The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นส.ปลย.ทาโวร์ รวมเล่ม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sasit Pinkaew, 2022-09-29 21:51:47

นส.ปลย.ทาโวร์ รวมเล่ม

นส.ปลย.ทาโวร์ รวมเล่ม

- ๒๔๒ -

๑) เป้ ารูปหุ่นย่อส่วนแบบ ก ( รูปที่ จ – ๕ ) กระดาษแผน่ เป้ าจริงจะมีขนาด ๗๒.๐ x
๔๙.๘ ซม.ลกั ษณะเป็นกระดาษสีขาวผวิ ของกระดาษดา้ นไม่มนั วาวจะมีรูปหุ่นคนยอ่ ส่วนที่อยบู่ นแผน่
เป้ าจานวน ๖ ภาพ เป็นเป้ ายอ่ ส่วนคนหมอบที่ระยะ ๕๐ เมตรจานวน ๒ เป้ า, เป้ ายอ่ ส่วนคนนงั่ ท่ีระยะ
๑๕๐ เมตรจานวน ๒ เป้ า และเป้ ายอ่ ส่วนคนนงั่ ที่ระยะ ๓๐๐ เมตรจานวน ๒ เป้ า ใชท้ าการยงิ ใน
จงั หวะชา้ เพื่อปรับศนู ยป์ ื น, สร้างความคุน้ เคยในการมองตอ่ เป้ าหมาย, มีหมายเลขประจาอยดู่ า้ นบน
หวั เป้ ารูปหุ่นยอ่ ส่วน ๑ ถึง ๖ เพอ่ื อานวยความสะดวกสาหรับครูฝึกที่จะใชอ้ า้ งอิงในการสอนและ
กาหนดลาดบั ในการยงิ ต่อเป้ าหมาย

๒) เป้ ารูปหุ่นย่อส่วนแบบ ข ( รูปท่ี จ – ๖ ) กระดาษแผน่ เป้ าจริงจะมีขนาด ๖๕.๔ x
๔๙.๘ ซม.ลกั ษณะเป็นกระดาษสีขาวผวิ ของกระดาษดา้ นไมม่ นั วาวจะมีรูปหุ่นคนยอ่ ส่วนท่ีอยบู่ นแผน่
เป้ าจานวน ๖ ภาพ เป็นเป้ ายอ่ ส่วนคนหมอบที่ระยะ ๑๐๐ เมตรจานวน ๒ เป้ า, เป้ ายอ่ ส่วนคนนง่ั ที่
ระยะ ๒๐๐ เมตรจานวน ๒ เป้ า และเป้ ายอ่ ส่วนคนนงั่ ท่ีระยะ ๒๕๐ เมตรจานวน ๒ เป้ า ใชท้ าการยงิ
ในจงั หวะชา้ เพ่อื ปรับปื น, สร้างความคุน้ เคย, มีหมายเลข ๑ ถึง ๖ อยทู่ ่ีดา้ นบนของตวั หุ่นเป้ าเพอื่
อานวยความสะดวกสาหรับครูฝึกที่จะใชอ้ า้ งอิงในการสอนและกาหนดลาดบั ในการยงิ ตอ่ เป้ าหมาย

ข. เป้ ารูปหุ่นย่อส่วนสาหรับการยงิ ปื นในจังหวะเร็ว (จับเวลา)
เป้ ารูปหุ่นยอ่ ส่วนสาหรับการยงิ ปื นในจงั หวะเร็ว(จบั เวลา)ประกอบดว้ ยเป้ ารูปหุ่น

ยอ่ ส่วนแบบ ค ซ่ึงไดถ้ ูกออกแบบมาเป็นการเฉพาะ ลกั ษณะเป็นกระดาษสีขาวผวิ ของกระดาษดา้ นไม่
มนั วาวโดยจะมีการเรียงรูปหุ่นยอ่ ส่วนภายในแผน่ เป้ าไม่เหมือนกนั ตวั ของแผน่ เป้ าจริงจะทาจาก
กระดาษพ้นื สีขาวดา้ นไม่มีความมนั วาว หรือสะทอ้ นแสง ภายในแผน่ กระดาษจะพิมพเ์ ป็ นรูปเป้ าหุ่น
ยอ่ ส่วนท่ีเป็นลกั ษณะคนในท่าคนหมอบและทา่ นงั่ ดว้ ยสีดาดา้ นไม่สะทอ้ นแสง ใชท้ าการยงิ ใน
จงั หวะยงิ เร็วเพื่อการทดสอบ การบนั ทึกผลคะแนน ซ่ึงมีการออกแบบในการวางรูปหุ่นคนยอ่ ส่วนมา
ในหลายๆ ลกั ษณะ

เป้ ารูปหุ่นย่อส่วน แบบ ค กระดาษแผน่ เป้ าจริงจะมีขนาด ๗๒.๐ x ๕๐.๑ ซม.จะมีรูป
หุ่นคนยอ่ ส่วนท่ีอยบู่ นแผน่ เป้ าจานวน ๑๐ ภาพ ประกอบดว้ ยเป้ ายอ่ ส่วนคนหมอบท่ีระยะ ๕๐ เมตร
จานวน ๑ เป้ า, เป้ ายอ่ ส่วนคนหมอบท่ีระยะ ๑๐๐ เมตรจานวน ๓ เป้ า, เป้ ายอ่ ส่วนคนนงั่ ที่ระยะ ๑๕๐
เมตรจานวน ๒ เป้ า, เป้ ายอ่ ส่วนคนนงั่ ที่ระยะ ๒๐๐ เมตรจานวน ๒ เป้ า , เป้ ายอ่ ส่วนคนนง่ั ที่ระยะ
๒๕๐ เมตรจานวน ๑ เป้ า และเป้ ายอ่ ส่วนคนนง่ั ท่ีระยะ ๓๐๐ เมตรจานวน ๑ เป้ า ( รูปที่ จ-๗)

- ๒๔๓ -

จุดสีขาวบนรูปหุ่น เป็ นจุดใช้ในการเลง็ แบบจีก้ ลางเป้ า กระสุนควรจะถูกทก่ี ากบาท
สีขาว การคิดคะแนนให้นับรอยกระสุนภายในรูปหุ่น และในแนวรอยเส้นประสีดา

รูปที่ จ - ๕ เป้ ารูปหุ่นย่อส่วนแบบ ก

- ๒๔๔ -

จุดสีขาวบนรูปหุ่น เป็ นจุดใช้ในการเลง็ แบบจีก้ ลางเป้ า กระสุนควรจะถูกทก่ี ากบาท
สีขาว การคิดคะแนนให้นับรอยกระสุนภายในรูปหุ่น และในแนวรอยเส้นประสีดา

รูปท่ี จ - ๖ เป้ ารูปหุ่นย่อส่วนแบบ ข

- ๒๔๕ -

จุดสีขาวบนรูปหุ่น เป็ นจุดใช้ในการเลง็ แบบจีก้ ลางเป้ า กระสุนควรจะถูกทก่ี ากบาท
สีขาว การคดิ คะแนนให้นับรอยกระสุนภายในรูปหุ่น และในแนวรอยเส้นประสีดา

รูปที่ จ - ๗ เป้ ารูปหุ่นย่อส่วนแบบ ค

- ๒๔๖ -

จ-๗ การฝึ ก
หน่วยทหารยอ่ มมีเสรีในการฝึกยงิ ปื นในสนามทราบระยะ ๒๕ เมตร โดยจะดาเนินการ

พจิ ารณาเลือกใชเ้ ป้ ารูปหุ่นแบบยอ่ ส่วนแบบใดกไ็ ด้ การใชเ้ ป้ าชนิดน้ีอยา่ งถูกวธิ ี จะทาใหท้ หารท่ีเขา้
รับการฝึกไดร้ ับประโยชนห์ ลายประการ กล่าวคือ

ก. ทหารไดเ้ รียนรู้ในการเลง็ ต่อเป้ าหมายที่เกิดข้ึนในระยะตา่ งๆ และสามารถท่ีจะไดเ้ ห็นผล
ของการยงิ ปื นของตนจากรอยกระสุนที่เกิดข้ึนบนแผน่ เป้ า ทหารจะไดเ้ รียนรู้เก่ียวกบั เร่ืองการกะระยะ
จากขนาดเป้ ารูปหุ่นแบบยอ่ ส่วนขนาดตา่ งๆ ในแผน่ เป้ า ซ่ึงเป็นการจาลองขนาดของลกั ษณะคนในท่า
หมอบ ท่านงั่ มาเป็นภาพรูปหุ่นยอ่ ส่วนในระยะตา่ งๆใหไ้ ดใ้ กลเ้ คียงกบั ภาพที่ทหารจะไดเ้ ห็นจริงใน
สนามรบตามระยะน้นั ๆ

ข. ทหารจะไดร้ ับการศึกษาและเรียนรู้วา่ การยงิ เป้ ารูปหุ่นแบบยอ่ ส่วนในระยะใกล้ สามารถ
ควบคุมใหล้ ูกกระสุนอยภู่ ายในเป้ าหุ่นแบบยอ่ ส่วนกระทาไดง้ ่าย ความรู้สึกในการยงิ กระสุนแตล่ ะนดั
จะมีความกดดนั นอ้ ยกวา่ และสามารถทาการยงิ ตอ่ เป้ าหมายไดร้ วดเร็วกวา่ การยงิ เป้ าในระยะไกล ซ่ึง
ทหารจะตอ้ งใชเ้ วลาในการยงิ และทาการยงิ ท่ีประณีตนอ้ ยกวา่ เป้ าระยะไกลไปตามลาดบั ท้งั ยงั จะตอ้ ง
ระลึกและคานึงถึงหลกั พ้ืนฐานการยงิ ปื น ๔ ประการ

ค. ทหารจะไดร้ ับรู้วา่ การยงิ ต่อเป้ าหมายในลกั ษณะทา่ คนนอนหมอบ และท่าคนนง่ั ตามระยะ
ท่ีกาหนดบนแผน่ เป้ ารูปหุ่นยอ่ ส่วนจะทาไดง้ ่ายและยากท่ีแตกต่างกนั กล่าวคือ การทาการยงิ ในทา่ คน
นอนหมอบจะทาการยงิ ไดง้ ่ายกวา่ ความรู้สึกในการกดดนั มีนอ้ ยกวา่ และสามารถทาการยงิ ต่อ
เป้ าหมายไดร้ วดเร็วกวา่ การยิงเป้ าหมายในลกั ษณะทา่ คนนงั่ ซ่ึงทหารจะตอ้ งใชเ้ วลาในการยงิ และทา
การยงิ ท่ีประณีตนอ้ ยกวา่ เป้ าหมายลกั ษณะท่าคนนงั่ เนื่องมาจากเป้ ารูปหุ่นคนแบบยอ่ ส่วนในทา่ คน
นอนหมอบจะมีขนาดใหญก่ วา่ เป้ ารูปหุ่นคนยอ่ ส่วนในท่าคนนง่ั

ง. การใชก้ ารปรับตาบลเล็งต่อเป้ าหมายในระยะต่างๆ อาจตอ้ งถูกนามาใชอ้ นั เน่ืองมาจากการ
ชดเชยแรงดึงดูดของโลก, การเคล่ือนที่ของเป้ าหมาย หรือผลของแรงลม

จ.เป้ ารูปหุ่นแบบยอ่ ส่วนน้ี จะสามารถบนั ทึกขอ้ มูลอนั เป็ นผลของการยงิ ปื นของทหารแต่ละ
นาย เพอื่ ไดน้ าผลการยงิ ปื นไปใหค้ รูฝึก หรือแมแ้ ตผ่ ยู้ งิ ทาการวเิ คราะห์ หาขอ้ บกพร่องในการยงิ
กระสุนเป็นนดั หรือเป็ นกลุ่มกระสุน และนาขอ้ มูลไปปรับแกข้ อ้ บกพร่องการยงิ ในแต่ละคร้ังได้

ฉ. ทหารที่เขา้ รับการฝึกสามารถทาการยงิ ในจงั หวะการยงิ เร็ว ต่อเป้ ารูปหุ่นแบบยอ่ ส่วนแบบ
ค โดยสามารถทาคะแนนในการยงิ ไดผ้ ลการยงิ ดี – ดีมาก จะส่งผลสืบเน่ืองทาใหท้ หารมีความ
เชื่อมน่ั และมน่ั ใจในการยงิ ปื นสูงข้ึน หรือเกิดอาการต่ืนเตน้ อาการกดดนั นอ้ ย เมื่อจะเขา้ รับการฝึ กยงิ
ต่อเป้ าหมายที่เป็นเป้ าลม้ ลุกอตั โนมตั ิ ดงั น้นั ในขณะเดียวกนั ทหารยอ่ มทาคะแนนในการยงิ เป้ าลม้ ลุก
อตั โนมตั ิไดด้ ีเช่นกนั แต่ถา้ ทหารมีผลการยงิ ต่อเป้ ารูปหุ่นแบบยอ่ ส่วนแบบ ค ไม่ดี หรือไม่ไดผ้ ล ครู
ฝึกควรที่จะนาทหารผนู้ ้นั ไปทาการฝึกทบทวนเพ่ือแกไ้ ขขอ้ บกพร่องเสียก่อน ก่อนที่จะเขา้ ทาการยงิ
ตอ่ เป้ าลม้ ลุกอตั โนมตั ิ

- ๒๔๗ -
ช. ทหารจะไดเ้ ห็นขอ้ แตกต่างของผลการยงิ ในระหวา่ งทา่ ท่ีมีเครื่องหนุนรอง กบั ท่าที่ไมม่ ี
เคร่ืองหนุนรอง ท่ีแสดงอยบู่ นแผน่ เป้ า พร้อมท้งั สามารถที่จะนึกทบทวนไปถึงการยงิ ในลกั ษณะต่างๆ
ท้งั ท่ีมีผลออกมาท้งั ดี และไม่ดี แลว้ นามาแกไ้ ขขอ้ บกพร่อง
การฝึกยงิ ปื นดว้ ยลูกกระสุนจริง ผฝู้ ึกและครูฝึกจะตอ้ งวางแผนในกระบวนการ การเรียนการ
ฝึกสอนซ่ึงในการฝึกสอนในแตล่ ะคร้ังครูฝึกควรท่ีจะตอ้ งปฏิบตั ิคือ

ก. ช้ีแจงถึงวตั ถุประสงคใ์ นการฝึก
ข. ทาการช้ีแจงในภาพรวมในการปฏิบตั ิใหท้ หารท่ีเขา้ รับการฝึก

๑) ช้ีแจงลกั ษณะ และมิติของสนามฝึก ตาแหน่งการวางของอุปกรณ์ หรือ คชฝ.ท่ี
เก่ียวขอ้ งในการฝึก

๒) ชื่อเรียก อุปกรณ์ และ คชฝ. ท่ีเกี่ยวขอ้ งในการฝึก
๓) วธิ ีการใชอ้ ุปกรณ์ และ คชฝ. ที่เก่ียวขอ้ งในการฝึก
๔) การปฏิบตั ิของผเู้ ขา้ รับการฝึก, คู่ฝึก(ถา้ มี) ท้งั ซกั ซอ้ มการปฏิบตั ิหลายๆ คร้ังจน
เช่ือมน่ั ไดว้ า่ ผปู้ ฏิบตั ิสามารถกระทาไดถ้ ูกตอ้ ง
๕) ทศั นสญั ญาณ และความหมายทศั นสัญญาณน้นั ๆ ท่ีใชใ้ นการฝึก
๖) แสดงตวั อยา่ งการปฏิบตั ิท่ีสาคญั
๗) และอ่ืนๆ
ค. ผลลพั ธ์ท่ีไดส้ าหรับทหารที่เขา้ รับการฝึก
ง. การนาไปสู่การขยายผลในการฝึกในระดบั สูงต่อไป
จ. การใหค้ วามรู้ที่เกี่ยวขอ้ งที่จะเป็นประโยชน์ในการฝึก

จ-๘ เป้ าสาหรับการยงิ ช้า(ไม่จับเวลา)
เป้ าสาหรับการยงิ ชา้ ท่ีจะแสดงใหด้ ูจะเป็นเป้ ารูปหุ่นยอ่ ส่วนแบก ก และแบบ ข ตามท่ีแสดง

