา เร ื่องที่ 1.1 พระอัสสชิ พระอัสสชิเถระเปนบุตรของพราหมณผูหนึ่งในกรุง กบิลพัสดุบิดาของทานเปนหนึ่งในจานวนพราหมณํ 8 คนที่ไดรับ เชิญไปทํานายพระลักษณะและขนานพระนามเจาชายส ิทธัตถะ ครั้งเมื่อเจาชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช โกณฑัญญพราหมณ ซึ่งเปนผหนู ึ่งในจํานวนพราหมณ 8 คนนนเชั้อวื่าเจาชายสิทธตถะจะั ไดตรัสรูแนนอนจึงไดชักชวนทานอัสสชิพรอมสหายไปเฝา ปรนนิบัติขณะที่เจาชายสิทธัตถะทรงบําเพ็ญทกรกุิริยาอยูณ อุรุเวลาเสนานิคมและเมื่อเจาชายสิทธัตถะทรงเลิกบําเพ็ญทุกรกิริยา ทานอัสสชิพรอมดวยสหายไดพากันหนีไปอยูที่ปาอิสิปตนมฤคทายวันแขวงเมืองพาราณสีครั้นเจาชายสทธิ ัตถะ ไดตรัสรูเปนพระพุทธเจาแลวพระองคไดเสด็จไปโปรดโดยแสดงพระธรรมเทศนาชื่อวาธมมจั ักกัปปวัตนสูตร เมื่อจบพระธรรมเทศนาแลวทานอัสสชิไดดวงตาเห็นธรรมและไดบวชเปนสาวกของพระพุทธองคเชนเดียวกับสหายทั้ง 4 หลังจากบรรลุพระอรหันตแล ว พระอัสสชิเถระไดเปนหนึ่งในจานวนพระสาวกํ 60 รูปที่ พระพุทธเจาทรงสงไปประกาศพระศาสนารุนแรกในเชาว ันหนงึ่ ทานได ออกบณฑบาตในเม ิองราชคฤหื อิริยาบถอนสงบสั ํารวมขณะเดินบิณฑบาตของทานไดกอใหเกิดความประทับใจแกมาณพหนุมนามวา อุปติสสะผูพบเห็นทานโดยบังเอิญ อุปติสสะจึงติดตามทานไปห างๆ ครั้นพอไดโอกาสขณะพระอัสสชิเถระ นั่งฉันภัตตาหารอยูจึงเขาไปนมัสการและเรยนธรรมะจากที าน พระอัสสชิเถระออกตววัาทานบวชไมนาน ไมสามารถแสดงธรรมโดยพสดารได ิ อุปตสสะจิ ึงกราบเรยนให ี ทานแสดงธรรมแตโดยยอทานจึงแสดงธรรม โดยยอวา “ธรรมเหลาใดเกิดแตเหตุพระตถาคตตรัสเหตุแหงธรรมเหลานั้นและการดบแหั งธรรมเหลานั้น พระมหาสมณะมีวาทะอยางนี้” อุปติสสะครั้นไดฟงธรรมแลวก็ได “ดวงตาเหนธรรม็ ” จึงรีบไปบอกแก โกลิตะผูเปนสหายและครั้นโกลิตะฟงธรรมนั้นแลวก็ไดดวงตาเห ็นธรรมเชนเดียวกนัจึงไดพาก ันออกบวช เปนสาวกของพระพุทธเจา พระอัสสชิเถระไมปรากฏวาทานมีความเชยวชาญดี่ านใดเปนพิเศษ ทานม ีความเปนอยูอยาง เรียบงาย สมถะ ชอบอยูสงบเพียงลําพัง มีบคลุิกนาเลื่อมใส สํารวมอินทรียการคูการเหยยดซี ึ่งมือและเทา การเหลียวดเปูนไปอย างสงบส ํารวมนาเลื่อมใสยิ่งและไมปรากฏว าพระอสสชั ิเถระมีอายพรรษาเทุาใดทานนพพานิ ไปเงียบๆ โดยไมมีกลาวถึงไวในคมภั ีรไหนเลย ที่มา : www.google.com
74 คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. พระอัสสชิเถระมีบุคลิกภาพที่นาเลื่อมใส สมถะ สํารวมระวังกิริยามารยาท ดังที่อุปติสสะได พบเห็นทานแลวเกิดความรูสึกประทับใจ นาเลื่อมใส ซึ่งบุคลิกภาพเชนนี้เปนสื่อที่ชักจูงใหผูแสวงหาทางพน ทุกขเขามาหาและมาสัมผัสรสพระธรรมเปนอยางดีบุคคลผูสํารวมระวังรักษากิริยามารยาท ยอมเปนที่รักที่ชอบ ใจและนาเลื่อมใสของผูอื่น 2. พระอัสสชิเถระเปนนักสอนศาสนาที่เชี่ยวชาญมิใชนอยการประกาศธรรม มิไดหมายความ วาจะตองพูดเกง พูดไดยืดยาว หากรูจักพูดรูจักสอน โดยเฉพาะอยางยิ่งรูอุปนิสัยของผูฟงดวยแลวแมแสดง เพียงสังเขปก็สัมฤทธิ์ผลดังทานไดแสดงแกอุปติสสมาณพนั้น 3. พระอัสสชิเถระเปนผูมีคณุ ูปการอันยงใหญ ิ่ที่ทานทําไวแกพระพุทธศาสนาโดยไดเปนผู ชักชวนใหอุปติสสมาณพ และโกลิตะมาณพเขามาบวช ตอมาทานทั้งสองก็ไดเปนพระอัครสาวกของ พระพุทธเจา ผูเปนกําลังสําคัญของพระพุทธศาสนา เร ื่องที่ 1.2 พระกีสาโคตมีเถรี พระกีสาโคตมีเถรีหรือพระกีสาโคตมีเกิดในวรรณะแพศย มีชื่อ เดิมวา “โคตรมี” แตเพราะมีรางกายผายผอมหลายคนจึงตั้งชื่อใหใหมวา “กีสาโคต มี” แปลวา “นางโคตมีผอม” เดิมเคยมีอดีตเปนถึงธิดาของมหาเศรษฐีแหงเมือง สาวัตถีแตตอมาเกิดประสบวิกฤตการณบางอยางทําใหกลายมาเปนคนจนอยางไร ก็ตามทานยังถือวามีบุญอยูมากเพราะทานไดแตงงานกับบุตรของมหาเศรษฐีอีก คนหนึ่งสุดทายหลังการเสียชีวิตของบุตรของทานทําใหทานมีความเศราโศก เสียใจมาก จนมาไดพบพระพุทธเจาและทรงใชอุบายแกความทุกขใจของทานจน เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาพระกีสาโคตมีเถรีเมื่อบวชเปนภิกษณุีแลว ไดตั้งใจปฏิบัติธรรมจนบรรลุพระอรหันตพระพุทธเจาทรงยกยองใหทานเปน พระภิกษุณีผูเอตทัคคะผูเลิศกวาภิกษุณีอื่นในดานผูทรงจีวรเศราหมอง ที่มา : Google..com พระกีสาโคตมเถรี ีเดิมเปนบุตรีแหงเศรษฐตระกีูลหนึ่งในเมองสาวื ัตถีซึ่งตอมาประสบเคราะห กรรมคือเงินและทองกลายเปนถ านแตเมื่อนางกีสาโคตมีมาแตะถานเหลานนั้ถานกกล็ ับกลายเปนเงนและทองอยิ าง เดิม เศรษฐีจึงสูขอทานมาเปนลูกสะใภแตก ็ไมวายที่จะถูกคนเหลานนเหยั้ยดหยามวี ามาจากตระกูลคน ยากจน ตอมานางจึงใหกําเนิดบุตรแตบุตรนั้นก็ไดตายจากไป เมื่ออายุเพียง 3 ขวบ การตายของบุตรจึงทําใหนาง ตกอยูในความทุกขอยางหนกัถึงขนาดอุมศพลูกไปทุกหนทุกแหงจนกระทั่งมาพบพระพุทธเจาขณะประทับ อยูณ วัดเชตวนัเมืองสาวัตถี
75 พระพุทธองคทรงแนะอุบายคลายความทุกขโดยการใหนางไปเสาะหาเมล็ดพันธุผักกาดจาก บานที่ไมเคยมคนตายี ปรากฏวานางตองผิดหวังเพราะทุกบานนั้นก็ลวนแต มีคนตายทั้งสิ้น ในที่สุดนางจึงได ขอสรุปวาความตายเปนเรื่องธรรมดาของคนหรือสิ่งมีชีวติ ไมมีใครเกดมาแลิ วไมตายการตายของบตรตนุ จึงเปนเรื่องธรรมดาเรื่องหนงของชึ่ีวิต ครั้นคิดไดแล วนางจึงสําเร็จเปนพระโสดาบ นบัุคคลทั้งที่ยังไมไดบวช เมื่อเปนพระโสดาบ ันแลวพระพุทธองคทรงมอบหมายใหภ ิกษและภุกษิณุีทําการอุปสมบท เมื่อทําการ อุปสมบทแลวทานก็บําเพ็ญจตภาวนาิ โดยพิจารณาจากเปลวเทยนในอ ีุโบสถจนไดบรรลุอรหัตผล ทานไดรับการยกยอง จากองคพระศาสดาวาเปนเอตท ัคคะทางดานทรงจีวรเศราหมองยิ่งกวาภิกษณุีรูปใดในพระพุทธศาสนา คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. นางกิสาโคตรมีเปนบุคคลที่มสตี ิปญญาอยูในระดับอุคฆฏิตญัูสามารถเรียนรูไดเร็วไมตองพูดมาก สอนมากเพราะพรอมที่จะรอยููแลว 2. นางกีสาโคตรมีเปนบุคคลที่มีอุปนิสัยประเภทพุทธิจริตคือชอบใชความรูและความคิดเชื่อใครยาก ชอบถาม ชอบคาน ชอบสิ่งที่มีเหตุผล 3. นางกีสาโคตรมีเปนผูที่ใชสตปิญญาแกไขปญหาขณะที่มาพบพระพุทธเจานั้นนางไมมีความพรอม ที่จะรับฟงพระธรรมเทศนาเพราะมืดมวดัวยอว ิชชาจตใจระส ิ่ําระสายเปนทุกขเมื่อนางมีสตกิ็สามารถใช ปญญาแกไขปญหาได ในที่สุด เร ื่องที่ 1.3 พระนางมัลลิกา พระนางมัลลิกา ทรงเปนธิดาของนายมาลาการ (ชางทํา ไม) นางมีหนาที่ออกไปเก็บดอกไมในสวนเพื่อนํามาใหบิดา ทํา พวงมาลัยทุกวันหรือไมก็จัดดอกไปใหเปนระเบียบเพื่อไวขายเปนประจํา นอกจากนี้นางยังไดถวายดอกไมและไดฟงพระธรรมเทศนาจาก พระพุทธเจาจนไดบรรลุโสดาปตติผลเปนพระอริยบุคคลตั้งแตอายุยังนอย เมื่อนางมีอายุประมาณ 16 ปขณะเก็บดอกไมนางไดรองเพลง ไปพลางเก็บดอกไมไปพลางอยางมีความสุข และในขณะนั้นเองพระเจา ปเสนทิโกศลไดปลอมพระองคเปนสามัญชน ไดฟงเพลงที่นางขับรอง ไดอยางไพเราะจับใจจึงปรากฏพระองคขึ้นและสนทนากับนางก็รูสึก พอพระทัยมากขึ้นตอมาอีกสองสามวัน พระองคจึงสงเจาหนาที่ใหไปรับ นางมาไวในพระราชวังนางจึงรูความจริงวา บุรุษที่นางสนทนาดวยในวัน กอนนั้นเปนพระราชาพระนามวาปเสนทิโกศลและพระเจาปเสนทิโกศล ที่มา : Google..com ก็ทรงอภิเษกสมรสกับนางและทรงสถาปนาใหเปนพระมเหสีดวย
