The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผู้หญิง เรื่องที่ยินยังไม่พอ
ผู้เขียน ศิริพร สโครบาเนค, ปานจิตต์ แก้วสว่าง
ปีที่พิมพ์ ๒๕๖๖ จำนวนหน้า ๓๔๔ หน้า
ผู้หญิง เรื่องที่ยินยังไม่พอ เป็นเรื่องเล่าและการต่อสู้ของผู้หญิงในสังคมไทย แต่ครั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน และนำมาร้อยเรียงเล่าเรื่องเพื่อให้เห็นวิถีชีวิต ภูมิปัญญาความสามารถของหญิงไทย ที่ได้ต่อสู้และสร้างพื้นที่ ตัวตน ของตนในสังคมไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by LibraryFFW, 2024-04-27 04:40:44

หนังสือ ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ

ผู้หญิง เรื่องที่ยินยังไม่พอ
ผู้เขียน ศิริพร สโครบาเนค, ปานจิตต์ แก้วสว่าง
ปีที่พิมพ์ ๒๕๖๖ จำนวนหน้า ๓๔๔ หน้า
ผู้หญิง เรื่องที่ยินยังไม่พอ เป็นเรื่องเล่าและการต่อสู้ของผู้หญิงในสังคมไทย แต่ครั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน และนำมาร้อยเรียงเล่าเรื่องเพื่อให้เห็นวิถีชีวิต ภูมิปัญญาความสามารถของหญิงไทย ที่ได้ต่อสู้และสร้างพื้นที่ ตัวตน ของตนในสังคมไทย

Keywords: women's stories

๒๙๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ กำรเคลื่อนไหวกล ุ่มองค์กรผู้หญิง ในช่วงการเรียกร้องส่งเสริมประชาธิปไตยระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๔ - ๒๕๑๙ นิสิตนักศึกษากลุ่มผู้หญิงจากสถาบันการศึกษามี บทบาทสำคัญในการขับเคลือนเรื่องความไม่เป็นธรรมต่อผู้หญิงใน สังคมไทย เช่น กลุ่มผู้หญิงธรรมศาสตร์มีการจัดทำวารสารเล็บ ใน ปีพ.ศ. ๒๕๑๔ สะท้อนเรื่องราวความไม่เป็นธรรมในสังคมที่ ผู้หญิงได้รับ การต่อสู้แรงงานหญิง การเรียกร้องสิทธิสตรีใน ต่างประเทศ กลุ่มชุมนุมนิสิตผู้หญิงคณะวิทยาศาสตร์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ได้จัดทำหนังสือ ขบวนการดอกไม้บาน โลกที่สี่ และ กลุ่มนิสิตหญิงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำหนังสือ สู้เพื่อสตรี ในปีพ.ศ. ๒๕๑๘ นอกจากนี้ยังมีการทำงานของกลุ่มผู้หญิงสิบ สถาบัน เข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางการเมือง เดินขบวนเรียกร้อง รัฐธรรมนูญหน้ารัฐสภา เคียงคู่กับนักศึกษาชาย จัดเวทีอภิปราย จัดสัมมนา และมีการจัดกลุ่มศึกษาปัญหาเฉพาะของผู้หญิง เช่น เรื่องการทำแท้ง โสเภณี และมีการรณรงค์ต่อต้านการประกวด นางสาวไทย เรียกร้องการปลดปล่อยสตรีเพื่อความเสมอภาค จาก การถูกเอารัดเอาเปรียบ จัดนิทรรศการ เผยแพร่ผลงาน วรรณกรรมของจิตร ภูมิศักดิ์ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ที่นำเสนอ ภาพพจน์และสถานภาพของผู้หญิงในสังคมไทย กุหลาบ สาย ประดิษฐ์ได้แปลงานเขียนของ ฟรีดริช เองเกิลส์ เรื่อง กำเนิด ครอบครัว ทรัพย์สินส่วนบุคคลและรัฐ โดยให้ชื่อว่า กำเนิด ครอบครัวและการกดขี่ทางเพศ ในช่วงประชาธิปไตยเบิกบาน กลุ่มผู้หญิงธรรมศาสตร์ ร่วมกับอาจารย์ผู้หญิงจัดสัมมนาบทบาท ภาระหน้าที่ของผู้หญิงอบรมอาสาสมัครสอนหนังสือที่บ้าน กลุ่ม นักศึกษาหญิงมหิดลจัดอบรมคนงานหญิงตามโรงงาน เช่น การ


๒๙๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ปฐมพยาบาล กลุ่มนิสิตหญิงจุฬาฯ ทำกิจกรรมสอนหนังสือเด็กใน สลัม กลุ่มนักศึกษาหญิงรามคำแหงและกลุ่มนักศึกษาหญิง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ออกสำรวจปัญหาเกี่ยวกับผู้หญิงในชนบท อาจกล่าวได้ว่าขบวนการเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาในช่วงนี้ พยายามประสานสัมพันธ์กับแรงงานหญิงและหญิงในชุมชนแออัด กลุ่มผู้ใช้แรงงานหญิงได้มีการเคลื่อนไหวในช่วง พ.ศ. ๒๕๑๗ – ๒๕๑๙ เพื่อเรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำและสวัสดิการ มีการ ประท้วงของกรรมกรหญิงในโรงงาน เช่น โรงงานทอผ้า โรงงาน ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป และอื่นๆ ในการประท้วงได้เกิดเหตุรุนแรง เช่น สำราญ คำกลั่น กรรมกรหญิงอายุ ๑๕ ปี ถูกยามของโรงงาน ยิงจนเสียชีวิตขณะกำลังนัดหยุดงาน เพื่อเรียกร้องการปรับค่าจ้าง และสวัสดิการ เนาวรัตน์ พงศ์ไพบูลย์ ได้เขียนบทกวีรำลึกถึง สำราญ คำกลั่น กรรมกรเยาวชนหญิงที่เสียชีวิต ไว้ว่า เมื่อความ เลวร้ายเข้าครองโลก ความวิปโยคก็จะเยือนทุกหย่อมหญ้า คนกับ คนที่เคยอยู่คู่กันมา คนกับคนก็หันหน้าฆ่ากันเอง อำนาจความ เลวร้ายในวันนี้ อัปยศกดขี่และข่มเหง เหมือนยักษ์มาไม่เคยกลัว ไม่เคยเกรง คอยแต่เร่งให้ร้อนรุ่มทุ่มให้แบน เธอตายเพื่อจะปลุก ให้คนตื่น เธอตายเพื่อผู้อื่นอีกหมื่นแสน เธอคือดินก้อนเดียวใน ดินแดน แต่จะหนักจะแน่นเต็มแผ่นดิน กรรมกรหญิงจากบริษัท สแตนดาร์ดการ์เมนท์ โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูป ได้ออกมา เรียกร้องค่าจ้างและสวัสดิการ ถูกตำรวจใช้กำลังเข้าปราบปราม ทุบตีจนกรรมกรหญิงได้รับบาดเจ็บหลายคน กรรมกรหญิงโรงงาน ฮาร่านัดหยุดงานขอขึ้นค่าแรงและปรับปรุงสวัสดิการ แต่กลับถูก นายจ้างไล่ผู้ประท้วงออก ทำให้การเรียกร้องบานปลายนำไปสู่ การยึดโรงงาน เพื่อผลิตเสื้อผ้าเอง และขายหุ้นให้แก่ประชาชน ได้


๒๙๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ มีการเปลี่ยนชื่อโรงงานเป็นสามัคคีกรรมกร ผลิตเสื้อผ้านำมาขาย ให้แก่ประชาชนในราคาถูก ผู้นำกรรมกรหญิงคือ ชอเกียง แซ่ฉั่ว และนิยม ขันโท ต้นเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ตำรวจได้บุกเข้า จับกุมกรรมกรหญิงและยึดโรงงานคืน กลุ่มนักศึกษาหญิงได้ร่วม สนับสนุนการเรียกร้องของกรรมกรหญิงโดยให้ความรู้เรื่อง กฎหมาย สภาพการทำงาน และสวัสดิการ เช่น วนิดา ตันติวิทยา พิทักษ์ ขณะเป็นนักศึกษาปีที่ ๑ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ได้เข้าทำงานมวลชนกับกรรมกร และหลังเรียนจบ มหาวิทยาลัยได้ใช้วุฒิจบชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ ๖ สมัครทำงานเป็น คนงานคุมเครื่องทอผ้าและพำนักในโรงงาน จนถูกจับได้ ในเดือน มีนาคม ๒๕๑๙ นักศึกษาที่เคลื่อน ไหวกับกรรมกรถูกจับกุมในข้อ กล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ช่วงระยะเวลาของการเบ่งบานแห่ง ประชาธิปไตย นิสิตนักศึกษามีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหว สนับสนุนการประท้วงและข้อเรียกร้องของผู้ใช้แรงงานและ ชาวนาที่ยากจน ไร้ที่ดิน ทำให้ฝ่ายรัฐเห็นว่าเป็นกลุ่มที่เป็นภัยต่อ ความมั่นคง จึงได้มีเหตุการขวาพิฆาตซ้ายอย่างเป็นระบบ ทำให้ ผู้นำนักศึกษา กรรมกรและชาวนา และปัญญาชนที่เคลื่อนไหวถูก ลอบสังหาร และสุดท้ายนำไปสู่กรณีการเข่นฆ่าและปราบ ปราม นักศึกษา ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ นอกจากนี้ยังมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ถอนฐานทัพ สหรัฐอเมริกาซึ่งในขณะนั้นมี ๑๒ แห่งเพื่อส่งกำลังบำรุงให้ทหาร อเมริกันที่สู้รบในเวียดนาม ขบวนนักศึกษาเห็นว่าการมีอยู่ของ ฐานทัพอเมริกันทำให้ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่มีเอกราช สมบูรณ์ จึงเรียกร้องให้มีการถอนทหารและฐานทัพออกจาก ประเทศไทย และประสบความสำเร็จในปีพ.ศ. ๒๕๑๙ หลังการ


๒๙๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ สิ้นสุดของสงครามเวียดนาม พ.ศ. ๒๕๑๘ และการถอนทัพ อเมริกาก็เริ่มมีการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ผู้หญิงที่เคย มีรายได้จากการให้บริการทางเพศช่วงสงครามเวียดนามได้ กลายเป็นแรงงานขายบริการทางเพศแก่นักท่องเที่ยว ทำให้ ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวทาง เพศ ส่งผลให้เกิดการเติบโตของธุรกิจบริการทางเพศ ทำให้มีการ รวมตัวกันของอาจารย์ นักศึกษา และกลุ่มองค์กรทำงานเพื่อ สังคม รวมตัวกันประท้วงการท่องเที่ยวทางเพศ ร่วมกับองค์กร ผู้หญิงในประเทศอื่นๆ เช่น ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น มีการจัดสัมมนา เสวนา ได้รณรงค์ประท้วงเซ็กซ์ทัวร์จากประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ร่วมกับกลุ่มผู้หญิงในญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ ขณะที่นายกรัฐมนตรี ญี่ปุ่นเดินทางเยี่ยมเยียนในประเทศอาเซียน ๑๙ มกราคม ๒๕๒๔ มีการยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น Zenko Suzuki และ นายบุญชู โรจนเสถียร นายกรัฐมนตรีไทย ซึ่งเคยให้นโยบาย แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดให้ส่งเสริมสถานบริการบันเทิงทางเพศเพื่อ ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวเมืองไทย และสร้างรายได้ให้แก่ ประเทศ กลุ่มเพื่อนหญิง ได้จัดตั้งขึ้นหลังการประชุมสตรีระดับ โลกที่นครโคเปนฮาเกน พ.ศ. ๒๕๒๓ โดยมีผู้หญิงจากหลากหลาย ภาคส่วนของสังคมทั้งปัญญาชน นักกิจกรรม นักพัฒนาเพื่อสังคม แรงงานหญิง ที่ต่างรู้สึกร่วมกันว่าการทำงานเพื่อผู้หญิงในช่วง เวลานั้นครอบงำโดยผู้หญิงชนชั้นสูงที่ละเลยปัญหาที่แท้จริงของ ผู้หญิงด้อยโอกาส จึงต้องการมีกลุ่มทางเลือกในการทำงานเรื่อง ผู้หญิงในประเทศไทย กลุ่มเพื่อนหญิงได้ริเริ่มจัดงานเฉลิมฉลองวัน สตรีสากลขึ้นในวันที่ ๗-๘ มีนาคม ๒๕๒๔ ที่สนามหลวงหน้า


