The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thippawan_kai, 2022-09-15 03:15:42

เอกสารประกอบการสอน “จริยธรรมทางธุรกิจ”

ดร.ภัทรนันท สุรชาตรี

Keywords: เอกสารประกอบการสอน ตำรา

โครงการพัฒนาตาราวิชาการเนอื่ งในโอกาส ๑๑๕ ปี
มหาวิทยาลยั ราชภฏั พระนครศรอี ยธุ ยา

จรยิ ธรรมทางธุรกจิ

ภทั รนันท สรุ ชาตรี

คณะวิทยาการจัดการ
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรอี ยธุ ยา

ISBN 978-974-429-650-4

จริยธรรมทางธรุ กจิ

ภทั รนนั ท สุรชาตรี

คณะวิทยาการจัดการ
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยธุ ยา

2564

จรยิ ธรรมทางธุรกิจ
ภทั รนนั ท สุรชาตรี
พิมพ์ครงั้ ที่ 1 : มีนาคม 2564
ราคา 180 บาท

ข้อมลู ทางบรรณานุกรมของสานักหอสมุดแห่งชาติ

ภทั รนันท สุรชาตรี
จริยธรรมทางธุรกจิ - - พระนครศรีอยุธยา :

มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพระนครศรีอยธุ ยา, 2564, 326 หน้า
1. จรยิ ธรรมทางธรุ กิจ. I. ชือ่ เร่ือง.

ISBN: 978-974-429-650-4

จัดทาโดย มหาวิทยาลัยราชภฏั พระนครศรีอยุธยา
ลขิ สิทธ์ิของมหาวิทยาลยั ราชภัฏพระนครศรอี ยุธยา
บริษทั แดเน็กซ์ อินเตอร์คอร์ปอเรชั่น จากดั
เลขที่ 99/164 หมู่ 2 ถนนแจง้ วัฒนะ แขวงทุง่ สองห้อง
เขตหลักส่ี กรงุ เทพมหานคร
E-mail : [email protected]

จริยธรรมทางธุรกจิ ค

คำนำ

หนงั สอื จริยธรรมทางธุรกิจเล่มนเ้ี ปน็ การรวบรวมเน้ือหาและรายละเอียดของความรู้เบ้ืองต้น
เก่ียวกบั จริยธรรม แนวคดิ ทฤษฎีด้านจริยธรรม จรยิ ธรรมทางธุรกจิ จริยธรรมของนักธุรกิจ จริยธรรม
ของผู้บริหารและพนักงาน จริยธรรมในองค์กรกับการดาเนินงานในธุรกิจ จริยธรรมทางธุรกิจที่
เก่ียวข้องกับสังคม ปัญหาและแนวทางแก้ไขจริยธรรมทางธุรกิจ และการเสริมสร้างและการพัฒนา
จริยธรรมธรุ กจิ อยา่ งยงั่ ยนื เพือ่ ใชเ้ ปน็ แนวทางในการศึกษาใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจถงึ จริยธรรมทางธุรกิจว่า
มคี วามสาคญั อย่างไร การจดั ทาหนังสอื เล่มนี้ เพอ่ื ให้ผู้ศึกษาเข้าใจถึงจริยธรรมทางธุรกิจและสามารถ
นาความรู้ที่ได้นาไปประยุกต์ใชใ้ นการบริหารจัดการและการดาเนินชีวิตในองค์กรธุรกิจต่อไป เพื่อให้
เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตนเอง ต่อองค์กร และต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกๆ ด้าน และได้ปลูกฝัง
คณุ ธรรมจริยธรรมให้เกิดข้ึนกับผู้เรียนและผู้ท่ีสนใจทั่วไป ได้เรียนรู้และตระหนักถึงความสาคัญของ
การเปน็ ผูม้ ีความรู้และมีคุณธรรมจริยธรรมกากับ จงึ จะทาให้เปน็ คนทีส่ มบูรณแ์ ละมีคุณค่ายิ่ง

ความสาเร็จของหนังสือเล่มน้ี สาเร็จลุล่วงด้วยความอนุเคราะห์และการสนับสนุน จาก
สถาบันวิจัยและพัฒนามหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา การจัดทาหนังสือเล่มน้ีประสบผล
สาเรจ็ ลุลว่ งไปไดด้ ้วยดี ดว้ ยการชแ้ี นะจากผทู้ รงคุณวุฒิและดร.สมชาย สรุ ชาตรี พร้อมทง้ั น.ส.เตือนใจ
แสนทวสี ุข ได้เป็นผู้พมิ พห์ นงั สอื เลม่ น้ี ซ่ึงผเู้ ขียนขอขอบคณุ มา ณ โอกาสนี้

ภัทรนันท สุรชาตรี
สาขาวิชาการบรหิ ารธรุ กิจ
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรอี ยุธยา

จริยธรรมทางธุรกจิ ก

คำนิยม

มหาวิทยาลยั ราชภฏั พระนครศรีอยธุ ยา เป็นสถาบันการศึกษาท่ีเกา่ แก่แหง่ หนง่ึ และจะมีอายุ
ครบรอบ 115 ปี ในวันท่ี 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 ในโอกาสอันเป็นมงคลย่ิงนี้สถาบันวิจัยและพัฒนา
ได้ดาเนินโครงการ “พัฒนาตาราวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบ 115 ปีของมหาวิทยาลัย” โดยมี
วัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อให้คณาจารย์ได้แสดงศักยภาพทางวิชาการ นักศึกษาได้มีตาราหรือ
หนังสือใช้ประกอบการเรียน เป็นการเพิ่มผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรู้ให้กับนักศึกษาและจะมีการนา
ผลงานของคณาจารย์ท้ังหมดไปจัดแสดงนิทรรศการทางวิชาการในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 115 ปี
ของมหาวิทยาลยั

ในนามของคณะผ้บู ริหารมหาวิทยาลัยขอแสดงความช่ืนชมต่อ ผศ.ดร.ภัทรนันน สุรชาตรี ท่ี
สมคั รเขา้ ร่วมโครงการ มีความวริ ิยะ อุตสาหะ และตงั้ ใจในการแตง่ เรียบเรียงตาราเร่ืองระบบบริหาร
ราชการไทย จนแลว้ เสร็จสมบรู ณ์เป็นไปตามวัตถุประสงค์ท่ีกล่าวไว้แล้วข้างต้น และขอขอบคุณคณะ
ผู้บรหิ ารสถาบันวจิ ยั และพัฒนาท่ีเปน็ ผ้รู ิเริม่ โครงการน้ี และดาเนนิ การประสานงานตา่ งๆ จนโครงการ
สาเร็จลลุ ่วงไปด้วยดี

รศ.ดร.ชูสิทธิ์ ประดบั เพช็ ร์
อธกิ ารบดีมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนครศรอี ยุธยา

จรยิ ธรรมทางธรุ กิจ จ

สารบญั

คานิยม หน้า
คานา
สารบญั ก
สารบัญรปู ภาพ ค
สารบญั ตาราง จ
บทท่ี 1 ความรเู้ บอื้ งตน้ เกยี่ วกบั จริยธรรม ญ

ท่ีมาของจรยิ ธรรม 1
ความหมายของจรยิ ธรรม 1
ความสัมพันธข์ องคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ศลี ธรรม 5
ความสาคญั ของจริยธรรม 7
องค์ประกอบของจรยิ ธรรม 8
โครงสรา้ งของจรยิ ธรรม 10
ประเภทของจริยธรรม 13
ลกั ษณะของจรยิ ธรรม 14
การกาหนดมาตรฐานคณุ ธรรม จรยิ ธรรม : แนวคิดสากล 16
จรยิ ธรรมในการทางาน 18
ประโยชน์ของจริยธรรม 19
โทษของการขาดจริยธรรม 21
สรปุ 22
กรณีศึกษา 23
คาถามท้ายบท 24
เอกสารอ้างอิง 25
26

จริยธรรมทางธุรกจิ ฉ

บทที่ 2 แนวคดิ ทฤษฎี ดา้ นจรยิ ธรรม หน้า
แนวคิดเกี่ยวกับจริยธรรมองคก์ ร
แนวคดิ กฎหมายเก่ยี วกับจริยธรรมทางธรุ กิจ 31
แนวคดิ ตัวแบบสามเหลย่ี มจรยิ ธรรม (Ethic Triangle Model) 31
ทฤษฎภี าวะผ้นู าการเปล่ยี นแปลง (Transformational Leadership) 35
ทฤษฎพี ฒั นาการทางจรยิ ธรรมของเพยี เจต (Piaget) 41
ทฤษฎีพฒั นาการทางจริยธรรมของโคลเบิร์ก (Kohblerg) 43
ทฤษฎตี ้นไม้จรยิ ธรรม 47
สรปุ 49
กรณีศึกษา 51
คาถามทา้ ยบท 54
เอกสารอ้างองิ 55
58
บทที่ 3 จริยธรรมทางธุรกจิ 59
ความหมายของจรยิ ธรรมทางธรุ กจิ 65
ความสาคญั ของจริยธรรมทางธรุ กิจ 65
องคป์ ระกอบของจริยธรรมทางธุรกิจ 67
ความจาเปน็ ท่ตี อ้ งมจี ริยธรรมในธุรกจิ 69
บทบาทของจรยิ ธรรมทางธุรกจิ 71
ขอ้ ควรพิจารณาเก่ยี วกบั จรยิ ธรรมทางธุรกจิ 73
จริยธรรมทางธรุ กจิ กับการกากบั ดูแลกิจการหรอื บรรษัทภบิ าล 74
จริยธรรมทางธุรกจิ กับความรับผดิ ชอบตอ่ สงั คม 76
แนวทางปฏิบตั ิของจรยิ ธรรมทางธรุ กิจ 78
จริยธรรมทางธุรกจิ ในประเทศและตา่ งประเทศ 82
ประโยชนข์ องจริยธรรมต่อธุรกิจ 84
สรุป 90
กรณีศึกษา 90
91

จริยธรรมทางธรุ กจิ ช

คาถามท้ายบท หนา้
เอกสารอ้างองิ
บทที่ 4 จริยธรรมของนกั ธรุ กจิ 93
ขอบขา่ ยจริยธรรมทางธุรกิจของนักธุรกจิ ตอ่ ผูม้ ีส่วนได้สว่ นเสียหรือผทู้ ีเ่ กี่ยวข้อง 94
บทบาททางจรยิ ธรรมของนักธรุ กจิ 99
จริยธรรมของนักธรุ กิจตอ่ พนกั งาน 99
จริยธรรมของนักธุรกิจตอ่ ลกู ค้า 101
จริยธรรมของนกั ธรุ กิจตอ่ คคู่ า้ 102
จรยิ ธรรมของนกั ธุรกิจตอ่ คแู่ ขง่ ขัน 106
จรยิ ธรรมของนักธุรกจิ ตอ่ หนว่ ยราชการ 109
จริยธรรมของนักธุรกจิ ตอ่ สังคม 110
จริยธรรมของนักธรุ กิจตอ่ สิ่งแวดลอ้ ม 112
จริยธรรมของนกั ธรุ กิจต่อสมาคมทางการคา้ 113
แนวทางการส่งเสรมิ และพัฒนานักธุรกจิ ใหม้ จี ริยธรรม 116
สรปุ 117
กรณีศึกษา 118
คาถามทา้ ยบท 124
เอกสารอา้ งอิง 125
บทที่ 5 จริยธรรมของผูบ้ ริหารและพนักงาน 129
ภาวะผนู้ าทางจริยธรรม 130
บทบาททางจริยธรรมของผบู้ รหิ าร 133
จรยิ ธรรมของผู้บริหาร 133
จริยธรรมของพนกั งาน 135
หลกั พทุ ธจรยิ ธรรมสาหรบั ผบู้ รหิ ารและพนกั งาน 140
ข้อพงึ ปฏบิ ตั ิทางจรยิ ธรรมสาหรบั ผบู้ รหิ ารและพนกั งาน 147
สรุป 152
153
159

กรณศี กึ ษา จริยธรรมทางธุรกจิ ซ
คาถามท้ายบท
เอกสารอา้ งอิง หนา้
บทที่ 6 จรยิ ธรรมในองค์กรกับการดาเนนิ งานในธุรกจิ
ความสาคัญของจริยธรรมในองคก์ รธุรกิจ 160
ปัจจัยท่มี ีอทิ ธพิ ลตอ่ จริยธรรมในองค์กรธุรกจิ 162
ความจาเปน็ ท่ตี อ้ งมจี ริยธรรมในการดาเนินธุรกจิ 163
บทบาทความรบั ผิดชอบทางจรยิ ธรรมของการดาเนินธุรกิจ 167
จริยธรรมกับการดาเนนิ ธุรกจิ ในองค์กร 167
ประโยชน์ของจริยธรรมในการดาเนินธุรกจิ 169
สรุป 174
กรณศี กึ ษา 176
คาถามท้ายบท 181
เอกสารอา้ งอิง 188
บทท่ี 7 จริยธรรมทางธรุ กจิ ท่เี ก่ียวขอ้ งกบั สงั คม 190
รู้จักความรับผดิ ชอบต่อสงั คมของธรุ กจิ (CSR) 190
ความหมายของความรบั ผดิ ชอบต่อสงั คม 194
ขอบเขตของความรบั ผิดชอบต่อสงั คม 195
เหตผุ ลทธ่ี รุ กจิ ต้องรบั ผดิ ชอบต่อสงั คม 197
หลกั การความรับผิดชอบต่อสงั คม 197
แนวคิดความรบั ผิดชอบต่อสงั คมของธุรกจิ 200
แนวทางการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกจิ 201
ผลกระทบทธ่ี รุ กจิ จะได้รับจากความรับผดิ ชอบตอ่ สงั คม 203
ประโยชนค์ วามรบั ผดิ ชอบตอ่ สังคม 204
สรุป 207
กรณีศกึ ษา 212
220
223
225
225

จริยธรรมทางธรุ กจิ ฌ

คาถามท้ายบท หนา้
เอกสารอา้ งองิ
บทที่ 8 ปัญหาและแนวทางแกไ้ ขจรยิ ธรรมทางธรุ กจิ 227
ความสาคัญของปญั หาจริยธรรมทางธุรกิจ 228
สาเหตุของปัญหาจรยิ ธรรมทางธรุ กจิ 231
ประเภทของปญั หาจรยิ ธรรมทางธรุ กจิ 231
ปญั หาจริยธรรมทางธุรกจิ ของประเทศไทย 232
ลกั ษณะของปญั หาด้านจรยิ ธรรมทางธุรกิจ 234
การวิเคราะหป์ ัญหาทางจริยธรรมในธรุ กจิ 237
แนวทางการแก้ไขปัญหาจริยธรรมในองค์กรธุรกจิ 241
สรุป 247
กรณีศกึ ษา 249
คาถามท้ายบท 259
เอกสารอา้ งองิ 260
บทที่ 9 การเสริมสร้างและการพฒั นาจรยิ ธรรมธรุ กจิ อย่างยัง่ ยืน 263
วธิ ีการเสริมสร้างจรยิ ธรรมให้เกดิ ขนึ้ ในองคก์ ร 264
หลักและวธิ ีการพัฒนาจิตใจและพฤติกรรมจรยิ ธรรมการปฏิบัติงาน 267
แนวทางการพัฒนาจรยิ ธรรมในองค์กร 267
แนวทางแห่งจริยธรรมทางธุรกิจเพ่อื ความยงั่ ยนื 277
สรุป 280
กรณีศึกษา 286
คาถามทา้ ยบท 297
เอกสารอา้ งอิง 298
บรรณานุกรม 300
301
305

ตารางที่ 2.1 ข้อแตกตา่ งระหว่างจรยิ ธรรมกบั กฎหมาย จรยิ ธรรมทางธรุ กจิ ศ

สารบญั ตาราง

หน้า
41

จริยธรรมทางธรุ กิจ ญ

สารบัญรปู ภาพ

รปู ท่ี 2.1 ตัวแบบสามเหลี่ยมจริยธรรม หน้า
รปู ท่ี 9.1 โมเดลการพัฒนาจริยธรรมเพ่อื ความยัง่ ยืนของธุรกิจ
42
295

บทที่ 1

ความรู้เบื้องตน้ เกีย่ วกับจรยิ ธรรม

จริยธรรมเป็นเสมอื นหลักปฏบิ ตั ิของความดีและความงามของจิตใจที่ส่งผลให้บุคคลประพฤติ
ดีประพฤติชอบ จริยธรรมเป็นองค์ประกอบสาคัญต่อการประกอบการวิชาชีพในทุกสาขาอาชีพของ
บุคคล จริยธรรมเป็นแนวทางหรือกฎเกณฑ์ในการปฏิบัติในสิ่งท่ีถูกต้อง โดยอาศัยความรู้ และความ
จริง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเองและสังคม โดยอาจสอดคล้องกับหลักศาสนาในบางพื้นท่ี ผู้ไม่
ประพฤติตามหลักจริยธรรม ถึงแม้ว่าจะไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็อาจจะถูกสังคมลงโทษได้เช่นกัน ดังน้ัน
การทาความเข้าใจกับความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจริยธรรมจะทาให้ผู้ประกอบวิชาชีพมีความตร ะหนักถึง
คุณประโยชน์และโทษที่มผี ลสืบเนือ่ งมาจากการมจี รยิ ธรรมและการขาดจริยธรรมของบคุ คล

1.1 ท่ีมาของจริยธรรม

กีรติ บญุ เจอื (2551 : 15-21) ไดอ้ ธิบายถึงประวัติศาสตร์จริยะ ตั้งแต่ก่อนเป็นมนุษย์เรื่อยมา
จนถงึ ปัจจุบันทเ่ี ร่ิมต้นจากการสังเกตพฤตกิ รรมของสัตว์ เช่น มดและผ้งึ มคี วามสามัคคี ความเสียสละ
อูฐทีม่ คี วามเขม้ แข็ง และช้างรู้จักเช่ือฟังผู้นา ซ่ึงพฤติกรรมเหล่านย้ี งั ไมไ่ ดถ้ อื วา่ สัตว์เหล่านั้นมีคุณธรรม
จรยิ ธรรมอยา่ งแทจ้ ริง แตเ่ ปน็ ไปตามสญั ชาตญาณของการอยูร่ ่วมกันของสัตว์ชั้นสูง มีความสอดคล้อง
กับมาตรการทางจริยธรรมและก่อให้เกิดสานึกข้ึนในภายหลัง เมื่อมนุษย์มีวิวัฒนาการเริ่มเป็นมนุษย์
ข้ึนมาได้ด้วยการยึดถือประเพณี (Custom Attachment) ของหมู่คณะเป็นแนวทางในการปฏิบัติ
อย่างเคร่งครัด โดยไม่ต้องมีกฎหมาย เพราะเช่ือว่าการถือปฏิบัติตามประเพณีช่วยให้หมู่คณะอยู่รอด
ผู้ไม่ยึดถือประเพณีตามหมู่คณะก็หมายถึงไม่ใช่คนของหมู่คณะน้ัน แม้แต่ผู้ปกครองเองหากฝุาฝืน
ประเพณกี ็จะหมดอานาจโดยอัตโนมตั ิ

กฎหมายได้เกิดข้ึนต้ังแต่เร่ิมมีกษัตริย์ เพราะสังคมของหมู่คณะมีสมาชิกท่ีเพ่ิมมากขึ้น มีการ
ละเมิดประเพณีจนไม่สามารถที่จะลงโทษและคุ้มกันการเอารัดเอาเปรียบได้อย่างทั่วถึง มีการใช้
อทิ ธพิ ล มกี ารแบ่งพรรคพวก ทาให้เกิดความหวาดระแวง เกิดความไม่มั่นใจในความปลอดภัยภายใน
หมู่คณะเพิ่มมากข้ึน จึงได้มีการมอบหมายอานาจให้คนดีท่ีมีความเสียสละและมีความสามารถเป็นผู้
จัดระเบียบสังคมให้เกิดความสงบร่มเย็น นับเป็นจุดเริ่มต้นของกฎหมายที่เร่ิมจากการประมวล
ประเพณขี ้นึ และประกาศใชเ้ ปน็ กฎหมาย ในระยะน้ีกฎหมายจึงมีความศักดิ์สิทธิ์มากเพราะทุกคนรู้สึก

บทที่ 1 ความรเู้ บ้ืองต้นเก่ยี วกบั จริยธรรม 2

ไดถ้ งึ ผู้ออกกฎหมาย จึงเขียนกฎหมายขนึ้ เพอื่ ประโยชนข์ องสังคมเป็นท่ีต้ังจึงให้ความร่วมมือเป็นอย่าง
ดีโดยทั่วหนา้ และยึดกฎหมาย (Law Attachment) ผ้ทู ่ปี ฏิบัตติ ามกฎหมายจะได้รับการยกย่องว่าเป็น
คนดขี องสงั คม สว่ นผู้ละเมิดกฎหมายจะถอื เปน็ คนไม่ดีและถูกลงโทษ

