The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kritsadapa Inpracha, 2020-10-28 06:07:57

งานวิจัยการพัฒนารูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่

นายพูลศักดิ์ ตุละวิภาค
ผู้อำนวยการโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่

รายงานการวิจัย
เร่ือง

การพัฒนารปู แบบการบรหิ ารเพอื่ พัฒนาคุณภาพชวี ิต
ของนกั เรยี นที่มคี วามบกพร่องทางสติปัญญา
โรงเรยี นแพรป่ ัญญานุกูล จงั หวัดแพร่
เพอื่

กาหนดตาแหน่งและแตง่ ตั้งใหม้ หี รอื เลือ่ นเปน็ วิทยฐานะเช่ยี วชาญ
สายงานบรหิ ารสถานศึกษา

โดย

นายพลู ศักดิ์ ตลุ ะวภิ าค
ผู้อานวยการโรงเรียนแพร่ปัญญานุกลู จงั หวดั แพร่

วทิ ยฐานะชานาญการพิเศษ

สังกดั สานกั บรหิ ารงานการศึกษาพิเศษ
สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน

กระทรวงศึกษาธิการ

ช่ือเรื่อง การพัฒนารูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนท่ีมีความบกพร่อง
ผูว้ ิจยั ทางสติปัญญา โรงเรยี นแพร่ปญั ญานกุ ลู จังหวดั แพร่
สถานศกึ ษา นายพูลศักด์ิ ตุละวิภาค ตาแหนง่ ผ้อู านวยการโรงเรยี น
สถานที่วิจยั โรงเรยี นแพรป่ ญั ญานกุ ูล จงั หวัดแพร่ สงั กดั สานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
ปที ว่ี ิจยั โรงเรยี นแพรป่ ัญญานุกูล จงั หวัดแพร่
ปกี ารศึกษา 2562

บทคดั ยอ่

การวจิ ัยในครั้งน้ีมวี ัตถุประสงค์เพ่ือ 1) เพ่ือศกึ ษาสภาพปัจจบุ ันของการบริหารเพื่อพัฒนา
คุณภาพชีวิตของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาของโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่
2) เพื่อพัฒนารูปแบบการบรหิ ารเพ่ือพัฒนาคุณภาพชวี ติ ของนักเรยี นที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
โรงเรียนแพร่ปัญญานกุ ลู จังหวดั แพร่ การวจิ ัยครัง้ นเี่ ป็นการวิจยั เพ่อื พฒั นาสถาบนั โดยมกี ลมุ่ ตัวอย่าง
คือ ผู้บริหาร ครู กรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้ที่มีส่วนเก่ียวข้อง เครื่องมือ
ท่ีใชใ้ นการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และแบบสงั เกตประเมนิ สถติ ิที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมลู คอื ความถ่ี
ร้อยละ คา่ เฉลย่ี สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติ ที (t-test)

ผลการศึกษาพบว่า
1. สภาพปัจจุบันของการดาเนินงานในด้านต่าง ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียนที่มี
ความบกพร่องทางสติปญั ญา โรงเรยี นแพร่ปญั ญานุกูล จังหวัดแพร่ ในความคดิ เห็นของครู ผปู้ กครอง
นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน โดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง เม่ือพิจารณา
เป็นรายด้าน ด้านท่ีมีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการจัดการเรียนการสอน อยู่ในระดับ ปานกลาง รองลงมา
คือ ด้านครูของโรงเรียน อยู่ในระดับ ปานกลาง ด้านการบริหารจัดการ อยู่ในระดับ ปานกลาง และ
ด้านผู้อานวยการโรงเรียน อยู่ในระดับ ปานกลาง ส่วนด้านที่มีค่าเฉล่ียน้อยท่ีสุด คือ ด้านการพัฒนา
นักเรียน อยใู่ นระดับ ปานกลาง
สรุปสภาพปจั จบุ นั ของการดาเนินงานในด้านต่าง ๆ ทงั้ 5 ด้าน เพอ่ื พัฒนาคณุ ภาพนักเรียน
ท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ พบว่า สภาพปัจจุบันของ
การดาเนนิ งานดา้ นการพัฒนานักเรียน มีผลของการดาเนินงานอย่ใู นระดบั ตา่ กว่าด้านอืน่ ๆ
2. รูปแบบการบรหิ ารเพ่ือพัฒนาคุณภาพชวี ิตของนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา
ของโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ ประกอบด้วย 1) ภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร
2) การบรหิ ารนโยบายและแผนการพัฒนา ซ่ึงประกอบด้วย นโยบาย (วสิ ยั ทศั น์ พันธกิจ เปา้ ประสงค์)
แผนพัฒนา (แผนกลยุทธ์ แผนพัฒนาการศึกษา แผนปฏิบัติการประจาปี) 3) การบริหารทรัพยากร
ประกอบด้วย การบริหารงานบุคคล การบริหารงบประมาณ การบริหารจัดการ การบริหารงานพัสดุ
4) การพฒั นาหลักสูตรและการออกแบบการเรยี นการสอน ประกอบด้วย การวเิ คราะห์ การออกแบบ
การพัฒนา การนาไปใช้ การประเมินผล 5) การพัฒนาครูการศึกษาพิเศษมืออาชีพ 6) การพัฒนา
คุณภาพชีวิตนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา 7) การพึ่งพาช่วยเหลือตนเอง และผู้บริหาร
รองผูบ้ ริหาร ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน ของโรงเรียนเฉพาะความพิการ 18 โรงเรียน
เห็นด้วยต่อรูปแบบการบริหารเพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ โดยรวมทั้งหมด 7 ด้าน อยู่ในระดับ มาก โดยมีค่าเฉล่ียรวม
ร้อยละ 4.39

3. ผลจากความคิดเห็นต่อการปฏิบัติตามรูปแบบการบริหารเพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิตของ
นักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา โดยรวม อยู่ในระดับ มาก และผลจากการประเมินคุณภาพ
ชีวิตนักเรียนเป็นรายบุคคล ในด้านท่ีเก่ียวกับสุขภาพทางกายและจิตใจ ด้านการศึกษา และทักษะอาชีพ
ของนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 - 6 ปีการศึกษา 2562 โดยรวม อยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉล่ีย
คิดเปน็ ร้อยละ 4.42

4. ผลจากการเปรียบเทียบคุณภาพชีวิต ด้านสุขภาพทางกายและจิตใจ ด้านการศึกษา
และทักษะอาชีพ ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6
โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ ระหว่างปีการศึกษา 2561 กับปีการศึกษา 2562 ปรากฏว่า
คุณภาพชีวิตของนักเรียนในปีการศึกษา 2562 อยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 4.42
ซ่ึงสูงกวา่ ปกี ารศึกษา 2561 ท่ีอยใู่ นระดบั ปานกลาง มีคา่ เฉล่ยี คดิ เป็นรอ้ ยละ 3.41

Title: Developing a Model of Administration for Quality of Life
Development of Students Having Intellectual Retardation,
Author: Phrae Panyanukul School, Pharae Province
Locale of the Study: Mr. Poonsak Tulawipak, School Director
Academic Year: Phrae Panyanukul School, Pharae Province
2019

ABSTRACT

This objectives of this study were to: 1) explore current conditions of the
administration for quality of life development of students having intellectual retardation
at Phrae Panyanukul School, Pharae Province and 2) develop a model of the
administration for quality of life development of the students. The sample group
in this study consisted of school administrators, teachers, basic education school
committee, students, guardians and concerned personnel. A set of questionnaires
and observation & assessment form were used for data collection. Obtained data
were analyzed by using descriptive statistics (frequency, percentage, mean, standard
deviation) and t - test.

Results of the study revealed that, as a whole, the respondents perceived that
the current conditions of the administration for quality of life development of the
students was at a moderate level. Based on its details, the following were found at a
moderate level: teaching and learning facilitation, teachers, managerial administration,
the school director and student development, respectively. The model of administration
for quality of life development of the students consisted of the following: 1)
transformation leadership of school administrators; 2) management of the policy and
the development plan consisting of the policy (vision, mission and goal) and the
development plan ( strategic plan, educational development plan and annual action
plan) ; 3) resource management consisting of personnel management, budget
management, managerial administration, and supply management; 4) curriculum
development and teaching/learning design consisting of analyses, design, development,
application, and assessment; 5) development of special education teachers to be
professional; 6) development of quality of live of students having intellectual deficiency;
and 7) self-reliance. The respondents agreed that, as a whole, the said seven aspects
were at a high level

Regarding opinions about the practice in accordance with the model, it was
found at a high level. As a whole, mental/physical health, education and career skills
of the students ( upper secondary school level) were also found at a high level.
The quality of life based on mental/ physical health, education and career skills of
the upper secondary school students in the academic year 2018 was found at a high
level whereas that of the academic year 2019 was found at a moderate level.

กติ ติกรรมประกาศ

การทาวิจัยในครั้งนี้ สาเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ไปได้ก็ด้วยความกรุณาจากท่านรอง
ศาสตราจารย์ ดร. สมบัติ ท้ายเรือคา อาจารย์ประจาภาควิชาหลักสูตรการสอนและการเรียนรู้
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่ จังหวดั เชยี งใหม่ ทีก่ รุณาใหค้ วามรู้ คาแนะนา ใหค้ าปรกึ ษา
ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ตลอดจนการตรวจทานแก้ไขให้ตั้งแต่เริ่มต้นทาการวิจัย จนผลงานวิจัยฉบับน้ี
เสร็จสมบรู ณ์ ผวู้ ิจยั จึงขอกราบขอบพระคุณเปน็ อย่างสูงไว้ ณ โอกาสน้ี

ขอบกราบขอบพระคุณ ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ศิริวิมล ใจงาม อาจารย์ประจาสาขา
วิชาชีพครู คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั พิบูลยสงคราม, ดร.พิกุล เลียวสิรพิ งศ์ อาจารย์ประจา
สาขาวิชาการศึกษาพิเศษ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาธร แก่นมณี ประธานกรรมการ
สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่, ดร. ศิริพันธ์ ขวัญอ่อน ศึกษาธิการ
จังหวัดเชี่ยวชาญ สานักงานศึกษาธิการจังหวัดแพร่, ดร. ญาณกร จันทหาร อดีตผู้อานวยการสานัก
บรหิ ารงานการศึกษาพิเศษ นายมานติ ย์ คางาม ผู้ทรงคุณวุฒิ ดา้ นการศึกษาพิเศษ, นายชูศักด์ิ ชูมาลยั วงศ์
อดีตผู้อานวยการเชี่ยวชาญ โรงเรียนพิจิตรปัญญานุกูล จังหวัดพิจิตร และนายสถาพร วิสามารถ
อดีตผู้อานวยการเช่ียวชาญ โรงเรียนสุพรรณบุรีปัญญานกุ ูล จงั หวดั สุพรรณบุรี ทีเ่ ปน็ ผทู้ รงคุณวฒุ ิและ
ผู้เชี่ยวชาญ ในการตรวจสอบร่างรูปแบบ ให้คาเสนอแนะ เกี่ยวกับรูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนา
คุณภาพชีวิตนักเรยี นที่มีความบกพร่องทางสติปญั ญา โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ จนเกิด
ประสิทธภิ าพและประสทิ ธิผล

ขอขอบคุณ นายศักดา เรืองเดช ผู้อานวยการเชี่ยวชาญ โรงเรียนพิษณุโลกปัญญานุกูล
จังหวัดพิษณุโลก, ดร.สรุ ัญจิต วรรณนวล ผอู้ านวยการเช่ยี วชาญ ศนู ย์การศึกษาพิเศษประจาจงั หวัดลาปาง,
นางกชกร สมุ่ มาตย์ ครูเชย่ี วชาญ โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 28 จงั หวัดยโสธร และนางฉตั รชนก ตนั มา
ศึกษานิเทศก์ชานาญการพิเศษ สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1 จังหวัดแพร่
ท่ีกรณุ าเป็นผ้เู ช่ยี วชาญในการสรา้ งและตรวจสอบเครื่องมอื ในการวจิ ัยในครัง้ นี้

ขอขอบคุณผู้บริหารโรงเรียน ครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนเฉพาะ
ความพิการ สังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ และคณะครู ผู้ปกครอง นักเรียน โรงเรียนแพร่ -
ปัญญานุกลู จังหวัดแพร่ ทกุ คน ทใี่ ห้ความรว่ มมือ สนับสนนุ ชว่ ยเหลอื ในเรอื่ งตา่ ง ๆ จนงานวิจัยในคร้ังน้ี
สาเร็จด้วยดี

ขอระลึกถึงคุณบิดา มารดา ครูอาจารย์ และผู้มีพระคุณทุกท่าน และขอบคุณสมาชิก
ในครอบครัวที่คอยให้กาลังใจตลอดมา ประโยชน์และคุณงามความดีท่ีได้จากวิจัยน้ี ขอมอบให้กับทุกท่าน
ทไี่ ด้กลา่ วมา และทุกทา่ นที่มสี ่วนทาใหว้ ิจัยฉบบั น้เี กิดความสาเรจ็ ตามประสงค์ทกุ ประการ

ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลงานวิจัยฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ เป็นแนวทาง ต่อการพัฒนา
นกั เรียนท่ีมคี วามบกพร่องทางสติปัญญา ใหก้ บั ผบู้ รหิ าร หรอื หนว่ ยงานทเ่ี กี่ยวข้องไดเ้ ป็นอย่างดีตอ่ ไป

พลู ศักด์ิ ตลุ ะวิภาค

สารบัญ ฉ

บทคัดย่อภาษาไทย หนา้
บทคดั ย่อภาษาองั กฤษ
กิตติกรรมประกาศ ก
สารบญั ค
สารบญั ตาราง จ
สารบญั ภาพ ฉ

บทท่ี 1 บทนา ฏ
1. ความเปน็ มาและความสาคัญของปัญหา
2. คาถามการวิจยั 1
3. วัตถปุ ระสงค์ของการวิจัย 3
4. ความสาคัญของการวิจยั 4
5. สมมตฐิ านการวจิ ัย 4
6. ขอบเขตของการวจิ ัย 4
7. นิยามศัพท์เฉพาะ 4
4
บทที่ 2 หลักการ แนวคิด ทฤษฎที ีใ่ ช้ในการวิจยั 8
1. แนวคดิ การพัฒนารูปแบบการบริหาร
1.1 ความหมายของรูปแบบ 10
1.2 ประเภทของรูปแบบ 10
1.3 องค์ประกอบของรปู แบบ 10
1.4 ลักษณะของรู 12
1.5 การสร้างรูปแบบและการพัฒนารปู แบบ 14
1.6 การตรวจสอบรูปแบบ 15
2. แนวคดิ ภาวะผนู้ าการเปลีย่ นแปลง 16
2.1 ความหมายของภาวะผู้นาการเปลยี่ นแปลง 22
2.2 แนวคดิ และทฤษฎีภาวะผ้นู าการเปล่ียนแปลง 22
2.3 องคป์ ระกอบของภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลง 22
2.4 องค์ประกอบของภาวะผู้นาการเปลยี่ นแปลงของผู้บริหารที่ใช้เพื่อ 22
พัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรยี นทมี่ ีความบกพร่องทางสตปิ ัญญา 27
โรงเรยี นแพร่ปญั ญานุกลู จงั หวดั แพร่ 28



สารบญั (ตอ่ )

3. แนวคิดในการบริหารนโยบายและแผนการพฒั นาการจัดการศึกษา หน้า
3.1 ความหมายของนโยบายและแผนการพัฒนาการจัดการศกึ ษา 29
3.2 การกาหนดนโยบายและแผนพฒั นาองค์กร 30
3.3 นโยบายและแผนพฒั นาการจัดการศกึ ษาของโรงเรียนแพรป่ ัญญานุกลู 31
จังหวัดแพร่ 33

4. แนวคิดในการบรหิ ารทรัพยากรทางการศึกษา 37
4.1 ความหมายการบริหารทรัพยากรทางการศึกษา 37
4.2 ประเภททรพั ยากรทางการศึกษา 39
52
5. แนวคิดการพัฒนาหลักสตู รและการออกแบบการเรียนการสอน 52
5.1 ความเข้าใจเกย่ี วกบั การพฒั นาหลกั สตู ร 54
5.2 กระบวนการพฒั นาหลกั สตู ร 57
5.3 การพฒั นาหลกั สูตรสาหรับนักเรยี นทีม่ ีความบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญา 64
5.4 การออกแบบการเรียนการสอน 69
69
6. แนวคดิ การพัฒนาครกู ารศกึ ษาพิเศษมืออาชีพ 70
6.1 ความหมายของครูการศึกษาพเิ ศษมอื อาชีพ 71
6.2 กฎหมายทเี่ กย่ี วข้องกบั การพฒั นาครู 74
6.3 แนวคิดและทฤษฎเี กี่ยวกบั การพฒั นาครู 77
6.4 แนวทางในการพัฒนาครูมอื อาชีพ 83
6.5 รูปแบบในการพฒั นาครูมอื อาชพี 87
6.6 คุณสมบตั ทิ ี่พงึ ประสงค์และมาตรฐานวชิ าชีพครกู ารศึกษาพเิ ศษ 87
88
7. แนวคดิ การพฒั นาคณุ ภาพชีวิตนักเรยี นทีม่ ีความบกพร่องทางสตปิ ัญญา 89
7.1 ความหมายของคุณภาพชีวติ 92
7.2 แนวคิดที่เกีย่ วข้องกับการพัฒนาคณุ ภาพชีวติ 95
7.3 คาจากัดความของภาวะบกพร่องทางสติปัญญา 96
7.4 ประเภทภาวะบกพรอ่ งทางสติปัญญา 160
7.5 การฟนื้ ฟสู มรรถภาพในบคุ คลท่ีมภี าวะบกพร่องทางสตปิ ัญญา 161
7.6 การพฒั นาคุณภาพชีวติ นักเรียนทม่ี ีความบกพรอ่ งทางสติปญั ญา 162
โรงเรียนแพรป่ ัญญานกุ ูล จงั หวดั แพร่ 167
167
8. แนวคิดในการพึ่งพาชว่ ยเหลือตนเองของนักเรยี น 172
8.1 ความหมายของการพึ่งพาช่วยเหลือตนเอง
8.2 การมงุ่ ม่นั ในการดารงชวี ิตดว้ ยตนเอง

9. งานวิจัยทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง
9.1 งานวิจยั ในประเทศ
9.2 งานวจิ ยั ตา่ งประเทศ

สารบัญ (ตอ่ ) ซ

บทที่ 3 วธิ ีดาเนินการวจิ ยั หนา้
1. ข้ันตอนท่ี 1 ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาของการบริหาร 175
เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนท่ีมีความบกพรอ่ งทางสติปัญญา 177
โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่
2. ข้ันตอนท่ี 2 สร้างและพัฒนารูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนา 180
คุณภาพชีวิตของนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา
โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ 182
3. ขนั้ ตอนท่ี 3 ตรวจสอบรูปแบบการบริหาร 185
เพือ่ พัฒนาคณุ ภาพชีวิตของนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา 188
4. ขน้ั ตอนที่ 4 ทดลองใชแ้ ละปรับปรงุ รูปแบบการบริหาร
ท่มี คี วามบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรยี นแพร่ปญั ญานุกลู จงั หวดั แพร่ 193
5. ขน้ั ตอนท่ี 5 ใช้และติดตามผลการใช้ การพัฒนาตามรปู แบบการบริหาร 195
เพื่อพฒั นาคุณภาพชวี ติ ของนักเรยี นที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา 195
โรงเรยี นแพร่ปญั ญานกุ ูล จงั หวดั แพร่
6. สถิตทิ ่ีใช้ในการวจิ ัย 200

บทท่ี 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 211
1. ขั้นตอนท่ี 1 ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาของการบริหาร 217
เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนที่มีความบกพรอ่ งทางสตปิ ัญญา 229
โรงเรียนแพรป่ ัญญานุกลู จงั หวัดแพร่
2. ข้ันตอนท่ี 2 สร้างและพัฒนารูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนา
คุณภาพชีวิตของนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา
โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่
3. ข้ันตอนท่ี 3 ตรวจสอบรูปแบบการบรหิ าร
เพอ่ื พฒั นาคณุ ภาพชีวิตของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
4. ขน้ั ตอนท่ี 4 ทดลองใช้และปรับปรงุ รูปแบบการบริหาร
ทีม่ คี วามบกพร่องทางสตปิ ัญญา โรงเรียนแพรป่ ญั ญานกุ ูล จังหวัดแพร่
5. ขั้นตอนที่ 5 ใช้และตดิ ตามผลการใช้ การพัฒนาตามรปู แบบการบริหาร
เพ่ือพฒั นาคุณภาพชวี ติ ของนักเรียนทม่ี ีความบกพร่องทางสติปัญญา
โรงเรยี นแพรป่ ัญญานุกูล จังหวัดแพร่



สารบัญ (ตอ่ )

หน้า

บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 245
1. สรุปผลการวจิ ยั 245
2. อภิปรายผล 249
3. ข้อเสนอแนะ 255

บรรณานุกรม 257

ภาคผนวก 272
ภาคผนวก ก 273
1. รายช่ือผู้เชยี่ วชาญตรวจสอบเครื่องมือทางวชิ าการ 274

2. รายช่อื ผู้เชี่ยวชาญประเมินความสอดคล้อง 275

3. รายช่ือผู้ทรงคณุ วฒุ ิ 276

ภาคผนวก ข แบบสอบถามความคดิ เหน็ ที่มีต่อสภาพปัจจุบันของการบริหาร 277

เพ่อื พัฒนาคุณภาพชวี ติ ของนักเรยี นที่มีความบกพร่องทางสตปิ ัญญา

โรงเรียนแพร่ปญั ญานุกลู จังหวัดแพร่

ภาคผนวก ค แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้ทรงคณุ วุฒิ 287

เพ่อื พิจารณาเกยี่ วกบั ความเหมาะสม/ความเปน็ ไปได้ของรูปแบบ

การบริหารเพ่ือพฒั นาคุณภาพชวี ติ ของนักเรยี นท่มี ีความบกพร่องทาง

สตปิ ัญญาโรงเรียนแพรป่ ญั ญานกุ ูล จงั หวัดแพร่

ภาคผนวก ง 294
1. รายช่ือสถานศึกษาสังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ 295

(โรงเรียนเฉพาะความพิการทางสติปัญญา)

2. แบบสอบถามความคดิ เหน็ ที่มตี อ่ การปฏิบตั ิตามรูปแบบการบริหาร 296

เพือ่ พัฒนาคุณภาพชีวติ ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

ของโรงเรียนแพร่ปัญญานุกุล จังหวัดแพร่ ปกี ารศึกษา 2562

ภาคผนวก จ แบบการสังเกต ประเมินของครู และผู้ปกครอง 318

มตี อ่ คณุ ภาพชวี ติ นักเรียนเปน็ รายบุคคลของนักเรียน

ที่บกพร่องทางสติปัญญา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 – 6

โรงเรียนแพร่ปัญญานุกุล จังหวัดแพร่ ปกี ารศึกษา 2562

ภาคผนวก ฉ การเผยแพร่ผลงาน 327

ประวตั ผิ ูว้ ิจัย 334



สารบัญตาราง

ตารางท่ี 1 แสดงการแบ่งภาวะบกพร่องทางสตปิ ัญญาตามระดับความรุนแรง หนา้
ระดับความช่วยเหลือท่ีตอ้ งการ และร้อยละทพี่ บ 93
112
ตารางที่ 2 การกาหนดมาตรฐานและคา่ เป้าหมายตามมาตรฐานการศึกษา
ของสถานศึกษาระดับการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน โรงเรียนแพรป่ ัญญานกุ ลู 128
จังหวัดแพร่ 191
197
ตารางที่ 3 แสดงระดบั เชาวป์ ญั ญากบั ความสามารถทางการศึกษา
ตารางที่ 4 แสดงขอ้ มูลครูผูส้ อนและผูป้ กครองนักเรียน ระดับชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 4 - 6 197

