The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kritsadapa Inpracha, 2020-10-28 06:07:57

งานวิจัยการพัฒนารูปแบบการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่

นายพูลศักดิ์ ตุละวิภาค
ผู้อำนวยการโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่

88
สานักงานคณะกรรมการขา้ ราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา (2561: 8) คุณภาพชีวติ
หมายถึง สภาพความเป็นอยู่ของบุคคลท่ีมีความพึงพอใจต่อสภาพความเป็นอยู่ของตนเอง ความรู้สึก
ถึงความสุขหรือมีชีวิตที่ดี ซึ่งสามารถรับรู้ได้ทั้งในเรือ่ งของร่างกายและจิตใจ โดยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
กับสุขภาพ ครอบครัว การทางาน เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจาเป็นต่อการดา รงชีวิต
และมีความพร้อมทสี่ มบูรณ์
จากการอธิบายความหมายของ คณุ ภาพชีวิต ในมิตติ ่าง ๆ ที่ยกมากล่าวอ้างในข้างต้น
สามารถสรุปได้ว่า คุณภาพชีวิต หมายถึง การมีภาวะความเป็นอยู่ท่ีดีมีความสุข มีความพอใจในตนเอง
ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ และด้านสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา การเมือง และศาสนา ของบุคคล ที่เป็นไป
ตามเป้าหมาย หรือความคาดหวัง โดยมีสภาวะที่เกิดข้ึนทางจติ ใจเป็นดัชนีชี้วัด กล่าวคือ ถ้าเกิดสภาวะ
ทางจิตใจเป็นไปตามเป้าหมายหรือความคาดหวังก็จะรู้สึกได้ถึงการมีคุณภาพชีวิตท่ีดี แต่หากเกิดสภาวะ
ทางจิตใจไมเ่ ป็นไปตามเปา้ หมายหรอื ท่คี าดหวังก็จะรู้สกึ ไดถ้ งึ การมีคณุ ภาพชวี ิตทไี่ ม่ดี
สาหรับคุณภาพชีวิตของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนแพร่ -
ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ ที่ผู้วิจัยต้องการพัฒนา หมายถึง การมีสภาวะความเป็นอยู่ของนักเรียน
โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ ในระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 ถึงระดับช้ันมัธยม ศึกษาปีที่ 6
ท่ีมีสุขภาพทางกายและจิตใจท่ีดี มีความรู้และทักษะที่จาเป็นในการดารงชีวิต และนักเรียนในระดับ
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 - 6 มที ักษะทางอาชีพที่เรียนรู้ สามารถพงึ่ พาชว่ ยเหลือตนเองได้ไม่เป็นภาระต่อ
ผู้ปกครองและบุคคลอื่น หลังจากได้รับการพัฒนาทางด้านสุขภาพทางกายและจิตใจ ได้รับการพัฒนา
ทางการศึกษา และได้รับการพัฒนาทางอาชีพ ด้วยรปู แบบการพัฒนาท่ีสร้างขน้ึ และเป็นไปตามความ
คาดหวัง
7.2 แนวคดิ ทเี่ กี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวติ
สาราญ จูช่วย (2554: 22 - 24) ได้กล่าวถึงทฤษฎีลาดับความต้องการของมนษุ ย์
ของมาสโลว์ ที่ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีแรงจูงใจของมนุษย์(Theory of Human Motivation)
โดยได้จัดลาดับขั้นตอนความต้องการ (The Need Hierarchy) ของมนุษย์ตามความปรารถนาที่จะได้รับ
การตอบสนอง ซึง่ มกี ารแบ่งลาดับข้ันของความตอ้ งการจากตา่ สุดไปสูงสุด เป็น 5 ระดับ คอื
1. ความต้องการทางร่างกาย (Physiological Needs) เป็นความต้องการลาดับต่าสุด
และเปน็ พนื้ ฐานของชวี ิต เชน่ ความตอ้ งการอาหาร นา้ อากาศ ท่อี ย่อู าศัย เปน็ ต้น
2. ความต้องการความปลอดภัย (Safety Need) เป็นความต้องการที่จะเกิดขึ้น
หลังจากท่ีความต้องการทางร่างกายได้รับการตอบสนองอย่างไม่ขาดแคลนแล้วมนุษย์ก็จะมีความต้องการ
ในเรื่องอื่นอีกต่อไปคือ ความต้องการความปลอดภัย สภาพแวดล้อมท่ีปลอดจากอันตรายท้ังทางกาย
และจิตใจ
3. ความต้องการทางสังคม (Social Needs) เม่ือมีความปลอดภัยในชีวิตและม่ันคง
ในการงาน คนเราจะต้องการความรัก มิตรภาพ ความใกล้ชิดผูกพัน ต้องการเพ่ือน การมีโอกาสสังสรรค์
กับผ้อู นื่ ไดร้ บั การยอมรับเป็นสมาชิกในกลุ่มใดกลุม่ หนง่ึ หรอื หลายกลุม่
4. ความต้องการเกียรติยศชื่อเสียง (Esteem Needs) เมื่อความต้องการทางสังคม
ได้รับการตอบสนองแล้ว คนเราจะตอ้ งการสรา้ งสถานภาพของตนเองใหส้ งู เด่น มคี วามภมู ใิ จและสร้าง
การนบั ถือตนเอง ช่นื ชมในความสาเร็จของงานทีท่ าความรสู้ ึกมั่นใจในตัวเองและเกียรตยิ ศ ความตอ้ งการ
เหล่านี้ ได้แก่ ยศ ตาแหน่ง ระดับเงินเดือนท่ีสูง งานท่ีท้าทาย ได้รับการยกย่องจากผู้อ่ืน มีส่วนร่วม
ในการตดั สินใจในงาน โอกาสแหง่ ความกา้ วหน้าในงานอาชีพ เป็นต้น

89

5. ความต้องการเติมความสมบูรณ์ให้ชีวิต (Self-actualization Needs) เป็นความ
ตอ้ งการระดับสูงสดุ คอื ตอ้ งการจะเติมเต็มศักยภาพของตนเอง ต้องการความสาเร็จในส่ิงที่ปรารถนา
สูงสุดของตนเอง ความเจริญก้าวหน้า การพัฒนาทักษะความสามารถ มีความเป็นอิสระในการตัดสินใจ
และความคิดสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ การก้าวสตู่ าแหน่งท่สี งู ข้นึ ในอาชพี และการงาน ฯลฯ

แมคเคิลแลนด์ (Mcclelland, 1973) กล่าวว่า บุคคลเรียนรู้ความต้องการจากสังคม
ท่เี ก่ียวข้อง ความต้องการจึงถูกก่อตัวและพัฒนามาตลอดชว่ งชีวิตของแตล่ ะคนและเรียนรวู้ ่าในสังคมเรา
มคี วามตอ้ งการทส่ี าคญั 3 ประการ คือ

1. ความตอ้ งการความสาเร็จ (Need for Achievement) เปน็ ความต้องการทีจ่ ะทางาน
ไดด้ ขี ึ้น มปี ระสิทธภิ าพมากข้นึ มมี าตรฐานสูงขน้ึ ในชวี ิต

2. ความต้องการอานาจ (Need of Power) เป็นความต้องการท่ีจะมีส่วนควบคุม
สร้างอิทธพิ ลหรือรับผดิ ชอบในกิจกรรม

3. ความต้องการความผูกพัน (Need for Affiliation) เป็นความต้องการท่ีจะรักษา
มติ รภาพและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลไว้อย่างใกล้ชิด ซ่ึงสัดสว่ นของความต้องการทั้งสามน้ีในแต่ละคน
มีไม่เหมือนกัน บางคนอาจมีความต้องการอานาจสูงกว่าความต้องการด้านอ่ืน ในขณะท่ีอีกคนหนึ่ง
อาจมีความต้องการความสาเรจ็ หรือบางคนมีความต้องการความผูกพันมากกวา่ ความต้องการดา้ นอื่น
เป็นตน้

สรุป แนวคิด ทฤษฎที เี่ กี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตจะพบว่า การตอบสนองความต้องการจะเริ่ม
จากระดับต่าก่อนความต้องการระดับสูง มนุษย์มีความต้องการด้านร่างกายก่อนจึงจะเกิดความต้องการ
ทางดา้ นจิตใจ การทีบ่ ุคคลไดร้ ับการตอบสนองต่อความต้องการในด้านต่าง ๆ อยา่ งเพียงพอและเหมาะสม
จะนามาสู่ความสุขความพอใจ สามารถดารงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข แต่สาหรับความต้องการ
ของนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางด้านสติปัญญาเพื่อสนองตอบให้ได้มาซ่ึงคุณภาพชีวติ ที่ดีของตัวเอง
น้ัน เปน็ สง่ิ ที่ผู้ปกครองหรือผูด้ ูแลจะต้องจัดหา สรา้ งโอกาส จัดสภาพแวดล้อมในด้านต่าง ๆ ให้เอือ้ ต่อ
การส่งเสริมการตอบสนองความต้องการทางด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ความรัก ความผูกพัน ด้านสังคม
ใหก้ บั นักเรยี นผพู้ กิ ารดังกล่าวได้รับและสง่ ผลตอ่ คณุ ภาพชีวิตที่ดีขึ้นเชน่ เดียวกับบุคคลปกติท่วั ไป

7.3 คาจากัดความของภาวะบกพร่องทางสตปิ ัญญา
ประเทศสหรัฐอเมริกาถือเป็นผู้นาทางแนวคิดด้านภาวะบกพร่องทางสติปัญญา

องค์กรที่มีบทบาทสาคัญคือ สมาคมเพื่อภาวะบกพร่องทางสติปัญญาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา
(American Association on Mental Retardation หรือ AAMR) ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนช่ือเป็น
สมาคมเพื่อภาวะบกพร่องทางสติปัญญาและพัฒนาการแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (American
Association on Intellectual and Developmental Disabilities หรือ AAIDD) ได้นิยามคาว่า
ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา (Mental retardation และภายหลังได้เปลี่ยนเป็น Intellectual
disability) ไว้ว่า ผู้บกพร่องทางสติปัญญา มีระดับเชาวน์ปัญญาต่ากว่าเกณฑ์ปกติ คือ 70 - 75 และ
ทกั ษะการปรบั ตวั บกพรอ่ งอย่างน้อย 2 ด้านใน 10 ด้านไดแ้ ก่ ทักษะการสื่อสาร ทกั ษะการดูแลตนเอง
ทักษะการใช้ชีวิตในบ้าน ทักษะทางสังคมและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ทักษะการใช้สาธารณสมบตั ิ
ทักษะการควบคุมตนเอง ทักษะทางสุขภาพและความปลอดภัย ทักษะทางวิชาการเพื่อใช้ใน
ชีวติ ประจาวัน ทกั ษะการใช้เวลาว่าง และทกั ษะการทางาน โดยระดบั เชาวนป์ ญั ญาที่ตา่ กว่าเกณฑ์ปกติ
และทักษะการปรับตัวท่ีบกพร่องนต้ี ้องเกิดขนึ้ ก่อนอายุ 18 ปี (Crane, 2002: 79 - 83)

90

ภายหลังสมาคมเพอ่ื ภาวะบกพร่องทางสติปัญญาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (AAMR)
ได้เปลี่ยนช่ือเป็น สมาคมเพื่อภาวะบกพร่องทางสติปัญญาและพัฒนาการแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา
(American Association on Intellectual and Developmental Disabilities หรือ AAIDD)
แล้วนิยามของภาวะบกพร่องทางสติปัญญาก็เปลี่ยนแปลงไป แม้การเปลี่ยนแปลงนั้นจะไม่ได้กระทบ
ต่อแนวคดิหลักของสมาคมฯ มากนัก แต่ก็สมควรบันทึกการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไว้ด้วยว่า สมาคม
เพื่อภาวะบกพร่องทางสติปัญญาและพัฒนาการแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (AAIDD) ได้นิยาม ภาวะ
บกพร่องทางสติปัญญาไว้ว่า เป็นภาวะท่ีบุคคลมีข้อจากัดในด้านการปฏิบัติงานทางสมอง และด้าน
พฤตกิ รรมการปรับตวั ซ่ึงพฤติกรรมการปรับตัวนี้สะท้อนออกมาในทักษะ 3 ดา้ น ได้แก่ 1. ทกั ษะการคิด
(Conceptual skill) เกี่ยวกับภาษา การอ่านและการเขียน รวมถึงการใช้เงิน เวลา จานวน 2. ทักษะ
ทางสังคม (Social skill) เป็นปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ความรับผิดชอบต่อสังคม ความรู้สึกดดีต่อตนเอง
การระวังอันตราย การแก้ปัญหาในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในสังคม
การเคารพกฎหมาย และการดูแลตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดี และ 3. ทักษะการปรับตัว
ในชีวิตประจาวัน (Practical adaptive skill) หมายถึง การทากิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจาวัน เช่น
การดูแลตนเอง ทักษะอาชีพ การดูแลสุขภาพอนามัย การเดินทาง การดาเนินชีวิตตามกิจวัตรตาราง
หรือกาหนดการที่วางไว้ การดูแลความปลอดภัยของตนและหลีกเลีย่ งวัตถุอันตราย การใช้เงิน การใช้
โทรศัพท์ เปน็ ตน้ ทง้ั นี้ ขอ้ จากัดทั้ง 3 ประการนตี้ ้องเกิดขึ้นก่อนอายุ 18 ปดี ว้ ยเช่นกัน (Schalock, et al.,
2010)

นพวรรณ ศรีวงค์พานิช, พัฎ โรจน์มหามงคล (2551: 179) ให้คาจากัดความของ
ภาวะบกพร่องทางสติปัญญาหรือภาวะปัญญาอ่อน หมายถึง ภาวะที่มีความผิดปกติที่เกิดขึ้นในช่วงท่ี
สมองยังมกี ารพัฒนา (ประมาณกอ่ นอายุ 18 ปี) สง่ ผลใหเ้ กดิ ความบกพรอ่ ง ได้แก่

1. มขี ้อจากัดด้านสตปิ ัญญา [ระดับเชาวน์ปัญญา (IQ) ตา่ กวา่ 70 (คา่ ปกติ 90 - 110)]
2. มีพฤติกรรมในการปรบั ตวั บกพรอ่ งต้ังแต่ 2 ดา้ นขน้ึ ไป จากทั้งหมด 10 ดา้ น
3. อาการแสดงออกกอ่ นอายุ 18 ปี
แต่อย่างไรก็ตามในเด็กท่ีอายุต่ากว่า 2 ปี ที่มีอาการแสดงภาวะบกพร่องทางสติปัญญา
ยงั ไมค่ วรได้รับการวินิจฉัยว่ามีความบกพร่องทางสติปัญญายกเว้นพบความบกพร่องอย่างรนุ แรงและ/หรือ
พบภาวะท่ีมีความสัมพันธส์ ูงกับภาวะบกพร่องทางสตปิ ัญญา เชน่ กล่มุ อาการดาวน์ ดงั น้ัน เด็กอายุต่ากว่า
2 ปี ที่ไม่มีข้อยกเว้นดังกล่าวข้างต้น มักได้รับการวินิจฉัยว่ามี “ภาวะบกพร่องทางพัฒนาการ” และ
ควรไดร้ ับการชว่ ยเหลอื กระตุ้นพัฒนาการและตดิ ตามการวินิจฉยั ตอ่ ไปเม่อื เด็กอายมุ ากขนึ้
กระทรวงศึกษาธิการ (2552: 45) ได้ให้นิยามไว้ว่า บุคคลท่ีบกพร่องทางสติปัญญา
ได้แก่ บุคคลที่มีความจากัดอย่างชัดเจนในการปฏิบัติตน (Functioning) ในปัจจุบัน ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ
คือ ความสามารถทางสติปัญญาต่ากว่าเกณฑ์เฉลี่ยอย่างมีนัยสาคัญร่วมกับความจากัดของทักษะ
การปรับตัวอีกอย่างน้อย 2 ทักษะจาก 10 ทักษะ ได้แก่ การสื่อความหมาย การดูแลตนเอง
การดารงชีวิตในบ้าน ทักษะทางสังคม/การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น การรู้จักใช้ทรัพยากรในชุมชน
การรู้จักดูแลควบคุมตัวเอง การนาความรู้มาใช้ในชีวิตประจาวัน การทางาน การใช้เวลาว่าง การรักษา
สขุ ภาพอนามยั และความปลอดภยั ทง้ั น้ี ได้แสดงอาการดงั กล่าวกอ่ น อายุ 18 ปี

91

สจุ ินต์ สว่างศรี (2556: 72) ได้สรุปว่า บุคคลทีม่ ีความบกพร่องทางสติปัญญา หมายถึง
บุคคลที่มีความบกพร่องท่ีบ่งบอกลักษณะโดยข้อจากัดอย่างชัดเจนทั้งความสามารถทางสติปัญญาและ
พฤติกรรมการปรับตัวที่แสดงให้เห็นใน 3 ด้าน ได้แก่ ทักษะการรับรู้ ทักษะทางสังคม และทักษะ
การปรบั ตวั ทสี่ ามารถนาไปใช้ได้จริง และแสดงอาการก่อนอายุ 18 ปี ขอ้ จากดั อยา่ งมากในการแสดง
ความสามารถพิจารณาจากความสามารถทางสติปัญญาที่ต่ากว่าเกณฑ์ ประกอบกับทักษะในการสื่อ
ความหมาย การช่วยเหลือตนเอง ทักษะทางสังคม ลักษณะนิสัยที่จาเป็นในการทางาน และการประกอบ
อาชีพ และมีความจาเป็นเป็นพิเศษท่ีจะต้องได้รับความช่วยเหลือด้านหน่ึงด้านใดเพื่อให้สามารถปฏิบัติ
กจิ กรรมในชีวติ ประจาวันหรอื เข้าไปมีส่วนร่วมทางสงั คมได้อย่างบคุ คลทวั่ ไป

เปรมวดี เด่นศิริอักษร (2557: ไม่มีเลขหน้า) บุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา
หมายถึง

1. ความสามารถทางปัญญาหรือเชาวนป์ ัญญาบกพร่อง เช่น มีปญั หาในการใชเ้ หตุผล
การแก้ปัญหา การวางแผน การคิดเชิงนามธรรม การตัดสินใจ การเรียนรู้ทางวชิ าการ และการเรียนรู้
จากประสบการณ์ ซ่งึ ยืนยันโดยการประเมนิ อาการทางคลนิ กิ และการทดสอบเชาวป์ ัญญา

2. ทกั ษะการปรับตนบกพร่อง ไมส่ ามารถทาได้ตามเกณฑ์อายุ และตามเกณฑ์มาตรฐาน
ของสงั คมและวัฒนธรรม ส่งผลใหเ้ กิดปัญหาและมีข้อจากัดในการดารงชวี ิตประจาวนั ด้านใดด้านหน่ึง
หรือหลายด้านร่วมกัน เช่นการสื่อสาร การเข้าสังคมและการใช้ชีวิตอิสระ ปัญหาการปรับตัวเกิดขึ้น
ทั้งทบ่ี ้าน โรงเรยี น ทที่ างาน และชมุ ชน

3. ความบกพร่องในข้อ 1 และขอ้ 2 เกิดขึ้นในระยะพัฒนาการต้ังแต่ชว่ งวยั เด็กหรือ
วัยรุ่นจากคาจากัดความของภาวะบกพร่องทางสติปัญญาดังกลา่ วข้างต้น ทาให้สรุปได้ว่า นักเรียนท่ีมี
ความบกพร่องทางสติปัญญา หมายถึง ผู้เรียนท่ีมีพัฒนาการทางด้านสติปัญญาล่าช้าหรือมีระดับเชาว์
ปัญญา (IQ) ต่ากว่าเกณฑ์ของคนปกติ คือ ต่ากว่า 70 และมีข้อจากัดในด้านความสามารถทักษะ
การปรับตัวบกพร่องหรือล่าช้ากว่าเด็กปกติในช่วงวัยเดียวกัน ส่งผลให้เกิดปัญหาและข้อจากัดในการ
ดารงชวี ติ ในด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้าน เชน่ ด้านการปรับตัว ดา้ นความคิด ดา้ นสงั คม ซง่ึ ไมส่ ามารถ
ที่จะกระทาไดด้ ้วยตนเอง

จากการท่ีนักวิชาการต่าง ๆ ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับภาวะบุคคลท่ีมีความบกพร่อง
ทางสติปัญญา (Intellectual Disability) สามารถสรุปได้ว่า บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
หมายถึง บุคคลที่มีสภาวะข้อจากัดทางด้านสติปัญญาหรือมีระดับเชาว์ปัญญา (IQ) ต่ากว่าเกณฑ์
ของคนปกติ คือ ต่ากว่า 70 ก่อให้เกิดพัฒนาการทางด้านสติปัญญาล่าช้าไม่เป็นไปตามวัย มีปัญหา
ในการใช้เหตุผล การแก้ปัญหา การวางแผน การคิดเชิงนามธรรม การตัดสินใจ การเรียนรู้ทางวิชาการ
และการเรียนรู้จากประสบการณ์ และพฤติกรรมในการปรับตัวบกพร่องไม่เป็นไปตามเกณฑ์อายุ และ
ตามเกณฑ์มาตรฐานของสังคมและวัฒนธรรมส่งผลให้เกิดปัญหาและข้อจากัดในการดารงชีวิต ขาดทักษะ
ในการส่ือสาร ทักษะทางสังคม และทกั ษะการปฏบิ ัติ

92

7.4 ประเภทภาวะบกพร่องทางสติปัญญา
สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. (2559: 2 - 5) ได้กล่าวไว้ใน

คู่มือปัญหาสุขภาพท่ีพบบ่อยและการดูแลสุขภาพในบุคคลท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา ว่าภาวะ
บกพร่องทางสตปิ ัญญา แบง่ ออก เปน็ 2 ประเภท ดงั นี้

1. แบง่ ตามระดับความรุนแรง เปน็ การแบง่ โดยใช้คา่ คะแนนระดบั เชาวน์ปญั ญาหรือ
IQ โดยแบง่ ภาวะบกพร่องทางสตปิ ัญญาเปน็ 4 ระดบั ไดแ้ ก่ เลก็ นอ้ ย (mild) ปานกลาง (moderate)
รนุ แรง (severe) และรนุ แรงมาก (profound)

1.1 ภาวะบกพร่องทางสติปญั ญาเล็กนอ้ ย
มักได้รับการวินิจฉัยเมื่อเข้าสู่วัยเรียนแล้ว ก่อนหน้านั้นพัฒนาการต่าง ๆ

มักจะยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ช่วง ป.1 - ป.2 อาจจะเริ่มพบว่าเรียนไม่ทันเพื่อน อ่านออกเขียนไม่คล่อง
ชอบเล่นกับเด็กที่เล็กกว่า ส่วนใหญ่เรียนได้ถึงช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 หรือสูงกว่า เมื่อเป็นผู้ใหญ่
สามารถทางาน ดูแลครอบครัวได้ แต่อาจต้องการความช่วยเหลือบ้างเป็นคร้ังคราวเมื่อมีปัญหาชีวิต
มักไม่พบสาเหตุชัดเจน ส่วนใหญ่จะสัมพันธ์กับปัจจัยทางสังคม ความยากจน ด้อยโอกาส ขาดการกระตุ้น
พฒั นาการทเี่ หมาะสม

1.2 ภาวะบกพร่องทางสติปัญญาปานกลาง
มักได้รับการวินิจฉัยต้ังแต่ก่อนวัยเรียน เมื่ออายุประมาณ 2 - 3 ปี มักพบ

ประวัติพูดช้า การดูแลตนเองในชีวิตประจาวัน เช่น การแต่งตัว การทาความสะอาดร่างกายช้ากว่า
เด็กวัยเดียวกัน สามารถเรียนได้ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 – 3 ในชั้นเรียนปกติ ในวัยเรียนมักต้องการ
การจดั การศึกษาพิเศษ สามารถเรียนรู้การเดินทางตามลาพังได้ในสถานที่ท่ีคุ้นเคย ใชช้ ีวิตในชุมชนได้ดี
ทั้งการดารงชีวิตและการงานแต่ต้องการความช่วยเหลือปานกลางตลอดชีวิต ประมาณร้อยละ 20
ดารงชวี ิตอยู่ไดด้ ้วยตนเอง

1.3 ภาวะบกพร่องทางสตปิ ญั ญารุนแรง
พบความผิดปกติของพฒั นาการต้ังแต่ขวบปแี รก มักมีพฒั นาการล่าชา้ ทุกด้าน

โดยเฉพาะพัฒนาการด้านภาษา ส่ือความหมายได้เพียงเล็กน้อยหรือพูดไม่ได้เลย บางรายเร่ิมพูดได้
เมื่อเข้าสู่วัยเรยี น มีปัญหาในการเคลือ่ นไหว ในบางรายพบความผิดปกตมิ ากกว่าหนึ่งอย่าง มีทักษะ
การป้องกันตนเองน้อย ดูแลตนเองได้จากัด อาจจะทางานง่าย ๆ ได้ ส่วนใหญ่ต้องการการดูแล
อย่างใกลช้ ดิ หรือตอ้ งช่วยเหลือในทกุ ๆ ดา้ นอย่างมากตลอดชีวิต

1.4 ภาวะบกพร่องทางสตปิ ัญญารุนแรงมาก
พัฒนาการลา่ ช้าชัดเจนตงั้ แต่แรกเกิด มักพบความบกพร่องอยา่ งอืน่ ร่วมดว้ ย

เช่น ด้านประสาทสัมผัสและการเคล่ือนไหว ส่วนใหญ่พบว่ามีความผิดปกติของสมอง อาจจะฝึก
การช่วยเหลือตนเองได้บ้าง แต่ต้องอาศัยการฝึกอย่างมากต้องการการดูแลตลอดเวลาตลอดชีวิต
แม้จะเป็นผใู้ หญ่แล้วกต็ าม

2. แบง่ ตามระดับความช่วยเหลือท่ีต้องการ เปน็ การแบ่งเพื่อออกแบบและจัดหาบริการ
สนบั สนนุ สาหรับผู้บกพร่องทางสตปิ ัญญาแต่ละบุคคลทมี่ ีข้อจากัดให้เขา้ ถงึ ระบบการศึกษาท่ัวไป และ
ดารงชีวิตอยู่ในสงั คมได้ใกลเ้ คียงกับคนปกติมากที่สุด อย่างไรก็ตามการแบ่งแบบนี้ก็ยังมีความสัมพันธ์
กบั การแบ่งตามระดับความรุนแรง ดงั ตารางตอ่ ไปน้ี

93

ตารางที่ 1 แสดงการแบ่งภาวะบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาตามระดบั ความรุนแรง ระดับความช่วยเหลอื
ทต่ี ้องการ และร้อยละท่ีพบ

การแบง่ ภาวะบกพร่องทางสติปัญญาตามระดับความรุนแรง

ระดับความช่วยเหลอื ทต่ี อ้ งการ และรอ้ ยละทพ่ี บ

ระดับความรุนแรง ระดบั ระดับความช่วยเหลอื ท่ีตอ้ งการ รอ้ ยละ
IQ ที่พบ
85
- บกพร่องทางสตปิ ญั ญาเล็กนอ้ ย 50 - 70 ต้องการความช่วยเหลอื
10
(Mild Intellectual disability) เปน็ คร้ังคราว
3-4
- บกพร่องทางสติปัญญาปานกลาง 35 - 49 ตอ้ งการความช่วยเหลอื ปานกลาง
1-2
(Moderate Intellectual

disability)

