138
(1) การประเมินผลกอ่ นเรยี น ประกอบด้วยการประเมินดงั ต่อไปนี้
(1.1) การประเมินความพร้อมและพื้นฐานของผู้เรียน ซ่ึงมี
แนวปฏบิ ัติ ดังนี้
(1.1.1) ศึกษา วิเคราะห์ความรู้ และทักษะพื้นฐาน
ของผู้เรยี นแตล่ ะชว่ งชัน้
(1.1.2) เลือกวิธกี ารและจัดทาเครือ่ งมอื สาหรบั ประเมิน
ความรแู้ ละทักษะพ้นื ฐานอยา่ งเหมาะสมและมีประสทิ ธภิ าพ
(1.1.3) ดาเนินการประเมินความรู้และทักษะพื้นฐาน
ของผู้เรียน โดยแบ่งการประเมินเป็น 2 ด้าน ได้แก่ การประเมินทักษะด้านวิชาการ เช่น ทักษะกลุ่ม
สาระที่มีความจาเป็นขั้นพื้นฐาน 8 กลุ่มสาระ ซึ่งกาหนดตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานกลุ่ม
บกพร่องทางสติปัญญา และทักษะด้านพัฒนาการ เช่น พัฒนาการด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ สังคม
และด้านพฤตกิ รรมของผู้เรยี น
(1.2) การประเมินความรอบรู้ในเร่ืองท่ีเรียนก่อนการเรียน
เป็นการประเมินผู้เรียนในเร่ืองท่ีจะทาการสอน เพื่อตรวจสอบว่าผู้เรียนมีความรู้และทักษะในเร่ืองท่ี
จะเรยี นนั้นมากน้อยเพียงใด เพือ่ นาไปเปน็ ข้อมูลเบื้องต้นของผ้เู รียนแต่ละคนวา่ เร่มิ ตน้ เรียนเรอ่ื งน้ัน ๆ
โดยมีความรู้เดิมอยู่เท่าไรเพื่อจะได้นาไปเปรียบเทียบกับผลการเรียนภายหลัง การเข้าร่วมกิจกรรม
การเรยี นตามแผนการเรยี นรู้แล้วว่าเกิดพัฒนาการหรือเกิดการเรียนรเู้ พิ่มขึน้ หรือไม่ ซ่งึ จะทาให้ทราบ
ถงึ ศักยภาพในการเรยี นรู้ของผูเ้ รียน และประสทิ ธิภาพในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ของครผู ู้สอนซึ่งจะ
เป็นประโยชนใ์ นการสนองตอบการเรยี นรู้ของผู้เรียนแต่ละคนแต่ละกลุ่มต่อไป การประเมนิ ความรอบ
รู้ก่อนเรียนมีขั้นตอนการปฏิบัติเหมือนกับการประเมินความพร้อม และพื้นฐานของผู้เรียนต่างกัน
เฉพาะความรู้ ทักษะทจี่ ะประเมินเท่าน้นั
(2) การประเมินระหว่างเรียนเป็นการประเมินท่ีมุ่งตรวจสอบ
พฒั นาการของผู้เรยี นว่าบรรลจุ ุดประสงค์การเรยี นรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ท่ีครูไดว้ างแผนไวห้ รือไม่
เพ่ือนาสารสนเทศที่ไดจ้ ากการประเมนิ ไปสู่การปรบั ปรงุ แก้ไขขอ้ บกพร่องของผู้เรยี น และส่งเสริมผู้เรียน
ให้มีความรู้ความสามารถและเกิดพัฒนาการสูงสุดตามศักยภาพ มีแนวทางในการปฏิบัติตามขั้นตอน
ดงั น้ี
(2.1) วางแผนการเรียนรู้และการประเมินผลระหว่างเรียน
ผู้สอนทาแผน การจัดการเรียนรู้ กาหนดแนวทางการประเมินผลให้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
ซ่ึงในแผนการจัดการเรียนรู้จะระบุภาระงานที่จะทาให้ผู้เรียนบรรลุตามผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวังอย่าง
เหมาะสม
(2.2) เลือกวิธีการประเมินท่ีสอดคล้องกับภาระงาน หรือ
กิจกรรมหลักท่ีกาหนดให้ผู้เรียนปฏิบัติ ท้ังน้ี วิธีการประเมินที่เหมาะสมอย่างยิ่งสาหรับการประเมิน
ระหว่างเรียน ได้แก่ การประเมินจากสิ่งที่ผู้เรียนได้แสดงให้เห็นว่ามีความรู้ ทักษะ และความสามารถ
ตลอดจนมีคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์อันเป็นผลจากการเรียนรู้ตามท่ีผู้สอนได้จัดกระบวนการเรียนรู้ให้
ซึ่งวิธีการประเมินสามารถเลือกใช้ตามความเหมาะสมกับสภาพจริงของผู้เรียนในหลายวิธี เช่น การถาม
ตอบระหว่างทากิจกรรม การพูดคุย สัมภาษณ์กับผู้เรียนหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง การตรวจแบบฝึกหัด และ
การบา้ น การประเมนิ จากการปฏบิ ัติผลงาน แฟ้มสะสมงาน เปน็ ต้น
139
(3) การประเมินเพื่อสรุปผลการเรียนเป็นการประเมินเพ่ือมุ่ง
ตรวจสอบความสาเร็จของผู้เรียน เม่ือผ่านการเรียนรู้ในช่วงเวลาหน่ึงหรือสิ้นสุดการเรียนรายวิชาปลายปี/
ปลายภาค ประกอบด้วย
(3.1) การประเมินหลังเรียน เป็นการประเมินผู้เรียนในเร่ือง
ท่ีได้เรียนจบแล้ว เพ่ือตรวจสอบว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามผลการเรียนท่ีคาดหวังหรือไม่ เม่ือนาผล
หลังเรียนไปเปรียบเทียบกับผลการประเมินก่อนเรียนว่า ผู้เรียนเกิดพัฒนาการข้ึนมากน้อยเพียงไร
สามารถทาใหป้ ระเมินได้ว่าผู้เรียนมีศกั ยภาพในการเรียนรเู้ พยี งไร กจิ กรรมการเรยี นทีจ่ ัดขน้ึ มปี ระสิทธิภาพ
ในการพัฒนาผูเ้ รียนอย่างไร
(3.2) การประเมินผลการเรยี นปลายป/ี ปลายภาค เปน็ การ
ประเมิน ผลเพื่อตรวจสอบผลสัมฤทธ์ขิ องผู้เรียนในการเรียนรายวชิ าต่าง ๆ ตามตัวชี้วัดและมาตรฐาน
การเรียนรู้ สาหรับชั้นประถมศึกษาเป็นการประเมินผลปลายปี ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับ
มัธยม ศึกษาตอนปลายเป็นการประเมินผลการเรียนปลายภาคเรียน โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือการสรุป
ตัดสินความสาเรจ็ ของผเู้ รียนในการเรยี นสาระการเรยี นรู้รายปี/รายภาค เป็นสาคัญ
(3.3)การประเมินการอ่าน การคิด การวิเคราะห์ และ
การเขียน เป็นการประเมินศักยภาพของผู้เรียนในการอ่าน หนังสือเอกสารและส่ือต่าง ๆ เพื่อหาความรู
เพิ่มพูนประสบการณความสุนทรียและประยุกตใชแลวนาเน้ือหา สาระที่อ่านมาคิดวิเคราะห์ นาไปสู่
การแสดงความคิดเห็น การสังเคราะห์สร้างสรรค์การแกปญหาในเรื่องต่าง ๆ และถ่ายทอดความคิดนั้น
ด้วยการเขียนท่ีมีสานวนภาษาถูกต้อง มีเหตุผล และลาดับข้ันตอนในการนาเสนอ สามารถสร้างความ
เขาใจแกผู้อา่ นไดอ้ ย่างชัดเจนตามระดบั ความสามารถในแต่ละระดับช้ัน
กรณีผเู้ รียนมีความบกพรองในกระบวนการด้านการเห็น
หรือท่ีเก่ียวข้องทาให้เป็นอุปสรรคตอการอ่าน สถานศึกษาสามารถปรับวิธีการประเมินให้เหมาะสมกับ
ผ้เู รียนกลุ่มเปา้ หมายน้ัน
การประเมินการอ่าน การคิด การวิเคราะห์ และ
การเขียน สถานศึกษาตองดาเนินการอย่างต่อเนื่องและ สรปผลเป็นรายปี/รายภาคเพื่อวินิจฉัย
และใชเ้ ปน็ ขอ้ มลู ในการพัฒนาผ้เู รยี นและประเมินการเล่อื นชัน้ ตลอดจนการจบการศึกษาระดบั ต่าง ๆ
(3.4)การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เป็นการ
ประเมินคุณลักษณะ ท่ีตองการให้เกิดข้ึนกับ ผู้เรียน อันเป็นคุณลักษณะที่สังคมตองการในด้านคุณธรรม
จริยธรรม ค่านิยม จิตสานึก สามารถอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนในสังคมได้อย่างมีความสุข ท้ังในฐานะพลเมืองไทย
และพลโลก หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 กาหนดคุณลักษณะอันพึง
ประสงค์ 8 คุณลักษณะ ในการประเมินให้ประเมินแต่ละคุณลักษณะ แล้วรวบรวมผลการประเมิน
จากผปู้ ระเมินทุกฝา่ ยและแหล่งข้อมลู หลายแหล่งเพ่ือให้ได้ขอมลู นามาสู่การสรปุ ผลเป็นรายป/รายภาค
และใชเป็นขอมูลเพือ่ ประเมินการเลอื่ นชน้ั และการจบการศึกษาระดบั ต่าง ๆ
(3.5) การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เป็นการประเมิน
การปฏิบัติกิจกรรมและผลงานของผู้เรียน และเวลาในการเข้าร่วมกิจกรรมตามเกณฑที่กาหนดไวใน
แต่ละกิจกรรม และ ใชเป็นขอมูลประเมินการเล่ือนชั้น และการจบการศึกษาระดับต่าง ๆ กิจกรรม
พฒั นาผู้เรยี นทก่ี าหนดไว้ในหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551 มี 3 ลักษณะ คือ
140
(1) กจิ กรรมแนะแนว
(2) กจิ กรรมนักเรียน ซ่ึงประกอบด้วย
(2.1) กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด และ
ผบู้ าเพ็ญประโยชน์
(2.2) กจิ กรรมชมุ นมุ หรือกิจกรรมชมรม
(3) กจิ กรรมเพ่ือสงั คมและสาธารณประโยชน์
สรุปได้ว่า การวัดและประเมินผลการการเรียนรู้ของผู้เรียน
ดาเนินการใน 3 ระยะ ได้แก่ การประเมินก่อนเรียน การประเมินระหว่างเรียน และการประเมินหลังเรียน
ทั้งนี้ต้องดาเนินการวัดและประเมินให้ครอบคลุมองค์ประกอบท้ัง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านทักษะการเรียนรู้
ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ด้านการอ่าน การคิด การวิเคราะห์ และการเขียน ด้านคุณลักษณะอันพึง
ประสงค์ของผู้เรียน และด้านกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยยึดหลักการประเมินตามสภาพจริงของผู้เรียน
ในรปู แบบวธิ กี ารท่หี ลากหลาย
3) การนิเทศการศึกษา
การนิเทศการศึกษา เปน็ กระบวนการทางการบรหิ ารทางการศกึ ษาท่ีชว่ ยเหลือ
ช้ีแนะและสร้างความร่วมมืออย่างต่อเน่ืองระหว่างบุคคลที่เก่ียวข้องการพัฒนาการศึกษา ให้การจัด
การศึกษาประสบความสาเร็จและบรรลุตามเป้าหมายที่กาหนดไว้ (สานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ,
2557: 23) และมุ่งพัฒนาการสอนของครูให้มีประสิทธิภาพซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้นิเทศ
และครู รวมท้งั ผทู้ ม่ี สี ว่ นเก่ียวข้องในการจดั การศึกษาเพ่ือท่ีจะช่วยเหลือครใู นการพฒั นาทักษะวิชาชีพ
ให้สูงข้ึน (ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์, 2548: 15) การนิเทศการศึกษาจึงถือเป็นภารกิจท่ีสาคัญอย่างหนึ่ง
ในการบริหารการศึกษาท่ีมงุ่ เน้นไปในเรื่องของการกจิ กรรมการเรียนการสอน การปฏิบัตงิ านของครูท่ี
สง่ ผลตอ่ การเรยี นการสอนและคณุ ภาพของนกั เรยี นใหด้ ยี งิ่ ขน้ึ
3.1) ความสาคญั ของการนิเทศ
สุทธนู ศรไสย์ (2549: 8) กล่าวถึงความสาคัญของการนิเทศการศึกษา
วา่ เป็นประโยชน์ตอ่ ครูได้ ดงั น้ี
1. การนิเทศช่วยใหค้ รูมคี วามเชอื่ ม่ันในตนเอง ถ้าครูยังมีความสนใจ
เก่ียวกับเร่ืองต่าง ๆ ในห้องเรียนครูก็จะเป็นบุคคลที่ทาหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบ และจะมีความเข้มแข็ง
ในการปฏิบตั งิ านทุกดา้ น
2. การนเิ ทศสนับสนนุ ใหค้ รสู ามารถประเมินผลการทางานได้ด้วยตนเอง
ครสู ามารถมองเห็นด้วยตนเองวา่ ตนเองประสบผลสาเร็จในการสอนไดม้ ากน้อยเพียงใด
3. การนิเทศช่วยให้ครูได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน
ซึ่งครูผู้สอนแต่ละคนสามารถสังเกตการณ์ทางาน หรือการสอนของครูคนอื่น ๆ เพ่ือปรับปรุงการสอน
ของตน นอกจากน้ีการจะแลกเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์การสอน และรับเอาวิธีการใหม่ ๆ จากครูคนอ่ืนไป
ทดลองใช้ รวมทั้งเรียนรูว้ ธิ กี ารช่วยเหลอื ให้การสนับสนุนแกค่ รูคนอ่ืน ๆ ด้วย
141
4. การนิเทศช่วยกระตุ้นครูให้มีการวางแผนจัดทาจุดมุ่งหมาย และ
แนวปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน ครูแต่ละคนสามารถให้ความช่วยเหลือเพ่ือนครูด้วยกัน เพื่อตัดสินใจเก่ียวกับ
ปัญหาการสอนอย่างกวา้ ง ๆ ภายในโรงเรียน การวางแผนฝึก หรือการใหบ้ ริการเสริมวชิ าการ การพัฒนา
หลักสูตร และการกระตุ้นให้ครูผสู้ อนทางานวิจัยเกี่ยวกับชน้ั เรยี น รวมท้งั การมสี ่วนร่วมในการปฏิบัติงาน
ของครกู บั กลุ่ม และชี้ใหเ้ ห็นความสามารถในการควบคุม และจัดการความน่าเชื่อถือ ความเปน็ วชิ าการ
ของครูคนนั้นได้เป็นอย่างดี
5. การนิเทศจะเป็นกระบวนการที่ท้าทายความสามารถของครูให้มี
ความคิดเชิงนามธรรมสูงขึ้นในขณะปฏิบัติงาน ครูผู้สอนจะได้รับข้อมูลย้อนกลับซึ่งเป็นผลมาจากผล
การประเมิน ข้อมูลเหล่านี้จะสะท้อนให้เห็นข้อดีและข้อเสียของการปฏิบัติงาน รวมทั้งแนวคิด
หลายแนวทางท่จี ะใชเ้ ปลยี่ นแปลงการปฏบิ ัติงาน
ชนิดา ยินดีเขต (2550: 3) ได้กล่าวถึง ความสาคัญของการนิเทศ
ภายในสถานศกึ ษา ไวด้ ังน้ี
1. ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในด้านต่าง ๆ ของโลกยุคโลกาภิวัตน์
ทาใหม้ ีผลกระทบโดยตรงตอ่ การจัดการศึกษาและการจัดการเรยี นการสอน
2. สภาพแวดล้อมทางสังคมและต้นทุนทางวัฒนธรรมเปล่ียนแปลง
ทาใหก้ ารชว่ ยเหลือ เผื่อแผ่ในระดับต่างองค์กร และภายในองค์กรเดยี วกันลดลง แตก่ ลบั ผกผันสู่เศรษฐกิจ
การศกึ ษา ซ่งึ โรงเรยี นสว่ นมากในประเทศไทยยังขาดความพร้อมในการแข่งขัน
3. การเปล่ียนแปลงปรัชญา หลักการ เป้าหมาย กระบวนการและ
การประเมินผลการจัด การศึกษา ทาให้เกิดการแตกต่างจากการรับรู้และการเรียนรู้เดิมของผู้บริหาร
และครใู นการปรบั แปลง มาเปน็ แผนการเรยี นรแู้ ละกระบวนการเรียนการสอน จงึ จาเป็นตอ้ งมีผู้นิเทศ
เขา้ ไปชว่ ยเหลอื
4. ครูในโรงเรียนส่วนใหญ่ยังต้องรับผิดชอบงานอื่น ๆ ท่ีไม่ใช่งาน
การเรียนการสอนโดยตรง ทาให้เกดิ ความย่งุ ยากและซบั ซ้อนในการพฒั นาคุณภาพการศึกษา
5. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารการศึกษา เพื่อสนอง
การปฏิรูปการศึกษาทาให้ เกิดการยุบเลิก ยุบรวม และขยายหน่วยงานที่เกี่ยวกับการศึกษา
จาเป็นต้องสร้างเครือข่ายติดต่อส่ือสาร เครือข่ายพัฒนาใหม่ โดยเฉพาะเครือข่ายในการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาและคณุ ภาพการเรยี นการสอน
จากที่นักวิชาการได้กล่าวถึงความสาคัญของการนิเทศการศึกษา ทาให้
เห็นได้ว่า การนเิ ทศการศึกษามีความสาคญั กับครูผสู้ อนในด้านการพัฒนางานการสอน การปฏิบัติงาน
ในหน้าที่อันเก่ียวกับการจัดการศึกษา ช่วยลดภาระการปฏิบัติงาน ช่วยสร้างให้ครูมีภาวะความเป็นผู้นา
ทางวิชาการ มีความเป็นประชาธิปไตยให้การยอมรับ และรับฟังความคิดเห็นของกันและกัน ทันต่อ
การเปลยี่ นแปลงทางวิทยาการใหม่ ๆ ทางวัฒนธรรม สงั คม การเมอื งและเศรษฐกจิ และของโลกอยู่เสมอ
142
3.2) บคุ ลากรที่เกยี่ วข้องกับการนิเทศ
บุคลากรภายในสถานศึกษาท่เี ป็นกลไกสาคัญในการขับเคล่อื นระบบ
การนิเทศภายในสถานศึกษามี 3 กลุ่ม คอื
1. ผนู้ ิเทศ ได้แก่ ผอู้ านวยการสถานศึกษา รองผู้อานวยการสถานศึกษา
หัวหน้ากลุ่มสาระการเรยี นรู้ หัวหน้างาน และครทู ่มี คี วามสามารถทส่ี ถานศึกษาแต่งต้ัง
2. รบั การนเิ ทศ คอื ครูภายในสถานศกึ ษา
3. ผู้สนับสนุนการนิเทศ คือ ผู้ท่ีช่วยให้การนิเทศภายในสถานศึกษา
บรรลุวัตถุประสงค์เป้าหมาย ได้แก่ บุคลากรท้ังภายในและภายนอกสถานศึกษา โดยเฉพาะผู้บริหาร
สถานศึกษาที่จะสนับสนุน และอานวยการให้การนิเทศภายในสถานศึกษา ดาเนินการไปตามแผน
อย่างมีคุณภาพ
3.3) กระบวนการนิเทศ
ชารี มณีศรี (2546: 80) ได้กล่าวถึงกระบวนการนิเทศการศึกษาไว้
5 ประการ คือ POLCA ดงั นี้
1. การวางแผน (Planning Processes)
1.1 การคิด (Thinking) การวางแผนนิเทศเกี่ยวข้องกับการคิด
แผนงานทีจ่ ะทา ในอนาคตตามลาดับก่อนหลัง
1.2 จัดทาตารางงาน (Scheduling) เพื่อให้แผนงานในข้อ 1.1
มีผลในเชงิ ปฏบิ ัตไิ ดง้ า่ ยต่อการปฏิบตั ิ จดั ทาตารางรายการนิเทศ กาหนดวันเวลาสถานที่ให้แน่นอน
1.3 การทาโครงการ (Programming) โครงการเป็นที่รวมของ
แผนงานเป็นขั้นนาแผนงานไปปฏิบัติ เช่น โครงการปรับปรุงการสอนประชาธิปไตยในโรงเรียน เป็นต้น
1.4 แผนงานที่ดีนาไปสู่การคาดคะเน (Forecasting) แผนงาน
เป็นเรื่องของการคิดที่จะทาอะไรสักอย่างในอนาคต การกะประมาณการอย่างดีย่อมง่ายต่อการที่จะ
ทานายผลการทางานได้
1.5 ปรับปรุงการทา งานแผนการให้ดีขึ้น (Developing
Procedures) ตระหนักในปัญหา และอุปสรรคของแผนงานที่เกิดขึ้น หาทางปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น
งานการนิเทศภายในเปน็ งานทีผ่ กู พนั ซบั ซอ้ น จะต้องแก้ไขใหเ้ หมาะสมอย่เู สมอ
2. การจดั การ (Organizing Processes)
2.1 จัดจาแนกหน้าท่ี (Distributing Functions) งานการนิเทศ
ภายใน มีหลายประการ ทั้งการฝึกอบรมประจาการ การจัดหลักสูตร และจัดบุคลากร เป็นต้น เพื่อมิให้
งานสับสน งานซ้อนงาน ควรจาแนกลกั ษณะงานให้เดน่ ชดั
2.2 การประสานงาน (Coordinating) ประโยชน์ของการ
ประสานงาน คือ สร้างความเข้าใจในการทางานร่วมกัน ขจัดปัญหาการทางานที่ซ้าซ้อนกัน เป็นต้น
โดยหนา้ ทข่ี องผนู้ ิเทศทาหนา้ ทป่ี ระสานงานระหว่างโรงเรียนกบั ฝ่ายบริหารการศึกษาโดยตรง
2.3 ชี้แหล่งข้อมูลวิชาการ (Resources Allocating) การจัด
วสั ดุอปุ กรณก์ ารสอน อานวยความสะดวก จัดให้มีเครอ่ื งใช้ในโรงเรียน ทัง้ ทหี่ าได้เองและการจัดข้ึน
143
2.4 จัดให้มีความสัมพันธ์มีความต่อเนื่อง ( Establishing
Relationship) ความเป็นปึกแผ่นในหน่วยงานการนิเทศเป็นผลสืบเน่ืองจากข้อ 2.2 และมีผลกระทบ
ตอ่ การนิเทศอยา่ งมาก
2.5 เป็นตัวแทน (Delegating) ตามลักษณะงานของศึกษานิเทศก์
ทาหนา้ ท่เี ป็นตวั แทนทางการศึกษา มีบทบาทเปน็ ตวั แทนทงั้ ในด้านบริหาร ดา้ นวิชาการ ดา้ นวิทยากร
และดา้ นการประสานงาน
3. การนา (Leading Processes)
3.1 นาในการตัดสินใจ (Decision-making) กระบวนการการนิเทศ
มไิ ดม้ ุ่งหมายในการใช้อานาจเผด็จการ หากแตก่ ารตัดสนิ นนั้ จะตอ้ งมาจากหมคู่ ณะเปน็ สาคัญ
3.2 ข้อเสนอแนะ (Suggesting) ให้คาปรึกษาแนะนา
3.3 แรงจูงใจ (Motivation) กาลังใจมีวันหมดไปได้ การรักษา
แรงจูงใจให้คงทนถาวรขึ้นอยู่กับการตอบสนองความต้องการ การเข้าใจกัน การเอาใจใส่ในเรื่องสวัสดิภาพ
เปน็ ตน้
3.4 การส่ือความหมาย (Communicating) กระบวนการนาใน
การนิเทศท่ีสาคัญอีกประการหนึ่ง คือ การใช้ความสามารถในด้านการติดต่อส่ือความหมาย ซึ่งขึ้นอยู่
กับพื้นฐานการศึกษาของผู้นิเทศเป็นสาคัญ ควรเป็นผู้มีใจกว้างขวาง ยอมรับความคิดของคนอ่ืน
สนับสนุนให้เขาคิด มองข้ามความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยไม่ต้ังใจ ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้ครู
อยากจะคดิ อยากจะเริ่มทาอะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ ข้อท่นี ่าคานงึ ก็คือ ลักษณะของสังคมไทยบางประการ
ท่ที าให้คนไมอ่ ยากจะริเริ่มในกจิ การตา่ ง ๆ เช่น การติเพอื่ ทาลาย การนนิ ทา การว่ากลา่ วผทู้ ี่คิดทาอะไร
แล้วไม่สาเร็จ เปน็ ตน้
3.5 การสาธิต (Demonstrating) การนาในการสาธิต คือ การนา
เผยแพร่ทางวิชาการ ศึกษานิเทศก์สาธิตบทเรียน สาธิตการสอนวิธีต่าง ๆ แก่คณะครู สนับสนุนให้
สถานศกึ ษามกี ารสาธติ วิชาการ
4. การควบคมุ (Controlling Processes)
4.1 ทาให้ถูกต้อง (Taking Corrective Action) การควบคุมใน
การนเิ ทศแตกตา่ งจาก การควบคมุ ทางบรหิ าร เพราะการนิเทศใช้พระคณุ มากกว่าพระเดช เมอ่ื ศกึ ษานิเทศก์
ทราบขอ้ บกพร่อง ขอ้ ผิดพลาดของครู ศกึ ษานิเทศกจ์ ะใช้เทคนิคการนิเทศแก้ไขข้อบกพร่องน้นั ซ่ึงเป็นไป
เพราะครูมีความเชื่อถือศรัทธาในหลักการ ความร่วมมือในด้านน้ีมาจากน้าใสใจจริง มิใช่จากการใช้
อานาจบงั คบั
4.2 ความเจรญิ งอกงาม (Expediting) ในกรณที ก่ี ารกระทาถูกต้อง
หรือการเรียนการสอนดาเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ศึกษานิเทศก์ย่อมช่วยให้กิจการนั้นประสบผลสาเร็จ
ยิงขน้ึ
4.3 การกล่าวโทษเป็นลายลักษณ์อักษร (Reprimanding)
การทางานรว่ มกับบุคคลหลายประเภทเราย่อมรับความแตกต่างระหวา่ งบุคคลเปน็ พ้ืนฐาน บุคคลบางคน
ยอมง่ายต่อการแนะนา บางคนจะตอ้ งใช้หลกั การเขม้ งวดกวดขันจึงจะยอมเปล่ยี นแปลงแก้ไข
144
4.4 บทกาหนดโทษ (Applying Sanctions) เมื่อแนะนาช่วยเหลือ
โดยประการตา่ ง ๆ แต่ไม่มีการปรับปรงุ แกไ้ ข บทกาหนดโทษเปน็ สิง่ จาเป็นสาหรับการบริหารทัว่ ไป
5. กระบวนการประเมินผล (Assessing Processes) การประเมินค่า
ของสง่ิ ใดเป็นกระบวนการขนั สุดทา้ ยของส่งิ นัน้
5.1 วัดผล (Measuring Performance) วัดผลสัมฤทธิ์ผลการ
ปฏิบตั ิงาน
5.2 พจิ ารณาผลงาน (Judging Performance) ประเมนิ คา่ ผลงานวา่
ดี - เลว ประการใด
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2548: 41 - 43) ได้กล่าวถึง กระบวน
การนิเทศการศกึ ษา ไว้ 6 ขัน้ คือ
1. การประเมินสภาพการทางาน (Assessing) เป็นการศึกษาถึง
สภาพตา่ ง ๆ เพอื่ ใหไ้ ด้ขอ้ มูลเพ่อื เปน็ ตัวกาหนดการเปล่ยี นแปลง
2. การจดั ลาดบั ความสาคญั ของงาน (Prioritizing) เปน็ กระบวนการ
กาหนดความสาคญั ของงาน ตามเปา้ หมาย วัตถปุ ระสงค์ และกิจกรรม ตามลาดับความสาคญั
3. การออกแบบวิธีการทางาน (Designing) เป็นกระบวนการวางแผน
หรอื กาหนดโครงการต่าง ๆ เพื่อกอ่ ใหเ้ กิดการเปลี่ยนแปลง
4. การจัดสรรทรัพยากร (Allocating Resources) เป็นกระบวนการ
กาหนดทรัพยากรต่าง ๆ ใหเ้ กดิ ประโยชนส์ ูงสุดในการทางาน
5. การประสานงาน (Coordination) เป็นกระบวนการที่เก่ียวข้อง
กับงาน เวลา วัสดุ อุปกรณ์ และส่งิ อานวยความสะดวกทกุ ๆ อย่าง เพื่อใหก้ ารเปล่ยี นแปลงบรรลุผล
6. การอานวยการ (Directing) เป็นกระบวนการท่ีมีอิทธิพลต่อการ
ปฏิบัติ เพื่อใหเ้ กดิ สภาพท่ีเหมาะสมท่ีจะสามารถบรรลผุ ลแห่งการเปลยี่ นแปลงใหม้ ากทสี่ ดุ
กระทรวงศึกษาธิการ (2550: 137) ได้จัดลาดับข้ันตอนกระบวนการ
นเิ ทศภายในอยา่ งเปน็ ระบบ 5 ขัน้ ตอน ดงั นี้
1. การวางแผนการนิเทศ (Planning)
2. การสร้างความเข้าใจและการเตรยี มการนิเทศ (Informing)
3. การปฏบิ ตั กิ ารนิเทศ (Doing)
4. การสร้างขวัญและกาลงั ใจ (Reinforcing)
5. การประเมนิ ผลการนิเทศ (Evaluating)
สรุปได้ว่า กระบวนการนิเทศ เป็นขั้นตอนในการดาเนินงาน และ
การปฏิบัติ งานการนิเทศอย่างมีระบบ โดยบุคลากรมีส่วนร่วมในการดาเนินงาน ทั้งการวางแผน
การจัดสายงาน การนาปฏิบัติ การควบคุม การประเมินสภาพการทางาน การจัดลาดับงานที่ต้องทา
การออกแบบงาน การประสานงาน ตลอดจนการอานวยการ ให้งานลุล่วงไป บรรลุตามเป้าหมายท่ี