๒๙๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ กระทรวงยุติธรรม ศาลฎีกา มีกลุ่มนักกิจกรรมสังคมมาร่วมจาก หลากหลายกลุ่ม เช่นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและสุขภาพ แรงงานหญิง หาบเร่แผงลอย แม่บ้าน รวมถึงกลุ่มนิสิตนักศึกษาที่ เข้าร่วมการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์หลังกรณี ๖ ตุลาคม และได้ กลับคืนสู่เมืองตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ ตามนโยบาย ๖๖/๒๓ ทำให้งานวัน สตรีสากลครั้งนั้นเป็นเหมือนงานฉลองของผู้หญิงก้าวหน้า หลากหลายกลุ่ม ในงานมีนิทรรศการภาพโปสเตอร์สะท้อนปัญหา ที่ผู้หญิงประสบ เช่น อาชญากรรมทางเพศ การค้าประเวณี แรงงานหญิง มีการให้คำปรึกษาทางกฎหมายและสุขภาพ มีเวที การแสดง การอภิปราย จัดทำเอกสาร เสียงเพื่อนหญิงที่มีเนื้อหา เกี่ยวกับกรรมกรหญิงและโสเภณีเป็นที่ระลึก ต่อมาได้รับเงินทุน สนับสนุนจึงได้มีการจัดทำนิตยสารสตรีทัศน์ การให้คำแนะนำ ปรึกษาทางกฎหมาย และการจัดเสวนาที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องสิทธิ สตรี นับว่าเป็นกลุ่มผู้หญิงแรก ๆ ที่ใช้แนวทางเฟมินิสต์ในการ ทำงาน ต่อมาได้มีข้อถกเถียงเรื่องระดับการมีส่วนร่วมของผู้ชาย ในองค์กรผู้หญิง ฝ่ายเสียงข้างมากเห็นว่าไม่ควรมีการจำกัด บทบาท แต่อีกฝ่ายเห็นว่าผู้หญิงควรเป็นฝ่ายบริหารองค์กรแต่ไม่ จำกัดการมีส่วนร่วมของชายในกิจกรรมต่าง ๆ ฝ่ายหลังจึงได้ออก จากกลุ่มเพื่อนหญิงและขยายงานของศูนย์ข่าวผู้หญิงในปีพ.ศ. ๒๕๒๗ เพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้หญิงที่ต้องการเดินทางไปทำงานต่าง ประเทศ ป้องกันไม่ให้ผู้หญิงถูกล่อลวงเข้าสู่การค้าประเวณี และ ต่อมาได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิผู้หญิง เปิดบ้านพักผู้หญิงเพื่อ ช่วยเหลือหญิงที่ถูกสามีทุบตีทำร้าย อาจกล่าวได้ว่า เป็นบ้านพัก ผู้หญิงที่ถูกสามีทุบตีแห่งแรก และมีโครงการรณรงค์เรื่องโสเภณี เด็ก และการค้าหญิงอย่างต่อเนื่อง และยังได้พัฒนาสื่อการอบรม


๒๙๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ผู้หญิงที่เน้นการมีส่วนร่วมเพื่อสร้างความเข้าใจในปัญหาและ เสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้หญิงในภาคส่วนต่าง ๆ ที่จะร่วมมือ แก้ไขปัญหาของตน โดยใช้กรอบการวิเคราะห์ตามแนวทางสตรี นิยม กลุ่มองค์กรผู้หญิงที่ทำงานขับเคลื่อนด้านผู้หญิงใน ปัจจุบัน มีความหลากหลายในแนวทางการทำงาน เช่น สภาสตรี แห่งชาติสมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมาย มูลนิธิผู้หญิง มูลนิธิ เพื่อนหญิง มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ สมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มูลนิธิส่งเสริม ความเสมอภาคทางสังคม ต่างมีประเด็นและกลุ่มเป้าหมายใน การขับเคลื่อนของตน แต่ก็ได้มีการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มองค์กร เครือข่ายผู้หญิงเพื่อร่วมมือกันในการขับเคลื่อนเฉพาะประเด็น เช่น เครือข่ายผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพ เครือข่าย ผู้หญิงกับรัฐธรรมนูญ ขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย-วีมูฟ เครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทย กลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี เครือข่ายสนับสนุนทางเลือกของผู้หญิงท้องไม่พร้อม ในช่วงหลัง เริ่มมีเครือข่ายที่หลากหลายของกลุ่มที่ถูกเลือกปฏิบัติจากการ มีอัตลักษณ์ทับซ้อน เช่น เครือข่ายหลากหลายทางเพศ กลุ่ม เครือข่าย LGBTIQ กลุ่มสตรีชนเผ่าพื้นเมือง กลุ่มทำทางเรียกร้อง สิทธิการทำแท้ง กลุ่มโรงน้ำชา กลุ่มผู้หญิงปลดแอก เฟมินิสต์ปลด แอกที่ร่วมเคลื่อนไหวไปกับกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตย กลุ่ม ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน กลุ่มผู้หญิงนักปกป้องสิทธิที่ดิน ทำกิน กลุ่มผู้หญิงที่เรียกร้องความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ การทำงานขับเคลื่อนของเครือข่ายสอดคล้องกับกรอบหลักการ สิทธิมนุษยชน และได้นำเสนอปัญหา ข้อเสนอแนะในการจัดการ


๒๙๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ กับปัญหา โดยมีการจัดทำรายงานทางเลือกเสนอต่อคณะกรรมา ธิการอนุสัญญาต่างๆ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี เช่น อนุสัญญาผู้ หญิง และมีผู้แทนเข้าร่วมสังเกตการณ์ในการประชุมระดับโลก เป็นต้น เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากการทำรัฐประ หารในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ของคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ ได้ยุติบทบาทของรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการ เลือกตั้งของประชาชน และได้มีการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน และกลุ่มต่างๆ รวมทั้งกลุ่มนิสิตนักศึกษาเพื่อต่อต้านรัฐประหาร และเรียกร้องประชาธิปไตย รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผู้หญิง ได้เข้าร่วมในการเคลื่อนไหว ร่วมชุมนุมประท้วงทางการเมือง เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก (ระหว่างปีพ.ศ. ๒๕๖๓ ถึง ก่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. ๒๕๖๖ ครั้งที่ ๒๗ จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖) กลุ่ม ผู้หญิงคนรุ่นใหม่รวมทั้งนักเรียนนักศึกษาหญิง กลุ่มหลากหลาย ทางเพศ ได้มีการเรียกร้องประชาธิปไตยควบคู่ไปกับการเรียกร้อง ประเด็นสิทธิสตรี ความเสมอภาคทางเพศภาวะ สิทธิการทำแท้ง สิทธิหญิงบริการทางเพศ กลุ่มคนรักเพศเดียวกัน สิทธิสมรสเท่า เทียม ในนามของกลุ่มผู้หญิงปลดแอก กลุ่มเฟมินิสต์ปลดแอก กลุ่มเฟมทวิตที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีทางพื้นที่ออนไลน์ อย่างทวิตเตอร์ มีการส่งต่อแฮชแท็กในโลกโซเชียล มีนักเรียน หญิงจากกลุ่มนักเรียนเลว เรียกร้องปฏิรูปกระทรวงศึกษาธิการ นักศึกษาหญิงเข้าร่วมการเคลื่อนไหว การปราศรัยในเวทีชุมนุม ของสหภาพนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ร่วมเรียกร้องประชา ธิปไตยตลอดจน เรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์


๒๙๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ การเคลื่อนไหวสิทธิสตรีของกลุ่มผู้หญิงคนรุ่นใหม่ ร้อย เรียงการเรียกร้องเรื่องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมที่เลื่อมล้ำไม่เป็นธรรม ระบบชายเป็นใหญ่ และ การต่อต้านระบบอำนาจนิยมทหาร โดยพัฒนารูปแบบและวิธีการ ส่งสารสู่สาธารณชนที่ท้าทายต่อขนบธรรมเนียมเดิม ๆ และใช้ ช่องทางสื่อสังคมนำเสนอปัญหาและข้อเรียกร้องที่เป็นไปใน แนวทางเสรีนิยม เช่น การขายบริการทางเพศถูกกฎหมาย การทำ แท้งถูกกฎหมาย สิทธิของกลุ่มหลากหลายทางเพศ สิทธิสมรสเท่า เทียม ความรุนแรงต่อผู้หญิง เช่น การเต้นสีดาลุยไฟของกลุ่ม เฟมินิสต์ปลดแอกที่ผู้หญิงออกมาเรียกร้องอย่างท้าทายให้ผู้ชาย เข้าใจสิทธิของความเท่าเทียมระหว่างเพศ นางสีดาคือตัวแทน ผู้หญิงที่ถูกกดขี่จากทั้งพระราม ทศกัณฐ์ ที่เป็นผู้ชาย เนื้อหาเพลง สีดาลุยไฟเป็นการแสดงถึงความโกรธและการประท้วงระบอบชาย เป็นใหญ่ที่เป็นต้นเหตุของความรุนแรงและปัญหาต่างๆ ของ ผู้หญิงในขณะเดียวกันก็เรียกร้องสิทธิในการกำหนดตัดสินใจใน เนื้อตัวร่างกายของตนเอง “กูจะแรดจะร่านยังไง จะไปเที่ยวไหน มันก็เรื่องของกู มึงต่างหาก ที่ข่มขืนกู มึงนั่นแหละ ที่ข่มขืนกู ตำรวจ ทหาร ศาลยุติธรรม ทั้งประเทศ ทั้งสถาบัน รัฐที่เพิกเฉย ต่อเสียงของเรา ก็คือรัฐที่ข่มขืนเรา มึงนั่นแหละ ที่ข่มขืนกู มึงนั่น แหละ ที่ข่มขืนกู มึงนั่นแหละ ที่ข่มขืนกู มึงนั่นแหละ ที่ฆ่ากูตาย” การแสดงออกด้วยบทเพลง การเต้นต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิง ในรูปแบบของการข่มขืนนี้ ได้เขียนและเรียบเรียงจาก A rapist in your path ที่เริ่มต้นในประเทศชิลี ที่ผู้หญิงพร้อมใจออกมา เปล่งเสียงประท้วงการทำร้ายผู้หญิง เป็นการแสดงอารยะขัดขืน ต่ออำนาจรัฐ และได้เผยแพร่ไปในหลายประเทศเป็นการแสดง


๒๙๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ความสมานฉันท์ของผู้หญิงในการรณรงค์ร่วมกันกับ Me Too ที่ ริเริ่มโดยกลุ่มผู้หญิงผิวดำในสหรัฐอเมริกา การเรียกร้องสิทธิสตรีของกลุ่มหญิงคนรุ่นใหม่เป็นการ ขับเคลื่อนร่วมเป็นพันธมิตรกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงประเทศไทย และเรียกร้องสิทธิใน เนื้อตัวร่างกาย การกำหนดเลือกวิถีของตน และเป็นส่วนหนึ่งของ ขบวนการเรียกร้องของกลุ่มที่หลากหลายทางเพศ ที่มุ่งความเป็น ปัจเจกชนค่อนข้างมาก แต่ภาพการเชื่อมโยงการเรียกร้อง เคลื่อนไหวกับเครือข่ายผู้หญิงในภาคส่วนอื่น ๆ เช่น แรงงานหญิง หญิงชนเผ่า หญิงพิการ ฯลฯ ยังไม่แจ่มชัด รวมถึงการประสาน การทำงานในประเด็นปัญหาที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ยังประสบอยู่และ ยังไม่ได้รับการแก้ไข เช่น ปัญหาการเลิกจ้างแรงงานหญิง การย้าย ถิ่น การค้าหญิง ความรุนแรงในครอบครัวต่อผู้หญิง ผู้หญิงที่ได้รับ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดสรร งบประมาณของรัฐที่ขาดมิติหญิงชาย การขาดความชัดเจนในการ เชื่อมโยงกับกลุ่มอื่น ๆ อาจทำให้พลังการขับเคลื่อนการเรียกร้อง สิทธิมนุษยชนของผู้หญิง และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสังคม รวมถึงความคิดความเชื่อแบบชายเป็นใหญ่ถดถอยลง วาระการ เคลื่อนไหวเรื่องความเสมอภาคหญิงชายในปัจจุบันได้ถูก ปรับเปลี่ยนเป็นการเรียกร้องและขับเคลื่อนเรื่องความหลากหลาย ทางเพศที่เป็นไปตามกระแสสากล บทสร ุป การตระหนักถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างหญิงชายและ การเรียกร้องเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมของผู้หญิงได้เริ่มมีการ


๒๙๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ บันทึกโดยชาวต่างชาติที่เข้ามาสยามแต่ครั้งอยุธยาเป็นราชธานี และต่อเนื่องมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ จึงเห็นได้ว่าหญิงไทยมีการ เรียกร้องสิทธิพื้นฐานในการกำหนดชีวิตร่างกายของตน ที่ปัจจุบัน เรียกกันว่าสิทธิมนุษยชนมาเป็นเวลานาน แนวคิดเรื่องสิทธิ มนุษยชนของผู้หญิงจึงมิได้เป็นแนวคิดที่นำเข้ามาจากตะวันตกแต่ เกิดจากการตระหนักรู้ถึงปัญหาและความไม่เป็นธรรมที่หญิงได้รับ เมื่อมีการสัมพันธ์กับชาติตะวันตก เรียนรู้ความคิดใหม่ ๆ จึงได้มี การขับเคลื่อนเรียกร้องหาความยุติธรรมระหว่างเพศ และ นิตยสารผู้หญิงในยุคก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้เริ่มกล่าวถึงอำนาจของผู้ชายที่กำหนดกดขี่ผู้หญิง และ ส่งเสริมให้ผู้หญิงได้มีการเรียนรู้เปิดโลกทัศน์ของตนนับเป็น จุดเริ่มต้นของการทำงานในแนวสตรีนิยมที่ใช้กรอบความคิดเรื่อง อุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ (ระบบปิตาธิปไตย) มาวิเคราะห์ปัญหา ความเหลื่อมล้ำระหว่างหญิงชาย ปัญหาการกดขี่ทางเพศ การ เลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง เป็นปัญหาร่วมกันของผู้หญิงในทุกสังคมทั่ว โลก จึงได้มีการเคลื่อนไหวและเรียกร้องความรับผิดชอบของรัฐใน การดำเนินการแก้ไขให้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล กลุ่ม องค์กรผู้หญิงในประเทศไทยได้เข้าร่วมในการขับเคลื่อนเพื่อการ เปลี่ยนแปลงสถานภาพและบทบาทของผู้หญิงในสังคม จนเกิด ความก้าวหน้าในหลายด้าน โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยเข้าเป็น ภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุก รูปแบบ (อนุสัญญาผู้หญิง) ทำให้เกิดการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ส่งเสริมโอกาสผู้หญิงให้มีความก้าวหน้าในการทำงานทั้งในภาครัฐ และเอกชน และมีกฎหมายคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตของ


๓๐๐ I ผู้Āญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ผู้Āญิงจากคüามรุนแรงในครอบครัü (พื้นที่ÿ่üนตัü) และพื้นที่ ÿาธารณะ อย่างไรก็ดีการเปลี่ยนแปลงÿ่üนใĀญ่ที่เกิดขึ้นจะเป็น เพียงคüามเÿมอภาคในรูปแบบ ยังจำเป็นต้องมีการผลักดันใĀ้ บรรลุคüามเÿมอภาคที่แท้จริงซึ่งผู้Āญิงจะได้รับประโยชน์เท่า เทียมกับชาย รายงานÿถานการณ์ÿิทธิมนุþยชนของผู้Āญิงยัง ไม่ได้อยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ เพราะยังมีปัญĀาการเลือกปฏิบัติ การถูกทำร้าย และĀญิงที่ต้องขังในประเทýไทยก็อยู่ในลำดับÿูง กü่าประเทýอื่น ๆ ในกลุ่มประเทýอาเซียน ปัญĀาท้าทายของการ ขับเคลื่อนเรื่องÿิทธิมนุþยชนของผู้Āญิง และคüามเท่าเทียมทาง เพý คือคüามĀลากĀลายทางแนüคิด และยุทธüิธีในการขับ เคลื่อน ที่ยังขาดภาพรüมและการจัดลำดับคüามÿำคัญของประ เด็นที่ต้องการบรรลุในเงื่อนไขของเüลา รüมถึงการÿร้างคüาม ÿมานฉันท์ในการเคลื่อนไĀüของเครือข่ายต่าง ๆ ดูเĀมือนü่าüาระ เรื่องผู้Āญิงได้มีการปรับเปลี่ยนเป็นเรื่องÿิทธิของคนĀลากĀลาย ทางเพý ที่เน้นในเรื่องÿิทธิทางเพý เนื้อตัüร่างกาย ที่อาจทำใĀ้ แปลกแยกจากประเด็นปัญĀาของผู้Āญิงÿ่üนใĀญ่ ที่ถูกทับซ้อน จากอัตลักþณ์อันĀลากĀลายเช่นเดียüกัน ฐานะของÿตรีไทยที่ถูกกดขี่ข่มเĀงจะลดĀายลงไปได้บ้าง ก็ต้องอาýัยพüกเราÿตรีช่üยกันร่üมมือปราบอธรรมของÿตรีนี้ ได้อย่างไร โลกคงไม่ติเตียนü่าÿตรีอุกอาจ ด้üยคüามจริง แÿดงใĀ้เĀ็นแต่ละเรื่อง ล้üนแล้üด้üยคüามทารุณของบุรุþ ใจร้ายทั้งÿิ้น (Āนังÿือพิมพ์ÿตรีไทย พ.ý. ๒๔๖๘)


๓๐๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เอกสารอ้างอิง ๑. ดวงพร เพชรคง, ความเท่าเทียมระหว่างเพศ, บทความใช้เพื่อ การนำออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียง รัฐสภา, รายการเจตนารมณ์กฎหมาย, สำนักงานเลขาธิการสภา ผู้แทนราษฎร. ๒. ธีรวัฒน์ ณ ป้อมเพชร “ออสุต ภาพสะท้อนความสัมพันธ์ ระหว่างสตรีในสังคมอยุธยากับพ่อค้าดัตช์” ในสตรีแถวหน้า ในประวัติศาสตร์เอเซีย สุวดี เจริญพงศ์ และปิยนาถ บุนนาค บรรณาธิการ กรุงเทพฯ บ้านพิทักษ์อักษร, พ.ศ. ๒๕๓๐. ๓. ปรัชญา นำศรีรัตน์, เหตุฟ้องหย่า: ศึกษากรณีความเท่าเทียม กันระหว่างหญิงและชาย, วิทยานิพนธ์สาขาวิชานิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พ.ศ. ๒๕๕๘. ๔. ลำพรรณ น่วมบุญลือ, สิทธิและหน้าที่ของสตรีตามกฎหมาย ไทยในสมัยรัตนโกสินทร์, วิทยานิพนธ์สาขาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พ.ศ. ๒๕๑๙. ๕. ศิริพร สะโครบาเน็ค, การเรียกร้องสิทธิสตรีของหญิงไทย, สตรีทัศน์๑, ๓ (สิงหาคม-ตุลาคม ๒๕๒๖) หน้า ๒๘-๓๕. ใน สุขสรรค์ แดงภักดี, ความคาดหวังของสังคมต่อสตรีไทยสมัย สร้างชาติ พ.ศ. ๒๔๘๑ - ๒๔๘๗, วิทยานิพนธ์ภาควิชา ประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พ.ศ. ๒๕๓๘, หน้า ๑๐. ๖. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์, สิทธิมนุยชนกับความเท่าเทียมทาง เพศ, วิทยาลัยศาลรัฐธรรมนูญ สำนักศาลรัฐธรรมนูญ, ๒๕๖๐. ๗. สุขสรรค์ แดงภักดี, ความคาดหวังของสังคมต่อสตรีไทยสมัย สร้างชาติ พ.ศ. ๒๔๘๑-๒๔๘๗, วิทยานิพนธ์ภาควิชา ประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พ.ศ. ๒๕๓๘.


๓๐๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ๘. สุดารัตน์ ศุภพิพัฒน์กับคณะ, การแสวงหาประโยชน์ทางเพศ จากสตรีไทยกับปัญหาสิทธิมนุษยขน, เอกสารชุดศึกษา พัฒนาการสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย, สถาบันไทยคดี ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมูลนิธิโครงการตำรา สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, พ.ศ. ๒๕๒๗. ๙. สุภัตรา ภูมิประภาส, นางออสุต : เมียลับผู้ทรงอิทธิพลแห่ง การค้าเมืองสยาม. ๑๐.สุภัทรา สิงหลกะ, สิทธิสตรี: ประวัติและวิวัฒนาการของการ เรียกร้องสิทธิสตรีไทย, พ.ศ. ๒๕๒๕. ๑๑.สุรเชษ์ฐ สุขลาภกิจ, ผัวเดียวเมียเดียว, อาณานิคมครอบครัว ในสยาม, มติชน, พ.ศ. ๒๕๖๑. ๑๒.อภิสรา ปังเร็ว, ความเคลื่อนไหวขององค์กรสตรีและข่าว ความรุนแรงต่อสตรีในหนังสือพิมพ์, วิทยานิพนธ์สาขาวิชา นิเทศศาสตรพัฒนาการ ภาควิชาการประชาสัมพันธ์ คณะ นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พ.ศ. ๒๕๔๕. ๑๓.อมรา พงศาพิชญ์, สตรีศึกษาในประเทศไทย, วารสาร สังคมศาสตร์ ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๘. ๑๔.อรชุมา เก่งชน, การเคลื่อนไหวของกระแสสตรีนิยมยุคบุกเบิก ที่ปรากฏในนิตยสาร, วิทยานิพนธ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พ.ศ. ๒๕๔๕. ๑๕.๒๐๐ ปี กฎหมายตราสามดวง, ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง สำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา, พ.ศ. ๒๕๔๗. ๑๖.ข้อคิดเห็นโดยสรุปต่อการรายงานตามวาระของประเทศไทย ในการรายงานครั้งที่ ๖ และครั้งที่ ๗ คณะกรรมการว่าด้วย การขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี, Women of Thailand Coalition for ๖๗th CEDAW session, ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๐.


๓๐๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ๑๗.จดหมายข่าวศูนย์ข่าวผู้หญิง, มูลนิธิผู้หญิง ปีที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๒๘ – ปีที่ ๕ พ.ศ. ๒๕๓๒. ๑๘.ทศวรรษสตรี, สตรีทัศน์, กลุ่มเพื่อนหญิง, ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๑ กุมภาพันธ์- เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๘, ๑๙.บทความและข้อคิดเห็นจากการสัมมนา ขบวนยุทธหญิงไทย ในศตวรรษที่ ๒๑, มูลนิธิผู้หญิง, กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๓. ๒๐.ผลการประชุมและข้อเสนอแนะจากการประชุมคณะกรรม การว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ สมัยที่ ๓๔, สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, พ.ศ. ๒๕๔๙. ๒๑.พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวัน วลิต พ.ศ. ๒๑๘๒ เขียนขึ้น สมัยพระเจ้าปราสาททอง ๒๒.ราชกิจจานุเบกษา, ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วย คณะกรรมการพัฒนาสตรีพ.ศ. ๒๕๓๘. ๒๓.ราชกิจจานุเบกษา, ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการ ส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติพ.ศ. ๒๕๕๑. ๒๔.๒๐๐ ปี กฎหมายตราสามดวง, ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง สำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา, พ.ศ. ๒๕๔๗. ๒๕.วารสารเศรษฐศาสตร์การเมือง ฉบับผู้หญิงกับเศรษฐศาสตร์ การเมือง, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พ.ศ. ๒๕๒๔. ๒๖.วารสารสังคมศาสตร์ ฉบับสตรีสากล, คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พ.ศ. ๒๕๒๘. ๒๗.By Women, For Women: A Study of Women’s Organizations in Thailand, Darunee Tantiwiramanond, Shashi Ranjan Pandey, Social Issues in Southeast Asia Research Notes and Discussions Paper No.๗๒, ๑๙๙๑.


๓๐๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ๒๘.https://www.silpa-mag.com/history/article_78154, ย้อน ดูชีวิต “นายร้อยหยิง” ปี ๒๔๘๖นายร้อยหญิงรุ่นแรก เรียน และฝึกอะไรกัน?, ค้นหา ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๖. ๒๙.https://www.silpa-mag.com/this-day-inhistory/article_1644, ๒๒สิงหาคม ๒๔๘๕ กองทัพไทย ประกาศหา “สาวโสด” มาเป็น “นักเรียนนายร้อย”, ค้นหา ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๖. ๓๐.https://vajirayana.org/ศาลไทยในอดีต/ผัวขายเมีย, ค้นหา ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๖. ๓๑.https://thaipublica.org/2012/02/dubious-developmentfund-for-women-7-7-billion-baht/, เปิดข้อพิรุธตั้งกองทุน พัฒนาสตรี จัดเต็มงบ ๗.๗พันล้านบาท กำหนดนิยาม “เอื้อ” หละหลวม ไม่โปร่งใส, ThaiPublica, ค้นหา ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๖.


๓๐๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ สี่ทศวรรษของมูลนิธิผู้หญิง กับกำรเดินทำงที่แปรเปลี่ยน ของขบวนกำรสิทธิสตรี ศิริพร สโครบำเนค “Fire the flames of memories tell of days that are gone.” จุดประกายเพลิงความทรงจำ เล่าเรื่องวันวานที่ผ่านเลย (Nabucco อุปรากรของ Verdi) เมื่อมูลนิธิผู้หญิงเดินทางครบสองรอบในปีพ.ศ. ๒๕๕๑ ได้เล่าเรื่องราวของการเดินทางทำงานการให้ความช่วยเหลือ ส่งเสริมและ คุ้มครองสิทธิมนุษยชนของหญิงและเด็ก ไว้ใน หนังสือ การเดินทางยังไม่สิ้นสุดและเมื่อมูลนิธิผู้หญิงมีอายุได้สี่สิบ ปี (พ.ศ. ๒๕๒๗ - ๒๕๖๖) ผ่านช่วงเวลาทุกข์ยากของมนุษย์ทั้ง โลก นั่นคือการรุกรานของโควิดที่ได้พร่าชีวิตทุกวัยทั้งหญิงและ ชายไปร่วมเจ็ดล้านคนในทั่วทุกทวีป มูลนิธิผู้หญิงก็เริ่มต้นทบทวน การทำงานที่ผ่านมา และได้ตัดสินใจปิดม่านการเดินทางของ องค์กร ในวัยที่ชีวิตมนุษย์กำลังเริ่มต้น สี่ทศวรรษของมูลนิธิผู้หญิง นี้คือการบันทึกเรื่องราวการเดินทางเพื่อความก้าว หน้าและความ เสมอภาคของหญิงชาย ที่คนรุ่นก่อนเคยถากถางทางเดินไว้เพื่อให้


