The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kritsadapa Inpracha, 2020-10-28 06:07:57

งานวิจัยการพัฒนารูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่

นายพูลศักดิ์ ตุละวิภาค
ผู้อำนวยการโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่

38

ประยทุ ธ ธมมฺ จิตโต (2553: 12) ไดก้ ล่าวว่า การบรหิ าร คือ การดาเนนิ กิจการใหส้ าเร็จ
ด้วยความร่วมมือกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นกิจการเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ กิจการบ้านเมือง หรือกิจการ
ในครอบครัว

วิโรจน์ สารรัตนะ (2555: 1) ได้ให้ความหมายของ การบริหาร หมายถึง กระบวนการ
ดาเนนิ งานเพ่ือให้บรรลุเป้าหมายขององค์การอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยอาศัยหน้าที่
ทางการบริหาร อันได้แก่ การวางแผน (Planning) การจัดองค์การ (Organizing) การสั่งการ
(Commanding) การประสานงาน (Coordinating) และการควบคุม (Controlling)

คุก และออลเซ็น (Cook and Olsen, 1982: 1076) กล่าวว่า ทรัพยากร หมายถึง
ส่ิงท่ีเก่ียวข้องกับการศึกษาท้ังหมด รวมท้ังประสบการณ์ ซึ่งอาจได้รับจากชุมชนใดชุมชนหนึ่ง หรือ
หลายชุมชนที่แวดล้อมโรงเรียน ส่วนประกอบดังกล่าว ได้แก่ ธรรมชาติ ประชากร ไร่นา โรงงาน
อุตสาหกรรม กลุ่มคน องค์กรและสถาบันต่าง ๆ ตลอดทั้งโครงสร้างและกระบวนการของสังคม และ
แนวโนม้ แห่งการเปล่ยี นแปลงของสังคม

ราชบัณฑติ ยสถาน (2545: 561) ไดใ้ ห้ความหมายของคา ว่า “ทรพั ยากร” หมายถึง
ทรัพยส์ งิ่ ของท้ังปวง และคาว่า “ทรพั ย์” หมายถึง เงินตรา สมบัติ เงนิ ของมีคา่

สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติ (2553: 4) ได้ให้ความหมายทรัพยากร
เพ่ือการจัดการศึกษา หมายถึง ทรัพยากรท่ีไม่ใช่เงิน (Non Financial resources) และทรัพยากร
ทางการเงิน (Financial resources) ในความหมายแรก ทรัพยากรที่ไม่ใช่การเงินครอบคลุมปัจจัยหลัก ๆ
คือ ที่ดิน แรงงาน ทุน และการประกอบการ ตามนัยนี้ ทรัพยากรทางการศึกษาจึงรวมถึงบุคลากร ที่ดิน
อาคาร สิ่งก่อสร้าง วัสดุอุปกรณ์การเรียนการสอน และการผสมผสานการใช้ปัจจัยต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
และได้กล่าวถึงทรัพยากรทางการศึกษา ในความหมายที่แคบ ว่าคือปัจจัยนาเข้า (Input) นาไปใช้
เพื่อการจัดการศึกษาทุกระดับ และทุกประเภทภายในสังคม ซึ่งปัจจัยนาเข้าส่วนใหญ่จะเป็นรูป
ของเงนิ งบประมาณ ทัง้ ดา้ นรายจ่าย ดา้ นการลงทนุ ทรัพยากรทางการศึกษาในความหมายท่ีกวา้ ง คอื
ปัจจัยนาเข้าและกระบวนการในการแปรเปลี่ยนปัจจัยนาเข้าให้บังเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล
นอกจากนี้ทรัพยากรทางการศึกษา ยังหมายถึง ส่ิงท่ีเก่ียวข้องท้ังทางตรงและทางอ้อมกับการให้บริการ
ทางการศกึ ษา ตลอดจนวทิ ยุโทรทศั นด์ าวเทียม อินเทอร์เนต็ ทส่ี ามารถใช้ประโยชนท์ างการศึกษา

สุมาลี ศรีพุทธรินทร์ (2555: 13) กล่าวว่า ทรัพยากรทางการศึกษา คือ สิ่งต่าง ๆ
ที่ทาใหก้ ารจดั การศึกษาบรรลวุ ตั ถุประสงค์ โดยท่ัวไปทรัพยากรทางการศึกษาท่ีเปน็ พ้ืนฐานประกอบด้วย
ทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource) ทรัพยากรทางการเงิน (Money Resource) ทรัพยากรด้านวัสดุ
อุปกรณ์ (Material Resource) ทรพั ยากรการบริหารจัดการ (Management Resource) ในปัจจุบัน
มีแนวคิดสาคัญเกี่ยวกับทรัพยากรทางการศึกษาเกิดขึ้น คือทรัพยากรที่ใช้แล้วสิ้นเปลือง ได้แ ก่
ทรพั ยากรเวลา (Time Resource) ทรพั ยากรทีล่ ้าสมัยคือ ทรพั ยากรเทคโนโลยี (Technology Resource)

จากความหมายของคาวา่ “การบริหาร” และ“ทรัพยากรทางการศึกษา” ท่นี ักวชิ าการ
ได้ให้ไว้ดังกล่าวข้างต้นสรุปได้ว่า การบริหารทรัพยากรทางการศึกษา หมายถึง กระบวนการดาเนิน
งานของผู้บริหารที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นปัจจัยนาเข้าทั้งที่เป็นคน สิ่งของ และกระบวนการ ที่ถูกนา
มาใช้เพื่อการบริหารทางการศึกษา ทาให้ภารกิจของหน่วยงานสามารถดาเนินการไปสู่เป้าหมาย
ท่ีกาหนดไว้ได้

39

4.2 ประเภททรัพยากรทางการศึกษา
ประเภททรัพยากรทางการศึกษาตามแนวคิดทางด้านการบริหารทรัพยากรและ

ตามแนวคิดด้านการบรหิ าร มผี กู้ ล่าวไว้ ดังนี้
หวน พินธุพันธ์ (2554: 16) ได้จาแนกประเภททรัพยากรทางการศึกษาตามแนวคิด

ทางการบรหิ ารออกเป็น 3 แนวคิด ดังน้ี
1. ทรพั ยากรในการบรหิ ารทสี่ าคญั มีอยู่ 4 ประการ ทีร่ จู้ ักกนั ในนาม 4M’s อนั ได้แก่คน

(Man) เงิน (Money) วสั ดสุ งิ่ ของ (Materials) และการจัดการ (Management)
2. ทรพั ยากรพื้นฐานของการบริการ มี 3 ประการหรือท่ีเรียกว่า 3M’s ซง่ึ ประกอบด้วย

คน (Man) เงิน (Money) และการจัดการ (Management) โดยคิดว่าเมื่อมีเงินก็สามารถจัดซื้อจัดหา
วสั ดุได้

3. แนวคดิ ทางฝา่ ยธุรกิจเอกชน โดยแบง่ ทรพั ยากรในการดาเนินงานออกเป็น 6 ประเภท
ท่ีเรียกว่า 6M’s ประกอบด้วย คน (Man) เงิน (Money) วัสดุส่ิงของ (Materials) วิธีการ (Method)
ตลาด (Market) และเครื่องจกั รกล (Machine)

ปรีชา คัมภีรปกรณ์ (2556: 8) ได้กล่าวว่า ตามแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ เบนเดอร์
(Bender) ไดแ้ บง่ ทรพั ยากรเพอื่ การดาเนนิ กิจกรรมทางดา้ นเศรษฐกจิ ออกเป็น 4 ประเภทดว้ ยกนั คอื

1. ทรัพยากรมนษุ ย์ ได้แก่ บุคลากรทเ่ี กี่ยวข้องกบั กจิ กรรมทางเศรษฐกิจทุกระดบั
2. ทรพั ยากรทางกายภาพ ประกอบด้วย

ก. ที่ดิน (Land)
ข. เครือ่ งอานวยความสะดวก (Facilities)
ค. เครื่องมือ (Equipment)
ง. วัสดแุ ละ/หรือพลังงาน (Materials and/or energy)
3. ทรพั ยากรการเงิน ได้แก่ เงิน และสิ่งอ่ืน ๆ ทส่ี ามารถใชแ้ ทนเงนิ ได้
4. ข้อสนเทศ ประกอบดว้ ย
ก. ขอ้ มูล (Data)
ข. ความรู้ (Knowledge)
ค. ละมนุ ภณั ฑ์ (Software)
ง. อปุ กรณ์ (Hardware)
ธัชชัย จิตรนนั ท์ (2555: 16 - 17) ได้แบง่ ทรัพยากรทางการศึกษา ออกเป็น 2 ประเภท
ในความหมายที่กวา้ ง คือ
1. ทรัพยากรท่ีเป็นตัวเงิน (In cash) คืองบประมาณท่ีมาจากส่วนกลาง หรืออาจจะ
เปน็ เงินบรจิ าคในท้องถิ่น
2. ทรัพยากรที่ไม่เป็นตัวเงิน (In kind) คือทรัพยากรท่ีไม่เป็นตัวเงิน ได้แก่ บุคลากร
อาคารสถานที่ ความคิด คาแนะนา ความรว่ มมือที่ไดจ้ ากภูมิปัญญาท้องถ่ิน แหลง่ เรียนรู้ และสื่อ อุปกรณ์
วัสดตุ ่าง ๆ ที่นามาใชเ้ พื่อการจดั การเรยี นรู้

40

วิจิตร ศรีสะอ้าน และอวยชัย ชบา (2551: 8 - 9) ได้กล่าวว่าทรัพยากรพื้นฐานตาม
แนวคิดทางการบริหารน้ันมีแนวคิดแตกต่างกันออกไปหลายแนวคิดคอื แนวคิดแรกกล่าวว่า ทรัพยากร
ในการบริหารที่สาคัญมีอยู่ 4 ประการ ท่ีรู้จักกันในนามของ 4M’s ซึ่งประกอบด้วย คน (Man) เงิน
(Money) วัสดุสิ่งของ (Materials) และการจัดการ (Management) ส่วนแนวคิดที่สอง คิดว่าทรัพยากร
พื้นฐานของการบริหารนั้นมีเพียง 3 ประการ ที่เรียกกันว่า 3M’s ซึ่งประกอบด้วย คน (Man) เงิน
(Money) และการจัดการ (Management) โดยคิดว่าเม่ือมีเงินก็สามารถซื้อจัดหาวัสดุสิ่งของ (Materials)
ได้และแนวคิดท่ีสาม เป็นแนวคิดทางฝ่ายธุรกิจเอกชน โดยแบ่งทรัพยากรในการดาเนินงานออกเป็น
6 ประเภท ท่ีเรียกว่า 6M’s ประกอบด้วย คน (Man) เงิน (Money) วัสดุส่ิงของ (Materials) วิธีการ
(Method) ตลาด (market) และเครอ่ื งจักรกล (Machine)

สุมาลี ศรีพุทธรินทร์ (2555: 14) ได้กล่าวถึงทรัพยากรทางการศึกษาที่เป็นพื้นฐาน
ประกอบด้วย ทรัพยากรมนุษย์ (Human resource) ทรัพยากรทางการเงิน (Money resource)
ทรพั ยากรด้านวัสดุอุปกรณ์ (Material resource) และทรพั ยากรดา้ นการบริหารจัดการ (Management
resource)

จากแนวคดิ เก่ียวกบั ทรพั ยากรทางการศึกษาดังกลา่ วหลายแนวคดิ จะเห็นไดว้ า่ มกี าร
แบ่งประเภทของทรัพยากรแตกต่างกัน แต่หากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่ามีนักวิจัย และนักการศึกษา
หลายท่านได้แบ่งประเภทของทรัพยากรทางการศึกษาไว้ตรงกันหลายด้าน ได้แก่ คน (Man) เงิน
(Money) วัสดุสิ่งของ (Materials) และการจัดการ (Management) จึงสรุปได้ว่าทรัพยากรที่จาเป็น
ในการบริหารทางการศึกษาได้แก่ คน (Man) เงิน (Money) วัสดุสิ่งของ (Materials) และการจัดการ
(Management) ซ่ึงสอดคล้องกับคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน (2547: 79) ได้จาแนกทรัพยากรท่ี
จาเปน็ ในการบรหิ ารออกเปน็ 4 ประเภท คอื คน เงนิ วสั ดุ และการจัดการ เชน่ กนั

ในการศึกษาวิจัยคร้ังน้ี ผู้วิจัยมีความประสงค์ที่จะศึกษารูปแบบการบริหารจัดการท่ี
เหมาะสมในการจัดการศึกษาเพ่ือพัฒนานักเรยี นท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี
จงึ ไดก้ าหนดทรัพยากรท่ีใช้ในการบริหารในโรงเรยี นใหส้ อดคล้องกับแนวคิดทางด้านบรหิ ารการศึกษา
4 ด้าน คือ 1) ด้านงานบุคคล 2) ด้านงบประมาณ 3) ด้านการบริหารจัดการ 4) ด้านวัสดุอุปกรณ์
ซึ่งผู้วจิ ยั จะได้นาเสนอแนวทางในการบริหารงานในดา้ นตา่ ง ๆ ดงั กล่าว ตามลาดบั ดังน้ี

4.2.1 การบรหิ ารดา้ นงานบคุ คล
การบริหารด้านงานบุคคลในโรงเรียนศึกษาพิเศษ สังกัดสานักบริหารงาน

การศกึ ษาพิเศษ นับเป็นองค์ประกอบที่สาคัญในการบริหารงาน เพราะเป็นโรงเรียนทีจ่ ัดการเรียนการสอน
เฉพาะใหแ้ ก่คนพิการและเป็นโรงเรยี นประเภทประจา ดงั นัน้ บุคลากรท่เี ข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียน
โดยเริ่มต้ังแต่ผู้บริหารโรงเรียนต้องเป็นผู้ท่ีมีความรู้เกี่ยวกับคนพิการ มีความอุทิศตน อุทิศเวลา เสียสละ
ในหลาย ๆ เรื่อง และเป็นผู้บริหารมืออาชีพ นอกจากน้ีครูผู้สอนก็มีความสาคัญเป็นอย่างมากเพราะ
เป็นผู้ใกล้ชิดกับผู้เรียนที่เป็นคนพิการมากท่ีสุด ต้องเป็นผู้มีจิตใจท่ีดงี าม มีความเมตตา เสียสละ อดทน
อดกล้นั มจี ติ ใจรกั เด็ก เขา้ ใจในความพิการ ดงั นัน้ การคัดเลือก การสรรหา บุคลากรทจ่ี ะเข้ามาปฏิบัติ
หน้าท่ีต้องมีการคัดกรองเป็นอย่างดี (สานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ, 2559: 53) กระบวนการบริหาร
บคุ คลจึงเปน็ การจัดการบคุ ลากรทคี่ ัดเลือกเข้ามาปฏบิ ตั ิงานให้ทางานทเี่ หมาะสมกับตาแหน่ง เปน็ การ
ดาเนินการเกย่ี วกับบุคคลนับตั้งแต่การวางแผนกาลังคนในองค์กรจนกระท้ังการส้ินสุดภาระการปฏิบัติงาน
ซ่ึงไดม้ นี กั วชิ าการและนักบรหิ ารไดใ้ หท้ ศั นะเกีย่ วกับกระบวนการบริหารงานบุคคลไว้ ดังนี้

41

สุมาลี ศรพี ทุ ธรนิ ทร์ (2555: 25 - 27) ได้กล่าวถึง การบรหิ ารทรัพยากรบคุ คล
เป็นกระบวนการปฏิบตั ิที่ประกอบด้วยสว่ นทีส่ าคญั ๆ ท่เี กย่ี วพันกันโดยหน้าทีต่ ่าง ๆ ดังนี้

1. การออกแบบงานและการวิเคราะห์เพื่อจัดแบ่งตาแหน่งงาน ( Task
specialization process) คือ ขั้นตอนที่ต่อเนื่องจากการกาหนดเป้าหมายขององค์การที่จะมาถึง
ข้นั แรกของการบริหารงานบคุ คล คอื การวางแผนองคก์ าร (Organization planning) และการออกแบบงาน
(Job design) ซงึ่ ต้องทาการวิเคราะห์งาน (Job analysis) จะเป็นหัวใจสาคัญทีส่ ุดของกิจกรรมท่ีต้อง
ทาในขนั้ นี้

2. การวางแผนกาลังคน (Manpower planning process) คือ ข้ันตอนของ
การวิเคราะห์ เพื่อทราบชนิดและจานวน ตาแหน่งงานและบุคคลที่ต้องการ เพื่อจัดเป็นแผนกาลังคน
ขององคก์ าร ซึง่ จะนาไปสู่การเริม่ ต้นข้นั ตอนแรกของการหาคนมาบรรจุ

3. การสรรหาและคัดเลือกพนักงาน (Recruitment and selection process)
การมีวิธีการสรรหาบุคคล (Recruitment) ก็เพื่อให้ได้บุคคลที่พึงประสงค์ที่สุด และการมีวิธีการ
คดั เลอื กคน (Selection) ก็เพ่ือใหไ้ ด้คนท่ดี ีมคี ุณสมบัตแิ ละจานวนตรงตามทีจ่ านวนตาแหน่งงานต่าง ๆ

4. การปฐมนิเทศบรรจุพนักงานและการประเมินผลการปฏิบตั ิงาน (Induction
and appraisal - process) คือขั้นตอนท่ีต่อเนื่องจากขั้นตอนที่ 2 ท่ีจะต้องเริ่มส่งมอบคนทางานด้วย
กิจกรรมข้ันแรกสุดที่ต้องทา คือ การแนะนาเพื่อบรรจุหรือการปฐมนิเทศ (Induction or Orientation)
ซ่ึงพนกั งานใหม่จะเร่ิมเข้าทางานในช่วงแรกของการทดลองงานและเรื่อยไปจนมีการบรรจุ (Placement)
ซึง่ มปี ระสทิ ธภิ าพของระบบการบริหารบุคคลท่จี ะมีกลไกในการตดิ ตามกากับใหแ้ น่ใจ วา่ ทรัพยากรท่ีมี
อยู่น้ันมีประสิทธิภาพดีอยู่ตลอดเวลา ส่ิงที่ต้องทาเป็นระยะตามเวลาต่อเน่ืองกันก็คือ การประเมินผล
การปฏิบัติงาน (Performance evaluation) นอกจากนี้ หลังจากที่ได้ทราบผลการ ปฏิบัติงานแล้ว
เพื่อการส่งเสริมและแก้ไขปัญหาอันอาจเกิดข้ึนจากความแตกต่างของประสิทธิภาพ การปฏิบัติงาน
ก็จะต้องดาเนนิ การโดยมีการเลอื่ นข้ันโยกย้ายหรอื ลดตาแหน่ง

5. การอบรมและพัฒนา (Training and development process) คือ ขั้นตอน
ที่เป็นหน้าท่ีสาคัญที่ต้องมีอยู่ตลอดเวลาทุกขณะที่มี (Training) และการพัฒนา (Development) ซ่ึง
หมายถึง กิจกรรมหรือหน้าที่งานทางการบริหารบุคคลที่จัดทาขึ้น มุ่งที่จะให้มีการเสริมความรู้
ความสามารถ ตลอดจนความชานาญให้มีขึ้นในตัวพนักงาน เพื่อที่จะให้แน่ใจได้ว่าคุณภาพของตัว
พนักงานจะไม่ ตกต่าลงเพราะผลอันสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงในปัจจัยต่าง ๆ โดยเฉพาะ
ทางด้านเทคนิค วิธีการผลิต และเงื่อนไขของปัจจัยสภาพแวดล้อมอื่น ตลอดจนการช่วยใหพ้ นักงาน
มีความเตบิ โต ก้าวหน้าทนั โลก

6. การจ่ายผลตอบแทน (Compensation process) คือ กิจกรรมทางด้าน
การหาวิธีและทาการจ่ายผลตอบแทนพนักงานด้วยผลประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานได้รับความพอใจ
สมเหตุสมผลและเพียงพอในระดับที่จะสามารถสร้างแรงจูงใจขึ้นในตัวพนักงาน ซึ่งจะส่งผลให้เกิด
กาลังใจที่ดี และทาให้ผลผลิตสูงข้ึน งานเหล่าน้ีก็คืองานที่เกี่ยวกับการบริหารค่าจ้างเงินเดือนตลอดจน
ผลประโยชนต์ อบแทนอน่ื ๆ

42
7. การทานุบารุงรักษาด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และแรงงานสัมพันธ์
(Health, Safety, Maintenance, Process and labor relations) เพื่อการรักษาสัมพันธภาพที่ดี
ระหวา่ งพนักงานและบริษัท การตอ้ งคอยดแู ลท้ังเร่ืองสุขภาพอนามัย และความปลอดภัยยอ่ มเป็นงาน
อีกด้านหนึ่งที่ต้องคานึงถึงและมีแผนงานและวิธีปฏิบัติทางด้านนี้ครบตามสมควร ทั้งนี้ก็เพื่อการมี
ผลประโยชนร์ ่วมกันทั้งสองฝา่ ย ซงึ่ กิจกรรมทจี่ ะมีไว้นี้ก็เพื่อคอยป้องกนั แก้ไข และเสริมสร้างความสัมพันธ์
ท้ังด้านการดูแลเอาใจใส่ตามปกติและการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนายจ้างและพนักงาน
ตลอดเวลาจะตอ้ งสรา้ งความมีระบบของการเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายให้ตงั้ บนฐานที่มีความหวงั ดีและ
เจตนาทด่ี ตี ่อกัน ทั้งน้ีก็เพอ่ื ความราบรืน่ ในการอยรู่ ว่ มกัน
8. การใชว้ นิ ยั และการควบคุม ตลอดจนการประเมนิ ผล (Discipline, Control
and evaluation process) ในข้ันน้ีก็คือการต้องมีการรักษากติกาด้วยวิธีการดาเนินการทางวินัยท่ีถูกต้อง
เพื่อป้องกันการเสียหายและให้ความเป็นธรรมแก่พนักงาน ซ่ึงกย็ ่อมหมายถึงการต้องมีกลไกในการควบคุม
ติดตาม และประเมินผลประสิทธิภาพของระบบการบริหารงานบุคคลให้ครบถ้วนทุกหน้าท่ีงาน และ
ทุกขอบเขตของกิจกรรม ทั้งน้ีก็เพ่ือวัตถุประสงค์ในด้านความสาเรจ็ ผลทางด้านการบริหาร ทรัพยากร
บคุ คลทส่ี มบูรณ์แบบใหด้ ีอยู่ตลอดเวลาน่ันเอง ในท่ีน่ี การต้องคอยวิจัยค้นคว้า และพฒั นาเทคนิควิธีการ
ท่ใี ชใ้ หม้ ปี ระสิทธภิ าพยงิ่ ข้ึนกต็ อ้ งกระทาเปน็ ประจาดว้ ย
นพพงษ์ บญุ จติ ราดลุ ย์ (2557: 37) กลา่ วถึง การบรหิ ารด้านบุคคลมี 4 ประการ
ดงั น้ี
1. การสรรหาและการคัดเลือกบุคลากร หมายถงึ กระบวนการสรรหาด้านบุคคล
ภายนอก หรอื การเลือกด้านบุคคลคนภายในเข้ารับตาแหน่งเป็นครู เริ่มตั้งแต่การวางแผนกาลังด้านบุคคล
การสรรหา การเลอื กสรร การบรรจุแตง่ ตัง้ การทดลองปฏิบัติงาน
2. การธารงรักษาบคุ คล หมายถงึ การทจี่ ะทาใหบ้ ุคคลในโรงเรียนทางานด้วย
ความเตม็ ใจ ตามกาลงั ความสามารถ เร่ิมต้งั แต่ การปฐมนิเทศ การจดั บคุ คลเข้าทางาน การนิเทศงาน
การประเมินผล การปฏบิ ัติงาน การพจิ ารณาความดคี วามชอบ การเสริมสรา้ งวนิ ยั และการรอ้ งทกุ ข์
3. การพัฒนาบุคคล หมายถึง การทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงในหน้าที่
ประกอบด้วย การประชุมปฏบิ ัติการ การอบรมสมั มนา การศกึ ษาดงู าน การศกึ ษาตอ่
4. การให้พ้นจากงาน หมายถึง การให้คนในโรงเรียนออกจากหน้าท่ีการเป็นครู
ประกอบด้วย การลงโทษทางวินัย การลาออก การลาสิกขา โรงเรียนบอกเลิกสัญญาจ้าง ถึงแก่กรรม
การเกษยี ณอายุ ตลอดจนทพุ พลภาพ
สุจินต์ สว่างศรี (2554: 33) ได้สรุปว่าการบริหารงานบุคคลในโรงเรียน
การศึกษาพิเศษควรมีขอบข่าย ดังน้ี
1. การวางแผนอัตรากาลงั และกาหนดตาแหน่ง การสรรหา การบรรจแุ ละแต่งตั้ง
ใหส้ อดคล้องกบั ระเบยี บวิธีปฏิบัตขิ องสานกั งบประมาณ และสานักบรหิ ารงานการศกึ ษาพเิ ศษ
2. บารุงรักษาบุคลากร ให้มีขวัญกาลังใจ ให้สามารถปฏิบัติงานได้ด้วยความ
เตม็ ใจอย่างเต็มกาลังความสามารถ
3. เสริมสร้างประสิทธิภาพด้วยการพัฒนาบุคลากรที่เป็นระบบให้เป็นครู
การศึกษาพิเศษมอื อาชีพ
4. มีการส่งเสริมเร่ืองวนิ ัย การรักษาวินัย ประเมนิ ประสทิ ธิภาพการปฏิบัติงาน
เมอื่ ไม่สามารถพฒั นาไดต้ ้องปรบั ให้ออกจากงาน

43
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ 3)
พ.ศ. 2553 มาตรา 27 ใหผ้ ู้บรหิ ารสถานศึกษา มีอานาจและหน้าที่ ดงั ต่อไปนี้ (ราชกจิ จานเุ บกษา, 2553)
1. ควบคุม ดูแลใหก้ ารบรหิ ารงานบุคคลในสถานศึกษาสอดคล้องกับนโยบาย
กฎ ระเบยี บ ข้อบงั คบั หลกั เกณฑ์ และวธิ ีการตามท่ี ก.ค.ศ. กาหนด
2. พิจารณา เสนอความดีความชอบของข้าราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา
ในสถานศึกษา
3. สง่ เสริม สนบั สนุนข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา
ใหม้ กี ารพฒั นาอย่างตอ่ เนื่อง
4. จัดทามาตรฐาน ภาระงานสาหรับขา้ ราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา
5. ประเมินผลการปฏิบัติงานตามมาตรฐานของข้าราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษา
จากทัศนะเก่ียวกบั การบริหารทรัพยากรบุคคลจากนกั วิชาการ และนกั บริหาร
ท่ีกล่าวไว้ข้างต้น สรุปได้ว่า การบริหารทรัพยากรบุคคลน้ันเป็นกระบวนการท่ีเก่ียวข้องกับการดาเนินงาน
ดา้ นบคุ คลในหน่วยงาน หรอื องค์กรอันไดแ้ ก่
1. การวางแผนอัตรากาลัง อันได้แก่ การวิเคราะห์งาน การจัดกลุ่มงาน
การกาหนดตาแหนง่ กาหนดความตอ้ งการ ภายในหนว่ ยงานหรอื องคก์ ร
2. การสรรหาและคดั เลือก เปน็ กระบวนการใหไ้ ด้มาซง่ึ บุคคลตามการวางแผน
อัตรากาลัง โดยวิธีการสรรหา ซ่ึงได้แก่ การเสนอความต้องการกาลังคนเข้ามาทางานด้วยการชักชวน
การประกาศทางส่ือมวลชน เพื่อชักชวนให้ตนเข้ามาสมัครในตาแหน่งท่ีต้องการ และวิธีการคัดเลือก
คือ การจัดสรรคนที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ท่ีต้องการด้วยวิธีการรับสมัครแล้วดาเนินการคัดเลือกด้วย
วธิ ตี า่ ง ๆ เชน่ การสอบ การสัมภาษณ์ เปน็ ต้น
3. การใหค้ า่ ตอบแทน บารุงรกั ษาบุคคล ไดแ้ ก่การกาหนดอัตราเงินค่าตอบแทน
รายวัน หรอื รายเดือน การใหส้ วัสดกิ ารแก่บุคลากรในหนว่ ยงาน เช่น กรณีเจบ็ ป่วย การเดนิ ทาง ค่าเช่าบา้ น
หรืออื่น ๆ เพอื่ ใหบ้ คุ ลากรเกดิ ขวัญกาลังใจท่ีดใี นการปฏบิ ัตงิ าน
4. การพฒั นาบุคคล เป็นการเพิม่ ประสทิ ธภิ าพในการปฏบิ ัติงานของบุคลากร
ในหน่วยงานหรือองค์กรให้เกิดความรู้ความสามารถ ความชานาญในงานที่ปฏิบัติ เช่น การประชุม
การฝึกอบรม สมั มนา เป็นต้น
5. การให้บคุ คลพ้นจากงาน เป็นการดาเนินการทางด้านวนิ ัย หรือการพิจารณา
โทษกรณีทบี่ ุคคลกระทาผิดกฎ ระเบยี บของหน่วยงานหรือองค์กร รวมทงั้ ถึงการให้ออกจากงานในกรณี
ท่หี มดสญั ญาจา้ งของลูกจา้ งชว่ั คราวในหน่วยงานราชการต่าง ๆ
4.2.2 การบรหิ ารงบประมาณ
การบริหารงบประมาณในหน่วยงานเป็นการวางแผนการใช้งบประมาณ และ
สินทรัพย์ โดยการบริหารจดั การและการวางแผน รวมทั้งการระดมทรัพยากร การรายงายผลการใช้
งบประมาณ เพ่ือความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามกิจกรรม แผนงาน
โครงการที่หน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมกันกาหนดไว้ให้เกิดประสิทธิภาพและยังประโยชน์สูงสุดตอ่
การบริหารภารกิจ (พรพรรณ อินทรประเสริฐ, 2550: 71) โดยจะต้องปฏิบัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์
วิธีการและกาหนดระยะเวลาของงบประมาณ ซ่ึงจะครอบคลุมถึงภารกิจที่ต้องดูแลเรื่องการใช้เงิน
ตามทไี่ ดร้ บั งบประมาณมาแลว้ ในประเดน็ ตอ่ ไปน้ี (เกตุมณี แซงบุญเรือง, 2557: 41)

