๒๔๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ บันทึกว่าผู้หญิงมีอำนาจในการให้คำแนะนำและตัดสินใจ เนื่อง จากเธอมีปัญญามากกว่าชาย นอกจากเรื่องการทำมาหากินแล้วยังได้พบว่าผู้หญิงใน อดีตมีความสามารถอีกหลายด้าน ทั้งในงานวรรณกรรม การ บันทึกเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคสมัย เมื่อมีการเปิด ประเทศผู้หญิงก็รับโอกาสใหม่ทางการศึกษา การเรียนรู้เรื่องราว ต่างๆ จนสามารถใช้สิ่งตีพิมพ์เป็นเครื่องมือนำเสนอประเด็น ปัญหาข้อเรียกร้องของตน เมื่อบ้านเมืองเปลี่ยนผ่านการปกครอง เป็นประชาธิปไตย ผู้หญิง ก็เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองทั้งเป็นผู้ ลงมือและผู้สนับสนุน เช่นลงสมัครรับเลือกตั้งในระดับต่างๆ และ สนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องประเทศชาติ เช่น ร่วม ขบวนการเสรีไทย และการเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการ บทบาท ของผู้หญิงต่อบ้านเมือง มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย ไม่น้อยหน้าชาย เปรียบเสมือนเกลียวคลื่น ที่ค่อยๆ ม้วนตัวเข้าหากันเป็นแนวคลื่น ลูกใหญ่ เป็นพลังเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างอันเหลื่อมล้ำไม่เป็น ธรรมระหว่างหญิงชายที่กำหนดโดยสังคมชายเป็นใหญ่ นับแต่ใน อดีตจนถึงปัจจุบัน
๒๔๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เอกสารอ้างอิง ๑. คริสต์ เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร,ประวัติศาสตร์ อยุธยา ห้าศตวรรษสู่โลกใหม่, พ.ศ. ๒๕๖๓. ๒. ชานนท์ ยอดหงส์, หลังบ้านคณะราษฎร : ความรัก ปฏิวัติ และการต่อสู้ของผู้หญิง, มติชน, พ.ศ. ๒๕๖๔. ๓. ตวงทอง เหล่าวรรธนะกูล, ผู้หญิงสามัญชนในเมืองแถบ ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา สมัยรัชกาลที่ ๓-๕, วิทยานิพนธ์, สาขาประวัติศาสตร์ ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยา ลัยเชียงใหม่, พ.ศ. ๒๕๓๙. ๔. ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น, ผู้หญิงก่อน-หลังการอภิวัฒน์สยาม ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕, ปาฐกถาปรีดี พนมยงค์ ประจำปี ๒๕๕๘ ครบรอบ ๒๐ ปี สถาบันปรีดี พนมยงค์. ๕. ธรรมาลัย ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์, ธรรมกถา พระ พรหมคุณากรณ์ (ป.อ.ปยุตโต), สำหรับพิธีไว้อาลัย ท่าน ผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์, ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐. ๖. นริศ จรัสจรรยาวงศ์, คณะราษฎร: จากลานพระบรม รูปทรงม้าสู่วัดประชาธิปไตย, กล่าวในงานเสวนาวิชาการ “ไทยใหม่ – ฉลองรัฐธรรมนูญ” ในโอกาสเปิดตัว “ปฏิทินป๋วย ๒๕๖๓” วันจันทร์ที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๒ ณ ห้องริมน้ำคณะศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ๗. นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ, รื้อสร้างมายาคติ “ความเป็นชาย” ในสังคมไทย – การทบทวนความเป็นชายในสังคมสยาม, บทความศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, พ.ศ. ๒๕๕๘.
๒๔๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ๘. เรืองศรี ศรีทอง, สตรีกับการศึกษา, ภาควิชาพื้นฐาน การศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๔๐, หน้า ๔๑. ๙. วรางคณา นิพัทน์สุขกิจ, กลุ่มคนที่สัมพันธ์กับการค้าใน สังคมอยุธยา พ.ศ. ๒๑๗๒ – ๒๓๑๐, พ.ศ. ๒๕๔๘. ๑๐.ศิริพร สะโครบาเน็ค, การเรียกร้องสิทธิสตรีของหญิงไทย , สตรีทัศน์๑, ๓ (สิงหาคม-ตุลาคม ๒๕๒๖) ในสุขสรรค์ แดงภักดี, ความคาดหวังของสังคมต่อสตรีไทยสมัย สร้างชาติ พ.ศ. ๒๔๘๑-๒๔๘๗, วิทยานิพนธ์ภาค วิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, พ.ศ. ๒๕๓๘, หน้า ๑๐. ๑๑.สุภัตรา ภูมิประภาส, นางออสุต : เมียลับผู้ทรงอิทธิพล แห่งการค้าเมืองสยาม, นิตยสารศิลปวัฒนธรรม, พ.ศ. ๒๕๒๒. ๑๒.สุขสรรค์ แดงภักดี, ความคาดหวังของสังคมต่อสตรีไทย สมัยสร้างชาติ พ.ศ.๒๔๘๑-๒๔๘๗, วิทยานิพนธ์ภาค วิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, พ.ศ. ๒๕๓๘. ๑๓.สุพรรณี กาญจนัษฐิติ, จดหมายเหตุอเล็กซานเดอร์ ฮา มิลตัน เกี่ยวกับราชอาณาจักรสยาม, วารสารอักษร ศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, พ.ศ. ๒๕๓๑. ๑๔.สุรเชษ์ฐ สุขลาภกิจ, ผัวเดียวเมียเดียว, อาณานิคม ครอบครัวในสยาม, มติชน, พ.ศ. ๒๕๖๑. ๑๕.อาษา ภาคอารีย์, “ภาพสะท้อนของสตรีที่ปรากฏใน เอกสารสมัยอยุธยา”, สารนิพนธ์ อักษรศาสตร์
๒๔๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ มหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศิลปากร, พ.ศ. ๒๕๖๑. ๑๖.จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี และ พระราชวิจารณ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว (เฉพาะตอน พ.ศ.๒๓๑๐-๒๓๖๓), ไทยควอลิ ติ้บุ๊คส์, พ.ศ. ๒๕๖๑. ๑๗.พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวัน วลิต พ.ศ.๒๑๘๒เขียน ขึ้นสมัยพระเจ้าปราสาททอง. ๑๘.๒๐๐ ปี กฎหมายตราสามดวง, ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง สำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา, พ.ศ. ๒๕๔๗. ๑๙.กลุ่มผู้หญิงสภาสนามม้า สมาชิกสภานิติบัญญัติที่แต่งตั้ง ขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ มีผู้หญิง จำนวน ๑๙ คน ได้แก่ ๑.สมครี เจริญรัชต์ภาค๒.ชนัตถ์ ปิยอุย ๓.จันทนี สันตะบุตร ๔.แร่ม พรหโมบล บุณย ประสพ ๕.จินตนา ยศสุนทร ๖.เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ ๗.เต็มสิริ บุณยสิงห์ ๘.บรรจง นิวาศะบุตร ๙.บุญเลื่อน เครือตราชู ๑๐.เลอศักดิ์ สมบัติศิริ๑๑. สุภาพ วิเศษสุรการ ๑๒.สุรีพันธ์ มณีวัต ๑๓.เสริมศรี เอก ชัย ๑๔.อัมพร มีสุข ๑๕.กุหลาบ มัลลิกะมาศ ๑๖. สายหยุด นิยมวิภาต ๑๗.เอื้อนทิพย์ เปรมโยธิน ๑๘.จุรี ศัตรวาหา ๑๙.สุภาพ ยศสุนทร (ถึงแก่กรรมระหว่างเป็น สมาชิกสภานิติบัญญํติ) ๒๐.ผู้หญิง ๗ คนที่ได้เข้าเรียนในชั้นเตรียมแพทย์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยครั้งแรกในปีพ.ศ. ๒๔๗๐ มี นิสิตหญิงคนหนึ่งที่เรียนได้เพียงปีเดียวก็ลาออกไป
๒๔๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ แต่งงาน จึงมีรายชื่อเหลือ ๖ คน ได้แก่ เต็มดวง บุนนาค, ม.ร.ว.นันทา ทองแถม, ชด นิธิประภา, ม.ร.ว.ส่งศรี เกษม ศรี, ฉลอง ไกรจิตติ, ไทยเชียง อรุณรักษ์. ๒๑.วุฒิสมาชิกหญิง ๙ คนที่ได้รับการแต่งตั้งปีพ.ศ. ๒๕๑๘ ได้แก่ ๑.จันทนี สันตะบุตร ๒.ดิฐการภักดี (สายหยุด บุณยรัตพันธุ์) ๓.นวลนาฏ อมาตกุล ๔.พูนทรัพย์ นพ วงศ์ณ อยุธยา ๕.แร่ม พรหโมบล บุณยประสพ ๖.สมถวิล สังขะทรัพย์๗.สุภัทรา สิงหลกะ ๘.สุวัฒนา เพชรทองคำ และ ๙.เอื้อนทิพย์ เปรมโยธิน. ๒๒.รายงานการเขียนหนังสือประวัติวรรณคดีไทยโบราณว่า ด้วยผู้แต่งกวีนิพนธ์เรื่องยวนพ่าย และลิลิตพระลอ ด้วย ความสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ครั้งที่ ๑ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.วิภา กงกะนันท์ ผู้รายงาน ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓. ๒๓.Women Get a Cafe of Their Own", Thai Development Newsletter, ๑๙๘๔, p. ๒๕. ๒๔.https://th1lib.org/book/11634652/dd8349?id=11 634652&secret=dd8349, Ma Huan, Ying-yai, Sheng-Ian. ‘The Overall Survey of the Ocean’s Shores, ค้นหา ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๔, หน้า ๑๐๓, ๑๐๔, ๑๐๗. ๒๕.https://www.degruyter.com/document/doi/10.1 355/9789814376273-012/pdf, ค้นหา ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๖.
๒๔๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ๒๖.https://www.finearts.go.th/promotion/view/196 09-เรื่องเล่าจากหอสมุดแห่งชาติ--ตุละวิภาคพจนกิจ-- หนังสือพิมพ์ของ-ต-ว-ส--วัณณาโภ, เรียบเรียงข้อมูล: นางสาวรวิวรรณ พุฒซ้อน บรรณารักษ์ชำนาญการ กลุ่ม บริการทรัพยากรสารสนเทศ สำนักหอสมุดแห่งชาติ. ค้นหา ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๖. ๒๗.https://www.silpa-mag.com/history/article_66192, บทบาทและท่าที “หลังบ้านคณะราษฏร” ก่อนและหลัง ปฏิวัติ ๒๔๗๕, วิภา จิรภาไพศาล. ๒๘.https://www.silpa-mag.com/history/article_56485, “สุชีลา ตันชัยนันท์” นักศึกษาผู้เรียกร้องสิทธิสตรี กับ ความรุนแรงบนรถเมล์ใน “๖ ตุลา”. ๒๙.https://thematter.co/thinkers/women-firstelection/47199, การเลือกตั้งครั้งแรก! กับสตรีผู้ ปรารถนาจะมีส่วนร่วมทางการเมือง, ค้นหา ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๑. ๓๐.https://www.weforum.org/reports/globalgender-gap-report-2021, Global Gender Gap Report 2021, ค้นหา ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๔.
