The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผู้หญิง เรื่องที่ยินยังไม่พอ
ผู้เขียน ศิริพร สโครบาเนค, ปานจิตต์ แก้วสว่าง
ปีที่พิมพ์ ๒๕๖๖ จำนวนหน้า ๓๔๔ หน้า
ผู้หญิง เรื่องที่ยินยังไม่พอ เป็นเรื่องเล่าและการต่อสู้ของผู้หญิงในสังคมไทย แต่ครั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน และนำมาร้อยเรียงเล่าเรื่องเพื่อให้เห็นวิถีชีวิต ภูมิปัญญาความสามารถของหญิงไทย ที่ได้ต่อสู้และสร้างพื้นที่ ตัวตน ของตนในสังคมไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by LibraryFFW, 2024-04-27 04:40:44

หนังสือ ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ

ผู้หญิง เรื่องที่ยินยังไม่พอ
ผู้เขียน ศิริพร สโครบาเนค, ปานจิตต์ แก้วสว่าง
ปีที่พิมพ์ ๒๕๖๖ จำนวนหน้า ๓๔๔ หน้า
ผู้หญิง เรื่องที่ยินยังไม่พอ เป็นเรื่องเล่าและการต่อสู้ของผู้หญิงในสังคมไทย แต่ครั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน และนำมาร้อยเรียงเล่าเรื่องเพื่อให้เห็นวิถีชีวิต ภูมิปัญญาความสามารถของหญิงไทย ที่ได้ต่อสู้และสร้างพื้นที่ ตัวตน ของตนในสังคมไทย

Keywords: women's stories

๑๔๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ทั้งหลายตามนิสัยยังไปมา...” เมื่อความเจ็บป่วยของกรมหมื่น อัปสรสุดาเทพไม่บรรเทาลง คุณสุวรรณเองก็เศร้าโศรกและ “... เฝ้าแต่คิดจิตรำพึงคะนึงอนาถ ถึงพระบาทบพิตรอดิศร น้อม ประนมก้มเกศีชุลีกร ถวายพรให้ท่านยืนสักหมื่นปี...หายพระโรค ปรีดิ์เปรมเกษมศรี... เฝ้าอวยพรอ่อนอำทุกค่ำเช้า เหลือจะเล่า เหลือจะร่ำคำเลขา นิสัยทุกข์สุขในโลกโศกโศกา ผู้ดีข้าเหมือนทั่ว ทุกตัวคน...” พร้อมกับรำลึกถึงความกรุณาที่เคยได้รับจากพระ องค์ “...เคยพึ่งพงศ์องศ์อิศราเพศ ได้ปกเกศสุขเสริมเฉลิมศรี ไม่มี ใครข่มเหงเกรงบารมี เกษมศรีถ้วนทั่วทุกตัวคน ขอบพระคุณ ทูลกระหม่อมถนอมเกล้า พระคุณเท่าดินฟ้าเวหาหน ถนอมเลี้ยง มาแต่ย่อมเยาว์สกนธ์ พระคุณล้นเหลือแสนไม่แค้นเคือง...” นอกจากเพลงยาวจดหมายเหตุเรื่องกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ประชวรแล้ว คุณสุวรรณ ยังได้แต่งเพลงยาวเรื่องหม่อมเป็ด สวรรค์ เล่าเรื่องการดำเนินชีวิตของข้าหลวงและข้าราชบริพารใน พระตำหนักกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ซึ่งอยู่ในเขตพระราชวัง และ ได้เล่าถึงการเล่นเพื่อนของข้าหลวงสองคน คือคุณโม่ง (หม่อมสุด) และหม่อมเป็ดสวรรค์ (หม่อมขำ) ซึ่งทั้งสองเคยเป็นหม่อมห้าม ของกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ หลังจากพระองค์ สวรรคตจึงชวนกันมารับราชการในพระบรมมหาราชวังประจำที่ พระตำหนักกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพผู้ให้สมญาคุณโม่งแก่หม่อม สุดที่ทำหน้าที่อ่านบทกลอนถวายช่วงบรรทม “...เอาเพลาะหอม กรอบหุ้มกันคลุมโปง จึงตรัสเรียกคุณโม่งแต่นั้นมา... และหม่อม ขำ...เดินโยกย้ายส่ายกิริยา จึงชื่อว่าหม่อมเป็ดเสด็จประทาน” นอกจากการเล่นเพื่อนแล้วยังมีเรื่องเล่าที่แฝงอารมณ์ขันเรื่องการ ทะเลาะเบาะแว้งของหม่อมทั้งสอง การเที่ยวเล่นซื้อของกิน ฯลฯ


๑๔๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ อย่างสนุกสนาน นอกจากนี้คุณสุวรรณยังได้พรรณนาบรรยากาศ ในพระตําหนักที่เปี่ยมด้วยความสุข มีการเล่นร้องของวงดนตรี ผู้หญิงไว้ว่า “...คุณเจ้าจอมหม่อมที่ได้เวียนมา ต่างปรีดาชักลํานํา เป็นทํานอง ประสานเสียงจังหวะดูสะอาด เป็นพิณพาทย์มโหรีมี ฉลอง คุณพึ่งขับลําตามทํานอง ประดิษฐ์ร้องดอกสร้อยคอย ดัดแปลง คุณยองท่านสันทัดขัดต้นบท รับซอกดนิ้วไว้ใส่กระแสง ลงปากรับทับโทนช่างดัดแปลง เสียงหน่องแหน่งอดอาดพาดกันไป คุณบัวเศกส้มป่อยนั่งลอยหน้า ปากบ่นว่าตัวกระเพื่อมกระเทื้อม ไหว คุณนกคุณน้อยลอยเสียงเรียงรับไป คุณพึ่งไว้น่าร้องประคอง ครวญ ข้างพวกฟังนั่งสรวลสํารวลร่า ประสันตาพากย์หนังฟัง โหยหวน คุณแย้มนครไม่ชัดดัดสํานวน เสียงห้วนท้วนครวญรัวหัว ร่อเลย ข้างคุณเหมหยิบหมากมือลากกล่อง หัวเราะจนร้องไห้แล้ว ว่าแม่คุณเอ๋ย กล่องหมากหกตกจากมือหยิบพลูเลย เหมือนไม่เคย ฟังเพลงบรรเลงลาน...” สะท้อนให้เห็นการใช้ชีวิตที่แวดล้อมด้วย กวีและดนตรีในพระตำหนักของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ เพลงยาว ทั้งสองเรื่องของคุณสุวรรณ จึงเป็นเสมือนการบันทึกทางประวัติ ศาสตร์ ที่สะท้อนให้เห็นถึง วิถีชีวิต สภาพความเป็นอยู่ในพระ บรมมหาราชวังของเจ้านายและข้าราชบริพาร รวมถึงเหตุการณ์ สำคัญที่เกิดขึ้น อันได้แก่การเจ็บป่วยและการสูญเสียกรมหมื่น อัปสรสุดาเทพ พระราชธิดาผู้เป็นที่รักยิ่งของรัชกาลที่ ๓ หลังจากสิ้นบุญกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ คุณสุวรรณ ซึ่ง อายุราว ๓๖ ปียังคงพำนักในพระตำหนัก จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ จึงได้ลาออกจากราชการมาพำนักอยู่นอกพระราชวัง ในสมัย รัชกาลที่ ๔ คุณสุวรรณได้ประพันธ์ผลงานอีกสองเรื่อง คือ บท ละครพระมะเหลเถไถ และอุณรุทร้อยเรื่อง ที่แสดงให้เห็นถึงความ


๑๔๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เป็นอัจฉริยะมีความสามารถในการเล่าเรื่อง การใช้ภาษาที่หลาก หลายและการเป็นนักอ่านเอาเรื่องของคุณสุวรรณที่สามารถนำ กว่า ๑๐๐ ตัวละคร จากวรรณคดีราว ๕๐ เรื่อง ของไทยมาร้อย เรียงผูกเรื่องในงานร้อยกรอง อุณรุทร้อยเรื่อง ส่วนเรื่อง พระมะ เหลเถไถ ประพันธ์เป็นบทละครที่ดูเหมือนจะล้อเลียนบทละคร เรื่องอิเหนา และระเด่นลันได โดยนำเสนอเรื่องการผจญภัยของ ตัวเอกพระมะเหลเถไถ ที่คิดอยากออกประพาสป่า จึงได้ไปทูลลา ท้าวโปลากะปาหงัน พระบิดา และนางตาลากะปาลัน พระมารดา ขณะที่กำลังประพาสป่า พระอินทร์ก็ได้อุ้มนางตะแลงแกงมาสู่สม กับพระมะเหลเถไถ คุณสุวรรณได้บรรยายบทชมความงามของ พระมะเหลเถไถเมื่อได้พบนางตะแลงแกง “...พระเพ่งพินิจมะลิด ตัก ประไพภักตร์เพียงจันทร์มะลันพี อรชรอ้อนแอ้นมะแรนจี เลิศ ล้ำนารีมะลีทา ฤาหนึ่งนางในมะไลจึก พระไพรพฤกษ์พระไทร มะไลต๋า แกล้งจำแลงลงแปลงกายมะไลทา มาหลอกเลนเห็นมา มะลาตม...” หลังจากนั้นทั้งสองได้เดินทางกลับเมือง แต่ระหว่าง ทางมียักษ์ชื่อ มาลาก๋อย มาชิงตัวนางไป จึงเกิดการสู้รบกันขึ้น แล้วเรื่องก็จบลง กลยุทธ์ที่คุณสุวรรณใช้ในการแต่งคือการใช้ รูปแบบบทละครที่มีมา เช่น ในการเริ่มเรื่อง “...เมื่อนั้น พระมะ เหลเถไถมะไหลถา สถิตยังแท่นทองกะโปลา สุขาปาลากะเปเล วันหนึ่งพระจึงมะหลึกตึก มะเหลไถไพรพรึกมะรึกเข แล้วจะไป เที่ยวชมมะลมเต มะโลโตโปเปมะลูตู ตริแล้วพระมะเหลจึงเป๋ ปะ มะเลไตไคลคละมะหรูจู๋ จรจรัลตันตัดพลัดพลู ไปสู่ปราสาท ท้าวโป” แม้จะใช้ภาษาด้วยถ้อยคำปรกติสลับกับคำที่คล้องจอง แต่ไร้ความหมาย แต่ก็ทำให้ผู้อื่นสามารถสร้างจินตนาการและ ความเข้าใจได้ด้วยความขบขัน นอกจากนั้นคุณสุวรรณยังมี


๑๔๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ความสามารถในการใช้แบบแผนถ้อยคำเช่นนี้บรรยายบทอัศจรรย์ หลังจากที่เทพได้อุ้มสมพระมะเหลเถไถกับนางตะแลงแกงได้อย่าง ไม่เคอะเขิน “... พลางทางถดมะหลดติด อย่าเอียงเบี่ยงบิดมะลิด เป๋ นางป้องปัดหัตถามะเลเท มะโลโตโปเปมะเลตุง สองภิรมย์ ชมเชยมะเยปม สำราญรมย์รื่นเริงมะเลตุ๋ง สัพยอกหยกเย้ามะเลา ชุง สมสวาสดิ์มาดมุ่งมะลุงแชง...” บทละครเรื่องนี้จบลงที่พระ มะเหลเถไถพานางตะแลงแกงกลับเมือง และพบยักษ์ที่กลางป่า ต้องต่อสู้ป้องกันตนไม่ให้ยักษ์จับกิน แม้ผลงานพระมะเหลเถไถ จะทำให้คุณสุวรรณได้รับการยกย่องจากผู้อ่านเป็นอย่างสูง แต่ก็ ยังไม่มีผู้ใดนำบทละครเรื่องนี้ไปจัดแสดง อาจเป็นด้วยถ้อยคำ ภาษาที่ใช้ในบทกลอน ข้อน่าสังเกตประการหนึ่ง คือ กลยุทธ์ใน การนำเสนอ และอารมณ์ขันในพระมะเหลเถไถ น่าจะได้รับ อิทธิพลจากบทกลอนเรื่องระเด่นลันได–นางประแดะ อันเป็นบท ประพันธ์ของ พระมหามนตรี (ทรัพย์) ที่แต่งไว้ในสมัยรัชกาลที่ ๓ แต่คุณสุวรรณ ได้พัฒนาต่อโดยนำเสนอภาษาที่ใช้ทั่วไปผสมผสาน กับภาษาที่คิดประดิษฐ์ใหม่โดยไม่มีความหมายแต่คล้องจองได้ อรรถรสและอ่านรู้เรื่องซึ่งแตกต่างจากระเด่นลันไดที่เล่าเรื่องด้วย ภาษาปกติ แต่แต่งชื่อตัวละครให้ผิดแผกไปเลียนแบบชื่อจากบท ละครเรื่องอิเหนา ด้วยการนำเสนอที่สร้างสรรค์และล้ำยุคสมัยบท ละครทั้ง ระเด่นลันได และ พระมะเหลเถไถ ได้สร้างชื่อเสียงให้แก่ ผู้ประพันธ์ทั้งสอง และยังได้รับการกล่าวถึงต่อมาจนถึงยุคปัจจุบัน รัชกาลที่ ๖ ได้ทรงแต่ง นิราศพระมะเหลเถไถ โดยทรงใช้ถ้อยคำ เลียนแบบพระมะเหลเถไถของคุณสุวรรณ เล่าเรื่องการเสด็จ ประพาสอยุธยา


๑๔๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ งานประพันธ์ที่น่าทึ่งและแสดงความเป็นนักอ่านวรรณคดี ที่อ่านอย่างละเอียดลึกซึ้งของคุณสุวรรณ คือ บทละครเรื่อง อุณรุทร้อยเรื่อง โดยได้นำ ๑๔๔ ตัวละครจากวรรณคดีเรื่องต่าง ๆ ราว ๕๐ เรื่อง ซึ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลาย เช่น รามเกียรติ อิเหนา พระอภัยมณี อุณรุท คาวี ไชยเชษฐ์ ไกรทอง ขุนช้างขุนแผน สังข์ทอง ลิลิตพระลอ เป็นต้น อุณรุทร้อยเรื่องของคุณสุวรรณ นำ เค้าโครงเนื้อเรื่องมาจากอนิรุทคำฉันท์ ของศรีปราชญ์ และบท ละครเรื่องอุณรุท พระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๑ ที่ทรงแต่งเพื่อ การเล่นละคร และทรงเปลี่ยนชื่อจากอนิรุท เป็นอุณรุท สันนิษฐานว่าทรงแต่งขึ้นก่อนเรื่องอิเหนาและรามเกียรติ บท ละครเรื่องนี้เล่าถึงการพลัดหลงของ อุณรุทกับชายาคือนางศรีสุดา และได้มีเทวดามาอุ้มสมอุณรุทกับนางอุษา ส่วนอุณรุทร้อยเรื่อง ของคุณสุวรรณนั้นมีชายาชื่อจันที และได้นำตัวละครอื่นๆ มาผูก โยงกับเรื่องเล่า โดยเริ่มเรื่องจากนางจันทีแค้นใจที่อิเหนากับนาง สุวรรณมาลีนำนางจันสุดาไปให้แก่พระสมุทจึงยกทัพไปรบ มีบท พรรณนาการรบโดยตัวละครจากวรรณคดีเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะ จากเรื่องรามเกียรติ เรื่องเล่าของคุณสุวรรณมีครบสมบูรณ์ตาม แบบบทละคร โดยมีทั้ง การแปลงกาย การเยาะเย้ย เกี้ยวพาราสี การคร่ำครวญโศกเศร้า บทละคร อุณรุทร้อยเรื่องของคุณสุวรรณ จบลงที่วายุบุตรต้องศรพระราม และใช้ปากทั้งสิบของตนสั่งเสีย ลูก ๆ ก่อนสิ้นใจ นอกจากความสามารถในการเล่าเรื่องโดยใช้ตัวละครจาก วรรณคดีไทยราว ๕๐ เรื่องแล้ว บทละครอุณรุทร้อยเรื่อง ยังแสดง ให้เห็นถึงความสามารถในการบรรจงถ้อยร้อยประพันธ์ที่งดงาม ของคุณสุวรรณ เช่น บทพรรณนาที่นางประทุมเทวีตื่นฟื้นขึ้น