44

1. การเสนอของบประมาณ
2. การใช้จา่ ยงบประมาณ
3. แผนควบคุมงบประมาณ
4. การประเมินผลการบรหิ ารงบประมาณ
นอกจากนี้ สานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (2554: 3) ยังได้กล่าวว่า
กระบวนการบริหารงบประมาณตามระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐ เป็นเครื่องมือสาคัญที่ใช้ใน
การบริหาร งานงบประมาณ ดาเนินการได้เฉพาะหน่วยงานท่ีได้จัดสรร เป็นหน่วยงานท่ีรับผิดชอบใน
การบรหิ ารดา้ นการเงนิ ได้ปรับเปลีย่ นการปฏิบตั ิงานด้านงบประมาณมาเป็นการใชร้ ะบบอิเลก็ ทรอนิกส์
เพ่ือลดข้ันตอนการปฏบิ ัติงาน ซ่งึ เปน็ เครื่องมือสาคัญในการวิเคราะห์ กากับ ติดตาม และตรวจสอบข้อมูล
การเงินทถ่ี กู ตอ้ งแมน่ ยาและทนั ต่อการตดั สนิ ใจ ซึ่งเปน็ กระบวนการหน่งึ ท่ตี อบสนองพนั ธกจิ
สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (2552: 36 - 37)
กล่าวถึง กระบวนการบริหารด้านงบประมาณว่ามีแนวการดาเนนิ การ ดงั น้ี
1. ปรับระบบงบประมาณ เป็นงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน (Performance
Based Budgeting) เพอ่ื ให้การจัดสรรงบประมาณสัมพันธก์ บั ผลผลติ
2. ปรับระบบการจัดสรรงบประมาณจากอุปทานหรือสถานศึกษาเป็นหลัก
(Supply Side) มาเป็นการจัดสรรที่เน้นอุปสงค์ หรือผู้เรียน (Demand Side) และมีระบบ เช่น
คูปองการศกึ ษา เพ่ือให้ผเู้ รียนเลอื กรบั บริการตามความตอ้ งการ
3. ใช้มาตรการทางภาษีอากรเพื่อส่งเสริมและจูงใจการมีส่วนร่วมในการบริหาร
จัดการศกึ ษา และระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษาและเรียนรู้
4. ใช้เครื่องมือทางการเงินโดยผ่านการจัดสรรงบประมาณ เพื่อเป็นกลไก
ความแตกต่าง เพื่อยกระดบั ภาพและมาตรฐานการศกึ ษา
แนวทางในการดาเนินการดังกล่าวจะต้องมุ่งตอบสนองเจตนารมย์แห่ง
พระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. 2542 แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545 ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ
และเน้นการบริหารท่ีใช้โรงเรียนเป็นฐานตามโครงสร้างการ กระจายอานาจ เพ่ือตอบสนอง
วัตถปุ ระสงคแ์ ละเป้าหมายในการจดั การศกึ ษา จึงกาหนดหลักการบรหิ ารทรพั ยากรการศึกษาไว้ ดงั นี้
1. หลกั ความเป็นธรรม (Equity) เพอ่ื ให้ทุกคนได้รับโอกาสโยเทา่ เทยี มกัน
2. หลักประสิทธิภาพและประสิทธิผล (Efficiency and Effectiveness)
บรหิ ารจัดการทรพั ยากรโดยคานึงถงึ ความมปี ระสทิ ธภิ าพ และประสิทธิผลในการบรหิ าร
3. หลักความพอเพียง (Adequacy) บริหารทรัพยากรโดยอาศัยหลักของ
ความพอเพยี งมิใหเ้ กดิ ปัญหาในด้านการขาดแคลนจนทาให้ไมส่ ามารถบริหารงานได้
4. หลักการกระจายอานาจ (Decentralization) เพ่ือความเป็นอิสระคล่องตัว
ของสถานศึกษาในการบรหิ ารงาน เมื่อกาหนดนโยบาย แนวทางแล้วจึงควรใหท้ ุกฝ่ายที่รบั ผิดชอบงาน
ได้มีโอกาสได้มีอานาจในการตัดสินใจในการบริหารงบประมาณต่อทรัพยากรประเภทต่าง ๆ ของตนเอง
เพื่อให้สอดคล้อง สนองตอบความต้องการ และความจาเป็นของผ้เู รียนและจดั การศึกษาให้มีคุณภาพ
ได้มาตรฐานได้

45

5. หลักเสรีภาพ (Freedom of Choice) การให้ผู้เรียนมีสิทธิเลือกเข้าเรียน
ในสถานศึกษาได้ตามความต้องการ สถานศึกษาจะต้องแข่งขันกันพัฒนาคุณภาพ และมาตรฐาน
การจัดการศกึ ษาที่สนองตอบความต้องการของผเู้ รียน

6. หลกั การปฏิบตั ิไดจ้ ริง (Practicality) การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากร
ด้านอื่น ๆ ที่นามาปฏิบัติต้องมีรูปแบบวิธีการคานวณที่สามารถอธิบายให้ทุกฝ่ายเข้าใจได้ ไม่ยุ่งยาก
ซับซ้อน สามารถคาดการณ์และตรวจสอบได้ตามความจาเป็นในการบริหารจัดการทรัพยากรบริหาร
สถานศกึ ษา

การบริหารงบประมาณของโรงเรียนการศึกษาพิเศษนั้นมีความจาเป็นอย่างมาก
เพราะการจัดการศึกษาพิเศษจะต้องใช้งบประมาณจานวนมาก เพราะเป็นโรงเรียนประเภทประจา
เป็นการจดั การศกึ ษาแบบให้เปล่า โดยผปู้ กครองนักเรียนไม่ต้องเสียค่าใชจ้ ่ายใด ๆ ดงั นัน้ กระบวนการ
บริหารจัดการโรงเรียนศกึ ษาพิเศษจะขาดงบประมาณไม่ได้ เพราะสภาพอาคารสถานที่ สิ่งแวดล้อม
ต้องปลอดจากอุปสรรค ทุกสิ่งทุกอย่าง โรงเรียนจะต้องจัดหาให้นักเรียน ฉะนั้น การบริหารงบประมาณ
ของโรงเรียน จึงต้องมุ่งเน้นความเป็นอิสระในการบริหารจัดการให้มีความคล่องตัว โปร่งใส ตรวจสอบได้
ยึดหลักการบริหารแบบมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ และบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานให้มีการจัดหา
ผลประโยชน์จากทรัพย์สินของโรงเรียน รวมถึงจัดหารายได้จากการบริการมาใช้บริหารจัดการเพื่อ
ประโยชน์ทางการศึกษา ส่งผลให้เกิดคุณภาพท่ีดีขึ้นต่อผู้เรียน (สานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ,
2556: 29) ดังนั้น กระบวนการบริหารงบประมาณในโรงเรียนจึงเป็นเคร่ืองมือที่สาคัญที่จะทาให้
การปฏิบัติงานในด้านงบประมาณ ท่ีได้รับการจัดสรรเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการท่ีถูกต้อง และ
เปน็ ไปตามแผนการใช้จา่ ยเงนิ งบประมาณ ใหก้ ารปฏิบัติงานเป็นไปตามเป้าหมาย

สรุปได้ว่า กระบวนการบริหารงบประมาณ เป็นแนวทางสาหรับการปฏิบัติงาน
ในด้านงบประมาณท่ีได้รับการจัดสรร ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการท่ีถูกต้อง และเป็นไปตามแผน
การใช้จ่ายเงินงบประมาณ เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามเป้าหมาย การบริหารจัดการท่ีมีประสิทธิภาพ
มีประสิทธิผลเท่าเทียมกัน จะส่งผลให้การจัดการศึกษามีคุณภาพได้มาตรฐานตามเป้าหมายของ
การจดั การศึกษา

4.2.3 การบรหิ ารจดั การ
การบริหารการจัดการเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะ ความรู้ ความสามารถ วิธีการ

เทคนิคการจัดการ รวมถึงการวางแผนในการจัดสรรทรัพยากรปัจจัย ให้เพียงพอกับความต้องการ
ภายใต้ข้อกาหนดของขอบเขตของงาน งบประมาณ ระยะเวลาและคุณภาพ โดยการใช้ทรัพยากรท่ีมี
อยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและมีประสิทธภิ าพ บนพ้ืนฐานของต้นทุนในการดาเนินงานที่ต่าและใชเ้ วลา
น้อยที่สุด และในแต่ละโครงการประสบผลสาเร็จได้ตามเป้าหมายน้ันทรัพยากรทางด้านวัสดุ และอุปกรณ์
ถือว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อกระบวนการในการดาเนินงาน การเปลี่ยนแปลง หรือความผันแปร
ที่เกี่ยวกับวัสดุและอุปกรณ์จะก่อให้เกิดผลกระทบต่องาน (สันติ ชินานุวัติวงศ์, 2557) จึงต้องอาศัย
กระบวนการในการบรหิ ารจัดการทมี่ ีประสิทธิภาพในทุก ๆ ดา้ นเพ่ือให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามเป้าหมาย
ซึ่งกระบวนการบริหารจัดการนั้นถือเป็นแนวทางสาหรับการปฏบิ ัตงิ านดา้ นการบริหารงานการจัดการ
ในการปฏิบัติงานจึงต้องคานึงถึงความรู้ที่ต้องการใช้ในการปฏิบัติงานน้ัน ๆ ดังมีนักการศึกษาและนักวิจัย
กล่าวถงึ ไว้ ดงั นี้

46

วิจารณ์ พานิช (ออนไลน์: 2555) กล่าวว่า กระบวนการการบริหารการจัดการ
ต้องพัฒนาความรู้ความเชี่ยวชาญให้สอดคล้องกับสภาพสังคมท่ีเปล่ียนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และ
สถานการณ์ท่มี ผี ลกระทบซึง่ การบริหารจะตอ้ งมีการวางแผนการปฏิบัตงิ านทุกระยะ ต้องมกี ารปรับแผน
เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย มีการกาหนดผลสัมฤทธ์ิของงานท่ีเป็นความจริง ดังน้ันต้องมีการพัฒนาความรู้
เพ่ือให้เป็นองคก์ ารแหง่ การเรยี นรู้อยา่ งสมา่ เสมอ มีแนวการดาเนนิ การพฒั นา ดังน้ี

1. ตอ้ งสรา้ งระบบให้สามารถรับร้ขู า่ วสารไดอ้ ยา่ งกว้างขวาง
2. ต้องสามารถปรับประมวลผลความรู้ในด้านต่าง ๆ เพ่ือนามาประยุกต์ใช้
ในการปฏิบตั ิไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง รวดเรว็ และเหมาะสมกับสถานการณท์ ม่ี กี ารเปลย่ี นแปลงไป
3. ต้องมีการส่งเสริมและพัฒนาความรู้ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์ และ
ปรับเปล่ียน ทัศนคติ เพื่อให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าท่ีให้เกิดประโยชน์สูงสุด
และมีคณุ ธรรม
4. ต้องมีการสร้างความมีสว่ นร่วมให้เกิดการแลกเปลีย่ นความรซู้ ่ึงกันและกนั
เพอื่ นามาพัฒนาใช้ในการปฏิบัติงานรว่ มกันอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ
กูลิกค์ (Gulick,1936 cited in Bartol et al., 1998: 20) นักวิชาการ
ทางการบริหารในยุคทศั นะด้ังเดิม (Classical Viewpoint) ได้จาแนกกระบวนการบริหารการศึกษา
ที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการที่รู้จักกันดีในตัวอักษรย่อที่ “POSDCORB” จนกลายเป็นคัมภีร์ของ
การจัดการองค์กรในยคุ ตน้ ของศาสตร์การบรหิ าร ออกเปน็ 7 หนา้ ท่ี คอื
1. การวางแผน (Planning: P) หมายถึง การเตรียมการไว้ล่วงหน้าก่อน
ลงมือปฏบิ ตั ิ
2. การจัดการองค์การ (Organizing: O) หมายถึง การวางโครงสร้างการทางาน
ในองค์การใหส้ ามารถปฏิบัตงิ านให้บรรลุตามวตั ถปุ ระสงค์ที่กาหนดไว้
3. การจัดคนเข้างาน (Staffing: S) หมายถึง การจัดบุคคลท่ีคุณสมบัติเหมาะสม
กับตาแหน่งหน้าที่ให้รับผิดชอบงานในตาแหน่ง เป็นภารกิจเกี่ยวกับบุคลากรทั้งหมดในเรื่องเกี่ยวกับ
การสรรหา การฝกึ อบรม ตลอดจนการสร้างสภาพแวดลอ้ มของการทางานท่ีดี
4. การสั่งการ (Directing: D) หมายถึง กิจกรรมที่เป็นภาระหน้าที่สาคัญ
ของผบู้ ริหารทจี่ ะตอ้ งทาการตดั สินใจ สั่งการ ออกคาสั่ง และควบคมุ การทางาน
5. ความร่วมมือ (Coordinating: Co) หมายถึง ภาระหน้าท่ีในการเช่ือมโยง
ส่วนต่าง ๆ ของงานเข้าด้วยกัน เพ่ือให้บรรลุเป้าหมายท่ีต้ังไว้ พยายามสร้างระบบการติดต่อส่ือสาร
การสรา้ งกล่มุ ทางาน
6. การรายงาน (Reporting: R) หมายถึง การรายงานถึงสภาพการปฏิบัติงาน
ให้ผู้บังคับบัญชาทราบ เป็นการแสดงถึงข้อเท็จจริง ปัญหา และอุปสรรค ในการดาเนินงาน ตลอดจน
การชี้แจงหรอื ประชาสมั พันธ์ผลการปฏบิ ตั ิงานของหน่วยงาน
7. งบประมาณ (Budgeting: B) หมายถึง การศึกษาถึงการใช้จ่ายเงินในการ
บรหิ ารงานงบประมาณ รวมตลอดถงึ การวางแผน การคลงั การทาบญั ชี และการควบคุม เพ่ือใหม้ ีการ
ใช้จ่ายเงินตรงตามเป้าหมายของการบริหารที่กาหนดไว้ และนอกจากนี้ วิโรจน์ สารรัตนะ (2555: 42)
ได้กล่าวถึงว่า กระบวนการบริหารจัดการในทานองสอดคล้องกันกับแนวคิดการบริหารจัดการของ Gulick
แตม่ เี พยี ง 4 ประการ ดงั นี้

47

1. การวางแผน (Planning)
2. การจดั องค์การ (Organizing)
3. การนา (Leading)
4. การควบคุม (Controlling)
อุไรวรรณ ปฐมบูรณ์ (2556: 37) ได้สรุป กระบวนการบริหารจัดการ ว่า คือ
หลักการบริหารงานในสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีความสามารถในเรื่องของกระบวนการ
บริหารในงานองค์กร ประกอบด้วย การวางแผน กาหนดเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ขององค์กร
การกาหนดขอบเขตอานาจหน้าที่และการมอบหมาย การควบคุมงาน การประสานงาน การประเมิน
ผลการดาเนินงาน การรายงานผล การดาเนินงาน การวางแผนปรับปรุงและพัฒนางานโครงสร้างท่ี
ชัดเจนสามารถปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมาย เพื่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด และสามารถนามา
ประยกุ ต์ใชใ้ นการปฏบิ ตั ิงานไดอ้ ยางรวดเรว็ และเหมาะสมกบั สถานการณ์
จากแนวคิดดงั กล่าวสรุปได้ว่า กระบวนการบรหิ ารจดั การ เปน็ แนวทางในการ
บริหารองค์การของผู้บริหารนามาใช้เพ่ือให้การดาเนินงานขององค์กรบรรลุตามเป้าหมาย โดยต้องอาศัย
ประสบการณ์ ความรู้ความสามารถในด้านต่าง ๆ ท้ังด้านการวางแผน การจัดการองค์กร การบริหาร
งานบุคคล การสั่งการ การสร้างเครือข่าย การรายงานผลการปฏิบัติงาน และการบริหารงบประมาณ
ให้เกิดประสิทธิภาพ รวมทั้งมีทักษะในการนากระบวนการบริหารจัดการในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ไป
ประยุกต์ใชใ้ หเ้ ข้ากับสถานการณ์ท่ีเผชญิ ทงั้ ในปจั จบุ นั และทคี่ าดการวา่ จะเกิดขึน้ ในอนาคต
สาหรับการบริหารจัดการของโรงเรียนแพรป่ ัญญานุกูล จังหวัดแพร่ ในการพัฒนา
คุณภาพชีวิตนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาซึ่งเป็นภาระงานที่หนัก ต้องอาศัยความมุ่งมั่น
ทุ่มเทของบุคลากร การนากระบวนการบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานแนวคิดทางการบริหาร
และการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นให้สถานศึกษาเป็นองค์กรหลักในการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ
โดยประกอบดว้ ย
1. จัดทาวิสยั ทัศน์ พันธกจิ เป้าประสงค์ แผนงานโครงการ ยทุ ธศาสตร์ โดยมี
จุดเน้นด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาและการมีส่วนร่วมของ
บคุ ลากรทุกฝา่ ย
2. กาหนดโครงสร้างการบริหารงานครอบคลุมกับภารกิจของโรงเรียน และ
กาหนดบทบาทหนา้ ทีต่ ามสายบังคบั บญั ชา
3. การมีบทบาทเป็นผู้อานวยความสะดวก เป็นผู้นา และผู้สนับสนุน และ
สรา้ งแรงจงู ใจในการปฏิบตั ิงาน
4. การนาระบบการนิเทศภายในมาใช้เปน็ กลยุทธ์ในการพฒั นาคนและพฒั นางาน
5. กระจายอานาจความรับผดิ ชอบและการตัดสินใจให้ทมี งาน เนน้ การบริหาร
แบบมสี ่วนร่วมและบริหารโดยองค์คณะบคุ คล

48

นอกจากน้ียังได้นาระบบการประกันคุณภาพการศึกษา (Quality Assurance)
มาเป็นส่วนหนึ่งของการบริหาร ซึ่งถือว่าเป็นกลไกท่ีสาคัญมากประการหนึ่งท่ีจะขับเคลื่อนการพัฒนา
คุณภาพนักเรียนให้ดาเนินไปอย่างต่อเน่ือง และสร้างความม่ันใจได้ว่าสถานศึกษาสามารถจัดการศึกษา
ให้มีคุณภาพได้ตามมาตรฐานที่กาหนด ผู้สาเรจ็ การศึกษามีความรู้ ความสามารถ และมีคุณลักษณะ
ที่พึงประสงค์ตามที่หลักสูตรกาหนดและที่สังคมต้องการ ซึ่งมีกระบวนการในการดาเนินการตาม
กฎกระทรวงว่าด้วยการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. 2561 ข้อ 3 ที่กาหนด ให้สถานศึกษาแต่ละแห่ง
จัดใหม้ รี ะบบการประกันคุณภาพการศกึ ษาภายในสถานศึกษา ดังนี้ (ราชกิจจานเุ บกษา, 2561: 3)

1. กาหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษา
แต่ละระดับ และประเภทการศึกษาท่ีรฐั มนตรีวา่ การกระทรวงศกึ ษาธิการประกาศกาหนด

2. จัดทาแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาท่ีมุ่งคุณภาพตาม
มาตรฐาน การศึกษา

3. ดาเนนิ การตามแผนท่กี าหนดไว้
4. จดั ให้มีการประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา
5. ติดตามผลการดาเนินการ เพอ่ื พัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน
การศึกษา
6. จดั สง่ รายงานผลการประเมินตนเอง ใหแ้ กห่ น่วยงานต้นสังกัด หรอื หนว่ ยงาน
ทกี่ ากับดูแลสถานศึกษาเป็นประจาทุกปี
4.2.4 การบริหารวัสดอุ ุปกรณ์
1) งานพสั ดุ

พัสดุ หมายถงึ ส่งิ ของ ท่ดี นิ บา้ นเรอื น (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน.
2545: 581) ส่วนระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ 2535 ได้ให้ความหมายของพัสดุว่า
หมายถึง วัสดุ ครุภัณฑ์ ที่ดิน และสิ่งก่อสร้างที่กาหนดไว้ในหนังสือการจาแนกประเภทรายจ่าย
ตามงบประมาณ ของสานักงบประมาณ การพัสดุ หมายถึง การซ้ือ การจ้าง การซ่อมแซมบารุงรักษา
การจัดทาเอง การแลกเปลี่ยน การเช่า การยืม การควบคุม และการดาเนินการอื่น ๆ ที่กาหนดไว้
ในระเบยี บสานักนายกรัฐมนตรี วา่ ดว้ ยการพัสดุ พ.ศ. 2535 หมวด 1 ขอ้ 5

2) ครุภณั ฑ์
ครภุ ณั ฑ์ สามารถจาแนกตามความแตกต่างออกได้ ดงั น้ี
2.1) วัสดสุ ้ินเปลือง หมายถงึ สงิ่ ของเมื่อโดยสภาพเมื่อใช้แล้วย่อมสิ้นเปลือง

หมดไปเองหรือแปรสภาพ หรือไม่คงสภาพเดิมอีกต่อไป เช่น ยางลบ หมึกโรเนียว น้ามนั ฯลฯ
2.2) วสั ดุถาวร หมายถงึ สิ่งของทีม่ ีลกั ษณะคงทนถาวรแต่มีอายุการใช้

งานท่จี ากดั เชน่ เคร่ืองเยบ็ กระดาษ กรรไกร มีด พลวั่ ขวาน ฟตุ บอล ไมป้ ิงปอง บาสเกตบอล ฯล
2.3) ครุภัณฑ์ หมายถึง สง่ิ ของ หรอื ของใช้ท่ีมีลกั ษณะคงทนถาวร บางอย่าง

มีอายกุ ารใชง้ านจากัด เช่น โต๊ะ ต้เู กบ็ เอกสาร พมิ พ์ดดี โทรทัศน์ ฯลฯ

49

3) ที่ดินและส่ิงกอ่ สรา้ ง
3.1) ที่ดิน หมายถึง พื้นที่และบริเวณโรงเรียนเป็นเจ้าของตามระเบียบ

ทว่ี า่ ดว้ ยราชพสั ดุ
3.2) สิ่งก่อสร้าง หมายถึง อาคารและสิ่งก่อสร้างข้ึนในท่ีดินของโรงเรียน

สาหรับงานด้านพัสดุมีขอบข่ายในการดาเนินงาน คือ วัสดุควบคุมโดยการลงบัญชีครุภัณฑ์ควบคุม
โดยการลงทะเบียน ทดี่ ินและสงิ่ ก่อสร้าง ควบคุมโดยนาข้นึ ทะเบียนท่ีราชพัสดุงานท่ีสาคัญในด้านพัสดุ
การจัดหา การซ้ือ การจ้าง การจัดทาเอง และการแลกเปล่ียนการควบคุม ลงบัญชี ลงทะเบียน และ
การเบิก-จ่ายพัสดุ การจาหน่ายกรณีชารุด บกพร่อง เสียหาย และหาผู้รับผิดชอบทางแพ่งการตรวจสอบ
ประจาปี

ในปัจจุบันมีการนาสื่อเทคโนโลยี มาใช้ในการจัดเก็บ สร้าง และสื่อสาร
สนเทศ เพื่อการจดั การศึกษาใหม้ ปี ระสิทธภิ าพมากข้นึ ดังน้ัน พสั ดุ ครภุ ัณฑ์ จึงครอบคลมุ เทคโนโลยตี ่าง ๆ
ที่เก่ียวข้องกับการบันทึก จัดเก็บ ประมวลผล ค้น คืน ส่งและรับข้อมูล ซ่ึงรวมถึง ที่ใช้ในกระบวนการ
ข้างต้น เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลบันทึก เป็นต้น รวมทั้งระบบท่ีควบคุมการทางานของ
อุปกรณ์เหล่านี้ เช่น ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสาร ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่จาเป็น
สาหรบั การจัดการศึกษา เนื่องจากสื่อในการเรียนรู้เป็นตัวช่วยใหผ้ ู้เรยี นเกดิ การเรียนรู้ ทเี่ ร็วขึน้ เกิดทักษะ
ในการแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ ครูและผู้บริหารสถานศึกษาจึงมีหน้าที่รับผิดชอบช่วยดูแลให้ สิ่งเหล่าน้ี
มีอย่างเพียงพออยู่ในสภาพใช้งานได้และใช้ส่ือเหล่าน้ี เป็นส่วนช่วยให้เกิดการถ่ายทอดเนื้อหาความรู้
ได้อย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ และการบริหารวัสดุและอุปกรณ์ซึ่งเป็นการจัดการทรัพยากร
ทางการศึกษา การกาหนดนโยบายและวางแผน การวิเคราะห์การใช้ ความต้องการการแสวงหาทรัพยากร
การลงทะเบยี นและแจกจา่ ยวัสดุ การประเมนิ การใชว้ ัสดุ และการปรบั ปรุง ดังน้นั กระบวนการบริหาร
วัสดุและอุปกรณ์จงึ จาเป็นตอ้ งดาเนนิ การให้ได้ประโยชน์และคมุ้ คา่ สูงสดุ

ราชกิจจานุเบกษา. (2560: 65 - 70) ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วย
การจัดซ้ือจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 หมวด 9 ได้กล่าวถึงการบริหารพัสดุมีขั้นตอน
ดังน้ี

1. การเก็บและการบันทึก เมื่อได้รับมอบพัสดุแล้ว ให้ดาเนินการลงบัญชี
หรือลงทะเบยี นเพ่ือควบคุมพสั ดุ โดยแยกเป็นชนิด ประเภท และแสดงรายการของพัสดุ จดั ใหม้ ีหลักฐาน
การรับเข้าบัญชีหรือทะเบียนไว้ประกอบรายการ พร้อมกับเก็บรักษาพัสดุให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
ปลอดภยั และครบถว้ นถูกตอ้ งตรงตามบัญชี

2. การเบิกจ่ายพัสดุ เพ่ือนาพัสดุท่ีได้ลงบัญชี หรือลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว
ไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ ซ่ึงผู้จ่ายพัสดุจะต้องตรวจสอบความถูกต้องของใบเบิก และเอกสาร
ประกอบ (ถา้ มี) แล้วลงบญั ชี หรอื ทะเบียนทกุ ครั้งท่มี กี ารจา่ ย

3. การใหย้ ืม หรือนาพสั ดุไปใช้ในกิจการเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ให้ผู้ยืม
ทาหลักฐานการยมื เป็นลายลกั ษณ์อักษรแสดงเหตุผลและกาหนดวนั สง่ คืน โดยมหี ลกั เกณฑ์ ดงั ตอ่ ไปนี้

3.1 การยืมระหว่างหน่วยงานของรัฐ จะต้องได้รับอนุมัติจากหัวหน้า
หน่วยงานของรฐั ผูใ้ ห้ยืม

50
3.2 การให้บุคคลยืมใช้ภายในสถานที่ของหน่วยงานของรัฐเดียวกัน
จะต้องได้รับอนุมัติจากหัวหน้าหน่วยงานซ่ึงรบั ผดิ ชอบพัสดนุ ้ัน แต่ถ้ายืมไปใช้นอกสถานท่ีของหน่วยงาน
ของรัฐจะต้องได้รับอนมุ ตั จิ ากหวั หน้าหนว่ ยงานของรฐั

ผู้ยืมพัสดุประเภทใชค้ งรูปจะต้องนาพัสดนุ ้ันมาส่งคืนใหใ้ นสภาพท่ใี ช้
การไดเ้ รยี บร้อย หากเกดิ ชารุดเสยี หาย หรือใช้การไม่ได้ หรือสูญหายไป ใหผ้ ยู้ ืมจัดการแก้ไขซ่อมแซม
ให้คงสภาพเดิม โดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง หรือชดใช้เป็นพัสดุประเภท ชนิด ขนาด ลักษณะ และ
คณุ ภาพ อย่างเดยี วกัน หรือชดใช้เป็นเงนิ ตามราคาท่เี ปน็ อยู่ในขณะยืม

3.3 การยืมพัสดุประเภทใช้ส้ินเปลอื งระหวา่ งหนว่ ยงานของรัฐ ให้กระทา
ได้เฉพาะเม่ือ หน่วยงานของรัฐผู้ยืมมีความจาเป็นต้องใช้พัสดุน้ันเป็นการรีบด่วน จะดาเนินการจัดหา
ได้ไม่ทันการ และหน่วยงานของรัฐผู้ให้ยืมมีพัสดุน้ัน ๆ พอท่ีจะให้ยืมได้โดยไม่เป็นการเสียหายแก่
หน่วยงานของรัฐ ของตน และให้มีหลักฐานการยมื เป็นลายลกั ษณ์อักษร ทั้งนี้ โดยปกติหน่วยงานของ
รฐั ผูย้ มื จะต้อง จดั หาพสั ดุเปน็ ประเภท ชนดิ และปริมาณเช่นเดยี วกันสง่ คนื ให้หนว่ ยงานของรัฐผูใ้ หย้ ืม

3.4 เม่ือครบกาหนดยืม ให้ผู้ให้ยืม หรือผู้รับหน้าที่แทนมีหน้าที่ติดตาม
ทวงพัสดทุ ีใ่ หย้ ืมไป คนื ภายใน 7 วนั นบั แต่วนั ครบกาหนด

4. การบารุงรักษา หน่วยงานของรัฐจะต้องจัดให้มีผู้ควบคุมดูแลพัสดุที่อยู่ใน
ความครอบครองให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา โดยให้มีการจัดทาแผนการซ่อมบารุง
ท่ีเหมาะสมและระยะเวลาในการ ซ่อมบารุงด้วย ในกรณีที่พัสดุเกิดการชารุด ให้หน่วยงานของรัฐ
ดาเนินการซ่อมแซมให้กลับมาอยูใ่ นสภาพ พร้อมใชง้ านโดยเรว็

