- ๒๙๒ -
หมำยเหตุ : ในการยงิ ปลย. ทาโวร์ โดยใชล้ ูกกระสุนในการปรับปื นหรือปรับศูนยร์ บของ
ปื นจานวน ๕ นดั น้นั มีหลกั การที่สาคญั ประการหน่ึงผปู้ ฏิบตั ิจะตอ้ งยดึ ถือ คือ กลุ่มของลูกกระสุนใน
จานวน ๕ นดั ในการยงิ ต่อหน่ึงคร้ังท่ีจะนามาปรับเพื่อหาจานวนคล๊ิกในการปรับปื นน้นั กลุ่มกระสุน
จะตอ้ งอยใู่ นวงกลมรัศมีไม่เกิน ๔ เซนติเมตร
กรณที ี่ ๑ : ลูกกระสุนท่ีใชใ้ นการปรับศูนยร์ บท้งั ๕ นดั อย่ใู นรัศมวี งกลม ๔ ซม.ทุกนัดใหใ้ ช้
หลกั การหาจานวนคลิ๊กตามที่กล่าวมาต้งั แต่ลาดบั ท่ี ๑ จนถึงลาดบั ที่ ๖
กรณีที่ ๒ : ลูกกระสุนท่ีใชใ้ นการปรับศูนยร์ บท้งั ๕ นดั อย่ใู นรัศมีวงกลม ๔ ซม.จำนวน ๔
นัด(ออกนอกไป ๑ นัด)ใหใ้ ชห้ ลกั การหาจานวนคล๊ิกตามท่ีกล่าวมาโดยเริ่มกระทาต้งั แตล่ าดบั ท่ี ๒
จนถึงลาดบั ที่ ๖
กรณีท่ี ๓ : ลูกกระสุนที่ใชใ้ นการปรับศูนยร์ บท้งั ๕ นดั อย่ใู นรัศมวี งกลม ๔ ซม.จำนวน ๓
นัด(ออกนอกไป ๒ นัด)ใหใ้ ชห้ ลกั การหาจานวนคล๊ิกตามท่ีกล่าวมาในขา้ งตน้ ของการปรับปื นเม่ือใช้
กระสุน ๓ นดั
กรณที ่ี ๔ : ลูกกระสุนที่ใชใ้ นการปรับศูนยร์ บท้งั ๕ นดั อยู่ในรัศมวี งกลม ๔ ซม.จำนวน ๒
นัด(ออกนอกไป ๓ นัด)ใหพ้ ลยงิ ทาการยงิ ปื นเพ่อื หากลุ่มกระสุนใหมจ่ นกระท้งั กลุ่มกระสุนเป็นไป
ตามหลกั การหาจานวนคลิ๊กในกรณีที่ ๑ , กรณีท่ี ๒ และกรณีที่ ๓
ตอนท่ี ๕
กระสุนวถิ ี
ผบู้ งั คบั หน่วยและครูฝึกจะตอ้ งมีความรู้ความเขา้ ใจในเร่ืองของกระสุนวถิ ี เพอื่ ท่ีจะสามารถ
สอนหลกั การปรับศูนย์ และการยงิ ใหถ้ ูกเป้ าหมายในระยะไกลได้ กระสุนวถิ ีเป็นเรื่องความรู้ทาง
วทิ ยาศาสตร์ท่ีเกี่ยวกบั อาการการเคลื่อนไหว และการเคล่ือนท่ีของหวั ลูกกระสุน อนั เน่ืองจากเหตุผล
ปัจจยั ในหลายๆ ประการ การศึกษาในเร่ืองกระสุนวถิ ีแบ่งออกเป็ น ๓ ข้นั คือ
- ภายในลากลอ้ งปื น
- ภายนอกลากลอ้ งปื น
- ณ จุดหมาย หรือเป้ าหมาย
กระสุนวถิ ภี ำยในลำกล้องปื น เป็นเรื่องของกระสุนปื นก่อนท่ีจะวงิ่ พน้ ปากลากลอ้ งปื น
กระสุนวถิ ภี ำยนอกลำกล้องปื น เป็นเร่ืองของปัจจยั ต่างๆ ท่ีมีผลตอ่ เส้นทางการเคลื่อนท่ีของ
กระสุนปื นระหวา่ งปากลากลอ้ งและเป้ าหมาย
กระสุนวถิ ี ณ จุดหมำย หรือเป้ ำหมำย เป็ นเรื่องของส่ิงตา่ งๆ ที่เกิดข้ึนเม่ือกระสุนกระทบ
เป้ าหมาย
ปัจจัยต่ำงๆ และองค์ประกอบของกระสุนวถิ ภี ำยใน มิติภายนอกของกระสุน ๕.๕๖ มม. ท่ี
ใชใ้ นราชการทหารน้นั จะเหมือนกนั ซ่ึงทาใหส้ ามารถนากระสุนน้ีไปใชก้ บั ปลย. ไดอ้ ยา่ งปลอดภยั
- ๒๙๓ -
แตผ่ ลของการยงิ จะแตกตา่ งกนั ในดา้ นความแมน่ ยา ในรูปที่ ฉ-๒๐ จะแสดงใหเ้ ห็นการเปรียบเทียบ
กระสุนขนาด ๕.๕๖ มม. แบบตา่ งๆ
เร่ืองของกระสุนวถิ ีภายใน ยงั รวมถึงความยาวของหวั กระสุน, น้าหนกั และตวั เลขที่แสดงให้
เห็นความแตกต่างของเกลียวในลากลอ้ ง, ความยาว ๑ รอบเกลียว ๗ นิ้ว และร่องเกลียวที่ถูกออกแบบ
เพ่อื บงั คบั การทรงตวั ของหวั กระสุนเม่ือวง่ิ ไปในอากาศ
รูปท่ี ฉ – ๒๐ ควำมแตกต่ำงของกระสุนขนำด ๕.๕๖ มม.แบบต่ำงๆ
หมำยเหตุ : กระสุนแบบ เอม็ .๑๙๓ และ เอม็ .๘๕๕ สามารถนามาใชไ้ ดก้ บั ปลย. แต่ไมค่ วร
เปล่ียนแบบของกระสุนไปมาในขณะทาการฝึกยงิ คร้ังเดียวกนั และไมค่ วรใชก้ ระสุนแบบหน่ึงทาการ
ยงิ ปรับศนู ย์ และใชอ้ ีกแบบหน่ึงยงิ บนั ทึกผล ในระหวา่ งทาการฝึกยงิ ควรใชก้ ระสุนแบบเดียวเท่าน้นั
ฉ-๖ องค์ประกอบของกระสุนวถิ ีภำยนอก
เมื่อกระสุนถูกยงิ ส่งออกไปสู่บรรยากาศของโลกดว้ ยความเร็วประมาณ ๙๖๐ เมตร/วนิ าที
วถิ ีทางของกระสุนจะถูกเปลี่ยนแปลงไปดว้ ยอิทธิพลและผลกระทบจากแรงตา่ งๆ มากมาย รวมท้งั
สะสารตา่ งๆ อีกดว้ ย ในขณะที่อุณหภมู ิสูงข้ึน กระสุนจะถูกเป้ าหมายในตาบลท่ีสูงข้ึน ถา้ ความกดดนั
ของบรรยากาศสูงข้ึนกจ็ ะมีผลใหก้ ระสุนถูกเป้ าหมายในตาบลที่ต่าลงและถา้ ความช้ืนสมั พทั ธ์ใน
อากาศเพิม่ ข้ึน กระสุนก็จะต่าลงเช่นกนั ลมแรงจดั ที่พดั มาจากทางดา้ นหลงั ของผยู้ งิ จะทาใหก้ ระสุนถูก
เป้ าหมายสูงข้ึน ส่วนลมแรงจดั ที่พดั มาจากทางดา้ นหนา้ จะทาใหก้ ระสุนต่าลง การยงิ ปื นข้ึนสู่ลาดเนิน
หรือลงจากลาดเนิน กม็ กั จะมีผลใหก้ ระสุนถูกเป้ าหมายสูงข้ึน สภาพของแสงสวา่ งท่ีเปลี่ยนแปลง
(จากสวา่ งไปมืดคร้ึม หรือดวงอาทิตยเ์ ปล่ียนมุมส่องสวา่ ง) ก็จะมีผลตอ่ ภาพการเลง็ และทาใหก้ ระสุน
เปล่ียนทิศทางไป
องคป์ ระกอบและปัจจยั ต่างๆ ดงั กล่าว ประกอบกบั ความไม่เท่ากนั ของน้าหนกั , รูปร่าง, ส่วน
บรรจุของดินปื น, ความดนั ในรังเพลิง, ความเร็วตน้ ณ ปากลากลอ้ ง, ความสึกหรอ ของลากลอ้ งเหล่าน้ี
- ๒๙๔ -
จะส่งผลกระทบไปถึงวถิ ีของกระสุน ดว้ ยเหตุผลตา่ งๆ ท่ีกล่าวมาแลว้ น้นั ทาใหท้ หารแทบจะไมม่ ี
โอกาสไดเ้ ห็นกระสุนท่ียงิ ออกไปท้งั ๓ นดั เขา้ เป้ าหมายเป็นจุดเดียวกนั เลย
ปัจจยั บางประการ เช่น อุณหภูมิจะส่งผลกระทบนอ้ ยมากในการยงิ ปื น กล่าวคือ ในขณะท่ี
อุณหภมู ิ ๐ องศาฟาเรนไฮต์ กระสุนถูกที่ก่ึงกลางเป้ าหมายท่ีระยะ ๒๕๐ เมตร แตถ่ า้ อุณหภมู ิสูงข้ึน
เป็น ๑๒๐ องศาฟาเรนไฮต์ กระสุนจะถูกเป้ าหมายสูงข้ึนเพยี ง ๑.๙๐๕ ซม. เทา่ น้นั และการปรับศนู ย์
ทางสูงจานวน ๑ คล๊ิก ในระยะ ๒๕๐ น้ี จะมีคา่ ประมาณ ๑๐ ซม.( เม่ือใชก้ ลอ้ งเลง็ สะทอ้ นภาพ) การ
ปรับศูนยท์ างสูงจานวน ๑ คล๊ิก ในระยะ ๒๕๐ น้ี จะมีค่าประมาณ ๑๔ ซม.( เมื่อใชศ้ ูนยส์ ารอง) ดว้ ย
เหตุน้ีทหารจึงไมค่ วรปรับตาบลเลง็ ของตนเพื่อเล่ือนตาบลกระสุนถูกเป้ าหมายเพยี ง ๑.๙๐๕ ซม.