๒๔๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ
๒๔๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ สิทธิมนุษยชนและ ควำมเสมอภำคหญิงชำย เรื่องเล่าการต่อสู้สิทธิมนุษยชนของผู้หญิงและ ความเสมอภาคหญิงชายในประเทศไทย ปานจิตต์ แก้วสว่าง สิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมระหว่างเพศ ความเสมอ ภาคหญิงชาย เป็นถ้อยคำที่ถูกเหมารวมว่านำเข้าเลียนแบบซีก โลกตะวันตกที่นักกิจกรรมและคนทำงานเพื่อสังคมและความ ก้าวหน้าของผู้หญิงในประเทศไทยลอกเลียนเอาแบบอย่างเข้ามา ใช้ในสังคมไทย เป็นที่น่าสังเกตว่าถ้อยคำ เช่น ประชาธิปไตย เสรีภาพ ภราดรภาพ มิได้ถูกกล่าวอ้างว่านำเข้าจากตะวันตก เหมือนเช่นเรื่องแนวคิดสิทธิสตรีแต่อย่างใด เรื่องของหญิงสามัญ ชนในอดีตที่ถูกกดขี่และได้รับการปฏิบัติตามอำเภอใจเสมือนเป็น สมบัติของผู้ชาย จนต้องลุกขึ้นต่อสู้เพื่อทวงสิทธิความเป็นคนของ ตนที่มีการเล่าเรื่องบันทึกไว้เป็นหลักฐานนับแต่ครั้งสมัยอยุธยา โดยนักเดินทางต่างชาติชี้ให้เห็นว่า หญิงสยามได้ตระหนักและลุก
๒๔๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ขึ้นต่อสู้ทวงสิทธิความเป็นคนของตนโดยไม่ได้รับแนวคิดอิทธิพล ตะวันตกแต่อย่างใด อย่างไรก็ดี แม้ว่าปัจจุบันสังคมเริ่มมีความ เข้าใจ และยอมรับแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง ความ เสมอภาคหญิงชายมากขึ้น แต่การปรับเปลี่ยนความคิดความเชื่อ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงต้องอาศัยเวลา ไม่อาจกระทำได้อย่าง รวดเร็วเหมือนเรื่องอื่น ๆ เนื่องจากเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกับการ กดทับทางอำนาจอันซับซ้อนทั้งทางสังคม วัฒนธรรม และความ สัมพันธ์หญิงชาย ดังนั้นจึงยังมีผู้หญิงทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย ที่ออกมาเรียกร้องสิทธิความเป็นคน และการขจัดการเลือกปฏิบัติ อันเกิดจากความเป็นหญิงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบที่เป็น ปัจเจกชน เป็นกลุ่มองค์กรเครือข่าย บทความนี้ต้องการเล่า เรื่องราวการเคลื่อนไหวของผู้หญิงไทยในการเรียกร้องเรื่องสิทธิ มนุษยชนของผู้หญิงและความเสมอภาคหญิงชาย สิทธิควำมเป็ นคนของผู้หญิง เยเรเมียส ฟาน ฟลีต หัวหน้าสถานีค้าขายของบริษัท อินเดียตะวันออกของฮอลันดา ได้เดินทางเข้ามาอยุธยาในช่วง ปลายแผ่นดินของพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. ๒๑๗๒ - ๒๑๙๙) ได้เขียนบันทึกเรื่องราวสิ่งที่ตนพบเห็นในอยุธยา รวมทั้งความ เป็นอยู่ชีวิตผู้คนทั้งหญิงชายในช่วงสมัยที่ตนเดินทางเข้ามาทำงาน กับบริษัทนานถึง ๙ ปี (พ.ศ. ๒๑๗๖ - ๒๑๘๔) ที่รู้จักกันดีในชื่อ จดหมายเหตุของวัน วลิต ในช่วงที่พำนักทำงานในอยุธยาได้อยู่กิน กับหญิงเชื้อสายมอญ ออสุต พะโค และมีลูกสาวด้วยกัน ๓ คน ต่อมาย้ายไปอยู่ปัตตาเวียและขอให้ทางบริษัทช่วยเหลือจัดการพา ลูกสาวทั้งสามคนเดินทางมาอยู่กับตน แต่ออสุต พะโค ได้ต่อสู้ขัด
๒๔๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ขืนและต้องการได้สิทธิในการดูแลลูกไม่ยินยอมให้ลูกสาวทั้ง ๓ คนออกเดินทางจากสยามไปอยู่กับพ่อที่เมืองปัตตาเวีย ซึ่งตาม กฎหมายบัญญัติสมัยพระเจ้าปราสาททองเด็กที่เกิดจากพ่อ ต่างชาติหากอายุไม่เกิน ๙ ปีสามารถเดินทางออกนอกพระ ราชอาณาจักรได้ แต่หากอายุเกินกว่านี้ห้ามพาออกโดยเด็ดขาด แต่ออสุตก็ขัดขืนกฎหมายนี้โดยดูแลลูกสาวให้อยู่ด้วยกันกับตนใน หมู่บ้านวิลันดา นับเป็นการต่อสู้ของหญิงสามัญชนในเรื่องสิทธิ ของแม่ในการดูแลบุตร ชีวิตของออสุตสะท้อนให้เห็นถึงพื้นที่ของ หญิงย้ายถิ่นต่างชาติในสมัยอยุธยา แม้จะมีกฎหมายไม่ให้ หญิงไทย มอญ ลาว อยู่กินกับชาวต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามาทำการ ค้าขายในอยุธยา แต่ก็มีหญิง เช่น ออสุต ทีมีความสัมพันธ์เป็นเมีย ชั่วคราวของชายต่างชาติ ออสุตเองมีสามีต่างชาติชาววิลันดาถึง ๓ คน และมีลูกรวม ๔ คน (ลูกชายจากนายยาน เมียร์ไวด์ สามีคน แรก และลูกสาว ๓ คนจากวัน วลิต) การได้อยู่กินกับพ่อค้า ต่างชาติทำให้ได้รับโอกาสและเรียนรู้เรื่องการค้าขาย นางได้สร้าง สายสัมพันธ์ที่ดีกับราชสำนักฝ่ายในทั้งพระธิดาและพระราชินีสมัย พระเจ้าปราสาททอง และข้าราชการสำคัญ เป็นสื่อกลางประสาน ประโยชน์ของสองฝ่าย ออสุตจึงสามารถพัฒนาสถานภาพของ ตนเองและมีบทบาทสำคัญในการติดต่อจัดหาสินค้าให้แก่บริษัท เมื่อวัน วลิต เดินทางออกจากสยาม ออสุตก็มีความสัมพันธ์กับ นายฟาน เมาเดน ที่วิ่งเต้นดำเนินการให้เขาได้รับตำแหน่งออกญา และปล่อยให้ออสุตเป็นผู้บริหารงานของบริษัทแทนตน สาย สัมพันธ์อันดีกับราชสำนักน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกสาวทั้งสาม คนได้อยู่กับแม่ในอยุธยาจนกระทั่งออสุตได้สิ้นชีวิตใน พ.ศ. ๒๒๐๑ เรื่องราวของออสุต ชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงในอดีตไม่ว่าจะเป็น
๒๕๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ชนชาติใดก็มีพื้นที่ให้พัฒนาความสามารถของตน และไม่ได้รับ การตีตราเลือกปฏิบัติแม้จะดำรงชีวิตด้วยการเป็นเมียชั่วคราวของ ชายต่างชาติก็ตาม นอกจากเรื่องการต่อสู้ของ ออสุต ในสมัยอยุธยาแล้วยังมี เอกสารบันทึกเรื่องการฟ้องหย่าสามีของหญิงไทยในสมัยต้น รัตนโกสินทร์ เป็นบันทึกคดีอำแดงป้อมฟ้องศาลขอหย่าสามีนาย บุญศรี ซึ่งแต่เดิมกฎหมายตราสามดวงให้สิทธิหญิงหย่าสามีได้ ศาลพิพากษาให้เธอหย่าสามีได้ตามกฎหมาย ทำให้นายบุญศรีทำ ฎีกาถวายรัชกาลที่ ๑ เพราะอำแดงป้อมได้คบหาอยู่กับชายอื่น รัชกาลที่ ๑ เห็นว่าไม่ยุติธรรมต่อชายสามี จึงเป็นเหตุให้มีการ ชำระกฎหมายตราสามดวงครั้งใหญ่ปีพ.ศ. ๒๓๕๗ ส่งผลให้หญิง ไม่มีสิทธิฟ้องหย่าสามีตั้งแต่นั้นมา กฎหมายอนุญาตให้สามีเท่านั้น ที่จะฟ้องหย่าภรรยาได้หากภรรยามีชู้ กฎหมายนี้สะท้อนว่า หญิง มีชู้สามีฟ้องหย่าได้ แต่ภรรยาฟ้องหย่าสามีว่ามีชู้ไม่ได้ กระทั่งร้อย ปีต่อมาจึงได้มีการแก้ไขกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ปีพ.ศ. ๒๕๑๙ ผู้หญิงจึงได้รับสิทธิฟ้องหย่าสามีได้อีกครั้ง หากพบว่าสามีให้การ ดูแลอยู่กินหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา ซึ่งสะท้อนว่ากฎหมายแต่ ละยุคสมัยสามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขและสามารถใช้เป็นเครื่องมือ ในการควบคุมจำกัดสิทธิผู้หญิงได้เช่นกัน แม้จะมีการปรับแก้ไข กฎหมายลิดรอนสิทธิการฟ้องหย่าของผู้หญิง แต่เรื่องของอำแดง ป้อมได้สะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงในอดีตมีเสรีภาพทางเพศ ไม่ได้ถูก ควบคุมลงโทษอย่างเข้มงวดดังภาพเหมารวมที่ถ่ายทอดกันมา เพื่อให้เห็นว่าผู้หญิงเป็นเพียงทาสทางเพศเท่านั้น การต่อสู้ของผู้หญิงเพื่อสิทธิในเนื้อตัวร่างกายและการ กำหนดชีวิตของตนเอง ได้เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ เซอร์ จอห์น
๒๕๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เบาวริ่ง ราชทูตอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๘ ได้เขียนไว้ในบันทึกว่า สยามมีกฎหมายที่ผัวขายเมียได้ เมื่อผัวเป็นหนี้สามารถเอาเมียไป ไถ่หนี้ได้ และอาจถูกขายแก่เจ้าของซ่องโสเภณีได้ด้วย จนกระทั่ง ในปีพ.ศ. ๒๔๐๘ อำแดงเหมือนหญิงสามัญชนได้ขัดขืนไม่ยอมให้ พ่อขายเธอไปเป็นเมียของนายภูผู้ชายที่เธอไม่ได้รักและได้ต่อสู้จน ถูกจับขังลงโทษ และในปี พ.ศ. ๒๔๑๐ อำแดงจั่นก็ไม่ยอมให้นาย เอี่ยมสามีเอาชื่อเธอไปขายให้กับชายอื่นโดยไม่บอกกล่าวและ ได้รับความยินยอมจากเธอ ทั้งสองได้ถวายฎีกาต่อรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ทรงพิจารณาว่า กฎหมายที่มีอยู่เวลานั้นมอง ผู้หญิงเป็นควายผู้ชายเป็นคนไม่ ยุติธรรมควรยกเลิก จึงโปรดให้ออกประกาศพระราชบัญญัติเรื่อง ผัวขายเมีย บิดามารดาขายบุตร พ.ศ. ๒๔๑๐ โดยกำหนดเงื่อนไข ในการซื้อขาย เช่นคำนึงถึงฐานะและความยินยอมของภรรยา และอายุของบุตร การปรับเปลี่ยนแก้ไขนี้ยังไม่ได้ให้สิทธิสมบูรณ์ แก่ผู้หญิงในเนื้อตัวร่างกายของตน แต่ก็เป็นก้าวหนึ่งของ ความก้าวหน้าที่เกิดการตระหนักรู้ว่ากฎหมายที่มีมานั้นเป็นไป ตามลัทธิผู้ชายที่ไม่ยุติธรรมและไม่ได้คำนึงว่าหญิงเป็นคน เช่นเดียวกับชาย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและมีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์นี้ แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงได้เกิดการตระหนักรู้ถึงสิทธิพื้นฐานที่ถูก ลิดรอนทำให้ตนไม่สามารถกำหนดตัดสินใจชะตากรรมของตน ขณะที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ยอมสยบกับกฎระเบียบที่กำหนดในระบบ ลัทธิผู้ชาย แต่ก็มีหญิงบางคนที่อาจหาญลุกขึ้นสู้เรียกหาความ ยุติธรรม ก่อให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและตระหนักถึง ความเป็นคนของผู้หญิงที่ไม่ควรถูกขาย และการบังคับเรื่อง
๒๕๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ คู่ครองโดยไม่คำนึงถึงความสมัครใจของลูกสาว แม้การเปลี่ยน แปลงจะมีเงื่อนไขที่ยังคงให้พ่อแม่ สามีมีสิทธิเหนือชีวิตร่างกาย ของผู้หญิงในบางกรณีโดยไม่ได้ให้สิทธิสมบูรณ์ในการกำหนด ตัดสินใจแก่ผู้หญิง แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจของการต่อสู้ของ ผู้หญิงธรรมดาสามัญกับลัทธิผู้ชายในอดีต และเป็นประจักษ์ พยานว่าการเรียกร้องสิทธิในความเป็นมนุษย์ของหญิงมิได้เป็น ความคิดที่นำเข้ามาจากโลกตะวันตกแต่ได้ก่อร่างในสังคมสยาม มาตั้งแต่ในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเพราะผู้หญิงตระ หนักถึงความเป็นคนของตนและรับรู้ถึงความเหลื่อมล้ำ ความไม่ ยุติธรรมระหว่างหญิงและชาย สื่อสิ่งพิมพ์เครื่องมือในกำรเรียกร้อง ควำมเสมอภำคหญิงชำย ช่วงต้นรัตนโกสินทร์ได้มีการนำเครื่องพิมพ์เข้ามาใน ประเทศไทย โดยได้พัฒนาตัวพิมพ์ไทยจากการคิดค้น ของ มิชชันนารีหญิงอเมริกันที่ชื่อ แอน ฮัสเซลไทน จัดสัน (Ann Hazeltine Judson) ซึ่งได้เรียนรู้ภาษาไทยมาจากเชลยศึกชาว สยามในพม่าที่เธอและสามีบุกเบิกการทำงานของคณะมิชชันนารี กลุ่มแรกจากอเมริกา จอรจ์ ฮัฟ (George H. Hough) เป็นผู้หล่อ ตัวพิมพ์ไทยตามแบบเขียนของแอนขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๙ จากนั้น ได้ใช้พิมพ์ตัวหนังสือภาษาไทยในพม่าและ อินเดีย กระทั่งหมอบรัดเลย์นำเข้ามาใช้ในสยาม นอกจากจะพิมพ์ หนังสือราชการและคำสอนทางศาสนาแล้วยังจัดพิมพ์เนื้อหาอื่นๆ รวมทั้งแบบเรียน เช่น จินดามณี และวรรณกรรมแปล เช่น สาม ก๊ก ไซอิ๋ว เป็นต้น ส่งเสริมให้เกิดการอ่านทั้งในหมู่หญิงชายอย่าง
