The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ศาสนาและหน้าที่พลเมือง 3 สค33009

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Duck Pinthong, 2023-07-03 03:52:26

ศาสนาและหน้าที่พลเมือง 3 สค33009

ศาสนาและหน้าที่พลเมือง 3 สค33009

142 หมอบคลานและกราบ โดยใหใชยืนและคํานับแทน โปรดใหเลิกทาส ตั้งโรงเรียนหลวงสอนทั้งภาษาไทย และอังกฤษ โปรดใหมีการสอบชิงทุนหลวงไปศึกษาในตางประเทศ ทรงปรับปรุงกระทรวง ทบวงกรม และแบง หนาที่ราชการใหเปนสัดสวน ไมกาวกายกัน ในสวนภูมิภาคนั้น โปรดใหรวมหัวเมืองหลายเมืองเขาเปน มณฑล สวนในจังหวัดหนึ่งๆ ก็ใหมีผูวาราชการจังหวัดดูแลรับผิดชอบ อาณาเขตจังหวัดก็แบงเปนอําเภอ ตําบล และหมูบาน โปรดใหจัดการในเรื่องการสุขาภิบาลการบํารุงทองที่การไปรษณียการโทรเลขการไฟฟา การรถไฟ โปรดใหตั้งกระทรวงสําคัญๆ ตางๆ และกิจการในดานศาลยุติธรรม โปรดใหจัดการตํารวจภูธร ใชกฎหมายการเกณฑทหารเมื่อชาติตองการหรือมีเหตุการณฉุกเฉินและเกิดสงคราม และการสะสมอาวุธ ยุทธภัณฑเปนตน การทํานุบํารุงพระพุทธศาสนา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ทรงทํานุบํารุง พระพุทธศาสนา ใหทันตอสภาวะความเจริญของบานเมืองไดกาวไปไกลอยางมาก ทรงไดมีการปรับปรุง พระพุทธศาสนาในเวลาตอมาดังนี้ 1. การชําระและการพิมพพระไตรปฎกเปนอักษรไทยการชําระและการพิมพพระไตรปฎกเปน อักษรไทยนี้ใชเวลานานถึง 6 ปเริ่มแตปพ.ศ. 2431 ถึง พ.ศ. 2436 โดยทรงปรารภเหตุหลายประการกลาวคือ 1.1 เปนการดําเนินการตามขัตติยะประเพณีที่ปฏิบัติกันตอๆ มาของพระมหากษัตริยใน ปางกอนที่ทรงสรางในการสังคายนาพระธรรมวินัย 1.2 ดวยทรงปรารภวาพระไตรปฎกเปนคัมภีรสําคัญทางพระพุทธศาสนา เมื่อจัดพิมพแลว จะชวยสงเสริมใหธรรมะขององคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาแพรหลายเปนกุศลอันยิ่งใหญ 1.3 การพิมพพระไตรปฎกดวยอ ักษรไทยจะชวยใหสะดวกแกการค นควาและการพ ิมพเป น เลมสมุดก็สะดวกตอการเก็บและรักษาแมไม ทนเหมือนจารึกลงบนใบลาน แตก็สามารถจัดพิมพใหมอีก ไดงายการชําระและการจัดพิมพพระไตรปฎกครั้งนี้เสร็จทันงานฉลองรัชดาภิเษก (การครองราชยครอบ 25 ป) ของพระองคทรงพระราชทานแดพระอารามหลวงและวดราษฎรั ทั้งในกรุงเทพฯและหัวเมองโดย ื ทั่วกัน นับเปนการพิมพคัมภรีสําคัญทางพระพุทธศาสนาฉบับภาษาไทยครั้งแรกในประเทศไทย 2. การสรางวัดขึ้นใหมหลายวดัคือวัดราชบพิธวัดเทพศิรนทราวาสิวัดเบญจมบพิตรวดอั ัษฎางค นิมิต วัดจุฑาทศราชธรรมสภาิวัดนเวศนิ ธรรมประวัติและทรงปฏิสังขรณวดมหาธาตัุโดยพระราชทรัพย สวนของสมเดจพระบรมโอรสาธ ็ ิราชเจาฟามหาวชิรุณหศิวัดมหาธาตุจึงมีสรอยนามในเวลาตอมาวา “วัดมหาธาตุยุวราช รังสฤษฎิ์” 3. การสงเสริมใหวัดเปนศูนยการศึกษาเพราะทรงหวงใยเรื่องคณธรรมุในปพ.ศ. 2414 ทรงมีพระบรมราช โองการโปรดเกลาฯจะใหมอาจารยี สอนหนังสือไทยและสอนเลขทุก ๆ พระอาราม จัดทําที่วดมหรรณพาั รามเปนแหงแรก มีประกาศจัดการศึกษาในหัวเมือง นิมนตใหพระสงฆ  ทั่วราชอาณาจักรใหเอาใจใส  สอน ธรรมแกประชาชน และฝกสอนวิชาความรตู าง ๆ แกกุลบตรุทั้งนี้ก็เพราะวาพระองคทรงหวงใยเรื่อง คุณธรรม คือความซื่อสัตยสุจริตของผูที่ไดรับการศึกษาไปแลวเปนอยางมากเพราะผูไดรับการศึกษาดีก็มใชิ  จะมีหลักประกันไดวาจะเปนคนด ีทุกคนไป หากขาดเรื่องการศึกษา เรองการศาสนาื่


143 4. การศึกษาของพระสงฆพระองคโปรดเกลาฯใหจัดตั้งโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรมขึ้นตาม วัดตางๆ เพื่อเปนสถานศึกษาเลาเรียนของพระภิกษุสามเณร ไดทรงกําหนดใหมีการสอบไลพระปริยัติธรรม เปนประจําทุกปทรงสงเสริมการศึกษาของพระสงฆทั้งฝายมหานิกายและธรรมยุติกนิกาย โดยโปรดเกลาฯ ใหจัดตั้งสถาบันการศึกษาชั้นสูงสองแหงจนกลายมาเปนมหาวิทยาลัยสงฆในปจจุบัน คือ 4.1 มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยไดตงขั้ึ้นเมอวื่นทั ี่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2436 ณ วดบวรนั ิเวศวหาริ 4.2 มหาวิทยาลัยมหาจฬาลงกรณราชวุิทยาลัยไดจดตั ั้งเมอวื่ันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2432 ณ วดมหาธาตัยุ ุวราชรังสฤษฏิ์ 5. ทรงตราพระราชบัญญัติเพื่อเปนแนวในการบริหารคณะสงฆปร.ศ.121 นับเปนกฎหมาย ของพระสงฆไทยฉบับแรก การทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาของพระบาทสมเด็จพระจลจอมเกลุาเจาอยูหวัรัชกาลที่ 5 นอกจากจะทําใหเกิดผลดีแกประเทศชาต  ิในดานตางๆ แลวยังกอใหเกดผลดิ ีในสวนของพระองคดวยทําให ฐานะการเมืองของพระองคมั่นคงขึ้น เพราะประชาชนตางใหความจงรักภักดในฐานะท ี ี่ทรงปฏิบัติพระองค ตั้งมั่นอยูในหลักธรรมคือ ทศพิธราชธรรม จักรวรรดวิัตร สังคหวัตถุและทรงเปนองคพุทธศาสนูปถัมภอยาง แทจริง จึงทําใหการปกครองในสมัยของพระองคประสบความสําเร็จและยังสามารถรักษาความเปนเอกราช ของประเทศจากภยคัุกคามของจักรวรรดินยมตะวิ ันตกไวได ทั้งนี้นับวาเปนพระมหากรุณาธิคุณของ พระองคประชาชนชาวไทยจึงพรอมใจกันถวายพระนามเปนการเฉลิมพระเกยรตี ิแกพระองค วา “พระปย มหาราช” คุณธรรมที่เปนแบบอยาง 1. เปนศาสนูปถัมภกคือเปนผูอุปถัมภพระพุทธศาสนา โดยทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาให เจริญรุงเรือง เชน การจัดพิมพพระไตรปฎก ฉบับภาษาไทยเปนครั้งแรกการสรางวัดที่สําคัญ ๆ การใหวัด เปนศูนยกลางการศึกษา และการสงเสริมการศึกษาพระสงฆโดยการสรางมหาวิทยาลัยสงฆ 2 แหงคือ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และทรงตรา พระราชบัญญัติเพื่อเปนแนวบริหารคณะสงฆ 2. ทรงดํารงตนอยูในพุทธธรรม โดยนําหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เชน หลัก ทศพิธราชธรรม จักรวรรคิวัตร สังคหวัตถุเปนตน เปนแนวทางในการปกครองอาณาประชาราชจนไดรับ ขนานพระนามวา “พระปยมหาราช”


144 เร ื่องที่ 3.12 สุชีพ ปุญญานุภาพ อาจารยสุชีพปุญญานุภาพเกิดณตําบลบางไทรปาอําเภอบาง ปลา (คืออําเภอบางเลนในปจจุบัน) จังหวัดนครปฐม เมื่อวันศุกรที่ 13 เมษายน 2460 ในครอบครัวที่มีอาชีพคาขาย ในวยเดักอาจารย็ ไดศึกษาจบชั้นประถมปที่ 5 ซึ่งเทียบ มัธยมศึกษาปที่ 2 ในสมัยนนั้เมื่อจบการศกษาเบึ ื้องตนแลวไดเขา เรียนภาษาบาลทีี่วัดกันมาตยารามุกรุงเทพฯอายุราว 13 ปกกล็ ับไป บรรพชาเปนสามเณรเพ ื่อศกษาเลึ าเรียนตอในทางพระศาสนาตอไป ณวดสั ัมปทวน อําเภอนครชัยศรีจังหวัดนครปฐม โดยเปนศิษยของพระปฐมนคราจารย (วงศโอทาตวณฺโณ) เจาอาวาสวัดสมปทวน ัและเจาคณะจ ังหวัดนครปฐมในขณะนั้นแลวจ ึงเขามาศึกษาเลาเรียนตอณ วดกั ันมาตุยาราม เขตสัมพันธวงศกรุงเทพฯจนสอบไลนักธรรมและบาลีไดเปนเปรียญธรรม 7 ประโยคต้งแตั ยังเปนสามเณร ทานไดอุปสมบท ณ วดกั ันมาตุยาราม เมื่อ พ.ศ. 2480 โดยเจาพระคุณสมเด็จพระพุทธโฆษา จารย (เจริญ ญาณวโร) วดเทพศั ิรินทราวาส เปนพระอุปชฌายไดรับฉายาวา สุชีโว หลังจากอุปสมบทได  2 พรรษา ก็สอบไลไดเปรียญธรรม 9 ประโยคเมื่อ พ.ศ. 2482 นอกจากจะมีความรูภาษาบาลีแตกฉานเปนอันดีแลวอาจารยยังมีความรูในภาษาสันสกฤตและ ภาษาอังกฤษเปนอยางดีอีกดวย นอกจากนี้ยังไดศึกษาวิชาการสมัยใหมตาง ๆ ที่เปนวาภิกษุสามเณรควรจะ เรียนรูเพื่อประโยชนแกการที่จะนํามาประยุกตกับการสั่งสอนพระพุทธศาสนาแกประชาชนใหไดผลดียิ่งขึ้น ซึ่งวิชาการทั้งหลายเหลานี้อาจารยก็พยายามขวนขวายศึกษาเอาดวยตนเอง โดยการอานตํารับตําราทั้งที่เปน ภาษาไทยและภาษาตางประเทศจนกลาวไดวาอาจารยเปนพระหนุมที่มีหัวกาวหนา มีโลกทัศนกวางไกล และมีวิธีการเทศนาสั่งสอนพระพุทธศาสนาแนวใหมที่ทันสมัย เปนที่นิยมชมชอบและเปนที่รูจักของ พุทธศาสนิกชนทั้งประเทศในขณะนั้น ในนามวา “สุชีโวภิกขุ” จากประสบการณของอาจารยเองทําใหเห็นวาความรูภาษาตางประเทศและความรูในวิชาการ สมัยใหมนั้น เปนประโยชนตอการสั่งสอนและเผยแผพระพุทธศาสนาเปนอยางมาก ฉะนั้นอาจารยจึงมีความ ปรารถนาที่จะใหภิกษุสามเณรไดเรียนรูวิชาการเหลานี้เพื่อจะไดเปนศาสนทายาทที่มีคุณภาพ ทันโลกทัน เหตุการณอันจะทําใหสามารถสั่งสอนพระพุทธศาสนาแกประชาชนไดอยางมีประสิทธิผล ดวยความปรารถนาดังกลาวแลวอาจารยจึงไดริเริ่มสอนภาษาอังกฤษและวิชาการสมัยใหมบาง วิชา ที่สามารถสอนไดดวยตนเองแกภิกษุสามเณรวัดกันมาตุยาราม เปนการกระตุนใหพระหนุมเณรนอยสนใจ ใฝรูในวิชาการตาง ๆ และเห็นคุณประโยชนของวิชาการเหลานั้นในแงของการนํามาสงเสริมการเผยแผ พระพุทธศาสนา ที่มา : Google..com


145 อาจารยไดเริ่มสอนภาษาอังกฤษ คณิตศาสตรและวิชาอนื่ๆ อีกบางแกภิกษุสามเณรที่สนใจ โดยใชชั้นลางของกุฏิที่พักของอาจารยนั่นเองเปนสถานที่เรียนปรากฏวาไดรับความสนใจจากพระหนุมเณรนอย ไมนอย มีผูมาเลาเรียนกันมาก ตอมา ทานเจาคุณพระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ) วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งขณะนั้นดํารงตําแหนง ผูอํานวยการมหามกุฎราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภซึ่งตั้งสํานักงานอยูณตึกหอสมุดมหามกุฎราชวิทยาลัย หนาวัดบวรนิเวศวิหาร ไดทราบวาอาจารยไดเปดสอนภาษาและวิชาการสมัยใหมแกพระภิกษุสามเณรที่วัด กันมาตุยารามดังกลาวแลว วันหนึ่งทานจึงไดปรารภกับอาจารยวา เมื่อเห็นวาเปนสิ่งที่ดีมีประโยชนทําไม ไมตั้งเปนโรงเรียนสอนกันใหเปนเรื่องเปนราวเสีย จากคําปรารภของทานเจาคุณพระพรหมมุนี (สุวจเถระ) นี้เอง ที่เปนแรงกระตุนและแรงใจให อาจารยเกิดความคิดที่จะกอตั้งมหาวิทยาลัยสงฆขึ้น ตอมาเมื่อไดนําความคิดนี้ไปปรึกษากับพระเถรานุเถระ ในคณะธรรมยุตก็ไดรับการสนับสนุนเปนสวนมาก มีติติงอยูบางก็เปนสวนนอยอันเนื่องมาจากยังไมคอยแนใจ ในระบบการศึกษาและวิธีการ ในที่สุดพระเถรานุเถระในคณะธรรมยุตก็ไดมีการประชุมกัน และมีมติให จัดตั้งมหาวิทยาลัยสงฆขึ้นในนามของมหามกุฎราชวิทยาลัยซึ่งเคยเปนสถาบันการศึกษาของสงฆมาแตเดิมแลวโดย เรียกวา “สภาการศึกษามหามกุฎราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแหงประเทศไทย” เจาพระคุณ สมเด็จพระสังฆราชเจากรมหลวงวชิรญาณวงศแตครั้งยังไมไดทรงกรม ในฐานะองคนายกกรรมการมหา มกุฎราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภไดทรงลงพระนามประกาศตั้งเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2488 สภาการศึกษา มหามกุฎราชวิทยาลัยจึงเปนมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา หรือมหาวิทยาลัยสงฆแหงแรกในประเทศไทย ในระหวางนี้อาจารยไดเปนผูสนับสนุนใหเกิดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาที่สําคัญขึ้นอีกอยาง หนึ่งคือยุวพุทธิกสมาคม โดยอาจารยเสถียร โพธินันทะ ซึ่งเปนศิษยคนสําคัญของอาจารยเปนผูนําในการ จัดตั้งแลวยุวพุทธิกสมาคมแหงประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภก็ไดจัดตั้งขึ้น ณ วัดกันมาตุยาราม เปน ครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2491 และยังคงเปนองคกรที่มีบทบาทสําคัญองคกรหนึ่งของพระพุทธศาสนา ในประเทศไทยสืบมาจนปจจุบัน หลังจากที่ลาสิกขาแลวอาจารยก็ยังชวยเหลือกิจการของสภาการศึกษามหามกุฎฯอยูตลอดมาโดย การเปนกรรมการเปนที่ปรกษาึ และเปนอาจารยบรรยายวิชาทางพระพุทธศาสนาและศาสนาเปรียบเทียบ อาจารยไดเขารับราชการครั้งแรกในกระทรวงวัฒนธรรม โดยเปนเลขานุการรัฐมนตรีวาการ กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เปนรัฐมนตรีวาการและระหวางนั้นไดรับพระราชทาน ยศในกองทัพเรือเปนวาที่นาวาตรีตอมาก็ไดรับแตงตั้งเปนกรรมการสภาวัฒนธรรมแหงชาติอีกตําแหนง หนึ่งตอมาไดลาออกจากกระทรวงวัฒนธรรมแลวเขาทํางานในองคการสงเสริมการทองเที่ยวแหงประเทศ ไทย (อสท.) ในฐานะที่ปรึกษา จากนั้นก็ไดรับแตงตั้งใหเปนผูชวยผูอํานวยการและรองผูอํานวยการ ตามลําดับ อาจารยไดทํางาน ณ องคการสงเสริมการทองเที่ยวแหงประเทศไทย จนกระทั่งเกษียณอายุเมื่อ กลางเดือนเมษายน 2520


146 เมื่อเกษียณอายุจากหนาที่การงานแลวอาจารยก็ไดอุทิศชีวิตใหแกกิจการทางพระพุทธศาสนาอยาง เต็มที่ไดกลับมาชวยกิจการทางวิชาการของสภามหามกุฎราชวิทยาลัย โดยการเปนกรรมการผูทรงคุณวุฒิ และเปนผูบรรยายวิชาทางพระพุทธศาสนา เปนกรรมการสภาการศึกษาของคณะสงฆนอกจากนี้ก็ยังไดรับ เชิญเปนอาจารยพิเศษ บรรยายวิชาทางพระพุทธศาสนาในมหาวิทยาลัยของรัฐอีกหลายแหง เชน มหาวิทยาลัย ศิลปากร มหาวิทยาลัยรามคําแหงจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยเปนตน กิจการทางพระพุทธศาสนาที่สําคัญอีกอยางหนึ่ง ที่อาจารยไดเขามาชวยอย างเต็มตวัหลังจากที่ อาจารยเกษียณอายุแลวก็คือองคการพุทธศาสนิกสัมพันธแหงโลก (พสล.) โดยไดรับแตงต ั้งเปน กรรมการ อํานวยการ ดแลรูับผิดชอบกิจกรรมทางวชาการของิพสล. เปนสวนใหญ อาจารยเปนผูมีพรสวรรคในการประพันธสามารถประพันธไดทั้งในเชิงรอยแกวและรอยกรอง ผลงานในทางการประพันธของอาจารยจึงมีทั้งที่เปนบทกวีความเรียงทางวิชาการ บทความ และนวนิยาย ขอเขียนของอาจารยซึ่งรวมไปถึงบทเทศนาและการบรรยายธรรมดวย เปนถอยคําสํานวนแบบเรียบ ๆ งาย ๆ แตกะทัดรัด ชัดเจนและมีความไพเราะอยูในตัวอาจารยไดเริ่มแสดงความสามารถในทางการประพันธ และการบรรยายตั้งแตยังเปนสามเณรเปรียญ ผลงานที่โดดเดนที่ทําใหอาจารยเปนที่รูจักกันทั่งไปในนามวา “สุชีโวภิกขุ” และตลอดมาจนถึง ปจจุบัน ก็คือความสามารถในการมองและอธิบายพระพุทธศาสนาในแงมุมที่แปลกใหมอันเปนแงมุมที่ ไมเคยมีใครมองมากอน หรือเปนแงมุมที่คนทั่วไปมองไมเห็น และนําเอาประเด็นที่สําคัญและโดดเดนของ พระพุทธศาสนาในแงมุมนั้น ๆ ออกมาแสดงใหคนทั่วไปไดรูจัก ตัวอยางของผลงานของอาจารยที่แสดงใหเห็น ถึงความสามารถดังกลาวนี้ก็เชน หนังสือเรื่อง “คุณลักษณะพิเศษบางประการแหงพระพุทธศาสนา” (ซึ่งก็มี แปลเปนภาษาอังกฤษดวย) รวมทั้งบทความและปาฐกถาอื่น ๆ อีกจํานวนมาก ผลงานที่โดดเดนอีกประการหนึ่งของอาจารยก็คือการอธิบายพระพุทธศาสนาแนวใหมโดยการ นําเอาความรูวิชาการสมัยใหมเชนวิทยาศาสตรปรัชญา สังคมศาสตรเปนตน มาประยุกตกับหลักธรรมใน พระพุทธศาสนา ทําใหคนทั่วไปเขาใจพระพุทธศาสนาไดดีและงายขึ้น ทั้งทําใหมองคุณคาของพระธรรมคําสอน ในพระพุทธศาสนาวามีความทันสมัย สามารถนํามาปรับใชไดกับทุกสถานการณหากศึกษาใหมีความรูความเขาใจ ในคําสอนของพระพุทธศาสนาเปนอยางดีนอกจากนี้การอธิบายพระพุทธศาสนาในแนวประยุกตดังกลาวนี้ ยังเปนเครื่องชี้ใหเห็นวา บรรดาศาสตรหรือวิชาความรูดานตาง ๆที่กําลังศึกษาหรือตื่นเตนกันอยูในปจจุบันนั้น ลวนเปนเรื่องที่พระพุทธเจาไดเคยแนะนําสั่งสอนประชาชนมาแลวทั้งนั้นในหลักการใหญๆ ความสามารถ ในการอธิบายพระพุทธศาสนาแนวใหมหรือแนวประยุกตนี้เองที่ทําใหนาม “สุชีโวภิกขุ” ดังกระฉอนไปทั่วประเทศ ผลงานของอาจารยในดานนี้ไมเพียงแตทําใหชื่อเสียงของอาจารยเปนที่รูจักและเปนที่นิยม ชมชอบไปทั่วประเทศเทานั้น แตไดกอใหเกิดผลดีตอวงการศึกษาและเผยแผพระพุทะศาสนาดวยเปนอัน มาก เพราะเปนการจุดประกายแหงความริเริ่มและความสนใจในการศึกษาวิจัยทางพระพุทธศาสนาให เกิดขึ้นในวงการศึกษาและวงการนักวิชาการของไทย และในเวลาตอมาก็ไดมีการศึกษาวิจัยทาง พระพุทธศาสนาในแนวประยุกตกันอยางจริงจังและกวางขวางยิ่งขึ้น ผลงานของอาจารยที่แสดงใหเห็นถึง