ปีการศกึ ษา 2561 และ ปีการศกึ ษา 2562 198
ตารางที่ 5 ความคิดเหน็ ของครู ทีม่ ีต่อสภาพปัจจบุ นั ของการดาเนนิ งานในดา้ นต่าง ๆ
198
เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรยี นทมี่ ีความบกพร่องทางสตปิ ัญญา
โรงเรียนแพรป่ ญั ญานุกูล จงั หวัดแพร่ 203
ตารางท่ี 6 ความคิดเห็นของผูป้ กครองนักเรียนท่ีมีต่อสภาพปัจจบุ ันของการดาเนนิ งาน
ในด้านตา่ ง ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชวี ิตนักเรียนที่มคี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ัญญา 211
โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จงั หวัดแพร่
ตารางท่ี 7 ความคิดเห็นของกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีต่อสภาพปัจจุบัน 217
ของการดาเนินงานในด้านต่าง ๆ เพ่ือพัฒนาคุณภาพชวี ติ นกั เรียนที่มี 218
ความบกพร่องทางสตปิ ัญญา โรงเรียนแพรป่ ญั ญานุกูล จงั หวดั แพร่
ตารางที่ 8 สรุปความคดิ เหน็ ของครู ผูป้ กครองนักเรียน กรรมการสถานศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน
ท่มี ีต่อสภาพปจั จบุ ันของการดาเนินงานในด้านต่าง ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต
นักเรียนทม่ี คี วามบกพร่องทางสตปิ ัญญา โรงเรยี นแพรป่ ัญญานุกลู จงั หวดั แพร่
ตารางท่ี 9 การประเมนิ ความสอดคล้ององคป์ ระกอบของรูปแบบการบริหาร
เพ่อื พัฒนาคุณภาพชวี ติ ของนักเรยี นทม่ี ีความบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญา
โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวดั แพร่ ของผู้เชยี่ วชาญ
ตารางท่ี 10 แสดงค่าเฉลีย่ และส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานความคิดเห็นของผู้ทรงคณุ วุฒิ
ทม่ี ตี ่อรูปแบบการบริหารเพ่ือพฒั นาคณุ ภาพชีวติ ของนักเรยี นท่มี ีความ
บกพร่องทางสตปิ ัญญา โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จงั หวัดแพร่
ตารางท่ี 11 แสดงสถานภาพและข้อมูลทัว่ ไปของผ้ตู อบแบบสอบถาม
ตารางท่ี 12 ผลความคดิ เห็นของผบู้ รหิ าร รองผู้บรหิ าร และกรรมการสถานศึกษา
ขั้นพื้นฐาน ของโรงเรยี นการศึกษาพเิ ศษ จานวน 18 โรงเรียน ที่มตี ่อ
รปู แบบการบรหิ ารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวติ ของนักเรยี นโรงเรียน
แพรป่ ญั ญานุกลู จงั หวัดแพร่

สารบญั ตาราง (ตอ่ ) ฎ

ตารางที่ 13 แสดงสถานภาพและข้อมลู ทวั่ ไปของผ้ตู อบแบบสอบถาม หนา้
ตารางที่ 14 ความคิดเหน็ ของครู และกรรมการสถานศึกษาขนั้ พน้ื ฐานที่มีต่อ 229
230
การปฏิบตั ติ ามรปู แบบการบริหารเพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิตของ
นักเรียนท่ีมีความบกพรอ่ งทางสติปัญญา 240
ตารางท่ี 15 สถานภาพและขอ้ มลู ทว่ั ไปของผตู้ อบแบบสอบถาม 241
ตารางท่ี 16 ผลการสังเกต ประเมินของครูผสู้ อน และผปู้ กครองนักเรยี น
ท่ีมตี อ่ คุณภาพชีวติ นกั เรยี นเป็นรายบุคคล ในดา้ นที่เกย่ี วกบั 243
สุขภาพทางกายและจิตใจ ด้านการศกึ ษา และดา้ นทกั ษะอาชีพ
ระดบั ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ปีการศึกษา 2562
ตารางท่ี 17 ผลการเปรียบเทียบการพัฒนาคณุ ภาพชีวติ ด้านสุขภาพทางกาย
และจิตใจ ด้านการศึกษา และทักษะอาชีพนกั เรยี น ของนักเรียน
ทมี่ คี วามบกพร่องทางสตปิ ัญญา ระดับช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 4-6
ปีการศึกษา 2561 กบั ปกี ารศกึ ษา 2562 โรงเรียนแพร่ปญั ญานกุ ูล
จงั หวัดแพร่

สารบัญภาพ ฏ

ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย รูปแบบการบรหิ ารเพื่อพฒั นา หนา้
คุณภาพชีวิตนักเรียนที่มคี วามบกพร่องทางสติปัญญา 7
ภาพที่ 2 โรงเรยี นแพรป่ ัญญานุกลู จงั หวดั แพร่
ภาพท่ี 3 แสดงขนั้ ตอนการสรา้ งรปู แบบสร้างความสมั พนั ธ์ 17
ภาพท่ี 4 การศกึ ษาปรากฏการณ์โดยวธิ ีการสรา้ งโมเดล 18
แสดงการวางแผนการพัฒนาหลักสตู รสาหรับนกั เรียน 60
ภาพท่ี 5 ทบี่ กพร่องทางสติปัญญา
ภาพที่ 6 ภาพแสดงพฤติกรรมการจงู ใจแบบเสรมิ แรง 73
ภาพท่ี 7 แสดงการพัฒนาครูเพ่อื การปฏริ ปู ทั้งโรงเรยี น 82
ภาพที่ 8 แสดงกระบวนการจัดทาแผนการจัดการศกึ ษาเฉพาะบุคคล(IEP) 122
ภาพท่ี 9 แสดงความสมั พนั ธข์ ององคป์ ระกอบการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้ 137
ร่างรูปแบบการบริหารเพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียน 201
ภาพที่ 10 ท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนแพร่ปญั ญานกุ ลู จังหวัดแพร่
รปู แบบการบรหิ ารเพื่อพัฒนาคณุ ภาพชีวติ นกั เรียน 216
ท่มี คี วามบกพร่องทางสตปิ ญั ญา โรงเรยี นแพรป่ ัญญานุกลู จังหวัดแพร่

1

บทที่ 1

บทนำ

1. ความเป็นมาและความสาคญั ของปัญหา

พระราชบญั ญัตสิ ่งเสรมิ และพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ได้กลา่ วถงึ คนพิการ
ว่าเป็นบุคคลซึ่งมีข้อจากัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจาวัน หรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคม
เน่ืองจากสภาพของความพิการ ประกอบกับมีอุปสรรคในด้านต่าง ๆ จาเปน็ ที่จะต้องไดร้ ับการช่วยเหลือ
ด้านหนงึ่ ดา้ นใด เพอ่ื ให้สามารถปฏบิ ัติตามกิจกรรมในชีวิตประจาวนั หรือเข้าไปมีส่วนรว่ มในสังคมได้
อย่างบุคคลทั่วไป โดยให้คนพิการมีสิทธิ์เข้าถึง และใช้ประโยชน์จากส่ิงอานวยความสะดวกอันเป็น
สาธารณะ ตลอดจนสวัสดิการ และความช่วยเหลือจากรฐั ในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการแพทย์ ด้านการศึกษา
อาชีพ และบริการทางสังคม (ราชกจิ จานุเบกษา, 2550 ก: 8, 16 - 17) อกี ทงั้ พระราชบัญญัตสิ ่งเสรมิ
และพฒั นาคุณภาพชวี ิตคนพิการ (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2556 มาตรา 20/3 และ20/4 ให้จดั ต้ังศนู ย์บรกิ าร
คนพกิ ารเพ่ือประโยชนใ์ นการสง่ เสริม และพฒั นาคณุ ภาพชีวิต โดยใหค้ วามชว่ ยเหลือในการดารงชีวติ
ข้ันพืน้ ฐาน การฟืน้ ฟูสมรรถภาพด้านอาชีพ การฝึกอาชีพ และการจดั หางานใหแ้ ก่คนพิการ ใหไ้ ด้รบั
เครอ่ื งมือ หรอื อุปกรณ์ตามความตอ้ งการจาเป็นพิเศษเฉพาะบุคคล และไดร้ ับการดูแลรักษาพยาบาล
ทเ่ี หมาะสม (ราชกจิ จานุเบกษา, 2556: 9) และพระราชดารัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพล -
อดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระทานแกค่ ณะกรรมการมลู นธิ ิอนเุ คราะหค์ นพิการ ในพระบรมราชูปถัมภ์
ของสมเด็จพระศรนี ครนิ ทรทราบรมราชชนนี เม่อื วนั ศุกรท์ ่ี 22 มีนาคม พ.ศ. 2517 ความตอนหนง่ึ วา่
“งานช่วยเหลือคนพิการนี้ ก็มีความสาคัญอย่างยง่ิ เพราะว่าผู้พิการไม่ได้อยากพิการและอยากชว่ ยตนเอง
ถา้ เราไม่ชว่ ยเขาให้สามารถปฏบิ ัติงานอะไรเพ่ือชวี ติ และเศรษฐกิจของครอบครัว จะก่อให้เกิดสิ่งที่หนกั
ในครอบครัว หนักแก่สังคม ฉะนั้น เป้าหมายที่จะทาก็คือช่วยเขาให้ช่วยตัวเองได้ เพื่อท่ีจะทาให้เขา
สามารถเปน็ ประโยชน์ต่อสงั คม” (มลู นิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย, 2560: 1)

จากบทบญั ญัติในราชกิจจานเุ บกษาและพระราชดารัสฯ ทย่ี กมากล่าวอ้างข้างต้น จะเหน็ ได้ว่า
มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้คนพิการสามารถมีชีวิตอยู่ได้ในสังคม ดารงชีวิตได้อย่างอิสระ มีศักดิ์ศรี
แห่งความเป็นมนุษย์ และเสมอภาคกับบุคคลปกติท่ัวไป ซึ่งเป็นส่วนช่วยให้คนพิการได้มีคุณภาพชวี ติ
ที่ดีขึน้

การพัฒนาคุณภาพชวี ิตคนพิการในดา้ นการใหก้ ารศึกษาน้ันก็ได้มีการตราพระราชบัญญัติ
การจดั การศกึ ษาสาหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 กาหนดสิทธิทางการศึกษาสาหรับคนพิการ ในมาตรา 5
ระบุไวว้ ่า ให้ได้รบั การศึกษาโดยไมเ่ สยี ค่าใช้จา่ ยต้ังแต่แรกเกิดหรือทางความพกิ ารตลอดชวี ติ พรอ้ มท้ัง
ได้รบั เทคโนโลยี สง่ิ อานวยความสะดวก ส่อื บรกิ ารและความช่วยเหลืออ่ืนใดทางการศึกษา เลือกบริการ
ทางการศึกษา สถาบันศึกษา ระบบ และรูปแบบการศึกษา โดยคานึงถึงความสามารถ ความสนใจ
ความถนัด และความต้องการจาเป็นพิเศษของบุคคลนั้น และให้ได้รับการศึกษาที่มีมาตรฐานและ
ประกันคุณภาพการศึกษา รวมท้ังการจัดการหลักสตู ร กระบวนการเรียนรู้ การทดสอบทางการศึกษา
ที่เหมาะสมกับความต้องการจาเป็นพิเศษของคนพิการแต่ละประเภทและบุคคล และมาตรา 8 วรรค 3
ให้สถานศึกษาในทุกสังกัด จัดสภาพแวดล้อม ระบบสนับสนุนการเรียนการสอน ตลอดจนบริการ

2

เทคโนโลยี ส่ิงอานวยความสะดวก ส่ือ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ที่คนพิการ
สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ (ราชกิจจานุเบกษา, 2551: 3 - 4) สาหรับการพัฒนาคุณภาพชีวิต
คนพิการในด้านการฝึกอาชพี น้ัน พระราช บัญญัติส่งเริมและพัฒนาคุณภาพชวี ิตคนพิการ พ.ศ. 2550
มาตรา 20 (3) ได้กาหนดให้คนพิการ มสี ิทธิไ์ ด้รบั การฟนื้ ฟูศักยภาพด้านอาชีพ การใหบ้ ริการท่ีมีมาตรฐาน
การคุ้มครองแรงงาน มาตรการเพื่อการมีงานทา ตลอดจนได้รับการส่งเริมการประกอบอาชีพอิสระ
และบรกิ ารส่ือ สิ่งอานวยความสะดวก เทคโนโลยีหรือความช่วยเหลืออ่ืนใด เพื่อการทางานและประกอบ
อาชพี ของคนพิการ ตามหลักเกณฑ์ วิธกี าร และเงือ่ นไขที่รฐั มนตรีว่าการกระทรวงแรงงานประกาศกาหนด
(ราชกิจจานุเบกษา, 2550 ข: 16)

โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ สังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กระทรวง -
ศกึ ษาธกิ าร เปน็ โรงเรียนเฉพาะความพิการ ให้บรกิ ารทางด้านการศึกษาแก่นักเรียนต้ังแต่ระดับช้นั อนุบาล
จนถึงระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย จัดการศึกษาให้แก่เด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา และ
ออทิสติก รับนกั เรยี นประเภทอยู่ประจาที่มีภูมิลาเนาใน 3 จังหวัด ซึ่งไดแ้ ก่ จงั หวดั แพร่ จังหวัดอุตรดิตถ์
และจังหวัดลาปาง และเนื่องจากนักเรียนในความรับผิดชอบโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่
เป็นกลุ่มนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับปานกลาง ระดับรนุ แรง และบางคนอยู่ในระดับ
รุนแรงมาก และนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญามักจะมีปัญหาทางด้านสุขภาพ มีโรคประจาตัว
มาแต่กาเนิด ส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านการเรียนรู้ มีขีดจากัดในการเคล่ือนไหว การร่วมกิจกรรม
ร่วมกับบุคคลอื่น มีข้อมูลสถิติของโรงเรียนที่แสดงภาวะความเจ็บป่วย การพักรักษาตัวที่ไม่มีโอกาส
รว่ มกิจกรรม และขาดเรยี น ทาให้การพัฒนานักเรียนกลุ่มนจี้ าเป็น ต้องเนน้ ในด้านการพฒั นาสมรรถภาพ
ทางการแพทย์ตามสภาพปัญหา และความต้องการจาเป็น พฒั นาสมรรถภาพทางด้านการศึกษาใหม้ ีทักษะ
การดารงชีวิต ทักษะทางสังคม ทักษะทางการส่ือสาร และพัฒนาสมรรถภาพทางด้านอาชีพให้สามารถมี
ทกั ษะทางอาชีพที่สอดคล้องเหมาะสมกับศักยภาพ ความสนใจ ความถนัด ความต้องการของผู้ปกครอง
ของผู้เรียนแต่ละคน เพ่ือให้สามารถช่วยเหลือ และพึ่งพาตนเองได้ไม่เป็นภาระแก่ผู้ปกครอง สังคม
และอยูใ่ นสังคมอยา่ งมีความสขุ อันนาไปสู่การมคี ุณภาพชีวิตที่ดีของนักเรยี น ซงึ่ การบริหารจัดการของ
โรงเรยี นแพรป่ ัญญานุกลู จงั หวดั แพร่ จะให้ความสาคัญเปน็ อย่างย่ิงกบั การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
ที่เก่ียวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้ปกครองและหน่วยงานต่าง ๆ ในชุมชนใกล้โรงเรียน ด้านการจัด
การศกึ ษาโรงเรยี นได้เนน้ การจัดการเรียนการสอนแบบบรู ณาการท่ีเหมาะสมกับนักเรยี น การจดั กิจกรรม
เพื่อพัฒนานักเรียนให้เกิดทักษะความสามารถในด้านต่าง ๆ จัดให้มีแหล่งเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเรียนรู้
พัฒนานักเรยี นเพื่อฝกึ ประสบการณ์ใหก้ บั นักเรียนทัง้ ภายในและภายนอกอย่างสม่าเสมอ

รายงานการประเมินคุณภาพภายในสถานศึกษา (Self Assessment Report: SAR)
ปีการศึกษา 2561 ของโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ ได้สรุปผลเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนา
และความต้องการช่วยเหลือ พบว่าจุดท่ีโรงเรียนควรพัฒนา ในด้านของผู้เรียน ได้แก่ การรู้จักดูแล
สุขภาพร่างกายของตนเอง การพัฒนาการพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด การพัฒนาความสามารถในด้าน
การใชเ้ ทคโนโลยีและสารสนเทศ การรักการเรียนรู้ สามารถคิดวิเคราะห์ คิดแก้ปัญหาในเรื่องท่ีเก่ียวข้อง
กบั การดารงชีวิตประจาวัน (โรงเรยี นแพรป่ ัญญานุกูล, 2560 ก: 65) ในดา้ นกระบวนการบริหารจัดการ
พบวา่ จดุ ท่ีควรพฒั นา ได้แก่ การประสานสถานประกอบการเพ่ือเป็นแหลง่ ฝึกประสบการณด์ า้ นอาชีพ
ให้กับนักเรียนเพิ่มมากขึ้น การประสานเครือข่ายเพื่อรองรับการประกอบอาชีพให้กับนักเรียนเม่ือจบ

3

การศึกษา และการจัดหาแหล่งเงินทุนในการจัดซื้ออุปกรณ์เพื่อประกอบอาชีพตามถนัดหลังนักเรียน
จบการศึกษา ในด้านกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ พบว่าจุดที่ควรพัฒนา
ได้แก่ การพัฒนาทักษะอาชีพให้กับนักเรียนอย่างหลากหลาย สร้างองค์ความรู้ที่ยั่งยืน และนักเรียน
ได้ฝึกอาชีพอย่างต่อเนื่อง การส่งเสริมให้ครูสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในกระบวนการ
จดั การเรยี นการสอนและการพฒั นาผู้เรยี น (โรงเรยี นแพรป่ ัญญานกุ ูล, 2560 ข: 59,62)

ผลการสอบถามความคิดเห็นของครู ผู้ปกครอง และกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ท่ีมีต่อ
สภาพปจั จุบนั ปัญหาของการบริหารงานเพ่ือพฒั นาคุณภาพชวี ติ ของนักเรยี นโรงเรยี นแพรป่ ญั ญานุกูล
จังหวัดแพร่ พบว่า เรื่องที่ต้องได้รับการฟื้นฟูมากที่สุด ได้แก่ การพัฒนาสุขภาพทางกาย และจิตใจ
ของนักเรียนแต่ละคน รองลงมาได้แก่ การพัฒนาทางอาชีพ และการพัฒนาทางการศึกษา ตามลาดบั
เมื่อแยกวิเคราะห์เป็นรายด้านพบว่า การพัฒนาสุขภาพทางกาย และจิตใจ ของนักเรียนแต่ละคน
เรื่องที่ต้องได้รับการพัฒนามากที่สุด คือ สุขภาพทางกายของนักเรยี น อันได้แก่ การดาเนินงานด้าน
งานอนามัยโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพในการดูแลนักเรียนยามเจบ็ ป่วย และการส่งต่อสถานพยาบาล
รองลงมา ได้แก่ การดูแลด้านโภชนาการในโรงเรียนท่ีมีคุณภาพ การสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่าง ๆ ให้กับ
นักเรียน และการได้รับการบาบัดฟื้นฟูสภาพร่างกาย และจติ ใจให้นักเรียนมีความพร้อมสาหรับการเรียนรู้
ในทักษะต่าง ๆ ได้ เป็นต้น ด้านการพัฒนาทางอาชีพ เรื่องที่ต้องได้รับการพัฒนามากท่ีสุด คือ การฝึกฝน
งานอาชีพให้กับนักเรียนตามศักยภาพ ความถนัด ความสนใจของผู้เรียน หรือผู้ปกครอง โดยเฉพาะ
นกั เรยี นในระดับช้นั มัธยมศกึ ษาตอนปลายใหน้ ักเรียนสามารถพึง่ พาตนเองได้ เมื่อจบการศึกษาออกไป
และดา้ นการพฒั นาทางการศึกษา เร่ืองทต่ี ้องได้รับการพัฒนามากทสี่ ุด คอื การพัฒนาผูเ้ รียนให้บรรลุ
ตามมาตรฐานการศึกษา ท้ังด้านคณุ ภาพผู้เรียน ดา้ นการให้บริการด้านการศึกษา การจดั การเรียนการสอน
ทส่ี อดคลอ้ งกบั สภาพของผู้เรยี น เพ่อื ใหผ้ เู้ รยี นเกดิ ทักษะทจ่ี าเป็นต่อการดารงชีวิต การชว่ ยเหลอื ตนเอง
ทักษะทางสังคม และการส่อื สาร เปน็ ตน้

จากข้อมูล และความจาเป็นตามที่ได้กล่าวข้างต้น ผู้วิจัยในฐานะที่ดารงตาแหน่งผู้บรหิ าร
สถานศึกษา โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ จึงเห็นความสาคัญ และความจาเป็นอย่างย่ิง
ในการพัฒนานักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาในโรงเรียนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถ
พึ่งพาตนเองได้โดยไม่เปน็ ภาระต่อสงั คมเมื่อจบการศกึ ษาออกไป ผู้วิจัยจึงมีความประสงค์ทีจ่ ะพฒั นา
รูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาโรงเรียนแพร่ -
ปัญญานุกุล จังหวัดแพร่ เพื่อนาไปเป็นแนวทางในการบรหิ ารเพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนทม่ี ี
ความบกพร่องทางสตปิ ัญญาโรงเรยี นแพร่ปัญญานุกลู จงั หวดั แพร่ ใหด้ ีข้นึ

2. คาถามการวจิ ัย
การวิจัย เรื่อง การพัฒนารูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนท่ีมี

ความบกพร่องทางสติปัญญาโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวดั แพร่ ผูว้ ิจยั ไดก้ าหนดข้อคาถามของงานวิจัย
เพ่ือท่ีจะได้มองเหน็ ภาพ หรอื แนวทางในการดาเนินการวิจยั และพฒั นา ดังนี้

1. สภาพปัจจุบันของการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนที่มีความบกพร่อง
ทางสติปญั ญา โรงเรียนแพรป่ ญั ญานกุ ูล จังหวัดแพร่ เปน็ อย่างไร

2. รูปแบบการบริหารเพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา
โรงเรียนแพรป่ ัญญานุกลู จงั หวดั แพร่ ทด่ี คี วรเปน็ อยา่ งไร

4

3. วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย
ในการวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนที่มี

ความบกพร่องทางสติปญั ญาโรงเรียนแพร่ปญั ญานุกูล จงั หวัดแพร่ ผู้วิจยั ได้ต้ังวตั ถุประสงค์ของการวิจัย
ไว้ดงั น้ี

1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนที่มี
ความบกพรอ่ งทางสตปิ ัญญาของโรงเรยี นแพร่ปัญญานุกูล จงั หวดั แพร่

2. เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนที่มีความบกพร่อง
ทางสติปัญญา โรงเรยี นแพรป่ ญั ญานกุ ูล จังหวดั แพร่

4. ความสาคญั ของการวจิ ยั
ในการศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบการบริหารเพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวติ ของนักเรยี นท่ีมี

ความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนแพรป่ ัญญานุกูล จังหวัดแพร่ ทาให้เกิดผลตอ่ โรงเรียน ผู้เรียน
และผ้ทู ม่ี ีสว่ นเกย่ี วข้องดงั นี้

1. ได้รูปแบบการบริหารเพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทาง
สติปญั ญา โรงเรียนแพรป่ ญั ญานุกูล จังหวัดแพร่ สามารถนาไปประยุกต์ใชก้ ับโรงเรยี นการศึกษาพิเศษ
ทจ่ี ดั การศึกษาสาหรบั นกั เรียนท่มี คี วามบกพร่องทางสติปัญญา

2. นกั เรียนทีม่ ีความบกพร่องทางสตปิ ัญญา โรงเรียนแพรป่ ัญญานุกูล จังหวดั แพร่ มีคุณภาพ
ชวี ิตที่ดีสามารถพ่ึงพาตนเองไดไ้ ม่เป็นภาระต่อผู้อื่น

5. สมมตฐิ านการวจิ ัย
คุณภาพชีวิตของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล

จังหวัดแพร่ ในปีการศึกษา 2562 สูงกว่า ปีการศึกษา 2561 (ทดลองใช้ในปีการศึกษา 2562)

6. ขอบเขตของการวจิ ัย
6.1 ขอบเขตดา้ นเนือ้ หา
การวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนท่ีมี

ความบกพรอ่ งทางสติปัญญาโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จงั หวัดแพร่ ในครง้ั น้มี ขี อบเขตดา้ นเน้อื หา ดงั นี้
1. แนวคิดเกย่ี วกับการพฒั นารปู แบบการบรหิ าร
2. แนวคดิ เก่ียวกบั ภาวะผนู้ าการเปลีย่ นแปลง
3. แนวคดิ เกย่ี วกบั การบริหารจัดการในโรงเรยี น
4. แนวคดิ เกีย่ วกับการพฒั นาหลักสูตรและการออกแบบการเรียนการสอน
5. แนวคิดเก่ียวกบั การพัฒนาครูการศึกษาพิเศษมืออาชีพ
6. แนวคิดเก่ียวกบั การพัฒนาคุณภาพชวี ติ ของนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสตปิ ัญญา
7. แนวคิดในการพงึ่ พาช่วยเหลอื ตนเอง
8. งานวิจัยทีเ่ ก่ียวข้อง

5

6.2 ขอบเขตด้านระยะเวลา
การศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาคณุ ภาพชีวิตของนักเรยี น

