The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ศาสนาและหน้าที่พลเมือง 3 สค33009

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Duck Pinthong, 2023-07-03 03:52:26

ศาสนาและหน้าที่พลเมือง 3 สค33009

ศาสนาและหน้าที่พลเมือง 3 สค33009

42 กิจกรรม กิจกรรมที่ 3 ใหนักศึกษาตอบคําถามตอไปนี้ 1. เหตุใดจึงกลาววา พระพุทธศาสนาเปนรากฐานสําคัญอยางหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ……………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………... ……………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………... 2. จงนําคําศัพทตอไปนี้ใสหนาขอความในแตละขอ โดยใหสัมพันธกัน Liberty Equality Rationality Majority Rotation ............ 1. พิธีอุปสมบทตองใชพระสงฆประกอบพิธีอยางนอย 5 รูปขึ้นไป ............ 2 . กอนบัญญัติพระวินัยพระพุทธเจาทรงอธิบายผลเสียหายจากการประพฤติเชนนั้นกอนแลวจึงบัญญัติเปนวินัย ............ 3 . ผูมาบรรพชาเปนสามเณรไมวาจะมาจากชนชั้นไหนตองถือศีล 10 เหมือนกันทุกรูป ............ 4 . พระพุทธเจาทรงอนุญาตใหพระสงฆศึกษาพระธรรมวินัยดวยภาษาใดๆ ก็ไดตามที่พระสงฆรูปนั้นรูมากที่สุด ............ 5. หลักกาลามสูตรเปนพระสูตรที่พระพุทธเจาตรัสสอนชาวกาลามโคตรในการเชื่อหรือไมเชื่อคําสอนของนักบวช ที่มาเผยแผคําสอน ............ 6 . พระพุทธเจาใหความสําคัญของการประชุมสงฆ ............ 7. พระภิกษุที่จําพรรษาอยูดวยกัน มีสิทธิรับกฐินและไดรับอานิสงสกฐินเทาเทียมกัน ............ 8. การอุปสมบท ถาในเขตชนบทที่หาพระสงฆยากลําบาก พระพุทธองคก็ทรงอนุญาตใหพระสงฆ 5 รูปทําพิธี อุปสมบทได


43 ตอนท ี่ 4 ความสําคญของพระพัุทธศาสนาท ี่ม ี ตอการศ ึ กษา การเม ื อง การสร  างสันติภาพของโลก ความสําคัญของพระพุทธศาสนาที่มีตอการศึกษา การศึกษาในอดีตตั้งแตสมัยสุโขทัยเปนตนมา ผูชายไทยเกือบทุกคนหากจะศึกษาเลาเรียนศิลปวิทยาการ ตาง ๆ ลวนตองไปศึกษาเลาเรียนที่วัดโดยมีพระสงฆเปนครูสอน ภาษาที่ใชเลาเรียนสันนิษฐานวาใชภาษาบาลี ในพระพุทธศาสนาเปนรากฐาน ตอมาเมื่อพอขุนรามคําแหงมหาราชไดทรงประดิษฐอักษรไทยขึ้นในปพ.ศ. 1826 จึงมีการเลาเรียนเปนภาษาไทย ซึ่งก็ผสมผสานการเรียนไปกับภาษาบาลี สมัยอยุธยาไดมีการแบงแยก การศึกษาเปนฝายอาณาจักรและฝายพุทธจักร ทั้งนี้เพราะในสมัยอยุธยามีการติดตอคาขายกับตางประเทศ มากมาย ประกอบกับไดมีพวกมิชชันนารีหรือนักบวชสอนศาสนาคริสตเขามาเผยแผศาสนา สมัยนั้นจึงไดมี การศึกษาวิชาสามัญทั่วไป วิชาชีพตาง ๆ รวมกับการศึกษาที่มีอยูเดิมที่ผูชายไทยสวนใหญมักจะไดเรียนในวัด จากพระสงฆ จนถึงสมัยรัตนโกสินทรจึงไดแยกการเรียนภาษาไทยกับภาษาบาลีออกจากกันตามลําดับโดย เด็ดขาดและแยกการศึกษาเปนฝายอาณาจักรกับฝายพุทธจักรกลาวคือฝายอาณาจักรก็จะมีการศึกษาตาม แบบเรียนที่ไดมีการแตงและเรียบเรียงขึ้นใหม ทั้งยังมีการเรียนภาษาตางประเทศ ดาราศาสตรและอื่น ๆ อยางไรก็ตามถึงแมจะมีการแยกการเรียนการศึกษาเปนอาณาจักรและพุทธจักร แตคนไทยสวนใหญสมัยนั้น ลวนไดรับการศึกษาจากวัดจากพระสงฆโดยการบวชเรียน จึงมีกฎเกณฑทางราชการกําหนดไววา ผูใดจะ เขารับราชการตองผานการบวชเรียนมากอน แบบเรียนภาษาไทยไดเริ่มมีการแตงขึ้นครั้งแรกในสมัยอยุธยา เปนแบบเรียนที่เรียบเรียงขึ้นตาม แบบอยางการเรียนภาษาบาลี เพราะไดรับอิทธิพลจากศาสนาพุทธ สมัยรัตนโกสินทรสมเด็จกรมพระยา ดํารงราชานุภาพ ไดแตงแบบเรียนเร็วสําหรับการเรียนการสอนภาษาไทยขึ้นใหม ก็เปนแบบเรียนที่ใช หลักการทางพุทธศาสนา เพื่อใหผูเรียนที่เปนเด็กตั้งแตชั้นมูล(อนุบาล)ถึงประถมศึกษาไดมีพื้นฐานทั้ง ภาษาไทยและในดานวิวัฒนาการทางสมอง สติปญญา รูวิเคราะหแยกแยะ ใชความคิดและเปนพื้นฐานใน การศึกษาวิชาอื่น ๆ ไดอยางกวางขวาง แบบเรียนเร็วนี้เหมาะสมกับเด็กไทยและสภาพแวดลอมตาง ๆ จึงทําให คนไทยสมัยนั้นแมจบเพียงชั้นประถมศึกษาปที่ 4 ก็สามารถที่จะประกอบอาชีพตาง ๆ เชน ครู ขาราชการ และอื่น ๆ ไดเปนอยางดี จะเห็นไดวาพระพุทธศาสนามีความสําคัญตอการศึกษาเปนอยางมาก เพราะจะให ทั้งความรูและปลูกฝงคุณธรรม จริยธรรม ความประพฤติ ทําใหผูที่ศึกษาเลาเรียนเปนคนที่สมบูรณ มีทั้ง ความรูและความประพฤติดี การศึกษาทางพระพุทธศาสนาจึงเปนการศึกษาที่สมบูรณ พระพุทธศาสนากับการศึกษาที่สมบูรณ การศึกษาที่สมบูรณเปนการศึกษาที่ทําใหบุคคลมีชีวิตอยูไดดวยความสงบสุข และสามารถ แกปญหาที่ประสบไดอยางราบรื่น เปาหมายการศึกษาที่สมบูรณตามหลักพระพุทธศาสนาจึงเนนใหบุคคลมี


44 องคประกอบครบทั้ง 3 ดาน ไดแก มีความรูความสามารถในวิชาชีพ มีความรูความเขาใจในชุมชน และมี ความประพฤติดี 1. มีความรูความสามารถในวิชาชีพ ในมงคล 38 เรียกความรูอยางนี้วา “ สิปฺปฺจ ” หมายถึง มีศิลปวิทยา มีความชํานาญในอาชีพของตน สามารถทํางานประกอบอาชีพเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวได การศึกษา ดานวิชาชีพจึงเปนการศึกษาที่สมบูรณ 2. มีความรูความเขาใจในชุมชน หมายถึง มีความรูความเขาใจในวัฒนธรรม จารีต ประเพณี กฎหมาย สภาพการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ สังคม ของชุมชน ทองถิ่น สังคม ประเทศชาติและโลก การมีความรูความเขาใจในชุมชนจะชวยใหบุคคลเขาใจสภาพสังคมสามารถปรับตัวใหเขากับกระแสความเปลี่ยนแปลง ของสังคมได สามารถอยูรวมกับผูอื่นไดอยางราบรื่นและเปนปกติสุข 3. มีความประพฤติดี หมายถึง มีความรูในหลักจริยธรรม ประพฤติปฏิบัติในทางที่ถูกตองดีงาม การศึกษาที่สมบูรณจะตองสอนใหคนเปนคนดี มีคุณธรรม และปฏิบัติตามกรอบของศีลธรรมหรือหลักคําสอน ของพระพุทธศาสนาไดโดยเครงครัด การศึกษาหากเนนแตความรูเพื่อนําไปประกอบอาชีพ บุคคลนั้นก็จะนําความรูไปใชแสวงหา ผลประโยชนสวนตน คดโกง ทุจริต อาศัยความรูหาชองทางใหตนเองไดทรัพยสมบัติ เอาเปรียบและสราง ความเดือดรอนใหกับผูอื่น ทําใหสังคมไมมีความสงบสุข การศึกษาจึงตองเปนการศึกษาที่สมบูรณคือ มีความรูทางวิชาการ วิชาชีพ และมีคุณธรรม จริยธรรม ตองเปนคนเกงและคนดีควบคูกันไปดังคํากลาวที่วา ความรูคูคุณธรรม หลักการศึกษาในพระพุทธศาสนาจึงเนนศึกษาตามหลัก “ไตรสิกขา” ไตรแปลวา สาม สิกขา คือขอที่จะตองศึกษาหรือขอปฏิบัติที่เปนหลักสําหรับศึกษา 3 ประการ ซึ่งเปนการศึกษาที่สมบูรณ ประกอบดวย 1. สีลสิกขา คือการศึกษาในเรื่องศีล เปนการควบคุมกาย วาจา ใหเรียบรอยเปนปกติ ศีลที่ตอง ศึกษาและลงมือปฏิบัติเพื่อเปนพื้นฐานในการดําเนินชีวิตใหไดคือศีล 5 หากทุกคนมีศีล 5 สังคมก็จะมีแต ความสงบสุข 2. จิตตสิกขา คือการศึกษาเพื่อพัฒนาจิต เปนการศึกษาจิตและควบคุมจิตใหแนวแนในสิ่งที่ดีงาม หากเราฝกจิตเราใหดีมีความหนักแนนไมหวั่นไหวไปตามกิเลส พฤติกรรมของเราก็จะดีตาม ดังคํากลาว ที่วา “ จิตเปนนาย กายเปนบาว ” คือจิตเราจะคิดกอนแลวกายก็จะทําตาม ถาจิตคิดดีพฤติกรรมของเราก็จะดี หากจิตคิดไมดีพฤติกรรมก็จะออกมาในทางชั่วการศึกษาเพื่อพัฒนาจิตจึงเปนสิ่งสําคัญ การศึกษาที่สมบูรณจะตองศึกษาความรู ทางวิชาการและมีคุณธรรม จริยธรรม


45 3. ปญญาสิกขา คือการศึกษาในเรื่องปญญา คนที่มีปญญาจะมีความรความเขู าใจในสิ่งตาง ๆ ตาม สภาพที่เปนจรงทิ ั้งทางโลกและทางธรรม ทําใหสามารถดําเนินชวีิตไดอย างมีความสขุ การศึกษาตามหลักไตรสิกขา จึงมีความสัมพันธเกื้อกูลเปนพื้นฐานใหแกกันและกันคือ ปญญาจะ เกิดขึ้นไดบุคคลนั้นจะตองฝกจิตใหเปนสมาธิ จิตจะเปนสมาธิบุคคลจะตองมีศีลอันบริสุทธิ์คือควบคุมกาย และวาจาใหเปนระเบียบกอน หากจิตไมเปนสมาธิปญญาก็ไมเกิด เราจะเห็นตัวอยางไดงาย ๆ เมื่อทํา ขอสอบหรือคิดสิ่งตาง ๆ ตองอาศัยสภาพแวดลอมที่เงียบ เพื่อใหจิตเปนสมาธิจะไดคิดออกหรือทําขอสอบได ดังนั้นเราจึงควรเจริญศีล สมาธิ ปญญาอยูเปนนิตย ความสําคัญของพระพุทธศาสนาที่มีตอการเมืองและการสรางสันติภาพของโลก การเมืองเปนเรื่องของการแบงสรรผลประโยชนและอํานาจ หากแบงสรรผลประโยชนและอํานาจ ไมลงตัวไมวาจะเปนระดับชุมชน ประเทศ หรือโลก ก็จะเกิดความขัดแยงอาจจะรุนแรงถึงขั้นสูรบกันตั้งแต ขนาดเล็กไปจนถึงสงครามขนาดใหญลามไปทั่วโลก การเมืองทางโลกจึงเปนการแสดงพลังอํานาจทุก ๆ วิถีทางเพื่อจะไดเหนือคูตอสู อันจะทําใหสามารถแยงชิงผลประโยชนในสัดสวนที่มากกวาคนอื่นแต พระพุทธศาสนากลับมีแนวคิดตรงกันขามกับการแสวงหาอํานาจที่มากกวาคนอื่น แตมุงเนนในการอยูรวมกัน อยางสันติสุข ดังจะเห็นไดจากพระพุทธองคใหความสําคัญที่จะปลดปลอยมนุษยใหอยูรวมกันอยางสันติสุข ทรงตอสูกับแนวทางการปกครองที่ถือชั้นวรรณะของอินเดียที่เอาเปรียบซึ่งกันและกันมาสูความเสมอภาค และมีเสรีภาพในการดํารงชีวิต เชน ผูที่จะเขามาบวชในพระพุทธศาสนาไมวาจะมาจากชั้นวรรณะใด จะมี ความเทาเทียมกันคือถือศีล 227 ขอเทากัน ภิกษุบวชใหมแมจะอยูในวรรณะที่สูงกวาก็ตองเคารพภิกษุที่ บวชกอน ที่มีพรรษาแกกวา พระพุทธศาสนามีบทบาทสําคัญตอการเมืองและการสรางสันติภาพทั้งทางตรงและทางออม เพราะ เปนศาสนาที่มงเนุ นการอยูรวมกันอยางสนตั ิสุข สอนใหคนมีเมตตากรุณาไมเบยดเบี ียนกัน สอนใหกระท ํา ความดีละเวนความชั่ว มีความบริสุทธิ์ใจตอกัน พระพทธศาสนามุีหลักคําสอนเกี่ยวกับทางดานการเมือง และการสรางสันติ พอสรุปเปนตัวอยางเพอความเขื่ าใจและเห็นชดเจนัดังนี้ 1. อธิปไตย 3 เปนหลักความเปนใหญมี 3 ประการ 1.1 อัตตาธิปไตยถือตนเปนใหญ  คือถือเอาตนเอง ฐานะ ศักดิ์ศรีเกยรตี ิภูมิของตนเปนใหญผูที่ถอื ตนเองเปนใหญนั้นจะตองมุงทําความดี ละเวนความชวั่ดวยการเคารพตนเอง 1.2 โลกาธิปไตยถือโลกเปนใหญคือถือความนิยมของชาวโลกเปนใหญถือความคิดเห็นของคนสวนมาก เปนใหญ มุงทําความดี ละเวนความชั่วดวยการเคารพเสียงชนหมูมาก 1.3 ธรรมาธิปไตย ถือธรรมเปนใหญคือถือหลักการความเปนจริง ความถูกตอง ความดีงาม ความมีเหตุผลเปนใหญ ใหความสําคัญแกการปฏิบัติตนตามหลักธรรม หากตองการความถูกตอง จะตอง ยึดหลักธรรมาธิปไตย โดยมิไดถือตนหรือถือโลกเปนใหญเพราะบางที่การถือโลกหรือเสียงสวนใหญอาจ ไมถูกตองทีเดียว เชน พวกมากลากไป อาศัยวามีพรรคพวกมากกระทําไมถูกตองแลวอางวาเปนเสียงขางมาก พระพุทธเจาทรงนิยมธรรมาธิปไตยคือถือเอาหลักธรรมเปนใหญ ไมนิยมอัตตาธิปไตยที่ถือเอาตนเปนใหญ


46 หรือโลกาธิปไตยที่ถือเอาโลกหรือพวกพองเปนใหญดังพุทธพจนที่วา “ที่ใดไมมีสัตบุรุษ ที่นั้นมิใชสภา” สัตบุรุษ คือผูที่รูจักเหตุ รูจักผล รูจักตน รูจักประมาณ รูจักกาล รูจักชุมชน และรูจักบุคคล 2. อปริหานิยธรรม 7 เปนหลักธรรมสําหรับใชในการปกครอง เพื่อปองกันมิใหการบริหารหมูคณะ เสื่อมถอยแตกลับเสริมใหเจริญฝายเดียว ประกอบดวย 2.1 การหมั่นประชุมกันเนืองนิตยเปนการประชุมพบปะปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน หาแนวทางพัฒนาหรือแกไขปญหารวมกันอยางสม่ําเสมอ 2.2 ความพรอมเพรียงกันประชุม เขาประชุม เลิกประชุม และทํากิจกรรมรวมกันอยางพรอมเพรียง 2.3 การไมบัญญัติหรือลมเลิกขอบัญญัติตาง ๆ คือไมเพิกถอน ไมละเม ิดขอตกลงที่บัญญัติไวควร ปฏิบัติมั่นอยูในบทบญญั ัติใหญทวางไว ี่ ไมบัญญัติหรือวางขอกาหนดํกฎเกณฑตาง ๆ อันมไดิ ตกลงบัญญัติไว 2.4 การใหความเคารพและรับฟงความคิดเห็นของผูใหญซึ่งเปนผูที่มีความรูมีประสบการณมา ยาวนาน ตองใหเกียรติใหความเคารพนับถือรับฟงความคิดเห็นของทาน 2.5 การไมขมเหงสตรีเปนการใหเกียรตและคิุมครองสตรีมิใหมีการกดขี่ขมเหงรังแก 2.6 การเคารพสักการะเจดียคือการใหความเคารพศาสนสถาน ปูชนียสถาน อนุสาวรียประจําชาติ อันเปนเครื่องเตือนความจํา ปลุกเราใหเราทําความดีและเปนที่รวมใจของหมูชน 2.7 การใหการอารักขาพระภิกษุสงฆหรือทรงศีลเปนการใหความอารักขาบํารุงคุมครอง เต็มใจตอนรับ เพื่อใหทานเปนหลักใจและเปนตัวอยางทางศีลธรรมของประชาชน การประชุมเปนการแลกเปล ยนี่ ความคิดเหน็และหาแนวทาง พัฒนาหรือแกไขป  ญหารวมกัน เราจึงควรมีความพรอมเพรียง ในการประชุม 3. สาราณียธรรม 6 หมายถึงการเปนที่ตั้งแหงความใหระลึกถึง ปรารถนาดี เอื้อเฟอเกื้อกูลกัน สงเสริมใหเกิดเอกภาพ ภราดรภาพ(ความเปนพี่เปนนอง) สันติสุขและสันติภาพ ประกอบดวย 3.1 เมตตากายกรรม คือการอยูดวยก ันดวยการกระทาดํ ีตอกัน ไมเบ ียดเบยนที ํารายก ัน 3.2 เมตตาวจีกรรม คือการพูดเจรจาดวยความเมตตา ไมกลาวรายเสียดสีกัน เจรจาใหเขาใจกัน


47 3.3 เมตตามโนกรรม คือการไมคิดรายซึ่งกันและกัน มีความซื่อสัตย เคารพในความคิดเห็นซึ่งกัน และกัน มีจิตเมตตาตอกัน 3.4 สาธารณโภคีคือการแบงปนผลประโยชนที่ไดมาโดยชอบธรรมแกเพื่อนมนุษยชวยเหลือซึ่งกันและกัน ทั้งดานอาหาร เครื่องอุปโภคบริโภค วิชาความรู รูจักใชทรัพยากรธรรมชาติรวมกัน ไมทําลายระบบนิเวศน สิ่งแวดลอมที่กอใหเกิดผลกระทบตอมวลมนุษย บําเพ็ญประโยชนตอสาธารณะโดยไมเห็นแกตัว 3.5 สีลสามัญญตา คือการรักษาความประพฤติ(ศีล)เสมอกัน มีความประพฤติดี รักษาระเบียบ วินัย รักษากฎกติกาของสังคม ประพฤติปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน ไมฝาฝนมติหรือหลักการอันจะ กอใหเกิดความหวาดระแวงไมไวเนื้อเชื่อใจกัน 3.6 ทิฺสามัญญตา คือการมีความเห็นรวมกัน ไมวิวาทเพราะความเห็นตางกัน มีความเห็นที่ถูกตอง รวมกัน มีความเชื่อมั่น ยึดถือในหลักการอุดมการณรวมกันหรือสอดคลองกัน ในสังคมประชาธิปไตย จะตองมีความเห็นความเขาใจและเชื่อมั่นในหลักการประชาธิปไตยรวมกัน เชน เขาใจเรื่องสิทธิ หนาที่ เสรีภาพ 4. สังคหวัตถุ 4 เปนหลักธรรมยึดเหนี่ยวจิตใจใหเกิดความสามัคคีกลมเกลียวและผูกพันกัน ชวยเหลือเกื้อกูลกันระหวางสมาชิกในสังคม เปนหลักธรรมในการผูกมิตร ซึ่งจะสงผลตอดีการปกครองและ กอใหเกิดสันติภาพ ประกอบดวย 4.1 ทาน คือการให การเอื้อเฟอเผื่อแผ การเสียสละ การชวยเหลือกันดวยสิ่งของ เชนเมื่อผูอื่น ประสบเกิดภัยพิบัติน้ําทวม ไฟไหม เราก็ชวยเหลือเขาดวยการใหสิ่งของ(อามิสทาน) เครื่องอุปโภคบริโภค ยารักษาโรค ตามกําลังความสามารถของเรา นอกจากนี้การใหความรูและการแนะนําสั่งสอนก็จัดเปนทาน (ธรรมทาน) 4.2 ปยวาจาคือ มีวาจาดี เจรจาออนหวานดวยถอยคําที่สุภาพ ออนโยน เปนคําพูดที่มีประโยชน ทําใหเกิดไมตรีมีความสามัคคีและเปนที่รักใครนับถือของบุคคลอื่น 4.3 อัตถจริยาคือการประพฤติตนใหเปนประโยชน  ตอผูอื่น ไมสรางความเดือดรอนใหผูอื่น และไมนิ่งดูดายที่จะชวยเหลอผืูอื่นทั้งที่รองขอและไมไดรองขอ 4.4 สมานัตตตา คือความเปนคนมีตนสม่ําเสมอ กระทําตนเสมอตนเสมอปลาย ไมหยิ่งยะโส เมื่อตนไดดีมีฐานะไมดูหมิ่นเหยยดหยามบีคคลทุี่ดอยกวาตน ปฏิบัติตนเปนคนดีอยางสม่ําเสมอ 5. ทศพิธราชธรรม คือคุณธรรมของผูปกครอง หรือธรรมของพระราชา มี 10 ประการ 5.1 ทาน หมายถึงการใหและแบ งปนให  มวลประชา บําเพ็ญตนเปนผูใหเอาใจใส จัดสวัสดิการ ใหการสงเคราะห อนุเคราะหประชาราษฎรใหไดรับประโยชนสุข มีความปลอดภยั ตลอดจน ใหความชวยเหล ือแกผูเดือดรอน 5.2 ศีล หมายถึงรักษาความสุจริต ประพฤติดีงาม สํารวมกายและวาจาใหเปนปกติหรือเปนไป ในทางที่ดีงาม 5.3 ปริจาคะ หมายถึง บําเพ็ญกิจดวยเส  ียสละเพื่อประโยชนสุขของประชาชนและความสงบสุข ของบานเมือง