- บกพร่องทางสตปิ ญั ญารนุ แรง 20 - 34 ต้องการความช่วยเหลือมาก

(Severe Intellectual disability)

- บกพร่องทางสตปิ ญั ญารุนแรงมาก < 20 ต้องการความช่วยเหลอื ตลอดเวลา

(Profound Intellectual disability)

ทม่ี า: คูม่ ือปญั หาสขุ ภาพที่พบบ่อยและการดแู ลสขุ ภาพในบุคคลทมี่ ีความบกพร่องทางสติปญั ญา
(สถาบนั ราชานกุ ูล, 2559 ข: 3)

จากตาราง กลุ่มท่รี ะดับเชาวนป์ ัญญาสูงกว่า 50 มกั เปน็ กลุ่มท่ีเรียนได้ ซ่งึ ได้รับประโยชน์
จากโปรแกรมการศึกษา ส่วนกลุ่มที่ระดับเชาวน์ปัญญาต่ากว่า 50 จะเน้นที่การฝึกทักษะที่จาเป็นต้อง
ใชใ้ นการดารงชวี ิตประจาวัน มากกวา่ ทีจ่ ะเนน้ การเรียน

American Association on Mental Retardation (พัชรีวัลย์ เกตุแก่นจันทร์,
2539: 32; อ้างอิงจาก American Association on Mental Retardation (AAMR), 1992: 67 - 77)
แบ่งระดับความรุนแรงตามลักษณะความต้องการความช่วยเหลือ และรูปแบบของการให้ความช่วยเหลอื
โดยพิจารณาจากความต้องการเกี่ยวกับการบริการช่วยเหลือของบุคคลทมี่ ีความบกพร่องทางสติปัญญา
ท่ีประเมนิ แบง่ เป็น 4 ระดับ คือ

1. ต้องการความชว่ ยเหลือเปน็ ครงั้ คราว (Intermittent) ได้แก่
1.1 ชว่ ยเหลอื เมือ่ จาเปน็ (AS need Basis)
1.2 ชว่ ยเหลอื ระยะส้นั ๆ เม่ือมีภาวะวิกฤตในชีวติ เชน่ พอ่ แมเ่ สียชวี ิต
1.3 ช่วยเหลอื เป็นคร้ังคราว

2. ตอ้ งการความชว่ ยเหลอื ตามระยะเวลาท่ีกาหนด (Limited) ได้แก่
2.1 ช่วยเหลอื สม่าเสมอในชว่ งเวลาหนงึ่ ๆ
2.2 ให้ความช่วยเหลอื เปน็ ระยะ ๆ
2.3 ช่วยเหลอื เป็นทมี
2.4 ช่วยเหลือเป็นช่วงเวลาในระยะสาคัญของชีวิต เช่น การเปล่ียนสถานภาพ

จากวัยเดก็ เปน็ วยั ผู้ใหญ่

94

3. ต้องการความชว่ ยเหลือติดต่อตลอดไป (Extensive) ได้แก่
3.1 ชว่ ยเหลือสม่าเสมอในกิจกรรมประจาวันและในสถานการณ์แวดล้อมบางระการ

เช่น ทบี่ ้าน ที่ทางาน
3.2 ไม่จากัดเวลา เชน่ การดแู ลท่ีบา้ น

4. ต้องการช่วยเหลือทกุ ๆ ดา้ น อย่างทว่ั ถึงและตอ้ งการมากท่ีสุด (Pervasive) ไดแ้ ก่
4.1 ต้องการได้รบั ความชว่ ยเหลือเปน็ ประจาอย่างมากในสถานการณ์ต่าง ๆ
4.2 ตอ้ งการช่วยเหลือโดยบคุ ลากรหลายฝ่าย
4.3 ไม่มีการจากดั เวลา

ในปัจจุบัน สมาคม AAMR หรือ สมาคม AAIDD ยังคงพิจารณาระดับความรุนแรง
ตามระดบั ความช่วยเหลือทบี่ ุคคลน้ันต้องการ แต่เสนอใหพ้ ิจารณาบุคคลท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา
เป็นรายบุคคลแทนการแบ่งคนเหล่าน้ีออกเป็นระดับต่าง ๆ เพราะถึงแม้คนเหล่าน้ีจะมีความบกพร่อง
แตก่ ็เปน็ มนุษย์ที่มีอัตลักษณ์ของตนเอง แตล่ ะคนจงึ แตกต่างกัน บคุ ลากรทางวิชาชีพจงึ ไม่ควร “เหมา”
เอาว่าบุคคลเหล่าน้ีมีเพียง 4 กลุ่ม เท่าน้ัน อีกท้ังยังเช่ือว่าการทราบระดับความรุนแรงของบุคคลนั้น
ไม่ได้ทาให้บุคลากรวิชาชีพให้บริการแก่คนนัน้ ๆ ได้ดีข้ึน เพราะระดับความรุนแรงไม่ได้ไม่ได้ให้ข้อมลู
มากพอท่ีบุคลากรวิชาชีพจะวางแผนการช่วยเหลือได้ถูกต้อง ดังน้ันการแบ่งกลุ่มและระบบการช่วยเหลือ
ของสมาคม AAIDD (ฉบับแก้ไขครั้งที่ 11) จึงไม่ได้แบ่งภาวะความบกพร่องทางสติปัญญาออกเป็น
ระดับต่าง ๆ (กลุ ยา ก่อสวุ รรณ และยวุ ดี วริ ิยางกูล, 2561: 25 - 26)

สาหรับ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ยังคงแบ่งระดับ
ความความรุนแรงของภาวะบกพร่องทางสติปัญญาออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้ (กุลยา ก่อสุวรรณ และ
ยวุ ดี วริ ิยางกูล, 2561: 25 อา้ งถงึ WHO, 2016)

1. ระดับเล็กน้อย (Mild) มีระดบั IQ ท่ี 50 - 69 ระดบั พฒั นาการเทา่ กบั 9 - 12 ปี
2. ระดบั ปานกลาง (Moderate) มรี ะดบั IQ ที่ 35 - 49 ระดบั พฒั นาการเทา่ กับ 6 - 9 ปี
3. ระดับรนุ แรง (Severe) มรี ะดับ IQ ที่ 20 - 34 ระดบั พัฒนาการเทา่ กบั 3 - 6 ปี
4. ระดับรนุ แรงมาก (Profound) มีระดบั IQ ตา่ กว่า 20 ระดบั พัฒนาการต่ากวา่ 3 ปี
การจาแนกประเภทของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาในสถานศึกษาน้ันยังมี
ความจาเปน็ ในการแยกประเภทตามระดับความรุนแรง เพื่อเป็นการง่ายต่อการส่ือสารระหว่างกันของครู
ผู้ปกครอง หรือนักสหวิชาชีพ ในการวางแผนให้การดูแลช่วยเหลือ หรือฟื้นฟู ซึ่งมีความจาเป็นต้องมี
การคัดกรองร่วมกันระหว่าง ครู นักจิตวิทยา แพทย์ และผู้ปกครอง เพราะนอกจากจะพิจารณาผล
การทดสอบทางจิตวิทยาแล้วควรมีการสังเกตพฤติกรรมของเด็ดควบคู่กันไปด้วย เพื่อประโยชน์ในการ
จดั การศกึ ษาให้เหมาะสมกบั เด็กแต่ละประเภทต่อไป

95
7.5 การฟน้ื ฟสู มรรถภาพในบุคคลท่มี ีภาวะบกพร่องทางสตปิ ัญญา

สถาบันราชนุกูล (2559: 6 - 8) ได้กล่าวถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพในบุคคลที่มีภาวะ
บกพร่องทางสติปญั ญา ดังนี้

7.5.1 การฟ้ืนฟสู มรรถภาพทางการแพทย์ตามสภาพปัญหาและความจาเป็น
1) การส่งเสริม ป้องกัน และดูแลรักษาสุขภาพ ได้แก่ การส่งเสริมป้องกัน

บาบดั รักษาและฟื้นฟสู มรรถภาพนอกจากการส่งเสริมสุขภาพเหมือนเด็กปกติ เชน่ การได้รับวัคซีนตามวัย
การตดิ ตามการเจริญเติบโต การค้นหาและบาบัดรักษาความผิดปกติท่ีพบร่วมด้วยก็เปน็ ส่ิงทม่ี ีความจาเป็น
เช่น โรคหัวใจพิการแต่กาเนิด โรคลมชัก หรือภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนที่พบบ่อยในกลุ่มอาการดาวน์
เป็นตน้

2) การส่งเสริมพฒั นาการ หมายถึง การจดั โปรแกรมการฝกึ ทักษะท่ีจาเป็นใน
การเรียนรู้ เพื่อนาไปสู่พัฒนาการปกติตามวัยของเด็กจากการวิจัยพบว่า เดก็ ท่ไี ดร้ ับการฝึกทักษะท่ีจาเป็น
ในการพัฒนาแต่เยาว์วัย จะสามารถเรียนรู้ได้ดีกว่าการฝึกเมื่อเด็กโตแล้ว ทันทีที่วินิจฉัย สงสัย หรือ
มีความเสี่ยงว่าเด็กมีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา เช่น เด็กกลุ่มอาการดาวน์ หรือเด็กกลุ่มเส่ียง เช่น
เดก็ คลอดก่อนกาหนด มารดาตกเลือดขณะตั้งครรภ์ ฯลฯ สามารถจัดโปรแกรมส่งเสริมพัฒนาการให้เด็ก
กลุ่มนี้ได้ทันที โดยไม่ต้องนาเด็กมาไว้ท่ีโรงพยาบาล โปรแกรมการส่งเสริมพัฒนาการ คือ การจัด
สภาพแวดล้อมใหเ้ อื้ออานวยต่อการเรียนรู้ของเด็ก บดิ ามารดา และผู้ดูแลมีบทบาทสาคัญยิ่งในการฝึกเด็ก
ให้พฒั นาได้ตามโปรแกรมอยา่ งสม่าเสมอผลสาเร็จของการส่งเสริมพัฒนาการจึงข้ึนอยู่กบั ความร่วมมือ
และความตงั้ ใจจรงิ ของบคุ คลในครอบครวั ของเด็กมากกวา่ ผ้ฝู กึ ท่เี ป็นนักวิชาชพี

3) กายภาพบาบัด เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญามักจะมีพัฒนาการ
ด้านการเคล่ือนไหวร่างกายช้ากว่าวัย นอกจากนีเ้ ด็กที่มภี าวะบกพร่องทางสติปญั ญาระดบั รุนแรงและ
รุนแรงมากส่วนใหญ่ก็จะมีความพิการทางระบบประสาทสว่ นกลางร่วมด้วย ส่งผลให้มีการเกร็งของ
แขน ขา ลาตัว จึงจาเป็นต้องแก้ไขอาการเคล่ือนไหวที่ผิดปกติเพื่อช่วยลดการยึดติดของข้อต่อ และ
การสญู เสยี กลา้ มเนอื้ เพ่ือท่ีเด็กจะชว่ ยเหลือตัวเองไดม้ ากขนึ้ เมื่อโตข้ึน

4) กิจกรรมบาบัด การฝึกการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ได้แก่ การใช้มือหยิบจับ
สงิ่ ของการทางานประสานกนั ของตาและมือ ความสามารถในการทากจิ วัตรประจาวัน เชน่ การด่ืมน้า
จากแก้ว การแปรงฟัน การใช้ช้อนตักอาหาร การหยิบขนมเข้าปาก ซ่ึงการบาบัดรักษาทางกิจกรรมบาบัด
จะช่วยแก้ไขปัญหาด้านองค์ประกอบท่ีจาเป็นในการประกอบกิจกรรมการดาเนินชีวิต ช่วยให้เด็กที่มี
ภาวะบกพร่องทางสติปัญญาสามารถทากิจวัตรประจาวันตามช่วงวัยได้ด้วยตนเองอย่างราบรื่นตาม
ศกั ยภาพ

5) อรรถบาบัด เด็กท่ีมีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาเกินกว่าร้อยละ 70 มีปัญหา
การพดู และการสื่อความหมาย กระบวนการฝึกในเร่ืองนี้ มใิ ช่เพ่ือให้เปล่งสาเนียงเปน็ ภาษาท่ีคนท่ัวไป
เขา้ ใจเท่าน้ัน แต่จะเร่ิมจากเด็กต้องฝึกใช้กล้ามเนื้อช่วยพูด บงั คบั กล้ามเนื้อเปล่งเสียง ออกเสียงให้ถูกต้อง
ซงึ่ การฝึกพูดต้องกระทาตั้งแตเ่ ด็กอายุตา่ กว่า 4 ปี จงึ จะได้ผลดีทีส่ ดุ

7.5.2 การฟน้ื ฟูสมรรถภาพทางการศกึ ษา
ในช่วงอายุ 7 – 15 ปี มีการจัดการการศึกษาโดยมีแผนการศึกษาสาหรับ

แต่ละบุคคลในโรงเรียน ซ่ึงอาจเป็นการเรียนในชั้นเรียนปกติ เรียนร่วม หรือมีการจัดการศึกษาพิเศษ
ในประเทศไทยโรงเรียนที่รับเด็กท่ีมภี าวะบกพร่องทางสติปัญญามีอยู่ทัว่ ไปทงั้ ในกรงุ เทพมหานครและ
ในตา่ งจงั หวดั แตใ่ นทางปฏิบัติกย็ งั ไมเ่ พยี งพอท่ีจะรองรับเดก็ กลมุ่ นี้

96
7.5.3 การฟ้ืนฟสู มรรถภาพทางอาชีพ

เมื่ออายุ 15 - 18 ปี เป็นการฝึกวิชาชีพและลักษณะนิสัยที่ดีในการทางาน
เป็นสิ่งจาเปน็ มากตอ่ การประกอบอาชีพในวัยผู้ใหญ่ ไดแ้ ก่ ฝกึ การตรงตอ่ เวลารู้จักรบั คาสั่ง และนามา
ปฏิบัติเองโดยไม่ต้องมีผู้เตือน การปฏิบัติตนต่อผู้ร่วมงานและมารยาทในสังคม เมื่อเข้าวัยผู้ใหญ่ควร
ช่วยเหลือให้บุคคลท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาได้มีอาชีพที่เหมาะสม ทั้งนี้เพ่ือให้สามารถดารงชวี ติ
อิสระในสังคมได้อย่างคนปกติ อาชพี ทบ่ี ุคคลทม่ี ีภาวะบกพร่องทางสตปิ ัญญาสามารถทาได้ดี เช่น งานบ้าน
งานบริการ งานในโรงงาน งานในสานักงาน ได้แก่ การรับส่งหนังสือถ่ายเอกสาร เป็นต้น ในประเทศไทย
หน่วยงานทีใ่ หบ้ ริการดา้ นนี้ยงั มอี ยูค่ อ่ นข้างนอ้ ย

7.6 การพัฒนาคณุ ภาพชีวติ นกั เรียนทม่ี คี วามบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนแพร่ -
ปัญญานุกลู จงั หวดั แพร่

โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ เป็นโรงเรียนท่ีจัดการศึกษาให้กับนักเรียนที่มี
ความบกพร่องทางสติปัญญาตั้งแต่ระดับชั้นปฐมวัยไปจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 โดยมีนักเรียน
พักอาศัยกินนอนอยู่ประจาหอนอนในโรงเรียน ดังน้ัน บทบาทภาระหน้าที่หลักของโรงเรียนจึงมีทงั้ ให้
การศกึ ษาแก่นักเรียนใหม้ ีความรู้และทักษะในด้านต่าง ๆ ตามเป้าหมายของหลักสูตรและการดูแลนักเรียน
ในขณะดารงชีวิตอยู่ในโรงเรียนตลอด 24 ช่ัวโมง ให้ได้มีความเป็นอยู่ท่ีดี มีความปลอดภัยได้รับการดูแล
เอาใจใส่เป็นอย่างดีมีคุณภาพท้ังทางด้านสุขภาพ ร่างกาย อารมณ์และจิตใจ มีคุณภาพชีวิตท่ีดีพร้อม
ออกสูส่ งั คมไดอ้ ย่างมีความสขุ โดยไม่เปน็ ภาระ พ่งึ พาตนเองได้

การพัฒนานักเรียนท่มี ีความบกพร่องทางสติปญั ญาโรงเรียนแพร่ปัญญานุกลู จงั หวัดแพร่
ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีน้ันมีแนวทางในการพัฒนาส่งเสริม 3 ด้าน ที่สอดคล้องใกล้เคียงกับแนวทาง
การช่วยเหลือบุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาของสถาบันราชานุกูล คือ การพัฒนาทางด้าน
สุขภาพกายและจิตใจ การพัฒนาทางด้านการศึกษา และการพัฒนาทางด้านทักษะอาชีพ ให้เกิดผลดี
แกน่ กั เรยี น ซงึ่ จะไดก้ ลา่ วถงึ แนวทางในการดาเนินการในดา้ นต่าง ๆ ตอ่ ไปน้ี

7.6.1 การพัฒนาสุขภาพทางกายและจติ ใจ
การพัฒนาสุขภาพทางกายและจิตใจ ในท่ีน่ีหมายถึงนักเรียนที่มีความบกพร่อง

ทางสติปัญญาของโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ ที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพทางกาย อันได้แก่
ด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย กล้ามเนื้อ การเจ็บป่วย ที่มีปัญหาทางด้านอารมณ์ จิตใจ อันได้แก่
ความเครียด ความก้าวร้าว การซึมเศร้า หวาดกลัว เป็นต้น อันเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้และการ
พัฒนาทักษะในด้านต่าง ๆ โดยได้รับการดูแลรักษาเบ้ืองต้นจากงานอนามัยโรงเรียน ได้รับการฟ้ืนฟู
สมรรถภาพในด้านร่างกาย และจิตใจจากนักกายภาพบาบัด นักกิจกรรมบาบัด นักธาราบาบัด
นักจติ วิทยาคลินิก ของโรงเรียนอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ

การสง่ เสรมิ ปอ้ งกนั ปัญหาและการดูแลด้านสุขภาพทางกายและทางจิตใจของ
นกั เรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา มคี วามเส่ียงในการเกิดปัญหาด้านสุขภาพได้มากกว่าบุคคลท่ัวไป
โดยปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ท่ีพบน้ันมีความแตกต่างกันไปโดยสัมพันธ์กับความรุนแรงและสาเหตุของภาวะ
บกพร่องทางสติปัญญา นอกจากน้ันนักเรียนกลุ่มน้ีมักมีข้อจากัดในการสื่อสาร เม่ือเจ็บป่วยอาจจะ
แสดงออกด้วยปัญหาพฤติกรรม เช่น ทาร้ายตัวเอง ทาร้ายผู้อ่ืน โวยวายมากขึ้น เป็นต้น ทาให้ครอบครัว
หรือผู้ดูแลอาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นปัญหาพฤติกรรมอารมณ์ธรรมดา หรือไม่ทราบว่ามีความเจ็บป่วยเกิดขึ้น
(สถาบนั ราชานุกูล, 2559: 11) ดังน้ัน ในการดาเนนิ การส่งเสริม ป้องกนั ปญั หา และการดแู ลนักเรียน
ในดา้ นน้ีทางโรงเรียนจึงไดแ้ บง่ แนวทางในการพฒั นาออกเป็น 2 ด้าน ดังนี้

97

1) ด้านสขุ ภาพทางกาย
สภาพความพิการทางสติปัญญาของนักเรียนย่อมส่งผลทาให้เกิดปัญหา

ด้านสุขภาพอยู่บ่อย ๆ มากกว่าคนปกติ ดังนั้นการส่งเสริม ป้องกัน และการตรวจประเมินสุขภาพ
อย่างสม่าเสมอตามความจาเป็นเพ่ือคัดกรองความผิดปกติแต่เนิ่น ๆ เป็นส่ิงท่ีมีความสาคัญอย่างมาก
ที่โรงเรียนได้ดาเนินการเป็นขั้นตอนแรกหลังจากการรับนักเรียนเข้ามาเป็นนักเรียนในวันแรก ๆ
เพื่อทีจ่ ะไดร้ ับรถู้ ึงสภาพของสุขภาพร่างกายที่เป็นอยู่ในขณะปัจจุบัน หรอื หากพบว่ามีปัญหาด้านสภาวะ
ของสุขภาพก็จะได้หาแนวทางในการดูแลช่วยเหลือ และส่งเสริมป้องกันสุขภาพร่วมกับหน่วยงาน
สาธารณสุขในการรักษา ฟ้ืนฟู อย่างมปี ระสิทธภิ าพตอ่ ไป

จากการรายงานสภาพปัญหาด้านสุขภาพนักเรียนของงานอนามัยโรงเรียน -
แพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ สภาพปัญหาด้านสุขภาพทางกายที่พบบ่อยของนักเรียนเช่นเดียวกับ
สภาพปัญหาที่พบในบุคคลพิการทางสติปัญญาโดยทั่วไป ไดแ้ ก่ ภาวะตดิ เช้ือ ความผิดปกติของระบบหัวใจ
และหลอดเลอื ด ความผิดปกตใิ นการเผาผลาญภายในร่างกายและการทางานของต่อมไร้ทอ่ อาการชัก
ภาวะประสาทสมั ผสั บกพร่อง ปัญหาภาวะโภชนาการ ปัญหาระบบกลา้ มเนื้อ กระดูก และขอ้ เทา้ แบน
ปญั หาสุขภาพช่องปากและฟัน ซึง่ แนวทางในการดูแลชว่ ยเหลือนักเรียนท่ีมีปัญหาดังกล่าวจะได้กล่าวถึง
ดังนี้

การสง่ เสริมป้องกันปัญหาและการดูแลด้านสุขภาพอนามัยของนักเรียนใน
สถานศึกษา โดยเฉพาะสถานศึกษาที่รับนักเรียนแบบประจาท่ีพักอาศัยอยู่ในโรงเรียนตลอด 24 ช่ัวโมง
จนจบการศึกษา จึงเป็นภารกิจท่ีสาคัญจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดาเนินการให้ดีอย่างมีคุณภาพ และย่ิงเป็น
สถานศึกษาที่เป็นโรงเรียนเฉพาะความพิการที่ต้องดูแลนักเรียนท่ีพิการตลอด 24 ช่ัวโมง ย่ิงเป็นภาระ
ที่หนักกว่าโรงเรียนทั่วไปในการดูแลนักเรียนให้มีความปลอดภัย โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย
ทางดา้ นสขุ ภาพซึ่งเป็นที่รู้กันดวี า่ นกั เรยี นพิการน้ันมีภาวะความเสี่ยงในด้านสุขภาพสูงกวา่ นักเรียนท่ีมี
สภาวะร่างกายปกติ ดงั น้นั การสง่ เสริมป้องกนั ปัญหาและดูแลสุขภาพทางร่างกายของนักเรียนในโรงเรียน
จึงเป็นภารกิจที่โรงเรียนจะต้องวางแผนการดาเนินงานให้มีประสิทธิภาพ ซ่ึงโรงเรียนแพร่ปัญญานกุ ูล
จังหวัดแพร่ ได้มอบหมายภารกิจท่ีสาคัญนี้ให้กับงานอนามัยโรงเรียนเป็นผู้ดาเนินการและรับผิดชอบ
ซึ่งจะขอกล่าวรายละเอียดเก่ียวกับงานอนามัยโรงเรียนและแนวทางในการดาเนินการส่งเสริมป้องกนั
ปัญหาและดูแลสุขภาพทางกายของนักเรียน ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียน
ทมี่ คี วามบกพร่องทางสติปญั ญาโรงเรยี นแพรป่ ัญญานุกูล จงั หวดั แพร่ ดงั ตอ่ ไปน้ี

1.1) การดาเนินงานอนามยั โรงเรียน
การดาเนนิ งานอนามัยโรงเรยี น หมายถงึ การทโ่ี รงเรยี นจัดให้มีบริการ

สุขภาพขั้นพ้ืนฐานที่จาเป็นสาหรับนักเรียนทุกคน ได้แก่ การเฝ้าระวังสุขภาพ การตรวจสุขภาพ และ
การรักษาพยาบาลเบอ้ื งตน้ ในโรงเรยี น เช่น โรคในช่องปาก โรคหนอนพยาธิลาไส้ เปน็ ไข้ ตวั รอ้ น ฯลฯ
งานอนามัยโรงเรียนแพรป่ ัญญานุกูล จงั หวดั แพร่ เปน็ งานท่ีอย่ใู นความดแู ลรับผดิ ชอบของฝ่ายบริหาร
กิจการนักเรียน โดยการดาเนนิ งานอนามัยโรงเรียนจะประกอบด้วยกิจกรรมหลัก ๆ 4 ดา้ น คือ

98

1.1.1) การบริการสุขภาพในโรงเรียน (School Health Service)
เป็นกิจกรรม ที่ดาเนินการต่อนักเรียนโดยตรงในการที่จะช่วยให้นักเรียนได้รับการส่งเสริมสุขภาพ
ป้องกันโรค รักษาพยาบาล และฟ้ืนฟู ซ่ึงเป็นการจัดกิจกรรมที่สาคัญเพื่อส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพ
อนามัยนักเรียน ได้แก่

(1) บัตรบันทกึ สขุ ภาพประจาตวั นักเรยี น ซง่ึ ทางโรงเรยี นจะต้อง
จัดให้มีไว้ประจาตัวนักเรียนทุกคน ตั้งแต่เริ่มเขาเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เพื่อใช้ในการบันทึก
ประวตั ิการบรกิ ารสขุ ภาพทน่ี ักเรยี นได้รับจากแพทย์ เจาหนาท่ีสาธารณสขุ หรอื ครู

(2) การตรวจสุขภาพนักเรียนโดยครูและเจ้าหนา้ ที่สาธารณสุข
เพื่อเป็นการเฝ้าระวังทางสุขภาพเพื่อค้นหาความบกพร่องของสุขภาพ ท้ังทางร่างกาย และจิตใจใน
ระยะเร่ิมแรกชว่ ยให้การแก้ไขรกั ษางา่ ยขึน้

(3) การรักษานักเรียนที่เจ็บป่วยฉุกเฉิน การเจ็บป่วยเล็กน้อย
หรือการเจบ็ ป่วยอย่างกะทันหนั เพ่อื ให้การรกั ษา คาแนะนา และการปฐมพยาบาลได้ถกู ตอ้ ง นักเรยี น
ที่ให้การรักษาแล้วอาการป่วยไม่ดีขึ้น หรือในรายที่มีอาการรุนแรงจะเร่งนาส่งโรงพยาบาลโดยด่วน
แล้วแจง้ ให้ผู้ปกครองทราบ ส่วนเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เมื่อตรวจพบนักเรียนท่ีเจ็บป่วยในรายที่รักษา
ไดใ้ ห้รักษา ถา้ รกั ษาไม่ไดใ้ หส้ ง่ ตอ่ แพทย์

(4) การติดตามผลการรกั ษา นักเรียนท่ีเจ็บป่วยซง่ึ ไดใ้ ห้การรักษา
รับคาแนะนาจาก ครู แพทย์ พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข แล้วต้องมีการติดตามช่วยเหลือใน
การรักษาที่ถูกต้อง และการติดตามดูอาการและผลของการช่วยเหลือต่อไป ซึ่งเป็นส่วนที่สาคัญที่จะ
ชว่ ยให้การรักษาได้ผลดโี ดยการติดตามในโรงเรยี น และการติดตามเย่ียมท่บี ้าน