ท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ ในคร้ังน้ี ผู้วิจัยได้ดาเนินการ
โดยนาไปทดลองใช้ในปกี ารศึกษา 2562

6.3 ขอบเขตด้านประชากรและกล่มุ ตัวอยา่ ง
6.3.1 การศึกษาสภาพปัจจบุ นั ของการบริหารเพื่อพัฒนาคณุ ภาพชีวิตนักเรียนท่ีมี

ความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวดั แพร่
ประชากร ทีใ่ ช้ในการศกึ ษาวิจยั ประกอบด้วย ครู จานวน 60 คน ผู้ปกครองนกั เรียน

จานวน 260 คน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพนื้ ฐาน จานวน 15 คน ปีการศกึ ษา 2562 รวมทั้งหมด
จานวน 335 คน

กลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยกาหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสาเร็จรูปของเครจซี่และ
มอร์แกน (บญุ ชม ศรีสะอาด, 2547: 187) ได้กลมุ่ ตัวอย่างจานวน 221 คน จาแนกเป็น ผู้ปกครองนักเรียน
ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่1 ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2561 จานวน 155 คน ครู
จานวน 52 คน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง จานวน 13 คน
โดยไม่รวมผอู้ านวยการโรงเรยี นและผู้แทนครู

6.3.2 การสร้างรูปแบบการบริหารเพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนที่มีความ
บกพร่องทางสตปิ ัญญาโรงเรยี นแพรป่ ัญญานุกูล จังหวัดแพร่

ผู้ให้ข้อมูล เป็นผู้เชี่ยวชาญจานวน 9 คน เพื่อนาข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์/
สังเคราะห์ ใช้เป็นเคร่ืองในการสร้างและพัฒนารูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนที่มีความ
บกพรอ่ งทางสติปญั ญา

6.3.3 ศกึ ษาความเหมาะสม เป็นไปไดข้ องรูปแบบการบริหารเพ่ือพฒั นาคณุ ภาพชวี ิต
ของนกั เรียนทม่ี ีความบกพร่องทางสติปัญญาโดยใช้การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussions)

ผ้ใู หข้ อ้ มลู โดยการคัดเลือกกลุ่มผู้รว่ มสนทนากลุ่ม จานวน 3 กล่มุ รวมจานวน
9 คน โดยวิธกี ารเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling)

6.3.4 ตรวจสอบรูปแบบการบรหิ ารเพอ่ื พฒั นาคุณภาพชีวติ ของนกั เรียนทีม่ ีความ
บกพร่องทางสติปัญญาโรงเรยี นแพร่ปญั ญานุกลู จงั หวัดแพร่

ประชากร ประกอบด้วย โรงเรียนเฉพาะความพิการที่จัดการเรียนการสอน
นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา จานวน 19 โรงเรียน ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน
รองผู้บรหิ าร ครู และกรรมการสถานศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน รวมทง้ั หมด จานวน 171 คน

กลุ่มตัวอย่าง โรงเรียนเฉพาะความพิการท่ีจัดการเรียนการสอนเด็กท่ีมีความ
บกพร่องทางสติปัญญา จานวน 18 โรงเรียน ใช้วิธีการเลือกอย่างเจาะจง (Purposive Sampling)
เน่อื งจากเป็นกลุ่มและจานวนที่เหมาะสม ทมี่ ีความเข้าใจในเรื่องการบริหารโรงเรียนประกอบด้วยผู้บริหาร
จานวน 1 คน รองผู้บริหารฝ่ายวิชาการ จานวน 1 คน ครูผู้สอนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
(ม.4 - ม.6) ระดับชั้นละ 3 คน และกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 1 คน ได้กลุ่มตัวอย่าง
รวมทงั้ หมดจานวน 216 คน

6

6.3.5 ติดตามผลการพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนที่มีความบกพร่องทาง
สตปิ ัญญา โรงเรียนแพรป่ ญั ญานุกลู จังหวดั แพร่

1) เปรียบเทียบความคิดเห็นของครูประจาชั้น ผู้ปกครอง และกรรมการ
สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มีต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียน โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่
ปกี ารศกึ ษา 2562

ประชากร ได้แก่ ครู ผ้ปู กครองนกั เรยี น โรงเรียนแพร่ปัญญานกุ ลู จังหวดั แพร่
ปกี ารศกึ ษา ปีการศกึ ษา 2562 ทกุ คน

2) เปรยี บเทยี บผลการสังเกต ประเมินของครูผ้สู อน และผปู้ กครองของนักเรียน
ระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาตอนปลาย (ม.4 - ม.6) ท่มี ีต่อพฤติกรรมนักเรียนเปน็ รายบุคคล ในด้านทักษะอาชีพ
และการพ่ึงพาช่วยเหลือตนเอง ระหว่างปกี ารศกึ ษา 2561 กับปกี ารศึกษา 2562

กลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยได้เลือกอย่างเจาะจง ได้แก่ ครูผู้สอน และผู้ปกครองนักเรียน
ระดับชน้ั มัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4 - ม.6) ปกี ารศกึ ษา 2561 จานวน 168 คน และปกี ารศกึ ษา 2562
จานวน 114 คน เนื่องจากเป็นระดับช่วงชั้นท่ีโรงเรียนได้มีการนาทักษะทางด้านอาชีพไปทดลองใช้
ตามแหล่งเรียนรู้ และสถานประกอบการเพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านอาชีพให้สามารถพึ่งพาตนเองได้
ชดั เจนกว่าระดบั ชว่ งชนั้ อนื่

7

กรอบแนวคิดในกำรวิจยั

INPUT PROCESS OUTPUT

แนวคดิ และทฤษฎีในการจดั ทา กระบวนการจัดทา รูปแบบการบริหาร
รปู แบบ รปู แบบ เพื่อพฒั นาคณุ ภาพ
ชีวิตของนักเรยี น
1 แนวคดิ ในการพฒั นารปู แบบ. 1. ศึกษาสภาพ ท่ีมคี วามบกพร่อง
2. แนวคดิ ภาวะผนู้ า ปจั จบุ นั และปัญหา ทางสติปญั ญา
การเปลีย่ นแปลง 2. สร้างและพัฒนา โรงเรียนแพร่ปัญญา
3. แนวคดิ การบริหารจดั การ รปู แบบ นุกูล จังหวัดแพร่
ในโรงเรยี น 3. ตรวจสอบรปู แบบ
4. แนวคดิ การพฒั นาหลักสตู รและ 4. ใช้ และตดิ ตามผล
การออกแบบการเรียนการสอน
5. แนวคิดการพฒั นาครกู ารศึกษา คณุ ภาพชีวิตของนกั เรียนทีม่ ีความบกพร่อง
พิเศษมืออาชพี ทางสตปิ ัญญา โรงเรียนแพร่ปัญญานกุ ลู จงั หวัดแพร่
6. แนวคิดการพัฒนาคณุ ภาพชีวิต
นักเรียนท่ีมีความบกพร่องทาง  มสี ขุ ภาพกายและจติ ใจ ท่ีดี
สตปิ ัญญา  มีความรู้และทกั ษะทจ่ี าเปน็ ในการดารงชีวติ
7. แนวคดิ ในการพงึ่ พาช่วยเหลอื  มที กั ษะทางอาชีพ พึ่งพาชว่ ยเหลือตนเองได้
ตนเอง

ภาพท่ี 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย รูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียนท่ีมี
ความบกพร่องทางสตปิ ัญญา โรงเรยี นแพร่ปัญญานุกลู จังหวดั แพร่

8

7. นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ
7.1 รูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต หมายถึง วิธีการ หรือแนวทางในการ

ดาเนินงานที่เป็นชุดกระบวนการ 4 ขั้นตอน ท่ีประกอบด้วย การศึกษาสภาพปัจจุบันของการบริหาร
เพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา การสร้างและพัฒนารูปแบบ
การบรหิ าร การตรวจสอบรูปแบบการบริหาร การใชแ้ ละตดิ ตามผลการพัฒนาคุณภาพชีวิตของนกั เรียน
ที่สร้าง หรือพัฒนาขึ้นจากแนวคิดทฤษฎีที่ผู้วิจยั ได้ศึกษามา เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรยี นท่ีมี
ความบกพรอ่ งทางสตปิ ัญญา โรงเรยี นแพรป่ ัญญานุกลู จังหวัดแพร่ ใน 4 ดา้ น ไดแ้ ก่ การพัฒนาสขุ ภาพ
ทางกายและจิตใจ การพัฒนาทางการศึกษา และการพัฒนาทักษะทางอาชีพ ซ่ึงประกอบด้วย ภาวะผู้นา
การเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร การบริหารนโยบาย และแผนพัฒนาโรงเรียน การบริหารทรัพยากร
การพัฒนาหลักสูตร และการออกแบบการเรียนการสอน การพัฒนาครูการศึกษาพิเศษมืออาชีพ
การพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา และการพึ่งพาช่วยเหลือตนเองของ
นักเรยี น

7.2 คณุ ภาพชีวติ หมายถึง การมภี าวะความเป็นอยทู่ ่ีดีมคี วามสุข มีความพอใจในตนเอง
ทงั้ ในด้านร่างกาย จิตใจ ด้านสังคม ดา้ นการศกึ ษา และการดารงชีวติ ความเป็นอยู่ของบุคคล ทเี่ ปน็ ไป
ตามเปา้ หมาย หรือความคาดหวังของตน โดยมีสภาวะที่เกิดข้ึนทางจิตใจเป็นดัชนชี ว้ี ัด กล่าวคือ ถา้ เกิด
สภาวะทางจิตใจเป็นไปตามเป้าหมาย หรือความคาดหวังก็จะรูส้ ึกได้ถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่หากเกิด
สภาวะทางจิตใจไม่เปน็ ไปตามเป้าหมายหรือท่ีคาดหวงั ก็จะรู้สึกไดถ้ ึงการมีคณุ ภาพชีวิตท่ีไม่ดี

7.3 คุณภาพชีวิตของนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา หมายถึง การมีสภาวะ
ความเป็นอยู่ของนักเรียนโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีสุขภาพทางกายและจิตใจที่ดี มีความรู้และทักษะที่จาเป็นในการ
ดารงชีวิต และนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 - 6 มีทักษะทางอาชีพท่ีเรียนรู้ สามารถพ่ึงพา
ช่วยเหลือตนเองได้ไม่เป็นภาระต่อผปู้ กครอง และบุคคลอื่น หลังจากได้รับการพัฒนาทางด้านสุขภาพ
ทางกายและจิตใจ ได้รับการพฒั นาทางการศึกษา และไดร้ บั การพัฒนาทางอาชีพ ดว้ ยรูปแบบการพัฒนา
ทสี่ ร้างขน้ึ และเป็นไปตามความคาดหวัง

7.4 นักเรียนที่บกพร่องทางสติปัญญา หมายถึง นกั เรยี นโรงเรียนปัญญานุกูล จงั หวัดแพร่
ต้ังแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปี่ที่ 1 ถึงระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ท่ีได้รับการประเมินคัดกรองร่วมกัน
จากครูประจาชั้น ผู้ปกครอง นักสหวิชาชีพ และผู้เช่ียวชาญทางการแพทย์ แล้วมีผลความสามารถ
ทางสติปัญญาตา่ กว่าเกณฑ์เฉล่ีย คือ มีเชาว์ปัญญาตา่ กว่าเกณฑ์ของคนปกติ คือ ต่ากว่า 70 และ
มีพัฒนาการทางด้านสติปัญญาล่าช้าไม่เป็นไปตามวัย มีปัญหาทางด้านสุขภาพทางกายและจิตใจ
ทางด้านการศึกษาในทักษะท่จี าเป็นต่อการดารงชีวติ และทางทักษะอาชีพ ในการพึ่งพาช่วยเหลือตนเอง

7.5 การพัฒนาสุขภาพทางกายและจิตใจ หมายถึง นักเรียนที่มีความบกพร่องทาง
สติปัญญา ของโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ ที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพทางกาย อันได้แก่
ด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย กลา้ มเน้ือ การเจ็บป่วย มปี ัญหาทางด้านอารมณ์ จิตใจ อนั ได้แก่ ความเครียด
ความก้าวร้าว การซึมเศร้า หวาดกลัว เป็นต้น อันเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ และการพัฒนาทักษะ
ในด้านต่าง ๆ ได้รับการดูแลรักษาเบ้ืองต้นจากงานอนามัยโรงเรียน ได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพในด้าน
ร่างกายและจิตใจจากนักกายภาพ บาบัด นักกิจกรรมบาบัด นักธาราบาบัด นักจิตวิทยาคลินิก
ของโรงเรียนอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ

9

7.6 การพัฒนาทางการศึกษา หมายถึง การดาเนินการจัดการศึกษาของโรงเรียนแพร่ -
ปญั ญานกุ ูล จังหวดั แพร่ อย่างมีคุณภาพให้กับนักเรียน โดยการจัดทามาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
จดั ทาแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา การจดั การเรียนการสอนอย่างมปี ระสิทธิภาพ และ
การพัฒนาสภาพแวดล้อม ใหม้ คี วามสอดคล้องเหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน กับสภาพความต้องการ
จาเป็นของนักเรียน เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ มีความรู้ ความสามารถในทักษะที่จาเป็นต่อ
การดาเนนิ ชวี ติ ของตนเองได้อย่างมคี ุณภาพ

7.7 การพัฒนาทักษะอาชีพ หมายถึง การดาเนินการส่งเสริมความรู้ความสามารถ
ทางด้านอาชีพที่นักเรียนถนัด สนใจ เหมาะสมกับสภาพความพิการของนักเรียน หรือความคาดหวัง
ของผู้ปกครอง ของโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ ให้กับนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6
เกิดความตระหนักเห็นความสาคัญของงานอาชีพ และได้ทดลองฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ จากสถาน
ประกอบการ จนเกิดทักษะความชานาญ สามารถนาไปประกอบอาชีพ หรือการทางานให้กับตนเอง
พง่ึ พาตนเองได้ ไม่เป็นภาระแก่ผู้อนื่ หรือสังคม

7.8 การพ่ึงพาช่วยเหลือตนเอง หมายถงึ ความสามารถของนกั เรียนโรงเรียนแพรป่ ัญญานุกูล
จังหวัดแพร่ ที่มีความสามารถในการทากิจวัตรประจาวันด้วยตนเอง การทากิจกรรมที่โรงเรียนจัดให้
เป็นรายบุคคลและร่วมกับผู้อื่น การทากิจกรรมเพื่อการพัฒนากล้ามเน้ือ การทากิจกรรมส่งเสริม
การทางาน และการแสดงออกในโอกาสต่าง ๆ ไดต้ ามเกณฑ์การประเมินของทางโรงเรียน โดยไมเ่ ป็นภาระ
แก่บคุ คลอ่นื มากจนเกินไป รวมท้งั สามารถทางานใหเ้ กิดความสาเร็จไดด้ ว้ ยความสามารถของตน

10

บทที่ 2
หลักการ แนวคดิ ทฤษฎที ีใ่ ชใ้ นการวิจัย

การศึกษาวจิ ยั เรอ่ื งการพฒั นารูปแบบการบริหารเพ่ือพฒั นาคุณภาพชีวิตนักเรยี นทีม่ ีความ
บกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ ในคร้ังน้ีผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าและรวบรวม
เกี่ยวกับหลักการ แนวคิด ทฤษฎีที่ใช้ในการวิจัยจากตาราวิชาการ เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ท้ังในประเทศและต่างประเทศมาเปน็ กรอบแนวทางในการศกึ ษาวิจยั ดังนี้

1. แนวคดิ การพฒั นารปู แบบการบริหาร
2. แนวคดิ ภาวะผนู้ าการเปล่ยี นแปลง
3. แนวคิดในการบริหารนโยบายและแผนการพฒั นา
4. แนวคดิ การบรหิ ารทรพั ยากรทางการศึกษา
5. แนวคดิ การพฒั นาหลกั สูตรและการออกแบบการเรยี นการสอน
6. แนวคดิ การพฒั นาครูการศึกษาพเิ ศษมืออาชีพ
7. แนวคดิ การพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตนกั เรียนท่ีมีความบกพร่องทางสตปิ ัญญา
8. แนวคิดในการพึ่งพาช่วยเหลือตนเองของนักเรียน
9. งานวจิ ยั ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง

1. แนวคิดการพฒั นารปู แบบการบรหิ าร
การพัฒนารูปแบบการบริหารท่ีเก่ียวกับการพัฒนาคุณภาพชวี ิตของนักเรียนที่มีความบกพร่อง

ทางสติปัญญา ประกอบด้วยความหมายของรูปแบบ ประเภทของรูปแบบ องค์ประกอบของรูปแบบ
ลกั ษณะของรูปแบบทด่ี ี การพัฒนารูปแบบ และการทดสอบรูปแบบ ซึง่ มีรายละเอยี ด ดังนี้

1.1 ความหมายของรปู แบบ
คาว่า “รูปแบบ” หรือ Model ความหมายจากพจนานุกรมแปลอังกฤษ - ไทย หมายถึง

ภาพจาลอง รูปจาลอง สิ่งจาลอง หุ่นจาลอง ต้นแบบ แบบ แม่แบบ แบบอย่าง ตัวอย่าง และใน
พจนานุกรมทางการศึกษา (Dictionary of Education) ซ่ึงบรรณาธิการโดย คาร์เตอร์ วี กูด (Carter V.
Good, 1973: 370) ได้รวบรวมความหมายของแบบจาลอง (Model) ไว้ 4 ความหมาย คือ

1. เปน็ แบบอย่างของสิ่งใดส่ิงหนึ่งเพือ่ เป็นแนวทางในการสร้างหรือทาซ้า
2. เปน็ ตัวอย่างสาหรับการเลียนแบบ เชน่ ตัวอย่างในการออกเสียภาษาตา่ งประเทศ
เพื่อใหผ้ ู้เรยี นได้เลยี นแบบ
3. เป็นแผนภาพ หรือภาพ 3 มิติ ที่เป็นตัวแทนของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือหลักการ
หรือแนวคิด
4. เป็นชุดของปัจจัยหรือองค์ประกอบ หรือตัวแปรที่มีความสาคัญซึ่งกันและกัน
รวมตัวเป็นตัวประกอบและเป็นสัญลักษณ์ทางระบบสังคม อาจเขียนเป็นสูตรทางคณิตศาสตร์ หรือ
บรรยายด้วยภาษาก็ได้

11

โทสิ และคาร์โรลล์ (Tosi & Carroll, 1982: 163) กล่าวว่า รูปแบบเป็นนามธรรม
ของจริง หรือภาพจาลองของสภาพการณ์อย่างใดอย่างหน่ึง ซ่ึงอาจจะมีตั้งแต่แบบจาลองอย่างง่ายไป
จนถึงแบบจาลองที่มีความซับซ้อนมาก ๆ มีทั้งแบบจาลองเชิงกายภาพ (Physical Model) เช่น
แบบจาลองหอสมุด แบบจาลองเคร่ืองบินเอฟ 16 เป็นต้น และแบบจาลองเชิงคุณลักษณะ (Qualitative
Model) ที่ใชอ้ ธิบายสภาพการณ์ หรอื ปรากฏการณ์ด้วยภาษา หรอื รปู สญั ลักษณ์ เปน็ ตน้

สุจินต์ สว่างศรี (2554: 13) รูปแบบ (Model) หมายถึง สิ่งที่แสดงโครงสร้างและ
ความสัมพันธ์ของปัจจัย หรือตัวแปร หรือองค์ประกอบของส่ิงที่ศึกษาให้เข้าใจง่ายอย่างเป็นรูปธรรม
ซง่ึ บคุ คลแสดงออกมาในลักษณะใดลักษณะหน่ึง เชน่ เปน็ คาอธิบาย เป็นแผนผงั ไดอะแกรม หรือแผนภาพ
เพื่อช่วยให้ตนเองและบุคคลอื่นสามารถเข้าใจได้ชัดเจนข้ึน เป็นคาท่ีใช้ส่ือความหมายหลายอย่าง
โดยทั่ว ๆ ไป หรือวิธีการดาเนินงานท่ีเป็นต้นแบบอย่างใดอย่างหน่ึง เป็นการจาลองความจริงของ
ปรากฏการณ์ เพอ่ื อธิบายความสัมพันธ์ท่ซี ับซ้อน ของปรากฏการณ์นั้น ๆ ให้งา่ ยข้ึน และใช้เป็นแนวทาง
ในการดาเนนิ การอยา่ งใดอย่างหนึง่

เอกลักษณ์ บุญท้าว (2556: 18) ได้สรุปไวว้ ่า รูปแบบ หมายถึง โครงสรา้ งขององค์ประกอบ
อะไรบางอย่างท่ีเราพัฒนาขึ้นมา เพ่ือบรรยายคุณลักษณะท่ีสาคัญ ๆ ของปรากฏการณ์อย่างใดอย่างหน่ึง
เพื่อให้ง่ายต่อการทาความเข้าใจโดยประกอบด้วย กระบวนการหรือข้ันตอนสาคัญ ที่สามารถช่วยให้
สภาพการจัดกิจกรรมนั้นเป็นไปตามทฤษฎี หลักการหรือแนวคิดท่ียึดถือซึ่งได้รับการพิสูจน์ ทดสอบ
หรือยอมรับว่ามีประสิทธิภาพ สามารถใช้เป็นแบบแผนในการนาไปใช้เพื่อให้การจัดกิจกรรมบรรลุ
วตั ถปุ ระสงค์

วิจิตร โคตรบัญชา (2557: 92) รูปแบบ หมายถึงแบบอย่างท่ีสร้างข้ึนหรือพัฒนาข้ึน
จากแนวคดิ ทฤษฎีที่ได้ศึกษามาของผู้สร้างเองเพ่ือถา่ ยทอดความคิด ความเข้าใจ ตลอดจนจิตนาการที่มี
ต่อปรากฏการณ์โดยสื่อสารในลักษณะใดลักษณะหนึ่งท่ีทาให้เข้าใจได้ง่ายและกระชับถูกต้องสามารถ
ตรวจสอบเปรยี บเทยี บกบั ปรากฏการณจ์ รงิ ได้เพื่อช่วยใหต้ นเองและคนอ่นื สามารถเขา้ ใจไดช้ ัดเจนข้นึ

เอกชัย บุตรแสนคม (2559: 199) ได้สรุปว่า รูปแบบ หมายถึง แบบจาลอง แบบแผน
แบบอยา่ ง หรือตัวอยา่ งของสิง่ ใดสง่ิ หน่งึ หรือย่อสว่ นของปรากฏการณ์ตา่ ง ๆ ท่ีผู้เสนอรปู แบบดงั กล่าว
ได้ศึกษาและพัฒนาข้ึนมา เพ่ือแสดง หรืออธิบายปรากฏการณ์ให้เข้าใจได้ง่ายข้ึน หรือเป็นแนวทาง
ในการสร้าง หรือทาซา้ หรือในบางกรณีอาจจะใช้ประโยชน์ในการทานายปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้น
ตลอดจนอาจใช้เป็นแนวทางในการดาเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวแทนของสิ่งใดสิ่งหน่ึง
หรือหลักการ หรือแนวคิดเป็นชุดของปัจจัย หรือตัวแปรท่ีมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เพื่ออธิบาย
ปรากฏการณท์ ี่มคี วามสมั พนั ธ์องค์ประกอบให้เข้าใจงา่ ยขึ้น

จากการท่นี กั วิชาการได้กล่าวถึงความหมายของรปู แบบมาแล้วข้างต้นสรปุ ไดว้ ่ารูปแบบ
(Model) หมายถึง แบบอย่างหรือแบบแผนท่ีเก่ียวกับส่งิ ใดสิ่งหน่ึง หรือแนวในการดาเนนิ การอย่างใด
อย่างหนึ่งที่ถูกออกแบบมาจากหลักการ ทฤษฎี ที่ได้ศึกษามาอย่างถี่ถ้วนประกอบเป็นชุดความรู้
ชดุ กระบวนการ ทส่ี ามารถสื่อสารสร้างความเข้าใจแกบ่ ุคคลอื่น ๆ ไดเ้ พ่ือให้สามารถนาไปปฏิบัติ ทดลอง
ได้ตามความประสงค์