48 5.4 อาชวะ หมายถึง ปฏิบัติภาระโดยซื่อตรง สุจริต จริงใจไมหลอกลวงประชาชน ไมฉอราษฎร บังหลวง 5.5 มัททวะ หมายถึงความสุภาพออนโยน มีอัธยาศัยดี ไมเยอหยิ่ง มีกิริยาสุภาพนุมนวล ไมถือตน ไมหลงใหลในอํานาจ 5.6 ตบะ หมายถึง พนจากการมัวเมา ตัดกิเลสตัณหามิใหเขาครอบงําจิตใจ ระงับยับยั้งขมใจได ไมหลงใหลหมกมุนในความสุขสําราญ ซึ่งจะสงผลใหเสียการงาน 5.7 อักโกธะ หมายถึงความไมโกรธ ไมวินิจฉัยความและกระทําการดวยอํานาจความโกรธ มีเมตตาธรรมประจําใจ มีจิตใจมั่นคง สุขุมเยือกเย็น สามารถขมใจอดกลั้นความไมพอใจไวได 5.8 อหิงสา หมายถึงความไมเบียดเบียน ไมหลงอํานาจไมบีบคั้นกดขี่ผูที่ดอยกวาตน 5.9 ขันติหมายถึงความอดทน อดทนตองานที่ตรากตรํา อดทนตอความเหนื่อยยาก อดทนตอความเจ็บใจ อดทนตอโลภะโทสะโมหะ 5.10 อวิโรธนะ หมายถึง ความไมคลาดธรรม ประพฤติตนอยูในธรรม ไมประพฤติผิดทํานอง คลองธรรม การใดที่เปนไปดวยความชอบธรรมเพื่อประโยชนสุขของประชาชนก็ไมขัดขวาง วางตนหนักแนน มั่นคง ไมเอนเอียงไปเพราะอํานาจของความลําเอียงที่เรียกวาอคติ 4 คือ ฉันทาคติ(ลําเอียงเพราะความรัก) โทสาคติ(ลําเอียงเพราะความโกรธ) โมหาคติ(ลําเอียงเพราะความหลง) ภยาคติ(ลําเอียงเพราะความกลัว) ทศพิธราชธรรมขอนี้ถือวาเปนหลักธรรมที่มีความสําคัญมากเพราะไดรวมหลักธรรมทั้งหมดคือไมคลาดจาก การปฏิบัติธรรม หลักธรรมเหลานี้เปนตัวอยางที่ชี้ใหเห็นวา พระพุทธศาสนามีบทบาทสําคัญตอการเมืองและการสราง สันติภาพ เพราะมีหลักธรรมเปนแนวปฏิบัติทั้งผูปกครองหรือผูนําและประชาชนในสังคม หากทุกคนปฏิบัติ ตามคุณธรรมดังกลาวการปกครองก็เปนไปอยางราบรื่นและสงบสุข หลักธรรมสอนใหผูนําและประชาชนมี คุณธรรม มีความเมตตากรุณา เอื้อเฟอเผื่อแผชวยเหลือซึ่งกันและกัน ใหความยุติธรรม และยังสอนใหละกิเลส อันประกอบดวยความโลภ ความโกรธ ความหลง ซึ่งนําไปสูความไมเบียดเบียนกันสังคมก็จะมีแตสันติภาพ และสงบสุข สรุปสาระสําคญั พระพุทธศาสนามีความสําคญตั อการศึกษา การเมืองและการสรางสันติภาพของโลก เพราะ หลักธรรมคําสั่งสอนของพระพุทธศาสนามุงเนนการพฒนาบัุคคลใหเป นคนดี มีคณธรรมุ ชวยเหลือ เกื้อกูลกัน ละเวนการเอารัดเอาเปรียบ มุงรายเบียดเบียนกนั สามารถอยูรวมกันในสังคมอยางมีความสุข ซึ่งจะนําไปสสู ันติภาพของโลกไดในที่สดุ


49 กิจกรรม กิจกรรมที่ 4 ใหทําเครื่องหมาย / หนาขอที่เห็นวาถูก และทําเครื่องหมาย x หนาขอที่เห็นวาผดิ …… 1. สมัยกอนผูชายไทยสวนใหญหากจะศึกษาเลาเรยนตี องไปเรยนที ี่วัด มพระสงฆี เปนครูสอน …… 2. การศึกษาที่สมบูรณตามหล ักพระพุทธศาสนา มีจุดมุงหมายเพอสรื่ างคนใหเปนคนดีและม ี ความสุขในการดําเนินชวีิต …… 3. การศึกษาตามหลักพระพุทธศาสนา ตองใหถงพรึ อมใน “ ไตรสิกขา ” คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา …… 4. การศึกษาที่สมบูรณตามแนวทางพระพุทธศาสนา เปนการศึกษาที่สอนใหคนมีความรู 3 ดาน คือความรูในวิชาชีพ ความรูในหลักศีลธรรม และความรูความเขาใจในชมชนุ …… 5. การศึกษาที่สมบูรณสอนใหคนมีความรูความเขาใจในชุมชนเพื่อเราจะไดหาช องทาง ปกครองและมีอํานาจเหนือคนอื่น …… 6. ตามหลักอธิปไตย 3 พระพุทธเจาทรงน ิยมโลกาธิปไตยคือถือชาวโลกเปนใหญ …… 7. อปริหานิยธรรม เปนธรรมที่ปองกันความเสื่อมและสงเสริมหมูคณะใหมีความเจริญ …… 8. หากตองการใหสังคมมีเอกภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ ควรปฏิบัติตามหลักธรรม สาราณียธรรม 6 …… 9. พระพุทธศาสนาไมมีสวนเกยวขี่องก ับการเมืองและการสรางสันติภาพ เพราะเปนเรื่องของ ชาวโลก …. 10. อวิโรธนะเปนหลกธรรมทั ี่สําคัญที่สุดในทศพิธราชธรรม เพราะไดรวมหลักธรรมทุกขอ เขาไวดวยก ัน


50 บรรณานุกรม ดนัย ไชยโยธา สุคนธ สินธุพานนท และ สุริวัตร จันทรโสภา. หนังสือเรียนพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4-6. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, 2553. นภดล ขวัญชนะภกดั ี. พระพุทธศาสนา ชวงช ั้นที่ 4 เลม 2. กรุงเทพฯ : ประสานมิตร, 2547. ประเวศ อินทองปาน. ศาสนาเบื้องตน . กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 2545. ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานกรมฉบุับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, 2525. วิทยา ปานะบตรุ . คูมือเสริมเรียนรูดวยตนเอง ชวงชั้นที่ 4. กรุงเทพฯ : เพิ่มทรัพยการพิมพ, 2552. สุชีพ ปุญญานุภาพ. พระไตรปฎกส ําหรบประชาชน ั . พิมพครั้งที่ 13. กรุงเทพฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย, 2534. อมร รักษาสัตย. “การปกครองภิกษุสงฆตามหลักประชาธิปไตย หลักอาวุโส และพระวินยั” ใน ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน. หนา 329-344. กรุงเทพฯ : การันตการพิมพ, 2542.


51 หนวยการเร ี ยนรู ท ี่ 3 พระพุทธศาสนากับการดํารงช ี วิต โครงสรางของหนวย มาตรฐานการเรียนรู มาตรฐานที่ส 5.2 มีความรูความเขาใจเหนค็ุณคาและสบทอดศาสนาืวัฒนธรรม ประเพณเพี ื่อการอยูรวมกันอยางสันติสุข ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. วิเคราะหหลักการของพระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตรหรือแนวคดของศาสนาทิ ี่ตนนับถือตามที่ กําหนดตามหลักของเหตุผล 2. วิเคราะหการฝกฝนการพัฒนาตนเองและการพึ่งตนเอง 3. วิเคราะหพระพุทธศาสนาวาเปนศาสตรแห งการศกษาซึ ึ่งเนนความสมพั ันธของเหตุปจจัยกับ วิธีการแกปญหาหรือแนวคดของศาสนาทิ ี่ตนนับถือตามที่กําหนด รายละเอียดขอบขายเน ื้อหา ตอนที่ 1 หลักการของพระพุทธศาสนากับหลักวิทยาศาสตร ตอนที่ 2 การพัฒนาตนเองตามหลักพระพุทธศาสนา ตอนที่ 3 พระพุทธศาสนาคือศาสตรแหงการศึกษาและการแกปญหาโดยอาศัยเหตปุจจัย เวลาที่ใชในการศึกษา 15 ชั่วโมง ส ื่อการเรียนรู ชุดการเรียนทางไกลรายวิชาศาสนาและหนาทพลเมี่ือง 2 รหัสรายวิชาสค33009 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กิจกรรมการเรียนรู 1. ศึกษารายละเอียดจากชดการเรุียนทางไกล 2. ปฏิบัติกิจกรรมแตละตอนที่กําหนด 3. ศึกษาหาความรูเพิ่มเติมจากผูรูหรือสื่อที่มีอยูในแหลงเรียนรูตางๆ การประเมินผล ประเมินผลดวยตนเองจากการทําแบบทดสอบ แบบฝกหัดและกิจกรรมแลวตรวจสอบจากเฉลยทายเลม


52 ตอนที่ 1 หลักการของพระพุทธศาสนากับหลักวิทยาศาสตร  หลักการของพระพุทธศาสนากับหลักวิทยาศาสตรมีทั้งความสอดคลองและความแตกตางกัน ดังนี้ 1. ความสอดคลองกัน 1.1 ดานความเชื่อวิทยาศาสตรถือวากอนจะเชื่ออะไรนั้นตองมีการพิสูจนใหเห็นจริงเสียกอน วิทยาศาสตรเชื่อในเหตุผลและตองมีหลักฐานยืนยันวิทยาศาสตรไมอาศัยศรัทธาแตอาศัยเหตุผลเชื่อวาการทดลอง ใหความจริงแกเราไดและไมเชื่อการดลบันดาลของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะทุกอยางดําเนินมาอยางมีกฎเกณฑ มีเหตุผลวิทยาศาสตรอาศัยปญญาและเหตุผลตัดสินความจริง พระพุทธศาสนามีหลักความเชื่อเชนเดียวกับวิทยาศาสตรดังหลักคําสอนที่ปรากฏในกาลามสูตร พระพุทธเจาสอนไววาการจะเชื่ออะไรนั้นจะตองทดลองพิสูจนดวยตนเองโดยอาศัยสติปญญาและเหตุผล แตอยาเชื่อดังตอไปนี้ 1) อยาเพิ่งปลงใจเชื่อเพียงเพราะการฟงตามกันมา 2) อยาเพิ่งปลงใจเชื่อเพียงเพราะการถือสืบ ๆ กันมา 3) อยาเพิ่งปลงใจเชื่อเพียงเพราะการเลาลือ 4) อยาเพิ่งปลงใจเชื่อเพียงเพราะการอางคัมภีร 5) อยาเพิ่งปลงใจเชื่อเพียงเพราะนึกคิดเอาเอง 6) อยาเพิ่งปลงใจเชื่อเพียงเพราะการคาดคะเนเอา 7) อยาเพิ่งปลงใจเชื่อเพียงเพราะการตรึกตรอง 8) อยาเพิ่งปลงใจเชื่อเพียงเพราะตรงกับความเห็นของตน 9) อยาเพิ่งปลงใจเชื่อเพียงเพราะรูปลักษณะนาเชื่อ 10) อยาเพิ่งปลงใจเชื่อเพียงเพราะทานเปนครูของเรา พระพุทธองคทรงสอนตอไปวาเมื่อใดที่เราอาศัยปญญาทดลองดวยตนเองแลวเห็นวาคําสอนใดเปนเปนคํา สอนที่มีคุณประโยชนแลวจึงคอยเชื่อ ทรงสอนมิใหเชื่ออยางงมงาย แตเนนการทดลองปฏิบัติเมื่อทดลอง ไดผลทางปฏิบัติแลวจึงเชื่อ พระพุทธองคทรงสอนเรื่องศรัทธาเหมือนกัน แตศรัทธาไมใชวิธีสุดทายที่จะตัดสินวาความจริง คืออะไรศรัทธาในพระพุทธศาสนาเปนเพียงเครื่องชักจูงใหคนเขาไปทดสอบความจริงแตตัวตัดสินความจริง คือ “ปญญา” ในคําสอนเรื่องมรรคมีองค 8 ซึ่งเปนหนทางที่จะพามนุษยไปสูนิพพาน อันเปนความจริงอัน สูงสุดนั้นไมปรากฏวามีศรัทธาอยูดวย ในการสอนหลักธรรมตาง ๆ เพื่อเปนแนวทางในการปฏิบัติตนนั้น หากในหลักธรรมใดมีศรัทธาอยูจะตองมีปญญากํากับดวยเสมอเชน พละ 5 มีศรัทธาวิริยะ สติสมาธิปญญา ในหลักอริยทรัพยมีศรทธาัศีล หิริโอตตัปปะ พาหุสัจจะจาคะ ปญญา เปนตน


53 1.2 ดานความรูทั้งวิทยาศาสตรและพระพุทธศาสนายอมรับความรูที่ไดจาก “ประสบการณ” ประสบการณหมายถึงการที่ตา หูจมูกลิ้น กาย ไดประสบกับความรูสึกนึกคิดบางอยาง เชน รูสึกดีใจ รูสึก อยากไดเปนตนวิทยาศาสตรเริ่มตนจากประสบการณคือจากการที่ไดพบเห็นสิ่งตางๆแลวเกิดความอยากรูอยากเห็นก็ แสวงหาคําอธิบายวิทยาศาสตรจะไมเชื่อ หรือยึดถืออะไรลวงหนาแตจะอาศัยการทดสอบดวยประสบการณ สืบสาวไปเรื่อย ๆ จะไมอางอิงถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ ที่อยูนอกเหนือประสบการณและการทดลอง พระพุทธองค ก็ทรงเริ่มคิดจากประสบการณคือ ประสบการณที่ไดเห็นการเกิดการแกการเจ็บ การตายและในที่สุดคือความ ทุกขพระองคมีพระประสงคจะคนหาสาเหตุแหงทุกขในการคนหานี้พระองคไมไดเชื่ออะไรลวงหนาอยาง ตายตัว ไมเชื่อวามีพระผูเปนเจาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ ที่จะใหคําตอบไดแตไดทรงทดลองดวยอาศัย ประสบการณของพระองคเอง พระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตรมีสวนที่ตางกันเพียงเล็กนอยในเรื่องนี้คือ วิทยาศาสตรเนนความสนใจกับปญหาที่เกิดจากประสบการณดานประสาทสัมผัส (ตา หูจมูกลิ้น กาย) สวน พระพุทธศาสนาเนนความสนใจกับปญหาที่เกิดจากประสบการณทางจิตใจ 2. ความแตกตาง 2.1 ความเขาใจเกี่ยวกับปรากฏการณทางธรรมชาติวิทยาศาสตรมุงเขาใจเกี่ยวกับปรากฎการณตาง ๆ ที่เกิดขึ้น ตองการรูวาอะไรเปนสาเหตุอะไรเปนผลที่ตามมา เชน เมื่อเกิดฟาผา ตองรูสาเหตุการเกิดฟาผาและ ผลที่เกิดจากฟาผา พระพุทธศาสนามุงเขาใจปรากฏการณตาง ๆ เชนเดียวกัน แตเนนเกี่ยวกับวิถีชีวิตของมนุษย มากกวาสิ่งที่ไมมีชีวิต จุดหมายปลายทางของพระพุทธศาสนาคือสอนใหคนเปนคนดี 2.2 ความตองการเรียนรูกฎธรรมชาติวิทยาศาสตรตองการเรียนรูกฎแหงธรรมชาติและหาทาง ควบคุมธรรมชาติหรือเอาชนะธรรมชาติกลาวคือ วิทยาศาสตรเนนการควบคุมธรรมชาติภายนอก แต พระพุทธศาสนาเนนการควบคุมภายในจิตใจของมนุษยเพื่อใหเกิดความสงบสุขในโลกมนุษยวิทยาศาสตร มุงเปลี่ยนธรรมชาติแตพระพุทธศาสนามุงเปลี่ยนจิตใจคน 2.3 การยอมรับโลกแหงสสารวิทยาศาสตรยอมรับโลกแหงสสารที่รับรูไดดวยประสาทสัมผัสทั้ง 5 วามีจริงโลกที่อยูพนจากนั้นวิทยาศาสตรไมยอมรับ พระพุทธศาสนาเชื่อวามีสัจธรรมสูงสุด (นิพพาน) ซึ่งเปนสภาวะที่ประสาทสัมผัสของมนุษย ที่เต็มไปดวยกิเลสสัมผัสไมไดปรมัตถธรรมสูงสุดผูที่พบแลวก็ยากที่จะอธิบายใหคนอื่นรูไดเปนสภาวะที่ผูรูเอง เห็นเองจะพึงประจักษเฉพาะตัวเอง 2.4 มุงเอาความจริงมาตีแผวิทยาศาสตรมิไดสนใจเรื่องศีลธรรม เรื่องความดี ความชั่ว สนใจเรื่องคน เอาความจริงมาตีแผใหประจักษเพียงอยางเดียวการคนพบทางวิทยาศาสตรจึงมีทั้งคุณและโทษ พระพุทธศาสนามีคําสอนที่เนนเรื่องศีลธรรม ความดีความชั่ว มุงใหมนุษยมีความสุขเปนลําดับ จนถึงความสงบสุขสูงสุดที่เรียกวา นิพพาน


54 การคิดตามนัยแหงพระพุทธศาสนาและการคิดแบบวิทยาศาสตร กระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตรแยกไดเปน 6 ขั้นตอน ดังนี้ 1.ตั้งปญหาใหชัดเจน คือดูวาปญหาคืออะไรแน 2. ตั้งคําตอบชั่วคราวเพื่อทดสอบคําตอบชั่วคราวคือคําตอบที่คิดวาถูกตองที่สุดที่ความรูขณะนั้นจะทําใหได 3. รวบรวมขอมูลที่เกี่ยวของ 4. วิเคราะหขอมูลเพื่อทดสอบคําตอบวาผิดหรือถูก 5. ถาคําตอบนั้นถูกก็ปรับเปนคําอธิบาย หรือทฤษฎีไวจนกวาจะมีคําตอบใหมมาลาง 6. นําทฤษฎีนั้นมาอธิบายและประยุกตใชในการแกปญหา กระบวนการคิดแบบพระพุทธศาสนา มีดังนี้ 1. พระพุทธองคทรงเห็นวาความทุกขมีปญหาจะตองหาสาเหตุ 2. ทรงตั้งคําตอบชั่วคราวคือ ทรงเห็นวาเจาสํานักลัทธิตาง ๆ อาจใหคําตอบไดและเมื่อเห็นวา การบําเพ็ญทุกรกิริยาไมอาจใหคําตอบไดก็ทรงเลิกปฏิบัติ 3. ทรงรวบรวมขอมูลคือเสด็จไปยังสํานักตาง ๆที่เห็นวาเกงลองอดอาหารและทรมานกายดูวาจะ ไดคําตอบหรือไม 4. ทรงวิเคราะหขอมูลและทดสอบขอมูลแลวจึงเห็นวาไมใชคําตอบที่ถูกตอง 5. ทรงเปลี่ยนวิธีการหันมาทดลองบําเพ็ญเพียรทางจิตแทนจนประสบผลสําเร็จ 6. ทรงนําคําตอบที่ไดไปเผยแผแกชาวโลก จากขั้นตอนทั้งหมดสามารถมองเห็นกระบวนการคิดของพระพุทธเจา เปนวิธีคิดแบบเหตุผล หรือ คิดแบบอริยสัจ 4 ดังนี้ 1. คิดแบบสาวหาเหตุปจจัยคือ สืบคน สืบสาวหาสาเหตุที่แทจริง 2. วิธีคิดแบบแยกแยะองคประกอบ คือแยกยอยออกเปนสวน ๆ เพื่อหาความสอดคลองสัมพันธ 3. วิธีคิดแบบรูเทาทันธรรมดาคือคิดรูความเปนไปธรรมดาของสรรพสิ่งตามความเปนจริง 4. วิธีคิดแบบอริยสัจคือคิดตามเหตุผล สืบสาวหาสาเหตุแลวแกปญหาท ี่ตนเหตุ 5. วิธีคิดเชื่อมโยงหลักการและจุดมุงหมายใหสัมพันธกันวาการกระทํานั้น ๆ ตรงกับหลักการและ จุดมุงหมายหรือไม 6. วิธีคิดแบบคุณ โทษ และทางออกคือคิดทั้งในแงบวกแงลบ และคิดเสนอแนวทางแกไข 7. วิธีคิดแบบคุณคาแทคุณคาเทียม คิดวิเคราะหถึงประโยชนที่แทจริงหรือประโยชนไมจริงของสิ่งนั้นๆ 8. วิธีคิดแบบปลุกเราคุณธรรม คิดเพื่อใหเกิดกําลังใจสรางสรรคสิ่งที่ดีงามเพื่อตนเองและสังคม 9. วิธีคิดเปนอยูในปจจุบัน คือคิดแบบมีสติรูเทาทันปจจุบัน ไมฟุงซาน 10. วิธีคิดแบบจําแนกประเด็น และแงมุมตาง ๆ หรือพยายามมองหลาย ๆมุม เพื่อใหไดคําตอบหรือ ความเขาใจที่ถูกตอง


