The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นส.ปลย.ทาโวร์ รวมเล่ม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sasit Pinkaew, 2022-09-29 21:51:47

นส.ปลย.ทาโวร์ รวมเล่ม

นส.ปลย.ทาโวร์ รวมเล่ม

- ๙๓ -

นิว้ ชี้ขวากดทป่ี ่ มุ กระเด่อื งปลดซองกระสุน

รูปที่ ๔-๓ (ก)
การปลดซองกระสุนโดยใช้มือขวากดทปี่ ่ มุ กระเดอ่ื งปลดซองกระสุน (ทหารท่ถี นัดขวา)

ข) ทหารทถ่ี นัดซ้าย (รูปท่ี ๔-๓ (ข))นานิ้วช้ีออกจากโกร่งไก และปล่อยมือซา้ ยจาก
ดา้ มปื น ใชน้ ิ้วช้ีซา้ ยกดป่ ุมกระเดื่องปลดซองกระสุน นาซองกระสุนออกจากตวั ปื นเพอื่ เขา้ ท่ีเกบ็
รักษา จากน้นั ใชม้ ือซา้ ยจบั ซองกระสุนใหม่ (ใหด้ า้ นที่มีกระสุนอยดู่ า้ นบน ปลายหวั กระสุนช้ีไป
ขา้ งหนา้ ) ใส่ซองกระสุนใหม่เขา้ ไปตรงช่องใส่ซองกระสุน ใชอ้ ุง้ มือซา้ ยตบดา้ นล่างของซองกระสุน
ข้ึนเพือ่ ใหม้ นั่ ใจวา่ ซองกระสุนเขา้ ที่แน่นหนาดี ใชน้ ิ้วมือซา้ ยกดป่ ุมกระเด่ืองหยดุ ชุดโครงนาลูกเลื่อน
เพ่อื ปล่อยใหล้ ูกเล่ือนเคล่ือนท่ีไปขา้ งหนา้ จากน้นั นามือซา้ ยกลบั ไปจบั ดา้ มปื นและนานิ้วช้ีเขา้ โกร่ง
ไกตามเดิม ทหารจะตอ้ งระมดั ระวงั และรักษาความปลอดภยั ในขณะปฏิบตั ิ เนื่องจากกระสุนไดเ้ ขา้ สู่
รังเพลิงเรียบร้อยแลว้

เมื่อตอ้ งบรรจุซองกระสุนเขา้ กบั ตวั ปื นดว้ ยมือขา้ งท่ีไม่ถนดั ใหป้ ฏิบตั ิดงั น้ี : จบั ซอง
กระสุนดว้ ยมือขา้ งที่ไม่ถนดั น้นั แลว้ นาใส่ช่องสาหรับซองกระสุน ส่วนมือขา้ งท่ีถนดั ยงั คงจบั อยทู่ ่ี
ดา้ มปื น หลงั จากที่ใส่ซองกระสุนเขา้ ไปแลว้ ทหารควรเปลี่ยนการประคองปื นจากมือขา้ งท่ีถนดั เป็น
การใชม้ ืออีกขา้ งหน่ึงท่ีไม่ถนดั จากน้นั จึงปฏิบตั ิข้นั ตอนต่อไป

- ๙๔ -

นิว้ ชี้ซ้ายกดทป่ี ่ ุมกระเดือ่ งปลดซองกระสุน

รูปที่ ๔-๓ (ข)
การปลดซองกระสุนโดยใช้มือซ้ายกดทป่ี ่ มุ กระเดื่องปลดซองกระสุน (ทหารทถ่ี นัดซ้าย)
๔-๓ การฝึ กยงิ ในสถานการณ์ต่างๆ
ก. การฝึ กยงิ เร็ว ก่อนท่ีจะฝึกการยงิ เร็วน้ี ทหารจะตอ้ งไดร้ ับการฝึกการยงิ ชา้ ในแบบ
ก่ึงอตั โนมตั ิมาแลว้ เป็นอยา่ งดี ทหารที่ยงั ไมส่ ามารถยงิ ปื นไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพในจงั หวะชา้ น้นั ไม่
สมควรท่ีจะผา่ นเขา้ มารับการฝึกในข้นั ตอนน้ี และสาหรับการฝึกยงิ เร็วในข้นั แรกใหค้ รูฝึกเนน้ ถึงการ
ประยกุ ตห์ ลกั การพ้ืนฐาน และทกั ษะในการยงิ ทานองรบแบบอื่น ๆ ที่จาเป็นต่อการฝึกยงิ เร็วน้ีก่อน
ข. การฝึ กยงิ แห้ง การฝึกทบทวนในเร่ืองการยงิ แหง้ บอ่ ย ๆ น้นั เป็นสิ่งหน่ึงที่จะช่วยประกนั
ไดว้ า่ ทหารสามารถนาหลกั พ้ืนฐานการยงิ ปื นมาใชใ้ นการฝึกยงิ เร็ว ในระหวา่ งฝึกยงิ แหง้ น้นั จะตอ้ ง
เนน้ ในเร่ืองการยา้ ยตาบลเลง็ และการปรับท่ายงิ เมื่อตอ้ งยงิ ท่ีเป้ าหมายหลาย ๆ เป้ าติดต่อกนั นอกจากน้ี
ยงั ไมค่ วรมองขา้ มการฝึกควบคุมการหายใจและการเหน่ียวไก ครูฝึกควรพิจารณานากระสุนซอ้ มรบ
และกระสุนหดั บรรจุมาช่วยในการฝึกเปล่ียนซองกระสุนและแกไ้ ขเหตุติดขดั ทหารท่ีจะเขา้ ไปฝึกทา
การยงิ ดว้ ยกระสุนจริงไดจ้ ะตอ้ งไดร้ ับการทดสอบในข้นั การยงิ แหง้ น้ีแลว้ วา่ สามารถปฏิบตั ิตาม
ข้นั ตอนตา่ ง ๆ ไดถ้ ูกตอ้ งเทา่ น้นั
ค. การฝึ กยงิ ด้วยกระสุนจริง แบ่งออกเป็น ๒ ลกั ษณะคือ

๑) การฝึ กเป็ นบุคคล ครูฝึกตอ้ งเนน้ ในเร่ือง การปฏิบตั ิเพื่อดารงอานาจการยงิ และ
ปริมาตรการยงิ ที่หนาแน่น ตลอดจนการยงิ ดว้ ยความแม่นยาและจะตอ้ งฝึกใหท้ หารใชเ้ วลานอ้ ยที่สุด
ในการเปลี่ยนซองกระสุนหรือแกไ้ ขเหตุติดขดั เพื่อใหก้ ารยงิ เป็นไปอยา่ งตอ่ เน่ือง การฝึกยงิ ดว้ ย
กระสุนจริงน้ีควรเร่ิมจากระยะใกล้ ๆ ก่อน เม่ือทหารมีประสบการณ์เพม่ิ ข้ึนแลว้ จึงค่อย ๆ เพิม่

- ๙๕ -
ระยะไกลออกไป และค่อย ๆ ลดเวลาการปรากฏของเป้ าใหส้ ้ันลงขณะที่ทหารตอ้ งเพิ่มความ
หนาแน่นของการยงิ ครูฝึก/ผฝู้ ึกควรพิจารณาใชก้ ารฝึกยิงดว้ ยเป้ าแสดงผลเพ่ือช่วยให้ทหารยงิ ได้
แมน่ ยาข้ึน

๒) การฝึ กเป็ นหน่วย การยงิ เร็วแบบก่ึงอตั โนมตั ิน้ีเป็นเร่ืองแรกท่ีควรนามาฝึกในการฝึ ก
ยงิ ดว้ ยกระสุนจริงเป็ นหน่วย เพราะเป็นเทคนิคการยงิ ที่สามารถใชไ้ ดผ้ ลเมื่อหน่วยจะตอ้ งทาการยงิ ต่อ
ขา้ ศึกในขณะท่ียงั ไมส่ ามารถคน้ พบเป้ าหมายที่แน่ชดั หรือตอ้ งทาการยงิ ต่อเป้ าหมายเป็นพ้ืนที่
ครูฝึก/ผฝู้ ึกควรเนน้ การปฏิบตั ิในเรื่องการเปลี่ยนซองกระสุนใหร้ วดเร็วโดยใหท้ หารภายในหน่วยน้นั
ทยอยผลดั กนั เปลี่ยนซองกระสุน การดารงอานาจการยงิ ใหส้ ามารถขม่ ขา้ ศึกลงได้ และการประหยดั
กระสุน

ตอนที่ ๓

การยงิ แบบอตั โนมตั ิ

การยงิ แบบอตั โนมตั ิน้ีจะใหป้ ริมาตรการยงิ ที่มากท่ีสุดไปยงั พ้ืนที่เป้ าหมาย และควรจะฝึกให้
ทหารไดป้ ฏิบตั ิภายหลงั จากทหารสามารถทาการยงิ อยา่ งไดผ้ ลท้งั ในจงั หวะชา้ และในการยงิ เร็วแบบ
ก่ึงอตั โนมตั ิแลว้ เท่าน้นั การยงิ แบบอตั โนมตั ิน้ีก็ยงั คงตอ้ งนาหลกั พ้ืนฐานของการยงิ ปื นมาใชเ้ ช่นกนั
แต่ทหารจะตอ้ งยงิ กระสุนจานวน ๓ ถึง ๑๓ นดั ภายใน ๑ วนิ าที เขา้ ไปยงั พ้นื ที่เป้ าหมายท่ีไดร้ ับ
มอบ เทคนิคการยงิ แบบน้ีจะทาใหห้ น่วยทหารระดบั หมสู่ ามารถวางการยงิ ไปยงั พ้นื ท่ีเป้ าหมาย ดว้ ย
อานาจการยงิ สูงสุด (เมื่อพจิ ารณาแลว้ วา่ ไมม่ ีความจาเป็นท่ีจะตอ้ งประหยดั กระสุน) ซ่ึงจะใหก้ ารยงิ
ข่มขา้ ศึกไดด้ ี แต่กไ็ ม่ควรนาไปใชก้ บั การยงิ เป้ าหมายในสถานการณ์ทว่ั ๆ ไป ปลย. ทาโวร์ น้นั
สามารถปรับการยงิ ใหเ้ ป็ นแบบอตั โนมตั ิได้ ทหารตอ้ งไดร้ ับการอธิบายใหเ้ ขา้ ใจถึงขอ้ ดีและขอ้ เสีย
ของการยงิ แบบอตั โนมตั ิ เพ่ือประโยชน์ในการพจิ ารณาใชใ้ หถ้ ูกสถานการณ์ มิฉะน้นั แลว้ ทหารที่
อยใู่ นสภาวะคบั ขนั มกั จะใชก้ ารยงิ แบบอตั โนมตั ิเป็ นหลกั ท้งั ๆ ท่ีการยงิ แบบน้ีไดผ้ ลเฉพาะในบาง
สถานการณ์เทา่ น้นั
๔-๔ ประสิทธิภาพของการยิงแบบอตั โนมตั ิ

การยงิ แบบอตั โนมตั ิจะมีความแมน่ ยานอ้ ยกวา่ ในแบบก่ึงอตั โนมตั ิ เมื่อทหารทาการยงิ แบบ
อตั โนมตั ิน้นั กระสุนนดั แรกอาจจะถูกเป้ าหมาย แตเ่ น่ืองจากแรงสะทอ้ นถอยหลงั และวงรอบการ
ทางานของปื นซ่ึงต่อเนื่องกนั ดว้ ยความเร็วจะทาใหก้ ระสุนนดั ต่อ ๆ ไปออกนอกเป้ าหมาย ถึงแมว้ า่ จะ
ทาการยงิ ในจงั หวะ ๓ นดั ก็ตาม และยงั เป็นการยากมากที่จะประเมินผลการยงิ แบบอตั โนมตั ิ รวมท้งั
ยากท่ีจะกาหนดแนวทางหรือวธิ ีการฝึกที่สมบูรณ์เป็นมาตรฐานได้

เป้ าหมายหลายๆ เป้ า ที่มีระยะเคียงติดต่อกนั และปรากฏข้ึนพร้อม ๆ กนั ในระยะ ๕๐ เมตร
ลงมา จะเป็นเป้ าที่เหมาะสาหรับการยงิ แบบอตั โนมตั ิหรือจงั หวะส้ัน ๓ นดั แต่ถา้ หากเป้ าหลายเป้ าที่
ปรากฏน้นั มีระยะเคียงหรือระยะตอ่ ห่างกนั มาก และอยใู่ นระยะไกลออกไปจากตวั ทหาร ก็ควรใช้
การยงิ แบบก่ึงอตั โนมตั ิ

- ๙๖ -
ก. สถานการณ์ที่พลยงิ ควรทาการยงิ ปื นแบบก่ึงอตั โนมตั ิ ปลย.ทาโวร์ ควรใชย้ งิ ในแบบ
ก่ึงอตั โนมตั ิในสถานการณ์ทว่ั ๆ ไป และหลายสถานการณ์ท่ีไมเ่ หมาะจะใชก้ ารยงิ แบบอตั โนมตั ิ

๑) กระสุนมีจานวนนอ้ ย หรือการส่งกาลงั สป.๕ กระทาไดล้ าบาก
๒) เป้ าท่ีปรากฏเป็นเป้ าเดี่ยว
๓) เป้ าท่ีปรากฏหลายเป้ ามีระยะห่างจากกนั
๔) ระยะจากผยู้ งิ ไปยงั เป้ าหมายมากกวา่ ๕๐ เมตร
๕) ไมส่ ามารถตรวจการณ์ดูตาบลกระสุนตกบริเวณเป้ าหมายได้
๖) ไมม่ ีเคร่ืองหนุนรองหรือเครื่องรองรับท่ีดีพอสาหรับการยงิ
๗) เป้ าหมายน่าจะถูกยงิ ดว้ ยการยงิ แบบก่ึงอตั โนมตั ิ
ข. สถานการณ์ที่พลยงิ ควรทาการยงิ ปื นแบบอตั โนมตั ิ ในบางสถานการณ์การยงิ แบบ
อตั โนมตั ิอาจจะช่วยใหท้ หารมีชีวติ รอด และทาใหส้ าเร็จภารกิจได้ เช่น การเขา้ กวาดลา้ งขา้ ศึกตาม
ตวั อาคาร การเขา้ ตะลุมบอน การยงิ ฉากป้ องกนั ข้นั สุดทา้ ย และการซุ่มโจมตี เป็ นตน้ ท้งั น้ีข้ึนอยู่
กบั สถานการณ์ทางยทุ ธวธิ ีในขณะน้นั สถานการณ์และเง่ือนไขต่อไปน้ีอาจตอ้ งทาใหใ้ ชก้ ารยงิ แบบ
อตั โนมตั ิ
๑) มีกระสุนมากมายเหลือเฟื อ และไมม่ ีปัญหาในส่งกาลงั สป.๕
๒) เป้ าที่ปรากฏหลายเป้ ามีระยะเคียงและระยะตอ่ ใกลก้ นั อยภู่ ายในระยะ ๕๐ เมตร
จากผยู้ งิ หรือนอ้ ยกวา่ ๕๐ เมตร
๓) ตอ้ งการอานาจการยงิ สูงสุดทนั ที ณ บริเวณพ้นื ที่เป้ าหมาย
๔) สามารถใชก้ ระสุนส่องวถิ ีหรือวธิ ีการอื่น ๆ เพื่อตรวจการณ์หาตาบลกระสุนตก ณ
พ้ืนที่เป้ าหมายได้
๕) ผนู้ าหน่วยหรือ ผบ.หน่วยสามารถควบคุมและสงั่ การใหท้ หารทาการยงิ แบบ
อตั โนมตั ิได้
๖) มีเครื่องหนุนรองหรือเคร่ืองรองรับท่ีดีพอ
๗) การยงิ ในข้นั แรกของการปะทะ ทาใหเ้ ป้ าหมายหรือขา้ ศึกรวมกนั เป็นกลุ่มกอ้ น
ท้งั น้ี ครูฝึก/ผฝู้ ึกตอ้ งมน่ั ใจวา่ ทหารเขา้ ใจถึงขีดความสามารถและขีดจากดั ของการยงิ แบบ
อตั โนมตั ิ ซ่ึงทาใหส้ ามารถวิเคราะห์ไดว้ า่ เม่ือใดควรใชแ้ ละเม่ือไมค่ วรใช้

๔-๕ การดัดแปลงท่ายงิ แบบอตั โนมตั ิ
ผฝู้ ึกตอ้ งพิจารณาถึงผลกระทบของอตั ราความเร็วในการยงิ ที่เพม่ิ ข้ึนท่ีมีต่อขีดความสามารถ

ในการนาหลกั พ้ืนฐานของการยงิ ปื นมาใช้ รวมท้งั ทกั ษะการยงิ ปื นทานองรบอ่ืนๆ ดว้ ยหลกั การท่ีควร
พิจารณา ไดแ้ ก่

ก. การปฏบิ ัตฉิ ับพลนั เพือ่ ใหก้ ารยงิ แบบอตั โนมตั ิเป็ นไปอยา่ งต่อเน่ือง ทหารจะตอ้ งแกไ้ ข
เหตุติดขดั อยา่ งรวดเร็ว ซ่ึงตอ้ งใชก้ ารคน้ หาสาเหตุของปัญหาและแกไ้ ขในทนั ทีทนั ใด การฝึกโดยใช้

- ๙๗ -
การยงิ แหง้ การใชก้ ระสุนซอ้ มรบ และกระสุนหดั บรรจุ ติดตามดว้ ยการฝึกยงิ ดว้ ยกระสุนจริง และ
การประเมินผล จะช่วยใหท้ หารแกไ้ ขเหตุติดขดั ไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว

ข. หลกั พนื้ ฐานของการยงิ ปื น หลกั การดงั กล่าวยงั คงถูกนามาใช้ แมว้ า่ จะทาการยงิ ในแบบ
อตั โนมตั ิ มีขอ้ แตกตา่ งบางประการดงั น้ี

๑) ท่ายงิ ทม่ี ่ันคง (รูปที่ ๔-๔ ก, ข และ ค) การยงิ แบบอตั โนมตั ิตอ้ งการเคร่ืองหนุนรองท่ี
มน่ั คงอยา่ งมากที่สุด การจบั ปื นจะตอ้ งกระชบั แน่นมากกวา่ และการดึงพานทา้ ยเขา้ ร่องไหล่กต็ อ้ ง
แน่นหนามากกวา่ การยงิ แบบอตั โนมตั ิ ซ่ึงการเพ่ิมความกระชบั แน่นดงั กล่าวจะทาใหร้ ักษาแนวเส้น
เลง็ ไปยงั เป้ าหมายไวไ้ ด้ แมแ้ รงสะทอ้ นถอยหลงั ของปื นจะรบกวนอยตู่ ลอดเวลา ทา่ ยงิ ท่ีเหมาะสม
ท่ีสุดก็คือ ท่านอนยงิ โดยใชเ้ ครื่องหนุนรอง เพราะใหค้ วามมน่ั คงแก่ผยู้ งิ ไดม้ าก การดดั แปลงเพิ่มเติม
ท่ีอาจทาไดก้ ค็ ือ การใชส้ ายสะพายทา่ เป็นบว่ งขนาดยาวประมาณ ๕ นิ้ว โดยวดั จากหูกระวนิ บนและ
ใชม้ ือขา้ งท่ีไมไ่ ดจ้ บั ดา้ มปื นน้นั จบั ที่บว่ งสายสะพาย แลว้ ออกแรงดึงมาขา้ งล่างและดา้ นหลงั ขณะทา
การยงิ

การใช้สายสะพายช่วยในการยงิ มอื ซ้ายจับสายสะพายดงึ เข้าหาตวั เอง
รูปที่ ๔-๔ (ก) ท่ายงิ สาหรับการยงิ อตั โนมัติ

- ๙๘ -

มือซ้ายกดทฐ่ี านสาหรับติดกล้องเลง็ ในเวลากลางคืน ช่วยให้ปื นกระชับและเข้าร่องไหล่ได้ดี
รูปที่ ๔-๔ (ข) ท่ายงิ สาหรับการยงิ อตั โนมตั ิ

มอื ซ้ายกดทฐี่ านสาหรับตดิ กล้องเลง็ ในเวลากลางคืน ช่วยให้ปื นกระชับและเข้าร่องไหล่ได้ดี
รูปที่ ๔-๔ (ค) ท่ายงิ สาหรับการยงิ อตั โนมัติ

- ๙๙ -
ทา่ ยงิ ดดั แปลงอีกท่าหน่ึงกค็ ือ การใชม้ ือขา้ งท่ีไม่ไดจ้ บั ดา้ มปื นและเหนี่ยวไกนามาจบั ที่
ส่วนบนตอนปลายของพานทา้ ยปื น แลว้ ออกแรงกดลงขา้ งล่างและดึงมาขา้ งหลงั ในขณะทาการยงิ
คลา้ ยกบั ทา่ ยงิ ปื นกล ปกติแลว้ การยงิ แบบอตั โนมตั ิน้ีจะตอ้ งใชข้ าทรายประกอบกบั ปลย. แตถ่ า้ ไมม่ ี
ขาทราย ทหารก็อาจใชก้ ระสอบทรายหนุนรอง ปลย. แทนการใชข้ าทรายได้ การใชม้ ือจบั ท่ีปะกบั
รองมือหรือส่วนหน่ึงส่วนใดของปื นน้นั ข้ึนอยกู่ บั ความถนดั ของทหารหรือผยู้ งิ วา่ จบั ตรงส่วนใด
แลว้ จะใหค้ วามมนั่ คง และความคล่องตวั มากที่สุด จุดมุง่ หมายก็คือ การรักษาความมนั่ คงของทา่ ยงิ
และการลดผลกระทบจากแรงสะทอ้ นถอยหลงั

๒) การเลง็ หลกั การและวธิ ีการเล็งน้นั ไม่เปลี่ยนแปลงจากท่ีใช้ ทหารหรือผยู้ งิ วางศีรษะ
ต้งั ตรง แนบหนา้ ไปบนสันพานทา้ ย บริเวณดา้ นหลงั แท่นยดึ กลอ้ งมองในเวลากลางคืน ใชส้ ายตาขา้ ง
ที่เป็นหลกั มองผา่ นกลอ้ งเลง็ สะทอ้ นภาพหรือศนู ยเ์ ลง็ สารอง(รูศูนยห์ ลงั ไปยงั ศูนยห์ นา้ ) ถึงแมว้ า่ จะมี
การรบกวนจากแรงสะทอ้ นถอยหลงั ทหารกต็ อ้ งพยายามใชเ้ ทคนิคการเลง็ น้ีอยา่ งดีท่ีสุด