12

ในงานวจิ ัยฉบับนี้ รูปแบบ หมายถึง วธิ กี าร หรือแนวทางในการดาเนินงานในการพัฒนา
คุณภาพชีวิตของนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา ทเ่ี ปน็ ชดุ กระบวนการท่สี ร้างขึ้น หรือพัฒนาขึ้น
จากแนวคิดทฤษฎที ผี่ ู้วจิ ัยได้ศึกษามาเปน็ โครงสรา้ งเชิงเหตุและผลของกระบวนการ และองคป์ ระกอบ
ที่จาลองขึ้นจากปรากฏการณ์และสภาพที่สาคัญในการบริหารโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล เพื่อช่วยให้
สามารถวิเคราะห์และเข้าใจสภาพลักษณะและรูปแบบการบริหารเพ่ือพัฒนาทักษะ คุณภาพชีวิตของ
นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาของโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ ให้มีสุขภาพทางกาย
และจิตใจท่ีดี ได้รับการพัฒนาทางการศึกษาให้มีความรู้และทักษะที่จาเป็นในการดารงชีวิต มีทักษะ
ทางอาชีพท่เี รียนรู้ สามารถพง่ึ พาชว่ ยเหลือตนเองได้ไม่เป็นภาระต่อผ้ปู กครองและบุคคลอ่นื

1.2 ประเภทของรปู แบบ
รูปแบบสามารถจาแนกออกไดห้ ลายประเภท ได้มีผูจ้ าแนกประเภทของรปู แบบ ดงั นี้
สมิธ และคณะ (Smith and others, 1980: 461) จาแนกรูปแบบออกเป็น 2 ประเภท

ได้แก่
1. รูปแบบเชิงกายภาพ (Physical Model) จาแนกออกเปน็
1.1 รูปแบบคล้ายจริง (Iconic Model) มีลักษณะคล้ายของจริง เช่น เครื่องบิน

จาลอง หุ่นไลก่ า หนุ่ ตามรา้ นตดั เส้ือผ้า เปน็ ตน้
1.2 รูปแบบเสมือนจริง (Analog Model) มีลักษณะคล้ายปรากฏการณ์จริง

เช่น การทดลอง ทางเคมีในห้องปฏิบตั ิการก่อนจะทาการทดลอง เครื่องบินจาลองที่บินได้ หรือเคร่ือง
ฝกึ หดั บิน เปน็ ตน้ รปู แบบ ชนิดนีม้ ีความใกลเ้ คียงความจรงิ มากกว่าแบบแรก

2. รูปแบบเชิงสัญลกั ษณ์ (Symbolic Model) จาแนกออกเป็น
2.1 รูปแบบข้อความ (Verbal model) หรือรูปแบบเชิงคุณภาพ (Qualitative

Model) เป็นการ ใช้ข้อความปกติธรรมดาในการอธิบายโดยย่อ เช่น คาพรรณนาลักษณะงาน คาอธิบาย
รายวชิ า เปน็ ต้น

2.2 รปู แบบทางคณิตศาสตร์ (Mathematical Model) หรือรูปแบบเชงิ ปริมาณ
(Quantitative Model) เช่น สมการและโปรแกรมเชงิ เสน้ เปน็ ต้น

คีฟ (Keeves, 1988A: 51 - 565) ได้แบ่งประเภทของรูปแบบทางการศึกษา และ
สงั คมศาสตร์ไวด้ งั น้ี คอื

1. รูปแบบเชิงเปรียบเทียบ (Analogue Model) เป็นรูปแบบเชิงกายภาพส่วนใหญ่
ใช้ในด้านวิทยาศาสตร์ เช่น รูปแบบโครงสร้างอะตอมสร้างข้ึนโดยใช้หลักการเปรียบเทียบโครงสร้าง
ของรูปแบบ ให้สอดคล้องกบั ลักษณะที่คล้ายกันทางกายภาพ สอดคล้องกับข้อมูล และความรู้ที่มีอยู่
ในลักษณะน้ันด้วย รูปแบบที่สร้างขึ้นต้องมีองค์ประกอบชัดเจน สามารถนาไปทดสอบด้วยข้อมูล
เชิงประจักษ์ไดแ้ ละสามารถ นาไปใชใ้ นการหาข้อสรปุ ของปรากฏการณ์ได้อย่างกว้างขวาง เชน่ รูปแบบ
ในการทานายจานวนนักเรียนในโรงเรียน สร้างขึ้นโดยเปรียบเทียบกับลักษณะถังนา้ ที่ประกอบด้วย
ท่อนา้ เข้าและท่อน้าออก ปริมาณที่ไหลเข้าถังเปรียบเทียบได้ กับจานวนนักเรียนที่เข้าโรงเรียน อัตรา
การเกิด อตั ราการย้ายเข้า อัตราการรบั เด็กอายุต่ากว่าเกณฑ์ ส่วนปรมิ าณน้าท่ีไหลออกเปรียบเทียบได้กับ
จานวนนักเรียนที่ออกจากโรงเรียน เนื่องจากพ้นเกณฑ์การศึกษา การย้ายออก การจบการศึกษา
สาหรับปริมาณน้าที่เหลือในถังเปรียบเทียบได้กับจานวนนักเรียนที่เหลืออยู่ในโรงเรียน เป็นต้น
จุดมงุ่ หมายของรูปแบบน้เี พ่ืออธบิ ายปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงจานวนนกั เรียนในโรงเรยี น

13

2. รูปแบบเชิงข้อความ (Semantic Model) เป็นรูปแบบท่ีใช้ภาษาเป็นส่ือในการ
บรรยาย หรืออธิบายปรากฏการณ์ที่ศึกษาด้วยภาษา แผนภูมิ หรือรูปภาพ เพื่อให้เห็นโครงสร้าง
ทางความคิดองค์ประกอบ และความสัมพันธ์ขององค์ประกอบของปรากฏการณ์น้ัน ๆ และใช้ข้อความ
ในการอธิบายเพื่อให้เกิดความกระจ่างมากขึ้น แต่จุดอ่อนของรปู แบบประเภทน้ีคือขาดความชัดเจน
แน่นอน ทาใหย้ ากแก่การทดสอบรูปแบบ แตอ่ ย่างไรกต็ ามไดม้ กี ารนารปู แบบน้มี าใช้กบั การศกึ ษามาก
เชน่ รปู แบบการเรยี นรู้ในโรงเรยี น

3. รูปแบบเชิงคณิตศาสตร์ (Mathematical Model) เป็นรูปแบบที่ใช้สมการ
ทางคณิตศาสตร์เป็นสื่อในการแสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรต่าง ๆ รูปแบบประเภทนี้ นิยมใช้กัน
ทั้งในสาขาจิตวทิ ยาและศึกษาศาสตร์รวมทั้งการบรหิ ารการศึกษา

4. รูปแบบเชิงสาเหตุ (Causal Model) เป็นรูปแบบท่ีพัฒนามาจากเทคนิคที่เรียกว่า
Path Analysis และหลกั การสร้าง Semantic Modelโดยการนาเอาตัวแปรต่าง ๆ มาสัมพันธก์ ันเชิงเหตุ
และผลท่ีเกิดข้ึน เชน่ The Standard Deprivation Model ซงึ่ เปน็ รปู แบบที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง
สภาพทางเศรษฐกิจสังคมของบิดา มารดา สภาพแวดล้อมทางการศึกษา ที่บ้าน และระดับสติปัญญา
ของเด็ก รูปแบบจะเขียนในลักษณะสมการเส้นตรงแต่ละสมการแสดงความสัมพันธ์เชิงเหตุเชิงผล
ระหว่างตัวแปร จากน้ันมีการเก็บรวบรวมข้อมูลในสถานการณ์ท่ีเป็นจริงเพื่อทดสอบรูปแบบเชงิ สาเหตุนี้
แบง่ ออกเปน็ 2 ลักษณะ ไดแ้ ก่

4.1 รูปแบบระบบเส้นเด่ียว (Recursive Model) เป็นรูปแบบที่แสดงความสัมพันธ์
เชงิ สาเหตุระหว่างตัวแปร ดว้ ยเสน้ โยงท่ีมีทิศทางของการเป็นสาเหตุในทิศทางเดียว โดยไม่มีความสัมพันธ์
ย้อนกลับ

4.2 รูปแบบระบบเส้นคู่ (Non - recursive Model) เป็นรูปแบบที่แสดง
ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างตัวแปรโดยทิศทางความสัมพันธ์ของตัวแปรภายในตัวแปรหนึ่ง
อาจเป็นทั้งตวั แปรเชิงสาเหตแุ ละเชิงผลพรอ้ มกัน จึงมีทิศทางความสัมพนั ธ์ย้อนกลบั ได้

สไตเนอร์ (Steiner, 1988) ได้จาแนกรูปแบบออกเปน็ 2 ประเภท ไดแ้ ก่
1. รปู แบบเชงิ กายภาพ (Physical Model) จาแนกออกเป็น

1.1 รูปแบบของสิ่งใดส่ิงหนึ่ง (Model of) เช่น รูปแบบเครื่องบินที่สร้างเหมือนจริง
แตม่ ขี นาดยอ่

1.2 รปู แบบสาหรับสง่ิ ใดส่ิงหน่ึง (Model for) เปน็ รปู แบบจาลองท่ีออกแบบไว้
เพอ่ื เป็นตน้ แบบผลติ สนิ คา้ ต้องสรา้ งรูปแบบเท่าของจริงขึ้นมาก่อนแลว้ ผลิตสินค้าตามรูปแบบนัน้

2. รปู แบบเชงิ แนวคิด (Conceptual Model) จาแนกออกเป็น
2.1 รูปแบบเชิงแนวคดิ ของสิ่งหนึ่งส่งิ ใด (Conceptual Model of) เป็นรูปแบบ

หรือแบบจาลองทสี่ ร้างขึ้นโดยจาลองมาจากทฤษฎีที่มีอยแู่ ล้ว เชน่ รปู แบบทีส่ ร้างมาจากทฤษฎีการคงอยู่
ของนกั เรยี นในโรงเรียน เปน็ ต้น

2.2 รูปแบบเชิงแนวคิดเพื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด (Conceptual Model for) เป็นรูปแบบ
ที่สร้างขึ้นมาเพื่ออธิบายทฤษฎี หรือปรากฏการณ์ เช่น รูปแบบที่สร้างขึ้นจากทฤษฎีการคัดสรร
ตามธรรมชาติ เพื่อนาไปอธบิ ายทฤษฎีการคงอยขู่ องนักเรยี นในโรงเรียน เปน็ ต้น

14

จากการศึกษาประเภทของรูปแบบ สรุปได้ว่า การแบ่งประเภทของรูปแบบจะข้ึนอยู่กับ
วัตถุประสงค์ในการอธิบายรูปแบบนั้น ๆ สาหรับการวิจัยครั้งนี้ รูปแบบที่ใช้เป็นรูปแบบเชิงขอ้ ความ
(Semantic Model) เป็นสื่อในการบรรยาย หรืออธิบายปรากฏการณ์ที่ศึกษาเพื่อให้เห็นมโนทัศน์
ซ่ึงเป็นโครงสร้างทางความคิดในท่ีนี้ หมายถึง เป็นรูปแบบที่อธิบายให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง
รูปแบบท่ีใช้ในการบริหารกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา
โรงเรยี นแพรป่ ญั ญานกุ ูล จังหวัดแพร่

1.3 องคป์ ระกอบของรปู แบบ
บราวน์ และโมเบิร์ก (Brown & Moberg, 1980: 16 - 17) ได้เสนอองค์ประกอบ

ของรูปแบบว่ามีอยู่ 5 องค์ประกอบ คือ สภาพแวดล้อม (Environment) เทคโนโลยี (Technology)
โครงสร้าง (Structure) กระบวนการจัดการ (Management Process) และการตัดสินใจส่ังการ
(Decision Making)

บาร์โด และฮาร์ดแมน (Bardo and Hartman, 1982: 70 - 71) ได้ให้ความเห็นเก่ียวกับ
องคป์ ระกอบของรูปแบบไวว้ ่า การที่จะระบุวา่ รปู แบบใดรูปแบบหนง่ึ จะประกอบไปดด้วยรายละเอียด
มากนอ้ ยเพียงใดจึงเหมาะสม และรปู แบบนนั้ ควรมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ไมไ่ ดม้ ีขอ้ กาหนดทแ่ี น่นอน
ท้ังนขี้ ึ้นอยู่กับปรากฏการณน์ ั้น ๆ ตวั อยา่ ง เช่น รปู แบบท่ีมีลักษณะบางประการของระบบปิด เป็นรูปแบบ
ทแ่ี สดงองค์ประกอบย่อยของระบบ ซึ่งประกอบด้วย 4 ส่วน คือ 1) ปัจจัยนาเข้า 2) กระบวนการ
3) ผลผลิต และ 4) ข้อมลู ย้อนกลบั จากสภาพแวดล้อม ซง่ึ การพจิ ารณารูปแบบในลักษณะนถ้ี ือวา่ ผลผลิต
ของระบบเกิดจากการที่มีปัจจยั นาเข้าส่งเข้าไปผ่านกระบวนการซ่ึงจะจัดกระทาให้เกิดผลผลิตข้ึนและ
ใหค้ วามสนใจกับข้อมูลย้อนกลับจากสภาพแวดลอ้ มภายนอกซ่งึ เปน็ ลกั ษณะของระบบเปดิ

พิเชฐ โพธ์ภิ กั ดี (2553: 159 - 160) ได้สรุปไวว้ ่ารปู แบบประกอบไปด้วยส่วนประกอบ
3 ส่วน คือ

สว่ นที่1 หลกั การและวตั ถปุ ระสงค์ของรปู แบบประกอบดว้ ย 1) หลักการของรูปแบบ
2) วัตถปุ ระสงคข์ องรูปแบบ

ส่วนท่ี 2 โครงสร้างและสาระสาคัญของรูปแบบ ประกอบด้วย
1. ฐานะของสถานศึกษา และความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับสานักงาน

เขตพื้นทีก่ ารศึกษาส่วนกลาง
2. บทบาท คณะกรรมการสถานศึกษาและผอู้ านวยการ
3. การกระจายอานาจภารกจิ การจดั การศึกษา 4 ดา้ น
4. หน่วยงานกากบั ติดตาม ตรวจสอบและสง่ เสริมสนับสนนุ ภารกิจของโรงเรียน
5. มาตรฐานและการประกันคุณภาพผู้เรยี น

สว่ นที่ 3 การนาสกู่ ารปฏิบัตแิ ละเง่อื นไขความสาเร็จ ประกอบดว้ ย
1. การนาไปสู่การปฏบิ ตั ิ
2. เง่อื นไขความสาเร็จ

15
สุภัทร พันธ์พัฒนกุล (2554: 172) ได้ทาการศึกษาวิจัยพัฒนารูปแบบการบริหาร
โรงเรยี นมธั ยมท่มี ีประสิทธิผล พบวา่ องค์ประกอบของการพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนมธั ยมท่ีมี
ประสิทธิผลมีองค์ประกอบหลัก 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ด้านปัจจัยนาเข้า ด้านกระบวนการ
และด้านผลผลิต และ7 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ ด้านปัจจัยนาเข้า ประกอบด้วยการนาองค์การ
และการมุ่งเน้นทรัพยากรบุคคล ด้านกระบวนการ ประกอบด้วย การวางแผนกลยุทธ์ การจัดการ
กระบวนการ การให้ความสาคัญกับผู้รับบริการ และการวัดการวิเคราะห์และการจัดการความรู้
ด้านผลผลิตประกอบด้วย ผลลพั ธ์การดาเนนิ งานภาพรวมของโรงเรยี น
มีศิลป์ ชินภักดี (2555: 22) ได้กาหนดองค์ประกอบของรูปแบบไว้ว่า รูปแบบ
ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนสถาบันหรือองค์การ ซึ่งประกอบด้วย 1) เทคโนโลยี 2) โครงสร้าง
3) บทบาท 4) เป้าหมาย หรอื ความคาดหวัง สว่ นบุคคล ซง่ึ ประกอบดว้ ย 1) ภาวะผนู้ า 2) บคุ ลกิ ภาพ
3) กระบวน การบริหาร 4) การตดั สินใจส่ังการ 5) ความต้องการ และสว่ นสภาพแวดล้อม ซ่งึ ประกอบด้วย
1) ชมุ ชน 2) แหลง่ เรียนรู้ 3) เศรษฐกจิ 4) การมีสว่ นร่วม
บุญศรี แสงศรี (2557: 72 - 73 อ้างถึง ทศิ นา แขมมณี, 2550) ได้อธิบายถึงรูปแบบ
วา่ มอี งคป์ ระกอบทีส่ าคัญ ดังน้ี
1. รูปแบบสามารถนาไปสู่การทานายผลท่ีตามมา สามารถทดสอบ/สังเกตได้
2. มคี วามสัมพนั ธ์เชิงสาเหตุ อธิบายปรากฏการณ์เร่ืองนน้ั /ปรากฏกลไกลเชิงสาเหตุ
ทีก่ าลังศึกษาและอธบิ ายเรอื่ งทีก่ าลงั ศกึ ษา
3. รูปแบบช่วยจินตนาการสร้างความคิดรวบยอด ความสัมพันธ์ของสิ่งที่กาลังศึกษา/
ชว่ ยสบื เสาะความรู้
4. รปู แบบมคี วามสัมพนั ธเ์ ชิงโครงสร้างมากกว่าความสัมพนั ธเ์ ชงิ เช่ือมโยง
โดยสรุปแล้วในการกาหนดองค์ประกอบการบริหารน้ันว่าควรเป็นอย่างไร ประกอบด้วย
อะไรบา้ ง มีความสัมพันธ์กนั อย่างไร ขึ้นอยกู่ บั ปรากฏการณ์ท่เี รากาลังศึกษา หรือจะออกแบบแนวคิด
ทฤษฎี และหลักการพ้ืนฐานในการกาหนดรปู แบบแต่ละรูปแบบนั้น ๆ สาหรับการวิจัยพัฒนารูปแบบ
การบริหารพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาของผู้วิจัยในครั้งนี้มี
องค์ประกอบหลัก 3 องค์ประกอบอันได้แก่ ด้านปัจจัยนาเข้า (Input) ด้านกระบวนการ (Process)
และด้านผลผลิต (Output)
1.4 ลักษณะของรปู แบบท่ีดี
จากการศึกษานักวิชาการหลายท่านกล่าวถึงคุณลักษณะของรูปแบบท่ีดีไว้ ดังน้ี
คฟี (Keeves, 1998 B: 386 - 387) กลา่ ววา่ รูปแบบทีจ่ ะใช้ประโยชน์ได้ ควรมีส่วน
ทีส่ าคัญ 4 ประการ คอื
1. รูปแบบควรนาไปสู่การทานาย (Prediction) ผลที่ตามมา ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้
ทดสอบได้กลา่ วคือ สามารถนาไปสร้างเคร่ืองมือเพอ่ื ไปพิสจู นท์ ดสอบ
2. โครงสร้างของรูปแบบจะต้องประกอบด้วยความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ (Causal
Relationship) ซึ่งสามารถใช้อธิบายปรากฏการณ์/เรื่องนนั้ ได้
3. รูปแบบจะต้องสามารถช่วยสร้างจินตนาการ (Imagination) ความคิดรวบยอด
(Concept) และความสัมพันธ์ (Interrelations) รวมทั้งช่วยขยายขอบเขตของการสบื เสาะความรู้
4. รูปแบบควรประกอบด้วยความสมั พันธ์เชิงโครงสรา้ ง (Structural Relationship)
ระหว่างตัวแปรมากกวา่ ท่ีจะเน้นความสัมพันธ์เชงิ เชอื่ มโยง (Associative Relationship)

16

วาโร เพ็งสวสั ดิ์ (2553: 6) ได้กลา่ วถงึ รูปแบบท่ีดีควรมลี ักษณะ ดงั นี้
1. รูปแบบควรประกอบด้วยความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่างตัวแปรมากกว่า
ความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงธรรมดา อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงก็มีประโยชน์ในช่วงของ
การพัฒนารูปแบบ
2. รูปแบบควรนาไปสู่การทานายผลที่ตามมา ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ด้วยข้อมูล
เชิงประจักษ์โดยเมื่อทดสอบรูปแบบแล้วถ้าปรากฏว่าไม่สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์รูปแบบน้ัน
ตอ้ งถกู ยกเลิก
3. รูปแบบควรอธิบายโครงสร้างความสมั พันธ์เชิงเหตผุ ลของเร่ืองท่ีศึกษาได้อยา่ งชดั เจน
4. รูปแบบควรเป็นเครื่องมือในการสร้างความคิดรวบยอด (Concept) ใหม่ และ
การสร้างความสัมพันธ์ของตัวแปรใหม่ซึ่งจะเป็นการเพิ่มองค์ความรู้ (Body of Knowledge) ในเรื่อง
ที่กาลงั ศึกษา
5. รปู แบบในเรื่องใดจะเป็นเชน่ ไรข้ึนอยู่กบั กรอบของทฤษฎีในเรื่องนน้ั ๆ
คีฟ (Keeves, 1988 C: 560) กลา่ วว่า รปู แบบที่จะใช้ประโยชน์ได้นั้น ควรจะมขี อ้ กาหนด
(requirement) 4 ประการ คือ
1. รูปแบบ ควรประกอบด้วยความสัมพันธ์อย่างมีโครงสร้างมากกว่าความสัมพันธ์
ท่ีเกย่ี วเนอ่ื งกนั แบบรวม ๆ
2. รูปแบบ ควรใช้เป็นแนวทางการพยากรณ์ผลท่ีจะเกิดขึ้นสามารถถูกตรวจสอบได้
โดยการสงั เกต ซง่ึ เปน็ ไปไดท้ ี่จะทดสอบรูปแบบพน้ื ฐานของขอ้ มลู เชงิ ประจักษไ์ ด้
3. รูปแบบ ควรจะต้องระบุหรือช้ีให้เห็นถึงกลไกเชิงเหตุผลของเร่ืองที่ศึกษา ดังน้ัน
นอกจากรปู แบบจะเป็นเคร่อื งมือในการพยากรณ์ได้ ควรใช้อธิบายปรากฏการณ์ได้ดว้ ย
4. รูปแบบ ควรเป็นเครื่องมือในการสร้างมโนทัศน์ใหม่ และสร้างความสัมพันธ์
ของตัวแปรในลักษณะใหม่ ซึ่งเป็นการขยายในเรื่องท่ีกาลงั ศกึ ษา
จากการศึกษาลักษณะรูปแบบที่ดีท่ีนักวิชาการทั้งหลายได้กลา่ วไวข้ ้างต้นจะเห็นไดว้ ่า
ลักษณะของรูปแบบที่ดีจะมีลักษณะคล้ายกันคือ ควรมีความสัมพันธ์กันอย่างมีโครงสร้าง มีความสามารถ
ทางด้านพยากรณ์ที่ตรวจสอบได้ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ และควรเป็นเครื่องมือในการสร้างความคิด
รวบยอดใหม่ เปน็ ตน้ สาหรับการศึกษาวิจัยในครั้งนี้คุณลักษณะของรูปแบบเป็นเครื่องมือในการสร้าง
มโนทศั น์ใหม่ และสร้างความสมั พนั ธ์ของตวั แปรในลักษณะใหม่ ซึ่งเป็นการขยายในเร่ืองที่กาลังศึกษา
ตามรปู แบบของ Keeves ทีก่ ล่าวถงึ ในลกั ษณะรูปแบบที่ 4
1.5 การสรา้ งรูปแบบและการพัฒนารปู แบบ
1.5.1 การสร้างรปู แบบ

คีฟ (Keeve, 1988: 172) กลา่ วถงึ การสร้างรูปแบบ คือ การกาหนดมโนทัศน์
เก่ยี วข้องสัมพันธก์ ันอย่างเป็นระบบ เพ่อื ช้ใี ห้เหน็ ชัดเจนวา่ รูปแบบเสนออะไร เสนออย่างไร เพอ่ื ให้ได้อะไร
และสงิ่ ท่ีได้น้นั อธิบายปรากฏการณ์อะไร และนาไปสู่ข้อคน้ พบอะไรใหม่ ๆ ซึง่ ขัน้ ตอนการสร้างรูปแบบ
เขียนไวใ้ นภาพท่ี 2 ดงั น้ี

17

ขนั้ ตอนการสร้างความสัมพันธร์ ะหวา่ งตวั แปร

มโนทศั น์ การวดั (Measurement) ตวั แปร ขอ้ เสนอ
(concepts) (Variables) (Proposition)

ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งขอ้ เสนอ (Relating Propositions)

ผลการทานาย รูปแบบ
(Solution) (Models)

ภาพที่ 2 แสดงขัน้ ตอนการสรา้ งรูปแบบสรา้ งความสัมพันธ์
ทีม่ า: การสรา้ งรูปแบบของ Keeves, P. J. Models and Model Building. (1988, p. 172)