กาหนดไว้ทกุ ประการ
145
3.4) รปู แบบการนิเทศในสถานศึกษา
โอลิวา และ พาวลาส (Oliva and Pawlas. 2001: 59 อ้างถึงใน
สจุ ิตรา แซจ่ ิว. 2556: 16) ไดจ้ าแนกรปู แบบการนิเทศในสถานศกึ ษาเปน็ 2 ลกั ษณะ ดังน้ี
1. รูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษาแบบลักษณะทว่ั ไป เปน็ วิธีการ
หรือปฏิบัติการนิเทศ โดยคานึงถึงลักษณะของการสื่อสารหรือปฏิสมั พันธร์ ะหว่างผู้นิเทศและผู้รับการ
นิเทศว่า เป็นไปในลักษณะใดรวมท้ังคานึงถึงจานวนของผู้รับการนิเทศด้วย สาหรับรูปแบบการนิเทศ
ลกั ษณะทัว่ ไปทนี่ กั วิชาการหลายคนมกั จะจาแนกไวใ้ นลกั ษณะคล้ายกัน โดยจาแนกออกเปน็ 2 ประเภท คอื
1.1 การนิเทศภายในสถานศึกษารายบุคคล เป็นวิธีการที่ผู้นิเทศ
จะทางานร่วมกับผู้รับการนิเทศโดยตรง ดังนั้น ความสาเร็จหรือความล้มเหลวของการนิเทศจึงขึ้นอยู่
กับความสามารถในการทางานร่วมกันของท้ังสองฝ่าย การนิเทศเป็นรายบคุ คลสามารถทาได้หลายวิธี
ดงั นี้
1.1.1 การสงั เกตการณ์สอน
1.1.2 การใหค้ าปรกึ ษาเป็นรายบุคคล
1.1.3 การสาธิตการสอน
1.1.4 การเยี่ยมชนั้ เรยี น
1.1.5 การเดินผา่ นชั้นเรียน
1.2 รูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษาแบบกลุ่ม เป็นรูปแบบ
ที่ผู้นิเทศให้ความช่วยเหลือ แนะนา ให้คาปรึกษา แก่บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อให้เกิดการพัฒนา
การเรียนการสอน และการปฏิบัติงาน ส่วนดีของการนิเทศแบบกลุ่ม คือ ช่วยให้ประหยัดเวลา เป็นการใช้
ทรพั ยากรอย่างมปี ระสิทธภิ าพ และกิจกรรมบางอย่างต้องใช้คนจานวนมากในการรว่ มกนั คดิ รว่ มกันทา
2. รูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษาแบบลักษณะเฉพาะ การนิเทศ
ทมี่ ลี กั ษณะ เฉพาะเปน็ รปู แบบที่มหี ลักการและทฤษฎีรองรับ และมขี ัน้ ตอนในการดาเนินการท่ีชัดเจน
และมีเทคนิควิธีการที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง ในปัจจุบันมีรูปแบบท่ีนามาใช้หลากหลาย ในที่น้ี ขอเสนอ
รปู แบบในบางลักษณะ ดงั น้ี
2.1 รูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษาแบบคลินิก เป็นเทคนคิ
ท่ีเป็นที่รู้จักกันดี และนิยมใช้กันมาอย่างแพร่หลาย มอริส แอล โคแกน (Morris L. Cogan) ได้ชื่อว่า
เป็นผู้ริเร่ิมการนิเทศแบบคลินิก ได้ให้ความหมายของการนิเทศแบบคลินิกว่าเป็นการดาเนินการท่ี
ออกแบบไว้สาหรับปรบั ปรงุ สมรรถนะการสอนของครู โดยเน้นการปรบั ปรุงพฤติกรรมการสอนของครู
ในช้ันเรียน ซ่ึงเป็นกระบวนการสังเกตการณ์การสอนภายในห้องเรียนที่จะทาให้ได้ข้อมูลต่าง ๆ เช่น
บันทึกเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนในห้องเรียนต้ังแต่พฤติกรรมการสอนของครู และพฤติกรรมการเรียนของผู้เรียน
ในขณะทค่ี รสู อน รวมทั้งข้อมูลเกยี่ วกบั ครู ผู้เรียน ด้านทศั นคติ ความเชอ่ื
2.2 รปู แบบการนิเทศภายในสถานศึกษาแบบร่วมพัฒนา การนิเทศ
แบบร่วมพัฒนานี้ มีลักษณะต่าง ๆ กัน เช่น การนิเทศแบบเพ่ือนนิเทศเพื่อน (Peer Coaching) การนิเทศ
แบบช้ีแนะทางปัญญา (Cognitive Coaching) และการนิเทศโดยครูพ่ีเล้ียง (Mentoring) ซึ่งรูปแบบ
การนิเทศ ดังกล่าว มีแนวคิดหลักคือ การความร่วมมือกันของครู แต่รูปแบบทั้ง 3 ลักษณะก็มีจุดเน้น
บางส่วนที่แตกตา่ งกนั สาระสาคญั ของรูปแบบทัง้ 3 มดี ังนี้
146
2.2.1 รูปแบบการนิเทศแบบเพื่อนนิเทศเพื่อน เป็นการนิเทศ
ท่ีใช้ทีมครูข้ามระดับและข้ามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ในการให้ความช่วยเหลือสนับสนุนและการให้กาลังใจ
ซึ่งกันและกัน ในการพัฒนาการเรียนการสอน โดยบทบาทของผู้นิเทศเป็นผู้เอื้ออานวยในขณะร่วมงาน
กับครูในกลุ่มเพ่ือน แนวทางท่ีใช้จะดาเนินการเป็นกลุ่มเล็กในการเรียนรู้ โดยอาจนากระบวนการนิเทศ
แบบคลินิกมาประยุกต์ใช้ ในระหว่างการเรียนรู้ในกลุ่มมีการตั้งคาถามเพื่อช่วยให้ครูมีความเข้าใจใน
ด้านการเรียนการสอนของตนอย่างชัดเจน ทั้งน้ี สมาชิกในกลุ่มและผู้นิเทศต้องร่วมกันวิเคราะห์ และ
ให้ข้อมูลย้อนกลับ เพ่ือช่วยให้ครูตัดสินใจในการปรับปรุงการเรียนการสอนของตนเองทักษะ ท่ีสามารถ
นามาใช้ประกอบด้วย ทักษะการสังเกต การสื่อสาร และทักษะการแก้ปัญหา การนิเทศแบบเพื่อน
นิเทศเพื่อนน้ี ชว่ ยใหค้ รูประยุกตใ์ ชท้ ักษะการสอนใหม่ ๆ มาใชใ้ นการปฏบิ ตั งิ านใหม้ ากขนึ้
2.2.2 การนิเทศแบบชี้แนะทางปัญญา เป็นกระบวนการที่
ไมไ่ ดเ้ น้นถึงการตัดสินความถูกผิด แต่จะใชก้ ารประชุมวางแผน การสังเกต และการประชุมเพ่ือสะท้อน
พฤติกรรม การสอน และยังใช้ในการวางกลยุทธ์ที่มีลักษณะเฉพาะ เพ่ือจะเสริมสร้างการรับรู้การตัดสินใจ
เก่ียวกับการพัฒนาการเรียนของผู้เรียน เป็นการพัฒนาปรับปรุง กระบวนการคิดของครู ซึ่งการนิเทศ
แบบชแี้ นะจะชว่ ยให้ครูไดบ้ อกถึงความรู้สึกประทบั ใจในการสอนของตนเองโดยนาพฤติกรรมการสอน
ทก่ี าหนดให้ ไปสังเกตในขั้นตอนการวางแผนและการสังเกตการสอน ใหม้ าอภปิ รายร่วมกนั รปู แบบนี้
จะประสบความสาเรจ็ ก็ต่อเม่ือผ้นู ิเทศมีเวลาเพียงพอให้สมาชิกในกลุ่มได้ทางานรว่ มกันด้วยบรรยากาศ
ที่มีอิสระ ในการพิจารณาประเด็นที่ไม่คุ้นเคยและทาการสังเกตซึ่งกันและกัน จึงเป็นรูปแบบท่ีอยู่บน
พ้ืนฐานของความไว้วางใจ ผลของการนิเทศแบบนี้ ทาให้ครูมีความเป็นตัวของตัวเอง มั่นใจในตนเอง
และมีการปรับเปล่ยี นพฤตกิ รรมการสอน
2.2.3 รูปแบบการนิเทศโดยครูพี่เลี้ยง เป็นรูปแบบที่ใช้
วิธีการร่วมมือกันโดยมีการช่วยเหลือเพ่ือจะถ่ายโอนบทเรียนของประสบการณ์วิชาชีพโดยเน้นความ
สัมพันธ์ระหว่างบุคคลสาคัญว่าจะมีบทบาท 5 บทบาท คือ บทบาทการสอน การสนับสนุน การให้
กาลังใจ การให้คาปรกึ ษา และการสร้างสัมพนั ธภาพ
รูปแบบการนิเทศในสถานศึกษาของนักการศึกษาที่กล่าวมา
จะเห็นได้ว่ามีหลายรูปแบบ ซ่ึงผู้นิเทศ หรือผู้บริหารสถานศึกษาควรให้ความสาคัญในการพิจารณา
เลือกรูปแบบให้มีความสอดคล้องเหมาะสมกับบริบทของแต่ละสถานศึกษา ทั้งน้ี ครูผู้สอน หรือผู้รับ
การนิเทศควรได้รับการนิเทศในรูปแบบที่หลากหลายเพื่อให้การนิเทศในสถานศึกษาได้รับความน่าสนใจ
และมปี ระสทิ ธภิ าพ สามารถนาไปพัฒนากระบวนการจัดการเรยี นการสอนของครูผู้สอนให้ดียงิ่ ข้ึน
จากหลักการ แนวคิดในการจัดการเรียนการสอนที่กล่าวมาสามารถสรุปได้ว่า
การจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพได้นั้น ครูผู้สอนและผู้ท่ีมีส่วนเก่ียวข้องจะต้องวิเคราะห์ผู้เรียน
ให้เข้าใจสภาพอันเป็นพ้ืนฐานของผูเ้ รยี นแต่ละคนทั้งสภาพพื้นฐานด้านสุขภาพร่างกาย สภาพพื้นฐาน
ด้านทักษะความสามารถต่าง ๆ รวมทั้งความสามารถทางด้านการศึกษาเรียนรู้ เพื่อมากาหนดจัดทา
แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล นอกจากครูผู้สอนจะมีความรู้ความเข้าใจในรูปแบบ และเข้าใจใน
ความสาคัญของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่มีผลต่อการพัฒนาผู้เรียนเป็นอย่างดีแล้ว ยังต้องรู้จัก
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคน หรือแต่ละกลุ่มเป้าหมาย
ให้เหมาะกบั ความสามารถในการรับการศึกษาตามระดับเชาว์ปัญญาของผเู้ รยี น แตล่ ะคน โดยถอื เป็น
147
หน้าที่หลักของครูผู้สอนและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย จะต้องจัดหลักสูตรการเรียนการสอน
ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ กาหนด/ออกแบบสื่อการเรียนรู้ ตลอดจนสิ่งอานวยความสะดวก สื่อ
บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพความต้องการจาเป็น
ของผู้เรียนแต่ละคน รวมทั้งการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่มีกระบวนการ หลักการ และแนวทาง
ในการวัดและประเมินท่ีสอดคล้องเหมาะสมกับสภาพจริงของผู้เรียน มีความครอบคลุมตามองค์ประกอบ
ในการวดั และประเมนิ ทั้ง 4 ดา้ น ตามหลกั สูตรกาหนด ภายใตก้ ระบวนการนิเทศการศึกษา การกากับ
ติดตามผลการจดั การเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพและมีความต่อเน่ืองเพื่อนาผลท่ีได้มาเปน็ แนวทาง
ในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพส่งผลต่อผู้เรียนมีคุณภาพตามเป้าหมายของ
หลักสตู รต่อไป
4) การพฒั นาสภาพแวดลอ้ มในสถานศึกษา
4.1) แนวคดิ และความสาคญั ของการพัฒนาสภาพแวดลอ้ มในสถานศกึ ษา
การจัดสภาพแวดล้อมที่ดีมีความเหมาะสมเป็นองค์ประกอบหน่ึงที่มี
ส่วนช่วยให้การเรียนรู้ของนักเรียนได้บรรลุวัตถุประสงค์ เนื่องจากสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียน
มีความสาคัญต่อกระบวนการพัฒนาของนักเรียนเพราะสภาพแวดล้อมที่ดีมีความสมบูรณ์ย่อมทาให้
การพัฒนานักเรียนได้ผลดี โดยเฉพาะนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา เช่น มีอาคารสถานที่
ที่ปลอดภัย มีอุปกรณ์เครื่องมือ สิ่งอานวยความสะดวกที่ใช้งานได้ และมีระบบบริหารจัดการที่ดี
ย่อมส่งผลทาให้การพัฒนานกั เรยี นได้ผลดตี ามไปด้วย
กรมวิชาการ (2544: 77 - 78) ได้ให้แนวคิดและความสาคัญของการ
จัดสภาพแวดล้อม หมายถึง สิ่งแวดล้อมในการจัดการเรียนรวู้ ่า โรงเรียนและผ้ทู ี่เกี่ยวข้องต้องสง่ เสรมิ
สนับสนุน ให้ครูจัดบรรยากาศการเรียนรู้ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียนรู้ และเอื้ออานวยความสะดวก
เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ ซึ่งสอดคล้องกับ เชิดชู กาฬวงศ์ (2545: 14) ได้กล่าวถึง
แนวคิดและความสาคัญของสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนว่า โรงเรียนเปน็ แหลง่ เรยี นรู้ที่จดั มวลประสบการณ์
ให้กับนักเรียน ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อนาประสบการณ์เหล่าน้ันไปพัฒนาตนเองในอนาคต โรงเรียน
ต้องดาเนินการสร้างแรงจูงใจในการจัดบรรยากาศให้เอื้อตอ่ การจัด การเรียนการสอน โรงเรียนต้อง
ดาเนินการพฒั นาส่ิงแวดล้อมต่าง ๆ ใหม้ ผี ลต่อการเรียนรู้ สามารถปรับสภาพแวดล้อมใหเ้ หมาะสมกับ
การเรีบนการสอน โดยคานงึ ถงึ เพศ และวยั ของผเู้ รียน
อรพันธุ์ ประสิทธิรัตน์ (2545: 57) กล่าวไว้ว่า สภาพแวดล้อมภายใน
โรงเรียนเป็นเร่ืองสาคัญที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของนักเรียน โดยจะส่งผลต่อนักเรียนท้ังทางลบและ
ทางบวก สภาพแวดล้อมท่ีดีจะเออ้ื อานวยตอ่ การเรยี นรู้ ความสะดวก และการพฒั นาทง้ั ทางสติปัญญา
สังคม อารมณ์ ร่างกาย และจติ ใจ และช่วยใหน้ ักเรยี นมผี ลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น
อินทิรา บริบูรณ์ (2556: 38) ได้สรุปความสาคัญของสิ่งแวดล้อม
ว่ามีความสาคัญและเป็นระบบนเิ วศฯที่แวดลอ้ มอยู่รอบตัวมนุษย์ มีท้ังส่ิงแวดล้อมตามธรรมชาติ และ
สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น สิ่งแวดล้อมเหล่านี้มีความสาคัญและคุณประโยชน์เอื้อต่อการเรียนรู้
ส่งเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ มีความเข้าใจ ช่วยให้นักเรียนมีความสุข และส่งผลให้นักเรียน
เกิดประสิทธภิ าพในการเรยี น
148
สรุปได้ว่า สภาพแวดล้อมมีความสาคัญต่อนักเรียน โดยส่งผลทั้งทางบวก
และทางลบ หากมีการจัดสภาพแวดล้อมที่ดีมีความเหมาะสม เอื้อต่อการส่งเสริม สนับสนุน การมี
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นที่ดขี ้ึน จะชว่ ยให้นักเรียนประสบความสาเร็จในการศึกษาและมีความสขุ
4.2) การจดั สภาพแวดล้อมใหเ้ อ้ือต่อการเรียนรู้
4.2.1) ดา้ นอาคารสถานท่ี
พิมพันธ์ เตชะคุปต์ (2545: 5 - 6) ได้กล่าวถึงสภาพอาคาร
สถานท่ีทช่ี ว่ ยสง่ เสรมิ สนบั สนุนให้การเรียนการสอนมปี ระสิทธภิ าพ มลี กั ษณะทางกายภาพทเี่ หมาะสม
ดังนี้
1. ห้องเรยี นมีสีสนั นา่ ดูและเหมาะสมสบายตา อากาศถา่ ยเทได้ดี
ปราศจากเสียงรบกวน และมขี นาดกว้างเพียงพอกบั จานวนนักเรียน
2. ห้องเรียนควรมีบรรยากาศความเป็นอิสระของการเรียน
การทางานร่วมกันเป็นกลุ่ม ตลอดจนการเคลื่อนไหวในกจิ กรรมการเรยี นการสอนทุกประเภท
3. ห้องเรียนต้องสะอาดถูกสุขลักษณะ น่าอยู่ ตลอดจนมี
ความเปน็ ระเบยี บเรียบรอ้ ย
4. สง่ิ ทีอ่ ย่ภู ายในหอ้ ง เชน่ โตะ๊ เกา้ อี้ ส่ือการสอนประเภทต่าง ๆ
เช่น กระดาน จอรับภาพ เคร่ืองฉายข้ามศีรษะ สามารถเคลื่อนไหวได้ และสามารถดัดแปลงให้เอ้ือตอ่
การสอน และการจดั กิจกรรมประเภทต่าง ๆ ได้
5. ควรจัดเตรียมห้องเรียนให้พร้อมต่อการสอนในแต่ละครั้ง
เช่น ให้มีความเหมาะสมต่อวิธีการสอนต่าง ๆ ตัวอย่าง เช่น เหมาะต่อวิธีการสอนโดยกระบวนการกลุ่ม
วธิ ีการบรรยาย และวธิ กี ารแสดงละคร เปน็ ตน้
สมาน ปรีชา (2548: 14 - 17) ได้กล่าวถึงแนวทางในการจัด
สภาพแวดล้อมด้านอาคารสถานท่ี ดังน้ี
1. ดาเนินการวางแผนการใช้อาคารสถานที่ให้เกิดประโยชน์
คุ้มค่า โดยให้บุคลากรในโรงเรยี นมสี ่วนร่วม
2. จดั ให้มีแผนผังบริเวณอาคารเรียน อาคารประกอบ หอ้ งเรียน
และหอ้ งพิเศษ
3. จัดให้มีตารางการทางานและแสดงการใช้อาคารสถานท่ี
อย่างสมา่ เสมอ ให้อยใู่ นสภาพพร้อมใช้งาน
4. ตรวจสภาพและซ่อมบารุงอาคารสถานที่อย่างสม่าเสมอ
ให้อยใู่ นสภาพพร้อมใชง้ านได้
5. จัดให้มีการแบ่งหน้าท่ีความรับผิดชอบอาคารสถานที่ของ
บคุ ลากร ส่งเสรมิ ให้นกั เรียนได้มีสว่ นร่วมในการบารงุ รกั ษาอาคารสถานที่
6. จัดสภาพบริเวณโรงเรียนให้ร่มรื่น สะอาด สวยงาม น่าดู
นา่ เรยี น และปลอดภัย
7. จัดบริเวณอาคารเรียน อาคารประกอบ และการจัด และ
บรเิ วณอ่ืน ๆ ให้มคี วามแข็งแรง สะอาด และแสงสว่างเพียงพอ
149
พระอโนชา สิมพา (2553: 30) ได้กล่าวถึงการจัดอาคารสถานที่
ห้องเรียน ควรจัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อยน่าดู อยู่ในตาแหน่งหรือบริเวณที่เหมาะสมและเอื้อประโยชน์
ต่อการใช้สอย โดยการจัดขึ้นอยู่กับสภาพความเป็นไปได้ และความเหมาะสมของห้องเรียน วัสดุท่ีใช้
และความสามารถการจัดห้องของครู และนักเรียน รวมท้ังการจัดสภาพแวดล้อมด้านอาคารสถานที่
ภายนอกภายในห้องเรียน และสิง่ ปลูกสร้างให้มีความม่ันคงแข็งแรง ปลอดภยั ความเป็นระเบียบเรียบร้อย
ความสะอาด เช่น อาคารเรียน อาคารประกอบ สวนหย่อม หอ้ งเรียน ห้องปฏิบตั ิการ หอ้ งสมุด โรงอาหาร
ท่ีถูกสุขลักษณะ ห้องน้าห้องส้วมท่ีมีการดูแลรักษาความสะอาดอย่างสม่าเสมอ อุปกรณ์ในห้องเรียน
สนามกีฬา เครื่องเล่นสนามที่พักผ่อนควรจัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย มีความเหมาะสมกับที่ตั้งของ
โรงเรียน ความปลอดภัยในสนามเด็กเล่นและบริเวณโรงเรียน ตลอดจนถึงการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ
เพื่อเป็นการเพ่ิมความรม่ รนื่ สวยงาม เพือ่ ให้เปน็ ศูนยร์ วมแหง่ จิตใจของสมาชกิ ในฌรงเรียนตลอดไป
สรปุ ไดว้ ่า การจดั สภาพแวดล้อมดา้ นอาคารสถานท่ีใหเ้ อื้อต่อ
การเรียนรู้น้ันจะต้อง จัดให้มีความเหมาะสมกับประโยชน์การใช้งาน และเพศ วัยของผู้เรียน อากาศ
ถ่ายเทได้สะดวก มีความปลอดภัยต่อผู้เรียนและผู้ที่อยู่อาศัย มีระบบรักษาความปลอดภัยท่ีมีมาตรฐาน
หากเป็นห้องเรียนจะต้องมีความสะอาด จัดวางโต๊ะ เก้าอ้ี ส่ิงของ ส่ือวัสดุอุปกรณ์ สื่อการสอนต่าง ๆ
อยา่ งเป็นระเบยี บ แยกประเภท หมวดหมู่ เออ้ื ต่อการเรียนรู้และสง่ เสริมพัฒนาการของผเู้ รยี น หอ้ งน้า
หอ้ งส้วมสะอาดมีการดูแลรักษาความสะอาดอยูเ่ สมอ จัดให้มบี ุคลากรดูแลรักษาอาคารสถานท่ีภายใน
โรงเรยี นโดยการแบง่ ภาระหนา้ ท่ีผู้รบั ผิดชอบให้ชดั เจน เพื่อให้มีความพร้อมสาหรับการใช้งานอยู่เสมอ
4.2.2) ด้านการจัดกิจกรรมนักเรียน
การจัดกิจกรรมให้กับนักเรียนถือเป็นการจัดสภาพแวดล้อม
ให้นักเรียนได้สร้างความรู้ ได้มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคล สื่อ สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่โรงเรียนจัดให้โดยผ่าน
กระบวนการ ต่าง ๆ อนั เป็นเครื่องมือในการเรยี นรู้ เช่น กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี กีฬา ดนตรี รอ้ งเพลง
กิจกรรมพัฒนานักเรียนตามความถนัด เป็นต้น ซึง่ กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านเ้ี ป็นกิจกรรมที่มุ่งเนน้ การเติมเต็ม
ความรู้ความชานาญ และประสบการณ์ของนักเรียนให้กว้างขวางย่ิงข้ึน เพ่ือการค้นพบความถนัด
ความสนใจของตนเอง และพัฒนาตนเองให้เต็มศักยภาพ ตลอดจนการพัฒนาทักษะของสังคมและ
ปลูกฝังจิตสานึกของการทาประโยชน์เพื่อสังคม ซึ่งสอดคล้องกับสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน (2549: 38) การจัดกิจกรรมนักเรียน โรงเรียนต้องจัดให้นักเรียนทุกคนเข้าร่วมกิจกรรม
ให้เหมาะสมกับวยั วุฒภิ าวะ และความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คลของนักเรียน โดยคานึงถงึ สงิ่ ตอ่ ไปน้ี
1. การจดั กิจกรรมต่าง ๆ เชน่ ชมรมวชิ าการ เพอ่ื เกื้อกูลส่งเสริม
การเรียนรู้ตามกลมุ่ สาระการเรียนรู้
2. กิจกรรมตามความสนใจ ความถนัดตามธรรมชาติ และ
ตามความสามารถ ความตอ้ งการของนักเรยี นและชุมชน
3. จัดกิจกรรมเพื่อปลูกฝังให้นักเรียนมีบุคลิกภาพ และมี
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ ฝึกการทางานที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม เช่น กิจกรรมลูกเสือ
เนตรนารี เป็นตน้
4. จัดกิจกรรมประเภทบริการต่าง ๆ ฝึกการทางานที่เป็น
ประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม
5. การประเมินผลการปฏิบัติกิจกรรมอย่างเป็นระบบ โดยให้
ถอื ว่าเปน็ เกณฑ์ประเมินกานรผ่านช่วงช้ัน
150
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2553: 19)
ได้ให้แนวทางการจัดกิจกรรมพัฒนานักเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช
2551 ไว้ว่า ต้องจัดให้ครอบคลุม 3 ลักษณะ คือ กิจกรรมแนะแนว กิจกรรมนักเรียน และกิจกรรม
เพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ ท้ังน้ีต้องจัดอย่างเป็นกระบวนการด้วยรูปแบบวิธีการท่ีหลากหลาย
ในการพัฒนานักเรยี นทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์และสังคม มุ่งเสริมเจตคติ คุณค่าชีวิต
ปลูกฝังคุณธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์ ส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักและเข้าใจตนเอง สร้างจิตสานึก
ในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปรับตัวและปฏิบัติตนให้เป็นประโยชน์ตอ่ สังคม ประเทศชาติและดารงชีวิต
อย่างมีความสขุ
กฤษณะ คาสุวรรณ (2550: 30) กล่าวถึงแนวทางในการจัด
กิจกรรมนักเรียน ว่าเป็นกิจกรรมที่ตอ้ งจัดอย่างเป็นระบบ มีกระบวนการจัดด้วยรูปแบบและวิธีการ
ท่ีมีความหลากหลายในการพัฒนานักเรียนตามความสามารถ ความถนัด ความสนใจ เพ่ือเพิ่มศักยภาพ
ให้แก่นักเรียน โดยให้นักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์โดยได้ลงมือปฏิบัติจริง สามารถนาไปใช้ใน
การดารงชีวิตโดยการปรับตวั ให้เขา้ กบั สภาพแวดล้อม และอยรู่ ่วมกบั ผู้อน่ื ไดใ้ นสงั คม ปลูกฝังคณุ ธรรม
และค่านิยมทพ่ี งึ ประสงค์ ส่งเสริมให้นกั เรยี นรู้จักและเข้าใจตนเอง ปลูกสร้างจติ สานึกในธรรมชาติและ
สง่ิ แวดล้อม ปรบั ตวั ปฏิบัติตนใหเ้ ปน็ ประโยชนต์ ่อสังคม และประเทศชาติ ดารงชวี ติ อย่างมคี วามสุข
สรุปได้วา่ การจดั กิจกรรมนักเรยี นน้ัน โรงเรยี นตอ้ งจดั อย่างมี
กระบวนการในหลากหลายรปู แบบ ทีส่ อดคล้องเหมาะสมกบั ความถนัด ความสนใจ ของนักเรียน หรอื
ส่งเสริมให้นักเรียนมีพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ และสังคม
มจี ติ สานกึ ที่ดตี ่อสังคม ตอ่ การอนรุ ักษธ์ รรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลูกฝงั เจตคติทด่ี ี มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม
ที่ดีงาม มีคุณลักษณะและค่านิยมที่พึงประสงค์ให้กับนักเรียน เพื่อให้เกิดความรู้ ทักษะ ความเข้าใจ
สามารถปฏบิ ตั ิตนเป็นประโยชน์ต่องสังคม ประเทศชาติ และดารงชวี ิตไดอ้ ย่างมีความสขุ
4.2.3) ด้านสงั คมกลุ่มเพื่อน
สังคมกลุ่มเพ่ือน จัดว่าเป็นสภาพแวดล้อมที่สาคัญท่ีสุดของ
นักเรียนซึ่งอยู่ในวยั ท่ีต้องเจริญเตบิ โต และเรียนรู้การอยู่ร่วมกัน มีการปฏิสัมพันธ์กันทางสังคม และมี
การแลกเปล่ียนสังสรรค์กันทางสังคม เกิดความผูกพันความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน แลกเปลี่ยน เรียนรู้
ช่วยเหลือกัน ตลอดจนร่วมกันประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ทางสังคมร่วมกัน จนเกิดความเชื่อ ค่านิยมร่วมกัน
หรือคล้ายคลึงกัน ซึ่ง ศิริพงศ์ อุบลพงษ์ (2553: 25) ได้กล่าวถึงสังคมกลุ่มเพื่อน ว่ามีความสาคัญและ
มอี ิทธพิ ลต่อนักเรยี นทกี่ าลังศึกษา เพราะเปน็ กลมุ่ บุคคลที่อยู่ในวังกาลงั เจริญเตบิ โต รา่ งกายและจิตใจ
มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมื่ออยู่ในโรงเรียนการศึกษาต้องมีความสัมพันธ์กับเพื่อนอย่างมาก
กลมุ่ เพื่อนจึงมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาทางด้านความรู้ ทศั นคติ บคุ ลกิ ภาพ และคุณธรรม