๓๐๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ พวกเราก้าวเดินต่อไป และการแปรเปลี่ยนทิศทางของขบวนการ สิทธิสตรี พื้นที่ของผู้หญิงวีเมนส คำเฟ่ จุดเริ่มต้นของกำรเดินทำง ศูนย์ข่าวผู้หญิง เป็นโครงการเล็กๆ ที่ต้องการให้ความรู้ คำแนะนำปรึกษาแก่ผู้หญิงที่ต้องการย้ายถิ่นแสวงหาชีวิตใหม่ใน ต่างแดนแต่ต้องจบลงด้วยการถูกบังคับค้าประเวณี ต่อมาได้มีการ ริเริ่มกับกลุ่มเพื่อนหญิงตั้งวีเมนส คาเฟ่ เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๒๗ โดยใช้ห้องแถวในซอยวังหลังที่เป็นสำนักงานของกลุ่ม เพื่อนหญิง โดยได้ระบุว่าเป็นพื้นที่ของผู้หญิงเพื่อแลกเปลี่ยน พูดคุย แนวคิดคล้ายคลึงกับซาลอง (salon) ในสังคมตะวันตกที่มี ผู้ใฝ่รู้มาใช้พื้นที่แลกเปลี่ยนถกเถียงประเด็นต่างๆ โดยในแต่ละ เดือนจะมีการจัดพูดคุยเสวนาในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่อง ผู้หญิงโดยเปิดให้มีผู้เข้าร่วมทั้งหญิงและชาย ต่อมามีจิตแพทย์ ชายไทยคนหนึ่งที่ร่วมเป็นวิทยากรในการเสวนาเรื่องบุคลิกและ สภาพจิตใจของนักท่องเที่ยวทางเพศต่างชาติร่วมกับนักศึกษา หญิงจากเยอรมันอีก ๒ คน และได้ให้ข้อคิดเห็นว่าการระบุว่า วีเมนส คาเฟ่ เป็นพื้นที่ของผู้หญิงนั้นเป็นการเลือกปฏิบัติต่อเพศ ชายทำให้เกิดการถกเถียงในหมู่ผู้ก่อตั้งและโยงไปถึงเรื่องระดับ การมีส่วนร่วมของชายในองค์กรผู้หญิง แนวคิดหนึ่งเห็นว่าน่าจะ ร่วมได้ทุกระดับรวมทั้งการเป็นผู้นำบริหารจัดการองค์กร อีกหนึ่ง แนวเห็นต่างว่าผู้หญิงสานสร้างกลุ่มองค์กรของตนขึ้นมาก็เพื่อใช้ มุมมองของผู้หญิงกำหนดแนวทางการทำงานและบริหารจัดการ ด้วยตนเอง แต่ไม่จำกัดการมีส่วนร่วมของผู้ชายในกิจกรรมต่างๆ


๓๐๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนน้อยกว่าแนวแรก ดังนั้น วีเมนส คา เฟ่ จึงได้ปิดตัวลงและได้มีการขับผู้ร่วมก่อตั้งที่เห็นต่างออกจาก กลุ่มด้วยการเลือกตั้งกรรมการชุดใหม่ ศูนย์ข่าวผู้หญิงจึงได้พัฒนา จากโครงการเล็กๆ มาเป็นกลุ่มทำงานเอกเทศขยายพื้นที่ประเด็น การทำงานเรื่องผู้หญิง และได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิผู้หญิงในเวลา ต่อมา (พ.ศ. ๒๕๓๐) พร้อมกับคำวิพากษ์จากคนทำงานในสังคม ว่าเป็นกลุ่มผู้หญิงหัวรุนแรงที่เกลียดชังชาย (radical feminist) แต่ช่วงเวลาสี่สิบปีที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าแม้จะใช้กรอบการ วิเคราะห์เรื่องระบบชายเป็นใหญ่และเชื่อมั่นในพลังผู้หญิงในการ ต่อสู้จัดการแก้ไขปัญหาของตนแต่ก็มิได้รังเกียจในการทำงาน ร่วมกับชายและทุกภาคส่วนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปัญหาโครงสร้าง ทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและ บรรลุความเสมอภาคของหญิงชาย ร้านกาแฟของผู้หญิงได้ปิดตัว ลงพร้อมกับการเริ่มต้นก้าวเดินไปข้างหน้าของมูลนิธิผู้หญิง พัฒนาโครงการกิจกรรมต่างๆ เพื่อการเคารพ ส่งเสริมและปกป้อง สิทธิมนุษยชนของผู้หญิงที่กำหนดไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่อง สิทธิมนุษยชน ผู้หญิงเคลื่อนไหวเรียกร้องสิ่งใด แม้ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถหาคำตอบเด่นชัดได้ว่า ทำไมผู้หญิงทั่วโลกจึง(ยัง)ถูกจองจำพันธนาการไว้ในโลกส่วนตัว ขณะที่ผู้ชายเติบโตครอบงำพื้นที่สาธารณะ จนเกิดระบอบชาย เป็นใหญ่ที่กำหนดชะตากรรมของผู้หญิงตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวันลา โลกได้อย่างเป็นระบบ แม้ในอดีตจะมีเรื่องเล่าและร่องรอยว่าเคย มีผู้หญิงที่เป็นหัวหน้านักรบและการสืบทอดตระกูลเผ่าพันธุ์ยึด


๓๐๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ สายเลือดทางมารดา นักวิชาการเรื่องสิทธิสตรีได้พยายามให้ คำอธิบายว่าการเคลื่อนย้ายรูปแบบการผลิตจากบ้านมาสู่โรงงาน ในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อให้เกิดการแบ่งแยกแรงงานทางเพศ ที่เด่นชัด ทำให้ผู้ชายกลายเป็นผู้หาเลี้ยง และผู้หญิงเป็นฝ่ายผลิต ซ้ำดูแลจัดการเรื่องราวภายในบ้าน กระบวนการแม่บ้านได้ถูก สร้างเพื่อจำกัดบทบาทหน้าที่ของผู้หญิงในโลกส่วนตัว และให้ชาย โลดแล่นอย่างเต็มที่ในพื้นที่สาธารณะกำหนดชะตากรรมของ สมาชิกในครอบครัว สังคม ประเทศชาติและทั้งโลก ซึ่งนักวิชาการ สิทธิสตรีถือว่าเป็นความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้างของความสัมพันธ์ หญิงชาย และเป็นการแบ่งแยกการทำงานทางเพศที่ไม่เป็นธรรม ดำรงได้ด้วยการผลิตซ้ำของอุดมการณ์แม่ศรีเรือนผ่านการเลี้ยงดู การศึกษาและวัฒนธรรม กำหนดบทบาทให้ผู้หญิงเป็นเพียง ส่วนประกอบในชีวิตของชายไม่มีสิทธิที่จะเลือกกำหนดใช้ชีวิตที่ ตนเองเป็นเจ้าของ ผู้หญิงจึงกลายเป็นชนชายขอบในทุกสังคม แน่นอนว่ามีความหลากหลายในเพศหญิง ขณะที่ผู้หญิง ส่วนหนึ่งจำนนต่อการเป็นแม่ศรีเรือนและร่วมผลิตซ้ำส่งต่อรุ่น ลูกหลาน ให้ยอมจำนนกับระบบชายเป็นใหญ่และโครงสร้างที่ไม่ เป็นธรรมนั้น ก็มีผู้หญิงอีกมิใช่น้อยที่อึดอัดเพราะได้รับผลกระทบ ในทุกมิติของชีวิตและพยายามดิ้นรนเพื่อการเปลี่ยนแปลงและ สร้างความหมายให้กับชีวิตของผู้หญิงในฐานะที่เป็นมนุษย์ที่ต้องมี โอกาสพัฒนาศักยภาพความสามารถของตนในพื้นที่ส่วนตัวและ สาธารณะ ร่องรอยหลักฐานประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่ามีผู้หญิง ที่คิดต่างได้ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อปลดเปลื้องพันธนาการจากความเป็น หญิงในทั่วทุกทวีป รวมทั้งสยามที่นอกจากอำแดงจั่น อำแดง


๓๐๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เหมือนแล้วยังมีผู้หญิงในอดีตอีกหลายคนที่ต่อสู้เพื่อความเป็นคน ของตนในหลากหลายพื้นที่ สิ่งที่ผู้หญิงเรียกร้องมิใช่การทำให้ผู้หญิงเป็นเหมือนผู้ชาย แต่สิ่งที่ต้องการคือการยอมรับว่าผู้หญิงเป็นมนุษย์ที่สามารถ กำหนด เลือกวิถีชีวิตของตนและได้รับโอกาสมีส่วนร่วมเป็นผู้ กำหนดและตัดสินใจทั้งในพื้นที่ส่วนตัวและสาธารณะ ไม่ถูกจำกัด ไว้เพียงความเป็นเมียและแม่เท่านั้น สิ่งนี้คือหลักการพื้นฐานที่ ผู้หญิงเคลื่อนไหวเรียกร้อง และมูลนิธิผู้หญิงก็ก้าวร่วมเป็นส่วน หนึ่งของการเคลื่อนไหวนี้เช่นกัน คลื่นควำมเคลื่อนไหว และควำมคิดของผู้หญิง มูลนิธิผู้หญิงเกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษสตรี (พ.ศ. ๒๕๑๙ - ๒๕๒๘) ที่องค์การสหประชาชาติได้เฉลิมฉลองด้วยการ จัดประชุมนานาชาติสุดสิ้นทศวรรษสตรี อันเป็นการประชุมเรื่อง ผู้หญิงครั้งที่สามที่กรุงไนโรบี ประเทศเคนย่า ในการประชุมครั้งนี้ มูลนิธิผู้หญิงในนามของศูนย์ข่าวผู้หญิงได้มีส่วนร่วมในการรณรงค์ เรื่องการค้ามนุษย์โดยใช้คำขวัญว่า การค้าหญิงเป็นการละเมิด สิทธิมนุษยชน นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการรณรงค์เคลื่อนไหว ต่อต้านการค้ามนุษย์อย่างเป็นระบบ และนำไปสู่การตระหนักรู้ ของประชาคมโลกจนได้มีการจัดทำอนุสัญญาป้องกัน คุ้มครอง และปราบปรามการค้ามนุษย์ขององค์การต่อต้านยาเสพติดและ อาชญากรรมของสหประชาชาติ (United Nations Organisation against Drugs and Crime) เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นความผิดหวัง ขององค์กรที่ทำงานรณรงค์เรื่องนี้ที่ต้องการให้ใช้กรอบสิทธิ มนุษยชนในการดำเนินงานต่อต้านการค้ามนุษย์เพื่อสร้าง


๓๑๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ หลักประกันว่าสิทธิของผู้ถูกค้าจะได้รับการคำนึงถึงและเป็น ศูนย์กลางของการทำงานมากกว่าจะใช้แนวทางอาชญากรรม จัดการกับปัญหา และต้องการให้กรรมาธิการสิทธิมนุษยชนเป็นผู้ ริเริ่มจัดทำอนุสัญญานี้เพื่อแทนที่อนุสัญญาว่าด้วยการปราบปราม การค้าบุคคลและการแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีของ ผู้อื่น พ.ศ. ๒๔๙๒ (The Convention for the Suppress of the Traffic in Persons and of Exploitation of Others 1949) ที่ไม่มีคำนิยามและจำกัดการค้ามนุษย์ไว้เพียงเรื่องการค้าประเวณี ในประเด็นเรื่องนี้มูลนิธิผู้หญิงได้ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรโลก ต่อต้านการค้าผู้หญิง (Global Alliance Against Traffic in Women-GAATW ซึ่งตั้งขึ้นในพ.ศ. ๒๕๓๗) จัดทำเอกสารเรื่อง มาตรฐานสิทธิมนุษยชนในการปฏิบัติต่อผู้ถูกค้า ที่ได้พัฒนาต่อ ยอดจากสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของผู้ถูกค้ามนุษย์ ซึ่งได้นำเสนอ ในรายงานการวิจัยเรื่องการค้าหญิงของมูลนิธิผู้หญิงเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๗ โดยให้คำนิยาม องค์ประกอบและวัตถุประสงค์ของ การค้าหญิงและเด็ก นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับองค์กรพันธมิตร รณรงค์วิเคราะห์ให้เห็นถึงความแตกต่างของการค้าประเวณีและ การค้าหญิงและเด็กที่มีหลากหลายวัตถุประสงค์ สิทธิมนุษยชน ของผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และสิทธิของหญิงบริการทางเพศ จึงควรเป็นศูนย์กลางของการดำเนินการทางกฎหมาย และสังคม ในการแก้ไขป้องกันปัญหา แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเพราะ ประชาคมโลกให้ความสนใจปัญหาการค้ามนุษย์ในกรอบของการ ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติมากกว่าการพิทักษ์คุ้มครองสิทธิ มนุษยชนของผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์