กล่าวโดยสรปุ รปู แบบทีจ่ ะนาไปใชใ้ หไ้ ดป้ ระโยชน์สูงสุดนัน้ ต้องประกอบด้วย
ลักษณะที่สาคัญ คือ มีความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง สามารถทานายผลได้ สามารถขยายความผลทานาย
ได้กว้างขวางขึ้น และสามารถนาไปสู่แนวคิดใหม่ ๆ สาหรับการพัฒนารูปแบบนั้นผู้วิจัยจะต้องศึกษา
แนวคิดทฤษฎีในการสร้างรูปแบบ นาเอาข้อมูลที่จัดเก็บมาวิเคราะห์ และสังเคราะห์ เพ่ือกาหนด
ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบของรูปแบบ กาหนดโครงสร้าง และข้อเสนอของรูปแบบอย่างชัดเจน
เพื่อนาไปสู่ผลสรุปเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ท่ีมุ่งหวังของการวิจัยมีการทดสอบ และปรับปรุงรูปแบบ
กอ่ นนารปู แบบไปใช้งานจรงิ และมกี ารประเมนิ ผลหลังจากการนารปู แบบไปใช้งานจรงิ

นอกจากน้ี คีฟ (Keeves, 1988 D: 67) ยังได้กล่าวถึงหลักการอย่างกว้าง ๆ
เพือ่ กากบั การสรา้ งรปู แบบไว้ 4 ประการ คอื

1. รูปแบบควรประกอบขึ้นด้วยความสัมพันธ์อย่างมีโครงสร้างของตัวแปร
มากกว่าความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงแบบธรรมดา อย่างไรก็ตามการเช่ือมโยงแบบเส้นตรงแบบธรรมดา
ทว่ั ไปนนั้ ก็มปี ระโยชน์โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงในการศึกษาวจิ ัยในชว่ งต้นของการพฒั นารูปแบบ

2. รูปแบบควรใช้เป็นแนวทางในการพยากรณ์ผลที่จะเกิดขึ้นจากการใช้
รูปแบบไดส้ ามารถตรวจสอบได้โดยการสงั เกตและหาข้อสนบั สนุนดว้ ยข้อมูลเชิงประจักษ์ได้

3. รูปแบบควรจะต้องระบุ หรือชี้ให้เห็นถึงกลไกเชิงเหตุผลในเรื่องที่ศึกษา
ดังน้นั นอกจากจะเปน็ เครอ่ื งมือในการพยากรณ์ไดค้ วรใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ไดด้ ว้ ย

4. นอกจากคุณสมบัติต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว รูปแบบควรเปน็ เคร่ืองมือในการ
สรา้ งมโนทัศน์ใหม่ และการสร้างความสัมพันธ์ของตวั แปรในลักษณะใหม่ ซงึ่ เปน็ การขยายองค์ความรู้
ในเรือ่ งทเ่ี รากาลงั ศึกษาดว้ ย

18

มิยากาวะ (2550: 3) เสนอการสร้างโมเดล หรือรูปแบบว่าเป็นการศึกษา
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือสังคมเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราอาจไม่ศึกษาปรากฏการณ์เรื่องนั้นโดยตรงก็ได้
แตเ่ ราศกึ ษาโดยวธิ กี ารสรา้ งโมเดล เพื่อหาขอ้ สรปุ ทส่ี ามารถนาไปอธบิ าย ทานาย หรอื ควบคมุ ปรากฏการณ์
ทีศ่ ึกษา ดงั ภาพท่ี 3

การสร้างโมเดล การใชโ้ มเดล ขอ้ สรุป
โมเดล - อธิบาย
สภาพความเป็ นจริ งของ - ทานาย
ปรากฏการณ์ที่ศึกษา - ควบคุม

ภาพท่ี 3 การศกึ ษาปรากฏการณ์โดยวิธกี ารสร้างโมเดล
ท่ีมา: แนวคดิ เกีย่ วกบั การสร้างรปู แบบของ มยิ ากาวะ. เศรษฐมติ เิ บ้ืองตน้ (2550: 3)

โมเดลท่ีใช้ศึกษาค้นคว้าปรากฏการณ์ทางสังคมต้องมีคุณสมบัติ 2 ประการ
คือ ประการที่หนึ่งมีลักษณะสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของปรากฏการณ์ของเรื่องที่ศึกษา
และอกี ประการหน่ึงสามารถนาไปใช้หาข้อสรุปเพื่อ อธบิ าย ทานาย หรือควบคุมปรากฏการณ์ทเ่ี กิดข้ึน
ได้อยา่ งถูกต้อง คุณสมบัติของโมเดลทัง้ 2 ประการน้ี มลี กั ษณะขัดแย้งกันเอง กลา่ วคือ ถา้ เราสร้างโมเดล
ให้สอดคล้องกับสภาพความจริงของปรากฏการณ์มากเท่าใด โมเดลจะสลับซับซ้อนมากขึ้นทาให้
การนาโมเดลไปใช้มีความยุ่งยากในทางตรงกันข้าม ถ้าเราเน้นความสะดวกในการนาเอาโมเดลไปใช้
อธิบายปรากฏการณ์ ก็ต้องเขียนโมเดลให้ง่ายเข้าไว้ โมเดลก็ไม่ค่อยสอดคล้องกับสภาพความจริงของ
ปรากฏการณ์ซง่ึ ทาใหก้ ารนาโมเดลไปใช้อธิบายทานาย หรอื ควบคมุ ปรากฏการณ์ไดจ้ ากัด จุดมงุ่ หมาย
ที่สาคัญการสร้างโมเดล ก็เพ่ือทดสอบหรือตรวจสอบโมเดลนั้นด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ ดังน้ันโมเดล
ที่สร้างขึ้นจึงมีความชัดเจน และเหมาะสมกับวิธีการทดสอบโดยปกติแล้ว การวิจัยทางสังคมศาสตร์
และพฤติกรรมศาสตร์มักจะทดสอบโมเดลด้วยวธิ ีการทางสถิติ การสร้างโมเดลการเก็บรวบรวมข้อมูล
และการทดสอบโมเดลเป็นกิจกรรมที่ต้องบูรณาการเข้าด้วยกันเน่ืองจากโครงสร้างของโมเดลจะเป็น
ตวั กาหนดวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ขอ้ มูลทเ่ี ก็บรวบรวมได้จะนาไปใช้ทดสอบโมเดล ผลของการทดสอบ
โมเดลย่อมนาไปสกู่ ารยอมรบั หรอื ปฏิเสธโมเดลนัน้

19
1.5.2 การพฒั นารปู แบบ

ไดม้ ีผกู้ ลา่ วถึงข้นั ตอนการพฒั นารูปแบบ ดงั น้ี
วลิ เลอร์ (Willer, 1986: 83) กล่าวว่าการพัฒนารูปแบบโดยท่ัวไปแบง่ ออกเปน็
2 ข้ันตอน ไดแ้ ก่ 1) การสร้าง (Construct) รปู แบบ และ 2) การหาความเท่ียงตรง (Validity) ของรูปแบบ
เช่นเดียวกบั บุญชม ศรีสะอาด (2554: 104 - 106) ได้กล่าวถึงการพฒั นารปู แบบ กระทาได้ 2 ข้ันตอน
เช่นกนั ดังน้ี
ข้ันตอนท่ี 1 สร้างหรือพัฒนารูปแบบ โดยจะต้องมีการสร้างหรือพัฒนารูปแบบ
ขึ้นมาก่อน เป็นรูปแบบตามสมติฐานที่เกิดดจากการศึกษาค้นคว้าทฤษฎี แนวคิดรูปแบบที่มีผู้พัฒนา
ไว้แลว้ ในเร่ืองเดียวกันหรือเรื่องอื่น ๆ และผลการศึกษาหรือผลการวิจยั ทเ่ี กีย่ วข้อง วิเคราะหส์ ภาพการณ์
ซึง่ จะชว่ ยให้สามารถกาหนดองค์ประกอบ หรือตัวแปรต่าง ๆ ภายในรูปแบบ รวมทั้งลักษณะความสัมพันธ์
ต่าง ๆ ระหว่างองค์ประกอบ หรือตัวแปรนั้นหรือลาดับก่อนหลังของแต่ละองค์ประกอบในรูปแบบ
ในการสร้างหรือพัฒนารูปแบบนั้นจะต้องใช้หลักเหตุผลเป็นรากฐานสาคัญ และการศึกษาค้นคว้า
ซ่ึงจะเป็นประโยชน์ต่อการพฒั นารูปแบบเป็นอยา่ งยิง่ ซงึ่ ผู้วจิ ัยอาจจะคิดโครงสร้างของรปู แบบข้ึนก่อน
แล้วปรับปรุงโดยอาศัยสารสนเทศจากการศึกษาองค์ประกอบย่อยหรือตัวแปรแต่ ละตัวแล้วจึงเลือก
องคป์ ระกอบย่อยหรือตัวแปรทส่ี าคัญประกอบขึ้นเป็นโครงสร้างของรปู แบบก็ได้ หวั ใจสาคญั ของข้ันนี้
อยู่ที่การเลือกองค์ประกอบในรูปแบบ (ตัวแปร/กิจกรรม) เพื่อให้ได้รูปแบบที่เหมาะสม ดังนั้นผู้วิจัย
ควรกาหนดหลักการในการพัฒนารูปแบบอย่างชัดเจน เช่น เป็นรูปแบบที่ไม่ซับซ้อน สามารถนาไป
ปฏิบัติได้ง่าย ตัวแปรในรูปแบบมีน้อยตัวแต่สามารถอธิบายผลได้มาก เป็นต้น ในการวิจัยบางเรื่อง
จาเปน็ ต้องใหผ้ ้ทู รงคณุ วฒุ ิพจิ ารณาความถกู ตอ้ งเหมาะสม
ขั้นตอนที่ 2 ทดสอบความเที่ยงตรงของรูปแบบ หลังจากได้สร้างหรอื พัฒนา
รูปแบบในข้ันต้นแล้ว จาเป็นต้องทดสอบความเที่ยงตรงของรูปแบบดังกล่าว เพราะว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้น
น้ันถึงแม้ว่าจะพัฒนาโดยมีรากฐานจากทฤษฎี แนวคิด รูปแบบของคนอื่น และผลการวิจัยท่ีผ่านมาแล้ว
หรือแม้กระทั่งได้รับการกลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงรูปแบบตามสมมนติฐาน
ซึ่งจาเป็นต้องเก็บรวบรวมข้อมูลในสถานการณ์จริง หรือทาการทดลองนาไปใช้ในสถานการณ์จริง
เพอ่ื ทดสอบดวู ่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ซงึ่ ในขัน้ น้ีบางครั้งใช้คาวา่ การทดสอบประสทิ ธิภาพของรูปแบบ
นอกจากน้ีได้มีนักวิจัยทางการศึกษาต่าง ๆ ได้กล่าวถึงข้ันตอนในการพัฒนา
รูปแบบไว้ ดงั นี้
สุนิสา วิทยานุกรณ์ (2553: 114) ได้พัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาสู่ความ
เปน็ เลิศในโรงเรียนเอกชน มรี ายละเอยี ดในการศึกษาการพัฒนารูปแบบ 5 ข้นั ตอน ดังน้ี
ขน้ั ตอนที่ 1 ขัน้ การศึกษาและสารวจข้อมูลเบ้ืองต้นของรูปแบบการจัดการศึกษา
สคู่ วามเปน็ เลิศในโรงเรียนเอกชน โดยผู้วจิ ยั ใช้วธิ ีการศึกษาเอกสาร ตารา บทความ การสัมภาษณ์เชิงลึก
เพอื่ ใชเ้ ป็นกรอบความคิดในการพัฒนารปู แบบการจดั การศกึ ษาส่คู วามเปน็ เลิศ
ขน้ั ตอนท่ี 2 ขั้นรา่ งรปู แบบการจัดการศกึ ษาสู่ความเปน็ เลศิ ในโรงเรียนเอกชน
จากผลการวิเคราะห์ในขน้ั ตอนท่ี 1
ขน้ั ตอนท่ี 3 ข้นั การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาสู่ความเปน็ ในโรงเรียนเอกชน
ด้วยการใช้รูปแบบจาลองท่ีได้จากข้ันตอนท่ี 2 สอบถามความคิดเห็นจากผู้เช่ียวชาญด้านการบริหาร
การศึกษา เพ่อื ให้ได้รปู แบบท่ีมีความสมบูรณ์ โดยใช้เทคนคิ การวจิ ัยแบบสนทนากลุ่ม (Focus Group
Discussion)

20

ข้ันตอนท่ี 4 ขั้นตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบการจัดการศึกษาสู่ความ
เป็นเลิศในโรงเรียนเอกชน โดยการนารูปแบบท่ีพัฒนามาจากข้ันตอนที่ 3 มาจัดทาแบบสอบถาม
เพื่อนาไปสอบถามความคิดเหน็ ของผูบ้ ริหารโรงเรยี นเอกชนระดบั การศึกษาข้นั พน้ื ฐาน

ขั้นตอนท่ี 5 การสรุปและการนาเสนอรูปแบบการจัดการศึกษาสู่ความเป็นเลศิ
ในโรงเรยี นเอกชน ทไี่ ดป้ รบั ปรงุ แกไ้ ขแล้ว โดยจดั ทาเป็นรายงานผลการวจิ ัยตอ่ ไป

นวิ ตั ร นาคะเวช (2554: 144) พัฒนารปู แบบการบรหิ ารโรงเรยี นในฝันได้เสนอ
ข้นั ตอนการดาเนินการทีส่ อดคล้องกัน คือ

1. การศึกษาและสรา้ งรูปแบบการบรหิ ารจดั การโรงเรยี นในฝัน ประกอบด้วย
การศึกษาและวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เก่ียวข้อง การศึกษาสภาพการบริหารจัดการ
โรงเรียน ในฝัน กรณีตัวอย่าง สัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เช่ียวชาญทางการบริหารการศึกษา หรือ
สถานศึกษา

2. การพฒั นารูปแบบการบรหิ ารจัดการโรงเรียนในฝัน สนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ
และผเู้ ชยี่ วชาญด้านบริหารการศกึ ษา สถานศึกษา และการนิเทศโรงเรียนในฝนั

3. การตรวจสอบคุณลกั ษณะรูปแบบการบริหารจัดการโรงเรยี นในฝัน โดยการ
สอบถาม สัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้บรหิ ารและครู

นรารักษ์ ประดุจพรม และคณะ (2562: 116) ได้พัฒนารูปแบบการบริหาร
โรงเรียนประถมศึกษาส่คู วามเป็นเลศิ ดดา้ นการอ่าน โดยมุ่งศึกษาการพัฒนารูปแบบการบริหารสู่ความ
เปน็ เลศิ ด้านการอา่ นของโรงเรยี นประถมศึกษาในเขตพ้ืนท่ีการศึกษาภาคตะวันออก โดยได้ดาเนินการ
พัฒนารูปแบบ 3 ข้ันตอน คือ ข้ันตอนที่ 1 การพัฒนาร่างรูปแบบ โดยการสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี
และงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง เพ่ือสร้างกรอบแนวคิดและร่างรูปแบบการบริหารสู่ความเป็นเลิศด้านการอ่าน
ของนักเรียน ขน้ั ตอนท่ี 2 การพฒั นารูปแบบการบริหารโรงเรียนประถมศึกษาสู่ความเป็นเลิศด้านการอ่าน
จากการสัมภาษณ์และสอบถามผู้เชยี่ วชาญ โดยใชเ้ ทคนิคเดลฟาย ข้ันตอนที่ 3 การตรวจสอบและรับรอง
ความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารโรงเรียนประถมศึกษาสู่ความเป็นเลิศด้านการอ่านในเขตพ้ืนที่
การศกึ ษาภาคตะวนั ออก

นนั ทพล สุขสาราญ (2560: 92 - 93) ได้พัฒนารปู แบบการบริหารคุณภาพผู้เรียน
ตามมาตรฐานการศกึ ษาคาทอลกิ ดว้ ยการวิจยั เชงิ ปฏบิ ัติการแบบมีสว่ นร่วม: กรณศี กึ ษาโรงเรียนดารา
สมุทร ศรรี าชา ซึ่งในการศกึ ษามีรายละเอยี ดขั้นตอนในการดาเนนิ การ 5 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 การศึกษาวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น โดยการศึกษาหลักการ
แนวคดิ ทฤษฎี งานวิจยั ทเี่ กย่ี วขอ้ ง และการเก็บข้อมูลเชิงสารวจด้วยแบบสอบถาม จากกล่มุ ตัวอย่าง

ระยะที่ 2 เป็นการสร้างรูปแบบการบริหารคณุ ภาพผเู้ รยี นตามมาตรฐานการศึกษา
คาทอลิก ด้วยการวจิ ัยเชงิ ปฏิบัตกิ ารแบบมสี ว่ นร่วม

ระยะที่ 3 เป็นการพัฒนารูปแบบการบริหารคุณภาพผู้เรียนตามมาตรฐาน
การศกึ ษาคาทอลกิ

ระยะที่ 4 เป็นการตรวจสอบความเหมาะสมและการประเมินประสิทธิภาพ
ของรปู แบบการบรหิ ารคณุ ภาพผูเ้ รียน ตามมาตรฐานการศกึ ษาคาทอลกิ ด้วยการวิจยั ก่ึงทดลอง

ระยะที่ 5 การสรุปและรับรองรูปแบบการบริหารคุณภาพผู้เรียน ตามมาตรฐาน
การศกึ ษาคาทอลกิ ด้วยการวจิ ัยเชิงปฏิบัติการแบบมสี ว่ นร่วม

21

ดวงเดอื น วินจิ ฉยั (2562: 143 - 144) ได้ดาเนนิ การพัฒนารูปแบบการบริหาร
แบบมสี ว่ นรว่ มของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก สงั กัดสานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นี พ้ืนฐาน
โดยดาเนินการ 4 ขัน้ ตอน ได้แก่

ขั้นตอนที่ 1 การศกึ ษาแนวทางการบรหิ ารแบบมสี ่วนร่วมของโรงเรียนขนาดเล็ก
จากผู้บริหาร คณะครู และคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐานของโรงเรียน ประถมศึกษาขนาดเลก็
ทมี่ วี ิธีปฏบิ ตั ิทีเ่ ป็นเลิศ

ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนารูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียน
ประถมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยวิธีการสนทนากลุ่ม
แบบเจาะจง (Focus Group Discussion) ของผู้เชี่ยวชาญทเ่ี ป็นผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาที่มีผล
การบริหารงานทเ่ี ป็นเลิศ เพ่อื พจิ ารณาตรวจสอบองคป์ ระกอบของรปู แบบ

ขั้นตอนที่ 3 การประเมินรูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียน
ประถมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากผู้บริหาร คณะครู
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการที่ปรึกษา และคณะกรรมการสภานักเรียน
เพื่อประเมนิ ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเปน็ ประโยชน์ ของรูปแบบ

ขั้นตอนที่ 4 การทดลองใช้รูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียน
ประถมศึกษาขนาดเลก็ สังกัดสานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน

จากการศึกษาวิเคราะห์ในเร่ืองการพัฒนารูปแบบที่นักวิชาการทั้งหลายได้กล่าว
ไว้พอสรุปได้ว่า การพัฒนารูปแบบนั้นเป็นวิธีการปรับปรุงหรือพัฒนาภารกิจหรือแนวคิดท่ีได้ดาเนินการ
มาแลว้ ซึง่ วิธกี ารหรือข้นั ตอนในการพัฒนาน้ันไมเ่ ป็นข้อท่ีกาหนดตายตัว แตโ่ ดยส่วนมากมกั จะเริ่มต้น
จากการศึกษาข้อมลู พื้นฐาน องค์ความรู้ หลกั การ แนวคิดตา่ ง ๆ ที่เกยี่ วกบั รปู แบบท่ีเราต้องการจะสร้าง
ให้ชัดเจน จากนั้นจึงหาสมมุตฐิ านและหลักการของรูปแบบที่จะพัฒนาแล้วสร้างรูปแบบที่กาหนดไว้
และนารูปแบบที่สร้างขึ้นไปตรวจสอบและประเมินคุณภาพของรูปแบบ สาหรับการพัฒนารูปแบบ
การบริหารเพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล
จังหวัดแพร่ ผู้วิจัยได้ดาเนินการพัฒนารูปแบบโดยวิธีการสัมภาษณ์สอบถามผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
และผู้เชี่ยวชาญ โดยใช้แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม เพื่อนาข้อมูลจากการสัมภาษณ์ การสอบถาม
มาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนารูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนต่อไป โดยแบบออกเป็น
5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียน 2)
สร้างและพฒั นารูปแบบการบริหารเพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียน 3) ตรวจสอบรูปแบบการบริหาร
เพ่ือพัฒนาคุณภาพชวี ิตของนักเรียน 4) ทดลองใช้และปรับปรุงรูปแบบการบริหารเพ่ือพฒั นาคุณภาพชีวิต
ของนักเรียน 5) ติดตามผลการใช้และการพัฒนาคุณภาพชวี ติ ของนักเรียน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทาง
การพัฒนารูปแบบของรุ่งรัชดาพร เวหะชาติ (2548: 92 – 93)

22

1.6 การตรวจสอบรูปแบบ
สมาน อัศวภูมิ (2550: 9) ได้เสนอแนวทางในการตรวจสอบรูปแบบที่เป็นขั้นตอน

สุดท้ายของการวจิ ัย และพัฒนารปู แบบไวอ้ าจใช้วธิ ใี ดวธิ ีหน่ึงจาก 3 วิธีดังนี้ คอื
1. การตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ โดยผู้วิจัยจะนาเสนอรูปแบบที่พัฒนาขึ้นต่อ

ผู้ทรงคุณวุฒิ 15 – 20 คน พร้อมกับแบบประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของรูปแบบ
ตลอดจนข้อเสนอแนะเพ่มิ เตมิ ต่าง ๆ

2. การตรวจสอบโดยการประชุมสัมมนา โดยผู้วิจยั จดั ประชุมสัมมนาบุคคลที่เก่ียวข้อง
ผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วนาเสนอรูปแบบที่พัฒนาขึน้ เสร็จแล้วใหผ้ ู้เข้าร่วมประชุมสัมมนาวิพากษ์ ประเมิน
รูปแบบทัง้ ในดา้ นความเหมาะสมและความเป็นไปได้ และใหข้ ้อเสนอแนะต่อไป

3. การตรวจสอบโดยการทดลอง โดยผู้วิจัยดาเนินการทดลองใช้รูปแบบที่พฒั นาข้นึ
ในสภาพจริง หรอื เหตกุ ารณจ์ าลอง ตามแบบแผนท่ีออกแบบไว้ เพอ่ื สังเกต รวบรวมขอ้ มูล และความเห็น
ต่อผูเ้ กี่ยวข้อง เพอ่ื นาไปใช้ในการปรับปรงุ รูปแบบต่อไป

สาหรับการวจิ ยั การพัฒนารปู แบบการบรหิ ารเพ่อื พัฒนาคณุ ภาพชวี ิตของนักเรียนท่ีมี
ความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ ในครั้งน้ีผู้วิจัยได้ตรวจสอบรูปแบบ
การพัฒนาด้วยวิธีการตรวจสอบโดยผ้ทู รงคุณวฒุ ิดว้ ยการสนทนากลุ่ม (Focus Group) และนารูปแบบ
ไปทดลองใช้กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจากโรงเรียนการศึกษาพิเศษที่จัดการเรียนการสอนเด็กที่มีความ
บกพร่องทางสติปัญญา จานวน 18 โรงเรียน โดยผู้วิจัยนาเสนอรูปแบบที่พัฒนาขึ้นพร้อมกับแบบประเมิน
ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบ ตลอดจนข้อเสนอแนะเพิ่มเติม แล้วรวบรวมข้อมูล
เพอื่ นาไปใชใ้ นการปรบั ปรงุ รปู แบบตอ่ ไป

2. แนวคดิ ภาวะผูน้ าการเปลย่ี นแปลง
ในการบริหารการศึกษาในยุคที่มีความเจริญก้าวหน้า และมีสภาวะการเปลี่ยนแปลง

ในด้านต่าง ๆ อย่างต่อเน่ืองโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษาในยุคการปฏิรูป
การศกึ ษา ผบู้ รหิ ารสถานศึกษาจึงต้องเป็นผู้บรหิ ารมืออาชีพจึงจะนาโรงเรยี นบรรลุความสาเร็จตามภารกิจ
และบทบาทหน้าท่ีของโรงเรียนการเป็นผู้บริหารมืออาชีพจะต้องอาศัยความรู้ ความ สามารถ และ
คณุ ลักษณะท่ีเอื้อโดยเฉพาะและอาศยั การบรหิ ารทเ่ี น้นการมสี ่วนร่วมของบุคลากรทุกฝ่าย ทุกสถาบัน
และทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องภายนอกสถานศึกษา และการบริหารโดยใช้องค์คณะบุคคล ตลอดทั้งนา
การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School Based Management: SBM) ตามแนวการกระจายอานาจ
การบริหารซง่ึ เน้นผลประโยชน์ของผมู้ ีสว่ นไดส้ ว่ นเสีย คอื นกั เรียนและชุมชนมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม
(ธรี ะ รุญเจริญ, 2550: 7) และผู้นาที่มคี วามเหมาะสมกับยุคปฏิรูปการศึกษาคือผูน้ าการเปลย่ี นแปลง

