๔๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ จนถึงแก่กรรม พระสารประเสริฐ ได้เขียนถึงท่านว่า “ข้าพเจ้าเป็น พระผู้น้อยในสมัยนั้นเคยมีโอกาสสนทนาธรรมกับท่าน จึงรู้จัก เลื่อมใสในภูมิธรรมแห่งท่านมาแต่เดิม...ที่ข้าพเจ้าว่ามีความรู้ในศา สนธรรมชั้นสูงนั้นเพราะพระธรรมที่ท่านแตกฉานและเป็นที่ถูก อัธยาศัยนัก คือ พระมหาสติปัฏฐานสูตร อันแสดงบทธรรมลุ่มลึก และมีเนื้อความมาก โดยปริมาณก็เท่ากับสวดมนตร์ขึ้นบ้านใหม่ (เจ็ดตำนานพิสดาร) สักสองจบ ท่านจำได้หมด“ พระอาจารย์ มั่น ภูริทัตโตได้เดินทางมาร่วมงานพระราชทานเพลิงท่านน้อย เปาโรหิตย์ในเดือนพฤศจิกายน ๒๔๗๔ ด้วย คุณหญิงใหญ่ ดำรง ธรรมสาร (พ.ศ. ๒๔๒๙-๒๔๘๗) มีงานเขียน ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ หรือบางครั้งจัดพิมพ์ในชื่อ ๗ วันบรรลุธรรม ปุจฉา วิสัชนาว่าด้วย การปฏิบัติธรรม อันประกอบด้วยธรรมะ ๕ บทมีชื่อ ๑) ปฏิปัตติ นิเทศ ๒) ปฏิปัตติวิภาค ๓) ปฏิปัตติวิภังค์ ๔) ปฏิปัตติปุจฉา วิสัชนา ๕) ปฏิปัตติวิภัชน์ ซึ่งเป็นบทสนทนาธรรมที่มีคุณค่าและ ผู้ประพันธ์ต้องมีความรอบรู้ธรรมะ และมีการอ้างอิงพระไตรปิฎก ตลอด จัดพิมพ์ในช่วง พ.ศ. ๒๔๗๕-๒๔๗๗ แต่เดิมเข้าใจว่าเป็น บทสนทนาธรรมระหว่างพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต (พ.ศ. ๒๔๑๓- ๒๔๙๒) กับพระธรรมเจดีย์ (จูม พนธโล พ.ศ. ๒๔๔๙-๒๕๐๔) และบางบทเข้าใจว่าเป็นงานเขียนของพระอาจารย์ลี ธมมธโร (พ.ศ. ๒๔๔๙-๒๕๐๔) มาร์ติน ซีเกอร์ และ นริศ จรัสจรรยาวงศ์ ใช้เวลาค้นหาผู้ประพันธ์เป็นเวลาร่วมทศวรรษจนได้พบหลักฐาน จากการจัดพิมพ์หนังสือ ตัดบ่วงกรรม พ.ศ. ๒๕๐๗ เพื่อเป็น อนุสรณ์งาน ๖๐ ปีของประสพ ดำรงธรรมสารซึ่งเป็นบุตรเลี้ยง โดยได้ระบุว่าคุณหญิงใหญ่ เป็นผู้ประพันธ์บทความธรรมะทั้ง ๕ บท และขอให้ผู้ที่นำไปจัดพิมพ์เผยแพร่ได้ระบุชื่อผู้เขียนเพื่อเป็น
๔๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เกียรติแก่คุณหญิงใหญ่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ในบั้นปลายหลังจากสามี ถึงแก่กรรมและได้จัดพิธีศพในปลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ คุณหญิงใหญ่ได้ บวชเป็นชีและได้สร้างที่พำนักเพื่อปฏิบัติธรรมใกล้วัดธรรมิการาม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งตนและสามีได้สร้างไว้ และยังได้แสดง ธรรมที่ละเอียดลึกซึ้งแม่นในหลักธรรมและพระธรรมบทแก่พระที่ วัดด้วย คุณหญิงใหญ่เสียชีวิตในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่ จังหวัดราชบุรีหลังจากมางานศพมิตรร่วมปฏิบัติธรรม คุณนาย ถาง คชะสุต (พ.ศ. ๒๔๐๑-๒๔๘๗) ที่วัดสัตนารถปริวัติ จังหวัด ราชบุรี ซึ่งคุณนายถางได้มาสร้างกุฏิใกล้วัดเพื่อปฏิบัติและสนทนา ธรรม คุณหญิงใหญ่ได้เชิญพระภิกษุมาสวดมนตร์บทสติปัฏฐาน และสนทนาธรรมเสร็จแล้วได้กล่าวว่า “ขอทิ้งสังขารไว้ที่นี่” หลัง ก้มกราบก็ได้จากโลกนี้ไป โดยที่ไม่มีใครทราบว่าท่านเป็น ผู้ประพันธ์งานที่สำคัญเกี่ยวกับธรรมะในสมัยที่การอ่านและเขียน หนังสือของผู้หญิงยังมีข้อจำกัด ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ ซึ่งเป็นงาน เขียนสนทนาธรรมแนวปุจฉา วิสัชนาว่าด้วยการปฏิบัติธรรม และ การบรรลุธรรม อาจเป็นการรวบรวมบทสนทนาธรรมระหว่าง คุณหญิงใหญ่กับคุณนายถาง ผู้เป็นมิตรร่วมปฏิบัติธรรมและ แลกเปลี่ยนสนทนากันอย่างต่อเนื่อง เป็นที่น่าสังเกตว่าสมเด็จ พระพุทธโฆษาจารย์ซึ่งเป็นผู้ตรวจแก้หนังสือที่คุณหญิงใหญ่บอก ให้คนเขียนนั้นมิได้แพร่งพรายให้ผู้ใดรู้ว่าหนังสือที่มีคุณค่าและ ได้รับคำยกย่องนี้เป็นผลงานของคุณหญิงใหญ่เพราะอาจจะ ตระหนักถึงอคติทางเพศต่อหญิงในการศึกษาและบรรลุธรรมที่มี มาแต่ครั้งพุทธกาลซึ่งจะทำให้เป็นอุปสรรคในการนำงานเขียนมา เผยแพร่ในวงกว้าง
๔๒ I ผู้Āญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ผู้หญิง ผู้เผยแพร่ธรรมะและการปฏิบัติธรรมร่วมสมัย นอกจากเป็นผู้ýึกþาเล่าเรียนปฏิบัติธรรมเพื่อการĀลุด พ้นทุกข์แล้ü ผู้Āญิงที่รอบรู้อย่างลึกซึ้งในแก่นของธรรมะได้ เกื้อĀนุนĀญิงชายใĀ้เข้าถึงธรรมด้üยการเผยแพร่อย่างเป็นระบบ ทั้งจัดอบรมและจัดรายการทางÿื่อต่างๆ นอกจากนั้นยังÿร้างพื้นที่ ใĀ้ผู้Āญิงมีโอกาÿปฏิบัติธรรมอย่างปลอดภัย Āญิงผู้เผยแพร่ ธรรมะได้รับการยอมรับจากÿาธารณชนและมีการเผยแพร่ผลงาน ของท่านอย่างต่อเนื่อง เช่น อุบาÿิกากี นานายน (พ.ý. ๒๔๔๔ – ๒๕๒๑) เป็นที่รู้จักในนามü่า ก.เขาÿüนĀลüง ราชบุรีเรียนรู้และ ÿนใจการปฏิบัติธรรมจากการอ่านและบทÿüดมนตร์ ýรัทธาใน ท่านพุทธทาÿและได้ÿนทนาธรรมกับท่านจนได้รับยกย่องü่าเป็นผู้ ไม่กลัüตาย และยังได้เคยร่üมการÿนทนาธรรมระĀü่างคุณĀญิง ใĀญ่ และคุณนายถาง ที่กุฏิพำนักใกล้üัดÿัตนารถปริüัติด้üย ท่าน ได้เดินทางจากราชบุรีมายังนนทบุรีโดยพายเรือมากับน้องÿาüใช้ เüลา ๓ üันเมื่อทราบข่าüเรื่องนายนรินทร์ ภาþิตบüชลูกÿาüเป็น ภิกþุณีที่üัตร์นารีüงý์ ต่อมาได้เปิดÿำนักปฏิบัติธรรมที่เขาÿüน Āลüงรับเฉพาะผู้ĀญิงเพราะเĀ็นü่าการปฏิบัติแบบพระป่ามีปัญĀา เรื่องคüามปลอดภัยÿำĀรับผู้Āญิง ÿำนักของท่านนุ่งผ้าÿีดำ ÿüม เÿื้อขาüและโกนผม แต่ไม่บüชเป็นชี แม้จะตาบอดÿนิทเมื่ออายุ ๕๘ ปีก็มิได้ทุกข์ร้อนĀüั่นไĀüยังคงเผยแพร่ปฏิบัติธรรมเพราะชีวิต ของการปฏิบัติธรรมเปŨนชีวิตของการตŠอสูšกับกิเลสทุกๆประเภท ÿำนักปฏิบัติธรรมท่านก.เขาÿüนĀลüงยังคงดำเนินการเผยแพร่ ปฏิบัติธรรมมาจนถึงปัจจุบัน อุบาÿิกาคุณรัญจวน อินทรกำแĀง (พ.ý. ๒๔๖๒-๒๕๕๙) ได้รับคำแนะนำใĀ้เริ่มปฏิบัติธรรมในช่üงยัง รับราชการกับท่านกี นายายนจนท่านÿิ้นจึงได้ไปปฏิบัติธรรมกับ
๔๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ อาจารย์ชา สุภัทโท (พ.ศ. ๒๔๖๑-๒๕๓๕) โดยขอสวมนุ่งผ้าถุงดำ และเสื้อขาว ถือศีล ๘ เช่นที่สำนักก.เขาสวนหลวงเนื่องจากเรียบ ง่ายและมีความเลื่อมใสท่านกี นายายน อาจารย์ชาได้ขอให้ท่าน ย้ายที่พำนักจากวัดถ้ำแสงเพชรมาอยู่ที่วัดหนองป่าพงเพราะเรื่อง ความปลอดภัย เมื่ออาจารย์ชาป่วยอาพาธและได้ละสังขารท่านได้ ขอรับการปฏิบัติธรรมจากท่านพุทธทาสที่สวนโมกขพลาราม โดย ได้เรียนและช่วยงานเผยแพร่บรรยายธรรมกับท่านพุทธทาสที่สวน โมกขพลารามจนท่านละสังขารจึงได้ย้ายไปปฏิบัติธรรมที่จังหวัด สกลนครจนวาระสุดท้ายของชีวิต โดยพื้นฐานของการเป็นครูท่าน ได้จัดรายการธรรมสนทนาทางโทรทัศน์ช่อง ๑๑ เป็นเวลาร่วม ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๓๐-๒๕๕๐) ได้รับการยกย่องว่าพูดธรรมะเข้าใจ ง่ายแต่ถึงแก่นของพระธรรม โดย ม.ร.ว.คึกฤทธ์ ปราโมช (พ.ศ. ๒๔๕๔ - ๒๕๓๘) ชมว่าไม่เคยเห็นรายการศาสนาใดๆที่ออกมา ทางโทรทัศน์ดีเท่ารายการนี้ อุบาสิกาคุณรัญจวน มีหลักในการ เผยแพร่ธรรมะว่าต้องให้ผู้ฟังได้มีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง ถึงหัวใจของพระพุทธศาสนาจึงจะสามารถนำมาปฏิบัติจนเกิด ความสุขสงบเย็นที่แท้จริงได้ ท่านเคยให้สัมภาษณ์ว่า “ถ้าดิฉัน กลับไปเป็นครูได้ใหม่อีกครั้ง ดิฉันจะไม่สอนลูกศิษย์แต่เพียงว่าให้ เป็นคนดีแต่จะสอนให้มีสติปัญญาที่ฉลาดกว่านั้นจะช่วยอบรมช่วย หล่อหลอมช่วยกระตุ้นให้เขาเป็นคนมีจิตใจเข้มแข็ง แข็งแกร่ง พอที่จะยืนอยู่ได้ด้วยการกระทำที่แน่ใจว่าถูกต้อง คำว่า “ถูกต้อง” ในที่นี้คือถูกต้องโดยธรรมเพราะการกระทำนั้นเป็นประโยชน์ทั้ง ต่องานที่ทำและผู้ที่เกี่ยวข้อง ตัวผู้ทำเองก็ไม่ทุกข์มีแต่ความเบิก บานแจ่มใสเพราะมันอิ่มใจ พอใจว่าสิ่งที่ได้ทำลงไปด้วยความ แน่ใจว่าถูกต้องนี้จะมีคนได้รับประโยชน์โดยไม่จำเป็นต้องมีใครมา
๔๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ รู้เห็นว่าเป็นการกระทำของเรา” ขณะปฏิบัติธรรมะที่สวนโมก ขพลารามท่านพุทธทาสได้มอบหมายให้ท่านจัดดำเนินโครงการ ธรรมาศรมธรรมมาตาเพื่อเป็นอาศรมให้เพศแม่ได้มีโอกาสศึกษา ธรรมและปฏิบัติธรรมได้เต็มที่แล้วเผยแพร่และสืบอายุ พระพุทธศาสนาเป็นการเสริมแทนภิกษุณีบริษัทที่ยังขาดอยู่ ซึ่ง ท่านได้ดำเนินการร่วมกับคณะทำงานในรูปแบบการฝึกอบรมและ สร้างหลักสูตรการสอนที่จะทำให้ผู้หญิงสามารถฝึกปฏิบัติธรรมได้ อย่างต่อเนื่อง นอกจากงานสอนการฝึกปฏิบัติธรรมสำหรับคนไทย และต่างชาติแล้ว ท่านยังมีงานเขียนเผยแพร่ธรรมะหลายเล่ม เช่น ลอยธรรมะมาลัย ศิลปการดำเนินชีวิต สวนโมกข์ทำไม ทำไมสวน โมกข์ เป็นต้น อาจารย์แนบ มหานีรานนท์ (พ.ศ. ๒๔๔๐- ๒๕๒๖) สนใจพุทธศาสนามาแต่เยาว์วัยและได้เรียนวิปัสสนา กรรมฐานจากท่านภัททันตะวิลาสมหาเถระ (พ.ศ. ๒๔๓๙- ๒๔๙๐) พระภิกษุชาวพม่าที่เผยแพร่การสอนวิปัสสนากรรมฐาน ควบคู่ไปกับการศึกษาพระอภิธรรมในประเทศไทย เพราะการจะ พ้นชาติทุกข์ต่างๆ ได้นั้นความเข้าใจแต่ทางปริยัติธรรมฝ่ายเดียว นั้นไม่สามารถจะพ้นจากชาติทุกข์และทุกข์ต่างๆได้ต้องอาศัยทาง ปฏิบัติจึงจะพ้นได้ อาจารย์แนบจึงได้เรียนทั้งพระอภิธรรมและ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน อาจารย์แนบได้เรียบเรียงหนังสือ แนวปฏิบัติธรรมและวิปัสสนาภูมิชื่อ ความเบื้องต้น เพื่อเผยแพร่ แนวทางปฏิบัติธรรมด้วย ต่อมาได้ริเริ่มการเรียนสอนพระอภิธรรม และตั้งสำนักปฏิบัติวิปัสสนาหลายแห่งโดยท่านร่วมเป็นอาจารย์ สอน และมีการจัดตั้งสมาคมศูนย์ค้นคว้าทางพระพุทธศาสนาและ สมาคมสงเคราะห์ทางจิต ณ วัดสระเกศ เมื่อท่านอายุ ๘๒ ปีผู้ ศรัทธาได้จัดตั้งมูลนิธิแนบ มหานีรานนท์ ซึ่งท่านได้เตือนว่าอย่า
๔๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ นำธรรมะไปซื้อขายพระพุทธเจ้าท่านให้เราด้วยความบริสุทธ์ มูลนิธิตั้งขึ้นเพื่อเป็นสถานศึกษาพระอภิธรรมและการปฏิบัติ ธรรมะวิปัสสนาที่ยังดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน แม่บุญเรือน โตงบุญ เติม (พ.ศ. ๒๔๔๐ – ๒๕๒๖)ได้เรียนสมถะวิปัสสนากรรมฐานจาก พระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทเทสโก พ.ศ. ๒๔๒๙ - ๒๕๑๐) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ (พ.ศ. ๒๔๖๐ - ๒๕๑๐) และได้ รับคำชมเชยว่าเข้าใจเนื้อความของธรรมะดีและเป็นผู้กล้าหาญ กล้าตอบ กล้าพูด มีปฏิภาณสามารถแสดงธรรมได้ละเอียดจาก สมถภาวนาเป็นวิปัสสนาภาวนา เมื่อสามีเสียชีวิต (พ.ศ. ๒๔๗๙) ได้บวชชีช่วงสั้นๆ ยิ่งอายุมากขึ้นก็มีความรู้ความสามารถจากการ เป็นหมอแผนโบราณ ในการช่วยเหลือผู้อื่นหายจากโรคภัยด้วย วิธีการอธิษฐานธรรม และมีชื่อเสียงว่ามีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ แม่ บุญเรือนถือศีล ๕ โกนศีรษะใส่เสื้อสีเทานุ่งผ้าดำและไม่ได้เป็นชี เพราะไม่ต้องการอยู่ในกฎของมหาเถรสมาคมซึ่งจะทำให้การใช้ ฤทธ ิ์อภิญญาณช่วยเหลือผู้อื่นเป็นไปได้ยาก แม้พระมหารัชชมังค ลาจารย์ได้อบรมว่าฤทธิ์เดชความอัศจรรย์จูงใจให้เกิดความ เชื่อมั่นได้ก็จริงแต่หาใช่ข้อมุ่งหมายแท้จริงทางพุทธศาสนาไม่ เพราะพุทธศาสนานั้นมุ่งสอนให้ปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นจากทุกข์ แม่บุญเรือนก็ยังได้ผลิตวัตถุมงคล เช่นพระพุทธรูปน้อย พระบรม ธาตุเจดีย์ ศิลาน้ำ ฯลฯ เพื่อคุ้มครองและให้โชคลาภแก่ผู้ศรัทธา เมื่อเจ็บป่วยแม่บุญเรือนปฏิเสธรับการรักษาพยาบาลหรือ อธิษฐานให้ตนเองเพราะ “ถ้าแม่อธิษฐานเพื่อตนเองก็อยากมีชีวิต อยู่อยากมีความสุขอยากพบสิ่งใหม่ๆ บนพื้นพิภพซึ่งล้วนเป็นกิเลส อันว่าสังขารร่างกายและใจหรือขันธ์ทั้ง ๕ นี้ไม่ใช่ตัวของเรา มัน เป็นเพียงเครื่องอยู่อาศัยชั่วคราวเท่านั้น เป็นเรือนทุกข์แม่ต้องการ