๒๕๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ แพร่หลาย ซึ่งเห็นได้จากผลงานของกวีหญิงในสมัยรัชกาลที่ ๓ เช่น คุณพุ่ม คุณสุวรรณ ที่ได้อ้างถึงตัวละครจากวรรณกรรมจีน หลายเล่มไว้ในงานเขียนของตน นอกจากนี้หมอบรัดเลย์ยังได้ ริเริ่มจัดทำหนังสือพิมพ์บางกอกรีดเดอร์ เล่าเรื่องเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นในยุคสมัย จากความก้าวหน้าของการพิมพ์ทำให้เกิดสิ่ง ตีพิมพ์นิตยสารเพิ่มมากขึ้นในเวลาต่อมา รวมทั้งการจัดพิมพ์ นิตยสารเพื่อนักอ่านผู้หญิง เช่น นารีรมย์ เป็นหนังสือผู้หญิงเล่ม แรกออกวางจำหน่ายปี พ.ศ. ๒๔๓๑ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยกรม หมื่นมหิศรราชหฤทัย หรือนายทูบเป็นผู้จัดทำ มีเนื้อหาให้ความรู้ ความคิดแก่ผู้หญิง ต่อจากนั้น ก็มีบำรุงนารีของเทียนวรรณ ออก วางขายในปีพ.ศ. ๒๔๔๘ เป็นนิตยสารผู้หญิงที่ก้าวหน้า เนื้อหา เป็นการให้ความรู้เรื่องสิทธิและหน้าที่ของผู้หญิง “....พวกเราชาว สยามจะมีใจพร้อมกันมีมานะคิดจัดการบำรุงนารีในประเทศสยาม ของเราให้มีความเจริญรุ่งเรืองด้วยวิชาความรู้และคุณวุฒิเป็นดรุ ภาลัง การเคลื่อนประดับกายใจ ให้เท่าเทียมแก่บุรุษย์ ทุกสิ่งทุก อย่างจึงจะชอบ” เทียนวรรณเห็นว่า การที่ผู้หญิงถูกกดขี่เอารัด เอาเปรียบ เพราะผู้หญิงไม่มีความรู้ หากหญิงมีความรู้เท่ากับชาย แล้วก็คงไม่ถูกข่มเหงได้ จึงเสนอให้มีโรงเรียนสำหรับผู้หญิง และ เขายอมรับว่าหญิงและชายมีความสำคัญเท่าเทียมกันในการสร้าง ความเจริญให้กับประเทศชาติ แต่ยังคงเห็นว่าบทบาทผู้หญิงเป็น เพียงแม่และเมียเท่านั้น นอกจากนี้ เขาได้เสนอแก้ไขกฎหมายให้ ชายมีภรรยาคนเดียว เพราะเห็นว่าการที่ชายมีภรรยาหลายคน เป็นปัญหาต่อสังคมและผู้ชายเอง แต่ก็ไม่ได้กล่าวถึงผลกระทบที่มี ต่อผู้หญิงไว้แต่อย่างใด
๒๕๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ รัชกาลที่ ๖ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้ได้รับการศึกษา จากประเทศอังกฤษ ได้ใช้นามแฝงว่ารามจิตติทรงพระราชนิพนธ์ หลายเรื่องเกี่ยวกับสถานภาพผู้หญิง เช่น เครื่องหมายแห่งความ รุ่งเรืองคือสภาพแห่งสตรี โดยมีเนื้อหาสะท้อนสถานภาพของ ผู้หญิง และนำเสนอความคิดเรื่องการมีกฎหมายผัวเดียวเมียเดียว “.....กฎหมายเกี่ยวกับสตรี ที่สตรีเสียเปรียบเรื่องที่ไม่มีสิทธิ ครอบครองทรัพย์สมบัติ ต้องมอบให้สามีเป็นผู้ปกครองแทน กฎหมายลักษณะผัวเมียและลักษณะหย่าร้าง ผู้ชายทำกฎหมาย ขึ้นมาใช้เพื่อความสะดวกของผู้ชายเป็นที่ตั้ง ยังได้เปรียบเทียบให้ เห็นว่า กฎหมายลักษณะผัวเมียของประเทศอังกฤษ หญิงชายมี ความเสมอหน้ากัน โดยต้องมีผัวเดียวเมียเดียว แต่ในการหย่ากัน ฝ่ายชายยังได้เปรียบ ฟ้องหย่าได้หากภรรยาคบชู้แต่ถ้าฝ่ายหญิง จะฟ้องหย่าชายต้องแสดงหลักฐานว่าสามีของเธอมีเมียอีกคน ถูก สามีทอดทิ้ง ขาดสันนิวาสไปเป็นปี หรือสามีข่มเหงอย่างทารุณ หยาบช้าจึงจะฟ้องได้ ซึ่งต่างกับกฎหมายสยามที่อนุญาตให้ชายมี ภรรยาได้ไม่ว่ากี่คน แต่หญิงคบชู้เป็นเหตุให้สามีหย่าร้างได้ อีกทั้ง ทรัพย์สินทั้งปวงถูกริบให้แก่ผัวหมดด้วย” และยังได้ทรงกล่าวถึง วิถีชีวิตของหญิงชายชนบทไว้ว่า “...ผัวเมียในชนบทที่ร่วมทุกข์ ร่วมสุขกันจริง ๆ มีความเสมอหน้ากันโดยแท้ จึงเห็นว่าชาวชนบท ไทยศิวิไลซ์กว่าคนในกรุงเทพฯ หรือในเมือง... คนไทยชาวชนบท ซึ่งมีจำนวนนับด้วยล้านก็ถือประเพณีเป็นคู่ผัวตัวเมียกันอยู่แล้ว มี แต่ชาวกรุงเทพฯ และพวกข้าราชการตามหัวเมืองบางคนเท่านั้นที่ ยังมีเมียมากอยู่.....การที่จะแก้ไขให้สภาพของสตรีดีขึ้นข้าพเจ้า เห็นว่าต้องแก้ทั้งประเพณีและกฎหมายของแผ่นดิน” นอกจากนี้ ยังทรงเห็นว่า “การยอมให้หญิงได้เสมอหน้ากับชายเป็นองค์อัน
๒๕๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ สำคัญอันหนึ่ง แห่งความรุ่งเรืองเป็นแน่แท้” นอกจากนี้ ยังได้ ทรงนิพนธ์เรื่อง หัวใจชายหนุ่ม ซึ่งมีเนื้อหาส่งเสริมให้ชายมีภรรยา คนเดียว ส่วนเรื่องการค้าหญิงสาวเป็นงานนิพนธ์ที่สะท้อนการถูก กดขี่ของผู้หญิงที่ต้องตกเป็นเมียลับหรือเมียน้อย แต่อย่างไรก็ดี ได้มีบันทึกว่ากรมหมื่นสวัสดิวัฒน์วิศิษฐ์เคยเสนอแก้ไขกฎหมายให้ ชายมีภรรยาคนเดียว แต่รัชกาลที่ ๖ กลับทรงคัดค้านเพราะเห็น ว่าเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีตะวันตกเอามาใช้กับกฎหมายไทย ไม่ได้ จะเป็นการลบหลู่กฎหมายถ้าแก้ไขแล้วไม่ปฏิบัติ อาจเกิด ปัญหาลูกนอกสมรส ปัญหาคนที่นับถือศาสนาอิสลามที่อนุญาตให้ มีภรรยาหลายคน เป็นที่น่าสังเกตว่าหนังสือผู้หญิงยุคแรกได้ริเริ่มจัดทำโดย ผู้ชายที่มีความคิดก้าวหน้าและต้องการให้หญิงได้รับการพัฒนา โดยมีเนื้อหาส่วนใหญ่ให้ความรู้แก่ผู้หญิง เสนอเรื่องราวของผู้หญิง ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ชายกระตุ้นผู้หญิงให้ตื่นตัวทาง ความคิดสิทธิความเท่าเทียมมากขึ้น ระหว่างปีพ.ศ. ๒๔๓๑ ถึง พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้มีหนังสือพิมพ์และนิตยสารผู้หญิงเกิดใหม่ขึ้นมาก พร้อมกับการเติบโตของหญิงที่ได้รับการศึกษาระดับสูง เริ่มมีการ เรียกร้องสิทธิสตรีบนหน้าหนังสือพิมพ์ มีเนื้อหาท้าทายความคิด แบบชายเป็นใหญ่ เช่น สตรีนิพนธ์ พ.ศ. ๒๔๕๗ ซึ่งกลุ่มผู้หญิง เป็นเจ้าของออกมาประกาศเรียกร้องกฎหมายผัวเดียวเมียเดียว และแถลงจุดยืนว่า “เป็นปากเสียงให้สตรีที่รับทุกข์ สตรีใดได้รับ ทุกข์หรือมีความเดือดร้อนอันบุรุษเพศได้กระทำให้ด้วยความมิ เป็นธรรม เชิญบอกนามและเรื่องจริงไปยังเรา” กระแสการ เรียกร้องของหนังสือพิมพ์สตรีในช่วงเวลานี้ให้ความสำคัญกับการ เรียกร้องแก้ไขกฎหมายลักษณะผัวเมียเดิมให้เป็นผัวเดียวเมีย
๒๕๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เดียว เช่น หนังสือพิมพ์สตรีศัพท์ พ.ศ. ๒๔๖๕ เขียนบทความ เกี่ยวกับผู้ชายมีภรรยาหลายคนว่ามีผลเสีย ทำให้ไม่เอาใจใส่งาน ราชการ เป็นการลิดรอนเวลาทำงานไปอยู่กับภรรยาน้อย ใน ทำนองเดียวกับ บทความเรื่องความชอกช้ำของสตรีไทยใน หนังสือพิมพ์สตรีไทยปีพ.ศ. ๒๔๖๙ เขียนถึงปัญหาที่เกิดจาก ระบบชายมีภรรยาได้หลายคน ว่าเป็นปัญหาสังคม ทำให้ภรรยา เดิมถูกทอดทิ้ง ไม่เลี้ยงดูลูกจนเป็นเหตุให้เกิดปัญหาโสเภณี และ ครอบครัวมีปัญหาทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังได้เรียกร้องโอกาส ให้ผู้หญิงได้เรียนกฎหมาย ได้ดำรงตำแหน่งในกระบวนการ ยุติธรรม “ข้าพเจ้ารู้สึกประหลาดใจนักที่ไม่แลเห็นสตรีเป็นนัก กฎหมายบ้าง อันที่จริงโรงเรียนกฎหมายก็เปนโรงเรียนรัฐบาล เหมือนกันซึ่งไม่ต่างกับโรงเรียนครู และโรงเรียนแพทย์ ทำไมจึง ไม่ให้ความเสมอภาคต่อผู้หญิงบ้าง ทีครูและแพทย์ซึ่งเป็นผู้หญิง แท้ๆ ทำไมรัฐบาลจึงจ้าง ส่วนโรงเรียนกฎหมายทำไมจึงไม่ยอม ให้ผู้หญิง ใช้ความสามารถบ้าง ถึงแม้ผู้หญิงสอบไล่เปนเนติ บัณฑิตย์สตรีก็ตาม เมื่อรัฐบาลไม่ประสงค์จะจ้างแล้วก็ไม่เห็น เป็นไร แต่ก็ได้ชื่อว่าทำคุณให้แก่สตรี อาจเปนทางหากินของสตรี ในอนาคตก็ได้ คือเปนหมอความผู้หญิง ดูแต่ในต่างประเทศสิ เนติ บัณฑิตย์หญิงมีถมไป” ครูเผือก (นามแฝง) “สนทนากับเอกะ สตรี” สตรีไทย ๑ (๑๘ ตุลาคม ๒๔๖๙)
๒๕๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ “...ถึงเวลาหรือยังที่จะให้ผู้หญิงมีโอกาสทำประโยชน์ ให้แก่ประเทศชาติบ้าง...ถ้ารัฐบาลไม่เปิดโอกาสให้สตรีได้มีโอกาส เรียนวิชากฎหมาย ได้เป็นเนติบัณฑิตย์ ผู้พิพากษาแลทนายความ แล้ว ก็จะทำให้สตรีมีถานะเฟื่องฟูเปนศรีแก่ประเทศขึ้นอีกมาก... เวลานี้ประเทศสยามกำลังก้าวหน้าขึ้นสู่ความเจริญเปนลำดับ ขอ รัฐบาลได้โปรดดำริห์ดูด้วย เพื่อบำรุงถานะของสตรีไทย ให้เสมอ บ่าเสมอไหล่กับอารยประเทศให้เปนศรีแก่ประเทศต่อไป และทั้ง ยังเปนทางที่เผยแพร่นิติศาสตร์ให้ไพศาลยิ่งขึ้นไปอีกด้วย” เอกะ สตรี (นามแฝง) กฎหมายกับสตรี สตรีไทย ๑ (๔ ตุลาคม ๒๔๖๙) หนังสือพิมพ์สตรีไทยปีพ.ศ. ๒๔๖๘ โดยนางสาวแฉล้ม จีระสุข เป็นเจ้าของและบรรณาธิการิณี เป็นหนังสือพิมพ์ที่มี ความคิดก้าวหน้าเรื่องสิทธิสตรีอย่างน่าสนใจโดยมีคำขวัญแสดง วัตถุประสงค์ว่าออกเพื่อให้ความสว่างแก่สตรีทั้งปวง“เพื่อนหญิง ทั้งหลาย ขอให้จดจำไว้เถิดว่าหนังสือพิมพ์สตรีไทยได้อุบัติขึ้นก็ เพราะความประมาทเหยียบย่ำ จึงเป็นเหตุให้เกิดมานะที่จะสร้าง ขึ้นไว้เป็นปากเสียงแทนพวกสตรีของเรา... ฐานะของสตรีไทยที่ถูก กดขี่ข่มเหงจะลดหายลงไปได้บ้าง ก็ต้องอาศัยพวกเราสตรีช่วยกัน ร่วมมือปราบอธรรมของสตรีนี้ได้อย่างไร โลกคงไม่ติเตียนว่า สตรีอุกอาจ ด้วยความจริงแสดงให้เห็นแต่ละเรื่อง ล้วนแล้วด้วย ความทารุณของบุรุษใจร้ายทั้งสิ้น” ได้มีการเขียนบทความวิพากษ์ วิจารณ์บทบาทสตรีให้ความรู้ด้านกฎหมาย อธิบายกฎหมายผัว เมีย มีคอลัมน์สตรีกับการเมืองไทย สตรีไทยกับอาชีพ มีพื้นที่ใน หน้าหนังสือพิมพ์ได้ชักชวนให้ผู้หญิงเขียนจดหมายมาสนับสนุน สิทธิผู้หญิงเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีหนังสือพิมพ์สยามยุพดีพ.ศ.
