142 หมอบคลานและกราบ โดยใหใชยืนและคํานับแทน โปรดใหเลิกทาส ตั้งโรงเรียนหลวงสอนทั้งภาษาไทย และอังกฤษ โปรดใหมีการสอบชิงทุนหลวงไปศึกษาในตางประเทศ ทรงปรับปรุงกระทรวง ทบวงกรม และแบง หนาที่ราชการใหเปนสัดสวน ไมกาวกายกัน ในสวนภูมิภาคนั้น โปรดใหรวมหัวเมืองหลายเมืองเขาเปน มณฑล สวนในจังหวัดหนึ่งๆ ก็ใหมีผูวาราชการจังหวัดดูแลรับผิดชอบ อาณาเขตจังหวัดก็แบงเปนอําเภอ ตําบล และหมูบาน โปรดใหจัดการในเรื่องการสุขาภิบาลการบํารุงทองที่การไปรษณียการโทรเลขการไฟฟา การรถไฟ โปรดใหตั้งกระทรวงสําคัญๆ ตางๆ และกิจการในดานศาลยุติธรรม โปรดใหจัดการตํารวจภูธร ใชกฎหมายการเกณฑทหารเมื่อชาติตองการหรือมีเหตุการณฉุกเฉินและเกิดสงคราม และการสะสมอาวุธ ยุทธภัณฑเปนตน การทํานุบํารุงพระพุทธศาสนา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ทรงทํานุบํารุง พระพุทธศาสนา ใหทันตอสภาวะความเจริญของบานเมืองไดกาวไปไกลอยางมาก ทรงไดมีการปรับปรุง พระพุทธศาสนาในเวลาตอมาดังนี้ 1. การชําระและการพิมพพระไตรปฎกเปนอักษรไทยการชําระและการพิมพพระไตรปฎกเปน อักษรไทยนี้ใชเวลานานถึง 6 ปเริ่มแตปพ.ศ. 2431 ถึง พ.ศ. 2436 โดยทรงปรารภเหตุหลายประการกลาวคือ 1.1 เปนการดําเนินการตามขัตติยะประเพณีที่ปฏิบัติกันตอๆ มาของพระมหากษัตริยใน ปางกอนที่ทรงสรางในการสังคายนาพระธรรมวินัย 1.2 ดวยทรงปรารภวาพระไตรปฎกเปนคัมภีรสําคัญทางพระพุทธศาสนา เมื่อจัดพิมพแลว จะชวยสงเสริมใหธรรมะขององคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาแพรหลายเปนกุศลอันยิ่งใหญ 1.3 การพิมพพระไตรปฎกดวยอ ักษรไทยจะชวยใหสะดวกแกการค นควาและการพ ิมพเป น เลมสมุดก็สะดวกตอการเก็บและรักษาแมไม ทนเหมือนจารึกลงบนใบลาน แตก็สามารถจัดพิมพใหมอีก ไดงายการชําระและการจัดพิมพพระไตรปฎกครั้งนี้เสร็จทันงานฉลองรัชดาภิเษก (การครองราชยครอบ 25 ป) ของพระองคทรงพระราชทานแดพระอารามหลวงและวดราษฎรั ทั้งในกรุงเทพฯและหัวเมองโดย ื ทั่วกัน นับเปนการพิมพคัมภรีสําคัญทางพระพุทธศาสนาฉบับภาษาไทยครั้งแรกในประเทศไทย 2. การสรางวัดขึ้นใหมหลายวดัคือวัดราชบพิธวัดเทพศิรนทราวาสิวัดเบญจมบพิตรวดอั ัษฎางค นิมิต วัดจุฑาทศราชธรรมสภาิวัดนเวศนิ ธรรมประวัติและทรงปฏิสังขรณวดมหาธาตัุโดยพระราชทรัพย สวนของสมเดจพระบรมโอรสาธ ็ ิราชเจาฟามหาวชิรุณหศิวัดมหาธาตุจึงมีสรอยนามในเวลาตอมาวา “วัดมหาธาตุยุวราช รังสฤษฎิ์” 3. การสงเสริมใหวัดเปนศูนยการศึกษาเพราะทรงหวงใยเรื่องคณธรรมุในปพ.ศ. 2414 ทรงมีพระบรมราช โองการโปรดเกลาฯจะใหมอาจารยี สอนหนังสือไทยและสอนเลขทุก ๆ พระอาราม จัดทําที่วดมหรรณพาั รามเปนแหงแรก มีประกาศจัดการศึกษาในหัวเมือง นิมนตใหพระสงฆ ทั่วราชอาณาจักรใหเอาใจใส สอน ธรรมแกประชาชน และฝกสอนวิชาความรตู าง ๆ แกกุลบตรุทั้งนี้ก็เพราะวาพระองคทรงหวงใยเรื่อง คุณธรรม คือความซื่อสัตยสุจริตของผูที่ไดรับการศึกษาไปแลวเปนอยางมากเพราะผูไดรับการศึกษาดีก็มใชิ จะมีหลักประกันไดวาจะเปนคนด ีทุกคนไป หากขาดเรื่องการศึกษา เรองการศาสนาื่
143 4. การศึกษาของพระสงฆพระองคโปรดเกลาฯใหจัดตั้งโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรมขึ้นตาม วัดตางๆ เพื่อเปนสถานศึกษาเลาเรียนของพระภิกษุสามเณร ไดทรงกําหนดใหมีการสอบไลพระปริยัติธรรม เปนประจําทุกปทรงสงเสริมการศึกษาของพระสงฆทั้งฝายมหานิกายและธรรมยุติกนิกาย โดยโปรดเกลาฯ ใหจัดตั้งสถาบันการศึกษาชั้นสูงสองแหงจนกลายมาเปนมหาวิทยาลัยสงฆในปจจุบัน คือ 4.1 มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยไดตงขั้ึ้นเมอวื่นทั ี่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2436 ณ วดบวรนั ิเวศวหาริ 4.2 มหาวิทยาลัยมหาจฬาลงกรณราชวุิทยาลัยไดจดตั ั้งเมอวื่ันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2432 ณ วดมหาธาตัยุ ุวราชรังสฤษฏิ์ 5. ทรงตราพระราชบัญญัติเพื่อเปนแนวในการบริหารคณะสงฆปร.ศ.121 นับเปนกฎหมาย ของพระสงฆไทยฉบับแรก การทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาของพระบาทสมเด็จพระจลจอมเกลุาเจาอยูหวัรัชกาลที่ 5 นอกจากจะทําใหเกิดผลดีแกประเทศชาต ิในดานตางๆ แลวยังกอใหเกดผลดิ ีในสวนของพระองคดวยทําให ฐานะการเมืองของพระองคมั่นคงขึ้น เพราะประชาชนตางใหความจงรักภักดในฐานะท ี ี่ทรงปฏิบัติพระองค ตั้งมั่นอยูในหลักธรรมคือ ทศพิธราชธรรม จักรวรรดวิัตร สังคหวัตถุและทรงเปนองคพุทธศาสนูปถัมภอยาง แทจริง จึงทําใหการปกครองในสมัยของพระองคประสบความสําเร็จและยังสามารถรักษาความเปนเอกราช ของประเทศจากภยคัุกคามของจักรวรรดินยมตะวิ ันตกไวได ทั้งนี้นับวาเปนพระมหากรุณาธิคุณของ พระองคประชาชนชาวไทยจึงพรอมใจกันถวายพระนามเปนการเฉลิมพระเกยรตี ิแกพระองค วา “พระปย มหาราช” คุณธรรมที่เปนแบบอยาง 1. เปนศาสนูปถัมภกคือเปนผูอุปถัมภพระพุทธศาสนา โดยทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาให เจริญรุงเรือง เชน การจัดพิมพพระไตรปฎก ฉบับภาษาไทยเปนครั้งแรกการสรางวัดที่สําคัญ ๆ การใหวัด เปนศูนยกลางการศึกษา และการสงเสริมการศึกษาพระสงฆโดยการสรางมหาวิทยาลัยสงฆ 2 แหงคือ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และทรงตรา พระราชบัญญัติเพื่อเปนแนวบริหารคณะสงฆ 2. ทรงดํารงตนอยูในพุทธธรรม โดยนําหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เชน หลัก ทศพิธราชธรรม จักรวรรคิวัตร สังคหวัตถุเปนตน เปนแนวทางในการปกครองอาณาประชาราชจนไดรับ ขนานพระนามวา “พระปยมหาราช”
144 เร ื่องที่ 3.12 สุชีพ ปุญญานุภาพ อาจารยสุชีพปุญญานุภาพเกิดณตําบลบางไทรปาอําเภอบาง ปลา (คืออําเภอบางเลนในปจจุบัน) จังหวัดนครปฐม เมื่อวันศุกรที่ 13 เมษายน 2460 ในครอบครัวที่มีอาชีพคาขาย ในวยเดักอาจารย็ ไดศึกษาจบชั้นประถมปที่ 5 ซึ่งเทียบ มัธยมศึกษาปที่ 2 ในสมัยนนั้เมื่อจบการศกษาเบึ ื้องตนแลวไดเขา เรียนภาษาบาลทีี่วัดกันมาตยารามุกรุงเทพฯอายุราว 13 ปกกล็ ับไป บรรพชาเปนสามเณรเพ ื่อศกษาเลึ าเรียนตอในทางพระศาสนาตอไป ณวดสั ัมปทวน อําเภอนครชัยศรีจังหวัดนครปฐม โดยเปนศิษยของพระปฐมนคราจารย (วงศโอทาตวณฺโณ) เจาอาวาสวัดสมปทวน ัและเจาคณะจ ังหวัดนครปฐมในขณะนั้นแลวจ ึงเขามาศึกษาเลาเรียนตอณ วดกั ันมาตุยาราม เขตสัมพันธวงศกรุงเทพฯจนสอบไลนักธรรมและบาลีไดเปนเปรียญธรรม 7 ประโยคต้งแตั ยังเปนสามเณร ทานไดอุปสมบท ณ วดกั ันมาตุยาราม เมื่อ พ.ศ. 2480 โดยเจาพระคุณสมเด็จพระพุทธโฆษา จารย (เจริญ ญาณวโร) วดเทพศั ิรินทราวาส เปนพระอุปชฌายไดรับฉายาวา สุชีโว หลังจากอุปสมบทได 2 พรรษา ก็สอบไลไดเปรียญธรรม 9 ประโยคเมื่อ พ.ศ. 2482 นอกจากจะมีความรูภาษาบาลีแตกฉานเปนอันดีแลวอาจารยยังมีความรูในภาษาสันสกฤตและ ภาษาอังกฤษเปนอยางดีอีกดวย นอกจากนี้ยังไดศึกษาวิชาการสมัยใหมตาง ๆ ที่เปนวาภิกษุสามเณรควรจะ เรียนรูเพื่อประโยชนแกการที่จะนํามาประยุกตกับการสั่งสอนพระพุทธศาสนาแกประชาชนใหไดผลดียิ่งขึ้น ซึ่งวิชาการทั้งหลายเหลานี้อาจารยก็พยายามขวนขวายศึกษาเอาดวยตนเอง โดยการอานตํารับตําราทั้งที่เปน ภาษาไทยและภาษาตางประเทศจนกลาวไดวาอาจารยเปนพระหนุมที่มีหัวกาวหนา มีโลกทัศนกวางไกล และมีวิธีการเทศนาสั่งสอนพระพุทธศาสนาแนวใหมที่ทันสมัย เปนที่นิยมชมชอบและเปนที่รูจักของ พุทธศาสนิกชนทั้งประเทศในขณะนั้น ในนามวา “สุชีโวภิกขุ” จากประสบการณของอาจารยเองทําใหเห็นวาความรูภาษาตางประเทศและความรูในวิชาการ สมัยใหมนั้น เปนประโยชนตอการสั่งสอนและเผยแผพระพุทธศาสนาเปนอยางมาก ฉะนั้นอาจารยจึงมีความ ปรารถนาที่จะใหภิกษุสามเณรไดเรียนรูวิชาการเหลานี้เพื่อจะไดเปนศาสนทายาทที่มีคุณภาพ ทันโลกทัน เหตุการณอันจะทําใหสามารถสั่งสอนพระพุทธศาสนาแกประชาชนไดอยางมีประสิทธิผล ดวยความปรารถนาดังกลาวแลวอาจารยจึงไดริเริ่มสอนภาษาอังกฤษและวิชาการสมัยใหมบาง วิชา ที่สามารถสอนไดดวยตนเองแกภิกษุสามเณรวัดกันมาตุยาราม เปนการกระตุนใหพระหนุมเณรนอยสนใจ ใฝรูในวิชาการตาง ๆ และเห็นคุณประโยชนของวิชาการเหลานั้นในแงของการนํามาสงเสริมการเผยแผ พระพุทธศาสนา ที่มา : Google..com
145 อาจารยไดเริ่มสอนภาษาอังกฤษ คณิตศาสตรและวิชาอนื่ๆ อีกบางแกภิกษุสามเณรที่สนใจ โดยใชชั้นลางของกุฏิที่พักของอาจารยนั่นเองเปนสถานที่เรียนปรากฏวาไดรับความสนใจจากพระหนุมเณรนอย ไมนอย มีผูมาเลาเรียนกันมาก ตอมา ทานเจาคุณพระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ) วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งขณะนั้นดํารงตําแหนง ผูอํานวยการมหามกุฎราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภซึ่งตั้งสํานักงานอยูณตึกหอสมุดมหามกุฎราชวิทยาลัย หนาวัดบวรนิเวศวิหาร ไดทราบวาอาจารยไดเปดสอนภาษาและวิชาการสมัยใหมแกพระภิกษุสามเณรที่วัด กันมาตุยารามดังกลาวแลว วันหนึ่งทานจึงไดปรารภกับอาจารยวา เมื่อเห็นวาเปนสิ่งที่ดีมีประโยชนทําไม ไมตั้งเปนโรงเรียนสอนกันใหเปนเรื่องเปนราวเสีย จากคําปรารภของทานเจาคุณพระพรหมมุนี (สุวจเถระ) นี้เอง ที่เปนแรงกระตุนและแรงใจให อาจารยเกิดความคิดที่จะกอตั้งมหาวิทยาลัยสงฆขึ้น ตอมาเมื่อไดนําความคิดนี้ไปปรึกษากับพระเถรานุเถระ ในคณะธรรมยุตก็ไดรับการสนับสนุนเปนสวนมาก มีติติงอยูบางก็เปนสวนนอยอันเนื่องมาจากยังไมคอยแนใจ ในระบบการศึกษาและวิธีการ ในที่สุดพระเถรานุเถระในคณะธรรมยุตก็ไดมีการประชุมกัน และมีมติให จัดตั้งมหาวิทยาลัยสงฆขึ้นในนามของมหามกุฎราชวิทยาลัยซึ่งเคยเปนสถาบันการศึกษาของสงฆมาแตเดิมแลวโดย เรียกวา “สภาการศึกษามหามกุฎราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแหงประเทศไทย” เจาพระคุณ สมเด็จพระสังฆราชเจากรมหลวงวชิรญาณวงศแตครั้งยังไมไดทรงกรม ในฐานะองคนายกกรรมการมหา มกุฎราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภไดทรงลงพระนามประกาศตั้งเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2488 สภาการศึกษา มหามกุฎราชวิทยาลัยจึงเปนมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา หรือมหาวิทยาลัยสงฆแหงแรกในประเทศไทย ในระหวางนี้อาจารยไดเปนผูสนับสนุนใหเกิดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาที่สําคัญขึ้นอีกอยาง หนึ่งคือยุวพุทธิกสมาคม โดยอาจารยเสถียร โพธินันทะ ซึ่งเปนศิษยคนสําคัญของอาจารยเปนผูนําในการ จัดตั้งแลวยุวพุทธิกสมาคมแหงประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภก็ไดจัดตั้งขึ้น ณ วัดกันมาตุยาราม เปน ครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2491 และยังคงเปนองคกรที่มีบทบาทสําคัญองคกรหนึ่งของพระพุทธศาสนา ในประเทศไทยสืบมาจนปจจุบัน หลังจากที่ลาสิกขาแลวอาจารยก็ยังชวยเหลือกิจการของสภาการศึกษามหามกุฎฯอยูตลอดมาโดย การเปนกรรมการเปนที่ปรกษาึ และเปนอาจารยบรรยายวิชาทางพระพุทธศาสนาและศาสนาเปรียบเทียบ อาจารยไดเขารับราชการครั้งแรกในกระทรวงวัฒนธรรม โดยเปนเลขานุการรัฐมนตรีวาการ กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เปนรัฐมนตรีวาการและระหวางนั้นไดรับพระราชทาน ยศในกองทัพเรือเปนวาที่นาวาตรีตอมาก็ไดรับแตงตั้งเปนกรรมการสภาวัฒนธรรมแหงชาติอีกตําแหนง หนึ่งตอมาไดลาออกจากกระทรวงวัฒนธรรมแลวเขาทํางานในองคการสงเสริมการทองเที่ยวแหงประเทศ ไทย (อสท.) ในฐานะที่ปรึกษา จากนั้นก็ไดรับแตงตั้งใหเปนผูชวยผูอํานวยการและรองผูอํานวยการ ตามลําดับ อาจารยไดทํางาน ณ องคการสงเสริมการทองเที่ยวแหงประเทศไทย จนกระทั่งเกษียณอายุเมื่อ กลางเดือนเมษายน 2520
