๙๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ กับเรื่องราวของเจน แอร์ ได้ ผลงานของอ.ไชยวรศิลป์ที่ได้รับการ เผยแพร่จัดทำเป็นละครและภาพยนตร์ คือเรื่อง ริมฝั่งแม่ระมิงค์ ซึ่งเป็นนวนิยายที่ได้รับการจัดพิมพ์หลายครั้ง ส่วนผลงานที่ได้รับ การยกย่องว่าเป็น ๑ ใน ๑๐๐ หนังสือดีที่คนไทยควรอ่านคือ แม่ สายสะอื้น นวนิยายแนวโศกนาฏกรรม เล่าเรื่องชะตากรรม ของนันทาวดี หญิงสาวที่มีพ่อเป็นนักอุดมการณ์อุทิศชีวิตเพื่อให้ โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กๆชนกลุ่มน้อยที่แม่สาย จังหวัด เชียงราย เพราะ รัชต์ ชายหนุ่มเจ้าเล่ห์จากเมืองกรุงที่พร่า พรหมจรรย์ของเธอและของเด็กสาวชนเผ่าที่พ่อได้เลี้ยงดูแลเป็น ลูกบุญธรรม ได้จากไปพร้อมกับเงินจากการบริจาคของชาวบ้าน กับเงินที่กู้ยืมมาเพื่อสร้างโรงเรียน ทำให้ความฝันของพ่อและเธอ ต้องดับสิ้น พ่อจากไปจากการใช้สุราเป็นทางออกของความทุกข์ ระทม น้องบุญธรรมสิ้นชีวิตจากการทำแท้ง นันทาวดีเดินทางมา กรุงเทพฯ เพื่อติดตามแก้แค้น รัชต์ แต่ก็ต้องกลับบ้านด้วยความ ล้มเหลว ในที่สุด นันทาวดีได้ใช้ชีวิตอยู่กับนายทหารของกองพัน ทหารปลดแอกบนดอยสูง เมื่อสุดสิ้นภารกิจพวกเขาก็จากไปแต่ เธอก็ไม่ยอมกลับไปหาวิทูรย์ผู้ชายที่รักเธอมากและคอยช่วยสาน ฝันของพ่อ แต่กลับหนีไปอยู่กับชนกลุ่มน้อย และได้จบชีวิตลงเมื่อ ฝ่าข้ามแม่สายที่เชี่ยวกราดเพื่อนำยาไปให้เด็กมูเซอซึ่งกำลัง เจ็บป่วยอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ นอกจากการเขียนนวนิยายแล้ว อ.ไชยวรศิลป์ยังได้รับ แรงบันดาลใจจาก ส.ธรรมยศ ที่เป็นนักคิดนักเขียนชาวเหนือ ซึ่ง ได้มีโอกาสไปร่ำเรียนที่มหาวิทยาลัยในนครฮานอย และมีผลงาน ทั้งแนวปรัชญา สารคดีและวรรณกรรม แม้จะมีอายุเพียง ๓๘ ปี (พ.ศ. ๒๔๕๗ – ๒๔๙๕) จึงได้รวบรวมเรื่องราวเกร็ดทาง
๙๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ประวัติศาสตร์ล้านนามาเขียนเล่าอย่างเป็นระบบในชุดเล่าเรื่อง เมืองเหนือ โดยใช้นามปากกาว่า อสิธารา สารนิยายชุดนี้ได้รับ รางวัลจาก องค์การยูเนสโก เมื่อพ.ศ.๒๕๑๐ และมีการจัดพิมพ์ ต่อมาอีกหลายครั้ง ซึ่งผิดกับ แม่สายสะอื้น ที่กลายเป็นหนังสือหา อ่านได้ยาก งานเขียนช่วงหลังของอ.ไชยวรศิลป์ ได้ขยายเนื้อหา สะท้อนการเมืองและสังคม เธอได้ร่วมกับนักเขียนร่วมสมัยนำโดย ศรีบูรพา ตั้งคณะกรรมการสันติภาพแห่งประเทศไทย เพื่อ เคลื่อนไหวคัดค้านอาวุธปรมาณูและต่อต้านการแทรกแซงของ อเมริกาในคาบสมุทรเกาหลี และยังได้ร่วมเดินทางไปประเทศจีน กับนักเขียนอื่นๆ และทั้งกลุ่มได้ถูกจับกุมข้อหากบฏภายในและ ภายนอกราชอาณาจักร เนื่องจากจีนเป็นประเทศคอมมิวนิสต์และ ไม่มีความสัมพันธ์กับไทย จึงมีความผิดในข้อหาฝักใฝ่ลัทธิ คอมมิวนิสต์ หลังจากได้รับการปล่อยตัวเธอได้กลับไปใช้ชีวิตใน เมืองเชียงใหม่ และทำงานเขียนจนวาระสุดท้ายในบ้านที่เธอสร้าง ขึ้นและให้ชื่อว่ากระท่อมเสกศิลป์ ที่ปัจจุบันได้รับการอนุรักษ์เป็น พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขนาดเล็ก นอกจากงานเขียนจะได้รับการยก ย่องจากองค์การยูเนสโกแล้ว อ.ไชยวรศิลป์ ยังได้รับรางวัลศรี บูรพาเป็นคนที่ ๒ ต่อจากเสนีย์ เสาวพงศ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๓ และรางวัลช่อการะเกดด้วย เป็นที่น่าเสียดายที่นักอ่านไม่สามารถ เข้าถึงงานเขียนของนักเขียนสตรีผู้นี้เนื่องจากเป็นผลงานที่ หาอ่านยาก เป็นที่น่ายินดีว่าในปัจจุบันมีการจัดทำเฟซบุ๊กชื่อ อ.ไชยวรศิลป์ ได้รวบรวมผลงานของอ.ไชยวรศิลป์ มาตีพิมพ์ทำให้ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อและเข้าถึงผลงานของเธอได้
๙๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ท ุติยวิเศษ ม.ล.บุญเหลือ เทพยส ุวรณ (๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๔ – ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๕) ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ เป็นผู้ที่ให้ความสำคัญอย่าง มากในเรื่องการศึกษา และมีบทบาทสำคัญในการร่วมก่อตั้ง วิทยาลัยการศึกษา บางแสน เคยรับตำแหน่งรองอธิการบดี และ ร่วมก่อตั้งคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตทับ แก้ว โดยเป็นผู้วางหลักสูตรและดำรงตำแหน่งคณบดีคนแรก จาก งานเขียนจะพบว่าบุญเหลือให้ความสนใจในปัญหาของผู้หญิงโดย นำเสนอผ่านเรื่องราวของผู้หญิงในงานเขียนของตน ในงานรำลึก ถึงชีวิตและงานศาสตราจารย์พิเศษ ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ นิตยา มาศะวิสุทธิ์เล่าว่าบุญเหลือ อยากเป็นนักเขียนแต่พี่สาวต่าง มารดา (ม.ล.บุบผา นิมมานเหมินทร์ ดอกไม้สด) เป็นแล้วก็เลย เลี่ยงมาเป็นครู แพทย์ที่รักษาอาการเจ็บป่วยบอกว่าปัญหาของ บุญเหลือคือผิดอาชีพ ควรเป็นศิลปินและนักเขียน จึงได้ผลิตงาน เขียนทั้งเรื่องสั้น และนวนิยาย รวมถึงการวิจารณ์วรรณกรรมซึ่ง ได้ริเริ่มการเรียนการสอนวิชานี้ในระดับมหาวิทยาลัย ฉากใน นิยายของ บุญเหลือ จะเป็นในช่วงเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยก่อน และหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ความขัดแย้งระหว่าง ค่านิยมเดิมและค่านิยมใหม่ ผู้มีกำเนิดสูงและผู้มีอำนาจ สังคม เมืองและสังคมชนบท เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม โดย ถ่ายทอดประเด็นขัดแย้งเหล่านี้ผ่านตัวละครในนวนิยาย งานเขียน ที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดคือ ทุติยวิเศษ ที่สะท้อนสังคมไทย และความขัดแย้งในยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สุรัต นารี ดินแดนในจินตนาการที่หญิงและชายมีบทบาทกลับกัน แตกต่างจากในโลกที่เป็นจริงโดยหญิงเป็นผู้นำในพื้นที่สาธารณะ
๙๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ส่วนชายมีบทบาทในพื้นที่ส่วนตัว หนังสือความสำเร็จและความ ล้มเหลว ที่เป็นการบันทึกเรื่องราวการเดินทางแห่งชีวิตทำให้ได้ รู้จักตัวตนของบุญเหลือ และสะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงที่มีชาติ ตระกูล การศึกษาสูง ต้องพบปัญหาอุปสรรคอย่างไรบ้างเพื่อก้าว เดินและดำรงชีวิตในแบบที่ตนได้เลือกและยึดมั่นในคุณธรรม บุญเหลือ เป็นนักอ่าน นักวิเคราะห์ นักเขียน นักแปล นักวิพากษ์ ทั้งงานวรรณกรรมและสังคมและเป็นข้าราชการที่เคยชัง ข้าราชการโดยเขียนไว้ในหนังสือ ความสำเร็จและความล้มเหลว อย่างน่าสนใจว่า “...ในเรื่องราชการมีความงมงายของข้าพเจ้าอยู่ เรื่องหนึ่งที่ต้องเล่าไว้ ข้าพเจ้าได้เสียเวลาไปเห็นจะใกล้ยี่สิบปีใน การจงใจชังข้าราชการในสมัยหลังจากการเปลี่ยนแปลงการ ปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตย คือชัง ข้าราชการที่ข้าพเจ้าคิดว่าทำตัวเหมือนขุนนางผู้ใหญ่สมัยเดิม โดย มีบริวารแวดล้อมมากมาย เมื่อมีงานที่บ้าน เช่น งานวันเกิดหรือ งานอะไรก็ตาม จะเห็นข้าราชการผู้น้อยไปอยู่ที่บ้านคลาคล่ำ คนทำงานในการเลี้ยงมีจำนวนเท่ากับคนได้รับเลี้ยง จนกระทั่ง ต้องไปพึ่งนักมานุษวิทยาจึงได้เข้าใจว่าพฤติกรรมของข้าราชการ เหล่านั้นคือพฤติกรรมของชาวชนบท และขุนนางสมัยก่อนก็ ประพฤติตามประเพณีชนบทนั้นเอง เพราะคนไทยเรา แม้จนทุก วันนี้ก็ยังเป็นชาวชนบท หรืออีกนัยหนึ่ง ชาววัฒนธรรมกสิกร คือ ผู้มีระบบชีวิตอย่างคนที่ทำไร่ทำนา การเปลี่ยนแปลงระบอบการ ปกครองหาได้เปลี่ยนระบบชีวิตได้ไม่ ต่อเมื่อคนไทยจำต้องเปลี่ยน จากวัฒนธรรมกสิกร หรือชาวชนบทเป็นชาววัฒนธรรม อุตสาหกรรม หรือชาวเมืองนั่นแหละ ความเปลี่ยนแปลงในระบบ ชีวิตก็จะเปลี่ยนไป...” และอีกตอนหนึ่งว่า “...คนรุ่นใหม่อาจ
๙๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ได้เปรียบในเชิงวิชาการ แต่อาจเสียเปรียบคนรุ่นข้าพเจ้าในเรื่อง คุณธรรมของผู้ใหญ่และผู้บังคับบัญชา ซึ่งข้าพเจ้าได้พบมาเป็นผู้ที่ น่านับถือ เป็นสุภาพบุรุษและมีความตั้งใจดีต่อบ้านเมืองอย่าง แท้จริง ประกอบกับคุณธรรมที่สำคัญ เช่น ไม่พยาบาท เป็นต้น..” ในบทบาทนักวิจารณ์วรรณคดี บุญเหลือได้เขียนใน วิเคราะห์รส วรรณคดีไทย ว่า “ชาวต่างประเทศคนหนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตขึ้นว่า วรรณคดีนั้นเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมหรือระบบชีวิตของชุมชน ข้าพเข้าถามว่าสังคมหรือชุมชนจะเจริญก้าวหน้าโดยไม่มีวรรณคดี ไม่ได้หรือ เขาตอบว่ายังไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ ...อาจสรุป ได้ว่าวรรณคดีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์จริง เมื่อวรรณคดีเป็น ส่วนหนึ่งของมนุษย์ และเราสนใจกับชีวิตมนุษย์ก็ต้องศึกษา วรรณคดี” และได้เขียนวิเคราะห์วรรณคดีไทยใน หัวเลี้ยวของ วรรณคดีไทย (ในวรรณไวทยากร ชุมนุมบทความทางวิชาการ ฉบับวรรณคดี ซึ่งเป็นผลงานร่วมกับเจตนา นาควัชระ และเป็น หนังสือที่ได้รับการยกย่องรวมอยู่ในหนังสือดีร้อยเล่มที่คนไทยควร อ่าน) ไว้ว่า “วรรณคดีไทยของเรานั้นเป็นวรรณคดีที่แสดง ความรู้สึก ไม่ใช่วรรณคดีที่แสดงความคิด วรรณคดีไทยไม่ค่อย เสนอปัญหามักจะนิยมศิลปะการใช้ถ้อยคำซึ่งเป็นพาหะบริบูรณ์ ด้วยอารมณ์ต่างๆ ของคนที่มีระบบชีวิตที่ไม่ซับซ้อน อารมณ์ เหล่านี้ได้แก่ อารมณ์รักระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ระหว่างพ่อแม่กับ ลูก อารมณ์ริษยา อารมณ์แค้น...” ในฐานะนักเขียน บุญเหลือ ได้ นำเสนอเรื่องราวและปัญหาของผู้หญิงไว้ในงานเขียนนวนิยายใน ระยะแรก แต่ก็มิได้ตามกระแสของการเรียกร้องสิทธิสตรีใน ทศวรรษ ๗๐ สุรัตนารี ซึ่งตีพิมพ์ใน พ.ศ. ๒๕๑๕ เป็นนวนิยาย แนวจินตนาการในดินแดนสุวรรณรัตนทวีป หรือ สุรัต ที่นำเสนอ
๙๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ บทบาทหญิงชายผิดแผกจากที่เป็นอยู่โดยให้หญิงรับผิดชอบ ตัดสินใจในกิจการพื้นที่สาธารณะ ส่วนผู้ชายดูแลงานบ้านและ เลี้ยงดูลูก ผู้หญิงเป็นใหญ่กำหนดและครอบครองทุกอย่าง มี พฤติกรรมเฉกเช่นชายในสังคมที่อุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ครอบงำ ทำให้พวกผู้ชายต้องรวมกันเรียกร้องสิทธิของตน จึงดูเสมือนว่า บุญเหลือ ต้องการการล้อเลียนขบวนการสิทธิสตรีได้อย่างแยบยล และได้นำเสนอมุมมองของตนผ่านตัวละครชายในเรื่องว่า ผู้หญิงไทยนั้นฉลาดเป็นผู้นำ สามารถหลอกผู้ชายให้เข้าใจผิดว่า ตนเป็นผู้นำทั้งที่จริงๆ แล้วผู้หญิงคือผู้นำ ซึ่งอาจเข้าใจได้ว่า หญิงไทยไม่จำเป็นต้องเรียกร้องสิทธิสตรีตามแนวทางตะวันตกแต่ จะต้องเข้าใจปัญหาและรู้จักเลือกตัดสินใจ อย่างไรก็ตามระบบ นิยมชายและความแตกต่างระหว่างหญิงและชายเป็นปัญหาที่ เกิดขึ้นในทุกยุคสมัยและยากที่จะลบล้างให้หมดไปได้ ส่วนทุติย วิเศษ นวนิยายที่ เจตนา นาควัชระ กล่าวว่า เป็นวรรณกรรมที่ อ่านแล้วเหนื่อยใจ ได้นำเสนอบทบาทฐานะของผู้หญิงที่ หลากหลายอย่างน่าติดตามโดยเฉพาะของตัวละครนำที่เป็นเพื่อน สนิทกันคือ ฉอ้อน และคุณแจ๋ว ได้สอดแทรกทัศนคติเรื่อง การศึกษาของผู้หญิง ผ่านความคิดของท่านกำยานผู้เคยรับ ราชการเป็นเจ้าจอมและต้องการให้ ฉอ้อน ศึกษาต่อขั้นสูง เพราะ “... ลูกผู้หญิงเราน่ะขาดทุนวันยังค่ำพ่อแม่ก็ว่าไม่ต้องเรียน ใครๆ ก็ว่าไม่ต้องเรียน แต่แล้วเขาก็อ้างเรื่องที่เราไม่ได้เรียนนั่นแหละว่า เราไม่รู้อะไร เขารู้ดีกว่าเราทุกอย่าง แต่ฉันมันอดสังเกตไม่ได้ว่า คนที่ว่ารู้ดีกว่า รู้ดีกว่านั่นแหละเราขืนไปไว้ใจเราก็แย่...” งาน ประพันธ์นวนิยายของ บุญเหลือ นอกจากจะนำเสนอเรื่อง ความสำคัญของการศึกษาของผู้หญิงแล้วยังสะท้อนเรื่องค่านิยมที่