ครูฝึก/ ผฝู้ ึก จะตอ้ งเขา้ ใจวา่ ตวั แปรต่างๆ เหล่าน้ีวา่ มีอยจู่ ริง แตป่ ัจจยั หลายประการจะมี
ผลกระทบต่อกระสุนวถิ ีเพียงเลก็ นอ้ ย ซ่ึงควรจะมองขา้ มไปได้ เพราะถา้ นามาพิจารณาแลว้ จะทาให้
การฝึกยงิ ปื นมีความซบั ซอ้ น ยงุ่ ยากมากเกินความจาเป็น ครูฝึก/ ผฝู้ ึก จึงควรใชเ้ วลาพิจารณาและให้
ความสาคญั เฉพาะปัจจยั หลกั ๆ เช่น ผลจากแรงดึงดูดของโลก และเวลาเดินทางในอากาศของกระสุน
ปื น
ฉ-๗ ปัจจัยทมี่ ีผลต่อกระสุนวถิ ี ณ เป้ ำหมำย
ความสามารถในการทะลุทะลวงตอ่ เป้ าหมายน้นั ข้ึนอยกู่ บั ระยะทาง, ความเร็ว, คุณลกั ษณะ
ของกระสุน และวสั ดุที่เป็นเป้ าหมาย ในระยะใกลๆ้ น้นั บางคร้ังกระสุนกไ็ มส่ ามารถเจาะทะลุทะลวง
ไดม้ ากในวสั ดุที่เป็นเป้ าหมายบางชนิดเพราะวา่ ความเร็วของกระสุนขนาด ๕.๕๖ มม. ท่ีมีสูงมากน้นั
ไดถ้ ูกลดลงและกระสุนสูญเสียทิศทางเม่ือกระทบกบั เป้ าหมาย ดูตารางตวั อยา่ งเปรียบเทียบการทะลุ
ทะลวง ดา้ นล่าง
ตำรำง ตวั อย่ำงเปรียบเทยี บกำรทะลุทะลวง
ระยะ ๕๐ เมตร ระยะ ๓๐๐ เมตร
แผ่นไม้สน :
กระสุน เอม็ .๑๙๓ ๗.๕ นิ้ว (๑๙๐.๕๐) ๑๐.๕ นิ้ว (๒๖๕.๐๐ มม.)
กระสุน เอม็ .๘๕๕ ๙.๐ นิ้ว (๒๓๑.๓๐ มม.) ๑๒.๐ นิ้ว (๓๐๔.๘๐ มม.)
แผ่นเหลก็ เรียบบำง :
กระสุน เอม็ .๑๙๓ ๐.๔๑๓ นิ้ว (๑๐.๕ มม.) ๐.๑๓๗ นิ้ว (๓.๕ มม.)
กระสุน เอม็ .๘๕๕ ๐.๕๕๑ นิ้ว (๑๔.๐ มม.) ๐.๔๑๓ นิ้ว (๑๐.๕ มม.)
- ๒๙๕ -
ฉ-๘ อำกำรกระจำยของกระสุนในระยะต่ำงๆ
ความแม่นยาและอาการกระจายของกระสุนจะเปล่ียนแปลงไปตามระยะต่างๆ กนั ครูฝึ กและ
ผฝู้ ึกจึงจาเป็นตอ้ งมีความรู้พอสมควรในเรื่องน้ี
ค่ำของมุม ๑ ลปิ ดำ ( รูปท่ี ฉ – ๒๑) ค่าของมุม ๑ ลิปดาน้ี เป็นหน่วยมาตรฐานในการปรับ
ศูนยป์ ื นและใชค้ ิดคานวณค่าตา่ งๆ ที่เกี่ยวขอ้ งกบั ขีปนาวธิ ีของอาวธุ กระสุน นอกจากน้ียงั ใชป้ ระเมิน
ค่าความแม่นยาของอาวธุ ปื นอีกดว้ ย วงกลมวงหน่ึงถูกแบ่งออกเป็ น ๓๖๐ องศา แต่ละองศาจะถูกแบ่ง
ออกเป็ น ๖๐ ลิปดา ดงั น้นั วงกลมวงหน่ึงจะมี ๒๑,๖๐๐ ลิปดา มุม ๑ ลิปดา คือ มุมที่เริ่มจากปาก
ลากลอ้ งปื นซ่ึงจะครอบคลุมระยะสูง ๒.๕๔๐ ซม. ในระยะทางยาว ๙๑.๔ เมตร (หรือประมาณ ๑ นิ้ว
ในระยะ ๑๐๐ หลา) ตามรูปที่ ฉ-๒๑ เม่ือระยะทางยาวเพ่มิ ข้ึนเป็น ๑๘๒.๘ เมตร มุม ๑ ลิปดา กจ็ ะ
ครอบคลุมระยะทางสูงเป็น ๒ เท่า คือ ๕.๐๘ ซม. และจะเพมิ่ ข้ึนอยา่ งเป็ นระบบในขณะท่ีระยะทาง
ยาวเพ่มิ ข้ึน เช่น ๗.๖๒ ซม. ในระยะ ๒๗๔.๒ เมตร, ๑๐.๑๖ ซม. ในระยะ ๓๖๕.๖ เมตร เป็ นตน้
รูปท่ี ฉ – ๒๑ มุม ๑ ลปิ ดำ
กำรเพม่ิ ขนำดของกลุ่มกระสุน ตามท่ีไดก้ ล่าวแลว้ วา่ ระยะทางที่มุม ๑ ลิปดาครอบคลุมน้นั
จะเพมิ่ ข้ึนในขณะท่ีระยะทางยาวเพิ่มมากข้ึน กลุ่มกระสุนก็จะมีลกั ษณะเช่นเดียวกบั มุม ๑ ลิปดา
กล่าวคือ ถา้ ระยะห่างระหวา่ งรอยกระสุนเป็ น ๒.๕๔๐ ซม. ในระยะ ๒๕ เมตร ระยะห่างระหวา่ งรอย
กระสุนจะขยายเพิ่มข้ึนในระยะที่ไกลออกไป เช่นเพ่มิ ข้ึนทุก ๒.๕๔๐ ซม. ในทุกระยะ ๒๕ เมตร ที่
เพิม่ ข้ึน – ระยะรอยกระสุน ๒.๕๔๐ ซม. ท่ีระยะ ๒๕ เมตร (มุมประมาณ ๓.๕ ลิปดา) จะเท่ากบั ระยะ
รอยกระสุน ๒๕.๔ ซม. ท่ีระยะ ๒๕๐ เมตร (รูปท่ี ฉ- ๒๒)
- ๒๙๖ -
รูปท่ี ฉ – ๒๒ ขนำดของกลุ่มกระสุนจะเพม่ิ ขนึ้ เมือ่ ระยะไกลเพมิ่ ขนึ้
เป้ ารูปหุ่นยนื ยอ่ ตวั แบบมาตรฐานจะมีขนาดกวา้ งประมาณ ๔๘.๒๖ ซม. นน่ั คือ ความ
กวา้ ง ๔๘.๒๖ ซม. ในระยะทางยาว ๓๐๐ เมตร จะเทา่ กบั ความกวา้ ง ๔ ซม. ในระยะทางยาว ๒๕
เมตร ดงั น้นั ทหารท่ีสามารถยงิ ปื นไดก้ ลุ่มกระสุนขนาดกวา้ ง ๔ ซม. ในระยะ ๒๕ เมตร เม่ือยงิ ปรับ
ศูนยร์ บแลว้ ทหารคนน้นั ยอ่ มสามารถยงิ ถูกเป้ าหมายรูปคนไดท้ ุกระยะภายใน ๓๐๐ เมตร
( รูปที่ ฉ – ๒๓ )
รูปที่ ฉ – ๒๓ ขนำดของกลุ่มกระสุนจะเพม่ิ ขึน้ เม่ือระยะไกลเพมิ่ ขนึ้
- ๒๙๗ -
ฉ-๙ กระสุนวถิ ีของ ปลย.ทำโวร์ (กระสุนแบบ เอม็ .๑๙๓ และ เอม็ .๘๕๕)
ก. ใช้ลูกกระสุนแบบ เอม็ .๑๙๓
รูปท่ี ฉ – ๒๔ รูปวถิ กี ระสุน เอม็ .๑๙๓
อธิบำยรูปที่ ฉ – ๒๔
เม่ือใชล้ ูกกระสุน เอม็ .๑๙๓ ทาการยงิ กระสุนเคลื่อนท่ีออกจากปากลากลอ้ งปื น คอ่ ยๆ วงิ่
สูงข้ึนจะไปตดั กบั เส้นแนวการเลง็ หรือเส้นสายตาท่ีระยะ ๔๒ เมตรห่างจากปากลากลอ้ งปื นและลูก
กระสุนจะวงิ่ สูงข้ึนไปที่ยอดกระสุนวถิ ี ซ่ึงจะอยสู่ ูงจากแนวเส้นการเลง็ หรือเส้นสายตาประมาณ ๑๖.๓
ซม.ท่ีระยะในแนวราบห่างจากปากลากลอ้ งปื น ๑๗๕ เมตร หลงั จากน้นั ลูกกระสุนจะเคลื่อนที่ตกต่า
ลงมาตามแรงดึงดูดของโลก จะไปตดั กบั เส้นแนวการเล็งหรือเส้นสายตาท่ีระยะ ๓๐๐ เมตรห่างจาก
ปากลากลอ้ งปื น
ตำรำงวถิ ีกระสุน เอม็ .๑๙๓
ระยะในกำรเดินทำงของลกู กระสุนปื นห่ำงจำก ระยะในกำรเดินทำงของลูกกระสุนปื นห่ำงจำก
ปำกลำกล้องปื น(ในแนวระดบั ) ( เมตร ) เส้นกำรเลง็ ของปื น(ในแนวด่ิง) ( เซนติเมตร )
๐ -๙.๔
๒๕ -๓.๑
๔๒ ๐(ตัดเส้นเลง็ )
- ๒๙๘ - ๒.๕
๕๐ ๗.๒
๗๕ ๑๑.๐
๑๐๐ ๑๓.๘
๑๒๕ ๑๕.๖
๑๕๐ ๑๖.๓(จุดสูงสุด)
๑๗๕ ๑๕.๙
๒๐๐ ๑๔.๑
๒๒๕ ๑๐.๙
๒๕๐ ๖.๓
๒๗๕ ๐(ตดั เส้นเลง็ )
๓๐๐ -๘.๐
๓๒๕ -๑๘.๐
๓๕๐
ข. ใช้ลูกกระสุนแบบ เอม็ . ๘๕๕
รูปที่ ฉ – ๒๕ รูปวถิ ีกระสุน เอม็ .๘๕๕
- ๒๙๙ -
อธิบำยรูป ฉ – ๒๕
เม่ือใชล้ ูกกระสุน เอม็ .๘๕๕ ทาการยงิ กระสุนเคลื่อนท่ีออกจากปากลากลอ้ งปื น ค่อยๆ