147 ความสามารถและความริเริ่มในดานนี้ก็เชน ความเรียงเรื่อง “พระพุทธศาสนาในแงปรัชญาและ วิทยาศาสตร”, “พระพุทธศาสนากับสันติภาพของโลก” “แงคิดบางประการเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา” เปนตน โดยลักษณะสวนตัว อาจารยเปนผูมีอัธยาศัยออนนอม ดําเนินชีวิตแบบสงบและเรียบงาย มีเมตตากรุณาตอทุกคน ไมเบื่อหนายในการที่จะใหคําแนะนําหรือปรึกษาในทางวิชาการแกศิษยหรือผูสนใจ มีวาจาในเชิงสรางสรรคและสงเสริมใหกําลังใจแกทุกคนที่มีโอกาสพบปะสนทนาดวยเสมอ อาจารยจึง เปนที่เคารพรักของบรรดาศิษยและผูรูจักคุนเคยทั่วไปอยางจริงจัง เรื่องที่ 3.13 ดร.เอ็มเบดการ ผูที่ชาวพุทธควรยกยอง ดร.อัมเบดการเปนผูที่ชาวพุทธควรจดจําและยกยองใน ฐานะที่ทานไดนําพระพุทธศาสนากลับเขามายังประเทศอินเดียอีกครั้ง หนึ่ง ทานเปนผูที่ตอสูเพื่อใหอินเดียไดรับเอกราชจากอังกฤษ เชนเดียวกับมหาตะมะคานธีถึงแมทานทั้งสองจะมีจุดมุงหมายใน การทํางานเหมือนกันแตมีแนวความคิดตางกัน มหาตะมะคานธี ยึดถือความมีชั้นวรรณะในอินเดียถือวาชั้นวรรณะเปนเอกลักษณของ ชาวอินเดียแตดร.อัมเบดการถือความเสมอภาคของมนุษยเปนสําคัญ ดังนั้น ทานจึงนําพระพุทธศาสนากลับเขาสูอินเดียอีกครั้ง เพราะ ทานเห็นวาพระพุทธศาสนาเทานั้นที่ทําใหความเปนมนุษยเสมอภาคกันได ดร.อัมเบดการหรือชื่อเต็ม คือ บาบาสาเหบ พิมเรารามจิอัมเบดการ(Dr. Babasaheb Bhimrao  Ramji Ambedkar) เกิดในวรรณะศูทรที่ยากจนที่สุดตระกูลหนึ่งของอนเดิ ียในเมืองนาคปูรรัฐมหาราษฏรทาง ตอนกลางของอินเดียเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2434 ในหมูบานคนอธิศูทร (คนวรรณะจณฑาลัมีชื่อเรียกมากมาย เชน หริจันทรจัณฑาลอธิศทรูในที่นี้จะใชคําวาอธิศูทร) ชื่อวาอัมพาวดีเปนบุตรชายคนสุดทองคนที่ 14 ของ รามจิ สักปาลและนางพิมมาไบ สักปาลกอนที่ทานอัมเบดการจะเกิดนนั้ มีเรื่องเลาวาลุงของพอทานซึ่งไป บวชเปน สันยาสี (ผูถือสันโดษ ตามแนวคิดเรื่องอาศรม 4 ของฮินดู) อาศัยอยูตามปาเขา ไดมาพํานักในแถบ ละแวกบานของทาน รามจิไดทราบจากญาติคนหนึ่งวาหลวงลุงของตนมาพํานักอยูใกลๆ จึงไปนิมนตใหมา รับอาหารที่บานนักบวชสันยาสีนั้นปฏิเสธแตไดให พรแกรามจ ิวา “ขอใหมีบุตรชายและบุตรชายของเธอจงมี ชื่อเสียง เกยรตี ิยศในอนาคต ไดจารึกชื่อไวในประว  ัติศาสตรชาติอินเดีย” ซึ่งพรนั้นกมาส็ ําเร็จสมปรารถนา เมื่อวันที่ทานอัมเบดการเกดนิ ั้นเอง บิดามารดาไดตั้งชื่อใหวา “พิม” แมจะเก ิดมาในครอบครัวอธิศูทรที่ ยากจน แตบิดาก็พยายามสงเสียจนเด็กชายพิม สามารถเรียนจนจบประถมศึกษาปที่ 6 เมื่อเรียนจบแลวบิดาก็ไมได  ที่มา : Google..com


148 หยดทุจะให ี่ บตรไดุรับความรูพยายามอดมอกื้ินมอื้เงินทไดี่ รับจากการรบจั างแบกหาม ก็เอามาสงเสียเปนคา เลาเรียนใหกับเด็กชายพิม จนกระทั่ง สามารถสงใหเรียนจนจบชนมั้ัธยมศึกษา ในระหวางการเรียนนั้น ทานจะตองเผชิญหนากับความดูหมิ่นเหยยดหยามีสรางความช้ําใจอยู ในความทรงจาของทํ าน เชนวา เมื่อทานเขาไปในหองเรียน ทั้งครูและเพื่อนรวมชั้นตางกแสดงอาการ็ ขยะแขยงรังเกียจความเปนคนวรรณะต่ํา ทานไมไดรับอนุญาตแมแตการท ี่จะไปนั่งบนเกาอี้ในหองเรียน ทานตองเลือกที่มุมหองแลวปูกระสอบนั่งเรียนอยูอยางนนั้เวลานางานมาสํ งใหอาจารยอาจารยก ็มีททีารังเกยจี ไมอยากจะรบเวลาทั ี่ทานถูกสั่งใหมาทําแบบทดสอบหนาชนเรั้ียน นักเรยนในห ี องที่เอาปนโต หรือหออาหารมา กินที่โรงเรียน ที่วางไวใกลกระดานดําจะเรงกรูกันไปเกบเอามาไว ็ก อน เพราะกลัววาความเป  นเสนียดของ ทานจะไปติดหออาหารของพวกเขาทวางอยีู่ใกลกระดานดําแมแตเวลาที่ทานจะไปดมนื่ ้ําที่ทางโรงเรียนจัด ไวทานก็ถูกหามอย างเด็ดขาดที่จะไปจับตองแท็งกน้ํา หรือแกวที่วางอยูเพราะทุกคนรังเกยจวีาเสน ียดของทาน จะไปตดทิ ี่แกวน้ํา ทานตองขอรองเพื่อน ๆ ที่พอจะมีความเมตตาอยูบางใหชวยตักน้ําแลวให ท านคอยแหงนหนา อาปากใหเพ ื่อน เทน้ําลงในปากเพื่อปองกันเสนยดในความเป ี นคนวรรณะต่ํา ซึ่งเปนความเจ็บช้ําใจยิ่งนัก อยางไรก็ตามในโลกนี้กย็ังมความเมตตาอยีบู างโดยครูทานหนึ่งผูมีเมตตาผิดกบคนในวรรณะ ั เดยวกีนัซึ่งบางครั้งครูทานนี้ก็จะแบงอาหารใหกับทานแตก็แสดงออกมากไมไดเพราะอาจจะถูกคนใน วรรณะเดียวกนั เกลยดชี ังไปดวยเหตุที่ทานถูกรงเกั ียจเพราะความทนามสกีุ่ลของทานบงชดถั ึงความเปนอธ ิ ศูทรคือ “สักปาล” (นามสกุลของคนอินเดยี เปนตวบั งบอกวรรณะ) ครูทานนั้นจึงไดนํานามสกุลของตน เปลี่ยนใหกับทานใหม โดยแกที่ทะเบยนโรงเร ี ยนให ี ใชนามสก ุลวา “อัมเบดการ” และจากนามสกุลอัมเบด การนเองที้าใหํหลายๆ คนคิดวาทานเปนคนในวรรณะพราหมณ  )  หลังจากอดทนตอความยากลําบากการถูกรังเกียจจากคนรอบขางที่รูวาทานเปนคนอธิศทรแลูวใน ที่สดทุานก็ไดส ําเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 ซึ่งนับวาสูงมากสําหรับคนวรรณะนี้แตพอของทานก็ไม สามารถ ที่จะสงเสียใหเรยนตี อไปได  อกีเคราะหดีที่มหาราชาแหงเมืองบาโรดา ซึ่งเปนมหาราชาผูมเมตตาี พระองคไม มีความรังเกียจคนตางวรรณะปรารถนาจะยกระดับการศึกษาแมคนระดับอธิศูทรและในครั้งนั้นไดมีนัก สังคมสงเคราะหพาทานเขาเฝามหาราชาพระองคไดทรงพระราชทานเงนทิุนในการศกษาตึ อใหเปนเง ินทุน เดือนละ 24 รูปทําใหทานสามารถเรียนจบปริญญาตรไดี ตอมามหาราชาแหงบาโรดาไดทรงคดเลั ือกนักศกษาึ อินเดียเพื่อสงใหไปเรียนตอที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งทานก็ไดรับการคัดเลือกในครั้ง นั้นทานไดพบกับ สิ่งที่เรียกวาอิสรภาพและความเสมอภาคเพราะที่สหรฐอเมรั ิกานั้นไมมีคนแสดงอาการ รังเกียจในความเปนคนอธิศูทรเหมือนอยางในประเทศอินเดีย หลังจากทานไดสําเร็จการศึกษาขั้น ปริญญาเอกแลว เรียกวามีชื่อนําหนาวาด็อกเตอรทานไดเด ินทางกลับมาอินเดียและไดพยายามต อสูเพื่อคนใน วรรณะเดียวกนั ไมใชแต เทานั้นทานยังพยายามตอสูกับความอยุติธรรมที่สังคมฮินดูยัดเยียดใหก ับคนในวรรณ ที่ต่ํากวา หลังจากสําเร็จการศึกษาจากสหรัฐอเมริกาแลวดร.อัมเบดการไดเปนอาจารยสอนในวิทยาลัยซิด นาหม ในบอมเบยในป 2461 ตอมาไดรับพระราชทานอุปถัมภจากเจาชายแหงเมืองโครักขปูรซึ่งเปนผูมี


149 พระทัยเมตตาเชนเดียวกับมหาราชาแหงบาโรดา ที่ปรารถนาจะถอนรากถอนโคนความอยุติธรรมที่สังคม ฮินดูกดกี ันคนในวรรณะอื่น ๆโดยไดทรงอปถุัมภใหคนอธิศูทรมารับราชการในเมืองโครักขปุรแมนายควาญ ชาง พระองคก็เลือกจากคนอธศิูทรเจาชายแหงโครักขปุรไดทรงอุปถัมภในการจัดทําหนงสั ือพิมพมุขนายก หรือ “ผูนําคนใบ” ของดร.อัมเบดการเชนอุปถัมภคากระดาษพิมพและอื่นๆ ซึ่งอัมเบดการไมไดเป นบรรณาธิการ เองแตอยูเบื้องหลังและเขียนบทความลงหนังสือพิมพในบทความครงหนั้ึ่งมีคําพูดที่นาสนใจวา “อินเดียเปนดนแดนแหิงความเหล ื่อมล้ําต่ําสูง สังคมฮินดูนั้นชางสูงสงประดุจหอคอยอนสัูง ตระหงาน มหลายชี ั้นหลายตอนแตไมมีบนไดหร ั ือชองทางที่จะเขาไปสหอคอยอู ันนนได ั้คนที่อยในหอคอยนู ั้น ไมมีโอกาสที่จะลงมาไดจะตดติ อกับคนในหอคอยเดยวกี นในอ ั ีกชนหนั้งกึ่ท็ ําไมไดใครเกิดในชั้นใดก็ตาย ในชั้นนนั้ ” ทานไดกล าวถึงสังคมฮนดิวูามีองคประกอบอยูสามประการคือพราหมณมิใชพราหมณและอธิศูทร พราหมณผูสอนศาสนามักกลาวว าพระเจามอยีูในทกหนแหุงถาเชนนั้นพระเจาก็ตองมอยีูในอธิศูทรแต พราหมณกล ับรังเกียจคนอธิศูทรเห็นเปนตัวราคีนั่นแสดงวาเขากําลังเห็นพระเจาเปนต ัวราคีใชหร อไม ื  ดร.อัมเบดการมีผลตอความเคลื่อนไหวหลายอยางในอินเดยขณะนี ั้น ทานเปนอธิศูทรคนแรกที่ ไดรับตําแหนงเปนรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมของอินเดีย หลังจากที่อินเดยได ี รับเอกราช ไดเปนผูรวมราง รัฐธรรมนูญของอินเดีย ทานเปนผูชี้แจงตอที่ประชุมในสภาโดยการอนมุัติของดร.ราเชนทรประสาท ให ชี้แจงอธิบายตอผูซักถาม ถึงบางขอบางประเด็นในรัฐธรรมนูญ หนังสือพิมพบางฉบับลงเหตุการณตอนน ี้วา “ดร.อัมเบดการทําหนาที่ชี้แจงอธิบายเรื่องรางรัฐธรรมนูญตอผูรวมประชุม ประดจพระอุ ุบาลีเถระวิสัชชนา ขอวินัยบัญญตัิในที่ประชุมปฐมสังคายนาตอพระสงฆ 500 มีพระมหากัสสปะเปนประธาน ฉะนนั้ ” และ ทานเปนผูตอสูเพื่อทําลายความอยุติธรรมของคนในชาตเดิ ียวกัน ด.ร.อมเบดการั แตงงานม ีครอบครัว สองครงั้ครั้งแรกแตงก บคนในวรรณะเด ัยวกีนัชื่อวานาง รามาไบ ครั้งทสองที่านไดพบรักกับแพทยหญ ิงในวรรณะพราหมณคนหนึ่ง ชื่อวา ชาดาคาไบ ใน โรงพยาบาลที่เขาไปรับการรักษาอาการปวย เปนครั้งแรกที่คนในวรรณะต่ําไดแต งงานกับคนในวรรณะสูง คือวรรณะพราหมณขณะที่อายุทานได๕๖ ปโดยมีนักการเมือง พอคาคนในวรรณะตางๆมารวมงาน แตงงานของทานมากมายตางจากครั้งแรกที่ทานแตงงานในตลาดสด หลังจากนนั้ดร.อัมเบดการไดลงจากเกาอทางการเมี้ือง ซึ่งทานไมไดยดตึ ิดกับตําแหนงทางการ เมืองการที่ทานเปนรัฐมนตรีกระทรวงยุตธรรมกิ ็เพราะทานตองการทางานเพํ ื่อเรียกรองความเปนธรรม ใหกับคนที่อยในวรรณะตู่ําทไดี่ รับการขมเหงรังแกเทานนั้ เหตการณุที่สําคัญมากประการหนงกึ่ ็คือการที่ดร.อัมเบดการไดเปนผูนาชาวพํทธศุ ูทรกวา 5 แสน คน ปฏิญาณตนเปนพุทธมามกะเหตุการณตอนนเปี้ นเรองทื่ ่นีาสนใจมาก ความจริงดร.อัมเบดการสนใจพระพุทธศาสนามากอนหนานแลี้วจากการไดศกษาพึุทธ ประวัติ ซึ่งเขยนโดยท ี านพระธัม มานันทะโกสัมพีชื่อวา “ภควาน บุดดา” (พระผูมีพระภาคเจา) ทานไดทราบจาก การศึกษาวา พระพุทธศาสนาเปนศาสนาทไมี่มีขอรังเกียจในเรื่องวรรณะไมปดกนการศั้ึกษาพระธรรม ให


150 ความเสมอภาคและภราดรภาพแกคนทุกชั้น ในจตใจของ ิดร.อัมเบดการเปนชาวพทธอยุ ูกอนแลวแตทาน ตองการทําใหเปนรูปธรรมยิ่งขึ้นสิ่งที่ตั้งใจไวก็คือการไดปฏิญาณตนเปนชาวพุทธพรอมกบพั ี่นองชาวอธศิูทรใน งานฉลองพุทธชยันติ (Buddhajayanti) ดร.อัมเบดการไดกลาวสดุดีพระพุทธศาสนาและไดเขียนหนังสือเผยแผพระพุทธธรรมหลายเลม เชน “พุทธธรรม” "(Buddha and His Dhamma) “ลักษณะพิเศษของพระพุทธศาสนา” (The Essential of Buddhism) และคําปาฐกถาอนๆื่ที่ไดรับการตีพิมพภายหลัง เชน “การที่พระพุทธศาสนาหมดไปจากอินเดยี" (The down fall of Buddhism in india) เปนตน กอนหนาท ี่จะมีงานฉลองพุทธชยันตีเปนที่ทราบกันดวีาขณะนนอั้ินเดียมีชาวพุทธอยูแทบจะ เรียกไดวาเปน อัพโภหาริกคือ นอยมากจนเรียกไมไดวาม ีแตเหตุที่มงานฉลองนี ี้ขึ้นไดเนื่องจากทานยวาห ราล เนรูหซึ่งทานไดกลาวคําปราศรัยไวในท  ี่ประชุมโลกสภา (รัฐสภาของอินเดยีเรียกวาโลกสภา) เรื่อง การจัดงานฉลองพุทธชยนตั ีวา “พระพทธเจุาเปนบุตรที่ปราดเปรื่องยงใหญ ิ่และรอบรทู ี่สุดของอนเดิยี ในโลก นี้ซึ่งเต็มไปดวยความวุนวายเคียดแคนและรุนแรงคําสอนของพระพทธเจุา สองแสงเหมือนดวงอาทิตยที่ รุงโรจนไมมีคนอินเดยคนใดท ี ี่จะนําเกยรตี ิยศเกยรตี ิภูมิกลับมาสูอินเดียไดเทากับพระพุทธองคหากเราไม จัดงานฉลองใหทานผูนี้แลวเราจะไปฉลองว  ันสําคัญของใคร” และไดกล าวอีกตอนหนึ่งวา “ขาพเจาไมขอ นับถือศาสนาใดๆในโลกทั้งนั้น แตหากจะต องเลือกนับถือแลวขาพเจาขอเลือกนับถือพระพุทธศาสนา” ในงานฉลองพทธชยุันตีนั้น รัฐบาลอินเดียไดจัดสรรงบประมาณการจัดงานฉลองตลอด 1 ป เต็ม ๆ โดยวนเวียนฉลองกนไปตามร ั ัฐตาง ๆ รัฐบาลไดอนุมัติงบประมาณ เชน ทําตดถนนเขั าสูพุทธ สังเวชนียสถานใหดีขึ้น สรางธรรมศาลา ทําการอํานวยความสะดวกแกผูมารวมงานพทธชยุันตีจากประเทศ ตาง ๆ จัดพิมพหนังสือสดุดพระพีุทธศาสนาจัดทําหนังสือวิชาการพระพุทธศาสนาโดยนักปราชญหลายทาน เขียนขึ้น สําหรับการปฏิญาณตนเปนพุทธมามกะนนั้ทานอัมเบดการไดนําชาววรรณะศูทร ปฏิญาณตน เปนพุทธมามกะที่เมืองนาคปูรสาเหตุที่ทานเลือกเมืองนี้แทนทจะเป ี่นเม ืองใหญๆ อยางบอมเบยหรือเดลลี ทานไดใหเหตผลวุา “ผูที่ทําการเผยแผพระพุทธศาสนาระยะแรก ๆ นอกจากพระสงฆคือ พวกชนเผานาค ซึ่งถูกพวกเผาอารยันกดขี่ขมเหง ตอมาพวกเผานาคไดพบกบพระพัุทธเจา พระองคไดทรงแสดงธรรมจนพวกเผา นาคเหลานั้นเลื่อมใส ปฏิญาณตนเปนชาวพุทธและเผยแผพระพุทธศาสนาไปทั่วเมองนาคป ืูรนี้เปนเมืองที่ พวกเผานาคตั้งหลักแหลงอย” ูดังนั้นศูนยกลางพุทธศาสนิกชนในอินเดยปี จจุบันที่เปนคนวรรณะศูทรจึงอยูที่เมือง นาคปูร ในการปฏิญาณตนเปนชาวพุทธ 5 แสนคน เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2499 นั้น มีพระภิกษุอยูใน พิธีรวมเปนสกขั ีพยานดวย 3 รูป คือ ทานพระสังฆรัตนเถระ (Ven. M. Sangharatana Thera) พระสัทธราติส สะเถระ (Ven. S. Saddratissa Thera) และพระปญญานนทะเถระั (Ven. Pannananda Thera) ในพธิีมีการ ประดับธงธรรมจักรและสายรุงอยางงดงาม ในพิธีนั้นผูปฏิญาณตนไดกลาวคําปฏิญาณตนเปนพุทธมามกะและ คาปฏ ํ ิญญา 22 ขอของทานอัมเบดการดังนี้


