๑๙๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ สมเด็จพระนารายณ์จับพระศรีสุธรรมราชามาลงโทษ แล้วยึด อำนาจปราบดาภิเษกตนเองเป็นกษัตริย์ครองราชย์ยาวนานถึง ๓๒ ปี จนกระทั่งพระเพทราชายึดอำนาจขึ้นเป็นกษัตริย์ แล้วให้ กรมหลวงโยธาทิพน้องสาวของพระนารายณ์และ กรมหลวงโยธา เทพลูกสาวของพระนารายณ์เป็นมเหสีทั้งสององค์ มีเรื่องเล่าขาน ว่า พระเพทราชาต้องให้หมอทำเสน่ห์เพื่อให้กรมหลวงโยธาเทพ ยอมร่วมหลับนอนด้วย จนมีรัชทายาทคือเจ้าตรัสน้อย ายหลัง บวชเป็นภิกษุเพื่อหลบภัยจากอำนาจใหม่ ได้รับการยกย่องว่าพูด ได้หลายภาษา ส่วนกรมหลวงโยธาทิพ ประสูติเจ้าพระขวัญ ซึ่ง พระเพทราชาต้องการให้เป็นรัชทายาทแต่ถูกพระเจ้าเสือ ลวงไป ประหารชีวิตเมื่ออายุได้เพียง ๑๓ ปี เรื่องราวของ กรมหลวงโยธาเทพ (พ.ศ. ๒๑๙๙-๒๒๗๘) พระราชธิดาของสมเด็จพระนารายณ์ ที่กล่าวกันว่า เป็นหญิงที่มี รูปโฉมงดงามเช่นเดียวกับกรมหลวงโยธาทิพ และ ทำการค้าเก่ง เหมือน พระมารดา ได้ส่งเรือสำเภาไปค้าขายถึงญี่ปุ่น จาก จดหมายเหตุของบาทหลวงเดอ ชัวซีย์ กล่าวถึงบทบาทอำนาจ สูงสุดของกรมหลวงโยธาเทพว่าเป็นเหมือนพระเจ้าอยู่หัวฝ่ายใน มีไพร่พลของตนเอง และนิโกลาส์ แซร์แวส ได้บันทึกไว้ว่า พระองค์สามารถแสดงความคิดเห็นพิจารณาคดีในที่ประชุมขุน นาง มีอำนาจสิทธิ์ขาดของฝ่ายใน จดหมายเหตุลาลูแบร์ ได้ บันทึกเรื่องราวของกรมหลวงโยธาเทพ ว่ามีอำนาจเทียบเท่ากับ ราชินีแห่งอาณาจักรอยุธยา บั้นปลายชีวิตกรมหลวงโยธาทิพ กรมหลวงโยธาเทพและเจ้าตรัสน้อย ได้พากันไปบวชถือศีลที่วัด พุทไธศวรรย์ และเล่ากันว่าได้พำนักที่วัดเตว็จซึ่งสร้างในสมัยพระ นารายณ์มหาราช ในรูปสถาปัตยกรรมผสมผสานกับยุโรป ในช่วง
๑๙๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ บั้นปลายของชีวิตของทั้งสองพระองค์เป็นที่น่าสนใจว่าหญิงชั้น เจ้านายในอดีตทั้งหญิงและชายต่างก็ใช้วิธีการหลบลี้หนีภัย การเมือง ด้วยการบวช การบวชในพระพุทธศาสนาแสดงถึงการไม่ ไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องบ้านเมือง ช่วยให้ชีวิตปลอดภัยจากการขัดแย้ง แย่งชิงอำนาจทางการเมือง หญิงที่มีบทบาทเด่นชัดทั้งในกิจการราชสำนักและในการ เจรจาค้าขาย จะปรากฏโดดเด่นในยุคสมัยของกษัตริย์ที่จิตใจเปิด กว้างไม่มีอคติทางเพศภาวะ และชื่นชอบยกย่องลูกสาว น้องสาว และมเหสีให้มีบทบาทสำคัญ ไม่มีการกีดกันเพราะเป็นผู้หญิง และ ส่วนใหญ่ได้รับมอบหมายหรือให้โอกาสดูแลด้านการคลังให้กับ ราชสำนัก เช่นในสมัยพระเจ้าปราสาททอง สมเด็จพระนารายณ์ และมาถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เช่นในรัชสมัยพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลก ทรงแต่งตั้งให้น้องสาว กรมหลวงนรินทรเทวีดูแลเก็บ ภาษีตลาดย่านวัดโพธิ์ และพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ให้พระธิดา กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพเป็นผู้เก็บรักษากุญแจพระคลัง และยังมีเรื่องราวของหญิงสามัญชนยุครัตนโกสินทร์ ตอนต้น สามารถเดินทางแต่งสำเภาออกไปค้าขายในต่างแดน เช่น แม่ปุก แม่หม้ายที่เดินเรือสำเภาไปทำการค้าในต่างประเทศ หลังจากเจ้าสัวผู้เป็นสามีสิ้นชีวิต และได้ว่าจ้างคุณพุ่มกวีหญิงสมัย รัชกาลที่ ๓ ให้เขียนเรื่องเล่าชีวิตและการเดินทางไปค้าขายใน ต่างประเทศของตน อาจกล่าวได้ว่าคุณพุ่มเป็นหญิงไทยคนแรกที่ มีอาชีพแต่งกลอนเพราะในช่วงตกอับได้เลี้ยงชีพด้วยการรับจ้าง แต่งบทกลอนสักวา นิราศและเพลงยาว
๑๙๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ หญิงผู้ร่วมเขียนบันทึกประวัติศำสตร์ การเขียนบันทึกเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ เช่น พงศาวดาร จดหมายเหตุ ล้วนเป็นผลงานเขียนของชายทั้งไทย และต่างชาติที่มีโอกาสเดินทางเข้ามายังสยามทำให้ได้มีโอกาส เรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่และเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต การ เขียนบันทึกพงศาวดารจึงไม่ใช่เป็นพื้นที่ของผู้หญิง แต่ก็ยังเรื่อง เล่าที่ต่อมาได้มีการศึกษาค้นคว้าและเสนอว่าเป็นผลงานของสตรี ชั้นสูงที่ใช้รูปแบบวรรณกรรมบันทึกเล่าเรื่องเหตุการณ์สำคัญ เช่น การทำสงครามสมัยอยุธยาตอนต้นระหว่างพระบรมไตรโลกนาถ กับพระเจ้าติโลกราชของเชียงใหม่ ไว้ในลิลิตยวนพ่าย ที่ไม่มีชื่อ ผู้ประพันธ์ และส่วนใหญ่ต่างคิดว่าเป็นผลงานของผู้ชายที่มีความรู้ แม้จะได้มีงานศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบของศาสตราจารย์เกียรติ คุณ ดร.วิภา กงกะนันท์ ศิษย์ผู้ใกล้ชิดกับ ม.ล. บุญเหลือ เทพย สุวรรณ ว่างานชิ้นนี้น่าจะเป็นผลงานของสตรีชั้นสูงที่มีความรู้และ ใกล้ชิดกับราชสำนักและน่าจะเป็นคนเดียวกับผู้ประพันธ์เรื่องลิลิต พระลอที่ไม่มีการระบุผู้แต่งด้วยเช่นเดียวกัน แต่นักวิชาการทั้ง หญิงชายในปัจจุบันก็ยังไม่ยอมรับเนื่องจากมีความคิดและการ ตัดสินแล้วว่าผู้หญิงไม่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ เพียงพอที่จะนิพนธ์งานลิลิตยวนพ่าย และลิลิตพระลออันล้ำค่า ได้ ต้นสมัยรัตนโกสินทร์ กวีหญิงช่วงรัชกาลที่ ๓ ก็ได้มีบันทึกเล่า เรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในราชสำนัก เช่น คุณสุวรรณ เล่าเรื่อง การประชวรของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ และการดำเนินชีวิต ประจำ วันในราชสำนัก และคุณพุ่ม แต่งนิราศเฉลิมพระเกียรติ บันทึกเรื่องราวและเหตุการณ์ในรัชสมัยของรัชกาลที่ ๓ และ รัชกาลที่ ๔ เป็นต้น ผลงานของกวีหญิงที่กล่าวมานี้ให้รายละเอียด
๑๙๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนร่วมสมัย และภารกิจบทบาทของ กษัตริย์ไทยในอดีต และมีรายละเอียด มุมมองในการนำเสนอ แตกต่างจากเอกสารทางประวัติศาสตร์ทั่วไป นอกจากนี้ยังได้พบงานเขียนบันทึกเล่าเหตุการณ์ บ้านเมืองช่วงหลังเสียกรุง การสร้างกรุงธนบุรี และพระนครใน ตอนต้นรัตนโกสินทร์เป็นงานเขียนที่ไม่ลงชื่อผู้เขียนไว้เช่นเดียวกับ ลิลิตยวนพ่าย จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้ทรงอ่านงานเขียนนี้และมี พระราชวิจารณ์กับสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพว่าคนเขียน น่าจะเป็นหญิงซึ่งมีความใกล้ชิดราชสำนักฝ่ายใน และได้ทรงลง ความเห็นว่าคนเขียนคือ เจ้าครอกวัดโพ หรือกรมหลวงนรินทร เทวี หรือเจ้ากุน้องสาวต่างแม่ของรัชกาลที่ ๑ เป็นเจ้านายหญิงที่ มีความสามารถในการเขียนอ่าน จึงได้บันทึกเรื่องราวเหตุการณ์ ในช่วงสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีและต้นรัตนโกสินทร์ เช่นการ อัญเชิญพระแก้วงานสมโภชน์พระนคร รวมทั้งเรื่องราวสะเทือนใจ ของการประหารชีวิต หม่อมอุบล หม่อมฉิม หม่อมเจ้ากระจาด และหม่อมเจ้ามิต ในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีไว้อย่างละเอียดด้วย “ไปตีโพธิ์สามต้น ได้หม่อมเจ้ามิต หม่อมเจ้ากระจาด ไปตีพิษณุโลก ได้หม่อมฉิมลูกเจ้าฟ้าจิตร บุตรกรมหมื่นสุนทรเทพ หม่อมประยงโปรดให้เป็นเจ้า อนิรุทธิ์เทวาบุตรกรมหมื่นจิตรสุนทร หม่อมเจ้ากระจาด ให้ชื่อบุษบา บุตรกรมพระราชวัง หม่อมเจ้ามิตประทานชื่อประทุม บุตรกรมหมื่นเทพพิพิธ หม่อมมงคล หม่อมพี่ควม (พิกุล) หม่อมอุบล บุตรเจ้าฟ้าจิตร เลี้ยงเสมอกันทั้ง ๔ คน
๑๙๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ แต่โปรดหม่อมฉิม หม่อมอุบล ประทมอยู่คนละข้าง เจ้าประทุมทูลว่า ฝรั่งเป็นชู้กับหม่อมฉิม หม่อมอุบล กับ คนรำ ๔ คน เป็น ๖ คน รับสั่งถามหม่อมอุบลไม่รับ หม่อมฉิมว่ายังจะอยู่เป็น มเหสีขี้ซ้อนหรือ มาตายตามเจ้าพ่อเถิด รับเป็นสัตย์หมด ให้เฆี่ยนเอาน้ำเกลือรด ทำประจานด้วยแสนสาหัส ประหารชีวิตผ่าอกเอาเกลือทา ตัดมือตัดเท้า สำเร็จโทษเสร็จแล้วไม่สบายพระทัย คิดถึงหม่อมอุบล ว่ามีครรภ์อยู่ ๒ เดือน ตรัสว่าจะตายตามหม่อมอุบล ว่าใครจะตายกับกูบ้าง...” จดหมายเหตุความทรงจำกรมหลวงนรินทรเทวี ได้รับการ ยกย่องจากรัชกาลที่ ๕ ว่า“เป็นหนังสือครบถ้วนกระบวนความ โดยเฉพาะเหตุการณ์ในระหว่างสร้างบ้านแปลงเมือง” และใน การบันทึกสะท้อนได้ถึงความเห็นอกเห็นใจเจ้ากรุงธนบุรีใน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การเรียกเจ้ากรุงธนบุรีว่า แผ่นดินต้น เป็น เหมือนลูกหลาน เมื่อกล่าวถึงสัญญาวิปลาสเป็นการกล่าวด้วย ความเห็นใจว่าเป็นเคราะห์กรรม เป็นเวลาสิ้นบุญสิ้นวาสนา ความ คิดเห็นและข้อสังเกตที่รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงให้คำวินิจฉัยว่ากรม หลวงนรินทรเทวีเป็นผู้บันทึกเขียนนี้เนื่องจากการใช้คำเรียกบอก ถึงสถานะของผู้เขียนกับคนที่เขียนถึง ในกรณีที่เรียกกรมหมื่น นรินทรพิทักษ์ หรือหม่อมมุก ว่ากรมหมื่นเฉย ๆ เมื่อสิ้นพระชนม์ เรียกว่า ประชุมเพลิง แทนถวายพระเพลิง เพราะไม่ได้ถือตัวว่า เป็นเจ้าแท้ รัชกาลที่ ๕ จึงทรงทราบว่าผู้เขียนคือ กรมหลวง
๑๙๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ นรินทรเทวีหรือพระองค์เจ้าหญิงกุ เพราะทรงเรียกกรมหมื่นโดย ไม่ออกพระนามเนื่องจากเป็นสามีของตน กรมหลวงนรินทรเทวี ได้รับการเรียกขานอีกชื่อหนึ่งว่า เจ้าครอกวัดโพ เนื่องจากพำนักอยู่ในย่านนี้และมีหน้าที่เก็บอากร ภาษีตลาดท้ายสนมมาตลอดจนสิ้นพระชนม์ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ปี พ.ศ.๒๓๗๐ ได้รับการยกย่องว่ามีฝีมือทำขนมจีบหรือขนมไส้หมู เจ้าครอกวัดโพอีกด้วย ถึงขั้นมีคำกล่าวว่า “ขนมค้างคาวเจ้าครอก ทองอยู่ ขนมไส้หมูเจ้าครอกวัดโพ” หญิงผู้มีบทบำททำงเศรษฐกิจ การบันทึกของนักเดินทางต่างชาติมักจะเล่าเรื่องบทบาท อันสำคัญของผู้หญิงในเรื่องการทำมาหากินและการค้าขาย ในช่วงรัตนโกสินทร์ผู้หญิงยังมีบทบาทเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง เช่น บทบาทหน้าที่เก็บภาษีอากรตลาด เมื่อสิ้นเจ้าครอกวัดโพ กรม หมื่นอัปสรสุดาเทพ พระธิดาในรัชกาลที่ ๓ รับหน้าที่เก็บภาษี อากรตลาดท้ายสนม และเก็บรักษากุญแจพระคลังข้างในเป็น ผู้ดูแลเครื่องหอมน้ำปรุง เครื่องนุ่งห่ม จัดการด้านการเงินของฝ่าย ใน มักออกไปทำงานกับพ่ออย่างใกล้ชิด ชอบสร้างวัด ชอบฟัง วรรณกรรม บทกวี บทเพลง จึงอุปการะดูแลกวีหลวงไว้หลายคน ที่พระตําหนักใหญ่ เช่นคุณสุวรรณกวีหญิงผู้แต่งบทละครเรื่อง อุณรุทร้อยเรื่อง และพระมเหลเถไถ และพระภิกษุสุนทรภู่ในยาม ที่ตกอับ ได้ทรงนิมนต์ให้มาพำนักที่วัดเทพธิดารามวรวิหาร และ ได้แต่งบทกลอนรำพันพิลาปที่กล่าวว่าเป็นการยกย่องความงาม ของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ
๑๙๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เมื่อปีพ.ศ. ๒๓๘๑ รัชกาลที่ ๓ ทรงตั้งกรมพระเจ้าลูก เธอเป็นครั้งแรกสองพระองค์คือ “…ทรงสถาปนาพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงวิลาสเป็นกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ และพระเจ้า ลูกเธอพระองค์เจ้าสิริวงศ์เป็นกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์…” รัชกาลที่ ๓ ทรงสร้างวัดเทพธิดารามวรวิหาร พระราชทานให้กรมหมื่น อัปสรสุดาเทพ เป็นที่น่าเสียดายที่กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพป่วย เป็นโรคเรื้อรังและ สิ้นพระชนม์เมื่อมีอายุเพียง ๓๘ ปี จดหมาย เหตุกลอนเพลงยาวพระอาการประชวรของกรมหมื่นอัปสรสุดา เทพ ของคุณสุวรรณ ได้เล่าเรื่องความห่วงใยของรัชกาลที่ ๓ ต่อ พระธิดาที่คอยเฝ้าเอาใจใส่มาดูแลวันละสี่เวลา “ทั้งพระองค์ทรง แผ่นดินปืนอยุธยา สี่เวลาคอยเฝ้าเอาอาการ” ได้มีการพระราช ทานเพลิงศพกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ณ พระเมรุท้องสนามหลวง คุณสุวรรณได้เล่าเรื่องในงานเขียนของตนถึงสภาพชีวิตในรั้ววัง ความเป็นอยู่ทั้งของเจ้านายและบริวาร ตลอดจนความสัมพันธ์ ของสาวชาววังที่รวมถึงการรักเพศเดียวกันของหญิงรักหญิงที่ดูจะ แพร่หลายในช่วงเวลานั้น ช่วยเติมเต็มภาพความเป็นอยู่ในยุคสมัย ได้อย่างน่าสนใจต่างจากบันทึกทางการที่มุ่งเน้นเรื่องอำนาจและ การปกครอง นอกจากหญิงที่สูงศักดิ์แล้วหญิงสามัญชนก็มีบทบาททำ มาค้าขายไม่แตกต่างกันที่ได้รับเล่าไว้ในงานวรรณกรรม เช่น พระ ราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ เรื่องสังข์ทอง ได้กล่าวถึงบทบาทของ ผู้หญิงทำการค้าขายกับพ่อค้าชาวจีน นิราศพระบาทของสุนทรภู่ ได้กล่าวถึงผู้หญิงทำการค้าขายที่ตลาดขวัญเมืองนนทบุรี เอกสาร จดหมายเหตุในรัชกาลที่ ๓ ได้กล่าวถึงบทบาททางเศรษฐกิจของ ผู้หญิงทั้งในและนอกพระนคร นอกจากผู้หญิงจะค้าขายในย่าน