(5) การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
เพื่อป้องกันโรคติดต่อ ที่เป็นอันตรายต่อชีวติ มนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยเรยี น
การสร้างเสริมภูมคิ ุ้มกันโรคควรจะกระทาในระยะเวลาท่ีเหมาะสมกบั วยั ของนักเรียน และตามกาหนด
ทีเ่ หมาะสม กับวัคซีนแต่ละชนดิ ตามที่กระทรวงสาธารณสขุ กาหนด

1.1.2) การสอนสุขศึกษาในโรงเรียน (School Health Education)
เป็นการถ่ายทอดความรู้ เรอ่ื งสุขภาพอนามัยไปสูน่ ักเรียน โดยกระบวนการต่าง ๆ เพ่อื ให้เกดิ ประสบการณ์
มีเจตคติที่ดีก่อใหเกิดการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมไปในแนวทางที่จะนาไปสู่การเป็นผู้ที่มีสุขภาพดี
ซึ่งการสอนสุขศึกษานอกจากโรงเรียนจะมอบหมายให้ครผู ู้สอนและครูอนามยั โรงเรียนที่มีความรแู้ ลว้
ยงั ตอ้ งอาศัยความร่วมมือจากเจ้าหนาที่สาธารณสุข และเจา้ หน้าท่ีจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบล
มาให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องสุขศึกษาแก่นักเรียน ครู และบุคลากร โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ
ต้องการให้นักเรียนมีสุขภาพแข็งแรง โดยการสอนสุขศึกษาของครูในโรงเรียนน้ันได้จัดการเรียนการสอน
โดยมีชั่วโมงตามโครงสร้างของหลักสูตรและจัดสอดแทรก หรือผสมผสานเข้าไปในหลักสูตรการเรียน
การสอนของทุกวิชาในแต่ละช้ันเรียน ซ่ึงจะมีเน้ือหาท่ีเกี่ยวของกับสุขภาพอนามัยแตกต่างกันออกไป
นอกจากน้ีครูอนามัยโรงเรียนยังเป็นผู้ให้สุขศึกษาด้วยตนเองโดยการสอนสุขศึกษาในโรงเรียนตาม
โอกาสตา่ ง ๆ นอกจากน้ียังรว่ มจัดกจิ กรรมสงเสรมิ การสอนสขุ ศึกษาในโรงเรียนรว่ มกับกลุ่มงานอื่น ๆ
ในโรงเรยี น เช่น การจัดเสียงตามสาย นิทรรศการ การให้สุขศกึ ษาหน้าเสาธง การจดั กิจกรรม/โครงการ
เปน็ ต้น

99

1.1.3)อนามัยสิ่งแวดลอมในโรงเรียน ( School Health Living)
การจัดส่ิงแวดลอมใน โรงเรียนให้ถูกสุขลักษณะเป็นการส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค ช่วยให้นักเรียน
ได้รับประสบการณ์ตรงเกิดความตระหนักและสานึกในบทบาทหน้าท่ีท่ีพึงมีต่อสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิด
พฤตกิ รรมที่ถูกต้อง มแี นวทางการดาเนินงาน ดังน้ี

(1) การควบคุมปองกันและปรับปรุงสิ่งท่จี ะเข้าสรู่ า่ งกายนักเรียน
ให้ปลอดภยั จากเชื้อโรค หรือสารพษิ เพอื่ ป้องกันมิให้นกั เรียนไดร้ ับอนั ตรายจากสิ่งเหลา่ นนั้ ซึ่งประกอบดว้ ย

(1.1) การควบคุมอาคารและเครื่องมือสาหรับนักเรียนให้
ถูกสขุ ลกั ษณะ

(1.2) การจัดหาดูแลน้าด่ืมน้าใช้ในโรงเรียนให้สะอาดและ
เพยี งพอ

(1.3) การจัดให้มีอ่างล้างมือพร้อมน้าใช้ท่ีสะอาดเพ่ือให้
นกั เรียนได้ล้างมือกอ่ นรับประทานอาหาร

(2) การกาจัดสิ่งขับถ่ายและสิ่งเหลือทิ้งที่เกิดขึ้นในโรงเรียน
ไม่ให้แพร่กระจายโรค หรอื สร้างเหตรุ าคาญต่อนกั เรียนในโรงเรียนและชมุ ชน อันไดแ้ ก่

(2.1) การจัดให้มีห้องน้า ห้องส้วม และท่ีปัสสาวะชายท่ีดู
สะอาด ถกู สขุ ลกั ษณะอยา่ งเพียงพอแก่จานวนการใช้ของนักเรยี น

(2.2) การรวบรวมและกาจัดขยะมูลฝอยอย่างถูกวิธี และ
จัดตั้งธนาคารขยะเพ่ือรับซ้ือขยะที่ถูกแยกประเภทแล้วจากนักเรียนในห้องเรียน และหอนอนต่าง ๆ
เพอื่ เป็นการส่งเสริมให้นกั เรียนรู้จกั วธิ ีการคดั แยกขยะ การเห็นมลู คา่ ของขยะ อกี ทงั้ เป็นวิธกี ารหน่ึงใน
การหารายไดร้ ะหวา่ งเรียนของนกั เรยี น

(2.3) การกาจัดน้าโสโครกในโรงเรียนไม่ให้เกิดการท่วมขัง
หรือเนาเหม็นโดยการทาบ่อบาบัดกาจดั นา้ เสียดว้ ยตน้ พืชตามแนวทางของศาสตร์พระราชา

(3) การปรับปรุงส่ิงแวดลอมทั่วไปในโรงเรียนให้อยู่ในสภาพ
น่าอยอู่ าศัย ได้แก่

(3.1) การปรับปรงุ บริเวณโรงเรียน สนาม สวนหย่อม ทางเดิน
ต้นไมต้ า่ ง ๆ และดแู ลให้เกดิ ความสวยงามและเปน็ ระเบยี บปลอดภัยและนักเรยี นได้รับอากาศบรสิ ุทธ์ิ

(3.2) การจัดห้องเรียนและเครื่องใช้ในห้องเรียนให้ถูกต้อง
มีแสงสว่างและระบายอากาศได้ดี

(3.3) การจัดห้องพยาบาลให้ถูกสุขลักษณะและการจัดหา
เครื่องมอื เคร่ืองใช้ใหค้ รบถ้วน

(3.4) การดูแลรักษาความสะอาดท่ัว ๆ ไปของบริเวณสนาม
อาคารเรียน หอ้ งเรียน หอ้ งนา้ ห้องสว้ มและโรงเรยี น

100

(4) การควบคมุ ป้องกันโรคติดต่อ ได้แก่
(4.1) ประสานกบั โรงพยายบาลส่งเสรมิ สุขภาพตาบล หรือ

เจ้าหน้าทสี่ าธารณสุขในการใหภ้ ูมคิ มุ้ กันโรคแกน่ กั เรียน
(4.2) การให้ความรู้ สรา้ งความตระหนกั ให้แก่นกั เรียนและ

ผู้ปกครอง ครูประจาชั้น ครูประจาหอนอน และพี่เล้ียงประจาหอนอน ในเรื่องของโรคติดต่อ โดยการ
ให้ความรูห้ น้าเสาธง การจดั ป้ายนิเทศ แผน่ พับ การให้ความรู้หน้าเสาธง และเสยี งตามสาย เปน็ ต้น

(4.3) การเฝ้าระวังการแพร่ระบาดและรายงานแกห่ น่วยงาน
ด้านควบคมุ โรคตดิ ตอ่ เพอื่ การควบคมุ และป้องกันต่อไป

(5) การปฐมพยาบาลและการสง่ ต่อ ไดแ้ ก่
(5.1) การให้บริการห้องพยาบาล โดยจัดให้มีครูอนามัย

ครูเวร และพี่เล้ียงผลัดกันอยู่ประจาท่ีห้องพยาบาลเพื่อคอยให้บริการแก่นักเรียนท่ีได้รับการบาดเจ็บ
หรือเจ็บป่วย คอยเฝ้าดูอาการหากมีอาการหนักหรือไม่ดีข้ึนก็จะส่งต่อที่โรงพยาบาลเสริมสุขภาพตาบล
หรือโรงพยาบาลของรฐั ที่อยู่ใกลโ้ รงเรียนโดยทนั ที

(5.2) การให้บริการเวชภัณฑ์ แก่นักเรียนจะเจ็บปว่ ยเบื้องตน้
(5.3) การใหบ้ ริการทาแผลและปฐมพยาบาลเบื้องต้น และ
มีการติดตามอาการจากครูอนามัยโรงเรียน ครูประจาช้นั หรอื ครูประจาหอนอน อยา่ งต่อเนอื่ งจนกว่า
จะหายเป็นปกติ
1.1.4) ความสัมพันธ์ระหว่างบ้านและโรงเรียน (School and Home
Relationship) ความสัมพันธ์ระหว่างบ้านและโรงเรียนเป็นกระบวนการส่ือสารสองทางระหว่างผู้ปกครอง
และโรงเรียนในอันที่จะเสริมสร้างความเขาใจและความร่วมมือในการดาเนินงาน สงเสริมสุขภาพ
รับรูปัญหา และร่วมกันแกไขปญหา ซ่ึงในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบ้าน ชุมชน และโรงเรียน
โดยใชกิจกรรม หรือวิธีการต่าง ๆ ได้แก่ การจัดประชุมผู้ปกครองก่อนเปิดภาคเรียนแรกของทุกปี
เพื่อให้ผู้ปกครองทราบนโยบายของโรงเรียน และเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้แสดงความคิดเห็น และ
ขอเสนอแนะต่าง ๆ แกโรงเรียน มีการรายงานภาวะสขุ ภาพของนักเรียนและผลการเรียนให้ผู้ปกครองทราบ
เป็นต้น
1.2) การดาเนนิ งานด้านโภชนาการ
การสงเสริมโภชนาการในโรงเรียน เป็นการสงเสริมการจัดบริการ
อาหารเช้า อาหารกลางวัน และอาหารเย็น ให้กับนักเรียน โดยการจัดให้นักเรียนทุกคนได้มีอาหาร
รับประทานท่ีดีมีคุณค่าทางด้านโภชนาการ เพ่ือเสริมสร้างโภชนาการที่ดี สงเสริมพัฒนาการทางด้าน
ร่างกาย สติปัญญาอารมณ และสังคม ซึ่งทางโรงเรียนจัดซ้ือวัตถุดบิ ตามรายการเมนูอาหารในแต่ละม้ือ
จากตลาดหรือร้านค้า แล้วนามาให้แม่ครัวของโรงเรียนเป็นผู้ประกอบอาหารเองตามที่เมนูกาหนด
ตลอดทั้ง 3 ม้อื โดยโรงเรียนมโี รงครวั ประกอบอาหารทส่ี ะอาดถูกต้องตามหลักสุขบัญญัติ สาหรบั นักเรียน
ท่ีมีน้าหนักต่ากว่าเกณฑมาตรฐานมีการช่วยเหลือโดยการให้อาหารเสริม (นม) ซึ่งได้รับการสนับสนุน
ตามโครงการอาหารเสริม (นม) จากองค์การบริหารสว่ นตาบล และมกี ารติดตามประเมินผลการดาเนินงาน
ด้านงานโภชนาการอย่างตอ่ เน่ืองโดยนกั เรยี น ครู และคณะกรรมการนเิ ทศ ตดิ ตาม ประเมินผล

101
1.3) กิจกรรมสง่ เสรมิ สุขภาพ

โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ ได้มีการดาเนินกิจกรรมเพ่ือ
ส่งเสริมพัฒนาสขุ ภาพทางกายของนักเรียน ดังนี้

1.3.1) การจดั กจิ กรรมชุมนุม หรอื กลุ่มสนใจเพื่อส่งเสริมสุขภาพอนามัย
เช่น กลุ่มสนใจด้านกีฬา หรือการออกกาลังกายประเภทต่าง ๆ อันได้แก่ กีฬาว่ายน้า กีฬาแบดมินตนั
กฬี าปิงปอง กีฬาฟตุ บอล กฬี าเปตอง เป็นต้น

1.3.2) การจดั กิจกรรมกฬี าและการออกกาลังกายทงั้ ในและนอกโรงเรยี น
เชน่ การแข่งขันกีฬาภายใน การแขง่ ขนั กีฬาหอนอน การส่งเสริมสนับสนุนเข้าแข่งขันกีฬาในระดับภาค
ระดับประเทศ หรือระดบั นานาชาติ เปน็ ตน้

1.3.3) การจัดกจิ กรรมนนั ทนาการต่าง ๆ
1.4) การส่งเสริมสวสั ดิภาพนกั เรียน ได้แก่

1.4.1) การป้องกันอุบัติเหตุ อุบัติภัย โรงเรียนได้จัดให้มีการฝึกซ้อม
ทบทวนการหนีไฟ การเอาตัวรอดเมื่อยามเกิดเหตุภัยพิบัติต่าง ๆ แก่นักเรียน ครู และบุคลากร
ทุกภาคเรียน โดยได้รับความรว่ มมอื จากหนว่ ยป้องกนั อุบัติภยั ของจังหวดั

1.4.2) การสง่ เสริมการประกนั ชวี ิต และการประกันสุขภาพ โดยจัดให้มี
การประกนั ชีวติ และประกันสขุ ภาพแก่นักเรยี นทุกคน

1.4.3) การควบคุมและการสร้างจิตสานึกในการใช้โทรศัพท์มือถือ
คอมพิวเตอร์และการป้องกันภยั จากการเลน่

1.4.4) การป้องกันการถูกล่วงละเมิด และการถูกล่อลวงแบบต่าง ๆ
ท่ีอาจเกิดขน้ึ แก่นักเรยี น

บทบาทของครูอนามัยโรงเรยี นกับการดแู ลสง่ เสรมิ สุขภาพนกั เรียน
1. จัดเวลาสาหรับเจาหนาที่สาธารณสุขในการให้บริการนักเรียน
ตามท่วี างแผนร่วมกัน
2. จดั เตรียมบัตรบันทึกสุขภาพนักเรียนและบันทึกประวตั ิเก็บเข้าแฟ้ม
ไวในหองเรยี น
3. ดูแลจดั และรักษาโรงเรียนให้ถูกสขุ ลกั ษณะอยู่เสมอ
4. ควบคุมดูแลให้นักเรียนได้รับภูมิคุ้มกันโรค และสังเกตอาการ
ผดิ ปกติจากการรับ ภมู คิ มุ้ กันโรครวมทง้ั การบนั ทึกในบตั รสขุ ภาพ
5. การจดั กิจกรรมพเิ ศษดานอนามยั
6. การตรวจสุขภาพนักเรยี นตอนเชและสังเกตอาการผดิ ปกติขณะเรียน
7. ชั่งนา้ หนักวัดสวนสงู วดั สายตาและบนั ทึกลงในบตั รสขุ ภาพ
8. จัดให้มยี าและอปุ กรณก์ ารปฐมพยาบาลในโรงเรียน
9. ให้การพยาบาลนักเรียนที่ป่วยรวมทั้งการส่งตอนักเรียน เพื่อรับ
การรกั ษาจากเจา้ หนาท่ีสาธารณสขุ
10. ตดิ ตามผลการรักษาทโี่ รงเรียนหรือทีบ่ ้านพรอมลงบนั ทึกในบัตร
สุขภาพ
11. ประสานกับงานโภชนาการเพื่อจัดให้มีอาหารกลางวันในโรงเรียน
สนับสนนุ ให้มกี ารการจดั อาหารเสรมิ และสงเสรมิ การทาสวนครวั เล้ยี งสตั ว์

102

บทบาทของครปู ระจาชั้นกบั การดาเนินงานอนามัยในโรงเรียน
1. เป็นคณะกรรมการงานอนามัยโรงเรียน รว่ มกบั ครูอนามัยโรงเรียน
และบุคลากรอืน่ ๆ
2. เฝ้าระวัง ดูแลอาการเจ็บป่วยของนักเรียนในประจาชั้นของตน
หากพบให้ส่งต่องานอนามัยโรงเรียน เพ่ือรับการปฐมพยาบาล รับยาป้องกันรักษา หรือนอนพักที่ห้อง
พยาบาลเพือ่ เฝ้าระวงั อาการ
3. ดูแลเร่ืองการทานยาตามคาส่งั แพทย์ของนักเรียนประจาช้นั ทป่ี ่วย
และตอ้ งทานยาอยา่ งต่อเนอื่ ง
4. นานักเรียนในความดูแลเข้ารับการตรวจสุขภาพตามกิจกรรม
โครงการของโรงเรียน
5. รายงานผลการเจ็บปว่ ยหรือปัญหาสุขภาพของนักเรียนประจาชั้น
แก่งานอนามยั หรอื โรงเรยี น เพอ่ื การดูแล รกั ษาต่อไป
6. ให้ความรู้เรื่องสุขภาพ การป้องกันโรคภัยต่าง ๆ แก่นักเรียน
ประจาชนั้ อยูเ่ สมอ
7. ประสานความร่วมมือกับผู้ปกครองนักเรียนในการดูแลสุขภาพ
ของนกั เรยี น โดยเฉพาะอย่างย่งิ ในกรณีที่นักเรยี นท่ีมีปญั หาดา้ นสุขภาพหรือเจบ็ ป่วย
บทบาทของผู้บริหารกับการดาเนนิ งานอนามยั ในโรงเรยี น
1. เป็นประธานในการวางแผนกาหนดนโยบายการดาเนินการให
บริการอนามยั โรงเรยี น
2. เป็นผู้พิจารณาและตั้งแต่งคณะกรรมการงานอนามัยโรงเรียน
และทาการคัดเลือกครอู นามัยโรงเรยี น
3. ให้คาปรึกษา นิเทศ แนะนา การดาเนินโครงการงานอนามัยโรงเรียน
แก่คณะกรรมการและครูอนามยั โรงเรยี น ให้เป็นไปตามเป้าหมาย
4. พัฒนาการสร างมนุษยสัมพันธ และเป็นผู้นาในการสร้าง
ความสมั พันธ์กับชุมชนและหนว่ ยงานท่ีเกย่ี วข้องกบั งานอนามยั โรงเรียน
5. จัดใหมีการอบรมครูเพื่อพัฒนาความรู้ วิธีการสอน การดูแล
การสงั เกตสุขภาพของนักเรยี นและการให้ บรกิ ารดานสขุ ศึกษาในโรงเรยี น
6. ติดตอประสานงานระหว่างโครงการอนามัยโรงเรียนกับโครงการ
อนามัยชุมชน
7. สนับสนุนด้านการเงินงบประมาณ ในการดาเนินงานโครงการอนามัย
โรงเรยี น
8. ดาเนินการประเมนิ ผล กากบั ตดิ ตามโครงการอนามัยโรงเรยี น

103

1.5) กายภาพบาบัด (physical therapy หรือ Physiotherapy )
กายภาพบาบัด เป็นวิชาชีพทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพท่ีเกี่ยวข้อง

กับการป้องกัน รักษา และจัดการเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ที่เกิดขึ้นจากสภาพและภาวะของ
โรค ท่ีเกิดขนึ้ ในทุกช่วงของชีวิต ซ่งึ กายภาพบาบัดจะกระทาโดยนักกายภาพบาบัด (Physical therapist
หรือ Physiotherapist หรือย่อว่า PT) หรือผู้ช่วยนักกายภาพ บาบัด (Physical Therapy Assistant)
ภายใต้การดูแลและแนวทางของนักกายภาพบาบัด อย่างไรก็ตาม ได้มีการใช้การรักษาทางกายภาพ
บาบัดบางอย่างโดยผู้ประกอบวิชาชีพสุขภาพอื่น ๆ เช่น แพทย์ทางด้านการจัดกระดูก และโปรแกรม
การรักษาทางกายภาพบาบัด โดยนักกายภาพบาบัดจะใช้ประวัติทางการรักษา และข้อมูลจากการ
ตรวจร่างกาย เพ่ือประกอบการให้การบาบัด ถ้าหากว่าจาเป็นนักกายภาพบาบัดอาจจะใช้ผลจาก
ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ และการศึกษาภาพถ่ายทางรังสีประกอบการบาบัดรักษาด้วย เป็นต้น
(สานักบริหารงานการศกึ ษาพิเศษ, 2561: 5)

เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญามักจะมีพัฒนาการด้านการ
ทางการเคลื่อนไหวรา่ งกายชา้ กวา่ วัย นอกจากนี้เด็กท่ีมีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาระดับรนุ แรงและ
รุนแรงมากส่วนใหญ่ก็จะมี ความพิการทางระบบประสาทส่วนกลางร่วมด้วย ส่งผลให้มีการเกร็งของ
แขน ขา ลาตัว จึงจาเป็นต้องแก้ไขอาการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ เพื่อช่วยลดการยึดติดของข้อต่อ และ
การสูญเสียกล้ามเนื้อ เพื่อที่เด็กจะช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้นเมื่อโตขึ้น ดังนั้น นักเรียนที่มีความ
บกพร่องทางสติปัญญาโรงเรียนแพร่ปัญญานุกุล จังหวัดแพร่ ท่ีมีสภาพปัญหาทางด้านการเคล่ือนไหว
การทรงตวั ก็จะไดร้ บั การบาบดั ฟน้ื ฟูสภาพจากนักกายภาพบาบัดของโรงเรียนเปน็ พิเศษอย่างต่อเน่ือง
ทกุ วนั โดยนักกายภาพบาบัดได้ดาเนนิ ข้ันตอนการรกั ษาให้กบั นักเรยี นท่ปี ่วย ดงั น้ี

1. วัดความยดื หยนุ่ และความแข็งแรงของร่างกายผูเ้ รยี น
2. ประเมนิ การเคลอ่ื นไหวของผเู้ รียน เช่น การเดนิ หรอื การวงิ่
3. ระบปุ ัญหาที่ผูเ้ รียนเปน็ อยูแ่ ละปัญหาท่ีจะเกิดขน้ึ
4. ทางานร่วมกับนักจิตวิทยา นักกิจกรรม ครูประจาชั้น ครูผู้สอน
และผ้ปู กครอง เพือ่ ปรึกษาเก่ยี วกับแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individual Education Plan: IEP)
ใหแ้ ก่ผเู้ รียน
5. จัดแผนการออกกาลังกายหรือการบาบัดในแต่ละวัน/สัปดาห์
และนาผู้เรียนเขา้ รับการฝึกหรือบาบดั ตามแผนอยา่ งต่อเนื่อง
6. ประเมินผลพัฒนาการทุกสัปดาห์ เพ่ือทราบผลการพัฒนาของผู้เรยี น
หรอื เพ่ือปรับปรงุ แผนใหม้ ีประสทิ ธภิ าพ
7. ให้คาแนะนาเกี่ยวกับฝึกผู้เรียนหรือแผนการออกกาลังกายให้ฝึก
เองท่บี ้านแก่ผปู้ กครอง
ทั้งน้ี นกั กายภาพบาบดั ของโรงเรียนไดฝ้ ึกผู้เรียนท่ีต้องได้รับการบาบัด
ตามแผนทร่ี ว่ มกนั กับทีมระบไุ ว้ในแต่ละวัน ดงั น้ี
1. กิจกรรมเสริมสรา้ งพัฒนาการทางร่างกาย เชน่ การคลาน หรอื เดิน
2. กิจกรรมเสริมสร้างความสมดุลในการเคล่ือนไหวของร่างกายและ
การทางานประสานกนั ระหวา่ งระบบประสาทและกลา้ มเน้ือ

104

3. กจิ กรรมหรอื เกมสาหรบั ผเู้ รยี นที่มคี วามตอ้ งการพเิ ศษ (Active Play)
4. การออกกาลังกายในนา้ หรอื วธิ ธี าราบาบดั
5. การฝึกผู้ป่วยให้ทากิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง
ใหก้ ับกลา้ มเนื้อบรเิ วณที่ได้รับบาดเจบ็
6. การออกกาลังที่ต้องใช้ความยืดหยุ่นของร่างกาย เพ่ือเพ่ิมระดับ
ของพสิ ยั การเคลอ่ื นไหว
1.6) กจิ กรรมบาบัด (Occupational Therapy)
กิจกรรมบาบัด เป็นวิชาชีพทางวิทยาศาสตร์สุขภาพที่เกี่ยวข้องกับ
การส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดโี ดยอาศัยกิจกรรมเปน็ สื่อ เป็นการกระทาท่ีเกี่ยวกับความสามารถ
ของบุคคลท่ีมีความบกพร่องทางด้านร่างกาย จิตใจ การเรียนรู้และการพัฒนาเก่ียวกับเด็กโดยกระบวน
การตรวจ ประเมิน ส่งเสริม ป้องกันบาบัดและฟื้นฟูสมรรถภาพ ให้สามารถทากิจกรรมต่าง ๆ ได้
เพื่อให้บุคคลดาเนินชวี ิตได้ตามศักยภาพโดยการนากิจกรรม วิธีการ และอุปกรณ์ที่เหมาะสมมาเป็น
วิธีการในการบาบัด (สานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ, 2561: 11) เป้าหมายเบ้ืองต้นของกิจกรรมบาบัด
ของโรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จงั หวดั แพร่ คือ การส่งเสรมิ ให้นกั เรียน ไมว่ า่ จะเป็นนักเรียนทปี่ ่วย หรอื
พิการทางกาย เด็กที่มีปัญหาด้านพัฒนาการหรือการเรียนรู้ นักเรียนท่ีป่วยจิตเวช และอ่ืน ๆ สามารถ
ทากิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจาวันได้อย่างเต็มความสามารถ ซึ่งนักกิจกรรมบาบัดจะต้องอาศัย
ความรู้หลาย ๆ ด้าน เพ่ือช่วยลดข้อจากัดท้ังทางร่างกาย จิตใจ และสังคมของนักเรียนเหล่าน้ี อีกทั้ง
ยังอาจต้องช่วยปรับหรือให้คาแนะนาในการปรับสภาพแวดล้อม เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถทา
กิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจาวันได้อย่างเต็มศักยภาพ ทางโรงเรียนจึงได้บรรจุข้าราชการครูท่ีจบ
วิชาเอกกิจกรรมบาบัดมาปฏิบัติหน้าที่เป็นนักกายภาพบาบัด โดยมีขอบเขตในการดูแลนักเรียนท่ีมี
สภาพปญั หาที่พบในโรงเรยี น ดงั ตอ่ ไปน้ี

1. ผู้เรียนที่มีความพิการทางกาย หรือความบกพร่องของหน้าที่
การทางานของอวัยวะของร่างกาย ซ่งึ ความพิการหรือความบกพร่องอาจเกิดโดยกาเนิดโรคภัยไข้เจบ็ ตา่ ง ๆ
หรอื อุบัติเหตุ

2. เด็กที่มีความพิการซ้าซ้อน คือมีความพิการทั้งทางร่างกาย
และการสูญเสียหนา้ ที่ของระบบประสาท ซึ่งเป็นการสูญเสยี ชนิดที่แก้ไขไม่ได้ หรือแกไ้ ขได้แต่มีรอยโรค
เหลืออยู่

3. เด็กที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้ (Learning Disabilities) ซึ่งพบว่า
มปี ญั หาในเรื่องการอ่าน และการคดิ คานวณ

4. เด็กทมี่ ีปัญหาด้านพฤตกิ รรมและจิตใจ เช่น เด็กทม่ี ปี ญั หาทางจิต
เด็กออทสิ ตกิ เดก็ ท่ีถกู พ่อแม่ทารา้ ยหรือทอดท้ิง เดก็ ทม่ี ปี ัญหาด้านการควบคุมอารมณ์

5. เด็กท่ีมีปัญหาการปรับตัวและการเรียนรู้ช้า เน่ืองจากสมอง
มีความบกพร่องในการจัดระเบยี บประสมประสานข้อมูลส่ิงเร้าทีไ่ ดร้ บั