151 1. ขาพเจาจะไมบูชาพระพรหม พระศิวะ พระวิษณุตอไป 2. ขาพเจาจะไมเชื่อวาพระราม พระกฤษณะเปนพระเจาขาพเจาจะไมเคารพตอไป 3. ขาพเจาจะไมเคารพบูชาเทวดาทั้งหลายของศาสนาฮินดูตอไป 4. ขาพเจาจะไมเชื่อลัทธิอวตารตอไป 5. ขาพเจาจะไมเชื่อวาพระพุทธเจาคืออวตารของพระวษณิุการเชื่อเชนน ั้น คือคนบา 6. ขาพเจาจะไมทําพิธีสารท และบิณฑบาตแบบฮินดตูอไป  7. ขาพเจาจะไมทําสิ่งที่ขัดตอคําสอนของพระพุทธเจา 8. ขาพเจาจะไมเชิญพราหมณมาทําพิธีทุกอยางไป 9. ขาพเจาเชอวื่าทุกคนที่เกดมาในโลกน ิมี้ีศักดิ์ศรีและฐานะเสมอกนั 10. ขาพเจาจะตอสูเพื่อความมีสิทธิเสรีภาพเสมอกัน 11. ขาพเจาจะปฏิบัติมรรคมีองค 8 โดยครบถวน 12. ขาพเจาจะบําเพ็ญบารมี 10 ทัศโดยครบถวน 13. ขาพเจาจะแผเมตตาแกมนุษยและส ัตวทุกจําพวก 14. ขาพเจาจะไมลักขโมยคนอื่น 15. ขาพเจาจะไมประพฤติผิดในกาม 16. ขาพเจาจะไมพูดปด 17. ขาพเจาจะไมดื่มสุรา 18. ขาพเจาจะบําเพ็ญตนในทาน ศีล ภาวนา 19. ขาพเจาจะเลิกนับถือศาสนาฮินดูที่ทําใหสังคมเลวทราม แบงชั้นวรรณะ 20.ขาพเจาเชื่อวาพระพุทธศาสนาเทานั้นที่เปนศาสนาที่แทจริง 21. ขาพเจาเชอวื่าการที่ขาพเจาหันมานับถือพระพุทธศาสนานั้นเปนการเกิดใหมที่แทจริง 22. ตั้งแตนี้เปนต นไป ขาพเจาจะปฏิบัติตนตามคําสอนของพระพุทธศาสนาอยางเครงครัด จากคําปราศรัยในที่ประชุมปฏิญาณตนเปนพุทธมามกะของด.ร.อัมเบดการนั้นเปนการแสดงถึง ความเขาใจอยางถูกตองเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ตอมาไดมีผูพิมพคําปราศรัยนี้ลงเปนหนังสือเปนคําปราศรัย ที่ยาวถึง 126 หนาขนาด 8 หนายก มีตอนหนึ่งที่ควรกลาวถึง เชน พระพุทธเจาตรัสวา “กรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอมาจากตระกูลตาง ๆ กันยอมมีความเสมอกันเมื่อ มาสูธรรมวินยนั ี้แลวเหมอนมหาสมืทรยุอมเปนที่รวมของนาท้ํ ี่ไหลมาจากแมน้ําและทะเลตางๆเมื่อมาสูมหาสมทรุ แลวก็ไมสามารถจะแยกไดวาน้ําสวนไหนมาจากที่ใด” เปนที่นาเสียดายวาหลังจากพิธปฏี ิญาณตนเปนชาวพุทธได3 เดือนดร.อัมเบดการไดถึงแกกรรมด วย โรครายในวนทั ี่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2499 สรางความยุงเหยิงใหกับชาวศูทรมากมายเพราะยังไมทนพาพวกเขาไป ั ถึงจุดหมาย นายกรัฐมนตรีเนรูหไดกล าวอยางเศราสลดวา “เพชรของรัฐบาลหมดไปเสียแลว”


152 คุณธรรมที่ควรยึดถือเปนแบบอยาง 1. มีความมุมานะพยายามในการศึกษาเลาเรียน แมจะประสบความลําบากความเดือดรอนมาก เพียงใดก็กมหนามุมานะตอไปโดยไมหยุดยั้งจนกระทั่งจบปริญญาเอก นี่คือความสําเร็จของเด็กยากจนที่เกิด ในวรรณะศูทรที่ไดมาดวยความมานะพยายาม 2. มีความอดทนเปนเลิศ เมื่อครั้งศึกษาเลาเรียน ดร.เอ็มเบดการไดเผชิญกับปญหาตางๆ ถูกขม เหงจากนักศึกษาตางวรรณะ บางคนไดขมเหงรังแก ทุบตีอยางทารุณ แตทานก็ไดกัดฟนตอสูตอเหตุการณ เหลานั้นดวยความอดทนและไดนําเหตุการณเหลานั้นมาเปนกําลังใจใหมีความมุมานะในการศึกษาเลาเรียนยิ่งขึ้น 3. มีสติปญญาดีจนสามารถเรียนจนจบปรญญาเอกิ 4. ยึดมั่นในพระพุทธศาสนาอยางมั่นคงดร.เอ็มเบดการไดนําหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเปน หลักในการปฏิวัติระบบชนชั้นวรรณะของสังคมอินเดียดังที่ทานประกาศไวตอนหนึ่งวา “ระบบ วรรณะนั้น เปนความบกพรอง ใครเกิดมาในวรรณะเลวก็ตองเลวอยูชั่วชาติจะทําอยางไรก็ไมมีทางดีขึ้นมาไดขอนี้จึง เปนเรื่องฟงไมขึ้นอีกตอไป...กฏแหงกรรมของพระพุทธเจาไมมีใครลบลางไดพระพุทธเจาทรงสรรเสริญความ เพียร ชัยชนะของแตละคนขึ้นอยูกับความเพียรยาจกก็สามารถยกตนขึ้นเปนมหาเศรษฐีไดเพราะความเพียร” ดวยที่ทานมีน้ําใจที่หนักแนน มีอุดมคติสูงกลาหาญ เสียสละจึงไดรับสมญานามวา มนุษยกระดูก เหล็กฝปากกลาและอภิชาตบุตรของชาวหริจันทร(ชาวศูทร) สรุปสาระสําคัญ ชาวพุทธตัวอยางเปนบุคคลที่สังคมยกยอง มีทั้งฆราวาสและคฤหัสถบุคคลดังกลาวมี บทบาทในสังคมทั้งในอดีตและปจจุบันในดานการเผยแผการทํานุบํารุงใหเจริญรุงเรือง และปฏิรูป พระพุทธศาสนาใหเขากับกาลสมัยและประพฤติตนเปนแบบอยางของคนในสังคม


153 กิจกรรม กิจกรรมที่ 3 ใหนักศึกษาบอกคุณธรรมที่เปนแบบอยางของชาวพุทธตัวอยางตอไปนี้ ชาวพุทธตัวอยาง คุณธรรมที่เปนแบบอยาง พระนาคเสน ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. พระยามิลินท ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. อนาคาริก ธรรมปาละ ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. …………………………………………………………………….


154 ชาวพุทธตัวอยาง คุณธรรมที่เปนแบบอยาง พระอาจารยมั่น ภูริทัตโต ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. พุทธทาสภิกขุ ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. พระพรหม มังคลาจารย (ปญญานันทะ ภิกขุ) ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. พระโพธิญาณเถระ (ชา สุภัทโท) ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตฺตโต) ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. …………………………………………………………………….


155 ชาวพุทธตัวอยาง คุณธรรมที่เปนแบบอยาง สมเด็จพระนารายณ มหาราช ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. รัชกาลที่ 5 ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. สุชีพ ปุญญานุภาพ ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ดร.อัมเบดการ ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. ……………………………………………………………………. …………………………………………………………………….


156 บรรณานุกรม ชํานาญ นิศารัตน. หนังสือเรยนสี ังคมศึกษารายวิชา ส 041 ศาสนาสากล ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานชิ, 2536. ดนัย ไชยโยธา สุคนธ สินธุพานนท และ สุริวัตร จันทรโสภา. หนังสือเรียนพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4-6. พิมพครั้งท 3.ี่ กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, 2553. นภดล ขวัญชนะภกดั ี. พระพุทธศาสนา ชวงช ั้นที่ 4 เลม 2. กรุงเทพฯ : ประสานมิตร, 2547. ประเวศ อินทองปาน. ศาสนาเบื้องตน . กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 2545. ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานกรมฉบุับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, 2525. วิทยวิศทเวทย เสถียรพงษวรรณปก. พระพุทธศาสนา ม.5. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, 2552. วิทยา ปานะบตรุ . คูมือเสริมเรียนรูดวยตนเอง ชวงชั้นที่ 4. กรุงเทพฯ : เพิ่มทรัพยการพิมพ, 2552. วีรชาตินิ่มอนงค พระรพิน พุทธฺสาโร. หนังสือเรียนสาระการเรียนรูพื้นฐาน ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม. กรุงเทพฯ : สถาบันพัฒนาคณภาพวุิชาการ, 2548. สุชีพ ปุญญานุภาพ. พระไตรปฎกสําหรับประชาชน. พมพิ ครั้งที่ 13. กรุงเทพฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย, 2534. อมร รักษาสัตย. “การปกครองภิกษุสงฆตามหลักประชาธิปไตย หลักอาวุโส และพระวินยั” ใน ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน. หนา 329-344. กรุงเทพฯ : การันตการพิมพ, 2542. www.naiin.com/.../ProductDetail.aspx?sku=BK204045054006024 ดร.อัมเบ็ดการสืบคน 5 ธันวาคม 2553 www.buddhadasa.com/ พุทธทาสภิกขุสืบคน 5 ธันวาคม 2553 th.wikipedia.org/.../พระธรรมโกษาจารย (เงื่อม อินฺทปฺโญ) สืบคน 5 ธันวาคม 2553 th.wikipedia.org/wiki/อนาคาริก_ธรรมปาละ สืบคน 5 ธันวาคม 2553 www.br.ac.th/elearning/social/jitraporn/.../Unit8_8.html สืบคน 5 ธันวาคม 2553


157 หนวยการเร ี ยนท ี่ 5 การส ื บทอดพระพุทธศาสนา โครงสรางของหนวย มาตรฐานการเรียนรู มาตรฐานที่ส 5.2 มีความรูความเขาใจเหนค็ุณคาและสบทอดศาสนาืวัฒนธรรม ประเพณี เพื่อการอยูรวมกนอยั างสันติสุข ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. วิเคราะหคุณคาและความสําคัญของการทําสังคายนาพระไตรปฎก หรือคัมภีรของศาสนา ที่นับถือและการเผยแผ 2. เสนอแนวทางในการธํารงรักษาศาสนาทตนนี่ับถืออันสงผลถึงการพัฒนาชาติและโลก รายละเอียดขอบขายเน ื้อหา ตอนที่ 1 พระไตรปฎกและการสังคายนาพระไตรปฎก เรื่องที่ 1.1 วิธีการศึกษาคนควาพระไตรปฎกและค ัมภีรศาสนาอื่นๆ เรื่องที่ 1.2 การสังคายนาและเผยแผพระไตรปฎก ตอนที่ 2 ความสําคัญและคุณคาของพระไตรปฎก ตอนที่ 3 การธํารงรักษา ปกปองพระพุทธศาสนา เรื่องที่ 3.1 การธํารงรักษาพระพุทธศาสนาของพุทธบริษัท เรื่องที่ 3.2 การปลูกจิตสํานึกและการมีสวนรวมในสังคมพุทธ เวลาที่ใชในการศึกษา 10 ชั่วโมง ส ื่อการเรียนรู ชุดการเรียนทางไกลรายวิชาศาสนาและหนาทพลเมี่ือง 2 รหัสรายวิชาสค33009 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กิจกรรมการเรียนรู 1. ศึกษารายละเอียดจากชดการเรุียนทางไกล 2. ปฏิบัติกิจกรรมแตละตอนที่กําหนด 3. ศึกษาหาความรูเพิ่มเติมจากผูรูหรือสื่อที่มีอยูในแหลงเรียนรูตางๆ การประเมินผล ประเมินผลดวยตนเองจากการทําแบบทดสอบ แบบฝกหดัและกจกรรมแลิ วตรวจสอบจากเฉลยทายเลม


158 ตอนที่ 1 พระไตรปฎกและการสังคายนาพระไตรปฎก พระไตรปฎกเปนคัมภีรที่บรรจุคําสอนของพระพุทธศาสนา ซึ่งเรียกรวม ๆ วา พุทธธรรม คําวา พระไตรปฎกมาจากภาษาบาลีติปฎก แปลวา ตะกราสามใบ หรือคําสอนสามหมวด (ติหมายถึง สาม ปฎก หมายถึง ตําราคัมภีรหรือกระจาด) สันนิษฐานวาที่มาของคําวาพระไตรปฎกนาจะมาจากการที่ พระภิกษุจดจารึกคัมภีรใสลงในใบตระกูลปาลมและใสลงในตะกรา ถาอาศัยหลักฐานทางวิชาการเชื่อวาไตรปฎก เปนชื่อที่ใชกันมากอนจะสังคายนาครั้งที่ 3 เพราะมีการใชคําพูดวา “ไตรปฎก” ในประวัติศาสตรยุคพระเจาอโศกมหาราช กอนการสังคายนาครั้งที่ 3 จึงเชื่อไดวาหลังสังคายนาครั้งที่ 2 พระสงฆมีการแยกพระอภิธรรมออกจากพระสูตรแลว เมื่อสังคายนาครั้งที่ 3 จึงแยกออกเปน 3 หมวดใหญไดแก 1. พระวินัยปฎกหรือ พระวินัยไดแกประมวลระเบยบขี อบังคับของบรรพชิตที่พระพุทธเจาทรง บัญญัติไวสําหรับภิกษและภุกษิุณีแบงออกเปน 3 หมวดดังนี้ 1.1 วิภังคคือ สวนที่วาดวยศลในพระปาฏ ี ิโมกข (ศีลสําคัญ) ของภิกษและภุิกษุณี 1.2 ขันธกะคือ สวนที่วาดวยสังฆกรรม พิธีกรรม ความเปนอยูวตรปฏ ั ิบัติและมารยาทเพื่อความงาม แหงสงฆ 1.3 บริวารคือ สวนที่สรุปขอความ คูมือพระวินยปั ฎกอธิบายในรูปคาถามํคําตอบเพื่อความเขใจ ในประเด็นตาง ๆ 2. พระสุตตันตปฎกหรือ พระสูตรไดแกประมวลพระพุทธพจนที่พระพุทธเจาทรงแสดงยังที่ตางๆ ใหเหมาะกับบคคลุสถานที่และเหตการณุมีเรื่องราวประกอบ แบงเปน 5 นิกาย 2.1 ทีฆนิกายคือ หมวดที่ประมวลสูตรขนาดยาว 2.2 มัชฌิมนิกายคือ หมวดที่ประมวลสูตรขนาดปานกลาง 2.3 สังยุตตนิกายคือ หมวดที่ประมวลสูตรเกี่ยวกับบุคคล สถานที่เหตุการณเดยวกี ันไวในหมวด เดียวกัน เรียกวา “สังยุตต” เชน เรื่องเกี่ยวกับสัจจะเรียกวา สัจจสังยุตต 2.4 อังคุตตรนกายิคือ หมวดที่ประมวลหมวดธรรมนับจากนอยไปหามากเรียกวา “นิบาต” เชน เอกนิบาต (หมวดธรรมหนึ่งขอ) ทุกนิบาต (หมวดธรรมสองขอ) เปนตน 2.5 ขุททกนิกายคือ หมวดทประมวลเร ี่ื่องเบ็ดเตล็ดตาง ๆ ที่ไมไดรวมไวในสี่นกายขิ างตน แบงยอยออกเปน 15 หมวดเปนพระสูตรสั้นบางรอยแกวบางรอยกรองบาง 3. พระอภิธรรมปฎกหรือพระอภิธรรม ไดแกประมวลคําสอนที่เปนหลักวิชาการลวนๆ ไมเกี่ยวกับ บุคคลหรือเหตุการณไมมีเรองราวประกอบ ื่เนื้อหาสวนใหญเกยวกี่ับ จิต เจตสิกรูป ละนพพานิทถี่ือกันวา เปน “ปรัชญาขั้นสูง”ในพระพุทธศาสนาแบงออกเปน 7 คัมภีรดังนี้ 3.1 ธัมมสังคณีคือคัมภีรที่ประมวลขอธรรมเปนหมวด ๆ แลวแยกอธิบายเปนประเภท ๆ


159 3.2 วิภังคคือคัมภีรที่แยกแยะขอธรรมในหมวดสังคณีแสดงรายละเอยดเพี ื่อความเขาใจแจ  มแจง 3.3 ธาตุกถาคอืคัมภีรที่จัดขอธรรมต าง ๆ ลงในขันธ 5 ธาตุ 18 อายตนะ 12 วาขอใดเขากันได หรือไมอยางไร 3.4 ปุคคลบัญญัติคือคัมภีรที่บัญญัติเรียกบุคคลตาง ๆ ตามคุณสมบัติที่มีเชน เรยกวี าโสดาบัน เพราะเขสูกระแสนิพพาน ละกิเลสได 3.5 กถาวัตถุคือคัมภีรที่แสดงทัศนะที่ขัดแยงของนิกายพระพุทธศาสนา เนนความถกตูองตาม ทัศนะของเถรวาท พระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระแตงขนในการท ึ้ําสังคายนาครั้งที่ 3 3.6 ยมกคือคัมภีรที่ยกธรรมขึ้นแสดงเปนคูๆ เชน กุศลกับอกุศลแลวอธิบายโดยวธิีถามตอบ 3.7ปฏฐาน คือคัมภีรท่อธี ิบายปจจยัหรือเงอนไขแห ื่งธรรม 24 ประการวาธรรมใดเปนป จจยของั ธรรมใดในแงใด พระไตรปฎกเดิมอยูในรูป “พระธรรมวินัย”ไดรับถายทอดสืบตอกันมาตั้งแตสังคายนาครั้งที่ 1 โดย พระอรหันต 500 รูป โดยการทองจํา ตอมาไดแบงเปน 3 ปฎกในชวงสังคายนาครั้งที่ 3 ไดรับการถายทอด สืบตอมาถึง พ.ศ. 450 ไดรับบันทึกเปนลายลักษณอักษรที่ศรีลังกา ภาษาที่ใชในการบันทึกพระไตรปฎกคือ ภาษาบาลีตอมาไดรับการแปลเปนภาษาตาง ๆ หลายภาษา เฉพาะในประเทศไทยมีพระไตรปฎกฉบับ ภาษาไทย จํานวน 45 เลม เพื่อหมายถึงระยะเวลา 45 พรรษาแหงพุทธกิจ จํานวนหนา 22,390 หนา ไมนับ ดรรชนีคนคํามีประมาณ 24 ลานตัวอักษร มีเนื้อหารวมทั้งสิ้น 84,000 ธรรมขันธ และไดแปลเปนภาษาไทย ครบสมบูรณเมื่อ พ.ศ.2500 พระพุทธเจาไดตรัสไวครั้งหนึ่งวา พระธรรมวินัยจะเปนศาสดาแทนพระองคภายหลังที่พระองค ลวงลับไปแลว พระไตรปฎกจึงเปรียบเสมือนตัวแทนของพระพุทธองคและเปนที่ที่ชาวพุทธสามารถเขาเฝา พระศาสดาของตน พุทธศาสนิกชนสามารถศึกษาปริยัติศาสนจากพระไตรปฎกเพื่อใชเปนแนวทางในการ ปฏิบัติตนใหพนจากความทุกขอันเปนเปาหมายสูงสุดของชีวิตตามนัยแหงพระพุทธศาสนาสืบไป ในพระไตรปฎก นอกจากจะเปนที่รวบรวมคําสอนของพระพุทธเจาแลวยังไดจัดหมวดหมูคําสอน เหลานั้นใหเปนระเบียบพรอม ๆ กันไปดวย ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการทองจําความงายตอการแบงหนาที่รักษา และความไมลําบากในการศกษาคึ นควา คําสอนทั่วไปสามารถแบงไดกวางๆ เปน วินัยและธรรม โดยวินัยจะเปนเรื่องเกี่ยวกับบทบัญญัติ ของคณะสงฆสําหรับเปนขอบังคับในการปฏิบัติตัวของผูออกบวชเทานั้น สวน ธรรม เปนคําสอนที่ ครอบคลุมพุทธบริษัททั้งหมด ซึ่งสามารถแยกไดอีกเปนสองชนิดคือ 1. ธรรมที่พระพุทธเจาตรัสแสดงไปตามกาลเทศะ โตตอบกับบุคคลตางๆ เปนเรื่องๆ ในแตละเรื่อง จะเรียกวาสุตตะหรือสูตร ในพระไตรปฎกจะรวบรวมธรรมแบบนี้ไวพวกหนึ่งเรียกวา สุตตันตะ หรือพระสูตร 2. ธรรมที่พระพุทธเจาตรัสแสดงไปตามเนื้อหา ไมเกี่ยวของกับบุคคลหรือเหตุการณใดๆ ทั้งสิ้น เรียกวาเปนวิชาการลวน ๆ เชน เมื่อยกเรื่องขันธ 5 มาก็อธิบายโดยละเอียดวาขันธ 5 คืออะไรแบงออกเปน