๔๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ออกไปจากเรือนทุกข์นี้” หลังจากละสังขารไปแล้วได้มีผู้ศรัทธา จัดสร้างอนุสรณ์ศาลาแม่บุญเรือน ที่วัดอาวุธวิกสิตาราม และพิพิธ ภัณท์คุณเม่บุญเรือน โตงบุญเติม ในศาลาทรงไทยวัดสัมพันธวงศ์ ที่บรรจุอัฎฐิธาตุของแม่บุญเรือน และจำหน่ายวัตถุมงคลรวมทั้ง รูปเหมือนแม่บุญเรือนด้วย สะท้อนถึงศรัทธาของสาธารณชนที่มี ต่อแม่บุญเรือนผู้บรรลุธรรมพร้อมกับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ ช่วยเหลือผู้อื่น อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ (๑๓ มกราคม ๒๔๖๙......) ท่านได้เริ่มศึกษาพระอภิธรรมที่พุทธสมาคมกับ อาจารย์แนบ มหานีรานนท์ รวมทั้งการปฏิบัติธรรมด้วย ได้เริ่ม งานเผยแพร่ธรรมะตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๙๙ ที่วัดมหาธาตุและตาม สถาบันต่างๆ รวมทั้งในทัณฑสถานหญิง และตอบปัญหาธรรมแก่ ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา โดยจัดบรรยายทั้งในประเทศ และต่างประเทศ และมีงานเขียนหนังสือหลายเล่ม เช่น ปรมัตถ ธรรมสังเขป ตอบปัญหาธรรม แนวทางเจริญวิปัสสนา เป็นต้น ท่านเป็นประธานกรรมการมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่ พระพุทธศาสนา และจัดสนทนาธรรมเป็นประจำที่ชมรมบ้าน ธัมมะและศึกษาธรรมรวมทั้งจัดรายการโทรทัศน์ด้วย การร่วม เดินทางไปบรรยายอภิธรรมในสำนักปฏิบัติธรรมต่างๆร่วมกับ อาจารย์แนบ มหานีรานนท์ นานร่วม ๑๐ ปีทำให้อาจารย์สุจินต์ เกิดความตระหนักและให้ความสำคัญกับการศึกษาธรรมะอย่าง ละเอียดและมีความคิดเห็นในเรื่องการปฏิบัติธรรมตามสำนัก ต่างๆ ว่าไม่ได้เป็นหนทางในการใช้ปัญญาให้เข้าใจในพระธรรมอัน ประเสริฐของพระพุทธเจ้า คือความเป็นอนัตตาและการลดยึดสิ่ง ต่างๆ “ผู้หนึ่งผู้ใดก็ตามซึ่งไม่รู้อะไรเพียงแต่รู้ว่าให้จดจ้องที่ลม หายใจนั้นไม่ใช่ลักษณะของปัญญาอะไรเลย ไม่รู้ด้วยว่าทำไม
๔๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เพราะอะไรจึงควรระลึกที่ลมหายใจ เมื่อไม่มีเหตุเป็นปัจจัยให้สงบ ความสงบก็เกิดไม่ได้ เพราะว่าเพียงแต่ได้รู้ ได้รับคำสั่งมาให้จด จ้องที่ลมหายใจ ก็ไม่ใช่ความรู้อะไรเลย” ผู้ศึกษาธรรมะอย่าง ละเอียดจะรู้ว่าชีวิตประจำวันเป็นธรรมะไม่ต้องไปแสวงหาจาก สำนักปฏิบัติธรรมใดๆ ที่สอนวิธีปฏิบัติซึ่งท่านคิดว่าเป็นการเพิ่ม ตัวตนและความเป็นทุกข์เพิ่มขึ้นทั้งยังทำลายคำสอนของ พระพุทธเจ้า พระพุทธศาสนาจะดำรงอยู่ได้ก็เมื่อมีคนเข้าใจพระ ธรรม สาวกคือผู้ฟังธรรมเพื่อขัดเกลาดับกิเลสที่มีมากมาย มหาศาล ถ้าไม่เห็นคุณพระรัตนตรัยและวาจาสุดท้ายของ พระพุทธเจ้าที่ว่าสังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยงจะออกจาก สังสารวัฏไม่ได้ ด้วยหลักคิดเช่นนี้ทำให้ท่านได้รับการต่อต้านจาก สำนักต่างๆ ที่ส่งเสริมการปฏิบัติธรรม แต่ในขณะเดียวกันก็มี ผู้สนใจศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าและละการไป ปฏิบัติธรรมเพิ่มขึ้น แนวทางการสอนเผยแพร่ธรรมะของอาจารย์ สุจินต์ จึงผิดแผกจากขนบเดิมๆ ที่ส่งเสริมการปฏิบัติธรรมและ ผู้สอนได้พัฒนารูปแบบต่างๆ ไกลจากแก่นธรรมคำสอนของ พระพุทธเจ้า บทสร ุป ผู้หญิงที่เข้าสู่พุทธศาสนานับแต่สมัยพุทธกาลจนถึง ปัจจุบันต่างมีความมุ่งมั่นที่ต้องการเข้าถึงบรรลุแก่นธรรมเพื่อให้ หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏโดยไม่ได้สนใจใน เรื่องความสัมพันธ์ทางเพศภาวะ หรือบทบาทที่เหลื่อมล้ำระหว่าง หญิงและชายในพุทธศาสนาเพราะเห็นว่าไม่ได้เป็นแก่นสารในการ บรรลุธรรม แต่ในขณะเดียวกันก็ตระหนักว่าในการเดินทางธรรม
๔๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ นั้นผู้หญิงประสบปัญหาอันเกิดจากเพศภาวะของตน เช่นในเรื่อง ความปลอดภัย การถูกดูหมิ่นทางปัญญา ถูกคุกคามทางเพศ พระพุทธเจ้าได้ทรงจัดการแก้ไขตามกรณีที่เกิดขึ้นเพื่อปกป้อง คุ้มครอง และยังทรงวางมาตรการพิเศษที่เอื้อให้หญิงได้อยู่ใน วิหารธรรมเพื่อปฏิบัติให้บรรลุการเป็นอริยบุคคล เมื่อได้รับโอกาส เช่นเดียวกับบุรุษ ภิกษุณีในสมัยพุทธกาลหลายรูปก็สามารถหยุด ภพหยุดชาติการเวียนว่ายในสังสารวัฏได้ ด้วยการบรรลุธรรมอัน สูงสุด ความปรารถนาการหลุดพ้นของผู้หญิงไม่เคยหยุดนิ่งแม้จะ ขาดภิกษุณีในพุทธบริษัท ๔ ผู้หญิงก็ศึกษาธรรมะด้วยวิธีการ หลากหลายตามพื้นฐานทางปัญญาและสภาพแวดล้อมความ เป็นอยู่ของตน แต่มีปัจจัยร่วมกันคือการเอื้ออำนวยของพระเถระ ผู้ใหญ่หลายรูปที่มีจิตใจเอื้ออารีเมตตาที่ให้โอกาสช่วยชี้และแนะ ทางธรรมให้แก่ผู้หญิงซึ่งมีศรัทธาจนสามารถเข้าถึงแก่นธรรมะ และบรรลุผลสำเร็จ ได้มีผลงานที่มีคุณูปการต่อคนรุ่นหลัง เช่น งานเขียนธัมมานุธัมมปฏิบัติของคุณหญิงใหญ่ ดำรงธรรมสาร ธรรมสนทนารายการเผยแพร่ธรรมะของอุบาสิการัญจวน อินทร กำแหง และแนวทางการสนทนาธรรมของอาจารย์สุจินต์ บริหาร วนเขตต์ ตลอดจนการใช้อิทธิปาฏิหารย์และธรรมะช่วยเหลือผู้คน ของแม่บุญเรือน เติมบุญโตง เป็นต้น เป็นที่น่าเสียดายว่าการดำริ ของท่านพุทธทาสในการสร้างธรรมาศรมธรรมมาตาเพื่อเป็น อาศรมให้ผู้หญิงได้มีโอกาสศึกษาและปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นธรรม ทูตหญิงเผยแพร่และดำรงพุทธศาสนาให้นานสูงสุดแทนภิกษุณี บริษัทที่ขาดหายไปนั้นไม่ได้สานต่ออย่างเป็นรูปธรรม การฟื้นฟู การบวชภิกษุณีแม้จะยังมิได้มีการรองรับจากเถรสมาคมแต่สำนัก
๔๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ นิโรธาราม จังหวัดเชียงใหม่ และวัดทรงธรรมกัลยาณีจังหวัด นครปฐม ก็ได้มีการเผยแพร่อบรมธรรมะอย่างต่อเนื่อง ในการเรียบเรียงเรียนรู้เรื่องราวของผู้หญิงหลากหลาย ภูมิหลังที่สนใจใฝ่ศึกษาธรรมะ ตลอดจนปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง เพื่อหยุดการเวียนว่ายในสังสารวัฏได้พบว่าผู้หญิงกลุ่มที่สามารถ บรรลุธรรมเหล่านี้ไม่ได้สนใจเรื่องสถานภาพทางธรรมของตน ไม่ได้คำนึงถึงการเลือกปฏิบัติทางเพศสภาพในพุทธศาสนา บาง คนบวชชีเพื่อแสดงว่าได้ละวิถีทางโลกเพื่อมุ่งแสวงหาทางธรรม บางคนเป็นอุบาสิกาที่ไม่ยึดติดรูปแบบเพียงถือศีลและแต่งกาย เรียบง่ายใช้ชีวิตสมถะ บางคนยังอยู่ใช้ชีวิตแบบฆราวาสทั่วไป แต่ ทุกคนมีเป้าหมายร่วมกันคือการเข้าถึงแก่นสารของธรรมะตามที่ พระพุทธเจ้าได้แสดงไว้ และหลายคนได้แสดงให้เห็นดั่งเช่นใน ภิกษุณีในสมัยพุทธกาลว่า เมื่อจิตตั้งมั่นดี เมื่อญาณเป็นไปอยู่ เมื่อเห็นแจ้งซึ่งธรรมโดยชอบ ความเป็นหญิงจะทำอะไรเราได้ (พระโสณาเถรี)
๕๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ บันทึกท้ำยบท ในการเขียนเรื่องเล่านี้ได้มีการค้นคว้ารวบรวมข้อมูลจากหลาย แหล่ง ทั้งในรูปแบบสิ่งตีพิมพ์ และเอกสารอิเล็กทรอนิกส์สื่อ สังคมต่างๆ ตามรายชื่อต่อไปนี้ เอกสารภาษาไทย ๑. พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลพระสุตตันตปิฎกขุททก นิกาย เถรีคาถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ๒. พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล พระวินัยปิฎก ปริวาร ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ๓. ภารทวาชสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๘ พระสุตันตปิฎก เ ล ่ ม ท ี ่ ๑ ๐ ส ั ง ย ุ ต ต น ิ ก า ย ส ฬ า ย ต น ว ร ร ค <http://8400.org/tipitaka/attja/v.php?B=18&A=2 904&Z=298> ๔. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต) ในปัญหา ภิกษุณี:บททดสอบสังคมไทย วัดญานเวศกวัน ๕. พระครูกัลยาณสิทธิวัฒน์, เอตทัคคะในพระพุทธศาสนา ธรรมบรรณาการงานพระราชทานเพลิงศพนายสวัสดิ์ พูน พิพัฒน์ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๑ ๖. พระมหาหรรษาธมมหาโส บทความเรื่อง สตรีเป็นศัตรู ของพรหมจรรย์จริงหรือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๔ ๗. พระเมตตานนโทภิกขุ เหตุเกิด พ.ศ. ๑ เล่ม ๒ วิเคราะห์ กรณีปฐมสังคายนาและภิกษุณีสงฆ์ สำนักพิมพ์แสงพระ อาทิตย์ พ.ศ. ๒๕๕๖
๕๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ๘. พรวิภา วัฒรัชนากูล, การศึกษาบทบาทผู้หญิงในอรรถ กถาชาดกที่แต่งในประเทศไทย วิทยานิพนธ์ คณะอักษร ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๔ ๙. ประวัติสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวรเถร) วัดเทพศิรินทราวาส <http:www.dharmagateway.com> ๑๐.บันทึกและระลึกถึงอุบาสิกาคุณรัญจวน อินทรกำแหง ผู้อาจหาญทั้งทางโลกและทางธรรม http://www.bia.or.th/html-th/index.php/sitecontent/65-archives/577_บันทึก ๑๑.สังเขปประวัติอาจารยแนบ มหานีรานนท์-มูลนิธิแนบ มหานีรานนท์ <nab.or.th/ประวัติอาจารย์แนบ มหานี รานนท์> ๑๒.ประวัติและงานของคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม <http//www.dharma.gatway.com/ubasika/boonr uen/ubasika-noonruen-08-07htm> ๑๓.การบรรยายอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ <http//mix.rcom/dhammahome/>, www.dhammahome.com ๑๔.Martin Seeger, University of Leeds, U.K. และนริศ จรัสจรรยาวงศ์, บทความตามรอยเรื่องราวของนักปฏิบัติ ธรรมหญิงโดดเด่นที่ถูกลืม คุณหญิงใหญ่ ดำรงธรรมสาร (พ.ศ. ๒๔๒๙-๒๔๘๗) และปัญหาว่าด้วยความเป็น เจ้าของผลงานประพันธ์เชิงพุทธศาสนาอันสำคัญ, ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๕๖
๕๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ๑๕.Martin Seeger, University of Leeds, U.K. และนริศ จรัสจรรยาวงศ์, บทความสัมมาจารณีของวัดเทพศิรินท ราวาส สมัยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร): ความสำคัญของมุขปาฐะและความทรงจำในการศึกษา ธรรมะ. ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๕๘ ๑๖.คุณหญิงดำรงธรรมสาร (ใหญ่ วิเศษศิริ), ดำรงธรรม, Martin Seeger และนริศ จรัสจรรยาวงศ์ บรรณาธิการ, โรงพิมพ์พระพุทธศาสนาธรรมสภา พ.ศ. ๒๕๕๙ ๑๗.ฟรองซัวส์อองรี ตุรแปง, ประวัติศาสตร์แห่งพระ ราชอาณาจักรสยามและประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงศรี อยุธยาฉบับตุรแปง กรุงเทพฯ กรมศิลปากร พ.ศ. ๒๕๖๐ ๑๘.จดหมายเหตุเอนเยลเบิร์ตแกมป์เฟอร์ แปลโดยนาย อัมพร สายสุวรรณ กรมศิลปากร พ.ศ. ๒๕๔๕ ๑๙.เจ้าพระยามุขมนตรี (อวบ เปาโรหิตย์), นวลศิริ เปา โรหิตย์ บรรณาธิการ มูลนิธิท่านน้อยเปาโรหิตย์ และ เจ้าพระยามุขมนตรี (อวบ เปาโรหิตย์) อมรินทร์พรินติ้ง แอนด์พับลิชชิ่งจำกัด พ.ศ.๒๕๖๐
