The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผู้หญิง เรื่องที่ยินยังไม่พอ
ผู้เขียน ศิริพร สโครบาเนค, ปานจิตต์ แก้วสว่าง
ปีที่พิมพ์ ๒๕๖๖ จำนวนหน้า ๓๔๔ หน้า
ผู้หญิง เรื่องที่ยินยังไม่พอ เป็นเรื่องเล่าและการต่อสู้ของผู้หญิงในสังคมไทย แต่ครั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน และนำมาร้อยเรียงเล่าเรื่องเพื่อให้เห็นวิถีชีวิต ภูมิปัญญาความสามารถของหญิงไทย ที่ได้ต่อสู้และสร้างพื้นที่ ตัวตน ของตนในสังคมไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by LibraryFFW, 2024-04-27 04:40:44

หนังสือ ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ

ผู้หญิง เรื่องที่ยินยังไม่พอ
ผู้เขียน ศิริพร สโครบาเนค, ปานจิตต์ แก้วสว่าง
ปีที่พิมพ์ ๒๕๖๖ จำนวนหน้า ๓๔๔ หน้า
ผู้หญิง เรื่องที่ยินยังไม่พอ เป็นเรื่องเล่าและการต่อสู้ของผู้หญิงในสังคมไทย แต่ครั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน และนำมาร้อยเรียงเล่าเรื่องเพื่อให้เห็นวิถีชีวิต ภูมิปัญญาความสามารถของหญิงไทย ที่ได้ต่อสู้และสร้างพื้นที่ ตัวตน ของตนในสังคมไทย

Keywords: women's stories

ผู้หญิง เรื่องที่ยินยังไม่พอ ศิริพร สโครบาเนค ปานจิตต์ แก้วสว่าง มูลนิ ธิ ผู้หญิ ง


ผู้หญิง เรื่องที่ยินยังไม่พอ ศิริพร ÿโครบาเนค ปานจิตต์ แก้วÿว่าง เขียน พิมพ์ครั้งแรก พฤýจิกายน ๒๕๖๖ จัดท ำโดย มูลนิธิผู้หญิง ๒๙๕ ถนนจรัญÿนิทüงý์ ๖๒ แขüงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมĀานคร ๑๐๗๐๐ โทร. ๐-๒๔๓๓-๕๑๔๙ [email protected] Facebook: มูลนิธิผู้Āญิง Foundation for Women ที่ปรึกþา: รังÿิมา ลิมปิÿüัÿดิ์, ÿุพัตรา ภู่ธนานุÿรณ์ อุþา เลิýýรีÿันทัด, ปิ่นĀทัย Āนูนüล บรรณาธิการ: ýิริพร ÿโครบาเนค ข้อมูลทางบรรณานุกรมของÿำนักĀอÿมุดแĀ่งชาติ ýิริพร ÿโครบาเนค. ผู้Āญิง เรื่องที่ยินยังไม่พอ.-- กรุงเทพฯ : มูลนิธิผู้Āญิง, 2566. 344 Āน้า. 1. ÿตรี. 2. ÿตรี -- ภาüะÿังคม. I. ปานจิตต์ แก้üÿü่าง, ผู้แต่งร่üม. II. ชื่อเรื่อง. 305.4 ISBN 978-616-91114-6-7 พิมพ์ที่: ภาพพิมพ์ โทรýัพท์๐-๒๘๗๙-๙๑๕๔


ควำมเป็ นมำของ ผู้หญิง เรื่องที่ยินยังไม่พอ แต่เดิม มูลนิธิผู้หญิงจะจัดทำหนังสือที่รวบรวมการ ทำงาน การต่อสู้ของผู้หญิงในอดีตถึงปัจจุบัน และมีบทสุดท้าย เป็นเรื่องความเคลื่อนไหวของผู้หญิง ผ่านมุมมองมูลนิธิผู้หญิง โดย จะเป็นหนังสือที่อ่านง่ายเพลิดเพลินไม่เป็นวิชาการ คณะทำงานได้ สำรวจค้นพบข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับบทบาท ผู้หญิงในแต่ละยุคสมัยโดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของผู้หญิงในอดีต ช่วงก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ที่ปรากฏ ในหนังสือพิมพ์นิตยสารผู้หญิงหลายฉบับ และได้รับคำแนะนำ จากคุณสุดาและคุณดุษฎี พนมยงค์ เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๓ เรื่องข้อมูลเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญ การเคลื่อนไหว ของเสรีไทยของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์และ ครูฉลบชลัยย์ พลางกูร (มหานีรานนท์) และสตรีคนอื่นๆ ในช่วงยุคเดียวกัน โดย ได้มอบเอกสารที่เป็นประโยชน์จำนวนมาก และยังได้แนะนำให้ ติดต่อ คุณนริศ จรัสจรรยาวงศ์ นักเขียนผู้เก็บรักษาหนังสือ ประวัติศาสตร์ไว้จำนวนมาก และมีความสนใจประวัติศาสตร์


ในช่วงยุค ๒๔๗๕ นอกจากนั้น ยังมีผลงานที่สำคัญโดยใช้เวลานับ ปีในการสืบค้นผู้เขียนหนังสือ ธัมมานุธัมมาปฏิบัติที่แต่เดิมเคย เข้าใจกันว่าเป็นงานเขียนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตและพระ ธรรมเจดีย์ (จูม พนธุโล) จนได้พบหลักฐานว่า คุณหญิงดำรงธรรม สาร (ใหญ่ วิเศษศิริ) เป็นผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ซึ่งนับว่าเป็นการ ค้นพบที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถ ของนักปฏิบัติธรรมหญิงที่เข้าใจแก่นกลางคำสอนของพุทธศาสนา และสามารถถ่ายทอดเผยแพร่ในรูปแบบปุจฉาวิสัชนาเพื่อให้ผู้อื่น ได้เข้าใจและนำมาใช้ปฏิบัติ คณะทำงานได้พบและร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคุณนริศ จรัสจรรยาวงศ์ เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๖๔ โดยได้นำเอกสาร รวมทั้งหนังสือดำรงธรรมที่ได้จัดพิมพ์มาให้ด้วย พร้อมกับได้ให้ คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในการจัดทำหนังสือของมูลนิธิผู้หญิง โดยส่วนตัวคุณนริศสนใจค้นคว้าเรื่องบทบาทของผู้หญิง โดย เฉพาะหญิงสามัญชน แต่ไม่ได้สนใจที่จะใช้แนวคิดทฤษฎีเรื่อง ผู้หญิงมาเป็นกรอบในการวิเคราะห์เขียนงาน คุณนริศได้กล่าวถึง งานเขียนของ ร.จันทพิมพะ นักประพันธ์หญิง ที่ช่วงชีวิตแสนสั้น แต่ได้ผลิตงานเขียนที่มีคุณค่าจำนวนมาก และเป็นที่ยกย่องของ นักเขียนชายร่วมสมัยผลงานเรื่องเราลิขิต และบนหลุมฝังศพวา สิฏฐี ได้รับเลือกให้เป็น ๑ ใน ๑๐๐ หนังสือดีที่คนไทยควรอ่าน จากการสัมภาษณ์และแลกเปลี่ยนข้อมูลที่กล่าวมาแล้ว รวมทั้งการรวบรวมข้อมูลของคณะทำงานจากการค้นคว้าใน หอสมุด และเอกสารอื่นๆ จึงนำไปสู่การปรับเค้าโครงหนังสือที่ กำหนดไว้แต่เดิมมาเป็นการเล่าเรื่องราวของผู้หญิงที่ยังมิได้มีการ บันทึกเล่าเรื่องอย่างเป็นระบบในแวดวงของคนทำงานเรื่องผู้หญิง


โดยให้ชื่อว่า ผู้หญิง เรื่องที่ยินยังไม่พอ ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ ผู้หญิงและแบ่งเป็นเรื่องเล่าสี่เรื่อง คือ ผู้หญิงศรัทธาและความเชื่อ กล่าวถึงที่ทางและบทบาท ของผู้หญิงในพุทธศาสนา ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน และ กล่าวถึงผู้หญิงที่ปฏิบัติธรรมจนสามารถหลุดพ้นจากการเวียนว่าย ตายเกิด และผู้หญิงที่เผยแพร่หลักธรรมพุทธศาสนาที่ได้เรียนรู้ และสังเคราะห์ด้วยตนเอง รวมถึงภิกษุที่มีบทบาทสำคัญในการ สอนพุทธศาสนาแก่ผู้หญิงโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ ผู้หญิงร้อยเรียงเล่าเรื่อง ได้กล่าวถึงบทบาทและผลงาน สร้างสรรค์ของผู้หญิงในด้านวรรณกรรม และการเขียนเรื่องราว บันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต งานเขียนของผู้หญิงสะท้อนให้ เห็นถึงความล้ำยุคของจินตนาการสร้างสรรค์ เช่น คุณสุวรรณ ใน สมัยรัชกาลที่ ๓ ที่ผลงานเรื่องพระมะเหลเถไถ และอุณรุทร้อย เรื่อง ได้สร้างสิ่งแปลกใหม่ให้แก่โลกวรรณกรรม แต่เป็นที่น่า เสียดายที่ได้รับการตัดสินจากนักปราชญ์ว่าผู้แต่งเสียสติ รวมทั้ง เรื่องเล่าของคุณพุ่ม กวีหญิงในช่วงเวลาเดียวกัน ที่ใช้ ความสามารถในการแต่งสักวาเป็นเครื่องมือในการดูแลชีวิตของ ตนในช่วงเวลาตกอับ อาจกล่าวได้ว่าคุณพุ่มเป็นหญิงคนแรกที่ยึด งานเขียนเป็นอาชีพ นอกจากนี้ผลงานชิ้นเอกเรื่องลิลิตยวนพ่าย และลิลิตพระลอ ที่ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง และจากการศึกษาวิจัยของ ดร.วิภา กงกะนันท์ ได้สรุปว่าเป็นงานเขียนของผู้หญิง แต่ยังไม่ได้ รับการยอมรับจากแวดวงนักวิชาการด้านวรรณคดี ทำให้ต้อง กลับไปอ่านลิลิตพระลอ อย่างละเอียด และได้เห็นชัดกับ รายละเอียดของการเล่าเรื่องและการใช้ภาษาอันงดงาม และเห็น


คล้อยตามไปกับผู้ทำงานศึกษาวิจัยค้นหาผู้ประพันธ์งานชิ้นเอกนี้ ว่าเป็นผลงานของหญิงในราชสำนัก ที่มีความรู้รอบด้าน ผู้หญิงสร้างบ้านแปงเมือง กล่าวถึงบทบาทและ สถานภาพผู้หญิงที่ได้มีการบันทึกในจดหมายเหตุของนักเดินทาง ต่างชาติแต่ครั้งสมัยอยุธยา ที่แสดงให้เห็นว่าบทบาทและ สถานภาพของหญิงไทย มิได้ต่ำต้อยเช่นที่เหมารวมไว้ในงานเขียน ส่วนใหญ่ ทั้งยังได้รับการยกย่องว่าหญิงมีปัญญามากกว่าชาย เป็น ผู้ตัดสินใจในกิจการต่างๆ โดยเฉพาะในด้านการทำมาหากิน ใน บทนี้ยังได้กล่าวถึงบทบาทผู้หญิงในยุคต้นรัตนโกสินทร์ และ การ เคลื่อนไหวของผู้หญิงช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จนถึงยุค ปัจจุบันและการมีส่วนร่วมในขบวนการสร้างประชาธิปไตย สมัยใหม่ สิทธิมนุษยชนและความเสมอภาคหญิงชาย เป็นการ สำรวจบทบาทการต่อสู้เพื่อความเป็นคนและสิทธิมนุษยชนขั้น พื้นฐาน การเรียกร้องความเสมอภาคหญิงชาย การจัดตั้งองค์กร เครือข่ายผู้หญิง บทบาทผู้หญิงช่วงที่ทหารปกครองประเทศ และ การเคลื่อนไหวในกรอบสากลของขบวนผู้หญิงในประเทศจากอดีต ถึงปัจจุบัน การต่อสู้ของผู้หญิง นับแต่ อำแดงเหมือน อำแดงป้อม อำแดงจั่น ที่ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนทางกฎหมายในสมัย รัชกาลที่ ๔ และการเคลื่อนไหวเรียกร้องความเสมอภาคหญิงชาย ตั้งแต่ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ การใช้ หนังสือพิมพ์ นิตยสารเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องมาถึงการ เรียกร้องในปัจจุบันการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในขบวนการเสรีไทย และการเคลื่อนไหวต่างๆ รวมทั้งการจัดตั้งองค์กรผู้หญิงหลังการ


เปลี่ยนแปลงการปกครอง และกระบวนการที่ทำให้หญิงไทย ศิวิไลซ์เช่นหญิงตะวันตก การเดินทางที่แปรเปลี่ยน เป็นบทที่ทบทวนการ เคลื่อนไหวของผู้หญิงในระดับสากลและการทำงานของมูลนิธิ ผู้หญิงในช่วงเวลาสี่ทศวรรษ ที่ขับเคลื่อนตามกระแสสากล การ ปรับเปลี่ยนแนวทางกรอบการวิเคราะห์ในการทำงานเรื่องผู้หญิง ที่ส่งผลสะท้อนต่อประเด็นเรื่องความเสมอภาคหญิงชาย ที่ได้ ปรับเปลี่ยนก้าวข้ามเรื่องเพศภาวะ และความเสมอภาคหญิงชาย เป็นเรื่องความยุติธรรมทางเพศภาวะ และความพยายามของนัก คิดนักเคลื่อนไหวผู้หญิงในโลกที่กำลังพัฒนาซึ่งต้องการจะสลัด แอกทางความคิดจากนักเคลื่อนไหวในโลกตะวันตกมาค้นหา บันทึกแนวทางการต่อสู้ของผู้หญิงในบริบททางสังคมและ วัฒนธรรมของตน ผู้หญิง เรื่องที่ยินยังไม่พอ จึงเป็นการเริ่มต้นความ พยายามค้นหาเรื่องเล่า และการต่อสู้ของผู้หญิงในสังคมไทย แต่ ครั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน และนำมาร้อยเรียงเล่าเรื่องเพื่อให้เห็น วิถีชีวิต ภูมิปัญญาความสามารถของหญิงไทย ที่ได้ต่อสู้และสร้าง พื้นที่ ตัวตน ของตนในสังคมไทย มูลนิธิผู้หญิงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้หญิง เรื่องที่ยินยังไม่ พอ นี้อาจเป็นแรงบันดาลใจให้มีงานศึกษาและเขียนเรื่องเล่าของ ผู้หญิงไทยเพิ่มมากขึ้น มูลนิธิผู้หญิง


สำรบัญ ความเป็นมาของ ผู้หญิง เรื่องที่ยินยังไม่พอ ผู้หญิง ศรัทธา และความเชื่อในพุทธศาสนา ๑ ผู้หญิง ร้อยเรียง เรื่องเล่า ๕๕ ผู้หญิงสร้างบ้านแปงเมือง ๑๗๙ สิทธิมนุษยชนและความเสมอภาคหญิงชาย ๒๔๗ สี่ทศวรรษของมูลนิธิผู้หญิงกับ ๓๐๕ การเดินทางที่แปรเปลี่ยนของขบวนการสิทธิสตรี


๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ผู้หญิง ศรัทธำ และ ควำมเชื่อในพุทธศำสนำ ศิริพร สโครบำเนค ผู้หญิง ศรัทธา และความเชื่อในพุทธศาสนา เป็นการเล่า เรื่องพื้นที่และบทบาทของผู้หญิงในพุทธศาสนา นับแต่สมัย พุทธกาลจนถึงปัจจุบันในสังคมไทย จุดประสงค์ไม่ต้องการให้เป็น งานเขียนที่มีรูปแบบทางวิชาการ แต่ต้องการให้เป็นเรื่องเล่าที่อ่าน ได้ทุกคนเพื่อเผยแพร่ให้เห็นถึงพระกรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า และพระอานนท์ที่เป็นทูตเจรจาเปิดพื้นที่ทางธรรมให้แก่ผู้หญิงได้ ออกบวชเป็นภิกษุณีและสามารถค้นพบสัจธรรมที่ทำให้หยุดภพ ชาติของตนที่ได้สืบทอดมาจนถึงยุคสมัยนี้ที่ยังคงมีผู้หญิงซึ่ง หลากหลายภูมิหลังแต่ด้วยการอบรมสั่งสอนชี้ทางเดินในการ ปฏิบัติธรรมของพระเถระนักปฏิบัติที่มีเมตตากรุณาไม่เห็นว่า ความเป็นหญิงเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุธรรมจนสามารถก้าวพัน จากสังสารวัฏได้ โดยผู้หญิงนักปฏิบัติธรรมในเรื่องเล่านี้มิได้ คำนึงถึงสถานภาพ ตำแหน่งแห่งที่ของตนในศาสนาพุทธ มีเพียง


๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ความต้องการอันแรงกล้าเพื่อการหลุดพ้นจากสังสารวัฏการเวียน ว่ายตายเกิดที่ตนเบื่อหน่าย ในขณะเดียวกันผู้หญิงหลายท่านก็ได้ เผยแพร่หลักธรรมที่แท้จริงเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นในการ เดินทางสายธรรมด้วย การเขียนเรื่องเล่านี้ได้มีการค้นคว้า รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง ทั้งในรูปแบบสิ่งตีพิมพ์ และ เอกสารอิเล็กทรอนิกส์สื่อสังคมต่างๆ ตามรายชื่อบันทึกท้ายบท การทำงานเพื่อความเสมอภาคและความก้าวหน้าของ ผู้หญิงในศตวรรษที่ ๒๐ เน้นใช้กรอบหลักการสิทธิมนุษยชนที่ มุ่งเน้นการรณรงค์เรื่องการให้โอกาสที่เท่าเทียมแก่ผู้หญิงในพื้นที่ ส่วนตัวและสาธารณะ เพื่อให้ผู้หญิงได้มีบทบาทร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมจัดการ ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม รวมทั้งเรียกร้องสิทธิพลเมืองให้ผู้หญิงสามารถดำรงชีวิตได้อย่าง ปลอดภัยไม่ถูกคุกคามจากความรุนแรงทุกรูปแบบไม่ว่าจะเกิดขึ้น ในบ้าน ในพื้นที่สาธารณะ หรือจากการกระทำของรัฐ อาจกล่าว ได้ว่า กลุ่มองค์กรผู้หญิงกระแสหลักที่ใช้หลักการสิทธิมนุษยชนใน การรณรงค์เรื่องสิทธิสตรีไม่ได้เน้นการทำงานอย่างเป็นระบบใน ประเด็นเรื่องผู้หญิงในโลกแห่งศรัทธาและความเชื่อ ในบริบทของ พุทธศาสนาที่แต่เดิมผู้หญิงได้รับบทบาทสำคัญในฐานะเป็นผู้ทำนุ บำรุงอุปถัมภ์พุทธศาสนา พระภิกษุสงฆ์และผู้สืบทอดภารกิจ กิจกรรมเพื่อสานต่อกิจกรรมทางพุทธศาสนารวมทั้งการปฏิบัติฟัง ธรรมตามวาระโอกาสสำคัญทางพุทธศาสนา อรรถกถาชาดกซึ่ง เป็นคัมภีร์รวบรวมเรื่องราวเสวยพระชาติก่อนๆ ของพระพุทธเจ้า ทั้งที่เป็นมนุษย์และสัตว์ต่างๆ สลับกันไป รวม ๕๔๗ เรื่องถือว่า เป็นวรรณคดีทางพุทธศาสนาที่มีความสำคัญยิ่งเพราะได้สื่อคำ สอนของพุทธศาสนาในเรื่องต่างๆ รวมทั้งได้กล่าวถึงบทบาทของ


๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ผู้หญิงในด้านต่างๆ อันได้แก่ ต้นเหตุแห่งทุกข์ ความกตัญญูกตเวที กรรมและผลของกรรม ภาวะชีวิต การคบมิตร ความรัก หลักการ ครองเรือน มักจะเน้นกล่าวตำหนิโทษของผู้หญิงทั้งในแง่เป็น อุปสรรคต่อการบวช เนื่องจากภิกษุอาจหลงรูปงาม จนไม่อาจพบ ความสุขจากธรรมและยังทำให้ขาดผู้สืบทอดศาสนาด้วย ทั้งยังมี เรื่องการกล่าวเตือนสติบุรุษให้ระวังรักษาจิตของตนเป็นอย่างดี เหมือนเช่น คนประคองโถน้ำมันอันเต็มเปี่ยมเสมอขอบไม่ควร เผลอไผลไปกับสิ่งใดโดยเฉพาะผู้หญิง เพราะอาจเกิดภัยถึงชีวิต เมื่อมีการตั้งคำถามว่าทำไมในคัมภีร์ชาดกมีคำด่าว่าผู้หญิงไม่ดี มากมาย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต) ได้ให้ คำอธิบายว่าในอรรถกถาชาดกมีเพียงเรื่องกุณาลชาดกเพียงเรื่อง เดียวที่เต็มไปด้วยคำด่าติเตียนผู้หญิงมากจริงๆ มีเรื่องเล่าว่าเมื่อ ครั้งรัชกาลที่ ๕ จะทรงพิมพ์เรื่องชาดกมีพระสนมองค์หนึ่งจะให้ เผาชาดกทิ้งเพราะไม่พอใจว่ามีการด่าว่าผู้หญิงมากมาย ชาดก เรื่องนี้กล่าวโทษของมาตุคามโดยพระพุทธเจ้าตรัสตามถ้อยคำของ นกดุเหว่าชื่อกุณาลที่นิยมด่าทอบรรดาเมียที่เป็นบาทบริจาริกา ของตนด้วยถ้อยคำหยาบคาย และมีนกเปรียบเทียบคือปุณมุข นก ดุเหว่าขาวที่ไม่เคยใช้ถ้อยคำหยาบคาย แต่เมื่อเจ็บป่วยปางตาย บรรดาเมียของตนก็ทิ้งไปและขอไปรับใช้กุณาลที่ใช้ถ้อยคำหยาบ คาย แต่เป็นผู้เดียวที่ดูแลจนปุณมุขหายจากโรคร้าย พระพุทธเจ้า ทรงแสดงชาดกเรื่องนี้เพื่อมุ่งกำจัดความเบื่อหน่ายของภิกษุพระ ญาติที่ยังหนุ่ม ๕๐๐ รูปที่ออกบวชเพราะสำนึกในพระคุณของ พระพุทธเจ้าผู้ระงับศึกชิงน้ำจากแม่น้ำโรหินีของพระเจ้าศากยะ กับโกลิยะ แต่เจ้าชายหนุ่มเหล่านี้ยังมีจิตผูกพันกับผู้หญิงของตน


๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เพื่อให้เกิดความสำรวมในการเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้หญิง จึงมี ถ้อยคำที่เป็นเชิงลบต่อผู้หญิง ส่วนชาดกที่แต่งในประเทศไทยจากการศึกษาของพรวิภา วัฒรัชนากูล มิได้เน้นเรื่องโทษภัยของผู้หญิง แต่ได้ขยายบทบาท ของผู้หญิงมากกว่าในอรรถกถาชาดก คือแสดงบทบาทผู้หญิงที่มี ความรู้ความสามารถพิเศษ ในการรบ การแสดงธรรม และการรู้ หนังสือ และบทบาทผู้หญิงที่เป็นที่พึ่งและช่วยเหลือสามีได้ นอกจากมีความงามเป็นที่ต้องการเสาะหาของชายแล้ว ผู้หญิงใน ชาดกไทยยังแสดงบทบาทของผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีความ ซื่อสัตย์ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสามี และช่วยเหลือตนเองได้ จึงอาจ กล่าวได้ว่าบทบาทของผู้หญิงที่ปรากฏในชาดกไม่ได้มีรูปแบบที่ ตายตัวเป็นไปในทางลบ แต่มีความหลากหลายเฉกเช่นเดียวกับ บทบาทของชาย มูลนิธิผู้หญิงเคยให้ความสนใจในประเด็นเรื่องความ เหลื่อมล้ำระหว่างหญิงชายในพุทธศาสนาในช่วงที่จัดทำโครงการ รณรงค์ในโรงเรียนและชุมชนเรื่องโสเภณีเด็ก ในภาคเหนือและ ภาคอีสานที่มีการจัดพาเด็กหญิงและเด็กวัยรุ่นเข้าสู่การค้า ประเวณี พ่อแม่ สมาชิกในชุมชน และหญิงที่เป็นโสเภณีต่างให้ คำอธิบายถึงกระบวนการที่มีจัดการอย่างเป็นระบบนี้โดยเชื่อมโยง สถานภาพของผู้หญิงในพุทธศาสนาว่าเด็กหญิง ไม่สามารถที่จะ ตอบแทนพ่อแม่ด้วยการบวชเป็นพระสงฆ์ให้พ่อแม่ได้จับชายจีวร ขึ้นสู่สวรรค์ได้ ดังนั้นจึงต้องตอบแทนด้วยการทำงานหาเงินเลี้ยงดู พ่อแม่ให้ได้รับความสุขสบายในชาตินี้ หนทางที่ลูกสาวจะทำได้คือ การยอมเสียสละร่างกายของตนทำงานเป็นโสเภณีเพื่อได้เงินมา ดูแลพ่อแม่ ที่รวมไปถึงการส่งเสียเลี้ยงดูพี่น้องที่เป็นชายด้วย


๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ นอกจากการดูแลสมาชิกในครอบครัวแล้วหญิงที่เป็นโสเภณียัง บริจาคเงินเพื่อบำรุงดูแลวัดในชุมชนของตนเพื่อสร้างการยอมรับ และเลื่อนระดับสถานภาพของตนในชุมชน วิถีเช่นนี้ยังได้พบเห็น ในหมู่หญิงไทยที่ย้ายถิ่นไปต่างประเทศด้วย จึงดูเสมือนพุทธ ศาสนาเป็นทั้งสาเหตุและโอกาสสำหรับผู้หญิงที่เลี้ยงชีพด้วยการ เป็นโสเภณี เป็นที่น่าสังเกตว่าในพิธีการศาสนารับบริจาคจากหญิง ที่หาเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยการเป็นโสเภณีนั้น ไม่มีการเล่า เรื่องที่กล่าวถึงบทบาทของผู้หญิงที่ดำรงชีพด้วยการเป็นโสเภณีใน สมัยพุทธกาลและมีความเลื่อมใสในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า มี การให้ทานบริจาคแก่พระสงฆ์ และบางคนที่ได้ปฏิบัติฟังธรรม หรือขอบวชเป็นภิกษุณีก็สามารถบรรลุเป็นอริยบุคคลได้ เช่น นางสิริมา นางอัมพปาลี นางวิมลา นางอัทฒกาสี เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่หญิงและแสดงให้เห็นว่าไม่มีการกีดกันทาง เพศ ทางชนชั้น หรือกีดกั้นทางการเลี้ยงชีพในการปฏิบัติและ บรรลุธรรมในพุทธศาสนา จึงดูเสมือนว่าศาสนาได้นำมาใช้เป็น เครื่องมือในการให้โอกาสแก่ผู้หญิงสามารถบริจาควัตถุเงินทองซึ่ง ได้มาจากการเป็นโสเภณีทำบุญอุปถัมภ์ศาสนา เพื่อที่จะให้เกิด การยอมรับและปรับเปลี่ยนสถานภาพบทบาททางสังคมของตน ทั้งในครอบครัวและในชุมชน โดยไม่เชื่อมโยงกับภาพรวมของ สังคมที่แสวงหาประโยชน์ทางเพศอย่างเป็นระบบจากเด็กหญิง และผู้หญิง และมิได้ส่งเสริมให้ผู้หญิงเข้าใจแก่นธรรมคำสอนของ พุทธศาสนาหรือสนับสนุนให้มีโอกาสในการศึกษาและปฏิบัติ ธรรมอันจะนำไปสู่การหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดดังเช่น โสเภณีในสมัยพุทธกาล


๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ พื้นที่ของผู้หญิงในศำสนำ สถานภาพและบทบาทของผู้หญิงในศาสนา เริ่มได้รับ การวิเคราะห์ วิพากษ์ จากขบวนการสตรีนิยมในยุคที่สอง (พ.ศ. ๒๕๐๐-๒๕๒๐) ที่ให้ความสนใจและขับเคลื่อนเรื่องโอกาส และความเสมอภาค หลังจากที่ขบวนการสิทธิสตรียุคแรกได้หยิบ ยกประเด็นเรื่องสิทธิทางการเมือง โดยเน้นเรื่องสิทธิที่จะ ลงคะแนนเสียงในการเลือกผู้แทนของตน ขบวนการสิทธิสตรียุคที่ สองประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนให้เกิดอนุสัญญาว่าด้วย การขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ อันเป็นกฎหมาย ระหว่างประเทศเพื่อปกป้องคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ของผู้หญิง เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๘ และประเทศไทยเข้า เป็นภาคีสมาชิกใน พ.ศ. ๒๕๒๘ อนุสัญญานี้ครอบคลุมสิทธิของ ผู้หญิงทั้งสิทธิพลเมือง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ส่งผลให้มีบางกลุ่มของผู้หญิงเริ่มให้ความสนใจเรื่อง ผู้หญิง วัฒนธรรม ศาสนาและศรัทธาความเชื่อในกรอบของอนุสัญญา ด้านสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง ต่อมาในช่วงที่สามของการ เคลื่อนไหวเรื่องสิทธิสตรีซึ่งเริ่มขึ้นในช่วงทศวรรษ พ.ศ. ๒๕๓๐ อันเป็นช่วงเวลาที่มีการประชุมระดับโลกเรื่องสิทธิมนุษยชน (พ.ศ. ๒๕๓๖) และการประชุมระดับโลกเรื่องผู้หญิงครั้งที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๓๘) ที่ยืนยันว่าสิทธิของผู้หญิงคือสิทธิมนุษยชนที่มิอาจ ลิดรอนหรือแบ่งแยกได้ เป็นสากลและไม่มีการเลือกปฏิบัติทาง เพศ ผิว เชื้อชาติ เริ่มมีการศึกษาและงานเขียนเกี่ยวกับเรื่อง ผู้หญิงในศาสนา ในช่วงแรกของการเคลื่อนไหวระดับสากลจะให้ ความสำคัญในเรื่องพิธีกรรมบนพื้นฐานความเชื่อทางศาสนาที่มี ผลร้ายและอันตรายต่อชีวิตของเด็กหญิงและผู้หญิง เช่น การ


๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เฉือนขลิบอวัยวะเพศของเด็กหญิง และเรียกร้องให้ขจัดพิธีกรรม ที่ถือว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของความรุนแรงต่อผู้หญิง โดยมี บทลงโทษทางอาญา แต่ก็ยังพบว่าพิธีกรรมนี้ยังมีการปฏิบัติอยู่ใน บางประเทศ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ได้มีความสนใจเรื่อง สถานภาพและบทบาทของแม่ชี และการสูญหายไปของภิกษุณีใน นิกายเถรวาท ได้มีการศึกษาและเขียนถึงคาถาของภิกษุณีในสมัย พุทธกาล ที่รวบรวมไว้ในพระสุตตันตปิฏก ขุททกนิกาย เถรีคาถา แต่เดิมเป็นเรื่องที่เล่าขานปากต่อปาก (มุขปาฐะ) ในภาษามคธ สืบเนื่องกันต่อมานับพันๆ ปี จนได้พบหลักฐานในราวพุทธ ศตวรรษที่ ๑๑ ที่ได้มีการจดบันทึกและคำอธิบายถึงบทรจนาของ ภิกษุณีแต่ละรูปที่เข้าสู่วิหารธรรมและได้บรรลุธรรมจำนวน ๗๓ บท โดยนำเรื่องเล่าจากเถรีคาถา ที่ถ่ายทอดชีวิตของผู้หญิงในช่วง พุทธกาลที่ได้เดินทางมาพบพุทธศาสนา ได้บวชเป็นภิกษุณี ศึกษา และปฏิบัติธรรมจนบรรลุอรหันต์จำนวน ๗๓ รูป จึงเล่าเรื่อง ประสบการณ์ในการบรรลุธรรมของตน ซึ่งสืบทอดเล่ากันต่อๆ มา จนได้มีการจดบันทึกในศรีลังกาเป็นภาษาบาลี และมีอรรถกา อธิบายเกี่ยวกับอดีตชาติของภิกษุณีแต่ละรูปการเวียนว่ายตายเกิด อันยาวนานในสังสารวัฏ และกฎแห่งกรรมรวมทั้งบารมีที่ได้สะสม มาจนนำพาเถรีเหล่านี้มาพบและฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าจนได้ บรรลุอรหันต์หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เรื่องเล่าของชีวิตภิกษุณีแต่ละรูปสะท้อนให้เห็นว่าใน พุทธศาสนาไม่มีโครงสร้างของการเลือกปฏิบัติอย่างเป็นระบบต่อ ผู้หญิง ไม่มีการกีดกันผู้หญิงกลุ่มใดออกจากการเข้าถึงและปฏิบัติ ธรรมให้บรรลุเป็นอริยบุคคล รวมทั้งการเผยแพร่หลักธรรมคำสั่ง


๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ สอนของพระพุทธเจ้าเพื่อช่วยให้ผู้อื่นได้หลุดพ้น เรื่องเล่าจากชีวิต และประสบการณ์ของภิกษุณีแต่ละรูปช่วยเป็นกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติ ธรรมว่าการบรรลุธรรมต้องมีความเพียรพยายามปฏิบัติ ไม่ว่าช้า หรือเร็วก็จะประสบความสำเร็จ ความแตกต่างระหว่างหญิงและ ชายเป็นประเด็นเล็กๆ ที่กล่าวถึงในเถรีคาถา ในบทสนทนา ระหว่างภิกษุณีโสมากับมารเรื่องความสามารถของหญิงในการ บรรลุอรหันต์ชี้ให้เห็นว่าธรรมชาติของผู้หญิงไม่ได้เป็นอุปสรรคใน การบรรลุธรรม การหมกมุ่นในเรื่องความเป็นหญิงและชายจะทำ ให้ถอยห่างจากเรื่องที่เป็นแก่นสาร นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างของ ภิกษุณีที่เป็นแรงบันดาลใจหรือสั่งสอนแลกเปลี่ยนธรรมกับผู้ชาย จนนำทางให้บวชจนบรรลุธรรม ประเด็นที่น่าสนใจคือเพราะเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงไม่ ประสงค์ให้ผู้หญิงออกบวชเป็นภิกษุณีโดยทรงพิจารณาว่าผู้หญิง เป็นอุปสรรคต่อพรหมจรรย์ และเมื่อทัดทานไม่ได้จึงได้ตั้งครุธรรม ๘ ประการ เป็นเงื่อนไขให้หญิงที่ต้องการบวชเป็นภิกษุณียึดถือ ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดควบคู่กับศีล ๓๑๑ ข้อของภิกษุณี ซึ่งมี มากกว่าภิกษุที่ถือศีล ๒๒๗ ข้อ ครุธรรมนี้สะท้อนถึงการจัดวางที่ ทางของภิกษุณีให้ยอมรับสถานภาพที่เป็นรองภิกษุไม่ว่าจะบวช ก่อนหรือหลังตนก็ตาม ประเด็นนี้ทำให้เกิดการวิพากษ์ในหมู่สตรี นิยมว่าศาสนาพุทธกีดกันผู้หญิง แต่ก็มิได้มีการคลี่คลายว่าการที่ พระพุทธเจ้าตั้งกฎระเบียบที่เคร่งครัดต่อภิกษุณีนี้มีไว้เพื่อปกป้อง หญิงหรือชายในวิหารธรรม


๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ พุทธศำสนำ กับควำมคิดต่อผู้หญิง นักการศึกษาแนวคิดสตรีนิยมมักจะศึกษาวิเคราะห์และ วิพากษ์คำสั่งสอนในศาสนาว่าสะท้อนความเหลื่อมล้ำทาง สถานภาพของหญิงและชาย และตอกย้ำบทบาทหญิงให้เป็นรอง ชายจนดูเหมือนศาสนาไม่เป็นมิตรต่อหญิง ในบางศาสนาผู้หญิง ถูกไล่ล่าลงโทษว่าเป็นแม่มดเพราะมีความรู้พื้นบ้านในการดูแล รักษา ทำให้องค์ความรู้พื้นบ้านของผู้หญิงสูญหายไป ศาสนาพุทธ ก็ถูกวิพากษ์ในทำนองเดียวกันว่ามีเชิงชั้นลำดับขั้นของสถานภาพ ระหว่างหญิงและชาย โดยมักจะยกตัวอย่างที่พระพุทธเจ้าไม่ อนุญาตให้หญิงบวชเป็นภิกษุณีในครั้งแรกที่พระนางมหาปชาบดี ทูลขอ แต่หากเปรียบเทียบทัศนคติความสัมพันธ์หญิงชายระหว่าง ศาสนาพุทธกับศาสนาฮินดูที่สืบทอดมาก่อน จะเห็นว่าศาสนา พุทธไม่มีคำสั่งสอนที่ลิดรอนอำนาจการดูแลตนเองของผู้หญิง ดั่ง เช่นในศาสนาฮินดูที่กำหนดให้หญิงอยู่ใต้อำนาจการควบคุมของ บิดา สามีและบุตรชายในแต่ละช่วงอายุ และเมื่อสามีเสียชีวิตก็ ต้องปลิดชีพตนตายตามในพิธีที่เรียกว่าสตี ผู้หญิงถูกกีดกันจาก การร่วมประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และไม่สามารถเรียนรู้ เนื้อหาของคัมภีร์พระเวท ส่วนศาสนาพุทธไม่ได้มองว่าหญิงต่ำ ต้อยกว่าชาย แต่ตระหนักถึงความแตกต่างทางชีววิทยา ร่างกาย ของหญิงและชายที่ต่างมีบทบาททางเพศภาวะที่เอื้อประโยชน์ต่อ สังคม ดังเช่นที่พระพุทธเจ้าได้ทรงกล่าวแก่พระเจ้าปเสนทิที่ทรง ผิดหวังเพราะได้ลูกสาวว่าการกำเนิดของลูกสาวไม่ได้เป็นสาเหตุ แห่งความวิตกและความผิดหวัง แต่ในขณะเดียวกันพระพุทธเจ้าก็ ตระหนักถึงความยากลำบากของเพศหญิงโดยได้ทรงอธิบายถึง ความทุกข์ยากห้าประการที่เกิดขึ้นเฉพาะแก่ผู้หญิงทั้งทางกาย


๑๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ และทางสังคม ความทุกข์ลำบากทางร่างกายอันได้แก่ การมีระดู การตั้งครรภ์ การคลอดให้กำเนิด และทางสังคมที่ต้องเคลื่อนย้าย จากบ้านเรือนของตนไปพักอาศัยกับสามี และจากกฎหมายที่ กำหนดให้อยู่ใต้การดูแลปกครองของชาย พระพุทธเจ้า ตรัสว่า ความเป็นหญิงเป็นทุกข์ การมีหญิงอื่นร่วมสามีก็เป็นทุกข์ หญิง บางพวกคลอดครั้งเดียว (ทนทุกขเวทนาไม่ได้) บางพวกก็เชือดคอ ตนเอง บางพวกมีร่างกายบอบบาง กินยาพิษเสียก็มี ลูกที่อยู่ใน ครรภ์และมารดาผู้มีครรภ์ ย่อมประสบอันตรายทั้งสองคนก็มี (อ้างในบทเถรีคาถา ภิกขุณีกีสาโคตรมีเถรี เอตทัคคะผู้ทรงจีวร เศร้าหมอง นางเกิดในตระกูลยากจน เสียใจที่ลูกชายตายและ ขอให้พระพุทธเจ้าทรงช่วยฟื้นชีวิต พระพุทธเจ้าให้นางไปหา ผักกาดจากบ้านที่ไม่มีคนเคยตาย แต่ไม่พบแม้บ้านเดียว นางจึงได้ ขอบวชและบรรลุอรหันต์) แต่ในบางคำสั่งสอนพระพุทธเจ้าก็ ตระหนักว่าผู้หญิงมีอำนาจครอบงำชายในเรื่องความสัมพันธ์ทาง เพศดังนั้นสมณเพศจึงไม่ควรมองดูและอยู่ใกล้กับผู้หญิงผู้เป็น อุปสรรคต่อการยึดถือพรหมจรรย์ ในคัมภีร์ปรินิพพานสูตรพระอานนท์ ได้กราบทูลถาม เรื่องการปฏิบัติต่อสตรีก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ ปรินิพพาน พระองค์แนะนำว่า “การไม่เห็นได้เป็นการดี เมื่อ จำเป็นต้องเห็นเพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ไม่ต้องพูดด้วยกัน หาก จำเป็นต้องพูดพึงพูดด้วยสติ” นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังได้เคย ย้ำเตือนพระภิกษุทั้งหลายเอาไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นรูป อื่นแม้อย่างหนึ่งที่จะครอบงำจิตของบุรุษอยู่ได้เหมือนรูปสตรีนี้ ภิกษุทั้งหลายรูปสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษอยู่ได้ เราไม่เห็น เสียงอื่นแม้อย่างหนึ่งที่จะครอบงำจิตของบุรุษอยู่ได้เหมือนเสียง


๑๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ สตรีนี้เสียงสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษอยู่ได้เราไม่เห็นกลิ่นอื่น แม้อย่างหนึ่งที่จะครอบงำจิตของบุรุษอยู่ได้เหมือนกลิ่นสตรีนี้ กลิ่นสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษอยู่ได้เราไม่เห็นรสอื่นแม้อย่าง หนึ่งที่จะครอบงำจิตของบุรุษอยู่ได้เหมือนรสสตรีนี้รสสตรีย่อม ครอบงำจิตของบุรุษอยู่ได้เราไม่เห็นโผฏฐัพพะ(การสัมผัสทาง กาย) อื่นแม้อย่างหนึ่งที่จะครอบงำจิตของบุรุษอยู่ได้เหมือน โผฏฐัพพะสตรีนี้โผฏฐัพพะสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษอยู่ได้ สตรีแม้เดินอยู่ก็ครอบงำจิตของบุรุษได้ แม้ยืนอยู่ แม้นั่งอยู่ แม้ นอนอยู่ แม้หลับอยู่ แม้หัวเราะอยู่ แม้พูดอยู่ แม้ขับร้องอยู่ แม้ ร้องไห้อยู่ แม้พองขึ้น แม้ตายแล้วก็ครอบงำจิตของบุรุษได้” อาจกล่าวได้ว่าพระพุทธเจ้ามองเห็นอิทธิพลของหญิงที่มี ต่อชายในเรื่องกามราคะ ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิของชาย ในภารทวาช สูตร พระเจ้าอุเทนได้ตรัสถามท่านปิณโฑลภารทวาชะว่า “เหตุ ใดพระภิกษุหนุ่มๆ มีผมดำสนิท จึงยังไม่หมดกามราคะ จึงบวช อยู่ได้นาน หรือบวชได้ตลอดชีวิต” ท่านได้ตอบว่าพระพุทธเจ้า ตรัสสอนไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอเห็นสตรีมีอายุคราวแม่ จงตั้ง จิตเอาไว้ว่า หญิงนี้เป็นแม่ของตน เธอเห็นสตรีมีอายุคราวพี่สาว หรือน้องสาว จงตั้งจิตว่า หญิงเป็นพี่สาว หรือน้องสาวของ เรา เธอเห็นสตรีมีอายุคราวลูก จงตั้งจิตว่านี้เป็นลูกของเรา ด้วย ความคิดอย่างนี้แล เป็นเหตุให้ภิกษุหนุ่ม ๆ เหล่านั้นรักษา พรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์อยู่ได้นาน หรืออยู่ได้ตลอดชีวิต” จึงถือได้ว่าพระพุทธเจ้าทรงให้แนวปฏิบัติแก่ภิกษุในการปฏิบัติต่อ ผู้หญิง และในขณะเดียวกันก็ได้กำหนดครุธรรม ๘ ประการแก่ ภิกษุณีเพื่อปกป้องการประพฤติพรหมจรรย์ไม่ให้มัวหมองของทั้ง ภิกษุและภิกษุณี


๑๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ อาจเป็นเพราะพระองค์ได้ตระหนักถึงธรรมชาติที่ไม่ มั่นคงชองชายที่ออกบวชซึ่งสามารถตกอยู่ใต้อำนาจของหญิงได้ โดยง่ายจึงไม่ทรงอนุญาตให้หญิงบวชเป็นภิกษุณี แม้พระนาง มหาปชาบดีซึ่งเป็นน้องสาวของพระนางศิริมหามายาพระมารดา และได้ดูแลพระองค์มาตั้งแต่ยังเป็นทารก ที่ได้บรรลุโสดาบันแล้ว ทูลขอบวชก็ไม่ได้รับอนุญาต จนพระอานนท์ช่วยร้องขอถึงสาม ครั้งแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จึงได้เปลี่ยนเป็นทูลถามว่าหญิง สามารถบรรลุธรรมได้หรือไม่ ซึ่งพระองค์ตอบว่าหญิงมีความ สามารถบรรลุธรรมได้เช่นเดียวกับชาย พระองค์จึงยอมให้โอกาส ผู้หญิงบวช แม้กระนั้นก็ทรงทำนายว่าการที่ให้พระนางมหาปชา บดีและหญิงในราชสำนักที่ติดตามมาอีก ๕๐๐ คน บวชเป็น ภิกษุณีจะทำให้การดำรงอยู่ของพระพุทธศาสนาสั้นลง สะท้อนให้ เห็นว่าพระองค์ทรงยอมรับความสามารถของหญิงเท่าเทียมกับ ชาย และไม่ควรกีดกันผู้หญิงในการบรรลุธรรม แต่ในขณะเดียว กันก็ทรงตระหนักเห็นความสัมพันธ์หญิงชายจากปัจจัยที่ฝ่ายชาย ไม่สามารถควบคุมจิตให้เป็นอุเบกขาได้เมื่อใกล้ชิดหญิง หรือ ปัจจัยจากตัวหญิงเองที่มีอำนาจเหนือชายในเพศสัมพันธ์ ด้วยเหตุ นี้จึงทรงบัญญัติครุธรรม ๘ ประการเพื่อเป็นเงื่อนไขในการที่หญิง จะเข้าสู่วิหารธรรมด้วยการบวชเป็นภิกษุณี และยังมีศีลที่ต้องยึด ปฏิบัติถึง ๓๑๑ ข้อ มากกว่าภิกษุที่ถือศีล ๒๒๗ ข้อ ซึ่งนักสตรี นิยมมักจะพิเคราะห์ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ และกำหนดที่ทางของ หญิงให้ต่ำกว่าชายแม้จะอยู่ในสมณเพศเช่นเดียวกันก็ตาม สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงหวั่นเกรงมีตัวอย่างให้เห็นในเถรี คาถา บทวิมลาปุราณคณิกาเถรีคาถา เป็นเรื่องของภิกษุณีที่เคย เป็นหญิงอาศัยรูปเลี้ยงชีพเช่นเดียวกับแม่ของตน นางสำคัญตนว่า