160 อะไรบาง แตละอยางนั้นเปนอยางไร จนจบเรื่องขันธ 5 ธรรมที่แสดงเอาเนื้อหาเปนหลักอยางนี้ใน พระไตรปฎกจะจัดอยูในประเภท อภิธัมมะ หรือ พระอภิธรรม เมื่อรวม พระวนิัย พระสูตรและ พระอภิธรรม เขาดวยกนัก็จะเกดสามหมวดหมิูใหญประกอบกนั กลายเปนพระไตรปฎกขึ้นมา เร ื่องที่ 1.1 วิธีการศึกษาคนควาพระไตรปฎก (และคัมภีร  ศาสนาอ ื่นๆ) การศึกษาคนควาพระไตรปฎก ไดกลาวแลววา พระไตรปฎกนั้น แบงออกเปนวนิัยปฎก สุตตันตปฎกและอภิธัมมปฎก โดยลําดับ พระโบราณาจารยฝายไทยไดใชวิธียอหวขั อสําคัญในแตละปฎกเพื่อจํางายเปนอักษรยอในการใชอกษรยั อนั้น วินัยปฎกมี 5 คํา สุตตันตปฎก 5 คําอภิธัมมปฎก 7 คําดงตั อไปน  ี้ พระวินัยปฎก อักษรยอในปฎกอ ื่น ๆ ไมมปีญหาคงมีปญหาเฉพาะวินยปั ฎกคืออา, ปา, ม, จุ, ป อา = อาทิกัมม (การกระทําทเปี่ นตนบัญญัต) ิหมายเฉพาะรายการพระวนิัย ตั้งแตอาบตัิปาราชิกลงมาถึงสังฆาทิเสส, ปา = ปาจิตตียเปนชื่อของอาบัติในปาฏิโมกขเฉพาะตั้งแตถัดสังฆาทเสสลงมาิทั้งสองหัวขอนี้เปนการยออย างจับ ความมากกวายอตามชื่อหมวดหมูจึงไมตรงกับชื่อที่ใชเปนทางการในวินัยปฎก สวนอีก 3 ขอทายตรงตามชื่อ หมวดหมูฉะนั้น ถาจะจัดตามชื่อจึงควรเปนดังนี้ 1. มหาวิภังคหรือ ภิกขุวิภังควาดวยศีลของภิกษุที่มาในปาฏิโมกข (คําวา ปาฏิโมกขคือศีลที่เปนใหญ เปนสําคัญอันจะตองสวดทบทวนในท  ี่ประชุมสงฆทุกกงเดึ่ือน) 2. ภิกขุนีวิภงคั วาดวยศ  ีลของภิกษณุี 3. ม = มหาวัคคแปลวาวรรคใหญแบงออกเปนขันธกะคือหมวดตาง ๆ 10 หมวด 4. จุ = จุลลวัคคแปลวาวรรคเล็กแบงออกเปนขันธกะคือหมวดตาง ๆ 12 หมวด 5. ป = ปริวาร หมายถึงหวขั อเบ็ดเตล็ดตาง ๆ เปนการย อหัวขอสรุปเนอความื้วินยฉั ยปั ญญาใน 4 เรื่องขางตน แตความเขาใจของชาวอังกฤษที่ตั้งสมาคมบาลีปกรณขึ้นพิมพพระไตรปฎกในประเทศอังกฤษแบงวินัยปฎก ออกเปน 3 สวน คือ 1. สุตตวภิังคหมายรวมทงศั้ลของภี ิกษุและภกษิณุี 2. ขันธกะ หมายรวมทั้งมหาวัคคและจุลลวคคั  3. ปริวารคือหัวขอเบ ็ดเตล็ด ปญหาเหลานี้ไมไดทําใหเกิดการผิดพลาดหรือบกพรองในวินัยปฎกแตประการใด ตนฉบับก็ตรงกัน เปนแตการเรียกชื่อหัวขอ หรือวิธีแบงหัวขอตางกันออกไปเทานั้น ในหนังสืออรรถกถาวินัย (สมันตัปปาสาทิกาภาค 1 หนา 17) พระอรรถกถาจารยจัดหัวขอยอ


161 วินัยปฎกไววา ชื่อวินัยปฎกคือ “ปาฏิโมกข 2 (ภิกขุปาฏิโมกข ภิกขุณีปาฏิโมกข) วิภังค 2 ( มหาวิภังคหรือ ภิกขุวิภังคกับภิกขุณีวิภังค) ขันธกะ 22 (รวมทั้งในมหาวัคคและจุลลวัคค) และบริวาร 16” เรื่องเหลานี้คงเปน ปญหาในการเรียกชื่อหมวดหมูตามเคยถารูความหมายแลวจะทองจําหัวขอยอ ๆ แบบไทยวาอา, ปา, ม, จุ, ป ก็คงไดประโยชนเทากัน อนึ่งผูศึกษาจะเขาใจยิ่งขึ้นเมื่ออานถึงภาค 3 อันวาดวยความยอแหงพระไตรปฎก เพราะจะไดเห็นหัวขอที่แบงออกไปเปนหมวดหมูรอง ๆ ลงไปจากหมวดใหญอยางชัดเจน พระสุตตันตปฎก หัวขอยอแหงสุตตันตปฎก มี 5 คือ ที, ม, สัง, อัง, ขุ ดังตอไปนี้ 1. ที = ทีฆนิกายแปลวา หมวดยาว หมายถงหมวดทึ ี่รวบรวมพระสูตรขนาดยาวไวสวนหนึ่งไมปน กับพระสูตรประเภทอื่น ในหมวดนี้มีพระสูตรรวมทั้งสิ้น 34 สูตร 2. ม = มัชฌิมนิกายแปลวา หมวดปานกลาง หมายถึงหมวดที่รวบรวมพระสูตรขนาดกลางไมสั้น เกินไป ไมยาวเกินไปไวสวนหนึ่ง ในหมวดนี้มีพระสูตรรวมทั้งสิ้น 152 สูตร 3. สัง= สังยตตนุิกายแปลวา หมวดประมวลคือประมวลเรื่องประเภทเดียวกันไวเปนหมวดหมูเชน เรื่องพระมหากัสสป เรียกกสสปส ั ังยุต เรื่องอินทรีย (ธรรมะที่เปนใหญในหนาที่ของตน) เรียกอินทริยสังยุต เรื่องมรรค ( ขอปฏิบัติ ) เรียกมัคคสังยุต ในหมวดนี้มีพระสูตรรวมทั้งส้นิ 7,762 สูตร 4. อัง = อังคุตตรนิกาย แปลวา หมวดยิ่งดวยองคคือจัดลําดับธรรมะไวเปนหมวด ๆ ตามลําดับ ตัวเลขเชน หมวดธรรมะขอเดียวเรียกเอกนิบาต หมวดธรรมะ 2 ขอเรียกทุกนิบาต หมวดธรรมะ 3 ขอเรียก ติกนิบาต ดังนี้เปนตน จนถึงหมวดธรรมะ 10 ขอเรียก ทสกนิบาต หมวดธรรมะเกิน 10 ขอเรียกอติเรกทสกนิบาต ในหมวดนี้มีพระสูตรรวมทั้งสิ้น 9,557 สูตร 5. ขุ = ขุททกนิกายแปลวา หมวดเล็กนอยรวบรวมขอธรรมที่ไมจัดเขาใน  4 หมวดขางต นมารวมไว ในหมวดนี้ทั้งหมดเมื่อจะแบงโดยหวขั อใหญก็มี 15 เรื่องคือ 5.1 ขุททกปาฐะแปลวา บทสวดเล็ก ๆ นอย ๆ โดยมากเปนบทสวดส ั้น ๆ เกี่ยวกับพระพทธศาสนาุ 5.2 ธรรมบท แปลวา บทแหงธรรม คือธรรมภาษิตสั้น ๆ ประมาณ 300 หัวขอ (สวนเรื่องพิสดารมี ทองเรื่องประกอบปรากฏในอรรถกถา) 5.3 อุทาน แปลวาคําที่เปลงออกมา หมายถึงคําอุทานที่เปนธรรมภาศิต มีทองเรื่องประกอบเปน เหตุปรารภในการเปลงอุทานของพระพุทธเจา 5.4 อิติวุตตกะแปลวา “ขอความที่ทานกลาวไวอย างน” ี้เปนการอางอิงวาพระพุทธเจาไดตรัส ขอความไวอยางนี้ไมมีเรื่องประกอบ มีแตทขี่ึ้นตนวาขาพเจาไดยินมาวา พระผูมีพระภาคเจาเปนพระอรหันต ตรัสไวอยางนี้ 5.5 สุตตนบาติ แปลวารวมพระสูตรคือรวบรวมพระสูตรเบ็ดเตล็ดตาง ๆ ไวดวยก ัน มีชอสืู่ตร บอกกํากับไว 5.6 วิมานวัตถุแปลาเรื่องของผูไดวิมาน แสดงเหตุดีที่ใหไดผลดีตามคําบอกเลาของผูไดผลดีนั้น ๆ 5.7 เปตวัตถุแปลวา เรื่องของเปรตหรือผูลวงลับไป ที่ทํากรรมชั่วไว


162 5.8 เถรคาถา ภาษตติ าง ๆ ของพระเถระผูเปนอรหันตสาวก 5.9 เถรีคาถา ภาษตติ าง ๆ ของพระเถรีผูเปนอรหันตสาวกาิ 5.10 ชาดกแสดงภาษตติ าง ๆ เกี่ยวโยงกับคําสอนประเภทเลานิทาน (ทองเรื่องพิสดารมีในอรรถกถา เชนเดยวกี ับธรรมบท) 5.11 นิทเทส แบงออกเปนมหานิทเทสกับจูฬนิทเทส คือมหานิทเทสเปนคําอธิบายพระพุทธภาษิต ในสุตตนิบาต (หมายเลข 5) รวม 16 สูตร สวนจูฬนิทเทส เปนคําอธิบายพระพุทธภาษิตในสุตตนิบาต (หมายเลข 5) วาดวยปญหาของมาณพ 16 คน กับ ขุคควิสาณสูตรกลาวกันวาเปนภาษิตของพระสารีบุตรเถรเจา 5.12 ปฏิสัมภทามิ ัคคแปลวา ทางแหงปญญาอันแตกฉาน เปนคําอธิบายหลักธรรมทาง พระพุทธศาสนา ซึ่งกลาวกนวั าพระสารีบุตรเถระเจาไดกล าวไว 5.13 อปทาน แปลวาคําอางอิง เปนประวตัิสวนตัวทแตี่ละท านเลาไวซึ่งอาจแบงไดคือเปนอดีต ประวัติของพระพุทธเจาของพระเถระอรหนตสาวกัของพระเถรีอรหันตสาวิกา สวนที่เปนประวัติการทํา ความดีของพระปจเจกพุทธเจานั้น มีคําอธบายวิ า เปนพทธภาษุิตตรัสเลาใหพระอานนทฟง 5.14 พุทธวังส แปลวาวงศของพระพุทธเจาหลักการใหญเปนการแสดงประวัติของพระพุทธเจา ในอดีต 24 องครวมทั้งของพระโคตมพุทธเจาดวยจึงเปน 25 องคนอกจากนั้นมีเรื่องเบ็ดเตล็ดแทรกเล็กนอย 5.15 จริยาปฎก แปลวาคัมภรีแสดงจรยาิคอการบืาเพํ ็ญบารมีตาง ๆ ของพระพุทธเจา ซึ่งแบงหลกั ใหญออกเปนทาน (การให) ศีล (การรักษากายวาจาใหเรยบรี อย) และเนกขัมมะ (การออกบวช) ขอสังเกตทายสตตุันตปฎก พระสุตตันตปฎกซึ่งเเบงออกเปน 5 นิกายดังกลาวมาแลวคือทีฆนิกายจนถึงขุททกนิกายนั้น บางครั้ง พระอรรถกถาจารยกลาววา 5 นิกายนี้จะเรียกวาประมวลไดครบทั้งสามปฎกก็ไดคือถือวานอกจากพระพุทธวจนะ ที่อยูใน 4 นิกายขางตนแลว พระพุทธวจนะที่เหลือจัดเขาในขุททกนิกายคือหมวดเบ็ดเตล็ดทั้งหมดคือทั้ง วินัยปฎกและอภิธรรมปฎก จัดเขาในขุททกนิกายทั้งสิ้น คําวา นิกายนี้ในที่บางแหงใชคําวา อาคม แทน พระไตรปฎกฝายเถรวาทที่ปรากฏแปลในฉบับจีน ชาวจีนใชคําวาอาคม หมายรวมแทนพระไตรปฎกของ ฝายเถรวาท พระอภิธรรมปฎก หัวขอยอแหงอภิธัมมปฎก มี 7 คือ สัง, ว, ิธา, ปุ, ก, ย, ป, ดังตอไปนี้ 1. สงั = สงคณั ีวาดวยการรวมหมูธรรมะคอธรรมะแมื จะมีมากเทาไรกอาจรวมหร็ ือจดเปั นประเภท ๆ ไดเพยงไม ี เกิน 3 อยาง 2. วิ = วิภังควาด วยการแยกธรรมะออกเปนขอ ๆ เชน เปนข ันธ 5 เปนตน ทั้งสังคณและวีภิังคนี้ เทียบดวยค ําวาสังเคราะห (Synthesis) และวิเคราะห (Analysis) ในวิทยาศาสตรเปนแตเนื้อหาในทางศาสนา กับทางวิทยาศาสตรมุงไปคนละทางคงลงกันไดในหล  ักการวาควรเรยนรีูทั้งในทางรวมกลุมและแยกกลุม เชน รถคันหนงควรรึู่ทั้งการประกอบเขาเปนคันรถและแยกสวนต าง ๆ ออก ฉะนั้น 3. ธา = ธาตุถกาวาดวยธาตุคือธรรมะทุกอยางอาจจัดเปนประเภทไดโดย ธาตุอยางไร


163 4. ปุ = ปุคคลบัญญัติวาดวยบ ัญญัติ 6 ประการเชน บัญญัติขันธบัญญัติอายตนะจนถึงบัญญัติเรื่อง บุคคล พรอมทั้งแจกรายละเอียดเรื่องบัญญัติบุคคลตาง ๆ ออกไป 5. ก = กถาวัตถุวาดวยคําถาม คําตอบ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา (เพราะอรรถกถาจารยกลาววา เปนคําถาม 500 คําตอบ 500 แตตัวเลข 500 นี้อาจหมายเพียงวาหลายรอยเพราะเทาที่นับกันดูแลวไดคําถาม คําตอบ อยางละ 219 ขอ) 6. ย = ยมกวาดวยธรรมเปนคูๆ บางทีจัดคูก็มีลักษณะเปนตรรกว ิทยา ซึ่งจะไดกล าวถึงใน 3 ภาค ยอความแหงพระไตรปฎก 7. ป = ปฏฐาน วาดวยป  จจัยคือสนับสนุน 24 ประการ เปนอันวา หวใจย ั อแหงพระไตรปฎกคืออา ปา ม จุป ทีม สังอังขุสังวิธา ปุกย ป ลําดับชนคั้ัมภรีทางพระพุทธศาสนา แมวาพระไตรป  ฎกจะนับวาเปนคัมภีรสําคัญ และเปนหลกฐานทางพระพัุทธศาสนาแตก็มีคัมภีรอนอื่ีก ที่เกี่ยวของดวยจึงควรทราบลําดับชั้นคัมภรีทางพระพุทธศาสนาไวดังตอไปนี้ 1. พระไตรปฎกเปนหลกฐานชั ั้น 1 เรียกวา บาลี 2. คําอธิบายพระไตรปฎกเปนหล ักฐานชนั้ 2 เรียกวา อรรถกถา หรือวัณณนา 3. คําอธิบายอรรกถา เปนหลักฐาน 3 เรียกวา ฎีกา 4. คําอธิบายฎีกา เปนหลกฐานชั ั้น 4 เรียกวา อนุฎีกา นอกจากนี้ยังมีคัมภีรที่แตงขึ้น วาดวยไวยากรณภาษาบาลีฉบับตาง ๆ และอธิบายศัพทตาง ๆ เรียกรวมกัน วา สัททาวิเสส เปนสํานวนที่เรียกกันในวงการนักศึกษาฝายไทย ปรากฏในพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา วา เมื่อทําการสังคายนา ในรัชกาลที่ 1 กรุงรัตนโกสินทรพ.ศ. 2331 เพื่อชําระพระไตรปฎกนั้น ไดมีการชําระ คัมภีรสัททวิเสสตาง ๆ ดวยโดยมีพระพุฒาจารยเปนแมกอง การจัดชั้นของบาลีอรรถกถาก็เนื่องดวยกาลเวลานั้นเอง พระไตรปฎกเปนของมีมากอน ก็จัดเปน หลักฐานชั้น 1 คําอธิบายพระไตรปฎกแตงขึ้นประมาณ 956 ปภายหลังพุทธปรินิพพาน จึงจัดเปนชั้น 2 สวน ฎีกานั้น แตงขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 1587 จึงนับเปนหลักฐานชั้น 3 อนึ่งคัมภีรอนุฎีกานั้น แตงขึ้นภายหลัง ฎีกาในยุคตอ ๆ มา เปนคําอธิบายฎีกาอีกตอหนึ่งจึงนับเปนหลักฐานชั้น 4 อยางไรก็ตาม แมพระไตรปฎกจะเปนหลักฐานชั้น 1 เมื่อพิจารณาตามหลักพระพุทธภาษิตในกาลามสูตร ทานก็ไมใหติดจนเกินไป ดังคําวา มาปฎกสมฺปทาเนน อยาถือโดยอางตํารา เพราะอาจมีผิดพลาดตกหลนหรือ บางตอนอาจเพิ่มเติมขึ้น แสดงวาพระพุทธศาสนาสอนใหใชปญญาพิจารณาเหตุผล สอบสวนดูใหประจักษ แกใจตนเอง เปนการสอนอยางมีน้ําใจกวางขวาง และใหเสรีภาพแกผูนับถือพระพุทธศาสนาอยางเต็มที่ นอกจากนั้นยังเปนการยืนยันใหนําไปประพฤติปฏิบัติเพื่อไดประจักษผลนั้นๆ ดวยตนเองแมจะมีพระพุทธภาษิต เตือนไวมิใหติดตําราจนเกินไป แตก็จําเปนตองรักษาตําราไวเพื่อเปนแนวทางแหงการศึกษา เพราะถาไมมี ตําราเลยจะยิ่งซ้ําราย เพราะจะไมมีแนวทางใหรูจักพระพุทธศาสนาเลย ฉะนั้น การศึกษาใหรูและเขาใจใน