146 เมื่อเกษียณอายุจากหนาที่การงานแลวอาจารยก็ไดอุทิศชีวิตใหแกกิจการทางพระพุทธศาสนาอยาง เต็มที่ไดกลับมาชวยกิจการทางวิชาการของสภามหามกุฎราชวิทยาลัย โดยการเปนกรรมการผูทรงคุณวุฒิ และเปนผูบรรยายวิชาทางพระพุทธศาสนา เปนกรรมการสภาการศึกษาของคณะสงฆนอกจากนี้ก็ยังไดรับ เชิญเปนอาจารยพิเศษ บรรยายวิชาทางพระพุทธศาสนาในมหาวิทยาลัยของรัฐอีกหลายแหง เชน มหาวิทยาลัย ศิลปากร มหาวิทยาลัยรามคําแหงจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยเปนตน กิจการทางพระพุทธศาสนาที่สําคัญอีกอยางหนึ่ง ที่อาจารยไดเขามาชวยอย างเต็มตวัหลังจากที่ อาจารยเกษียณอายุแลวก็คือองคการพุทธศาสนิกสัมพันธแหงโลก (พสล.) โดยไดรับแตงต ั้งเปน กรรมการ อํานวยการ ดแลรูับผิดชอบกิจกรรมทางวชาการของิพสล. เปนสวนใหญ อาจารยเปนผูมีพรสวรรคในการประพันธสามารถประพันธไดทั้งในเชิงรอยแกวและรอยกรอง ผลงานในทางการประพันธของอาจารยจึงมีทั้งที่เปนบทกวีความเรียงทางวิชาการ บทความ และนวนิยาย ขอเขียนของอาจารยซึ่งรวมไปถึงบทเทศนาและการบรรยายธรรมดวย เปนถอยคําสํานวนแบบเรียบ ๆ งาย ๆ แตกะทัดรัด ชัดเจนและมีความไพเราะอยูในตัวอาจารยไดเริ่มแสดงความสามารถในทางการประพันธ และการบรรยายตั้งแตยังเปนสามเณรเปรียญ ผลงานที่โดดเดนที่ทําใหอาจารยเปนที่รูจักกันทั่งไปในนามวา “สุชีโวภิกขุ” และตลอดมาจนถึง ปจจุบัน ก็คือความสามารถในการมองและอธิบายพระพุทธศาสนาในแงมุมที่แปลกใหมอันเปนแงมุมที่ ไมเคยมีใครมองมากอน หรือเปนแงมุมที่คนทั่วไปมองไมเห็น และนําเอาประเด็นที่สําคัญและโดดเดนของ พระพุทธศาสนาในแงมุมนั้น ๆ ออกมาแสดงใหคนทั่วไปไดรูจัก ตัวอยางของผลงานของอาจารยที่แสดงใหเห็น ถึงความสามารถดังกลาวนี้ก็เชน หนังสือเรื่อง “คุณลักษณะพิเศษบางประการแหงพระพุทธศาสนา” (ซึ่งก็มี แปลเปนภาษาอังกฤษดวย) รวมทั้งบทความและปาฐกถาอื่น ๆ อีกจํานวนมาก ผลงานที่โดดเดนอีกประการหนึ่งของอาจารยก็คือการอธิบายพระพุทธศาสนาแนวใหมโดยการ นําเอาความรูวิชาการสมัยใหมเชนวิทยาศาสตรปรัชญา สังคมศาสตรเปนตน มาประยุกตกับหลักธรรมใน พระพุทธศาสนา ทําใหคนทั่วไปเขาใจพระพุทธศาสนาไดดีและงายขึ้น ทั้งทําใหมองคุณคาของพระธรรมคําสอน ในพระพุทธศาสนาวามีความทันสมัย สามารถนํามาปรับใชไดกับทุกสถานการณหากศึกษาใหมีความรูความเขาใจ ในคําสอนของพระพุทธศาสนาเปนอยางดีนอกจากนี้การอธิบายพระพุทธศาสนาในแนวประยุกตดังกลาวนี้ ยังเปนเครื่องชี้ใหเห็นวา บรรดาศาสตรหรือวิชาความรูดานตาง ๆที่กําลังศึกษาหรือตื่นเตนกันอยูในปจจุบันนั้น ลวนเปนเรื่องที่พระพุทธเจาไดเคยแนะนําสั่งสอนประชาชนมาแลวทั้งนั้นในหลักการใหญๆ ความสามารถ ในการอธิบายพระพุทธศาสนาแนวใหมหรือแนวประยุกตนี้เองที่ทําใหนาม “สุชีโวภิกขุ” ดังกระฉอนไปทั่วประเทศ ผลงานของอาจารยในดานนี้ไมเพียงแตทําใหชื่อเสียงของอาจารยเปนที่รูจักและเปนที่นิยม ชมชอบไปทั่วประเทศเทานั้น แตไดกอใหเกิดผลดีตอวงการศึกษาและเผยแผพระพุทะศาสนาดวยเปนอัน มาก เพราะเปนการจุดประกายแหงความริเริ่มและความสนใจในการศึกษาวิจัยทางพระพุทธศาสนาให เกิดขึ้นในวงการศึกษาและวงการนักวิชาการของไทย และในเวลาตอมาก็ไดมีการศึกษาวิจัยทาง พระพุทธศาสนาในแนวประยุกตกันอยางจริงจังและกวางขวางยิ่งขึ้น ผลงานของอาจารยที่แสดงใหเห็นถึง
147 ความสามารถและความริเริ่มในดานนี้ก็เชน ความเรียงเรื่อง “พระพุทธศาสนาในแงปรัชญาและ วิทยาศาสตร”, “พระพุทธศาสนากับสันติภาพของโลก” “แงคิดบางประการเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา” เปนตน โดยลักษณะสวนตัว อาจารยเปนผูมีอัธยาศัยออนนอม ดําเนินชีวิตแบบสงบและเรียบงาย มีเมตตากรุณาตอทุกคน ไมเบื่อหนายในการที่จะใหคําแนะนําหรือปรึกษาในทางวิชาการแกศิษยหรือผูสนใจ มีวาจาในเชิงสรางสรรคและสงเสริมใหกําลังใจแกทุกคนที่มีโอกาสพบปะสนทนาดวยเสมอ อาจารยจึง เปนที่เคารพรักของบรรดาศิษยและผูรูจักคุนเคยทั่วไปอยางจริงจัง เรื่องที่ 3.13 ดร.เอ็มเบดการ ผูที่ชาวพุทธควรยกยอง ดร.อัมเบดการเปนผูที่ชาวพุทธควรจดจําและยกยองใน ฐานะที่ทานไดนําพระพุทธศาสนากลับเขามายังประเทศอินเดียอีกครั้ง หนึ่ง ทานเปนผูที่ตอสูเพื่อใหอินเดียไดรับเอกราชจากอังกฤษ เชนเดียวกับมหาตะมะคานธีถึงแมทานทั้งสองจะมีจุดมุงหมายใน การทํางานเหมือนกันแตมีแนวความคิดตางกัน มหาตะมะคานธี ยึดถือความมีชั้นวรรณะในอินเดียถือวาชั้นวรรณะเปนเอกลักษณของ ชาวอินเดียแตดร.อัมเบดการถือความเสมอภาคของมนุษยเปนสําคัญ ดังนั้น ทานจึงนําพระพุทธศาสนากลับเขาสูอินเดียอีกครั้ง เพราะ ทานเห็นวาพระพุทธศาสนาเทานั้นที่ทําใหความเปนมนุษยเสมอภาคกันได ดร.อัมเบดการหรือชื่อเต็ม คือ บาบาสาเหบ พิมเรารามจิอัมเบดการ(Dr. Babasaheb Bhimrao Ramji Ambedkar) เกิดในวรรณะศูทรที่ยากจนที่สุดตระกูลหนึ่งของอนเดิ ียในเมืองนาคปูรรัฐมหาราษฏรทาง ตอนกลางของอินเดียเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2434 ในหมูบานคนอธิศูทร (คนวรรณะจณฑาลัมีชื่อเรียกมากมาย เชน หริจันทรจัณฑาลอธิศทรูในที่นี้จะใชคําวาอธิศูทร) ชื่อวาอัมพาวดีเปนบุตรชายคนสุดทองคนที่ 14 ของ รามจิ สักปาลและนางพิมมาไบ สักปาลกอนที่ทานอัมเบดการจะเกิดนนั้ มีเรื่องเลาวาลุงของพอทานซึ่งไป บวชเปน สันยาสี (ผูถือสันโดษ ตามแนวคิดเรื่องอาศรม 4 ของฮินดู) อาศัยอยูตามปาเขา ไดมาพํานักในแถบ ละแวกบานของทาน รามจิไดทราบจากญาติคนหนึ่งวาหลวงลุงของตนมาพํานักอยูใกลๆ จึงไปนิมนตใหมา รับอาหารที่บานนักบวชสันยาสีนั้นปฏิเสธแตไดให พรแกรามจ ิวา “ขอใหมีบุตรชายและบุตรชายของเธอจงมี ชื่อเสียง เกยรตี ิยศในอนาคต ไดจารึกชื่อไวในประว ัติศาสตรชาติอินเดีย” ซึ่งพรนั้นกมาส็ ําเร็จสมปรารถนา เมื่อวันที่ทานอัมเบดการเกดนิ ั้นเอง บิดามารดาไดตั้งชื่อใหวา “พิม” แมจะเก ิดมาในครอบครัวอธิศูทรที่ ยากจน แตบิดาก็พยายามสงเสียจนเด็กชายพิม สามารถเรียนจนจบประถมศึกษาปที่ 6 เมื่อเรียนจบแลวบิดาก็ไมได ที่มา : Google..com
148 หยดทุจะให ี่ บตรไดุรับความรูพยายามอดมอกื้ินมอื้เงินทไดี่ รับจากการรบจั างแบกหาม ก็เอามาสงเสียเปนคา เลาเรียนใหกับเด็กชายพิม จนกระทั่ง สามารถสงใหเรียนจนจบชนมั้ัธยมศึกษา ในระหวางการเรียนนั้น ทานจะตองเผชิญหนากับความดูหมิ่นเหยยดหยามีสรางความช้ําใจอยู ในความทรงจาของทํ าน เชนวา เมื่อทานเขาไปในหองเรียน ทั้งครูและเพื่อนรวมชั้นตางกแสดงอาการ็ ขยะแขยงรังเกียจความเปนคนวรรณะต่ํา ทานไมไดรับอนุญาตแมแตการท ี่จะไปนั่งบนเกาอี้ในหองเรียน ทานตองเลือกที่มุมหองแลวปูกระสอบนั่งเรียนอยูอยางนนั้เวลานางานมาสํ งใหอาจารยอาจารยก ็มีททีารังเกยจี ไมอยากจะรบเวลาทั ี่ทานถูกสั่งใหมาทําแบบทดสอบหนาชนเรั้ียน นักเรยนในห ี องที่เอาปนโต หรือหออาหารมา กินที่โรงเรียน ที่วางไวใกลกระดานดําจะเรงกรูกันไปเกบเอามาไว ็ก อน เพราะกลัววาความเป นเสนียดของ ทานจะไปติดหออาหารของพวกเขาทวางอยีู่ใกลกระดานดําแมแตเวลาที่ทานจะไปดมนื่ ้ําที่ทางโรงเรียนจัด ไวทานก็ถูกหามอย างเด็ดขาดที่จะไปจับตองแท็งกน้ํา หรือแกวที่วางอยูเพราะทุกคนรังเกยจวีาเสน ียดของทาน จะไปตดทิ ี่แกวน้ํา ทานตองขอรองเพื่อน ๆ ที่พอจะมีความเมตตาอยูบางใหชวยตักน้ําแลวให ท านคอยแหงนหนา อาปากใหเพ ื่อน เทน้ําลงในปากเพื่อปองกันเสนยดในความเป ี นคนวรรณะต่ํา ซึ่งเปนความเจ็บช้ําใจยิ่งนัก อยางไรก็ตามในโลกนี้กย็ังมความเมตตาอยีบู างโดยครูทานหนึ่งผูมีเมตตาผิดกบคนในวรรณะ ั เดยวกีนัซึ่งบางครั้งครูทานนี้ก็จะแบงอาหารใหกับทานแตก็แสดงออกมากไมไดเพราะอาจจะถูกคนใน วรรณะเดียวกนั เกลยดชี ังไปดวยเหตุที่ทานถูกรงเกั ียจเพราะความทนามสกีุ่ลของทานบงชดถั ึงความเปนอธ ิ ศูทรคือ “สักปาล” (นามสกุลของคนอินเดยี เปนตวบั งบอกวรรณะ) ครูทานนั้นจึงไดนํานามสกุลของตน เปลี่ยนใหกับทานใหม โดยแกที่ทะเบยนโรงเร ี ยนให ี ใชนามสก ุลวา “อัมเบดการ” และจากนามสกุลอัมเบด การนเองที้าใหํหลายๆ คนคิดวาทานเปนคนในวรรณะพราหมณ ) หลังจากอดทนตอความยากลําบากการถูกรังเกียจจากคนรอบขางที่รูวาทานเปนคนอธิศทรแลูวใน ที่สดทุานก็ไดส ําเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 ซึ่งนับวาสูงมากสําหรับคนวรรณะนี้แตพอของทานก็ไม สามารถ ที่จะสงเสียใหเรยนตี อไปได อกีเคราะหดีที่มหาราชาแหงเมืองบาโรดา ซึ่งเปนมหาราชาผูมเมตตาี พระองคไม มีความรังเกียจคนตางวรรณะปรารถนาจะยกระดับการศึกษาแมคนระดับอธิศูทรและในครั้งนั้นไดมีนัก สังคมสงเคราะหพาทานเขาเฝามหาราชาพระองคไดทรงพระราชทานเงนทิุนในการศกษาตึ อใหเปนเง ินทุน เดือนละ 24 รูปทําใหทานสามารถเรียนจบปริญญาตรไดี ตอมามหาราชาแหงบาโรดาไดทรงคดเลั ือกนักศกษาึ อินเดียเพื่อสงใหไปเรียนตอที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งทานก็ไดรับการคัดเลือกในครั้ง นั้นทานไดพบกับ สิ่งที่เรียกวาอิสรภาพและความเสมอภาคเพราะที่สหรฐอเมรั ิกานั้นไมมีคนแสดงอาการ รังเกียจในความเปนคนอธิศูทรเหมือนอยางในประเทศอินเดีย หลังจากทานไดสําเร็จการศึกษาขั้น ปริญญาเอกแลว เรียกวามีชื่อนําหนาวาด็อกเตอรทานไดเด ินทางกลับมาอินเดียและไดพยายามต อสูเพื่อคนใน วรรณะเดียวกนั ไมใชแต เทานั้นทานยังพยายามตอสูกับความอยุติธรรมที่สังคมฮินดูยัดเยียดใหก ับคนในวรรณ ที่ต่ํากวา หลังจากสําเร็จการศึกษาจากสหรัฐอเมริกาแลวดร.อัมเบดการไดเปนอาจารยสอนในวิทยาลัยซิด นาหม ในบอมเบยในป 2461 ตอมาไดรับพระราชทานอุปถัมภจากเจาชายแหงเมืองโครักขปูรซึ่งเปนผูมี
149 พระทัยเมตตาเชนเดียวกับมหาราชาแหงบาโรดา ที่ปรารถนาจะถอนรากถอนโคนความอยุติธรรมที่สังคม ฮินดูกดกี ันคนในวรรณะอื่น ๆโดยไดทรงอปถุัมภใหคนอธิศูทรมารับราชการในเมืองโครักขปุรแมนายควาญ ชาง พระองคก็เลือกจากคนอธศิูทรเจาชายแหงโครักขปุรไดทรงอุปถัมภในการจัดทําหนงสั ือพิมพมุขนายก หรือ “ผูนําคนใบ” ของดร.อัมเบดการเชนอุปถัมภคากระดาษพิมพและอื่นๆ ซึ่งอัมเบดการไมไดเป นบรรณาธิการ เองแตอยูเบื้องหลังและเขียนบทความลงหนังสือพิมพในบทความครงหนั้ึ่งมีคําพูดที่นาสนใจวา “อินเดียเปนดนแดนแหิงความเหล ื่อมล้ําต่ําสูง สังคมฮินดูนั้นชางสูงสงประดุจหอคอยอนสัูง ตระหงาน มหลายชี ั้นหลายตอนแตไมมีบนไดหร ั ือชองทางที่จะเขาไปสหอคอยอู ันนนได ั้คนที่อยในหอคอยนู ั้น ไมมีโอกาสที่จะลงมาไดจะตดติ อกับคนในหอคอยเดยวกี นในอ ั ีกชนหนั้งกึ่ท็ ําไมไดใครเกิดในชั้นใดก็ตาย ในชั้นนนั้ ” ทานไดกล าวถึงสังคมฮนดิวูามีองคประกอบอยูสามประการคือพราหมณมิใชพราหมณและอธิศูทร พราหมณผูสอนศาสนามักกลาวว าพระเจามอยีูในทกหนแหุงถาเชนนั้นพระเจาก็ตองมอยีูในอธิศูทรแต พราหมณกล ับรังเกียจคนอธิศูทรเห็นเปนตัวราคีนั่นแสดงวาเขากําลังเห็นพระเจาเปนต ัวราคีใชหร อไม ื ดร.อัมเบดการมีผลตอความเคลื่อนไหวหลายอยางในอินเดยขณะนี ั้น ทานเปนอธิศูทรคนแรกที่ ไดรับตําแหนงเปนรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมของอินเดีย หลังจากที่อินเดยได ี รับเอกราช ไดเปนผูรวมราง รัฐธรรมนูญของอินเดีย ทานเปนผูชี้แจงตอที่ประชุมในสภาโดยการอนมุัติของดร.ราเชนทรประสาท ให ชี้แจงอธิบายตอผูซักถาม ถึงบางขอบางประเด็นในรัฐธรรมนูญ หนังสือพิมพบางฉบับลงเหตุการณตอนน ี้วา “ดร.อัมเบดการทําหนาที่ชี้แจงอธิบายเรื่องรางรัฐธรรมนูญตอผูรวมประชุม ประดจพระอุ ุบาลีเถระวิสัชชนา ขอวินัยบัญญตัิในที่ประชุมปฐมสังคายนาตอพระสงฆ 500 มีพระมหากัสสปะเปนประธาน ฉะนนั้ ” และ ทานเปนผูตอสูเพื่อทําลายความอยุติธรรมของคนในชาตเดิ ียวกัน ด.ร.อมเบดการั แตงงานม ีครอบครัว สองครงั้ครั้งแรกแตงก บคนในวรรณะเด ัยวกีนัชื่อวานาง รามาไบ ครั้งทสองที่านไดพบรักกับแพทยหญ ิงในวรรณะพราหมณคนหนึ่ง ชื่อวา ชาดาคาไบ ใน โรงพยาบาลที่เขาไปรับการรักษาอาการปวย เปนครั้งแรกที่คนในวรรณะต่ําไดแต งงานกับคนในวรรณะสูง คือวรรณะพราหมณขณะที่อายุทานได๕๖ ปโดยมีนักการเมือง พอคาคนในวรรณะตางๆมารวมงาน แตงงานของทานมากมายตางจากครั้งแรกที่ทานแตงงานในตลาดสด หลังจากนนั้ดร.อัมเบดการไดลงจากเกาอทางการเมี้ือง ซึ่งทานไมไดยดตึ ิดกับตําแหนงทางการ เมืองการที่ทานเปนรัฐมนตรีกระทรวงยุตธรรมกิ ็เพราะทานตองการทางานเพํ ื่อเรียกรองความเปนธรรม ใหกับคนที่อยในวรรณะตู่ําทไดี่ รับการขมเหงรังแกเทานนั้ เหตการณุที่สําคัญมากประการหนงกึ่ ็คือการที่ดร.อัมเบดการไดเปนผูนาชาวพํทธศุ ูทรกวา 5 แสน คน ปฏิญาณตนเปนพุทธมามกะเหตุการณตอนนเปี้ นเรองทื่ ่นีาสนใจมาก ความจริงดร.อัมเบดการสนใจพระพุทธศาสนามากอนหนานแลี้วจากการไดศกษาพึุทธ ประวัติ ซึ่งเขยนโดยท ี านพระธัม มานันทะโกสัมพีชื่อวา “ภควาน บุดดา” (พระผูมีพระภาคเจา) ทานไดทราบจาก การศึกษาวา พระพุทธศาสนาเปนศาสนาทไมี่มีขอรังเกียจในเรื่องวรรณะไมปดกนการศั้ึกษาพระธรรม ให
150 ความเสมอภาคและภราดรภาพแกคนทุกชั้น ในจตใจของ ิดร.อัมเบดการเปนชาวพทธอยุ ูกอนแลวแตทาน ตองการทําใหเปนรูปธรรมยิ่งขึ้นสิ่งที่ตั้งใจไวก็คือการไดปฏิญาณตนเปนชาวพุทธพรอมกบพั ี่นองชาวอธศิูทรใน งานฉลองพุทธชยันติ (Buddhajayanti) ดร.อัมเบดการไดกลาวสดุดีพระพุทธศาสนาและไดเขียนหนังสือเผยแผพระพุทธธรรมหลายเลม เชน “พุทธธรรม” "(Buddha and His Dhamma) “ลักษณะพิเศษของพระพุทธศาสนา” (The Essential of Buddhism) และคําปาฐกถาอนๆื่ที่ไดรับการตีพิมพภายหลัง เชน “การที่พระพุทธศาสนาหมดไปจากอินเดยี" (The down fall of Buddhism in india) เปนตน กอนหนาท ี่จะมีงานฉลองพุทธชยันตีเปนที่ทราบกันดวีาขณะนนอั้ินเดียมีชาวพุทธอยูแทบจะ เรียกไดวาเปน อัพโภหาริกคือ นอยมากจนเรียกไมไดวาม ีแตเหตุที่มงานฉลองนี ี้ขึ้นไดเนื่องจากทานยวาห ราล เนรูหซึ่งทานไดกลาวคําปราศรัยไวในท ี่ประชุมโลกสภา (รัฐสภาของอินเดยีเรียกวาโลกสภา) เรื่อง การจัดงานฉลองพุทธชยนตั ีวา “พระพทธเจุาเปนบุตรที่ปราดเปรื่องยงใหญ ิ่และรอบรทู ี่สุดของอนเดิยี ในโลก นี้ซึ่งเต็มไปดวยความวุนวายเคียดแคนและรุนแรงคําสอนของพระพทธเจุา สองแสงเหมือนดวงอาทิตยที่ รุงโรจนไมมีคนอินเดยคนใดท ี ี่จะนําเกยรตี ิยศเกยรตี ิภูมิกลับมาสูอินเดียไดเทากับพระพุทธองคหากเราไม จัดงานฉลองใหทานผูนี้แลวเราจะไปฉลองว ันสําคัญของใคร” และไดกล าวอีกตอนหนึ่งวา “ขาพเจาไมขอ นับถือศาสนาใดๆในโลกทั้งนั้น แตหากจะต องเลือกนับถือแลวขาพเจาขอเลือกนับถือพระพุทธศาสนา” ในงานฉลองพทธชยุันตีนั้น รัฐบาลอินเดียไดจัดสรรงบประมาณการจัดงานฉลองตลอด 1 ป เต็ม ๆ โดยวนเวียนฉลองกนไปตามร ั ัฐตาง ๆ รัฐบาลไดอนุมัติงบประมาณ เชน ทําตดถนนเขั าสูพุทธ สังเวชนียสถานใหดีขึ้น สรางธรรมศาลา ทําการอํานวยความสะดวกแกผูมารวมงานพทธชยุันตีจากประเทศ ตาง ๆ จัดพิมพหนังสือสดุดพระพีุทธศาสนาจัดทําหนังสือวิชาการพระพุทธศาสนาโดยนักปราชญหลายทาน เขียนขึ้น สําหรับการปฏิญาณตนเปนพุทธมามกะนนั้ทานอัมเบดการไดนําชาววรรณะศูทร ปฏิญาณตน เปนพุทธมามกะที่เมืองนาคปูรสาเหตุที่ทานเลือกเมืองนี้แทนทจะเป ี่นเม ืองใหญๆ อยางบอมเบยหรือเดลลี ทานไดใหเหตผลวุา “ผูที่ทําการเผยแผพระพุทธศาสนาระยะแรก ๆ นอกจากพระสงฆคือ พวกชนเผานาค ซึ่งถูกพวกเผาอารยันกดขี่ขมเหง ตอมาพวกเผานาคไดพบกบพระพัุทธเจา พระองคไดทรงแสดงธรรมจนพวกเผา นาคเหลานั้นเลื่อมใส ปฏิญาณตนเปนชาวพุทธและเผยแผพระพุทธศาสนาไปทั่วเมองนาคป ืูรนี้เปนเมืองที่ พวกเผานาคตั้งหลักแหลงอย” ูดังนั้นศูนยกลางพุทธศาสนิกชนในอินเดยปี จจุบันที่เปนคนวรรณะศูทรจึงอยูที่เมือง นาคปูร ในการปฏิญาณตนเปนชาวพุทธ 5 แสนคน เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2499 นั้น มีพระภิกษุอยูใน พิธีรวมเปนสกขั ีพยานดวย 3 รูป คือ ทานพระสังฆรัตนเถระ (Ven. M. Sangharatana Thera) พระสัทธราติส สะเถระ (Ven. S. Saddratissa Thera) และพระปญญานนทะเถระั (Ven. Pannananda Thera) ในพธิีมีการ ประดับธงธรรมจักรและสายรุงอยางงดงาม ในพิธีนั้นผูปฏิญาณตนไดกลาวคําปฏิญาณตนเปนพุทธมามกะและ คาปฏ ํ ิญญา 22 ขอของทานอัมเบดการดังนี้