76 พระนางมัลลิกาเปนสตรีที่มีความเฉลียวฉลาดมปฏี ิภาณไหวพรบิแกปญหาเฉพาะหนาไดดีทรงเปนที่รัก และชื่นชมของพระสวามีเปนอย างมาก พระเจาปเสนทิโกศลถึงแมวาในระยะหลังนพระองคี้ จะหนมาสนใจ ั ในพระพุทธศาสนาก็ยังมีความเชื่อลัทธิดั้งเดิมบางอยางอยูเชนเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีบูชายัญ ครั้งหนึ่ง พระองครับสั่งใหตระเตรียมพิธีบูชายิ่งใหญมีการฆาสัตวเพื่อเซนสรวงอยางละ 700 ตัว พระนางมลลั ิกาทรง ทัดทานมิใหพระองคทําบาป และไดแนะน าให ํ พระองคเขาเฝาพระพุทธเจาเพื่อขอรับคําแนะนําซึ่งพระองคก็ ทรงทําตาม และยกเลิกพิธีบูชายัญ อนึ่งเมื่อพระเจาปเสนทิโกศลแขงกับชาวเมืองทําบุญกันประชาชนมักจะทําทานอันประณีตและมโหฬาร พระเจาปเสนทิโกศลจนพระทัยไมรจะทู ําประการใดจึงจะทําใหทานของพระองคมโหฬารและแปลกใหม กวาประชาชน จึงขอรับคําแนะนําจากพระนางมัลลิกา ซึ่งพระนางมัลลิกาก็แนะนําใหพระองค ทรงทํา “อสทิสทาน” (ทานที่ไมมใครเหม ี ือน) และพระองคก็ทรงทําตาม นับวาเป นความเฉลยวฉลาดอี ันเกดจากิ สติปญญาของพระนางมัลลิกาอยางแทจริง พระนางมัลลิกาไมมีพระราชโอรสเมื่อพระนางพระครรภแกจวนจะมีประสูติกาลพระเจาปเสนทิโกศล ทรงมีความปรารถนาอยากไดพระราชโอรส แตเมื่อพระนางมัลลิกาประสูติพระราชธิดา ทําใหพระองค เสียพระทยมากัจึงเขาเฝาพระพุทธเจาเพื่อปรับทุกขพระพทธเจุาตรัสปลอบพระทัยวาธิดาหรือโอรสไมสาคํ ัญ เพศมิใชเปนเคร ื่องแบงหรือบอกความแตกตางในดานความรูความสามารถ สตรีที่มีสติปญญาเฉลียวฉลาด ประพฤติธรรม และเปนมารดาของบุคคลสําคัญ ยอมประเสริฐกวาบุรุษ ดวยพระดํารัสนี้ทําใหพระเจา ปเสนทิโกศลทรงพอพระทยเปั นอยางยิ่ง ครั้งหนึ่ง พระเจาปเสนทิโกศลตรัสถามพระนางมัลลิกาวาพระนางรักพระองคหรือไมรักมากเพียงใด แตพระนางมัลลิกากลับตอบวา พระนางรักตนเองมากกวาสิ่งใด ดวยคําตอบของพระนางทําใหพระเจา ปเสนทิโกศลทรงนอยพระทัยดวยทรงคิดวาพระ มเหสีไมรักพระองคเสมอเหมือนชีวิตของนาง เมื่อมีโอกาสเหมาะ จึงกราบทูลใหพระพุทธเจาทรงทราบถึงเรื่องดังกลาว พระพุทธเจากลับตรัสวา “มัลลิกาพูดถูกแลวมหาบพิตร เพราะบรรดาความรักทั้งหลายในโลกนี้ไมมีความรักใดจะเทากับความรักตนเอง มัลลิกาพูดคําจริงตรงกับใจเธอ มหาบพิตรควรจะชื่นชมมเหสีที่ยึดมั่นในสัจจะ (ความจริง) เชนนี้” พระเจาปเสนทิโกศลไดฟงพระดํารัสนี้แลว จึงคอยคลายความนอยพระทัยลงได พระนางมัลลิกาเปนพุทธสาวกาผิูมั่นคงในธรรมและชวยคนอ ื่นใหเข าถึงธรรมดวย ในฐานะพระมเหสี ของพระราชา พระนางเปนพระสาว ิกาพึ่งตัวเองไดในทางธรรมและเป นที่พึ่งของผูอื่นโดยเฉพาะพระสวามี พระนางจึงทรงเปนสตรีตัวอยางที่ดีทานหนึ่งในประวัติศาสตรของพระพุทธศาสนา คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. พระนางมัลลกาเป ิ นผูกตัญูกตเวทีกลาวคือเมื่อพระนางยังเปนเด็กสาวธิดาของนายมาลาการนั้น พระนางไดชวยบดาเกิ ็บดอกไมในสวนและจัดใหเป นระเบยบเพี ื่อนําไปขายทกวุัน นับวาพระนางเป นผูกตัญู ชวยเหลือกิจการของบิดาและมีความขยันเปนอยางยิ่ง
มิใหกระ ยึดมั่นอยู พระพุทธ เร ื่องที่1 ที่มา : Goog เปนลูกไม เปนศษยิ เ ของภรรย การปรุงย พิมพิสาร บําเหน็จ ไดแลวไ ไปยังตาง โรคปวด หมอชีวก ถึงกับสงั่ 2. พระนางมั ะทําบาปดวยก ยูในคุณธรรมค 3. พระนางมั ธศาสนาดวย 1.4 หมอชีวก gle..com มมีพอจึงมีมาน เรยนวีชาแพทิ อาจารยใ ยาเศรษฐีเมือง ยาขนานเดียว เมื่อกลับ รจนหายขาด จํานวนมากร ทานไดผ ดผาตดสมอัง จากนั้นม งแดน ถึงเมือ ดพระเศียรขาง กถวายการรักษ งคนตามลาหา ัลลิกาเปนผูมี การฆาสัตวบูช ความดีพระน ัลลิกาทรงเปน กโกมารภัจ นะจะเอาชนะหา ยกบอาจารยัท ิ ใหเสบียงมานิ งสาเกต ที่เปนม ไดรับรางวัล ถึงเมืองราชคฤ พระเจาพิมพิ รวมทั้งสวนม ผาตัดเนื้องอก งเศรษฐชาวเีมื าชื่อเสียงเกียรติ องอุชเชนีแคว งเดียวมาเปน ษาจนหายแตก ็ าวาหมอชีวกแ สตปิญญาเฉลี ชายัญ และทร นางจึงทรงเปน นพทธสาวุิกา จ โสเภณ แตงตั้ กหาป นางจึ อภัย พ เปน บ รอดม าความรูใสตวัไ ทิศาปราโมกขเ นดหนิ อยหมด มา7 ปแลวรัก 4,000 กหาป ฤหแลวไดมีโ พิสารจึงแตงตั ะมวงดวย ในลําไสของบ มืองราชคฤหค ติคุณของหมอ วนอวันตีซึ่งอ เวลานาน 7 กเก็ ือบถูกประ แกลงแตหมอ ลยวฉลาดีทร รงแนะนําใหพ นที่รักและโป ผูมนคงในพ ั่ร หมอชี ณีผูทรงเกียรติ ตั้ง มีเงนเดิ ือ ปณะ (ประมาณ เพราะ งไมเลี้ยง สั่งใ พระโอรสขอ บุตรบุญธรรม มาไดตอนเปน ชีวกเปน ไมใหใครดูถูก เรยนอยีู 7 ปก็ ดระหวางทาง กษาหมอที่ไห ณะ โอกาสรักษาโร ตั้งใหเปนแพท บุตรเศรษฐีชา คนหนึ่งจนอาก ชีวกก็แพรสะ ยูหางไกล พ ปแลว จึงส ะหารชีวิตเพรา อชีวกก็เอาชีวิ รงทัดทานพระ พระสวามใหีพ ึ ปรดปรานของ ระพทธศาสุน ชวกี เปนบุตรน ติแหงเมืองรา นและคาตัวสํ ณ 400 บาท) ะไมไดตงใจ ั้ใ ใหเอาไปทงิ้ที่ งพระเจาพิมพิ มตั้งชื่อใหวาชี นเดก็ นคนฉลาดมีปฎภิ จึงหนีไปกับก กจบ็ลาอาจารย จึงตองใชวิชา นก็ไมหาย สา รคภคันทบาพ ทยหลวงประ าวเมืองพาราณ การโรคปวดศ พัดไปทั่วเมือง พระเจาจัณฑป สงราชฑูตมาข าะกษัตริยไมช ตรอดกลับมา ะเจาปเสนทโิ พึ่งตนเองดวย งพระสวามเปี นาและชวยคน นางโสเภณีน ชคฤห โด สาหรํ ับผูรวมอ ใหเกดิเมื่อเกดิ ที่หนาประตวูัง พิสารเสด็จไป ชวกโกมารภ ีจั ภาณเฉียบคมถู กองคาราวานไป ยกลับบานเกดิ าความรูที่เรยี ามารถรักษาให พาธ (โรคริดสี ะจําพระราชสํ ณสีคนหนงใึ่ห ศรีษะหายขาด งวาเปนหมอเท ปชโชต กษัตริ ขอจากพระเจ ชอบเนยใส หม าไดดวยปญญ 77 โกศลผูเปนพร ยการปฏิบัติธร นอยางยิ่ง นอื่นใหเขาถงึ ามวา สาลวดี ดยพระเจาแผ อภิรมยอีกคน ดมาแลวเปนช ง เชาตรูวันนนั้ ปพบเขาจึงนาํ จแปลวาผูยงั กเด็กๆในวังด ยังเมืองตกกสัลิ เมองนอนื นมารักษาโรค หหายขาดไดด สีดวงทวาร) ขอ สํานัก ไดพระ หหายขาดจาก ด ทวดา ชื่อเสียง ริยผูดุรายประ าพิมพิสารให มอชีวกปรุงยา ญาของตน ระสวามี รรมและ งธรรมใน นางนคร นดนทรงิ ละ 100 ชายดวย น เจาฟา าไปเลี้ยง งมีชีวิต าเสียดสีวา ลาฝากตวั คปวดหวั ดวย องพระเจา ะราชทาน กโรคราย งไดฟุงขจร ะชวรดวย หไปรักษา าใสเนยใส