๙๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ขัดแย้งซึ่งสังคมมีต่อผู้หญิงผ่านตัวละครในนิยาย เช่น เรื่อง เสน่ห์ ปลายจวักได้นำเสนอผ่านตัวละครว่าความเข้าใจกันในชีวิตคู่ไม่ใช่ เสน่ห์ปลายจวัก ความเป็นแม่ศรีเรือน แต่เน้นเรื่องความเข้าใจซึ่ง กันและกันของสามีภรรยา เป็นต้น บุญเหลือ เป็นนักการศึกษา และได้นำเสนอมุมมองว่าการศึกษาคือการฝึกอบรมจิตใจ การใดที่ ไม่มีการฝึกอบรมจิตใจการนั้นไม่ใช่การศึกษา และ ภาวะสังคม อารยะจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนในสังคมได้รับการศึกษาอบรม ทุติยวิเศษ เป็นนวนิยายที่มีขนาดยาวหลายร้อยหน้า เผยแพร่ใน พ.ศ. ๒๕๐๙ ช่วงเวลาที่มีนายทหารปกครองประเทศ โดยมี ฉอ้อน เด็กสาววัย ๑๗ ปีบุตรีข้าราชการที่เป็นเจ้าของวง ดนตรีปี่พาทย์ที่ละทิ้งโอกาสทางการศึกษาแม้จะมีท่านกำยานอดีต เจ้าจอมที่พำนักในเมืองเพชรบุรียินดีสนับสนุนก็ตาม โดยตัดสินใจ แต่งงานกับวิทูรนายทหารหนุ่มรูปหล่อที่ทะเยอทะยานจนสามารถ ผลักดันตนเองให้ก้าวหน้าในชีวิตทหารและการเมืองในยุคหลัง เปลี่ยนแปลงการปกครอง และฉอ้อนศรีภรรยาได้รับครื่องราช อิสริยาภรณ์ ทุติยะจุลจอมเกล้า แต่วิทูรกลับติดกับดักของอำนาจ จนต้องพบจุดจบของชีวิตด้วยน้ำมือของเครือญาติที่เป็นนักเรียน นอกจากอังกฤษ เจตนา นาควัชระ ได้เขียนบทความ อ่านทุติย วิเศษ ในปี ๒๕๕๗ ว่า “เป็นนวนิยายประวัติศาสตร์และนวนิยาย การเมืองที่ต่างไปจาก นวนิยายไทยส่วนใหญ่ วรรณกรรมเรื่องนี้ ไม่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมือง เหตุการณ์ เหล่านี้ดูจะแฝงตัวอยู่เบื้องหลัง มนุษย์ต่างหากเป็นศูนย์กลางแห่ง ความสนใจของผู้แต่ง ถ้าประวัติศาสตร์เป็นฝีมือมนุษย์ไม่ช้าไม่ นานประวัติศาสตร์ก็หลุดลอยไปจากการควบคุมของมนุษย์ มนุษย์ ไม่ได้ขาดเสรีภาพในทางเลือกแต่มนุษย์ไม่สามารถเลือกทางที่
๙๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เหมาะที่ควรได้เพราะตกอยู่ในห้วงของกิเลส ตัวละครฝ่ายชายของ ทุติยวิเศษ มิได้ยึดอุดมคติหรืออุดมการณ์เป็นหลัก แต่ตกเป็นทาส ของความทะเยอทะยานและความเห็นแก่ตัว การเมืองไทยในช่วง ทศวรรษ ๒๔๘๐-๒๔๙๐ ดังที่ “บุญเหลือ” ได้วาดภาพไว้ในปี ๒๕๑๒ สะท้อนให้เห็นความกระหายอำนาจและกระหายความมั่ง คั่งที่ทำให้งานวรรณกรรมเรื่องนี้กลายเป็นนิทานสอนใจคนได้ในปี ๒๕๕๗ เป็นหมุดหมายของความตกต่ำในประวัติ ศาสตร์ไทยที่มา จากการปฏิวัติรัฐประหารไม่ว่าผู้แต่งจะจงใจให้เป็นเช่นนี้หรือไม่ก็ ตาม ทุติยวิเศษ ตอกย้ำความเชื่อที่ว่าการได้สัมผัสกับความชั่ว เพียงชั่วครู่ชั่วยามก็จะทำให้เกิดความสูญเสียที่ทดแทนไม่ได้“บุญ เหลือ”กำลังเป็นข้อกำหนดทางศีลธรรมที่ตายตัวเช่นเดียวกับนัก ปรัชญาเอกชาวเยอรมัน อิมมานูแอล คันท์ (Immanuel Kant) กระนั้นหรือ แต่พุทธศาสนาก็ย้ำอยู่เสมอว่าการละความชั่วและ กระทำความดีเป็นทางเลือกสำหรับมนุษย์ทุกผู้ทุกนามไม่ว่า กาละเทศะใด แต่การสมคิดกันระหว่างอำนาจกับการเมืองช่าง เหนียวแน่นเสียจนผู้ติดบ่วงแห่งความชั่วไม่มีวันจะหาทางออกได้ นวนิยายเรื่องนี้ดำเนินไปจนสุดทางโดยไม่เปิดทางเลือกอื่นให้ นอกจากฆาตกรรมทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ค้านกับแนวคิดของ พุทธศาสนา แม้ว่าตัวฆาตกรจะเป็นคนวิกลจริตที่เป็นญาติของ ทรราชเอง....หนังสือเล่มนี้อ่านแล้วไม่สบายใจ และพวกที่ชอบ “นั่งบนภูดูเสือกัดกัน” ในด้านของการเมืองจะถูกกระทบใจอยู่ ตลอดเวลา นวนิยายเรื่องนี้ไม่ตกยุคอย่างแน่นอนในด้านของ จุดยืนทางศีลธรรมและการเมือง...การสร้างตัวละครได้อย่างยอด เยี่ยม มีเอกลักษณ์ของตนเอง การใช้ภาษาดีอย่างยิ่ง มีความงาม เยี่ยงกวีนิพนธ์และความแหลมคมของความเรียง จุดที่เด่นที่สุดที่
๙๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เป็นรากฐานของวรรณกรรมเรื่องนี้ก็คือ ความแข็งแกร่งเชิง จริยธรรม ผู้แต่งไปถึงขั้นนั้นได้มิใช่ด้วยวิธีการสั่งสอน แต่ด้วยการ สร้างตัวละครที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นมนุษย์ผู้ต้อง ทุกข์ระทม แต่ก็เอาชนะความทุกข์นั้นได้...” นอกจากเจตนา นาควัชระแล้ว นักคิดนักวิจารณ์คนอื่นๆ เช่น รัญจวน อินทร กำแหง สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ต่างก็เห็นพ้องร่วมกันว่าทุติยวิเศษ เป็นนวนิยายที่สะท้อนความคิดและสภาพสังคมไทยในยุคสมัยการ เปลี่ยนแปลงการปกครองได้อย่างดียิ่ง อย่างไรก็ตามเป็นที่น่า สังเกตว่านักอ่าน นักวิจารณ์ที่ยกย่องทุติยวิเศษ ต่างล้วนแล้วแต่ เป็นผู้ที่อยู่ร่วมสมัยกับผู้ประพันธ์ แต่นักอ่านรุ่นใหม่ที่สนใจ การเมืองและการสร้างสังคมที่เท่าเทียมจะมีสักกี่คนที่ได้อ่าน นวนิยายที่นักศึกษาวรรณกรรมบางคนคิดว่ามีความสำคัญไม่น้อย ไปกว่าสี่แผ่นดิน และนักเคลื่อนไหวเรื่องผู้หญิงจะมีใครบ้างที่รู้จัก ท่านผู้หญิงฉอ้อน และตัวละครอื่นๆ ที่สร้างขึ้นได้อย่างมีชีวิตชีวา โดยเฉพาะ คุณแจ๋ว ที่เป็นเพื่อนคู่หูของฉอ้อน ผู้มาจากตระกูลขุน นาง และตัดสินใจเข้าเรียนระดับสูงในมหาวิทยาลัยเพื่อที่จะ สามารถดูแลชีวิตตนเองได้ ในที่สุดก็เลือกเปิดร้านอาหาร แจ่ม แจ๋ว เพื่อที่จะดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นอิสระ และสุดท้ายตัดสินใจ แต่งงานกับเกริน นายทหารผู้เป็นเพื่อนของวิทูรและเป็นญาติของ เธอผู้ชื่นชมฉอ้อนตั้งแต่ครั้งเป็นทหารหนุ่มพร้อมกับวิทูร ท่าน ผู้หญิงฉอ้อน ต้องพบกับความไม่ซื่อสัตย์ของสามีที่พาผู้หญิงคน ใหม่เชื้อสายเจ้าไทยใหญ่เข้าชมบ้านที่เธอพำนักในค่ำคืนแห่งการ สูญเสียทั้งลูกชายคนโตที่ถูกลอบยิงหน้าบ้าน และสามีที่เชื่อว่า อำนาจวัดได้ด้วยจำนวนศัตรูถูกนายใหญ่ประกาศจับตัวจนต้อง หลบหนีออกนอกประเทศและต่อมาถูกสังหารที่ปีนังโดยพี่ชาย
๙๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ของคุณแจ๋ว หลังเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผกผันผ่านเข้ามาในชีวิตฉอ้อน ได้เขียนจดหมายถึงลูกชายคนรองว่า “...กลองลูกรัก กลองกับแม่ ก็คงจะเห็นภาพอะไรไม่ตรงกันเพราะเกิดมากันคนละยุค ต่างวัย ต่างรุ่นกัน แต่แม่ขอให้กลองเป็นลูกของแม่ ให้เหมือนคุณพ่อ เฉพาะความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวอย่าถูกโชคชะตาพาไปให้มีบุญ วาสนาเกินกว่าที่คุณสมบัติอื่นๆของลูกจะช่วยรักษาไว้ได้นะ ลูกนะ...” โชคดีของฉอ้อนที่มีมิตรแท้เช่นคุณแจ๋ว และเกริน คอย อยู่เคียงข้างและเป็นกำลังใจ ทุติยวิเศษ เป็นงานประพันธ์ที่มีเสน่ห์น่าติดตามในการ นำเสนอภาพและความคิดในเรื่องอำนาจ การนอกใจภรรยา ความสัมพันธ์ของคนในสังคมผ่านบทสนทนาและความนึกคิดของ ตัวละคร เช่น จ้าวคนรักของวิทูรกล่าวในเรื่องถึงความสัมพันธ์ ของเธอกับวิทูร “...ผู้หญิงไทยสมัยนี้เขาไปเอาความคิดกลางเก่า กลางใหม่อย่างที่คุณว่ามาเขาเสียใจมากถ้าสามีนอกใจเขา เขาไม่ เหมือนคนสมัยแม่ฉัน และไม่เหมือนคนอย่างเรา อย่างฉัน ฉันรู้ว่า คุณมีผู้หญิงอีกหลายคนแต่ฉันได้รักคุณแล้วฉันพอใจ...ถ้าผู้ชายมี เมียหลวงอย่างฉันผู้ชายก็ไม่สนุกโดยเฉพาะผู้ชายที่ชอบกลอุบาย ถ่ายเทแล้วก็มีชัยชนะอย่างคุณ...” เมื่อเกรินได้สัมผัสกับจ้าวที่มี ความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับวิทูรเขาก็ไม่ตัดสินการกระทำของเธอเพราะ มีความคิดว่า “...คนที่ไม่รักษาประเพณีจะต้องเป็นคนเข้มแข็ง มากจะต้องผจญกับอะไรต่ออะไรคนเดียวในโลก แต่ถ้าเข้มแข็ง จริงแล้วก็จะหาเพื่อนที่ซื่อตรงต่อตัวได้เหมือนกัน...” ในงานศพ ของลูกชายคนโตของฉอ้อนในช่วงเวลาที่วิทูรหมดอำนาจ คุณแจ๋ว ผู้ช่างสังเกตผู้คนได้ครวญคิดว่า “...ใครหนอเคยบอกคุณแจ๋วว่า คนศิวิไลส์ คือคนที่แสร้งมายาได้แนบเนียน เดี๋ยวนี้คนไทยเรา
๑๐๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ศิวิไลส์แน่แล้ว...” และความคิดเห็นในเรื่องประชาธิปไตยของ เกรินที่ยังเป็นคำถามแม้ทุกวันนี้ “...อย่างบ้านเมืองประชาธิปไตย น่ะไม่รู้มันทำของมันยังไง มันตั้งต้นตรงไหนทหารถึงไม่มีอำนาจ เป็นคนรับคำสั่งจากพลเรือนอย่างเต็มอกเต็มใจและอย่าง ภาคภูมิใจ แต่ดูพลเรือนของเราถ้าให้มีอำนาจอย่างแท้จริงน่ากลัว จะมีคนมาสั่งให้ตั้งปืนตรงไหน ยิงยังไง” และในส่วนเรื่องของผู้มี อำนาจเกรินบอกคุณแจ๋วว่า “...คนที่กลัวคนมีอำนาจนี่มันหลาย อย่าง บางคนกลัวเพราะเกลียดเห็นเหมือนอมนุษย์ ทำอะไรก็กลัว ทันทีไม่ไว้ใจสักอย่างเดียว บางคนกลัวเพื่ออ้างเป็นเหตุ...ยังมีอีก พวกหนึ่งกลัวเอาไว้ขู่คนอื่น คนอื่นจะได้หลบหลีกออกไปตัวจะได้ อยู่ในระยะใกล้ซ้ำยังอวดได้อีกว่าฉันเก่ง ฉันมีดี ฉันได้รับความ กรุณาพิเศษ...” และสุดท้ายท่านผู้หญิงฉอ้อนได้สะท้อนบทบาทที่ ตนต้องแสดงในฐานะศรีภรรยาท่านรองว่า “...คนมีอำนาจย่อมมี ศัตรูสามีของหล่อนสอนฉอ้อนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน อยู่ในโลกเป็น ภรรยาของคนที่ทำงานให้บ้านเมืองในตำแหน่งที่ดลบันดาลอะไร ได้หลายอย่างเป็นธรรมดาจะไปเชื่อคำยอทุกคำมีความจริง ผู้ กล่าวกล่าวด้วยใจจริงจะได้หรือ แต่ก็เป็นธรรมดาอีกภรรยาของ คนในตำแหน่งดังกล่าวย่อมต้องเล่นละครไปกับเขาด้วย ใครจะ แสดงบทได้ดีกว่าใคร บางคราวฉอ้อนก็ภูมิใจในการแสดงของตน ว่าเล่นได้ถึงบทอย่างที่ไม่มีใครจะตำหนิได้ บางคราวก็รู้สึกเหน็ด เหนื่อย ที่สำคัญที่สุดหล่อนตอบตัวเองไม่ได้ว่าถ้าหล่อนหยุดเล่น เสียอะไรจะเกิดขึ้น จริงหรือตัวหล่อนนี่สำคัญแก่สามีมากมาย นานแล้วหล่อนไม่ได้ยินเขากล่าวคำเช่นนั้น หล่อนไปยึดมั่นไว้ ตั้งแต่นานมาแล้วกระมัง แต่ถ้าหล่อนไม่สำคัญคนทั้งหลายทั้งปวง จะต้องเข้ามา “บุกรุก” ถึงในบ้านถึงหัวใจของหล่อนทำไม...นี่ก็คิด
๑๐๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ฟุ้งซ่านเสียจริงๆ มีเวลาหรือสำหรับที่จะคิด ไม่มี ตัวได้เข้ามาใน ฉากแล้ว คนดูกำลังจ้องดูบทที่จะแสดงแล้ว เพราะฉะนั้นจะมัวขบ ปัญหาซ้อนปัญหาไม่ได้...มีหลายอย่างเหลือเกินที่ฉอ้อนต้องเก็บไว้ ในใจซึ่งเมื่ออยู่ในวัยเด็กและวัยสาวฉอ้อนไม่ต้องทำเช่นนี้ ชีวิตของ คนเราคืออย่างนี้หรือ เมื่อวัยล่วงไปเรื่องที่ไม่อาจแบ่งเบาไปให้ผู้ใด มีมากขึ้นๆ คนทั้งหลายเขาเป็นกันเช่นนี้ทั้งนั้นหรือ หรือเป็นแต่ ฉอ้อน เป็นแต่ท่านผู้หญิงของท่านรองคนเดียว...” ทุติยวิเศษ ได้ลงพิมพ์เป็นตอนๆ ในสตรีสาร และมีการ จัดพิมพ์เป็นเล่มครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๕๐๙ และครั้งที่สองเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๐ ต่อมาได้มีการแปลจัดพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ ม.ล. บุญเหลือ เทพยสุวรรณ ได้รับยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกจาก องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปีชาตกาล ในวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ในฐานะที่เป็นผู้ที่มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษา วัฒนธรรม ภาษาและวรรณคดี การส่งเสริมสถานภาพสตรีและ การส่งเสริมสันติภาพ หลังจากการติดตามผลงานประพันธ์และ เรื่องเล่าใน ความสำเร็จและความล้มเหลว สิ่งที่ประจักษ์ชัดคือ ม.ล.บุญเหลือ เป็นนักการศึกษาผู้ที่รู้จริง และอุทิศตนให้กับงาน เป็นผู้เชื่อมั่นมีความคิดของตนเอง ยึดมั่นในคุณธรรม และไม่สนใจ กับเปลือกนอก แต่พยายามค้นหาเข้าถึงแก่นสาระทั้งในชีวิตของ ตนและในผลงานการประพันธ์อันหลากหลายและทรงคุณค่า มี ความเป็นเลิศในการใช้ภาษาทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ การ วิจารณ์วรรณกรรมของไทยทั้งในอดีตและปัจจุบันก็ทำได้อย่างดี เยี่ยมสะท้อนความเป็นนักอ่านและความสามารถในการเข้าถึงรส วรรณคดีในรูปแบบต่างๆ เป็นที่น่าเสียดายว่าคนทำงานเรื่อง