๑๔๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ มาแล้วไม่พบเห็นพระอุณรุท ได้รำพันคร่ำครวญ ไว้ว่า “...โอ้ว่า พระทูลกระหม่อมแก้ว หนีเมียไปแล้วพระโฉมศรี มิได้สั่งสนทนา พาที สกุณียังรู้สั่งยมนา จระเข้ยังรู้สั่งอากาศ สิงหาราชยังรู้สั่ง มหิงสา หัศรังยังรู้สั่งไอยรา นาคายังรู้สั่งสุบรรณบิน เหมราชยังรู้ สั่งซึ่งคูหา แต่มัจฉายังรู้สั่งซึ่งไพรสิณท์ พยัคฆ์ยังรู้สั่งมฤคิน พระ ภูมินทร์ควรหรือไม่อาลัยลา” ถ้อยคำและการเปรียบเทียบในบท กลอนนี้ให้ทั้งอรรถรสและความละเมียดในการใช้ภาษาของคุณ สุวรรณ ทำให้ผู้อ่านสามารถสัมผัสความเศร้าโศกของนางประทุม เทวีได้อย่างซาบซึ้ง นอกจากนี้บทร้อยกรองบรรยายการจัดทัพ และแปลงตัวซึ่งนอกจากความไพเราะแล้วยังแสดงให้เห็นว่าคุณ สุวรรณมีความรู้เรื่องตัวละครต่าง ๆ ในวรรณคดีที่มีมาแต่ครั้ง อยุธยา “...ว่าพลางนางแปลงกายา เป็นองค์สุดาเยาวมาลย์ รี้พล ให้กลายเป็นโยธา ไอยราแปลงเป็นคชสาร พาชีแปลงเป็นอาชา ชาญ พระพรหมานแปลงเป็นท้าวธาดา ไกรสรให้แปลงเป็น สิงหราช สกุณชาติให้แปลงเป็นปักษา พระราเมศแปลงเป็นรามา พยัคฆาแปลงเป็นพยัคฆี พระยาครุฑแปลงเป็นสุบรรณจร วานร แปลงเป็นกระบี่ศรี นาคาเป็นพระยาวาสุกรี โกสียังแปลงเป็นท้าว หัสนัย พระสุริยันนั่นเป็นทินกร ศศิธรเป็นดวงแขไข เจ้าพลายงาม แปลงนามเป็นหมื่นไวย ชาละวันนั้นให้เป็นกุมภา พระอิศวรแปลง เป็นพระศุลี ทรพีแปลงเป็นมหิงษา เทเวศร์แปลงเป็นเทวา กินรา แปลงเป็นกินรี พระยาหงส์แปลงองค์เป็นเหมราช พระดาบสแปลง เป็นฤาษี โคกลายเป็นคาวี มฤคีแปลงเป็นมฤคา มยุเรศกลายเป็น ยูงพลัน ทศกัณฐ์นั้นเป็นยักษา อุณากรรณนั้นเป็นบุษบา ปันหยี แปลงกายเป็นอายัน ขุนแผนแผลงแปลงกายเป็นพลายแก้ว สียะ ตราเพริศแพร้วเป็นหย้าหวัน คนธรรพ์ให้แปลงเป็นคนธรรพ์ นาง


๑๔๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ พิมกลายพลันเป็นวันทอง ต่างคนต่างสำแดงแผลงฤทธิ์ ทศทิศไหว จนสยบสยอง โยธาเหลือหลายก่ายกอง คับคั่งทั่วท้องสนามใน...” สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพิจารณาเห็นว่า อุณรุทร้อยเรื่องนั้น “...เป็นบทบ้าแต่งมิใช่บทละครอย่างปรกติ..” ซึ่งการวินิจฉัยแตกต่างจากเมื่อได้อ่านงานประพันธ์ของคุณ สุวรรณเรื่อง เพลงยาวจดหมายเหตุกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ประชวร ที่ได้ชมเชยและให้ความคิดเห็นไว้ว่า “...เมื่ออ่าน พิจารณาดูเห็นว่ามีทางความรู้เรื่องโบราณคดีอยู่มาก ควรรักษาไว้ ไม่ให้สูญเสีย...” และทรงให้ทัศนคติเกี่ยวกับคุณสุวรรณใน ภาพรวมว่า “...เห็นจะชอบแต่งกลอนมาแต่ยังสาว ไปอยู่ในวัง ๓ ปี แต่งเพลงยาวนี้ดูก็สันทัดกลอนอยู่แล้ว มามีชื่อเสียงเลื่องลือว่า ฟุ้งเฟื่องในกระบวนการกลอนเมื่อในรัชกาลที่ ๔ ด้วยในตอนปลาย คุณสุวรรณเสียจริต อาการที่เสียจริตก็วุ่นไปแต่ในกระบวน การ แต่งกลอนอย่างเดียว กลอนที่คุณสุวรรณแต่งเมื่อเสียจริตแล้ว บางทีก็ขบขัน ถึงท่องจำกันไว้ได้จนทุกวันนี้ก็มี เช่น บทละครเรื่อง พระมะเหลเถไถ...” แม้คุณสุวรรณจะได้รับการตอบรับจากผู้อ่านร่วมยุคสมัย จนมีชื่อเสียงเลื่องลือ แต่ผลงานก็มีผู้ท่องจำเล่าต่อสืบทอดกันมา กลับได้รับคำพิพากษาว่าผู้ประพันธ์มีสติฟั่นเฟือน เสียจริต บ้าคลั่ง ในการแต่งกลอน แทนที่จะยกย่องว่าเป็นการสร้างสรรค์จินตนา การเพื่อประดิษฐ์รูปแบบและเนื้อหาใหม่ของวรรณกรรมไทย อัน เป็นความสามารถพิเศษของคุณสุวรรณที่เป็นทั้งนักอ่าน และนัก ร้อยเรียงถ้อยคำเล่าเรื่อง นักอ่านรุ่นใหม่จึงควรที่จะอ่านงาน ประพันธ์ของคุณสุวรรณ เพื่อช่วยกันพินิจแสวงหาความยุติธรรม ให้คุณสุวรรณ ผู้ได้จากไปในสมัยรัชกาลที่ ๕ หนึ่งนักแต่งกลอน


๑๔๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ หญิงผู้เป็นอัจฉริยะของยุคสมัย ที่มีความสามารถในการประพันธ์ ร้อยกรองไม่แพ้ผู้ใด เพลงยำวค ุณพุ่ม อัตชีวประวัติกวีหญิง ผู้เกิดก่อนกำลเวลำ (รัชกาลที่ ๑ – รัชกาลที่ ๕) คุณพุ่ม เป็นกวีหญิงที่อยู่ในช่วงเวลาเดียวกับคุณสุวรรณ แต่ยังไม่พบการบันทึกความสัมพันธ์ของกวีหญิงร่วมสมัยทั้งสอง คุณพุ่มมีชื่อเสียงโด่งดังในสมัยรัชกาลที่ ๓ และรัชกาลที่ ๔ ในการ เล่นสักวา เป็นธิดาของพระยาราชมนตรีบริรักษ์ (ภู่) ซึ่งเป็นต้น สกุล ภมรมนตรี เกิดที่คลองบางยี่ขัน บริเวณวัดคฤหบดีในปัจจุบัน บิดาใกล้ชิดกับรัชกาลที่ ๓ แต่ครั้งยังเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ต่อมาได้เป็นอธิบดีกรมพระคลังมหาสมบัติ กำกับดูแลอากรบ่อน เบี้ยและการเก็บภาษีอากรต่าง ๆ ทั่วพระราชอาณาจักรและได้ตั้ง โรงกลั่นสุราที่บางยี่ขัน รัชกาลที่ ๓ ได้พระราชทานบ้านหลวงให้ พำนักบริเวณท่าพระ ด้วยฐานะของบิดาคุณพุ่มน่าจะได้รับ การศึกษาเป็นอย่างดี และได้อ่านวรรณกรรมที่มีมาในช่วงนั้น อย่างละเอียดสามารถนำเรื่องตัวละครมาใช้อ้างถึงในงานร้อย กรองของตนที่ยังชอบแทรกเรื่องราวชีวิตของตนเองไว้ด้วย ในวัย สาวคุณพุ่ม ได้รับราชการในตำแหน่งพนักงานเชิญพระแสงของ รัชกาลที่ ๓ แต่เมื่อเจ็บป่วยได้ลาออกมาพำนักกับบิดาที่แพท่า พระซึ่งอยู่ใกล้ท่าเรือจ้าง และไม่ได้กลับไปรับราชการในวังอีก เพราะความสามารถในการแต่งกลอน เล่นสักวา จึงมีเจ้านาย และ ข้าราชการหนุ่ม เช่น เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ (พระปิ่นเกล้า) กรมหลวงวงษาธิราชสนิท และหลวงนายสิทธิ์ที่ต่อมาคือสมเด็จ เจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ มาร่วมด้วย ดังจะเห็นได้จาก


๑๔๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เพลงยาวสามชาย ซึ่งเป็นการเล่นสักวา เรื่องอิเหนา โดยคุณพุ่ม เป็นหญิงเดียวและได้รับบท เป็นบุษบา จึงได้รับสมญาว่า บุษบา ท่าเรือจ้าง สมภพ จันทรประภา ผู้ประพันธ์แผ่นดินที่สาม ได้ยก กลอนบทหนึ่งว่า “เจ้าช่อมะกอก เจ้าดอกมะไฟ เจ้าเห็นเขางาม เจ้าตามเขาไป เขาทำเจ้ายับ เจ้ากลับมาใย เจ้าสิ้นอาลัยเจ้า แล้ว หรือเอย” และเล่าว่ารัชกาลที่ ๓ เป็นผู้แต่งกลอนบทนี้ เพื่อ ล้อเลียนคุณพุ่มซึ่งไปเข้าเฝ้าหลังลาออกไปอยู่กับบิดา เจ้าที่ท่าน กล่าวถึงน่าจะเป็น กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ที่ร่วมวงสักวากับคุณ พุ่มและเป็นอนุชาต่างมารดาของรัชกาลที่ ๓ ซึ่งมีพระโฉมงดงาม นิยมความเป็นตะวันตก ชอบเล่นสนุก และทรงมีความสามารถใน การต่อเรือและเดินเรือกลไฟถือกันว่าเป็นผู้บัญชาการทหารเรือ พระองค์แรก อาจเป็นเพราะพระองค์มีเจ้าจอม ๒๘ คน และโอรส ธิดารวม ๕๘ พระองค์ ทั้งยังนิยมสาวลาวซึ่งทรงเห็นว่าสวย นุ่มนวลกว่าสาวไทย จึงทำให้รัชกาลที่ ๓ ทรงกลอนบทที่กล่าว มาแล้วล้อเลียนคุณพุ่ม ที่ได้ลาออกจากการรับราชการตำแหน่ง พระแสงของท่าน คุณพุ่มได้สอดแทรกเรื่องราวชีวิตของตนในระหว่าง บรรทัดของผลงานเพลงยาว และนิราศ ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเพลง ยาวคุณพุ่ม ที่เปรียบเสมือนอัตชีวประวัติของคุณพุ่ม ซึ่งน่าจะแต่ง ปลายสมัยรัชกาลที่ ๓ เมื่อคุณพุ่มมีอายุราว ๔๐ ปี เพลงยาวคุณ พุ่ม ได้สะท้อนความเป็นหญิงสู้ชีวิต อกหักเพราะรักร้าง และปฏิ เสธการมีคู่ครอง “...ถ้าบุรุษมาขอไม่ง้อเขา ไม่ปรารถนากาเม เสน่ห์เมา...” และได้กล่าวถึงเรื่องนี้อีกครั้งในเพลงยาวเฉลิมพระ เกียรติ “...มิขอหมายชายสมัครพะวักพะวน จึงได้จนจมดิ่งลงถึง ดิน ถึงมีผัวตัวสมัครรักบุรุษ ไหนจะทรุดโทรมยับเสียทรัพย์สิน


๑๔๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ป่านนี้ชื่อฦาอึงครึ่งแผ่นดิน...” ต้องการพึ่งตนเองด้วยการเป็นกวี หญิงที่มีผู้ติดตามเห็นคุณค่าในผลงานจนสามารถใช้เลี้ยงชีพได้ใน ยามยากลำบาก แต่ก็ยังแสดงความน้อยใจในโชคชะตาของตนไว้ ด้วยว่า “...เสียแรงเกิดในตระกูลประยูรโต เป็นเอกโทท้องน้ำเขา ร่ำฦา...” แต่ต้องตกต่ำหลังสูญเสียบิดา “...แสนสงสารบ้านเรา ช่างเหงาเงียบ ในอกเยียบคิดถึงพ่อท้อใจหือ เมื่อไรจะเลื่อนลอย ฟ้าลงมามือ ให้ลูกถือหายทุกข์เป็นสุขทรวง..” เมื่อรัชกาลที่ ๔ ขึ้นครองราชย์ได้ทรง “... ให้เข้าไปอยู่ฉลองละอองบาท เราขี้ ขลาดขัดธุระพระประสงค์...” เพราะในช่วงนั้นยังได้รับการอนุ เคราะห์จากเจ้านายสองพระองค์ที่ประทานเงินปีให้ แต่เมื่อทั้ง สองสิ้นไปก็ไร้ผู้อุปถัมภ์ชีวิตก็กลับไปอัตคัดขัดสนต้องแต่งกลอน เลี้ยงชีพเช่นเดิม จนสิ้นรัชกาลที่ ๔ เจ้าจอมองค์หนึ่งได้ขอให้แต่ง เพลงยาวเฉลิมพระเกียรติ “...ล่วงแผ่นดินปิ่นเกษจอมมุงกูฏ กลับ จนรุดเกินริบที่ฉิบหาย เหลือแต่กลอนกับชีวิตอยู่ติดกาย จึงพาก เพียรเขียนถวายขายปัญญา...” ซึ่งแต่งได้ดีจนได้รับคำชมเชย พร้อมรางวัลซึ่งคุณพุ่มได้กล่าวเล่าไว้ “...ให้เงินตราค่าจ้างร่าง บำราศ สิบสองบาทเขียนบทประณตถนอม ทั้งแพรผ้าสารพัดจัด ให้พร้อม...” และถึงแม้จะเป็นเพลงยาวเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ ๔ คุณพุ่มก็ได้แทรกเรื่องเล่าเกี่ยวกับรัชกาลที่ ๓ ไว้หลายบท โดย กล่าวถึงพระเมตตาที่มีต่อบิดาของตน และพระราชกรณียกิจของ พระองค์ในการทำนุบำรุงบ้านเมือง และศาสนาให้รุ่งเรือง จนพระ ราชโอรสองค์หนึ่งของรัชกาลที่ ๓ “องค์อมเรศเป็นพระราชโอรสา ได้ทรงอ่านสารอื้นชื่นอัชฌา ตีราคาหนังสือถึงชั่งหนึ่งเอย...” จึง นับเป็นความภูมิใจในผลงานเพลงยาวเฉลิมพระเกียรติของตน ซึ่ง คุณพุ่มได้เขียนถึงแรงบันดาลใจว่า “ด้วยฝรั่งอังกฤษชนิดนอก เขา


๑๕๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ มักออกหนังสือถืออักษร ถ้าการดีผู้ใดในนคร ที่ถาวรเกียรติยศเขา จดไว้ ข้าพเจ้าเล่าเป็นผู้รู้ดำริ มีคติแต่งกลอนอักษรได้ เกณฑ์ หนังสือฦาเลื่องทั้งเมืองไทย อาศัยในธรณินนรินทร...” แสดงว่า คุณพุ่มได้รับรู้ถึงแบบแผนการเขียนประวัติผู้วายชนม์ในประเทศ ตะวันตกซึ่งอาจเรียนรู้จากช่วงที่เล่นสักวากับพระปิ่นเกล้าครั้ง ดำรงค์ตำแหน่งเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ผู้ชื่นชมนิยมความ เป็นตะวันตก และคุณพุ่มเองก็เชื่อมั่นความสามารถของตนที่มี ปัญญาพอที่จะรจนางานเขียนเช่นนี้ได้ ถึงแม้จะเป็นหญิงที่เชื่อมั่น ในตนเองบางช่วงเวลาคุณพุ่มก็ยังไม่พึงพอใจความเป็นหญิงของ ตนโดยได้แทรกคำอธิษฐานไว้ในเพลงยาวเฉลิมพระเกียรติว่า “...ชาติหน้านั้นฉันหมายเป็นชายโฉม ให้เสร็จโสมนัสอารมณ์หวัง ถึงสัพพัญบรรพชาปัญญาพลัง พบพระนั่งเกล้ากษัตริย์ลัทธยา ใน ชาตินี้มิได้อยู่ชูฉลอง เพราะคะนองหนีบุญมุ่นโมหา ดูกงจักรหาก เห็นเป็นผกา ต้องออกมาใช้ชาติญาติเวร...” แสดงถึงความจงรัก ภักดีที่มีต่อรัชกาลที่ ๓ และยังเป็นการสารภาพว่าคุณพุ่มได้ตัดสิน ใจผิดพลาดในวัยสาวเพราะเห็นกงจักรเป็นดอกบัว น่าสนใจ ว่า การตัดสินใจนี้สัมพันธ์กับบทกลอนที่รัชกาลที่ ๓ ทรงแต่งล้อเลียน หรือไม่อย่างไร คุณพุ่มได้เล่าเรื่องของตนในเพลงยาวคุณพุ่ม และ ได้กล่าวถึงพระปิ่นเกล้าไว้หลายบท “...ในทรวงเสียวเหลียวแล เห็นแม่น้ำ เห็นเรือกำปั่นจอดเฝ้าลอดแล ตะลึงเล็งเพ่งพิศอนิจ อนาถ ใจจะขาดเคยมาค้างต้องห่างแห ให้หวนห่วงล่วงมาถึงหน้า แพ เห็นกระแสสายชลเป็นวนวิง...” นอกจากนี้ในเพลงยาวคุณพุ่ม ยังเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างคุณพุ่มกับคุณน้อยน้องสาวแม่เดียว กันที่มีรูปโฉมงดงามและเป็นเจ้าจอมของกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ พระโอรสของรัชกาลที่ ๓ และมีโอรสธิดาสององค์ คุณน้อยได้รับ