๑๙๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ตลาดแล้ว ยังทำสวนและมีการว่าจ้างแรงงานจีนช่วยดูแล ใน เอกสารจดหมายเหตุรัชกาลที่ ๓ บันทึกว่า “อำแดงแก้วตั้ง บ้านเรือนทำมาหากินอยู่ ณบ้านเสาชโงกแขวงเมืองฉะเชิงเทรา... จ้างจีนเองเกยิดกับจีน มีซื่อเป็นลูกจ้างไชยสอยทำสวรครามจน ลูกจ้างอยู่ชานารหลายปีแล้ว...” (ตวงทอง เหล่าวรรธนะกูล, ๒๕๓๙) หญิงไทยในสังคมต้นรัตนโกสินทร์มีการติดต่อกับพ่อค้า จีน และแรงงานจีน จนบางคนเป็นหุ้นส่วนประมูลเป็นกำนันตลาด (ผู้เก็บภาษี) จนได้แต่งงานเป็นผัวเมียกัน หญิงไทยจึงมีบทบาทใน การส่งเสริมค้าขายของคนจีนโดยเดินทางร่วมกันไปค้าขายหรือไป ตามลำพัง และรับสืบทอดการค้าขายจากสามีและบิดา “ในสมัยรัชกาลที่ ๓ หญิงไทยเดินทางไปทำการค้าต่าง เมืองไปกับสามีบ้าง ไปโดยลำพังบ้าง อำแดงหัดไปกับจีนขุนตเวน อำแดงอิ่วไปค้าขายเมืองชเฉิงเทราไม่มีจีนทังไปด้วย หากผู้ชายจีนเสียชีวิต ลูกสาวหรือภรรยาจะดูแลกิจการ ครอบครัวต่อ อำแดงจูเป็นลูกสาวเจ้าของโรงสี เมื่อพ่อตายอำแดงจูจึง รับภาระดูแลกิจการแทนพ่อ” (ตวงทอง เหล่าวรรธนะกูล, ๒๕๓๙) ผู้หญิงมักได้ตำแหน่งกำนันตลาดซึ่งเป็นมาตั้งแต่สมัย อยุธยา ในรัชกาลที่ ๒ แต่งตั้งกำนันตลาดหัวเมืองฝ่ายเหนือ
๑๙๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ รัชกาลที่ ๓ มีกำนันตลาดเพิ่มมากขึ้น กำนันตลาดมาจากการ ประมูลเป็นกำนันเพื่อดูแลตลาด หรือนายอากรผู้ดูแลจัดเก็บอากร หรือหุ้นส่วนร่วมกันประมูล กำนันตลาดส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง และ คนจีน “อำแดงเอียกับจีนห้อตลาดยื่นขอทำอากรเมืองลพบุรี ซึ่งอำแดงเอียขอเป็นกำนันตลาดดูแลจัดเก็บเงินอากร ส่วนจีนห้อเป็นผู้เข้าส่วนลงเงินเข้าหุ้นอย่างเดียว แต่เดิมเป็นการร่วมกันเป็นเจ้าภาษีของขุนนางกับคนจีน” (ตวงทอง เหล่าวรรธนะกูล, ๒๕๓๙ ) เป็นที่น่าสนใจว่า หญิงสามัญชนโดยเฉพาะในหัวเมืองได้ เข้ามาแทนที่ขุนนางบริหารจัดการตลาดเศรษฐกิจ การค้าขาย การเก็บอากรร่วมกับชายชาวจีนที่เป็นหุ้นส่วนทางการเงินและ ธุรกิจ กำนันตลาดส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่เคยค้าขายในตลาด บทบาทกำนันตลาดยังต้องเป็นผู้ไกล่เกลี่ยเมื่อมีการทะเลาะวิวาท ของคนในตลาด และอาจถูกลอบทำร้าย ลอบปล้นเงินอากรที่ จัดเก็บมาได้ ถูกต่อต้านจากแม่ค้าพ่อค้าในตลาด และขุนนางที่ เสียประโยชน์ จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๓ มีการบันทึกสารตราการ แต่งตั้งผู้หญิงเป็นกำนันตลาด “จ.ศ. ๑๒๐๓ หรือพ.ศ. ๒๓๘๔ อำแดงต้องทรัพย์เป็น กำนันตลาดเมืองสุพรรณบุรี จ.ศ. ๑๒๐๕ สารตราตั้งอำแดงจับเป็นกำนันตลาด มีการร่วมหุ้นกันของอำแดงอิ่ง อำแดงทรัพย์ อำแดงเอม ขอยื่นประมูลอากรตลาดต่อจากนายนาก” (ตวงทอง เหล่าวรรธนะกูล, ๒๕๓๙)
๑๙๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ นอกจากการทำมาค้าขายแล้วยังมีการบันทึกว่าผู้หญิง เป็นเจ้าของบ่อน เป็นนายเงินรับซื้อทาส ให้เงินกู้ยืม ให้ทาส ออกไปทำมาหากินส่งดอกเบี้ย ผู้หญิงบางคนลงทุนนำเงินไปไถ่ ทาสมาเป็นโสเภณี ขณะเดียวกันมีผู้หญิงจำนวนมากที่ถูกพ่อแม่ พามาขายตัวเป็นทาสเป็นโสเภณีเพื่อแลกเป็นเงิน ผู้หญิงจึงมีส่วน ร่วมในการทำมาหากินหลากหลายรูปแบบ ไม่ได้จำกัดบทบาทไว้ ในการเป็นแม่บ้านแม่เรือนดูแลครอบครัวเท่านั้น นอกจากนี้ยัง พบว่าผู้หญิงมีโอกาสรับจ้างในพิธีแห่ศพ เช่น ในเอกสารประชุม หมายรับสั่งภาคที่ ๑ สมัยธนบุรีได้เกณฑ์คนเชิญพระอัฐิสมเด็จ พระพันปีหลวง กรมพระเทพามาตย์ แม่ของพระเจ้ากรุงธนบุรีไป บำเพ็ญพระราชกุศล วัดบางยี่เรือ พ.ศ. ๒๓๑๙ มีการให้ค่าจ้าง หญิงชายที่มาร่วมแห่ ซึ่งไม่เคยปรากฏว่ามีผู้หญิงเข้าร่วมขบวนพิธี เป็นจำนวนมากเท่านี้มาก่อน แต่กระนั้นก็ตามค่าจ้างของหญิงก็ ยังคงสะท้อนความเหลื่อมล้ำระหว่างหญิงชาย โดย “... ชายเสมอ คนละ ๑ สลึง หญิงเสมอคนละ ๑ เฟื้อง ...เรือแห่มังกุหญิง ๖ ลำ ๑๕๒ คน ๆ ละ ๑ เฟื้อง...” อาจกล่าวได้ว่า สมัยธนบุรี รัตนโกสินทร์ตอนต้น หญิง ชาวบ้านสามัญชนจำนวนมากมีบทบาทจัดการการผลิตของ ครอบครัวชุมชน เป็นแรงงานรับจ้างของรัฐสยาม ทำการค้าขายได้ เสรี สามารถเลือกคู่แต่งงานได้ แม้เป็นชายชาวจีนต่างเชื้อชาติ ขณะเดียวกัน ก็มีหญิงทาสที่ถูกกดขี่บังคับขายตัวเป็นโสเภณี ใช้ แรงงาน ที่ทางและบทบาทของผู้หญิงจึงมีหลากหลายไม่สามารถ เหมารวมว่าผู้หญิงเป็นฝ่ายเพียงถูกกระทำเพียงอย่างเดียว เพราะ ผู้หญิงเองก็เป็นฝ่ายลงมือแสวงหาประโยชน์จากผู้หญิงที่ยากจน ด้อยโอกาสด้วย บทบาททางเศรษฐกิจของหญิงในอดีตรวมถึง
๒๐๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ความสัมพันธ์กับพ่อค้าแรงงานจีนช่วยทำให้เข้าใจพัฒนาการ บทบาทของหญิงไทยด้านเศรษฐกิจและการกลายเป็นนักธุรกิจที่มี บทบาทและความสามารถในปัจจุบัน หญิงยุคหลัง ‘หญิงเป็ นควำยชำยเป็ นคน’ เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๑๑ มีการออกประกาศพระราชบัญญัติ ลักษณะลักพา หญิงที่อยู่ในครอบครัวที่มีศักดินาต่ำกว่า ๔๐๐ สามารถเลือกคู่ได้ตามชอบใจห้ามพ่อแม่บังคับ แต่หญิงที่อยู่ใน ครอบครัวที่มีศักดินา ๔๐๐ ขึ้นไป การมีคู่ครองต้องได้รับการ ยินยอมจากพ่อแม่ แต่เดิมหญิงสามัญชนมิได้ถูกพ่อแม่บังคับเรื่อง การเลือกคู่ครอง พวกเธอมีโอกาสพบปะชายเมื่อออกไปค้าขาย ทำบุญ การหนีตามกันของหญิงชายก็นิยมทำกันตั้งแต่ก่อนสมัย รัตนโกสินทร์ สังคมกฎหมายก็ยอมรับ หลังสนธิสัญญาเบาริ่ง ระบบการค้าเปลี่ยนแปลงไป การค้าแบบพอยังชีพเดิมสิ้นสุดลง มีการนำสินค้าฟุ่มเฟือยเข้ามาขายในหมู่บ้าน มีพ่อค้าคนกลาง นายทุนเงินกู้ เจ้าของที่ดิน เจ้าของโรงสี ได้ประโยชน์จากเศรษฐ กิจการค้าแบบใหม่ เมื่อมิชชันนารีชาติตะวันตกเข้ามาในสมัย รัตนโกสินทร์ตอนต้น ผู้หญิงมีโอกาสได้รับการศึกษามากขึ้น มี โรงเรียนสำหรับเด็กหญิงโดยเฉพาะ แต่อย่างไรก็ดียังมีหญิง เช่น หญิงทาสที่ยังถูกเอาเปรียบกดขี่ ถูกลักพาไปเป็นเมีย ถูกข่มขืน ขายเป็นแรงงานและโสเภณี ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เริ่มทำสำมะโนครัวในปีพ.ศ. ๒๓๙๕ มีการระบุจำนวนราษฎรเป็นหญิง เป็นชายที่อาศัยในกรุง รัตนโกสินทร์ มีการกำหนดคำนำหน้า ผู้ชายว่าอ้ายผู้หญิงว่าอี ส่วนภรรยาข้าราชการที่มีที่นาต่ำกว่า ๔๐๐ ลงมาจนถึงไพร่หลวง
๒๐๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ไพร่สมมีคำนำหน้าว่าอำแดง อาจกล่าวได้ว่าสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้มี การกำหนดคำนำหน้าเพื่อระบุสถานภาพการเป็นหญิง เป็นชาย ชัดเจน นอกจากชาวตะวันตกที่ได้เปิดโลกความรู้ ความคิดแล้ว ยังมีชาวสยามที่ทำหน้าที่มีบทบาทปัญญาชนและเป็นที่รู้จักกันคือ เทียนวรรณ หรือ ต.ว.ส. วัณณาโภ เกิดปลายรัชกาลที่ ๓ และถึง แก่กรรมในรัชกาลที่ ๖ เทียนวรรณมีความคิดอ่านล้ำยุคเกินสมัย ได้ออกหนังสือพิมพ์ ตุละวิภาคพจนกิจ และบำรุงนารี และได้ เขียนบทความในหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับเรื่องความเสมอภาค ว่าด้วย ผู้หญิงทำการทำงานเท่าแก่ผู้ชาย ตีพิมพ์ฉบับแรกเมื่อปีพ.ศ. ๒๔๔๓ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ วิเคราะห์วิจารณ์บ้านเมือง และมี ข้อเสนอแนะ เช่น เสนอให้แก้กฎหมาย ให้ตั้งโรงเรียนสำหรับ ผู้หญิง มีการเมืองการปกครองแบบรัฐสภา ส่วนหนังสือพิมพ์บำรุง นารี มีเนื้อหาเกี่ยวกับการให้ความรู้ผู้หญิง ออกวางจำหน่าย ๔ เล่ม เทียนวรรณเห็นว่า ผู้หญิงควรได้เรียนหนังสือมีความรู้เท่า เทียมผู้ชาย เคยเขียนไว้ว่า “จะตั้งโรงเรียนฝึกสอนนารีให้รอบรู้ สรรพวิทยา ทุกสิ่งทุกอย่างให้เหมือนที่บุรุษเรียนรู้ และให้รอบรู้ การปฏิบัติการเรือน และสามี และการเลี้ยงดูบุตรของตน” และ ยิ่งไปกว่านั้น เทียนวรรณเสนอให้แก้กฎหมายการมีภรรยาคน เดียว ถึงแม้เทียนวรรณจะมีข้อเสนอแนะที่ล้ำยุค แต่หากพิ เคราะห์ แล้วก็ยังมิใช่เรียกร้องความเท่าเทียมอย่างแท้จริงเพราะ ยังคงต้องการให้ผู้หญิงแบกรับภาระสองด้านทั้งในการขวนขวาย หาความรู้และดูแลสามีและครอบครัว ยังไม่ล้ำยุคให้มีการปรับ เปลี่ยนภาระหน้าที่กำหนดตายตัวทางเพศภาวะ
๒๐๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ “เราขอให้ท่านพิเคราะห์ดูกิจการบ้านเมืองทั้งหลาย มี เมืองอังกฤษเปนต้นว่า จะเป็นบ้านเมืองอย่างไร เจ้านายเสนาบดี ของเขา จึงได้ปลงใจยกย่องเจ้านายที่เป็นสตรีย์ขึ้นเปนจอม ประเทศนั่งอยู่เหนือเขา ทั้งหลายในอำนาจแลตำแหน่งอันสูงสุด โดยหาความรังเกียจมิได้เล่า ทั้งพระราชสามีก็เป็นเจ้าต่างประเทศ เขาทั้งหลายไม่ระแวงเกรงว่า น้ำพระทัยของพระองค์จะไม่ผัน แปรไปตามพระราชสามีดอกหรือ เราขอให้ท่านตรึกตรองดูจงดี เถิด หากผู้หญิงจะทำการได้เท่ากับผู้ชายจริง เขาจึงไว้ใจกัน แต่ เราเชื่อว่า สมเด็จพระนางเจ้ากวินวิกโตเรียเอมเปรศ ออฟอินเดีย ทรงพระคุณธรรมสถิตย์อยู่ในราชธรรม เท่าแลเสมอด้วยบรม กระษัตราธิราช ซึ่งเปนชายเหมือนกัน จึงได้เปนที่นิยมยินดีของ เจ้านายเสนาบดี แลราษฎรทั้งหลายทั่วพระราชอาณาจักรอังกฤษ เราจึงสามารถชี้ขาดตัดสินได้ว่า พระองค์เป็นเพศสัตรีย์ก็จริง แต่ ได้ทรงประกอบราชกิจ เท่าแก่บุรุษย์ในความปกครองราชอาณา จักร์กรุงอังกฤษ” (หนังสือพิมพ์ ตุละวิภาคพจนกิจ เล่ม ๖ บทที่ ๑ ว่าด้วยผู้หญิงทำการทำงานเท่าแก่ผู้ชาย) โอกำสทำงกำรศึกษำของผู้หญิง ในปีพ.ศ. ๒๔๐๘ มิชชันนารีเข้ามาจัดตั้งโรงเรียน สำหรับเด็กหญิง โรงเรียนการช่างสตรี หรือโรงเรียนฝึกหัดทำการ จังหวัดเพชรบุรี มีแหม่มแมคฟาร์แลนด์เป็นครูฝรั่งชาวอเมริกันคน แรก และนางเสม สุภาพันธ์ ครูคนไทยคนแรกของโรงเรียน ในช่วง แรกครูแหม่มต้องไปเยี่ยมตามบ้านเพื่อชักชวนและจ้างเด็กหญิง
๒๐๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เพื่อมาเรียนหนังสือ เรียนตัดเย็บเสื้อผ้า โดยไม่ต้องเสียค่าเล่า เรียน ในปีพ.ศ. ๒๔๑๓ สมาคมสตรีในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่งเงินมาช่วยเหลือสร้างโรงเรียนประจำสำหรับเด็กผู้หญิงขึ้นที่ กรุงเทพมหานคร เรียกว่า โรงเรียนอุตสาหกรรมสำหรับเด็กหญิง มีโรงเรียนเด็กหญิงเกิดขึ้นตามมา คือโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง (พ.ศ. ๒๔๑๗) ปัจจุบันคือโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ต่อมาได้มีโรงเรียน สุนันทาลัย โรงเรียนเสาวภา โรงเรียนสตรีวิทยา (พ.ศ. ๒๔๔๒) โรงเรียนศึกษานารี(พ.ศ. ๒๔๔๔) โรงเรียนราชินี (พ.ศ. ๒๔๔๗) ซึ่งมีหม่อมเจ้าหญิงพิจิตร จิราภา เทวกุล เป็นอาจารย์ใหญ่มี ความสามารถ ได้จัดทำหนังสือพิมพ์โรงเรียนชื่อสตรีพจน์ ต่อมา เปลี่ยนชื่อเป็นราชินีบำรุง เพื่อส่งเสริมให้ครูและนักเรียนค้นคว้า หาความรู้เขียนเรื่อง และกลอนลงพิมพ์ในหนังสือ แต่เพราะเป็น ผู้หญิงจึงไม่ได้รับบำเหน็จบำนาญเหมือนข้าราชการครูผู้ชาย จึง เกิดการเรียกร้องค่าจ้างและสวัสดิการที่เท่าเทียมกันระหว่าง ข้าราชการหญิงชายกระทั่งปีพ.ศ. ๒๔๗๙ มีการออกพระราช บัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน ให้ข้าราชการหญิงมีสิทธิเท่า เทียมข้าราชการชาย จึงได้รับเงินบำหน็จบำนาญเช่นเดียวกัน ต่อมาได้มีการตั้งโรงเรียนสหศึกษา คือโรงเรียนบำรุงวิชา (พ.ศ. ๒๔๔๒) เป็นโรงรียนที่รับทั้งนักเรียนหญิงและชาย ครูใหญ่คือ นางบุญเกิด ปาจิณพยัคฆ์ เด็กหญิงที่เข้าเรียนในโรงเรียนผู้หญิง ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง เพราะโรงเรียนมี การเก็บค่าเล่าเรียนปีพ.ศ. ๒๔๔๒ มีการสถาปนาโรงเรียนแบบ แผนใหม่สำหรับผู้ชาย ชื่อว่า สำนักฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพล
๒๐๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เรือน ราษฎรชายสามารถเข้ารับราชการได้ ทำให้มีโอกาสเข้ารับ ราชการมากกว่าหญิง หลักสูตรการเรียนของผู้หญิงในปีพ.ศ. ๒๔๕๑ มีเนื้อหา ได้แก่ “วิชาภาษาไทยเทียบเท่าหลักสูตรมูล ประถม และมัธยม สามัญ แต่ไม่มีวิชาภาษาอังกฤษ วิชาคำนวณก็ลดน้อยลงมาก ให้มี แต่เลขอย่างเดียว วิชาที่เพิ่มเติมเข้ามาแปลกจากชั้นประถมและ มัธยมชายก็คือ การเรือนและวิชาที่จะใช้เป็นประโยชน์แก่การ เรือน มีสุขวิทยา เป็นต้น วิชาจรรยาก็สอนตามความต้องการของ สตรี วิชาศิลปะ เพิ่มวิชาการฝีมือ ทอผ้า ดนตรี ขับร้อง และการ ครัว...” (ตวงทอง เหล่าวรรธนะกูล, ๒๕๓๙) แม้จะได้รับโอกาสทางการศึกษา แต่ก็ยังมีความเหลื่อม ล้ำทางโอกาสในการที่จะทำงาน เข้ารับราชการ เนื่องจากยังคง เชื่อว่าบทบาทแท้จริงของผู้หญิงอยู่ในครอบครัวที่มีผู้ชายเป็นผู้นำ และผู้หญิงมีหน้าที่ดูแลปรนนิบัติ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีบทหัด อ่านให้เด็กนักเรียนท่องจำว่า “หน้าที่ของสามีคือเป็นผู้นำ ครอบครัว หน้าที่ของภรรยาจะต้องคอยปรนนิบัติและดูแลสามีลูก ดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเรือน” (ตวงทอง เหล่า วรรธนะกูล, ๒๕๓๙) สิทธิสตรี หญิงเดินเคียงข้ำงชำย เมื่อผู้หญิงมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเป็นระบบ นำไปสู่การคิดการอ่านและถ่ายทอดเป็นงานเขียนประสานเสียง สะท้อนความไม่ยุติธรรมที่ผู้หญิงได้รับและเรียกร้องความเท่า เทียม ในต้นสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการจัดพิมพ์นิตยสารสตรีของ
๒๐๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ไทย โดยเล่มแรกชื่อ นารีรมย์จัดทำโดยกรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย เกิดขึ้นในปีพ.ศ. ๒๔๓๑ สมัยรัชกาลที่ ๕ เพื่อให้ผู้หญิงได้อ่าน คำนำของนิตยสารฉบับแรกเขียนไว้ว่า “ท่านผู้หญิงที่ชำนาญอ่าน ความเรียง ก็พอเพียงอ่านได้ไม่รำคาญ” เนื้อหาเป็นการนำเสนอ หน้าที่ของหญิง “ธรรมจริยานารี” ส่วนเรื่องอ่านเล่นมักเป็นเรื่อง ใกล้ตัวผู้หญิง เช่น เรื่องความรัก เรื่องครอบครัว หรือมีตัวละคร ตัวเอกเป็นผู้หญิง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับผู้หญิงและ เพื่อผู้หญิง จากนั้นก็มีหนังสือพิมพ์กุลสตรี(พ.ศ. ๒๔๔๙) หนังสือ สตรีนิพนธ์(พ.ศ. ๒๔๕๗) ซึ่งออกมาประกาศเรียกร้องกฎหมาย ผัวเดียวเมียเดียว ผู้หญิงเริ่มใช้พื้นที่สิ่งตีพิมพ์เรียกร้องให้เกิดการ ตระหนักในสถานภาพ ที่ไม่เป็นธรรมและความสัมพันธ์ไม่เท่า เทียมระหว่างหญิงชาย และเป็นปากเสียงให้แก่ผู้หญิงที่ได้รับ ผลกระทบ เช่น หนังสือพิมพ์สตรีศัพท์ (พ.ศ. ๒๔๖๕) เขียนคำนำ ว่า “เป็นปากเสียงให้สตรีที่รับทุกข์ สตรีใดได้รับทุกข์หรือมีความ เดือดร้อนอันบุรุษเพศได้กระทำให้ด้วยความมิเป็นธรรม เชิญบอก นามและเรื่องจริงไปยังเรา” หนังสือพิมพ์สตรีไทย ตีพิมพ์ปีพ.ศ. ๒๔๖๘ มีคำขวัญว่า “เพื่อให้ความสว่างแก่สตรีทั้งปวง” เนื้อหามีทั้งสตรีกับกฎหมาย สตรีการเมือง ส่วนหนังสือพิมพ์สยามยุพดี เป็นหนังสือพิมพ์ราย สัปดาห์มีความคิดก้าวหน้าเรื่องสิทธิสตรีก่อตั้งปีพ.ศ. ๒๔๗๑ นางสาวตังกุ่ย หลิมมงคล เป็นเจ้าของและบรรณาธิการ มี บรรณาธิการร่วมอีกสองคนคือ นางสาวประดับ เอมกมล และ นางสาวรำพึง สัตยารักษ์ มีบทความเรื่อง “หญิงเป็นควาย ชาย เป็นคน” มีคอลัมน์ “สตรีการเมือง” คอลัมน์ตอบปัญหาให้ ผู้หญิง และงานเขียนเรื่องสั้น อาจกล่าวได้ว่า เป็นหนังสือแนว
๒๐๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ สิทธิสตรีเล่มแรกก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ผู้หญิง เป็นเจ้าของและบรรณาธิการจัดทำเอง นอกจากนี้ยังมีนิตยสาร เช่น สุภาพสตรี สุภาพนารี หญิงสยาม ที่มักเขียนท้าทายอำนาจ การกดขี่ของความคิดแบบชายเป็นใหญ่ สมัยรัชกาลที่ ๖ มีพระราชบัญญัติประถมศึกษาขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ เป็นโอกาสของเด็กหญิงเด็กชาย ที่มีอายุระหว่าง ๗-๑๕ ปีได้เข้าเรียนในโรงเรียน การจัดหลักสูตรการเรียนของ เด็กหญิงไม่ได้เรียนเพื่อแข่งขันกับเด็กชาย หากแต่นำความรู้ไปใช้ ในบ้านมากกว่า จึงเป็นวิชาการเรือน เย็บปักถักร้อย คหกรรม ทำอาหารดูแลบ้านเรือน การพยาบาล การเลี้ยงเด็ก การแบ่งชั้น ผู้หญิงเรียนได้เฉพาะทางอุดมศึกษาวิสามัญศึกษาชั้นต่ำ การศึกษาโรงเรียนฝึกหัดครู ขณะที่ชายได้ศึกษาชั้นสูง แนวคิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการจัดการศึกษาให้แก่ผู้หญิงเพื่อ ผลิตกุลสตรีที่เพียบพร้อมเป็นแม่บ้านแม่ศรีเรือน วางรากฐานการ อบรมวิชาแม่บ้านการเป็นมารดา จัดตั้งโรงเรียนสำหรับฝึกหัด สตรีที่โรงเรียนสตรีวิทยา โรงเรียนมัธยมวิสามัญการเรือน ผลิตครู ที่มีความรู้ในเรื่องแม่ศรีเรือนเพื่อไปสอนยังภูมิภาค จัดตั้งโรงเรียน การช่างสตรีในหัวเมืองต่างจังหวัด ดูเหมือนว่าขณะที่ผู้หญิงกำลังต่อสู้เพื่อปลดปล่อยตัวเอง ออกจากพันธนาการที่ตรึงผู้หญิงไว้จากกฎหมายจารีตประเพณี ชนชั้นที่บีบรัดเสรีภาพความเป็นคนของหญิงให้ต่ำกว่าชาย เรียกร้องว่าผู้หญิงมิใช่มีบทบาทแค่เมียและแม่ที่ต่ำต้อยกว่าสามี หรือพ่อ แต่ระบบการเรียนในโรงเรียนและเนื้อหาหลักสูตรยังคง จำกัดวางพื้นที่ของผู้หญิงไว้เพียงในครัวเรือนทำหน้าที่ การเลี้ยงดู กล่อมเกลาในบ้าน ปลูกฝังความเชื่อว่านี้เป็นธรรมชาติของผู้หญิง
๒๐๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ หากผิดจากนี้ไปก็เป็นเรื่องผิดเพศผิดธรรมชาติไปเสียสิ้น หนังสือ นิตยสารที่จัดทำเพื่อผู้หญิงทั้งโดยผู้หญิงเองหลายฉบับก็ยังไม่ก้าว ข้ามการแบ่งบทบาททางเพศที่ตายตัวนี้ มีเพียงน้อยเล่ม เช่น สตรีไทย ที่เรียกร้องในแนวที่ต่อมาเรียกว่าสตรีนิยม เป็นที่น่า เสียดายว่าหนังสือพิมพ์ก้าวหน้าของผู้หญิงมีช่วงระยะเวลาสั้นเกิน กว่าจะสามารถประเมินได้ถึงการเปลี่ยนแปลง เป็นที่น่าชื่นชมว่า หญิงไทยได้เริ่มต้นการเรียกร้องเรื่องการปรับเปลี่ยนบทบาททาง เพศก่อนที่ ซีโมน เดอ โบวัวร์ นักสิทธิสตรีชาวฝรั่งเศส เขียน หนังสือเรื่อง The Second Sex ไว้เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๙๒ และมี วาทกรรมที่โด่งดังว่า “เราไม่ได้เกิดมาเป็นผู้หญิง หากแต่ได้กลาย มาเป็นผู้หญิงในภายหลัง” โดยขยายความว่าหญิงชายมีความ แตกต่างกันทางชีววิทยา ร่างกาย และเพศ แต่ไม่ได้บอกว่าผู้หญิง อ่อนแอกว่าผู้ชาย และความแตกต่างหญิงชายนี้ไม่อาจกล่าวได้ว่า ชายเหนือกว่าหญิง นอกจากนี้ ซีโมนยังได้เสนอแนวคิดเรื่อง การ มีอยู่ของตัวตน การปลดปล่อยตนเองออกจากความเป็นเพศที่สอง ของผู้หญิง แนวคิดของซีโมนมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเคลื่อนไหว เรื่องความเสมอภาคระหว่างเพศ ผู้หญิงถูกโดดเดี่ยวจากพื้นที่ทางการเมืองเสมอมาแม้ใน ช่วงเวลาที่ได้มีการเรียกร้องสิทธิความเสมอภาค ผู้หญิงไม่เคยมี บทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การเปลี่ยนแปลง การปกครองที่สำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ไทยพ.ศ.๒๔๗๕ ชานนท์ ยอดหงส์ได้เขียนบันทึกไว้ในหนังสือ หลังบ้านคณะราษฎร: ความรัก ปฏิวัติ และการต่อสู้ของผู้หญิง พ.ศ. ๒๕๖๔ ว่าภรรยา ของคณะราษฎรผู้ก่อการหลายคนไม่ได้รับรู้เรื่องการปฏิวัติมาก่อน สมาชิกคณะราษฎรเพียงบางคนเท่านั้น ที่นำเรื่องนี้กลับไปปรึกษา
๒๐๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ภรรยา ก่อนตัดสินใจเข้าร่วม เช่น ร.ท.ศรี ดาวราย ที่ถูกหลวงสินธุ สงครามชัย หรือสินธุ์ กมลนาวิน เป็นคณะราษฎรหัวหน้าสาย ทหารเรือทาบทามมาร่วม ซึ่ง ร.ท.ศรี เป็นคนหนึ่งที่ขอกลับบ้าน ไปปรึกษาภรรยา ม.ร.ว.อบลออ (สุบรรณ) “ขอกลับบ้านไป ปรึกษาภรรยาก่อนเข้าร่วมขบวนการปฏิบัติเปลี่ยนแปลงการ ปกครอง เพราะหากตนเองเสียชีวิต ภรรยาจะต้องเลี้ยงลูกตาม ลำพังถึง ๒ คน” ม.ร.ว.อบลออได้ตอบกลับไปว่า เธอเลี้ยงลูกตาม ลำพังเองได้ แต่เดิมเตรียมปฏิวัติไว้วันที่ ๑๙ มิถุนายน แต่สายทัพ บกไม่พร้อม จึงมาเริ่มกันใหม่วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ทำ ให้ร.ท. ศรีและเพื่อนอีก ๔ คน ที่อยู่ปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ ไปร่วมไม่ทัน ทำให้ไม่ปรากฏในรายชื่อผู้ร่วมขบวนก่อการ เปลี่ยนแปลงการปกครอง บุญหลง พหลพลพยุหเสนา ภรรยาพจน์ พหลโยธิน เป็น อีกคนที่รับรู้เรื่องปฏิวัติ เธอเป็นภรรยาคนที่สองของพจน์ บุญหลง เป็นน้องสาวของพิศ ซึ่งเป็นภรรยาคนแรกของพจน์ ไม่มีลูก ด้วยกัน พิศได้ให้บุญหลงเป็นภรรยาอีกคนของพจน์ตั้งแต่ก่อน ปฏิวัติ แม้บุญหลงรับรู้เรื่องปฏิวัติ แต่เธอไม่ได้เปิดเผยความลับ ให้กับดิ่น ท่าราบ หรือพระยาศรีสิทธิสงคราม เพื่อนสนิทของพจน์ ได้ล่วงรู้ ดิ่น ปฏิเสธเข้าร่วมก่อการ เนื่องจากไม่ชอบวิธีการรุนแรง ที่คณะราษฎรใช้เปลี่ยนแปลงการปกครอง ภายหลังพระยาศรี สิทธิสงครามเข้าร่วมคณะกู้บ้านเมือง ร่วมกับพระองค์เจ้าบวรเดช หรือที่รู้จักกันในนาม กบฎบวรเดช พ.ศ. ๒๔๗๖ ซึ่งเกิดขึ้น ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองหนึ่งปี สุดท้ายพระยาศรี สิทธิสงครามถูกยิงเสียชีวิต
๒๐๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เฉลิม สุวรรณชีพ ภรรยาของสังวร สุวรรณชีพหรือหลวง สังวรยุทธกิจ เป็นอีกหนึ่งคนที่รู้เรื่องราวมาตลอด สังวรเป็น สมาชิกสายทหารเรือเหมือน ร.ท.ศรี ดาวราย แต่สมาชิก คณะราษฎรหลายคนระวังตัว และเก็บไว้เป็นความลับไม่บอก ภรรยาให้รู้ เช่น วัน ชูถิ่น กล่าวว่า “ตามวิสัยของทหาร เราไม่ แสดงกริยาอาการให้บุตรภรรยาทราบเลยแม้แต่น้อยเพราะสตรี ย่อมมีความวิตกวิจารณ์มาก ทหารมีวินัยห้ามเด็ดขาดไม่ให้บอก กิจการอะไรแก่สตรี” ปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าสายพลเรือน คณะราษฎร เขียนคำไว้อาลัยในหนังสืออนุสรณ์งานศพหลวง สังวรยุทธกิจ หรือสังวร สุวรรณชีพ ไว้ว่า “ข้าพเจ้ารู้จักอุดมคติเพื่อชาติของคุณหลวงสังวร ก่อนที่รู้จักตัวท่านผู้นี้ในเช้าของวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เพราะระเบียบและวินัยของคณะราษฎร์มีอยู่ว่า เฉพาะ ผู้รับผิดชอบในศูนย์กลางของคณะเท่านั้น จึงสามารถรู้ชื่อ สมาชิกที่สำคัญของสายต่างๆ ได้ แม้กระนั้นเพื่อความปลอดภัยก็จะต้องไม่มีการ พบปะกันตัวต่อตัว คงปล่อยให้เป็นหน้าที่หัวหน้าสายและ หัวหน้าหน่วยที่จำแนกย่อยลงไปเป็นผู้ทำความรู้จักกันตัวต่อ ตัวโดยเฉพาะ งานของแต่ละหน่วยจึงไม่ก้าวก่ายกัน ไม่มีสมาชิกคนใดที่จะไปสอดรู้งานของหน่วยอื่น การ ประสานงานอยู่ที่ศูนย์กลางจำนวนน้อยเท่านั้น สายใหญ่มี สามสายคือ สายทหารบก สายทหารเรือ สายพลเรือน คุณ หลวงสังวรฯ สังกัดสายทหารเรือ ซึ่งนาวาตรีหลวงสินธุ์ สงครามชัยเป็นหัวหน้าสาย”