55 สรุปสาระสําคัญ วิทยาศาสตรมุงศึกษาเพื่อใหไดขอเท็จจริง แตพระพุทธศาสนามุงศึกษาเพื่อบรรลุถึงความสงบสุข ทางใจเพื่อสันติสุขในหมูมวลมนุษย


56 กิจกรรม กิจกรรมที่ 1 ใหนกศั ึกษาตอบคําถามตอไปนี้ 1. หลักการของพระพุทธศาสนากับหลักวิทยาศาสตรมีความสอดคลองกันในเรื่องใดบาง ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… 2. หลักการของพระพุทธศาสนากับหลักวิทยาศาสตรแตกตางกันในเรื่องใดบาง ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………


57 ตอนที่ 2 การพัฒนาตนเองตามหลักพระพุทธศาสนา การพัฒนา หมายถึง การปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงอะไรบางอยางใหดีขึ้น โดยอาจปรับเปลี่ยนสิ่ง ที่ยังไมดีใหกลายเปนดี หรือสิ่งที่ดีอยูแลวใหดียิ่งขึ้นโดยเฉพาะการพัฒนาตนเอง ซึ่งอาจพิจารณาไดเปน 2 ดาน คือ การพัฒนาตนใหเปนคนดีกับการพัฒนาตนใหเปนคนเกง พระพุทธศาสนามีหลักธรรมที่สงเสริมใหมนุษยสามารถพัฒนาตนใหเปนทั้งคนดีและคนเกงอยู มากมาย ตัวอยางหลักธรรมเหลานี้ ไดแก 1. หลักธรรมสําหรับการพัฒนาตนใหเปนคนดี 1.1 เบญจศีล หรือ ศีล 5 เปนหลักธรรมที่วาดวยการรักษากายและวาจาใหเรียบรอยเปนขอปฏิบัติในการ ละเวนจากความชั่ว และรูจักควบคุมตัวใหตั้งอยูในความไมเบียดเบียน มี 5 ประการคือ 1) การไมฆาสัตวหรือทรมานทํารายส  ัตว 2) การไมลักขโมยสิ่งของของผูอื่น 3) การไมประพฤติผิดลูกเมียของผูอื่น 4) การไมพูดโกหก 5) การไมดื่มสุราหรือเสพสิ่งเสพติด 1.2 เบญจธรรม หรือ เบญจกัลยาณธรรม เปนหลักธรรมที่เกื้อกูลแกการรักษาเบญจศีลโดย มุงเนนที่การกระทําเพิ่ม มิใชการละเวนเพียงอยางเดียว มี 5 ประการ ไดแก 1) เมตตาและกรุณา คือ มีความรักและปรารถนาใหผูอื่นมีความสขุ 2) สัมมาอาชีวะ คือ การทํามาหาเลี้ยงชีพในทางสุจริต 3) กามสังวร คือ รูจักสํารวม ระมัดระวัง และยับยั้งควบคุมตนในทางกามารมณ 4) สัจจะ คือ มีความซื่อสัตย ซื่อตรง 5) สติสัมปชัญญะคือรูจักยั้งคิดและรูสึกตัวอยูเสมอวา สิ่งใดควรทําและไมควรทํา 2. หลักธรรมสําหรับการพัฒนาตนใหเปนคนเกง 2.1 อิทธิบาท 4 หมายถึง หลักธรรมที่นําไปสูความสําเร็จสมดังความมุงหมาย 4 ประการคือ 1) ฉันทะ ความพอใจ คือ ความตองการทจะที่ําสิ่งนั้นๆอยูเสมอ และยังปรารถนาที่จะทําให สิ่งนั้นไดผลดยีิ่งขึ้น 2) วิริยะ ความเพียร คือ ความขยันทจะที่ําสิ่งนั้นดวยความอดทนและไมทอถอย 3) จิตตะ ความคิด คือ การตั้งจิตรับรูในสงทิ่ี่ทําและทําสงนิ่ั้นดวยความค ิด ไมปลอยจ ตให ิ  ฟุงซานเลื่อนลอยไป 4) วิมังสา ความไตรตรอง คือ การหมั่นใชปญญาพิจารณาหาขอดีขอบกพรอง รูจักคิดคน วิธีแกไขปรับปรุง


58 2.2 พล 5 หมายถึง หลักธรรมอันเปนกําลงหรั ือทําใหเกดความมิ ั่นคง คือชวยใหการทํางานลุลวง สําเร็จได มี 5 ประการ ไดแก 1) สัทธา คือ มีความเชื่อมนหรั่ือศรัทธาในสิ่งที่ตนเองทํา 2) วิริยะ คือ ความเพยรี ปราศจากความเกียจคราน 3) สต ิคือ มีความระลึกได ไมประมาท 4) สมาธ ิคือ มีจิตตั้งมั่น ไมมีความฟุงซาน 5) ปญญา คือ มีความรูชัดเจนเกยวกี่ับสิ่งที่กระทํา 3. การพัฒนาจิตใจตามหลักพระพุทธศาสนา การพัฒนาจิตใจตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เปนวชาการทางดิ านจิต(จิตใจ)ที่เรียบงาย ตรงไปตรงมา ทุกคนสามารถพิสูจนไดโดยงายไมเกยวขี่ องกับความหลงเชื่อ เมื่อทานไดศึกษาและทดลอง ฝกปฏิบัติดูจะไดรับผล ภายในวินาทีที่ลงมอฝื กปฏิบัติคือจะมีความเบาสบาย สงบ ไมมีความทุกขภายใน  จิตใจและจิตใจบริสุทธิ์ผองใส โดยไมตองเสียคาใชจายใด ๆ เพราะเปนเร ื่องของการใชสติปญญาของตนเอง 3.1 หลักการสําคัญในการพัฒนาจิต คือจะตองศึกษาธรรมสั้น ๆ งาย ๆ แตตรงประเด็น และตอง ฝกปฏิบัติธรรมอยูเสมอ เพื่อใหเกิดความชํานาญในการรูเห็นความคิดและควบคุมความคิด ใหเปนไปตาม หลักธรรมอยูตลอดเวลา ซึ่งมีองคประกอบโดยยอดังนี้ 1) มีสติปญญาเห็นชอบวา การพัฒนาจิตมีประโยชนโดยตรงตอการปฏิบัติงานและดําเนิน ชีวิตอยางมีคุณภาพ การเห็นชอบเชนนี้จะทําใหเกิดศรัทธาที่จะศึกษาธรรมและฝกปฏิบัติธรรม เพื่อการ พัฒนาจิตใจของตนเองอยางจริงจัง 2) มีสติจดจําหลักธรรมงาย ๆ และทบทวนบอย ๆ วา “เราจะไมคิดอกุศลและไมทําอกุศลแต จะคิดกุศลและทํากุศลโดยไมหวังผลตอบแทนใด ๆ ดวยความโลภ และรักษาจิตใจใหบริสุทธิ์ผองใสอยูเสมอ”. 3) มีความเพียรที่จะมีสติ (ตั้งใจ) ในการรูเห็นความคิดและการกระทําตาง ๆ ทันทีที่รูเห็น ความคิดหรือการกระทําตาง ๆ ไมเปนไปตามหลักธรรม (ในขอ 2) ก็ใหหยุดความคิดและการกระทํานั้น ๆ ทันทีเมื่อฝกทําเชนนี้เปนประจํา สมองก็จะทําหนาที่ไดเองคลายอัตโนมัติ 3.2 ประโยชนของการพัฒนาตนเองดานจิตใจ การพัฒนาจิตของตนเอง จะเปนผลดีตอจิตใจ ดังตอไปนี้ 1) ดานการดําเนินชีวิต (1) สงเสริมสุขภาพจิตใหมความเขี มแข็งและอดทนตอปญหาและความยากลําบากตาง ๆ ที่เกิดขึ้นไดทกเมุื่อในขณะดาเนํ ินชวีิต รวมทั้งในยามเจ็บปวยโดยไมมความทีุกขทางจิตใจเชนเดยวกี ันกับ การมีสุขภาพกายที่ดีทําใหสามารถต  อสูกับภารกิจทางกายและโรคภยตั าง ๆ ไดเปนอยางดี (2) ปองกันความทุกขทางจิตใจ เพราะเมื่อสมองมีขอมูลดานสติปญญาทางธรรมใน ความจํา สมองก็จะทําหนาที่ในการใชขอมูลดังกลาวเพื่อการปองกันไมใหเกิดความทุกขทางจิตใจ


59 สรุปสาระสําคญั การพัฒนาตนเองตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา เปนการประพฤติตนตามหลักธรรมที่สอนให เปนคนดีคนเกง มีจิตใจมั่นคง มีสติใหมีความตั้งมั่นในสิ่งที่ทํา มีความตั้งใจที่จะทําในสิ่งที่เปนกุศลผูที่ไดรับ การพัฒนาตนเองตามหลักธรรมของศาสนาจะเปนคนที่มีความสุขความเจริญในชีวิต การปฏิบัติงานไมผิดพลาด และคิดทําแตสิ่งที่ดีที่ชอบอยูเสมอ (3) รักษาความทุกขทางจิตใจ เพราะเมื่อสมองมีขอมูลดานสติปญญาทางธรรมในความจํา สมองก็จะสามารถทําหนาที่ในการใชขอมูลดังกลาว เพื่อการรักษาความทุกขทางจิตใจที่กําลังมีอยูไดทุกขณะที่ ตองการ (4) ฟนฟูจิตใจภายหลังการเจ็บปวยและหลังจากมีความทุกขเพราะเมื่อสมองมีขอมูลดาน สติปญญาทางธรรมในความจํา สมองก็จะทําหนาที่ในการใชขอมูลดังกลาว เพื่อทําการฟนฟูจิตใจไดอยาง รวดเร็วตามเจตนาของเจาของ 2) ดานการปฏิบัติงาน (1) การฝกใหม ีสติ (มีความตั้งใจ) ในการปฏิบัติงานอยางจริงจัง เชน ขณะปฏิบัติงานตาง ๆ จะไมเผลอสติไมไปคิดฟุงซาน ไมคิดและไมทําเรื่องอื่น ๆ ที่ไมเกี่ยวของก ับการปฏิบัติงาน. (2) ความเพียรในการฝกฝนตนเองใหมีสติรูเห็นและควบคุมความคิด รวมทั้งการกระทําตาง ๆ ใหอยกู ับเรื่องการปฏิบัติงานตลอดเวลา ทั้งนี้หากบุคคลหมั่นฝกฝนตนเองใหมีสติมีสมาธิขณะปฏิบัติงาน ก็จะทําใหการปฏ  ิบัติงาน สําเร็จลุลวงไปดวยดี


60 กิจกรรม กิจกรรมที่ 2 ใหนกศั ึกษาเขียนคําตอบลงในชอง หลักธรรมสําหรับการพัฒนาตนเอง


61 ตอนที่ 3 พระพุทธศาสนาค ื อศาสตร  แหงการศึกษาและการแกปญหาโดยอาศัยเหตุปจจัย พระพุทธศาสนาคือศาสตรแหงการศึกษา คําวา“การศึกษา” มาจากคําวา “สิกขา” โดยทั่วไปหมายถึง “กระบวนการเรียน “ “การฝกอบรม” “การคนควา” “การพัฒนา” และ “การรูแจงเห็นจริงในสงทิ่ั้งปวง” จะเห็นไดวาการศึกษาในพระพุทธศาสนา มีหลายระดับ ตั้งแตระดับต่ําสุดถึงระดับสูงสุดเมื่อแบงระดับอยางกวาง ๆ มี 2 ระดับ คือ 1. การศึกษาระดับโลกิยะ มีความมุงหมายเพื่อดํารงชีวิตในทางโลก 2. การศึกษาระดับโลกุตระ มีความมุงหมายเพื่อดํารงชวีตเหนิ ือกระแสโลก ในการศึกษาหรือการพัฒนาตามหลักพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจาสอนใหคนไดพัฒนาอยู 4 ดาน คือดานรางกายดานศีลดานจิตใจและดานสติปญญาโดยมีจุดมุงหมายใหมนุษยเปนทั้งคนดีและคนเกง มิใช เปนคนดีแตโงหรือเปนคนเกงแตโกง การจะสอนใหมนุษยเปนคนดีและคนเกงนั้น จะตองมีหลักใน การศึกษาที่ถูกตองเหมาะสม ซึ่งในการพัฒนามนุษยนั้นพระพุทธศาสนามุงสรางมนุษยใหเปนคนดีกอน แลว จึงคอยสรางความเกงภายหลัง นั่นคือสอนใหคนเรามีคุณธรรม ความดีงามกอนแลวจึงใหมีความรูความเขาใจ หรือสติปญญาภายหลัง การที่พระพุทธศาสนามีความสําคัญในดานเปนศาสตรแหงการศึกษา สามารถวิเคราะหไดดังนี้ 1. พระพุทธเจาทรงเปนนักการศึกษา พระองคทรงมีหลักการวิธีการและจุดมุงหมายของการศึกษา อยางแทจริงจากเหตุการณตัวอยางเชน 1.1 การศึกษาในระยะตน ทรงศึกษาวิทยาการตาง ๆ ตามประเพณีนิยมจนจบศิลปศาสตร 18 ประการ 1.2 การออกบรรพชา ทรงแสวงหาความรูทดลองปฏิบัติดวยจิตใจที่แนวแนใฝเรียนใฝรูนําไปสู การคนควาปฏิบัติจนประสบผลสําเร็จ ซึ่งระบบการเรียนการสอนในปจจุบันไดนํามาเปนแนวทางการจัด การศึกษา 1.3 หลังจากสําเร็จอรหันตแลว พระพุทธองคทรงสั่งสอนพุทธสาวกโดยใชเทคนิคการสอนหลาย รูปแบบ เชน 1) สอนใหเหมาะสมกับบุคคล สอนตามพื้นเพของบุคคลนั้นวาจะรับไดมากนอยเพียงใดจน บุคคลนั้นบรรลุผลตามคําสอน 2) สอนจากต่ําไปหาสูงคือ สอนจากงายไปหายากจากสิ่งใกลตัวไปหาสิ่งไกลตัว เชน สอน อนุปุพพิกถาแกยสกุลบุตรโดยกลาวถึง ทาน คือการใหศีลคือการรักษากายวาจา สวรรคคือความสุขที่คน พึงประสงค กามาทีนวะคือโทษของกามสุขหรือสวรรคและเนกขัมมานิสงส คือผลดีของการละความสุข 3) สอนโดยใชวิทยากร หรือใชบุคคลอางอิง เชน ตรัสถามอุรุเวลกัสสปะถึงลัทธิเดิมที่ไมมี แกนสารเพื่อสอนชาวเมืองมคธจนบรรลุโสดาปตติผล


62 4) สอนโดยใชอุปกรณการสอน เชน ทรงใชผาขาวเปนอุปกรณการสอนจูฬปนถกะที่ถูกพี่ชาย หาวาโงสอนไมไดพระองคใหจูฬปนถกะลูบผาขาวจนกลายเปนสีดําเพราะเหงื่อไคลเกิดความสังเวชใจ ได พิจารณาเห็นไตรลักษณบรรลุอรหันตในที่สุด 5) สอนโดยใชหลักโยนิโสมนสิการหรือใครครวญดวยสติปญญา สอนโดยใหผูฟงสรุปเหตุผลเอาเอง นอกจากนี้พระพุทธองคยังใชศิลปะในการสอนที่เรียกวาวาทศิลปที่ยอดเยี่ยม เพราะทรงรูวาแตละคน มีนิสัยแตกตางกัน วาทศิลปที่ทรงใชมี 4 แบบคือ สันทัสสนา สอนใหผูฟงเกิดความชัดเจนเหมือนมองเห็นดวยตา สมาทปนา สอนใหผูฟงเกิดการคลอยตาม และยอมรับคําสอนโดยไมฝนใจ สมุตเตชนา สอนใหผูฟงเกิดความกลาหาญ เกิดพลังทางใจฮึกเหิม สัมปหังสนา สอนใหผูฟงเกิดความราเริงหรรษา สนุกและเบิกบานขณะที่ฟง การนําหลักวิธีสอนดังกลาวของพระพุทธเจามาใชตองฝกฝนใหเกิดความชํานาญ เรียนรูหลัก วาทศิลปเพื่อจะไดเปนครูที่ประสบผลสําเร็จ 2. กระบวนการศึกษาในพระพุทธศาสนา คือไตรสิกขา หลักในการศึกษาของพระพุทธศาสนานั้นจะมีลําดับขั้นตอนการศึกษาโดยเริ่มจากสีลสิกขา ตอดวย จิตตสิกขาและขั้นตอนสุดทายคือปญญาสิกขาซึ่งขั้นตอนการศึกษาทั้ง 3 นี้รวมเรียกวา “ไตรสิกขา” ซึ่งมีความหมาย ดังนี้ 2.1 สีลสิกขาการฝกศึกษาในดานความประพฤติทางกายวาจาและอาชีพ ใหมีชวีิตสจรุิตและ เกื้อกูล (Training in Higher Morality) 2.2 จิตตสิกขาการฝกศึกษาดานสมาธิหรือพัฒนาจิตใจใหเจริญไดที่ (Training in Higher Mentality หรือ Concentration) 2.3 ปญญาสิกขาการฝกศึกษาในปญญาสูงขึ้นไป ใหรูคิดเขาใจมองเห็นตามเปนจริง (Training in Higher Wisdom) ความสัมพันธของไตรสิกขา ความสัมพันธแบบตอเนื่องของไตรสิกขานี้มองเห็นไดงายในชีวิตประจําวัน ดังนี้ ศีลไปสูสมาธิ เมื่อประพฤติดีมีความสัมพันธงดงาม เทากับสามารถดําเนินชีวิตโดยสุจริต มั่นใจในความบริสุทธิ์ ของตน ไมตองกลัวตอการลงโทษ ไมสะดุงระแวงตอการประทุษรายของใคร ไมหวาดหวั่นตอเสียงตําหนิ หรือความรูสึกไมยอมรับของสังคม และไมมีความฟุงซานวุนวายใจเพราะความรูสึกเดือดรอนในความผิดของ ตนเองจิตใจก็เอิบอิ่ม ชื่นบานเปนสุข ปลอดโปรง สงบ และแนวแนมุงไปกับสิ่งที่คิดคําที่พูดและการงานที่ทํา สวนสมาธิไปสูปญญาคือเมื่อจิตไมฟุงซานสงบอยูกับตัวไรสิ่งขุนมัวสดใสมุงไปอยางแนวแนเทาใด การรับรูการคิดพินิจพิจารณามองเห็นและเขาใจสิ่งตางๆ ก็ยิ่งชัดเจน ตรงตามจริงแลน คลองเปนผลดีในทาง ปญญามากขึ้น