๑๕๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ทรัพย์สินสมบัติของบิดามากมายจนรัชกาลที่ ๓ ทรงเป็นห่วงหาก ไม่มีการจัดการดูแลอย่างดี คุณพุ่มได้ไปเยี่ยมน้องสาวแต่ได้รับการ หมางเมินมีการผิดใจกันซึ่งอาจเป็นความเข้าใจผิดเรื่องมรดกหลัง บิดาเสียชีวิต โดยได้เขียนบรรยายว่า “...มาเยี่ยมน้องท้องเดียว กลับเลี้ยวลด ว่าคิดคดใครจะไม่เจ็บใจบ้าง ช่างเชื่อเพื่อนเชือนชี้ บาญชีชัง ออกตึงตังไปทั้งตึกก็นึกอาย ตรงมรดกพกสถานการณ์ สมบัติ เป็นความสัตย์สิทั้งจนไม่ขวนขวาย เป็นมั่นแม่นแม้นว่าปลง ชีวงวาย จงถวายองค์หญิงเป็นยิงยอม ...นี่พี่ข้ามตามมาประสารัก มิใช่จักชิงฉ้อมรดก...เสียแรงเราเกิดมามารดาเดียว เลือดในกาย กลายเป็นเคียวไม่เหลียวแล จะให้พี่นี้ไปพึ่งใครเล่า แม่เชื่อเขาเอา มีดกรีดกระแส กระเด็นเดาะเปราะเปรียบข้าวเกรียบแปร เหมือน ฉีกแพรกลางพับไม่กลับเพลาะ...แต่ใจน้องตรองเห็นว่าเป็นไพร่ พอเข้าใกล้ก็รังเกียจแสร้งเสียดสี เมื่อถ่วงท้องร้องไห้พิไรพิรี้ ผลัก มือพี่เรียกเพื่อนออกเลื่อนลอย...แต่ตัวเราเล่าไฉนจึงไร้ญาติ เขา เคืองขาดเชื่อมิตรด้วยฤทธิ์หลง เออก็พี่มีแต่น้องอยู่สองทรง สิ้น เผ่าพงศ์พืชพันธุ์เท่านั้นเอง...เนื้อความดีที่พี่เคยช่วยชีวิต ถึงไม่คิด ก็อย่าให้ผู้ใดเถือเอาชั่งลองกองเลือกเปลือกกับเนื้อ ความหนักเบา เขาจะเชื่อในเชิงใคร...” นิราศคุณพุ่มซึ่งสันนิษฐานว่าแต่งในปลาย สมัยรัชกาลที่ ๓ จึงทำให้รู้รายละเอียดชีวิตคุณพุ่ม และความสัม พันธ์ในครอบครัว นอกจากคุณน้อยแล้วยังมีน้องสาวอีกคนหนึ่ง คือคุณทองดีซึ่งได้เสียชีวิตไปในช่วงใกล้เคียงกับบิดาขณะที่คุณพุ่ม กำลังมั่งมีและเป็นที่พึ่งของน้องๆ จึงเหลือแต่คุณน้อยที่คุณพุ่มเคย ช่วยชีวิตตอนตกน้ำที่บ้านท่าพระขณะยังเล็กอยู่ และหวังว่าจะได้ พึ่งพาดูแลกัน แต่น้องกลับดูถูกคุณพุ่มเพราะเชื่อคนอื่นมากกว่า และคงกริ่งเกรงว่าคุณพุ่มจะมาขอแบ่งสมบัติที่ตนได้รับจากบิดา


๑๕๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เป็นที่น่าสงสัยว่าทำไมคุณพุ่มจึงไม่ได้รับมรดกส่วนแบ่งของบิดา ในนิราศนี้คุณพุ่มได้เล่าว่าทำให้บิดาเสียใจที่ลาออกจากเป็น ข้าราชการฝ่ายในตำแหน่งพระแสง “เหมือนไม่มีกตัญญูมาอยู่ บ้าน แสนสงสารตัวกระไรช่างไหลหลง ดังลบชื่อบิตุราชมาตุรงค์ ให้สูญวงศ์ในนิเวศกระเษตรา ธิบดีมีบุตรสุดสงวน ก็ประมวญมุ่ง มาดปรารถนา ถวายเบื้องบทเรศเจษฎา ให้วงศาสืบตระกูลประยูร ยศ...” ทำให้คุณพุ่มได้สำนึกผิดว่า “เราผิดพลั้งครั้งนี้ถึงชีวิต บาท บพิตรขุ่นเคืองก็เปลื้องปลด พระคุณล้ำดังหนึ่งอำมฤตรส ท่านทรง ทศธรรม์แท้ไม่แปรปรวน ขอให้ทรงสิริราชสมบัติ สืบกระษัตริย์ให้ ขยันอย่าหันหวน ถึงฝรั่งอังกฤษมันคิดกวน ให้เซซวนสูญหายวอด วายวาง...” จึงน่าจะสรุปได้ว่าการลาออกจากการเป็นราชการ ฝ่ายในทำให้ทั้งรัชกาลที่ ๓ และบิดาผิดหวัง ซึ่งสาเหตุอาจมาจาก รักเร้น ที่คุณพุ่มกล่าวในงานร้อยกรองของตนหลายเรื่อง จึงอาจ เป็นเหตุให้บิดายกทรัพย์สมบัติให้คุณน้อยเพียงคนเดียว ในเพลง ยาวนี้คุณพุ่มได้รำลึกช่วงเวลาที่กรมขุนอิศเรศรังสรรค์มาทรงเล่น สักวาที่แพท่าพระอย่างไพเราะว่า “ยังจับจิตฝีพระโอษฐ์เพราะ โสตสอง ทั้งโทนทับรับรสต้นบทร้อง แล้วเลื่อนล่องลอยลำแล้ว ล่ำลา เวลานี้เจียวนะกลอนจะจรจาก สรรฝีปากฝากรักกันหนัก หนา...” เมื่อชีวิตตกต่ำคุณพุ่มซึ่งเคยเป็นสาวชาววังเลยต้องกลาย มาเป็นชาวบ้านนอกขอกนา จนถึงกับต้องออกปากว่า “อย่าดู หมิ่นเลยเป็นไทยไม่ใช่ลาว” ซึ่งไม่แน่ใจว่าสอดแทรกความในใจใน เรื่องที่กรมขุนอิศเรศรังสรรค์มีหม่อมที่โปรดปานเป็นหญิงชาวลาว หลายคนหรือไม่ นิราศคุณพุ่มจึงเป็นเสมือนอัตชีวประวัติของคุณ พุ่มที่น่าเรียนรู้และค้นหารายละเอียดเพิ่มเติมถึงสาเหตุที่รักเร้น ต้องเลิกร้าง


๑๕๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ คุณพุ่มดำรงชีวิตยาวนานถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยรับ ราชการอยู่ในสมเด็จกรมพระยาสุดารัตนราชประยูร ทำหน้าที่เป็น ผู้บอกสักวา จึงได้กลับมามีชีวิตที่สุขสบายอีกครั้ง กรมศิลปากรได้ รวบรวมผลงานของคุณพุ่มไว้ในหนังสือ กวีนิพนธ์คุณพุ่ม อันได้แก่ เพลงยาวสามชาย เพลงยาวเฉลิมพระเกียรติ เพลงยาวนิราศบางยี่ ขัน เพลงยาวคุณพุ่ม เพลงยาวแม่ปุกสุขสวรรค์ เพลงยาวนิราศ ฮ่องกง สำนวนที่ ๑ เพลงยาวฮ่องกง สำนวนที่ ๒ และยังได้ กล่าวถึงผลงานที่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นผลงานของคุณพุ่ม คือ เพลงยาวชาววัง บทเห่กล่อมพระบรรทม เพลงยาวสามสิบชันษา งานร้อยกรองของคุณพุ่มที่ผู้คนมักกล่าวถึง คือ อธิษฐาน ๑๒ เรื่องของคุณพุ่ม ที่สะท้อนความเป็นคนช่างสังเกตและสามารถ นำมาร้อยเรียงเล่าเรื่องให้กล่าวถึงจนปัจจุบัน และกรมพระยา ดำรงราชานุภาพได้ทรงอธิบายให้รายละเอียดต่อไปนี้ ๑) ขออย่า ให้เป็นคนชิดของเจ้าคุณผู้ใหญ่ (เจ้าพระยาบดินทร์เดชา) เพราะ มักถูกเฆี่ยนหลังลาย ๒) ขออย่าเป็นคนใช้เจ้าพระยานคร เพราะ ถูกทำโทษบ่อย ๓) อย่าให้เปนคนต้มน้ำร้อนของพระยาศรี เนื่องจากมีแขกมาเยี่ยมไม่ขาด ๔) ขออย่าให้เปนมโหรีของพระยา โคราช เพราะอยากให้เหมือนขุนนางผู้ใหญ่ในกรุงเทพ และจับ เชลยพวกข่าและลาวมาฝึกเล่น ๕) ขออย่าให้เปนสวาดิของ พระองค์ชุมสาย เนื่องจากมหาดเล็กคนไหนที่ชอบใช้ถ้าไม่ได้ดังใจ จะถูกจำโซ่ตรวน ๖) ขออย่าให้เปนฝีพายของเจ้าฟ้าอาภรณ์ เพราะต้องขานยาวถี่กว่าเรือลำอื่นๆ ๗) ขออย่าให้เปนลครของแม่ น้อยบ้า (น้อยธิดาเจ้าพระยานครราชสีมา) เพราะแม้ไม่ให้เงินแต่ ให้เพียงกะปิ หอม กระเทียมก็รับเล่น ๘) ขออย่าให้รู้ชะตาเหมือน อาจารย์เซ่ง เพราะเจ้านายขุนนางผู้ใหญ่ชอบให้ไปทำนายดวง


๑๕๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ชะตา แต่สุดท้ายอาจารย์เซ่งก็ถูกลงพระราชอาญา ๙) ขออย่าให้ เปนนักเลงอย่างท่านผู้หญิงฟัก เพราะรวยจากการพนันโดยใช้ อุบายให้นายบ่อนเบี้ยมามองร่างกายตนเปิดโอกาสให้พวกพ้องลัก ดูโป ๑๐) ขออย่าเปนสมปักพระนายไวย (สมเด็จเจ้าพระยามหา ศรีสุริยวงศ์) เนื่องจากนุ่งเข้าเฝ้าผืนเดียวไม่ยอมเปลี่ยน ๑๑) ขอ อย่าเปนดอกไม้ของเจ้าคุณวัง (เจ้าจอมมารดาตานีรัชกาลที่ ๑) เพราะมีฝีมือดีต้องร้อยดอกไม้ช่วยงานต่าง ๆ ไม่ขาดจนดอกไม้ใน สวนไม่มีโอกาสได้บาน ๑๒) ขออย่าให้เปนระฆังวัดบวรนิเวศ เนื่องจากถูกตีมากกว่าวัดอื่นๆ เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๔ ผนวชที่วัดนี้ นอกจากเรื่องคำอธิษฐานของคุณพุ่มแล้ว ยังมีเรื่องวีรกรรมชิงพระ แสงของพระปิ่นเกล้าขณะเล่นสักวา ก็ยังจำมาเล่ากันต่อเนื่อง ถึงกับมีผู้แต่งยั่วเย้าขณะเล่นสักวาหน้าพระพักตร์รัชกาลที่ ๕ ที่ พระราชวังบางปะอิน ซึ่งคุณพุ่มที่อยู่ในช่วงบั้นปลายของชีวิตแต่ ยังคงมีคารมปากกล้า เมื่อรู้ว่ากรมหลวงภูวเนตรเป็นผู้แต่งเย้าว่า “สักวาวันนี้พี่สังเกต เหมือนพุ่มพวงดวงเนตรของเชษฐา มิได้เล่น ลับลี้หลายปีมา” คุณพุ่มได้ตอบโต้ว่า “สักวาน่าโห่ให้เรือล่ม นี่ฤา กรมภูวเนตรเศษสวรรค์ เอานายทิมเข้ามาทวนพอควรกัน เหมือน ย่างหั่นใบขี้เหล็กให้เด็กยำ...” ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงเห็นว่า เป็นที่น่าเสียดายที่การเล่นสักวาตอบโต้ครั้งนี้เหลือบันทึกต้นฉบับ ที่หาได้เพียงสองบทนี้เท่านั้น ผลงานที่น่าสนใจของคุณพุ่มอีกสามเรื่องคือ เพลงยาว บวงสรวงฉลองสระบางโขมด เพลงยาวนิราศบางยี่ขัน และเพลง ยาวแม่ปุกสุขสวรรค์เพื่อบันทึกคุณความดีของแม่ปุกที่ช่วยกิจการ ของเจ้าสัวผู้เป็นสามีและดูแลบุตรจนเจริญก้าวหน้า แม่ปุกได้ ว่าจ้างคุณพุ่มเล่าเรื่องราวของตนในเรื่องแรก และต่อมาในเรื่อง


๑๕๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ นิราศฮ่องกงอีกสองสำนวนเพื่อเล่าเรื่องการเดินทางไปฮ่องกงเพื่อ นำอัฐิของเจ้าสัวไปฝังและทำการค้าขายด้วยเรือสำเภา ในงาน เพลงยาวบวงสรวงฉลองสระบางโขมด ที่พระพุทธบาทสระบุรีซึ่ง องค์อุปถัมภ์สองพระองค์ของคุณพุ่มได้ไปขุดสระเพื่อเป็น สาธารณประโยชน์ และคุณพุ่มได้แต่งเป็นกลอนและโคลงปิดไว้ที่ สระน้ำ งานประพันธ์ชิ้นนี้นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความ สามารถในการร้อยกรองแล้วยังชี้ให้เห็นถึงปฏิภาณและความ เฉลียวฉลาดของคุณพุ่มที่ได้อุทิศตนเองเป็นเครื่องสักการะ บวงสรวงแทนพวงดอกไม้มาลัย และยังขอให้ทวยเทพเทวดาจง ช่วยรักษาอย่าให้น้ำในสระน้ำใสนี้เหือดแห้ง ขอให้คงอยู่นานถึงห้า พันปี และหากตนเองไม่สิ้นชีวิตไปเสียก่อนจะกลับมาอีกครั้ง “... เชิญเสด็จมาสดับรับบวงสรวง เอานามพุ่มแทนพวงทิพบุบผา ด้วยจากแดนแสนกันดารดวงมาลา ไม่หันหาบายศรีพลีสังเวย ส่วนกุศลต่างสุคนธรสรื่น อันหอมชื่นไม่สิ้นกลิ่นระเหย ไมตรีจิตต์ อุทิศแทนนมเนย บูชาเชยอารักษ์ด้วยภักดี แล้วจะลาไปประนต พระบทเรศ ขอพระเดชคุ้มภัยในวิถี กับศีลทานเมตตาบารมี จง เป็นที่พึ่งทั่วทุกตัวไป ขอฝากน้ำฝากนามตามอักขระ ให้เรียกสระ กระสัตรีวารีใส ฤดูแล้งอย่าให้แห้งเช่นแห่งใด ถ้าใครได้วิดวัก เหมือนตักเติม ฉันสิ้นชนม์ชลสินธุ์อย่าสิ้นด้วย เทพช่วยบริรักษ์ บำรุงเฉลิม ให้สะอาดเอี่ยมตามาตามเดิม จงพูนเพิ่มภิญโญโมทนา ชลธารนี้เป็นทานทั่วพิภพ อยู่ให้ครบห้าพันพระวรรษา แม้นชีวัง ยังไม่บรรไลยลา จะกลับมาชมอีกให้อิ่มเอย ฯ” เพลงยาวนิราศวังบางยี่ขัน ได้แต่งขึ้นช่วงหลังรัชกาลที่ ๔ สวรรคต โดยพระองค์เจ้าหญิงนารีรัตนา พระชันษา ๗ ขวบเสด็จ พร้อมเจ้าจอมมารดาดวงคำ ไปเยี่ยมพระญาติ คือ เจ้าเมือง