๑๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ สวยงามและมีทรัพย์สมบัติมากมายเกิดมีใจชอบพอพระโมคคัลลา นะ จึงได้เข้าไปในที่อยู่ของท่านเพื่อเล้าโลมแต่พระโมคคัลลานะ กลับให้โอวาทและสติทำให้นางเกิดความสังเวชและศรัทธาในพุทธ ศาสนาขอเป็นอุบาสิกา ต่อมาได้ออกบวชและบรรลุเป็นพระ อรหันต์ และได้เล่าเรื่องราวของตนว่า “เราเป็นผู้มัวเมาด้วย ผิวพรรณ รูปสมบัติ ความสวยงาม บริวารสมบัติ และมีจิตกระด้าง ด้วยความเป็นสาว จึงดูหมิ่นหญิงอื่น เราประดับกายนี้ให้วิจิตร งดงาม สำหรับลวงชายโง่ ได้ยืนอยู่ที่ประตูเรือนของหญิงแพศยา ดุจนายพรานเนื้อวางบ่วงดักเนื้อไว้ เราอวดเครื่องประดับต่างๆ เป็นอันมาก และเปิดเผยอวัยวะที่ควรปกปิด ทำมายาหลายอย่าง ให้ชายจำนวนมากลุ่มหลง วันนี้เรานั้นมีศีรษะโล้น ห่มผ้าสังฆาฏิ เที่ยวบิณฑบาตแล้วมานั่งอยู่ที่โคนต้นไม้ ได้ฌานอันไม่มีวิตก เรา ตัดเครื่องเกาะเกี่ยวทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ได้ทั้ง หมดแล้ว ทำอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว มีความเย็น ดับสนิทแล้ว (อรรถกภาวิมลาเถรีคาถา)” เรื่องของภิกษุณีวิมลา ชี้ให้เห็นว่า ผู้หญิงทะนงในความงามของตนเชื่อว่าจะใช้เป็นเครื่องมือและ อำนาจในการโน้มน้าวบุรุษให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ และการปฏิบัติ ของพระโมคคัลลานะต่อนางก็สะท้อนถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ให้มีสติเมื่อต้องเกี่ยวข้องกับผู้หญิง ซึ่งแตกต่างจากเรื่องของ สามเณรที่ได้ยินเสียงร้องเพลงของหญิงสาวในป่าทำให้เกิดจิต ปฏิพัทธ์และนำไปสู่การละเมิดพรหมจรรย์ของตน ทำให้ไม่ สามารถบรรลุถึงแก่นธรรมได้ ธรรมชาติของหญิงชายจากเรื่องเล่า ทั้งสองนี้แสดงให้เห็นว่าหากมีสติไม่ลุ่มหลงไปกับสิ่งที่เห็น ต่างก็ สามารถที่จะหลุดพ้นจากตัณหาราคะที่เป็นอุปสรรคต่อการบรรลุ ธรรมได้


๑๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ แม้พระพุทธเจ้าจะไม่อนุญาตให้ผู้หญิงบวชเป็นภิกษุณีใน ครั้งแรก แต่เมื่อเข้าสู่วิหารธรรมแล้วก็มิได้ทรงปิดกั้นโอกาสของ หญิงในการเรียนรู้และปฏิบัติธรรมเพื่อการหลุดพ้นจากสังสารวัฏ และยังทรงส่งเสริมบทบาทของหญิงในการเผยแพร่ธรรม เช่นเดียวกับพระภิกษุ รวมทั้งทรงยกย่องภิกษุณีที่เป็นเอตทัคคะ ถึง ๑๓ รูป นอกจากนี้ยังทรงให้โอกาสที่เท่าเทียมในการบวชเป็น ภิกษุณี ไม่มีการเลือกปฏิบัติต่อหญิงกลุ่มใด แม้จะเป็นหญิงยากจน หรือหญิงโสเภณีที่เข้าบวชเป็นภิกษุณีหลายรูป เรื่องเล่าของนาง อัทฒกาสี แห่งเมืองกาสี นางคณิกาที่มีความสวยงามและร่ำรวย ด้วยค่าตัวสูงส่ง “ชนบทกาสีมีส่วยประมาณเท่าใด ค่าตัวของเราก็ มีประมาณเท่านั้น ชาวนิคมกำหนดราคาแคว้นกาสีนั้นไว้แล้ว จึง ตั้งราคาเราไว้ครึ่งหนึ่ง ภายหลังเราเบื่อหน่ายในรูป เมื่อเบื่อหน่าย จึงคลายกำหนัด” นางต้องการเดินทางไปบวชในสำนักของ พระพุทธเจ้าที่กรุงสาวัตถี แต่มีนักเลงวางแผนแอบซุ่มทำร้าย นาง จึงส่งทูตไปกราบทูลปรึกษาพระพุทธองค์ว่าควรปฏิบัติเช่นใดเพื่อ ขอบวช พระพุทธเจ้าได้ทรงพิจารณา และรับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุณีอุปสมบทด้วยทูตก็ได้” ทำให้นางสามารถ บวชเป็นภิกษุณีปฏิบัติธรรมต่อมาไม่นานก็ได้บรรลุอรหันต์ การ อุปสมบทเช่นนี้นับว่าเป็นการสร้างขนบใหม่ของการบวชภิกษุณี โดยวิธีทูตกรรม และแสดงให้เห็นถึงการไม่ติดยึดเคร่งครัดต่อ กฎระเบียบแต่พิจารณาสภาพของปัญหาและจัดมาตรการพิเศษ เพื่อให้หญิงได้รับโอกาสเข้าถึงการเป็นภิกษุณีปฏิบัติธรรมจนหยุด ภพชาติของตนได้ นอกจากการให้โอกาสที่เท่าเทียมในการออกบวชแก่หญิง ทุกชนชั้นแล้ว เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นกับภิกษุณีพระพุทธเจ้าทรง


๑๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ พิจารณาไตร่ตรองในการตัดสินปัญหาอย่างรอบคอบและเป็น ธรรม เพื่อให้เกิดความยุติธรรม เช่นในกรณีภิกษุณีตั้งท้องที่เป็น มารดาของพระกุมารกัสสปเถระ นางเกิดในตระกูลเศรษฐีและ ต้องการบวชตั้งแต่รู้ความแต่ไม่ได้รับอนุญาตจากบิดามารดา เมื่อ ถึงวัยได้จัดให้แต่งงานออกเรือน ต่อมานางได้อ้อนวอนจนสามี ยอมให้บวชและได้บวชในสำนักภิกษุณีของพระเทวทัตโดยไม่ ทราบว่าตนตั้งครรภ์ เมื่อเกิดเรื่องพระเทวทัตตัดสินแก้ปัญหาโดย ให้นางสึกจากการเป็นภิกษุณี แต่นางไม่ยินยอมขอไปสู่สำนัก เชตวันเพื่อกราบทูลพระพุทธเจ้าๆ ได้ตั้งกรรมการไต่สวน ประกอบด้วย พระเจ้าปเสนทิโกศล ท่านอนาถปิณทิกะเศรษฐี พระมหาอุบาลี และนางวิสาขาให้ร่วมกันพิจารณาชำระความนี้ นางวิสาขาในฐานะเป็นหญิงมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบ สภาพร่างกายของภิกษุณีในม่านที่กางกั้นไว้ และนับเดือนวันแจ้ง แก่ผู้อื่นว่านางตั้งครรภ์ก่อนบวช ทำให้ภิกษุณีพ้นมลทินและคงอยู่ ในสมณเพศจนคลอดกุมารเลี้ยงดูกันในสำนักภิกษุณี ต่อมาพระ เจ้าปเสนทิได้นำไปเลี้ยงให้ชื่อว่ากัสสปะ เมื่อทราบว่าแม่ของตน เป็นภิกษุณีจึงได้ออกบวชจนบรรลุอรหันต์และได้รับยกย่องว่าเป็น เลิศในการแสดงธรรมอันวิจิตร แนวทางแก้ปัญหาเช่นนี้เป็นการ ค้นหาข้อเท็จจริงเพื่อนำมาซึ่งความกระจ่างและให้ความยุติธรรม แก่ผู้เสียหาย แทนการลงโทษโดยไล่ออกจากพุทธบริษัทเช่นที่พระ เทวทัตได้ตัดสินโดยมิได้มีการพิสูจน์แสวงหาข้อเท็จจริง การ แต่งตั้งผู้หญิงที่มีประสบการณ์และน่าเชื่อถือเช่นนางวิสาขาร่วมใน คณะกรรมการไต่สวนสะท้อนความละเอียดอ่อนรอบคอบในการ จัดการกับปัญหาเรื่องพรหมจรรย์ที่พระพุทธเจ้าทรงเคร่งครัดใน การดำรงสมณเพศ และยังทรงผ่อนปรนให้ภิกษุณีผู้ตั้งครรภ์พำนัก


๑๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ในสำนักภิกษุณีจนคลอดและดูแลทารกต่อไปได้ “เราอนุญาตให้ เลี้ยงดูจนกว่าทารกนั้นจะสามารถขบเคี้ยวบริโภคและอาบได้ตาม ธรรมดาของตน ภิกษุณีผู้เป็นเพื่อนพึงปฏิบัติทารกนั้นเหมือนที่ ปฏิบัติในบุรุษอื่น ภิกษุณีผู้เป็นมารดาย่อมได้เพื่อยังทารกนั้นให้ อาบให้ดื่มและให้บริโภคเพื่อแต่งตัวทารกและให้เพื่อนอนกกทารก ไว้ที่อก” ทรงอนุญาตให้ภิกษุณีมารดาสามารถโอบกอดเลี้ยงดู ทารกชายได้ส่วนภิกษุณีอื่นๆ ให้ปฏิบัติต่อทารกเหมือนกับบุรุษอื่น เพื่อดำรงไว้ซึ่งพรหมจรรย์ของตน จึงเป็นการกำหนดมาตรการ พิเศษให้เฉพาะภิกษุณีมารดาสามารถดูแลทารกแม้เป็นเพศชายได้ ส่วนภิกษุณีอื่นมิสามารถทำได้ต้องปฏิบัติต่อทารกเช่นเดียวกับที่ ปฏิบัติต่อบุรุษ แนวปฏิบัติและมาตรการพิเศษเช่นนี้ยังคงทันสมัย และสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางของการแก้ปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์ ในสังคมปัจจุบันได้ เมื่อเกิดปัญหาอันเกิดจากเพศสภาพพระพุทธเจ้าจะ ปกป้องคุ้มครองภิกษุณีผู้ได้รับความเสียหายเช่น กรณีภิกษุณีถูก ข่มขืน หลังจากเกิดเหตุภิกษุณีอุบลวัณณาถูกข่มขืนในป่า พระองค์ก็ได้ให้โอวาทแก่เหล่าภิกษุที่มีทัศนคติตำหนิติเตียน ซ้ำเติมภิกษุณีผู้ถูกกระทำในทำนองว่ายังมีความยินดีในการเสพ กาม พระองค์กล่าวตักเตือนภิกษุว่า “ภิกษุทั้งหลาย พระขีณาสพ ทั้งหลายนั้นไม่ยินดีในกามสุข ไม่เสพกามเปรียบเสมือนหยาด น้ำตกลงบนใบบัวแล้วไม่ติดอยู่ ย่อมกลิ้งตกลงไป และเหมือนกับ เมล็ดพันธุ์ผักกาด ย่อมไม่ติดตั้งอยู่บนปลายเหล็กแหลมฉันใด ขึ้น ชื่อว่ากาม ก็ย่อมไม่ซึมซาบไม่ติดอยู่ในจิตของพระขีณาสพฉันนั้น” หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้พระพุทธเจ้าพิจารณาเห็นภัยที่จะเกิดแก่ ภิกษุณีที่พักอาศัยเพียงลำพังในป่าในการถูกประทุษร้ายทำลาย


๑๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ พรหมจรรย์จึงขอให้พระเจ้าปเสนทิโกศลสร้างที่อยู่อาศัยบริเวณ ใกล้เมืองให้เป็นอาวาสของภิกษุณี แทนการอยู่เพียงลำพังในป่า จึงกล่าวได้ว่านอกจากปกป้องคุ้มครองแล้วยังทรงพิจารณาหาทาง ป้องกันมิให้เกิดปัญหาเช่นนั้นขึ้นอีก โดยรวมอาจกล่าวได้ว่า พุทธศาสนาเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ สถานภาพและตัวตนของผู้หญิงขึ้นอยู่กับการจัดวางของผู้ชายและ ไม่มีบทบาทใดๆ ในพื้นที่ของศาสนาความเชื่อและพิธีกรรม พุทธ ศาสนาจึงเสมือนเป็นการเปิดประตูให้ผู้หญิงได้ค้นพบความหมาย ของชีวิต สามารถร่วมพิธีกรรมต่างๆ ทางศาสนาซึ่งไม่เคยเกิด ขึ้นมาก่อน ผู้หญิงเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ คือเป็นฝ่ายทำนุบำรุงพุทธ ศาสนา ให้ทาน และบวชถือศีลปฏิบัติธรรมจนบรรลุเป็นอริย บุคคลเช่นเดียวกับผู้ชาย และได้รับการยกย่องยอมรับจากพระ ศาสดาให้มีบทบาทในด้านต่างๆ เช่นเผยแพร่คำสั่งสอนเพื่อช่วย ผู้อื่นให้หลุดพ้นเช่นตน เป็นต้น ดังนั้นคำกล่าวที่ว่าผู้หญิงเป็นศัตรู ต่อพรหมจรรย์มิได้มีผลนำไปสู่การเลือกปฏิบัติอย่างเป็นระบบแต่ อย่างใดต่อผู้หญิงในช่วงพุทธกาล การที่แต่แรกปฏิเสธมิให้ผู้หญิง ออกบวช อาจเป็นเพราะบริบทของยุคสมัยที่กีดกัน และกดผู้หญิง มิให้มีส่วนร่วมที่เท่าเทียมทั้งในพื้นที่ส่วนตัวและสาธารณะโดย เฉพาะในปริมณฑลของพิธีกรรม ศรัทธาและความเชื่อ หลักการ เดินสายกลางของศาสนาพุทธที่ไม่ต้องการโค่นล้มประเพณีความ เชื่อที่สั่งสมมาเป็นเวลานานจึงอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่รับหญิง บวชเป็นภิกษุณีในครั้งแรกเพื่อไม่ให้ย้อนแย้งอย่างสุดโต่งกับความ เชื่อในศาสนากระแสหลักและแบบแผนประเพณีข้อกำหนดซึ่งจัด วางที่ทางของผู้หญิงไว้ต่ำสุดในสังคมช่วงเวลานั้น แต่ในที่สุดพระ พุทธองค์ก็ทรงยินยอมให้หญิงสามารถบวชได้ด้วยตระหนักถึง