78 เมื่อพระเจาจัณฑปชโชตหายประชวรแลวทรงส ํานึกในบญคุ ุณหมอชีวกจึงทรงสงผากัมพล หรือ ผาแพรเนื้อละเอียดอยางดีสองผืนไปพระราชทานแกหมอช ีวก หมอชีวกไดนําผาสองผืนนั้นไปถวายพระพุทธเจา จนเปนเหตุใหพระพุทธองคทรงอนุญาตให พระภิกษุสงฆรับผาสําเร็จที่ชาวบานถวายไดแตบัดนั้นมาทําใหคหบดีและชาวเมืองตางดีใจพากันนําจีวรมา ถวายพระเปนจํานวนมาก ในสมยนั ั้น พระพุทธเจาประท ับอยวู ัดเวฬุวนัเมื่อบําเพ็ญพุทธกจตลอดทิ ั้งวนัทรงมีเวลาพักผอน นอย พุทธกิจ 5 ประการคือ 1. เวลาเชามืด ทรงตรวจดูอุปนิสัยสัตวโลกที่ควรโปรด 2. เชา เสด็จออกบิณฑบาต หรือโปรดสัตว 3. เวลาเย็น ทรงแสดงพระธรรมเทศนาแกพทธบรุิษัท 4. เวลาค่ํา ทรงใหโอวาทแกภกษิุสงฆ 5. เวลาดึก ทรงแกปญหาเทวดา พระวรกายของพระองคจงเกึ ิดหมกหมมดัวยส ิ่งอันเปนโทษ ทองผูกอยางรายแรงเนื่องจากนั่งนาน พระอานนทจึงไปหาหมอชวกแจี งพระอาการของพระพุทธเจาใหทราบ หมอชีวกไดไปถวายยาถาย พระวรกาย ของพระพุทธองคไดกลับเปนปกต ิดังเดิม และไดถวายตวเปั นแพทยประจําพระองคต ั้งแตวนนั ั้นเปนตนมา พรอมทั้งถวายสวนมะมวงให เปนที่ประทบของพระพัุทธเจาอ ีกดวย หมอชวกได ี ถวายการรกษาพระพัุทธเจาอกครี ั้งหนึ่งเมื่อพระพทธองคุถูกพระเทวทตลอบทัารํายกลิ้งหิน บนยอดเขาคิชฌกูฏหมายจะใหทับพระองคใหสิ้นพระชนมแตก็ทําไดแค ทําใหพระบาทของพระพุทธองคมี พระโลหิตหอเทานั้นหมอชวกได ี ถวายการรักษาที่สวนมะมวงนั้น หมอชีวกตลอดชีวิตทานยุงอยกู ับการรักษาโรคคนทั้งเมืองไมม ีเวลาปฏิบัติธรรมแตทานก็เปนพระโสดาบ ัน ไดใชวิชาความรูที่เลาเรียนมาบําเพ็ญประโยชนแกชนหมมากูชวยเหลือผูเจ็บไขไมเลือกยากดีมีจน จนไดรับ ยกยองจากพระพุทธองควาเปนเอตทัคคะในดานเป นที่รักของปวงชนคนเชนนี้ไดชื่อวาไมเสยชาตี ิเกดโดยแท ิ และ เราควรเอาเยยงอยี่างเปนอยางยิ่ง
79 เร ื่องที่ 1.5 พระอนุรุทธะ พระอนุรุทธเถระในอดีตชาตไดิ สรางบุญญาธิการไว ดวยการทําบุญกุศลมากมายในพุทธกาลทานบังเกิดเปนพระราช โอรสของเจาอมิโตทนะซึ่งเปนพระอนุชาของพระเจาสุทโธทนะ ผูครองกรุงกบิลพัสดุประสูติรวมพระมารดาเดียวกันสามพระองคคือ พระเชษฐา (พี่ชาย) พระนามวามหานามะพระกนิฏฐภคินี (นองสาว) พระนามวาโรหิณ ีถานับตามลําดับพระวงศก็เปนพระอนุชาของ สมเด็จพระพุทธเจา อนุรุทธกุมารอยูในปราสาทสามหลังในฤดทูั้งสาม สมบูรณดวยทรัพยศฤงคาร (ทรัพยที่ทําใหคนไดรับเกิดความรัก ความชอบใจ) และบริวารยศไมเคยรูจักและไมเคยไดยินคําวา “ไมมี” ก็ไมรูจักและไมเคยไดสดับเลย ที่มา : Google..com ขณะทพระบรมศาสดาเสดี่ ็จประทับอยูที่อนุปยน ิคมของมัลลกษัตริยในเวลานนศากยกั้มารุ ซงเปึ่นผูมี ชื่อเสียงมีคนรจูักมากออกบวชตามพระบรมศาสดาวันหนงึ่เจามหานามะผเปูนพระเชษฐา มาปรารภถึงเรื่องนแลี้ว จึงปรกษากึ ับอนุรุทธะผูนองว าในตระก ูลของทานไมมีใครออกบวชตามพระบรมศาสดาเลย อนุรุทธกมารตอบวุา พระองคตงอยั้ในความสูุขไมสามารถจะออกบวชได พระเจามหานามะจ ึงสอนการงานของผูครองเรือน เมื่ออนรุ ุทธะ ไดฟงแลวกเห็นว็ าการงานไม ม ีที่สิ้นสุดที่สุดของการงานไมม ีปรากฏจงคึ ิดเบื่อหนายในการงาน จงขอออกบวชแทนึ ตรึกตรองถึงมหาปุริสวิตก 7 ประการ พระอนุรุทธะเมื่อไดอุปสมบทแลวเรียนพระกรรมฐานในสานํ ักพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรแลว เขาไปอยูราวปาปาจีนวังสมฤคทายวัน เมื่อเจริญสมณธรรมอยูไดตรึกตรองถึงมหาปุริสวิตก 7 ประการวา 1. ธรรมนี้เปนธรรมของผูมีความปรารภนอยไมใชของผูมีความมักมาก 2. ธรรมนี้เปนธรรมของผูสันโดษยินดีดวยของที่มีอยูไมใชของผูไมสันโดษ 3. ธรรมนี้เปนของผูสงัดแลวไมใชของผูยินดีในหมูคณะ 4. ธรรมนี้เปนธรรมของผูปรารภความเพียรไมใชของผูเกียจคราน 5. ธรรมนี้เปนธรรมของผูมีสติมั่นคงไมใชของผูมีสติหลง 6. ธรรมนี้เปนธรรมของผูมีใจมั่นคงไมใชของผูมีใจไมมั่นคง 7. ธรรมนี้เปนธรรมของผูมีปญญาไมใชของผูมีปญญาทราม เมื่อพระอนุรุทธะตรึกตรองอยูอยางนี้พระบรมศาสดาเสด็จมาถึงทรงทราบวาพระอนุรุทธะ ตรึกตรองอยูอยางนั้น ทรงอนุโมทนาวาชอบละๆ อนุรุทธะทานตรึกตรองธรรม ที่พระมหาบุรุษตรกตรองึ ถาอยางนั้น ทานจงตรึกธรรมที่พระมหาบุรษตรุึกเปนทแปดว ี่า
80 8. ธรรมนี้เปนธรรมของผูยินดีในธรรมที่ไมใหเนิ่นชาไมใชของผูยินดีในธรรมใหเนิ่นชา ครั้นตรัสสอนพระอนุรุทธะอยางนี้แลว เสด็จกลับมาที่ประทับ สวนพระอนุรุทธะบําเพ็ญเพียร ไปก็ไดสําเร็จพระอรหัตผล คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. มีความพากเพียรยิ่ง ชีวิตในวัยเยาวของทานสุขสบายมากอนแตเมื่ออกบวชแลวตองประสบความ ลําบากมานอนตามปาเขา มีชีวิตเรียบงายแตทานก็เพียรพยามปฏิบัติธรรม ไมยอทอจนบรรลุอรหันต 2. เปนผูสํารวมระวังยิ่งพระอนุรุทธะไดทิพยจักษุตั้งแตยังไมบรรลุอรหันตทานมักเหนส็ ิ่งตางๆ ที่ อาจทําใหจิตใจวอกแวกแตท านก็มีสติมีความสํารวม บางครั้งที่เพลิดเพลินไปกับภาพที่เห็น ทานกจะไปขอ ็ คําแนะนําจากพระสารีบุตรอัครสาวก ซึ่งใหคําแนะนําแนวทางปฏิบัตติอทาน 3. เปนหลักแหงพระธรรมวินัยเมื่อพระพุทธเจาเสด็จดับขนธั ปรินิพพานพระอนุรุทธะเปนพระผูใหญ องคเดียวในสถานที่นั้น ทานไดนั่งสมาธิเขาฌานตามพระพุทธเจาไปดวยแลวคอยบอกพุทธบริษททั ี่เฝาอยูวา พระพุทธองคทรงเขาฌานอยูและเปนหลกแหั งพระพุทธศาสนาคอยชี้แจงแกขอสงสัยของพุทธบริษัท และ ไดกลาวธรรมกถาเตือนสติพทธบรุิษัทไมใหเศราโศกเสียใจวาสังขารทงหลายมั้ีการเกดิการดับเปนธรรมดา เร ื่องที่ 1.6 องคุลิมาล ที่เมืองสาวัตถีของพระเจาปเสนทิโกศลองคุลิมาลได ปฏิสนธิในครรภแหงนางพราหมณีชื่อมันตานีภรรยาของคคคพราหมณั (ภัคควพราหมณ) ซึ่งเปนปุโรหิตแหงเมืองสาวัตถี ในเวลาที่องคุลิมาล คลอดออกจากครรภมารดานนั้บรรดาอาวธทุั้งหลายในนครทั้งสิ้น ชวงโชติขึ้นแมกระท ั่งฝกดาบที่อยูในหองพระบรรทมก็สงแสงเรืองขึ้น พราหมณปุโรหิตจึงลุกออกมาแหงนดูดาวนักษัตรก็รวูาบุตรเกิด โดยฤกษดาวโจร ลกของตนทูี่จะเกิดจากครรภของภรรยานั้น จะเปน โจรผูรายกาจเที่ยวเขนฆ ามนษยุมากมาย วันรุงขึ้นปุโรหิตจึงเขาไปในพระราชวังเขาเฝาพระเจา ปเสนทิโกศลเพื่อทูลถวายรายงานถึงเหตุอาเพศที่เกิดขึ้นเมื่อคืนกอน และกราบทูลวาเปนเพราะลูกที่เกิดจากนางพราหมณีที่เรือนของตน ที่มา : Google..com พระราชาสอบถามวาอาเพศดงกลั าวจักเกิดเหตอะไรุปุโรหิตกราบทูลวา เขาจักเปนมหาโจร พระราชาถามตอวาจักเปนโจรทํารายผูคน หรือเปนโจรประทุษรายราชสมบัติ ปุโรหิต กราบทูลวา เขาจะไมมภีัยตอราชสมบัติจะเปนโจรคนเดยวีพระราชาตรสวั าเปนโจรคนเดียวจะทําอะไรได ถาเขาทําเหตุอนใดข ั ึ้นในอนาคตเราก็จักจัดการเขาเสียดวยกองทหารของเราจงเลี้ยงเขาไวเถิด แมในวันที่ตั้งชอกืุ่มารนั้นสิ่งของเหลาน้คีือฝกดาบอันเปนมงคลท ี่วางไวณที่นอนลูกศรทวางไว ี่ ที่มุม มีดนอยสําหรบตั ัดขั้วตาลซึ่งวางไวในปยฝุายตางสงแสงลุกโพลงขึ้น แตหาได เปนอ ันตรายหรือเบียดเบียนใครไม