151 1. ขาพเจาจะไมบูชาพระพรหม พระศิวะ พระวิษณุตอไป 2. ขาพเจาจะไมเชื่อวาพระราม พระกฤษณะเปนพระเจาขาพเจาจะไมเคารพตอไป 3. ขาพเจาจะไมเคารพบูชาเทวดาทั้งหลายของศาสนาฮินดูตอไป 4. ขาพเจาจะไมเชื่อลัทธิอวตารตอไป 5. ขาพเจาจะไมเชื่อวาพระพุทธเจาคืออวตารของพระวษณิุการเชื่อเชนน ั้น คือคนบา 6. ขาพเจาจะไมทําพิธีสารท และบิณฑบาตแบบฮินดตูอไป 7. ขาพเจาจะไมทําสิ่งที่ขัดตอคําสอนของพระพุทธเจา 8. ขาพเจาจะไมเชิญพราหมณมาทําพิธีทุกอยางไป 9. ขาพเจาเชอวื่าทุกคนที่เกดมาในโลกน ิมี้ีศักดิ์ศรีและฐานะเสมอกนั 10. ขาพเจาจะตอสูเพื่อความมีสิทธิเสรีภาพเสมอกัน 11. ขาพเจาจะปฏิบัติมรรคมีองค 8 โดยครบถวน 12. ขาพเจาจะบําเพ็ญบารมี 10 ทัศโดยครบถวน 13. ขาพเจาจะแผเมตตาแกมนุษยและส ัตวทุกจําพวก 14. ขาพเจาจะไมลักขโมยคนอื่น 15. ขาพเจาจะไมประพฤติผิดในกาม 16. ขาพเจาจะไมพูดปด 17. ขาพเจาจะไมดื่มสุรา 18. ขาพเจาจะบําเพ็ญตนในทาน ศีล ภาวนา 19. ขาพเจาจะเลิกนับถือศาสนาฮินดูที่ทําใหสังคมเลวทราม แบงชั้นวรรณะ 20.ขาพเจาเชื่อวาพระพุทธศาสนาเทานั้นที่เปนศาสนาที่แทจริง 21. ขาพเจาเชอวื่าการที่ขาพเจาหันมานับถือพระพุทธศาสนานั้นเปนการเกิดใหมที่แทจริง 22. ตั้งแตนี้เปนต นไป ขาพเจาจะปฏิบัติตนตามคําสอนของพระพุทธศาสนาอยางเครงครัด จากคําปราศรัยในที่ประชุมปฏิญาณตนเปนพุทธมามกะของด.ร.อัมเบดการนั้นเปนการแสดงถึง ความเขาใจอยางถูกตองเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ตอมาไดมีผูพิมพคําปราศรัยนี้ลงเปนหนังสือเปนคําปราศรัย ที่ยาวถึง 126 หนาขนาด 8 หนายก มีตอนหนึ่งที่ควรกลาวถึง เชน พระพุทธเจาตรัสวา “กรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอมาจากตระกูลตาง ๆ กันยอมมีความเสมอกันเมื่อ มาสูธรรมวินยนั ี้แลวเหมอนมหาสมืทรยุอมเปนที่รวมของนาท้ํ ี่ไหลมาจากแมน้ําและทะเลตางๆเมื่อมาสูมหาสมทรุ แลวก็ไมสามารถจะแยกไดวาน้ําสวนไหนมาจากที่ใด” เปนที่นาเสียดายวาหลังจากพิธปฏี ิญาณตนเปนชาวพุทธได3 เดือนดร.อัมเบดการไดถึงแกกรรมด วย โรครายในวนทั ี่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2499 สรางความยุงเหยิงใหกับชาวศูทรมากมายเพราะยังไมทนพาพวกเขาไป ั ถึงจุดหมาย นายกรัฐมนตรีเนรูหไดกล าวอยางเศราสลดวา “เพชรของรัฐบาลหมดไปเสียแลว”
152 คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. มีความมุมานะพยายามในการศึกษาเลาเรียน แมจะประสบความลําบากความเดือดรอนมาก เพียงใดก็กมหนามุมานะตอไปโดยไมหยุดยั้งจนกระทั่งจบปริญญาเอก นี่คือความสําเร็จของเด็กยากจนที่เกิด ในวรรณะศูทรที่ไดมาดวยความมานะพยายาม 2. มีความอดทนเปนเลิศ เมื่อครั้งศึกษาเลาเรียน ดร.เอ็มเบดการไดเผชิญกับปญหาตางๆ ถูกขม เหงจากนักศึกษาตางวรรณะ บางคนไดขมเหงรังแก ทุบตีอยางทารุณ แตทานก็ไดกัดฟนตอสูตอเหตุการณ เหลานั้นดวยความอดทนและไดนําเหตุการณเหลานั้นมาเปนกําลังใจใหมีความมุมานะในการศึกษาเลาเรียนยิ่งขึ้น 3. มีสติปญญาดีจนสามารถเรียนจนจบปรญญาเอกิ 4. ยึดมั่นในพระพุทธศาสนาอยางมั่นคงดร.เอ็มเบดการไดนําหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเปน หลักในการปฏิวัติระบบชนชั้นวรรณะของสังคมอินเดียดังที่ทานประกาศไวตอนหนึ่งวา “ระบบ วรรณะนั้น เปนความบกพรอง ใครเกิดมาในวรรณะเลวก็ตองเลวอยูชั่วชาติจะทําอยางไรก็ไมมีทางดีขึ้นมาไดขอนี้จึง เปนเรื่องฟงไมขึ้นอีกตอไป...กฏแหงกรรมของพระพุทธเจาไมมีใครลบลางไดพระพุทธเจาทรงสรรเสริญความ เพียร ชัยชนะของแตละคนขึ้นอยูกับความเพียรยาจกก็สามารถยกตนขึ้นเปนมหาเศรษฐีไดเพราะความเพียร” ดวยที่ทานมีน้ําใจที่หนักแนน มีอุดมคติสูงกลาหาญ เสียสละจึงไดรับสมญานามวา มนุษยกระดูก เหล็กฝปากกลาและอภิชาตบุตรของชาวหริจันทร(ชาวศูทร) สรุปสาระสําคัญ ชาวพุทธตัวอยางเปนบุคคลที่สังคมยกยอง มีทั้งฆราวาสและคฤหัสถบุคคลดังกลาวมี บทบาทในสังคมทั้งในอดีตและปจจุบันในดานการเผยแผการทํานุบํารุงใหเจริญรุงเรือง และปฏิรูป พระพุทธศาสนาใหเขากับกาลสมัยและประพฤติตนเปนแบบอยางของคนในสังคม
153 กิจกรรม กิจกรรมที่ 3 ใหนักศึกษาบอกคุณธรรมที่เปนแบบอยางของชาวพุทธตัวอยางตอไปนี้ ชาวพุทธตัวอยาง คุณธรรมที่เปนแบบอยาง พระนาคเสน ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. พระยามิลินท ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. อนาคาริก ธรรมปาละ ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. …………………………………………………………………….
154 ชาวพุทธตัวอยาง คุณธรรมที่เปนแบบอยาง พระอาจารยมั่น ภูริทัตโต ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. พุทธทาสภิกขุ ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. พระพรหม มังคลาจารย (ปญญานันทะ ภิกขุ) ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. พระโพธิญาณเถระ (ชา สุภัทโท) ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตฺตโต) ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. …………………………………………………………………….
155 ชาวพุทธตัวอยาง คุณธรรมที่เปนแบบอยาง สมเด็จพระนารายณ มหาราช ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. รัชกาลที่ 5 ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. สุชีพ ปุญญานุภาพ ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ดร.อัมเบดการ ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. …………………………………………………………………….
156 บรรณานุกรม ชํานาญ นิศารัตน. หนังสือเรยนสี ังคมศึกษารายวิชา ส 041 ศาสนาสากล ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานชิ, 2536. ดนัย ไชยโยธา สุคนธ สินธุพานนท และ สุริวัตร จันทรโสภา. หนังสือเรียนพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4-6. พิมพครั้งท 3.ี่ กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, 2553. นภดล ขวัญชนะภกดั ี. พระพุทธศาสนา ชวงช ั้นที่ 4 เลม 2. กรุงเทพฯ : ประสานมิตร, 2547. ประเวศ อินทองปาน. ศาสนาเบื้องตน . กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 2545. ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานกรมฉบุับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, 2525. วิทยวิศทเวทย เสถียรพงษวรรณปก. พระพุทธศาสนา ม.5. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, 2552. วิทยา ปานะบตรุ . คูมือเสริมเรียนรูดวยตนเอง ชวงชั้นที่ 4. กรุงเทพฯ : เพิ่มทรัพยการพิมพ, 2552. วีรชาตินิ่มอนงค พระรพิน พุทธฺสาโร. หนังสือเรียนสาระการเรียนรูพื้นฐาน ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม. กรุงเทพฯ : สถาบันพัฒนาคณภาพวุิชาการ, 2548. สุชีพ ปุญญานุภาพ. พระไตรปฎกสําหรับประชาชน. พมพิ ครั้งที่ 13. กรุงเทพฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย, 2534. อมร รักษาสัตย. “การปกครองภิกษุสงฆตามหลักประชาธิปไตย หลักอาวุโส และพระวินยั” ใน ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน. หนา 329-344. กรุงเทพฯ : การันตการพิมพ, 2542. www.naiin.com/.../ProductDetail.aspx?sku=BK204045054006024 ดร.อัมเบ็ดการสืบคน 5 ธันวาคม 2553 www.buddhadasa.com/ พุทธทาสภิกขุสืบคน 5 ธันวาคม 2553 th.wikipedia.org/.../พระธรรมโกษาจารย (เงื่อม อินฺทปฺโญ) สืบคน 5 ธันวาคม 2553 th.wikipedia.org/wiki/อนาคาริก_ธรรมปาละ สืบคน 5 ธันวาคม 2553 www.br.ac.th/elearning/social/jitraporn/.../Unit8_8.html สืบคน 5 ธันวาคม 2553
157 หนวยการเร ี ยนท ี่ 5 การส ื บทอดพระพุทธศาสนา โครงสรางของหนวย มาตรฐานการเรียนรู มาตรฐานที่ส 5.2 มีความรูความเขาใจเหนค็ุณคาและสบทอดศาสนาืวัฒนธรรม ประเพณี เพื่อการอยูรวมกนอยั างสันติสุข ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. วิเคราะหคุณคาและความสําคัญของการทําสังคายนาพระไตรปฎก หรือคัมภีรของศาสนา ที่นับถือและการเผยแผ 2. เสนอแนวทางในการธํารงรักษาศาสนาทตนนี่ับถืออันสงผลถึงการพัฒนาชาติและโลก รายละเอียดขอบขายเน ื้อหา ตอนที่ 1 พระไตรปฎกและการสังคายนาพระไตรปฎก เรื่องที่ 1.1 วิธีการศึกษาคนควาพระไตรปฎกและค ัมภีรศาสนาอื่นๆ เรื่องที่ 1.2 การสังคายนาและเผยแผพระไตรปฎก ตอนที่ 2 ความสําคัญและคุณคาของพระไตรปฎก ตอนที่ 3 การธํารงรักษา ปกปองพระพุทธศาสนา เรื่องที่ 3.1 การธํารงรักษาพระพุทธศาสนาของพุทธบริษัท เรื่องที่ 3.2 การปลูกจิตสํานึกและการมีสวนรวมในสังคมพุทธ เวลาที่ใชในการศึกษา 10 ชั่วโมง ส ื่อการเรียนรู ชุดการเรียนทางไกลรายวิชาศาสนาและหนาทพลเมี่ือง 2 รหัสรายวิชาสค33009 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กิจกรรมการเรียนรู 1. ศึกษารายละเอียดจากชดการเรุียนทางไกล 2. ปฏิบัติกิจกรรมแตละตอนที่กําหนด 3. ศึกษาหาความรูเพิ่มเติมจากผูรูหรือสื่อที่มีอยูในแหลงเรียนรูตางๆ การประเมินผล ประเมินผลดวยตนเองจากการทําแบบทดสอบ แบบฝกหดัและกจกรรมแลิ วตรวจสอบจากเฉลยทายเลม
158 ตอนที่ 1 พระไตรปฎกและการสังคายนาพระไตรปฎก พระไตรปฎกเปนคัมภีรที่บรรจุคําสอนของพระพุทธศาสนา ซึ่งเรียกรวม ๆ วา พุทธธรรม คําวา พระไตรปฎกมาจากภาษาบาลีติปฎก แปลวา ตะกราสามใบ หรือคําสอนสามหมวด (ติหมายถึง สาม ปฎก หมายถึง ตําราคัมภีรหรือกระจาด) สันนิษฐานวาที่มาของคําวาพระไตรปฎกนาจะมาจากการที่ พระภิกษุจดจารึกคัมภีรใสลงในใบตระกูลปาลมและใสลงในตะกรา ถาอาศัยหลักฐานทางวิชาการเชื่อวาไตรปฎก เปนชื่อที่ใชกันมากอนจะสังคายนาครั้งที่ 3 เพราะมีการใชคําพูดวา “ไตรปฎก” ในประวัติศาสตรยุคพระเจาอโศกมหาราช กอนการสังคายนาครั้งที่ 3 จึงเชื่อไดวาหลังสังคายนาครั้งที่ 2 พระสงฆมีการแยกพระอภิธรรมออกจากพระสูตรแลว เมื่อสังคายนาครั้งที่ 3 จึงแยกออกเปน 3 หมวดใหญไดแก 1. พระวินัยปฎกหรือ พระวินัยไดแกประมวลระเบยบขี อบังคับของบรรพชิตที่พระพุทธเจาทรง บัญญัติไวสําหรับภิกษและภุกษิุณีแบงออกเปน 3 หมวดดังนี้ 1.1 วิภังคคือ สวนที่วาดวยศลในพระปาฏ ี ิโมกข (ศีลสําคัญ) ของภิกษและภุิกษุณี 1.2 ขันธกะคือ สวนที่วาดวยสังฆกรรม พิธีกรรม ความเปนอยูวตรปฏ ั ิบัติและมารยาทเพื่อความงาม แหงสงฆ 1.3 บริวารคือ สวนที่สรุปขอความ คูมือพระวินยปั ฎกอธิบายในรูปคาถามํคําตอบเพื่อความเขใจ ในประเด็นตาง ๆ 2. พระสุตตันตปฎกหรือ พระสูตรไดแกประมวลพระพุทธพจนที่พระพุทธเจาทรงแสดงยังที่ตางๆ ใหเหมาะกับบคคลุสถานที่และเหตการณุมีเรื่องราวประกอบ แบงเปน 5 นิกาย 2.1 ทีฆนิกายคือ หมวดที่ประมวลสูตรขนาดยาว 2.2 มัชฌิมนิกายคือ หมวดที่ประมวลสูตรขนาดปานกลาง 2.3 สังยุตตนิกายคือ หมวดที่ประมวลสูตรเกี่ยวกับบุคคล สถานที่เหตุการณเดยวกี ันไวในหมวด เดียวกัน เรียกวา “สังยุตต” เชน เรื่องเกี่ยวกับสัจจะเรียกวา สัจจสังยุตต 2.4 อังคุตตรนกายิคือ หมวดที่ประมวลหมวดธรรมนับจากนอยไปหามากเรียกวา “นิบาต” เชน เอกนิบาต (หมวดธรรมหนึ่งขอ) ทุกนิบาต (หมวดธรรมสองขอ) เปนตน 2.5 ขุททกนิกายคือ หมวดทประมวลเร ี่ื่องเบ็ดเตล็ดตาง ๆ ที่ไมไดรวมไวในสี่นกายขิ างตน แบงยอยออกเปน 15 หมวดเปนพระสูตรสั้นบางรอยแกวบางรอยกรองบาง 3. พระอภิธรรมปฎกหรือพระอภิธรรม ไดแกประมวลคําสอนที่เปนหลักวิชาการลวนๆ ไมเกี่ยวกับ บุคคลหรือเหตุการณไมมีเรองราวประกอบ ื่เนื้อหาสวนใหญเกยวกี่ับ จิต เจตสิกรูป ละนพพานิทถี่ือกันวา เปน “ปรัชญาขั้นสูง”ในพระพุทธศาสนาแบงออกเปน 7 คัมภีรดังนี้ 3.1 ธัมมสังคณีคือคัมภีรที่ประมวลขอธรรมเปนหมวด ๆ แลวแยกอธิบายเปนประเภท ๆ