63 อุปมาในเรื่องนี้เหมือนวาตั้งภาชนะน้ําไวดวยดีเรียบรอย ไมไปแกลงสั่นหรือเขยามัน ( ศีล ) เมื่อ น้ําไมถูกกวน คน พัด หรือเขยา สงบนิ่งผงฝุนตางๆ ก็นอนกน หายขุน น้ําก็ใส (สมาธิ) เมื่อน้ําใส ก็มองเห็น สิ่งตางๆ ไดชัดเจน (ปญญา) ไตรสิกขานี้เมื่อนํามาแสดงเปนคําสอนในภาคปฏิบัติทั่วไปไดปรากฏในหลักที่เรียกวาโอวาทปาฏิโมกข (พุทธโอวาทที่เปนหลักใหญ) คือ สพฺพปาปสฺส อกรณํ การไมทําความชั่วทั้งปวง ( ศีล ) กุสฺลสสูปสมฺปทา การบําเพ็ญความดีใหเพียบพรอม (สมาธิ ) สุจิตฺตปริโยทปนํ การทําจิตของตนใหผองใส (ปญญา ) นอกจากนี้ยังมีวิธีการเรียนรูตามหลักโดยทั่วไป ซึ่งพระพุทธเจาตรัสไว 5 ประการคือ 1. การฟง หมายถึงการตั้งใจศึกษาเลาเรียนในหองเรียน 2. การจําไดหมายถึงการใชวิธีการตาง ๆ เพื่อใหจําได 3. การสาธยาย หมายถึงการทองการทบทวนความจําบอย ๆ 4. การเพงพินิจดวยใจ หมายถงึการตั้งใจจินตนาการถึงความรูนั้นไวเสมอ 5. การแทงทะลุดวยความเห็น หมายถึงการเขาถึงความรูอยางถูกตอง เปนความรูอยางแทจริง ไมใชติดอยูแตเพียงความจําเทานั้น แตเปนความรูความจําที่สามารถนํามาประพฤติปฏิบัติได จะเห็นไดวา สีลสิกขาจิตตสิกขาและปญญาสิกขาการศึกษาทั้ง 3 ขั้นนี้ตางก็เปนพื้นฐานซึ่งกันและกัน ซึ่งในการศึกษาพระพุทธศาสนามุงสอนใหคนเปนคนดีคนเกงและสามารถอยูในสังคมไดอยางมีความสุข จากกระบวนการศึกษาที่กลาวมาทั้ง 3 ขั้นตอนของพระพุทธศาสนานี้หากสามารถนําไปปฏิบัติอยางจริงจัง ก็จะเกิดผลดีกับผูปฏิบัติซึ่งหลักการทั้ง 3 นั้น เปนที่ยอมรับจากชาวโลก ทําใหพระพุทธศาสนาแพรหลายไป ในประเทศตาง ๆ ทั่วโลกจึงนับไดวาพระพุทธศาสนาเปนศาสตรแหงการศึกษาอยางแทจริง พระพุทธศาสนาเนนความสัมพันธของเหตุปจจัย หลักของเหตุปจจัยคือ หลักความเปนเหตุเปนผล ซึ่งเปนหลักของเหตุปจจัยที่อาศัยซึ่งกันและกัน ที่เรียกวา "กฎปฏิจจสมุปบาท" ซึ่งมีสาระโดยยอดังนี้ “เมื่ออันนี้มีอันนี้จึงมีเมื่ออันนี้ไมมีอันนี้ก็ไมมีเพราะอันนี้เกิด อันนี้จึงเกิด เพราะอันนี้ดับ อันนี้จึงดับ” นี่เปนหลักความจริงพื้นฐาน วาสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะเกิดขึ้นมาลอย ๆ ไมไดหรือในชีวิตประจําวันของเรา “ปญหา” ที่เกิดขึ้นกับตัวเราจะเปนปญหาลอย ๆ ไมไดจะตองมีเหตุปจจัยหลายเหตุที่กอใหเกิดปญหาขึ้นมา หากเราตองการแกไขปญหาก็ตองอาศัยเหตุปจจัยในการแกไขหลายเหตุปจจัย ไมใชมีเพียงปจจัยเดียวหรือมี เพียงหนทางเดียวในการแกไขปญหา เปนตน คําวา“เหตุปจจัย”พระพุทธศาสนาถือวาสิ่งที่ทําใหผลเกิดขึ้นไมใชเหตุอยางเดียวตองมีปจจัยตางๆ ดวยเมื่อมี ปจจัยหลายปจจัยผลก็เกิดขึ้น ตัวอยางเชน เราปลูกมะมวง ตนมะมวงงอกงามขึ้นมา ตนมะมวงถือวาเปนผลที่ เกิดขึ้น ดังนั้น ตนมะมวงจะเกิดขึ้นเปนตนที่สมบูรณไดตองอาศัยเหตุปจจัยหลายปจจัยที่กอใหเกิดเปนตน


64 มะมวงไดเหตุปจจัยเหลานั้นไดแกเมล็ดมะมวงดิน น้ําออกซิเจน แสงแดดอุณหภูมิที่พอเหมาะ ปุย เปนตน ปจจัยเหลานี้พรั่งพรอมจึงกอใหเกิดตนมะมวง ตัวอยางความสัมพันธของเหตุปจจัย เชน ปญหาการมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ํา ซึ่งเปนผลที่เกิดจากการเรียนของนักเรียน มีเหตุปจจัยหลายเหตุปจจัยที่กอใหเกิด การเรียนออน เชน ปจจัยจากครูผูสอน ปจจัยจากหลักสูตร ปจจัยจากกระบวนการเรียนการสอน ปจจัยจาก การวัดผลประเมินผล ปจจัยจากตัวของนักเรียนเอง เปนตน ความสัมพันธของเหตุปจจัย หรือหลักปฏิจจสมุปบาท แสดงใหเห็นอาการของสิ่งทั้งหลายสัมพันธ เกี่ยวเนื่องเปนเหตุปจจัยตอกันอยางเปนกระแส ในภาวะที่เปนกระแสนี้ขยายความหมายออกไปใหเห็นแง ตาง ๆ ไดคือ 1. สิ่งทั้งหลายมีความสัมพันธตอเนื่องอาศัยเปนปจจัยแกกัน 2. สิ่งทั้งหลายมีอยูโดยความสัมพันธกัน 3. สิ่งทั้งหลายมีอยูดวยอาศัยปจจัย 4. สิ่งทั้งหลายไมมีความคงที่อยูอยางเดิมแมแตขณะเดียว (มีการเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลาไมอยูนิ่ง) 5. สิ่งทั้งหลายไมมีอยูโดยตัวของมันเองคือไมมีตัวตนที่แทจริงของมัน 6. สิ่งทั้งหลายไมมีมูลการณหรือตนกําเนิดเดิมสุดแตมีความสัมพันธแบบวัฏจักร หมุนหลักคําสอน ของพระพุทธศาสนาที่เนนความสัมพันธของเหตุปจจัยมีมากมาย ในที่นี้จะกลาวถึงหลักคําสอน 2 เรื่องคือ ปฏิจจสมุปบาท และอริยสัจ 4 กฎปฏิจจสมุปบาท ปฏิจจสมุปบาท คือการที่สิ่งทั้งหลายอาศัยซึ่งกันและกันเกิดขึ้น เปนกฎธรรมชาต ิที่พระพุทธเจาทรง คนพบ การที่พระพุทธเจาทรงคนพบกฎนนี้ี่เอง พระองคจึงไดชื่อวา พระสัมมาสัมพุทธเจากฏปฏิจจสมุปบาท เรียกอีกอยางหนึ่งวากฏอิทัปปจจยตา ซึ่งก็คือกฎแหงความเปนเหตุเปนผลของก ันและกันนนเองั่ กฏปฏิจจสมุปบาท คือกฏแหงเหตุผลที่วาถาสิ่งนี้มีสิ่งนั้นก็มีถาสิ่งนี้ดับ สิ่งนั้นก็ดับ ปฏจจสมิุปบาท มีองคประกอบ 12 ประการคือ 1. อวิชชาคือความไมรูจริงของชีวิต ไมรแจู งในอริยสัจ 4 ไมรูเทาทันตามสภาพที่เปนจร ิง 2. สังขารคือความคิดปรุงแตง หรือเจตนาทั้งที่เปนกุศลและอกุศล 3. วิญญาณ คือความรับรูตออารมณตางๆ เชน เหน็ ไดยนิ ไดกลิ่น รูรส รสูัมผัส 4. นามรูป คือความมีอยูในรปธรรมและนามธรรมูไดแกกายกับจิต 5. สฬายตนะคือ ตา หูจมูกลิ้น กายและใจ 6. ผัสสะคือการถูกตองสัมผัส หรือการกระทบ 7. เวทนาคือความรูสึกวาเปนสุข ทุกขหรืออุเบกขา 8. ตัณหาคือความทะเยอทะยานอยากหรือความตองการในสิ่งที่อํานวยความสุขเวทนาและความดนรนิ้ หลกหนี ในส ี ิ่งที่กอทุกขเวทนา 9. อุปาทาน คือความยึดมนถั่ือมั่นในตัวตน


ความไมส อ ชีวิต ซึ่งมี ไมมีปลา เ เ เ เ เ เ เ เ เ เ เ 10) ภพคือพฤ 11) ชาติคือค 12) ชรามรณะ สบายกายคว องคประกอบ มีความสัมพัน ยไมม ีที่สิ้นสุ เพราะมีอวิชช เพราะมีสังขา เพราะมีวิญญ เพราะมีนามรู เพราะมีสฬาย เพราะมีผัสสะ เพราะมีเวทน เพราะมีตณหั เพราะมีอุปาท เพราะมีภพ จึ เพราะมีชาติจึ ฤติกรรมที่แสด ความเกดิควา ะโสกะปริเวท ามไมสบายใ  บทั้ง 12 ประเภ นธเกี่ยวเนื่องกั สดุกลาวคือ ชาจึงมีสังขา ารจึงมีวิญญา าณ จึงมีนาม รปูจึงมีสฬาย ยนะจึงมีผัสส ะจึงมีเวทนา นาจึงมีตัณหา าจึงมีอุปาท ทาน จึงมีภพ จงมึ ีชาติ จงมึ ีชรา มรณ ดงออกเพื่อสนอ ามตระหนกใัน ะทุกขะโทมนั จและความคั ภทนี้พระพุท กนทั ํานองปฏิ ร าณ มรปู ยนะ สะ า าน ณะ ปริเวทะโ องอุปาทานนั้น นตวตนัตระห นสัอุปายาสะคื คบแคั นใจหรอื ธเจาเรียกวาอ กิริยาลูกโซเป โทมนัส อุปาย นๆเพื่อใหไดมา หนกในพฤต ักิ คอืความแกคว อความกลัดก องคประกอบ  ปนเหตุปจจ ัย ยาสะ าและใหเปนไป กรรมของตน วามตายความโ ลุมใจ แหงชีวิต หรือ ตอกัน โยงใย 65 ปตามความยึดม โศกเศราความค อกระบวนกา ยเปนวงเวยนี ไ มั่นถือมั่น คร่ําครวญ รของ ไมมีตน


66 องคประกอบของชีวิตตามกฎปฏิจจสมุปบาทดังกลาวนเปี้ นสายเกดิเรยกวี า สมุทัยวารจากกฎนี้ จะเห็นชัดวา ทงสายเกั้ิดและสายดับ ทุกสิ่งทกอยุางหรือที่เรยกวี า สภาวธรรม จะมีอวิชชาเปนตัวเหตุอันดับแรก กลาวคือเพราะมีอวิชชา ทุกสิ่งทุกอยางจึงมี และเพราะอวิชชาดับ คือสิ้นสุดลง ทุกสิ่งทุกอยางก็ยอมดับลงดวย เพราะอวิชชา ดับ สังขารจึงดับ เพราะ สังขาร ดับ วิญญาณ จึงดับ เพราะวิญญาณ ดับ นามรูป จึงดับ เพราะ นามรูป ดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะ สฬายตนะ ดับ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะ ดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนา ดับ ตัณหาจึงดับ เพราะตณหาัดับ อุปาทานจงดึ ับ เพราะอุปาทาน ดับ ภพ จึงดบั เพราะภพ ดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดบัชรา มรณะ ปริเวทะโทมนสัอุปายาสะจึงดับ จากกฎปฏิจจสมุปบาท หรือกฎอิทัปปจจยตาที่วาอวชชาเป ิ นตัวเหตของทุ ุกสิ่งทุกอยางอวิชชาคอื ความไมรูแจงในอริยสัจ 4 ดังนั้น กฎปฏิจจสมุปบาท เมื่อกลาวโดยสรุปแลวก็คืออริยสัจ 4 นั่นเอง อริยสัจ หมายถึง หลักความจริงอันประเสริฐหรือหลักความจริงที่ทําใหผูเขาถึงเปนผูประเสริฐ มี 4 ประการคือ 1) ทุกขหมายถึง ความไมสบายกาย ไมสบายใจ หรือสภาพที่บีบคั้นจิตใจใหทนไดยาก ทุกขเปน สภาวะที่จะตองกําหนดรู 2) สมุทัย(ทุกขสมุทัย) หมายถึง ตนเหตุที่ทําใหเกิดทุกขไดแกตัณหา 3 ประการ คือ กามตัณหา ภวตัณหาและวิภวตัณหา สมุทัยเปนสภาวะที่จะตองละหรือทําใหหมดไป 3) นิโรธ (ทุกขนิโรธ)หมายถึงความดับทุกขหรือสภาวะที่ปราศจากทุกขเปนสภาวะที่ตองทําความ เขาใจใหแจมแจง 4) มรรค (ทุกขนิโรธคามินีปฎิปทา) หมายถึง ทางดับทุกขหรือขอปฏิบัติใหถึงความดับทุกข ไดแกมัชฌิมาปฏิปทา หรืออริยมรรคมีองค 8 ซึ่งสรุปลงในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิปญญา จึงจะไปสู ความดับทุกขได อริยสัจ 4 นี้ถาวิเคราะหกันในเชิงวิทยาการสมัยใหมก็คือศาสตรแหงเหตุผลและเปนกระบวนการ ที่เกี่ยวเนื่องกัน เปนระบบเหตุผล คือ เมื่อมีเหตุเกิดแหงทุกข (สมุทัย) ก็จะทําใหเกิดความทุกข (ทุกข)ใน ขณะเดียวกัน หากตองการสภาวะหมดทุกข (นิโรธ) ก็ตองกําจัดเหตุเกิดแหงทุกขคือตัณหาดวยการปฏิบัติตาม มรรค 8 (มรรค)


67 วิธีแกปญหาตามแนวพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเนนการแกปญหาดวยการกระทําของมนุษยตามหลักของเหตุผลไมหวังการออนวอน จากปจจัยภายนอกเชน เทพเจารุกขเทวดา ภูตผีปศาจเปนตน จะเห็นไดจากตัวอยางคําสอนในคาถาธรรมบท แปลความวา มนุษยทั้งหลายถูกภัยคุกคามแลว พากันถึงเจาปาเจาเขา เจาภูผา ตนไมศักดิ์สิทธิ์เปนที่พึ่งแตสิ่ง เหลานั้นไมใชสรณะอันเกษม เมื่อยึดเอาสิ่งเหลานั้นเปนสรณะ (ที่พึ่ง) ยอมไมสามารถหลุดพันจากความทุกขทั้งปวง…แตชนเหลาใด มาถึงพระพุทธเจา พระธรรม พระสงฆเปนสรณะรูเขาใจอริยสัจ 4 เห็นปญหาเหตุเกิดของปญหา ภาวะไรปญหา และวิธีปฏิบัติใหถึงความสิ้นปญหาจึงจะสามารถหลุดพนจากทุกขทั้งปวงไดดังนั้น มนุษยตองแกปญหาดวย วิธีการของมนุษยที่เพียรทําการดวยปญญาที่รูเหตุปจจัย หลักการแกปญหาดวยปญญาของมนุษยคือ 1. ทุกขคือการเกิดปญหา หรือรูปญหาที่เกิดขึ้น หรือรูวาปญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร 2. สมุทัยคือการสืบหาสาเหตุของปญหา 3. นิโรธคือกําหนดแนวทางหรือวิธีการแกไขปญหาที่เกิดจากสาเหตุตาง ๆ เหลานั้น 4. มรรค คือ ปฏิบัติตามวิธีการใหถึงการแกไขปญหา หรือวิธีการดับปญหาได การแกปญหาตามหลักอริยสัจ 4 นี้มีคุณคาที่สาคํ ัญพอสรุปได ดังนี้ 1. เปนวิธีการแหงปญญา ซึ่งดําเนินการแกไขปญหาตามระบบแหงเหตุผลเปนระบบวิธีแบบอยาง ซึ่งวิธีการแกปญหาใด ๆ ก็ตามที่จะมีคุณคาและสมเหตุผล จะตองดําเนินไปในแนวเดียวกันเชนนี้ 2. เปนการแกปญหาและจัดการกับชีวิตของตน ดวยปญญาของมนุษยเอง โดยนําเอาหลักความจริง ที่มีอยูตามธรรมชาติมาใชประโยชนไมตองอางอํานาจดลบันดาลของตัวการพิเศษเหนือธรรมชาติหรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ 3. เปนความจริงที่เกี่ยวของกับชีวิตของคนทุกคน ไมวามนุษยจะเตลิดออกไปเกี่ยวของสัมพันธกับ สิ่งที่อยูหางไกลตัวกวางขวางมากมายเพียงใดก็ตาม แตถาเขายังจะตองมีชีวิตของตนเองที่มีคุณคาและ สัมพันธกับสิ่งภายนอกเหลานั้นอยางมีผลดีแลวเขาจะตองเกี่ยวของและใชประโยชนจากหลักความจริงนี้ตลอดไป 4. เปนหลักความจริงกลาง ๆ ที่ติดเนื่องอยูกับชีวิต หรือเปนเรื่องของชีวิตเองแทๆ ไมวามนุษยจะ สรางสรรคศิลปวิทยาการ หรือดําเนินกิจการใด ๆ ขึ้นมา เพื่อแกปญหาและพัฒนาความเปนอยูของตน และ ไมวาศิลปวิทยาการ หรือกิจการตาง ๆ นั้น จะเจริญขึ้น เสื่อมลง สูญสลายไป หรือเกิดมีใหมมาแทนอยางไรก็ตาม หลักความจริงนี้ก็จะคงยืนยง และใชเปนประโยชนไดตลอดทุกเวลา กลาวโดยสรุป การศึกษาในพระพุทธศาสนาคือการศึกษาในเรื่องศีล สมาธิปญญา ซึ่งการศึกษาทั้ง 3 ขั้นนี้ตางก็เปนพื้นฐานซึ่งกันและกัน เหมือนขั้นบันไดกลาวไดวาตลอด 45 ปที่พระพุทธเจาทรงประกาศ หลักสัจธรรมที่พระองคทรงตรัสรูหลักคําสอนทั้งหมดรวมอยูในเรื่องศีล สมาธิและปญญา หรือที่เรียกวา ไตรสิกขาและเปนองคประกอบหนึ่งในอริยสัจ 4 ดังนี้


68 สัมมาทิฐิ ทุกข ปญญา สัมมาสังกัปปะ สมุทัย สัมมาวาจา นิโรธ อริยสัจ 4 ไตรสิกขา ศีล สัมมากัมมันตะ มรรค สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สมาธิ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สรุปสาระสําคญั หลักในการศึกษาของพระพุทธศาสนานั้นจะมีลําดับขั้นตอนการศึกษาโดยเริ่มจาก สีลสิกขาจิตตสิกขา และปญญาสิกขา ซึ่งรวมเรียกวา “ไตรสิกขา” หากสามารถนําไปปฏิบัติอยางจริงจังกจะเก็ ิดผลดีกับผูปฏิบัติ พระพุทธศาสนาเนนการแกป ญหาดวยการกระทําของมนษยุตามหลักของเหตุผลใหเขาใจความส  ัมพนธั ของเหตุ ปจจัย หรือหลกปฏ ั ิจจสมุปบาท ซึ่งเปนหลกธรรมชาตั ิของชีวิตมนษยุนนเองั่


69 กิจกรรม กิจกรรมที่ 3 ใหนกศั ึกษาตอบคําถามตอไปนี้ 1. หลังจากพระพุทธเจาตรัสรูเปนพระอรหนตั แลว พระองคทรงใชเทคนิควิธีการสอนรูปแบบใดจงึ จะสามารถทําใหคนศรัทธาในหลักธรรมคําสอนของพระองคได 1.1……………………………………………………………………………………………… 1.2……………………………………………………………………………………………… 1.3……………………………………………………………………………………………… 1.4………………………………………………………………………………………………. 1.5……………………………………………………………………………………………… 2. กระบวนการศึกษาในพระพุทธศาสนาโดยใชหล ักไตรสิกขา ประกอบดวยอะไรบาง …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… 3.ปฎิจจสมุปบาท หมายถึงอะไร ประกอบดวยอะไรบาง …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………


70 บรรณานุกรม ชํานาญ นิศารัตน. หนังสือเรยนสี ังคมศึกษารายวิชา ส 041 ศาสนาสากล ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานชิ, 2536. ดนัย ไชยโยธา สุคนธ สินธุพานนท และ สุริวัตร จันทรโสภา. หนังสือเรียนพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4-6. พิมพครั้งท 3.ี่ กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, 2553. นภดล ขวัญชนะภกดั ี. พระพุทธศาสนา ชวงช ั้นที่ 4 เลม 2. กรุงเทพฯ : ประสานมิตร, 2547. ประเวศ อินทองปาน. ศาสนาเบื้องตน . กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 2545. ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานกรมฉบุับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, 2525. วิทยวิศทเวทย เสถียรพงษวรรณปก. พระพุทธศาสนา ม.5. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, 2552. วิทยา ปานะบตรุ . คูมือเสริมเรียนรูดวยตนเอง ชวงชั้นที่ 4. กรุงเทพฯ : เพิ่มทรัพยการพิมพ, 2552. วีรชาตินิ่มอนงค พระรพิน พุทธฺสาโร. หนังสือเรียนสาระการเรียนรูพื้นฐาน ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม. กรุงเทพฯ : สถาบันพัฒนาคณภาพวุิชาการ, 2548. สุชีพ ปุญญานุภาพ. พระไตรปฎกสําหรับประชาชน. พมพิ ครั้งที่ 13. กรุงเทพฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย, 2534. อมร รักษาสัตย. “การปกครองภิกษุสงฆตามหลักประชาธิปไตย หลักอาวุโส และพระวินยั” ใน ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน. หนา 329-344. กรุงเทพฯ : การันตการพิมพ, 2542.