๑๕๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ มุกดาหารซึ่งเป็นน้าชายของเจ้าดวงคำ และพำนักที่วังบางยี่ขัน ซึ่งเป็นที่อยู่ของเจ้านายจากเวียงจันทร์ “...เมื่อเดิมทีมีบุญสกุลสูง กลายเป็นยูงแล้วขยับกลับเป็นหงส์ อันชาวศรีสัตนหุตสมมุติพงศ์ ร่วมพระวงค์สมเด็จเจ้าฟ้ามาลากร...” นอกจากจะเล่าเรื่อง สถานที่ต่างๆ สองฝั่งเจ้าพระยาขณะนั่งเรือจากวังหลวงไปยัง วัง ลาว แล้วยังพรรณนาวิถีชีวิตหลากหลายของผู้คนที่พำนักในย่านนี้ เช่น ลาว แขก ไทย ที่ประกอบอาชีพหลากหลาย ทั้งทำสวน ขาย ถ่าน ตลอดจนเล่าเรื่องอาหารการกินในวังบางยี่ขันที่จัดเตรียมไว้ ต้อนรับเจ้าดวงคำ “...พี่น้องล้อมเรียงกันสิ้นเลยกินเข้า หมี่หมู แนมแถมส้มตำทำไม่เบา เครื่องเกาหลาหูฉลามชามโตโต...” และ การหารายได้ของชนชั้นสูงด้วยการออกเงินกู้ไว้ด้วย “... คุณจืดจัด เรือข้ามตามไปหา นำเอาผู้ที่จะกู้ซึ่งเงินตรา เป็นนายหน้าจัดทำ ของกำนัล กล้วยขนมส้มไข่ของหลายอย่าง ผลมะปรางแตงไทยไป ให้ฉัน เป็นข้าไทใส่สารกรมธรรม์ ก็ให้ปันเงินกู้จะดูใจ...” คุณพุ่ม ยังได้สังเกตเห็นสภาพของวังบางยี่ขัน สวนที่รกเพราะขาดการ ดูแล และอารมณ์ขุ่นมัวของเจ้าดวงคำที่ประชดว่าเพราะไม่ได้ เรียนเขียนอ่านจึงต้องพึ่งพาคุณพุ่มให้ช่วยเหลือ แม้ “กลอนที่ทำ คุณหาถึงสลึงไม่” ดังนั้นเจ้าดวงคำจะบากบั่นตั้งใจเรียนกอขอ เพื่อตอบโต้สื่อสารได้โดยไม่ง้อคุณพุ่ม และเป็นธรรมเนียมที่คุณ พุ่มจะต้องกล่าวถึงเรื่องราวความรักของตนแทรกไว้ในงานเขียน ของตน “...ปานฉะนี้นี่นะจะไฉน ใจเอ๋ยใจเฝ้าแต่นึกรำฦกถึง แล้ว ปรารภทบทวนไม่ควรคะนึง เราตั้งปึ่งทำเป็นเหมือนเช่นนาย มา ลักลอบชอบพอก็ล้อเล่น ที่จะเป็นแน่หนึ่งอย่าพึงหมาย แต่น้ำยัง หลั่งไหลได้ใต้ทราย เดือนยังหงายกลางป่าลับตาคน...ถึงท่าพระ ปะบ้านสถานถิ่น ยิ่งถวิลหวั่นใจมิได้เห็น สวาดิแสวงแฝงชีวิตมา


๑๕๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ มิดเม้น เป็นรักเร้นรักร้างจึงจางจร...” สะท้อนให้เห็นว่าคุณพุ่ม น่าจะมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งและน่าจะมีความคาดหวังว่าจะ ได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งแต่ก็ต้องผิดหวังทำให้รักเร้นต้องเลิกร้าง กันไปในที่สุด แต่เดิมนิราศบางยี่ขันที่จัดเผยแพร่ได้ตัดกลอนส่วน สุดท้าย ๓๔ คำกลอนออกไป เพราะเป็นกลอนที่คุณพุ่มแต่งขึ้น เพื่อฝากเนื้อฝากตัวกับเจ้าจอมมารดาดวงคำ และได้นำมาเพิ่มให้ สมบูรณ์เมื่อมีการจัดพิมพ์ครั้งใหม่ โดยคุณพุ่มได้จบนิราศบางยี่ขัน ด้วยการออดอ้อนว่าเจ้าจอมมารดาดวงคำว่า “ช่วยรักฉันให้ เหมือนญาติทุกชาติเอย” ผลงานที่น่าสนใจของคุณพุ่มที่เหมือนเป็นการเริ่มเขียน ยกย่องเล่าชีวประวัติของหญิงสามัญชน คือ เพลงยาวแม่ปุกสุข สวรรค์ ที่คุณพุ่มได้เรียนรู้ว่าในอังกฤษได้มีงานประพันธ์ถึงคนที่มี ชื่อเสียงในสังคม ซึ่งอาจจะเรียนรู้เมื่อยังเป็น “รักเร้น” ของกรม ขุนอิศเรศรังสรรค์ พร้อมกล่าววิพากษ์เรื่องแต่งและตัวละครของ สุนทรภู่ไว้ด้วยว่า “...เรื่องแม่ปุกสุขสวรรค์ดีฉันคิด ลงลิขิตเลขา อัชฉาสัย เป็นตัวอย่างทางสุธาภาษาไทย ให้อยู่ในกรุงเทพธานี สืบ สำเนาอวสานไว้อ่านอ้าง ดีกว่าสร้างเรื่องละครอักษรศรี ไชยเชษฐ์ สุวิญชาหรือคาวี อภัยมณีศรีสุวรรณจันทวงศ์ ไม่รู้จักมักจี่อยู่ที่ไหน ช่างชอบใจใคร่ครวญกันชวนหลง คิดเรื่องราวเอาไว้อ่านสืบวาน วงศ์ การตรงตรงกลอนระบุประจุบัน ไม่โป้ปดลดเลี้ยวคนเดี๋ยวนี้ เห็นว่าดีฟังดูอยู่ข้างขัน คือนารีมีสมบัติอัศจรรย์ ค้ากำปั่นเป็น ผู้หญิงยิ่งปัญญา ...ด้วยฝรั่งอังกฤษชนิดนอก เขามักออกหนังสือ ถืออักษร ใครชั่วดีมีอยู่คู่นคร เรารู้กลอนเกินอังกฤษชนิดตัว. ..” เพลงยาวแม่ปุกสุขสวรรค์จึงเป็นงานเขียนที่คุณพุ่มได้เห็น แบบอย่างมาจากประเทศอังกฤษ เช่นเดียวกับการแต่งเพลงยาว


๑๕๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เฉลิมพระเกียรติ แต่ในเรื่องนี้คุณพุ่มเล่าเรื่องราวของแม่ปุกผู้หญิง ที่ยังมีชีวิตอยู่และพำนักในสำเพ็ง เพื่อแสดงความชื่นชมใน ความสามารถด้านต่างๆ ทั้งการค้าขาย การดูแลทรัพย์สินเงินทอง เลี้ยงดูบุตรและบ่าวไพร่ แม้เจ้าสัวสามีเสียชีวิตแล้วก็ยังสามารถ ดำเนินกิจการต่างๆ ทั้งการเดินเรือสำเภาค้าขายกับต่างประเทศ ดูแลบ่อนการพนัน มีตลาดร้านค้าให้เช่า จนมีรายได้มั่งมี และยังมี เมตตาการุญช่วยจุนเจือผู้อื่น เมื่อไปค้าขายที่ฮ่องกง และเมืองเว้ ก็ได้รับคำชื่นชม “...เขาออกชื่ออื้ออึงนับหนึ่งหญิง เป็นความจริง มิได้ยอที่ข้อไหน แขกฝรั่งสั่งเสริญเจริญใจ ทั้งเจ๊กไทยญวนกวน ชวนกันชม ชื่อกระเดื่องเมืองฮ่องกงตงนังเกี๊ย เป็นเมียเจียสัวมัน เทวัญสม ชีวงคตหมดชาติไม่ขาดชม ล้วนยังก้มหน้าถือซื่อสัจจา จึงจัดแจงแต่งกลอนสุนทรทด ยกยอยศยาจิตขนิษฐา ให้ครึกครื้น ยืนอยู่คู่สุขา ชมปัญญายอดสนุกแม่ปุกทอง...ออกกำปั่นขันสู้กับ ผู้ชาย ให้เฉิดฉายทรงโฉมประโลมฦา...ฉลาดเหลือเนื้อเย็นถึงเปน หม้าย ให้ชายตายต่างแมงหวี่ดีกว่าสาว...ทุกชนชายหมายมาด สวาดิถวิล เหมือนภุมรินรักรังระวังหวง...” แม่ปุกจึงเป็นแม่หม้าย เนื้อหอมที่ชนทุกชาติทั้งไทย จีน ฝรั่ง มอญ ลาว เขมร ต้องการจะ ได้เป็นคู่ครอง แม่ปุกสุขสวรรค์ จึงเป็นงานชีวประวัติของนักธุรกิจ หญิงที่ประสบความสำเร็จในต้นรัตนโกสินทร์ หลังจากชีวประวัติ เล่มแรก คุณพุ่มก็ได้แต่งเพลงยาวนิราศฮ่องกง สำนวนที่ ๑ เพื่อ อวยพรแม่ปุก แม่ม่ายวัย ๓๕ ที่จะออกเดินทางด้วยเรือสำเภานำ กระดูกของเจ้าสัวผู้เป็นสามีไปฝังที่ฮ่องกงอันเป็นการแสดงความ กตัญญู และ “...ไปชมบ้านเมืองอื่นให้ชื่นใจ ครั้งนี้แน่แม่ไปค้า ประสาหญิง ไม่พึ่งพิงฝากกายกับชายไหน ชนชมพูรู้ทั่วคงกลัวใจ สตรีในธรณีไม่มีเกิน...” โดยขอให้เดินทางสะดวก และขายของให้


๑๕๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ คล่องดีมีกำไร เมื่อเสร็จแล้วอย่าเที่ยวเตร่จนลืมบ้านขอให้รีบ กลับมา ส่วนเพลงยาวนิราศฮ่องกง สำนวนที่ ๒ เป็นการแต่งตาม เรื่องเล่าของแม่ปุกเมื่ออยู่ในฮ่องกง ได้ทำพิธีฝังศพเจ้าสัว จัดการ ขายสินค้า ชมเมืองและเลือกซื้อสินค้า การเดินทางนำสิ้นค้าไป ขายที่กรุงเว้ซึ่งแม่ปุกได้รับคำชื่นชม เพราะ “รูปก็งามนามก็ดัง ด้วยมั่งมี นายห้างที่เมืองญวนชวนกันชม ...ชนประชาธานีบุรีรมย์ ก็นิยมอยากรู้จักภัคินี” เมื่อแม่ปุกจะเดินทางจากฮ่องกงได้ ประสบพายุจนต้องไปบนบานเจ้าทั้งหลายขอให้การเดินทางกลับ เมืองไทยปลอดภัย เพลงยาวชุดนี้ได้มีการเปรียบเทียบกล่าวถึงตัว ละครในวรรณคดีไทยและจีน เช่น สามก๊ก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคุณ พุ่มเป็นนักอ่านวรรณกรรมเช่นเดียวกับคุณสุวรรณ อย่างไรก็ตาม เพลงยาวสองบทต่อท้ายผลงาน เพลงยาวเรื่องแม่ปุกสุขสวรรค์ และเพลงยาวนิราศฮ่องกง ซึ่งคุณพุ่มเป็นผู้แต่งสะท้อนให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ที่แปรเปลี่ยนระหว่างคุณพุ่มและแม่ปุกที่ “เฝ้าทวง บุญขุ่นเคืองเงินเฟื้องไพ ทีหล่อนให้คนอื่นออกดื่นตา” โดยไม่ ระลึกว่า “นิราศเรื่องเมืองฮ่องกงประจงเขียน คุณพุ่มพวงบุป ผาอตส่าห์เพียร ให้แนบเนียนสนิทในจดใจ เฉลิมยศเยาวเรศดวง เนตรพี่ ไว้ในที่นคราภาษาสยาม เพราะสุดแสนเสน่หาพยายาม สู้ แต่งตามใจหม่อมถนอมใจ...” เนื้อหาคำกลอนที่มีการตัดพ้อใน เพลงยาวภาคผนวกนี้จึงน่าจะศึกษาว่าคุณพุ่มมีความสัมพันธ์กัน เป็นประการใดกับแม่ปุกหลังผลงานชิ้นนี้ เพราะในเพลงยาวความ ที่ ๒ คุณพุ่มได้กล่าวว่า “... แสนอาลัยในสวาดิไม่ขาดถวิล ต้อง จำลารารักพักตร์ยุพิน ไปถือศีลสิกขาสถาพร เสียดายดวงผกานิจ จาเอ๋ย ทุกคืนเคยเคียงสุวรรณบรรจถรณ์...” ส่วนเพลงยาวความ ที่ ๓ ที่สืบเนื่องจากนักอ่านที่ชื่นชมผลงานของคุณพุ่มนั้นเป็น


๑๖๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เพลงยาวแสดงความรักจากชายถึงคุณพุ่มที่บอกความปรารถนาว่า “...แม้ศรีสวัสดิ์รับรักแล้วจักสึก...” ซึ่งได้มีการระบุว่าผู้เขียนเพลง ยาวนี้คือ หม่อมเจ้าอิศรญาณ ซึ่งเป็นหลานปู่ของรัชกาลที่ ๒ และ ทรงผนวชเป็นภิกษุอยู่ที่วัดบวรนิเวศ เรื่องราวเหล่านี้จึงเป็นภาพ ชีวิตที่มีสีสันน่าติดตามและค้นหาของคุณพุ่ม แม้คุณพุ่มจะระบุชื่อตนไว้ในผลงานการประพันธ์ แต่ก็มี งานที่ไม่ปรากฏนาม และหลังจากมีการสอบสวนเปรียบเทียบ สำนวนก็ได้พิจารณาตัดสินว่าเป็นผลงานของคุณพุ่ม เพลงยาวชาว วัง บทเห่กล่อมพระบรรทม และเพลงยาวสามสิบชันษา ในเพลง ยาวชาววัง คุณพุ่มได้บันทึกเรื่อง ความสัมพันธ์ทางเพศของหญิง ชายในวัง โดยเฉพาะการจับคู่เล่นเพื่อนของข้าราชบริพารหญิงซึ่ง คุณสุวรรณได้เคยบันทึกไว้ในเพลงยาวหม่อมเป็ดสวรรค์ แม้ใน กฎมณเทียรบาลจะมีบทลงโทษการเล่นเพศด้วยการเฆี่ยนและสัก คอ แต่ในบันทึกชาววังของคุณพุ่มได้ชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์เล่น เพื่อนนี้ยังมีแพร่หลายแม้รัชกาลที่ ๔ เองก็ทรงพระราชหัตถเลขา ขอร้องพระโอรสและพระธิดาว่า “อย่าสูบฝิ่นและอย่าเล่นผู้หญิงที่ ชั่ว อย่าเล่นเพื่อนกับใครเลย มีผัวมีเถิด แต่อย่าให้ชายปอกลอก เอาทรัพย์ของตนไปได้” ส่วนเพลงยาวสามสิบชันษาซึ่งมี ๘๓ คำ กลอน ถือได้ว่าเป็นเรื่องเล่าอัตชีวประวัติของคุณพุ่มเล่มแรก ที่ แสดงให้เห็นว่าคุณพุ่มเริ่มมีชีวิตที่ตกอับเช่นสุนทรภู่เมื่อ อายุได้ ๓๐ ปี โดยเล่าว่า “จึงต้องคิดเป็นอักษรกลอนนิพนธ์ รำฦกตนเป็น ฉบับสำหรับดู ต่อสามสิบชันษาชะตาตก ให้ร้อนอกรุมรังจึงสั่งหนู ให้โลกกระซิบก่นควรสำนวนครู ว่าราหูฤทธิรินเธอจรมา...มานึก ถึงวาสนาน่าอนาถ เหมือนนักปราชญ์ภู่ประดิษฐ์คิดเลขา ถึง แผ่นดินสิ้นกลิ่นสุคนธา วาสนาจึงได้สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์ ...สิ้นทั้ง