105

บทบาทของนักกิจกรรมบาบัดในโรงเรยี น
1. ประเมินองคป์ ระกอบในการทากจิ กรรม ระบคุ วามบกพร่อง จุดเด่น
และประเมินความกา้ วหน้า
2. เขียนแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education
Plan: IEP) และแผนการสอนเฉพาะบคุ คล (Individual Implementation Plan: IIP)
3. มีบทบาทในการประชมุ ทมี (IEP)
4. ให้บรกิ ารแก่นักเรยี น ผู้ปกครอง และครู
5. ใหค้ วามรว่ มมือกบั ผเู้ ชี่ยวชาญในสาขาตา่ ง ๆ
6. เตรียมและให้การรักษาเพ่ือช่วยให้นักเรียนได้รับการพัฒนา หรือ
ได้รับทกั ษะในการเรียน การเล่น และการดูแลตนเอง
7. ให้เทคโนโลยีเคร่ืองชว่ ยในการสง่ เสริมให้นักเรียนประสบความสาเร็จ
ในการเรียน
8. สังเกตการเข้าไปมีส่วนร่วมในการทากิจกรรมของเด็กที่มีความ
ตอ้ งการพิเศษและหายทุ ธวิธเี พื่อกระตุน้ ใหเ้ ดก็ ไดเ้ ขา้ ไปมสี ่วนรว่ มในการทากิจกรรม
9. ลดอุปสรรคที่ไปจากัดการเข้าไปมีส่วนร่วมในการทากิจกรรมกับ
เพื่อนในหอ้ ง
10. ชว่ ยวางแผนในการทากจิ กรรมเพื่อใหเ้ ด็กมสี ่วนรว่ มในหอ้ งเรียน
11. ชว่ ยวางแผนระยะยาวหลงั จากทเี่ ด็กจบจากโรงเรียน
เป้าหมายในการทากายภาพบาบดั นักเรียน
1. เพิ่มพนู ความสามารถในทักษะการเคล่ือนไหวของกล้ามเน้ือมัดใหญ่
และมัดเลก็
2. เพม่ิ พนู ทกั ษะการรับรแู้ ละการเรียนรู้
3. เพ่ิมพนู ทักษะของเดก็ ในการทากิจวตั รประจาวนั
4. เพิ่มพนู ทักษะในการเข้าสงั คม
5. เพิ่มพูนทกั ษะความสามารถที่ตอ้ งใชใ้ นการเรียน
6. เพ่มิ พูนทกั ษะความสามารถในการเล่น
7. ชว่ ยใหเ้ ด็กมีพฤติกรรมและพัฒนาการทเ่ี หมาะสมกับวัย
กิจกรรมท่ีใช้ในงานกจิ กรรมบาบัดในโรงเรียน ได้แก่
1. การฝกึ กล้ามเนือ้ มดั ใหญ่
2. การฝึกกลา้ มเนื้อมดั เลก็
3. การฝึกการทรงตัว
4. การฝึกการเขยี น
5. การฝกึ วิธกี ารเลน่
6. การฝึกวิธกี ารเคล่ือนไหว
7. การฝึกการประกอบกิจวัตรประจาวัน

106

1.7) ธาราบาบัด (Hydrotherapy)
ธาราบาบัด คือ การออกกาลังกายในน้าซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งของ

การรักษาทางกายภาพบาบัดโดยใช้น้าเป็นส่ือ หรือตัวกลางในการรักษา โดยอาศัยคุณสมบัติของน้า
ช่วยพยุงรองรับทุกส่วนของร่างกาย สามารถทาให้เคล่ือนไหวได้อย่างอิสระและง่ายขึ้น ช่วยลดแรง
กระแทก และช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในขณะฝึก และออกกาลังในน้า (สานักบริหารงานการศึกษา
พเิ ศษ, 2561 ค : 32)

ธาราบาบัดเป็นรูปแบบหนึ่งของวิธีการรักษาทางกายภาพที่โรงเรียน
แพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ นามาใช้รักษาบาบัดให้แก่ผู้เรียนที่มีปัญหาทางด้านกล้ามเน้ือ ซึ่งใช้น้า
เป็นตัวกลางในการรักษา โดยครูนักกายภาพจะเป็นผู้นานักเรียนมารบั การฝึกออกกาลงั กายในสระนา้
คอยประกบและคอยชว่ ยนาในการเคล่ือนไหวรา่ งกาย โดยอาศยั คุณสมบตั ิเร่ืองแรงลอยตวั และแรงดัน
ของน้าน้ันเอง ทาให้เกิดผลดีในการรักษาโดยเฉพาะด้านการไหลเวียนของเลือด การยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ
ลดอาการเกร็งของกล้ามเน้ือ เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ปัญหาของผิวหนังลดความตึงเครียด ฯลฯ
นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นพัฒนาการในผู้เรียนที่มีปัญหาด้านการทรงตัว พัฒนาการช้า หรือผู้เรียนท่ีมี
นา้ หนักตวั น้อยกว่าปกติ ซง่ึ ผเู้ รียนแตล่ ะคนจะใช้เวลาประมาณ 20 - 30 นาทตี อ่ วัน

แนวทางการนาธาราบาบัดไปใชเ้ พื่อพฒั นานกั เรียน
การบัดด้วยการใช้น้า เป็นการใช้น้าเพื่อบาบัดรักษาโรค บรรเทา
อาการปวดและเป็นการผ่อนคลาย ส่งผลดตี ่อสขุ ภาพทางกาย ของนักเรียนทม่ี ีความต้องการจาเป็นพิเศษ
ในวัยเล่าเรียน นอกจากจะต้องเตรียมความพร้อมทางร่างกายในการบาบัดรักษาโรค และข้อจากัดต่าง ๆ
แลว้ ยงั สามารถช่วยผอ่ นคลายความเครยี ด ความวิตกกังวลไดเ้ ปน็ อย่างดีอีกด้วย นอกจากนกี้ ารบาบัด
ด้วยการใช้น้าจะช่วยยกระดับการไหลเวียนของโลหิตให้มีประสิทธิภาพมากข้ึน จึงเป็นประโยชน์ใน
การบรรเทาอาการอักเสบของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อต่าง ๆ ท้ังยังเป็นการผ่อนคลายร่างกายและจติ ใจ
ได้เป็นอย่างดี
ประโยชนข์ องธาราบาบดั
โรงพยาบาลกรุงเทพ (2561: ออนไลน์) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของ
ธาราบาบดั ไว้ ดังนี้
1. ชว่ ยลดแรงกระแทกต่อข้อต่อตา่ ง ๆ โดยใช้แรงลอยตวั ของนา้
2. เพ่ิมการทรงตัวให้ดีข้ึนและการเคลื่อนไหวในน้าที่สัมพันธ์กันของ
ร่างกาย
3. ช่วยเพ่ิมการไหลเวียนของเลือดเนื่องจากกระแสน้าอุ่นจะทาให้
อณุ หภมู ิรา่ งกายสงู ข้นึ
4. ช่วยเพิม่ ความยืดหยุ่นของกล้ามเนอ้ื และข้อต่อ
5. ชว่ ยลดความเจบ็ ปวด ลดอาการขอ้ ติด ทาให้รู้สกึ ผ่อนคลายยงิ่ ขน้ึ
6. ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ โดยอาศัยแรงต้านของนา้
ระบบกระแสน้า (Jet stream) และการปรับความเรว็ -ความชันของสายพาน
7. ช่วยผ่อนคลายกลา้ มเนื้อโดยอุณหภูมิทเ่ี หมาะสมของนา้

107

จากแนวดาเนินการพัฒนาดูแลนักเรียนด้านสุขภาพของโรงเรียนแพร่ -
ปัญญานุกูล จงั หวัดแพร่ คณะกรรมการที่รับผิดชอบในการดาเนินงานอนามัยโรงเรยี น และนักสหวิชาชีพ
ประกอบด้วยฝ่ายบริหาร ครู บุคลากร และผทู้ ่ีมีสว่ นเก่ียวข้องตา่ ง ๆ ทั้งท่เี ปน็ ผรู้ บั ผดิ ชอบโดยตรงและ
ผู้สนับสนุน บุคลากรผู้รับผิดชอบโดยตรงได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน ครูอนามัยโรงเรียน ครูประจาชั้น
ครูประจาหอนอน ครูโภชนาการ ครนู ักสหวชิ าชพี พ่เี ล้ียงนกั เรียน ส่วนผสู้ นับสนุน ไดแ้ ก่ หน่วยงานภาครัฐ
และเอกชน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง บดิ า - มารดา และตวั นักเรียนเอง

2) ดา้ นสุขภาพจติ ใจ
นกั เรยี นที่มคี วามบกพร่องทางสติปญั ญาโรงเรยี นแพรป่ ัญญานกุ ลู จังหวัดแพร่

บางคนพบความผิดปกติทางจิตเวช ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปัญหาด้านพฤติกรรม ความผิดปกติท่ีพบบ่อย ได้แก่
สมาธิสั้น ซน ก้าวรา้ ว ทาร้ายตนเองและทารา้ ยผอู้ ื่น กระตนุ้ ตนเอง เชน่ อาการตบมอื อาการเขยง่ เท้า
กระโดด อยู่บ่อย ๆ อาการของโรคทางจิตเวชในกลุ่มบุคคลท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาอาจมี
ความแตกต่างจากบคุ คลทัว่ ไป หรือบางคร้งั อาการทางจติ เวชท่เี กดิ ขึน้ อาจจะเป็นผลจากความผิดปกติ
ทางกายได้เชน่ กัน หากพบอาการรุนแรงควรได้รับการประเมินอย่างละเอียดจากผูเ้ ช่ียวชาญ ซึ่งการ
รกั ษาหลกั จะใชว้ ิธีการปรับพฤตกิ รรมและการใช้ยา (สถาบันราชานุกลู , 2559 จ: 35) โดยทางโรงเรยี น
ก็ได้ดาเนินการกับนักเรียนท่ีมีอาการทางจิตเวชท้ัง 2 วิธี คือ 1) การรักษาโดยการปรับพฤติกรรมด้วย
นักจิตวิทยาคลินิกของโรงเรียน 2) การรักษาโดยการใช้ยาจากแพทย์ ผู้รักษา และมีการติดตาม
ประเมินอาการอยา่ งสมา่ เสมอโดยครปู ระจาชน้ั ครปู ระจาหอนอน และนักจติ วิทยาคลินกิ ของโรงเรียน
พร้อมกับการสร้างความเข้าใจแก่ครู บุคลากรทุกคน และผู้ปกครองของนักเรียนที่มีอาการทางจิตเวช
ให้ทราบถึงวิธกี าร หรือแนวทางในการปฏิบัติต่อนักเรียนที่อาการทางจิตเวชดังกล่าวให้เป็นแนวทาง
เดยี วกนั โดยมหี ลกั ในการปรับพฤตกิ รรม ดังนี้

- เมื่อเด็กทาพฤติกรรมใดแล้วได้ผลท่ีเด็กพอใจ ก็จะมีแนวโน้มท่ีเด็กจะ
กระทาพฤติกรรมซ้าอีก แต่ถ้าผลไม่เป็นท่ีพึงพอใจ เด็กก็จะหลีกเล่ียง ไม่ทาพฤติกรรมนั้นซ้าอีก เช่น
ถา้ หากเด็กทากจิ กรรมได้ผลงานดี ครู ชมเชย เด็กจะมีกาลงั ใจและอยากทากิจกรรมแบบน้ัน ๆ อกี

- เด็กเรียนรู้จากตัวอย่าง หรือตัวแบบ เพราะฉะนั้น ถ้าอยากให้เด็กมี
พฤตกิ รรมใด ผู้ใหญ่ก็ควรแสดงพฤตกิ รรมนนั้ เพื่อเป็นตัวอย่างท่ดี ี

- ปฏิกิริยาตอบสนองอย่างหนึ่งเกิดจากส่ิงเร้าได้หลายอย่าง เด็กแต่ละคน
จะเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ด้วยวิธีการแตกต่างกัน การเลือกวิธีการปรบั พฤติกรรมที่เหมาะสมกับเด็กแตล่ ะคน
ก็มีความสาคัญ เช่น “แรงเสริม” จัดเป็นรางวัลท่ีช่วยให้เด็กทาพฤติกรรมท่ีตนได้รบั ความพึงพอใจอีก
โดยแรงเสรมิ อาจเป็นสง่ิ ตา่ ง ๆ ตอ่ ไปนี้

- การใหค้ วามสนใจ การยอมรบั คาชมเชย เช่น การยม้ิ การทกั ทาย การสัมผัส
การกอด เปน็ ต้น

- การให้เดก็ ได้รบั ความสนใจ การได้รบั คาชมเชยจากกลุ่มเพื่อน
- การให้แรงเสริมแลกเปล่ียน เช่น สิทธิพิเศษ กิจกรรมต่าง ๆ ที่เด็กชอบ
สิ่งทเี่ ด็กชอบ เชน่ ต๊กุ ตา ขนม ไอศกรมี เป็นต้น

108

การให้แรงเสริมนั้น ควรให้ทันทีเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์
โดยเลือกแรงเสริมที่เด็กชอบ หรือเหมาะสมกับความต้องการของเด็ก แรงเสริม ท่ีเป็นคาชมเชย ไม่ควร
ยกยอจนเกินจริง แต่ให้พูดให้ชัดเจนว่าทาไมจึงถูกชมเชย เช่น “ครูชอบท่ีหนูแบ่งปันของให้เพ่ือน”
“หนเู ก่งมากที่ระงบั อารมณ์ได้ แมว้ า่ จะไมพ่ อใจเพอ่ื น” เป็นต้น

“การลงโทษ” เป็นสิ่งที่เด็กไม่พึงพอใจที่ได้รับหลังจากทาผิด หรือการมี
พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ แม้การลงโทษจะช่วยให้เด็กหยุดพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ได้ทันทีเมื่ออยู่
ต่อหน้า แต่ไม่อาจทานายได้ว่าพฤติกรรมไม่พึงประสงค์นั้นจะไม่เกิดข้ึนอีก ดังนั้นหากมีความจาเป็น
ควรลงโทษด้วยวิธกี ารตา่ ง ๆ แทนการลงโทษดว้ ยการดุ ตี หรือ วพิ ากษ์วิจารณ์ ดงั นี้

- การเพิกเฉย หรือทาเป็นไม่ใส่ใจกับพฤติกรรมไม่พึงประสงค์นั้น ๆ
ซึ่งพฤติกรรมที่ใชว้ ิธนี ไ้ี ด้จะตอ้ งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เป็นอันตรายต่อตัวเองหรือผู้อื่น เชน่ การไปนอนดิ้น
เมอ่ื อยากได้ของเล่น เป็นตน้ การตอบสนองชว่ งแรกของเด็กอาจจะรนุ แรงข้ึน ผู้ดแู ลตอ้ งใช้ความอดทน
และทาอย่างสมา่ เสมอ และเป็นไปในแนวทางเดียวกนั

- การใช้เวลานอก หรือจากัดการเคลื่อนไหวบางอย่าง เป็นการนาเด็ก
ออกจากสถานการณ์ท่ีเด็กชอบช่ัวระยะหนึ่ง เช่น เมื่อเด็กทาร้ายผู้อ่ืน ให้พาเด็กออกจากสถานที่น้ัน
ไปอยใู่ นห้องที่ไมม่ สี ่ิงกระตุ้นและไม่น่ากลวั กาหนดระยะเวลาใหช้ ดั เจน บอกเดก็ ว่าตอ้ งอยู่ทนี่ ่ใี นระยะ
เวลาที่กาหนด ระหว่างนั้นไม่พูดกับเด็กและไม่ตาหนิเด็ก เม่ือเด็กอยู่ได้จนครบกาหนดเวลา ให้พาเด็ก
ออกมาโดยไม่ตอ้ งยา้ ถึงพฤตกิ รรมท่ีไมเ่ หมาะสมของเด็กอีก

- การเสนอพฤติกรรมที่เหมาะสมทดแทนกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์
โดยให้เด็กทาพฤติกรรมคู่แข่งอื่น ๆ ที่มีอานาจจูงใจสูงกว่า และเป็นประโยชน์แก่ตัวเด็กด้วย เช่น
เด็กที่อยูไ่ ม่นง่ิ เดินไปเดนิ มาในหอ้ ง อาจจะมอบหมายงานใหเ้ ดก็ ทาหรอื ให้เดก็ ออกกาลงั กาย เป็นต้น

- การงดใหแ้ รงเสริมทเ่ี ด็กควรได้ เช่น ถ้าทารา้ ยเพื่อน ก็จะอดเล่นของเล่น
หรอื สงิ่ ทีช่ อบ เป็นตน้

- การแก้ไขความผิด เปน็ การลงโทษที่ให้เรยี นรู้ส่ิงที่ควรทา และฝกึ พฤติกรรม
ทเี่ หมาะสม แบง่ ออกเป็น 2 ลกั ษณะ คอื

(1) แก้ไขการกระทาผิดด้วยการชดใช้ หรือทาให้กลับคืนใหม่ให้คงเดิม
และดีกว่าเดิม เช่น เด็กท่ีโมโหแล้วล้มโต๊ะ เก้าอี้ ก็ให้เด็กจัดโต๊ะ เก้าอ้ีที่ล้ม และจัดโต๊ะเก้าอี้อื่น ๆ
ในหอ้ งด้วย

(2) แก้ไขการกระทาท่ีไม่เหมาะสมโดยฝึกทาให้ถูกต้อง หรือให้เหมาะสม
ซ้าแลว้ ซ้าอีก เชน่ เดก็ ทก่ี ระตนุ้ ตวั เองโดยการสา่ ยศีรษะ ใหจ้ บั ศรี ษะใหห้ ยุด และใหเ้ คลื่อนไหวอย่างมี
เหตุผล เช่น หันซ้าย-ขวา ตามส่ังทกุ คร้ังทสี่ า่ ยศีรษะ

จากที่กล่าวถึงแนวทางในการพัฒนาทางด้านสุขภาพกาย และจิตใจ ตลอดจน
แนวทางในการฟื้นฟูบาบัด ให้กับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาข้างต้น จะเห็นได้ว่าโรงเรียน -
แพรป่ ัญญานกุ ูล จังหวัดแพร่ ไดใ้ ห้ความสาคัญทง้ั การพฒั นาในดา้ นร่างกายและดา้ นจติ ใจของนักเรียน
ควบคู่กันไปโดยอาศัยความร่วมมือร่วมใจของผู้ที่ส่วนเกี่ยวข้อง และรับผิดชอบทุกฝ่ายทั้งภายใน และ
ภายนอก ดาเนินงานประสานสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบโดยมีเป้าหมายเดียวกันคือพัฒนาคุณภาพชีวติ
ท้ังด้านร่างกายและจิตใจของนักเรียนให้ดีย่ิงขึ้น เพ่ือเป็นพื้นฐานความพร้อมในการเรียนรู้ในทักษะ
ที่จาเป็นต่อการดารงชีวติ และช่วยเหลือตนเองไม่ให้เปน็ ภาระแกผ่ ู้ปกครองและสังคมต่อไป

109
7.6.2 การพัฒนาทางการศึกษา

การพัฒนาทางการศึกษาในที่นี้ หมายถึง การดาเนินการจัดการศึกษาของ
โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ อย่างมีคุณภาพให้กับนักเรียน โดยการจัดทามาตรฐานการศึกษา
ของสถานศึกษา จัดทาแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา การจัดการเรียนการสอนอย่างมี
ประสิทธิภาพ และการพัฒนาสภาพแวดล้อม ให้มีความสอดคล้องเหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน
กับสภาพความต้องการจาเป็นของนักเรียน เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ มีความรู้ ความสามารถ
ในทกั ษะทจ่ี าเป็นตอ่ การดาเนนิ ชวี ติ ของตนเองได้อย่างมคี ุณภาพ

การจดั การศกึ ษาให้แก่บคุ คลที่มลี ักษณะพิเศษท่ีมีความพิการทางดา้ นร่างกาย
สติปัญญา และจิตใจ จัดในโรงเรียนการศึกษาพิเศษเฉพาะหรือจัดในโรงเรียนปกติย่อมจัดแตกต่างกนั
ไปตามความบกพร่องของผู้เรยี นแตล่ ะประเภท ซง่ึ ครผู ปู้ ฏบิ ตั กิ ารสอนจะต้องเป็นผู้ทมี่ ีความรู้ความชานาญ
ในการสอนผู้เรียนที่เป็นผู้พิการในแต่ละประเภทนั้น ๆ อีกด้วย ตลอดจนต้องมีความอดทนและมีจิตวิทยา
ในการสอน และมีความเมตตาต่อผู้เรียนเป็นอย่างสูง นอกจากน้ีแล้วก็ยังมีองค์ประกอบอ่ืน ๆ ท่ีช่วย
ส่งเสริมพัฒนาทางด้านการศึกษาของผู้เรียนให้สามารถเรียนรู้ได้บรรลุตามเป้าหมายของหลักสูตร
อันได้แก่ มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา แผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา การจัด
การเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาสภาพแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้ ให้มีความสอดคล้อง
เหมาะสมกับศักยภาพของผ้เู รียนแต่ละคน ซึง่ ผ้วู ิจยั จะขอกลา่ วในรายละเอียดตามลาดับ ต่อไปน้ี

1) มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ ได้ใช้มาตรฐานการศึกษา ระดับ

การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พ.ศ. 2561 ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ มาเป็นแนวทางในการจัดการศึกษา
เพ่ือพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาของผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาให้บรรลุค่าเป้าหมาย
ตามทโ่ี รงเรยี นกาหนด ซ่งึ มีจานวน 3 มาตรฐาน ได้แก่

มาตรฐานที่ 1 คุณภาพผู้เรียน
1.1 ผลสัมฤทธ์ทิ างวชิ าการของผูเ้ รียน
1.2 คุณลักษณะอันพึงประสงค์

มาตรฐานท่ี 2 กระบวนการบริหารและการจดั การ
มาตรฐานที่ 3 กระบวนการจัดการเรยี นการสอนทเ่ี น้นผเู้ รียนเปน็ สาคัญ
โดยแตล่ ะมาตรฐานมีรายละเอียด ดงั น้ี
มาตรฐานที่ 1 คณุ ภาพของผู้เรียน

1.1 ผลสัมฤทธ์ิทางวิชาการของผเู้ รียน
1.1.1 มีความสามารถในการอ่าน การเขียน การสื่อสาร

และการคดิ คานวณ
1.1.2 มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดอย่างมี

วจิ ารณญาณ การอภปิ รายแลกเปลย่ี นความคดิ เหน็ และแกป้ ญั หา
1.1.3 มีความสามารถในการสรา้ งนวตั กรรม
1.1.4 มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

และการสื่อสาร
1.1.5 มผี ลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา
1.1.6 มีความรู้ ทักษะพื้นฐาน และเจตคตทิ ี่ดตี ่องานอาชีพ

110

1.2 คณุ ลกั ษณะท่พี ึงประสงคข์ องผเู้ รยี น
1.2.1 การมีคุณลักษณะและค่านิยมท่ีดีตามที่สถานศึกษา

กาหนด
1.2.2 ความภมู ิใจในท้องถิน่ และความเปน็ ไทย
1.2.3 การยอมรับที่จะอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างและ

หลากหลาย
1.2.4 สุขภาวะทางร่างกาย และจติ สังคม

มาตรฐานท่ี 2 กระบวนการบริหารจดั การ
2.1 มเี ป้าหมายวิสัยทัศน์และพันธกิจทส่ี ถานศึกษากาหนดชดั เจน
2.2 มรี ะบบบริหารจัดการคณุ ภาพของสถานศึกษา
2.3 ดาเนินงานพัฒนาวิชาการที่เน้นคุณภาพผู้เรียนรอบด้าน

ตามหลกั สูตรสถานศกึ ษาและทุกกล่มุ เป้าหมาย
2.4 พัฒนาครแู ละบุคลากรใหม้ ีความเช่ยี วชาญทางวชิ าชีพ
2.5 จัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพ และสังคมท่ีเอื้อต่อการจัด

การเรยี นรูอ้ ยา่ งมีคณุ ภาพ
2.6 จัดระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการบริหาร

จดั การและการจดั การเรยี นรู้
มาตรฐานที่ 3 กระบวนการจัดการเรยี นการสอนทเี่ นน้ ผู้เรียนเป็นสาคัญ
3.1 จัดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดและปฏิบัติจริง และ

สามารถนาไปประยุกตใ์ ชใ้ นชีวติ ได้
3.2 ใช้สื่อ เทคโนโลยีสารสนเทศและแหล่งเรียนรู้ที่เอื้อต่อ

การเรยี นรู้
3.3 มกี ารบรหิ ารจัดการชัน้ เรยี นเชงิ บวก
3.4 ตรวจสอบและประเมนิ ผู้เรยี นอย่างเป็นระบบและนาผลมา

พฒั นาผเู้ รียน
3.5 มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และให้ข้อมูลสะท้อนกลับเพ่ือพัฒนา

และปรบั ปรงุ การจัดการเรยี นรู้

111

การพัฒนาทางการศึกษาของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่ ได้มีการกาหนดมาตรฐานและค่าเป้าหมายตามมาตรฐาน
การศึกษาของสถานศึกษาระดบั การศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน โรงเรียนแพร่ปญั ญานกุ ูล จังหวัดแพร่ ดังนี้

มาตรฐาน/ประเดน็ พจิ ารณา เปา้ หมายมาตรฐาน
การศึกษา
มาตรฐานท่ี 1 คุณภาพของผู้เรียน
1.1 ผลสัมฤทธิ์ทางวชิ าการของผเู้ รยี น ค่า ระดบั
เปา้ หมาย คณุ ภาพ
1.1.1 มีความสามารถในการอา่ น การเขียน การสอื่ สาร
และการคดิ คานวณ 75 ดี

1.1.2 มคี วามสามารถในการคดิ วิเคราะห์ คิดอย่างมี วิจารณญาณ 75 ดี
อภิปรายแลกเปลยี่ นความเหน็ และแกป้ ัญหา
75 ดี
1.1.3 มีความสามารถในการสร้างนวตั กรรม 75 ดี
1.1.4 มีความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ 75 ดี

และการสอ่ื สาร 75 ดี
1.1.5 มีผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นตามหลักสตู รสถานศึกษาโดยมผี ล
75 ดี
การเรียนตามแผนการศกึ ษาเฉพาะบคุ คล (IEP) เฉลีย่ ทุก 75 ดี
ทักษะ ระดับคุณภาพ 3 ขึน้ ไป
1.1.6 มคี วามรู้ ทกั ษะพ้ืนฐาน และเจตคตทิ ี่ดีต่องานอาชพี 75 ดี
1.1.7 มีทักษะการดาเนินชวี ิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ 75 ดี
พอเพียง มชี วี ติ ที่มคี วามสขุ และพึง่ พาตนเองได้ 75 ดี
1.2 คุณลกั ษณะทพี่ ึงประสงคข์ องผเู้ รยี น 75 ดี
1.2.1 การมีคุณลักษณะจติ ใจดงี ามย้มิ แย้มแจ่มใส 4 ดีเลศิ
ตามท่ีสถานศกึ ษากาหนด 4 ดีเลศิ
1.2.2 มีความภมู ใิ จในท้องถ่ินและความเป็นไทย 4 ดีเลิศ
1.2.3 ยอมรบั ทจี่ ะอยรู่ ่วมกับบนความแตกต่างและหลากหลาย 4 ดเี ลิศ
1.2.4 สขุ ภาวะทางร่างกาย และจิตสงั คม 4 ดเี ลิศ
มาตรฐานที่ 2 กระบวนการบริหารและการจดั การ
2.1 มเี ปา้ หมายวสิ ัยทศั นแ์ ละพันธกจิ ทีส่ ถานศึกษากาหนดชัดเจน
2.2 การวางแผนพฒั นาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา
2.3 ดาเนินงานพัฒนาวชิ าการทเี่ น้นคณุ ภาพผ้เู รียนรอบด้าน
ตามหลักสตู รสถานศกึ ษาและทุกกลุม่ เป้าหมาย
2.4 พัฒนาครแู ละบุคลากรใหม้ ีความเชีย่ วชาญทางวชิ าชพี