ในรูปที่ จ- ๕ และ รูปที่ จ-๖ น้นั สามารถท่ีจะนาไปใชฝ้ ึกยงิ ปื นต่อจากการยงิ ปรับศนู ยใ์ นระยะ ๒๕
เมตรได้ เป้ าชนิดน้ีจะเป็ นเป้ าท่ีใชฝ้ ึกเพอื่ เพ่มิ ความตอ่ เนื่องจากการยงิ ในระยะ ๒๕ เมตรไปยงั การยงิ
เป้ าแสดงผลในสนามทราบระยะ หรือการยงิ ต่อเป้ าหุ่นอตั โนมตั ิในสนามทราบระยะ เป้ าชนิดน้ีจะให้
ภาพการมองเห็นสาหรับเสมือนวา่ ทหารกาลงั ฝึกยงิ ปื นใน ๓ ระยะ ท่ีทาการยงิ ในสนามทราบระยะ ซ่ึง
ทหารจะมีโอกาสฝึกการปรับตาบลเลง็ และเมื่อยงิ ไปแลว้ ยงั ไดร้ ับทราบวา่ กระสุนถูกส่วนใดของเป้ า
หรือพลาดเป้ าไปไกลมากนอ้ ยเท่าใด

ทหารท่ีเขา้ รับการฝึกจะไดเ้ รียนรู้วา่ การยงิ ใหถ้ ูกเป้ าในระยะ ๕๐ เมตรน้นั กระทาไดง้ ่าย แต่
สาหรับการยงิ เป้ าหมายในระยะ ๓๐๐ เมตร จะตอ้ งใชท้ ่ายิงท่ีมีความมน่ั คง, การเล็งที่ประณีต และการ
เหน่ียวไกดว้ ยแรงท่ีสม่าเสมอ สัญลกั ษณ์จุดสีขาวบนเป้ ารูปหุ่นแบบยอ่ ส่วน มีขนาดเส้นผา่ ศนู ยก์ ลาง
๑.๐ ซม. และวงกลมสีขาว ลอ้ มรอบจุดเลง็ สีขาวบนเป้ ารูปหุ่นแบบยอ่ ส่วนมีความหนา ๐.๑ ซม.
เส้นผา่ ศูนยก์ ลางของวงกลมสีขาวขนาด ๒.๐ ซม. ที่ปรากฏอยบู่ นรูปหุ่นแบบยอ่ ส่วนในทุกระยะ
กาหนดไวเ้ พื่อเป็นสัญลกั ษณ์จุดอา้ งช่วยใหท้ หารใชเ้ ป็ นจุดเล็งต่อเป้ าหมาย ไดง้ ่าย รวดเร็ว และทหาร

- ๒๔๘ -
แตล่ ะคนก็จะปรับปรุงการยงิ ของตนเองไดด้ ีข้ึน โดยทาการยงิ แลว้ สามารถใหล้ ูกกระสุนกระทบถูก
เป้ ารูปหุ่นแบบยอ่ ส่วนที่บริเวณกากบาทสีขาวบนเป้ าใหม้ ากท่ีสุด และใหอ้ าการกระจายของกระสุนที่
กระบทเป้ าไม่ควรเกินรัศมี ๔ ซม.บริเวณรอบจุดกากบาทสีขาว ในการฝึกยงิ ปื นจะใชก้ ระสุน
จานวน ๑๘ นดั ในการยงิ น้นั จะกาหนดใหม้ ีการยงิ จากท่ายงิ ท่ีมีเครื่องหนุนรองจานวน ๙ นดั ยงิ จาก
ท่ายงิ ที่ไมม่ ีเครื่องหนุนรองจานวน ๙ นดั โดยทาการยงิ รูปหุ่นแบบยอ่ ส่วน หุ่นละ ๓ นดั

การดาเนินการยงิ ต่อเป้ ารูปหุ่นแบบยอ่ ส่วนในคร้ังแรกใหท้ หารทาการยงิ จากทา่ ยงิ ท่ีมีเครื่อง
หนุนรอง ตอ่ เป้ าหุ่นยอ่ ส่วนของแผน่ เป้ า ๓ ตวั ๆ ละ ๓ นดั เป้ าหุ่นหมายเลข ๑, ๒, และ๓ ตามลาดบั
เมื่อทาการยงิ เสร็จแลว้ ทหารที่ทาการยงิ และครูฝึกเดินไปตรวจเป้ าพร้อมกนั เพอื่ รับฟังคาวจิ ารณ์จาก
ครูฝึก ซ่ึงอาจพบวา่ ทหารบางนายไมเ่ ขา้ ใจวธิ ีการเลง็ ท่ีจุดเล็งสีขาว หรือปื นที่นามายงิ ยงั ปรับศูนยป์ ื น
ไมไ่ ดท้ ่ี หรือใชห้ ลกั พ้ืนฐานการยงิ ปื น ๔ ประการไม่ถูกตอ้ ง

จากน้นั ใหท้ หารกลบั เขา้ ประจาแนวยงิ เป็ นการยงิ คร้ังท่ีสอง เพ่อื ใหท้ าการยงิ จากท่ายงิ ที่ไมม่ ี
เคร่ืองหนุนรอง ต่อเป้ ารูปหุ่นแบบยอ่ ส่วนท่ีเหลือบนแผน่ เป้ า หุ่นหมายเลข ๔, ๕ และ ๖ ตามลาดบั
การยงิ ในชุดหลงั น้ีเน่ืองจากเป็นการยงิ ตอ่ รูปหุ่นแบบยอ่ ส่วนในระยะเดิม แต่มีการเรียงลาดบั เป้ า
ลาดบั การยงิ ท่ีไม่เหมือนเดิม จะทาใหท้ หารท่ีทาการยงิ ไดม้ ีการเปรียบเทียบผลจากการยงิ ในคร้ังแรก
(ท่ายงิ ท่ีมีเคร่ืองหนุนรอง) และคร้ังท่ีสอง(ทา่ ยงิ ที่ไมม่ ีเคร่ืองหนุนรอง) ซ่ึงจะทาใหท้ หารไดพ้ บกบั
ความแตกตา่ งจากการยงิ ท้งั สองท่า ครูฝึกจะทาการเขา้ ตรวจสอบและวจิ ารณ์การยงิ ปื นของทหารใน
การยงิ คร้ังที่สอง ตวั อยา่ งเช่น ทหารท่ีทาการยงิ เป้ ารูปหุ่นยอ่ ส่วน แบบ ก (ภาพลายเส้นแสดงผลการ
ยงิ )ในรูปที่ จ- ๘ มีผลการยงิ ที่ไม่ดีนกั เพราะใชห้ ลกั พ้นื ฐานการยงิ ปื นไดไ้ ม่ถูกตอ้ ง ขอใหด้ ูท่ีเป้ า
หมายเลข ๓ จะเห็นวา่ ทหารผนู้ ้ีอาจเลง็ ต่าเกินไปสาหรับเป้ าระยะ ๓๐๐ เมตร ท้งั น้ีอาจเป็นเพราะวา่
เป้ าระยะ ๓๐๐ เมตร น้นั มีขนาดเล็กจนทหารบางคนจดั ภาพการเลง็ ไดไ้ ม่ถูกตอ้ งเม่ือดูเป้ าท่ีหมายเลข
๖ จะเห็นวา่ ทหารไดพ้ ยายามปรับเปลี่ยนตาบลเล็งต่อเป้ าหมายอยา่ งนอ้ ย ๒ นดั

เม่ือพจิ ารณาดูกระสุนท้งั ๑๘ นดั แลว้ อาจจะสรุปไดว้ า่ ทหารผนู้ ้ีน่าจะปรับศูนยค์ ่อนไป
ทางขวามากไปหน่อย แต่อยา่ งไรก็ตามถา้ หากทหารมีพ้ืนฐานการยงิ ปื นท่ีดีแลว้ เป้ าชนิดน้ีกส็ ามารถ
ใชเ้ ป็นเป้ าปรับศูนยไ์ ดเ้ ช่นกนั การวเิ คราะห์กลุ่มกระสุนกค็ งใชว้ ธิ ีการเดียวกบั การใชเ้ ป้ าปรับศูนย์

กลุ่มกระสุนท่ีอยทู่ ่ีเป้ าแต่ละตวั น้นั จะแสดงใหเ้ ห็นถึงวธิ ีการเลง็ ของผยู้ งิ แต่ละคน นอกจากน้ี
ยงั สามารถใชเ้ ปรียบเทียบขอ้ มลู การยงิ ระหวา่ งการใชแ้ ละไมใ่ ชเ้ ครื่องหนุนรอง ถา้ หากทหารสามารถ
ยงิ เป้ าชนิดน้ีไดผ้ ลดีแลว้ นน่ั แสดงวา่ ทหารผนู้ ้นั พร้อมท่ีจะไปฝึกยงิ ต่อเป้ ารูปหุ่นในระยะจริง ทหารท่ี
ยงิ ตอ่ เป้ าชนิดน้ีไม่ไดผ้ ล ก็ควรจะตอ้ งกลบั ไปฝึกทบทวนใหม่ ก่อนที่จะเขา้ ไปฝึกยงิ ต่อเป้ าแบบ
แสดงผลหรือการใชว้ ธิ ีการต่างๆ ในการบอกตาบลกระสุนถูกหรือผิดเป้ า

- ๒๔๙ -
รูปท่ี จ- ๘ ภาพลายเส้นผลการยงิ บนแผ่นเป้ ารูปหุ่นย่อส่วน แบบ ก

- ๒๕๐ -

จ-๙ เป้ าสาหรับการยงิ เร็ว(จับเวลาในการยงิ )
หลงั จากท่ีทหารไดร้ ับการฝึกยงิ ปื นต่อเป้ ารูปหุ่นแบบยอ่ ส่วนในสนามทราบระยะแลว้ ผฝู้ ึก

อาจนาทหารเหล่าน้นั กลบั ไปยงั สนามยงิ ปื นระยะ ๒๕ เมตร เพ่ือยงิ ปรับศนู ยเ์ ป็ นการยนื ยนั อีกคร้ัง (ซ่ึง
ทหารน่าจะยงิ ไดด้ ีกวา่ ในตอนท่ีเร่ิมการฝึก) และทาการยงิ ตอ่ เป้ ารูปหุ่นแบบยอ่ ส่วนโดยมีเวลากาหนด
ไว้ เป้ าชนิดน้ีแสดงไวใ้ นรูปท่ี จ – ๙ ( รูปเป้ าหุ่นยอ่ ส่วนแบบ ค ) ซ่ึงประกอบดว้ ยรูปหุ่นขนาดตาม
ระยะตา่ งๆ ท่ีมีการจดั เรียงเป้ าหุ่นยอ่ ส่วนที่แตกตา่ งกนั เพื่อเป็นการสร้างความหลากหลายของเป้ าให้
ผรู้ ับผดิ ชอบในการจดั การฝึก/ผฝู้ ึกพจิ ารณาเลือกให้ ทหารจะตอ้ งทาการยงิ ในสนามทานองรบเพ่ือ
บนั ทึกผล ในระยะต้งั แต่ ๕๐ ถึง ๓๐๐ เมตร การยงิ แบบจบั เวลาน้ีจะเพ่ิมความกดดนั แก่ทหารมากกวา่
การยงิ ในจงั หวะชา้ การฝึกยงิ แบบจบั เวลาจะใหท้ กั ษะในการยงิ เร็ว ซ่ึงทหารตอ้ งใชใ้ นการรบ ทหาร
จะตอ้ งยา้ ยการเล็งจากเป้ าหน่ึงไปยงั อีกเป้ าหน่ึง โดยอาจจะยงั ไม่รู้วา่ เป้ าตา่ งๆ น้นั อยใู่ นระยะเท่า
ใดบา้ ง

การฝึกยงิ แบบจบั เวลาในการยงิ คร้ังแรก ทหารจะใชท้ ่านอนยงิ ไม่มีเครื่องหนุนรอง มีเวลา ๕
วนิ าที/กระสุน ๑ นดั ยงิ เป้ ารูปหุ่นๆ ละ ๑ นดั ใชเ้ วลาในการยงิ ท้งั สิ้น ๕๐ วนิ าที เม่ือทาการยงิ จบแลว้
พลยงิ เดินไปตรวจเป้ า ครูฝึกจะตรวจสอบและวจิ ารณ์แกไ้ ขการยงิ และการเลง็ ของทหาร หลงั จากน้นั
ใหท้ าการซ่อมแซมและปิ ดรอยกระสุน (แสดงผลการยงิ บนแผน่ เป้ าดว้ ยจุดสีดา) แลว้ กลบั ไปยงั แนวยงิ

ใช้ท่านอนยงิ ทมี่ เี คร่ืองหนุนรอง ทาการยงิ คร้ังที่สอง มีเวลา ๕ วนิ าที/ กระสุน ๑ นดั ยงิ ตอ่ เป้ ารูปหุ่น
เป้ าละ ๑ นดั ใชเ้ วลาในการยงิ ท้งั สิ้น ๕๐ วินาที(แสดงผลการยงิ บนแผน่ เป้ าดว้ ยกากบาทสีดา)

แผน่ เป้ าท่ีแสดงในรูปที่ จ - ๙ เป็นแผน่ เป้ าภาพลายเส้นของเป้ ารูปหุ่นยอ่ ส่วนแบบ ค ท่ีแสดง
เฉพาะภาพท่ีเป็นผลการยงิ ปื นของทหารที่มีความสามารถยงิ ปื นอยใู่ นเกณฑด์ ี ท้งั ทา่ ยงิ มีเครื่องหนุน
รอง และท่านอนยงิ ปกติแลว้ ทหารที่ยงิ ปื นดีจะไมส่ ร้างปัญหาใหก้ บั ครูฝึกวา่ กระสุนที่ผดิ เป้ าน้นั เป็น
ของเป้ าตวั ใด ผดิ กบั ทหารท่ียงิ ปื นไม่ดี กม็ กั จะมีปัญหาให้กบั ครูฝึกตอ้ งวเิ คราะห์วา่ กระสุนนดั ใดเป็น
ของเป้ าตวั ใดอยเู่ สมอ สาหรับทหารท่ียงิ เป้ าในรูปที่ จ - ๙ น้นั อาจมีขอ้ บกพร่องในการยงิ อยบู่ า้ ง แต่ก็
น่าจะทาคะแนนไดด้ ีในการยงิ บนั ทึกผล ภายหลงั จากการยงิ คร้ังท่ี ๒ น้ีแลว้ ครูฝึกจะวเิ คราะห์และเก็บ
เป้ าไวเ้ พื่อเป็นขอ้ มูลสาหรับทหารแต่ละคน การวเิ คราะห์กลุ่มกระสุนน้นั กระทาไดโ้ ดยครูฝึกพจิ ารณา
กลุ่มกระสุนที่กากบาทกลางเป้ าแต่ละตวั เสมือนหน่ึงวา่ กระสุน ๑๐ นดั ในแตล่ ะทา่ อยใู่ นภายในรัศมี
วงกลมรอบๆ กากบาทไมค่ วรเกิน ๔ ซม.