ของตัวนักเรียน ซง่ึ สอดคล้องกับ ทรรศนยี ์ วราคา (2554: 38) ไดก้ ลา่ วไว้วา่ กลมุ่ เพื่อนเป็นสภาพแวดล้อม
ที่สาคัญ และมีอิทธิพลต่อการพัฒนาการของนักเรียนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้กลุ่มเพ่ือนยังมีการจัด
การเรียนการสอนทั้งใน และนอกห้องเรียน ที่ส่งเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง
ในทุก ๆ ด้าน การสร้างบรรยากาศสนุกสนานเป็นกันเอง น่าเรียน รวมท้ังการแสดงออกถึงความรู้สึก
ความสัมพนั ธท์ ี่ดีใหเ้ กิดขนึ้ ในหมู่คณะ ครูกบั ครู นักเรยี นกบั นักเรียน และครูกบั นักเรียนในการร่วมกัน
ทากจิ กรรมเป็นทมี เป็นกลุ่ม และส่งเสริมการสรา้ งความสมั พันธ์ท่ดี ีในการทากจิ กรรม
151
ที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า สังคมกลุ่มเพื่อนมีอิทธิพลสาคัญต่อ
การเรียนรู้ เจตคติ ค่านิยม ของนักเรียนเป็นอย่างย่ิง แทบจะกล่าวได้ว่า สังคมกลุ่มเพ่ือนเป็นตัวช้ี
กาหนดอนาคตของตัวนักเรียนในวันข้างหน้า หากนกั เรียนอยู่ในกลุ่มสังคมเพื่อนที่ดีก็จะทาให้มีการเรียนรู้
ในสง่ิ ท่ดี ี มีค่านิยม เจตคติที่ดตี ่อการดาเนินชีวิตท้ังในส่วนตัวและด้านสังคม ส่งผลใหป้ ระสบความสาเร็จ
ในชวี ิตไดต้ อ่ ไปในอนาคต
ดังนั้น โรงเรียนจึงเป็นผู้ท่ีมีหน้าที่สาคัญในการส่งเสริมนักเรียน
ให้รู้จักการคบเพ่ือนท่ีดี สังคมเพ่ือนที่ดี รวมถึงการสร้างความตระหนักในการเป็นเพ่ือนที่ดีซ่ึงกันและกัน
และการร่วมกันสร้างสังคมเพื่อท่ีดีให้แก่กันและกัน อันเป็นการสร้างบรรยากาศสภาพแวดล้อมสังคมที่ดี
เอ้ือต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ช่วยเหลือกันและกันในระหว่างนักเรียนกับนักเรียน ครูกับครู นักเรียน
กับครูและบุคลากรอื่น ๆ ให้เกิดขึ้นในโรงเรียน เช่นเดียวกับโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่
ที่จัดการศึกษาให้กับนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา การส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะในการ
คบเพื่อน การรู้จักคบหา มีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างเพ่ือน หรือกับครูผู้สอน ครูประจาช้ัน ครูคนอ่ืน ๆ
รวมทั้งพี่เลี้ยงนักเรียนและบุคลากรในโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะ เกิดการเรียนรู้ในการอยู่
ร่วมกันในสังคมของเพื่อนและสังคมรอบตัว การปฏิบัติตนเป็นเพื่อนที่ดี เป็นสมาชิกที่ดีในสังคม
โดยผ่านกระบวนการ รูปแบบการบริหารจัดการ และกิจกรรมต่าง ๆ ที่โรงเรียนจัดให้เพื่อเป็น
สภาพแวดล้อมที่ดีให้กับนักเรียนทุกคน อันเป็นพ้ืนฐานและแนวทางในการช่วยส่งเสริมให้นักเรียน
สามารถดารงชวี ิตอยู่ในสังคมได้อยา่ งมีความสขุ ต่อไปในอนาคต
4.2.4) ดา้ นการจัดแหล่งเรยี นรู้
ในกระบวนการจัดการเรียนการสอนกระบวนทัศน์ใหม่
(New paradigm) ภายใต้บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดยเน้นผู้เรียน
เป็นสาคัญ (Learner center) นั้น การจัดแหล่งเรียนรู้เพื่อการเรียนการสอนเป็นอีกรูปแบบหน่ึง
ที่จะทาให้ผู้เรียนบรรลุผลทางการเรียน ซึ่งจะมีความแตกต่างจากการเรียนรู้ในรูปแบบเดิม (Traditional)
ท่ผี เู้ รียนจะไดร้ ับประสบการณท์ างการเรยี นทีเ่ พ่มิ ข้ึนจากท่ีไดร้ บั จากครใู นชั้นเรียน โดยเรียนจากแหลง่
เรียนร้ทู ่ีมอี ยู่หลากหลายทง้ั ภายในและนอกโรงเรยี น (เนาวรตั น์ ลขิ ติ วัฒนเศรษฐ์, 2544: 29)
(1) ความสาคัญของแหล่งเรยี นรู้
กิ่งแก้ว อารีรักษ์ (2548: 118) ให้ความสาคัญของ
การศึกษาโดยใชแ้ หล่งเรยี นรไู้ ว้ ดังนี้
(1.1) กระตุ้นใหเ้ กดิ การเรียนรเู้ ร่ืองใดเรื่องหนึ่ง โดยอาศัย
การมีปฏิสัมพนั ธ์กบั สือ่ ทห่ี ลากหลาย
(1.2) ช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ให้ลึกซึ้งข้ึน โดยใช้เวลา
ในการรวบรวมขอ้ มูลสะทอ้ น ความคดิ เห็นจากแหลง่ การเรยี นรู้
(1.3) กระตุ้นมุ่งเน้นลึกในเรื่องใดเรื่องหน่ึง ซ่ึงผลักดันให้
ผู้เรยี นแสวงหาข้อมูลทเี่ กย่ี วขอ้ งเพมิ่ มากขึ้น สามารถสรา้ งผลผลติ ในการเรียนร้ทู ีม่ คี ณุ ภาพสูงขึน้
(1.4) เสริมสรา้ งการเรยี นรู้ จนเกิดทักษะการแสวงหาข้อมูล
ที่มีประสิทธิภาพ โดยอาศัยการสร้างความตระหนักเชิงมโนทัศน์เกี่ยวกับธรรมชาติและความแตกต่าง
ของขอ้ มูล
152
(1.5) แหล่งการเรียนรู้เสริมสร้างการพัฒนาการคิด เช่น
การแกป้ ญั หา การใหเ้ หตุผลและการประเมินอยา่ งมีวิจารญาณ โดยอาศยั กระบวนการวจิ ัยอสิ ระ
(1.6) เปลีย่ นเจตคตขิ องครูและผู้เรียนที่มตี ่อเน้ือหารายวิชา
และผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน
(1.7) พัฒนาทักษะการวิจัยและความเช่อื มั่นในตนเองใน
การคน้ หาข้อมลู
(1.8) เพ่ิมผลสัมฤทธิ์ด้านวิชาการ ในด้านเนื้อหา เจตคติ
และการคิดอย่างมวี ิจารณญาณ โดยอาศัยแหล่งการเรยี นรูท้ ่ีหลากหลายในการเรียนรู้
สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติ (2550: 1)
ได้กลา่ วถงึ ลกั ษณะเดน่ ของการจัดการเรียนรจู้ ากแหลง่ เรียนรู้ มีดังนี้
1. ผู้เรียนได้ปฏบิ ัตจิ รงิ ค้นคว้าหาความรไู้ ดด้ ว้ ยตนเอง
2. ผู้เรียนได้ฝึกการทางานเป็นกลุ่มร่วมคิด ร่วมทา
ร่วมแก้ปญั หาตา่ ง ๆ ซงึ่ จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ และทกั ษะกระบวนการต่าง ๆ
3. ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการสังเกต การเก็บข้อมูล การ
วเิ คราะห์ขอ้ มูล การตคี วามหมาย และการสรปุ ความคิดแกป้ ัญหาอยา่ งเปน็ ระบบ
4. ผเู้ รียนไดป้ ระเมินผลการทางานได้ดว้ ยตนเอง
5. ผู้เรียนสามารถนาความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ และ
เผยแพร่ความรไู้ ด้
6. ผู้สอนเปน็ ทป่ี รกึ ษา ให้ความรู้ ใหค้ าแนะนา ใหก้ าร
สนบั สนุน
สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน (2547: 3)
ได้สรุปแนวคดิ ในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แหล่งเรยี นรู้ ดังน้ี
1. แหลง่ เรยี นร้เู ปน็ แหล่งท่นี กั เรียนจะศึกษาคน้ คว้าหา
คาตอบทส่ี นใจใฝ่รู้ แหลง่ เรียนรู้ มที ้ังในโรงเรยี นและชมุ ชน
2. แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนนอกจากห้องเรียน และห้อง
ปฏิบัติการต่าง ๆ แล้ว สถานท่ีทุกแห่งในบริเวณโรงเรียนจัดเป็นแหล่งเรียนรู้ได้ และบางคร้ังโรงเรียน
อาจจัดเพมิ่ เตมิ สง่ิ ท่ีมีอยเู่ ชน่ จดั เปน็ จดุ ศกึ ษา สวนการเรียนรู้ คา่ ยการเรียนรู้ เปน็ ต้น
3. แหล่งเรียนรู้ในชุมชน เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่ตาม
ธรรมชาติและท่ีสร้างข้ึนอาจเป็นสถานที่สาคัญทางศาสนา สาธารณประโยชน์ สถานประกอบการ
สถาบนั ทางการศกึ ษา อาชีพในชมุ ชน ตลอดจนภูมปิ ญั ญาท้องถิน่ ในดา้ นตา่ ง ๆ
4. โรงเรียนจัดการเรียนรู้ โดยเชื่อมโยงกิจกรรมต่อเน่อื ง
ระหวา่ งการเรียนรใู้ นห้องเรยี น ในโรงเรยี น และชมุ ชน
อย่างไรก็ตามแนวคิดในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้
แหล่งเรียนรู้ท่ีกล่าวในเบื้องต้นน้ัน จะบังเกิดประสิทธิภาพในเชิงปฏิบัติต้องยึดหลักปรัชญาการเรยี นรู้
ทีเ่ นน้ ผูเ้ รยี นเปน็ สาคัญ โดยเนน้ ให้ผู้เรยี นได้มสี ่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ซึง่ ผู้สอนสามารถกระตุ้นให้
ผเู้ รียนได้คดิ ได้ปฏิบัติงาน ดว้ ยเอกลักษณ์ของตัวเอง แนวคิดและแนวปฏบิ ัติทสี่ าคญั มดี งั นี้ (สานักงาน
เลขาธิการสภาการศึกษา, 2550: 3)
153
การจัดการเรียนรู้เน้นความสาคัญที่ผู้เรียนให้ผู้เรียนมี
ความสาคัญท่ีสุดในกระบวนการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยการฝึกทักษะ การใช้กระบวนการคิด
การวิเคราะห์ การสังเกต การรวบรวม ข้อมูลและการปฏิบัติจริง ทาได้ คิดเป็น ทาเป็น ให้ผู้เรียน
เรียนรู้อย่างมีความสุข สนุกกับการเรียนรู้ ได้คิด แสดงออกอย่างอิสระ บรรยากาศการเรียนรู้ ที่เป็น
กัลยาณมิตร ผ้เู รยี นมสี ว่ นรว่ มในการเรียนรทู้ ้ังระบบ ปรับเปล่ยี นพฤติกรรมการจัดกระบวนการเรียนรู้
ของครูผู้สอนให้มาเป็นผู้รับฟัง ผู้เสนอแนะ ผู้ร่วมเรียนรู้ เป็นที่ปรึกษา ผู้สร้างโอกาส สร้างบรรยากาศ
ที่เอ้ือต่อการเรียนรู้ เป็นนักออกแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีบทบาทมากท่ีสุด ต้องการ
ให้เรียนรู้ในส่ิงที่มีความหมายต่อชีวิต คือสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว จากง่ายไปหายาก จากรูปธรรมสู่นามธรรม
โดยใชแ้ หล่งการเรยี นรู้เปน็ ส่ือประสบการณ์ชีวติ ธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดล้อมมาเป็นฐานการเรียนรู้ และ
ประยุกต์ใช้กบั การป้องกันและแก้ปัญหา ให้ผเู้ รยี นได้มโี อกาสฝึกจัดกิจกรรม ได้เรยี นรู้ตามความต้องการ
ความสนใจใฝ่เรียนรู้ในส่ิงที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยตนเอง
ถือว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกท่ีทุกเวลาทุกสถานท่ี ปลูกฝังสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่ดีงาม
และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (The 21st
century learning) วิสัยทัศน์การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ. 2552 - 2561) กาหนดให้
“คนไทยไดเ้ รยี นรู้ตลอด ชีวิตอย่างมคี ณุ ภาพ”
จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าการใช้แหล่งเรียนรู้มีความสาคัญ
ในกระบวน การจดั การเรยี นรู้สาหรับผู้เรียนเปน็ อย่างยิ่ง เพราะทาใหผ้ ู้เรียนสามารถเรียนรู้จากสภาพจริง
การจัดการเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้จะเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ ธรรมชาติ หน่วยงาน สถานประกอบการ
องค์กร ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอ่ืน ๆ ซ่ึงผู้เรียน ผู้สอน สามารถศึกษาค้นคว้าหาความรู้ หรือเรื่องที่
สนใจศึกษาได้จากแหล่งเรียนรู้ท้ังท่ีเป็นธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างข้ึน ชุมชนและธรรมชาติเป็นขุมทรัพย์
มหาศาลที่เราสามารถค้นพบความรู้ได้ไม่รู้จบ ทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ได้ด้วย
ตนเอง
การจดั การเรียนการสอนโดยใช้แหล่งเรยี นรู้ท้ังแหล่งเรียนรู้
ภายในโรงเรียน และแหล่งเรียนรู้ภายนอกโรงเรียน สาหรับโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ ที่สอน
นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาให้มีความรู้ ทักษะ ความสามารถได้บรรลุตามเป้าหมายท่ีกาหนด
ไว้ในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) หรือบรรลุเป้าหมายของหลักสูตรได้น้ัน จาเป็นอย่างยิ่ง
ที่โรงเรียนจะต้องจัดแหล่งเรียนรู้ภายในโรงเรยี นใหม้ ีความหลากหลาย สอดคลอ้ งกับสภาพความต้องการ
และสภาพความพิการของนักเรียนแต่ละคน และจัดหาแหล่งเรียนรู้ภายนอกโรงเรียนอันได้แก่
สถานประกอบการด้านอาชีพ ภูมิปัญญาท้องถ่ิน สถานที่ท่องเที่ยว สวนสัตว์ สวนสาธารณะ และ
แหล่งเรยี นรทู้ างดา้ นตา่ ง ๆ ทม่ี ีอยู่ในชมุ ชน หรือจงั หวดั ใกลเ้ คยี ง ฯลฯ ใหน้ ักเรยี นได้มีโอกาสเข้าศึกษา
เรียนรู้ ได้รับการฝึกฝนทักษะ ได้รับประสบการณ์ตรงแทนการบอกเล่าจากครู หรือเรียนรู้จากหนังสือ
แบบเรียน จะช่วยให้นักเรียนเกิดการซึมซับรับเอาภาพประสบการณ์ที่ได้พบเห็นและเรียนรู้เกิดเป็น
ความจดจานาไปปฏิบัติในเรื่องต่าง ๆ ที่ได้เรียนรู้ได้อย่างถูกต้อง สามารถนาไปใช้ในการดารงชีวิต
และอยรู่ ่วมกบั สงั คมไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
154
(2) การบรหิ ารจัดการแหล่งเรียนรู้
การบริหารจัดการเพื่อการพัฒนา และใช้แหล่งการเรียนรู้
จากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ของโรงเรียน ซ่ึงมีหลายช่องทาง เพียงแต่การดาเนินการพัฒนาแหล่งการเรียนรู้
ยังเป็นไปโดยไม่เป็นระบบ และกระบวนการที่ชัดเจน แหล่งเรียนรู้บางแห่งจึงไม่ได้ถูกใช้และพัฒนา
อยา่ งต่อเนื่อง แหลง่ การเรยี นรู้ทเี่ ป็นธรรมชาติกถ็ ูกละเลย ไม่ได้เขา้ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ผู้บริหารโรงเรียน
จึงต้องเป็นผู้นาการดาเนินการสู่ความสาเร็จ โดยกาหนดเป็นนโยบายที่ชัดเจน ด้วยการบริหารจดั การ
โดยใชห้ ลกั ทฤษฎีวงจรของเดมม่ิง (Deming cycle: PDCA) ไดด้ ังนี้ (จริ ะพล พู่กนั , 2559: 28 - 30)
1. ขน้ั วางแผน (Plan)
1.1 กาหนดนโยบายการพัฒนาแหล่งการเรียนรู้
โดยโรงเรียนกาหนดนโยบายการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ โดยทาความเข้าใจนโยบายตามแผนหลัก หลักสูตร
รวมทัง้ แนวดาเนนิ การของโรงเรียนเพื่อกาหนดนโยบายการพัฒนาและการใช้แหล่งเรียนรู้ โดยใหค้ ณะครู
นักเรียน และชุมชนมีส่วนรว่ มในการกาหนด
1.2 จัดต้ังคณะกรรมการสารวจแหล่งการเรียนรู้เพื่อ
วิเคราะห์สภาพความพร้อม ในการพัฒนาแหลง่ การเรยี นรู้ในโรงเรยี นและชุมชน ซึง่ อาจประกอบดว้ ย
- ผูบ้ ริหารโรงเรยี น
- ผู้ช่วยผูบ้ รหิ ารโรงเรียน ฝ่ายวชิ าการ
- หัวหน้ากลมุ่ สาระการเรียนรู้ทกุ กลุ่มสาระ
- หัวหนา้ งานกจิ กรรมพฒั นาผู้เรียน
- ผู้เกี่ยวข้องที่โรงเรียนพิจารณาตามความ
เหมาะสม
1.3 จัดทาแผนงานพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ โดย
คณะกรรมการพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ มีบทบาทหน้าท่ีสาคัญที่จะเป็นผู้สารวจ วิเคราะห์ความพร้อม
รวบรวมข้อมูลแลว้ จดั ทาแผนพฒั นาแหล่งการเรยี นรูใ้ หส้ ามารถดาเนินการไดอ้ ย่างเหมาะสม
1.4 สร้างความเข้าใจแก่บุคลากรของโรงเรียนและ
ชุมชน โดยโรงเรียนดาเนินการสร้างความเข้าใจกับบุคลากรทุก ๆ ฝ่ายในโรงเรียนและบุคลากรอื่น
ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เครือข่ายผู้ปกครอง เพ่ือสร้างความตระหนกั
และเห็นความสาคญั มีสว่ นรว่ มในการพฒั นาและใชแ้ หล่งการเรยี นรู้
1.5 ประชาสัมพันธ์โครงการ โรงเรียนมีการ
ประชาสัมพันธ์โครงการพัฒนาและใช้แหล่งการเรียนรู้ เพื่อให้ครู อาจารย์ นักเรียน ผู้ปกครอง
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งผู้เกี่ยวข้อง มีความเข้าใจ ตรงกัน เกิดความร่วมมือ
ในการสนับสนนุ ช่วยเหลือ เพอ่ื ให้แหล่งการเรยี นรเู้ กิดประโยชน์ต่อผู้เรียนอย่างมปี ระสทิ ธิภาพและคุ้มคา่
2. ขัน้ การดาเนินงานสรา้ งและพัฒนาแหลง่ การเรียนรู้ (Do)
โรงเรยี นอาจมแี นวทางการสร้าง พฒั นา ใช้แหลง่ เรียนรู้ ได้ดงั นี้
2.1 จัดตั้งคณะผู้รับผิดชอบแหล่งการเรียนรู้ อาจ
ประกอบด้วยบคุ ลากร ดงั ต่อไปนี้
155
- รองผอู้ านวยการฝ่ายบริหารงานวิชาการ
- หัวหนา้ ฝา่ ยบริหารงานวชิ าการ
- หวั หนา้ กลุ่มสาระการเรยี นรู้
- หวั หนา้ งานห้องสมุด
- หัวหน้าศูนยค์ อมพวิ เตอรข์ องโรงเรียน
รับผิดชอบการดาเนินการสร้างและพัฒนาแหล่ง
การเรียนรู้ ตามความพร้อมที่ได้ดาเนินการสารวจ และวิเคราะห์ข้อมูล ทั้งในโรงเรียนและชุมชน
กาหนดแหล่งเรียนรู้ และจดั ระบบสารสนเทศเกีย่ วกับแหล่งการเรยี นรู้
2.2 สร้างและพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ ดาเนินการสร้าง
และพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ตามข้อมูลสารสนเทศท่ีมีอยู่ ให้มีประสิทธิภาพ จัดระบบการใช้สาหรับผู้เรียน
และผสู้ นใจ
2.3 ผู้เรียนและผู้สนใจได้ใช้แหล่งการเรียนรู้อย่าง
เหมาะสมและคุ้มค่า มีการรวบรวม ข้อมูลการใช้ เพ่ือเป็นข้อมูลกาหนดแนวทางในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้
ต่อไป
3. ขน้ั ตรวจสอบ ทบทวน กากับตดิ ตาม (Check)
โรงเรยี นกาหนดใหม้ ผี ู้รับผดิ ชอบในการนิเทศ ติดตาม
และประเมินการพัฒนาและใช้แหล่งการเรียนรู้อย่างต่อเน่ืองและมีประสิทธิภาพ แก้ไขปัญหาอุปสรรค
ในระหว่างการดาเนินการ มีการประเมินทบทวน ปรับปรุง กระบวนการดาเนินการ ให้เกิดการพัฒนา
และใช้แหล่งการเรียนรู้ตามแผนหลักและแนวดาเนินการของโรงเรียน ท่ีโรงเรียนกาหนดไว้ตามบรบิ ท
ของโรงเรียนเอง มีการกาหนดวิธีการ และเคร่ืองมือประเมินผลการดาเนินการการสร้าง การพัฒนา
และใชแ้ หลง่ การเรยี นรู้ วเิ คราะหผ์ ลการประเมินและสรปุ ผลการประเมนิ
4. ข้นั สรปุ และรายงานผลการสร้างและพฒั นาแหล่งการ
เรียนรู้ (Action)
การสรุปรายงานการพัฒนาและใช้แหล่งการเรียนรู้
ควรจะรวบรวมข้อมูลต้ังแต่เริ่มดาเนินการ ระหว่างดาเนินการ และเสร็จสิ้นการดาเนินการ เพื่อสรุป
เป็นรายงานนาเสนอใหห้ น่วยงานตน้ สังกัดทุกระดบั และผ้เู ก่ียวข้องทราบ ตลอดจนการประชาสัมพันธ์
ใหเ้ กิดการใชแ้ หล่งการเรยี นรู้ให้กวา้ งขวางยิง่ ข้ึน เปน็ การส่งเสริมการพัฒนาต่อยอดต่อไป
การบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ของโรงเรียนแพร่ -
ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ ได้นาแนวทางการบริหารจัดการตามหลักทฤษฎีวงจรของเดมมิ่ง (Deming
cycle: PDCA) มาใช้เช่นเดียวกัน นอกจากน้ียังได้มีการพัฒนาการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ
ทัง้ แหลง่ เรยี นร้ภู ายในโรงเรยี นและภายนอกโรงเรยี น ดังนี้
1. สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแหล่งการเรียนรู้
ในโรงเรยี นและในชมุ ชนให้ครแู ละบุคลากรทุกคนรู้วา่ คืออะไร หรือมีอะไรบา้ ง อยู่ท่ไี หน มลี ักษณะอย่างไร
มีความสาคญั อยา่ งไร เป็นตน้
2. มีการกาหนดนโยบายที่ชัดเจน ให้แก่คณะกรรมการ
ผู้ท่ีรับผิดชอบพัฒนาดูแล และแก่ครูผู้สอน เพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ให้หลากหลายขึ้นในโรงเรียนและ
สร้างความตระหนักถึงประโยชน์ที่นักเรียนจะได้รับ ให้แก่ครูผู้สอนในการนานักเรียนเข้าใช้หรือศึกษา
แหล่งเรยี นรูอ้ ยูเ่ สมอ
156
3. ส่งเสรมิ ใหค้ รูและบุคลากร ผู้ปกครอง ชมุ ชน ได้มี
สว่ นรว่ มในการวางแผน กาหนดแผนในการสรา้ งหรือพัฒนาแหลง่ เรยี นรู้ ตา่ ง ๆ
4. โรงเรียนโดยผู้บริหาร ให้ความสาคัญและสนับสนนุ
ในด้านงบประมาณ จัดหางบประมาณและทรัพยากรในการจัดสร้าง หรือพฒั นาแหล่งเรียนรู้ หรอื ประสาน
ขอความรว่ มมือจากหนว่ ยงาน องค์กร หรือภาคเอกชน
5. มีการนิเทศ ติดตาม สรุป ประเมินผล และรายงาน
การนานักเรียนเข้าใช้แหล่งเรียนรู้ท้ังภายในโรงเรียนและภายนอกโรงเรียน อย่างต่อเน่ือง เพ่ือการพัฒนา
ปรบั ปรงุ ต่อไป
7.5.3 การพฒั นาทักษะอาชีพ
การพัฒนาทักษะอาชีพ ในที่นี้หมายถึง การดาเนินการส่งเสริมความรู้
ความสามารถทางด้านอาชีพที่นักเรียนถนัด สนใจ เหมาะสมกับสภาพความพิการของนักเรียน หรือ
ความคาดหวังของผู้ปกครอง ของโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ ให้กับนักเรียนในระดับชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6 เกิดความตระหนัก เห็นความสาคัญของงานอาชีพ และได้ทดลองฝึกปฏิบัติ
ในห้องปฏิบัติการ จากสถานประกอบการ จนเกิดทักษะความชานาญ สามารถนาไปประกอบอาชีพ
หรือการทางานใหก้ บั ตนเอง พงึ่ พาตนเองได้ ไม่เปน็ ภาระแก่ผอู้ ื่นหรือสงั คม
นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสตปิ ัญญานับเป็นทรัพยากรบุคคลทางสงั คม
หากได้รับการพัฒนาส่งเสริมอย่างถูกวิธี ย่อมมีความรู้ความสามารถ มีศักยภาพที่จะประกอบอาชีพ
พึ่งพาตนเองและดารงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข รวมทั้งการช่วยสร้างสรรค์สังคมได้เช่นเดียวกับ
คนปกติทว่ั ไป การพัฒนาส่งเสริมผู้เรยี นที่มีความบกพร่องทางสตปิ ัญญาไดเ้ ตม็ ศักยภาพ จะต้องดาเนินการ
อย่างเป็นระบบ มีความต่อเนื่องและสม่าเสมอ ในการบาบัดรักษา การฟ้ืนฟูสมรรถภาพ การให้การศึกษา
การพัฒนาทักษะทางด้านต่าง ๆ และการฟื้นฟูพัฒนาทักษะทางอาชีพ ให้สามารถมีอาชีพ มีงานทา
ชว่ ยเหลือตนเองได้ สามารถดารงชวี ติ ในสงั คมอยา่ งมีเกยี รติ มีศกั ดศ์ิ รีเท่าเทียมกบั ผอู้ ่ืนในสงั คม
1) การจดั การเรยี นการสอนอาชพี ในโรงเรียน
นโยบายด้านการจัดการศึกษาพิเศษ ด้านการบริการ ให้ผู้พิการได้เรียน
ตัง้ แตแ่ รกเกิดหรือแรกพบความพิการ โดยเน้นใหไ้ ด้รบั การศึกษาขนั้ พืน้ ฐานไมน่ ้อยกวา่ 12 ปี ให้โอกาส
เด็กพิการได้เรียนท้ังด้านภาษา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ในหลักสูตรสายสามัญ และให้ฝึกวิชาชีพ
เพ่ิมเติมไปด้วย เพื่อให้คนพิการสามารถพัฒนาตนเองให้เพียงพอท่ีจะพ่ึงพาตนเองได้ มีโอกาสได้รับ
การศึกษาทัดเทียมกับเด็กปกติ และให้คนพิการทั้งหญิงและชายมาสิทธิเท่าเทียมกันในโอกาสทาง
การศึกษา โดยสถานศึกษาต้องจัดหลักสูตรและพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล
ใหส้ อดคลอ้ งกับประเภทและระดับของผู้พิการ โดยใหผ้ เู้ รยี นเปน็ หลกั ในกระบวนการเรยี นรู้ เรยี นด้วย
ตนเองจากการฝึกปฏิบัติ ให้เด็กพิการทุกประเภทสามารถส่ือความหมายและปรับพฤติกรรมให้อยู่ใน
สังคมได้อย่างมีความสุข และการจัดการศึกษาพิเศษควรใช้วิธีการสอนแบบส่งเสริมเอกัตภาพของบุคคล