164 พระไตรปฎก จึงเปนลําดับแรก เรียกวา ปริยัติการลงมือกระทําตามโดยควรแกจริตอัธยาศัย เรียกวา ปฏิบัติการไดรับผลแหงการปฏิบัตินั้น ๆ เรียกวา ปฏิเวธ เร ื่องที่ 1.2 การสังคายนาและเผยแผพระไตรปฎก การรวบรวมคําสอนของพระพุทธศาสนาเริ่มมีขึ้นเมื่อครั้งที่นิครนถนาฏบุตรศาสดาของศาสนาเชน สิ้นชีวิตลงและสาวกของทานไมไดเก็บรวบรวมคําสอนไวทําใหเหลาผูนับถือศาสนาเชนเกิดการแตกแยก และถกเถียงกันวาแทจริงแลวศาสดาของตนสอนไวเชนไร พระจุนทเถระทราบเรื่องจึงนําความขึ้นกราบทูล พระพุทธเจา พระองคจึงไดตรัสแนะนําใหพระสงฆทั้งปวงรวมกันทําสังคายนา เพื่อรักษาคําสอนที่แทจริง ของพระพุทธศาสนาใหคงอยูสืบไป เมื่อพระสารีบุตรทราบถึงเรื่องราวปญหาของศาสนาเชน กได็ แสดงวิธีสังคายนาไวเปนตวอยั างตอหนา ที่ประชุมคณะสงฆโดยรวบรวมขอธรรมตาง ๆ ใหอยูตามลําดับหมวด ตั้งแตหมวดหนึ่งไปจนถึงหมวดสิบ เมื่อพระสารีบตรแสดงธรรมจบแลุว พระพทธเจุาก ็ทรงประทานสาธุการแกหล ักธรรมที่พระสารีบุตรแสดงไว ทั้งนี้ในสมัยพทธกาลยุังไมมการรวบรวมคีาสอนของพระพํุทธเจาเปนพระไตรป  ฎกแตก็มีคําเรียก พระธรรมคําสอนของพระพทธเจุาวา พฺรหฺมจริย หรือพรหมจรรย และธมฺมวินย หรอธรรมวื ินัย ปฐมสังคายนา การทําสังคายนาครั้งแรกเกิดขึ้นภายหลังจากที่พระพุทธเจาเสด็จดับขันธปรินิพพาน 3 เดือน ที่ถ้ํา สัตตบรรณคูหาขางเวภารบรรพต ใกลกรุงราชคฤหประเทศอินเดียในพระราชูปถัมภของพระเจาอชาตศัตรู โดยมีพระมหากัสสปเถระทําหนาที่เปนประธาน และเปนผูคอยซักถาม มีพระอุบาลีเปนผูนําในการวิสัชนา ขอวินัย และมีพระอานนทเปนผูนําในการวิสัชนาขอธรรม การทําสังคายนาครั้งนี้มีพระอรหันตมาประชุม รวมกันทั้งหมด 500 รูป ดําเนินอยูเปนเวลา 7 เดือน จึงเสร็จสิ้น มูลเหตุในการทําสังคายนาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อพระมหากัสสปเถระทราบขาวการปรินิพพานของ พระพุทธเจา หลังจากพระองคปรินิพพานแลวได 7 วัน บรรดาลูกศิษยพระมหากัสสปเถระเมื่อไดทราบขาว ตางพากันรองไหคร่ําครวญ แตมีภิกษุอยูรูปหนึ่งชื่อสุภัททะ ซึ่งเปนภิกษุแกกลาววา ทานทั้งหลายจะรองไห กันไปทําไม เมื่อสมัยที่พระพุทธเจายังอยูพระองคทรงเขมงวดกวดขัน คอยชี้วานี่ถูก นี่ผิด นี่ควร นี่ไมควร ทําให พวกเราลําบาก บัดนี้พระองคปรินิพพานไปแลว พวกเราจะไดทําอะไรตามใจชอบเสียทีเมื่อพระมหากัสสปเถระ ไดฟงดังนี้ก็รูสึกสลดใจ ดําริวาแมพระพุทธเจาปรินิพพานไปใหมๆ ยังปรากฏผูมีใจวิปริตจากธรรมวินัย ถึงเพียงนี้ถาปลอยไวนานเขาคําสอนทางพระพุทธศาสนาอาจถูกบิดเบือนไปไดจึงริเริ่มวางแผนการทําสังคายนา การสังคายนาครั้งที่สอง การทําสังคายนาครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 100 ที่วาลิการาม เมืองเวสาลีแควนวัชชีประเทศอินเดีย โดยมีพระยสะกากัณฑกบุตรเปนผูชักชวน พระเถระผูใหญที่เขารวมทําสังคายนาครั้งนี้ไดแกพระสัพพกามี พระสาฬหะ พระขุชชโสภิตะ พระวาสภคามิกะ (ทั้งสี่รูปนี้เปนชาวปาจีนกะ) พระเรวตะ พระสัมภูตะ สาณวาสี


165 พระยสะกากัณฑกบุตรและพระสุมนะ (ทั้งสี่รูปนี้เปนชาวปาฐา) ในการนี้พระเรวตะทําหนาที่เปนประธาน ผูคอยซักถาม และพระสัพพกามีเปนผูนําในการวิสัชนาขอวินัยการทําสังคายนาครั้งนี้มีพระสงฆมาประชุม รวมกัน 700 รูป ดําเนินการอยูเปนเวลา 8 เดือน จึงเสร็จสิ้น ขอปรารภในการทําสังคายนาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ พระยสะกากัณฑกบุตร พบเห็นขอปฏิบัติยอหยอน 10 ประการทางพระวินัยของภิกษุวัชชีบุตรเชน การเก็บเกลือไวในเขาสัตวเพื่อนํามาผสมอาหารรับประทาน ไดหลาย ๆ วัน การฉันอาหารในยามวิกาล การรับเงินทองไดเปนตน พระยสะกากัณฑกบุตรจึงชวนพระเถระ ตางๆ ใหชวยกันวินิจฉัย แกความถือผิดครั้งนี้ โดยรายละเอียดของปฐมสังคายนาและการสังคายนาครั้งที่สอง มีกลาวถึงในพระวินัยปฎกจุลลวรรค แมในวินัยปฎกจะไมกลาวถึงคําวาพระไตรปฎกในการปฐมสังคายนาและการสังคายนาครั้งที่สองเลยแตใน สมันตัปปาสาทิกา ซึ่งเปนอรรถกถาอธิบายวินัยปฎกน ั้น บอกวาการจัดหมวดหมูคําสอนของพระพุทธศาสนา ใหเปนรูปเปนรางอยางพระไตรปฎกนั้น มีมาตั้งแตครั้งปฐมสังคายนาแลว การสังคายนาครั้งที่สาม การทําสังคายนาครั้งที่สามเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.235 ที่อโศการาม กรุงปาฏลีบุตร ประเทศอินเดีย โดยมี พระโมคคลีบุตร ติสสเถระ เปนประธาน การทําสังคายนาครั้งนี้มีพระสงฆมาประชุมรวมกัน 1,000 รูป ดําเนินการอยูเปนเวลา 9 เดือน จึงเสร็จสิ้น ขอปรารภในการทําสังคายนาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อมีพวกเดียรถียหรือนักบวชศาสนาอื่นมาปลอมบวช แลวแสดงลัทธิศาสนาและความเห็นของตนวาเปนพระพุทธศาสนา พระโมคคลีบุตร ติสสเถระ จึงไดขอ ความอุปถัมภจากพระเจาอโศกมหาราช สังคายนาพระธรรมวินัยเพื่อกําจัดความเห็นของพวกเดียรถียออกไป ในการทําสังคายนาครั้งนี้พระโมคคลีบุตร ติสสเถระ ไดแตงคัมภีรกถาวัตถุซึ่งเปนคัมภีรหนึ่งใน พระอภิธรรมไวดวย และเมื่อทําสังคายนาเสร็จแลว ก็มีการสงคณะทูตไปประกาศพระพุทธศาสนาใน ประเทศตางๆ ในที่นี้มีพระมหินทเถระ ผูเปนโอรสของพระเจาอโศกมหาราช ที่นําพระพุทธศานาไป ประดิษฐานในลังกา รวมทั้งพระโสณะเถระและพระอุตตระเถระ ที่นําพระพุทธศาสนามาเผยแผยังดินแดน สุวรรณภูมิดวย การสังคายนาครั้งที่สี่ การทําสังคายนาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.238 ที่ถูปาราม เมืองอนุราธบุรีประเทศศรีลังกา โดย พระเจาเทวนัมปยติสสะเปนองคอุปถัมภมีพระมหินทเถระเปนประธาน พระอริฎฐะเปนผูสวดวินัย และ พระสงฆมาประชุมกัน 68,000 รูป สาเหตุการสังคายนาเพราะตองการวางรากฐานพระพุทธศาสนาใน ประเทศศรีลังกา การสังคายนาครั้งที่หา การทําสังคายนาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 460 ที่อาโลกเลณสถาน มตเลชนบท ประเทศศรีลังกา โดยมี พระรักขิตมหาเถระเปนประธาน การทําสังคายนาครั้งนี้เพื่อตองการจารึกพระพุทธวจนะเปนลายลักษณอักษร หลังจากที่มีการพัฒนาดานภาษาเขียน จากตัวอักษร อนักษระ (ภาษารูปภาพ) มาเปนอักษระ (ภาษาเขียน


166 เลียนแบบเสียงพูด) ซึ่งภาษาอนักษระ พระอรหันตในอดีตเห็นถึงความไมเหมาะสมในการบันทึกไวเพราะจะ ทําใหพระพุทธวจนะคลาดเคลื่อนเสื่อมสูญไดถึงจัดหมวดหมูแบงกันรับผิดชอบทองจํา เมื่อภายหลังมีภาษา เขียนแบบอักษระจึงเห็นควรใหจารึกเปนลายลักษณอักษร สรุปสาระสําคญั พระไตรปฎกมีจุดเริ่มตนมาจากการจัดรวบรวมคําสอนของพระพุทธเจาออกเปนหมวดหมูและ ซักซอมทบทวนกันจนลงตัวในระยะแรก พระไตรปฎกถายทอดตอกันมาโดยการทองจําปากเปลาจนกระทั่ง ราว พ.ศ. 460 จึงมีการจารึกลงเปนลายลักษณอักษร กลาวไดวาพระพุทธศาสนาสืบทอดมาพรอมกับ พระไตรปฎกจากสมัยพุทธกาลจนถึงวันนี้เปนเวลากวา 2,500 ปพระไตรปฎกบาลีของพระพุทธศาสนา ฝายเถรวาท เปนที่ยอมรับกันวา เปนบันทึกคําสอนของพระพุทธเจาที่เกาแกที่สุดดั้งเดิมที่สุด สมบูรณที่สุด และถูกตองแมนยําที่สุด ที่ยังคงมีอยูในปจจุบัน


167 กิจกรรม กิจกรรมที่ 1 ใหนกศั ึกษานาอํ ักษรหนาขอความทางขวาม ือใสในชองวางหนาขอความทางซายมือที่สัมพันธกัน ............. 1. คัมภีรที่บรรจุคําสอนในพระพทธศาสนาุ ก. พระสุตตันตปฎก ............. 2. ประมวลระเบยบขี อบังคับใหรับบรรพชิต ข. พระธรรมวินัย ............ 3. ประมวลหลักคําสอนของพระพุทธเจา ค. พระอภิธรรมปฎก ............. 4. ภาษิตที่เกยวโยงก ี่ับคําสอนประเภทนิทาน ง. มหาวภิังค ............. 5. หลักปรชญาขั ั้นสูงในพระพุทธศาสนา จ. ปริยัติ ............. 6. ชื่อเรียกของพระไตรปฎกในสมัยดั้งเดิม ฉ. พระไตรปฎก ............. 7. จํานวนเนื้อหาในพระไตรปฎก ช. ปฏิเวช ............ 8. พระวินยปั ฎกทกลี่าวถึงศีลของภิกษ ุซ. ชาดก ............ 9. การศึกษาใหรูเขาใจพระไตรปฎก ฌ. พระวนิัยปฎก ........... 10. การไดรับผลแหงการปฏิบัติตามคําสอน ญ. 8,4000 พระธรรมขันธ


168 กิจกรรมที่ 2 ใหนกศั ึกษาเขยนแผนภีูมิพระไตรปฎกตอไปนี้ พระไตรปฎก พระวนิัยปฎก พระสุตตันตปฎกพระอภิธรรมปฎก มหาวภิังคฑีฆนิกาย สังคณี


169 สรุปสาระสําคญั พระไตรปฎกเปนคัมภีรที่สําคัญที่สุดของพระพุทธศาสนา เพราะเปนคมภั ีรที่จารึกพระธรรมคําสั่ง สอนของพระพุทธเจา เปรียบเสมือนเปนรฐธรรมนัูญในทางธรรม เปนแมแบบของแนวประพฤติปฏิบัติ ของพุทธบริษัท ตอนที่ 2 ความสําคัญและคุณคาของพระไตรปฎก พระไตรปฎกมีความสําคัญตอพระพุทธศาสนามากคือ 1. พระไตรปฎกเป  นที่รวบรวมไวซึ่งพระพทธพจนุคือ พระดํารัสของพระพุทธเจาคําสั่งสอนของ พระพุทธเจาทไดี่ ตรัสไว 2. พระไตรปฎกเปนที่รวบรวมพระธรรมวินัยคือคําสั่งสอนของพระพุทธเจา ซึ่งพระพุทธเจาได ตรัสไววา นี่แหละคือศาสดาของชาวพุทธทั้งหลาย พุทธศาสนิกชนจึงไดถือกันมาเปนหลักวา จะตองรักษา เลาเรียน และปฏิบัติตามหลักคําสอนในพระไตรปฎก 3. พระไตรปฎกเป  นแหลงตนเด ิมของคาสอนในพระพ ํุทธศาสนาคําสอน คําอธิบายคัมภีรหนังสือ ที่นักปราชญทั้งหลายกลาว หรือเรียบเรียงไวที่เปนของพระพุทธศาสนาจะตองมาจากแมบทค ือพระไตรปฎก เพราะพระไตรปฎกเปนที่รกษาสั ืบทอดพระพุทธศาสนาไวหรือรักษาคําสั่งสอนของพระพุทธเจาไว 4. พระไตรปฎกเป  นหลักฐานอางอิงในการกลาวอางหลักการ หลักคําสอน ของพระพทธศาสนาุซึ่ง ถือวาเปนหลักฐานขั้นสุดทาย 5. พระไตรปฎกเป  นมาตรฐานตรวจสอบคาสอนในพระพ ํุทธศาสนาคาสอนหรํ ือคํากลาวใด ๆ จะตองสอดคลองกับพระธรรมวินัยที่ปรากฏในพระไตรปฎก 6. พระไตรปฎกเป  นมาตรฐานในการตรวจสอบความนาเชื่อถือ ของขอปฏิบตัิในพระพุทธศาสนา โดยอาศัยพระธรรมวินัยในพระไตรปฎกเปนเครื่องตัดสิน นอกจากนี้พระไตรปฎกยังมคีุณคาตอชาวพุทธในดาน 1. เปนบันทึกหลักฐาน เกี่ยวกับลัทธิความเชื่อถือ ปรัชญาขนบประเพณีวฒนธรรมัเรื่องราว เหตุการณในอดีตไวมากมาย 2. เปนแหลงสบคื นแนวความคิดที่สัมพันธกับวิชาการตางๆเนื่องจากคําสอนในพระธรรมวินัย มีเนื้อหาสาระเกี่ยวโยงกับวิชาการหลายแขนง เชน จิตวิทยากฎหมายการปกครอง เศรษฐกิจเปนตน 3. เปนแหลงเดิมของคาศํ ัพทบาลีที่นํามาใชในภาษาไทยเนื่องจากภาษาบาลีเปนรากฐานของ ภาษาไทยการศึกษาพระไตรปฎกเปรียบเสมือนศึกษารากศัพทภาษาไทยดวย การศกษาคึนคว าพระไตรปฎกมีคณคุาไมเฉพาะแต การศกษาคึ ําสอนในพระพทธศาสนาเทุานนั้แตย ัง อํานวยประโยชนทางวิชาการดานตาง ๆ เชน ภาษาไทย ภมูิศาสตรประวัติศาสตรสังคมวิทยา มานษยวุิทยา โบราณคดี รัฐศาสตรเศรษฐศาสตรปรัชญา เปนตน


170 กิจกรรม กิจกรรมที่ 3 ใหนกศั ึกษาตอบคําถามตอไปนี้ 1. พระไตรปฎกมีความสําคัญอยางไรบาง 1.1......................................................................................................................................................... …………………………………………………………………………………………….……. 1.2......................................................................................................................................................... ………………………………………………………………………………………………….. 1.3......................................................................................................................................................... ……………………………………………………………………………………………………. 1.4......................................................................................................................................................... ……………………………………………………………………………………………………. 1.5......................................................................................................................................................... ……………………………………………………………………………………………………. 1.6......................................................................................................................................................... ……………………………………………………………………………………………………. 2. พระไตรปฎกมีคุณคาตอพุทธศาสนาอยางไรบาง 2.1......................................................................................................................................................... ……………………………………………………………………………………………………. 2.2......................................................................................................................................................... ……………………………………………………………………………………………………. 2.3......................................................................................................................................................... …………………………………………………………………………………………………….


171 ตอนที่ 3 การธํารงรักษา ปกปองพระพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชนมีหนาที่ปฏิบัติตอพระพุทธศาสนาหลายประการ นอกเหนือจากหนาที่หลัก ๆ ไดแก การศึกษาหาความรูการปฏิบัติตามหลักธรรม และพิธีกรรม กรเผยแผและปกปองพระพุทธศาสนา ยังมี หนาที่อื่น ๆ อีกเชน การเรียนรูหนาที่ของพระสงฆในการปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัย และมีจริยาวัตรที่ เหมาะสม การปลูกจิตสํานึกในการบํารุงรักษาศาสนสถาน การรวมตัวขององคกรชาวพุทธการเปนศิษยที่ดี เปนตน เรื่องที่ 3.1 การธํารงรักษาพระพุทธศาสนาของพุทธบริษัท พุทธบริษัท หมายถึง ผูสืบทอดพระพุทธศาสนา 4 กลุม คือ พระภิกษุพระภิกษุณีอุบาสก และ อุบาสิกา ซึ่งในสมัยตอมามีการบัญญัติศัพทภาษาไทยวา พุทธศาสนิกชน พุทธบริษัท หรือพุทธศาสนิกชน มีหนาที่หลักในการธํารงรักษาพระพุทธศาสนาดังนี้ 1. การเผยแผพระพุทธศาสนาของพระสงฆพระสงฆมีหนาที่ศึกษาพระธรรมคําสอนของ พระพุทธเจาใหเขาใจอยางถองแทและนํามาเผยแผแกมวลมนุษยใหไดพบความสงบ และสันติสุขอยาง แทจริง พระภิกษุสามารถเผยแผพระพุทธศาสนาไดหลายทางไดแก 1.1 การแสดงธรรมและปาฐกถาธรรม หรือเรียกกันทั่วไปวา “เทศน” ในโอกาสตาง ๆ ทั้งงาน มงคลและงานอวมงคล พระสงฆจะตองศึกษาพระธรรมคําสอนใหเขาใจและนํามาถายทอดใหกับประชาชน ดวยวิธีการตาง ๆ ที่ทําใหประชาชนเกิดความเขาใจเลื่อมใสในศาสนามากขึ้น 1.2 การประพฤติตนเปนแบบอยาง พระสงฆจะตองเปนผูรักษาศีล มีความสํารวมทั้งกาย วาจา ใจ มีชีวิตเรียบงายไมยึดติดกับลาภ ยศ หรือตําแหนง พอใจเพียงปจจัย 4 มีเมตตากรุณาไมผูกพยาบาท ไมคิดราย ตอผูอื่นพระสงฆที่ดีไมตองเอยคําสอน เพียงมีวัตรปฏิบัติท่งดงามี ประชาชนก็เลื่อมใสศรัทธา มีจริยาวัตรที่ดีเชน 1) ออกบิณฑบาตตอนเชา 2) ทําวัตรสวดมนตเจริญภาวนา 3) พิจารณาปจจัย ไดแกอาหาร เครื่องนุงหม ที่อยูอาศัยและยารักษาโรคแลวบริโภคใชสอย อยางมีสติ 4) ทําความสะอาดบริเวณที่อยูอาศัยและบริเวณวัด 5) ชวยเหลือรับใชพระอุปชฌายและพระเถระผูใหญ 6) บริหาร หรือดูแลรักษารางกายและสิ่งของของตนใหสะอาดเรียบรอย เชน อาบน้ํา ตัดเล็บ ซักจีวรเปนตน