๓๑๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ทศวรรษสตรีถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาของคลื่นลูกที่สองของ การรณรงค์เคลื่อนไหวของผู้หญิงที่ให้ความสำคัญในเรื่องสิทธิ พลเมืองและความมั่นคงในชีวิตและร่างกาย การขจัดทุกรูปแบบ ของความความรุนแรงรวมถึงการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจาก ผู้หญิง ในขณะที่การรณรงค์เคลื่อนไหวของคลื่นลูกที่หนึ่งในช่วง ศตวรรษที่ ๑๙ นั้นประเด็นการเคลื่อนไหวรณรงค์มุ่งเน้นเรื่องสิทธิ ทางการเมืองที่นำโดยกลุ่มผู้หญิงในประเทศอังกฤษ โดยเรียกร้อง ให้ผู้หญิงมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง อันเป็นสิทธิชอบธรรมทาง กฎหมาย การรณรงค์เรื่องนี้ควบคู่ไปกับการเรียกร้องให้มีการเลิก ทาสในสหรัฐอเมริกา แม้ผู้หญิงจะประสบความสำเร็จโดยได้รับ สิทธิการเลือกตั้งแต่ก็มิได้ครอบคลุมให้สิทธินี้แก่ผู้หญิงผิวสี สำหรับหญิงไทยนั้นได้รับสิทธิทางการเมืองทั้งลงสมัครและออก เสียงเลือกตั้งโดยไม่มีการเรียกร้องใดๆ หลังจากการเปลี่ยนแปลง การปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ ในช่วงการเคลื่อนไหวของคลื่นลูกที่สองได้มีการริเริ่มของ กรรมาธิการว่าด้วยสถานภาพสตรี (Commission on the Status of Women – CSW) ที่จัดตั้งขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๘๙ ภายใต้ คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม แห่งสหประชาชาติ (Economic and Social Council – ECOSOC) จัดทำกฎหมายสิทธิมนุษยชน ระหว่างประเทศเพื่อส่งเสริม ปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ของผู้หญิง อันได้แก่อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อ สตรีในทุกรูปแบบต่อผู้หญิง (Convention on the Elimination of Discrimination against Women – CEDAW) ได้รับ ก า ร รับรองจากสมัชชาองค์การสหประชาชาติ เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๒๒ และมีผลบังคับใช้ในเดือนกันยายน ๒๕๒๔ ในปัจจุบันมี


๓๑๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติรวม ๑๘๙ ประเทศได้ เข้าเป็นรัฐภาคี กฎหมายระหว่างประเทศเรื่องผู้หญิงนี้นับเป็น หมุดหมาย เครื่องมือและกลไกในการสร้างความก้าวหน้าแก่ ผู้หญิงโดยกำหนดให้รัฐมีภาระหน้าที่รับผิดชอบขจัดการเลือก ปฏิบัติ และดำเนินการเพื่อให้บรรลุความเสมอภาคที่แท้จริงหญิง ชาย โดยคำนึงถึงความแตกต่างทางสรีระและบทบาทหน้าที่อัน เกิดจากการเป็นเพศมารดา นอกจากอนุสัญญาเรื่องผู้หญิงซึ่งเป็น หนึ่งในกฎหมายระหว่างประเทศเรื่องสิทธิมนุษยชนแล้ว ยังได้มี การรับรองยุทธศาสตร์ก้าวไปข้างหน้าจากการประชุมไนโรบีเพื่อ ใช้เป็นเครื่องมือให้รัฐ และหน่วยงานต่างๆกำหนดทิศทางการ ทำงานเรื่องผู้หญิงที่ครอบคลุมทุกมิติ จึงนับว่าเป็นความก้าวหน้า ของการเคลื่อนไหวช่วงคลื่นลูกที่สอง การเคลื่อนไหวของคลื่นลูกที่สาม ช่วงปลายศตวรรษที่ ๒๐ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หน่วยงานขององค์การสหประชาชาติได้จัดให้มี การประชุมโลกรวม ๖ เรื่องและมูลนิธิผู้หญิงรวมทั้งเครือข่าย ภาคเอกชนของไทยได้มีส่วนร่วมด้วย อันได้แก่ ๑) การประชุม เรื่องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา พ.ศ. ๒๕๓๕ ๒) การประชุม ระดับโลกเรื่องสิทธิมนุษยชน พ.ศ. ๒๕๓๖ ๓) การประชุม นานาชาติเรื่องประชากรและการพัฒนา พ.ศ. ๒๕๓๗ ๔) การ ประชุมครั้งที่ ๔ เรื่องผู้หญิง พ.ศ. ๒๕๓๘ ๕) การประชุมครั้งที่ สองเรื่องการตั้งถิ่นฐาน พ.ศ. ๒๕๓๙ และ ๖) การประชุมสุดยอด เรื่องอาหาร พ.ศ. ๒๕๓๙ กลุ่มองค์กรผู้หญิงที่ทำงานในแต่ละ ประเด็นมีบทบาทและส่วนร่วมในการประชุมนานาชาติเหล่านี้ โดยเฉพาะการประชุมเรื่องสิทธิมนุษยชนที่กลุ่มองค์กรผู้หญิงทั่ว โลกได้ร่วมกันขับเคลื่อนรณรงค์เรื่องสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงเป็น


๓๑๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ สิทธิที่กำหนดไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน โดยมี คำขวัญรณรงค์ร่วมกันว่า สิทธิมนุษยชนของผู้หญิงคือสิทธิ มนุษยชน และความรุนแรงต่อผู้หญิงเป็นการละเมิดสิทธิ มนุษยชน ซึ่งได้รับการตอบรับและบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติการ เวียนนา (Vienna Declaration and Programme of Action 1993) และหลังจากการประชุมได้มีการริเริ่มจัดทำปฏิญญาขจัด ความรุนแรงต่อผู้หญิง (Declaration on the Elimination of Violence Against Women 20 December 1993) ซึ่งผู้แทน มูลนิธิผู้หญิงได้มีส่วนร่วมในการประชุมผู้เชี่ยวชาญจัดโดย สำนักงานเรื่องความก้าวหน้าผู้หญิงของสหประชาชาติเพื่อ พิจารณาเนื้อหาในร่างปฏิญญาที่ได้ให้คำนิยามและรูปแบบของ ความรุนแรงต่อผู้หญิงอย่างครอบคลุม ปฏิญญาฉบับนี้ได้รับการ รับรองจากสมัชชาองค์การสหประชาชาติ พ.ศ. ๒๕๓๖ และต่อมา ได้มีการแต่งตั้งผู้ตรวจการพิเศษของสหประชาชาติเรื่องความ รุนแรงต่อผู้หญิง (Special Rapporteur on Violence against Women and Girls) วันสตรีสากล พ.ศ. ๒๕๕๒ ได้มีการจัด ประชุมในห้องประชุมสมัชชาสหประชาชาติ เรื่อง โลกที่ปราศจาก ความรุนแรงต่อผู้หญิง โดยเชิญผู้แทนจากแต่ละภูมิภาคนำเสนอ รูปแบบความรุนแรงผ่านการถ่ายทอดทางวีดีโอและ ผู้แทนมูลนิธิ ผู้หญิงได้รับเชิญนำเสนอเรื่องการค้ามนุษย์ แผนปฏิบัติการเวียนนาได้บรรจุวาระสำคัญที่เกี่ยวข้อง กับสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงไว้อย่างครอบคลุมนับเป็นหมุดหมาย สำคัญใช้เป็นกรอบในการพัฒนาประเด็นการรณรงค์เคลื่อนไหว และจัดทำแผนปฏิบัติการ โดยเฉพาะแผนปฏิบัติการปักกิ่ง (Beijing Declaration and Platform for Action 1995) ที่


๓๑๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ครอบคลุมเรื่องผู้หญิง ๑๒ ประเด็น ในการเคลื่อนไหวของกลุ่ม คลื่นลูกที่สาม กลุ่มองค์กรผู้หญิงได้มีการจำแนกให้เห็นความ หลากหลายของผู้หญิงและปัญหาเฉพาะของแต่ละกลุ่ม จึงได้เกิด การเรียกร้องให้ตระหนักถึงปัญหาทับซ้อนและอัตลักษณ์ทับซ้อน (intersectionality) ผู้หญิงแต่ละกลุ่มได้แสดงตัวตนและเรียกร้อง พื้นที่ในเวทีต่างๆ เพื่อให้เกิดการมองเห็นยอมรับและตระหนัก ปัญหาเฉพาะของตนในกรอบความรุนแรงและสิทธิมนุษยชน ประเด็นรณรงค์จึงหลากหลายไม่ร่วมเป็นหนึ่งดังเช่นในคลื่นลูกที่ หนึ่งและสองที่เริ่มได้รับการวิพากษ์ว่าครอบงำกำหนดโดยนักสตรี นิยมผิวขาวในโลกที่หนึ่ง (โลกตะวันตก) แนวคิดเรื่องหญิงทั่วโลก เป็นพี่น้องผองเพื่อน (sisterhood) ที่ต้องการทลายระบบชายเป็น ใหญ่จึงได้รับการท้าทาย ในช่วงปลายคลื่นลูกที่สองผู้หญิงผิวสีจาก ภูมิภาคต่างๆ เริ่มแยกตนออกจากนักคิดนักเขียน นักทฤษฎีใน โลกตะวันตกและก่อร่างพันธมิตรผู้หญิงโลกที่สาม การเคลื่อนไหว ในช่วงคลื่นที่สามมีส่วนร่วมและกำหนดโดยเยาวชนหนุ่มสาวที่ เน้นเรื่องสิทธิของกลุ่มข้ามเพศภาวะ ภาพลักษณ์เนื้อตัวร่างกาย และเพศวิถี (sexuality) โดยท้าทายแนวคิดเรื่องการแสวงหา ประโยชน์ทางเพศจากผู้หญิง และให้ความหมายใหม่ ท้าทายขนบ บรรทัดฐานเดิมๆ โดยเฉพาะในเรื่องภาพลักษณ์ทางเพศ และ ยอมรับสิทธิที่ผู้หญิงจะใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือหาเลี้ยงชีพ เนื่องจากความหลากหลายอัตลักษณ์ทำให้วาระเรียกร้องกระจัด กระจายไปตามความสนใจของแต่ละกลุ่มอัตลักษณ์ ทำให้ไม่มี วาระแจ่มชัดและเป็นหนึ่งเดียวเหมือนสองคลื่นแรก นำไปสู่การ ถกเถียงเรื่องประเด็นและแนวทางการต่อสู้ของผู้หญิงในศตวรรษ ที่ ๒๑ อันเป็นการเริ่มต้นสู่การเคลื่อนไหวของคลี่นลูกที่สี่ ที่ต้อง


๓๑๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ พึ่งพาเทคโนโลยีและสื่อทางสังคม ผู้ที่สามารถเข้าถึงสื่อเหล่านี้จะ สามารถกำหนดวาระที่เน้นเรื่องการเสริมสร้างพลังให้แก่ผู้หญิง (empowerment) กลุ่มอัตลักษณ์ทับซ้อน แต่ไม่ได้มีแผนร่วมเป็น หนึ่งเดียวของการเสริมสร้างพลังแก่หญิงอย่างทั่วถึง ทำให้ผู้หญิง ผิวสีนอกสังคมตะวันตกกลายเป็นชนชายขอบและวาระเรื่องความ ยุติธรรมทางสังคม ทางเพศสภาพก็เลอะเลือน เนื่องจากให้ ความสำคัญกับปัญหาของความรุนแรงต่อผู้หญิงผิวสีในสังคม ตะวันตกละเลยปัญหาที่เกิดจากโครงสร้างอันไม่เป็นธรรมของ ผู้หญิงในซีกโลกอื่นๆ ตัวอย่าง คือการรณรงค์เรื่อง Me Too ซึ่ง แม้จะริเริ่มโดยผู้หญิงผิวดำ แต่ก็ใช้อภิสิทธิ์ชน คนมีชื่อเสียงเป็น เครื่องมือรณรงค์เรียกร้องต่อสู้เรียกร้องการเข้าถึงความยุติธรรม ผ่านการแบ่งปันเล่าเรื่องของการถูกทำร้ายทางเพศ การเหยียด เพศในที่ทำงาน เป็นต้น การณรงค์ขยายไปถึงกลุ่มเด็กชาย ผู้ชาย ที่ถูกกระทำเพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนบรรทัดฐานทางสังคมเรื่อง เพศภาวะ การเรียกร้องของผู้หญิงสองยุคหลังนี้ไม่สามารถกำหนด เรื่องเล่า ประเด็นและเป้าหมายของการเรียกร้องรณรงค์เช่นใน สองยุคแรกที่ดูเหมือนจะถูกลืมเลือนไปจากเยาวชนรุ่นหลังที่ให้ ความสำคัญกับการสร้างพันธมิตรกับกลุ่มหลากหลายทางเพศ มากกว่าการกำหนดประเด็นต่อสู้ร่วมกันของผู้หญิงและต้องการ รื้อฟื้นดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำความรุนแรงแม้จะเกิด มานานในอดีตจนได้รับการวิจารณ์ว่าเป็นการไล่ล่าผู้ชาย ซึ่งย้อน แย้งกับงานรณรงค์ที่ใช้คำขวัญ เขาเพื่อเธอ (HeForShe) ริเริ่มใน พ.ศ. ๒๕๕๗ ให้ชายและเด็กชายมีส่วนร่วมและเป็นพันธมิตรใน การทำงานเพื่อความเสมอภาคทางเพศภาวะ โดยยูเอนวีเมน ซึ่ง จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๓ ด้วยการรวมสี่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ


๓๑๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ การทำงานเรื่องผู้หญิงของสหประชาชาติเข้าไว้ด้วยกัน อันได้แก่ สำนักงานความก้าวหน้าของผู้หญิง (Division for the Advance ment of Women - DAW) สถาบันการวิจัยและอบรมระหว่าง ประเทศเพื่อความก้าวหน้าของผู้หญิง (International Research and Training Institute for the Advancement of WomenINSTRAW) สำนักงานที่ปรึกษาพิเศษเรื่องเพศภาวะและความ ก้าวหน้าของผู้หญิง (Office of the Special Adviser on Gender Issues - OSAGI) กองทุนเพื่อการพัฒนาสำหรับผู้หญิง ( United Nations Development Fund for Women - UNIFEM) การรณรงค์เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงกรอบการวิเคราะห์ ที่แปรเปลี่ยนไปในการทำงานขององค์กรระดับนานาชาติที่รับผิด ชอบดูแลเรื่องความก้าวหน้าของผู้หญิงที่ได้เริ่มการรณรงค์ใน กรอบความยุติธรรมทางเพศภาวะ (Gender Equity) แทนความ เท่าเทียมทางเพศภาวะ (Gender Equality) เพราะความหลากหลายของประเด็นและแนวทางการ รณรงค์ของคลื่นที่สามและสี่ที่จำกัดพื้นที่การเคลื่อนไหวในสังคม ตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ และมุ่งเน้นไปในแนวตื่นรู้ (Wokeism) ที่ ต้องการขจัดความเหลื่อมล้ำทางเพศในด้านต่างๆ รวมถึงการ ปรับแก้การใช้ภาษาเหยียดเพศ (sexism) ในงานวรรณกรรมต่างๆ ของนักเขียนรวมทั้งในอดีตทำให้เกิดกระแสวิพากษ์ถึงความ รุนแรงของการเรียกร้องที่อาจไม่ใช่แก่นแท้ของปัญหาที่ผู้หญิงทั่ว โลกเผชิญอยู่ ความเลอะเลือนไม่แจ่มชัดในการพัฒนากรอบการ วิเคราะห์ในการทำงานเรื่องผู้หญิงทำให้เกิดกระแสสตรีนิยมแนว ถอนรากจากอาณานิคม (Decolonial Feminism) ที่เริ่มจากนัก คิด นักวิชาการสิทธิสตรีในอเมริกาใต้ ซึ่งต้องการสร้างเรื่องเล่า


๓๑๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ จากประสบการณ์ชีวิตของผู้หญิงในท้องถิ่นของตนเพื่อให้เห็น ความหลากหลายของการต่อสู้ของผู้หญิงทุกชนชั้น โดยเฉพาะ ผู้หญิงที่เป็นชนชายขอบเพื่อให้แตกต่างจากความเข้าใจกระแส หลักที่ครอบงำโดยกลุ่มสตรีตะวันตกและลืมเลือนละเลยชีวิตและ การต่อสู้อันหลากหลายของผู้หญิงทั่วโลก กรอบการวิเคราะห์ของ สตรีนิยมแนวนี้คือการให้ความสำคัญในเรื่องเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ พื้นที่ต่างๆ และเพศภาวะ เป็นต้น เพื่อให้ชนกลุ่มน้อย และชนเผ่า ได้มีโอกาสเข้าใจวัฒนธรรมและแนวทางการต่อสู้การกดขี่ต่างๆ จากสภาวะแวดล้อมและภูมิหลังของตน แนวทางนี้เป็นการลด อิทธิพลของนักสตรีนิยมตะวันตกที่มีต่อกลุ่มต่างๆ รวมถึงการ กำหนดนโยบายแนวทางในการต่อสู้ และการพัฒนาเรื่องผู้หญิงที่ ไม่ได้คำนึงถึงความหลากหลายของผู้หญิงและเชื่อมโยงกับ โครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมที่ก่อให้เกิดการเลือก ปฏิบัติและความรุนแรงอย่างเป็นระบบต่อผู้หญิง กลุ่มสตรีนิยม แนวถอนรากอาณานิคมนี้ต้องการเรียนรู้บันทึกเรื่องเล่าของผู้หญิง เพื่อให้เกิดการพัฒนาวิธีการต่อสู้ที่ไม่ละเลยผู้หญิงกลุ่มใดๆ จึง เท่ากับว่าการเคลื่อนไหวตามแนวทางนี้ครอบคลุมทั้งอัตลักษณ์ที่ หลากหลายและปัญหาทับซ้อนของผู้หญิง แต่ไม่ยอมรับแนวการ วิเคราะห์ที่ครอบงำโดยนักสิทธิสตรีตะวันตก ต้องการพัฒนาวิถี ใหม่เพื่อต่อสู้กับการกดขี่และยุทธศาสตร์การรณรงค์ต่อต้านที่ทุก กลุ่มสามารถนำไปใช้ได้ มูลนิธิผู้หญิงเริ่มใช้กรอบแนวคิดนี้ในการ บันทึกเรื่องราวของการต่อสู้ของหญิงไทยนับแต่ในอดีตในพื้นที่ ต่างๆ เช่น ศาสนา วรรณกรรม เศรษฐกิจ การเมืองเป็นต้น


๓๑๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ จึงดูเหมือนว่าในปัจจุบันการจัดเรียงลำดับการต่อสู้ของ ผู้หญิงเป็นกลุ่มคลื่นเวลานั้นไม่สามารถทำได้อย่างแจ่มชัดและควร ให้ความสำคัญอีกต่อไป ทั้งนี้ เพราะความลื่นไหลของกรอบแนว วิเคราะห์ การปรากฏของอัตลักษณ์อันหลากหลายที่ไม่สามารถ กำหนดวิเคราะห์ได้ด้วยทฤษฎีหนึ่งเดียว รวมถึงแนวคิดที่ปฏิเสธ และไม่ยอมรับการทำงานของนักวิชาการและนักกิจกรรมในอดีต ทำให้รอยต่อของการทำงานเคลื่อนไหวเรื่องผู้หญิงไม่แจ่มชัด และ แยกส่วนตามความสนใจของแต่ละกลุ่มอัตลักษณ์ กรอบควำมคิดและกำรวิเครำะห์เรื่อง ผู้หญิงและงำนพัฒนำ ก่อนการประกาศปีสากลเรื่องผู้หญิงและจัดการประชุม โลกเรื่องผู้หญิงครั้งที่ ๑ ณ ประเทศเมกซิโก (พ.ศ. ๒๕๑๘) ได้มี หนังสือเรื่องบทบาทของผู้หญิงในการพัฒนาเศรษฐกิจ (Women’s Role in Economic Development) ของ Ester Boserup เผยแพร่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕ ชี้ให้เห็นพร้อมหลักฐานเชิง ประจักษ์ว่างานพัฒนาได้ละเลยคุณค่าของงานและสถานภาพของ ผู้หญิงโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ผู้หญิงไม่ได้รับประโยชน์ ทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจจากโครงการต่างๆ ซึ่งไม่ได้คำนึงให้ ผู้หญิงมีส่วนร่วมและเป็นเป้าหมาย ผลกระทบอันเกิดจากหนังสือ เล่มนี้ คือทำให้รัฐบาลและองค์กรทุนต่างๆ ได้กำหนดนโยบาย บูรณาการผู้หญิงเข้าร่วมในโครงการพัฒนา (Women in Development-WID) โดยไม่ได้คำนึงถึงความต้องการที่แตกต่าง กันของหญิงและชาย ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างหญิงและ ชายที่เหลื่อมล้ำ บริบททางวัฒนธรรมอันหลากหลาย แต่มุ่งหวัง


๓๑๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เพียงเพื่อให้ผู้หญิงได้รับประโยชน์จากการพัฒนาและมีส่วนร่วมใน การผลิตเพื่อปรับปรุงสภาพชีวิตของตน แนวทางนี้ละเลยหน้าที่ใน ครัวเรือนของผู้หญิงแต่ต้องการนำผู้หญิงร่วมในกิจกรรมต่างๆ ใน พื้นที่สาธารณะ ส่งผลให้ผู้หญิงแบกรับภาระสองด้าน โดยไม่ได้มี การจัดการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์บทบาทหญิงชาย และ กำหนดมาตรการพิเศษที่เอื้อให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในกิจกรรมพัฒนา ต่างๆ ได้อย่างแท้จริง ต่อมาผู้หญิงได้ปรับเปลี่ยนกรอบการวิเคราะห์และ แนวทางทำงานจากผู้หญิงในงานพัฒนา เป็นผู้หญิงและงาน พัฒนา (Women and Development-WAD) โดยเชื่อมโยง ความสัมพันธ์หญิงชายและผลกระทบจากระบบทุนนิยมและ เศรษฐกิจที่พึ่งพาส่งผลให้เกิดการแสวงหาประโยชน์เป็นกรอบการ วิเคราะห์ระบบชายเป็นใหญ่และระบบทุนนิยม แนวคิดนี้ นักวิชาการสตรีแนวมาร์กซิสต์ได้พัฒนาเป็นกรอบของการจัดการ เรียนการสอนเรื่องสตรีศึกษาในประเทศตะวันตก เช่นในประเทศ เนเธอร์แลนด์ แนวคิดนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงมีส่วนร่วมและสร้าง ประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมในโลกส่วนตัวหรือ สาธารณะ หลังการประชุมไนโรบี กลุ่มผู้หญิงจากซีกโลกภาคใต้ได้ วิพากษ์แนวทางการพัฒนาแบบบูรณาการผู้หญิงที่ไม่ได้ตระหนัก ถึงความต้องการที่แตกต่างกันของหญิงชาย และมิได้คำนึงถึง โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจระหว่างโลกที่หนึ่งและที่ สามซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้หญิง ได้มีการจัดตั้งเครือข่ายทางเลือก การพัฒนาสำหรับผู้หญิง (DAWN–Development Alternatives with Women for a New Era) ที่มีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์


๓๒๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ขบวนการและยุทธศาสตร์ของการพัฒนาโดยใช้มิติเรื่องเพศภาวะ และชนชั้น แผนปฏิบัติการปักกิ่งได้เริ่มมีการกล่าวถึงเพศภาวะ (gender) ที่นักวิชาการสตรีนิยมได้ให้คำอธิบายว่าแตกต่างจาก เรื่องเพศ (sex) ซึ่งเกิดจากการกำหนดทางชีววิทยาอัน เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ส่วนเพศภาวะเป็นผลจากกระบวนการเรียนรู้ ทางสังคมและวัฒนธรรม ดังเช่น ที่ ซีโมน เดอ โบวัวร์ (Simone de Beauvoir) นักคิดนักเขียนหญิงชาวฝรั่งเศสได้เขียนไว้ใน หนังสือ เพศที่สองว่า เราไม่ได้เกิดมาเป็นผู้หญิง แต่ถูกทำให้เป็น ผู้หญิง เพศภาวะจึงได้นำมาใช้เพิ่มเติมจากคำว่า เพศ และทำให้ เกิดการพัฒนาแนวคิดเรื่องเพศภาวะกับการพัฒนา (Gender and Development-GAD) เป็นแนวทางในการดำเนินโครงการ ด้านพัฒนา โดยให้คำนึงถึงและตอบสนองความต้องการอันเกิด จากความแตกต่างทางเพศภาวะของหญิงและชายในการออกแบบ โครงการต่างๆ และในคลื่นลูกที่สามและสี่ได้ขยายแนวคิดเรื่อง เพศภาวะครอบคลุมถึงกลุ่มที่หลากหลายจนเกิดเป็นกระแส เรียกร้องเรื่องเพศวิถี(sexuality) ของกลุ่ม LGBTQIB (Lesbian, Gay, Bisexual, Transgender, Queer, Intersex, Binary) แนวคิดเรื่องเพศภาวะและการพัฒนาได้รับรองกล่าวถึงเป็น ทางการในเอกสารขององค์การสหประชาชาติ และหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องนับแต่หลังการประชุมปักกิ่ง ได้มีการพัฒนาคู่มือเพื่อ สร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องเพศ เพศภาวะให้แก่ผู้ปฏิบัติงานที่ ทำงานเรื่องผู้หญิงอย่างเป็นระบบ พร้อมกับการสร้างความ กระจ่างเรื่องการเสริมสร้างพลังให้แก่ผู้หญิงที่เป็นเป้าหมายของ แผนปฏิบัติการปักกิ่ง และการใช้มิติเพศภาวะเป็นกระแสความคิด


๓๒๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ในการกำหนดวางนโยบายโครงการต่างๆ ของสหประชาชาติ ที่ได้ ระบุไว้ในเอกสารของคณะกรรมาธิการเรื่องเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการกำหนดมาตรการชี้วัดเรื่องการเสริมสร้างพลังอำนาจ ของผู้หญิง อันได้แก่การมีส่วนร่วมในการกำหนดตัดสินใจทางการ เมือง การเข้าถึงโอกาสการดำเนินอาชีพและพลังความสามารถใน การสร้างรายได้ไว้ด้วย นับได้ว่าเป็นความสำเร็จของการรณรงค์ เคลื่อนไหวของกลุ่มองค์กรผู้หญิงที่ริเริ่มขับเคลื่อนเรื่องเพศภาวะ จนบรรจุเป็นวาระระดับโลก แต่ความสำเร็จของการรณรงค์ โดยเฉพาะของคลื่นลูกที่สองได้มีการตีกลับสะท้อนในหนังสือของ คริสตินา โฮฟ ซอมเมอร์ส (Christina Hoff Sommers) เรื่อง ใคร ขโมยสิทธิสตรี ผู้หญิงได้ทรยศผู้หญิงกันอย่างไร (Who Stole Feminism 1994) โดยวิพากษ์นักสิทธิสตรีอเมริกันว่านำเสนอ เรื่องราวของปัญหาความรุนแรงในครอบครัวคลาดเคลื่อน เป็นนัก สิทธิสตรีแนวเพศภาวะ (Gender Feminism) ที่เน้นผู้หญิงในการ สร้างทฤษฎีและการปฏิบัติโดยวิเคราะห์ว่าการกดขี่ผู้หญิงเกิดจาก วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่และต้องการปรับเปลี่ยนบทบาทดั้งเดิม ทางเพศภาวะ เป็นกลุ่มกระแสหลักที่ได้รับการสนับสนุนทุนจาก รัฐบาลและแหล่งทุนเอกชน มีตำแหน่งการงานทั้งในหน่วยงานรัฐ และในมหาวิทยาลัย ซอมเมอร์สได้นำเสนอสิทธิสตรีแนวยุติธรรม (Equity Feminism) ที่ต้องการให้มีการปฏิบัติที่เป็นธรรมและ สิทธิที่เท่าเทียมแก่ทุกคน แนวคิดนี้น่าจะได้รับการขานรับจากการ เคลื่อนไหวของนักสิทธิสตรีรุ่นต่อมาที่มองว่าการทำงานวิเคราะห์ จำแนกเพศนั้นเป็นผู้กีดกันทางเพศมากกว่าเป็นผู้ต่อสู้เรื่องสิทธิ สตรี รวมถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางการต่อสู้จากความเท่าเทียม ทางเพศภาวะ เป็น ความยุติธรรมทางเพศภาวะที่ใช้ในการทำงาน