๑๐๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ผู้หญิงไม่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้จาก บุญเหลือ ผู้หญิงที่น่า ศึกษาและติดตามความคิดตลอดจนผลงานที่มีคุณค่า หากยังมี ชีวิตอยู่ถึงวันนี้อาจจะได้เขียนนวนิยายสะท้อนผู้นำและการ เมืองไทยร่วมสมัยต่อเนื่องจากทุติยวิเศษ “...ความสุจริตมีประโยชน์ในตัวของตัวเอง และ ความพยายามเต็มที่ตามความถนัดของตนก็มีคุณค่าใน ตัวของตัวเอง เป็นที่น่าเสียใจที่มนุษย์จำนวนมากมักเอา ใจใส่กับคำวิจารณ์หรือคำประกาศชมเชย หรือรางวัลของ องค์การนั้น หรือสมาคมนี้ คำประกาศหรือรางวัลเป็น เพียงเครื่องกระตุ้นให้เกิดความสนใจในกิจการชนิดหนึ่งๆ ความเห็นของผู้ตัดสินของสมาคมใด หรือองค์การใด หา ใช่เป็นเครื่องตัดสินอันแท้จริงของศิลปะนั้นๆ ไม่ บาง คราวผู้ตัดสินไม่มีคุณวุฒิพอจะตัดสินก็มี หรือผู้ตัดสินยัง อยู่ในวงแคบก็มี คำวิจารณ์นั้นมีประโยชน์ในด้านที่ว่าทำ ให้ผู้ประกอบศิลปะหันมาพินิจงานของตนมากขึ้น และ เมื่อพินิจแล้วอาจพบข้อบกพร่อง หรือข้อควรภาคภูมิใจ ยิ่งขึ้น และทำให้คนจำนวนมากขึ้นเข้าถึงศิลปะ นอกจาก ที่กล่าวมานี้นักเขียนควรสนใจหาความรู้ การเขียน ข้อความที่ไม่ถูกต้องเป็นการเผยแพร่ความไม่จริง เข้าใน ข่ายการหลอกลวงแม้โดยไม่จงใจก็อยู่ในฐานะประมาท เลินเล่อ ผู้ประกอบศิลปะเป็นผู้แสดงออกถึงอย่างไรก็ ต้องรับผิดชอบต่อสาธารณะ นักเขียนมีหน้าที่เผยแพร่ ความรู้ที่ถูกต้องประกอบกรณียกิจต่อผู้อ่านทั่วไป นอกจากความรู้ที่ถูกต้อง นักเขียนควรคำนึงถึงคุณภาพ
๑๐๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ของศิลปะของตน มีทางใดจะขัดเกลาให้ศิลปะของตน งดงามขึ้นก็ควรทำ โดยไม่ต้องพะวงถึงการวินิจฉัยของคน พวกใด กลุ่มใด นอกจากผู้ที่ใฝ่ใจกับงานของตนด้วยใจ จริง....” หม่อมหลวง บุญเหลือ เทพยสุวรรณ (โลกหนังสือ ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๕) งานชิ้นสุดท้ายของมล.บุญเหลือ ที่เริ่มต้นเขียนในเดือน เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ คือ สิทธิ์- ในสามเสี้ยวศตวรรษ แต่เขียนได้ เพียง ๕ ตอนก็เสียชีวิตในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน สตรีสำร นิตยสำรผู้หญิงที่มีอำยุยืนนำน ค ุณนิลวรรณ ปิ่ นทอง (๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๘ – ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๐) เมื่อเอ่ยถึง สตรีสาร บุคคลที่อยู่ในห้วงคิดคำนึงของทุก คนที่ได้อ่านนิตยสารเล่มนี้คือคุณนิลวรรณ ปิ่นทอง ผู้มีบทบาท สำคัญในการสานสร้างถักทอ และให้พื้นที่แก่นักเขียนทั้งหญิงชาย การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การให้โอกาสนักเขียนรุ่นใหม่ได้ ก่อกำเนิดในโลกวรรณกรรม สตรีสารมีอายุโลดแล่นในโลกหนังสือ ได้นานถึง ๔๘ ปี (พ.ศ. ๒๔๙๑ – ๒๕๓๙) โดยมีนิลวรรณ เป็น บรรณาธิการผู้กำหนดทิศทางเนื้อหานับแต่ พ.ศ. ๒๔๙๒ หลัง ลาออกจากการทำงานที่กองการต่างประเทศ กรมโฆษณาการ ที่ ได้รับผิดชอบทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์การทำงานของรัฐต่อ สาธารณชน และได้มอบหมายให้ดูแลการผลิตหนังสือ วัธนธัมไทย (พ.ศ. ๒๔๘๖) นิลวรรณ ได้มองย้อนหลังการทำงานของตนซึ่ง
๑๐๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ สุกัญญา หาญตระกูล ได้ถ่ายทอดบันทึกในหนังสือ ปัญญาแห่งยุค สมัย คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง ไว้ว่า “รู้สึกสับสน ดิฉันมีพื้นฐาน การเมืองไม่พอ ช่วงนั้นกรมโฆษณาการนิยมแนวการประชา สัมพันธ์แบบอิตาลี ที่เรียกว่าโปรปะกันดา ผู้ใหญ่ที่กรมชื่นชมกับ อิตาลีและเยอรมัน เป็นยุคสร้างผู้นำเอาอย่างเขา พอดีตอนนั้น ญี่ปุ่นก็เข้ามา การโกงญี่ปุ่นแกล้งญี่ปุ่นได้ตอนนั้นถือว่าดีในสังคม เรา เกิดการขาดแคลนสินค้า ทางราชการเวลาอยากที่จะกว้านซื้อ สิ่งของก็อ้างว่าถ้าไม่ซื้อ ญี่ปุ่นจะซื้อหมด งานเอกสารที่ทำไม่สู้จะ เป็นไปตามนโยบายหลัก มีการต่อต้านทางวัฒนธรรมกับญี่ปุ่น มี การจัดพิมพ์หนังสือชุด วัธนธัมไทย และการเปลี่ยนแบบเครื่อง แต่งกายของสตรี เปลี่ยนอักขรวิธีตัวสะกดการันต์ มีรัฐนิยมแบบ ใหม่ ขณะนั้นมองการเมืองไม่เป็น ต้องมาศึกษา มองย้อนหลัง” เมื่อมาทำงานนิตยสารสตรีสาร นิลวรรณ อธิบายว่า “ขณะที่ ทำงานกองการต่างประเทศอยู่นั้น มีผู้ประสงค์ออกนิตยสาร สำหรับสตรีมาพบ ขอคำแนะนำกำหนดแนวทางและเนื้อหาสาระ ของหนังสือ จะให้ชื่อนิตยสารว่า สตรีสาร ผู้คิดการนี้เคยร่วมงาน กับนิตยสารผู้หญิงฉบับหนึ่งมาก่อน คือ นิตยสารสตรีไทย แต่ได้ เลิกกิจการไป ขณะนั้น (พ.ศ. ๒๔๙๑) ในตลาดหนังสือไม่มี นิตยสารสำหรับผู้หญิงแท้จริง สตรีนักหนังสือพิมพ์และนักข่าว สตรีที่มีชื่อ ก็ทำหนังสือพิมพ์รายวันกันเสียมากกว่า เช่น หนังสือพิมพ์นครสาร ของค่ายไทยพาณิชยการ เจ้าของ หนังสือพิมพ์สยามนิกรและพิมพ์ไทย ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นความ พยายามที่น่าสนับสนุน ประกอบกับได้ผ่านพบนิตยสารสตรีของ ต่างประเทศ เห็นว่าควรจะมีนิตยสารสตรีของไทยขึ้นบ้าง จึงร่วมกับนายจำนง รังสิกุล ผู้ทำงานที่กองเผยแพร่ความรู้และ
๑๐๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ชอบหนังสือเหมือนกัน คิดวางแนวที่เป็นบานแผนกของนิตยสาร สตรีสาร ทั้งคุณจำนงและข้าพเจ้าได้ช่วยเขียนบทความสารคดี และคอลัมน์ให้ด้วย แนวแกนของหนังสือคงอยู่ถึงปัจจุบันโดยมี การปรับปรุงบ้างตามความเหมาะสม สตรีสารเป็นหนังสือที่มีบุรุษ ร่วมงานมาแต่ต้น...” นิลวรรณ ได้เคยให้สัมภาษณ์ว่า “ดิฉันไม่ เคยคิดจะหาเงินจากการทำหนังสือ ดิฉันมาทำงานหนังสือเพราะ อยากให้คนอ่านได้อ่านหนังสือดีๆ เพื่อจะได้เกิดอนุสติบางอย่าง เพื่อให้คนอ่านได้รับรู้แง่มุมความคิดต่างๆ ของคนในสังคม” นอกจากสตรีสารแล้วยังได้ออกนิตยสารดรุณสาร (พ.ศ. ๒๔๙๘ – ๒๕๐๔) และนิตยสารสัปดาห์สาร (พ.ศ. ๒๕๐๑ – ๒๕๐๗) ดรุณ สาร เป็นนิตยสารสำหรับเด็กที่ดีมาก และได้เปิดพื้นที่ให้เด็กได้มี โอกาสกล้าแสดงความคิดเห็น สร้างจินตนาการของตน โดยมี องุ่น มาลิก เพื่อนรักที่เรียนรุ่นเดียวกันในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมแรงด้วย ส่วนสัปดาห์สาร เป็น นิตยสารที่สามารถอ่านได้ทั้งครอบครัว เมื่อดรุณสารปิดตัวลงไป สตรีสารก็ได้เพิ่ม สตรีสารฉบับเยาว์ สตรีสารภาคพิเศษ ที่สานต่อ เนื้อหาในดรุณสาร โดยมีผู้อุปถัมภ์บริจาคค่าสมาชิกจัดส่งไปให้ เด็กและโรงเรียนต่างๆ แม้สตรีสารจะปิดตัวลง สตรีสารภาคพิเศษ ก็ยังคงดำเนินการจัดพิมพ์ต่อไปในชื่อ เพื่อเพื่อนรัก ดำเนินการ โดย “ปีนัง” ซึ่งเป็นนามแฝงของ ปฐม พัววิมล ผู้ร่วมงานกับสตรี สารมาเป็นเวลานานและมีความสามารถในการวาดภาพ คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง สูญเสียมารดาตั้งแต่ในวัยเด็ก แต่ บิดาซึ่งเป็นเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยที่สนใจการศึกษาและรักการ อ่าน เมื่อเรียนจบวิชาครูได้เข้าเรียนต่อคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นบัณทิตอักษรศาสตร์ รุ่นที่ ๔
๑๐๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ (พ.ศ. ๒๔๗๗) ได้รับสมญาจากอาจารย์ฝรั่งเศส มาร์เซล วิญาล ว่า “เป็นคนอนุรักษ์ที่คิดปฏิวัติเปลี่ยนแปลง” ภาพปกนิตยสาร สตรีสาร เป็นภาพสะท้อนความเป็นคนอนุรักษ์ของบรรณาธิการ ผู้กำหนดเนื้อหาทิศทางของนิตยสารได้อย่างดี แต่ในขณะเดียวกัน นิลวรรณ ก็มีความคิดอ่านที่ล้ำลึกต่อปัญหาทางสังคมที่เห็นได้จาก บทบรรณาธิการ ถ้อยแถลง ที่มีผู้ติดตามสนใจอ่านและเป็นเสน่ห์ ของสตรีสาร และมีประเด็นคำถามที่ชวนให้ขบคิดตามโดยเฉพาะ ในเรื่องความสัมพันธ์หญิงชาย เช่น การตั้งกระทู้ว่า ผู้ชายต้อง รับผิดชอบในการวางแผนครอบครัวอย่างไรบ้าง และต่อมาได้ ประกาศชัดเจนว่า “ผู้ชายที่ไม่รับผิดชอบเลี้ยงดูบุตร จงรีบทำ หมันเสีย” และได้แสดงความเห็นคัดค้านร่างกฎหมายเรื่องจด ทะเบียนโสเภณีที่นำเสนอเข้าสภาผู้แทนราษฎรใน พ.ศ. ๒๕๒๔ โดยกำหนดคุณสมบัติหญิงที่จะสมัครเป็นโสเภณีไว้ว่า ๑) อายุไม่ ต่ำกว่า ๑๗ ปี ๒) ไม่เป็นโรคติดต่อ เช่น กามโรค ๓) ได้รับ ใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ๔) หญิงที่อายุต่ำกว่า ๑๗ ปี ต้องมีหนังสืออนุญาตจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง นิลวรรณ ได้ โจมตีร่างกฎหมายนี้ ในถ้อยแถลง สตรีสาร ๑๐ ตุลาคม ๒๕๒๔ ว่า “ร่างกฎหมายฉบับนี้สะท้อนความคิดวิปริตของสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรที่นิยมการกดขี่ทางเพศได้ถนัด ผู้เปิดเผยข้อความใน ร่างกฎหมาย กล่าวด้วยว่าตามข้อ ๔. นั้นถ้าเกิดมีคนหลอกลวง เด็กหญิงอายุ ๘ - ๙ ขวบ ก็กลายเป็นหญิงบริการทางเพศตาม กฎหมายได้ทันทีอนิจจา” นอกจากเป็นบรรณาธิการ สตรีสาร แล้ว นิลวรรณ ยังมีบทบาทร่วมเป็นผู้ก่อตั้งองค์กรสตรีหลายแห่ง เช่น สมาคมสตรีอุดมศึกษา สภาสตรีแห่งชาติ เป็นต้น เมื่อมีผู้ วิจารณ์การกล่าวตั้งองค์กรสตรี ลงในหนังสือพิมพ์ ปิติภูมิ ฉบับ
๑๐๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ วันที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๗ ว่าสถาบันสตรีไทย ที่มีอยู่ ๔ แห่ง ในเวลานั้นอันได้แก่ สมาคมสตรีอุดมศึกษา สมาคมสตรีไทย สหพันธ์กรรมกรหญิง และสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง มิได้เป็นที่พึ่ง ของสตรี ไม่ได้เป็นตัวแทนของสตรีไทยทำการต่อสู้และรักษาสิทธิ ประโยชน์ของสตรี เป็นเพียงสิ่งที่ตั้งขึ้นเพื่อให้ชาวโลกได้เห็นว่า สตรีไทยมีสมาคมหรือองค์การทันสมัยเหมือนต่างประเทศเท่า นั้นเอง ในเรื่องนี้ นิลวรรณ ได้อธิบายในสตรีสาร ไว้ว่า “สมาคม เป็นนิติบุคคล จะทำการให้ได้ก็เพียงในขอบเขตวัตถุประสงค์ที่ได้ จดทะเบียนไว้ การจะเกณท์ให้สมาคมนี้สมาคมนั้นไป “ต่อสู้” กับ ใคร เพื่ออะไรเรื่อยเปื่อยไป เป็นสิ่งที่ไม่มีทางทำได้และแม้จะไป อ้างว่าเป็น “ตัวแทน” ใครอื่นก็ทำไม่ได้อีก ...ข้าพเจ้ากล้ารับรอง ได้ว่าบรรดาสมาคมสตรีของเราที่มีอยู่ในปัจจุบันได้ทำประโยชน์ ไปถึงชุมชนตามความสามารถของแต่ละแห่ง โดยไม่น้อยหน้ากว่า สมาคมสตรีแห่งใดในโลก...และไม่เห็นความจำเป็นอะไรที่จะต้อง ทำการอย่างที่เรียกกันว่า “ยืนหยัดต่อสู้” เพราะโวหารเช่นนี้ ฟัง คล้ายกับจะให้ช่วยกันก่อรัฐประหารไปทีเดียว ซึ่งไม่แน่ว่าจะช่วยกู้ สถานะสตรีได้ดียิ่งกว่าที่สมาคมหลายแห่งช่วยกันคนละไม้คนละ มืออยู่แล้ว...” แนวคิดเรื่องผู้หญิงที่ นิลวรรณ นำเสนอในสตรีสาร นับแต่ยุคก่อร่างมา คือ ผู้หญิงควรได้รับการเรียนรู้วิชาการทุก สาขานอกเหนือจากเรื่องความรู้ในครัวเรือนที่จะทำให้การเป็นแม่ เมียสมบูรณ์ แต่ควรจะได้รอบรู้ในเรื่องวิชาการกิจการต่างๆ เพื่อ เป็น ปัญญารู้คิดของตัวผู้หญิงเอง และควรจะมีการให้โอกาส และส่งเสริมการศึกษาเรื่องสิทธิและหน้าที่ทางการเมืองตาม ระบอบประชาธิปไตยแก่ผู้หญิง ที่หญิงไทยได้รับสิทธิทางการเมือง
๑๐๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ทั้งในเรื่องการลงสมัครรับเลือกตั้งและลงคะแนนเสียงเลือกตั้งโดย ไม่ต้องเรียกร้องเช่นผู้หญิงในหลายประเทศ นอกจากมีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งองค์กรสตรีหลาย แห่งแล้ว นิลวรรณ ยังได้ร่วมก่อตั้งสมาคมภาษาและหนังสือแห่ง ประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ โดยมีพระยาอนุมานราชธนเป็น นายกสมาคมคนแรก และ นิลวรรณ ได้รับตำแหน่งเป็นกรรมการ เลขาธิการของสมาคม คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง เป็นคนไทยและ หญิงไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลแมกไซไซ ที่เปรียบเทียบกันว่า เป็นรางวัลโนเบลของเอเชีย โดยได้รับรางวัลในด้านบริการแก่ สาธารณะในภาคเอกชน พ.ศ. ๒๕๐๔ ขณะมีอายุ ๔๖ ปีสุนทร พจน์ที่กล่าวตอบรับรางวัล ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “...โลกเราได้ ผ่านการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงมาทุกรูปแบบแต่สิ่งที่ยืนยง คือ มนุษยชาติ ไม่ว่าอาวุธที่มนุษย์สร้างขึ้นจะทรงพลังสักเพียง ไหน ก็ไม่สามารถจะทำลายล้างผู้สร้างขึ้นมา ในตัวมนุษย์สิ่งที่ทรง พลังที่สุดคือ จิตเจตนารมณ์ที่มีคุณค่าสูงส่ง ความกรุณาและ เมตตาปรานีจะเอาชนะได้เสมอความเกลียด และความรุนแรงที่มี คุณภาพด้อยกว่า...” คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง ประคองนาวา สตรีสาร ในฐานะ บรรณาธิการ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ได้ยืนยาวถึง ๔๘ ปี นับได้ว่า ยาวนานกว่านิตยสารสิ่งตีพิมพ์ของสตรีทุกเล่มที่ได้ก่อกำเนิด ขึ้นมาในประเทศไทย และเป็นประจักษ์พยานสนับสนุนปณิธาน ของตนที่ได้แสดงไว้แก่ผู้อ่านเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ ว่า “...การทำ หนังสือพิมพ์ ก็เป็นงานอาชีพของสตรีได้อีกอย่างหนึ่ง แม้จะไม่ใช่ อาชีพที่จะทำให้ร่ำรวย แต่งานบวกความพอใจก็เป็นกำไรที่ชื่น บานของคนในอาชีพนั้น...” นอกจากจะเป็นที่ชื่นชมยกย่องของ