172 7) ดํารงตนใหนาเคารพกราบไหว 2. การแสดงบทบาทของพระสงฆในการเผยแผพระพุทธศาสนา พระสงฆมีหนาที่โดยตรงในการเผยแผ ศาสนาโอกาสที่พระสงฆจะไดทําหนาที่นี้ไดแก 2.1 การบรรยายธรรม ในปจจุบันการบรรยายธรรมแตกตางจากสมัยพุทธกาล หรือสมัยกอนที่ จะตองบรรยายตอหนาผูคน ปจจุบันอาจบรรยายธรรมโดยอาศัยระบบสื่อสารมวลชน เชน ทางวิทยุโทรทัศน หรืออินเตอรเน็ต ก็ไดการบรรยายเพื่อเผยแผพระศาสนานั้นตองระมัดระวังในเรื่อง 1) การดูหมิ่นศาสนาอื่น ไมวาจะโดยทางตรงหรือโดยทางออม 2) ตองรูกาลเทศะที่เหมาะสม ไมบรรยายพร่ําเพรื่อ 3) ในการบรรยายเมื่อตองเปรียบเทียบกับศาสนาอื่น ควรระบุวาสิ่งใดคือขอเท็จจริง สิ่งใดเปน ความเห็น หรือควรหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบกับศาสนาอื่น 2.2 การจัดนิทรรศการ เพื่อเผยแพรความรูหลักธรรมคําสอน อาจจะจัดพรอมกับมีสื่ออื่น ๆ ประกอบ 3. การเปนชาวพุทธที่ดีตามหลักทิศ 6คําวาทิศในทางพระพุทธศาสนา ไดแกทิศเบื้องบน คือ พระสงฆทิศเบื้องหนาคือ บิดามารดา ทิศเบื้องขวาคือ ครูอาจารย ทิศเบื้องซายคือ มิตรสหาย ทิศเบื้องหลัง คือ ภรรยา บุตร ธิดา ทิศเบื้องลาง คือ ผูอยูใตบังคับบัญชา การปฏิบัติตามหลักทิศ 6 จะกอใหเกิด ความสมานฉันทการเกื้อกูลกันระหวางบุคคลเพื่อจะไดเปนบิดามารดาครูอาจารยศิษยมิตรสหาย สามีภรรยา นายจางลูกจางที่ดีนําไปสูการเปนพุทธศาสนิกชนที่ดี 4. การเขาคายคุณธรรม เปนการปลูกฝงคุณธรรมจริยธรรมแกเยาวชน ถาเยาวชนไดรับการพัฒนา อยางถูกวิธีเยาวชนเหลานี้ก็จะเปนกําลังสําคัญในการพัฒนาประเทศชาติตอไป การเขาคายคุณธรรมจะมี กิจกรรมตาง ๆ ที่สรางจิตสํานึกใหกับเยาวชนใหนําหลักธรรมไปใชในชีวิตประจําวันไดอยางเหมาะสม 5. การเขารวมพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา หมายถึง ระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับศาสนาที่กําหนดขึ้น แสดงออกถึงความเชื่อทางศาสนา ซึ่งกระทําเพื่อใหเกิดความอบอุนทางใจ ทําใหการปฏิบัติศาสนกิจเปนสิ่ง สําคัญและมีความนาเชื่อถือ นาศรัทธามากขึ้น 6. การแสดงตนเปนพุทธมามกะคือการประกาศตนวาเปนผูยอมรับนับถือพระพุทธเจาเปนการแสดงใหปรากฏ วาตนยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาเปนศาสนาประจําชีวิตของตน ถึงแมประชาชนไทยจะนับถือ พระพุทธศาสนาตามบิดามารดาแตการแสดงตนเปนพุทธมามกะทําใหเกิดความซาบซึ้งในพระพุทธศาสนา กิจกรรมที่ทําชวยกระตุนเยาวชนใหตั้งมั่นในความเปนพุทธมามกะของตน 7. การบรรพชาอุปสมบท บรรพชา หมายถึง เวนทั่วเวนโดยสิ้นเชิงคือเวนจากพฤติกรรมตาง ๆ ที่ เคยทําสมัยครองฆราวาส หันมาถือชีวิตสันโดษ ไมฟุงเฟอ ถือเพศบรรพชิต การบรรพชาเกิดขึ้นครั้งแรกใน สมัยพุทธกาลเมื่อพระราหุลกุมารบรรพชาเปนสามเณรเมื่ออายุได 7 พรรษา สวนการอุปสมบท หมายถึงการบวช เปนพระสงฆ


173 การบรรพชาทําใหเยาวชนใกลชิดพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น ไดรับการฝกอบรมดานวินัย กิริยามารยาท กลอมเกลาจิตใจใหอยูในศีลในธรรม และรูจักใชเวลาวางใหเปนประโยชน การอุปสมบทมีประโยชนคือ ทําใหคนในวัยหนุมไดเรียนรูพระธรรมวินัยฝกความสํารวม กาย วาจาใจฝกความอดทน ความรบผั ิดชอบ เรียนรูระเบียบประเพณีปฏิบัติของสังคม ชวยค้ําชูและเผยแผศาสนา 8. บํารุงรักษาและใชประโยชนจากวัดและพุทธสถาน สามารถทําไดดังนี้ 8.1 บํารุงรักษาพุทธสถาน อุโบสถวิหารเจดียใหมั่นคงแข็งแรงและสะอาด 8.2 รักษาศาสนสถานใหเปนเขตพระรัตนตรัย มีความศักดิ์สิทธิ์ไมฆาสัตวหรือนําอบายมุขมา แปดเปอน 9. ปฏิบัติตามหนาที่หลักของชาวพุทธดังนี้ 9.1 หมั่นศึกษาหาความรูเกี่ยวกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเพื่อเพิ่มพูนความฉลาดเฉียบแหลม ความแกลวกลาความเปนพหูสูตใหกับตนเอง สามารถนําความรูไปบอกแสดงเผยแผแกผูอื่นได 9.2 พยายามนําหลักธรรมที่ศึกษาไปประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจําวัน โดยเลือกเอาหลักธรรมที่ เหมาะสมไปประยุกตใชใหเขากับการดําเนินชีวิตของตนเองเพื่อใหเกิดความสงบสุขแกตนเองครอบครัวและ สังคมตอไป การธํารงรักษาพระพุทธศาสนาเปนหนาที่ที่พุทธศาสนิกชนทุกคนตองปฏิบัติใหเปนนิสัย เริ่มตน จากการปฏิบัติเพื่อตนเอง ชุมชน และขยายไปถึงประเทศชาติและโลกตอไป เรื่องที่ 3.2 การปลูกจิตสํานึกและการมีสวนรวมในสังคมพุทธ พระพุทธศาสนาเปนศาสนาที่บรรพบุรุษเราชาวไทยรักษาเปนมรดกตกทอดมาจนถึงปจจุบัน ดังนั้น ชาวพุทธผูนับถือพระพุทธศาสนาจึงมีหนาที่ในการปกปองพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนามีหลักคําสอนที่ มีคุณคาและมีประโยชนมุงเนนความสงบ สันติตอสังคมโดยรวม แตทั้งนี้ก็อาจมีผูที่จองทําลาย พระพุทธศาสนาอาจจะโดยรูเทาไมถึงการณหรือโดยเปาหมายอยางอื่น เชน เพื่อตั้งเปนเจาลัทธิใหมๆ เพื่อ จะตั้งตนเปนผูนําความเชื่อใหมหรือเพื่อเผยแพรศาสนาอื่น หรือลัทธิอื่น เปนตน จึงเปนหนาที่ของชาวพุทธ ที่จะปกปองพระพุทธศาสนาอยางเต็มกําลัง ซึ่งสามารถปฏิบัติไดดังนี้ 1. ถามีผูจะทําลายศาสนาโดยรูเทาไมถึงการณใหแกไขดวยการชี้แจงอธิบาย เผยแพรความรูใหถูก ตามหลักทางพระพุทธศาสนา เชน การใหความรูเกี่ยวกับหลักธรรมที่ถูกตอง เพื่อปองกันการตีความ ที่ผิดพลาดแนะนําใหเห็นบาปบุญคุณโทษของการทําลายศาสนสถาน ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาใหถูกตอง หาทางเลิกสิ่งที่ผิดเชน ในพิธีกรรมไมควรมีการดื่มสุรา เปนตน 2. ตองชวยกันเรงเราใหฝายบานเมืองดําเนินการตามหนาที่เพื่อไมใหกลายเปนปญหาลุกลามตอไป เมื่อมีผูลําลายศาสนาไมวาจะรูปแบบใดเชน มีผูสอน หรือตีความคําสอนอยางผิด ๆ ตองชวยกันแกไขและ แจงใหชาวพุทธทั่วไปไดทราบอยางเรงดวน อยาทิ้งไวจนมีผูหลงผิดปฏิบัติไปตามนั้น


174 3. หากมีการดําเนินการใดที่จะทําลายสถาบันศาสนา ตองแสดงตนปกปองภัยและชี้ใหประชาชนเห็น ภัยอันตรายนั้น และชวยกันปองกัน การปฏิบัติตามวิธีการทั้งหมดควรทําดวยเมตตาดวยวิธีละมุนละมอม ใช เหตุผลถือหลักความถูกตองชอบธรรม และไมละเมิดกฎหมายบานเมือง การที่ชาวพุทธจะเปนผูปกปองพระพุทธศาสนาไดตองเตรียมความพรอมในการเปนชาวพุทธกอน คือ 1. ตองยืนยันถึงความศรัทธาตอพระพุทธศาสนาอยางแทจริง พระพุทธศาสนามีประโยชนและคุณคา ตอชีวิตของชาวพุทธอยางแทจริง 2. ตองศึกษาหลักคําสอนของพระพุทธศาสนาใหรูอยางถูกตองถองแท 3. รูและปฏิบัติตามหลักธรรมและหลักพิธีกรรมอยางถูกตอง 4. อุปถัมภทํานุบํารุงศาสนสถาน ซึ่งถือวาเปนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพระพุทธศาสนา นอกเหนือจากการปลูกจิตสํานึกใหกับชาวพุทธในการธํารงรักษาและปกปองพระพุทธศาสนาแลว ชาวพุทธจะตองมีการรวมกลุม และมีสวนรวมในองคกรของชาวพุทธซึ่งมีหนาที่ในการชี้แจง พระพุทธศาสนา การชี้แจงพระพุทธศาสนา หมายถึงการพูดขยายความใหเขาใจชัดเจนเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาใน กรณีที่พระพุทธศาสนาถูกผูไมมีความรูที่แทจริงกลาวถึงในทางที่ผิด ๆ คลาดเคลื่อนไปจากความเปนจริง และถูกบุคคลหรือองคการตางชาติตางศาสนาพูดถึงพระพุทธศาสนาที่ไมถูกตอง การชี้แจงพระพุทธศาสนาก็เชนเดียวกับการถายทอดพระพุทธศาสนา ชาวพุทธที่เปนคฤหัสถหรือ ชาวบาน ไมควรผลักภาระหนาที่ใหแกพระภิกษุสงฆเพียงฝายเดียวโดยเฉพาะในกรณีที่พระพุทธศาสนาถูกบุคคล หรือองคการตางชาติตางศาสนาระราน ชาวพุทธทุกคนทุกฝายทั้งฝายพระภิกษุสงฆและฝายชาวบานควรชวยกัน ชี้แจงใหเกิดความเขาใจอยางถูกตอง นับตั้งแตพระพุทธศาสนาอุบัติขึ้นในโลก พระพุทธศาสนาถูกบุคคลในองคการลัทธิและศาสนาอื่น ระรานมาโดยตลอด แตพระพุทธศาสนาก็สามารถดํารงสืบตอและเจริญมั่นคงมาไดจนถึงทุกวันนี้ก็เพราะ ชาวพุทธทุกฝายรวมมือกนชั ี้แจงใหเกิดความเขาใจที่ถูกตอง มีชาวพุทธเปนจํานวนมากที่มีความเขาใจไมถูกตองตามความเปนจริงเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะหลักธรรมคําสอนบางเรื่อง เชน เรื่องความสันโดษ เรื่องความมักนอย เรื่องกรรม เปนตน แลว กลาวหาวาเพราะพุทธศาสนาสอนเรื่องเหลานี้ทําใหคนเกียจคราน เฉื่อยชาและเปนอุปสรรคสําคัญตอการพัฒนา ประเทศชาติในกรณีเชนนี้เปนหนาที่ของชาวพุทธทุกคนที่มีความเขาใจเรื่องดังกลาวเปนอยางดีตองชี้แจง ใหชาวพุทธเหลานั้นไดเขาใจและปฏิบัติตนไดอยางถูกตองเหมาะสม ตัวอยางเชน ในกรณีของความเขาใจผิดเรื่องความสันโดษ ควรชี้แจงใหเขาเขาใจวา คําสอนเรื่อง ความสันโดษนี้ไมไดสอนใหคนเกียจคราน เฉื่อยชา ตรงกันขามความสันโดษกลับเปนคําสอนที่สงเสริม การพัฒนาและการพัฒนาสังคม เพราะความสันโดษไมสกัดกั้นความเพียรไมหยุดยั้งความอุตสาหะไมขวางกั้น ความใฝรูเรียน สันโดษสอนคนใหมีความพอใจในผลประโยชนที่เกิดขึ้นจากการกระทําที่ดีที่สุดของตนแลว


175 เมื่อมีความพอใจก็สามารถประคองจิตใหสงบเยือกเย็น พนจากความวุนวายและลดความเห็นแกตัวเห็นแกได ที่จะกอบโกยเอาทุกสิ่งมาเปนของตนอยางไมมีที่สิ้นสุด ในกรณีอื่น ๆ ก็เชนกัน หากพบเห็นใครพูดผิดเขียนผิดและกระทําผิดถาอยูในวิสัยที่พอจะชี้แจงได ตองรีบชี้แจงใหถูกตองตามขอเท็จจริงและใหเกิดความเขาใจตามความเปนจริง ไมควรปลอยทิ้งไวเพราะจะ ทําใหเกิดความเขาใจผิดอาจสรางความเสื่อมเสียและความมัวหมองใหเกิดขึ้นแกพระพุทธศาสนาได ตัวอยางเชน การสวมหมวก สวมรองเทาหรือแตงกายไมสุภาพเรียบรอยเขาไปในโบสถซึ่งเปน สถานที่ที่ชาวพุทธเคารพ การเลนการพนันและดื่มสุราในวัดการยิงนก ตกปลาของเด็ก ๆ ในวัดการกลาว ลอเลียนสถาบันทางพระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธเคารพนับถือ การวางมือบนเศียรพระพุทธรูป เพื่อถายรูป การซื้อพระพุทธรูปไปทําเฟอรนิเจอรประดับบาน การเขาไปจับมือถือแขนพระสงฆของชาวตางชาติ เปนตน การกระทําดังกลาว บางครั้งอาจทําไปดวยความไมรูหรือรูเทาไมถึงการณถาเราเห็นก็ควรแนะนํา ชี้แจงใหเขาเขาใจและปฏิบัติถูกตอง หลักการชี้แจงพระพุทธศาสนา การชี้แจงพระพุทธศาสนาเปนสวนหนึ่งของการประชาสัมพันธควรเริ่มตนตั้งแตระดับครอบครัว วงศาคณาญาติมิตรสหายและขยายวงกวางไปยังบุคคลอื่น ๆ พระพุทธศาสนาที่เจริญรุงเรืองมาถึงทุกวันนี้ สวนหนึ่งเปนผลมาจากการที่ชาวพุทธชวยกันทําหนาที่ในการชี้แจงใหบุคคลหรือองคการตางชาติตางศาสนา ที่มีความเขาใจผิดเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเกิดความเขาใจที่ถูกตอง การชี้แจงพระพุทธศาสนามีหลักการขอหนึ่งที่ผูที่ทําหนาที่นี้ควรยึดถือเปนหลักปฏิบัติหลักการ ดังกลาวปรากฏอยูในพระโอวาทปาติโมกขคืออนุปวาโท แปลวาการไมกลาวรายผูอื่น หมายความวาในการชี้แจง พระพุทธศาสนานั้น ชาวพุทธไมควรกลาวราย หรือใหรายปายสีหรือกระทบกระเทียบผูอื่น หรือศาสนาอื่น โดยถือหลักวา เมื่อถูกใครเขาใสรายไมควรโตตอบ เพราะการโตตอบเปนชนวนของการทะเลาะวิวาท ไมควร ตําหนิดาวา หรือแสองอาการโกรธเคืองจนเกิดเหตุแตควรชี้แจงใหเขารูและเขาใจดวยเหตุผลตามความเปนจริง ซึ่งเรื่องนี้พระพุทธเจา พระสาวกไดทรงกระทําและปฏิบัติใหเปนตัวอยางมาแลวในอดีต สรุปสาระสําคญั พระพุทธศาสนามีความสําคญอยั างยิ่งตอสงคมไทย ัพุทธศาสนิกชนจึงตองทําความเขาใจในหนาที่ ของตนเองใหถูกตองโดยการเปนชาวพุทธที่ดีชวยกันทานํุบํารุงพระพุทธศาสนาใหเจรญริุงเรือง มีความมั่นคง รวมทั้งพยายามศึกษาหาความรูปฏิบัติตามหลักธรรมและประเพณีพิธกรรมทางศาสนาีเผยแผและปกปอง พระพุทธศาสนาและสวนรวมก ับสังคมชาวพุทธอื่น ๆ


176 กิจกรรม กิจกรรมที่ 4 ใหนกศั ึกษาเตมขิ อความตอไปนี้ใหสมบูรณ 1. พุทธบริษัท หมายถึง ................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................. 2. หนาที่ในการธํารงรักษาพระพุทธศาสนาของพุทธบริษัท ไดแก  2.1 ................................................................................................................................................................. 2.2 ................................................................................................................................................................. 2.3................................................................................................................................................................. 2.4 ................................................................................................................................................................. 2.5 ................................................................................................................................................................. 2.6 ................................................................................................................................................................. 2.7 ................................................................................................................................................................ 2.8 ................................................................................................................................................................. 2.9 ................................................................................................................................................................. 3. ชาวพุทธสามารถปกปองพระพุทธศาสนาไดโดย 3.1 ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. 3.2 ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. 3.3 ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. 4. การชี้แจงพระพุทธศาสนา สามารถทําไดโดย................................................................................................ ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................


177 บรรณานุกรม ชํานาญ นิศารัตน. หนังสือเรยนสี ังคมศึกษารายวิชา ส 041 ศาสนาสากล ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานชิ, 2536. ดนัย ไชยโยธา สุคนธ สินธุพานนท และ สุริวัตร จันทรโสภา. หนังสือเรียนพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4-6. พิมพครั้งท 3.ี่ กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, 2553. นภดลขวัญชนะภกดั ี. พระพุทธศาสนา ชวงช ั้นที่ 4 เลม 2. กรุงเทพฯ : ประสานมิตร, 2547. ประเวศ อินทองปาน. ศาสนาเบื้องตน . กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 2545. ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานกรมฉบุับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, 2525. วิทยวิศทเวทย เสถียรพงษวรรณปก. พระพุทธศาสนา ม.5. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, 2552. วิทยา ปานะบตรุ . คูมือเสริมเรียนรูดวยตนเอง ชวงชั้นที่ 4. กรุงเทพฯ : เพิ่มทรัพยการพิมพ, 2552. วีรชาตินิ่มอนงค พระรพิน พุทธฺสาโร. หนังสือเรียนสาระการเรียนรูพื้นฐาน ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม. กรุงเทพฯ : สถาบันพัฒนาคณภาพวุิชาการ, 2548. สุชีพ ปุญญานุภาพ. พระไตรปฎกสําหรับประชาชน. พมพิ ครั้งที่ 13. กรุงเทพฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย, 2534. อมร รักษาสัตย. “การปกครองภิกษุสงฆตามหลักประชาธิปไตย หลักอาวุโส และพระวินยั” ใน ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน. หนา 329-344. กรุงเทพฯ : การันตการพ ิมพ, 2542.