๓๒๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เพื่อความก้าวหน้าของผู้หญิง และการนำเสนอแนวคิดเรื่องอัต ลักษณ์ทับซ้อน (Intersectionality) ของ คิมเบอร์ลี เครนชอว์ (Kimberly Crenshaw) นักวิชาการผิวดำที่พัฒนาทฤษฎีทาง กฎหมายของนักสิทธิสตรีผิวดำ เธอได้วิเคราะห์และผูกโยงเรื่อง อำนาจกับกลุ่มชนชายขอบ โดยจำแนกรูปแบบของอำนาจทับ ซ้อนเป็นทางโครงสร้าง ทางการเมือง และการเป็นตัวแทน แนวคิดนี้ได้รับการวิพากษ์ว่าเป็นการลดปัจเจกให้เป็นเพียงปัจจัย การวิเคราะห์กลุ่มเฉพาะทางประชากร และนำมาใช้เป็นเครื่องมือ ทางอุดมการณ์ต่อต้านทฤษฎีสตรีนิยมที่ได้พัฒนาครอบคลุม หลากหลายสาขา เช่น มานุษยวิทยา สังคม เศรษฐกิจ รัฐศาสตร์ เป็นต้น แต่การทำงานด้านพัฒนาสังคมในปัจจุบันก็ได้รับประเด็น อำนาจและอัตลักษณ์ทับซ้อนมารวมไว้ในกรอบการวิเคราะห์ โดย การเรียกร้องไม่ให้ทิ้งใครไว้ข้างหลังในงานพัฒนา และสร้างพลัง อำนาจให้แก่กลุ่มชายขอบ มูลนิธิผู้หญิงกับกำรขับเคลื่อนเรื่องผู้หญิง มูลนิธิผู้หญิงได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนวาระเรื่อง ผู้หญิงในสังคมไทยนับแต่ยังเป็นศูนย์ข่าวผู้หญิง โดยได้เข้าร่วมใน เวทีการประชุมระดับโลกและมีส่วนนำเสนอประเด็นปัญหาของ ผู้หญิงในสังคมไทยในเวทีที่จัดร่วมกับองค์กรในภูมิภาคอื่นๆ รวมทั้งการจัดหาเงินทุนสนับสนุนให้มีผู้แทนจากหลากหลายกลุ่ม โดยเฉพาะหญิงชายขอบได้เข้าร่วมและเรียนรู้ในเวทีต่างๆ นอกจากนี้ยังได้มีการพัฒนาสื่อและจัดการอบรมเพื่อเสริมสร้าง ความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้หญิงในภาคส่วนต่างๆ ทั้งในเมืองและ ชนบทเรื่องระบบชายเป็นใหญ่และโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมที่ไม่


๓๒๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เป็นธรรมกับบทบาทสถานภาพของผู้หญิงและความเหลื่อมล้ำทาง เพศ ความรู้ที่ได้รับจากสื่อต่างๆ นำมาใช้เป็นกรอบการวิเคราะห์ ปัญหาทางเพศภาวะ เช่นความรุนแรงในครอบครัว การแสวงหา ประโยชน์จากร่างกายและแรงงานของผู้หญิง เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้ผลิตสื่อสรุปเนื้อหาสาระและผลจากการประชุมต่างๆ เพื่อ เผยแพร่ให้แก่กลุ่มประขาสังคมและสาธารณชนเพื่อนำไปใช้ ประโยชน์ในการทำงานขับเคลื่อนของตนและติดตามการ ดำเนินงานของรัฐ มูลนิธิผู้หญิงให้ความสำคัญกับการเรียนรู้จักกลไกระดับ สากล เพื่อการขับเคลื่อนจัดทำเครื่องมือกลไกระดับชาติ โดยมี ส่วนร่วมของผู้หญิงทุกภาคส่วน เช่น การจัดอบรมเผยแพร่เรื่อง อนุสัญญาผู้หญิง เรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องเสาหลักและกลไกต่างๆ ของอาเซียน การจัดทำรายงานทางเลือกเพื่อนำเสนอต่อ กรรมาธิการตามอนุสัญญาผู้หญิง (Committee on the Elimination of Discrimination against Women–CEDAW Committee) เป็นต้น ในช่วงระยะเวลาสี่สิบปีของการทำงาน มูลนิธิผู้หญิงได้มีส่วนร่วมในการจัดทำกฎหมายหลายฉบับที่ เกี่ยวเนื่องกับผู้หญิง อาทิเช่น การปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. ๒๕๓๙ พระราช บัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและ เด็ก พ.ศ. ๒๕๔๐ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความ รุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ พระราชบัญญัติความเท่าเทียม ระหว่างเพศ พ.ศ. ๒๕๕๘ เป็นต้น และได้มีผู้แทนมูลนิธิผู้หญิงเข้า ร่วมในคณะกรรมการติดตามพระราชบัญญัติเหล่านี้ด้วย


๓๒๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ มูลนิธิผู้หญิงได้ดำเนินงานให้ความช่วยเหลือแก่ผู้หญิง กลุ่มต่างๆ ทั้งไทยและต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง รูปแบบต่างๆ จากโครงสร้างเศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรมที่เหลื่อม ล้ำกดทับผู้หญิง จากภัยพิบัติ ความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรง การให้ความช่วยเหลือกระทำควบคู่ไปกับการรวบรวมข้อมูล การ ศึกษาวิจัยและจัดทำรายงานเผยแพร่ โดยใช้หลักการทำงานแนว สตรีนิยมที่ให้ความสำคัญกับเรื่องเล่าตัวตน (agency) และพลังใน การเปลี่ยนแปลงของผู้หญิงผ่านกระบวนการสังเคราะห์จากการ ตระหนักรู้ว่าปัญหาของผู้หญิงมิใช่เป็นเรื่องส่วนตัวแต่เกิดจาก รากเหง้าโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรมที่ ไม่เป็นธรรมส่งผลให้มีการเลือกปฏิบัติ การกระทำความรุนแรงต่อ ผู้หญิงอย่างเป็นระบบ โครงสร้างที่กล่าวถึงนี้มิได้จำกัดเฉพาะใน พรมแดนของประเทศแต่เป็นปรากฏการณ์อันเป็นสากล ดังนั้น มูลนิธิผู้หญิงจึงได้มีการทำงานสร้างและร่วมกับเครือข่ายทั้งใน ระดับประเทศ ภูมิภาคและทั่วโลกขับเคลื่อนวาระผู้หญิงโดยใช้ กรอบกติกาของอนุสัญญาผู้หญิงและกฎหมายสิทธิมนุษยชน ตลอดจนข้อเสนอแนะต่างจากการประชุมนานาชาติและภูมิภาค โดยคำนึงถึงบริบทของสังคมไทย และการมีส่วนร่วมของผู้หญิง โดยเฉพาะชนชายขอบ ในกรอบการวิเคราะห์เรื่องอัตลักษณ์ทับ ซ้อนมูลนิธิผู้หญิงและเครือข่ายเพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพ ของผู้หญิงได้มีการนำแนวคิดนี้มาใช้พิจารณาแยกแยะปัญหาของ กลุ่มผู้หญิงที่ยังเป็นชนชายขอบ เช่น หญิงพิการ หญิงชนเผ่า หญิง ย้ายถิ่นต่างชาติ เป็นต้น เพื่อสร้างความเข้าใจในปัญหาและ แนวทางในการเคลื่อนไหวรวมทั้งเสริมสร้างพลังโดยจัดพื้นที่ให้แก่


๓๒๕ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ กลุ่มเหล่านี้ได้นำเสนอปัญหาข้อเรียกร้องของตนในหลากหลาย เวที งำนผู้หญิงวำระที่แปรเปลี่ยน ในภาพรวมของการทำงานเรื่องผู้หญิงทั้งในระดับสากล และระดับประเทศแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการขับเคลื่อน ผลักดันวาระสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง ทั้งสิทธิทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม การสร้างเครื่องมือ กลไก กฎหมายระดับสากล แผนการปฏิบัติงานจากการประชุมระดับ โลกที่มีการเชื่อมโยงบรรจุเรื่องผู้หญิงไว้ด้วย เครื่องมือที่สำคัญใน ระดับสากลคือ อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี ในทุกรูปแบบ (อนุสัญญาผู้หญิง) จัดทำโดยกรรมาธิการเรื่อง สถานภาพสตรี อันเป็นกฎหมายระหว่างประเทศเรื่องสิทธิ มนุษยชนที่ครอบคลุมสิทธิต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ในปฏิญญาสากล เรื่องสิทธิมนุษยชน พ.ศ. ๒๔๙๑ ที่นาง Eleanor Roosevelt (พ.ศ. ๒๔๒๗ - ๒๕๐๕) ภริยาของประธานาธิบดีFranklin D.Roosvelt (พ.ศ. ๒๔๔๘-๒๔๘๘) มีบทบาทสำคัญในการออก แบบและใช้ถ้อยคำที่ครอบคลุมเพศหญิง เช่น ใช้คำว่าทุกคน แทน ผู้ชาย และชื่อปฏิญญาสิทธิมนุษยชนแทนปฏิญญาสิทธิของผู้ชาย ปฏิญญาฯ นี้ได้ใช้เป็นกรอบหลักการในการพัฒนากฎหมายสิทธิ มนุษยชนฉบับอื่นๆ และเป็นเครื่องมือในการรณรงค์เรียกร้องสิทธิ มนุษยชนของกลุ่มที่หลากหลายให้ได้รับการใส่ใจและตระหนัก มองเห็นในวาระการขับเคลื่อน เช่น เรื่องความหลาก หลายทาง เพศ ที่ดูเหมือนจะเป็นกระแสหลักของการทำงานรณรงค์ใน ศตวรรษที่ ๒๑ แนวคิดเรื่องเพศภาวะและความลื่นไหลทางเพศ


๓๒๖ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ภาวะและเพศวิถีทำให้เกิดการทำงานร่วมกันของกลุ่มที่เรียกว่า non-binary ที่มองว่าการแบ่งเพศหญิงชายเป็นเรื่องฉาบฉวยที่ กำหนดขึ้นเพื่อสืบทอดอำนาจของกลุ่มที่เป็นแกนนำ ได้มีการนำ แนวคิดความยุติธรรมทางเพศภาวะ (gender equity) มาใช้เป็น กรอบการทำงานเพื่อให้บรรลุความเสมอภาคทางเพศภาวะ (gender equality) ในช่วงการเคลื่อนไหวของคลื่นลูกที่สอง ประเทศที่ปกครองโดยระบอบสังคมนิยมจะใช้ความยุติธรรมทาง เพศภาวะแทนความเสมอภาคทางเพศภาวะ ซึ่งคณะกรรมการ อนุสัญญาผู้หญิงได้ยืนยันว่าความเสมอภาคหญิงชายคือเป้าหมาย ของอนุสัญญา และได้จัดทำข้อเสนอแนะลำดับที่ ๒๕ ให้คำ อธิบายมาตรา ๔ (๑) ของอนุสัญญากำหนดให้รัฐภาคีจัดทำ มาตรการพิเศษชั่วคราว (Temporary Special Measures)เพื่อ ใช้ในกระบวนการทำงานขจัดการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง เพื่อให้ หญิงได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกับชาย โดยอนุสัญญาผู้หญิง ตระหนักว่าหญิงและชายมีจุดเริ่มต้นที่ต่างกันอันเนื่องมาจาก โครงสร้างระบบชายเป็นใหญ่และเพื่อให้บรรลุความเสมอภาค แท้จริง ที่ไม่ใช่เป็นเพียงความเสมอภาคทางรูปแบบทางกฎหมาย แต่ต้องเกิดขึ้นอย่างแท้จริงในการปฏิบัติด้วยรัฐภาคีจะต้อง กำหนดมาตรการพิเศษชั่วคราวให้แก่ผู้หญิงเพื่อสร้างโอกาสและ การเข้าถึงเพื่อได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง และสามารถยกเลิกได้ เมื่อความเสมอภาคแท้จริงเกิดขึ้น ในชุมชนคนทำงานเรื่องความ เสมอภาคทางเพศภาวะในปัจจุบันได้ส่งเสริมการใช้เรื่องความ ยุติธรรมทางเพศภาวะ แทนแนวคิดเรื่องมาตรการพิเศษชั่วคราว ในกระบวนการบรรลุความเสมอภาคทางเพศภาวะ ทั้งนี้อาจเป็น เพราะอนุสัญญาผู้หญิงไม่ได้ครอบคลุมถึงความหลากหลายทาง