159 3.2 วิภังคคือคัมภีรที่แยกแยะขอธรรมในหมวดสังคณีแสดงรายละเอยดเพี ื่อความเขาใจแจ มแจง 3.3 ธาตุกถาคอืคัมภีรที่จัดขอธรรมต าง ๆ ลงในขันธ 5 ธาตุ 18 อายตนะ 12 วาขอใดเขากันได หรือไมอยางไร 3.4 ปุคคลบัญญัติคือคัมภีรที่บัญญัติเรียกบุคคลตาง ๆ ตามคุณสมบัติที่มีเชน เรยกวี าโสดาบัน เพราะเขสูกระแสนิพพาน ละกิเลสได 3.5 กถาวัตถุคือคัมภีรที่แสดงทัศนะที่ขัดแยงของนิกายพระพุทธศาสนา เนนความถกตูองตาม ทัศนะของเถรวาท พระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระแตงขนในการท ึ้ําสังคายนาครั้งที่ 3 3.6 ยมกคือคัมภีรที่ยกธรรมขึ้นแสดงเปนคูๆ เชน กุศลกับอกุศลแลวอธิบายโดยวธิีถามตอบ 3.7ปฏฐาน คือคัมภีรท่อธี ิบายปจจยัหรือเงอนไขแห ื่งธรรม 24 ประการวาธรรมใดเปนป จจยของั ธรรมใดในแงใด พระไตรปฎกเดิมอยูในรูป “พระธรรมวินัย”ไดรับถายทอดสืบตอกันมาตั้งแตสังคายนาครั้งที่ 1 โดย พระอรหันต 500 รูป โดยการทองจํา ตอมาไดแบงเปน 3 ปฎกในชวงสังคายนาครั้งที่ 3 ไดรับการถายทอด สืบตอมาถึง พ.ศ. 450 ไดรับบันทึกเปนลายลักษณอักษรที่ศรีลังกา ภาษาที่ใชในการบันทึกพระไตรปฎกคือ ภาษาบาลีตอมาไดรับการแปลเปนภาษาตาง ๆ หลายภาษา เฉพาะในประเทศไทยมีพระไตรปฎกฉบับ ภาษาไทย จํานวน 45 เลม เพื่อหมายถึงระยะเวลา 45 พรรษาแหงพุทธกิจ จํานวนหนา 22,390 หนา ไมนับ ดรรชนีคนคํามีประมาณ 24 ลานตัวอักษร มีเนื้อหารวมทั้งสิ้น 84,000 ธรรมขันธ และไดแปลเปนภาษาไทย ครบสมบูรณเมื่อ พ.ศ.2500 พระพุทธเจาไดตรัสไวครั้งหนึ่งวา พระธรรมวินัยจะเปนศาสดาแทนพระองคภายหลังที่พระองค ลวงลับไปแลว พระไตรปฎกจึงเปรียบเสมือนตัวแทนของพระพุทธองคและเปนที่ที่ชาวพุทธสามารถเขาเฝา พระศาสดาของตน พุทธศาสนิกชนสามารถศึกษาปริยัติศาสนจากพระไตรปฎกเพื่อใชเปนแนวทางในการ ปฏิบัติตนใหพนจากความทุกขอันเปนเปาหมายสูงสุดของชีวิตตามนัยแหงพระพุทธศาสนาสืบไป ในพระไตรปฎก นอกจากจะเปนที่รวบรวมคําสอนของพระพุทธเจาแลวยังไดจัดหมวดหมูคําสอน เหลานั้นใหเปนระเบียบพรอม ๆ กันไปดวย ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการทองจําความงายตอการแบงหนาที่รักษา และความไมลําบากในการศกษาคึ นควา คําสอนทั่วไปสามารถแบงไดกวางๆ เปน วินัยและธรรม โดยวินัยจะเปนเรื่องเกี่ยวกับบทบัญญัติ ของคณะสงฆสําหรับเปนขอบังคับในการปฏิบัติตัวของผูออกบวชเทานั้น สวน ธรรม เปนคําสอนที่ ครอบคลุมพุทธบริษัททั้งหมด ซึ่งสามารถแยกไดอีกเปนสองชนิดคือ 1. ธรรมที่พระพุทธเจาตรัสแสดงไปตามกาลเทศะ โตตอบกับบุคคลตางๆ เปนเรื่องๆ ในแตละเรื่อง จะเรียกวาสุตตะหรือสูตร ในพระไตรปฎกจะรวบรวมธรรมแบบนี้ไวพวกหนึ่งเรียกวา สุตตันตะ หรือพระสูตร 2. ธรรมที่พระพุทธเจาตรัสแสดงไปตามเนื้อหา ไมเกี่ยวของกับบุคคลหรือเหตุการณใดๆ ทั้งสิ้น เรียกวาเปนวิชาการลวน ๆ เชน เมื่อยกเรื่องขันธ 5 มาก็อธิบายโดยละเอียดวาขันธ 5 คืออะไรแบงออกเปน
160 อะไรบาง แตละอยางนั้นเปนอยางไร จนจบเรื่องขันธ 5 ธรรมที่แสดงเอาเนื้อหาเปนหลักอยางนี้ใน พระไตรปฎกจะจัดอยูในประเภท อภิธัมมะ หรือ พระอภิธรรม เมื่อรวม พระวนิัย พระสูตรและ พระอภิธรรม เขาดวยกนัก็จะเกดสามหมวดหมิูใหญประกอบกนั กลายเปนพระไตรปฎกขึ้นมา เร ื่องที่ 1.1 วิธีการศึกษาคนควาพระไตรปฎก (และคัมภีร ศาสนาอ ื่นๆ) การศึกษาคนควาพระไตรปฎก ไดกลาวแลววา พระไตรปฎกนั้น แบงออกเปนวนิัยปฎก สุตตันตปฎกและอภิธัมมปฎก โดยลําดับ พระโบราณาจารยฝายไทยไดใชวิธียอหวขั อสําคัญในแตละปฎกเพื่อจํางายเปนอักษรยอในการใชอกษรยั อนั้น วินัยปฎกมี 5 คํา สุตตันตปฎก 5 คําอภิธัมมปฎก 7 คําดงตั อไปน ี้ พระวินัยปฎก อักษรยอในปฎกอ ื่น ๆ ไมมปีญหาคงมีปญหาเฉพาะวินยปั ฎกคืออา, ปา, ม, จุ, ป อา = อาทิกัมม (การกระทําทเปี่ นตนบัญญัต) ิหมายเฉพาะรายการพระวนิัย ตั้งแตอาบตัิปาราชิกลงมาถึงสังฆาทิเสส, ปา = ปาจิตตียเปนชื่อของอาบัติในปาฏิโมกขเฉพาะตั้งแตถัดสังฆาทเสสลงมาิทั้งสองหัวขอนี้เปนการยออย างจับ ความมากกวายอตามชื่อหมวดหมูจึงไมตรงกับชื่อที่ใชเปนทางการในวินัยปฎก สวนอีก 3 ขอทายตรงตามชื่อ หมวดหมูฉะนั้น ถาจะจัดตามชื่อจึงควรเปนดังนี้ 1. มหาวิภังคหรือ ภิกขุวิภังควาดวยศีลของภิกษุที่มาในปาฏิโมกข (คําวา ปาฏิโมกขคือศีลที่เปนใหญ เปนสําคัญอันจะตองสวดทบทวนในท ี่ประชุมสงฆทุกกงเดึ่ือน) 2. ภิกขุนีวิภงคั วาดวยศ ีลของภิกษณุี 3. ม = มหาวัคคแปลวาวรรคใหญแบงออกเปนขันธกะคือหมวดตาง ๆ 10 หมวด 4. จุ = จุลลวัคคแปลวาวรรคเล็กแบงออกเปนขันธกะคือหมวดตาง ๆ 12 หมวด 5. ป = ปริวาร หมายถึงหวขั อเบ็ดเตล็ดตาง ๆ เปนการย อหัวขอสรุปเนอความื้วินยฉั ยปั ญญาใน 4 เรื่องขางตน แตความเขาใจของชาวอังกฤษที่ตั้งสมาคมบาลีปกรณขึ้นพิมพพระไตรปฎกในประเทศอังกฤษแบงวินัยปฎก ออกเปน 3 สวน คือ 1. สุตตวภิังคหมายรวมทงศั้ลของภี ิกษุและภกษิณุี 2. ขันธกะ หมายรวมทั้งมหาวัคคและจุลลวคคั 3. ปริวารคือหัวขอเบ ็ดเตล็ด ปญหาเหลานี้ไมไดทําใหเกิดการผิดพลาดหรือบกพรองในวินัยปฎกแตประการใด ตนฉบับก็ตรงกัน เปนแตการเรียกชื่อหัวขอ หรือวิธีแบงหัวขอตางกันออกไปเทานั้น ในหนังสืออรรถกถาวินัย (สมันตัปปาสาทิกาภาค 1 หนา 17) พระอรรถกถาจารยจัดหัวขอยอ
161 วินัยปฎกไววา ชื่อวินัยปฎกคือ “ปาฏิโมกข 2 (ภิกขุปาฏิโมกข ภิกขุณีปาฏิโมกข) วิภังค 2 ( มหาวิภังคหรือ ภิกขุวิภังคกับภิกขุณีวิภังค) ขันธกะ 22 (รวมทั้งในมหาวัคคและจุลลวัคค) และบริวาร 16” เรื่องเหลานี้คงเปน ปญหาในการเรียกชื่อหมวดหมูตามเคยถารูความหมายแลวจะทองจําหัวขอยอ ๆ แบบไทยวาอา, ปา, ม, จุ, ป ก็คงไดประโยชนเทากัน อนึ่งผูศึกษาจะเขาใจยิ่งขึ้นเมื่ออานถึงภาค 3 อันวาดวยความยอแหงพระไตรปฎก เพราะจะไดเห็นหัวขอที่แบงออกไปเปนหมวดหมูรอง ๆ ลงไปจากหมวดใหญอยางชัดเจน พระสุตตันตปฎก หัวขอยอแหงสุตตันตปฎก มี 5 คือ ที, ม, สัง, อัง, ขุ ดังตอไปนี้ 1. ที = ทีฆนิกายแปลวา หมวดยาว หมายถงหมวดทึ ี่รวบรวมพระสูตรขนาดยาวไวสวนหนึ่งไมปน กับพระสูตรประเภทอื่น ในหมวดนี้มีพระสูตรรวมทั้งสิ้น 34 สูตร 2. ม = มัชฌิมนิกายแปลวา หมวดปานกลาง หมายถึงหมวดที่รวบรวมพระสูตรขนาดกลางไมสั้น เกินไป ไมยาวเกินไปไวสวนหนึ่ง ในหมวดนี้มีพระสูตรรวมทั้งสิ้น 152 สูตร 3. สัง= สังยตตนุิกายแปลวา หมวดประมวลคือประมวลเรื่องประเภทเดียวกันไวเปนหมวดหมูเชน เรื่องพระมหากัสสป เรียกกสสปส ั ังยุต เรื่องอินทรีย (ธรรมะที่เปนใหญในหนาที่ของตน) เรียกอินทริยสังยุต เรื่องมรรค ( ขอปฏิบัติ ) เรียกมัคคสังยุต ในหมวดนี้มีพระสูตรรวมทั้งส้นิ 7,762 สูตร 4. อัง = อังคุตตรนิกาย แปลวา หมวดยิ่งดวยองคคือจัดลําดับธรรมะไวเปนหมวด ๆ ตามลําดับ ตัวเลขเชน หมวดธรรมะขอเดียวเรียกเอกนิบาต หมวดธรรมะ 2 ขอเรียกทุกนิบาต หมวดธรรมะ 3 ขอเรียก ติกนิบาต ดังนี้เปนตน จนถึงหมวดธรรมะ 10 ขอเรียก ทสกนิบาต หมวดธรรมะเกิน 10 ขอเรียกอติเรกทสกนิบาต ในหมวดนี้มีพระสูตรรวมทั้งสิ้น 9,557 สูตร 5. ขุ = ขุททกนิกายแปลวา หมวดเล็กนอยรวบรวมขอธรรมที่ไมจัดเขาใน 4 หมวดขางต นมารวมไว ในหมวดนี้ทั้งหมดเมื่อจะแบงโดยหวขั อใหญก็มี 15 เรื่องคือ 5.1 ขุททกปาฐะแปลวา บทสวดเล็ก ๆ นอย ๆ โดยมากเปนบทสวดส ั้น ๆ เกี่ยวกับพระพทธศาสนาุ 5.2 ธรรมบท แปลวา บทแหงธรรม คือธรรมภาษิตสั้น ๆ ประมาณ 300 หัวขอ (สวนเรื่องพิสดารมี ทองเรื่องประกอบปรากฏในอรรถกถา) 5.3 อุทาน แปลวาคําที่เปลงออกมา หมายถึงคําอุทานที่เปนธรรมภาศิต มีทองเรื่องประกอบเปน เหตุปรารภในการเปลงอุทานของพระพุทธเจา 5.4 อิติวุตตกะแปลวา “ขอความที่ทานกลาวไวอย างน” ี้เปนการอางอิงวาพระพุทธเจาไดตรัส ขอความไวอยางนี้ไมมีเรื่องประกอบ มีแตทขี่ึ้นตนวาขาพเจาไดยินมาวา พระผูมีพระภาคเจาเปนพระอรหันต ตรัสไวอยางนี้ 5.5 สุตตนบาติ แปลวารวมพระสูตรคือรวบรวมพระสูตรเบ็ดเตล็ดตาง ๆ ไวดวยก ัน มีชอสืู่ตร บอกกํากับไว 5.6 วิมานวัตถุแปลาเรื่องของผูไดวิมาน แสดงเหตุดีที่ใหไดผลดีตามคําบอกเลาของผูไดผลดีนั้น ๆ 5.7 เปตวัตถุแปลวา เรื่องของเปรตหรือผูลวงลับไป ที่ทํากรรมชั่วไว
162 5.8 เถรคาถา ภาษตติ าง ๆ ของพระเถระผูเปนอรหันตสาวก 5.9 เถรีคาถา ภาษตติ าง ๆ ของพระเถรีผูเปนอรหันตสาวกาิ 5.10 ชาดกแสดงภาษตติ าง ๆ เกี่ยวโยงกับคําสอนประเภทเลานิทาน (ทองเรื่องพิสดารมีในอรรถกถา เชนเดยวกี ับธรรมบท) 5.11 นิทเทส แบงออกเปนมหานิทเทสกับจูฬนิทเทส คือมหานิทเทสเปนคําอธิบายพระพุทธภาษิต ในสุตตนิบาต (หมายเลข 5) รวม 16 สูตร สวนจูฬนิทเทส เปนคําอธิบายพระพุทธภาษิตในสุตตนิบาต (หมายเลข 5) วาดวยปญหาของมาณพ 16 คน กับ ขุคควิสาณสูตรกลาวกันวาเปนภาษิตของพระสารีบุตรเถรเจา 5.12 ปฏิสัมภทามิ ัคคแปลวา ทางแหงปญญาอันแตกฉาน เปนคําอธิบายหลักธรรมทาง พระพุทธศาสนา ซึ่งกลาวกนวั าพระสารีบุตรเถระเจาไดกล าวไว 5.13 อปทาน แปลวาคําอางอิง เปนประวตัิสวนตัวทแตี่ละท านเลาไวซึ่งอาจแบงไดคือเปนอดีต ประวัติของพระพุทธเจาของพระเถระอรหนตสาวกัของพระเถรีอรหันตสาวิกา สวนที่เปนประวัติการทํา ความดีของพระปจเจกพุทธเจานั้น มีคําอธบายวิ า เปนพทธภาษุิตตรัสเลาใหพระอานนทฟง 5.14 พุทธวังส แปลวาวงศของพระพุทธเจาหลักการใหญเปนการแสดงประวัติของพระพุทธเจา ในอดีต 24 องครวมทั้งของพระโคตมพุทธเจาดวยจึงเปน 25 องคนอกจากนั้นมีเรื่องเบ็ดเตล็ดแทรกเล็กนอย 5.15 จริยาปฎก แปลวาคัมภรีแสดงจรยาิคอการบืาเพํ ็ญบารมีตาง ๆ ของพระพุทธเจา ซึ่งแบงหลกั ใหญออกเปนทาน (การให) ศีล (การรักษากายวาจาใหเรยบรี อย) และเนกขัมมะ (การออกบวช) ขอสังเกตทายสตตุันตปฎก พระสุตตันตปฎกซึ่งเเบงออกเปน 5 นิกายดังกลาวมาแลวคือทีฆนิกายจนถึงขุททกนิกายนั้น บางครั้ง พระอรรถกถาจารยกลาววา 5 นิกายนี้จะเรียกวาประมวลไดครบทั้งสามปฎกก็ไดคือถือวานอกจากพระพุทธวจนะ ที่อยูใน 4 นิกายขางตนแลว พระพุทธวจนะที่เหลือจัดเขาในขุททกนิกายคือหมวดเบ็ดเตล็ดทั้งหมดคือทั้ง วินัยปฎกและอภิธรรมปฎก จัดเขาในขุททกนิกายทั้งสิ้น คําวา นิกายนี้ในที่บางแหงใชคําวา อาคม แทน พระไตรปฎกฝายเถรวาทที่ปรากฏแปลในฉบับจีน ชาวจีนใชคําวาอาคม หมายรวมแทนพระไตรปฎกของ ฝายเถรวาท พระอภิธรรมปฎก หัวขอยอแหงอภิธัมมปฎก มี 7 คือ สัง, ว, ิธา, ปุ, ก, ย, ป, ดังตอไปนี้ 1. สงั = สงคณั ีวาดวยการรวมหมูธรรมะคอธรรมะแมื จะมีมากเทาไรกอาจรวมหร็ ือจดเปั นประเภท ๆ ไดเพยงไม ี เกิน 3 อยาง 2. วิ = วิภังควาด วยการแยกธรรมะออกเปนขอ ๆ เชน เปนข ันธ 5 เปนตน ทั้งสังคณและวีภิังคนี้ เทียบดวยค ําวาสังเคราะห (Synthesis) และวิเคราะห (Analysis) ในวิทยาศาสตรเปนแตเนื้อหาในทางศาสนา กับทางวิทยาศาสตรมุงไปคนละทางคงลงกันไดในหล ักการวาควรเรยนรีูทั้งในทางรวมกลุมและแยกกลุม เชน รถคันหนงควรรึู่ทั้งการประกอบเขาเปนคันรถและแยกสวนต าง ๆ ออก ฉะนั้น 3. ธา = ธาตุถกาวาดวยธาตุคือธรรมะทุกอยางอาจจัดเปนประเภทไดโดย ธาตุอยางไร
163 4. ปุ = ปุคคลบัญญัติวาดวยบ ัญญัติ 6 ประการเชน บัญญัติขันธบัญญัติอายตนะจนถึงบัญญัติเรื่อง บุคคล พรอมทั้งแจกรายละเอียดเรื่องบัญญัติบุคคลตาง ๆ ออกไป 5. ก = กถาวัตถุวาดวยคําถาม คําตอบ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา (เพราะอรรถกถาจารยกลาววา เปนคําถาม 500 คําตอบ 500 แตตัวเลข 500 นี้อาจหมายเพียงวาหลายรอยเพราะเทาที่นับกันดูแลวไดคําถาม คําตอบ อยางละ 219 ขอ) 6. ย = ยมกวาดวยธรรมเปนคูๆ บางทีจัดคูก็มีลักษณะเปนตรรกว ิทยา ซึ่งจะไดกล าวถึงใน 3 ภาค ยอความแหงพระไตรปฎก 7. ป = ปฏฐาน วาดวยป จจัยคือสนับสนุน 24 ประการ เปนอันวา หวใจย ั อแหงพระไตรปฎกคืออา ปา ม จุป ทีม สังอังขุสังวิธา ปุกย ป ลําดับชนคั้ัมภรีทางพระพุทธศาสนา แมวาพระไตรป ฎกจะนับวาเปนคัมภีรสําคัญ และเปนหลกฐานทางพระพัุทธศาสนาแตก็มีคัมภีรอนอื่ีก ที่เกี่ยวของดวยจึงควรทราบลําดับชั้นคัมภรีทางพระพุทธศาสนาไวดังตอไปนี้ 1. พระไตรปฎกเปนหลกฐานชั ั้น 1 เรียกวา บาลี 2. คําอธิบายพระไตรปฎกเปนหล ักฐานชนั้ 2 เรียกวา อรรถกถา หรือวัณณนา 3. คําอธิบายอรรกถา เปนหลักฐาน 3 เรียกวา ฎีกา 4. คําอธิบายฎีกา เปนหลกฐานชั ั้น 4 เรียกวา อนุฎีกา นอกจากนี้ยังมีคัมภีรที่แตงขึ้น วาดวยไวยากรณภาษาบาลีฉบับตาง ๆ และอธิบายศัพทตาง ๆ เรียกรวมกัน วา สัททาวิเสส เปนสํานวนที่เรียกกันในวงการนักศึกษาฝายไทย ปรากฏในพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา วา เมื่อทําการสังคายนา ในรัชกาลที่ 1 กรุงรัตนโกสินทรพ.ศ. 2331 เพื่อชําระพระไตรปฎกนั้น ไดมีการชําระ คัมภีรสัททวิเสสตาง ๆ ดวยโดยมีพระพุฒาจารยเปนแมกอง การจัดชั้นของบาลีอรรถกถาก็เนื่องดวยกาลเวลานั้นเอง พระไตรปฎกเปนของมีมากอน ก็จัดเปน หลักฐานชั้น 1 คําอธิบายพระไตรปฎกแตงขึ้นประมาณ 956 ปภายหลังพุทธปรินิพพาน จึงจัดเปนชั้น 2 สวน ฎีกานั้น แตงขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 1587 จึงนับเปนหลักฐานชั้น 3 อนึ่งคัมภีรอนุฎีกานั้น แตงขึ้นภายหลัง ฎีกาในยุคตอ ๆ มา เปนคําอธิบายฎีกาอีกตอหนึ่งจึงนับเปนหลักฐานชั้น 4 อยางไรก็ตาม แมพระไตรปฎกจะเปนหลักฐานชั้น 1 เมื่อพิจารณาตามหลักพระพุทธภาษิตในกาลามสูตร ทานก็ไมใหติดจนเกินไป ดังคําวา มาปฎกสมฺปทาเนน อยาถือโดยอางตํารา เพราะอาจมีผิดพลาดตกหลนหรือ บางตอนอาจเพิ่มเติมขึ้น แสดงวาพระพุทธศาสนาสอนใหใชปญญาพิจารณาเหตุผล สอบสวนดูใหประจักษ แกใจตนเอง เปนการสอนอยางมีน้ําใจกวางขวาง และใหเสรีภาพแกผูนับถือพระพุทธศาสนาอยางเต็มที่ นอกจากนั้นยังเปนการยืนยันใหนําไปประพฤติปฏิบัติเพื่อไดประจักษผลนั้นๆ ดวยตนเองแมจะมีพระพุทธภาษิต เตือนไวมิใหติดตําราจนเกินไป แตก็จําเปนตองรักษาตําราไวเพื่อเปนแนวทางแหงการศึกษา เพราะถาไมมี ตําราเลยจะยิ่งซ้ําราย เพราะจะไมมีแนวทางใหรูจักพระพุทธศาสนาเลย ฉะนั้น การศึกษาใหรูและเขาใจใน