81 ปุโรหิตาจารยนั้นเชื่อตามตําราวาลูกตนตองเปนคนโหดรายทารุณแนก็เลยตั้งชื่อเด็กคนนี้เปนการแกเคล็ดเสียวา “อหิงสกกุมาร”แปลวา เดกผ็ูไมเบียดเบยนใคร ี เมื่ออหิงสกกุมารมีอายุพอจะศกษาศึ ิลปวิทยาแลวบิดามารดาจงสึ งไปเรียนกับอาจารยทิศาปาโมกขที่ เมืองตักกศิลาอหิงสกกุมารเปนคนมีปญญาขยัน ตั้งใจเรยนดี ีมีความประพฤติเรียบรอยคอยรับใชอาจารย ดวยความเคารพ พูดจาไพเราะจึงเปนที่พอใจของอาจารยมากแตศิษยคนอื่น ๆ เห็นทานเป นคนโปรดของ อาจารยก็ริษยา พากันออกอุบายเพื่อกําจัดอหิงสกมาณพ โดยแบงคนออกเปนสามพวก พวกแรกกเข็ าไปบอก อาจารยวาไดยินมาวาอหิงสกมาณพจะประทุษรายทานอาจารยทีแรกอาจารยไมเชื่อแตเมื่อพวกทสองี่และ พวกที่สามเขาไปบอกเรื่องอยางเดยวกี ัน หนักเขากกล็ ับใจเชื่อแลวอาจารยจึงหาอุบายฆาอหิงสกมาณพ อาจารยคดติ อไปอีกวาถาเราฆามันใคร ๆ ก็จะคิดวาอาจารยทิศาปาโมกขลงโทษมาณพผูมาเรียน ศิลปยังสํานักของตนแลวปลงชีวิตเสียดังนี้ก็จักไมมีใครมาเลาเรียนศลปก ิ ับเราอีกถาเปนอยางนนเรากั้ ็จะ เสื่อมลาภ ดังนั้นจึงไดออกอุบายยืมมือคนอื่นฆาโดยใหมาณพนั้นฆาคนใหไดพันคน ดวยคาดวาเมื่ออหิงสกกุมาร ปฏิบัติตามคําสั่งของตน เที่ยวไดฆาคนไป ก็จะตองมใครคนใดคนหน ี ึ่งตอสูและฆามาณพน นจนได ั้แลว อาจารยจึงบอกมาณพนั้นวายังมีคําสําหรับศิลปวิชาขั้นสุดทายอยูเจาจะตองฆาคนใหไดพนคนัเพอประกอบ ื่ พิธีบูชาครู (ครุทักษิณา) มิฉะนั้นวิชานนกั้จะไม ็ มีผล ครั้งแรกอหิงสกกมารปฏ ุเสธโดยอ ิ างวาทานเก ดในตระก ิูลที่ไมเบยดเบี ยนใคร ีแตอาจารยบอกวา ศิลปศาสตรที่เรียนไปแลวถ ามิไดบูชาครูก็จะไมอํานวยผลที่ตองการดวยนิสัยรักวิชาอหิงสกกุมารจงยอมึ ปฏิบัติตาม โดยออกไปสูปาชาลิวันในแควนโกศลอาศัยอยูที่หุบเขาแหงหนึ่งคอยดักฆาคนเดินทางออกเที่ยวปลน หมูบานและตาบลตํ าง ๆ เปนโกลาหลไดฆ าคนลมตายเปนจํานวนมาก แรก ๆ อหิงสกมาณพก็ไมไดตัดนิ้วคนที่ตนฆาเก็บเอาไวแตเมื่อฆาคนมากเขา ๆ ก็จําไมไดวาฆาไป แลวกี่คน เพื่อเปนเครื่องนับจานวนคนทํ ี่ตนฆาอหิงสกมาณพก็ตดเอานัวมิ้ือคนที่ตายคนละหนึ่งนิ้ว มาเก็บไว แตเก็บ ๆ ไปกม็ีนิ้วที่เสียหายไปบางไมครบจํานวน จึงเปลยนมาที่ําเปนพวงมาล ัยคลองคอไวฉะนนคนจั้ึง เรียกชื่อทานวาองคุลิมาล นับแตออกจากสํานักอาจารยมาองคุลิมาลก็คอยดกซัุมฆาคนเร ื่อยไปเจอใครฆาหมดไมวาผูหญิง ผูชายคนเฒาคนแกเด็กเล็กเด็กแดงไมเลือกจนไมมใครสามารถไปป ี าเพื่อหาฟน ในตอนกลางคืนก็เขามายัง ภายในบานเอาเทาถีบประตูแลวก็ฆาคนทนอนอยีู่นนั้หมูบานก็รนถอยไปตั้งในนิคม นิคมก็รนถอยไปตั้งอยู ในเมือง พวกมนุษยทิ้งบานเรือนจูงลูกเดินทางมาลอมพระนครสาวัตถีเปนระยะทางถงสามโยชน ึ ตงคั้ายพัก ประชุมกันที่ลานหลวง ตางคร่ําครวญกลาวกันวาขาแตสมมติเทพ ในแวนแควนของพระองค มีโจรชื่อองคุลมาลิ พราหมณปุโรหิตไดยินเรื่องดังนั้นก็รูวาโจรองคุลิมารนั้นตองเปนบุตรของตนเปนแนจึงกลาวกับ นางพราหมณวีาเกิดโจรชอองคืุ่ลิมาลขึ้นแลวโจรนั้นคงไมใช ใครอนื่ตองเปนอหงสกกิุมารลูกของเราเปนแน บัดนี้พระราชาจะเสดจออกไปจ ็ ับเขา เราควรจะทําอยางไร นางพราหมณีพูดวา ฉันจะไปพาลูกของฉันมา ดังนี้จึงออกเดนทางเพิ ื่อไปบอกบุตรชายใหหน ีไปเสยี
82 เวลานั้นโจรองคุลิมาลไดนิ้วมือมาเพียง 999 นิ้วยังขาดอยูนิ้วเดยวเที านนั้จึงกระหายเปนกําลัง และตั้งใจวาถาพบใครกอนกจะฆ็ าทันทีเพอจะได ื่น ิ้วมือครบตามตองการแลวจะไดตดผมโกนหนวดอาบน ั้ํา เปลี่ยนเสื้อผาแลวไปเยี่ยมบดามารดาิ เชาตรูวันนั้นพระบรมศาสดาทรงตรวจดูสัตวโลกทรงเห็นวาองคุลิมาลเปนผูมีอุปนิสัยพอที่จะโปรด ใหบรรลุมรรคผลไดและทรงพระดําริเหนว็ าถาพระองคมิไดเสด็จไปโปรดองคุลิมาลก็จะกระทํามาตุฆาต ฆามารดาของตนเสียจะเปนผูกระทาอนํนตรั ิยกรรม ไมสามารถบรรลุธรรมใด ๆ ไดในชาต นิี้แมจะไดฟงธรรม โดยตรงจากพระพุทธองคพระองคจึงเสดจจาร็ ิกมุงตรงไปยงปั าชาลิวนเปั นระยะทาง 30 โยชนเพอสกื่ดองคัลุิมาลไว มิใหทันไดฆามารดา ธรรมดาการเสด็จจาริกของพระพุทธเจามี 2 อยางคือเสด็จจาริกอยางรีบดวนและเสด็จจาริกอยางไมรีบดวน การที่พระองคทรงทอดพระเนตรเห็นบุคคลที่ควรใหตรัสรูไดแมในที่ไกลก็จะเสด็จไปโดยเร็วเพื่อประโยชน แกการตรัสรูของเขา ชื่อวาเสด็จจาริกอยางรีบดวน เชนในการเสด็จไปเพื่อประโยชนแกพระองคุลิมาลในครั้งนี้ โจรองคุลิมาลไดเห็นพระพุทธเจาเสด็จมาแตไกลก็คิดวานาประหลาดจริงหนอเมื่อกอนแมพวกบุรุษ มากันสิบคนกด็ียี่สิบคนกด็ีสามสิบคนก็ดีสี่สิบคนก็ดีก็ยงตั องรวมเปนกลุมเดียวกนเดันทางิแตถึงอยางน ั้น บุรุษพวกนั้นยงตั องตายเพราะมือเรา นี่มีเพยงสมณะนี ี้ผูเดยวี ไมมเพี ื่อนมาดวย ชะรอยสมณะนี้คงจะมีดีอะไร สักอยางแลวจะมาลองดีกับเราถากระไรเราพึงปลิดชีวิตสมณะนี้เถิดครั้งนั้นองคุลิมาลถือดาบและโลผูกสอดแลงธนู ติดตามพระผมู ีพระภาคไปทางพระปฤษฎางคครั้งนั้น พระผูมีพระภาคทรงบันดาลอิทธิฤทธิ์ในลักษณะท ี่ องคุลิมาลจะวงจนสิุ่ดกาลํ ังกไม็ อาจทนพระผัูมีพระภาคผูเสด็จไปตามปกติไดจึงหยดยุนกลื าวกับพระผูมี พระภาควา จงหยุดกอนสมณะ จงหยุดกอนสมณะ พระผมู ีพระภาคตรัสวา เราหยุดแลว องคุลิมาลทานเลา จงหยดเถุิด ครั้งนั้นองคุลิมาลโจรไดกราบทูลพระพุทธเจาวาสมณะทานกาลํ ังเดินไป ยังกลาววาเราหยุดแลว และ ยังกลาวกะขาพเจาผูหยุดแลววาไมหยดุสมณะขาพเจาขอถามทานวาทานหยดแลุวเปนอย างไรขาพเจายังไมหยุด เปนอยางไร พระพุทธองคมีพระดํารัสตอบวา “องคุลิมาลเราไดหยดคุือเลกฆิ าสัตวตัดชวีตแลิ วสวนทานยังไมหยดุ คือยังฆาสัตวตดชั ีวิตอยูเราจงพึูดเชนนั้น” องคุลิมาลไดยินพระสุรเสียงอันแจมใส พระดํารัสที่คมคายเชนนนั้ ก็เกิดใจออนรสู ึกสํานึกผิดไดท ันทีแลววางดาบทิ้งธนูสลัดแลงโยนทิ้งลงเหวที่หุบเขาเขาไปถวายบังคมพระบาท ของพระพุทธองคทูลขอบวชในพระพุทธศาสนา พระพทธองคุทรงอนุญาตใหบวชเปนภิกษุดวย เอหภิกขิุอุปสัมปทาโดยไดทรงพิจารณาเหนว็าองคุลีมาลนั้นถึงพรอมดวยอ ปนุิสัยและไดเคยถวายภณฑะัคือ บริขารแปดแกทานผูมีศีลในปางกอน กทรงเหย็ยดพระหี ัตถเบื้องขวาออกจากบังสุกลจุีวรเปลงพระสุรเสียง ตรัสเรียกวา ทานจงมาเปนภกษิุเถิดจงประพฤติพรหมจรรย เพื่อทําที่สุดทุกขโดยชอบเถิด พรอมกับพระดํารัส ของพระผูมีพระภาคเจา เพศคฤหัสถขององคุลีมาลนั้นก็อันตรธานไป บรรพชาและอปสมบทกุ็สําเร็จ