๑๖๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ยศหมดทั้งญาตินิราศตน ทั้งข้าคนพลอยหมดตามยศไป...มิตรที่รัก ร่วมชีวิตยังผิดเสียง เห็นเป็นเที่ยงเราผิดกิจผู้หญิง เอาความใน ออกกระจ่างเทียบอ้างอิง ตกเป็นสิ่งชั่วช้าสารพัน...ตัวของตัวมัว เมาคนเฉาโฉด หืฤาโหดชั่วช้าประดาหาย จะก้มหน้ารับชั่วจนตัว ตาย คบเจ้าหนายหน่อยจะพลอยมาราคิน...เหมือนดังหงส์ปีกหัก จมปลักดิน สุดจะบินโบกโบยสิ้นโรยแรง เมื่อครั้งดีมียศปรากฏ นั้น ดังสุวรรณนพรัตน์จำรัสแสง ไม่ราคีมีค่าราคาแพง กระจ่าง แจ้งช่วงโชติเป็นโสดใจ คนนับถือฦาเลื่องกระเดื่องสิ้น ทั้งแผ่นดิน ต่างภาษาเคยอาศัย สนมนางอย่างดีศรีประไพ มาให้ใช้หมอบ กลาดดาษดา เพราะพระคุณที่การุณประโลมเลี้ยง ได้ชื่อเสียง ปรากฏทั้งยศถา จะดื้อดันหมีได้เอ็ดทรงเมตตา ด้วยเป็นข้ามาแต่ ครั้งพระวังเดิม...สงวนศักดิ์รักตัวทั้งกลัวผิด ประกอบกิจพอเป็น กลางไม่วางเฉย ทั้งลดหย่อนผ่อนประมาณการที่เคย ไม่ผายเผย เอื้อนอรรถวัจนา เพราะใจซื่อถืออุกฤษฎ์น้ำจิตเที่ยง ไม่กางเกี่ยง เคียดขึ้งคิดหึงสา หวังประสงค์ทรงเดชมีเมตตา พอได้ผาสุกสบาย ไม่หมายเกิน แต่เท่านี้สิยังหวังไม่ได้ เคราะห์ช่างไม่จืดจางเหือด ห่างเหิน มาถมทับให้ระยำจนช้ำเกิน ที่สุดเหิรเหาะเวหนไม่พ้น อาย สงสารตัวหนักหนาช่างอาภัพ มาลี้ลับหมดเยื่อสิ้นเชื้อสาย สิ้นทั้งรสหมดทั้งรักหักทลาย ฦากระจายทั่วนครขจรดัง ...แต่ครั้งนี้ แหละประจักษ์ว่ารักจาก พ้นทั้งตนโดนทั้งลากให้สูญหาย ความ ประมาทคาดผิดจึงคิดอาย อยากจะตายเสียไม่อยู่ดูหน้าคน ...เพราะรักนักรักจึงเร้นให้เห็นรัก พึ่งประจักษ์แจ้งยุบลที่คนหยาม ...มาน้อยจิตคิดเสียดายอาลัยรัก ช่างผละผลักปลิดปละสละเฉย ไม่ เหมือนคำวาจาสัญญาเลย กลับเป็นเตยแฝกแขมขึ้นแกมกอ ทุกวันนี้น้ำมากท่วมปากหมด จึงต้องอดอัดอั้นทั้งนั้นหนอ ถึงน้ำ


๑๖๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ท่วมจะไม่ถอยจนลอยคอ ไม่ของ้อพักพึ่งซึ่งผู้ใด ด้วยความรัก เหมือนหนึ่งหลักที่ปักแน่น จึงได้แค้นแทบสุชลจะหล่นไหล แล้ว ข้อนจิตคิดกรองจะหมองไย ต่างคนใจมีเหมือนกันทั้งนั้นเอย” เพลงยาวสามสิบชันษาจึงเป็นเช่นบทบันทึกรักของคุณ พุ่มที่ได้สูญสลายเลิกร้างไปเมื่อช่วงอายุ ๓๐ ปี เพราะชายที่คุณ พุ่มรักและได้ยอมเสียสละทุกอย่างไม่ได้ปฏิบัติตามคำสัญญาและ ได้หมดรักคุณพุ่ม และคุณพุ่มตกอยู่ในฐานะน้ำท่วมปากที่ไม่ สามารถจะบอกเล่ากับใครได้ต้องยอมทนถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม จากผู้คนทั่วทั้งพระนคร คุณพุ่มเปรียบเทียบชีวิตช่วงนี้ของตนว่า คงเป็นเช่นเดียวกับสุนทรภู่ แต่ด้วยความมีมานะทะนงตน จึง ตัดสินใจจะมีชีวิตสู้ต่อไปโดยไม่ขอพึ่งพาใคร ซึ่งคุณพุ่มก็สามารถ ทำได้จนสิ้นชีวิตในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยทำหน้าที่เป็นผู้บอกสักวา ในวงของกรมพระยาสุดารัตนราชประยูร การเล่นสักวาได้รับการ ฟื้นฟูขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ สมเด็จกรมพะยาดำรงเขียนถึง ความสามารถในการบอกสักวาว่า “...บอกคล่องแคล่ว ดีทั้งกลอนทั้งความ พวกรุ่นข้าพเจ้า สองสามคนเคยเข้าไปช่วยกันบอกสักวาโต้กรมหลวงบดินทรฯ ครั้ง ๑ คิดไม่ได้เร็วเหมือนท่าน แพ้ท่านมา จึงรู้ว่าผู้ที่เล่นสักวากัน แต่ก่อนชำนาญกลอนมาก...” คุณพุ่มจึงเป็นหนึ่งของหญิงต้นรัตนโกสินทร์ที่ไม่ยอมตก เป็นเหยื่อของชะตากรรมอันเกิดจาก รักเร้น ของตน แต่ด้วยความ มีสติปัญญาและความสามารถในการเล่าเรื่องร้อยกรองจน สามารถยึดเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองได้รับการยอมรับมีชื่อเสียงที่ตน


๑๖๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ภาคภูมิใจทำให้สามารถกำหนดทางเดินชีวิต และยอมรับความ ทุกข์ยากลำบากอย่างทระนง “แม้นเราตายวายชีวาเวลานี้ สงสารผีจะโทรมเศร้าเป็น เน่าหนอน สุนักขาก็จะเร้นเข้าเฟ้นฟอน ฝูงกาบ่อนแร้งจะ พากันมากิน กระดูกจะเรี่ยรายในป่าช้า ใครจะมากุณฑ์ กองปองถวิล สำหรับแต่จะถมลงจมดิน คนจะหมิ่นว่าชั่ว จนตัวตาย จะขอยู่สู้ระงมคมอาวุธ กว่าจะสุดสิ้นชีวิตที่จิต หมาย เพราะความดังก็ระบุอยู่ไม่คลาย เมื่อจะตายเสีย เพราะซื่อคงฦานาม” กวีหญิงสมัยอยุธยำ อิเหนำและดำหลัง เจ้ำฟ้ ำมงก ุฎ เจ้ำฟ้ ำก ุณฑล (รัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ – หลังเสียกรุงครั้งที่สอง) เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงกรุงศรีอยธุยา แม้จะไม่ได้ ปรากฏนามกวีหญิงที่มีผลงานดีเด่นเป็นที่เลื่องลือ ดังกวีชาย เช่น ศรีปราชญ์ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร แต่ก็ได้มีการกล่าวถึงผลงานของ สองเจ้าฟ้าหญิงราชวงศ์บ้านพลูหลวง โดยรัชกาลที่ ๑ ได้ทรง รวบรวมวรรณคดีสมัยอยุธยาจากความทรงจำของผู้ที่ยังจำได้ และพระองค์เองได้ทรงนิพนธ์แต่งเพิ่มเติมบทละครเรื่องอิเหนา โดยอ้างอิงว่า “อันอิเหนาเอาทำเป็นคำร้อง สำหรับงานการฉลอง กองกุศล ครั้งกรุงเก่าเจ้าสตรีเธอนิพนธ์ แต่เรื่องต้นตกหายพลัด พรายไป” อันเป็นการอ้างถึงบทละครเรื่องอิเหนาที่เป็นงาน นิพนธ์ของเจ้าฟ้าหญิงมงกุฎ คู่กับดาหลัง ของเจ้าฟ้าหญิงกุณฑล ทั้งสองพระองค์เป็นพระราชธิดาของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ และ


๑๖๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เป็นพระขนิษฐาต่างพระมารดากับเจ้าฟ้ากุ้ง (เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร) พระมารดาคือเจ้าฟ้าสังวาลที่ทรงถูกเฆี่ยนจนสิ้นพระชนม์เพราะ เป็นชู้กับเจ้าฟ้ากุ้ง สองเจ้าฟ้าหญิงได้ฟังนิทานปันหยี จากพระพี่ เลี้ยงชาวชวา จึงได้นำมาดัดแปลงแต่งเป็นบทละคร เรื่องอิเหนา และดาหลัง บทนิพนธ์เรื่องอิเหนา น่าจะเป็นที่ชื่นชมของราช สำนักพม่า กรุงมันฑะเลย์ ที่สองพระองค์ได้ถูกเชิญไปประทับหลัง เสียกรุงพร้อมกับพระเจ้าอุทุมพร และเชื้อพระวงศ์ กับเชลยศึกคน อื่นๆ ทั้งสองพระองค์ได้ถ่ายทอดศิลปะการแสดงและบทละคร เรื่องอิเหนา รามเกียรติ ในราชสำนักพม่า และได้มีการแปลบท ละครโยเดีย เรื่องอิเหนาเป็นภาษาพม่า ไม่ทราบว่าทั้งสอง พระองค์ประทับในราชสำนักพม่าและสิ้นพระชนม์ในปีใด มีเพียง การบันทึกว่าพระเจ้าอุทุมพร ทรงประทับในพม่ายาวนานถึง ๒๙ ปีและสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. ๒๓๓๙ ลิลิตยวนพ่ำย ลิลิตพระลอ สองลิลิตที่ไร้ชื่อผู้แต่ง และนำงพญำ ลิลิตยวนพ่าย และลิลิตพระลอ เป็นวรรณกรรมชิ้นเอกที่ ตกทอดมาจากสมัยอยุธยาแต่ไม่ปรากฏชื่อผู้ประพันธ์แต่คาดกัน ว่าต้องเป็นผู้ที่มีความรอบรู้หลายด้านทั้งพิธีกรรม ความเชื่อทาง ศาสนาและการประพันธ์ ลิลิตเป็นคำประพันธ์ร้อยกรองที่ใช้ ฉันทลักษณ์สองอย่างคือ ร่าย และโคลง เรียบเรียงสลับกันไปมา สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงอธิบายไว้ในการจัด พิมพ์ลิลิตยวนพ่าย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ ว่า “หนังสือลิลิตยวนพ่ายนี้ นับเป็นหนังสือซึ่งแต่งดีอย่างเอกในภาษาไทยเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่อง พงศาวดารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ครั้งเมื่อ


๑๖๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ พระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. ๑๙๕๒ - ๒๐๓๐) เมืองเชียงใหม่ ลงมาชิง หัวเมืองฝ่ายเหนือ ทรงพยายามทำสงครามจนมีชัยชนะเอาหัว เมืองเหล่านั้นคืนมาได้จึงเรียกร่ายยวนพ่าย มีมาแต่ครั้งกรุงศรี อยุธยาเป็นราชธานี...ยวนพ่าย แต่งเมื่อใดใครเป็นผู้แต่งไม่ปรากฏ สังเกตทางสำนวนเป็นสำนวนเก่ามาก ทั้งความรู้เรื่องพงศาวดาร ในตอนที่แต่งนั้นก็รู้ถ้วนถี่กว่าที่ปรากฏในหนังสือพระราช พงศาวดาร และหนังสือพงศาวดารเชียงใหม่ เพราะฉะนั้นน่าที่จะ แต่งในเวลาใกล้กับเหตุการณ์ที่กล่าวถึง จึงยังสามารถรู้เรื่องได้ ถ้วนถี่...ผู้แต่งลิลิตยวนพ่ายนี้เป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญทั้งในทาง ภาษาและแบบแผนขนบธรรมเนียมราชการ และคงเป็นกวีที่เป็น คนสำคัญในสมัยเมื่อแต่งหนังสือเรื่องนี้ ลิลิตยวนพ่ายจึงเป็นที่นับ ถือกันว่าเป็นตำราเรื่องหนึ่งทุกสมัยสืบมาจนกาลบัดนี้ แต่เป็น หนังสืออาภัพ ที่ผิดกับกลอนตำราเรื่องอื่น เช่น ลิลิตพระลอ และ เตลงพ่าย เป็นต้น เพราะไม่มีใครจะอ่าน เหตุด้วยคำนมัสการ และ คำยอพระเกียรติตอนต้นยวนพ่าย ผู้แต่งใช้ศัพท์และแสดงอรรถ อันลึกซึ้งเข้าใจยาก ผู้อ่านฉงนสนเท่ห์เบื่อหน่าย จึงปิดหนังสือทิ้ง เสีย...” จึงไม่เป็นที่น่าประหลาดใจว่าน้อยคนนักได้เคยอ่าน วรรณคดีชั้นครูนี้ เนื่องจากความยากที่จะเข้าใจในภาษาและ ความหมายที่ผูกไว้ในถ้อยคำ เช่น ในบทสดุดีพระบรมไตรโลกนาถ ที่ทรงจุติมา เพื่อ “พระมามลายโศกหล้า เหลือศุข” และยกย่อง ความรอบรู้ของพระองค์โดยได้ประจงแต่งว่า “... ไตรตรัสไตรเทพ เรื้อง ไตรรัตน ไตรโลกยไตรไตรภพ ทั่วแท้ ไตรไตรปิฎกตรัส ไตร เทพ ไตรทั่วไตรพิธแปล้ เปล่งชาญ...” ซึ่งได้มีคำอธิบายบทนี้ว่า พระองค์มีสุจริต ๓ มีปรีชารู้ไปในสามโลกและสามภพ ทรงรู้ พระไตรปิฎก หากมิใช่นักภาษาศาสตร์ผู้รอบรู้คงจะยากนักที่จะ


๑๖๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ สามารถแปลเนื้อความนี้ได้ ผู้ประพันธ์ยังได้ขอให้งานประพันธ์ ของตนอย่าได้สูญหาย และในการประพันธ์ได้มีเจ้าหล้าช่วยกลั่น เกลาให้ด้วย แสดงว่าผู้ประพันธ์มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับเจ้า แผ่นดิน คือพระบรมไตรโลกนาถ และได้ขอให้หนังสือที่แต่งนี้จง ยืนยงคู่โลกอย่าได้สูญหาย “...เป็นสร้อยโสภิณพ้น อุปรมา เสริม โสดาศรธรางค เวียงไว้ จงคู่กัลป์ปา ยืนโยค หายแผ่นดินไหม้ อย่า หาย...หวังเอาตรวันเดือน ดลแผ่นเผยอฤา พระพึ่งพระเจ้าหล้า กล่าวเกลา...” เนื้อเรื่องของลิลิตยวนพ่าน ประกอบด้วย ประวัติของ พระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. ๑๙๙๑ - ๒๐๓๑) ปัญหาการเมืองใน เมืองเชียงชื่น หรือเมืองเชลียง และศึกเมืองเชลียงกับชัยชนะของ พระบรมไตรโลกนาถในการสู้รบกับศัตรูของเมืองเชียงชื่น บุคคล ต่างๆ ที่กล่าวถึงในลิลิตยวนพ่ายล้วนแล้วแต่มีอยู่จริงในประวัติ ศาสตร์ ยกเว้น นางเมืองหรือนางนาฏ แห่งเมืองเชียงชื่นที่ส่ง นายทหารไปขอความช่วยเหลือจากพระบรมไตรโลกนาถ และสั่ง ปิดเมืองเพื่อรอคอยกองทัพของอยุธยาแต่มีไส้ศึกเปิดเมือง นางพญาสู้ไม่ได้จึงหนีออกจากเมือง สิ่งที่น่าสนใจคือในเขต ประวัติศาสตร์เมืองศรีสัชนาลัย ที่กล่าวว่าเป็นสมรภูมิของการศึก ครั้งนี้ (พ.ศ. ๒๐๑๗) มีวัดชื่อนางพญา ที่สร้างตามแบบสถา ปัตยกรรมสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และมีลวดลายปูนปั้น สวยงามซึ่งช่างทองได้ลอกลวดลายไปออกแบบเครื่องทอง เครื่องเงินมาจนทุกวันนี้ และในเมืองพิษณุโลกซึ่งพระบรมไตร โลกนาถประทับตลอดรัชสมัย ก็มีวัดนางพญาเช่นเดียวกัน แต่ไม่มี ประวัติศาสตร์จารึกว่าใครคือนางพญาผู้นี้ และยังไม่มีการค้นคว้า ว่านางพญานี้เกี่ยวข้องกับลิลิตยวนพ่ายหรือไม่


๑๖๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ลิลิตพระลอ เป็นวรรณกรรมที่มีความงดงามอย่างสูงทาง ภาษา เป็นเรื่องที่นิยมอ่านแม้เวลาจะผ่านไปแล้วกว่า ๕๐๐ ปี และบางบทบางตอนยังมีผู้ท่องจำอ้างกันมาจนถึงทุกวันนี้ เช่น “เสียงลือเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย เสียงย่อมยอยศใคร ทั่วหล้า สองเขือพี่หลับใหล ลืมตื่น ฤาพี่ สองพี่คิดเองอ้า อย่าได้ถามเผือ” ซึ่งได้หยิบยกมาเป็นแบบอย่างในหนังสือจินดามณี ของพระโหราธิ บดี หนึ่งกวีเอกในสมัยพระนารายณ์มหาราช จึงทำให้สามารถ สรุปได้ว่า ลิลิตพระลอ เป็นงานประพันธ์ที่มีมาก่อนแผ่นดินพระ นารายณ์มหาราช ผู้แต่งลิลิตพระลอ ได้เขียนถึงจุดประสงค์ในการ ประพันธ์งานชิ้นนี้ว่า “เกลากลอนก่อนกลการ กลกล่อม ใจนา ถวายบำเรอท้าวไท้ ธิราชผู้มีบุญ” และอีกตอนหนึ่งว่า “เป็นศรีแก่ ปากผู้ ผจงฉันท์ คือคู่มาลาสาร เรียบร้อย เป็นถนิมประดับกรรณ ทุกเมื่อ กลกระแจะต้องน้อย หนึ่งได้แรงใจ” ลิลิตพระลอเป็นงาน จินตนาการเล่าเรื่องความรักในยุคก่อนกำเนิดชาติไทยที่จบลงด้วย ความสูญเสียที่รุนแรงสะเทือนใจของพระลอและพระเพื่อน พระ แพง ด้วยความอาฆาตพยาบาทของเจ้าย่าที่ก็ต้องจบชีวิตตามไป ด้วยเช่นกัน ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ ได้กล่าวถึงพระลอใน วิเคราะห์รสวรรณคดีไทย ว่าอ่านลิลิตพระลอด้วยความสะท้านใจ ตลอด “...สิ่งที่ก่อความสะท้านใจไม่ใช่ลักษณะนิสัยของตัวละคร ลักษณะนิสัยของตัวละครไม่ซับซ้อนเลย ตัวละครสำคัญคือผู้หญิง ที่เริ่มแรกเป็นสาว ผู้ชายที่เป็นหนุ่ม และแม่ของลูกชายผู้เป็นที่ น่าชื่นชมอย่างเยี่ยมยอด เมื่อคนที่มีลักษณะเช่นนี้เกิดความรัก และผิดหวังในความรักจนถึงชีวิต ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องตื่นเต้นกัน มากนัก...แต่อะไรเล่าที่ทำให้ข้าพเจ้าอ่านลิลิตด้วยความสะท้านใจ ตลอด ทุกวรรค ทุกบรรทัด คำตอบก็น่าจะเป็นดังนี้ ถ้าผู้ใด