๕๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เอกสารภาษาอังกฤษ ๒๐.Laws of Manu V 147-148: “By a girl, by a young woman, or even by an aged one, nothing must be done independently, even in her own house, in childhood a female must be subjected to her father, in her youth to her husband, when her lord is dead to her sons, a woman must never be independent.” ๒๑.The Place of Women in Buddhism by Swarma de Silva <bhikkuni-net/the-place-of-women-inbuddhism> ๒๒.Martin Seeger: Gender and the Path to Awakening, Hidden Histories of Nuns in Modern Thai Buddhism, Silkworm Books 2018 ๒๓.Monika Lindberg Falk: Making Fields of Merit, Buddhist Female Ascetics and Gendered Orders in Thailand, Nias Press 2007 ๒๔.Susan Elbaum Jootla: Inspiration from the Enlightened Nuns
๕๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ
๕๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ผู้หญิง ร้อยเรียง เรื่องเล่ำ ศิริพร สโครบำเนค สารานุกรมแนะนำหนังสือดีร้อยเล่มที่คนไทยควรอ่าน โดยวิทยากร เชียงกูลและคณะ ที่เน้นงานเขียนในช่วงยุครัตนโก สินท์ ได้คัดเลือกงานเขียนที่เป็นผลงานของผู้หญิง ๙ เล่ม และ เป็นงานประพันธ์ร่วมกับผู้อื่น ๒ เล่ม รวม ๑๑ เล่ม โดยจำแนก เป็นประเภทได้แก่นวนิยาย ๗ เล่ม คือ ๑) หนึ่งในร้อย โดย ดอกไม้สด ๒) หญิงคนชั่ว โดย ก.สุรางคนางค์ ๓) เราลิขิต-บน หลุมศพวาสิฏฐีโดย ร.จันทพิมพะ ๔) แม่สายสะอื้น โดย อ.ไชยวร ศิลป์ ๕) จดหมายจากเมืองไทย โดย โบตั๋น ๖) เขาชื่อกานต์ โดย สุวรรณี สุคนธา ๗) ตะวันตกดิน โดยกฤษณา อโศกสิน ประเภท สังคมวิทยา มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์สังคมไทย ๓ เล่ม ได้แก่ ๘) กาเลหม่านไต โดยบรรจบ พันธุเมธา ๙) อัตชีวประวัติหม่อม ศรีพรหมา กฤดากร โดยหม่อมศรีพรหมา กฤดากร ๑๐) ภารต วิทยา กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย และประเภทศิลปะคือ ๑๑) วรรณไวทยากร ชุมนุมบทความทางวิชาการฉบับวรรณคดี
๕๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ โดยเจตนา นาควัชระ และม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ หนังสือ ทั้งหมดนี้แม้จะได้รับคัดเลือกเป็นหนังสือดีที่คนไทยควรอ่าน แต่ บางเล่มก็เป็นหนังสือที่หาอ่านได้ยากเพราะไม่มีการจัดพิมพ์ใหม่ ทำให้บทประพันธ์บางเล่มโดยเฉพาะของนักเขียนหญิงบางคนที่ ผลงานได้รับการยกย่องยังไม่ได้รับความสนใจและเรียนรู้ถึง ความสามารถในการเล่าเรื่องจนผลงานได้รับการคัดเลือกรวมไว้ ในร้อยเล่มที่คนไทยควรอ่าน องค์ประกอบในการคัดเลือกหนังสือดีร้อยเล่มที่คนไทย ควรอ่านคือ ๑) เป็นหนังสือภาษาไทย ที่เขียนขึ้นในช่วงรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. ๒๔๑๑ ถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ที่จัดเป็นหนังสือประเภทคลาสสิก หรือโมเดิร์น คลาสสิก มีค่าควรอ่านได้ทุกยุคสมัย ๒) เป็นหนังสือที่มีศิลปะใน การเขียนและการใช้ภาษาที่ดี มีคุณค่าทางศิลปวรรณกรรม ครบถ้วนตามแนวทางของวรรณกรรมโลก หรือวรรณกรรมสากล ๓) เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาสาระ ที่แสดงออกถึงความริเริ่ม สร้างสรรค์ ช่วยให้ผู้อ่านมีทัศนะต่อชีวิตและต่อโลกกว้างขึ้น ได้รับ ความรู้ ความคิดอ่าน ความบันเทิงทางศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเป็น ประโยชน์ ให้ผู้อ่านมีความฉลาด และมีความคิดแบบเสรี หรือมี จิตใจที่กว้างมากขึ้น เข้าใจชีวิตและสังคมมากขึ้น และช่วยให้ลด การมีอคติในเรื่องเผ่าพันธุ์ เพศ ฯลฯ ๔) เป็นหนังสือที่มีความโดด เด่น มีอิทธิพลต่อความคิด อารมณ์ ความรู้สึกของผู้อ่านจำนวน มากในยุคหนึ่ง ที่มีผลสืบทอดมาถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้หนังสือร้อย เล่มจึงมิได้ครอบคลุมถึงงานเขียนในช่วงสุโขทัย อยุธยา และต้น รัตนโกสินทร์ ได้มีผู้ริเริ่มศึกษารวบรวมรายชื่อวรรณคดีไทยที่ เขียนขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ คือพระสารสาสน์พลขันธ์
๕๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ (เยโรลาโร เอมิลีโอ เยรินี) ชาวอิตาลีที่เข้ามารับราชการในสยาม สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและดำรงตำแหน่ง เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบกสยาม โดยได้ทำการศึกษารวบรวม รายชื่อกวีสมัยสุโขทัย อยุธยาและรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีทั้งที่เป็น กษัตริย์ ขุนนาง สามัญชน ทั้งหญิงและชาย ถือได้ว่าเป็นผู้ริเริ่ม ศึกษารวบรวมวรรณคดีไทยอย่างเป็นระบบ ในรายชื่อนี้ได้ รวบรวมกวีหญิงไว้หลายคน อันได้แก่ ท้าววรจันทร์ (รามเกียรติคำ พากย์สมัยอยุธยา) เจ้าแม่วัดดุสิต คุณพุ่ม เป็นต้น เนื่องจากการ กำหนดช่วงระยะเวลาของงานศึกษาค้นหาหนังสือที่ควรอ่าน ๑๐๐ เล่ม ทำให้ไม่ได้รวมหรือกล่าวถึงงานเขียนก่อนหน้าและ ช่วงต้นรัตนโกสินท์ที่มีผลงานการเล่าเรื่องของผู้หญิง และมีความ สามารถทางการแต่งบทกลอนจนสามารถใช้หาเลี้ยงชีพได้ เช่น คุณพุ่ม และคุณสุวรรณที่มีจินตนาการผูกโยงวรรณกรรมที่นิยม อ่านในช่วงเวลานั้นมาเล่าเรื่องใหม่ที่สะท้อนความเป็นนักอ่านของ ผู้ประพันธ์ และใช้ภาษาที่ประดิษฐ์ใหม่ใช้เล่าเรื่องจนมีผู้ตัดสินว่า ผู้เขียนมีสติฟั่นเฟือน เป็นที่น่าสังเกตว่าภาพรวมเรื่องงานเขียนของหญิงไทยใน อดีตยังมิได้รับการศึกษาอย่างเป็นระบบจากนักคิดนักเขียน นัก กิจกรรมแนวสตรีนิยมรุ่นใหม่ อาจเป็นเพราะการขาดแคลน เอกสารบันทึกทางประวัติศาสตร์เพื่อการค้นคว้า รวมถึงการ หลงลืมของคนทำงานเรื่องผู้หญิงในยุคแรกๆ ที่ตกหลุมพรางและ การเหมารวมที่มองว่าหญิงไทยในอดีตล้วนแล้วแต่ถูกกดขี่จาก ระบบชายเป็นใหญ่ ไม่ได้รับโอกาสด้านต่างๆ ในการพัฒนาทักษะ ความสามารถ ขาดการศึกษาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ และถูกล้อม กรอบไว้ในม่านประเพณีค่านิยมที่ตอกย้ำให้หญิงรับบทบาทเป็นผู้
๕๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เดินตาม ไม่สามารถกำหนดตัดสินใจสิ่งใดได้ด้วยตนเอง การ เดินทางบนเส้นทางการต่อสู้เพื่อความเสมอภาคระหว่างเพศใน กรอบวิเคราะห์เรื่องชายเป็นใหญ่ โดยเฉพาะในทศวรรษ ๘๐–๙๐ ที่เน้นเรื่องความรุนแรงต่อผู้หญิง โดยเฉพาะความรุนแรงใน ครอบครัวที่สามีกระทำต่อภรรยาที่ถือว่าเป็นสิทธิของสามีที่ สามารถจะทำต่อภรรยาที่เป็นสมบัติของตน การรณรงค์ของนัก สิทธิสตรียุคนี้ส่งผลให้ประชาคมโลกเกิดการตระหนักถึงความเป็น คนและสิทธิเสรีภาพของผู้หญิง มีการยอมรับว่าความรุนแรงต่อ ผู้หญิงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงที่จะต้องขจัดให้ หมดไป อย่างไรก็ตามการทำงานในกรอบนี้มักจะมองว่าหญิงเป็น ฝ่ายถูกกระทำที่ต้องให้การคุ้มครอง ทำให้เรามองข้ามตัวตน ละเลยการพิเคราะห์ผู้หญิงในฐานะปัจเจกที่มีอำนาจการตัดสินใจ การเลือกเส้นทางและสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของตน และ ยังมิได้คำนึงถึงบทบาทในด้านอื่นๆ ของหญิงเช่น ความสามารถใน งานวรรณกรรมที่มีมาแต่ในอดีตและถูกมองข้ามไป ผู้หญิง ร้อย เรียง เล่าเรื่อง จึงเป็นความพยายามคลี่ม่านเพื่อเปิดให้เห็นถึง บทบาทหญิงไทยในโลกวรรณกรรมตั้งแต่อดีตจนถึงช่วงสมัยการ เปลี่ยนแปลงทางการเมือง (พ.ศ.๒๔๗๕) โดยใช้มุมมองของผู้หญิง อ่านเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตและเรียบเรียงเผยแพร่งานวรรณ กรรมของหญิงไทย
๕๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ผู้หญิงกับกำรศึกษำถ้วนหน้ำ ผลงานของผู้หญิงในโลกวรรณกรรมเป็นเครื่องชี้ว่ามีหญิง กลุ่มหนึ่งที่ได้รับการฝึกเรียนเขียนอ่านภายในครัวเรือนและมี ความสามารถในการอ่านเขียนมานับแต่ในอดีต แต่โอกาสที่จะ ได้รับการศึกษาแบบเป็นทางการเพิ่งเกิดขึ้นในยุครัตนโกสินทร์ การศึกษาถ้วนหน้าสำหรับเด็กหญิงและเด็กชายเริ่มขึ้นในสมัย รัชกาลที่ ๖ หลังจากประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔ เปิดโอกาสให้เด็กทุกคนทั้งหญิงชายอายุ ๗-๑๔ ปี ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานสามารถอ่านเขียนภาษาไทยได้อย่าง เป็นระบบ และก่อนหน้านี้ได้ออกพระราชบัญญัติควบคุมโรงเรียน เอกชน พ.ศ. ๒๔๖๑ เพื่อควบคุมคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน เอกชนทั้งในเมืองหลวงและหัวเมือง ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๗๐ ได้มี การเปิดรับผู้หญิงเข้าศึกษาในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอันเป็น มหาวิทยาลัยแห่งแรกของสยาม โดยมีคณะอักษรศาสตร์และ วิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ แพทยศาสตร์ และรัฐศาสตร์ อักษรศาสตร์บัณทิตรุ่นแรกที่เรียนเพิ่มเติมหลังจากได้รับประกาศ นียบัตรครู เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๘ จำนวน ๓๓ คน มีผู้หญิง ๑๒ คน กลุ่มอักษรศาสตร์บัณทิตหญิงในยุคแรกๆ ได้เบิกทางการศึกษาใน ระดับมหาวิทยาลัยให้แก่ผู้หญิงรุ่นต่อๆ มา เช่น สร้างสานการตั้ง คณะครุศาสตร์ (ท่านผู้หญิงพูนทรัพย์ นพวงศ์) คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ) ผู้ได้รับรอง จากยูเนสโกเป็นบุคคลสำคัญของโลก หรือสร้างพื้นที่เพื่อให้ผู้หญิง ได้พัฒนาแสดงผลงานความสามารถในการขีดเขียนของตน เช่น เป็นนักเขียนนวนิยาย เป็นบรรณาธิการนิตยสาร อาทิ สตรีสาร (คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง) ซึ่งเป็นหญิงไทยและคนไทยคนแรกที่ได้รับ