๓) การควบคุมการหายใจ ตอ้ งมีการเปล่ียนแปลงอยา่ งแน่นอน เพราะทหารไม่สามารถ
ที่จะกล้นั ลมหายใจไดท้ ุกช่วงการยงิ แตล่ ะนดั แต่ทหารจะตอ้ งกล้นั ลมหายใจยาวในแต่ละชุดการยงิ
และในช่วงระหวา่ งชุดการยงิ น้นั ทหารจะใชก้ ารหายใจเขา้ ลึก ๆ แลว้ กล้นั ลมหายใจก่อนลนั่ ไกชุด
ต่อไป

๔) การเหนี่ยวไก การฝึกยงิ แหง้ และการหมน่ั ฝึกทบทวนบ่อย ๆ จะช่วยใหท้ หารเหน่ียว
ไกไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง ในขณะทาการยงิ แบบอตั โนมตั ิเป็ นชุด การฝึกยงิ ดว้ ยกระสุนจริงจะช่วยเพมิ่ ทกั ษะ
ของทหารแตล่ ะคน

หมายเหตุ : การยงิ แบบอตั โนมตั ิน้นั ไมใ่ ชก้ ารกระชากหรือกระตุกไก ทหารคงใชก้ าร
เหนี่ยวไกลกั ษณะเดิม เพียงแต่เพิ่มความเร็วข้ึนเทา่ น้นั

การยงิ แบบก่ึงอตั โนมตั ิ ปลย. ทาโวร์ ใหผ้ ยู้ งิ เลื่อนคนั บงั คบั การยงิ ไปท่ีตวั อกั ษร R การ
เหนี่ยวไกคงเป็นลกั ษณะปกติ จะทาการยงิ นดั คร้ังละ ๑ นดั , ๒ นดั หรือ ๓ นดั ก็ไดต้ ามความ
เหมาะสมของสถานการณ์ทางยทุ ธวธิ ีในขณะน้นั แต่มกั จะไมน่ ิยมทาการยงิ คร้ังละ ๒ หรือ ๓ นดั
เพราะทุกนดั ที่ทาการยงิ ออกไป จะตอ้ งทาการเหน่ียวไกใหม่ทุกคร้ังแต่จะมีช่วงจงั หวะความถ่ีของลูก
กระสุนที่ถูกยงิ ออกไปจะชา้ กวา่ การยงิ แบบอตั โนมตั ิ เป็ นอตั ราการยงิ ที่ไดผ้ ลมากที่สุด ดงั น้นั ทหาร
จะตอ้ งควบคุมจงั หวะการผอ่ นแรงเหน่ียวไกใหไ้ ดแ้ ตน่ ิ้วช้ียงั คงวางอยทู่ ่ีไกปื น การผอ่ นแรงเหน่ียวไก
ในจงั หวะที่เหมาะสมจะทาใหส้ ิ้นเปลืองกระสุนนอ้ ยลง ครูฝึกจึงควรพยายามฝึกทหารใหส้ ามารถยงิ
ใหไ้ ด้

การยงิ แบบอตั โนมตั ิ ปลย. ทาโวร์ ใหพ้ ลยงิ เลื่อนคนั บงั คบั การยงิ ไปที่ตวั อกั ษร A การเหนี่ยว
ไกคงเป็นลกั ษณะปกติ การยงิ เป็นชุด ๆ ละ ๓ นดั เป็ นอตั ราการยงิ ที่ไดผ้ ลมากที่สุด ซ่ึงเป็นลกั ษณะ
การยงิ ที่เรียกวา่ การยงิ ต่อเน่ือง หลงั จากทาการลน่ั ไกกระสุนนดั แรกไปแลว้ การลนั่ ไกกระสุนนดั
ตอ่ ๆไปกจ็ ะเกิดข้ึนโดยอตั โนมตั ิ ผยู้ งิ ยงั คงทาการเหนี่ยวไกปื นอยตู่ ลอดเวลาในขณะที่ทาการยงิ และ
จะหยดุ ยงิ ก็ต่อเม่ือผยู้ งิ จะผอ่ นแรงเหนี่ยวไกข้ึนมาแตน่ ิ้วช้ียงั คงวางอยทู่ ี่ไกปื น กระเดื่องนกไกปื นจะ

- ๑๐๐ -
เคลื่อนที่ข้ึนมาขดั กบั นกปื นไวเ้ พ่อื หยดุ วงรอบการทางาน ดงั น้นั ทหารจะตอ้ งควบคุมจงั หวะการผอ่ น
แรงเหน่ียวไกใหไ้ ดแ้ ต่นิ้วช้ียงั คงวางอยทู่ ี่ไกปื น การผอ่ นแรงเหนี่ยวไกในจงั หวะท่ีเหมาะสมจะทาให้
สิ้นเปลืองกระสุนนอ้ ยลง ครูฝึกจึงควรพยายามฝึกทหารใหส้ ามารถยงิ เป็นชุด ๆ ละ ๓ นดั ใหไ้ ด้

การปรับการยงิ จากการยงิ แบบก่ึงอตั โนมตั ิ แลว้ เปล่ียนเป็ นการยงิ แบบอตั โนมตั ิ เมื่อพลยงิ
เร่ิมใชท้ าการยงิ แบบก่ึงอตั โนมตั ิทีละนดั แลว้ จะทาการเปล่ียนเป็นการยงิ แบบอตั โนมตั ิ จะกระทาโดย
การเล่ือนคนั บงั คบั การยงิ ที่อยใู่ นตาแหน่งตวั อกั ษร R ไปท่ีตาแหน่งตวั อกั ษร A ในภายหลงั น้นั อาจมี
บางจงั หวะและโอกาสในการยงิ อตั โนมตั ิ เมื่อจะทาการยงิ เป็นชุดๆ ละ ๓ นดั ในการยงิ ในชุดแรกไม่
ครบ ๓ นดั คือ ยงิ ไดเ้ พียง ๒ หรือ ๑ นดั แตช่ ุดต่อไปจะยงิ ไดค้ รบชุด ๓ นดั ท้งั น้ีเนื่องจาก
ตาแหน่งของลูกเบ้ียวในการยงิ อตั โนมตั ิน้นั วางอยใู่ นลกั ษณะใด เมื่อผลกั คนั บงั คบั การยงิ ไปท่ี
ตาแหน่ง A เมื่อยงิ ชุดแรกไมค่ รบ ๓ นดั ใหท้ หารรีบปล่อยไกแลว้ ทาการเหน่ียวไกใหมอ่ ีกคร้ัง
เพอื่ ใหก้ ารยงิ ครบเป้ าชุดตามวงรอบ ๓ นดั

ค. การเปลย่ี นซองกระสุน การท่ีพลยงิ มีขีดความสามารถในการเปล่ียนซองกระสุนให้
รวดเร็วเป็นส่ิงสาคญั ยง่ิ สาหรับการยงิ แบบอตั โนมตั ิ อนั เนื่องมาจากการยงิ ในแบบอตั โนมตั ิหรือการ
ยงิ ตอ่ เน่ือง ในช่วงจงั หวะที่นานไมว่ า่ จะเป็นการยงิ ในลกั ษณะเป็นชุดๆ ละ ๒, ๓, ๔, หรือ ๕ นดั ก็
ตามจะทาใหเ้ กิดการสิ้นเปลืองลูกกระสุนไปเป็นจานวนมาก ดงั น้นั เพ่ือเป็นการดารงอานาจการยงิ ของ
ปื นไปยงั เป้ าที่ตอ่ เน่ือง และไมข่ าดตอน พลยงิ จึงจะตอ้ งทาการเปลี่ยนซองกระสุนใหมใ่ หไ้ ดอ้ ยา่ ง
รวดเร็ว และส่ิงท่ีสาคญั ที่สุดท่ีจะช่วยใหพ้ ลยงิ เปลี่ยนซองกระสุนไดร้ วดเร็ว คือ พลยงิ จะตอ้ งทราบวา่
ใชซ้ องกระสุนชนิดท่ีบรรจุลูกกระสุนไดก้ ี่นดั และเมื่อทาการยงิ ไปแลว้ จะตอ้ งจดจาไดว้ า่ ใชก้ ระสุนไป
เทา่ ใด และชุดการยงิ ใดท่ีจะเป็นชุดการยงิ ในชุดสุดทา้ ย หรือชุดรองสุดทา้ ย ของการใชซ้ องกระสุน
ชนิดน้นั
๔-๖ การฝึ กเทคนิคการยงิ แบบอตั โนมัติ

ก่อนท่ีจะทาการฝึกยงิ แบบอตั โนมตั ิไดน้ ้นั ทหารจะตอ้ งมีทกั ษะในการยงิ ประณีตและการยงิ
แบบก่ึงอตั โนมตั ิในทุกลกั ษณะเป็นอยา่ งดี ทหารที่ยงิ ในแบบก่ึงอตั โนมตั ิไมไ่ ดผ้ ลยอ่ มไม่สามารถทา
การยงิ เป็นชุดอยา่ งไดผ้ ลเช่นกนั

ก. การฝึ กยงิ แห้ง การฝึกยงิ แหง้ บอ่ ยๆ คร้ัง เป็ นวธิ ีการที่ช่วยใหท้ หารไดม้ ีโอกาสพิจารณาใช้
หลกั พ้นื ฐานของการยงิ ปื นอยา่ งมน่ั ใจ ครูฝึกตอ้ งเนน้ ในเรื่องทา่ ยงิ ที่มน่ั คงและการจดั ภาพการเล็ง ตาม
ดว้ ยการควบคุมการหายใจและการเหนี่ยวไกท่ีถูกวธิ ี นอกจากน้ีควรพิจารณาใชก้ ระสุนซอ้ มรบหรือ
กระสุนหดั บรรจุในการฝึกเหน่ียวไกและการเปล่ียนซองกระสุนตลอดจนการฝึกแกไ้ ขเหตุติดขดั ครู
ฝึกตอ้ งมน่ั ใจวา่ ทหารมีความรู้ความเขา้ ใจในเร่ืองตา่ ง ๆ เหล่าน้ี และสามารถปฏิบตั ิไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
รวดเร็ว ก่อนท่ีจะทาการฝึกยงิ ดว้ ยกระสุนจริง

ข. การฝึ กยงิ ด้วยกระสุนจริง แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท

๑) การฝึ กเป็ นบุคคล ครูฝึกจะเนน้ ในเรื่องการปฏิบตั ิเพื่อใหด้ ารงอานาจการยงิ ใหส้ ูงเวลา
การหยดุ ยงิ (ในช่วงแกไ้ ขเหตุติดขดั หรือการเปล่ียนซองกระสุน) จะตอ้ งมีนอ้ ยท่ีสุด การฝึกยงิ จะเริ่ม

- ๑๐๑ -
ต้งั แต่ระยะ ๒๕ เมตร แลว้ เพ่ิมเป็นระยะ ๕๐ เมตร เมื่อทหารเริ่มมีความชานาญข้ึน การเพ่มิ
จานวนเป้ าหมายและเพมิ่ ระยะใหท้ หารทาการยงิ จะทาให้ทหารตอ้ งใชอ้ านาจการยงิ ที่สูงข้ึน การฝึก
ยงิ โดยใชเ้ ป้ าแสดงผลจะช่วยเพม่ิ ขีดความสามารถของทหาร นอกจากน้ีครูฝึกควรมอบเป้ าหมายใหแ้ ก่
ทหารหลาย ๆ ลกั ษณะ เพ่อื ฝึกใหพ้ ิจารณาวา่ เป้ าหมายลกั ษณะใดควรใชก้ ารยงิ แบบก่ึงอตั โนมตั ิ
และแบบใดควรใชก้ ารยงิ แบบอตั โนมตั ิ

การปรับศูนย(์ กลอ้ งเลง็ สะทอ้ นภาพ MEPRO 21M หรือศูนยเ์ ล็งสารอง)สาหรับการยงิ แบบ
อตั โนมตั ิอาจจะไม่มีความแตกต่างกบั การยงิ ในแบบก่ึงอตั โนมตั ิ ท้งั น้ีข้ึนอยกู่ บั น้าหนกั ของลากลอ้ ง
ปลย.ซ่ึงมีน้าหนกั เบาและไดร้ ับผลกระทบจากการติดขาทราย รวมท้งั การออกแรงดึงที่สายสะพาย
แต่อยา่ งไรก็ตามครูฝึกตอ้ งบงั คบั ใหท้ หารใชก้ ารปรับศนู ยร์ บในแบบก่ึงอตั โนมตั ิเช่นเดิม และเม่ือจะ
ทาการยงิ แบบอตั โนมตั ิทหารจะตอ้ งใชว้ ธิ ีการเล็งเผอ่ื หรือเล็งดกั ซ่ึงครูฝึกจะตอ้ งฝึกให้ทหารรู้จกั
การใชว้ ธิ ีการเลง็ เผ่ือหรือเล็งดกั น้ี โดยการฝึกปฏิบตั ิและยงิ ดว้ ยกระสุนจริงก่อนการฝึ กยงิ ดว้ ยกระสุน
จริงอ่ืน ๆ

การฝึกยงิ อตั โนมตั ิทหารจะเร่ิมการฝึกจากง่ายไปหายาก โดยการศึกษา เรียนรู้จากการยิงปื น
ทีละนดั และการสงั เกต การเปรียบเทียบกลุ่มกระสุนโดย

การยงิ คร้ังแรกหรือชุดท่ี ๑ จะทาการบรรจุกระสุนและยงิ ทีละนดั โดยใชท้ า่ ยงิ
สาหรับการยงิ แบบอตั โนมตั ิ กระสุนท่ียงิ ออกไป ๓ นดั แรก ซ่ึงกระสุนใน ๓ นดั แรกน้ีจะเป็นกลุ่ม
กระสุนท่ีเกิดจากการยงิ ที่มีความสมบูรณ์ และไมม่ ีผลกระทบจากการสะทอ้ นจากกระสุนปื นในนดั ที่
๒ และนดั ท่ี ๓ ซ่ึงจะสมมุติฐานในการทาการยงิ ในคร้ังแรกหรือชุดท่ี ๑ จะพจิ ารณาเหมือนกบั วา่ เป็ น
กระสุนที่ยงิ แบบอตั โนมตั ิออกไปในชุดแรกที่เป้ าหมาย เพอ่ื จะใชเ้ ป็นกลุ่มกระสุนตวั อยา่ งสาหรับทา
การยงิ ในคร้ังต่อๆไปหรือชุดที่ ๒ และชุดท่ี ๓ จากน้นั

การยงิ ในคร้ังท่ี ๒ หรือชุดที่ ๒ ใหพ้ ลยงิ ทาการบรรจุกระสุนใส่ซองจานวน ๒ นดั
แลว้ ทาการยงิ แบบอตั โนมตั ิออกไปยงั เป้ าหมายเดิม และเม่ือทาการยงิ เสร็จพลยงิ ทาการตรวจเป้ าคราว
น้ีพิจารณาดูความแตกต่างของตาแหน่งของกลุ่มกระสุนในการยงิ คร้ังท่ี ๑ และคร้ังที่ ๒ หลงั จากที่
ทดสอบดูแลว้ ท้งั พลยงิ จะตอ้ งทาการเปรียบเทียบความรู้สึกตอ่ การยงิ ในแตล่ ะคร้ัง

การยงิ ในคร้ังท่ี ๓ หรือชุดที่ ๓ ใหพ้ ลยงิ ทาการบรรจุกระสุนใส่ซองจานวนทีละ ๓
นดั แลว้ ทาการยงิ ออกไปเป็ นชุด เมื่อไดเ้ ห็นความแตกต่างของตาบลกระสุนถูกเป้ าแลว้ จึงพจิ ารณา
กาหนดระยะเลง็ เผอ่ื เพื่อให้ยา่ นกลางของกลุ่มกระสุนอยกู่ ลางเป้ าหมาย

๒) การฝึ กเป็ นหน่วย การฝึกยงิ ดว้ ยกระสุนจริงเป็ นหน่วยน้นั ควรใชค้ วามระมดั ระวงั
เพม่ิ มากข้ึนเม่ือตอ้ งทาการยงิ แบบอตั โนมตั ิ ผฝู้ ึกควรเนน้ ในเรื่องการฝึกใหท้ หารทยอยกนั เปล่ียนซอง
กระสุน ไมใ่ หท้ าการเปลี่ยนพร้อมกนั ทีเดียวหลายคน เพื่อดารงไวซ้ ่ึงอานาจการยงิ ที่รุนแรงและการ
ประหยดั กระสุนไปในตวั

- ๑๐๒ -

ตอนท่ี ๔

การยงิ ฉับพลนั

เทคนิคในการยงิ ปลย. น้นั มีอยู่ ๒ แบบ คือ การยงิ ดว้ ยวธิ ีการเล็งโดยใชศ้ ูนย(์ กลอ้ งเลง็
สะทอ้ นภาพ หรือ ศูนยเ์ ลง็ สารอง) และการยงิ โดยใชแ้ นวแกนลากลอ้ งตามสัญชาตญาณ และใช้
ตาบลกระสุนตกหรือกระสุนส่องวถิ ีเป็นเคร่ืองช่วยปรับการยงิ วธิ ีท่ีมกั ใชก้ นั เสมอ ๆ กค็ ือ การยงิ
โดยใชศ้ ูนย์ แตใ่ นบางโอกาสทหารจะตอ้ งยงิ อยา่ งรวดเร็วไมม่ ีเวลาท่ีจะใชก้ ารเลง็ จากศูนย์ ท้งั น้ีเพ่ือ
ความอยรู่ อด การยงิ ฉบั พลนั น้ีเป็นเทคนิคการยงิ แบบหน่ึงท่ีจะทาใหท้ หารสามารถยงิ ไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว
และถูกเป้ าหมายท่ีเกิดข้ึนทนั ทีทนั ใดในระยะประชิด จะทาการยงิ ฉบั พลนั ในระยะ ๔๑ เมตร หรือนอ้ ย
กวา่

๔-๗ ประสิทธิภาพของการยิงฉับพลนั
การยงิ ฉบั พลนั น้ีเหมาะสาหรับทหารที่ตอ้ งเผชิญกบั เป้ าหมายท่ีปรากฏข้ึนอยา่ งทนั ทีทนั ใดใน

ระยะใกล้ หรือทหารที่ตอ้ งเขา้ ทาการรบประชิดหรือการตะลุมบอน การยงิ ฉบั พลนั อาจใชไ้ ดท้ ้งั การ
ยงิ แบบก่ึงอตั โนมตั ิและการยงิ แบบอตั โนมตั ิ ตวั อยา่ งเช่น ทหารที่ทาหนา้ ท่ีพลลาดตระเวนนา อาจ
ตอ้ งถืออาวธุ ปลย.ท่ีคนั บงั คบั การยงิ จดั อยใู่ นตาแหน่ง A (ตาแหน่งการยงิ แบบอตั โนมตั ิ) และทหาร
ที่ตอ้ งเขา้ ทาการกวาดลา้ งขา้ ศึกในหลุมบงั เกอร์หรืออาคาร ในตอนเร่ิมตน้ ของการฝึกควรใชก้ ารยงิ
แบบก่ึงอตั โนมตั ิ เทคนิคในการยงิ ฉบั พลนั มี ๒ แบบ คือ

ก. การเลง็ เม่ือเป้ าหมายปรากฏข้ึน ใหท้ หารนา ปื นประทบั บ่าและทาการยงิ ทลี ะนัด อยา่ ง
รวดเร็ว ใชน้ ยั น์ตาท่ีเป็ นหลกั มองผา่ นหรือเหนือ กลอ้ งเล็งสะทอ้ นภาพ หรือศูนยเ์ ลง็ สารอง(ศูนยห์ ลงั )
เล็กนอ้ ย และใชจ้ ุดเล็งสีแดง หรือศูนยเ์ ลง็ สารอง(ศูนยห์ นา้ ) เป็นจุดเล็งตรงไปยงั เป้ าหมาย (รูปที่ ๔ –
๕ ก, ข และ ค) ดว้ ยวธิ ีการใชเ้ ทคนิคแบบน้ีทหารจะสามารถยงิ ถูกเป้ าหมายในระยะ ๔๑ เมตร ลงมา
ไดภ้ ายใน ๑ วนิ าที หรือนอ้ ยกวา่

ข. การชี้เป้ า เมื่อเป้ าหมายปรากฏข้ึน ในระยะประชิดมาก ทหารจะทาการใชท้ ่ายงิ ในลกั ษณะ
ประทบั ปื นอย่ใู ต้แขน (ใต้รักแร้) ลกั ษณะของโนม้ ลาตวั ไปขา้ งหนา้ เลก็ นอ้ ย แยกขาท้งั สองขา้ ง
พอสมควร ใหเ้ ทา้ ซา้ ยล้าไปทางดา้ นหนา้ เลก็ นอ้ ย งอเข่าท้งั สองขา้ ง เพอ่ื ความสมดุลในการทาท่ายงิ
และใชท้ าการยงิ ในแบบก่ึงอตั โนมตั ิ หรืออตั โนมตั ิอยา่ งรวดเร็ว ทหารตอ้ งลืมตาท้งั ๒ ขา้ ง และใช้
สัญชาตญาณประกอบกบั การมองภาพทางกวา้ งและลึก เพอ่ื จดั แนวเส้นแกนลากลอ้ งให้ตรงไปยงั
เป้ าหมาย (รูปที่ ๔-๖ ก, ข และ ค) ดว้ ยวธิ ีการใชเ้ ทคนิคแบบน้ี ทหารจะสามารถยงิ ถูกเป้ าหมายใน
ระยะ ๒๕ เมตร ลงมาไดภ้ ายใน ๑ วนิ าที หรือนอ้ ยกวา่

- ๑๐๓ -
รูปที่ ๔-๕ (ก) การเลง็ ยงิ ฉับพลนั (เป้ าหมายอย่ใู นระดบั เดียวกบั พลยงิ )

รูปที่ ๔-๕ (ข) การเล็งยงิ ฉับพลนั (เป้ าหมายอยู่สูงกว่าพลยงิ )

- ๑๐๔ -

รูปที่ ๔-๕ (ค) การเลง็ ยิงฉับพลนั (เป้ าหมายอยู่ต่ากว่าพลยงิ )

รูปท่ี ๔-๖ (ก)
การชี้เป้ ายงิ ฉับพลนั (เป้ าหมายอย่ใู นระดบั เดียวกบั พลยงิ )

- ๑๐๕ -

รูปที่ ๔-๖ (ข)
การชี้เป้ ายงิ ฉับพลนั (เป้ าหมายอยู่สูงกว่าพลยงิ )

รูปที่ ๔-๖ (ค)
การชี้เป้ ายงิ ฉับพลนั (เป้ าหมายอย่ตู ่ากว่าพลยงิ )