(Individualized Instruction) ซ่ึงหมายถงึ สอนให้เหมาะกบั ความสามารถและความพิการของผู้เรียน
แต่ละคน และเด็กพิการคนใดคนหน่ึงอาจต้องการรูปแบบการจดั การศึกษาพิเศษที่แตกต่างกันไปตาม
ชว่ งเวลาใดเวลาหนง่ึ ของชวี ติ เทา่ นั้น (สานกั บริหารงานการศึกษาพิเศษ, 2557: 10 - 11)
157
โปรแกรมการจัดการเรียนการสอนงานอาชีพจึงเปน็ สิ่งสาคัญสาหรับผเู้ รียน
ที่มีความพิการ โดยเฉพาะผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางสตปิ ัญญาเนื่องจากผู้เรียนที่มีความบกพร่อง
ทางสติปัญญาทุกคนควรได้รับการเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่และการทางานในอนาคต แต่บุคคล
เหลา่ นี้ส่วนใหญไ่ มส่ ามารถเข้าเรยี นตอ่ ในระดับอุดมศกึ ษาได้ นักเรียนจึงจะตอ้ งได้รบั การเตรยี มความพร้อม
ด้านอาชพี ต้งั แตร่ ะดบั ช้ันประถมศึกษาเป็นตน้ ไป ดังน้ี
1. องค์ประกอบการศึกษาด้านอาชีพ การศึกษาด้านอาชีพมีความหมาย
ที่กว้าง ครอบคลุมการเตรียมการท้ังหมดเพื่อการมีงานทาหลังจบจากโรงเรียน (Gren, 1996: 399;
Brolin & Loyd, 2004: 141) ไดแ้ ก่
1.1 การตระหนักรู้ถึงอาชีพ (Aware of the necessity and Reward
of Working) การเร่ิมสอนให้เด็กตระหนักในเร่ืองการทางาน การเป็นคนทางาน และการที่จะต้อง
ทางานในชมุ ชนในอนาคต การสอนน้ีมกั เร่ิมในระดบั ประถมศึกษา
1.2 การค้นหาอาชีพ (Career Exploration) เพื่อช่วยให้เด็กค้นหา
ความสนใจและความสามารถของตนเอง จนพัฒนาเป็นอาชีพท่ีตัวเองชอบและรูปแบบของตัวเองในที่สุด
การสอนน้มี ักอยูใ่ นระดับมธั ยมศึกษาตอนต้น
1.3 การเตรียมตัวด้านอาชีพ (Career Preparation) เพื่อช่วยให้เด็ก
รจู้ กั ตดั สินใจ เลอื กอาชีพ เรยี นรลู้ กั ษณะนสิ ัยท่ีดีในการทางาน และเรียนรู้ทักษะอาชีพน้ัน ๆ โดยมักสอน
ในระดับ ช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย
1.4 การปรับตัวกับอาชีพ (Career Assimilation) เป็นการถ่ายโอน
จากการฝกึ งานในระดับมธั ยมศึกษาสู่สถานการณ์การทางานในชุมชน
2. รูปแบบการศึกษาด้านอาชีพ สาหรับนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทาง
สติปัญญารปู แบบการศึกษาดา้ นอาชีพ มีปจั จยั สาคญั ดงั นี้ (กุลยา กอ่ สวุ รรณ, 2553: 198)
2.1 คุณค่า เจตคติ และนิสัย ซึ่งถือเป็นส่ิงที่สาคัญท่ีสุดในการพิจารณา
ด้านการเตรียมอาชีพสาหรับวัยรุ่นที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ดังนั้นครูหรือบุคลากรท่ีเก่ียวข้อง
จึงต้องสร้างลักษณะนสิ ยั ทีด่ ีในการทางาน เจตคตทิ ่ีดีในการทางาน และการใหค้ ณุ ค่าของงานเป็นอันดบั แรก
2.2 ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เนอ่ื งจากความสัมพนั ธ์ระหว่างบุคคล
เป็นส่ิงสาคัญในการหางานและการรักษางานนั้นไว้ให้ได้ ครูจึงจาเป็นต้องสอนเกี่ยวกับความสัมพันธ์
กบั นายจ้างและความสมั พันธ์กบั เพื่อนรว่ มงานใหก้ ับบุคคลท่ีมีภาวะบกพร่องทางสตปิ ญั ญา
2.3 ข้อมูลด้านอาชีพ ได้แก่ ข้อมูลต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องกับงานอาชีพท่ี
เหมาะสมบคุ คลทม่ี ีความบกพร่องทางสตปิ ัญญาแต่ละคน
2.4 การเรียนรู้การทางาน บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
จาเป็นต้องเรยี นรู้ทักษะการทางานในอาชีพน้ัน ๆ และนอกจากทักษะท่ีเก่ียวข้องกับอาชีพนั้นโดยตรง
แล้ว บุคคลท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญายังควรได้เรียนรู้เก่ียวกับทักษะในการทางานอ่ืน ๆ ด้วย
เชน่ การตรงต่อเวลาและการรับผิดชอบต่อหน้าท่ขี องตน เป็นต้น
2.5 ทักษะการดารงชีวิตประจาวนั การท่ีบุคคลที่มีความบกพร่องทาง
สติปัญญาจะประกอบอาชพี ไดน้ นั้ บคุ คลน้ันจะตอ้ งมที ักษะการดารงชีวติ เป็นอย่างดเี สยี ก่อน
158
3. หลักสูตรการฝึกอาชีพ หลักสูตรพัฒนาความสามารถในการดารงชีวิต
(Functional Life Skills Curriculum) เป็นส่ิงที่สาคัญมาก นักเรียนต้องการส่วนผสมที่พอดีในการสอน
เรื่องวิชาการ และความสามารถในการดารงชีวิตซึ่งควรจะถูกสอนไม่เฉพาะเรื่องชีวิตในโรงเรียน
แต่ต้องสอนเรื่องการใช้ชีวิตที่บ้านและชุมชน ทักษะความสามารถ (Functional Skills) เป็นเรื่อง
เก่ียวกับวิชาการและอื่น ๆ เป็นเร่ืองสาคัญต่อการประสบความสาเร็จในการอยู่ในชุมชน และเม่ือเป็น
ผู้ใหญ่ รวมถงึ ทักษะการดารงชวี ิตอสิ ระ ทกั ษะสังคม ทักษะการสื่อสาร ทกั ษะการใช้เวลาว่าง และทักษะ
การประกอบอาชีพ (Brolin & Loyd, 2004: 36) หลักสูตรฝึกอาชีพสาหรับนักเรียนท่ีมีความบกพร่อง
ทางสตปิ ัญญาในระดบั มัธยมศึกษาตอนตน้ และมธั ยมศึกษาตอนปลายควรเน้น 3 กิจกรรมหลัก (Simmons
& Flexer, 2008: 230 - 257) ได้แก่
3.1 สอนทักษะการทางานและทักษะที่เกี่ยวข้อง สถานศึกษาควรจัดทา
หลักสูตรอาชีพที่มีโครงสร้างที่หลากหลาย สอนทักษะที่จาเป็นในการทางาน ได้แก่ลักษณะนิสัยที่จาเป็น
ต่อการทางาน การปฏิสัมพันธก์ ับเพื่อนรว่ มงาน
3.2 ค้นหางานทน่ี ักเรียนสนใจ และชอบ สถานศึกษาควรจัดเตรียมอาชีพ
ท่หี ลากหลายเพ่ือให้นกั เรียนได้ทดลองทางานเพือ่ คน้ หางานทีต่ นเองชอบและสนใจ
3.3 พจิ ารณาบริการสนบั สนุนที่จาเปน็ เพ่ือใหม้ น่ั ใจว่านกั เรยี นจะประสบ
กบั ความสาเรจ็ ในทท่ี างาน
4. การฝกึ อาชพี ใหก้ บั นกั เรียนทม่ี คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ัญญาจาเปน็ อยา่ งย่ิง
ทจี่ ะต้องคานงึ ถึงสง่ิ ต่าง ๆ เหลา่ น้ี
4.1 อาชีพที่ฝึกให้กับนักเรียนควรเป็นอาชีพที่มีในครวั เรือน เช่น ท่ีบ้าน
นักเรียนทาอาชพี การเกษตร กค็ วรฝกึ อาชีพเกี่ยวกับการเกษตร
4.2 การจดั ทาแผนการให้บริการช่วงเช่ือมต่อเฉพาะบุคคล ในขั้นตอน
การประชุมกับผู้ปกครองเป็นขั้นตอนท่ีสาคัญมาก ต้องมีการสารวจสถานประกอบการที่อยู่ใกล้บ้าน
เนื่องจากนักเรียนค่อนข้างมีข้อจากัดในการเดินทาง ความประสงค์ของผู้ปกครอง และความถนัดของ
นักเรยี น
4.3 สถานศึกษาบางแห่งขาดบุคลากรด้านอาชีพ จาเป็นจะต้องหา
เครือข่ายที่เป็นภูมิปัญญาท้องถ่ินที่ยินดีเข้ามาชว่ ย จะทาให้นักเรียนได้รับการฝึกจากผู้มีประสบการณ์
ดา้ นอาชีพ
สรุปได้ว่า การจัดการเรียนการสอนอาชีพในโรงเรยี นสาหรับนักเรยี นที่
มีความบกพร่องทางสติปัญญา จะต้องจัดให้เหมาะสมกับสภาพความพิการ สภาพชุมชนหมู่บ้านของ
นักเรยี นเป็นสาคัญ และตอ้ งเริ่มจากการให้นักเรียนได้เรียนรู้การทางานอาชีพต้ังแต่ระดับช้ันประถมศึกษา
เป็นต้นไปจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษา โดยเริ่มจากการให้นักเรยี นได้ตระหนกั ถึงความสาคัญของอาชีพ
ที่ทุกคนต้องมีและต้องเรียนรู้ สู่การค้นหาอาชีพที่ถนัดหรือสนใจ มีความเหมาะสมกับตนเองและ
สภาพชุมชนท่ีตนเองอาศัยอยู่ จากนั้นก็ทดลองเรียนรู้ ปฏิบัติ งานอาชีพท่ีตนเองเลือกเพื่อปรับตัวให้
เข้ากับอาชีพ และเกิดทักษะความชานาญก่อนที่ออกจะไปฝึกประสบการณ์งานอาชีพตามสถาน
ประกอบการต่าง ๆ เพื่อทดลองงานและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์จริง ซึ่งกระบวนการเหล่าน้ี
โรงเรียนจะต้องจัดหลกั สูตรงานอาชีพให้มีความหลากหลายเพ่ือให้นักเรียนได้ทดลองงานอาชีพต่าง ๆ
159
มีความพร้อมทั้งด้านวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือในงานอาชีพ ครูอาชีพหรือวิทยากรให้ความรู้ด้านอาชีพ
รวมทงั้ สถานประกอบการต่าง ๆ ตามสาขางานอาชีพ เพ่อื ให้นกั เรียนได้ฝึกประสบการณ์ในสถานการณ์จริง
และจากหลักการแนวคิดการจัดการเรียบนการสอนอาชีพในโรงเรียนดังกล่าวมา โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล
จังหวัดแพร่ ก็ได้นามาเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนอาชีพให้กับนักเรียนที่มีความบกพร่อง
ทางสติปัญญา เพื่อพัฒนาสมรรถภาพทางอาชีพของนักเรียนอันนาไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีก
แนวทางหน่งึ
2) การฝกึ อาชพี ในสถานประกอบการ
การสอนทักษะงานพ้ืนฐานอาชีพแก่นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เป็นสิ่งจาเป็นอย่างมากต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการดารงชีวิตอย่างอิสระ (Independent Living)
บุคคลที่บกพร่องทางสติปัญญาสามารถทางานและดารงชีวิตอิสระได้พอสมควร แต่ต้องการคนช้ีแนะ
และชว่ ยแกป้ ญั หาท่ียงุ่ ยากให้ การฝึกทกั ษะการงานพน้ื ฐานอาชีพจะชว่ ยปลกู ฝังนสิ ยั ทดี่ ีให้แก่นักเรียน
ท่มี ีความบกพร่องทางสติปัญญาใหม้ ีความขยันหม่ันเพียรในการทางาน ตลอดจนแบง่ เบาภาระของพ่อแม่
ในการทางานบ้าน นอกจากนี้แล้วยังเป็นทักษะพื้นฐานสาหรับนักเรียนในการฝึกอาชีพขั้นต่อไปด้วย
ในการฝึกสอนทักษะงานพ้ืนฐานอาชีพนั้นควรเน้นในกิจกรรมการปฏิบัติในการทางานจริง ซึ่งจะเป็น
การช่วยให้นักเรียนพัฒนาความสามารถในการทางานได้เร็วขึ้น (ดารณี ธนะภูมิ, 2542: 157 - 172)
ได้เสนอแนะสถานท่ีฝกึ อาชพี สาหรับบุคคลปัญญาอ่อน ไวว้ ่าอาจจัดการฝกึ ได้ในสถานที่ ดงั น้ี
1. ในโรงเรียน โดยจัดโปรแกรมการฝึกอาชีพเป็นพิเศษสาหรับบุคคลที่มี
ความบกพรอ่ งทางสติปญั ญา
2. ในโรงเรยี นมัธยมศกึ ษา โดยจัดโปรแกรมการฝึกอาชีพพิเศษเช่นกนั
3. ในโรงเรียนอาชีวศึกษาโดยจัดแยกประเภทอาชีพที่บุคคลท่ีมีความ
บกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาสามารถทาได้
4. ศูนย์ฟ้ืนฟูสมรรถภาพสาหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
หรือศูนยฝ์ กึ อาชีพ
5. โรงงานในอารักษ์ (Sheltered Workshop)
6. โรงงาน หรือสถานประกอบการสาหรับคนพิการ (Work Setting)
การฝึกประสบการณ์ในการทางานอาชีพของโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล
จังหวัดแพร่ ได้เลือกใช้รูปแบบการนานักเรียนออกฝึกอาชีพในสถานประกอบการในท้องถิ่น ชุมชน
ใกล้โรงเรียน โดยประสานความร่วมมือทาข้อตกลง (MOU) ร่วมกันในการรับฝึกประสบการณ์ในการ
ทางานให้กับนักเรยี น ภายใตก้ ารติดตามดูแล และประเมนิ จากครู (Job Coach) ทโี่ รงเรยี นมอบหมาย
อย่างต่อเน่ือง โดยมีจุดมุ่งหมายเพ่ือให้ผู้เรียนที่ได้รับการเรยี นร้อู าชีพในโรงเรียนจนเกิดทักษะท่ีดีแล้ว
ใหม้ โี อกาสไดร้ ับประสบการณ์ในเรือ่ งตา่ ง ๆ ดงั ตอ่ ไปนี้
ประโยชนท์ ผ่ี ู้เรียนไดร้ ับจากการฝึกงานอาชีพในสถานประกอบการ
1. ได้เรียนรู้ถึงกระบวนการทางาน รวมถึงทักษะต่าง ๆ ที่จะได้รับ
หลังจากการฝึกงานในสถานประกอบการ เหมือนได้เรียนรู้การทางานจริง ซ่ึงไม่สามารถเรียนรู้ได้จาก
หอ้ งเรียน ทาใหเ้ ห็นภาพวิธกี ารทางานได้อย่างชัดเจน วิธีแกป้ ัญหาและการจัดลาดบั ความสาคัญของงาน
160
2. ฝึกการปรับตัว และการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนร่วมงาน
เพราะหลังจากจบการศึกษา เข้าสู่โลกของการทางาน เข้าสู่สังคมใหม่ ๆ ได้ทางานกับคนหลากหลาย
วัยมาจากหลากหลายที่การฝึกงานจากสถานประกอบการจริงจะชว่ ยให้ผูเ้ รียนสามารถปรบั ตัวเข้ากับ
คนอื่นได้งา่ ยขน้ึ สามารถทางานร่วมกบั ผู้อื่นได้
3. ฝึกฝนให้ตนเองเป็นคนที่มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบมากข้ึน เช่น
การมาทางานตรงต่อเวลา ส่งงานตามเวลาท่ีกาหนด เป็นต้น เพราะการฝึกงานนั้นมีความจริงจังมากกว่า
ตอนเรยี น เหมอื นเป็นการพิสจู นต์ วั เองว่าเราพรอ้ มสาหรบั การทางานหรอื ไม่
4. ได้เรียนรู้ถึงเคร่ืองมือ วัสดุ อุปกรณ์ ตลอดสิ่งอานวยความสะดวกท่ีใช้
สาหรับการปฏิบตั ิงานน้ัน ๆ ให้เกดิ ทักษะความชานาญ หรอื เข้าใจในวิธีการใช้เป็นอย่างดี ซ่งึ เปน็ พ้ืนฐาน
ในการนาไปใชป้ ระกอบอาชีพตอ่ ไป
5. มีโอกาสท่ีได้ร่วมงานกับสถานประกอบการท่ีฝึกงาน หากผู้เรียนสามารถ
พิสูจน์ให้ทางสถานประกอบการเห็นว่ามีศักยภาพเพียงพอสาหรับการทางาน ที่มอบหมายให้แล้ว
ก็มีโอกาสทีจ่ ะได้เข้าทางานในสถานประกอบการทฝ่ี ึกงานเมื่อจบการศกึ ษาแล้วตอ่ ไป
อยา่ งไรก็ตาม การฝึกงานอาชีพในสถานประกอบการของนักเรยี นท่ีบกพร่อง
ทางสติปัญญา สถานศึกษาต้องสร้างความเข้าใจกับเจ้าของสถานประกอบการนั้น ๆ ให้เข้าใจถึงขีดจากัด
ในศักยภาพการทางานของนักเรียนอันเนื่องมาจากสภาพความพิการ เพื่อจัดให้ฝึกงานท่ีเหมาะสมกับ
ขีดความสามารถ นอกจากน้ีสถานศึกษาต้องจัดครูคอยติดตาม ประเมิน สังเกต การปฏิบัติงานของ
นักเรียนเป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่อง ร่วมกับสถานประกอบการ หากพบข้อปรับปรุงในด้านทักษะ
การปฏิบัติงาน ด้านความประพฤติที่ไม่เหมาะสม ต้องร่วมกันหาแนวทางในการพัฒนาข้อปรับปรุง
เหลา่ นั้นในทันที
สรุปได้ว่า การฝึกงานอาชีพสาหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
น้ัน สถานศึกษาสามารถจัดหาสถานท่ีฝึกอาชีพให้แก่นักเรียนได้ในรูปแบบต่าง ๆ ซ่ึงมีทั้งสถานศึกษา
จัดสถานท่ีข้ึนเอง และนานักเรียนเข้าฝึกในสถานท่ีฝึกอาชีพน้ัน ๆ ตามความต้องการ ความสนใจ
ความสามารถของนักเรียน ซึ่งการนานักเรียนเข้าฝึกงานอาชีพที่ตนถนัดในสถานประกอบการนั้น
ถือเป็นแนวทางที่ทาให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ในการทางานอาชีพจากสถานการณ์จริง ได้เรียนรู้
การใช้เคร่ืองมือ อุปกรณ์ในการทางาน ได้มีโอกาสทางานร่วมกับบุคคลอ่ืน ช่วยให้นักเรียนเกิดทักษะ
ทางสังคม รจู้ กั การปรบั ตวั เขา้ กับบุคคลอ่ืนได้ ซง่ึ จะช่วยใหน้ ักเรียนนาประสบการณใ์ นการทางานจาก
สถานประกอบการ ไปใช้กับตนเองเมื่อจบการศึกษาและเข้าสู่โลกแห่งการทางานหรือประกอบอาชีพ
ต่อไป
8. แนวคดิ ในการพ่ึงพาชว่ ยเหลือตนเองของนักเรยี นพกิ าร
แนวคิดหลักของการพึ่งพาตนเองของนักเรียนพิการ คือ ไม่ว่าจะมีความพิการขนาดใด
เขาก็ยังเป็นคนมีความรู้สึกนึกคิด มีความต้องการ มีทุกข์ มีสุข เหมือนกับมนุษย์ ผู้ท่ีพิการมากจนไม่
สามารถช่วยเหลือตนเองได้ แม้แต่เรื่องของการใช้ชีวิตประจาวัน ทาให้ต้องพึ่งญาติพ่ีน้องหรือคนดูแล
ความทุกขอ์ ันมหันตข์ องผู้พิการที่อยูใ่ นสภาพต้องพึ่งคนอน่ื คอื คนช่วยเหลือมักจะคิดแทนและกาหนด
เอาเองว่าผู้พิการต้องการ ไมต่ อ้ งการอะไร ทาอะไรได้ ทาอะไรไม่ได้ ความต้องการของผู้พิการจึงไม่ตรงกับ
ความคิดเห็นของคนดูแลชว่ ยเหลือ และไม่ได้รับการตอบสนอง ดังน้ัน จึงเป็นภารกิจหลักที่สาคัญของ
สถานศึกษาการศึกษาพิเศษ ท่ีนอกจากจะให้การศึกษาแก่ผู้เรียนท่ีพิการแล้ว จะต้องให้การฝึกฝน
161
8.1 ความหมายของการพึง่ พาชว่ ยเหลือตนเอง
สานักงานคณะกรรมการวฒั นธรรมแหง่ ชาติ (2526: 65 - 82) ได้กล่าวว่า การพึ่งพา
ช่วยเหลือตนเอง หมายถึง การเคารพเป็นเอง เชื่อม่ันในความสามารถที่จะกระทาการใด ๆ ให้สาเร็จ
ได้ด้วยตนเองและไม่ทาตัวให้เป็นปัญหา หรือเป็นภาระแก่ผู้อ่ืน หรือหมู่คณะ และได้กาหนดขอบข่าย
ของการพง่ึ พาช่วยเหลือตนเองไว้ 3 ด้าน คอื
1. การพ่ึงพาช่วยเหลือตนเองด้านการปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ในชีวิตประจาวัน หมายถึง
ความสามารถในการปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ในชีวิตประจาวันของตนให้สาเร็จได้ด้วยตนเอง ไม่ทาตัว
เปน็ ปัญหา หรือเป็นภาระแกผ่ ู้อ่ืน เช่น สามารถอาบนา้ แต่งตัวเองได้ อยู่ตามลาพังได้ และช่วยเหลือตนเอง
ไดเ้ มือ่ พ่อแม่ไม่อยู่ รู้จกั บรกิ ารตนเองในการรับประทานอาหาร สามารถซ่อมแซมเครื่องใช้ของตนที่ชารุด
เสียหานไดด้ ้วยตนเอง
2. การพึ่งพาช่วยเหลือตนเองด้านการศึกษาเล่าเรียน หมายถึง ความสามารถใน
การศึกษาเล่าเรียนให้สาเร็จลงได้ด้วยตนเอง ยอมรับ และเคารพในตนเอง มีความคิดอุดมการณ์และ
ความเช่อื มัน่ รู้จักใชค้ วามสามารถของตนทมี่ ีอยู่เพ่ือการศึกษาคน้ ควา้ และทางานให้สาเร็จตามประสงค์
รวมทงั้ พยายามเพิ่มพนู ความรู้ความสามารถของตนยง่ิ ขนึ้
3. การพึ่งพาชว่ ยเหลือตนเองด้านเศรษฐกิจ หมายถงึ การท่นี กั เรียนพยายามใช้ความรู้
ความสามารถอย่างเต็มท่ีในดา้ นเงนิ ทอง รูจ้ กั หารายได้ในทางสุจริตสาหรับใชจ้ ่ายส่วนตวั เพอื่ แบ่งเบา
ภาระของพ่อแม่ ผู้ปกครอง โดยไม่กระทบกระเทือนต่อการศึกษาเล่าเรียน เช่น ใช้เวลาเลิกเรียน
ในการรับจ้างส่งขนม ตลอดจนรู้จักเลือกและใช้เครื่องมืออุปโภคบริโภคอย่างคุ้มค่า เลือกซื้ออาหาร
ให้เหมาะสมไมเ่ หลอื ท้ิง วางแผนการใช้เงินและการเกบ็ ออมอย่างมสี ดั สว่ น
เสรี พงศ์พิศ (2547: 10) ได้อธิบายว่า การพ่ึงพาช่วยเหลือตนเอง (Self-Reliance)
คือ การพึ่งพาตนเองเป็นสภาวะอิสระ ซึ่งหมายถึง ความสามารถของคนที่จะช่วยเหลือตนเองให้ได้
มากที่สุด โดยไม่เป็นภาระของคนอนื่ มากเกินไป มคี วามสมดุล ความพอดีในชีวิตทเ่ี ป็นอยู่ มสี ่ิง จาเปน็
ปัจจัยสพ่ี อเพยี ง เปน็ ความพร้อมของชีวิตทง้ั ร่างกายและจติ ใจ
พระเทพเวที (2540: 11 - 12) ได้ให้ความหมายว่า การพ่ึงพาตนเอง คือ การทาตน
ให้เปน็ ท่ีพ่ึงของตน พรอ้ มที่จะรับผดิ ชอบตนเอง ไม่ทาตัวใหเ้ ปน็ ปัญหาหรือเปน็ ภาระถ่วงหมคู่ ณะ หรือ
หมู่ญาตดิ ้วยการประพฤติธรรม
นิติธร ปิลวาสน์ (2558 ก: ออนไลน์) ได้ให้ความหมายของการพึ่งพาช่วยเหลือตนเอง
ไว้ดังนี้ ว่า การพึ่งพาตนเอง (Independent) หมายถึง ความสามารถของเด็กที่จะช่วยเหลือตนเอง
ใหไ้ ดม้ ากทสี่ ุด โดยไมเ่ ป็นภาระคนอ่ืนมากเกินไป มีความสมดลุ และความพอดีในชีวติ เป็นสภาวะทางกาย
ทส่ี อดคล้องกับสภาวะทางจติ ใจท่ีเปน็ อิสระ การพ่ึงพาตนเองสามารถบ่งชี้ได้จากพฤติกรรมการแสดงออก
ได้แก่ ความสามารถในการแกป้ ัญหาและปฏิบัติกิจกรรมตามวิถีชีวิตในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนการช่วยเหลือตนเอง (Self - help) หมายถึง ความสามารถของเด็กในการปฏิบัติกิจวัตรประจาวัน
ได้ด้วยตนเอง เช่น การแปรงฟัน การทาความสะอาดร่างกาย การแต่งตัว การรับประทานอาหาร
การเข้าห้องน้าห้องส้วม รวมถึงการเล่นและทางานให้ประสบความสาเร็จตามความสามารถของตน
การอบรมเลี้ยงดูเดก็ แบบมีเหตุผล ด้วยการให้ความรัก ความอบอุ่น การเอาใจใส่ใกล้ชดิ เด็ก การให้
อิสระเด็กแต่มีการควบคุมอยา่ งเหมาะสม การใช้เหตผุ ลอยา่ งชัดเจนและการส่ือสารสัมพันธใ์ นเชิงบวก
ส่งผลทางบวกต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก ทาให้เด็กมีความรู้สึกต่อคุณค่าของตนเอง
ในระดับสงู มคี วามเช่อื มัน่ ในตนเอง มีความรบั ผิดชอบ เชอื่ ฟงั พ่อแม่ และสามารถพึง่ พาตนเองได้
162
จากความหมายดังกล่าว สรุปได้ว่า การพึ่งพาช่วยเหลือตนเอง หมายถึง ความสามารถใน
การดูแลช่วยเหลือตนเองได้ ในการปฏิบัติกิจกรรมหรือการดารงชีวิตประจาวัน ไม่เป็นภาระแก่บุคคลอื่น
มากจนเกนิ ไป อยู่ในสังคมไดด้ ้วยตนเองอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ รวมท้ังสามารถทางานใหเ้ กิดความสาเร็จ
ได้ด้วยความสามารถของตน
การพ่ึงพาช่วยเหลือตนเองของนักเรียนทม่ี ีความบกพร่องทางสติปญั ญาโรงเรยี น -
แพร่ปญั ญานุกูล จังหวัดแพร่ หมายถงึ ความสามารถของนักเรียนโรงเรียนแพรป่ ัญญานุกูล จงั หวดั แพร่
ท่ีมีความสามารถในการดูแลช่วยเหลือตนเองได้ ในการทากิจวัตรประจาวันดว้ ยตนเอง การทากิจกรรม
ท่ีโรงเรียนจัดให้เป็นรายบุคคลและร่วมกับผู้อื่น กิจกรรมเพื่อการพัฒนากล้ามเนื้อ การทากิจกรรมส่งเสริม
การทางาน และการแสดงออกในโอกาสต่าง ๆ โดยไม่เป็นภาระแกบ่ คุ คลอ่ืนมากจนเกนิ ไป อยใู่ นสงั คม
ไดด้ ว้ ยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสามารถทางานใหเ้ กดิ ความสาเรจ็ ได้ด้วยความสามารถของตน
8.2 การมุ่งมัน่ ในการดารงชีวิตด้วยตนเอง (Self - Determination)
การมุ่งม่ันในการดารงชีวิตด้วยตนเอง หมายถึง สิทธิของบุคคลใดบุคคลหนึ่งท่ีจะนาพา
ชีวติ ของเขา เลือกทางเลือกของเขาเองว่าเขาจะมีชีวติ อยู่อยา่ งไร การรู้ว่าจะเลอื กอย่างไร คอื การท่ีเขารู้
ว่าอะไรเป็นส่ิงท่ีเขาต้องการและจะได้มาได้อย่างไร จากความต้องการจาเป็นส่วนบุคคล การตัดสินใจ
ด้วยตนเองของแต่ละบุคคลในการที่จะเลือกเป้าหมายและติดตามการกระทาจนประสบความสาเร็จ
สง่ิ เหล่าน้เี กยี่ วข้องกับสภาพปัจจุบนั ของบุคคลผู้น้นั ความจาเป็นท่ีเขาจะต้องรู้ ประเมนิ ความก้าวหน้า
ที่จะไปถึงเป้าหมาย ปรับปรุงผลงาน และสร้างสรรค์วิธีการที่จะแก้ปัญหา (Michael Wehmeyer,
1998: 6 - 24)
8.2.1 คุณลกั ษณะทจ่ี าเปน็ ของการมงุ่ มน่ั ในการดารงชวี ิตด้วยตนเอง
คุณลักษณะที่จาเป็นของการมุ่งมั่นในการดารงชีวิตด้วยตนเอง มีคุณลักษณะ
ทส่ี าคญั ในการตัดสินใจด้วยตนเอง ประกอบด้วย
1) การกระทาด้วยตนเอง (Behavioral Autonomy) หมายถงึ บุคคลกระทา
บางสิ่งบางอย่างท่ีเขาชอบ เขาสนใจ ตามความสามารถของเขาด้วยท่าทางที่เป็นอิสระ โดยไม่มีอิทธิพล
หรอื การรบกวนจากภายนอก
2) พฤติกรรมการกากับตนเอง (Self - Regulated Behavior) รวมถึงวิธีการ
จัดการตนเอง ได้แก่ การสารวจตนเอง การสอนตนเอง การประเมินตนเอง การส่งเสริมตนเอง
การต้ังเป้าหมายของตนเอง พฤติกรรมการแก้ปัญหา การเรียนรู้จากการสังเกต และทุกส่ิงทุกอย่าง
ท่ีเด็กจะตอ้ งเรยี นรู้
3) แสดงออกดว้ ยท่าทางท่ี มีความเข้าใจในสถานการณ์
4) การตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Realization) หมายถึง เขาใช้ความรู้ท่ีซับซ้อน