๒๕๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ๒๔๗๑ ตังกุ่ย หลินมงคล เป็นบรรณาธิการและเจ้าของ บทความ ที่เขียน เช่น หญิงไม่ใช่ควายหรือตุ๊กตาของชาย วิจารณ์ผู้ชายที่กด ขี่ผู้หญิงเป็นเครื่องเล่น “ในปัจจุบันสมัยนี้ทาสก็ไม่มีแล้ว ฉะนั้น ... จึงฐานะของบุคคลไม่ว่าชายหรือหญิงย่อมเป็นไทย แต่ทำไมหนอ ชายจำพวกที่กล่าวแล้วจึงไม่วายคิดว่าหญิงเป็นเพียงตุ๊กตาที่น่า เชิดเล่นอยู่ร่ำไป” ขณะที่หนังสือพิมพ์หญิงไทยซึ่งออกวางจำ หน่ายเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ เขียนบทความวิพากษ์ ระบบความคิดแบบชายเป็นใหญ่ เรียกร้องการศึกษาของผู้หญิง การแก้ไขกฎหมายผัวเดียวเมียเดียว สิทธิในการรับเลือกตั้ง การ เรียกร้องต่อบทบาทผู้แทนราษฎรรัฐสภา การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่ผู้หญิงและประชาชนประสบ ยกเลิกเก็บภาษีคนจน มีเนื้อหา วิเคราะห์ข่าวการเมือง เป็นปากเสียงให้กรรมกรหญิงที่ไม่ได้รับ ความเป็นธรรมจากสภาพการทำงาน การเรียกร้องค่าจ้างที่เป็น ธรรม มีคอลัมน์สนทนาความเห็นเรื่องสิทธิของสตรี บทบาท ผู้หญิงยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ และยังสนับสนุน จัดตั้งองค์กรผู้หญิงอีกด้วย หนังสือพิมพ์หญิงไทยมีนางทรัพย์ อัง กินันท์เป็นเจ้าของ นางนิเวศน์ธิบาล(อนงค์ อมาตยกุล)เป็น บรรณาธิการช่วงแรก และในเดือนพฤศจิกายนได้เปลี่ยนบรรณา ธิการใหม่เป็น นวลฉวี เทพวัลย์ เขียนบทบรรณาธิการที่แหลมคม เข้มข้นไม่กลัวใคร จนทำให้หนังสือพิมพ์ถูกสั่งปิดเป็นเวลา ๒๐ วัน ระหว่างวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน - ๑๘ ธันวาคม ๒๔๗๕ จากการ เขียนบทความเรื่องอยุธยานิค เจ้าหน้าที่เห็นว่าบทความที่เขียน เป็นเสี้ยนหนามแผ่นดินตามมาตรา ๖ พระราชบัญญัติสมุดเอก สารและหนังสือพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๗๐ หนังสือพิมพ์หญิงไทยนับได้ว่า เป็นหนังสือพิมพ์หัวก้าวหน้ามีจุดยืนไปในแนวทางสังคมนิยม และ
๒๕๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ได้พยายามเผยแพร่ความคิด ความรู้เรื่องลัทธิการเมืองต่าง ๆ เช่น คอมมิวนิสต์ อนาคิสต์ และเป็นปากเสียงให้หญิงกรรมกร ในเดือน มกราคม ๒๔๗๖ คณะราษฎรสั่งปิดหนังสือพิมพ์หญิงไทยด้วย เหตุผลทางการเมือง หนังสือพิมพ์การเมืองก้าวหน้าของผู้หญิงจึง มีช่วงอายุเพียงแค่ปีเดียวเป็นที่น่าเสียดายว่าไม่สามารถติดตาม ค้นหาหนังสือพิมพ์หญิงไทยได้ในเวลานี้ โดยเฉพาะเนื้อหาในบท ความเรื่องอยุธยานิค ที่ทำให้หนังสือพิมพ์ถูกปิดชั่วคราว และต่อ มาถูกสั่งปิดอย่างถาวร ทำให้ไม่สามารถศึกษาภูมิหลังและแรง บันดาลใจของคณะผู้จัดทำหนังสือพิมพ์ รวมถึงสาเหตุที่ทำให้ คณะราษฎรผู้กระทำการเปลี่ยนแปลงระบอบปกครองของสยาม และเรียกร้องประชาธิปไตย ความเสมอภาค เกิดความขัดแย้งกับ เนื้อหาในหนังสือพิมพ์ของผู้หญิงจนถึงกับมองว่ากระทำการเป็น เสี้ยนหนามแผ่นดิน การกำเนิดของนารีรมย์หนังสือผู้หญิงเล่มแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๓๑ ถึงปีที่หนังสือพิมพ์หญิงไทยปิดตัวลง พ.ศ. ๒๔๗๖ นับเป็นระยะเวลาราว ๔๕ ปีที่สื่อสิ่งตีพิมพ์เช่นหนังสือพิมพ์ นิตยสารสตรีได้เปิดพื้นที่ของผู้หญิงเรียกร้องสิทธิและความเสมอ ภาคให้แก่หญิงไทยในด้านต่าง ๆ ที่มีความเข้มข้นชัดเจนและ ก้าวหน้าในหลายเรื่อง เป็นการให้ความรู้และสร้างการตระหนัก เรื่องสถานภาพที่ถูกกดขี่ของหญิงในสังคมไทย และยังคงเป็น ประเด็นที่น่าติดตามค้นคว้าต่อไปว่าหนังสือพิมพ์ นิตยสารผู้หญิง ในช่วงเวลานี้ได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากแหล่งใด แรง บันดาลใจที่ทำให้ผู้หญิงมีการศึกษากลุ่มนี้จัดทำหนังสือพิมพ์ นิตยสารผู้หญิงและมีเป้าประสงค์เพื่อสิ่งใด อย่างไรก็ตามสิ่ง ตีพิมพ์ของผู้หญิงได้มีส่วนทำให้หญิงชั้นเจ้านายและหญิงชนชั้น
๒๖๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ กลางที่มีการศึกษาได้ขบคิดถึงบทบาทและสถานภาพของตน และ กระทบความรู้สึกของกลุ่มผู้ชายชนชั้นปกครองที่ยังมีความคิด อนุรักษ์นิยมที่ยังคัดค้านไม่เห็นด้วยกับเรื่องสิทธิของผู้หญิงว่าควร ทัดเทียมชาย เช่น กรมหมื่นไชยนาทนเรนทร ซึ่งดูแลรับผิดชอบ การศึกษา แม้จะสนับสนุนเห็นด้วยที่ผู้หญิงควรมีโอกาสเรียนสูง เท่าชาย แต่ก็มีข้อจำกัดว่าต้องไม่เรียนวิชาที่เป็นอาชีพของผู้ชาย “การบริหารการปกครองประเทศ ต้องระวังอย่าให้ผู้หญิงแย่งงาน ของผู้ชาย อย่าให้อวดดีและวิวาทกับผู้ชาย ก็ต้องสอนให้เป็น ผู้หญิงและให้รู้สึกตัวว่าเป็นผู้หญิงอยู่เสมอ” จึงอาจกล่าวได้ว่าการ ปรับเปลี่ยนสถานภาพของผู้หญิงแม้จะได้รับการสนับสนุนแต่ก็ยัง ต้องอยู่ในกรอบของลัทธิผู้ชาย แต่ที่น่าสนใจคือความขัดแย้ง ระหว่างผู้ปกครองคณะราษฎรกับหนังสือพิมพ์หญิงไทยที่คณะ บรรณาธิการอาจจะมีความคิดทางการเมืองล้ำสมัยเกินกว่าชาย สยามในช่วงเวลาเดียวกัน สิทธิมนุษยชนของผู้หญิง หลังเปลี่ยนแปลงกำรปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ การเรียกร้องสิทธิทางการเมืองของขบวนการสิทธิสตรี คลื่นลูกที่หนึ่งที่เริ่มต้นในสหราชอาณาจักร และการเรียกร้องของ หญิงที่มีการศึกษาในสังคมไทยที่ได้ใช้หน้าหนังสือพิมพ์นิตยสาร สตรีเรียกร้องความเสมอภาคหญิงชายอย่างเข้มข้นเป็นเวลานาน ถึง ๔ ทศวรรษ (พ.ศ. ๒๔๓๑ - ๒๔๗๖) อาจส่งผลต่อความคิด ก้าวหน้าของผู้นำคณะราษฎรให้ตระหนักเห็นความสำคัญเรื่อง สิทธิทางการเมืองของผู้หญิงและกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญให้ผู้หญิง มีสิทธิทางการเมืองเท่าเทียมชายทั้งในการลงสมัครรับเลือกตั้ง
๒๖๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ และออกเสียง ทำให้หญิงไทยไม่ต้องต่อสู้เรียกร้องจนเสียเลือดเสีย เนื้อเหมือนอย่างในประเทศตะวันตก หญิงไทยมีสิทธิออกเสียง และสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนตำบล และผู้แทน ราษฎรระดับชาติ ซึ่งระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑ พระราช บัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราวพุทธศักราช ๒๔๗๕ แต่เป็นที่น่าสนใจว่าแม้ผู้หญิงจะยินดีที่ได้รับสิทธิในการ ออกเสียงเลือกตั้ง แต่ก็คัดค้านการได้รับสิทธิในการลงสมัครรับ เลือกตั้งของผู้หญิงโดยมีบทความคัดค้านการได้รับสิทธินี้ใน บทความของนิตยสารสตรีว่า “ประโยชน์อันใดที่จะใฝ่ฝันเพียง เกียรติยศของหญิงคนหนึ่งสองคนที่จะเข้านั่งในรัฐสภา แล้วปล่อย ให้ผู้หญิงอีก ๗ ล้านคนต้องลําบาก” สะท้อนว่าผู้หญิงที่เรียกร้อง สิทธิความเสมอภาคของหญิงชายในช่วงเวลานั้นมีมิติทางชนชั้น ยืนข้างหญิงที่ด้อยโอกาสในสังคม และตระหนักว่าจะมีผู้หญิง จำนวนน้อยมากที่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้ง และหากมีบท ลงโทษใดๆ ทางการเมืองอาจทำให้หญิงจำนวนมากต้องประสบ ความลำบากด้วย นอกจากสิทธิทางการเมืองแล้ว การเรียกร้องเรื่องผัว เดียวเมียเดียวยังได้รับการขานรับโดยแก้ไขกฎหมายกำหนดให้ ชายมีภรรยาได้เพียงคนเดียวในปีพ.ศ. ๒๔๗๘ ประกาศยกเลิก กฎหมายลักษณะผัวเมียเดิมทั้งหมดแต่ก็ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อื่นๆ ที่ผู้หญิงเสียเปรียบ เช่น เหตุหย่า การทำนิติกรรมที่ผู้หญิง ต้องขออนุญาตสามีฝ่ายเดียว อันเป็นการจำกัดสิทธิผู้หญิงมีสามี และสะท้อนสิทธิที่ยังไม่เท่าเทียมระหว่างหญิงชายในกฎหมาย ครอบครัวและมรดกซึ่งต่อมาได้มีการปรับปรุงแก้ไขจากการขับ เคลื่อนของนักกฎหมายสตรีที่ได้รับโอกาสเข้าศึกษากฎหมาย ใน
๒๖๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในช่วงเวลาต่อมา นอกจากการปรับ เปลี่ยนยกเลิกกฎหมายผัวเมียเดิมแล้วคณะราษฎรยังได้ออก พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในปีพ.ศ. ๒๔๗๙ ให้ ข้าราชการหญิงมีสิทธิเท่าเทียมข้าราชการชายได้รับเงินบำหน็จ บำนาญเช่นเดียวกัน ต่อมาได้มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๔๙๕ อนุญาตให้ผู้หญิง สามารถเข้ารับราชการฝ่ายตุลาการได้ นับเป็นการเริ่มต้นของการ ปรับปรุงสิทธิในครอบครัวและสิทธิโอกาสในการทำงาน เปิด โอกาสให้เข้าทำงานในกระบวนการยุติธรรม และได้รับผล ประโยชน์จากการทำงานเท่าเทียมกับชาย สิทธิและความเสมอภาคของผู้หญิงแม้จะมีการปรับ เปลี่ยนในหลายด้านหลังเปลี่ยนการปกครองเป็นประชาธิปไตยแต่ ทัศนคติดั้งเดิมที่สังคมมีต่อหญิงก็ยังมิได้เปลี่ยนแปลง จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้จัดตั้งกระทรวงวัฒนธรรม (พ.ศ.๒๔๙๕-๒๕๐๑) และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีดูแลดำเนินการกระทรวงนี้ด้วยตนเอง โดยได้มอบบทบาทดูแลกิจการสตรีแก่ภริยา ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้มีการจัดตั้งสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง และสโมสร สำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง เพื่อรับเรื่องราวร้องเรียนและประสาน ประโยชน์การทำงานเรื่องผู้หญิงของรัฐ และประชาชน ต่อมาได้มี การขยายการจัดตั้งลงไปในระดับจังหวัดและอำเภอ โดยมีภรรยา ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รวมตัวจัดตั้ง เป็นสมาคมส่งเสริม วัฒนธรรมหญิงประจำจังหวัด แม้จะมีความพยายามในการ ผลักดันเรื่องการปรับเปลี่ยนแก้ไขกฎหมาย แต่การทำงานของ หน่วยงานวัฒนธรรมนี้ก็ยังมีการผลิตซ้ำภาพลักษณ์เดิมของผู้หญิง เช่น เรื่องความงาม ความเป็นแม่และเมีย และเริ่มมีการส่งเสริม
๒๖๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ การประกวดความงามของผู้หญิง เช่น การจัดประกวดนางงามใน วันฉลองรัฐธรรมนูญ ดูเสมือนเป็นการเชิดชูค่านิยมความสวย ความงามเรื่องหน้าตาของผู้หญิง ให้คุณค่าความเป็นแม่บ้าน แม่เรือน การส่งเสริมพิธีกรรมการแต่งงานรวมหมู่ลงไปในระดับ จังหวัดด้วยเพื่อความทันสมัยโดยให้เจ้าสาวสวมใส่ชุดสีขาวแบบ ตะวันตก หม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ ซึ่งเป็นข้าราชการ และมีส่วนรับผิดชอบกับพิธีกรรมสร้างวัฒนธรรมใหม่ได้กล่าวว่า ชุดเจ้าสาวที่ผู้หญิงสวมใส่สวยดีเหมือนญวนรับศีล ผู้หญิงได้ กลายเป็นเครื่องมือสร้างชาติวัฒนธรรมผัวเดียวเมียเดียว หญิง สมัยใหม่ต้องรับผิดชอบงานในบ้านและงานนอกบ้านได้ และได้รับ การเชิดชูเป็นดอกไม้ของชาติ แต่ขณะเดียวกันก็มีผู้หญิงอีกส่วน หนึ่งที่ต้องดูแลตนเองและครอบครัวด้วยการเป็นโสเภณี กลายเป็นหญิงคนชั่ว นักเขียนหญิง ก.สุรางคนางค์ ได้สะท้อน สังคมและปัญหาของผู้หญิงในนวนิยายเรื่องหญิงคนชั่ว ทำให้เห็น ช่องว่างทางชนชั้นและชะตากรรมของหญิงที่ด้อยโอกาส ทำให้ เกิดการแบ่งหญิงที่เป็นแม่และเมียกับหญิงคนชั่ว ระบบอำนาจ นิยมแบบชายเป็นใหญ่ยังคงดำรงอยู่และผู้หญิงก็ยังมิได้เป็นส่วน หนึ่งของศูนย์กลางอำนาจมีส่วนร่วมในการกำหนดบริหารจัดการ เรื่องของบ้านเมือง แต่ถูกผลักให้หมกมุ่นกับกิจกรรมชายขอบ เรื่องวัฒนธรรม ความงาม และการสร้างอุดมการณ์แม่บ้านแบบ ตะวันตก นอกจากนี้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ จอมพล ป. พิบูล สงคราม ได้ประกาศรับสมัครนักเรียนนายร้อยหญิงทหารบก ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ มีผู้หญิง ๒๘ คน รวมทั้งบุตรสาวของท่านผู้นำ ที่ผ่าน เข้ารับการอบรม เมื่อจบหลักสูตรและสอบได้แล้ว ได้บรรจุเข้ารับ ราชการเป็นผู้บังคับบัญชาประจำกรมกองทหารหญิง เป็น
๒๖๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ นายทหารชั้นสัญญาบัตร ได้เงินเดือน ๆ ละ ๘๐ บาท แต่เมื่อ สมรสจะต้องออกจากประจำการ เมื่อ จอมพล ป. เกิดปัญหาทาง การเมืองจนต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้น กองทัพบกมีคำสั่งพิเศษ ให้นายร้อยหญิงและนายสิบหญิงมาเป็น ข้าราชการกลาโหมพลเรือน ส่วนผู้ที่ไม่สมัครใจรับราชการต่อ สามารถลาออกได้แต่ไม่มีบำเหน็จบำนาญให้ การจัดตั้งกองทหาร หญิงจึงมีช่วงระยะสั้นๆ เป็นความคิดของท่านผู้นำที่มิได้มุ่งหวังใน เรื่องส่งเสริมสิทธิและโอกาสของผู้หญิงในการรับราชการทหาร อย่างเป็นระบบยั่งยืน ในปีพ.ศ. ๒๔๙๐ ผู้หญิงที่เรียนจบกฎหมายจากมหา วิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ได้รวมตัวกันตั้งกลุ่มชื่อว่า คณะเนติบัณฑิตและธรรมศาสตร์บัณฑิตหญิง และปีถัดมาได้จัด เวทีอภิปรายเรื่องสิทธิสตรีขึ้นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการเขียนบทความเกี่ยวกับสิทธิสตรีในหนังสือใช้แจกในงาน การกุศล มีการให้ความรู้ทางกฎหมาย ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย คณะเนติบัณฑิตฯ ได้พัฒนาเป็นสมาคมธรรมศาสตร์บัณฑิตหญิง แห่งประเทศไทย และเปลี่ยนชื่อต่อมาเป็นสมาคมบัณฑิตสตรีทาง กฎหมายแห่งประเทศไทย คุณหญิงสุภัทรา สิงหลกะ หนึ่งในผู้ร่วม ก่อตั้งได้เขียนบทความเรื่อง ประวัติการร้องขอสิทธิสตรีต่อรัฐบาล เห็นว่ากฎหมายจำกัดสิทธิหญิงมีสามีเพราะระบุว่า หญิงมีสามีถ้า ไม่ได้รับอนุญาตจากสามีจะทำนิติกรรมใดๆ ผูกพันสิน บริคณห์ ไม่ได้ การใดกระทำลงฝ่าฝืนบทบัญญัตินี้ กฎหมายถือว่าเป็น โมฆียกรรม นักกฎหมายหญิงโต้แย้งว่าหญิงมีสามีต่างเป็นผู้ใหญ่ แต่ทำไมกฎหมายยังเห็นเหมือนเป็นผู้เยาว์หรือผู้ไร้ความสามารถ จึงขอร้องให้รัฐบาลได้รับทราบถึงความเดือดร้อนของผู้หญิง และ
๒๖๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ขอความเป็นธรรม ความเสมอภาค ตามสิทธิมนุษยชนของกฎบัตร สหประชาชาติ ในเวลาต่อมาจึงได้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ หลังการทำรัฐประหารของจอมพล ถนอม กิตติ ขจร เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๑๔ ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของขบวนการ นักศึกษาและนำไปสู่เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ หลังจากนั้น ได้มีการจัดตั้งสภานิติบัญญัติ และมีผู้หญิงได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิก รวม ๑๙ คน เรียกกันว่ากลุ่มผู้หญิงสภาสนามม้า และได้ร่วมกัน ขับเคลื่อนส่งหนังสือถึงสมาชิกสภานิติบัญญัติให้ช่วยสนับสนุน บรรจุเรื่องให้หญิงชายมีสิทธิเท่าเทียมกันไว้ในรัฐธรรมนูญที่จัดร่าง ในเวลานั้น นับว่าได้รับความสำเร็จทำให้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๑๗ มาตรา ๒๘ มีการระบุว่า“หญิงและชายมีสิทธิเท่าเทียม กัน”และเป็นพื้นฐานนำไปสู่การปรับ เปลี่ยนแก้ไขกฎหมายและ กฎระเบียบต่าง ๆ ในเวลาต่อมา ช่วงเวลาหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เป็นการ เคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ทั้งนักเรียนนักศึกษา กรรมกร และ ชาวนา เพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตยที่เป็นธรรม กลุ่มนิสิต นักศึกษาหญิง กรรมกรหญิง ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิ สตรี ความเป็นธรรมทางสังคม ความเท่าเทียมระหว่างเพศ รวมถึง ค่าจ้างสวัสดิการของแรงงานหญิง ขบวนการเรียกร้องสิทธิ ผู้หญิงไทยในช่วงนี้อาจถือได้ว่ามีสองแนวคิดหลักอันได้แก่ กลุ่ม แนวคิดสิทธิสตรีเสรีนิยม และกลุ่มสิทธิสตรีแนวคิดสังคมนิยม ซึ่ง กลุ่มแนวคิดเสรีนิยม เน้นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีการออก กฎหมายที่ให้สิทธิหญิงชายเสมอภาค ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มหญิงชน ชั้นสูงและชนชั้นกลางมีการศึกษาที่ร่วมกันผลักดันให้ระบุสิทธิ ความเท่าเทียมระหว่างหญิงชายไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.