- ๑๐๖ -
ความเร็วในการยงิ ของท้งั ๒ แบบน้ี จะแตกตา่ งกนั เพยี งเล็กนอ้ ย การช้ีเป้ าจะยงิ ไดเ้ ร็วกวา่
การเล็งยงิ ฉบั พลนั ประมาณ ๑/๑๐ วนิ าที แตค่ วามแมน่ ยาน้นั จะแตกตา่ งกนั พอสมควร ทหารท่ีไดร้ ับ
การฝึกยงิ ฉบั พลนั โดยใชก้ ารยงิ แบบช้ีเป้ าจนชานาญจะยงิ ถูกเป้ ารูปหุ่นแบบคร่ึงตวั ในระยะ ๒๕
เมตร โดยยงั ระบุไม่ไดช้ ดั วา่ จะถูกส่วนใดของเป้ า ในขณะที่ทหารท่ีไดร้ ับการฝึกยงิ ฉบั พลนั โดยการ
เลง็ ยงิ ฉบั พลนั จนชานาญ จะสามารถยงิ ถูกเป้ ารูปหุ่นแบบคร่ึงตวั ในระยะ ๒๕ เมตร ดว้ ยการยงิ แบบ
ทีละนดั หรือเป็นชุด กระสุนจะถูกเป้ าหมายในตาแหน่งที่ห่างจากก่ึงกลางเป้ าประมาณ ๑๐ ซม.
กุญแจสาคญั ท่ีจะนาไปสู่ความสาเร็จของเทคนิคการยงิ ท้งั ๒ แบบ กค็ ือ การหมนั่ ฝึกฝน
การฝึกฝนทบทวนซ้า ๆ หลาย ๆ คร้ัง ควรกระทาใหม้ ากในระหวา่ งการฝึกยงิ แหง้ ส่วนการฝึกยงิ ดว้ ย
กระสุนจริงน้นั จะพฒั นาขีดความสามารถ และจะแสดงใหเ้ ห็นถึงความแตกต่างในดา้ นความแม่นยา
ระหวา่ งเทคนิคท้งั ๒ แบบ การพิจารณาเลือกใชเ้ ทคนิคการยงิ แบบใด หรือจะใชก้ ารยิงทีละนดั หรือ
เป็นชุดน้นั สถานการณ์ทางยทุ ธวธิ ีจะเป็นเครื่องบ่งช้ี
ครูฝึกตอ้ งเนน้ ใหท้ หารเขา้ ใจวา่ การยงิ แบบฉบั พลนั น้ีจะใชก้ ต็ อ่ เมื่อเป้ าหมายเกิดข้ึนใน
ลกั ษณะท่ีไมส่ ามารถจะทาการยงิ โดยการเลง็ ศูนยแ์ บบปกติไดเ้ ทา่ น้นั และการยงิ ฉบั พลนั น้ีควรใชก้ บั
เป้ าหมายท่ีเกิดข้ึนในระยะ ๔๑ เมตรลงมาเทา่ น้นั
๔-๘ การประยกุ ต์หลกั การยงิ เพอ่ื ใช้ฝึ กยงิ ฉับพลนั

เทคนิคการยงิ ฉบั พลนั ตอ้ งการใชก้ ารดดั แปลง และประยกุ ตห์ ลกั พ้นื ฐานการยงิ ปื นท้งั ๔
ประการอยา่ งมาก แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามในข้นั เริ่มตน้ ของการฝึ กก็ยงั คงเป็นการฝึกยงิ แหง้ ซ่ึงมีความสาคญั
มาก

ก.หลกั พ้นื ฐานการยงิ ปื น
๑) ท่ายงิ ทม่ี น่ั คง ดว้ ยความรวดเร็วท่ีใชใ้ นการยงิ ทาใหท้ หารมกั ไมม่ ีเวลาจะจดั ท่ายงิ

เทา่ ใดนกั ทหารมกั จะตอ้ งทาการยงิ จากลกั ษณะทา่ ทางท่ีเป็นอยใู่ นขณะน้นั เม่ือเป้ าปรากฏข้ึน ถา้ หาก
ทหารกาลงั เคล่ือนที่อยกู่ ็จะตอ้ งรีบหยดุ การเคล่ือนที่ แต่จะไมม่ ีเวลาจดั หรือปรับท่ายงิ รวมท้งั ไม่
สามารถใชเ้ คร่ืองหนุนรองอื่น ๆ ไดม้ ากนกั

๒) การเลง็ หลกั การเล็งจะตอ้ งถูกดดั แปลงอยา่ งมาก เพราะทหารจะไมม่ ีเวลาพอท่ีจะจดั

ศูนยพ์ อดี และศนู ยน์ ง่ั แท่น หรือศูนยท์ บั เป้ าหมาย
ก) การเลง็ ยงิ ฉับพลนั พานทา้ ยปื นจะถูกนาเขา้ สู่ร่องไหล่ ขณะท่ีทหารแนบแกม้ ไว้

บนสันพานทา้ ยบริเวณดา้ นหลงั แทน่ ยดึ กลอ้ งมองในเวลากลางคืน มือท้งั สองจบั ปื นค่อนขา้ งแน่น
ออกแรงดึงมาขา้ งหลงั เล็กนอ้ ย ใชน้ ยั นต์ าหลกั มองผา่ นหรือมองเหนือกลอ้ งเล็งสะทอ้ นภาพหรือศนู ย์
เลง็ สารอง(ศูนยห์ ลงั )เล็กนอ้ ย และใชจ้ ุดเลง็ สีแดง หรือศนู ยเ์ ลง็ สารอง(ศนู ยห์ นา้ ) (รูปที่ ๔-๕ ก, ข

และ ค) ผา่ นตรงไปยงั เป้ าหมาย การเลง็ ยงิ ฉับพลนั ในข้นั แรกใหท้ หารเพง่ มองที่เป้ าหมาย แต่
ในขณะยกปื นข้ึนมาน้นั ใหใ้ ชน้ ยั น์ตาขา้ งท่ีเป็ นหลกั มองผา่ นหรือเหนือกลอ้ งเลง็ สะทอ้ นภาพหรือ

- ๑๐๗ -

ศนู ยเ์ ลง็ สารอง(ศูนยห์ ลงั )เลก็ นอ้ ย และใชจ้ ุดเลง็ สีแดง หรือศูนยเ์ ล็งสารอง(ศนู ยห์ นา้ )ไปยงั เป้ าหมาย
จากน้นั ใหใ้ ชก้ ารมองภาพทางกวา้ งและทางลึกคน้ หาจุดเล็งสีแดงหรือศูนยเ์ ลง็ สารอง(ศูนยห์ นา้ ) ของ
ปื นไปวางทบั ก่ึงกลางเป้ าหมาย และเมื่อปรับสายตามาเพ่งมองไดท้ ี่แลว้ จึงลนั่ ไกโดยที่สายตายงั
เพง่ มองที่จุดเลง็ สีแดงหรือศูนยเ์ ล็งสารอง (ศูนยห์ นา้ ) อยนู่ นั่ เอง

ข) การชี้เป้ ายงิ ฉับพลนั ทหารประทบั ปื นเขา้ กบั ขา้ งลาตวั มือท้งั สองจบั ปื นค่อนขา้ ง
แน่นดึงปื นมาขา้ งหลงั เล็กนอ้ ย (รูปท่ี ๔-๖ ก, ข และ ค) การชี้เป้ ายงิ ฉับพลนั ใหท้ หารใชส้ ายตา
เพง่ มองที่ก่ึงกลางของเป้ าหมายค่อนลงมาขา้ งล่างเล็กนอ้ ย แลว้ นาปื นข้ึนจดั แนวลากลอ้ งใหเ้ ป็นแนว
เดียวกบั เส้นสายตา จากน้นั จึงลน่ั ไก สญั ชาตญาณในการช้ีเป้ าและขีดความสามารถในการมองภาพ
ทางกวา้ งและลึกจะช่วยใหท้ หารจดั แนวเส้นเลง็ ไดเ้ ร็วข้ึน

หมายเหตุ : เม่ือใชเ้ ทคนิคการยงิ ฉบั พลนั ไมว่ า่ จะเป็นแบบใดก็ตาม กระสุนมกั จะถูก
บริเวณสูงกวา่ เป้ าหมาย การฝึกยงิ แหง้ หลาย ๆ คร้ัง เป็นส่ิงจาเป็นท่ีจะช่วยใหท้ หารฝึ กการจดั แนว
เส้นเลง็ ไปยงั เป้ าหมายและจุดหลกั สาหรับการเพง่ มอง ในการเริ่มตน้ การฝึกควรใหท้ หารไดใ้ ชก้ าร
มองตามแนวแขนช้ีตรงไปยงั เป้ าหมาย

๓) การควบคุมการหายใจ มีการดดั แปลงหลกั การขอ้ น้ีเล็กนอ้ ย สาหรับการยงิ ฉบั พลนั
ในนดั แรก กระสุนจะตอ้ งถูกยงิ ออกไปก่อนท่ีทหารจะต้งั หลกั ปรับวงรอบการหายใจและถา้ จาเป็น
จะตอ้ งยงิ นดั ถดั ไป การหายใจจะตอ้ งไม่รบกวนความเร็วในการยงิ น้นั หากเป็ นไปไดใ้ หท้ หารหายใจ
ช่วงส้ันและไมล่ ึก

๔) การเหนี่ยวไก การเหน่ียวไกข้นั แรกจะตอ้ งเริ่มในขณะท่ีทหารนาแนวลากลอ้ งปื นช้ี
ตรงไปยงั เป้ าหมาย แลว้ เริ่มเหน่ียวไกข้นั ต่อไปเมื่อแนวลากลอ้ ง และแนวสายตาเร่ิมเขา้ สู่แนวขนาน
กนั จึงลน่ั ไก ทหารจะตอ้ งการการฝึกฝนอยา่ งมากสาหรับการเหน่ียวไกท่ีตอ้ งใชค้ วามเร็ว

ข. การฝึ กเทคนิคการยงิ ฉับพลนั
ในข้นั ตน้ ของการฝึกน้นั ควรเพง่ การประยกุ ตห์ ลกั พ้นื ฐานการยงิ ปื นเพือ่ ใชก้ บั การยงิ ฉบั พลนั
เป็ นสาคญั

การฝึ กยงิ แห้ง การฝึกยงิ แหง้ ในข้นั ตอนน้ีไม่ตอ้ งการการวางแผนเตรียมการท่ีละเอียด
ประณีต หรือการใชส้ นามยงิ ปื นและสิ่งอานวยความสะดวกมากมายนกั แต่ครูฝึกตอ้ งจดั ใหม้ ีเวลา
สาหรับการฝึกทบทวนซ้า และย้าการปฏิบตั ิหลาย ๆ คร้ัง ครูฝึกจะตอ้ งเนน้ การปฏิบตั ิท่ายงิ ท่ีเป็นทา่
คงท่ี และการจดั แนวลากลอ้ งปื นกบั แนวเส้นเลง็ ไปยงั เป้ าหมาย ติดตามดว้ ยการเหนี่ยวไกอยา่ งเร็ว
หลงั จากที่เป้ าปรากฏข้ึนแลว้ ไม่ชา้ กวา่ ๑ วนิ าที กระสุนจะตอ้ งวงิ่ ไปกระทบเป้ าน้นั ตวั อยา่ งหน่ึง
ของการฝึกยงิ แหง้ ไดแ้ ก่ :

ครูฝึก/ผฝู้ ึก ติดต้งั เป้ ารูปหุ่นคร่ึงตวั ในระยะ ๑๕ เมตร ห่างจากตวั ทหารและใหท้ หารยนื หนั
หนา้ ไปยงั เป้ าในทิศทางตา่ ง ๆ กนั (ตรงบา้ ง เฉียงบา้ ง) ทหารถือปื นในระดบั เอวหรือสูงกวา่ เลก็ นอ้ ย
มือขา้ งที่ถนดั จบั ท่ีดา้ มปื น และอีกขา้ งหน่ึงจบั ที่ฝาปะกบั ลากลอ้ ง

- ๑๐๘ -
ครูฝึก/ผฝู้ ึก ยนื อยขู่ า้ งหลงั ทหารเลก็ นอ้ ย โดยไมใ่ หท้ หารเห็นอาการเคลื่อนไหวของครูฝึก
แลว้ ใชก้ ารใหส้ ญั ญาณ (ดว้ ยการตบมือ) ใหเ้ ป้ าปรากฏ เม่ือครูฝึกตบมือแลว้ ใหน้ บั ตามดว้ ยเสียงอนั
ดงั วา่ “หน่ึงพนั หน่ึง”
ทหารจะตอ้ งใชว้ ธิ ีการเล็งยงิ ฉบั พลนั หรือช้ีเป้ ายงิ ฉบั พลนั แลว้ ลน่ั ไก นกปื นจะตอ้ งสับไป
ขา้ งหนา้ ก่อนสิ้นเสียงนบั ของครูฝึก (ภายใน ๑ วนิ าทีหรือนอ้ ยกวา่ )
หมายเหตุ : เมื่อใชว้ ธิ ีการเล็งยงิ ฉบั พลนั ใหท้ หารยงั คงรักษาทิศทางของแนวลากลอ้ งปื นไว้
หลงั จากที่ลนั่ ไกแลว้ และใหท้ หารกม้ ลงเลง็ ผา่ นกลอ้ งเลง็ สะทอ้ นภาพหรือศนู ยเ์ ล็งสารอง(ศูนยห์ ลงั )
เพือ่ ตรวจสอบดูวา่ การยงิ แหง้ ในนดั น้นั ทิศทางของการเล็งที่แทจ้ ริงเป็นอยา่ งไร
ค.การฝึ กยงิ ด้วยกระสุนจริง แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท

๑) การฝึ กเป็ นบุคคล ใหค้ รูฝึ กเนน้ ใหท้ หารสามารถยงิ เป้ าหมายไดภ้ ายใน ๑ วนิ าที
หรือนอ้ ยกวา่ ครูฝึกจะใชว้ ธิ ีการจบั เวลาดว้ ยการนบั “หน่ึงพนั หน่ึง” หรืออาจใชว้ ธิ ีการติดต้งั และ
กาหนดใหเ้ ป้ าอตั โนมตั ิ มีเวลาปรากฏต่อทหารผยู้ งิ เป็นเวลา ๑ วนิ าที (คิดเฉพาะเวลาท่ีเป้ าต้งั ตรงไม่
คิดเวลาข้ึนและลง) ก็ไดใ้ นระยะ ๑๕ เมตร (เป็นระยะไกลสุดท่ีกาหนดสาหรับการฝึ กเป็นบุคคล)
ถา้ ใชก้ ารยงิ แบบช้ีเป้ ากระสุนจะถูกส่วนใดของเป้ าก็ถือวา่ ทหารยงิ ไดผ้ ลแต่ถา้ ใชก้ ารยงิ แบบเลง็
ฉบั พลนั กระสุนควรจะถูกเป้ าในพ้ืนที่วงกลมท่ีมีเส้นผา่ ศูนยก์ ลาง ๒๕ เซ็นติเมตร ตรงกลางเป้ าหมาย
น้นั

หมายเหตุ : การฝึกฝนยงิ แหง้ ซ้า ๆ หลายคร้ัง เป็นวธิ ีการฝึกท่ีจาเป็นมาก ถา้ หากกระสุน
ขนาด ๕.๕๖ มม. ขาดแคลน ควรพิจารณาใชช้ ุดรองลากลอ้ งและลูกเล่ือนแบบ เอม็ .๒ ประกอบกบั
ปลย. เพอ่ื ใชย้ งิ กระสุนขนาด .๒๒ นิ้วแทน

๒) การฝึ กเป็ นหน่วย การฝึกเป็นหน่วยโดยใชส้ ถานการณ์การรบในพ้นื ท่ีสิ่งปลูกสร้าง
หรือการรบในเมือง และใชก้ ารยงิ ดว้ ยกระสุนจริงน้นั จะตอ้ งใชเ้ ทคนิคการยงิ ฉบั พลนั เป้ ารูปหุ่นที่
ใชใ้ นการฝึกน้นั ควรจะปรากฏภายในระยะไม่เกิน ๒๕ เมตร หรือนอ้ ยกวา่ ๒๕ เมตร ลงมา
ทหารจะตอ้ งทาการยงิ ใหถ้ ูกเป้ าภายในเวลา ๑ วนิ าที

ตอนที่ ๕

การยงิ เมอ่ื สวมชุดป้ องกนั นชค.

ทหารทุกคนตอ้ งสามารถยงิ อาวธุ ประจากายของตนอยา่ งไดผ้ ล แมใ้ นสถานการณ์ท่ีมีการใช้
อาวธุ นชค. ดว้ ยการฝึกหดั และฝึกฝนใหถ้ ูกวธิ ี ทหารจะมีความเช่ือมนั่ ในการยงิ อาวธุ ประจากาย
โดยเฉพาะ ปลย. ใหถ้ ูกเป้ าในขณะท่ีตนสวมชุดป้ องกนั นชค.อยู่ ผบ.หน่วยไม่ควรมองขา้ มการฝึกยงิ
อาวธุ ประจากาย และควรสอดแทรกลงไปในวงรอบการฝึ กของหน่วยทุกข้นั ตอน

- ๑๐๙ -

๔-๙ ประสิทธิภาพของการยิงเม่อื สวมชุดป้ องกนั นชค.
การฝึกยงิ อาวธุ น้นั เป็นเพียงส่วนหน่ึงของการฝึกในสถานการณ์ที่มีการใช้ นชค. ผบ.หน่วย

ตอ้ งฝึกใหท้ หารมีความคุน้ เคยกบั ชุดป้ องกนั นชค.น้ี ก่อนท่ีจะเริ่มทาการฝึกยงิ เม่ือสวมอุปกรณ์
ดงั กล่าว ครูฝึก/ผฝู้ ึกจะตอ้ งพิจารณาถึงผลกระทบของชุดป้ องกนั นชค. (หมวกคลุมศีรษะ/หนา้ กาก,
ถุงมือ, เส้ือคลุม) ท่ีมีต่อขีดความสามารถในการที่จะใชห้ ลกั พ้ืนฐานการยงิ ปื นและทกั ษะการยงิ
ทานองรบ

ก. การปฏบิ ัตฉิ ับพลนั ในสถานการณ์ทวั่ ไป ทหารควรจะแกไ้ ขเหตุติดขดั ไดภ้ ายใน ๓-๕
วนิ าที แต่เม่ือตอ้ งสวมอุปกรณ์ป้ องกนั ครบชุด ทหารอาจตอ้ งใชเ้ วลานานถึง ๑๐ วนิ าที การฝึก
ระหวา่ งการฝึกยงิ แหง้ จะช่วยใหท้ หารปฏิบตั ิไดร้ วดเร็วข้ึน ทหารตอ้ งสวมหมวกคลุมศีรษะและ
หนา้ กากเพอื่ ความคุน้ เคย และตอ้ งระมดั ระวงั มิใหถ้ ุงมือ หมวก และหนา้ กากชารุด เสียหาย หรือกีด
ขวางการปฏิบตั ิงาน การฝึกแกไ้ ขเหตุติดขดั น้นั ควรพจิ ารณาใชก้ ระสุนซอ้ มรบหรือกระสุนหดั บรรจุ
ประกอบการฝึก จนกระทง่ั ทหารสามารถปฏิบตั ิไดโ้ ดยสญั ชาตญาณ

ข. การค้นหาเป้ าหมาย เทคนิคและหลกั การในบทที่ ๓ ยงั คงมีความสาคญั ต่อการ
ตรวจการณ์คน้ หาเป้ าหมายเม่ือทหารสวมชุดป้ องกนั นชค. แตค่ รูฝึกควรพจิ ารณาวา่ กระทาได้
ค่อนขา้ งจากดั เนื่องจากอุปกรณ์ป้ องกนั ทาใหก้ ารตรวจการณ์กระทาไดไ้ ม่เตม็ ที่

การตรวจการณ์และการมองเห็นจะถูกจากดั ลง บางคร้ังเลนส์ที่หนา้ กากอาจถูกขีดข่วนเป็น
รอยหรือเป็นฝ้ ามวั ทหารจะตอ้ งรายงานส่งซ่อมใหอ้ ยใู่ นสภาพใชง้ านไดก้ ่อนทาการฝึ ก

ค. หลกั พนื้ ฐานการยงิ ปื น ถึงแมว้ า่ หลกั การยงิ ปื นท้งั ๔ ประการ จะยงั คงมีความสาคญั ใน
ระหวา่ งการฝึกยงิ เมื่อสวมชุดป้ องกนั ก็ตาม ทหารจะตอ้ งพิจารณาดดั แปลงหลกั การดงั กล่าวเพอื่ ใหเ้ ขา้
กบั อุปกรณ์ป้ องกนั ที่ตอ้ งสวมเพ่มิ เติมน้นั

๑) ท่ายงิ ทม่ี น่ั คง เม่ือทหารสวมชุดป้ องกนั แลว้ จะทาใหร้ ู้สึกอุย้ อา้ ยไมค่ ล่องตวั ดงั น้นั
จึงตอ้ งการการปรับท่ายงิ เพอ่ื ใหเ้ กิดความมนั่ คงและทหารไม่รู้สึกอึดอดั ในการฝึกยงิ แหง้ และยงิ ดว้ ย
กระสุนจริง ท้งั ท่ายนื ทา่ ยนื ยอ่ ตวั หรือท่านงั่ สูง ทหารจะรู้สึกวา่ ร่างกายของตนไม่สามารถสมั ผสั
กบั พ้นื ดินหรือพืชพรรณไม่ไดเ้ ตม็ ท่ี การกาหนดจุดสัมผสั พานทา้ ยก็จะทาไดย้ ากลาบาก เน่ืองจาก
ความหนาของหนา้ กากป้ องกนั ซ่ึงทาใหท้ หารตอ้ งวางศีรษะในลกั ษณะท่ีไมถ่ ูกตอ้ งนกั เพ่อื ให้
สามารถมองเห็นกลอ้ งเลง็ สะทอ้ นภาพหรือศูนยเ์ ล็งสารอง(รูศูนยห์ ลงั )ได้

๒) การเลง็ เมื่อสวมหนา้ กากป้ องกนั แลว้ ตวั หนา้ กากจะบงั คบั ใหท้ หารตอ้ งหมุนหรือ

เอียงตวั ปื นเพอ่ื ใหส้ ามารถมองเห็นกลอ้ งเลง็ สะทอ้ นภาพ(จุดเลง็ สีแดง)หรือศูนยเ์ ลง็ สารอง(รูศูนยห์ ลงั )
แต่ทหารควรใชก้ ารเอียงปื นน้ีเท่าท่ีจาเป็ นเทา่ น้นั เพ่ือใหจ้ ดั แนวเส้นเลง็ ได้ ก่ึงกลางของยอดกลอ้ งเลง็
สะทอ้ นภาพ(จุดเล็งสีแดง)หรือศูนยเ์ ล็งสารอง(รูศูนยห์ ลงั ) ควรจะถูกวางอยู่ ณ จุดเล็งที่เป้ าหมายตาม
ทฤษฎี ถา้ สามารถทาไดใ้ หท้ หารจดั ภาพการเลง็ ให้เป็นไปตามทฤษฎี (รูปท่ี ๔-๗ ก, ข, ง และ ค) จะ
เป็นการจดั ภาพการเล็งตอ่ เป้ าหมายท่ีระยะ ๗๕ เมตร ครูฝึ กควรเริ่มตน้ ฝึกทหารจากภาพการเลง็ น้ี
ก่อน ถา้ ทหารไมส่ ามารถจดั ภาพการเล็งตามน้นั ไดก้ ใ็ หใ้ ชภ้ าพการเลง็ แบบเอียงแทน