เคลื่อนสูงข้ึนจะไปตดั กบั เส้นแนวการเล็งหรือเส้นสายตาที่ระยะ ๔๑ เมตรห่างจากปากลากลอ้ งปื น
และลูกกระสุนจะสูงข้ึนไปที่ยอดกระสุนวถิ ี ซ่ึงจะอยสู่ ูงจากแนวเส้นการเล็งหรือเส้นสายตาประมาณ
๑๕.๒ ซม.ที่ระยะในแนวราบห่างจากปากลากลอ้ งปื น ๑๗๕ เมตร หลงั จากน้นั ลูกกระสุนจะเคลื่อนที่
ตกต่าลงมาตามแรงดึงดูดของโลก จะไปตดั กบั เส้นแนวการเล็งหรือเส้นสายตาที่ระยะ ๓๐๐ เมตรห่าง
จากปากลากลอ้ งปื น
ตำรำงวถิ ีกระสุน เอม็ .๘๕๕
ระยะในกำรเดินทำงของลูกกระสุนปื นห่ำงจำก ระยะในกำรเดนิ ทำงของลูกกระสุนปื นห่ำงจำก
ปำกลำกล้องปื น(ในแนวระดบั ) ( เมตร ) เส้นกำรเล็งของปื น(ในแนวด่ิง) ( เซนติเมตร )
๐ -๙.๔
๒๕ -๓.๓
๔๑ ๐(ตดั เส้นเลง็ )
๕๐ ๒.๐
๗๕ ๖.๕
๑๐๐ ๑๐.๑
๑๒๕ ๑๒.๘
๑๕๐ ๑๔.๕
๑๗๕ ๑๕.๒(จุดสูงสุด)
๒๐๐ ๑๔.๗
๒๒๕ ๑๓.๐
๒๕๐ ๑๐.๑
๒๗๕ ๕.๘
๓๐๐ ๐(ตดั เส้นเลง็ )
๓๒๕ -๗.๓
๓๕๐ -๑๖.๔
๓๗๕ -๒๗.๒
๔๐๐ -๓๙.๙
๔๒๕ -๕๔.๘
๔๕๐ -๗๑.๙
๔๗๕ -๙๑.๔
๕๐๐ -๑๑๓.๖
- ๓๐๐ -
อธิบำยตำรำงกระสุนวถิ ี เอม็ .๑๙๓ และ เอม็ .๘๕๕
ตรารางแสดงกระสุนวถิ ีของ ปลย. ทาโวร์ ขนาด ๕.๕๖ มม. แบบ ทาร์ ๒๑ ทาการยงิ โดยใช้
ลูกกระสุนแบบ เอม็ .๘๕๕ ซ่ึงทางบริษทั ผผู้ ลิตอาวธุ ปื นไดท้ าการ ศึกษา ทดลอง และวิจยั การเคลื่อนที่
ของลูกกระสุน ไดผ้ ลการทดลองรายละเอียดตาม ตารางกระสุนวถิ ี เอม็ .๑๙๓ และ ตารางกระสุนวถิ ี
เอม็ .๘๕๕ จากตารางดงั กล่าวผทู้ ่ีรับผดิ ชอบในการฝึกและครูฝึกสอนจะตอ้ งทาความเขา้ ใจใหไ้ ดอ้ ยา่ ง
ถ่องแท้ โดยจะตอ้ งมีความรู้ที่เพียงพอท่ีจะอธิบายใหผ้ ทู้ ี่เขา้ รับการฝึกเขา้ ใจไดว้ า่ ตวั เลขทางระยะ ทาง
สูง คือตวั เลขที่แสดงค่าเป็น บวก(+) แสดงค่าเป็น ลบ(-) ไดบ้ ่งบอกถึงการเคลื่อนท่ีของกระสุนเม่ือได้
เคลื่อนท่ีออกจากปากกระบอกลากลอ้ งในลกั ษณะใด และใชแ้ นวเส้นอะไรเป็นเส้นแบ่งระหวา่ งตวั
เลขที่แสดงค่าเป็น บวก(+) และ ลบ(-) จากตารางดงั กล่าวขา้ งตน้ จะอธิบายตวั อยา่ งของตารางกระสุน
วถิ ี เอม็ .๘๕๕ เน่ืองจากใชห้ ลกั การ แนวเส้นอา้ งอิง และความหมายที่เหมือนกนั จะมีความแตกตา่ ง
เฉพาะค่าของตวั เลขระยะในการเดินทางของลูกกระสุนปื นห่างจากเส้นการเลง็ ของปื น
(ในแนวด่ิง)
- ทางระยะ จะเป็นตวั เลขของค่าทางระยะที่บ่งบอกค่าในทางระดบั จะมีคา่ เป็น บวก(+)
เสมอ คือ เป็นค่าที่แสดงให้เห็นในทางระดบั วา่ ลูกกระสุนไดเ้ คล่ือนท่ีออกห่างจากปากลากลอ้ งปื นไป
ในระยะทางเทา่ ใด ตามแนวเส้นการเลง็ หรือเส้นการมองของผเู้ ลง็ ที่มองไปในกลอ้ งเลง็ สะทอ้ นภาพ
(MEPRO 21M ) ผา่ นจุดเล็งสีแดง( RED DOT ) ไปยงั เป้ าหมายโดยจะมีจุดเร่ิมตน้ ที่ระยะ ๐ เมตรคือที่
ปากกระบอกปื น ตวั อยา่ งเช่น ที่ระยะ ๒๕ เมตร มีความหมายวา่ ลูกกระสุนไดเ้ คลื่อนท่ีออกจากปาก
ลากลอ้ งปื น และลูกกระสุนอยหู่ ่างจากปากกระบอกปื นไปเป็นระยะทาง ๒๕ เมตร, ท่ีระยะ ๗๕ เมตร
มีความหมายวา่ ลูกกระสุนไดเ้ คลื่อนที่ออกจากปากลากลอ้ งปื น และลูกกระสุนอยหู่ ่างจากปาก
กระบอก ปื นไปเป็นระยะทาง ๗๕ เมตร และที่ระยะ ๓๐๐ เมตร มีความหมายวา่ ลูกกระสุนไดเ้ คลื่อนที่
ออกจากปากลากลอ้ งปื น และลูกกระสุนอยหู่ ่างจากปากกระบอกปื นไปเป็ นระยะทาง ๓๐๐ เมตร
(ในแนวระดบั )
- ความสูง จะเป็นระยะท่ีบ่งบอกในระดบั ทางสูงท่ีมีค่า บวก(+ )และระดบั ทางต่ามีค่าเป็ น
ลบ(-)ในการกาหนดค่าน้นั จะยดึ แนวการเล็ง หรือเส้นการเลง็ ของพลยงิ เป็นหลกั (หรือเส้นการมองของ
ผเู้ ลง็ ท่ีมองไปในกลอ้ งเล็งสะทอ้ นภาพ (MEPRO 21M ) ผา่ นจุดเลง็ สีแดง( RED DOT ) ไปยงั
เป้ าหมาย) กล่าวคือ ในตาแหน่งใดที่ลูกกระสุนเคลื่อนที่ต้งั แต่แนวเส้นเล็งข้ึนไปหรือเคล่ือนท่ีอยเู่ หนือ
แนวเส้นเลง็ คา่ ตวั เลขดงั กล่าวจะแสดงคา่ ระดบั ทางสูงท่ีมีคา่ เป็นบวก (+) เช่น ท่ีระยะ ๕๐ เมตร (วถิ ี
กระสุนเคลื่อนไต่ข้ึนทางสูง) ลูกกระสุนจะเคลื่อนท่ีโดยอยสู่ ูงจากแนวเส้นการเล็ง ๒.๐ ซม.[คา่ ระดบั
ทางสูงจะแสดงเป็นบวก(+)] , ท่ีระยะ ๒๐๐ เมตร (วถิ ีกระสุนเคลื่อนลงตามแรงดึงดูดของโลก) ลูก
กระสุนจะเคล่ือนที่โดยอยสู่ ูงจากแนวเส้นการเลง็ ๑๔.๗ ซม.[คา่ ระดบั ทางสูงจะแสดงเป็นบวก(+)], ท่ี
ระยะ ๓๐๐ เมตร (วถิ ีกระสุนเคล่ือนลงตามแรงดึงดูดของโลก) ลูกกระสุนจะเคล่ือนท่ีโดยตดั เส้นแนว
การเลง็ พอดี ๐ ซม.(ไม่มีค่าระดบั ทางสูง-ต่า) และตาแหน่งใดที่ลูกกระสุนเคลื่อนท่ีต้งั แตแ่ นวเส้นเลง็
ลงมา หรือเคล่ือนท่ีอยใู่ ตแ้ นวเส้นการเลง็ คา่ ตวั เลขดงั กล่าวจะแสดงค่าระดบั ทางต่าจะแสดงเป็นลบ (-)
แนวเส้น - ๓๐๑ -
สายตา เช่น ที่ระยะ ๒๕ เมตร (วถิ ีกระสุนเคลื่อนไต่ข้ึนทางสูง)ลูกกระสุนจะเคลื่อนที่โดยอยตู่ ่าจากแนวเส้น
แนวแกนลา การเล็ง ๓.๓ ซม. [คา่ ระดบั ทางต่าจะแสดงเป็นลบ( - )] , ท่ีระยะ ๓๒๕ เมตร (วถิ ีกระสุนเคลื่อนลง
กลอ้ ง ตามแรงดึงดูดของโลก) ลูกกระสุนจะเคลื่อนที่โดยอยตู่ ่าจากแนวเส้นการเลง็ ๗.๓ ซม.[คา่ ระดบั ทางต่า
แนวกระสุน จะแสดงเป็นลบ (- )], ที่ระยะ ๓๕๐ เมตร (วถิ ีกระสุนเคลื่อนลงตามแรงดึงดูดของโลก) ลูกกระสุนจะ
วถิ ี เคล่ือนที่โดยอยตู่ ่าจากแนวเส้นการเล็ง ๑๖.๔ ซม.[ค่าระดบั ทางต่าจะแสดงเป็นลบ( - )]
อธิบำยรูป ฉ – ๒๔ และ รูป ฉ - ๒๕
เป็นการแสดงภาพการเคลื่อนที่ของกระสุนแบบ เอม็ .๑๙๓ และ เอม็ .๘๕๕ ที่ใชย้ งิ ดว้ ย ปลย.