๑๐๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ คนในอาชีพแล้ว เรื่องต่างๆ ที่บรรณาธิการคัดนำลงในพื้นที่ สตรี สาร ก็นำความรื่นรมย์ ความรู้และข้อคิดให้แก่คนอ่าน เป็นที่ น่ายินดีว่าผลงานของผู้ประพันธ์หลายท่าน เช่น จดหมายจาก เมืองไทย กาเลหม่านไต ได้รับเลือกเป็น ๑ ใน ๑๐๐ หนังสือดีที่ คนไทยควรอ่าน และทุติยวิเศษ ก็ได้รับยกย่องว่าเป็นการบันทึก ประวัติศาสตร์จากสายตาของผู้หญิง นิตยสาร สตรีสาร ได้รับ เลือกเป็นวารสารดีเด่นในโอกาส ๗๐๐ ปี ลายสือไทย ในงาน สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๕๗ ได้รางวัลพระเกี้ยว ทองคำในฐานะนิตยสารส่งเสริมภาษาไทยดีเด่นเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๓๐ สตรีสารอยู่ในยุคเฟื่องฟูสูงสุดเป็นเวลาสองทศวรรษ ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๐ - ๒๕๒๐ เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ยุคการ บริโภคอย่างเต็มที่ก็ได้มีนิตยสารผู้หญิงเกิดขึ้นใหม่มากมายหลาย แนวที่นำเสนอภาพลักษณ์หญิงที่นำสมัยเป็นสากลแตกต่างจาก ภาพอนุรักษ์ของ สตรีสาร เป็นที่น่าเสียดายที่สตรีสารไม่สามารถ ดำรงอยู่รอดได้ และบรรณาธิการหญิง ผู้มากความสามารถต้อง เอ่ยปากจากลา สมาชิกนักอ่าน ผู้ติดตาม สตรีสาร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๙ ด้วยสาเหตุจากต้นทุนการผลิตและรายได้ของนิตยสารกับ วัยและสุขภาพของบรรณาธิการ ต่อมาในภายหลังนิตยสารผู้หญิง อีกหลายฉบับที่มีผู้หญิงเป็นบรรณาธิการก็ต้องทยอยกล่าวคำ อำลาจากไปเช่นเดียวกัน กำรบันทึกเล่ำเรื่อง ประวัติศำสตร์ และ กำรเดินทำงของผู้หญิง พื้นที่ความสนใจของผู้หญิงในการเล่าเรื่องนอกจากนำ เสนอในรูปแบบ นวนิยาย เรื่องสั้น วรรณคดี แล้ว ยังได้มีการ
๑๑๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ บันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของตน หรือ ถ่ายทอดเป็นสารคดี เช่น ความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี อัตชีวประวัติหม่อมศรีพรหมา กฤดากร และกาเลหม่านไตของ บรรจบ พันธุเมธา เป็นต้น การเล่าเรื่องของผู้หญิงจะมีแง่มุมที่ แตกต่าง และละเอียดอ่อน ที่ถูกละเลยมองข้ามจากเรื่องราว บันทึกกระแสหลัก เนื่องจากผู้หญิงในอดีตไม่นิยมให้ชื่อของตน ปรากฏในงานเขียน จึงทำให้ต้องมีการตรวจสอบโดยผู้รู้ต่อมาใน ภายหลัง ดังเช่น ความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี และงาน เขียนต่างๆ เพื่ออธิบายหลักธรรม โดยเฉพาะเรื่องธัมมานุธัม ปฏิบัติ ของคุณหญิงดำรงธรรมสาร ที่ได้รับการยกย่องทั้งจากพระ และฆราวาส เป็นต้น ควำมทรงจ ำของกรมหลวงนรินทรเทวี (ปลายสมัยอยุธยา – รัชสมัยรัชกาลที่ ๓) ความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี หรือเจ้าหญิงกุ ที่ ได้รับเรียกขานว่าเจ้าครอกวัดโพตามสถานที่ตั้งบ้านเรือน เป็น บันทึกความทรงจำตั้งแต่การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ที่พม่าขุด อุโมงค์เข้าเผาเมือง การปราบกลุ่มต่างๆ และเหตุการณ์บ้านเมือง ในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี จนถึงยุคสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุง รัตนโกสินทร์ โดยที่ไม่มีการระบุชื่อผู้เขียนบันทึก กรมพระยาดำรง ราชานุภาพได้นำบันทึกนี้ขึ้นถวายรัชกาลที่ ๕ ซึ่งทรงวินิจฉัยว่า บันทึกนี้มีผู้แต่งสองคน ตอนต้นกรมหลวงนรินทรเทวี ซึ่งเป็นพระ ขนิษฐาต่างมารดาของรัชกาลที่ ๑ เป็นผู้แต่ง (เหตุการณ์ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๑๐ – ๒๓๖๓) ในรัชสมัยพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ส่วน
๑๑๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ตอนหลังน่าจะเป็นเจ้านายพระองค์หนึ่งในวังหน้า เนื่องจากกรม หลวงนรินทรเทวีสิ้นไปก่อนสมัยพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องบันทึกความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี ทำให้ ได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ของการสร้างบ้านแผ่นดินใหม่ที่กรุง ธนบุรีหลังกรุงศรีอยุธยาพ่ายพม่า รวมถึงการปราบปรามกลุ่ม ต่างๆ ที่ต้องการขึ้นครองอำนาจ เรื่องราวในวัง พิธีการที่สำคัญ เช่น พิธีสมโภชอันเชิญพระแก้วมรกตมาประทับที่กรุงธนบุรี พระ เจ้าธนบุรีแต่งพระราชสาสน์ไปถึงพระเจ้าปักกิ่งขอลูกสาว การ ประชวรและสวรรคต และการถวายพระเพลิงของพระพันปีกรม พระเทพามาตย์ พระราชมารดาพระเจ้าตากสิน เหตุการณ์กบฏ พระยาสรรค์และการทูลเชิญให้พระเจ้ากรุงธนบุรีออกผนวช การ สำเร็จโทษหม่อมฉิม หม่อมอุบล (ลูกสาวกรมหมื่นเทพพิพิธ) ที่ถูก กล่าวหาว่าเล่นชู้กับฝรั่ง โดยบันทึกว่า “สำเร็จโทษแล้วไม่สบาย พระทัย คิดถึงหม่อมอุบลว่ามีครรภ์อยู่ ๒ เดือน ตรัสว่าจะตาย ตามหม่อมอุบล ว่าใครจะตายกับกูบ้าง เสมเมียกรมหมื่นเทพพิพิธ ว่าจะตามเสด็จ หม่อมทองจันทร์ หม่อมเกษ หม่อมลา สั่งบุษบา จะตามเสด็จด้วย ประทานเงินคนละ ๑ ให้บังสุกุลตัวคนละ ๑ ให้ ทำพระแล้ว ให้นั่งในแพหยวก นิมนต์พระเข้ามาบังสุกุลแล้ว จะ ประหารชีวิตคนที่ยอมตายตามเสด็จนั้นก่อน แล้วท่านจะแทง พระองค์ท่านตามไปอยู่ด้วยกันเจ้าข้า พระสติฟั่นเฟือน เจ้าคุณ ใหญ่ทรงกันดาล กับเตี่ยหม่อมทองจันทร์ นิมนต์พระเข้ามา มากมาย ชุมนุมสงฆ์ถวายพระพร ขออย่าให้ทำหาควรไม่ ว่าที่จะ ได้พบกันนั้นหามิได้แล้ว ถวายพระพรขอชีวิตไว้ ได้พระสติคืน สมประดี ประทานเงินเติมให้แก่ผู้รับเสด็จตามนั้น” กรมหลวง นรินทรเทวี ได้บันทึกสถานการณ์ปลายแผ่นดินพระเจ้ากรุงธนบุรี
๑๑๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ว่า “... อยู่ภายหลังกรุงธนบุรีเกิดโกลี...ร้อนทุกเส้นหญ้า สมณา ประชาราษฎรไม่มีสุข ยุคเข็ญเป็นที่สุดในปลายแผ่นดิน...เหตุผล กรรมของสัตว์ พื้นแผ่นดินร้อน ราษฎรเหมือนผลไม้ เมื่อต้น แผ่นดินเย็นด้วยพระบารมี ชุ่มพื้นชื่นผลจนมีแก่น ปลายแผ่นดิน แสนร้อนรุมสุมรากโคน โค่นล้มถมแผ่นดินด้วยสิ้นพระบารมีแต่ เพียงนั้น” และได้บันทึกการปราบดาภิเษกของพระยามหากษัตริย์ ศึกและการตั้งกรุงเทพมหานคร “...สมเด็จพระอัยกาเจ้าฟ้า กระษัตริย์ศึกเสด็จอยู่กรุงกัมพูชา ถอยมาประทับด่านกระบินทร์ ทราบว่ากรุงธนข้นเข็ญเป็นศึกขึ้นกลางเมืองถึง ๒ ครั้ง จึงเสด็จ กลับพระนคร ณ.วันเสาร์ เดือน ๕ แรม ๙ ค่ำ ลุศักราช ๑๑๔๔ ปี ขาล จัตวาศก เพลา ๒ โมงเศษศุภสวัสดิฤกษ์ เสด็จเข้าพระนคร ปราบดาภิเษกอดิเรกเฉกสมบัติจักรพรรตราพร้อมถวาย ๑๒ พระ กำนัล ๑๒ พระคลัง แล้วมีพระราชโองการรับสั่งให้ตั้ง กรุงเทพมหานครยังฝั่งบุรพทิศ พระสุริยะทรงกรด ๗ วัน เมื่อตั้ง ทวาราวดีอุดมโชคเข้าเหยียบกรุงธนบุรี แรกเสด็จยั้งประทับ ณ วัดควงไม้พระมหาโพธิบัลลังค์ ประจนพระมารด้วยพระบารมี ๓๐ ทัศ เป็นปฐมกษัตริย์สมเด็จเอกาทศรฐพระเจ้าปราสาททองเสด็จ ข้ามฟากฝั่งมหรณพ เฉลิมภพกรุงทวาราวดี พระโองการให้ฐาปนา ที่ท้องสนามในเป็นพระอุโบสถหอไตรเสร็จ เชิญพระแก้วมรกตมา ประดิษฐาน ส่วนพระธรรมไว้หอไตร ก่อพระเจดียฐานประจุพระ บรมธาตุพร้อมเสร็จ” ซึ่งรัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชวิจารณ์ว่า “ตอนนี้ปลื้มมาก เลยรวมความเสียหมด ที่จริงถ้าจะจดไว้ให้ถี่ถ้วน ก็จะยืดยาวเกินกำลังท่าน ท่านนึกของท่านสนุกดี คือเสด็จมา เหยียบเมืองแรกก็ประทับพลับพลาวัดโพ ซึ่งท่านเรียกว่าโพธิบัล ลังค์ ผจญมารก็คือมารภาคตะวันตก เสด็จข้ามฟากมาเฉลิมภพ
๑๑๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ กรุงทวาราวดี ก็คือย้ายมาเสียฟากตะวันออก ไม่อยู่เมืองธนซึ่งเป็น เมืองน้อย...ในการที่กรมหลวงนรินทรเทวียกย่องพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าในที่นี้ เป็นยกย่องด้วยความเคารพถูกต้องตาม แบบอย่าง” ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๑ ได้บันทึกเรื่องการบูรณะวัดโพธิ์ การเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารขององเชียงสือ เจ้าเมืองญวน มหรสพสมโภชพระแก้วและการประทานคืนพระบางให้เวียงจันท์ การสู้ศึกพม่าที่ยกมา ๕ ทัพ การเปลี่ยนชื่อวัดสะแกเป็นวัดสระ เกศ พิธีฉลองสมโภชวัดโพธิ์ การขุดคลองมหานาครอบเกาะ รัตนโกสินทร์ การสร้างวัด (สุทัศน์) กลางพระนครให้สูงเท่าวัด พนัญเชิง และกระบวนการแห่พระใหญ่ (พระศรีสากยมุนี) จาก สุโขทัยมาประดิษฐาน พระพุทธยอดฟ้าทรงประชวรและสวรรคต หลังพิธีเชิญพระใหญ่ รวมเวลาครองราชสมบัติ ๒๘ ปี และได้ บันทึกแผ่นดินรัชกาลที่ ๒ เรื่องการสำเร็จโทษเจ้าฟ้ากรมขุน กระษัตรานุชิต (เจ้าฟ้าเหม็น) ที่สมคบคิดกับข้าหลวงเดิมชิง อำนาจ “ณ วันพุธ เดือน ๑๐ ขึ้น ๕ ค่ำ สำเร็จโทษตัดไม้ไม่ไว้ หน่อฆ่าพ่อไม่เลี้ยงลูกสำเร็จโทษเสียด้วยกัน ณ วัดปทุมคงคา (คนอื่น) ทั้งนั้นประหารชีวิตที่สำเหร่” พิธีถวายพระเพลิงรัชกาลที่ ๑ ซึ่งต้องล่าช้าเพราะมีศึกพม่ามาตีเมืองถลางโดยกรมพระราชวัง บวรสถานมงคล เสด็จไปปราบ “เดชะพระบารมีที่ได้ยกพระไตร ปิฎกขึ้นไว้ในพระพุทธศาสนาเรียบเรียง พม่าได้ยินเสียงคลื่น กระทบฝั่งดังดั่งกำลังเสียงปืนใหญ่ พม่าหนีเลิกทัพกลับไป ชัยชนะ ด้วยพระบารมี กลับคืนเข้าพระนคร ดังนั้น ณ วันเสาร์ เดือน ๖ ขึ้น ๕ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๗๓ ปีมะแม ตรีนิศก เพลาอุดมฤกษ์เชิญ พระบรมโกศทรงพระพิชัยราชรถ ชักแห่เข้าพระเมรุทอง พระเบญาจาทองคำเป็นรูปภาพประดับ ๙ ชั้น ทรงพระบรมโกศ
๑๑๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ๗ วัน ถวายพระเพลิง สมโภชพระอัฐิ ๓ วัน เอกาทศวารการเสร็จ เชิญสมเด็จพระบรมโกศทรงยานุมาศแห่กลับเข้าพระราชวัง ทรง ประดิษฐานไว้ ณ หอพระอัฐิ” ได้มีการบันทึกถึงการลงโทษฝ่าย ในที่กระทำผิดทั้งหญิงชาย การบูรณะวัดแจ้งและมีการมหรสพ สมโภชอย่างยิ่งใหญ่ บันทึกความทรงจำของกรมหลวง นรินทรเทวีฉบับที่รวมพระราชวินิจฉัยและคำอธิบายให้ รายละเอียดเพิ่มเติมของรัชกาลที่ ๕ จบลงด้วยเรื่องการระบาด ของอหิวาตกโรคที่คร่าชีวิตของชาวสยามทุกชั้นชนไปเป็นจำนวน มาก รวมทั้งกรมหมื่นรินทรเทพลูกของท่านที่ได้รับการถวายพระ เพลิงพร้อมกับกรมอินทรพิพิธที่วัดระฆัง แต่ท่านไม่ได้กล่าวถึงไว้ ในบันทึก ซึ่งรัชกาลที่ ๕ ทรงวินิจฉัยว่าบางทีจะเป็นด้วยพระโอรส กรมหมื่นนรินทรเทพสิ้นพระชนม์ทำให้ท่านเศร้าโศกมาก เลยหยุด ไม่ได้จดต่อไปอีกก็อาจจะเป็นได้ รัชกาลที่ ๕ เมื่อทรงได้อ่านบันทึกจดหมายเหตุที่ได้รับ จากกรมพระยาดำรงราชานุภาพแล้วทรงสนพระทัยพิจารณา ค้นหาผู้เขียน โดยวินิจฉัยว่า “โดยโวหารและทางดำเนินความใช้ ถ้อยคำเป็นสำนวนผู้หญิง คงจะเป็นเจ้านาย แต่จะเป็นเจ้านายเก่า หรือเจ้านายใหม่ซึ่งเป็นราชตระกูลนี้ แต่เนื่องในเชื้อวงศ์เจ้ากรุง ธนบุรี...ที่เห็นเช่นนี้เพราะผู้เขียนนับถือเจ้ากรุงธนบุรี เรียกว่า แผ่นดินต้น ใช้ถ้อยคำกล่าวถึงโดยความเคารพ เหมือนอย่าง ลูกหลานเจ้ากรุงธนบุรีพูด...กล่าวถึงการประสูติเจ้าฟ้าเหม็น ดูเป็น รู้เรื่องราวสนิทสนมมาก จนความที่ไม่จำเป็นจะต้องยกขึ้นกล่าว เช่น พระพุทธยอดฟ้าเสด็จพระราชดำเนินตามพระศรีศากยมุนีไป ถึงพลับพลาเซ กรมขุนกระษัตรานุชิตประคองพระองค์ไว้ ดังนี้... ลงเนื้อเห็นเอาว่าคงเป็นเจ้านายผู้หญิงในวังหน้า ข้อความที่แต่ง