๖๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ รางวัลแมกไซไซ (พ.ศ. ๒๕๐๔) สาขาบริการสาธารณชน รวมถึง การแปลวรรณกรรมคลาสสิกต่างชาติ เผยแพร่แก่นักอ่านชาวไทย (จูเลียต ชนิด สายประดิษฐ์ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ ฯลฯ) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้เข้าถึงการศึกษา อย่างเป็นทางการไม่ได้หมายความว่าก่อนช่วงเวลานี้ผู้หญิงถูกปิด โอกาสเรียนรู้และพัฒนาความสามารถในการอ่านเขียน เพราะ ต้องอยู่แต่เหย้าเฝ้าเรือน เรียนรู้เพียงเรื่องงานผลิตซ้ำในครัวเรือน ตามภาพเหมารวมทางเพศภาวะในอดีต เอกสารบันทึกประวัติ ศาสตร์ของนักเดินทางต่างแดนได้กล่าวถึงบทบาทสำคัญทางการ ผลิตและการค้าของหญิงไทยมาแต่สมัยอยุธยา ในด้านการอ่าน เขียนก็มีหลักฐานกล่าวถึงวรรณกรรมบางชิ้นว่าเป็นผลงานของ ผู้หญิง สะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงกลุ่มหนึ่งที่น่าจะอยู่ในชนชั้นสูง ได้รับการฝึกอบรมอ่านเขียนในพื้นที่ส่วนตัวของครอบครัว และ ราชสำนัก รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงจัดตั้งโรงเรียนแห่งแรกในพระบรม มหาราชวังใน พ.ศ. ๒๔๑๔ และต่อมาได้มีการขยายไปตามหัว เมืองต่าง ๆ ผู้หญิงมีโอกาสได้ร่ำเรียนอ่านเขียนจนมีความชำนาญ ความสามารถในการใช้ถ้อยคำร้อยเรียงเล่าเรื่องในรูปแบบของ วรรณคดีมาแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ประกอบกับการมีความ ความก้าวหน้าในด้านการตีพิมพ์ โดยการคิดค้นตัวพิมพ์ไทยโดย มิชชันนารีหญิงอเมริกันที่พำนักในพม่า ชื่อ แอน จัดสัน (Ann Hazeltine Judson) ซึ่งได้เรียนรู้ภาษาไทยมาจากเชลยศึกชาว สยามในพม่า โดยมีช่างพิมพ์ที่ชื่อ จอรจ์ ฮัฟ (George H. Hough) เป็นผู้หล่อตัวพิมพ์ไทยขึ้นเป็นครั้งแรก พ.ศ. ๒๓๕๙ ตามแบบ เขียนของแอน จากนั้นได้ใช้พิมพ์ตัวหนังสือภาษาไทยในพม่าและ
๖๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ อินเดียเพื่อเผยแพร่คำสอนทางศาสนา กระทั่งหมอบรัดเลย์ (พ.ศ. ๒๓๔๗ - ๒๔๑๖) คณะมิชชันนารีจากประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นผู้มีบทบาทสำคัญได้นำแท่นพิมพ์และตัวพิมพ์อักษรไทยจาก สิงคโปร์เข้ามาในบางกอกเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๘ ในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๓ และต่อมาได้ตั้งโรงพิมพ์ครั้งแรกที่วัดเกาะ สำเพ็ง ควบคู่ไปกับ การตั้งโอสถศาลา ซึ่งต่อมาได้ย้ายมาย่านกุฎีจีนทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงจากการเขียนบันทึกเรื่องเล่ามาเป็นการพิมพ์ซึ่งมี จำนวนที่มากขึ้นสามารถเผยแพร่ได้รวดเร็ว นอกจากนั้นหมอบ รัดเลย์ยังได้ริเริ่มจัดพิมพ์บางกอกรีคอร์ดเดอร์ซึ่งเป็นเสมือน หนังสือพิมพ์รายงานข่าวสารทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย กิจกรรมการพิมพ์จึงมีความก้าวหน้านับแต่นั้นมา ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการจัดตั้งโรงพิมพ์มากขึ้นทั้งส่วนของราชการและของ เอกชนทั้งคนไทยและคนต่างชาติซึ่งมีทั้งฝรั่งและจีน สิ่งตีพิมพ์มี เนื้อหาหลากหลายทั้งยังมีการเผยแพร่ความคิดทางการเมือง วรรณกรรมทั้งของไทยและต่างชาติ รวมทั้งการเริ่มออกหนังสือ สิ่งพิมพ์ของผู้หญิงด้วย รัชกาลที่ ๕ ได้ให้ข้อสังเกตในหนังสือ จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวีว่า ข้อเขียนใน ยุคสมัยนั้นมีแต่คำว่า เอกชน เพื่อนมนุษย์ อะไรต่างๆ เต็มไปทั้ง หน้ากระดาษ เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๗ และ สงครามโลกครั้งที่ ๒ (รัชกาลที่ ๘) การพิมพ์และการผลิตหนังสือ ก็เริ่มซบเซาลง
๖๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ผู้หญิง และงำนเขียน ในช่วงเวลำผลัดเปลี่ยนทำงกำรเมือง การมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเป็นระบบทำให้เกิดการ ตื่นรู้ของผู้หญิง และการแสวงหาพื้นที่ของตนในสังคม ที่ได้ แสดงออกอย่างเด่นชัดในช่วงรัชกาลที่ ๖ (พ.ศ. ๒๔๕๓ – ๒๔๖๘) โดยผู้หญิงกลุ่มที่ได้รับการศึกษาได้ใช้สื่อสิ่งตีพิมพ์ในการติดอาวุธ ทางปัญญาและกระตุ้นให้ผู้หญิงได้มองเห็นความเหลื่อมล้ำทาง เพศสภาพ และเริ่มเรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ของ หญิงและชาย ในช่วงนี้มีหนังสือพิมพ์และนิตยสารหลายฉบับที่มี ผู้หญิงเป็นบรรณาธิการ อาทิเช่น สตรีศัพท์(พ.ศ. ๒๔๖๕) นางสาว ผอบทิพย์ พงศ์ศรีจันทร์ เป็นบรรณาธิการสตรีไทย (พ.ศ. ๒๔๖๘ – ๒๔๗๐) โดยมีแฉล้ม จีระสุข เป็นเจ้าของและบรรณาธิการ เนื้อหาของสื่อสิ่งพิมพ์เหล่านี้มีความหลากหลาย มีทั้งแนวคิด ระบบการเมือง หน้าที่ของผู้หญิง เรื่องบันเทิง จดหมายจากผู้อ่าน บทความสะท้อนปัญหาสังคม เช่นปัญหาผู้หญิงที่หาเลี้ยงชีพด้วย การเป็นโสเภณี โดยแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าจะต้องขจัดปัญหา นี้ให้หมดไปและต้องช่วยเหลือผู้หญิงกลุ่มนี้ และในขณะเดียวกันก็ เขียนบทความสนับสนุนหญิงผู้ใช้แรงงานให้มีการรวมกลุ่มกัน คอลัมน์ในสื่อสิ่งพิมพ์เพื่อผู้หญิงบางฉบับมีบทความให้ความรู้เรื่อง แนวคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองนับได้ว่าเป็นการส่งเสริม ให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตยแก่ผู้หญิงยุคนั้น อย่างไรก็ตาม รายละเอียดภูมิหลัง แรงบันดาลใจ เป้าหมาย ของผู้หญิงที่เป็นเจ้า ของและบรรณาธิการบุกเบิกงานสื่อสิ่งพิมพ์เพื่อผู้หญิงในยุคนี้ ตลอดจนการเชื่อมโยงกับความเคลื่อนไหวของการเรียกร้องสิทธิ สตรียุคแรกที่เน้นเรื่องสิทธิทางการเมืองในประเทศตะวันตกยังไม่
๖๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ สามารถรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ได้ครบถ้วน แต่หาก พิจารณาเนื้อหาในสื่อสิ่งพิมพ์ของผู้หญิงจะเห็นได้ชัดว่ากอง บรรณาธิการผู้หญิงกลุ่มนี้ได้รับการศึกษาอย่างดีมีโอกาสรับรู้ เรื่องราวที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองและในต่างประเทศ และ น่าจะอยู่ ในกลุ่มผู้มีฐานะ แม้ในปัจจุบันก็ยังไม่พบข้อมูลเด่นชัดว่าสื่อ สิ่งพิมพ์ของผู้หญิงในยุคนี้ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากที่ใดในการ จัดพิมพ์สื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร อย่างไรก็ตามสื่อ สิ่งพิมพ์ของผู้หญิงในยุคนี้มีช่วงอายุไม่ยืนยาวแม้ หัวหนังสือบาง ฉบับในยุคนี้ยังคงใช้ต่อมา เช่น กุลสตรี สตรีไทย หนังสือสตรีไทยซึ่งมีผู้หญิงเป็นทั้งเจ้าของและบรรณา ธิการ นอกจากคอลัมน์ประจำแล้วยังมีการเชิญชวนให้ผู้อ่านทั้ง หญิงชายจัดส่งบทกลอนเข้าประกวดซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี บทกลอนที่เข้าประกวดบทหนึ่งเขียนว่า “สักกระวานารีย่อมมีค่า เพศอ่อนกว่าบุรุษก็สุดหาญ บางนารีมีปัญญาวิชาชาญ เชี่ยว ชำนาญยอดเยี่ยมเทียมผู้ชาย หากผิดแผกแยกต่างระหว่างเพศ จึง เป็นเหตุชายจัณฑาลนั้นมั่นหมาย ลงความเห็นว่านารีนี้เป็นควาย ช่างไม่อายยกเพศตนเป็นคนเอย” (ใช้นามปากกา ร.ม.) ในฉบับ เดียวกันนี้ ( พ.ศ. ๒๔๖๙) บรรณาธิการได้เขียนเล่าเรื่องการถูก ฟ้องร้องที่ผู้อ่านให้ความสนใจไว้ว่า “ตั้งแต่เราเกิดมาเปนตัวขอ สารภาพว่ายังไม่เคยเปนคดีกับใครเลย โจทย์หรือจำเลยก็ไม่เคย พึ่งครั้งนี้แหละเปนคดีแรกซึ่งเราได้กระทำการตามน่าที่ เปนปากเสียงฝ่ายสตรี เพื่อให้ความรู้ความสว่างแก่เพื่อนหญิงชาว สยามที่รักของเรา พอหนังสือของเราออกไม่กี่เล่ม หลวงสาราฯก็ เริ่มปาจอก้าวร้าวเราเข้าก่อน ครั้นเราถามไปว่า ‘อิจฉาเราหรือ?’ หลวงสารากลับตอบเราอย่างไม่เหมาะแก่สตรีจะพึงฟัง คือได้
๖๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ กล่าวตอบเรามาด้วยถ้อยคำผรุสวาทว่า ‘เราไม่ได้อิจฉาใคร ตัวอย่างตัวเปนจนเพราะขนของสารานุกูลมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ’ ดังนี้ เมื่อเราและคณะเห็นคำตอบของหลวงสาราฯไม่สมัครจะเป็น ผู้ดีเสียแน่แล้ว จึงจำเปนอย่างยิ่งที่เราจักต้องโต้ตอบกับหลวงสา ราฯเพื่อป้องกันเกียรติหญิงไว้บ้าง...ใครๆก็ว่าหลวงสาราฯ ทำไม่ ถูก เพราะหลวงสาราฯได้ข่มเหงก้าวร้าวผู้หญิง แล้วกลับจะมา ฟ้องผู้หญิงอีก คล้ายเท่ากับว่าหลวงสาราฯตั้งใจจะประหัต ประหารเราด้วยอาวุธอันคมกล้า ซึ่งเปนการทำอาฆาตผู้หญิงผู้มี เพศอ่อนแอกว่า โดยปราศจากความปราณี นี่หรือน้ำใจนายพันตรี ทหารไทยใจนักรบ?..หากผิดถูกอย่างไร ก็ยังได้ชื่อว่าเราเปนสตรี คนแรก ที่ได้ฝ่าอุปสรรคกู้เกียรติ์สตรี กระทำยุทธปากกากับหลวง สาราฯ นักเขียนผู้มีนามอุโฆษอย่างปลาด ดังจะแยกคำปลาดให้ เห็นดังนี้ คือหลวงสาราฯ เปนนักเขียนอย่างปลาดคนเดียวในโลก ที่บังอาจติการประพันธ์ของท่านสุนทรภู่ (จอมปราชญ์) ว่าผิด ศัพท์อย่างใช้ไม่ได้...คดีของเรากับหลวงสาราฯมีชาวคณะและ มหาชนอยากทราบเรื่องกันมาก ถึงแก่มีจดหมายไปถามบ้างก็ไป ด้วยตนเองยังสำนักงาน ส่อให้เห็นความเจตนาดีเปนอย่างสูง เรา และคณะจะลืมพระคุณท่านเสียมิได้เลย” สาราณียกรเล่าต่อไป ว่าวันขึ้นศาลหลวงสาราฯ ไม่ปรากฏตัวมีแต่ทนายเป็นผู้แทน อธิบดีผู้พิพากษาศาล เจ้าคุณเผด็จดุลยบดีได้ถามทนายฝ่ายโจทย์ ว่าคดีเล็กน้อยไม่หนักหนาอะไรนี้จะไกล่เกลี่ยเลิกกันเสียไม่ได้หรือ แต่ทนายต้องปรึกษาโจทย์ทำให้คดีต้องเลื่อนการพิจารณาต่อไป อีก อย่างไรก็ตามไม่มีรายงานว่าผลของคดีเป็นเช่นไร และหนังสือ พิมพ์สตรีไทยก็ได้ปิดตัวลงในเวลาต่อมา หากพิจารณาจดหมายที่ เขียนถึงสตรีไทย และบทกลอนที่ผู้อ่านส่งเข้าประกวดในหัวข้อ
๖๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เกี่ยวกับผู้หญิงจะเห็นว่าสตรีไทยได้มีส่วนสร้างการตระหนักรู้ ให้แก่หญิงสยามในช่วงเวลานั้นถึงตำแหน่งแห่งที่ บทบาทและ หน้าที่ของผู้หญิง มีการกล่าวถึงสิทธิที่ไม่ทัดเทียมกันของหญิงและ ชาย แม้สาราณียกรจะโต้แย้งในคดีที่ตกเป็นจำเลยว่าผู้หญิง อ่อนแอกว่าชายก็ตาม นอกจากสตรีไทยที่ถือกำเนิดใน พ.ศ. ๒๔๖๙ แล้วยังมี หญิงไทย ซึ่งมีทรัพย์ อังกินันท์ เป็นเจ้าของและผู้จัดการ อนงค์ อมาตยกุล เป็นบรรณาธิการิณี ที่ได้จัดพิมพ์ในรูปแบบ หนังสือพิมพ์รายวัน ออกเวลาบ่าย ฉบับที่พิมพ์ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้ระบุวัตถุประสงค์ว่า ยินดีเป็นปากเสียงหูตาของ เพื่อนหญิง โดยไม่เลือกชั้นหรือฐานะ ลงภาพและข่าวเหตุการณ์ที่ น่ารู้ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ แนะการบ้านเรือน ความรู้ รอบตัวส่งเสริมการสมาคมของผู้หญิง และได้มีการชักชวนในฉบับ วันที่ ๑ กันยายน พ.ศ.๒๔๗๕ ว่า “อ่านหญิงไทยเถิดท่าน หัวอก ท่านจะชุ่มชื่น,วิญญาณสงบ,หญิงไทยเป็นสวรรค์ให้ท่านพักผ่อน, วันอาทิตย์ที่เคยหยุดเราไม่หยุด แต่เรามีฉบับพิเศษให้ท่านอ่านใน วันจันทร์, เราไม่อยากคุยว่าเรามีเรื่องสั้นและเรื่องยาว สารคดี พรักพร้อม แต่เราคุยว่านานๆท่านจะได้รับหนังสือเท่านี้และดี อย่างนี้สักที ถ้าอยากมีเพื่อนที่ปลอบโยนท่านเก่งก็จงอ่านแต่ หญิงไทยฉบับเดียว หญิงไทยมิใช่เพื่อนของท่านแต่หญิงไทยเป็น วิญญานเดียวกับท่าน” คำเชิญชวนนี้แสดงให้เห็นว่าหนังสือพิมพ์ นี้มีเรื่องราวหลากหลายนำเสนอต่อผู้อ่าน เป็นที่น่าเสียดายว่าเอกสารสิ่งพิมพ์ของผู้หญิงในยุคนี้ทั้ง สตรีไทยและฉบับอื่นๆ ที่เก็บไว้ในห้องสมุดได้ชำรุดเสียหายทำให้ ไม่สามารถติดตามเนื้อหาเรื่องราวที่สะท้อนความคิดของหญิงไทย