๒๖๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ๒๕๑๗ จนสำเร็จ ส่งผลทำให้ต้องแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายอาญา กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ยังกีดกันสตรี และเริ่ม มีการตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนจารีตประเพณี ค่านิยมความคิดความเชื่อที่ยังถูกครอบงำกำหนดจากโครงสร้าง ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างหญิงชาย ในขณะที่กลุ่มนักสิทธิ สตรีที่มีแนวคิดสังคมนิยม มุ่งแก้ไขโครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคม เปลี่ยนแปลงค่านิยมวัฒนธรรมโดยร่วมมือกับกรรมกรแรงงาน และชาวนา เพื่อปลดปล่อยการถูกกดขี่ทางเพศและชนชั้น กลุ่ม นักสิทธิสตรีทั้งสองกลุ่ม มีการโต้แย้งทางความคิดกันบ้าง เช่น นัก สิทธิสตรีกลุ่มแนวคิดสังคมนิยมเห็นว่า การเปรียบผู้หญิงเป็น เหมือนดอกไม้นั้นเป็นเรื่องล้าหลัง ไม่หลุดพ้นจากระบบศักดินา นอกจากนี้ยังได้วิจารณ์เรื่องเสื้อผ้าอาภรณ์ของผู้หญิง เช่น มองว่า การนุ่งกระโปรงของผู้หญิงสะท้อนการกดขี่ทางเพศ แม้จะมีจุดยืน ที่แตกต่างกันทางชนชั้น แต่การเรียกร้องสิทธิสตรีทั้งจากแนวคิด เสรีนิยมและสังคมนิยมก็มีวาระร่วมกันในเรื่องความเสมอภาค หญิงชาย คัดค้านการประกวดความงาม และการแก้ปัญหาโสเภณี ด้วยการจดทะเบียนและลงโทษผู้หญิง กระบวนกำรปรับเปลี่ยนกฎหมำยเกี่ยวเนื่องกับ สิทธิมนุษยชนของผู้หญิง ก่อนการปรับเปลี่ยนใช้การปกครองแนวทางประชาธิป ไตย กฎหมายที่เกี่ยวข้องสิทธิความเป็นคนของผู้หญิงที่มีมาแต่ใน อดีตอันได้แก่ กฎหมายตราสามดวง ในภาพรวมได้กำหนด ตำแหน่งแห่งที่ให้หญิงต่ำต้อยกว่าชาย ตามประเพณีที่ว่าชายเป็น ช้างเท้าหน้าหญิงเป็นช้างเท้าหลัง หญิงมีสถานะเหมือนสิ่งของ
๒๖๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ สมบัติของชายพ่อแม่ขายลูกสาว สามีขายภรรยาหรือยกให้ใครก็ ได้ เฆี่ยนตีภรรยาได้ หญิงไม่มีสิทธิจัดการทรัพย์สินใด เมื่อหย่าร้าง กันสินสมรสชายได้สองส่วน หญิงได้เพียงหนึ่งส่วน ดังคำกล่าวที่ว่า ชายหาบหญิงคอน แต่ในบางเรื่องก็ให้สิทธิแก่หญิงเช่นเรื่องให้ สิทธิหญิงสามัญชนฟ้องหย่าสามีได้ แต่จากคดีอำแดงป้อมเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๕๗ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ทำให้มีการปรับเปลี่ยนแก้ไข กฎหมายลิดรอนสิทธิของผู้หญิงในเหตุฟ้องหย่าสามี จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๑๙ จึงได้มีการแก้ไขกฎหมายให้สิทธิหญิงฟ้องหย่าสามี ได้หากสามีเลี้ยงดูหญิงอื่นเช่นภรรยา การทำฎีกาถวายของอำแดง เหมือน อำแดงจั่น กระทั่ง ในปีพ.ศ. ๒๔๑๑ ทำให้มีการปรับปรุง กฎหมายผัวขายเมียและให้สิทธิผู้หญิงสามัญชนที่จะเลือกคู่ครอง ได้เองและ ให้สิทธิภรรยาทาสที่มีบุตรหรือไม่มีบุตรได้อิสรภาพ ทันทีเมื่อผู้ชายตายลง อาจกล่าวได้ว่ากฎหมายตราสามดวงเป็น ดังที่รัชกาลที่ ๔ ทรงพิจารณาว่าเป็นไปตามลัทธิชาย การเปิด ประเทศและการหลั่งไหลเข้ามาของชาวตะวันตกพร้อมกับแนวคิด เรื่องสิทธิความเป็นมนุษย์ เช่นแหม่มแอนนา เลียวโนเวนส์ ได้นำ หนังสือเรื่องกระท่อมน้อยลุงทอม ที่กล่าวถึงสภาพของทาสผิวดำ ในอเมริกา มาใช้ในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในราชสำนัก น่าจะมีส่วนสร้างการตระหนักในความเป็นคนที่เท่าเทียมและ ผลักดันให้เกิดการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายในสมัยรัชกาลที่ ๔ โดย คำนึงถึงความเป็นคนของผู้หญิงที่ไม่ใช่ทาสรองรับการกระทำตาม อำเภอใจของพ่อแม่หรือสามี เช่น ในการที่จะขายลูกหรือภรรยา ต้องได้รับความยินยอมจากพวกเธอก่อน หญิงสามัญชนมีสิทธิ เลือกคู่ครองได้เอง แต่หญิงชั้นเจ้านายยังต้องให้พ่อแม่เห็นชอบ อนุญาต ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการแต่งตั้งสมเด็จพระนาง
๒๖๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เจ้าเสาวภาผ่องศรีเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินขณะเสด็จประพาส ต่างประเทศ และมีการปรับเปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียมประเพณี เปิดกว้างแก่ผู้หญิง เช่น การศึกษา ผู้หญิงได้เข้าเรียนหนังสือ คุ้มครองความปลอดภัยของผู้หญิงได้มีการลงโทษผู้ข่มขืนกระทำ ชำเราหญิง แต่เดิมกฎหมายมีโทษแค่ปรับ ได้เพิ่มโทษจำคุกขึ้นอีก ในปีพ.ศ. ๒๔๔๒ ได้ยกเลิกการคืนสินสอดให้แก่ฝ่ายชายหากมี การหย่าร้างช่วยให้ผู้หญิงดูแลตนเองได้ ในสมัยรัชกาลที่ ๖ มี แนวคิดส่งเสริมสนับสนุนให้หญิงมีสิทธิเท่าเทียมชาย และ ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ ได้มีพระราชบัญญัติประถมศึกษา เปิดโอกาสให้ เด็กผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ ๗ ปีบริบูรณ์ ได้เข้าเรียนหนังสือใน โรงเรียนประถมศึกษาจนอายุครบ ๑๔ ปีบริบูรณ์ การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญา สิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตย สิทธิความเสมอภาคหญิง ชายได้มีการคำนึงถึงในกฎหมายรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมาย สูงสุดในการปกครองประเทศ เช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญการ ปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. ๒๔๗๕ มาตรา ๑๔ “ราษฎร ไม่ว่าเพศใดเมื่อมีคุณสมบัติ ดั่งต่อไปนี้ ย่อมมีสิทธิออกเสียงลงมติ เลือกผู้แทนหมู่บ้านได้....” รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๑๗ มาตรา ๒๘ วรรคสอง “ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน” รัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติม (ฉบับที่๕) พ.ศ. ๒๕๓๘ มาตรา ๒๔ วรรคสอง “ชายและ หญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน” รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๓๐ วรรคสอง “ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน” และมาตรา ๘๐ “...รัฐต้องส่งเสริมความเสมอภาคของหญิงและชาย...” รัฐรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓๐ “...ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน” และมาตรา ๘๗ “การมีส่วนร่วมของประชาชนตามมาตรานี้ต้อง
๒๖๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ คำนึงถึงสัดส่วนของหญิงและชายที่ใกล้เคียงกัน” รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๙ มาตรา ๒๗ “...ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน” รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๗ “...ชายและหญิงมีสิทธิเท่า เทียมกัน...” ศรีสว่าง พั่ววงศ์แพทย์ อดีตวุฒิสมาชิกผู้สนใจการ ทำงานเพื่อผู้หญิงและเด็กด้อยโอกาส ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในปาฐกถา สองทศวรรษงานพัฒนาสตรีในประเทศไทยเมื่อปีพ.ศ.๒๕๔๓ ว่า วาระ “ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน” ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ และเป็นเป้าหมายหลักสูงสุดของงานสตรีนั้น จะหลุดหายไปจาก รัฐธรรมนูญเป็นครั้งคราว และทุกครั้งก็มีการแสดงเจตจำนงของ ผู้หญิงให้คงไว้ ซึ่งจะมีผลสำเร็จเฉพาะในยุคที่มีบรรยากาศโน้ม เอียงไปในวิถีทางประชาธิปไตย นอกจากการยืนยันเรื่องชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน แล้ว กฎหมายรัฐธรรมนูญหลายฉบับยังได้ระบุถึงการคุ้มครอง ส่งเสริมสิทธิสตรีอีกหลายด้าน เช่น รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๕๒ “... สตรี และบุคคลในครอบครัว มีสิทธิได้รับความ คุ้มครองจากรัฐ...” รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๙ มาตรา ๗๑ “ในการ จัดสรรงบประมาณ รัฐพึงคำนึงถึงความจำเป็นและความต้องการ ที่แตกต่างกันของเพศ...” รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๗๑ วรรคสาม “รัฐพึงให้ความช่วยเหลือเด็ก เยาวชน สตรีผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส ให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมี คุณภาพ และคุ้มครองป้องกันมิให้บุคคลดังกล่าวถูกใช้ความ รุนแรง หรือปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม...” และวรรคสี่ “ในการ จัดสรรงบประมาณ รัฐพึงคำนึงถึงความจำเป็นและความต้องการ ที่แตกต่างกันของเพศ วัย และสภาพของบุคคลทั้งนี้ เพื่อความ เป็นธรรม” อาจกล่าวได้ว่าในระบอบการปกครองประชาธิปไตย
๒๗๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศมีหลักการกำหนด แนวทางที่รัฐจะใช้อำนาจการปกครองประเทศ และได้กำหนดให้ รัฐคำนึงถึงเรื่องความเท่าเทียมระหว่างหญิงและชาย และการให้ ความคุ้มครองความปลอดภัยในครอบครัว การจัดมาตรการพิเศษ ให้แก่กลุ่มเปราะบางรวมทั้งสตรีเพื่อให้ดำรงชีวิตที่มีคุณภาพ ตลอดจนการจัดสรรทรัพยากรเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองให้ความ เป็นธรรมแก่กลุ่มเฉพาะเหล่านี้ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความเสมอภาคหญิงชายได้มีการ ปรับเปลี่ยนหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ หลาย ฉบับเช่น ในปีพ.ศ. ๒๔๗๘ มีการแก้ไขกฎหมายเดิมผัวเดียวหลาย เมียเป็นผัวเดียวเมียเดียว พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๑๙ มีประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๓ ตอนที่ ๑๒๙ ฉบับพิเศษ ลงวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๑๙ เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณา จักรไทย มาตรา ๒๘ วรรคสอง บัญญัติว่าหญิงและชายมีสิทธิเท่าเทียมกัน จะต้องแก้ไขบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อให้สอดคล้อง เช่น อำนาจในการจัดการสินส่วน ตัว โดยไม่ ต้องขออนุญาตหรือรับรองจากสามี หญิงมีสามีใช้ภูมิลำเนาเดิม ของตนเองได้ไม่ต้องเปลี่ยนมาใช้ภูมิลำเนาตามสามี ได้ให้สิทธิ มารดาคุ้มครองบุตรได้เช่นเดียวกับบิดา จึงนับว่าเป็นการขานรับ ความสำเร็จในการต่อสู้ของออสุตแต่ครั้งสมัยอยุธยาให้มีบท กำหนดในกฎหมายรับรองสิทธิความเป็นแม่ของผู้หญิง นอกจาก นี้ยังได้มีการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงานหญิง เช่นใน พ.ศ. ๒๕๐๑ แรงงานหญิงได้รับการคุ้มครองเวลาทำงาน หยุดงาน และ สวัสดิการเท่าเทียมชาย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ให้
๒๗๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ สิทธิหญิงได้รับโอกาสในการจ้างงานและสวัสดิการแรงงานอย่าง เท่าเทียมชาย และหลังจากประเทศไทยเข้าเป็นภาคีของอนุ สัญญาขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบใน พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้มีการปรับเปลี่ยนแก้ไขกฎหมายหลายฉบับเพื่อเปิดโอกาสให้ ผู้หญิงมีความเสมอภาคทั้งในพื้นที่ส่วนตัวและสาธารณะ ได้รับ ความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน เช่น กระทรวงกลาโหม เปิดโอกาสให้นายทหารหญิงได้เลื่อนยศถึงระดับตำแหน่งนายพล กระทรวงมหาดไทยให้สิทธิผู้หญิงสมัครเป็นปลัดอำเภอได้ กระทรวงการต่างประเทศให้ผู้หญิงดำรงตำแหน่งราชทูตได้ กระทรวงยุติธรรมให้สิทธิผู้หญิงเป็นผู้พิพากษาศาลสูงและศาล อื่น ๆ ได้ นอกเหนือจากศาลคดีเด็กและเยาวชน และให้ผู้หญิงเข้า รับราชการเป็นอัยการได้เป็นต้น ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในชีวิตร่างกาย และสิทธิ พลเมือง ได้มีการรณรงค์ร่วมกันของเครือข่ายผู้หญิงให้มีการ คุ้มครองผู้หญิงที่เป็นภรรยาจากการข่มขืน จนในปีพ.ศ. ๒๕๕๐ ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๑๙) มาตรา ๒๗๖ เรื่องการข่มขืนกระทำชำเรา ได้รวมความผิดสามีที่ ข่มขืนภรรยาไว้ด้วย จากเดิมที่เขียนไว้ว่า “ผู้ใดกระทำชำเราหญิง อื่นซึ่งมิใช่ภริยาของตน...” ได้ตัดคำว่า...ซึ่งมิใช่ภริยาของตน ออกไป ส่วนมาตรา ๒๗๗ แก้ไขเป็น “ผู้ใดกระทำชำเราเด็กอายุ ยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะ ยินยอมหรือไม่ก็ตาม...” ในปีพ.ศ. ๒๕๕๐ ได้แก้ไขเรื่องเหตุแห่ง การฟ้องหย่าเป็น “สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่น ฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้ หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็น อาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้” จากเดิมที่ไว้แต่ผู้หญิงมีชู้ และใน