ทาโวร์ ขนาด ๕.๕๖ มม. แบบ ทาร์ ๒๑ ซ่ึงจะมีจุดท่ีแตกต่างกนั ตรงท่ีระยะในแนวระดบั ที่ลูกกระสุน
เมื่อเคลื่อนท่ีออกจากปากลากลอ้ งปื นแลว้ จะเคลื่อนที่วง่ิ ไปตดั เส้นการเล็งไมเ่ ทา่ กนั เช่น ถา้ ใชก้ ระสุน
แบบ เอม็ .๑๙๓ ลูกกระสุนจะเคล่ือนที่ไปตดั ท่ีเส้นการเลง็ ที่ระยะ ๔๒ เมตร และกระสุนแบบ
เอม็ .๘๕๕ ลูกกระสุนจะเคลื่อนที่ไปตดั ท่ีเส้นการเล็งที่ระยะ ๔๑ เมตร
เส้นกราฟในแนวเส้นต้งั (ดา้ นซา้ ย) คือ เส้นกราฟที่บ่งบอกระยะทางการเคล่ือนท่ีของลูก
กระสุนที่เคล่ือนที่ไปในอากาศ เมื่อลูกกระสุนเคล่ือนที่ออกจากปากลากลอ้ งปื นในแนวดิ่งโดยจะระบุ
มาตราระยะเป็นเซ็นติเมตร โดยจะมีเส้นในแนวนอนคือเส้นแนวการเล็งเป็นเส้นท่ีแบง่ เส้นในแนวต้งั
ออกเป็ น ๒ ส่วน
- ส่วนท่ีอยเู่ หนือเส้นแนวการเลง็ ข้ึนไปดา้ นบน จะแสดงค่าทางระยะในแนวด่ิงเป็น บวก
(+) เสมอ กล่าวคือ เคร่ืองหมายบวก(+) เป็นเพียงสัญลกั ษณ์ที่บ่งบอกใหท้ ราบวา่ ลูกกระสุนท่ีกาลงั
เคล่ือนที่อยใู่ นขณะน้นั อยเู่ หนือเส้นการเลง็ ปื นของพลยงิ เท่าน้นั
- ส่วนที่อยใู่ ตเ้ ส้นแนวการเลง็ ลงมาดา้ นล่าง จะแสดงค่าทางระยะในแนวดิ่งเป็ น ลบ(-)
เสมอ กล่าวคือ เครื่องหมายลบ(-) เป็นเพียงสัญลกั ษณ์ที่บ่งบอกใหท้ ราบวา่ ลูกกระสุนที่กาลงั เคล่ือนท่ี
อยใู่ นขณะน้นั อยใู่ ตเ้ ส้นการเล็งปื นของพลยงิ เท่าน้นั
เส้นแสดงแนวการเลง็ คือ เส้นกราฟในแนวเส้นนอน ที่พาดตวั อยบู่ นเส้นกราฟในแนวต้งั ซ่ึงมี
ค่าตวั เลขที่มีค่าเทา่ กบั ศนู ย(์ ๐ ) บนเส้นกราฟเส้นน้ีจะมีตวั เลขระบุอยบู่ นเส้นโดยเร่ิมค่าจาก ศนู ย(์ ๐)
ที่อยบู่ นเส้นกราฟในแนวต้งั ไปทางขวา จะแบง่ เป็นช่องๆ ละ ๕๐ เมตรไปจนถึงระยะ ๔๐๐ เมตร และ
๕๐๐ เมตร เส้นกราฟในแนวนอนน้ีจะแสดงคา่ เป็ น บวก(+) เสมอที่จะบ่งบอกวา่ ลูกกระสุนเม่ือถูกยงิ
ออกจากปากลากลอ้ งปื นไปแลว้ เคลื่อนท่ีมีระยะทางห่างจากปากลากลอ้ งปื นในแนวระดบั เป็น
ระยะทางเทา่ ไร
- ๓๐๒ -
ผนวก ช
การฝึ กยงิ ปื นด้วยกระสุนจริง
รายละเอียดในผนวกน้ีจะประกอบดว้ ยขอ้ มลู ท่ีจาเป็ นสาหรับครูฝึก/ผฝู้ ึก ในการจดั ระเบียบ
ภายในสนามยงิ ปื น, การดาเนินการฝึก และการเลือกสรรบุคคลและยทุ โธปกรณ์เพอ่ื ทาการฝึกยงิ ปื น
ดว้ ยกระสุนจริง นอกจากน้ียงั มีขอ้ มลู เก่ียวกบั วตั ถุประสงค,์ ความตอ้ งการ และรายการหวั ขอ้ บรรยาย
สรุปน้ีแจง้ ก่อนทาการฝึกอีกดว้ ย
ตอนที่ ๑
สนามฝึ กยงิ จัดกล่มุ กระสุน
ในตอนที่ ๑ น้ี จะมีรายละเอียดสาหรับเป็ นแนวทางให้ครูฝึ ก/ผฝู้ ึก ดาเนินการยงิ จดั กลุ่ม
กระสุน ซ่ึงประกอบดว้ ย การจดั การฝึก, การดาเนินการฝึ ก, การวเิ คราะห์กลุ่มกระสุนและขนาดของ
กลุ่มกระสุน
ช-๑ การดาเนินการฝึ ก
การฝึกข้นั พ้ืนฐานน้ีจะใชใ้ น ๒ กรณี คือ การฝึกเบ้ืองตน้ สาหรับทหารใหมแ่ ละการฝึก
ทบทวนภายในหน่วย ท้งั น้ีข้ึนอยกู่ บั จานวนกระสุนและขีดความสามารถในการยงิ ปื นของทหาร
น้นั เอง
ในข้นั ตน้ ครูฝึกจะอธิบายใหท้ หารเขา้ ใจถึงจุดประสงคข์ องการยงิ จดั กลุ่มกระสุน ซ่ึงมุง่ เนน้
ถึง การประหยดั กระสุน และการใชก้ ระสุนอยา่ งคุม้ คา่
การยงิ แต่ละนดั น้นั ใหท้ หารใชต้ าบลเลง็ และภาพการเลง็ เดียวเท่าน้นั ( การเลง็ ก่ึงกลาง
เป้ าหมาย) ความมุง่ หมายก็คือ ตอ้ งการใหท้ หารยงิ ใหไ้ ดก้ ลุ่มกระสุนท่ีเล็กและแน่น จากน้นั จึงคอ่ ย
ดาเนินการยา้ ยกลุ่มกระสุนไปยงั ตาบลที่ตอ้ งการ (ในข้นั แรกตอ้ งการกลุ่มเลก็ และแน่นส่วนตาบลใด
น้นั ยงั ไม่สาคญั ) กลุ่มกระสุนทุก ๓ นดั จะตอ้ งถูกลากเชื่อมต่อกนั แลว้ เขียนหมายเลขกากบั เอาไว้
ทา่ ยงิ ท่ีนิยมใชใ้ นการฝึกเบ้ืองตน้ กค็ ือ ทา่ ยงิ ที่ใชเ้ ครื่องหนุนรองจากหลุมบุคคล หรือท่านอน
ยงิ ที่มีเคร่ืองหนุนรอง เมื่อทหารไดม้ ีทกั ษะและความคุน้ เคยแลว้ ครูฝึกอาจเปลี่ยนใหท้ หารใชท้ ่านอน
ยงิ ไม่มีเคร่ืองหนุนรอง เพอื่ ทาการยงิ จดั กลุ่มกไ็ ด้ ตวั อยา่ งเช่น ถา้ ในการฝึกคร้ังหน่ึงมีกระสุน ๒๗ นดั
ต่อทหาร ๑ นาย สาหรับยงิ จดั กลุ่ม, ครูฝึกอาจใหใ้ ชท้ ่ายงิ มีเครื่องหนุนรองจานวน ๑๘ นดั และท่ีเหลือ
อีก ๙ นดั เป็นท่ายงิ โดยไมใ่ ชเ้ คร่ืองหนุนรองแตถ่ า้ ทหารยิงไปแลว้ ๑๘ นดั ผลการยงิ ยงั ดีไมพ่ อ ก็ควร
จะตอ้ งใชอ้ ีก ๙ นดั ท่ีเหลือในทา่ เดิม
ก. การจัดภายในสนามฝึ กยงิ ปื น
การจดั การฝึกคร้ังหน่ึงควรใชก้ บั หน่วยทหารระดบั กองร้อย และสนามฝึกยงิ ปื นระยะ ๒๕
เมตร จานวน ๑ สนาม ประกอบดว้ ยจุดยงิ ประมาณ ๑๑๐ จุด ผฝู้ ึกจะแบ่งกาลงั พลออกเป็ น ๒ ผลดั
ผลดั แรกทาการยงิ ในขณะท่ีผลดั สองทาหนา้ ที่คู่ฝึก สาหรับช่องยงิ ๑๐ ช่อง จดั ไวเ้ ป็ นอะไหล่สาหรับ
- ๓๐๓ -
การฝึกแกไ้ ขขอ้ บกพร่องแต่ถา้ ใชส้ นามฝึกยงิ ปื นที่มีขนาดเลก็ กวา่ ก็อาจแบง่ ทหารออกเป็น ๓ ผลดั
หรือมากกวา่ น้นั
ในสนามฝึกยงิ ปื นระยะ ๒๕ เมตรน้นั ควรมีหลุมบุคคลและกระสอบทรายอยทู่ ี่แต่ละจุดยงิ
เพอ่ื ความสะดวกในการใชง้ าน ( ดูรูปที่ ช-๑ )
รูปที่ ช-๑ สนามฝึ กยงิ ปื นระยะ ๒๕ เมตร
นอกจากน้นั แลว้ ยงั มีหอสูงสาหรับควบคุมและสงั เกตการณ์การฝึกแต่ไมใ่ ช่ที่อยสู่ าหรับผฝู้ ึก
หรือครูฝึกเพราะผฝู้ ึกและครูฝึกจะตอ้ งอยทู่ ่ีแนวยงิ หรือบริเวณใกลเ้ คียงกบั ผรู้ ับการฝึกใหม้ ากที่สุด
และก่อนเร่ิมการฝึกยงิ ปื นดว้ ยกระสุนจริงทุกคร้ัง ผรู้ ับการฝึกจะตอ้ งไดร้ ับฟังคาช้ีแจงเกี่ยวกบั ระเบียบ
รักษาความปลอดภยั และทุกคนตอ้ งสวมใส่เคร่ืองป้ องกนั เสียง
หอควบคุมจะอยยู่ า่ นกลางของสนามยงิ ปื นดา้ นหลงั แนวยงิ และผทู้ ่ีอยบู่ นหอจะตอ้ งสามารถ
มองเห็นไดค้ รอบคลุมตลอดทว่ั สนามยงิ ปื นโดยไม่มีจุดอบั สายตาไมว่ า่ จะเป็นดา้ นหลงั แนวยงิ หรือ
แนวเป้ า คาสง่ั ในการปฏิบตั ิต่างๆจะถูกส่งั การจากดา้ นบนหอควบคุม และทุกคนในสนามยงิ ปื น
จะตอ้ งปฏิบตั ิตามอยา่ งเคร่งครัด มีขอ้ ยกเวน้ ประการเดียวคือ ถา้ เกิดมีการปฏิบตั ิหรือเกิดเหตุที่อาจ
นาไปสู่ความไม่ปลอดภยั , ทหารคนแรกที่เห็นเหตุการณ์สามารถตะโกนสั่ง “หยดุ ยงิ ” ไดท้ นั ที
ข. การดาเนินการฝึ ก
ครูฝึกและผฝู้ ึก ตอ้ งมีความเขา้ ใจในวธิ ีวเิ คราะห์กลุ่มกระสุนไดเ้ ป็นอยา่ งดี
๑) การทาเครื่องหมายกลุ่มกระสุน เพอื่ ใหเ้ กิดประโยชน์สูงสุดจากการฝึกยงิ จดั กลุ่ม
กระสุน จะตอ้ งมีการทาเครื่องหมายกากบั กลุ่มกระสุนแตล่ ะกลุ่มไวเ้ พอื่ สังเกตผลการยงิ ( รูปที่ ช-๒ ก,