2.1 ความหมายของภาวะผนู้ าการเปลย่ี นแปลง
ภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลง (Transformational Leadership) เป็นส่ิงสาคัญท่ีเป็น

เครื่องชี้ความสามารถของผู้บริหารในการดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของหน่วยงานให้สาเร็จลุล่วง
ตามเป้าหมายได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ ซึ่งได้มีผู้ให้ความหมายของคาว่า ภาวะผู้นา
การเปล่ียนแปลงต่าง ๆ กัน ดังนี้

23

บาส (Bass, 1997: 130) กลา่ วถงึ ภาวะผูน้ าการเปล่ยี นแปลงว่าเป็นผู้นาทท่ี าให้ผู้ตาม
อยู่เหนือกว่าความสนใจในตนเอง ผ่านทางการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ (Idealized Influence or
Charisma) การสร้างแรงบันดาลใจ การกระตุ้นทางปัญญา หรือการคานึงถึงความเป็นปจั เจกบุคคล
ผู้นาจะยกระดับวุฒิภาวะ และอุดมการณ์ของผู้ตามท่ีเก่ียวกับผลสัมฤทธิ์ การบรรลุสัจจะการแห่งตน
ความเจรญิ รุ่งเรืองของสังคม องคก์ ร และผอู้ ่นื และมีแนวโนม้ ท่ีจะชว่ ยกระต้นุ ความหมายของงานในชีวิต
ของผู้ตามใหส้ ูงขนึ้ อาจจะชนี้ า หรอื เขา้ ไปมีสว่ นร่วมในการพฒั นาความตอ้ งการทางศีลธรรมใหส้ งู ข้นึ

ยุคล์ (Yukl, 2006: 264) ได้กล่าวว่า ภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงทาใหผ้ ู้ตามเกิดความ
ร้สู กึ ไว้วางใจ ชืน่ ชม จงรกั ภักดี และเคารพยกย่องในตัวผนู้ า และผ้นู าการเปล่ยี นแปลงยังกระตุ้นให้ผู้ตาม
ปฏิบัตไิ ดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพมากเกนิ ความคาดหวงั

นอร์ธเฮาส์ (Northhouse. 2013: 191) ได้สรุปว่า ภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลง หมายถึง
กระบวนการเปล่ียนแปลงตัวบุคคลจากแบบหนึ่งไปสู่อีกแบบหน่ึง ไม่ว่าจะเป็นในเร่ืองอารมณ์ ความรู้สึก
ค่านิยม จริยธรรม มาตรฐาน และเป้าหมายในระยะยาว รวมไปถึงเป็นกระบวนการกระตุ้นแรงจูงใจ
ของผตู้ าม การตอบสนองความต้องการ และการดแู ลผตู้ ามในฐานะทเ่ี ป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

สุจินต์ สว่างศรี (2554: 24) ได้สรุปความหมายของภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงว่า
เปน็ กระบวนการท่ีผ้นู ามีอิทธิพลต่อผู้รว่ มงานโดยการเปล่ียนแปลงความพยายามของผ้รู ่วมงานให้สูงขึ้น
กว่าความพยายามที่คาดหวัง พัฒนาความสามารถของผรู้ ่วมงานไปสู่ระดับท่ีสูงข้ึนและมีศักยภาพมากข้ึน
ทาให้ตระหนักรู้ในภารกิจจูงใจให้ผู้ร่วมงานมองไกลเกินกว่าความสนใจของตนซึ่งจะนาไปสู่ประโยชน์
ของกลุม่ หรือสงั คม

ลลิดา ชาเรืองเดช (2555: 89) ภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลง หมายถึง การท่ีผู้บริหาร
สถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นาที่สามารถสร้างกระบวนการเปลี่ยนแปลงความ
พยายามของบุคลากรให้สูงขึ้น โดยการยกระดับแรงบันดาลใจของบุคลากรให้เกดิ ความต้องการมากกว่า
ที่เป็นอยู่ทาให้เกิดความตระหนักรู้คุณค่าวิสัยทัศน์ และเป้าหมายขององค์การ คานึงถึงความเป็น
เอกัตถะบุคคล สนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาความสามารถของบุคลไปสู่ระดับท่ีสูงขึ้นอย่างเต็ม
ศักยภาพ และรว่ มกนั แก้ไขปัญหาในการปฏิบัติงานเพอื่ ใหบ้ รรลเุ ป้าหมายขององค์การ

รัตติกรณ์ จงวิศาล (2556: 76) ได้ให้ความหมายของ ภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลง
หมายถึง ระดับพฤติกรรมของผู้บริหารท่ีแสดงให้เห็นในการจัดการหรือการทางานที่เป็นกระบวนการ
เปลี่ยนแปลง กระตุ้นความพยายามของผู้ร่วมงานให้สูงขึ้นกว่าความพยายามที่คาดหวัง เป็นผลให้ผล
การปฏิบัติงานเกินกว่าความคาดหวัง พัฒนาความสามารถของผู้ร่วมงานไปสู่ระดับท่ีสูงขึ้นและมีศักยภาพ
มากขึ้น โดยผู้บริหารแสดงบทบาททาให้ผู้ร่วมงานรู้สึกไว้วางใจ ตระหนักรู้ในภารกิจและวิสัยทัศน์
มีความจงรัดภักดีและเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ร่วมงานมองไกลเกินกว่าความสนใจของตนเอง เพื่อนาไปสู่
ประโยชน์ขององค์การมากกว่าประโยชนส์ ่วนตน

ยุวดี แก้สอน (2558: 18) ภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลง หมายถึง ระดับพฤติกรรมของ
ผ้บู รหิ ารที่แสดงใหเ้ ห็นในการจัดการหรือการทางานท่เี ปน็ กระบวนการเปลยี่ นแปลงความพยายามของ
ผู้ร่วมงานให้สูงขึ้นกว่าความพยายามที่คาดหวัง เป็นผลให้เกิดการปฏิบัติงานที่เกินความคาดหวัง
พัฒนาความสามารถ และศักยภาพไปสู่ระดับทีส่ ูงขึ้น โดยผู้บริหารแสดงบทบาททาให้ผู้ร่วมงานรู้สึก
ไว้วางใจ ตระหนักรู้ภารกิจและวิสัยทัศน์ มีความจงรักภักดี และจูงใจให้ผู้ร่วมงานมองไกลเกินกว่า
ความสนใจของตนเองซ่ึงนาไปสูป่ ระโยชนข์ ององคก์ าร

24

จากทัศนะความหมายท้ังหมดท่นี ักการศึกษาได้กล่าวมาข้างตน้ ผู้วจิ ยั สรุปความหมาย
ของคาว่า ภาวะผนู้ าการเปล่ียนแปลง หมายถึงความสามารถทางด้านพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา
ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นาในด้านการบริหารจัดการในองค์การที่เป็นกระบวนก ารเปลี่ยนแปลง
กระตุ้นให้บุคลากรเกิดแรงขับ แรงจูงใจในการปฏบิ ัติงาน เกิดความต้องการมากกว่าท่ีเป็นอยู่ มีความ
ตระหนักถึงคุณค่า และความสาคัญของจุดมุ่งหมายและวิธีการที่จะบรรลุจุดหมาย กล้าเผชิญกับการ
เปลี่ยนแปลง มีวิสัยทัศน์ในการทางานที่กว้างไกลสามารถนาองค์การไปสู่ทิศทางใหม่ ๆ อย่างสร้างสรรค์
และบรรลุเปา้ หมายขององค์การได้ในทสี่ ุด

2.2 แนวคดิ และทฤษฎภี าวะผ้นู าการเปล่ียนแปลง
2.2.1 ภาวะผู้นาแบบมบี ารมี (Charismatic Leadership)
ก่อนจะมาเป็นภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลง ทฤษฎีภาวะผู้นาที่เริ่มต้นมาก่อน

คือ ทฤษฎีภาวะผู้นาแบบมีบารมี (Charismatic Leadership) โดย แมกซ์ เวเบอร์ (Max Weber)
ในทศวรรษที่ 1920 ได้เสนอทฤษฎีภาวะผู้นาแบบมีบารมี เม่ือผลงานของเขาได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ
ในปี ค.ศ. 1947 ได้กระตุ้นความสนใจของนักสังคมวิทยา และนักรัฐศาสตร์ที่ศึกษาด้านภาวะผู้นาต่อมา
ในทศวรรษที่ 1980 นักวิจัยทางจิตวิทยาและการจัดการ ได้แสดงความสนใจอย่างมากต่อภาวะผูน้ า
แบบมีบารมีนี้ เนื่องจากในช่วงทศวรรษนั้นเกิดการแปรรูปและมีการฟื้นฟูองค์กรต่าง ๆ อย่างมาก
และผู้บริหารองค์การต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกามีการยอมรับกันว่า มีความต้องการ และจาเป็นต้องมี
การเปล่ียนแปลงในการดาเนินการเร่ืองต่าง ๆ เพื่อให้องค์กรสามารถอยู่ได้ในสภาวะท่ีมีการแข่งขัน
ทางเศรษฐกจิ สงู (Yukl & Fleet. 1992: 173 - 187)

บาส (Bass,1999: 12) ได้ระบุข้อจากัดบางประการของผู้นาแบบมีบารมี
และได้แนะนาให้มีการขยายทฤษฎีให้ครอบคลุมถึงลักษณะพฤติกรรม ตัวบ่งชี้บารมี สภาพแวดล้อม
ที่เอือ้ อานวย ตวั อย่าง เช่น ผ้นู าแบบมีบารมี มกั จะเกดิ ขึ้นในทีท่ ก่ี ารใช้อานาจแบบปกตลิ ้มเหลวในการ
จัดการกับวิกฤตการณ์ และยังเป็นท่ีน่าสงสัยเกี่ยวกับค่านิยม และความเช่ือดั้งเดิมของผู้นาแบบน้ี
ดังนั้นต่อมาในทฤษฎีภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของ บาส (Bass) ได้ใช้คาว่า การมีอิทธิพลอย่างมี
อุดมการณ์ (Idealized Influence) แทนคาว่า การสรา้ งบารมี (Charisma) ซ่ึงหมายถงึ การมีอิทธิพล
เกี่ยวกบั อดุ มการณท์ ่ีระดับสูงสุดของจริยธรรม คอื ความไม่เหน็ แกต่ วั ซ่งึ ท้ังผู้นา และผูต้ ามจะมีการอุทิศ
ตัวอย่างดีท่สี ุดเท่าที่จะสามารถทาได้ ซ่ึง บาส (Bass) ได้ใหเ้ หตผุ ลในการใช้คาว่า การมีอทิ ธพิ ลอย่างมี
อุดมการณ์ แทนคาว่า การสร้างบารมี เนื่องจาก 1) การสร้างบารมีเป็นตัวแทนของความหมายหลาย
ความหมายในการโฆษณา เช่น การฉลอง ซง่ึ มลี ักษณะเปน็ การโอ้อวด หรอื แสดงความต่นื เต้นเกินจริง
2) การสร้างบารมีมีความสัมพันธ์มากเกินไปกับการปกครองแบบเผด็จการ และความเป็นผู้นา
การเปลี่ยนแปลงเทียม เช่น ฮิตเลอร์ (Hitler) มุสโสลินี (Mussolini) 3) สาหรับผู้วิจัยบางคน เช่น
เฮาส์ (House) และคอนเกอร์ และคานนั โก (Conger and Kanungo) กล่าวว่าการสรา้ งบารมีคือการ
รวมภาวะผู้นาการเปล่ยี นแปลงท้ังหมดตั้งแต่การสร้างแรงบันดาลใจ การกระตุ้นปญั ญา และ การคานงึ ถึง
ความเปน็ ปจั เจกบุคคล ดังนนั้ ในการฝกึ อบรมและในวตั ถปุ ระสงค์ บางงานวิจัยของ บาส (Bass) จงึ ใช้
คาว่า การมีอิทธพิ ลอยา่ งมีอดุ มการณ์แทนคาว่าการสร้างบารมี (Bass, 1999: 12)

25

หลังจากเกิดทฤษฎี ภาวะผูน้ าแบบมีบารมีแล้ว ไดเ้ กดิ มีการพัฒนาแนวคิดทฤษฎี
เก่ียวกับภาวะผ้นู าแบบใหมข่ ึ้นมาคือ ทฤษฎภี าวะผ้นู าการเปลี่ยนแปลง (Transformational Leadership)
ท่ีได้มีการกล่าวถึงคือ ทฤษฎีภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของ เบอร์น (Burns) ในปี ค.ศ. 1978 และ
บาส (Bass) ในปี ค.ศ. 1985 แต่ทฤษฎีท่ีได้รับการยอมรับว่าเป็นทฤษฎีภาวะผู้นาท่ีมีประสิทธิภาพ
และมงี านวิจยั ทีเ่ กยี่ วข้องสนับสนนุ มากมาย รวมท้ังมกี ารฝึกอบรมเพ่อื พัฒนาภาวะผ้นู าตามทฤษฎีด้วย
คือ ภาวะผนู้ าการเปลย่ี นแปลงของบาส (Bass)

2.2.2 ทฤษฎีภาวะผ้นู าการเปลี่ยนแปลงของบาส (Bass)
จากทฤษฎีของเบอร์น (Burn) นั้น บาส (Bass) ได้เสนอทฤษฎีภาวะผู้นาท่ีมี

รายละเอียดมากขึ้น เพื่ออธิบายกระบวนการเปลี่ยนสภาพในองค์การ และได้ชี้ให้เหน็ ความแตกต่าง
ระหว่างภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงแบบบารมี (Charismatic) และแบบแลกเปลี่ยน (Transaction)
บาส (Bass) นิยามภาวะผู้นาในแง่ของผลกระทบของภาวะผู้นาท่ีมีต่อผู้ตาม ผู้นาเปลี่ยนสภาพผู้ตาม
โดยการทาให้พวกเขาตระหนักในความสาคัญ และคุณค่าในผลลัพธ์ของงานมากขึ้น หรือโดยการยกระดับ
ความต้องการของผู้ตาม หรือชักจูงให้พวกเขาเห็นแก่องค์การมากกว่าการสนใจของตนเอง (Self -
interest) จากอิทธิพลเหล่านี้ทาให้ผู้ตามมีความเชื่อม่ัน และเคารพในตัวผู้นา และได้รับการจูงใจ
ให้ทาสิ่งต่าง ๆ ได้มากกว่าท่ีคาดหวังในตอนแรก บาส (Bass) เห็นว่าภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงยังมี
ส่วนประกอบที่สาคัญอีก 3 ส่วนของภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงที่มีนอกเหนือจากความมีบารมี คือ
การกระตุ้นทางปัญญา (Intellectual Stimulation) การคานึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล (Individualized
Consideration) และการสร้างแรงบันดาลใจ (Inspirational Motivation) ทั้งสามองค์ประกอบรวมกับ
การสร้างบารมีเป็นองค์ประกอบที่มีปฏสิ ัมพันธ์กันเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แกผ่ ู้ตาม ผลที่ผสมผสาน
นีท้ าใหผ้ นู้ าการเปลย่ี นแปลงแตกต่างกับผนู้ าแบบบารมี นอกจากนผ้ี นู้ าการเปลีย่ นแปลงพยายามที่จะ
เพม่ิ พลงั (Empower) และยกระดบั ผู้ตาม ในขณะทผี่ ู้นาแบบบารมีมีหลายคนที่จะทาให้ผู้ตามอ่อนแอ
และต้องคอยพึ่งพาผู้นาและสร้างความจงรักภักดีมากกว่าความผูกพันในด้านแนวคิด บาส (Bass)
ให้นิยามภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงในทางที่กว้างกว่าเบอร์น (Burn) โดยไม่ใช่เพียงแค่การใช้ส่ิงจูงใจ
(Incentive) เพ่ือให้มีความพยายามมากขึ้น แต่จะรวมการทางานที่ต้องการมีความชัดเจนข้ึนเพื่อการให้
รางวัลตอบแทน และบาส (Bass) ยังมองภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลง มีความแตกต่างจากภาวะผู้นา
แบบแลกเปล่ียนแต่ไม่ใช้กระบวนการที่เกิดขึ้นแยกจากกัน บาส (Bass) ให้การยอมรับว่าในผู้นาคนเดียว
อาจใชภ้ าวะผนู้ าทั้งสองแบบในสถานการณห์ รือเวลาทแ่ี ตกตา่ งกนั (Bass, 1999: 11)

2.2.3 ทฤษฎีภาวะผู้นาการเปลย่ี นแปลงของเบอร์น (Burns)
เบอร์น (Yukl & Fleet. 1992: 175 - 176. Citing in Burns. 1978) ได้ให้

ความหมายภาวะผู้นาว่า หมายถึง การท่ีผู้นาทาให้ผู้ตามสามารถบรรลุจุดมุ่งหมายท่ีแสดงออกถึง
ภาวะผู้นาเป็นปฏิสัมพันธ์ของบุคคลที่มีความแตกต่างกันในด้านอานาจ ระดับแรงจูงใจ และทักษะ
เพื่อไปสู่จุดมุง่ หมายรว่ มกัน ซ่งึ เกิดได้ใน 3 ลักษณะ คอื

1. ภาวะผู้นาแบบแลกเปล่ียน (Transactional Leadership) เป็นปฏิสัมพันธ์
ที่ผู้นาติดต่อกับผู้ตามเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน โดยใช้กระบวนการต่อรองโดยผู้นา
จะใช้รางวัลเพื่อตอบสนองความต้องการ และเพื่อแลกเปลี่ยนกับความสาเร็จในการทางาน ถือว่า
ผู้นาและผู้ตามมีความต้องการอยู่ในระดับข้ันแรกตามทฤษฎีความต้องการเป็นลาดับข้ันของมาสโลว์
(Maslow’s Need Theory)

26

2. ภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลง (Transformational Leadership) ผู้นาจะ
ตระหนักถึงความต้องการและแรงจูงใจของผู้ตาม ผู้นาและผู้ตามมีปฏิสัมพันธ์กันในลักษณะยกระดับ
ความต้องการซึ่งกันและกัน ก่อให้เกิดการเปล่ียนสภาพทั้งสองฝ่าย คือ เปลี่ยนผู้ตามให้ไปเป็นผู้นา
การเปลีย่ นแปลง และเปล่ียนผนู้ าการเปล่ียนแปลงไปเปน็ ผู้นาแบบจริยธรรม กล่าวคอื ผู้นาการเปลี่ยนแปลง
จะตระหนักถึงความต้องการของผู้ตาม และจะกระตุ้นผู้ตามให้เกิดความสานึก (Conscious) และ
ยกระดับความต้องการของผู้ตามให้สูงขึ้นตามลาดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow) และ
ทาให้ผู้ตามเกิดจิตสานึกของอุดมการณ์อันสูงส่ง และยึดถือค่านิยมเชิงจริยธรรมเป็นค่านิยมจุดหมาย
(End Values) เช่น อิสรภาพ ความยุติธรรม ความเสมอภาค สันติภาพและสิทธิมนุษยชน ทั้งน้ี
เพ่ือไม่ให้ผู้ตามถูกครอบงาด้วยอานาจฝ่ายต่า เช่น ความกลัว ความโลภ ความเกลียด ความอิจฉาริษยา
เป็นต้น

3. ภาวะผู้นาแบบจริยธรรม (Moral Leadership) ผู้นาการเปลี่ยนแปลง
จะเปลี่ยนเป็นผู้นาแบบจริยธรรมอย่างแท้จริงเมื่อผู้นาได้ยกระดับความประพฤติ และความปรารถนา
เชิงจริยธรรมของท้ังผู้นา และผู้ตามให้สูงข้ึนและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งสองฝ่าย อานาจของผู้นา
จะเกิดขึ้นเม่ือผู้นาทาให้ผู้ตามเกิดความไม่พึงพอใจต่อสภาพเดิม ทาให้ผู้ตามเกิดความขัดแย้งระหว่าง
ค่านิยมกับวิธีปฏิบัติ สร้างจิตสานึกให้ผู้ตามเกิดความต้องการในระดับขั้นที่สูงกว่าเดิมตามลาดับข้ัน
ความต้องการของ มาสโลว์ (Maslow) หรือระดับการพัฒนาจริยธรรมของโคห์ลเบิร์ก (Kohlberg)
แล้วจึงดาเนินการเปลี่ยนแปลงทาให้ผู้นาและผู้ตามไปสู่จุดมุ่งหมายท่ีสูงข้ึน (ประเสริฐ สมพงษ์ธรรม,
2538 อ้างถึงใน สมพร เมอื งแปน้ , 2548: 39 - 40)

2.2.4 ทฤษฎีภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงตามแนวคิดของเบนนิส และนานูส
(Bennis and Nanus)

เบนนิส และนานูส (Bennis and Nanus, 1985: 70) ได้ทาการศึกษาผู้นา
ระดับสูง โดยใช้เวลา 5 ปี เก็บข้อมูลโดยใช้ข้อมูลปลายเปิด บางคร้ังมีการสังเกตการณ์ ผู้นาเหล่านั้น
จะถูกถามเกี่ยวกับข้อได้เปรียบ เสียเปรียบ การตัดสินใจสาคัญในงานและเหตุการณ์สาคัญที่มีผลต่อ
ปรชั ญาหรอื การบรหิ าร ผลการศึกษาได้พบว่า คุณลักษณะท่ีมีปนระสิทธิภาพของผู้นาการเปล่ียนแปลง
มดี งั ตอ่ ไปนี้

1. พัฒนาวิสัยทัศน์ (Developing a Vision) ผู้นาแบบนี้จะรวบรวมพลังของ
บุคลากรให้มุ่งไปยังวิสัยทัศน์หรือแนวคิดท่ีปรารถนาและเป็นไปได้ขององค์กร จะขับเคลื่อนผู้ตามไปสู่
ความคดิ ทส่ี ูงส่งขึ้น เช่น เสรีภาพ สันตภิ าพ ความยุติธรรมและการทาส่ิงท่ีตนเองปรารถนาให้เปน็ ความจริง
การขาดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนจะเป็นสาเหตุของการถดถอยองค์กร วิสัยทัศน์ที่มีประสิทธิภาพต้องเหมาะสม
กบั เวลา เหมาะสมกบั องคก์ รและเหมาะสมกับบุคลากรทที่ างานในองค์กรน้นั ๆ

2. พฒั นาคาสัญญาและความเชื่อม่ัน (Developing Commitment and Trust)
ผู้นาจะต้องถ่ายทอดวิสัยทัศน์โดยการผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมขององค์กร การถ่ายทอดวิสยั ทัศน์
จะต้องทาด้วยการจูงใจ และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่บุคคลโดยไม่ใช่ทาโดยการบังคับข่มขู่ คามั่น
สัญญาในการปฏิบัติตามวสิ ัยทัศน์ท่ีวางไวแ้ สดงให้เห็นถึงความเชื่อถือที่ผู้ตามมีต่อผู้นา ดังน้ัน ผู้นาท่ีผู้
ตามไม่เชื่อถือมักจะล้มเหลวในการนาวิสัยทัศน์ไปสู่ความสาเร็จ ความเช่ือถือเกิดจากความเช่ียวชาญ
ในการทางานของผู้นา ความคงเส้นคงวาในการกระทาและคาพูดของผู้นา ผู้นาซึ่งเปลี่ยนไปมามักจะ
ทาลายความเชอื่ ถือและความม่ันใจของผู้ตาม

27

3. ส่งเสริมการเรียนรู้ภายในองค์กร (Facilitating Organizational Learning)
ผู้นาท่ีมีประสิทธิภาพจะค้นหาวิธีการมากมายในการพัฒนาทักษะ และเพิ่มพูนความรู้ซ่ึงได้รับจาก
ประสบการณ์ ท่ีมีทั้งความสาเร็จและความล้มเหลว ผู้นาจะฝึกฝนการคิด พิจารณาและทดสอบ
แนวความคิดของตนเอง โดยดูจากเพื่อนร่วมงานและผู้เชี่ยวชาญภายนอกองค์กร ผู้นาจะส่งเสริม
การเรียนรู้ให้กับบุคลากรขององค์กร โดยการสนับสนุนผู้ใต้บังคับบัญชาในการวางแผนระยะยาว
และให้การสนับสนุนการสัมมนาเพ่ือพัฒนาทักษะในการวางแผนและการรับรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง
และแนวโน้มของสภาพแวดล้อมในอนาคต

จากการท่ีนักวิชาการต่าง ๆ ได้ให้แนวคิดเก่ียวกับภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลง
พอจะสรุปได้ว่า ภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารน้ัน จะต้องมีพฤติกรรมแห่งการเป็นผู้นาที่มี
ความสามารถใช้คุณลักษณะที่สาคญั ของตนในการบริหารงาน สามารถจูงใจและสรา้ งแรงบันดาลใจ
ให้แก่ลูกน้องในการทางานให้บรรลุเปา้ หมายขององค์การ ซ่ึงผู้วิจัยใช้ทฤษฎีผู้นาการเปลี่ยนแปลงของ
บาส (Bass, 1999: 9 - 32) มาเป็นแนวทางในการแสดงออก ดังน้ี

1. ประพฤติตนเป็นแบบอย่างสาหรบั ครู ผบู้ ริหารจะเป็นท่ียกย่อง เคารพ นับถือ
ศรัทธาไว้วางใจและทาให้ครูเกดิ ความภาคภมู ใิ จ

2. ประพฤตใิ นทางที่จงู ใจใหเ้ กดิ แรงบันดาลใจกับครโู ดยการสร้างแรงจงู ใจ
3. กระตุ้นผ้ตู ามใหต้ ระหนักถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขน้ึ ทาใหค้ รูมีความต้องการ
หาแนวทางใหมม่ าแกป้ ัญหาในหนว่ ยงาน
4. ให้การดูแลเอาใจใส่ผ้ตู ามเปน็ รายบุคคล และทาใหค้ รูรสู้ ึกมีคณุ ค่าและรู้สึกมี
ความสาคัญ
2.3 องคป์ ระกอบของภาวะผนู้ าการเปลี่ยนแปลง
องค์ประกอบของภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงท่ีตามแนวคิดของ บาส และอโวลิโอ
(Bass and Avolio. 1994: 124 - 125) มีดังน้ี
1. การมอี ทิ ธิพลอยา่ งมีอุดมการณ์ (Idealized Influence or Charisma Leadership: II)
หมายถึง การท่ีผู้นาประพฤติตัวเป็นแบบอย่างให้กับผู้ตาม ทาให้ผู้ตามเกิดความรู้สึกชื่นชม ศรัทธาใน
ความน่านบั ถือ ประทับใจ มีความจงรักภักดี เกิดความคล้อยตาม เห็นดว้ ยโดยง่าย เพือ่ ทีจ่ ะปฏิบัติตน
ตามอย่างผู้นา ซ่ึงเป็นบุคลิกลักษณะท่ีผู้นาทุกคนต้องมีอยู่ในตัวและเป็นปัจจัยท่ีสาคัญท่ีสุดที่จะต้องมี
ในตัวผู้นาทุกคนและบุคลิกเหล่านจี้ ะอยู่ในตัวผู้นาตลอดเวลา และจะมีบทบาทสาคัญในการแก้ปัญหา
เมอื่ เกิดวิกฤตหรอื นาการเปลย่ี นแปลงไปส่คู วามสาเร็จไปได้ด้วยดี
2. การสร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration Motivation: IM) หมายถึง การที่ผู้นาจะต้อง
ประพฤติตนในทางท่ีจะจูงใจให้ผู้ตามเกิดแรงบันดาลใจภายในกับผู้ร่วมงาน และสร้างให้เกิดความหมาย
และความท้าทายในการทางาน กระตุ้นให้เกิดการทางานเป็นทีม ทางานอย่างมีชีวิตชีวา มีการแสดงออก
ซ่ึงความกระตือรือร้นโดยการสร้างเจตคติทีด่ ีและการคิดในทางบวก ผู้นาต้องสร้างภาพของอนาคตท่ีดี
เพื่อสื่อความหวังที่ต้องการอย่างชัดเจน ผู้นาจะต้องแสดงออกถึงความผูกพันต่อเป้าหมาย และวิสัยทัศน์
ร่วมกัน ต้องแสดงความเชื่อม่ันและให้เห็นความต้ังใจอย่างแนว่ แน่ท่ีจะใช้ความสามารถของทุกคนร่วมกัน
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้โดยมองข้ามผลประโยชน์ของตนเอง และคานึงถึงผลประโยชน์ขององค์กร
เป็นสาคัญ

28

3. การกระตุ้นทางปัญญา (Intellectual Stimulation: IS) หมายถึง ผู้นาต้องใช้
ความรู้ความสามารถของตนในการกระตุ้นให้ผู้ตามเกิดการตื่นตัว ตระหนักถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
ในหน่วยงาน ได้พยายามใช้ความคิดของตนเองวิเคราะห์ พิจารณาส่ิงต่าง ๆ ใช้สติในการแก้ปัญหา
หรือเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ รู้จักคิดทบทวน รู้จักการหาแนวทางในการแก้ปัญหาด้วยวิธีการใหม่ ๆ
โดยการรวบรวมความคดิ จากประสบการณ์ จนิ ตนาการ ความเชอื่ คา่ นยิ มของตนเอง ทีม่ ีจะทาให้ผู้ตาม
เกิดความรอบคอบเข้าใจ มองเห็นปัญหา เกิดความคิดที่ว่าปัญหาเป็นสิ่งท้าทาย ผู้นาต้องเปิดโอกาส
ให้ผู้ตามได้รู้จักแก้ปัญหาด้วยตนเอง รวมถึงการให้เหตุผลในการเลือกวิธกี ารแก้ไขปัญหานั้น ๆ ผู้นา
จะต้องให้ความสนใจข้อเสนอแนะและสิ่งที่ผู้ตามพูด ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความมั่นใจ และภาคภูมิใจ
ในตัวผตู้ ามได้มากขึ้นด้วย

4. การคานึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล (Individualized Consideration: IC) หมายถึง
ผู้นาจะคานึงถึงความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคลในด้านความจาเป็นและความต้องการ การประพฤติปฏิบตั ิ
ของผู้นาต้องแสดงให้เห็นว่ายอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้นาจะต้องมีวิธีการที่จะสนองตอบ
ความต้องการของผู้ตามแต่ละคน ให้ความเอาใจใส่ในความรู้สึกนึกคิดของผู้ตาม และผู้นาจะต้องมี
ความสามารถในการรับรู้ความแตกต่างระหว่างของความต้องการ ความรู้ ความสามารถ ทักษะ
ประสบการณ์ของผู้ตามแต่ละคน เพ่ือท่ีจะได้เลือกสิ่งจูงใจที่เหมาะสม การที่ผ้นู าจะรับรู้ความต้องการ
หรือความรู้สึกของผู้ตามได้น้ัน ผู้นาจะต้องสร้างความคุ้นเคย เอาใจใส่ คอยให้การสนับสนุน ส่งเสริม
และคอยช่วยเหลือเท่าท่ีจาเป็น เพ่ือให้ผู้ตามเกิดการพัฒนาความสามารถด้วยตนเอง ให้โอกาสในการ
เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพิ่มเติม และใช้ความรู้ความสามารถนั้นในการทางานอย่างเต็มที่ ถ้าผู้ตามพบปัญหา
อุปสรรคผู้นาจะต้องคอยเป็นพ่ีเล้ียง คอยให้คาปรึกษาช่วยเหลือและช้ีแนะแนวทางที่เหมาะสม ผู้นา
ควรแสดงความพึงพอใจ ชมเชย ให้ความไว้วางใจเมื่อผู้ตามทางานได้ดี ประสบความสาเร็จตามเป้าหมาย
ท่ีกาหนดไว้ นอกจากนี้ผู้นาต้องมีการติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการ
ปฏิบัติงานจากผ้ตู าม และมสี ่วนชว่ ยใหป้ ระสบความ สาเรจ็ มากย่ิงขนึ้

จากการศึกษาองค์ประกอบของผู้นาการเปล่ียนแปลงตามแนวคิดของบาส และอโวลิโอ
(Bass and Avolio) ทาให้สรุปได้ว่า ผบู้ ริหารทม่ี ีภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลง จะต้องเป็นผู้ท่มี ีพฤติกรรม
ทางด้านการแสดงออกที่เป็นแบบอย่างท่ีดี มีความน่านับถือ ให้ผู้ตามเกิดความไว้วางใจ เช่ือมั่น
มีความสามารถในการสรา้ งแรงจูงใจ กระตนุ้ ให้ผ้ตู ามเกิดความกระตือรือรน้ ในการทางาน มเี จตคติท่ีดี
คิดในแง่บวก กระตุ้นผู้ตามให้เกิดปัญญาในการแก้ไขบัญหาโดยให้ทุกคนได้ค้นหาแนวทางใหม่ ๆ
ในการหาคาตอบ ให้ความสาคัญแก่ผู้ตามอย่างต้ังใจและมีความเข้าใจถึงความแตกตา่ งระหว่างบุคคล
ให้โอกาสทุกคนได้ร่วมกันทางาน สรา้ งทีมงาน สร้างบรรยากาศทดี่ ีในการทางาน ยอมรับฟังความคิดเห็น
ของทุก ๆ คน ใหก้ าลงั ใจและชื่นชม เพอื่ ใหเ้ กิดความสาเรจ็ ในงานตามที่ได้ตัง้ เปา้ หมายไว้

2.4 องค์ประกอบของภาวะผู้นาการเปลยี่ นแปลงของผู้บริหารท่ีใชเ้ พือ่ พัฒนาคุณภาพ
ชีวิตของนักเรยี นท่ีมคี วามบกพร่องทางสตปิ ัญญาโรงเรยี นแพร่ปญั ญานกุ ลู จงั หวัดแพร่

องคป์ ระกอบของภาวะผู้นาการเปลย่ี นแปลงของผู้บรหิ ารทีผ่ ู้วจิ ัยไดน้ ามาใช้ในการบริหาร
เพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวติ ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปญั ญา โรงเรยี นแพร่ปัญญานุกูล จังหวดั แพร่
ในครั้งน้ี ก็มีความสอดคล้องกันกับแนวคิดของ บาส และอโวลิโอ (Bass and Avolio) เช่นกัน ซ่ึงประกอบ
ไปด้วย

29

1. การเป็นแบบอย่างท่ีดี หมายถึง การประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่
บคุ ลากรทุกคนในหน่วยงาน ทง้ั ในดา้ นการทางาน และเร่ืองส่วนตัว วางตนให้น่าเคารพนับถือ นา่ ศรัทธา
ไว้วางใจ ทาให้บุคลากรในหน่วยงานเกิดความภาคภูมิใจเม่ือได้ร่วมงานด้วยกัน วางตนอยู่ในศีลธรรมอันดี
มีคุณธรรมจริยธรรมที่สูง หลีกเล่ียงการใช้อานาจ ตาแหน่งหน้าที่ในการแสวงหาผลประโยชน์เพ่ือตนเอง
หลีกเลยี่ งใชอ้ ารมณ์ท่ไี ม่เหมาะสมกับทุกคน

2. การสร้างแรงจูงใจ หมายถึง การปฏิบัติตนไปในแนวทางที่สร้างแรงจูงใจให้กับ
บุคลากรในหน่วยงาน เพอ่ื กระตุ้นให้เกิดความกระตือรือร้นในการทางาน มคี วามทุ่มเท เสียสละ อทุ ิศตน
ให้กับการทางาน มองเห็นงานเป็นสิ่งที่ท้าทายที่ต้องทาให้เกิดความสาเร็จ ทางานอย่างมีเป้าหมาย
รว่ มสร้างวิสัยทัศน์มองภาพอนาคตของงานใหช้ ดั และหาแนวทางไปใหถ้ ึงจดุ หมายทีว่ างไวร้ ่วมกัน

3. การกระตุ้นใช้ให้เกิดปัญญา หมายถึง การกระตุ้นให้บุคลากรในหน่วยงานได้เกิด
ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา อุปสรรคในการทางาน ด้วยการทดสอบวิธีเก่าเพื่อนาไปสู่วิธีการ
หรือแนวทางใหม่ ๆ เพื่อหาข้อสรุปใหม่ที่ดีกว่าเดิม ส่งเสริมให้บุคลากรในหน่วยงานมีความฝัน และ
จินตนาการในการทางานและการแก้ไขปัญหา จงู ใจและสนับสนนุ ความคิดริเรมิ่ ใหม่ ๆ มองเหน็ ปัญหา
หรืออุปสรรคเป็นสิ่งที่ท้าทาย เพ่ือหาแนวทางแก้ไขสู่ความสาเร็จให้ได้ ก่อให้เกิดแนวความคิด องค์ความรู้
ทเี่ ปน็ ระบบ

4. การดูแลเอาใจใส่ผู้ตามรู้คุณค่าและความสาคัญ หมายถึง การคานึงถึงในความ
แตกต่างระหว่างบุคคล ทุกคนมีความรู้ ความสามารถ และทักษะในการทางานที่แตกต่างกัน การรวม
ความแตกตา่ งคือจุดแข็งของการทางาน ทจี่ ะนาสู่ความสาเร็จ ความแตกตา่ งของบุคคลทาให้เกิดแนวทาง
การทางานท่ีหลากหลาย ทาให้เกิดทีมงานที่เข้มแข็ง การให้ความสาคัญการรู้คุณค่าและการสร้าง
ความสัมพันธ์เป็นรายบุคคลทาให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเห็นความหมาย และคุณค่าของตนเองทาให้เกิด
ความรบั ผดิ ชอบ มุ่งม่ันในการทางานเพือ่ ใหเ้ กดิ ความสาเร็จ

5. มคี วามเขา้ ใจและมีเจตคตทิ ดี่ ีต่อนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปญั ญา หมายถึง
การมีความรู้ ความเข้าใจในสภาพความพิการของนักเรียน โดยมีความเช่ือมั่นว่า นักเรียนทุกคน
สามารถที่จะพัฒนาได้ นักเรียนทกุ คนมีศักยภาพของตนเองในการเรยี นรู้พฒั นา มีเจตคติที่ดีต่อนักเรียน
ท่ีพิการ ไม่รังเกียจที่จะใกล้ชิดสัมพันธ์ ให้การดูแลเอาใจใส่ด้วยความรัก ความเมตตา มีความปรารถนาดี
ค้นหาแนวทางในการพฒั นา ฟ้ืนฟู เพ่ือใหน้ กั เรียนเกดิ ทกั ษะในการดาเนินชวี ิต ประจาวันได้ดว้ ยตวั เอง
มีทกั ษะในการช่วยเหลอื ตนเอง มที ักษะอาชพี ทถี่ นดั สามารถพ่งึ พาตนเองไดไ้ มเ่ ป็นภาระแก่ผู้อน่ื

3. แนวคิดในการบริหารนโยบายและแผนการพัฒนาการจัดการศกึ ษา
นโยบายทีก่ าหนดขน้ึ ในองค์กรหรือหนว่ ยงานใด ๆ นน้ั ก็เพือ่ เป็นแนวคิดในการดาเนนิ งาน

เพื่อสนองความต้องการ หรือความประสงค์ของบุคคลในองค์กร หรือหน่วยงานนั้น และลักษณะของ
นโยบายก็จะสอดคล้องกับความเช่อื และวัฒนธรรมขอองค์กรหรือหน่วยงานนนั้ องค์กร/หน่วยงานทม่ี ี
รูปแบบการบริหารงานโดยยึดหลักของความเป็นประชาธิปไตย นโยบายที่กาหนดขึ้นมักจะไดข้ ้อมูล
และมีการกล่ันกรองข้อมูลจากบุคคลหลายฝ่าย และหากองค์กร/หน่วยงานใดท่ีมีรูปแบบการบริหาร
แบบอัตตาธิปไตย นโยบายที่กาหนดก็มักจะทาข้ึนเพ่ือสนองความต้องการของบุคคลบางกลุ่มเท่านั้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือกลุ่มบริหาร และข้อมูลของนโยบายมักจะได้จากเหตุผลของคนกลุ่มเดียว
อย่างไรก็ตามไม่ว่าองค์กร หรือหน่วยงานจะมีลักษณะการบริหารงานในรูปแบบใดและเป็นเช่นไร

30

การกาหนดนโยบายย่อมต้องมีขั้นตอนและเป็นกระบวนการอันนามาซึ่งนโยบาย (Policy) และแผน
(Strategy) ในการดาเนินงานที่ถูกต้อง มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์ของการบริหาร
และนโยบายท่ีกาหนดขึ้นจะต้องเป็นที่รับทราบ และยอมรับจากบุคคล ฝ่ายภายในหน่วยงาน และ
ต้องไดร้ ับการผสมผสานเข้าดว้ ยกันให้เป็นแนวทางกว้าง ๆ เพื่อการตัดสินใจในการปฏิบัติงานท่ีเราเรียกว่า
นโยบายในการบรหิ ารงาน

3.1 ความหมายของนโยบายและแผนการพัฒนาการจดั การศกึ ษา
คาว่า นโยบาย และแผนการพัฒนา ได้มีนักวิชาการได้ให้ความหมายไว้หลายประการ

ในท่นี ผี้ ูว้ ิจัยขอกลา่ วถึงความหมายทอ่ี ้างไวใ้ น ตมั้ คาพว่ ง (2558: 3) ดังน้ี
“นโยบาย” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายความว่า

“หลักและวิธีปฏิบัติ ซึ่งจะถือเป็นแนวดาเนินการ” หรือกล่าวอย่างเข้าใจได้ง่ายข้ีน นโยบาย หมายถึง
ทิศทาง หรือเป้าหมายในการดาเนินงานขององค์กรซ่ึงจะนาไปสคู่ วามสาเรจ็ ในการบรหิ ารงานขององค์กร

คาว่า “แผนการพัฒนา” ไม่มีบัญญัติไว้ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.
2525 แต่มคี าใกล้เคียง คือ คาว่า “แผนการ” ซง่ึ เปน็ คานามหมายความว่า “แผนตามทก่ี าหนดไว้”

คาว่า “แผนงาน” หากแปลความหมายโดยใช้ควบคู่กับคาว่านโยบายและแผนงาน
จึงหมายถึง แนวทาง หรือวิธีการทางานเพ่อื ใหเ้ กดิ ผลสาเรจ็ ตามนโยบายท่กี าหนดไว้

นอกจากน้ีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2554: ออนไลน์) ยังได้กล่าวถึงความหมาย
ของนโยบายและแผนการพัฒนา ไว้ว่า นโยบาย (Policy) และแผนการพัฒนา (Strategy) เป็นคาท่ีมี
ความหมายใกล้เคียงกันมาก เปน็ สง่ิ ทบ่ี ่งชีถ้ ึงความต้ังใจของผ้บู ริหารวา่ ควรจะทา หรือไม่ควรทากิจกรรม
หนึ่งกิจกรรมใดในอนาคต หรือในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนั้น และเป็นแนวคิดอันจะนาไปสู่
การดาเนินงานท่ีมีประสทิ ธิภาพ โดยเป็นที่ยอมรับกันว่าหน้าท่ีอันสาคัญประการแรกของผบู้ ริหาร คือ
การกาหนดนโยบาย หรือแผนการพฒั นาในการบริหารงาน ซ่ึงนโยบาย และแผนการพัฒนาจะเป็นตัว
ทท่ี ศิ ทางและขอ้ มลู ในการวางแผน กล่าวคือ

1. นโยบายและแผน ย่งิ ได้รบั การพัฒนา หรือจัดทาโดยความละเอียดรอบคอบ และ
เป็นท่ีเข้าใจโดยชัดเจนมากเพียงใด ย่อมทาให้การวางแผนเป็นไปอย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ
มากเพียงน้ัน

2. นโยบายและแผน เป็นยุทธการ (Tactics) อันสาคัญในการดาเนินงานใหเ้ ป็นไป
ตามแผนทก่ี าหนด

3. นโยบายและแผน มีผลอนั สาคญั ต่อการบรหิ ารงานทกุ ชนดิ และทุกลักษณะงาน
คาร์ล (Carl J. Friedrich, 1963: 70) ได้กล่าวถึง นโยบายว่า คือ ข้อเสนอแนวทาง

การดาเนินงานของบุคคล กลุ่มบุคคล หรือรัฐบาล ในสภาพแวดล้อมอย่างหนึ่ง เพ่ือนาไปสู่เป้าหมาย
อยา่ งใดอย่างหนึ่ง

จากความหมาย ที่กล่าวมาจึงสรุปได้ว่า นโยบายและแผนการพัฒนา หมายถึง
การกาหนดทิศทาง หรือเป้าหมายในการดาเนินงาน ซึ่งเป็นภาพอนาคตขององค์กร หรือหน่วยงาน
โดยการกาหนดแนวทางหรือวิธีการในการทางานซง่ึ จะนามาซ่ึงความสาเรจ็ ในการบรหิ ารงานใหบ้ รรลุ
เปา้ หมายตามทนี่ โยบายกาหนดไว้

31

3.2 การกาหนดนโยบายและแผนพัฒนาองค์กร
3.2.1 การกาหนดนโยบาย
การกาหนดนโยบายขององค์กร มีขั้นตอนดังนี้ (ตมั้ คาพว่ ง, 2558: 3 - 4)
1) การสารวจข้อมลู ขององค์กร กอ่ นการกาหนดนโยบายขององค์กรผู้บริหาร

องค์กรต้องศึกษาและ สารวจข้อมูลในด้านต่าง ๆ ขององค์กรเพ่ือให้ทราบถึงปัญหาและความตอ้ งการ
ของสมาชิกในองค์กรกอ่ นดงั นี้ คอื

1.1) การร่วมกันสารวจปัญหาต่าง ๆ ขององค์กรเพื่อกาหนดเป็นนโยบาย
ในการแก้ไขปญั หา

1.2) สารวจความต้องการของสมาชิกในองค์กรว่าสมาชิกมีความต้องการ
อย่างไรบา้ ง อะไรเปน็ ความตอ้ งการหลักอะไรเป็นความต้องการรอง

1.3) จัดลาดับความสาคัญของปัญหา และความต้องการของสมาชิกในองค์กร
1.4) ศึกษาแนวทางในความเป็นไปได้ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ขององค์กร
และการดาเนนิ การตามความต้องการของสมาชกิ ในองคก์ ร
1.5) จัดลาดับความสาคัญในการสามารถแก้ไขปัญหา และความสามารถ
ในการสนองตอบความ ตอ้ งการของสมาชกิ และนาไปกาหนดเป็นนโยบายขององค์กร
1.6) กาหนดความต้องการในการพัฒนาองค์กรของผู้บริหารองค์กร และ
จัดลาดับความสาคัญความต้องการดังกล่าวเพ่ือเลอื กไปเป็นโยบายขององค์กร (กาหนดในสิ่งท่ีผู้บริหาร
องค์กรอยากทา)
2) การกาหนดนโยบายองค์กร
2.1) นาปัญหาต่าง ๆ ที่ได้สารวจและจัดลาดับความสาคัญตามข้อ 1)
มาศึกษาความเป็นไปได้ในการแก้ไข และดาเนินการโดยแบ่งนโยบายออกเป็นประเภทต่าง ๆ ตามท่ี
เก่ียวข้อง เช่น นโยบายต่อสมาชกิ นโยบายตอ่ นายจ้าง นโยบายตอ่ องคก์ รแรงงานอื่น ๆ ฯลฯ
2.2) กาหนดนโยบายเพ่ือแก้ไขปัญหาและเพื่อพฒั นาองค์กรตามลาดบั ดังน้ี

2.2.1) กาหนดนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาขององค์กร
2.2.2) กาหนดนโยบายเพื่อสนองความต้องการของสมาชกิ
2.2.3) กาหนดนโยบายเพ่ือการพัฒนาองค์กรตามความต้องการของ
ผูบ้ ริหารองคก์ ร
การกาหนดนโยบายตามลาดับการแก้ไขปัญหาและสนองความต้องการ
ของสมาชิกในองค์กรและผูบ้ ริหารองค์กรดงั กล่าว คอื เป็นการกาหนดนโยบายทีถ่ ูกต้องและมีประสิทธิภาพ
ต่อการบริหารองค์กรเป็นอยา่ งย่ิง เนื่องจากเป็นการกาหนดนโยบายที่สอดคล้องกับความต้องการของ
ทุกท่านในองคก์ ร

32

3) การกาหนดนโยบายต้องสอดคลอ้ งกับความเปน็ จรงิ ขององค์กรและสังคม
ในการกาหนดนโยบายองค์กรนั้นบริหารองค์กรต้องกาหนดนโยบายให้

สอดคล้องกับความเป็นจริงของ องค์กรและสังคมเป็นสาคัญ ความเป็นจริงขององค์กร หมายถึง
สถานะทางการเงินขององค์กรความรู้และความสามารถของบุคคลากรในองค์กร สภาพสังคมในปัจจุบัน
เช่น ขณะนี้สังคมของประเทศเป็นระบอบประชาธิปไตยการกาหนดนโยบายก็ต้องให้สอดคล้องกับ
สงั คมปจั จุบนั ไม่ใชก่ าหนดนโยบายเสมอื นกับองค์กรอยู่ในสมัยที่ประเทศเป็นเผด็จการ ความก้าวหน้า
ทางเทคโนโลยีก็เป็นปัจจัยสาคัญอีกประการหน่ึงของการกาหนดนโยบาย เช่น การกาหนดนโยบาย
ในการนาเอาเทคโนโลยมี าใชใ้ นการบริหารองคก์ ร