๒๑๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ แม้ภรรยาคณะราษฎร หลายคนมีบทบาททำงานเคียง ข้างชายผู้เป็นสามี เช่น พูนศุข พนมยงค์ ก็ไม่เคยทราบเรื่องก่อ การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากนายปรีดีมาก่อน แต่ก็ ไม่ได้ทำตัวเป็นอุปสรรคอย่างใด พูนศุขเขียนคำสรรเสริญให้กับ เฉลิม สุวรรณชีพ ภรรยาของสังวรหรือหลวงสังวรยุทธกิจ ใน หนังสืออนุสรณ์งานศพไว้อาลัยเฉลิม สุวรรณชีพว่า “ในระหว่าง สงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่านได้รับใช้ชาติเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมกับ พล.ร.ต. สังวร สุวรรณชีพ ด้วยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวและเป็นที่ ประจักษ์ในความเมตตากรุณาและการดูแลอย่างใกล้ชิดต่อพล พรรคเสรีไทย...นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้สนับสนุนขบวนการ ประชาธิปไตย ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๙๒ ทำให้ครอบครัวท่าน พลอยได้รับความเดือดร้อนไปด้วย” เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๐ เกิดรัฐประหารล้ม รัฐบาลพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ โดยกล่าวหาว่าเป็นพรรค พวกของปรีดี พนมยงค์ และเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในกรณีสวรรคตของ รัชกาลที่ ๘ ทั้งที่ไม่มีมูลความจริง คณะทหารที่ทำการปฏิวัติได้บุก เข้าไปในบ้านปรีดี ยิงปืนกลจากรถถังเข้าทำเนียบท่าช้าง ท่าน ผู้หญิงพูนศุข ได้ตะโกนสวนเสียงปืนกลว่า “ที่นี่มีแต่ผู้หญิงกับ เด็ก” นายทหารที่บุกเข้ามาแจ้งว่า พวกเขามาเพื่อเปลี่ยนรัฐบาล ท่านผู้หญิงพูนศุข กล่าวกลับไปทันทีว่า “ทำไมมาเปลี่ยนที่นี่ ทำไม ไม่ไปเปลี่ยนที่รัฐสภาเล่า” เหตุการณ์นี้ทำให้นายปรีดีต้องออก นอกประเทศ โดยท่านผู้หญิงพูนศุขได้ช่วยจัดการให้เดินทางออก นอกประเทศได้อย่างปลอดภัย นายปรีดีต้องลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ เป็นเวลา ๒ ปี จึงได้กลับเข้ามาประเทศเพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตย “ขบวนการ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๒” หรือที่เรียกว่า กบฎวังหลวง
๒๑๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ แต่ปฏิบัติการของปรีดี และพรรคพวกมิตรสหายทำไม่สำเร็จ จน ต้องหลบหนี มีประกาศจับไปทั่วบ้านทั่วเมือง ท่านผู้หญิงพูนศุข ได้พาท่านปรีดีไปหลบซ่อน ณ บ้านฉางเกลือ ฝั่งธนบุรี นานถึง ๖ เดือน การไปพบท่านปรีดีที่บ้านสวนฉางเกลือท่านผู้หญิงพูนศุข เดินไปลำพังเพียงคนเดียว จากท่าเรือสาทร ผ่านป่าช้าถนนสีลม กลับมาบ้านป้อมเพชร ถนนสีลม มิตรสหายผู้ร่วมงานกับท่าน ปรีดีหลายคนถูกจับและถูกสังหารเป็นจำนวนมาก ทำให้ท่านปรีดี เสียใจท้อแท้จนไม่อยากมีชีวิตอยู่ ท่านผู้หญิงพูนศุขให้กำลังใจ เตือนสติให้สู้ต่อไป และได้วางแผนให้ท่านปรีดีนั่งเรือประมงลำ เล็กออกไปที่น่านน้ำสากล จนได้ลี้ภัยทางการเมืองไปพำนักที่ ประเทศจีน ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อทหารญี่ปุ่นบุกเข้า ไทย และใช้พื้นที่เป็นฐานที่มั่นโดยความยินยอมของรัฐบาล จอมพล ป. ปรีดี พนมยงค์และมิตรสหายที่รักชาติ ร่วมกันก่อตั้ง ขบวนการเสรีไทย เพื่อกอบกู้เอกราชอธิปไตย ต่อต้านญี่ปุ่น และ เพื่อให้ฝ่ายสัมพันธมิตรยอมรับสถานะของไทยเหมือนเดิมก่อน สงครามจะเกิดขึ้น ขณะนั้นปรีดี เป็นหัวหน้าเสรีไทยโดยไม่ เปิดเผย และเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รัชกาลที่ ๘ ซึ่ง ท่านผู้หญิงพูนศุขได้รับความไว้วางใจทำหน้าที่เขียนรหัสวิทยุด้วย ลายมือบรรจง ติดตามฟังข่าววิทยุฝ่ายสัมพันธมิตร รายงานให้ หัวหน้าขบวนการเสรีไทยเพื่อนำมาประเมินสถานการณ์ ขณะเดียวกันท่านผู้หญิงก็ทำหน้าที่ดูแลครอบครัว เป็นภริยา ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ฯ ไปในงานพิธีต่างๆ ไม่ได้ทำตัวให้ เป็นที่สงสัยแต่อย่างใด และในวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๔๘๘ วัน สันติภาพ เป็นวันที่ประเทศไทยได้เอกราชกลับคืนมาจากญี่ปุ่น ทำ
๒๑๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ให้การประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและอังกฤษถือเป็นโมฆะ ไม่ผูกพันกับประชาชนชาวไทย หญิงยุคประชำธิปไตย งานเขียนเรื่อง การเรียกร้องสิทธิสตรีของหญิงไทย พ.ศ. ๒๓๙๘ - พ.ศ. ๒๔๗๕ ศิริพร สะโครบาเน็ค ได้วิเคราะห์และ วิพากษ์การเคลื่อนไหวของผู้หญิงในช่วงเวลานี้ว่า “บรรยากาศ ทางการเมืองช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ สังคมไทยเข้าสู่ยุคประชาธิปไตย ส่งผลต่อกระแสการเรียกร้อง สิทธิสตรี สตรีที่มีการศึกษาบางส่วนเริ่มมองเห็นปัญหาการเอา เปรียบสตรียากจนในโรงงาน เห็นปัญหาการกดขี่ของระบบชาย เป็นใหญ่การริเริ่มจัดตั้งสมาคมกรรมกรสตรี เป็นพัฒนาการที่ น่าสนใจของขบวนการเรียกร้องสิทธิสตรีสมัยนั้น แต่ขณะเดียวกัน สตรีชั้นปกครองกลับเป็นฝ่ายร้องขอมากกว่าเป็นการเรียกร้อง มี การนำอุดมการณ์แม่บ้าน (housewife ideology) เข้ามาเผย แพร่แก่สตรีไทย โดยเฉพาะสตรีชั้นกลางที่มีการศึกษาซึ่งเคยเป็น ผู้นำการเรียกร้องสิทธิสตรีถูกอบรมให้เป็นศรีภรรยาและแม่ที่ดีอีก ครั้ง” การต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีจำกัดอยู่ในกลุ่มสตรีชั้นกลางมี การศึกษาในสังคมเมือง มีการจัดตั้งองค์กรขึ้นเป็นทางการ หนังสือพิมพ์นิตยสารสตรีเกิดขึ้นมาก มีการใช้หนังสือพิมพ์ นิตยสาร เป็นพื้นที่แสดงความคิดเห็นเรียกร้องความเท่าเทียม หนังสือพิมพ์ที่เรียกร้องสิทธิสตรีชัดเจนสมัยนั้น เช่นหนังสือพิมพ์ หญิงไทยเป็นหนังสือพิมพ์รายวัน มีเนื้อหาเรียกร้องแก้ไขปัญหา เร่งด่วน เช่น การศึกษาของผู้หญิง การแก้ไขกฎหมายผัวเดียวเมีย
๒๑๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เดียว สิทธิในการรับเลือกตั้ง การเรียกร้องเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร การล้มล้างระบบชายเป็นใหญ่ การเรียกร้องให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่ผู้หญิงและประชาชนประสบ การจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรม การยกเลิกเก็บภาษีคนจน วิเคราะห์ข่าวการเมืองให้ผู้หญิงได้อ่าน สนใจการเมืองมากขึ้น เป็นปากเสียงให้กรรมกรหญิง สตรีชนชั้น แรงงานที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสภาพการทำงาน เรียกร้อง ค่าจ้างที่เป็นธรรม และสนับสนุนจัดตั้งองค์กรผู้หญิงขึ้น มีคอลัมน์ สนทนา “ความเห็นเรื่องสิทธิของสตรี” เป็นปากเสียงเรียกร้อง ความเป็นธรรม บทบาทผู้หญิงยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ยังได้เสนอบทความที่ผู้หญิงสมัครลงรับเลือกตั้งว่า “แม้ผู้หญิงจะมีสิทธิพลเมืองอย่างเสมอภาคกับผู้ชาย แต่การที่มี ผู้หญิงเข้าไปในรัฐสภาเพียงสองถึงสามคน อาจจะเป็นเกียรติยศ เฉพาะบุคคลเท่านั้นแต่ไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนหญิงคน อื่นๆ ... ” จึงเสมือนว่าผู้หญิงที่เรียกร้องเรื่องสิทธิเสมอภาคในยุคนี้ ได้จำกัดบทบาทของผู้หญิงไว้เพียงผู้มีสิทธิในการออกเสียง เลือกตั้ง แต่ยังไม่พร้อมที่จะเป็นผู้แทนของหญิงมีบทบาทใน รัฐสภา แนวคิดเช่นนี้ช่วยทำให้เข้าใจว่าแม้ผู้หญิงจะได้รับสิทธิทั้ง เรื่องการออกเสียงและลงสมัครรับเลือกตั้งในเวลาเดียวกัน แต่การ เดินทางเข้าสู่รัฐสภาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหญิงนั้นใช้ ระยะเวลายาวนานร่วมสองทศวรรษ โดยอรพินท์(คุณิตะสิน) ไชยกาล (พ.ศ. ๒๔๔๗ – ๒๕๓๙) จากจังหวัดอุบลราชธานี ได้รับ เลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหญิงคนแรกของประเทศไทย
๒๑๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ใน พ.ศ. ๒๔๙๒ โดยมีสามีนายเลียง ไชยกาล เป็นสส.มาก่อนและ เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในช่วงเวลาหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๔๗๕ หนังสือพิมพ์หญิงไทย ฉบับแรกได้รับการ ตีพิมพ์ โดยมีนางทรัพย์ อังกินันท์ เป็นเจ้าของ นางนิเวศน์ธิบาล (อนงค์ อมาตยกุล) เป็นบรรณาธิการช่วงแรก เดือนพฤศจิกายนได้ เปลี่ยนมาเป็น นวลฉวี เทพวัลย์ บทบรรณาธิการของหนังสือ พิมพ์ได้นำเสนออย่างแหลมคมเข้มข้นไม่กลัวใคร ทำให้หนังสือ พิมพ์ถูกสั่งปิดเป็นเวลา ๒๐ วัน ระหว่างวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน - ๑๘ ธันวาคม ๒๔๗๕ จากที่ลงข่าวเรื่องอยุธยานิค เจ้าหน้าที่เห็น ว่าบทความที่เขียนเป็นเสี้ยนหนามแผ่นดินมาตรา ๖ พระราช บัญญัติสมุดเอกสารและหนังสือพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๗๐ เป็นที่น่า เสียดายว่าไม่สามารถติดตามค้นคว้าเนื้อหาของบทความนี้ได้ นับเป็นความสูญเสียเอกสารที่สะท้อนการเคลื่อนไหวและความคิด ทางการเมืองของหญิงไทยกลุ่มก้าวหน้าในช่วงเวลาหลังการ เปลี่ยนแปลงการปกครอง หนังสือพิมพ์หญิงไทยได้มีความพยายามเผยแพร่ความ คิดใหม่ของลัทธิทางการเมืองไว้ในคอลัมน์ตู้ทองของเธอ โดยให้ ความรู้เรื่องระบอบคอมมิวนิสต์ อนาคิสต์ และทำหน้าที่เป็นปาก เสียงให้หญิงกรรมกรที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสภาพการ ทำงาน ค่าจ้าง การจัดตั้งกลุ่มองค์กรสตรี จึงเป็นสาเหตุทำให้ หญิงไทยต้องปิดตัวลงในเดือนมกราคม ๒๔๗๖ เป็นที่น่าเสียดาย ว่าหนังสือพิมพ์หัวก้าวหน้าฉบับนี้ถูกทางคณะราษฎรสั่งปิดด้วย เหตุผลทางการเมือง นอกจากการให้ความรู้ในเรื่องลัทธิการเมือง แล้ว หญิงไทยยังมีการเรียกร้องเรื่องการมีกฎหมายผัวเดียวเมีย
๒๑๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เดียวด้วย เช่นฉบับวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๔๗๕ ได้นำเรื่องที่มี นักเขียนหญิงนามปากกา กุหลาบขาว หรือพร้อม สำเร็จประสงค์ เขียนฎีกาถวายสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๗๐ โดยเขียนแทนหญิงที่สามีไปมีภรรยาใหม่แล้วยังมาทำร้ายทารุณ เธอ และเสนอว่าการมีระบบผัวเดียวหลายเมียเป็นการกดขี่ผู้หญิง และได้เรียกร้องให้คณะราษฎรดำเนินการแก้ไขกฎหมายลักษณะ ผัวเมียให้สอดคล้องกับอารยประเทศ “...การแก้ไขกฎหมาย ลักษณะผัวเมียให้ดำเนินรอยเปนไปในแบบอย่างอาระยะประเทศ ที่เจริญซึ่งมีตัวอย่างอันหมดจดงดงามมาแล้วนั้น ซึ่งถ้าจะเทียบ เคียงกฎหมายลักษณะผัวเมียของสยามในกาลปัจจุบันนี้นับว่า ห่างไกลกันอยู่มาก ในการที่กฎหมายลักษณะผัวเมียของไทยให้ ความอิสระภาพคุ้มครองฝ่ายหญิงน้อยไปนัก ตามธรรมดานานา ชาติที่รุ่งเรืองแล้วนั้นเขามีข้อกฎหมายโดยลักษณะหนึ่งซึ่งห้ามไว้ โดยเด็ดขาดว่ามิให้ชายมีภรรยาได้หลายคนเช่นไทยเราเลย ใน หมวดแก้ไขยกเว้นด้วยประการอื่น ๆ กฎหมายก็ได้ให้สิทธิ์ อิสรภาพฝ่ายหญิงไม่ให้น้อยหน้าฝ่ายชายแต่สถานหนึ่งสถานใด เหตุฉะนี้ข้าพเจ้าจึงอ้างว่าในการที่เปลี่ยนลักษณะการปกครอง โดยหมายของสยามผู้แทนราษฎร์ เปนผู้ควบคุมกิจการทั้งปวงคง จะเปนภาธุระฝักใฝ่ต่อการแก้ไขกฎหมายลักษณะผัวเมีย ซึ่งบาง ประการที่ยังแตกต่างล้าสมัยอยู่มากนั้นได้เปนไปณรอยเดียวกับ กฎหมายลักษณะผัวเมียของนานาชาติที่รุ่งเรืองแล้วนั้นเปนแน่ เทียว” (หญิงไทย ๒๙ สิงหาคม ๒๔๗๕) เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๗๘ ได้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ บรรพ ๕ ว่าด้วยครอบครัว และบรรพ ๖ มรดก ประเด็นสำคัญที่แก้ไขคือให้ชายมีภรรยาได้เพียงคนเดียว เป็นครั้ง
๒๑๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ แรกในประวัติศาสตร์ไทย ที่มีการยกเลิกกฎหมายลักษณะผัวเมีย เดิมทั้งหมด ให้หญิงชายจดทะเบียนสมรส ถ้ามีการจดทะเบียน ซ้อนครั้งหลังเป็นโมฆะ นับเป็นชัยชนะจากการเรียกร้องของ หญิงไทยในช่วงเวลานั้น แต่ในทางปฏิบัติชายไทย รวมทั้งชนชั้น นำก็ยังคงมีภรรยาลับอยู่เช่นเดิม ข้อเรียกร้องของหญิง และแนวคิดก้าวหน้าดังที่นำเสนอ ในหนังสือพิมพ์ นิตยสารผู้หญิง เช่นหญิงไทยนั้นน่าจะไม่ได้รับการ ขานรับจากผู้หญิงทุกคน โดยเฉพาะ หญิงชนชั้นนำที่มีความ สัมพันธ์อันดีกับหญิงชั้นสูงกลุ่มอำนาจเก่าซึ่งเรียกตัวเองว่าหญิง สมัยใหม่ แต่ได้ออกมาใช้พื้นที่สาธารณะตอกย้ำอุดมการณ์แม่บ้าน แม่เรือน ผ่านนิตยสารสตรีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เช่น นิตยสารรายสัปดาห์ประมวล มารค (พ.ศ. ๒๔๙๐) กุลสตรี (พ.ศ. ๒๔๙๖) เรวดี (พ.ศ. ๒๔๙๙) ใช้เป็นเครื่องมือของหญิงชั้นสูงที่ไม่ เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง สิทธิเสรีภาพความเสมอ ภาคของหญิงสามัญชน กำรจัดตั้งองค์กรผู้หญิง นอกจากการสร้างพื้นที่ในการนำเสนอความคิดเห็น ข้อ เรียกร้อง ด้วยการใช้สื่อสิ่งตีพิมพ์ต่างๆ แล้ว ผู้หญิงยังได้มีการ รวมกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของตนด้วย สมาคมสตรีแห่ง แรกของสยาม จัดตั้งในปีพ.ศ. ๒๔๕๐ โดยโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง และ คณะมิชชันนารีเพรสไบทีเรียนร่วมกันก่อตั้ง สตรีไทย หรือ สมาคมสตรีไทยแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ตำหนักพระราชวังบวร สถานมงคล ใช้พบปะสังสรรค์ระหว่างหญิงต่างชาติกับชนชั้นเจ้า จนปีพ.ศ. ๒๔๗๐ มีสมาคมสตรีพระนคร เบอร์ธา เบลานต์