กฎหมายฉบับแรกของโลก คือ กฎหมายกษัตริย์แฮมเมอแรบบิของเมโสโพเทเมีย กฎหมาย
มนูศาสตรข์ องอินเดีย และบทบญั ญตั ิโมเสสของชาวยิว ต่อมาเมื่อมีการออกกฎหมายมากขึ้น และเกิด
พฤติกรรมท่ีส่อให้เห็นถึงผู้ออกกฎหมายมุ่งรักษาประโยชน์ของตน คนใกล้ชิด และพรรคพวก จึงเกิด
ข้อโต้แย้งในความยุติธรรมของกฎหมายแก่ผู้ปฏิบัติจะต้องทาอย่างไร ดังน้ันเมื่อมีผู้นาที่สามารถวาง
แนวทางการดาเนินชีวิตแก่เขาได้ก็กลายเป็นศาสดาหรือเจ้าลัทธิ (Person Attachment) ต่างๆ ของ
ศาสนา ซ่ึงมีผลต่อการตัดสินใจด้านจริยธรรมมาก เม่ือความเชื่อถือต่อศาสนาแพร่หลาย กฎหมายลด
ความสาคญั ลง โดยถอื ว่าการปฏิบัตติ ามกฎหมายเปน็ บุญการละเมิดกฎหมายเป็นบาป แต่ถ้ากฎหมาย
ขัดกับศาสนาการละเมดิ กฎหมายจะเป็นบุญ การปฏิบัติตามกฎหมายจะเป็นบาป ถือได้ว่าเป็นระยะท่ี
ศาสนามีอานาจกาหนดมาตรการทางจริยธรรมอย่างเด็ดขาด เพราะถือว่าการปฏิบัติตามศรัทธาเป็น
ความดสี งู สดุ และบริสุทธ์ิท่ีสุดท่ีผู้มีศรัทธาพึงเสียสละทุกสิ่งให้แม้ชีวิต ต่อมาเมื่อมีการนาศาสนาไปใช้
อย่างไม่ถูกต้อง มีการแทรกแซงจากนักการเมืองและผู้มีอานาจในการนาศาสนามาใช้เป็นเคร่ืองมือ
โดยมิชอบ จึงเกิดคาถามว่ามโนธรรมหรือความสานึกคุณค่าความประพฤติควรจะอยู่บนพ้ืนฐาน
อะไรบ้าง เพื่อจะใช้เป็นมาตรการสาหรับทุกคนและทุกศาสนาท่ีสามารถใช้ร่วมกันได้ น่ันเป็นการคิด
หาเหตผุ ล (Reason Attachment) ในเชิงปรชั ญากฎหมายจะถูกปฏิบัติเม่ือเห็นเหตุผลทางปรัชญาว่า
ควรปฏิบตั มิ ิฉะนัน้ จะฝุาฝนื มาถึงปจั จบุ ันเป็นการใชว้ จิ ารณญาณ (Critical Mind) คือผู้ท่ีรู้จักวิเคราะห์
แยกประเด็น เพ่ือเข้าใจยอมรับหรือปฏิเสธประเด็นต่างๆ โดยแต่ละคนมีระบบมาตรฐานของตน
สาหรับตัดสนิ ใจเลอื กแต่ละคร้ัง มีการปรบั ปรงุ ให้สมบรู ณข์ ึน้ เร่ือยๆ จากการเรียนรู้และประสบการณ์
เรยี กว่า มวี ิจารณญาณในการศกึ ษา

การใชว้ จิ ารณญาณอาศัยหลักเกณฑ์ของหลังยุคสายกลาง (Moderate Postmodernism) ท่ี
เร่ิมราว พ.ศ. 2513 (ค.ศ. 1970) โดยมีวิธีคิด คือย้อนอ่านมาตรการทุกส่ิงท่ีแล้วมา เพ่ือวิเคราะห์และ
ประเมนิ ความว่าอะไรดี แล้วทาการรอ้ื ฟื้นขึ้นมาใชผ้ สมผสานเพ่อื แลกเปลี่ยนความคิดกัน และยอมรับ
คุณค่าของกันและกันได้ด้วยการเสวนาในการแสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง คือจุดรวมในการร่วมมือ
กนั และมองจดุ ตา่ งเปน็ ความงดงามของความหลากหลายทางสงั คม

บทที่ 1 ความรูเ้ บือ้ งต้นเกี่ยวกบั จรยิ ธรรม 3

ดังที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นถึงท่ีมาของจริยธรรมผ่านวิวัฒนาการของมนุษย์ท่ีเป็นมาจาก
สัญชาตญาณท่ีสอดคล้องกับการปฏิบัติตามมาตรการทางจริยธรรมสะสมเร่ือยมาเป็นมโนธรรมสานึก
โดยอาศัยปัจจัยที่เปน็ ทีม่ าของจรยิ ธรรมเปน็ เครือ่ งยดึ เหนี่ยว ได้แก่

1. การยึดถือตามประเพณี เมื่อมนุษย์ได้อยู่รวมกันเป็นหมู่คณะ สังคมชุมชนย่อมจะเกิด
ความเช่ือท่ีสอดคล้องในการยึดถือและปฏิบัติตามวิถีทางของหมู่คณะนั้นๆ รวมกัน จนกลายเป็น
ประเพณีนิยมที่เป็นแบบแผนในการถือปฏิบัติสืบต่อกันไปจนถึงอนาคต เพราะเชื่อมั่นว่าประเพณีจะ
ทาให้หมู่คณะอยู่รอด ผู้ที่ละเมิดประเพณีแม้ไม่มีบทลงโทษที่เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ก็จะถูกตาหนิ
โดยสังคม ไม่ได้รับการยอมรับหรือการคบค้าสมาคมด้วย ผู้มีอานาจเองก็จะถูกเส่ือมความเคารพนับ
ถือและหมดอานาจในที่สุด จึงถือได้ว่าประเพณีเป็นมาตรการในการปฏิบัติทางจริยธรรมที่เกิดจาก
ความสมัครใจของหมู่คณะที่ร่วมกันกาหนด ว่าอะไรถูกต้องไม่ควรทา อะไรไม่ถูกต้องควรละเว้นที่จะ
ทา ดังจะยกตัวอย่างประเพณขี องประเทศไทยทีส่ ะท้อนถึงวถิ ชี วี ิตความเป็นสงั คมเกษตรกรรม เช่น

1.1 ประเพณีทางศาสนา ได้แก่ ประเพณีแห่เทียนพรรษา ประเพณีการบวช ประเพณี
ทอดกฐิน

1.2 ประเพณีทางสงั คม ได้แก่ ประเพณีแต่งงาน ประเพณบี าเพ็ญกุศลงานศพ ประเพณี
สงกรานต์

1.3 ประเพณตี ามความเช่ือของแตล่ ะทอ้ งถน่ิ ไดแ้ ก่ ประเพณีแห่นางแมว ประเพณีผีตา
โขน ประเพณีเดอื นสบิ (สารท์ เดือนสบิ หรอื ชิงเปรต) ประเพณีว่งิ ควาย เปน็ ต้น

2. การยดึ ตามกฎหมายเกดิ ขึ้นจากสงั คมมคี วามเปล่ยี นแปลงท่ีซับซ้อน มีสมาชิกเพ่ิมมากข้ึน
และปญั หาก็มีมากขน้ึ ตามไปด้วย จนประเพณีไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของหมู่คณะ ชุมชน สังคม
ได้ในวงกว้างจึงต้องมีมาตรการใหม่เพื่อควบคุมการประพฤติการปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันของคนใน
สังคมนน้ั ๆ ด้วยการกาหนดแนวทางการปฏิบัตทิ ี่เป็นลายลักษณอ์ ักษร มบี ทลงโทษและประกาศใช้โดย
ผู้มีอานาจจากฝุายปกครองบ้านเมือง อย่างไรก็ตามกฎหมายถูกจัดให้เป็นเคร่ืองมือเบื้องต้นเพ่ือให้ได้
ตระหนักถึงจริยธรรม ด้วยเหตุผลที่ว่าการกระทาความดีความชั่วไม่ได้เกิดจากมโนธรรมที่แท้จริง แต่
เกิดจากความกลัวต่อโทษท่ีจะได้รับ พอจะสรุปได้ว่าถ้าทาผิดกฎหมายก็ผิดจริยธรรม แต่การทาถูก
กฎหมายไมไ่ ด้หมายความวา่ จะถกู ต้องตามจริยธรรมทุกอยา่ งแต่อยา่ งใด

3. การยึดตามหลักศาสนาหรือลัทธิต่างๆ เริ่มต้นมาจากความกลัว ความสงสัยของมนุษย์
และเม่ือมีใครสามารถอธิบายหรือวางแนวทางการปฏิบัติท่ีเป็นท่ียอมรับ เลื่อมใสศรัทธา ผู้น้ันก็จะ
กลายเป็นศาสดาหรือเจ้าลัทธิในท่ีสุด นอกจากน้ียังกล่าวได้ว่าศาสนาเป็นหลักสาคัญของจริยธรรม

บทท่ี 1 ความรเู้ บอื้ งตน้ เกี่ยวกับจริยธรรม 4

เพราะทุกศาสนามีหลักคาสอนที่เป็นสากลในการให้ทาความดีและละเว้นการกระทาความช่ัวท้ั งปวง
ศาสนาจึงเป็นท้ังเคร่ืองยึดเหนี่ยวจิตใจ และเครื่องมือกากับการประพฤติปฏิบัติของคนให้อยู่บน
มาตรฐานของจริยธรรมได้หนกั แนน่ และชัดเจน

4. การยึดตามหลกั ปรัชญา เมื่อมาถึงยุคสมัยที่คนเสื่อมศรัทธาในศาสนา มีความเล่ือมใสต่อ
ศาสนาลดน้อยลง เบ่ือหน่ายหลักคาสอนในศาสนาเพราะมีการใช้ศาสนาไปในทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น มี
การแทรกแซงจากนักการเมือง มีการนาศาสนามาหากิน มีการนาศาสนาเพ่ือมาทาลายฝุายตรงกัน
ข้าม ดังนั้นจงึ เกิดความคิดท่ีว่าจะมีหลักการใดท่ีเป็นกลาง ในการให้ทุกศาสนาสามารถใช้เป็นพื้นฐาน
กาหนดคุณค่าการปฏิบัติร่วมกันได้ โดยอาศัยหลักปรัชญาเป็นพื้นฐานก่อนจะอ้างศาสนา ดังน้ันใน
ระยะนีม้ ีมาตรการด้านความประพฤติที่เกิดข้ึนจึงไม่ได้อ้างศาสนา แต่เป็นความคิดและข้อโต้แย้งท่ีนัก
ปรัชญาทุกคนช่วยกนั ขบคิดปญั หาทางจริยธรรมด้วยการใช้หลกั เหตแุ ละผล

5. การยึดหลักการใช้วิจารณญาณ โดยเร่ิมนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 ยุคหลังสมัยใหม่ (Post-
Modern) จนถงึ ยคุ ปัจจบุ นั จะให้อสิ ระทางความคิดจากการเรียนรู้และประสบการณ์ที่มีการปรับปรุง
อย่างสม่าเสมอ และต่อเน่ือง ดังนั้นทุกคนสามารถท่ีจะสร้างมโนธรรมในการตัดสินใจเลือกด้วย
วิจารณญาณของตนเอง น่ันคือการแยกแยะว่าสิ่งใดถูกผิด ดีช่ัว ควรทาหรือไม่ควรทา ทุกคนสามารถ
ใช้ความรสู้ กึ ผดิ ชอบชวั่ ดที อ่ี ยูภ่ ายในของตนเองในการตัดสินใจ โดยใชป้ ัญญาในการหาเหตุผลที่ถูกต้อง
ได้ดว้ ยตนเอง

ไกรฤกษ์ ศลิ าคม (2557 : 11-12) กล่าวสรุปไว้ว่า แหล่งท่ีมาอันเป็นบ่อเกิดของจริยธรรม มี
ด้วยกนั 5 แหลง่ ได้แก่

1. ปรัชญา วิชาปรัชญาเป็นผลที่เกิดจากการใช้สติปัญญาของผู้ท่ีเป็นนักปราชญ์หรือนัก
ปรัชญา จนเกิดเปน็ หลกั แห่งความร้แู ละความจรงิ ทพี่ สิ จู น์ได้ สาระโดยท่วั ไปของปรชั ญามักจะกล่าวถึง
ลักษณะของชีวิต และธรรมชาติของมนุษย์ในแง่ท่ีพึงปรารถนา หลักการและเหตุผลของปรัชญามัก
เป็นเรื่องเกยี่ วกับความดี ความถูกตอ้ ง ความเหมาะสม ซึ่งสามารถยึดถือเป็นแนวปฏิบัติในการดาเนิน
ชีวติ ได้

2. ศาสนา เป็นคาสอนท่ีเป็นหลักประพฤติปฏิบัติหรือแนวทางในการดาเนินชีวิตของบุคคล
ตามแต่ศาสนาของเจ้าลัทธิหรือศาสนาจะเป็นผู้กาหนดหรือวางแนวทางคาสอนของแต่ละศาสนา
ถึงแม้จะแตกต่างกันตามสภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรม แต่ทุกศาสนาก็มีหลักคาสอนและ
วถิ ีทางท่ีคล้ายคลงึ กนั คอื ม่งุ เน้นท่จี ะให้เกดิ ความสงบสุขในการอยู่ร่วมกันในสังคม และเกิดสันติสุขแก่

บทที่ 1 ความรู้เบอื้ งตน้ เกีย่ วกับจรยิ ธรรม 5

ชาวโลก ดังนน้ั ศาสนาจงึ เปน็ ตวั กาหนดศีลธรรม จรรยา เพ่ือให้คนในสังคมได้นาไปประพฤติปฏิบัติให้
บงั เกดิ ผลและบรรลุจุดมุ่งหมาย

3. วรรณคดี ของทุกชาติทุกภาษายอ่ มมแี นวคิดและคาสอนที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ชาติ
ที่มีความเจริญทางวัฒนธรรม ย่อมมีแนวคิดและคาสอนท่ีเป็นแนวทางสาหรับประพฤติปฏิบัติโดยถูก
เก็บรักษาและเผยแพร่ในรูปของวรรณคดีฉะน้ันจึงอาจกล่าวได้ว่า วรรณคดีนับเป็นแหล่งกาเนิดหรือ
รวบรวมแนวคิดทางจริยธรรมได้อีกทางหนึ่ง แนวคิดหรือคาสอนในวรรณคดีไทยท่ีนามาใช้เป็น
แนวทางปฏบิ ตั ไิ ดเ้ ป็นอยา่ งดียกตัวอย่าง เชน่ สุภาษติ พระรว่ ง โคลงโลกนิติ สภุ าษิตสอนหญิง เป็นตน้

4. สังคม การที่มนุษย์อยู่รวมกันเป็นสังคมได้ก็เน่ืองมาจากมีข้อกาหนดที่เป็นท่ียอมรับและ
ยดึ ถือเปน็ แนวปฏบิ ตั ิร่วมกนั เพ่อื ความเป็นอันหนง่ึ อันเดียวกนั และถือปฏบิ ตั สิ บื ทอดกนั มายาวนาน อัน
ได้แก่ จารีตประเพณี ขนบธรรมเนียมต่างๆ ข้อกาหนดทางสังคมเหล่านี้จึงเป็นที่มาและเป็นตัว
กาหนดมาตรฐานและคณุ ค่าทางจรยิ ธรรมของแต่ละสังคม

5. การเมืองการปกครอง หลักในการปกครองทนี่ ามาใชใ้ นแต่ละสังคม โดยทั่วไปมักเกิดจาก
การผสมผสานกันของหลกั การต่างๆ ทั้งท่ีเปน็ หลกั ศาสนา และหลักปรัชญาจารีตประเพณี แล้วพัฒนา
ขึ้นเป็นกฎข้อบังคับของสังคม ตลอดจนตราเป็นกฎหมายต่างๆ ท้ังน้ีก็เพ่ือต้องการให้สังคมอยู่ร่วมกัน
อยา่ งสันติสุขและผดงุ ไว้ซ่ึงความยุตธิ รรม

ที่มาของจรยิ ธรรมมาจากปรัชญา ศาสนา วรรณคดี สังคมและการเมืองการปกครอง โดยจะมี
หลักยึดถือท่ีเปล่ียนแปลงไปตามกาลเวลา ตามยุคตามสมัย โดยนาแนวทางจากอดีตมาสู่การพัฒนา
ปรับเปลย่ี นไปในทศิ ทางที่ดขี ้นึ ตามสถานการณแ์ ละสงิ่ แวดลอ้ มของแต่ละเหตุการณ์ โดยมีความเชื่อว่า
จะไม่สามารถใช้เพียงหลักการใดหลักการหน่ึงเท่านั้น เพ่ือมาเป็นหลักยึดเหน่ียวที่จะสามารถใช้เป็น
แบบแผนของการประพฤตปิ ฏิบัตทิ ่ีถกู ต้องดงี านได้อย่างสมบรู ณ์

1.2 ความหมายของจรยิ ธรรม

สุรพันธ์ ฉันทแดนสุวรรณ (2553 : 232) กล่าวว่า จริยธรรม หมายถึง คุณธรรมท่ีแสดงออก
ในลกั ษณะท่ีดีงาม ถกู ต้อง สมควร และเหมาะสม เป็นสง่ิ ท่พี ึงปรารถนาและพงึ ประสงค์ของสังคม

กิตติยา โสภณโภคไคย (2553) นักวิชาการจากสานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ความหมาย
ของจริยธรรมไว้ว่า ธรรมท่ีเป็นข้อประพฤติปฏิบัติ ศีลธรรม กฎศีลธรรม ซ่ึงก็คือ กฎเกณฑ์ความ
ประพฤติของมนุษย์ ซึ่งเกิดขึ้นจากธรรมชาติของมนุษย์เอง ความเป็นผู้ปรีชาญาณ (ปัญญาและ

บทท่ี 1 ความรเู้ บ้ืองต้นเก่ยี วกับจรยิ ธรรม 6

เหตุผล) ทาให้มนุษย์มีมโนธรรม รู้จักแยกแยะความถูกผิด ควรไม่ควร โดยจริยธรรมมีลักษณะ 4
ประการ คอื

1. การตดั สนิ ทางจริยธรรม บคุ คลจะมีหลกั การของตนเองเพ่ือตัดสินการกระทาของผูอ้ น่ื
2. หลักการของจริยธรรมและการตัดสินใจเป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในตัวบุคคลก่อนท่ีจะ
ปฏบิ ัติการตา่ งๆ ลงไป
3. หลักการทางจรยิ ธรรมเปน็ หลักการสากลทีบ่ คุ คลใชต้ ัดสินใจในการกระทาส่งิ ต่างๆ
4. ทัศนะเก่ียวกับจริยธรรมได้มาจากความคิดของบุคคลหรืออุดมคติของสังคม จนเกิดเป็น
ทัศนะในการดารงชีวิตของตนและของสังคมท่ตี นอาศยั อยู่
ก่ิงดาว จินดาเทวิน (2555 : 2) กล่าวว่า จริยธรรม หมายถึง แนวทางการประพฤติปฏิบัติที่
อาศัยหลักการด้านศีลธรรม เป็นเหตุเป็นผลในการแยกแยะสิ่งท่ีถูกต้องควรทาและส่ิงที่ผิดไม่ควรทา
ไม่เบียดเบยี นกัน เห็นแกป่ ระโยชนต์ นเองและผูอ้ น่ื เพอื่ การอยู่ร่วมกนั ในสังคมอยา่ งเป็นปกตสิ ุข
อนิวัช แก้วจานงค์ (2556 : 3) กล่าวว่า จริยธรรม หมายถึง หลักการแห่งความดีงามที่สังคม
ให้การยอมรับ โดยเห็นว่าเป็นหลักการท่ีดีสมควรแก่การนาไปประพฤติปฏิบัติในการดาเนินชีวิต
หลักการดังกล่าวโดย ทั่วไปจะมีส่วนของศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง คือ ให้ทาความดีละเว้นความช่ัวเพ่ือ
ความสงบสุขและความเจริญ ก้าวหน้าของผู้ประพฤติปฏบิ ัติ สงั คม และประเทศชาติ
สานิตย์ หนูนิล (2556 : 134) กล่าวว่า จริยธรรม หมายถึง หลักความประพฤติปฏิบัติที่ถูก
ตอ้ งดีงาม ซึง่ นามาสูก่ ารยอมรบั การประสบความสาเรจ็ ความเจรญิ ของผู้ปฏิบตั แิ ละสงั คมโดยรวม
เพียงตะวัน พลอาจ (2557 : 2) กล่าวว่า จริยธรรม หมายถึง สิ่งท่ีเป็นคุณค่าของคุณความดี
หลักในการประพฤติปฏบิ ัติทล่ี ะเว้นจากความชวั่ เพ่ือให้การอยูร่ ว่ มกนั ในสงั คมมีแต่ความสงบสขุ
ยอดชาย วิถีพานชิ (2560 : 1) กล่าวว่า จรยิ ธรรม หมายถึง กรอบหรือแนวทางอันดีงามที่พึง
ปฏิบัติซ่ึงกาหนดไว้สาหรับสังคม เพ่ือให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยงดงาม ความสงบร่มเย็นเป็น
สขุ ความรกั สามัคคคี วามอบอนุ่ มน่ั คงและความปลอดภัยในการดารงชีวิต
แครอลล์และบุชฮอลซ์ (Carrol & Buchholz, 2003 : 170) กล่าวว่าจริยธรรมหมายถึง หลัก
ทใี่ ช้แสดงวา่ อะไรดีและเลว และเกีย่ วข้องกับหน้าท่ีและความรับผิดชอบด้านคุณธรรม นอกจากนั้นยัง
รวมถึงชดุ ของหลกั การและคา่ นิยมด้านคุณธรรม
วีลาสสควอช (Velasquez, 2008 : 10) กล่าวว่าจรยิ ธรรมหมายถงึ หลกั ท่ีใช้ในการตรวจสอบ
มาตรฐานดา้ นคณุ ธรรมของบุคคลหรือคณุ ธรรมของสงั คม