๖๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ในยุคนั้นได้อย่างถี่ถ้วนและวิเคราะห์ได้อย่างเป็นระบบถึง ขบวนการเรียกร้องความเสมอภาคระหว่างเพศโดยใช้สื่อสิ่งพิมพ์ เป็นเครื่องมือสะท้อนปัญหาของหญิงไทยในช่วงเวลานั้น รวมทั้ง ภูมิหลังทางเศรษฐกิจสังคมและการศึกษาที่ทำให้ผู้หญิงกลุ่มนี้เกิด การตระหนักถึงสถานภาพอันเหลื่อมล้ำของผู้หญิงในสังคมไทย รวมถึงความพยายามที่จะให้มีการร่วมมือกันระหว่างหญิงชนชั้น กลางกับหญิงผู้ใช้แรงงาน ตลอดจนการนำเสนอระบบความคิด ทางการเมือง ประชาธิปไตย เพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ผู้หญิง การ เชื่อมโยงกับเหตุการณ์เคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิของผู้หญิงใน ประเทศตะวันตกในช่วงเวลาก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป้าหมายในการใช้สื่อสิ่งพิมพ์เผยแพร่ความคิดเรื่องความเสมอ ภาคระหว่างหญิงชาย แหล่งทุนที่ให้การสนับสนุน และสาเหตุที่ ทำให้สื่อสิ่งพิมพ์ก้าวหน้าในการนำเสนอความคิดและข้อเรียกร้อง ของผู้หญิงไม่ได้เบิกบานตามกระแสประชาธิปไตยหลังการ เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ นักเขียนหญิงยุคก่อร่ำงสร้ำงประชำธิปไตย ในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ มี การสานสร้างนักเขียนเพื่อสังคมหรือแนวสัจจนิยมที่ถ่ายทอดชีวิต ของผู้คนและวิพากษ์ความเหลื่อมล้ำในสังคมโดยถ่ายทอดทาง วรรณกรรม โดยมีนักเขียนชาย อาทิ กุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา) เสนีย์ เสาวพงศ์ เป็นผู้ก่อร่างเผยแพร่ในนิตยสาร หนังสือพิมพ์ เช่น ประชาชาติ สุภาพบุรุษ สยามสมัย เป็นต้น นักเขียนชายเหล่านี้ได้นำเสนอภาพลักษณ์ของตัวละครเอกหญิง แตกต่างไปจากงานเขียนเดิมๆ โดยเป็นหญิงที่มีการศึกษา
๖๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ความคิดเป็นของตนเองและตระหนักถึงความไม่เป็นธรรมในสังคม ทั้งในแง่ของชนชั้น และความสัมพันธ์ระหว่างหญิงและชาย ในช่วงนี้ได้มีนักเขียนผู้หญิงที่นำเสนอเหตุการณ์และปัญหาของ สังคมในยุคนั้นไว้ในงานเขียนของตนด้วย ที่เด่นชัด คือ นวนิยาย เรื่องหญิงคนชั่ว ของก.สุรางคนางค์ที่ได้รับการยกย่องรวมไว้ใน ร้อยเล่มหนังสือดีที่ควรอ่าน นอกจากนี้ยังมีนักเขียนผู้หญิง เช่น ร.จันทพิมพะ อ.ไชยวรศิลป์ผู้พยายามนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ ของหญิงไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และภาพลักษณ์ ของหญิงล้านนา นักเขียนหญิงได้ร่วมทำงานกับนักเขียนชายกลุ่ม สุภาพบุรุษด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และสังคมได้เปิดพื้นที่สาธารณะให้แก่ผู้หญิงในการใช้ความ สามารถในการประพันธ์เล่าเรื่องเพื่อนำเสนอสถานภาพและ ปัญหาของหญิงไทยในยุคการต่อสู้ระหว่างอำนาจทางชนชั้น และ ช่วงชิงอำนาจทางการเมืองการปกครอง และนักเขียนหญิงบางคน สามารถดำรงชีพได้ด้วยผลงานการประพันธ์ของตน หญิงคนชั่ว ก.ส ุรำงคนำงค์ ( ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๔ –๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๒) ก.สุรางคนางค์ เป็นนามปากกาของ กัณหา เคียงศิริ แต่ เดิมชื่อ ชื่น วรรธนะภัฏ ได้เริ่มการประพันธ์ตั้งแต่ยังเรียนหนังสือ อยู่ชั้นมัธยมปีที่ ๖ โดยเขียนเรื่องมาลินี ใช้นามปากกา ก.สุรางคนางค์ นวนิยายเรื่องแรกคือ กรองกาญจน์ ลงพิมพ์ในเดลิ เมล์วันจันทร์ ใน พ.ศ. ๒๔๘๐ ได้แต่งนวนิยายแนวสัจจนิยมเรื่อง หญิงคนชั่ว เล่าเรื่องความดีของหญิงโสเภณี และชีวิตความ เป็นอยู่ของหญิงโสเภณีและเหตุการณ์ในซ่อง นับว่าเป็นการท้า
๖๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ทาย ความกล้าหาญกล้าคิดนอกกรอบนักเขียนหญิงร่วมสมัยใน เวลานั้น ต่อมาได้มีการนำไปดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์ พระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์ ขณะประทับในเรือราชปิตุนะ เดิน ทางผ่านทะเลแดง ได้อ่านและเขียนยกย่องชมเชยนวนิยาย หญิง คนชั่ว ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ ไว้ว่า “ข้าพเจ้ามีความ ยินดีที่ได้อ่านเรื่องหญิงคนชั่ว แต่ออกสงสัยว่าเป็นความคิดที่ถูก ที่ตั้งชื่อเช่นนี้ อาจทำให้หลายคนรีบซื้อหนังสือเพราะคิดว่าเป็น เรื่องโป๊ ซึ่งจะต้องเสียใจ เพราะจะหาตอนที่นับว่าหยาบและ สกปรกนั้นไม่มีเลย แต่บางคนเพราะเกรงว่าจะเป็นเรื่องโป๊ เลยไม่ ซื้ออ่าน ซึ่งจะเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งเพราะจะไร้โอกาสอ่านเรื่อง ที่ดีจับใจถูกใจผู้อ่านเสียด้วย เรื่องไม่แปลกและใหม่ถ้าใช้เกณท์ สากลที่สาวบริสุทธ์ตกหลุมรักกับชาวกรุงทิ้งพ่อแม่มาและถูกละทิ้ง จนกลายเป็นหญิงคนชั่วโดยฝืนใจ แต่การใช้เค้าเรื่องอย่างเก่าและ ธรรมดาเช่นเรื่องนี้ การเล่าผูกเรื่องต้องดียิ่ง มิฉะนั้นจะใช้ไม่ได้ ยินดีที่ ก.สุรางคนางค์ทำได้ผลสำเร็จอย่างดียิ่ง ตัวละครทุกตัวดู เป็นคนจริงมีเลือดเนื้อ มิใช่แต่เป็นเงา การเล่าเรื่องบ้านนอก ทำบุญที่วัด การละเล่น สภาพการกินอยู่ของผู้หญิงคนชั่ว สภาพ ในซ่องก็ดูจริงจังทั้งยังแสดงนิสัยอันดีงามของนางเอกที่ถูกเป็นคน ชั่วโดยฝืนนิสัยและแสดงนิสัยของเพื่อนที่ดีที่สุจริต ความรักลูก ความกตัญญูอย่างน่าอ่าน มีเรื่องให้ผู้อ่านตื่นเต้น ขบขันก็อาจเป็น บทเรียนและเป็นตัวอย่างแก่หญิงสาวให้ระวังตัว มิฉะนั้นจะตกอยู่ ในสภาพน่าทุเรศเหมือนนางเอก หนังสือนี้จึงเป็นเรื่องที่จะอ่านให้ สนุกเพลิดเพลินก็ได้ จะอ่านให้เป็นประโยชน์ก็ได้ ทั้งไม่มีเรื่อง หยาบลามก หญิงสาวจะอ่านได้แต่ความรู้ไม่มีอันตราย สรุปคือ เป็นหนังสืออ่านเล่นที่ดีและเป็นประโยชน์ ให้ซื้ออ่านแพร่หลาย
๖๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เป็นกำลังใจให้แสดงความสามารถของสตรีในหมู่อักษรศาสตร์ไทย ซึ่งต้องการคนแต่งอยู่มาก” ชีวิตที่ประสบเคราะห์กรรมของรื่นทำให้นึกถึงชะตากรรม แบบเดียวกันของ ฟองติญ ตัวละครในเรื่อง เหยื่ออธรรม (Les Misérables) ของนักประพันธ์เรืองนามชาวฝรั่งเศส วิคเตอร์ อูโก (Victor Hugo พ.ศ. ๒๓๔๕-๒๓๙๘) ได้ประพันธ์ขึ้นในพ.ศ. ๒๔๐๕ เสมือนเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสในยุคนั้น ที่สะท้อนชีวิตของคนยากไร้ การต่อสู้กับอำนาจรัฐและความพ่าย แพ้ของนักศึกษา นวนิยายประสบความสำเร็จอย่างมากและได้ เผยแพร่ไปในหลายประเทศแม้หนังสือจะมีความยาวจน สำนักพิมพ์ไม่มั่นใจว่าจะมีผู้ติดตามอ่าน จูเลียต (ชนิด สาย ประดิษฐ์) ได้แปลเป็นภาษาไทยและมีการเผยแพร่ใน พ.ศ. ๒๕๐๓ โดยมีเพียงสองภาคคือ ฟองติญ และโคแซต ฟองติญคือหญิงสาว ที่ชายคนรักทอดทิ้งเมื่อตั้งท้อง เธอถูกไล่ออกจากโรงงานหลังจาก ที่รู้ว่ามีลูกนอกกฎหมายคือโคแซต เมื่อสิ้นไร้เธอต้องยอมกล้อนผม และถอนฟันคู่หน้าของตนออกขายเพื่อส่งเงินให้คนดูแลลูกสาวที่ ไร้มนุษยธรรม เพราะความยากจนที่บีบรัดเธอจึงถูกสังคมผลักดัน ให้หาเงินจากการเป็นหญิงคนชั่วเพื่อดูแลลูกสาว ทั้งยังถูกไล่ล่า จากผู้รักษากฎหมายจนต้องติดคุกและสุดท้ายก็ตายจากโลกนี้ไป ขณะลูกยังเล็ก เรื่องราวของฟองติญในเหยื่ออธรรมอาจเป็นแรง บันดาลใจให้ ก.สุรางคนางค์ (ซึ่งขณะนั้นเป็นครูโรงเรียนราชินี และอาจได้อ่านงานเขียนของวิคเตอร์ อูโก จากภาษาต่างประเทศ) ประพันธ์ หญิงคนชั่วใน พ.ศ. ๒๔๘๐ ขณะมีอายุ ๓๔ ปี การ กลายเป็นหญิงคนชั่ว คือชะตากรรมร่วมกันของหญิงยากจนที่ตก หลุมรักชายที่ไม่รับผิดชอบไม่ว่าอยู่ในสังคมแบบใด ผู้ประพันธ์ทั้ง
๗๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ สองต่างสะท้อนให้เห็นว่าผู้ที่กลายเป็นหญิงคนชั่วนั้นแท้จริงแล้ว คือคนที่รับผิดชอบและใส่ใจในชีวิตเด็กน้อยที่ตนให้กำเนิดมาและ เสียสละทุกสิ่งเพื่อให้ชีวิตนั้นอยู่รอด แนวคิดเสียสละเพื่อ ครอบครัวด้วยการเป็นหญิงคนชั่วยังเห็นได้ในสังคมไทยทุกวันนี้ ก.สุรางคนางค์มีผลงานการประพันธ์หลากหลายร้อยเรื่อง และได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๙ งานประพันธ์ที่โด่งดังเป็นที่นิยมสำหรับนักอ่านทุกรุ่น และได้นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์หลายครั้งหลาย คราคือ บ้านทรายทองและพจมาน สว่างวงศ์ ที่ได้สะท้อน ความสัมพันธ์ทางชั้นชน ช่องว่างระหว่างเมืองและชนบท และ ความอยากมีอยากได้แม้จะอยู่ในชั้นบนของสังคม เนื้อหาความรัก แบบสุขนาฏกรรมเป็นที่ชื่นชมของนักอ่าน ขณะที่หญิงคนชั่วที่จบ ลงแบบโศกนาฏกรรมของรื่นที่เสียสละยอมเป็นหญิงคนชั่วเพื่อ รักษาชีวิตของลูกน้อยนอกสมรสให้อยู่รอดปลอดภัย แม้จะเคยทำ เป็นภาพยนตร์ และได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในร้อยของงาน ประพันธ์ยุครัตนโกสินทร์ที่คนไทยควรอ่าน กลับมีนักอ่านน้อยคน ที่จะมีโอกาสเข้าถึงเนื่องจากเป็นหนังสือที่หายากและเนื้อหา อาจจะน่ารันทดสำหรับคนอ่านที่ชื่นชอบนวนิยายที่จบลงอย่างมี ความสุข หนึ่งในร้อย ดอกไม้สด (๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๘ – ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๖) ดอกไม้สด เป็นนามปากกาของ ม.ล.บุบผา (กุญชร) นิมมานเหมินทร์ เริ่มงานเขียนนวนิยายหลายเล่มก่อนการ เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ เช่น นิจ ศัตรูของเจ้า
๗๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ หล่อน นันทวัน ความผิดครั้งแรก กรรมเก่า เป็นต้น หลัง เปลี่ยนแปลงการปกครองได้แต่งนิยายที่สะท้อนปัญหาความ ขัดแย้งระหว่างชนชั้นสูง ศักดินา กับชนชั้นเกิดใหม่ เช่น เจ้าสัว นิยายในช่วงนี้มีผู้อ่านแพร่หลาย เช่น สามชาย หนึ่งในร้อย อุบัติเหตุ ชัยชนะของหลวงนฤบาล นี่แหละโลก และวรรณกรรม ชิ้นสุดท้าย (พ.ศ. ๒๔๙๒ ) ซึ่งดอกไม้สดเขียนบันทึกว่า “...เรื่อง ใหม่ของฉันเปิดฉากปี ๘๓ ปิดปี ๘๘ ยังไม่รู้เลยว่าจะเอาอะไร แสดง โครงเรื่องมี ตอนต้นตอนจบมี แต่ตอนกลางยังกะพร่อง กะแพร่ง...” ดอกไม้สดได้จากไปด้วยโรคหัวใจวายที่นครนิวเดลี เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๖ ก่อนที่จะได้ตั้งชื่อและแต่ง นวนิยายเรื่องนี้จนจบ นวนิยายเล่มนี้เป็นนิยายบันทึกเล่าเรื่อง ของสังคม เศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไทยในยุคหลังการ เปลี่ยนแปลงการปกครอง ที่ดูเหมือนจะเป็นการแต่งเติมนวนิยาย เรื่องนี่แหละโลก (พ.ศ. ๒๔๘๒ ) ที่วิพากษ์นโยบายรัฐนิยมของ ผู้นำและการสร้างชาติ ความขัดแย้งในการเลือกข้างช่วงสงคราม โลกครั้งที่สอง โดยนำเสนอผ่านความคิดตัวละครผู้หญิงที่มีต่อการ ฟุ้งเฟ้อกับการสร้างชาติ “ล้วนแล้วไปด้วยการเฉลิมฉลอง การ ประกวด การบูรณะ การสร้างบางอย่างเพื่อความคงอยู่แห่งศิลปะ และวัฒนธรรม บางแห่งเพื่อความโอ่อ่า แม้แต่สามัญชนที่มีมัน สมองเป็นชั้นสามัญที่สุดเช่นตัวหล่อนก็พอจะเข้าใจได้ว่าจะเป็น แผนการเตรียมรับและสู้สงครามอันใกล้ไปมิได้เป็นอันขาด” ม.ล.บญเหลือ เทพยสุวรรณ ซึ่งเป็นน้องสาวต่างมารดา ได้เขียนถึง งานของดอกไม้สด ไว้ในรสวรรณคดี ว่า “เมื่อเริ่มงานเขียนนั้น มุ่งหมายจะสอนผู้หญิงสาวให้รู้คุณค่าของความเป็นกุลสตรีไทย ดอกไม้สดจะหาโอกาสนำประเพณีไทย คำสั่งสอนที่เป็นหลักของ