๒๑๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ อาจารย์โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย เป็นประธาน หลังการปฏิวัติได้ พัฒนาเป็นสมาคมสตรีไทยแห่งกรุงสยาม เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยละมัย บุณยธรรมิก เป็นผู้ริเริ่มเพื่อการพบปะ ของหญิงต่างอาชีพ เป็นกลุ่มหญิงชั้นกลางที่ออกมาทำงานเลี้ยง ตนเอง มีสมาชิก ๓๘ คน เป็นการรวมกลุ่มตามแบบนานา อารยประเทศ แต่เน้นบทบาทเดิมตามที่สังคมคาดหวังคือการเป็น เมียและแม่ที่ดี ภายใต้กรอบแนวคิดสังคมชายเป็นใหญ่ ได้มี ข้อสังเกตและการวิพากษ์ว่าหญิงชั้นสูงไม่ได้มาร่วมในกิจกรรม ของสมาคมที่ตั้งขึ้นใหม่เหล่านี้ ซึ่ง แร่ม พรหโมบล อุปนายกคน แรกของสมาคม ออกมาอธิบายไว้ว่า “หญิงชนชั้นสูงไม่ได้ต่อต้าน ได้สนับสนุนไม่เปิดเผย ไม่ได้ติดอยู่กับความคิดแบบเก่า แต่เพราะ ถ้าหญิงชั้นสูงออกมาแล้วสามีอาจจะถูกล้อเลียนได้ ถูกวิจารณ์ให้ เสื่อมเสียว่าการที่ภรรยาออกมานอกบ้านเพราะไม่มีความสุขใน บ้านหรือผู้หญิงประพฤติล้ำหน้าเกินไป” พ.ศ. ๒๔๗๗ มีการจด ทะเบียนกับกระทรวงมหาดไทย แล้วต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น สมาคมสตรีไทยแห่งประเทศไทย ตามชื่อประเทศใหม่ กลุ่มผู้หญิงยังได้มีการรวมตัว จัดตั้งสหพันธ์สตรีมหา วิทยาลัยแห่งกรุงสยามในปีพ.ศ. ๒๔๘๑ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ ผู้หญิงทุกชนชั้นได้รับการศึกษา ช่วยแก้ไขปัญหาโสเภณีซึ่งน่าจะ เป็นปัญหารุนแรงในสังคมไทยช่วงเวลานั้น โดยแพทย์หญิง ดร. เพียร ฮุนตระกูล ที่เรียนสำเร็จแพทย์มาจากประเทศฝรั่งเศส เป็น ผู้นำสำคัญของกลุ่มผู้หญิงที่ได้รับการศึกษามาจากตะวันตก มี นักเรียนนักศึกษาหญิงมาสมัครเป็นสมาชิกถึง ๖๐ คน การทำงาน ของแพทย์หญิง ดร.เพียร ฮุนตระกูล ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนชื่อสกุล ตามที่พระบรมราชชนีศรีสังวาลย์พระราชทาน เป็นเวชบุล
๒๑๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เนื่องจากญาติพี่น้องมีความอับอายจากการทำงานกับหญิงโสเภณี และให้ลูกเกิดจากแม่โสเภณีใช้นามสกุลนี้ ต่อมาได้มีการจัดตั้งพี ระยานุเคราะห์มูลนิธิ ดูแลเด็กกำพร้า และสุขภาพของหญิง โสเภณี ในปีพ.ศ. ๒๔๘๒ มีการรวมกลุ่มบัณฑิตสตรีทาง กฎหมาย เริ่มจากผู้หญิง ๖ คนซึ่งเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์และการเมือง เห็นว่าหญิงไทยยังเสียเปรียบทาง กฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก มีการ เรียกร้องปรากฏอยู่ในงานเขียนของ สุภัทรา สิงหลกะ เรื่องประ วัติการร้องขอสิทธิสตรีต่อรัฐบาล กลุ่มผู้หญิงที่จบปริญญากฎหมายจำนวน ๘๐ คน ได้ รวมตัวกันในชื่อ คณะเนติบัณฑิตและธรรมศาสตร์บัณฑิตหญิงมี ม.ร.ว.เสริมศรี เกษมศรีเป็นประธาน ตั้งขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านกฎ หมายแก่ผู้หญิงและให้คำปรึกษาด้านคดีความ ในปีพ.ศ. ๒๔๙๑ คณะเนติบัณฑิตฯ ได้จัดให้มีการอภิปรายเรื่องสิทธิสตรี ขึ้นเป็น ครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และได้รับความสนใจจาก สื่อมวลชน ต่อมาคณะเนติบัณฑิตฯ ได้ตั้งสมาคมธรรมศาสตร์ บัณฑิตหญิงแห่งประเทศไทยขึ้นในปีพ.ศ. ๒๔๙๓ ต่อมาภายหลัง ได้เปลื่ยนชื่อเป็นสมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมายแห่งประเทศไทย ทำงานรวบรวมข้อมูลข้อเดือดร้อนของผู้หญิงยื่นต่อนายกรัฐมนตรี ได้จัดอภิปรายและขอความร่วมมือสนับสนุนจากผู้หญิงทั่วประ เทศ ได้มีการยื่นหนังสือถึงประธานกรรมการกฤษฎีกาให้พิจารณา แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ คุณหญิง สุภัทรา สิงหลกะ ได้เขียนบันทึกเรื่องประวัติการร้องขอสิทธิสตรี ต่อรัฐบาลว่า “เมื่อข้าพเจ้าเรียนที่มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์และ
๒๑๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ การเมือง ขณะที่เรียนถึงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ ที่ ๕ เกี่ยวกับครอบครัว ข้าพเจ้าเกิดความสงสัยว่าเพราะเหตุใด กฎหมายจึงจำกัดสิทธิหญิงมีสามี ซึ่งจำกัดใช้ในข้อกฎหมายว่า ‘หญิงมีสามีถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากสามีจะทำนิติกรรมใด ๆ ผูกพัน สินบริคณห์ไม่ได้ การใดกระทำลงฝ่าฝืนบทบัญญัตินี้ กฎหมาย ถือวว่าเป็นโมฆียะกรรม’ ข้าพเจ้าเกิดความสงสัยว่าทำไมหญิงมี สามีซึ่งตามความเข้าใจอย่างธรรมดาแล้วควรจะเป็นผู้ใหญ่ขึ้น มี ความรับผิดชอบมากขึ้น แต่เหตุไฉนเล่าจึงถูกจำกัดสิทธิลงซึ่ง เท่ากับว่าหญิงมีสามีนั้นกลับเข้ามาอยู่ในกลุ่มพวกผู้เยาว์หรือพวก เสมือนไร้ความสามารถ อันมีกฎหมายบัญญัติว่า ผู้เยาว์นั้นจะทำ นิติกรรมใด ๆ จะต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาหรือเสีย ก่อน เมื่อข้าพเจ้าเกิดความสงสัยเช่นนี้จึงได้ศึกษาไต่ถามครูบา อาจารย์ ก็ได้ความว่าการที่จำกัดสิทธิหญิงมีสามีไว้เช่นนั้นเพราะ ต้องการที่จะให้ครอบครัวเป็นปกติสุข คือในขณะที่ออกกฎหมาย ฉบับนี้ เห็นว่าผู้หญิงมีความรู้น้อยกว่าชายจึงกำหนดให้เป็นผู้หญิง ต้องได้รับอนุญาตเสียก่อนจึงจะทำนิติกรรมใด ๆ ได้” หน่วยงานรัฐที่ตั้งขึ้นเพื่อผู้หญิงแห่งแรกคือสำนัก วัฒนธรรมฝ่ายหญิง (พ.ศ. ๒๔๘๖) ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นสโมสร วัฒนธรรมหญิง (พ.ศ. ๒๔๙๙) โดยมีภรรยาผู้นำ ท่านผู้หญิง ละเอียด พิบูลสงครามเป็นผู้นำการขับเคลื่อนร่วมกับสามีเป็นที่ รวมตัวกันของผู้หญิง ให้ภรรยาข้าราชการ ได้ออกมาสร้าง สาธารณประโยชน์และมีส่วนร่วมกับรัฐบาล สภากาชาดสยาม (พ.ศ. ๒๔๓๖) ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น สภากาชาดไทย (พ.ศ. ๒๔๙๗) และการจัดตั้งสภาสตรีแห่งชาติ (พ.ศ. ๒๔๙๙) โดยสตรีที่ ได้รับการศึกษาสูงทั้งจากในและต่างประเทศ หน่วยงานที่จัดตั้ง
๒๒๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ขึ้นในช่วงเวลานี้ได้ใช้เป็นเครื่องมือหล่อหลอมความคิดเชิง สงเคราะห์แบบข้างบนสู่สามัญชนคนข้างล่างของหญิงชนชั้นนำ ที่แสดงออกในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการแต่งกายที่พยายามเดินตาม ความทันสมัยแบบตะวันตก ห้ามปรามรูปแบบวิถีชีวิตแบบเดิม เช่น การนุ่งโจงกระเบน กินหมาก มาเป็นนุ่งซิ่น กระโปรง สวม หมวก การจัดพิธีสมรสหมู่ที่ใส่ชุดสีขาว การส่งเสริมความรู้ อุดมการณ์แม่บ้าน และการประกวดส่งเสริมความงามของหญิง โดยจัดการประกวดนางงาม บทบำททำงกำรเมืองของหญิงไทยยุคประชำธิปไตย สิทธิทางการเมืองของหญิงไทยได้มีการรองรับบรรจุไว้ใน รัฐธรรมนูญ โดยไม่จำเป็นต้อง มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องของกลุ่ม ผู้หญิง รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑ อันเป็นกฎหมายสูงสุดได้เขียนไว้ใน พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธ ศักราช ๒๔๗๕ มาตรา ๑๔ รับรองสิทธิหญิงไทยในการออกเสียง เลือกตั้ง และการลงสมัครรับเลือกตั้ง นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งมี บทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญหลังการเปลี่ยน แปลงการ ปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นประชาธิปไตย เห็นว่าสิทธิสตรีทาง กฎหมายและการเมืองปกครองควรได้รับการรับรอง หญิงไทยจึง ไม่ต้องเรียกร้องในเรื่องสิทธิการเลือกตั้ง สิทธิทางการเมืองให้เสีย เลือดเสียเนื้อยาวนานเหมือนขบวนการผู้หญิงในอังกฤษ “ซัฟฟรา เจ็ตต์” (Suffragette) ในฝรั่งเศสผู้หญิงก็เพิ่งได้รับสิทธิเลือกตั้ง เท่าเทียมชายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ขณะที่ผู้หญิงตุรกีได้รับ สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองการออกเสียงเลือกตั้งในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ จากการปฏิรูปการเมืองเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของ
๒๒๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ประธานาธิบดีอตาเติร์กที่ก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกีให้ทันสมัย เป็นผล ให้ผู้หญิงตุรกีแตกต่างจากผู้หญิงมุสลิมในประเทศอื่นของโลก ผู้ หญิงไทยในช่วงเวลานั้น มีความตื่นตัวและให้ความสนใจกับสิทธิ ลงสมัครรับเลือกตั้งและสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ได้มีการสอบถาม รายละเอียด และหนังสือพิมพ์หญิงไทย ฉบับวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๔๗๕ ได้ให้คำอธิบายในเรื่องสิทธิทางการเมืองของผู้หญิงตาม รัฐธรรมนูญว่า “...ตามร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกผู้แทนราษฎร นั้น ในมาตราหนึ่งแห่งบรรดามาตราที่ว่าสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ผู้แทนตำบลกับอีกมาตราหนึ่งว่าด้วยผู้สมัครรับเลือกเป็นผู้แทน นั้น เราได้คำถามจากสุภาพสตรีผู้ใฝ่ใจในร่างพระราชบัญญัตินี้ หลายท่านว่าหญิงจะมีสิทธิเปนผู้แทนราษฎรและออกเสียงได้ ไหม? บัดนี้เปนที่แน่นอนกันแล้วว่า “สิทธิแห่งการออกเสียงก็ดี การสมัครเปนผู้แทนราษฎรก็ดี หญิงมีสิทธิเท่ากับชาย ความเข้าใจ ของเราหญิงจะต้องมีอายุ มีความเปนไปทุกอย่างดังร่าง พระราชบัญญัตินั้นเหมือนชาย ดังนี้แล้วความคลางแคลงใจดัง ท่านหญิงที่ถามมานั้นก็เปนอันหายไป และนี่คือสิทธิที่หญิงไทย ได้รับ” (หญิงไทย, ๑๕ สิงหาคม ๒๔๗๕) ผู้หญิงออกมามีบทบาทในพื้นที่สาธารณะมากขึ้นในยุค ประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกประกาศใช้วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ มีผู้หญิงเข้าร่วมเขียนบทความเฉลิมฉลอง รัฐธรรมนูญ บุญฉวี จันทรวัด เขียนเรื่องรัฐธรรมนูญไม่ใช่ของใหม่ สำหรับมนุสส์ อนงค์ บุนนาค เขียนรัฐธรรมนูญของต่างประเทศ
๒๒๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ทิพย์ เจียมวิจิตร เขียนบทกวีลงตีพิมพ์หนังสือ เทิดรัฐธรรมนูญ ฉลองรัฐธรรมนูญในปีพ.ศ. ๒๔๗๖ นอกจากนี้ยังมีการประกวด เรียงความฉลองรัฐธรรมนูญในปีพ.ศ. ๒๔๘๓ นักเรียนหญิงบุญ เจือ มิ่งขวัญ โรงเรียนศึกษานารีได้รับรางวัลที่ ๑ และนักเรียน หญิง สวาท สุนทรกิติ จากเตรียมอุดมศึกษาจุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัย แผนกเตรียมแพทยศาสตร์ได้รับรางวัลในปีถัดมา การเลือกตั้งครั้งแรกของประเทศไทยเกิดขึ้นในปี ๒๔๗๖ ผู้หญิงมีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งได้เท่าเทียมกับชาย แต่กฎ ระเบียบบางข้อยังจำกัดสิทธิผู้หญิงในทางการเมืองการปกครอง มีผู้หญิงหลายคนลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนตำบล เช่น นางสาวหลง มณีโชติ อายุ ๒๓ ปี เป็นผู้หญิงคนแรกลงสมัคร เป็น ลูกสาวขุนประชุมธนารักษ์ทนายความผู้มีชื่อเสียง ได้เป็นผู้แทน หญิงตำบลมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร นางสาวสุวรรณ ปทัมราช ตำบลสะพานผ่านฟ้า เป็นผู้หญิงคนแรกในจังหวัดพระนครลง สมัครรับเลือกตั้ง ผู้หญิงที่ลงสมัครผู้แทนระดับท้องถิ่น นางราช มัชชากร หรือเทียม บุญกูล ตำบลบุคคโล และนางสาวอนงค์ บุนนาค ตำบลวังน้อยจังหวัดธนบุรี และนางสุทธิสารวินิจฉัย หรือ แม่ผ่องศรีเป็นหญิงที่มีชื่อเสียงเป็นภรรยาของพระยาสุทธิสาร วินิจฉัย เป็นผู้แทนหญิงตำบลทับยาวคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งของ จังหวัดพระนคร ผู้หญิงที่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎร การเมือง ระดับชาติ นางสาวมยูร กาญจนสุวรรณ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ นางสาวอนงค์ บุนนาค จังหวัดธนบุรี ที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล จัดการเลือกตั้งที่โปร่งใสปราศจากการคอรัปชั่น แต่ทั้งสองคน ไม่ได้รับเลือก จนกระทั่งมีการจัดเลือกตั้งเพิ่มเติมขึ้นในปีพ.ศ.