บทที่ 1 ความรูเ้ บอ้ื งตน้ เก่ยี วกับจริยธรรม 7

โคลเบิร์ก (Kohlberg, 1972 : 212) กล่าวว่า จริยธรรมเป็นความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เป็น
กฎเกณฑ์และมาตรฐานของการประพฤติปฏิบัติในสังคม บุคคลจะพัฒนาขึ้นจนกระท่ังมีพฤติกรรม
เป็นของตนเอง โดยสังคมจะเป็นตวั ตัดสนิ ผลของการกระทาน้นั วา่ เป็นการกระทาที่ถกู หรอื ผิด

ฮอฟแมน (Hoffman, 1979) กลา่ วถึงองค์ประกอบของจริยธรรมไว้ในลักษณะท่ีคล้ายคลึงกับ
ท่ีบราวน์ได้กระทา กล่าวคือเขาเชื่อว่าจริยธรรมเป็นกระบวนการท่ีเกิดข้ึนภายใน (Internalization)
องค์ประกอบจริยธรรม 3 ประการ ท่ีเป็นอิสระจากกัน คือความคิดทางจริยธรรม (Moral Thought)
ความรสู้ ึกทางจริยธรรม (Moral Felling) และพฤติกรรมจรยิ ธรรม (Moral Behavior)

จริยธรรม คือ แนวทางปฏิบัติในการทาความดีละเว้นความช่ัว โดยยึดหลักแนวทางของพระ
พทุ ธ ศาสนาเป็นแนวทางในการดาเนนิ ชวี ิตที่ถกู ต้อง เปน็ สิง่ ทผี่ ู้กระทาและผู้ท่ีได้รับผลของการกระทา
เกิดความสุข และความพึงพอใจทั้งสองฝุายอย่างเหมาะสม และเป็นส่ิงที่คนในสังคมยอมรับว่าเป็น
ความดี เป็นความถูกต้อง

1.3 ความสมั พนั ธ์ของคุณธรรม จริยธรรม ศลี ธรรม

ไกรฤกษ์ ศิลาคม (2557 : 7) กลา่ วว่า คาวา่ คุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรม เป็นคาท่ีพบว่า
มีการใช้อยู่บ่อยคร้ัง บางครั้งเราก็ใช้คู่กัน คือ คุณธรรมจริยธรรม บางครั้งก็ใช้แทนกัน เช่น วิชา
ศีลธรรม วิชาจริยธรรม จริยธรรมวิชาชีพ ศีลธรรมจรรยา คนที่มีจริยธรรม คนท่ีมีศีลธรรม เป็นต้น
เมื่อพิจารณาตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2556) ให้ความหมายดังนี้
คณุ ธรรม คือ สภาพคุณงามความดี จรยิ ธรรม คือ ธรรมทีเ่ ป็นข้อประพฤติปฏิบตั ิ ศีลธรรม กฎศีลธรรม
ศีลธรรม คือ ความประพฤติท่ีดีที่ชอบ ศีลและธรรม ธรรมในระดับศีล ดังนั้นคาว่าศีลธรรมกับคาว่า
จริยธรรม มีความหมายเหมือนกันใช้แทนกันได้ ส่วนคาว่า คุณธรรมกับจริยธรรมใช้แตกต่างกัน
กล่าวคือ คุณธรรมเป็นหลักการใหญ่ท่ีมีลักษณะเป็นนามธรรม ส่วนจริยธรรมเป็นหลักการย่อยด้าน
ความประพฤตขิ องมนษุ ยท์ ่ีมีลกั ษณะเปน็ รูปธรรม

ทินพันธ์ุ นาคะตะ (2557 : 21) อธบิ ายวา่ จริยธรรมหรือปรัชญา ศีลธรรมกบั หลักศีลธรรมเป็น
เสมือนสิ่งเดียวกัน จริยธรรมกับศีลธรรม ณ ท่ีน้ีจึงเป็นคาที่ใช้แทนกันได้เราจึงพูดถึงปัญหาการตัดสิน
การประมวล การโตแ้ ยง้ ประสบการณ์ ความตระหนักรู้และทัศนะต่างๆ ในทางศีลธรรม เช่นเดียวกัน
ในทางจริยธรรม

บทท่ี 1 ความรู้เบื้องตน้ เก่ยี วกบั จริยธรรม 8

คณุ ธรรม จริยธรรม และศีลธรรม มีความหมายเหมือนกัน แต่เขียนแตกต่างกัน และเลือกใช้
ในสถานการณ์ท่ีแตกต่างกัน แต่โดยรวมน้ันมีความหมายเหมือนกัน คือ แนวทางในการประพฤติ
ปฏบิ ัตใิ นการทาความดลี ะเวน้ ความช่วั

1.4 ความสาคัญของจรยิ ธรรม

ในสังคมปัจจบุ นั พบวา่ จรยิ ธรรมเป็นรากฐานแห่งความเจริญรุ่งเรืองม่ันคง และความสงบสุข
ของปัจเจกชน สังคม และประเทศชาติ ดังนั้นรัฐทุกรัฐควรมีแนวนโยบายให้ประชาชนมีจริยธรรมอัน
ดีเป็นหลักประการแรก และถือเป็นอุดมคติในการยึดม่ันเป็นแนวทางในการดาเนินชีวิต ส่วนการ
พัฒนาทางเศรษฐกิจ การศึกษาวิชาการและการเมืองให้เป็นอันดับรองลงมา ท้ังนี้เพราะการศึกษา
วิชาการใดๆ หากขาดจริยธรรมเปน็ แกนกลางหรือหลกั ยดึ ในการปฏิบัติแลว้ ย่อมให้โทษมากกว่าให้คุณ

ทิพย์ หาสาสน์ศรี (2553 : 10) ได้สรุปความสาคัญของจริยธรรม คือ สภาพคุณงามความดีท่ี
เปน็ ขอ้ ประพฤติปฏบิ ตั ขิ องบุคคล เป็นส่ิงมีคุณค่าย่ิง ส่งเสริมให้บุคคลท่ีปฏิบัติอยู่รวมกับผู้อื่นในสังคม
ไดอ้ ย่างมีความสขุ

รณวรี ์ พาผล (2557 : 24-25) กล่าวว่า จริยธรรมนับว่าเป็นพื้นฐานท่ีสาคัญของมนุษย์ทุกคน
ถ้าคนใดขาดจริยธรรมอาจมผี ลรา้ ยตอ่ ตนเองและสังคม สังคมท่ีมีคนขาดจริยธรรมมาก ย่อมเป็นสังคม
ทว่ี นุ่ วายไรค้ วามสขุ ดังจะพบไดจ้ ากการเกิดวิกฤติศรัทธาในวิชาชีพหลายแขนงในปัจจุบันทั้งในวงการ
วิชาชีพครู แพทย์ ตารวจ ทหาร หรือนักการเมือง เป็นต้น จึงมีคากล่าวว่าเราไม่สามารถสร้างครูบน
พ้ืนฐานของคนไม่ดี และไม่สามารถผลิตแพทย์ ตารวจ ทหาร นักธุรกิจที่ดีได้ ถ้าหากบุคคลเหล่านั้นมี
พื้นฐานทางนสิ ยั และความประพฤติทีไ่ ม่ดี จรยิ ธรรมจงึ เป็นสง่ิ ท่สี าคัญต่อชีวิตและสังคม มีส่วนสาคัญท่ี
จะนาความสงบสุขและความเจริญก้าวหน้ามาสู่สังคมนั้นๆ เพราะเม่ือคนในสังคมมีจริยธรรมจิตใจก็
ย่อมสูงส่ง มีความสะอาดและสว่างในจิตใจ จะทาการใดก็ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อน ไม่ก่อให้เกิด
ทุกข์แก่ตนเองและผู้อื่น เป็นบุคคลท่ีมีค่า มีประโยชน์ต่อสังคม คนทุกคนควรได้รับการปลูกฝัง
คุณธรรมและจริยธรรมไปพร้อมๆ กัน เน่ืองด้วยคุณธรรมและจริยธรรมมีความสาคัญต่อการดาเนิน
ชีวติ ของคนในสงั คมทกุ วนั น้ี ซ่ึงสามารถทาการสรปุ ความสาคัญของคณุ ธรรมและจริยธรรมไว้ดงั นี้ คือ

1. ช่วยให้ชีวิตดาเนินไปด้วยความราบรื่นและสงบ ไม่พบอุปสรรค ถ้าคนในสังคมทุกคนมี
คุณธรรมและจริยธรรม สังคมของเราก็จะสงบสุขตามไปด้วย ทุกคนจะใช้เวลาที่มีท้ังหมดช่วยกัน
พัฒนาบ้านเมืองให้เจริญมั่นคง เป็นปึกแผ่น เป็นอารยประเทศ ไม่ต้องแบ่งเวลาไปคอยระมัดระวัง
อนั ตรายใดๆ ทจ่ี ะเกดิ ข้นึ จากการกระทาของคนไมด่ ี

บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเก่ยี วกับจริยธรรม 9

2. ช่วยใหค้ นมสี ติสมั ปชญั ญะอย่ตู ลอดเวลา คุณธรรมและจริยธรรมที่มีอยู่ในตัวแต่ละคนจะ
เตือนสติให้รักษาเกียรติยศช่ือเสียงของตนเองและวงศ์ตระกูล ไม่เบียดเบียนผู้อื่น รู้จักเอื้อเฟ้ือเผ่ือแผ่
ชว่ ยเหลอื ผทู้ ี่ด้อยโอกาสกวา่ สังคมกจ็ ะสงบสุข ประเทศชาตกิ จ็ ะมัง่ คั่งมน่ั คง

3. ช่วยสร้างความมีระเบียบวินัยให้แก่บุคคลในชาติ โดยจะเป็นตัวกาหนดการประพฤติ
ปฏิบัติของบุคคลให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ท่ีคนส่วนใหญ่ในสังคมยอมรับว่าถูกต้อง กฎเกณฑ์นั้นจะมา
จากความพอใจของคนเพยี งคนเดยี วไม่ได้ เม่ืออยู่ในสังคมจะต้องพึ่งพาอาศัยซ่ึงกันและกัน เป็นญาติพ่ี
นอ้ งหรือเพ่ือนฝูงร่วมสังคมเดียวกัน จะอยู่คนเดียวย่อมเป็นไปไม่ได้ เมื่อบุคคลประพฤติตามคุณธรรม
และจริยธรรมของสังคม ชีวิตก็จะมีระเบียบไม่ต้องพบกับอุปสรรค ถ้าทุกคนปฏิบัติเหมือนกัน สังคม
และประเทศชาตกิ จ็ ะมรี ะเบียบตามไปดว้ ย

4. ชว่ ยควบคุมไมใ่ ห้คนไมด่ มี จี านวนเพ่มิ มากขน้ึ การปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างแก่ผู้อื่นนับว่า
เป็นคุณแก่สังคม เพราะนอกจากจะเป็นตัวอย่างโดยการชี้นาทางอ้อมแล้วยังจะออกปากแนะนาส่ัง
สอนโดยตรงได้อีกด้วย เชน่ แนะนาให้แสดงความรับผดิ ชอบต่อสังคม อยา่ เหน็ แกต่ ัว อย่าเห็นแก่ได้จน
สร้างความเดือดรอ้ นให้แกผ่ อู้ ื่น ซ่ึงสง่ ผลกระทบไปถงึ ความมน่ั คงของสังคมและประเทศชาติ มิฉะน้ันผู้
ที่คอยยึดเราเป็นตัวอย่างอาจหมดความศรัทธา และหมดกาลังใจในการสร้างคุณธรรมและจริยธรรม
หันกลับไปทาความชว่ั เชน่ เดมิ ไดอ้ กี

5. ช่วยทาให้มนุษย์นาความรู้และประสบการณท์ ี่ไดร้ ่าเรียนมาสรา้ งสรรค์แต่ส่ิงดีมีคุณค่า ถ้า
มนุษย์นาความรู้และประสบการณ์มาใช้ในการประกอบอาชีพท่ีสุจริต ย่อมสร้างสรรค์คุณประโยชน์
ให้แก่คนท่ัวไป รวมท้ังสังคมและประเทศชาติด้วย แต่ในทางตรงข้ามถ้ามนุษย์ขาดคุณธรรมและ
จริยธรรมก็จะนาความรู้และประสบการณ์ที่มีไปเบียดเบียนเอารัดเอาเปรียบผู้อ่ืน สร้างความเสียหาย
ใหส้ ังคมและประเทศชาติ เพียงหวังใหต้ นเองมที รพั ย์ มีความสุข ผอู้ ่ืนจะทกุ ขอ์ ยา่ งไรก็ไม่คานึงถึง

6. ช่วยควบคุมความเจริญทางด้านวัตถุและจิตใจของคนให้เติบโตไปพร้อมๆ กัน ปัจจุบัน
ความเจริญกา้ วหน้าทางดา้ นเทคโนโลยีมีสูงมาก ถ้ามนุษย์นาความเจริญนี้มาใช้ในทางท่ีผิด เช่น สร้าง
อาวุธมาประหัต ประหารกันจนคนล้มตายลงเป็นจานวนมาก โดยหวังความเป็นใหญ่ ความมีอานาจ
ความเดอื ดรอ้ นกจ็ ะเกดิ แกค่ นท่วั ไป แตถ่ า้ ผู้ผลติ เทคโนโลยมี คี ณุ ธรรมและจรยิ ธรรมเหตุการณ์เหล่านี้ก็
จะไม่เกิด สิ่งที่จะได้รับการสร้างหรือผลิตขึ้นมาก็จะมุ่งแต่ประโยชน์ท่ีจะเกิดแก่คนท่ัวไป เช่น เคร่ือง
คอมพิวเตอร์ เครอื่ งถ่ายเอกสาร ดาวเทียม ฯลฯ เพราะมีจิตใจที่สงบสุขจึงสร้างสรรค์แต่ส่ิงท่ีมีคุณค่า
ตอ่ คนในสังคมและประเทศชาติ

บทท่ี 1 ความรเู้ บอ้ื งต้นเกีย่ วกับจริยธรรม 10

สทุ ดั จนั ทะสินธ์ุ (2560 : 16) กล่าวว่า คุณธรรม จริยธรรม เป็นรากฐานสาคัญในการพัฒนา
คน ปัญหาของสงั คมไทยทป่ี ระสบพบเหน็ อยู่ทุกวันเกิดจากคน ปัญหาเริ่มต้นท่ีคน และมีผลกระทบถึง
คน การแก้ปัญหาสังคมไทยจึงต้องแก้ด้วยการพัฒนาคน เพ่ือให้คนมีปัญหา มีความรู้ มีคุณธรรม
จริยธรรม และมีทกั ษะในการแกป้ ญั หาชวี ติ ปญั หาจึงอย่ทู ว่ี า่ เราจะพัฒนาคนอย่างไรเพ่ือให้คนมีชีวิตท่ี
ดงี าม สามารถใช้ความรแู้ ละแก้ปัญหาได้ สร้างสรรค์ได้ ปฏิบัติต่อเทคโนโลยีอย่างถูกต้อง อยู่ในระบบ
การแข่งขันทางเศรษฐกิจได้ บริโภคผลผลิตด้วยปัญญา รู้อะไรดี อะไรไม่ดี มีทัศนคติทางจริยธรรมท่ี
เหมาะสม คุณธรรมจริยธรรม จึงมีความสาคัญต่อการดารงชีวิตอยู่ในสังคมของมนุษย์ เป็นรากฐาน
สาคญั ในการพฒั นามนุษย์ให้มีชีวิตที่มีคุณภาพ โดยการนาคุณธรรมจริยธรรมด้านต่างๆ มาเสริมสร้าง
ในการใช้ความรู้ความสามารถให้ถูกต้องเหมาะสมตามที่สังคมปรารถนาอันจะนามาซ่ึงความสงบสุข
ความเจรญิ รุ่งเรอื งทัง้ ของตนเอง ผรู้ ่วมงาน สังคม และประเทศชาติ

พรนภิ า จนั ทรน์ อ้ ย (2560 : 15-16) กล่าวว่า จริยธรรมมีความสาคัญเพราะเป็นรากฐานของ
ความเจริญรุ่งเรืองของสังคมและเป็นสิ่งท่ีกาหนดความเจริญและความล่มสลายของสังคม ดังน้ัน
ผ้บู รหิ ารประเทศ นักวชิ าการดา้ นการศึกษาและผู้ท่ีเกี่ยวข้อง ต้องตระหนักและเล็งเห็นความสาคัญใน
การแก้ไขปัญหา เร่งพัฒนาจิตใจและพฤติกรรมของบุคคลในทุกระดับช้ันร่วมกัน หาแนวทางในการ
แกไ้ ขปญั หาคุณธรรมและจริยธรรมในสังคม และหาทางปลูกฝังให้บุคคลในสังคมมีคุณธรรมจริยธรรม
เพ่ือใหบ้ ุคคลสามารถท่จี ะดารงชีวติ อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขและช่วยกันทาประโยชน์ให้แก่สังคม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันอุดมศึกษาจะต้องทาหน้าที่เป็นแหล่งเพาะคุณธรรมจริยธรรมให้เกิดแก่
นักศึกษา เพื่อให้นาความรู้ท่ีได้มาใช้ประโยชน์ให้ถูกต้องต่อสังคมและประเทศชาติ คือ เป็นท้ังคนดี
และคนเก่งอนั สง่ ผลให้สังคมและประเทศชาติเจรญิ ก้าวหนา้ อย่างสงบสุข

ความสาคัญจริยธรรมมีประเด็นสาคัญ คือ จริยธรรมสามารถลดปัญหาและขจัดปัญหาที่จะ
เกิดขึ้นแก่บุคคล สังคม และประเทศชาติได้ เมื่อทุกคนประพฤติปฏิบัติตนดีแล้ว อุปสรรค ศัตรู ภัย
อันตราย ก็จะหมดสิ้นไป ผู้คนมีแต่ความรักต่อกัน สังคมมีแต่ความสงบ และประเทศชาติมีความ
เจริญรงุ่ เรืองอย่างย่ังยนื

1.5 องคป์ ระกอบของจรยิ ธรรม

จริยธรรมจะเกิดขึ้นได้ด้วยการใช้มโนธรรมภายในจิตใจของบุคคลประเมินคุณค่าของสิ่งใดๆ
เพื่อหาเหตุผลในการแยกแยะถึงความถูก-ผิด ความควร-ไม่ควร แล้วตัดสินใจเลือกแสดงพฤติกรรม

บทที่ 1 ความรู้เบ้อื งตน้ เก่ยี วกับจริยธรรม 11

นนั้ ออกมาภายนอก เพ่ือเปน็ การบง่ บอกว่าเปน็ คนดีของหมคู่ ณะน้นั แลว้ มีทั้งองค์ประกอบภายในและ
ภายนอก เป็นส่วนเกื้อหนุนให้เกิดจริยธรรมในบุคคล ซ่ึงมีผู้ให้แนวคิดเก่ียวกับองค์ประกอบของ
จรยิ ธรรมไว้ ดงั น้ี

ณฐั จันทร์หนูหงส์ (2554 : 14) สรุปว่า องคป์ ระกอบของจริยธรรม คอื บุคคลทดี่ ารงชีวิต อยู่
ด้วยความประพฤติท่ีดีงาม มีระเบียบวินัยต่อตนเอง ซ่ึงได้รับการฝึกฝนมาอย่างเป็นนิสัย รู้ดี รู้ช่ัว อัน
เป็นจริยธรรมภายในจิตใจของตน บุคคลท่ีได้รับการฝึกมาอย่างดีแล้วย่อมปรับตัวและทากิจกรรม
ร่วมกับสังคมได้อย่างมีความสุข มีอิสระ มีเสรีภาพในการครองตนอย่างไม่ผิดกฎหมายและไม่ผิด
ศลี ธรรม