164 พระไตรปฎก จึงเปนลําดับแรก เรียกวา ปริยัติการลงมือกระทําตามโดยควรแกจริตอัธยาศัย เรียกวา ปฏิบัติการไดรับผลแหงการปฏิบัตินั้น ๆ เรียกวา ปฏิเวธ เร ื่องที่ 1.2 การสังคายนาและเผยแผพระไตรปฎก การรวบรวมคําสอนของพระพุทธศาสนาเริ่มมีขึ้นเมื่อครั้งที่นิครนถนาฏบุตรศาสดาของศาสนาเชน สิ้นชีวิตลงและสาวกของทานไมไดเก็บรวบรวมคําสอนไวทําใหเหลาผูนับถือศาสนาเชนเกิดการแตกแยก และถกเถียงกันวาแทจริงแลวศาสดาของตนสอนไวเชนไร พระจุนทเถระทราบเรื่องจึงนําความขึ้นกราบทูล พระพุทธเจา พระองคจึงไดตรัสแนะนําใหพระสงฆทั้งปวงรวมกันทําสังคายนา เพื่อรักษาคําสอนที่แทจริง ของพระพุทธศาสนาใหคงอยูสืบไป เมื่อพระสารีบุตรทราบถึงเรื่องราวปญหาของศาสนาเชน กได็ แสดงวิธีสังคายนาไวเปนตวอยั างตอหนา ที่ประชุมคณะสงฆโดยรวบรวมขอธรรมตาง ๆ ใหอยูตามลําดับหมวด ตั้งแตหมวดหนึ่งไปจนถึงหมวดสิบ เมื่อพระสารีบตรแสดงธรรมจบแลุว พระพทธเจุาก ็ทรงประทานสาธุการแกหล ักธรรมที่พระสารีบุตรแสดงไว ทั้งนี้ในสมัยพทธกาลยุังไมมการรวบรวมคีาสอนของพระพํุทธเจาเปนพระไตรป ฎกแตก็มีคําเรียก พระธรรมคําสอนของพระพทธเจุาวา พฺรหฺมจริย หรือพรหมจรรย และธมฺมวินย หรอธรรมวื ินัย ปฐมสังคายนา การทําสังคายนาครั้งแรกเกิดขึ้นภายหลังจากที่พระพุทธเจาเสด็จดับขันธปรินิพพาน 3 เดือน ที่ถ้ํา สัตตบรรณคูหาขางเวภารบรรพต ใกลกรุงราชคฤหประเทศอินเดียในพระราชูปถัมภของพระเจาอชาตศัตรู โดยมีพระมหากัสสปเถระทําหนาที่เปนประธาน และเปนผูคอยซักถาม มีพระอุบาลีเปนผูนําในการวิสัชนา ขอวินัย และมีพระอานนทเปนผูนําในการวิสัชนาขอธรรม การทําสังคายนาครั้งนี้มีพระอรหันตมาประชุม รวมกันทั้งหมด 500 รูป ดําเนินอยูเปนเวลา 7 เดือน จึงเสร็จสิ้น มูลเหตุในการทําสังคายนาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อพระมหากัสสปเถระทราบขาวการปรินิพพานของ พระพุทธเจา หลังจากพระองคปรินิพพานแลวได 7 วัน บรรดาลูกศิษยพระมหากัสสปเถระเมื่อไดทราบขาว ตางพากันรองไหคร่ําครวญ แตมีภิกษุอยูรูปหนึ่งชื่อสุภัททะ ซึ่งเปนภิกษุแกกลาววา ทานทั้งหลายจะรองไห กันไปทําไม เมื่อสมัยที่พระพุทธเจายังอยูพระองคทรงเขมงวดกวดขัน คอยชี้วานี่ถูก นี่ผิด นี่ควร นี่ไมควร ทําให พวกเราลําบาก บัดนี้พระองคปรินิพพานไปแลว พวกเราจะไดทําอะไรตามใจชอบเสียทีเมื่อพระมหากัสสปเถระ ไดฟงดังนี้ก็รูสึกสลดใจ ดําริวาแมพระพุทธเจาปรินิพพานไปใหมๆ ยังปรากฏผูมีใจวิปริตจากธรรมวินัย ถึงเพียงนี้ถาปลอยไวนานเขาคําสอนทางพระพุทธศาสนาอาจถูกบิดเบือนไปไดจึงริเริ่มวางแผนการทําสังคายนา การสังคายนาครั้งที่สอง การทําสังคายนาครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 100 ที่วาลิการาม เมืองเวสาลีแควนวัชชีประเทศอินเดีย โดยมีพระยสะกากัณฑกบุตรเปนผูชักชวน พระเถระผูใหญที่เขารวมทําสังคายนาครั้งนี้ไดแกพระสัพพกามี พระสาฬหะ พระขุชชโสภิตะ พระวาสภคามิกะ (ทั้งสี่รูปนี้เปนชาวปาจีนกะ) พระเรวตะ พระสัมภูตะ สาณวาสี
165 พระยสะกากัณฑกบุตรและพระสุมนะ (ทั้งสี่รูปนี้เปนชาวปาฐา) ในการนี้พระเรวตะทําหนาที่เปนประธาน ผูคอยซักถาม และพระสัพพกามีเปนผูนําในการวิสัชนาขอวินัยการทําสังคายนาครั้งนี้มีพระสงฆมาประชุม รวมกัน 700 รูป ดําเนินการอยูเปนเวลา 8 เดือน จึงเสร็จสิ้น ขอปรารภในการทําสังคายนาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ พระยสะกากัณฑกบุตร พบเห็นขอปฏิบัติยอหยอน 10 ประการทางพระวินัยของภิกษุวัชชีบุตรเชน การเก็บเกลือไวในเขาสัตวเพื่อนํามาผสมอาหารรับประทาน ไดหลาย ๆ วัน การฉันอาหารในยามวิกาล การรับเงินทองไดเปนตน พระยสะกากัณฑกบุตรจึงชวนพระเถระ ตางๆ ใหชวยกันวินิจฉัย แกความถือผิดครั้งนี้ โดยรายละเอียดของปฐมสังคายนาและการสังคายนาครั้งที่สอง มีกลาวถึงในพระวินัยปฎกจุลลวรรค แมในวินัยปฎกจะไมกลาวถึงคําวาพระไตรปฎกในการปฐมสังคายนาและการสังคายนาครั้งที่สองเลยแตใน สมันตัปปาสาทิกา ซึ่งเปนอรรถกถาอธิบายวินัยปฎกน ั้น บอกวาการจัดหมวดหมูคําสอนของพระพุทธศาสนา ใหเปนรูปเปนรางอยางพระไตรปฎกนั้น มีมาตั้งแตครั้งปฐมสังคายนาแลว การสังคายนาครั้งที่สาม การทําสังคายนาครั้งที่สามเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.235 ที่อโศการาม กรุงปาฏลีบุตร ประเทศอินเดีย โดยมี พระโมคคลีบุตร ติสสเถระ เปนประธาน การทําสังคายนาครั้งนี้มีพระสงฆมาประชุมรวมกัน 1,000 รูป ดําเนินการอยูเปนเวลา 9 เดือน จึงเสร็จสิ้น ขอปรารภในการทําสังคายนาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อมีพวกเดียรถียหรือนักบวชศาสนาอื่นมาปลอมบวช แลวแสดงลัทธิศาสนาและความเห็นของตนวาเปนพระพุทธศาสนา พระโมคคลีบุตร ติสสเถระ จึงไดขอ ความอุปถัมภจากพระเจาอโศกมหาราช สังคายนาพระธรรมวินัยเพื่อกําจัดความเห็นของพวกเดียรถียออกไป ในการทําสังคายนาครั้งนี้พระโมคคลีบุตร ติสสเถระ ไดแตงคัมภีรกถาวัตถุซึ่งเปนคัมภีรหนึ่งใน พระอภิธรรมไวดวย และเมื่อทําสังคายนาเสร็จแลว ก็มีการสงคณะทูตไปประกาศพระพุทธศาสนาใน ประเทศตางๆ ในที่นี้มีพระมหินทเถระ ผูเปนโอรสของพระเจาอโศกมหาราช ที่นําพระพุทธศานาไป ประดิษฐานในลังกา รวมทั้งพระโสณะเถระและพระอุตตระเถระ ที่นําพระพุทธศาสนามาเผยแผยังดินแดน สุวรรณภูมิดวย การสังคายนาครั้งที่สี่ การทําสังคายนาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.238 ที่ถูปาราม เมืองอนุราธบุรีประเทศศรีลังกา โดย พระเจาเทวนัมปยติสสะเปนองคอุปถัมภมีพระมหินทเถระเปนประธาน พระอริฎฐะเปนผูสวดวินัย และ พระสงฆมาประชุมกัน 68,000 รูป สาเหตุการสังคายนาเพราะตองการวางรากฐานพระพุทธศาสนาใน ประเทศศรีลังกา การสังคายนาครั้งที่หา การทําสังคายนาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 460 ที่อาโลกเลณสถาน มตเลชนบท ประเทศศรีลังกา โดยมี พระรักขิตมหาเถระเปนประธาน การทําสังคายนาครั้งนี้เพื่อตองการจารึกพระพุทธวจนะเปนลายลักษณอักษร หลังจากที่มีการพัฒนาดานภาษาเขียน จากตัวอักษร อนักษระ (ภาษารูปภาพ) มาเปนอักษระ (ภาษาเขียน
166 เลียนแบบเสียงพูด) ซึ่งภาษาอนักษระ พระอรหันตในอดีตเห็นถึงความไมเหมาะสมในการบันทึกไวเพราะจะ ทําใหพระพุทธวจนะคลาดเคลื่อนเสื่อมสูญไดถึงจัดหมวดหมูแบงกันรับผิดชอบทองจํา เมื่อภายหลังมีภาษา เขียนแบบอักษระจึงเห็นควรใหจารึกเปนลายลักษณอักษร สรุปสาระสําคญั พระไตรปฎกมีจุดเริ่มตนมาจากการจัดรวบรวมคําสอนของพระพุทธเจาออกเปนหมวดหมูและ ซักซอมทบทวนกันจนลงตัวในระยะแรก พระไตรปฎกถายทอดตอกันมาโดยการทองจําปากเปลาจนกระทั่ง ราว พ.ศ. 460 จึงมีการจารึกลงเปนลายลักษณอักษร กลาวไดวาพระพุทธศาสนาสืบทอดมาพรอมกับ พระไตรปฎกจากสมัยพุทธกาลจนถึงวันนี้เปนเวลากวา 2,500 ปพระไตรปฎกบาลีของพระพุทธศาสนา ฝายเถรวาท เปนที่ยอมรับกันวา เปนบันทึกคําสอนของพระพุทธเจาที่เกาแกที่สุดดั้งเดิมที่สุด สมบูรณที่สุด และถูกตองแมนยําที่สุด ที่ยังคงมีอยูในปจจุบัน
167 กิจกรรม กิจกรรมที่ 1 ใหนกศั ึกษานาอํ ักษรหนาขอความทางขวาม ือใสในชองวางหนาขอความทางซายมือที่สัมพันธกัน ............. 1. คัมภีรที่บรรจุคําสอนในพระพทธศาสนาุ ก. พระสุตตันตปฎก ............. 2. ประมวลระเบยบขี อบังคับใหรับบรรพชิต ข. พระธรรมวินัย ............ 3. ประมวลหลักคําสอนของพระพุทธเจา ค. พระอภิธรรมปฎก ............. 4. ภาษิตที่เกยวโยงก ี่ับคําสอนประเภทนิทาน ง. มหาวภิังค ............. 5. หลักปรชญาขั ั้นสูงในพระพุทธศาสนา จ. ปริยัติ ............. 6. ชื่อเรียกของพระไตรปฎกในสมัยดั้งเดิม ฉ. พระไตรปฎก ............. 7. จํานวนเนื้อหาในพระไตรปฎก ช. ปฏิเวช ............ 8. พระวินยปั ฎกทกลี่าวถึงศีลของภิกษ ุซ. ชาดก ............ 9. การศึกษาใหรูเขาใจพระไตรปฎก ฌ. พระวนิัยปฎก ........... 10. การไดรับผลแหงการปฏิบัติตามคําสอน ญ. 8,4000 พระธรรมขันธ
168 กิจกรรมที่ 2 ใหนกศั ึกษาเขยนแผนภีูมิพระไตรปฎกตอไปนี้ พระไตรปฎก พระวนิัยปฎก พระสุตตันตปฎกพระอภิธรรมปฎก มหาวภิังคฑีฆนิกาย สังคณี
169 สรุปสาระสําคญั พระไตรปฎกเปนคัมภีรที่สําคัญที่สุดของพระพุทธศาสนา เพราะเปนคมภั ีรที่จารึกพระธรรมคําสั่ง สอนของพระพุทธเจา เปรียบเสมือนเปนรฐธรรมนัูญในทางธรรม เปนแมแบบของแนวประพฤติปฏิบัติ ของพุทธบริษัท ตอนที่ 2 ความสําคัญและคุณคาของพระไตรปฎก พระไตรปฎกมีความสําคัญตอพระพุทธศาสนามากคือ 1. พระไตรปฎกเป นที่รวบรวมไวซึ่งพระพทธพจนุคือ พระดํารัสของพระพุทธเจาคําสั่งสอนของ พระพุทธเจาทไดี่ ตรัสไว 2. พระไตรปฎกเปนที่รวบรวมพระธรรมวินัยคือคําสั่งสอนของพระพุทธเจา ซึ่งพระพุทธเจาได ตรัสไววา นี่แหละคือศาสดาของชาวพุทธทั้งหลาย พุทธศาสนิกชนจึงไดถือกันมาเปนหลักวา จะตองรักษา เลาเรียน และปฏิบัติตามหลักคําสอนในพระไตรปฎก 3. พระไตรปฎกเป นแหลงตนเด ิมของคาสอนในพระพ ํุทธศาสนาคําสอน คําอธิบายคัมภีรหนังสือ ที่นักปราชญทั้งหลายกลาว หรือเรียบเรียงไวที่เปนของพระพุทธศาสนาจะตองมาจากแมบทค ือพระไตรปฎก เพราะพระไตรปฎกเปนที่รกษาสั ืบทอดพระพุทธศาสนาไวหรือรักษาคําสั่งสอนของพระพุทธเจาไว 4. พระไตรปฎกเป นหลักฐานอางอิงในการกลาวอางหลักการ หลักคําสอน ของพระพทธศาสนาุซึ่ง ถือวาเปนหลักฐานขั้นสุดทาย 5. พระไตรปฎกเป นมาตรฐานตรวจสอบคาสอนในพระพ ํุทธศาสนาคาสอนหรํ ือคํากลาวใด ๆ จะตองสอดคลองกับพระธรรมวินัยที่ปรากฏในพระไตรปฎก 6. พระไตรปฎกเป นมาตรฐานในการตรวจสอบความนาเชื่อถือ ของขอปฏิบตัิในพระพุทธศาสนา โดยอาศัยพระธรรมวินัยในพระไตรปฎกเปนเครื่องตัดสิน นอกจากนี้พระไตรปฎกยังมคีุณคาตอชาวพุทธในดาน 1. เปนบันทึกหลักฐาน เกี่ยวกับลัทธิความเชื่อถือ ปรัชญาขนบประเพณีวฒนธรรมัเรื่องราว เหตุการณในอดีตไวมากมาย 2. เปนแหลงสบคื นแนวความคิดที่สัมพันธกับวิชาการตางๆเนื่องจากคําสอนในพระธรรมวินัย มีเนื้อหาสาระเกี่ยวโยงกับวิชาการหลายแขนง เชน จิตวิทยากฎหมายการปกครอง เศรษฐกิจเปนตน 3. เปนแหลงเดิมของคาศํ ัพทบาลีที่นํามาใชในภาษาไทยเนื่องจากภาษาบาลีเปนรากฐานของ ภาษาไทยการศึกษาพระไตรปฎกเปรียบเสมือนศึกษารากศัพทภาษาไทยดวย การศกษาคึนคว าพระไตรปฎกมีคณคุาไมเฉพาะแต การศกษาคึ ําสอนในพระพทธศาสนาเทุานนั้แตย ัง อํานวยประโยชนทางวิชาการดานตาง ๆ เชน ภาษาไทย ภมูิศาสตรประวัติศาสตรสังคมวิทยา มานษยวุิทยา โบราณคดี รัฐศาสตรเศรษฐศาสตรปรัชญา เปนตน
170 กิจกรรม กิจกรรมที่ 3 ใหนกศั ึกษาตอบคําถามตอไปนี้ 1. พระไตรปฎกมีความสําคัญอยางไรบาง 1.1......................................................................................................................................................... …………………………………………………………………………………………….……. 1.2......................................................................................................................................................... ………………………………………………………………………………………………….. 1.3......................................................................................................................................................... ……………………………………………………………………………………………………. 1.4......................................................................................................................................................... ……………………………………………………………………………………………………. 1.5......................................................................................................................................................... ……………………………………………………………………………………………………. 1.6......................................................................................................................................................... ……………………………………………………………………………………………………. 2. พระไตรปฎกมีคุณคาตอพุทธศาสนาอยางไรบาง 2.1......................................................................................................................................................... ……………………………………………………………………………………………………. 2.2......................................................................................................................................................... ……………………………………………………………………………………………………. 2.3......................................................................................................................................................... …………………………………………………………………………………………………….