๒๗๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ปีพ.ศ. ๒๕๕๑ พ.ร.บ.สัญชาติ ได้ให้สิทธิหญิงไทยที่สมรสกับ ชาวต่างชาติและบุตรถือสัญชาติไทยได้ และปีพ.ศ. ๒๕๔๘ ผู้หญิง ที่จดทะเบียนสมรสหรือสิ้นสุดสมรส มีสิทธิเลือกใช้คำนำหน้านาม ว่า นางหรือนางสาว และผู้หญิงมีสิทธิเลือกใช้ชื่อสกุลของเธอเอง หรือสามีได้หลังจดทะเบียนสมรสและจากกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ วันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๕ ให้ข้าราชการและลูกจ้างราชการชาย ได้รับอนุญาตลาไปช่วยเหลือภรรยาที่คลอดบุตร โดยมีสิทธิได้รับ เงินเดือนในระหว่างลาได้ไม่เกิน ๑๕ วันทําการ ได้ประกาศ กฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยข้าราชการรัฐสภาสามัญ พ.ศ. ๒๕๕๕ กําหนดให้การละเมิดทางเพศ ในสถานที่ทํางานเป็น ความผิดวินัยและกําหนดบทลงโทษไว้สําหรับข้าราชการสังกัด รัฐสภา และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้มีมติ ให้นํามาใช้กับข้าราชการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และจากการที่ไทยได้มีการยกเลิกข้อสงวน ข้อ ๑๖ เรื่องสิทธิทาง ครอบครัวและการสมรส เมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๕๕ กําหนดให้ หญิงชายมีสิทธิเท่าเทียมกันในเรื่องเกี่ยวกับการสมรส การขาด จากการสมรส การมีบุตร ความรับผิดชอบต่อบุตร การเลือกใช้ นามสกุล การประกอบอาชีพ การจัดการทรัพย์สิน เช่น การบังคับ ใช้กฎหมายเพื่อให้สตรีได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างแท้จริง ได้แก่ การบังคับค่าเลี้ยงดูจากฝ่ายชายในกรณีหย่าร้าง ซึ่งฝ่ายชายตกลง หรือศาลสั่งให้ส่งค่าเลี้ยงดูบุตร และในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ได้ประกาศ พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ ซึ่งมีสาระสำคัญในการส่งเสริม ความเสมอภาคหญิงชายและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ใน ระหว่างการจัดทำพระราชบัญ ญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ ภาคประชาชนโดยเครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทย และ
๒๗๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เครือข่ายผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพ ได้ร่วมกันยกร่าง เนื้อหากฎหมายเพื่อให้ครอบคลุมในเรื่องสิทธิและความเท่าเทียม แท้จริง และเผยแพร่สู่กลุ่มองค์กรผู้หญิงในภาคต่างๆ และ เครือข่ายภาคประชาชน รวมถึงองค์กรเพื่อสิทธิในเพศวิถีและอัต ลักษณ์ทางเพศ มีการรณรงค์เข้าชื่อ ๑๐,๐๐๐ ชื่อเพื่อยื่นร่าง พระราชบัญญัติส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาคระหว่างเพศ ฉบับประชาชนให้มีการพิจารณาของรัฐสภาเมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๕ แต่สาระที่สำคัญและห่วงใยไม่ได้รับการบรรจุไว้ใน พระราชบัญญัติที่ประกาศใช้คณะกรรม การในอนุสัญญาขจัดการ เลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ได้พิจารณารายงานตามวาระ ของประเทศไทยในปีพ.ศ. ๒๕๖๐ ได้แสดงความห่วงใยต่อมาตรา ๑๗ (๒) ของพ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศของรัฐบาล ที่มี ข้อยกเว้นให้สามารถเลือกปฏิบัติระหว่างเพศด้วยเหตุผลทาง ศาสนา และความมั่นคงของชาติ และข้อห่วงใยการห้ามเลือก ปฏิบัติระหว่างเพศตามรัฐธรรมนูญ และการละเว้น ไม่บังคับใช้ พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศในจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งยังคงมี การบังคับใช้กฎหมายพิเศษในสถานการณ์ฉุกเฉิน กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพความมั่นคงใน ชีวิตของผู้หญิงได้มีการปรับเปลี่ยนหลายฉบับ เช่น จัดทำพระราช บัญญัติป้องกันและปรามการค้าประเวณีพ.ศ. ๒๕๓๙ แทนกฎ หมาย พ.ศ. ๒๕๐๓ โดยไม่มีบทลงโทษจำคุกผู้หญิงที่ค้าประเวณี และให้การคุ้มครองเด็กหญิงด้วยการพัฒนาอาชีพรวมทั้งลงโทษ ผู้ใช้บริการทางเพศจากเด็ก ในปีพ.ศ. ๒๕๕๐ มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว และจัดให้มีพนักงานสอบสวนหญิงเป็นผู้ถามปากคำผู้เสียหายซึ่ง
๒๗๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศในปีพ.ศ. ๒๕๕๑ นอกจากนี้ ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กำหนด ให้พนักงานที่เป็นหญิงเป็นผู้ตรวจค้นร่างกายผู้หญิง ในปีพ.ศ. ๒๕๕๙ มีพระราชบัญญัติป้องกันและแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ใน วัยรุ่น และการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาใน ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ให้สามารถลดโทษจำคุกแก่นักโทษหญิงที่มีครรภ์ การแก้ไขพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ใน ปี ๒๕๕๑ ได้มีการปรับปรุงเพิ่มเติมในปี ๒๕๕๘ และต่อมาในปี ๒๕๖๐ อย่างไรก็ดี หากนับการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิสตรี การ แก้ไขหรือออกกฎหมายใหม่ที่เกี่ยวข้องสิทธิสตรี ตั้งแต่อดีตมา จนถึงทุกวันนี้ จะเห็นว่าผู้หญิงต้องเป็นผู้เริ่มต้นออกมาต่อสู้ เคลื่อนไหวเรียกร้องหากต้องการได้กฎหมายที่มีความก้าวหน้าใน กรอบหลักการสิทธิมนุษยชนและเกิดประโยชน์ต่อผู้หญิงอย่าง แท้จริง ในยุคแรกผู้หญิงต่อสู้ตามลำพัง ต่อมาผู้หญิงมีการทำงาน ร่วมมือกันเป็นกลุ่มเครือข่ายองค์กร มีการทำงานรณรงค์ให้ความรู้ สังคม เช่น การแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยแนวร่วมผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้าของผู้หญิงที่มาจาก เครือข่ายผู้หญิงชาวบ้าน และองค์กรพัฒนาเอกชน ๓๙ องค์กร เห็นว่า กฎหมายเดิมสะท้อนว่า “ผู้หญิงเป็นสมบัติของชายผู้เป็น สามี และสามีเป็นผู้มีสิทธิเหนือชีวิตและร่างกายของผู้หญิง รวมถึง การร่วมหลับนอนกับภริยาก็สามารถทำได้เสมอแม้ว่าภริยาจะไม่ ยินยอมก็ตาม อีกทั้งยังละเลยสิทธิในเนื้อตัวร่างกายและการ ตัดสินใจของผู้หญิงด้วย” จึงเสนอให้ตัดคำว่า “ ซึ่งมิใช่ภริยาตน” เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอาญา และ
๒๗๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ สอดคล้องกับบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๓๐ และสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๕๓ ที่ให้การคุ้มครองบุคคล จากการกระทำความรุนแรงในครอบครัว การรณรงค์มีเป้าหมาย ปรับเปลี่ยนให้เกิดค่านิยมใหม่ของสังคม ให้สอดคล้องกับ อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ และ การให้ความรู้ข้อมูลเปรียบเทียบกฎหมายในต่างประเทศที่มี ความศิวิไลซ์เรื่องสิทธิสตรี มีประชาชนทั่วไปสนับสนุนร่วมลงชื่อ เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายเป็นจำนวนถึง ๑๐,๓๓๙ คน ได้มี การปรับแก้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ โดยเปลี่ยนจาก หญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาเป็น ผู้อื่น และขยายคำนิยามเรื่องการข่มขืน ที่รวมถึงการใช้สิ่งอื่น ๆ ด้วย ต่อมาได้มีการแก้ไขประมวล กฎหมายอาญามาตรา ๒๗๖ เรื่องการข่มขืนอีกใน ปี ๒๕๖๒ โดย ลดคำนิยามเรื่องการข่มขืนไม่ครอบคลุมเรื่องการใช้สิ่งอื่น และ หากเป็นการกระทำความผิดระหว่างคู่สมรสสามารถพิจารณาลด โทษได้ โดยกำหนดในวรรคหนึ่งว่า... เป็นการกระทำความผิด ระหว่างคู่สมรส และคู่สมรสนั้นยังประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉัน สามีภริยา ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ ได้ หรือจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมประพฤติแทนการลงโทษก็ได้ ใน กรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกและคู่สมรสฝ่ายใดฝ่าย หนึ่งไม่ประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาต่อไป และประสงค์ จะหย่า ให้คู่สมรสฝ่ายนั้นแจ้งให้ศาลทราบ และให้ศาลแจ้ง พนักงานอัยการให้ดำเนินการฟ้องหย่าให้ จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยมีความพยายามปรับปรุงแก้ไข กฎหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเพศภาวะ ส่งเสริมคุ้มครอง สิทธิของผู้หญิงให้เป็นไปตามหลักการสากล และตามข้อผูกพันที่
๒๗๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ รัฐมีต่อกฎหมายระหว่างประเทศที่เข้าเป็นภาคีสมาชิก แต่การ ออกกฎหมายอาจเป็นเพียงความเสมอภาคทางรูปแบบเท่านั้น ไม่ใช่ความเสมอภาคที่แท้จริงซึ่งหญิงได้รับประโยชน์อย่างเท่า เทียมกับชาย ดังนั้นการทำงานเพื่อความเสมอภาคหญิงชายจึง มิได้มีเพียงการแก้ไขหรือออกกฎหมายเปิดโอกาสให้แก่หญิงและ ชายเพื่อแสดงว่าหญิงชายเท่าเทียมกันแล้ว หากยังต้องคำนึง ถึงสิ่งที่ผู้หญิงได้รับความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงด้วย ตัวอย่างเช่น การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๗๖ เรื่อง การข่มขืนที่คุ้มครองหญิงที่เป็นภรรยาจากการข่มขืนโดยสามี แต่ พบว่าไม่มีการบันทึกกรณีที่ผู้หญิงที่เป็นภรรยาได้เข้าถึงการ คุ้มครองและรับประโยชน์จากการแก้ไขปรับเปลี่ยนกฎหมาย มาตรานี้เลย ในทำนองเดียวกันก็พบว่าไม่มีผู้หญิงยื่นข้อร้องเรียน เรื่องการเลือกปฏิบัติต่อคณะกรรมที่ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. ๒๕๕๘ มีเพียงหญิงชายข้ามเพศ ที่สามารถเข้าถึงและได้รับการคุ้มครองจากพระราชบัญญัตินี้ สิ่งที่ จำเป็นและต้องดำเนินการควบคู่กันไป คือการเปลี่ยนความคิด ความเชื่อของสังคมที่นิยมอำนาจชายเป็นใหญ่ การเปลี่ยนแปลง โครงสร้างของประเทศที่เป็นอุปสรรคต่อความเสมอภาคหญิงชาย จึงสะท้อนว่าการแก้ไขบัญญัติกฎหมายต่าง ๆ ไม่ใช่เป็นแนวทาง เดียวในการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิเท่าเทียมระหว่างหญิงชาย จำเป็นต้องมีมาตรการอื่น ๆ ในการสร้างหลักประกันให้เกิดความ เสมอภาคที่แท้จริงเพื่อให้ผู้หญิงได้รับประโยชน์ และต้องมีการ ทบทวนเรื่องการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องเหล่านี้เพื่อประเมิน ว่าเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่ และจำเป็นต้อง ปรับปรุงอย่างไรเพื่อให้เกิดความเสมอภาคที่แท้จริง
๒๗๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ กำรด ำเนินงำนควำมเสมอภำคหญิงชำย ในกรอบสำกล ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติลำดับที่ ๕๕ ในวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๔๘๙ และ ในวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๙๑ สหประชาชาติได้รับรองปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ทุก คนมีสิทธิเสรีภาพ ไม่มีการเลือกปฏิบัติทาง เชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความเชื่อทางการเมือง ความเชื่ออื่น ๆ ต่อมาได้ จัดทำเป็นกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน ๒ ฉบับคือ กติการะหว่างประเทศเรื่องสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และกติการะหว่างประเทศเรื่องสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและ วัฒนธรรม ซึ่งใช้เป็นกรอบเป็นพื้นฐานในการพัฒนากฎหมาย ระหว่างประเทศเรื่องสิทธิมนุษยชนในเรื่องอื่นๆ รวมทั้งอนุสัญญา ว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบด้วย จากการ ที่ไทยเข้าเป็นภาคีของกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิ มนุษยชน จึงมีข้อผูกพันนำหลักการสิทธิมนุษยชน รวมถึงความ เสมอภาคหญิงชายมาปฏิบัติปรับปรุงแก้ไขยกเลิกกฎหมายให้ สอดคล้อง เช่น ในปีพ.ศ. ๒๔๙๗ ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคี อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิทางการเมืองของสตรี ส่งผลให้สำนัก วัฒนธรรมฝ่ายหญิงสภาวัฒนธรรมแห่งชาติยื่นข้อเสนอต่อ คณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๔๙๙ ขอให้ พิจารณากฎหมายที่ไม่สอดคล้องเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน สิทธิสตรี ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี จึงตั้ง คณะกรรมการซึ่งมีทั้งหญิงและชาย เป็นกรรมการแก้ไขกฎหมาย ให้สอดคล้องปฏิญญาสากล การเปลี่ยนแปลงกฎหมายให้ก้าวหน้า เปิดโอกาสให้ผู้หญิงสามารถดำรงตำแหน่งทางการเมือง