4) นโยบายทีก่ าหนดขน้ึ ต้องปฏบิ ัตไิ ด้จริง
ผู้บริการองค์กรต้องกาหนดนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จรงิ ไม่ใช่นโยบาย

ท่ีเกิดจากความต้องของสมาชิก และผู้บริหารองค์กรอย่างไม่มีขอบเขตจากัด หรือเป็นเรื่องที่ใหญ่
เกินความสามารถของบุคลากรในองค์กรจะกระทาได้

3.2.2 การกาหนดวางแผน
เม่ือได้มีการกาหนดนโยบายขององค์กรแล้ว จะต้องทาการกาหนดแผนงาน

ขององค์กรเพื่อเป็นแนวทางไปดาเนินงานให้เป็นไปตามนโยบายท่ีกาหนดขึ้นมา การดาเนินงานตาม
นโยบายขององคก์ รว่าจะประสบความสาเรจ็ โดยมีแนวทางในการกาาหนดแผนงานดังน้ี คอื

1) แผนงานที่กาหนดข้ึนต้องสอดคล้องกับนโยบาย เนื่องจากหลายองค์กร
เขียนแผนงานโดยไม่นาเอานโยบายมาเปน็ ตัวต้ังในการกาหนดแผนงาน หรือเอางานประจามาเขียน
เป็นแผนงาน

2) ศกึ ษานโยบายท่ีกาหนดขึ้นมาอย่างลึกซึ้ง และนานโยบายแต่ละข้อมากาหนด
ใหก้ รรมการแต่ละฝา่ ยทเ่ี ก่ยี วข้องกาหนดเป็นแผนงานในฝา่ ยนั้น

3) ควรทาการแยกแผนงานซึ่งต้องทาเป็นงานประจาตามหน้าที่ในฝ่ายออก
จากแผนงานท่ีจดั ทาข้ึนจากนโยบายอยา่ งชัดเจน

4) ต้องไม่กาหนดแผนงานจากความต้องการทาของกรรมการในฝ่ายโดยที่
แผนงาน ดังกลา่ วไมเ่ กีย่ วข้องกบั นโยบายทกี่ าหนดขึ้น

5) ต้องเป็นแผนงานท่ีสามารถปฏิบตั ิไดจ้ ริง โดยคานงึ ถงึ ความรู้ ความสามารถ
ของบุคลากรในองค์กร ปัจจัยสนับสนุนต่าง ๆ เช่น ฐานะทางการเงิน อุปกรณ์ในการดาเนินงาน และ
สภาพแวดลอ้ มอ่ืน ๆ ในองคก์ ร เชน่ ความร่วมมือของบุคลากรในองค์กร ขอ้ จากดั ของทอ้ งถน่ิ ตา่ ง ๆ

6) ควรทาการประชาพิจารณ์แผนงานในระหว่างสมาชิกในองค์กรว่าสมาชิก
เหน็ ดว้ ยหรือไม่ หรอื สมาชกิ มีข้อเสนอแนะเพิ่มเตมิ อยา่ งไร ก่อนประกาศใชแ้ ผนงานอยา่ งเปน็ ทางการ
สาหรับในเร่ืองประชาพิจารณ์แผนงานน้ัน ผูบ้ ริหารองค์กรควรตัดสินใจอย่างรอบคอบเสียก่อน หากเห็นว่า
บคุ ลากรไม่มคี วามพร้อมในการเข้าร่วมประชาพิจารณ์ก็ไม่จาเป็นต้องกระทาก็ได้

33

สาหรับขั้นตอนการกาหนดนโยบายและแผนในการพัฒนาของโรงเรยี นแพร่ -
ปญั ญานกุ ูล จังหวดั แพร่ เพ่ือใช้เป็นตวั กาหนดแนวทางในการบริหารงานเพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียน
ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญานั้น มีแนวทางของข้ันตอนในการกาหนดสอดคล้องกับที่กล่าวมาข้างต้น
โดยเร่ิมจากผู้บริหารกับบุคลากรทุกฝ่ายร่วมมือกันศึกษาสภาพปัจจุบันของโรงเรียนด้วยกระบวนการ
วิเคราะห์ SWOT ประเมินสภาพแวดล้อมภายในที่เป็นจุดแข็งหรือข้อได้เปรียบ (Strengths) จุดอ่อน
หรือข้อเสียเปรียบ (Weaknesses) ประเมินสภาพแวดล้อมภายนอกท่ีเป็น โอกาสท่ีจะดาเนินการได้
(Opportunities) และอุปสรรคหรือปัจจัยที่คุกคามการดาเนินงานของโรงเรียน (Threats) นาผลท่ีได้
จากการประเมิน วเิ คราะห์ มารว่ มกนั กาหนดเป็นนโยบาย (วิสยั ทัศน์ พนั ธกจิ เปา้ ประสงค์) ของโรงเรียน
ก่อนที่จะร่วมกันกาหนดแนวทางในการพัฒนาให้บรรลุเป้าหมายด้วยแผนการพัฒนา (แผนกลยุทธ์
แผนพฒั นาการจดั การศึกษา แผนปฏิบัติการประจาป)ี ตอ่ ไป

3.3 นโยบายและแผนพฒั นาการจัดการศกึ ษาของโรงเรยี นแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่
แผนพัฒนาการจัดการศึกษาโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ ระยะ 4 ปี (พ.ศ.

2561 - 2564) เป็นแผนยุทธศาสตร์ที่ใช้เพื่อกาหนดทิศทางในการร่วมกันดาเนินงานพัฒนาการ
จดั การศึกษาสาหรับนักเรียนท่ีบกพร่องทางสติปัญญาของโรงเรยี นให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา
ระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน พ.ศ. 2561 ซ่ึงเป็นความร่วมมือกนั ของผู้มสี ว่ นเกี่ยวข้องทุกภาคสว่ นท้ังครู
ผปู้ กครอง ชมุ ชน กรรมการสถานศึกษาขัน้ พื้นฐาน ซ่งึ ไดท้ าการวิเคราะห์บริบท สภาพการจดั การศึกษา
และวเิ คราะห์สภาพแวดล้อมต่าง ๆ เพอื่ ประเมินความต้องการทางยุทธศาสตร์ และกาหนดกรอบแนวคิด
วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ ยุทธศาสตร์ และมาตรการ เป็นทิศทางในการพัฒนาการจัดการศึกษา
ในระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2560 - 2564) และนาสู่การปฏบิ ัตใิ ห้เกดิ ผลสาเร็จตามเป้าหมายต่อไป ดงั นี้

3.3.1 ทศิ ทางการจัดการศึกษา
ปรชั ญาของโรงเรียน คอื “มนษุ ยส์ ามารถพัฒนาได้”
วิสัยทัศน์ “เป็นสถานศึกษาที่พัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียนพิการ ให้พึ่งพา

ตนเองได”้ ซึง่ สามารถนยิ ามวสิ ยั ทัศนไ์ ด้ ดงั นี้
คุณภาพชีวิตนักเรยี นพกิ าร หมายถงึ การมชี วี ิตท่ีมีความสุข ประกอบดว้ ย
1. การพัฒนาคุณภาพชีวิตทางด้านร่างกาย การให้ความสาคัญกับสุขภาพ

การออกกาลงั กายอยา่ งสม่าเสมอ และบริโภคอาหารอย่างถกู สขุ ลกั ษณะ
2. การพัฒนาคุณภาพชีวิตทางด้านอารมณ์ การสร้างเสริมสุขภาพจิตใจที่ดี

รู้จกั ควบคุมอารมณ์ โดยการพฒั นาทางดา้ นจติ ใจดว้ ยการทางานอดิเรกท่ชี น่ื ชอบ การเขา้ รว่ มกิจกรรม
สันทนาการ การฝกึ สมาธิ

3. การพัฒนาคุณภาพชีวิตทางด้านสงั คม การสร้างการยอมรับ และยกย่อง
จากสังคม ได้แก่ การเข้าร่วมกิจกรรมกับสังคม หรือหน่วยงานต่าง ๆ ใช้เวลาว่างบาเพ็ญประโยชน์
เพ่ือชุมชน

4. การพัฒนาคุณภาพชีวิตทางด้านสติปัญญา การให้การศึกษาเพิ่มทักษะ
ทางดา้ นความรใู้ ห้กับตนเอง ได้แก่ การอ่านหนังสอื การเข้ารบั การฝึกอบรมเพ่มิ พนู ทักษะความรู้ด้านต่าง ๆ
ท่จี าเปน็ ตอ่ การดารงชวี ติ

34

พ่ึงพาตนเองได้ หมายถึง ความสามารถของนักเรียนท่ีจะช่วยเหลือตนเองให้ได้
มากท่ีสุด โดยไม่เป็นภาระคนอื่นมากเกินไป เช่น การแปรงฟัน การทาความสะอาดร่างกาย การแต่งตัว
การรับประทานอาหาร การเข้าห้องน้าห้องส้วม รวมถึงการเล่นและทางานให้ประสบความสาเร็จตาม
ความสามารถของตน

อัตลักษณ์ของโรงเรียน คือ “ยิ้มได้ ไหว้เปน็ ”
ซึ่งสามารถให้คานิยามอัตลักษณ์ ได้ว่า นักเรียนโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล
จังหวัดแพร่ เป็นผู้มีจิตใจดีงาม ย้ิมแย้มแจ่มใส มีสัมมาคาราวะ นอบน้อม อ่อนโยน รู้จักสื่อสารกับผู้อื่น
ด้วยการย้มิ ไหว้ ทักทาย อยา่ งถกู ต้องเหมาะสม
เอกลกั ษณข์ องโรงเรียน
เป็นโรงเรยี นท่ีจดั การศึกษาเพ่ือพฒั นาคุณภาพชีวิตนกั เรียนพกิ าร
พันธกิจของโรงเรียน
1. จดั การศึกษาเพื่อใหผ้ ู้เรียนมีคุณภาพตามหลักสูตร และมาตรฐานการศึกษา
2. พฒั นาหลกั สตู รสถานศึกษา กระบวนการเรียนรู้และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพ
ผูเ้ รยี นอยา่ งรอบด้าน
3. พัฒนาครูและบุคลากร ให้มีความรู้ความสามารถในการจัดการศึกษา
ได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ
4. พัฒนาการบริหารจัดการศกึ ษา สง่ เสริมทุกภาคสว่ นให้มสี ่วนร่วมในการจัด
การศกึ ษา เพอ่ื ดาเนินการบรหิ ารและสามารถปฏบิ ัตงิ านตามบทบาทหนา้ ท่ีได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ
5. จดั แหลง่ เรยี นรแู้ ละสภาพแวดลอ้ มทีส่ ง่ เสรมิ ให้ผ้เู รยี นไดพ้ ัฒนาเต็มศักยภาพ
6. พัฒนาสอ่ื เทคโนโลยี ในการจัดการเรยี นการสอนให้เออ้ื ต่อการเรยี นรู้
เป้าประสงคข์ องโรงเรยี น
1. ผ้เู รียนมีคณุ ภาพตามหลักสูตรสถานศึกษา มาตรฐานการศึกษา มีทกั ษะชีวิต
และสามารถพ่งึ พาตนเองได้เพ่ิมมากขน้ึ
2. โรงเรียนมีหลักสูตรสถานศึกษา กระบวนการเรียนรู้ และกิจกรรมพัฒนา
คุณภาพผเู้ รยี นอย่างรอบด้าน
3. ครูมีความรู้ ความสามารถในการจัดการเรียนการสอน และเปน็ ครมู ืออาชีพ
4. โรงเรียนบริหารจัดการศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล บนพื้นฐานของหลัก
ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ
5. โรงเรียนได้รับการสนบั สนุนทรัพยากร ได้รับความเชื่อถือศรัทธา และได้รับ
ความพึงพอใจเพ่ิมขนึ้
6. โรงเรียนมสี อื่ เทคโนโลยี และแหล่งเรียนรู้ ที่เหมาะสมกบั ผ้เู รียน
3.3.2 แผนพฒั นาการจัดการศึกษา
กลยุทธข์ องโรงเรยี น
1. พัฒนาการจัดการเรียนการสอน กระบวนการเรยี นรู้ กจิ กรรมพฒั นาคุณภาพ
ผู้เรียน ส่งเสริมให้ผู้เรียนให้มีคุณภาพตามหลักสูตร มาตรฐานการศึกษาสาหรับนักเรียนพิการ เพ่ือนาไปสู่
การพัฒนาคุณภาพชวี ิตคนพกิ าร และสามารพ่งึ พาตนเองได้

35

2. พฒั นาครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษาท้ังระบบ ใหเ้ ป็นครูมอื อาชพี มสี มรรถนะ
เหมาะสมกับการจัดการศกึ ษาอย่างมีประสทิ ธิภาพ

3. บรหิ ารจดั การตามหลักธรรมาภิบาล ประสานความรว่ มมือกับทุกภาคส่วน
สนับสนุนให้มีการจัดสภาพแวดล้อม และการบริการที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาเต็มศักยภาพ โดยยึด
หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงเปน็ แนวทางดาเนินงาน

4. ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาสื่อ เทคโนโลยี และแหล่งเรียนรู้ ท่ีมีความเหมาะสม
กบั บริบทของผู้เรยี น

กลยุทธ์ระดบั แผนงาน
1. ยกระดับคณุ ภาพการศึกษา ใหผ้ ้เู รยี นมีความรู้และทกั ษะที่จาเป็นตามหลักสตู ร
2. ส่งเสริมกิจกรรมการเรียนการสอน พัฒนาทักษะอาชีพนักเรียน ให้สามารถ
พึง่ พาตนเองได้
3. สง่ เสริมกิจกรรมการบาบัดฟ้ืนฟู เพอ่ื พฒั นานักเรียนออทิสติก ใหม้ พี ัฒนาการ
ท่ีเหมาะสมทุกช่วงวัย
4. พัฒนาการจัดการเรียนรู้ ตามแนวทางการศึกษาวอลดอร์ฟ ให้เกิด
ประสทิ ธิภาพ
5. พฒั นาศกั ยภาพนกั เรียน เพอ่ื เตรียมความพร้อมเข้าส่ปู ระชาคมอาเซียน
6. ส่งเสรมิ กจิ กรรมนาฏศลิ ป์ เพื่ออนรุ กั ษแ์ ละแสดงออกถงึ ความเปน็ ไทย
7. ส่งเสริมสุขภาพนักเรียน กีฬา และนันทนาการ เพ่ือให้ผู้เรียนมีพัฒนาการ
ด้านรา่ งกาย มสี ุขภาวะทีด่ ี มอี ารมณ์ และมจี ติ ใจดี
8. พัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ให้มีคุณภาพ และสอดคล้องกับการ
พัฒนาคณุ ภาพชีวิตของผเู้ รียน
9. พัฒนาทักษะชีวิตนักเรียน เพื่อเป็นพื้นฐานในการดารงชีวิต และพัฒนา
ตนเองสู่สังคม
10. ส่งเสริมให้มีกิจกรรมท่ีพัฒนาให้มีคุณธรรมจริยธรรม และค่านิยมที่พึง
ประสงค์
11. พัฒนาคุณภาพบุคลากร ให้เป็นครูมืออาชีพ และยึดมั่นในหลักของ
จรรยาบรรณวชิ าชพี
12. เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานฝ่ายงาน ให้มีความถูกต้องสามารถ
ตรวจสอบได้ และเป็นแหล่งบรกิ ารทม่ี คี ุณภาพตอ่ ผู้เรียน
13. ส่งเสรมิ การมสี ่วนรว่ มในการพัฒนาสถานศึกษา ประชาสัมพันธ์ ให้โรงเรียน
เป็นทรี่ ู้จกั ของหน่วยงาน และบคุ คลภายนอก
14. พฒั นาอาคารสถานที่ และสงิ่ แวดล้อม ใหส้ ามารถเปน็ แหลง่ เรียนรู้ให้กับ
ผ้เู รียนได้อย่างมีคณุ ภาพ
15. ส่งเสรมิ การสนองงานพระราชดาริ ใหม้ ีประสิทธภิ าพ โดยยดึ หลกั ปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพยี ง

36

16. พัฒนาองค์ความรู้งานประกันคุณภาพการศึกษา แผนงาน และสารสนเทศ
อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ และเกิดประสิทธผิ ล

17. พัฒนาระบบการนิเทศภายในสถานศึกษาให้เกิดความเข้มแข็งอย่างมี
ประสิทธภิ าพและเกดิ ประสิทธิผล

18. พัฒนาคุณภาพสื่อ นวัตกรรม และแหล่งเรียนรู้ ใหเ้ กิดประโยชน์และเอื้อต่อ
ความต้องการของผเู้ รยี นมากทส่ี ดุ

ตวั ชวี้ ดั ความสาเร็จ
กลยทุ ธท์ ่ี 1
1. ร้อยละของ การดาเนินกิจกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ให้ผู้เรียน
มีความรู้ และทักษะที่จาเปน็ ตามหลักสตู ร
2. ร้อยละของ การดาเนินกิจกรรมเพื่อ ส่งเสริมกิจกรรมการเรียนการสอน
พฒั นาทักษะอาชพี นกั เรียน ให้สามารถพ่ึงพาตนเองได้
3. ร้อยละของ การดาเนินกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการบาบัดฟื้นฟู เพื่อพัฒนา
นักเรยี นออทสิ ตกิ ใหม้ พี ัฒนาการทเ่ี หมาะสมทุกช่วงวัย
4. ร้อยละของ การดาเนินกิจกรรมเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ ตามแนว
การศึกษาวอลดอรฟ์ ใหม้ ีประสิทธภิ าพ
5. ร้อยละของ การดาเนินกิจกรรมเพื่อส่งเสริมเอกลักษณ์ความเป็นไทย และ
การสื่อสารทห่ี ลากหลายด้านภาษาอาเซยี น
6. ร้อยละของ การดาเนินกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพนักเรียน กีฬาและ
นันทนาการ ให้ผู้เรยี นมพี ฒั นาการด้านร่างกาย มีสุขภาวะท่ีดี มอี ารมณ์และมีจิตใจดี
7. ร้อยละของ การดาเนินกิจกรรมเพื่อพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
ให้มีคณุ ภาพ และสอดคล้องกบั การพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ ของผเู้ รยี น
8. รอ้ ยละของ การดาเนินกิจกรรมเพ่ือพัฒนาทักษะชวี ิตนักเรียน เพ่ือเปน็ พ้ืนฐาน
ในการดารงชวี ติ และพฒั นาตนเองสสู่ ังคม
9. รอ้ ยละของ การดาเนนิ กจิ กรรมเพ่ือส่งเสริมใหน้ ักเรียนมีคุณธรรมจริยธรรม
และค่านิยมทพี่ งึ ประสงค์
กลยทุ ธท์ ี่ 2
ร้อยละของ การดาเนินกิจกรรมเพ่ือพัฒนาคุณภาพบุคลากร ให้เป็นครูมืออาชีพ
และยึดม่นั ในจรรยาบรรณวิชาชพี
กลยทุ ธ์ท่ี 3
1. ร้อยละของ การดาเนินกิจกรรมเพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพการบริหารงานฝ่ายงาน
ให้มคี วามถกู ต้อง สามารถตรวจสอบได้ และเปน็ แหลง่ บริการท่ีมีคุณภาพตอ่ ผู้เรียน
2. ร้อยละของ การดาเนินกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพัฒนา
สถานศกึ ษา ประชาสัมพนั ธ์ ใหโ้ รงเรยี นเป็นทร่ี ู้จกั ของหน่วยงาน และบุคคลภายนอก
3. ร้อยละของ การดาเนินกิจกรรมเพ่ือพัฒนาอาคารสถานที่ และสิ่งแวดล้อม
ให้สามารถเป็นแหล่งเรยี นรใู้ ห้กบั ผเู้ รียนไดอ้ ยา่ งมีคณุ ภาพ

37

4. รอ้ ยละของ การดาเนนิ กจิ กรรมเพื่อสง่ เสริมการสนองงานพระราชดาริ ใหม้ ี
ประสิทธภิ าพ โดยยดึ หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

5. ร้อยละของ การดาเนินกิจกรรมเพื่อพัฒนาองค์ความรู้งานประกันคุณภาพ
การศกึ ษา แผนงาน และสารสนเทศ อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพและเกิดประสิทธผิ ล

กลยุทธ์ที่ 4
1. รอ้ ยละของ การดาเนินกิจกรรมเพ่ือพัฒนาระบบการนิเทศภายในสถานศึกษา
ให้เข้มแขง็ อยา่ งมีประสิทธิภาพและเกดิ ประสิทธผิ ล
2. ร้อยละของ การดาเนินกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพสื่อ นวัตกรรม และ
แหลง่ เรยี นรู้ ใหเ้ กดิ ประโยชนแ์ ละเอ้ือตอ่ ความต้องการของผเู้ รยี นมากท่สี ดุ
จากกลยุทธท์ ี่ได้กล่าวมาข้างตน้ โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวดั แพร่ ไดน้ าไปสู่
การจัดทาแผนพัฒนาการศึกษา แผนปฏิบัติการประจาปี เพ่ือกาหนดโครงการ/กิจกรรมที่สนองตอบ
กับกลยุทธ์ นาไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสาเร็จตามเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้ ภายใต้
การเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานของโรงเรียนก่อนนาโครงการ/กิจกรรมนาไปสู่
การปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลต่อการพัฒนานักเรียนในด้านต่าง ๆ ตามเป้าหมายสู่การมีคุณภาพชีวิตท่ีดี
พ่งึ พาตนเองได้ ไมเ่ ปน็ ภาระแก่สงั คมในทสี่ ุด

4. แนวคิดในการบรหิ ารทรพั ยากรทางการศกึ ษา
ทรัพยากรทางการศึกษามีความสาคัญอย่างยิ่งในการบริหารจัดการศึกษาที่ทาให้สถาน

ศกึ ษาดาเนนิ การเรยี นการสอนหรือพัฒนาคนให้มีคุณภาพและไดผ้ ลตามมุ่งหมายของการจัดการศึกษา
ชว่ ยสง่ เสริมงานวิชาการให้มีคุณภาพ ชว่ ยส่งเสริมการดาเนินงานด้านอื่น ๆ ในสถานศึกษา เป็นตวั กลาง
หรือตัวกระตุน้ ท่ีทาให้กิจกรรมของสถานศึกษาดาเนนิ ไปได้ และมบี ทบาทต่อกจิ กรรม หรอื การดาเนิน
ภารกิจของสถานศึกษาท้ังด้านปริมาณและคุณภาพ ซึ่งผู้บริหารมีส่วนสาคัญในการบริหารทรัพยากร
ทางการศกึ ษาเปน็ อย่างยิง่ โดยมหี น้าทกี่ าหนดนโยบายและแผนการดาเนินงานของสถานศึกษา โดยจัด
ให้มีการจัดทาแผนงานของสถานศึกษาของตนเองขึ้น เพื่อจะได้ทราบว่าจะต้องทากิจกรรมอะไรบ้าง
พร้อมกาหนดทรัพยากรทีต่ ้องการโดยรวบรวมความต้องการด้านทรัพยากรจากแผนงาน และมีการจาแนก
หมวดหมู่ทีช่ ดั เจน

4.1 ความหมายการบริหารทรัพยากรทางการศกึ ษา
จันทรานี สงวนนาม (2551: 9 - 11) กล่าวถึงคาว่า การบริหาร สามารถใช้คา 2 คา

ทดแทนกันได้ ได้แก่ คาว่า การบริหาร (Administration) และการจัดการ (Management) แต่ใน
ความหมายที่แท้จริงคาว่า การบริหาร (Administration) จะเน้นในเร่ืองการจัดการที่เกี่ยวข้องกับ
นโยบาย และการนานโยบายไปปฏิบัติซึ่งมักจะใช้กับการบริหารงานทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ
ส่วนคาว่า การจัดการ (Management) มักจะใช้ในการงานที่เกี่ยวกับธุรกิจเอกชน แต่ทั้ง 2 คา ต่างก็มี
ความหมายที่เกี่ยวข้องกับการดาเนินงานของผู้บริหารทั้งส้ิน ดังนั้น การบริหารเป็นเร่ืองของการทา
กิจกรรมโดยผ้บู รหิ ารและสมาชิกในองค์การ เพือ่ ใหบ้ รรลุวัตถุประสงคอ์ย่างมีประสิทธภิ าพด้วยการใช้
ทรัพยากรและเทคโนโลยใี หเ้ กิดประโยชนส์ ูงสุด


Click to View FlipBook Version