71 หนวยการเร ี ยนรู ท ี่ 4 แบบอยางการดําเนินช ี วิตของพระพุทธศาสนิกชน โครงสร างของหนวย มาตรฐานการเรียนรู มาตรฐานที่ส 5.2 มีความรูความเขาใจเหนค็ุณคาและสบทอดศาสนาืวัฒนธรรม ประเพณี เพื่อการอยูรวมกันอยางสันติสุข ผลการเรียนรูที่คาดหวัง วิเคราะหขอคิดและแบบอยางการดําเนนชิวีิตจากประวตัสาวกิ สาวิกา ชาดก เรื่องเลา และ ศาสนิกชนตวอยั างตามที่กําหนด รายละเอียดขอบขายเน ื้อหา ตอนที่ 1 พุทธสาวก พุทธสาวิกา เรื่องที่ 1.1 พระอัสสชิ เรื่องที่ 1.2 พระกีสาโคตรมีเถรี เรื่องที่ 1.3 พระนางมัลลิกา เรื่องที่ 1.4 หมอชีวกโกมารภัจจ เรื่องที่ 1.5 พระอนุรุทธะ เรื่องที่ 1.6 องคุลิมาล เรื่องที่ 1.7 พระธัมมทินนาเถรี เรื่องที่ 1.8 จิตตคหบดี เรื่องที่ 1.9 พระอานนท เรื่องที่ 1.10 พระปฎาจาราเถรี เรื่องที่ 1.11 จูฬสุภัททา เรื่องที่ 1.12 สุมนมาลาการ ตอนที่ 2 ชาดก เรื่องที่ 2.1 มหาเวสสันดรชาดก เรื่องที่ 2.2 มโหสถชาดก เรื่องที่ 2.3 มหาชนกชาดก


72 ตอนที่ 3 ชาวพุทธตัวอยาง เรื่องที่ 3.1 พระนาคเสน เรื่องที่ 3.2 พระเจามิลินท เรื่องที่ 3.3 อนาคาริกธรรมปาละ เรื่องที่ 3.4 สมเด็จพระวันรตั (เฮง เขมจาร) ี เรื่องที่ 3.5 พระอาจารยมั่น ภูริทัตโต เรื่องที่ 3.6 พระธรรมโกศาจารย (พุทธทาสภิกขุ) เรื่องที่ 3.7 พระพรหมมังคลาจารย (ปญญานันทภกขิุ) เรื่องที่ 3.8 พระโพธิญาณเถระ (ชา สุภทโท) เรื่องที่ 3.9 พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยตตโตุ ) เรื่องที่ 3.10 สมเด็จพระนารายณมหาราช เรื่องที่ 3.11 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหวั เรื่องที่ 3.12 สุชีพ ปุญญานุภาพ เรื่องที่ 3.13 ดร.เอ็มเบดการ เวลาที่ใชในการศึกษา 30 ชั่วโมง ส ื่อการเรียนรู ชุดการเรียนทางไกลรายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง 2 รหัสรายวิชา สค33009 ระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย กิจกรรมการเรียนรู 1. ศึกษารายละเอียดจากชดการเรุียนทางไกล 2. ปฏิบัติกิจกรรมแตละตอนที่กําหนด 3. ศึกษาหาความรูเพิ่มเติมจากผูรูหรือสื่อที่มีอยูในแหลงเรียนรูตางๆ การประเมินผล ประเมินผลดวยตนเองจากการทําแบบทดสอบแบบฝกหัดและกิจกรรมแลวตรวจสอบจากเฉลยทายเลม


73 ตอนท ี่ 1 พุทธสาวก พุทธสาวิกา เร ื่องที่ 1.1 พระอัสสชิ พระอัสสชิเถระเปนบุตรของพราหมณผูหนึ่งในกรุง กบิลพัสดุบิดาของทานเปนหนึ่งในจานวนพราหมณํ  8 คนที่ไดรับ เชิญไปทํานายพระลักษณะและขนานพระนามเจาชายส  ิทธัตถะ ครั้งเมื่อเจาชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช โกณฑัญญพราหมณ ซึ่งเปนผหนู ึ่งในจํานวนพราหมณ 8 คนนนเชั้อวื่าเจาชายสิทธตถะจะั ไดตรัสรูแนนอนจึงไดชักชวนทานอัสสชิพรอมสหายไปเฝา ปรนนิบัติขณะที่เจาชายสิทธัตถะทรงบําเพ็ญทกรกุิริยาอยูณ อุรุเวลาเสนานิคมและเมื่อเจาชายสิทธัตถะทรงเลิกบําเพ็ญทุกรกิริยา ทานอัสสชิพรอมดวยสหายไดพากันหนีไปอยูที่ปาอิสิปตนมฤคทายวันแขวงเมืองพาราณสีครั้นเจาชายสทธิ ัตถะ ไดตรัสรูเปนพระพุทธเจาแลวพระองคไดเสด็จไปโปรดโดยแสดงพระธรรมเทศนาชื่อวาธมมจั ักกัปปวัตนสูตร เมื่อจบพระธรรมเทศนาแลวทานอัสสชิไดดวงตาเห็นธรรมและไดบวชเปนสาวกของพระพุทธองคเชนเดียวกับสหายทั้ง 4 หลังจากบรรลุพระอรหันตแล ว พระอัสสชิเถระไดเปนหนึ่งในจานวนพระสาวกํ 60 รูปที่ พระพุทธเจาทรงสงไปประกาศพระศาสนารุนแรกในเชาว ันหนงึ่ ทานได  ออกบณฑบาตในเม ิองราชคฤหื  อิริยาบถอนสงบสั ํารวมขณะเดินบิณฑบาตของทานไดกอใหเกิดความประทับใจแกมาณพหนุมนามวา อุปติสสะผูพบเห็นทานโดยบังเอิญ อุปติสสะจึงติดตามทานไปห  างๆ ครั้นพอไดโอกาสขณะพระอัสสชิเถระ นั่งฉันภัตตาหารอยูจึงเขาไปนมัสการและเรยนธรรมะจากที าน พระอัสสชิเถระออกตววัาทานบวชไมนาน ไมสามารถแสดงธรรมโดยพสดารได ิ อุปตสสะจิ ึงกราบเรยนให ี ทานแสดงธรรมแตโดยยอทานจึงแสดงธรรม โดยยอวา “ธรรมเหลาใดเกิดแตเหตุพระตถาคตตรัสเหตุแหงธรรมเหลานั้นและการดบแหั งธรรมเหลานั้น พระมหาสมณะมีวาทะอยางนี้” อุปติสสะครั้นไดฟงธรรมแลวก็ได “ดวงตาเหนธรรม็ ” จึงรีบไปบอกแก โกลิตะผูเปนสหายและครั้นโกลิตะฟงธรรมนั้นแลวก็ไดดวงตาเห ็นธรรมเชนเดียวกนัจึงไดพาก ันออกบวช เปนสาวกของพระพุทธเจา พระอัสสชิเถระไมปรากฏวาทานมีความเชยวชาญดี่ านใดเปนพิเศษ ทานม ีความเปนอยูอยาง เรียบงาย สมถะ ชอบอยูสงบเพียงลําพัง มีบคลุิกนาเลื่อมใส สํารวมอินทรียการคูการเหยยดซี ึ่งมือและเทา การเหลียวดเปูนไปอย างสงบส ํารวมนาเลื่อมใสยิ่งและไมปรากฏว าพระอสสชั ิเถระมีอายพรรษาเทุาใดทานนพพานิ ไปเงียบๆ โดยไมมีกลาวถึงไวในคมภั ีรไหนเลย ที่มา : www.google.com


74 คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. พระอัสสชิเถระมีบุคลิกภาพที่นาเลื่อมใส สมถะ สํารวมระวังกิริยามารยาท ดังที่อุปติสสะได พบเห็นทานแลวเกิดความรูสึกประทับใจ นาเลื่อมใส ซึ่งบุคลิกภาพเชนนี้เปนสื่อที่ชักจูงใหผูแสวงหาทางพน ทุกขเขามาหาและมาสัมผัสรสพระธรรมเปนอยางดีบุคคลผูสํารวมระวังรักษากิริยามารยาท ยอมเปนที่รักที่ชอบ ใจและนาเลื่อมใสของผูอื่น 2. พระอัสสชิเถระเปนนักสอนศาสนาที่เชี่ยวชาญมิใชนอยการประกาศธรรม มิไดหมายความ วาจะตองพูดเกง พูดไดยืดยาว หากรูจักพูดรูจักสอน โดยเฉพาะอยางยิ่งรูอุปนิสัยของผูฟงดวยแลวแมแสดง เพียงสังเขปก็สัมฤทธิ์ผลดังทานไดแสดงแกอุปติสสมาณพนั้น 3. พระอัสสชิเถระเปนผูมีคณุ ูปการอันยงใหญ ิ่ที่ทานทําไวแกพระพุทธศาสนาโดยไดเปนผู ชักชวนใหอุปติสสมาณพ และโกลิตะมาณพเขามาบวช ตอมาทานทั้งสองก็ไดเปนพระอัครสาวกของ พระพุทธเจา ผูเปนกําลังสําคัญของพระพุทธศาสนา เร ื่องที่ 1.2 พระกีสาโคตมีเถรี พระกีสาโคตมีเถรีหรือพระกีสาโคตมีเกิดในวรรณะแพศย มีชื่อ เดิมวา “โคตรมี” แตเพราะมีรางกายผายผอมหลายคนจึงตั้งชื่อใหใหมวา “กีสาโคต มี” แปลวา “นางโคตมีผอม” เดิมเคยมีอดีตเปนถึงธิดาของมหาเศรษฐีแหงเมือง สาวัตถีแตตอมาเกิดประสบวิกฤตการณบางอยางทําใหกลายมาเปนคนจนอยางไร ก็ตามทานยังถือวามีบุญอยูมากเพราะทานไดแตงงานกับบุตรของมหาเศรษฐีอีก คนหนึ่งสุดทายหลังการเสียชีวิตของบุตรของทานทําใหทานมีความเศราโศก เสียใจมาก จนมาไดพบพระพุทธเจาและทรงใชอุบายแกความทุกขใจของทานจน เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาพระกีสาโคตมีเถรีเมื่อบวชเปนภิกษณุีแลว ไดตั้งใจปฏิบัติธรรมจนบรรลุพระอรหันตพระพุทธเจาทรงยกยองใหทานเปน พระภิกษุณีผูเอตทัคคะผูเลิศกวาภิกษุณีอื่นในดานผูทรงจีวรเศราหมอง ที่มา : Google..com พระกีสาโคตมเถรี ีเดิมเปนบุตรีแหงเศรษฐตระกีูลหนึ่งในเมองสาวื ัตถีซึ่งตอมาประสบเคราะห กรรมคือเงินและทองกลายเปนถ านแตเมื่อนางกีสาโคตมีมาแตะถานเหลานนั้ถานกกล็ ับกลายเปนเงนและทองอยิ าง เดิม เศรษฐีจึงสูขอทานมาเปนลูกสะใภแตก ็ไมวายที่จะถูกคนเหลานนเหยั้ยดหยามวี ามาจากตระกูลคน ยากจน ตอมานางจึงใหกําเนิดบุตรแตบุตรนั้นก็ไดตายจากไป เมื่ออายุเพียง 3 ขวบ การตายของบุตรจึงทําใหนาง ตกอยูในความทุกขอยางหนกัถึงขนาดอุมศพลูกไปทุกหนทุกแหงจนกระทั่งมาพบพระพุทธเจาขณะประทับ อยูณ วัดเชตวนัเมืองสาวัตถี


75 พระพุทธองคทรงแนะอุบายคลายความทุกขโดยการใหนางไปเสาะหาเมล็ดพันธุผักกาดจาก บานที่ไมเคยมคนตายี ปรากฏวานางตองผิดหวังเพราะทุกบานนั้นก็ลวนแต มีคนตายทั้งสิ้น ในที่สุดนางจึงได ขอสรุปวาความตายเปนเรื่องธรรมดาของคนหรือสิ่งมีชีวติ ไมมีใครเกดมาแลิ วไมตายการตายของบตรตนุ จึงเปนเรื่องธรรมดาเรื่องหนงของชึ่ีวิต ครั้นคิดไดแล วนางจึงสําเร็จเปนพระโสดาบ นบัุคคลทั้งที่ยังไมไดบวช เมื่อเปนพระโสดาบ  ันแลวพระพุทธองคทรงมอบหมายใหภ ิกษและภุกษิณุีทําการอุปสมบท เมื่อทําการ อุปสมบทแลวทานก็บําเพ็ญจตภาวนาิ โดยพิจารณาจากเปลวเทยนในอ ีุโบสถจนไดบรรลุอรหัตผล ทานไดรับการยกยอง จากองคพระศาสดาวาเปนเอตท ัคคะทางดานทรงจีวรเศราหมองยิ่งกวาภิกษณุีรูปใดในพระพุทธศาสนา คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. นางกิสาโคตรมีเปนบุคคลที่มสตี ิปญญาอยูในระดับอุคฆฏิตญัูสามารถเรียนรูไดเร็วไมตองพูดมาก สอนมากเพราะพรอมที่จะรอยููแลว 2. นางกีสาโคตรมีเปนบุคคลที่มีอุปนิสัยประเภทพุทธิจริตคือชอบใชความรูและความคิดเชื่อใครยาก ชอบถาม ชอบคาน ชอบสิ่งที่มีเหตุผล 3. นางกีสาโคตรมีเปนผูที่ใชสตปิญญาแกไขปญหาขณะที่มาพบพระพุทธเจานั้นนางไมมีความพรอม ที่จะรับฟงพระธรรมเทศนาเพราะมืดมวดัวยอว ิชชาจตใจระส ิ่ําระสายเปนทุกขเมื่อนางมีสตกิ็สามารถใช ปญญาแกไขปญหาได  ในที่สุด เร ื่องที่ 1.3 พระนางมัลลิกา พระนางมัลลิกา ทรงเปนธิดาของนายมาลาการ (ชางทํา ไม) นางมีหนาที่ออกไปเก็บดอกไมในสวนเพื่อนํามาใหบิดา ทํา พวงมาลัยทุกวันหรือไมก็จัดดอกไปใหเปนระเบียบเพื่อไวขายเปนประจํา นอกจากนี้นางยังไดถวายดอกไมและไดฟงพระธรรมเทศนาจาก พระพุทธเจาจนไดบรรลุโสดาปตติผลเปนพระอริยบุคคลตั้งแตอายุยังนอย เมื่อนางมีอายุประมาณ 16 ปขณะเก็บดอกไมนางไดรองเพลง ไปพลางเก็บดอกไมไปพลางอยางมีความสุข และในขณะนั้นเองพระเจา ปเสนทิโกศลไดปลอมพระองคเปนสามัญชน ไดฟงเพลงที่นางขับรอง ไดอยางไพเราะจับใจจึงปรากฏพระองคขึ้นและสนทนากับนางก็รูสึก พอพระทัยมากขึ้นตอมาอีกสองสามวัน พระองคจึงสงเจาหนาที่ใหไปรับ นางมาไวในพระราชวังนางจึงรูความจริงวา บุรุษที่นางสนทนาดวยในวัน กอนนั้นเปนพระราชาพระนามวาปเสนทิโกศลและพระเจาปเสนทิโกศล ที่มา : Google..com ก็ทรงอภิเษกสมรสกับนางและทรงสถาปนาใหเปนพระมเหสีดวย


76 พระนางมัลลิกาเปนสตรีที่มีความเฉลียวฉลาดมปฏี ิภาณไหวพรบิแกปญหาเฉพาะหนาไดดีทรงเปนที่รัก และชื่นชมของพระสวามีเปนอย างมาก พระเจาปเสนทิโกศลถึงแมวาในระยะหลังนพระองคี้  จะหนมาสนใจ ั ในพระพุทธศาสนาก็ยังมีความเชื่อลัทธิดั้งเดิมบางอยางอยูเชนเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีบูชายัญ ครั้งหนึ่ง พระองครับสั่งใหตระเตรียมพิธีบูชายิ่งใหญมีการฆาสัตวเพื่อเซนสรวงอยางละ 700 ตัว พระนางมลลั ิกาทรง ทัดทานมิใหพระองคทําบาป และไดแนะน าให ํ พระองคเขาเฝาพระพุทธเจาเพื่อขอรับคําแนะนําซึ่งพระองคก็ ทรงทําตาม และยกเลิกพิธีบูชายัญ อนึ่งเมื่อพระเจาปเสนทิโกศลแขงกับชาวเมืองทําบุญกันประชาชนมักจะทําทานอันประณีตและมโหฬาร พระเจาปเสนทิโกศลจนพระทัยไมรจะทู ําประการใดจึงจะทําใหทานของพระองคมโหฬารและแปลกใหม กวาประชาชน จึงขอรับคําแนะนําจากพระนางมัลลิกา ซึ่งพระนางมัลลิกาก็แนะนําใหพระองค ทรงทํา “อสทิสทาน” (ทานที่ไมมใครเหม ี ือน) และพระองคก็ทรงทําตาม นับวาเป นความเฉลยวฉลาดอี ันเกดจากิ สติปญญาของพระนางมัลลิกาอยางแทจริง พระนางมัลลิกาไมมีพระราชโอรสเมื่อพระนางพระครรภแกจวนจะมีประสูติกาลพระเจาปเสนทิโกศล ทรงมีความปรารถนาอยากไดพระราชโอรส แตเมื่อพระนางมัลลิกาประสูติพระราชธิดา ทําใหพระองค  เสียพระทยมากัจึงเขาเฝาพระพุทธเจาเพื่อปรับทุกขพระพทธเจุาตรัสปลอบพระทัยวาธิดาหรือโอรสไมสาคํ ัญ เพศมิใชเปนเคร ื่องแบงหรือบอกความแตกตางในดานความรูความสามารถ สตรีที่มีสติปญญาเฉลียวฉลาด ประพฤติธรรม และเปนมารดาของบุคคลสําคัญ ยอมประเสริฐกวาบุรุษ ดวยพระดํารัสนี้ทําใหพระเจา ปเสนทิโกศลทรงพอพระทยเปั นอยางยิ่ง ครั้งหนึ่ง พระเจาปเสนทิโกศลตรัสถามพระนางมัลลิกาวาพระนางรักพระองคหรือไมรักมากเพียงใด แตพระนางมัลลิกากลับตอบวา พระนางรักตนเองมากกวาสิ่งใด ดวยคําตอบของพระนางทําใหพระเจา ปเสนทิโกศลทรงนอยพระทัยดวยทรงคิดวาพระ มเหสีไมรักพระองคเสมอเหมือนชีวิตของนาง เมื่อมีโอกาสเหมาะ จึงกราบทูลใหพระพุทธเจาทรงทราบถึงเรื่องดังกลาว พระพุทธเจากลับตรัสวา “มัลลิกาพูดถูกแลวมหาบพิตร เพราะบรรดาความรักทั้งหลายในโลกนี้ไมมีความรักใดจะเทากับความรักตนเอง มัลลิกาพูดคําจริงตรงกับใจเธอ มหาบพิตรควรจะชื่นชมมเหสีที่ยึดมั่นในสัจจะ (ความจริง) เชนนี้” พระเจาปเสนทิโกศลไดฟงพระดํารัสนี้แลว จึงคอยคลายความนอยพระทัยลงได พระนางมัลลิกาเปนพุทธสาวกาผิูมั่นคงในธรรมและชวยคนอ ื่นใหเข าถึงธรรมดวย ในฐานะพระมเหสี ของพระราชา พระนางเปนพระสาว ิกาพึ่งตัวเองไดในทางธรรมและเป  นที่พึ่งของผูอื่นโดยเฉพาะพระสวามี พระนางจึงทรงเปนสตรีตัวอยางที่ดีทานหนึ่งในประวัติศาสตรของพระพุทธศาสนา คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. พระนางมัลลกาเป ิ นผูกตัญูกตเวทีกลาวคือเมื่อพระนางยังเปนเด็กสาวธิดาของนายมาลาการนั้น พระนางไดชวยบดาเกิ ็บดอกไมในสวนและจัดใหเป นระเบยบเพี ื่อนําไปขายทกวุัน นับวาพระนางเป นผูกตัญู ชวยเหลือกิจการของบิดาและมีความขยันเปนอยางยิ่ง


มิใหกระ ยึดมั่นอยู พระพุทธ เร ื่องที่1 ที่มา : Goog เปนลูกไม เปนศษยิ เ ของภรรย การปรุงย พิมพิสาร บําเหน็จ ไดแลวไ ไปยังตาง โรคปวด หมอชีวก ถึงกับสงั่ 2. พระนางมั ะทําบาปดวยก ยูในคุณธรรมค 3. พระนางมั ธศาสนาดวย 1.4 หมอชีวก gle..com มมีพอจึงมีมาน เรยนวีชาแพทิ อาจารยใ ยาเศรษฐีเมือง ยาขนานเดียว เมื่อกลับ รจนหายขาด จํานวนมากร ทานไดผ ดผาตดสมอัง จากนั้นม งแดน ถึงเมือ ดพระเศียรขาง กถวายการรักษ งคนตามลาหา ัลลิกาเปนผูมี การฆาสัตวบูช ความดีพระน ัลลิกาทรงเปน กโกมารภัจ นะจะเอาชนะหา ยกบอาจารยัท ิ ใหเสบียงมานิ งสาเกต ที่เปนม ไดรับรางวัล ถึงเมืองราชคฤ พระเจาพิมพิ รวมทั้งสวนม ผาตัดเนื้องอก งเศรษฐชาวเีมื าชื่อเสียงเกียรติ องอุชเชนีแคว งเดียวมาเปน ษาจนหายแตก ็ าวาหมอชีวกแ สตปิญญาเฉลี ชายัญ และทร นางจึงทรงเปน นพทธสาวุิกา จ  โสเภณ แตงตั้ กหาป นางจึ อภัย พ เปน บ รอดม าความรูใสตวัไ ทิศาปราโมกขเ นดหนิ อยหมด มา7 ปแลวรัก 4,000 กหาป ฤหแลวไดมีโ พิสารจึงแตงตั ะมวงดวย ในลําไสของบ มืองราชคฤหค ติคุณของหมอ วนอวันตีซึ่งอ เวลานาน 7 กเก็ ือบถูกประ แกลงแตหมอ ลยวฉลาดีทร รงแนะนําใหพ นที่รักและโป ผูมนคงในพ ั่ร หมอชี ณีผูทรงเกียรติ ตั้ง มีเงนเดิ ือ ปณะ (ประมาณ เพราะ งไมเลี้ยง สั่งใ พระโอรสขอ บุตรบุญธรรม มาไดตอนเปน ชีวกเปน ไมใหใครดูถูก เรยนอยีู 7 ปก็ ดระหวางทาง กษาหมอที่ไห ณะ โอกาสรักษาโร ตั้งใหเปนแพท บุตรเศรษฐีชา คนหนึ่งจนอาก ชีวกก็แพรสะ ยูหางไกล พ ปแลว จึงส ะหารชีวิตเพรา อชีวกก็เอาชีวิ รงทัดทานพระ พระสวามใหีพ ึ ปรดปรานของ ระพทธศาสุน ชวกี เปนบุตรน ติแหงเมืองรา นและคาตัวสํ ณ 400 บาท) ะไมไดตงใจ ั้ใ ใหเอาไปทงิ้ที่ งพระเจาพิมพิ มตั้งชื่อใหวาชี นเดก็ นคนฉลาดมีปฎภิ จึงหนีไปกับก กจบ็ลาอาจารย จึงตองใชวิชา นก็ไมหาย สา รคภคันทบาพ ทยหลวงประ าวเมืองพาราณ การโรคปวดศ พัดไปทั่วเมือง พระเจาจัณฑป สงราชฑูตมาข าะกษัตริยไมช ตรอดกลับมา ะเจาปเสนทโิ พึ่งตนเองดวย งพระสวามเปี  นาและชวยคน นางโสเภณีน ชคฤห โด สาหรํ ับผูรวมอ ใหเกดิเมื่อเกดิ ที่หนาประตวูัง พิสารเสด็จไป ชวกโกมารภ ีจั ภาณเฉียบคมถู กองคาราวานไป ยกลับบานเกดิ าความรูที่เรยี ามารถรักษาให พาธ (โรคริดสี ะจําพระราชสํ ณสีคนหนงใึ่ห ศรีษะหายขาด งวาเปนหมอเท ปชโชต กษัตริ ขอจากพระเจ ชอบเนยใส หม าไดดวยปญญ 77 โกศลผูเปนพร ยการปฏิบัติธร นอยางยิ่ง นอื่นใหเขาถงึ ามวา สาลวดี ดยพระเจาแผ อภิรมยอีกคน ดมาแลวเปนช ง เชาตรูวันนนั้ ปพบเขาจึงนาํ จแปลวาผูยงั กเด็กๆในวังด ยังเมืองตกกสัลิ เมองนอนื นมารักษาโรค หหายขาดไดด  สีดวงทวาร) ขอ สํานัก ไดพระ หหายขาดจาก ด ทวดา ชื่อเสียง ริยผูดุรายประ าพิมพิสารให มอชีวกปรุงยา ญาของตน ระสวามี รรมและ งธรรมใน นางนคร นดนทรงิ ละ 100 ชายดวย น เจาฟา าไปเลี้ยง งมีชีวิต าเสียดสีวา ลาฝากตวั คปวดหวั ดวย องพระเจา ะราชทาน กโรคราย งไดฟุงขจร ะชวรดวย หไปรักษา าใสเนยใส