- ๓๐๔ -
ข, ค และ ง ตามลาดบั ) ใหท้ หารลากเส้นเชื่อมต่อรอยกระสุนท้งั ๓ นดั ไว้ แลว้ เขียนกากบั ไวใ้ กล้ ๆ
จากน้นั ใหใ้ ชด้ ินสอหรือปากกาทาเคร่ืองหมายประมาณก่ึงกลางของกลุ่มกระสุนดว้ ยเครื่องหมาย
( ในรูปที่ ช-๓ ก, ข, ค, ง และ จ ตามลาดบั จะแสดงให้เห็นกลุ่มกระสุนในลกั ษณะตา่ ง ๆ )
รูปที่ ช-๒ (ก) รอยกลุ่มกระสุนบนแผ่นเป้ า
กล่มุ กระสุน
รูปท่ี ช-๒ (ข) การลากเส้นเชื่อมต่อระหว่างรอย
1
รูปท่ี ช-๒ (ค) เขยี นหมายเลขของกล่มุ กระสุนไว้ใกล้ๆ
- ๓๐๕ -
1
รูปที่ ช- ๒ (ง)ทาเคร่ืองหมายกากบาทบริเวณจุดกง่ึ กลางรูปสามเหลย่ี ม
ก
รูปที่ ช-๓ ( ก )กง่ึ กลางของกล่มุ กระสุนลกั ษณะต่าง ๆ(สามเหลย่ี มค่อนข้างกว้าง)
ข
รูปที่ ช-๓ ( ข )กงึ่ กลางของกล่มุ กระสุนลกั ษณะต่าง ๆ(สามเหลยี่ มค่อนข้างแคบ)
- ๓๐๖ -
ค
รูปท่ี ช-๓ ( ค )กง่ึ กลางของกลุ่มกระสุนลกั ษณะต่าง ๆ(สามเหลย่ี มแคบจนเป็ นเส้นตรง)
ง
รูปท่ี ช-๓ ( ง )กงึ่ กลางของกล่มุ กระสุนลกั ษณะต่าง ๆ (สามเหลย่ี มแหลมขนึ้ ด้านขวา)
จ
รูปท่ี ช-๓ ( จ )กง่ึ กลางของกลุ่มกระสุนลกั ษณะต่าง ๆ (สามเหลย่ี มแหลมชี้ลงด้านซ้าย)
- ๓๐๗ -
๒) การทาเคร่ืองหมาย เครื่องหมาย จะหมายถึงยา่ นกลางหรือก่ึงกลางของรอย
กระสุนท้งั ๓ นดั ถา้ ๒ รอยใน ๓ รอยน้นั อยใู่ กลก้ นั และอีก ๑ รอยอยแู่ ยกห่างออกไปใหท้ หารทา
เครื่องหมาย ใกลก้ ลุ่ม ๒ นดั วธิ ีการน้ีไมใ่ ช่วธิ ีท่ีเท่ียงตรงแน่นอนนกั แตส่ ามารถนาไปใชใ้ นการ
วเิ คราะห์กลุ่มกระสุนได้ รอยกระสุนท้งั ๓ นดั จะยนื ยนั ความผนั แปรของปื น, กระสุนและผยู้ งิ ไดเ้ ป็น
อยา่ งดี กลุ่มกระสุน ๓ นดั ๑ กลุ่มแสดงใหเ้ ห็นถึงสิ่งต่าง ๆ ดงั กล่าว และถา้ ยงิ หลาย ๆ คร้ังไดก้ ลุ่ม
กระสุนหลาย ๆ กลุ่ม ก็จะยง่ิ แสดงใหเ้ ห็นถึงความผนั แปรของผยู้ งิ ไดม้ ากข้ึน ( รูปที่ ช-๔ ก และ ข
แสดงใหเ้ ห็นถึงการทาเคร่ืองหมายกลุ่มกระสุน ๓ กลุ่ม และการประมาณหายา่ นกลางของกลุ่ม )
1
3
2
รูปท่ี ช – ๔ (ก)การหารูปสามเหลยี่ มจากกระสุน ๙ นัด
รูปที่ ช-๔ ( ข )
ภาพขยายย่านกลางของรอยกระสุน ๙ นัดทน่ี าไปสู่การปรับปื น
- ๓๐๘ -
๓) การกาหนดจุดกง่ึ กลางของกล่มุ กระสุน จุดก่ึงกลางของรอยกระสุนท้งั ๙ นดั น้นั เรา
สามารถคน้ พบไดจ้ ากการพจิ ารณาเอาเคร่ืองหมาย เป็ นรอยกระสุน ๑ นดั ถา้ หากขณะทาการยงิ
ทหารไดใ้ ชต้ าบลเล็งเดียวกนั ทุกนดั แลว้ ไดผ้ ลการยงิ เช่นน้ีกแ็ สดงวา่ ทหารมีขอ้ บกพร่องหรือศูนยป์ ื นมี
ขอ้ บกพร่อง อยา่ งใดอยา่ งหน่ึง
๔) การวเิ คราะห์กล่มุ กระสุน การวเิ คราะห์กลุ่มกระสุนน้นั เร่ิมตน้ โดย ครูฝึก/ผฝู้ ึก เฝ้ า
สังเกตทหาร ขณะทาการยงิ เพือ่ ที่จะคน้ หาขอ้ บกพร่องของทหารและนาไปแกไ้ ขในการยงิ ปื นชุด
ตอ่ ไป รูปเป้ าท่ีแสดงไวใ้ นรูปที่ ช-๕ (ก, ข และ ค ) แสดงใหเ้ ห็นถึงการใชก้ ระสุนที่มีคุณภาพดีสาหรับ
การแขง่ ขนั ทาการยงิ ซ่ึงไดร้ อยกระสุนท้งั ๓ นดั เกือบจะเป็นรอยเดียวกนั แทบจะหาขอ้ บกพร่อง
ไม่ไดเ้ ลย แตเ่ มื่อใชก้ ระสุนที่มีใชใ้ นราชการทหาร เราจะเห็นอาการกระจายเพิม่ มากข้ึนซ่ึงมิใช่
ขอ้ บกพร่องของทหารผทู้ าการยงิ
แบบที่ ๑
รูปท่ี ช-๕ (ก)
- ๓๐๙ -
แบบท่ี ๒
รูปที่ ช-๕ (ข)
แบบที่ ๓
รูปที่ ช-๕ (ค)
หมายเหตุ : กล่มุ กระสุนในรูปที่ ช – ๕ (ก, ข และ ค ) เกดิ จากการยงิ ด้วยกระสุนของ
นักยงิ ปื นแข่งขนั
- ๓๑๐ -
รูปเป้ าท่ีแสดงไวใ้ นรูปที่ ช-๖ (ก, ข และ ค)แสดงใหเ้ ห็นถึงผลการยงิ โดยใชก้ ระสุนใน
ราชการทหารโดยทหารผทู้ ่ีทาการยงิ เป็นผมู้ ีคุณวฒุ ิในการยงิ อยใู่ นเกณฑด์ ีมาก ซ่ึงจะสามารถทาการยงิ
เป้ าหมายในสนามรบไดท้ ุกระยะภายในระยะ ๓๐๐ เมตร ถึงแมว้ า่ กลุ่มกระสุนจะใหญ่กวา่ ในรูปท่ี
ช-๕ แต่ครูฝึกก็สามารถปลูกฝังความเชื่อมนั่ ในอาวธุ ปื นประจาการของทหารแต่ละคนได้
แบบที่ ๑
รูปท่ี ช-๖ (ก)
- ๓๑๑ -
แบบที่ ๒
รูปที่ ช-๖ (ข)
แบบท่ี ๓
รูปที่ ช-๖ (ค)
หมายเหตุ : กลุ่มกระสุนในรูปท่ี ช – ๖ (ก, ข และ ค) เกิดจากการยงิ ดว้ ย
กระสุนในราชการทหารท่ีทหารเป็ นผทู้ าการยงิ
- ๓๑๒ -
๕) ขนาดของกลุ่มกระสุน ปัจจยั สาคญั ประการหน่ึงในการวเิ คราะห์กลุ่มกระสุนกค็ ือ
ขนาดของกลุ่มกระสุนนนั่ เอง ในรูปท่ี ช-๗(ก, ข และ ค) และ รูปที่ ช-๘ (ก, ข และ ค)แสดงใหเ้ ห็นถึง
ลกั ษณะของกลุ่มกระสุนที่ใกลเ้ คียงกบั ความเป็นจริง วงกลมในรูปท่ี ช-๘ จนถึง ช-๑๑ จะมีขนาดเส้น
ผา่ นศูนยก์ ลางประมาณ ๔ ซม. และแตล่ ะช่องตารางจะมีขนาดประมาณ ๑.๐ ซม. ในรูปที่ ช-๗ กลุ่ม
กระสุนท่ีมีขนาดประมาณ ๒ ซม. ( ประมาณ ๓ ช่องตาราง ) แสดงใหเ้ ห็นวา่ ผยู้ งิ แทบจะไมม่ ี
ขอ้ บกพร่องเลย
แบบที่ ๑
รูปท่ี ช-๗ (ก)
- ๓๑๓ -
แบบท๒่ี
รูปที่ ช-๗ (ข)
แบบท๓ี่
รูปที่ ช-๗ (ค)
หมายเหตุ : กลุ่มกระสุนในรูปที่ ช – ๗ ( ก, ข และ ค) แสดงใหเ้ ห็นถึงการยงิ โดยใช้
หลกั การเบ้ืองตน้ ๔ ประการของการยงิ ปื นไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
- ๓๑๔ -
ก) กล่มุ กระสุนทมี่ ขี นาดประมาณ ๓ ซม. รูปเป้ าท่ีแสดงในรูปท่ี ช-๘ ( ก, ข และ ค )
แสดงใหเ้ ห็นถึงผลการยงิ ที่ยอมรับไดข้ องผยู้ งิ แต่น่าจะมีขอ้ บกพร่องบางประการเก่ียวกบั ปื น กลุ่ม
กระสุนขนาด ๓ ซม. ยงั สามารถช้ีชดั ถึงขอ้ บกพร่องของผยู้ ิงได้ แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามครูฝึกควรใหท้ าการ
ยงิ ทดสอบใหมโ่ ดยยงั ไม่เปล่ียนศนู ยป์ ื น เพอ่ื ใหม้ น่ั ใจวา่ ขอ้ บกพร่องน้นั เกิดจากปื น
แบบที่ ๑
รูปท่ี ช- ๘ (ก)
- ๓๑๕ -
แบบที่ ๒
รูปท่ี ช - ๘ (ข)
แบบที่ ๓
รูปท่ี ช – ๘ (ค)
หมายเหตุ : กลุ่มกระสุนในรูปท่ี ช – ๘ (ก, ข และ ค ) แสดงใหเ้ ห็นถึงความสามารถ
ของผยู้ งิ แต่ปื นมีขอ้ บกพร่อง
- ๓๑๖ -
ข) กลุ่มกระสุนทมี่ ขี นาดประมาณ ๔ ซม. กลุ่มกระสุน ๓ กลุ่ม ในรูปท่ี ช-๙ มีขนาด
ประมาณ ๔ ซม. ( ๖ ช่องตารางในแผน่ เป้ า ) ไดแ้ สดงบางส่ิงบางอยา่ งที่เป็นขอ้ บกพร่องของผยู้ งิ
ผยู้ งิ ควรตรวจสอบการจดั ทา่ ยงิ ของตนใหถ้ ูกตอ้ งและเหมาะสม การเลง็ ตอ้ งใชส้ ายตาเพง่ ท่ี
ยอดศูนยห์ นา้ ( ซ่ึงวางอยทู่ ี่ก่ึงกลางเป้ าหมาย ) ตรวจสอบดูวา่ ไดบ้ งั คบั ลมหายใจในขณะเหน่ียวไก
และเหน่ียวไกถูกตอ้ งตามวธิ ีการหรือไม่
การทาการยงิ อีกหลาย ๆ ชุด จะทาใหค้ น้ พบขอ้ บกพร่องไดง้ ่ายข้ึน ถา้ กลุ่มกระสุนมีอาการ