- ๒๕๑ -

จุดสีขาวบนรูปหุ่น เป็ นจุดใช้ในการเลง็ แบบจีก้ ลางเป้ า กระสุนควรจะถูกทกี่ ากบาท
สีขาว การคิดคะแนนให้นับรอยกระสุนภายในรูปหุ่น และในแนวรอยเส้นประสีดา

รูปท่ี จ – ๙
ภาพลายเส้นเป้ ารูปหุ่นย่อส่วนแบบ ค แสดงผลการยงิ ปื นในการจับเวลา

- ๒๕๒ -
อธิบาย รูปที่ จ – ๙ ผลการยงิ ของทหารที่เกิดบนแผน่ เป้ าใชก้ ารยงิ จากทา่ นอนยงิ ท่ีไม่มีเคร่ือง
หนุนรองในชุดที่ ๑ (จุดสีดา) และจากท่านอนยงิ ที่มีเคร่ืองหนุนรองในชุดท่ี ๒ (กากบาท ) ทาการยงิ
ต่อเป้ ารูปหุ่นละ ๑ นดั
ผฝู้ ึกจะกาหนดใหใ้ ชก้ ารยงิ จงั หวะชา้ หรือยงิ แบบจบั เวลากไ็ ด้ และจะยงิ กี่นดั แลว้ จึงตรวจเป้ า
กไ็ ด้ (การยงิ จานวนไมม่ ากนกั และตรวจเป้ า แลว้ จึงทาการยงิ อีกหลายนดั จะดีกวา่ การยงิ ทีเดียวหลายๆ
นดั และตรวจเป้ าแลว้ จึงยงิ กระสุนท่ีเหลือ ถา้ หากมีการใชก้ ลอ้ งตรวจเป้ ากจ็ ะสามารถทาการตรวจเป้ า
ไดโ้ ดยไม่ตอ้ งเดินออกไปจากแนว และยงั สามารถตรวจเป้ าไดภ้ ายหลงั การยงิ ทีละนดั เป้ ารูปหุ่นแบบ
ยอ่ ส่วนน้ียงั สามารถนาไปใชก้ ารฝึกการยงิ แหง้ ไดอ้ ยา่ งดี ไม่วา่ จะเป็นการปรับตาบลเลง็ หรือการ
ชดเชยแรงดึงดูดของโลก หรือการเลง็ เพื่อชดเชยผลของแรงลม เช่น ครูฝึกอาจสมมุติใหท้ หารกาหนด
ตาบลเลง็ ข้ึนใหม่ เพื่อชดเชยผลของแรงลมซ่ึงพดั ดว้ ยความเร็ว ๑๐ ไมล/์ ชว่ั โมงจากทางขวามือ เป็ นตน้
สาหรับในการฝึกยงิ ของทหาร ถา้ กระสุนถูกตวั หุ่นเป้ าไม่วา่ จะเป็นท่ีใดก็ตาม ถือวา่ ได้
คะแนนท้งั สิ้น อยา่ งไรก็ตามครูฝึกควรพยายามปรับใหท้ หารยงิ ใหล้ ูกกระสุนกระจายอยรู่ อบๆ
กากบาทสีขาวในรัศมีประมาณ ๔ ซม. ถา้ ทาได้ และจะตอ้ งเนน้ ใหท้ หารใชก้ ารเล็งท่ีก่ึงกลางจุดสีขาว
ภายในวงกลมสีขาวของตวั เป้ าในแผน่ เป้ าสาหรับการยงิ แบบจบั เวลาน้นั วงกลมสีขาวท่ีอยรู่ องจุด
วงกลมสีขาวกลางตวั เป้ ามีไวเ้ พ่ือการเล็งชดเชยต่อแรงดึงดูดของโลกนน่ั เอง ถา้ ทหารสามารถเลง็ ตรง
ก่ึงกลางวงกลมได้ กระสุนก็จะถูกที่บริเวณกากบาทสีขาวที่อยบู่ นตวั เป้ ารูปหุ่นในระยะของมนั
การนบั คะแนนของเป้ ารูปหุ่นยอ่ ส่วนในระยะ ๒๕๐ เมตร รูปที่ จ - ๑๐ และที่ระยะ ๓๐๐
เมตร รูปท่ี จ – ๑๑ ใหน้ บั ตาบลกระสุนที่ตกกระทบภายในรูปหุ่นคนสีดาและภายในเส้นประดา้ นล่าง
ของตวั หุ่นโดยจะมีระยะความกวา้ งเทา่ กบั รูปตวั หุ่นแตล่ ะระยะ จะมีความแตกตา่ งในระยะส่วนที่เกิน
ออกมาโดยท่ีเป้ ารูปหุ่นยอ่ ส่วนในระยะ ๒๕๐ เมตรจะมีระยะของเส้นประต่อความยาวรูปหุ่นอีก ๑.๖
ซม. และท่ีระยะ ๓๐๐ เมตรจะมีระยะของเส้นประต่อความยาวรูปหุ่นอีก ๑.๓ ซม. ใหถ้ ือวา่ ได้ ๑
คะแนน/๑รอยกระสุน หรือแลว้ แตผ่ ทู้ ่ีจดั การฝึกกาหนด

- ๒๕๓ -
รูปท่ี จ – ๑๐ รูปหุ่นย่อส่วนทร่ี ะยะ ๒๕๐ เมตร

รูปท่ี จ – ๑๑ รูปหุ่นย่อส่วนที่ระยะ ๓๐๐ เมตร

- ๒๕๔ -

ผนวก ฉ

ข้อมูลสำหรับกำรยงิ ประณตี

ผนวกน้ีจะกล่าวในเรื่องตา่ งๆ ที่เกี่ยวขอ้ ง หรือขอ้ มลู ที่จะนามาใชป้ ระกอบในการยงิ ปื นใหม้ ี
ความประณีต และไดผ้ ลการยงิ ที่แม่นยาตอ่ เป้ าหมายท่ีเกิดข้ึนในระยะตา่ งๆ ซ่ึงจะช่วยให้ ครูฝึก/ผฝู้ ึก
สามารถทาการฝึกสอนทหารใหท้ าการยงิ ปลย. ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพซ่ึง ครูฝึก/ผฝู้ ึก จะตอ้ งมีความรู้
และความเขา้ ใจถึง ปัจจยั ในหลายๆ ประการที่ส่งผลกระทบในการใช้ ปลย. เช่น กลอ้ งเลง็ สะทอ้ นภาพ
(MEPRO 21M), ศนู ยเ์ ลง็ สารอง, ผลจากแรงดึงดูดของโลก, ผลของกระแสลม, กฎทางสูงและทางทิศ
และ กระสุนวถิ ี

ตอนที่ ๑

กล้องเลง็ สะท้อนภำพ (MEPRO 21M) และศูนย์เลง็ สำรอง

ทหารทุกนายจะตอ้ งมีความรู้ข้นั พ้นื ฐานเก่ียวกบั ระบบอุปกรณ์เลง็ ของ ปลย. ทาโวร์ ขนาด
๕.๕๖ มม. แบบ ทาร์ ๒๑ เป็ นอยา่ งดีและสามารถที่จะใชง้ านได้ ประกอบดว้ ย

- กลอ้ งเล็งสะทอ้ นภาพ (MEPRO 21M)
- ศูนยเ์ ลง็ สารองท้งั ศูนยห์ นา้ และศูนยห์ ลงั
ฉ-๑ กล้องเลง็ สะท้อนภำพ (MEPRO 21M)
กลอ้ งเลง็ สะทอ้ นภาพ (MEPRO 21M) ติดต้งั อยบู่ นฐานติดต้งั กลอ้ ง ที่อยบู่ นตวั ปื นโดยตรง
มีลกั ษณะเป็นกลอ้ งสะทอ้ นภาพแบบใหแ้ สงจากสองแหล่งกาเนิดของแสง กล่าวคือ ในเวลากลางวนั
กลอ้ งจะใชร้ ะบบรวมแสงสวา่ งตามธรรมชาติดว้ ยใยแกว้ นาแสง (เป็นระบบแสงสวา่ งที่เกิดข้ึนจาก
ภายนอก) ส่วนในเวลากลางคืนใหแ้ สงจากสารทริเธ่ียม (tritium light source) (เป็นระบบแสงสวา่ งท่ี
เกิดข้ึนจากสารเรืองแสงภายนอก) สร้างเป็นจุดเล็งสีแดง (red dot) ไดร้ ับการออกแบบสาหรับเล็งได้
อยา่ งรวดเร็วและยงิ ปื นไดแ้ ม่นยาใชเ้ ล็งไดท้ นั ทีในทุกสภาพของแสงโดยไมต่ อ้ งใชแ้ บตเตอร่ี กลอ้ ง
เลง็ สะทอ้ นภาพ MEPRO 21 M ติดเลนส์ ขนาดเส้นผา่ ศนู ยก์ ลาง ๓๐ มม. รูปที่ ฉ – ๑ จากการ
ทางานของกลอ้ งสะทอ้ นแสงส่งผลใหก้ ลอ้ งมีขอ้ ดีในหลายประการ คือ
- ยา่ นการมองเห็นภาพกวา้ ง
- ทาการยงิ ไดเ้ ร็ว เหมาะสาหรับการรบในเมือง
- เลง็ จบั เป้ าหมายไดร้ วดเร็ว
- ใชง้ านไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพภายใตส้ ภาพท่ีเลวร้าย เช่น อากาศปิ ด การยงิ ขณะที่
สภาพร่างกายเหนื่อยลา้ หรืออยภู่ ายใตค้ วามกดดนั

- ๒๕๕ -

รูปท่ี ฉ - ๑ กล้องเลง็ สะท้อนภำพ MEPRO 21 M
หมำยเหตุ ๑ MOA เท่ากบั วงกลมเส้นผา่ ศนู ยก์ ลางประมาณ ๒.๙๐๘๘๘ ซม. ท่ีระยะ ๑๐๐ เมตร

ควงปรับทางสูง

ควงปรับทางระยะ
รูปท่ี ฉ - ๒ ควงเกลยี วปรับศูนย์ทำงทศิ และทำงสูง (ทำงระยะ)
ก. กำรปรับศูนย์เลง็ ของกล้องเลง็ MEPRO 21 M การปรับศูนยเ์ ลง็ ทางทิศและทางระยะใน
จานวน ๑ คล๊ิก มีคา่ เท่ากบั ๑ ซม.ในระยะ ๒๕ เมตร หรือถา้ ระยะยงิ ๑๐๐ เมตร เท่ากบั ๔ ซม.
๑) การปรับศูนยต์ อ้ งการใหก้ ระสุนสูงข้ึนใหป้ รับหมุนควงเกลียวปรับทางสูงตามลูกศร
(UP) ตอ้ งการใหต้ าบลกระสุนต่าลงดา้ นล่าง หมุนควงปรับทางสูงทวนลูกศรหรือตามเขม็ นาฬิกา ๑
คลิ๊ก มีค่าเทา่ กบั ๑ ซม.

- ๒๕๖ -
๒)การปรับศูนยต์ อ้ งการใหก้ ระสุนตกทางทิศไปทางดา้ นขวาใหห้ มุนควงเกลียวปรับ
ทางทิศตามเขม็ นาฬิกา (R) หรือตอ้ งการเล่ือนตาบลกระสุนตกทางทิศไปทางดา้ นซา้ ยใหห้ มุนควง
เกลียวปรับทางทิศทวนเขม็ นาฬิกา ๑ คล๊ิก มีคา่ เทา่ กบั ๑ ซม.
๓) ในระยะยงิ ๑๐๐ เมตร การปรับศูนยเ์ ลง็ ทางทิศและทางระยะ ๑ คลิ๊กเท่ากบั ๔ ซม.
ข. ศูนย์เลง็ สำรอง ( ศูนย์หน้ำ และศูนย์หลงั )
ศนู ยเ์ ลง็ สารองจะแบ่งออกเป็ น ๒ ส่วน ศนู ยห์ นา้ เป็ นแบบศนู ยแ์ ทง่ และศนู ยห์ ลงั เป็นแบบ
ศนู ยร์ ู ทาการเล็งแบบนง่ั แท่นจะถูกใชก้ ็ตอ่ เม่ือกลอ้ งเล็งสะทอ้ นภาพชารุด

ศูนย์หลงั (ศูนย์รู)พบั เกบ็ กล้องเลง็ สะท้อนภำพ
ศูนย์หน้ำ(แบบแท่ง)พบั เกบ็

รูปที่ ฉ – ๓ ศูนย์หน้ำและศูนย์หลังพบั เกบ็

ศนู ยห์ นา้ เป็นแบบศนู ยแ์ ท่ง และศูนยห์ ลงั เป็นแบบศูนยร์ ู โดยสภาพปกติในขณะท่ีใชก้ ลอ้ ง
เล็งสะทอ้ นภาพในการยงิ ปื นอยนู่ ้นั ศนู ยห์ นา้ จะถูกพบั เกบ็ มาทางดา้ นหลงั ขนานไปกบั ลากลอ้ งปื น
ศูนยห์ ลงั จะถูกพบั เก็บลงมาทางดา้ นขวาในทิศทางตามเขม็ นาฬิกา รูปท่ี ฉ – ๓ ศนู ยเ์ ล็งสารองจะถูก
นามาใชใ้ นการยงิ ปื นมีกรณีเดียวเทา่ น้นั คือ เม่ือ กลอ้ งเล็งสะทอ้ นภาพ เกิดการชารุดไม่สามารถใชก้ าร
ได้

- ๒๕๗ - ศูนย์หน้ำ
ศูนย์หลงั

รูปที่ ฉ – ๔ สภำพศูนย์สำรองทพ่ี ร้อมใช้งำน

จุดเรืองแสง ศูนย์แท่ง

ป่ มุ ล๊อคกระเดอ่ื ง
ปรับทำงระยะ

กระเด่อื งปรับทำงระยะ

ควงเกลยี วปรับทำงทศิ

รูปท่ี ฉ – ๔(ก) ศูนย์หน้ำเป็ นแบบศูนย์แท่ง

- ๒๕๘ -
อธิบายรูปท่ี ฉ – ๔ (ก) ศนู ยส์ ารอง ศนู ยห์ นา้ เป็ นแบบแทง่ ศนู ยห์ นา้ จะมีลกั ษณะเป็นแท่งเรียว
ยาวข้ึนดา้ นบน ปลายไม่แหลม(ปลายตดั ) ดา้ นบนสุดจะมีขนาดความกวา้ งประมาณ ๒.๐๓ มม.
บริเวณขอบบนสุดของศนู ยแ์ ทง่ จะมีจุดสะทอ้ นแสงขนาดประมาณ ๐.๑ มม. มีไวเ้ พ่ือเป็ นจุดอา้ งอิง
ช่วยในการมองใหเ้ ห็นตาแหน่งของศูนยห์ นา้ ท่ีใชก้ ารยงิ ในเวลากลางคืน จะมีกระเด่ืองสาหรับปรับ
ทางสูง และควงเกลียวปรับทางทิศ

ศูนย์หลงั
(ศูนย์รู)

รูปท่ี ฉ – ๔(ข) ศูนย์หลงั เป็ นแบบศูนย์รู

อธิบายรูปท่ี ฉ – ๔ (ข) ศูนยส์ ารอง ศูนยห์ ลงั จะมีลกั ษณะเป็นใบศูนยถ์ ูกพบั เก็บลงมาทางดา้ น
ขวาของปื นจะติดต้งั อยบู่ นแทง่ ศนู ยห์ ลงั ซ่ึงต้งั อยรู่ ะหวา่ ง กลอ้ งเล็งสะทอ้ นภาพ MEPRO 21M และ
ฐานสาหรับติดกลอ้ งเลง็ ในเวลากลางคืน ไมส่ ามารถปรับได้

กรณีที่กลอ้ งเล็งสะทอ้ นภาพไมส่ ามารถใชก้ ารได้ ไม่วา่ จะเกิดมาจากสาเหตุใดก็ตามพลยงิ
จะตอ้ งรีบดาเนินการแกไ้ ขใหป้ ื นสามารถนากลบั มาทาการยงิ ไดอ้ ยา่ งรวดเร็วตาม รูปที่ ฉ – ๔ ซ่ึงน้นั
หมายความวา่ พลยงิ จะตอ้ งทาการปรับศูนยร์ บของศูนยเ์ ลง็ สารองในระยะ ๒๕ เมตรมาแลว้ และ
จะตอ้ งไดร้ ับการฝึกการยงิ ปื นโดยใชศ้ ูนยเ์ ล็งสารองมาแลว้ โดยทาการยิงต่อเป้ าหมายในระยะตา่ งๆ

- ๒๕๙ -
ของแผน่ ภาพเป้ ารูปหุ่นแบบยอ่ ส่วนมาเป็นอยา่ งดี สามารถใชศ้ ูนยส์ ารองไดโ้ ดยไม่ตอ้ งถอดกลอ้ งเลง็
สะทอ้ นภาพออก ใหด้ าเนินการดงั น้ี