112

เปา้ หมายมาตรฐาน

มาตรฐาน/ประเดน็ พิจารณา การศกึ ษา
คา่ ระดบั

เปา้ หมาย คณุ ภาพ

2.5 จัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคมทเี่ อื้อตอ่ 5 ยอด
การจัดการเรียนรอู้ ย่างมีคุณภาพ เยี่ยม

2.6 จดั ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนบั สนนุ การบรหิ ารจัดการ 4 ดีเลิศ
และการจดั การเรยี นรู้

2.7 มีระบบบรหิ ารจดั การในรปู แบบ 4 มมุ มอง บนพื้นฐานหลกั ปรัชญา 4 ดีเลศิ
ของเศรษฐกิจพอเพียงอยา่ งเปน็ ระบบต่อเนื่อง เปน็ แบบอยา่ งท่ีดี

มาตรฐานที่ 3 กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เนน้ ผู้เรียนเปน็ สาคัญ 4 ดีเลิศ

3.1 จดั การเรยี นรูผ้ า่ นกระบวนการคดิ และปฏิบัติจรงิ และสามารถนาไป 4 ดเี ลศิ
ประยกุ ตใ์ ช้ในชวี ิตได้

3.2 ใช้ส่ือ เทคโนโลยีสารสนเทศ และแหลง่ เรียนรู้ ที่เอ้ือต่อการเรยี นรู้ 4 ดีเลศิ

3.3 มกี ารบรหิ ารจดั การชัน้ เรียนเชงิ บวก 4 ดีเลศิ

3.4 ตรวจสอบและประเมนิ ผเู้ รยี นอยา่ งเป็นระบบ และนาผลมา 4 ดเี ลศิ
พฒั นาผูเ้ รยี น

3.5 มีการแลกเปลีย่ นเรียนรู้และใหข้ ้อมูลย้อนกลบั เพือ่ พัฒนาและปรับปรุง

การจดั การเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการชุมชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี 4 ดเี ลิศ
(PLC : Professional Learning Community) และการอบรมเชงิ

ปฏบิ ัติการ

3.6 มีการจดั การเรียนการสอน แบบวอลดอร์ฟ ผา่ นกระบวนการ 4 ดเี ลิศ
Learning by doing

3.7 มีการจดั กระบวนการเรียนการสอนให้มีกระบวนการพัฒนาคุณภาพ

ชวี ติ โดยการพึง่ พาตนเองได้ดว้ ยการจัดกจิ กรรมตลาดนัดงานอาชพี 4 ดีเลิศ
ของโรงเรียนโดยกระบวนการ Learning by doing การเรียนรู้วิชาชีพ

ทผี่ เู้ รียนสนใจและการฝึกอาชพี ในสถานประกอบการ

ตารางที่ 2 การกาหนดมาตรฐานและคา่ เปา้ หมายตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศกึ ษาระดับ
การศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน โรงเรยี นแพร่ปญั ญานุกูล จังหวดั แพร่
ทม่ี า: แผนพฒั นาการจัดการศึกษา ปีการศกึ ษา 2562 โรงเรยี นแพร่ปัญญานุกลู จงั หวัดแพร่

113

2) การจดั การเรียนการสอนอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาสามารถพบสภาวะที่การพัฒนาของ

สมองหยุดชะงักหรือพัฒนาไม่สมบูรณ์ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ คือ มีความบกพร่องของทักษะต่า ง ๆ
ในช่วงระยะวัยพัฒนาการ ทักษะต่าง ๆ เหล่านี้ ได้แก่ ทักษะในด้านการรู้คิด(Cognitive) ด้านภาษา
(Language) การเคลื่อนไหว (Motor) และ ความสามารถทางสังคม (Social Abilities) ซึ่งทักษะ
ทั้งหมดเหล่าน้ีเป็นส่ิงเกื้อหนุนตอ่ ระดับเชาว์ปัญญาของผู้เรียน ดังน้ันการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
ที่สนองต่อการพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ เหล่านี้จึงเป็นสิ่งจาเป็นที่ช่วยพัฒนาทางด้านการศึกษาของ
ผเู้ รยี นท่มี ีความบกพร่องทางสติปญั ญาได้ ครผู สู้ อนจะต้องวเิ คราะห์ผู้เรยี นแตล่ ะคนว่ามีความบกพร่อง
ในด้านใดบ้างแล้วนาข้อมูลไปสู่การจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) ซ่ึงเป็นแนวทางใน
การจดั การศึกษาเพอื่ พัฒนาใหผ้ ู้เรียนเกดิ ทักษะในด้านตา่ ง ๆ ท่ีเปน็ ข้อดอ้ ยนน้ั ให้หมดไป หรือดขี ้ึน

2.1) การจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized
Education Program : IEP)

2.1.1) ความหมายของแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบคุ คล
ราชกิจจานุเบกษา (2551: 2) พระราชบัญญัติการจัดการศึกษา

สาหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 มาตรา 3 ได้ให้ความหมายของแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลว่า
แผนซึ่งกาหนดแนวทางการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการจาเป็นพิเศษของคนพิกา ร
ตลอดจนกาหนดเทคโนโลยสี ง่ิ อานวยความสะดวก สือ่ บริการและความชว่ ยเหลืออื่นใดทางการศึกษา
เฉพาะบคุ คล

ผดุง อารยะวิญญู และสุวิทย์ พวงสุวรรณ (2554: 34 ) ได้ให้
ความหมายว่า เป็นแผนการจัดการศึกษาสาหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษที่ทางโรงเรียนจัดทาข้ึน
โดยได้ร่วมมือและความยินยอมจากผปู้ กครองของนักเรียนท่ีมีความต้องการพิเศษ แผนน้ีบรรจุเนือ้ หา
สาระของแต่ละคน เป็นแผนในระยะ 1 ปี และมีการทบทวนแผน ทุกภาคเรียน

สานักงานการศึกษานอกโรงเรยี น (2554: 37) ได้ให้ความหมาย
แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลว่า เป็นแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลที่เขียนขึ้นเป็นลาย
ลกั ษณอ์ ักษรสาหรับผู้เรยี นคนพิการแต่ละคน โดยมีคณะกรรมการจัดทา IEP ของผู้เรยี นแตล่ ะคนร่วมกัน
จัดทาข้นึ คณะกรรมการจัดทาแผน IEP ประกอบดว้ ย ผบู้ ริหารสถานศึกษา ครผู สู้ อนคนพกิ าร ผเู้ รยี น
คนพิการ หรือผู้ดูแลคนพิการ และแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลยังเป็นเคร่ืองมือในการตรวจสอบ
กระบวนการเรียนรู้ของผเู้ รยี นคนพิการ และเปน็ แผนกาหนดแนวทางการจัดการศึกษาท่สี อดคล้องกับ
ความจาเป็นพิเศษ (Special needs) ของผู้เรียนคนพิการแต่ละบุคคลรวมถึงการกาหนดสิ่งอานวย
ความสะดวก ส่ือ บรกิ าร และความชว่ ยเหลอื อน่ื ใดทางการศกึ ษาสาหรับผเู้ รยี นคนพิการเฉพาะบุคคล

ภูฟ้า เสวกพันธ์ (2555: 115) ได้กล่าวถึง แผนการจัดการศึกษา
เฉพาะบุคคล ว่า IEP เป็นโปรแกรมการศึกษาทีจ่ ัดข้ึนสาหรบั นักเรียนท่ีมีความต้องการพิเศษโดยเฉพาะ
เพื่อเป็นแนวทางในการให้การศึกษาท่ีสอดคล้องกับความต้องการพิเศษของนักเรียน และให้นักเรียน
ที่มีความต้องการพิเศษได้เรียนรู้ในสภาพแวดดล้อมที่ได้รับการจัดให้เหมาะสมกับความสามารถ
โดยระบุให้แน่ชัดว่าใช้โปรแกรมเมื่อใด เป็นเวลานานเท่าใด วัดผลสัมฤทธ์ิของนักเรียนได้อย่างไร
ตลอดจนระบกุ ารบรกิ ารอน่ื ๆ ทเี่ กย่ี วข้องท่ีนักเรยี นควรได้รบั

114

สานักบรหิ ารงานการศึกษาพเิ ศษ (2556: 4) ไดใ้ หค้ วามหมายว่า
เป็นแผนซ่ึงกาหนดแนวทางการจัดการศึกษาท่ีสอดคล้องกับความต้องการจาเป็นพิเศษของคนพิการ
ตลอดจนกาหนดสิ่งอานวยความสะดวก สือ่ บรกิ าร และความชว่ ยเหลืออน่ื ใดทางการศึกษาเฉพาะบุคคล
ซ่ึงแผนดังกล่าวเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งใน การจดั การศึกษาสาหรับคนพิการ ทีจ่ ะทาให้การจัดการศึกษา
ที่มีประสิทธภิ าพในการจัดการเรยี นการสอนคน พกิ ารทกุ ประเภท

จากความหมายข้างต้นสามารถกล่าวโดยสรุปได้ว่า แผนการ
จัดการศึกษาเฉพาะบุคคล หมายถึง แผนการจัดการศึกษาที่จัดทาขึ้นให้สอดคล้องกับความต้องการ
จาเป็นพิเศษของคนพิการเป็นเฉพาะบุคคล โดยการมีส่วนร่วมของผู้บริหาร สถานศึกษา ผู้ปกครอง
ครู และคณะสหวิชาชพี ที่เก่ียวข้องร่วมกันวางแผนการจัดการศึกษาให้คนพิการ เป็นลายลกั ษณ์อกั ษร
ซง่ึ ในแผนจะตอ้ งระบุระดับความสามารถในปัจจุบันเป้าหมายระยะยาว 1 ปี จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม
เกณฑ์และวิธีการวัดประเมินผล กาหนดเทคโนโลยี สง่ิ อานวยความสะดวก ส่อื บริการและความช่วยเหลือ
อื่นใดทางการศึกษา ตลอดจนมีการทบทวนปรับปรุงแผนตามความเหมาะสม

2.1.2) ประโยชน์ของแผนการจดั การศึกษาเฉพาะบคุ คลท่ีมีตอ่ ผูเ้ รยี น
สานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (2556: 9) แผนการจัดการ

ศึกษาเฉพาะบุคคลเป็นแผนที่จัดทาข้ึนเพ่ือให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทางการศึกษาตามศักยภาพและ
สอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการจาเป็นพเิ ศษของแต่ละบุคคล ซง่ึ ผู้เรียนจะได้รบั ประโยชน์ ดังนี้

(1) ผู้เรียนได้รับความช่วยเหลือ บาบัด ฟื้นฟูสมรรถภาพ
บริการทางการศึกษาเต็มศักยภาพอย่างเป็นระบบและเหมาะสมกับความต้องการจาเป็นพิเศษ
ของแต่ละบคุ คล

(2) ผู้เรียนได้รับสิ่งอานวยความสะดวก เทคโนโลยีสิ่งอานวย
ความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลอื อนื่ ใดทางการศกึ ษาตามกฎหมาย

(3) ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการ วางแผนการจัดการศึกษา
การพัฒนาศกั ยภาพ การวัด และประเมินผล ตลอดจนการปรับปรุงเป้าหมายในการจดั การศึกษาของตน

(4) ผู้เรียนได้รับการส่งต่อทางการศึกษา และด้านอื่น ๆ
อย่างเหมาะสม

นอกจากน้ี รัชนีกร ทองสุขดี (2550: 154) ได้กล่าวถึงการจัดทา
แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) ว่าเป็นความร่วมมือกันของบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย
ฉะน้ันประโยชน์ทจ่ี ะไดร้ ับจึงเกิดกับทุกฝา่ ย ดังนี้

ประโยชน์ต่อคนพกิ าร
1. ได้รับการช่วยเหลือ บาบัด ฟื้นฟูสมรรถภาพ และ

ไดร้ ับการศึกษาที่มีความสอดคลอ้ งกบั ความต้องการจาเปน็ ของแต่ละบุคคลอย่างเหมาะสม
2. ได้รับส่ิงอานวยความสะดวก สื่อ บริการ และความ

ชว่ ยเหลืออืน่ ใดทางการศกึ ษาตามทก่ี าหนดในกฎหมายอยา่ งสอดคล้องกับความจาเป็นของแต่ละบคุ คล
3. ได้เรียนรู้และพัฒนาเต็มตามศักยภาพของแต่ละบุคคล
4. ได้มีส่วนร่วมในการประเมนิ ผล และปรับปรุงการจดั

การศกึ ษาให้คนพกิ ารอยา่ งเหมาะสม

115

ประโยชนต์ อ่ ผู้ปกครอง
1. สามารถปรึกษา และขอคาแนะนากับผู้รับผิดชอบ

เก่ียวกบั คนพกิ ารแต่ละคนได้
2. มีส่วนร่วมกาหนดจดุ มุ่งหมาย รวมท้งั แผนการชว่ ยเหลือ

บาบดั ฟื้นฟสู มรรถภรพและจัดการศึกษาของคนพิการแตล่ ะคนอย่างเหมาะสม
3. สามารถขอรบั สิง่ อานวยความสะดวก ส่อื บรกิ ารและ

ช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ที่สอดคล้องกับความต้องการจาเป็นของแต่ละบุคคลที่กาหนดใน
กฎกระทรวงใหแ้ ก่คนพกิ าร

4. ได้รับ เข้าใจ และสามารถมีส่วนร่วมในการฝึกและ
สรา้ งเสริม บาบดั ฟนื้ ฟสู มรรถภาพและพัฒนาการศกึ ษาคนพิการได้อยา่ งถูกต้องและเหมาะสม

5. ไดม้ ีส่วนร่วมในการประเมนิ และปรับปรุงจัดการศึกษา
ใหค้ นพกิ ารอยา่ งเหมาะสม

ประโยชนต์ อ่ ครผู ้สู อน
1. เป็นขอ้ มลู ในการศึกษาและวิเคราะห์เพ่ือนาไปพัฒนา

คนพิการไดอ้ ยา่ งถกู ต้องและเหมาะสม
2. รขู้ อบเขตความรบั ผดิ ชอบของตนเอง
3. สามารถนาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลไปจัดทา

แผนการสอนเฉพาะบุคคล(Individual Implementation Plan: IIP) อย่างสอดคล้องกับความต้องการ
จาเป็นของผปู้ กครอง

4. มีสิ่งอานวยความสะดวก ส่ือ บริการและความชว่ ยเหลอื
อ่นื ใดทางการศึกษาทสี่ ่งเสรมิ การจดั การเรียนการสอนสาหรบั คนพกิ ารแต่ละคนตามความสามารถ

5. จัดการประเมินผล และรายงานความก้าวหน้า
ทางการเรียนของคนพิการแตล่ ะคนไดส้ อดคล้องกับจดุ ม่งุ หมายที่กาหนดได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ

6. มีส่วนร่วมในการประเมินผลและปรับปรุงการจัด
การศึกษาใหแ้ กค่ นพกิ ารอยา่ งเหมาะสม

ประโยชน์ต่อสถานศึกษา
1. เป็นขอมลู ในการจัดคนพิการเข้าการศึกษาในรปู แบบ

ระบบ และระดับท่ีเหมาะสม
2. มีข้อมูลชัดเจนในการวางแผนการบริหารจดั งบประมาณ

และการจดั การเรียนการสอน
3. มีสิ่งอานวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลอื

อ่ืนใดทางการศึกษาทส่ี ่งเสรอมในการจดั การเรียนการสอนสาหรบั คนพิการแต่ละคนอย่างมีประสิทธิภาพ
4. มขี ้อมูลท่ีสามารถใช้เป็นพ้ืนฐานในการพฒั นาหลักสูตร

และแนวทางการจัดการเรียนการสอนไดอ้ ย่างเปน็ ระบบและเหมาะสม
5. แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลเป็นส่วนหนึ่งของ

การประกนั คณุ ภาพ และมาตรฐานการจดั การศกึ ษาและเป็นแนวทางอย่างมปี ระสิทธภิ าพ

116

2.1.3) หลักการจดั ทาแผนการจดั การศกึ ษาเฉพาะบคุ คล
นักการศึกษาได้ให้หลักการของการจัดทาแผนการจัดการศึกษา

เฉพาะบคุ คลไว้ ดงั นี้
สานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (2556: 5) ได้อ้างถึง

กฎหมายการจัดการศึกษาสาหรับคนพิการ (Individuals with Disabilities Education Act: IDEA)
ระบุให้จัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลเพื่อการพัฒนาเด็กพิการทุกคน โดยแผนการจัด
การศึกษาเฉพาะบุคคลจะต้องได้รับการปรับให้ตอบสนองความต้องการจาเป็นพิเศษของผู้เรียนเป็น
เฉพาะบุคคลตามกระบวนการจัดทา โดยระบุหลักการเบื้องต้นตามกฎหมายในการจัดการศึกษา
สาหรบั คนพิการ 6 ประการ คอื

(1) เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษา (Zero reject) เป็นการให้
โอกาสทางการศึกษาแก่ทุกคน รวมถึงคนพิการ ต้องได้รับการประเมินค้นหาอย่างเป็นระบบ การคัดกรอง
และประเมินตั้งแต่แรกเกดิ หลักการนเี้ ป็นการประกันความเท่าเทียมทางการศึกษา รวมไปถึงคนพิการด้วย
ผู้เรียนทกุ คนจะได้รับบริการท่ีเหมาะสม และมปี ระสิทธิภาพตามความต้องการจาเป็นพิเศษ

(2) การไม่เลือกปฏิบัติในการตรวจวัดเพื่อบ่งช้ี และประเมิน
(Nondiscriminatory Identification and evaluation) โดยผเู้ รยี นต้องไดร้ บั การประเมินดา้ นต่าง ๆ
ทุกด้าน โดยปราศจากอคติ และนักการศึกษาจะต้องใช้กระบวนการ และเคร่ืองมือที่มีความหลากหลาย
ในการประเมนิ ซง่ึ จะทาให้สามารถประเมนิ เดก็ ได้สอดคล้องกบั สภาพท่ีแท้จรงิ มากทสี่ ุด

(3) การให้บริการทางการศึกษาแบบให้เปล่าที่เหมาะสม
(Free Appropriate Public Education: FAPE) โดยเด็กพิการทุกคนจะต้องมีแผนการจัดการศึกษา
เฉพาะบุคคล ทสี่ นองตอบต่อความต้องการจาเปน็ พิเศษ โดยไม่ตอ้ งเสยี คา่ ใชจ้ ่าย และมเี อกสารตา่ ง ๆ
ทีถ่ ูกต้องตามกฎหมาย ทส่ี ามารถตรวจสอบกระบวนการจัดการศึกษาของครูได้

(4) การจัดการศึกษาในสภาพแวดล้อมท่ีมีขีดจากัดน้อยทส่ี ุด
(The Least Restrictive Environment: LRE) ผู้เรียนพิการควรได้รับการศึกษาในห้องเรียนรวมกับ
เด็กทั่วไป โดยสถานศึกษาจะต้องจัดวางและมีบริการการชว่ ยเหลอื ท่ีเป็นทางเลือกให้กับผู้เรียน ซ่ึงจะ
ทาให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ รวมท้ังทักษะสังคม และเรียนรู้ในสถานการณ์จริงท่ีสอดคล้อง
กับวัยวุฒิ เป็นการให้เด็กได้เรียนร้ถู ึงการใช้ชวี ติ ในสถานการณ์จริง อีกท้ังยังเป็นประโยชน์กับนกั เรยี น
ท่ัวไปทจี่ ะได้เรยี นรซู้ ึ่งกนั และกนั อีกด้วย

(5) การพิทักษ์สิทธิ์ในการรับบริการ (Procedural Due
Process) เพื่อให้ผู้ปกครองได้รับทราบกระบวนการข้ันตอน การจัดวาง และสามารถที่จะตรวจสอบ
รวมถงึ พทิ ักษส์ ทิ ธิคนพกิ าร ระบบดงั กลา่ วเปน็ การรบั ผดิ ชอบร่วมกันระหวา่ งสถานศกึ ษากบั ผูป้ กครอง

(6) การมีสว่ นร่วมของผู้ปกครองและคนพิการ (Parental and
Student Participation) เป็นการใหผ้ ู้ปกครองและผู้เรียนมีส่วนรว่ มในการวางแผน การดาเนนิ การใน
การรบั บริการการศึกษาพิเศษ และการตัดสนิ ใจที่เก่ียวข้องกับพวกเขา กฎหมายดังกล่าวให้ความสาคัญ
กับคนพิการ ตลอดจนการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและคนพิการในการจัดการศึกษา และได้มีการกล่าวถึง
แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ซ่ึงเป็นเครื่องมือท่ีจะนาไปสู่การได้รับสิทธิต่าง ๆ โดยคานึงถึง
ความต้องการจาเป็นพเิ ศษของคนพิการแต่ละบุคคลเปน็ หลัก

117
สุทธิพร วิจิตรพันธุ์ (2549) กล่าวว่า ลักษณะสาคัญของ
แผนการจดั การศึกษาเฉพาะบคุ คลทีจ่ ัดทาให้กบั เดก็ พิการนนั้ มีลักษณะ ดังตอ่ ไปนี้
1. เด็กพิการแต่ละคนมีแผนการจัดการศึกษาท่ีไม่เหมือนกัน
และอาจจะเปลยี่ นแปลงได้
2. การจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลนั้นจะมี
เป้าหมายรายปี โดยกาหนดจดุ ประสงค์ระยะยาวและจุดประสงคร์ ะยะสั้น
3. ในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลจะเชื่อมโยงการบริการ
ที่เกี่ยวข้อง กับความต้องการจาเป็นพิเศษของเดก็ พิการแตล่ ะคน เช่น การบริการทางดา้ นการฟื้นฟู
สมรรถภาพ การบรกิ ารทางการศึกษา
4. ในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลจะต้องมีวิธีการ
ประเมินผลประจาปีเพ่ือพิจารณาความก้าวหนา้
5. ในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลจะต้องระบุระดับ
ความสามารถทางการศกึ ษาและพฤติกรรมของเด็ก โดยการประเมนิ ผลทกุ ๆ ดา้ น
6. มกี ารแสดงกาหนดเวลาทีเ่ ร่ิมตน้ และสิน้ สดุ การใหบ้ ริการ
7. แสดงเกณฑ์ วัตถุประสงค์ ขั้นตอนการประเมินผลอย่าง
เหมาะสมตามแผน
8. แผนการศึกษาเฉพาะบุคคลเป็นเอกสารที่พิสูจน์การยินยอม
ของโรงเรียนในการจดั การศกึ ษาใหก้ บั เด็กพิการ
9. เป็นเคร่ืองมือสื่อสารในการกาหนดการจัดการศึกษาพิเศษ
ใหก้ ับเด็ก โดยเปน็ ที่ยอมรบั ของผ้ปู กครองและผูท้ ่ีเก่ียวข้อง
ประคอง ผลพิชญานันท์ (2552) กล่าวว่า แผนการจัดการศึกษา
เฉพาะบุคคลเป็นการจดั การศึกษาให้กบั นักเรยี นท่ีมีความต้องการจาเป็นพิเศษ โดยยดึ หลกั ท่ีว่านกั เรียน
ทุกคนมคี วามสามารถในการเรยี นรแู้ ละพัฒนาตนเองได้ และถือวา่ ผ้เู รียนมีความสาคัญทสี่ ุด การจดั การ
ศึกษาต้องมุ่งเน้นส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้เต็มศักยภาพ การจัดการเรียนรู้จะต้องจัด
เนื้อหา สาระ และกิจกรรม ให้สอดคล้องกับความถนัด ความสนใจของผู้เรียน โดยคานงึ ถึงความแตกต่าง
ระหวา่ งบคุ คลเป็นสาคญั มหี ลักการในการจัดทา ดังตอ่ ไปนี้
1. ตอ้ งยดึ ผเู้ รยี นเปน็ สาคัญ
2. ต้องกาหนดกระบวนการพัฒนาความสามารถของนักเรยี น
ทมี่ คี วามต้องการจาเปน็ พิเศษ ให้สอดคล้องกับความต้องการจาเปน็ ของแต่ละบคุ คล
3. มุ่งพัฒนานักเรียนที่มีความต้องการจาเป็นพิเศษอย่างเต็ม
ศกั ยภาพทกุ ดา้ น
4. บุคคลทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องมีสว่ นร่วมในการจดั ทาแผน
5. ต้องดาเนินการจัดทาตามกระบวนการอย่างครบถ้วน
ตามลาดับ ต้ังแต่การสารวจศึกษาข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล ประเมินและคัดแยก ประสานหน่วยงานท่ี
เก่ยี วข้อง การวางแผนและจัดทาแผน การเตรยี มความพรอ้ ม และการประเมินผล
6. ดาเนนิ การด้านการจัดกระบวนการเรียนการสอน ดว้ ยการจัด
ประสบการณ์เรียนรู้การจัดกิจกรรมและการประเมินผลให้เป็นไปอยา่ งมรี ะเบียบแบบแผน ตลอดจนมี
การตรวจสอบได้

118

ดังนั้นหลักการของการจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะ
บุคคลน้ัน จะต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายต่าง ๆ ที่คานึงถึงสิทธิของคนพิการ ต้องมีการ
ประเมินและวางแผนการจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับความต้องการจาเป็นพิเศษของคนพิการแต่ละ
บุคคล ภายใต้ความร่วมมือของครู นักการศึกษา คณะสหวิชาชีพ ผู้ปกครองและคนพิการ เพ่ือให้
คนพิการได้รับการพัฒนาอย่างเป็นกระบวนการ สามารถตรวจสอบ ปรับเปลี่ยน และประเมินผล
โดยคานึงถงึ ศกั ยภาพที่แทจ้ รงิ ของคนพิการเปน็ หลกั

2.2) วตั ถปุ ระสงค์ของการจดั ทาแผนการจัดการศกึ ษาเฉพาะบคุ คล
2.2.1) เพื่อให้คนพิการได้รับการจัดการศึกษาให้สอดคล้องตามความ

ตอ้ งการจาเป็นพิเศษเป็นเฉพาะบุคคล
2.2.2) เพ่ือใช้เป็นแนวทางในการกาหนดกระบวนการจัดการเรียนรู้

การตรวจสอบความกา้ วหน้า ทางการ เรียนรแู้ ละพัฒนาการของผูเ้ รียน
2.2.3) เพ่ือให้ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ปกครอง ครู คณะสหวิชาชีพ

และผมู้ ีสว่ นเกย่ี วข้อง มสี ว่ นรว่ มในการวางแผนการจดั การศกึ ษาให้ผ้เู รยี นแตล่ ะบคุ คลได้รบั การพัฒนา
เตม็ ศักยภาพ