๑๑๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ นั้นไม่ใช่เป็นจดหมายเหตุ ไม่ใช่พงศาวดาร เป็นแต่นึกอะไรได้ก็จด ลงไป ความรู้การงานรู้มากเป็นช่องๆ แต่ไม่เป็นหลักฐานในทาง ราชการ รู้เรื่องในวังละเอียดกว่านอกวัง หนังสือฉบับนี้พึ่งได้เขียน ในรัชกาลที่ ๓ และไม่ทันแล้วสำเร็จ หรือจะไม่กล้าเขียนแผ่นดิน ประจุบันหยุดไว้เสีย หรือห่างเหินไปไม่รู้การประจุบันอย่างใด อย่างหนึ่ง...” และสุดท้ายทรงมีพระราชวินิจฉัยว่าผู้เขียนบันทึกนี้ คือ พระเจ้าน้องนางเธอพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เรียกกันว่า เจ้าครอกวัดโพ เพราะตั้งวังอยู่ท้ายสนมแถบวิหารพระ นอนวัดพระเชตุพน เจ้าครอกวัดโพนี้ได้เก็บตลาดท้ายสนมจน ตลอดพระชนมายุ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๓ พระสามีคือกรม หมื่นนรินทรพิทักษ์ พระนามเดิมหม่อมมุก เป็นบุตรเจ้าพระยา มหาสมบัติกรุงเก่า เป็นพี่เจ้าพระยาพลเทพบิดาเจ้าพระยาบ ดินทรเดชาซึ่งเป็นตาสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ รัชกาลที่ ๕ ทรงอธิบายว่า “หนังสือฉบับนี้ท่านไม่ได้มุ่งหมายที่ เรียงเป็นพงศาวดารหรือจดหมายเหตุให้ผู้อื่นอ่าน เป็นแต่ ลูกหลานพี่น้องไปไต่ถามการเก่า ๆ ก็เล่าให้ฟังแล้วเขียนลงไว้ ที่ นึกได้ก็เขียนนึกไม่ได้ก็แล้วไป ประมาณพระชนมายุคงจะได้ ประสูติแต่ครั้งกรุงเก่ายังไม่เสีย...เมื่อเรียงหนังสือฉบับนี้ในรัชกาล ที่ ๓ พระชนมายุกรมหลวงนรินทรเทวีคงอยู่ในเรือน ๗๐...ท่านได้ ทราบการเรื่องกรุงเสียโดยฟังคำเล่า ได้ทรงเห็นการในแผ่นดินเจ้า กรุงธนบุรีเอง เพราะเหตุที่พระมารดาเจ้าฟ้าเหม็นเป็นหลานของ ท่าน ท่านจึงทราบเรื่องแมงมุมและจิ้งจกตก เพราะเหตุที่พระสามี ของท่านเป็นข้าราชการในครั้งกรุงธนบุรี จึงได้นับถือเจ้ากรุงธนบุรี เพราะเหตุที่ท่านเข้าวังอยู่จึงทราบการในวัง ควรจะเห็นความเป็น อัศจรรย์ในความทรงจำของท่าน...ข้าพเจ้ายืนยันได้ว่าหนังสือฉบับ
๑๑๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ นี้ไม่มีความเท็จเลย ความที่คลาดเคลื่อนนั้น ด้วยลืมบ้าง ด้วย ทราบผิดไปบ้าง เรียงลงถูกเป็นภาษาไม่สู้แจ่มแจ้งบ้าง ทั้งวิธีเรียง หนังสือในอายุชั้นนั้นไม่สู้จะมีเครื่องมือสำหรับเขียนบริบูรณ์และ คล่องแคล่วเหมือนอย่างทุกวันนี้ ถ้าจะเขียนหนังสือแล้วคิดนานๆ บรรจุความให้แน่นในวรรคหนึ่งแล้วจดลงไป ผู้ใดแต่งหนังสือให้ สั้นและให้จุความมากได้ผู้นั้นแต่งหนังสือดี ไม่เหมือนอย่างเวลานี้ ที่เขียนหน้ากระดาษหนึ่งได้ใจความสักบรรทัดเดียว มีแต่ “เอกชน” “เพื่อนมนุษย์” “โดย” อะไรต่าง ๆ เต็มไปทั้งหน้า กระดาษ...เคราะห์ดีที่สุดที่จดหมายกรมหลวงนรินทรเทวีฉบับนี้ไม่ ปรากฏแก่นักเลงแต่งหนังสือในรัชกาลที่ ๔ หรือในรัชกาล ประจุบันนี้ ตกอยู่ในก้นตู้ได้จนถึงรัตนโกสินทรศก ๑๒๗ นี้ นับว่า เป็นหนังสือพรหมจารีไม่มีด้วงแมลงได้เจาะไชเลย ความยังคงเก่า บริบูรณ์ เว้นไว้แต่ตัวหนังสือไม่ใช่เป็นตัวหนังสือเก่าแท้ ส่วนกรม พระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงอ่านตรวจดูสำนวนแล้ววินิจฉัยว่า “หนังสือเล่มนี้มีสองสำนวนๆ แรกเริ่มตั้งแต่ต้นและจบลงเรื่องการ สวรรคตของรัชกาลที่ ๒ ส่วนต่อมาตั้งต้นแต่รัชกาลที่ ๓ เป็น สำนวนผู้อื่นแต่งต่อ เป็นผู้ที่รู้เรื่องข้างฝ่ายหน้ามากกว่าข้างฝ่ายใน แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นของผู้ใดแต่งแต่คงเป็นเจ้านายในวังหน้า” จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี เป็นหนึ่งประจักษ์พยานที่แสดงให้เห็นถึงความสังเกต และ ความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้ยิน ได้พบเห็น เพื่อให้ รุ่นหลังได้เรียนรู้และเป็นหนึ่งเอกสารประวัติศาสตร์ที่สำคัญ โดยเฉพาะในช่วงกรุงธนบุรีที่แสนสั้นและน่าเศร้า การกล่าวถึงการ ถวายพระเพลิงแผ่นดินต้น (พระเจ้ากรุงธนบุรี) ที่วัดบางยี่เรือ พร้อมมีมหรสพสมโภชในปีมะโรง ยืนยันว่าเรื่องเล่าที่ว่าพระเจ้า
๑๑๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ตากไม่ได้ถูกสำเร็จโทษซึ่งพยายามถ่ายทอดแพร่หลายแม้จนทุก วันนี้ นั้นไม่เป็นความจริง เรื่องการก่อร่างสร้างกรุงเทพมหานคร การทำนุบำรุงศาสนาและสร้างวัดวาอารามที่สำคัญ การขุดคลอง แสดงให้เห็นถึงความพยายามวางฐานรากในการที่จะสร้าง อาณาจักรใหม่แทนอยุธยาที่ได้ถูกเผาทำลายไป ตลอดจนการเชิญ พระแก้วมรกตมาจากเวียงจันทร์ที่ช่วยให้คนรุ่นปัจจุบันได้ทราบ เรื่องรายละเอียดดังนั้นบันทึกความทรงจำของกรมหลวงนรินทร เทวีนี้จึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่าหญิงไทยมีความสามารถ ในการสังเกตและบันทึกถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ที่ตนได้ประสบ พบมา แต่ไม่นิยมประกาศชื่อเสียงเรียงนามในงานเขียนของตน เช่น เดียวกับผลงานเรื่องธัมมานุธัมปฏิบัติ ของคุณหญิงใหญ่ ดำรง ธรรมสาร ที่เผยแพร่โดยไม่ระบุว่าใครคือผู้เขียน ทำให้ผู้สนใจใน เนื้อหางานเขียนต้องใช้เวลาหลายปีเพื่อค้นคว้าให้พบว่าใครคือ เจ้าของผลงานนั้น อัตชีวประวัติ หญิงสำวที่ปฏิเสธรักเจ้ำชีวิต หม่อมศรีพรหมำ กฤดำกร (๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๑ – ๒๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๑) หม่อมศรีพรหมา เดิมชื่อ หม่อมศรี และรัชกาลที่ ๖ ได้ ประทานพระนามใหม่ว่า ศรีพรหมา เป็นธิดาคนหนึ่งของเจ้าสุริย พงศ์ผริตเดช เจ้าครองนครน่าน กับเจ้าแม่ศรีคำ ซึ่งเป็นเชลยชาว เวียงจันทร์ หม่อมศรีพรหมาเล่าว่า “ข้าพเจ้าไม่ทราบละเอียดนัก เรื่องประวัติของแม่เจ้าศรีคำ ทราบแต่ว่าเมื่อครั้งขบถเจ้าอนุ เวียงจันทน์ พระเจ้าน่านได้ตามเสด็จกรมหลวงวงศาธิราชสนิทไป ปราบขบถ ตอนกลับนครน่านได้ต้อนเชลยมาหลายพันคน พระ
๑๑๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เจ้าน่านได้ส่วนแบ่งเชลยมาพันคน ในจำนวนนี้มีแม่เจ้าศรีคำและ พี่ชาย ซึ่งข้าพเจ้าเรียกลุงฟูรวมอยู่ด้วย ภายหลังพระเจ้าน่านได้ยก แม่เจ้าศรีคำขึ้นเป็นหม่อมน้อยของท่าน” พระพรหมสุรินทร์ผู้ ได้รับการแต่งตั้งในสมัยรัชกาลที่ ๕ ให้เป็นเจ้าเมืองน่าน และ คุณนายอุ๊นภรรยา ที่ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ รู้จักภาษา ฝรั่งเศสเป็นอย่างดี ได้ขอมาเป็นบุตรบุญธรรมเมื่ออายุราว ๓ ขวบ โดยเจ้าหลวงยินดียกให้เพราะอยากให้ลูกได้รับการศึกษาก้าวไกล โดยปลอบแม่เจ้าศรีคำว่า “อย่าเศร้าโศกไปเลย เราคนธรรมะธัม โม ให้ทานลูกได้บุญเหมือนพระเวสสันดรให้กัณหาชาลีไปกับ ชูชก” หม่อมศรีพรหมาได้เดินทางติดตามบิดามารดาบุญธรรมไป หลายจังหวัด ได้มีโอกาสพบผู้คนมากมาย เช่น มองซิเออร์ปาวี ที่ เป็นผู้แทนฝรั่งเศสมาติดต่อเจรจาในการปักปันเขตแดนแม่น้ำโขง และได้มอบของเล่นที่หม่อมศรีพรหมารักมาก คือกะหล่ำปลีไข ลานที่มีเสียงเพลงและรูปกระต่าย เมื่ออายุ ๖๐ ปี (พ.ศ. ๒๔๙๐) หม่อมศรีพรหมา ได้เริ่ม เขียนบันทึกชีวิตรวม ๙ บท เล่าเรื่องแต่สมัยวัยเด็ก การเดินทาง ติดตามบิดามารดาบุญธรรมไปเมืองต่างๆ การใช้ชีวิตของเด็กในวัง และการเดินทางและใช้ชีวิตในรัสเซีย และยุโรปขณะอายุเพียง ๑๒ ปี เป็นการเดินทางเพียงลำพังมีผู้ดูแลมิสเตอร์จอห์นสันเป็น ชายชาวอังกฤษ การเข้ารับราชการในวัง การแต่งงานและการใช้ ชีวิตกสิกรที่ตำบลบางเบิด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เรื่องเล่าใน อัตชีวประวัติถือได้ว่าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มี หลากหลายแง่มุม ทั้งการเมือง เศรษฐกิจและสังคมตลอดจนวิถี ชีวิตในพระบรมมหาราชวังและการสวรรคตของรัชกาลที่ ๕ บันทึกชีวิตได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๒๒ และครั้งที่สอง
๑๑๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ พ.ศ. ๒๕๕๐ มีการเพิ่มเติมเนื้อหาบทสัมภาษณ์ และบทความที่ เคยตีพิมพ์ในกสิกร เน้นเรื่องการถนอมอาหารต่างๆ และการใช้ ฟาร์มบางเบิดเป็นฉากถ่ายภาพยนตร์เรื่องช้างของบริษัท ภาพยนตร์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา เมโทร โกลวิน เมเยอร์ พร้อม กับช้างกว่าร้อยเชือกสำหรับเข้าร่วมในฉากถ่ายทำภาพยนตร์ด้วย เรื่องราวที่หม่อมศรีพรหมาเขียนสะท้อนให้เห็นถึงวัยเด็ก ที่เพียบพร้อมได้รับการเอาใจใส่ดูแลอย่างดีจากครอบครัว แม้จะ ไม่ได้รับโอกาสเข้าเรียนหนังสือระดับสูงอย่างเป็นทางการ มีเพียง การเริ่มต้นเรียนภาษาไทยจากหนังสือมูลบทบรรพกิจและถึงแม้ ประถมสี่ฉันยังไม่จบเลย หม่อมศรีพรหมาก็มีอุปนิสัยสนใจใฝ่รู้ ความฉลาดและไหวพริบ การช่างสังเกต ทำให้ได้พัฒนาความ สามารถหลายด้าน รวมทั้งการใช้ภาษาต่างประเทศจนได้เป็นนาง พระกำนัล รับใช้ใกล้ชิดสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีพระ บรมราชินีนาถ “มีหน้าที่ตามเสด็จเวลาเสด็จเยี่ยมเจ้านายฝ่ายใน บางทีก็นอกพระราชฐานบ้าง มีหน้าที่ตั้งเครื่องเสวยตามเวรและ เวลา” ระหว่างบรรทัดที่เล่าเรื่องจะเห็นถึงความเป็นตัวของตัวเอง การช่างสังเกต จิตใจที่เข้มแข็ง และกล้าตัดสินใจเลือกทางเดินของ ชีวิตตน และมีอารมณ์ขัน เช่น เล่าเรื่องการแต่งกายเมื่ออยู่บนเรือ โดยสารไปอังกฤษ “วันหนึ่งผู้เขียนเบื่อกระโปรงสีน้ำเงินแก่ซึ่งมี ตัวเดียวใส่ทุกวัน เลยเอาเพตติโคตนุ่งขึ้นไปบนดาดฟ้าเพราะมัน สวย พื้นขาวดอกสีเล็กๆ น่ารักมาก ผู้เขียนไม่รู้ไม่มีใครบอกว่าต้อง ใส่กับอะไร แต่งตามใจชอบ พวกผู้โดยสารทั้งสาวและแก่ต่างยิ้ม แย้มแล้วแลดูมิสเตอร์จอห์นสัน เวลานั้นมิสเตอร์จอห์นสันทั้งหนุ่ม หล่อและเป็นโสด ชักจะหน้าแดง จึงเดินไปหามิสเดลี่กระซิบให้ดู มิสเดลี่ต้องจับตัวไปจัดการให้ถอดออกเปลี่ยน ผู้เขียนไม่ทุกข์ร้อน
๑๒๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ถอดก็ถอดไม่รู้เรื่อง คงจะทำความกังวลให้มิสเตอร์จอห์นสันมิใช่ น้อย แต่แกก็ยังคงปรานี” หรือใส่ชุดนอนไปตลาดกับแม่ครัวที่ เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ขณะที่อากาศเริ่มหนาวเย็น ทำให้มารดา วิตกว่าจะเป็นโรคปอดบวม ช่วงเวลาเดินทางไปรัสเซียหม่อมศรี พรหมาสังเกตและเปรียบ เทียบสภาพและชีวิตของชาวรัสเซียกับ เมืองอื่นๆ ในยุโรป โดยเฉพาะเยอรมัน “...ตอนเปลี่ยนรถจากของ เยอรมันมาเป็นของรุสเซีย มันผิดแผกไปถนัดดูซอมซ่อไม่สู้สะอาด รถก็เล็กกว่าของเยอรมัน...ประเทศใหญ่แต่คนจนมาก นึกดูก็น่า สงสาร ชายแดนไกลๆ เมืองใหญ่ก็คงมีคอรัปชันกัน โรคนี้ก็ยังไม่มี ใครรักษาหายจนเดี๋ยวนี้ การเดินทางโดยรถไฟ ๗ วันกว่าจะถึง เมืองหลวงกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เรามาใกล้เมืองหลวงเข้า บ้าน ช่องก็ดูดีขึ้น แต่ไม่เหมือนที่เห็นมาตั้งสามประเทศ เขามั่งคั่งสมตัว เขา” ขณะพำนักในลอนดอนได้เข้าเฝ้าเจ้านายหลายพระองค์ที่ ศึกษาเล่าเรียนในอังกฤษในวันเลี้ยงส่งสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรฯ กรม หมื่นนคสวรรค์วรพินิตกลับเมืองไทย “...ทราบภายหลังว่าท่าน สิทธิพรก็ตามเสด็จ (สมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตร กรมหมื่นสวรรค์วรพิ นิต) กลับด้วยแต่ไม่พบกันตอนนั้น เพราะเมาเหล้ามาประชุมไม่ได้ พระองค์เจ้าบวรเดชก็อยู่แต่ไม่พบ คงเมาตามน้องชายไปด้วย... ผู้เขียนเลยไม่ได้รู้จักทั้งท่านพี่ท่านน้อง จน ๑๕ ปีให้หลังจึงได้มา รวมญาติกัน” หม่อมศรีพรหมาได้แต่งงานกับ ม.จ.สิทธิพร กฤดา กร โดยรัชกาลที่ ๖ ได้ทรงสู่ขอและ ประทานพระนามใหม่จาก หม่อมศรี เป็น หม่อมศรีพรหมา เมื่ออายุ ๒๗ ปี นับว่าช้ากว่าหญิง สาวในยุคเดียวกันที่ออกเรือนกันตั้งแต่วัยรุ่น สุลักษณ์ ศิวรักษ์ได้ เขียนในประวัติเจ้าศรีพรหมาว่า “ในปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้น ท่านเป็นสาวเต็มที่มีความงามยิ่งนัก ทั้งวิชาความรู้ก็ดีกับมีความ