- งา้ งศูนยห์ นา้ ข้ึน ๙๐ องศา
- พลิกใบศูนยห์ ลงั ข้ึนมาในทิศทางทวนเขม็ นาฬิกาใหใ้ บศูนยต์ ้งั ข้ึน
การปรับศูนยเ์ ล็งสารอง ปรับไดท้ างทิศและทางระยะ ๑ คลิ๊ก มีค่าเท่ากบั ๑.๔ ซม. มี
วธิ ีการปรับดงั น้ี
- การปรับศูนยท์ างระยะใหใ้ ชป้ ระแจ รูปท่ี ฉ – ๕ ปรับท่ีกระเดื่องปรับทางระยะหมุน
ตามเขม็ นาฬิกากระสุนจะสูงข้ึน หากหมุนทวนตาบลกระสุนจะตกลง
- การปรับศูนยท์ างทิศ ใชป้ ระแจหมุนควงเกลียวปรับทางทิศในทิศทางที่ตอ้ งการหมุน
ควงเกลียวตามเขม็ นาฬิกาจะเล่ือนตาบลกระสุนตกไปทางดา้ นซา้ ย หรือหมุนประแจทวนเขม็ นาฬิกา
จะเลื่อนตาบลกระสุนตกไปทางดา้ นขวา
- เป้ าปรับศูนยเ์ ล็งสารอง ๑ ช่องตารางมีค่าเท่ากบั ๑.๔ ซม.ในระยะ ๒๕ เมตร

หวั รูปตวั ที(T) รูแขวนประแจ

ทา้ ยรูปตวั วาย(Y)

รูปตวั โอ(O) ป่ ุมปลดลอ็ คกระเดื่อง
ปรับทางระยะ

รูปท่ี ฉ – ๕ ประแจปรับศูนย์เลง็ สำรอง

ค. ประแจปรับศูนย์ สาหรับใชใ้ นการปรับศูนยห์ นา้ (ศนู ยแ์ บบแทง่ )ประกอบดว้ ยส่วนต่าง
ดงั น้ี

๑) หวั รูปตวั ที(T) มีลกั ษณะรูปร่างคลา้ ยรูปตวั ที(T)เป็นส่วนท่ีใชใ้ นการหมุนควงเกลียว
ปรับทางทิศ ของศูนยส์ ารอง(ศูนยห์ นา้ ) ท่ีตาแหน่งของฐานของศูนยห์ นา้ รูปที่ ฉ – ๔ (ก)

๒) รูปตวั โอ(O) มีลกั ษณะรูปร่างเป็นรูปวงกลมคลา้ ยรูปตวั โอ(O) เป็นส่วนท่ีใชใ้ นการ
หมุนควงเกลียวปรับทางทิศ ของศูนยส์ ารอง(ศูนยห์ นา้ ) รูปท่ี ฉ – ๔ (ก) ในส่วนรูปตวั โอจะมีความลึก

- ๒๖๐ -
ของท้งั สองดา้ นไม่เท่ากนั ดา้ นที่มีความลึกมากใชส้ าหรับในการกดปรับกระเด่ืองปรับทางระยะ(ทาง
สูง) ดา้ นท่ีมีความลึกนอ้ ยกวา่ จะใชใ้ นการปรับแทง่ ศูนยห์ นา้ เพือ่ ใชใ้ นการปรับใหจ้ ุดเรืองแสงสีเขียว
ที่อยบู่ นยอดแท่งศูนยห์ นา้ หนั เขา้ หาพลยงิ เพ่อื เป็นจุดหรือตาแหน่งที่ช่วยใหพ้ ลยงิ สามารถมองเห็น
ตาแหน่งของศนู ยห์ นา้ ในเวลากลางคืนไดร้ วดเร็ว และง่ายยงิ่ ข้ึน กรณีท่ีกลอ้ งเล็งสารองชารุด และใช้
ศนู ยเ์ ล็งสารองในเวลากลางคืน หรือนามาใชร้ ่วมกบั กลอ้ งเล็งสะทอ้ นภาพ หลงั จากที่ทาการปรับ
ศนู ยห์ นา้ แบบแท่งเรียบร้อยแลว้

๓) ทา้ ยรูปตวั วาย(Y) มีลกั ษณะรูปร่างคลา้ ยรูปตวั ที(Y)เป็นส่วนท่ีใชส้ าหรับในการปรับ
ทางทิศ และทางระยะ ของศนู ยก์ ลอ้ งเลง็ สะทอ้ นภาพ MEPRO 21M ในการหมุนควงเกลียวปรับทาง
ทิศ และทางระยะ รูปที่ ฉ - ๒

๔) ป่ ุมปลดล๊อคกระเด่ืองปรับทางระยะ จะใชใ้ น ๒ วธิ ี คือ
วธิ ีท่ี ๑ ใชก้ ดไปท่ีป่ ุมลอ๊ คกระเด่ืองปรับทางระยะเพ่อื ใหส้ ามารถหมุนกระเดื่องปรับ

ทางระยะไดท้ าใหแ้ ทง่ ศนู ยห์ นา้ เคล่ือนที่ข้ึนลงในแนวดิ่ง (ใชร้ ูปตวั โอดา้ นท่ีลึก)
วธิ ีที่ ๒ ใชก้ ดไปท่ีป่ ุมลอ๊ คกระเดื่องปรับทางระยะเพ่ือให้สามารถหมุนแท่ง

ศนู ยห์ นา้ ในการปรับตาแหน่งของจุดเรืองแสง ท่ีช่วยใหพ้ ลยงิ สามารถมองหาตาแหน่งของยอดแทง่
ศูนยห์ นา้ ในเวลากลางคืน หนั เขา้ หาพลยงิ โดยท่ีแท่งศูนยไ์ มม่ ีการปรับตาแหน่งในทางดิ่งหรือทางสูง
(ใชร้ ูปตวั โอดา้ นท่ีลึกนอ้ ยกวา่ )

ตอนที่ ๒

ผลจำกแรงดงึ ดูดของโลก

ครูฝึก/ผฝู้ ึกทหารทุกนายจะตอ้ งมีความรู้พ้ืนฐานเกี่ยวกบั ผลกระทบของแรงดึงดูดของโลกท่ี
กระทาต่อลูกกระสุนปื น จนทาใหล้ ูกกระสุนปื นเกิดการเปล่ียนแปลงแนวทางเคลื่อนท่ีเม่ือลูกกระสุน
ถูกยงิ ออกจากปากลากลอ้ งปื น
ฉ-๒ ผลกระทบทมี่ ตี ่อลูกกระสุนปื น

เมื่อลูกกระสุนปื นถูกยงิ ออกจากปากลากลอ้ งปื น ลูกกระสุนปื นจะเคล่ือนที่ไปอยา่ งอิสระเมื่อ
เคล่ือนที่ออกพน้ จากปากลากลอ้ งปื นตามกาลงั การจุดระเบิดของดินปื นท่ีบรรจุอยภู่ ายในปลอก
กระสุน และเมื่อลูกกระสุนเคล่ือนที่ออกจากปากลากลอ้ งแลว้ ก็จะถูกแรงดึงดูดของโลกกระทาทนั ที
ทาใหห้ วั กระสุนจะเริ่มเคลื่อนที่ต่าลงในทนั ทีที่พน้ ออกจากปากลากลอ้ งปื น ซ่ึงความเร็วของหวั
กระสุนจะมีมากท่ีสุด ณ ท่ีปากลากลอ้ งปื น ดงั น้นั เม่ือลูกกระสุนเคล่ือนที่พน้ จากปากลากลอ้ งปื นไป
แลว้ อาการการเคลื่อนที่ของลูกกระสุนก็จะเคล่ือนท่ีตกต่าลงไปเรื่อยๆ จนกระท้งั ไปกระทบกบั
พ้นื โลกในรูปที่ ฉ – ๖ จะแสดงใหเ้ ห็นวา่ ลูกกระสุนจะมีอาการเคล่ือนที่ตกต่าลงในระยะเวลามากกวา่
๑/๓ วนิ าที ลูกกระสุนจะเคล่ือนที่ตกต่าลงประมาณ ๒๔ นิ้ว

ในระยะ ๒๕ เมตรแรกน้นั ลูกกระสุนจะเคล่ือนท่ีดว้ ยความเร็วประมาณ ๙๖๐ เมตรตอ่ วนิ าที
และในช่วง ๒๕ เมตร สุดทา้ ยในรูปท่ี ฉ – ๖ เมื่อลูกกระสุนเคล่ือนที่ไปไดป้ ระมาณ ๒๗๕ ถึง

- ๒๖๑ -
๓๐๐ เมตร ความเร็วของลูกกระสุนจะลดเหลือประมาณ ๖๓๐ เมตรตอ่ วินาที แรงดึงดูดของโลกจะทา
ใหล้ ูกกระสุนตกลงเร่ือยๆ ในขณะท่ีเวลาที่ลูกกระสุนเคล่ือนที่ในอากาศมีระยะเวลามากข้ึน ผลกระทบ
จากแรงลมในอากาศ ความช้ืน เป็นผลใหค้ วามเร็วของลูกกระสุนลดลงไปดว้ ย

ขีดแตล่ ะขีดตามเส้นแนวระดบั จะแสดงระยะทุกๆ ๒๕ เมตร ส่วนเส้นตรงในแนวดิ่งทางซา้ ย
ของรูปท่ี ฉ – ๖ จะแสดงอาการตกของลูกกระสุนปื นเป็ นนิ้วตามตวั อยา่ ง ถา้ ดูท่ีระยะ ๕ นิ้วแลว้
ลากเส้นตามแนวระดบั มาจนพบเส้นโคง้ จากน้นั เม่ือลากเส้นข้ึนไปตามแนวด่ิงก็จะไปตดั กบั เส้น
แสดงระยะการเดินทางของกระสุนที่ระยะ ๑๕๐ เมตร และเม่ือดูทางขวาสุดของรูปที่ ฉ- ๖ ก็จะเห็นวา่
ลูกกระสุนใชเ้ วลาเดินทางในอากาศเป็นระยะเวลา ๐.๑๗ วนิ าที จากระยะ ๑๕๐ เมตรถึงระยะ ๑๗๕
เมตร ลูกกระสุนจะเคล่ือนท่ีตกต่าลงมาอีก ๒ นิ้ว ในขณะท่ีลูกกระสุนเดินทางในทางระดบั เป็น
ระยะทาง ๒๕ เมตรใชร้ ะยะเวลาในการเดินทาง ๐.๐๓ วนิ าที

รูปที่ ฉ – ๖ ตัวอย่ำงผลกระทบจำกแรงดงึ ดูดของโลกและเวลำเดินทำงของกระสุน

- ๒๖๒ -
ก. กำรเลง็ ทไี่ ม่มีกำรชดเชยแรงดงึ ดูดของโลก ( รูปที่ ฉ – ๗ )
การเล็งท่ีไมม่ ีการชดเชยแรงดึงดูดของโลก เป็นลกั ษณะอาการเล็งท่ีจะแสดงใหเ้ ห็นท่ีชดั เจน
วา่ ลูกกระสุนปื นเม่ือเคล่ือนออกจากปากกระบอกปื นแลว้ จะถูกแรงแรงหน่ึงกระทา(แรงดึงดูดของ
โลก)ที่ทาใหล้ ูกกระสุนปื นเคล่ือนท่ีไปในอากาศ ในลกั ษณะตกต่าลงเขา้ สู่พ้นื โลกทนั ที โดยการเลง็
ท่ีวา่ น้ีจะมีลกั ษณะของการเล็งปื นโดยจะมีเส้นการเลง็ แนวลากลอ้ งปื นที่ขนานกนั และขนานไปกบั
พ้นื โลก ซ่ึงในการทาการยงิ ในลกั ษณะน้ีจะทาใหอ้ าการการเคลื่อนที่ของลูกกระสุนเปลี่ยนแปลง เพอื่
การทาความเขา้ ใจจึงกาหนดใหก้ ารเคลื่อนท่ีแบง่ เป็น ๒ ระยะคือ

๑) ในระยะแรก เมื่อลูกกระสุนเคล่ือนที่ออกจากปากกระบอกปื น ณ ขณะน้นั ดว้ ย
ความเร็ว ๙๖๐ฟุต/วนิ าที จะเป็นความเร็วที่จะสามารถต่อตา้ นแรงดึงดูดของโลกโดยจะเคลื่อนท่ีขนาน
ไปกบั แนวเส้นเลง็ ในระยะหน่ึง

๒) ในระยะทส่ี อง เม่ือลูกกระสุนเคลื่อนท่ีออกจากปากกระบอกปื น ในระยะหน่ึงแลว้
ปัจจยั ภายนอกจะทาใหล้ ูกกระสุนเคลื่อนที่ชา้ ลง เมื่อความเร็วชา้ ลง ความสามารถท่ีจะต่อตา้ นแรง
ดึงดูดของโลก กล็ ดนอ้ ยลงตามลาดบั ทาใหล้ ูกกระสุนเคลื่อนที่ห่างจากปากกระบอกปื น จะเริ่ม
เคล่ือนท่ีลดต่าลง และจะตกลงสู่พ้ืนโลก

แนวเส้ นสำยตำ
แนวแกนลำกล้อง
แนวกระสุนวถิ ี

รูปท่ี ฉ- ๗ แสดงภำพกำรเคล่อื นทข่ี องกระสุน
ทกี่ ำรเล็งไม่ชดเชยแรงดงึ ดูดของโลก

อธิบายรูปท่ี ฉ-๗ แสดงแนวแกนลากลอ้ ง และแนวสายตา(เส้นเล็ง) ที่ขนานกนั ผลจากแรง
โนม้ ถ่วงทาใหแ้ นวกระสุนวถิ ีต่าลงจากแนวแกนลากลอ้ ง

- ๒๖๓ -

ข. กำรเลง็ ทม่ี กี ำรชดเชยแรงดงึ ดูดของโลก ( รูปที่ ฉ – ๘ )
ในการยงิ เป้ าหมายอยา่ งเร่งด่วน หรือในระยะที่จะตอ้ งมีการชดเชยแรงดึงดูดของโลก เพ่อื ให้
ลูกกระสุนไปกระทบยงั เป้ าหมายตามระยะท่ีพลยงิ ตอ้ งการ
ความมุง่ หมายของการปรับศูนยร์ บ คือ การคน้ หาระยะยา่ นกลางระยะหน่ึงของการยงิ ปื น เพ่ือ
ทาการปรับศนู ยข์ องปื น เรียกวา่ ศูนยร์ บ สาหรับใชอ้ าวธุ ปลย.ทาการยงิ ต่อเป้ าหมายในทุกระยะของ
เป้ าหมายท่ีเกิดข้ึนโดยไม่มีการปรับศูนยข์ องปื น หรือถา้ หากมีการปรับเปล่ียนก็จะดาเนินการ
ปรับเปลี่ยนจุดหรือตาบลเล็งนอ้ ยท่ีสุด จากการศึกษาเร่ืองของกระสุนวถิ ีทาใหท้ ราบวา่ ระยะท่ีมีความ
เหมาะสมที่สุดที่จะใชย้ งิ ต่อเป้ าหมายที่เกิดข้ึนในทุกระยะต้งั แต่ ๐ ถึง ๓๐๐ เมตร
การเลง็ ท่ีมีการชดเชยแรงดึงดูดของโลก เป็นลกั ษณะอาการเลง็ ท่ีจะแสดงใหเ้ ห็นวา่ ลูกกระสุน
ปื นเมื่อเคลื่อนที่ออกจากปากกระบอกปื นแลว้ จะถูกแรงกระทาที่ทาใหล้ ูกกระสุนปื นเคล่ือนท่ีไปใน
อากาศ ในลกั ษณะตกต่าลงเขา้ สู่พ้ืนโลกทนั ที โดยจะมีลกั ษณะของการเลง็ ปื นโดยจะมีเส้นการเล็ง
แนวลากลอ้ งปื นที่ไมข่ นานกนั และไม่ขนานไปกบั พ้ืนโลก ซ่ึงในการยงิ ในลกั ษณะน้ีจะทาใหอ้ าการ
การเคล่ือนท่ีของลูกกระสุนมีการเปลี่ยนแปลง เพอ่ื ใหเ้ กิดความเขา้ ใจจึงแบ่งระยะอาการเคลื่อนที่ของ
ลูกกระสุนเป็น ๔ ระยะดงั น้ี