๒๗๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ การประชุมสตรีโลกครั้งที่ ๑ ที่ประเทศเม็กซิโกในปีพ.ศ. ๒๕๑๘ ไทยได้ร่วมรับรองมติสหประชาชาติประกาศให้ปี พ.ศ. ๒๕๑๙ - ๒๕๒๘ เป็นปีทศวรรษสตรีสากล เพื่อความเสมอภาค การพัฒนา และสันติภาพมีการกำหนดแผนและนโยบายเพื่อการ พัฒนา ได้มีการประชุมสตรีโลกครั้งที่ ๒ ที่เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์กในปีพ.ศ. ๒๕๒๓ ซึ่งเน้นประเด็นการว่างงาน สุขภาพ และการศึกษา กำหนดให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ใน การพัฒนาการเมือง การตัดสินใจ การประสานงาน และสันติภาพ และได้มีการรับรองแผนปฏิบัติการช่วง ๕ ปี ทศวรรษสตรีสากล และในปีพ.ศ. ๒๕๒๘ มีการประชุมสตรีโลกครั้งที่ ๓ ที่เมือง ไนโรบี ประเทศเคนยา ซึ่งเป็นปีที่สิ้นสุดทศวรรษสตรีสากล ได้มี การทบทวนสถานการณ์ของสตรีทุกด้านที่เกิดขึ้นระหว่างทศวรรษ สตรีสากล และได้รับรองแผนปฏิบัติการไนโรบี ยุทธศาสตร์ไนโรบี เพื่อความก้าวหน้าของสตรีเพื่อใช้ดำเนินการต่ออีก ๑๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๔๓) ต่อมาได้มีการประชุมสตรีโลกครั้งที่ ๔ ที่นครปักกิ่ง ประเทศจีนในปีพ.ศ. ๒๕๓๘ มีเวทีการประชุมขององค์กรพัฒนา เอกชนด้านผู้หญิงหรือ NGO Forum on Women’95 ที่เมือง หวายโหรว (Huairou) ประเทศจีน ภาคประชาสังคมไทยได้จัดตั้ง คณะทำงานเวทีกลุ่มผู้หญิงรากหญ้า มีเอ็นจีโอทำงานด้านผู้หญิง กว่า ๒๐ องค์กร ร่วมจัดสัมมนาเรื่อง หญิงไทยในศตวรรษหน้า: เวทีผู้หญิงรากหญ้าสู่การประชุมสตรีโลกที่ปักกิ่ง ที่สมาคมส่งเสริม สถานภาพสตรี ทุ่งสีกัน วันที่ ๒๘-๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ เป็น เวทีของผู้หญิงรากหญ้าให้ได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น ความ ต้องการและข้อเสนอแนะ เพื่อแลกเปลี่ยนและนำเสนอในการ ประชุมระดับโลก ประเด็นที่นำมาแลกเปลี่ยน ได้แก่ ผู้หญิงกับ
๒๗๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ความรุนแรง ผู้หญิงกับสิ่งแวดล้อมและการจัดการทรัพยากร แรงงานหญิงกับการพัฒนาอุตสาหกรรม แรงงานหญิงข้ามชาติ ผู้หญิงกับสุขภาพ และผู้หญิงกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง เป็นต้น ในระดับประเทศได้มีการดำเนินการขับเคลื่อนขานรับ การประชุมนานาชาติเรื่องสตรี โดยมติคณะรัฐมนตรีได้ให้ กระทรวงศึกษาธิการตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดปีสตรี ระหว่างประเทศขึ้นในปีพ.ศ. ๒๕๑๗ โดยคุณหญิงอัมพร มีศุข เป็นประธานคณะกรรมการฯ เพื่อสร้างทัศนคติ ค่านิยมถูกต้องที่ สังคมมีต่อสตรี ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย พัฒนา และสนับสนุนให้สตรีมีบทบาทอย่างเต็มที่ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมือง ส่งเสริมบทบาทสตรีในการสร้าง สันติภาพของโลก และ ในปีพ.ศ. ๒๕๑๘ คณะผู้แทนไทยนำโดย คุณหญิงอัมพร มีศุข เข้าร่วมการประชุมสตรีโลกที่ประเทศ เม็กซิโก และได้จัดทำรายงานเสนอต่อรัฐบาลไทยให้จัดตั้งองค์กร เพื่อดูแลเรื่องสตรีและเด็ก และควรจัดให้มีคณะกรรมการกิจการ สตรีระดับชาติ และในปีพ.ศ. ๒๕๑๙ คณะกรรมการอำนวยการ จัดปีสตรีระหว่างประเทศ มีรายงานเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานเพื่อ การพัฒนาสตรีแห่งชาติขึ้น และแต่งตั้งคณะกรรมการว่าด้วย กิจกรรมของสตรี ที่มาจากผู้แทนหน่วยงานราชการและองค์กร พัฒนาเอกชน เพื่อประสานงานเรื่องสตรี เสนอข้อคิดเห็นการ พัฒนาสตรีต่อรัฐบาล และศึกษาแผนปฏิบัติงานระดับสากลของ สหประชาชาติ ในปีพ.ศ. ๒๕๒๓ คณะอนุกรรมการพัฒนา กิจกรรมและบทบาทสตรี ได้ตั้งคณะทำงานวางแผนพัฒนาสตรี ระยะสั้น และคณะทำงานวางแผนพัฒนาสตรีระยะยาว เพื่อจัดทำ
๒๘๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ แผนพัฒนาสตรีระยะยาว ๒๐ ปี(พ.ศ. ๒๕๒๕–๒๕๔๔) แผน พัฒนาสตรีของไทยเริ่มต้นจัดทำควบคู่ไปกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๕ ซึ่งแผนพัฒนาสตรีฉบับแรกนี้ มี แนวคิดพื้นฐานเรื่องความเสมอภาคความเป็นธรรมของผู้หญิง การไม่ถูกเลือกปฏิบัติเพราะความเป็นเพศหญิง การสร้างโอกาส ความเท่าเทียมการพัฒนาศักยภาพของผู้หญิง การมีส่วนร่วมใน การตัดสินใจในทุกระดับ โดยมีกฎหมายรองรับ และประเด็น สำคัญโดยเฉพาะคือ การลดความรุนแรงต่อผู้หญิงที่มีอยู่ในสังคม โดยจำแนกผู้หญิงตามกลุ่มอาชีพ เช่น กลุ่มเกษตรกร กลุ่มแรงงาน หญิงบริการ หญิงต้องขัง แม่ชี เป็นต้น นักวิชาการแนวสตรีนิยม สินิทธ์ สิทธิรักษ์ ได้วิพากษ์ว่าขบวนการจัดทำแผนพัฒนาสตรี ระยะยาวนี้เป็นแบบจากบนลงล่างโดยพวกข้าราชการแนวสตรี นิยม (femocrat) ที่มีโอกาสได้รับการศึกษาสูง และไม่ได้ตระหนัก รู้ถึงชีวิตและประสบการณ์อันหลากหลายของผู้หญิงที่เป็น กลุ่มเป้าหมายของแผนพัฒนาสตรี โดยมีมุมมองเหมารวมว่า ผู้หญิงด้อยการศึกษา เป็นแรงงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ เป็นแม่ที่ ด้อยความรู้ และไม่เคยมีความมั่นใจว่าตนนั้นจะสามารถเปลี่ยน แปลงอะไรได้ ต่อมาได้มีการจัดทำแผนพัฒนาสตรีระยะยาว ฉบับ ที่ ๒ ปีพ.ศ. ๒๕๓๕ - ๒๕๕๔ โดยเชื่อมโยงผู้หญิงกับมิติอื่น ๆ เช่น ครอบครัว สิ่งแวดล้อม ศาสนา มีความหลากหลายมากขึ้น นำเสนอรูปธรรมในระดับนโยบายและมาตรการหลักรวมถึง หน่วยงานรับผิดชอบ ปัจจุบันได้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการด้าน การพัฒนาสตรีฉบับแรก พ.ศ. ๒๕๖๓ - ๒๕๖๕ และฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๖๖ - ๒๕๗๐ พร้อมกับยุทธศาสตร์การพัฒนาสตรี โดย คณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ในการพัฒนาสตรี
๒๘๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ศรีสว่าง พั่ววงศ์แพทย์ ได้สรุปไว้ในสองทศวรรษงานพัฒนาสตรีใน ประเทศไทย ว่าแผนระยะยาวทั้ง ๒ ฉบับสามารถเป็นประ โยชน์ ในการพิจารณาลำดับความสำคัญของงาน แต่ความรับรู้ ความ เข้าใจและการนำไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมยังเป็นปัญหามาก โดยเฉพาะหน่วยงานที่ไม่มีโครงการสตรีโดยตรง ก็จะยิ่งไม่ ตระหนักถึงความสำคัญในประเด็นบทบาทหญิงชายเพื่อการ พัฒนา แม้จะมีการจัดทำหลักสูตรอบรมในเรื่องนี้ทั้งในระดับ ปลัดกระทรวง อธิบดี แต่ก็ไม่ปรากฏผลชัดเจน นับแต่มีการพัฒนา แผนสตรีมายังไม่เคยมีรายงานประเมินการดำเนินงานตามแผน ฉบับต่าง ๆ ว่ามีความก้าวหน้าและประสบประเด็นท้าทายอย่างไร บ้าง คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ขณะเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช และต่อมาได้เป็นรัฐมนตรีหญิงคน แรกของไทยที่มาจากการเลือกตั้ง ได้เสนอให้มีการจัดตั้ง หน่วยงานรับผิดชอบกิจกรรมสตรีแห่งชาติในปีพ.ศ. ๒๕๒๖ โดย ขึ้นตรงต่อสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นองค์กรกลางประสานงาน ระดับนโยบายและปฏิบัติการ และได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ พัฒนาสตรี มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ กำหนดนโยบาย การ วางแผน ประสานข้อมูล ส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานการ พัฒนาสตรีให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาฯ ชาติฉบับที่ ๕ และ ติดตามประเมินผลการดำเนินงาน มีหน้าที่ประสานงานกับ หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน ให้ดำเนินงานอย่างเป็นเอกภาพ เป็นองค์กรกลางประสานงานเตรียมการพัฒนาสตรีในการร่วม ประชุมทศวรรษแห่งสตรีสากลในปี ๒๕๒๘ ขององค์การสห ประชาชาติ
๒๘๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ จากการที่ไทยได้เป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยการขจัด การเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women - CEDAW) หรือ เรียกกันสั้นๆ ว่าอนุสัญญาผู้หญิง ใน วันที่ ๘ กันยายน ๒๕๒๘ ซึ่งปัจจุบันยังเหลือเพียงข้อสงวนเดียว ในข้อ ๒๙ เกี่ยวกับการเสนอกรณีพิพาทไปยังศาลยุติธรรมระหว่าง ประเทศ และจากการเข้าเป็นภาคีของไทย ทำให้ต้องมีการ พิจารณาปรับปรุงแก้ไขยกเลิกและออกกฎหมายใหม่ให้สอดคล้อง ตามอนุสัญญาผู้หญิงนี้ ตามหลักความเสมอภาค สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองสตรี และมีการจัดทำรายงานความก้าว หน้า การดำเนินงานตามอนุสัญญาผู้หญิงในทุก ๔ ปี ซึ่งไทยได้รายงาน ฉบับ ๖ และ ๗ ไปเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๐ นอกจาก หน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบการจัดทำรายงานตาม อนุสัญญาผู้หญิงแล้ว องค์กรเครือข่ายผู้หญิง องค์กรด้านสิทธิ มนุษยชนภาคประชาสังคม สามารถส่งรายงานทางเลือก หรือ รายงานเงาตามวาระของประเทศได้เช่นเดียวกัน พร้อมมีผู้แทน เข้าร่วมสังเกตการณ์การนำเสนอรายงานของรัฐบาล เครือข่าย ผู้หญิงและองค์กรสิทธิมนุษยชนเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเผยแพร่ และนำข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอนุสัญญามาพิจารณาและ ปฏิบัติให้สัมฤทธิ์ผล เช่นเรื่องผู้หญิงและความมั่นคงในพื้นที่ความ ขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สิทธิของผู้หญิงชนบทในการมี ส่วนร่วมจัดทำแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติ การชดเชยและเยียวยา เป็นต้น ในปีพ.ศ. ๒๕๔๒ สหประชาชาติ ได้รับรองให้วันที่ ๒๕ พฤศจิกายนของทุกปีเป็นวันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากล
๒๘๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ (International Day for the Elimination of Violence against Women) ไทยมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๔๒ กำหนดให้เดือนพฤศจิกายนของทุกปีเป็นเดือนรณรงค์ยุติความ รุนแรงต่อเด็กและสตรี และได้ออกกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำ ด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ แต่ก็ยังพบว่า ผู้หญิง และเด็กผู้หญิงยังเผชิญกับความรุนแรงทุกรูปแบบในครอบครัว อาจเป็นเพราะการดำเนินการเรื่องความรุนแรงในครอบครัว มุ่ง การไกล่เกลี่ยรักษาความเป็นครอบครัวมากกว่าการคุ้มครองสิทธิ ผู้หญิง และบทลงโทษบุคคลในครอบครัวที่กระทำความรุนแรงก็ น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายอาญา แต่หากผู้หญิงกระทำความ รุนแรงสู้กลับจนคู่สมรสเสียชีวิตจะต้องถูกดำเนินคดีโดยใช้ กฎหมายอาญาโดยมิได้คำนึงถึงประวัติการถูกกระทำความรุนแรง มาเป็นเวลายาวนานในครอบครัว ผู้หญิงกลุ่มนี้เข้าไม่ถึงความ ยุติธรรมหากขาดการแทรกแซงช่วยเหลือจากองค์กรภาคประชา สังคม จึงเห็นว่ายังมีความลักลั่นในการบังคับใช้กฎหมายกรณี ความรุนแรงในครอบครัว และเมื่อมีการปรับเปลี่ยนพระราช บัญญัติฉบับนี้เป้าหมายก็มุ่งไปเพื่อการส่งเสริมสถาบันครอบครัว มากกว่าคุ้มครองผู้เสียหายจากการถูกกระทำความรุนแรง ไทยเป็นประเทศแรกในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนที่ เข้าเป็นภาคีพิธีสารเลือกรับ ของอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการ เลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (Optional Protocol to the CEDAW) ซึ่งเปิดโอกาสให้คณะกรรมการอนุสัญญาผู้หญิงสามารถ รับเรื่องร้องเรียนของปัจเจกที่ได้ใช้กระบวนการยุติธรรมใน ประเทศหมดสิ้นแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม และต้องการ