๗๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ บรรพบุรุษไทย มรรยาทที่ดีงามตามทรรศนะไทย และสิ่งอื่นๆ ที่ นิยมกันว่าดีตามคติไทยเข้ามาในนวนิยาย เช่น นิจ” ซึ่งม.ล.บุญ เหลือคิดว่าเป็นการนำเสนอทรรศนะต่อผู้หญิงเหมือนสมัยเก่าต้น รัตนโกสินทร์ ที่ผู้หญิงจะชนะใจสามีได้ด้วยความดี การหย่าร้าง เป็นเรื่องที่น่าอับอาย ต่อมาภายหลังจึงได้ขยายกลุ่มเป้าหมายนัก อ่าน เมื่อติดตามผู้หญิงในงานเขียนของดอกไม้สดจะเห็นได้ว่ามี การเปลี่ยนแปลงจากหญิงที่เดินตามรอยกุลสตรีในกรอบประเพณี เดิมมาเป็นหญิงที่มีความมั่นใจกล้าตัดสินใจเดินออกจากค่านิยม สังคมที่กำหนดระเบียบแบบแผนของความเป็นหญิงความเป็นชาย อันจะเห็นได้จากนวนิยายเรื่อง หนึ่งในร้อย ที่อนงค์ กล้าสารภาพ ความในใจของตนแก่วิชัย ผลงานการประพันธ์ของ ดอกไม้สด มีผู้อ่านติดตามเป็น จำนวนมาก และได้นำมาถ่ายทอดเป็นบทละครทางโทรทัศน์หลาย เรื่อง ถือได้ว่าเป็นนักเขียนยอดนิยมของคนในยุคนั้น ดอกไม้สดถือ ได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกงานเขียนนวนิยายไทยแนวโรมานซ์ (กึ่งพาฝัน) ดอกไม้สดเป็นธิดาของเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กุญชร) เป็นพี่สาวต่างมารดาของม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ และ ภูมิหลังทางการศึกษาจากโรงเรียนคอนแวนต์ ทำให้สามารถ เข้าถึงการอ่านวรรณกรรมต่างประเทศที่เป็นผลงานของนักเขียน หญิงสำคัญๆ เช่น เจน ออสติน และพี่น้องสกุลบรองเต้ เป็นต้น จึงได้เขียนนิยายแนวกึ่งพาฝัน ที่สะท้อนความสัมพันธ์หญิงชายใน สังคมชั้นสูงของไทย และได้นำเสนอสภาพความเป็นอยู่ปัญหาของ สังคมในช่วงเวลาการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การเข้าสู่ภาวะ สงคราม สอดแทรกความเชื่อคติทางพุทธศาสนาสะท้อนในความ นึกคิดของตัวละคร
๗๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ นวนิยายของดอกไม้สดที่ได้รับเลือกรวมไว้ในร้อยเรื่องที่ คนไทยควรอ่าน คือ หนึ่งในร้อย ซึ่งมีการจัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ และยังได้มีการจัดพิมพ์ต่อมาอีกหลายครั้ง นำเสนอ เรื่องของครอบครัวที่มีพี่น้องหลายคน และมีอุปนิสัยแตกต่างกัน พระอรรถคดีหรือวิชัยพี่ชายคนโตหลังจากภรรยาคนแรกสิ้นชีวิตก็ ได้ครองตัวเป็นโสดมานานเพิ่งเกิดต้องตาจันทร์หญิงสาวและ ต้องการจะร่วมชีวิตด้วย แต่เธอกลับมีความรักตอบชัดน้องชายคน เล็กที่เป็นนายทหารหนุ่มทันสมัย วิชัยจึงเสียสละความรักของตน ให้จันทร์และชัดได้แต่งงานกัน ด้วยมโนธรรมฝ่ายดีของตนซึ่ง ผู้ประพันธ์ได้บรรยายสภาวะของวิชัยในขณะนั้นว่า “...ถ้าแม้ว่า อสุนีบาตจะได้ฟาดเปรี้ยงมาตรงหน้าจะไม่ทำให้วิชัยจังงังไปได้ถึง เพียงนี้ ในเวลานั้นดูเหมือนว่าโลกกำลังหมุนติ้ว ฟ้าถล่ม ตึกราม บ้านช่องพังทะลายลงทับกัน ต้นไม้ใหญ่น้อยถอนรากจากดินพุ่ง โคนขึ้นชี้ฟ้า วิชัยยืนตัวแข็ง มองดูผู้ที่อยู่ตรงหน้า ก็เห็นร่างของ เขาได้แต่เพียงรางๆ ลมขึ้นพัดหูดังหริ่วๆ ฟังเสียงใดไม่ได้ศัพท์ คำพูด ๓ คำก้องอยู่ในสมอง “เรารักกัน เรารักกัน” รู้สึกคล้ายกับ ว่าเป็นค้อนเหล็กขนาดหนัก ตีซ้ายย้ายขวาซ้ำซากอยู่ในขม่อม แทบว่าจะทำให้ศีรษะแยกแยะออกในบัดนั้น แต่มนุษย์ใดมีมโน อันเคยแก่การอบรมฝึกฝนให้อยู่ในธรรม สันดานหนึ่งเกิดพร้อมกับ ร่างกาย มีอันเป็นตามธรรมชาติ มักจะฉุดคร่าห์มโนไปในทางต่ำ อีกสันดานหนึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับความรู้จักผิดชอบของมนุษย์ ย่อม ชักนำมโนไปในทางสูง เมื่อมโนถูกอนิฐารมณ์กระทบ ทำให้สดุ้ง หวั่นไหว สันดานทั้ง ๒ จะเข้ากระหนาบข้าง สันดานเดิมรบเร้าชี้ ช่องให้ทำตามอคติ ๔ สันดานใหม่กระซิบเตือนให้ทรงอยู่ในความ เที่ยงตรง และสติสัมปชัญญะเปนธรรมมีอุปการมากแก่ผู้ประพฤติ
๗๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ธรรม เมื่อวิชัยมีดวงมโนถูกอนิฐารมณ์กระทบจนสั่นสะเทือนซวน เซไปทำให้เขาลืมตัวอยู่ชั่วขณะ ครั้นได้สติคือความระลึกได้เกิด สัมปชัญญะคือความรู้ตัว ธรรมทั้ง ๒ นี้พร้อมกันเตือนใจ สันดาน ใหม่เป็นฝ่ายรุก สันดานเดิมตั้งต้นถอย...” แสดงให้เห็นถึงความรัก ที่วิชัยมีต่อจันทร์และการต่อสู้ในจิตใจของตนในที่สุดมโนธรรม สำนึกฝ่ายดีก็นำทางให้วิชัยตัดสินใจเสียสละความรักของตน เพื่อให้หญิงที่ตนรักได้มีความสุขกับน้องชาย การตัดสินใจเช่นนี้ นำไปสู่การเจ็บปวดทางจิตใจจนทำให้ล้มป่วยแทบเอาชีวิตไม่รอด สุดท้ายอนงค์หญิงสาวที่มีอายุอ่อนกว่าวิชัยกว่าหนึ่งรอบและเป็น ดาวเด่นของสังคมยุคนั้นที่คาดกันว่าจะเป็นคู่ครองของชัด ได้เห็น ความเจ็บปวดและเสียสละของวิชัยและตระหนักความเป็นคนดีมี ศีลธรรมของวิชัยทำให้เธอบอกรักวิชัย “...ถ้าในโลกนี้มีความ ยุติธรรมอยู่บ้าง ก็จะต้องมีคนเห็นความดีของท่าน เดี๋ยวนี้มีผู้หญิง คนหนึ่งเขาเห็นก่อน และเขาถือว่าเป็นลาภประเสริฐแก่เขา เขา ถือว่าท่านเป็นยอดชายจะหาใครเหมือนไม่มีแล้ว เขารักความดี ของท่าน...เพราะรู้อยู่ว่าใจของคุณพระเป็นแผล มีแผลที่เกิดจาก ความดีของคุณพระเอง อนงค์จึงรักแผลนั้นอยากจะได้เป็นคน รักษา...” การกระทำของอนงค์ทำให้ได้รับการตำหนิจากญาติ ผู้ใหญ่ว่า “เป็นผู้ดีเสียเปล่าไม่มียางอาย” และแม้แต่วิชัยเองก็ “พิศวงไม่พอใจในข้อที่อีกฝ่ายหนึ่งละเมิดธรรมเนียมหญิง... เขา นึกถึงการกระทำของอนงค์ไปในทางเสื่อมมากกว่าทางดี... ความคิดข้อแรกที่เกิดแก่วิชัยเมื่อเขามีสติเป็นปกติแล้ว จึงเป็น ความคิดที่ทำให้บุรุษผู้นี้ตีราคาอนงค์ต่ำมาก แต่อีกเวลาหนึ่ง เมื่อ นิสสัยที่อบรมจนตั้งมั่นอยู่ในเมตตา กรุณา มุทิตา โดยสม่ำเสมอ ชักพาให้วิชัยมองดูเพื่อนมนุษย์แต่ในแง่ที่ดี ไหวตัวและแสดง
๗๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เหตุผลขึ้นบ้าง ความคิดที่ติเตียนอนงค์จึงตกไป...” แม้กระนั้นก็ ตามวิชัยก็ยังชี้ให้อนงค์เห็นถึงความแตกต่างระหว่างตนกับอนงค์ ทั้งในเรื่องวัย ฐานะ และวิถีชีวิต แต่ในที่สุดทั้งสองก็ตกลงร่วมชีวิต กันด้วยความยินดีของญาติทั้งสองฝ่าย และวิชัยไม่เคยปริปากให้ ใครทราบเลยว่าอนงค์เป็นผู้เปิดเผยความในใจของตนที่มีต่อวิชัย หนึ่งในร้อย นอกจากจะหมายถึงวิชัยที่ดำรงตนยึดมั่นใน หลักการและศีลธรรม น่าจะหมายถึงอนงค์ ผู้หญิงที่กล้าหาญ ประพฤติผิดธรรมเนียมของหญิงไทยในยุคนั้นด้วย โดยเธอกล้า เปิดเผยความจริงในใจแก่ชายที่ตนชื่นชม รักและศรัทธา และ ต้องการเป็นคู่ชีวิต อนงค์จึงเป็นผู้หญิงที่มีความคิด ความเชื่อมั่น และกล้าหาญมากกว่านางเอกเรื่องใดๆ ของดอกไม้สด และการ ที่นวนิยายเรื่อง หนึ่งในร้อย ได้รับการตีพิมพ์หลายครั้ง ทำให้เห็น ความนิยมของผู้อ่าน ซึ่งเปิดกว้างยอมรับในความกล้าหาญของ อนงค์ หญิงที่เป็นหนึ่งในร้อยของยุคสมัย เรำลิขิต - บนหลมุฝังศพวำสิฏฐี ร.จันทพิมพะ (๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๒ – ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๗) ร.จันทพิมพะ เป็นนามปากกาของรวงทอง (เริ่ม) จันทพิม พะ เป็นบุตรีของอำมาตย์โทพระประจำคดี (บัวรส จันทพิมพะ) รับราชการเป็นอัยการจังหวัด และมารดา นางคุ้มทอง จันทพิมพะ ทั้งสองได้ปลูกฝังการอ่านวรรณกรรมให้แก่ลูกๆ มาแต่วัยเด็ก เธอ เกิดที่จังหวัดขอนแก่นขณะที่บิดารับราชการอยู่ที่นั่น และ ครอบครัวได้โยกย้ายไปตามจังหวัดต่างๆ ที่บิดาได้รับตำแหน่งเป็น อัยการ ร.จันทพิมพะจบการศึกษาชั้นมัธยม ๘ จากโรงเรียนวัฒนา วิทยาลัย มีความสามารถทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มีผลงาน
๗๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เขียน งานแปลลงในจดหมายเหตุแสงอรุณ ซึ่งเป็นหนังสือออกราย เดือนของโรงเรียน เมื่อเรียนจบแล้วได้ทำงานเป็นครูสอนที่ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย และโรงเรียนอื่นๆ จนสมัครเข้าทำงานกับ ศรีบูรพา โดย จูเลียต (ชนิด สายประดิษฐ์) นักเรียนรุ่นน้องเป็นผู้ ฝากให้ แม้จะต้องจากไปก่อนวัยอันควรเมื่ออายุเพียง ๔๕ ปี เธอ ก็ได้มีผลงานมากมายและได้รับการยกย่องจากนักเขียนชายร่วม สมัยที่เธอได้ร่วมทำงานและต่างก็มีภาพงดงามของเธอในความ ทรงจำ กุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา) เขียนไว้ในจากศรีบูรพา ถึง ร.จันทพิมพะ “...หลังจากที่ได้เผยแพร่งานเขียนเพียงสองสาม เรื่องในชั่วปีสองปีเธอก็กลายเป็นนักเขียนที่ประชาชนเรียกหาซึ่ง นับว่าเธอประสบความสำเร็จในการประพันธ์ในเวลาอันสั้นเป็น ประวัติการณ์..”. สันต์ เทวรักษ์ ได้เขียนถึงเธอว่า “...บทประพันธ์ ของร.จันทพิมพะ ได้พุ่งโพล่งขึ้นสู่เวหาของโลกวรรณกรรมด้วย อาการรวดเร็วประดุจดาวหางอันเป็นข้อตื่นตระหนกระคน ปราโมทย์แก่บุคคลทั่วไปภายหลังสงครามมหาอาเซียบูรพาด้วย ลีลาอันเฉิดฉันและรัดกุม มีแผนการอันต่อเนื่องและดึงดูดใจ อย่างน่าอัศจรรย์...” สุภา ศิริมานนท์ วิเคราะห์งานเขียนของเธอ ว่า “...ร.จันทพิมพะต่างกับนักประพันธ์คนอื่นๆ อีกหลายคนที่ว่า เธอต้องเตรียมหาชื่อเรื่องที่เธอจะแต่งไว้เป็นเวลานานๆ เสมอไป ต่อจากนั้นจึงเตรียมวางพลอตเรื่องให้สมคล้อยกับชื่อและกับ ความคิดที่มีอยู่แล้วโดยตระหนักและหลังจากตระเตรียมการทั้ง สองนี้พร้อมสรรพแล้ว เธอยังทิ้งไว้อีกระยะหนึ่งสำหรับที่จะสอบ ค้นหลักฐานทั้งทางวิชาและข้อเท็จจริงที่เธอจะใช้ประกอบใน ท้องเรื่อง..เมื่อจบภาระในเรื่องหลักฐานนี้แล้วจึงจะบันทึกโวหาร และสำนวนที่จะใช้ประกอบสำหรับที่จะให้เหมาะสมและเต็มด้วย
๗๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ รสหนังสือ...” ยศ วัชรเสถียร ในนามปากกา ยุธิษเฐียร ได้เขียน ถึงร.จันทพิมพะ ในพิภพนักการประพันธ์ไทยลงในสยามสมัยราย สัปดาห์ “เมื่อพิเคราะห์กันทางศิลปการประพันธ์แล้ว แต่ละชิ้น (แต่ละเรื่อง) ของนักประพันธ์หญิงผู้นี้มีความบรรเจิดอย่างที่ไม่มี งานประพันธ์ของนักประพันธ์ผู้หญิงด้วยกันทาบติดยิ่งในทรรศนะ ของผมโดยเฉพาะด้วยแล้วมันห่างกันอย่างไม่ติดฝุ่น...” ร.จันทพิมพะ เป็นนักเขียนที่มีช่วงชีวิตแสนสั้นแต่มี ผลงานวรรณกรรมหลากหลายรูปแบบทั้งบทกวี เรื่องสั้น และ นวนิยาย ได้เริ่มทำงานกับหนังสือพิมพ์ประชามิตร สุภาพบุรษ ที่ กุหลาบ สายประดิษฐ์เป็นบรรณาธิการ โดยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย มาลัย ชูพินิจ ซึ่งแต่แรกคิดว่าเธอจะเป็นภาระให้ต้องดูแลแต่ต่อมา ได้เขียนบันทึกไว้ว่า “... แทนการเป็นภาระ ร.จันทพิมพะ กลับ เป็นความช่วยเหลือแบ่งเบางานซึ่งขณะนั้นล้นมือข้าพเจ้าไปได้ดี เสียยิ่งกว่าผู้ชายหลายต่อหลายคนซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยของข้าพเจ้า มาแล้ว เพราะความมีระเบียบ ความตรงต่อเวลา และความ ประณีตของการปฏิบัติงานที่ข้าพเจ้ามอบให้ ลงท้ายแทนที่จะเป็น ผู้ตรวจและแก้ไขต้นฉบับทั้งหลายที่เธอเขียน ข้าพเจ้าเองกลับเป็น ผู้ถูกตรวจและถูกแก้ไขอักขระ พยัญชนะ เพราะความพิถีพิถันใน การเปลี่ยนอักษรตามสมัยมากไปกว่ามุ่งแต่ความหมายในภาษา หนังสือของข้าพเจ้า...” เธอได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าแผนกบันเทิงคดี มีหน้าที่ควบคุมเกี่ยวกับคอลัมน์ผู้หญิง และช่วยงานด้านแปลภาษาอังกฤษ เธอชอบเขียนบทกวีที่ศรี บูรพายกย่องว่ามีลีลาสง่างาม ร.จันทพิมพะทำงานที่ประชามิตร สุภาพบุรุษจนหนังสือพิมพ์ปิดตัวไปในพ.ศ. ๒๔๙๓ แล้วต่อมาได้ ทำงานกับสยามสมัย เธอมีผลงานลงพิมพ์ในหนังสือนิตยสารอื่นๆ