๑) ในระยะแรก ลูกกระสุนจะเคลื่อนที่ดว้ ยความเร็วสูงสุดที่ความเร็ว ณ ปากลากลอ้ งปื น
ขณะน้นั ประมาณ ๙๖๐ เมตรตอ่ วนิ าทีโดยจะเคล่ือนท่ีขนานไปกบั แนวเส้นเลง็ ในระยะแรก

๒) ในระยะทส่ี อง ลูกกระสุนจะเริ่มเคลื่อนท่ีสูงข้ึนในลกั ษณะตอ่ ตา้ นแรงดึงดูดของโลก
ไปตดั แนวเส้นการเล็ง(เป้ าหมาย)ท่ีระยะ ๔๑ เมตร

๓) ในระยะทสี่ ำม ลูกกระสุนจะเคลื่อนท่ีไปยงั จุดสูงสุด ระยะห่างจากเส้นการเล็งในทาง
ดิ่งที่ระยะประมาณ ๑๗ ซม. เป็นจุดท่ีลูกกระสุนไมส่ ามารถเอาชนะแรงดึงดูดของโลกไดแ้ ลว้ จะเริ่ม
เคลื่อนที่ลดต่าลง

๔) ในระยะทส่ี ่ี เมื่อลูกกระสุนเคล่ือนท่ีตกต่าตามแรงดึงดูดของโลก ไปตดั แนวเส้นการ
เล็งอีกคร้ังตามแนวเส้นการเล็ง เป็นจุดท่ีห่างจากปากลากลอ้ งปื น ๓๐๐ เมตร และจะตกลงสู่พ้นื โลก

- ๒๖๔ -

แนวเส้ นสำยตำ
แนวแกนลำกล้อง
แนวกระสุนวถิ ี

รูปที่ ฉ-๘
แสดงภำพกำรเคลอ่ื นทข่ี องกระสุนทกี่ ำรเลง็ มีกำรชดเชยแรงดงึ ดูดของโลก
อธิบายรูปที่ ฉ-๘ แสดงแนวแกนลากลอ้ งที่สูงจากแนวเส้นสายตา (เส้นเล็ง) ผลของแรงโนม้ ถ่วงจะ
ทาให้ กระสุนถูกบริเวณยา่ นกลางใหส้ งั เกตแนวเส้นสายตา แนวแกนลากลอ้ งและแนวกระสุนวถิ ีจะบรรจบ
กนั ที่ระยะ ๔๑ เมตร

ตอนท่ี ๓
ผลของกระแสลม

ผฝู้ ึกและครูฝึกพลแม่นปื น ตอ้ งมีความรู้ในเร่ืองผลของกระแสลมท่ีมีตอ่ อาการเคลื่อนท่ีของ
กระสุนในอากาศ และทหารก็จะตอ้ งมีความรู้ในเรื่องการเล็งเพ่ือชดเชยหรือแกไ้ ขตอ่ ผลของกระแสลม
น้นั ดว้ ย การสอนในเรื่องดงั กล่าวน้ีมีความจาเป็นมากสาหรับการฝึกยงิ ปื นและการฝึกอื่นๆ ที่
เกี่ยวขอ้ งกบั การยงิ ปื น ผลของกระแสลมน้นั คงมีความคลา้ ยคลึงกบั ผลจากแรงดึงดูดของโลก
กล่าวคือ เม่ือระยะเพิม่ มากข้ึน ผลกระทบก็จะเพ่ิมมากข้ึนตามไปดว้ ย
ฉ-๓ ควำมเร็วและทศิ ทำงของลม

ผลของกระแสลมจะมีมากนอ้ ยเพยี งใดน้นั ข้ึนอยกู่ บั ความเร็วและทิศทางของลม สาหรับ
นกั ยงิ ปื นจะแบ่งประเภทของลมไปตามทิศทางการพดั ท่ีทามุมกบั แนวตรงจากนกั ยงิ ปื นไปยงั แนวเป้ า
โดยการใชร้ ะบบนาฬิกาจะแบง่ ทิศทางและค่าความเร็วของกระแสลมได้ (รูปท่ี ฉ-๗) ลมท่ีพดั มาจาก

- ๒๖๕ -
ทางซา้ ย (๙ นาฬิกา) หรือทางขวา (๓ นาฬิกา) จะถูกเรียกวา่ “ลมที่มีคา่ เตม็ ” เพราะวา่ มีผลต่อกระสุน
มากท่ีสุด ส่วนลมท่ีพดั ในทิศทางที่ทามุมกบั พ้นื ท่ีดา้ นหนา้ และดา้ นหลงั จะถูกเรียกวา่
“ลมท่ีมีคา่ คร่ึง” เพราะวา่ จะมีผลประมาณคร่ึงหน่ึงของผลจากลมท่ีมีคา่ เตม็ และสาหรับลมท่ีพดั ใน
ทิศทางจากดา้ นหนา้ ไปดา้ นหลงั หรือในทางกลบั กนั จะถูกเรียกวา่ “ลมท่ีไมม่ ีค่า” เพราะวา่ มี
ผลกระทบต่อการเปลี่ยนทิศทางของกระสุนไดน้ อ้ ยมากเกินกวา่ ที่จะนามาพิจารณา

ในรูปท่ี ฉ- ๑๐ จะแสดงใหเ้ ห็นวา่ ผลของกระแสลมน้นั มีความคลา้ ยคลึงกบั ผลจากแรงดึงดูด
ของโลก กล่าวคือ เม่ือระยะเพิ่มมากข้ึนผลกระทบกจ็ ะเพมิ่ มากข้ึน

ลมท่ีพดั ดว้ ยความเร็ว ๑๐ ไมล/์ ชว่ั โมง จะเปล่ียนแปลงทิศทางของกระสุนประมาณ ๑/๒ นิ้ว
ในระยะ ๒๕ เมตร และประมาณ ๔๖ นิ้ว ในระยะ ๔๗๕ เมตร (ดว้ ยการใชข้ อ้ มลู ดงั กล่าวจะสามารถ
คานวณหาผลของกระแสลมไดใ้ นทุกลกั ษณะ)

ลมที่พดั จากทางซา้ ยพากระสุนไปทางขวา
ลมท่ีพดั จากทางขวาพากระสุนไปทางซา้ ย

รูปท่ี ฉ-๙
กำรใช้ระบบนำฬิกำเพอ่ื แบ่งประเภทของทศิ ทำงและค่ำของกระแสลม

- ๒๖๖ -
ลมท่ีพดั ดว้ ยความเร็วมากกวา่ จะพากระสุนใหเ้ ปล่ียนทิศทางอยา่ งเป็นระบบ-ลมที่พดั ดว้ ย
ความเร็ว ๑๕ ไมล/์ ชวั่ โมง จะทาใหก้ ระสุนเปล่ียนทิศทางประมาณ ๑ ๑/๒ เทา่ ของลม ๑๐ ไมล/์ ชว่ั โมง
ทหารจะสามารถคานวณหาผลกระทบของกระแสลมจากการใชข้ อ้ มูลดงั กล่าวน้ี

ควำมเร็วลม ๑๐ ไมล์/ชั่วโมง

รูปที่ ฉ-๑๐
ตัวอย่ำงของผลจำกกระแสลมทมี่ ีควำมเร็ว ๑๐ ไมล์/ช่ัวโมง

- ๒๖๗ -
ผลของกระแสลมจะเพ่ิมมากข้ึนตามระยะทาง และมีความสมั พนั ธ์อยา่ งเป็นระบบกบั
ความเร็ว ตวั อยา่ งเช่น ลมที่มีค่าเตม็ ความเร็ว ๕ ไมล/์ ชวั่ โมง จะมีผลเทา่ กบั คร่ึงหน่ึงของท่ีแสดงไวใ้ น
รูปที่ ฉ- ๑๐ นนั่ คือ จะเปลี่ยนทิศทางของกระสุนเป็ นระยะ ๕ นิ้ว ในระยะทาง ๒๕๐ เมตร เป็ นตน้ ลม
ท่ีพดั ดว้ ยความเร็วมากกวา่ ๑๐ ไมล/์ ชวั่ โมง ประมาณ ๑ ๑/๒ เทา่ กจ็ ะเปล่ียนทิศทางของกระสุนเป็น
ระยะ ๗ ๑/๒ นิ้ว ในระยะทาง ๑๗๕ เมตร กฎดงั กล่าวน้ีสามารถนาไปใชก้ บั ลมที่มีคา่ คร่ึงหน่ึงได้
เช่นกนั ตวั อยา่ งเช่น ลมท่ีมีคา่ คร่ึงพดั ดว้ ยความเร็ว ๕ ไมล/์ ชว่ั โมง กจ็ ะเปลี่ยนทิศทางของกระสุนไป
ประมาณ ๑/๔ เทา่ ของท่ีแสดงไวใ้ นรูปที่ ฉ- ๑๐ นน่ั คือ ๓ ๓/๔ นิ้ว ในระยะ ๓๐๐ เมตร
ก. วธิ ีกำรจำง่ำยๆ ทใ่ี ช้

กรณีท่ีกระแสลมพดั ดว้ ยความเร็ว ๑๐ ไมล/์ ชวั่ โมง จะเปลี่ยนทิศทางของกระสุนไป ๑๐ นิ้ว
ในสนามปรับศนู ยร์ บระยะ ๒๕๐ เมตร ถา้ เรานาเอาขอ้ มูลน้ีไปใชใ้ นสนามระยะมาตรฐาน ซ่ึงมีเป้ าอยู่
ท่ีระยะ ๗๕, ๑๗๕ และ ๓๐๐ เมตร ก็จะจาไดง้ ่ายๆ วา่ ลม ๑๐ ไมล/์ ชว่ั โมง เปลี่ยนทิศทางของกระสุน
เป็นระยะ ๑, ๕, ๑๐ และ ๑๕ นิ้ว ในระยะยงิ ๗๕, ๑๗๕, ๒๕๐ และ ๓๐๐ เมตร ตามลาดบั ตวั เลข
ต่างๆ เหล่าน้ีจะเปลี่ยนแปลงไปเม่ือเราคิดความเร็วของลมเป็น ๑ ไมล/์ ชวั่ โมง จะไดผ้ ลดงั น้ี ๑/๑๐ นิ้ว
ในระยะ ๗๕ เมตร, ๑/๒ นิ้ว ในระยะ ๑๗๕ เมตร, ๑ นิ้ว ในระยะ ๒๕๐ เมตร และ ๑ ๑/๒ นิ้ว ในระยะ
๓๐๐ เมตร เมื่อทาไดเ้ ช่นน้ีเราก็จะสามารถคานวณผลของแรงลมตามความเร็วที่พดั ไดโ้ ดยใชต้ วั คูณ
ตามความเร็วท่ีเราวดั ไดน้ นั่ เอง

ข. กำรวดั ควำมเร็วลม

ถา้ หากเราใชเ้ คร่ืองมือวดั ความเร็วของลมกจ็ ะไดต้ วั เลขที่ถูกตอ้ งใกลเ้ คียงความเป็นจริงมาก
แตถ่ า้ ไม่มีเครื่องมือดงั กล่าวกส็ ามารถใชว้ ธิ ีการตา่ งๆ ดงั ต่อไปน้ี

ค. กำรสังเกตชำยธง
ใหท้ หารสงั เกตดูชายธงหรือปลายผา้ ท่ีผกู ติดอยทู่ ่ีเสาธง ทหารจะตอ้ งใชก้ ารสังเกตดูวา่ ชายธง
น้นั ทามุมก่ีองศากบั เสาธง ตามรูปที่ ฉ - ๑๑ จากน้นั ใหน้ าเอาจานวนองศาที่ประมาณไดไ้ ปหารดว้ ย ๔
ผลลพั ธ์ที่ไดจ้ ะเป็นความเร็วของลม มีหน่วยเป็ น ไมล/์ ชวั่ โมง

- ๒๖๘ -

รูปที่ ฉ – ๑๑ กำรสังเกตชำยธง
อธิบายรูปที่ ฉ-๑๑ ธงน้ีจะตอ้ งอยทู่ ่ีแนวเป้ า แนวยงิ และระหวา่ งทาง เพื่อทหารจะ
ไดส้ งั เกต
เปรียบเทียบการพดั ของลม
ง. กำรใช้นิว้ ชี้ ในกรณีที่ไม่สามารถมองเห็นธงได้ กใ็ หท้ หาร ๑ คน ใชก้ ระดาษหรือวตั ถุ
เบาๆ เช่น เศษผา้ , ใบไม้ ฯลฯ ถือไวใ้ นแนวหวั ไหล่ แลว้ ปล่อยวตั ถุน้นั ใหล้ มพดั พาไปจนตกถึงพ้ืนดิน
จากน้นั ใชม้ ือช้ีไปยงั จุดท่ีวตั ถุน้นั ตกถึงพ้นื ทหารคนอ่ืนๆ สังเกตดูมุมท่ีแขนของทหารท่ีช้ีไปท่ีพ้นื
ประมาณเป็นจานวนองศา แลว้ นาตวั เลขท่ีไดไ้ ปหารดว้ ย ๔ ตามท่ีแสดงใน รูปที่ ฉ - ๑๒ ไดเ้ ป็น
ความเร็ว ไมล/์ ชว่ั โมง แตว่ ธิ ีการน้ีจะใชไ้ ดผ้ ลเฉพาะบนแนวยงิ หรือบริเวณท่ีใกลๆ้ กบั แนวยงิ เทา่ น้นั

- ๒๖๙ -

รูปท่ี ฉ – ๑๒ กำรใช้นิว้ มือชี้
จ. กำรสังเกตส่ิงรอบตวั ในกรณีท่ีไมส่ ามารถใชว้ ธิ ีการ ๒ วธิ ีดงั กล่าวแลว้ ได้ ใหท้ หารใชก้ าร
สงั เกตส่ิงตา่ งๆ รอบตวั เพ่ือคานวณหาความเร็วของลม ดงั น้ี

๑) ลมท่ีพดั ดว้ ยความเร็วต่ากวา่ ๓ ไมล/์ ชว่ั โมง จะไม่ทาใหท้ หารรู้สึกไดเ้ ท่าใดนกั แต่
ทหารอาจสงั เกตเห็นไดจ้ ากกลุ่มควนั ท่ีลอยในอากาศ

๒) ลมท่ีพดั ดว้ ยความเร็ว ๓ ถึง ๕ ไมล/์ ชว่ั โมง จะทาใหท้ หารรู้สึกวา่ มีลมปะทะหนา้
เล็กนอ้ ย

๓) ลมท่ีพดั ดว้ ยความเร็ว ๕ ถึง ๘ ไมล/์ ชว่ั โมง จะทาใหใ้ บไมบ้ นตน้ ไมเ้ คล่ือนไหวไปมา
๔) ลมท่ีพดั ดว้ ยความเร็ว ๘ ถึง ๑๒ ไมล/์ ชวั่ โมง จะทาใหฝ้ ่ นุ ที่พ้ืนดินและวตั ถุเบาๆ เช่น
กระดาษลอยตวั ข้ึน
๕) ลมท่ีพดั ดว้ ยความเร็ว ๑๒ ถึง ๑๕ ไมล/์ ชวั่ โมง จะทาใหต้ น้ ไมเ้ ลก็ ๆ โยกไปมา
กระแสลมน้นั มีความแปรปรวนมาก และในบางคร้ังยงั มีความแตกตา่ งกนั ในระหวา่ งกระแส
ลมท่ีแนวยงิ และที่แนวเป้ า ในบางโอกาสกระแสลมยงั ถูกตน้ ไม้ พุม่ ไม้ หรือภูมิประเทศอื่นๆ กีดขวาง
นอกจากน้ี ความเร็วของกระแสลมในขณะท่ีทาการวดั ยงั อาจไมเ่ ทา่ กบั ขณะทาการยงิ ปื น ดงั น้นั ครูฝึก
จึงตอ้ งใหค้ วามรู้กบั ทหารในเรื่องน้ีอยา่ งละเอียด ทหารตอ้ งมีความรู้ในเรื่องผลกระทบจากแรงลมพดั
ท่ีทาใหก้ ระสุนหนั เหทิศทางการเคล่ือนที่ แตจ่ ะตอ้ งไม่ทาการเลง็ เผือ่ หรือปรับตาบลเล็งมากเกินไปจน
เป็นสาเหตุใหย้ งิ ผดิ เป้ า