๑๖๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ต้องการจะได้พบวรรณศิลปบริสุทธ์ ไม่ใช่วรรณกรรมสังคม ไม่ใช่ วรรณกรรมประวัติศาสตร์ ก็จะได้พบเห็นในลิลิตพระลอนี้...ผู้ใด จะอ่านพระลอ จงอ่านถ้อยคำที่ร้อยกรองประดุจพวงมาลาอันหา ที่ติไม่ได้ เป็นเครื่องจรุงใจขัดเกลาอารมณ์ธรรมดาให้กลายเป็น อารมณ์รื่นเร้าเหนือธรรมดานั้นเถิด...ถ้อยคำที่ใช้ในลิลิตนี้ล้วนเป็น ถ้อยคำที่เฟ้นมาใช้อย่างถึงแก่นความรู้สึก แรงแต่ไม่แรงอย่างไฟ หรือคมอาวุธ หรือแรงด้วยความโกรธ แต่ความแรงนั้นเป็นสิ่งที่ งอกมาจากส่วนที่ซึ้งที่สุดของหัวใจมนุษย์ ความรู้สึกเช่นที่พบใน ลิลิตนี้กล่าวโดยลักษณะก็มีอยู่ในใจมนุษย์ทุกคน...” จึงเป็นที่น่า อัศจรรย์ว่าเพราะเหตุใดผู้รจนางานลิลิตที่เลือกถ้อยคำอันงดงาม มาบรรจงร้อยเรียงเล่าเรื่องจนได้ยกย่องให้เป็นตำรามาแต่โบราณ นี้จึงไม่จารึกชื่อของตนให้โลกได้รู้ เช่นเดียวกับลิลิตยวนพ่าย่ซึ่ง สมเด็จกรมพระยาดำรงให้ความเห็นว่าเป็นลิลิตที่ผู้แต่งมีความ เชี่ยวชาญและเป็นกวีที่สำคัญ แต่เป็นงานที่อาภัพเนื่องจากไม่มีคน อ่านเพราะความยากของถ้อยคำที่ใช้ประพันธ์ ได้มีความพยายามมาเป็นเวลานานที่จะค้นหาผู้รจนา ลิลิตที่เป็นต้นแบบการประพันธ์ลิลิต โดยเฉพาะลิลิตยวนพ่าย ที่ บรรดาผู้รู้ต่างปลงใจเชื่อว่าผู้แต่งต้องเป็นชาย เพราะมีความรู้เรื่อง ต่างๆ ทั้งศาสนาพุทธ และพราหมณ์ รวมทั้งพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เล่า ไว้ในงานลิลิตนี้ มีเพียงผู้เดียวคือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.วิภา กงกะนันท์ ศิษย์ผู้ใกล้ชิดกับ ม.ล. บุญเหลือ เทพยสุวรรณ ผู้อาจ เป็นแรงบันดาลใจในการติดตามศึกษาค้นหาผู้รจนาลิลิตทั้งสองมา เป็นเวลายาวนานกว่าสามทศวรรษ จนในที่สุดได้นำเสนอว่าผู้ รจนาลิลิตยวนพ่าย และลิลิตพระลอ นี้เป็นบุคคลเดียวกันและเป็น ผู้หญิง


๑๖๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ในรายงานบทสรุปประมวลผลการวิจัยว่าด้วยการค้นพบ ประวัติผู้แต่งกวีนิพนธ์เรื่องยวนพ่ายและลิลิตพระลอ ผู้วิจัย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.วิภา กงกะนันท์ ได้ให้รายละเอียด สรุปว่า “...การศึกษาประวัติผู้แต่งกวีนิพนธ์เรื่องยวนพ่ายและ ลิลิตพระลอใช้วิธีการวิจัยแบบมนุษยศาสตร์บูรณาการ โดย การศึกษาภาคสนาม การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์จัดระเบียบคำ การอภิปรายและเสวนา การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยภาพถ่ายทาง อากาศและแผนที่ เพื่อสืบหาผู้แต่งกวีนิพนธ์ ผลการศึกษาพบว่า ผู้แต่งกวีนิพนธ์เรื่องยวนพ่ายและลิลิตพระลอเป็นบุคคล เดียวกัน คือ เจ้านายสตรีในพระราชวงศ์สุโขทัย กวีนิพนธ์เรื่อง ยวนพ่ายน่าจะประพันธ์ขณะดำรงตำแหน่งพระมเหสีหรือพระ ราชเทวีในสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เป็นบทประพันธ์ เทิดพระเกียรติ มีเนื้อหาเป็นสารคดี วัตถุดิบส่วนใหญ่ทีใช้ในการ ประพันธ์คือประวัติศาสตร์ไทย สมัยสุโขทัยตอนปลายและอยุธยา ตอนต้นรวมทั้งประสบการณ์ความรู้สึกนึกคิดความปรารถนา อารมณ์อุดมคติและจินตนาการของกวีส่วนลิลิตพระลอแต่งเมื่อ ครั้งที่กวีดำรงฐานะเป็นสมเด็จพระบรมราชชนนีหรือสมเด็จพระ มาตุจฉาเจ้าในสมเด็จพระรามาธิบดีที่๒ซึ่งเป็นพระราชโอรสรุ่น เล็กในสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถลิลิตพระลอเป็นบทประพันธ์ ประเภทจินตคดีโดยกวีใช้จินตนาการประสบการณ์รวมทั้ง ความรู้สึกนึกคิดความปรารถนาอุดมคติและอารมณ์ของตนเป็น วัตถุดิบในการประพันธ์” นอกจากนี้ผู้วิจัยยังได้ให้คำอธิบาย เกี่ยวกับผู้ประพันธ์ว่า “...จิตใจละเอียดอ่อนประณีต บางครั้ง อ่อนแอ มีสถานภาพสูงในทางสังคมทางการเมือง รอบรู้ใน ประเพณีและวิถีชีวิตในราชสำนักไทยโบราณ โดยเฉพาะกิจการ


๑๗๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ของสตรีในวัยต่างๆ และสถานการณ์ต่างๆ มีประสบการณ์ชีวิตสูง มีความเป็นตัวของตัวเอง มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง...” การค้นพบผู้ประพันธ์งานลิลิตยวนพ่าย และลิลิตพระลอ จากการศึกษาวิจัยของวิภา กงกะนันท์ ไม่ได้รับการตอบรับ สนับสนุนจากแวดวงผู้ทรงคุณวุฒิด้านวรรณคดี ซึ่งแต่เดิมส่วน ใหญ่เชื่อกันมาว่าผู้แต่งยวนพ่ายนั้นเป็นภิกษุสงฆ์ เนื่องจากมี ความรู้พิธีกรรม และคติทางศาสนาต่างๆ ส่วนลิลิตพระลอ ฉาก รักที่บรรยายอย่างงดงามนั้นทำให้นักอ่านบางคนโดยเฉพาะนัก สิทธิสตรีรุ่นใหม่ปฏิเสธที่จะอ่านเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องลามกและ เป็นการกดขี่ผู้หญิง ดังนั้นจึงยากนักที่จะเชื่อได้ว่าจะมีผู้หญิงที่มี ความสามารถเล่าเรื่องแนวอีโรติกเช่นนี้ได้ บทสรุปจึงดูเหมือนว่า เป็นไปไม่ได้ที่หญิงไทยเมื่อ ๕๐๐ กว่าปีที่ผ่านมาจะมีความรู้ทาง ศาสนาและความสามารถทางภาษาเก่งกล้าพอที่จะรจนางานที่ ทรงคุณค่าทั้งลิลิตยวนพ่าย และลิลิตพระลอ ได้ จึงยังคงเป็นความ ท้าทายที่นักอ่านนักคิดแนวสตรีนิยมควรร่วมกันคลี่คลายค้นหา รวมทั้งสดุดีผลงานของผู้รจนาต่อไป ใดใดในโลกล้วน อนิจจัง คงแต่บาปบุญยัง เที่ยงแท้ คือเงาติดตัวตรัง ตรึงแน่น อยู่นา ตามแต่บาปบุญแล ก่อเกื้อ รักษา


๑๗๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ พื้นที่ของผู้หญิงในโลกวรรณกรรม การศึกษางานเขียนของผู้หญิงในโลกวรรณกรรมของไทย ทำให้ได้พบความสามารถในการเล่าเรื่องของผู้หญิงในหลากหลาย รูปแบบของการประพันธ์ที่มีมาแต่ในอดีต และผลงานของหลาย คนไม่ได้รับการอ่านแบบเอาเรื่องเพื่อรับรู้รสวรรณกรรม และ เนื้อหาที่นำเสนอจากนักอ่านในปัจจุบันเท่าที่ควร การที่ได้รับ โอกาสอ่านเขียนเรียนรู้ทำให้ผู้หญิงทุกยุคสมัยสามารถเดินทางเข้า สู่โลกหนังสือ และพบศักยภาพพร้อมมีความเชื่อมั่นในการรจนา เล่าเรื่องของตน แน่นอนว่าผู้หญิงที่มีโอกาสเช่นนี้ต้องเป็นผู้ที่อยู่ ในระดับอภิสิทธ์ชน ที่มีเวลาเพียงพอในการเสพรสวรรณคดีและมี ความเชื่อมั่นในการสร้างสรรค์งานเขียนของตน ยังไม่ปรากฏ หลักฐานงานเขียนของหญิงสามัญชนในอดีต แม้ในภาพรวมไม่เคย มีการกีดกันผู้หญิงในโลกวรรณกรรม แต่ปัจจัยทางชนชั้นก็เป็น ข้อจำกัดทำให้ผู้หญิงไม่ได้รับโอกาสเช่นนี้ถ้วนทั่วทุกคน ความสำเร็จของกวีหญิงในอดีตจากผลงานของตน เช่น พระมะ เหลเถไถ ของคุณสุวรรณ เพลงยาวของคุณพุ่มสะท้อนให้เห็นว่ามี กลุ่มผู้อ่านทั้งหญิงชายติดตามสนับสนุนงานเขียนของผู้หญิง และ ทำให้กวีหญิงเช่น คุณพุ่มสามารถแต่งกลอนเลี้ยงชีพได้ เช่นเดียวกับนักเขียนหญิงในรุ่นต่อมา เช่น ร.จันทพิมพะ ก.สุรางคนางค์ และดอกไม้สด นักเขียนหญิงในสังคมไทยจะไม่ ปกปิดชื่อเสียงของตนจากผลงานประพันธ์ แม้ต่อมามีการใช้ นามปากกาแต่ก็สามารถสืบค้นหาตัวตนที่แท้จริงได้ ผลงานเขียน ที่มีมาแต่ในอดีตสองสามเรื่องที่ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง อันได้แก่ ลิลิต ยวนพ่าย ลิลิตพระลอ และบันทึกสมัยกรุงธนบุรี ที่มีการสืบค้นว่า ผู้เขียนคือใคร ในขณะที่ได้พบว่าบันทึกสมัยกรุงธนบุรีต้น


๑๗๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ รัตนโกสินทร์นั้นเป็นการบันทึกของกรมหลวงนรินทรเทวี แต่ลิลิต ชั้นครูสองเรื่อง คือ ลิลิตยวนพ่าย และลิลิตพระลอยังไม่สามารถ หาข้อสรุปร่วมกันได้ เป็นที่น่าเสียดายว่าแม้จะมีการศึกษาวิจัยอัน ยาวนานแต่ก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับเพราะเพียงเหตุผลที่ว่างานสองชิ้น นั้นมีเนื้อหาอันลึกซึ้งและความงามโดยเฉพาะการบรรยายฉากรัก ในลิลิตพระลอ เกินความสามารถรอบรู้ของหญิงไทยในอดีต อาจ เป็นเพราะเหตุนี้ด้วยกระมังที่ทำให้ผู้ประพันธ์ไม่จารึกนามของตน ในงานเขียนที่ทรงคุณค่าทั้งสองนี้ เช่นเดียวกับ คุณหญิงดำรง ธรรมสาร (ใหญ่ วิเศษศิริ) ผู้ประพันธ์หนังสือ ปฏิปัตติวิภัชน์ ผลงานทางธรรมมาแต่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยไม่ลงนามผู้เขียนทำ ให้เข้าใจกันว่าเป็นผลงานของพระภิกษุที่มีชื่อเสียงสองรูป จึงได้มี การค้นคว้านานหลายปีจนได้พบว่าเป็นงานเขียนของผู้หญิงที่มี ความรู้อย่างลึกซึ้งทางธรรม นักเขียนหญิงในสังคมตะวันตก เช่น เจน ออสติน ผู้มีผลงานนวนิยายหลายเล่ม และยังมีคนอ่านและ ได้รับการยกย่องจนถึงทุกวันนี้ เมื่อนิยายเรื่องแรกของเธอเรื่อง Sense and Sensibility ได้รับการจัดพิมพ์ ก็ใช้นามปากกาว่า A Lady และในช่วงชีวิตของเจน ออสติน ผลงานนวนิยายที่ได้รับ การจัดพิมพ์ทุกเล่มไม่เคยปรากฏชื่อของตนเป็นเจ้าของผลงาน นักเขียนหญิงสามพี่น้องสกุลบรองเตผู้ประพันธ์ เรื่อง Wuthering Height และ Jane Eyre เมื่อส่งไปตีพิมพ์ก็ต้องใช้นามแฝงเป็น ชาย เนื่องจากสังคมยุคนั้นยังมีอคติทางเพศสภาพ และติดยึดว่า พื้นที่ของผู้หญิงอยู่ในบ้าน และงานประพันธ์ไม่ใช่หน้าที่ของผู้หญิง เมื่อรับรู้ว่าวรรณกรรมนั้นเป็นงานเขียนของผู้หญิงผู้อ่านที่เคยนิยม ยกย่องชมเชยก็แปรเปลี่ยนความคิดเห็นได้ทันที และจะหยิบยก หลักเกณฑ์ทางศีลธรรมมาตัดสินโจมตีเนื้อเรื่องในนวนิยายของ


๑๗๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ผู้หญิง แม้ปัจจุบันพื้นที่ในโลกวรรณกรรมของผู้หญิงได้เปิดกว้าง ขึ้น แต่รากลึกของความเชื่อและอคติต่างๆ ทางเพศสภาพยังคง ดำรงอยู่


๑๗๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ รายชื่อหนังสืออ่าน เรียงตามลำดับที่กล่าวถึงในบทความ ๑. สารานุกรมแนะนำหนังสือดี ๑๐๐ เล่มที่คนไทยควรอ่าน วิทยากร เชียงกูลและคณะ สำนักงานกองทุนสนับสนุน การวิจัย พ.ศ.๒๕๔๒ ๒. คุณค่าของทำเนียบนักเขียนและรายชื่อวรรณคดีสยาม ของพระสารสาสน์พลขันธ์ต่อการศึกษาวรรณคดีไทย เสาวณิต วิงวอน วรรณา นาวิกมูล กุลวดี มกราภิรมย์ สรณัฐ ไตลังคะ ๓. การเรียกร้องสิทธิสตรีของหญิงไทย (พ.ศ.๒๓๙๘-๒๔๗๕) ศิริพร สะโครบาเน็ค สตรีทัศน์ ฉบับเดือนสิงหาคมตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ ๔. สตรีไทย รายสัปดาห์ พ.ศ. ๒๔๖๙ ๕. หญิงคนชั่ว ก.สุรางคนางค์ ๖. วรรณกรรมชิ้นสุดท้าย ดอกไม้สด สำนักพิมพ์คลังวิทยา พ.ศ.๒๕๑๗ ๗. หนึ่งในร้อย ดอกไม้สด สำนักพิมพ์คลังวิทยา พ.ศ. ๒๔๙๒ ๘. วิเคราะห์รสวรรณคดีไทย ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ ๙. แม่สายสะอื้น อ.ไชยวรศิลป์ สำนักพิมพ์แพร่พิทยา ๑๐.เฟซบุ๊ก อ.ไชยวรศิลป์ https://www.facebook.com/AChaiworailp/ ๑๑.วิเคราะห์เรื่องสั้นของ ร.จันทพิมพะ ในแง่กลวิธี การแต่ง ศิลปะ การใช้ภาษาและแนวคิด ปราณี พรหมจรรย์