78 เมื่อพระเจาจัณฑปชโชตหายประชวรแลวทรงส  ํานึกในบญคุ ุณหมอชีวกจึงทรงสงผากัมพล หรือ ผาแพรเนื้อละเอียดอยางดีสองผืนไปพระราชทานแกหมอช ีวก หมอชีวกไดนําผาสองผืนนั้นไปถวายพระพุทธเจา จนเปนเหตุใหพระพุทธองคทรงอนุญาตให พระภิกษุสงฆรับผาสําเร็จที่ชาวบานถวายไดแตบัดนั้นมาทําใหคหบดีและชาวเมืองตางดีใจพากันนําจีวรมา ถวายพระเปนจํานวนมาก ในสมยนั ั้น พระพุทธเจาประท  ับอยวู ัดเวฬุวนัเมื่อบําเพ็ญพุทธกจตลอดทิ ั้งวนัทรงมีเวลาพักผอน นอย พุทธกิจ 5 ประการคือ 1. เวลาเชามืด ทรงตรวจดูอุปนิสัยสัตวโลกที่ควรโปรด 2. เชา เสด็จออกบิณฑบาต หรือโปรดสัตว 3. เวลาเย็น ทรงแสดงพระธรรมเทศนาแกพทธบรุิษัท 4. เวลาค่ํา ทรงใหโอวาทแกภกษิุสงฆ 5. เวลาดึก ทรงแกปญหาเทวดา พระวรกายของพระองคจงเกึ ิดหมกหมมดัวยส  ิ่งอันเปนโทษ ทองผูกอยางรายแรงเนื่องจากนั่งนาน พระอานนทจึงไปหาหมอชวกแจี งพระอาการของพระพุทธเจาใหทราบ หมอชีวกไดไปถวายยาถาย พระวรกาย ของพระพุทธองคไดกลับเปนปกต  ิดังเดิม และไดถวายตวเปั นแพทยประจําพระองคต ั้งแตวนนั ั้นเปนตนมา พรอมทั้งถวายสวนมะมวงให  เปนที่ประทบของพระพัุทธเจาอ ีกดวย หมอชวกได ี ถวายการรกษาพระพัุทธเจาอกครี ั้งหนึ่งเมื่อพระพทธองคุถูกพระเทวทตลอบทัารํายกลิ้งหิน บนยอดเขาคิชฌกูฏหมายจะใหทับพระองคใหสิ้นพระชนมแตก็ทําไดแค ทําใหพระบาทของพระพุทธองคมี พระโลหิตหอเทานั้นหมอชวกได ี ถวายการรักษาที่สวนมะมวงนั้น หมอชีวกตลอดชีวิตทานยุงอยกู ับการรักษาโรคคนทั้งเมืองไมม ีเวลาปฏิบัติธรรมแตทานก็เปนพระโสดาบ  ัน ไดใชวิชาความรูที่เลาเรียนมาบําเพ็ญประโยชนแกชนหมมากูชวยเหลือผูเจ็บไขไมเลือกยากดีมีจน จนไดรับ ยกยองจากพระพุทธองควาเปนเอตทัคคะในดานเป  นที่รักของปวงชนคนเชนนี้ไดชื่อวาไมเสยชาตี ิเกดโดยแท ิ และ เราควรเอาเยยงอยี่างเปนอยางยิ่ง


79 เร ื่องที่ 1.5 พระอนุรุทธะ พระอนุรุทธเถระในอดีตชาตไดิ สรางบุญญาธิการไว ดวยการทําบุญกุศลมากมายในพุทธกาลทานบังเกิดเปนพระราช โอรสของเจาอมิโตทนะซึ่งเปนพระอนุชาของพระเจาสุทโธทนะ ผูครองกรุงกบิลพัสดุประสูติรวมพระมารดาเดียวกันสามพระองคคือ พระเชษฐา (พี่ชาย) พระนามวามหานามะพระกนิฏฐภคินี (นองสาว) พระนามวาโรหิณ ีถานับตามลําดับพระวงศก็เปนพระอนุชาของ สมเด็จพระพุทธเจา อนุรุทธกุมารอยูในปราสาทสามหลังในฤดทูั้งสาม สมบูรณดวยทรัพยศฤงคาร (ทรัพยที่ทําใหคนไดรับเกิดความรัก ความชอบใจ) และบริวารยศไมเคยรูจักและไมเคยไดยินคําวา “ไมมี” ก็ไมรูจักและไมเคยไดสดับเลย ที่มา : Google..com ขณะทพระบรมศาสดาเสดี่ ็จประทับอยูที่อนุปยน ิคมของมัลลกษัตริยในเวลานนศากยกั้มารุ ซงเปึ่นผูมี ชื่อเสียงมีคนรจูักมากออกบวชตามพระบรมศาสดาวันหนงึ่เจามหานามะผเปูนพระเชษฐา มาปรารภถึงเรื่องนแลี้ว จึงปรกษากึ ับอนุรุทธะผูนองว าในตระก ูลของทานไมมีใครออกบวชตามพระบรมศาสดาเลย อนุรุทธกมารตอบวุา พระองคตงอยั้ในความสูุขไมสามารถจะออกบวชได พระเจามหานามะจ ึงสอนการงานของผูครองเรือน เมื่ออนรุ ุทธะ ไดฟงแลวกเห็นว็ าการงานไม ม ีที่สิ้นสุดที่สุดของการงานไมม ีปรากฏจงคึ ิดเบื่อหนายในการงาน  จงขอออกบวชแทนึ ตรึกตรองถึงมหาปุริสวิตก 7 ประการ พระอนุรุทธะเมื่อไดอุปสมบทแลวเรียนพระกรรมฐานในสานํ ักพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรแลว เขาไปอยูราวปาปาจีนวังสมฤคทายวัน เมื่อเจริญสมณธรรมอยูไดตรึกตรองถึงมหาปุริสวิตก 7 ประการวา 1. ธรรมนี้เปนธรรมของผูมีความปรารภนอยไมใชของผูมีความมักมาก 2. ธรรมนี้เปนธรรมของผูสันโดษยินดีดวยของที่มีอยูไมใชของผูไมสันโดษ 3. ธรรมนี้เปนของผูสงัดแลวไมใชของผูยินดีในหมูคณะ 4. ธรรมนี้เปนธรรมของผูปรารภความเพียรไมใชของผูเกียจคราน 5. ธรรมนี้เปนธรรมของผูมีสติมั่นคงไมใชของผูมีสติหลง 6. ธรรมนี้เปนธรรมของผูมีใจมั่นคงไมใชของผูมีใจไมมั่นคง 7. ธรรมนี้เปนธรรมของผูมีปญญาไมใชของผูมีปญญาทราม เมื่อพระอนุรุทธะตรึกตรองอยูอยางนี้พระบรมศาสดาเสด็จมาถึงทรงทราบวาพระอนุรุทธะ ตรึกตรองอยูอยางนั้น ทรงอนุโมทนาวาชอบละๆ อนุรุทธะทานตรึกตรองธรรม ที่พระมหาบุรุษตรกตรองึ ถาอยางนั้น ทานจงตรึกธรรมที่พระมหาบุรษตรุึกเปนทแปดว ี่า


80 8. ธรรมนี้เปนธรรมของผูยินดีในธรรมที่ไมใหเนิ่นชาไมใชของผูยินดีในธรรมใหเนิ่นชา ครั้นตรัสสอนพระอนุรุทธะอยางนี้แลว เสด็จกลับมาที่ประทับ สวนพระอนุรุทธะบําเพ็ญเพียร ไปก็ไดสําเร็จพระอรหัตผล คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. มีความพากเพียรยิ่ง ชีวิตในวัยเยาวของทานสุขสบายมากอนแตเมื่ออกบวชแลวตองประสบความ ลําบากมานอนตามปาเขา มีชีวิตเรียบงายแตทานก็เพียรพยามปฏิบัติธรรม ไมยอทอจนบรรลุอรหันต 2. เปนผูสํารวมระวังยิ่งพระอนุรุทธะไดทิพยจักษุตั้งแตยังไมบรรลุอรหันตทานมักเหนส็ ิ่งตางๆ ที่ อาจทําใหจิตใจวอกแวกแตท านก็มีสติมีความสํารวม บางครั้งที่เพลิดเพลินไปกับภาพที่เห็น ทานกจะไปขอ ็ คําแนะนําจากพระสารีบุตรอัครสาวก ซึ่งใหคําแนะนําแนวทางปฏิบัตติอทาน 3. เปนหลักแหงพระธรรมวินัยเมื่อพระพุทธเจาเสด็จดับขนธั ปรินิพพานพระอนุรุทธะเปนพระผูใหญ องคเดียวในสถานที่นั้น ทานไดนั่งสมาธิเขาฌานตามพระพุทธเจาไปดวยแลวคอยบอกพุทธบริษททั ี่เฝาอยูวา พระพุทธองคทรงเขาฌานอยูและเปนหลกแหั งพระพุทธศาสนาคอยชี้แจงแกขอสงสัยของพุทธบริษัท และ ไดกลาวธรรมกถาเตือนสติพทธบรุิษัทไมใหเศราโศกเสียใจวาสังขารทงหลายมั้ีการเกดิการดับเปนธรรมดา เร ื่องที่ 1.6 องคุลิมาล ที่เมืองสาวัตถีของพระเจาปเสนทิโกศลองคุลิมาลได ปฏิสนธิในครรภแหงนางพราหมณีชื่อมันตานีภรรยาของคคคพราหมณั  (ภัคควพราหมณ) ซึ่งเปนปุโรหิตแหงเมืองสาวัตถี ในเวลาที่องคุลิมาล คลอดออกจากครรภมารดานนั้บรรดาอาวธทุั้งหลายในนครทั้งสิ้น ชวงโชติขึ้นแมกระท ั่งฝกดาบที่อยูในหองพระบรรทมก็สงแสงเรืองขึ้น พราหมณปุโรหิตจึงลุกออกมาแหงนดูดาวนักษัตรก็รวูาบุตรเกิด โดยฤกษดาวโจร ลกของตนทูี่จะเกิดจากครรภของภรรยานั้น จะเปน โจรผูรายกาจเที่ยวเขนฆ ามนษยุมากมาย วันรุงขึ้นปุโรหิตจึงเขาไปในพระราชวังเขาเฝาพระเจา ปเสนทิโกศลเพื่อทูลถวายรายงานถึงเหตุอาเพศที่เกิดขึ้นเมื่อคืนกอน และกราบทูลวาเปนเพราะลูกที่เกิดจากนางพราหมณีที่เรือนของตน ที่มา : Google..com พระราชาสอบถามวาอาเพศดงกลั าวจักเกิดเหตอะไรุปุโรหิตกราบทูลวา เขาจักเปนมหาโจร พระราชาถามตอวาจักเปนโจรทํารายผูคน หรือเปนโจรประทุษรายราชสมบัติ ปุโรหิต กราบทูลวา เขาจะไมมภีัยตอราชสมบัติจะเปนโจรคนเดยวีพระราชาตรสวั าเปนโจรคนเดียวจะทําอะไรได ถาเขาทําเหตุอนใดข ั ึ้นในอนาคตเราก็จักจัดการเขาเสียดวยกองทหารของเราจงเลี้ยงเขาไวเถิด แมในวันที่ตั้งชอกืุ่มารนั้นสิ่งของเหลาน้คีือฝกดาบอันเปนมงคลท ี่วางไวณที่นอนลูกศรทวางไว ี่ ที่มุม มีดนอยสําหรบตั ัดขั้วตาลซึ่งวางไวในปยฝุายตางสงแสงลุกโพลงขึ้น แตหาได  เปนอ ันตรายหรือเบียดเบียนใครไม


81 ปุโรหิตาจารยนั้นเชื่อตามตําราวาลูกตนตองเปนคนโหดรายทารุณแนก็เลยตั้งชื่อเด็กคนนี้เปนการแกเคล็ดเสียวา “อหิงสกกุมาร”แปลวา เดกผ็ูไมเบียดเบยนใคร ี เมื่ออหิงสกกุมารมีอายุพอจะศกษาศึ ิลปวิทยาแลวบิดามารดาจงสึ งไปเรียนกับอาจารยทิศาปาโมกขที่ เมืองตักกศิลาอหิงสกกุมารเปนคนมีปญญาขยัน ตั้งใจเรยนดี ีมีความประพฤติเรียบรอยคอยรับใชอาจารย  ดวยความเคารพ พูดจาไพเราะจึงเปนที่พอใจของอาจารยมากแตศิษยคนอื่น ๆ เห็นทานเป  นคนโปรดของ อาจารยก็ริษยา พากันออกอุบายเพื่อกําจัดอหิงสกมาณพ โดยแบงคนออกเปนสามพวก พวกแรกกเข็ าไปบอก อาจารยวาไดยินมาวาอหิงสกมาณพจะประทุษรายทานอาจารยทีแรกอาจารยไมเชื่อแตเมื่อพวกทสองี่และ พวกที่สามเขาไปบอกเรื่องอยางเดยวกี ัน หนักเขากกล็ ับใจเชื่อแลวอาจารยจึงหาอุบายฆาอหิงสกมาณพ อาจารยคดติ อไปอีกวาถาเราฆามันใคร ๆ ก็จะคิดวาอาจารยทิศาปาโมกขลงโทษมาณพผูมาเรียน ศิลปยังสํานักของตนแลวปลงชีวิตเสียดังนี้ก็จักไมมีใครมาเลาเรียนศลปก ิ ับเราอีกถาเปนอยางนนเรากั้ ็จะ เสื่อมลาภ ดังนั้นจึงไดออกอุบายยืมมือคนอื่นฆาโดยใหมาณพนั้นฆาคนใหไดพันคน ดวยคาดวาเมื่ออหิงสกกุมาร ปฏิบัติตามคําสั่งของตน เที่ยวไดฆาคนไป ก็จะตองมใครคนใดคนหน ี ึ่งตอสูและฆามาณพน นจนได ั้แลว อาจารยจึงบอกมาณพนั้นวายังมีคําสําหรับศิลปวิชาขั้นสุดทายอยูเจาจะตองฆาคนใหไดพนคนัเพอประกอบ ื่ พิธีบูชาครู (ครุทักษิณา) มิฉะนั้นวิชานนกั้จะไม ็ มีผล ครั้งแรกอหิงสกกมารปฏ ุเสธโดยอ ิ างวาทานเก ดในตระก ิูลที่ไมเบยดเบี ยนใคร ีแตอาจารยบอกวา ศิลปศาสตรที่เรียนไปแลวถ ามิไดบูชาครูก็จะไมอํานวยผลที่ตองการดวยนิสัยรักวิชาอหิงสกกุมารจงยอมึ ปฏิบัติตาม โดยออกไปสูปาชาลิวันในแควนโกศลอาศัยอยูที่หุบเขาแหงหนึ่งคอยดักฆาคนเดินทางออกเที่ยวปลน หมูบานและตาบลตํ าง ๆ เปนโกลาหลไดฆ าคนลมตายเปนจํานวนมาก แรก ๆ อหิงสกมาณพก็ไมไดตัดนิ้วคนที่ตนฆาเก็บเอาไวแตเมื่อฆาคนมากเขา ๆ ก็จําไมไดวาฆาไป แลวกี่คน เพื่อเปนเครื่องนับจานวนคนทํ ี่ตนฆาอหิงสกมาณพก็ตดเอานัวมิ้ือคนที่ตายคนละหนึ่งนิ้ว มาเก็บไว แตเก็บ ๆ ไปกม็ีนิ้วที่เสียหายไปบางไมครบจํานวน จึงเปลยนมาที่ําเปนพวงมาล ัยคลองคอไวฉะนนคนจั้ึง เรียกชื่อทานวาองคุลิมาล นับแตออกจากสํานักอาจารยมาองคุลิมาลก็คอยดกซัุมฆาคนเร ื่อยไปเจอใครฆาหมดไมวาผูหญิง ผูชายคนเฒาคนแกเด็กเล็กเด็กแดงไมเลือกจนไมมใครสามารถไปป ี าเพื่อหาฟน ในตอนกลางคืนก็เขามายัง ภายในบานเอาเทาถีบประตูแลวก็ฆาคนทนอนอยีู่นนั้หมูบานก็รนถอยไปตั้งในนิคม นิคมก็รนถอยไปตั้งอยู ในเมือง พวกมนุษยทิ้งบานเรือนจูงลูกเดินทางมาลอมพระนครสาวัตถีเปนระยะทางถงสามโยชน ึ  ตงคั้ายพัก ประชุมกันที่ลานหลวง ตางคร่ําครวญกลาวกันวาขาแตสมมติเทพ ในแวนแควนของพระองค มีโจรชื่อองคุลมาลิ พราหมณปุโรหิตไดยินเรื่องดังนั้นก็รูวาโจรองคุลิมารนั้นตองเปนบุตรของตนเปนแนจึงกลาวกับ นางพราหมณวีาเกิดโจรชอองคืุ่ลิมาลขึ้นแลวโจรนั้นคงไมใช ใครอนื่ตองเปนอหงสกกิุมารลูกของเราเปนแน บัดนี้พระราชาจะเสดจออกไปจ ็ ับเขา เราควรจะทําอยางไร นางพราหมณีพูดวา ฉันจะไปพาลูกของฉันมา ดังนี้จึงออกเดนทางเพิ ื่อไปบอกบุตรชายใหหน ีไปเสยี