๑๒๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เป็นตัวของตัวเองผิดกับชาววังโดยทั่วๆ ไป ซ้ำมีน้ำใจโอบอ้อมอารี อีกด้วย จึงเป็นที่พอพระราชหฤทัยในพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวถึงกับจะโปรดให้รับราชการเป็นเจ้าจอม แต่ท่านกราบ บังคมทูลปฏิเสธเป็นภาษา อังกฤษไปโดยซื่อว่า ท่านเคารพ พระองค์ท่านในฐานะพระมหา กษัตริย์ มิได้รักใคร่พระองค์ท่าน ในทางชู้สาว พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระเมตตาโปรด ให้เป็นไปตามอัธยาศัย เหตุการณ์ที่ว่านี้ท่านมักไม่เอ่ยให้ใครฟัง ด้วยถือเป็นเรื่องต่ำ-สูง แต่ชาววังเห็นเป็นความอัศจรรย์ทั้งในแง่ ความกล้าของท่านและจากพระมหากรุณาขององค์พระเจ้า แผ่นดิน เล่ากันสืบมาช้านาน แท้ที่จริงสมเด็จพระปิยมหาราชได้ ทรงพระเมตตากรุณาตัวท่านต่อมาจนตลอดรัชกาล ดังทรงฉายรูป เจ้าศรีพรหมาไว้ด้วยฝีพระหัตถ์ และทรงตั้งไว้ในห้องพระบรรทม พระที่นั่งอัมพรสถานต่อมาจนสวรรคต” ข้อความที่หม่อมศรี พรหมาเขียนตอบรัชกาลที่ ๕ เป็นภาษาอังกฤษ คือ “I admire you and respect you, but I don’t love you.” บทสุดท้ายของอัตชีวิประวัติ หม่อมศรีพรหมาได้บันทึก เล่าเรื่องเหตุการณ์วันสวรรคต สมเด็จพระปิยมหาราชอย่าง ละเอียดจากสายตาของนางพระกำนัลผู้ใกล้ชิดและเข้าเฝ้ารับใช้ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีในค่ำคืนของการสูญเสีย “...วัน นั้นบรรยากาศเงียบเหงามาก บนพระที่นั่งก็สงัด โดยปกติเวลา ใกล้เที่ยงจะมีผู้คนขวักไขว่ เพราะพระเจ้าอยู่หัวบรรทมตื่นแล้ว และจะเสวยพระกระยาหารกลางวัน มีเจ้าจอมเฝ้าตามหน้าที่ ตั้ง เครื่องมารับงานและมีพระเจ้าลูกเธอบางพระองค์ร่วมเสวยด้วย ดังนั้นคนจึงจอแจ แต่วันนี้ไม่มีเสียงอะไรเลยแม้แต่เสียงพูดกัน ผู้เขียนได้แต่สันนิษฐานว่าคงทรงประชวรหนัก...พลบค่ำจึง
๑๒๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ จำเป็นต้องบังคับตัวเองให้นอน เพราะอีกไม่ช้าก็จะต้องไปรับเวร ในที่สุดก็หลับไป มาตกใจตื่นเพราะมีตัวอะไรมากัดหัวแม่เท้าจน เลือดไหล พร้อมกันก็ได้ยินเสียงหนูประมาณว่าหลายสิบตัวยก ขบวนกันวิ่งไปวิ่งมาเหนือฝ้าเพดานในอาคารที่ผู้เขียนอยู่ นอกจาก จะวิ่งไปวิ่งมาตลอดอาคารซึ่งกั้นเป็นห้องๆยาวไปและมีราว ๑๒- ๑๕ ห้องแล้ว พวกหนูยังส่งเสียงร้องกุกๆ ตลอดเวลา ผู้เขียนเคย ได้ยินผู้ใหญ่เล่ากันว่าเมื่อหนูร้องกุกๆ จะมีเหตุไม่ดีเกิดขึ้น ...ทันใด นั้นผู้เขียนก็เห็นดวงดาวหนึ่งส่งแสงสว่างลอยอยู่ในระดับเดียวกับ พระแท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว...ขณะเมื่อ คลานผ่านพระแท่นในหลวงเพื่อไปยังที่สมเด็จทรงบรรทมอยู่ ได้ ชะเง้อดู ภาพที่เห็นคือองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอวบอ้วน พระพักตร์อิ่ม ทรงพระภูษาแดงผืนเดียว และทรงกรนสม่ำเสมอ อยู่ ด้วยอารามดีใจที่ในหลวงทรงสบายขึ้น และเห็นสมเด็จบรรทม อยู่และเนื่องด้วยความตึงเครียดได้หย่อนคลายลง ประกอบกับ ความเหนื่อยอ่อนมาทั้งวัน ดังนั้นเมื่อล้มตัวลงหนุนพระที่สมเด็จ จึงหลับปุ๋ยไปทันที มารู้ตัวตกใจตื่นเมื่อได้ยินเสียงร้องเซ็งแซ่ ... เห็นคนจำนวนมากมายกำลังหมอบซบกับพื้นเป็นกอง ๆ ไม่ทราบ ว่าใครเป็นใคร...เสียงเซ็งแซ่ข้างต้นเป็นเสียงร้องไห้ของคนจำนวน มากพร้อม ๆ กัน จึงทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สวรรคตแล้ว ผู้เขียนตกใจหายง่วงลุกไปดูพระแท่นจึงเห็นสมเด็จ และเห็นหมอประจำพระองค์ (ชื่อหมอไรเตอร์) กำลังถวายยาฉีด สมเด็จ ขณะนั้นทรงหมดสติ พนักงานได้อันเชิญลงบนพระเก้าอี้ เพื่อนำกลับพระตำหนัก...ต่อมาผู้เขียนได้รับหมายให้ไปเป็นนาง ร้องไห้ ให้ไปตั้งแต่ ๘ โมงเช้าในวันนั้น โดยแต่งขาวทั้งชุด ท่าน ผู้สำเร็จราชการของสมเด็จ (คุณท้าวปั้ม) ท่านก็จัดไปตามหมาย
๑๒๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เมื่อผู้เขียนออกจากพระตำหนักจะเข้าไปเป็นนางร้องไห้ในวัง หลวง สมเด็จก็ยังไม่คืนพระสติ ภายหลังทราบจากเพื่อน ๆ ที่ไม่ได้ เข้าไปเป็นนางร้องไห้ว่า พอรู้สึกพระองค์ก็ทรงกันแสงจนหมดพระ สติไปอีกหลายครั้งหลายคราว ผู้เขียนได้ไปนั่งร้องไห้อยู่ที่พระที่นั่ง ดุสิตมหาปราสาท การร้องไห้นั้นแท้ที่จริงเป็นการร้องเพลงอย่าง เศร้าที่สุด เกิดมาผู้เขียนก็เพิ่งเคยได้ยิน ขณะนั้นผู้เขียนอายุในราว ๑๙-๒๐ และรู้สึกว่าเพลงร้องไห้นี้ช่างเศร้าเสียนี่กระไร ทุกคน น้ำตาไหลรินจริงและสะอื้นจริง ๆ ยิ่งมีเสียงปี่ที่โหยหวนและเสียง กลองชนะ (เปิงพรวด) เลยยิ่งไปกันใหญ่ นางร้องไห้มีผลัดกัน หลายผลัด แต่ละผลัดแบ่งเป็นยาม ๆ คือยามรุ่ง ยามเที่ยง ยามค่ำ และสองยาม ...แต่ละผลัดของนางร้องไห้จะมีทั้งหมด ๑๔ คน แบ่งออกเป็นสองพวก คือต้นเสียงหกคน นอกนั้นเป็นลูกคู่ พวก ต้นเสียงนั้นโดยมากเป็นคนประจำของวงดนตรีของสมเด็จ พระพุทธเจ้าหลวง ส่วนลูกคู่แปดคนก็จัดเอาพวกเจ้าจอมที่ยังสาว อยู่ไปเป็น รวมทั้งตัวผู้เขียนด้วย...วันทำบุญใหญ่จะมีเจ้านายขุน นาง และชาวต่างประเทศมาร่วมเป็นจำนวนมาก นางร้องไห้ต้อง ปฏิบัติหน้าที่ดีเป็นพิเศษ และต้องทำงานหนักกว่าวันธรรมดา หน่อย ปฏิบัติเช่นนี้ตลอดไปเป็นเวลาร่วมปีจนถวายพระเพลิง” หม่อมศรีพรหมาออกเดินทางพร้อม ม.จ.สิทธิพร กฤดา กร และลูกชายอายุ ๓ ปีและลูกหญิงวัย ๗ เดือนไปอยู่ไร่ตำบล บางเบิด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นที่ดินของพ่อแม่หม่อมศรี พรหมา เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ โดยได้เขียนเล่าเรื่องใน ชีวิตแลหน้าที่ของสตรีที่ฟาร์มสมัยใหม่ ซึ่งลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ กสิกร ที่สามีภรรยาได้ริเริ่มตีพิมพ์ในช่วงใช้ชีวิตที่ฟาร์มบางเบิด “...สตรีไทยในสมัยนี้ก็ได้รับการศึกษาดีพออยู่แล้ว แลต่อไป
๑๒๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ข้างหน้าคงจะได้เรียนไม่ต่ำกว่าชาย ต้องหวังว่าเขาจะสามารถ ช่วยสามีได้ดียิ่งขี้น อย่างไรก็ดีเขาควรจะช่วยได้ดีกว่าข้าพเจ้าหรือ อย่างน้อยก็เท่ากัน เพราะเหตุใดข้าพเจ้าจึงปลงใจออกไปอยู่ฟาม เพราะเหตุว่าข้าพเจ้าเห็นด้วยกับหม่อมเจ้าสิทธิพรในข้อที่ว่า วัน หนึ่งไทยหนุ่มข้างหน้าจะต้องหันหากสิกรรมเป็นทางเลี้ยงอาชีพ กันเป็นพื้น...ขณะนั้นเรามีบุตรชายคนหนึ่งที่จะต้องนึกถึงว่าอีก ๒๐ ปีข้างหน้าเขาก็จะเป็นหนุ่มใหญ เราจะทำอะไรกับเขา เขาจะ เป็นเจ้าของสวนนาหรือบ้านก็ไม่ได้เพราะเราไม่มีของเหล่านี้ เขา จะรับจำนำกินดอกเบี้ยก็ไม่ได้เพราะเงินนอนของเราไม่มี ทุกวันนี้ อาศัยเงินรัฐบาลเลี้ยงชีพอยู่ ถึงแม้จะมากก็เป็นหนทางที่บุตรหรือ ภรรยาจะสืบต่อไม่ได้ เขาจะเป็นข้าราชการหรือ โอกาสนั้นก็น้อย เต็มที...เขาจำเป็นจะต้องหาเลี้ยงชีพทางอื่นอยู่เองและในอาชีพ ทั้งหลาย เราพอใจจะให้บุตรเราเป็นกสิกรมากกว่าอื่น เพราะเหตุ ว่ากสิกรรมเป็นอาชีพที่ไม่ต้องแก่งแย่งใคร ทั้งเป็นอิสระ ไม่มีใคร ให้ร้ายให้ดี นอกจากตัวของตัวเอง หาได้โดยสติปัญญา น้ำพัก น้ำแรง แต่ต้องเป็นกสิกรรมสมัยใหม่จึงจะพอเอาตัวรอด กสิกรรม ชนิดนี้แม้จะแพร่หลายเกือบทั่วโลกแล้วแต่ยังเป็นของใหม่ในเมือง เรา และเราผู้อยากให้บุตรของเราหาเลี้ยงชีพในทางนี้ จำเป็น จะต้องเป็นผู้นำทางให้เขาก่อน...ข้าพเจ้าไม่รู้สึกเดือดร้อนด้วย ความเงียบ ข้าพเจ้าเคยอยู่ในที่แน่นหนาฝาคั่งเกือบตลอดชีวิต ได้มาประสพความเงียบชนิดนี้เต็มไปด้วยของใหม่ต่าง ๆ ที่น่าดูน่า รู้ ล้อมรอบด้วยสิ่งที่ธรรมชาติให้บังเกิดมาตามธรรมดาของเขา แล ทั้งที่เราได้เพาะปลูกขึ้นแลเลี้ยงไว้ ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้เพลิน ทั้งนั้น” ฟาร์มบางเบิดทำไร่ ปลูกผัก เลี้ยงไก่ และสุกร ทั้งยังมี ผลผลิตเป็นที่รู้จักคือ แตงโมบางเบิด ที่ได้นำมาทดลองปลูก
๑๒๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ หม่อมศรีพรหมามีความสามารถแปรรูปอาหารจากผลผลิตใน ฟาร์ม และเขียนเล่าเรื่องวิธีการผลิตในกสิกรเป็นประจำ “ข้าพเจ้า ไม่รู้สึกว่าอด นอกจากช่วยเหลือในธุรกิจส่วนฟาม ตามแต่จะมีมา ข้าพเจ้าได้หัดทำของรับประทานต่าง ๆ ที่เราเคยชอบ และเคย ได้รับประทานอยู่ในเมือง เช่น ขนมปังสดแลขนมหวานต่างๆ และ ได้พยายามทดลองวิธีเก็บอาหารต่าง ๆ เพื่อให้อยู่ได้ทนนาน เช่น ถ้าเราทำหมูขึ้นหนึ่งตัวจะรับประทานให้หมดในเร็ววันไม่ได้ จึง พยายามทำเป็นของต่าง ๆ เช่น ไส้กรอก หมูแฮม หมูสามชั้นเค็ม หมูทับ ตับบด ของเหล่านี้อัดลงขวดไว้รับประทานต่อมาอีกได้ตั้ง เดือนกว่า...ผักต่าง ๆ ข้าพเจ้าก็ถนอมไว้โดยวิธีต่าง ๆ เช่น ดอง เปรี้ยว ดองหวาน ใส่เค็มตากแห้งแลอัดลงขวด” ด้วยวิธีการถนอม อาหารแปรรูปเช่นนี้ทำให้รายจ่ายการซื้ออาหารน้อยลง การใช้ ชีวิตอยู่กับธรรมชาติทำให้สุขภาพแข็งแรงไม่พึ่งพาหมอที่อยู่ไกล ชีวิตที่แสนสุขนี้ต้องชะงักลงเมื่อ ม.จ.สิทธิพร ทรงเข้าร่วมกับ พระองค์เจ้าบวรเดชซึ่งเป็นพี่ชายที่นำทหารจากหัวเมืองมาบังคับ ให้รัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนาลาออกเมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของการกบฏในสยามหลังการ เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตทั้งสองฝ่าย เมื่อการกบฏไม่สำเร็จสมาชิกผู้ก่อการเข้าร่วมราวหกร้อยคนได้รับ การพิจารณาพิพากษาคดีโดยรัฐบาลได้จัดตั้งศาลพิเศษขึ้น แม้ รัชกาลที่ ๗ จะได้แนะนำให้รัฐบาลประกาศอภัยโทษก็ตาม พระองค์เจ้าบวรเดชเสด็จลี้ภัยไปเวียดนาม ส่วน ม.จ.สิทธิพร ได้รับการตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ต่อมาได้ย้ายจากคุกบางขวางไป เกาะตะรุเตา และเกาะเต่าจนได้รับพระอภัยโทษ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๗ ในสมัยรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ ช่วงระยะเวลา ๑๑ ปีที่
๑๒๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ม.จ.สิทธิพรถูกกักขัง หม่อมศรีพรหมา ต้องรับภาระดูแลลูก ๆ และฟาร์มบางเบิดตามลำพัง รวมทั้งต้องดูแลส่งอาหารหยูกยา เครื่องใช้ต่าง ๆ ให้กับม.จ.สิทธิพร สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เขียนเล่าว่า เมื่อท่านได้รับข่าวร้ายครั้งแรกนั้น “มันช๊อกไปประเดี๋ยว ไม่ถึงเป็น วัน ๆ เดือน ๆ หรอก ช๊อกไปสักพักหนึ่ง ทีหลังไปคิดถึงไร่ว่าจะทำ อะไรกัน ไร่ใครจะเป็นคนทำ เวลานี้คนงานก็มากตั้งกว่า ๒๐ คนที่ ทำอยู่ แล้วเงินทองเอาที่ไหนจะต้องทิ้งฟาร์มหรือไม่ แต่ว่าฟาร์ม ทิ้งไม่ได้ ท่านสั่งไว้ ภาษาฝรั่งนะ บอกว่า keep the farm going มันเป็นที่รักของเราที่สุด แล้วเราจะทิ้งง่าย ๆ ยังไง เราก็ทิ้งไม่ได้ ที่นี่ปัญหาร้อยแปดก็ต้องตีไปจนแตก ฉันก็ไม่นิ่งนอนใจ” หม่อม ศรีพรหมาดำเนินการดูแลกิจการฟาร์มปลูกพืชผักต่าง ๆ ตามที่ ม.จ.สิทธิพร จัดทำโปรแกรมไว้ให้และจัดส่งรายงานให้ทราบ ในช่วงนี้ได้ทดลองปลูกกะหล่ำปลีได้สำเร็จตลอดปี เมื่อออกจาก คุก ม.จ.สิทธิพร ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรใน สมัยรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ และได้ตั้งพรรคสัมมาชีพ ช่วย ชาวนา รับเลือกเข้าเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ จนเปลี่ยนรัฐบาลใหม่เป็นจอมพล ป. พิบูล สงคราม ก็ได้กลับไปใช้ชีวิตที่ไร่บางเบิด และได้ช่วยให้คำแนะนำ ปรึกษาร่วมมือทางด้านเกษตร และได้เป็นผู้แทนของรัฐบาลไป ร่วมการประชุมกับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ด้วย ต่อมาได้ขายฟาร์มบางเบิด และย้ายไปทำไร่ทำสวนในผืนดิน ขนาดเล็กที่หัวหิน เมื่อมีอายุมากขึ้นจึงได้ย้ายกลับมาอยู่กรุงเทพฯ ม.จ.สิทธิพร กฤดากร ได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาแห่ง การเกษตรแผนใหม่ และได้รับรางวัลแมกไซไซ ด้านบริการ สาธารณะ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ หลังจากสูญเสีย ม.จ. สิทธิพร ไปใน