83 พระพุทธเจาก็เสด็จพาองคุลิมาลภิกษุไปสพระเชตวู ันมหาวหาริณ กรงสาวุัตถี สมัยนนั้หมูมหาชนก็มาชมนุมกุันอยูทประต ี่พระราชวูังของพระเจาปเสนท โกศล ิสงเสยงรีองทุกขก ับ พระเจาปเสนทิโกศลวา ในแวนแควนของพระองค มีโจรชื่อวาองคุลิมาลเปนคนหยาบชา ฆาคนโดยไมมี ความกรุณาองคุลิมาลโจรนั้นเขนฆาพวกมนุษยแลวเอานิ้วมอรื อยเปนพวงแขวนคอไวขอพระองคจงกําจัดมันเสียเถิด ดังนั้นพระเจาปเสนทิโกศลจึงไดเสดจเคล็ ื่อนพลออกจากนครสาวัตถีดวยกระบวนมาประมาณ 500 เสด็จเขาไปยังพระเชตวนมหาวัหาริกราบทูลพระพุทธเจาวาออกมาจับโจรชื่อวาองคุลิมาล พระพุทธองคทรงตรัสวาดกรมหาราชูถามหาบพิตรทอดพระเนตรเห็นองคลุิมาลเปนผูปลงผมและ หนวด นุงหมผากาสายะออกจากเรือนบวชเปนบรรพชิต เวนจากการฆาสัตวเวนจากการล ักทรัพยเวนจาก การพูดเท็จ ฉนภั ัตตาหารหนเดียว ประพฤติพรหมจรรยพระองคจะทรงกระทําอยางไรก ันเขา พระเจาปเสนทิโกศลทรงตรัสวาขาแตพระองคผูเจริญหมอมฉันจะพึงทําความเคารพ จะจัดถวาย จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปจจยเภสั ัชบริขาร หรือก็จะจัดการรกษาป ั องกนคัุมครองอยางเปนธรรม ขณะนนั้ทานพระองคุลิมาล นั่งอยูไมไกลพระผูมีพระภาค พระผูมีพระภาคทรงยกพระหัตถเบื้องขวาขึ้นชี้ ตรัสบอกพระเจาปเสนทิโกศลวาดูกรมหาราช นั่น องคุลิมาล พระเจาปเสนท โกศล ิทรงเหนองค็ุลิมาลกทรงม็ ีความกลวัทรงหวาดหวั่นพระผูมีพระภาคทรงทราบวา พระเจาปเสนทิโกศลทรงกลัวจึงไดตรัสกับพระเจาปเสนทิโกศลวาอยาทรงกลัวเลย บัดนี้องคุลิมาลไมเปนภัย กับผูใดแลวครั้งนั้น พระเจาปเสนทิโกศลทรงระงับความกลัวไดแล วจึงเสด็จเขาไปหาทานองคุลิมาลถึงที่ท่ี ทานนั่งอยูแลวทรงดําริวาการที่จะถือเอาชื่อที่เกิดขึ้นเพราะกรรมอันชั่วชาคือชื่อ "องคุลิมาล" นั้นนํามาเรียก พระภิกษุเปนการไมสมควรเราจักเรียกทานดวยชื่อแหงโคตรของบิดามารดาดังนี้จึงถามวา บิดาของพระผูเปนเจา มีโคตรอยางไร มารดาของพระผูเปนเจามีโคตรอยางไร ทานพระองคลุิมาลถวายพระพรวาดูกรมหาบพิตร บิดาชื่อคัคคะ มารดาชื่อ มันตานี พระเจาปเสนทโกศลทรงสรรเสร ิญพระพิุทธคุณที่ทรงสามารถปราบโจรรายไดโดยไมตองใชอาญาและ ศัสตราอาวุธใดๆลําดับนั้นแลวทรงลุกจากทประท ี่ับถวายบงคมพระผัูมีพระภาคแลวเสด็จกลับไป หลังจากที่พระองคุลิมาลไดบวชแลวทานกได็ รับความลําบากในเรื่องการบณฑบาติแรก ๆทานก็ ออกบิณฑบาตภายนอกพระนครแตพวกชาวบานพอเห็นทานแลวยอมสะดุงบางยอมหนีเขาปาไปบางยอม ปดประตูบาง บางพวกพอไดยินวาองคุลิมาลก็วิ่งหนีเขาเร ือนปดประตูเสียบาง เมื่อไมอาจหนไดีท ันก็ยนผื ิน หลังใหพระเถระไมไดแมขาวยาคูสักกระบวยหนึ่งแมอาหารสักทัพพหนี ึ่ง เมื่อทานเห็นวาไมสามารถ บิณฑบาตไดภายนอกพระนครก็เขาไปบิณฑบาตยังในพระนครแตพอเขาไปทางประตูเมืองนั้นก็เปนเหตุให มีเสียงตะโกนออกมาเปนพนัๆ เสียงวาองคุลิมาลมาแลว ๆ ดวยเหตุนี้ทําใหพระพุทธองคทรงบัญญัตพระวิ ินัยไวโดยที่ในเรื่องนี้ประชาชนไดเพงโทษ ติเตียน โพนทะนาวาไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงใหโจรที่ขึ้นชื่อโดงดังบวชเลา ภิกษุทั้งหลายไดยินพวกนั้น เพงโทษ ติเตยนี โพนทะนาอยูจึงกราบทูลเรื่องนั้นแดพระผูมีพระภาค
84 พระพุทธเจารับสั่งกับภิกษุทั้งหลายวาดูกรภิกษุทั้งหลายโจรที่ขึ้นชื่อโดงดัง ภิกษุไมพึงใหบวช รูปใด ใหบวช ตองอาบัติทุกกฎ ตอมา ทานเขาไปบิณฑบาตในเมือง เหนหญ็ ิงคลอดลูกไมออกคนหนึ่งจึงเกิดความสงสาร เมื่อ กลับจากบณฑบาตแลิ วไดเขาไปเฝ าพระพทธองคุกราบทูลเรื่องนั้นใหทรงทราบ พระพุทธองคทรงพระปริวิตกเกี่ยวกับเรื่องพระเถระลําบากดวยภกษาหาริเพื่อจะสงเคราะหพระเถระนั้น โดยการลดความหวาดกลัวของประชาชนลง พระองคจึงทรงมีพระประสงคจะใหพระเถระแสดงสจจกั ิริยา อนุเคราะหแกสตร ีผูเจ็บครรภเพื่อใหชนทงหลายเหั้นว็ า บัดนี้พระองคลุิมาลเถระกลับไดมีเมตตาจติกระทํา ความดีใหแกพวกมนุษยดวยส ัจจกิริยา ฉะนั้นชนทั้งหลายยอมคิดวาควรเขาไปหาพระเถระ ตอแตนั้นพระเถระ ก็จะไมลําบากดวยภิกษาหาร ตั้งแตพระอ ังคลุิมาลเถระไดกระท ําความดีแกหญ ิงมีครรภดวยท ําความสัตยแล ว ตั้งแตนนมากั้ได็ อาหารสะดวกขึ้น ไดปฏิบัตธรรมโดยการเจร ิ ิญวิเวกอยแตู ผูเดียว ตอมาไมนานทานกได็ บรรลุพระอรหัต เปน พระอรหันตมชีื่อปรากฏนับเขาในพระอสตีิมหาเถระ 80 องคในครั้งนนั้ภิกษุทั้งหลายสนทนากนในโรง ั ธรรมวา ชางนาอัศจรรยจริง ๆ หนอ พระผมู ีพระภาคเจาทรงทรมานพระองคุลิมาลผูเปนมหาโจรมีฝามืออัน ชุมดวยเลอดืรายกาจเห็นปานนั้น โดยไมตองใชทัณฑะหรอศื ัสตรา ทําใหหมดพยศไดทรงกระทํากิจทที่ําไดโดย ยากธรรมดาวา พระพุทธเจาทงหลายั้ยอมเปนผูกระทํากจทิที่ําไดยากอยางนาอัศจรรย พระศาสดาประทับอยูในพระคันธกุฎีไดทรงสดับถอยคําของภิกษุเหลานั้นดวยท ิพโสตก็ทรงพระดําริวา พระธรรมเทศนาที่เราจักแสดงวันนี้จะมีคุณูปการอยางใหญหลวง จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎีเสด็จไปยัง ธรรมสภา ประทับนั่งบนอาสนะที่พวกภกษิุจัดไวถวายแลวตรัสถามวาดูกอน ภิกษุทั้งหลาย บัดนพวกที้าน สนทนากันดวยเรื่องอะไรเมื่อภิกษเหลุานั้นกราบทูลใหทรงทราบแลวจึงตรัสวาดูกอนภกษิุทั้งหลายเราผูไดทรมาน พระองคุลิมาลไดในบัดนี้ไมนาอัศจรรยเลยแมเมื่อครั้งในอดีตเราก็ทรมานพระองคุลิมาลนี้ไดตรัสดังนี้แลวทรงนิ่งอยู คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. เปนผูมีขันติธรรมอยางยิ่ง หลังจากบวชแลวผูคนยังเกลียดชังทานอยูทานไดรับความทรมานจาก การลงโทษของผูคนดวยวิธีการตาง ๆ ทานก็ยังอดทน อดกลั้นดวยขันติธรรม 2. เปนผูมีสัมมาคารวะอยางยิ่ง สมัยที่ทานศึกษาศิลปวิทยาที่สํานักทิศาปาโมกขเมืองตักศิลา ทาน เคารพเชื่อฟงอาจารยและภริยาของอาจารยดวยความออนนอมทานจึงเปนที่โปรดปรานของอาจารยเมื่อบวช เปนภิกษุแลว ทานก็ออนนอมถอมตนตอพระพุทธเจาและเพื่อนภิกษุอื่น ๆ 3. เปนผูมีความเมตตากรุณามากเมื่อบวชเปนภิกษุแลวทานก็ชวยเหลือผูอื่นอยูเสมอเชน ชวยเหลือ หญิงมีครรภแกคนหนึ่งดวยการตั้งจิตอธิษฐานใหนางคลอดลูกอยางปลอดภัยไมเจ็บปวด 4. เปนบุคคลประเภทตนคดปลายตรงเปนตัวอยางและเปนกําลังใจใหแกผูที่ทําผิดพลาดแลวกลับเนื้อ กลับตัวไดหลังจากเขาใจความจริงโดยไมมีทิฐิมานะหรือดื้อรั้น เรื่องราวขององคุลิมาลเปนบทเรียนแกอนุชน รุนหลังในดานการใหแงคิดวาการทําความดีนั้นไมสายแมวาบางครั้งเหตุการณจะลวงเลยไปถึงขั้นที่คนคิดวา แกไขไมไดแลวแตองคุลิมาลมีกําลังใจเขมแข็ง สามารถหยุดพฤติกรรมที่ไมดีของตนได