5. การตรวจสอบพัสดุประจาปี ภายในเดือนสุดท้ายก่อนสิ้นปีงบประมาณ
ของทกุ ปี ให้หัวหนา้ หนว่ ยงานของรฐั หรอื หวั หน้าหน่วยพสั ดแุ ตง่ ตง้ั ผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบพัสดุ
ซ่ึงมิใช่เป็นเจ้าหน้าที่ตามความจาเป็น เพื่อตรวจสอบการรับจ่ายพัสดุในงวด 1 ปีที่ผ่านมา และตรวจนับ
พัสดุประเภทที่คงเหลืออยู่เพียงวันสิ้นงวดนั้น ว่าการรับจ่ายถูกต้องหรือไม่ พัสดุคงเหลือมีตัวอยู่ตรง
ตามบัญชี หรือทะเบียนหรือไม่ มีพัสดุใดชารุด เสื่อมคุณภาพ หรือสูญไปเพราะเหตุใด หรือพัสดุใด
ไม่จาเป็นต้องใช้ในหน่วยงานของรัฐต่อไป แล้วให้เสนอรายงานผลการตรวจสอบดังกล่าวต่อผู้แต่งต้ัง
ภายใน 30 วันทาการ นับแต่วันเร่มิ ดาเนนิ การตรวจสอบพัสดนุ ้ัน

6. การจาหน่ายพัสดุ หลังจากการตรวจสอบแล้ว พัสดุใดหมดความจาเป็น
หรือหากใชใ้ นหนว่ ยงานของรฐั ตอ่ ไปจะสิน้ เปลืองค่าใชจ้ ่ายมาก ใหเ้ จา้ หน้าที่เสนอรายงานต่อหัวหน้า
หน่วยงานของรฐั เพ่อื พจิ ารณา ส่ังให้ดาเนนิ การตามวิธกี ารอย่างหน่งึ อยา่ งใด ดงั ตอ่ ไปน้ี

6.1 ขายให้ดาเนินการขายโดยวิธีทอดตลาดก่อน แตถ่ า้ ขายโดยวธิ ีทอดตลาด
แล้วไม่ได้ผลดี ใหน้ าวธิ ที ีก่ าหนดเกี่ยวกับการซอ้ื มาใชโ้ ดยอนุโลม เว้นแตก่ รณี ดงั ตอ่ ไปน้ี

1) การขายพัสดุครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาซื้อ หรือได้มารวมกันไม่เกิน
500,000 บาท จะขายโดยวธิ ีเฉพาะเจาะจงโดยการเจรจาตกลงราคากันโดยไม่ตอ้ งทอดตลาดก่อนก็ได้

2) การขายให้แก่หน่วยงานของรัฐ หรือองค์การสถานสาธารณกุศล
ให้ขายโดยวธิ ีเฉพาะเจาะจงโดยการเจรจาตกลงราคากัน

3) การขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์เคล่ือนท่ี แท็บเล็ต
ให้แก่เจ้าหน้าที่ ของรัฐท่ีหน่วยงานของรัฐมอบให้ไว้ใช้งานในหน้าท่ี เมื่อบุคคลดังกล่าวพ้นจากหน้าท่ี
หรืออุปกรณ์ดังกล่าว พ้นระยะเวลาการใช้งานแล้ว ให้ขายให้แก่บุคคลดังกล่าวโดยวิธีเฉพาะเจาะจง
โดยการเจรจาตกลงราคากัน

51

4) การแลกเปล่ียน ดาเนินการตามวิธีการแลกเปล่ียนที่กาหนดไว้ใน
ระเบียบ

5) โอน ให้โอนแก่หนว่ ยงานของรัฐ หรือองค์การสถานสาธารณ ทง้ั นี้
ให้มีหลกั ฐานการสง่ มอบไวต้ ่อกันดว้ ย

6) แปรสภาพ หรือทาลาย ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่หน่วยงาน
ของรฐั กาหนด

6.1) การจาหน่ายเป็นสูญ ในกรณีที่พัสดุสูญไปโดยไม่ปรากฏตัว
ผู้รับผิด หรือมีตัวผู้รับผิดแต่ไม่สามารถชดใช้ได้ หรือมีตัวพัสดุอยู่แต่ไม่สมควรดาเนินการตามข้อ 1) – 3)
ใหจ้ าหนา่ ยพัสดุน้ันเปน็ สญู

6.2) การลงจ่ายออกจากบัญชี หรือทะเบียน เมื่อได้ดาเนินการ
ตามวิธีการข้างต้น แล้วให้เจ้าหน้าท่ีลงจ่ายพัสดุนั้นออกจากบัญชีหรือทะเบียนทันที แล้วแจ้งให้สานักงาน
การตรวจเงินแผ่นดิน ทราบภายใน 30 วัน นับแต่วันลงจ่ายพัสดุนัน้ สาหรับพัสดุซึ่งต้องจดทะเบียน
ตามกฎหมายให้แจ้งแก่นายทะเบยี นภายในระยะเวลาท่กี ฎหมายกาหนด

จากแนวทางในการบริหารงานพัสดุ หรืองานวัสดุและอุปกรณ์ดงั กลา่ วข้างต้น
ทาให้ทราบว่าการบริหารงานพัสดุจาเป็นต้องมีการวางแผนให้เป็นระบบ ให้ครอบคลุมทุกข้ันตอน
ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องศึกษาระเบียบข้อปฏิบตั ิให้เข้าใจเพราะผู้ปฏิบัติจะต้องดาเนินการตามข้ันตอนของ
ระเบียบทก่ี าหนดไว้อย่างแม่นยา จะได้ไมเ่ กดิ ผิดพลาดเน่ืองจากการละเมิดของเจ้าหน้าท่ี นอกจากน้ัน
การบรหิ ารงานเกยี่ วกับพัสดุหรือวัสดแุ ละอปุ กรณ์ให้มปี ระสิทธิภาพและประสิทธิผลนน้ั ก็จะต้องอาศัย
กลไกในการบริหารจัดการที่มีความสัมพันธเ์ ช่ือมโยงกันทั้งองค์กรและหนว่ ยงานกลาง ตอ้ งมรี ะบบการ
ควบคุมภายในที่ดี มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และมีจิตสานึกที่ดีในการปฏิบัติภารกิจท่ีได้รับ
มอบหมาย นอกจากน้ีการบริหารพัสดุต้องให้ความสาคัญกับการนาพัสดุไปใช้ให้เป็นประโยชน์ คุ้มค่า
ตามความตอ้ งการใชง้ านให้มากท่ีสดุ

โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ จัดการเรียนการสอนให้กับนักเรียนท่ีมี
ความบกพร่องทางสติปัญญาก็ได้ยดึ แนวทางการบริหารวัสดุและอุปกรณ์ตามระเบียบกระทรวงการคลัง
ว่าด้วยการจัดซ้ือจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ให้เกิดประโยชน์และเกิดความคุ้มค่า
ในการใช้งานมากที่สุด และนอกจากน้ี ยงั ตอ้ งจดั บริการเครื่องมือ อปุ กรณ์ ฮารด์ แวร์ ซอฟทแ์ วร์ หรอื
บริการ ที่ใช้สาหรับคนพิการโดยเฉพาะ หรือที่มีการดัดแปลง หรือปรับใช้ให้ตรงกับความต้องการ
จาเป็นพิเศษของคนพิการแต่ละบุคคล เพื่อเพิ่ม รักษา คงไว้ หรือพัฒนาความสามารถและศกั ยภาพ
ที่จะเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารการสื่อสาร รวมถึงกิจกรรมอื่นใดในชีวิตประจาวันเพื่อการดารงชีวิตอิสระ
ซ่งึ สถานศึกษาจะตอ้ งมกี ารจัดบรกิ าร อุปกรณ์ สอ่ื เทคโนโลยี ส่งิ อานวยความสะดวก ซง่ึ ประกอบด้วย

1. ปรับสภาพแวดล้อม สอ่ื วสั ดอุ ุปกรณ์ใหเ้ อื้อต่อการเรียนรู้ มีอาคารสถานท่ี
เหมาะสม เอือ้ อานวยความสะดวกต่อผเู้ รยี นทมี่ คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญา

2. ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศทุกรูปแบบที่เอื้อต่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง
และการเรียนร้แู บบมีส่วนรว่ ม

3. จัดห้องเรยี นให้มีสื่อ วัสดุอุปกรณ์ ท่ีเอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน หอ้ งพัฒนา
ศกั ยภาพ หรอื ห้องแก้ไขความบกพร่องให้มสี ่อื วสั ดุอปุ กรณ์ เครื่องมอื ทเ่ี หมาะสมกบั ความพิการ

52

4. จดั ใหม้ ีสือ่ ธรรมชาติ สอ่ื ภมู ิปัญญาท้องถ่ินทเ่ี หมาะสม เอื้อต่อการเรยี นรู้
5. จัดให้มีการตรวจประเมินถึงความต้องการจาเป็นของแต่ละคน และให้มี
การประเมนิ ความสามารถ หรอื ศักยภาพในการทางานในสง่ิ แวดล้อมเฉพาะบุคคล
สาหรับการบริหารจัดการทรัพยากรด้านวัสดุอุปกรณ์ ของโรงเรียนแพร่ -
ปัญญานกุ ูล จังหวัดแพร่ เพื่อพฒั นาคุณภาพชีวิตนักเรยี นนน้ั ได้มีแนวทางในการบริหารจดั การ ดงั น้ี
1. ฝ่าย/กลุ่มงาน/ครู เป็นผู้กาหนดความต้องการวัสดุ – อุปกรณ์ โดยระบุไว้
ในแผนงานและโครงการ
2. ฝ่าย/กลุ่มงาน ท่ีรับผิดชอบในการจัดหาพัสดุเป็นผู้รวบรวมความต้องการ
ที่ระบุไว้ในแผนงาน โครงการเพื่อจัดซ้ือจัดจ้างตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง
และการบรหิ ารพสั ดุภาครัฐ พ.ศ. 2560
3. จัดให้มีการลงทะเบียนเพื่อควบคุมพัสดุ โดยระบุช่ือรายการ วิธีการไดม้ า
ราคา วันท่ไี ด้มา ตลอดจนจานวนหน่วยพัสดุ
4. มีการแจกจ่ายวัสดุ อปุ กรณ์เม่ือลงทะเบียนพสั ดุแล้ว ใหก้ ับฝ่าย/กลุ่มงาน/ครู
ที่เป็นเจา้ ของแผนงาน โครงการ และทาบญั ชีควบคมุ กับของเดมิ ท่ีมีอยู่แล้ว
5. มีการตรวจสอบครุภัณฑ์ประจาปีทุก ๆ สิ้นปีงบประมาณ และมีการขาย
หรอื ทาลายเมื่อพัสดุน้นั เสื่อมสภาพหรือหมดอายุการใชง้ าน
6. จัดให้มสี อ่ื ธรรมชาติ ส่ือภมู ปิ ัญญาทอ้ งถ่ินทเ่ี หมาะสม เอ้ือตอ่ การเรยี นรู้
7. จัดห้องเรียน ห้องพัฒนาศักยภาพหรือห้องแก้ไขความบกพร่องให้มีสื่อ
วัสดุอปุ กรณ์ เครอ่ื งมอื ที่เหมาะสมกับความพิการของนักเรยี น

5. แนวคดิ การพัฒนาหลักสูตรและการออกแบบการเรียนการสอน

หลักสตู รถือว่าหัวใจสาคญั ของการจัดการศึกษาในแต่ละระดบั ของสถานศึกษา และถือเป็น
แม่บทในการกาหนดทิศทาง และแนวปฏิบัติในการดาเนินการจัดการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
ตามที่หลักสูตรได้กาหนดไว้ และหลักสูตรจะต้องมีการพัฒนาอยู่เสมอเพื่อให้ทันกับสภาพความ
เปล่ยี นแปลงของสังคม เศรษฐกจิ และการเมือง สอดคล้องกับความตอ้ งการจาเป็นของผู้เรยี น

5.1 ความเข้าใจเก่ยี วกับการพัฒนาหลกั สตู ร
กูด คาร์เตอร์ วี (Good Carter V., 1973: 157) ได้ให้ความเห็นเก่ียวกับการพัฒนา

หลกั สูตร วา่ เกดิ ขึน้ ได้ 2 ลักษณะ ดังนี้
1. การปรับปรุงหลักสูตรเป็นวิธีการพัฒนาหลักสูตรอย่างหนึ่ง เพื่อให้เหมาะสมกับ

โรงเรยี นหรือระบบโรงเรยี น จดุ หมายของการสอน วสั ดุอปุ กรณ์ วิธสี อนรวมท้งั การประเมนิ ผล
2. การเปล่ียนแปลงหลักสูตร หมายถึง การแก้ไขหลักสูตรให้แตกต่างไปจากเดิม

เป็นการสรา้ งโอกาสทางการเรยี นข้นึ ไป
ทาบา ฮิลดา (Taba Hillda, 1962 A: 82) ได้กล่าวว่า การพัฒนาหลักสูตร หมายถึง

การเปลี่ยนแปลงและการปรับปรงุ หลกั สูตรเดิมใหไ้ ด้ผลดีย่ิงข้ึนท้ังในด้านการวางจุดมุ่งหมาย การจัดเนื้อหา
วิชาการเรยี นการสอน การวัดผลและการประเมินผลอ่ืน ๆ เพ่ือให้บรรลถุ ึงจดุ มงุ่ หมายอนั ใหม่ทีว่ างไว้

53

ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2546: 32 - 41) ได้กล่าวถึงการพัฒนาหลักสูตรว่า
การพัฒนาหลกั สูตรควรจะเกยี่ วกบั คาถาม 4 ประการคอื

1. วัตถุประสงค์ใดท่สี ถานศึกษาควรจดั ใหก้ บั ผ้เู รียน
2. ประสบการณ์ใดทีส่ ถานศึกษาจะจดั ให้เพ่ือบรรลวุ ัตถปุ ระสงคท์ ต่ี งั้ ไว้
3. ประสบการณ์การเรียนรู้ต่าง ๆ จะจัดให้มีระบบระเบียบอย่างมีประสิทธิภาพ
ได้อย่างไร
4. จะมีเกณฑ์ใดตัดสินได้ว่าจุดมุ่งหมายต่าง ๆ เหล่าน้ันบรรลุแล้ว และควรมีจุดเน้น
ของการพัฒนาหลกั สตู ร 2 ข้อ คอื

4.1 การเน้นบทบาทของผู้เรียนในกระบวนการเรียน และต้องให้ผู้เรียนมีการพัฒนา
หลักสตู รด้วย

4.2 การเน้นการสอนความรู้รวบยอดน้ัน ควรจะรวมถึงความรู้ซ่ึงผู้เรียนมี ที่ได้รับ
จากนอกโรงเรียนดว้ ย ถา้ ส่ิงนั้นมีความสัมพนั ธก์ บั หลักสูตรท่ีเด็กได้เรียนอยู่

กระทรวงศึกษาธิการ (2546: 36) ได้กล่าวถึง แนวทางการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา
6 ประการ คือ

1. ศึกษาวิเคราะห์เอกสารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 สาระ
แกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ ขอ้ มูลสารสนเทศเก่ียวกับสภาพปัญหา และความต้องการ ของสังคม
ชุมชน ท้องถิน่

2. วิเคราะห์สภาพแวดล้อม และประเมินสถานภาพสถานศึกษาเพื่อกาหนดวิสัยทัศน์
ภารกิจ เป้าหมาย คุณลักษณะที่พึงประสงค์ โดยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายรวมทั้งคณะกรรมการ
สถานศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน

3. จัดทาโครงสรา้ งหลักสตู รและสาระต่าง ๆ ทก่ี าหนดให้มใี นหลักสูตรสถานศึกษาท่ี
สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ เป้าหมายและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยพยายามบูรณาการเน้ือหาสาระ
ทั้งในกลุ่มสาระการเรียนรเู้ ดียวกนั และระหวา่ งกลุ่มสาระการเรียนรู้ตามความเหมาะสม

4. นาหลักสูตรไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน และบริหารจัดการการใช้หลักสูตร
ใหเ้ หมาะสม

5. นิเทศการใชห้ ลักสูตรสถานศึกษา
6. ตดิ ตามประเมนิ ผลการใช้หลกั สตู ร
วีระศักดิ์ วงศ์อินทร์ (2557: 28) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา หมายถึง การปรับปรุง
เปล่ยี นแปลง แก้ไข หลักสตู รสถานศึกษาที่มีอยู่แล้ว หรือจดั ทาข้ึนมาใหม่ให้เหมาะสมกบั สภาพ แวดล้อม
สภาพปัญหาความต้องการของชุมชนและท้องถ่ิน โดยให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการวิเคราะห์
จัดทาโครงสร้าง หลักสูตรและสาระต่าง ๆ ที่กาหนดไว้ มีการบูรณาการเนื้อหาสาระทั้งในกลุ่มสาระ
การเรียนรู้เดียวกัน และระหว่างกลุ่มสาระการเรียนรู้ตามความเหมาะสม มีการนาหลักสูตรไปใช้ใน
การจัดการเรียน การสอน การนิเทศการใช้หลักสูตร ติดตามประเมินผล รวมทั้งปรับปรุงพัฒนาหลักสตู ร
ตามความเหมาะสม

54

รุ่งทิวา จันทน์วัฒนวงษ์ (2557) ได้กล่าวสรุปว่า การพัฒนาหลักสูตร เป็นการปรับปรุง
หรือเปลี่ยนแปลงหลักสูตรที่ใช้อยู่เดิมท้ังองค์ประกอบ เร่ิมต้นท่ีการปรับเปล่ียนจุดประสงค์ เนื้อหา
กิจกรรมการเรียนการสอน รวมถึงการวัดประเมินผลเพื่อให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาวะ
การเปล่ียนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกจิ การเมืองและการปกครองภายในท้องถิ่น ภายในประเทศ
และตา่ งประเทศ รวมถงึ การใหก้ ารอบรมครผู ใู้ ชห้ ลกั สตู รใหเ้ ปน็ ไปตามวัตถุประสงค์ของการพัฒนาหลักสูตร
และการสอน รวมทั้งการบริหารและบรกิ ารหลักสูตร

จากแนวความคิดดังกล่าวสรุปไดว้ ่า การพฒั นาหลักสูตร หมายถึง การจัดทาหลักสูตร
การปรับปรุง การเปลี่ยนแปลงหลักสูตรท่ีมีอยู่แล้วให้ดีข้ึน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพหรือบริบทของ
สถานศึกษาโดยคานึงถึงผู้เรียน และสภาพแวดล้อมต่าง ๆ อันได้แก่ สังคม ชุมชน ท้องถ่ิน ภูมิปัญญา
ชาวบ้าน ตลอดจนปัจจัยเกื้อหนุนต่าง ๆ ที่จาเป็น ที่จะต้องนามาบูรณาการเนื้อหา ความรู้ที่เก่ียวข้อง
เขา้ ไปในหลกั สตู รของสถานศึกษาเพื่อใหห้ ลักสตู รบรรลุจดุ มงุ่ หมายท่วี างไว้

5.2 กระบวนการพัฒนาหลักสตู ร
ทาบา (Taba, 1962: 422 - 425) ได้กาหนดกระบวนการพัฒนาหลักสูตรในระดับ

โรงเรียนออกเปน็ 5 ขัน้ ตอน ซึง่ สามารถปรับใชไ้ ด้กับบริบทของประเทศไทย ดงั น้ี
1. การผลิตหน่วยการเรียนการสอน หรือหลักสูตรเฉพาะรายวิชา การดาเนินการ

จะเป็นไปในลักษณะนาร่องกระบวนการจัดทาหลักสูตรในลักษณะหน่วยการเรียน หรือหลักสูตรเฉพาะ
รายวิชา มีกิจกรรมดาเนนิ การ 8 ประการ ดังนี้

1.1 การวิเคราะห์ความต้องการของผู้เรียน ในข้ันนี้คณะกรรมการหลักสูตรของ
โรงเรียนจะสารวจความต้องการของผู้เรียนเพ่ือใช้เป็นกรอบในการจัดทาหลักสูตร โดยพิจารณาจาก
ชอ่ งว่าง จดุ บกพรอ่ ง และความหลากหลายแหง่ ภมู หิ ลงั ของผเู้ รยี น

1.2 การกาหนดจุดหมาย ภายหลังจากได้วิเคราะห์ความต้องการของนักเรียน
แล้วผวู้ างแผนหลกั สตู รจะชว่ ยกันกาหนดจุดหมายท่ีตอ้ งการ

1.3 การเลือกเน้ือหา เนื้อหาสาระหรือหวั ข้อเน้ือหาที่จะนามาศึกษาได้มาโดยตรง
จากจุดหมาย คณะผู้ทาหลักสูตรไม่เพียงแต่จะต้องพิจารณาจุดหมายในการเลือกเนื้อหาเท่าน้ัน แต่จะต้อง
พจิ ารณาความสอดคล้องและความสาคญั ของเน้ือหาทีเ่ ลือกดว้ ย

1.4 การจัดเน้ือหา เม่ือได้เน้ือหาสาระแล้วงานขั้นต่อไปคือการจัดลาดับเนื้อหา
ซึ่งอาจจัดตามลาดับจากเนื้อหาที่ง่ายไปสู่เนื้อหาที่ยาก หรืออาจจัดตามลักษณะหรือธรรมชาติของ
เนอื้ หาสาระที่ต้องการใหผ้ ้เู รยี นเรียนรู้ การจดั เนือ้ หาทเี่ หมาะสมควรจะสอดรับกับวฒุ ิภาวะของผู้เรียน
ความพรอ้ มของผู้เรียนและระดับผลสมั ฤทธ์ิของผูเ้ รยี น

1.5 การเลือกประสบการณ์การเรียนรู้ ผู้พัฒนาหลักสูตรจะต้องเลือกวิธีการ
หรือยุทธวิธีที่ผู้เรียนสามารถนาไปใช้กับเนื้อหาได้ นักเรียนจะทาความเข้าใจเนื้อหาผ่านกิจกรรม
การเรียนรู้ที่นักวางแผนหลกั สูตรและครูเป็นผู้เลือก

1.6 การจดั กิจกรรมการเรียนรู้ ครเู ป็นผตู้ ดั สนิ วธิ กี ารท่ีจะจัดและกาหนดกจิ กรรม
การเรียนรู้ และการจัดลาดับข้ันตอนของการใช้กิจกรรม ในข้ันนี้ครูจะปรับยุทธวิธีให้เหมาะกับนักเรียน
เฉพาะกลุ่มทค่ี รรู บั ผิดชอบ

55

1.7 การกาหนดสง่ิ ท่จี ะต้องประเมินและวิธีการในการประเมิน ครผู ้สู อนในฐานะ
ผู้มีส่วนรว่ มในการพัฒนาหลักสูตร จะต้องประเมิน และตรวจสอบให้ได้ว่าหลักสูตรดังกล่าวบรรลุจุดหมาย
หรือไม่ ครูผู้สอนจะต้องเลือกเทคนิควิธีอย่างหลากหลายเพ่ือใช้ให้เหมาะสมกับการวัดผลสัมฤทธิ์ของ
ผูเ้ รียนและใหส้ ามารถบอกไดว้ า่ จุดหมายของหลักสตู รได้รับการตอบสนองหรือไม่

1.8 การตรวจสอบความสมดลุ และลาดับข้นั ตอน ผู้จัดทาหลกั สูตรจะต้องมุ่งเน้น
ที่การจัดทาหลักสูตรหรือหน่วยการเรียนการสอนให้คงเส้นคงวาและสอดคล้องภายในตัวหลักสูตรเอง
การดาเนินการในลักษณะน้ีก็เพ่ือใหผ้ ู้เรียนเกดิ ประสบการณ์การเรียนรทู้ ี่เหมาะสม และเกดิ ความสมดุล
ในเนอื้ หาและประเภทของการเรยี นรู้

2. การนาหลักสูตรหรือหน่วยการเรียนไปทดลองใช้ เม่ือคณะผู้รับผิดชอบหลักสูตร
ไดจ้ ัดทาหลักสูตรและเอกสารประกอบหลักสูตรในรูปของสื่อ หรอื บทเรียนต่าง ๆ เรียบรอ้ ยแล้ว คณะครู
ก็จะนาเอกสารหลักสูตรเหล่าน้ันไปทดลองสอนในช้ันเรียนท่ีรับผิดชอบ มีการสังเกต วิเคราะห์และ
เก็บรวบรวมผลการใช้หลักสูตรและการจัดกิจการรมในชั้นเรียน เพื่อเป็นข้อมูลสาหรับการปรับปรุง
หลักสูตรใหส้ มบูรณข์ ึน้ ในโอกาสต่อไป

3. การปรับปรุงเน้ือหาในหลักสูตรให้สอดคล้องกัน ในขั้นตอนน้ีจะต้องปรับหน่วย
การเรียน หรือหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนอย่างแท้จริง โดยพิจารณาความ
สอดคล้องระหว่างความสามารถของผู้เรียนกับทรัพยากรที่โรงเรียนมีอยู่และกับพฤติกรรมการสอน
ของครูมีการรวบรวมข้อจากัดต่าง ๆ ที่ได้จากการทดลองไว้ในคู่มือครู เพื่อจะใช้เป็นข้อสังเกต และ
แนวทางท่ีจะช่วยใหค้ รไู ดจ้ ัดกิจกรรม การสอนอยา่ งรอบคอบ

4. การพัฒนากรอบงาน ภายหลังจากจัดทาบทเรียน หรือหลักสูตรรายวิชาต่าง ๆ
จานวนหนึ่งแล้ว ผพู้ ัฒนาหลักสูตรจะต้องตรวจสอบหลักสูตร และสอื่ ในแต่ละหนว่ ย หรอื แต่ละรายวิชา
ในประเด็นของความเหมาะสมและความเพียงพอของขอบข่ายเนื้อหา และความเหมาะสมของการ
จดั ลาดับเน้ือหา ครู หรอื ผ้เู ช่ียวชาญทางดา้ นการพัฒนาหลักสูตรจะตอ้ งรบั ผดิ ชอบจดั ทาหลกั การ และ
เหตุผลของหลักสูตรโดยดาเนนิ การผา่ นกระบวนการการพฒั นากรอบงาน

5. การนาหลักสตู รไปใช้และเผยแพร่ เพื่อใหค้ รูทเี่ กี่ยวข้องนาหลักสูตรไปใชจ้ ริงในระดับ
หอ้ งเรียนอยา่ งไดผ้ ล จาเปน็ ทีผ่ ูบ้ ริหารจะต้องจัดฝึกอบรมครูประจาการอย่างเหมาะสม

ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2554: 18 - 19) ได้กลา่ วถงึ กระบวนการลักในการพัฒนาหลักสูตร
ทุกระดับมีกระบวนการหลัก 4 ขั้นตอน คือ การดาเนินการจะเริ่มต้นด้วยการกาหนดวัตถุประสงค์
(Objective) เป็นจุดเริ่มต้นก่อน เมื่อกาหนดวัตถุประสงค์แล้วจึงกาหนดเนื้อหาสาระ (Content)
โดยพิจารณาว่าสาระที่จัดนนั้ ทาได้ตามวัตถุประสงค์มากน้อยเพียงใด จากน้ันจึงเป็นการนาสาระไปจดั
ให้เกิดการเรียนรู้ (Method) หรือการสอนท่ีต้องเน้นให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายและเนื้อหาควบคู่กัน
ไปเพ่ือกาหนดวัตถุประสงค์ สาระและจัดระบบการเรียนการสอนและประเมินภาพรวมของหลักสูตร
(Evaluation) ว่าสัมพันธ์สอดคล้องกันเพียงไร เมื่อพิจารณาทั้งระบบแล้วจึงจะนาหลักสูตรไปใช้
โดยการประเมินผลจะมี 2 ขั้นตอน คือ การประเมินความพร้อมให้ชัดเจนก่อนนาไปใช้ เมื่อใช้แล้ว
ต้องมีการประเมินอีกครง้ั เพอื่ การปรบั ปรุงและพัฒนาทั้งระบบ

56

วชิ ยั วงษ์ใหญ่ (2554) ได้นาเสนอแนวคิดและขั้น กระบวนการพฒั นาหลักสูตรระดับ
ผปู้ ฏิบัติ สาหรับใช้เปน็ ฐานคดิ ในการพัฒนาหลักสตู ร ดงั นี้

1. คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรกาหนดจุดมุ่งหมาย หลักการและโครงสร้าง และ
การออกแบบหลักสูตรข้ึนมา โดยอาศัยข้อมูลจากสภาพปัญหาและความต้องการของสังคมปัจจุบัน
โดยปรกึ ษาหารือกับผ้เู ชี่ยวชาญแตล่ ะวชิ าสม่าเสมอ

2. ยกร่างเน้ือหาสาระ แต่ละกลุ่มประสบการณ์ แต่ละหน่วยการเรียน และแตล่ ะรายวชิ า
โดยปรึกษาหารือจากผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาวิชา คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรร่วมกับผู้เช่ียวชาญ
แต่ละสาขาวิชาเป็นผู้กาหนดผลการเรียนรู้ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม หรือจุดประสงค์การเรียนรู้
วางแผนการสอน ทาบันทึกการสอน ผลิตสื่อการสอน จัดกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นกลุ่มหรือ
รายบุคคล

3. นาหลักสูตรท่ีพัฒนาได้แล้วไปทดลองใช้ในสถานศึกษานาร่อง (สถานศึกษาทดลอง
ใช้หลักสูตรใหม่) โดยคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรกาหนดไว้ ถ้ามีข้อบกพร่องก็ทาการแก้ไข ปรับปรุง
โดยการหารือผู้เชย่ี วชาญเฉพาะสาขาอยตู่ ลอดเวลา

4. อบรมผู้สอน ผู้บริหารทุกระดับ และบคุ ลากรทางการศึกษา ใหเ้ ขา้ ใจหลักสตู รใหม่
เพ่ือจะได้ใช้หลักสูตรใหม่ได้ถูกต้องเหมาะสม ตามจดุ มุ่งหมายของหลักสูตร รวมท้ังการประชาสัมพันธ์
หลักสตู รใหผ้ ูท้ ่เี ก่ียวข้องทราบ