2.2.4) เพื่อให้สถานศึกษาสามารถวางแผนจัดบริการทางการศึกษา
ตลอดจนจดั หาเทคโนโลยสี ิ่งอานวย ความสะดวก สอ่ื บริการ และความชว่ ยเหลืออน่ื ใดทางการศึกษา
ที่สอดคลอ้ งกับความต้องการจาเป็นพเิ ศษของผเู้ รยี น

2.3) องค์ประกอบของแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบคุ คล
แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล เป็นแผนให้บริการทางการศึกษา

พิเศษ ท่ีจัดทาเป็นลายลกั ษณอ์ ักษร ใหก้ บั ผเู้ รียนทม่ี คี วามบกพร่องเป็นเฉพาะบคุ คล โดยความรว่ มมือ
ของบุคลากรท่ีเกี่ยวข้องและได้รับความเห็นชอบจาก บิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้เรียน และมีการ
ทบทวนแผนตามความเหมาะสม

กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศกระทรวง เรื่องหลักเกณฑ์และ
วิธีการจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน พ.ศ. 2552 โดยมีองค์ประกอบ
ดงั ต่อไปนี้

1. ข้อมลู ทัว่ ไป
2. ข้อมูลดา้ นการแพทย์หรือด้านสขุ ภาพ
3. ข้อมลู ดา้ นการศึกษา
4. ขอ้ มลู อ่นื ๆ ท่จี าเป็น
5. การกาหนดแนวทางการศึกษาและการวางแผนการจัดการศึกษา
พิเศษ
6. ความต้องการด้านส่ิงอานวยความสะดวก เทคโนโลยีสิ่งอานวย
ความสะดวก ส่ือ บรกิ าร และความช่วยเหลืออ่ืนใดทางการศึกษา
7. คณะกรรมการจัดทาแผน
8. ความเหน็ ของบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผเู้ รียน

119

2.4) กระบวนการจดั ทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education

Program: IEP) เป็นแผนการจัดการศึกษาท่ีจัดทาข้ึนให้สอดคล้องกับความต้องการจาเป็นพิเศษของ
ผู้เรียนเป็นเฉพาะบุคคล โดยการมีส่วนร่วมของสถานศึกษา ผู้บริหาร ผู้ปกครอง ครู และคณะสหวิชาชีพ
ท่ีเก่ยี วขอ้ งร่วมกันจดั ทาแผนการศึกษา ให้ผ้เู รียนเปน็ ลายลกั ษณ์อักษร กาหนดสงิ่ อานวยความสะดวก
เทคโนโลยีสิ่งอานวยความสะดวก ส่ือ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาให้เป็นการ
เฉพาะบุคคล ตลอดจนมีการทบทวนปรับปรุงแผนตามความเหมาะสม ซึ่งมีกระบวนการดาเนินการ
6 ขน้ั ตอน ดงั น้ี (สานักบริหารงานการศึกษาพเิ ศษ. (2556: 11 - 15)

2.4.1) ข้ันเตรียมการ
เมื่อพบว่าผู้เรียนมีปัญหาทางด้านการศึกษา สถานศึกษาควร

ดาเนนิ การ ดังตอ่ ไปนี้
(1) การรวบรวมขอ้ มูล
รวบรวมข้อมูลของผู้เรียนจากบุคคลท่ีเก่ียวข้อง ด้วยวิธีการ

ต่าง ๆ เช่น การสัมภาษณ์ การสอบถาม การสังเกต และการตรวจสอบเอกสารหลักฐานที่เก่ียวข้อง
ตลอดจนทาความเข้าใจกับผู้ปกครองเกี่ยวกับ สภาพปัญหาและรว่ มกนั หาแนวทางช่วยเหลอื ผู้เรยี น

(2) การคัดกรองประเภทความพิการทางการศกึ ษา
ขออนุญาตผู้ปกครองคัดกรองผู้เรียน โดยใช้แบบคัดกรอง

คนพิการทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ และอาจใช้แบบคัดกรองของหน่วยงานอื่น ๆ เพ่ิมเติม
ตามความเหมาะสมเพอื่ ให้ไดข้ ้อมลู ของผู้เรยี นทล่ี ะเอยี ดมากยง่ิ ข้ึน

กรณีพบว่าผ้เู รียนมีแนวโน้มว่ามีความบกพร่อง ควรแนะนา
ผู้ปกครองใหน้ าสง่ แพทย์ หรือนกั วิชาชีพ วินิจฉัยเพม่ิ เติม

2.4.2) ข้นั จดั ทาแผนการจดั การศกึ ษาเฉพาะบุคคลมขี น้ั ตอน ดงั น้ี
(1) แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทาแผนการจัดการศึกษา

เฉพาะบุคคล
สถานศึกษาแต่งต้ังคณะกรรมการจดั ทาแผนการจัดการศึกษา

เฉพาะบุคคล สาหรับผู้เรยี นแต่ละคน โดยมีกรรมการไม่น้อยกวา่ 3 คน ซ่ึงประกอบด้วย (1) ผู้บริหาร
สถานศึกษาหรือผู้แทน (2) บิดา หรือมารดา หรือผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลคนพิการ (3) ครูประจาชั้น
หรือครูแนะแนว หรือครูการศึกษาพิเศษ หรือครูที่รับผิดชอบ งานด้านการศึกษาพิเศษที่ผู้บริหาร
สถานศึกษามอบหมายเปน็ กรรมการและเลขานุการ และหรือครปู ระจาวชิ า คณะสหวิชาชพี ตามความ
ต้องการจาเป็นพิเศษของผเู้ รียน

(2) ตรวจสอบ หรือการประเมนิ ความสามารถพน้ื ฐาน
คณะกรรมการจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล

หรือคณะ กรรมการที่ได้รับการแต่งต้ังทาการตรวจสอบหรือการประเมินความสามารถพื้นฐานของ
ผู้เรียน (Student) ตามหลักสูตรสถานศึกษาในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้/ทักษะการเรียนรู้เพ่ือให้
ทราบจุดเด่น จุดด้อยของผู้เรียน จุดเด่น คือ ความสามารถหรือศักยภาพปัจจุบันท่ีผู้เรียนสามารถทา
ได้ในสาระการเรียนรู้/ทักษะการเรียนรู้ และจุดด้อย คือ ส่ิงท่ีผู้เรียนไม่สามารถทาได้ในสาระการเรียนรู้/
ทักษะการเรยี นรู้

120

ท้ังนีค้ วรตรวจสอบ หรอื ประเมนิ ความสามารถพื้นฐานจาก
สภาพจรงิ ในหลายสถานการณใ์ ห้ครอบคลุม ถงึ บริบทด้านสงิ่ แวดล้อม (Environments) ซึ่งประกอบด้วย
สิ่งแวดล้อมด้านบุคคลและส่ิงแวดล้อมด้านกายภาพ ท่ีเอื้อหรือเป็นอุปสรรคในการพัฒนาศักยภาพผู้เรียน
ด้านกิจกรรม (Tasks) ที่ผู้เรียนปฏิบัติได้หรือไม่ได้ในแต่ละวัน หรือไม่ได้รับการส่งเสริมในการทากิจกรรม
กิจกรรมนั้นเหมาะสมกับผู้เรียนหรือไม่ และด้านเทคโนโลยีสิ่งอานวยความสะดวก สื่อ บริการ และ
ความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา (Tools) ท่ีผู้เรียนได้รับหรอื ยังไม่ไดร้ ับ ก่อนการจัดทาแผนการจัด
การศึกษาเฉพาะบุคคลเพื่อให้ได้ข้อมูลทถ่ี ูกต้อง และนาขอ้ มูลมาวิเคราะห์จดั ทาแผนการจัดการศึกษา
เฉพาะบุคคลตามความต้องการจาเป็นพิเศษของแต่ละบุคคล หากสถานศึกษาตรวจสอบหรือประเมนิ
ความสามารถพื้นฐานแล้วพบว่า ผู้เรียนมีความพร้อมในทุกสาระการเรียนรู้/ทักษะการเรียนรู้ให้
ดาเนินการส่งตอ่ ตามความเหมาะสมตอ่ ไป

(1) จัดทาแผนการจดั การศึกษาเฉพาะบุคคล
คณะกรรมการนาข้อมูลที่ได้มาจากการตรวจสอบ หรือ

ประเมนิ ความสามารถพนื้ ฐาน มาจดั ทาแผนการจดั การศกึ ษาเฉพาะบุคคล ตามองคป์ ระกอบที่กาหนด
ไว้ในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เร่ือง หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
ระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พ.ศ. 2552 ในการกาหนดแนวทางการจดั การศึกษา และการวางแผนการ
จัดการศึกษาพิเศษ ตลอดจนกาหนดส่ิงอานวยความ สะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใด
ทางการศึกษา ตามความต้องการพิเศษของผู้เรียนให้คานึงถึงบริบท ด้านผู้เรียน (Student) ด้าน
สิ่งแวดล้อม (Environments) ด้านกิจกรรม (Tasks) และด้านเทคโนโลยีสิ่งอานวย ความสะดวก สื่อ
บริการ และความชว่ ยเหลืออ่ืนใดทางการศึกษา (Tools) ดว้ ย

2.4.3) ข้นั การนาแผนการจัดการศกึ ษาเฉพาะบุคคลไปใช้
การนาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลไปใช้ ครูผู้สอนต้อง

ดาเนนิ การ ดังน้ี
(1)การจัดทาแผนการสอนเฉพาะบุคคล (Individual

Implementation Plan: IIP) ครูผู้สอนนาจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม(เป้าหมายระยะสั้น) ที่กาหนดใน
แผนการจัดการศึกษา เฉพาะบุคคล มาดาเนินการจัดทาแผนการสอนเฉพาะบุคคล โดยการวิเคราะห์
งานหรือกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยการเรียงลาดับกิจกรรมที่ง่ายไปสู่กิจกรรมที่ยากขึ้น หรือกิจกรรม
ท่ีเป็นรูปธรรมไปสู่กิจกรรมที่เป็นนามธรรม ให้เหมาะสมกับความต้องการจาเป็นพิเศษของนักเรียน
แต่ละคน

(2) การนาแผนการสอนเฉพาะบุคคลไปใช้ โดยครูผู้สอนนา
แผนการสอนเฉพาะบุคคลไปจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พร้อมทั้งบันทึกหลังการสอนและประเมินผล
การจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนในแตล่ ะครั้ง

2.4.4)ขั้นการประเมินผลการเรียนรู้ตามแผนการจัดการศึกษา
เฉพาะบุคคล

121

คณะกรรมการจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
ประชุมเพ่ือประเมิน ทบทวน และปรับแผน พร้อมจัดทารายงานผลการเรียนรู้อย่างน้อยปีการศึกษาละ
2 ครงั้ โดยประเมินตามขัน้ ตอน ดังนี้

(1) การประเมินผลการเรียนรู้ตามแผนการสอนเฉพาะบุคคล
เป็นการประเมิน ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ทราบว่าผู้เรียนมีพัฒนาการตามท่ีระบุไว้ในแผนการสอน
เฉพาะบุคคลฉบับน้ันหรือไม่ โดยประเมินตามวิธีการ เครื่องมือ และเกณฑ์ระดับคุณภาพที่ระบุไว้ในแผน
การสอนเฉพาะบคุ คล

(2) การประเมินผลการเรียนรู้ตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
(เป้าหมายระยะส้ัน) ทาได้โดยประมวลผลการผ่านของจานวน แผนการสอนเฉพาะบุคคล และนามา
เทียบกับเกณฑ์และวิธีประเมินผลการผ่านจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม (เป้าหมายระยะสั้น) ท่ีกาหนดไว้
ในแผนการจดั การศึกษาเฉพาะบุคคล

(3) การประเมินผลการเรียนรู้ตามเป้าหมายระยะยาว 1 ปี
โดยประมวลผลการผ่าน/ไม่ผ่าน (จานวน) จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม (เป้าหมายระยะส้ัน) ของผู้เรียน
และนามาเทียบเกณฑก์ ารผ่านตามทีส่ ถานศึกษากาหนด

(4) การประเมินผลการเรียนรู้และระดับคุณภาพตามแผนการ
จัดการศกึ ษาเฉพาะบุคคล ทาไดโ้ ดยประมวลผลการผา่ น/ไม่ผา่ น จดุ ประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม(เป้าหมาย
ระยะสัน้ ) ของทกุ เปา้ หมายระยะยาว 1 ปี มาคานวณหาคา่ ร้อยละ และนามาเทียบเกณฑ์การผ่านตาม
เกณฑร์ ะดับคุณภาพของหลักสูตรการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน สาหรบั ผ้เู รียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
พ.ศ. 2551 (ฉบับปรับปรุง) พุทธศักราช 2560 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช
2551 ในกรณีที่ผู้เรียนมีพัฒนาการ หรือผลการเรียนรู้ต่ากว่าหรือสูงกว่าเป้าหมายที่กาหนดไว้
คณะกรรมการฯสามารถทบทวน ปรบั แผนการสอนเฉพาะบุคคล จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม เป้าหมาย
ระยะยาว 1 ปี เพือ่ ใหผ้ ้เู รียนได้รับการพัฒนาเตม็ ศักยภาพ

(5) การตดั สินผลการเรียนรู้ ให้นาคา่ ร้อยละจากการประมวลผล
การผ่าน/ไม่ผ่านจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมมาเทียบเกณฑ์ การผ่านตามเกณฑ์ระดับคุณภาพของหลักสูตร
การศึกษาขั้นพื้นฐาน สาหรับผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา พ.ศ. 2551 (ฉบับปรับปรุง)
พุทธศักราช 2560 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

2.4.5) ขน้ั การสรุปและรายงานผล
การสรุปและรายงานผลการจัดการเรียนการสอนตามแผนการ

จัดการศึกษาเฉพาะบุคคลนั้น สถานศึกษาต้องรายงานผลความก้าวหน้าของผู้เรียนตามแบบรายงาน
ผลการพัฒนาผเู้ รยี น เพ่อื ให้ผูป้ กครอง ผทู้ เี่ กี่ยวขอ้ งรบั ทราบอย่างนอ้ ยปกี ารศึกษาละ 2 คร้งั

2.4.6) ข้ันการสง่ ต่อ
การส่งต่อผู้เรียนที่จบการศึกษาแต่ละระดับชั้น หรือย้าย

สถานศึกษา ให้นาส่งแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล รายงานผลการพัฒนาผู้เรียน เพื่อเป็นข้อมูล
ในการจัดการศึกษาต่อไป หากผู้เรียนต้องการรับบริการด้านอื่น เช่น ด้านอาชีพ ด้านการแพทย์
ด้านสังคม เป็นต้น ให้สถานศึกษานาส่งแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล รายงานผลการพัฒนาผู้เรียน
เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้สถานศึกษาพิจารณาดาเนินการจัดทา
แผนการใหบ้ ริการชว่ งเชื่อมตอ่ ตามความต้องการจาเปน็ พิเศษของผู้เรยี นเปน็ เฉพาะบุคคล

122

จากข้ันตอนในการดาเนินการจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลดังกล่าวข้างต้น
สามารถสรุปเปน็ แผนภาพแสดงกระบวนการจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบคุ คลได้ ดงั น้ี

1.1 การรวบรวมข้อมลู

1. ขน้ั เตรียมการ 1.2 การคัดกรองประเภท S: ผู้เรียน
ความพิการทางการศกึ ษา E: สง่ิ แวดล้อม
2. ขน้ั การจดั ทา
แผนการจดั 2.1 แตง่ ตงั้ คณะกรรมการจัดทา
แผนการจดั การศกึ ษาเฉพาะบุคคล (IEP)
การศึกษาเฉพาะ
ทบทวน/ปรับปรุงแผน บุคคล 2.2 ตรวจสอบหรอื ประเมินความสามารถพนื้ ฐาน T: กจิ กรรม
2.3 จัดทาแผนการจัดการศกึ ษาเฉพาะบุคคล (IEP) T: สอื่
3. ขน้ั การนาแผนการ 3.1 การจัดทาแผนการสอนเฉพาะบุคคล (IIP)
จดั การศึกษาเฉพาะ
3.2 การนาแผนการสอนเฉพาะบคุ คล (IIP) ไปใช้
บุคคลไปใช้ 4.1 ประเมนิ ผลการเรยี นรตู้ ามแผนการสอนเฉพาะบุคคล

4. ข้ันการประเมนิ ผล 4.2 ประเมนิ ผลการเรยี นรตู้ ามจุดประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม
การเรียนรู้ตามทกั ษะ
ทีร่ ะบใุ นแผนการจดั 4.3 ประเมินผลการเรยี นรตู้ ามเปา้ หมายระยะยาว 1 ปี
การศึกษาเฉพาะบคุ คล
4.4 ประเมนิ ผลการเรยี นรตู้ ามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบคุ คล
5. ขั้นการสรปุ และ [บุคคล
รายงานผล 4.5 การตดั สนิ ระดับผลการเรียนรู้

6. ข้ันการส่งตอ่

ภาพที่ 7 แสดงกระบวนการจดั ทาแผนการจัดการศกึ ษาเฉพาะบุคคล(IEP)
ทม่ี า: สานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ. คู่มือการจัดทาแผนการจดั การศกึ ษาเฉพาะบุคคล (2556)

123

2.5) การพฒั นารูปแบบการจดั การเรียนการสอน
2.5.1) ความหมายของรูปแบบการจัดการเรยี นการสอน
จอยซ์ และเวลล์ (Joyce and Weil 1992: 1 - 4, 2009: 2)

กล่าว่า รูปแบบการเรียนการสอน คือ แผน (Plan) หรือ แบบ (Pattern) ท่ีสามารถใช้เพื่อการเรียน
การสอนโดยตรงในห้องเรียนหรือการเรียนการสอนแบบกลุ่มย่อย หรือเพื่อจัดสื่อการเรียนการสอนต่าง ๆ
รวมถึงหนังสือ ภาพยนตร์ เทปบันทึกเสียง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และหลักสูตรรายวิชา เป็นต้น
ซงึ่ แต่ละรูปแบบการสอนจะให้แนวทางในการจดั การเรียนรทู้ ี่จะช่วยให้ผูเ้ รียนบรรลวุ ตั ถปุ ระสงค์ต่าง ๆ กนั
และสอนให้ผเู้ รยี นเปน็ ผู้เรยี นท่ีมคี ุณภาพ (Powerful learning)

สมิธ และเรแกน (Smith and Ragan, 1993: 12; 2005: 10)
ได้ให้ความหมายรูปแบบการสอน ว่า เป็นกระบวนการ หรือระบบท่ีได้จากการวางแผนการใช้ส่ือ อุปกรณ์
ในการเรียนการสอน และกิจกรรมการเรียนรู้ตลอดจนใช้การคิดค้นแก้ปัญหา เพื่อใช้เป็นแนวทางใน
การตัดสินใจในการออกแบบรูปแบบการสอนนั้น และรูปแบบการสอนจะประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก
คอื การวิเคราะห์ กลยุทธ์ในการพฒั นา และการประเมินผล

ทิศนา แขมมณี (2555: 224) ให้ความหมายของ รูปแบบ
การจัดการเรียนการสอนว่า หมายถึง สภาพหรือลักษณะของการจัดการเรียนการสอนที่จัดขึ้น
อย่างมีระบบระเบียบ มีแบบแผนตามหลักปรัชญา ทฤษฎี หลักการ แนวคิด หรือความเชื่อต่าง ๆ
โดยอาศัยวธิ ีสอน และเทคนิคการสอนต่าง ๆ เขา้ มาช่วยใหส้ ภาพการเรียนการสอนน้ันเป็นไปตามหลักการ
ท่ียึดถือ และได้รับการพิสูจน์ ทดสอบ หรือยอมรับว่ามีประสิทธิภาพ สามารถใช้เป็นแบบแผนในการเรียน
การสอนใหบ้ รรลวุ ัตถปุ ระสงค์เฉพาะของรูปแบบนนั้ ๆ ได้

จิราภรณ์ พิมใจใส (2553: 47) ได้สรุปความหมายของรูปแบบ
การจดั การเรียนการสอน ว่าหมายถงึ องคป์ ระกอบของการจัดการเรียนการสอนท่ีพัฒนาข้ึนอย่างเป็น
ระบบ ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่าง ๆ ทางการเรียนการสอน ได้แก่ หลักการสอน
วัตถุประสงค์ กระบวนการเรียนการสอน สาระความรู้ และสิ่งที่ส่งเสริมการเรียนรู้ ระบบสังคม หลักการ
ตอบสนอง ระบบสนบั สนนุ และเง่ือนไขการนารูปแบบการเรียนการสอน ไปใช้ในการดาเนนิ งานอย่าง
รอบคอบตามหลักปรัชญา ทฤษฎี หลักการ แนวคิด และความเช่ือต่าง ๆ ซึ่งสามารถยืดหยุ่นได้ตาม
สภาพความเป็นจริง เพือ่ ใหผ้ ูเ้ รียนเกิดการเรียนรู้ตามเปา้ หมายทีก่ าหนด

จากนิยามความหมายรูปแบบการเรียนการสอน ตามแนวคิด
ของนักวิชาการดังกล่าวผู้วิจัยสรุปได้ว่า รูปแบบการเรียนการสอน หมายถึง แนวทางหรือวิธีการใน
การจัดการเรียนการสอนให้แก่ผู้เรียนในรูปแบบต่าง ๆ ที่ยึดระเบียบแบบแผนตามหลักการ แนวคิด
ทฤษฎี หรือความเช่ือต่าง ๆ มีความสัมพันธ์ทางองค์ประกอบการเรียนการสอน อันได้แก่ หลักการ
วัตถุประสงค์ กระบวนการเรียนการสอน สาระความรู้ และสิ่งส่งเสริมการเรียนรู้หรือสื่อการเรียน
การสอนต่าง ๆ ทรี่ วมทง้ั หนังสือ ภาพยนตร์ เทปบนั ทกึ เสียง วีดีทัศน์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน
เป็นตัวช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้บรรลุตามวัตถุประสงค์และช่วยให้กระบวนการจัดการเรียน
การสอนมปี ระสทิ ธิภาพมากย่ิงขน้ึ

124
2.5.2) คุณลกั ษณะสาคญั ของรปู แบบการจดั การเรยี นการสอน

สเทิร์น (Stern. 1984: 47) และจอยซ์ เวลล์ และแคลฮอน
(Joyce, Weil and Calhoun. 2004: 25 - 38) ไดใ้ หแ้ นวคิดเกย่ี วกับลักษณะสาคัญของรูปแบบการสอนไว้
ดังนี้

(1) มีแนวคิดหรือหลักการพื้นฐาน รูปแบบการสอนจะต้องมี
แนวคิดหรือหลกั การพน้ื ฐาน ซง่ึ อาจมาจากแนวคดิ ทางการศกึ ษา เชน่ ใหผ้ ้เู รียนเรยี นรจู้ ากประสบการณ์ตรง
มีกระบวนการเรียนรู้แบบสืบสอบ ทฤษฎีจิตวิทยาการเรียนรู้ เช่น มีพัฒนาทางด้านสติปัญญาอารมณ์
และสังคมควบคู่กันไป ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ หรือแนวคิดเกี่ยวกับศาสตร์ต่าง ๆ เป็นต้น
รูปแบบการสอนหนึ่ง ๆ อาจจะมีแนวคิดหรือหลักการพ้ืนฐานเพียงอย่างเดียว ตัวอย่าง เช่น รูปแบบ
การสอนส่วนใหญ่ของจอยซ์และเวลล์ หรือมีแนวคิดมากกว่าหนึ่งก็ได้ ดังท่ีสเทิร์น (Sterm 1984: 47)
กล่าวไว้ว่าแนวคิดของรูปแบบการสอนควรเป็นสหวิทยาการ (multi- disciplinary) แนวคิด หรือ
หลักการพื้นฐานนี้จะเป็นหลักหรือแนวทางในการเลือก กาหนด และจัดระเบียบความสัมพันธ์ของ
องค์ประกอบให้สอดคล้องตอ่ เนอ่ื งและสัมพนั ธ์กนั

(2) มีองคป์ ระกอบและความสัมพันธข์ ององคป์ ระกอบลักษณะน้ี
จัดเป็นสิ่งสาคัญยิ่ง ที่ผู้ออกแบบ หรือผู้พัฒนารูปแบบการสอนจะต้องตระหนักถึง ในการกาหนด
ตัวองค์ประกอบและความสัมพันธ์ขององค์ประกอบให้เป็นไปอย่างเป็นเหตุเป็นผล และสอดคล้องกับ
แนวคดิ พ้นื ฐานของรปู แบบการกาหนดองค์ประกอบของรูปแบบการสอนจะขึน้ อย่กู ับความรู้ ประสบการณ์
และความละเอียดรอบคอบของผู้พัฒนาที่จะต้องคิด วิเคราะห์ จนสามารถมองเห็นความสาคัญ และ
ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบได้อย่างแจ่มชัด จนสามารถกาหนดองค์ประกอบและความสัมพันธ์ได้
อย่างสมเหตุสมผลและมีประสิทธิภาพ โดยจะต้องคานึงถึงองค์ประกอบของการสอนโดยทั่วไป
องค์ประกอบของการสอนเฉพาะสาขาวชิ า และจะต้องพิจารณากาหนดองค์ประกอบใหเ้ หมาะสม คือ
มีความสัมพันธ์และส่งผลโดยตรงต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนนอกจากนี้ สเทิร์น (Stem 1984: 47)
กล่าวว่า รูปแบบการสอนควรมีลักษณะของการให้ความสาคัญขององค์ประกอบทั้งหมดร่วมกัน
(multi factor view) กล่าวคือในรูปแบบการสอน องค์ประกอบแต่ละองค์ประกอบจะมีความสาคัญ
ทดั เทยี มกัน องคป์ ระกอบทัง้ หมดจะต้องมีบทบาทรว่ มกนั จงึ จะทาให้รปู แบบการสอนนนั้ ๆ มปี ระสิทธิภาพ
ตามต้องการได้ ซ่ึงตัวอย่างของการกาหนดองค์ประกอบและความสัมพันธ์ขององค์ประกอบ ดังที่
ทิศนา แขมมณี (2555: 477) ได้ยกตัวอย่างไว้ดังนี้ ว่ารูปแบบการสอนกระบวนการกลุ่มมาจากแนวคิด
การให้ผู้เรียนเรียนรู้จากประสบการณ์ด้วยตนเอง ดังน้ันจึงกาหนดองค์ประกอบกระบวนการให้มีการทา
กิจกรรมของผู้เรียน เพื่อให้ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง และองค์ประกอบวิธีสอนจะกาหนดให้ใช้การสอน
แบบอุปนัย (inductive) ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้สรุปหลักการจากตัวอย่างหรือกิจกรรมที่ได้ทาด้วยตนเอง
เพอื่ ให้สอดคล้องเปน็ ไปตามแนวคิดหลักของรปู แบบการสอน

(3) มีการพัฒนาหรือออกแบบอย่างเป็นระบบรปู แบบการสอน
เป็นผลของการพฒั นาหรือออกแบบจัดองคป์ ระกอบอย่างมีขัน้ ตอนและเป็นระบบ เร่ิมต้งั แตก่ ารศึกษา
วิเคราะห์ข้อมูลและองค์ประกอบการสอนที่เกี่ยวข้อง กาหนดองค์ประกอบที่สาคัญ และจาเป็น
จัดความสัมพันธ์ขององค์ประกอบให้สอดคล้องสัมพันธ์กัน นาแผนการจัดองค์ประกอบไปทดลองใช้สอน
ในห้องเรียนจริงเพ่ือตรวจสอบความเป็นไปได้ในการปฏิบัติ และยืนยันผลท่ีเกิดข้ึนว่าสามารถ ช่วยให้
ผเู้ รยี นเกดิ การเรียนรู้ในส่ิงที่ต้องการได้จริง จงึ จะยอมรับได้ว่าการจัดองค์ประกอบนี้เป็นรูปแบบการสอน
ทมี่ ีประสทิ ธภิ าพ