๒๒๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ๒๔๙๒ จึงมีผู้แทนราษฎรหญิงคนแรกของประเทศไทยคือ นาง อรพินท์ ไชยกาล จังหวัดอุบลราชธานี การเมืองระดับชาติใช้เวลาถึง ๑๗ ปี กว่าที่ผู้แทนราษฎร หญิงได้เข้าไปนั่งในสภา ภรรยาคณะราษฎรเองก็ลงรับสมัคร เลือกตั้ง ละเอียด พิบูลสงคราม ได้รับเลือกเป็นส.ส.จังหวัด นครนายกปีพ.ศ. ๒๕๐๐ ขณะที่ เลขา อภัยวงศ์ ได้รับเลือกเป็น รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนใหม่ แต่ก็แพ้ให้กับเสนีย์ ปราโมช ในปีพ.ศ. ๒๕๑๑ การเข้ามาของผู้หญิงในพื้นที่การเมืองขณะนั้นนำไปสู่ ความไม่พอใจ อาจเป็นเพราะกลัวอำนาจชายผู้อยู่เบื้องหลังพวก เธอ นักหนังสือพิมพ์กล่าวโจมตีว่า “ผลของการที่นางอรพินท์ได้ เข้าสู่สภาครั้งกระนี้ ได้ก่อให้เกิดอิตถีเพศเข้าสู่สภาสูงตามติดมา อีกสองราย และคนที่ได้ก่อให้เกิดวิพากษ์วิจารณ์กันอึงคะนึงและ กลับกลายไปในทางรุนแรงมากมายก็คือ การที่ พ.ท.หญิงละเอียด เข้าสู่สภาสูงพร้อมกับมาดามเลขานั้นไม่สู้จะเกิดพิษสงในทาง วิพากษ์วิจารณ์นัก ความตกหนักไปตกเอาแก่ตัว พ.ท.หญิง ละเอียดซึ่งเข้าใจกันทั่วไปว่า จอมพลเสนอเอาเมียตัวเองเข้าสู่สภา สูง เพื่อมิให้เป็นการอับอายขายหน้าแก่รัฐมนตรีในคณะของตนที่ เมียได้รับการเลือกตั้งมาสด ๆ ร้อน ๆ กรณีของ พ.ท.หญิงละเอียด จึงเป็นกรณีที่ก่อให้เกิดความฉาวโฉ่รุนแรงอย่างหนักหน่วง” (ชานนท์ ยอดหงส์, ๒๕๖๔ ) การมีบทบาททางการเมืองนับได้ว่าเป็นการเปิดพื้นที่ใหม่ ให้แก่ผู้หญิง การเป็นนักการเมืองหญิงจึงเป็นเรื่องท้าทาย การที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นหญิงในยุคแรกล้วนแล้วแต่มี ความสัมพันธ์เป็นภรรยาของนักการเมืองชายที่ดำรงตำแหน่ง
๒๒๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ สำคัญ เช่น เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทำให้เกิดการ วิพากษ์วิจารณ์จากบุคคลในสังคมโดยไม่คำนึงว่าหญิงที่ได้รับ เลือกตั้งนั้นมีคุณสมบัติสามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนของปวงชนที่ เลือกตนเข้ามาสู่สภา ดังนั้นผู้หญิงจึงต้องต่อสู้เพื่อได้รับการ ยอมรับ เช่นเดียวกับการเปิดพื้นที่เรียนรู้ และการประกอบอาชีพ เช่น ครูและพยาบาล แม้ผู้หญิงจะพิสูจน์ตนเองว่ามีความสามารถ เช่น ในการศึกษาวิชากฎหมายซึ่งอนุญาตไว้เฉพาะผู้ชาย จึงไม่ ยอมรับอนุญาตให้ผู้หญิงเข้าเรียนในระยะแรก จนสมัยเจ้าพระยา พิชัยญาติหรือดั่น บุนนาค เป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม ได้เปิด โอกาสให้ผู้หญิงเข้าเรียนกฎหมายที่โรงเรียนกฎหมายกระทรวง ยุติธรรม นางสาวแร่ม พรหโมบล ลูกสาวของพ.ต.อ.พระยาบุเรศ ผดุงกิจหรือรวย พรหโมบล อธิบดีกรมตำรวจในรัชกาลที่ ๖ และ ๗ เป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้เข้าเรียนกฎหมายในปีพ.ศ. ๒๔๗๑ ในปีพ.ศ. ๒๔๗๗ มีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการเมือง สอนด้านกฎหมายและการเมืองสำหรับประชาชน ทั่วไป เปิดโอกาสผู้หญิงเข้าเรียนกฎหมายเป็นครั้งแรกในมหา วิทยาลัยบัณฑิตหญิงคนแรกของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และ การเมืองคือ นางสาวบรรเลง (กันตะบุตร) ชัยนาม และนางสาว ตลับ ศรีโรจน์ เป็นผู้หญิงคนแรกที่สอบตำแหน่งราชบุรุษได้ เป็น ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนชั้นสัญญาบัตรซึ่งจบด้านกฎหมาย ผู้หญิงที่ได้รับอนุญาตเข้าเรียนกฎหมายจนสำเร็จ ต่อมาได้มี บทบาทสำคัญในการเสนอปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้เกิดความเสมอ ภาคระหว่างหญิงและชาย แต่การกีดกันผู้หญิงไม่ให้มีบทบาทใน กระบวนการยุติธรรมยังคงมีอยู่ เช่น เมื่อปีพ.ศ.๒๔๗๙ นางสาว ทิพย์ อินทรเทศ จบปริญญาตรีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และ
๒๒๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ การเมือง เข้าสอบคัดเลือกฝึกหัดราชการในกรมอัยการเพื่อเป็น อัยการผู้ช่วยในภูมิภาค แต่ไม่ได้รับเลือกจากอธิบดีกรมอัยการ เพราะเห็นว่าพนักงานอัยการเป็นงานเสี่ยงอันตรายต้องทำงาน ด้วยความบากบั่น หญิงอาจหยุดงานมากกว่าชาย จึงไม่สมควรรับ ผู้หญิงเข้าบรรจุ หน่วยงานอื่นๆ เช่น กรมมหาดไทยก็มีแนวคิดกีด กันทางเพศ ไม่รับผู้หญิงเข้าทำงานรับราชการ ผู้หญิงที่ได้รับการ เลือกปฏิบัติจึงได้มีการเรียกร้องเพื่อให้ได้รับโอกาสที่เท่าเทียม ผู้หญิงและกระบวนกำรสร้ำงควำมเป็ นตะวันตก ในปีพ.ศ. ๒๔๘๑ สมัย ได้มีการเปลี่ยนแปลงการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เป็นสมัยการสร้างชาติในแบบลัทธิ ชาตินิยม ลัทธิทหารซึ่งอาจได้อิทธิพลจากการปฎิรูปของอตาเติร์ก แห่งตุรกีที่นำประเทศให้ทันสมัยหลังล้มล้างระบอบการปกครองที่ สุลต่านมีอำนาจ และระบอบเผด็จการทหารนาซีฟาสซิสม์เยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น ที่ผู้นำมีอำนาจเด็ดขาด อาจกล่าวได้ว่า เป็นแบบ อำนาจนิยมชายชาติทหารเป็นใหญ่ โดยฮิตเลอร์ ผู้นำเยอรมันได้ สร้างกำหนดพื้นที่บทบาทผู้หญิง ไว้ที่ ลูก ครัว และโบสถ์ (Kinder, Kuche, Kirche) ผลักดันให้ผู้หญิงมีบทบาทเฉพาะใน โลกส่วนตัว ในประเทศไทยช่วงเวลานั้นได้มีการอบรมสั่งสอน เรื่องคหกรรมหรือการดูแลบ้านเรือน ครอบครัว นับว่าย้อนแย้ง กับข้อเรียกร้องการเคลื่อนไหวของกลุ่มบรรณาธิการสตรีที่ ต้องการเปิดโลกกว้างให้ผู้หญิง จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นยุคมืดของ กระแสการเรียกร้องสิทธิสตรี และแทนที่ด้วยการส่งเสริม อุดมการณ์แม่ศรีเรือน
๒๒๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ การปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย เริ่มต้นจาก วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๘๒ มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทย รัฐบาลออกกฎเกณฑ์เคารพธงชาติทุกเช้าเวลา ๘.๐๐ นาฬิกา จอมพล ป. เชื่อว่าการมีวัฒนธรรมของชาติที่ทันสมัยจะไม่ทำให้ ตะวันตกเข้ามาแทรกแซงยึดครองดินแดนไทยได้ จึงมีการออก พระราชบัญญัติบำรุงวัฒนธรรมแห่งชาติ จัดตั้งสภาวัฒนธรรม แห่งชาติ สโมสรวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ให้คนไทยปฏิบัติตาม ปลูกฝังระบบคิดทัศนคติ ค่านิยม ชีวิตความเป็นอยู่ การแต่งกาย มีการประกาศใช้ภาษาไทยแบบใหม่ ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นการป้อง กันญี่ปุ่นมากลืนชาติ มีการใช้หนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง ปลูกฝังค่านิยมในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งบทเพลง บทละคร รวมถึงการ ปลูกฝังอุดมการณ์แม่ศรีเรือน มารดาของชาติ แม่พิมพ์ของชาติ ขวัญใจของชาติ รั้วของชาติ ให้ผู้หญิงเข้มแข็งขณะเดียวกันให้ทำ ตัวสดชื่นสวยงามสมกับเป็นดอกไม้ของชาติเพื่อให้บุรุษมีความสุข ทำงานได้มากขึ้นเพื่อชาติ นอกจากนี้ยังได้มีการรื้อฟื้นการประกวดนางสาวสยามใน ปีพ.ศ. ๒๔๘๒ ที่พระราชอุทยานสราญรมย์ ซึ่งการประกวดเคย จัดขึ้นครั้งแรกในวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๗ เพื่อเฉลิมฉลองรัฐ ธรรมนูญที่สโมสรคณะราษฎร ผู้หญิงที่มาประกวดกลายเป็น ภรรยาน้อยของสมาชิกคณะราษฎรบางคน เรณู พิบูลภานุวัฒน์ เป็นภรรยาของประยูร ภมรมนตรี คำนึงนิตย์ วงวัฒนะ เป็น ภรรยาน้อยของแปลก พิบูลสงคราม (ชานนท์ ยอดหงส์, ๒๕๖๔ ) รัฐบาลออกกฎหมายระเบียบบังคับให้คนไทยปฏิบัติตาม วัฒนธรรมแห่งชาติ มีการประกาศรัฐนิยม ๑๒ ฉบับ ในปีพ.ศ. ๒๔๘๔ มีสาส์นขอให้หญิงไทยเลิกนุ่งผ้าโจงกระเบน เลิกคาด
๒๒๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ผ้าแถบ ให้เปลี่ยนมานุ่งซิ่นและสวมเสื้อแทน ให้ไว้ผมยาวแทนผม สั้น ให้สวมกระโปรงสวมหมวก สวมรองเท้า การแต่งกายของ ผู้หญิงถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ความเป็นชาติอารยะ มีภรรยาของ คณะราษฎรทั้ง เลขา อภัยวงศ์ อมร โอสถานนท์ ปุ๋ย ชัยนาม ราศี ภมรมนตรี กอบแก้ว อาภากร ประภาพรรณ วิจิตรวาทการ และ ไสว ทองเจือ หญิงสมัยใหม่เป็นกรรมการพิจารณาระเบียบการ แต่งกายสตรี ออกประกาศระเบียบการแต่งกายของสตรี ได้เชิญ เจ้าคุณจอมมารดาแพในรัชกาลที่ ๕ มีอายุ ๘๗ ปี มาแต่งกาย เป็นตัวอย่างสมัยใหม่ ขณะที่ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า กลับไม่ให้ความร่วมมือและยังกล่าว ประชดประชันนโยบายการแต่งกายของรัฐบาลว่า “ทุกวันนี้ จน จะไม่เป็นตัวของตัวอยู่แล้ว นี่ยังมายุ่งกับหัวกับหูอีกไม่ใส่ อยากจะ ให้ใส่ก็มาตัดเอาหัวไปตั้งแล้วใส่เอาเองก็แล้วกัน” ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๘๒- ๒๔๘๘ รัฐบาลเรียกร้องให้คนไทยเสียสละช่วยชาติที่ตกอยู่ในสงคราม ผู้หญิงก็ถูกคาดหวัง มีการจัดตั้งกองทหารหญิงฝึกอบรมเพื่อ ออกไปสู้รบ มีการประกาศรับสมัครนักเรียนนายร้อยหญิง กรม ยุทธศึกษาทหารบก วันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ มีนักเรียน นายร้อยหญิงรุ่นแรกจำนวน ๒๘ คน รวมทั้งบุตรสาวคนโตของ จอมพล ป. พิบูลสงครามด้วย นายร้อยทหารหญิงถูกเปลี่ยนเป็น ข้าราชการพลเรือนสามัญทั้งหมดหลังมีการเปลี่ยนแปลงทาง การเมืองในปลายปีพ.ศ. ๒๔๘๗ สำนักวัฒนธรรมฝ่ายสตรี ตั้งขึ้นในปีพ.ศ. ๒๔๘๖ เป็นผล จากพ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ(ฉบับที่ ๒) สำนักวัฒนธรรมหญิง เป็นการจัดตั้งสมาคมสุภาพสตรี ในรูปขององค์กรสตรีภายใต้การ
๒๒๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ สนับสนุนรัฐบาล รวบรวมสตรีไทยที่มีการศึกษา ละเอียด พิบูล สงครามเป็นประธาน นิลรัตน์ บรรณสิทธิ์วรสาสาสน์ อาจารย์ใหญ่ วิทยาลัยครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ เป็นผู้ช่วยเผยแพร่ มีการริเริ่ม งานวัฒนธรรมสงเคราะห์ ให้การคุ้มครองหญิงที่เป็นภรรยาได้รับ การปฏิบัติไม่ดีจากสามี หรือถูกสามีทำร้ายร่างกาย มีแผนกรับ เรื่องราวร้องทุกข์ สอบสวนไกล่เกลี่ยช่วยเหลือ สมัยรัฐบาลจอมพล ป. มีการจัดงานวันแม่ของกระทรวง สาธารณสุขขึ้นครั้งแรกในวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ งานวัน แม่เป็นเรื่องส่วนรวมของชาติได้ จึงให้ถือวันที่ ๑๕ เมษายน เป็น วันแม่ประจำปีของชาติ ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๕๑๙ ได้เปลี่ยนมาเป็น วันที่ ๑๒ สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเกิดของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เป็นวันแม่แห่งชาติ มีการจัดงานสมรสหมู่ในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ ขององค์การส่งเสริมการสมรส กระทรวงสาธารณสุขได้จัด พิธีสมรสหมู่ของชาติขึ้นเป็นครั้งแรกที่ทำเนียบสามัคคีชัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นประธานในพิธี มีคู่สมรส ๗๓ คู่เข้าร่วมพิธี ในวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๗ มีการจัดพิธีสมรสขึ้นทุกจังหวัด คู่บ่าวสาวถูกให้แต่งตัวเสียใหม่ หญิงสวมชุดสีขาวเสื้อกระโปรง แพร คอตื้น แขนยาว ใช้เครื่องประดับไม่มีสีเช่น ลูกปัด ไข่มุก มี ผ้าโปร่งหรือผ้าลูกไม้คลุมศรีษะ สวมถุงมือสีขาว ถุงเท้าสีเนื้อ รองเท้าส้นสูงสีขาว ถือช่อดอกไม้ผูกริ้บบิ้นยาว ส่วนชายใส่ เครื่องแบบสูทสากลสีขาว ใส่ผ้าผูกคอสีน้ำเงินเข้ม รูปแบบการแต่งงานสมัยจอมพล ป. อาจกล่าวได้ว่า เป็น เครื่องมืออุดมการณ์สร้างชาติของรัฐ ที่ต้องการให้ศิวิไลซ์เช่นใน ประเทศตะวันตก มีการประกาศสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ เรื่อง วัฒนธรรมผัวเมีย จนเป็นมายาคติอุดมการณ์ผัวเดียวเมียเดียว