5. นาหลักสูตรไปใช้ปฏิบัติการสอนที่สถานศึกษาก่อนประกอบการใช้หลักสูตร
สนับสนุนให้ผู้บริหารและผู้สอนนาหลักสูตรไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ในสถานศึกษาต่อไป กิจกรรม
การใชห้ ลักสตู รใหมม่ ี 4 ประเด็น คอื

5.1 การแปลงหลักสูตรไปสู่การสอน คือ การจัดทาวัสดุหลักสูตร ได้แก่ เอกสาร
หลักสูตร ส่ือและอปุ กรณก์ ารสอนทจี่ าเป็นทีจ่ ะตอ้ งใช้ประกอบการเรียนการสอน

5.2 ผู้บริหารจัดเตรียมสิ่งต่าง ๆ เช่น บุคลากร วัสดุหลักสูตร และบริการต่าง ๆ
เร่มิ ตั้งแต่อบรมผู้สอน และบุคลากรฝ่ายสนับสนุนการใช้หลักสูตร จัดหอ้ งสมุด หอ้ งเรียน หอ้ งปฏิบัติการ
แหลง่ เรยี นรู้ และสื่อการสอนทุกชนดิ รวมท้งั จดั งบประมาณสนบั สนนุ การบรหิ ารหลักสตู ร

5.3 การสอน เป็นหนา้ ทข่ี องผู้สอนประจาการทัว่ ไปทจี่ ะต้องดาเนินการจัดการเรียน
การสอนให้ประสบความสาเร็จ ตามจุดมงุ่ หมายของหลักสตู ร

5.4 การประเมนิ ผล เพอื่ ใหท้ ราบข้อบกพร่องของหลักสูตร แลว้ ดาเนินการแก้ไข
ปรับปรุงต่อไป การประเมินผลมี 2 ประเภท คอื การประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน และการประเมินผล
หลักสูตร การประเมินผลหลักสูตร ได้แก่ การประเมินเอกสารหลักสูตร ประเมินผลการนาหลักสูตรไปใช้
ประเมินผลสัมฤทธ์ิของผู้เรียน ประเมินผลการใช้หลักสูตร ในการประเมินผลหลักสูตรนั้นจะต้อง
ประเมินผลอย่างเป็นระบบและต่อเน่ือง เพราะว่าทุกส่ิงทุกอย่างในสังคมปัจจุบันย่อมมีการเปล่ียนแปลง
อยู่ตลอดเวลา ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง สังคม วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เคร่ืองมือสื่อสาร เครือ่ งอานวยความสะดวกในการดาเนินชีวิต และการประกอบอาชีพแต่ละสาขาวิชา
ก็มกี ารเปลีย่ นแปลงและพัฒนาอยตู่ ลอดเวลา

57

สรุปได้ว่า การพัฒนาหลักสูตรต้องดาเนินการอย่างมีระบบ มีหลักการ และพัฒนา
อย่างต่อเน่ือง โดยอาศัยการมสี ว่ นรว่ มของผทู้ ่ีเก่ียวข้องทุกฝ่ายมาช่วยในการพฒั นาหลักสูตร ซ่ึงการพัฒนา
หลักสูตรต้องดาเนินการให้ครบท้ัง 3 ระบบ คือ ระบบการสร้างหลัดสูตร ระบบการนาหลักสูตรไปใช้
และระบบการประเมินหลักสูตร ซงึ่ หลกั สูตรทีพ่ ัฒนาขึ้นจะต้องมีการปรับปรงุ เปลย่ี นแปลงให้ทันสมัย
อยู่เสมอ เป็นวัฏจักรการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้งเพื่อให้ได้หลักสูตรที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก
อยู่ตลอดเวลา

5.3 การพฒั นาหลกั สูตรสาหรับนกั เรียนท่ีมีความบกพร่องทางสตปิ ัญญา
เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาจัดเป็นเด็กพิการที่มีความต้องการพิเศษทาง

การศึกษาประเภทหน่ึง ในท้ังหมด 9 ประเภทท่ีสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนได้ เหมือนเด็กทั่วไป เด็กที่มี
ภาวะบกพร่องทางสตปิ ัญญา ระดับเลก็ น้อยทมี่ รี ะดบั สติปญั ญาระหว่าง 50 – 69 สว่ นใหญเ่ ข้าเรยี นใน
โรงเรียนปกติแต่อาจไม่ได้รับการวินิจฉัย จนกว่าเด็กจะเข้าสู่ระดับประถมศึกษาซึ่งครูจะสังเกตเห็นภาวะ
บกพร่องได้ เมื่อเด็กมีปัญหาทางการเรียนหรือปัญหาพฤติกรรม เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา
ระดบั เลก็ น้อยน้ันมีอัตราการเรียนรชู้ ้า มีปญั หาดา้ นภาษา และการส่ือความหมายรวมถึงทักษะทางสังคม
ความจามีความคงทนน้อยกว่าเด็กปกติในวัยเดียวกัน ขาดทักษะ การปรับตัวท่ีเหมาะสม ทาให้แสดง
พฤติกรรมที่เป็นปัญหา ความส้ินหวังจากการเรียนรู้ ทาให้เด็กกลุ่มนี้มักคิดว่าไม่ว่าเขาจะพยายามเท่าไร
เขาก็จะล้มเหลวทาอะไรไม่สาเร็จ ดังนั้น ครู ผู้ปกครองหรือผู้ที่มีหน้าที่ส่งเสริมทักษะ ทางการเรียนรู้
ควรจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับเด็กให้เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อยเกิดความ
คาดหวังต่อความสาเร็จ สร้างประสบการณ์ มอบหมายงานโดยพิจารณาจากความสามารถของเด็ก
แต่ละคน โดยเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย ควรได้รับการสอนที่เน้นความรู้ทาง
วิชาการ ทกั ษะการชว่ ยเหลือตนเอง ทักษะในการใชช้ วี ิตในชุมชน และทักษะอาชีพดว้ ย แตร่ ะดับและ
ปริมาณของเนื้อหาน้นั ควรเหมาะสมกับความ สามารถของแต่ละคนและให้เด็กได้เรียนในชัน้ เรยี นรวม
กบั เดก็ ปกติเพือ่ ช่วยให้เด็กเหล่านี้ พัฒนา (กุลยา กอ่ สวุ รรณ, 2553: 39)

ผดุง อาระวิญญู (2542: 47) กล่าวว่า หลักสูตรการเรียนการสอนสาหรับบุคคลท่ีมี
ความบกพรอ่ งทางสติปัญญา ควรแบ่งออกเปน็ 3 ประเภท ดงั นี้

1. หลักสตู รสาหรบั บุคคลท่ีมีความบกพร่องทางสตปิ ัญญาท่ีสามารถเรยี น
ได้ (Educable mentally retarded) ควรครอบคลุมเนื้อหา 4 หมวด ไดแ้ ก่

1) ความพร้อมและเนอื้ หาวิชาการทจ่ี าเป็น
2) การส่อื สาร (การติดต่อกบั ผู้อ่ืน ภาษา และพัฒนการทางความคดิ ความจา
3) ทักษะทางสงั คม การดารงชพี นนั ทนาการ และการพัฒนาบุคลกิ ภาพ
4) พื้นฐานทางดา้ นการงานและอาชีพ
2. หลักสตู รสาหรับบคุ คลทม่ี ีความบกพร่องทางสตปิ ญั ญาทส่ี ามารถฝกึ ได้
(Trainable mentally retarded) ควรครอบคลุมเนื้อหา 7 ด้าน ไดแ้ ก่
1) การช่วยเหลอื ตนเอง
2) การสื่อความหมายกบั ผู้อ่นื
3) การใชอ้ วัยวะสว่ นตา่ ง ๆ ของรา่ งกาย
4) ทักษะที่จาเป็นที่ใช้ในชวี ิตประจาวัน
5) พฤติกรรมทางสงั คมท่จี าเป็นในชีวติ ประจาวัน

58

6) ความร้พู ้นื ฐานทจี่ าเปน็
7) ความรพู้ ื้นฐานในการงานและอาชีพ
3. หลักสูตรสาหรับบุคคลท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาที่ต่ามาก (Severe and
Profound mentally retarded) ควรครอบคลุมเนื้อหา 6 ดา้ น ไดแ้ ก่
1) ทกั ษะในการชว่ ยเหลอื ตนเอง
2) ทกั ษะในการสือ่ สาร
3) ทักษะในการดารงชวี ิตประจาวนั
4) ทกั ษะในการอ่าน การเขยี น และเลขคณิตท่ีจาเป็นในการดารงชพี
5) ทกั ษะด้านนนั ทนาการ
6) ทักษะพนื้ ฐานด้านการงานและอาชีพ
เน้ือหาท่ีกาหนดไว้ในหลักสูตร มีขอบข่ายท่ีกว้าง เนื่องจากบุคคลที่มีความบกพร่อง
ทางสติปัญญามีความต้องการแตกต่างกันในแต่ละระดับ และชุมชนแต่ละแห่งสามารถตอบสนองต่อ
ความต้องการของบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาในลักษณะที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ ควรเน้น
การพัฒนาทักษะทางสังคม ทกั ษะการชว่ ยเหลือตนเอง และทักษะที่สาคัญ ได้แก่ ทกั ษะด้านอาชพี เป็นต้น
เรนดัค และ อัลเปอร์ (Ryndak & Alper, 1996: 21 - 24) ในการพฒั นาหลักสตู รสาหรับ
นักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาด้านตา่ ง ๆ มีวิธีปฏิบัติโดยแยกเป็น 3 ประเด็น คือ 1. รูปแบบ
ในการพัฒนาหลักสูตรสาหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา 2. การพฒั นาทักษะพนื้ ฐานทางวชิ าการ
3. ทกั ษะหนา้ ทใ่ี นหลักสูตรสาหรับเด็กท่ีมีความบกพร่องทางสตปิ ัญญา มีรายละเอียด ดงั น้ี
1. รูปแบบในการพัฒนาหลักสูตรสาหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
อยู่บนพื้นฐานพัฒนาการของเด็กปกติ หรืออาจกล่าวได้ว่าแนวคิดหลักในการพัฒนาเด็กท่ีมีความบกพร่อง
ทางสติปัญญา ยึดตามรูปแบบเด็กปกติ โดยเด็กปกติจะมีพัฒนาการต่าง ๆ ท่ีมีลาดับข้ัน และต่อเนื่อง
เช่น การใช้กล้ามเน้ือของร่างกาย การรับรู้ ความรู้ความเข้าใจ ทักษะการติดต่อต่าง ๆ ในสังคม ตัวอย่าง
เชน่ เด็กจะเรียนรู้คาง่าย ๆ กอ่ นการพูดทย่ี ากข้ึน หรือเด็กจะคลานก่อนเดิน เม่อื นาแนวคิดของพัฒนาการ
ดังกล่าวมาใช้ก็จะให้ความสาคัญกับทักษะที่เด็กทาไมไ่ ด้ ว่ามีลาดับต่อเนื่องอย่างไร และแก้ไขทักษะ
เบื้องต้นเหล่านั้นภายใต้ความมุ่งหวังที่ว่ารูปแบบท่ีได้จากพัฒนาการของเด็กปกติเม่ือนามาใช้กับเด็กที่มี
ความบกพร่องทางสติปัญญาแล้วจะสามารถช่วยบรรเทาปัญหาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตามยังมี
ความคดิ เก่ยี วกบั การจัดหลกั สตู รทีย่ ึดพฒั นาการของเด็กปกตวิ า่ มขี ้อจากัดอยูห่ ลายประการ ดงั น้ี
1.1 การยึดในพัฒนาการของเด็กปกติอยา่ งเคร่งครัดมากเกนิ ไป อาจจะทาใหเ้ ด็ก
ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ได้รับการฝึกฝนในทักษะที่ไม่จาเป็นบางอย่าง เพราะการยึดมั่น
ในพัฒนาการของเด็กปกติจะมุ่งเน้นพัฒนาการท่ีต่อเน่ืองและสูงขึ้นซ่ึงอาจจะถึงเวลาท่ีไม่จาเป็นสาหรับ
เด็กพเิ ศษเหล่านั้น
1.2 รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรอาจมีความเหมาะสมในด้านการจัดกิจกรรม
การเรียนการสอน ส่ืออุปกรณ์ต่าง ๆ สาหรับเด็กท่ีมีปัญหาการเรียนรู้ในวัยเด็กแต่อาจมีข้อจากัดในวัยรุ่น
และวัยผู้ใหญ่ ซ่ึงรูปแบบในการพัฒนาหลักสูตรดังกล่าวจะให้ความสาคัญโดยยึดพ้ืนฐานพัฒนาการ
ของเด็กปกติจนลืมทักษะท่ีจาเป็นสาหรับบุคคลที่มีปัญหาในวัยที่สูงข้ึน เช่น ทักษะด้านอาชีพ ทักษะ
การตดิ ตอ่ ส่อื สาร เป็นตน้

59

1.3 รปู แบบการพัฒนาหลักสูตรท่ยี ึดพัฒนาการของเด็กปกติ อาจไม่ไดจ้ ดั เตรียม
กิจกรรมการสอนที่ตอบสนองปัญหาดา้ นอื่นของเด็ก ซ่ึงยังคงมีทักษะที่จาเป็นอีกมากที่เด็กควรจะได้รับ
การฝกึ หรือการจัดการเรียนการสอน เช่น สิ่งทจ่ี าเป็นในชีวติ ประจาวนั ต่าง ๆ ทกั ษะการติดต่อ สอื่ สาร
กบั บคุ คลอน่ื ๆ ท้ังในบ้าน โรงเรยี นและสงั คม ซงึ่ พัฒนาการของบคุ คลธรรมดาไม่ได้กลา่ วถงึ

2. การพัฒนาทักษะพ้ืนฐานทางวิชาการ สิ่งท่ีมีความสาคัญในการพัฒนาหลักสูตร
สาหรับเด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา คือ การมุ่งพัฒนาทักษะทางวิชาการ ซึ่งมีความจาเป็นสาหรับ
ชีวิตของเด็ก ได้แก่ ทักษะทางด้านการอ่าน การเขียน การคิดคานวณ ตลอดทั้งทักษะที่จะทาให้เด็ก
มีชีวิตประจาวนั ที่ดีข้นึ เช่น ทักษะการใช้เงิน ทักษะการบอกเวลา การอา่ นเขียนเร่ืองราว ทักษะเหล่าน้ี
ล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบของทักษะวิชาการ แต่สาหรับเด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้เนื่องจากเด็ก
มีปัญหาด้านความบกพร่องของสมอง ทาให้เด็กมีปัญหาในด้านกระบวนการทางจิตวิทยา ซึ่งได้แก่
กระบวนการรับรู้ทางการเห็น การได้ยิน ความสามารถทางด้านภาษา ความสามารถในด้านความจา
สง่ ผลต่อการอ่านออกเขียนได้ของเด็ก ในการพัฒนาหลักสูตรต้องช่วยเหลือทักษะเบื้องต้นเหล่าน้ีก่อน
จึงจะช่วยเหลือการเรียนรู้ของเด็กให้ดีข้ึนได้ รูปแบบในการพัฒนาหลักสูตรที่ยึดทักษะทางวิชาการ
มากเกนิ ไปพบวา่ มคี วามบกพรอ่ งในการนาไปใช้ ดงั น้ี

2.1 หลักสูตรให้ความสาคัญกับทักษะทางวิชาการกับเด็กที่มีความบกพร่องทาง
สติปัญญาโดยเฉพาะการอ่านออก เขียนได้ และคิดเลขเป็น จนละเลยทักษะบางอย่างที่ไม่ใช่ทักษะ
วิชาการแต่มีความจาเป็นหรบั เด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา เช่น การเก็บท่ีนอน การทาอาหาร
การสง่ั อาหารในรา้ นอาหาร หรอื พฤติกรรมทางสังคมทีเ่ หมาะสม เป็นตน้

2.2 ทักษะทางวิชาการท่ีบรรจุลงในหลักสูตรต่างแยกออกจากกัน ไม่ว่าจะเป็น
การอ่าน การเขียน หรือการคานวณ ล้วนแล้วแต่มีกิจกรรมการเรียนการสอน สื่อการสอนที่แยกตาม
วิชาเรียนของตน ซึ่งไม่สามารถประกันได้ว่าสิ่งที่เด็กได้เรียนรู้โดยการแยกเน้ือหาออกจากกันจะสามารถ
นาไปใชใ้ นชวี ติ ประจาวันไดห้ รือไม่

2.3 ทักษะทางวิชาการที่บรรจุลงในหลักสูตรและจัดการเรียนการสอนอาจจะมี
ความแตกต่างไปจากความจาเป็นของเด็กท่ีจะนาไปใช้ในชีวิตจริง ตัวอย่างเช่น นักเรียนได้ฝึกการเรียนรู้
เกยี่ วกับการใช้เงนิ โดยการฝกึ นับ 1 - 5 และ10 ซง่ึ ในความเป็นจริงเด็กอาจจะจาเป็น เพยี งการเรยี นรู้
การนับเงินเพียงหน่ึงบาทก็ได้

3. ทักษะหน้าที่ในหลักสูตรสาหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา นักการศึกษา
พิเศษได้ให้ความสาคญั ในการบรรจุเอาเนื้อหาทักษะหน้าทล่ี งในหลักสตู รสาหรบั เด็กที่มีความบกพร่อง
ทางสตปิ ญั ญา เช่น ทกั ษะการล้างจาน การนง่ั รถโดยสาร การส่งั อาหารในร้านอาหาร โดยการวเิ คราะห์
ถึงสัดส่วนต่าง ๆ ในทักษะน้ัน แล้วบรรจุลงในหลักสูตร ซ่ึงการนาเอาทักษะหน้าที่ต่าง ๆ บรรจุลงใน
หลกั สูตรจะชว่ ยทาใหน้ กั เรียนมีทักษะที่จาเปน็ กับการดารงชีวติ มากข้นึ

60

ดงั น้ันการออกแบบหลักสูตรสาหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ครตู ้อง
พิจารณาลักษณะการเรยี นรู้ของเด็กอย่างรอบคอบทั้งในระดับกลมุ่ (ชั้นเรียน) และรายบุคคลดังแสดง
ในภาพท่ี 4

A BC แผนการจดั การศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP)
W/S LTEG AEG STO EVAL
หลกั สตู รสาหรับ หลักสตู รสาหรับนักเรยี น
ทม่ี คี วามบกพรอ่ ง
เดก็ ปกติ ทางสตปิ ญั ญา

การประเมนิ - หนว่ ยการเรยี น DPE
- วิธีสอน GIA
- กลวธิ ี
- เทคนคิ การสอน
- แผนการสอน
- เทคโนโลยี ส่อื
สิ่งอานวยความ
สะดวก

W/S = จุดแขง็ และจดุ ออ่ น LTEG = เปา้ หมายทางการศึกษาระยะยาว
AEG = เป้าหมายทางการศึกษาระยะ 1 ปี STO = วัตถุประสงคร์ ะยะส้ัน
EVAL = การประเมนิ ผล DPE = การวินจิ ฉัย การกาหนดวิธีการ
GIA = การวเิ คราะหเ์ ป้าหมายทางการสอน
และการประเมนิ ผล

ภาพที่ 4 แสดงการวางแผนการพฒั นาหลกั สตู รสาหรบั นักเรยี นที่บกพรอ่ งทางสตปิ ัญญา
ที่มา: โทมสั เอ. เกรน. (Thomas A. Gren, 1996: 59)

61
จากภาพท่ี 4 แสดงรูปแบบท่ีอธิบายให้เห็นว่าจะสามารถวางหลักสูตรสาหรับ
นกั เรยี นที่มคี วามบกพรอ่ งทางสติปญั ญาได้อย่างไร ดงั นี้
แนวคิดในแผนผัง พ้ืนท่ี A แสดงถึงทักษะและความรู้ซึ่งมีในหลักสูตรท่ัวไปซึ่งเกิน
กว่าความสามารถในการเรียนรู้ของนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาท่ีจะเรียนรู้ได้ และไม่ได้
บรรจุอยใู่ นโปรแกรมของเขา พ้ืนท่ี B คอื ทักษะและความรู้ท่ีนักเรียนทีม่ ีความบกพร่องทางสติปัญญา
อาจจะสามารถเรียนรู้ได้ ท้ังนี้ขึ้นอยู่กับระดับความสามารถของนักเรียน ส่วนพ้ืนท่ี C คือ ทักษะและ
ความร้ทู ีจ่ าเป็นสาหรับนกั เรียนที่มีความบกพรอ่ งทางสติปัญญาต้องเรยี นรู้
พื้นท่ี A และ B แสดงถึงทักษะ ความรู้ กิจกรรม และประสบการณ์ท้ังหมด (หรือ
หลกั สตู รท้งั หมด) ที่โรงเรยี นจัดให้แก่นักเรียนทกุ คนทไ่ี มม่ ีความบกพร่องทางสติปัญญา หลกั สตู รน้ีต้อง
เปิดกว้างหลากหลายมากพอที่จะอานวยความสะดวกในการเรียนรู้ของเด็กท่ีฉลาดท่ีสุดและมีความ
ยืดหยุ่นมากพอที่จะให้การเรียนรู้ที่ดีสาหรับเด็กที่มีความสามารถน้อยกว่า ตัวอย่างเช่น หลักสูตร
จะตอ้ งครอบคลมุ ทกุ ชนั้ เรยี นและเนื้อหาวชิ าท้ังหมดทเ่ี หมาะกบั นักเรียนต้งั แต่ที่เรียนรู้ช้าท่สี ดุ ไปจนถึง
ชั้นเรียนที่มีความเป็นเลิศที่วางแผนเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ถ้านักเรียนท่ีมีความบกพร่อง
ทางสติปัญญาสามารถเรียนได้เช่นเดียวกับคนอ่ืน ๆ หลักสูตรนี้จะต้องครอบคลุมทักษะและความรใู้ น
พื้นท่ี A และ B แต่ในความเป็นจริงน้ันไม่สามารถเป็นไปได้ ดังน้ันแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
(IEP) น้ันจะต้องได้รับการออกแบบอย่างรอบคอบเพื่อคัดเลือกทักษะ และความรู้ท่ีจะสอนนักเรียน
เหลา่ น้ี
พื้นที่ B และ C ของแผนผังแสดงถึงทักษะ และความรู้ที่อาจเหมาะสมในการสอน
นักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา เส้นประที่แบ่งพ้ืนท่ีเหล่านี้แนะนาว่าต้องคานึงถึงความ
ต้องการจาเป็นและความสามารถของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาแต่ละคนเป็นสาคัญ
ตัวอย่าง เช่น หลักสูตรสาหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาท่ีมีความสามารถมากน้ันจะ
ครอบคลุมทักษะในพื้นท่ี B มากกว่านักเรียนท่ีมีความท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรง
กว่า ในการวางหลักสูตรควรพิจารณาในองค์รวม (Horizontal Curriculum Planning) ให้มีความ
ต่อเนือ่ งจากระดับการศึกษาอนุบาล ประถมศกึ ษา มธั ยมศึกษา หรือการเตรยี มความพร้อมด้านอาชีพ
และเตรียมความพร้อมในการใช้ชีวิตในสังคมเพื่อก้าวสู่วัยผู้ใหญ่ ใช้วิธีการวางหลักสูตรแบบทีละ
ข้ันตอน (Level to Level) ซึ่งควรต้องเป็นหลักสูตรเฉพาะบุคคล โดยสังเกตลักษณะการเรียนรู้ที่
นักเรียนทาได้ดีมาเชื่อมโยงกับหลักสูตรท่ีจัดทาข้ึน ในการปฏิบัติครูผู้สอนอาจมีข้อจากัดเรื่องเวลาใน
การจัดทาหลักสูตรเฉพาะบุคคล แต่เพ่ือประสิทธิภาพในการเรียนการสอนหลักสูตรเฉพาะบุคคลก็ถือ
วา่ เป็นส่งิ จาเป็นมาก
ดังน้ันการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาสาหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทาง
สติปัญญา จึงได้แก่ การปรับจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 โดยเทียบเคียง
มาตรฐานของสาระการเรียนรู้ นามาจัดทาเป็นหลักสูตรสถานศึกษาที่สอดคล้องกับสภาพความพิการ
ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โดยสานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ
การศึกษา (2550: 44) ได้กาหนดให้สถานศึกษามีหลักสูตรท่ีมีเน้ือหาสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับ
หลกั สตู รแกนกลาง และความตอ้ งการของผเู้ รยี นท่มี ีความบกพร่องทางสตปิ ัญญา ไดแ้ ก่
1. สถานศึกษามีสาระการเรียนรู้ท่ีบูรณาการการเรียนรู้กับระดับสากล ระดับชาติ
และระดบั ทอ้ งถ่นิ อย่างเหมาะสม

62

2. สถานศกึ ษามสี าระการเรียนรู้ท่เี หมาะสมกับสภาพความบกพร่องของนักเรียนท่ีมี
ความบกพร่องทางสติปัญญาและท้องถน่ิ ที่เป็นมาตรฐาน สอดคลอ้ งกับหลักสตู รแกนกลาง ครอบคลุม
กบั ความตอ้ งการของนกั เรยี น ชุมชนและสังคม

3. สถานศึกษามกี ารนาสาระการเรียนรู้ท่ีเหมาะสมกบั ท้องถนิ่ ไปใช้อย่างมีระบบและ
มีขั้นตอนการดาเนนิ งานที่ถกู ต้อง

4. สถานศกึ ษามกี ารประเมินผลการใชห้ ลกั สูตรโดยการมสี ่วนร่วมของทกุ ฝา่ ยท่เี ก่ียวข้อง
5. สถานศึกษามีการปรับปรุงสาระการเรียนรู้ท่ีเหมาะสมกับท้องถิ่นให้ทันสมัย และ
เหมาะสมกบั บรบิ ทของสถานศึกษาอยา่ งต่อเน่อื ง
ปจั จบุ ันหลักสตู รสถานศึกษาสาหรับนกั เรียนทม่ี ีความบกพร่องทางสติปญั ญาได้มีการ
ปรับปรงุ ในปี พ.ศ. 2562 ซงึ่ ผวู้ ิจยั และครหู ัวหน้าฝ่ายบริหารงานวิชาการ ครูหวั หนา้ งานการจัดการเรียน
การสอน ของโรงเรียน ได้ร่วมเป็นคณะกรรมการปรับปรุงหลักสูตรดังกล่าวร่วมกับคณะผู้บริหาร ครู
โรงเรยี นเฉพาะความพกิ ารทจี่ ดั การศึกษาสาหรับนกั เรียนทบ่ี กพรอ่ งทางสติปัญญา ผ้ทู รงคณุ วุฒิ ผเู้ ชย่ี วชาญ
ดา้ นการศึกษาพเิ ศษและด้านการจัดทาหลักสูตร ซ่งึ เปน็ การจดั ทาหลักสตู รโดยอิงสมรรถนะและหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 และอาศัยหลกั เกณฑ์วิธีการปรบั ใชห้ ลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 สาหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ โดยสานักวิชาการและมาตรฐาน
การศึกษา สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน เพื่อให้สถานศึกษาได้นาไปจัดการศกึ ษาโดย
การมีส่วนร่วมของหน่วยงานต่าง ๆ ท้ังภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน บุคคล ครอบครัว
องค์กรชุมชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถานบันทางสังคมต่าง ๆ ช่วยให้
ผู้เรียนได้รับการศึกษาท่ีสอดคล้องกับความต้องการจาเป็นพิเศษ (สาหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ) และ
สถานศกึ ษาเฉพาะความพิการทางสติปัญญาและสถานศึกษาสงั กัดอื่น ๆ สามารถนาไปใช้ และกาหนด
เลือกใช้หลักสูตรได้อย่างยืดหยุ่นตามความเหมาะสมของเด็กและบริบทของสถานศึกษาได้มากยิ่งข้ึน
โดยมีทิศทางของหลกั สูตร ดงั น้ี
วสิ ยั ทศั น์
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานสาหรับผู้เรียนสาหรับผู้เรียนที่มีความบกพร่องทาง
สติปัญญา พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2562) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม
สามารถพึ่งพาตนเอง อยรู่ ่วมกบั ครอบครัวและสงั คมไดอ้ ย่างมีความสขุ อยา่ งยงั่ ยนื
จดุ หมายของหลักสูตร
1. มีความรู้และทักษะเคล่ือนไหว ทักษะภาษาและการส่ือสาร ทักษะช่วยเหลือตนเอง
และสุขอนามยั ทกั ษะสงั คมและการดารงชวี ติ ทกั ษะวชิ าการ และทักษะอาชีพ
2. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัยรักการอ่าน การออกกาลังกายตาม
ศักยภาพของแต่ละบุคคล
3. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมอันพึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย
และปฏบิ ัติตนตามหลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรอื ศาสนาท่ีตนนบั ถือ ยดึ หลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี ง
4. มีความรักชาติ มีจิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทย และพลโลก ยึดม่ันในวิถีชีวิต
และการปกครองตามระบบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษตั ริย์ทรงเป็นประมขุ

63

5. มีจิตสานึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา
ส่ิงแวดล้อม มีจิตสาธารณะท่ีมุ่งทาประโยชน์สร้างส่ิงท่ีดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมี
ความสุข

สมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานสาหรับผู้เรียนสาหรับผู้เรียนที่มีความบกพร่องทาง
สติปัญญา พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2562) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ของการพัฒนาศักยภาพ
ซึ่งการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ท่ีกาหนดน้ัน จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะทส่ี าคัญ
5 ประการ ดงั นี้
1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด
ความรู้ ความเขา้ ใจ ความรสู้ กึ และทศั นะของตนเองเพื่อแลกเปลีย่ นข้อมลู ข่าวสาร และประสบการณ์
2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และถ่ายทอดความคิด
ด้วยกระบวนการในการสอ่ื ความหมาย เพือ่ การตัดสินใจเก่ยี วกับตนเองและสงั คมไดอ้ ย่างเหมาะสม
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เปน็ ความสามารถในการแกป้ ัญหาและอปุ สรรคต่าง ๆ
ทเ่ี ผชญิ ไดอ้ ย่างถกู ตอ้ งและเหมาะสม
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนากระบวนการต่าง ๆ
ไปใชใ้ นการดาเนินชวี ิตประจาวัน การประกอบอาชีพ รู้จักหลีกเล่ยี งพฤติกรรมทีไ่ ม่พึงประสงค์ทสี่ ่งผล
กระทบต่อตนเองและผอู้ ่ืน ดารงชีวติ อย่รู ่วมกับครอบครัว สังคมไดอ้ ย่างมคี วามสุขและย่งั ยืน
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้เทคโนโลยี
ด้านต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคมในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การทางาน การแก้ปัญหา
ถูกต้องเหมาะสม และมีคุณธรรม
คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานสาหรับผู้เรียนสาหรับผู้เรียนที่มีความบกพร่องทาง
สตปิ ัญญา พุทธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2562) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พทุ ธศักราช 2551 มุ่งพฒั นาผเู้ รียนให้มีคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ เพ่ือให้สามารถอยู่รว่ มกับครอบครัว
และสงั คมได้อยา่ งมีความสุขในฐานะเป็นพลเมอื งไทยและพลโลก ดังนี้
1. รกั ชาติ ศาสนา พระมหากษัตรยิ ์
2. ซื่อสตั ย์ สจุ ริต
3. มวี นิ ัย
4. ใฝเ่ รยี นรู้
5. อยูอ่ ยา่ งพอเพียง
6. มงุ่ มั่นในการทางาน
7. รักความเป็นไทย
8. มีจิตสาธารณะ
นอกจากน้ีสถานศึกษาสามารถกาหนดคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ให้สอดคล้องตามบริบท
และจดุ เน้นของแตล่ ะสถานศึกษาได้

64

การอา่ น คิดวิเคราะห์ และเขียน
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานสาหรับผู้เรียนสาหรับผู้เรียนที่มีความบกพร่องทาง
สติปัญญา พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2562) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 กาหนดให้มีการประเมินการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียน เป็นเง่ือนไขหน่งึ
ที่นักเรียนทุกคนจะต้องได้รับการประเมินตามเกณฑ์ท่ีสถานศึกษากาหนด จึงจะได้รับการพิจารณาให้
ผา่ นทุกระดบั ช้ันและจบการศึกษา ซึง่ การประเมินดังกล่าวเป็นการประเมินทักษะการคดิ และการถ่ายทอด
ความคิด ด้วยกระบวนการในการส่ือความหมายที่เกิดจากการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน ให้บุคคลอื่น
เข้าใจได้
มาตรฐานการเรยี นรู่
มาตรฐานการเรียนรู้ เป็นเป้าหมายที่ต้องการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนให้บรรลุผล
การเรียนรู้ตามกลุ่มทักษะที่กาหนดไว้ตามหลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐานสาหรับผู้เรียนสาหรับผู้เรีย น
ทม่ี ีความบกพร่องทางสติปัญญา พุทธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2562) ตามหลกั สตู รแกนกลาง
การศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ประกอบดว้ ย 6 กล่มุ ทักษะ ดงั น้ี
1. กล่มุ ทกั ษะการเคลื่อนไหว
2. กลมุ่ ทักษะภาษาและการสือ่ สาร
3. กลุ่มทกั ษะชว่ ยเหลือตนเองและสุขอนามยั
4. กลมุ่ ทกั ษะสงั คมและการดารงชีวติ
5. กลุ่มทกั ษะวิชาการ
6. กล่มุ ทักษะอาชีพ
5.4 การออกแบบการเรยี นการสอน
5.4.1 การออกแบบการเรียนการสอนสาหรับนักเรียนท่ีมคี วามบกพร่องทางสติปัญญา

มีแบบจาลองจานวนมากในการออกแบบการเรียนการสอน แต่ท่ีนักวิชาการได้
นาแนวคดิ มาใช้กันอย่างแพรห่ ลาย คอื “ADDIE” Model ซึง่ แบง่ ออกเป็น 5 ขนั้ ตอน คือ การวิเคราะห์
(Analysis) การออกแบบ (Design) การพัฒนา (Development) การนาไปใช้ (Implementation)
และการประเมินผล (Evaluation) (สุเทพ อ่วมเจริญ, 2547: 16) ซึ่งมีความเหมาะสมกับนักเรียนท่ีมี
ความบกพร่องทางสตปิ ญั ญา ดังนี้

1) ข้ันตอนการวิเคราะห์ (Analysis Phase) เป็นการวิเคราะห์ความต้องการ
จาเป็นพิเศษ ประกอบด้วย การวิเคราะห์ความต้องการจาเปน็ พิเศษในการจัดการเรียนรู้ รวบรวมภาระ
งานท่เี กย่ี วขอ้ งในการจดั การเรียนรู้

2) ขั้นตอนการออกแบบ (Design Phase) เปน็ การออกแบบวธิ ีการ หรอื รูปแบบ
เพื่อท่ีจะให้บรรลุเป้าหมาย ได้แก่ การพัฒนาจุดประสงค์การเรียนรู้ ซ่ึงต้องครอบคลุมผลการเรียนรู้ที่
คาดหวัง และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เขียนคาอธิบาย และระบุขั้นตอนการปฏิบัติของแต่ละภาระ
งานให้ชัดเจน พัฒนาเครื่องมือวัดการปฏิบัติที่ครอบคลุมความรอบรู้ ภาระงานในการจัดการเรียนรู้
ระบุพฤติกรรมท่ีเป็นพ้ืนฐานที่ผู้เรียนจาเป็นต้องมี ก่อนที่จะได้รับการเรียนรู้ จัดลาดับและโครงสร้าง
ของจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ เช่น ภาระงานที่งา่ ยจดั ไว้เปน็ ลาดับแรก

65

3) ขั้นตอนการพัฒนา (Development Phase) เป็นการพัฒนาเครื่องมือ
ท่ีใช้ในการจัดการเรยี นการสอน ได้แก่ การจดั ทารายการกิจกรรม หรอื พฤตกิ รรมการปฏิบัตทิ ี่จะช่วยให้
ผู้เรียน เรียนรู้ภาระงาน เลือกวิธีในการจัดการเรียนรู้และหรือส่ือในการเรียนรู้ ตรวจสอบวัสดุที่ใช้ใน
การจดั การเรียนร้ทู ีม่ ีอยู่ ไมจ่ าเป็นตอ้ งผลิตใหม่ พฒั นาสง่ิ อานวยความสะดวกในการจดั การเรยี นรู้ เชน่
แผนการจัดการเรียนรู้ คู่มือการจัดการเรียนรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้ นาสิ่ง
อานวยความสะดวกในการจดั การเรียนรู้สังเคราะห์เขา้ กับโปรแกรมการศึกษาตามหลกั สูตร

4) ขัน้ ตอนการนาไปใช้ (Implementation Phase) นาสาระและกจิ กรรมที่
จัดทาไปใช้ ประกอบดว้ ย การวางแผนในการบริหารจัดการในการนาแผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้ และ
ดาเนนิ การจดั การเรียนรู้ตามขนั้ ตอนตา่ ง ๆ ทกี่ าหนดไวใ้ นแผนการจดั การเรียนรู้

5) ข้ันตอนการประเมินผล (Evaluation Phase) เป็นการประเมินความก้าวหนา้
ของผู้เรียนและประสิทธิผลของสื่อในการจัดการเรียน ประกอบด้วย การตรวจสอบทบทวน และประเมิน
ภายในกระบวนการการออกแบบจัดการเรียนรูว้ ่าแต่ละขัน้ ตอนประสบความสาเร็จมากนอ้ ยเพียงใด
มีสิ่งใดสนับสนุนและเป็นอุปสรรคบ้าง ประเมินผลในลักษณะภายนอก เช่น การสังเกตว่าผู้เรียนสามารถ
เรียนรู้จากภาระงานต่าง ๆ และผเู้ รียนสามารถปฏบิ ตั ชิ ิ้นงานได้ พัฒนาระบบการจัดการเรียนรู้ใหด้ ีย่ิงข้ึน

5.4.2 หลักการสอนนกั เรียนที่มคี วามบกพร่องทางสติปัญญา
หลักการสอนนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา อาจสอนเป็นรายบุคคล

หรือรายกลุ่มก็ได้ การสอนควรยึดหลักระดับความสามารถของแต่ละบุคคลเป็นหลกั การจัดการเรียน
การสอนควรขอความร่วมมือจากหน่วยงานอ่ืนในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟ้ืนฟูสมรรถภาพทางอาชีพ
และผู้สอนควรมีวธิ ีการสอนที่แตกต่างไปจากการสอนปกติ โดยมีหลักการสอน ดงั นี้ (กรมสง่ เสริมและ
พัฒนาคุณภาพชีวติ คนพกิ าร, ม.ป.ป.: ออนไลน์)

1. คานึงถึงความพร้อมในการเรียนของบุคคลท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา
เพราะมคี วามพร้อมชา้ กวา่ บุคคลทัว่ ไป ก่อนทาการสอนครตู อ้ งเตรยี มความพร้อมก่อน

2. สอนตามความสามารถและความต้องการของบุคคลที่มีความบกพร่องทาง
สติปัญญาแต่ละคน โดยจัดสภาพการเรยี นการสอนใหเ้ หมาะกับสภาพและลักษณะของแต่ละคน และ
สอนตามระดับสติปัญญา

3. ยอมรับความสามารถ และส่งเสริมความสามารถของแต่ละบุคคลทีม่ ีความ
บกพร่องทางสตปิ ัญญา

4. พยายามฝึกให้บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาช่วยตนเองได้มากทีส่ ุด
จะเป็นการช่วยใหบ้ ุคคลท่ีมีความบกพร่องทางสตปิ ัญญาเกิดความเช่ือมั่นในตนเองเพิ่มขึ้น และทาให้เกิด
ความรู้สกึ ภาคภมู ใิ จในตนเอง

5. สอนตามวเิ คราะห์งาน (Task Analysis) โดยแบ่งงานเป็นขั้นตอนยอ่ ย เรียงลาดับ
จากง่ายไปหายาก เพ่ือไม่ให้เกิดความสับสนและให้สามารถทางานชิ้นนั้น ๆ ได้ และประสบความสาเร็จ
ในงาน ซ่ึงเปน็ การสรา้ งความเช่ือมน่ั ในตนเองย่ิงข้นึ

66

6. ใช้หลักการสอนแบบ 3 R
6.1 Repetition คอื สอนซา้ และใช้เวลาสอนมากกว่าบุคคลทว่ั ไป ใช้วิธสี อน

หลายวิธีในเนื้อหาแบบเดมิ
6.2 Relaxation คือ การสอนแบบไม่ตรึงเครียด ไม่สอนวิชาเดียวนานเกินไป

15 นาที ควรเปลี่ยนกิจกรรมการสอนวิชาการเป็นการเล่น ร้องเพลง ดนตรี เล่านิทาน หรือให้ลงมือ
ปฏิบตั จิ รงิ

6.3 Routine คือ การสอนให้เป็นกิจวัตรประจาวัน เป็นกิจกรรมท่ีจะต้อง
ทาเปน็ ประจาสมา่ เสมอในแต่ละวนั

7. สอนโดยการแบ่งกลุ่มตามตารางสอน สามารถทาได้ดีในกรณีท่ีบุคคลท่ีมี
ความบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาอยู่ในระดบั เดยี วกนั

8. สอนโดยการทากจิ กรรมหนง่ึ ต้องแทรกการฝกึ ทักษะด้านอ่ืนด้วย
9. ช่วยส่งเสริม และพัฒนาความเช่ือม่ันในตนเองแก่บุคคลที่มีความบกพร่อง
ทางสตปิ ัญญา เพือ่ จะสามารถเรียนได้ดขี ึ้น
10. สอนจากสง่ิ ใกล้ตัวไปหาสง่ิ ที่ไกลตวั
11. สอนโดยลงมอื ปฏบิ ตั ิจริง
12. สอนส่ิงที่มีความหมายสาหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา และ
สามารถนาไปใชใ้ นชวี ิตประจาวนั ได้ โดยเฉพาะสงิ่ ทเ่ี ปน็ นามธรรม ซ่งึ เปน็ สง่ิ ท่ีเขา้ ใจยาก ครูต้องใชค้ าง่าย ๆ
และยกตัวอยา่ งประกอบ
13. จัดการเรียนการสอนใหบ้ คุ คลท่ีมคี วามบกพร่องทางปัญญามีประสบการณ์
ใหม่ ๆ เพอ่ื ฝกึ การคิด
14. สอนโดยใช้อปุ กรณ์ หรือของจริงประกอบทุกครง้ั และตอ้ งให้เวลาพอสมควร
ในการเปล่ียนกิจกรรมหน่งึ ไปสอู่ กี กิจกรรมหนงึ่
15. การสอนต้องมีการสรา้ งแรงจูงใจและการเสริมแรงให้กบั ผู้เรียน
16. ประเมินผลความกา้ วหนา้ ของบุคคลท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาในทุก
ดา้ นอย่างสม่าเสมอ เพอ่ื นาข้อมลู ทไ่ี ดป้ รบั เปลี่ยนวิธีการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขน้ึ
17. มีความเชื่อมั่นว่าบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญามีความสามารถ
และศกั ยภาพในตนเอง และสามารถพัฒนาใหเ้ ปน็ บุคคลท่ีมปี ระมีประสิทธภิ าพย่ิงขนึ้
18. ส่งเสริมพฤติกรรมการปรับตัว นอกจากสอนด้านวิชาการแล้ว ต้องคานึงถึง
การส่งเสรมิ พฤตกิ รรมการปรับตวั ที่ไม่พึงประสงค์ และส่งเสรมิ พัฒนาการทางด้านอารมณ์ ภาษา และ
พัฒนาบุคลิกภาพไปพร้อมกนั
19. สอนให้บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาลดการพึ่งพาบุคคลลง
(Step of Independence) ต้องสอนทักษะที่จาเป็นในการดารงชีวิตและการเตรียมความพร้อม
ด้านอาชพี ด้วย

67

นอกจากนี้ กลั ยา กอ่ สุวรรณ และยวุ ดี วริ ยิ างกลู . (2561: 113 - 115) ยังได้กล่าวถึง
การจัดการศึกษาใหก้ ับนักเรยี นทีม่ คี วามบกพร่องทางสตปิ ัญญาระดับเล็กน้อย ไว้ ดงั นี้

1. การช่วยเหลือตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม (Early Intervention) เป็นกุญแจสาคัญ
ในการสง่ เสริมเด็กท่ีมีควาบกพร่องทางสตปิ ัญญาระดับเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างย่ิง เด็กทีไ่ ด้รับการวินิจฉัย
ตั้งแต่ระยะแรกคลอด เช่น ดาวน์ซินโดรม เด็กท่ีมีภาวะสมองพิการ (CP) เป็นต้น เพราะย่ิงให้ความ
ชว่ ยเหลอื เร็วเทา่ ไรเด็กย่อมพัฒนาไดเ้ ร็วมากขน้ึ เท่าน้นั นอกจากจะเปน็ การช่วยเหลือเด็กโดยตรงแล้ว
การชว่ ยเหลอื ต้งั แต่ระยะแรกเร่ิมยังสามารถลด หรอื ป้องกันปัญหาแทรกซอ้ นที่จะเกดิ ข้นึ ตามอกี ดว้ ย

2. วางแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล เมอ่ื ครูวางแผนการจัดการศึกษาเฉพาะ
บุคคล (IEP หรือ Individualized Education Plan) สาหรับบุคคลบกพร่องทางสติปัญญา ครูมักจะให้
ความสาคัญต่อการเรยี นหรือทักษะวิชาการเท่านน้ั แต่ความจริงแล้วทักษะด้านอ่ืน ๆ ก็มีความ สาคัญ
ต่อชีวิตบุคคลเหล่าน้ีเช่นกัน เช่น การเตรียมความพร้อมในด้านทักษะชีวิต การฝึกทักษะทางสังคม
และการฝึกอาชีพ

3. บริการท่ีเก่ียวข้อง บริการท่ีเกี่ยวข้องเป็นปัจจัยหนึ่งทีช่วยให้บคุ คลที่บกพร่อง
ทางสติปัญญาได้รับประโยชน์ทางการศึกษาอย่างเต็มที่ โดยปกติแล้วบุคคลบกพร่องทางสติปัญญา
จานวนไม่นอ้ ยทม่ี ีความบกพร่องอ่ืนรว่ มดว้ ย บคุ คลเหล่านจ้ี งึ ต้องรับบรกิ ารอื่นทจี่ าเป็น เช่น เดก็ บางคน
มคี วามผิดปกติทางการพูดและภาษาร่วมด้วย บางคนมีความผิดปกติด้านประสาทสัมผัส เช่น การมองเห็น
เป็นต้น เด็กบางคนอาจมอี าการชัก มีความผิดปกติทางพฤตกิ รรมและอารมณ์ เด็กเหล่านี้จึงควรไดร้ ับ
บรกิ ารดา้ นการฝกึ พดู กายภาพบาบดั หรือแพทย์เฉพาะทาง เป็นต้น

4. การจดั การศึกษาแบบเรียนรวม ในปัจจุบนั เด็กที่มีความต้องการพเิ ศษมโี อกาส
ได้เรียนรวมกับเด็ดทั่วไปในโรงเรียนปกติมากขึ้น ดังนั้น เด็กที่มีภาวะความบกพร่องทางสติปัญญา
โดยเฉพาะเดก็ ท่ีมีความบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาระดับเลก็ นอ้ ย จงึ มีโอกาสอยู่ในระบบการเรยี นรวมด้วย
แต่การที่เด็กเหล่านี้จะสามารถเรยี นรวมและประสบความสาเร็จได้ ผู้เก่ียวข้องต้องเตรียมความพร้อม
ในด้านต่าง ๆ ให้กับเด็ก และท่ีสาคัญท่ีสุดคือการเตรียมความพร้อมของบุคลากร เช่น ความรู้ ทักษะ
และเจตคติของครูในชั้นเรียนปกติและครูการศึกษาพิเศษ ในการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสม
สาหรับนักเรยี นทกุ คนในช้นั เรียนอยา่ งแทจ้ รงิ

5. ความรพู้ ้ืนฐานทางวิชาการ เดก็ ท่มี ีภาวะบกพร่องทางสตปิ ัญญาระดับเล็กน้อย
มคี วามบกพร่องด้านการเรยี นอยู่แล้ว กลา่ วคือ เดก็ เหล่านีม้ คี วามสามารถในการอ่านและเขียนต่ากว่า
เด็กวัยเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการสะกดคา ความคล่อง และความเข้าใจจากการอ่าน ส่วนในวิชา
คณิตศาสตร์น้ัน เด็กบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อยมักสามารถคิดคานวณระดีบพื้นฐานได้
แต่อาจมีปญั หาเร่ืองการใหเ้ หตผุ ล และการนาแนวคิดไปใช้แก้ปัญหา ดังนนั้ ครูจงึ ควรเนน้ ความรู้เร่ือง
คณิตศาสตร์ที่เขาสามารถใช้ได้ในชีวิตประจาวัน เช่น การใช้เงิน การรู้จักเวลา เป็นต้น ทักษะเหล่าน้ี
ช่วยให้เขาใช้ชีวิตโดยอิสระ และใช้ชีวิตในชุมชนได้อย่างมีความสุข และเมื่อนักเรียนจบระดับช้ัน
มัธยมศกึ ษาแล้ว หากไดร้ ับการฝึกอบรมหรือเรียนต่อด้านอาชีพ เด็กเหลา่ นจี้ ะสามารถทางานหาเลี้ยงชีพ
พงึ่ พาตนเอง และใชช้ ีวิตอยใู่ นชมุ ชนไดอ้ ย่างคนปกติทั่วไป

68
6. การนาความรู้ไปใช้ในสถานการณ์จริง โดยปกติเด็กทั่วไปสามารถนาส่ิงต่าง ๆ
ที่ได้เรียนรู้จากห้องเรียนไปใช้ในชีวิตจริงได้ เช่น เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับการบวก และลบในห้องเรียน
แลว้ นาความรูน้ ้ันไปใช้ซือ้ ของทีร่ ้านค้าในชุมชนได้ แต่เดก็ ทมี่ ีความบกพรอ่ งทางสติปัญญาถึงแม้ว่าจะมี
ความบกพร่องเพียงเลก็ นอ้ ยกไ็ ม่สามารถนาความรู้ทไี่ ดเ้ รียนมาไปปรบั ใช้กับสิ่งตา่ ง ๆ ทเ่ี กดิ ข้นึ ในชวี ิตจรงิ ได้
ดังนัน้ ครูที่สอนเด็กเหล่าน้ี ตอ้ งเข้าใจข้อจากัดดังกล่าว และวางแผนการสอนให้เด็กเหล่าน้ีได้นาความรู้
ทไี่ ดเ้ รียนในหอ้ งเรียนไปใช้ในสถานการณต์ า่ ง ๆ ไดด้ ้วย
ณชั พร ศุภสมทุ ร์ และคณะ (2553: 21 - 22) ได้กลา่ วถงึ การจัดการศึกษาสาหรับ
เด็กทมี่ ีความพกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญา ในแต่ละระดับชน้ั เรียนไว้ ดงั นี้
1. ระดบั ก่อนวยั เรยี น เนน้ ความพรอ้ มของเดก็ ทัง้ ในด้านความคดิ ความจา ร่างกาย
อารมณ์ และสังคมของเด็ก ความพร้อมของเด็กเป็นพื้นฐานสาคญั ในการเรยี นในระดับประถมศกึ ษา
การพัฒนาทักษะของเด็กในระดับนีค้ วรเน้นทกั ษะท่ีจะจาเปน็ ท่จี ะช่วยให้เด็กมีความพร้อมในการเรียน
เช่น การพัฒนากล้ามเนือ้ มดั เลก็ กล้ามเน้ือมัดใหญ่ การฝกึ ให้นกั เรียน มีความสนใจในบทเรยี นนานข้ึน
การฝึกความคิดความจา ฝกึ ภาษา ฝึกพดู เป็นต้น
2. ระดับประถมศึกษา เน้นเกีย่ วกบั การอา่ น คณติ ศาสตร์ ภาษา สว่ นวิทยาศาสตร์
และสังคมศึกษาน้ันมีความสาคัญรองลงไป ในหลักสูตรแตกต่างไปจากหลักสูตรสาหรับเด็กปกติ ตลอดจน
เอกสารการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความสนใจ และความสามารถของเด็ก ส่วนเนื้อหา วิชาดนตรี
และศลิ ปะ ควรจดั ให้เหมาะสมกบั เด็ก
3. ระดับมัธยมศึกษา เน้นความต้องการและความสามารถของเด็กเป็นสาคัญ
หากเด็กมีความสามารถในการเรียน เด็กควรได้รับการส่งเสริมให้เรยี นวิชาที่เหมาะสม หากเด็กไม่มี
ความพร้อม ควรให้เด็กเรียนในด้านอาชีพ และฝึกทักษะที่จาเป็นในการดารงชีวิต เพื่อเตรียมเด็กให้
สามารถดารงชีพในสังคมได้ ควรฝึกให้เด็กมีทักษะในด้านต่อไปน้ี คือ ทักษะด้านการงาน และอาชีพ
การครองเรือน นนั ทนาการ การดูแลสขุ ภาพ การดารงชีพในชุมชน
ดงั น้ัน ครูจึงจาเปน็ ต้องใชห้ ลักการสอนพเิ ศษกวา่ เด็กปกติ กล่าวคือ
1. ใช้ส่ือการสอนให้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการของเด็กโดยคานึงถึงอายุสมอง
ไม่ใช่อายุตามปฏทิ นิ
2. สอนในช่วงเวลาสน้ั ๆ เพอื่ ให้เหมาะสมกบั ชว่ งความสนใจของเดก็
3. สอนตามขนั้ ตอนของงานที่แยกยอ่ ยตามลาดับจากงา่ ยไปหายาก และไม่ซับซ้อน
4. ในการสอนแต่ละครั้ง ควรสอนเน้อื หาวิชาให้น้อยลง
5. สอนบทเรียนให้เหมาะกับสภาพของชวี ิตจรงิ และปฏิบตั ิได้จรงิ
6. สอนซ้า ๆ และสม่าเสมอ
7. ใชค้ าพูดที่ชัดเจนและประโยคส้นั ๆ ไมส่ บั สน
8. ใหก้ ารเสรมิ แรงตามความเหมาะสม
9. สังเกต บนั ทึก ความก้าวหน้าของเด็กเป็นรายบุคคลเปน็ ระยะ ๆ ตลอดเวลาสอน
10. ให้ความร่วมมอื ในการแก้ไขปญั หาต่าง ๆ รว่ มกบั ผู้ปกครองและนกั วิชาชีพ
ที่เกีย่ วขอ้ ง
ทง้ั น้คี รูผู้สอนตอ้ งใช้เทคนคิ การสอนโดย ครูต้องสรา้ งแรงจูงใจก่อน หลังจากนนั้
จึงใช้เทคนิคอ่ืน ๆ ตามความเหมาะสม และก่อนสอนครูจาเป็นต้องเรียนรู้เร่ืองพัฒนาการ และข้อมูล
เกย่ี วกับตัวเด็กกอ่ น

69

การจัดการเรียนการสอนแก่ผู้เรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาตามแนวทาง
ดง่ั ที่กลา่ วมาให้เกิดผลได้นั้น ผู้วจิ ัยเหน็ ว่าครผู ู้สอนต้องมีความรู้ความเข้าใจในความแตกต่างของนักเรียน
แต่ละคนเป็นอย่างดีท้งั ในด้านจุดเด่น จดุ ด้อยและขีดข้อจากัดในความสามารถของนักเรียน เพื่อนามา
วางแผนในการจัดการศึกษาให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพของนักเรียนแต่ละคน และต้องมีความรู้
ความสามารถในด้านการสอนและพัฒนานักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาอย่างมากเป็นพิเศษ
กว่าครูที่สอนนักเรียนปกติ นอกจากนี้ยังต้องมีความอดทน และพยายามอย่างมาก เนื่องจากเดก็ ท่ีมี
ความบกพรอ่ งทางสตปิ ัญญามี ระดบั สตปิ ัญญาตา่ มีความสามารถในการเรียนรนู้ ้อย และมักจะมีความ
พิการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ความบกพร่องทางร่างกาย ทางการพูด และปัญหาพฤติกรรมต่าง ๆ ท่ีครูผู้สอน
จะต้องมีความเขา้ ใจเอาใจใส่และแกไ้ ขปญั หาดงั กล่าวดว้ ย

6. แนวคิดการพัฒนาครูการศกึ ษาพิเศษมอื อาชีพ

“อาชีพครูถือว่าสาคัญย่ิง เพราะครูมีบทบาทสาคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญมั่นคง
และก่อนที่จะพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญได้นั้นจะต้องพัฒนาคน ซึ่งได้แก่ เยาวชนของชาติเสียก่อน
เพื่อให้เยาวชนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณค่าสมบูรณ์ทุกด้าน จึงสามารถช่วยกันสร้างความเจริญให้แก่
ชาติต่อไปได้....” พระราโชวาทของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันพิธี
พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สาเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยครู ณ อาคารใหม่สวนอัมพร วันพุธที่ 18
พฤษภาคม พ.ศ. 2526 จากพระราโชวาทที่ได้อัญเชิญมานี้ เป็นเครื่องยืนยันให้เห็นถึงความสาคัญ
ของบุคคลท่ีเป็นครูท่ีมีต่อความเจริญม่ันคงของประเทศชาติและมีต่อการพัฒนาเยาวชนให้เติบโตเปน็
ผู้ใหญท่ ี่มีคณุ ภาพ ฉะน้นั อาชีพครูจึงเปน็ อาชีพช้นั สูงท่ีเกี่ยวข้องกับการพัฒนาสังคม สังคมให้การยกย่อง
ให้ความสาคัญว่าเป็นทรัพยากรที่มีความสาคัญอย่างย่ิงต่อการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนในสถานศึกษา
โดยเฉพาะอย่างย่งิ ในโรงเรยี นศึกษาพิเศษครผู ู้สอนต้องใช้ความอดทน อดกล้ันเปน็ อยา่ งมาก ตอ้ งเสยี สละ
และเหน็ดเหน่ือยกว่าครูในโรงเรียนปกตทิ ่ัวไป ต้องหม่ันพัฒนาตนเองให้มีความรู้ความสามารถในการ
ปฏบิ ัติงานการสอน การดูแลพัฒนาผู้เรียนท่ีมีความบกพร่องทางด้านต่าง ๆ อยู่เสมอ ๆ เพราะองค์กรใด ๆ
ก็ตามจะประสบผลสาเร็จได้ ทรัพยากรที่เป็นที่ยอมรับกันว่ามีความสาคัญสูงสุดต่อองค์กร คือ
ทรัพยากรมนุษย์ หรือทรัพยากรบุคคล หากองค์กรมีทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถแล้ว
โอกาสประสบผลสาเรจ็ ไดม้ ากกวา่ องค์กรท่ีมคี ุณภาพบคุ ลากรน้อยกวา่ (สถาพร วิสามารถ, 2551: 177)

ดังนั้น การเพิ่มพูนความรู้ความสามารถของบุคลากรจึงเป็นสิ่งจาเป็นที่ต้องกระทาข้ึน
เพ่ือประสิทธิภาพและประสิทธิผลขององค์กร และการพัฒนาครูท่ีเป็นทรัพยากรสาคัญในการพัฒนา
ผเู้ รียนใหไ้ ปสคู่ วามเปน็ ครมู ืออาชพี จึงมีความจาเปน็ อยา่ งย่ิงเชน่ เดียวกนั