- ๑๑๐ -
๓) การควบคุมการหายใจ ขณะท่ีสวมหนา้ กากป้ องกนั อยนู่ ้นั ทหารจะรู้สึกวา่ หายใจไม่
สะดวก ยง่ิ ถา้ มีการออกาลงั กายดว้ ยแลว้ ทหารจะรู้สึกวา่ ควบคุมการหายใจไดย้ ากมากข้ึน การสวม
เส้ือผา้ และอุปกรณ์ป้ องกนั จะทาใหท้ หารตอ้ งออกแรงเพ่ิมมากข้ึนจากปกติในการเคลื่อนไหวและ
เคลื่อนท่ีไปมา ซ่ึงจะลดความสะดวกในการหายใจลงไป ส่ิงต่าง ๆ ที่กล่าวถึงน้ีจะมีผลทาใหก้ าร
ควบคุม การกล้นั หายใจ การจดั ภาพการเล็ง และการยงิ เป็นไปไดเ้ ชื่องชา้ และใชพ้ ลงั งานมากกวา่
ปกติในการฝึก ครูฝึกจึงควรเนน้ ถึงความเร็วในการยงิ ในช่วงเวลาท่ีทหารสามารถควบคุมการหายใจ
ซ่ึงมีเวลาไม่มากนกั
๔) การเหนี่ยวไก ทหารตอ้ งปรับเปล่ียนการจบั ดา้ มปื นและการวางนิ้วเพื่อเหนี่ยวไก เมื่อ
สวมถุงมือป้ องกนั นชค. การเหนี่ยวไกจะทาไดย้ ากข้ึนและอาจตอ้ งดึงโกร่งไกดา้ นล่างออก ทหารจะ
รู้สึกวา่ การเหนี่ยวไกเม่ือสวมถุงมือน้นั แตกตา่ งจากการเหนี่ยวไกดว้ ยนิ้วเปล่าท้งั น้ีข้ึนอยกู่ บั ขนาดของ
มือและนิ้วของทหารแต่ละคน การฝึกยงิ แหง้ เมื่อสวมชุดป้ องกนั น้ีควรใชเ้ หรียญหรือวสั ดุที่เป็นแผน่
กลมเล็ก ๆ วางบนลากลอ้ งปื น จะทาใหท้ หารไดร้ ู้ถึงขอ้ แตกตา่ งท่ีจะตอ้ งพบเม่ือฝึกยงิ ดว้ ยกระสุนจริง

ลกั ษณะท่าทางการเลง็
และภาพการเล็งในทาง
ทฤษฏี( ตามอุดมคติ)

รูปที่ ๔-๗ (ก)
ภาพการเลง็ ต่อเป้ าหมายพลยิงถนัดขวา (ศูนย์กล้องเลง็ สะท้อนภาพ)

- ๑๑๑ -

รูปที่ ๔-๗ (ข) ภาพการเลง็ สาหรับพลยงิ ท่ี
ภาพการเลง็ ต่อเป้ าหมายเมอื่ เอียงตัวปื น ถนดั มือขวาเม่ือสวม
หนา้ กากป้ องกนั นชค.
(ศูนย์กล้องเล็งสะท้อนภาพ)

รูปท่ี ๔-๗ (ค) ภาพการเลง็ ของพลยงิ ที่
ภาพการเลง็ ต่อเป้ าหมายเม่อื เอยี งตัวปื นพลยงิ ถนดั มือซา้ ยเม่ือสวม
หนา้ กากป้ องกนั นชค.
ถนัดซ้าย
(ศูนย์กล้องเล็งสะท้อนภาพ)

- ๑๑๒ -

ลกั ษณะทา่ ทางการเล็ง
และภาพการเลง็ ในทาง
ทฤษฏี( ตามอุดมคติ)
รูปที่ ๔-๗ (ง)ภาพการเลง็ ต่อเป้ าหมายของพลยงิ ทถี่ นัดมือขวา
(ศูนย์เลง็ สารอง)

ภาพการเลง็ สาหรับพลยงิ ที่
ถนดั มือขวาเมื่อสวม
หนา้ กากป้ องกนั นชค.
รูปที่ ๔-๗ (จ)
ภาพการเลง็ ต่อเป้ าหมายเมอ่ื เอยี งตวั ปื น(ศูนย์เลง็ สารอง)

- ๑๑๓ -

ภาพการเล็งสาหรับพลยงิ
ที่ถนดั มือซา้ ยเมื่อสวม
หนา้ กากป้ องกนั นชค.
รูปที่ ๔-๗ (ฉ)
ภาพการเลง็ ต่อเป้ าหมายเมือ่ เอยี งตัวปื นเมือ่ พลยงิ ถนัดมือซ้าย
( ศูนย์เลง็ สารอง )

๔-๑๐ ผลของการปรับเปลย่ี นวธิ ีการเลง็
ผลของการปรับเปล่ียนวธิ ีการเล็งดว้ ยการเอียงตวั ปื นน้ีจะมีนอ้ ยมากในการยงิ ต่อเป้ าหมายใน

ระยะ ๗๕ เมตรลงมา แตถ่ า้ เป็นระยะไกลกวา่ น้นั กย็ อ่ มมีผลกระทบอยบู่ า้ งเหมือนกนั
กระสุนวถิ ี จะทาใหต้ าบลกระสุนถูกที่เป้ าหมายน้นั ต่ากวา่ ในทิศทางที่ตรงขา้ มกบั การเอียงปื น

และทาการยงิ ในระยะไกลออกไป และจากผลกระทบน้ีเองทาใหม้ ีความจาเป็นตอ้ งใหท้ หารทาการฝึก
ยงิ ดว้ ยเป้ าแสดงผลในสนามทราบระยะ ท่ีไกลกวา่ ๗๕ เมตร ซ่ึงจะทาใหท้ หารไดท้ ราบวา่ ตน
จะตอ้ งปรับเปลี่ยนการเล็งไปมากนอ้ ยเทา่ ใด เพื่อใหก้ ระสุนถูกที่ก่ึงกลางของเป้ าหมาย (ในรูปที่ ๔-
๘ ก และ ข) แสดงใหเ้ ห็นถึงผลที่อาจเกิดจากการยงิ โดยไมเ่ อียงตวั ปื นของทหารที่ถนดั ขวาต่อ
เป้ าหมายในระยะ ๑๗๕ เมตร ถา้ ทหารตอ้ งการใหก้ ระสุนถูกบริเวณก่ึงกลางของเป้ าหมายกจ็ ะตอ้ ง
ปรับเปลี่ยนการเลง็ ไปบา้ งตามสมควร (ในรูปที่ ๔-๙ ก และ ข) แสดงใหเ้ ห็นถึงผลที่อาจเกิดจากการ
ยงิ เม่ือปรับการเลง็ แลว้ ของทหารท่ีถนดั ขวายงิ ต่อเป้ าหมายในระยะ ๓๐๐ เมตร (สาหรับการปรับการ
เล็งของทหารที่ถนดั ซา้ ยน้นั จะเป็นทิศทางตรงขา้ มกบั ท่ีแสดงในรูปที่ ๔-๘ (ก) และ(ข) และรูปที่ ๔-
๙(ก) และ (ข)

- ๑๑๔ -
การเล็งเอียงซา้ ย

การเลง็ ตามปกติ การเลง็ ท่ี การเล็งสูงและ
หมุนรอบจุดเล็ง ค่อนมาทางขวา
เพ่อื ชดเชยอาการ
เอียง

รูปที่ ๔-๘ (ก) การยงิ ต่อเป้ าหมายในระยะ ๑๗๕ เมตร
(กล้องเลง็ สะท้อนภาพ)

การเล็ง การเล็งท่ี การเล็งสูงและค่อน
ตามปกติ หมุนรอบจุดเลง็ มาทางขวาเพือ่
ชดเชยอาการเอียง

รูปที่ ๔-๘ (ข) การยงิ ต่อเป้ าหมายในระยะ ๑๗๕ เมตร
(กล้องเลง็ สารอง)

- ๑๑๕ -

การเล็งสูงและ
คอ่ นมาทางขวา
เพื่อชดเชยอาการ
เอียงโดยการใช้
ขอบดา้ นซา้ ยของ
จุดเล็งสีแดงอยู่ ณ
กลางเป้ าหมาย

รูปที่ ๔-๙ (ก)
การยงิ ต่อเป้ าหมายในระยะ ๓๐๐ เมตร (กล้องเลง็ สะท้อนภาพ)

การเล็งสูงและคอ่ นมา
ทางขวาเพือ่ ชดเชยอาการ
เอียงโดยการใชม้ ุมของ
แทง่ ศูนยห์ นา้ ดา้ นซา้ ยอยู่
ท่ีจุดก่ึงกลางเป้ าหมาย
รูปท่ี ๔-๙ (ข)
การยงิ ต่อเป้ าหมายในระยะ ๓๐๐ เมตร(กล้องเลง็ สารอง)

ถึงแมว้ า่ ตาบลกระสุนถูกเป้ าหมายจะเปล่ียนไป เม่ือทหารเอียงปื นมากนอ้ ยข้ึนอยกู่ บั ทหารแต่
ละคน ในข้นั แรกของการฝึกการเอียงปื นยงิ น้นั ควรใหท้ หารเริ่มตน้ จากการเอียงปื นแลว้ เล็งที่
ก่ึงกลางเป้ าหมายก่อนจนกวา่ จะพจิ ารณาไดแ้ น่นอนแลว้ า่ จะปรับการเลง็ มากนอ้ ยเพยี งใด และถา้

- ๑๑๖ -
ในขณะทาการยงิ ทหารยงิ พลาดเป้ า สาหรับผทู้ ่ีถนดั ขวาควรปรับตาบลเลง็ มาทางขวาและสูงข้ึน ผทู้ ่ี
ถนดั ซา้ ยกค็ วรปรับตาบลเลง็ มาทางซา้ ยและสูงข้ึน สรุปไดว้ า่ กฎทว่ั ไปสาหรับทหารเม่ือยงิ พลาดเป้ า
หลงั จากเอียงปื นแลว้ กค็ ือ การปรับตาบลเลง็ สูงข้ึนและคอ่ นมาทางทิศทางตรงขา้ มกบั การเอียงปื น
นนั่ เอง การพจิ ารณาตาบลเล็ง ณ เป้ าหมายน้นั ควรใชก้ ารยงิ ตอ่ เป้ าแสดงผลในสนามทราบระยะท่ี
ไกลกวา่ ๗๕ เมตรออกไป

๔-๑๑ การปฏิบัตติ ่ออาวธุ ยุทโธปกรณ์ในสถานการณ์ นชค.
การนาพา การใชง้ าน การตรวจสอบสภาพของ ปลย. การบรรจุและเลิกบรรจุ การ

ปรนนิบตั ิบารุงและการทาความสะอาด จะถูกผลกระทบจากการที่ทหารใชอ้ ุปกรณ์ป้ องกนั นชค.
ท้งั สิ้น การเคล่ือนท่ีของทหารจะชา้ ลง การปฏิบตั ิภารกิจจะใชเ้ วลามากข้ึนและตอ้ งใชค้ วามพยายาม
มากข้ึนดว้ ย ทศั นวสิ ัยท่ีไม่กระจ่างชดั น้นั ทาใหท้ หารตอ้ งระมดั ระวงั เป็นพิเศษเพ่ือมิให้อุปกรณ์
ป้ องกนั นชค.ถูกทาลายเสียหาย และความแตกต่างของการปฏิบตั ิท่ีมีมากระหวา่ งการไม่ใช้ นชค.
และการใช้ นชค. ถึงระดบั สูงสุดน้ีเอง ทาให้ ผบ.หน่วยตอ้ งพจิ ารณาใหม้ ีการฝึกทหารใชแ้ ละ
ปรนนิบตั ิบารุงอาวธุ ยทุ โธปกรณ์ในสถานการณ์ท่ีสมมุติวา่ มีการใช้ นชค. ระดบั สูงสุด เพ่ือความ
มน่ั ใจวา่ ทหารจะสามารถปฏิบตั ิภารกิจใหล้ ุล่วงไปไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ

ก. การฝึ กยงิ เมอ่ื สวมชุดป้ องกนั นชค. ในระหวา่ งการฝึกน้ีเองเป็นช่วยท่ีทหารจะเรียนรู้ และ
ประสบกบั ความยากลาบากที่เกิดข้ึนเมื่อตอ้ งสวมชุดป้ องกนั นชค. และทหารแต่ละคนจะตอ้ งหาทาง
แกไ้ ขและเอาชนะความยากลาบากน้นั ใหไ้ ดโ้ ดยการกากบั ดูแลของครูฝึก

ข. การฝึ กยงิ แห้งเมอื่ สวมชุดป้ องกนั นชค. ครูฝึก/ผฝู้ ึก จะตอ้ งฝึกการยงิ แหง้ โดยใหท้ หาร
สวมชุดป้ องกนั เพื่อความมน่ั ใจวา่ ทหารยงั มีขีดความสามารถปฏิบตั ิไดใ้ กลเ้ คียงกบั สภาพปกติเมื่อไม่
สวมชุดน้นั การใชก้ ารฝึกยงิ แหง้ ซ้า ๆ กนั หลายคร้ังก่อนท่ีจะทาการยงิ ดว้ ยกระสุนจริง จะช่วย
ป้ องกนั มิใหต้ อ้ งสูญเสียกระสุนโดยเปล่าประโยชน์ นอกจากจะใชก้ ารยงิ แหง้ แลว้ ถา้ ภายในหน่วยมี
เครื่องมืออิเลก็ ทรอนิกส์สาหรับการฝึกยงิ ปลย. (WEAPONEER) ผบ.หน่วย ก็ควรพิจารณาใช้
ประโยชนจ์ ากเคร่ืองมือน้ีในการฝึกการยงิ จดั กลุ่ม การปรับศูนย,์ การจดั ช้นั คุณวฒุ ิ และประเมินผล
โดยใชม้ าตรฐานของการฝึกปกติเม่ือไม่ใชอ้ ุปกรณ์ป้ องกนั นชค. จนกระทง่ั ผบ.หน่วย หรือครูฝึก
มน่ั ใจวา่ ทหารสามารถปฏิบตั ิอยา่ งไดผ้ ลแลว้ จึงใหท้ าการยิงดว้ ยกระสุนจริง

ค. การฝึ กยงิ ด้วยกระสุนจริง จะช่วยพฒั นาการเรียนรู้และทกั ษะในการยงิ เมื่อตอ้ งสวมชุด
ป้ องกนั นชค. โดยเฉพาะในการฝึกยงิ ในสนามทราบระยะดว้ ยเป้ าแสดงผล

๑) การฝึ กเป็ นบุคคล ควรพิจารณาในเรื่องการปฏิบตั ิฉบั พลนั เพ่ือแกไ้ ขเหตุติดขดั การ
เปล่ียนซองกระสุน การยงิ จดั กลุ่ม และการปรับตาบลเล็งในสนามระยะ ๒๕ เมตร ในข้นั ตน้ ก่อนท่ี
จะทาการยงิ และประเมินผลในระยะยงิ ที่ไกลออกไป

๒) การฝึ กเป็ นหน่วย เม่ือทาการฝึกยงิ ดว้ ยกระสุนจริงเป็นหน่วย ผบ.หน่วย ควร
พจิ ารณาใหท้ าการฝึกในสถานการณ์ท่ีมีการใช้ นชค. ระดบั สูงสุด และมีการเตรียมระบบการคิด
คะแนนท่ีเป้ าอตั โนมตั ิหรือเป้ าแบบอ่ืน ๆ ไวด้ ว้ ย

- ๑๑๗ -
ง. การฝึ กยงิ ในสนามระยะ ๒๕ เมตร ในข้นั ตน้ ของการยงิ ดว้ ยกระสุนจริง ควรทาการฝึกยงิ
ในสนามระยะ ๒๕ เมตร โดยทหารสวมอุปกรณ์ป้ องกนั ครบชุด และใชเ้ กณฑต์ ดั สินผา่ นหรือไม่
ผา่ นเพอ่ื เป็นหลกั ฐานประกอบกบั การยงิ บนั ทึกผลเพื่อจดั ช้นั คุณวฒุ ิ (ถา้ ทหารยงิ ไดค้ ะแนนไมถ่ ึง
เกณฑผ์ า่ นในสถานการณ์ นชค. กจ็ ะมีผลทาใหไ้ ม่ไดร้ ับการจดั ช้นั คุณวฒุ ิ แมว้ า่ จะทาคะแนนไดส้ ูง
ในการยงิ จดั ช้นั คุณวฒุ ิในสนามทานองรบก็ตาม)
ทหารแตล่ ะคนจะไดร้ ับการแจกจ่ายกระสุนคนละ ๒๐ นดั เพือ่ ทาการยงิ ต่อเป้ าลม้ ลุกแบบ
อตั โนมตั ิ ซ่ึงจะปรากฏ ๒๐ คร้ัง ๆ ละ ๓ – ๕ วนิ าที ถา้ เป็นการยงิ ในสนามระยะ ๒๕ เมตร ก็ให้
ใชเ้ ป้ าหุ่นนอน ในข้นั ตน้ ให้ทหารใชท้ า่ นอนยงิ มีเครื่องหนุนรอง หรือทา่ ยงิ ในหลุมบุคคลมีเครื่อง
หนุนรอง ใชก้ ระสุน ๓๐ นดั และตอ่ จากน้นั จึงใหท้ หารใชท้ ่านอนยงิ ไม่มีเคร่ืองหนุนรองใชก้ ระสุน
๑๐ นดั เกณฑต์ ดั สินผา่ นกค็ ือ ทหารจะตอ้ งยงิ ถูกเป้ า ๑๑ นดั จาก ๒๐ นดั
จ. การฝึ กยงิ ในสนามทราบระยะด้วยเป้ าแสดงผล เมื่อทหารสามารถยงิ ในสนามระยะ ๒๕
เมตร ไดผ้ ลแลว้ ครูฝึกจึงจะพิจารณาใหท้ าการฝึกยงิ ในระยะที่ไกลออกไป แต่ท้งั น้ีควรจะใชเ้ ป้ า
แสดงผลการยงิ ดว้ ยวา่ พลยงิ จะสามารถรู้ผลการยงิ ที่ผดิ พลาดไปทิศทางใดบา้ ง ซ่ึงอาจใชส้ นามยงิ ปื น
ทราบระยะของหน่วยหรือสนามดดั แปลง ซ่ึงมีระยะ ๗๕, ๑๗๕ และ ๓๐๐ เมตร
ผบ.หน่วย อาจพิจารณาใหใ้ ชส้ นามติดต้งั เป้ าลม้ ลุกแบบอตั โนมตั ิได้ เมื่อทหารไดร้ ับการฝึก
จนมน่ั ใจวา่ ยงิ ไดผ้ ลแลว้ และอาจจดั ใหม้ ีการฝึกยงิ ในสถานการณ์ทางยทุ ธวธิ ีในระดบั หน่วยก็ได้
สาหรับเป้ าน้นั นอกจากเป้ ารูปหุ่นแบบอตั โนมตั ิแลว้ กอ็ าจใชเ้ ป้ ารูปหุ่นแบบยอ่ ส่วนสาหรับ
ทาการยงิ ในสนามทราบระยะ ๒๕ เมตร เพือ่ ฝึกใหท้ หารคุน้ เคยกบั ขนาดของรูปหุ่นคนในระยะ
ตา่ ง ๆ ที่อาจเกิดข้ึนในสนามรบได้

ตอนท่ี ๖

การยงิ เป้ าเคลอื่ นที่

การเคล่ือนท่ีของขา้ ศึกท่ีมกั จะปรากฏตอ่ ฝ่ ายเราน้นั ก็คือ การเคลื่อนท่ีอยา่ งเร่งรีบจากท่ีกาลงั
หรือท่ีซ่อนพรางแห่งหน่ึงไปยงั อีกแห่งหน่ึง ภาพท่ีทหารจะไดเ้ ห็นก็คือ เป้ าหมายซ่ึงกาลงั เคลื่อนที่
ดว้ ยความเร็ว แต่อยา่ งไรกต็ าม ในช่วงตน้ ของการเคลื่อนที่น้นั ความเร็วจะไม่มากนกั เช่นเดียวกบั
การเขา้ ท่ีกาบงั แห่งใหม่ ทหารหลายคนทีเดียวท่ีตอ้ งชะลอฝีเทา้ ชา้ ลง ดงั น้นั โอกาสท่ีจะทาการยงิ เป้ า
เคล่ือนท่ีก็อาจมีถึง ๒ คร้ัง
๔-๑๒ เทคนิคการยงิ เป้ าเคลื่อนที่ เทคนิคที่ใชก้ นั อยทู่ ว่ั ไปมีอยู่ ๒ แบบ คือ

ก. การเกาะเป้ าหมาย (เลง็ นา) สาหรับผทู้ ่ีมีประสบการณ์ในการยงิ แลว้ จะสามารถใชว้ ธิ ีการ
น้ีไดผ้ ลการยงิ ที่แมน่ ยาพอสมควร สาเหตุท่ีเรียกวา่ การเกาะเป้ าหมาย (เล็งนา) กเ็ พราะวา่ ผใู้ ชว้ ธิ ีการ
น้ีจะตอ้ งกาหนดจุดเลง็ ข้ึนที่เป้ าหมายและรักษาจุดเลง็ น้นั ไวต้ ามความเร็วของเป้ าหมายท่ีเคลื่อนท่ี
ท้งั น้ีผยู้ งิ ส่วนใหญม่ กั จะใชก้ ารกาหนดจุดเล็งค่อนมาทางขอบเป้ าดา้ นทิศทางเคลื่อนท่ี แลว้ เหน่ียวไก
ขณะที่เกาะเป้ า ดว้ ยวธิ ีการน้ีจะทาใหผ้ ยู้ งิ สามารถยงิ นดั ท่ีสองได้ ถา้ นดั แรกพลาดเป้ า

- ๑๑๘ -

ข. การดักรอเป้ าหมาย วธิ ีการดกั รอเป้ าหมายน้ี ผยู้ งิ จะตอ้ งกาหนดจุดเลง็ ข้ึนจุดหน่ึงซ่ึงอยู่
ขา้ งหนา้ ทิศทางการเคลื่อนที่ของเป้ าหมาย ระหวา่ งการรอเป้ าหมายเคล่ือนที่เขา้ มาน้นั ใหใ้ ชก้ าร
เหนี่ยวไกข้นั ท่ีหน่ึง แลว้ ค่อย ๆ ลากไกเขา้ มาเรื่อย ๆ จงั หวะลน่ั ไก ก็คือ ขณะที่เป้ าหมายเคล่ือนท่ีเขา้
มาในศูนยป์ ื น เทคนิคการดกั รอน้ีควรใชก้ บั เป้ าหมายท่ีเคล่ือนที่ชา้ ๆ ตามแนวระดบั ผยู้ งิ ไมต่ อ้ งส่าย
ปื นตามทิศทางการเคลื่อนท่ีหรือการเกาะเป้ าหมาย ทหารท่ียงิ ปื นโดยใชก้ ารลน่ั แบบไม่รู้สึกตวั น้นั จะ
เหมาะกบั การใชว้ ธิ ีดกั รอเป้ าหมายสาหรับการยงิ เป้ าเคล่ือนท่ี

เทคนิคแบบอื่น ๆ กค็ ือ การใชเ้ ป้ ารูปหุ่นแบบยอ่ ส่วนสาหรับการยงิ จบั เวลาในสนาม ระยะ
๒๕ เมตร (รูปท่ี ๔-๑๐ ก) ดดั แปลง (รูปท่ี ๔-๑๐ ข) ครูฝึก/ผฝู้ ึก จะพจิ ารณาใชเ้ ป้ าดงั กล่าวโดย
เพมิ่ เติมจุดหรือตาบลเลง็ เม่ือใชก้ ฎการเลง็ นาแลว้ เป้ าดงั กล่าวน้ีสามารถนามาใชก้ บั ปลย. ทาโวร์ ได้

- ๑๑๙ -

จดุ สีขาวบนรูปหุ่น เป็ นจดุ ใช้ในการเลง็ แบบจกี้ ลางเป้ า กระสุนควรจะถูกทก่ี ากบาทสีขาว
การคดิ คะแนนให้นับรอยกรสุนภาในรูปหุ่น และในแนวรอยเส้นประสีดา

รูปที่ ๔-๑๐ (ก)
เป้ ารูปหุ่นย่อส่วนแบบ ค สาหรับการยงิ จับเวลา

- ๑๒๐ -

จดุ สีขาวบนรูปหุ่น เป็ นจุดใช้ในการเลง็ แบบจกี้ ลางเป้ า กระสุนควรจะถูกทก่ี ากบาทสีขาว
การคดิ คะแนนให้นบั รอยกรสุนภาในรูปหุ่น และในแนวรอยเส้นประสีดา

รูปท่ี ๔-๑๐ (ข)
เป้ ารูปหุ่นย่อส่วนแบบ ค สาหรับการยงิ จับเวลา

ดัดแปลเพม่ิ จุดเลง็ สามเหลยี่ ม
หมายเหตุ : วงกลมท่ีกลางตวั หุ่นทุกวงมีขนาดเส้นผา่ ศนู ยก์ ลาง ๒ ซม.