ชยั นนท์ นิลพัฒน์ (2555 : 23) สรปุ หลักเกณฑ์ในการจาแนกองคป์ ระกอบของจรยิ ธรรม ดังนี้
1. องค์ประกอบทางปัญญา (Moral Cognition) หมายถึง กระบวนการใช้ปัญญาคิด
พิจารณา หาเหตุผลในการประเมินคุณค่าของการปฏิบัติจริยธรรมของบุคคลว่าเป็นการปฏิบัติท่ีถูก
หรอื ผิด ดหี รอื ไม่ดี ควรไมค่ วร ยุติธรรมหรอื ไมย่ ตุ ิธรรม เหล่าน้ีเป็นตน้
2. องค์ประกอบทางความรู้สึก (Moral Affection) หมายถึง ความรู้สึกที่ดีต่อการปฏิบัติ
จริยธรรมของบุคคลท้ังในทางท่ีดีงามและในทางตรงข้าม เช่น ความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจ ชอบ
หรอื ไม่ชอบ เชื่อหรอื ไมเ่ ชื่อ เป็นต้น
3. องค์ประกอบทางการปฏิบัติ (Moral Conduct) หมายถึง การแสดงความประพฤติและ
การปฏิบัติทางจริยธรรมของบุคคล การปฏิบัติเหล่าน้ีสามารถประเมินได้ว่าในสถานการณ์แวดล้อม
หนึง่ ๆ น้นั กระทาถูกหรอื ผดิ ดีหรอื ไม่ดี ควรกระทาหรือไมค่ วรกระทา เปน็ ตน้
ไชยพร เร่ืองแหล้ (2556 : 19) สรปุ ไว้ว่าจริยธรรมของบุคคล มีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ
1. ดา้ นความรู้ (Moral Reasoning) คือ ความเข้าใจในเหตุผลของความถูกต้องดีงาม
สามารถตดั สินแยกแยะความถูกต้องออกจากความไม่ถกู ต้องได้ด้วยความคิด
2. ด้านอารมณ์ความรู้สึก (Moral Attitude and Belief) คือ ความพึงพอใจ ความศรัทธา
เลือ่ มใส ความนิยมยินดที จ่ี ะรบั จรยิ ธรรมมาเป็นแนวทางในการประพฤติปฏบิ ตั งิ าน
3. ด้านพฤติกรรม (Moral Conduct) คือ การกระทาหรือการแสดงออกของบุคคล ใน
สถานการณต์ า่ งๆ ซง่ึ เช่อื ว่าเกิดจากอทิ ธิพลของท้ัง 2 องคป์ ระกอบขา้ งตน้
รณวีร์ พาผล (2557 : 28-29) อ้างถึงกระทรวงศึกษาธิการท่ีได้สรุปองค์ประกอบของ
จริยธรรมไวด้ งั นี้

บทท่ี 1 ความรเู้ บ้อื งตน้ เกย่ี วกบั จริยธรรม 12

1. ความรับผิดชอบต่อหน้าท่ี หมายถึง ความมุ่งม่ันตั้งใจที่จะทา การปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับ
มอบหมายด้วยความมานะพยายาม ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหน่ือย ท้ังยังมีความละเอียดรอบคอบเพื่อ
ให้ผลการกระทาในการปฏิบัติหน้าที่น้ันบรรลุสาเร็จตามความมุ่งหมาย โดยมีความพยายามที่จะ
ปรบั ปรุงและแก้ไขปัญหาในการปฏบิ ตั ิหนา้ ทใ่ี ห้ดขี นึ้

2. ความซ่ือสัตย์ หมายถึง การประพฤติปฏิบัติอย่างเหมาะสมและตรงต่อความเป็นจริง
ประพฤตอิ ย่างตรงไปตรงมาท้ังกาย วาจา ใจ ต่อตนเอง และผู้อืน่

3. ความมีเหตุผล หมายถึง ความสามารถในการใช้ปัญญาในการประพฤติปฏิบัติ รู้จัก
ไตรต่ รอง ไม่หลงงมงาย

4. ความกตญั ญกู ตเวที ความกตญั ญู หมายถึง ความรู้สึกสานึกในการอุปการคุณท่ีผู้อ่ืนมีต่อ
เรา กตเวที หมายถึง การแสดงออกและการตอบแทนบุญคุณ ดังนั้นความกตัญญูกตเวทีจึงหมายถึง
ความรู้บญุ คณุ และการตอบแทนตอ่ ผอู้ นื่ และสิ่งที่มีบญุ คุณต่อเรา

5. การรกั ษาระเบยี บวินยั หมายถงึ การควบคุมการประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องและเหมาะสม
กบั จรรยามารยาท ขอ้ บงั คบั กฎหมาย และศีลธรรม ซึ่งจะช่วยให้สังคมเป็นระเบียบเรียบร้อยและเกิด
ความสขุ ความเจรญิ ขึ้นในประเทศชาติ

6. ความเสียสละ หมายถึง การละความเห็นแก่ตัว การให้แบ่งปันกับคนท่ีควรให้ด้วยกาลัง
กาย กาลงั ทรพั ย์ กาลงั ปัญญา รวมท้งั การรูจ้ กั สลดั ท้ิงอารมณร์ า้ ยในตัวเอง

7. ความสามัคคี หมายถึง การท่ีทุกคนมีความพร้อมเพรียงกันท้ังกายใจ ความคิด เป็นน้า
หน่งึ ใจเดยี วกัน รว่ มมอื กนั กระทากิจการใหส้ าเร็จลุลว่ งอยา่ งดี

8. การประหยัด หมายถงึ การใช้สง่ิ ทัง้ หลายอยา่ งพอเหมาะพอควรให้ได้ประโยชน์มากที่สุด
ไมย่ อมให้มีสว่ นเกินมากนัก

9. ความยุติธรรม หมายถึง การปฏิบัติด้วยความเที่ยงตรงสอดคล้องกับความเป็นจริงและ
เหตุผล ไมม่ ีความลาเอยี ง

10. ความอตุ สาหะ หมายถึง ความพยายามอย่างเข้มแขง็ เพ่ือให้เกิดความสาเรจ็ ในการงาน
11. ความเมตตากรุณา หมายถึง ความรักใคร่ปรารถนาที่จะให้ผู้อ่ืนเป็นสุข ความสงสาร คือ
จะชว่ ยใหผ้ ูอ้ นื่ พน้ ทกุ ข์
บราวน์ (Brown, 1978 : 412) มีความเห็นว่าจริยธรรมประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ
ความรู้ (Knowledge) ความรู้สึก (Feeling) และความประพฤติ (Conduct) ซึ่งสอดคล้องกระบวน
การซึมซบั ทางจรยิ ธรรม (Moral Internalization) มี 3 กระบวนการทีเ่ ป็นอิสระจากกัน คือ ความคิด

บทท่ี 1 ความรู้เบือ้ งต้นเกย่ี วกับจริยธรรม 13

ทางจริยธรรม (Moral Thought) ความรู้สึกทางจริยธรรม (Moral Feeling) และพฤติกรรมทาง
จรยิ ธรรม (Moral Behavior)

ดังน้ันองค์ประกอบของจริยธรรม จะครอบคลุมถึงองค์ประกอบด้านความรู้ความเข้าใจใน
เหตุผลของความถูกตอ้ ง องคป์ ระกอบดา้ นอารมณ์ความรสู้ กึ ซ่ึงเป็นความพึงพอใจ ความศรัทธา ความ
เลื่อมใส ในการนาแนวคิดเชิงจริยธรรมไปสู่การปฏิบัติและองค์ประกอบด้านพฤติกรรมมาแสดงออก
ซ่ึงเปน็ พฤติกรรมการแสดงออกทบ่ี ุคคลตัดสนิ ใจกระทาถูกหรือผดิ ในสถานการณ์ต่างๆ

1.6 โครงสรา้ งของจริยธรรม

ชยั นนท์ นลิ พัฒน์ (2555 : 19-20) ได้สรุปโครงสร้างของจริยธรรมไว้ดงั น้ี
1. ความรบั ผดิ ชอบ หมายถึง การปฏิบัติหน้าที่อย่างตั้งใจ มีความละเอียดรอบคอบ มีความ
พากเพยี รพยายามเพอ่ื ให้งานหรือภาระท่ีรบั ผิดชอบอย่บู รรลผุ ลสาเรจ็ ตรงตามเปูาหมาย
2. ความซื่อสัตย์ หมายถึง การประพฤติปฏิบัติตนอย่างตรงไปตรงมา ตรงต่อความเป็น
จรงิ ทั้งกาย วาจา ใจ ตอ่ ตนเองและผู้อืน่
3. ความมีเหตผุ ล หมายถึง การรู้จักใช้สติปัญญา ไตร่ตรอง คิดใคร่ครวญหรือพิสูจน์ส่ิงใดส่ิง
หน่งึ ใหป้ ระจกั ษ์ โดยไม่ผูกพันกบั อารมณ์ และความยึดมน่ั ในความคดิ ของตนเอง
4. ความกตัญญูกตเวที หมายถึง ความรู้สึกสานึกในบุญคุณของบุคคลผู้มีอุปการคุณหรือสิ่ง
อันมีคุณต่อมนุษย์เรา และแสดงออกถึงความสานึกในบุญคุณน้ันด้วยการตอบแทนคุณ อาจกระทา
ด้วยส่งิ ของหรอื การกระทาอยา่ งนอบน้อม
5. ความอุตสาหะ หมายถึง ความพยายามอย่างย่ิงยวด เพ่ือให้บรรลุผลสาเร็จในการงาน
หรอื กิจกรรมท่ีทาด้วยขยันขันแข็งกระตือรือร้น อดทน ถึงแม้จะประสบปัญหาหรืออุปสรรคขัดขวางก็
ไม่ยอมแพ้และไม่ย่อท้อ
6. ความสามัคคี หมายถึง ความพร้อมเพียงเป็นนาหน่ึงใจเดียวกัน การให้ความร่วมมือใน
การกระทากิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งให้สาเร็จลุล่วงด้วยดี โดยคานึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่า
ประโยชน์ส่วนตัว รวมท้งั มีความรกั ในหมูค่ ณะของตน
7. ความมีระเบียบวินัย หมายถึง การควบคุมความประพฤติของตนเองให้ปฏิบัติได้อย่าง
ถกู ตอ้ งและเหมาะสมกับจรรยามารยาททางสงั คม กฎระเบียบ ข้อบงั คับ กฏหมายและศลี ธรรม
8. ความเสียสละ หมายถึง การลดละความเห็นแก่ตัว การแบ่งปันแก่คนท่ีควรให้ด้วย
ทรัพย์สิน กาลงั กาย และกาลังปัญญาของตนเอง

บทที่ 1 ความรเู้ บือ้ งตน้ เกย่ี วกบั จริยธรรม 14

9. ความประหยัด หมายถึง การใช้ส่ิงของหรือใช้จ่ายอย่างระมัดระวังและพอเหมาะพอ
ควร เพื่อใหเ้ กิดประโยชนสูงสุด ไมฟ่ ูงุ เฟูอฟมุ เฟือยจนเกิดฐานะของตน

10. ความยุติธรรม หมายถึง การปฏิบัติด้วยความเที่ยงตรง การพิจารณาเรื่องราวต่างๆ
จะตอ้ งอย่บู นพื้นฐานของความเปน็ จรงิ ไม่มคี วามลาเอยี งหรอื เข้ากบั ฝุายใดฝาุ ยหน่ึง

11. ความเมตตากรุณา หมายถึง ความรักใคร่ปรารถนาจะให้ผู้อ่ืนเป็นสุข และมีความสงสาร
อยากจะชว่ ยให้ผ้อู ื่นพ้นจากความทุกข์

พรนิภา จันทร์น้อย และคณะ (2559 : 61) กล่าวว่า โครงสร้างทางจริยธรรมเป็นเคร่ือง
กาหนดหลักปฏิบัติในการดารงชีวิต เป็นแนวทางให้บุคคลในสังคมได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ในทาง
การศึกษาอาจพิจารณาออกเป็น 2 สว่ น คือ

1. ค่านิยมทางจริยธรรม (Moral Value) เป็นส่วนที่เป็นลักษณะจิต (Trait) ที่สังเกตเห็น
ไม่ได้โดยตรง มีลักษณะเป็นความเชื่อ ความเห็นคุณค่า ความพอใจ ความปรารถนาท่ีจะนับถือ
(Commitment) นาหลักจริยธรรมต่างๆ เข้าไว้ในลักษณะนิสัยและบุคลิกภาพของตน ค่านิยมนี้จะมี
อิทธิพลเป็นแรงจูงใจให้บุคคลมีความโน้มเอียงท่ีจะประพฤติปฏิบัติตนให้ถูกต้องดีงามสอดคล้องกับ
คา่ นยิ มทต่ี นเองยดึ ถอื

2. พฤติกรรมจริยธรรม (Moral Behavior) เป็นส่วนที่เป็นมาตรฐานของความประพฤติ
ปฏิบัติท่ีสังคมต้องการ การกระทาใดๆ ของบุคคล ถ้าสอดคล้องกับมาตรฐานการประพฤติที่ถูกต้องดี
งาม กจ็ ดั ว่าบุคคลนน้ั มพี ฤติกรรมจรยิ ธรรมหรือมีจรยิ ธรรม

โครงสร้างของจริยธรรม หมายถึง ส่ิงที่เป็นส่วนประกอบสาคัญของจริยธรรม คือ ความคิด
คา่ นิยม อารมณ์ และการกระทา ที่ได้รับการยอมรับจากสังคมถือเป็นข้อตกลงร่วมกัน เพ่ือต้องการให้
คนในสังคมและวิชาชีพนาไปเป็นแนวทางในการยึดถือ เพื่อเป็นหลักในการปฏิบัติในการอยู่ร่วมกัน
ของสังคมและองค์กรได้อยา่ งเป็นสุข

1.7 ประเภทของจริยธรรม

จุรีพร กาญจนการุณ (2552 : 99) กล่าวว่า จริยธรรมสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท
ได้แก่

1. จริยธรรมส่วนบุคคล หมายถึง การกระทาที่บุคคลตัดสินใจทาเป็นส่วนตนเพื่อให้เกิด
ประโยชนแ์ กต่ นเองและผ้อู ื่น ไดแ้ ก่ ความซอื่ สัตยส์ ุจรติ ความขยันอดทน เป็นต้น

บทที่ 1 ความรเู้ บือ้ งต้นเกีย่ วกบั จรยิ ธรรม 15

2. จริยธรรมทางสังคม หมายถึง การกระทาท่ีส่งผลดีต่อสังคมโดยรวม เช่น ความเอ้ือเฟ้ือ
เผื่อแผ่ ความเสียสละ เป็นต้น

นอกจากน้จี ริยธรรมยังอยู่ในรูปแบบของศาสนา เป็นบรรทัดฐานแห่งความประพฤติ เรียกว่า
ศลี ธรรมอาจจะอยใู่ นรปู แบบของอาชีพ เรียกว่า จรรยาบรรณ เป็นต้น ขณะเดียวกันนักวิชาการหลาย
ท่านอธิบายว่า จริยธรรมประกอบด้วยโครงสร้าง 2 ประการ คือ ศีลธรรม (Moral Value) ส่ิงท่ีคน
ควรปฏิบัติ และอศีลธรรม (Immoral) ส่ิงที่คนพึงงดเว้นไม่ปฏิบัติ Ethics ในภาษาอังกฤษ หมายถึง
จริยศาสตร์ ซง่ึ หมายถึงประมวลความรู้และขอ้ ถกเถยี งเชงิ ปรัชญาเกี่ยวกบั ความประพฤติ

รณวีร์ พาผล (2557 : 26-27) กล่าวว่า การประพฤติของคนมีได้หลายระดับแยกตามสภาพ
จิตใจ และจะได้รับผลมากน้อยนั้นขึ้นอยู่กับระดับสติปัญญาของบุคคล บางคนอาจปฏิบัติได้ระดับสูง
สดุ แตบ่ างคนก็ปฏิบัติได้ตามระดับมาตรฐานขั้นต่ามนุษย์ควรปฏิบัติเท่านั้น ตามแนวคิดของดวงเดือน
พนั ธมุ นาวนิ ท่ไี ด้แบง่ จริยธรรมออกเปน็ 4 ประเภท คอื

1. ความรเู้ ชิงจริยธรรม หมายถงึ ลักษณะของความรู้ท่ีบุคคลต่างๆ ที่สามารถบอกได้ว่าควร
ทาหรอื บอกได้วา่ พฤตกิ รรมใดเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม เช่น การทีเ่ รารูว้ า่ มารยาทท่ีดีนั้นเป็นอย่างไร
หรอื รูว้ ่าเราต้องมีความรับผิดชอบในหนา้ ท่ีอยา่ งไร เป็นต้น ความรู้เชิงจริยธรรมน้ีขึ้นอยู่กับอายุ ระดับ
การศกึ ษา และพัฒนาการทางสติปญั ญาของคนดว้ ย

2. ทศั นคติเชิงจรยิ ธรรม หมายถงึ ความรู้สึกของบุคคลท่ีเกี่ยวข้องกับความชอบหรือไม่ชอบ
ทาดีเป็นลักษณะทาถูกต้อง ทาชอบเป็นลักษณะทาถูกใจ การตัดสินความดีความชอบ โดยถือเอา
เกณฑข์ องความถูกต้องและความถูกใจของบุคคลมาประเมินค่าจริยธรรมจึงเป็นทัศนคติเชิงจริยธรรม
เชน่ การทเ่ี ราไมพ่ อใจคนท่ีแย่งท่ีนั่งคนแก่บนรถเมล์ หรือไม่ชว่ ยคนทีถ่ ือของพะรงุ พะรงั

3. เหตุผลเชิงจริยธรรม หมายถึง การตัดสินใจท่ีจะกระทาพฤติกรรมใดพฤติกรรมหน่ึงของ
บุคคลลงไป จะต้องประกอบด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งซ่ึงเกิดขึ้นเฉพาะหน้าน้ัน และเหตุผลเชิง
จรยิ ธรรมของบุคคลเกดิ จากประสบการณ์และสติปัญญาของบุคคลน้ัน

4. พฤติกรรมเชิงจรยิ ธรรม หมายถงึ การท่ีคนแสดงถึงพฤติกรรมท่ีสังคมช่ืนชอบหรืองดการ
กระทาที่ฝุาฝืนกฎระเบียบและค่านิยมในสังคมน้ัน พฤติกรรมเชิงจริยธรรมซ่ึงเป็นการกระทาที่สังคม
เห็นชอบและสนบั สนุนมีหลายประการ เชน่ การช่วยเหลือผตู้ กทกุ ข์ไดย้ าก เป็นต้น

สรุปได้ว่าจริยธรรมแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ จริยธรรมส่วนบุคคลเป็นพฤติกรรมที่ถูก
แสดงออกจากบุคคลที่เป็นส่ิงที่ถูกต้องดีงาม และจริยธรรมสังคม คือ พฤติกรรมที่แสดงออกมาและ

บทท่ี 1 ความรเู้ บอ้ื งต้นเกยี่ วกบั จรยิ ธรรม 16

ได้รับการยอมรับจากสังคมว่าเป็นการกระทาท่ีดีมีประโยชน์ต่อสังคม ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการแบ่ง
ประเภทของจรยิ ธรรมมาจากการแสดงออกทางพฤติกรรมของบคุ คลทีเ่ ป็นท่ยี อมรับจากสงั คม

1.8 ลักษณะของจริยธรรม

ทินพันธุ์ นาคะตะ (2557 : 20) กล่าวว่า หลักจริยธรรมหรือหลักศีลธรรมถือเป็นสิ่งสาคัญใน
สังคมท่จี ะชว่ ยในการควบคุมความสัมพันธ์และหน้าที่ของบุคคลกับผู้อื่น ท้ังจริยธรรมท่ีกาหนดมาจาก
ภายนอกและจริยธรรมท่ีเกิดขึ้นจากภายในใจของเราเอง จริยธรรมมีหน้าที่เป็นเคร่ืองมือของสังคมใน
การนาหรือช้ีทางให้กับบุคคลและกลุ่มต่างๆ ในด้านการควบคุมตัวเองตามหลักของศีลธรรมหรือหลัก
จริยธรรม พยายามควบคุมจิตใตส้ านึกใหเ้ กิดมโนสานกึ ขึ้น นอกจากนจ้ี ริยธรรมยังเป็นเสมือนกฎหมาย
จารีต และมารยาททางสงั คม โดยมีบทลงโทษในรปู แบบของการตาหนิหรือยกย่อง

ไกรฤกษ์ ศิลาคม (2557 : 8) อ้างถึงแนวคิดของลาดวน ศรีมณี (ม.ป.ป. : 3-4) ว่าโดยท่ัวไป
แลว้ ลักษณะทางจริยธรรม มีอยู่ 2 ลักษณะ คือ

1. ลักษณะท่ีสังคมต้องการ คือ พฤติกรรมที่สังคมนิยมชมชอบ ต้องการให้มีอยู่ในสมาชิก
ของสังคมน้ัน และให้การสนับสนุนแก่ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ยกย่องสรรเสริญให้เป็นผู้มีเกียรติใน
สังคม

2. ลักษณะท่ีสังคมไม่ต้องการ คือ พฤติกรรมท่ีสังคมประณามว่าไม่ดี ไม่ต้องการให้มีอยู่ใน
สมาชิกของสังคมและไม่สนบั สนุนผู้กระทาโดยวิธีการลงโทษผู้มีพฤติกรรมเช่นนั้น รู้สึกสานึกว่าเป็นสิ่ง
ไม่ถกู ตอ้ งและไม่ควรกระทาตอ่ ไป