6.1 ความหมายของครูการศึกษาพิเศษมืออาชีพ
คาว่า “ครูการศึกษาพิเศษ” ตามระเบียบ ก.ค. ว่าด้วยเงินเพ่ิมสาหรับตาแหน่งท่ีมี

เหตุพิเศษของครูการศึกษาพิเศษ และครูการศึกษาพิเศษกรณีเรียนร่วม พ.ศ. 2539 หมายความว่า
ขา้ ราชการครซู ึ่งปฏบิ ัตหิ น้าท่เี ป็นครูสอนคนพิการตามประเภททกี่ าหนดไว้ และได้ปฏิบัติหนา้ ท่ีทาการ
สอนในสถานศึกษาที่เปิดสอนเฉพาะคนพกิ ารของทางราชการ และหรือในความควบคุมของทางราชการ

คาว่า “ครูมืออาชีพ” ได้มีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายของครูมืออาชีพไว้
ผู้วิจัยขอนามากลา่ วอ้างเปน็ บางทา่ น ดังนี้

70

สานักงานเลขาธิการคุรุสภา (2538: 4) กล่าวถึงครูมืออาชีพว่า เป็นครูท่ีพึงมีการพัฒนา
ประเมิน ปรับปรุงด้วยตนเองอย่างสม่าเสมอ ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างเป็นที่ยอมรับของนักเรียนและ
เพ่ือนร่วมงาน มุ่งประโยชน์ของสังคมสว่ นรวม

ยนต์ ชมุ่ จติ (2553: 24 – 25) กลา่ ววา่ ครวู ิชาชีพ คือครทู ่ปี ระกอบไปด้วย คุณสมบัติ
หลัก 2 ประการ ประการแรก คือ ความรู้ชัด รู้จริง รู้แจ้ง รู้ที่จะสอนไม่ควรสอน ประการที่สอง คือ
ความสามารถในการถ่ายทอดวิชาความรูท้ ้ังหลายแก่ปวงศิษย์ รวมทั้งการอบรม ส่ังสอนโน้มน้าวจติ ใจ
ให้ศษิ ยป์ ระพฤติตนอยูใ่ นคุณธรรมความดี

ไพรินทร์ เหมบุตร (2555: 57) ครูมืออาชีพ หมายถึง บุคลากรทางการศึกษาที่มีความรู้
ทักษะ สามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสาคัญ ด้วยเทคนิควิธีท่ีมีประสิทธิภาพ
เป็นครูที่มุ่งมั่นพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียนและผู้อื่น มีคุณสมบัติของ
ผู้ประกอบวชิ าชีพครตู ามมาตรฐานวชิ าชีพ

จากความหมายที่ให้ไว้ข้างต้น สามารถสรุปความหมายของครูการศึกษาพิเศษมืออาชีพ
ได้ว่า หมายถงึ ขา้ ราชการทีป่ ฏบิ ตั ิหน้าท่สี อนนักเรียนพิการประเภทต่าง ๆ ในสถานศกึ ษาของรฐั และ
เอกชน ด้วยความมุ่งมั่น ทมุ่ เทในอาชีพ หมน่ั ศึกษา ค้นคว้าหาแนวทาง เทคนิควิธีการใหม่ ๆ ในการพัฒนา
นักเรียน และพัฒนาตนให้มีความรู้ ความสามารถในการปฏิบัติหน้าทตี่ ามมาตรฐานวิชาชีพครู อยา่ งมี
ประสิทธิภาพ และประพฤตปิ ฏิบตั ิตนเปน็ แบบอย่างทดี่ แี ก่ลกู ศิษย์ และผู้อืน่

6.2 กฎหมายท่เี ก่ียวขอ้ งกับการพฒั นาครู
กฎหมายท่ีเกี่ยวข้องกับการพัฒนาครู ประกอบดว้ ย รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย

พุทธศักราช 2550 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาครูการศึกษาพิเศษได้ระบุไว้ในหมวด 5 แนวนโยบาย
พื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา 80 (3) “รัฐต้องดาเนินการพัฒนาคุณภาพ และมาตรฐานการจัดการศึกษา
ในทุกระดับ และทุกรูปแบบให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม จัดให้มี
แผนการศึกษาแห่งชาติ กฎหมายเพ่ือพัฒนาการศึกษาของชาติจัดให้มีการพฒั นาคุณภาพครู และบุคลากร
ทางการศึกษาให้ก้าวหน้าทันการเปลี่ยนแปลงของสงั คมโลก รวมทั้งปลูกฝังให้ผู้เรียนมีจิตสานึกของ
ความเป็นไทย มีระเบียบวินัยคานึงถึงประโยชน์สว่ นรวม และยดึ ม่ันในการปกครองระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปน็ ประมขุ ”

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545
มาตรา 9 (4) มหี ลกั การส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
มาตรา 52 ให้กระทรวงส่งเสริมให้มีระบบ กระบวนการผลิต การพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากร
ทางการศึกษาให้มีคุณภาพและมีมาตรฐานที่เหมาะสมกับการเป็นวิชาชีพครูช้ันสูง และมาตรา 81
ให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุนผู้อยู่ใตบ้ ังคับบัญชา โดยการให้ไปศึกษา ฝึกอบรม ดูงาน
หรอื ปฏบิ ตั ิงานวิจัย และพัฒนาครตู ามระเบียบที่ ก.ค.ศ. กาหนด

ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการพัฒนาครูให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถและทักษะในด้าน
การทางาน การปฏิบัติหน้าท่ีในการสอน การพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุตามเปา้ หมายในด้านต่าง ๆ ได้ถูก
บังคับไว้ด้วยกฎหมายนับแต่กฎหมายสูงสุดของประเทศ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
2550 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาครูการศึกษาพิเศษได้ระบุไว้ในหมวด 5 แนวนโยบายพ้ืนฐานแห่งรัฐ
มาตรา 80 (3) และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)
พ.ศ. 2545 มาตรา 9 (4) มาตรา 52 และมาตรา 81

71

6.3 แนวคดิ และทฤษฎีเกีย่ วกับการพฒั นาครู
6.3.1 ทฤษฎกี ารจงู ใจและสุขศาสตร์
ทฤษฎีนี้เป็นผลงานของเฟรดเดอริค เฮิร์ซเบิร์ก (Frederick Herzberg)

ซึ่งเป็นทฤษฎีที่มีความแตกต่างกันไปตามพฤติกรรมการทางานของคน แรงจูงใจ (Motivation)
เป็นการกระตุ้นจากลักษณะภายในของงานเอง ทาให้เกิดความพอใจในงาน ประกอบด้วยความสาเร็จ
การยอมรบั งานในหน้าท่ี ความรับผิดชอบ และความก้าวหนา้ ของงาน ส่วนความสบายใจ (Hygiene)
หมายถึงองค์ประกอบภายนอกงาน ซึ่งอาจทาให้เกิดความไม่พอใจในงานยข้ึนท่ีจะช่วยให้การกระทา
ที่จะช่วยกระตุ้นให้คนรู้สึกอยากทางานขึ้นมาเอง หรือเรียกว่าเป็นการปลูกฝังให้เกิดแรงจูงใจใน
การทางานนั้น อาจทาได้ดังน้ี (สรุ พล เพชรไกร. 2554: 17 - 18)

1. ลดเวลาท่ีใช้ในการทางานลง วิธีลดเวลาทางานท่ีได้ผลดี คือ การจัดให้มี
ชว่ั โมงสาหรับสันทนาการข้ึนในวันทางานวันใดวนั หน่ึง เป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนไดห้ ยุดพักจากการงาน
มาร่วมสังสรรค์ พักผ่อน จะทาให้แล้วความรู้สึกอยากที่จะหยุดหรือลาจากงานจะมีน้อยลง หรือไม่มีเลย
แตก่ ลับจะเพมิ่ ให้มีความต้องการทุกคนรู้สึกว่าต่างเป็นเพ่ือนร่วมงานและร่วมกันเล่น เกิดความรูส้ ึกผูกพัน
ชว่ั โมงทางานมากข้ึนเพราะความรู้สกึ ผกู พนั นั่นเอง

2. หมุนเวียนค่าจ้าง เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะกระตุ้นให้คนทางาน เพราะทุกคน
ต่างหวังที่จะได้รับเงินค่าจ้างเพ่ิมขึ้นจากการทางานเสมอ เมื่อมีระบบหมุนเวียนการเพ่ิมเงินค่าจ้างขึ้น
ก็จะมีความหวังวา่ ครง้ั ต่อไป โอกาสท่ีจะได้รับเงินเพ่ิมข้ึนจะเป็นของตนบา้ ง แต่นายจ้างบางคนเห็นวา่
เมอ่ื ระบบการเพิม่ ค่าจ้างหมนุ เวยี นไม่ไดผ้ ลก็อาจใช้วิธลี ดคา่ จา้ งแทน

3. ประโยชน์พิเศษที่ให้กับลูกจ้างนอกจากค่าจ้าง จะช่วยให้ลูกจา้ งเกิดความรู้สึก
ม่ันคงปลอดภัย หาเวลาไปทางานพิเศษอ่ืนนอ้ ยลง ย่ิงถ้าเห็นว่าหนว่ ยงานที่ทาอยู่ให้เงนิ เพ่ือสวสั ดิการ
หรืออนื่ ๆ มากพอก็จะไมห่ างานทาท่ีอน่ื อีกต่อไป แตข่ อ้ น้ียงั ไมเ่ พียงพอแก่ลูกจ้าง เม่อื ได้ผลประโยชน์
พิเศษมากแล้วถึงจะเรียกร้องให้ได้จนอาจเดือดร้อนแก่เจ้าของกิจการถึงกับต้องเลิกการดาเนินการ
สทู้ ุนด้านค่าจา้ งแรงงานไม่ไหว เช่นนีแ้ ลว้ ก็จะดาเนนิ การหาวิธีการข้นั ต่อไปทีจ่ ะระงับการเกิดเหตุเชน่ นัน้

4. การฝกึ อบรมด้านมนุษยสมั พันธ์ เพอื่ ให้ทุกคนสามารถทางานรว่ มกนั อย่าง
มีประสิทธภิ าพ นึกถึงความรบั ผดิ ชอบและหน้าที่ของตนเปน็ ที่ต้ัง รวมทั้งความร่วมมอื ทต่ี อ้ งใหก้ ับผู้อ่ืน
เข้าใจลักษณะและธรรมชาติของคนอ่ืน เพ่ือจะได้ช่วยให้สัมพันธภาพดาเนินไปด้วยดี แต่การที่จะเข้าใจ
คนอนื่ ได้นัน้ ตอ้ งเขา้ ใจตนเองให้ถ่องแท้เสียก่อน วธิ ีการหนึ่งที่จะชว่ ยให้เขา้ ใจและยอมรบั ตนเองได้ คือ
การฝึกการรว่ มรบั รทู้ างอารมณ์ และความรสู้ กึ กับคนในกลมุ่

5. การฝึกการร่วมรับรู้ทางอารมณ์และความรู้สึกกับคนในกลุ่ม (Sensitivity
Training) จะทาให้รู้จักตนเอง ยอมรับในความเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ ที่มีอยู่เป็นลักษณะส่วนตัว
ของแตล่ ะคน อกี ท้ังยังทาใหท้ ุกคนรูข้ อ้ ดีและข้อเสยี ของตน เพอ่ื เป็นแนวทางกไ้ ขปรบั ปรงุ ตนเองตอ่ ไป

6. การสือ่ สาร (Communication) เปน็ สงิ่ จาเป็นของการดาเนินชีวติ ในรูปแบบ
อันจะทาให้เกิดความเข้าใจตัวเอง และผู้อ่ืนได้เพ่ิมขึ้น วิธีการในการติดต่อส่ือสารควรมีการนามาใช้
ให้เหมาะสม เป็นต้นว่าวิธีท่ีจะทาให้ลูกจ้างเข้าใจฝ่ายบริหารได้ทาอะไรเพื่อเขา และเพ่ือหน่วยงาน
นโยบายของหน่วยงานที่ลูกจ้างทุกคนต้องรู้ สิ่งที่สาคัญที่จะก่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อกันได้ คือ
การติดต่อกันระหว่างท้ัง 2 ฝ่าย ท้ังฝ่ายลูกจ้างและฝ่ายบริหารต่างสง่ และรับการส่ือสารซ่ึงกันและกนั
ทเ่ี รยี กว่า Two – way Communication นนั่ เอง

72

7. การเปิดบริการให้คาแนะนาปรึกษาแก่ลูกจ้าง (Employee Counseling)
ซึ่งจะช่วยลดความคับขอ้ งใจของลูกจา้ งลง และช่วยกระตุ้นความรู้สึกในทางที่ดีให้เกิดข้ึน แม้จะเป็น
วิธีการทไี่ มส่ ู้จะทันสมัยนกั แต่กช็ ่วยให้ไดผ้ ลมากทีเดียว

6.3.2 ทฤษฎี X และทฤษฎี Y โดย McGregor
การวางแผนการนาไปสู่ทฤษฎีแบบใหม่ ซึ่งเสนอโดยดักลาส แมคเกรเกอร์

(Douglas McGregor) เรียกว่า Theory X – Theory Y ซึ่งเขาเห็นว่าองค์กรแบบเก่าน้ัน การตัดสินใจ
สั่งการจะอยู่ที่ส่วนกลาง ความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้าและลูกน้อง เป็นโครงสร้างแบบปิรามิด
การควบคุมงานมาจากภายนอก สง่ิ เหล่านตี้ ้ังอยบู่ นฐานคตเิ บอื้ งตน้ กับลกั ษณะธรรมชาตขิ องมนุษย์

แมคเกรเกอร์ (McGregor) ร้สู กึ ว่าการบรหิ ารจาเป็นจะตอ้ งกระทาบนพื้นฐาน
ของความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะธรรมชาติและการจูงใจคนอย่างถูกต้องยิ่งข้ึน การบริหารที่มีพื้นฐาน
เหมาะกับสถานการณ์ในปัจจุบันบุคคลในสังคมประชาธิปไตย ซึ่งมีระดับการศึกษาและมาตรฐาน
การครองชีพสูงขึ้น จะสามารถแสดงพฤติกรรมเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น โดยมีรายละเอียดฐานคติเบื้องต้น
เก่ียวกับลักษณะธรรมชาติของมนุษย์ ที่ได้เน้นไว้ใน Theory X – Theory Y ดังน้ี (สุรพล เพชรไกร.
2554: 15 - 17)

Theory X Theory Y

1. งานเปน็ ส่งิ ทคี่ นส่วนใหญ่ไม่ชอบ ขเ้ี กียจ 1. งานเหมือนการเล่น ถ้าหากสภาพการณ์

2. คนส่วนใหญ่ไม่มีความทะเยอทะยาน เออ้ื อานวยให้

ตอ้ งการรับผดิ ชอบแต่เพียงเล็กนอ้ ย 2. ในการที่จะทางานให้สาเร็จบรรลุ

และตอ้ งการที่จะได้รับการควบคมุ บังคับ เปา้ หมายขององค์กรน้ันการควบคมุ

3. คนส่วนใหญ่มขี ดี ความสามารถในดา้ นการ ตนเองเปน็ สงิ่ ทีจ่ ะขาดมิได้

สรา้ งสรรคน์ อ้ ยเกยี่ วกับการแก้ปัญหาต่าง ๆ 3. ขีดความสามารถในด้านการสร้างสรรค์

ขององค์กร เกยี่ วกบั การแก้ไขปญั หาต่าง ๆ ของ

4. การจงู ใจ หรอื ไฟในการทางานเกิดข้ึนใน องค์กรของคนส่วนใหญ่มีอยู่อย่าง

ระดับสรรี ศาสตรแ์ ละระดับความปลอดภยั กว้างขวาง

เท่านัน้ 4. การจูงใจหรือไฟในการทางานเกิดขนึ้

5. คนสว่ นใหญ่ต้องการทจ่ี ะไดร้ ับการ ในระดับการยกย่องนับถือและระดับ

ควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด และชอบทจี่ ะให้ สัจธรรมในตนเองเช่นเดียวกันกับที่

ใชอ้ านาจบังคบั บ่อย ๆ เพอ่ื ให้สาเร็จตาม เกิดขึ้นในระดบั สรีรศาสตรแ์ ละระดับ

วัตถปุ ระสงค์ขององคก์ าร มั่นคงปลอดภัย

5. คนสามารถทจ่ี ะบังคบั ควบคุมตนเอง

และสร้างสรรคใ์ นขณะทางาน ถา้ หาก

ได้รับการจงู ใจอยา่ งเหมาะสม

73

6.3.3 ทฤษฎกี ารเสรมิ แรง (Reinforcement Performance Theory)
เนตร์พัณณา ยาวิราช (2552: 157 - 159) กล่าวถึงผลการศึกษา โดยนักจิตวิทยา

ชื่อว่า เอ็ดเวอร์ด ธอร์นไดค์ (Edward Thorndike) เรื่องกฎแห่งผล (Law of Effect) หมายถึง
พฤตกิ รรมเกิดข้ึนเม่อื มีการกระตุน้ ในทางบวกซ้าแลว้ ซ้าอีกทาใหม้ ีการแสดงพฤตกิ รรมออกมา ที่เรยี กว่า
การเสริมแรง (Reinforcement) ในการจูงใจพนักงาน ผู้บริหารมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของพนักงาน
ที่ชว่ ยใหพ้ นกั งานแสดงพฤติกรรมไดห้ ลายแบบ ดังน้ี

1. การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) หมายถึง การทางาน
นั้นมีคุณค่าข้ึน โดยที่พนักงานจะแสดงพฤติกรรมซา้ ๆ หากได้รับการตอบแทนในทางที่ดี มีความ
พึงพอใจในงาน มีการประเมินผลการทางานเป็นที่น่าพอใจ ทาให้ได้รับค่าตอบแทนเพ่ิมขึ้น การเสริมแรง
ทางบวก หรือการทาให้เน้ืองานเพ่ิมขึ้น (Enriched Jobs) ใช้ในการจูงใจพนักงานได้ทาให้พนักงาน
แสดงพฤตกิ รรมทีไ่ มใ่ ชเ่ พียงแค่เปน็ การทางานธรรมดา

2. การเสริมแรงทางลบ (Negative Reinforcement) หมายถึง การลงโทษ
พนกั งาน เพือ่ ไม่ให้พนักงานแสดงพฤติกรรมท่ีไมด่ ีอีก เพื่อไม่ให้พนักงานแสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนา

3. การลงโทษ (Punishment) หมายถึง การลงโทษเมอื่ พนกั งานทาผดิ กฎระเบยี บ
ข้อบงั คบั พนกั งานจะมีความรสู้ ึกอารมณ์ท่ีไมด่ ี และทาให้เกิดการรับรู้ถึงความไม่ยุติธรรมและขาดขวัญ
กาลังใจในการทางาน

4. การทาใหพ้ ฤติกรรมไมด่ ีหมดไป (Extinction) หมายถึง การทาให้พฤติกรรม
ทไี่ มด่ หี มดไป สญู หายไป อาจทาไดโ้ ดยการไลอ่ อก

5. การเสริมแรงทางบวกและทางลบ มีข้อสรุปได้ว่า พนักงานมีความต้องการ
การเสริมแรงทางบวกเพราะทาให้พนักงานแสดงพฤติกรรมซ้าหลีกเลี่ยงการเสริมแรงทางลบ ทาให้ไม่เกิด
พฤติกรรมซา้ อกี ดงั ภาพท่ี 5

พฤตกิ รรม การเสรมิ แรงทางบวก พฤตกิ รรมเดมิ เกิดขึน้ ซ้าอกี
(Behavior) (Positive Reinforcement) พฤติกรรมเดมิ ไมเ่ กดิ ขนึ้ ซ้าอีก

การเสริมแรงทางลบ
(Negative Reinforcement)

ภาพท่ี 5 ภาพแสดงพฤติกรรมการจงู ใจแบบเสริมแรง
ทม่ี า: ภาวะผูน้ าและผนู้ าเชิงกลยุทธ์ ของ เนตรพ์ ัณณา ยาวิราช (2552: 159)

74

ข้อสังเกตในเร่ืองของการเสริมแรงคือบางครั้งพนักงานมีความคาดหวังผล
ในระยะสั้น เมื่อได้รับการเสริมแรงแล้วก็จะไม่แสดงพฤติกรรมนั้นอีก ผู้บริหารอาจให้การเสริมแรง
ได้หลายอย่าง เช่น การให้รางวัลตอบแทนที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น การแสดงความคิดเห็น ความคิดริเริ่มใหม่ ๆ
การให้มีความรับผิดชอบมากขึ้น การให้ความเป็นอิสระในการทางาน การได้รับการยอมรับ การให้
ผลประโยชนใ์ นหลายรูปแบบ และการให้มสี ่วนในการตดั สินใจ สง่ิ เหลา่ นี้ คอื รางวลั ท่ีทาให้ พนักงานมีผล
การทางานที่ดี และผลที่ได้รับจากการจูงใจ คือ พนักงานมีความเช่ือว่าเขาสามารถทางานให้บรรลุ
เป้าหมายเพ่ือผลท่ีได้รับในทางบวก พนักงานพยายามทางานด้วยมีความคาดหวังในผลลัพธ์ที่คาดว่า
จะไดร้ ับ พนักงานอาจทางานน้ันโดยหวงั เพื่อผลลพั ธ์ ซึ่งอาจเป็นความต้องการหลาย ๆ อยา่ งพร้อมกัน
และผลลัพธน์ น้ั มคี ุณค่าตอ่ พนกั งาน ผลลพั ธ์จงึ เปน็ เครือ่ งมอื ในการจงู ใจ

นอกจากน้ี แนวคิดและทฤษฎีการพัฒนาครูท่ีเก่ียวข้องกับครูการศึกษาพิเศษ
(ศกลวรรณ เปลี่ยนขา, 2550: 21) ได้เสนอแนวความคิดที่เกี่ยวกับการพัฒนาครูในเชิงการบริหาร
จัดการตามรูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School - Based Management: SBM)
เป็นการเน้นความสาคัญของบุคลากรทั้งโรงเรียน จะต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ท่ีสอดคล้องกับเนื้อหาสาระ
ของการปฏิรูปการศึกษาซึ่งจะต้องพัฒนาในลักษณะเป็นรายบุคคล และเป็นกลุ่ม หรือทีมงานรวมท้ัง
ระบบโรงเรียน ตามบทบาทหน้าท่ีเฉพาะและประสานสัมพันธ์ ร่วมคิดรว่ มทาในทีมงาน และระบบโรงเรียน
ตามบทบาทหนา้ ทเ่ี ฉพาะและประสานสัมพันธ์ ร่วมคดิ ร่วมทาในทีมงานและระบบโรงเรียนทั้งหมด

สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2543: 33) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับ
การพฒั นาครวู ่า ครูต้องพัฒนาตนเอง “เป็นครูมืออาชีพ ไม่ใชอ่ าชพี ครู” การพฒั นาตวั เองเปน็ ครูมืออาชีพ
ต้องก้าวทัน การพัฒนาทางวิชาการ ต้องฝึกอบรม พัฒนาตนเองอย่างต่อเน่ือง ศึกษารูปแบบ วิธีการ
หรือแนวทางใหม่ เพือ่ พฒั นาการเรียนการสอน ตั้งใจปฏิบัตกิ ิจกรรมตา่ ง ๆ โดยคานงึ ถงึ ผลถาวรที่เกิด
แกผ่ ู้เรยี น และศกึ ษาวเิ คราะหว์ ิจยั เพือ่ นาผลมาปรบั ปรุงการเรยี นการสอน

จากแนวคิดและทฤษฎีต่าง ๆ ที่ไดก้ ล่าวมาขา้ งต้นจะเหน็ ไดว้ ่าล้วนเป็นแนวทาง
หรือแนวคดิ ที่มจี ดุ มงุ่ หมายเพอื่ ที่จะหาแนวทางในการพฒั นาบุคลากรในองค์กรให้สามารถทางาน หรอื
ปฏิบัติงานให้กับองค์กรได้อย่างมีคุณภาพ และประสิทธิภาพมากขึ้น มีความรักในงานที่ทา มีความรัก
ในองค์กร มีความผูกพันรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งที่สาคัญในการพัฒนาองค์กรให้ก้าวหน้า ฉะนั้น
การพัฒนาบุคคลในหน่วยงาน หรือองค์กรจึงเป็นสิ่งท่ีสาคัญจาเป็นที่หัวหน้าองค์กร หรือหัวหน้างาน
ต้องถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบในการสนับสนุนส่งเสริมให้บุคลากรในหน่วยงาน หรือองค์กร
ได้รับการพัฒนา เพิ่มพูนความรู้ความสามารถของตนให้มีศักยภาพในการปฏิบัติงานในหน่วยงาน
หรือองคก์ รได้อยา่ งมีคุณภาพและประสิทธภิ าพมากยิ่งข้นึ

6.4 แนวทางในการพัฒนาครูมืออาชพี
ครูมืออาชีพเป็นครูที่มีความรัก และศรัทธาในวิชาชีพครู สามารถจัดการศึกษาให้

เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและนักเรียน มีวิธีการสอนโดยยึดผ้เู รียนเป็นสาคัญ เอาใจใส่ต่อศิษย์ทุกคน
ยอมรับ และเข้าใจความแตกต่างของผู้เรยี นแต่ละคน มีทักษะในการวิจัย เพ่ือนามาปรับปรุงการเรียน
การสอนให้เกิดประสิทธิภาพท่ดี ียิ่งขึ้น สามารถใช้เทคโนโลยี สอ่ื และวัสดุอุปกรณ์ทางการศึกษาที่ทันสมัย
เพื่อใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษา มุ่งพัฒนารูปแบบ
การประเมิน ปรับปรุงตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเองและยกระดับมาตรฐาน

75

วิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพช้ันสูง (ศรัณยู ศิริเจริญธรรม. 2556: 12) ดังน้ันการศึกษา และพัฒนาครู
เพ่ือเพิ่มสมรรถนะความรู้ความสามารถของตนเองและสมรรถนะทางวชิ าชีพให้เกิดข้ึนอยา่ งมีคณุ ภาพ
จงึ มคี วามสาคัญและจาเป็นอย่างย่ิง ทจี่ ะสรา้ งครูให้บังเกิดศักยภาพทางสมรรถนะท่ีสูงข้ึน ก้าวสู่ความเป็น
“ครมู ืออาชพี (Professional Teacher)” ท่แี ทจ้ รงิ ต่อไป

สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2547: 34 - 39) มีแนวดาเนินการ
ในการพฒั นาครสู ูม่ ืออาชพี ดงั นี้

1. การพฒั นาครใู ห้มจี ิตวญิ ญาณของความเป็นครู เพอื่ ใหค้ รูเกิดความรักและศรัทธา
ในวิชาชีพ การปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างท่ีดี มีความเป็นกัลยาณมิตร รักและเมตตาศิษย์ ยอมรับความ
แตกต่างระหวา่ งบคุ คล เปน็ บุคคลแห่งการเรยี นรู้ และมคี วามมุง่ มันพฒั นาผเู้ รียนใหเ้ ต็มตามศักยภาพ

2. การส่งเสริมให้ครูจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ ซ่ึงเป็นงานหลักของการปฏิรูป
การเรียนรู้ ของครูมืออาชีพ โดยพัฒนาครูให้เกิดความรู้ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้ สร้างทักษะ
การบูรณาการ ซึง่ ครอบคลุมงานด้านหลักสูตร การจดั การเรียนการสอน การวดั ผล การจัดแหลง่ เรียนรู้
และการวิจยั

3. การพฒั นานวตั กรรม เทคนิควธิ กี ารจัดกระบวนการเรียนรู้ทีเ่ น้นสื่อระบบเทคโนโลยี
สารสนเทศ และการสื่อสาร เป็นการส่งเสริมให้ครูพัฒนานวัตกรรม/สื่อในการจัดการเรียนรู้ มีการ
ศกึ ษาวิจยั และพฒั นาวธิ สี ร้างส่ือทมี่ ีคุณภาพ พัฒนาการจัดกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ส่ือระบบเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสอ่ื สาร ทีส่ อดคล้องและตอบสนองความแตกต่างของผเู้ รียน

4. พัฒนาให้ครูมีจิตวิทยาในการดูแลช่วยเหลือพัฒนานักเรียนตามธรรมชาติโดย
พัฒนา ให้ครูรู้ และเข้าใจธรรมชาติ ความต้องการ และพัฒนาการตามวัย ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
การพัฒนาเด็กตามศักยภาพ สามารถค้นพบความสามารถพิเศษของเด็กแต่ละคน และสามารถ
จัดการเรียนรูส้ าหรับเดก็ พิเศษเรียนรว่ มได้

5. เพิ่มพูนทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพ่ือการสื่อสาร การค้นคว้า และพัฒนาวิชาชพี
ให้แก่ครู โดยให้ตระหนักถึงความสาคัญของภาษาอังกฤษ มีความรู้เกี่ยวกับศัพท์ สานวน โครงสร้าง
ประโยคง่าย ๆ ที่ใช้ในชีวิตประจาวัน และสาขาวิชาที่ตนรับผิดชอบ มีความสามารถในการสื่อสาร
สามารถใช้ภาษาอังกฤษในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ติดต่อสร้างปฏิสัมพันธ์ตามวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา
และสามารถแสวงหาความรู้เพม่ิ เตมิ โดยใช้ภาษาองั กฤษเปน็ ส่ือ

สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติ (2553: 68) ได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์
การปฏิรูป ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ตามแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง
(พ.ศ. 2552 - 2559) มีการดาเนินงานใน 4 ดา้ น คอื