82 เวลานั้นโจรองคุลิมาลไดนิ้วมือมาเพียง 999 นิ้วยังขาดอยูนิ้วเดยวเที านนั้จึงกระหายเปนกําลัง และตั้งใจวาถาพบใครกอนกจะฆ็ าทันทีเพอจะได ื่น ิ้วมือครบตามตองการแลวจะไดตดผมโกนหนวดอาบน ั้ํา เปลี่ยนเสื้อผาแลวไปเยี่ยมบดามารดาิ เชาตรูวันนั้นพระบรมศาสดาทรงตรวจดูสัตวโลกทรงเห็นวาองคุลิมาลเปนผูมีอุปนิสัยพอที่จะโปรด ใหบรรลุมรรคผลไดและทรงพระดําริเหนว็ าถาพระองคมิไดเสด็จไปโปรดองคุลิมาลก็จะกระทํามาตุฆาต ฆามารดาของตนเสียจะเปนผูกระทาอนํนตรั ิยกรรม ไมสามารถบรรลุธรรมใด ๆ ไดในชาต นิี้แมจะไดฟงธรรม โดยตรงจากพระพุทธองคพระองคจึงเสดจจาร็ ิกมุงตรงไปยงปั าชาลิวนเปั นระยะทาง 30 โยชนเพอสกื่ดองคัลุิมาลไว มิใหทันไดฆามารดา ธรรมดาการเสด็จจาริกของพระพุทธเจามี 2 อยางคือเสด็จจาริกอยางรีบดวนและเสด็จจาริกอยางไมรีบดวน การที่พระองคทรงทอดพระเนตรเห็นบุคคลที่ควรใหตรัสรูไดแมในที่ไกลก็จะเสด็จไปโดยเร็วเพื่อประโยชน แกการตรัสรูของเขา ชื่อวาเสด็จจาริกอยางรีบดวน เชนในการเสด็จไปเพื่อประโยชนแกพระองคุลิมาลในครั้งนี้ โจรองคุลิมาลไดเห็นพระพุทธเจาเสด็จมาแตไกลก็คิดวานาประหลาดจริงหนอเมื่อกอนแมพวกบุรุษ มากันสิบคนกด็ียี่สิบคนกด็ีสามสิบคนก็ดีสี่สิบคนก็ดีก็ยงตั องรวมเปนกลุมเดียวกนเดันทางิแตถึงอยางน ั้น บุรุษพวกนั้นยงตั องตายเพราะมือเรา นี่มีเพยงสมณะนี ี้ผูเดยวี ไมมเพี ื่อนมาดวย ชะรอยสมณะนี้คงจะมีดีอะไร สักอยางแลวจะมาลองดีกับเราถากระไรเราพึงปลิดชีวิตสมณะนี้เถิดครั้งนั้นองคุลิมาลถือดาบและโลผูกสอดแลงธนู ติดตามพระผมู ีพระภาคไปทางพระปฤษฎางคครั้งนั้น พระผูมีพระภาคทรงบันดาลอิทธิฤทธิ์ในลักษณะท ี่ องคุลิมาลจะวงจนสิุ่ดกาลํ ังกไม็ อาจทนพระผัูมีพระภาคผูเสด็จไปตามปกติไดจึงหยดยุนกลื าวกับพระผูมี พระภาควา จงหยุดกอนสมณะ จงหยุดกอนสมณะ พระผมู ีพระภาคตรัสวา เราหยุดแลว องคุลิมาลทานเลา จงหยดเถุิด ครั้งนั้นองคุลิมาลโจรไดกราบทูลพระพุทธเจาวาสมณะทานกาลํ ังเดินไป ยังกลาววาเราหยุดแลว และ ยังกลาวกะขาพเจาผูหยุดแลววาไมหยดุสมณะขาพเจาขอถามทานวาทานหยดแลุวเปนอย างไรขาพเจายังไมหยุด เปนอยางไร พระพุทธองคมีพระดํารัสตอบวา “องคุลิมาลเราไดหยดคุือเลกฆิ าสัตวตัดชวีตแลิ วสวนทานยังไมหยดุ คือยังฆาสัตวตดชั ีวิตอยูเราจงพึูดเชนนั้น” องคุลิมาลไดยินพระสุรเสียงอันแจมใส พระดํารัสที่คมคายเชนนนั้ ก็เกิดใจออนรสู ึกสํานึกผิดไดท ันทีแลววางดาบทิ้งธนูสลัดแลงโยนทิ้งลงเหวที่หุบเขาเขาไปถวายบังคมพระบาท ของพระพุทธองคทูลขอบวชในพระพุทธศาสนา พระพทธองคุทรงอนุญาตใหบวชเปนภิกษุดวย เอหภิกขิุอุปสัมปทาโดยไดทรงพิจารณาเหนว็าองคุลีมาลนั้นถึงพรอมดวยอ ปนุิสัยและไดเคยถวายภณฑะัคือ บริขารแปดแกทานผูมีศีลในปางกอน กทรงเหย็ยดพระหี ัตถเบื้องขวาออกจากบังสุกลจุีวรเปลงพระสุรเสียง ตรัสเรียกวา ทานจงมาเปนภกษิุเถิดจงประพฤติพรหมจรรย เพื่อทําที่สุดทุกขโดยชอบเถิด พรอมกับพระดํารัส ของพระผูมีพระภาคเจา เพศคฤหัสถขององคุลีมาลนั้นก็อันตรธานไป บรรพชาและอปสมบทกุ็สําเร็จ


83 พระพุทธเจาก็เสด็จพาองคุลิมาลภิกษุไปสพระเชตวู ันมหาวหาริณ กรงสาวุัตถี สมัยนนั้หมูมหาชนก็มาชมนุมกุันอยูทประต ี่พระราชวูังของพระเจาปเสนท  โกศล ิสงเสยงรีองทุกขก ับ พระเจาปเสนทิโกศลวา ในแวนแควนของพระองค มีโจรชื่อวาองคุลิมาลเปนคนหยาบชา ฆาคนโดยไมมี ความกรุณาองคุลิมาลโจรนั้นเขนฆาพวกมนุษยแลวเอานิ้วมอรื อยเปนพวงแขวนคอไวขอพระองคจงกําจัดมันเสียเถิด ดังนั้นพระเจาปเสนทิโกศลจึงไดเสดจเคล็ ื่อนพลออกจากนครสาวัตถีดวยกระบวนมาประมาณ 500 เสด็จเขาไปยังพระเชตวนมหาวัหาริกราบทูลพระพุทธเจาวาออกมาจับโจรชื่อวาองคุลิมาล พระพุทธองคทรงตรัสวาดกรมหาราชูถามหาบพิตรทอดพระเนตรเห็นองคลุิมาลเปนผูปลงผมและ หนวด นุงหมผากาสายะออกจากเรือนบวชเปนบรรพชิต เวนจากการฆาสัตวเวนจากการล ักทรัพยเวนจาก การพูดเท็จ ฉนภั ัตตาหารหนเดียว ประพฤติพรหมจรรยพระองคจะทรงกระทําอยางไรก  ันเขา พระเจาปเสนทิโกศลทรงตรัสวาขาแตพระองคผูเจริญหมอมฉันจะพึงทําความเคารพ จะจัดถวาย จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปจจยเภสั ัชบริขาร หรือก็จะจัดการรกษาป ั องกนคัุมครองอยางเปนธรรม ขณะนนั้ทานพระองคุลิมาล นั่งอยูไมไกลพระผูมีพระภาค พระผูมีพระภาคทรงยกพระหัตถเบื้องขวาขึ้นชี้ ตรัสบอกพระเจาปเสนทิโกศลวาดูกรมหาราช นั่น องคุลิมาล พระเจาปเสนท  โกศล ิทรงเหนองค็ุลิมาลกทรงม็ ีความกลวัทรงหวาดหวั่นพระผูมีพระภาคทรงทราบวา พระเจาปเสนทิโกศลทรงกลัวจึงไดตรัสกับพระเจาปเสนทิโกศลวาอยาทรงกลัวเลย บัดนี้องคุลิมาลไมเปนภัย กับผูใดแลวครั้งนั้น พระเจาปเสนทิโกศลทรงระงับความกลัวไดแล วจึงเสด็จเขาไปหาทานองคุลิมาลถึงที่ท่ี ทานนั่งอยูแลวทรงดําริวาการที่จะถือเอาชื่อที่เกิดขึ้นเพราะกรรมอันชั่วชาคือชื่อ "องคุลิมาล" นั้นนํามาเรียก พระภิกษุเปนการไมสมควรเราจักเรียกทานดวยชื่อแหงโคตรของบิดามารดาดังนี้จึงถามวา บิดาของพระผูเปนเจา มีโคตรอยางไร มารดาของพระผูเปนเจามีโคตรอยางไร ทานพระองคลุิมาลถวายพระพรวาดูกรมหาบพิตร บิดาชื่อคัคคะ มารดาชื่อ มันตานี พระเจาปเสนทโกศลทรงสรรเสร ิญพระพิุทธคุณที่ทรงสามารถปราบโจรรายไดโดยไมตองใชอาญาและ ศัสตราอาวุธใดๆลําดับนั้นแลวทรงลุกจากทประท ี่ับถวายบงคมพระผัูมีพระภาคแลวเสด็จกลับไป หลังจากที่พระองคุลิมาลไดบวชแลวทานกได็ รับความลําบากในเรื่องการบณฑบาติแรก ๆทานก็ ออกบิณฑบาตภายนอกพระนครแตพวกชาวบานพอเห็นทานแลวยอมสะดุงบางยอมหนีเขาปาไปบางยอม ปดประตูบาง บางพวกพอไดยินวาองคุลิมาลก็วิ่งหนีเขาเร ือนปดประตูเสียบาง เมื่อไมอาจหนไดีท ันก็ยนผื ิน หลังใหพระเถระไมไดแมขาวยาคูสักกระบวยหนึ่งแมอาหารสักทัพพหนี ึ่ง เมื่อทานเห็นวาไมสามารถ บิณฑบาตไดภายนอกพระนครก็เขาไปบิณฑบาตยังในพระนครแตพอเขาไปทางประตูเมืองนั้นก็เปนเหตุให มีเสียงตะโกนออกมาเปนพนัๆ เสียงวาองคุลิมาลมาแลว ๆ ดวยเหตุนี้ทําใหพระพุทธองคทรงบัญญัตพระวิ ินัยไวโดยที่ในเรื่องนี้ประชาชนไดเพงโทษ ติเตียน โพนทะนาวาไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงใหโจรที่ขึ้นชื่อโดงดังบวชเลา ภิกษุทั้งหลายไดยินพวกนั้น เพงโทษ ติเตยนี โพนทะนาอยูจึงกราบทูลเรื่องนั้นแดพระผูมีพระภาค


84 พระพุทธเจารับสั่งกับภิกษุทั้งหลายวาดูกรภิกษุทั้งหลายโจรที่ขึ้นชื่อโดงดัง ภิกษุไมพึงใหบวช รูปใด ใหบวช ตองอาบัติทุกกฎ ตอมา ทานเขาไปบิณฑบาตในเมือง เหนหญ็ ิงคลอดลูกไมออกคนหนึ่งจึงเกิดความสงสาร เมื่อ กลับจากบณฑบาตแลิ วไดเขาไปเฝ  าพระพทธองคุกราบทูลเรื่องนั้นใหทรงทราบ พระพุทธองคทรงพระปริวิตกเกี่ยวกับเรื่องพระเถระลําบากดวยภกษาหาริเพื่อจะสงเคราะหพระเถระนั้น โดยการลดความหวาดกลัวของประชาชนลง พระองคจึงทรงมีพระประสงคจะใหพระเถระแสดงสจจกั ิริยา อนุเคราะหแกสตร ีผูเจ็บครรภเพื่อใหชนทงหลายเหั้นว็ า บัดนี้พระองคลุิมาลเถระกลับไดมีเมตตาจติกระทํา ความดีใหแกพวกมนุษยดวยส  ัจจกิริยา ฉะนั้นชนทั้งหลายยอมคิดวาควรเขาไปหาพระเถระ ตอแตนั้นพระเถระ ก็จะไมลําบากดวยภิกษาหาร ตั้งแตพระอ ังคลุิมาลเถระไดกระท ําความดีแกหญ ิงมีครรภดวยท ําความสัตยแล ว ตั้งแตนนมากั้ได็  อาหารสะดวกขึ้น ไดปฏิบัตธรรมโดยการเจร ิ ิญวิเวกอยแตู ผูเดียว ตอมาไมนานทานกได็ บรรลุพระอรหัต เปน พระอรหันตมชีื่อปรากฏนับเขาในพระอสตีิมหาเถระ 80 องคในครั้งนนั้ภิกษุทั้งหลายสนทนากนในโรง ั ธรรมวา ชางนาอัศจรรยจริง ๆ หนอ พระผมู ีพระภาคเจาทรงทรมานพระองคุลิมาลผูเปนมหาโจรมีฝามืออัน ชุมดวยเลอดืรายกาจเห็นปานนั้น โดยไมตองใชทัณฑะหรอศื ัสตรา ทําใหหมดพยศไดทรงกระทํากิจทที่ําไดโดย ยากธรรมดาวา พระพุทธเจาทงหลายั้ยอมเปนผูกระทํากจทิที่ําไดยากอยางนาอัศจรรย พระศาสดาประทับอยูในพระคันธกุฎีไดทรงสดับถอยคําของภิกษุเหลานั้นดวยท ิพโสตก็ทรงพระดําริวา พระธรรมเทศนาที่เราจักแสดงวันนี้จะมีคุณูปการอยางใหญหลวง จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎีเสด็จไปยัง ธรรมสภา ประทับนั่งบนอาสนะที่พวกภกษิุจัดไวถวายแลวตรัสถามวาดูกอน ภิกษุทั้งหลาย บัดนพวกที้าน สนทนากันดวยเรื่องอะไรเมื่อภิกษเหลุานั้นกราบทูลใหทรงทราบแลวจึงตรัสวาดูกอนภกษิุทั้งหลายเราผูไดทรมาน พระองคุลิมาลไดในบัดนี้ไมนาอัศจรรยเลยแมเมื่อครั้งในอดีตเราก็ทรมานพระองคุลิมาลนี้ไดตรัสดังนี้แลวทรงนิ่งอยู คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. เปนผูมีขันติธรรมอยางยิ่ง หลังจากบวชแลวผูคนยังเกลียดชังทานอยูทานไดรับความทรมานจาก การลงโทษของผูคนดวยวิธีการตาง ๆ ทานก็ยังอดทน อดกลั้นดวยขันติธรรม 2. เปนผูมีสัมมาคารวะอยางยิ่ง สมัยที่ทานศึกษาศิลปวิทยาที่สํานักทิศาปาโมกขเมืองตักศิลา ทาน เคารพเชื่อฟงอาจารยและภริยาของอาจารยดวยความออนนอมทานจึงเปนที่โปรดปรานของอาจารยเมื่อบวช เปนภิกษุแลว ทานก็ออนนอมถอมตนตอพระพุทธเจาและเพื่อนภิกษุอื่น ๆ 3. เปนผูมีความเมตตากรุณามากเมื่อบวชเปนภิกษุแลวทานก็ชวยเหลือผูอื่นอยูเสมอเชน ชวยเหลือ หญิงมีครรภแกคนหนึ่งดวยการตั้งจิตอธิษฐานใหนางคลอดลูกอยางปลอดภัยไมเจ็บปวด 4. เปนบุคคลประเภทตนคดปลายตรงเปนตัวอยางและเปนกําลังใจใหแกผูที่ทําผิดพลาดแลวกลับเนื้อ กลับตัวไดหลังจากเขาใจความจริงโดยไมมีทิฐิมานะหรือดื้อรั้น เรื่องราวขององคุลิมาลเปนบทเรียนแกอนุชน รุนหลังในดานการใหแงคิดวาการทําความดีนั้นไมสายแมวาบางครั้งเหตุการณจะลวงเลยไปถึงขั้นที่คนคิดวา แกไขไมไดแลวแตองคุลิมาลมีกําลังใจเขมแข็ง สามารถหยุดพฤติกรรมที่ไมดีของตนได


85 เร ื่องที่ 1.7 พระธัมมทินนาเถรี พระธัมมทินนาเถรีผูไดรับการแตงตั้งจาก พระบรมศาสดาใหเปนยอดของภิกษณุีทั้งหลายผู เปนธรรมกถึกก็โดยเหตุ 2 ประการคือเปนผยูิ่งดวย คุณเพราะทานแสดงใหผูอื่นเห็นอยางชดเจนในค ัณุ ขอนี้ของทาน และไดตั้งความปรารถนาไวตลอดแสน  กัลปในที่สุดก็บรรลุผลสําเร็จ พระธัมมทินนาเถรีถือกําเนิดในสกุลเศรษฐี ที่มั่งคั่ง มีทรัพยมากในพระนครราชคฤหเมื่อเตบิ ใหญไดแต งงานมีครอบครัวกบวั ิสาขเศรษฐีในกรุงรา ชคฤหนั่นเอง ที่มา : Google..com ตอมาเมื่อครั้งที่พระเจาผมู ีพระภาคเจาเทศนา โปรดเหลาชฏิลทั้งสามพรอมทงบรั้ิวารที่อุรเวลาเสนานุคมแลิ วก็ทรงระลึกถงปฏ ึ ิญญาทไดี่ทรงให  ไวก ับพระเจา พิมพิสารเมื่อกอนที่จะทรงตรัสรูวาถาตรัสรูแลวก จะทรงมาโปรดพระเจ ็าพ ิมพสาริจงไดึเสดจด็ ําเนินไปยังกรงราชคฤห ุ กับหมูภิกษุซึ่งเปนชฏิลเกาแลวทรงแสดงธรรมถวายพระเจาพิมพิสาร ซึ่งเสด็จพระราชดาเนํ ินมาพรอมกับ บริวารแสนสองหมื่นคนเพอเฝื่ าพระพุทธเจา ในคนแสนสองหมื่นคนที่มาพรอมกับพระราชาในครั้งนั้นหนึ่งหมื่นคนประกาศตนเปนอุบาสก อีกหนึ่งแสนหนึ่งหมนคนพรื่ อมกับพระเจาพิมพิสารดารงอยํูในโสดาปตติผลวิสาขอุบาสก สามีของ พระธัมมทินนา เปนคนหนึ่งในจํานวนนั้นซึ่งเปนผูดํารงอยูในโสดาปตติผลในการเฝาครั้งแรกนั่นเอง ในวนตั อมาวสาขอิุบาสกก็ไดฟงธรรมอีกในครั้งนี้อุบาสกสําเร็จสกทาคามิผลและหลังจากนั้นอีก หนึ่งวนัเมื่อไดฟงธรรมอีกจึงไดดํารงอยูในอนาคามิผลในวนทั ี่วิสาขอุบาสกสําเร็จเปนเปนพระอนาคามี แลวเดนทางกลิ ับบาน ก็ไมไดกลับมาเหมือนอยางวนอั ื่น ที่เมื่อกลับมากมองน็ ั่นดูนี่หวเราะยั ิ้มแยมพลางเดิน เขามา หากแตกลายเป  นคนสงบกายสงบใจเดินเขาบานไป พระธัมมทนนาแงิ มหนาต างมองไปที่ถนนเห็นเหตการณุในการมาของสาม แลี วก็สงสัยวาเกดอะไรข ิ ึ้นกบั สามี เมื่อนางออกมายนทื ี่หวบั นไดท ัาการตํ อนรบเขาพลางกัเหย็ยดมี ือยนออกไปให ื่ สามีจบัสามีกลับหดมอของตนเสืยี นางคิดวาจะไปถามในเวลารับประทานอาหารแตกอนสามีจะรับประทานพรอมก ันกับนางแตวันนนั้ กลับไมยอมมองนางรับประทานอาหารคนเดียว นางคดวิ าจะไปถามเวลานอน ในวันนั้นสามีไมยอมเขา หองนอน กลบสั ั่งใหจัดหองอื่นให


86 พระธัมมทินนาคิดวาตนคงกระทําความผิดอันใดไวสามีจึงไมยอมพูดดวย ไมนอนรวมหองดวยก็เกิด ความเสยใจอย ีางรุนแรงจึงเขาไปหาแล วถามว า ตวนางเองมั ีความผิดอะไรสามีจึงไมยอมถูกเนื้อตองตวั ไมยอม พูดดวย และไมยอมนอนรวมห องดวย วิสาขอุบาสกจึงบอกวา ทานไดฟงพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแลวไดบรรลุโลกุตตรธรรม ผูได บรรลุโลกุตตรธรรมนนแลั้วยอมไมประพฤต  ิอยางที่เคยทามาแตํ กอน ทานยอมสละทรพยั สมบัติและใหอิสระ แกนาง นางจึงถามวา “ธรรมนั้นผูชายเทานนหรั้ือที่พึงไดหรือแมเปนผหญู ิงก็สามารถบรรลุไดดวย” เมื่อทราบวาผูหญิงก็สามารถบรรลุธรรมไดพระธัมมทินนาจึงขออนุญาตบวชในสํานักภกษิณุี เรียนกัมมัฏฐานตามชอบใจในอารมณสามสิบแปดอยางเริ่มทําสมณธรรม จนไดสําเรจเป็ นพระอรหนตั  ครั้นบรรลุพระอรหัตแลวพระธัมมทินนาเถรีคิดวาใจของนางหมดกิเลสแลวบัดนี้นางจะอยทู ําอะไร ในที่นี้นางจะไปกรุงราชคฤหถวายบังคมพระศาสดาและพวกญาติของนางเปนจํานวนมากจะกระทําบุญ พระเถรีจึง กลับมากรุงราชคฤหกับภิกษุณทีั้งหลาย วิสาขะไดฟงวาพระธัมมทินนาเถรีกลับมาจึงคิดวา นางบวชแลวยังไมนานเลยก็กลับมา นางคงจะยัง ยินดีอยูในโลกียวิสัยละมังแลวก็ไดไปสํานักนางภิกษุณีไหวแลวนั่ง ณ ที่ควรสวนหนึ่งแลวจึงคิดวาจะถาม ถึงเรื่องที่ตนสงสัยก็เห็นจะไมสมควรจึงถามปญหาดวยอํานาจปญจขันธ พระธัมมทินนาเถรีก็วิสัชนาปญหาที่วิสาขอุบาสกถามแลว เหมือนเอาพระขรรคตัดกานบัวฉะนั้น อุบาสกรูวาพระธัมมทินนาเถรมีีญาณกลาจึงถามปญหาที่ละเอียดลึกซึ้งขึ้นไปเรื่อยๆพระเถรีก็เฉลย ปญหาเหลานนโดยล ั้ําดับ จนในที่สุดอุบาสกถามโดยอาการทุกอยางในอนาคามีมรรคตามลําดับ ในฐานะที่ ตนบรรลุแลว ทั้งยังถามปญหาในอรหัตมรรค ซึ่งเปนการถามตามที่ไดเลาเรียนมาเพราะตนยังไมบรรลถุึงขั้นนั้น พระธัมมทินนาเถรีก็รูวาอุบาสกมีวิสัยเพียงอนาคามิผลเทานั้น คิดวา บัดนี้อุบาสกถามเกินวิสัยของ ตนไป และกลาววา ทานวิสาขะ ทานยังไมอาจกําหนดที่สุดแหงปญหาทั้งหลายไดทานวิสาขะ ถาทานยังจํานง หวังพรหมจรรยที่หยั่งลงสูพระนิพพาน มีพระนิพพานเปนเบื้องหนา มีพระนิพพานเปนที่สุด ทานวิสาขะ ทานจง ไปเฝาพระผูมีพระภาคเจาทูลถามความขอนั้น พระผูมีพระภาคเจาทรงพยากรณอยางไรก็พึงทรงจําไวอยางนั้น วิสาขอุบาสกกราบทูลนัยแหงคําถามและคําตอบทั้งหมดแดพระศาสดา พระศาสดาทรงสรรเสริญ พระเถรีนั้นดวยพระพุทธพจนวา ภิกษุณีธัมมทินนาเปนบัณฑิต ปญญาเทียบกับพระสัพพัญุตญาณ ทรงตั้ง พระธัมมทินนาเถรีไวในตําแหนงเลิศของภิกษุณีผูเปนธรรมกถึก คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. มีปญญาและใชปญญาแกไขปญหาชีวิตกอนออกบวชนางเปนภรรยาที่ดีของสามีหลังจากทราบความจริง วาสามีไดบรรลุธรรมเปนอริยบุคคลระดับอนาคามีแลวนางก็ไมโกรธแตยอมรับนับวานางไดใชปญญาแกปญหา 2. เปนนักพูดนักแสดงธรรมชั้นยอดนางสามารถอธิบายธรรมไดอยางลึกซึ้งเชนเกี่ยวกับมรรคผล นิพพานซึ่งเปนนามธรรมลวน ๆ ใหวิสาขะเศรษฐีฟงจนเขาใจแจมแจงและพระพุทธเจายอมรับและยกยอง ใหเปนธรรมกถึก