ผทู้ ่มี จี รยิ ธรรมจงึ หมายถึงผู้ท่ีประพฤติดี ประพฤติชอบ มีความคิด การพูด การกระทาในทาง
ท่ชี อบ เวน้ จากการกระทาความช่ัวด้วยกาย วาจา ใจ ท้ังหมดน้ีถือเป็นคุณค่าที่สังคมต้องการ เป็นคุณ
ค่าทโ่ี ลกตอ้ งการและปรารถนาให้เป็นสากล

วิลเลี่ยม แฟรงค์ (William k. Frankena, 1964 : 5-8) กล่าวไว้ว่า ลักษณะทางจริยธรรมคือ
เปูาหมายและกฎในการบรรลุเปูาหมายสาหรับวัฒนธรรมหน่ึงที่กาหนดจากภายนอกจนเป็นสิ่งท่ีเกิด
ข้ึนภายในใจของเรา จากการปลกู ฝังจติ ใจจนกลายเปน็ อุปนสิ ยั รวมท้งั เป็นเปูาหมายและกฎของตนเอง
สาหรับควบคุมความประพฤติของตน ด้วยการพัฒนามโนสานึกหรือมโนธรรมข้ึนมาเอง จริยธรรมจึง
เริ่มจากการมกี ฎควบคมุ ความประพฤตจิ ากภายนอกท่ีปลูกฝังให้เป็นอุปนิสัยภายในจิตใจจนกลายเป็น

บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกยี่ วกับจรยิ ธรรม 17

มโนธรรม และการให้เหตุผลในการกระทา ซ่ึงเริ่มมีมาตั้งแต่เด็กที่สามารถใช้ดุลพินิจทางจริยธรรมได้
จนถงึ วยั ผใู้ หญ่ที่จะสามารถวจิ ารณ์กฎและส่งิ ท่ีมคี ณุ ค่าของสังคมด้วยการใช้ความคิดขน้ั สูงได้

นอกจากน้ีจรยิ ธรรมแบง่ ตามลักษณะหรอื รปู แบบการใชไ้ ด้อีก โดยท่ีปรากฏใช้อยู่มี 3 ลักษณะ
ราซลิ อเบลซนั และไคล์ เนลสนั (Raziel Abelson and Kai Nielsen, 1967 : 81-82) ได้แก่

1. จรยิ ธรรมโดยลักษณะทว่ั ไปหรือวถิ ีชีวิต เช่น จริยธรรมชาวพุทธ หรอื ชาวครสิ ต์
2. จริยธรรมลักษณะกฎแห่งความประพฤติหรือประมวลหลักศีลธรรม (Moral Code or
Principle) เชน่ จริยธรรมวิชาชพี ตา่ งๆ
3. จริยธรรมในรูปแบบปรัชญาทางศีลธรรมหรือจริยธรรม ได้แก่ หลักการทางปรัชญาท่ีว่า
ดว้ ยการใหเ้ หตผุ ลเก่ยี วกับการกระทาทม่ี ศี ลี ธรรมหรอื มจี รยิ ธรรม เช่น ความคดิ สาคญั ๆ เกี่ยวกับความ
ประพฤติของมนุษย์ แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ด้าน ริชาร์ด การ์เนอร์ และเบริน์นาร์ด โรเซ่น
(Richard T. Garner and Bernard Rosen, 1967 : 216-224) คือ

3.1 จริยธรรมเชิงบรรทัดฐาน (Normative Ethics) ซ่ึงประกอบด้วยหลักการเก่ียวกับ
ส่งิ ทม่ี ีคุณค่าและหน้าท่ที างศีลธรรม

3.2 อภิจริยธรรม (Meta-Ethics) เป็นเรื่องของการศึกษาจริยธรรมแบบนามธรรมที่มี
การวิเคราะห์วิจารณ์อย่างเป็นระบบ อาทิเช่น การวิเคราะห์คาศัพท์และหน้าที่ของคาศัพท์ทาง
จริยธรรม การใหเ้ หตุผลสนบั สนุนจริยธรรมเชิงบรรทัดฐาน เป็นตน้

พรนิภา จันทร์น้อย (2560 : 18) อ้างถึงสานักงานคณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ จาแนก
ลักษณะของ จรยิ ธรรมไว้ 3 ลกั ษณะได้แก่

1. จริยธรรมชาติเป็นลักษณะการกระทาที่ละเว้นความช่ัวโดยธรรมชาติของตนเอง การ
กระทาดีในลักษณะนี้ไม่ถือว่ามีจริยธรรม เช่น นาเหล้าใส่ถ้วยวางไว้ 1 ถ้วย และคลุกข้าวกับแกงใส่
จาน 1 จาน แล้วเรียกสุนัขมาให้เลือกกิน สุนัขคงไม่เลือกกินเหล้าแต่คงเลือกกินข้าว เพราะธรรมชาติ
ของสุนัขไม่กินเหล้า การท่ีสุนัขไม่เลือกกินเหล้าน้ันเป็นเพราะธรรมชาติของสุนัข ลักษณะเช่นน้ีไม่ถือ
วา่ เป็นคณุ ธรรมจรยิ ธรรม

2. จริยธรรมบังคับเป็นลักษณะการทาความดีละเว้นความช่ัว เพราะถูกบังคับให้ทา และ
อาจเป็นการบังคับด้วยกฎหมาย ระเบียบ ประเพณี เช่น เม่ือขับรถไปอยู่เลนซ้ายตรงส่ีแยกไฟแดงก็
เลย้ี วซ้ายไม่ขวางผู้อ่นื ทั้งๆ ที่ตนเองต้องการจะขบั ตรงไป การทาดีตามกฎหรือถูกบังคับเริ่มมีจริยธรรม
ระดับปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ หรือระเบียบการจัดจริยธรรมลักษณะนี้ต้องพิจารณากรอบ กฎเกณฑ์
ประเพณี หรือกตกิ าที่บังคบั เปน็ สาคญั

บทท่ี 1 ความรเู้ บือ้ งต้นเกีย่ วกบั จรยิ ธรรม 18

3. จริยธรรมเจตนาเป็นจริยธรรมระดับสูงสุดเป็นการกระทาความดีละเว้นความช่ัว อันเกิด
จากเจตนาทตี่ ้ังใจกระทาหรือไม่กระทา โดยผู้กระทาคิดได้เองว่าควรทาหรือไม่ควรไม่ใช่บังคับ จึงเป็น
จรยิ ธรรมในระดับนี้

ลกั ษณะของจรยิ ธรรมแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ 1) จริยธรรมชาติเป็นการกระทาที่เป็นไป
ตามธรรมชาติอุปนิสัยของตนเองไม่ถือว่าเป็นจริยธรรม 2) จริยธรรมบังคับมีลักษณะเป็นการกาหนด
กรอบ เกณฑ์ กติกา ในการบงั คับให้กระทา เป็นการกระทาท่ีต้องปฏิบัติตามกรอบกติกาน่ันๆ และ 3)
จริยธรรมเจตนาเป็นการเลือกปฏิบัติของผู้กระทาที่เลือกทาความดีละเว้นความชั่วด้วยความคิดถึง
ความถูกผดิ ควรไม่ควร

1.9 การกาหนดมาตรฐานคุณธรรม จรยิ ธรรม : แนวคดิ สากล

สานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (2555 : 12) กล่าวไว้ว่าจริยธรรม หรือความ
เท่ียงธรรม (Integrity) ในปัจจบุ ันระดับนานาประเทศใช้คาว่า “Integrity” หมายถึง หลักจริยธรรมที่
บุคคลยึดถือมีความสอดคล้องกับการกระทา การที่บุคคลยึดถือปฏิบัติตามหลักจริยธรรมกฎหมาย
โดยปราศจากความขัดแย้งกับผลประโยชน์สาธารณะ การยึดม่ันในสิ่งท่ีถูกต้องและชอบธรรม เป็น
คุณลักษณะท่ีเป็นองค์รวมของบุคคลและองค์กรในด้านจริยธรรมที่เป็นเลิศโดยแบ่งเป็นระดับองค์กร
และบคุ คล

จริยธรรมหรือความเที่ยงธรรมขององค์กร (Integrity of Organization) แสดงให้สังคม
รับทราบไดจ้ ากการกาหนดมาตรฐานคุณธรรม จรยิ ธรรม และการบงั คับใช้ รวมทั้งระบบหรือกระบวน
การในการปฏิบตั ติ าม ซ่งึ ได้ผลในทางปฏิบัติสูงสุด มาตรฐานจริยธรรมจะต้องคงที่ สมาชิกขององค์กร
จะต้องยึดถือเป็นหลักภายในจิตใจและปฏิบัติกันอย่างเป็นนิสัยในการทางาน จนกระทั่งกลายเป็น
วฒั นธรรมองค์รวมขององค์กร

จริยธรรมหรอื ความเท่ยี งธรรมของข้าราชการ (Integrity of Public Officials) เป็นเครื่องมือ
สร้างความเช่ือถือไว้วางใจและความรับผิดชอบของข้าราชการต่อผลประโยชน์สาธารณะ ข้าราชการ
หรอื เจา้ หน้าที่ของรัฐจะต้องไม่ใช้อานาจในการทางานเพื่อผลประโยชน์สวนตนหรือพวกพ้อง เมื่อเกิด
ความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวม (สาธารณะ) จะต้องยึดผลประโยชน์ส่วนรวม
เป็นหลักปฏิบัติงานด้วยความรับผิดชอบ (Accountability) และโปร่งใส (Transparent) ซื่อสัตย์ต่อ
ประชาชนและผู้ร่วมงาน สถาบนั พฒั นาความซื่อตรงแห่งมาเลเซีย (Integrity Institute of Malaysia,
2004)

บทท่ี 1 ความรู้เบือ้ งต้นเกี่ยวกับจริยธรรม 19

ชัยพร วิชชาวุธ (2552) สรุปแนวความคิดเก่ียวกับจริยธรรมและจรรยาว่ามีความสอดคล้อง
กับความหมายสากลที่องค์กรด้านจริยธรรมประเทศต่างๆ ใช้อยู่ในปัจจุบันกล่าวคือ หากบุคคลยึดมั่น
ความถูกตอ้ งเท่ียวธรรมภายในจิตใจและกระทาพฤติกรรมภายนอกที่ถูกต้องเที่ยงธรรม สอดคล้องกับ
ภายในจติ ใจแล้ว ลกั ษณะเช่นนจี้ ึงเรียกวา่ อินเทอร์กรริ ่ี (Integrity)

กล่าวได้ว่า หลักการกาหนดมาตรฐานจริยธรรมตามแนวคิดสากลเป็นท่ียอมรับของทั่วโลก
เป็นการยึดใช้หลักมาตรฐานเดียวกัน คือ การคานึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ความ
รับผิดชอบตอ่ หนา้ ทแี่ ละความโปร่งใสห่ รอื คือการทาความดลี ะเว้นความชั่วนัน่ เอง

1.10 จรยิ ธรรมในการทางาน

พพิ ัฒน์ ดารากร ณ อยธุ ยา (2558 : 104) กล่าวว่าจรยิ ธรรมในการทางาน หมายถึง กฎเกณฑ์
ท่เี ปน็ แนวทางปฏบิ ตั ติ นในการประกอบอาชพี ทถ่ี ือว่าเปน็ สิง่ ท่ีดีงาม มคี วามเหมาะสม และยอมรับได้

ฮาร์ยีนา (Haryeena, 2013 : ออนไลน์) กล่าวว่า การทางานหรือการประกอบอาชีพต่างๆ
จะเน้นในเร่ืองของจริยธรรมท่ีนามาซึ่งความสุขความเจริญในการทางานและการดารงชีวิตเรียกว่า
มงคล 38 ประการ มงคลชีวติ ทเี่ ก่ียวขอ้ งกบั การทางานมีดังนี้

1. ชานาญในวชิ าชพี ของตน (มงคลชีวิตข้อที่ 8) เป็นการนาความรู้ที่เล่าเรียน ฝึกฝน อบรม
มาปฏบิ ัติให้เกดิ ความชานาญจนสามารถยึดเปน็ อาชพี ได้

2. ระเบียบวินัย (มงคลชีวิตข้อท่ี 9) การฝึกกาย วาจา ให้อยู่ในระเบียบวินัยที่สังคมหรือ
สถาบันวางไว้เปน็ แบบแผน

3. กล่าววาจาดี (มงคลชีวิตข้อที่ 10) คือ วจีสุจริต 4 ประการ ได้แก่ ความจริง คาประสาน
สามคั คี คาสุภาพ คามีประโยชน์

4. ทางานไม่ค่ังค้างสับสน (มงคลชีวิตข้อท่ี 14) ลักษณะการทางานของคนโดยทั่วไปมี 2
แบบ คือ

4.1 การทางานคง่ั คา้ งสับสน คอื ทางานหยาบ ยุง่ เหยงิ และทางานไมส่ าเร็จ
4.2 การทางานไมค่ งั่ คา้ ง คอื การทางานดมี รี ะเบียบ ทางานเต็มฝมี อื และทางานให้เสร็จ
หว้ ยบง (Huaybong, 2556 : ออนไลน์) กล่าวว่า การมีจริยธรรมในการทางานเป็นไปอย่างมี
จิตสานึก ถูกวิธี เป็นข้ันตอนที่มีประสิทธิภาพ และเป็นท่ียอมรับของผู้อ่ืนในสังคมซ่ึงมีองค์ประกอบ
สาคัญ ดงั น้ี

บทที่ 1 ความร้เู บอื้ งตน้ เกยี่ วกบั จริยธรรม 20

1. มีความซื่อสัตย์ในการทางาน ต้องมีความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่และงานที่ได้รับมอบหมาย
ปฏิบัติงานด้วยความจริงใจและไมค่ ดโกงหรือหลอกลวงผอู้ ืน่ จงึ จะได้รบั ความไว้วางใจจากผู้ร่วมงาน

2. มีความเสียสละในการทางานร่วมกับผู้อื่น ต้องเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่า
ประโยชนส์ ่วนตน ไมเ่ ห็นแกต่ ัว รู้จักการให้และการแบง่ ปัน ช่วยคนอนื่ โดยไม่หวังผลตอบแทน

3. มีความยุติธรรมในการทางาน ต้องไม่ลาเอียงหรือถือส่ิงใดส่ิงหนึ่งตามความเช่ือ ต้องมี
ความเปน็ กลาง ยดึ ถือความถูกต้องเป็นหลัก ไม่มีอคติกับเร่ืองต่างๆ ท่ีได้ยินหรือรับฟัง จึงจะเป็นที่นับ
ถือของผู้ร่วมงาน

4. มีความประหยัดในการทางาน ต้องรู้จักอดออม ไม่ฟุมเฟือย ต้องคานึงถึงความคุ้มค่าใน
การใช้ทรัพยากร โดยการนาสิ่งท่ีเหลือใช้หรือส่ิงท่ีไม่มีประโยชน์มาดัดแปลงซ่อมแซมและแก้ไข เพื่อ
การทาส่ิงทไ่ี มม่ ีคุณค่าให้มคี ณุ คา่ มากขึน้

5. มคี วามขยันและอดทนในการทางาน ต้องมีความมุ่งมัน่ ตอ่ งานที่ได้รับมอบหมาย เพื่องาน
นั้นบรรลุเปูาหมายตามที่ได้ตั้งไว้ เมื่อพบปัญหาหรืออุปสรรคในการทางานให้นาปัญหาหรืออุปสรรค
น้ันมาปรบั ปรุงและแกไ้ ขให้ดยี งิ่ ขึน้

6. มีความรับผิดชอบในการทางาน ต้องมีความรับผิดชอบต่องานท่ีได้รับมอบหมายจาก
ผู้ร่วมงาน ลูกค้า สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพมาผลิตสินค้า รวมทั้งไม่ทาลาย
ทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อม

7. มีความตรงต่อเวลาเป็นวินัยพ้ืนฐานในการทางาน ไม่มาทางานสาย และส่งงานที่ได้รับ
มอบหมาย ตามกาหนด เพราะถ้าไม่ส่งงานตามกาหนดจะทาให้ผู้ทางานต่อได้รับผลกระทบ และทาให้
งานน้ันไมส่ าเรจ็ ตามเปูาหมายทีว่ างไว้ สรา้ งความเสียหายต่อองคก์ ร

8. มีการประกอบอาชีพสุจริตในการทางาน ต้องเลือกประกอบอาชีพท่ีสุจริต ไม่ทาให้ผู้อ่ืน
เดือดร้อนไม่เป็นภัยต่อสังคม ซึ่งอาชีพน้ันจะต้องเป็นอาชีพที่สังคมนั้นๆ ยอมรับว่าเป็นอาชีพท่ีสุจริต
และคนทว่ั ไปเลอื กท่ีจะประกอบอาชพี น้ัน จึงเรียกได้วา่ มกี ารเลอื กประกอบอาชีพท่สี จุ รติ

ดังนั้นจริยธรรมในการทางาน ถือเป็นข้อปฏิบัติพ้ืนฐานของบุคคลในการทางานท่ีได้รับการ
ยอมรับของสงั คมและองคก์ ร ถือเป็นหลกั ของการปฏบิ ัติเพ่ือให้เกิดประสิทธิภาพต่อตนเองและองค์กร
สงู สุดอยา่ งยั่งยนื นนั่ เอง

บทที่ 1 ความร้เู บือ้ งต้นเก่ยี วกบั จรยิ ธรรม 21

1.11 ประโยชน์ของจริยธรรม

พาพดุ สอน (Papudsorn, 2555 : ออนไลน์) กลา่ วถึงข้อดีหรือประโยชน์ของจริยธรรมไว้ดังนี้
จริยธรรม คือความประพฤตทิ อ่ี ยภู่ ายในตัวเราทแ่ี สดงออกมาและประพฤตปิ ฏบิ ตั ทิ ด่ี ีงาม

1. การมีความประพฤติท่ีดีงามก่อให้เกิดผลดีกับตัวเรา คือ ประพฤติตนในทางท่ีชอบไม่ทา
ให้ผู้อืน่ เดอื ดรอ้ นและเป็นทุกข์ มีการกระทาในทางทีถ่ ูก

2. มีความซ่ือสัตว์สุจริต ยุติธรรม และมีเมตตากรุณาต่อบุคคลอื่น คือ มีความไว้วางใจ
ซ่อื สตั ย์ต่อการกระทา ไมล่ าเอียงตอ่ ฝาุ ยใดฝุายหน่ึง และเมตตาต่อผอู้ ่ืนหรือแกส่ ตั ว์และผู้ดอ้ ยกว่า

3. มคี วามรสู้ ึกตัวอยู่เสมอ ไม่ประมาท คือ ไม่ว่าจะทาการสิ่งใดควรมีความกระตือรือร้น ไม่
ประมาทมีสมาธิอยูเ่ สมอทจี่ ะทาการใดๆ

4. มีความละอายแก่ใจและเกรงใจกับผู้อ่ืน คือ จะทาสิ่งใดหรือประพฤติใดๆ ก็ตามที่ผิด
ควรรสู้ กึ ต่อผ้อู ่นื เกรงใจในสิ่งท่ีทา

5. ประพฤตปิ ฏิบัติตนดี ละอายต่อการทาความช่ัว คือ ประพฤติดีทาให้รู้สึกดีใจท่ีได้กระทา
แต่ส่งิ ท่ดี งี าม ละเว้นการทาความชว่ั ทีก่ อ่ ใหเ้ กดิ ความเดอื ดร้อนและเปน็ สิง่ ไมด่ ีทมี่ ีผลตามมาภายหลงั

รณวีร์ พาผล (2557 : 29) กล่าวว่า จริยธรรมจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อนาไปปฏิบัติ เพราะ
จริยธรรมเป็นหลักสาคัญสาหรับการปฏิบัติ การศึกษาเพื่อเข้าใจหรืออธิบายได้เท่านั้นไม่มีประโยชน์
แตก่ ารนาจริยธรรมไปใช้ปฏบิ ัติหรือกระทานั้นจะเปน็ ประโยชน์ได้มากกว่า ดังนี้

1. ตอ่ ตนเอง คนที่มจี ริยธรรมย่อมมเี ครื่องมอื ที่ช่วยให้คิดให้กระทาในส่ิงท่ีดี สร้างประโยชน์
แกต่ นเองและสว่ นรวม มสี งิ่ ทยี่ ดึ เหน่ียวจิตใจและจูงใจให้ทาแต่สง่ิ ดๆี ให้เกิดความเจริญต่อตนเอง เช่น
คนท่ีขยันเรียนมีความรับผิดชอบย่อมประสบความสาเร็จในการเรียน ในทางตรงกันข้ามคนท่ีเกียจ
คร้านและขาดความขยันหม่ันเพียรก็จะสอบตก หรือพนักงานขายท่ีมีวาจาสุภาพอ่อนน้อมต่อลูกค้า
ยอ่ มจะได้รบั คาชมมากกวา่ ผู้ท่ีมกี รยิ าวาจาหยาบคายไร้มารยาท

2. ต่อสังคม คนท่ีมีจริยธรรมย่อมทาสิ่งที่เป็นประโยชน์ท้ังต่อตนเองและต่อผู้อื่น อย่างน้อย
การไมท่ าความช่ัวก็เป็นการช่วยให้สังคมไม่ต้องแก้ไขปัญหา ถ้าคนในสังคมมีจริยธรรมท่ีดีสังคมก็จะมี
ความเจรญิ ก้าวหน้าไดเ้ ช่นกนั คนดีจึงเป็นผู้รักษาสังคมด้วยการไม่ทาลายสังคมไม่ว่าจะเป็นทรัพยากร
ของประเทศ สภาพแวดลอ้ ม หรือการประพฤติทจุ รติ ตา่ งๆ