- ๑๒๑ -

๔-๑๓ หลกั พนื้ ฐานการยงิ ปื นกบั การยงิ เป้ าหมายเคลอื่ นที่
โดยทวั่ ไปแลว้ หลกั การสาหรับการยงิ เป้ าเคล่ือนที่จะมีความคลา้ ยคลึงกบั การยงิ เป้ าอยกู่ บั ท่ี

หลกั สาคญั ก็คือ การยงิ เป้ าเคลื่อนท่ีใหถ้ ูกโดยใชก้ ารเปลี่ยนแปลงหลกั การใหน้ อ้ ยท่ีสุด ขอ้ พจิ ารณา
อีกประการหน่ึงกค็ ือ ในการรบน้นั ทหารไม่อาจคาดเดาไดว้ า่ เป้ าหมายซ่ึงเป็นเป้ าเคล่ือนท่ีจะปรากฏ
ใหเ้ ห็นอีกคร้ังเมื่อใด ดงั น้นั ทหารจึงตอ้ งทาการยงิ ใหถ้ ูกเป้ าหมายในโอกาสแรกท่ีเป้ าหมายน้นั ปรากฏ

ก. หลกั พ้ืนฐานของการยงิ เป้ าเคลื่อนท่ีคงมี ๔ ประการ คือ ทา่ ยงิ ที่มนั่ คง การเลง็ การ
ควบคุมการหายใจ และการเหน่ียวไก จากการพจิ ารณาปัจจยั องคป์ ระกอบและสภาพแวดลอ้ ม
โดยเฉพาะ ปลย. และกระสุนแลว้ สรุปไดว้ า่ ทหารที่ไดร้ ับการฝึกอยา่ งดีควรมีขีดความสามารถที่จะ
ยงิ ถูกเป้ าหมายท่ีอยนู่ ิ่ง ในระยะ ๓๐๐ เมตร ไดป้ ระมาณร้อยละ ๕๐ และเมื่อเป้ าหมายกาลงั
เคลื่อนท่ีตามแนวระดบั ทหารควรจะยงิ ถูกในระยะ ๑๕๐ เมตร ไดจ้ านวน ๗ คร้ัง จาก ๑๐ คร้ัง
จะเห็นไดว้ า่ ความแปรเปล่ียนที่เกิดข้ึนจะมีคา่ ประมาณ ๒ เท่า อาการกระจายจะมีคา่ ประมาณ ๒ เท่า
และการยงิ จะมีความประณีตนอ้ ยลงบา้ งในบางคร้ัง เมื่อทหารตอ้ งยงิ เป้ าเคลื่อนท่ี

๑) ท่ายงิ ที่มนั่ คง เมื่อตอ้ งทาการยงิ จากที่วางตวั ที่มีเครื่องหนุนรอง ผยู้ งิ ควรเลือกท่ีวางตวั
และเคร่ืองหนุนรองท่ีมีความออ่ นตวั พอเพยี งสาหรับการเคล่ือนไหวปื นเกาะตามเป้ าหมายในเขต
รับผดิ ชอบ เมื่อเป้ าหมายเคล่ือนที่เขา้ หาตวั ผยู้ งิ หรือเคลื่อนท่ีออกจากตวั ผยู้ งิ หรือเคลื่อนท่ีเป็ นมุม
ขนาดไมใ่ หญ่มากนกั กบั ตวั ผยู้ งิ ใหท้ าการยงิ ตอ่ เป้ าหมายน้นั โดยที่ไม่ตอ้ งใชก้ ารเคล่ือนปื นหรือการ
เคล่ือนไหวร่างกายทอ่ นบน และไม่ตอ้ งเปล่ียนท่ายงิ ถา้ เป้ าเคลื่อนท่ีดว้ ยความเร็วตามแนวระดบั ให้
ผยู้ งิ ปรับเปล่ียนท่าการยงิ ให้นอ้ ยที่สุดเท่าท่ีจาเป็นสาหรับการยงิ ใหถ้ ูกเป้ า การยงิ พลาดเป้ าน้นั
ส่วนมากเป็นการยงิ พลาดตามแนวระดบั (กระสุนตกหนา้ หรือหลงั เป้ าหมาย) จะไม่ค่อยมีการยงิ
พลาดตามแนวด่ิง (สูงเกินไปหรือต่าเกินไป) ดงั น้นั การเคลื่อนปื นในลกั ษณะการวาดไปตามทิศ
ทางการเคล่ือนที่จะตอ้ งกระทาอยา่ งนุ่มนวล แมว้ า่ จะไมใ่ ชเ้ ครื่องหนุนรองแขนกต็ าม ขอ้ มลู สาหรับ
การปรับส่วนตา่ ง ๆ มีดงั น้ี :

ก) มือข้างทใ่ี ช้จับฝาปะกบั รองมือ การจบั ของมือขา้ งน้ีจะตอ้ งเพิ่มการออกแรงดึงปื น
มาขา้ งหลงั มากข้ึน ซ่ึงจะช่วยใหป้ ื นถูกบงั คบั ใหด้ ีข้ึนและมนั่ คงข้ึน ในโอกาสที่จะตอ้ งเหนี่ยวไก
คอ่ นขา้ งเร็ว

ข) ข้อศอกข้างทไี่ ม่ถนัด ใหย้ กขอ้ ศอกข้ึนจากเคร่ืองหนุนรองเพ่ือที่จะทาการเคล่ือน
ปื นไปตามทิศทางของเป้ าหมายไดส้ ะดวก

ค) มอื ข้างทถ่ี นัด อาจตอ้ งใชก้ ารจบั ดา้ มปื นให้แน่นมากข้ึน เพื่อรักษาความมนั่ คง
และความกระชบั ในการจบั ปื นขณะทาการเหนี่ยวไก

ง) ข้อศอกข้างทถ่ี นัด ใหย้ กขอ้ ศอกข้ึนจากเคร่ืองหนุนรอง เพ่อื ช่วยใหเ้ คลื่อนปื นไป
ตามทิศทางของเป้ าหมายไดส้ ะดวก

หมายเหตุ : การจดั ปื นเขา้ ร่องไหล่และจุดสัมผสั พานทา้ ย คงเป็นเช่นเดียวกบั การยงิ เป้ าน่ิง

- ๑๒๒ -

๒) การเลง็ ใชก้ ารจดั ภาพการเล็งโดยวางขอบของจุดเลง็ สีแดงหรือศนู ยห์ นา้ แบบแท่ง
(ดา้ นเดียวกบั ทิศทางของเป้ าหมาย) ทาบไปที่ก่ึงกลางเป้ าหมาย

๓) การควบคุมการหายใจ กล้นั ลมหายใจในช่วงจงั หวะท่ีเหนี่ยวไก
๔) การเหน่ียวไก มือขา้ งท่ีจบั ดา้ มปื นน้นั ตอ้ งจบั ลกั ษณะกระชบั เพอ่ื ใหป้ ื นอยใู่ นสภาพ
มนั่ คงขณะทาการเหน่ียวไก การเหนี่ยวไกที่ค่อนขา้ งเร็ว (ควบคุมอาการกระตุกได)้ โดยแบง่ ออกเป็ น
๒ จงั หวะ การเหน่ียวไกจงั หวะแรก (อยา่ งนอ้ ยคร่ึงหน่ึงของช่วงไก) ใหก้ ระทาก่อนการลนั่ ไป
ข. กฎสาหรับการยงิ เป้ าหมายเคล่ือนที่จะแปรเปล่ียนไปตามขนาดของมุม และความเร็วของ
เป้ าหมาย ตวั อยา่ งเช่น ถา้ เป้ าหมายเคลื่อนท่ีเขา้ หาตวั ผยู้ งิ การยงิ ก็จะใชก้ ฎการยงิ เช่นเดียวกบั การยงิ
เป้ าอยกู่ บั ท่ี แต่อยา่ งไรกต็ ามถา้ เป้ าหมายน้นั เป็นเป้ าระยะใกลเ้ คลื่อนท่ีดว้ ยความเร็วและเป็นมุม ๙๐
องศากบั ตวั ผยู้ งิ ผยู้ งิ จะตอ้ งทาร่างกายท่อนบนให้เป็นอิสระ เพ่อื ใหส้ ามารถเคลื่อนไหวในลกั ษณะ
วาดแนวปื นไปตามทิศทางการเคล่ือนท่ีของเป้ าน้นั ได้ การที่จะยงิ เป้ าเคลื่อนที่ใหถ้ ูกน้นั ผยู้ งิ จะตอ้ ง
เคลื่อนปื นไปในทิศทางการเคล่ือนท่ีของเป้ า โดยใชค้ วามเร็วท่ีสม่าเสมอและอาการที่ค่อนขา้ งนุ่มนวล
สาหรับการจดั ภาพการเล็งให้ใชข้ อบของจุดเล็งสีแดงหรือศูนยห์ นา้ (แบบแท่ง)ดา้ นเดียวกบั ทิศทางการ
เคล่ือนที่ทาบไปท่ีก่ึงกลางของเป้ า [ถา้ เป้ าเคล่ือนที่ไปทางซา้ ย ใชข้ อบซา้ ยของจุดเลง็ สีแดงหรือ
ศนู ยห์ นา้ (แบบแทง่ )] กล้นั ลมหายใจ แลว้ คอ่ ย ๆ เหนี่ยวไกปื น
๑) กฎของการเลง็ นา เป้ าที่เคลื่อนที่เขา้ มาหาตวั ผยู้ งิ น้นั ใหใ้ ชก้ ารยงิ ในลกั ษณะเดียวกบั
การยงิ เป้ าน่ิงอยกู่ บั ที่ สาหรับเป้ าที่เคลื่อนท่ีในทางระดบั ใหผ้ ยู้ งิ จดั ภาพการเลง็ โดยใชข้ อบจุดเล็งสีแดง
หรือศูนยห์ นา้ แบบแท่ง (ดา้ นท่ีเป้ าหมายเคลื่อนท่ีไป) ทาบไปท่ีก่ึงกลางของเป้ าหมาย ภาพ
ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งการเลง็ ผา่ นกลอ้ งเลง็ สารองหรือศูนยเ์ ลง็ สารองไปยงั เป้ าหมายแสดงไวใ้ นรูปที่
๔-๑๑ (ก ) และ (ข) การเล็งนาน้ีจะมีความจาเป็ นเพม่ิ มากข้ึนเป้ าหมายอยใู่ นระยะไกลออกไป ในรูปท่ี
๔ – ๑๒ (ก) และ (ข) แสดงใหเ้ ห็นถึงความแตกตา่ งของการจดั ภาพการเล็งในระยะ ๑๕ เมตร กบั ใน
ระยะ ๑๕๐ เมตร เมื่อตอ้ งใชก้ ารเลง็ นา ศูนยห์ นา้ จะคลุมระยะ ๑.๖ นิ้ว ที่เป้ าในระยะทาง ๑๕ เมตร
จากตวั ผยู้ งิ และจะคลุมระยะ ๑๖ นิ้ว ที่เป้ าในระยะ ๑๕๐ เมตร จากตวั ผยู้ งิ
จากการท่ีเราใชก้ ่ึงกลางของยอดศนู ยห์ นา้ เป็นจุดกาหนดตาบลเลง็ น้นั เม่ือตอ้ งใชก้ ฎการเล็ง
นาโดยใชข้ อบของศนู ยห์ นา้ (ดา้ นที่เป้ าเคลื่อนที่ไป) ทาบก่ึงกลางเป้ าหมายจะทาใหเ้ กิดการเล็งนา
๐.๘ นิ้ว บนเป้ าเคลื่อนท่ีในระยะ ๑๕ เมตร และการเลง็ นา ๘ นิ้ว บนเป้ าเคลื่อนที่ในระยะ ๑๕๐
เมตร
การใชก้ ฎน้ีจะทาใหผ้ ยู้ งิ สามารถยงิ ถูกบริเวณเป้ าหมายในระยะ ๑๕ เมตร ซ่ึงเคลื่อนท่ีดว้ ย
ความเร็ว ๗ ไมล/์ ชว่ั โมง โดยทามุม ๒๕ องศา เพราะเป้ าจะเคลื่อนไปเป็ นระยะ ๐.๘ นิ้ว ใน
ระหวา่ งเวลาท่ีลนั่ ไกและกระสุนถึงเป้ าหมาย ส่วนในระยะ ๑๕๐ เมตร เป้ าเคล่ือนที่ดว้ ยความเร็ว ๗
ไมล/์ ชวั่ โมง ทามุม ๒๕ องศากบั ผยู้ งิ จะเคล่ือนท่ีไปเป็ นระยะ ๘ นิ้ว ในระหวา่ งเวลาที่ลน่ั และ
กระสุนถึงเป้ าหมาย กฎน้ีไดม้ าจากการคานวณและจะใชโ้ อกาสยงิ ถูกเป้ าหมายในสนามรบไดม้ าก
ท่ีสุด

- ๑๒๓ -

รูปท่ี ๔-๑๑ (ก)
กฎของการเลง็ นา(กล้องเลง็ สะท้อนภาพ)

รูปที่ ๔-๑๑ (ข)
กฎของการเลง็ นา(ศูนย์เลง็ สารอง)

- ๑๒๔ -

รูปท่ี ๔-๑๒ (ก)
การเลง็ นาจะเพม่ิ ในระยะไกลออกไป(กล้องเล็งสะท้อนภาพ)

รูปท่ี ๔-๑๒ (ข)
การเลง็ นาจะเพมิ่ ในระยะไกลออกไป(ศูนย์เลง็ สารอง)

- ๑๒๕ -
๒) ความต้องการการเลง็ นา (ดกั หนา้ ) การท่ีจะยงิ เป้ าเคลื่อนที่ในสนามรบใหไ้ ดผ้ ลน้นั
ทหารจะตอ้ งเขา้ ใจถึงการเล็งนา รูปท่ี ๔-๑๓ แสดงใหเ้ ห็นถึงระยะการเล็งนาซ่ึงตอ้ งใชเ้ พือ่ ยงิ ใหถ้ ูก
เป้ าเคล่ือนท่ีระยะ ๓๐๐ เมตร ความเร็ว ๘ ไมล/์ ชวั่ โมง ทามุม ๙๐ องศากบั ตวั ทหารผยู้ งิ ในกรณีน้ี
ถา้ ใชก้ ารเล็งตรงท่ีเป้ าเลยน้นั จะทาใหย้ งิ พลาดเป้ า เม่ือทหารขา้ ศึกวง่ิ ดว้ ยความเร็ว ๘ ไมล/์ ชวั่ โมง ทา
มุม ๙๐ องศากบั ตวั ผยู้ งิ และอยใู่ นระยะ ๓๐๐ เมตร ทหารขา้ ศึกคนน้นั จะวง่ิ ไปได้ ๔ ๑/๒ ฟุต
ในขณะที่ลูกกระสุนเดินทางไปถึงตวั ขา้ ศึกเพื่อที่จะยงิ ใหถ้ ูกเป้ า ทหารจะตอ้ งเล็งและยงิ ที่ตาแหน่ง ง
ในขณะท่ีขา้ ศึกยงั อยทู่ ่ีตาแหน่ง ก แสดงใหเ้ ห็นวา่ ตอ้ งการการเล็งนา (ดกั หนา้ ) ครูฝึกจะตอ้ งมี
ความรู้ในเรื่องอตั ราความเร็วของลูกกระสุนและความสมั พนั ธ์ระหวา่ ง ระยะมุม และความเร็วในการ
เคล่ือนที่ของเป้ า ซ่ึงถา้ เป้ าเคล่ือนที่ดว้ ยความเร็วมากในแนวระดบั ผยู้ งิ จะตอ้ งใชก้ ารเล็งดกั หนา้
พอสมควร

กข คง

รูปที่ ๔-๑๓ (ก)
ความต้องการการเลง็ นาหน้าขนึ้ อย่กู บั ระยะและมุมของเป้ าหมาย

(กล้องเลง็ สะท้อนภาพ)

- ๑๒๖ -

ก ขค ง

รูปท่ี ๔-๑๓ (ข)
ความต้องการการเลง็ นาหน้าขนึ้ อยู่กบั ระยะและมุมของเป้ าหมาย

(กล้องเลง็ สารอง)

หมายเหตุ ตามรูปท่ี ๔ – ๑๓ (ก) และ(ข) เป็นความตอ้ งการเลง็ นาหนา้ เป้ าที่กาลงั เคลื่อนจาก
ดา้ นซา้ ยไปทางดา้ นขวา

๓) ความเร็วของเป้ าหมาย รูปที่ ๔-๑๔ แสดงใหเ้ ห็นถึงความแตกตา่ งของความเร็วใน
มุมตา่ ง ๆ ของการเคล่ือนที่ของเป้ าหมายซ่ึงมีความเร็ว ๘ ไมล/์ ชวั่ โมง ในระยะห่าง ๑๕๐ เมตร
จากตวั ของผยู้ งิ มุมของการเคล่ือนท่ีของเป้ าหมายกค็ ือ มุมท่ีเกิดข้ึนจากเส้นตรงลากจากเป้ าหมายไป
ยงั ตวั ผยู้ งิ และเส้นตรงที่ลากไปตามทิศทางของการเคล่ือนท่ีของเป้ าหมายน้นั เป้ าหมายซ่ึงเคล่ือนที่
ดว้ ยความเร็ว ๘ ไมล/์ ชว่ั โมง จะเคล่ือนไปไดร้ ะยะทาง ๒๔ นิ้ว ในขณะท่ีกระสุนเคลื่อนที่อยใู่ น
อากาศและถา้ เป้ าหมายเคลื่อนที่เป็นมุม ๑๕ องศา เป้ าน้นั กจ็ ะเคล่ือนไปไดร้ ะยะ ๖ นิ้ว สาหรับผยู้ งิ
ท่ีตอ้ งการใชก้ ฎการเล็งนาไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งน้นั จะตอ้ งสามารถคานวณหรือประมาณ ความเร็ว มุม
และระยะของเป้ าหมายไดใ้ นช่วงเวลาส้ัน ๆ ที่เป้ าหมายน้นั ปรากฏข้ึน

- ๑๒๗ -

90° 24”
75° 23”
60° 20”
45° 17”
0° 15° 30°

0” 6” 12”

รูปท่ี ๔-๑๔ การเคลอ่ื นทีข่ องเป้ าหมาย (ระยะทาง) ในมุมต่าง ๆ กนั

การใชก้ ฎของการเล็งนา (การใชข้ อบศนู ยด์ า้ นที่เป้ าหมายกาลงั เคลื่อนที่ ทาบที่ก่ึงกลาง
เป้ าหมาย) จะช่วยใหท้ หารยงิ ถูกเป้ าเคล่ือนท่ีในสนามรบไดม้ าก แตใ่ นระยะ ๑๐๐ เมตรน้นั กฎของ
การเล็งนาน้ีจะเร่ิมไม่ค่อยไดผ้ ลสาหรับเป้ าที่เคล่ือนท่ีเป็นมุมเล็กมากและใหญม่ าก

๔) ระยะของเป้ าหมาย ศนู ยจ์ ะคลุมพ้ืนท่ีบนเป้ าหมายไดเ้ พียงเลก็ นอ้ ยเท่าน้นั สาหรับ
เป้ าหมายที่อยใู่ นระยะใกล้ ๆ ไม่วา่ จะเป็นเป้ าหมายที่เคล่ือนท่ีดว้ ยมุมและความเร็วเทา่ ใดกต็ าม แต่
สาหรับเป้ าหมายเคลื่อนที่ที่อยใู่ นระยะไกลและทามุมเลก็ นอ้ ย เช่น ในระยะ ๑๐๐ เมตร ทามุม ๕
องศา ถา้ ผยู้ งิ ใชก้ ฎการเลง็ นาแลว้ กระสุนจะถูกเป้ าในตาบลที่ห่างจากจุดก่ึงกลางเป้ าหมายประมาณ
๔ นิ้ว ดงั น้นั ทหารจึงควรไดร้ ับการสอนใหย้ งิ ต่อเป้ าหมายที่เคล่ือนที่เขา้ หาตวั ดว้ ยมุม ๐ องศา ใน
ลกั ษณะการยงิ เช่นเดียวกบั การยงิ เป้ านิ่งอยกู่ บั ที่ จะใชก้ ฎการเลง็ นากต็ ่อเม่ือเห็นเป้ าเคล่ือนท่ีน้นั
เคลื่อนท่ีทามุมกบั ตวั ทหารผยู้ งิ อยา่ งพอสงั เกตได้ (ประมาณ ๑๕ องศา)

กฎดงั กล่าวน้ีใชไ้ ดส้ าหรับเป้ าหมายที่เคลื่อนท่ีดว้ ยความเร็วและมุมตา่ ง ๆ กนั ซ่ึงจะทาให้
กระสุนถูกเป้ าหมายในบริเวณห่างจากก่ึงกลางเป้ าประมาณ ๒ นิ้ว (รูปที่ ๔-๑๖) เพราะวา่ ทหาร
จะตอ้ งยงิ ใหไ้ ดก้ ลุ่มกระสุนขนาด ๑๒ นิ้ว บนเป้ าเคล่ือนที่ในระยะ ๑๐๐ เมตร กฎการเล็งน้ีจึงทา
ใหท้ หารยงิ ถูกส่วนสาคญั ของเป้ าหมาย แมใ้ นกรณีที่ถือวา่ ยงิ ไดย้ ากมาก (เป้ าหมายเคลื่อนที่ทามุม
๙๐ องศา ดว้ ยความเร็ว ๘ ไมล/์ ชวั่ โมง) กระสุนกจ็ ะถูกเป้ าในบริเวณ ๙.๘ นิ้ว ห่างจากก่ึงกลาง
เป้ าหมาย และถา้ กลุ่มกระสุนมีขนาดไมเ่ กิน ๑๒ นิ้วแลว้ ผลกค็ ือจะทาใหก้ ระสุนถูกเป้ าหมาย
เคล่ือนท่ีไดป้ ระมาณร้อยละ ๔๐ ของการยงิ

- ๑๒๘ -
ครูฝึกควรจะสอนใหท้ หารรู้จกั การเพ่มิ การเลง็ นา (ดกั หนา้ เป้ า) เม่ือตนยงิ พลาดเขา้ ซ่ึงจะช่วย
เพ่ิมโอกาสการยงิ ถูกเป้ าใหก้ บั ทหารคนน้นั จานวนระยะการดกั ท่ีตอ้ งการน้นั ควรจะไดจ้ าก
ประสบการณ์ในการฝึกยงิ ของทหารและคาแนะนาท่ีถูกตอ้ งของครูฝึก

ระยะ ๑๐๐ ม.