๗๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ อีกเป็นจำนวนมาก เมื่อร่างกายถูกรุมเร้าด้วยโรคหัวใจซึ่งนาย แพทย์ไม่อาจเยียวยาได้เธอจึงลาออกจากงานประจำและเขียนบท ประพันธ์ที่บ้านโดยยึดงานประพันธ์เป็นอาชีพเลี้ยงตน ซึ่งจูเลียต เขียนถึงเธอว่า “... พี่เริ่มเป็นนักประพันธ์สตรีผู้หนึ่งที่โลกการ ประพันธ์ควรจะภูมิใจ ในฐานะที่ได้ใช้งานการประพันธ์ดำรงชีวิต แทบทั้งชีวิตมาด้วยความเรียบร้อยและราบรื่น...” น้อย อินทนนท์ ได้เขียนถึงร.จันทพิมพะว่า “... พิจารณาจากวัยและอายุของการ ประพันธ์ตามมาตรฐานสากล ร.จันทพิมพะอาจจะมีเวลาน้อย เกินไปสำหรับจะได้ดูผลของงานซึ่งเธอได้สร้างสรรค์และกลั่น กรองออกมาเสนอแก่ประชาชนทั้งหลาย แต่พิจารณาจากค่าของ บทประพันธ์แลผลต่อเนื่องของมันซึ่งมีต่อความคิดจิตใจและความ นิยมชมชอบของโลกการอ่านทั่วไป บทบาทที่เธอร่วมอยู่ในการ จรรโลงในวงการประพันธ์ เจิดจ้า และแพร่หลายออกไปนั้น ควร แก่การยกย่องว่ายิ่งใหญ่อย่างยากที่จะหานักประพันธ์สตรีรุ่น เดียวกันคนใดมีบทบาทสำคัญเท่า...” เป็นที่น่าเสียดายว่างาน เขียนของเธอนั้นนักอ่านรุ่นใหม่และคนทำงานเรื่องผู้หญิงยังมิได้ ลิ้มรสภาษาและเรียนรู้ความสามารถในโลกวรรณกรรมของ นักเขียนหญิงที่นักเขียนชายร่วมสมัยได้ยกย่องไว้อย่างสูง และ ต้องจากไปก่อนเวลาคนนี้ ร.จันทพิมพะ นำเสนอสังคมไทยในช่วงหลังสงครามโลก ครั้งที่สอง และภาพลักษณ์ของผู้หญิงที่มีความสามารถในการ ตัดสินใจเลือกทางเดินของชีวิตตน อวสานสวนกุหลาบ เป็นนิยาย เรื่องแรกที่เธอเขียนลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของโรงเรียนวัฒนา วิทยาลัย และได้นำมาลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ประชามิตรสุภาพบุรุษ เมื่อ “แม่อนงค์” ได้อ่านงานประพันธ์ชิ้นนี้ และเธอ
๗๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ กลายเป็น”ทวีปใหม่” ที่ควรค่าแก่การค้นหา โชติ แพร่พันธ์ ได้ เขียนรำลึกถึงเธอใน “สุดแต่จิตพิศวาสก็นับว่าเป็นญาติกันได้” ที่ พิมพ์รวมไว้ใน รวงทองรำลึก และกล่าวถึงงานประพันธ์นี้ว่า “ถ้า ให้อั๊วเลือกเรื่องซึ่งอ่านๆมาที่เห็นว่าดีสิบเรื่องในชีวิตที่อั๊วเคยอ่าน มาไม่น้อยขอเลือกเรื่อง อวสานสวนกุหลาบนี้ไว้เป็นเรื่องหนึ่ง” ภายในระยะเวลาอันสั้น ร.จันทพิมพะ ก็ได้กลายเป็นนักเขียนที่ ประชาชนเรียกหาและได้รับคำเชิญจากบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ รายคาบต่างๆ ศรีบูรพา ได้เขียนใน ร.จันทพิมพะ ถูกค้นพบ ว่า “นี่เป็นการก้าวขึ้นสู่ขั้นสูงสุดที่บรรดานักเขียนนิยายปรารถนาจะ บรรลุ และ ร.จันทพิมพะ ก็สามารถบรรลุได้ ภายในระยะเวลาอัน สั้นเป็นประวัติการณ์...และแต่นั้นมาเธอก็ผลิตนิยายสั้นเรื่องแล้ว เรื่องเล่าขึ้นมาไม่ขาดสาย ตามความเรียกร้องต้องการของ ประชาชน และก็ไม่เคยมีระยะเวลาใดที่ประชาชนไม่ต้องการเรื่อง ของเธอและบอกว่าพอแล้ว” ร.จันทพิมพะ เข้มงวดกับการใช้ ภาษาและการเขียนให้ถูกต้องเพื่อจะไม่ทำลายความไพเราะของ ภาษา วรรณกรรมแต่ละชิ้นของเธอจะมีชื่อเรื่องชวนให้ติดตาม เช่น อวสานสวนกุหลาบ จิตลำลอง ปาริชาติชีวิต ม่านดอกไม้ แสงอรุณ เรไรในจิตจำลอง ตราบเท่าเธอสลาย เป็นต้น นอกจาก นวนิยายและเรื่องสั้นแล้ว เธอยังมีผลงานบทร้อยกรอง กลอน ฉันท์ กาพย์ และงานเขียนบันเทิงคดีคอลัมน์ประจำของเธอใน ประชามิตร-สุภาพบุรุษ รวมทั้งผลงานแปลอีกด้วย งานเขียนที่ ได้รับการยกย่องว่าเป็น ๑ ใน ๑๐๐ ของหนังสือดีที่ควรอ่านคือ เราลิขิต – บนหลุมศพวาสิฏฐี เราลิขิต ได้ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ประชามิตร สุภาพบุรุษ ในช่วงพ.ศ.๒๔๙๐ และบนหลุมศพวาสิฏฐีลงในสยามสมัยช่วง
๘๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ พ.ศ.๒๔๙๓ โดย ร.จันทพิมพะ ได้เล่าไว้ในคำนำว่า “เพื่อนสองคน สัญญาจะเขียนเรื่องด้วยข้อเท็จจริงที่เชื่อถือกันอยู่คนละครึ่ง คน แรกจึงเขียนเราลิขิตขึ้นมา และเสนอต่อประชาชนไปแล้วใน ประชามิตรรายสัปดาห์ พ.ศ. ๒๔๙๐ แต่เพราะคนหลังจะเขียน ข้อเท็จจริงอีกครั้งในนามเรื่องหลุมศพวาสิฏฐีเรื่องเราลิขิตจึงจบ ลงอย่างกระชากและทิ้งปัญหาสำคัญค้างไว้หลายข้อจนถูกตำหนิ อย่างรุนแรงร้อนถึงแอลดดินผู้เป็นบรรณาธิการต้องแถลงการณ์ แก้ตัวต่อผู้อ่าน แต่สี่ปีล่วงไปแล้วเรื่องหลุมศพของวาสิฏฐีของ “อิงอร” ก็ไม่ปรากฎออกมา แม้ผู้จะเขียนก็เขียนเรื่องอื่นๆออก เสมอทั้งบทละครอันประสพผลสำเร็จอย่างรุ่งโรจน์เหลือเกิน ใน ที่สุดเพราะเสียดายข้อเท็จจริงของเรื่องเพราะความสำนึกบาง ประการกับความจำเป็นอย่างอื่นอีกบ้าง ผู้เขียนเราลิขิตจึงขอ ข้อเท็จจริงที่ไม่ตายแต่ถูกละเลยแล้วนั้นมาเขียนต่อ แต่วิสัยชาย ชอบลืมและหวงของเก่าก็ได้อีก เมื่อ “อิงอร” ทิ้งสิทธิการเขียน ข้อเท็จจริงของเขาแล้วก็ยังต้องการให้ปรากฎ “ชื่อเรื่อง” นั้น ต่อไปในการเขียนของหญิงหนึ่งเพื่อเป็นที่ระลึกถึงความตั้งใจอัน เข้มแข็งครั้งนั้น ฉะนั้นเราลิขิตภาคจบจึงต้องเขียนเป็นบนหลุมฝัง ศพวาสิฏฐี” เราลิขิต-บนหลุมศพวาสิฏฐีถ่ายทอดวิถีชีวิตของสังคม กรุงเทพฯหลังสงครามโลกครั้งที่สอง การดิ้นรนของทุกชนชั้นใน สังคม การเมืองที่สับสน เศรษฐกิจที่ยุ่งเหยิง การกักตุนข้าวสาร และการคอรัปชั่นส่งออกข้าว พรรคการเมืองและผู้มีอิทธิพล รวมถึงความเศร้าสลดจากการสวรรคตของพระเจ้าอยู่หัวอานันท มหิดลเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙ ซึ่งเป็นบทสุดท้ายของเราลิขิต ส่วนบนหลุมศพวาสิฏฐีเริ่มเรื่องด้วยการส่งเสด็จกษัตริย์องค์ใหม่
๘๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ กลับไปศึกษาที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จึงเปรียบเสมือนการ บันทึกเหตุการณ์ของบ้านเมืองสมัยหลังสงคราม โดยผ่านเรื่องราว ของตัวละคร ที่สำคัญคือสะท้อนชีวิตรักของหญิงสาวสองคน จิตรี และกานดา แม้จะมีอุปนิสัยแตกต่างกันโดย “...กานดาได้ถูก กำหนดให้ดำเนินชีวิตรักอยู่เพียงภายในรอยลิขิตของชาย ขณะที่ จิตรีประกาศตั้งแต่แรกรุ่นแล้วว่าชีวิตรักของหล่อนนั้นจะต้องอยู่ ภายในรอยลิขิตของตน แต่สุดท้ายหญิงสาวทั้งสองก็มีสภาพ เหมือนกันเกือบทุกอย่าง คือทั้งสองยังมีความเป็นหญิงอยู่เสมอไม่ ว่าหล่อนจะปล่อยให้ชายลิขิตความรักและชีวิต หรือหล่อนจะ สามารถลิขิตได้ด้วยตัวเอง ผู้หญิงย่อมเดินไปสู่ปลายทางที่เหมือน หลุมฝังศพอันมืดมัวเหมือนกันกล่าวคือความทุกข์ซึ่งยอกแสยงอยู่ เสมอเพราะมีความรัก ความหวัง ความพลัดพรากและน้ำตาอัน เกิดจากถูกทรยศอยู่เสมอ เหมือนวาสิฏฐีของกามนิต ซึ่งเชื่อถือ ตามกาลสมัยว่า ชีวิตรักของหล่อนเป็นไปตามรอยลิขิตของพรหม ต้องผิดหวังและทนทุกข์ทรมานเสียชาติหนึ่งอยู่ในความทุกข์เข็ญ คนเดียว เป็นเช่นนี้เพราะวิสัยหญิงย่อมปล่อยตัวให้ถูกสิงสู่ด้วย ภูติผีแห่งความทรงจำจากอดีต เหมือนโอฟิเลียของแฮมเล็ตหล่อน ตายในความบ้าคลั่งเสียก่อนจะดับสังขารภายในอ้อมแขนของธาร น้ำ...เหมือนวันทองของชายโฉดเขลาคู่หนึ่ง นางสิ้นชีพและเสียชื่อ อันเป็นอาภรณ์ล้ำค่าของหญิงเพียงเพื่อเป็นพลีกรรมแก่ความ คะนองของชายเขลาคู่นั้น...” ขณะที่จิตรีหลังจากรีไทร์จากคณะ วิทยาศาสตร์ได้เข้าทำงานในธนาคารแห่งหนึ่งและปล่อยตัวคว้าง ไปตามกระแสความนิยมอย่างใหม่เป็นดาวเด่นในหมู่ชายทั้งไทย และต่างชาติซึ่งสงครามมีส่วนสร้างขึ้นไว้แต่เธอก็ประคองชีวิตให้ อยู่รอดด้วยการเป็นเมียของเผด็จชายหนุ่มฐานะดี ขณะที่กานดา
๘๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ครูสาวที่แสนดีมีความรับผิดชอบและมีความรักกับวิชัยที่คิดว่าตน มีอำนาจเหนือกว่า กานดานำที่ดินของตนขายฝากเพื่อนำเงินไป ช่วยใช้หนี้ให้วิชัยที่ไม่ได้มองเห็นคุณค่าการกระทำของเธอและ ตัดสินใจแต่งงานกับหญิงอื่น สุดท้ายกานดาต้องก้าวลงหลุมฝังศพ แห่งความรักและความใคร่ และจบชีวิตด้วยการกระทำของชายที่ เธอเชื่อว่ารักเธอแต่ก็ได้ลงโทษเธอด้วยการพรากความสาวจากเธอ ไป ในที่สุดเธอก็เสียชีวิตอย่างเดียวดาย เราลิขิต บนหลุมศพวาสิฏฐีจึงเป็นการนำเสนอชะตา กรรมของผู้หญิงในความสัมพันธ์หญิงชายในโครงสร้างที่ชายเป็น ฝ่ายกำหนดและมีอำนาจ และฝ่ายหญิงเปราะบางต่อการถูกเอา เปรียบทางเพศและถูกประณาม โดย ร.จันทพิมพะ ได้แสดงความ คิดเห็นว่า “ก่อนพุทธกาลหรือต้นพุทธกาลก็ดีหญิงได้ยึดถือความ รักเป็นพรหมลิขิตของตนและต้องฉุดชีวิตของตนลงไปสู่ความทุกข์ ระทมที่เหมือนกับหลุมฝังศพอันมืดมัวมากแล้ว เดี๋ยวนี้เป็นกึ่ง พุทธกาลที่ดูเหมือนจะกลายเป็นกลียุคยิ่งขึ้น เรามีอดีต เราอยู่ใน ปัจจุบัน เราอาจจะมีหรือไม่มีอะไรเลยในอนาคตของเรานอกจาก “กรรม” ของเราเองซึ่งบังคับบัญชาอยู่เหนือสิ่งซึ่งกำลังมีกำลัง เป็นอยู่ตลอดจนโชคชะตาสุดท้ายและอนาคตของมนุษย์ ถึง กระนั้นหญิงก็ยังยึดถือ “ความรัก” เป็นสิ่งบังคับบัญชาชีวิตผู้ ยิ่งใหญ่อยู่เสมอ หญิงจึงมักจะเขียนโชคชะตาตัวเองบนหลุมศพอัน มืดมัวเหมือนเก่า” จึงดูเหมือนว่า ร.จันทพิมพะ ส่งสารแก่ผู้หญิงมิ ให้ยึดถือความรักเป็นสรณะ เพราะในความรักของหญิงชายยังไม่ มีความเสมอภาคในความสัมพันธ์ ทัศนคติของ ร.จันทพิมพะ ใน เรื่องความเสมอภาคหญิงชายสะท้อนให้เห็นจากการแสดงความ คิดเห็นต่อเรื่องสั้นสัญชาตญาณมืดของอ.อุดากร ที่นำเสนอความ
๘๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เสื่อมของศีลธรรมและการถูกครอบงำด้วยความใคร่ของมนุษย์ โดยเล่าเรื่องการเสพสมกับสุนัขแทนการมีชู้ของหญิงสาวที่ดูแล สามีป่วยเป็นวัณโรคและต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของสามี โดย ร. จันทพิมพะ แสดงความคิดเห็นปกป้องผู้หญิงในนิตยสารเริงรมย์ รายสัปดาห์ว่า “...ขอยืนยันว่าศีลธรรมของคนไทยเรายังไม่ดี ถึงกับจะเป็นไปอย่างนั้นที่อื่นอาจจะเห็นเรื่องนี้เป็นธรรมดาก็ได้ แต่ไม่ใช่ที่เมืองไทยเวลานี้แน่นอน เพราะศีลธรรมของเรายังสูงอยู่ ศีลธรรมอยู่ที่ไหน ศีลธรรมก็อยู่ที่ว่าคนย่อมเห็นคนด้วยกันดีกว่า สัตว์ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงรู้สึกว่าการที่ใครจะเขียนว่าอะไรผู้หญิง นั้นเป็นการไม่ยุติธรรม อาจจะเป็นเพราะผู้หญิงเรายังด้อย น้อยหน้ากว่าผู้ชาย เพราะถึงแม้กฎหมายจะให้ความเสมอภาคดี แล้ว แต่ก็ยังไม่เสมอภาคจริงๆ เวลาจะว่าอะไรก็ว่าผู้หญิงก่อน เสมอ แต่ผู้หญิงไทยไม่น้อยใจรู้สึกว่าผู้ชายน่ะไม่เต็มใจจะให้ผู้หญิง มาเสมอ ผู้หญิงก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ก็ไม่ยอมให้ถูกเหยียบย่ำ...” ผู้หญิงในงานเขียนของ ร.จันทพิมพะ จะมีความเชื่อมั่น มีความคิด ของตนเองและมักจะอยู่นอกขนบจึงต้องได้รับคำพิพากษาจาก ผู้คนรอบข้าง แม้แต่ตัวของเธอเองก็ถูกโจมตีจากการเขียนเรื่อง บนหลุมศพวาสิฏฐีจนในที่สุดได้ตัดสินใจเขียน คำปรารภของ ผู้เขียน เพื่อให้ความกระจ่างแก่ผู้ติดตามงานเขียนของเธอ