๒๒๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ สร้างค่านิยมความเป็นครอบครัว ตอกย้ำบทบาทผู้หญิงเป็นเมีย และแม่ตามแบบสังคมตะวันตก การเป็นสุภาพสตรีสุภาพบุรุษ ม.ล.บุญเหลือ กุญชร ซึ่งทำงานร่วมกับสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการพิจารณาเครื่องแต่งกาย และช่วยการ สมรสหมู่ ได้บันทึกเกี่ยวกับการสมรสหมู่ไว้ว่า “ในการสมรสหมู่นี้ ผู้ที่ได้ร่วมในงานคงจะจำความสนุกได้ เจ้าสาวที่เข้าพิธีแต่งงาน พร้อมกันเป็นจำนวนหลายสิบคู่ ล้วนต้องแต่งกายอย่างเจ้าสาว ฝรั่ง คือสวมกระโปรงกรอมเท้าสีขาว มีผ้าคลุมผมสีขาวปล่อยชาย ยาวระส่วนล่างของท่อนบนของร่างกาย สวมรองเท้าสีขาว ถุงเท้า จำไม่ได้ว่าสีอะไร เจ้าสาวเหล่านี้เป็นหญิงสาวที่ไม่ค่อยเคยชินกับ การแต่งกายอย่างชาวกรุง โดยมากมาจากอำเภอชั้นนอก บางคน ก็ไม่เคยสวมเสื้อชั้นใน เจ้าหน้าที่ต้องขัดสีฉวีวรรณกันเป็นการงาน ทีเดียว ครั้นแต่งกายเสร็จแล้ว เฒ่าแก่มารับตัวจากสถานที่แต่งตัว ไปเข้าพิธี เฒ่าแก่เป็นข้าราชการสตรีโดยมากเพื่อนของข้าพเจ้าคน หนึ่งเป็นเฒ่าแก่ด้วย เมื่อเห็นเจ้าสาวแต่งกายเสร็จสมบูรณ์ตาม แบบแล้ว ก็ออกปากว่า “สวยดีเหมือนญวนรับศีล” (ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ, ความสำเร็จและล้มเหลว, สมาคมสังคมศาสตร์, ๒๕๑๖.) อาจกล่าวได้ว่า อุดมการณ์แม่ศรีเรือน ใช้อบรมหญิงไทย ทุกชนชั้น ปลูกฝังวัฒนธรรมการประพฤติมารยาทการสมาคมให้ ปฏิบัติตามนโยบาย มีสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง ปลูกฝังวาง กฎระเบียบ ไม่ได้ส่งผลต่อหญิงสามัญชนมากนัก มีแต่ในเรื่องการ แต่งกาย ที่ออกพระราชบัญญัติวัฒนธรรม ทำให้หญิงสามัญชน พยายามปฏิบัติตามกฎระเบียบแต่ไม่เข้มงวดมาก การออก ระเบียบกฎเกณฑ์ของรัฐบาลถูกกล่าวว่าเป็นลัทธิชาตินิยมทหาร
๒๓๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ นิยม ซึ่งได้รับอิทธิพลระบอบเผด็จการนาซี ผู้หญิงกลายเป็น เครื่องมืออำนาจฟาสซิสม์ กลุ่มบัณฑิตสตรีทางกฎหมายได้เผยแพร่แนวคิดเรื่อง ความเสมอภาคหญิงชาย การเรียกร้องสิทธิสตรี มีการเขียน บทความในหนังสือธรรมศาสตร์บัณฑิตปีพ.ศ. ๒๔๘๔ เรื่องสตรี ควรเรียนกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่สตรีจะต้องรู้ กฎหมายไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของการเป็นแม่บ้านและการเลี้ยง ตนเองเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์แก่การปกครองแบบประชาธิป ไตย เป็นการรู้สิทธิและหน้าที่การเลือกผู้แทนราษฎร รู้หลักการ ปกครอง สตรีกับการเรียนกฎหมายไม่ได้ขัดกับธรรมชาติของสตรี แต่อย่างใด ไม่ได้ต่อต้านแนวคิดอุดมการณ์แม่ศรีเรือน แต่กลับ เห็นสอดคล้องนโยบายของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามว่า นอกจากผู้หญิงมีความรู้สูงแล้วยังช่วยสร้างแม่บ้านที่ดีให้แก่ครอบ ครัวมีประโยชน์ต่อสามี ซึ่งมีผู้หญิงบางกลุ่มรู้สึกมีปัญหาในความ ไม่เท่าเทียมจากนโยบายอุดมการณ์แม่ศรีเรือน จากการเชิดชู บทบาทเมียและแม่ การใช้ผู้หญิงเป็นเครื่องมือในการสร้างชาติ หลังเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ สมาชิกสภา นิติบัญญัติที่ได้รับการแต่งตั้งและมีผู้หญิงจำนวน ๑๙ คน ได้ส่ง หนังสือถึงสมาชิกสภานิติบัญญัติช่วยสนับสนุนให้มีการระบุใน รัฐธรรมนูญ เรื่อง หญิงชายมีสิทธิเท่าเทียมกัน การทำงานของ กลุ่มผู้หญิงสภาสนามม้าทำให้รัฐธรรมนูญปีพ.ศ. ๒๕๑๗ ใน มาตรา ๒๘ ระบุชัดเจนว่า “หญิงและชายมีสิทธิเท่าเทียมกัน” ในปีถัดมา พ.ศ. ๒๕๑๘ ผู้หญิงได้รับการแต่งตั้งเป็น วุฒิสมาชิก ๙ คน และส.ส.หญิงได้ร่วมกันอภิปรายแสดงความ คิดเห็นแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ หลัง
๒๓๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ กฎหมายผ่านวุฒิสภาออกมาอยู่ที่นายกรัฐมนตรีขณะนั้นคือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ทรงลงพระปรมาภิไธย และส่งกลับมาใน วันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ แต่เมื่อเกิด เหตุการณ์ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลลาออก เมื่อนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้นำเรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ ปีพ.ศ. ๒๕๑๙ ออกมาประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ วันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ อาจกล่าวได้ว่า ช่วงเวลาการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ จนถึงเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ กลุ่มผู้หญิงชั้นนำ ชั้นกลางได้เข้ามามีส่วนร่วมการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องสิทธิ สตรีอย่างเป็นระบบ กลุ่มผู้หญิงที่มีความรู้ทางกฎหมายมี ความสามารถได้ร่วมมือกันทำงานอย่างแข็งขันต่อเนื่อง เปรียบได้ กับการทำงานของนักสตรีนิยมที่มีแนวคิดเสรีนิยม ที่เชื่อว่าหญิง ชายมีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน มีความเท่าเทียมกันระหว่างหญิง ชายแต่มุ่งเน้นในการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งในช่วงเวลาของการทำงาน ที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นว่าการทำงานเรื่องสิทธิสตรีและความ เสมอภาคหญิงชายไม่สามารถบรรลุให้เกิดความเสมอภาคที่ แท้จริงได้จากเพียงการแก้ไขกฎหมาย จำเป็นต้องมีการรื้อถอน เปลี่ยนแปลงความคิดความเชื่อแบบชายเป็นใหญ่ การเปลี่ยน โครงสร้างอำนาจในสังคม ที่เป็นอุปสรรคต่อการบรรลุความเสมอ ภาคหญิงชายที่แท้จริงและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
๒๓๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ บทบำทหญิงในกำรขับเคลื่อนกำรเมืองและ ประชำธิปไตย นอกจากการขับเคลื่อนในเรื่องสิทธิความเสมอภาค ระหว่างหญิงชายแล้ว หญิงไทยยังมีบทบาทเข้าร่วมกับขบวนการ ทางสังคมการเมือง เช่น ขบวนการเสรีไทยในช่วงสงครามโลกครั้ง ที่สอง ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ เป็นต้น ขบวนการเสรีไทย เกิดขึ้นช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่างปีพ.ศ. ๒๔๘๔ - ๒๔๘๘ เพื่อต่อต้านการเข้ามารุกราน ของกองทหารญี่ปุ่น ซึ่งปรีดี พนมยงค์ เป็นหัวหน้าเสรีไทย นอกจากในประเทศแล้วยังมีสมาชิกสายอเมริกาและอังกฤษ โดย มีนักเรียนไทยเข้าร่วมทั้งหญิงและชาย เช่น ผู้เข้าร่วมเสรีไทยสาย อังกฤษมีภูมิหลังอันหลากหลายนับแต่ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพ พรรณี ม.จ.ผ่องผัสมณี (สวัสดิวัฒน์) จักรพันธุ์ หม่อมเสมอ สวัสดิ วัฒน์ สุภาพ ยศสุนทร (รักตประจิต) บุปผา บุรี และอนงค์ แต้สุจิ เป็นพยาบาลอาสาสมัครอยู่ในกองทัพอังกฤษ ขณะที่ เสรีไทยสาย อเมริกา มีผู้เข้าร่วมเช่น จินตนา ยศสุนทร (นาควัชระ) กรองทอง ชุติมา พูนทรัพย์ นพวงศ์ (ไชยง) อัมพร มีศุข (ชัยปราณี) ซึ่งใน ขณะนั้นเป็นนักศึกษาหญิงคนแรกของประเทศไทยที่เข้าเรียน มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด อุบล หุวะนันทน์ (คุวานเสน) ซึ่งต่อมา บุคคลกลุ่มนี้ได้มีบทบาทสำคัญในการร่วมพัฒนาประเทศหลาย ด้าน สมาชิกเสรีไทยที่เป็นหญิงหลายคนอยากสมัครเป็นทหาร แต่เพราะเป็นผู้หญิงจึงไม่อาจทำได้ จึงเป็นเพียงผู้ช่วยถอดรหัสส่ง ข่าวทางวิทยุประกาศข่าวให้คนไทยได้ทราบความคืบหน้าของ สงคราม ช่วยแปลแผนที่และสอนภาษาไทยให้ทหารฝ่าย
๒๓๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ สัมพันธมิตร ลักลอบพาเชลยศึกหนีออกนอกประเทศไทย พูนศุข พนมยงค์ ร่วมคณะเสรีไทยในประเทศ มีบทบาทอำนวยความ สะดวกสมาชิกเสรีไทยที่มาประชุมที่บ้าน ช่วยฟังข่าวสารติดตาม สถานการณ์ จดข่าว ถอดรหัสเขียนรหัสด้วยลายมือตัวอักษรพิมพ์ ใหญ่ภาษาอังกฤษจากวิทยุต่างประเทศ แล้วนำเข้ารหัสไม่ให้ถูก จับได้หรือรักษาความลับ การทำงานในขบวนการเสรีไทยของ พูนศุข พนมยงค์ และฉลบชลัยย์ (มหานีรานนท์) พลางกูร (พ.ศ. ๒๔๕๙ - ๒๕๖๐) ซึ่งเป็นภรรยาของนายจํากัด พลางกูร เลขาธิการขบวนการเสรี ไทยผู้ได้รับมอบหมายสำคัญให้เดินทางไปจุงกิงประเทศจีนเพื่อเข้า พบผู้แทนสัมพันธมิตรและได้เสียชีวิตอยู่ที่จีนก่อนสงครามสิ้นสุด พูนศุขและฉลบชลัยย์สนิทสนมใกล้ชิดไว้วางใจเป็นเหมือนคนใน ครอบครัวเดียวกันจากการทำงานร่วมกันของสามี ทั้งสองคนได้ ช่วยงานปรีดี พนมยงค์ ซึ่งขณะนั้นยังเป็นผู้สำเร็จราชการพระองค์ ดูแลความปลอดภัยพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ แต่หลังจาก สงครามโลกสงบลงได้ปีเดียว เกิดเหตุการณ์สวรรคตของรัชกาลที่ ๘ ปรีดีถูกฝ่ายการเมืองป้ายความผิดจนเกิดรัฐประหาร มีทหาร นำรถถังมายิงที่ทำเนียบท่าช้างอันเป็นที่พำนักของปรีดี เป็นการ คุกคามความปลอดภัยของพูนศุขและลูก ๆ รวมทั้งฉลบชลัยย์ ที่ ร่วมพำนักด้วยกัน พูนศุข พนมยงค์ มีบทบาทสำคัญในการพาปรีดี ออก นอกประเทศได้สำเร็จปลอดภัย จนสามารถลี้ภัยอยู่ในประเทศจีน ต่อมาพูนศุขและปาลลูกชายคนโตได้ถูกจับข้อหากบฎสันติภาพใน ปีพ.ศ. ๒๔๙๕ โดยพูนศุขได้เขียนอธิบายไว้ว่า