171 ตอนที่ 3 การธํารงรักษา ปกปองพระพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชนมีหนาที่ปฏิบัติตอพระพุทธศาสนาหลายประการ นอกเหนือจากหนาที่หลัก ๆ ไดแก การศึกษาหาความรูการปฏิบัติตามหลักธรรม และพิธีกรรม กรเผยแผและปกปองพระพุทธศาสนา ยังมี หนาที่อื่น ๆ อีกเชน การเรียนรูหนาที่ของพระสงฆในการปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัย และมีจริยาวัตรที่ เหมาะสม การปลูกจิตสํานึกในการบํารุงรักษาศาสนสถาน การรวมตัวขององคกรชาวพุทธการเปนศิษยที่ดี เปนตน เรื่องที่ 3.1 การธํารงรักษาพระพุทธศาสนาของพุทธบริษัท พุทธบริษัท หมายถึง ผูสืบทอดพระพุทธศาสนา 4 กลุม คือ พระภิกษุพระภิกษุณีอุบาสก และ อุบาสิกา ซึ่งในสมัยตอมามีการบัญญัติศัพทภาษาไทยวา พุทธศาสนิกชน พุทธบริษัท หรือพุทธศาสนิกชน มีหนาที่หลักในการธํารงรักษาพระพุทธศาสนาดังนี้ 1. การเผยแผพระพุทธศาสนาของพระสงฆพระสงฆมีหนาที่ศึกษาพระธรรมคําสอนของ พระพุทธเจาใหเขาใจอยางถองแทและนํามาเผยแผแกมวลมนุษยใหไดพบความสงบ และสันติสุขอยาง แทจริง พระภิกษุสามารถเผยแผพระพุทธศาสนาไดหลายทางไดแก 1.1 การแสดงธรรมและปาฐกถาธรรม หรือเรียกกันทั่วไปวา “เทศน” ในโอกาสตาง ๆ ทั้งงาน มงคลและงานอวมงคล พระสงฆจะตองศึกษาพระธรรมคําสอนใหเขาใจและนํามาถายทอดใหกับประชาชน ดวยวิธีการตาง ๆ ที่ทําใหประชาชนเกิดความเขาใจเลื่อมใสในศาสนามากขึ้น 1.2 การประพฤติตนเปนแบบอยาง พระสงฆจะตองเปนผูรักษาศีล มีความสํารวมทั้งกาย วาจา ใจ มีชีวิตเรียบงายไมยึดติดกับลาภ ยศ หรือตําแหนง พอใจเพียงปจจัย 4 มีเมตตากรุณาไมผูกพยาบาท ไมคิดราย ตอผูอื่นพระสงฆที่ดีไมตองเอยคําสอน เพียงมีวัตรปฏิบัติท่งดงามี ประชาชนก็เลื่อมใสศรัทธา มีจริยาวัตรที่ดีเชน 1) ออกบิณฑบาตตอนเชา 2) ทําวัตรสวดมนตเจริญภาวนา 3) พิจารณาปจจัย ไดแกอาหาร เครื่องนุงหม ที่อยูอาศัยและยารักษาโรคแลวบริโภคใชสอย อยางมีสติ 4) ทําความสะอาดบริเวณที่อยูอาศัยและบริเวณวัด 5) ชวยเหลือรับใชพระอุปชฌายและพระเถระผูใหญ 6) บริหาร หรือดูแลรักษารางกายและสิ่งของของตนใหสะอาดเรียบรอย เชน อาบน้ํา ตัดเล็บ ซักจีวรเปนตน
172 7) ดํารงตนใหนาเคารพกราบไหว 2. การแสดงบทบาทของพระสงฆในการเผยแผพระพุทธศาสนา พระสงฆมีหนาที่โดยตรงในการเผยแผ ศาสนาโอกาสที่พระสงฆจะไดทําหนาที่นี้ไดแก 2.1 การบรรยายธรรม ในปจจุบันการบรรยายธรรมแตกตางจากสมัยพุทธกาล หรือสมัยกอนที่ จะตองบรรยายตอหนาผูคน ปจจุบันอาจบรรยายธรรมโดยอาศัยระบบสื่อสารมวลชน เชน ทางวิทยุโทรทัศน หรืออินเตอรเน็ต ก็ไดการบรรยายเพื่อเผยแผพระศาสนานั้นตองระมัดระวังในเรื่อง 1) การดูหมิ่นศาสนาอื่น ไมวาจะโดยทางตรงหรือโดยทางออม 2) ตองรูกาลเทศะที่เหมาะสม ไมบรรยายพร่ําเพรื่อ 3) ในการบรรยายเมื่อตองเปรียบเทียบกับศาสนาอื่น ควรระบุวาสิ่งใดคือขอเท็จจริง สิ่งใดเปน ความเห็น หรือควรหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบกับศาสนาอื่น 2.2 การจัดนิทรรศการ เพื่อเผยแพรความรูหลักธรรมคําสอน อาจจะจัดพรอมกับมีสื่ออื่น ๆ ประกอบ 3. การเปนชาวพุทธที่ดีตามหลักทิศ 6คําวาทิศในทางพระพุทธศาสนา ไดแกทิศเบื้องบน คือ พระสงฆทิศเบื้องหนาคือ บิดามารดา ทิศเบื้องขวาคือ ครูอาจารย ทิศเบื้องซายคือ มิตรสหาย ทิศเบื้องหลัง คือ ภรรยา บุตร ธิดา ทิศเบื้องลาง คือ ผูอยูใตบังคับบัญชา การปฏิบัติตามหลักทิศ 6 จะกอใหเกิด ความสมานฉันทการเกื้อกูลกันระหวางบุคคลเพื่อจะไดเปนบิดามารดาครูอาจารยศิษยมิตรสหาย สามีภรรยา นายจางลูกจางที่ดีนําไปสูการเปนพุทธศาสนิกชนที่ดี 4. การเขาคายคุณธรรม เปนการปลูกฝงคุณธรรมจริยธรรมแกเยาวชน ถาเยาวชนไดรับการพัฒนา อยางถูกวิธีเยาวชนเหลานี้ก็จะเปนกําลังสําคัญในการพัฒนาประเทศชาติตอไป การเขาคายคุณธรรมจะมี กิจกรรมตาง ๆ ที่สรางจิตสํานึกใหกับเยาวชนใหนําหลักธรรมไปใชในชีวิตประจําวันไดอยางเหมาะสม 5. การเขารวมพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา หมายถึง ระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับศาสนาที่กําหนดขึ้น แสดงออกถึงความเชื่อทางศาสนา ซึ่งกระทําเพื่อใหเกิดความอบอุนทางใจ ทําใหการปฏิบัติศาสนกิจเปนสิ่ง สําคัญและมีความนาเชื่อถือ นาศรัทธามากขึ้น 6. การแสดงตนเปนพุทธมามกะคือการประกาศตนวาเปนผูยอมรับนับถือพระพุทธเจาเปนการแสดงใหปรากฏ วาตนยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาเปนศาสนาประจําชีวิตของตน ถึงแมประชาชนไทยจะนับถือ พระพุทธศาสนาตามบิดามารดาแตการแสดงตนเปนพุทธมามกะทําใหเกิดความซาบซึ้งในพระพุทธศาสนา กิจกรรมที่ทําชวยกระตุนเยาวชนใหตั้งมั่นในความเปนพุทธมามกะของตน 7. การบรรพชาอุปสมบท บรรพชา หมายถึง เวนทั่วเวนโดยสิ้นเชิงคือเวนจากพฤติกรรมตาง ๆ ที่ เคยทําสมัยครองฆราวาส หันมาถือชีวิตสันโดษ ไมฟุงเฟอ ถือเพศบรรพชิต การบรรพชาเกิดขึ้นครั้งแรกใน สมัยพุทธกาลเมื่อพระราหุลกุมารบรรพชาเปนสามเณรเมื่ออายุได 7 พรรษา สวนการอุปสมบท หมายถึงการบวช เปนพระสงฆ
173 การบรรพชาทําใหเยาวชนใกลชิดพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น ไดรับการฝกอบรมดานวินัย กิริยามารยาท กลอมเกลาจิตใจใหอยูในศีลในธรรม และรูจักใชเวลาวางใหเปนประโยชน การอุปสมบทมีประโยชนคือ ทําใหคนในวัยหนุมไดเรียนรูพระธรรมวินัยฝกความสํารวม กาย วาจาใจฝกความอดทน ความรบผั ิดชอบ เรียนรูระเบียบประเพณีปฏิบัติของสังคม ชวยค้ําชูและเผยแผศาสนา 8. บํารุงรักษาและใชประโยชนจากวัดและพุทธสถาน สามารถทําไดดังนี้ 8.1 บํารุงรักษาพุทธสถาน อุโบสถวิหารเจดียใหมั่นคงแข็งแรงและสะอาด 8.2 รักษาศาสนสถานใหเปนเขตพระรัตนตรัย มีความศักดิ์สิทธิ์ไมฆาสัตวหรือนําอบายมุขมา แปดเปอน 9. ปฏิบัติตามหนาที่หลักของชาวพุทธดังนี้ 9.1 หมั่นศึกษาหาความรูเกี่ยวกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเพื่อเพิ่มพูนความฉลาดเฉียบแหลม ความแกลวกลาความเปนพหูสูตใหกับตนเอง สามารถนําความรูไปบอกแสดงเผยแผแกผูอื่นได 9.2 พยายามนําหลักธรรมที่ศึกษาไปประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจําวัน โดยเลือกเอาหลักธรรมที่ เหมาะสมไปประยุกตใชใหเขากับการดําเนินชีวิตของตนเองเพื่อใหเกิดความสงบสุขแกตนเองครอบครัวและ สังคมตอไป การธํารงรักษาพระพุทธศาสนาเปนหนาที่ที่พุทธศาสนิกชนทุกคนตองปฏิบัติใหเปนนิสัย เริ่มตน จากการปฏิบัติเพื่อตนเอง ชุมชน และขยายไปถึงประเทศชาติและโลกตอไป เรื่องที่ 3.2 การปลูกจิตสํานึกและการมีสวนรวมในสังคมพุทธ พระพุทธศาสนาเปนศาสนาที่บรรพบุรุษเราชาวไทยรักษาเปนมรดกตกทอดมาจนถึงปจจุบัน ดังนั้น ชาวพุทธผูนับถือพระพุทธศาสนาจึงมีหนาที่ในการปกปองพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนามีหลักคําสอนที่ มีคุณคาและมีประโยชนมุงเนนความสงบ สันติตอสังคมโดยรวม แตทั้งนี้ก็อาจมีผูที่จองทําลาย พระพุทธศาสนาอาจจะโดยรูเทาไมถึงการณหรือโดยเปาหมายอยางอื่น เชน เพื่อตั้งเปนเจาลัทธิใหมๆ เพื่อ จะตั้งตนเปนผูนําความเชื่อใหมหรือเพื่อเผยแพรศาสนาอื่น หรือลัทธิอื่น เปนตน จึงเปนหนาที่ของชาวพุทธ ที่จะปกปองพระพุทธศาสนาอยางเต็มกําลัง ซึ่งสามารถปฏิบัติไดดังนี้ 1. ถามีผูจะทําลายศาสนาโดยรูเทาไมถึงการณใหแกไขดวยการชี้แจงอธิบาย เผยแพรความรูใหถูก ตามหลักทางพระพุทธศาสนา เชน การใหความรูเกี่ยวกับหลักธรรมที่ถูกตอง เพื่อปองกันการตีความ ที่ผิดพลาดแนะนําใหเห็นบาปบุญคุณโทษของการทําลายศาสนสถาน ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาใหถูกตอง หาทางเลิกสิ่งที่ผิดเชน ในพิธีกรรมไมควรมีการดื่มสุรา เปนตน 2. ตองชวยกันเรงเราใหฝายบานเมืองดําเนินการตามหนาที่เพื่อไมใหกลายเปนปญหาลุกลามตอไป เมื่อมีผูลําลายศาสนาไมวาจะรูปแบบใดเชน มีผูสอน หรือตีความคําสอนอยางผิด ๆ ตองชวยกันแกไขและ แจงใหชาวพุทธทั่วไปไดทราบอยางเรงดวน อยาทิ้งไวจนมีผูหลงผิดปฏิบัติไปตามนั้น
174 3. หากมีการดําเนินการใดที่จะทําลายสถาบันศาสนา ตองแสดงตนปกปองภัยและชี้ใหประชาชนเห็น ภัยอันตรายนั้น และชวยกันปองกัน การปฏิบัติตามวิธีการทั้งหมดควรทําดวยเมตตาดวยวิธีละมุนละมอม ใช เหตุผลถือหลักความถูกตองชอบธรรม และไมละเมิดกฎหมายบานเมือง การที่ชาวพุทธจะเปนผูปกปองพระพุทธศาสนาไดตองเตรียมความพรอมในการเปนชาวพุทธกอน คือ 1. ตองยืนยันถึงความศรัทธาตอพระพุทธศาสนาอยางแทจริง พระพุทธศาสนามีประโยชนและคุณคา ตอชีวิตของชาวพุทธอยางแทจริง 2. ตองศึกษาหลักคําสอนของพระพุทธศาสนาใหรูอยางถูกตองถองแท 3. รูและปฏิบัติตามหลักธรรมและหลักพิธีกรรมอยางถูกตอง 4. อุปถัมภทํานุบํารุงศาสนสถาน ซึ่งถือวาเปนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพระพุทธศาสนา นอกเหนือจากการปลูกจิตสํานึกใหกับชาวพุทธในการธํารงรักษาและปกปองพระพุทธศาสนาแลว ชาวพุทธจะตองมีการรวมกลุม และมีสวนรวมในองคกรของชาวพุทธซึ่งมีหนาที่ในการชี้แจง พระพุทธศาสนา การชี้แจงพระพุทธศาสนา หมายถึงการพูดขยายความใหเขาใจชัดเจนเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาใน กรณีที่พระพุทธศาสนาถูกผูไมมีความรูที่แทจริงกลาวถึงในทางที่ผิด ๆ คลาดเคลื่อนไปจากความเปนจริง และถูกบุคคลหรือองคการตางชาติตางศาสนาพูดถึงพระพุทธศาสนาที่ไมถูกตอง การชี้แจงพระพุทธศาสนาก็เชนเดียวกับการถายทอดพระพุทธศาสนา ชาวพุทธที่เปนคฤหัสถหรือ ชาวบาน ไมควรผลักภาระหนาที่ใหแกพระภิกษุสงฆเพียงฝายเดียวโดยเฉพาะในกรณีที่พระพุทธศาสนาถูกบุคคล หรือองคการตางชาติตางศาสนาระราน ชาวพุทธทุกคนทุกฝายทั้งฝายพระภิกษุสงฆและฝายชาวบานควรชวยกัน ชี้แจงใหเกิดความเขาใจอยางถูกตอง นับตั้งแตพระพุทธศาสนาอุบัติขึ้นในโลก พระพุทธศาสนาถูกบุคคลในองคการลัทธิและศาสนาอื่น ระรานมาโดยตลอด แตพระพุทธศาสนาก็สามารถดํารงสืบตอและเจริญมั่นคงมาไดจนถึงทุกวันนี้ก็เพราะ ชาวพุทธทุกฝายรวมมือกนชั ี้แจงใหเกิดความเขาใจที่ถูกตอง มีชาวพุทธเปนจํานวนมากที่มีความเขาใจไมถูกตองตามความเปนจริงเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะหลักธรรมคําสอนบางเรื่อง เชน เรื่องความสันโดษ เรื่องความมักนอย เรื่องกรรม เปนตน แลว กลาวหาวาเพราะพุทธศาสนาสอนเรื่องเหลานี้ทําใหคนเกียจคราน เฉื่อยชาและเปนอุปสรรคสําคัญตอการพัฒนา ประเทศชาติในกรณีเชนนี้เปนหนาที่ของชาวพุทธทุกคนที่มีความเขาใจเรื่องดังกลาวเปนอยางดีตองชี้แจง ใหชาวพุทธเหลานั้นไดเขาใจและปฏิบัติตนไดอยางถูกตองเหมาะสม ตัวอยางเชน ในกรณีของความเขาใจผิดเรื่องความสันโดษ ควรชี้แจงใหเขาเขาใจวา คําสอนเรื่อง ความสันโดษนี้ไมไดสอนใหคนเกียจคราน เฉื่อยชา ตรงกันขามความสันโดษกลับเปนคําสอนที่สงเสริม การพัฒนาและการพัฒนาสังคม เพราะความสันโดษไมสกัดกั้นความเพียรไมหยุดยั้งความอุตสาหะไมขวางกั้น ความใฝรูเรียน สันโดษสอนคนใหมีความพอใจในผลประโยชนที่เกิดขึ้นจากการกระทําที่ดีที่สุดของตนแลว
175 เมื่อมีความพอใจก็สามารถประคองจิตใหสงบเยือกเย็น พนจากความวุนวายและลดความเห็นแกตัวเห็นแกได ที่จะกอบโกยเอาทุกสิ่งมาเปนของตนอยางไมมีที่สิ้นสุด ในกรณีอื่น ๆ ก็เชนกัน หากพบเห็นใครพูดผิดเขียนผิดและกระทําผิดถาอยูในวิสัยที่พอจะชี้แจงได ตองรีบชี้แจงใหถูกตองตามขอเท็จจริงและใหเกิดความเขาใจตามความเปนจริง ไมควรปลอยทิ้งไวเพราะจะ ทําใหเกิดความเขาใจผิดอาจสรางความเสื่อมเสียและความมัวหมองใหเกิดขึ้นแกพระพุทธศาสนาได ตัวอยางเชน การสวมหมวก สวมรองเทาหรือแตงกายไมสุภาพเรียบรอยเขาไปในโบสถซึ่งเปน สถานที่ที่ชาวพุทธเคารพ การเลนการพนันและดื่มสุราในวัดการยิงนก ตกปลาของเด็ก ๆ ในวัดการกลาว ลอเลียนสถาบันทางพระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธเคารพนับถือ การวางมือบนเศียรพระพุทธรูป เพื่อถายรูป การซื้อพระพุทธรูปไปทําเฟอรนิเจอรประดับบาน การเขาไปจับมือถือแขนพระสงฆของชาวตางชาติ เปนตน การกระทําดังกลาว บางครั้งอาจทําไปดวยความไมรูหรือรูเทาไมถึงการณถาเราเห็นก็ควรแนะนํา ชี้แจงใหเขาเขาใจและปฏิบัติถูกตอง หลักการชี้แจงพระพุทธศาสนา การชี้แจงพระพุทธศาสนาเปนสวนหนึ่งของการประชาสัมพันธควรเริ่มตนตั้งแตระดับครอบครัว วงศาคณาญาติมิตรสหายและขยายวงกวางไปยังบุคคลอื่น ๆ พระพุทธศาสนาที่เจริญรุงเรืองมาถึงทุกวันนี้ สวนหนึ่งเปนผลมาจากการที่ชาวพุทธชวยกันทําหนาที่ในการชี้แจงใหบุคคลหรือองคการตางชาติตางศาสนา ที่มีความเขาใจผิดเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเกิดความเขาใจที่ถูกตอง การชี้แจงพระพุทธศาสนามีหลักการขอหนึ่งที่ผูที่ทําหนาที่นี้ควรยึดถือเปนหลักปฏิบัติหลักการ ดังกลาวปรากฏอยูในพระโอวาทปาติโมกขคืออนุปวาโท แปลวาการไมกลาวรายผูอื่น หมายความวาในการชี้แจง พระพุทธศาสนานั้น ชาวพุทธไมควรกลาวราย หรือใหรายปายสีหรือกระทบกระเทียบผูอื่น หรือศาสนาอื่น โดยถือหลักวา เมื่อถูกใครเขาใสรายไมควรโตตอบ เพราะการโตตอบเปนชนวนของการทะเลาะวิวาท ไมควร ตําหนิดาวา หรือแสองอาการโกรธเคืองจนเกิดเหตุแตควรชี้แจงใหเขารูและเขาใจดวยเหตุผลตามความเปนจริง ซึ่งเรื่องนี้พระพุทธเจา พระสาวกไดทรงกระทําและปฏิบัติใหเปนตัวอยางมาแลวในอดีต สรุปสาระสําคญั พระพุทธศาสนามีความสําคญอยั างยิ่งตอสงคมไทย ัพุทธศาสนิกชนจึงตองทําความเขาใจในหนาที่ ของตนเองใหถูกตองโดยการเปนชาวพุทธที่ดีชวยกันทานํุบํารุงพระพุทธศาสนาใหเจรญริุงเรือง มีความมั่นคง รวมทั้งพยายามศึกษาหาความรูปฏิบัติตามหลักธรรมและประเพณีพิธกรรมทางศาสนาีเผยแผและปกปอง พระพุทธศาสนาและสวนรวมก ับสังคมชาวพุทธอื่น ๆ
176 กิจกรรม กิจกรรมที่ 4 ใหนกศั ึกษาเตมขิ อความตอไปนี้ใหสมบูรณ 1. พุทธบริษัท หมายถึง ................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................. 2. หนาที่ในการธํารงรักษาพระพุทธศาสนาของพุทธบริษัท ไดแก 2.1 ................................................................................................................................................................. 2.2 ................................................................................................................................................................. 2.3................................................................................................................................................................. 2.4 ................................................................................................................................................................. 2.5 ................................................................................................................................................................. 2.6 ................................................................................................................................................................. 2.7 ................................................................................................................................................................ 2.8 ................................................................................................................................................................. 2.9 ................................................................................................................................................................. 3. ชาวพุทธสามารถปกปองพระพุทธศาสนาไดโดย 3.1 ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. 3.2 ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. 3.3 ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. 4. การชี้แจงพระพุทธศาสนา สามารถทําไดโดย................................................................................................ ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................
177 บรรณานุกรม ชํานาญ นิศารัตน. หนังสือเรยนสี ังคมศึกษารายวิชา ส 041 ศาสนาสากล ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานชิ, 2536. ดนัย ไชยโยธา สุคนธ สินธุพานนท และ สุริวัตร จันทรโสภา. หนังสือเรียนพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4-6. พิมพครั้งท 3.ี่ กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, 2553. นภดลขวัญชนะภกดั ี. พระพุทธศาสนา ชวงช ั้นที่ 4 เลม 2. กรุงเทพฯ : ประสานมิตร, 2547. ประเวศ อินทองปาน. ศาสนาเบื้องตน . กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 2545. ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานกรมฉบุับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, 2525. วิทยวิศทเวทย เสถียรพงษวรรณปก. พระพุทธศาสนา ม.5. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, 2552. วิทยา ปานะบตรุ . คูมือเสริมเรียนรูดวยตนเอง ชวงชั้นที่ 4. กรุงเทพฯ : เพิ่มทรัพยการพิมพ, 2552. วีรชาตินิ่มอนงค พระรพิน พุทธฺสาโร. หนังสือเรียนสาระการเรียนรูพื้นฐาน ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม. กรุงเทพฯ : สถาบันพัฒนาคณภาพวุิชาการ, 2548. สุชีพ ปุญญานุภาพ. พระไตรปฎกสําหรับประชาชน. พมพิ ครั้งที่ 13. กรุงเทพฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย, 2534. อมร รักษาสัตย. “การปกครองภิกษุสงฆตามหลักประชาธิปไตย หลักอาวุโส และพระวินยั” ใน ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน. หนา 329-344. กรุงเทพฯ : การันตการพ ิมพ, 2542.