ความเร็วเป้ าหมาย

มุมเคลื่อนท่ี ๔ ไมล/์ ชม. ๖ ไมล/์ ชม. ๘ ไมล/์ ชม.

ของเป้ าหมาย

๕ +๔.๕” +๔.๕” +๔.๓”

๑๐ +๔.๑” +๓.๕” +๒.๗”

๑๕ +๓.๕” +๒.๕” +๑.๕”

๒๐ +๒.๘” +๑.๕” +.๒”

๒๕ +๒.๒” +.๗” -๑.๐”

๓๐ +๑.๗” -.๒” -๒.๐”

๓๕ +๑.๑” -๑.๑” -๓.๒”

๔๐ +.๖” -๑.๙” -๔.๓”

๔๕ -๒.๗” -๕.๔”

๕๐ -.๔” -๓.๓” -๖.๒”

๕๕ -.๘” -๔.๐” -๗.๐”

๖๐ -๑.๒” -๔.๕” -๗.๗”

๖๕ -๑.๕” -๔.๙” -๘.๔”

๗๐ -๑.๗” -๕.๓” -๘.๘”

๗๕ -๑.๙” -๕.๖” -๙.๒”

๘๐ -๒.๐” -๕.๙” -๙.๖”

๘๕ -๒.๑” -๕.๙” -๙.๗”

๙๐ -๒.๑” -๖.๐” -๙.๘”

หมายเหตุ : เคร่ืองมือ (+) หมายถึง กระสุนกระทบตามทิศทางเคล่ือนท่ีของเป้ าหมาย

เครื่องมือ (-) หมายถึง กระสุนกระทบขา้ งหลงั ของก่ึงกลางเป้ าหมาย

รูปที่ ๔-๑๕ มุมของการเคล่ือนทขี่ องเป้ าหมาย

มุมของการเคล่ือนที่ของเป้ าหมาย - ๑๒๙ - ๖ ไมล/์ ชม. ๘ ไมล/์ ชม.
๕ ระยะ ๑๐๐ เมตร +๔.๕” +๔.๓”
๑๐ ความเร็วของเป้ าหมาย +๓.๕” +๒.๗”
๑๕ ๔ ไมล/์ ชม. +๒.๕” +๑.๕”
๒๐ +๑.๕” +.๒”
๒๕ +๔.๙” +.๗” -๑.๐”
๓๐ +๔.๑” -.๒” -๒.๐”
๓๕ +๓.๕” -๑.๑” -๓.๒”
๔๐ +๒.๘” -๑.๙” -๔.๓”
๔๕ +๒.๒” -๒.๗” -๕.๔”
๕๐ +๑.๗” -๓.๓” -๖.๒”
๕๕ +๑.๑” -๔.๐” -๗.๐”
๖๐ +.๖” -๔.๕” -๘.๔”
๖๕ -๔.๙” -๘.๔”
๗๐ -.๔” -๕.๓” -๘.๘”
๗๕ -.๘” -๕.๖” -๙.๒”
๘๐ -๑.๒” -๕.๙” -๙.๖”
๘๕ -๑.๕” -๕.๙” -๙.๗”
๙๐ -๑.๗” -๖.๐” -๙.๘”
-๑.๙”
-๒.๐”
-๒.๑”
-๒.๑”

หมายเหตุ : เคร่ืองหมาย + แสดงใหเ้ ห็นวา่ กระสุนถูกเป้ าหมายในทิศทางที่เป้ าเคล่ือนท่ี ;
เคร่ืองหมาย - แสดงใหเ้ ห็นวา่ กระสุนถูกเป้ าหมายคอ่ นมาขา้ งหลงั จุดก่ึงกลางเป้ าหมาย

หลกั สูตรการฝึกน้นั ควรเป็นแบบง่าย ๆ และมีรายละเอียดเทา่ ที่จาเป็ น เพื่อใหท้ หารไดพ้ ฒั นา
ทกั ษะในการยงิ ตอ่ สู้ในสนามรบ ประการแรก ทหารจะตอ้ งเขา้ ใจและรู้จกั การใชก้ ฎการเล็งนาอยา่ ง
ไดผ้ ล ประการที่สอง ทหารจะตอ้ งรู้วา่ การยงิ ต่อเป้ าหมายเคล่ือนท่ีที่เคล่ือนเขา้ หาตรงหนา้ น้นั (๐ ถึง
๑๕ องศา) ใหใ้ ชก้ ารยงิ เช่นเดียวกบั การยงิ เป้ านิ่งอยกู่ บั ท่ี ประการที่สาม สาหรับทหารที่สามารถ
ปฏิบตั ิตามหลกั การและกฎการเลง็ นา และยงิ เป้ าเคลื่อนที่ไดผ้ ลควรไดร้ ับการพจิ ารณาใหไ้ ดร้ ับการ
ถ่ายทอดขอ้ มูลเพ่ิมเติมและไดร้ ับการฝึกในข้นั สูงต่อไป

๕) มุมของเป้ าหมาย กฎดงั กล่าวน้ีไม่ควรนาไปใชก้ บั เป้ าเคลื่อนที่ ซ่ึงทามุมเลก็ มากและ
ใหญม่ าก (รูป ๔-๑๖) ตวั อยา่ งเช่น ทหารขา้ ศึกกาลงั เดินในระยะห่าง ๒๕๐ เมตร จะถูกยงิ เขา้ จุด
ตายเม่ือขา้ ศึกน้นั ทามุม ๔๐ องศากบั ตวั ผยู้ งิ โอกาสยงิ ถูกเป้ าจะมีมากข้ึนถา้ เป้ าหมายน้นั เคล่ือนที่ทา

- ๑๓๐ -

มุม ๑๕ ถึง ๗๕ องศากบั ตวั ผยู้ งิ และถา้ ขา้ ศึกคนน้นั วง่ิ (โอกาสถูกยงิ ก่ึงกลางตวั จะมีมาก ถา้ ขา้ ศึก
คนน้นั วง่ิ ทามุม ๑๘ องศากบั ผยู้ งิ ) โอกาสถูกยงิ จะมีนอ้ ยลงถา้ ทามุมเกิน ๓๐ ถึง ๓๕ องศา ขอ้ มูล
ตามรูป ๔-๑๓ และ ๔-๑๔ จะช่วยใหค้ รูฝึกไดม้ ีความเขา้ ใจหลกั การและกฎน้ีมากข้ึน ตวั อยา่ งเช่น
เป้ าหมายอยหู่ ่าง ๑๐๐ เมตร เคล่ือนที่ดว้ ยความเร็ว ๖ ไมล/์ ชวั่ โมง จะมีโอกาสถูกยงิ ก่ึงกลางตวั ถา้
เคล่ือนท่ีทามุม ๒๙ องศา และถา้ เคล่ือนท่ีเป็ นมุมนอ้ ยกวา่ ๒๙ องศา กระสุนจะตกเลยหนา้

เป้ าหมายน้นั และถา้ เคลื่อนท่ีเป็นมุมมาก ๒๙ องศา กระสุนจะตกหลงั เป้ าหมายเล็กนอ้ ย

ระยะ ๔ ไมล/์ ชม. ๖ ไมล/์ ชม. ๘ ไมล/์ ชม.

๒๕ ม. ๖๕ ๓๐ ๒๒

๕๐ ม. ๔๗ ๓๐ ๒๒

๑๐๐ ม. ๔๕ ๒๙ ๒๑

๑๕๐ ม. ๔๔ ๒๘ ๒๐

๒๐๐ ม. ๔๑ ๒๗ ๑๙

๒๕๐ ม. ๔๐ ๒๖ ๑๘

๓๐๐ ม. ๓๓ ๒๑ ๑๖

๓๕๐ ม. ๓๘ ๒๔ ๑๘

๔๐๐ ม. ๓๕ ๒๒ ๑๗

๔๕๐ ม. ๓๓ ๒๑ ๑๖

รูปท่ี ๔-๑๖ มุมของเป้ าหมายทมี่ ีโอกาสถูกยงิ เข้าจุดตายเมือ่ ใช้กฎการเลง็ นา

๔-๑๔ สนามฝึ กยงิ ปื นแบบเอนกประสงค์
สนามฝึกยงิ ปื นน้ีใชส้ าหรับฝึ กใหท้ หารยงิ เป้ าเคล่ือนที่ ปกติแลว้ สนามยงิ ปื นมกั ใชฝ้ ึกทหารที

ละหลายคนหรือเป็ นพวก แต่ ผบ.หน่วยอาจพจิ ารณาใชส้ นามยงิ ปื นเพือ่ ฝึกทหารเป็นบุคคลเพอื่ ฝึกยงิ
เป้ าเคล่ือนท่ี ถา้ หากไม่มีสนามแบบเอนกประสงค์ กค็ วรพิจารณาใชส้ นามยงิ ปื นท่ีมีอยโู่ ดยดดั แปลง
ติดต้งั เป้ าเคลื่อนที่หรือเป้ าแบบแสวงเคร่ือง อยา่ งไรก็ตาม ผบ.หน่วยตอ้ งระลึกถึงมาตรการรักษา
ความปลอดภยั เป็นหลกั ตอ่ ไปเป็นตวั อยา่ งของการดดั แปลงสนามยงิ ปื นโดยติดต้งั เป้ าเคลื่อนท่ีแบบ
แสวงเคร่ือง

ก. เป้ าเคลอ่ื นทีแ่ บบหุ่นชัก ใชเ้ ป้ ารูปหุ่นแบบคร่ึงตวั ติดต้งั บนไมท้ ่ีมีความยาวใหท้ หารจบั ถือ
เดินไปมาอยหู่ ลงั มูนดิน (ไมม้ ีความยาวและมูนดินสูงพอที่จะป้ องกนั ทหารท่ีอยหู่ ลงั มูนดินน้นั ได)้
ตามความยาวของมูนดิน

ข. เป้ าเคลอื่ นทแี่ บบรอกวงิ่ ใชล้ อ้ หมุนหรือรอกดึงเชือกซ่ึงผกู ติดกบั เป้ ารูปหุ่น โดยมีเคร่ือง
กลไกดึงเป้ าใหเ้ คล่ือนท่ีไปมา

- ๑๓๑ -

- ๑๓๑ -

บทที่ ๕

การยงิ ปื นในเวลากลางคนื

หน่วยทหารทุกหน่วยจาเป็นตอ้ งมีขีดความสามารถในการสู้รบในระหวา่ งเวลาที่มีทศั นวสิ ยั
จากดั ดงั น้นั ทหารทุกคนจึงตอ้ งรู้วธิ ีการใชอ้ าวธุ ยทุ โธปกรณ์ในช่วงเวลาดงั กล่าวน้นั และมี
ประสบการณ์จากการฝึกทาการรบในเวลากลางคืนในสภาพการณ์ตา่ ง ๆ เช่น ในความมืดสนิท ใน
สถานการณ์ที่มีแสงสวา่ งจากธรรมชาติ และในสถานการณ์ท่ีใชก้ ารส่องสวา่ งจากเคร่ืองมือต่าง ๆ
จนกระทง่ั ถึงการใชอ้ ุปกรณ์ช่วยการมองเห็นในเวลากลางคืน

หน่วยทหารทุกหน่วยตอ้ งจดั ใหม้ ีการฝึกยงิ ปื นในเวลากลางคืน (โดยไม่ใชเ้ ครื่องมือช่วยให้
แสงสวา่ ง หรือช่วยการมองเห็นในเวลากลางคืน) รวมอยใู่ นประเภทของการฝึกในหว้ งการฝึกยงิ ปื น
ประจาปี โดยเฉพาะเหล่ารบจะตอ้ งใหม้ ีการฝึกยงิ ปื นในเวลากลางคืนตามสถานการณ์ทางยทุ ธวธิ ี
อยา่ งนอ้ ย ๓ เดือน ต่อ ๑ คร้ัง การฝึกยงิ ปื นทางยทุ ธวธิ ีน้ีหมายรวมถึงการใชเ้ ครื่องช่วยฝึกแสง
เลเซอร์ MILES ในระหวา่ งการฝึก ๒ ฝ่ ายดว้ ย นอกจากน้ี ผบ.หน่วยควรพิจารณาให้มีการฝึกการยงิ
ปื นในเวลากลางคืนโดยใชเ้ ครื่องมือช่วยใหแ้ สงสวา่ งประกอบถา้ หากภายในหน่วยมีเคร่ืองมือน้นั ๆ
อยใู่ นอตั ราการจดั ในบทน้ีจะไดก้ ล่าวผลกระทบจากความมืดหรือการที่มีแสงสวา่ งไม่พอเพยี ง
สาหรับการยงิ ปื น

หมายเหตุ : ในบทน้ี กล่าวถึงหลกั การยงิ ปื นในเวลากลางคืน และวธิ ีการนาหลกั พ้ืนฐาน
ของการยงิ ปื นมาใชง้ าน แตผ่ ฝู้ ึกสอนทหารก็สามารถนาหลกั การน้ีไปใชใ้ นสถานการณ์อ่ืน ๆ ที่มี
ทศั นวสิ ัยจากดั

๕-๑ ข้อพจิ ารณา
ครูฝึก/ผฝู้ ึก ตอ้ งพจิ ารณาถึงผลกระทบของทศั นวสิ ัยอนั จากดั ท่ีจะมีตอ่ ขีดความสามารถใน

การนาเอาหลกั พ้ืนฐานการยงิ ปื นมาใชง้ าน และผลกระทบที่จะมีตอ่ ทกั ษะในการยงิ ทานองรบของ
ทหารท่ีรับการฝึก หลกั การและทกั ษะท่ีกล่าวถึงไดแ้ ก่ :

ก. การใช้งานและการปรนนิบัติบารุงอาวธุ การใชง้ านการตรวจสอบสภาพการทางานและ
การใชง้ าน การบรรจุ การเลิกบรรจุกระสุน ตลอดจนการปรนนิบตั ิบารุงอาวธุ จะไดร้ ับผลกระทบ
จากสภาพการณ์ในเวลากลางคืน การเคล่ือนที่ของทหารจะชา้ ลง การปฏิบตั ิภารกิจตา่ ง ๆ จะใชเ้ วลา
มากข้ึน การมองเห็นจะถูกจากดั ลง และอาวธุ ยทุ โธปกรณ์อาจถูกใชง้ านผดิ ลกั ษณะหรือชารุดไดง้ ่าย
สถานการณ์ในการรบจะบงั คบั ใหท้ หารตอ้ งระมดั ระวงั เรื่องวนิ ยั การใชแ้ สง – เสียง ดงั น้นั ทหารจึง
ตอ้ งไดร้ ับการฝึกใหใ้ ชอ้ าวธุ (บรรจุ เลิกบรรจุ และตรวจอาวธุ ) ปรนนิบตั ิบารุงและทาความสะอาด
อาวธุ น้นั ในสภาพท่ีมีแสงสวา่ งนอ้ ยท่ีสุด ในตอนเร่ิมตน้ การฝึกควรใหท้ หารไดร้ ับการฝึกในเวลา
กลางวนั (แต่ใชก้ ารทาใหม้ ืดดว้ ยวธิ ีการต่าง ๆ) เพ่ือความสะดวกในการควบคุมและแกไ้ ข
ขอ้ บกพร่อง หลงั จากน้นั ก็ใหท้ หารไดร้ ับการฝึกในเวลากลางคืนจริง ๆ ร่วมกบั การฝึ กแบบอ่ืน ๆ
ครูฝึกตอ้ งใหท้ หารฝึกทบทวนซ้าหลาย ๆ คร้ังเพ่อื ความชานาญ

- ๑๓๒ -

ข.การปฏิบัติฉับพลนั ในสภาพปกติทว่ั ไป ทหารควรจะสามารถแกไ้ ขเหตุติดขดั ไดภ้ ายใน
๓ ถึง ๕ วนิ าที แต่ภายในเวลาค่ามืดมกั จะกระทาไดช้ า้ ลง การคน้ หาสาเหตุอาจจะกระทาไดย้ ากและ
คลุมเครือ การใชเ้ ทคนิคการคน้ หาสาเหตุโดยใชก้ ารสัมผสั ดว้ ยมือจะเป็นวธิ ีการหน่ึงท่ีใชไ้ ดผ้ ล
ทหารตอ้ งไดร้ ับการฝึกในลกั ษณะน้ี รวมท้งั การฝึกหดั แกไ้ ขเหตุติดขดั ในช่วงเวลาที่มีแสงสวา่ งนอ้ ย
หรือใหท้ หารปฏิบตั ิโดยใชผ้ า้ ปิ ดตา และใชก้ ระสุนซอ้ มรบกบั กระสุนหดั บรรจุในการฝึกดว้ ย การฝึก
ในข้นั เร่ิมแรกก็ควรทาการฝึ กในเวลากลางวนั เพอื่ ความสะดวกในการควบคุมและแกไ้ ขขอ้ บกพร่อง
เมื่อทหารปฏิบตั ิไดค้ ล่องแคล่วและมีความเช่ือมนั่ มากข้ึนแลว้ จึงไดล้ องปฏิบตั ิในความมืดดูบา้ ง

ค.การค้นหาเป้ าหมาย ทกั ษะหลายประการ จะช่วยใหท้ หารสามารถคน้ หาเป้ าหมายไดใ้ น

เวลาค่ามืด แสงไฟจากไฟฉาย บุหร่ี หรือประกายไฟจากปากลากลอ้ งเป็นของขา้ ศึก แสงสะทอ้ น
จากดวงจนั ทร์และดวงดาว จะช่วยใหค้ น้ หาเป้ าหมายไดง้ ่ายข้ึน เสียงของขา้ ศึกกอ็ าจช่วยใหท้ หารฝ่ าย
เราคน้ หาเป้ าหมายเป็ นพ้ืนที่ได้ ดว้ ยเหตุท่ีวา่ เทคนิคการคน้ หาเป้ าหมายอ่ืน ๆ ท่ีใชใ้ นเวลากลางวนั
(การเคล่ือนที่ของขา้ ศึก การทาตวั ตดั กบั ภูมิประเทศ) จะใชไ้ ม่ค่อยไดผ้ ลนกั ในเวลากลางคืน ครูฝึกจึง
ควรฝึกทบทวนใหท้ หารไดใ้ ชเ้ ทคนิคการคน้ หาเป้ าหมายจากแสงและเสียงบอ่ ยคร้ังเท่าที่จะทาได้
นอกจากน้ีควรฝึกใหท้ หารรู้จกั การตรวจการณ์คน้ หาเป้ าหมายเป็นช่วงส้ัน ๆ การใชเ้ ทคนิคช่วยการ
มองเห็นในเวลากลางคืน และการมองออกนอกศูนยก์ ลาง วธิ ีการคน้ หาเป้ าหมายน้ีควรจะนาไป
สอดแทรกในทุกข้นั ตอนของการฝึกเป็นบุคคลและเป็นหน่วย

หมายเหตุ : กลอ้ งส่องสองตามกั จะถูกมองขา้ ม และไม่ไดร้ ับการพิจารณานามาใชเ้ ป็ น
เคร่ืองช่วยการมองเห็นในเวลากลางคืน แต่ในความเป็ นจริงแลว้ กลอ้ งส่องสองตาน้ีสามารถช่วยเพิ่ม
แสงสวา่ งใหก้ บั ผยู้ งิ ได้ นอกจากน้ีกลอ้ งสาหรับพลซุ่มยงิ กส็ ามารถใชช้ ่วยการมองเห็นในเวลาท่ี
ทศั นวสิ ยั จากดั ได้ เครื่องช่วยฝึกดว้ ยแสงเลเซอร์ MILES กเ็ ป็นอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพในการช่วย
คน้ หาเป้ าหมายได้

๕-๒ หลกั พนื้ ฐานของการยงิ ปื น
หลกั พ้นื ฐานของการยงิ ปื นยงั คงนามาใชใ้ นการยงิ ในเวลากลางคืน แต่จะถูกดดั แปลงบา้ งใน

บางประการ เพื่อทาใหท้ หารสามารถยงิ ถูกเป้ าหมายหรือยงิ ไดค้ รอบคลุมพ้ืนที่เป้ าหมายที่คน้ หาพบ
ก.ท่ายงิ ทมี่ ่ันคง เมื่อไม่มีเคร่ืองช่วยใหแ้ สงสวา่ งหรือช่วยการมองเห็นแลว้ ทหารตอ้ ง