3. ดา้ นการรักษาจริยธรรม จริยธรรมเป็นสิ่งท่ีดีมีคุณค่าทั้งทางกาย ใจ และสังคม จะรักษา
ไว้ได้ก็ด้วยการปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติแล้วก็เป็นเพียงตัวหนังสือหรือคาพูดเปล่าๆ จะช่วยใครไม่ได้ท้ังส้ิน
การศึกษาจรยิ ธรรมและนาไปปฏบิ ัติจึงเปน็ การรกั ษาจริยธรรมให้คงอยู่อย่างยงั่ ยนื

บทท่ี 1 ความรู้เบอื้ งต้นเกีย่ วกับจริยธรรม 22

4. การพัฒนาบ้านเมือง ต้องพัฒนาจิตใจคนก่อนหรืออาจพัฒนาควบคู่กันไปกับการพัฒนา
ดา้ นเศรษฐกิจ สงั คม เพราะการพัฒนาท่ีไม่มีจริยธรรมเป็นแกนนาจะทาให้เกิดความสูญเปล่าและเกิด
ผลเสยี เปน็ อนั มาก

ไกรฤกษ์ ศิลาคม (2557 : 21) กล่าวว่า ประโยชน์ของการศึกษาจริยธรรมมีหลายประการ
สามารถสรปุ ได้ 2 ประการคอื ตัวเราร่มเย็น สงั คมเปน็ สุข กล่าวคือ

1. ประโยชน์ต่อตนเอง ผู้มีจริยธรรมย่อมเป็นผู้มีความสุขทางใจ จากการไม่เบียดเบียนกัน
และการดาเนนิ ชีวิตท่ปี ราศจากโทษ

2. ประโยชน์ต่อสังคม เมื่อผู้คนในสังคมต่างดารงตนอยู่ในหลักจริยธรรมอันดีงามของสังคม
สังคมก็จะได้ผลเปน็ ความสงบสุขรม่ เยน็

สานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สานักนโยบายและยุทธศาสตร์ (2560 : 10) กล่าวโดย
สรุปว่าคุณธรรมและจริยธรรมก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเอง คือ ทาให้ตนเอง มีชีวิตที่สงบ มีความ
เจริญรุ่งเรืองในชีวิตส่วนตัวและการงานอาชีพ มีความม่ันคง ก้าวหน้า ได้รับการยกย่องจากบุคคล
ท่วั ไป ครอบครัวอบอนุ่ มคี วามสุข ฐานะทางเศรษฐกิจม่ันคง ประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ คือ
สถาบันครอบครัวได้รับการยกย่องสถาบันการศึกษา หรือสถาบันอ่ืนๆ มีช่ือเสียง ทาให้บุคคลอื่น
ศรัทธา เลื่อมใส สถาบันหรือหน่วยงานที่ตนเองสังกัดมีความเจริญก้าวหน้า สังคมได้รับความสงบสุข
และได้รับการพัฒนา สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ มีความมั่นคง ขนบธรรมเนียม
ประเพณี และวัฒนธรรมอันดีงามของชาติมีความม่ันคงถาวร เพราะทุกคนมีความรู้ความเข้าใจและ
เตม็ ใจยึดถือปฏิบัตติ าม

ประโยชน์ของจริยธรรมจะส่งผลให้ผู้ปฏิบัติประสบความสาเร็จในหน้าท่ีการงานและการ
ดาเนินชวี ิตอยา่ งมีความสุข เปน็ ที่ยอมรับของสังคม

1.12 โทษของการขาดจรยิ ธรรม

ทวีศักด์ิ กันโยชัย (Taweesak Kunyochai, 2007 : ออนไลน์) กล่าวว่าธรรมะเป็นส่ิงสาคัญ
สว่ นหนง่ึ ของชีวิต การขาดธรรมะอาจทาใหป้ ระสบกบั ความล้มเหลวและทาใหช้ ีวิตอับปางได้ ท้ังโทษที่
เกิดข้ึนกับตนเอง สังคม และประเทศชาติ ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนในปัจจุบัน เช่น การที่คนใน
ชาติขาดจริยธรรมในการดาเนินชีวิตไม่รู้จักพอ ไม่เห็นแก่ความเดือดร้อนของสังคมและประเทศชาติ
ทาใหเ้ กดิ การลักลอบเสพยา ขายยาเสพติดจนเกิดความเดือดร้อนโดยท่ัวไป จนหน่วยงานที่รับผิดชอบ
ต้องออกมาปราบปรามข้ันเด็ดขาด ข่าวสาร ข้อมูลจากสื่อมวลชนทุกแขนง มีการนาเสนอข่าวการ

บทที่ 1 ความรเู้ บื้องต้นเก่ยี วกับจรยิ ธรรม 23

จับกุมผู้เสพ ผู้ค้า และผู้อยู่เบ้ืองหลังอย่างต่อเน่ือง ปัญหาทั้งหมดท่ีกล่าวมานี้เป็นเพียงตัวอย่าง
เล็กนอ้ ยท่ลี ว้ นมีสาเหตุมาจากการขาดจรยิ ธรรมของคนในสงั คมท้ังสิน้

วรรณเพ็ญ มูลสุวรรณ (2559 : 189) กล่าวว่า ปัจจุบันจะพบปัญหาการเอาเปรียบลูกค้าใน
การผลิตสินค้าปลอม สินค้าด้อยคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิตแต่ผลักภาระให้ผู้อ่ืน การไม่ปฏิบัติตาม
กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม มาตรฐานต่างๆ เช่น น้าเสีย ควัน กลิ่น เสียงดัง ฝุนผง ละอองสี แก๊สฟูุง
กระจาย ทาใหส้ ิ่งแวดล้อมเสียหาย สังคมรอบข้างเกิดอันตราย การทาธุรกิจท่ีขาดจริยธรรมก่อให้เกิด
ปัญหาต่อสาธารณะและสงั คมส่วนรวมแตกแยกเป็นหมู่เหล่า ขาดความสามัคคีในชาติ ส่ือสารมวลชน
หากไม่มีจริยธรรม ส่ือข้อมูลข่าวสารท่ีไม่ตรงกับความเป็นจริง หวังผลประโยชน์ให้แก่หมู่คณะพวก
พอ้ งหรอื ใส่ข้อคิดเห็นโดยไม่เปน็ กลาง ทาให้เกิดผลกระทบทางสงั คม

การขาดจริยธรรมเป็นสิ่งที่สง่ ผลกระทบต่อทุกภาคส่วนทั้งในองค์กร ชุมชน และประเทศชาติ
ล้วนได้รับผลกระทบร่วมกันท้ังส้ิน เน่ืองจากการขาดความรับผิดชอบ การเห็นประโยชน์ส่วนตน
มากกวา่ สว่ นรว่ ม การละเวน้ ความดีไม่ยึดหม่ันในหลักของคุณธรรมและจริยธรรมทาให้เกิดปัญหาการ
ขัดแย้ง เกิดการทุจริตคอรัปช่ัน หรือปัญหามีผลต่อสังคมไม่ว่าจะเป็นด้านสภาพแวดล้อม ปัญหา
อาชญากรรมตา่ งๆ เปน็ ตน้

สรปุ

จริยธรรมเป็นแนวทางปฏิบัติของความประพฤติมนุษย์ในสังคมเพื่อให้เกิดความสงบสุข
จริยธรรมมีทม่ี าจาก 5 แหล่ง คือ การยึดตามประเพณี การยึดตามกฎหมาย การยึดตามหลักศาสนา
การยึดตามหลักปรัชญา และการยดึ ตามหลักการใช้วิจารณญาณ จริยธรรมมีความสาคัญในฐานะเป็น
แกน่ ของสังคมและเป็นรากฐานสาคัญของความเจริญร่งุ เรอื งอย่างยง่ั ยืนของสังคม องค์ประกอบสาคัญ
ของจริยธรรมประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ ปัญญา อารมณ์ และพฤติกรรม โครงสร้างของ
จริยธรรมแบ่งได้ 2 ส่วน คือ จริยธรรม และจริยธรรมในวิชาชีพ ประเภทของจริยธรรมแบ่งเป็น 2
ประเภท คอื จรยิ ธรรมสว่ นบุคคลและจริยธรรมทางสังคม จริยธรรมมีลักษณะเป็นเครื่องมือของสังคม
ในการนาหรือช้ีทาง ในด้านการควบคุมตัวเองในการประพฤติปฏิบัติในการทาความดีละเว้นความชั่ว
และยังมีลักษณะเป็นเสมือนกฎหมาย จารีต และมารยาททางสังคม ลักษณะของจริยธรรมมี 2
ลักษณะ คอื ลกั ษณะจริยธรรมทีพ่ งึ ประสงค์ และลกั ษณะจรยิ ธรรมทีไ่ มพ่ งึ ประสงค์

จริยธรรมในการทางานเป็นข้อปฏิบัติพ้ืนฐานของบุคคลในการทางานที่ได้รับการยอมรับใน
สังคมและองค์กร เป็นหลักการปฏิบัติเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน หลักการกาหนดมาตรฐาน

บทท่ี 1 ความรเู้ บื้องตน้ เกี่ยวกับจรยิ ธรรม 24

จริยธรรมตามแนวคดิ สากลเป็นการยึดใช้หลกั มาตรฐานเดียวกัน ในการคานึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม
มากกว่าส่วนตน ความรับผิดชอบต่อหน้าท่ี และความโปร่งใส่ ประโยชน์ของการศึกษาจริยธรรมสรุป
ได้ 2 ประการ คอื ประโยชนต์ อ่ ตนเอง และประโยชน์ต่อสงั คม

กรณีศกึ ษา

ครูใหญ่กับปัญหาทางเลือกสองแพร่งทางจริยธรรม (What Ethical Dilemmas Do
Principal Face?) (เช่ยี วชาญ ภาระวงค,์ 2556)

ในการเป็นผู้นาทตี่ ้องอยบู่ นพ้นื ฐานของจริยธรรม ครูใหญ่จึงมักพบกับความอึดอัดใจท่ีจะต้อง
ตัดสินใจทางเลือกใดทางเลือกหน่ึงที่เห็นว่าดีกว่าอีกทางเลือกหนึ่งในเกณฑ์เชิงจริยธรรม ทั้งน้ีเพราะ
บางครั้งประเด็นเชิงจริยธรรมไม่ใช่การเลือกระหว่างผิดหรือถูก แต่เป็นเร่ืองของอย่างไหนท่ีเหมาะสม
กว่ากัน ตวั อยา่ งเชน่ การใช้งบประมาณท่มี ีจากดั ของโรงเรยี นระหว่างโครงการส่งเสริมนักเรียนปัญญา
เลศิ กบั โครงการสอนเสรมิ เพ่ือลดการตกซา้ ช้นั ของนักเรียนหรือกรณีทค่ี รูใหญเ่ น้นนโยบายการให้ความ
อิสระแก่ครู (Teacher Autonomy) แต่ขณะที่เน้นเรื่องผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน (Student
Achievement) เป็นเรื่องสาคัญด้วย ปรากฏว่าคณะครูได้ใช้อานาจที่ได้รับไปจัดทาเกณฑ์มาตรฐาน
ทางวิชาการของนักเรียนต่าลง เพ่ือทาตัวเลขของจานวนผู้สาเร็จการ ศึกษาเพิ่มข้ึนเป็นต้น หรือ
ครูใหญ่ควรปกปูองครูที่ทางานสอนดี แต่ล่วงละเมิดทางเพศต่อนักเรียนหรือไม่ ครูใหญ่ควรปฏิบัติ
อย่างไร ถ้าผู้บังคับบัญชาของตนขอให้ช่วยสนับสนุนให้บริษัทท่ีต้องการชนะการส่งนมพร้อมดื่มให้
นักเรียนทัง้ ท่รี ู้ว่าตา่ กวา่ มาตรฐาน

การแก้ปัญหาทางสองแพร่งทางจริยธรรม (How Can Leaders Resolve Ethical
Dilemmas) ผู้รู้เชื่อว่าไม่มีสูตรสาเร็จใดท่ีผู้นาสามารถใช้เพ่ือแก้ปัญหาทางเลือกทางจริยธรรมแต่มี
แนวทางดาเนนิ การกวา้ งๆ

1. ตัวผู้นาเองจะต้องมีมาตรฐานด้านจริยธรรม (Ethical Standards) และต้องประพฤติ
ปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าวอย่างสม่าเสมอ เช่น แสดงออกทาง
พฤตกิ รรมของผ้ทู เ่ี มตตาเอื้ออาทรต่อศิษย์ เพ่ือนครแู ละคนทว่ั ไป การแสดงออกในความเป็นผู้รักความ
เป็นธรรมและความยุติธรรม การมีพฤติกรรมของผู้ท่ีมีความซื่อสัตย์ทั้งต่อตนเองและต่อผู้อ่ืน การให้
การเคารพตอ่ ศักดศิ์ รีความเป็นมนษุ ย์ของคนอื่น เป็นตน้

2. เม่อื จาเปน็ ตอ้ งหาทางออกต่อปัญหาเชิงจรยิ ธรรม มีหลักที่ผนู้ าควรพิจารณาดังน้ี

บทท่ี 1 ความรู้เบ้อื งตน้ เก่ยี วกบั จริยธรรม 25

2.1 ดผู ลท่เี กิดขึ้นตามมาถ้าตัดสินใจเลือกวิธีน้ัน และให้พยายามวิเคราะห์ว่า ใครบ้างท่ี
จะถูกผลกระทบและผลทเ่ี กดิ กบั คนเหล่านเี้ ป็นอยา่ งไร

2.2 ตัดสินใจเลือกทางเลือกโดยอิงหลักเกณฑ์ทางศีลธรรม (Moral Rules) เช่น เชื่อว่า
ถ้าทาเชน่ น้นั แล้วโลกของเราจะนา่ อยูย่ ิง่ ขึ้นเพราะทุกคนอยู่ในหลักศลี ธรรม

2.3 พยายามยึดแนวทางเอื้ออาทร (Caring) เอาใจเขามาใส่ใจเรา เช่น พยายามคิดว่า
ถ้าคนท่ีอยู่ในเหตกุ ารณ์นน้ั เปน็ ตัวเรา เราอยากให้คนอื่นปฏิบตั ิกบั เราอยา่ งไร เป็นต้น

3. ปัญหาทางจริยธรรม นา่ จะมตี วั เลือกที่เป็นทางออกได้มากกว่าสองทาง (Dilemmas) คือ
ไม่ถูกก็ต้องผิด แต่ควรมีทางเลือกท่ีสาม (Tri Lemmas) ซ่ึงเป็นทางออกที่ดีกว่า เช่น แทนที่โรงเรียน
จะกาหนดให้นักเรียนทุกคนต้องเข้าร่วมกิจกรรมทางพุทธศาสนา ก็ควรมีกิจกรรมทางเลือกท่ี
สอดคลอ้ งการนับถอื ศาสนาอ่นื ของนักเรยี นบางคนดว้ ย เช่นกัน

4. ท้ายสุด ผนู้ าเองต้องทาตวั เหมือนปรอทรับรแู้ ละตระหนักถึงปัญหาทางจริยธรรมที่เกิดได้
ดีโดยเฉพาะในชมุ ชน ซึง่ ตนมบี ทบาทเป็นผนู้ า

คาถามท้ายบท

1. คณุ ธรรม จรยิ ธรรม และศลี ธรรม มีความหมายเหมอื นกัน หรือแตกตา่ งกัน อยา่ งไร
2. ใหบ้ อกถึงความสัมพนั ธ์ของคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ศีลธรรม วา่ มคี วามสัมพนั ธก์ ันอย่างไร
3. ใหอ้ ธิบายถงึ โครงสรา้ งของจริยธรรมว่าเปน็ อยา่ งไร
4. ประเภทของจรยิ ธรรมมกี ี่ประเภท อะไรบา้ ง พร้อมยกตัวอยา่ งของแต่ละประเภท

บทท่ี 1 ความร้เู บอ้ื งต้นเกย่ี วกบั จริยธรรม 26

เอกสารอา้ งอิง

กิ่งดาว จินดาเทวิน. (2555). จริยธรรมทางธุรกิจ “โครงการตาราจัดพิมพ์เพ่ือเฉลิมพระเกียรติพระ
บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในวโรกาส พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7
รอบ 5 ธันวาคม 2555. คณะวิทยาการจัดการ, มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุตรดิตถ์.

กีรติ บุญเจือ. (2551). คู่มือจริยศาสตร์ตามหลักวิชาการสากล. กรุงเทพมหานคร : ศูนย์ส่งเสริม
และพฒั นาพลังแผน่ ดนิ เชงิ คุณธรรม.

กติ ติยา โสภณโภไคย. (2553). คุณธรรม จรยิ ธรรม และการดารงอยู่กับประชาธิปไตย. แหล่งสืบค้น
ข้อมูล http://www.ombudsman.go.th/10/ethical/ethical0.pdf. สืบค้นข้อมูลวันท่ี
22 ธนั วาคม 2561.

ไกรฤกษ์ ศิลาคม. (2557). เอกสารประกอบการสอนรายวิชาจริยธรรมกับชีวิต. สานักศึกษาวิชา
ทั่วไป. มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อดุ รธานี.

จุรีพร กาญจนการุณ (2552). คุณธรรม จริยธรรม และการใช้เหตุผลเชิงจริยธรรมของนักศึกษา
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยพี ระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.). วารสารวิชาการ วิทยาลัยแสงธรรม. ปี
ท่ี 1 ฉบับท่ี 1 มกราคม-มิถุนายน 2552.

ชยั นนท์ นลิ พฒั น์. (2555). จริยธรรมในการบริหารงานบุคคลของคณะอนุกรรมการข้าราชการครู
และบุคลากรทางการศึกษา เขตพ้ืนที่การศึกษา. วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต,
สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร.

ไชยพร เรอื งแหล้. (2556). บทบาทของสถานศึกษาในการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมแก่นักเรียน
สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1. วิทยานิพนธ์ปริญญา
พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลยั .

ชยั พร วชิ ชาวธุ . (2552). มูลสารจติ วิทยา. กรุงเทพมหานคร : จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.
เช่ยี วชาญ ภาระวงค.์ (2556). โลกาภวิ ตั น์ : ภาวะผนู้ าเชิงจริยธรรมและธรรมาภิบาลกับการบริหาร

โรงเรียนท่ีมีประสิทธิภาพ. แหล่งสืบค้นข้อมูล http://123get-all.blogspot.Com/2013
/09/blog-post_1.html. สืบคน้ ขอ้ มลู วันที่ 22 ธันวาคม 2561.

บทที่ 1 ความรเู้ บื้องต้นเกยี่ วกับจริยธรรม 27

ณัฐ จันทร์หนูหงส์. (2554). ศึกษาพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1-6
โรงเรียนสีกัน (วัฒนานันท์อุปถัมภ์) เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์พุทธ
ศาสตร์มหาบณั ฑิต, สาขาวชิ าพระพทุ ธศาสตร,์ มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

ทินพันธุ์ นาคะตะ. (2557). คุณธรรม จริยธรรมกับศีลธรรม: จากมุมมองของปรัชญา.
กรุงเทพมหานคร : โครงการจดั พิมพ์คบไฟ.

ทิพย์ หาสาสน์ศรี. (2553). การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย
รามคาแหง. กรงเทพมหานคร : มหาวิทยาลยั รามคาแหง.

พรนิภา จันทร์น้อย. (2560). รูปแบบกิจกรรมการพัฒนาพฤติกรรมทางจริยธรรมของนักศึกษาใน
สถาบนั อุดมศึกษาเอกชนตามคุณลักษณะบัณฑิตอุดมคติไทย. วิทยานิพนธ์ปริญญา
ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต, สาขาวิชาผู้นาทางการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์,
มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม.่

พรนิภา จันทร์นอ้ ย และคณะ. (2559). แนวทางการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักศึกษา
สถาบนั อุดมศึกษาเอกชนในจังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต,
สาขาวชิ าผ้นู าทางการศกึ ษาและการพัฒนาทรัพยากรมนษุ ย,์ มหาวิทยาลยั เชยี งใหม.่

พิพฒั น์ ดารากร ณ อยธุ ยา (2558). ความคาดหวงั ขน้ั พื้นฐานของสถานประกอบการที่มีต่อแรงงานใน
นิคมอุตสาหกรรมบางปู จังหวัดสมุทรปราการ. วารสาร ธุรกิจปริทัศน์. ปีท่ี 7 ฉบับท่ี 2
(กรกฎาคม-ธนั วาคม 2558).

เพียงตะวัน พลอาจ. (2557). จริยธรรมทางธุรกิจ. เชียงใหม่ : คณะวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัย
เชยี งใหม่.