๑๒๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ พ.ศ. ๒๕๑๔ หม่อมศรีพรหมาได้สานต่อเจตนารมณ์ และผลักดัน จัดตั้งมูลนิธิ ม.จ.สิทธิพร กฤดากร เพื่อส่งเสริมช่วยเหลือเกษตรกร ในด้านต่าง ๆ และช่วยเหลือการจัดตั้งโรงเรียนเพื่อประโยชน์แก่ เกษตรกร และลูกหลานต่อไป หม่อมศรีพรหมา เดินทางจากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๑ เมื่อมีอายุได้กว่า ๙๐ ปี บันทึกชีวประวัติ และบทความต่างๆ ที่ได้เขียนและมีการเผยแพร่ ทำให้เห็นการ เดินทางของผู้หญิงในอดีต ที่มีโอกาสได้เรียนรู้โลกกว้าง และ สามารถดำรงชีวิตได้อย่างกล้าหาญ ตามแนวทางที่ตนเลือกซึ่งผิด แผกจากความคาดหวังที่สังคมมีต่อหญิงร่วมยุคสมัย และได้ยืน เคียงข้างคู่ครอง ปกป้องเลี้ยงดูลูก ๆ ทั้งในยามสุขและทุกข์ ทำให้ กล้าแกร่ง เผชิญกับความยากลำบากโดยใช้สติปัญญา ความรู้ของ ตนแก้ไขปัญหาต่างๆ สำเร็จลุล่วง ในขณะเดียวกันก็มีจิตใจ อ่อนโยน ละเอียดอ่อนเห็นความงามในสิ่งต่างๆ รอบตัว และเผื่อ แผ่แก่คนรอบข้าง ความเป็นคนช่างสังเกตและมีความสามารถใน การถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างเรียบง่าย มีเสน่ห์ในการติดตาม ทำ ให้ อัตชีวประวัติหม่อมศรีพรหมา กฤดากร เป็นหนังสือที่มีคุณค่า น่าอ่าน และยังได้เรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์จากมุมมอง ของผู้หญิงที่ใกล้ชิดกับราชสำนักจึงสามารถเล่าเรื่องจากภายใน และมีรายละเอียดแตกต่างจากการบันทึกอื่น ๆ ถือได้ว่าเป็น เอกสารทางประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่า และเรื่องราวในการเลือก ดำเนินชีวิตที่แตกต่างจากหญิงร่วมสมัยก็น่าเป็นแบบอย่างเรียนรู้ จึงเป็นที่น่ายินดีที่ อัตชีวประวัติหม่อมศรีพรหมา กฤดากร ได้รวม ไว้ในร้อยเล่มหนังสือที่น่าอ่านของยุครัตนโกสินทร์
๑๒๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ กำเลหม่ำนไตในรัฐชำน บรรจบ พันธ ุเมธำ (๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๓ – ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕) จำนงค์ ทองประเสริฐ สมาชิกราชบัณทิตยสภา เขียนไว้ ในบทความ การสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ ว่า “วันเสาร์ที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ นับว่าเป็นวันที่ชาติไทยได้สูญเสียบุคคลที่เป็นกำลัง สำคัญของชาติในด้านภาษาไทยอีกคนหนึ่ง ...ท่านอาจารย์บรรจบ พันธุเมธา ได้อุทิศชีวิตจิตใจให้แก่งานด้านภาษาไทยตลอดชีวิต ของท่านและได้เป็นกำลังสำคัญของราชบัณฑิตยสถานในงาน ชำระปทานุกรมและพจนานุกรม ในงานบัญญัติศัพท์และอื่น ๆ... เป็นบุคคลที่มีความรอบรู้ด้านภาษาไทยถิ่นต่าง ๆ รวมทั้งภาษา ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงที่มีการติดต่อด้านภาษากับไทยเรามาก ...อาจกล่าวได้ว่าในประเทศไทยเรา ไม่มีใครที่จะมีความรอบรู้ ภาษาไทยและภาษาถิ่นต่าง ๆ เสมอด้วยท่านอาจารย์บรรจบ พันธุ เมธา” ศาสตราจารย์ดร. คุณบรรจบ พันธุเมธา เข้าศึกษาคณะ อักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนได้รับ ปริญญาอักษรศาสตร์มหาบัณฑิต (รุ่นที่ ๒) และเรียนจบปริญญา เอกด้านนิรุกติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยในเมืองพาราณสี ประเทศ อินเดีย ได้ใช้ชีวิตเป็นครู และเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกโรงเรียนฝึกหัด ครูมัธยม ปัจจุบันคือวิทยาลัยจันทรเกษม ได้มีจิตผูกผันรับราชการ ครูนานถึง ๒๐ ปี ได้ลาออกจากการรับราชการเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ และเริ่มต้นทำงานค้นคว้าทางภาษาศาสตร์ จนได้รับสมญาว่าเป็น นักสืบภาษา มีผลงานทางวิชาการหลายเล่ม รวมทั้งหนังสือตำรา เรียน บทความ และงานเขียนที่เกี่ยวข้องกับภาษาและวรรณคดี ไทย จนได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกราชบัณฑิตยสภา มีบทบาทที่ สำคัญคนหนึ่งในการจัดทำพจนานุกรม เขมร-ไทย มอญ-ไทย
๑๒๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ และได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่น สาขาปรัชญาจากสภาวิจัยแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ กาเลหม่านไต (ไปเที่ยวบ้านไท) หนึ่งในหนังสือดีร้อยเล่ม ที่คนไทยควรอ่านสาขาสารคดี เป็นการบันทึกการเดินทางเพื่อไป ตรวจสอบรากเหง้าของภาษาไทย โดยผู้เขียนได้กล่าวไว้ในคำนำ ของหนังสือว่า “กาเลหม่านไต คือไปเที่ยวบ้านไทยในรัฐชานนี้ เป็นการบันทึกการเดินทางในรัฐชาน ระหว่างเดือนเมษายน – พฤษภาคม ๒๔๙๙ เพื่อสำรวจภาษาและดูลู่ทางไว้ก่อนเมื่อมี โอกาสจะได้ไปศึกษาอย่างจริงจังต่อไป เมื่อครั้งที่เดินทางกลับจาก รัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย มีผู้ให้ข้อคิดว่า ข้าพเจ้าควรเริ่มต้นที่รัฐ ชานก่อนจึงจะได้ผล เพราะชาวไทยกลุ่มใหญ่อยู่ในรัฐชาน ต้นเค้า ของภาษาจึงควรจะอยู่ที่นั่น ข้าพเจ้าก็เห็นจริง ...ข้าพเจ้าเดินทาง ไปกับคณะเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ไปเยี่ยมเยียนประชาชนใน ชนบท ทำให้เดินทางไปตามชนบทมากแห่งขึ้น” การเดินทางใน รัฐชานนี้ บรรจบ ได้รับการช่วยเหลือประสานการเดินทางในพื้นที่ จาก ดร.บาญาน อธิบดีกรมสาธารณสุขของรัฐชาน และมีตำแหน่ง เป็นเลขานุการสมาคมวรรณคดีชานด้วย อีกผู้หนึ่งคือ เจ้าฉาย เมือง แห่งเมืองตองยี ที่ได้พบรู้จักกันมา ๗ ปี ซึ่งเป็นผู้จัดการวาง แผนการเดินทางพร้อมมีจดหมายติดต่อเป็นใบเบิกทาง การ เดินทางในรัฐชานจึงได้พบผู้คน ผู้รู้ และเรื่องเล่ามากมายที่ไม่ได้มี เฉพาะความรู้ทางภาษาแต่ครอบคลุมถึงวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมต่างๆ คล้ายคลึงกับงานของนักมานุษยวิทยา แม้จะ ไม่ได้ฝังตัวในชุมชนท้องถิ่นเพื่อดำเนินการศึกษาอย่างยาวนานก็ ตาม
๑๓๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ กาเลหม่านไต รวบรวมเรื่องเล่าของการเดินทางไปเมือง ต่างๆ ตั้งแต่ชานใต้ ไปถึงชานเหนือ จนถึงพรมแดนติดต่อกับจีน ไว้ ๑๒ บท อันได้แก่ ๑) พบกันใหม่ในรัฐชาน ๒) ทะเลสาบอินเลตองยี ๓) โหปา ๔) เชียงลม ๕) เมืองหนอง ๖) ต๊งเล้า ๗) เมืองกง ๘) สีป้อ ๙) เมืองไหย ๑๐) ลาโซ ๑๑) แสนหวี-น้ำคำ ๑๒) เชียง ตุง แม้จะเป็นเรื่องเล่าของการเดินทาง ก็ยังมีการวางกลยุทธ์ของ การเล่าเรื่อง โดยในบทแรกได้ท้าวความกล่าวถึงการเดินทาง ในอัสสัมว่า “งานค้นคว้าทั้งด้านภาษาและประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประวัติชนชาติไทย จะได้ผลเต็มที่ก็ต่อเมื่อได้พบคนไทย หลายหมู่หลายเหล่า และการที่จะได้มาเห็นถิ่นที่อยู่ของบรรพ บุรุษไทยในอัสสัมย่อมเป็นสิ่งที่ชวนตื่นเต้นอยู่มิน้อย ชื่อเสียงของ เสือคานฟ้าและเสือคาฟ้าแหงราชวงศ์เมา จากลุ่มแม่น้ำเมาทาง เหนือของรัฐชาน ยังเป็นที่จดจำและเล่าลือกันในหมู่คนไทยอาหม และไทยพวกอื่น ๆ ในอัสสัม ข้าพเจ้าเองก็คิดฝันอยู่เสมอว่าถ้ามี โอกาสจะต้องมาถึงถิ่นนี้ให้จงได้ ข้าพเจ้าได้มาถึงถิ่นไตสามสิบ และหลอยสามสิบ (ไทยสามสิบ ดอยสามสิบ ตามคำกล่าวของชาว ไทยใหญ่) ก่อนมิตรสหายคนอื่น ๆ ในอัสสัม” เมื่อได้ทราบว่าขุน ปันหล้า ผู้นำการเดินทางในเมืองลาโช มีถิ่นกำเนิดที่น้ำคำริม แม่น้ำเมาชายแดนติดต่อกับยูนานของจีน “ไทยเมาเชื้อสาย เดียวกันกับเจ้าเสือข่านฟ้ากษัตริย์ราชวงศ์เมาอันลือชื่อ ทั้ง ภาษาไทยเมานั้นก็มีคำและวิธีพูดบางอย่างต่างกับภาษาไทยในถิ่น อื่น ๆ ...ขณะที่ขุนปันหล้าบรรยายภาพน้ำเมา ความเป็นอยู่ของ ไทยเมา ตลอดจนความเก่าแก่ของเจ้ล่าน เมืองหลวงเก่าของ อาณาจักรไทยเมา อันอยู่ไม่ไกลกับน้ำคำนักนั้น ขุนปันหล้าคงไม่รู้ ว่าเรื่องราวเหล่านั้นได้ไปสร้างความกระหายใคร่รู้ใคร่เห็นในใจ
๑๓๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ข้าพเจ้าเพียงไร คืนนั้นทั้งคืนท้องอันไม่เป็นปกติสืบติดต่อกันมาก็ ได้ช่วยให้ข้าพเจ้ามีโอกาสกะแผนการที่ไปยังน้ำคำให้ได้ แม้จะมี เวลาอยู่ที่นั่นเพียงคืนเดียวก็ตาม...รายการชมน้ำตกและโรงไฟฟ้า จึงเปลี่ยนเป็นน้ำคำ” การปรับเปลี่ยนแผนการเดินทาง ทำให้ ความฝันที่กล่าวถึงในบทแรกเป็นความจริง และได้พบว่าหลอย สามสิบ หรือดอยสามสิบนั้นมีอยู่จริงบนเส้นทางสู่น้ำคำ ติด ชายแดนยูนานที่มีทหารผู้หญิงจีนประจำในหมู่บ้านพร้อมยิงผู้ที่ เข้ามารุกล้ำ การเดินทางจากลาโชไปเมืองแสนหวี-น้ำคำคือการ เติมฝันให้เป็นจริง เพราะ “ข้าพเจ้าสอนเรื่องประวัติชนชาติไทย มานานนักหนาแล้ว จนจำได้แม่นยำในข้อความที่ว่าคนไทยใน ดินแดนจีนได้อพยพกันลงมาตามแม่น้ำคง (....) และลุ่มแม่น้ำเมา และก็ดูเหมือนหลับตาพูดอยู่ทุกครั้งที่กล่าวถึง ยังไม่เคยเห็นของ จริงเลย คราวนี้ได้มาเห็นสมใจจึงต้องดูเสียให้เต็มตาเพื่อว่าเวลา พูดถึงจะได้อธิบายได้เต็มปาก” พร้อมกันนี้ยังได้เล่าเรื่องเมือง แสนหวีที่คนไทยรู้จักดีจากละครเรื่องเจ้าหญิงแสนหวี พร้อมเล่า เรื่องสภาพเมืองที่ได้เห็นและที่มาของชื่อเมือง “เมืองแสนหวีถูก ล้อมด้วยภูเขาแต่ไม่มีอะไรให้ดูเพราะถูกบอมบ์และถูกเผาเมื่อ ญี่ปุ่นจะทิ้งเมือง เช่นเดียวกับเมืองหนอง และเมืองไหย ...เป็นท้อง นาอันเวิ้งว้างเมื่อมองดูจากยอดเขาสูง น่าจะเรียกเมืองแสนนา มากกว่าแสนหวี มีแต่ตำนานปู่เฒ่าย่าเฒ่าปลูกกล้วยได้เป็นจำนวน แสนหวี” เมืองสุดท้ายของการสืบภาษาคือเมืองเชียงตุง “การ ศึกษาภาษาเชียงตุงนี้นับได้ว่าสะดวกไม่ผิดกับที่จะเรียนเอาที่ใน เมืองไทย ทั้งนี้เพราะชีวิต ความเป็นอยู่ ดินฟ้าอากาศ อาหารการ กินก็คล้ายคลึงกัน นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่องภาษา คนที่เชียงตุงพูด ภาษากรุงเทพฯ ได้แทบทุกคน...การอธิบายบอกเล่าจึงสะดวกที่ไม่
๑๓๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ต้องถ่ายทอดจากหลายภาษา” กาเลหม่านไต จึงมิได้เพียงเขียน บันทึกเรื่องการสอบสวนเปรียบเทียบภาษาเท่านั้น แต่ยังเล่าเรื่อง ที่น่าสนใจ เช่นการเปรียบเทียบสภาพอาคารบ้านเมือง การกินอยู่ วิถีชีวิต ประเพณีและความเชื่อต่างๆ ภาษิต คำพังเพย ระบบการ ปกครอง รวมทั้งเส้นทางการคมนาคมติดต่อ ตลอดจนบทบาท หน้าที่ของเจ้าในรัฐชาน เส้นทางการเดินทางนอกจากจะต้องข้าม ผ่านดอยสูงแล้วยังมีป้ายข้างทางจากเมืองโหปงไปลอยแหลม เตือนอันตรายจากพวกใต้ดิน ซึ่งมะหลวิน เจ้าหน้าที่หน่วยมารดา ทารกสงเคราะห์ที่ออกหน่วยให้บริการแก่ประชาชนในเมืองต่าง ๆ เล่าว่า “พวกใต้ดินได้เคยทำการร้าย เป็นอันตรายแก่ผู้คนเป็น จำนวนต่อมากแล้ว และสิ่งร้ายที่พวกใต้ดินชอบหนักหนาก็คือ ปล้นรถ” สิ่งที่น่าสนใจประการหนึ่งในกาเลหม่านไต คือ การ กล่าวถึงสถานภาพและบทบาทของผู้หญิงในรัฐชาน ที่ยังมีความ เชื่อว่ามีสถานภาพต่ำกว่าเพศชาย เช่น การห้ามมิให้ผู้ชายจับต้อง เครื่องนุ่งห่มของใช้ของผู้หญิง และทัศนคติของชายไทซึ่งเป็นสามี ของนางผดุงครรภ์ ที่มีต่อการจัดตั้งกลุ่มสมาคมของผู้หญิง เช่น สมาคมมารดาและทารกสงเคราะห์ของผู้หญิงในแต่ละเมืองเพื่อ ช่วยเหลือดูแลและจ่ายแจกเครื่องใช้ โดยคิดว่าเป็นงานของรัฐบาล “ผู้ชายที่นี่เห็นการช่วยตัวเองไม่เป็นของจำเป็นเลย โดยเฉพาะ การฝึกนางผดุงครรภ์ประจำหมู่บ้านนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาล เมื่อ รัฐบาลสัญญากับราษฎรจะจัดแจงเรื่องเหล่านี้แล้วจำเป็นอะไรที่ ราษฎรจะต้องคิดจัดทำด้วยตัวเอง และท่านผู้นี้คงจะไม่เห็นด้วย เลยที่เหตุใดพวกผู้หญิงจะต้องมายุ่งกับธุระอันเป็นหน้าที่ของ รัฐบาลเช่นนี้ ข้าพเจ้าไม่มีโอกาสทราบว่าผู้ชายคนอื่น ๆ จะคิด