ปรับเปลี่ยนตาแหน่งของจุดสัมผสั พานทา้ ย โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ถา้ ตอ้ งใชเ้ ทคนิคการมองเหนือ
แนวแกนลากลอ้ งไปยงั เป้ าหมาย เม่ือติดกลอ้ งเล็งสาหรับเวลากลางคืนกบั ปื น ทหารก็จะตอ้ งเปล่ียน
ตาแหน่งของจุดสมั ผสั พานทา้ ยเช่นเดียวกนั และเม่ือปื นมีน้าหนกั เพมิ่ ข้ึนจากอุปกรณ์ท่ีติดต้งั ก็จะทา
ใหท้ หารตอ้ งเปล่ียนจุดสมั ผสั กบั เครื่องรองรับ (กระสอบทราย) หรือเปลี่ยนตาแหน่งการจบั ของแขน
ขา้ งที่ไมถ่ นดั เพอื่ รองรับตวั ปื น ดงั น้นั ครูฝึกจึงตอ้ งใชก้ ารฝึกยงิ แหง้ หลาย ๆ คร้ัง เพื่อคน้ หา
ตาแหน่งที่ตอ้ งปรับเปล่ียนเพ่ือใหไ้ ดท้ ่ายงิ ท่ีมนั่ คงและเหมาะสม ก่อนจะทาการยงิ ดว้ ยกระสุนจริง

ข.การเลง็ จะตอ้ งเปล่ียนวธิ ีการเลง็ เม่ือไม่ใชอ้ ุปกรณ์ช่วยในเวลากลางคืน ทหารตอ้ งใช้
เทคนิคการมองออกนอกศนู ยก์ ลางของ กลอ้ งเลง็ สะทอ้ นภาพ(จุดเลง็ สีแดง)หรือศนู ยเ์ ล็งสารอง

- ๑๓๓ -
(รูศนู ยห์ ลงั ) แทนการมอง ณ ศูนยก์ ลาง การเล็งหรือเพง่ เป็นจุด แต่ถา้ หากมีการใชเ้ คร่ืองมือหรือ
อุปกรณ์ช่วยการเลง็ ในเวลากลางคืนติดต้งั กบั ตวั ปื น ทหารกจ็ ะตอ้ งเปล่ียนวธิ ีการเลง็ ไปตามสภาพ
ของอุปกรณ์น้นั ๆ

ค.การหายใจ ภาพอาการเคล่ือนไหวของปื นที่เกิดกบั สายตาของทหารจะมีมากข้ึนจนเห็นได้
ชดั เนื่องจากการขยายภาพของกลอ้ งเล็ง แต่อยา่ งไรกต็ ามหลกั การในขอ้ น้ีจะไมเ่ ปล่ียนแปลงมากนกั
สาหรับการยงิ ในเวลากลางคืน

ง.การเหนี่ยวไก หลกั การในขอ้ น้ียงั คงเป็นเช่นเดิม เช่นเดียวกบั การยงิ ในเวลากลางวนั

๕-๓ กฎการมองเห็นในเวลากลางคืน

สาหรับทหารท่ีตอ้ งการยงิ ปื นในเวลากลางคืนใหไ้ ดผ้ ล จะตอ้ งนากฎของการมองเห็นในเวลา
กลางคืน ๓ ขอ้ ต่อไปน้ีมาใช้ :

ก. การปรับสายตาให้คุ้นเคยกบั ความมืด การออกจากที่ท่ีมีแสงสวา่ งเขา้ มายงั ท่ีมืดใน
ทนั ทีทนั ใด จะทาใหท้ หารสูญเสียการมองเห็นไปชวั่ ขณะ แตห่ ลงั จากเวลาผา่ นไปหลายนาทีทหารจะ
คอ่ ย ๆ มองเห็นส่ิงรอบ ๆ ตวั ถา้ หากจะตอ้ งอยตู่ อ่ ไปในที่มืดแห่งน้นั ทหารจะใชเ้ วลาการปรับ
สายตาใหค้ ุน้ เคยกบั ความมืดประมาณ ๓๐ นาที แตม่ ิไดห้ มายความวา่ จะสามารถมองเห็นไดใ้ นความ
มืดท้งั หมด แตห่ ลงั จากประมาณ ๓๐ นาทีผา่ นไป ความสามารถในการมองเห็นของทหารคนน้นั จะ
ถึงจุดสูงสุด ถา้ หากมีแสงสวา่ งเกิดข้ึน นยั น์ตาของทหารคนน้นั ก็จะปรับสภาพใหมอ่ ีกคร้ังหน่ึง แสง
สวา่ งเพียงเล็กนอ้ ยจากปลายบุหรี่หรือประกายไฟจากปากกระบอกปื นกม็ ีส่วนทาใหค้ วามสามารถใน
การมองเห็นในความมืดน้นั ลดลง ยงิ่ ถา้ หากเป็นแสงสวา่ งจา้ มากกจ็ ะทาใหค้ วามสามารถในการ
มองเห็นในความมืดสูญเสียไปไดม้ าก

ข.การมองออกนอกศูนย์กลาง ในเวลากลางวนั ทหารใชก้ ารเพง่ มองตรงจุดที่ตอ้ งการมองเห็น
การยา้ ยจุดเพง่ มองไปทางขา้ งเลก็ นอ้ ยจะทาใหม้ องวตั ถุน้นั ๆ ไม่ชดั เจน แต่ถา้ ในเวลากลางคืนจะกลบั
กลายเป็นตรงกนั ขา้ ม การเพง่ มองวตั ถุตรง ๆ จะทาใหส้ ามารถมองเห็นวตั ถุน้นั ไดช้ วั่ ขณะเพียงไมก่ ่ี
วนิ าที หลงั จากน้นั วตั ถุที่ถูกเพง่ มองจะไมป่ รากฏแก่สายตา การมองวตั ถุในเวลากลางคืนน้นั ทหาร
ตอ้ งยา้ ยจุดเพง่ มองออกไปทางขา้ ง (ขา้ งใดขา้ งหน่ึง) เลก็ นอ้ ย ซ่ึงจะทาใหส้ ่วนของประสาทตาที่ไว
ต่อแสงสวา่ ง (ซ่ึงเป็นส่วนของประสาทตาที่ไมไ่ ดใ้ ชง้ านในเวลากลางวนั ) ถูกนามาใชง้ าน วธิ ีการน้ี
จะทาใหป้ ระสาทสามารถคน้ หาเป้ าหมายภายในท่ีที่มีแสงสวา่ งเลก็ นอ้ ย และรายงานภาพของ
เป้ าหมายน้นั สู่สมอง (รูปที่ ๕-๑ และรูปท่ี ๕-๒)

หมายเหตุ : การมองเห็นน้นั ใชก้ ารมองทางขา้ ง แตจ่ ุดมุ่งยงั คงอยตู่ รงเป้ าหมาย เพราะใน
ความมืดน้นั ประสาทตาส่วนกลางจะไมท่ างาน แต่การฝึกมองโดยใชป้ ระสาทตาส่วนอื่นจะทาให้
ทหารมองเห็นเป้ าหมายน้นั ได้

- ๑๓๔ -

เส้นสายตา

รูปที่ ๕-๑ การมองเห็นในเวลากลางวนั ใช้การมองจากประสาทตาส่วนกลาง

พลยงิ มองออกจากเป้ าหมายเลก็ นอ้ ยเพื่อให้ ๖ ถึง ๑๐ ฟุต
เกิดภาพบนประสาทตานอกส่วนกลาง

เส้นสายตา

รูปท่ี ๕-๒ การมองเหน็ ในเวลากลางคืนใช้การมองจากประสาทตานอกส่วนกลาง

การตรวจการณ์เป็ นห้วง ๆ การตรวจการณ์ลกั ษณะน้ีเป็นการใชส้ ายตามองไปเป็นหว้ ง
ส้ัน ๆ ไมส่ ม่าเสมอไปรอบ ๆ พ้ืนท่ีเป้ าหมายหรือเป้ าหมายทุก ๆ ๔ ถึง ๑๐ วนิ าที โดยใชเ้ ทคนิคการ
มองออกนอกศูนยก์ ลาง[ของ กลอ้ งเลง็ สะทอ้ นภาพ(จุดเล็งสีแดง)หรือศนู ยเ์ ลง็ สารอง(รูศูนยห์ ลงั ) แทน
การมอง ณ ศนู ยก์ ลาง การเล็งหรือเพง่ เป็นจุด]หรือการมองทางขา้ ง ระยะของการตรวจการณ์ไปยงั
เป้ าหมายดว้ ยวธิ ีน้ีข้ึนอยกู่ บั สภาพของทศั นวสิ ยั

หมายเหตุ : สาหรับรายละเอียดของกฎท้งั ๓ ขอ้ น้ี ให้ศึกษาใน รส.๒๑-๗๕
๕-๔ เทคนิคการยงิ ปื นในเวลากลางคนื

การยงิ ปื นในเวลากลางคืนจะเกิดข้ึนภายใตส้ ภาพการณ์ ๓ รูปแบบ คือ
ก.การยงิ ปื นในเวลากลางคืนโดยไม่มอี ุปกรณ์ช่วยให้แสงสว่าง ทหารจะตอ้ งคน้ หาเป้ าหมาย
และทาการยงิ ตอ่ เป้ าหมายน้นั โดยปราศจากอุปกรณ์ช่วยใหแ้ สงสวา่ ง หรืออุปกรณ์ช่วยการมองเห็น

- ๑๓๕ -
ในเวลากลางคืน เป้ าหมายที่อยใู่ นเขตการยงิ ของทหารแต่ละคนจะตอ้ งถูกตรวจการณ์คน้ หา และเมื่อ
ทหารตรวจการณ์พบเป้ าหมายแลว้ จะตอ้ งทาการยงิ โดยใชเ้ ทคนิคการยงิ ฉบั พลนั ให้ทหารจดั ท่ายงิ
โดยศีรษะต้งั ตรง และอยสู่ ูงพอท่ีจะมองเหนือศูนยป์ ื นของ กลอ้ งเลง็ สะทอ้ นภาพ(จุดเล็งสีแดง)หรือ
ศูนยเ์ ล็งสารอง(รูศนู ยห์ ลงั ) แทนการมอง ณ ศูนยก์ ลาง การเล็งหรือเพง่ เป็นจุดไดแ้ ต่แกม้ ยงั คงสมั ผสั
บนสันพานทา้ ย

ทหารควรใชเ้ วลาประมาณ ๒ – ๓ วนิ าที เพ่อื ปรับแนวแกนลากลอ้ งใหต้ รงไปยงั เป้ าหมาย
และใหแ้ นวเส้นเลง็ หรือแนวแกนลากลอ้ งน้นั อยคู่ ่อนขา้ งต่า (เพื่อป้ องกนั สัญชาตญาณการยงิ สูงกวา่
เป้ าหมาย) ใหท้ หารลืมตาท้งั สองขา้ งเพ่ือใหไ้ ดร้ ับแสงสวา่ งที่มีอยใู่ ชต้ าท้งั สองขา้ งตรวจการณ์ไปใน
พ้นื ที่ภายในสนาม โดยใชเ้ ทคนิคการมองออกนอกศนู ยก์ ลาง[ของกลอ้ งเล็งสะทอ้ นภาพ(จุดเล็งสีแดง)
หรือศูนยเ์ ลง็ สารอง(รูศูนยห์ ลงั ) แทนการมอง ณ ศูนยก์ ลาง การเลง็ หรือเพง่ เป็นจุด] ในขณะทาการยงิ
อาจใชก้ ระสุนส่องวถิ ีช่วยใหม้ องเห็นวถิ ีกระสุน เพอ่ื ประโยชน์ในการปรับการยงิ

การทบทวนการฝึกยงิ แหง้ การคน้ หาเป้ าหมาย และการฝึ กวธิ ีการเล็งท่ีถูกตอ้ งจะช่วยให้
ทหารสามารถยงิ ถูกเป้ าหมายในระยะใกล้ (๕๐ เมตรลงมา) และถา้ เป็นไปไดค้ วรใชเ้ คร่ืองช่วยฝึกยงิ
ดว้ ยแสงเลเซอร์ก่อนเพ่อื ความมนั่ ใจวา่ ทหารยงิ ไดผ้ ล ก่อนที่จะใชก้ ระสุนจริงทาการฝึ กยงิ

ข.การยงิ ปื นในเวลากลางคืนโดยใช้อปุ กรณ์ช่วยให้แสงสว่าง ทหารอาจยงิ ถูกเป้ าหมายใน
ระยะ ๑๗๕ เมตรได้ หากมีการใชก้ ารส่องสวา่ งช่วย อุปกรณ์ตา่ ง ๆ ท่ีช่วยใหแ้ สงสวา่ ง ไดแ้ ก่ พลุ
กระแทกกระสุนส่องสวา่ งจาก ป. หรือ ค. และแสงสวา่ งจากไฟฉายขนาดใหญ่ซ่ึงคลุมพ้ืนท่ีได้
กวา้ งขวาง

เมื่อใชแ้ สงสวา่ งช่วยน้นั นยั น์ตาของทหารจะสูญเสียความสามารถในการมองเห็นในที่มืดลง
ไป และเทคนิคการมองออกนอกศนู ยก์ ลาง[ของ กลอ้ งเล็งสะทอ้ นภาพ(จุดเลง็ สีแดง)หรือศูนยเ์ ล็ง
สารอง(รูศูนยห์ ลงั ) แทนการมอง ณ ศูนยก์ ลาง การเลง็ หรือเพง่ เป็ นจุด]ก็ไม่ตอ้ งถูกนามาใช้ เพราะ
ทหารสามารถใชก้ ารเล็งยงิ เช่นเดียวกบั ในเวลากลางวนั ได้

การยงิ ในขณะที่มีการใชอ้ ุปกรณ์ช่วยใหแ้ สงสวา่ งน้นั ทหารยอ่ มสามารถคน้ หาเป้ าหมายได้
ดีกวา่ และยงิ ไดใ้ นระยะไกลกวา่ การยงิ ในเวลากลางคืนโดยไมไ่ ดแ้ สงสวา่ งช่วย แตเ่ ม่ือแสงสวา่ ง
หมดไปทหารก็จะตอ้ งใชเ้ วลาพอสมควรในการปรับสายตาใหค้ ุน้ เคยกบั ความมืด และใชเ้ ทคนิคการ
ตรวจการณ์ประกอบกบั การเลง็ ในเวลากลางคืนเช่นเดิม

บางโอกาสทหารอาจตอ้ งหลบั ตาท้งั สองขา้ งในขณะท่ีเกิดแสงสวา่ งข้ึนทนั ทีทนั ใดในความ
มืด เพอ่ื รักษาสภาพขีดความสามารถในการมองเห็นในที่มืดไว้ แต่ ผบ.หน่วย และทหารตอ้ ง
พจิ ารณาใหด้ ีวา่ จะเลือกสิ่งใด ในระหวา่ งการรักษาสภาพการมองเห็นในท่ีมืดไว้ หรือจะใชก้ าร
ปฏิบตั ิการในขณะที่มีแสงสวา่ งเกิดข้ึนน้นั เอง (ถา้ เลือกส่ิงแรกกต็ อ้ งยอมใหห้ น่วยมีสภาพเหมือนกบั
มองไมเ่ ห็นในช่วงท่ีมีแสงสวา่ ง) เทคนิคอีกประการหน่ึงก็คือ การใชก้ ารหลบั ตาเพียงขา้ งเดียว เพื่อ
รักษาสภาพการมองเห็นในที่มืดของตาขา้ งน้นั ไว้ ในขณะท่ีสามารถใชต้ าขา้ งท่ีลืมอยนู่ ้นั ตรวจการณ์
มองเห็นในขณะท่ีมีแสงสวา่ งอยู่ และเมื่อสิ้นแสงสวา่ งก็สามารถใชต้ าขา้ งท่ีหลบั น้นั ลืมข้ึนมองใน

- ๑๓๖ -
ความมืดและหลบั ตาขา้ งที่ใชม้ องในแสงสวา่ งน้นั เสียเพ่ือปรับสภาพ ท้งั น้ี ผบ.หน่วย จะตอ้ ง
พิจารณาสถานการณ์ทางยทุ ธวธิ ีในขณะน้นั เป็นหลกั อยา่ งไรก็ตาม การทบทวนการฝึ กยงิ แหง้ และ
การตรวจการณ์คน้ หาเป้ าหมาย จะเป็นกญุ แจสาคญั ท่ีจะนาไปสู่ความสาเร็จในการยงิ เป้ าหมายใน
ระยะถึง ๑๕๐ เมตร ในช่วงที่มีการใชแ้ สงสวา่ งช่วยในเวลากลางคืนได้

ค.การยงิ ปื นในเวลากลางคืนโดยใช้อปุ กรณ์ช่วยการมองเห็นในเวลากลางคนื การติดต้งั กลอ้ ง
เล็งในเวลากลางคืนเป็นวธิ ีการที่ทาใหเ้ กิดประสิทธิภาพมากท่ีสุดวธิ ีหน่ึง เพราะการใชอ้ ุปกรณ์น้ีจะ
ช่วยใหท้ หารสามารถตรวจการณ์ในพ้นื ท่ีเป้ าหมาย คน้ หาเป้ าหมาย และยงิ ตอ่ เป้ าหมายไดถ้ ูกตอ้ ง
นอกจากน้ียงั ช่วยยงิ ช้ีเป้ าหมายใหก้ บั ทหารคนอ่ืน ๆ ท่ีไม่มีกลอ้ งเล็งในเวลากลางคืนไดด้ ว้ ย

กลอ้ งเล็งดงั กล่าวน้ีสามารถใชย้ งิ เป้ าหมายในระยะต้งั แต่ ๓๐๐ เมตรข้ึนไป อยา่ งไรก็ตาม
ทหารท่ีใชก้ ลอ้ งเลง็ น้ีก็ตอ้ งฝึ กการยงิ แหง้ และมีการปรับศูนย์ ประกอบกบั การไดร้ ับการฝึกใหใ้ ช้
กลอ้ งเล็งไดอ้ ยา่ งถูกวธิ ี

๕-๕ การฝึ ก

การฝึกยงิ แหง้ และการฝึกยงิ ดว้ ยกระสุนจริงลว้ นแลว้ แตม่ ีความสาคญั ต่อขีดความสามารถใน
สนามรบท้งั สิ้น

ก. การฝึ กยงิ แห้ง ครูฝึกจะตอ้ งใชก้ ารยงิ ฝึกแหง้ น้ีซ้าไปซ้ามา จนกระทง่ั มน่ั ใจวา่ ทหารมี
ความสามารถในการยงิ ปื นโดยใชเ้ ทคนิคการยงิ ในเวลากลางคืนอยา่ งไดผ้ ล โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ การฝึก
คน้ หาเป้ าหมายในความมืดน้นั เป็นส่ิงท่ีมิอาจมองขา้ ม ครูฝึกสามารถทาการฝึกหดั ทหารไดใ้ นหลาย
สถานท่ีโดยไม่จากดั วา่ ตอ้ งฝึ กตรวจการณ์คน้ หาเป้ าหมายเฉพาะในสนามยงิ ปื นเทา่ น้นั การสอน
หลกั การสามารถกระทาไดใ้ นหอ้ งเรียนหรือสนามฝึก และการปฏิบตั ิเพ่อื ตรวจการณ์คน้ หาเป้ าหมายก็
อาจใชส้ ถานที่ใด ๆ กต็ ามท่ีสร้างความมืดไดพ้ อเพียง

ถา้ หากครูฝึก/ผฝู้ ึกมองขา้ มการฝึกยงิ แหง้ และการฝึกคน้ หาเป้ าหมายแลว้ เป็นท่ีแน่นอน
เหลือเกินวา่ จะตอ้ งสิ้นเปลืองกระสุนจริงในการฝึกมิใช่นอ้ ยโดยที่ไดผ้ ลไม่คุม้ คา่

ข. การฝึ กยงิ ด้วยกระสุนจริง
การฝึกยงิ ปื นดว้ ยกระสุนจริงในเวลากลางคืนน้ี จะใชส้ นามระยะ ๒๕ เมตร จนถึง ๕๐
เมตร เพื่อฝึกใหท้ หารไดท้ ดลองใชห้ ลกั การที่เรียนรู้มา สาหรับเป้ าน้นั ควรใชเ้ ป้ าที่บงั คบั ใหข้ ้ึน – ลง
ไดต้ ามเวลาที่กาหนด เพมิ่ เติมดว้ ยอุปกรณ์ใหป้ ระกายไฟท่ีดูคลา้ ยประกายไฟจากปากลากลอ้ งของ
ขา้ ศึกติดต้งั ที่ตวั เป้ าน้นั ๆ ครูฝึกอาจใชว้ สั ดุที่สะทอ้ นแสงตดั เป็ นแผน่ สี่เหล่ียมติดไวท้ ี่ประมาณกลาง
ตวั เป้ าหุ่น และที่พ้นื ดินดา้ นหนา้ ของตวั เป้ าจะใชไ้ ฟกระพริบหรือไฟแบบแสวงเคร่ืองติดต้งั ไว้ โดย
ใชว้ สั ดุที่กนั กระสุนไดบ้ งั ตวั ไฟกระพริบน้นั ไว้ ไฟกระพริบน้ีจะเปรียบเหมือนกบั ประกายไฟจากปาก
ลากลอ้ งปื นของขา้ ศึก ที่ทหารฝ่ ายเราจะสามารถตรวจการณ์พบได้ (รูปที่ ๕-๓) ไฟกระพริบน้ีควรจะ
ทางานเฉพาะเม่ือเป้ าปรากฏข้ึนเทา่ น้นั และไม่ควรนาไฟน้ีไปติดต้งั บนตวั เป้ า เพราะจะทาใหท้ หาร
เห็นตาบลเลง็ ท่ีเด่นชดั เกินไป

- ๑๓๗ -
ถา้ หากหน่วยมีเป้ าหุ่นแบบอตั โนมตั ิใชง้ าน ก็ควรใชฝ้ ึกโดยกาหนดระยะยงิ ๒ ระยะ คือ
๒๕ เมตร กบั ๕๐ เมตร ที่ระยะ ๒๕ เมตร ควรใชเ้ ป้ ารูปหุ่นนอน ๑ หรือ ๒ ตวั ก็ไดข้ ้ึนลงไม่
พร้อมกนั ใหท้ หารทาการยงิ ดว้ ยกระสุน ๑๕ นดั (กระสุนธรรมดา ๕ นดั กระสุนส่องวถิ ี ๑๐
นดั ) เป้ าปรากฏคร้ังละ ๑๕ วนิ าที แตท่ ี่ระยะ ๕๐ เมตร กท็ าในลกั ษณะเดียวกนั แตใ่ ชเ้ ป้ าหุ่นคร่ึง
ตวั แทนเป้ าหุ่นนอน

เป้ ารูปหุ่นคนประกอบแผน่ วสั ดุสะทอ้ นแสง
ไฟใหแ้ สงกระพริบ

รูปท่ี ๕-๓ เป้ าสาหรับยงิ ในเวลากลางคนื

ถา้ หากหน่วยทหารไม่มีเป้ าแบบอตั โนมตั ิ ก็ควรใชแ้ ผน่ กระดาษรูปเป้ าหุ่นน้นั ปิ ดตรง
ดา้ นหนา้ ของตวั เป้ าและนบั คะแนนการยงิ ถูกจากรอยกระสุนที่แผน่ เป้ า และใชก้ ารซ่อมเป้ าหรือปิ ด
รอยกระสุนตามความเหมาะสม