125

(4) มีผลตอ่ พฒั นาการของผู้เรียนในด้านต่าง ๆ รปู แบบการสอน
ทพี่ ัฒนา ขึน้ จะส่งผลต่อพฒั นาการในดา้ นต่าง ๆ ของผ้เู รยี น ดังท่ี จอยซ์ เวลล์ และแคลฮอน (Joyce,
weil and Calhoun. 2004) กล่าวไว้ ว่ารูปแบบการสอนแต่ละแบบจะส่งผลต่อผู้เรียนต่างกันออกไป
ตามแนวคิดและหลักการของรูปแบบการสอนนั้น เช่น รูปแบบการสอนฝึกการสืบสอบ (inquiry training)
โดยมีเป้าหมายเพื่อที่จะพัฒนากระบวนการคิดค้นด้วยตนเองโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ใน
การสืบเสาะหาความรู้ หรอื เปน็ การมงุ่ ทีจ่ ะสง่ ผลให้ผเู้ รียนมีกระบวนการสบื สอบ เป็นต้น

นอกจากนี้ ทิศนา แขมมณี (2552: 222) ได้กล่าวถึงคุณลักษณะ
สาคัญของรูปแบบการเรียนการสอนไว้ ดังนี้

(1)มีปรัชญา หรือทฤษฎี หรือหลักการ หรือแนวคิด หรือ
ความเชอ่ื ท่ีเปน็ พ้นื ฐานหรอื เปน็ หลักของรูปแบบการสอนน้ัน ๆ

(2) มีการบรรยาย หรืออธิบายสภาพ หรือลักษณะของการจัด
การเรยี นการสอน

(3) มกี ารจดั ระบบคือมีการจดั องคป์ ระกอบและความ สัมพันธ์
ขององค์ประกอบของระบบให้สามารถนาผู้เรียนไปสู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการพิสูจน์
ทดลองถงึ ประสิทธิภาพของระบบนน้ั

(4) มีการอธิบายกระบวนการสอน วิธีสอนและเทคนิคการสอน
ในฐานะทเ่ี ปน็ องคป์ ระกอบย่อยทีส่ าคัญของระบบน้นั ๆ

2.6) หลกั การพฒั นารูปแบบการจดั การเรยี นการสอน
จอยซ์ และเวลล์ (Joyce and Weil. 2000: 299 - 302) ได้กล่าวถึง

หลกั การพฒั นารูปแบบการจัดการเรียนการสอน ประกอบด้วย
2.6.1)รูปแบบการจัดการเรียนการสอนต้องมีทฤษฎีรองรับ เช่น

ทฤษฎดี ้านจติ วิทยาการเรยี นรู้
2.6.2) เม่ือพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนแลว้ ก่อนนาไปใช้

อย่างแพร่หลาย จะต้องมีการวิจัยเพ่ือทดสอบทฤษฎี และตรวจสอบคุณภาพในเชิงการนาไปใช้ใน
สถานการณจ์ รงิ และนาขอ้ ค้นพบมาปรบั ปรงุ แก้ไขอยเู่ ร่ือย ๆ การนาเสนอรปู แบบการจัดการเรียนการสอน
แต่ละรูปแบบของจอยซ์ และเวลล์ ได้มีการนาไปทดลองใช้ในห้องเรียน รวมท้ังมีงานวิจัยรองรับมากมาย
เป็นหลักประกนั ได้วา่ สามารถใช้ได้สะดวกและได้ผลดี

2.6.3) การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนอาจออกแบบให้ใช้ได้
อยา่ งกวา้ งขวาง หรอื เพอ่ื วัตถุประสงคเ์ ฉพาะอย่างใดอยา่ งหนึ่งก็ได้

2.6.4) การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอน จะมีจุดมุ่งหมาย
หลักที่นามาใช้พิจารณาเลือกรูปแบบท่ีจะนาไปใช้ กล่าวคือ ถ้าผู้ใช้นารูปแบบการเรียนการสอนไปใช้
ตรงกับจุดมุ่งหมาย หลักการก็จะทาให้เกิดผลสูงสุด แต่ก็สามารถนารูปแบบนั้นไปประยุกต์ใช้ใน
สถานการณอ์ ่ืน ๆ ถา้ พิจารณาเหน็ ว่าเหมาะสม แต่กอ็ าจทาให้ไดผ้ ลสาเรจ็ ลดน้อยลงไป

นอกจากนี้ สุกัญญา งามบรรจง (2559: บทสรุปผู้บริหาร) ได้กล่าว
สรุปถึงผลการวิจัยการพัฒนารูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสรมิ สร้างทักษะในศตวรรษท่ี 21
ผ่านกจิ กรรมลดเวลาเรยี น เพม่ิ เวลารู้ ควรมีองคป์ ระกอบสาคัญ 6 องคป์ ระกอบ ดงั นี้

126

1. หลักการของรปู แบบ มีดงั นี้
1.1 การจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ ความต้องการ

และตอบสนองความแตกต่างระหวา่ งบุคคลและพัฒนาการด้านรา่ งกาย อารมณ์ สังคม สติปญั ญาของ
ผูเ้ รยี น

1.2 ผูเ้ รยี นคน้ พบศักยภาพของตนเองและมีความสุขจากการเรียนรู้
1.3 การจัดกิจกรรมเนน้ การลงมือปฏบิ ัตดิ ้วยตนเอง พฒั นาทักษะ
กระบวนการคิดและเช่อื มโยงผู้เรียนกับบริบททางสังคมโดยผสู้ อนเปน็ ผู้อานวยความสะดวกในการเรยี นรู้
1.4 การจัดกจิ กรรมการเรียนรรู้ ว่ มกันมุ่งใหเ้ กดิ ความรว่ มมือและ
สัมพันธภาพทด่ี ตี ่อกนั ระหวา่ งผูเ้ รยี นกับผู้เรยี น ผูเ้ รียนกับครู และโรงเรยี นกบั ชุมชน
1.5 การประเมินพัฒนาการการเรียนรู้ โดยผู้เรียนมีส่วนร่วมใน
การประเมินตนเองและใช้ขอ้ มลู ย้อนกลับในการพฒั นาตนเองอย่างตอ่ เนื่อง
2. วัตถุประสงค์ของรปู แบบ ประกอบดว้ ย
2.1 ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ คดิ แกป้ ญั หา การคิด
วิจารณญาณ และคิดสร้างสรรค์ ในการวางแผนการปฏิบัติงานร่วมกันนาไปสู่ การเรียนรู้และการพัฒนา
ตนเอง
2.2 ผู้เรียนสามารถปฏิบัติกิจกรรมได้ตามความถนัด และความ
สนใจ ตามศกั ยภาพของแตล่ ะบุคคล มคี วามเออ้ื เฟื้อซึ่งกันและกนั
2.3 ผเู้ รยี นมีความสามารถในการควบคุมตนเองในการแสดงออก
ทางอารมณ์อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ มีความเช่ือมั่นในตนเอง ยอมรับ และเห็นคุณค่าในความ
แตกต่างระหว่างบคุ คล และสามารถทางานรว่ มกับผอู้ ื่นได้อย่างมีความสุข
2.4 ผู้เรียนสามารถใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายในการปฏิบัติ
กิจกรรมได้อย่างคลอ่ งแคล่ว และประสานสมั พันธ์กนั และมจี ติ สาธารณะ
3. กระบวนการเรียนรู้ของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ มี 5 ขั้นตอน
ประกอบไปด้วย ขั้นที่ 1 เกิดแรงบันดาลใจ (Inspire) ข้ันท่ี 2 เลือกสนใจตามถนัด (Choose) ข้ันที่ 3
เป้าหมาย ชัดปฏิบัติตามแผน (Aim & Act) ขั้นท่ี 4 สะท้อนแก่นการเรียนรู้ (Reflect) ขั้นที่ 5 การยกระดับ
สคู่ ณุ ภาพ (Enhance)
4. การวัดและประเมินผลของรูปแบบกระบวนการเรียนรู้ เป็นการ
ประเมิน ผลการเรียนรู้ของผู้เรียนใช้แนวทาง และวิธีการประเมินผลตามสภาพจริงที่สอดคล้องกับ
ความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน โดยเลือกใช้การประเมินจากการสังเกตพฤติกรรมนักเรียน
การประเมินโดยให้นักเรียนสะท้อนคิด การประเมินโดยใช้แฟ้มสะสมงาน การประเมินจากผล การปฏิบัติ
การประเมนิ ตนเอง และการประเมนิ พัฒนาการ
5. ปัจจัยสนับสนุน ซึ่งได้แก่ คน (Man) การบริหารจัดการ
(Management) สอื่ อปุ กรณ์ (Material) และ งบประมาณ (Money)

127

6. เง่อื นไขสาคัญในการนารปู แบบไปใช้ ได้แก่
6.1 ความเข้าใจ ตระหนกั และเห็นความสาคัญของกิจกรรมของ

ผู้บรหิ าร
6.2 ผู้บริหารและครูมีความรู้ความเข้าใจต่อรูปแบบการจัด

กระบวนการเรยี นรู้
6.3 ทุกคนท่ีเกี่ยวข้องมีความเข้าใจเก่ียวกับหลกั การรปู แบบของ

กจิ กรรม
6.4 ต้องเป็นการเรยี นรทู้ ี่ตอบสนองผเู้ รียน

2.7) รูปแบบการจดั การเรยี นการสอนสาหรบั นกั เรยี นที่มีความบกพร่อง
ทางสตปิ ัญญา

เด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาสามารถพบสภาวะที่การพัฒนา
ของสมองหยุดชะงักหรือพัฒนาไม่สมบูรณ์ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ คือ มีความบกพร่องของทักษะต่าง ๆ
ในช่วงระยะวัยพัฒนาการ ทักษะต่าง ๆ เหล่านี้ ได้แก่ ทักษะในด้านการรู้คิด (Cognitive) ภาษา
(Language) การเคลื่อนไหว (Motor) และความสามารถทางสังคม (Social Abilities) ซึ่งทักษะ
ทั้งหมดเหล่านี้เป็นสิ่งเก้ือหนุนต่อระดับเชาว์ปัญญา ทาให้ไม่สามารถปฏิบัติงานในชีวิตประจาวันได้
ดงั เชน่ เดก็ ปกตทิ ่ัวไป รวมถึงดา้ นการจัดการศึกษาซึ่งจะต้องจดั ให้มีการเรียนการสอนท่ีต่างไปจากเด็กปกติ
เพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพของความบกพร่องของเด็กด้วย (ณัชพร ศุภสมุทร์. 2554: 14)
และการพัฒนารูปแบบการเรยี นรขู้ องผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางสติปญั ญาต้องใช้เวลานานมากกว่า
นักเรียนที่ปกติท่ัวไป ซ่ึงหมายถึงกระบวนการแก้ปัญหาอย่างมีระบบจะใช้วิธีแก้ไขเป็นขั้นตอนไปจน
ประสบผลสาเร็จ เมื่อประสบความสาเร็จในการแก้ปัญหาบ่อย ๆ แล้วคนท่ัวไปจะพัฒนารูปแบบการ
แก้ปัญหาของตนเองได้ ส่วนบุคคลท่ีมคี วามบกพร่องทางสตปิ ัญญามักมีความยากลาบากมากในเร่ืองน้ี
แต่ถ้าได้เรียนรู้กระบวนการแก้ปัญหาอย่างมีระบบได้แล้วก็สามารถทาได้เช่นเดียวกับคนทั่วไป
(สานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ, 2556: 7) ดังนั้น การกาหนดรูปแบบการจัด การเรียนการสอน
สาหรับผู้เรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา ครูผู้สอนจะต้องจัดให้เป็นระบบและใช้เวลา และสิ่งที่
เด็กเรียนรู้ต้องมีความเหมาะสมกับความสามารถในการรับการศึกษาตาม ระดับเชาว์ปัญญาของ
นักเรียนดว้ ย

128

ระดบั เชาว์ปัญญากบั ความสามารถทางการศึกษา

ประเภท ระดบั ความสามารถรับการศกึ ษา
เด็กเรียนชา้ สติปญั ญา

71 - 90 สามารถรบั การศึกษาพิเศษสาหรบั เด็กเรียนช้า
และประกอบอาชีพช่างฝีมือได้

การปรับตวั ทางสังคมทาได้ แต่ขาดความสามารถ

ปญั ญาอ่อน 50 -70 ในการวางแผน อาจพอรับการศึกษาในระดบั ประถมตน้
ขนาดนอ้ ยพอเรยี นได้ หรือการศึกษาพเิ ศษ และประกอบอาชพี ท่ีไม่ต้องใช้

ความรบั ผิดชอบสูง หรืองานประเภทช่างฝมี อื

สามารถอ่าน เขยี น และคิดเลขไดเ้ พยี งเล็กน้อย เรยี นรไู้ ด้

ปัญญาอ่อน 35 - 49 ช้าถ้าได้รับการฝึกสอนทเี่ หมาะสม อาจพอดแู ลตนเอง
ขนาดปานกลาง ในชวี ติ ประจาวนั ได้ และทางานงา่ ย ๆ ภายใต้

การควบคุมดูแล

มีความบกพร่องอย่างเหน็ ไดช้ ัดในพฤตกิ รรมการปรบั ตัว

ปญั ญาอ่อน ตา่ กวา่ 34 และอาจมพี ัฒนาการบกพร่องในด้านภาษา การรับรู้ และ
ขนาดหนกั การเคลื่อนไหว การดารงชีวิตต้องอย่ภู ายใตก้ ารควบคุม

ดแู ลเชน่ เดียวกบั เดก็ เล็ก

ตารางท่ี 3 แสดงระดบั เชาว์ปญั ญากบั ความสามารถทางการศึกษา
ท่มี า: ณชั พร ศภุ สมทุ ร์ และคณะ. การจดั การเรยี นการสอนสาหรับเดก็ ทีม่ คี วามตอ้ งการพเิ ศษ. (2553: 4)

กุลยา ก่อสุวรรณ (2553: 65 - 66) ได้กล่าวถึงรูปแบบการจัดการศึกษาสาหรับบุคคลที่มี
ความบกพร่องทางสติปญั ญา แบง่ ออกเปน็ 3 รปู แบบ ตามชว่ งวัยของบุคคล ดงั น้ี

1. การจัดการศึกษาในวัยเด็ก เป็นการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่ม ( Early

Intervention) ดว้ ยการกระตนุ้ พัฒนาการต้งั แตว่ ยั เด็ก
2. การจัดการศึกษาในวัยเรียน เป็นการจัดการศึกษาให้บุคคลที่มีความบกพร่อง

ทางสติปัญญาได้มีโอกาสเรยี นร่วม และเรียนรู้ทักษะต่าง ๆ กับเพ่ือนท่ีเป็นคนปกตใิ นโรงเรยี น โดยครู
จะทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ( IEP) เพื่อจะได้ตอบสนองต่อความต้องการจาเป็นพิเศษ

ด้านการศึกษาของผู้เรยี นแตล่ ะคนอย่างเหมาะสม
3. การจัดการศึกษาในวยั รนุ่ หรือวัยผู้ใหญ่ เปน็ การจดั การศกึ ษาที่ต้องเน้นทักษะ

การใช้ชีวิตในชุมชน (Community Living Skill) ที่บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา สามารถ
นาไปใช้ในชุมชนไดจ้ ริง ทักษะด้านน้ีเป็นทักษะท่สี าคัญมากสาหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

ตั้งแต่วัยเรียน เพ่ือเตรียมความพร้อมให้สามารถดารงชีวิตในอนาคตเม่ือเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้อย่าง
ประสบความสาเร็จ นอกจากทักษะการช่วยเหลือตัวเองแล้ว ทักษะการใช้เงินและจัดการกับเงิน

ทกั ษะการใช้รถโดยสารสาธารณะ ทักษะการดแู ลสุขภาพตัวเอง และบุคลิกภาพให้เหมาะสม และควร
ทาการสอนทักษะชุมชนในสถานท่ีหรือส่ิงแวดดล้อมที่เป็นธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมท่ีเขาใช้ชีวิตอยู่จริง ๆ

เพราะเขาจะเรียนร้ไู ดด้ ีและสามารถนาไปใช้ในชวี ติ จริงได้

129

2.7.1) การจัดการเรียนรู้สาหรับผู้เรียนที่มีความบกพร่องทาง
สติปัญญา

1) การจัดหลกั สูตรและการจัดการศกึ ษา
ผดุง อารยะวิญญู (2542: 46 - 47) ได้กล่าวถึงการจัด

หลักสูตรการเรียนการสอนท่ีเหมาะสมสาหรับผู้เรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาไว้ว่า ควรครอบคลุม
เนือ้ หา 4 หมวด คือ

หมวดท่ี 1 ความพร้อมและเนื้อหาวิชาทีจ่ าเปน็
หมวดที่ 2 การส่ือสาร (การติดต่อกับผู้อ่ืน) ภาษา และ
พัฒนาการทางความคิด
หมวดที่ 3 ทักษะในทางสังคม การดารงชีพ นันทนาการ
และการพัฒนาบุคลกิ ภาพ
หมวดที่ 4 พื้นฐานทางการงานและอาชีพ
เนื้อหาท่ีกาหนดไว้เป็นขอบข่ายกวา้ ง ๆ เนื่องจากผู้เรยี น
ทมี่ ีความบกพร่องทางสติปัญญามีความต้องการท่ีแตกต่างกัน และชุมชนแต่ละแห่งสามารถสนอง
ความต้องการในลักษณะที่แตกต่างกันไป ดังน้ัน หลักสูตรอาจมีรายละเอียดแตกต่างกันไปในแต่ละระดับ
ดงั นี้
ระดบั ก่อนวัยเรยี น
เน้นความพร้อมของเด็กทั้งในด้านความคิด ความจา
ด้านร่างกาย อารมณ์ และสังคมของเด็ก ความพร้อม ของเด็กเป็นพื้นฐานสาคัญในการเรียนในระดับ
ประถมศึกษา การพัฒนาทักษะของเด็กในระดับน้ีควรเน้นทักษะท่ีจะจาเป็นท่ีจะช่วยให้เด็กมีความพร้อม
ในการเรียน เช่น การพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเน้ือมัดใหญ่ การฝึกให้ผู้เรียนมีความสนใจในบทเรียน
นานข้ึน การฝกึ ความคดิ ความจา ฝกึ ภาษา ฝกึ พูด เป็นต้น
ระดบั ประถมศึกษา
เน้นเก่ียวกับการอ่าน คณิตศาสตร์ ภาษา ส่วนวิชาสังคม
ศกึ ษาและวิทยาศาสตร์นัน้ มคี วามสาคัญรองลงไป ในหลกั สตู รแตกตา่ งไปจากหลกั สูตรสาหรบั เด็กปกติ
ตลอดจนเอกสารการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความสนใจและความสามารถของเด็ก ส่วนเนื้อหา
วชิ าดนตรี และศิลปะ ควรจดั ให้เหมาะสมกับเดก็
ระดับมธั ยมศึกษา
เน้นความต้องการและความสามารถของเด็กเป็นสาคัญ
หากเด็กมีความสามารถในการเรียน เด็กควรได้รับการส่งเสริมให้เรียนวิชาที่เหมาะสม หากเด็กไม่มี
ความพร้อม ควรให้เด็กเรียนในด้านอาชีพ และฝึกทักษะ ที่จาเป็นในการดารงชีวิต เพื่อเตรียมเด็กให้
สามารถดารงชีพในสังคมได้ ควรฝึกให้เด็กมีทักษะในด้านต่อไปน้ี คือ ทักษะด้านการงานและอาชีพ
ดา้ นการครองเรือน นันทนาการ การดูแลสุขภาพ การดารงชีพในชุมชน เป็นตน้

130

นอกจากนี้ ผดุง อารยะวิญญู (2542 ข: 71 - 72) ยังได้
กลา่ วถงึ การจดั การศึกษาสาหรบั นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับฝึกได้ ควรเน้นเนื้อหา
ดังน้ี

1. ทักษะในการช่วยเหลือตนเอง เป็นทักษะแรกท่ีนักเรียน
ควรได้รับการฝึกทักษะในการช่วยเหลือตัวเอง ได้แก่ การรับประทานอาหาร การแต่งตัว การใช้ห้องน้า
(การขับถา่ ยท่ถี กู ต้อง)

2. ทักษะในการสื่อสาร นักเรียนท่ีมีความบกพร่องทาง
สติปัญญาประเภทน้ีจานวนมากที่ฟังคาพูดเข้าใจและพูดได้ แต่บางคนพูดไม่ได้ แม้จะได้รับการสอน
พดู เป็นเวลานาน การส่ือสารตอ้ งใช้ระบบอื่นท่ีไม่ใช่การพูด นัน่ คือ การใช้ภาษามือ หรอื ระบบอ่นื เชน่
ใช้รูปภาพ สิ่งของ หุ่นจาลอง หรือบัตรคา การขึ้นรถประจาทาง การขึ้นรถแท็กซี่ การข้ามถนน
การเดินบนทางเท้า

3. ทักษะในการอ่าน การเขียน และเลขคณิต ที่จาเป็น
ในการดารงชวี ติ เช่น การอา่ นราคาสนิ ค้า การอา่ นปา้ ยประกาศต่าง ๆ การอา่ นป้ายบอกสายรถประจาทาง
การซือ้ อาหารและการซอื้ ของใชท้ ี่จาเปน็ เปน็ ต้น

4. ทักษะด้านนันทนาการ ควรฝึกให้รู้จักใช้เวลาว่างใน
การพักผ่อนและนันทนาการท่ีง่าย ๆ และเหมาะสมกับความสามารถของผู้เรียน เช่น การโยนลูกบอล
การเล่นกระดานลน่ื การเลน่ เกม เป็นต้น

5. ทักษะพ้ืนฐานทางด้านอาชีพ นักเรียนปัญญาอ่อนที่มี
ระดับตา่ มาก ส่วนมากไม่สามารถประกอบอาชีพอย่างอิสระได้ดี แต่หากมีการเตรียมความพร้อมใน
ด้านอาชพี เป็นอย่างดแี ล้ว นักเรียนเหล่านกี้ ส็ ามารถทางานท่ีไม่สลับซับซ้อนนกั ได้เช่นกัน

ดารณี ธนะภูมิ (2542: 2) ได้กล่าวถึง การจัดการศึกษา
ใหก้ ับนกั เรยี นท่มี ีความบกพรอ่ งทางสติปญั ญา ควรประกอบดว้ ย

1. หลักสูตรหรือโปรแกรมการสอน จะตอ้ งเปน็ หลักสูตร
การศึกษาท่ีปรับปรุงเน้ือหาใหน้ ้อยกว่าและง่ายกว่าหลักสูตรของเด็กปกติมาก และสามารถนาไปใช้ใน
ชวี ิตประจาวนั ได้

2. กระบวนการสอน จะต้องใช้เทคนิคและวิธีการสอนที่
พเิ ศษกวา่ เด็กปกติ เพ่อื ใหน้ ักเรยี นที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาสามารถเขา้ ใจและเรียนรูท้ ักษะต่าง ๆ

3. การปรบั พฤตกิ รรม สาหรบั การสอนนักเรยี นท่ีมีความ
บกพรอ่ งทางสติปัญญานั้น การปรบั พฤตกิ รรมเป็นสิ่งทีจ่ าเปน็ มาก

จะเห็นได้ว่า การจัดหลักสูตร และการจัดการศึกษาสาหรับ
นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาน้ัน เป็นหลักสูตรและการจัดการศึกษาท่ีตอบสนองความต้องการ
และความสามารถของนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาแต่ละระดับเชาวป์ ญั ญา หรือแต่ละคน
เป็นสาคัญ โดยเนน้ การพัฒนาทักษะความสามารถทจ่ี าเป็นในการกระทากิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจาวัน
และการดารงชีวติ อยูใ่ นสงั คมไดอ้ ย่างไมต่ ้องเป็นภาระแกผ่ ู้อื่น รวมทง้ั ใหส้ ามารถประกอบอาชพี ได้ตาม
ศกั ยภาพของแต่ละคน

131

2) การจดั การเรยี นรู้
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและประสบการณ์การ

เรียนรู้สาหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาให้ยึดผู้เรียนเป็นสาคัญ โดยใช้แผนการจัดการศึกษา
เฉพาะบุคคล (Individualized Education Program: IEP) และแผนการสอนเฉพาะบุคคล (Individual
Implementation Plan: IIP) เป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้เพื่อไปสู่เป้าหมายของหลักสูตร
มีการวิเคราะห์มาตรฐานการศึกษา ประเมนิ ความต้องการของผู้เรียนและชุมชน จดั กระบวนการเรียนรู้
ในลักษณะองค์รวม โดยใช้รูปแบบที่หลากหลาย เน้นการจัดการเรียนการสอนตามสภาพจริง การเรียนรู้
ด้วยตนเอง การเรียนรู้ร่วมกัน การเรียนรู้จากธรรมชาติ การเรียนรู้จากการปฏิบัตจิ ริง และการเรียนรู้
แบบบูรณาการ ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาผู้เรียนและกระบวน การเรียนรู้ มีปฏิสัมพันธใ์ ห้ผู้เรียน
มีคุณธรรม จริยธรรม มีความสามารถเต็มตามศักยภาพ เพ่ือให้เป็นคนดี คนเก่ง และอยู่ในสังคมได้
อย่างมคี วามสขุ

3) สื่อการเรียนรู้
ส่งเสริมให้ครูจัดทา จัดหา และ/หรือพัฒนาส่ือการเรียนรู้

ที่เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการจาเป็นพิเศษของผู้เรียนเป็นรายบุคคล เช่น ผู้เรียนมีข้อจากัด
ในด้านการเขียน ใช้รูปภาพเสริมทกั ษะการเขยี น การใช้คอมพวิ เตอร์แทนการเขยี น อปุ กรณพ์ เิ ศษช่วย
การเขียน เช่น ดนิ สอหรอื ปากกาด้ามใหญ่ การเขยี นคาหรือปา้ ยตา่ ง ๆ อาจทาไดโ้ ดยใหเ้ ลือกจากคาท่ี
เตรียมไว้บนป้ายกระดานและให้นาไปติดให้ถูกต้อง หรือถ้าผู้เรียนสามารถสะกดคาได้ให้สะกดผ่าน
กระดานอักษรเพื่อให้ครูเขียนให้ หรือถ้าสะกดคาไม่ได้ก็ให้ใช้กระดานคาศัพท์ที่มีรูปภาพสัญลักษณ์
ของศัพท์นัน้ ๆ แทน หรือนาแผน่ คาศพั ท์ท่ตี ิดบนกระดานผา้ สาลีมาเรียงเปน็ ข้อความ เปน็ ต้น