๒๓๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ “ปาลได้ขอให้ข้าพเจ้าร่วมเซ็นชื่อคัดค้าน สงคราม เรียกร้องสันติภาพสากล ข้าพเจ้าเซ็นชื่อใน กระดาษที่มีผู้ลงนามก่อนหน้านี้อย่างไม่รีรอ ไม่ต้องปลุก ระดม ไม่ต้องอธิบายเหตุผล ข้าพเจ้ายังจำเหตุการณ์ใน สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้ ภาพทหารญี่ปุ่นยาตราทัพ เข้ามาในแผ่นดินไทย ภาพเปลวไฟสีแดงฉานจากระเบิดที่ ทิ้งลงตรงสถานีรถไฟบางกอกน้อย ภาพตัวเองที่อุ้มลูก สาวคนเล็กลงหลุมหลบภัยอย่างชุลมุน ภาพของคนที่ต้อง สูญเสียผู้เป็นที่รักในยามสงคราม...ข้าพเจ้าถูกพันธนา การด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าหนักอึ้ง และยิ่ง รัดแน่นเป็นเวลา ๘๔ วันเต็ม มีโซ่ตรวนที่ถูกเชื่อมด้วย เหล็กอันเย็น แต่ก็มีที่ถูกเชื่อมด้วยวัตถุอื่น ๆ ที่แข็ง เหมือนกัน... ข้าพเจ้าค่อย ๆ ทบทวนตนเองว่าทำผิด อะไรหรือ ถึงถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏภายในและภายนอก ราชอาณาจักร แค่การลงชื่อนั้นเรียกว่าเป็นกบฏได้หรือ แต่หลังจากเริ่มกระบวนการสอบสวนสาเหตุการจับกุม ปรากฏออกชัดขึ้นนายตำรวจที่ทำการสอบสวนพระพินิจ ชนคดีสนใจถามแค่คำถามเดียว คือท่านปรีดีอยู่ที่ไหน” ในการระลึกถึงช่วงนั้นท่านผู้หญิงพูนศุขเขียนว่า ตนเอง อยากทราบเหมือนกัน เพราะว่าไม่ได้ติดต่อกับท่านปรีดีตั้งแต่วันที่ ลี้ภัยออกจากประเทศไทย ท่านผู้หญิงพูนศุขได้รับการปล่อยตัว วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๖ หลังจากอัยการมีความเห็นว่าหลัก ฐานไม่พอ แม้กรมตำรวจจะเสนอให้ฟ้องว่าเป็นกบฏ ท่านผู้หญิง พูนศุขเขียนว่า “รู้สึกบอบช้ำทางจิตใจและร่างกายเป็นอย่างมาก”
๒๓๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ความเข้มแข็งไม่ท้อแท้ ทำให้ท่านปรีดีเขียนถึงท่านผู้หญิง พูนศุข ไว้ว่า “บทบาทท่านผู้หญิงพูนศุขไม่ใช่เป็นแต่ว่าภรรยาและ แม่ แต่ชีวิตของท่านผู้หญิงพูนศุขมีบทบาทเชื่อมโยงระหว่างโลก การเมืองและชีวิตส่วนตัว ท่านผู้หญิงพูนศุขต่อสู้เพื่อประชา ธิปไตย การถูกจับในข้อหากบฏสันติภาพ ท่านผู้หญิงพูนศุขมี ความกล้าหาญและการเสียสละไม่ได้เป็นแค่เรื่องการเมือง แต่เป็น เรื่องส่วนตัวที่ลึกซึ้งด้วย” อาจกล่าวได้ว่า ผู้หญิงในขบวนการเสรีไทย ท่านผู้หญิง พูนศุข ครูฉลบชลัยย์ คุณหญิงอัมพร คุณหญิงสุภาพและอีกหลาย คนที่ไม่ได้กล่าวถึง ได้เข้าร่วมการต่อสู้เพื่อชาติบ้านเมืองเช่น เดียวกับชาย ทำงานเคลื่อนไหวทางการเมือง เสี่ยงชีวิตทำงานเพื่อ ประเทศชาติ ทำงานเพื่อความเป็นธรรมช่วยเหลือครอบครัว ผู้ประสบภัยทางการเมือง ร่วมสร้างชาติประชาธิปไตย และ ปกป้องประเทศให้พ้นจากภาวะประเทศที่แพ้สงคราม ไม่ได้ คำนึงถึงชีวิตของตนเองมิได้เห็นว่าการเป็นหญิงจะเป็นอุปสรรค ต่อการทำงาน แม้ต้องรับผิดชอบทั้งงานนอกบ้านและงานในบ้าน ทำงานได้เสมอชายชาตรีสามารถจัดการงานได้ทั้งในพื้นที่ สาธารณะและพื้นที่ส่วนตัว แม้จะไม่ได้มีตำแหน่งบทบาทที่สำคัญ ทางการเมืองในพื้นที่สาธารณะแต่ผู้หญิงในขบวนการเสรีไทยก็ได้ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มแข็งมุ่งมั่นในการต่อสู้เพื่อดำรงความ เป็นเอกราชของประเทศ ท่านผู้หญิงพูนศุข เป็นตัวอย่างของหญิง แห่งยุคสมัยการเปลี่ยนแปลง แม้จะได้รับผลกระทบรุนแรงจาก การแย่งชิงอำนาจ ทำให้ต้องหลบลี้ภัยไปใช้ชีวิตในต่างแดนและมี โอกาสกลับมาพำนักในประเทศไทยหลังการสิ้นชีวิตของสามี ประสบการณ์ชีวิตผ่านหนาวผ่านร้อนทำให้เห็นถึงความเข้มแข็ง
๒๓๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ของผู้หญิงที่เป็นผู้ร่วมเดินทางของปรีดี พนมยงค์ ซึ่งได้รับการยก ย่องว่าเป็นรัฐบุรุษอาวุโสของประเทศไทย ขบวนกำรนักศึกษำหญิง และขบวนผู้หญิง นับแต่เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ นักศึกษาเข้ามามี ส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น นักศึกษาหญิงและผู้นำแรงงานหญิง หลายคนมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ความ เป็นธรรมในสังคม ระหว่างปีพ.ศ. ๒๕๑๖ - ๒๕๑๙ ที่สำคัญคือ เคลื่อนไหวเรื่องสวัสดิภาพการทำงาน รวมทั้งค่าจ้างของกรรมกร หญิง ในปีพ.ศ. ๒๕๑๘ มีการนัดหยุดงานของกรรมกรหญิง โรงงานฮาร่า เพื่อขอขึ้นค่าแรงและให้นายจ้างปรับปรุงสวัสดิการ กรรมกรหญิงที่ประท้วงถูกไล่ออก การเรียกร้องบานปลายจนมี การยึดโรงงานเพื่อผลิตเสื้อผ้าออกมาขายเองของคนงาน มีการ ขายหุ้นให้ประชาชน และขายสินค้าในราคาถูก ตั้งชื่อโรงงานว่า “สามัคคีกรรมกรมีการจับกุมกรรมกรหญิงฮาร่า ในท่ามกลาง ความขัดแย้งและความรุนแรงได้มีกรรมกรหญิงแสตนดาร์ดการ์ เม้นท์ถูกทำร้าย และ สำราญ คำกลั่น ได้ถูกยิงเสียชีวิต ซึ่ง เนาวรัตน์ พงศ์ไพบูลย์ ได้เขียนบทกวีรำลึกการเสียชีวิตของเธอไว้ ส่วนหนึ่งว่า “เธอตาย เพื่อจะปลุก ให้คนตื่น เธอตาย เพื่อผู้อื่น อีกหมื่นแสน เธอคือดิน ก้อนเดียว ในดินแดน แต่จะหนัก และจะ แน่น เต็มแผ่นดิน” นอกจากนี้ยังได้มีการจับกุมนักศึกษาและ กล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ที่ย่านโรงงานในอ้อมน้อย นักศึกษาหลายสถาบันภายใต้ชื่อกลุ่มผู้หญิงมหาวิทยาลัย ให้ความสนใจปัญหาผู้หญิงและปัญหาการเมือง ออกมาคัดค้าน
๒๓๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ สงครามเวียดนาม ระบอบเผด็จการ มีการเดินขบวนของนักศึกษา แรงงาน ชาวนา ขับไล่เผด็จการออกนอกประเทศ กระทั่งเกิด เหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ มีผู้หญิงราว ๒๐๐ คนถูกจับกุมขัง นักศึกษาหญิงถูกทำร้ายและมีการล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งสุชีลา ตันชัยนันท์ได้เขียนไว้ในเปิดบันทึก นักโทษหญิง 6 ตุลา“ไอ้สัตว์ มึงหรือวะอีคอมฯ นมมึงเหมือนคนเขาไหมวะ หญิงสาวเบือนหน้า หนีขณะที่ถอยตัวให้ห่างจากหน้าต่างรถ แต่มันยังช้ากว่ามือของ เหล่าสัตว์ป่าที่เอื้อมเข้ามาขยำและบีบเค้นตรงหน้าอกของเธอ น้ำตาอุ่น ๆ ไหลเป็นทางยาวอาบแก้มทั้งสองข้างของผู้เขียน นี่มัน ทำราวกับเราเป็นเชลยศึกในสงคราม ไม่มีเวลาใดอีกแล้วที่เราต้อง อยู่ในสภาพที่ขมขื่นและถูกรังแกหนักหนาเท่านี้…” ในช่วงเวลาที่ยากลำบากมีผู้ประสบปัญหา ครูฉลบชลัยย์ (มหานีรานนท์) พลางกูร เป็นผู้มีบทบาทสำคัญคอยดูแลช่วยเหลือ สมาชิกในครอบครัวที่ประสบภัยการเมือง ที่ได้ทำมานับตั้งแต่ เหตุการณ์รัฐประหารปีพ.ศ. ๒๔๙๐ ที่ทำให้สี่รัฐมนตรีจากภาค อีสานถูกฆ่าจนเสียชีวิต โดยครูฉลบชลัยย์ได้ดูแลลูกสาวของชิต สิงหเสนี ผู้ต้องหากรณีสวรรคตของรัชกาลที่ ๘ หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ครูฉลบชลัยย์ได้เดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจและนำอาหาร ซึ่งได้ลงมือทำเองไปมอบให้นักศึกษา โดยได้บันทึกว่า “ไปเยี่ยม นักศึกษาพวกนี้ทุกสัปดาห์ทั้ง ๓ แห่ง บางเขน บางขวาง ลาดยาว ตามวันที่ทางการอนุญาต โดยนำอาหารทั้งแห้งและสดไปด้วย ดิฉันทำแบบ SYSTEMATIC ทีเดียว เพื่อกันมิให้ลืมและสับสน โดยขีดเป็นตารางไว้ว่า สัปดาห์นั้น วันที่เท่านั้น ได้เอาของแห้ง และของสดอะไรไป ของที่เอาไปนั้นจะเหมือนกัน ๓ แห่ง เช่น ของแห้งจะมี น้ำปลา น้ำมัน น้ำตาล เกลือ กุ้งแห้ง กระเทียมเจียว
๒๓๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ และของเค็มต่างๆ ส่วนอาหารสดก็เช่นข้าวราดหน้าต่างๆ ข้าวมัน ไก่ ข้าวยำ ข้าวหมกไก่ ข้าวผัด ข้าวคลุกกะปิ ก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย ผัดซีอิ๊ว ราดหน้า ลูกชิ้นเนื้อวัว ผัดมักโรนี และแกงเผ็ดต่างๆ โดยมากจะถามว่า ใครอยากกินอะไร ก็จะทำให้ตามนั้น หน้าร้อน บางทีก็ทำข้าวแช่ด้วย พวกขนมก็เป็นของแห้ง ๆ และผลไม้” บรรดานักศึกษาต่างเรียกขานเธอว่าคุณป้า ครูองุ่น มาลิก (พ.ศ. ๒๔๖๐ - ๒๕๓๓) เป็นผู้หญิงที่มี บทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวประชาธิปไตย และให้ความ ช่วยเหลือดูแลนักศึกษา ก่อนเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ครูองุ่นทำวารสารสิ่งพิมพ์ และกลุ่มละครของนักศึกษา เป็น สมาชิกสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หลังจากเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ได้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองความ ไม่เป็นธรรม ทำให้ถูกจับตอนเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ถูกข้อหาว่าเป็นภัยต่อสังคม ขังคุกอยู่ราว ๖๐ วัน จึงได้รับการ ปล่อยตัว ครูองุ่นให้ใช้บ้านในซอยทองหล่อเป็นพื้นที่พบปะของ หนุ่มสาวที่ออกจากป่าเรียกว่า สวนอัญญา และยังมอบที่ดินให้ จัดตั้งสถาบันปรีดี พนมยงค์ ครูองุ่นเขียนรายงานพฤติกรรมก่อน ถูกปล่อยตัวว่า“การทำงานเพื่อช่วยบุคคลที่ตกทุกข์และมีปัญหา เป็นปัจจัยชีวิตของข้าพเจ้า” การเคลื่อนไหวทางการเมืองได้หยุดชะงักหลังจาก เหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ พร้อมกับการเดินทางเข้าป่าของ นักศึกษาทั้งหญิงชายเพื่อเข้าร่วมการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทย กระแสการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิสตรีได้ เริ่มต้นกลับมาในปีพ.ศ. ๒๕๒๓ หลังการประชุมกึ่งทศวรรษสตรี ที่กรุงโฮเปนเฮเกน ได้มีการริเริ่มจัดตั้งกลุ่มเพื่อนหญิง โดยเป็น
๒๓๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ การรวมกลุ่มของผู้หญิงจากหลายภาคส่วน ทั้งองค์กรเอกชน อาจารย์มหาวิทยาลัย นักศึกษาและผู้ใช้แรงงาน โดยได้มีการจัด งานเฉลิมฉลองวันสิทธิสตรี ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ ที่หน้า กระทรวงยุติธรรมหน้าศาลอาญา เป็นครั้งแรก ต่อมาได้เกิดกลุ่ม องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ทำงานเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ของผู้หญิงอย่างจริงจัง เช่น กลุ่มเพื่อนหญิง ศูนย์ข่าวผู้หญิง มูลนิธิผู้หญิง เป็นการเริ่มต้นการทำงานเรื่องผู้หญิงอย่างเข้มข้น ของภาคประชาสังคม ในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิความเสมอภาค หญิงชายอย่างต่อเนื่อง เรียกร้องต่อรัฐบาล ให้มีกฎหมาย นโยบาย ที่ส่งเสริมความเสมอภาค คุ้มครองผู้หญิงอย่างแท้จริง บทสร ุป เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีตผ่านการบันทึกเรื่องเล่าของ แต่ละยุคสมัยจะพบว่าผู้หญิงทุกชนชั้น ต่างมีบทบาทแข็งขันทั้งใน พื้นที่ส่วนตัว และพื้นที่สาธารณะ ที่ทางของหญิงมิได้อยู่ในก้นครัว เท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในด้านการผลิต การค้าขาย ขับ เคลื่อนเศรษฐกิจของครอบครัว ชุมชนและบ้านเมือง สามารถส่ง เรือสำเภาไปทำการค้าขายยังต่างประเทศ เป็นผู้เจรจาการค้า ใน การปกป้องแผ่นดินก็เคยออกรบทำศึกสงครามสละชีพเพื่อปกป้อง กษัตริย์ และยังเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระเจ้าแผ่นดิน ใน ภาพรวมหญิงไทยมีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจมาแต่ในอดีต มี อิสระเสรีในการเดินทางทำมาค้าขายต่างถิ่น เป็นคู่เจรจาทาง การค้า เป็นผู้จัดการ เป็นกำนันตลาด เป็นผู้เก็บภาษีอากรของ พระคลัง เป็นแรงงานรับจ้าง เจ้าของโรงสี ทาสหญิง หญิงโสเภณี นับได้ว่าหญิงแบกรับกิจกรรมทางการค้าขาย การผลิต จนมีการ