๓๒๗ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ เพศภาวะที่เป็นกระแสหลักของการรณรงค์เคลื่อนไหวในปัจจุบัน ซึ่งเน้นการเมืองเรื่องอำนาจและอัตลักษณ์ทับซ้อน (intersec tionality) แนวคิดเรื่องอำนาจและอัตลักษณ์ทับซ้อน ได้พัฒนาจาก กลุ่มนักคิดอเมริกันผิวดำที่ร่วมในขบวนการต่อต้านความรุนแรงที่ เกิดขึ้นแก่คนผิวดำทั้งหญิงและชาย และได้ค้นพบว่าอัตลักษณ์ที่ หลากหลาย อาทิ เพศภาวะ สีผิว ชนชั้น ความเชื่อ เชื่อมโยงกับ อำนาจที่กดทับซ้อนและรูปแบบความรุนแรงอันเป็นประสบการณ์ ที่แตกต่างกันของแต่ละกลุ่มไม่ได้รับการคำนึงถึงจากกลุ่มผู้หญิง ตะวันตกที่มีการศึกษา ในสังคมอุตสาหกรรมร่ำรวยและเป็น ประชาธิปไตย (WEIRD– Western, Educated, Industrialised, Rich and Democratic) ซึ่งเป็นผู้กำหนดประเด็นวาระการ เคลื่อนไหวของผู้หญิง ผู้หญิงที่มีอัตลักษณ์ทับซ้อนจึงต้องการ ปรับเปลี่ยนโดยวิเคราะห์ให้เห็นถึงความรุนแรงที่เป็นระบบและ อำนาจที่กดทับต่อกลุ่มที่มีอัตลักษณ์ทับซ้อน การขับเคลื่อนงานเรื่องผู้หญิงของคลื่นลูกที่สามและสี่จึง กลายเป็นงานรณรงค์เรื่องสิทธิมนุษยชนของกลุ่มที่มีอัตลักษณ์ทับ ซ้อนที่ถูกกดทับจากโครงสร้างอำนาจกลายเป็นชนชายขอบโดย ปฏิเสธแนวคิดทฤษฎีที่นักวิชาการสตรีนิยมได้พัฒนามาในแต่ละ ยุคความเคลื่อนไหวโดยเฉพาะคลื่นลูกที่สองที่ได้รับการวิพากษ์ว่า ครอบงำโดยหญิงผิวชาวชนชั้นกลางที่แบ่งแยกและเกลียดชังชาย และ การขับเคลื่อนรณรงค์ดำเนินไปพร้อมกับกลุ่มหลากหลาย วิถีทางเพศ (LGBTIQ) ให้สังคมได้มองเห็นและยอมรับตัวตนของ พวกเขาทั้งหญิงและชาย และมีมุมมองเรื่องเนื้อตัวร่างกาย เพศวิถี การข่มขืน ที่แตกต่างไปจากกรอบเดิมๆ จึงดูเสมือนจำกัดวาระให้


๓๒๘ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ ความสำคัญต่อปัญหาสถานการณ์ในสังคมตะวันตก และไม่ได้ ครอบคลุมถึงผู้หญิงกลุ่มอื่นที่ไม่ได้มีอัตลักษณ์ทับซ้อนร่วมกัน กลุ่มผู้หญิงในภูมิภาคอื่นๆ ก็ได้พัฒนาแนวคิดใหม่ๆ มาใช้เป็น กรอบแนวทางในการทำงานของตน เช่น แนวทางสิทธิสตรีตัดขาด จากความเป็นอาณานิคม (Decolonial Feminism) ในกลุ่ม ประเทศอเมริกาใต้ ที่ต้องการบันทึกเรื่องเล่าการต่อสู้ของผู้หญิง ในอดีต เพื่อชี้ให้เห็นความหลากหลายของรูปแบบการต่อต้านของ ผู้หญิง ในภูมิภาคเอเซียมีการเคลื่อนไหวของผู้หญิงกับสิ่งแวดล้อม การพัฒนาที่ยั่งยืน ฯลฯ ที่เชื่อมโยงกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองที่เหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรม เป็นต้น ความลื่นไหลของวาระการขับเคลื่อนที่ขึ้นอยู่กับความ สนใจของกลุ่มองค์กรผู้หญิงในแต่ละภูมิภาคที่มีบริบทและความ สนใจต่างกัน รวมถึงการปฏิเสธการนำของหญิงผิวขาวในโลก ตะวันตกที่ครอบงำทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติ และกำหนดวาระใน การเคลื่อนไหว ทำให้ในปัจจุบันไม่มีวาระร่วมระดับโลกที่เป็นหนึ่ง เดียวในการขับเคลื่อนรณรงค์เรื่องความเสมอภาคก้าวหน้าของ ผู้หญิงที่เชื่อมโยงกับโครงสร้างไม่เป็นธรรมทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและสังคม การรณรงค์ เขาเพื่อเธอ ของหน่วยงานที่ รับผิดชอบการทำงานเพื่อความก้าวหน้าของผู้หญิง (UN Women) เป็นตัวอย่างหนึ่งของการรณรงค์ที่ไม่มีมิติทางการเมือง ในการปรับเปลี่ยนเพศภาวะ แต่สนับสนุนแนวสิทธิสตรีเพื่อความ ยุติธรรมหญิงชาย จึงเห็นได้ว่าความสำเร็จของการขับเคลื่อนเรื่อง สิทธิมนุษยชนที่ยืนยันสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงได้นำมาใช้เป็น พื้นฐานและหลักการในการพัฒนาเรียกร้องของกลุ่มต่างๆ แม้ว่า จำนวนมากจะไม่ได้คำนึงถึงหรือนำแผนปฏิบัติการเวียนนา


๓๒๙ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ แผนปฏิบัติการปักกิ่ง ฯลฯ มาใช้ต่อยอดการเคลื่อนไหวของแต่ละ กลุ่มที่บางครั้งยังแสดงให้เห็นถึงระดับชั้นของอำนาจอันเกิดจาก ความแตกต่างทางเพศภาวะ ความพยายามในการใช้กรอบเพศ ภาวะ ไม่จำแนกความแตกต่างหญิงชายมาดำเนินงานเรื่องความ เสมอภาคหญิงและชายทำให้ความใส่ใจประเด็นความก้าวหน้า ของหญิงซ่อนเร้นหรือเลือนหายจากการวิเคราะห์รากเหง้าของ ปัญหาอันได้แก่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจของหญิงและชาย และยัง ปรากฏให้เห็นในการทำงานรณรงค์ปัญหาทางสังคมที่ชั้นเชิงของ อำนาจทางเพศภาวะ (gender hierarchy of power) เป็นปัจจัย สำคัญที่ทำให้ไม่สามารถจำแนก เจาะจงแนวทางการแก้ไขปัญหา เฉพาะของผู้หญิงได้ มูลนิธิผู้หญิงได้ร่วมเดินทางบนถนนการทำงานเรื่อง ผู้หญิงในทุกระดับมาร่วมสี่ทศวรรษ ได้พบเห็นแสงสว่างและเงา มืดของเส้นทางสายนี้ และตระหนักว่าการเดินทางของมูลนิธิ ผู้หญิงได้สุดสิ้นลงแล้วพร้อมกับทิศทางที่แปรเปลี่ยนจากการ ทำงานเรื่องความเสมอภาคของผู้หญิง เป็นการทำงานเพื่อความ เสมอภาคทางเพศภาวะ และความหลากหลายทางอัตลักษณ์ เสรีภาพในเพศวิถี และการไม่กำหนดสาเหตุร่วมของการกดขี่ ผู้หญิง แต่มุ่งเน้นรณรงค์การเมืองเรื่องเฉพาะในบริบทของตน ทำให้ต้องย้อนไปมองคำถามที่นักเคลื่อนไหวยุคหลังเคยหยิบยก มากล่าวว่า สตรีนิยมได้ตายแล้ว นั้นจริงหรือไม่


๓๓๐ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ “แน่นอนว่าไม่มีสิ่งใดที่ได้มาโดยไม่สูญเสียบางอย่าง ทุกคนรู้ดีว่าในการเติมเต็มตัวเรา เราจำเป็นต้องเสียสละความเป็นไปได้ในบางเรื่อง” (ซีโมน เดอ โบวัวร์)


๓๓๑ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ มูลนิธิผู้หญิง เป็นองค์กรพัฒนาเอกชน ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ดำเนินงานเพื่อคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของ ผู้หญิง และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้หญิงและเด็กที่ประสบปัญหา รณรงค์ให้สังคมตระหนักถึงปัญหาที่ผู้หญิงเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้หญิงได้รับสิทธิเสมอภาคเท่า เทียมชาย มูลนิธิผู้หญิงได้ขออนุญาตจดทะเบียนเป็นมูลนิธิเมื่อ ปลายปีพ.ศ. ๒๕๓๐ และได้รับการประกาศเป็นองค์กรสาธารณะ กุศลเลขที่ ๖๐๕ วัตถ ุประสงค์ ๑. เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้หญิงที่ทุกข์ยากและด้อย โอกาสในสังคม ๒. เพื่อจัดการให้การศึกษาและผลิตสื่อที่เหมาะสมแก่ผู้หญิง ในสาขาอาชีพต่างๆ ๓. เพื่อสนับสนุนสิทธิของผู้หญิงตามที่ระบุไว้ในปฏิญญา สากลขององค์การสหประชาชาติ ๔. เพื่อวิจัยและเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวกับผู้หญิงและดำเนิน โครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาผู้หญิง ๕. เพื่อส่งเสริมสิทธิของผู้บริโภค สื่อสารมวลชน และใช้ สื่อสารมวลชนเพื่อสาธารณประโยชน์ ๖. เพื่อร่วมมือกับองค์กรสาธารณประโยชน์อื่นๆ กำรด ำเนินกำรของมูลนิธิผู้หญิง ฝ่ายบริการสังคม ดำเนินงานให้ความช่วยเหลือ คุ้มครอง แก่ผู้หญิงและเด็กที่ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ความ


๓๓๒ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ รุนแรงทางเพศ และถูกละเมิดสิทธิในรูปแบบต่างๆ หญิงและเด็ก ทั้งไทยและต่างชาติที่ถูกล่อลวงหรือเป็นผู้เสียหายจากการค้า มนุษย์ โดยดำเนินการให้คำแนะนำปรึกษา ความช่วยเหลือเฉพาะ หน้า และความช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย ตลอดจนประสานงาน ส่งต่อหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ผู้ประสบปัญหาได้รับบริการทาง สังคม และการรักษาเยียวยาทั้งทางร่างกายและจิตใจ ฝ่ายข้อมูล และรณรงค์มูลนิธิผู้หญิงได้ประสานความ ร่วมมือกับสื่อมวลชนด้านต่างๆ เพื่อสร้างเครือข่ายส่งข้อมูล ข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อผู้หญิง มีการผลิตสื่อต่างๆ เช่น จดหมายข่าว ศูนย์ข่าวผู้หญิง เพื่อเผยแพร่แก่สมาชิกผู้สนใจ นอกจากนี้ยังรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับความรุนแรงต่อผู้หญิง การค้าหญิงและเด็ก และสิทธิของผู้หญิง เพื่อผลักดันให้เกิด นโยบายและกฎหมายที่ส่งเสริมความก้าวหน้าต่อผู้หญิง ฝ่ายชุมชน ส่งเสริมบทบาทชุมชนในการคุ้มครองสิทธิ มนุษยชนของผู้หญิงและเด็ก และกระตุ้นให้ชุมชนตระหนักถึง สถานการณ์ปัญหาและความต้องการเฉพาะของผู้หญิง โดย สนับสนุนการจัดอบรมเพื่อให้ข้อมูลแก่เครือข่ายในชุมชน เพื่อ สร้างความตระหนักในปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อผู้หญิงและ เด็ก และการละเมิดสิทธิในรูปแบบต่างๆ ตลอดจนเสริมสร้าง ศักยภาพแก่หญิงและเด็กให้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของ ตนเองและปัญหาของชุมชน สร้างโอกาสในการแสดงความคิดเห็น และนำเสนอปัญหาของตนในเวทีสาธารณะต่างๆ


๓๓๓ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ รำยนำมคณะกรรมกำรของมูลนิธิผู้หญิง ศิริพร สโครบาเนค ประธานกรรมการ อมรา พงศาพิชญ์ รองประธานกรรมการ ดาราวรรณ ธรรมารักษ์ กรรมการ ศุทธินี สันตะบุตร กรรมการ อรพรรณ หลาวทอง กรรมการ สุพัตรา ภู่ธนานุสรณ์ กรรมการ ปิ่นหทัย หนูนวล กรรมการและเหรัญญิก รังสิมา ลิมปิสวัสดิ์ กรรมการและเลขานุการ


๓๓๔ I ผู้หญิงเรื่องที่ยินยังไม่พอ


Click to View FlipBook Version