1. การปฏิรูปการผลิตครู มีผลการดาเนินงานที่ชัดเจน โดยมีนโยบาย และแผนการ
ผลิตครู ที่ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีแล้ว คือ ยุทธศาสตร์การปฏิรูปครู และบุคลากร
ทางการศึกษา (พ.ศ. 2547 - 2556) ซึ่งมีหลักสูตรการผลิตครูหลายแบบ เช่น การผลิตครูแนวใหม่
หลักสูตร 5 ปี ใน 8 สาขาวิชา ตามแผน 3 ปี (2547 - 2549) ท่ีให้เรียนและฝึกประสบการณ์วิชาชีพ
4 ปี และฝึกปฏิบัติ การสอนในสถานศึกษาท่ีสภาครูและบุคลากรทางการศึกษารับรองอีก 1 ปี ๆ ละ
2,500 คน รวม 7,500 คน ได้เปิดรับรุ่นที่ 1 ในปี การศึกษา 2547 เข้าเรียนในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ
50 แห่ง มีนักศึกษาเข้าเรียน 2,139 คน คิดเป็นร้อยละ 85.56 ของเป้าหมาย และในระหว่างศึกษามี

76

นักศึกษาบางส่วนลาออก บางส่วนผลการศึกษาไม่เป็นไปตามเกณฑ์ท่ีกาหนดต้องออกจากโครงการ
ทาให้เหลือนักศึกษาจานวน 2,051 คน (รอ้ ยละ 82.04) ท่จี ะจบการศกึ ษาในเดือนมนี าคม 2552 ทั้งนี้
นักศึกษากลุ่มนี้ ได้รับทุนการศึกษาตลอดหลักสูตรปีละ 84,000 บาทต่อคน และมีการดาเนินการ
เพียงรุ่นเดียว ส่วนรุ่นต่อไปจะเปิดรับหลังจากได้ผลการประเมินรุ่นท่ี 1 แล้ว นอกจากนี้มีการผลิตครู
ระดับปริญญาตรี หลักสูตร 2 ปี สาหรับผู้จบปริญญาตรีสาขาวิชาอ่ืนและประสงค์จะเป็นครูเข้าศึกษา
ในวิชาชีพครู 1 ปี การผลิตครูระดับปริญญาโททางการสอนหลักสูตร 3 ปี สาหรับผู้ที่จบปริญญาตรี
ทุกสาขาเข้าศึกษาต่อระดับปรญิ ญาโท 2 ปี และฝกึ ปฏบิ ตั กิ ารสอนในสถานศึกษา ทส่ี ภาครูและ บุคลากร
ทางการศึกษารับรอง 1 ปี หลักสูตรวิทยาศาสตร์ บัณฑิต 4 ปี และประกาศนียบัตรวิชาชีพครู 1 ปี
ภายใต้โครงการส่งเสริมและผลิตครู ท่มี ีความสามารถพิเศษ ทางวิทยาศาสตร์และคณติ ศาสตร์ (สควค.)
ท่ีเป็นความรว่ มมือของ 3 หน่วยงาน คือ สานักคณะกรรมการ การอุดมศึกษา สถาบันสง่ เสริมการสอน
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพน้ื ฐานเพ่ือผลิตครวู ิทยาศาสตร์
และคณิตศาสตร์ท่ีมีความสามารถพิเศษ และมีความศรัทธาในอาชีพครู และแก้ปัญหาการขาดแคลน
ครูวทิ ยาศาสตร์และคณิตศาสตรท์ ั้งด้านปริมาณและคณุ ภาพ โดยเรมิ่ ดาเนินการระยะท่ี 1 เมอ่ื ปี พ.ศ. 2539
และสนิ้ สุดในปี 2545 และระยะท่ี 2 เรมิ่ เมอื่ ปี 2546 มผี ูจ้ บการศกึ ษาไดร้ บั การบรรจุ ตง้ั แต่ปีการศึกษา
2546 - 2550 รวมประมาณ 1,500 คน เปน็ ต้น

2. การพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา มียุทธศาสตร์การดาเนินงาน
ทชี่ ัดเจนในระดบั กระทรวง เพื่อสง่ เสริมครูให้มีการพัฒนาอยา่ งต่อเนื่อง รวมท้ังสนบั สนุนการฝึกอบรม
ในรปู แบบต่าง ๆ เพื่อให้ครูมสี มรรถนะเพ่ิมขน้ึ โดยมกี ารต้งั สถาบนั พัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษา
(สคบศ.) เพ่ือดาเนินการพัฒนาผบู้ ริหารการศึกษา ผบู้ รหิ ารสถานศึกษา ครูและบคุ ลากร ทางการศึกษา
หลายโครงการ เชน่ โครงการพัฒนาผู้นาการเปล่ียนแปลงเพื่อรองรับการกระจายอานาจ สาหรบั ผบู้ ริหาร
การศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษาเป็นหลักสูตรเข้ม 6 วัน 42 ชั่วโมง มีเนื้อหาเกี่ยวกับการบริหาร
การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานและการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามมาตรฐาน
การศึกษาของชาติ ส่วนครูและศึกษานิเทศก์เปน็ หลักสูตรการพัฒนา 8 วัน 60 ช่วั โมง เนอื้ หาประกอบด้วย
ครูผู้นาการเปลี่ยนแปลง คุณธรรมนาความรู้ การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน และการนิเทศ
ติดตามผล โครงการพัฒนาสมรรถนะของครูตามระบบการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา
เป็นการพัฒนาครูตามจุดเด่น จุดด้อย ที่แต่ละคนประเมินตนเองไว้ โครงการพัฒนาครู คณาจารย์
และบคุ ลากรทางการศึกษาผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นตน้

นอกจากน้ี มีโครงการพฒั นาครูและบุคลากรทางการศึกษาท้ังระบบ โดยจดั ให้มรี ะบบ
ข้อมูลครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นระบบและต่อเน่อื ง และสร้างแรงจูงใจในการปฏิบตั ิงาน
มีการวิจัยและพัฒนานโยบายการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยทาการศึกษาสภาพปญั หา
การจัดการเรียนการสอน ศึกษาหาแนวทางการพัฒนาครูทั้งในและต่างประเทศท่ีประสบความสาเร็จ
ปรบั หลกั เกณฑแ์ ละวธิ ีการให้ข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการศึกษามวี ทิ ยฐานะและเล่ือนวทิ ยฐานะ
โดยปรับหลกั เกณฑด์ า้ นคุณสมบัตขิ องผรู้ ับการประเมนิ วธิ ีการประเมนิ ท่ีพิจารณาจากพฤติกรรม และ
กระบวนการทางาน ประจักษ์พยานเอกสารที่ใช้ในการปฏิบัติหน้าท่ีและผลงานการปฏิบัติงานที่สง่ ผลต่อ
พัฒนาการของผู้เรียนและคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาของชาติ

77

3. การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครู มีการดาเนินงานเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน คือ มีการ
แต่งตั้งคณะกรรมการคุรุสภา และคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู และบุคลากร
ทางการศึกษา มีการจัดทาข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ 3 ด้าน มีการกาหนดกรอบ
การพัฒนาวิชาชีพครู ร่างข้อบังคับว่าด้วยการพัฒนา และการส่งเสริมยกย่องวิชาชีพทางการศึกษา
รวมทงั้ มมี ติกาหนดอตั ราค่าธรรมเนยี มใบประกอบวิชาชีพสาหรบั ผปู้ ระกอบวิชาชีพทางการศกึ ษา

4. การปฏิรปู ระบบบรหิ ารงานบุคคล กฎหมายทสี่ าคัญและที่เก่ียวข้อง 3 ฉบบั มีผล
บังคบั ใชแ้ ล้ว คอื พ.ร.บ. ระเบยี บขา้ ราชการครแู ละบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 พ.ร.บ. เงนิ เดอื น
เงนิ วิทยฐานะ และเงินประจาตาแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และพ.ร.บ.
เงินเดือน เงินวิทยฐานะและเงินประจาตาแหน่ง (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2547 นอกจากนี้ มีการปฏิรูป
การบริหารงานบุคคลในสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มีการแต่งต้ังผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาและรองผอู้ านวยการ ผชู้ ่วยผ้อู านวยการ และการจดั สรรอตั รากาลังครูในโรงเรยี น

กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายในการปฏิรูประบบการพัฒนาครูเพ่ือตอบสนองต่อ
การพัฒนาทรัพยากรบุคคลอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ
ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560 – 2579) เป็นประเทศพัฒนาแล้ว โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
(นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์) มีนโยบายการพัฒนาครูเพ่ือเชื่อมโยงกับวิทยฐานะ โดยการ
ปรับปรุงหลักเกณฑ์การประเมินเพื่อขอมี หรือเลื่อนวิทยฐานะ โดยให้ความสาคัญกับ "ระยะเวลา"
ในการทางานสง่ั สมความชานาญในระยะเวลาหน่งึ เชื่อมโยงกับการอบรมพฒั นาตนเอง โดยการจัดสรร
งบประมาณการพัฒนาตนเองให้ข้าราชการครู คนละ 10,000 บาท/คน/ปี เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายใน
การพัฒนาตนเอง โดยเป็นค่าลงทะเบียนหลักสูตร ค่าพาหนะเดินทาง ค่าที่พัก และค่าเบี้ยเลี้ยง
ในการอบรมพัฒนาเองในหลักสูตรที่สถาบันคุรุพัฒนารับรองและ สานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ข้ันพ้ืนฐาน เป็นผู้ทาการคัดเลอื กหลกั สูตรดังกล่าวเปน็ หลักสูตรการพัฒนาข้าราชการครู ของสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน (สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พื้นฐาน, 2561: 1)

6.5 รูปแบบในการพัฒนาครูมืออาชีพ
ในการพัฒนาครู หรือบุคลากรให้เป็นมืออาชีพมีสิ่งหนึ่งที่จะต้องให้ความสาคัญ คือ

รูปแบบ หรือกระบวนการพัฒนา (สังวาล เขื่อนคา, 2554: 15) เพราะการดาเนินการพัฒนาน้ันมี
ความจาเป็นอย่างยิง่ ที่จะต้องคานึงถึงหลักในการพัฒนาบคุ ลากร โดยต้องกาหนดเป็นนโยบาย หรือ
ภารกิจที่สาคัญขององค์กร ต้องมีแผนงานการพัฒนาที่ชัดเจน ให้โอกาสแก่บุคลากรทุกคนอย่าง
เท่าเทียมกนั ในการทจ่ี ะได้รับการพัฒนา

วันเพ็ญ ศรีแก้ว (2552: 23 - 27) กล่าวถึง รูปแบบ หรือกระบวนการพัฒนาที่แต่ละ
องค์กรมีการเลอื กใชท้ ีแ่ ตกตา่ งกันออกไป ดังนี้

1. การปฐมนิเทศ หมายถึง กิจกรรมทางด้านการบริหารงานบุคลากรที่เก่ียวข้องกบั
การพยายามแนะนาพนักงานใหม่ ครคู นใหม่ ให้รจู้ กั หน่วยงานและให้รจู้ ักงานในหน้าที่ทีต่ ้องทา ตลอดจน
ผู้บงั คับบญั ชาและเพอ่ื นรว่ มงาน

78
การปฐมนิเทศ เป็นการฝึกอบรมเบื้องต้น มีวัตถุประสงค์ท่ีจะแนะนาบุคลากรท่ี
เข้ามาใหม่ให้มีความรู้ในเรื่องทวั่ ๆ ไปเกย่ี วกบั องค์กรท่ีเขาสังกดั อยู่ เชน่ รู้ถงึ ลักษณะโครงสรา้ งขององค์กร
ความสัมพันธ์ภายในและภายนอกองค์กร ระเบียบ ข้อบังคับขององค์กร โดยเฉพาะเก่ียวกับสิทธิ และ
หน้าที่ของบุคลากรและสถานที่ที่สาคัญ ทั้งนี้เพื่อให้บุคลากรใหม่รับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ภายในองค์กร
ในเวลาอนั สน้ั ที่สดุ ซ่งึ จะชว่ ยใหบ้ ุคลากรใหมส่ ามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้โดยเร็ว การปฐมนิเทศ
นับไดว้ ่าเปน็ ประโยชน์อย่างย่ิง การไม่ไดร้ ับการช้แี จง หรอื การปฐมนิเทศใหเ้ ข้าใจเรื่องราวที่ควรทราบนั้น
เม่ืออย่ไู ปสักระยะหนึ่งในช่วงแรก ๆ ก็จะเกดิ การขดั แย้งทางจิตวิทยาขึน้ จนกลายเป็นการต่นื ตระหนก
ประหมา่ หรือเขา้ ใจสิง่ ต่าง ๆ ผดิ ไป การปรับตวั จงึ ไม่ราบรน่ื และมกั เกิดผลทาให้มีการลาออก ดว้ ยเหตุนี้
จึงเปน็ เรอ่ื งสาคญั ท่ีเป็นภารกิจของผบู้ ริหารทีจ่ ะต้องจัดโครงการปฐมนเิ ทศข้ึน
2. การมอบหมายงาน หรอื การมอบหมายอานาจหนา้ ท่ี คือ การกาหนดความรับผิดชอบ
และอานาจหน้าท่ี โดยตัวผู้บังคับบัญชาท่ีให้แก่ผู้ใต้บงั คับบัญชา การมอบหมายงานหรืออานาจหน้าที่
จะก่อประโยชน์ คือ ช่วยลดภาระของผู้บริหารระดับสูง ช่วยในการพัฒนาผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา และ
เปน็ การสร้างขวญั กาลงั ใจทีด่ ีแก่คนงาน ซึ่งมีหลกั การสาคญั ของการมอบอานาจหน้าที่ ดงั นี้
2.1 การมอบอานาจหน้าที่ เป็นการมอบอานาจให้แก่ตาแหน่งมิใช่แก่บุคคล
ควรมอบให้แก่ตาแหน่งหน้าที่รองลดหลัน่ ลงมาตามสายแหง่ การบังคับบญั ชาของหนว่ ยงาน
2.2 ความสมัครใจการมอบอานาจเป็นปัจจัยท่ีสาคัญกว่า คือ ผู้บังคับบัญชาจะต้อง
เต็มใจท่ีจะมอบอานาจหน้าท่ีให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา และอานาจหน้าที่ที่มอบจะต้องได้สัดส่วนพอควร
แกป่ ริมาณงานและความรับผิดชอบทีไ่ ดร้ บั มอบไป
2.3 ลักษณะและปริมาณของอานาจหน้าท่ีท่ีจะมอบ ซึ่งโดยทั่วไปก็ควรจะเป็น
อานาจหน้าทก่ี ารปฏิบัตงิ านที่มีความสาคญั ตอ่ วัตถปุ ระสงค์ หรอื นโยบายหลกั ขององคก์ ร
2.4 จัดระบบการรายงานท่ีมีประสิทธิภาพ เพ่ือทราบความก้าวหน้า และทราบ
ความเคลอื่ นไหวของงานทีม่ อบหมาย
2.5 การมอบอานาจหน้าที่กระทาได้หลายระดับ แต่การมอบอานาจหน้าที่นั้น
มไิ ดใ้ หผ้ ู้บงั คับบัญชาปลอดจากความรบั ผิดชอบในผลแห่งการปฏิบัติงานน้นั หากแตผ่ ลอันเกิดจากการ
ปฏิบัติงานน้ันจะมีความรับผิดชอบลดหลั่นกันไปตามลาดับ จนถึงผู้รับผิดชอบในส่วนรว่ มโดยตรง คือ
ผู้บงั คบั บญั ชา
3. การฝกึ อบรม เปน็ กระบวนการการพฒั นาบุคลากรที่มีการดาเนินการอย่างเป็นระบบ
โดยผ่านการวางแผนทดี่ ี เพือ่ ให้เกิดการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของบุคลากร การฝกึ อบรมจะเนน้ พัฒนา
พฤติกรรมของบุคลากรเท่านั้น ซึ่งการฝึกอบรม หมายถึง กรรมวิธีต่าง ๆ ที่มุ่งจะเพิ่มพูนความรู้
ความชานาญ และประสบการณ์ เพื่อให้ทุกคนในหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งสามารถปฏิบัติหน้าท่ี
ที่อยูใ่ นความรับผดิ ชอบได้ดยี งิ่ ขึน้
การฝึกอบรมอาจแยกได้หลายประเภทตามลักษณะของจุดมุ่งหมาย ผู้เข้ารับ
การอบรม และระยะเวลาในการอบรม การแบง่ ประเภทของการฝึกอบรมจะถือสิ่งใดเป็นเกณฑ์ก็ตาม
ก็มุง่ ผลท่ีผู้เขา้ รับการอบรม การแบ่งตามลกั ษณะผเู้ ข้ารับการอบรม มี 6 ประเภท ดงั นี้
3.1 การฝึกอบรมแบบปฐมนิเทศ คือ การแนะนาคนเข้าทางานใหม่ได้รบั ทราบ
เร่ืองราวต่าง ๆ ขององค์กร วัตถุประสงค์ท่ีสาคัญ คือ เพ่ือสร้างทัศนคติท่ีดีของบุคลากรต่อองค์กร
ให้เข้าใจถึงนโยบาย งาน และการบังคับบัญชา ช่วยให้บุคลากรรู้สกึ ว่าตนเองเป็นส่วนหน่ึงขององคก์ ร
ส่งเสริมขวัญและความกระตอื รอื รน้ ในการทางาน

79

3.2 การฝึกอบรมโดยการทางาน การฝึกอบรมประเภทนี้เป็นที่นิยมกันมาก
เพราะเป็นการสอนใหม้ กี ารทางานจรงิ ๆ ใช้สถานทีจ่ รงิ เปน็ ท่ฝี ึกอบรม สภาพแวดล้อมในการฝึกอบรม
กับสถานที่ทางานจึงไม่แตกต่างกัน การฝึกอบรมประเภทนี้เหมาะสาหรับการทางานที่ใช้เวลาในระยะส้ัน
และสาหรบั ผูเ้ ข้ารับการอบรมจานวนนอ้ ยทีจ่ ะเข้าฝกึ ทางานพร้อม ๆ กันได้

3.3 การฝึกอบรมในห้องทดลองปฏิบัติงาน การฝึกอบรมประเภทนี้จัดขึ้นใน
ห้องเรียนมีลักษณะคล้ายกับสถานท่ีทางานจริง ทั้งเครื่องมือ และสภาพการทางาน สาหรับการฝึกอบรม
งานประเภทง่าย ๆ และสาหรับช่วงระยะส้ัน ใช้เพ่ือหัดคนจานวนมาก ๆ ให้ทางานในเวลาเดียวกัน
โดยลกั ษณะการทางานเหมอื นกนั การฝกึ มลี ักษณะใหค้ นเรียนร้งู านมาก

3.4 การฝึกหัดช่าง เพื่อฝึกอบรมคนงานประเภทช่างฝีมือ อาจใช้วิธีการอบรม
โดยใหท้ างานกับการอบรมในห้องเรยี น ซึ่งต้องใช้เวลานานกวา่ การอบรมประเภทอ่นื

3.5 การฝกึ อบรมเป็นโครงการอบรมท่ีจัดทาขน้ึ ร่วมกันระหว่างโรงเรียน และองค์กร
ธุรกิจ การฝึกอบรมประเภทนี้ตามปกติใช้กับที่ต้องการความรู้ ความชานาญสูง หรืองานอาชีพ การฝึกหัด
งานมจี ุดมุง่ หมายทีส่ าคัญให้ผูร้ ับการฝึกงานมคี วามรูส้ มดุลกนั ระหวา่ งภาคทฤษฎแี ละภาคปฏิบตั ิ

3.6 การฝึกอบรมพิเศษ องค์กรจะจัดหลักสูตรพิเศษขึ้น เพื่อจุดมุ่งหมายอย่างหนึ่ง
โดยองค์กรเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด หรืออาจส่งบุคลากรไปฝึกงานกับสถานการณ์ศึกษา หรือ
องคก์ รอืน่ ใด เขา้ รบั การอบรมทจ่ี ัดทาข้ึนเป็นคร้ังคราว

4. การฝึกอบรมท่ีเรียกว่า สัมมนา ส่วนใหญ่จะใช้พัฒนานักบริหารหรือใช้ฝึกอบรม
ผู้บังคับบัญชาช้นั สงู วิธีการสัมมนา คือ จัดให้มีการประชมุ กลุ่มไม่ใหญ่นัก และเปิดโอกาสใหท้ ่ีประชุม
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเสรี โดยมอบหมายให้ผู้รว่ มสมั มนาอภิปรายปัญหาท่ีกาหนดให้ และ
มผี นู้ าอภปิ รายให้อยใู่ นประเดน็ ท่ีพิจารณา หรือวิทยากรอาจจะจัดเตรยี มหวั ขอ้ ที่อภปิ รายไว้ให้ทป่ี ระชุม
เลือกวา่ จะพจิ ารณาเรื่องใดกไ็ ด้

การสัมมนาเป็นวิธีการอบรมเป็นกลุ่มระหว่างผู้มีความรู้ในระดับเดียวกัน หรือ
สาขาเดียวกัน หรือเป็นส่วนช่วยในการทาวิจัยเรื่องใดเร่ืองหน่ึงโดยเฉพาะ ซ่ึงจะมีประโยชน์ เพราะจะใช้
เป็นแนวทางในการสนับสนุน และแก้ไขปัญหาระหว่างผู้ทรงวุฒดิ ้วยกัน นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมสัมมนา
ทกุ คนจะโอกาสแสดงบทบาทในการออกความคดิ เห็นรว่ มกัน ทาใหเ้ กิดแนวความคิดและหาทางแก้ไข
หรอื สนบั สนุนข้อมลู ทม่ี ีอยู่ในการสัมมนาอาจใช้เวลาหลายวัน หรอื วันเดียวกไ็ ด้ ขน้ึ อยู่กบั หวั ข้อในการ
สัมมนา ส่วนใหญ่จะทาการแบ่งเป็นกลุ่มย่อย ๆ ระหว่างสัมมนาเพื่อให้ทุกคนมีโอกาสแสดงความรจู้ ัก
คุ้นเคยกนั และมีส่วนรว่ มในการแสดงความคดิ เหน็

5. การศึกษาต่อ บุคลากรทุกประเภทที่อยู่ในองค์การ หรือสถาบันแม้จะมีความรู้
มีความสามารถดีเพียงใดก็ตาม ถ้าเวลาผ่านไปนาน ๆ ความสามารถก็ย่อมจะอ่อนลงไป เนื่องจาก
วิธีการปฏิบัติงานตลอดจนเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงไป การศึกษาต่อเป็นวิธีการหน่ึงในการ
ท่ีจะพัฒนาบุคลากรในหน่วยงานให้มีความรู้ดีขึ้น หรือได้รับความรู้ใหม่ หน่วยงานจึงต้องส่งเสริมบุคลากร
ไปศึกษาต่อ หรือศึกษาเพิ่มเติมในสถานศึกษาระดับสูง การส่งไปอาจส่งไปศึกษาระดับปริญญาต่าง ๆ
ภายในประเทศ หรอื ตา่ งประเทศ

80

การส่งเสริมให้บุคลากรได้มีโอกาสไปศึกษาต่อ นับได้ว่าเป็นกิจกรรมสาคัญ
ประการหนง่ึ ในกระบวนการบรกิ ารงานบุคคลสมัยใหม่ เปน็ การให้โอกาสแก่บุคลากรเพ่ือเพิ่มพูนความรู้
ทักษะและช่วยให้เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในการทางานให้มีความมั่นใจในตนเอง เข้าใจจุดมุ่งหมาย
ในการทางานดขี ้ึน และโอกาสท่จี ะได้เลอื่ นฐานะมีมากขนึ้ ย่อมเปน็ เรือ่ งจาเป็นและเป็นผลตอบแทนท่ี
ผูบ้ ังคบั บญั ชาสง่ เสริม อันเปน็ ชว่ ยเสรมิ สร้างกาลังใจแกบ่ คุ ลากรดว้ ย

6. การพัฒนาโดยวิธกี ารใหท้ างาน ซึง่ มี 4 รปู แบบ ดงั นี้
6.1 การทดลองเรียนงาน โดยผู้ที่ได้รับการอบรมจะถูกสมมติให้ได้รับตาแหน่ง

บริหารโดยมีหน้าท่ีรับผิดชอบในตาแหน่งน้ันทุกอย่าง ซึ่งจะเป็นการฝึกหัดและให้เรียนรู้งานได้เร็ว
เป็นการกระตุ้นจงู ใจมากกวา่ การเรยี น และยงั ชว่ ยลดภาระงานของของผูบ้ ังคับบญั ชาอกี ดว้ ย

6.2 การหมุนเวียนงาน โดยการแต่งต้ังให้ดารงตาแหน่งหมุนเวียนเปล่ียนกันไป
ใหท้ ุกคนมีโอกาสทางานทกุ ตาแหนง่ ชั่วระยะเวลาหนงึ่ เพื่อเพม่ิ พูนความรใู้ หก้ วา้ งขวางยง่ิ ขึน้

6.3 การสอนงานจากผู้บังคับบัญชา และเพื่อนร่วมงาน โดยการชี้แนะวิธีการ
ปฏบิ ัติงาน ข้อแนะนาตา่ ง ๆ การติดตามผลและการแกไ้ ขขอ้ ผิดพลาด

6.4 การบริหารในรูปกรรมการ โดยการประชุมของคณะกรรมการ ซึ่งจะช่วยให้
ได้โอกาสหาความชานาญในการพูดเสนอแผนงานต่อกลุ่ม ให้เหตุผล ความคิดเห็น หรือข้อโต้แย้ง
เพอ่ื สนับสนนุ ความคดิ ของตน เท่ากบั เป็นการฝึกบุคลากรในคณะกรรมการใหส้ ามารถทางานบรหิ ารได้

วสันต์ ปานทอง และคณะ (2556: 198 – 199) ได้สรุปรายงานผลการวจิ ยั เพ่ือพัฒนา
รปู แบบการพัฒนาครูเพ่ือศิษย์ในสถานศึกษา สังกดั สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา ในประเด็น
วธิ กี ารพัฒนา ไดแ้ บง่ ออกเป็นระดับตา่ ง ๆ ดงั ตอ่ ไปน้ี

การพฒั นาระดับองค์การหรือสถานศกึ ษา วิธีการพฒั นา ได้แก่
1. การจดั การความรู้ (KM)
2. การดูตวั อยา่ งผูท้ ปี่ ระสบผลสาเร็จในลกั ษณะดูงานแบบฝงั ตวั
3. กจิ กรรมการคุยกันกับเพื่อนครูเพ่ือพัฒนาการเรยี นการสอน
4. การฝึกอบรมเชงิ ปฏบิ ัติการในการพัฒนาผูน้ าท่บี า้ น (ผปู้ กครอง)
5. เสวนาเปน็ เนอื งนติ ย์ สร้างกลุ่มท่หี ลากหลาย ขยายส่ชู มุ ชน
6. กิจกรรมแลกเปลีย่ นภายในโรงเรียน และระหว่างโรงเรียนกบั ชุมชน
การพฒั นาระดับกลุ่ม วธิ กี ารพฒั นา ไดแ้ ก่
1. การเรยี นรูค้ รเู พ่ือศษิ ย์ระดับทมี หรอื ชมุ ชนการเรยี นรทู้ างวิชาชีพ (PLC)
2. การเปน็ ท่ปี รึกษา (Counseling)
3. การสอนงาน (Coaching)
4. การเป็นพเ่ี ลย้ี ง (Mentoring)
5. ความเปน็ กลั ยาณมิตรรู้ทุกข์
6. การจดั หาแหล่งเรียนรแู้ ละภมู ิปญั ญาทอ้ งถน่ิ

81
การพฒั นาระดับบุคคล วิธกี ารพฒั นา ไดแ้ ก่
1. การดตู ัวอย่างของคนดีท่ีประสบผลสาเร็จในลกั ษณะดูงานแบบฝังตวั
2. การเล่าเร่ืองจากครทู ง้ั ความสุขและความทุกข์
3. การวเิ คราะหป์ ระสบการณ์ของผู้รับการพฒั นาตนเอง
4. การศกึ ษาคูม่ ือจากผู้เชี่ยวชาญ
5. การแชรป์ ระสบการณ์และการยกย่องเชิดชูเกียรติ
6. อบรมเชิงปฏิบตั ิการด้านการจดั การเรียนร้แู บบโครงงาน
7. อบรมเชงิ ปฏบิ ตั กิ ารวิธีการสอนทเี่ หมาะสมกับพัฒนาการของผ้เู รยี น
8. อบรมเชิงปฏิบัติการด้านกระบวนการวิจัย การดาเนินการพัฒนา ประกอบด้วย
บทบาทผู้ท่พี ฒั นา และบทบาทผู้ท่รี บั การพฒั นา
วิโรจน์ สารรัตนะ (2555: 185 - 186) ได้กล่าวถึง Spark and Loucks-Horsley (1989)
เสนอรปู แบบการพัฒนาครู 5 รปู แบบ ดังนี้
1. รูปแบบการพฒั นาตนเอง (Individually Guide) รูปแบบน่ีครูเป็นผกู้ าหนดความ
ต้องการจาเป็น ในการพัฒนาตนเองที่ดีท่ีสุด และส่ิงท่ีจะพัฒนานั้นมีความเก่ียวข้องกับประสบการณ์
การเรียนรู้โดยตรง ดังน้ัน ขั้นตอนการพัฒนาครูตามรูปแบบน้ี จะเริ่มต้นด้วยการระบุความต้องการจาเป็น
(Need) จากน้ันจึงจะจัดทาแผน (Plan) เพื่อการบรรจุความต้องการจาเป็นน้ัน แล้วมีการปฏิบัติงาน
เพอื่ บรรลุผลตามแผน (Accomplish the Plan) และการประเมินผลงานตามแผน (Evaluation)
2. รูปแบบการสังเกตและการประเมิน (Observation and Assessment) โดยให้
โอกาสครูได้สังเกตและมีข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) กับเพ่ือนครูคนอ่ืน ๆ ซ่ึงจะให้ผลดีทั้งต่อผู้สังเกต
และผู้ถูกสังเกตด้วย โดยอาจใช้วิธี Peer Coaching, Team Building, Collaboration, Clinical
Supervision เป็นตน้
3. รูปแบบมีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการพัฒนา (Involvement in a Development
Process) รปู แบบนี้เชอ่ื ว่าครูในฐานะเปน็ ผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่ จงึ ตอ้ งการที่จะมีส่วนในการแก้ไขปัญหา
ในงานที่สอดคล้องกับความสนใจของตนเอง และอยู่ในฐานะท่ีจะเป็นผู้กาหนดแนวทางการแก้ปัญหา
น้นั ได้ดที สี่ ดุ จะทาให้ครูกลายเป็นผู้วิจัย เป็นผู้เรียนรู้ดว้ ยตวั เอง หาทางแก้ปญั หาหลีกสตู รและการสอน
ของเขาเอง โดยเริม่ จากการกาหนดปัญหา การหาทางเลือกทเ่ี ป็นไปได้เพ่ือแก้ปัญหา การรวบรวมข้อมูล
หรือศกึ ษาปญั หาที่กาหนด การพัฒนาแผนการดาเนนิ งานที่ไดจ้ ากการศึกษา การดาเนนิ การแก้ปัญหา
และการประเมินผลการดาเนินงานตามแผน เพื่อนาไปสู่การปรับปรุง หรอื เปล่ยี นแปลงแผนการดาเนินงาน
นั้นอีก
4. รูปแบบการฝึกอบรม (Training) เป็นรูปแบบที่ใช้กันมายาวนาน และใช้กัน
ค่อนขา้ งมาก แต่ก็มลี ักษณะเป็นการถา่ ยทอดความรู้ (Transforming) เป็นการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดจาก
การกระทาจากภายนอก ซงึ่ มกั จะพบปัญหาในการในการนาทักษะการเรียนรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรม
ไปสู่การปฏบิ ตั ิจริงในหอ้ งเรียน
5. รูปแบบการสืบเสาะค้นหา (Inquiry) ซ่ึงอาจใช้ได้ท้ังกับรายบุคคล หรือรายกลุ่ม
เป็นรูปแบบที่มุ่งให้ครูได้ศึกษาค้นคว้า เพื่อการปรับปรุงแก้ไขปัญหาการเรียนการสอนในห้องเรียน
หรือปัญหาของโรงเรียน โดยอาจใช้วิธีการเชิงปฏิบตั ิการ (Action - based Research) หรืออาจใช้
วิธีการวงจรคุณภาพ (Quality Circles) หรืออาจใช้วิธีการบริหารคุณภาพโดยรวม (Total Quality
Management)