- ๒๗๐ -
ฉ. กำรปรับตำบลเลง็ ในการยงิ ปื นทานองรบหรือการยงิ บนั ทึกผลทหาร ไมค่ วรใชก้ ารปรับ
ศูนยเ์ พอ่ื แกท้ ิศทางลม เพราะไม่มีเวลามากพอเพียงท่ีจะทาอยา่ งน้นั ดงั น้นั ทหารจึงตอ้ งใชเ้ ทคนิคการ
เลง็ เผอื่ หรือเล็งดกั เพ่ือชดเชยกระแสลม ในรูปที่ ฉ – ๑๓ และ รูปที่ ฉ – ๑๔ แสดงใหเ้ ห็นถึงการจดั
ภาพการเลง็ เพอื่ ชดเชยกระแสลมท่ีพดั ดว้ ยความเร็ว ๑๐ ไมล/์ ชวั่ โมง (คา่ เตม็ ) ซ่ึงการใชภ้ าพการเล็ง
เหล่าน้นั ในแต่ละระยะทาใหท้ หารสามารถยงิ ถูกก่ึงกลางเป้ าหมายได้

รูปท่ี ฉ – ๑๓ กำรจัดวำงจุดสีแดงของกล้อง MEPRO 21 M

รูปที่ ฉ – ๑๔ กำรจัดวำงศูนย์สำรอง(ศูนย์หน้ำ)

- ๒๗๑ -
ในระยะ ๑๐๐ เมตร กระแสลมจะมีผลตอ่ กระสุน ปลย. นอ้ ยมาก แต่ในระยะ ๑๕๐ เมตร เมื่อ
กระแสลมพดั แรงทหารควรใชก้ ารปรับตาบลเล็งเพอ่ื ใหก้ ระสุนถูกเป้ าหมาย ผลของกระแสลมจะ
เพิ่มข้ึนอยา่ งเป็ นระบบ ซ่ึงสัมพนั ธ์กบั ความเร็วในการพดั กล่าวคือ ลมท่ีพดั ดว้ ยความเร็ว ๕ ไมล/์
ชวั่ โมง จะมีผลคร่ึงหน่ึงของลมที่พดั ดว้ ยความเร็ว ๑๐ ไมล/์ ชว่ั โมง และลมท่ีพดั ดว้ ยความเร็ว ๒๐
ไมล/์ ชว่ั โมง จะมีผลเป็น ๒ เทา่ ของลมท่ีพดั ดว้ ยความเร็ว ๑๐ ไมล/์ ชวั่ โมง
ทหารจะตอ้ งปรับการเลง็ เพ่ือชดเชยผลของกระแสลม ถา้ ทหารยงิ พลาดเป้ าในขณะที่ลมพดั มา
จากทางขวา ทหารคนน้นั ก็ควรเลง็ แกม้ าทางขวาสาหรับการยงิ นดั ต่อไป วธิ ีการปรับการเลง็ ในข้นั ตน้
กค็ ือ การแบง่ ศูนย์ [จุดเล็งสีแดง (red dot) , ศนู ยส์ ารอง(ศูนยห์ นา้ )] ออกเป็น ๒ ส่วน โดยใชข้ อบของ
เป้ าหมายทางดา้ นท่ีกระแสลมพดั มา
ในข้นั แรกทหารใหมค่ วรใชก้ ารเลง็ ที่ก่ึงกลางเป้ าหมาย และเม่ือแน่ใจวา่ กระแสลมเป็นสาเหตุ
ท่ีทาใหย้ งิ พลาดเป้ า ทหารกค็ วรใชก้ ารปรับการเล็งหรือเล็งเผอื่ ในนดั ต่อไป จนเมื่อทหารคนน้นั ไดร้ ับ
การฝึกจนชานาญแลว้ จึงสามารถใชก้ ารเล็งเผอ่ื ในการยงิ นดั แรกได้ แตป่ ระการสาคญั ที่ทหารควรจะ
ระลึกอยเู่ สมอก็คือ เม่ือเกิดการสบั สนหรือแกป้ ัญหาไม่ตก ใหท้ าการเล็งที่ก่ึงกลางเป้ าหมายไวก้ ่อน

ตอนท่ี ๔

กฎทำงสูงและทำงทศิ

กฎทางสูงและทางทิศมีใจความสาคญั กค็ ือ การใชก้ ารปรับระบบของเคร่ืองเล็งของกลอ้ งเล็ง
สะทอ้ นภาพ(MEPRO 21M)และศูนยส์ ารอง(ศนู ยห์ นา้ ) ในตาแหน่งท่ีใชใ้ นการปรับเพื่อเคลื่อนยา้ ย
ตาบลกระสุนตกในจานวน ๑ คลิ๊ก เพ่ือยา้ ยตาบลกระสุนถูกเป้ าหมายไปในระยะหน่ึง สาหรับระยะยงิ
ที่เป็นมาตรฐานแต่ละระยะ ตวั อยา่ งเช่น ในระยะยงิ ที่ ๒๕ เมตร การปรับทางทิศ และทางระยะจะใช้
สูตรในการคานวณหาตาบลกระสุนท่ีเปล่ียนไปดงั น้ี

- การปรับทางทิศ : ระยะตาบลกระสุนเปล่ียนไป = ระยะยงิ /๒๕xระยะของตาบลกระสุน
ท่ีเปลี่ยนไปในระยะ ๒๕ เมตร( ๑ คล๊ิก )

- การปรับทางสูง : ระยะตาบลกระสุนเปลี่ยนไป= ระยะยงิ /๒๕xระยะของตาบลกระสุน
ที่เปล่ียนไปในระยะ ๒๕ เมตร( ๑ คล๊ิก )
ฉ-๔ กล้องเล็งสะท้อนภำพ (MEPRO 21M)

เป็นเคร่ืองควบคุมการยงิ ที่ติดต้งั อยบู่ นตวั ปื น จะมีป่ ุมควงเกลียวสาหรับใชใ้ นการปรับทางทิศ
และทางระยะโดยการปรับป่ ุมควงเกลียวท้งั ทางทิศ และทางระยะจะมีค่าการเปล่ียนแปลงท่ีเทา่ กนั
หมายความวา่ ในจานวน ๑ คล๊ิก ในระยะ ๒๕ เมตร จะทาใหต้ าบลกระสุนถูกเป้ าเปลี่ยนแปลงไป ๑
ซม. ฉะน้นั คา่ ของการเปล่ียนของระยะตาบลกระสุนท่ีเปล่ียนไปท้งั ทางทิศและทางระยะจะมีค่าเทา่ กนั
เน่ืองจากค่าของ ๑ คล๊ิก ในระยะ ๒๕ เมตร กระสุนจะเปลี่ยนไป ๑ ซม.ตารางการปรับทางทิศและทาง
ระยะ เช่น

- ๒๗๒ -
ก. กำรคำนวณ : เมื่อทาการยงิ ตอ่ เป้ าหมายที่ระยะ ๒๕ เมตร, ๗๕ เมตร และ ๑๐๐ เมตรจะทา
ใหร้ ะยะตาบลกระสุนเปลี่ยนไปเท่าไร

๑) กำรปรับทำงทศิ
ระยะตาบลกระสุนเปลี่ยนไป = ๒๕ เมตร/๒๕x ๑ ซม. = ๑ ซม.
ระยะตาบลกระสุนเปลี่ยนไป = ๗๕ เมตร/๒๕x ๑ ซม. = ๓ ซม.
ระยะตาบลกระสุนเปลี่ยนไป = ๑๐๐ เมตร/๒๕x ๑ ซม. = ๔ ซม.

๒) กำรปรับทำงระยะ
ระยะตาบลกระสุนเปลี่ยนไป = ๒๕ เมตร/๒๕x ๑ ซม. = ๑ ซม.
ระยะตาบลกระสุนเปลี่ยนไป = ๗๕ เมตร/๒๕x ๑ ซม. = ๓ ซม.
ระยะตาบลกระสุนเปล่ียนไป = ๑๐๐ เมตร/๒๕x ๑ ซม. = ๔ ซม.

ตารางการปรับคา่ ระยะทำงทิศและทำงระยะ

กล้องเลง็ สะท้อนภำพ(MEPRO 21M)

ระยะทท่ี ำกำรยงิ (เมตร) ตำบลลกู กระสุนกระทบเป้ ำที่เปลยี่ นไป(ซม.)

๒๕ ๑

๕๐ ๒

๗๕ ๓

๑๐๐ ๔

๑๒๕ ๕

๑๕๐ ๖

๑๗๕ ๗

๒๐๐ ๘

๒๒๕ ๙

๒๕๐ ๑๐

๒๗๕ ๑๑

๓๐๐ ๑๒

๓๒๕ ๑๓

๓๕๐ ๑๔

๓๗๕ ๑๕

๔๐๐ ๑๖

๔๒๕ ๑๗

๔๕๐ ๑๘

- ๒๗๓ -

จากตารางการปรับคา่ ระยะทางทิศและทางระยะดา้ นบนของกล้องเลง็ สะท้อนภำพ(MEPRO

21M)จะเห็นวา่ ตาบลกระสุนที่กระทบเป้ าหมายจะมีคา่ เปล่ียนไป เป็นผลท่ีไดจ้ ากการคานวณหาระยะ

ตามสูตรขา้ งตน้ ในการคานวณหาระยะวา่ ๑ คลิ๊ก ของการปรับทางทิศและทางระยะ จะยา้ ยตาบล

กระสุนถูกเป้ าไปก่ีเซนติเมตรในระยะการยงิ ต่างๆ ของตาราง และของทุกๆ ระยะ ๒๕ เมตร ตาบล

กระสุนจะเปลี่ยนไปจานวน ๑ ซม. หมายความวา่ ถา้ ทาการยงิ ตอ่ เป้ าหมาย ณ จุดเดิมแลว้ ที่ระยะของ

เป้ าหมายท่ีเปลี่ยนไปทุกๆ ๒๕ เมตร แลว้ จะทาใหต้ าบลกระสุนกระทบเป้ ามีการเปล่ียนแปลงในทาง

ทิศทางระยะมีค่าเท่ากบั ๑ ซม.

ข. กำรคำนวณหำจำนวนคลกิ๊ กล้องเลง็ สะท้อนภำพ

การคานวณจานวนคล๊ิกจะเป็ นการแสดงตวั อยา่ ง การเกิดข้ึนของกลุ่มกระสุนในแตล่ ะกรณีท่ี

นามา เพื่อใชใ้ นการศึกษาการหาจานวนคล๊ิกในการปรับกลอ้ งเลง็ สะทอ้ นภาพ โดยใชเ้ ป้ าปรับศูนยร์ บ

ปลย. ทาโวร์ ในสนามทราบระยะ ๒๕ เมตร

การพิจารณานาตวั เลขที่ใชเ้ คร่ืองมือวดั ท่ีมีอยู่ ไดม้ าตราส่วนเป็นเซ็นติเมตร เพื่อใชใ้ นการ

คานวณในการหาค่าจานวนคลิ๊กการปรับยา้ ยตาบลกระสุนตกใหต้ กกระทบบนแผน่ เป้ าตามตาแหน่งที่

ตอ้ งการ ซ่ึงจะมีการปรับยา้ ยในแนวระดบั และในแนวดิ่ง หลงั จากที่พลยงิ ดาเนินกรรมวธิ ีหาจุด

ศนู ยก์ ลางของกลุ่มกระสุนโดยการใชก้ ระสุนจานวน ๓ หรือ ๕ นดั ในการยงิ ปรับศูนยร์ บ เม่ือใช้

เคร่ืองมือวดั คา่ ในการปรับยา้ ยตาบลกระสุนตกบนแผน่ เป้ า ใหน้ าตวั เลขหลงั จุดทศนิยมจานวน ๑

ตาแหน่งมาพิจารณา โดยกำรนำหลกั ย่ำนกลำงของตัวเลขมำคิด ( ๑ หำร ๒ เท่ำกบั ๐.๕ ซม.) กรณีท่ี

ตวั เลขหลงั จุดทศนิยมหน่ึงตำแหน่งมีค่ำต้ัง ๐ – ๕ ให้ปัดเลขหลังจุดทศนิยมทงิ้ (ไม่นำมำเพม่ิ จำนวน

คลก๊ิ ) และ ตวั เลขหลงั จุดทศนิยมหนึ่งตำแหน่งมีค่ำต้ัง ๖ – ๙ ให้ปัดเลขหลงั จุดทศนิยมขึน้ มคี ่ำเป็ น ๑

คลกิ๊ เช่น

- วดั ค่าตวั เลขได้ ๒.๕ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๒.๕ ลบดว้ ย ๒.๐(๒x๑) จะไดเ้ ศษ

ของค่าตวั เลขเป็น ๐.๕ (ปัดทิ้ง) จะไดจ้ านวนคลิ๊กในการปรับค่าระยะเป็นจานวน ๒ คลิ๊ก

- วดั คา่ ตวั เลขได้ ๒.๗ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๒.๗ ลบดว้ ย ๒.๐(๒x๑) จะไดเ้ ศษ

ของคา่ ตวั เลขเป็น ๐.๗ (ปัดข้ึน) จะไดจ้ านวนคล๊ิกในการปรับค่าระยะเป็นจานวน ๓ คล๊ิก

ตำรำงจำนวนเท่ำของคลก๊ิ ทำงทศิ และทำงระยะ

จำนวนคลก๊ิ ระยะ(ซม.)

๑๑

๒๒

๓๓

๔๔

๕๕

๖๖

๗๗

- ๒๗๔ -
๑) การพิจารณากลุ่มกระสุนเพื่อใหค้ า่ ตวั เลขและค่าจานวนคลิ๊กในการปรับระยะเมื่อใช้
จานวน ลูกกระสุน ๓ นัดในการปรับศูนยร์ บโดยใชร้ ะบบนาฬิกาในการหมุนจานวนคลิ๊ก รูปภาพท่ี
ฉ-.๑๕ ( ก, ข, ค และ ง)

ต่า-ตาม(๕) ซา้ ย-ทวน(๔)

กลุ่มกระสุนรูปท่ี ฉ – ๑๕ (ก)
- ปรับทำงระยะ วดั คา่ ได้ ๕.๐ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๕.๐ ลบดว้ ย ๕.๐(๕x๑) จะ
ไดเ้ ศษของคา่ ตวั เลขเป็ น ๐ (ปัดทิ้ง) จะไดจ้ านวนคล๊ิกในการปรับคา่ ระยะเป็นจานวน ๕ คล๊ิก
- ปรับทำงทิศ วดั คา่ ได้ ๔.๒ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๔.๒ ลบดว้ ย ๔.๐(๔x๑) จะ
ไดเ้ ศษของค่าตวั เลขเป็ น ๐.๒ (ปัดทิง้ ) จะไดจ้ านวนคลิ๊กในการปรับคา่ ระยะเป็นจานวน ๔ คล๊ิก

สูง-ตาม(๑) ซา้ ย-ทวน(๕)

กล่มุ กระสุนรูปที่ ฉ- ๑๕ (ข)
- ปรับทำงระยะ วดั ค่าได้ ๐.๘ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๐.๘ ลบดว้ ย ๐(๐x๑) จะได้
เศษของคา่ ตวั เลขเป็น ๐.๘ (ปัดข้ึน) จะไดจ้ านวนคลิ๊กในการปรับค่าระยะเป็นจานวน ๑ คลิ๊ก
- ปรับทำงทิศ วดั คา่ ได้ ๔.๗ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๔.๗ ลบดว้ ย ๔.๐(๔x๑) จะ
ไดเ้ ศษของค่าตวั เลขเป็ น ๐.๗ (ปัดข้ึน) จะไดจ้ านวนคลิ๊กในการปรับคา่ ระยะเป็นจานวน ๕ คลิ๊ก

- ๒๗๕ - ซา้ ย-(๐)
ต่า-ตาม(๓)