๑๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ความสามารถทางปัญญาของหญิงที่สามารถเรียนรู้และหลุดพ้นได้ เช่นเดียวกับชาย แต่ได้จัดวางที่ทางของหญิงภิกษุณีให้ต่ำกว่าภิกษุ เพื่อมิให้ย้อนแย้งมากเกินไปกับบริบททางสังคมในยุคพุทธกาล เมื่อครั้งภิกษุณีมหาปชาบดีทูลลานิพพานเมื่ออายุ ๑๒๐ ปีพร้อม กับภิกษุณีที่ติดตามพระนางออกบวชคราวเดียวกัน พระพุทธเจ้า ได้ตรัสว่า “คนพาลเหล่าใดสงสัยในการตรัสรู้ธรรมของสตรี ทั้งหลายท่านจงแสดงฤทธ์เพื่อละทิฏฐิของคนพาลเหล่านั้น” ซึ่ง พระนางก็ได้แสดงฤทธิ์เป็นอันมากร่วมกับภิกษุณีทั้งหลาย “เหมือนนายช่างทองผู้ชำนาญการทำทองแสดงเครื่องประดับที่ ทำด้วยทองชนิดต่างๆ ฉะนั้น” แล้วถวายบังคมลาปรินิพพานไป พร้อมกัน เถรีคาถาเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าพระศาสดาต้องการลบ อคติที่ยังมีต่อผู้หญิงในเรื่องความสามารถในการบรรลุธรรม เช่นเดียวกับชาย จึงให้โอกาสคณะภิกษุณีที่ต่างได้บรรลุอรหันต์ แสดงอิทธิฤทธิ์ต่างๆ เพื่อขจัดอคติที่มีต่อหญิงก่อนจะปรินิพพาน นอกจากนี้แล้วยังทรงยกย่องภิกษุณีว่าสามารถอธิบายธรรมได้ ละเอียดลึกซึ้ง เช่น พระธัมมทินนาเถรี ที่อธิบายเรื่องเบญจขันธ์ แก่นางวิสาขาได้เทียบเท่ากับพระองค์ และได้แต่งตั้งเป็น เอตทัคคะ ภิกษุณีที่เป็นเลิศในการแสดงธรรม เรื่องเล่าของภิกษุณีที่บรรลุอรหันต์และต่อมาได้มีการ บันทึกไว้ในเถรีคาถาสะท้อนให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงมีมิติเรื่อง ความเสมอภาคเห็นความสามารถทางปัญญาของหญิงที่เท่าเทียม ชายและเกื้อกูลอนุเคราะห์ให้หญิงที่บวชเป็นภิกษุณีได้หลุดพ้น จากการเวียนว่ายในสังสารวัฏ และการบรรลุอรหันต์ไม่ได้ขึ้นกับ เงื่อนไขทางเพศสภาพ เรื่องเล่าของภิกษุณีทำให้เกิดมุมมองและ ข้อโต้แย้งในเรื่องการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงในพุทธศาสนาสมัย


๑๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ พุทธกาล เพราะเนื้อหาที่ปรากฏไม่สามารถจะสรุปกล่าวโดยรวม เช่นนั้นได้ แต่กฎเกณท์ ระเบียบ ความเชื่อที่ปรับเปลี่ยน เสริมแต่ง ในรุ่นต่อๆ มา อาจจะมีผลที่ทำให้เกิดการกีดกันผู้หญิงมิให้มีการ บวชเป็นภิกษุณีในพุทธศาสนานิกายเถรวาทโดยอ้างถึงข้อกำหนด ในครุธรรม ๘ ประการในเรื่องการบวชภิกษุณีที่ต้องประกอบด้วย ภิกษุสงฆ์ และภิกษุณี บทบำทของพระพุทธเจ้ำกับภิกษ ุณีในช่วงพุทธกำล และกำรบรรล ุธรรมอันสูงส ุด ภิกษุณี ที่รวมไว้อยู่ในพุทธบริษัท ๔ (ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) เริ่มต้นจากพระมหาปชาบดีโคตรมี (น้าของ พระพุทธเจ้า) ซึ่งได้ขอบวชในพรรษาที่ ๕ ของการสั่งสอนพุทธ ธรรมของพระพุทธเจ้า ครั้งแรกที่นิโครธาราม เขตเมืองกบิลพัสดุ์ หลังจากที่พระเจ้าสุทโธทนะ (พระบิดาของพระพุทธเจ้า) และ พระสวามีของพระนางบรรลุอรหันต์แล้วสิ้นพระชนม์ พระนางทูล “ขอสตรีถึงได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่ พระตถาคตประกาศแล้ว”ถึงสามครั้งแต่ก็ได้รับการปฏิเสธ “อย่า เลยโคตมี เธออย่าชอบใจการที่สตรีออกจากเรือนบวชเป็น บรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วเลย” ทั้งสามครั้ง แต่ พระนางก็มิได้ย่อท้อเมื่อพระพุทธเจ้าประทับที่สาละป่ามหาวัน เขตพระนครเวสาลี พระนางทรงปลงผม และทรงพระภูษาย้อม ฝาด เดินเท้าพร้อมหญิงจากราชสำนักอีก ๕๐๐ คนมายืนประทับ กรรแสงอยู่นอกประตูที่ประทับ และตอบแก่พระอานนท์ที่ทูลถาม ว่า “เพราะพระผู้มีพระภาคไม่ทรงอนุญาตให้สตรีออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว”


๒๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ พระอานนท์จึงไปกราบทูลขอให้แต่ก็ได้รับการปฏิเสธถึงสามครั้ง จนเปลี่ยนคำถามเรื่องผู้หญิงสามารถบรรลุเป็นอริยบุคคลได้ หรือไม่ ซึ่งพระพุทธเจ้าตอบว่าได้และตั้งเงื่อนไขคือครุธรรม ๘ ประการให้พระมหาปชาบดีพิจารณา พระนางตอบยอมรับครุ ธรรม ๘ ประการที่จะไม่ละเมิดและยึดถือไว้ตลอดชีวิต “เปรียบ เหมือนหญิงสาวหรือชายหนุ่มที่ชอบแต่งกายอาบน้ำสระเกล้าแล้ว ได้พวงอุบล พวงมะลิหรือพวงลำดวนแล้วพึงประคองรับด้วยมือทั้ง สองตั้งไว้เหนือเศียรเกล้าฉะนั้น” พระนางจึงได้บวชเป็นภิกษุณี โดยมีครุธรรม ๘ ประการเป็นอุปสัมปทาของพระนาง ส่วนหญิงที่ ติดตามมาทั้งหมดก็ได้รับการบวชจากภิกษุรูปอื่นๆ พระพุทธเจ้าทรงอรรถาธิบายเรื่องการตั้งครุธรรม ๘ ประการนี้ ว่า “ดูกรอานนท์ ก็ถ้าสตรีจักไม่ได้ออกจากเรือนบวช เป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว พรหมจรรย์จัก ตั้งอยู่ได้นานสัทธรรมจะพึงตั้งอยู่ได้ตลอดพันปี ก็เพราะสตรีออก จากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว บัดนี้ พรหมจรรย์จักไม่ตั้งอยู่ได้นาน สัทธรรมจักตั้งอยู่ได้เพียง ๑๐๐ ปีเท่านั้น ดูกรอานนท์ สตรีได้ออกจากเรือนบวชเป็น บรรพชิตในธรรมวินัยใด ธรรมวินัยนั้นเป็นพรหมจรรย์ไม่ตั้งอยู่ได้ นาน เปรียบเหมือนตระกูลเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่มีหญิงมาก มีชาย น้อย ตระกูลเหล่านั้นถูกพวกโจรผู้ลักทรัพย์กำจัดได้ง่าย อีก ประการหนึ่ง เปรียบเหมือนหนอนขยอกที่ลงในนาข้าวสาลีที่ สมบูรณ์นาข้าวสาลีนั้นไม่ตั้งอยู่ได้นาน อีกประการหนึ่ง เปรียบ เหมือนเพลี้ยที่ลงในไร่อ้อยที่สมบูรณ์ ไร่อ้อยนั้นไม่ตั้งอยู่ได้นาน ดูกรอานนท์ บุรุษกั้นทำนบแห่งสระใหญ่ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้น้ำไหล


๒๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ไป แม้ฉันใด เราบัญญัติครุธรรม ๘ ประการแก่ภิกษุณี เพื่อไม่ให้ ภิกษุณีละเมิดตลอดชีวิต ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ” ดังนั้นครุธรรม ๘ ประการนี้ตั้งขึ้นก็เพื่อเป็นหลักป้องกัน ให้พุทธศาสนาดำรงอยู่ได้นานขึ้น หญิงที่ออกบวชเป็นภิกษุณี จะต้องยึดถือตลอดชีวิต อันได้แก่ ๑.ภิกษุณีที่อุปสมบทมาตั้งร้อย พรรษาต้องทำการกราบไหว้การลุกรับแสดงความเคารพ แก่ภิกษุ ที่อุปสมบทใหม่แม้ในวันเดียว ๒. ภิกษุณีจะต้องอยู่จำพรรษาใน อาวาสที่มีภิกษุ ๓. ภิกษุณีจะต้องฟังธรรม ๒ ประการจากภิกษุ สงฆ์ทุกครึ่งเดือน คือวันอุโบสถและการเข้าไปฟังโอวาท ๔. ภิกษุณีออกพรรษาต้องปวารณาในสงฆ์ ๒ ฝ่ายคือ ในภิกษุสงฆ์ และในภิกษุณีสงฆ์ ๕. ภิกษุณีเมื่อต้องอาบัติหนักต้องประพฤติมา นัด ๑๕ วัน ในสงฆ์ทั้งสองฝ่าย (ทั้งภิกษุสงฆ์และภิกษุณี) ๖. หญิง ที่ต้องการบวชต้องศึกษาอยู่ในธรรมเป็นสิกขมานาเป็นเวลา ๒ ปี จึงอุปสมบทในสงฆ์ ๒ ฝ่ายได้ ๗. ภิกษุณีไม่ด่าว่า บริภาษภิกษุไม่ ว่าในกรณีใด ๘. ภิกษุสั่งสอนห้ามปรามภิกษุณีได้ แต่ว่าภิกษุณีจะ สั่งสอนห้ามปรามภิกษุไม่ได้ ครุธรรม ๘ ประการนี้ ไม่สามารถหยุดยั้งความต้องการ ของหญิงในช่วงพุทธกาลที่ปฏิบัติธรรมและขอออกบวชเป็นภิกษุณี ตามรอยของพระนางมหาปชาบดีที่ได้บุกเบิกขออนุญาตออกบวช พร้อมหญิงในราชสำนักรวม ๕๐๐ คน ต่อมาพระนางยโสธรา (พระมเหสีของพระพุทธเจ้าครั้งเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ) ก็ได้ออก บวชพร้อมหญิงอื่นอีก ๕๐๐ คน และยังมีผู้หญิงอื่นๆ อีกที่ขอ บวชเป็นภิกษุณี จึงเห็นได้ว่าแม้จะทรงมีบัญญัติเรื่องครุธรรม ๘ ประการ และการกำหนดศีล ๓๑๑ ข้อให้ภิกษุณียึดปฏิบัติที่ มากกว่าภิกษุที่ถือศีล ๒๗๗ ข้อ รวมทั้งขั้นตอนของการบวช


๒๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ภิกษุณีที่ซับซ้อนกว่าของภิกษุ ก็มิได้ทำให้ผู้หญิงที่มีจิตเลื่อมใสใน พุทธศาสนาและปรารถนาการหลุดพ้นจากสังสารวัฏย่อท้อเลิกล้ม ความคิดที่จะออกบวช หญิงที่ออกบวชเป็นภิกษุณีนอกจากหญิง ในราชสำนักแล้วยังมีหญิงอีกจำนวนมากที่หลากหลายชาติตระกูล และช่วงอายุ แรงจูงใจที่ต้องการบวชก็แตกต่างกัน เช่นจากความ เชื่อและศรัทธา ต้องการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ประสบทุกข์ลำบากจากการครองเรือน สูญเสียผู้เป็นที่รัก บวช ตามญาติ หรือได้รับการร้องขอให้บวชจากบิดามารดาเพื่อ แก้ปัญหา เป็นต้น เรื่องเล่าจากเถรีคาถาเป็นการบันทึกชีวิตทั้ง ปัจจุบันและอดีตแต่ละภพชาติที่นำไปสู่การหลุดพ้นในชาติ ปัจจุบันของภิกษุณีในยุคพุทธกาล สะท้อนให้เห็นถึงสถานภาพ และบทบาทที่หลากหลายของหญิงที่ไม่ได้เป็นไปตามภาพลักษณ์ ที่กำหนดแบบเหมารวมซึ่งมีทั้งหญิงยากจนสถานภาพต่ำต้อย ไม่มี แม้ชื่อและโคตร และหญิงที่มีตัวตนและอำนาจการตัดสินใจในการ ครองเรือน การเลือกชีวิตคู่ ความสามารถทางปัญญาในการ แก้ปัญหา รวมทั้งหญิงที่ยึดมั่นในรูปลักษณ์ความงามของตน หญิง ที่ร่ำรวยจากการเลี้ยงชีพด้วยร่างกายของตน หญิงที่ตกเป็นเหยื่อ ของชะตากรรม ประสบความทุกข์ยาก ถูกกระทำจนเสียสติ ไม่มี อำนาจตัดสินใจชีวิตของตน ไม่ว่าจะผ่านชีวิตมาเช่นไร ร่ำรวยหรือ ยากจน สูงศักดิ์หรือต่ำต้อยต่างก็มีความเสมอภาคในการเข้าสู่ วิหารธรรมและมีโอกาสบรรลุอรหันต์ได้อย่างเท่าเทียม เรื่องเล่า จากชีวิตของหญิงที่บวชเป็นภิกษุณีสมัยพุทธกาลที่บันทึกไว้ในเถรี คาถาเหล่านี้สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้หญิงมีความเพียรในการ ปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรม


๒๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ สุมังคลมาตุเถรีคาถา เรื่องเล่าในเถรีคาถาของนางแสดงให้เห็นถึงชีวิต ที่ยากลำบากไม่มีชื่อและโคตรของตนเอง นางได้ออก บวชในหมู่ภิกษุณีพร้อมด้วยสุมังคลบุตรชายที่ได้บรรลุ อรหันต์ นางจึงมีชื่อเรียกว่าสุมังคลมาตุ (แม่ของสุมังคละ) เมื่อนางได้พิจารณาความลำบากยากเข็ญที่ตนได้รับ ในช่วงชีวิตคฤหัสถ์จึงเกิดความสังเวชและได้บำเพ็ญเจริญ วิปัสสนาจนบรรลุอรหันต์ พร้อมเปล่งอุทานว่า เราพ้นดี แล้วเป็นผู้พ้นแล้วโดยชอบจากสาก จากสามีผู้ไม่มีหิริ จากร่ม จากหม้อข้าวซึ่งโชยกลิ่นงูน้ำ เราตัดราคะและ โทสะขาดแล้ว สะท้อนให้เห็นว่านางต้องมีชีวิตลำบาก ยากจน ตำข้าวกินเอง มีสามีที่ปราศจากความละอาย ภาชนะหุงต้มของนางหมักหมม มีกลิ่นคลุ้งไม่บริสุทธ์ สะอาด เรื่องเล่าในเถรีคาถาแสดงถึงชีวิตของภิกษุณีที่มีความ หลากหลายในภูมิหลัง แต่มีเป้าหมายร่วมกันคือการบำเพ็ญเพียร เพื่อเป็นอริยบุคคล ภิกษุณีได้บวชและอาศัยในสำนักต่างๆ ที่ตั้ง ขึ้นโดยภิกษุและภิกษุณี หากไม่พอใจก็สามารถปรับเปลี่ยนสำนัก เช่น เรื่องเล่าของอัทฒกาสีเถรีที่บวชในเมืองกาสีและต้องการมา บวชในเมืองสาวัตถีในสำนักของพระพุทธเจ้า เรื่องของภิกษุณีที่ เป็นแม่กัสสปะกุมารซึ่งบวชอยู่ในสำนักของพระเทวทัตและไม่ พอใจที่ให้พ้นจากการเป็นภิกษุณีเพราะตั้งท้อง จึงมาขอความเป็น ธรรมให้พระพุทธเจ้าพิจารณาตัดสิน ภิกษุณีที่บรรลุอรหันต์ต่างก็ มีสำนักของตน เช่น สำนักของพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี สำนัก