82

สานักงานเลขาธกิ ารสภาการศึกษาแห่งชาติ (2550: 21 - 27) ได้เสนอแนวทาง และ
วิธีการพัฒนาครูประจาการเพ่ือปฏิรูปการศึกษา ประกอบด้วยการจัดอบรมสัมมนาแนะแนวทางใน
การประกอบวิชาชีพครู จัดทาแผนพัฒนาครูอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ควรมีการประเมินครูและ
ผลงานเป็นระยะ ๆ อยา่ งตอ่ เนื่อง เปิดโอกาสให้ครูไดศ้ ึกษาต่อเพ่ือเพ่ิมพูนความรู้ และเพิ่มค่าตอบแทน
เพ่ือสร้างกาลังใจ เป็นรูปแบบการพัฒนาครูเพื่อให้เกิดผลต่อเนื่อง เป็นรูปการพัฒนาครูเพ่ือให้เกิดผล
ต่อการปฏิบัติการเรียนรู้ของผู้เรียนเน้นการพัฒนาที่สถานศึกษา (School - Based Training)
เป็นหลักผูกกับการพัฒนางาน (On - the - Job Development) ท่ีรับผิดชอบที่ปฏิบัติและสามารถ
ดาเนินการได้ภายในสถานศึกษา ให้ใช้การวิจัยปฏิบัติการในช้ันเรียน (Classroom Action Research)
อย่างต่อเนื่องตามแนวการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งโรงเรียน เน้นกระบวนการร่วมคิด ร่วมทา และร่วม
รับผิดชอบแลก เปล่ียนเรียนรู้ ใช้วงจร PDCA ในการปฏิบัติงานแบบต่อเนื่อง ให้มีปฏิบัติการเรียนรู้
ที่หลากหลายโดยเนน้ ผเู้ รียนเปน็ สาคัญ มีการจัดประชมุ สัมมนาและประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปล่ียน
เรียนรู้กันอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนโดยภาวะผู้นาทางวิชาการของผู้บริหาร และสนับสนุนการใช้ ICT
ในกระบวนการเรียนรู้

รูปแบบการพฒั นาครเู พอื่ การปฏริ ปู การเรียนร้ทู ้ังโรงเรียน

ครปู ระเมนิ ความตอ้ งการ + โรงเรียนสารวจและประเมิน

ในการพัฒนาตนอง ความตอ้ งการจาเป็นในการพัฒนาครู

ครูไดร้ ับการพฒั นา สารสนเทศการพฒั นาครู
ทัง้ ภายนอกและภายใน เป็นรายบคุ คล

ครนู าความรู้และประสบการณ์ การนเิ ทศภายใน
ไปใชใ้ นการปฏริ ูปการเรยี นรู้

การติดตามและการประเมินผล
การพฒั นาครู

ภาพที่ 6 แสดงการพัฒนาครเู พอื่ การปฏิรูปทงั้ โรงเรียน
ทมี่ า: สานกั งานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา (2550: 22)

83

การพฒั นาครูตามรูปแบบนี้ ส่ิงแรกท่ีต้องดาเนนิ การ คือ การหาความตอ้ งการจาเป็น
ในการพัฒนาครู ตามรูปแบบนี้จะเปิดโอกาสให้ครูมีส่วนร่วมโดยตรง โดยให้ประเมินความต้องการใน
การพัฒนาตนเองและโรงเรียนก็สารวจความต้องการจาเป็นในการพัฒนาอีกส่วนหนึ่งประกอบด้วย
เพื่อช่วยให้มีการปรับระบบให้สัมพันธ์กันระหว่างบุคคลกับงาน ด้วยวิธีการที่เป็นระบบ คือ โรงเรียน
ควรมีสารสนเทศการพัฒนาครูเป็นรายบุคคล ที่สะท้อนความต้องการจาเป็นในการพัฒนาบุคลากร
ในแต่ละปี โดยการสอบถามครแู ละการศึกษาระบบสารสนเทศเพ่ือการพัฒนาครู ทจ่ี ดั ทาไว้อย่างเปน็ ระบบ
และเปน็ ปจั จุบนั ซึง่ การพฒั นาครนู ัน้ อาจทาไดห้ ลายวิธีการ เชน่ การประชุม อบรม สัมมนา การให้ไป
ศึกษาดูงาน การให้ไปศึกษาต่อ การศกึ ษาคน้ คว้าด้วยตนเอง มีการนเิ ทศภายในระหว่างการนาความรู้
และประสบการณ์ไปใช้จริงและจัดให้มีการติดตามประเมินผลการพัฒนาครูอย่างต่อเน่ือง และผลการ
ประเมินควรเก็บไว้ในสารสนเทศการพัฒนาครูรายบุคคล และจัดระบบแจ้งให้ครูทราบเป็นรายบุคคล
เป็นระยะ ๆ ด้วย เพื่อใช้ผลการประเมินสาหรับการพัฒนาครูที่อาจสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการ
จาเปน็ ในการพัฒนาครู และการปฏริ ูปการเรียนรขู้ องโรงเรียนโดยรวม ในโอกาสตอ่ ไป

ผลงานสาคัญที่จะเกิดขึ้นหลังการใช้รูปแบบการพัฒนาครูนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คอื ครจู ะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ มกี ารประเมินผลตามสภาพจริง มวี จิ ยั ปฏิบัติการ
และการวิจยั ในชน้ั เรยี น ครูมรี ะบบการจัดการเรยี นการสอนและแผนการเรยี นร้ทู ีเ่ น้นผ้เู รียนเป็นสาคญั

6.6 คณุ สมบัติทพี่ ึงประสงคแ์ ละมาตรฐานวชิ าชีพครกู ารศกึ ษาพเิ ศษ
วรรณี เจตจานงนุช และคณะ. (2560: 171 - 173 ) ได้รายงานผลการศึกษาสภาพ

ปัจจุบันและสภาพปัญหาเก่ียวกับมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ รวมถึงคุณสมบัติท่ีพึงประสงค์
ของครูการศึกษาพิเศษ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจาก 1) กล่มุ ผู้กาหนดนโยบายด้านการศึกษาพิเศษและ
ด้านมาตรฐานวิชาชพี 2) กลุ่มผู้บริหารสถานศึกษาท่ีรับนโยบายด้านการจดั การศึกษาพิเศษท้ังของรฐั
และเอกชน 3) กลุ่มผู้ผลิตบุคลากรครูการศึกษาพิเศษในระดับอุดมศึกษา 4) กลุ่มผู้ปฏิบัติหน้าท่ีสอน
ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ 9 ประเภท 5) กลุ่มผู้รับบริการทางการศึกษาพิเศษโดยตรง เพ่ือนามา
จัดทาข้อเสนอในการกาหนดมาตรฐานวิชาชีพครกู ารศึกษาพเิ ศษ ผลการศกึ ษาแยกออกเป็น ดงั นี้

6.6.1 คุณสมบตั ทิ ่ีพึงประสงค์ของผู้ประกอบวชิ าชีพครูการศกึ ษาพเิ ศษ
ผลการศึกษาพบว่า ครูควรมีคุณสมบัติท่ีพึงประสงค์แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่

1) ด้านวุฒกิ ารศึกษาและคณุ ลักษณะ 2) ดา้ นความรู้ และ 3) ด้านทักษะการปฏิบตั งิ าน
1) ดา้ นวฒุ กิ ารศกึ ษาและคณุ ลักษณะ ครูควรจบการศึกษาทางดา้ นครุศาสตร์

หรอื ศึกษาศาสตร์ หรือวฒุ ิทางการศึกษาที่เกยี่ วข้อง และควรจะต้องมีประสบการณท์ ี่เกี่ยวข้องกับการ
ดูแลผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ นอกจากนี้ควรมีคุณลักษณะ ได้แก่ มีใจรัก และมีเจตคติที่ดีต่อ
การจัดการศึกษาสาหรับคนพิการ กระตือรือร้นในการปฏิบัติงาน รู้จักข้อจากัด ลักษณะต่าง ๆ และ
ศกั ยภาพของผู้เรียน มคี วามใฝร่ ู้และพร้อมเรียนรู้อยเู่ สมอ พฒั นาตนเองอย่างสม่าเสมอ มีความอดทน
เสียสละ มีความรัก เมตตาและเข้าใจคนพิการ มีความรอบรู้ มีการรับรู้ความสามารถในการสอนของ
ตนเองสงู รวมทงั้ มีทกั ษะในการประสานงาน

84

2) ด้านความรู้ ครูควรมีความรู้ ได้แก่ ความรู้ทั่วไปเก่ียวกับผู้เรียนที่มีความ
ต้องการพิเศษทุกประเภท ความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาการสอนผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ กฎหมาย
พระราชาบัญญัติ ประวัติ ความหมาย รปู แบบการจดั การศึกษาพิเศษ การตรวจประเมิน จาแนก และ
คดั กรองผู้เรยี น การวัดประเมนิ ผลความก้าวหน้าของผู้เรียน การจัดทาแผนการจดั การศึกษาเฉพาะบุคคล
(IEP) ไดอ้ ยา่ งสอดคล้องกับความต้องการพิเศษ และสามารถวางแผนในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transition
plan) ผู้เรยี นไปรับบริการอย่างต่อเนื่อง การสอนและการใช้ เทคโนโลยีส่ิงอานวยความสะดวก สือ่ บริการ
และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา และสามารถบูรณาการได้อย่างเหมาะสม การปรับหลักสูตร
การใหค้ วามช่วยเหลอื ทสี่ อดคล้องกับความตอ้ งการพเิ ศษ และการให้บริการปรกึ ษาแกผ่ ปู้ กครอง

3) ด้านทักษะการปฏิบัติงาน ครูควรมีทักษะ ได้แก่ ทักษะในการปรับการเรียน
การสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษเฉพาะบุคคล ทักษะในการสอน
ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ ทักษะการติดต่อสื่อสาร ทักษะการประสานงาน ทักษะการตัดสินใจ
ทักษะการควบคุมอารมณ์ ทักษะการจัดการชั้นเรียน ทักษะการแก้ปัญหา ทักษะการวางแผน ทักษะ
การวิจัยในชั้นเรียน และทักษะบริหารจัดการ ทักษะการแก้ปัญหา และทักษะการประเมิน และ
การติดตามผล

6.6.2 มาตรฐานวชิ าชพี ครูการศึกษาพิเศษ
ผลการศึกษาพบว่า องค์ประกอบของมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ

ค่อนข้างสอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพที่กาหนดไว้ แต่ควรเพ่ิมเติมบริบทให้สอดคล้องกับการทางาน
ดา้ นการศึกษาพิเศษ ซึ่งไดส้ รุปในการกาหนดมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพเิ ศษ ออกเปน็ 3 ด้าน ได้แก่
1) ด้านมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ 2) ด้านมาตรฐานการปฏิบัติงาน และ 3) ด้านมาตรฐาน
การปฏิบัติตน โดยระบุมาตรฐานเฉพาะสาหรับมาตรฐานความรู้สาหรับครูการศึกษาพิเศษท่ีสอน
ในโรงเรียนเฉพาะความพิการ และครูการศึกษาพิเศษที่สอนในโรงเรียนเรียนร่วม ส่วนมาตรฐาน
ด้านประสบการณ์วิชาชีพ มาตรฐานการปฏิบัติงาน และมาตรฐานการปฏิบัติตนจะใช้มาตรฐานเดียวกัน
สาหรับครูการศึกษาพิเศษท่ีสอนในโรงเรียนเฉพาะความพิการ และครูการศึกษาพิเศษท่ีสอนในโรงเรียน
เรียนร่วม ดังมีรายละเอียด ดังนี้

1) มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ด้านมาตรฐานความรู้ (1)
ควรเพ่ิมความรู้เก่ียวกับลักษณะความสามารถพิเศษของผู้เรียนเข้าไปในมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู
การศกึ ษาพิเศษ (2) ควรเพ่มิ เติมเน้ือหาความรู้เกี่ยวกับทักษะอาชีพสาหรับครูการศึกษาพิเศษในโรงเรียน
เรียนร่วม (3) ควรเน้นเรื่องสมรรถนะในการประสานความร่วมมือจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผเู้ รยี นเพ่ือ
จัดทาแผนการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับความต้องการพิเศษของผู้เรียน (4)
ควรเพ่ิมเติมเรื่องความรู้ ความสามารถในการขอรับ เลือกใช้ ปรับ และพัฒนาเทคโนโลยีสิ่งอานวย
ความสะดวก สื่อ และบริการสนับสนุนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการพิเศษ
ของผู้เรียนเป็นเฉพาะบุคคลที่ได้รับการฝึกอบรมจากผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนั้นควรเพิ่มเติมเรื่อง
ความสามารถติดตามการเปล่ียนแปลง และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสิ่งอานวยความสะดวกทเี่ ก่ียวข้อง
กับการจัดการเรียนการสอน (5) สาหรับครูการศึกษาพิเศษท่ีสอนในสถานศึกษาทั่วไป (การเรียนร่วม
และการจดั การศึกษาแบบเรียนรวม) ควรเพ่มิ เติมเรอ่ื งความสามารถในการอธบิ ายลักษระและรูปแบบ

85

ของการจดั การศึกษา ทั้งการเรียนรว่ มและการจัดการศึกษาแบบเรยี นรวม และการจดั การศึกษาได้ใน
รูปแบบท่ีเหมาะสมกับผู้เรียน (6) ในสาระความรู้ด้านการปรับหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน
สาหรับครูการศึกษาพิเศษที่สอนในสถานศึกษาท่ัวไป (การเรียนร่วมและการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม)
ควรมุ่งเน้นความสามารถออกแบบกจิ กรรม และส่ือการเรียนการสอนให้มีความหลากหลาย และสอดคล้อง
กับความตอ้ งการของผู้เรียนทุกคน รวมทง้ั ผูเ้ รยี นท่ีมคี วามต้องการพิเศษหรือมีข้อจากัดทางการเรียนรู้
(7) ในสาระความรดู้ ้านการตดิ ตามความก้าวหน้าสาหรับครูการศึกษาพิเศษทส่ี อนในสถานศึกษาทั่วไป
(การเรียนร่วมและการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม) ควรเพ่ิมเติมเร่ืองความสามารถในการแลกเปลยี่ น
ข้อมูลและประสานความร่วมมือกับผู้ปกครองในการติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียนได้อย่างต่อเนือ่ ง
และเปน็ ระบบ

ด้านมาตรฐานวิชาชีพ (1) ควรอ้างอิงมาตรฐานวิชาชีพครูของคุรุสภา
ตามพระราชบัญญัตสิ ภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 และข้อบังคับครุ ุสภาว่าด้วยมาตรฐาน
วิชาชีพและจรรยาบรรณของวชิ าชพี พ.ศ. 2548 (2) ควรเพิ่มเติมให้มีมาตรฐานการฝึกปฏบิ ัติระหว่าง
เรยี นมากขึน้ โดยอาจจะให้เปน็ การเกบ็ ชั่วโมงปฏบิ ัตงิ านด้านการศกึ ษาพเิ ศษจากวชิ าเรยี น

2) มาตรฐานการปฏบิ ตั ิงาน ประกอบดว้ ยมาตรฐาน 12 ข้อ ควรอา้ งอิงมาตรฐาน
วิชาชีพครูของคุรุสภา ตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 และข้อบังคับ
ครุ สุ ภาว่าดว้ ยมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2548 โดยควรมกี ารปรับมาตรฐาน
ที่ 3 ให้เพ่ิมการพัฒนาผู้เรียนโดยพิจารณาข้อจากัดและความต้องการพิเศษเป็นเฉพาะบุคคล มาตรฐานที่ 6
เพ่ิมเติมการจัดกิจกรรมตามลักษณะและข้อจากัดที่แตกต่างของผู้เรียน และมาตรฐานท่ี 10 เพิ่มเติม
เรื่องการประสานความร่วมมือและรายงานความก้าวหน้าของผู้เรียนให้บุคคลท่ีเกี่ยวข้องรวมถึงผู้ปกครอง
ได้ทราบอยา่ งตอ่ เน่อื ง

3) มาตรฐานการปฏิบัติตน ควรอ้างอิงมาตรฐานวิชาชีพครูของคุรุสภา
ตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 และข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วย
มาตรฐานวชิ าชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2548

จากที่กล่าวมาข้างต้น สรปุ ไดว้ ่า ครูการศึกษาพิเศษควรมีคุณสมบตั ิที่พึงประสงค์
3 ด้าน อันได้แก่ 1) ด้านวุฒิการศึกษาและคุณลักษณะ 2) ด้านความรู้ และ 3) ด้านทักษะการปฏิบัติงาน
และมีมาตรฐานวิชาชีพ 3 ด้าน อันได้แก่ 1) ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ 2) ด้านการปฏิบัติงาน
และ 3) ด้านการปฏิบัติตน ดังนั้น หน่วยงาน หรือสถานศึกษาท่ีมีหน้าที่กากับดูแล และให้บริการ
ทางการศึกษาพิเศษ โดยเฉพาะผู้บริหารสถานศึกษาจาเป็นที่จะต้องมีข้อมูลความรู้เกี่ยวกับงาน
การศึกษาพิเศษให้เกิดความเข้าใจชัดเจนมากข้ึนเพ่ือเป็นข้อมูลสารสนเทศท่ีจะนาไปใช้ในการพัฒนา
ครูผู้สอนให้มีความรู้ความสามารถ เสริมประสบการณ์ ทักษะ ที่ครูการศึกษาพิเศษจาเป็นต้องมีตาม
มาตรฐานวิชาชพี และคุณสมบตั ิท่ีพงึ ประสงค์ดังกลา่ ว โดยอาจกาหนดชั่วโมงการพัฒนาทักษะท่ีจาเป็น
และทันต่อความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันเป็นรายปี มีการตรวจสอบ นิเทศ กากับติดตาม เป็นระยะ
อย่างต่อเนื่อง

86

ดงั น้ัน ครกู ารศกึ ษาพิเศษที่เป็นครูมืออาชีพ มที กั ษะความสามารถในการพัฒนา
นักเรียนทมี่ คี วามบกพร่องทางสติปญั ญาได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ จะต้องมคี ณุ สมบัติ ดงั นี้

1) มีวุฒิทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องและมีประสบการณ์ท่ีเกี่ยวข้องกับการดูแล
ผู้เรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา มีใจรักและมีเจตคติที่ดีต่อการจัดการศึกษาสาหรับผู้เรียนท่ีมี
ความบกพร่องทางสติปัญญา มีความกระตือรือร้นในการปฏิบตั ิงาน รจู้ กั ข้อจากดั ลักษณะตา่ ง ๆ และ
ศกั ยภาพของผู้เรียน มีความใฝร่ ู้และพร้อมเรยี นรู้อยู่เสมอ พฒั นาตนเองอย่างสม่าเสมอ มีความอดทน
เสียสละ มีความรัก เมตตาและเข้าใจคนพิการ มีความรอบรู้ มีการรับรู้ความสามารถในการสอนของ
ตนเองสงู รวมทั้งมที ักษะในการประสานงาน

2) มีความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา มีความรู้
เกี่ยวกบั จิตวิทยาการสอนผู้เรยี นท่ีมีความต้องการพิเศษ กฎหมาย พระราชบัญญัติ ประวัติ ความหมาย
รูปแบบการจัดการศึกษาพิเศษ การตรวจประเมิน จาแนก และคัดกรองผู้เรียน การวัดประเมินผล
ความก้าวหน้าของผู้เรียน การจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) ได้อย่างสอดคล้องกับ
ความตอ้ งการพิเศษ และสามารถวางแผนในระยะเปล่ยี นผ่าน (Transition plan) ผ้เู รียนไปรบั บริการ
อย่างต่อเน่ือง การสอนและการใช้เทคโนโลยีส่ิงอานวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลือ
อ่ืนใดทางการศึกษา และสามารถบูรณาการได้อย่างเหมาะสม การปรับหลักสตู ร การใหค้ วามช่วยเหลือ
ทส่ี อดคล้องกับความต้องการพเิ ศษ และการใหบ้ ริการปรึกษาแก่ผปู้ กครอง

3) มีทักษะในการปฏิบัติงาน สามารถจัดการเรียนการสอนแต่ละกลุ่มสาระ/
แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล โดยการพิจารณาจากความสามารถในการจัดการเรียนการสอน
และพัฒนาผู้เรียน ได้แก่ การจัดทาและพัฒนาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล แผนการจัดการเรียนรู้
สอนใหส้ ามารถปฏบิ ตั ิได้เกิดผลจริง การเลือกใชเ้ ทคนคิ การสอน บนั ทึกการสอน หรอื เตรียม การสอน
ในลักษณะอ่ืน ๆ ทีส่ ามารถนาไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้เรยี นท่มี ีความบกพร่องทางสติปัญญา
บรรลุวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ มีทักษะการการแก้ปัญหา นากระบวนการ วิจัยในชั้นเรียนมาใช้
แกป้ ัญหาและพฒั นาผู้เรยี น และมที ักษะในการวัดผลและประเมินผล

สาหรับคุณสมบัติครูการศึกษาพิเศษมืออาชีพที่โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล
จังหวัดแพร่ ต้องการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาตามรูปแบบ
การบริหารในครง้ั นี้ มดี งั น้ี

1. เปน็ ผูท้ มี่ คี ณุ ธรรม จริยธรรม ที่ดี มีจรรยาบรรณของความเปน็ ครู
2. เปน็ ผู้ทีม่ ีความรู้ความสามารถในการปฏบิ ัติหน้าที่ มเี จตคติทด่ี ีตอ่ นักเรยี น
ผพู้ กิ าร มีความรกั ความเมตาต่อนักเรยี น ไมแ่ สดงท่าทรี ังเกียจ
3. เป็นผทู้ ่มี ีความมุ่งมนั่ ในการทาหนา้ ที่ ทง้ั หน้าทใ่ี นการจดั การเรียนการสอน
และหนา้ ทใ่ี นการดูแลนักเรียน ด้วยความเต็มใจและเสยี สละ
4. มคี วามรู้ ความเข้าใจในการจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP)
เพอื่ พัฒนานักเรยี นใหเ้ ปน็ ไปตามเปา้ หมายท่ีคาดหวงั เอาไว้ท้ังในระยะสั้นและระยะยาว
5. พฒั นากระบวนการจัดการเรียนการสอน คิดค้น นาเทคนิคการสอนใหม่ ๆ
มาใชเ้ พื่อพฒั นานักเรยี นอยู่เสมอ

87

6. มีความรู้ และความสามารถในการวดั และประเมนิ ผลผ้เู รียนตามสภาพจริง
ของผู้เรียน เนื่องด้วยนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญามีศักยภาพที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ด้วยข้อจากดั ในสภาพความพิการทีต่ า่ งกนั

7. มีความรู้ ความสามารถในการทาวิจยั ในชัน้ เรียน และการพฒั นาส่อื นวตั กรรม
เพอื่ พัฒนาคณุ ภาพนักเรยี นอย่างต่อเน่ือง

7. แนวคิดการพฒั นาคุณภาพชวี ิตนกั เรียนท่ีมคี วามบกพร่องทางสตปิ ญั ญา

การมีคุณภาพชีวิตที่ดีเป็นสิ่งสาคัญจาเป็นอย่างยิ่งที่มนุษย์ทุกคนล้วนต้องการเพราะ
เป็นเสมือนเครื่องรับรองยืนยันว่าชีวิตจะสามารถดารงอยู่ได้ด้วยความปลอดภัยในด้านต่าง ๆ ทั้งใน
ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ และด้านสังคม ซ่ึงถือว่าเป็นความต้องการพ้ืนฐานในการดารงชีวิตของมนุษย์
เช่นเดียวกับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาที่ศึกษาเล่าเรียนและพักอาศัย อยู่ที่โรงเรียน
เฉพาะความพิการตลอด 24 ชั่วโมง ก็ย่อมต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในด้านต่าง ๆ เช่นเดียวกับ
คนปกติท่ัวไปหรือมากกว่าเสียด้วยซ้า เนื่องจากสภาพขีดความสามารถของสติปัญญาในการคิดวิเคราะห์
การตัดสนิ ใจเลือก หรือไขว่ขว้ามาซึ่งสิ่งที่ดีมีคุณภาพให้กบั ชวี ิตของตนเองมีข้อจากัดจากสภาพความพิการ
ท่ีไม่สามารถสร้างขึ้นให้กับตนเองได้ จึงต้องเป็นหน้าท่ีของโรงเรียน ผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง ชุมชน
และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องร่วมหาแนวทางในการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียน
ให้พบกับคุณภาพที่ดี ท้ังด้านการให้การศึกษา ด้านความเป็นอยู่ในโรงเรียน ด้านสุขภาวะอนามัย
ด้านการจัดสภาพแวดล้อม สิง่ อานวยความสะดวก และดา้ นสวัสดกิ ารต่าง ๆ เปน็ ตน้

7.1 ความหมายของคณุ ภาพชวี ติ
ยูเนสโก (UNESCO, 1993: 40) ได้ให้คานิยาม คุณภาพชีวิต (Quality of life) ว่า

หมายถึง ระดับความเป็นอยู่ที่ดีของสังคม และระดับความพึงพอใจในความต้องการส่วนหน่ึงของมนุษย์
ดังน้ันคุณภาพชีวิตจึงเป็นระดับการมีชีวิตที่ดี มีความสุข ความพึงพอใจในชีวิต และสภาพแวดล้อม
ที่เกยี่ วข้องกับความเป็นอย่ใู นการดาเนินชีวิตของปัจเจกบุคคลในสังคม

องค์การอนามัยโลก (WHO, 1998: 17) ให้ความหมายคุณภาพชีวิต หมายถึง การรับรู้
หรือความเข้าใจของปัจเจกบุคคลท่ีมีต่อสถานภาพชีวติ ของตนเองตามบริบทของวัฒนธรรมและค่านิยม
ที่ใช้ชีวิตอยู่และสัมพันธ์กับเป้าประสงค์ ความคาดหวัง มาตรฐานและความกังวลสนใจท่ีมีต่อส่ิงต่าง ๆ
คณุ ภาพชีวติ เป็นมโนคตทิ ี่มีขอบเขตกว้างขวางครอบคลมุ เรื่องต่าง ๆ ท่สี ลบั ซบั ซ้อน ไดแ้ ก่ สขุ ภาพทางกาย
สภาวะทางจิต ระดับของความเป็นตัวของตัวเอง ความสัมพันธ์ต่าง ๆ ทางสังคม ความเช่ือส่วนบุคคล
และสมั พนั ธภาพทม่ี ีต่อสงิ่ แวดล้อม

นันทิยา เรืองขจร. (2554: 7) ได้สรุปความหมายของคุณภาพชีวิต มี 2 ระดับ คือ ระดับ
จุลภาคหรือปัจเจกบุคคล และระดับมหภาคหรือระดับสังคม ความหมายคุณภาพชีวิตในระดับปัจเจก
บุคคลจะหมายถึง การรับรู้ถึงระดับการมีชีวิตท่ีดีของปัจเจกบุคคล มีความสุขและความพึงพอใจในชีวิต
ของตน ซ่ึงการรับรู้น้ีจะแตกต่างกันในแต่ละบุคคลท่ีมีความแตกต่างกันไปในแต่ละด้าน เช่น เพศ วัย
ระดับการศึกษา ศาสนา คา่ นยิ ม และปรชั ญาชีวิต เป็นต้น สว่ นความหมายในระดับมหภาคหรือระดับ
สังคม จะหมายถึงระดับการดารงชีวิตหรือระดับความเป็นอยู่ในสังคม ท้ังในด้านภววิสัยหรือวัตถุวิสยั
(Objective) ที่หมายถึง ความคิดหรือความรู้สึกต่อสภาพการดารงชีวิตที่เป็นจริง และอัตตวิสัย
(Subjective) ที่หมายถึงความคิดและความรู้สึกต่อสภาพการดารงชีวิตตามความคิดเห็นของปัจเจก
บคุ คลในสงั คมน้นั ๆ


Click to View FlipBook Version