178 หนวยการเร ี ยนรู ท ี่ 6 พลเม ื องด ี ของสังคม โครงสรางของหนวย มาตรฐานการเรียนรู มาตรฐานที่ ส 5.3 ปฏิบัติตนเปนพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย มีจิตสาธารณะเพื่อความสงบสุขของสังคม ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. วิเคราะหความสําคัญของโครงสรางทางสังคม การขัดเกลาทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม 2. วิเคราะหความจําเปนที่จะตองมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและอนุรักษวัฒนธรรมไทย รูวิธีการ เลือกรับวัฒนธรรมสากล 3. ปฏิบัติตนและมีสวนสนับสนุนใหผูอื่นประพฤติปฏิบัติตนเปนพลเมืองดีของประเทศชาติและ สังคมโลก รายละเอียดขอบขาย ตอนที่ 1โครงสรางทางสังคม เรื่องที่ 1.1 สถาบันทางสังคม เรื่องที่ 1.2 การจัดระเบยบทางสี ังคม เรื่องที่ 1.3 การขัดเกลาทางสังคม ตอนที่ 2การเปลี่ยนแปลงและแนวทางการพัฒนาสังคม เรื่องที่ 2.1 การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เรื่องที่ 2.2 แนวทางการพัฒนาสังคม ตอนที่ 3 วัฒนธรรมไทย เรื่องที่ 3.1 ความหมายและความสําคัญของวัฒนธรรม เรื่องที่ 3.2 ลักษณะของวัฒนธรรมไทย เรื่องที่ 3.3 การอนุรักษวัฒนธรรมไทย เรื่องที่ 3.4 วัฒนธรรมไทยกบวั ัฒนธรรมสากล ตอนท่ 4ี การประพฤติตนเปนพลเมืองดของสี ังคม เรื่องที่ 4.1 ความหมายและความสําคัญของพลเมืองดี เรื่องที่ 4.2 คุณลักษณะและหนาที่ของพลเมืองดี
179 เวลาที่ใชในการศึกษา 15 ชั่วโมง ส ื่อการเรียนรู ชุดการเรียนทางไกลรายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง 2 รหัสรายวิชา สค33009 ระดับมัธยมศึกษา ตอนปลาย กิจกรรมการเรียนรู 1. ศึกษารายละเอียดจากชดการเรุียนทางไกล 2. ปฏิบัติกิจกรรมแตละตอนที่กําหนด 3. ศึกษาหาความรูเพิ่มเติมจากผูรูหรือสื่อที่มีอยูในแหลงเรียนรูตางๆ การประเมินผล ประเมินผลดวยตนเองจากการทําแบบทดสอบ แบบฝกหัดและกิจกรรม แลวตรวจสอบจากเฉลยทายเลม
180 ตอนท ี่ 1 โครงสร างทางสังคม สังคม หมายถึงการรวมตัวของมนุษยตั้งแตสองคนขึ้นไป พัฒนาขึ้นไปเปนสังคมใหญมีความซับซอน มากขึ้น การที่มนุษยรวมตัวเปนสังคมเพราะมนุษยจําเปนตองพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันในการดํารงชีวิต และ ตอบสนองความตองการดานตาง ๆ ที่หลากหลาย โดยเฉพาะความตองการดานปจจัยพื้นฐานในการ ดํารงชีวิต ในการอยูรวมกันเปนสังคมตองมีการวางรูปแบบ กฎเกณฑของพฤติกรรม เพื่อกําหนดรูปแบบ ความสัมพันธของคนในสังคมใหสามารถอยูรวมกันไดอยางสงบสุข มีความเปนระเบียบเรียบรอยในสังคม โดยออกมาในรูปกฎหมายกฎศีลธรรม ระเบียบปฏิบัติตาง ๆ ดังนั้น ในสังคมหนึ่ง ๆ จะตองประกอบดวยประชากรตั้งแตสองคนขึ้นไปที่มีปฏิสัมพันธตอกัน อาศัยอยูในอาณาเขตที่แนนอน และมีการจัดระเบียบทางสังคม หรือมีบรรทัดฐานของสังคมที่คนในสังคม สามารถเขาใจไดตรงกัน โครงสรางทางสังคม ประกอบดวยสถาบันทางสังคม การจัดระเบียบทางสังคม และกระบวนการขัดเกลา ทางสังคม เร ื่องที่ 1.1 สถาบันทางสังคม 1. สถาบันทางสังคม หมายถึงระบบหรือรูปแบบความสัมพันธกระบวนการและวัสดุอุปกรณที่สราง ขึ้นเพื่อสนองความตองการของคนในสังคม ในแตละสถาบันจะมีจารีต ประเพณีธรรมเนียมปฏิบัติ กฎเกณฑอาคารสถานที่วัสดุอุปกรณเครื่องมือเครื่องใชรวมทั้งสิ่งที่ไมสามารถมองเห็นไดเชน ความเชื่อ คานิยม เปนตน 2. ลักษณะสําคัญของสถาบนทางสังคมั 2.1 สถาบันสังคมเปนนามธรรม สถาบันสังคมไมใชตัวบุคคลหรือกลุมคน ไมใชสิ่งของ แตเปน แบบแผนพฤตกรรมซิ ึ่งกําหนดขึ้นเพื่อเปนแบบแผนในการปฏิบัติรวมกันของสมาชิกทุกคน 2.2 สถาบันสังคมเกิดจากการเชื่อมโยงบรรทัดฐานตาง ๆ ทางสังคม ซึ่งไดแกวิถีชาวบาน จารีต และกฎหมายโดยเปนสวนของว ัฒนธรรมในสังคม 2.3. สถาบันสังคมเกิดขึ้นเพอสนองความตื่ องการในดานตาง ๆ รวมกันของสมาชิกในสังคม และ เพื่อการคงอยของสู ังคม 2.4. สถาบนสั ังคมเกิดจากการยอมรบรั วมกนของสมาชั ิกในสังคม สถาบันสังคมจึงเปนระเบยบี แบบแผน พฤติกรรมที่ชัดเจนและเปลี่ยนแปลงไดยากเนองจากเกื่ดขิ ึ้นโดยการยอมรบรั วมกันของสมาชิกใน สังคม
181 3. องคประกอบของสถาบนทางสังคมั 3.1 กลุมสังคม สถาบันสังคมประกอบไปดวยกลุมสังคมตาง ๆ ที่ทําหนาที่สนับสนุนให การกระทําระหวางสมาชิกบรรลุวัตถุประสงครวมกัน โดยประกอบดวยสถานภาพหรือตําแหนงทางสังคม และบทบาทหนาที่เพื่อใหแบบแผนพฤติกรรมดําเนินไปสูวัตถุประสงคของกลุมสังคมนั้น 3.2 หนาที่ของสถาบันทางสังคม หมายถึง วัตถุประสงคในการสนองความตองการของสังคม ในดานตางๆ ของสถาบันสังคมแตละสถาบัน 3.3 แบบแผนพฤติกรรมในการประพฤติปฏิบัติตนของสมาชิก เพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคของสถาบัน นั้น ไดแกบรรทัดฐานทางสังคม ซึ่งประกอบไปดวยวิถีชีวิต ทําใหกิจกรรมในการดําเนินชีวิตของสมาชิก ในสงคมัสามารถสนองวัตถุประสงคของสถาบันสังคมนั้น 3.4 สัญลักษณ และคานิยม ทําใหสมาชิกเกิดอุดมการณและศรัทธาตอสถาบันสังคมเชน ธงชาติเปน สัญลักษณของสถาบันการเมืองการปกครอง เสรีภาพและความเสมอภาคเปนคานิยมของสถาบันการเมือง การปกครองในสังคมประชาธิปไตย เปนตน 4. ประเภทสถาบันทางสังคมที่สําคัญ สถาบันทางสังคม แยกได 6 สถาบัน ดังนี้ 4.1 สถาบันครอบครัว หมายถึง สถาบันสังคมซึ่งเกี่ยวของกับแบบแผนการสมรส การอบรมเลี้ยงดู บุตรและแบบแผนความสัมพันธระหวางเพศ ซึ่งเปนที่ยอมรับวาถูกตองตามสังคม กลุมสังคมในสถาบันครอบครัว ไดแกครอบครัวซึ่งประกอบดวยสมาชิกที่อาศัยอยูในครัวเรือน เดียวกัน เชน บิดา มารดา บุตรวงศาคณาญาติที่เกี่ยวของโดยสายโลหิต หรือการสมรส หรือมีบุตรบุญธรรม 1) หนาที่ของสถาบันครอบครัว (1) ผลิตสมาชิกใหมใหแกสังคม เพื่อทดแทนสมาชิกของสังคมที่สิ้นชีวิตลง (2) เลี้ยงดูสมาชิกใหมใหมีชีวิตรอดเนื่องจากทารกแรกเกิดและเด็กไมสามารถดูแลตนเองได (3) ถายทอดวัฒนธรรมของสังคมไปสูสมาชิกใหมซึ่งเปนกระบวนการขัดเกลาทางสังคม เพื่อใหเด็กเติบโตเปนสมาชิกที่ดีของสังคม (4) อื่นๆไดแกการสนองความตองการทางจิตใจทําหนาที่ใหความรักความอบอุนแกสมาชิก แบบแผนพฤตกรรมในการประพฤต ิ ิปฏิบัติตนของสมาชกสถาบิ ันครอบครวประกอบไป ั ดวยแบบแผนพฤติกรรมซึ่งเปนบรรทดฐานทางสั ังคมเชน ประเพณีการหมนั้สมรสเปนตน สถาบนครอบครั ัวใน สังคมแตละแหงย อมมีแบบแผนพฤติกรรมแตกตางกันไปตามวัฒนธรรมของสังคม เชน มีรูปแบบประเพณี การสมรสแตกตางกันไป เปนต น 2) สัญลักษณและคานิยม สัญลักษณของสถาบันครอบครัวที่สําคัญ คือ แหวนหมั้น แหวน แตงงาน เปนตน สถาบันครอบครัวในแตละสังคมยอมมีคานิยมตางกันตามวัฒนธรรมของสังคม เชน สังคม สมัยใหมสามีและภรรยามีคานิยมในการหาเลี้ยงครอบครัวเทาเทียมกัน การรวมรับผิดชอบกิจกรรมตาง ๆ ในครอบครัวอยางเทาเทียมกัน
182 4.2 สถาบันการศึกษา หมายถึง สถาบันสังคมซึ่งเกี่ยวของกับแบบแผนการขัดเกลาและ การถายทอดวัฒนธรรม การใหความรูและการฝกทักษะอาชีพ เพื่อความเปนสมาชิกที่เหมาะสมของสังคม กลุมสังคมในสถาบันการศึกษา ไดแก โรงเรียน มหาวิทยาลัย กระทรวง ทบวง กรม ที่ทําหนาที่เกี่ยวของกับการศึกษา กลุมสังคมเหลานี้จะประกอบไปดวยตําแหนง หรือสถานภาพทางสังคม เชน ครูอาจารยเปนตน 1) หนาที่ของสถาบันการศึกษา (1) ถายทอดความรูวัฒนธรรม และทักษะอันจําเปนในการดํารงชีพของสมาชิกในสังคม (2) สรางบุคลิกภาพทางสังคมใหแกสมาชกิ สามารถปรับตนในการตดติ อสัมพันธกบั บุคคลอื่นและปฏิบัติตนใหมคีุณคาแกสังคม (3) การกําหนดสถานภาพทางสังคม และชนชั้นทางสังคมสถานภาพจาก สถาบันการศึกษาเปนสวนประกอบส ําคัญประการหนงในการจ ึ่ดชั วงชั้นทางสังคม (4) การผลิตกําลังแรงงานทางเศรษฐกิจ ตามความตองการทางสังคม (5) การสรางกลุมเพื่อนเปนหนาที่แฝงของสถาบันการศึกษาซึ่งกอใหเกิดการรวมกลุมเพื่อน เพื่อสนองความตองการทางจิตใจของสมาชิกในสังคม 2) แบบแผนพฤติกรรมในการประพฤติปฏิบัติตนของสมาชิก สถาบันการศึกษาประกอบไปดวย แบบแผนพฤติกรรมเพื่อสนองตอหนาที่ตาง ๆ ของสถาบัน เชนการจัดระบบการเรียนการสอน เปนตน แบบแผนพฤติกรรมดังกลาวมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงใหเหมาะสมแกความตองการของสังคมปจจุบัน 3) สัญลักษณและคานิยม สัญลักษณของสถาบันการศึกษา มักปรากฏในองคการทางการศึกษา ตาง ๆ เชน เข็มเครื่องหมายของโรงเรียน เปนตน แตละสังคมยอมมีปรัชญาและคานิยมทางการศึกษาตางกัน 4.3 สถาบันศาสนา หมายถึง สถาบันที่ทําหนาที่ชวยสนองความตองการดานเสริมกําลังใจใหแก สมาชิกในสังคมเพื่อใหใชชีวิตอยูในสังคมดวยความปกติสุขโดยปฏิบัติตามคติความเชื่อ กลุมสังคมในสถาบันศาสนา ที่สําคัญไดแกคณะสงฆและกลุมผูปฏิบัติธรรม โดยมีตําแหนง หรือสถานภาพทางสังคมตางๆ กัน ตางมีบทบาทหนาที่เกี่ยวของสัมพันธกันตามสถานภาพทางสังคมดังกลาว 1) หนาที่ของสถาบันศาสนา (1) สรางความเปนปกแผนให แกสังคม (2) สรางเสริมและถายทอดวฒนธรรมแกั สังคม (3) ควบคุมสมาชิกใหปฏิบัตตามบรรทิ ัดฐานของสังคม (4) สนองความตองการทางจิตใจแกสมาชกเมิ ื่อสมาชิกเผชิญกับปญหาตาง ๆ 2) แบบแผนพฤติกรรมในการประพฤตปฏิ ิบตัิตนของสมาชิก โดยทั่วไปแบบแผน พฤติกรรมในการปฏิบัติของสมาชิกในสังคม ยอมเปนไปตามหลักธรรมของศาสนาที่ตนนับถือและเปนไป ตามประเพณทางศาสนานี ั้น ๆ กิจกรรมของประเพณีทางศาสนามีความสําคัญในการสรางความรูสึกเปน อันหนึ่งอนเดัยวกี ันของสมาชิกในสังคม
183 3) สัญลักษณและคานิยม สัญลักษณของสถาบันศาสนายอมแตกต างกนไปตามศาสนาท ั ี่ สมาชิกยอมรับนับถือ สําหรับคานิยมของสถาบันศาสนายอมแตกตางกันไปตามหลักของศาสนานนๆั้ 4.4 สถาบันเศรษฐกิจ หมายถึง สถาบันสังคมที่เกี่ยวของกับแบบแผนการสนองความตองการ เกี่ยวกับความจําเปนทางวัตถุเพื่อการดํารงชีวิต เปนแบบแผนพฤติกรรมทางสังคมที่เกี่ยวของกับการผลิต การกระจายสินคาและบริการไปสูผูบริโภค ซึ่งเปนปจจัยสําคัญในการดํารงชีวิต 1) กลุมสังคมในสถาบันเศรษฐกิจ กลุมสังคมในสถาบันเศรษฐกิจมีจํานวนมาก เชน รานคา โรงงานและองคกรเศรษฐกิจตาง ๆ แตละกลุมสังคมนี้ประกอบไปดวยตําแหนงและบทบาทหนาที่ซึ่ง เกี่ยวของสัมพันธกัน เชน ผูจัดการ พนักงาน กรรมกร เกษตรกร เปนตน เพื่อกระทําบทบาทและหนาที่ ดังกลาว 2) หนาที่ของสถาบันเศรษฐกิจ (1) ผลิตสินคาเพื่อสนองความตองการของสมาชิกในสังคม ซึ่งประกอบไปดวยสินคา พื้นฐานจนถึงสินคาอํานวยความสะดวก (2) กระจายสินคาที่ผลิตไดไปสูสมาชิกในสังคมอยางทั่วถึง (3) กระจายบริการตาง ๆ ไปสูสมาชิกในสังคม (4) กําหนดสถานภาพทางสังคมและชนชั้นทางสังคม สถาบันทางเศรษฐกิจกอใหเกิดหนาที่สําคัญ คือ เปนพื้นฐานอํานาจทางการเมือง 3)แบบแผนพฤติกรรมในการประพฤติปฏิบัติตนของสมาชิก สถาบันเศรษฐกิจประกอบดวย แบบแผนพฤติกรรมที่มีความสําคัญในการดํารงชีวิตรวมกันของสมาชิกในสังคม เชน แบบแผนในการผลิต สินคา แบบแผนของการประกอบอาชีพตางๆ เชน อาชีพเกษตรกรรมและอาชีพอุตสาหกรรมมีแบบแผน การประกอบอาชีพตางกัน 4) สัญลักษณและคานิยม สวนใหญเปนสัญลักษณขององคการของสถาบัน เศรษฐกิจนั้นๆ เชน เครื่องหมายทางการคา สําหรับคานิยมและความเชื่อเกี่ยวของกับสถาบันเศรษฐกิจยอม แตกตางกันไปตามวัฒนธรรมของแตละสังคม 4.5 สถาบันทางการเมืองการปกครอง หมายถึง สถาบันสังคมที่เปนแบบแผนที่เกยวขี่ องกับ การสนองความตองการของสมาชิกในการดํารงชีวิตตามกฎระเบยบของสี ังคม ควบคุมใหกลุมคนอยูในสังคม อยางสงบสุข 1) กลุมสังคมในสถาบันการเมืองการปกครอง ประกอบดวยกลุมสังคมตาง ๆ ที่สําคัญคือ กลุมสังคมที่มีการจัดระเบียบอยางชัดแจง ที่เรียกวาองคการเชน พรรคการเมืองกระทรวง ทบวงกรม เปนตน แตละองคการประกอบดวยต ําแหนงหรือสถานภาพทางสังคม เพ่อกระทื ําบทบาทและหนาที่ตามสถานภาพนั้น 2) องคกรของสถาบันการเมืองที่สําคัญ มีดังน ี้ (1) ฝายนติิบัญญัติคือองคกรที่ทําหนาที่ออกกฎหมาย (2) ฝายบริหาร คือ องคกรที่ทําหนาที่ในการบริหารและการบริการใหแกสมาชิกโดยสวนรวม
184 (3) ฝายตุลาการ คือ องคการที่ทําหนาที่ตีความกฎหมายในกรณีที่สมาชิกในสังคมเกิดความขัดแยง ระหวางกัน (4) ฝายองคกรอิสระ คือองคกรที่ประกอบดวยคณะบคคลทุี่ตั้งขึ้นดวยวิธีปลอดจากอํานาจ อิทธิพลของบุคคลที่อาจมีสวนไดเสียกับกจการอิ ันเปนหนาที่ขององคกรอิสระนั้น โดยเฉพาะอํานาจของขาราชการการเมืองและขาราชการประจํา 3) หนาที่ของสถาบันการเมืองการปกครอง (1) สรางระเบยบกฎเกณฑี ใหแกสังคม เชน สถาบันเศรษฐกิจยอมจะตองมีกฎเกณฑ เกี่ยวกับการเงนิ (2) วนิิจฉัยขอขัดแยงระหวางสมาชิกในสังคม มีองคการทางตุลาการคอยใหความ ยุติธรรมแกสมาชิกที่มีความขัดแยงตอกัน (3) หนาที่ในการบริหารองคการของรัฐบาลกลางและรัฐบาลทองถิ่น (4) การปองกนและรั ักษาความปลอดภัยทงภายในส ั้ังคมและจากภายนอกสังคม 4.6 สถาบันนันทนาการเปนสถาบันที่เกี่ยวของกับการพักผอนหยอนใจเพื่อใหการดํารงชีวิตของ มนุษยมีความสุขมากยิ่งขึ้น การพักผอนจะเกี่ยวของกับการสรางความบันเทิงศิลปะการละเลน และการกีฬาเพื่อ สรางความเพลิดเพลิน ทําใหมีการละคร ภาพยนตรงานบันเทิง มหรสพ ดนตรีฟอนรํากีฬาเปนตน สถาบันนันทนาการจะตองมีบุคคลและวิธีการสําหรับดําเนินการ และตองมีเวลาสําหรับ การฝกฝนใหเกิดทักษะความชํานาญเมื่อถึงเวลาแสดงจริงจะสามารถสรางความเพลิดเพลินใหแสดง หรือผูชมได สถาบันทางสังคมทุกสถาบันในสังคมลวนมีความสําคัญไมยิ่งหยอนกวากันและมีความสัมพันธ เกี่ยวโยงกัน ซึ่งถาแยกออกมาเปนเรื่อง ๆ จะเห็นกลุมความสัมพันธที่มีลักษณะคลายคลึงกัน สถาบันทางสังคม เหลานั้นจะทําหนาที่ตอบสนองความตองการของสมาชิกในสังคม เร ื่องที่ 1.2 การจัดระเบียบทางสังคม สังคมเปนที่รวมของบุคคลตั้งแต 2 คนขึ้นไป เมื่อมีการรวมกลุมของกลุมบุคคลเพิ่มมากขึ้น สังคมก็ยิ่งมีความแตกตางในหลาย ๆ ดานเกิดขึ้น ความแตกตางดังกลาว หากมีการควบคุมและจัดระเบียบ ของกลุมและในสังคมที่ไมถูกตองเหมาะสมแลว สังคมก็อาจสับสนวุนวายขึ้นได 1. การจัดระเบียบทางสังคม หมายถึง วิธีการที่คนในสังคมกําหนดขึ้นเพื่อใชเปนระเบียบ กฎเกณฑในการอยูรวมกัน กฎเกณฑเหลานี้ไดรับการจัดเปนแบบแผน ทําใหสมาชิกในสังคมทราบวาจะ ปฏิบัติอยางไรในแตละเวลา โอกาส สถานการณและสถานภาพที่แตกตางกัน ทําใหเกิดความรูสึกเปน หมูพวก สังคมมีความเปนปกติสุข การจัดระเบียบสังคม เปนกระบวนการที่สมาชิกไดพัฒนาการกระทําระหวางกันทางสังคมอยางมี ระเบียบ โดยมีสมาชิกสวนรวมของสังคมไทยยอมรับเปนแนวประพฤติปฏิบัติรวมกันและสืบทอดจนเปน บรรทัดฐานในการดํารงชีวิตรวมกันของสมาชิกในสังคม
185 2. สาเหตุและความจําเปนที่ตองมีการจัดระเบียบสังคม 2.1 เนื่องจากสมาชิกในสังคมมีความแตกตางทั้งในทางกายภาพและในทางสังคม 2.2 เนื่องจากสมาชิกในสังคมมีวัตถุประสงคและมีความตองการรวมกันในสังคมมนุษยทุก ๆ สังคมสมาชิกแตละคนยอมมีความตองการพื้นฐานรวมกัน ดังนั้น จึงจําเปนตองกําหนดระเบียบความสัมพันธ ระหวางสมาชิกเพื่อใหบรรลุถึงวัตถุประสงคและความตองการนั้น 2.3 เพื่อปองกันการขัดแยงระหวางสมาชิกในสังคม ธรรมชาติของมนุษยคือการตอสูการใช อํานาจดังนั้นจึงตองมีกฎเกณฑเพื่อใหความสัมพันธของสมาชิกในสังคมราบรื่น 3. วิธีการจัดระเบียบทางสังคม วิธีการจัดระเบยบทางสี ังคมจะใชระเบียบ กฎเกณฑทางสังคม ไดแกระบบคุณคาของสังคม บรรทัดฐาน สถานภาพ บทบาท คานิยม การขัดเกลาทางสังคม และการควบคุมทางสังคม ดังนี้ 3.1 ระบบคุณคาของสังคม (Social Value) ถือเปนหัวใจหรือเปาหมายสูงสุดที่สังคมตองการ ใหเกิดขึ้น และเปนสิ่งที่สมาชิกสังคมยอมรับ เปนสิ่งที่ดีงาม นายกยอง สมควรกระทําใหบรรลุอาจจะ กอใหเกิดความรมเย็นและความพึงพอใจของคนทั้งมวล อาจเรียกระบบคุณคาของสังคมวา “สัญญา ประชาคม” ที่เกิดจากการผสมผสานระหวางความเชื่อ ปรัชญาศาสนาอุดมการณและภูมิปญญาของสังคม เปนคุณคาหรือคานิยมที่ควรยกยอง เชน เสรีภาพ ความรักชาติความมีคุณธรรม ความเสมอภาค ความยุติธรรม ระบบคุณคาของสังคมทําหนาที่คลายสมองของมนุษยที่เปนศูนยรวมกําหนด การทํางานของอวัยวะตาง ๆ ของรางกายระบบคุณคาของสังคมก็เปนตัวกําหนดกลไกในสังคมใหดําเนินไปได บรรลุตามเปาหมาย 3.2 บรรทัดฐานทางสังคม หมายถึง ระเบียบ กฎเกณฑ หรือแบบแผนของพฤติกรรม ที่สังคมยอมรับเปนแนวทางใหสมาชิกในสังคมยอมรับรวมกัน และไดประพฤติสืบตอกันมา บรรทัดฐาน ทางสังคมเปนระเบียบแบบแผนความประพฤติที่เห็นวาถูกตองในสถานการณหนึ่งอาจนําไปใชในอีก สถานการณหนึ่งไมได 4. ลักษณะของบรรทัดฐาน บรรทัดฐานแตละทองถิ่นอาจสอดคลองหรือแตกตางกได็ สามารถ เปลี่ยนแปลงไดสังคมชนบทมักใชจารีตมากกวา สวนสงคมเมั ืองมักใชกฎหมายเปนบรรทัดฐาน บรรทัดฐาน ทางสังคม ม 3 ี ประเภท คือ 4.1 วิถีประชาหรือวิถีชาวบาน (Folkways) หมายถึง แบบแผนความประพฤติที่สมาชิกปฏิบัติ ดวยความเคยชิน เนื่องจากไดรับการปลูกฝงถายทอดมาตั้งแตวัยเด็กจนเติบใหญ เชน การพูดจาไมสุภาพในที่ สาธารณะการใสเสื้อสีอื่นนอกจากสีขาว สีดํา ไปในงานศพ อาจจะถูกคนอื่นมองดวยสายตาตําหนิแมวาจะ ไมมีการกําหนดโทษผูที่ละเมิดฝาฝนอยางเขมงวด แตอาจถูกคนอื่นเยาะเยยถากถาง หรือไดรับการนินทา หรือผูที่ทําความดีจะไดรับการยกยองชมเชยจากสังคมเปนบุคคลตัวอยาง ทําใหสมาชิกตองปฏิบัติตาม วิถีชาวบานจนเกิดความเปนระเบียบทางสังคมในที่สุด