ผู้เรียนมีข้อจากัดด้านการอ่าน ครูควรปรับสื่อให้ง่าย
เหมาะสมกับการรับรู้ของผู้เรียน รวมทั้งหาอุปกรณ์เทคโนโลยีสิ่งอานวยความสะดวกมาช่วยเสริมศักยภาพ
ในการอา่ น หรือสรา้ งหนังสือที่มภี าพประกอบเนื้อเรื่องในสว่ นที่เป็นเนื้อเรื่องไม่ควรเป็นประโยคที่ยาว
รปู แบบการนาเสนอเนื้อเรอ่ื งกใ็ หเ้ ป็นคาประกอบรปู ภาพ ซึง่ ทาใหผ้ ูเ้ รยี นเข้าใจทั้งภาพและคาและเนื้อ
เรื่องไปพร้อม ๆ กัน หรือทากระดานส่ือสารท่ีมีบัตรรูปภาพประกอบคาศัพท์สาหรับใช้เล่าเร่ืองประกอบ
เน้ือหาในหนังสือร่วมด้วย ครูสามารถดึงภาพมาประกอบกับเสียงที่ครูเล่าช่วยให้ผู้เรียนที่มีความบกพร่อง
ท้ังการพูด การออกเสียง และการอ่าน สามารถใช้บัตรรูปภาพเล่าเร่ืองซ้าได้โดยดึงภาพออกมาเรียงลาดับ
หรือใช้สวิตช์พูดได้ (Talking Switch) ประกอบการอ่านเพ่ืออ่านคาศัพท์ และกดฟังซ้าเพ่ือทบทวน
หรือใช้ในกิจกรรมการอ่านหนังสือโดยใช้สวิตช์พูดได้หลายข้อความอัดเสียงพูดในหน้าหรือบรรทัดที่
ต้องการให้ผู้เรียนอ่านไว้ เม่ือถึงหน้าหรือประโยคท่ีผู้เรียนต้องอ่านครูก็ให้กดสวิตช์พูดได้เพ่ือให้อ่านแทน
เป็นต้น

ผู้เรียนมีข้อจากัดในการสื่อสาร ควรนาสื่อสารเสริมและ
ทางเลือกอื่น (Augmentative and Alternative Communication: AAC) มาช่วยในการส่ือสารกับ
ผู้อ่ืน เช่นการจัดทากระดานสื่อสาร สมุดภาพส่ือสาร หรือใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ท่ีสามารถบันทึกเสียง
เช่น อปุ กรณช์ ว่ ยส่อื สาร หรอื สวิตช์พดู ได้ มาประกอบการทากจิ กรรม เปน็ ต้น

132

การใช้สื่อที่หลากหลายในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ให้ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง มีลักษณะนิสัยใฝ่เรียนใฝ่รู้ และเรียนรู้ตลอดชีวิต
พัฒนาศูนย์ส่ือเทคโนโลยีของสถานศึกษาให้เป็นศูนย์รวมของสื่อการเรยี นรู้ที่หลากหลาย และทันสมยั
ครบทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ตลอดจนเป็นศูนย์รวมข้อมูลแหล่งการเรียนทุกแขนงท้ังภายใน และ
ภายนอกโรงเรยี น ท่ีพรอ้ มใหบ้ ริการแก่ครผู ู้เรยี นและชุมชน

4) สิ่งอานวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลือ
อนื่ ใดทางการศึกษา

จัดให้มีส่ิงอานวยความสะดวก สื่อ บริการ และความ
ช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ตามกฎกระทรวงเพื่อฟ้ืนฟูและพัฒนาสมรรถภาพของผู้เรียน อานวย
ความสะดวกให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ว่าผู้พิการคนน้ันมีปัญหาหรือมีความ
ต้องการจาเป็นพิเศษในด้านไหน และต้องการสิ่งอานวยความสะดวก ส่ือ บริการ และความช่วยเหลอื
อ่ืนใดมาเพิ่มศักยภาพเพื่อแก้ปัญหานั้น ๆ ให้พิจารณาจากบัญชี ก ข หรือ ค ว่ารายการใดบ้างที่ตรง
กับความต้องการจาเปน็ พิเศษตามแผนการจัดการศกึ ษาเฉพาะบุคคลของผู้เรยี นน้ัน ๆ ถา้ เปน็ อุปกรณ์
ตามบัญชี ก ให้ทาเร่ืองขอยืม ซ่ึงจะมีการพิจารณาให้ยืม โดยคณะกรรมการท่ีได้รับมอบหมายประจา
เขตการศึกษาจะเป็นผู้อนุมัติ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่ามีรายการที่ขอยืมนั้นอยู่ในบัญชีคงคลังหรือไม่ หรือ
จาเป็นต้องรวบรวมรายการท้ังหมดเพื่อจัดซ้ือใหม่ ถ้าเป็นส่ิงอานวยความสะดวก สื่อ ความช่วยเหลือ
อื่นใดตามบัญชี ข หรือ บริการตามบัญชี ค ให้ทาเร่ืองขอรับการอุดหนุน โดยรวมรายการท้ังหมดแล้ว
ไมเ่ กินวงเงินท่กี าหนด

2.7.2) หลกั การสอนผ้เู รียนที่มีความบกพรอ่ งทางสติปัญญา
กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ออนไลน์, 2561)

กล่าวถึงหลักการสอนบคุ คลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา อาจสอนเป็นรายบคุ คลหรอื รายกลุม่ ก็ได้
การสอนควรยึดหลักระดับความสามารถของแต่ละบุคคลเป็นหลัก การจัดการเรียนการสอนควรขอ
ความร่วมมอื จากหนว่ ยงานอื่นในชุมชน โดยเฉพาะอย่างย่ิงการฟืน้ ฟูสมรรถภาพทางอาชีพ และผู้สอน
ควรมีวิธกี ารสอนท่ีแตกตา่ งไปจากการสอนปกติ โดยมหี ลกั การสอน ดังน้ี

(1) คานึงถึงความพร้อมในการเรียนของบุคคลที่มีความ
บกพร่องทางสติปัญญา เพราะมีความพร้อมช้ากว่าบุคคลท่ัวไป ก่อนทาการสอนครูต้องเตรียมความ
พรอ้ มก่อน

(2) สอนตามความสามารถและความต้องการของบุคคลท่ีมี
ความบกพร่องทางสติปัญญาแต่ละคน โดยจัดสภาพการเรียนการสอนให้เหมาะกับสภาพและลักษณะ
ของแตล่ ะคนและสอนตามระดบั สตปิ ัญญา

(3) ยอมรับความสามารถและส่งเสริมความสามารถของแต่ละ
บุคคลท่ีมคี วามบกพร่องทางสติปญั ญา

(4)พยายามฝึกให้บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
ช่วยตนเองได้มากท่ีสุด จะเป็นการช่วยให้บุคคลท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาเกิดความเช่ือมั่นใน
ตนเองเพิม่ ขึ้น และทาใหเ้ กดิ ความร้สู ึกภาคภูมใิ จในตนเอง

133
(5)สอนตามวิเคราะห์งาน (Task Analysis) โดยแบ่งงาน
เปน็ ขัน้ ตอนย่อย เรียงลาดับจากง่ายไปหายาก เพือ่ ไม่ให้เกิดความสบั สนและให้สามารถทางานชิน้ นั้น ๆ ได้
และประสบความสาเรจ็ ในงาน ซ่งึ เปน็ การสรา้ งความเชอ่ื มั่นในตนเองยงิ่ ขึ้น
(6)ใช้หลกั การสอนแบบ 3 R

- Repetition คือ สอนซ้า และใช้เวลาสอนมากกว่าบุคคล
ท่ัวไป ใช้วิธีสอนหลายวธิ ีในเนื้อหาแบบเดิม

- Relaxation คือ การสอนแบบไม่ตรึงเครียด ไม่สอนวิชา
เดยี วนานจน เกินไป 15 นาที ควรเปลี่ยนกิจกรรมการสอนวิชาการเปน็ การเล่น รอ้ งเพลง ดนตรี เล่านิทาน
หรือใหล้ งมือปฏบิ ตั ิจริง

- Routine คือ การสอนให้เป็นกิจวัตรประจาวัน เป็น
กิจกรรมท่ีจะตอ้ งทาเปน็ ประจาสม่าเสมอในแต่ละวนั

(7)สอนโดยการแบ่งกลุ่มตามตารางสอน สามารถทาได้ดีใน
กรณที บี่ ุคคลท่มี คี วามบกพรอ่ งทางสติปญั ญาอยใู่ นระดบั เดียวกัน

(8)สอนโดยการทากิจกรรมหนึ่งต้องแทรกการฝึกทักษะ
ในด้านอ่ืนด้วย

(9)ช่วยส่งเสริม และพัฒนาความเช่ือมั่นในตนเองแก่บุคคล
ท่ีมคี วามบกพร่องทางสตปิ ญั ญา เพอื่ จะสามารถเรียนไดด้ ีขึน้

(10) สอนจากส่ิงใกลต้ ัวไปหาส่งิ ท่ีไกลตวั
(11) สอนโดยลงมอื ปฏิบัติจริง
(12) สอนสิ่งที่มีความหมายสาหรับบุคคลที่มีความบกพร่อง
ทางสติปัญญาและสามารถนาไปใช้ในชวี ติ ประจาวันได้ โดยเฉพาะส่ิงท่ีเปน็ นามธรรม ซงึ่ เปน็ ส่ิงทเี่ ขา้ ใจยาก
ครตู อ้ งใช้คาง่ายๆ และยกตัวอย่างประกอบ
(13) จัดการเรียนการสอนให้บุคคลที่มีความบกพร่องทาง
ปัญญามีประสบการณ์ใหม่ ๆ เพอ่ื ฝึกการคิด
(14) สอนโดยใช้อุปกรณ์ หรือของจริงประกอบทุกคร้ัง และ
ตอ้ งให้เวลาพอสมควรในการเปลยี่ นกิจกรรมหนึง่ ไปส่อู กี กิจกรรมหนง่ึ
(15) การสอนต้องมีการสร้างแรงจูงใจและการเสริมแรงให้กับ
ผู้เรยี น
(16) ประเมินผลความก้าวหน้าของบุคคลท่ีมีความบกพร่อง
ทางสตปิ ญั ญาในทุกดา้ นอยา่ งสม่าเสมอ เพ่ือนาข้อมลู ทีไ่ ด้ปรบั เปล่ยี นวธิ กี ารสอนให้มีประสทิ ธภิ าพย่ิงขึ้น
(17) มีความเชื่อมั่นว่าบุคคลท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญามี
ความสามารถ และศักยภาพในตนเอง และสามารถพัฒนาให้เปน็ บุคคลท่ีมปี ระมีประสิทธภิ าพย่ิงขึ้น
(18) ส่งเสริมพฤติกรรมการปรับตัว นอกจากสอนด้านวิชาการ
แล้วต้องคานึงถึงการส่งเสริมพฤติกรรมการปรับตัวที่ไม่พึงประสงค์และส่งเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์
ภาษาและพัฒนาบุคลกิ ภาพไปพรอ้ มกัน
(19) สอนให้บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาลดการ
พ่ึงพาบุคคลอ่ืนลง (Step of Independence) ต้องสอนทักษะที่จาเป็นในการดารงชีวิต และการ
เตรียมความพรอ้ มด้านอาชพี ดว้ ย

134

สานกั บริหารงานการศึกษาพิเศษ (2551: 39 - 40) ได้กล่าวถึง
หลักการสอนและเทคนิควิธีการสอนนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา เช่นเดียวกับหลักการสอน
บุคคลท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ท่ีได้กล่าวไว้
ในขา้ งตน้ เกอื บทกุ ข้อ หากแต่ยงั มีหลักการสอนและเทคนิควิธกี ารสอนท่แี ตกตา่ งอีกหลายวธิ กี าร ดงั นี้

1. ใช้กลวิธีการรับรู้ผ่านการมอง (Visual Strategies) มาช่วย
ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ และการควบคุมช้ันเรียนให้กับผ้เู รียนท่ีเป็นบุคคลที่มีความบกพร่องทาง
สติปัญญา อันได้แก่ ตารางเวลา (Schedule) ตารางเวลาย่อย (Mini-schedules) ปฏิทิน (Calendars)
การแบง่ งานออกเป็นขั้นตอนย่อย (Task Organizers) เครอื่ งมือที่ใช้ในการจัดการ (Management Tools)
ระบบการทางาน (Work System) เครื่องมือการเปลี่ยนกิจกรรม Transition Helpers) และการส่ือสาร
ระหวา่ งสง่ิ แวดลอ้ มสองแหง่ (Communication Between Environment) เป็นตน้

2. ใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบโครงงาน (Project Based
Learning) สาหรับผู้เรียนที่เป็นบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเรียนได้ สามารถทาได้
โดยที่ครูต้องสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ เช่น จัดนิทรรศการศึกษาเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ท้ังภายใน
และภายนอกโรงเรียน เป็นต้น และผู้เรียนเสนอเน้ือหาหรือเร่ืองท่ีอยากจะเรียนครูคอยให้คาแนะนา
ชแี้ นะ เปน็ ตน้

3. ใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบการจัดกิจกรรมสร้างเสริม
ประสบการณ์ (Activity Based Learning) สาหรับผู้เรียนท่ีเป็นบุคคลท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา
ระดับฝึกได้สามารถทาได้ สามารถทาได้โดยเตรียมข้อมูล เช่น จัดนิทรรศการ จัดสภาพแวดล้อม สื่อ
อุปกรณ์ประกอบการเรียนรู้ เป็นต้น เลือกหน่วยการเรียนรู้และการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์
เช่น กิจกรรมการเคล่ือนไหว กิจกรรมวงกลม/เสริมประสบการณ์ กิจกรรมสร้างสรรค์ กิจกรรมเสรี
กจิ กรรมไอที และกจิ กรรมกลางแจง้ เป็นตน้

4. ใช้เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรม ซ่ึงเป็นเทคนิคการสอน
ที่ยึดแนวความคิดทฤษฎีการเรียนรู้ การวางเงื่อนไขแบบลงมือกระทา (Operant conditioning) คือ
กระทาพฤติกรรมท่ีเหมาะสมหรือต้องการได้รับรางวัลหากกระทาพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ จะไม่ได้
รับรางวัล ซ่ึงเทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรม ประกอบด้วย การวิเคราะห์งาน หรือทักษะหลายอย่าง
ยากเกนิ ไปเม่ือต้องการให้ผูเ้ รยี นสามารถเรียนรู้ได้เมื่อต้องการให้ผเู้ รียนสามารถเรยี นรงู้ าน หรอื ทักษะ
นั้น ๆ ได้ จาเป็นต้องแยกงานอกเป็นขั้นตอนย่อยหรือหลายข้ันตอนเล็ก ๆ เรียกว่า การวิเคราะห์งาน
โดยผู้สอนตอ้ งดาเนินการ ดงั นี้

4.1 กาหนดพฤติกรรมที่พึงประสงค์หรืองานที่ต้องการ
ให้ผู้เรียนเรียนรู้

4.2 นาพฤติกรรมที่พึงประสงค์มาแยกงานออกเป็น
ขน้ั ตอนยอ่ ย ๆ

4.3 ผู้สอนกาหนดเกณฑ์การผ่านแต่ละข้ันตอนและเมื่อ
ผู้เรยี นผ่านขน้ั ตอนแรกจึงจะสอนขั้นตอนต่อไป งานบางอย่างประกอบด้วยพฤติกรรมทีม่ ีองค์ประกอบ
หลายอย่าง เช่น การแต่งตัวจะสอนองค์ประกอบแต่ละอย่างแยกส่วนกัน และแต่ละองค์ประกอบ
ถูกเชื่อมโยงเขา้ ดว้ ยกนั ในทสี่ ุด เรียกวา่ วธิ ีลกู โซ่ (Chaining)

135

4.4 เลือกวิธีการสอนงานหรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์
ท่ีไดว้ เิ คราะหง์ านแลว้ ด้วยวิธีการ ดงั น้ี

4.4.1 การฝึกแบบเดินหน้า (Forward Chaining)
คอื การสอนข้นั ตอนในส่วนแรกของงาน หรือพฤตกิ รรมทพี่ ึงประสงคก์ ่อนหรอื พฤตกิ รรมท่พี ึงประสงค์นน้ั ๆ

4.4.2 การฝึกแบบถอยหลัง (Backward Chaining)
คอื การสอนข้นั ตอนสดุ ท้ายของงานหรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ก่อน และสอนยอ้ นข้ึนไปสขู่ ั้นตอนแรก
ของงานหรือพฤติกรรมท่ีพึงประสงค์ตามลาดบั การสอนแบบนี้ผู้เรียนสามารถทาพฤติกรรมที่พงึ ประสงค์
สาเรจ็ ในแตล่ ะข้ันตอน และมีโอกาสได้รับรางวลั และรู้สึกภาคภูมใิ จ

4.5 กาหนดเกณฑ์การผา่ นแต่ละขั้นตอน
5. กระตนุ้ เตือน (Prompting) การกระตุ้นเตือนเป็นเทคนิค
การสอนที่จะช่วยให้ผูเ้ รียนเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ หรอื งานท่ยี ากให้ประสบผลสาเร็จในการเรียนรู้แต่ละคร้ัง
และได้รับรางวัลโดยผู้สอนอาจจับ หรือกระตุ้นเตือนที่อวัยวะส่วนใดส่วนหน่ึงของร่างกาย เป็นการ
กระตุน้ เตือนทางกาย หรือแสดงออกทางสหี น้าท่าทาง เชน่ ช้ีหรอื พยักหนา้ เป็นการกระตุ้นเตือนท่าทาง
หรือออกคาสั่งเป็นการกระตุ้นเตือนทางวาจา อย่างใดอย่างหน่ึงเพ่ือให้เด็กทางาน หรือกระทาพฤติกรรม
ที่พงึ ประสงค์ หรอื อาจใช้การกระตุ้นเตือนทั้งสามอยา่ งรวมกนั แลว้ แต่ความสามารถของเด็กแต่ละคน
และเม่ือเด็กเรียนรู้ทักษะหรืองานท่ีกาหนดแล้ว ผู้สอนก็จะถอดถอนหรือสลายการเตือนลงอย่างชา้ ๆ
โดยลดการช่วยเหลือทางกาย ท่าทาง และทางวาจา ตามลาดับ จนในทส่ี ุดผูเ้ รียนสามารถกระทาพฤติกรรม
ท่ีพงึ ประสงคไ์ ดเ้ อง
6. การตะล่อมกล่อมเกลา (Shaping) เทคนิคน้ีเป็นการให้
รางวลั พฤติกรรมอะไรก็ได้ที่ใกล้เคียงกับพฤติกรรมทีพ่ ึงประสงค์ ต่อมาผเู้ รยี นจะได้รับรางวัลเม่ือตอบสนอง
ใกล้เคียงกับพฤติกรรมท่ีพึงประสงค์มากขนึ้ เร่ือย ๆ จนกระทั่งผ้เู รยี นได้รบั รางวลั เมือ่ แสดงพฤตกิ รรมท่ี
ต้องการอย่างแท้จริง ตัวอย่างเช่น การสอนผู้เรียนให้เตะฟุตบอล คร้ังแรกผู้เรียนได้รับรางวัลเพียงสัมผัส
ลูกบอลดว้ ยเท้า ต่อมาตอ้ งใช้เท้าดนั ลกู บอล และในทส่ี ดุ ผเู้ รียนจะไดร้ ับรางวัลเมื่อเตะถูกบอลเท่านนั้
7. แรงจูงใจและการให้รางวัล (Motivation and Reward)
ครูต้องพยายามจัดสิ่งแวดล้อมกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกอยากรู้อยากเห็น และให้รางวัลเมื่อผู้เรียน
ทาพฤติกรรมที่ผู้สอนต้องการ รางวัล คือ บางส่ิงบางอย่างที่ผู้เรียนจะพยายามทางานเพ่ือให้ได้มา
เม่ือผู้เรียนได้รับรางวัลก็จะเกิดแรงจูงใจท่ีจะทาพฤติกรรมน้ันซ้าอีก และการให้รางวัล ผู้สอนควร
คานึงถงึ หลัก 3 ประการ คือ ให้รางวลั อย่างสม่าเสมอทันทที ันใด และใหร้ างวลั ดว้ ยความจรงิ ใจ
8. การเลียนแบบ (Imitation) การเรียนรู้ส่วนหน่ึงเกิดข้ึนมา
จากการเลียนแบบ โดยอาจใช้แบบอย่างที่เป็นท่าทาง หรือกิริยาอาการ (Gestures) และเสียงพูด
(Speed Sound) ในระยะแรกของการเรียนรู้พฤติกรรมใหม่จากการเลียนแบบผู้สอน อาจให้รางวัล
เพื่อให้ผู้เรียนตอบสนองพฤติกรรมใหม่จากการเลียนแบบ ผู้สอนอาจให้รางวัลเมื่อผู้เรียนตอบสนอง
พฤติกรรมแบบอย่างน้ัน และตะล่อมกล่อมเกลาจนไปสู่พฤติกรรมท่ีต้องการจริง ๆ โดยผู้สอนอาจฝึก
ใหผ้ ู้เรียนเลียนแบบเดนิ หน้า หรอื ถอยหลงั แลว้ แต่ความเหมาะสม

136

2.8) การวดั และประเมินผลการเรยี นรู้
การจัดการศกึ ษาสาหรบั คนพกิ าร สถานศกึ ษาสามารถปรับมาตรฐาน

การเรียนรู้ในหลักสูตรได้ตามความเหมาะสม และระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมการจัดการศึกษา
สาหรบั คนพกิ าร ว่าด้วยการจดั การศึกษาขนั้ พน้ื ฐานสาหรบั คนพิการ พ.ศ. 2552 ข้อ 7 ระบวุ ่า ในการ
จัดทาหลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ การทดสอบทางการศึกษา การวัด และประเมินผลการศึกษา
ให้สถานศึกษาและส่วนราชการที่รับผิดชอบดาเนินการให้สอดคล้องกับสภาพความต้องการจาเป็นพิเศษ
ของคนพิการแต่ละประเภท ตามรูปแบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการที่สถานศึกษาเห็นสมควร (ราชกิจจา -
นุเบกษา, 2552: 3) ฉะนั้น การวัดและประเมินผลสาหรับผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
จึงยึดแนวปฏิบัติตามความในระเบียบนี้เช่นกัน ซึ่งศูนย์การศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย
กลุ่มเป้าหมายพิเศษ สานักงาน กศน. สานักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (2554: 43 - 44) ได้กล่าวถึง
การวดั และประเมนิ ผลสาหรบั คนพกิ ารไว้ ดงั นี้

2.8.1) กระบวนการวดั และประเมินผลสาหรบั คนพกิ าร
การวัดและประเมินผลสาหรับผู้เรียนให้ครูผู้สอนคนพิการ

ดาเนินการประเมนิ ผล ดงั น้ี
(1) การประเมินก่อนเรียนใหด้ าเนินการรวบรวมข้อมูลพ้ืนฐาน

ในทักษะด้านต่าง ๆ ของผู้เรียน และดาเนินการประเมินเพื่อเป็นข้อมูลในการจัดทาแผนการจัดการศึกษา
เฉพาะบุคคล (IEP)

(2) การประเมินผลระหว่างเรียนเป็นการประเมินผลเพื่อติดตาม
ความกา้ วหน้าและนาข้อมลู มาพิจารณาปรับปรุงแผนการจดั การเรียนรูเ้ ฉพาะบุคลคล (IIP)

(3) การประเมินผลหลังเรียนเป็นการประเมินทักษะเพื่อดู
ความก้าวหน้าของพัฒนาการในลักษณะสรุปรวมเมื่อส้ินสุดภาคเรียนเพื่อนาไปกาหนดจุดมุ่งหมายใน
IEP ใหม่

2.8.2) หลักในการวดั และประเมนิ ผลสาหรบั คนพกิ าร มีดงั นี้
(1) ประเมนิ ผลท้งั 3 ระยะตลอดหลักสูตร
(2) บันทึกผลการจัดประสบการณ์ตามแผนการจัดกิจกรรม

การเรียนร้เู ฉพาะบุคคลอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
(3) ใช้วธิ กี ารประเมินตามสภาพจริง ไดแ้ ก่ การสังเกต การสนทนา

การสมั ภาษณแ์ ละตรวจผลงานของผู้เรยี นแตล่ ะบุคคล
2.8.3) แนวทางการประเมินผลผู้เรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา

สามารถทาได้โดยการให้บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาควรได้รับการประเมิน โดยการสังเกต
พฤติกรรม การเข้าร่วมกิจกรรมและการปฏิบัติกิจกรรมอย่างน้อย 2 ทักษะจาก 10 ทักษะได้แก่การส่ือ
ความหมาย การดูแลตนเอง การดารงชีวิตภายในบ้าน ทักษะทางสังคม/การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืน
การรู้จักใช้ทรัพยากรในชุมชน การรู้จักดูแลควบคุมตนเอง การนาความรู้มาใช้ในชีวิต ประจาวัน
การทางาน การใชเ้ วลาวา่ ง การรักษาสขุ ภาพอนามัยและความปลอดภยั

137

2.8.4) องค์ประกอบในการวัดและประเมินผลคุณภาพผู้เรียนตาม
เป้าหมายของหลักสูตร จะต้องพิจารณาองค์ประกอบในการวัด และประเมินร่วมกัน 4 ด้าน คือ
1) ทักษะการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ 2) การอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน 3) คุณลักษณะ
อันพึงประสงค์ของผู้เรียน 4) กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยผู้เรียนจะต้องได้รับการวัดและประเมิน
ในทุกองค์ประกอบของการวดั และประเมินผลการเรยี นรู้ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พทุ ธศักราช 2551

องค์ประกอบของการวัดและประเมินผลการเรียนรู้มีความสัมพันธ์
ดงั ภาพที่ 8

8 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ การอ่าน
คิดวเิ คราะห์ และเขยี น

คณุ ภาพผเู้ รยี น

คณุ ลกั ษณะ กจิ กรรม
อนั พงึ ประสงค์ พฒั นาผเู้ รียน

ภาพที่ 8 แสดงความสัมพนั ธข์ ององคป์ ระกอบการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้
ท่มี า: สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน (2551: 13)

2.8.5) การประเมินทักษะการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ เป็น
การประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนในการเรียนกลุ่มสาระการเรยี นรูต้ ่าง ๆ ทัง้ 8 กลมุ่ สาระ โดยผูส้ อนวัด
และประเมินผลการเรียนรู้ผู้เรียนเป็นรายวิชาบนพื้นฐานของตัวช้ีวัดในรายวิชาพ้ืนฐาน และผลการเรียนรู้
ในรายวิชาเพิ่มเติมตามที่กาหนดในหน่วยการเรียนรู้ผู้สอนใชวิธีการที่หลากหลายจาก แหล่งข้อมูล
หลาย ๆ แหลง่ เพือ่ ให้ได้ผลการประเมินทส่ี ะท้อน ความรู้ความสามารถท่ีแท้จริงของผู้เรยี น โดยการวัด
และประเมินการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไปพรอมกับการจัดการเรียนการสอน สังเกตพัฒนาการ และ
ความประพฤติ ของผู้เรียน สังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรม ผู้สอนควรเน้นการประเมิน
ตามสภาพจริง เชน การประเมินการปฏิบัติงาน การประเมินจากโครงงาน หรือการประเมินจากแฟ้ม
สะสมงาน ฯลฯ ควบคูไปกับ การใชการทดสอบแบบต่าง ๆ อย่างสมดุลตองให้ความสาคัญกับการประเมิน
ระหว่างเรียนมากกวา่ การประเมิน ปลายปี/ปลายภาค และใช้เปน็ ข้อมูลเพ่อื ประเมนิ การเลอ่ื นช้ันเรียน
และการจบการศกึ ษาระดบั ตา่ ง ๆ โดยมขี ้ันตอนการดาเนนิ การ 3 ระยะ ดงั น้ี


Click to View FlipBook Version