๒๘๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ใช้กระบวนการพิธีสารพิจารณา แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีกรณี เรื่องร้องเรียนจากประเทศไทยต่อคณะกรรมการอนุสัญญาผู้หญิง กลไกภำครัฐกับกำรท ำงำนเรื่องผู้หญิง แผนพัฒนาสตรีระยะยาวฉบับที่ ๑ ระบุให้มีการจัดตั้ง หน่วยงานสตรีระดับชาติที่มีสถานภาพถาวร และเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๓๒ ได้มีการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย การส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติ ให้คณะกรรมการ ส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติ หรือ กสส. มีสถานภาพ ถาวร เป็นองค์กรระดับชาติดำเนินงานด้านสตรี อยู่ในสำนักงาน ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จากมติคณะรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมและการ ประสานงานสตรีแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๔ จัดตั้ง กลไกในการขับเคลื่อนการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ ของหน่วยงานภาครัฐ ให้ทุกกระทรวง ทบวง กรมมอบหมายให้ ผู้บริหารระดับรองปลัดกระทรวง หรือรองอธิบดีไปปฏิบัติหน้าที่ เป็นผู้บริหารด้านการเสริมสร้างบทบาทหญิงชาย (Chief Gender Equality Officer: CGEO) และให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม มอบหมายหน่วยงานระดับสำนักหรือกองทำหน้าที่เป็นศูนย์ ประสานงานด้านความเสมอภาคหญิงชาย (Gender Focal Point: GFP) และจัดทำแผนแม่บทการส่งเสริมความเสมอภาค ระหว่างหญิงชาย เป้าหมายเพื่อให้ทุกส่วนราชการมีผู้บริหารและ มีหน่วยงานภายในที่ดูแลรับผิดชอบประเด็นความเสมอภาค ระหว่างเพศโดยตรง และมีการจัดทำแผนการดำเนินการเพื่อ ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศในทุกส่วนราชการ
๒๘๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๔๕ ตามพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยรวมหน้าที่ความรับผิดชอบบางส่วนจากหน่วยงาน ได้แก่ กรรมการส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติ สำนักงาน ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวง มหาดไทย และกรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงแรงงานและ สวัสดิการสังคม จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๑ ให้มีคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาสถานภาพ สตรีแห่งชาติหรือ กยส. มีอำนาจหน้าที่ เช่น เสนอนโยบายยุทธ ศาสตร์ และแผนระดับชาติเกี่ยวกับการส่งเสริมและประสาน งาน สตรีเสนอความเห็น ต่อคณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับ ผลกระทบของกฎหมายนโยบายแผนงานและโครงการต่าง ๆ ของ หน่วยงานของรัฐที่มีต่อการส่งเสริมศักยภาพสตรีความเสมอภาค และความเป็นธรรมของหญิงชาย และ มาตรการ กลไก การเสนอ ให้มีกฎหมายหรือปรับปรุงกฎหมาย หรือจุดยืนและท่าทีของไทย ในระดับชาติและนานาชาติที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมศักยภาพ สตรี ความเสมอภาคและความเป็นธรรมของหญิงชาย นอกจากนี้ ให้มีคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนา สถานภาพสตรีหรือ กสส. ดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมาย จากกยส. ส่งเสริมให้มีการพัฒนา การวิจัย และการจัดการความรู้ เกี่ยวกับสตรีอย่างเป็นระบบและระบบฐานข้อมูลของสตรี และ ข้อมูลจำแนกเพศหญิงชาย ดำเนินการส่งเสริม สนับสนุน ประสาน และช่วยเหลือกิจการของหน่วยงานของรัฐเอกชน และภาค
๒๘๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ประชาชนเกี่ยวกับการส่งเสริมและประสานงานสตรีให้สำนัก ส่งเสริมความเสมอภาคหญิงชาย สำนักงานกิจการสตรีและ สถาบันครอบครัว เป็นสำนักงานเลขานุการของ กสส.ส่งเสริมและ สนับสนุนให้มีการประชุมสมัชชาสตรีระดับจังหวัดและระดับชาติ อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง โดยเป็นการรวมกลุ่มของสตรี องค์กรสตรี และภาคประชาชนจากทุกภาคส่วนของสังคม รวบรวมความ คิดเห็นและข้อเสนอแนะจากที่ประชุมสมัชชาสตรีระดับชาติ เสนอ ต่อ กยส. เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาใช้เป็นแนวทางในการ กำหนดนโยบายการบริหาร หรือการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย รัฐบาลภายใต้ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (๙ สิงหาคม ๒๕๕๔ - ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗) นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๘ และ เป็น นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยที่มาจากการเลือกตั้ง ในปีพ.ศ. ๒๕๕๔ ได้ตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีขึ้นกับสำนัก เลขาธิการนายกรัฐมนตรีในปีพ.ศ. ๒๕๕๕ และจากมติคณะ รัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๘ ให้จัดตั้งกองทุนพัฒนา บทบาทสตรีขึ้นในกรมการพัฒนาชุมชน จัดสรรงบประมาณ ประจำปีพ.ศ. ๒๕๕๙ จำนวน ๑๐๐ ล้านบาท และควบรวม กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีของสำนักเลขาธิการนายกฯเข้ากับ กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กรมการพัฒนาชุมชน ซึ่งมีผลตั้งแต่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ทำให้การบริหารกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี อยู่ในความรับผิดชอบของกรมการพัฒนาชุมชนโดยมีวัตถุประสงค์ เช่น เป็นแหล่งเงินทุนเพื่อการส่งเสริมบทบาทและพัฒนาศักยภาพ สตรีและเครือข่ายสตรี ในการเฝ้าระวังดูแลและแก้ไขปัญหาของ สตรี การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของสตรี นำไปสู่การ สร้างสวัสดิภาพ หรือสวัสดิการเพื่อคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของ
๒๘๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ สตรีและผู้ด้อยโอกาสอื่น ๆ ในสังคม เป็นแหล่งเงินทุนเพื่อการ ส่งเสริม สนับสนุนการจัดกิจกรรมในการพัฒนาบทบาทสตรี การ สร้างภาวะผู้นำ การพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างความเข้ม แข็งทางด้านสังคมให้แก่สตรีและองค์กรของสตรี เป็นที่น่าสังเกตว่ากรมกิจการสตรีไม่ได้มีบทบาทดูแล กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีที่ได้จัดตั้งขึ้นในช่วงสมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีในการ จัดตั้งกองทุนใช้งบประมาณ ๗,๗๐๐ ล้านบาท เร่งผลักดัน นโยบายกองทุนพัฒนาสตรี เฉลี่ยจังหวัดละ ๑๐๐ ล้านบาท เพื่อ จ่ายเงินให้ทันก่อนวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๕ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อ ๑)พัฒนาอาชีพสตรีเพื่อสร้างงาน สร้างรายได้และเข้าถึง แหล่งทุน ๒) พัฒนาคุณภาพชีวิตสตรีด้อยโอกาส ๓) เสริมสร้าง ศักยภาพสตรี โดยให้สมัครเป็นสมาชิกกองทุน แนวทางการ จัดการคล้ายคลึงกองทุนหมู่บ้าน เงินส่วนใหญ่ จะเน้นไปในการให้ กู้ยืมเรื่องอาชีพ สะท้อนให้เห็นว่าระดับนโยบายแม้จะตระหนักถึง ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสถานภาพระหว่างหญิงขาย แต่ก็ ยังให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเรื่องปากท้องมากกว่าการ เสริมสร้างศักยภาพ การมีส่วนร่วมของสตรีทางการเมือง การ วางแผนกำหนดนโยบายในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ และ ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ไม่เคยเข้าร่วมประชุมกับ คณะกรรมการยุทธศาสตร์และนโยบายพัฒนาสตรีแห่งชาติ ใน การทำงานเพื่อความก้าวหน้าและความเสมอภาค จากการที่สำนักงานกิจการสตรีฯ ปรับโครงสร้างในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ เป็นกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จึงมีหน้าที่ความ
๒๘๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ รับผิดชอบเกี่ยวกับงานสตรี เช่น ศึกษา วิเคราะห์ สำรวจ รวบรวม และจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับสตรี เพื่อพัฒนาการคุ้มครองและพิทักษ์ สิทธิการส่งเสริมศักยภาพ ความเสมอภาคและความเท่าเทียม ระหว่างเพศ รวมถึงเสริมสร้างความเข้าใจ และการปรับเปลี่ยน ทัศนคติเพื่อสร้างสังคมเสมอภาคและเป็นธรรมระหว่างเพศ นอกจากนี้ มีหน้าที่ ส่งเสริม สนับสนุน ผลักดัน และประสาน ความร่วมมือให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กร ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง และองค์กรระหว่างประเทศ ดำเนินการ ตามพันธกรณี ข้อตกลง ความร่วมมือระหว่างประเทศ และ นโยบายที่กำหนด อาจกล่าวได้ว่า กลไกภาครัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อเรื่อง สิทธิของผู้หญิง ความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย เป็นการ ดำเนินงานในรูปแบบให้สอดคล้องกับข้อตกลงจากเวทีนานาชาติ มากกว่าที่จะมุ่งเปลี่ยนแปลงสาระของความไม่เสมอภาคระหว่าง หญิงชาย และส่งเสริม คุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง งาน ผู้หญิงที่ออกมาจึงติดอยู่ในรูปแบบ เช่น การจัดงานสมัชชาสตรี การจัดงานวันสตรีสากล การจัดงานวันสตรีไทย การจัดงานวันยุติ ความรุนแรง การมอบรางวัลสตรีดีเด่น จึงทำให้เสียโอกาสที่จะ พัฒนาเนื้อหาสาระการทำงานสิทธิสตรีในเชิงลึก การที่ภาครัฐมิได้ มุ่งมั่นทำงานส่งเสริมประสานกับองค์กรพัฒนาเอกชนด้านผู้หญิงที่ มีความเชี่ยวชาญมากพอ ส่งผลต่อข้อมูลข้อเสนอแนะที่จะนำไป ทำงานผลักดันนโยบายและยุทธศาสตร์ชาติ จึงไม่มีอำนาจและ อิทธิพลเพียงพอที่จะนำเอาประเด็นสิทธิสตรีเพื่อการเปลี่ยนแปลง ในระดับโครงสร้างได้ การทำงานของรัฐในระยะเวลาต่อมาได้ ปรับเปลี่ยนจากการที่เคยมีบทบาทในการส่งเสริมและประสาน
๒๘๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ งานร่วมขับเคลื่อนงานพัฒนาสตรีเป็นผู้ลงมือปฏิบัติเอง การดำเนินงานด้านพัฒนาสตรีของไทยที่ยาวนานร่วมห้า ทศวรรษนับแต่มีแผนพัฒนาสตรีเป็นต้นมาให้ความสำคัญกับ การ สร้างความเสมอภาคระหว่างหญิงชายของไทย สิทธิมนุษยชนของ ผู้หญิงด้วยการปรับเปลี่ยนแก้ไขกฎหมาย จัดตั้งกลไกระดับชาติที่ ได้มีการปรับเปลี่ยนจากคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงาน สตรีแห่งชาติ ซึ่งขึ้นกับสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรมกิจการสตรี และสถาบันครอบครัว จัดตั้งขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๕๗ สังกัดกระทรวง พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยมีงบประมาณ ดำเนินการของกรมนี้ราว ๓๓๐ ล้านบาทในการทำงานเพื่อ ความก้าวหน้าของสตรี และพัฒนาความเข้มแข็งครอบครัว แนวทางการทำงานที่ผ่านมาของกลไกระดับชาตินั้นยังไม่ สามารถบรรลุเป้าหมายในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และความก้าวหน้าของผู้หญิงได้ตามแผนต่างๆ ที่กำหนดไว้ การมี กฎหมายความเท่าเทียมระหว่างเพศอาจไม่เพียงพอที่จะสร้าง หลักประกันในการส่งเสริมความเท่าเทียมและความก้าวหน้าหญิง ชาย รายงาน Global Gender Gap Report ๒๐๒๓ จัดทำโดย World Economic Forum ปีพ.ศ. ๒๕๖๖ ประเทศไทยถูกจัด อยู่ในลำดับที่ ๗๔ ของโลก จาก ๑๔๖ ประเทศ สะท้อนว่าได้มี ความพยายามในการพัฒนาสตรีและลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ทางเพศภาวะ แต่อาจจะยังเป็นเพียงการสร้างความเสมอภาคทาง รูปแบบมากกว่าการบรรลุความเสมอภาคที่แท้จริง