๒๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ปฏจาราเถรี สำนักธัมมทินนาเถรี ซึ่งต่างก็มีภิกษุณีเป็นสาวก ตั้งแต่ ๕๐๐-๒๕๐๐ รูปเป็นต้น ภิกษุณีเจ้าสำนักต่างมีบทบาทใน เรื่องของการช่วยแสดงธรรมเพื่อให้ภิกษุณีรูปอื่นได้บรรลุธรรม เช่น สำนักปฏาจาราเถรีที่เมืองราชคฤห์มีภิกษุณี ๒๕๐๐ รูปเป็น บริวาร ได้อนุเคราะห์ให้ภิกษุณีรูปอื่นเรียนรู้บรรลุธรรมได้มีการ บันทึกไว้ในเถรีคาถาของเถรีรูปหนึ่งที่เป็นแม่นมของพระนาง มหาชปาบดีโคตมีว่า”บวชมา ๒๕ พรรษาแต่ยังไม่รู้สึกว่าได้สงบ จิตในกาลไหนเลย เราเข้าไปหาภิกษุณีผู้มีวาจาที่เราถึงเชื่อถือได้ ท่านได้แสดงธรรม คือ ขันธ์ อายาตนะและธาตุแก่เรา เราฟังธรรม ของภิกษุณีนั้นแล้ว ได้ปฏิบัติตามที่ท่านพร่ำสอนเรา เป็นผู้อิ่มเอิบ ด้วยปิติสุข นั่งโดยบัลลังก์เดียวตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๘ เราทำลาย กองแห่งความมืดแล้ว” ธัมมทินนาเถรีที่นางวิสาขาพาไปบวชเป็น ภิกษุณีจนบรรลุอรหันต์และมีภิกษุณี ๕๐๐ รูปเป็นบริวารก็ได้ชี้นำ ให้ภิกษุณีรูปอื่นบรรลุธรรมได้เช่นกันและยังสามารถตอบซักถาม เรื่องของธรรมให้ผู้อื่นเข้าใจได้จนได้รับการยกย่องจากพระ พุทธเจ้า ดังนั้นการเลือกสำนักบวชก็มีผลต่อการบรรลุธรรมของ ภิกษุณีด้วย ภิกษุณีที่บวชในช่วงพุทธกาลบางรูปประสบปัญหาอันเกิด จากเพศสภาพของตน เช่น อคติทางเพศที่มองว่าสติปัญญาของ หญิงด้อยกว่าชายเช่นพระโสณาเถรี ซึ่งถูกมารกล่าวดูถูกว่าพระ อรหันต์จะมีก็แต่ฤาษีที่จะบรรลุได้ “ท่านเป็นหญิงมีปัญญาเพียง ๒ นิ้วไม่สามารถจะบรรลุฐานะนั้นได้” ภิกษุณีจึงได้กล่าวแก่มารว่า “เมื่อจิตตั้งมั่นดี เมื่อฌานเป็นไปอยู่ เมื่อเห็นแจ้งซึ่งธรรมโดยชอบ ความเป็นหญิงจะทำอะไรเราได้ เรากำจัดความเพลิดเพลินในกาม ทั้งปวงได้แล้ว ทำลายกองแห่งความมืดได้แล้ว มารผู้ใจบาปหยาบ


๒๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ช้าจงรู้อย่างนี้เถิดว่าท่านถูกเรากำจัดแล้ว” นอกจากการถูกดู หมิ่นแล้วยังมีเรื่องความปลอดภัยในเนื้อตัวร่างกาย ถูกเกี้ยวพา ราสีเช่น สุภาชีวกัมพวนิกาเถรี ถูกชายนักเลงขัดขวางกล่าวชมเชย ความงามของดวงตาและชักชวนให้สละพรหมจรรย์มาเสพกามกับ ตน พระเถรีกล่าวว่าราคะนั้นตนได้กำจัดสิ้นแล้วด้วยอริยมรรค ขอ อย่ามาเสียเวลากับหญิงที่ได้พิจารณาเบญจขันธ์และได้รับคำสอน จากพระพุทธเจ้าเลย และได้ควักดวงตาข้างหนึ่งของตนให้ชาย นักเลงที่กลับมามีสติคลายความกำหนัดและขอขมาพระเถรี ๆ ได้มาเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งทรงแสดงธรรม และได้เจริญวิปัสสนาจน บรรลุอรหันต์ ส่วนอุบลวัณณาเถรีผู้มีความงามเป็นที่หมายปอง ของพระราชาและเศรษฐีทั่วทั้งชมพูทวีปจนบิดามารดาขอให้ออก บวชจนได้สำเร็จอรหันต์แล้วจาริกไปตามที่ต่างๆ ขณะพำนักในป่า ใกล้เมืองสาวัตถีถูกชายหนุ่มที่เป็นญาติและหลงรักนางข่มขืน พระภิกษุหลายรูปต่างโจษจันกันเรื่องของนางและเห็นว่านางยังคง มีร่างกายสดใสสวยงามคงยินดีในกามสุขแม้จะเป็นพระขีณาสพ แล้วก็ตาม เมื่อได้ยินพระพุทธเจ้าก็ได้ปกป้องนาง เป็นต้น การที่มีหญิงจากหลากหลายภูมิหลังบวชเป็นภิกษุณี ย่อมจะเกิดปัญหาในความสัมพันธ์อยู่ร่วมกันของคนหมู่มาก ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับภิกษุณีที่พระพุทธเจ้าแก้ไขให้นั้นจะมีมิติ แห่งความเมตตากรุณา ไม่ตำหนิติเตียน และกำหนดแนวปฏิบัติ เพื่อแก้ไขปัญหานั้นๆ เช่น ในกรณีที่ภิกษุณีตั้งท้องและคลอด ทารกก็ทรงให้ดูแลในสำนักภิกษุณี เนื่องจากทารกเป็นชาย (กุมารกัสสปะ) จึงได้ทรงให้แนวปฏิบัติต่อภิกษุณีในการดูแลทารก ไม่ให้ผิดพรหมจรรย์โดยให้เฉพาะภิกษุณีมารดาจับต้องโอบกอด ทารกชายได้ และจัดตั้งกฎระเบียบห้ามบวชให้แก่หญิงที่ตั้งท้อง


๒๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ในกรณีของพระอุบลวัณณาซึ่งถูกญาติข่มขืนที่กระท่อมในป่า พระพุทธเจ้าก็ได้ทรงปกป้องว่านางเป็นผู้บริสุทธ์ปราศจากกาม ราคะ และกำหนดข้อห้ามมิให้ภิกษุณีพำนักในป่า แต่ได้สร้างวิหาร ใกล้เมืองเป็นอาวาสของภิกษุณี แม้พระพุทธเจ้าจะกำหนดวิธีการ บวชของภิกษุณี แต่ก็ทรงปรับเปลี่ยนในกรณีของอัทฒกาสีเถรี นางคณิกาที่ได้บวชในสำนักอื่นและต้องการบวชในสำนักของ พระพุทธเจ้าแต่ไม่สามารถเดินทางมาเมืองสาวัตถีได้เนื่องจากมี โจรแอบซุ่มทำร้าย จึงทรงอนุญาตให้มีการอุปสมบทด้วยทูต “การ อุปสมบทด้วยทูตย่อมควรเพราะอันตรายอย่างใดอย่างหนึ่งบรรดา อันตราย ๑๐ อย่าง ในเวลาจบกรรมวาจาภิกษุณีนั้นจะยืนหรือนั่ง อยู่ก็ตาม ตื่นหรือหลับอยู่ก็ตามในสำนักภิกษุณีเธอย่อมเป็นผู้ อุปสมบทแล้วแท้” จากเรื่องเล่าที่ยกมานี้แสดงให้เห็นว่า พระพุทธเจ้ามีความเมตตาต่อภิกษุณีไม่ว่าจะมีภูมิหลังอย่างไร และช่วยปกป้องคุ้มครองแก้ไขปัญหาของแต่ละคนด้วยวิธีการอัน เหมาะสมไม่ติดยึด จัดให้มีมาตรการพิเศษต่างๆ เพื่อให้ภิกษุณี สามารถเข้าสู่และดำรงอยู่ต่อในวิหารธรรมเพื่อแสวงหาการหลุด พ้นของตนได้ต่อไป แต่ในขณะเดียวกันในพระวินัยปิฎกก็ได้มีการ บันทึกการละเมิดวินัยของภิกษุณีในสมัยพุทธกาลไว้ในหลายเรื่อง เช่น ภิกษุณีถุลนันทาที่ต้องปราชิกละเมิดธรรมวินัยหลายประการ เช่น บวชให้ภิกษุณีที่ไม่มีคุณสมบัติได้รับการบวช บวชภิกษุณีแล้ว ไม่ดูแลหรือให้ผู้อื่นดูแล ไม่ระงับความโกรธ รับอามิสจากบุรุษที่ ตนพึงใจ ไม่รายงานหมู่คณะเมื่อภิกษุณีต้องปราชิก ดูแลภิกษุณีซึ่ง สงฆ์ตัดสินให้ออกจากหมู่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการ ละเมิดพระวินัยข้ออื่นๆ ของภิกษุณีในสมัยพุทธกาลอีก เช่น การ กำหนัดทางเพศ การพูดคุยกับบุรุษ การคลุกคลีกัน การสัมผัส


๒๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เสียดสีอวัยวะของกันและกัน การจาริกเดินทางเพียงลำพังในที่ อันตราย การกลับสู่เรือนของตนตามลำพัง การบริโภคที่ต้องห้าม การดูฟ้อนรำขับร้อง เป็นต้น ทำให้พบว่าในสมัยพระพุทธองค์ได้มี การพิจารณาการกระทำความผิดละเมิดศีลของภิกษุณีและ บทลงโทษ รวมถึงการพิจารณาให้พ้นความเป็นภิกษุณีโดยขับออก จากวิหารธรรมด้วย เรื่องเหล่านี้สะท้อนความหลากหลายของภูมิ หลังหญิงที่บวชเป็นภิกษุณี และการปฏิสัมพันธ์ของบรรดาภิกษุณี ส่วนหนึ่งในวิหารธรรมที่ยังไม่สามารถหลุดพันจากความโลภ และ กิเลศ ตัณหา รวมทั้งการดำรงตนในพรหมจรรย์เพื่อการหลุดพ้น ได้ ในช่วงพุทธกาลภิกษุณีที่ได้บรรลุอรหันต์ได้บันทึกชะตา ชีวิตของตนและช่วงขณะที่ได้เกิดปัญญาเห็นสัจธรรมและหลุดพ้น ไว้อย่างหลากหลาย บางรูปสามารถบรรลุอรหันต์หลังจากได้ฟัง ธรรมของพระพุทธเจ้า เช่น ภุททากุณทลเกสาเถรี ที่ใช้ปัญญา ปกป้องตนเองให้พ้นภัยจนได้รับยกย่องจากเทวดาว่า “มิใช่ชาย เท่านั้นที่จะเป็นบัณทิตได้ แม้หญิงผู้มีปัญญาไตร่ตรองใน เหตุการณ์ต่างๆ ก็เป็นบัณทิตได้” เมื่อได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าตาม คำแนะนำของพระสารีบุตรและสดับธรรมเรื่องเบญจขันธ์ และ ความไม่เที่ยงก็รู้แจ้งจึงได้ขอบวชเป็นภิกษุณี นางได้รับยกย่องว่า เป็นเลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายในเรื่องตรัสรู้เร็วพลันและได้เดินทาง เผยแพร่พระธรรมไปหลายแคว้นนานถึง ๕๐ ปี พระนางยโสธร (พระภัททากัจจานาเถรี) นั่งสมาธิเพียงครั้งเดียวก็สามารถระลึก ชาติได้ถึงหนึ่งอสงไขยและบรรลุธรรมภายในระยะเวลาครึ่งเดือน จนได้เป็นเลิศฝ่ายผู้ทรงอภิญญา พระเขมาเถรี พระอัครมเหสีของ พระเจ้าพิมพิสารที่ติดยึดในความงามจนพระเจ้าพิมพิสารต้องคิด


๒๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ หาอุบายให้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งได้นิมิตรนางอัปสรที่มีสรีระ สวยงามและแปรเปลี่ยนไปตามวัยทำให้นางหลุดพ้นการติดยึด และบรรลุอรหันต์ก่อนที่จะบวชเป็นภิกษุณี นางได้รับการยกย่อง ว่าเป็นภิกษุณีผู้เลิศทางปัญญา แม่นมของพระนางมหาปชาบดีใช้ เวลา ๒๕ ปี จึงสามารถบรรลุการหลุดพ้น และมิตตากาลีเถรีที่แม้ จะบวชด้วยศรัทธาแต่ก็ยังขวนขวายในลาภสักการะตกอยู่ใน อำนาจของกิเลสนานถึง ๗ ปีจนล่วงเข้าวัยชราจึงได้พิจารณาถึง ความเป็นจริงการเกิดขึ้นและการเสื่อมของขันธุ์ทั้งหลาย ได้เจริญ วิปัสสนาและมีจิตหลุดพ้นในที่สุด ภิกษุณีไม่ว่าจะมีภูมิหลังมาเป็น อย่างไร เมื่อบำเพ็ญความเพียรเจริญวิปัสสนาก็สามารถบรรลุ อรหันต์ได้ทั้งสิ้น กำรบวชภิกษ ุณีในสมัยพุทธกำล ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถาได้มีคำอธิบาย จำแนกการบวชของพระเถรีไว้ ๒ ประเภท คือบวชจากพระ พุทธเจ้าอันได้แก่พระมหาปชาบดีที่บวชด้วยการรับครุธรรม ๘ และบวชโดยคณะสงฆ์ฝ่ายเดียวอันได้แก่พระเถรี ๕๐๐ องค์ที่ ติดตามมากับพระนางปชาบดี ส่วนพระภิกษุณีต่อมาได้บวชจาก สงฆ์สองฝ่าย (ภิกษุ ภิกษุณี) ไม่มีเอหิภิกขุณีที่บวชโดยตรงจาก พระพุทธเจ้าเหมือนเช่นเอหิภิกขุโดยอธิบายว่าภิกษุณีเหล่านั้น ไม่ได้สร้างสมบารมีไว้ซึ่งขัดแย้งกับเรื่องเล่าของพระเถรีในเรื่อง อดีตชาติและการสะสมบารมีเพื่อให้บรรลุธรรมในภพสุดท้าย นอกจากนี้ยังได้จำแนกการหลุดพ้นของภิกษุณีว่ามี ๒ ประเภท คือสาวิกาต่อหน้า ที่ได้เป็นอริยะบุคคลในเวลาที่พระพุทธเจ้ายัง ทรงพระชนม์ และสาวิกาลับหลังคือบรรลุอรหันต์หลังจากที่