กระจายในทางด่ิงมากกวา่ ทางระดบั นน่ั แสดงวา่ การจดั ภาพการเลง็ มีการเปลี่ยนแปลงทางด่ิงมาก
เกินไป แตถ่ า้ ทหารไดใ้ ชก้ ารเพง่ มองท่ีปลายยอดศนู ยห์ นา้ แลว้ การผดิ พลาดในแนวดิ่งจะนอ้ ยมาก ซ่ึง
อาจตรวจไม่พบเลย รอยกระสุนหน่ึงรอยในกลุ่มที่แตกแยกออกมาน่าจะแสดงใหเ้ ห็นการกระชากไก
ปื น หรือลน่ั ปื นออกไปในขณะท่ียงั จดั ภาพการเลง็ ไม่ไดท้ ี่
หมายเหตุ : ตาบลของกลุ่มกระสุนอยบู่ ริเวณใดของเป้ าน้นั ไม่สาคญั สาหรับการยงิ จดั กลุ่ม
กระสุนน้ี ขอใหค้ รูฝึกเพง่ เลง็ ถึงขนาดของกลุ่มและสงั เกตดูวา่ กลุ่มกระสุนท้งั หมดน้นั อยใู่ นบริเวณ
ใกลเ้ คียงกนั หรือไม่
แบบท่ี ๑
รูปท่ี ช - ๙ (ก)
- ๓๑๗ -
แบบที่ ๒
รูปท่ี ช - ๙ (ข)
แบบท่ี ๓
รูปที่ ช - ๙ (ค)
หมายเหตุ : กลุ่มกระสุนในรูปที่ ช – ๙ ( ก, ข และ ค) แสดงใหเ้ ห็นถึงการเหน่ียวไกไม่ถูก
วธิ ี
- ๓๑๘ -
ค) กลุ่มกระสุนทม่ี ีขนาด ๖ ซม.หรือใหญ่กว่า กลุ่มกระสุนท้งั ๓ กลุ่ม ในรูปท่ี ช-๑๐
(ก, ข และ ค ) น้นั ง่ายกวา่ การวเิ คราะห์มาก เพราะแสดงใหเ้ ห็นถึงความบกพร่องของผยู้ งิ ไดช้ ดั เจน –
การเหน่ียวไกไม่ถูกวธิ ีน้นั คือสาเหตุสาคญั กลุ่มกระสุนที่มีขนาด ๖ ซม. หรือใหญ่กวา่ (ประมาณ ๙
ช่องตารางในแผน่ เป้ า ) เกิดจากสาเหตุสาคญั อีกประการหน่ึง คือ การกระตุกหวั ไหล่สู้แรงถอยของปื น
ก่อนการลนั่ ดงั น้นั ครูฝึกจะตอ้ งพยายามใชว้ ธิ ีการบรรจุกระสุนจริงสลบั กบั กระสุนหดั บรรจุเพ่อื แกไ้ ข
ขอ้ บกพร่องน้ี การแกไ้ ขขอ้ บกพร่องน้ีตอ้ งใชก้ ารฝึกหดั ยงิ แหง้ เขา้ ช่วย
แบบท่ี ๑
รูปที่ ช - ๑๐ (ก)
- ๓๑๙ -
แบบท่ี ๒
รูปท่ี ช – ๑๐ (ข)
แบบที่ ๓
รูปที่ ช – ๑๐ (ค)
หมายเหตุ : กลุ่มกระสุนในรูปที่ ช – ๑๐ (ก, ข และ ค ) แสดงใหเ้ ห็นถึงขอ้ บกพร่องของผยู้ งิ
- ๓๒๐ -
ช-๒ ตวั อย่างการวเิ คราะห์กลุ่มกระสุนและการปรับศูนย์
ตวั อย่างที่ ๑ กลุ่มกระสุนในรูปท่ี ช-๑๑ แสดงใหเ้ ห็นถึงกลุ่มกระสุนที่ยอมรับได้ กล่าวคือ มี
ขนาด ๔ ซม. หรือนอ้ ยกวา่ และอยใู่ นบริเวณเดียวกนั การปรับศูนยท์ ี่น่าจะกระทาคือ ปรับซา้ ย ๔ คล๊ิก
และปรับลงล่าง ๖ คลิ๊ก เมื่อทาการปรับแลว้ ใหบ้ นั ทึกขอ้ มูลการปรับลงแผน่ เป้ า และเกบ็ ไวเ้ ป็น
หลกั ฐาน
รูปที่ ช-๑๑ กล่มุ กระสุนทีเ่ ลก็ และอยู่ในบริเวณเดยี วกัน
- ๓๒๑ -
ตวั อย่างท่ี ๒ กลุ่มกระสุนในรูปท่ี ช-๑๒ แสดงใหเ้ ห็นวา่ ผยู้ งิ ไดห้ ลกั การข้นั พ้ืนฐานไดอ้ ยา่ ง
ถูกตอ้ ง ในแตล่ ะชุดท่ีทาการยงิ แต่ทหารผยู้ งิ น้นั น่าจะไมไ่ ดใ้ ชภ้ าพการเล็งและตาบลเล็งอยา่ งเดียวกนั
ตลอดทุกคร้ัง ครูฝึกจะตอ้ งแกไ้ ขเร่ืองการเลง็ และการจดั ท่ายงิ ใหม้ นั่ คงในกรณีน้ีไม่อาจใหท้ หารปรับ
ศนู ยไ์ ด้ คงตอ้ งใชก้ ารยงิ ดว้ ยหลกั ฐานของศนู ยเ์ ดิม
รูปท่ี ช-๑๒ กล่มุ กระสุนทย่ี อมรับได้แต่อยู่คนละบริเวณ
- ๓๒๒ -
ตัวอย่างที่ ๓ กลุ่มกระสุนในรูป ช-๑๓ แสดงใหเ้ ห็นถึงความคงที่ในการใชภ้ าพการเล็ง แต่
ทหารผยู้ งิ น่าจะออกแรงกระตุกหวั ไหล่ก่อน เพื่อรับแรงถอยของปื น ( เหน่ียวไกไม่ถูกวธิ ี ) หรืออาจจะ
ใชท้ า่ ยงิ ที่ไมเ่ หมาะสม
รูปท่ี ช-๑๓ กล่มุ กระสุนไม่ดีและแต่ละนัดอย่กู ระจัดกระจาย
- ๓๒๓ -
ตวั อย่างที่ ๔ กลุ่มกระสุนในรูป ช-๑๔ แสดงใหเ้ ห็นถึงขนาดของกลุ่มกระสุนที่ใชไ้ มไ่ ดแ้ ละ
อยกู่ ระจดั กระจายคนละบริเวณ ครูฝึกจะตอ้ งตรวจสอบการใชห้ ลกั การพ้นื ฐาน ๔ ประการใหม่
รูปที่ ช-๑๔ กล่มุ กระสุนไม่ดีและแต่ละกล่มุ อยู่กระจายกนั
- ๓๒๔ -
ตัวอย่างท่ี ๕ กลุ่มกระสุนในรูป ช-๑๕ เม่ือพจิ ารณาโดยรวมท้งั ๙ นดั จะเห็นวา่ อยใู่ นแนวด่ิง
แต่มีอาการกระจายมากเกินไป นน่ั แสดงวา่ ทหารผยู้ งิ ไมใ่ ชก้ ารเลง็ ที่ก่ึงกลางเป้ าหมายหรือยงั ไม่เขา้ ใจ
ในวธิ ีการเล็งแบบน้ี ครูก็ตอ้ งทบทวนหลกั การเลง็ และหลกั ฐานอ่ืนประกอบกนั
รูปท่ี ช-๑๕
กลุ่มกระสุนมีขนาดเลก็ แต่มีอาการกระจายทางด่ิง ส่วนทางระดบั อยู่ในเกณฑ์ยอมรับได้
- ๓๒๕ -
ตวั อย่างที่ ๖ กลุ่มกระสุนในรูป ช-๑๖ เป็นกลุ่มที่ใชไ้ ด้ เสียแต่วา่ แต่ละกลุ่มอยหู่ ่างกนั ใน
แนวด่ิง แสดงวา่ ทหารเปลี่ยนตาบลเลง็ ในแต่ละชุดของการยงิ ครูฝึกตอ้ งอธิบายใหท้ หารเขา้ ใจถึงความ
คงท่ีในการใชภ้ าพการเลง็
รูปที่ ช-๑๖ กลุ่มกระสุนดี ; แต่มีอาการกระจายทางด่ิง
- ๓๒๖ -
ตัวอย่างท่ี ๗ กลุ่มกระสุนในรูปที่ ช-๑๗ เป็นกลุ่มที่ใชไ้ ม่ได้ ครูฝึกจะตอ้ งใหท้ หารปรับศนู ย์
เพื่อยา้ ยกลุ่มกระสุนเขา้ มาในยา่ นกลางของเป้ า เพราะอยชู่ ิดขอบของเป้ ามากเกินไป กรณีเช่นน้ีครูฝึ ก
ควรใหท้ หารปรับศูนยม์ าทางซา้ ย ๕ คล๊ิก และข้ึนบน ๕ คล๊ิก
รูปท่ี ช-๑๗ กล่มุ กระสุนไม่ดี และอยู่ชิดขอบเป้ า
- ๓๒๗ -
ตวั อย่างที่ ๘ กลุ่มกระสุนในรูปท่ี ช-๑๘ แสดงใหเ้ ห็นถึงการยงิ ที่ไมถ่ ูกตอ้ งตามหลกั การ
สาเหตุสาคญั น่าจะเป็นการกระตุกไก แตค่ รูฝึกควรตรวจสอบหลกั การพ้นื ฐานทุกขอ้
รูปที่ ช-๑๘ กลุ่มกระสุนไม่ดี แสดงถงึ การกระตุกไก
หมายเหตุ : เม่ือครบ ๙ นัด แล้วให้เปล่ียนเป้ า แต่ทหารจะต้องเก็บรักษาเป้ าไวเ้ พ่ือเป็ น
หลกั ฐาน, หดั วเิ คราะห์ดว้ ยตนเอง, และหดั ปรับศนู ย์
- ๓๒๘ -
ตอนที่ ๒
สนามยงิ ปรับศูนย์
ในตอนที่ ๒ น้ี ประกอบดว้ ยแนวทางการปฏิบตั ิสาหรับครูฝึก/ผฝู้ ึก ในการปฏิบตั ิการฝึ กใน
สนามยงิ ปรับศูนย์ ซ่ึงมีข้นั ตอนของการจดั สนาม, การปฏิบตั ิของเจา้ หนา้ ท่ีในสนาม และการ
ดาเนินการฝึ ก
ช-๓ การดาเนินการฝึ กในสนามยงิ ปรับศูนย์ระยะ ๒๕ เมตร
เมื่อใดกต็ ามท่ีทหารสามารถยงิ ปื นไดก้ ลุ่มกระสุนที่ดีและอยใู่ นบริเวณเดียวกนั ท่ีเป้ าระยะ
๒๕ เมตรแลว้ เม่ือทหารน้นั ก็จะพร้อมทาการฝึกยงิ ปรับศนู ยต์ อ่ ไป
ใหท้ หารเร่ิมทาการยงิ ชุดแรกดว้ ยกระสุน ๓ นดั เพื่อทากลุ่มกระสุนในระยะ ๒๕ เมตร
จากน้นั หยดุ ยงิ แลว้ ใหท้ หารเดินไปท่ีแนวเป้ าเพ่ือตรวจดูกลุ่มกระสุน ทหารจะตอ้ งลากเส้นเชื่อมต่อ
รอยกระสุนน้นั อยใู่ นบริเวณที่น่าพอใจ กย็ งั ไมต่ อ้ งปรับศูนย์
จากน้นั ทหารกลบั มาท่ีแนวยงิ และทาการยงิ ชุดที่ ๒ อีก ๓ นดั แลว้ ปฏิบตั ิเช่นเดิมแตท่ า
เคร่ืองหมายที่กลุ่มกระสุนดว้ ยหมายเลข ๒ ในคร้ังน้ีครูฝึกจะช่วยวเิ คราะห์กลุ่มกระสุนวา่ ตอ้ งการปรับ
ศูนยห์ รือไม่ กลุ่มกระสุนท่ี ๒ น้ี ควรจะอยใู่ นบริเวณเดียวกบั กลุ่มแรก และมีขนาดไม่เกิน ๔ ซม.