178 หนวยการเร ี ยนรู ท ี่ 6 พลเม ื องด ี ของสังคม โครงสรางของหนวย มาตรฐานการเรียนรู มาตรฐานที่ ส 5.3 ปฏิบัติตนเปนพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย มีจิตสาธารณะเพื่อความสงบสุขของสังคม ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. วิเคราะหความสําคัญของโครงสรางทางสังคม การขัดเกลาทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม 2. วิเคราะหความจําเปนที่จะตองมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและอนุรักษวัฒนธรรมไทย รูวิธีการ เลือกรับวัฒนธรรมสากล 3. ปฏิบัติตนและมีสวนสนับสนุนใหผูอื่นประพฤติปฏิบัติตนเปนพลเมืองดีของประเทศชาติและ สังคมโลก รายละเอียดขอบขาย ตอนที่ 1โครงสรางทางสังคม เรื่องที่ 1.1 สถาบันทางสังคม เรื่องที่ 1.2 การจัดระเบยบทางสี ังคม เรื่องที่ 1.3 การขัดเกลาทางสังคม ตอนที่ 2การเปลี่ยนแปลงและแนวทางการพัฒนาสังคม เรื่องที่ 2.1 การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เรื่องที่ 2.2 แนวทางการพัฒนาสังคม ตอนที่ 3 วัฒนธรรมไทย เรื่องที่ 3.1 ความหมายและความสําคัญของวัฒนธรรม เรื่องที่ 3.2 ลักษณะของวัฒนธรรมไทย เรื่องที่ 3.3 การอนุรักษวัฒนธรรมไทย เรื่องที่ 3.4 วัฒนธรรมไทยกบวั ัฒนธรรมสากล ตอนท่ 4ี การประพฤติตนเปนพลเมืองดของสี ังคม เรื่องที่ 4.1 ความหมายและความสําคัญของพลเมืองดี เรื่องที่ 4.2 คุณลักษณะและหนาที่ของพลเมืองดี


179 เวลาที่ใชในการศึกษา 15 ชั่วโมง ส ื่อการเรียนรู ชุดการเรียนทางไกลรายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง 2 รหัสรายวิชา สค33009 ระดับมัธยมศึกษา ตอนปลาย กิจกรรมการเรียนรู 1. ศึกษารายละเอียดจากชดการเรุียนทางไกล 2. ปฏิบัติกิจกรรมแตละตอนที่กําหนด 3. ศึกษาหาความรูเพิ่มเติมจากผูรูหรือสื่อที่มีอยูในแหลงเรียนรูตางๆ การประเมินผล ประเมินผลดวยตนเองจากการทําแบบทดสอบ แบบฝกหัดและกิจกรรม แลวตรวจสอบจากเฉลยทายเลม


180 ตอนท ี่ 1 โครงสร างทางสังคม สังคม หมายถึงการรวมตัวของมนุษยตั้งแตสองคนขึ้นไป พัฒนาขึ้นไปเปนสังคมใหญมีความซับซอน มากขึ้น การที่มนุษยรวมตัวเปนสังคมเพราะมนุษยจําเปนตองพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันในการดํารงชีวิต และ ตอบสนองความตองการดานตาง ๆ ที่หลากหลาย โดยเฉพาะความตองการดานปจจัยพื้นฐานในการ ดํารงชีวิต ในการอยูรวมกันเปนสังคมตองมีการวางรูปแบบ กฎเกณฑของพฤติกรรม เพื่อกําหนดรูปแบบ ความสัมพันธของคนในสังคมใหสามารถอยูรวมกันไดอยางสงบสุข มีความเปนระเบียบเรียบรอยในสังคม โดยออกมาในรูปกฎหมายกฎศีลธรรม ระเบียบปฏิบัติตาง ๆ ดังนั้น ในสังคมหนึ่ง ๆ จะตองประกอบดวยประชากรตั้งแตสองคนขึ้นไปที่มีปฏิสัมพันธตอกัน อาศัยอยูในอาณาเขตที่แนนอน และมีการจัดระเบียบทางสังคม หรือมีบรรทัดฐานของสังคมที่คนในสังคม สามารถเขาใจไดตรงกัน โครงสรางทางสังคม ประกอบดวยสถาบันทางสังคม การจัดระเบียบทางสังคม และกระบวนการขัดเกลา ทางสังคม เร ื่องที่ 1.1 สถาบันทางสังคม 1. สถาบันทางสังคม หมายถึงระบบหรือรูปแบบความสัมพันธกระบวนการและวัสดุอุปกรณที่สราง ขึ้นเพื่อสนองความตองการของคนในสังคม ในแตละสถาบันจะมีจารีต ประเพณีธรรมเนียมปฏิบัติ กฎเกณฑอาคารสถานที่วัสดุอุปกรณเครื่องมือเครื่องใชรวมทั้งสิ่งที่ไมสามารถมองเห็นไดเชน ความเชื่อ คานิยม เปนตน 2. ลักษณะสําคัญของสถาบนทางสังคมั 2.1 สถาบันสังคมเปนนามธรรม สถาบันสังคมไมใชตัวบุคคลหรือกลุมคน ไมใชสิ่งของ แตเปน แบบแผนพฤตกรรมซิ ึ่งกําหนดขึ้นเพื่อเปนแบบแผนในการปฏิบัติรวมกันของสมาชิกทุกคน 2.2 สถาบันสังคมเกิดจากการเชื่อมโยงบรรทัดฐานตาง ๆ ทางสังคม ซึ่งไดแกวิถีชาวบาน จารีต และกฎหมายโดยเปนสวนของว ัฒนธรรมในสังคม 2.3. สถาบันสังคมเกิดขึ้นเพอสนองความตื่ องการในดานตาง ๆ รวมกันของสมาชิกในสังคม และ เพื่อการคงอยของสู ังคม 2.4. สถาบนสั ังคมเกิดจากการยอมรบรั วมกนของสมาชั ิกในสังคม สถาบันสังคมจึงเปนระเบยบี แบบแผน พฤติกรรมที่ชัดเจนและเปลี่ยนแปลงไดยากเนองจากเกื่ดขิ ึ้นโดยการยอมรบรั วมกันของสมาชิกใน สังคม


181 3. องคประกอบของสถาบนทางสังคมั 3.1 กลุมสังคม สถาบันสังคมประกอบไปดวยกลุมสังคมตาง ๆ ที่ทําหนาที่สนับสนุนให การกระทําระหวางสมาชิกบรรลุวัตถุประสงครวมกัน โดยประกอบดวยสถานภาพหรือตําแหนงทางสังคม และบทบาทหนาที่เพื่อใหแบบแผนพฤติกรรมดําเนินไปสูวัตถุประสงคของกลุมสังคมนั้น 3.2 หนาที่ของสถาบันทางสังคม หมายถึง วัตถุประสงคในการสนองความตองการของสังคม ในดานตางๆ ของสถาบันสังคมแตละสถาบัน 3.3 แบบแผนพฤติกรรมในการประพฤติปฏิบัติตนของสมาชิก เพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคของสถาบัน นั้น ไดแกบรรทัดฐานทางสังคม ซึ่งประกอบไปดวยวิถีชีวิต ทําใหกิจกรรมในการดําเนินชีวิตของสมาชิก ในสงคมัสามารถสนองวัตถุประสงคของสถาบันสังคมนั้น 3.4 สัญลักษณ และคานิยม ทําใหสมาชิกเกิดอุดมการณและศรัทธาตอสถาบันสังคมเชน ธงชาติเปน สัญลักษณของสถาบันการเมืองการปกครอง เสรีภาพและความเสมอภาคเปนคานิยมของสถาบันการเมือง การปกครองในสังคมประชาธิปไตย เปนตน 4. ประเภทสถาบันทางสังคมที่สําคัญ สถาบันทางสังคม แยกได 6 สถาบัน ดังนี้ 4.1 สถาบันครอบครัว หมายถึง สถาบันสังคมซึ่งเกี่ยวของกับแบบแผนการสมรส การอบรมเลี้ยงดู บุตรและแบบแผนความสัมพันธระหวางเพศ ซึ่งเปนที่ยอมรับวาถูกตองตามสังคม กลุมสังคมในสถาบันครอบครัว ไดแกครอบครัวซึ่งประกอบดวยสมาชิกที่อาศัยอยูในครัวเรือน เดียวกัน เชน บิดา มารดา บุตรวงศาคณาญาติที่เกี่ยวของโดยสายโลหิต หรือการสมรส หรือมีบุตรบุญธรรม 1) หนาที่ของสถาบันครอบครัว (1) ผลิตสมาชิกใหมใหแกสังคม เพื่อทดแทนสมาชิกของสังคมที่สิ้นชีวิตลง (2) เลี้ยงดูสมาชิกใหมใหมีชีวิตรอดเนื่องจากทารกแรกเกิดและเด็กไมสามารถดูแลตนเองได (3) ถายทอดวัฒนธรรมของสังคมไปสูสมาชิกใหมซึ่งเปนกระบวนการขัดเกลาทางสังคม เพื่อใหเด็กเติบโตเปนสมาชิกที่ดีของสังคม (4) อื่นๆไดแกการสนองความตองการทางจิตใจทําหนาที่ใหความรักความอบอุนแกสมาชิก แบบแผนพฤตกรรมในการประพฤต ิ ิปฏิบัติตนของสมาชกสถาบิ ันครอบครวประกอบไป ั ดวยแบบแผนพฤติกรรมซึ่งเปนบรรทดฐานทางสั ังคมเชน ประเพณีการหมนั้สมรสเปนตน สถาบนครอบครั ัวใน สังคมแตละแหงย อมมีแบบแผนพฤติกรรมแตกตางกันไปตามวัฒนธรรมของสังคม เชน มีรูปแบบประเพณี การสมรสแตกตางกันไป เปนต น 2) สัญลักษณและคานิยม สัญลักษณของสถาบันครอบครัวที่สําคัญ คือ แหวนหมั้น แหวน แตงงาน เปนตน สถาบันครอบครัวในแตละสังคมยอมมีคานิยมตางกันตามวัฒนธรรมของสังคม เชน สังคม สมัยใหมสามีและภรรยามีคานิยมในการหาเลี้ยงครอบครัวเทาเทียมกัน การรวมรับผิดชอบกิจกรรมตาง ๆ ในครอบครัวอยางเทาเทียมกัน


182 4.2 สถาบันการศึกษา หมายถึง สถาบันสังคมซึ่งเกี่ยวของกับแบบแผนการขัดเกลาและ การถายทอดวัฒนธรรม การใหความรูและการฝกทักษะอาชีพ เพื่อความเปนสมาชิกที่เหมาะสมของสังคม กลุมสังคมในสถาบันการศึกษา ไดแก โรงเรียน มหาวิทยาลัย กระทรวง ทบวง กรม ที่ทําหนาที่เกี่ยวของกับการศึกษา กลุมสังคมเหลานี้จะประกอบไปดวยตําแหนง หรือสถานภาพทางสังคม เชน ครูอาจารยเปนตน 1) หนาที่ของสถาบันการศึกษา (1) ถายทอดความรูวัฒนธรรม และทักษะอันจําเปนในการดํารงชีพของสมาชิกในสังคม (2) สรางบุคลิกภาพทางสังคมใหแกสมาชกิ สามารถปรับตนในการตดติ อสัมพันธกบั บุคคลอื่นและปฏิบัติตนใหมคีุณคาแกสังคม (3) การกําหนดสถานภาพทางสังคม และชนชั้นทางสังคมสถานภาพจาก สถาบันการศึกษาเปนสวนประกอบส  ําคัญประการหนงในการจ ึ่ดชั วงชั้นทางสังคม (4) การผลิตกําลังแรงงานทางเศรษฐกิจ ตามความตองการทางสังคม (5) การสรางกลุมเพื่อนเปนหนาที่แฝงของสถาบันการศึกษาซึ่งกอใหเกิดการรวมกลุมเพื่อน เพื่อสนองความตองการทางจิตใจของสมาชิกในสังคม 2) แบบแผนพฤติกรรมในการประพฤติปฏิบัติตนของสมาชิก สถาบันการศึกษาประกอบไปดวย แบบแผนพฤติกรรมเพื่อสนองตอหนาที่ตาง ๆ ของสถาบัน เชนการจัดระบบการเรียนการสอน เปนตน แบบแผนพฤติกรรมดังกลาวมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงใหเหมาะสมแกความตองการของสังคมปจจุบัน 3) สัญลักษณและคานิยม สัญลักษณของสถาบันการศึกษา มักปรากฏในองคการทางการศึกษา ตาง ๆ เชน เข็มเครื่องหมายของโรงเรียน เปนตน แตละสังคมยอมมีปรัชญาและคานิยมทางการศึกษาตางกัน 4.3 สถาบันศาสนา หมายถึง สถาบันที่ทําหนาที่ชวยสนองความตองการดานเสริมกําลังใจใหแก สมาชิกในสังคมเพื่อใหใชชีวิตอยูในสังคมดวยความปกติสุขโดยปฏิบัติตามคติความเชื่อ กลุมสังคมในสถาบันศาสนา ที่สําคัญไดแกคณะสงฆและกลุมผูปฏิบัติธรรม โดยมีตําแหนง หรือสถานภาพทางสังคมตางๆ กัน ตางมีบทบาทหนาที่เกี่ยวของสัมพันธกันตามสถานภาพทางสังคมดังกลาว 1) หนาที่ของสถาบันศาสนา (1) สรางความเปนปกแผนให  แกสังคม (2) สรางเสริมและถายทอดวฒนธรรมแกั สังคม (3) ควบคุมสมาชิกใหปฏิบัตตามบรรทิ ัดฐานของสังคม (4) สนองความตองการทางจิตใจแกสมาชกเมิ ื่อสมาชิกเผชิญกับปญหาตาง ๆ 2) แบบแผนพฤติกรรมในการประพฤตปฏิ ิบตัิตนของสมาชิก โดยทั่วไปแบบแผน พฤติกรรมในการปฏิบัติของสมาชิกในสังคม ยอมเปนไปตามหลักธรรมของศาสนาที่ตนนับถือและเปนไป ตามประเพณทางศาสนานี ั้น ๆ กิจกรรมของประเพณีทางศาสนามีความสําคัญในการสรางความรูสึกเปน อันหนึ่งอนเดัยวกี ันของสมาชิกในสังคม


183 3) สัญลักษณและคานิยม สัญลักษณของสถาบันศาสนายอมแตกต างกนไปตามศาสนาท ั ี่ สมาชิกยอมรับนับถือ สําหรับคานิยมของสถาบันศาสนายอมแตกตางกันไปตามหลักของศาสนานนๆั้ 4.4 สถาบันเศรษฐกิจ หมายถึง สถาบันสังคมที่เกี่ยวของกับแบบแผนการสนองความตองการ เกี่ยวกับความจําเปนทางวัตถุเพื่อการดํารงชีวิต เปนแบบแผนพฤติกรรมทางสังคมที่เกี่ยวของกับการผลิต การกระจายสินคาและบริการไปสูผูบริโภค ซึ่งเปนปจจัยสําคัญในการดํารงชีวิต 1) กลุมสังคมในสถาบันเศรษฐกิจ กลุมสังคมในสถาบันเศรษฐกิจมีจํานวนมาก เชน รานคา โรงงานและองคกรเศรษฐกิจตาง ๆ แตละกลุมสังคมนี้ประกอบไปดวยตําแหนงและบทบาทหนาที่ซึ่ง เกี่ยวของสัมพันธกัน เชน ผูจัดการ พนักงาน กรรมกร เกษตรกร เปนตน เพื่อกระทําบทบาทและหนาที่ ดังกลาว 2) หนาที่ของสถาบันเศรษฐกิจ (1) ผลิตสินคาเพื่อสนองความตองการของสมาชิกในสังคม ซึ่งประกอบไปดวยสินคา พื้นฐานจนถึงสินคาอํานวยความสะดวก (2) กระจายสินคาที่ผลิตไดไปสูสมาชิกในสังคมอยางทั่วถึง (3) กระจายบริการตาง ๆ ไปสูสมาชิกในสังคม (4) กําหนดสถานภาพทางสังคมและชนชั้นทางสังคม สถาบันทางเศรษฐกิจกอใหเกิดหนาที่สําคัญ คือ เปนพื้นฐานอํานาจทางการเมือง 3)แบบแผนพฤติกรรมในการประพฤติปฏิบัติตนของสมาชิก สถาบันเศรษฐกิจประกอบดวย แบบแผนพฤติกรรมที่มีความสําคัญในการดํารงชีวิตรวมกันของสมาชิกในสังคม เชน แบบแผนในการผลิต สินคา แบบแผนของการประกอบอาชีพตางๆ เชน อาชีพเกษตรกรรมและอาชีพอุตสาหกรรมมีแบบแผน การประกอบอาชีพตางกัน 4) สัญลักษณและคานิยม สวนใหญเปนสัญลักษณขององคการของสถาบัน เศรษฐกิจนั้นๆ เชน เครื่องหมายทางการคา สําหรับคานิยมและความเชื่อเกี่ยวของกับสถาบันเศรษฐกิจยอม แตกตางกันไปตามวัฒนธรรมของแตละสังคม 4.5 สถาบันทางการเมืองการปกครอง หมายถึง สถาบันสังคมที่เปนแบบแผนที่เกยวขี่ องกับ การสนองความตองการของสมาชิกในการดํารงชีวิตตามกฎระเบยบของสี ังคม ควบคุมใหกลุมคนอยูในสังคม อยางสงบสุข 1) กลุมสังคมในสถาบันการเมืองการปกครอง ประกอบดวยกลุมสังคมตาง ๆ ที่สําคัญคือ กลุมสังคมที่มีการจัดระเบียบอยางชัดแจง ที่เรียกวาองคการเชน พรรคการเมืองกระทรวง ทบวงกรม เปนตน แตละองคการประกอบดวยต ําแหนงหรือสถานภาพทางสังคม เพ่อกระทื ําบทบาทและหนาที่ตามสถานภาพนั้น 2) องคกรของสถาบันการเมืองที่สําคัญ มีดังน ี้ (1) ฝายนติิบัญญัติคือองคกรที่ทําหนาที่ออกกฎหมาย (2) ฝายบริหาร คือ องคกรที่ทําหนาที่ในการบริหารและการบริการใหแกสมาชิกโดยสวนรวม


184 (3) ฝายตุลาการ คือ องคการที่ทําหนาที่ตีความกฎหมายในกรณีที่สมาชิกในสังคมเกิดความขัดแยง ระหวางกัน (4) ฝายองคกรอิสระ คือองคกรที่ประกอบดวยคณะบคคลทุี่ตั้งขึ้นดวยวิธีปลอดจากอํานาจ อิทธิพลของบุคคลที่อาจมีสวนไดเสียกับกจการอิ ันเปนหนาที่ขององคกรอิสระนั้น โดยเฉพาะอํานาจของขาราชการการเมืองและขาราชการประจํา 3) หนาที่ของสถาบันการเมืองการปกครอง (1) สรางระเบยบกฎเกณฑี ใหแกสังคม เชน สถาบันเศรษฐกิจยอมจะตองมีกฎเกณฑ เกี่ยวกับการเงนิ (2) วนิิจฉัยขอขัดแยงระหวางสมาชิกในสังคม มีองคการทางตุลาการคอยใหความ ยุติธรรมแกสมาชิกที่มีความขัดแยงตอกัน (3) หนาที่ในการบริหารองคการของรัฐบาลกลางและรัฐบาลทองถิ่น (4) การปองกนและรั ักษาความปลอดภัยทงภายในส ั้ังคมและจากภายนอกสังคม 4.6 สถาบันนันทนาการเปนสถาบันที่เกี่ยวของกับการพักผอนหยอนใจเพื่อใหการดํารงชีวิตของ มนุษยมีความสุขมากยิ่งขึ้น การพักผอนจะเกี่ยวของกับการสรางความบันเทิงศิลปะการละเลน และการกีฬาเพื่อ สรางความเพลิดเพลิน ทําใหมีการละคร ภาพยนตรงานบันเทิง มหรสพ ดนตรีฟอนรํากีฬาเปนตน สถาบันนันทนาการจะตองมีบุคคลและวิธีการสําหรับดําเนินการ และตองมีเวลาสําหรับ การฝกฝนใหเกิดทักษะความชํานาญเมื่อถึงเวลาแสดงจริงจะสามารถสรางความเพลิดเพลินใหแสดง หรือผูชมได สถาบันทางสังคมทุกสถาบันในสังคมลวนมีความสําคัญไมยิ่งหยอนกวากันและมีความสัมพันธ เกี่ยวโยงกัน ซึ่งถาแยกออกมาเปนเรื่อง ๆ จะเห็นกลุมความสัมพันธที่มีลักษณะคลายคลึงกัน สถาบันทางสังคม เหลานั้นจะทําหนาที่ตอบสนองความตองการของสมาชิกในสังคม เร ื่องที่ 1.2 การจัดระเบียบทางสังคม สังคมเปนที่รวมของบุคคลตั้งแต 2 คนขึ้นไป เมื่อมีการรวมกลุมของกลุมบุคคลเพิ่มมากขึ้น สังคมก็ยิ่งมีความแตกตางในหลาย ๆ ดานเกิดขึ้น ความแตกตางดังกลาว หากมีการควบคุมและจัดระเบียบ ของกลุมและในสังคมที่ไมถูกตองเหมาะสมแลว สังคมก็อาจสับสนวุนวายขึ้นได 1. การจัดระเบียบทางสังคม หมายถึง วิธีการที่คนในสังคมกําหนดขึ้นเพื่อใชเปนระเบียบ กฎเกณฑในการอยูรวมกัน กฎเกณฑเหลานี้ไดรับการจัดเปนแบบแผน ทําใหสมาชิกในสังคมทราบวาจะ ปฏิบัติอยางไรในแตละเวลา โอกาส สถานการณและสถานภาพที่แตกตางกัน ทําใหเกิดความรูสึกเปน หมูพวก สังคมมีความเปนปกติสุข การจัดระเบียบสังคม เปนกระบวนการที่สมาชิกไดพัฒนาการกระทําระหวางกันทางสังคมอยางมี ระเบียบ โดยมีสมาชิกสวนรวมของสังคมไทยยอมรับเปนแนวประพฤติปฏิบัติรวมกันและสืบทอดจนเปน บรรทัดฐานในการดํารงชีวิตรวมกันของสมาชิกในสังคม