186 4.2 จารีต (Mores) หมายถึง แบบแผนความประพฤติที่สมาชิกปฏิบัติในสถานการณ ตางๆ โดยผูที่ละเมิดฝาฝนจะไดรับการตอตานจากสมาชิกในสังคมอยางจริงจัง เนื่องจากมีผลกระทบตอ ระบบความสัมพันธของสมาชิกเปนสวนรวม เชน ลูกไมเลี้ยงดูพอแมไมกตัญูตอพอแมและผูมีพระคุณ การคบชูกับสามีหรือภรรยาผูอื่น เปนตน จารีตถือวาเปนกฎศีลธรรม 4.3 กฎหมาย (Laws) หมายถึงกฎเกณฑของความประพฤติซึ่งสรางขึ้นโดยองคการทาง การเมืองการปกครองและโดยไดรับการรับรองจากองคกรของรัฐ กฎหมายเปนกฎเกณฑความประพฤติที่มีลักษณะสําคัญ ดังนี้ 1) เปนกฎเกณฑการประพฤติปฏิบัติของสมาชิกในสังคมที่บัญญัติเปนทางการ โดยองคกรของรัฐที่มีอํานาจหนาที่ในการบัญญัติกฎหมาย 2) มีการประกาศรายละเอียดของกฎหมายเปนลายลักษณอักษร 3) มีองคการที่หนาที่ควบคุมใหสมาชิกปฏิบัติตามกฎหมาย 4) มีบทลงโทษผูที่ละเมิดฝาฝนกฎหมาย จะเห็นไดวาบรรทัดฐานทางสังคมเปนกลไกที่ควบคุมความประพฤติของคนในสังคมให เปนไปตามทิศทาง หรือเปาหมาย และกฎระเบียบที่สังคมวางไวบรรทัดฐานมีสองแงคือ มีการลงโทษ ผูฝาฝน หรือใหรางวัลแกผูกระทําตามบรรทัดฐาน 5. สถานภาพ และบทบาท 5.1 สถานภาพ (Status) คือ ตําแหนงที่ไดรับจากการเปนสมาชิกของสังคมหรือฐานะทาง สังคม (Social Position) ของคนในสังคมที่ถูกกําหนดไวและดํารงอยู 1) สถานภาพทางสังคม หมายถึง ตําแหนงของบุคคลซึ่งไดมาจากการเปนสมาชิกของ กลุมและของสังคม ซึ่งเปนองคประกอบที่สําคัญในการจัดระเบียบสังคม เนื่องจากการกระทําระหวางสมาชิก ในสังคมยอมเปนไปตามสถานภาพที่ตนดํารงอยู 2) ประเภทของสถานภาพทางสังคม (1) สถานภาพทางสังคมโดยกําเนิด (Ascribed Status) เปนสถานภาพทางสังคมที่ สมาชิกไดรับโดยกําเนิด ที่สําคัญไดแกเชื้อชาติสัญชาติเพศ (ชายหรือหญิง) อายุและสถานภาพอันเกิดจาก การเปนสมาชิกในครอบครัวเหลานี้นับเปนสถานภาพโดยกําเนิดทั้งสิ้น (2) สถานภาพทางสังคมโดยความสามารถของบุคคล หรือสถานภาพสัมฤทธิ์ (Achieved Status) เปนสถานภาพทางสังคมที่เกิดจากการกําหนดคุณสมบัติของผูที่จะไดรับสถานภาพโดยถือ ความสามารถตามเกณฑที่สังคมกําหนด สถานภาพที่ไดมาภายหลัง เชน สถานภาพทางการศึกษาอาชีพ 3) ผลอันเกิดจากสถานภาพทางสังคม มีดังนี้ (1) ทําใหเกดสิ ิทธิและหนาที่ (2) ทําใหเกดเกิ ียรติยศจากสถานภาพทางสงคมทั ี่สมาชิกดํารงอยู (3) ทําใหเกดการจิ ัดชวงชั้นทางสังคม
187 4) หนาที่ของสถานภาพ (1) กําหนดบทบาทของคนในสังคม (2) ใชในการต ดติ อรวมกนในส ั ังคมขนาดใหญๆ (3) ใชเปรยบเที ียบฐานะสูง – ต่ําทางสังคม 5.2 บทบาท (Role) คือ หนาที่หรือพฤติกรรมที่ปฏิบัติตามสถานภาพที่ไดรับ การปฏิบัติ บทบาทตามสถานภาพที่เหมาะสม และถูกตองทําใหความสัมพันธทางสังคมดําเนินไปไดดวยดี 1) บทบาททางสังคม หมายถงึ การกระทําตามสิทธิและหนาที่ตามที่กาหนดใน ํ สถานภาพทางสังคม บทบาทและสถานภาพทางสังคมจะทําใหการกระท ําระหวางกนทางสั ังคมของสมาชิก ดําเนินไปอยางสอดคลองกลมกลืน และชวยให การดํารงชีวิตรวมกันในสังคมมีความราบรื่น 2) ความสําคญของบทบาททางสั ังคม บทบาททางสังคมกอใหเกดการกระทิ ําตามสิทธิและหนาที่ของสมาชิกในสังคมตาม สถานภาพที่ตนดํารงอยูทําใหเกิดการแลกเปลี่ยนการรับและการใหประโยชนระหวางกัน หากปราศจากการกําหนดบทบาททางสังคม รูปแบบความสัมพันธระหวางสมาชิกใน สังคมคงจะขาดระเบียบและปราศจากทิศทางอยางแนนอน 3) บทบาทขัดกัน สมาชิกในสังคมแตละคนมีบทบาทหลายอยางในเวลาเดียวกัน และในการกระทําอีก บทบาทหนึ่งอาจจะขัดกับอีกบทบาทหนึ่งก็ไดการขัดกันในบทบาทยอมเกิดขึ้นไดเสมอ สมาชิกในสังคมตอง ตัดสินใจ ตามวาระและโอกาสที่เกิดขึ้น เชน บุตรชายเปนตํารวจตองไปจับบิดาที่เปนผูราย ในฐานะบุตรตอง กตัญูตอพอแมแตในฐานะตํารวจตองจับผูรายที่เปนภัยสังคม เปนตน 4) ความสัมพนธั ระหวางสถานภาพและบทบาท (1) สถานภาพ และบทบาทเปนเรื่องความสัมพันธที่เกี่ยวกับสังคม (2) ทุกคนยอมมีสถานภาพของตนเองและมีหลายสถานภาพ (3) สถานภาพบางอยางเปนสถานภาพที่ตอเน ื่อง (4) ยิ่งสังคมซับซอนเพียงใด บทบาทยิ่งแตกตางไปมากขึ้นเทานั้น (5) โดยปกติสถานภาพจะบงบอกถึงบทบาทเสมอ แตในบางสถานการณมีสถานภาพอาจไมมี บทบาทก็ได (6) การมีหลายสถานภาพกอใหเกิดหลายบทบาท บางครั้งก็อาจทําใหเกิดบทบาทที่ขัดแยง 6. คานิยม (Value) 6.1 คานิยมทางสังคม (Social Value) คือ สิ่งที่สังคมสวนใหญยอมร ับและเหนว็ ามีคณคุา เพราะวาเปนความสัมพันธทสี่ังคมยอมรับวาเปนสิ่งที่ดีตอส ังคม หรือเราอาจจะเรยกวี า “กระแสทางสังคม” ก็ไดคานยมมิทีั้งของบุคคลและคานยมของสิ ังคม
188 คานิยมของสงคมับางทีเรียกวาระบบคณคุาของสังคม หรือ สัญญาประชาคม เปนหัวใจ หรือเปาหมายที่สังคมปรารถนาที่จะใหเกิดขึ้นเชน เสรีภาพ ความรักชาติ ความด ีความยุติธรรม 6.2 การควบคมทางสุังคม การควบคุมทางสังคม เปนกระบวนการทางสังคมในการจัดระเบยบพฤตี ิกรรมมนุษย หรือสมาชิกในสังคมใหสอดคลองกับเปาหมายที่ตั้งไวรวมทั้งการไรระเบ ียบทางสงคมั (Social Disorganization) และเกี่ยวของก ับ อีกหลายๆ เรื่อง เชน ปรากฏการณทางส ังคม (Social Phenomena) วามี ความเปนมาอยางไร หรือการเปลี่ยนแปลงทางสังคม (Social Change) วาจะมีแนวโนมเปนไปในทางใดและอะไร เปนปจจยผลั ักดัน เปนตน การควบคุมทางสังคม จึงเปนกระบวนการตาง ๆ ทางสังคมที่มุงหมายใหสมาชิกของ สังคมยอมรับและปฏิบัติตามบรรทัดฐานของสังคม 6.3 ลักษณะของการควบคุมทางสังคม 1) การควบคุมทางสังคมโดยการจูงใจใหสมาชิกปฏิบัติตามบรรทัดฐานทางสังคม ไดแก การยกยอง ชมเชยใหรางวัลแกผูที่ปฏิบัติตามบรรทัดฐานทางสังคม ตามสถานภาพและบทบาททางสังคมที่ตน ดํารงอยู 2) การควบคุมทางสังคมโดยการลงโทษสมาชิกที่ละเมิดฝาฝ นบรรทัดฐานทางสังคมไดแก (1) ผูที่ละเมิดฝาฝนวิถีชาวบานจะไดรับปฏิกิริยาตางๆจากสมาชิกสังคมอื่นๆไดแก การถูกตําหนิตเติ ียน นนทาิ (2) ผูที่ละเมิดฝาฝนจารีต จะไดรับการตอตานจากสมาชกอิ่นืๆ รุนแรงกวาผูที่ละเมดิ วิถีชาวบาน เชนการถูกประชาทัณฑหรือขับไลออกไปจากทองถิ่น (3) ผูที่ฝาฝนกฎหมาย จะไดรับการลงโทษตามกฎหมายกําหนดโดยหนวยงานของ รัฐและเจาหนาท ี่เปนผูควบคมบทลงโทษอยุางชัดเจน การจัดระเบียบทางสังคมจึงเปนกระบวนการที่จะทําใหสังคมมีระเบียบ สมาชิก ในสังคมอยูรวมกันอยางปกตสิุขดวยวิธีการที่หลากหลาย ทั้งบรรทัดฐานที่สังคมสรางขึ้น ระบบคุณคาสงคมนั ิยม และการควบคมทางสุังคม เร ื่องที่ 1.3 การขัดเกลาทางสังคม 1. การขัดเกลาทางสังคม (Socialization) หมายถึงการถายทอดวัฒนธรรมใหแกสมาชิกในสังคม เปนกระบวนการทางสังคมและจิตวิทยาซึ่งมีผลทําใหบุคคลมีบุคลิกภาพตามแนวทางที่สังคมตองการ การขัดเกลาทางสังคมเปนการปลูกฝงระเบียบวินัยความมุงหวังใหรูจักบทบาทและทัศนคติ ความชํานาญหรือทักษะ ทั้งนี้เพื่อใหสมาชิกอยูรวมกับผูอื่นในสังคมไดดวยดีการขัดเกลาทางสังคมชวยใหสมาชิก ไดเรียนรูและปฏิบัติตามบรรทัดฐานของสังคม การอบรมสั่งสอนของพอแมครูอาจารยเพื่อนฝูง เพื่อนรวม
189 อาชีพหรือสื่อมวลชนตาง ๆ เหลานี้จะทําใหการกระทําตอผูอื่นเปนไปอยางเหมาะสมรูจักปฏิบัติตนในฐานะ สมาชิกที่ดีของสังคม ซึ่งจะชวยใหสังคมมีระเบียบเพิ่มขึ้น กระบวนการขัดเกลาทางสังคมจะเริ่มตนตั้งแตบุคคลถือกําเนิดมาในโลก เด็กที่เกิดมาตอง ไดรับการอบรมสั่งสอนใหมีความเปนคนโดยแทจริง สามารถอยูรวมกับผูอื่นไดอยางราบรื่น ตัวแทนสําคัญที่ ทําหนาที่นี้คือ ครอบครัว กลุมเพื่อน สถานศึกษา ศาสนา และสื่อสารมวลชน ทําหนาที่อบรมใหความรู ปลูกฝงคุณธรรม ชี้ใหเห็นคุณคาและอุดมคติที่สังคมยึดมั่น เรียนรูบรรทัดฐานการอยูรวมกันในสังคม 2. ประเภทของการขัดเกลาทางสังคม ไดแก 2.1 การขัดเกลาทางสังคมทางตรง เชน การอบรมสั่งสอนของพอแมใหกับลูก เริ่มดวย การสอนพูด สอนมารยาทในสังคม ปลูกฝงคุณธรรมในดานตาง ๆ ดวยคําพูดคําสอน การบอกกลาวโดยตรง 2.2 การขัดเกลาทางสังคมโดยทางออม เชน การอานหนังสือพิมพการฟงวิทยุดูโทรทัศน ภาพยนตรอานนวนิยาย หนังสือรวมในกลุมเพื่อนฝูงดูขาวสารจากอินเตอรเน็ต ผูรับขาวสารอาจจะตั้งใจ หรือไมตั้งใจก็ไดอาจจะเปนการซึมซับที่ละเล็กทีละนอย ซึ่งมีอิทธิพลตอการปรับบุคลิกภาพของคน เชน การดูคอนเสิรตนักรองเกาหลีทําใหวัยรุนเลียนแบบการแตงกายแบบเกาหลีการดูภาพยนตรเกี่ยวกับการปลนเพชร แลวนําวิธีการมาใชปลนรานเพชรจริงๆ เปนตน ดังนั้น บางเรื่องสังคมยอมรับไดแตบางเรื่องสังคมอาจจะไม ยอมรับก็ได 3. องคกรที่ทําหนาที่ในการขัดเกลาทางสังคม ไดแก 3.1 ครอบครัวเปนองคกรที่มีบทบาทสําคัญในกระบวนการขัดเกลาทางสังคม เปนการถายทอด ความรูความคดิความเชื่อคานิยม คุณธรรมจริยธรรมแกสมาชกตลอดชิวีิต 3.2 โรงเรียน เปนองคกรที่ทําหนาที่ตอเนื่องจากครอบครัวคือใหความรูและคุณธรรม ตลอดจนการปรับตัวใหสามารถอยูรวมกบผัูอื่นได 3.3 กลุมเพื่อน เปนสังคมของคนที่มีความชอบ ความคิดเห็น บุคลิกลกษณะัฐานะทาง เศรษฐกิจใกลเคียงกัน เมื่อมาอยูรวมกนจะตัองม ีการปรับตวเขัาหากนัเพราะแตละคนมาจากครอบครวทั ี่ แตกตางกนัการอยูรวมกนและมั การแลกเปล ี ี่ยนความคดเหิ ็นในกลุมเพื่อนเปนกระบวนการขดเกลาทางสั ังคม 3.4 ศาสนา เปนสถาบันท่ียึดเหนี่ยวจิตใจของคนในสังคม ศาสนาทุกศาสนาสอน ใหคนเปนคนดีมีศีลธรรม และอยูรวมก ันอยางสงบสขุดังนั้น สถาบันศาสนาจึงมีบทบาทสําคัญในการทํา ใหสมาชิกของสังคมประพฤติตนเปนคนดในกรอบของส ี ังคมนั้น ๆ โดยการถายทอดแนวทางการดําเนินชวีิต ใหกับคนในสงคมั 3.5 ส่อมวลชนื ในปจจุบันสื่อมวลชนมีอิทธิพลตอคนในสังคมอยางมากในลักษณะของ การถายทอดขาวสารความรูศิลปะขนบธรรมเนียมประเพณีตลอดจนกฎระเบยบทางสี ังคม ซึ่งสามารถทําได อยางกวางขวางและรวดเร็วผานทางสื่อตาง ๆ เชน วิทยุโทรทัศนสื่อสิ่งพิมพสื่ออิเล็กทรอนิกสเปนตน ทําใหคนในสงคมได ั เรียนรูเรื่องราวในสังคมตนเองและสังคมโลก
190 นอกจากนี้กระบวนการขัดเกลาทางสังคมยังมีอีกหลายองคกรที่มีบทบาทในปจจุบัน เชน กลุมสตรีกลุมแมบาน กลุมสหภาพแรงงาน กลุมองคกรวิชาชีพตาง ๆ แตละกลุมจะมีระเบียบ กฎเกณฑ ในการปฏิบัติแตกตางกันไป สรุปไดวาการขัดเกลาทางสังคมมีทั้งการขัดเกลาโดยตรงโดยการบอกวาสิ่งใดควรทํา สิ่งใด ไมควรทําและการขัดเกลาโดยออมโดยการเรียนรูจากการกระทําของคนอื่น หรือเรียนรูจากสื่อ เชน หนังสือพิมพ นิตยสารวิทยุโทรทัศนอินเตอรเน็ต ซึ่งไมมีการบอกโดยตรง สรุปสาระสําคญั สังคมเกิดจากการรวมตัวกันของมนุษยตั้งแตสองคนขึ้นไป แลวคอย ๆ พัฒนาจนกลายเปนสังคมทมี่ี ขนาดใหญมีความสลับซับซอนมากยิ่งขนึ้การที่มนุษยมาอยูรวมกนเพราะมั ีความจําเปนตองพึ่งพาอาศัยกัน ในการดํารงชวีิต เพื่อตอบสนองความตองการในดานตาง ๆ ที่หลากหลายโดยเฉพาะความตองการ ปจจัยพนฐานในการด ื้ํารงชวีิต ในการอยูรวมก ันของคนในสังคมจะตองมการวางรีูปแบบกฎเกณฑของพฤติกรรม โดยเฉพาะการมี กฎหมายกฎศลธรรมีและกําหนดรูปแบบความสัมพันธระหว างบุคคลแตละกลุม เพอให ื่ สมาชิกถอปฏ ื ิบัติ เพื่อความสงบสุขและความเปนระเบียบเรยบรี อยของสังคม
191 กิจกรรม กิจกรรมที่ 1 ใหนกศั ึกษากลาวถึงสถาบันที่สําคัญของสังคม และหนาที่สําคัญของสถาบันนั้น สถาบัน หนาที่ ครอบครัว .................................................................................................................. ................................................................................................................. .................................................................................................................. ................................................................................................................... ................................................................................................................... การศึกษา .................................................................................................................. ................................................................................................................. .................................................................................................................. ................................................................................................................... ................................................................................................................... การเมืองการปกครอง .................................................................................................................. ................................................................................................................. .................................................................................................................. ................................................................................................................... ................................................................................................................... ศาสนา .................................................................................................................. ................................................................................................................. .................................................................................................................. ................................................................................................................... ................................................................................................................... เศรษฐกิจ .................................................................................................................. ................................................................................................................. .................................................................................................................. ................................................................................................................... ...................................................................................................................