ทหารจะตอ้ งบนั ทึกขอ้ มูลการปรับศูนยท์ ุกคร้ังไวท้ ี่เป้ า เพือ่ ประโยชน์ในการทบทวนเปรียบเทียบการ
ยงิ ในชุดก่อน ๆ รวมท้งั การจดั กลุ่มกระสุนดว้ ย
เมื่อปรับศูนยแ์ ลว้ ใหท้ หารทาการยงิ อีกประมาณ ๒ ชุด ๆ ละ ๓ นดั เพื่อมน่ั ใจวา่ การปรับ
ศนู ยน์ ้นั ถูกตอ้ ง กลุ่มกระสุนจะตอ้ งอยภู่ ายในวงกลมท่ีกลางเป้ า เมื่อไดก้ ลุ่มกระสุนและตาบลของกลุ่ม
เป็นท่ีน่าพอใจแลว้ จึงออกจากแนวยงิ
แนวทางปฏบิ ัตไิ ด้ดงั นี้ :
ใชศ้ ูนยก์ ลอ้ งเลง็ สะทอ้ นภาพ MEPRO 21M หรือ ศนู ยเ์ ลง็ สารอง ทาการยงิ โดยใชห้ ลกั การ
พ้ืนฐานการยงิ ปื น ๔ ประการ ประกอบกบั การใชต้ าบลเล็งเดียวตลอดการยงิ ๒ ชุดแรก ( ตวั อยา่ งภาพ
การเลง็ ตามรูปท่ี ช-๑๙ ก, ข, ค และ ง ) จานวนกระสุนที่ใชใ้ น ๒ ชุดแรก ชุดละ ๓ นดั ตามรูป ช-๒๐
เมื่อทหารทาการยงิ แลว้ ใหล้ ากเส้นเชื่อมต่อรอยกระสุนแต่ละกลุ่มแลว้ ทาเคร่ืองหมายไว้ จากขอ้ มลู
ของกลุ่มกระสุน ๒ กลุ่มน้ี
- ๓๒๙ -
รูปที่ ช-๑๙ (ก)
การเลง็ ทถี่ ูกต้องของกล้องเลง็ สะท้อนภาพ MEPRO 21M
รูปท่ี ช-๑๙ (ข)
การเลง็ ทถี่ ูกต้องของกล้องเล็งสะท้อนภาพ MEPRO 21M
- ๓๓๐ -
รูปท่ี ช-๑๙ (ค)การเลง็ ทถ่ี ูกต้องของศูนย์เลง็ สารอง
รูปที่ ช-๑๙ (ง)
การเลง็ ทถ่ี ูกต้องของศูนย์เลง็ สารอง
- ๓๓๑ -
รูปท่ี ช-๒๐ ผลการยงิ เร่ิมต้น กล่มุ กระสุน ๒ กล่มุ แรก
- ๓๓๒ -
หลงั จากท่ีทาการปรับศูนยอ์ ยา่ งถูกตอ้ งแลว้ ใหท้ หารทาการยงิ อีก ๒ ชุด ๆ ละ ๓ นดั เพื่อทา
กลุ่มกระสุนอีก ๒ กลุ่ม เพอื่ ความมนั่ ใจวา่ การปรับศูนยน์ ้นั ทาใหก้ ลุ่มกระสุนถูกยา้ ยเขา้ ไปอยใู่ น
วงกลมกลางเป้ าหมาย ซ่ึงมีเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง ๔ ซม. ( รูปที่ ช-๒๑ )
รูปที่ ช-๒๑ กล่มุ กระสุน ๒ กล่มุ สุดท้าย
- ๓๓๓ -
ตอนที่ ๓
การยงิ ปื นในสนามทราบระยะ โดยใช้เป้ าแสดงผล
การฝึกยงิ ปื นโดยใชเ้ ป้ าแสดงผลน้ี จะใหข้ อ้ มูลเก่ียวกบั ส่ิงต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึนบนแผน่ เป้ าในระยะ
ท่ีทาการยงิ จากระยะ ๒๕ เมตร จนถึงสนามทราบระยะ การท่ีทหารไดม้ ีโอกาสรู้ถึงตาแหน่งที่แทจ้ ริง
ของกระสุนบนแผน่ เป้ าในระยะที่ทาการยงิ น้นั จะทาใหท้ หารที่ยงิ ปื นไม่ไดผ้ ลดีสามารถแกไ้ ข
ปรับปรุงการยงิ ของตนได้ ( โดยการช่วยเหลือของครูฝึก/ผฝู้ ึก ) และทหารท่ียงิ ปื นไดผ้ ลดีกจ็ ะพฒั นา
ทกั ษะของตนไดด้ ียง่ิ ข้ึน คือ สามารถทากลุ่มกระสุนที่กลางเป้ าได้ การฝึกยงิ ปื นในข้นั น้ีเป็นข้นั ตอนท่ี
ตอ้ งกระทาก่อนที่จะเขา้ ไปฝึ กยงิ เป้ าหุ่นอตั โนมตั ิ
รูปที่ ช-๒๒ กล่มุ กระสุนจากการยงิ เร่ิมแรก
- ๓๓๔ -
รูปที่ ช-๒๓ กลุ่มกระสุนจากการยงิ คร้ังสุดท้าย
หมายเหตุ : การใชเ้ ครื่องมือ และการปรับศนู ย์ ใหด้ ูใน ผนวก ฉ ขอ้ มูลสาหรับการยงิ
ประณีต
- ๓๓๕ -
ช-๔ การดาเนินการฝึ ก
แผน่ กระดาษเป้ าที่ใชใ้ นการฝึก คือ เป้ าระยะ ๗๕ เมตร, ๑๗๕ เมตร และ ๓๐๐ เมตร โดยจะ
ทาการยงิ จดั กลุ่มกระสุนไปตามลาดบั จากระยะ ๗๕ เมตร, ๑๗๕ เมตร และ ๓๐๐ เมตร ท่ายงิ ท่ีใชใ้ น
การฝึกน้นั มีเพยี ง ๒ ท่า คือ ท่ายนื ยงิ จากหลุมบุคคลมีเครื่องหนุนรอง และท่านอนยงิ ไม่ใชเ้ คร่ืองหนุน
รอง ครูฝึกแบง่ กระสุนสาหรับการยงิ ๒ ท่า ออกเป็ น ๒ ส่วนเท่า ๆ กนั หลงั จากที่ทหารทาการยงิ แต่
ละชุด ( ๓ นดั ) ใหท้ หารไปตรวจดูกลุ่มกระสุนพร้อมกบั รับฟังคาวจิ ารณ์และแนะนาการแกไ้ ขปัญหา
จากครูฝึก แลว้ ทาการปรับศูนยห์ รือปรับตาบลเลง็ ตามความจาเป็น สนามยงิ ปื นท่ีใชใ้ นการฝึกน้ี
สามารถใชก้ ารดดั แปลงจากสนามยงิ ปื นทราบระยะหรือสนามยงิ ปื นอ่ืน ๆ ท่ีมีระยะถึง ๓๐๐ เมตร
การฝึกยงิ ปื นดว้ ยเป้ าแสดงผล จะใชเ้ วลา, กระสุน และสนามยงิ ปื นอยา่ งจากดั ภายในขอบเขต
ถา้ ใชจ้ านวนกระสุน ๓๐ นดั ต่อทหาร ๑ คน ควรใชก้ ารยงิ ๑๐ คร้ัง ๆ ละ ๓ นดั จะเหมาะสมกวา่ การ
ใชก้ ระสุนคร้ังละ ๕ นดั ๖ คร้ัง เมื่อทหารไดเ้ รียนรู้ประสบการณ์เกี่ยวกบั การปรับตาบลเล็ง เพอ่ื ชดเชย
แรงลมและแรงดึงดูดของโลกแลว้ กจ็ ะพร้อมสาหรับการฝึกในข้นั ต่อไปคือ การฝึกยงิ เป้ าหุ่นอตั โนมตั ิ
ในสนามทราบระยะ
เพ่อื ความมนั่ ใจในศูนยป์ ื นที่ไดร้ ับการปรับมาน้นั , ทหารจะตอ้ งอยใู่ นแนวยงิ และใชก้ ระสุน
อีก ๑ ซอง ( ๖ ถึง ๑๐ นดั ) ทาการยงิ เพื่อจดั กลุ่มกระสุนในระยะ ๑๗๕ หรือ ๓๐๐ เมตร ดว้ ยเป้ า
แสดงผล ๒ หรือ ๓ ชุดตามแต่จานวนกระสุนท่ีมี หลงั จากน้นั ใหท้ หารไปตรวจจุดที่แนวเป้ า เพื่อดู
กลุ่มกระสุนและทาการปรับศูนยห์ รือตาบลเล็งตามคาแนะนาของครูฝึก แลว้ ทาการซ่อมเป้ าโดยใช้
แผน่ กระดาษปิ ดเป้ า ( สีดาปิ ดบริเวณท่ีเป็นสีดา, สีขาวปิ ดบริเวณท่ีเป็นสีขาว ) แลว้ กลบั ไปท่ีแนวยงิ
ก. การยงิ ทีร่ ะยะ ๗๕ เมตร สามารถตรวจดูผลการยงิ ไดภ้ ายหลงั การยงิ ทุก ๑ นดั ๓ นดั หรือ