87 3. ใฝรูและความกาวหนาในทางดีหลังจากนางไดรับทราบจากสามีถึงการออกบวชศึกษาธรรมะ นางก็ปรารถนาจะออกบวชและเมื่อบวชแลวนางก็เพียรพยายามฝกฝนตนเองจนเปนที่ยอมรับของผูอื่นได เร ื่องที่ 1.8 จิตตคหบดี จิตตคหบดีเปนชาวเมืองมัจฉิกาสัณฑะแควนมคธวันที่ทาน เกิด มีปรากฎการณประหลาดคือมีดอกไมหลากสีตกลงทั้งเมือง ซึ่ง เปนนิมิตหมายแหงความวิจิตรสวยงาม ทานจึงไดนามวา จิตตกุมาร แปลวากุมารผูนาพิศวง หรือกุมารผูกอใหเกิดความวิจิตรสวยงาม บิดาของทานเปนเศรษฐีทานจึงไดเป น เศรษฐีสืบตอมาจาก บิดา ในวงการพระพุทธศาสนาเรียกทานวาจิตตคหบดีกอนท ี่จะมานับ ถือพระพุทธศาสนาทานมีโอกาสพบพระมหานามะ (หนงในป ึ่ญจวัคคีย) เหนท็ านสงบสารวมนํ าเลื่อมใสมากจึงมีความศรัทธานิมนตทานไปฉันภัตตาหาร ที่คฤหาสนของตนและไดสรางที่พํานกแกั ทานในสวนชื่ออัมพาฏการามนิมนต ใหทานอย เปู นประจําพระมหานามะไดแสดงธรรมให  จตตคหบดิ ีฟงอยเสมอู ที่มา : Google..com วันหนึ่งไดแสดงเรื่อง อายตนะ 6 (สื่อสําหรับติดตอโลกภายนอก 6 ประการคือ ตา หูจมูกลิ้น กายใจ) หลังจบธรรมเทศนาจิตตคหบดีไดบรรลุอนาคามิผลจิตตคหบดีเอาใจใส พิจารณาธรรมอยูเนือง ๆ จนแตกฉาน มีความสามารถในการอธิบายธรรมไดดีความสามารถของทานในดาน นี้เปนที่ยอมรับกันอยางกวางขวางในเวลาตอมา ทานเคยโตวาทะกับบุคคลสําคัญของศาสนาอื่น ๆ มาแลว หลายทาน เชน นิครนถนาฏบุตร (ศาสดาของศาสนาเชน) และอเจลกนามกัสสปะ (นักบวชชีเปลือย) ทานเปนผูมีใจบุญไดถวายทานอยางประณีตมโหฬารติดตอกันครึ่งเดือนก็เคยมีเคยพาบรวารสองพิ ัน คนบรรทุกน้ําตาล น้ําผึ้ง น้ําออยเปนตน จานวนมากถํ ึง 500 เลมเกวยนี ไปถวายพระพุทธเจาและภิกษุสงฆ ครั้งหนึ่งทานปวยหนัก เทวดามาปรากฏใหเห็นกลาวกับทานวาคนมีบุญอยางทานนี้แม ปรารถนาราชสมบัติหลังตายแลวก็ยอมไดทานตอบเทวดาวาถึงราชสมบัติก็ไมจีรัง เราไมตองการ บรรดา ลูกหลานที่นั่งเฝาไขอยูนึกวาทานเพอจึงกลาวเตือนสติทานบอกบุตรหลานวามิไดเพอเทวดามาบอกให ปรารถนาราชสมบัติแตทานปฏิเสธยังมีสิ่งอื่นที่ดีกวา นาปรารถนากวา เมื่อถูกถามวาคืออะไร ทานกลาววา คือศรัทธาอันแนวแนมั่นคงในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ อัมพาฏการามนั้นเปนวัดที่ทานสรางถวายพระมหานามะนิมนตใหทานอยูประจํา แตพระเถระ พักอยูชั่วเวลาหนึ่งก็จาริกไปยังที่อื่น พระเถระอื่น ๆ ก็แวะมาพักอยูเสมอๆ ตอมามีพระรูปหนึ่งนามวา สุ ธรรมเถระ ยังเปนปุถุชนมาพํานักอยูเปนประจําเปนเวลานานจนกระทั่งนึกวาตัวทานเปนสมภารวัด พระสุ ธรรมเปนปุถุชน จิตตคหบดีเปนอริยบุคคลระดับอนาคามีถือเพศฆราวาสก็ยังแสดงความเคารพกราบไหว พระภิกษุปุถุชน เพราะถือเพศบรรพชิตเปน “ธงชัยแหงพระอรหันต” อุปถัมภบํารุงพระเถระเปนอยางดี


88 วันหนึ่งพระอัครสาวกทั้งสอง คือ พระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะเดินทางผานมา ทานจิตต คหบดีนิมนตใหพระอัครสาวกทั้งสองพํานักอยูที่อัมพาฏการาม พรอมนิมนตเพื่อฉันอาหารที่บานทานใน วันรุงขึ้น แลวก็ไปนิมนตพระสุธรรมไปฉันดวย พระสุธรรมถือตัววาเปนเจาอาวาส เห็นจิตตคหบดีให ความสําคัญแกพระอัครสาวกมากกวาตนถึงกับนิมนตไปฉันภายหลัง จึงไมยอมรับนิมนตแมทานจะออนวอน อยางไรก็ไมยอมรับตกเย็น ทานจิตตคหบดีกําลังสั่งใหเตรียมภัตตาหาร พระสุธรรมก็เดินไปในคฤหาสถอยาง คนคุนเคยดูนั้นดูนี่แลวก็เปรยวา “อาหารที่ทานเตรียมถวายพระพรุงนี้ดีทุกอยางแตขาดอยูอยางเดียวที่ไมได เตรียมถวาย” จิตตคหบดีถามวาขาดอะไร พระสุธรรมตอบวาขาด “ขนมแดกงา” คําวาขนมแดกงาเปนคําที่มี นัยสําคัญเกี่ยวกับตระกูลของทานคหบดีทานคหบดีก็โกรธและวาเอาแรง ๆ เพื่อใหสํานึก พระสุธรรมไม สํานึกแตโกรธตอบ หนีจากวัดไปเฝาพระพุทธเจา เมื่อพระพุทธเจาทรงทราบเรื่องจึงตําหนิแรง ๆ และมีพุทธ บัญชาใหกลับไปขอโทษจิตตคหบดีแตคหบดีไมยอมยกโทษใหจึงกลับมาเฝาพระพุทธองคอีก พระพุทธ องคทรงแสดงธรรมใหฟง พระสุธรรมบรรลุพระอรหันตพระองคจึงใหภิกษุรูปหนึ่งเปนอนุทูตพาพระสุธรรม ไปขอขมาจิตตคหบดีใหมคราวนี้ทานคหบดียกโทษให จิตตคหบดีมีปฏิภาณเฉียบแหลมและมีความสามารถในการแสดงธรรมมากจึงไดรับการยกยอง ในเอตทัคคะวาเปนเลิศกวาผูอื่นในทางเปนธรรมกถึก เมื่อศึกษาประวัติของจิตตคหบดีแลวใหความคิดไดวา พระพุทธศาสนาเปนของชาวบานทุกคน คฤหัสถก็ควรศึกษาพระพุทธพจนใหเขาใจแจมแจง จนสามารถสื่อสารแสดงใหคนอื่นเขาใจไดสามารถ ปกปองพระพุทธศาสนาได คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. เปนคฤหัสถในอุดมคติเปนชาวพุทธผูครองเรือนที่เปนแบบอยางที่ดีมีคุณสมบัติ 3 ประการ คือ 1.1 ศึกษาธรรมะจนแตกฉาน และปฏิบัติตามคําสอนจนสําเร็จเปนพระอนาคามี 1.2 ชอบสนทนาธรรม แลกเปลี่ยนความรูความคิดกับผูใหญอยูเสมอ มีความสามารถถายทอด ธรรมะเปนอยางดีจนไดรับยกยองเปนธรรมกถึก (นักเทศนนักแสดงธรรม) 1.3 เปนคนใจบุญสุนทาน ทําบุญทําทานคราวละมาก ๆ อุปถัมภพระศาสนา ปกปอง พระพุทธศาสนาเมื่อมีภัยเชน ออกไปโตวาทะกับเจาลัทธิอื่นที่ย่ํายีพระพุทธศาสนา 2. เคารพพระสงฆมากแมทานจะบรรลุธรรมะขั้นสูง (อนาคามี) ทานก็ยังเคารพพระสงฆที่เปน ปุถุชนอยูโดยถือวาพระสงฆคือตัวแทนของพระอริยสงฆแมทานจะไดรับการดูหมิ่นจากพระสุธรรมทานก็ไมถือสา 3. เปนคนเกงและคนดีทานไดแสดงใหเห็นวาชาวพุทธเปนคฤหัสถไมใชแคทําบุญทําทานอยาง เดียว ตองศึกษาพระธรรมคําสอนใหแจมแจง เพราะการเปนคนดีอยางเดียวไมพอ ตองเปนคนเกง ฉลาดหลัก แหลมดวย สามารถโตเถียงหักลางความคิดผิด ๆ ได


89 เร ื่องที่ 1.9 พระอานนท  เปนสหชาติและพุทธอุปฏฐากของสมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจา ไดรับการยกยองวาเปน เอตทัคคะ ผูเลิศกวาพระสาวกอื่นถึง 5 ประการและ เปนพหูสูต เนื่องจากเปนผูทรงจําพระสูตรที่สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจาทรงตรัสไว และเปนผูที่ สาธยายพระสูตร จนทําใหปฐมสังคายนาสําเร็จ เรียบรอย พระอานนทกอนจะผนวชนั้น ทรงเปน เจาชายแหงศากยวงศโดยเปนพระโอรสของพระเจา อมิโตทนศากยราช ผูเปนพระอนุชาของพระเจา สุทโธทนมหาราชพระพุทธบิดาพระมารดาของทานทรง พระนามวา มฤคีพระอานนทจึงถือวาเปนลูกผูนองของเจาชายสิทธัตถะ เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาไดตรัสรูแลว ในพรรษาที่ 2 ไดเสด็จกลับไปโปรดพระพุทธ บิดาและพระญาติวงศศากยะ ณ นครกบิลพัศดุ ในครั้งนั้นบรรดาศากยราชไดทรงเลื่อมใสศรัทธา ตางได ถวายพระโอรสของตนใหออกบวชตามเสด็จยังเหลือแตศากยกุมารเหลานี้คือ เจาชายมหานามะ เจาชายอนุ รุทธะ เจาชายภัททิยะ เจาชายภัคคุเจาชายกิมพิละ เจาชายอานนทและเจาชายเทวทัต ครั้นพระพุทธองค ประทับอยูกรุงกบิลพัศดุพอสมควรแกกาลเวลาแลวก็เสด็จจาริกตอไปยังที่อื่น ศากยกุมารเหลานี้ไดถูกพระประยูรญาติวิจารณวา เหตุที่ไมออกผนวชตามเสด็จนั้น คงจะไมถือ วาตนเองเปนพระประยูรญาติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา เจาชายมหานามะไดฟงดังนั้นเกิดละอาย พระทัยจึงไดไปปรึกษากับเจาชายอื่นๆ ในที่สุดตกลงกันวาจะออกผนวชตามเสด็จโดยเจาชายมหานามะไมอาจ บวชไดเนื่องจากจะตองเปนกษัตริยตอไป จึงใหพระอนุชาคือเจาชายอนุรุทธะออกผนวชแทน ศากยกุมารทั้ง 6 องค มีพระอานนทเปนตน รวมทั้งอุบาลีซึ่งเปนกัลบกดวยเปน 7 ไดตามเสด็จพระพุทธองคไปเพื่อขอบรรพชาอุปสมบท และไดเขาเฝาพระพุทธองคที่อนุปยอัมพวันเขตอนุปยนิคม แควนมัลละพระพุทธองคโปรดใหอุบาลีผูเปนภูษามาลา บวชกอน ใหศากยกุมารเหลานั้นผนวชตอภายหลัง พระอุปชฌายะของพระอานนทชื่อพระเวลัฏฐสีสเถระ พระอานนทเมออืุ่ปสมบทแลวไดศึกษาธรรมจากสํานักของทานพระปณณมุนตานั ีบตรุไมนาน ก็ไดสําเร็จชั้นโสดาบันในกาลตอมาทานไดเลาใหภิกษุทั้งหลายฟงวาพระปุณณมันตานีบุตร มีอุปการคุณตอทาน มาก พระปณณมุันตานีบตรไดุกลาวสอนทานวา “ดูกรอานนทเพราะถือม่ันจึงมีตัณหา มานะ ทิฐิวาเปนเรา เพราะไมถือมั่น จึงไมมีตัณหา มานะ ทิฐิวาเปนเรา เพราะถือมั่น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงมีตัณหา มานะ ทิฐิวาเปนเรา เพราะไม ถือมั่น รูป เวทนาสัญญาสังขารวิญญาณจึงไมมีตัณหามานะทิฐิวาเปนเรา เปรียบเหมือนสตรีหรือบุรุษรุนหนุมสาวมี นิสัยชอบแตงตัวสองดูเงาของตนที่กระจกหรือที่ภาชนะน้ําอันใสบริสุทธิ์ผุดผองเพราะยึดถือจึงเห็น เพราะไมยึด ที่มา : Google.com


90 จึงไมเห็น ฉันใดเพราะถือมั่นรูปเวทนา สัญญา สังขารวิญญาณ จึงมีตัณหา มานะ ทิฐิวาเปนเราเพราะไมถือ มั่น รูป เวทนา สัญญา สังขารวิญญาณ จึงไมมีตัณหามานะ ทิฐิวา เปนเรา ฉันนั้นเหมือนกัน” จากนั้น พระอานนทเลาตอไปวา พระปุณณมันตานีบุตรไดถามทานวา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไมเที่ยง ทานตอบวาไมเที่ยง และในตอนสุดทายของการสอนธรรมครั้งนี้ทาน บอกแกพระภิกษุทั้งหลายวา ทานไดตรัสรูธรรม ซึ่งหมายถึงไดสําเร็จเปนพระโสดาบัน พระอานนทไดรับ แตงตั้งเปนพุทธอุปฎฐาก สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาแมทรงตรัสรูแลวถึง 20 พรรษา แตยังไมมีผูใดเปนพุทธอุปฎฐาก ประจํา ซึ่งไดสรางความลําบากแกพระองคเปนอยางมาก พระพุทธองคไดตรัสวา บัดนี้พระองคทรงพระชรา แลว ภิกษุผูอุปฏฐากพระองคบางรูปทอดทิ้งพระองคไปตามทางที่ตนปรารถนา บางรูปวางบาตรจีวรของ พระองคไวบนพื้นดินแลวเดินจากไปเสีย จึงขอใหพระสงฆเลือกพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งขึ้นเปนพุทธ อุปฏฐากประจําคณะสงฆเห็นวาควรจะมีพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งคอยสนองงานของพระพุทธองค ในครั้งนั้นพระสงฆทั้งหลายนําโดยพระสารีบุตรมหาเถระไดกราบทูลขอเปนพุทธอุปฎฐากแตพระพุทธ องคทรงหามเสีย แมพระเถระรูปอื่นๆ จะกราบทูลเสนอตัวเปนพุทธอุปฏฐาก แตพระพุทธองคก็ทรงหามเสียทุก รูป คงเวนแตพระอานนทที่มิไดกราบทูลดวยถอยคําใด พระภิกษุรูปอื่นไดเตือนใหพระอานนทขอโอกาส แต พระอานนทก็ไมทรงขอ พระพุทธองคตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายวา ไมมีผูใดจะสามารถใหพระอานนทเกิดความ อุตสาหะขึ้นมาไดเลย แตเมื่อพระอานนทรูแลว ทานจักอุปฏฐากพระองคเอง เมื่อพระภิกษุทั้งหลายไดยิน พระดํารัสนั้น ก็ทราบทันทีวา พระองคทรงประสงคใหพระอานนทเปนพุทธอุปฏฐาก จึงไดพูดตักเตือนให ทานทูลขอตําแหนงพุทธอุปฏฐากจากพระองค ดังนั้น ทานพระอานนทจึงไดกราบทูลขอพร 8 ประการ หากพระองคทรงประทานพร 8 ประการนี้ทานจึงจะรับตําแหนงพุทธอุปฏฐาก ทานกราบทูลขอพรวา 1. ถาจักไมประทานจวรอี ันประณีตที่พระองคไดแลวแกข าพระองค 2. ถาจักไมประทานบณฑบาตอิ ันประณีตทพระองคี่ ไดแล วแกขาพระองค 3. ถาจักไมโปรดใหขาพระองคอยูในที่ประทับของพระองค 4. ถาจักไมทรงพาขาพระองคไปในที่ที่ทรงรับนิมนตไว  5. ถาพระองคจักไปสูที่นิมนตที่ขาพระองครับไว  6. ถาขาพระองคจะพาบริษทซั ึ่งมาแตที่ไกลเพื่อเฝาพระองคไดในขณะที่มาแลว 7. ถาความสงสัยของขาพระองคเกิดขึ้นเมอใด ื่ขอใหได เขาเฝาทูลถามเมื่อนั้น 8. ถาพระองคทรงแสดงธรรมเทศนาอันใดในที่ลับหลังขาพระองคจักเสด็จมาตรัสบอกพระธรรม เทศนานั้นแกขาพระองคอีก พระพุทธองคไดตรัสถามถึงโทษและอานิสงสที่ทูลขอพร 8 ประการนี้ทานไดกราบทูลวาถาทาน ไมทูลขอพรขอ 1-4 ก็จักมีคนพูดไดวา ทานรับตําแหนงพุทธอุปฏฐากเพื่อหวังลาภสักการะ ถาทานไมทูลขอ


91 พรขอ 5-7 ก็จักมีคนพูดไดวา พระอานนทบํารุงพระศาสดาไปทําไม เพราะกิจเทานี้พระองคก็ยังไมทรง สงเคราะหเสียแลวและหากทานไมทูลขอพรขอ 8 เมื่อมีคนมาถามทานลับหลังพระพุทธองควาคาถานี้สูตร นี้ชาดกนี้พระพุทธองคตรัสที่ไหน ถาทานตอบเขาไมไดเขาก็จะพูดไดวา พระอานนทเฝาติดตามพระพุทธ องคเหมือนเงาตามตัวอยูเปนเวลานาน ทําไมเรื่องเทานี้ยังไมรู ครั้นทานไดทูลชี้แจงแสดงโทษในขอที่ไมควรไดและอานิสงสในขอที่ควรไดอยางนี้แลว พระ พุทธองคจึงทรงประทานพรตามที่พระอานนทกราบทูลขอทุกประการ พระอานนทจึงไดรับตําแหนงพุทธ อุปฏฐากและไดอุปฏฐากพระพุทธองคตั้งแตบัดนั้นเปนตนมาจนถึงวันเสด็จดับขันธปรินิพพาน เปนเวลา 25 พรรษา กิจในหนาที่ของพุทธอุปฏฐากที่ทานทําเปนประจ  ําแกพระพุทธเจาคือ 1. ถวายน้ํา 2 อยางคือน้ําเยนและน็ ้ํารอน 2. ถวายไมสีฟน 3 ขนาด 3. นวดพระหตถั และพระบาท 4. นวดพระปฤษฏางค 5. ปดกวาดพระคันธกุฏีและบริเวณพระคนธกัุฏี ในตอนกลางคืนทานกําหนดเวลาไดวา เวลานี้พระพุทธองคทรงตองการอยางนั้นอยางนี้แลวเขา เฝา เมื่อเฝาเสร็จก็ออกมาอยูยาม ณ ภายนอกพระคันธกุฏีในคืนหนึ่ง ๆ ทานถือประทีปดามใหญเวียนรอบ บริเวณพระคันธกุฏีถึง 8 ครั้ง ทานคิดวาหากทานงวงนอน เมื่อพระพุทธเจาตรัสเรียกทานจะไมสามารถขาน รับไดฉะนั้น จึงไมยอมวางประทีปตลอดทั้งคืน พระอานนทขยันในการอุปฏฐากมากในบรรดาพระภิกษุผูเคยอุปฏฐากพระพุทธเจามาแลว ไมมี ใครทําไดเหมือนทาน เพราะพระภิกษุเหลานั้นไมรูพระทัยของพระพุทธองคดีจึงอุปฏฐากไดไมนาน ดวย เหตุนี้ในคราวที่พระพุทธองคจะเสด็จดับขันธปรินิพพานพระองคไดตรัสกับทานวา “อานนทเธอไดอุปฏฐากตถาคตดวยกายธรรม วจีกรรมมโนกรรม อันประกอบดวยเมตตา ซึ่งเปนประโยชนเกื้อกูลเปนความสุข ไมมีสอง หากประมาณมิไดมาชานานแลว เธอไดทําบุญไวมากแลว อานนทเธอจงประกอบความเพียรเถิดจักเปนผูไมมีอาสวะโดยฉับพลัน” แลวตรัสประกาศเกียรติคุณของพระอานนทใหปรากฏแกภิกษุทั้งหลายวา พระอานนทผูเปน เอตทัคคะผูเลิศกวาภิกษุรูปอื่น 5 ประการคือ 1. มีสติรอบคอบ 2. มีคติคือความทรงจําแมนยํา 3. มีความเพยรดี ี 4. เปนพหูสูต 5. เปนยอดของภิกษุผูอุปฏฐากพระพุทธเจา


Click to View FlipBook Version