85 เร ื่องที่ 1.7 พระธัมมทินนาเถรี พระธัมมทินนาเถรีผูไดรับการแตงตั้งจาก พระบรมศาสดาใหเปนยอดของภิกษณุีทั้งหลายผู เปนธรรมกถึกก็โดยเหตุ 2 ประการคือเปนผยูิ่งดวย คุณเพราะทานแสดงใหผูอื่นเห็นอยางชดเจนในค ัณุ ขอนี้ของทาน และไดตั้งความปรารถนาไวตลอดแสน กัลปในที่สุดก็บรรลุผลสําเร็จ พระธัมมทินนาเถรีถือกําเนิดในสกุลเศรษฐี ที่มั่งคั่ง มีทรัพยมากในพระนครราชคฤหเมื่อเตบิ ใหญไดแต งงานมีครอบครัวกบวั ิสาขเศรษฐีในกรุงรา ชคฤหนั่นเอง ที่มา : Google..com ตอมาเมื่อครั้งที่พระเจาผมู ีพระภาคเจาเทศนา โปรดเหลาชฏิลทั้งสามพรอมทงบรั้ิวารที่อุรเวลาเสนานุคมแลิ วก็ทรงระลึกถงปฏ ึ ิญญาทไดี่ทรงให ไวก ับพระเจา พิมพิสารเมื่อกอนที่จะทรงตรัสรูวาถาตรัสรูแลวก จะทรงมาโปรดพระเจ ็าพ ิมพสาริจงไดึเสดจด็ ําเนินไปยังกรงราชคฤห ุ กับหมูภิกษุซึ่งเปนชฏิลเกาแลวทรงแสดงธรรมถวายพระเจาพิมพิสาร ซึ่งเสด็จพระราชดาเนํ ินมาพรอมกับ บริวารแสนสองหมื่นคนเพอเฝื่ าพระพุทธเจา ในคนแสนสองหมื่นคนที่มาพรอมกับพระราชาในครั้งนั้นหนึ่งหมื่นคนประกาศตนเปนอุบาสก อีกหนึ่งแสนหนึ่งหมนคนพรื่ อมกับพระเจาพิมพิสารดารงอยํูในโสดาปตติผลวิสาขอุบาสก สามีของ พระธัมมทินนา เปนคนหนึ่งในจํานวนนั้นซึ่งเปนผูดํารงอยูในโสดาปตติผลในการเฝาครั้งแรกนั่นเอง ในวนตั อมาวสาขอิุบาสกก็ไดฟงธรรมอีกในครั้งนี้อุบาสกสําเร็จสกทาคามิผลและหลังจากนั้นอีก หนึ่งวนัเมื่อไดฟงธรรมอีกจึงไดดํารงอยูในอนาคามิผลในวนทั ี่วิสาขอุบาสกสําเร็จเปนเปนพระอนาคามี แลวเดนทางกลิ ับบาน ก็ไมไดกลับมาเหมือนอยางวนอั ื่น ที่เมื่อกลับมากมองน็ ั่นดูนี่หวเราะยั ิ้มแยมพลางเดิน เขามา หากแตกลายเป นคนสงบกายสงบใจเดินเขาบานไป พระธัมมทนนาแงิ มหนาต างมองไปที่ถนนเห็นเหตการณุในการมาของสาม แลี วก็สงสัยวาเกดอะไรข ิ ึ้นกบั สามี เมื่อนางออกมายนทื ี่หวบั นไดท ัาการตํ อนรบเขาพลางกัเหย็ยดมี ือยนออกไปให ื่ สามีจบัสามีกลับหดมอของตนเสืยี นางคิดวาจะไปถามในเวลารับประทานอาหารแตกอนสามีจะรับประทานพรอมก ันกับนางแตวันนนั้ กลับไมยอมมองนางรับประทานอาหารคนเดียว นางคดวิ าจะไปถามเวลานอน ในวันนั้นสามีไมยอมเขา หองนอน กลบสั ั่งใหจัดหองอื่นให
86 พระธัมมทินนาคิดวาตนคงกระทําความผิดอันใดไวสามีจึงไมยอมพูดดวย ไมนอนรวมหองดวยก็เกิด ความเสยใจอย ีางรุนแรงจึงเขาไปหาแล วถามว า ตวนางเองมั ีความผิดอะไรสามีจึงไมยอมถูกเนื้อตองตวั ไมยอม พูดดวย และไมยอมนอนรวมห องดวย วิสาขอุบาสกจึงบอกวา ทานไดฟงพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแลวไดบรรลุโลกุตตรธรรม ผูได บรรลุโลกุตตรธรรมนนแลั้วยอมไมประพฤต ิอยางที่เคยทามาแตํ กอน ทานยอมสละทรพยั สมบัติและใหอิสระ แกนาง นางจึงถามวา “ธรรมนั้นผูชายเทานนหรั้ือที่พึงไดหรือแมเปนผหญู ิงก็สามารถบรรลุไดดวย” เมื่อทราบวาผูหญิงก็สามารถบรรลุธรรมไดพระธัมมทินนาจึงขออนุญาตบวชในสํานักภกษิณุี เรียนกัมมัฏฐานตามชอบใจในอารมณสามสิบแปดอยางเริ่มทําสมณธรรม จนไดสําเรจเป็ นพระอรหนตั ครั้นบรรลุพระอรหัตแลวพระธัมมทินนาเถรีคิดวาใจของนางหมดกิเลสแลวบัดนี้นางจะอยทู ําอะไร ในที่นี้นางจะไปกรุงราชคฤหถวายบังคมพระศาสดาและพวกญาติของนางเปนจํานวนมากจะกระทําบุญ พระเถรีจึง กลับมากรุงราชคฤหกับภิกษุณทีั้งหลาย วิสาขะไดฟงวาพระธัมมทินนาเถรีกลับมาจึงคิดวา นางบวชแลวยังไมนานเลยก็กลับมา นางคงจะยัง ยินดีอยูในโลกียวิสัยละมังแลวก็ไดไปสํานักนางภิกษุณีไหวแลวนั่ง ณ ที่ควรสวนหนึ่งแลวจึงคิดวาจะถาม ถึงเรื่องที่ตนสงสัยก็เห็นจะไมสมควรจึงถามปญหาดวยอํานาจปญจขันธ พระธัมมทินนาเถรีก็วิสัชนาปญหาที่วิสาขอุบาสกถามแลว เหมือนเอาพระขรรคตัดกานบัวฉะนั้น อุบาสกรูวาพระธัมมทินนาเถรมีีญาณกลาจึงถามปญหาที่ละเอียดลึกซึ้งขึ้นไปเรื่อยๆพระเถรีก็เฉลย ปญหาเหลานนโดยล ั้ําดับ จนในที่สุดอุบาสกถามโดยอาการทุกอยางในอนาคามีมรรคตามลําดับ ในฐานะที่ ตนบรรลุแลว ทั้งยังถามปญหาในอรหัตมรรค ซึ่งเปนการถามตามที่ไดเลาเรียนมาเพราะตนยังไมบรรลถุึงขั้นนั้น พระธัมมทินนาเถรีก็รูวาอุบาสกมีวิสัยเพียงอนาคามิผลเทานั้น คิดวา บัดนี้อุบาสกถามเกินวิสัยของ ตนไป และกลาววา ทานวิสาขะ ทานยังไมอาจกําหนดที่สุดแหงปญหาทั้งหลายไดทานวิสาขะ ถาทานยังจํานง หวังพรหมจรรยที่หยั่งลงสูพระนิพพาน มีพระนิพพานเปนเบื้องหนา มีพระนิพพานเปนที่สุด ทานวิสาขะ ทานจง ไปเฝาพระผูมีพระภาคเจาทูลถามความขอนั้น พระผูมีพระภาคเจาทรงพยากรณอยางไรก็พึงทรงจําไวอยางนั้น วิสาขอุบาสกกราบทูลนัยแหงคําถามและคําตอบทั้งหมดแดพระศาสดา พระศาสดาทรงสรรเสริญ พระเถรีนั้นดวยพระพุทธพจนวา ภิกษุณีธัมมทินนาเปนบัณฑิต ปญญาเทียบกับพระสัพพัญุตญาณ ทรงตั้ง พระธัมมทินนาเถรีไวในตําแหนงเลิศของภิกษุณีผูเปนธรรมกถึก คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. มีปญญาและใชปญญาแกไขปญหาชีวิตกอนออกบวชนางเปนภรรยาที่ดีของสามีหลังจากทราบความจริง วาสามีไดบรรลุธรรมเปนอริยบุคคลระดับอนาคามีแลวนางก็ไมโกรธแตยอมรับนับวานางไดใชปญญาแกปญหา 2. เปนนักพูดนักแสดงธรรมชั้นยอดนางสามารถอธิบายธรรมไดอยางลึกซึ้งเชนเกี่ยวกับมรรคผล นิพพานซึ่งเปนนามธรรมลวน ๆ ใหวิสาขะเศรษฐีฟงจนเขาใจแจมแจงและพระพุทธเจายอมรับและยกยอง ใหเปนธรรมกถึก