ยอดชาย วิถีพานิช. (2560). บทความวิชาการเร่ือง มาตรฐานทางจริยธรรม: กลไกใหม่ใน
รฐั ธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560. สานักวิชาการ, สานักงานเลขา
ธกิ ารสภาผู้แทนราษฎร.

ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 เฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เน่ืองในโอกาสพระราชพีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา
7 รอบ 8 ธนั วาคม 2554. พมิ พ์ครง้ั ที่ 1 กรงุ เทพมหานคร : ราชบณั ฑติ ยสถาน.

บทที่ 1 ความร้เู บอ้ื งต้นเกี่ยวกับจริยธรรม 28

รณวีร์ พาผล. (2556). การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ความม่ันคงทางอารมณ์ เพ่ือการบริโภคส่ือ
และข่าวสารอย่างชาญฉลาดของเยาวชน ในแขวงนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่. รายงาน
วิจัยฉบับสมบูรณ์, งบประมาณแผ่นดิน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2556. สานักงานคณะกรรมการ
วิจยั แหง่ ชาติ (วช.)

ลาดวน ศรีมณี. (ม.ป.ป.). จริยธรรมและจริยศาสตร์ตะวันออก. กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์
ดวงกมล.

วรรณเพ็ญ มูลสุวรรณ. (2559). การขาดจริยธรรมในการดาเนินงานขององค์การธุรกิจ. วารสาร
รชั ต์ภาคย์. 10(19), 23 - 34.

สานิตย์ หนูนิล. (2556). การพัฒนาจริยธรรมในองค์การผ่านกระบวนการบริหารทรัพยากรมนุษย์.
วารสาร มหาวทิ ยาลัยศลิ ปการ, ฉบับภาษาไทย, ปีท่ี 33(1) : 131-148.

สุรพันธ์ ฉันทแดนสุวรรณ. (2553). หลักการบริหารธุรกิจ. (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพมหานคร :
จุดทอง.

สุทัด จนั ทะสินธ์.ุ (2560). รปู แบบภาวะผู้นาเชงิ จริยธรรมแบบบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน. วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎี
บัณฑิต, สาขาวิชาผู้นาทางการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, มหาวิทยาลัยราชภัฎ
เชียงใหม.่

สานักงานขา้ ราชการพลเรือน (ก.พ.). (2555). หลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
(Good Governance). กรุงเทพมหานคร : คณะรฐั มนตรีและราชกจิ จานุเบกขา.

สานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สานักนโยบายและยุทธศาสตร์. (2560). รายงานการวิจัย เร่ือง
การศกึ ษาคุณธรรม จรยิ ธรรมของผู้เรียน ในสถานศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ. กลุ่ม
ยุทธศาสตร์การวจิ ัยและพฒั นา,

อนิวัช แก้วจานงค์. (2556). การจัดการทรัพยากรมนุษย์. (พิมพ์คร้ังท่ี 3). สงขลา : ศูนย์หนังสือ
มหาวทิ ยาลยั ทักษณิ .

Brown, Roger. (1978). Social Psychology. N.Y. : The Free Press.
Carrloll, A. B. & Buchholtz, A. K. (2003). Business & Society : Ethics and Stakeholder

Management. Mason, OH : Sout-Western.
Hoffman, M. L. (1979). Development of moral thought, feeling and behavior.

American Psychologist.

บทท่ี 1 ความร้เู บอ้ื งตน้ เก่ียวกบั จริยธรรม 29

Hayeena. (2013). จริยธรรมในการทางาน. แหล่งสืบค้นข้อมูล https://haryeena.wordpress.
com. สืบค้นข้อมลู วนั ท่ี 10 ธนั วาคม 2563.

Kohlberg, Lawrence. (1972). Development of Moral Character and Moral Incleology
Review of Child Development Research. Edited by M.L. Holfman. N.Y. :
Russell Sogn Foundation.

Huaybong. (2556) ทกั ษะในการทางานเพอ่ื การดารงชวี ติ . แหล่งสืบค้นข้อมูล http://skillstowork
foraliving.blogspot.com/2013/02/blog-post_25.html. สืบค้นข้อมูลวันท่ี 20 ธันวาคม
2561.

Piaget, J. (1960). The Moral Judgement of the Child. Lllionis : The Free Press.
Papudsorn. (2555). ข้อดีหรือประโยชน์ของจริยธรรม. แหล่งสืบค้นข้อมูล http://papudsorn-

pp.blogspot.com/2012/05/blog-post.html. สบื ค้นข้อมูลวันที่ 22 ธันวาคม 2561.
Richard T. Garner and Bernard Rosen. (1967). Moral philosophy : a systematic

introduction to normative ethics and meta-ethics. New York : Macmillan.
Raziel Abelson & Kai Nielsen. (1967). The Encyclopedia of Philosophy. New York:

Macmillan.
Taweesak Kunyochai. (2007). โทษของการขาดจริยธรรม. แหล่งสืบค้นข้อมูล http://www.satit.

up.ac.th/BBC07/AroundTheWorld/reli/16.htm. สืบคน้ ขอ้ มูลวันที่ 22 ธันวาคม 2561.
Velasquez, M. G. (2008). Business Ethics : Concepts and Cases. Englewood Cliff, NJ :

Prentice-Hall.
William K. Frankena. (1964). Ethics. Englewood Clifts, N.J. : Prentice-Hall.

บทที่ 2

แนวคดิ ทฤษฎี ดา้ นจริยธรรม

จริยธรรมเป็นระบบของการทาความดีละเว้นความชั่ว ในการศึกษาแนวคิดทฤษฎีของหลัก
จริยธรรมเป็นการศึกษาเก่ียวกับจิตใจและพฤติกรรมของมนุษย์ มีนักจิตวิทยาท่ีสาคัญหลายท่านได้
เสนอแนวคิด ทฤษฎีที่เก่ียวข้องกับเหตุผล หรือกระบวนการของพฤติกรรมของบุคคลโดยเฉพาะ
พฤตกิ รรมจริยธรรม ในเนอ้ื หาบทนี้ได้ประมวลและสรุปเฉพาะทฤษฎีทางจิตวิทยาและด้านจริยธรรม
โดยจะเน้นทฤษฎีท่ีสาคัญที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมและพฤติกรรมจริยธรรม ท่ีส่งผลต่อความสาเร็จใน
การปฏบิ ัติของบุคลากรในองค์กรและความสาเร็จขององค์กรท่ีเกิดจากการพฤติกรรมของพนักงานใน
องค์กรเป็นสาคัญ ซึ่งสามารถนามาประยุกต์ใช้เป็นหลักในการพัฒนาจริยธรรมในองค์กร กิจกรรมใน
การเสริมสร้างพฤติกรรมตามมาตรฐานทางจริยธรรมในองค์กรได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ

2.1 แนวคดิ เกยี่ วกบั จริยธรรมองคก์ ร

นักวิชาการต่างประเทศและนักวิชาการไทยได้ให้ความหมาย และแนวคิดของจริยธรรม
องคก์ ร อยา่ งหลากหลายไว้ดังนี้

2.1.1 ความหมายของจริยธรรมองคก์ ร
ซิม และปีเตอร์ (Sims, Henry P., JR. & Peter Lorenzi, 1992 : 506) ให้ความหมายของ
จรยิ ธรรมองคก์ รไว้ว่า เป็นกฎระเบียบและแนวทางการปฏิบัติท่ีสอดคล้องกับมาตรฐานทางสังคมและ
ศีลธรรมมากกว่าสอดคล้องกับบรรทัดฐาน มาตรฐานสาหรับพฤติกรรมทางจริยธรรมทาให้เกิดความ
ชัดเจนระหว่างส่งิ ท่ถี ูกและสิ่งทผ่ี ิดในสถานการณท์ ี่คลุมเครือ
แคปเทน (Kaptein, 2010 : 602) ให้ความหมายของจริยธรรมองค์กรไว้ว่า เป็นแนวทางท่ี
องค์กรใช้สนบั สนุนพฤติกรรมทม่ี ีจริยธรรมและป้องกนั พฤติกรรมท่ีไม่มีจริยธรรม
บัตส์ (Butts, J.B., 2013 : 125-126) ให้ความหมายของจริยธรรมองค์กรไว้ว่าเป็นการจัด
สภาพแวดล้อมและกาหนดลักษณะขององค์กร เป็นการช่วยป้องกันพฤติกรรมที่ไม่มีจริยธรรมหรือ
พฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย โดยกาหนดพันธกิจ ค่านิยม จัดการให้ค่านิยมคงอยู่ในองค์กร ตระหนักถึง
ความสาคัญของค่านิยมท่ีจะทาให้เกิดความตึงเครียด และแนวทางที่ดีท่ีสุดในการจัดการความ

บทท่ี 2 แนวคิด ทฤษฎี ดา้ นจรยิ ธรรม 32

ตึงเครียดและรักษาค่านิยมที่ดีไว้ของกระบวนการจริยธรรมองค์กร ช่วยให้องค์กรสามารถจัดการ
ประเด็นจริยธรรมกบั การเงิน การบริหารธุรกิจ การจดั การ และการตดั สินใจได้ดี

จอห์นสัน (Johnson, 2012 : 12) ได้ให้ความหมายของจริยธรรมองค์กรไว้ว่า เป็นการ
ประยุกต์หลักการและมาตรฐานคุณธรรมมาใช้ในบริบทองค์กร โดยกาหนดพฤติกรรมเป้าหมายและ
ดาเนินการอย่างมีจิตสานึก ทาให้องค์กรมีจริยธรรมที่เหมาะสม ขณะเดียวกันผู้บริหารและบุคลากร
รว่ มกนั ปฏิบัตติ ามมาตรฐานและหลักการจรยิ ธรรมทีอ่ งค์กรกาหนดไว้

โลซาโน่ (Lozano, J, 2013 : 103) กล่าวว่าจริยธรรมองค์กร หมายถึง กลุ่มค่านิยมท่ีเป็นตัว
สะท้อน อัตลักษณ์ขององค์กรที่สามารถรับรู้ได้จากการทางานในองค์กร หรือจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับ
องค์กร จริยธรรมองค์กรมคี วามสัมพันธก์ บั การรบั รู้ของบุคลากรและผมู้ ีสว่ นได้ส่วนเสียขององค์กร ที่มี
ความเกีย่ วข้องกับจริยธรรม

โฟเจียร์ (Foglia, 2015 : 174) กล่าวว่าจริยธรรมองค์กร หมายถึง การรับรู้ของบุคลากรต่อ
องค์กรที่มีการบริหารงานอย่างยุติธรรม มีความชัดเจน มีการรายงานเก่ียวกับจริยธรรมและการติด
ตามผลอย่างต่อเน่ือง ผู้นามีจริยธรรม ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างท่ีดี ไว้วางใจได้ รวมทั้งเปิดโอกาสให้
แสดงความคิดเห็น เช่นเดียวกันกับ เฉิง (Cheng et al., 2013 : 109-111) กล่าวว่าจริยธรรมองค์กร
หมายถงึ การรบั ร้วู า่ องค์กรมวี ัฒนธรรมองค์กรทางจริยธรรม การมีโปรแกรมจริยธรรมและการมีผู้นาที่
เป็นแบบทีด่ ี จากขอ้ ความดงั กล่าวข้างต้นสามารถสรุปได้ว่าจริยธรรมองค์กร หมายถึง การรับรู้การจัด
องค์กรท่ีส่งเสริมพฤติกรรมที่มีจริยธรรม โดยยึดหลักบริหารงานอย่างโปร่งใส ส่งเสริมค่านิยมที่เน้น
ความยุติธรรม มีบรรยากาศการทางานในการเรียนรู้ร่วมกัน ยึดมั่นความถูกต้องในการปฏิบัติหน้าที่
ตามกฎระเบียบ รวมทั้งการดูแลให้บุคลากรปฏิบัติตามคู่มือจริยธรรม รับฟังข้อมูลเก่ียวกับปัญหา
จริยธรรม มีระบบการประเมินความประพฤติด้านจริยธรรม การยกย่อง ชมเชย หรือดาเนินการทาง
วินัย รวมทัง้ ผ้นู าปฏบิ ตั ติ นเปน็ แบบอยา่ งท่ีดี

วุฒิชัย อารักษ์โพชฌงค์ และลักขิกา วารีสมบูรณ์ (2561 : 10) กล่าวว่า จริยธรรมองค์กร
หมายถึงแนวทางและวิธีการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมของทุกคนในองค์กร เป็นการส่งเสริมจริยธรรม
การพฒั นาสมรรถนะทางจริยธรรม รวมถงึ เปน็ การสร้างผ้นู าในองค์กรและส่งเสริมวฒั นธรรมจริยธรรม
หรือจริยธรรมองค์กรขององค์กร โดยยึดหลักจริยธรรมเป็นหลักการและต้องอาศัยความรู้ ความ
สามารถ ความร่วมมือ ความมุ่งม่ันของทุกคน เพื่อทาให้องค์กรประสบความสาเร็จตามเป้าหมายที่
กาหนดไว้

บทที่ 2 แนวคดิ ทฤษฎี ดา้ นจริยธรรม 33

ดังน้ันจะเห็นได้ว่าจริยธรรมองค์กรคือหลักปฏิบัติหรือแนวทางในการปฏิบัติภายในองค์กรท่ี
เปน็ ไปในทิศทางเดยี วกนั ที่เปน็ ไปตามมาตรฐานทางสังคม ศีลธรรม และจริยธรรมอันดีงาม ที่มีความ
ชัดเจนระหว่างส่ิงที่ถูกและสิ่งที่ผิด ส่ิงท่ีควรทา หรือไม่ควรทา เพ่ือให้ทุกคนในองค์กรตระหนักถึง
ความถกู ต้องดีงาม

2.1.2 แนวคิดเกีย่ วกบั จริยธรรมองคก์ ร
แคปเทียน (Kaptein, 2010 : 602, 612) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับจริยธรรมองค์กรและเป็นผู้ที่
ศึกษาการวัดจริยธรรมองค์กรเป็นคนกลุ่มแรก ซึ่งศึกษาจริยธรรมองค์กร : การศึกษาระยะยาวของ
ประชาชนที่ทางานในสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1999 ปี ค.ศ. 2004 และปี ค.ศ. 2008 ผู้ให้ข้อมูล
จานวน 12,196 คน โดยใช้ทฤษฎี 3 ทฤษฎี โดยทฤษฎีท่ีใช้อ้างอิงเป็นประจาในการศึกษาจริยธรรม
ทางธุรกิจ ได้แก่ ทฤษฎีคุณธรรม (Virtue Ethics) ทฤษฎีจริยธรรมที่เน้นหน้าที่ (Deontological
Ethics) และทฤษฎีจริยธรรมท่ีเน้นผลลัพธ์ (Consequential or Teleological Ethics) ทฤษฎี
คุณธรรม (Virtue Ethics) มีรากฐานมาจากแนวคิดของเพลโต และอริสโตเติ้ล มุ่งให้ความสาคัญกับ
ความตั้งใจ คุณลักษณะ คุณสมบัติ ทัศนคติ และอุปนิสัย ส่วนทฤษฎีจริยธรรมท่ีเน้นหน้าท่ี เช่น
แนวคิดของคานท์ (Kantian Ethics) มุ่งให้ความสาคัญกับการกระทาและพฤติกรรมและทฤษฎี
จรยิ ธรรมทเ่ี น้นผลลพั ธ์ พฒั นาโดยมิลล์และแบนแฮม มุ่งให้ความสาคัญกับผลกระทบและผลลัพธ์ของ
การกระทา ผลการวิจัยพบว่าจริยธรรมองค์กรประกอบด้วยวัฒนธรรมองค์กรทางจริยธรรมและ
โปรแกรมจริยธรรม โดยเฉล่ียแล้วองค์ประกอบทุกด้านของวัฒนธรรมองค์กรทางจริยธรรมมีการ
เพ่ิมข้ึนระหว่างปี ค.ศ. 1999 และปี ค.ศ. 2004 ความชัดเจนเป็นองค์ประกอบเดียวท่ีเพิ่มข้ึนอย่างมี
นัยสาคัญระหว่างปีค.ศ. 2004 และปี ค.ศ. 2008 องค์ประกอบอ่ืนลดลงเล็กน้อย สาหรับองค์ประกอบ
ของโปรแกรมจรยิ ธรรมมกี ารเพ่มิ ขึ้นระหวา่ ง ปี ค.ศ. 2004 และปี ค.ศ. 2008 สายตรงจริยธรรมมีการ
เพิม่ ขนึ้ มากทส่ี ดุ สาหรับการรับรู้เก่ียวกับพฤติกรรมท่ีไม่มีจริยธรรมลดลงมากกว่าร้อยละ 20 ระหว่าง
ปี ค.ศ. 2004 และปี ค.ศ. 2008 พฤติกรรม ท่ีไม่มีจริยธรรมที่เพิ่มข้ึน ได้แก่ การทาลายเอกสารเพ่ือ
รักษากฎ การเสยี เวลากับการจดั การท่ผี ดิ พลาดหรอื การนาทรัพยากรองค์กรมาใชใ้ นทางทีผ่ ิด
สันทัด ศะศิวณิช (2552 : 24-25) กล่าวว่า จริยธรรมในองค์กรเป็นสิ่งท่ีขององค์กรควรจะ
คานึงถงึ จรยิ ธรรมทีค่ วรจะถือเป็นหลักปฏิบัติ ดังน้ี
1. หลักจริยธรรมไทยในฐานะองค์กรของไทย คือสิ่งท่ีจะต้องคานึงถึงคือเกียรติภูมิและ
เอกลกั ษณข์ องไทย

บทที่ 2 แนวคดิ ทฤษฎี ด้านจริยธรรม 34

2. หลักจริยธรรมสากลในสังคมโลก จะเห็นได้ว่าประเทศต่างๆ ได้ให้ความร่วมมือพึ่งพา
อาศัยกันและกัน ดังน้ันประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสังคมโลกอย่างโดดเด่ียว ทาให้บางเร่ืองจาเป็นต้องนา
หลักปฏิบัติแบบมาตรฐานสากลมาประยุกต์ใช้ร่วมกับหลักปฏิบัติแบบไทยให้มีความเหมาะสมที่สุด
และสามารถปฏิบัติได้จริง ในการนาหลักจริยธรรมสากลมาใช้ในองค์กร เป็นการพิจารณาโดยใช้
แนวคิดจากคณุ สมบัติของทุกคนทป่ี รารถนาจะได้จากผู้เป็นบุคลากรในองค์กร มีสว่ นประกอบดงั นี้

2.1 สงิ่ ทีผ่ ู้บริหารปรารถนาจะใหบ้ ุคลากรขององค์กรมไี วเ้ ปน็ คณุ สมบัติประจาตัว คือ
2.1.1 มคี วามรบั ผิดชอบ
2.1.2 มีความสุจริต
2.1.3 มวี ินัย
2.1.4 มคี วามซ่ือสตั ย์ตรงต่อหน้าที่
2.1.5 ความเช่อื มัน่ ในตนเอง
2.1.6 มกี ารควบคุมตนเอง
2.1.7 มดี ลุ พนิ จิ ท่ดี ี
2.1.8 มีจิตใจทีเ่ ปิดกวา้ ง

2.2 สงิ่ ที่ผู้อยใู่ ต้บงั คับบัญชาปรารถนาจะได้จากผูบ้ งั คบั บญั ชา มดี งั น้ี
2.2.1 มีความเคารพนับถือและรับฟังความคดิ เหน็ ของผูอ้ ื่น
2.2.2 มคี วามเตม็ ใจทีจ่ ะเปิดเผยข้อมูลให้ทราบตามสมควร
2.2.3 มคี วามเป็นธรรม
2.2.4 มีนา้ ใจและรู้จักถนอมนา้ ใจลูกน้อง
2.2.5 มีความสามารถในการกระตนุ้ และให้กาลังใจแก่หมู่คณะ
2.2.6 มคี วามพร้อมท่ีจะยกยอ่ งชมเชยผลงาน
2.2.7 มคี วามพร้อมท่จี ะช่วยเหลอื ลูกน้อง
2.2.8 มเี วลาว่างใหแ้ กล่ ูกน้องตามสมควร
2.2.9 มอี ัธยาศัยและมีมารยาท
2.2.10 มีความกลา้ ในการตดั สินใจด้วยความรบั ผิดชอบของตนเอง

บทที่ 2 แนวคดิ ทฤษฎี ด้านจรยิ ธรรม 35

2.3 ส่ิงที่เพ่ือนร่วมงานต้องการจากกันและกัน ถ้าปฏิบัติได้จะส่งผลต่อการทางาน
ร่วมกันเป็นหม่คู ณะ โดยเนน้ ผลงานของหมคู่ ณะขององค์กรเป็นสาคญั ซึ่งจะบันดาลให้งานขององค์กร
มีประสทิ ธิผลดยี ิ่งข้ึน ได้แก่