เกณฑก์ ารตดั สินใจสาหรับการยงิ ในเวลากลางคืน ใชเ้ กณฑต์ ดั สิน ผา่ น/ไมผ่ า่ นเทา่ น้นั
ทหารที่สามารถยงิ ถูกเป้ ารูปหุ่น ๗ คร้ังข้ึนไปจากการปรากฏของเป้ า ๓๐ คร้ัง ถือวา่ อยใู่ นเกณฑ์
ผา่ น และสามารถใชค้ ะแนนท่ียงิ ในสนามแบบทานองรบน้นั บนั ทึกเพ่ือจดั ช้นั คุณวุฒิได้ แตถ่ า้ ยงิ ถูก
ไมถ่ ึง ๗ คร้ังถือวา่ ไมผ่ า่ น และจะไม่ไดร้ ับการบนั ทึกผล โดยใชค้ ะแนนที่ยงิ ไดใ้ นสนามแบบ
ทานองรบ

- ๑๓๘ -

* การฝึ กเป็ นบุคคล ควรพจิ ารณาใหม้ ีการฝึกการปฏิบตั ิเพื่อแกไ้ ขเหตุติดขดั โดยทนั ทีทนั ใด
และการเปลี่ยนซองกระสุนในขณะทาการยงิ รวมท้งั การทดสอบเทคนิคการใชก้ ารยงิ แบบฉบั พลนั
และการทดสอบการปฏิบตั ิควบคู่ไปดว้ ย

- การฝึกยงิ โดยไมม่ ีแสงสวา่ งช่วย ควรใหท้ หารทุกคนและทุกตาแหน่งทาการฝึกยงิ ในสนาม
ที่จดั ทาข้ึน โดยการใชอ้ าวธุ ปลย. เทา่ น้นั

- การฝึกยงิ โดยมีแสงสวา่ งช่วย หลงั จากผา่ นการฝึกยงิ โดยไม่มีแสงสวา่ ง และผา่ นการฝึกยงิ
แหง้ ภายในสภาพที่มีแสงสวา่ งช่วยแลว้ ทหารก็จะพร้อมเขา้ รับการทดสอบและประเมินผลโดยใชก้ าร
ยงิ ดว้ ยกระสุนจริงในสภาพที่มีแสงสวา่ งช่วย ครูฝึก/ผฝู้ ึก ควรใชเ้ ป้ ารูปหุ่นติดต้งั ในระยะ ๑๗๕
เมตร (อาจมากกวา่ หรือนอ้ ยกวา่ ข้ึนอยกู่ บั ระดบั แสงสวา่ งวา่ มีมากนอ้ ยเพียงใด สภาพภูมิประเทศ
และสภาพพชื พรรณไมโ้ ดยรอบ) การส่องสวา่ งอาจกระทาโดยใชพ้ ลุกระแทก กระสุนส่องสวา่ งจาก
ป. หรือ ค. หรือไฟฉายขนาดใหญ่ เม่ือทหารสามารถปฏิบตั ิไดต้ ามมาตรฐานการฝึกแลว้ กจ็ ะเขา้ รับ
การฝึกในข้นั ตอนต่อไป คือ การยงิ โดยใชอ้ ุปกรณ์ช่วยการมองเห็น (กลอ้ งเลง็ ประกอบ ปลย.) ใน
สนามฝึกยงิ ปื นแบบเอนกประสงคท์ ี่หน่วยมีอยหู่ รือดดั แปลงข้ึนมา ในระหวา่ งการฝึกข้นั ตอนน้ี ให้
ทหารทาการยงิ ต่อเป้ าหมายต้งั แต่ระยะ ๗๕ เมตร จนถึง ๑๗๕ เมตร ใชเ้ ป้ าลกั ษณะต่าง ๆ กนั
โดยทวั่ ไปแลว้ จะใชก้ ารปรากฏของเป้ า ๓๐ คร้ัง ในระยะตา่ ง ๆ ต้งั แต่ ๗๕ เมตร ถึง ๑๗๕ เมตร
(หรืออาจใชร้ ะยะ ๑๐๐ เมตร ถึง ๒๐๐ เมตร) ควรใชก้ ระสุนส่องวถิ ีในการฝึกตามสมควร และ
ทหารแตล่ ะคนจะตอ้ งยงิ ถูกเป้ าหมายอยา่ งนอ้ ย ๑๐ คร้ัง จากการปรากฏของเป้ า ๓๐ คร้ัง

- การฝึกยงิ โดยใชอ้ ุปกรณ์ช่วยการมองเห็น ก่อนจะทาการฝึกยงิ ดว้ ยกระสุนจริงกต็ อ้ งทาการ
ฝึกการยงิ แหง้ และการใชก้ ลอ้ งเลง็ ประกอบ ปลย. อยา่ งถูกวธิ ีใหม้ นั่ ใจเสียก่อน ในข้นั ตอนน้ีใช้
เป้ าหมายระยะต่าง ๆ ไดจ้ นถึง ๓๐๐ เมตร

หมายเหตุ : การใชส้ ปอตไลทห์ รือไฟฉายขนาดใหญแ่ บบอื่น ๆ น้นั ควรดดั แปลงให้
สามารถกาหนดความเขม้ ของแสงสวา่ งไดม้ าก – นอ้ ยตามตอ้ งการ ใหม้ ีลกั ษณะคลา้ ยกบั แสงสวา่ งท่ี
ปรากฏในสนามรบ การใชแ้ สงสวา่ งส่องที่เป้ าหมายน้นั ไม่ควรส่องท่ีเป้ าตรง ๆ และตอ่ เน่ืองเป็น
เวลานาน เม่ือสามารถกาหนดความเขม้ ของแสงสวา่ งไดแ้ ลว้ กจ็ ะสามารถฝึกทหารใหร้ ู้จกั วธิ ีการใช้
กลอ้ งเลง็ ประกอบ ปลย. ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งวา่ แสงสวา่ งขนาดใดควรใช้ ขนาดใดไมค่ วรใช้

* การฝึกเป็นหน่วย การฝึกเป็นหน่วยในลกั ษณะฝึกประกอบปัญหาตามสถานการณ์ฝึ ก
ประกอบการใหป้ ัญหาในสนาม และการฝึกยงิ ดว้ ยกระสุนจริงกค็ วรทาการฝึกในเวลากลางคืนจริง ๆ
และฝึกใหค้ รบทุกข้นั ตอน ต้งั แต่การคน้ หาเป้ าหมาย ฝึกยิงในเวลากลางคืนโดยไม่ใชอ้ ุปกรณ์ช่วยให้
แสงสวา่ ง การยงิ ดว้ ยกระสุนจริงเม่ือมีแสงสวา่ งช่วย และการยงิ เมื่อมีอุปกรณ์ช่วยการมองเห็น
เป้ าหมายสาหรับการยงิ จะประกอบดว้ ยระยะต่าง ๆ จนถึง ๓๐๐ เมตร ตามปัญหาในสถานการณ์
โดยผฝู้ ึกตอ้ งเนน้ ถึงความรู้ความเขา้ ใจและทกั ษะของทหารท่ีรับการฝึก

- ๑๓๙ -

ผนวก ก

การฝึ กยงิ ปื นตามวงรอบการฝึ กประจาปี

แผนและหลกั สูตรการฝึกท่ีดีของหน่วยจะสะทอ้ นใหเ้ ห็นถึง ความสนใจ ความเอาใจใส่ของ
ผบู้ งั คบั บญั ชาและผฝู้ ึก รายละเอียดในผนวกน้ีจะใหแ้ นวทางในการวางแผนและจดั การฝึกท่ีมี
ประสิทธิภาพ หลงั การฝึกจะประกอบดว้ ย การฝึกทบทวนและดารงรักษาขีดความสามารถและทกั ษะ
ในการยงิ ปื นที่ทหารไดร้ ับมาในการฝึกเบ้ืองตน้ นอกจากน้ียงั ประกอบดว้ ยการฝึกข้นั สูงและการฝึกยงิ
ในสถานการณ์ท่ีใกลเ้ คียงกบั การรบจริง
ก-๑ การฝึ กพลแม่นปื นกบั กจิ เฉพาะของการฝึ ก

จากความสาคญั ของประสิทธิภาพในการยงิ ปื นของทหารน้นั เอง ผบ.หน่วย จึงตอ้ งวเิ คราะห์
และพฒั นาลาดบั งานและกิจเฉพาะ ตลอดจนปรับปรุงหลกั สูตรและตารางการฝึกของหน่วย เพ่อื ให้
เหมาะสมและพอเพยี งท่ีจะทาใหท้ หารในหน่วยมีโอกาสพฒั นาตนเองดว้ ยการฝึกหดั

ผบ.หน่วย ตอ้ งวเิ คราะห์ภารกิจของหน่วยและสภาพการณ์ตา่ ง ๆ ท่ีหน่วยจะตอ้ งประสบใน
การปฏิบตั ิภารกิจ เพ่อื กาหนดกิจเฉพาะของหน่วยและนามาจดั ลาดบั ความเร่งด่วนของงานในการฝึก
เพ่ือเตรียมการสาหรับภารกิจ ๆ น้นั เช่น ถา้ หากหน่วยจะตอ้ งเขา้ ปฏิบตั ิภารกิจในพ้นื ที่ส่ิงปลูกสร้าง
การยงิ ปื นตอ้ งพิจารณาถึงปัจจยั ผลกระทบจากการยงิ ระยะไกลแรงดึงดูดของโลกและแรงลมเทา่ ใดนกั
แต่ ผบ. หน่วย ควรใหค้ วามสาคญั ของการยงิ แบบอตั โนมตั ิ,การยงิ ฉบั พลนั และการยงิ ขณะทาการ
ตะลุมบอนในระยะประชิด และในทางกลบั กนั ถา้ หน่วยจะตอ้ งเขา้ ทาการรบในลกั ษณะภูมิประเทศที่
มีพ้ืนการยงิ และการตรวจการณ์ท่ีไกล กต็ อ้ งพิจารณาถึงระยะยงิ แรงดึงดูดของโลก และแรงลมเพ่มิ
มากข้ึน
ก-๒ สถานภาพขดี ความสามารถในการยงิ ปื น

ผบ.หน่วย ตอ้ งดาเนินการประเมินขีดความสามารถในการยงิ ปื นของกาลงั พลทุกคนภายใน
หน่วย เพอ่ื ที่จะไดว้ างแผนกาหนดการฝึกยงิ ปื นไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ การประเมินความเหมาะสม
ของหลกั สูตรและกาหนดการฝึกและกาหนดการฝึกจะตอ้ งดาเนินการอยา่ งสม่าเสมอและต่อเน่ือง
นอกจากน้ียงั ตอ้ งสารวจและพิจารณาสถานภาพของ ปลย. และซองกระสุน ความสามารถในการปรับ
ศูนย์ และความสามารถในการยงิ ใหถ้ ูกเป้ าของกาลงั พลในหน่วย ผบ.หน่วย จะไดท้ ราบถึงวธิ ีการใน
อนั ท่ีจะทาใหท้ หารบางส่วนไดร้ ับการฝึกหดั จนสามารถยงิ ปื นไดถ้ ึงเกณฑม์ าตรฐานที่ตอ้ งการ

การประเมินผลดงั กล่าวน้ีจะเป็นอยา่ งต่อเนื่องและมีการปรับปรุงหลกั สูตร กาหนดการและ
วธิ ีการฝึกตามตอ้ งการ ในบางโอกาสอาจตอ้ ง ใชว้ ธิ ีการสุ่มตรวจขีดความสามารถของทหารเป็ นบุคคล
ในเรื่อง การปรับศนู ย์ การใชก้ ลอ้ งเล็งและอุปกรณ์ช่วยการมองเห็นในเวลากลางคืน และวธิ ีการปฏิบตั ิ
ในสถานการณ์ต่าง ๆ เพอ่ื ใหบ้ รรลุภารกิจ

ในการประเมินผลน้นั จะตอ้ งบนั ทึกไวด้ ว้ ยวา่ ใชส้ นามยงิ ปื นในลกั ษณะใดเพื่อทาการยิง
บนั ทึกผลและจดั ช้นั คุณวุฒิ ใชห้ ลกั สูตรการยงิ แบบใด หน่วยมีการฝึกยงิ ปื นเวลากลางคืน ฝึกยงิ ปื น
เมื่อสวมชุดป้ องกนั กนั นชค. และการฝึกเป็นหน่วยบ่อยคร้ังเพียงใด

- ๑๔๐ -
การฝึกจะกระทาบ่อยคร้ังเพยี งใด เช่น ทุก ๔ เดือน , ทุก ๖ เดือน , หรือปี ละ ๑ คร้ัง กต็ าม
ผบ.หน่วย ยงั ตอ้ งดารงความต่อเน่ืองในการฝึกไวเ้ สมอ
ก-๓ การฝึ กครูฝึ กและผ้ฝู ึ ก
ผบ.หน่วย ขนาดเล็กที่มีความรู้และประสบการณ์ จะเป็ นกญุ แจสาคญั ของการฝึกยงิ ปื นบุคคล
เหล่าน้ีควรจะไดร้ ับการเลือกสรรเป็ นอยา่ งดี เพือ่ ที่จะทาหนา้ ที่เป็นครูฝึกและผฝู้ ึกต่อไปไมว่ า่ จะเป็น
เร่ืองอาวธุ ศึกษา หรือการยงิ ปื นดว้ ยกระสุนจริงกต็ าม
ในบางโอกาสหน่วยอาจตอ้ งใชก้ ารปรึกษา หรือขอคาแนะนาจากโรงเรียน เหล่าสายวทิ ยาการ
รายการต่อไปน้ีเป็ นขอบเขตของการฝึกครูและผฝู้ ึก
ก.การทดสอบขีดความสามารถในการยงิ ปื น
ข.การฝึกทบทวนเร่ืองอาวธุ ศึกษา การแกไ้ ขเหตุติดขดั กฎการรักษาความปลอดภยั ในการใช้
อาวธุ และกระสุน
ค.การฝึกใชอ้ าวธุ ปลย.ข้นั เบ้ืองตน้ และการทบทวนหลกั พ้นื ฐานการยงิ ปื น ท้งั ๔ ประการ
ช่วยฝึกที่ถูกวธิ ี
ง.กฎการและการปฏิบตั ิในการยงิ จดั กลุ่มและการปรับศนู ยป์ ื น
จ.ผลของแรงลมและแรงดึงดูดของโลกเมื่อตอ้ งทาการยงิ ในระยะไกลจนถึง ๓๐๐ เมตร (และ
ไกลออกไปในระยะ ๔๐๐ ถึง ๕๐๐ เมตร)
ฉ.วตั ถุประสงค์ และการปฏิบตั ิการฝึกยงิ ปื น การใชเ้ ป้ ายอ่ ส่วน การยงิ ในระยะต่าง ๆ จนถึง
๓๐๐ เมตร (๔๐๐ และ ๕๐๐ เมตร)
ช.ระเบียบและวธิ ีปฏิบตั ิในสนามยงิ ปื น
ซ.วตั ถุประสงค์ และการปฏิบตั ิการฝึกยงิ ปื นเพ่ือบนั ทึกผลและจดั ช้นั คุณวฒุ ิ
ด.การวนิ ิจฉยั ปัญหาในการยิงแต่ละประเภท
ก-๔ เอกสารอ้างองิ
ก. หลกั ฐานและคู่มือราชการสนามตา่ ง ๆ ท่ีเก่ียวขอ้ ง
ข.แถบบนั ทึกภาพ วดี ิทศั น์ และแผน่ ภาพเคร่ืองช่วยฝึก
ก-๕ การฝึ กตามข้ันคุณวฒุ ิ
ถึงแมว้ า่ การฝึกยงิ ปื นจะตอ้ งการความต่อเน่ือง แตก่ ่อนการจดั ข้นั คุณวฒุ ิน้นั หน่วยตอ้ งจดั ให้
มีการฟ้ื นฟคู วามรู้ก่อน ทหารจะตอ้ งไดร้ ับการฝึกในหลกั พ้ืนฐานเบ้ืองตน้ เป็ นอยา่ งดีรวมท้งั ทหารที่
ไดร้ ับการบรรจุเขา้ มารับราชการในหน่วยใหม่ดว้ ย หน่วยจะตอ้ งเตรียมการฝึกโดย
ก.การมอบหมาย ปลย.ท่ีมีสภาพใชก้ ารไดเ้ ป็นอยา่ งดีใหก้ บั ทหารแตล่ ะคน
ข.การซ่อมและเบิกซองกระสุนที่สภาพไม่ดี
ค.การจา่ ย ปลย.ใหก้ บั ทหารโดยเลือก ปลย.ที่ไดร้ ับการปรับศูนยโ์ ดยทหารคนเดิมน้นั
ง.การพจิ ารณาจานวนอุปกรณ์และสิ่งอานวยความสะดวกท่ีพอเพียง เช่น เป้ า สนามยงิ ปื น

- ๑๔๑ -
กระสุน เคร่ืองช่วยฝึก อุปกรณ์และสิ่งพิมพต์ า่ ง ๆก่อนที่จะทาการยงิ ปื นดว้ ยกระสุนจริงน้นั ทหารตอ้ ง
ไดเ้ รียนรู้ถึงการปรับศูนยแ์ ละมีความรู้เรื่องกระสุนวถิ ี รวมท้งั ผลของแรงลมและแรงดึงดูดของโลกที่มี
ตอ่ กระสุนวถิ ีน้นั การฝึกเพื่อฟ้ื นฟแู ละทบทวนความรู้จะทาใหท้ หารไมส่ ูญเสียความเช่ือมนั่ และไม่
สบั สน นอกจากน้ียงั เป็นการป้ องกนั การใชก้ ระสุนโดยเปล่าประโยชน์และการเสียเวลาในการฝึกโดย
ไมเ่ กิดผล

หมายเหตุ : กิจเฉพาะของทหารเป็นบุคคลหลายประการ ซ่ึงไดแ้ ก่ การตรวจสอบการ
ทางานและระบบกลไกของ ปลย., การแกไ้ ขปัญหาติดขดั , การปฏิบตั ิฉบั พลนั , การคน้ หาเป้ าหมาย
และการยงิ แหง้ เหล่าน้ีไม่ตอ้ งการใชก้ ารยงิ ดว้ ยกระสุนจริง

การใหข้ อ้ มูลยอ้ นกลบั (เก่ียวกบั ตาบลกระสุนถูกและผดิ เป้ า) จะตอ้ งนามาใชใ้ นทุกคร้ังที่ทา
การยงิ ดว้ ยกระสุนจริง การฝึ กยงิ ดว้ ยเป้ าแสดงผล การฝึ กยงิ ในสนามยงิ ปื นทราบระยะ หรือการฝึกยงิ
ดว้ ยเป้ าแบบยอ่ ส่วน จะใหผ้ ลต่อเนื่องไปถึงการยงิ ระยะไกลออกไปขอ้ มูลยอ้ นกลบั เกี่ยวกบั ตาบล
กระสุนถูกและผดิ เป้ าน้นั ไม่มีประโยชน์ ถา้ หากทหารยงั ไม่สามารถทากลุ่มกระสุนท่ีมีขนาดเลก็ และ
เป็นรูปสามเหล่ียมตามตอ้ งการไดใ้ นสนามยงิ ปื นเพ่ือปรับศูนย์

การยงิ ปื นดว้ ยกระสุนจริงในคร้ังแรกควรเป็นการยงิ จดั กลุ่มกระสุน ซ่ึงจะทาใหท้ หารไดม้ ี
โอกาสใชห้ ลกั พ้นื ฐานการยงิ เพ่อื ทากลุ่มกระสุนท่ีมีขนาดเลก็ และแน่นพอ อนั จะเป็นผลใหก้ ารยงิ ปรับ
ศนู ยไ์ ดผ้ ลและใชเ้ วลาไมม่ ากนกั

หลงั จากยงิ ปรับศูนยแ์ ลว้ กค็ วรใหท้ หารไดท้ าการยงิ ในสนามทราบระยะโดยใชเ้ ป้ าแสดงผล
และถา้ หน่วยไมม่ ีสนามกใ็ หใ้ ชเ้ ป้ ารูปหุ่นแบบยอ่ ส่วนแทนในสนามระยะ ๒๕ เมตร ประกอบกบั การ
ยงิ ภายในเวลาท่ีกาหนดจะช่วยใหท้ หารไดม้ ีโอกาสยงิ ต่อเป้ าขนาดต่าง ๆ เลก็ บา้ งใหญ่บา้ ง เปรียบ
เสมือนการฝึกยงิ เป้ าหุ่นอตั โนมตั ิในระยะตา่ ง ๆ ๖ ระยะ ในสนามยงิ ทานองรบ นอกจากน้นั แลว้ ยงั ได้
ขอ้ มูลเก่ียวกบั ตาบลกระสุนถูกเป้ าท่ีแน่นอนอีกดว้ ย

การยงิ เป้ าหุ่นอตั โนมตั ิในสนามทราบระยะ จะทาใหท้ หารไดเ้ ห็นภาพการฝึกยงิ ในพ้นื ที่ระยะ
จริงทหารตอ้ งคน้ หาเป้ าหมายอยา่ งรวดเร็วและทาการยงิ ทนั ทีและจะทราบเพยี งแต่วา่ ตนยงิ ถูกหรือผดิ
เป้ าเท่าน้นั ซ่ึงเป็นทกั ษะที่ตอ้ งนาไปใชใ้ นการสู้รบจริง ๆ ทหารที่ทาการยงิ ข้นั พ้ืนฐานเบ้ืองตน้ ไมไ่ ด้
ยอ่ มไม่สามารถฝึกยงิ เป้ าหุ่นอตั โนมตั ิไดผ้ ลเช่นกนั และถา้ ทหารยงิ พลาดเป้ าในระยะ ๑๗๕ และ ๓๐๐
เมตร เป็นส่วนใหญ่หรือยงิ ไมถ่ ูกเลย ทหารคนน้นั จะตอ้ งกลบั ไปฝึกพ้ืนฐานข้นั ตน้ ใหม่

หลกั สูตรการยงิ ปื นทานองรบเพือ่ จดั ช้นั คุณวฒุ ิน้นั จะทาใหท้ หารไดพ้ บกบั เป้ าท่ีปรากฏข้ึนใน
ลกั ษณะจูโ่ จมและทนั ทีทนั ใด โดยไมม่ ีเครื่องหมายบอกระยะไว้ ทหารจะตอ้ งตรวจการณ์คน้ หา
เป้ าหมายโดยใชเ้ ทคนิคการคน้ หาเป้ าหมาย การกะระยะ อยา่ งไรก็ตามทหารก็สามารถทาการฝึกใน
สนามน้ีไดห้ ลายคร้ัง สนามดงั กล่าวน้ีจะมีเป้ าหมายในระยะต่าง ๆ กนั ต้งั แต่ ๕๐ ถึง ๓๐๐ เมตร


Click to View FlipBook Version