๒๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ พระพุทธเจ้าทรงดับขันธปรินิพพานไปแล้ว และยังจำแนกเป็น ๑) อัครสาวิกา (พระเขมา พระอุบลวรรณา) ผู้มีความเป็นเลิศ บรรลุด้วยปัญญาสมาธิและสัมมาปฏิบัติ ๒) มหาสาวิกา ผู้ยิ่งใหญ่ โดยอภินิหาร เช่น พระมหาปชาบดีโคตมี พระติสสา พระธีรา เป็น ต้น และ ๓) ปกติสาวิกา ที่ไม่มีความเป็นผู้ยิ่งใหญ่โดยอภินิหารซึ่ง มีจำนวนหลายร้อยหลายพันรูป ในสมัยพุทธกาลได้มีกำหนดข้อ ปฏิบัติในการบวชภิกษุณีรวมไว้ในครุธรรม ๘ ประการ เป็นต้นว่า ต้องมีอายุเกิน ๑๒ ปี ใช้เวลา ๒ ปีเป็นสิกขมานาในการศึกษา ธรรม ๖ ประการ (ศีล ๕ ข้อและการงดอาหารยามวิกาล) ครบ ตามระยะเวลาที่กำหนดแล้วจึงให้บวชได้ในหมู่สงฆ์ ๒ ฝ่าย คือ ภิกษุสงฆ์ และภิกษุณี เป็นต้น พระพุทธเจ้าได้ทรงยกย่องภิกษุ (๔๑ รูป) ภิกษุณี (๑๓ รูป) อุบาสก (๑๐ คน) อุบาสิกา (๑๐ คน) เป็นเอตทัคคะ หรือผู้ที่ เป็นเลิศในด้านต่างๆ โดยภิกษุณี ๑๓ รูป ได้แก่ ๑) พระมหาปชา บดีโคตมีเถรี เลิศทางผู้รู้ราตรีนาน (ทรงปรินิพพานเมื่ออายุ ๑๒๐ ปี) ๒) พระเขมาเถรี ผู้มีปัญญา ๓) พระอุบลวรรณาเถรี ผู้มีฤทธิ์ มาก ๔) พระปฏาจาราเถรี ผู้ทรงวินัย ๕) พระนันทาเถรี ผู้เพ่งด้วย ฌาน ๖) พระธรรมทินนาเถรี เลิศทางแสดงธรรม ๗) พระโสณา เถรี ผู้มีความเพียรเป็นเลิศ ๘) พระสกุลาเถรี ผู้มีทิพยจักษุ ๙) พระภัททากุณทลเถรี ผู้ตรัสรู้เร็วพลัน ๑๐) พระภัททกาปิลานีเถรี ผู้มีฌานระลึกชาติได้ ๑๑) พระภัททากัจจานาเถรี ผู้ทรงอภิญญา ระลึกชาติได้นานนับอสงไขย ๑๒) พระกีสาโครมีเถรี ผู้ทรงจีวร เศร้าหมอง ๑๓) พระสิงคาลมาตาเถรี ผู้หลุดพ้นกิเลสด้วยศรัทธา เรื่องราวเกี่ยวกับภิกษุณีที่ได้บันทึกไว้ในพระสุตตันตปิฏกแสดงให้ เห็นว่าพระพุทธศาสนาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผู้หญิงไม่มีพื้นที่และ


๓๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ตัวตนเพราะผู้ชายคือศูนย์กลางของอำนาจทั้งทางการเมืองการ ปกครอง ศาสนา วัฒนธรรม ได้เปิดโอกาสให้ผู้หญิงก้าวขึ้นสู่การ เป็นนักบวช แม้จะกำหนดที่ทางให้ต่ำกว่านักบวชชายเพื่อปกป้อง ให้พระพุทธศาสนาดำรงอยู่ได้นาน แต่ก็มิได้ปิดกั้นโอกาสและ ความสามารถในการเรียนรู้เข้าใจธรรมะเพื่อการหลุดพ้นของตน และการเผยแพร่ช่วยเหลือผู้อื่นทั้งหญิงชายให้เข้าใจแก่นธรรม ด้วย พระพุทธเจ้าได้ช่วยปกป้องคุ้มครองและแก้ไขปัญหาที่เกิด ขึ้นกับภิกษุณีเพื่อให้สามารถบรรลุการเดินทางธรรมของตนให้ สำเร็จ และยังส่งเสริมยกย่องภิกษุณีที่มีความเป็นเลิศให้โอกาส แสดงความสามารถของแต่ละรูปเพื่อปรับเปลี่ยนอคติทางเพศที่สั่ง สมมาเป็นเวลานาน เพื่อให้เห็นว่าหญิงและชายมีความสามารถ ทางปัญญาเท่าเทียมกันและการบรรลุอรหันต์นั้นอยู่เหนือความ เป็นหญิงและความเป็นชาย การบวชเป็นภิกษุณีซึ่งเป็นหนึ่งในพุทธบริษัท ๔ ได้มีการ สืบทอดกันต่อมาอีกหลายร้อยปี ในสมัยพระเจ้าอโศกได้ส่งสมณะ ทูตไปเผยแพร่พุทธศาสนาหลายสาย สายหนึ่งได้ไปลังกานำโดย พระโอรสเจ้าชายมหินทร์ซึ่งบวชเป็นภิกษุ ต่อมาน้องสาวของพระ เจ้าติสสะกษัตริย์ลังกาได้บรรลุโสดาบันต้องการบวชเป็นภิกษุณี พระสังฆมิตตาเถรีซึ่งเป็นน้องสาวจึงได้เดินทางไปลังกาพร้อม ภิกษุณี ๑๐ รูป พร้อมกับต้นโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าประทับตรัสรู้ เพื่อ จัดการอุปสมบทให้เจ้าหญิงและบริวาร และทั้งสองพระองค์ได้ละ สังขารในลังกา ในฝ่ายนิกายมหายานมีบันทึกว่าราวพุทธศตวรรษ ที่ ๑๐ มีภิกษุและภิกษุณีจากลังกาไปเผยแพร่พุทธศาสนาและได้ ทำการอุปสมบทให้แก่หญิงชาวจีนเป็นจำนวนมากและยังคงรักษา สืบเนื่องมาจนทุกวันนี้ไม่ขาดตอน ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖


๓๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ลังกาได้ถูกรุกรานโดยกษัตริย์ฮินดูจากอินเดียใต้ทำให้ พระพุทธศาสนา ภิกษุและภิกษุณีฝ่ายเถรวาทสูญหายไป เช่นเดียวกับในชมภูทวีป เป็นระยะเวลานานถึง ๙๐๐ ปีจึงได้มี การรื้อฟื้นการบวชภิกษุณีในศรีลังกา ซึ่งในปัจจุบันได้มีนักบวช ผู้หญิงจากประเทศไทยได้รับการบวชภิกษุณีโดยคณะสงฆ์จากศรี ลังกาทั้งที่ศรีลังกาและในประเทศไทย ชี แม่ชี ในประเทศไทย ในประเทศไทยไม่มีเรื่องราวของการบวชภิกษุณี ใน บันทึกของชาวต่างชาติที่เข้ามาในสมัยกรุงศรีอยุธยาแต่มีการ กล่าวถึงแม่ชีในยุคนั้น ฟรองซัวส์ อองรี ตุรแปงนักเดินทางชาว ฝรั่งเศสได้บันทึกว่า นอกจากภิกษุแล้วมีชีหรือแม่ชีจำนวนไม่น้อย โกนศีรษะ นุ่งขาว หุ่มขาว และอยู่ในสถานที่กำหนดให้อยู่ “ผู้หญิง จะบวชได้ต้องมีอายุห้าสิบปี พ้นจากอำนาจตัณหาราคะ สีขาวชาว สยามถือว่าเป็นสีที่แสดงความเสงี่ยมเจียมตัวและความเหนียม อาย พวกเธอไม่มีอารามแต่อยู่กับวัดเป็นหมู่ๆ หมู่ละสามสี่คน ไม่ ต้องปฏิญญานตน กฎวินัยทั้งหมดให้ถือพระภิกษุเป็นแบบฉบับ ต้องสวดมนต์เป็นเวลานานๆ และไม่ขาดฟังเทศน์ของพระ สถานที่ อยู่กำหนดให้อยู่ในวัดมีหน้าที่รับใช้พระภิกษุ และพวกเธอก็ถือว่า เป็นบุญ จัดทำอาหารให้ พวกเธอออกไปเยี่ยมคนยากจนและคน เจ็บป่วย การทำคุณอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ทำให้พวกเธอได้รับความ นับถืออย่างสูง ทุกคนไหว้เธอ แต่เธอไม่ไหว้ใคร เพราะมีแต่ พระภิกษุกับพระพุทธรูปเท่านั้นที่อยู่สูงกว่าเธอ ชาวสยามเรียก พวกเธอว่า “นางชี” แปลว่าสตรีผู้อุทิศตน” แต่ในจดหมายเหตุ ของเอนเยลเบิร์ต แกมป์เฟอร์ ได้บันทึกถึงเรื่องอื้อฉาวซึ่งเล่าลือ


๓๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ มาว่าแม่ชีหลายคนได้เกิดการตั้งครรภ์ขึ้นมาในขณะถือเพศ บรรพชิต กฎหมายบทพระอัยการลักษณะผัวเมียในอดีตได้ระบุว่า ภรรยาจะบวชได้ก็ต้องได้รับอนุญาตจากสามี และถือว่าการบวช เป็นเหตุสุดสิ้นแห่งการสมรส หากภรรยาสึกออกมาจะมีสามีอื่นก็ ไม่มีโทษอันใด แต่หากภรรยากระทำความผิดแล้วหนีไปบวช ถ้า สึกออกมามีสามีใหม่จะต้องถูกปรับอย่างหนักเพราะว่าสามีไม่ได้ อนุญาตให้ไปบวช จึงดูเหมือนว่าการบวชชีมีทั้งการบวชด้วย ศรัทธาในพุทธศาสนา และเป็นการหาทางออกเพื่อแก้ไขปัญหาใน ครอบครัว ดังนั้นการกำหนดอายุหญิงที่จะบวชชีจึงไม่น่าที่จะ สมเหตุสมผล สถานภาพของนางชีกับพระภิกษุก็เป็นไปในรูปแบบ ของการปฏิบัติรับใช้ในด้านต่างๆ และอาจมีปัญหาในเรื่องความ ปลอดภัยของชีในเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศด้วย การบวชชีเป็น หนทางของผู้หญิงเพื่อการหลบภัยด้วย เช่น กรมหลวงโยธาทิพ (พ.ศ. ๒๑๘๑-๒๒๕๘) พระขนิษฐาของพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. ๒๑๗๕-๒๒๓๑) ซึ่งร่ำลือมีพระสิริโฉมงดงาม และเป็นพระ อัครมเหสีของพระเพทราชา (พ.ศ. ๒๑๗๕-๒๒๔๖) หลังจากที่ พระโอรสเจ้าฟ้าขวัญถูกลวงไปประหาร และพระเพทราชา สวรรคต ก็ได้บวชเป็นนางชี และกรมหลวงโยธาเทพ (พ.ศ. ๒๑๙๙-๒๒๗๘) ซึ่งเป็นพระธิดาของสมเด็จพระนารายณ์ ที่มีพระ อำนาจมากในสมัยพระราชบิดา และเป็นพระอัครมเหสีอีกองค์ หนึ่งของพระเพทราชา ก็ได้ออกบวชด้วย โดยให้พระโอรสเจ้าชาย ตรัสน้อยบวชเณรก่อนที่วัดวัดพุทไธศวรรย์ทั้งนี้อาจให้พ้นภัยจาก ขุนหลวงสรศักดิ์กษัตรย์องค์ใหม่ อาคารแบบตะวันตกที่ปัจจุบัน คือวัดเตว็จริมคลองปทาคูจามได้เป็นที่พำนักของสองพระองค์ใน บั้นปลายชีวิตที่เป็นนางชี


๓๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ จากจดหมายเหตุของชาวต่างชาติยืนยันว่ามีหญิงบวช เป็นชีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่ไม่ทราบได้ว่าแม่ชีที่กำหนดต้องถือ ศีล ๘ นั้นกำเนิดขึ้นอย่างไรและในพุทธบริษัท ๔ อันได้แก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ก็ไม่ได้รวมหรือกล่าวถึงแม่ชีไว้แต่อย่าง ใด จึงน่าอนุโลมว่าแม่ชีคือกลุ่มอุบาสิกาที่นุ่งขาวห่มขาวและถือศีล ในพ.ศ. ๒๕๑๒ ได้มีการจัดตั้งสถาบันแม่ชีแต่สถานภาพของแม่ชีก็ ยังไม่แจ่มชัดและมีความเหลื่อมล้ำมากเมื่อเทียบกับพระภิกษุ ทั้ง ยังคงสถานภาพเป็นผู้ดูแลรับใช้พระสงฆ์ดั่งที่บันทึกไว้ในสมัย อยุธยา ทำให้การศึกษาหลักธรรมะเป็นไปอย่างจำกัด และยังไม่ได้ รับสิทธิประโยชน์เช่นภิกษุสงฆ์ ขณะเดียวกันสิทธิพลเมืองบาง ประการ เช่น สิทธิทางการเมืองในการออกเสียงลงสมัครรับ เลือกตั้งก็ถูกลิดรอน ในสมัยรัตนโกสินทร์ได้มีการริเริ่มบวชภิกษุณี โดยนายนรินทร์ (กลึง) ภาษิต ซึ่งเป็นนักคิดนักเคลื่อนไหวและเคย รับราชการได้ตำแหน่งเป็นพระพนมสารนรินทร์ เจ้าเมือง นครนายก เพื่อให้พุทธบริษัท ๔ สมบูรณ์ จึงให้ลูกสาวของตน คือ สาระ และจงดี บวชเป็นสามเณรี และพำนักที่วัตร์นารีวงศ์ที่ตน สร้างขึ้นและเลี่ยงใช้คำเรียกว่าวัด แต่เพียงแค่ ๒ เดือน สามเณรี ทั้งสองก็ถูกเปลื้องจีวรแบบสงฆ์ และได้มีบัญชาของกรมหลวง ชินวรสิริวัฒน์ (พ.ศ. ๒๔๐๒-๒๔๘๐) พระสังฆราชประกาศวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๔๗๑ ห้ามพระเณรไม่ให้บวชผู้หญิงเป็นบรรพชิต หญิงซึ่งเรียกว่าสามเณรี ซึ่งเถรสมาคมยึดถือปฏิบัติตามมา พระ เมตตานันโทภิกขุ (นพ.ดร.มโน เลาหวนิช) ได้เขียนหนังสือเหตุเกิด ในพ.ศ. ๑ นำเสนอแนวคิดวิเคราะห์กรณีปฐมสังคายนาและ ภิกษุณีสงฆ์ ว่าพระกัสสปะ (พระพุทธเจ้ายกย่องว่าเป็นเลิศในทาง ทรงธุดงค์) ซึ่งเป็นประธานจัดทำสังคายนาครั้งแรกในพ.ศ. ๑