๑๗๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ปริญญานิพนธ์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ ๑๒.เราลิขิต บนหลุมฝังศพวาสิฏฐี ร.จันทพิมพะ สำนักพิมพ์ แพร่พิทยา พ.ศ. ๒๕๑๔ ๑๓.รวงทองรำลึก หนังสืองานศพของนางสาวรวงทอง จัน ทพิมพะ พ.ศ. ๒๔๙๘ ๑๔.พิภพนักการประพันธ์ไทย ยศ วัชรเสถียร (ยุธิษเฐียร) สยามสมัยรายสัปดาห์ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๔ ๑๕.ทุติยวิเศษ ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ สำนักพิมพ์เคล็ด ไทย พ.ศ. ๒๕๑๑ ๑๖.แนวคิดเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรมในนวนิยายของ ‘บุญเหลือ’ รื่นฤทัย สัจจาพันธุ์ วารสารมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕ ๑๗.ความสำเร็จและความล้มเหลว ม.ล.บุญเหลือ เทพย สุวรรณ, สำนักพิมพ์สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๖ ๑๘.๑๐๐ ปีชาตกาล หม่อมหลวง บุญเหลือ เทพยสุวรรณ จุล สารลายไทยฉบับพิเศษวันภาษาไทยแห่งชาติ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ภาควิชาภาษาไทย คณะศิลป ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โรงพิมพ์มหาวิทยา ลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๕๕ ๑๙.หัวเลี้ยวหัวต่อของวรรณคดีไทย ใน วรรณไวทยากร ชุมนุมบทความทางวิชาการฉบับวรรณคดี ม.ล บุญเหลือ


๑๗๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เทพยสุวรรณ ร่วมกับ เจตนา นาควัชระ โครงการตำรา สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ ๒๐.อ่านทุติยวิเศษ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๗ เจตนา นาควัชระ สงขลานครินทร์ ฉบับสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม – เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๙ ๒๑.ปัญญาแห่งยุคสมัย คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง โดยสุกัญญา หาญตระกูล สำนักพิมพ์ซิลค์เวิร์ม พ.ศ. ๒๕๕๘ ๒๒.เหมือนดาวส่องแสงอยู่ทั่วฟากฟ้า สารนิยายชีวิตครูองุ่น มาลิก โดยชมัยพร แสงกระจ่าง สำนักพิมพ์บางคมบาง พ.ศ. ๒๕๖๖ ๒๓.ความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี และพระราช วิจารณ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (เฉพาะตอน พ.ศ.๒๓๑๐-๒๓๖๓) ธรรมนิตย์ ชำนาญ บรรณาธิการ ไทยควอลิตี้บุ๊คส์ ๒๔.ดำรงธรรม คุณหญิงดำรงธรรมสาร(ใหญ่ วิเศษศิริ) มาร์ติน ซีเกอร์ และนริส จรัสจรรยาวงศ์ บรรณาธิการ ๒๕.อัตชีวประวัติหม่อมศรีพรหมา กฤดากร สำนักพิมพ์สาร คดี พ.ศ. ๒๕๖๒ ๒๖.กาเลหม่านไต คุณบรรจบ พันธุเมธา โครงการเผยแพร่ เอกลักษณ์ของไทย คณะกรรมการเผยแพร่เอกลักษณ์ของ ไทย สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๒๖ ๒๗.การสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของชาติ จำนงค์ ทองประเสริฐ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ <https://thai-notes.com/ ภาษาไทย ๕ นาที.html?การสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของชาติ>


๑๗๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ๒๘.กลอนเพลงยาวเรื่องหม่อมเป็ดสวรรค์ และพระอาการ ประชวรของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ คุณสุวรรณ กรม ศิลปากร พิมพ์ชำร่วยในการทอดกฐินพระราชทานของ กรมศิลปากร ณ.วัดเทพธิดาราม ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๗ ๒๙.รวมวรรณคดี ๕ เรื่อง กรมศิลปากร สำนักพิมพ์เสริมวิทย์ บรรณาคาร พ.ศ. ๒๕๑๖ ๓๐.บทละครเรื่องพระมะเหลเถไถ บทละครเรื่องอุณรุทร้อย เรื่อง บทละครเรื่องระเด่นลันได โดยคุณสุวรรณ และพระ มหามนตรี (ทรัพย์) กรมศิลปากร สำนักพิมพ์เกษมบรรณ กิจ พ.ศ. ๒๕๑๐ ๓๑.อุณรุทร้อยเรื่อง: บทสำรวจใหม่ นิยะดา เหล่าสุนทร วารสารมนุษยศาสตร์ ฉบับบัณทิตศึกษา มหาวิทยาลัย รามคำแหง ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๑ (มกราคม – มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๐) ๓๒.แผ่นดินที่สาม สมภพ จันทรประภา ประพันธ์ในมหามงคล เฉลิมพระเกียรติวันพระบรมราชสมภพครบ ๒๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว วันอังคารที่ ๓๑ มีนาคม พุทธศักราช พ.ศ. ๒๕๓๐ ๓๓.กวีนิพนธ์คุณพุ่ม กรมศิลปากร พ.ศ. ๒๕๖๓ ๓๔.รายงานการเขียนหนังสือประวัติวรรณคดีไทยโบราณว่า ด้วยผู้แต่งกวีนิพนธ์เรื่องยวนพ่าย และลิลิตพระลอ ด้วย ความสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ครั้งที่ ๑ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.วิภา กงกะนันท์ ผู้รายงาน ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓


๑๗๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ


๑๗๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ผู้หญิงสร้ำงบ้ำนแปงเมือง ปำนจิตต์ แก้วสว่ำง งานเขียนเรื่องผู้หญิงสร้างบ้านแปงเมือง ต้องการเล่าเรื่อง บทบาทของผู้หญิงผ่านการบันทึกในประวัติศาสตร์ โดย รวบรวม เรื่องราวผู้หญิงบางคนที่ได้รับการกล่าวถึงในอดีต เรื่องราวน่า จดจำและเรียนรู้ถึงบทบาทผู้หญิงในการร่วมสร้างประวัติศาสตร์ ชาติ เรื่องเล่านี้เป็นการเรียบเรียงจากเอกสารต่างๆ และต้องการ นำเสนอประวัติศาสตร์จากมุมมองของผู้หญิง เรื่องราวบทบาท ของหญิงในอดีตมิได้มีการบันทึกในประวัติศาสตร์หน้าหลักแต่พอ หาอ่านได้จากบันทึกของนักเดินทางต่างชาติ เช่น จดหมายเหตุ วัน วลิต พ.ศ. ๒๑๘๓ ซึ่งมีเมียเชื้อสายมอญ เล่าเรื่องออกญา พิษณุโลกทุบตีพระวิสุทธิกษัตริย์ บันทึกของอเล็กซานเดอร์ ฮามิล ตัน พ่อค้าชาวอังกฤษ พ.ศ. ๒๒๖๒ กล่าวถึงท้าวทองกีบม้า หรือ นางมารี กีมาร์ เดอ ปิน่า หญิงลูกครึ่งโปรตุเกสญี่ปุ่น เมียของ เจ้าพระยาวิชาเยนท์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ที่ประสบเคราะห์ กรรมหลังสามีสิ้นอำนาจและถูกฆ่า และต่อมาได้เป็นหัวหน้าห้อง


๑๘๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เครื่องของหวานสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ หญิงที่สร้างสรรค์ ตำรับการทำขนมทำให้ชาวสยามรู้จักทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ทองม้วน ขนมสัมปันนี ขนมหม้อแกงและสังขยา ที่ ดัดแปลงจากต้นฉบับของโปรตุเกส มาเป็นขนมไทยจนถึงทุกวันนี้ นอกจากงานเขียนของชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาทำ การค้าแต่ครั้งสมัยอยุธยาที่เขียนเล่าเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของ หญิงชาย และเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในยุคสมัยแล้ว ยังได้พบ พงศาวดารไม่ระบุผู้เขียนที่เล่าเหตุการณ์เสียกรุงปีพ.ศ.๒๓๑๐ และการก่อร่างสร้างกรุงธนบุรี และกรุงเทพ ซึ่งต่อมาได้มีการ ค้นคว้าศึกษาจนในที่สุดรัชกาลที่ ๕ ทรงวินิจฉัยผู้เขียนคือ เจ้า ครอกวัดโพ น้องสาวต่างมารดาในรัชกาลที่ ๑ และต่อมาเรียกงาน บันทึกนี้ว่า จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี อาจกล่าวได้ว่าเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ชาติผ่านมุมมองและ การเขียนแบบผู้หญิงชิ้นแรกๆ คริสต์ เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร ในงานเขียนเรื่อง ประวัติศาสตร์อยุธยา ห้าศตวรรษสู่โลกใหม่ ได้กล่าวถึงบทบาท สำคัญของผู้หญิงต่อบ้านเมืองว่ามีไม่น้อยไปกว่าชายและเป็นแกน ของสังคม แต่ในวัฒนธรรมของขุนนางผู้หญิงเป็นผู้รับใช้และมีการ กำกับดูแลอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้สังคมโกลาหลวุ่นวาย “สังคมเมืองสมัยอยุธยาผู้หญิงเป็นแกนของ สังคม ในฐานะเป็นต้นตระกูล ผู้ดูแล ผู้จัดการทรัพย์สิน และผู้หาเลี้ยงครอบครัวครอบครัวเป็นประหนึ่งสมาคม ของผู้หญิง ซึ่งพัฒนามาจากบทบาทผู้หญิงแกร่งและ มั่นใจสูง ก่อร่างมาจากความเป็นเมืองและสังคมการค้า


๑๘๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ส่วนผู้ชายผูกโยงอยู่กับที่ดินจึงอยู่กับที่มากกว่า ชาย ได้เปรียบตรงที่มีร่างกายกำยำและกำลังวังชาเหนือกว่า จึงมีบทบาทนำขึ้นได้ ดังที่พบเห็นในสังคมชาวโลก และ กลายเป็นกรณีของสยามด้วยเมื่อสังคมชาวนาพัฒนาขึ้น ในสมัยรัตนโกสินทร์ ขณะที่วัฒธรรมของขุนนางมีกษัตริย์ เป็นต้นแบบ มีแนวคิดเรื่องความเป็นเจ้าของ กษัตริย์เป็น เจ้าของอาณาจักร ประชากร และพื้นที่ ขุนนางมีสิทธิ เหนือสมาชิกในครอบครัว บ่าวไพร่ที่พึ่งขุนนางก็มี แบบอย่างมาจากกษัตริย์ซึ่งเป็นเจ้าของบาทบริจาริกา เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ ในวัฒนธรรมนี้ผู้หญิงเป็นผู้รับ ใช้ เพศวิถีผู้หญิงต้องอยู่ในกำกับอย่างเคร่งครัด เพราะ มองว่าอาจเป็นเหตุให้สังคมโกลาหล” บทบาทหญิงชายในพระราชศาสตร์ กฎหมายของอยุธยา ได้เขียนไว้ว่า “หญิงชายให้ทำการเพาะปลูก นำพืชผลที่ได้ไปถวาย พระสงฆ์” จะเห็นว่าในไร่นาหญิงสามัญชนทำงานเป็นแรงงาน สำคัญเหมือนชาย เพราะการมีส่วนร่วมในการทำมาหากินและยัง เป็นแกนของสังคมและครอบครัว ผู้หญิงจึงมีบทบาทสำคัญแต่ใน ขณะเดียวกันก็ถูกครอบงำจากสังคมที่ชายเป็นใหญ่ได้มีการ กำหนดบทบาททางเพศภาวะผ่านวัฒนธรรมและกฎระเบียบ ใน สังคมขุนนางผู้หญิงจึงเป็นเพียงบาทบริจาริกา ที่ต้องได้รับการ ควบคุมและกีดกั้นการมีอำนาจ แต่เรื่องเล่าจากนักเดินทางได้ สะท้อนให้เห็นว่าหญิงไทยมิได้ยอมเป็นฝ่ายรองรับอำนาจเป็นฝ่าย ถูกกระทำเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้มีความสามารถเสาะแสวงหา พื้นที่ให้ปรากฎตัวตนของตนจนได้รับการกล่าวขานบันทึกไว้ใน


๑๘๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ประวัติศาสตร์ ดั่งที่หม่าฮวน ล่ามของคณะเดินเรือเจิ้งเหอ ได้ บันทึกว่ากษัตริย์ของประเทศและสามัญชนต่างมีเมียจัดการทุก อย่างทั้งธุรกรรมการค้าใหญ่หรือน้อย และพวกเขาจะทำตามที่ เมียตัดสินใจ เพราะปัญญาของบรรดาเมียมีมากกว่าของผู้ชาย พื้นที่และบทบำทผู้หญิงในบันทึกต่ำงชำติ เรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้หญิงในบันทึกพงศาวดารไทยไม่เห็นได้ ชัดเจนเหมือนในจดหมายบันทึกของนักเดินทางต่างชาติ ที่เล่า เรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนและสังเกตบทบาทกิจกรรมของ ผู้หญิงในยุคสมัยที่หาเลี้ยงตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ชาย ทำงาน เป็นกอบเป็นกำและเลี้ยงดูสามี เยเรเมียส ฟาน ฟลีต (Jeremias van Vliet) หรือที่คน ไทยเรียกกันว่า วัน วลิต นายสถานีการค้าบริษัทอีสต์อินเดียชาว ฮอลันดา ซึ่งเข้ามาประจำอยุธยาสมัยพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. ๒๑๗๖-๒๑๘๕) และเขียนบันทึกเรื่องราวที่รู้จักกันในชื่อจดหมาย เหตุวัน วลิต ได้เขียนถึงผู้หญิงช่วงเวลานั้นไว้ว่า “ผู้หญิงทำงาน แทบทุกอย่างในท้องนา พายเรือไปตามลำน้ำ และทำสิ่งอื่นอีก มากมาย” ขณะที่ ลา ลูแบร์ (Simon de La Loubère) หัวหน้า คณะทูตฝรั่งเศสได้บันทึกไว้ในจดหมายเหตุลาลูแบร์ ปี พ.ศ. ๒๒๒๘ ว่า “พวกภรรยาไปไถนา ไปขายของในเมือง การที่ผู้ชาย ถูกเกณฑ์ไปเข้าเวรยามทำงานหลวง ๖ เดือน ทำให้ผู้หาอาหาร ดูแลเศรษฐกิจตกเป็นภาระของเมีย แม่และลูกสาว เมื่อผู้ชาย กลับมาบ้านส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ว่าจะทำงานอะไร เพราะไม่ได้ฝึกงาน


๑๘๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ อาชีพให้เชี่ยวชาญเมื่อพ้นจากงานหลวง ได้แต่นั่งเอนหลัง กิน เล่น สูบยาสูบแล้วก็นอนไปวันหนึ่ง ๆ เท่านั้น” บันทึกของคณะทูตเปอร์เซียเขียนถึงหญิงในสยามว่า “ผู้หญิงไปขายของที่ตลาด ทำงานออกแรงหนัก พายเรือไปมา รอบๆ หมู่บ้าน หาเลี้ยงตัวเองไม่ต้องพึ่งพาผู้ชาย” จดหมายเหตุอเล็กซานเดอร์ ฮามิลตัน (Alexander Hamilton) พ่อค้าชาวอังกฤษเขียนไว้ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๓ สมัยปลายอยุธยาว่า “ที่สยามมีแต่ผู้หญิงที่ค้าขายเป็นกอบ เป็นกำ ทำงานเลี้ยงดูสามี” นอกจากนี้ ปีพ.ศ. ๑๙๖๕ บันทึกของหม่าฮวน ล่ามของ คณะเดินเรือเจิ้งเหอสมัยพระเจ้ารามราชากษัตริย์องค์สุดท้ายของ ราชวงศ์อู่ทองอาณาจักรอยุธยา บรรยายว่า “บ้านของผู้คนสยาม สร้างเป็นชั้น ชั้นบนไม่ได้ใช้กระดานทำพื้นแต่ใช้ไม้ของต้นหมาก ผ่าแยกเป็นริ้วคล้ายผ่าแยกต้นไผ่ บนพื้นนี้ลาดด้วยเสื่อทำจาก หวายและเสื่อไผ่ พวกเขาใช้นั่ง นอน กินและพักผ่อน ผู้ชายเกล้า ผมมวยและใช้ผ้าขาวพันรอบหัว บนลำตัวนุ่งผ้าถุงยาว ผู้หญิง เกล้าผมมวยเหมือนกันและใส่ชุดยาว กษัตริย์ของประเทศและ สามัญชน ที่เมียจัดการทุกอย่าง ธุรกรรมการค้าใหญ่หรือน้อย พวกเขาจะทำตามที่เมียเขาตัดสินใจ ปัญญาของบรรดาเมียมี มากกว่าของผู้ชาย” บันทึกของผู้มาเยือนชาวต่างชาติทำให้ได้พบและรับรู้ เรื่องราวบทบาทของหญิงในสยามอย่างรอบด้าน ทั้งบทบาททาง เศรษฐกิจ ดูแลครอบครัว และบทบาทในการตัดสินใจ ผู้หญิง ทำงานเลี้ยงตนเอง เลี้ยงครอบครัว กระทั่งทำการค้าให้บ้านเมือง แต่งเรือสำเภาส่งไปค้าขายต่างเมือง เก็บภาษีอากรเข้าราชสำนัก