เหตุผลที่แม่นยา จุดเด่น ข้อจากัด ในการแสดงออกที่จะสร้างความรู้ของเขา ความรู้ในตนเองและ
ความเข้าใจในตนเองน้ีจะกลายมาเปน็ ประสบการณ์ในการแปลสง่ิ แวดล้อมทีม่ ีอิทธิพล โดยการประเมิน
จากคนอนื่ ๆ สงิ่ เรา้ การแสดงออกซง่ึ พฤตกิ รรม
163
8.2.2 องคป์ ระกอบพนื้ ฐานของพฤตกิ รรมการม่งุ มน่ั ในการดารงชีวติ ดว้ ยตนเอง
องค์ประกอบพื้นฐานของพฤติกรรมการมุ่งม่ันในการดารงชวี ติ ดว้ ยตนเอง มีดังนี้
1) การสรา้ งทางเลือก แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คอื
(1) ตวั เลอื กท่ีแสดงถึงความชอบ
(2) ตวั เลอื กเปน็ เสมือนกระบวนการตดั สินใจ
(3) ตัวเลอื กที่เปน็ เสมอื นการแสดงออกถงึ สามารถทาได้ด้วยตวั เองและมีคุณคา่
2) การตัดสินใจ หมายถึง กระบวนการเลือกระหว่างพ้ืนฐานความเปล่ียนแปลง
ในความชอบของแตล่ ะบุคคล ทกั ษะการตดั สินใจเป็นชุดของทักษะที่เป็นเส้นเขตแดนท่มี ีความสัมพันธ์
กบั การตัดสินใจ
3) การแก้ปัญหา มักจะมุ่งไปท่ีการแก้ปัญหาใน 2 เร่ือง คือ การแก้ปัญหา
ภายในตนเอง และการแก้ปญั หาระหว่างบคุ คลหรือปญั หาทางสงั คม
4) การต้ังเป้าหมายและดาเนินการ บุคคลมีความจาเป็นท่ีจะเรียนรู้ทักษะที่
จาเปน็ ในการวางแผนตัง้ เป้าหมาย เพื่อให้ไปสเู่ ป้าหมาย
5) ความเป็นอิสระ การเสี่ยง และทักษะเพื่อความปลอดภัย เป้าหมายที่สาคัญ
ทส่ี ุดในการสอนนักเรียนท่ีมีความบกพร่อง คอื การสอนทที่ าให้เขาพึง่ ตนเองให้มากท่ีสุดเทา่ ท่ีจะเป็นไปได้
6) การสงั เกตดว้ ยตนเอง ประเมินด้วยตนเอง และเสรมิ แรงตนเอง
7) ทักษะการสอนด้วยตนเองเก่ียวข้องกับการสอนนักเรียนให้มีความตัง้ ใจใน
การแกป้ ญั หาทางวิชาการหรอื ปญั หาสงั คม
8) การเรยี กรอ้ งสทิ ธติ นเองและภาวะผูน้ า การเรยี กรอ้ งสทิ ธเิ ป็นทักษะเฉพาะ
บุคคลท่จี ะเรยี กร้องสทิ ธิของตนเอง
9) การควบคุมจากภายใน ถ้าบุคคลจะต้องแสดงออกตามสถานการณ์ที่กาหนด
ใหเ้ ปน็ การสาคัญมากสาหรบั บุคคลผู้นนั้ ทจี่ ะเช่ือว่าเขาเหล่านนั้ ได้ควบคุมส่ิงทีจ่ ะเกดิ ซึง่ มีความสาคัญ
กบั ชีวติ ของเขา
10) การแสดงออกในทางบวก (Positive Attributions) ในการรับรู้ความสามารถ
ของตนเองและความสามารถทค่ี าดหวัง
11) ความตระหนักรู้ในตนเอง และความรู้ของตนเอง การที่บุคคลจะแสดง
ความเข้าใจตนเองเขาจะตอ้ งมีพน้ื ฐานความเข้าใจในเรือ่ งจดุ แขง็ จุดออ่ น ความสามารถ และข้อจากัด
การจัดโปรแกรมการศึกษาเพื่อส่งเสริมการมุ่งมั่นในการดารงชีวิตด้วยตนเอง
ไม่ใช่มีเพียงกิจกรรมการสอนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความพยายามที่จะสร้างโปรแกรมเพ่ือนและผู้ใหญ่
ที่เป็นพ่ีเล้ียง สิ่งแวดล้อมท่ีเปน็ โครงสร้างการเรียนรู้ การเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน แนะนาหลักสตู ร
ที่มีประสิทธิภาพ เพ่ิมปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนที่ไม่พิการ จัดประสบการณ์ท่ีทาให้เขาประสบความสาเร็จ
และจัดแผนการศกึ ษาใหเ้ ด็กไดต้ ัดสินใจ
164
8.2.3 หลกั การของความเป็นปกติ
การรักษาภาวะความบกพร่องทางสติปัญญาไม่ใช่การรักษาให้หาย แต่มุ่งใน
การฟ้นื ฟสู มรรถภาพดา้ นต่าง ๆ เพือ่ ช่วยพฒั นาให้บคุ คลที่บกพร่องทางสตปิ ญั ญา สามารถดาเนินชีวิต
อยู่ในสังคมได้ใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุด ตามหลักการของความปกติ (Principle of Normalization)
ทีก่ ลา่ วไว้ (Bengt Nirje, 1985: 19 - 21) ดงั น้ี
1) ประสบการณ์เกี่ยวกับชีวิตประจาวัน เช่น การตื่นนอน การแต่งตัว และ
การกินอาหารตามเวลาที่ถกู ตอ้ ง และเป็นไปอยา่ งปกติในชวี ิตประจาวัน ไม่เปน็ กลุม่ ใหญ่
2) ประสบการณ์ในการจัดชีวิตที่เป็นปกติ เช่น อยู่ที่หนึ่งไปทางานอีกที่หน่ึง
บุคคลปัญญาอ่อนที่อยู่ในสถาบันปัญญาอ่อนมีระบบระเบียบของชีวิตที่ผิดปกติ เพราะจะได้รับทุกสิ่ง
ทกุ อยา่ งจากทีเ่ ดยี วกนั
3) ประสบการณ์เป็นข้ันตอนของปี เช่น งานฉลองวันหยุด วันของครอบครัว
เวลาของการพักผ่อน
4) สิทธิของบุคคลปญั ญาอ่อนในการเลือกส่งิ ทีเ่ ขาควรจะได้
8.2.4 ประโยชนข์ องการพง่ึ พาชว่ ยเหลือตนเองที่มีต่อผู้เรียน
1) ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติกิจวัตรประจาวันได้เหมาะสมกับวัย
ลักษณะการพึ่งพาตนเองเป็นพฤติกรรมความสามารถในการช่วยเหลอื ตนเองในเรอ่ื งกิจวตั รประจาวนั
ส่วนตัว เริ่มตั้งแต่การอาบน้า แปรงฟัน การแต่งตัวได้เอง การรับประทานอาหาร การเข้าก้องส้วม
การลา้ งมือ การทาความสะอาดร่างกาย ซง่ึ พฤติกรรมเหล่านี้จะมีคุณภาพเพยี งใดย่อมขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะ
และการฝกึ ฝนจากผู้ใหญ่ นั่นหมายถงึ พ่อแม่ ครู พเ่ี ลยี้ งนกั เรียน เป็นต้น
2) ความสามารถในการพ่ึงพาตนเองของผเู้ รียนสามารถส่งเสริมใหเ้ ด็กมีความ
รับผิดชอบต่อตนเองผู้เรียนจะเรียนรู้ว่าในแต่ละวันจะต้องทากิจกรรมอะไรบ้าง เช่น หลังจากต่ืนนอน
ต้องเข้าห้องน้าเพื่อล้างหน้า แปรงฟัน และอาบนา้ จากนั้นต้องแต่งตัวเพื่อไปโรงเรียน รับประทาน
อาหารเช้า สิ่งเหล่านี้ถือเป็นความรับผิดชอบในขั้นเบื้องต้นที่มีต่อตนเอง ก่อนที่เด็กจะเรียนรู้
ความรบั ผดิ ชอบในขั้นทีส่ งู ขนึ้ ตอ่ ไป ไดแ้ ก่ ความรบั ผดิ ชอบตอ่ สังคม ครอบครวั หรอื ประเทศชาติ
3) ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในตนเอง การทผี่ ูเ้ รยี นทาส่ิงต่าง ๆ ไดด้ ้วย
ตนเองจากการใหอ้ ิสระแก่ผู้เรยี น เมื่อผูเ้ รียนทาส่ิงต่าง ๆ ไดแ้ ละได้รบั การเสริมแรงทางบวก ก็จะอยาก
ทาส่ิงนั้นต่อไป และทาให้มีความม่ันใจในการทาต่าง ๆ ด้วยตนเอง ซึ่งการที่ผู้เรียนมองเห็นคุณค่าใน
ความสามารถของตนเองจะนาไปสู่การสร้างความภาคภูมิใจทมี่ ีต่อตนเอง และพรอ้ มที่จะสรา้ งสรรค์ส่ิง
ดงี ามให้แกส่ ังคมและประเทศชาตติ อ่ ไป
4) ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีระเบียบวินัย การรู้จักพ่ึงพาตนเอง เป็นความสามารถ
ในการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมท่ีสังคมยอมรับ และทาให้ผู้เรียนไม่ปฏิบัติตนขัดแย้งกับวิถีทาง
ของสังคม ดังน้ัน การที่ผู้เรียนช่วยเหลือตนเองได้หรือสามารถพึ่งพาตนเอง จะไม่สร้างภาระให้กับ
บคุ คลอ่นื ด้วย เป็นการลดปญั หาทางสงั คมได้
165
5) สง่ เสริมให้ผเู้ รยี นสามารถแก้ปัญหาและกล้าเผชิญสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ด้วย
ความราบรื่น การที่จะวัดความสามารถในการพึ่งพาตนเองของผู้เรียนได้นั้น อาจมองในมิติของ
ความสามารถในการแก้ปัญหา และความสามารถในการขจัดปัญหาได้ด้วยไหวพริบและความเฉลียวฉลาด
ผู้เรียนท่ีสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง จึงเป็นเด็กที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยไม่ต้องพ่ึงพาผู้ใหญ่
หรือเพื่อน เช่น ขณะที่ผู้เรียนเล่นไม้บล็อกในมุมบล็อกหลาย ๆ คน มีเด็กบางคนอาจแย่งไม้บล็อกกัน
ทาให้เกิดปัญหาในการเล่น แต่ถ้ามีบางคนสามารถประนีประนอมและไกล่เกลี่ยด้วยการพูดคุย และ
ตกลงว่าจะแบ่งกันอย่างไร ใครจะเล่นก่อนหลัง ทาให้ปัญหาเหล่าน้ีสามารถยตุ ิลงได้ ย่อมแสดงให้เห็น
ถงึ ความสามารถในการแก้ปญั หา นน่ั หมายความวา่ ผ้เู รียนสามารถแกป้ ัญหาไดด้ ว้ ยตนเองและเป็นการ
พ่ึงพาตนเองอกี อย่างหน่ึงด้วย
6) ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ได้ตามวัย ในบางครอบครัว
ที่พ่อแม่อาจจะมีน้องใหม่ พี่ซึ่งอยู่ในวัยอนุบาลมีความสามารถในการทาสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง
โดยไม่ต้องให้พ่อแม่คอยดูแลประคบประหงมตลอดเวลา จะช่วยให้พ่อแม่สามารถใช้เวลาที่มีอยู่ไปทา
กิจกรรมอยา่ งอนื่ หรือทางานได้ อกี ท้งั ผู้เรียนท่มี ีความรบั ผดิ ชอบและพงึ่ พาตนเองได้ตามวัยจะสามารถ
ช่วยดูแลนอ้ งของตนเองไดด้ ว้ ยอีกทางหน่ึง
8.2.5 การจดั กจิ กรรมของครเู พ่ือส่งเสรมิ ให้ผเู้ รยี นพึ่งพาช่วยเหลือตนเองได้
การส่งเสริมให้เด็กมีความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ในขั้นเบื้องต้น คือ
การที่เด็กสามารถปฏิบัติกิจวัตรประจาวันในการดารงชีวิตประจาวันทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน ดังนั้น
ครูจึงมีบทบาทในการส่งเสริมพฤติกรรมดังกล่าวนี้ด้วยการฝึกฝน จัดกิจกรรมหรือประสบการณ์ให้กับเด็ก
ดังน้ี (นิตธิ ร ปิลวาสน,์ 2558 ข: ออนไลน์)
1) จัดกิจกรรมประจาวันให้เด็กทาสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นกิจวัตรประจาวันด้วยตัว
ของเด็กเอง อาทิ การฝึกให้เด็กสามารถใช้ห้องน้าห้องส้วมอย่างถูกวิธี การฝึกหัดให้เด็กใช้อุปกรณ์
เครื่องใช้ในการรับประทานอาหารได้อย่างถูกต้อง และสามารถรับประทานอาหารได้ด้วยตนเอง
การฝึกเด็กให้สามารถทาความสะอาดร่างกายได้ด้วยตนเอง เช่น การล้างมือ การอาบน้า การฝึกเด็ก
ให้สามารถแตง่ ตวั ได้ด้วยตนเอง การผกู เชือกรองเท้า การติดกระดมุ การสวมเส้อื ผา้ เปน็ ต้น
2) จัดกิจกรรมประจาวันที่ส่งเสริมการใช้กล้ามเน้ือในส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะ
ความสามารถในการใช้กล้ามเน้ือมัดเล็กและการประสานสัมพันธท์ ี่ดีระหว่างมือและตา เน่ืองจากการ
ช่วยเหลือตนเองของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร การใช้ช้อน ส้อม การติดกระดุม ผูกเชือก
รองเทา้ การหยิบจบั อปุ กรณต์ ่าง ๆ เดก็ จะตอ้ งใชก้ ล้ามเน้ือมือได้อย่างม่นั คง ดังนั้นครคู วรจดั กจิ กรรม
ที่ส่งเสริมกล้ามเนอ้ื เลก็ ด้วยการจดั กิจกรรม เช่น การป้ันดินเหนยี ว ปั้นดินน้ามัน การเล่นน้าเล่นทราย
การฉีก ตดั กระดาษ การร้อยดอกไม้ ฯลฯ
3) จัดกิจกรรมให้เด็กทาเป็นรายบุคคล การส่งเสริมให้เด็กสามารถพ่ึงพาตนเอง
ด้วยการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้เด็กทาเป็นรายบุคคล เพื่อให้เด็กรู้จักช่วยเหลือตนเองได้ เช่น การจัด
กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ต่าง ๆ อาทิ การร้อยลูกปัด การเขียนภาพระบายสี การประดิษฐ์จากเศษวัสดุ
การทดลองด้วยสีต่าง ๆ การปั้นเป็นรายบุคคล งานประติมากรรมต่าง ๆ เนื่องจากเด็กจะสนใจ
กจิ กรรมต่าง ๆ แตกตา่ งกนั และเม่อื เดก็ ได้ทากจิ กรรมคนเดียวอาจเกิดปัญหาต่าง ๆ ได้ ดังนั้น การเล่น
หรือทากิจกรรมรายบุคคลจะช่วยให้เด็กสามารถแก้ปัญหาในขั้นเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการ
พึง่ พาตนเองของเด็กอีกทางหน่งึ ดว้ ย
166
4) จัดกิจกรรมใหเ้ ด็กทาเป็นกลุ่ม กจิ กรรมกลุ่มมลี ักษณะของการทาส่ิงใดส่ิงหนึ่ง
ที่มีจุดมุ่งหมายร่วมกัน ต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ตา่ งรว่ มกัน และอาจเกิดปัญหาความขัดแยง้ ทั้งการทางาน
หรือเล่นเป็นกลุ่ม จากกิจกรรมดังกล่าวน้ีทาให้เด็กต้องมีการแก้ปัญหาในการเล่นหรือการทางานแบบกลุ่ม
ความสามารถในการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยท่ีเด็กภายในกลุ่มร่วมกันแกโ้ ดยที่ครู หรือผู้ใหญ่ไม่ไปกากับ
หรอื ชี้แนะ เป็นการส่งเสรมิ ใหเ้ ด็กสามารถพ่งึ พาตนเองในการแก้ปัญหาต่าง ๆ
ดงั น้ันโรงเรียนจึงได้ยึดรูปแบบการบรหิ ารเพ่ือพัฒนาภาพชีวติ ของนักเรียนที่มีความบกพร่อง
ทางสติปัญญาด้วย เพราะโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ เป็นโรงเรียนการศึกษาพิเศษเฉพาะ
ความพิการ ท่ีจัดการเรียนการสอนให้กับนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา ท่ีมีนักเรียนอาศัย
อยปู่ ระจาตลอด 24 ชัว่ โมง การดแู ลนักเรียนให้มคี ุณภาพชวี ิตท่ดี ีในด้านต่าง ๆ จึงเป็นภารกิจที่สาคัญ
ของโรงเรียนที่จะต้องดาเนินการให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ด้วยการพัฒนารูปแบบการบริหาร
จัดการที่ต้องอาศัยภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร การบริหารนโยบายและแผนพัฒนาโรงเรียน
การบริหารทรัพยากรท่ีเก่ียวกับด้านวิชาการ ด้านงานบุคคล ด้านงบประมาณ ด้านวัสดุอุปกรณ์ และ
ด้านการบริหารจัดการ ที่อาศัยหลักการบริหารโดยยึดโรงเรียนเป็นฐาน (SBM) การพัฒนาหลักสูตร
และการออกแบบการเรียนการสอนที่มีความสอดคล้องเหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละคน โดยยึดนักเรียน
เป็นสาคัญ มีการพัฒนาครูการศึกษาพิเศษให้เป็นครูมืออาชีพ เพ่ือพัฒนาสมรรถภาพในด้านต่าง ๆ
ใหก้ บั นกั เรยี นอยา่ งมคี ุณภาพ อันไดแ้ ก่
1. การพฒั นาสุขภาพทางกายและจติ ใจ เพ่อื ให้ผเู้ รียนแตล่ ะคนให้ไดร้ ับการฟน้ื ฟูท้ังด้าน
ร่างกาย ดา้ นจติ ใจและอารมณ์ และด้านสงั คม โดยยึดหลกั ของความปกติ (Principle of Normalization)
2. การพัฒนาทางการศึกษา ให้นักเรียนได้รับการจดั การศึกษาท่ีมีมาตรฐานตามหลักสูตร
ทั้งกระบวนการจัดการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล การนิเทศการศึกษา ที่เป็นระบบและมี
ประสิทธิภาพ จัดประสบการณ์เก่ียวกับชีวิตประจาวัน โดยการจัดการเรียนการสอนท่ีมุ่งพัฒนาทักษะ
การดารงชีวิตและการประกอบอาชีพ ที่เป็นไปอย่างปกติในชวี ติ ประจาวัน มุง่ ทจ่ี ะนานักเรียนทากจิ กรรม
ในสังคมปกติให้มากที่สุด เน้นให้นักเรียนสามารถพ่ึงพาช่วยเหลือตนเองได้ ไม่เป็นภาระแก่พ่อแม่
ผู้ปกครอง บุคคลอื่น หรือสังคมการพัฒนาสภาพแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้ให้มีความเหมาะสมและเอ้ือต่อ
การพฒั นาการเรยี นรู้และพฒั นาทกั ษะในดา้ นตา่ ง ๆ ของนกั เรยี น ทั้งแหล่งเรียนรู้ภายในและภายนอก
นาพานักเรียนเข้าศึกษาเรียนรู้เพ่ือให้เกิดทักษะ ความรู้และประสบการณ์ อย่างสม่าเสมอ รวมทั้งการจัด
กจิ กรรมในโรงเรียนให้เหมอื นกับกจิ กรรมท่นี ักเรยี นในโรงเรียนปกติ เชน่ วนั เด็ก วนั ขึ้นปีใหม่ วันสาคัญ
ทางศาสนา การพักผ่อน หรือการใช้เวลาว่าง กิจกรรมกีฬาสี กิจกรรมวันแม่ เป็นต้น การจัดหาทุน
การศึกษาให้กับนักเรียนที่ขาดแคลนด้านทุนทรัพย์ ครอบครัวยากจน การจัดรถยนต์ของโรงเรียนรับ - ส่ง
ระหว่างบ้านกับโรงเรียนเพื่อลดภาระของผู้ปกครองที่มีภูมลิ าเนาอย่หู ่างไกลโรงเรียน เดนิ ทางมาโรงเรียน
ดว้ ยความลาบาก
167
3. การพัฒนาทักษะอาชีพ ให้กับผู้เรียนตามความถนัดและความสนใจและเหมาะสมกับ
สภาพความพิการ ด้วยการคัดกรองอาชีพที่เหมาะสมร่วมกันระหว่างครู นักเรียน และผู้ปกครอง
แล้วเรียนรู้งานอาชีพท่ีเลือกด้วยการทดลองฝึกปฏิบัติเรียนรู้ตามหลักสูตร และออกฝึกประสบการณ์
ในสถานประกอบการใกล้โรงเรียน เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยในการปรับตัวในการพึ่งพาตนเองกับ
สถานการณ์จริง จัดการเรียนการสอนที่พัฒนาทักษะต่าง ๆ ได้แก่ การตัดสินใจด้วยตนเอง (Self -
Determination) ประกอบด้วย การกระทาด้วยตนเอง การกากับตนเอง แสดงออกด้วยท่าทางท่ีมี
ความเข้าใจในสถานการณ์ การตระหนักรู้ในตนเอง การวางตนท่ีเหมาะสมเม่ืออยู่ร่วมกับเพ่ือนร่วมงาน
การเป็นลกู จา้ งท่ีดี เปน็ ตน้
9. งานวจิ ยั ที่เกยี่ วขอ้ ง
ผวู้ ิจัยได้ศึกษาผลงานวจิ ัยในประเทศและของต่างประเทศหลายฉบบั ท่เี กี่ยวกับการพฒั นา
คุณภาพชีวิตของผู้พิการทางสติปัญญา ในแง่ของการบริหารจัดการในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ผู้พิการทาง
สติปญั ญาไดม้ ีคณุ ภาพชวี ิตท่ีดขี น้ึ พงึ่ พาตนเองได้และอยู่ในสังคมได้โดยไมเ่ ปน็ ภาระแก่ใคร ดังรายงาน
ต่อไปน้ี
9.1 งานวจิ ยั ในประเทศ
เชษินีร์ แสวงสขุ (2560) ไดศ้ กึ ษาภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บรหิ ารสถานศึกษา
ศึกษาความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครู ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลง
ของผู้บริหารสถานศึกษากับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครู และสร้างสมการพยากรณ์ภาวะผู้นา
การเปลยี่ นแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาท่ีสง่ ผลต่อความพึงพอใจในการปฏบิ ัติงานของครู ผลการวิจัย
พบว่า 1) ภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ความพึงพอใจ
ในการปฏิบัติงานของครูอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา
มคี วามสัมพันธ์ทางบวกกับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครใู นระดบั สงู อย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ
ที่ระดับ .01 4) ภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อความพึงพอใจในการ
ปฏิบัติงานของครู อย่างมีนัยสาคัญท่ี .01 และสามารถสร้างสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ คือ
̂ = .81 + .82 และสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน คอื ̂ = .82
ยุวดี สอนแก้ว (2558) ศึกษาวิจัยภาวะผ้นู าการเปลีย่ นแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา
ท่ีส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับ
ภาวะผ้นู าการเปลี่ยนแปลงของผู้บรหิ ารสถานศึกษาและคุณภาพผู้เรยี นตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
2) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับคุณภาพผู้เรียน
ตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 3) สมการพยากรณ์แสดงภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของ
ผ้บู รหิ ารสถานศึกษา ท่สี ง่ ผลตอ่ คุณภาพผู้เรียนตามมาตรฐานการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน จากกลุ่มตัวอย่างท่ีเป็น
ผู้บริหารสถานศกึ ษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษามัธยมศึกษา เขต 17 ประจาปีการศึกษา 2556
จานวน 39 โรงเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด
สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 17 โดยรวมอยู่ในระดับสูง 2) คุณภาพผู้เรียนตามมาตรฐาน
การศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับดีมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นา
การเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับคุณภาพผู้เรียนตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน
168
โดยรวมอยู่ในระดับสูง 4) การพยากรณ์ระหว่างภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา
กับคุณภาพผู้เรียนตามมาตรฐานการศึกษาข้ันพื้นฐาน มีความถดถอยไปในทิศทางเดียวกัน ได้สมการ
พยากรณ์ Y = 0.163 + 0.968 เม่ือ X คือ ค่าคะแนนของภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บริหาร
สถานศึกษา Y คอื คณุ ภาพผู้เรียนตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ธุมากร เจดีย์คา (2559) ได้ทาการวิจัยศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นาการ
เปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลในการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัด
สานักงานเขตพืน้ ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาจนั ทบรุ ี ผลการวจิ ัยพบว่า 1) ภาวะผู้นาการเปลย่ี นแปลงของ
ผูบ้ รหิ ารสถานศึกษา สังกัดสานกั งานเขตพนื้ ที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี โดยรวมและเปน็ รายด้านอยู่
ในระดบั ดีมาก 2) ประสทิ ธผิ ลในการบริหารสถานศึกษาข้ันพ้นื ฐาน สงั กดั สานกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษา
ประถมศึกษาจันทบุรี โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นาการ
เปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาและประสิทธิผลในการบริหารสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน สังกัด
สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี โดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสงู อย่างมี
นยั สาคัญทางสถิติที่ระดับ .01
อวยชัย ศรีตระกูล (2555) ได้ศึกษาวิจัย เรื่อง การพัฒนารูปแบบการบรหิ ารระบบ
การดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา โดยมี
วัตถปุ ระสงคเ์ พื่อ 1) ศึกษาสภาพและแนวทางการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา
2) เพื่อสร้างรูปแบบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา และ 3) เพื่อประเมิน
รูปแบบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา สงั กดั สานักงานเขตพ้นื ที่การศึกษา
ประถมศึกษา โดยมีขั้นตอนในการดาเนินการวิจัย 3 ข้ันตอน คือ 1) ศกึ ษาสภาพและแนวทางการบริหาร
ระบบการดูแลชว่ ยเหลือนักเรยี นในสถานศึกษาเป็นการศึกษาสังเคราะห์จากเอกสาร งานวจิ ยั ทเี่ กี่ยวข้อง
ศึกษากระบวนการบริหารในสถานศกึ ษาที่มผี ลการปฏิบัติที่เป็นเลิศ 2) การสร้างรูปแบบการบริหาร
ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา 3) ประเมินความเป็นไปได้และความมีประโยชน์ของ
รูปแบบการบริหารระบบการดแู ลชว่ ยเหลือนักเรียนในสถานศกึ ษา
ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนกั เรียนในสถานศึกษา
ทส่ี รา้ งขึ้น ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลกั การและแนวคิกในการบรหิ าร 2) ปัจจัยทสี่ ง่ ผลต่อ
การบริหาร ประกอบด้วย การกาหนดและการส่งต่อนโยบาย และการขับเคล่ือนนโยบายโดยบุคลากร
หลักของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน และ 3) กระบวนการบริหาร ประกอบด้วย การวางแผน
การจัดโครงสร้างองค์กร การนาองค์กร การปฏิบัติการ การตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผล
การปรับปรุงพฒั นา และการประสานงาน ผลการประเมนิ รปู แบบมีความเป็นไปได้ในการนาไปปฏิบัติ
อยใู่ นระดับมาก และมีประโยชนอ์ ยใู่ นระดับมากทสี่ ดุ
ปุญชรัศม์ิ พันธุวัฒน์ (2560) ได้ศึกษาวิจัยเร่ืองการพัฒนารูปแบบการบริหารจดั การ
งานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ด้านการคัดกรองนักเรียนของโรงเรียนพร้าววิทยาคม จังหวัดเชียงใหม่
โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพ่อื ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาระบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลชว่ ยเหลือ
นักเรียน ด้านการคัดกรองนักเรียนของโรงเรียนพร้าววิทยาคม จังหวัดเชียงใหม่ 2) เพื่อสร้างรูปแบบ
การบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ด้านการคัดกรองนักเรียนของโรงเรียนพร้าววิทยาคม
จังหวัดเชียงใหม่ 3) เพื่อใช้รูปแบบและศึกษาสภาพปัญหาการใช้รูปแบบการบริหารจัดการระบบดแู ล
169
ช่วยเหลือนักเรียน ด้านการคัดกรองนักเรียนของโรงเรียนพร้าววิทยาคม จังหวัดเชียงใหม่ และ 4)
เพ่ือศึกษาความพึงพอใจในรูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ด้านการคัดกรอง
นักเรียนของโรงเรียนพร้าววิทยาคม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีขั้นตอนในการดาเนินการ 4 ขั้นตอน
ประกอบด้วย การศึกษาสภาพปัญหาของงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน การสร้างรูปแบบ การใช้
รปู แบบ และการประเมินการใชร้ ูปแบบ
ผลการวิจัย ดังน้ี 1. การศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาระบบการบริหารจัดการงาน
ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ด้านการคัดกรองนักเรียนของโรงเรียนพร้าววิทยาคม จังหวัดเชียงใหม่
พบว่าเกิดจากเครื่องมือที่ใช้ในกระบวนการคัดกรองนักเรียน ได้แก่ แบบคัดกรองนักเรียนและการใช้
โปรแกรม Scan Tool3 ในการประมวลผลเพือ่ จาแนกนักเรียนออกเป็น กลมุ่ ปกติ กลุ่มเสีย่ ง และกลุ่ม
มปี ญั หา 2. การสร้างรูปแบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ด้านการคัดกรองนักเรียน
ของโรงเรียนพร้าววิทยาคม จังหวดั เชยี งใหม่ ไดร้ ปู แบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบคือ 1) การวางแผนสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพและปัญหารูปแบบ
การบริหารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ด้านการคัดกรองนักเรียน 2) การดาเนินการตาม
แผนปฏิบัติงานซึ่งประกอบด้วยการสร้างนวัตกรรม เพื่อใช้ในการพัฒนารูปแบบจานวน 3 นวัตกรรม
ไดแ้ ก่ เกณฑ์ในการคดั กรอง แบบคดั กรอง และโปรแกรมพรา้ วคัดกรอง 3) การตรวจสอบคณุ ภาพของ
รปู แบบการบรหิ ารจัดการงานระบบดูแลช่วยเหลอื นักเรียน ด้านการคดั กรองนักเรียน 4) การปรับปรุง
แก้ไขเพื่อให้รปู แบบมีประสิทธิภาพ 3. การใช้รปู แบบและศึกษาสภาพปญั หาการใชร้ ปู แบบการบริหาร
จัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ดา้ นการคัดกรองนักเรียนของโรงเรียนพร้าววิทยาคม จังหวดั เชยี งใหม่
1) การทดลองใชร้ ูปแบบโดยครหู วั หน้าระดับพบว่า รปู แบบมีความเปน็ ระบบ เหมาะสมกบั บริบทของ
โรงเรียน มีความชัดเจน ตรงกับความต้องการ กระชับเวลา เอ้ือต่อการทางานของครู แต่คู่มือการใช้
ไม่เอ้อื ต่อผู้สูงวัย 2) การใช้รปู แบบโดยครู ทปี่ รึกษาพบว่า มีความพึงพอใจต่อการใช้งานโปรแกรมพร้าว
คัดกรองโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีความพึงพอใจต่อการใช้คู่มือโปรแกรมพร้าวคัดกรองโดยรวม
อยู่ในระดับมากที่สุด และมีความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 4. การศึกษา
ความพึงพอใจในรปู แบบการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรยี น ด้านการคดั กรองนกั เรยี นของ
โรงเรียนพร้าววทิ ยาคม จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าครูกลุ่มบริหารงานกิจการนกั เรียน มีความพึงพอใจต่อ
รปู แบบการบริหารจัดการงานระบบดูแลชว่ ยเหลือนักเรียนด้านการคัดกรองนักเรียน โดยรวมอยู่ในระดับ
มากทส่ี ดุ
ฐิติวัจน์ พัฒน์เจริญ (2558) ได้วิจัย เรื่อง รูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามหลัก
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของทหารกองประจาการ สังกัดกองทัพบก เป็นงานวิจัยเชิงแบบผสานวิธี
(Mixed Methodology) มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพ่ือศึกษาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง ของทหารกองประจาการ สังกัดกองทัพบก 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตาม
หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของทหารกองประจาการ สังกัดกองทัพบก 3) เพื่อประเมินรูปแบบ
การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของทหารกองประจาการ สังกัด
กองทพั บก
170
ผลการวิจัยพบว่า 1. คุณภาพชีวิตของทหารกองประจาการ สังกัดกองทัพบก
เมื่อพิจารณาตามองค์ประกอบของคุณภาพชีวิตเพื่อการกาหนดรูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของทหารกองประจาการ สังกัดกองทัพบก ประกอบด้วย
1) ด้านการศึกษา 2) ด้านสุขภาพ 3) ด้านการมีงานทา และ 4) ด้านคุณธรรมและจริยธรรม 2. การพัฒนา
รูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของทหารกองประจาการ
สังกัดกองทัพบก เป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการ ประกอบด้วยข้ันตอนต่อไปนี้ 1) การปฐมนิเทศ 2) วิธีการ
ดาเนินการฝึกอบรม 2.1 การบรรยาย 2.2 การฝึกปฏิบัติและ 3) การประเมินผล 3. ผลการประเมิน
รูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของทหารกองประจาการ
สังกัดกองทัพบก ในภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ใน ระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า
ด้านการศึกษา มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ด้านสุขภาพ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากท่ีสุด
ด้านการมีงานทา ทหารกองประจาการ สังกัดกองทัพบก ได้มีงานทา ร้อยละ 97 ด้านคุณธรรม และ
จริยธรรม ทหารกองประจาการ สงั กดั กองทัพบก มีเจตคติตอ่ การพฒั นาคณุ ภาพชวี ิตตามหลักปรัชญา
ของเศรษฐกจิ พอเพียง อยใู่ นระดบั มาก
สิงหา จันทริย์วงษ์ (2553) ได้ศกึ ษาเรือ่ งรูปแบบการพัฒนาคณุ ภาพชีวิตผู้สูงอายใุ นชนบท
ของราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรกัมพูชาโดยใช้ครอบครัวเป็นศูนย์กลาง มีวัตถุประสงค์
เพื่อศึกษาสภาพและวิเคราะห์องค์ประกอบคุณภาพชวี ิตผู้สงู อายุในราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักร
กัมพูชา เพ่ือเปรียบเทียบองค์ประกอบคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในราชอาณาจักรไทย และราชอาณาจักร
กัมพูชา และเพ่ือสร้างรูปแบบจาลองการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชนบทโดยใช้ครอบครัวเป็น
ศูนย์กลาง โดยใช้กรณีศึกษาซ่ึงเป็นผู้สูงอายุ ท่ีมีอยู่ระหว่าง 60 - 79 ปี ผู้ดูแลใกล้ชิดผู้สูงอายุ และ
ผู้นาชุมชน ท่ีอาศัยอยู่ในพ้ืนท่ีราชอาณาจักรไทย และพ้ืนที่ราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งเป็นการวิจัยเชิง
คุณภาพ โดยใช้เทคนิคชาติพันธุ์วรรณา เทคนิคเดลฟาย และสอบทานด้วยเทคนิคประชาพิจารณ์
เคร่ืองท่ีใช้ในการวิจยั คอื แบบสังเกต แบบสมั ภาษณ์ แบบสอบถาม และประเด็นการสนทนากลุ่ม
ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพองคป์ ระกอบคณุ ภาพชวี ิตผสู้ ูงอายุในชนบทของราชอาณาจักร
ไทยและราชอาณาจักรกัมพูชา มี 2 ประการ คือ 1) เป็นองค์ประกอบคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุภายนอก
ด้านเศรษฐกิจและบทบาทหญิงชาย ความเช่ือและสังคมวัฒนธรรมประเพณี การศึกษาในฐานะสังคม
ประกิตและภูมิปัญญา ส่ิงแวดล้อม และสวัสดิการคุ้มครอง 2) เป็นองค์ประกอบคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ
ภายในด้านสุขภาพกายอันเน่ืองมาจากความเส่ือมของร่างกาย สุขภาพจิต และพฤติกรรมการปฏิบัติ
ทัง้ ในด้านดแี ละไม่ดี ซ่ึงผู้สูงอายทุ ี่มีครอบครวั คอยชว่ ยเหลือดูแลย่อมมโี อกาสดีกว่าผ้สู ูงอายุที่อยู่ลาพัง
และยากไร้ 2. การเปรยี บเทียบคุณภาพชวี ิตผูส้ ูงอายุในชนบทของราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักร
กัมพูชา พบวา่ มคี ณุ ภาพชวี ิตดีมีความคล้ายคลงึ กันอยา่ งชัดเจนทั้งสององค์ประกอบ คือ องค์ประกอบ
ภายนอกด้านความเช่ือและสังคมประเพณี การศึกษาในฐานะสังคมประกิตและภูมิปัญญา องค์ประกอบ
ภายใน คือ สุขภาพกายและสุขภาพจิต ส่วนความแตกต่างกันอย่างชดั เจน คือ องค์ประกอบภายนอก
ด้านเศรษฐกิจและบทบาทชายหญิง สิ่งแวดล้อม สวัสดิการคุ้มครอง และพฤติกรรมการปฏิบัติ
3. การสร้างรูปแบบจาลองการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชนบทโดยใช้ครอบครัวเป็นศูนย์กลาง
ได้รูปแบบจาลองที่ประกอบด้วย พันธกิจ ประเด็นยุทธศาสตร์ เป้าประสงค์ และแผนงานโครงการ
สาหรับพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชนบท 5 ประการ คือ การเตรียมความพร้อมผู้สูงอายุ การส่งเสริม
171
กิจกรรมผู้สูงอายุและครอบครัวอย่างหลากหลาย การส่งเสริมสวัสดิการคุ้มครองผู้สูงอายุและครอบครัว
อย่างเหมาะสม การส่งเสริมการบริหารจัดการและการพัฒนาบุคลากรด้านผู้สูงอายุและครอบครัว
และการสง่ เสรมิ การพฒั นาองค์ความรู้ และรูปแบบจาลองดงั กล่าวไดร้ ับการยอมรบั และความพึงพอใจ
จากกล่มุ ผสู้ ูงอายุ ผูด้ ูแลใกล้ชิด ผูน้ าชมุ ชน ท้ังชาวไทยและกัมพชู า อยใู่ นระดับมาก (X = 4.18, 4.38)
สุจินต์ สว่างศรี (2557) ศึกษาวิจัยการพัฒนารูปแบบการการศึกษาสาหรบั บุคคลท่ีมี
ความบกพร่องทางสติปัญญาในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาสภาพการจัดการศึกษา
สาหรบั บคุ คลทม่ี ีความบกพร่องทางสติปัญญาในประเทศไทย และ 2) พัฒนารูปแบบการจดั การศึกษา
สาหรับบคุ คลทม่ี คี วามบกพรอ่ งทางสติปญั ญาทมี่ ีประสทิ ธผิ ลในประเทศไทย
ผลการวิจัยพบว่า การวิเคราะห์สภาพปัจจุบันในการจัดการศึกษาสาหรับบุคคลท่ีมี
ความบกพร่องทางสติปัญญาในประเทศไทย จากการวิเคราะห์สภาพแวดลอ้ ม (SWOT) ประกอบด้วย
สภาพแวดล้อมภายใน มีข้อจากัดด้านโครงสร้างและนโยบายด้านการให้บริการ และคุณลักษณะของ
ผู้เรียน ด้านบุคลากร ด้านการเงิน ด้านวัสดุ อุปกรณ์ ด้านการบริหารจัดการ และสภาพแวดล้อมภายนอก
ได้แก่ อุปสรรคด้านสังคมและวัฒนธรรมด้านเทคโนโลยี ด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมืองและกฎหมาย
ของสถานศึกษาทั้ง 3 รูปแบบ คอื ศูนยก์ ารศึกษาพิเศษ โรงเรียนเฉพาะความพิการ และโรงเรียนเรียนร่วม
ทาให้ไม่สามารถจัดการศึกษาสาหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เกิดประสิทธผิ ล
รูปแบบการจัดการศึกษาสาหรับบุคคลท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาในประเทศไทย
จัดในสถานศึกษา 3 หน่วยงาน ได้แก่ ศูนย์การศึกษาพิเศษ โรงเรียนเฉพาะความพิการ และโรงเรียน
เรียนร่วม องค์ประกอบของสถานศึกษาที่มีประสิทธิผลในการจัดการศึกษาสาหรับบุคคลที่มีความ
บกพร่องทางสติปัญญา มี 8 ด้าน 34 ตัวชี้วัด ได้แก่ 1) ความเป็นมืออาชีพ 7 ตัวชี้วัด 2) การมี
วิสัยทัศน์ร่วม 4 ตัวชี้วัด 3) การคาดหวังต่อความสาเร็จของผู้เรียน 2 ตัวช้ีวัด 4) ด้านการจัดกิจกรรม
พัฒนาศักยภาพผู้เรียน 5 ตัวชี้วัด 5) ด้านการจัดทาแผนการจัดการเรียนการสอน 3 ตัวช้ีวัด 6) ด้าน
การจัดสภาพแวดล้อมท่ีเอื้อต่อการเรียนรู้ 2 ตัวช้ีวัด 7) ด้านการให้บริการทางการศึกษาอย่างมีคุณภาพ
8 ตัวช้วี ดั และ 8) ดา้ นการเป็นองค์กรแหง่ การเรียนรู้ 3 ตัวชีว้ ัด
ขัตพันธ์ ชุมนสุ นธ์ิ (2559) ได้ศึกษาวิจัยการพฒั นารูปแบบการเสริมสร้างความสามารถ
ในการจัดการตนเองของคนพิการเพื่อการพ่ึงพาตนเองอย่างยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพ่ือศึกษา
ทฤษฎี แนวคิด และข้อมูลท่ีเก่ียวข้องกับการเสริมสร้างความสามารถในการจัดการตนเองของคนพิการ
เพือ่ การพ่งึ พาตนเองอย่างยั่งยืน และ 2) เพอื่ พัฒนารปู แบบการเสริมสร้างความสามารถในการจัดการ
ตนเองของคนพิการเพื่อการพ่ึงพาตนเองอย่างย่ังยืนท่ีเหมาะสม กลุ่มผู้ให้ข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม
คือ 1) คนพิการต้นแบบในการจัดการตนเองเพ่ือการพึ่งพาตนเองอย่างย่ังยืน 2) ผู้เชี่ยวชาญด้านคนพิการ
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง และแบบสอบถามความคิดเห็น
การวิเคราะห์ขอ้ มลู ใชส้ ถติ บิ รรยาย ค่ามธั ยฐาน คา่ พิสยั ระหวา่ งควอไทล์ และค่าเฉลย่ี
ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการเสริมสร้างความสามารถในการจัดการตนเองของคนพิการ
เพ่ือการพึ่งพาตนเองอย่างย่ังยืน มีองค์ประกอบ 5 ด้าน คือ 1) การประกอบอาชีพ 2) การเรียนรู้
3) เทคโนโลยสี ง่ิ อานวยความสะดวก 4) การดแู ลตนเอง 5) การตระหนกั ในตนเอง และมกี ระบวนการ
5 ข้นั ตอน คือ 1) การเตรียมความพร้อม 2) การสร้างการเรียนรู้ 3) การเสรมิ พลงั 4) การตดิ ตามและ
ประเมนิ ผล 5) การรวมกลุม่
172
9.2 งานวจิ ยั ตา่ งประเทศ
ฟอลเล็ตท์ (Follett. 1995: 21) ทาการศึกษาเกี่ยวกับการบริหารแบบมีส่วนร่วม
ซึ่งองค์กร ควรมีการปฏิบัติงานเป็นแบบมีอานาจร่วมกัน (Power with) มากกว่าการมีอานาจเหนือกว่า
(Power Over) ดังนั้นควรมีการพัฒนาการทางานแบบมีส่วนร่วม ระหว่างนักบรหิ ารกับผู้ปฏิบัติงาน
มากกว่าจะเป็นแบบสายการบังคับบัญชา และควรแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยวิธีการเชิงบูรณาการ
(Integration) คือ วิธีการทาให้เป็นที่พึงพอใจของท้ังสองฝา่ ย ระหว่างผู้บริหารและผู้ปฏิบัตงิ าน ซ่ึงเป็น
วิธีการดาเนินงานขององค์กรท่ีมีประสิทธิภาพสูง การบริหารแบบมีส่วนร่วมจัดว่าเป็นแนวความคิด
ทางการบริหารที่ยอมรับในยุคปัจจุบันว่า เป็นแนวคิดทางการบริหารที่เหมาะสมกับยุคสมัยใหม่
สอดคล้องกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะคานึงถึงความสาคัญของผู้ร่วมงานทุกระดับ
โดยทฤษฎี การบริหารแบบมีส่วนร่วมนี้มาจากแนวคิดพ้ืนฐานทางการบริหารเชิงมนุษยสัมพันธ์ และ
การบรหิ ารเชิงพฤติกรรมศาสตร์
สไตร์บลิง (Stribling: 1993) ได้ทาวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกสาขาการบริหาร
การศึกษาของมหาวิทยาลัยเท็กซสั (Texas A&M University) เมอื่ ปี 1993 เร่ือง “การริเร่มิ เพื่อการบริหาร
แบบใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School-Based Management) ในโรงเรียนประถมศึกษาที่ต้ังข้ึนใหม่ของ
รัฐเท็กซัส: กระบวนการและผลผลิต” เน่ืองจากในการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (SBM) มีความ
เช่ือว่าโรงเรียนแต่ละแห่งมีความต้องการของบุคคลที่เป็นลักษณะเฉพาะของตนเอง และการที่จะระบุ
ความตอ้ งการเหล่าน้นั ได้ก็โดยการได้รับทราบความต้องการของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับโรงเรยี น ซง่ึ ได้แก่
กลมุ่ ผู้ปกครอง ครูและนักเรยี น ในการบริหารแบบใชโ้ รงเรยี นเป็นฐาน
คาโฮ มอค (Ka-ho Mok, 2003: บทคัดย่อ) ได้ศึกษา เรื่อง รูปแบบการกระจายอานาจ
เพื่อความเป็นเลิศสาหรับสถานศึกษาในประเทศสิงคโปร์ “Decentralization and Marketization
of Education in Singapore: A case study of the school excellence model” โดยมีวัตถุประสงค์
การวิจัยเพื่อตรวจสอบ และศึกษาถึงปรัชญาและหลักการของรูปแบบความเป็นเลิศของสถานศึกษา
ในประเทศสิงคโปร์เน่ืองจากรัฐบาลสิงคโปร์เปิดโอกาสให้สถานศึกษาได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง
อย่างเต็มที่โดยการนาเสนอนโยบายการกระจายอานาจ เพราะหวังว่าสถานศึกษาในแต่ละโรงมี
ความสามารถและยืดหยุ่นท่ีจะพัฒนาจุดแข็งของตนเอง และเหมาะกับสภาพของแต่ละสถานศึกษา
เป็นอย่างดีแนวทางหน่งึ ท่รี ัฐบาลจะช่วยสนับสนุนให้การศึกษามีคุณภาพคือการนาเสนอรูปแบบความ
เป็นเลิศสาหรับสถานศึกษา (School Excellence Model: SEM) เพ่ือให้สถานศึกษาใช้เป็นแนวทาง
ในการปรับปรุงและประเมินตนเอง SEM ประกอบด้วยสองกลุ่มใหญ่ด้วยกัน คือ กลุ่มสนับสนุน และ
กลุม่ ผลลัพธ์ โดยท่ีกล่มุ สนบั สนุนเปน็ กล่มุ ทีใ่ ห้ความสนใจว่าผลลพั ธจ์ ะเกดิ ขึ้นได้อย่างไร ในขณะที่กลุ่ม
ผลลัพธ์เป็นผลที่สถานศึกษาได้รับ กลุ่มสนับสนุน มุ่งว่าผู้นาของสถานศึกษา ใช้ภาวะผู้นาอย่างไรใน
การกาหนดคุณค่า และการมุ่งเน้นการเรียนรู้ของนักเรียนและผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ และความ
รับผิดชอบต่อสังคม รวมไปถงึ การกาหนดแผนกลยทุ ธ์ของแต่ละสถานศึกษาโดยการตรวจสอบทิศทาง
ที่ชัดเจนท่ีมุ่งเน้นผู้มีส่วนเก่ียวข้อง การพัฒนาแผนปฏิบัติการเพ่ือจะสนับสนุนทิศทางนั้นการนาแผน
ไปปฏิบัติและการติดตามผลการดาเนินงานเป็นระยะ นอกจากน้ีทีมงานจะต้องถูกตรวจสอบโดยการ
บริหารบุคลากร เป็นการทบทวนว่าสถานศึกษา มีวิธีการพัฒนาและใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ในการผลักดัน
ใหบ้ คุ ลากรทางานอย่างเต็มศกั ยภาพ เพอ่ื ความเป็นเลิศของสถานศึกษ การทสี่ ถานศกึ ษาใช้ทรัพยากร
173
ทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการสนับสนุนแผนกลยุทธ์
และการปฏิบัติตามกระบวนการต่าง ๆ เพ่ือที่จะนาไปสู่ความสาเร็จของสถานศึกษา กระบวนการมุ่งเน้น
นักเรียน ผลลัพธ์ การปฏิบัติงานและการบริหาร เป็นพื้นท่ีอีกกลุ่มหนึ่งในการตรวจสอบว่าการออกแบบ
ของสถานศึกษา การปฏิบัติ การจัดการและการปรับปรุงกระบวนการหลักในภาพรวมของการจัด
การศึกษาและการทางานส่งผลต่อการขยายความเป็นอยู่ท่ีดีให้กับนักเรียน รวมทั้งประสิทธิภาพ และ
ประสิทธิผลของสถานศึกษา นอกจากนั้นยังรวมไปถึงผลลัพธ์ทางด้านบุคลากร ท่ีแสดงถึงความสัมพันธ์
ในการอบรมและพัฒนา ขวัญและกาลังใจของบุคลากร ผลลัพธ์ทางด้านหุ้นส่วน และสังคม เช่น
ผลสัมฤทธิ์ของสถานศึกษาตรงกับความต้องการของหุ้นส่วนและสังคมส่วนใหญ่ สุดท้ายคือผลการ
ปฏิบัตงิ านหลักของสถานศึกษาจะถูกตรวจสอบโดยการทบทวนวา่ การพฒั นา โดยภาพรวมของนักเรียน
เปน็ อยา่ งไรเกี่ยวกับผลผลติ ทางการศกึ ษา
โบวส์ (Bowles, 1996) ได้ศึกษาคุณภาพชีวิตผู้ใหญ่ที่พิการช่วงล่างจากการบาดเจ็บ
ของไขสันหลังส่วนล่างเปรียบเทียบกับคุณภาพชีวิตของผู้ใหญ่ปกติ เพื่อนาเสนอสู่การออกกฎหมาย
พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการของเมืองนิวเซาท์เวล ประเทศออสเตรเลีย โดยการส่งแบบสอบถาม
ทางไปรษณีย์ พบว่า คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ต่ากว่าค่ามาตรฐานคุณภาพชีวิตของบุคคลทั่วไป
การถูกเลอื กปฏบิ ัติจากสังคมและครอบครวั ความตอ้ งการของคนพิการนั้นต้องการรักษาสัมพันธภาพ
ใหค้ งอยู่ในครอบครัว การให้โอกาสและมีงานทา บทสรปุ ของการวจิ ัยนาไปสู่การออกกฎหมายและจัดทา
แผนพฒั นาคุณภาพชีวิตของประเทศออสเตรเลยี ในการเพ่ิมโอกาสแก่คนพิการ
คาร์แรน และ แพลนท์ (Karan Merle, Plant. 2007) ได้ทาการศึกษาการใช้เวลา
การดูแลเด็กพิการรุนแรงเปรียบเทียบกับเด็กปกติ พบว่า เด็กพิการมีสงิ่ ท่ตี ้องดแู ลมากกว่าเด็กปกติมาก
ทาให้มารดาของเด็กพิการจานวนมากไม่ได้ทางาน เนื่องจากต้องใช้เวลาในการดแู ลเด็กพิการมากกว่า
เด็กปกติ ส่งผลให้รายรับและสวัสดิการในครอบครัวน้อยกว่าครอบครัวท่ีไม่มีเด็กพิการ ไม่มีแนวโน้มที่จะ
ลดลงแม้เด็กจะมีอายุเพ่ิมขึ้น ดงั นน้ั การฟื้นฟูคนพิการนั้นมิได้ส่งผลต่อตัวตนพิการเท่าน้ัน แต่จะชว่ ยเหลือ
ครอบครัวและชุมชน สังคมด้วย การฟ้ืนฟู และการพัฒนาคนพิการจะช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตของ
คนพกิ ารให้มีคุณภาพชีวิตท่ดี ีขึ้นและยังสง่ ผลให้คนพิการเป็นทรัพยากรมนุษย์ท่ีมีคุณค่าสามารถพ่ึงพา
ตนเองและช่วยเหลอื ผู้อื่นได้
มารี (Maree, 2006) ได้ทาการวจิ ัยเชงิ คุณภาพในการกาหนดนโยบายส่งเสริมสุขภาพ
เด็กพิการในโรงเรียน ประเทศนิวซีแลนด์ มีคาถามวิจัย 3 คาถาม คือ 1) สุขภาพดีในความหมายของ
เด็กพกิ ารเป็นอย่างไร 2) ปัจจยั ท่มี ีผลกระทบต่อสุขภาพเด็กพิการ 3) นโยบายของรัฐทเ่ี ปน็ อยจู่ ะสามารถ