185 2. สาเหตุและความจําเปนที่ตองมีการจัดระเบียบสังคม 2.1 เนื่องจากสมาชิกในสังคมมีความแตกตางทั้งในทางกายภาพและในทางสังคม 2.2 เนื่องจากสมาชิกในสังคมมีวัตถุประสงคและมีความตองการรวมกันในสังคมมนุษยทุก ๆ สังคมสมาชิกแตละคนยอมมีความตองการพื้นฐานรวมกัน ดังนั้น จึงจําเปนตองกําหนดระเบียบความสัมพันธ ระหวางสมาชิกเพื่อใหบรรลุถึงวัตถุประสงคและความตองการนั้น 2.3 เพื่อปองกันการขัดแยงระหวางสมาชิกในสังคม ธรรมชาติของมนุษยคือการตอสูการใช อํานาจดังนั้นจึงตองมีกฎเกณฑเพื่อใหความสัมพันธของสมาชิกในสังคมราบรื่น 3. วิธีการจัดระเบียบทางสังคม วิธีการจัดระเบยบทางสี ังคมจะใชระเบียบ กฎเกณฑทางสังคม ไดแกระบบคุณคาของสังคม บรรทัดฐาน สถานภาพ บทบาท คานิยม การขัดเกลาทางสังคม และการควบคุมทางสังคม ดังนี้ 3.1 ระบบคุณคาของสังคม (Social Value) ถือเปนหัวใจหรือเปาหมายสูงสุดที่สังคมตองการ ใหเกิดขึ้น และเปนสิ่งที่สมาชิกสังคมยอมรับ เปนสิ่งที่ดีงาม นายกยอง สมควรกระทําใหบรรลุอาจจะ กอใหเกิดความรมเย็นและความพึงพอใจของคนทั้งมวล อาจเรียกระบบคุณคาของสังคมวา “สัญญา ประชาคม” ที่เกิดจากการผสมผสานระหวางความเชื่อ ปรัชญาศาสนาอุดมการณและภูมิปญญาของสังคม เปนคุณคาหรือคานิยมที่ควรยกยอง เชน เสรีภาพ ความรักชาติความมีคุณธรรม ความเสมอภาค ความยุติธรรม ระบบคุณคาของสังคมทําหนาที่คลายสมองของมนุษยที่เปนศูนยรวมกําหนด การทํางานของอวัยวะตาง ๆ ของรางกายระบบคุณคาของสังคมก็เปนตัวกําหนดกลไกในสังคมใหดําเนินไปได บรรลุตามเปาหมาย 3.2 บรรทัดฐานทางสังคม หมายถึง ระเบียบ กฎเกณฑ หรือแบบแผนของพฤติกรรม ที่สังคมยอมรับเปนแนวทางใหสมาชิกในสังคมยอมรับรวมกัน และไดประพฤติสืบตอกันมา บรรทัดฐาน ทางสังคมเปนระเบียบแบบแผนความประพฤติที่เห็นวาถูกตองในสถานการณหนึ่งอาจนําไปใชในอีก สถานการณหนึ่งไมได 4. ลักษณะของบรรทัดฐาน บรรทัดฐานแตละทองถิ่นอาจสอดคลองหรือแตกตางกได็ สามารถ เปลี่ยนแปลงไดสังคมชนบทมักใชจารีตมากกวา สวนสงคมเมั ืองมักใชกฎหมายเปนบรรทัดฐาน บรรทัดฐาน ทางสังคม ม 3 ี ประเภท คือ 4.1 วิถีประชาหรือวิถีชาวบาน (Folkways) หมายถึง แบบแผนความประพฤติที่สมาชิกปฏิบัติ ดวยความเคยชิน เนื่องจากไดรับการปลูกฝงถายทอดมาตั้งแตวัยเด็กจนเติบใหญ เชน การพูดจาไมสุภาพในที่ สาธารณะการใสเสื้อสีอื่นนอกจากสีขาว สีดํา ไปในงานศพ อาจจะถูกคนอื่นมองดวยสายตาตําหนิแมวาจะ ไมมีการกําหนดโทษผูที่ละเมิดฝาฝนอยางเขมงวด แตอาจถูกคนอื่นเยาะเยยถากถาง หรือไดรับการนินทา หรือผูที่ทําความดีจะไดรับการยกยองชมเชยจากสังคมเปนบุคคลตัวอยาง ทําใหสมาชิกตองปฏิบัติตาม วิถีชาวบานจนเกิดความเปนระเบียบทางสังคมในที่สุด


186 4.2 จารีต (Mores) หมายถึง แบบแผนความประพฤติที่สมาชิกปฏิบัติในสถานการณ ตางๆ โดยผูที่ละเมิดฝาฝนจะไดรับการตอตานจากสมาชิกในสังคมอยางจริงจัง เนื่องจากมีผลกระทบตอ ระบบความสัมพันธของสมาชิกเปนสวนรวม เชน ลูกไมเลี้ยงดูพอแมไมกตัญูตอพอแมและผูมีพระคุณ การคบชูกับสามีหรือภรรยาผูอื่น เปนตน จารีตถือวาเปนกฎศีลธรรม 4.3 กฎหมาย (Laws) หมายถึงกฎเกณฑของความประพฤติซึ่งสรางขึ้นโดยองคการทาง การเมืองการปกครองและโดยไดรับการรับรองจากองคกรของรัฐ กฎหมายเปนกฎเกณฑความประพฤติที่มีลักษณะสําคัญ ดังนี้ 1) เปนกฎเกณฑการประพฤติปฏิบัติของสมาชิกในสังคมที่บัญญัติเปนทางการ โดยองคกรของรัฐที่มีอํานาจหนาที่ในการบัญญัติกฎหมาย 2) มีการประกาศรายละเอียดของกฎหมายเปนลายลักษณอักษร 3) มีองคการที่หนาที่ควบคุมใหสมาชิกปฏิบัติตามกฎหมาย 4) มีบทลงโทษผูที่ละเมิดฝาฝนกฎหมาย จะเห็นไดวาบรรทัดฐานทางสังคมเปนกลไกที่ควบคุมความประพฤติของคนในสังคมให เปนไปตามทิศทาง หรือเปาหมาย และกฎระเบียบที่สังคมวางไวบรรทัดฐานมีสองแงคือ มีการลงโทษ ผูฝาฝน หรือใหรางวัลแกผูกระทําตามบรรทัดฐาน 5. สถานภาพ และบทบาท 5.1 สถานภาพ (Status) คือ ตําแหนงที่ไดรับจากการเปนสมาชิกของสังคมหรือฐานะทาง สังคม (Social Position) ของคนในสังคมที่ถูกกําหนดไวและดํารงอยู 1) สถานภาพทางสังคม หมายถึง ตําแหนงของบุคคลซึ่งไดมาจากการเปนสมาชิกของ กลุมและของสังคม ซึ่งเปนองคประกอบที่สําคัญในการจัดระเบียบสังคม เนื่องจากการกระทําระหวางสมาชิก ในสังคมยอมเปนไปตามสถานภาพที่ตนดํารงอยู 2) ประเภทของสถานภาพทางสังคม (1) สถานภาพทางสังคมโดยกําเนิด (Ascribed Status) เปนสถานภาพทางสังคมที่ สมาชิกไดรับโดยกําเนิด ที่สําคัญไดแกเชื้อชาติสัญชาติเพศ (ชายหรือหญิง) อายุและสถานภาพอันเกิดจาก การเปนสมาชิกในครอบครัวเหลานี้นับเปนสถานภาพโดยกําเนิดทั้งสิ้น (2) สถานภาพทางสังคมโดยความสามารถของบุคคล หรือสถานภาพสัมฤทธิ์ (Achieved Status) เปนสถานภาพทางสังคมที่เกิดจากการกําหนดคุณสมบัติของผูที่จะไดรับสถานภาพโดยถือ ความสามารถตามเกณฑที่สังคมกําหนด สถานภาพที่ไดมาภายหลัง เชน สถานภาพทางการศึกษาอาชีพ 3) ผลอันเกิดจากสถานภาพทางสังคม มีดังนี้ (1) ทําใหเกดสิ ิทธิและหนาที่ (2) ทําใหเกดเกิ ียรติยศจากสถานภาพทางสงคมทั ี่สมาชิกดํารงอยู (3) ทําใหเกดการจิ ัดชวงชั้นทางสังคม


187 4) หนาที่ของสถานภาพ (1) กําหนดบทบาทของคนในสังคม (2) ใชในการต ดติ อรวมกนในส ั ังคมขนาดใหญๆ (3) ใชเปรยบเที ียบฐานะสูง – ต่ําทางสังคม 5.2 บทบาท (Role) คือ หนาที่หรือพฤติกรรมที่ปฏิบัติตามสถานภาพที่ไดรับ การปฏิบัติ บทบาทตามสถานภาพที่เหมาะสม และถูกตองทําใหความสัมพันธทางสังคมดําเนินไปไดดวยดี 1) บทบาททางสังคม หมายถงึ การกระทําตามสิทธิและหนาที่ตามที่กาหนดใน ํ สถานภาพทางสังคม บทบาทและสถานภาพทางสังคมจะทําใหการกระท ําระหวางกนทางสั ังคมของสมาชิก ดําเนินไปอยางสอดคลองกลมกลืน และชวยให  การดํารงชีวิตรวมกันในสังคมมีความราบรื่น 2) ความสําคญของบทบาททางสั ังคม บทบาททางสังคมกอใหเกดการกระทิ ําตามสิทธิและหนาที่ของสมาชิกในสังคมตาม สถานภาพที่ตนดํารงอยูทําใหเกิดการแลกเปลี่ยนการรับและการใหประโยชนระหวางกัน หากปราศจากการกําหนดบทบาททางสังคม รูปแบบความสัมพันธระหวางสมาชิกใน สังคมคงจะขาดระเบียบและปราศจากทิศทางอยางแนนอน 3) บทบาทขัดกัน สมาชิกในสังคมแตละคนมีบทบาทหลายอยางในเวลาเดียวกัน และในการกระทําอีก บทบาทหนึ่งอาจจะขัดกับอีกบทบาทหนึ่งก็ไดการขัดกันในบทบาทยอมเกิดขึ้นไดเสมอ สมาชิกในสังคมตอง ตัดสินใจ ตามวาระและโอกาสที่เกิดขึ้น เชน บุตรชายเปนตํารวจตองไปจับบิดาที่เปนผูราย ในฐานะบุตรตอง กตัญูตอพอแมแตในฐานะตํารวจตองจับผูรายที่เปนภัยสังคม เปนตน 4) ความสัมพนธั ระหวางสถานภาพและบทบาท (1) สถานภาพ และบทบาทเปนเรื่องความสัมพันธที่เกี่ยวกับสังคม (2) ทุกคนยอมมีสถานภาพของตนเองและมีหลายสถานภาพ (3) สถานภาพบางอยางเปนสถานภาพที่ตอเน ื่อง (4) ยิ่งสังคมซับซอนเพียงใด บทบาทยิ่งแตกตางไปมากขึ้นเทานั้น (5) โดยปกติสถานภาพจะบงบอกถึงบทบาทเสมอ แตในบางสถานการณมีสถานภาพอาจไมมี บทบาทก็ได (6) การมีหลายสถานภาพกอใหเกิดหลายบทบาท บางครั้งก็อาจทําใหเกิดบทบาทที่ขัดแยง 6. คานิยม (Value) 6.1 คานิยมทางสังคม (Social Value) คือ สิ่งที่สังคมสวนใหญยอมร ับและเหนว็ ามีคณคุา เพราะวาเปนความสัมพันธทสี่ังคมยอมรับวาเปนสิ่งที่ดีตอส ังคม หรือเราอาจจะเรยกวี า “กระแสทางสังคม” ก็ไดคานยมมิทีั้งของบุคคลและคานยมของสิ ังคม


188 คานิยมของสงคมับางทีเรียกวาระบบคณคุาของสังคม หรือ สัญญาประชาคม เปนหัวใจ หรือเปาหมายที่สังคมปรารถนาที่จะใหเกิดขึ้นเชน เสรีภาพ ความรักชาติ ความด ีความยุติธรรม 6.2 การควบคมทางสุังคม การควบคุมทางสังคม เปนกระบวนการทางสังคมในการจัดระเบยบพฤตี ิกรรมมนุษย หรือสมาชิกในสังคมใหสอดคลองกับเปาหมายที่ตั้งไวรวมทั้งการไรระเบ ียบทางสงคมั (Social Disorganization) และเกี่ยวของก ับ อีกหลายๆ เรื่อง เชน ปรากฏการณทางส ังคม (Social Phenomena) วามี ความเปนมาอยางไร หรือการเปลี่ยนแปลงทางสังคม (Social Change) วาจะมีแนวโนมเปนไปในทางใดและอะไร เปนปจจยผลั ักดัน เปนตน การควบคุมทางสังคม จึงเปนกระบวนการตาง ๆ ทางสังคมที่มุงหมายใหสมาชิกของ สังคมยอมรับและปฏิบัติตามบรรทัดฐานของสังคม 6.3 ลักษณะของการควบคุมทางสังคม 1) การควบคุมทางสังคมโดยการจูงใจใหสมาชิกปฏิบัติตามบรรทัดฐานทางสังคม ไดแก  การยกยอง ชมเชยใหรางวัลแกผูที่ปฏิบัติตามบรรทัดฐานทางสังคม ตามสถานภาพและบทบาททางสังคมที่ตน ดํารงอยู 2) การควบคุมทางสังคมโดยการลงโทษสมาชิกที่ละเมิดฝาฝ นบรรทัดฐานทางสังคมไดแก  (1) ผูที่ละเมิดฝาฝนวิถีชาวบานจะไดรับปฏิกิริยาตางๆจากสมาชิกสังคมอื่นๆไดแก  การถูกตําหนิตเติ ียน นนทาิ (2) ผูที่ละเมิดฝาฝนจารีต จะไดรับการตอตานจากสมาชกอิ่นืๆ รุนแรงกวาผูที่ละเมดิ วิถีชาวบาน เชนการถูกประชาทัณฑหรือขับไลออกไปจากทองถิ่น (3) ผูที่ฝาฝนกฎหมาย จะไดรับการลงโทษตามกฎหมายกําหนดโดยหนวยงานของ รัฐและเจาหนาท ี่เปนผูควบคมบทลงโทษอยุางชัดเจน การจัดระเบียบทางสังคมจึงเปนกระบวนการที่จะทําใหสังคมมีระเบียบ สมาชิก ในสังคมอยูรวมกันอยางปกตสิุขดวยวิธีการที่หลากหลาย ทั้งบรรทัดฐานที่สังคมสรางขึ้น ระบบคุณคาสงคมนั ิยม และการควบคมทางสุังคม เร ื่องที่ 1.3 การขัดเกลาทางสังคม 1. การขัดเกลาทางสังคม (Socialization) หมายถึงการถายทอดวัฒนธรรมใหแกสมาชิกในสังคม เปนกระบวนการทางสังคมและจิตวิทยาซึ่งมีผลทําใหบุคคลมีบุคลิกภาพตามแนวทางที่สังคมตองการ การขัดเกลาทางสังคมเปนการปลูกฝงระเบียบวินัยความมุงหวังใหรูจักบทบาทและทัศนคติ ความชํานาญหรือทักษะ ทั้งนี้เพื่อใหสมาชิกอยูรวมกับผูอื่นในสังคมไดดวยดีการขัดเกลาทางสังคมชวยใหสมาชิก ไดเรียนรูและปฏิบัติตามบรรทัดฐานของสังคม การอบรมสั่งสอนของพอแมครูอาจารยเพื่อนฝูง เพื่อนรวม


189 อาชีพหรือสื่อมวลชนตาง ๆ เหลานี้จะทําใหการกระทําตอผูอื่นเปนไปอยางเหมาะสมรูจักปฏิบัติตนในฐานะ สมาชิกที่ดีของสังคม ซึ่งจะชวยใหสังคมมีระเบียบเพิ่มขึ้น กระบวนการขัดเกลาทางสังคมจะเริ่มตนตั้งแตบุคคลถือกําเนิดมาในโลก เด็กที่เกิดมาตอง ไดรับการอบรมสั่งสอนใหมีความเปนคนโดยแทจริง สามารถอยูรวมกับผูอื่นไดอยางราบรื่น ตัวแทนสําคัญที่ ทําหนาที่นี้คือ ครอบครัว กลุมเพื่อน สถานศึกษา ศาสนา และสื่อสารมวลชน ทําหนาที่อบรมใหความรู ปลูกฝงคุณธรรม ชี้ใหเห็นคุณคาและอุดมคติที่สังคมยึดมั่น เรียนรูบรรทัดฐานการอยูรวมกันในสังคม 2. ประเภทของการขัดเกลาทางสังคม ไดแก 2.1 การขัดเกลาทางสังคมทางตรง เชน การอบรมสั่งสอนของพอแมใหกับลูก เริ่มดวย การสอนพูด สอนมารยาทในสังคม ปลูกฝงคุณธรรมในดานตาง ๆ ดวยคําพูดคําสอน การบอกกลาวโดยตรง 2.2 การขัดเกลาทางสังคมโดยทางออม เชน การอานหนังสือพิมพการฟงวิทยุดูโทรทัศน ภาพยนตรอานนวนิยาย หนังสือรวมในกลุมเพื่อนฝูงดูขาวสารจากอินเตอรเน็ต ผูรับขาวสารอาจจะตั้งใจ หรือไมตั้งใจก็ไดอาจจะเปนการซึมซับที่ละเล็กทีละนอย ซึ่งมีอิทธิพลตอการปรับบุคลิกภาพของคน เชน การดูคอนเสิรตนักรองเกาหลีทําใหวัยรุนเลียนแบบการแตงกายแบบเกาหลีการดูภาพยนตรเกี่ยวกับการปลนเพชร แลวนําวิธีการมาใชปลนรานเพชรจริงๆ เปนตน ดังนั้น บางเรื่องสังคมยอมรับไดแตบางเรื่องสังคมอาจจะไม ยอมรับก็ได 3. องคกรที่ทําหนาที่ในการขัดเกลาทางสังคม ไดแก 3.1 ครอบครัวเปนองคกรที่มีบทบาทสําคัญในกระบวนการขัดเกลาทางสังคม เปนการถายทอด ความรูความคดิความเชื่อคานิยม คุณธรรมจริยธรรมแกสมาชกตลอดชิวีิต 3.2 โรงเรียน เปนองคกรที่ทําหนาที่ตอเนื่องจากครอบครัวคือใหความรูและคุณธรรม ตลอดจนการปรับตัวใหสามารถอยูรวมกบผัูอื่นได 3.3 กลุมเพื่อน เปนสังคมของคนที่มีความชอบ ความคิดเห็น บุคลิกลกษณะัฐานะทาง เศรษฐกิจใกลเคียงกัน เมื่อมาอยูรวมกนจะตัองม ีการปรับตวเขัาหากนัเพราะแตละคนมาจากครอบครวทั ี่ แตกตางกนัการอยูรวมกนและมั การแลกเปล ี ี่ยนความคดเหิ ็นในกลุมเพื่อนเปนกระบวนการขดเกลาทางสั ังคม 3.4 ศาสนา เปนสถาบันท่ียึดเหนี่ยวจิตใจของคนในสังคม ศาสนาทุกศาสนาสอน ใหคนเปนคนดีมีศีลธรรม และอยูรวมก ันอยางสงบสขุดังนั้น สถาบันศาสนาจึงมีบทบาทสําคัญในการทํา ใหสมาชิกของสังคมประพฤติตนเปนคนดในกรอบของส ี ังคมนั้น ๆ โดยการถายทอดแนวทางการดําเนินชวีิต ใหกับคนในสงคมั 3.5 ส่อมวลชนื ในปจจุบันสื่อมวลชนมีอิทธิพลตอคนในสังคมอยางมากในลักษณะของ การถายทอดขาวสารความรูศิลปะขนบธรรมเนียมประเพณีตลอดจนกฎระเบยบทางสี ังคม ซึ่งสามารถทําได อยางกวางขวางและรวดเร็วผานทางสื่อตาง ๆ เชน วิทยุโทรทัศนสื่อสิ่งพิมพสื่ออิเล็กทรอนิกสเปนตน ทําใหคนในสงคมได ั เรียนรูเรื่องราวในสังคมตนเองและสังคมโลก


190 นอกจากนี้กระบวนการขัดเกลาทางสังคมยังมีอีกหลายองคกรที่มีบทบาทในปจจุบัน เชน กลุมสตรีกลุมแมบาน กลุมสหภาพแรงงาน กลุมองคกรวิชาชีพตาง ๆ แตละกลุมจะมีระเบียบ กฎเกณฑ ในการปฏิบัติแตกตางกันไป สรุปไดวาการขัดเกลาทางสังคมมีทั้งการขัดเกลาโดยตรงโดยการบอกวาสิ่งใดควรทํา สิ่งใด ไมควรทําและการขัดเกลาโดยออมโดยการเรียนรูจากการกระทําของคนอื่น หรือเรียนรูจากสื่อ เชน หนังสือพิมพ นิตยสารวิทยุโทรทัศนอินเตอรเน็ต ซึ่งไมมีการบอกโดยตรง สรุปสาระสําคญั สังคมเกิดจากการรวมตัวกันของมนุษยตั้งแตสองคนขึ้นไป แลวคอย ๆ พัฒนาจนกลายเปนสังคมทมี่ี ขนาดใหญมีความสลับซับซอนมากยิ่งขนึ้การที่มนุษยมาอยูรวมกนเพราะมั ีความจําเปนตองพึ่งพาอาศัยกัน ในการดํารงชวีิต เพื่อตอบสนองความตองการในดานตาง ๆ ที่หลากหลายโดยเฉพาะความตองการ ปจจัยพนฐานในการด ื้ํารงชวีิต ในการอยูรวมก ันของคนในสังคมจะตองมการวางรีูปแบบกฎเกณฑของพฤติกรรม โดยเฉพาะการมี กฎหมายกฎศลธรรมีและกําหนดรูปแบบความสัมพันธระหว างบุคคลแตละกลุม เพอให ื่ สมาชิกถอปฏ ื ิบัติ เพื่อความสงบสุขและความเปนระเบียบเรยบรี อยของสังคม


191 กิจกรรม กิจกรรมที่ 1 ใหนกศั ึกษากลาวถึงสถาบันที่สําคัญของสังคม และหนาที่สําคัญของสถาบันนั้น สถาบัน หนาที่ ครอบครัว .................................................................................................................. ................................................................................................................. .................................................................................................................. ................................................................................................................... ................................................................................................................... การศึกษา .................................................................................................................. ................................................................................................................. .................................................................................................................. ................................................................................................................... ................................................................................................................... การเมืองการปกครอง .................................................................................................................. ................................................................................................................. .................................................................................................................. ................................................................................................................... ................................................................................................................... ศาสนา .................................................................................................................. ................................................................................................................. .................................................................................................................. ................................................................................................................... ................................................................................................................... เศรษฐกิจ .................................................................................................................. ................................................................................................................. .................................................................................................................. ................................................................................................................... ...................................................................................................................


Click to View FlipBook Version