๑๘๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ไม่แพ้ชายและมีสติปัญญามากกว่าของ ผู้ชาย ผู้หญิงรับบทบาทหลักทำงานเลี้ยงครอบครัวมานมนานเป็น แรงงานหลักหารายได้คอยดูแลปากท้องของคนในครอบครัว ดังนั้นประเด็นที่น่าสนใจและควรมีการคลี่วิเคราะห์คือวัฒนธรรม ชายเป็นใหญ่ที่ครอบงำควบคุมผู้หญิงเกิดจากปัจจัยอันใดนอกจาก ความแตกต่างทางสรีระ และเริ่มต้นอย่างเป็นระบบได้อย่างไร และวัฒนธรรมที่ควบคุมเพศภาวะของหญิงมีผลอย่างใดในการ ดำเนินชีวิตประจำวันของผู้หญิง ความกลัวว่าหญิงจะมีอำนาจใน การปกครองบ้านเมืองเทียบเท่าชายเป็นปัจจัยหลักในการ กำหนดให้ผู้หญิงเป็นได้เพียงบาทบริจาริกาในสังคมของขุนนาง เป็นปัจจัยหลักหรือไม่ ประวัติศาสตร์ของหญิงต่อบ้านเมืองมัก ไม่ได้มีการเขียนบันทึกไว้มากนัก เพราะพื้นที่ของผู้หญิงถูกจัดให้ อยู่ฝ่ายในราชสำนักและครอบครัวอันเป็นโลกส่วนตัว บทบาทใน พื้นที่สาธารณะอันเกี่ยวข้องกับอำนาจการตัดสินใจกำหนดชะตา กรรมของบ้านเมืองจึงยังคงซ่อนเร้นในบันทึกประวัติศาสตร์และ พงศาวดารหลักของชาติ เรื่องราวของผู้หญิงที่ก้าวนำมาเป็นผู้ปกครอง ดูแล บ้านเมืองยังมีการบันทึกอย่างเป็นระบบน้อยมาก ที่กล่าวถึงอย่าง มาก คือ ท้าวศรีสุดาจันทร์ หญิงผู้ขึ้นมาเป็นแม่อยู่หัวดูแลราชการ บ้านเมืองอยุธยาระหว่าง พ.ศ. ๒๐๘๙ - ๒๐๙๑ ให้กับพระยอด ฟ้าลูกชายอายุ ๑๑ ปี หลังการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระไชย ราชาธิราช จากบันทึกของวัน วลิตทำให้เห็นภาพว่าพระนางมา จากตระกูลสูง เป็นหญิงที่มีความรู้ได้รับการอบรม และมี ความสามารถ จึงมีอำนาจสามารถออกคำสั่งเปลี่ยนไพร่พล กองทัพหัวเมืองทางเหนือลงมาเมืองหลวงได้ ส่วนขุนวรวงศาธิราช


๑๘๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ชายชู้ซึ่งเป็นญาติของพระนาง มีหน้าที่อ่านแปลหนังสือ พงศาวดารของต่างประเทศให้แก่พระเจ้าอยู่หัว บทบาทท้าวศรี สุดาจันทร์ที่ได้รับการจารึกไว้เน้นแต่ในด้านมืด เช่น การวางยา ลอบปลงพระชนม์พระสวามี และเป็นชู้กับขุนวรวงศาธิราช ตาม บันทึกของเฟอร์มา เมนเดส ปินโต นักสำรวจชาวโปรตุเกสที่ต่อมา ได้มีการจัดพิมพ์ในหนังสือชื่อ Pilgrimage เมื่อพระนางตั้งท้องแก่ จึงตัดสินใจทำรัฐประหารในพ.ศ.๒๐๙๑ โดยถอดพระยอดฟ้าออก จากราชบัลลังก์และแต่งตั้งขุนวรวงศาธิราชขึ้นครองราชบัลลังก์ แทนต่อมาได้มีการสำเร็จโทษพระยอดฟ้า พระนางและกษัตริย์ องค์ใหม่อยู่ในอำนาจได้เพียง ๔๒ วันก็ถูกลอบปลงพระชนม์พร้อม ทั้งพระธิดาสองพระองค์ พระเทียรราชาได้ขึ้นครองเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่าพระมหาจักรพรรดิ์ (พระเจ้าช้างเผือก) โดยมี ผู้สนับสนุนคือขุนพิเรนทรเทพซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นพระมหาธรรมา ราชาธิราช ครองเมืองพิษณุโลก พร้อมกับมอบพระธิดาพระวิสุทธิ กษัตรีย์ เป็นพระมเหสี เรื่องของท้าวศรีสุดาจันทร์จึงได้ รับการถ่ายทอดพร้อมกับคำตัดสินว่าพระนางคือหญิงชั่วใน ประวัติศาสตร์สยาม วัน วลิต ได้เขียนในบันทึกว่า “พระสวัสดิราชหรือพระวิ สุทธิกษัตรีย์ เป็นหญิงสูงศักดิ์ที่มีอำนาจทางการเมือง มีเส้นสาย สามารถจัดหากระสุนดินดำสินค้าต้องห้ามของกรุงศรีอยุธยาลอบ ขนส่งไปให้กองทัพพม่า และชักชวนออกญาจักรีเข้าร่วมรบกับ พม่า” และยังได้เล่าเรื่องพระมหาจักรพรรดิ์ได้ส่งทหารจากอยุธยา ไปทำร้ายพระมหาธรรมราชาหลังได้รับรายงานว่าพระวิสุทธิ กษัตรีย์ถูกพระมหาธรรมราชาทุบตี “พระมเหสีพระวิสุทธิกษัตรีย์ ทะเลาะกับออกญาพิษณุโลกแล้วถูกทุบตีพระมหาจักรพรรดิผู้เป็น


๑๘๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ พ่อโกรธพระมหาธรรมราชา ตอนนั้นยังเป็นออกญาพิษณุโลก ได้ สั่งให้ทหารจากกรุงศรีฯไปฆ่าเจ้าเมืองพิษณุโลก กรุงศรีอยุธยากับ พิษณุโลกมีความสัมพันธ์ไม่ราบรื่นเจ้าเมืองพิษณุโลกทราบข่าวจึง หนีไปหงสาวดีและขอร้องให้พระเจ้าหงสาวดีทำสงครามกับ สยาม” พงศาวดารของไทยได้บันทึกความขัดแย้งในช่วงนี้ว่า “พระมหาธรรมราชาอยู่ฝ่ายอยุธยาแต่ทำตัวห่างเหิน....พระมหา ธรรมราชาทำให้อยุธยาเสียแก่หงสาวดี ขณะที่หงสาวดีปิดล้อม อยุธยาอยู่ ได้ให้ญาติฝ่ายพระมเหสีและขุนนางที่เข้ากับตนเปิด ประตูเมืองให้ทหารหงสาวดี และทหารพิษณุโลกเข้ายึดเมืองได้” ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีผลต่อการเปลี่ยนรูปโฉม ประวัติศาสตร์ไทยทำให้ไทยเสียกรุงแก่พม่า หนังสือคำให้การกรุง เก่าหรือโยธยา ยาสะเวงที่พม่าเรียบเรียงขึ้นจากคำบอกเล่าของ เชลยศึกชาวอยุธยา แปลเป็นภาษาไทยเมื่อปีพ.ศ. ๒๔๕๕ ได้เล่า เรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปีพ.ศ. ๒๐๙๒ และระบุว่าพระบรม ดิลก พระราชธิดาของของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับพระศรี สุริโยทัยซึ่งเป็นน้องสาวของพระวิสุทธิกษัตรีย์ ได้ออกรบในชุด พระมหาอุปราชจนเสียชีวิต ส่วนพระราชพงศาวดารกรุงสยามที่ กรมศิลปากรได้จากบริติช มิวเซียม กรุงลอนดอน บันทึกว่าพระ สุริโยทัยตามเสด็จพระมหาจักรพรรดิและพระเจ้าแปร แห่งกรุง หงสาวดี(อุปราชบุเรงนอง) ฟันจนเสียชีวิตเพราะไม่รู้ว่าเป็นหญิง แต่พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐบันทึกว่าสิ้น พระชนม์ ทั้งพระสุริโยทัยและพระบรมดิลกในการยุทธหัตถีครั้งนี้ ประเด็นที่น่าถกเถียงคือทำไมจึงไม่มีการยกย่องการเสียสละของ พระบรมดิลกควบคู่ไปกับพระสุริโยทัยผู้เป็นพระมารดา และ เพราะเหตุใดพระวิสุทธิกษัตรีย์จึงได้มีใจออกห่างจากอยุธยาไป


๑๘๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ สนับสนุนการรุกรานของพม่าจนนำมาซึ่งการสูญเสียแม่และ น้องสาวของตน เรื่องราวที่เกิดขึ้นและความไม่กระจ่างในการ บันทึกถ่ายทอดที่มีหลายหลาก สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญใน การศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อค้นหาหลักฐานเรื่องราวที่เกิดขึ้นใน แต่ละช่วงเวลาที่ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญอันทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงของยุคสมัย นักปกครอง ผู้ส ำเร็จรำชกำรแผ่นดินหญิง ในช่วงรัตนโกสินทร์ ผู้หญิงไม่ได้มีบทบาทเด่นชัดทาง การเมือง แต่ได้มีการแต่งตั้งผู้หญิงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเมื่อ กษัตรย์เดินทางประพาสต่างประเทศ เช่น สมเด็จพระนางเจ้า เสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินี เป็น “สมเด็จรีเยนต์ พระองค์แรก ในสยาม” โดยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวขณะเสด็จประพาสยุโรปในปีพ.ศ. ๒๔๔๐ ระหว่าง วันที่ ๗ เมษายน ถึง ๑๖ ธันวาคม ได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จ ราชการแผ่นดิน มีอำนาจสามารถแต่งตั้งสมณศักดิ์ เสนาบดี ข้าหลวงใหญ่ ผู้ว่าราชการในหัวเมือง ผู้พิพากษา ข้าราชการทุก ตำแหน่ง หรือการให้ถอดถอนตำแหน่ง รับฎีกาจากราษฎร และไต่ สวนเรื่องราวฎีกาต่างๆได้ รัชกาลที่ ๙ เมื่อทรงออกบวชในปีพ.ศ. ๒๔๙๙ ได้แต่งตั้ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการ แผ่นดิน และต่อมาอีกหลายครั้งเมื่อเสด็จประพาสต่างประเทศ เช่น เวียดนาม อินโดนิเซีย สหภาพพม่า ในช่วง พ.ศ. ๒๕๐๒ - ๒๕๐๓ นอกจากนี้สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ก็ได้รับการ แต่งตั้งเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ระหว่างที่รัชกาลที่ ๙ และ


๑๘๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ พระราชินี เดินทางไปเยือนยุโรปและอเมริกาช่วง พ.ศ. ๒๕๐๗ ถึง พ.ศ. ๒๕๑๐ หญิงนักเจรจำกำรค้ำผลประโยชน์ พุทธศตวรรษที่ ๒๒ ในสมัยอยุธยาพบว่ามีบันทึกบทบาท หญิงสามัญชนเชื้อสายมอญที่มีความสามารถ และได้ สร้างเส้น สายผลประโยชน์ในราชสำนักฝ่ายใน และกลุ่มพ่อค้าชาวต่างชาติ หญิงผู้นั้นชื่อออสุต พะโค เธอเกิดในปีพ.ศ. ๒๑๕๘ อาศัยใน หมู่บ้านวิลันดา เสียชีวิตในปีพ.ศ. ๒๒๐๑ มีชีวิตในแผ่นดินพระ เจ้าปราสาททองถึงต้นสมัยพระนารายณ์ พูดได้หลายภาษามี ความสามารถเรื่องเจรจาการค้า ใช้ภาษาดัตช์ ภาษาไทยอยุธยาได้ เชี่ยวชาญวิ่งเต้นเรื่องการค้าขายให้กับบริษัทชาวดัตซ์ และราช สำนักสยาม มีอิทธิพลในเครือข่ายสตรีราชสำนัก และเครือข่าย พ่อค้าท้องถิ่น และต่างถิ่นในล้านช้าง เธอมีสามีชาวดัตช์ถึง ๓ คน ที่มาเป็นหัวหน้าสถานีการค้าบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา ประจำอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา เธอช่วยการค้าของสามีจนเป็นที่ยอมรับ หลังจากเลิกกับยาน ฟาน เมียไวค์ สามีคนแรกในปีพ.ศ.๒๑๗๖ ออสุตมีสามีคนที่สองคือ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต หรือวัน วลิต ผู้เขียนพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวัน วลิต ใน พ.ศ. ๒๑๘๒ เธออยู่กับฟาน ฟลีตในปีพ.ศ. ๒๑๗๖ ถึง พ.ศ. ๒๑๘๔ มีลูกสาว ด้วยกัน ๓ คน อาจกล่าวได้ว่า ออสุตเป็นผู้หญิงคนแรก ๆ ใน ประวัติศาสตร์สยาม ที่ขัดขืนไม่ยอมให้ลูกสาวทั้งสามคนเดินทาง ออกจากสยามไปอยู่กับพ่อต่างชาติตามที่พระเจ้าปราสาททองมี พระบรมราชานุญาตให้นำเด็กที่อายุไม่เกิน ๙ ขวบออกนอก ราชอาณาจักรได้ แต่หากอายุมากกว่านี้ห้ามนำออก ออสุตได้ต่อสู้


๑๘๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ กับบริษัทที่พยายามช่วยฟาน ฟลีตอย่างเต็มที่เพื่อพาลูกสาวออก จากราชอาณาจักรไปเลี้ยงดู โดยนางได้ใช้อิทธิพลเครือข่ายในราช สำนักปกป้องลูกสาวทั้งสามให้อยู่กับเธอในสยาม จนกระทั่งเธอ เสียชีวิตในวัย ๔๓ ปี ส่วนสามีคนที่สามคือ ยาน ฟาน เมาเดน ที่ อยู่ด้วยกันตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๑๘๘ ถึง พ.ศ. ๒๑๙๓ เป็นเวลา ๕ ปี เธอช่วยให้เขาได้ตำแหน่งในราชสำนักเป็นถึงออกญา โดยเขา ปล่อยให้เธอเป็นผู้ดูแลดำเนินกิจการค้าของบริษัทจนเกิดการ ร้องเรียนและบริษัทได้ดำเนินการสอบสวนและพบว่าเป็นความ จริง นอกจากนี้เธอยังเคยขอให้พระมเหสีพระองค์หนึ่งของพระ เจ้าปราสาททองสนับสนุนแต่งตั้งเจ้าท่าคนใหม่ ออสุตจึงเป็น เสมือนนายหน้า (ลอบบี้ยิสต์) หญิงคนแรก ๆ ของสยาม เรื่องราว ของออสุตถูกพบในบันทึกรายวันที่เขียนไว้เป็นภาษาดัตช์ของ หัวหน้าสถานีการค้าบริษัทอินเดียตะวันออก และ รศ.ดร.ธีรวัต ณ ป้อมเพชร ได้ค้นคว้าศึกษาไว้อย่างละเอียด มีการจัดพิมพ์ใน พ.ศ. ๒๕๔๓ ชื่อ VOC Employees and Their Relationships with Mon and Siamese Woman: A Case Studyof Osoet Pegua นอกจากบทบาททางการค้าของหญิงสามัญชนเช่นออสุต แล้ว ผู้หญิงยังสร้างจุดเปลี่ยนของการปกครองสืบทอดอำนาจ เช่น กรมหลวงโยธาทิพ (พ.ศ. ๒๑๘๑ - ๒๒๔๙) น้องสาวสมเด็จ พระนารายณ์ ที่มีเรื่องเล่าลือถึงความงาม เมื่อครั้งที่อาศัยอยู่กับ อาพระศรีสุธรรมราชานั้นประสบอันตราย เพราะอาอยากได้ หลานสาวของตนเองมาเป็นเมีย แม่นมของกรมหลวงโยธาทิพได้ จัดพาหลบหนีออกมาที่พระราชวังบวรสถานมงคลโดยให้ซ่อนตัว ในตู้หนังสือ และเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้สมเด็จพระนารายณ์ พี่ชาย ซึ่งมีตำแหน่งเป็นพระมหาอุปราชในเวลานั้นได้ฟัง เป็นเหตุให้


Click to View FlipBook Version