2.3.1 ความรว่ มมือ
2.3.2 ความซอื่ สตั ยต์ ่อหมู่คณะ
2.3.3 ความเคารพนบั ถือในกนั และกนั
2.3.4 ความเอ้ือเฟื้อและความมนี า้ ใจต่อกนั
2.3.5 ความมีใจทเี่ ปิดกว้าง รับฟงั ซงึ่ กันและกนั
2.3.6 ความถ่อมตน
2.3.7 มสี านึกในการปฏิบตั ิและรบั ผิดชอบตอ่ หนา้ ทีข่ องตนเม่ือปฏิบตั งิ านกบั ผ้อู ื่น
2.4 สิ่งท่บี ุคคลภายนอกปรารถนาจะไดร้ ับจากผใู้ หบ้ รกิ ารขององค์กร ได้แก่
2.4.1 มคี วามเคารพนับถือผู้อื่นพอสมควร
2.4.2 มคี วามเตม็ ใจที่จะให้บริการอยา่ งโปร่งใส
2.4.3 มีความเปน็ ธรรม
2.4.4 มีน้าใจตอ่ ผู้ทีม่ าตดิ ต่อหรือขอรบั บริการ
2.4.5 มีความกระตือรือร้นท่ีจะชว่ ยเหลือผูม้ าติดต่อหรือขอรับบริการ
2.4.6 ร้จู ักคณุ คา่ ของเวลาของผู้มาติดต่อหรอื ขอรับบริการ
จากแนวคิดจริยธรรมในองค์กรสรุปได้ว่า จริยธรรมองค์กรเป็นกฎเกณฑ์ความประพฤติของ
บุคลากร ของกลุ่มในองค์กร รวมถึงแนวทางการปฏิบัติต่อผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของสังคม
กลุ่มของลูกค้าและประเทศชาติ โดยต้องมีพฤติกรรรมการกระทาที่มีเหตุผล รู้จักไตร่ตรอง แยกแยะ
ความดีความช่ัว สิ่งท่ีถูกส่ิงท่ีผิด ส่ิงท่ีควรทาและไม่ควรทา ส่ิงเหล่าน้ีจะทาให้เกิดการควบคุมตนเอง
และกลมุ่ เพอื่ ให้เกิดการปฏิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกันในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมต่อองค์กรและต่อผู้ท่ี
มสี ่วนสัมพนั ธ์ดว้ ยเช่นกัน

2.2 แนวคดิ กฎหมายเก่ียวกบั จริยธรรมทางธรุ กิจ

ศลิ ปพร ศรจี ัน่ เพชร (2554 : 2) กล่าวว่า จริยธรรมทางธุรกิจจะเกี่ยวข้องกับสิ่งท่ีถูกต้องและ
ไม่ถูกต้อง เช่นเดียวกับกฎหมายที่จะต้องสัมพันธ์กับส่ิงท่ีถูกต้องและไม่ถูกต้อง ประเด็นปัญหาด้าน

บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี ด้านจริยธรรม 36

จริยธรรมในบางประเดน็ มคี วามคาบเกยี่ วและซ้าซ้อนกับข้อกาหนดทางกฎหมาย จริยธรรมเป็นเครื่อง
กาหนดพฤติกรรมและควบคุมความประพฤติ เช่นเดียวกับกฎหมาย โดยกฎหมาย คือ กฎ ระเบียบ
ขอ้ บงั คบั ทีป่ ระมวลขน้ึ อยา่ งเปน็ ทางการในการท่ีจะหา้ มหรอื อนญุ าตให้บุคคลกระทาการอย่างใดอย่าง
หนึ่ง กฎหมายเป็นบทบัญญัติหรือข้อบังคับของรัฐ มีลายลักษณ์อักษรชัดเจนเพ่ือควบคุมพฤติกรรม
ของมนุษย์ ซ่ึงแตกต่างจากจริยธรรมที่ไม่ได้มีบทบัญญัติหรือบทลงโทษท่ีเป็นลายลักษณ์อักษรอย่าง
ชดั เจน แต่จะเป็นเร่ืองของจติ สานกึ เกีย่ วกับคุณธรรมท่ีผู้ปฏิบัติจะกระทาโดยความสมัครใจ จริยธรรม
และกฎหมายไม่ใช่สิ่งที่เหมือนกันทุกประการ แต่มีบางส่วนท่ีทับซ้อนกันอยู่ อาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า
กฎหมายเป็นเคร่ืองมือท่ีใช้ควบคุมพฤติกรรมระดับต่าสุดของมนุษย์ กฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่
สามารถควบคุมพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องทั้งหมดของมนุษย์ได้ ในปัจจุบันพบว่าข้อบังคับของกฎหมายมี
อยู่ แตค่ นไมป่ ระพฤติปฏบิ ัตติ ามหรอื พยายามจะหลีกเล่ียงการปฏิบัติตามกฎหมาย โดยอาศัยช่องโหว่
ของกฎหมายมาใช้เป็นประโยชนใ์ นการประพฤติปฏิบัติของตนเองหรือกลุ่มบุคคลหรือกลุ่มองค์กร แต่
ประเด็นด้านจริยธรรมเป็นประเด็นท่ีนอกเหนือจากกฎข้อบังคับของกฎหมาย ประเด็นด้านจริยธรรม
เร่ืองของ “จิตสานึก” ทส่ี งู กว่าขอ้ บัญญัตขิ องกฎหมาย

ลิขิต ธีรเวคิน (2553 : ออนไลน์) กล่าวไว้ว่า กฎหมายและจริยธรรมเป็นประเด็นท่ีมีการ
ถกเถียงกันในเชิงความคิดในระดบั กวา้ งในสงั คมไทยขณะนี้ สาเหตุเน่ืองมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้ดารง
ตาแหน่งในองค์กรสาธารณะต้ังแต่ สมาชิกรัฐสภา ฝ่ายบริหาร ศาล ข้าราชการ รวมตลอดทั้งผู้
ประกอบวิชาชพี ตา่ งๆ เชน่ หมอ นักธรุ กจิ ครูบาอาจารย์ กาลังถูกตรวจสอบในเรื่องจริยธรรมซ่ึงละไว้
ในฐานะที่เข้าใจว่า เป็นจริยธรรมแห่งวิชาชีพ (Professional Ethic) รวมตลอดท้ังศีลธรรมส่วนตัว
(Morality) และท่ีเป็นเรื่องท่ีสังคมกาลังกล่าวถึงมากที่สุดก็คือเรื่องที่มีการทาวิจัยถามเยาวชนว่าด้วย
จริยธรรมและนักการเมือง ปรากฏว่าเยาวชนกว่าร้อยละ 50 ตอบว่าการไม่มีจริยธรรมของ
นกั การเมอื งไม่ใช่เรือ่ งสาคญั ถา้ ทางานได้ และที่เป็นเร่ืองที่สังคมให้ความสนใจมากที่สุดนั้นก็คือ การที่
พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ไดก้ ลา่ วหลายครงั้ ถงึ ศลี ธรรม จริยธรรม ของนักธรุ กิจและของนักการเมือง
ทบี่ รหิ ารประเทศ

มีข่าวว่าที่ปรึกษาระดับสูงของผู้ดารงตาแหน่งในองค์กรสาธารณะขณะนี้ เคยกล่าวคาพูดมี
ใจความว่า "จริยธรรมเป็นเรื่องที่น่าราคาญ" นอกจากนั้นยังมีคนบางคนพูดว่า "จริยธรรมเป็นเรื่อง
นามธรรม" นอกจากน้ันยังมีสมาชิกขององค์กรการเมืององค์กรหน่ึง ได้กล่าวในรายการวิทยุโทรทัศน์
ความว่า "พวกนักวิชาการชอบพูดเร่ืองจริยธรรม ท้ังๆ ที่ควรเน้นเรื่องกฎหมายว่าเป็นเรื่องท่ีผิด

บทที่ 2 แนวคดิ ทฤษฎี ดา้ นจริยธรรม 37

กฎหมายหรือไมม่ ากกวา่ การพดู ถงึ เรื่องจรยิ ธรรม" และท่ีเห็นเด่นชัดท่ีสุดก็คือคากล่าวของนายแพทย์
พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายก รัฐมนตรีที่ว่า "ถามว่าพ้ืนฐานจริยธรรมคืออะไร คือทา
ถูกต้องตามกฎหมายใช่หรือไม่ ถ้าผิดจริยธรรมแปลว่าผิดกฎหมาย แล้วอันน้ีเห็นว่ามีการทาผิด
กฎหมายไหมครับ ถ้ายังตัดสินไม่ได้ กระบวนการยุติธรรมก็ทาไปเลย ฟ้องไปเลย ถูกไหมครับ"
(หนังสอื พมิ พม์ ตชิ น : มปป.)

ประเด็นท่ีต้องพิจารณาก็คือว่า อะไรคือกฎหมาย กฎหมายคือกฎกติกาท่ีตราขึ้นในสังคม
เพ่ือให้สังคมอยู่ร่วมกันโดยสันติ ป้องกันมิให้การเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน คุ้มครองสิทธิขั้นมูล
ฐานอันได้แก่สิทธิทางการเมือง สิทธิในร่างกายและทรัพย์สิน เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การ
เลือกท่ีอยู่ รวมตลอดท้ังการหาข้อยุติในข้อพิพาท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้า นิติกรรมสัญญา การรับ
มรดก ฯลฯ หลักของกฎหมายมีอยู่ว่า จะต้องเป็นกติกาท่ีสังคมส่วนใหญ่ยอมรับ มีกระบวนการออก
กฎหมายตามข้อตกลงของสังคม ประกันความยุติธรรมโดยท่ัวหน้าไม่ใช่เฉพาะเจาะจง และจะต้องมี
สภาพบังคับกระบวนการท่ีกล่าวมาทั้งหมดน้ีจะนาไปสู่การปกครองบริหารท่ีใช้กฎหมายเป็นหลักที่
เรียกว่า นิติรัฐ (Legal State) ขณะเดียวกันก็จะเป็นการจรรโลงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม (The Rule of
Law) การธารงไว้ซึ่งหลักนิตธิ รรมหมายความว่า นอกจากกระบวนการออกกฎหมายตามกติกาท่ีสังคม
ส่วนใหญ่ยอมรับแล้วจะต้องคานึงถึงประเด็นสาคัญที่สุดคือ ความถูกต้องและความยุติธรรม นั่น
หมายความว่าการพิจารณากฎหมายโดยเฉพาะอย่างย่ิงกฎหมายมหาชนจะต้องคานึงถึงตัวบท
กฎหมายตามลายลักษณ์อักษร (The Letter of the Law) และเจตนารมณ์ของการออกกฎหมาย
(The Spirit of the Law) นอกเหนอื จากนั้นจะตอ้ งคานึงถึงหลกั นิติปรัชญา (Legal Philosophy) ซ่ึง
ได้แก่ หลกั การและปรชั ญาทางกฎหมายที่สังคมได้สรา้ งสมมานานอันเป็นทีย่ อมรับโดยท่วั ไป

หลักสาคัญหลักหนึ่งของนิติปรัชญานั้นจะแฝงไว้ซ่ึงจริยธรรมของผู้ใช้กฎหมาย โดยเฉพาะ
อยา่ งย่ิงจากผซู้ ง่ึ มีอานาจรฐั หรอื อานาจตามกฎหมายทส่ี ามารถใหค้ ณุ ให้โทษกับคนในสังคมได้ ในกรณี
ดังกล่าวนบ้ี คุ คลทสี่ าคญั ที่สดุ คอื บคุ คลท่อี ยู่ใน 3 อานาจอธิปไตย อนั ไดแ้ ก่ อานาจนิติบัญญัติ บริหาร
และตุลาการ รวมตลอดท้ังข้าราชการฝ่ายต่างๆ ที่มีอานาจในการใช้อานาจรัฐ ใช้ทรัพยากร และการ
วางนโยบาย ซง่ึ จะส่งผลกระทบต่อคนเปน็ จานวนมากในสังคมนั้นๆ ในส่วนของอานาจนิติบัญญัติหรือ
ผู้ออกกฎหมาย นอกเหนือจากจะต้องมีความรู้ในเร่ืองนิติบัญญัติ หรือกระบวนการออกฎหมายที่
ถูกต้อง หลักการท่ีจะคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน ความยุติธรรม ดังน้ันผู้มีอานาจหน้าท่ีใน
การออกกฎหมายจึงตอ้ งแฝงไวด้ ว้ ยความรู้และจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ไม่ยอมออกกฎหมายท่ีจะนาไปสู่

บทท่ี 2 แนวคดิ ทฤษฎี ด้านจรยิ ธรรม 38

การเอ้ืออานวยประโยชน์ต่อคนกลุ่มใดกลุ่มหน่ึงโดยเฉพาะ เพราะจะต้องมีลักษณะสากลและต้องไม่
ขัดกับหลักการความถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องไม่ขัดต่อหลักศีลธรรมและจริยธรรมในสังคม แต่
ถ้าหากสภาวะไมเ่ ป็นไปตามท่กี ลา่ วก็จะนาไปสปู่ ญั หาอย่างไม่ส้ินสุด ดังคากล่าวนายจรัญ ภักดีธนากุล
เลขาธกิ ารประธานศาลฎีกา ท่วี า่

"เศรษฐกจิ ของไทยไมไ่ ด้มปี ญั หาจากกระบวนการยุติธรรม แต่เป็นความจริงท่ีว่ากระบวนการ
ยตุ ิธรรมที่มคี ุณภาพและมมี าตรฐาน มสี ว่ นในการพัฒนาบ้านเมือง ซึ่งไม่ใช่เฉพาะส่วนใดส่วนหน่ึงของ
กระบวนการยุติธรรม แต่ทั้งกระบวนการนับแต่เริ่มต้นเลยทีเดียว เร่ิมจากการออกกฎหมายโดยฝ่าย
นิติบัญญัติต้องออกกฎหมายมาเพ่ือประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ไม่ใช่ออกกฎหมายมา
เพ่ือประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหน่ึงหรือบางบุคคล เม่ือได้กระบวนการออกกฎหมายที่ดีแล้ว
กระบวนการยุติธรรมในข้ันสืบสวน สอบสวนและในชั้นอัยการต้องเป็นกลาง ไม่อยู่ภายใต้กลุ่มผล
ประโยชน์หรือนกั การเมือง และเมอื่ คดีมาถึงศาล ศาลก็ตอ้ งพจิ ารณาคดดี ้วยความเป็นกลาง ต้องไม่ถูก
แทรกแซงจากอานาจรัฐและกลุ่มผลประโยชน์ จากน้ันหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่มีหน้าท่ี
บังคับตามคาพิพากษา ก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพจริงจัง ไม่ลูบหน้าปะจมูก หาก
สามารถทาให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปตามหลักการข้างต้นได้ ก็จะทาให้ประชาชนในประเทศมี
คุณภาพชีวิตที่ดีและทาให้เศรษฐกิจของบ้านเมืองดีขึ้น ประเทศคู่ค้ากับเราก็ให้ความเชื่อถือ สิ่งท่ีควร
กระทาก็ คือ การพัฒนาโครงสร้างกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบให้ดีข้ึน มีอิสระและเป็นกลาง ไม่ถูก
แทรกแซงจากฝ่ายใดฝ่ายหน่ึง รวมทั้งไม่ถูกแทรกแซงจากกลุ่มผลประโยชน์และฝ่ายการเมือง ซึ่งโดย
ภาพรวมกระบวนการยุติธรรมของบ้านเรายังถูกแทรกแซงจากอานาจรัฐได้อยู่ในทุกขั้นตอน แต่ใน
ขั้นตอนของศาล จะพยายามไม่ให้อานาจรัฐหรือฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซง ซ่ึงศาลยุติธรรมก็
พิถีพถิ นั ในเร่ืองน้อี ยูแ่ ล้ว" (หนงั สือพมิ พ์มตชิ น : มปป.)

ถา้ หากกระบวนการออกกฎหมายเป็นกระบวนการซ่ึงเน้นผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม โดยอาศัย
กลไกทางการเมืองเป็นเครื่องมือ เน่ืองจากมีจานวนเสียงในสภามากพอท่ีจะออกกฎหมายได้ เป็นการ
ออกกฎหมายท่ีขัดแย้งกับหลักการความถูกต้อง ขัดต่อจริยธรรม และเมื่อผู้ออกกฎหมายมีอานาจใน
การคุมอานาจนิติบัญญัตินากฎหมายมาใช้ในฐานะฝ่ายบริหาร กฎหมายนั้นก็จะกลายเป็นเคร่ืองมือ
เพ่ือผลประโยชนส์ ว่ นตวั หรือของกลุ่มโดยเฉพาะ จะขาดลักษณะสากลและท่ีสาคัญท่ีสุดจะขัดต่อหลัก
นิติธรรม (The Rule of Law) เนื่องจากเป็นการบริหารโดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือหรือการ

บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี ด้านจริยธรรม 39

ปกครองตามกฎหมาย (The Rule by Law) ซึ่งมักไม่คานึงถึงความยุติธรรม จริยธรรมหรือหลักการ
ความถกู ตอ้ งท่ีมอี ยใู่ นนิติปรชั ญา

ความถูกต้องตามกฎหมาย (Legality) เพียงอย่างเดียวเป็นเร่ืองไม่เพียงพอ ในทางการเมือง
นโยบายหรือการกระทาจะต้องคานึงถึงความยุติธรรมและสอดคล้องกับจริยธรรม โดยเฉพาะ
เจตนารมณ์ของการออกกฎหมายน้ันด้วยจึงจะมีความชอบธรรมทางการเมือง (Legitimacy) ความ
ถูกต้องตามกฎหมาย (Legality) ซึ่งเกิดจากกฎหมายที่กลายเป็นเคร่ืองมือเฉพาะกลุ่มย่อมไม่มี
ความชอบธรรม (Legitimacy) โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าขัดต่อหลักจริยธรรม ผู้กุมอานาจรัฐคนใดใช้
กฎหมายเป็นเคร่ืองมือในลักษณะดังกล่าวย่อมขาดธรรมแห่งอานาจ (Moral authority) ในการ
ปกครอง กฎหมายต้องผดุงไว้ซ่ึงความถูกต้อง ความยุติธรรม จริยธรรม ความดีงามในสังคม เป็น
แบบอย่างที่ดีของคนส่วนใหญ่ถือเป็นแนวทางปฏิบัติ เป็นหลักการและหลักเกณฑ์สาหรับอนุชนรุ่น
หลัง ไม่ใช่อาศัยความอ่อนแอของสังคม ระบบออกกฎหมายท่ีขัดต่อหลักนิติธรรม และอ้างตัวบท
กฎหมายดังกล่าว เพื่อให้เหตุผลกับการกระทาที่ไม่ถูกต้องว่าทาถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ผู้ปกครอง
บริหารบ้านเมืองจะต้องมีมาตรฐานจริยธรรมสูงกว่าประชาชนทั่วๆ ไป และในกรณีท่ีมีช่องโหว่ของ
กฎหมายจะต้องออกกฎหมายเพ่ือปิดช่องโหว่นั้น ไม่ใช่ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของกฎหมายท่ีมีอยู่
และในกรณีที่ออกกฎหมายเพื่อให้เกิดช่องโหว่ย่ิงจะเป็นการขัดต่อหลักนิติธรรมและจริยธรรมยิ่งขึ้น
ขงจ้ือจึงกล่าวว่า "ผู้มีอานาจต้องมีคุณธรรม เพราะถ้าขาดคุณธรรมก็จะใช้อานาจข่มเหงรังแก
ประชาชนหรอื หาประโยชน์ใสต่ วั บคุ คลเช่นนัน้ ยอ่ มจะเป็นนักปกครองท่ีดีไม่ได้" ผู้ท่ีอ้างกฎหมายท้ังๆ
ที่รอู้ ยู่วา่ ขัดหลกั จริยธรรม คือผู้ซ่ึงขาดหิริโอตตัปปะ อันเป็นเง่ือนไขสาคัญย่ิงของการเป็นคนดีและนัก
ปกครองบรหิ ารท่ีดี ข้อท่จี ะเตอื นสติสาหรบั คนไทยทุกคนก็คือ "...กฎหมายนั้นไม่ใช่ตัวความยุติธรรม
เป็นแต่เพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งสาหรับใช้ในการรักษาและอานวยความยุติธรรมเท่าน้ัน การใช้
กฎหมายจึงต้องมุ่งหมายใช้เพ่ือรักษาความยุติธรรม ไม่ใช่เพ่ือรักษาตัวบทของกฎหมายเอง และการ
รกั ษาความยตุ ิธรรมในแผ่นดิน ก็มิได้มีวงแคบอยู่เพียงแค่ขอบเขตของกฎหมาย หากต้องขยายออกไป
ให้ถึงศลี ธรรมจรรยา ตลอดจนเหตแุ ละผลความเป็นจริงด้วย..."

2.2.1 ความแตกตา่ งระหวา่ งจรยิ ธรรมกับกฎหมาย
จินตนา บญุ บงการ (2558 : 23) กลา่ วว่า จริยธรรมและกฎหมายต่างก็เป็นเคร่ืองมือที่มนุษย์
สร้างข้ึนมาเพื่อควบคุมพฤติกรรมของบุคคลในสังคม ท้ังสองอย่างมีความแตกต่างกัน แต่มีบทบาท
เสริมซึ่งกันและกันท้ังกฎหมายและจริยธรรม จะบอกว่าประชาชนมีความรับผิดชอบท่ีจะทาในสิ่งท่ี


Click to View FlipBook Version