กล่มุ กระสุนรูปที่ ฉ- ๑๕ (ค)
- ปรับทำงระยะ วดั คา่ ได้ ๓.๓ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๓.๓ ลบดว้ ย ๓(๓x๑) จะ
ไดเ้ ศษของคา่ ตวั เลขเป็ น ๐.๓ (ปัดทิง้ ) จะไดจ้ านวนคลิ๊กในการปรับคา่ ระยะเป็นจานวน ๓ คลิ๊ก
- ปรับทำงทิศ (ไม่มี)

สูง-ทวน(๑) ซา้ ย-ทวน(๓)

กล่มุ กระสุนรูปท่ี ฉ- ๑๕ (ง)
- ปรับทำงระยะ วดั คา่ ได้ ๑.๐ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๑.๐ ลบดว้ ย ๑.๐(๑x๑)
จะไดเ้ ศษของค่าตวั เลขเป็ น ๐ (ปัดทิ้ง) จะไดจ้ านวนคล๊ิกในการปรับคา่ ระยะเป็นจานวน ๑ คล๊ิก
- ปรับทำงทิศ วดั คา่ ได้ ๓.๕ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๓.๕ ลบดว้ ย ๓.๐(๓x๑) จะ
ไดเ้ ศษของค่าตวั เลขเป็ น ๐.๕ (ปัดทิง้ ) จะไดจ้ านวนคลิ๊กในการปรับค่าระยะเป็นจานวน๓ คลิ๊ก

- ๒๗๖ -
๒) การพิจารณากลุ่มกระสุนเพอื่ ทาการหาคา่ ตวั เลขและค่าจานวนคลิ๊กในการปรับระยะ
เม่ือใชจ้ านวนลูกกระสุน ๕ นัดในการปรับศูนยร์ บ ใชห้ ลกั การและแนววธิ ีคิดโดยแบง่ ข้นั ตอน
ออกเป็ น ๖ ข้นั ดงั น้ี (รูปที่ ฉ – ๑๖ ก, ข, ค, ง, จ และ ฉ )

รูปท่ี ฉ – ๑๖ (ก)
ลำดบั ท่ี ๑ ใหพ้ ลยงิ พิจารณาเลือกตาบลรอยกระสุนบนแผน่ เป้ าท่ีมีระยะใกลร้ ูปตวั กากบาท
( X )มากที่สุด แลว้ วงกลมเส้นประไวร้ อบหรือจะใชเ้ คร่ืองหมายอะไรก็ได้

รูปที่ ฉ – ๑๖ (ข)
ลำดับท่ี ๒ ใหพ้ ลยงิ พิจารณาเลือกตาบลกระสุนตกที่เหลือจานวน ๔ นดั แลว้ ให้จบั คู่ โดย
พจิ ารณาวา่ เม่ือขีดเส้นโยงระหวา่ งจุดสองจุดแลว้ จะไดเ้ ส้นที่อาจจะขนาน หรือค่อนขา้ งขนานกนั โดย
ใหก้ ระสุนในเส้นประอยรู่ ะหวา่ งเส้น ๒ เส้น หลงั จากน้นั ใหท้ าการแบ่งคร่ึงเส้นระหวา่ งรอยกระสุนที่
ลากเส้นเชื่อมโยงกนั ตามภาพ

- ๒๗๗ -

รูปที่ ฉ – ๑๖ (ค)
ลำดบั ท่ี ๓ ใหพ้ ลยงิ ทาการลากเส้นเช่ือมโยงระหวา่ งเส้น ๒ เส้น ตรงจุดท่ีแบ่งคร่ึง แลว้ ทา
การแบง่ คร่ึงเส้นที่ขีดข้ึนมาใหม่ตามภาพ

รูปท่ี ฉ – ๑๖ (ง)
ลำดับท่ี ๔ ใหพ้ ลยงิ ทาการขีดเส้นจากรอยกระสุนที่ไดท้ าเครื่องหมายไวไ้ ปยงั กลางเส้น
ตามภาพในลาดบั ที่ ๓ และทาการแบ่งคร่ึงเส้นที่ขีดข้ึนมาใหมต่ ามภาพ

- ๒๗๘ -

รูปที่ ฉ – ๑๖ (จ)
ลำดับที่ ๕ ใหพ้ ลยงิ ลากเส้นในแนวนอนจากจุดก่ึงกลางของเส้นตามรูปภาพในลาดบั ที่
๔ ไปในทิศทางตาแหน่งที่อยขู่ องจุดกากบาท ( อยบู่ น หรืออยลู่ ่าง) หลงั จากน้นั ลากเส้นใน
แนวดิ่งเพือ่ เขา้ หาจุดกากบาทตามภาพ

รูปท่ี ฉ – ๑๖ (ฉ)
ลำดับท่ี ๖ ใหพ้ ลยงิ ทาการวดั ระยะเส้นในแนวนอนไดค้ า่ ๔.๓ ซม.คิดเป็น ๔ ซม. หรือ
จานวน ๔ คลิ๊ก ของการปรับทางทิศจากซา้ ย ไปขวา และวดั ระยะเส้นในแนวดิ่งไดค้ ่า ๑.๑ ซม.
คิดเป็น ๑ ซม.หรือจานวน ๑ คลิ๊ก ของการปรับทางระยะจากบน ลงล่าง

- ๒๗๙ -
๓) กรณีศึกษาตวั อยา่ งในการหาจานวนคลิ๊กของกลุ่มกระสุน เม่ือพลยงิ ทาการยิงปื นเพื่อ
ปรับศนู ยร์ บโดยใชก้ ระสุน จานวน ๕ นดั โดยใชร้ ะบบนาฬิกาในการหมุนจานวนคลิ๊ก รูปที่ ฉ-๑๗
ก,ข,ค,ง,จ,ฉ,ช และ ซ

ซา้ ย-ทวน(๓) ต่า-ตาม(๓)

รูปที่ ฉ-๑๗(ก)
- ปรับทำงระยะ วดั ค่าได้ ๓.๐ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๓.๐ ลบดว้ ย ๓.๐(๓x๑) จะ
ไดเ้ ศษของคา่ ตวั เลขเป็ น ๐ (ปัดทิ้ง) จะไดจ้ านวนคลิ๊กในการปรับคา่ ระยะเป็นจานวน ๓ คล๊ิก
- ปรับทำงทิศ วดั คา่ ได้ ๓.๐ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๓.๐ ลบดว้ ย ๓.๐(๔x๑) จะ
ไดเ้ ศษของคา่ ตวั เลขเป็ น ๐ (ปัดทิ้ง) จะไดจ้ านวนคลิ๊กในการปรับค่าระยะเป็นจานวน ๓ คลิ๊ก

ซา้ ย-ทวน(๓) สูง-ทวน(๑)

รูปที่ ฉ-๑๗(ข)
- ปรับทำงระยะ วดั ค่าได้ ๐.๘ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๐.๘ ลบดว้ ย ๐(๐x๑) จะได้
เศษของค่าตวั เลขเป็น ๐.๘ (ปัดข้ึน) จะไดจ้ านวนคลิ๊กในการปรับคา่ ระยะเป็นจานวน ๑ คล๊ิก
- ปรับทำงทิศ วดั คา่ ได้ ๓.๐ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๓.๐ ลบดว้ ย ๓.๐(๓x๑) จะ
ไดเ้ ศษของค่าตวั เลขเป็ น ๐ (ปัดทิ้ง) จะไดจ้ านวนคล๊ิกในการปรับคา่ ระยะเป็นจานวน ๓ คลิ๊ก

- ๒๘๐ -

ขวา-ตาม(๔) ต่า-ตาม(๒)

รูปที่ ฉ-๑๗(ค)
- ปรับทำงระยะ วดั คา่ ได้ ๑.๙ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๑.๙ ลบดว้ ย ๑(๑x๑) จะได้
เศษของค่าตวั เลขเป็น ๐.๙ (ปัดข้ึน) จะไดจ้ านวนคล๊ิกในการปรับคา่ ระยะเป็นจานวน ๒ คล๊ิก
- ปรับทำงทิศ วดั คา่ ได้ ๔.๓ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๔.๓ ลบดว้ ย ๔.๐(๔x๑) จะ
ไดเ้ ศษของคา่ ตวั เลขเป็ น ๐.๓ (ปัดทิง้ ) จะไดจ้ านวนคล๊ิกในการปรับคา่ ระยะเป็นจานวน ๔ คล๊ิก

ขวา-ตาม(๔) สูงต่า(๐)

รูปที่ ฉ-๑๗(ง)
- ปรับทำงระยะ วดั ค่าได้ ๐ เซ็นติเมตร (ไมม่ ีการปรับทางระยะ)
- ปรับทำงทิศ วดั ค่าได้ ๓.๗ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๓.๗ ลบดว้ ย ๓.๐(๓x๑) จะ
ไดเ้ ศษของคา่ ตวั เลขเป็ น ๐.๗ (ปัดข้ึน) จะไดจ้ านวนคล๊ิกในการปรับคา่ ระยะเป็นจานวน ๔ คล๊ิก

- ๒๘๑ -

ซา้ ยขวา(๐) ต่า-ตาม(๕)

รูปที่ ฉ-๑๗(จ)
- ปรับทำงระยะ วดั ค่าได้ ๕.๓ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๕.๓ ลบดว้ ย ๕(๕x๑)
จะไดเ้ ศษของคา่ ตวั เลขเป็ น ๐.๓ (ปัดทิง้ ) จะไดจ้ านวนคล๊ิกในการปรับคา่ ระยะเป็นจานวน ๕ คลิ๊ก
- ปรับทำงทศิ วดั ค่าได้ ๐ เซ็นติเมตร (ไมม่ ีการปรับทางทิศ)

ขวา-ตาม(๓) ต่า-ตาม(๔)

รูปที่ ฉ-๑๗(ฉ)
- ปรับทำงระยะ วดั ค่าได้ ๓.๙ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๓.๙ ลบดว้ ย ๓(๓x๑)จะได้
เศษของค่าตวั เลขเป็น ๐.๙ (ปัดข้ึน) จะไดจ้ านวนคลิ๊กในการปรับค่าระยะเป็นจานวน ๔ คลิ๊ก
- ปรับทำงทศิ วดั คา่ ได้ ๒.๖ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๒.๖ ลบดว้ ย ๒(๒x๑)จะไดเ้ ศษ
ของคา่ ตวั เลขเป็น ๐.๖ (ปัดข้ึน) จะไดจ้ านวนคล๊ิกในการปรับคา่ ระยะเป็นจานวน ๓ คลิ๊ก

- ๒๘๒ -

ซา้ ย-ทวน(๒) ต่า-ตาม(๕)

รูปท่ี ฉ-๑๗(ฉ)
- ปรับทำงระยะ วดั ค่าได้ ๕.๐ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๕.๐ ลบดว้ ย ๕(๕x๑)จะได้
เศษของค่าตวั เลขเป็น ๐ (ปัดทิ้ง) จะไดจ้ านวนคลิ๊กในการปรับค่าระยะเป็นจานวน ๕ คล๊ิก
- ปรับทำงทิศ วดั คา่ ได้ ๑.๗ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๑.๗ ลบดว้ ย ๑(๑x๑)จะได้
เศษของค่าตวั เลขเป็น ๐.๗ (ปัดข้ึน) จะไดจ้ านวนคลิ๊กในการปรับคา่ ระยะเป็นจานวน ๒ คลิ๊ก

ซา้ ย-ทวน(๓) สูงต่า(๐)

รูปที่ ฉ-๑๗(ซ)
- ปรับทำงระยะ วดั คา่ ได้ ๐ เซ็นติเมตร (ไม่มีการปรับทางระยะ)
- ปรับทำงทิศ วดั คา่ ได้ ๓.๕ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๓.๕ ลบดว้ ย ๓.๐(๓x๑) จะ
ไดเ้ ศษของค่าตวั เลขเป็ น ๐.๕ (ปัดทิ้ง) จะไดจ้ านวนคลิ๊กในการปรับค่าระยะเป็นจานวน ๓ คล๊ิก

- ๒๘๓ -
ฉ-๕ ศูนย์สำรอง(ศูนย์หน้ำ)
มีป่ ุมสาหรับใชใ้ นการปรับทางทิศ และทางระยะโดยการปรับป่ ุมท้งั ทางทิศ และทางระยะใน
จานวน ๑ คล๊ิก ในระยะ ๒๕ เมตร จะทาใหต้ าบลกระสุนถูกเป้ าเปลี่ยนแปลงไป ๑.๔ ซม. ฉะน้นั ค่า
ของการเปล่ียนของระยะตาบลกระสุนท่ีเปล่ียนไปท้งั ทางทิศและทางระยะจะมีคา่ เท่ากนั เนื่องจากคา่
ของ ๑ คลิ๊ก ในระยะ ๒๕ เมตร กระสุนจะเปลี่ยนไป ๑.๔ ซม.ตารางการปรับทางทิศและทางระยะ
เช่น
ก. กำรคำนวณ : เมื่อทาการยงิ ตอ่ เป้ าหมายที่ระยะ ๒๕ เมตร, ๗๕ เมตร และ ๑๐๐ เมตรจะทา
ใหร้ ะยะตาบลกระสุนเปลี่ยนไปเทา่ ไร

๑) กำรปรับทำงทศิ
ระยะตาบลกระสุนเปลี่ยนไป = ๒๕ เมตร/๒๕x ๑.๔ ซม. = ๑.๔ ซม.
ระยะตาบลกระสุนเปล่ียนไป = ๗๕ เมตร/๒๕x ๑.๔ ซม. = ๔.๒ ซม.
ระยะตาบลกระสุนเปลี่ยนไป = ๑๐๐ เมตร/๒๕x ๑.๔ ซม. = ๕.๖ ซม.

๒) กำรปรับทำงระยะ
ระยะตาบลกระสุนเปลี่ยนไป = ๒๕ เมตร/๒๕x ๑.๔ ซม. = ๑.๔ ซม.
ระยะตาบลกระสุนเปล่ียนไป = ๗๕ เมตร/๒๕x ๑.๔ ซม. = ๔.๒ ซม.
ระยะตาบลกระสุนเปล่ียนไป = ๑๐๐ เมตร/๒๕x ๑.๔ ซม. = ๕.๖ ซม.

ตารางการปรับค่าระยะทางทิศและทางระยะ

ศูนย์สำรอง(ศูนย์หน้ำ)

ระยะทท่ี ำกำรยงิ (เมตร) ตำบลลูกกระสุนกระทบเป้ ำทเ่ี ปลย่ี นไป(ซม.)

๒๕ ๑.๔

๕๐ ๒.๘

๗๕ ๔.๒

๑๐๐ ๕.๖

๑๒๕ ๗.๐

๑๕๐ ๘.๔

๑๗๕ ๙.๘

๒๐๐ ๑๑.๒

๒๒๕ ๑๒.๖

๒๕๐ ๑๔.๐

๒๗๕ ๑๕.๔

๓๐๐ ๑๖.๘

๓๒๕ ๑๘.๒

- ๒๘๔ - ๑๙.๖
๓๕๐ ๒๑.๐
๓๗๕ ๒๒.๔
๔๐๐ ๒๓.๘
๔๒๕ ๒๕.๒
๔๕๐

จากตารางการปรับคา่ ระยะทางทิศและทางระยะดา้ นบนของศูนย์สำรอง(ศูนย์หน้ำ)จะเห็นวา่

ตาบลกระสุนที่กระทบเป้ าหมายจะมีค่าเปล่ียนไป เป็นผลท่ีไดจ้ ากการคานวณหาระยะตามสูตรขา้ งตน้

ในการคานวณหาระยะวา่ ๑ คล๊ิก ของการปรับทางทิศและทางระยะ จะยา้ ยตาบลกระสุนถูกเป้ าไปกี่

เซนติเมตรในระยะการยงิ ต่างๆ ของตาราง และของทุกๆ ระยะ ๒๕ เมตร ตาบลกระสุนจะเปล่ียนไป

จานวน ๑.๔ ซม. หมายความวา่ ถา้ ทาการยงิ ต่อเป้ าหมาย ณ จุดเดิมแลว้ ที่ระยะของเป้ าหมายที่

เปลี่ยนไปทุกๆ ๒๕ เมตร จะทาใหต้ าบลกระสุนกระทบเป้ ามีการเปล่ียนแปลงในทางทิศและทางระยะ

มีคา่ เทา่ กบั ๑.๔ ซม.