สง่ เสรมิ สุขภาพเด็กพิการได้หรือไม่ โดยใชก้ ระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมาย คอื เด็ก ผู้ปกครอง
และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับการทบทวนเอกสารเรื่องการศึกษาประชากรและสังคมของเด็กพิการ พบว่า
ประเทศนิวซีแลนด์ได้มีกลยุทธ์ความเป็นหนึ่งเดียวทางสังคมสาหรับเด็กทุกคน และใช้ทฤษฎีพัฒนาการ
ของมนุษย์ในการกาหนดนโยบายท่ีชดั เจนเก่ียวกับเด็กพิการ พบว่า มีความแตกต่างในการมีสุขภาพดี
ของเด็กพิการเนื่องจากปัจจัยท่ีมีอิทธิพลด้านต่าง ๆ เช่น ประสบการณ์ของเด็ก การคมนาคม การแสวงหา
ทักษะต่าง ๆ สภาพแวดล้อม ข้อเสนอแนะของการวิจัยต่อนโยบายในการพัฒนาต่อ คือ การเน้น
การส่งเสริมให้เกดิ การเรียนรู้ในเด็กพกิ ารมากข้ึน
174
จากการศึกษางานวิจัยที่เก่ียวข้องท้ังในประเทศและต่างประเทศ ทาให้มองเห็นภาพ
คุณภาพชีวิตของคนพิการที่ทกุ คนควรให้ความสาคัญ ร่วมมือกันชว่ ยเหลือ พัฒนาให้ได้รับสิทธิ และ
โอกาสในด้านการดาเนินชีวิตจากครอบครัวและสังคม ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ นอกจากน้ียังทาให้
มองเหน็ ภาพรวมของการบริหารในการพัฒนาหน่วยงานหรือองค์กรให้มีประสิทธภิ าพในการบริหารจัดการ
จากการแสวงหารูปแบบ หรอื วิธกี ารบริหารใหม่ ๆ หรอื กลยุทธ์ใหม่ ๆ เป็นการบริหารการเปล่ียนแปลง
โดยยึดโรงเรียนเป็นฐาน (School Based management: SBM) ท่ีต้องอาศัยภาวะผู้นาของผู้บริหาร
(Leadership) การมสี ว่ นรว่ มของผู้ท่ีมีสว่ นได้เสียทุกฝ่าย (Participation) การใช้หลักการกระจายอานาจ
ร่วมคิดร่วมทา ร่วมวางแผนจนกลายเป็นกลยุทธ์ เมื่อนามารวมกันก็เรียกว่าแผนกลยุทธ์ (Strategic map)
และมีกลไกในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ เช่น บุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ เทคโนโลยีสารสนเทศ
เปน็ ต้น เพอ่ื นาพาแผนกลยุทธ์สู่การปฏิบัติให้บรรลุตามเป้าหมาย คือ การพฒั นาคุณภาพชีวิตนักเรียน
ตอ่ ไป
175
บทท่ี 3
วิธีดำเนินกำรวิจยั
ในการวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนที่มี
ความบกพร่องทางสติปญั ญา โรงเรยี นแพร่ปญั ญานุกลู จงั หวดั แพร่ ในครั้งน้ี ผ้วู ิจัยใชว้ ิธีการวจิ ัยผสานวิธี
(Mixed Methodology) ประกอบดว้ ยวธิ กี ารวิจัยเชิงปรมิ าณ (Quantitative Research) และวิธีการ
วิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ซึ่งจะช่วยให้ได้ข้อมูลท่ีสะท้อนข้อเท็จจริงได้ครอบคลุม
มากกวา่ การใช้วธิ ีเดยี ว โดยมีวัตถุประสงค์ในการวจิ ัย ดงั น้ี
1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของการบริหารเพ่ือพัฒนาคุณภาพชวี ิตนักเรียนที่มีความบกพร่อง
ทางสตปิ ัญญาของ โรงเรยี นแพร่ปญั ญานุกูล จงั หวดั แพร่
2. เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนที่มีความบกพร่อง
ทางสตปิ ญั ญาของ โรงเรยี นแพร่ปญั ญานุกูล จังหวัดแพร่
ในการดาเนินการวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนา คุณภาพชีวิตของ
นักเรียนทม่ี ีความบกพร่องทางสติปัญญาของโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จงั หวดั แพร่ ผู้วิจยั ไดด้ าเนนิ การ
5 ขั้นตอน ดังน้ี
ขั้นตอนท่ี 1 ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาของการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของ
นักเรียนทมี่ คี วามบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนแพร่ปัญญานกุ ูล จังหวดั แพร่
ข้ันตอนที่ 2 สร้างและพัฒนารูปแบบการบริหารเพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนที่มี
ความบกพรอ่ งทางสตปิ ัญญา โรงเรียนแพรป่ ญั ญานุกลู จงั หวดั แพร่
ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบรูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนกั เรียนที่มีความ
บกพรอ่ งทางสติปญั ญาโดยใช้การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussions)
ข้ันตอนที่ 4 ทดลองใช้และปรับปรุงรูปแบบการบริหารเพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียน
ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาโรงเรียนแพรป่ ัญญานุกลู จังหวดั แพร่
ข้ันตอนท่ี 5 ติดตามผลการใช้และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนท่ีมีความบกพร่อง
ทางสตปิ ญั ญา โรงเรียนแพร่ปัญญานกุ ลู จงั หวัดแพร่
176
ขน้ั ตอนกำรวจิ ัย กระบวนกำรดำเนินกำรวิจยั ผลท่ไี ดร้ บั
ข้นั ตอนที่ 1 ศกึ ษาสภาพ สัมภาษณ์/สอบถามความคิดเห็นท่ีมีต่อสภาพ สภาพปัจจบุ ันของการบริหาร
ปัจจุบนั ของการบริหาร ปจั จุบันของการบริหารเพ่อื พัฒนาคุณภาพชีวติ งานในด้านตา่ ง ๆ ท่ีมีต่อการ
เพอื่ พัฒนาคณุ ภาพชวี ิต ของนกั เรยี นทีม่ ีความบกพรอ่ งทางสติปญั ญา พฒั นาคุณภาพชีวิตของนกั เรียน
ของนักเรียนทีม่ ีความบกพรอ่ ง ในปัจจุบันจากครจู านวน 52 คน ผู้ปกครอง ทมี่ คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญา
ทางสติปญั ญา โรงเรยี นแพร่ จานวน 155 คน คณะกรรมการสถานศกึ ษา โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล
ปญั ญานุกูล จังหวัดแพร่ จานวน 13 คน จงั หวัดแพร่
ขั้นตอนท่ี 2 สร้างและพัฒนา สมั ภาษณ์ผู้เชีย่ วชาญ จานวน 9 คน โดยใช้แบบ ร่างรูปแบบการบริหารเพ่ือ
รปู แบบการบรหิ ารเพือ่ พัฒนา สัมภาษณ์ เพื่อนาขอ้ มลู จากการสัมภาษณ์มาใช้ พฒั นาคุณภาพชีวติ ของ
คุณภาพชีวิตของนักเรียนที่มี เป็นเครือ่ งมือในการพัฒนารปู แบบการพัฒนา นักเรยี นที่มีความบกพร่องทาง
ความบกพรอ่ งทางสตปิ ัญญา คุณภาพชีวิตของนกั เรยี นที่มีความบกพร่องทาง สตปิ ัญญาโรงเรียนแพร่ปญั ญา
โรงเรยี นแพรป่ ัญญานุกูล สติปัญญา โรงเรยี นแพรป่ ัญญานกุ ลู จงั หวัดแพร่ นกุ ูล จงั หวัดแพร่
จังหวดั แพร่
รูปแบบการบริหารเพอื่ พัฒนา
ขน้ั ตอนที่ 3, 4 ตรวจสอบ 1. ตรวจสอบด้านความเป็นประโยชน์ เป็นไปได้ คณุ ภาพชีวิตของนกั เรียนทีม่ ี
รูปแบบ และ ทดลองใช้และ ความเหมาะสม ความถูกตอ้ งของรปู แบบโดย ความบกพร่องทางสตปิ ัญญา
ปรับปรุงรปู แบบการบริหาร การสนทนากลุ่ม (Focus Group) โดยเลือกกลมุ่ โรงเรยี นแพร่ปัญญานกุ ลู
เพอ่ื พัฒนาคุณภาพ ชวี ิตของ ผู้รว่ มสนทนากลมุ่ จานวน 9 คน จังหวัดแพร่
นกั เรียนทม่ี ีความบกพรอ่ ง 2. ทดลองใชร้ ูปแบบกับโรงเรยี นเฉพาะความ
ทางสติปัญญาโรงเรียนแพร่ พิการ ที่จัดการสอนนักเรียนทมี่ ีความบกพร่อง ผลการพัฒนารูปแบบการ
ปญั ญานกุ ูล จงั หวัดแพร่ ทางสติปัญญา จานวน 18 โรงเรยี น/ปรับปรงุ บรหิ ารเพอ่ื พัฒนาคณุ ภาพ
ชีวติ ของนักเรียนที่มคี วาม
ข้ันตอนท่ี 5 ติดตามผลการใช้ 1. นารูปแบบท่ีสมบูรณ์มาใช้ในปีการศึกษา 2562 บกพร่องทางสตปิ ัญญา
และการพัฒนาคณุ ภาพชีวิต 2. เปรียบเทียบผลการใช้และการพัฒนา โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล
ของนักเรยี นที่มีความบกพรอ่ ง คุณภาพชีวิตของนักเรียนที่มีความบกพร่อง จังหวัดแพร่
ทางสติปัญญา โรงเรยี นแพร่ ทางสตปิ ัญญาโรงเรียนแพร่ปญั ญานุกูล ระหว่าง
ปญั ญานุกูล จังหวัดแพร่ ปีการศกึ ษา 2561 กบั ปีการศึกษา 2562
ภำพที่ 9 ข้ันตอนการดาเนินการวจิ ยั
177
ขั้นตอนการวิจัยทั้ง 5 ขั้นตอนที่กล่าวมามีรายละเอียดของวิธีการวิจัยในแต่ละขั้นตอน
ดงั ต่อไปนี้
ขน้ั ตอนที่ 1 ศึกษำสภำพปัจจบุ ันของกำรบรหิ ำรเพือ่ พัฒนำคุณภำพชวี ติ ของนกั เรียนที่มี
ควำมบกพรอ่ งทำงสติปัญญำโรงเรยี นแพร่ปญั ญำนกุ ูล จังหวดั แพร่
1.1 กำรศึกษำสภำพปจั จบุ ันและปัญหำ
ศึกษาสภาพปัจจุบันของการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนที่มีความ
บกพร่องทางสตปิ ญั ญา โดยสมั ภาษณ์ สอบถามความคดิ เห็นของครู ผู้ปกครองนักเรียน และกรรมการ
สถานศึกษาข้นั พ้ืนฐาน ทมี่ ตี อ่ การบริหารงานในดา้ นตา่ ง ๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตนกั เรียน
ของโรงเรยี นแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ ซง่ึ ประกอบด้วย 1) ดา้ นการพัฒนานักเรยี น 2) ด้านครูของ
โรงเรียน 3) ด้านผู้อานวยการโรงเรียน 4) ด้านการจัดการเรียนการสอน 5) ด้านการบริหารจัดการ
เพ่ือให้ทราบสภาพปัจจุบันของการดาเนินงานของโรงเรียนเพ่ือหาแนวทางในการพัฒนารูปแบบการ
บรหิ ารงานใหด้ ีย่งิ ข้ึน
1.2 ประชำกรและกลุ่มตัวอยำ่ ง
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัย ประกอบดว้ ย ครู จานวน 60 คน ผู้ปกครอง จานวน
260 คน และคณะกรรมการสถานศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน จานวน 15 คน ปีการศึกษา 2562 รวม 335 คน
กลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยกาหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสาเร็จรูปของเครซ่ี มอร์แกน
(บุญชม ศรีสะอาด, 2547: 187) ได้กลุ่มตัวอย่างจานวน 221 คน จาแนกเป็น ผู้ปกครองนักเรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาปที ่ี1 ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ปกี ารศึกษา 2561 จานวน 155 คน ครู จานวน 52 คน
และสาหรับคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง จานวน 13 คน โดยไม่รวม
ผูอ้ านวยการโรงเรยี นและผแู้ ทนครู
1.3 ตวั แปรทศี่ กึ ษำ
ตวั แปรท่ีใช้ในการศกึ ษาวจิ ัยครง้ั น้ี ประกอบด้วย
ตัวแปรต้น ได้แก่ สถานภาพ เพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการสอน
และการดูแลนักเรียนที่พิการทางสติปัญญาของครู ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
ของโรงเรียนแพรป่ ญั ญานุกลู จงั หวัดแพร่ และระดบั ชน้ั เรยี นของนกั เรยี นในปกครองดูแล
ตัวแปรตาม ได้แก่ความคิดเห็นของครู ผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ถึงระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล
จังหวัดแพร่ ที่มีต่อสภาพปัจจุบันของการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนทีบ่ กพร่องทาง
สติปัญญา ในดา้ นต่าง ๆ
1.4 เครื่องมอื ทีใ่ ช้ในกำรวจิ ัย
เคร่ืองมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งน้ีเปน็ แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม ซ่ึงผู้วิจัย
ได้ดาเนินการ ดังน้ี
1.4.1 สัมภาษณ์ครู ผู้ ปกครอง และกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน เกี่ยวกับสภาพ
ปัจจุบันของการดาเนินงานในด้านต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียนของโรงเรียน -
แพรป่ ญั ญานุกลู จังหวัดแพร่ โดยแบบสัมภาษณ์
178
1.4.2 สอบถามความคิดเห็นของครู ผู้ปกครอง และกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
โรงเรยี นแพร่ปญั ญานุกูล จงั หวัดแพร่ โดยแบบสอบถามจานวน 1 ฉบับ แบง่ ออกเป็น 4 ตอน ดังน้ี
ตอนท่ี 1 สอบถามขอ้ มูลพืน้ ฐานของผตู้ อบแบบสอบถาม ประกอบด้วย สถานภาพ
เพศ อายุ ระดบั การศึกษา และประสบการณ์ในการดูแลคนพิการทางสติปัญญา
ตอนที่ 2 สอบถามเกี่ยวกับความคิดเห็นของครู ผู้ปกครองและกรรมการ
สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มีต่อสภาพปัจจุบันของการดาเนินงานในด้านต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนา
คุณภาพชีวิตนักเรียนของโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ ซึ่งประกอบด้วย 1) ด้านการพัฒนา
นักเรียน 2) ด้านครูของโรงเรียน 3) ด้านผู้อานวยการโรงเรียน 4) ด้านการจัดการเรียนการสอน
5) ด้านการบริหารจัดการซึ่งเป็นแบบสอบถามชนิดจัดลาดับคุณภาพ 5 ระดับ (Rating scale) ของ
ลิเคอรท์ (พวงรตั น์ ทวรี ตั น์, 2540: 107) โดยกาหนดค่าระดับคะแนนเป็น 5 ระดับ มีความหมาย ดังนี้
ระดับ 5 หมายถึง สภาพการดาเนินการอยู่ในระดับดีมาก
ระดับ 4 หมายถึง สภาพการดาเนนิ การอยู่ในระดับดี
ระดบั 3 หมายถึง สภาพการดาเนนิ การอยู่ในระดับปานกลาง
ระดบั 2 หมายถึง สภาพการดาเนินการอยู่ในระดับน้อย
ระดับ 1 หมายถึง มีสภาพการดาเนนิ การอยู่ในระดบั น้อยท่ีสดุ
ตอนที่ 3 ขอ้ เสนอแนะ/ข้อคดิ เหน็ เพ่ิมเติมในการพัฒนางานในดา้ นต่าง ๆ ท่มี ี
ต่อการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาโรงเรียนแพร่ -
ปัญญานุกูล จงั หวัดแพร่ ในลกั ษณะของแบบสอบถามปลายเปิด
กำรสร้ำงเครื่องมือ ผู้วิจัยได้ทาการศึกษาและดาเนินการสร้างเคร่ืองมือที่ใช้
ในการวิจยั โดยมขี ั้นตอนในการสร้างเครอ่ื งมอื ดงั น้ี
แบบสมั ภำษณ์
1. ศกึ ษาวรรณกรรมและงานวิจัยท่ีเกีย่ วข้อง
2. สร้างแบบสัมภาษณ์ในการวิจัย โดยพิจารณาถึงแนวคิดให้ครอบคลุมถึง
วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั
3. นาแบบสัมภาษณ์ใหผ้ ู้เช่ยี วชาญช่วยตรวจสอบความถูกต้อง
4. ทาการแก้ไขปรับปรงุ ตามข้อเสนอแนะ
5. ตรวจสอบความเท่ียงตรงของแบบสัมภาษณ์ โดยใช้วิธีการทางสถติ ิตรวจสอบ
ค่าความเที่ยงตรง คา่ คา่ ดัชนีความสอดคลอ้ ง (IOC) ของข้อคาถามแต่ละข้อกับวัตถุประสงค์
6. ปรับปรุงแก้ไขแบบสัมภาษณ์หลังการทดลอง ให้ได้เคร่ืองมือที่สมบูรณ์
และชดั เจนมากยง่ิ ขึ้น
แบบสอบถำม ผู้วิจัยได้ดาเนินการสรา้ งและปรับปรุงเครื่องมือโดยศึกษาจาก
วรรณกรรมท่ีเก่ียวข้อง ศึกษาจากขอบเขตของการรายงาน นามาเป็นแนวทางกาหนดกรอบในการกาหนด
คาถาม แลว้ นาแบบสอบถามทไี่ ด้ไปหาคา่ ความเทีย่ งตรงเชงิ เนื้อหา (Content Validity) โดยหาค่าดัชนี
ความสอดคลอ้ ง (IOC) ตามแนวคิดของ Rovinelli และ Hambleton โดยผเู้ ชี่ยวชาญ ดงั นี้
179
1. นายศกั ดา เรืองเดช ผู้อานวยการเช่ียวชาญ โรงเรียนพิษณุโลกปัญญานุกูล
จงั หวัดพิษณโุ ลก สงั กดั สานกั บริหารงานการศกึ ษาพเิ ศษ
2. นางสุรัญจิต วรรณนวล ผู้อานวยการเชี่ยวชาญ ศูนย์การศึกษาพิเศษประจา
จงั หวัดลาปาง สงั กดั สานกั บริหารงานการศึกษาพิเศษ
3. รองศาสตราจารย์ ดร. สมบตั ิ ท้ายเรอื คา อาจารย์ภาควิชาหลักสตู รการสอน
และการเรยี นรู้ คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่ จงั หวัดเชยี งใหม่
4. นางกชกร ส่มุ มาตย์ ครเู ชี่ยวชาญ กล่มุ สาระการเรียนรูภ้ าษาไทย โรงเรยี น
ราชประชานุเคราะห์ 28 จงั หวัดยโสธร สงั กดั สานักบริหารงานการศกึ ษาพิเศษ
5. นางฉัตรชนก ตันมา ศึกษานิเทศก์ชานาญการพิเศษ สานักงานเขตพ้ืนที่
การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1 จังหวดั แพร่
โดยกาหนดค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบสอบถามที่ใช้ได้อยรู่ ะหว่าง 0.5 - 1
นาข้อเสนอแนะท่ีได้มาปรับปรุงแบบสอบถาม นาแบบสอบถามท่ีได้ไปหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability)
โดยการนาไปทดลองใช้ (Try out) กับครู ผู้ปกครอง และกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของ
โรงเรยี นแพรป่ ญั ญานกุ ูล จงั หวดั แพร่ จานวน 30 คน ทไี่ มใ่ ช่กลุ่มตวั อย่าง ได้ค่าความเช่ือมั่นเท่ากับ 0.94
1.5 กำรเกบ็ รวบรวมข้อมูล
การเก็บรวบรวมข้อมลู ผู้วจิ ยั ไดด้ าเนินการตามข้ันตอน ดงั นี้
1. ในการสมั ภาษณ์ ผู้วจิ ัยไดด้ าเนนิ การสัมภาษณ์ตัวแทนครู ผปู้ กครอง และกรรมการ
สถานศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐานดว้ ยตนเอง
2. จัดประชุมคณะครูทั้งโรงเรียน ชี้แจงทาความเข้าใจ และขอความร่วมมือจากครู
ที่ปรึกษาทกุ ระดบั ช้นั ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลจาก ครู และผู้ปกครอง
3. ครูท่ีปรึกษา นาแบบสอบถามความคิดเห็นมอบให้ผู้ปกครองนักเรียนท่ีเป็นกลุ่ม
ตวั อย่าง เพ่อื ตอบในการประชมุ เครือขา่ ยผูป้ กครองในระบบดแู ลช่วยเหลอื นักเรยี น
4. นาแบบสอบถามให้ครทู ่เี ปน็ กลุม่ ตัวอยา่ ง ตอบแบบสอบถาม แลว้ นาสง่ คืนผวู้ จิ ยั
5. ครูท่ีปรึกษารวบรวมแบบสอบถามท่ีผู้ปกครองนกั เรียนกรอกเรียบร้อยแลว้ สง่ คืน
ผู้วจิ ยั
6. จัดประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และขอความร่วมมือกรรมการ
ตอบแบบสอบถามความคดิ เห็น
1.6 กำรวิเครำะหข์ อ้ มูล
1.6.1 การวเิ คราะห์ขอ้ มลู จากแบบสัมภาษณ์
การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์เพื่อสรุปประเด็น เป็นการวิเคราะห์
เนื้อหาโดยการรวบรวมข้อมูลท่ีได้จากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง การบันทึกเสียง แล้วนาข้อมูลจาก
การสมั ภาษณ์ เทปสนทนา เน้ือความจากเอกสาร ดาเนินการจัดแบ่งประเภทของข้อมูลตามวัตถุประสงค์
ทาการวเิ คราะหข์ ้อมูล และตรวจสอบกับข้อมลู ท่ไี ดจ้ ากแหล่งอ่ืน
1.6.2 การวเิ คราะห์ขอ้ มูลจากแบบสอบถาม
เม่อื ได้รับข้อมลู คืนมาท้ังหมดแล้ว จึงพิจารณาตรวจสอบแบบสอบถามท้ังหมด
เพือ่ คัดเลือกแบบสอบถามทมี่ ีความสมบูรณ์ครบถ้วน แลว้ รวบรวมแบบสอบถามท่ีสมบูรณ์มาจดั ระเบียบ
ข้อมูลลงรหัส จากน้ันนาไปวเิ คราะหข์ ้อมลู ดว้ ยโปรแกรมสาเรจ็ รปู
180
1.7 สถิติทใี่ ช้ในกำรวิจัย
สถิตทิ ีใ่ ช้ในการวิจยั ในการศึกษาวิจัยครัง้ น้ผี ูว้ ิจัยใช้ค่าสถติ ิ ดงั น้ี
1. การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสอบถาม ใช้ความถี่ (Frequency)
และรอ้ ยละ (Percentage)
2. การวิเคราะห์ความคิดเห็นของครู และผู้ปกครองท่ีมีต่อสภาพการบริหารงาน
เพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียน ใช้ค่าเฉลี่ย ( X ) และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) ซึ่งการวิเคราะห์
ระดับความคิดเห็น ผู้วิจัยใช้ค่าเฉล่ียไปเปรียบเทียบเกณฑ์ตามแนวคิดของเบสท์ (บุญชม ศรีสะอาด,
2547: 103) ดังรายละเอียดต่อไปนี้
ค่าเฉลี่ย 4.5 1- 5.00 หมายถึง มีความคิดเห็นกับสภาพการบริหารเพ่ือพัฒนาคุณภาพ
ชีวิตของนกั เรยี น ในด้านนน้ั ๆ ในระดับดีมาก
ค่าเฉล่ีย 3.51 - 4.50 หมายถึง มีความคิดเห็นกับสภาพการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพ
ชวี ติ ของนักเรียนในดา้ นนน้ั ๆ ในระดบั ดี
ค่าเฉลี่ย 2.51 - 3.50 หมายถึง มีความคิดเห็นกับสภาพการบริหารเพ่ือพัฒนาคุณภาพ
ชวี ิตของนักเรยี นในด้านนน้ั ๆ ในระดบั ปานกลาง
ค่าเฉล่ีย 1.51 - 2.50 หมายถึง มีความคิดเห็นกับสภาพการบริหารเพ่ือพัฒนาคุณภาพ
ชวี ติ ของนักเรยี นในดา้ นนั้น ๆ ในระดบั นอ้ ย
ค่าเฉล่ีย 1.00 - 1.50 หมายถึง มีความคิดเห็นกับสภาพการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพ
ชวี ิตของนักเรยี นในด้านนน้ั ๆ ในระดบั น้อยทีส่ ุด
3. การวิเคราะห์ข้อเสนอแนะของผู้ตอบแบบสอบถามใช้ความถี่ (Frequency)
และการวเิ คราะหเ์ นื้อหา (Content Analysis)
ข้ันตอนท่ี 2 สร้ำงและพัฒนำรูปแบบกำรบริหำรเพื่อพัฒนำคุณภำพชีวิตของนักเรียน
ที่มีควำมบกพร่องทำงสติปัญญำโรงเรียนแพร่ปัญญำนุกูล จังหวัดแพร่
การสรา้ งและพัฒนารูปแบบการบริหารเพ่ือพฒั นาคุณภาพชีวิตของนักเรียนทีม่ ีความบกพร่อง
ทางสติปัญญาในคร้ังน้ี มีวัตถุประสงค์เพ่ือพัฒนารูปแบบการบริหารเพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียน
ท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ ทาให้ได้แนวทางและรูปแบบ
การบรหิ ารเพื่อพัฒนาคุณภาพชวี ิตของนักเรยี นที่มีความบกพร่องทางสตปิ ัญญาต่อไป
2.1 กล่มุ ผใู้ ห้ขอ้ มูล
กล่มุ ผู้ให้ข้อมลู ท่ีใชใ้ นการวิจยั ข้ันตอนน้ี เปน็ กลุม่ ผู้เชี่ยวชาญเพือ่ ประเมินความสอดคล้อง
องค์ประกอบของรปู แบบการบรหิ ารเพ่ือพฒั นาคุณภาพชวี ิตของนักเรียนทม่ี ีความบกพร่องทางสติปัญญา
โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ จานวน 9 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive
Sampling) จาก 3 กลุ่ม คอื
กล่มุ ท่ี 1 ผ้บู รหิ ารโรงเรยี นเฉพาะความพกิ าร สงั กัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
ท่มี ีประสบการณใ์ นการบริหารงานไมน่ ้อยกว่า 10 ปี จานวน 3 คน
กลุ่มที่ 2 เป็นครูผู้สอนที่มีประสบการณ์ในการสอนนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทาง
สติปัญญา มาไมน่ ้อยกว่า 10 ปี จานวน 3 คน
กลุ่มที่ 3 เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ประสบการณ์ในพัฒนาดูแลนักเรียนที่มี
ความบกพรอ่ งทางสติปัญญา จานวน 3 คน
181
2.2 เคร่อื งมือท่ใี ช้ในกำรเก็บรวบรวมข้อมูล
เครอ่ื งมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูลในขนั้ ตอนน้ี ประกอบด้วย
2.2.1 ร่างรูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนท่ีมี
ความบกพรอ่ งทางสติปัญญา โรงเรียนแพร่ปัญญานุกลู จังหวัดแพร่
2.2.2 แบบประเมินความสอดคล้ององค์ประกอบของรูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนา
เพอ่ื พฒั นาคุณภาพชีวิตของนกั เรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปญั ญา โรงเรยี นแพรป่ ัญญานกุ ูล จงั หวัดแพร่
2.3 กำรเก็บรวบรวมข้อมลู
ผวู้ ิจยั ได้ดาเนนิ การตามข้นั ตอน ดงั น้ี
2.3.1 ผู้วิจัยนาข้อมูลท่ีได้จากการศึกษาสภาพปัจจุบันการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพ
ชีวติ นักเรียนของโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จากขนั้ ตอนที่ 1 รว่ มกับข้อมูลที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรม
มาตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า (Triangulation) สังเคราะห์เป็นร่างรูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนา
คณุ ภาพชวี ิตของนักเรียนทม่ี ีความบกพรอ่ งทางสติปญั ญาโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จงั หวัดแพร่ โดยใช้
ขอ้ มูลจากการวิเคราะห์ สงั เคราะหม์ าเปน็ องคป์ ระกอบของกระบวนการบริหาร ซ่ึงองค์ประกอบหลัก
ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ไดแ้ ก่ 1) ภาวะผูน้ าการเปล่ยี นแปลงของผูบ้ รหิ าร 2) การบริหารนโยบาย
และแผนการพัฒนาโรงเรียน 3) การพัฒนาหลักสตู รและการออกแบบการเรียนการสอน 4) การพัฒนา
คณุ ภาพชวี ติ นักเรยี นทม่ี ีความบกพรอ่ งทางสติปัญญา 5) การพ่งึ พาชว่ ยเหลอื ตนเอง พร้อมตวั บง่ ช้ขี อง
แต่ละองค์ประกอบ จากนั้นนาเสนอผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาและนามาปรับปรงุ แก้ไขร่างรูปแบบตาม
ขอ้ เสนอแนะ
2.3.2 ผู้วิจัยได้ขอความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญประเมินความสอดคล้ององค์ประกอบ
ของรปู แบบการบริหารเพ่ือพฒั นาคุณภาพชีวิตของนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียน -
แพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ ระหว่างองค์ประกอบหลักกับตัวบ่งชี้ โดยแนบร่างรูปแบบการบริหาร
เพอื่ พฒั นาคุณภาพชวี ิตของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาโรงเรียนแพร่ปัญญานกุ ูล จงั หวัดแพร่
และแบบประเมนิ ความสอดคล้ององค์ประกอบของรูปแบบ
2.3.3 นาร่างรูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนท่ีมีความบกพร่อง
ทางสติปญั ญาโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จงั หวดั แพร่ ใหผ้ ้เู ชยี่ วชาญตรวจสอบ และใหข้ อ้ เสนอแนะเกี่ยวกับ
รา่ งรปู แบบ และผวู้ ิจัยไดด้ าเนนิ การปรบั ปรงุ ตามฉนั ทามติของผเู้ ชี่ยวชาญ
2.4 กำรวเิ ครำะห์ข้อมลู และสถติ ิที่ใช้
ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเก่ียวกับรูปแบบการบริหารเพื่อ
พฒั นาคุณภาพชวี ิตของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาโรงเรยี นแพร่ปัญญานุกลู จังหวดั แพร่
ด้วยการวิเคราะห์ข้อมลู ท่ีได้จากการประเมินความสอดคล้ององคป์ ระกอบรูปแบบ และสรุปความคิดเห็น
ของผเู้ ช่ียวชาญ นามาปรบั ปรงุ
การวิเคราะห์ความคิดเห็นท่ีมีต่อองค์ประกอบรูปแบบการบริหารงานเพ่ือพัฒนา
คุณภาพชีวิตของนักเรียน โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ ใช้ค่าเฉลี่ย ( X ) และสว่ นเบ่ยี งเบน
มาตรฐาน (S.D.) ซึ่งการวิเคราะห์ระดับความคิดเห็น ผู้วิจัยใช้ค่าเฉล่ีย ( X ) ไปเปรียบเทียบเกณฑ์
ตามแนวคิดของเบสท์ (บุญชม ศรีสะอาด, 2547: 103) ดงั รายละเอียดต่อไปน้ี
182
ค่าเฉลย่ี 4.51 - 5.00 หมายถึง มีความสอดคล้องกนั ในระดับมากทสี่ ดุ
คา่ เฉลี่ย 3.51 - 4.50 หมายถึง มีความสอดคลอ้ ง ในระดบั มาก
คา่ เฉลยี่ 2.51 - 3.50 หมายถงึ มีความสอดคล้อง ในระดบั ปานกลาง
คา่ เฉลี่ย 1.51 - 2.50 หมายถึง มคี วามสอดคลอ้ ง ในระดับน้อย
ค่าเฉล่ีย 1.00 - 1.50 หมายถึง มีความสอดคล้อง ในระดับน้อยทีส่ ุด
การวเิ คราะห์ข้อเสนอแนะของผู้เช่ียวชาญใช้ความถ่ี (Frequency) และการวิเคราะห์เน้ือหา
(Content Analysis)
ข้ันตอนที่ 3 ตรวจสอบรูปแบบกำรบริหำรเพือ่ พฒั นำคุณภำพชีวิตของนักเรียนท่ีมีควำม
บกพร่องทำงสติปัญญำ
ผู้วิจัยได้ดาเนินการจัดสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) ของผู้ทรงคุณวุฒิ
เพื่อตรวจสอบด้านความเป็นประโยชน์ ความเปน็ ไปได้ ความเหมาะสม และความถูกต้องของรูปแบบ
การบริหารเพ่ือพัฒนาคุณภาพชวี ิตของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสตปิ ัญญา โรงเรยี นแพร่ปัญญานุกูล
จังหวัดแพร่ ซง่ึ มรี ายละเอยี ด ดังนี้
3.1 เครอื่ งมอื ท่ใี ชใ้ นกำรสนทนำกลุ่ม
ผู้วิจัยได้นารูปแบบที่ได้จากขั้นตอนที่ 2 มาเพื่อตรวจสอบความเป็นประโยชน์
ความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และความถูกต้องของรูปแบบการบริหารเพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิต
ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ จากผู้เช่ียวชาญ
โดยการดาเนินการจัดทาคู่มือการสนทนากลุ่ม สาหรับผู้ดาเนินการสนทนากลุ่ม และผู้ร่วมสนทนากลมุ่
เครื่องบันทึกเสียง วีดีโอ และสมุดบันทึกเพ่ือใช้ในบันทึกการสนทนา โดยมีผู้ช่วยผู้วิจัยเป็นผู้บันทึก
การสนทนา
3.2 ผใู้ ห้ข้อมูล
การคัดเลือกกลุ่มผู้ร่วมสนทนากลุ่ม จานวน 3 กลุ่ม ๆ ละ 3 คน รวม จานวน 9 คน
โดยวิธกี ารเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ประกอบดว้ ย
กลุ่มที่ 1 ได้แก่ นักบริหาร ท่ีมีความรู้และประสบการณ์ในด้านการบริหารงาน จานวน
3 คน
กลุ่มท่ี 2 ได้แก่ นกั วิชาการ นักวจิ ัย ท่ีมีความรูห้ รือประสบการณใ์ นดา้ นการดูแลคนพกิ าร
ทมี่ คี วามบกพร่องทางสติปญั ญา จานวน 3 คน
กลุ่มท่ี 3 ได้แก่ กลุ่มผู้ท่ีเป็นผู้ปกครองคนพิการที่บกพร่องทางสติปัญญา ในฐานะผู้รับ
ผลกระทบท้งั ทางบวกและทางลบ จานวน 3 คน
ดาเนินการตรวจสอบความเป็นประโยชน์ ความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และ
ความถกู ต้องของรูปแบบการบริหารเพ่ือพฒั นาคุณภาพชีวิตของนักเรียนทีม่ ีความบกพร่องทางสติปัญญา
โรงเรียนแพรป่ ญั ญานกุ ูล จงั หวดั แพร่ เพ่อื การนาไปทดลองใชจ้ ริง
183
3.3 กำรเกบ็ รวบรวมข้อมูล
ผูว้ จิ ยั ไดด้ าเนินการเก็บรวบรวมขอ้ มลู ดังนี้
3.3.1 กอ่ นการสนทนากลุ่ม
1) กาหนดหัวข้อและประเด็นการสนทนาที่สอดคล้องกับรูปแบบการบริหาร
เพือ่ พัฒนาคุณภาพชีวติ ของนักเรยี นทมี่ ีความบกพร่องทางสติปัญญาโรงเรียนแพร่ปญั ญานุกลู จงั หวัดแพร่
2) กาหนดวนั เวลา สถานท่ี สาหรบั การสนทนากล่มุ
3) สร้างแบบประเมินความเป็นประโยชน์ ความเป็นไปได้ ความเหมาะสม
และความถูกต้องของรูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนที่มีความบกพร่องทาง
สตปิ ญั ญา โรงเรยี นแพรป่ ัญญานุกูล จงั หวดั แพร่ โดยดาเนินการ ดงั น้ี
1.3.1) วเิ คราะห์เน้ือหาจากรูปแบบการบริหารเพ่ือพัฒนาคุณภาพชวี ิตของ
นักเรยี นที่มีความบกพร่องทางสตปิ ัญญา โรงเรยี นแพรป่ ัญญานุกูล จังหวัดแพร่ สรา้ งเป็นร่างแบบประเมิน
ดา้ นความเป็นประโยชน์ ความเปน็ ไปได้ ความเหมาะสม และความถูกต้อง ของรูปแบบต่อการปฏิบัติจริง
เป็นแบบประเมินแบบมาตรส่วนประมาณค่า (Rating scale) ซึ่งกาหนดค่าระดับความเหมาะสมและ
ความเปน็ ไปได้ 5 ระดบั (บุญชม ศรีสะอาด, 2547: 103) ดังนี้
5 หมายถึง มีความเหมาะสมและความเปน็ ไปไดใ้ นระดับมากทสี่ ุด
4 หมายถงึ มีความเหมาะสมและความเปน็ ไปไดใ้ นระดับมาก
3 หมายถงึ มีความเหมาะสมและความเปน็ ไปได้ในระดับปานกลาง
2 หมายถงึ มีความเหมาะสมและความเป็นไปไดใ้ นระดับน้อย
1 หมายถึง มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในระดบั น้อยทส่ี ุด
1.3.2) นาเสนอผเู้ ช่ยี วชาญ เพอื่ ให้ขอ้ เสนอแนะและปรบั ปรุงเปน็ แบบประเมิน
ที่สมบูรณ์สาหรบั การใชเ้ ก็บข้อมูล
3.3.2 กาหนดผู้ทรงคุณวุฒิเข้ารว่ มสนทนากลุ่ม ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 กลุ่ม ๆ
ละ 3 คน รวมจานวน 9 คน ประกอบด้วย
1) นายมานิตย์ คางาม ผู้ทรงคุณวุฒิ สานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน ดา้ นการศกึ ษาพเิ ศษ
2) นายชูศกั ด์ิ ชมู าลัยวงศ์ อดตี ผู้อานวยการเชี่ยวชาญ โรงเรียนพจิ ิตรปัญญานุกลู
จังหวัดพิจติ ร
3) นายสถาพร วิสามารถ อดีตผู้อานวยการเช่ียวชาญ โรงเรียนสุพรรณบุรี -
ปัญญานกุ ูล จงั หวดั สพุ รรณบรุ ี
4) ดร.พิกุล เลียวสิริพงศ์ อาจารย์ประจาสาขาวิชาการศึกษาพิเศษ ภาควิชา
พ้นื ฐาน และการพฒั นาการศกึ ษา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่
5) ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.ศริ ิวิมล ใจงาม อาจารย์ประจาสาขาวชิ าวชิ าชีพครู
คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏพบิ ูลยสงคราม จงั หวัดพิษณโุ ลก
6) ดร.ศิริพันธ์ ขวัญอ่อน ศึกษาธิการจังหวัดเชี่ยวชาญ สานักงานศึกษาธิการ
จังหวัดแพร่
184
7) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาธร แก่นมณี ประธานกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
โรงเรียนแพรป่ ญั ญานุกูล จงั หวดั แพร่
8) นางอมั พวรรณ อินป๋ัน ผปู้ กครองนักเรยี นท่มี ีความบกพร่องทางสติปัญญา
ระดบั ช้ันประถมศกึ ษา โรงเรยี นแพรป่ ญั ญานุกลู จงั หวดั แพร่
9) นางสุชาดา วงศ์ศรี ผู้ปกครองนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาศกึ ษา โรงเรียนแพร่ปัญญานกุ ลู จงั หวัดแพร่
3.3.3 การดาเนินการสนทนากลุ่ม
1) ดาเนินการสนทนากลุ่มโดยหัวข้อในการสนทนาจะเป็นการตรวจสอบ
ด้านความเป็นประโยชน์ ความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และความถูกต้องของรูปแบบการบริหาร
เพอ่ื พฒั นาคุณภาพชีวติ ของนักเรยี นท่ีมีความบกพร่องทางสตปิ ัญญาโรงเรยี นแพร่ปญั ญานุกูล จงั หวดั แพร่
2) บันทึกขอ้ มลู ข้อคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่ม ลงในสมุดบันทึก
โดยผ้ชู ว่ ยผวู้ ิจัย บันทึกดว้ ยเครอ่ื งบนั ทึกเสียง ถ่ายวีดโี อการสนทนากลมุ่
3) นาแบบประเมนิ ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรปู แบบการบริหาร
เพือ่ พัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาโรงเรียนแพร่ปัญญานุกลู จงั หวัดแพร่
ให้ผู้ทรงคณุ วุฒิประเมินหลงั การสนทนากล่มุ
3.4 กำรวิเครำะหข์ อ้ มลู
ผู้วิจัยได้ดาเนินการตามข้ันตอนการวิเคราะห์โดยมีการตรวจสอบ และตีความข้อมูล
ตลอดเวลาขณะที่ปฏบิ ัติการสนทนากลุ่ม มกี ารจดั ทาบันทึกภาคสนามไว้อย่างละเอียด และเป็นระบบ
พรอ้ มทง้ั ได้มีการทาดชั นี (Index) ตามกรอบแนวคิดการวิจยั ที่ได้กาหนดไว้อย่างกว้าง เพ่อื ตอบปัญหา
การวจิ ัย จากนน้ั จึงวเิ คราะห์ข้อมลู ที่ได้จากการสนทนากลุ่ม ใชว้ ิธกี ารจาแนกประเภทข้อมลู (Typological
Analysis) เป็นการเปรียบเทียบข้อมูล (Comparison) และเป็นการสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย (Analytic
Induction) ผวู้ จิ ัยไดด้ าเนินการ ซึ่งมี 3 ขนั้ ตอน (Miles and Huberman, 1994. อา้ งถึงใน ชาย โพธสิ ิตา,
2549: 361 - 362) ดังนี้
3.4.1 การจัดระเบียบข้อมูล ผู้วิจัยนาข้อมูลท่ีได้จากการสนทนากลุ่มมาจัดระเบียบ
เพอื่ ทาข้อมูลใหเ้ ปน็ ระเบยี บท้ังในทางกายภาพและทางเนอ้ื หา
3.4.2 การแสดงข้อมูล ผู้วิจัยนาเสนอข้อมูลอันเป็นผลมาจากการเช่ือมโยงข้อมูล
ที่จัดระเบียบแล้วจากการสนทนาท้ัง 3 กลุ่ม เข้าด้วยกันตามกรอบแนวคิดท่ีใช้ในการวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย
ความสอดคล้อง เพ่ือนาเสนอเรอ่ื งราวทศ่ี กึ ษา
3.4.3 การหาข้อสรุป ผู้วิจัยตคี วาม และตรวจสอบความถูกต้องเพื่อให้ตรงประเดน็
ของการวจิ ยั หาข้อสรปุ และตีความหมายของผลหรือข้อค้นพบที่ได้จากการแสดงข้อมูล รวมทง้ั ตรวจสอบ
ขอ้ สรุปหรือความหมายทไ่ี ด้นัน้ มคี วามถูกต้องตรงประเด็นและน่าเชอ่ื ถือ
นาข้อเสนอแนะจากการสนทนากลุ่มมาพิจารณาปรับปรุงรูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ของนกั เรยี นทมี่ ีความบกพร่องทางสติปัญญา และพรอ้ มนารปู แบบที่ได้ไปทดลองใช้
185
ขั้นตอนที่ 4 ทดลองใช้และปรับปรุงรูปแบบกำรบริหำรเพื่อพัฒนำคุณภำพชีวิตของ
นักเรยี นทม่ี ีควำมบกพร่องทำงสติปญั ญำ โรงเรยี นแพร่ปญั ญำนุกูล จังหวดั แพร่
นารูปแบบการบริหาร ซึ่งประกอบด้วย ภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บริหาร การบริหาร
นโยบายและแผนพัฒนาโรงเรียน การบริหารทรัพยากร การพัฒนาหลักสูตร และการออกแบบการเรียน
การสอน การพัฒนาครูการศึกษาพิเศษมืออาชีพ การพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียนที่มีความบกพร่อง
ทางสติปัญญา การพึ่งพาช่วยเหลือตนเอง ท่ีได้จากการวิจัยเชิงคุณภาพในการพัฒนารูปแบบการบริหาร
เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาฯ นาไปทดลองใช้และปรับปรุง
ตามข้อเสนอแนะ โดยจัดทาเป็นแบบสอบถามกับผู้บริหาร ครู และกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
ของโรงเรียนการศึกษาพิเศษทจี่ ัดการเรียนการสอนนกั เรียนท่ีมคี วามบกพร่องทางสติปัญญา
4.1 ประชำกรและกลุ่มตวั อยำ่ ง
4.1.1 ประชากร ประกอบด้วย โรงเรียนเฉพาะความพิการที่จัดการเรียนการสอน
นักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา จานวน 19 โรงเรียน ประกอบด้วย ผู้บริหาร รองผู้บริหาร ครู
และกรรมการสถานศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน รวมทง้ั หมด จานวน 171 คน
4.1.2 กล่มุ ตวั อย่าง ได้แก่ โรงเรียนเฉพาะความพกิ ารท่จี ดั การเรียนการสอนนักเรียน
ทีม่ คี วามบกพร่องทางสตปิ ัญญา จานวน 18 โรงเรียน ใชว้ ิธกี ารเลือกอย่างเจาะจง (Purposive Sampling)
เนื่องจากเป็นกลุ่มและจานวนท่ีเหมาะสมท่ีมีความเข้าใจในเร่ืองการบริหารโรงเรียน ท่ีจัดการศึกษา
สาหรับนักเรียนท่ีมีความบกพรอ่ งทางสติปัญญาเชน่ กัน ซึ่งประกอบด้วย ผู้บริหาร จานวนโรงเรยี นละ
1 คน รองผู้บริหารฝ่ายวิชาการ จานวนโรงเรียนละ 1 คน ครูผู้สอนระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย
(ม.4 - ม.6) ระดบั ชัน้ ละ 3 คน รวมเปน็ 9 คน และกรรมการสถานศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน โรงเรียนละ 1 คน
ได้กลุ่มตวั อยา่ งรวม 216 คน
4.2 ตวั แปรทศ่ี ึกษำ
ตวั แปรทใี่ ช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้
ตวั แปรตน้ ได้แก่ ประเด็นในองคป์ ระกอบของรูปแบบการบรหิ ารเพ่ือพฒั นาคุณภาพชีวิต
ของนกั เรียนท่ีมีความบกพร่องทางสตปิ ัญญา
ตัวแปรตาม ได้แก่ ความคิดเห็นท่ีมีต่อรูปแบบการบริหารเพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิต
ของนกั เรยี นทม่ี คี วามบกพร่องทางสตปิ ญั ญา ไดแ้ ก่ ภาวะผนู้ าการเปลีย่ นแปลงของผู้บริหาร การบรหิ าร
นโยบายและแผนพัฒนาโรงเรียน การบรหิ ารทรัพยากร การพฒั นาหลักสูตรและการออกแบบการเรียน
การสอน การพัฒนาครูการศึกษาพิเศษมืออาชีพ การพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียนท่ีมีความบกพร่อง
ทางสติปัญญา การพ่ึงพาชว่ ยเหลอื ตนเอง
4.3 เคร่อื งมอื ที่ใช้ในกำรเก็บรวบรวมข้อมูล
เครื่องมือท่ีใชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มูลเปน็ แบบแบบสอบถาม จานวน 1 ฉบับ ใช้สอบถาม
ผบู้ รหิ าร รองผู้บริหาร ครู และกรรมการสถานศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน แบ่งออกเปน็ 3 ตอน ดังนี้
ตอนท่ี 1 เกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม ประกอบดว้ ย สถานภาพทั่วไป
เพศ ระดับการศึกษา อายุ และประสบการณ์ที่เก่ียวข้องกับนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา
จานวน 5 ขอ้
186
ตอนที่ 2 แบบสอบถามเก่ียวกับความคิดเห็นของผู้บริหาร รองผู้บริหาร ครู และ
กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มีต่อรูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนท่ีมี
ความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ จานวน 108 ข้อ เพื่อให้มีความ
ครอบคลุมองค์ประกอบต่าง ๆ ในการพฒั นารปู แบบการบริหารให้มีคุณภาพ ซง่ึ ประกอบดว้ ย
1. ภาวะผู้นาการเปล่ยี นแปลงของผบู้ ริหาร จานวน 5 ข้อ
2. การบรหิ ารนโยบายและแผนการพัฒนาโรงเรยี น
2.1 นโยบาย (วิสัยทศั น์ พันธกจิ เป้าประสงค์) จานวน 6 ข้อ
2.2 แผนพฒั นา (แผนพฒั นาการจัดการศึกษาแผนปฏบิ ัติการประจาป)ี
จานวน 12 ข้อ
3. การบรหิ ารทรัพยากร
3.1 การบรหิ ารงานบคุ คล จานวน 5 ขอ้
3.2 การบรหิ ารงบประมาณ จานวน 7 ข้อ
3.3 การบรหิ ารจดั การ จานวน 6 ขอ้
3.4 การบรหิ ารวัสดุอปุ กรณ์ จานวน 7 ขอ้
4. การพัฒนาหลกั สตู รและการออกแบบการเรียนการสอน
4.1 การวเิ คราะห์ จานวน 4 ขอ้
4.2 การออกแบบ จานวน 6 ข้อ
4.3 การพฒั นา จานวน 4 ข้อ
4.4 การนาไปใช้ จานวน 4 ข้อ
4.5 การประเมินผล จานวน 4 ขอ้
5. การการพัฒนาครูการศึกษาพิเศษมืออาชพี จานวน 8 ขอ้
6. การพฒั นาคุณภาพชีวติ นักเรยี นทม่ี คี วามบกพร่องทางสตปิ ัญญา
6.1 การพัฒนาสขุ ภาพทางกาย และจติ ใจ จานวน 5 ขอ้
6.2 การพัฒนาทางการศึกษา จานวน 8 ข้อ
6.3 การพัฒนาทกั ษะอาชพี จานวน 11 ขอ้
7. การพง่ึ พาช่วยเหลอื ตนเองของนักเรียน จานวน 6 ขอ้
ซึง่ เปน็ แบบสอบถามชนิดจดั ลาดับคุณภาพ 5 ระดับ ของลิเคอร์ท (พวงรัตน์ ทวีรัตน์,
2540: 107) มคี วามหมาย ดังน้ี
ระดบั 5 หมายถึง เหน็ ดว้ ยกบั แนวทางของรปู แบบอยใู่ นระดบั มากทส่ี ดุ
ระดับ 4 หมายถึง เหน็ ดว้ ยกับแนวทางของรูปแบบอยู่ในระดบั มาก
ระดบั 3 หมายถึง เหน็ ด้วยกับแนวทางของรูปแบบอยู่ในระดับปานกลาง
ระดับ 2 หมายถึง เห็นดว้ ยกบั แนวทางของรูปแบบอยู่ในระดับนอ้ ย
ระดับ 1 หมายถึง เห็นด้วยกับแนวทางของรูปแบบอยูใ่ นระดับนอ้ ยที่สดุ
ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับรูปแบบการบริหารเพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียน
ท่มี ีความบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญา ในลักษณะของแบบสอบถามปลายเปิด
187
4.4 กำรสร้ำงเคร่อื งมือ
ผู้วจิ ัยไดด้ าเนินการสรา้ งและปรบั ปรุงเครื่องมือเป็นแบบ สอบถาม โดยศกึ ษาวรรณกรรม
ท่ีเก่ียวข้อง ศึกษาผลท่ีได้จากการวิจัยและจากการพัฒนารูปแบบจากการสนทนากลุ่ม แล้วนาผลที่ได้
จากการศึกษามาสร้างและปรับปรุงเคร่ืองมือ จากนั้นนาแบบสอบถามที่สร้างและปรับปรุงแล้วไปขอ
คาแนะนาปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญหาค่าความเท่ียงตรงเชิงเน้ือหา (Content Validity) โดยหาค่าดัชนี
ความสอดคลอ้ ง (IOC) โดยผเู้ ชย่ี วชาญดา้ นการบริหารการศกึ ษาพิเศษ 1 คน ผู้เช่ียวชาญดา้ นคนพิการ
ทางสติปัญญา 1 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยและวัดผล 1 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาไทย 1 คน
ผู้บรหิ ารโรงเรียนระดบั เชยี่ วชาญ 1 คน ไดแ้ ก่
1. นายศักดิ์ดา เรืองเดช ผู้อานวยการเชี่ยวชาญ โรงเรียนพิษณุโลกปัญญานุกูล
จงั หวัดพิษณโุ ลก สังกดั สานักบรหิ ารงานการศึกษาพิเศษ
2. นางสุรัญจิต วรรณนวล ผู้อานวยการเช่ียวชาญ ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจา
จงั หวดั ลาปาง สังกดั สานักบรหิ ารงานการศึกษาพเิ ศษ
3. รองศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ทา้ ยเรือคา อาจารยป์ ระจาภาควชิ าหลักสูตรการสอน
และการเรยี นรู้ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่ จงั หวดั เชยี งใหม่
4. นางฉัตรชนก ตันมา ศกึ ษานเิ ทศชานาญการพิเศษ สานกั งานเขตพื้นที่การศึกษาแพร่
เขต 1 จังหวดั แพร่
5. นางกชกร สุ่มมาตย์ ครูเชี่ยวชาญ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียน -
ราชประชานเุ คราะห์ 28 จังหวัดยโสธร สงั กดั สานักบรหิ ารงานการศกึ ษาพิเศษ
โดยกาหนดค่าดัชนคี วามสอดคล้องของแบบสอบถามที่ใช้ได้อยรู่ ะหว่าง 0.5 - 1 และ
นาข้อเสนอแนะที่ได้มาปรับปรุงแบบสอบถามจากนั้นนาผลการตรวจสอบของผู้เช่ียวชาญมาปรับปรุง
เคร่ืองมือเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วนาไปทดลองใช้ (Try Out) หาค่าความเช่ือมั่น (Reliability) กับกลุ่ม
ตวั อย่างของโรงเรยี นกาวลิ ะอนุกูล จงั หวัดเชียงใหม่ ไดค้ า่ ความเชื่อมั่นเทา่ กับ 0.97
4.5 กำรเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้วจิ ยั ไดด้ าเนินการเก็บรวบรวมขอ้ มลู ตามขน้ั ตอน ดงั น้ี
4.5.1 ทาหนังสือแจ้งขอความร่วมมือไปยังผู้บริหาร รองผู้บริหารฝ่ายวิชาการ ครูผู้สอน
และกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานโรงเรียนเฉพาะความพิการ ท่ีสอนนักเรียนท่ีมีความบกพร่อง
ทางสติปญั ญา สงั กดั สานักบรหิ ารงานการศึกษาพเิ ศษ
4.5.2 สง่ แบบสอบถามใหก้ ับโรงเรยี นเฉพาะความพกิ ารในการตอบแบบสอบถาม
4.5.3 ในการเก็บรวบรวมข้อมลู ผ้วู ิจัยบรรจุซองท่ีจ่าหน้าถึงโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล
จังหวดั แพร่ เพ่ือสง่ กลบั มายงั ผวู้ จิ ัย
4.6 กำรวิเครำะหข์ อ้ มลู
เม่ือได้รับข้อมูลคืนมาทั้งหมดแล้ว จึงพิจารณาตรวจสอบเพื่อคัดเลือกแบบสอบถามท่ีมี
ความสมบูรณ์ครบถ้วน แลว้ รวบรวมแบบสอบถามที่สมบรู ณ์มาจัดระเบยี บข้อมูลลงรหัส จากนั้นนาไป
วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสาเรจ็ รปู