๘๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ คำปรารภของผู้เขียน ปีใหม่ผ่านมาอีกปีหนึ่ง ข้าพเจ้ายังอยู่และยัง ทำงานได้ด้วยหัวใจอันผ่องแผ้วเพิ่มขึ้น ยังมีผู้ต้องการ และสนับสนุนงานของข้าพเจ้า ไมตรีจากผู้อ่านและ ผู้สนับสนุนทั้งหลายเป็นส่วนหนึ่งหรือส่วนใหญ่ของ พลังงานและชีวิตของข้าพเจ้าในปัจจุบัน ข้าพเจ้าหรือผู้ ไม่มีอะไรเลยจะมองจากแง่ของวัสดุอื่นๆ แต่ถ้ามองใน ด้านไมตรีจิตมิตรภาพแล้วข้าพเจ้าถือเสมอว่าข้าพเจ้า เป็นคนมั่งมีพอตัว ความมั่งมีของข้าพเจ้าในด้านไมตรีจิต เกิดจากการทำงานเขียนหนังสือเป็นส่วนใหญ่ เพราะงาน เขียนของข้าพเจ้าก็เหมือนงานเขียนของนักเขียน ทั้งหลาย คือสามารถเข้าถึงความรู้สึกนึกคิดของท่าน ผู้อ่านหรือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้มากกว่าอย่างอื่น ไม่ว่า การเข้าถึงนั้นจะก่อให้เกิดกุศลจิตหรืออกุศลจิตก็ตาม เรื่องหลุมศพวาสิฏฐีเป็นเรื่องคนธรรมดา เขียน ด้วยคนธรรมดา เพื่อคนธรรมดา เคยได้รับการต้อนรับ สนับสนุนอย่างพึงใจจากผู้อ่าน แต่มิได้โฆษณาเหมือนกับ การโฆษณาของบางท่านที่หวังประโยชน์จากการทับถม ผู้อื่นเพื่อความสูงเด่นของตนและพรรคพวกหรือเพราะ ความสะเพร่าที่เกิดจากการทะนงตนว่า “รู้มาก” เกินไป จนไม่ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงและเกียรติยศจึงย่อมจะเอา เป็นหลักฐานไม่ได้เลย จากคำ “เขาว่า” (ซึ่งเป็นคำ ปรักปรำโจมตีของนักโฆษณาต่อหลุมฝังศพวาสิฏฐี) หลุมศพวาสิฏฐีได้รับการโฆษณารุนแรงเกี่ยวกับ เรื่องส่วนตัวของผู้เขียนในด้านเดียวดังกล่าวแล้ว จนมี
๘๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ผู้อ่านหวังดีเตือนมาว่าเหตุใดข้าพเจ้าจึงปล่อยให้นัก โฆษณาจำพวกโจมตีเอาง่ายๆนัก ในเมื่อการโจมตีนั้นไม่ เกี่ยวกับหนังสือเลย การเป็นผู้ดีแบบใจกว้างและ อ่อนโยนอย่างเก่านั้นๆ ย่อมไม่เหมาะกับสมัยฉวยโอกาส และแย่งชิงเช่นนี้ ข้าพเจ้ามิได้ตอบท่านที่หวังดีเหล่านั้น อย่างไร จนเวลาล่วงเลยมานานพอที่จะให้ทุกฝ่ายได้เห็น ว่าถ้าข้าพเจ้าตอบคำโฆษณาโจมตีและคำเตือนเพราะ หวังดีและห่วงใยอย่างนั้น ข้าพเจ้ามิได้ทำเพราะความ ฉุนเฉียว หรือสะเพร่าเพียงเพื่อจะเป็นการตีโต้หรือแก้ตัว แต่ประการใด ข้าพเจ้าพิมพ์หนังสือมามากเล่มใน ระยะเวลาการเขียนอันสั้นนี้ โดยมิได้เขียนคำนำ คำแถลง เลย แม้ท่านผู้พิมพ์เคยขอให้เขียน ข้าพเจ้าถือว่างานของ ข้าพเจ้าเป็นสมบัติของประชาชน เหตุใดข้าพเจ้าจึงมา กล่าวถึงฝ่ายเดียว แม้ข้าพเจ้าได้สร้างงานนั้นขึ้นเอง เพราะหากข้าพเจ้ามิได้เขียนด้วยอาศัยมาตรฐานความ ต้องการของประชาชน และประชาชนไม่รับรองงานนี้ แล้ว ข้าพเจ้าก็ย่อมจะเขียนอยู่ไม่ได้จนบัดนี้ แต่คราวนี้จำต้องเขียนบอกเล่าเป็นครั้งแรกเพราะ ถือว่าประชาชนที่ต้อนรับงานของข้าพเจ้าควรจะได้ รับทราบข้อเท็จจริงบางประการที่เกี่ยวกับสมบัติของเขา เมื่อมีเหตุข้องใจผิดปรกติ หลุมฝังศพวาสิฏฐี เป็นเพียงชื่อ ภาค ๒ ของเรื่องขนาดยาว เราลิขิต แต่ต้องรวมเป็นภาค บริบูรณ์ในนามหลุมศพวาสิฏฐีครั้งนี้ เนื่องจากเหตุผล ตามที่แถลงไว้ในสยามสมัยรายสัปดาห์ (ได้นำลงในเล่มนี้ ด้วย) และเพื่อให้สอดคล้องกับการโจมตีของนักโฆษณาที่
๘๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ได้กระทำแก่เรื่องนี้ในชื่อนี้ ข้าพเจ้าเพียงแต่แถลง ข้อเท็จจริง เช่น ชื่อเรื่อง ไม่ใช่การตอบโต้หรือตีโต้การ โจมตีโดยปราศจากความจริง ข้าพเจ้ามิได้โต้ตอบแต่ต้น จนบัดนี้ เนื่องจากข้าพเจ้าเป็นพุทธศาสนิกชนมิใช่เป็น นักเขียนเท่านั้น ข้าพเจ้าเชื่อในพระพุทธโอวาทที่ว่า “ผู้ทำร้ายเขาพึงละอาย แต่ผู้ทำร้ายตอบเขาพึงละอายยิ่ง กว่า” ข้าพเจ้าขอมอบเรื่องของคนธรรมดาที่เขียนด้วย มือคนธรรมดาแก่ประชาชนเป็นที่ระลึกในปี ๒๔๙๖ นี้ เพื่อชีวิตอันบริสุทธ์สะอาดและบันเทิงสุขในความรักและ ไมตรีจิตอันยรรยงยิ่งขึ้น ร. จันทพิมพะ ศรีบูรพาได้เขียนถึงนิยายขนาดสั้นเรื่องชายคนที่สามของ เธอไว้ใน “ร.จันทพิมพะ ถูกค้นพบ” ว่า “...ได้แสดงทรรศนะของ เธอต่อหลักการดำเนินชีวิตของสตรีอันควรแก่การยกย่อง เธอได้ ชี้แนะผู้อ่าน โดยเฉพาะสตรีเพศให้เล็งแลชีวิตให้ทางที่ถูกต้อง ให้ เล็งแก่นสารของการดำรงชีวิต และย่างเหยียบเข้าไปในแดนอัน เป็นศักดิ์ศรีของชีวิต แก่นสารและศักดิ์ศรีสตรีจะพึงให้เข้าถึงนั้น มิใช่อะไรอื่นนอกจากความสำนึกหนักแน่นในการเป็นตัวของ ตัวเอง และความเชื่อมั่นว่าเธอสามารถจะเป็นอิสระได้และ พึ่งตนเองได้ รวมทั้งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นได้เช่นเดียวกับบุรุษ เพศ ...ความสำนึกและความเชื่อมั่นเช่นนั้นจะบังเกิดขึ้นไม่ได้หาก สตรียังถือว่าเธอเป็นเพียงดอกไม้หรือความสำรวยสำหรับประดับ บำเรอโลก และเธอจำเป็นต้องมีใครคอยทะนุถนอมหรือหล่อเลี้ยง ชีวิตของเธอ เพราะเธอไม่สามารถจะหล่อเลี้ยงมันเองได้ แล้วก็มัว
๘๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ แต่จะเพ้อฝันถึง และคอยแต่จะไขว่คว้าชีวิตสำรวมง่อนแง่น ซึ่งจะ ได้มาด้วยการค้ำจุนของผู้อื่นมิใช่ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง...” ศรีบูรพามองเห็นว่านิยายของเธอมิได้มีเพียงความเฉิดฉายทาง วรรณศิลป์เพียงอย่างเดียวแต่ยังประกอบด้วย น้ำเนื้อต่อชีวิต อีก ด้วย งานเขียนของเธอมิได้เป็นเพียงเรื่องอ่านเล่นเพื่อฆ่าเวลา แต่ ได้นำเสนอ “ข้อเท็จจริงของชีวิต ในทางสนับสนุนและสดุดีชีวิต ของการทำงาน..และก็เป็นชีวิตของการทำงานร่วมกันระหว่างชาย กับหญิง..” ที่ ร.จันทพิมพะ ได้นำเสนอไว้ในนิยายสั้นเรื่อง นาน้ำตม ด้วย นักเขียนชายและหญิง และผู้ที่ใกล้ชิดทำงานร่วมกับ ร.จันทพิมพะ ต่างกล่าวถึงความอ่อนโยนอ่อนหวาน อ่อนน้อม ถ่อมตน ความสามารถทางด้านภาษา รจนาร้อยแก้ว ร้อยกรอง ที่ได้รับการยกย่องว่าบทกวีของเธอมีลีลาสง่างาม ความสามารถ ของเธอในด้านการประพันธ์ทำให้เธอดำรงชีพได้ด้วยการเป็น นักเขียนเช่นเดียวกับนักเขียนหญิงร่วมสมัย อาทิ ก.สุรางคนางค์ ดอกไม้สด นอกจากนั้นยังได้ช่วยการทำงานเพื่อสังคมและ การศึกษา เธอได้เขียนบทประพันธ์ให้กับหนังสือ แม่และเด็ก กิจกรรมของพิริยานุเคราะห์มูลนิธิ จัดตั้งโดยคุณหญิงเพียร เวช บุล ระหว่างบรรทัดในงานเขียนของเธอจะมองเห็นถึงความมี เหตุผล ร.จันทพิมพะ เป็นนักอ่านและนักเดินทาง งานของเธอจึง มีความลุ่มลึกและนำเสนอแบบตรงไปตรงมา ศรีบูรพา ผู้แปลงาน เขียนคลาสสิกของนักปรัชญาฟรีดิช เฮเกล เรื่องกำเนิดของครอบ ครัว สมบัติส่วนตัวและรัฐ และเป็นผู้ค้นพบ นำทาง ร.จันทพิมพะ ให้กลายเป็นนักเขียนของประชาชน ได้แสดงความรู้สึกเมื่อเธอ จากไปว่า “...ร.จันทพิมพะ เหมือนญาติสนิทของเราคนหนึ่ง
๘๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ข้าพเจ้ารู้สึกเธอเหมือนสามสตรีพี่น้อง นักเขียนแห่งตระกูล บรอนตี้ (ซึ่งคนหนึ่งได้ประพันธ์เรื่อง “เยนแอร์”) ผู้มีอัจฉริยภาพ ทางวรรณศิลป์ผู้อาภัพ ซึ่งได้จากโลกนี้ไปในวัยอันควรจะอยู่ เพื่อ ประกอบวรรณศิลป์อันยิ่งใหญ่ และทิ้งไว้ให้เป็นสมบัติของประชา ชนต่อไปอีก...” สิ่งที่น่าสนใจว่าภาพลักษณ์ของผู้หญิงที่นำเสนอในงาน เขียนของ ร.จันทพิมพะ มีผลต่อการปรับเปลี่ยนมุมมองต่อตัว ละครผู้หญิงของนักเขียนหญิงคนอื่นๆ ในยุคเดียวกันมากน้อย เพียงใด และเป็นที่น่าเสียดายว่างานของ ร.จันทพิมพะ ผู้ที่ได้รับ การยกย่องว่าเป็นนักเขียนที่เป็นนายของภาษา และการจัดวาง เค้าโครงของงานประพันธ์ได้ดียิ่ง ยังไม่ได้ถูกค้นพบ และอ่านอย่าง แพร่หลายในหมู่คนทำงานเพื่อความเสมอภาคหญิงชาย อาจเป็น เพราะผลงานที่มีหลากหลายรูปแบบการประพันธ์เป็นสิ่งพิมพ์ที่จะ หาอ่านได้ยากในปัจจุบัน จึงน่าที่จะมีการรื้อฟื้นเสาะหานำมา เผยแพร่และเรียนรู้ เพื่อสดุดีว่าเธอเป็นหนึ่งนักเขียนที่ได้ขบคิด และนำเสนอปัญหาความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมของหญิงชาย รวมทั้งแนวทางที่ผู้หญิงจะสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความหมาย และดำรงศักดิ์ศรีของตนในสังคมที่ชายยังเหมารวมว่าตนเองมี อำนาจเหนือผู้หญิงโดยเฉพาะในเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศ ผู้หญิง ของ ร.จันทพิมพะ จะท้าทายกับขนบมากกว่าของนักเขียนคน อื่นๆ ที่มีผลงานในช่วงระยะเวลาเดียวกัน ทำให้น่าสนใจที่จะ ร่วมกันค้นหารู้จักตัวตนและความเป็นผู้หญิงของเธอที่นักเขียน ชายร่วมสมัยต่างชื่นชมผลงานและความเป็น ร.จันทพิมพะ นักเขียนของประชาชน
๘๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ แม่สำยสะอื้น อ.ไชยวรศิลป์ (๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๑- ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๓) อ.ไชยวรศิลป์ เป็นนามปากกาของอำพัน ไชยวรศิลป์ และยังมีนามปากกาอื่นที่รู้จักกัน คือ เอื้อ อรทัย หรือ อสิธารา เป็นนักเขียนหญิงที่มีถิ่นกำเนิดในภาคเหนือที่อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ เป็นธิดาของดาบพรหมินทร์ และนางตุ่นคำ โดยบิดา ต้องย้ายไปรับราชการในจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือและภาคใต้ รวมทั้งกรุงเทพฯ อำพันได้จบการศึกษาชั้นมัธยมปลายจาก โรงเรียนดาราวิทยาลัย เมื่อเริ่มชีวิตนักเขียนมีความต้องการที่จะ นำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ของผู้หญิงเหนือที่ติดตรึงอยู่กับภาพของ สาวเครือฟ้า หรือหญิงสาวจากดอกคำใต้ที่ง่ายต่อการถูกล่อลวง และทอดทิ้ง เธอเริ่มเขียนเรื่องสั้น หนทางรัก ตั้งแต่อายุ ๑๕ ปี ได้รับการตีพิมพ์ในเดลิเมล์วันจันทร์ และเขียนต่อมาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถเลี้ยงชีพด้วยงานเขียน ซึ่งมีผลงานเป็นนวนิยายกว่า ๔๐ เรื่อง และเรื่องสั้นกว่า ๔๐๐ เรื่อง อ.ไชยวรศิลป์ พัฒนางาน เขียนจากแนวโรมานซ์ (กึ่งพาฝัน) ระหว่างหนุ่มเมืองหลวงกับสาว เหนือ แต่เมื่อได้ตระหนักถึงภาพลักษณ์ที่มีอคติต่อสาวเหนือทำให้ เธอพยายามปรับเปลี่ยนการนำเสนอให้ผู้อ่านได้เข้าใจตัวตนของ สาวเหนือ วิถีชีวิตและผู้คน ประเพณีวัฒนธรรมและภูมิประเทศที่ งดงาม นวนิยายเรื่องแรกของเธอคือ เกิดเป็นคน ซึ่งกล่าวกันว่า ได้รับแรงบันดาลใจจากนวนิยายเรื่องเจน แอร์ของชาร์ลอตต์ บรองเต นักเขียนสตรีชาวอังกฤษโดยใช้นามปากกาว่า เคอเรนต์ เบล ในการตีพิมพ์ผลงาน และเป็นผลงานแปลวรรณกรรมชิ้นแรก ของจูเลียต (ชนิด สายประดิษฐ์) เป็นที่น่าเสียดายว่ายังไม่ สามารถค้นหานวนิยายเรื่อง เกิดเป็นคน เพื่อศึกษาเปรียบเทียบ