87 3. ใฝรูและความกาวหนาในทางดีหลังจากนางไดรับทราบจากสามีถึงการออกบวชศึกษาธรรมะ นางก็ปรารถนาจะออกบวชและเมื่อบวชแลวนางก็เพียรพยายามฝกฝนตนเองจนเปนที่ยอมรับของผูอื่นได เร ื่องที่ 1.8 จิตตคหบดี จิตตคหบดีเปนชาวเมืองมัจฉิกาสัณฑะแควนมคธวันที่ทาน เกิด มีปรากฎการณประหลาดคือมีดอกไมหลากสีตกลงทั้งเมือง ซึ่ง เปนนิมิตหมายแหงความวิจิตรสวยงาม ทานจึงไดนามวา จิตตกุมาร แปลวากุมารผูนาพิศวง หรือกุมารผูกอใหเกิดความวิจิตรสวยงาม บิดาของทานเปนเศรษฐีทานจึงไดเป น เศรษฐีสืบตอมาจาก บิดา ในวงการพระพุทธศาสนาเรียกทานวาจิตตคหบดีกอนท ี่จะมานับ ถือพระพุทธศาสนาทานมีโอกาสพบพระมหานามะ (หนงในป ึ่ญจวัคคีย) เหนท็ านสงบสารวมนํ าเลื่อมใสมากจึงมีความศรัทธานิมนตทานไปฉันภัตตาหาร ที่คฤหาสนของตนและไดสรางที่พํานกแกั ทานในสวนชื่ออัมพาฏการามนิมนต ใหทานอย เปู นประจําพระมหานามะไดแสดงธรรมให จตตคหบดิ ีฟงอยเสมอู ที่มา : Google..com วันหนึ่งไดแสดงเรื่อง อายตนะ 6 (สื่อสําหรับติดตอโลกภายนอก 6 ประการคือ ตา หูจมูกลิ้น กายใจ) หลังจบธรรมเทศนาจิตตคหบดีไดบรรลุอนาคามิผลจิตตคหบดีเอาใจใส พิจารณาธรรมอยูเนือง ๆ จนแตกฉาน มีความสามารถในการอธิบายธรรมไดดีความสามารถของทานในดาน นี้เปนที่ยอมรับกันอยางกวางขวางในเวลาตอมา ทานเคยโตวาทะกับบุคคลสําคัญของศาสนาอื่น ๆ มาแลว หลายทาน เชน นิครนถนาฏบุตร (ศาสดาของศาสนาเชน) และอเจลกนามกัสสปะ (นักบวชชีเปลือย) ทานเปนผูมีใจบุญไดถวายทานอยางประณีตมโหฬารติดตอกันครึ่งเดือนก็เคยมีเคยพาบรวารสองพิ ัน คนบรรทุกน้ําตาล น้ําผึ้ง น้ําออยเปนตน จานวนมากถํ ึง 500 เลมเกวยนี ไปถวายพระพุทธเจาและภิกษุสงฆ ครั้งหนึ่งทานปวยหนัก เทวดามาปรากฏใหเห็นกลาวกับทานวาคนมีบุญอยางทานนี้แม ปรารถนาราชสมบัติหลังตายแลวก็ยอมไดทานตอบเทวดาวาถึงราชสมบัติก็ไมจีรัง เราไมตองการ บรรดา ลูกหลานที่นั่งเฝาไขอยูนึกวาทานเพอจึงกลาวเตือนสติทานบอกบุตรหลานวามิไดเพอเทวดามาบอกให ปรารถนาราชสมบัติแตทานปฏิเสธยังมีสิ่งอื่นที่ดีกวา นาปรารถนากวา เมื่อถูกถามวาคืออะไร ทานกลาววา คือศรัทธาอันแนวแนมั่นคงในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ อัมพาฏการามนั้นเปนวัดที่ทานสรางถวายพระมหานามะนิมนตใหทานอยูประจํา แตพระเถระ พักอยูชั่วเวลาหนึ่งก็จาริกไปยังที่อื่น พระเถระอื่น ๆ ก็แวะมาพักอยูเสมอๆ ตอมามีพระรูปหนึ่งนามวา สุ ธรรมเถระ ยังเปนปุถุชนมาพํานักอยูเปนประจําเปนเวลานานจนกระทั่งนึกวาตัวทานเปนสมภารวัด พระสุ ธรรมเปนปุถุชน จิตตคหบดีเปนอริยบุคคลระดับอนาคามีถือเพศฆราวาสก็ยังแสดงความเคารพกราบไหว พระภิกษุปุถุชน เพราะถือเพศบรรพชิตเปน “ธงชัยแหงพระอรหันต” อุปถัมภบํารุงพระเถระเปนอยางดี
88 วันหนึ่งพระอัครสาวกทั้งสอง คือ พระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะเดินทางผานมา ทานจิตต คหบดีนิมนตใหพระอัครสาวกทั้งสองพํานักอยูที่อัมพาฏการาม พรอมนิมนตเพื่อฉันอาหารที่บานทานใน วันรุงขึ้น แลวก็ไปนิมนตพระสุธรรมไปฉันดวย พระสุธรรมถือตัววาเปนเจาอาวาส เห็นจิตตคหบดีให ความสําคัญแกพระอัครสาวกมากกวาตนถึงกับนิมนตไปฉันภายหลัง จึงไมยอมรับนิมนตแมทานจะออนวอน อยางไรก็ไมยอมรับตกเย็น ทานจิตตคหบดีกําลังสั่งใหเตรียมภัตตาหาร พระสุธรรมก็เดินไปในคฤหาสถอยาง คนคุนเคยดูนั้นดูนี่แลวก็เปรยวา “อาหารที่ทานเตรียมถวายพระพรุงนี้ดีทุกอยางแตขาดอยูอยางเดียวที่ไมได เตรียมถวาย” จิตตคหบดีถามวาขาดอะไร พระสุธรรมตอบวาขาด “ขนมแดกงา” คําวาขนมแดกงาเปนคําที่มี นัยสําคัญเกี่ยวกับตระกูลของทานคหบดีทานคหบดีก็โกรธและวาเอาแรง ๆ เพื่อใหสํานึก พระสุธรรมไม สํานึกแตโกรธตอบ หนีจากวัดไปเฝาพระพุทธเจา เมื่อพระพุทธเจาทรงทราบเรื่องจึงตําหนิแรง ๆ และมีพุทธ บัญชาใหกลับไปขอโทษจิตตคหบดีแตคหบดีไมยอมยกโทษใหจึงกลับมาเฝาพระพุทธองคอีก พระพุทธ องคทรงแสดงธรรมใหฟง พระสุธรรมบรรลุพระอรหันตพระองคจึงใหภิกษุรูปหนึ่งเปนอนุทูตพาพระสุธรรม ไปขอขมาจิตตคหบดีใหมคราวนี้ทานคหบดียกโทษให จิตตคหบดีมีปฏิภาณเฉียบแหลมและมีความสามารถในการแสดงธรรมมากจึงไดรับการยกยอง ในเอตทัคคะวาเปนเลิศกวาผูอื่นในทางเปนธรรมกถึก เมื่อศึกษาประวัติของจิตตคหบดีแลวใหความคิดไดวา พระพุทธศาสนาเปนของชาวบานทุกคน คฤหัสถก็ควรศึกษาพระพุทธพจนใหเขาใจแจมแจง จนสามารถสื่อสารแสดงใหคนอื่นเขาใจไดสามารถ ปกปองพระพุทธศาสนาได คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. เปนคฤหัสถในอุดมคติเปนชาวพุทธผูครองเรือนที่เปนแบบอยางที่ดีมีคุณสมบัติ 3 ประการ คือ 1.1 ศึกษาธรรมะจนแตกฉาน และปฏิบัติตามคําสอนจนสําเร็จเปนพระอนาคามี 1.2 ชอบสนทนาธรรม แลกเปลี่ยนความรูความคิดกับผูใหญอยูเสมอ มีความสามารถถายทอด ธรรมะเปนอยางดีจนไดรับยกยองเปนธรรมกถึก (นักเทศนนักแสดงธรรม) 1.3 เปนคนใจบุญสุนทาน ทําบุญทําทานคราวละมาก ๆ อุปถัมภพระศาสนา ปกปอง พระพุทธศาสนาเมื่อมีภัยเชน ออกไปโตวาทะกับเจาลัทธิอื่นที่ย่ํายีพระพุทธศาสนา 2. เคารพพระสงฆมากแมทานจะบรรลุธรรมะขั้นสูง (อนาคามี) ทานก็ยังเคารพพระสงฆที่เปน ปุถุชนอยูโดยถือวาพระสงฆคือตัวแทนของพระอริยสงฆแมทานจะไดรับการดูหมิ่นจากพระสุธรรมทานก็ไมถือสา 3. เปนคนเกงและคนดีทานไดแสดงใหเห็นวาชาวพุทธเปนคฤหัสถไมใชแคทําบุญทําทานอยาง เดียว ตองศึกษาพระธรรมคําสอนใหแจมแจง เพราะการเปนคนดีอยางเดียวไมพอ ตองเปนคนเกง ฉลาดหลัก แหลมดวย สามารถโตเถียงหักลางความคิดผิด ๆ ได
89 เร ื่องที่ 1.9 พระอานนท เปนสหชาติและพุทธอุปฏฐากของสมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจา ไดรับการยกยองวาเปน เอตทัคคะ ผูเลิศกวาพระสาวกอื่นถึง 5 ประการและ เปนพหูสูต เนื่องจากเปนผูทรงจําพระสูตรที่สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจาทรงตรัสไว และเปนผูที่ สาธยายพระสูตร จนทําใหปฐมสังคายนาสําเร็จ เรียบรอย พระอานนทกอนจะผนวชนั้น ทรงเปน เจาชายแหงศากยวงศโดยเปนพระโอรสของพระเจา อมิโตทนศากยราช ผูเปนพระอนุชาของพระเจา สุทโธทนมหาราชพระพุทธบิดาพระมารดาของทานทรง พระนามวา มฤคีพระอานนทจึงถือวาเปนลูกผูนองของเจาชายสิทธัตถะ เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาไดตรัสรูแลว ในพรรษาที่ 2 ไดเสด็จกลับไปโปรดพระพุทธ บิดาและพระญาติวงศศากยะ ณ นครกบิลพัศดุ ในครั้งนั้นบรรดาศากยราชไดทรงเลื่อมใสศรัทธา ตางได ถวายพระโอรสของตนใหออกบวชตามเสด็จยังเหลือแตศากยกุมารเหลานี้คือ เจาชายมหานามะ เจาชายอนุ รุทธะ เจาชายภัททิยะ เจาชายภัคคุเจาชายกิมพิละ เจาชายอานนทและเจาชายเทวทัต ครั้นพระพุทธองค ประทับอยูกรุงกบิลพัศดุพอสมควรแกกาลเวลาแลวก็เสด็จจาริกตอไปยังที่อื่น ศากยกุมารเหลานี้ไดถูกพระประยูรญาติวิจารณวา เหตุที่ไมออกผนวชตามเสด็จนั้น คงจะไมถือ วาตนเองเปนพระประยูรญาติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา เจาชายมหานามะไดฟงดังนั้นเกิดละอาย พระทัยจึงไดไปปรึกษากับเจาชายอื่นๆ ในที่สุดตกลงกันวาจะออกผนวชตามเสด็จโดยเจาชายมหานามะไมอาจ บวชไดเนื่องจากจะตองเปนกษัตริยตอไป จึงใหพระอนุชาคือเจาชายอนุรุทธะออกผนวชแทน ศากยกุมารทั้ง 6 องค มีพระอานนทเปนตน รวมทั้งอุบาลีซึ่งเปนกัลบกดวยเปน 7 ไดตามเสด็จพระพุทธองคไปเพื่อขอบรรพชาอุปสมบท และไดเขาเฝาพระพุทธองคที่อนุปยอัมพวันเขตอนุปยนิคม แควนมัลละพระพุทธองคโปรดใหอุบาลีผูเปนภูษามาลา บวชกอน ใหศากยกุมารเหลานั้นผนวชตอภายหลัง พระอุปชฌายะของพระอานนทชื่อพระเวลัฏฐสีสเถระ พระอานนทเมออืุ่ปสมบทแลวไดศึกษาธรรมจากสํานักของทานพระปณณมุนตานั ีบตรุไมนาน ก็ไดสําเร็จชั้นโสดาบันในกาลตอมาทานไดเลาใหภิกษุทั้งหลายฟงวาพระปุณณมันตานีบุตร มีอุปการคุณตอทาน มาก พระปณณมุันตานีบตรไดุกลาวสอนทานวา “ดูกรอานนทเพราะถือม่ันจึงมีตัณหา มานะ ทิฐิวาเปนเรา เพราะไมถือมั่น จึงไมมีตัณหา มานะ ทิฐิวาเปนเรา เพราะถือมั่น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงมีตัณหา มานะ ทิฐิวาเปนเรา เพราะไม ถือมั่น รูป เวทนาสัญญาสังขารวิญญาณจึงไมมีตัณหามานะทิฐิวาเปนเรา เปรียบเหมือนสตรีหรือบุรุษรุนหนุมสาวมี นิสัยชอบแตงตัวสองดูเงาของตนที่กระจกหรือที่ภาชนะน้ําอันใสบริสุทธิ์ผุดผองเพราะยึดถือจึงเห็น เพราะไมยึด ที่มา : Google.com
90 จึงไมเห็น ฉันใดเพราะถือมั่นรูปเวทนา สัญญา สังขารวิญญาณ จึงมีตัณหา มานะ ทิฐิวาเปนเราเพราะไมถือ มั่น รูป เวทนา สัญญา สังขารวิญญาณ จึงไมมีตัณหามานะ ทิฐิวา เปนเรา ฉันนั้นเหมือนกัน” จากนั้น พระอานนทเลาตอไปวา พระปุณณมันตานีบุตรไดถามทานวา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไมเที่ยง ทานตอบวาไมเที่ยง และในตอนสุดทายของการสอนธรรมครั้งนี้ทาน บอกแกพระภิกษุทั้งหลายวา ทานไดตรัสรูธรรม ซึ่งหมายถึงไดสําเร็จเปนพระโสดาบัน พระอานนทไดรับ แตงตั้งเปนพุทธอุปฎฐาก สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาแมทรงตรัสรูแลวถึง 20 พรรษา แตยังไมมีผูใดเปนพุทธอุปฎฐาก ประจํา ซึ่งไดสรางความลําบากแกพระองคเปนอยางมาก พระพุทธองคไดตรัสวา บัดนี้พระองคทรงพระชรา แลว ภิกษุผูอุปฏฐากพระองคบางรูปทอดทิ้งพระองคไปตามทางที่ตนปรารถนา บางรูปวางบาตรจีวรของ พระองคไวบนพื้นดินแลวเดินจากไปเสีย จึงขอใหพระสงฆเลือกพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งขึ้นเปนพุทธ อุปฏฐากประจําคณะสงฆเห็นวาควรจะมีพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งคอยสนองงานของพระพุทธองค ในครั้งนั้นพระสงฆทั้งหลายนําโดยพระสารีบุตรมหาเถระไดกราบทูลขอเปนพุทธอุปฎฐากแตพระพุทธ องคทรงหามเสีย แมพระเถระรูปอื่นๆ จะกราบทูลเสนอตัวเปนพุทธอุปฏฐาก แตพระพุทธองคก็ทรงหามเสียทุก รูป คงเวนแตพระอานนทที่มิไดกราบทูลดวยถอยคําใด พระภิกษุรูปอื่นไดเตือนใหพระอานนทขอโอกาส แต พระอานนทก็ไมทรงขอ พระพุทธองคตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายวา ไมมีผูใดจะสามารถใหพระอานนทเกิดความ อุตสาหะขึ้นมาไดเลย แตเมื่อพระอานนทรูแลว ทานจักอุปฏฐากพระองคเอง เมื่อพระภิกษุทั้งหลายไดยิน พระดํารัสนั้น ก็ทราบทันทีวา พระองคทรงประสงคใหพระอานนทเปนพุทธอุปฏฐาก จึงไดพูดตักเตือนให ทานทูลขอตําแหนงพุทธอุปฏฐากจากพระองค ดังนั้น ทานพระอานนทจึงไดกราบทูลขอพร 8 ประการ หากพระองคทรงประทานพร 8 ประการนี้ทานจึงจะรับตําแหนงพุทธอุปฏฐาก ทานกราบทูลขอพรวา 1. ถาจักไมประทานจวรอี ันประณีตที่พระองคไดแลวแกข าพระองค 2. ถาจักไมประทานบณฑบาตอิ ันประณีตทพระองคี่ ไดแล วแกขาพระองค 3. ถาจักไมโปรดใหขาพระองคอยูในที่ประทับของพระองค 4. ถาจักไมทรงพาขาพระองคไปในที่ที่ทรงรับนิมนตไว 5. ถาพระองคจักไปสูที่นิมนตที่ขาพระองครับไว 6. ถาขาพระองคจะพาบริษทซั ึ่งมาแตที่ไกลเพื่อเฝาพระองคไดในขณะที่มาแลว 7. ถาความสงสัยของขาพระองคเกิดขึ้นเมอใด ื่ขอใหได เขาเฝาทูลถามเมื่อนั้น 8. ถาพระองคทรงแสดงธรรมเทศนาอันใดในที่ลับหลังขาพระองคจักเสด็จมาตรัสบอกพระธรรม เทศนานั้นแกขาพระองคอีก พระพุทธองคไดตรัสถามถึงโทษและอานิสงสที่ทูลขอพร 8 ประการนี้ทานไดกราบทูลวาถาทาน ไมทูลขอพรขอ 1-4 ก็จักมีคนพูดไดวา ทานรับตําแหนงพุทธอุปฏฐากเพื่อหวังลาภสักการะ ถาทานไมทูลขอ
91 พรขอ 5-7 ก็จักมีคนพูดไดวา พระอานนทบํารุงพระศาสดาไปทําไม เพราะกิจเทานี้พระองคก็ยังไมทรง สงเคราะหเสียแลวและหากทานไมทูลขอพรขอ 8 เมื่อมีคนมาถามทานลับหลังพระพุทธองควาคาถานี้สูตร นี้ชาดกนี้พระพุทธองคตรัสที่ไหน ถาทานตอบเขาไมไดเขาก็จะพูดไดวา พระอานนทเฝาติดตามพระพุทธ องคเหมือนเงาตามตัวอยูเปนเวลานาน ทําไมเรื่องเทานี้ยังไมรู ครั้นทานไดทูลชี้แจงแสดงโทษในขอที่ไมควรไดและอานิสงสในขอที่ควรไดอยางนี้แลว พระ พุทธองคจึงทรงประทานพรตามที่พระอานนทกราบทูลขอทุกประการ พระอานนทจึงไดรับตําแหนงพุทธ อุปฏฐากและไดอุปฏฐากพระพุทธองคตั้งแตบัดนั้นเปนตนมาจนถึงวันเสด็จดับขันธปรินิพพาน เปนเวลา 25 พรรษา กิจในหนาที่ของพุทธอุปฏฐากที่ทานทําเปนประจ ําแกพระพุทธเจาคือ 1. ถวายน้ํา 2 อยางคือน้ําเยนและน็ ้ํารอน 2. ถวายไมสีฟน 3 ขนาด 3. นวดพระหตถั และพระบาท 4. นวดพระปฤษฏางค 5. ปดกวาดพระคันธกุฏีและบริเวณพระคนธกัุฏี ในตอนกลางคืนทานกําหนดเวลาไดวา เวลานี้พระพุทธองคทรงตองการอยางนั้นอยางนี้แลวเขา เฝา เมื่อเฝาเสร็จก็ออกมาอยูยาม ณ ภายนอกพระคันธกุฏีในคืนหนึ่ง ๆ ทานถือประทีปดามใหญเวียนรอบ บริเวณพระคันธกุฏีถึง 8 ครั้ง ทานคิดวาหากทานงวงนอน เมื่อพระพุทธเจาตรัสเรียกทานจะไมสามารถขาน รับไดฉะนั้น จึงไมยอมวางประทีปตลอดทั้งคืน พระอานนทขยันในการอุปฏฐากมากในบรรดาพระภิกษุผูเคยอุปฏฐากพระพุทธเจามาแลว ไมมี ใครทําไดเหมือนทาน เพราะพระภิกษุเหลานั้นไมรูพระทัยของพระพุทธองคดีจึงอุปฏฐากไดไมนาน ดวย เหตุนี้ในคราวที่พระพุทธองคจะเสด็จดับขันธปรินิพพานพระองคไดตรัสกับทานวา “อานนทเธอไดอุปฏฐากตถาคตดวยกายธรรม วจีกรรมมโนกรรม อันประกอบดวยเมตตา ซึ่งเปนประโยชนเกื้อกูลเปนความสุข ไมมีสอง หากประมาณมิไดมาชานานแลว เธอไดทําบุญไวมากแลว อานนทเธอจงประกอบความเพียรเถิดจักเปนผูไมมีอาสวะโดยฉับพลัน” แลวตรัสประกาศเกียรติคุณของพระอานนทใหปรากฏแกภิกษุทั้งหลายวา พระอานนทผูเปน เอตทัคคะผูเลิศกวาภิกษุรูปอื่น 5 ประการคือ 1. มีสติรอบคอบ 2. มีคติคือความทรงจําแมนยํา 3. มีความเพยรดี ี 4. เปนพหูสูต 5. เปนยอดของภิกษุผูอุปฏฐากพระพุทธเจา