ข. กำรคำนวณหำจำนวนคลกิ๊ ศูนย์เลง็ สำรอง

การคานวณจานวนคล๊ิกจะเป็ นการแสดงตวั อยา่ ง การเกิดข้ึนของกลุ่มกระสุนในแต่ละกรณีที่

นามาเป็นตวั อยา่ ง เพื่อใชใ้ นการศึกษาการหาจานวนคล๊ิกในการปรับสาหรับศนู ยเ์ ล็งสารอง ระยะ

๒๕ เมตร การพจิ ารณานาตวั เลขที่ใชเ้ คร่ืองมือวดั ที่มีอยไู่ ดด้ ว้ ยมาตราส่วนเป็นเซ็นติเมตร เพ่อื การ

ปรับยา้ ยตาบลกระสุนตกใหต้ กกระทบบนแผน่ เป้ าตามตาแหน่งที่ตอ้ งการ ซ่ึงจะมีการปรับยา้ ยในแนว

ระดบั และในแนวดิ่ง หลงั จากที่พลยงิ ดาเนินกรรมวธิ ีหาจุดศูนยก์ ลางของกลุ่มกระสุนโดยการใช้

กระสุนจานวน ๓ หรือ ๕ นดั ในการปรับศนู ยร์ บ เม่ือใชเ้ ครื่องมือวดั ค่าในการปรับยา้ ยตาบลกระสุน

ตกบนแผน่ เป้ า ใหน้ าค่าตวั เลขหลงั จุดทศนิยมจานวน ๑ ตาแหน่งมาพิจารณา

ตำรำงจำนวนเท่ำของ ๑ คลกิ๊

จำนวนคลกิ๊ ระยะ(ซม.)

๑ ๑.๔

๒ ๒.๘

๓ ๔.๒

๔ ๕.๖

๕ ๗.๐

๖ ๘.๔

๗ ๙.๘

๘ ๑๑.๒

๙ ๑๒.๖

๑๐ ๑๔.๐

- ๒๘๕ -
การพจิ ารณาคา่ ตวั เลขที่ไดม้ าใชใ้ นการปัดเศษค่าตวั เลขให้มีคา่ เทา่ กบั จานวน ๑ คลิ๊กน้นั หรือ
การปัดคา่ ตวั เลขใหม้ ีค่าเทา่ กบั จานวน ๐ คลิ๊ก (ไม่เพมิ่ จานวนคล๊ิก) จะตอ้ งนาตารางดา้ นบนมา
ประกอบในการพิจารณาดว้ ย โดยการนาหลกั ยา่ นกลางของตวั เลขมาคิด ( ๑.๔ หาร ๒ เท่ากบั ๐.๗
ซม.) กรณีท่ีไดว้ ดั ค่าตวั เลขในการปรับมาแลว้ ใหล้ บดว้ ย ๑.๔ ซม. หรือคา่ ของตวั เลขที่เป็นจานวนเตม็
คลิ๊กมาลบออกเม่ือไดเ้ ศษของตวั เลขมีต้งั แต่ ๐ – ๐.๗ ให้ปัดคา่ ตวั เลขทิง้ (ไม่เพมิ่ จานวนคลิ๊ก) และ ถา้
คา่ ตวั เลขมีคา่ มากกวา่ ๐.๗ – ๑.๔ ใหป้ ัดเลขหลงั จุดทศนิยมข้ึนมีค่าเป็น ๑ คลิ๊ก เช่น

- วดั คา่ ตวั เลขได้ ๔.๓ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๔.๓ ลบดว้ ย ๔.๒(๓x๑.๔)จะ
ไดเ้ ศษของคา่ ตวั เลขเป็ น ๐.๑ (ปัดทิ้ง)จะไดจ้ านวนคล๊ิกท่ีใชใ้ นการปรับยา้ ยตาบลกระสุนตกที่ ๓ คล๊ิก

- วดั ค่าตวั เลขได้ ๕.๒ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๕.๒ ลบดว้ ย ๔.๒(๓x๑.๔)จะ
ไดเ้ ศษของคา่ ตวั เลขเป็ น ๑.๐ (ปัดข้ึน)จะไดจ้ านวนคลิ๊กท่ีใชใ้ นการปรับยา้ ยตาบลกระสุนตกท่ี
๔ คล๊ิก

- วดั ค่าตวั เลขได้ ๗.๙ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๗.๙ ลบดว้ ย ๗.๐(๕x๑.๔)จะ
ไดเ้ ศษของคา่ ตวั เลขเป็ น ๐.๙ (ปัดข้ึน)จะไดจ้ านวนคลิ๊กที่ใชใ้ นการปรับยา้ ยตาบลกระสุนตกที่ ๖ คล๊ิก

๑) การพิจารณากลุ่มกระสุนเพอื่ ใหค้ า่ ตวั เลขและค่าจานวนคล๊ิกในการปรับระยะเม่ือใช้
จานวนลกู กระสุน ๓ นัดในการปรับศูนยร์ บรูปโดยใชร้ ะบบนาฬิกาในการหมุนจานวนคล๊ิก ภาพท่ี ฉ-
๑๘ ( ก, ข, ค และ ง)

ทางระยะไม่ปรับ ทางทิศไม่ปรับ

รูปที่ ฉ – ๑๘ (ก)
- ปรับทำงระยะ วดั ค่าได้ ๑.๐ เซ็นติเมตร (ไม่ปรับจานวนคล๊ิก)
- ปรับทำงทศิ วดั ค่าได้ ๑.๐ เซ็นติเมตร (ไมป่ รับจานวนคล๊ิก)

ค่ำทวี่ ดั ได้มีค่ำน้อยกว่ำจำนวน ๑ คลกิ๊ = ๑.๔ เซ็นติเมตร
(ให้พลยงิ ทำกำรยงิ ให้มคี วำมประณตี มำกว่ำนี)้

- ๒๘๖ -

ทางระยะไม่ปรับ ทางทิศไมป่ รับ

รูปท่ี ฉ- ๑๘ (ข)
หลกั การคิดหาจานวนคลิ๊กเหมือนกบั รูปท่ี ฉ – ๑๘ (ก)

ทางระยะไมป่ รับ ขวา-ทวน(๓)

รูปท่ี ฉ- ๑๘ (ค)
- ปรับทำงระยะ วดั ค่าได้ ๐ เซ็นติเมตร (ไมม่ ีการปรับทางระยะ)
- ปรับทำงทศิ วดั คา่ ได้ ๓.๘ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๓.๘ ลบดว้ ย ๒.๘(๒x๑.๔)
จะไดเ้ ศษของคา่ ตวั เลขเป็ น ๑.๐ (ปัดข้ึน) จะไดจ้ านวนคล๊ิกในการปรับค่าระยะเป็นจานวน ๓ คลิ๊ก

- ๒๘๗ -

ต่า-ทวน(๑) ขวา-ทวน(๓)

รูปท่ี ฉ- ๑๘ (ง)
- ปรับทำงระยะ วดั ค่าได้ ๑.๖ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๑.๖ ลบดว้ ย ๑.๔(๑x๑.๔)
จะไดเ้ ศษของค่าตวั เลขเป็ น ๐.๒ (ปัดทิ้ง)จะไดจ้ านวนคลิ๊กในการปรับค่าระยะเป็นจานวน ๑ คลิ๊ก
- ปรับทำงทศิ วดั คา่ ได้ ๔.๑ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยิงนาตวั เลข ๔.๑ ลบดว้ ย ๒.๘(๒x๑.๔)
จะไดเ้ ศษของคา่ ตวั เลขเป็ น ๑.๓ (ปัดข้ึน) จะไดจ้ านวนคล๊ิกในการปรับคา่ ระยะเป็นจานวน ๓ คล๊ิก

๒) การพจิ ารณากลุ่มกระสุนเพื่อทาการหาค่าตวั เลขและคา่ จานวนคล๊ิกในการปรับทาง
ระยะและทางทิศ เม่ือใชจ้ านวนลูกกระสุน ๕ นดั ในการปรับศนู ยร์ บ ใหใ้ ชห้ ลกั การและแนววธิ ีคิด
เหมือนกลอ้ งเลง็ สะทอ้ นภาพตามท่ีกล่าวมาแลว้

๓) กรณีศึกษาตวั อยา่ งในการหาจานวนคล๊ิกของกลุ่มกระสุน เมื่อพลยงิ ทาการยิงปื นเพ่ือ
ปรับศนู ยร์ บโดยใชก้ ระสุนจานวน ๕ นดั โดยใชร้ ะบบนาฬิกาในการหมุนจานวนคลิ๊ก รูปท่ี ฉ-๑๙ ก,
ข, ค, ง, จ, ฉ, ช และ ซ

- ๒๘๘ -

ต่า-ทวน(๓) ซา้ ย-ตาม(๑)

รูปท่ี ฉ- ๑๙ (ก)
- ปรับทำงระยะ วดั ค่าได้ ๔.๔ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๔.๔ ลบดว้ ย ๔.๒(๓x๑.๔)
จะไดเ้ ศษของคา่ ตวั เลขเป็ น ๐.๒ (ปัดทิง้ ) จานวนคล๊ิกในการปรับคา่ ระยะเป็นจานวน ๓ คลิ๊ก
- ปรับทำงทศิ วดั ค่าได้ ๑.๔ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๑.๔ ลบดว้ ย ๐(๐x๑.๔) จะได้
เศษของค่าตวั เลขเป็น ๑.๔ (ปัดข้ึน) จะไดจ้ านวนคลิ๊กในการปรับคา่ ระยะเป็นจานวน ๑ คล๊ิก

สูง-ตาม(๑) ซา้ ย-ตาม(๒)

รูปที่ ฉ- ๑๙ (ข)
- ปรับทำงระยะ วดั ค่าได้ ๑.๐ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๑.๐ ลบดว้ ย ๐(๐x๑.๔)
จะไดเ้ ศษของค่าตวั เลขเป็ น ๑.๐ (ปัดข้ึน)จะไดจ้ านวนคลิ๊กในการปรับค่าระยะเป็นจานวน ๑ คล๊ิก
- ปรับทำงทิศ วดั ค่าได้ ๓.๔ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๓.๔ ลบดว้ ย ๒.๘(๒x๑.๔)
จะไดเ้ ศษของค่าตวั เลขเป็ น ๐.๖ (ปัดทิ้ง) จะไดจ้ านวนคล๊ิกในการปรับคา่ ระยะเป็นจานวน ๒ คลิ๊ก

- ๒๘๙ -

สูง-ตาม(๑) ขวา-ทวน(๑)

รูปที่ ฉ- ๑๙ (ค)
- ปรับทำงระยะ วดั คา่ ได้ ๑.๘ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๑.๘ ลบดว้ ย ๑.๔(๑x๑.๔)
จะไดเ้ ศษของค่าตวั เลขเป็ น ๐.๔ (ปัดทิง้ )จะไดจ้ านวนคล๊ิกในการปรับคา่ ระยะเป็นจานวน ๑ คลิ๊ก
- ปรับทำงทิศ วดั คา่ ได้ ๑.๓ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๑.๓ ลบดว้ ย ๐(๐x๑.๔) จะ
ไดเ้ ศษของคา่ ตวั เลขเป็ น ๑.๓ (ปัดข้ึน) จะไดจ้ านวนคลิ๊กในการปรับค่าระยะเป็นจานวน ๑ คลิ๊ก

สูง-ตาม(๑) ขวา-ทวน(๑)

รูปที่ ฉ- ๑๙ (ง)
- ปรับทำงระยะ วดั ค่าได้ ๑.๘ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๑.๘ ลบดว้ ย ๑.๔(๑x๑.๔)
จะไดเ้ ศษของคา่ ตวั เลขเป็ น ๐.๔ (ปัดทิ้ง)จะไดจ้ านวนคลิ๊กในการปรับค่าระยะเป็นจานวน ๑ คล๊ิก
- ปรับทำงทิศ วดั คา่ ได้ ๑.๐ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๑.๐ ลบดว้ ย ๐(๐x๑.๔) จะได้
เศษของคา่ ตวั เลขเป็น ๑.๐ (ปัดข้ึน) จะไดจ้ านวนคลิ๊กในการปรับค่าระยะเป็นจานวน ๑ คล๊ิก

- ๒๙๐ -

ต่า-ทวน(๑) ขวา-ทวน(๓)

รูปที่ ฉ- ๑๙ (จ)
- ปรับทำงระยะ วดั คา่ ได้ ๑.๕ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๑.๕ ลบดว้ ย ๑.๔(๑x๑.๔)
จะไดเ้ ศษของคา่ ตวั เลขเป็ น ๐.๑ (ปัดทิง้ )จะไดจ้ านวนคลิ๊กในการปรับคา่ ระยะเป็นจานวน ๑ คลิ๊ก
- ปรับทำงทศิ วดั ค่าได้ ๔.๐ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๔.๐ ลบดว้ ย ๒.๘(๒x๑.๔)
จะไดเ้ ศษของค่าตวั เลขเป็ น ๑.๒ (ปัดข้ึน)จะไดจ้ านวนคลิ๊กในการปรับค่าระยะเป็นจานวน ๓ คล๊ิก

ต่า-ทวน(๒) ขวา-ทวน(๒)

รูปที่ ฉ- ๑๙ (ฉ)
- ปรับทำงระยะ วดั ค่าได้ ๒.๙ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๒.๙ ลบดว้ ย ๒.๘(๒x๑.๔)
จะไดเ้ ศษของคา่ ตวั เลขเป็ น ๐.๑ (ปัดทิ้ง)จะไดจ้ านวนคล๊ิกในการปรับค่าระยะเป็นจานวน ๒ คลิ๊ก
- ปรับทำงทศิ วดั ค่าได้ ๓.๒ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๓.๒ ลบดว้ ย ๒.๘(๒x๑.๔)
จะไดเ้ ศษของคา่ ตวั เลขเป็ น ๐.๔ (ปัดทิง้ ) จะไดจ้ านวนคลิ๊กในการปรับคา่ ระยะเป็นจานวน ๒ คล๊ิก

- ๒๙๑ -

ต่า-ทวน(๑) ซา้ ย-ตาม(๓)

รูปท่ี ฉ- ๑๙ (ช)
- ปรับทำงระยะ วดั คา่ ได้ ๐.๙ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๐.๙ ลบดว้ ย ๐(๐x๑.๔) จะได้
เศษของค่าตวั เลขเป็น ๐.๙ (ปัดข้ึน)จะไดจ้ านวนคล๊ิกในการปรับค่าระยะเป็นจานวน ๑ คลิ๊ก
- ปรับทำงทศิ วดั คา่ ได้ ๔.๑ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๔.๑ ลบดว้ ย ๒.๘(๒x๑.๔) จะ
ไดเ้ ศษของคา่ ตวั เลขเป็ น ๑.๓ (ปัดข้ึน) จะไดจ้ านวนคล๊ิกในการปรับค่าระยะเป็นจานวน ๓ คล๊ิก

ต่า-ทวน(๓) ซา้ ย-ตาม(๒)

รูปท่ี ฉ- ๑๙ (ซ)
- ปรับทำงระยะ วดั ค่าได้ ๔.๐ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๔.๐ ลบดว้ ย ๒.๘(๒x๑.๔) จะ
ไดเ้ ศษของคา่ ตวั เลขเป็ น ๑.๒ (ปัดข้ึน)จะไดจ้ านวนคล๊ิกในการปรับค่าระยะเป็นจานวน ๓ คล๊ิก
- ปรับทำงทศิ วดั ค่าได้ ๒.๓ เซ็นติเมตร ใหพ้ ลยงิ นาตวั เลข ๒.๓ ลบดว้ ย ๑.๔(๑x๑.๔) จะ
ไดเ้ ศษของคา่ ตวั เลขเป็ น ๐.๙ (ปัดข้ึน) จะไดจ้ านวนคลิ๊กในการปรับคา่ ระยะเป็นจานวน ๒ คล๊ิก


Click to View FlipBook Version