๓๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน เป็นผู้บิดเบือนหลักการบวช ภิกษุณีโดยนำเรื่องครุธรรม ๘ มาเพิ่มเติมโดยที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ บัญญัติไว้ และครุธรรม ๘ นี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เลือก ปฏิบัติต่อผู้หญิง และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเสื่อมสลายในการ บวชภิกษุณี แนวคิดนี้ได้รับการโต้แย้งจากหลายฝ่าย ที่ยืนยันว่า ภิกษุณีไม่เคยมีมาในประเทศไทย และเป็นการวิพากษ์โดยไม่ได้ คำนึงบริบททางสังคมการเมืองในยุคพุทธกาล อย่างไรก็ตามได้มี การรื้อฟื้นการบวชภิกษุณีในประเทศศรีลังกาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๑ และมีนักบวชหญิงชาวไทยที่ได้รับการบวชเป็นภิกษุณีจากคณะ สงฆ์และภิกษุณีสายลังกา ภิกษุณีหลายรูปได้ทำหน้าที่อบรมสั่ง สอนและเผยแพร่พุทธศาสนา เช่น ภิกษุณีธรรมนันทาแห่งวัดทรง ธรรมกัลยาณี ภิกษุณีธรรมทินนา แห่งสำนักนิโรธาราม เป็นต้น แม้จะสามารถดำเนินกิจกรรมทางพุทธศาสนาได้แต่สถานภาพของ ภิกษุณีในประเทศไทยยังไม่มีการยอมรับอย่างเป็นทางการจากเถร สมาคม เช่นเดียวกับแม่ชีที่ไม่มีสถานภาพรองรับทางกฎหมาย แม้ จะมีความพยายามที่จะผลักดันร่างพระราชบัญญัติแม่ชี ในช่วง ทศวรรษที่ ๕๐ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นสถานภาพ นักบวชหญิงในสังคมไทยจึงยังมีความเปราะบางและเหลื่อมล้ำ อย่างมากกับนักบวชชาย แต่สิ่งนี้ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคที่จะทำให้ นักบวชหญิงบรรลุธรรมขั้นสูงสุด มาร์ติน ซีเกอร์ ได้ศึกษาการ เดินทางเพื่อการหลุดพ้นของแม่ชีห้ารูปและชี้ให้เห็นว่าแม้จะมี ลำดับขั้นและความเหลื่อมล้ำทางเพศภาวะในพุทธนิกายเถรวาท นักบวช นักปฏิบัติหญิงที่ยึดมั่นในหลักธรรมคำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้าและปฏิบัติตามแนวทางอย่างเคร่งครัด แม้จะไม่มี


๓๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ หรือมีการศึกษาเพียงแค่พื้นฐานก็สามารถที่จะเดินทางหลุดพ้น จากบ่วงกรรมและบรรลุความเป็นอริยบุคคลได้ ทำงเดินเพื่อกำรบรรล ุธรรมของหญิงไทย แม้สถานภาพของผู้หญิงในฐานะนักบวชทั้งในรูปภิกษุณี และแม่ชีจะยังไม่ได้มีการรับรองอย่างเป็นทางการจากศาสนจักร แต่ผู้หญิงก็ยังมีโอกาสในการเรียนและปฏิบัติธรรมเพื่อเริ่มต้น ค้นหาเส้นทางที่จะหลุดพ้นหยุดการเวียนว่ายตายเกิด ควบคู่ไปกับ การเป็นอุบาสิกาผู้ทำนุบำรุงพุทธศาสนา ในช่วงปลายพุทธ ศตวรรษที่ ๒๕ จนถึงปัจจุบัน มีผู้หญิงทุกระดับฐานะที่ฝักใฝ่สนใจ ในพุทธธรรม มีการเรียนรู้หลักธรรมและฝึกปฏิบัติเพื่อการหลุด พ้น โดยมีพระภิกษุที่เชี่ยวชาญในแก่นธรรมและการปฏิบัติ วิปัสสนาเป็นผู้อบรมสั่งสอนชี้แนะแนวทาง เช่น พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ท่านพุทธทาส สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) หลวงพ่อชา หลวงตามหาบัว ญานสัมปันโน และพระ สายพม่าท่านภัททันตะ วิลาสมหาเถระ เป็นต้น ทำให้ผู้หญิงที่ ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดสามารถบรรลุความเป็นอริยบุคคลได้ใน หลายระดับ นอกจากการเรียนรู้ปฏิบัติธรรมแล้วผู้หญิงยังสอน และเผยแพร่ธรรมะ รวมทั้งเขียนเรื่องหลักธรรมคำสั่งสอนของ พระพุทธศาสนาเพื่อการเรียนรู้ของศาสนชน ตลอดจนอุปถัมภ์ ทำนุบำรุงพุทธศาสนา สร้างวัดและสำนักเรียนรู้ปฏิบัติธรรมของ ผู้หญิง และบางคนก็มีความสามารถพิเศษในการรักษาผู้เจ็บป่วย อีกด้วย เป็นที่น่าสังเกตว่าเรื่องราวของหญิงกลุ่มนี้จะไม่ปรากฎ แพร่หลายในวรรณกรรมการศึกษาทั่วไปโดยเฉพาะในงานเขียน ของนักวิชาการที่เน้นความเหลื่อมล้ำทางเพศภาวะ แต่จะมีการ


๓๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ กล่าวถึงในสิ่งตีพิมพ์ที่เน้นเรื่องพุทธานุภาพและปาฏิหารย์ เช่น เรื่องของอุบาสิกา กี นายายน (ก เขาสวนหลวง) แม่ชีบุญเรือน กลิ่นผกา โตงบุญเติม แม่ชีแก้ว เป็นต้น ซึ่งต่างก็เป็นหญิงชาวบ้าน ที่ไม่ได้รับการศึกษามากนักแต่สนใจปฏิบัติธรรมจนได้รับ ความสำเร็จและมีผู้ติดตามยกย่องจนถึงปัจจุบัน แวดวงนักปฏิบัติธรรมหญิง และงำนเขียนของผู้หญิง ปฏิบัติธรรม ในยุครัตนโกสินทร์ผู้หญิงที่สนใจศึกษาพุทธศาสนาและ การปฏิบัติต่างก็มีความหลากหลายทางภูมิหลังเช่นเดียวกับหญิงที่ ออกบวชเป็นภิกษุณีในสมัยพุทธกาล แวดวงของหญิงที่ศึกษา ธรรมะและการปฏิบัติมีทั้งในเมืองและชนบทโดยเฉพาะในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีหญิงซึ่งไม่ได้รับการศึกษาแต่สนใจฟัง ธรรมและปฏิบัติตามแนวทางที่พระนักปฏิบัติอบรมสั่งสอน เช่น แม่ชีแก้ว (พ.ศ. ๒๔๔๔-๒๕๓๔)ที่เมื่อเยาว์วัยได้รับการอบรมสั่ง สอนจากหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต (พ.ศ. ๒๔๑๓-๒๔๙๒) ในเรื่องการ ปฏิบัติสมาธิ และในบั้นปลายได้รับคำแนะนำแนวทางปฏิบัติเพื่อ การหลุดพ้นจากหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน (พ.ศ. ๒๔๕๖- ๒๕๕๔) จนสามารถบรรลุอรหัตตผล และได้มีการจัดสร้างสถูป เพื่อเก็บอัฏฐิที่เป็นพระธาตุของแม่ชีแก้วที่อำเภอคำชะอี จังหวัด มุกดาหาร นอกจากนี้มาร์ติน ซีเกอร์ ยังได้กล่าวถึงนักบวชหญิง คนอื่นในภาคอีสานที่บรรลุอรหันต์อันได้แก่ แม่ชีนารี การุญ (พ.ศ. ๒๓๑๙-๒๕๔๒) จังหวัดสกลนคร ได้รับการอบรมชี้แนะ แนวทางปฏิบัติและรับการบวชชีจากหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต แม่ชี พิมพา วงศาอุดม (พ.ศ. ๒๔๕๕-๒๕๕๓) จังหวัดหนองคายที่


๓๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ได้รับการอบรมทางธรรมจากหลวงปู่เทศก์ เทศรังสี (พ.ศ. ๒๔๔๕-๒๕๓๗) และได้รับการยกย่องว่าเป็นนักปฏิบัติธรรมที่มี จิตใจแข็งแกร่งสมควรที่จะเป็นแบบอย่างให้แม่ชีคนอื่นๆ และแม่ ชีโสดา โสสุด (พ.ศ. ๒๔๖๓-๒๕๕๒) จังหวัดสกลนคร ได้รับการ บวชและคำแนะนำในการปฏิบัติวิปัสสนาจากหลวงปู่จวน กุล เชฎโฐ (พ.ศ. ๒๔๖๓-๒๕๒๔) แห่งวัดภูทอก จังหวัดหนองคาย และได้รับการยกย่องว่าเป็นเพชรน้ำหนึ่ง แห่งวัดภูทอก เนื่องจาก แม่ชีทั้งสี่รูปนี้ให้ความสำคัญในการปฏิบัติธรรมเพื่อการหลุดพ้น และทักษะการอ่านเขียนมีอย่างจำกัดจึงไม่มีงานเขียนบันทึก ประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรมของตนรวมทั้งคำสอนแก่ผู้หญิงที่ ต้องการเดินทางธรรม แต่ก็เป็นตัวอย่างอันดีที่ชี้ให้เห็นว่าการ บรรลุธรรมสูงสุดนั้นไม่มีเงื่อนไขทางเพศ ชนชั้น วรรณะและระดับ การศึกษาแต่อย่างใดเหมือนดั่งการบรรลุธรรมของภิกษุณีในสมัย พุทธกาลที่ได้จารึกไว้ในเถรีคาถา และปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือการ ได้พบอาจารย์ผู้อบรมสั่งสอนที่มีเมตตาและนำสู่หลักธรรมการ ปฏิบัติที่ถูกต้องดังเช่นที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวแสดงไว้ในกรณีของ กุมารกัสสปะมาตาเถรีที่ถูกขับจากสำนักพระเทวทัตเพราะตั้งท้อง ว่าผู้แสวงหาธรรมต้องเข้าไปในสำนักที่ถูกต้องจึงจะบรรลุผล ใน การศึกษาของมาร์ติน ซีเกอร์ ยังได้กล่าวถึงผู้หญิงที่ปฏิบัติธรรม จนบรรลุผล คือ คุณหญิงใหญ่ ดำรงธรรมสาร ที่ต่อมาได้บวชเป็น ชี และมีงานเขียนที่สำคัญคือธัมมานุธัมมปฏิปัตติโดยไม่ประกาศ นามผู้เขียน และแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ผู้เคยบวชชีช่วงสั้นๆ และเป็นหมอแผนโบราณที่อุทิศตนช่วยเหลือผู้อื่นด้วยวิธีการ อธิษฐานธรรม


๓๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ พระภิกษุที่ส่งเสริมการเรียนรู้ปฏิบัติธรรมของผู้หญิงที่ สำคัญอีกรูปหนึ่งคือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร พ.ศ. ๒๔๑๕-๒๔๙๔)ได้รับการอุปสมบทที่วัดเขาบาง ทราย จังหวัดชลบุรี และได้รับแต่งตั้งเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ฝ่ายธรรมยุตินิกาย และเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสยาวนาน กว่า ๕๐ ปี ท่านพุทธทาสได้กล่าวถึงท่านไว้ในหนังสือเรื่องเล่าไว้ เมื่อวัยสนธยาว่า “เป็นคนก้าวหน้าที่สุด ถ้ามีเรื่องเกี่ยวกับฝรั่ง มังค่าอะไรต้องไปทางนั้น” ท่านมีอัธยาศัยชอบการอ่าน การเขียน มีงานเขียนจำนวนมาก เช่น บันทึกธรรม พุทธประวัติวิเทศ แว่น ธรรมวินัย คู่มืออุบาสก เป็นต้น และยังได้รับหน้าที่ร่วมชำระ พระไตรปิฎกในสมัยรัชกาลที่ ๗ โดยได้ชำระพระวินัยปิฎกรวม ๘ เล่ม และพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวัคค์รวม ๓ เล่ม ใน ประวัติที่เขียนถึงท่านไม่ได้กล่าวถึงบทบาทของท่านในการสั่งสอน ธรรมแก่ลูกศิษย์ที่เป็นหญิงและศรัทธาในพุทธศาสนา ในหนังสือ สัมมาจาริณีของวัดเทพศิรินทราวาส โดยมาร์ติน ซีเกอร์ และนริศ จรัสจรรยาวงศ์ ได้กล่าวถึงความสำคัญของมุขปาฐะและความทรง จำในการศึกษาธรรมะของผู้หญิงที่เป็นศิษย์ของสมเด็จพระพุทธ โฆษาจารย์ ๕ คน คือ ท่านน้อย เปาโรหิตย์คุณหญิงใหญ่ ดำรง ธรรมสาร พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงบีเอตริศภัทรา ยุวดี พระองค์เจ้าวาปีบุษกร เจ้าจอมม.ร.ว.สดับ ลดาวัลย์ ในการ สอนแต่ละคนจะเป็นในรูปการฟังและสนทนาธรรมเมื่อเข้าใจแล้ว จะมีการท่องจำและจดบันทึกใจความแห่งพระธรรมเทศนานั้น นอกจากการฟังธรรมแล้วสหธรรมิกกลุ่มนี้ยังมีการปฏิบัติธรรมที่ วัดบางเขาทราย จังหวัดชลบุรีด้วย เช่น เจ้าจอมม.ร.ว.สดับ ลดาวัลย์ (พ.ศ. ๒๔๓๓-๒๕๒๖) ใช้ชีวิตอุบาสิกานุ่งขาวห่มขาว


๓๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ตั้งแต่อายุ ๑๖ ปีและพำนักที่วัดนี้ยาวนานถึง ๓๑ ปี จึงได้กลับคืน มาพำนักอยู่ในพระบรมมหาราชวังและยังศึกษาธรรมกับสมเด็จ พระพุทธโฆษาจารย์ต่อจนมีงานเขียนบันทึกข้อธรรมต่างๆ รวบรวมเป็นหนังสือให้ชื่อว่า สุภาษิต ความยาว ๔๘๕ หน้า ประกอบด้วยหัวข้อธรรมต่างๆ และมีการบันทึกในลักษณะปุจฉา วิสัชนา พร้อมกับบทโคลงระลึกถึงพระคุณของสมเด็จพระอาจารย์ ด้วย เจ้าหญิงบีเอตริศภัทรายุวดี(พ.ศ. ๒๔๑๙-๒๔๕๖) ก็ได้มี งานเขียน ชุดบันทึกธรรม (ร.ศ. ๑๒๗-๑๒๙) ที่จัดพิมพ์โดยไม่ เปิดเผยชื่อผู้ประพันธ์ เมื่อพิมพ์เป็นหนังสืออนุสรณ์งานพระศพ ของท่านจึงได้ระบุพระนามท่านเป็นผู้บันทึก ท่านพุทธทาสภิกขุได้ เขียนคำอนุโมทนาในการจัดพิมพ์ครั้งที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๑๗ ว่า “บันทึกในลักษณะเช่นนี้มีประโยชน์ในการแสดงให้เห็นว่า ในสมัย นั้นธรรมตั้งอยู่ในจิตใจของมนุษย์เรายิ่งกว่าในสมัยนี้มากเพียงไร ท่านเหล่านั้นเข้าใจในอรรถแห่งธรรมและมีความสนใจยิ่งกว่าพวก เราในสมัยนี้ซึ่งเห็นว่าธรรมเป็นของครึไปหมดอย่างไร” ส่วน บันทึกของพระองค์เจ้าวาปีบุษกร (พ.ศ. ๒๔๓๔-๒๕๒๕) ประกอบด้วยพระสูตรเช่น ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร มหาสติปัฏฐาน สูตร ที่ได้รับกรุณาแก้ไขโดยสมเด็จฯ พร้อมคำชมว่าบันทึกได้ดีนั้น มีการจัดพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๕๒๒ แต่ไม่เผยแพร่เพราะเกรง ว่าจะเป็นการโอ้อวดแต่ต้องการให้เป็นหนังสือแจกในงานพระเมรุ ของพระองค์เอง ท่านน้อย เปาโรหิตย์(พ.ศ. ๒๓๙๑-๒๔๗๔) ซึ่ง เป็นมารดาของเจ้าพระยามุขมนตรี (อวบ เปาโรหิตย์ พ.ศ. ๒๔๑๙-๒๔๗๖) ได้สนใจท่องบทบาลีมหาสติปัฏฐานสูตรซึ่งท่าน สมเด็จฯ ได้ช่วยแปลเพื่อเพิ่มพูนความเข้าใจ ท่านได้จัดพิมพ์ เผยแพร่บทสวดนี้เป็นภาษาบาลีและไทยและได้ท่องบทสวดนี้


Click to View FlipBook Version