ทุก ๕ นดั บนเป้ าแสดงผลในระยะ ๗๕ เมตร ทหารใชท้ า่ ยิงที่มีเคร่ืองหนุนรอง และท่านอนยงิ ไมม่ ี
เครื่องหนุนรอง เม่ือทาการยงิ จบในแตล่ ะชุดใหท้ หารและครูฝึกไปตรวจดูผลการยงิ ท่ีแนวเป้ า ผลการ
ยงิ จะประกอบดว้ ยคาวจิ ารณ์การยงิ , การปรับตาบลเล็งเพื่อชดเชยแรงลมและแรงดึงดูดของโลก, การ
ปิ ดและซ่อมแซมเป้ า ( รูปที่ ช- ๒๔ ) บริเวณรอยกระสุนเพ่อื ที่จะสามารถมองเห็นไดใ้ นระยะไกล
ข. การยงิ ทรี่ ะยะ ๑๗๕ เมตร ทหารทาการยงิ ที่ระยะ ๑๗๕ เมตร โดยใชข้ ้นั ตอนเช่นเดียวกบั
การยงิ ท่ีระยะ ๗๕ เมตร ใชท้ ่ายงิ ที่มีเคร่ืองหนุนรอง และท่ายงิ ไม่มีเครื่องหนุนรอง
ค. การยงิ ทร่ี ะยะ ๓๐๐ เมตร คงใชข้ ้นั ตอนเดียวกบั ท่ีระยะ ๗๕ เมตร โดยใชท้ า่ ยงิ ท่ีมีเคร่ือง
หนุนรองและทา่ นอนยงิ ไม่มีเคร่ืองหนุนรอง
ง. การทาเคร่ืองหมายทีแ่ ผ่นเป้ า ในการยงิ ชุดแรกน้นั เมื่อยิงจบใหท้ หารใชแ้ ผน่ ปิ ดเป้ าปิ ดท่ี
รอยกระสุนแต่ละรอย โดยใชแ้ ผน่ สีขาวปิ ดท่ีบริเวณตวั หุ่นและแผน่ สีดาปิ ดรอยกระสุนบริเวณนอกตวั
หุ่น
- ๓๓๖ -
วธิ ีการน้ีจะช่วยใหท้ หารผยู้ งิ สามารถมองเห็นผลการยงิ ของตนไดเ้ มื่อกลบั ไปที่แนวยงิ และ
นายทหารหรือนายสิบบนหอควบคุมการยงิ สามารถกาหนดใหค้ รูฝึก/ผฝู้ ึก ไปใหค้ าแนะนาเป็นพเิ ศษ
แก่ทหารบางคนที่ประสบปัญหาในเรื่องผลการยงิ ได้ ( รูปท่ี ช - ๒๔ ) นอกจากน้ี คู่ฝึ กแตล่ ะคนก็
สามารถใหค้ าแนะนาแก่ผยู้ งิ ได้ ส่วนการยงิ ในชุดต่อ ๆ ไปน้นั เม่ือทหารไปตรวจและปิ ดเป้ าท่ีแนวเป้ า
ก็ใหย้ า้ ยแผน่ ปิ ดเป้ าไปปิ ดที่รอยกระสุนรอยใหม่ แต่รอยกระสุนรอยเก่าจะตอ้ งถูกปิ ด โดยใชแ้ ผน่ สีดา
บริเวณที่เป็นสีดา, สีขาวปิ ดบริเวณท่ีเป็นสีขาว การปิ ดเป้ าน้ีจะตอ้ งกระทาอยา่ งประณีตและถูกตอ้ ง
เพอ่ื ใหส้ ามารถมองเห็นผลการยงิ ชุดสุดทา้ ยไดอ้ ยา่ งชดั เจน
ด้านสีดา ด้านสีขาว
แผ่นปิ ดเป้ าทร่ี ะยะ ๑๗๕ เมตร ทป่ี รากฏแก่สายตาของทหารบนแนวยงิ
รูปที่ ช - ๒๔ แผ่นปิ ดเป้ า
จ. สนามยงิ ปื นเป้ าอตั โนมตั ิดัดแปลง
หากหน่วยทหารหน่วยใดมีสนามยงิ ปื นประกอบเป้ าอตั โนมตั ิกส็ ามารถใชก้ ารดดั แปลงเพ่ือ
ฝึกยงิ แบบแสดงผลไดโ้ ดยการสร้างฉากรอรับกระสุนออกทางดา้ นขา้ งและดา้ นบนท่ีเป้ าระยะ ๗๕
เมตร, ๑๗๕ เมตร และ ๓๐๐ เมตร ( ถา้ เป็นสนามยงิ ปื นตามแบบเดิมท่ีมีหน่วยวดั เป็ นหลากค็ ือระยะ
๑๐๐ หลา ( ๙๐ เมตร ), ๒๐๐ หลา ( ๑๘๐ เมตร )และ ๓๐๐ หลา ( ๒๗๐ เมตร ) ) ผฝู้ ึกจะตอ้ งใชเ้ ครื่อง
ขยายเสียงในการสงั่ เมื่อยงิ เป้ าระยะ ๑๗๕ และ ๓๐๐ เมตร นอกจากน้ีเจา้ หนา้ ที่บนหอควบคุมยงั
สามารถใหข้ อ้ มูลเกี่ยวกบั ทิศทางและความเร็วลมใหก้ บั ผยู้ ิงไดอ้ ีกดว้ ย
- ๓๓๗ -
รูปท่ี ช - ๒๕ สนามยิงปื นเป้ าอตั โนมัติดัดแปลง
ฉ.การบนั ทกึ ผล
ในระหวา่ งการฝึกยงิ ปื นดว้ ยเป้ าแสดงผล ครูฝึกจะตอ้ งรวบรวมเก็บผลการยงิ ของทหารแตล่ ะ
คนเพอื่ เป็นหลกั ฐาน และรายงานผลการฝึก
ในขณะที่ทหารยงิ จบในแต่ระยะ ครูฝึกจะตอ้ งวจิ ารณ์และใหค้ าแนะนาการยงิ แก่ทหารทุกคน
ครูฝึกจะตอ้ งไม่ปล่อยใหท้ หารท่ียงิ ไมไ่ ดผ้ ลในระยะใกลผ้ า่ นไปยงิ ในระยะไกลกวา่ ตวั อยา่ งเช่น
ทหารบางคนไม่สามารถทากลุ่มกระสุนขนาด ๑๑ นิ้ว ไดใ้ นระยะ ๑๗๕ เมตร การปล่อยใหท้ หารที่ยงิ
ไมไ่ ดผ้ ลไปยงิ ในระยะไกลออกไป ยงิ่ จะทาใหเ้ กิดการสบั สนมากข้ึน
- ๓๓๘ -
แบบฟอร์มบนั ทึกผลการยงิ ในรูปท่ี ช - ๒๖ จะช่วยใหค้ รูฝึกทราบถึงขีดความสามารถในการ
ยงิ และปัญหาของทหารแต่ละคนไดเ้ ป็นอยา่ งดี
เป้ าแสดงผลสาหรับการยงิ ในระยะต่างๆ
เป้ าแสดงผลสาหรับการยงิ ในระยะ ๗๕ เมตร มีลกั ษณะเช่นเดียวกบั เป้ าหุ่นนอน เมื่อมองจาก
ระยะ ๗๕ เมตร แต่มีขอ้ แตกต่างกนั อยพู่ อสมควรตรงที่วา่ มีพ้ืนที่โดยรอบเป็ นฉากรอรับกระสุนที่ยงิ
พลาดตวั หุ่นและมีตารางประกอบรูปศนู ยห์ นา้ และศนู ยห์ ลงั เพอ่ื ช่วยใหท้ หารและครูฝึกสามารถปรับ
ศนู ยไ์ ดอ้ ยา่ งสะดวกรวดเร็ว วงกลมท่ีกลางตวั หุ่นจะมีขนาดเส้นผา่ นศูนยก์ ลาง ๑๒ ซม. จะเป็นขนาด
ขยายจากวงกลมจะแสดงถึงตาบลเลง็ สาหรับผยู้ งิ ขอ้ มลู ตา่ ง ๆ บนแผน่ เป้ าน้นั ใชไ้ ดเ้ ฉพาะระยะ ๗๕
เมตร
เป้ าแสดงผลสาหรับการยงิ ในระยะ ๑๗๕ เมตร และ ๓๐๐ เมตร จะมีลกั ษณะคลา้ ยกนั ( รูปท่ี
ช – ๒๗ ก และ ข ) สามารถใชส้ าหรับการยงิ เพื่อยนื ยนั ขอ้ มลู การปรับศูนยจ์ ากระยะ ๒๕ เมตร ภาพ
การเลง็ ท่ีปรากฏแก่สายตาของทหารในแตล่ ะระยะ จะมีลกั ษณะเช่นเดียวกบั ภาพเป้ าหุ่นท่ีปรากฏแก่
สายตาของทหารในระยะ ๒๕ เมตร
- ๓๓๙ -
รูปที่ ช - ๒๖ ตวั อย่างแบบฟอร์มและการบันทกึ ผลการยิงของทหารใหม่
ในระยะ ๗๕, ๑๗๕ และ ๓๐๐ เมตร
- ๓๔๐ -
รูปท่ี ช - ๒๗ (ก)ตวั อย่างเป้ าแสดงผลท่รี ะยะ ๑๗๕ เมตร
- ๓๔๑ -
รูปที่ ช - ๒๗ (ข)ตัวอย่างเป้ าแสดงผลท่รี ะยะ ๓๐๐ เมตร