๑๓๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ อย่างไร แต่ถึงจะคิดอย่างไรก็ดูไม่ใช่สิ่งสำคัญทั้งนี้เพราะผู้หญิงใน รัฐชานอยู่ข้างจะสามารถ สามารถทำงานสมาคมของตนต่อไปได้ เป็นปีที่ ๓–ที่ ๔ แล้วโดยไม่ฟังเสียงผู้ชายเหล่านั้นเลย” ที่น่าสนใจ คือการให้ข้อคิดเห็นต่อการไหว้ “ทั้งพม่าและไทยใหญ่จึงไม่ถือ การไหว้เป็นการทักทาย ทั้งนี้เพราะเขาถือว่าเป็นการลดตนลงมา อ่อนน้อมค้อมหัวให้แก่ฝ่ายตรงข้าม ถ้าไม่จำเป็นแล้วเขาจะไม่ไหว้ กันเลย และขุนปันหล้า ถามข้าพเจ้าว่า ถ้าคนกรุงเทพฯ ไหว้กัน และกันอย่างนี้ ก็หมายความว่าผู้ชายจะต้องไหว้ผู้หญิงด้วยละซี ข้าพเจ้าเลยได้ทราบทัศนคติของผู้ชายไทยใหญ่ที่มีต่อผู้หญิง กับ ทั้งสถานะของผู้หญิงไทยใหญ่ในรัฐชานไปพร้อมกัน” จึงดู เหมือนว่าทัศนคติของชายไทยใหญ่ที่มีต่อเพศหญิงย้อนแย้งกับ บทบาทหน้าที่ของผู้หญิงหลากหลายฐานะทางสังคมที่ผู้เขียนได้ พบบนเส้นทางการเดินทาง จึงเป็นที่น่ายินดีเมื่อผู้เขียนเล่าว่าใน อนาคตเจ้าฟ้าของรัฐหนึ่งในชานจะเป็นผู้หญิง เพราะเจ้าฟ้าโหล และมหาเทวีแห่งเมืองไหย มีลูกแปดคนแต่เป็นหญิงทั้งหมด ดังนั้น เจ้าตื้นเมิ้ง ผู้มีอายุ ๑๖ ปี ผู้รอบรู้และฉลาดหลักแหลมจะ ได้สืบทอดเป็นเจ้าฟ้าหญิง ตามความเห็นชอบของเจ้าฟ้าหลวง และเจ้าฟ้าอื่นๆ ในรัฐชาน เจ้าตื้นเมิ้ง จึงต้องเรียนรู้เรื่องการบ้าน การเมือง เจ้าตื้นเมิ้งได้เล่าประวัติเมืองไหยว่าเมืองไหยนี้แต่เดิมอยู่ ในอาณาจักรแสนหวี แต่เกิดการชิงบัลลังก์ในสมัยที่อังกฤษ ปกครองพม่า อังกฤษจึงแบ่งแสนหวีออกเป็นสองเขต คือ แสนหวี เหนือ (แสนหวี-น้ำคำ) และแสนหวีใต้ คือเมืองไหยในปัจจุบัน นอกจากนี้เรื่องเล่าในกาเลหม่านไต ยังได้สะท้อนให้เห็นถึงฐานะ และบทบาทที่แตกต่างกันของเจ้าหลวงแต่ละเมือง บางคนได้รับ การศึกษาจากต่างประเทศ และไม่สามารถสื่อสารเป็นภาษาไทย
๑๓๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ได้ บางคนมีความมั่งคั่ง เห็นได้จากเรือนเจ้าฟ้าที่พำนักอาศัยซึ่ง ทันสมัยเป็นแบบตะวันตก รวมทั้งการดำเนินชีวิตก็เช่นเดียวกัน ดังตอนหนึ่งได้เล่าให้เห็นความแตกต่างของสีป้อและเมืองโหยว่า “จากเฮินเจ้าเมียวเซ้ดมาสู่หอโหลงเมืองไหยนี้ เหมือนจากทวีป เอเชียมาสู่ทวีปยุโรป ด้วยว่าชีวิตความเป็นอยู่ช่างผิดแผกแตกต่าง กัน ไม่ผิดกับอยู่คนละยุคคนละสมัย จากเรือนกระดานเสาต้นโตๆ อย่างบ้านโบราณมาสู่ตึกสองชั้นแบบทันสมัย ภายในก็ตกแต่ง สวยงามตามแบบฝรั่งรวมทั้งเตาผิงที่มุมห้องรับแขกด้วย...” ดู เหมือนจะเป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนได้ห้องพักที่จัดให้มีห้องน้ำอยู่ ติดกันไม่ต้องไปอาบตามลำธารหรือที่จัดพิเศษ และมีแบบแผนกิน อยู่เช่นชาวอังกฤษ เช่น เวลาน้ำชาตอนบ่าย เจ้าหลวงและลูกๆ ต่างสามารถสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้ดี เช่นเดียวกับเจ้าขุนเมือง แห่งเมืองลาโชผู้จบการศึกษาจากอังกฤษ ที่ไม่สันทัดภาษาไทย ใหญ่ เมือง ลาโช “บรรยากาศผิดกับที่อื่นๆ ทุกแห่งที่ผ่านมา ถนนหนทางคึกคักไปด้วยรถเก๋งงามหรู ผู้คนแต่งตัวโก้เก่สวยงาม มีมากหน้าหลายตาทั้งจีน พม่า แขก ฝรั่ง ตึกรามบ้านช่องก็ หนาแน่นและปลูกสมัยใหม่เป็นส่วนมาก” รายการที่เจ้าขุนเมือง จัดให้นักสอบภาษา จึงเป็นเรื่องการไปชมโรงงานถลุงแร่เงินในวัน แรกที่ออกจะผิดหวัง และวันที่สองชมโรงไฟฟ้าและน้ำตก ความ มั่งคั่งของเมืองและความมากหน้าหลายตาของผู้คนอาจจะมาจาก การถลุงแร่เงิน และการจำหน่ายไฟฟ้านี้เอง ซึ่งในที่สุดผู้เขียนก็ สามารถเปลี่ยนแปลงการชมโรงงานไฟฟ้าและน้ำตกเป็นการ เดินทางไปแสนหวี-น้ำคำ และแม่น้ำเมาชายแดนติดต่อกับยูนาน และได้พบเห็นหลอยสามสิบตามที่ใฝ่ฝันและเกริ่นไว้ในบทแรก ของกาเลหม่านไต
๑๓๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ การประสานงานอย่างดีของเจ้าฉายเมืองทำให้การ เดินทางและสภาพที่พักอาศัยไปเมืองต่างๆ ในกาเลหม่านไต ไม่ ยากลำบากเท่าการเดินทางไปรัฐกะฉิ่น ใน พ.ศ. ๒๕๐๓ ที่ได้ บันทึกเขียนไว้ในเรื่อง คำตี่เมืองขาง ซึ่งเป็นการสืบหาคนไทยใน รัฐกะฉิ่น ที่ต้องเดินทางลำพังจากเมืองมิตจินา ไปยัง ปูเตา ที่เป็น ชุมชนคนไทและ “เป็นสถานที่น่าอยู่เพราะอากาศเย็นสบาย (ถ้า ไม่รำคาญเรื่องฝนตกแฉ่ ๆ ไม่เป็นกาลเป็นเวลา) ทั้งยังเงียบสงบ เหมาะสำหรับผู้ชอบความวิเวก และกว่าจะมาได้มิใช่มาได้ง่ายๆ... เมืองปูเตาจึงเป็นเหมือนดังเมืองลับแล ...คนคำตี่นี้ออกจะแปลก กว่าคนอื่น แม้จะได้รู้ได้เห็นว่าคนเผ่าอื่นเขาอยู่อย่างไร เขาจึง ร่ำรวยอยู่ดีกินดี ก็ยังไม่นิยมเอาอย่าง กลับไปสนใจภาคภูมิใจกับ การฝึกกรรมฐาน หอกรรมฐานเหมือนดังว่าจะตั้งหน้าตั้งตาไปอยู่ สุขสบายเอาในโลกหน้า ส่วนโลกปัจจุบันนั้นปล่อยไปแล้วแต่กรรม เวร ...เมืองปูเตาสงบน่าอยู่ ไม่ต้องห่วงกังวลผู้ร้าย ... ข้าพเจ้ารู้สึก คุ้มค่าที่ได้มาถึงปูเตานี้...” เจ้าน้อยบ่าวขุน ซึ่งชาวบ้านให้ไปเรียน กรรมฐานที่ย่างกุ้ง เพื่อกลับมาสอนกรรมฐานที่ปูเตา โดยชาวบ้าน ร่วมกันก่อสร้างหอกรรมฐานเตรียมไว้นั้น “เป็นครูที่สอนดี ผิดกับ ครูที่สอนภาษาไทยเมื่อครั้งอยู่ที่เจ้ล่าน ครูออกปากเสมอว่า ถาม แฝง (ถามเหลือเกิน) ฟังแล้วอดเคืองไม่ได้ ครูช่างไม่นึกบ้างเลยว่า ที่ได้อุตส่าห์เดินทางบากบั่นมาก็เพื่อความรู้ จะให้รู้ชัดแจ้งก็ต้อง ถามไม่ถามจะเข้าใจแจ่มแจ้งได้อย่างไร” จึงนับว่าการมาปูเตา เพื่อศึกษาเปรียบเทียบคำไทยนั้นประสบความสำเร็จ และมีบันทึก ที่ให้รายละเอียดน่าสนใจในเรื่องประเพณีต่าง ๆ การแต่งงาน การ เกิด การตาย พร้อมกับคำอธิบายเป็นคำไทที่ใช้กันในปูเตา
๑๓๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ กาเลหม่านไต และคำตี่เมืองขาง จึงเป็นงานเขียนสารคดี โดยผู้หญิง ที่เดินทางไปยังดินแดนเพื่อนบ้านในยุคสมัยที่การ เดินทางยังถูกจำกัดและยากลำบากด้วยเรื่องความปลอดภัย ในขณะที่หญิงชายในยุคเดียวกันนิยมเดินทางไปยังประเทศ ตะวันตกที่ทันสมัยและคิดว่าศิวิไลซ์กว่าบ้านเกิดของตน กาเล หม่านไตได้รับการตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ในนิตยสารสตรีสาร ซึ่งมีคุณ นิลวรรณ ปิ่นทอง เป็นบรรณาธิการ ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๑-๒๕๐๒ นอกจากรัฐชานแล้ว คุณบรรจบยังได้เดินทางไปสืบภาษา พบคน ไทในประเทศอื่น ๆ อีก เช่น เวียดนาม จีน สำหรับพม่านั้นได้ เดินทางกลับไปอีกถึง ๗ ครั้ง จึงเป็นเสมือนผู้บุกเบิกการเดินทาง เพื่องานวิจัยทางภาษา ทำให้เป็นผู้เชี่ยวชาญรอบรู้เรื่องด้าน นิรุกติศาสตร์ กาเลหม่านไตแสดงให้เห็นว่าหากมีความสนใจใน การเรียนรู้อย่างลึกซึ้งแล้ว ความเป็นหญิงไม่ควรเป็นข้ออ้างที่จะ ปิดกั้นตนเองจากการเดินทางค้นคว้าเพื่อเผชิญกับความท้าทาย และอุปสรรคต่าง ๆ ที่สามารถจะคลี่คลายได้ด้วยด้วยความเชื่อมั่น ในการใช้สติปัญญาของตน กาเลหม่านไต ได้เปิดม่านความรู้ เกี่ยวกับเรื่องคนไทในรัฐชาน ที่ถึงวันนี้ก็ยังคงเป็นประโยชน์และ เพิ่มพูนความเข้าใจ วิธีการเล่าเรื่องที่ใช้ภาษาเรียบง่ายกะทัดรัด แฝงอารมณ์ขันและจริตผู้หญิง รวมทั้งการสอดแทรกในเรื่องเล่าที่ สะท้อนสภาพความเหลื่อมล้ำระหว่างชนไทในเมืองต่าง ๆ และ ระหว่างหญิงชายด้วยความเชื่อบางประการที่กดทับหญิงไม่ให้เท่า เทียมชาย ทำให้ได้ภาพที่สมบูรณ์ นอกจากนี้ประเด็นที่เจ้าฉาย เมืองหยิบยกแลกเปลี่ยนและบันทึกไว้ในกาเลหม่านไต ก็ยังทำให้ ผู้อ่านต้องขบคิดต่อ อันได้แก่ ๑) “มีเหตุผลอะไรที่ยอมยกคนอื่น ให้เป็นไทยใหญ่ และเรียกตัวเองว่าเป็นไทยน้อย...ดูออกจะเป็น
๑๓๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ การผิดวิสัยเพราะฉะนั้นจึงไม่น่าจะเป็นไปได้ว่าเราเรียกชื่อตนเอง ว่าอย่างนั้น นอกจากจะมีใครคิดชื่อเรียกขึ้นเพื่อให้เห็นความ แตกต่างกัน ทำนองเดียวกับที่ชื่อไทยดำ ไทยขาวเกิดขึ้นเพราะ ฝรั่งเป็นผู้ตั้งให้ตามเสื้อผ้าเขาใช้ ชื่อที่เป็นที่รู้จักและใช้กันทั่วไปใน รัฐชาน ก็คือ ไต” ๒) “คำว่าชานนั้นเขาไม่นิยมเรียกกัน มีไว้ใช้ เป็นทางการ และดูเหมือนจะเป็นคำที่พม่าใช้เรียกคนไทยในรัฐนี้ เพราะเจ้าของถิ่นกลางว่าคำเดิมคือสยามนั่นเอง หากแต่พม่าออก เสียงคำที่มี ม สะกด เป็น แม่กน สยามจึงกลายเป็น ชานไป เหตุผลสำคัญที่เขาไม่นิยมเรียกตัวเองว่า ชาน ก็เพราะคำว่า ชาน ไม่ได้แสดงเชื้อชาติ แต่แสดงถึงที่อยู่ ซึ่งหาได้มีแต่คนไทยกลุ่ม เดียวไม่ รัฐชานเป็นที่รวมชนเผ่าต่าง ๆ มากมาย” นอกจากนี้ ข้อสังเกตเรื่องสถานภาพบทบาทผู้หญิงที่สอดแทรกไว้ในกาเล หม่านไต ก็เป็นเรื่องราวที่คนทำงานเรื่องผู้หญิงยังได้พบเห็นแม้ทุก วันนี้ พร้อมกับคำถามว่าเพราะความประเพณีความเชื่อที่สืบทอด กันมาเช่นนี้ทำให้เด็กหญิงและหญิงสาวจากรัฐชานต้องเดินทาง ย้ายถิ่นเพื่อแสวงหาพื้นที่และตัวตนในต่างแดนหรือไม่ หลับตานอนให้หลับเสีย มีน้ำตาลอ้อยชิ้นเล็กเหน็บอยู่ที่คา พอตื่นมาก็จะได้กิน อย่าร้องไห้นะคนดีหรี่ตาง่วงนอนแล้ว พอได้เห็นดอกลั่นทม คนดีก็จะม่อยหลับ นอนได้ก็จะเป็นคนดี (เพลงกล่อมเด็กของชาวไท เมืองสีป้อ )
๑๓๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ นักเขียน กวีหญิงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ นอกจากกรมหลวงนรินทรเทวี ผู้เขียนเล่าบันทึกความทรงจำแล้ว ยังมีหญิงไทยคนอื่นๆ ที่ สามารถขีดเขียนเล่าเรื่องได้จนเป็นที่รู้จักในหมู่นักกลอน นักอ่าน ในยุคนั้นอยู่อีก ผู้ที่ได้รับการกล่าวถึงเป็นอย่างมาก คือ คุณ สุวรรณ และ คุณพุ่ม ที่ผลงานมีผู้ติดตามอ่าน ทำให้คุณพุ่มซึ่งมี ฝีปากกล้าแหลมคมสามารถดูแลตนเองได้จากการแต่งกลอน อาจ กล่าวได้ว่าเป็นหญิงไทยคนแรกที่สามารถเลี้ยงชีพได้ด้วยการแต่ง กลอนขาย ส่วนคุณสุวรรณ ก็ได้รับการยกย่องเป็นอย่างสูงในสมัย รัชกาลที่ ๔ เรื่องเล่าของคุณสุวรรณสะท้อนความเป็นผู้หญิงที่มี อารมณ์ขัน และความเป็นอัจฉริยะทางภาษาที่สามารถนำคำ แปลกๆ มาแต่งเป็นเรื่องราวจนมีผลงานให้ผู้คนกล่าวถึงจากเรื่อง พระมะเหลเถไถ และความสามารถที่ไม่เคยมีกวีคนใดทำมาก่อน คือ การนำตัวละครจากวรรณคดีไทยหลายสิบเรื่องมาเขียนแต่ง เล่าเป็นเรื่องใหม่ คืออุณรุทร้อยเรื่อง ได้อย่างน่าพิศวง จนได้รับคำ พิพากษาว่าเป็นหญิงฟั่นเฟือนจากผู้รู้รุ่นต่อมา พระมะเหลเถไถ อ ุณร ุทร้อยเรื่อง ผลงำนอัจฉริยะ ของ ค ุณส ุวรรณ (พ.ศ. ๒๓๕๒ – ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๑๘) คุณสุวรรณเป็นธิดาของพระยาอุทัยธรรม (ต้นตระกูล ณ บางช้าง) เกิดที่อัมพวา และได้ถวายตัวเป็นข้าหลวงของกรม หมื่นอัปสรสุดาเทพ (๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๕๔ – ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๓๘๘) ซึ่งเป็นพระราชธิดารุ่นแรกของรัชกาลที่ ๓ แต่ครั้ง ยังทรงพระยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ซึ่งมีพระสิริโฉมงดงาม จนได้รับพระนามว่า เจ้าหญิงวิลาส ทรงมีพระเมตตา และเป็นผู้
๑๓๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ อุปถัมภ์ศิลปินและกวีในยุคนั้นที่รวมทั้งสุนทรภู่ ผู้ซึ่งพระบิดาไม่ โปรดปราน เล่ากันว่าความงามของหญิงที่สุนทรภู่บรรยายใน รำพันพิลาป ได้แรงบันดาลใจจากความงดงามของพระองค์ “...หรือชาวสวรรค์ชั้นฟ้านภาโพยม มาประโลมโลกาให้อาวรณ์ แปลกมนุษย์ผุดผ่องละอองพักตร์ วิไลลักษณ์เลิศประเสริฐสมร...” สุนทรภู่ขณะบวชเป็นพระและพำนักที่วัดเทพธิดารามอยู่ ๓ ปีได้ แต่งหนังสือไว้ ๓ เรื่อง คือ กาพย์พระไชยสุริยา โคลงนิราศเมือง สุพรรณ และรำพันพิลาป วัดเทพธิดารามนี้รัชกาลที่ ๓ ได้ทรง สร้างให้แก่พระธิดาผู้ใกล้ชิดและเป็นที่รักยิ่งพระองค์นี้ กรมหมื่น อัปสรสุดาเทพทรงสิ้นพระชนม์เมื่อมีพระชันษาเพียง ๓๔ ปี และ คุณสุวรรณซึ่งเป็นข้าหลวงที่ทรงโปรดปรานให้รับใช้อย่างใกล้ชิด เล่ากันว่าเคยเรียนการแต่งกลอนจากสุนทรภู่ ได้แต่งเพลงยาว จดหมายเหตุเรื่อง กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพประชวร เป็นการ บันทึกเรื่องการถวายการรักษาอย่างละเอียด พร้อมกล่าวถึงชีวิต ของหลากหลายผู้คนโดยเฉพาะของนางข้าหลวงในพระราชวังที่มี แต่ความเศร้าโศก และความอาวรณ์ห่วงใยของรัชกาลที่ ๓ ที่มา เยี่ยมเฝ้าอาการวันละ ๔ ครั้งทรงพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้พระ ราชธิดาทรงหายประชวร “...เมื่อเดือนสี่ปีเถาะเคราะห์เหลือใจ ละห้อยไห้แสนคะนึงถึงประชวร เที่ยวบวงสรวงเทวาสุรารักษ์ ทุก สำนักพฤกษ์ไพรไศลหลวง ให้เคลื่อนคลายหายพระโรคที่โศกทรวง เฝ้านำบวงสรวงสังเวยเช่นเคยมา...โอ้มีบุญทูลจอมกระหม่อมแก้ว ทั้งผ่องแผ้วปรากฏพระยศถา แต่มีกรรมทำไว้แต่ไรมา พระโรคา จึงลำบากยากกระไร ...ทั้งพระองค์ทรงแผ่นดินปิ่นอยุธยา สี่เวลา คอยเฝ้าเอาอาการ...โอ้มนุษย์สุดแสนทั้งแดนพิภพ ช่างมีครบ หลายหลากดูมากหลาย แต่ประชวรมาถ้วนหกเดือนปลาย คน