The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thippawan_kai, 2022-09-15 03:15:42

เอกสารประกอบการสอน “จริยธรรมทางธุรกิจ”

ดร.ภัทรนันท สุรชาตรี

Keywords: เอกสารประกอบการสอน ตำรา

บทท่ี 6 จรยิ ธรรมในองค์กรกับการดาเนินงานในธรุ กจิ 194

หลักธรรมาภิบาล เพื่อใช้เป็นรากฐานของการบริหารจัดการอย่างชัดเจน เป็นการนาแนวคิดดังกล่าว
นามาใช้ตามกาลังความ สามารถของบริษัท โดยยึดม่ันในการปฏิบัติทุกเร่ืองตามมาตรฐาน โดยเริ่มใน
ระดับพนื้ ฐานใหด้ แี ละแข็งแรงก่อนแล้วคอ่ ยๆ เริ่มพฒั นาในส่วนต่างๆ ให้ดีข้ึน เพ่ือเป็นแนวทางในการ
บริหารต่อไปสู่การพัฒนาอยา่ งยั่งยืน บุคคลท่ีสาคัญท่ีทาให้องค์กรประสบความสาเร็จได้คือผู้บริหารท่ี
จะต้องกาหนดนโยบายและกาหนดแนวทางท่ชี ดั เจน และเป็นตัวอยา่ งที่ดี โดยที่ผู้บริหารจะต้องยึดม่ัน
หลกั ในการปฏบิ ัติดว้ ยหลกั คณุ ธรรมจริยธรรม ดังเช่นที่ธุรกิจของเอสซีจี (SCG) ประสบความสาเร็จได้
น้ัน เกิดจากการดาเนินการตามหลักของอุดมการณ์อย่างจริงจัง คือ 1) ต้องดาเนินธุรกิจด้วยความ
โปร่งใส ไม่ทุจริต ต้องมีระบบที่ม่ันใจได้ว่าจะไม่โกง 2) การดูแลพนักงานในเร่ืองความเป็นธรรม
ต้งั แตร่ ะบบการดแู ลการเติบโต ผลตอบแทน สวสั ดิการเรอื่ งการสรา้ งขวญั กาลังใจในการทางาน ความ
ปลอดภยั รวมถงึ เรื่องการพฒั นาและการฝึกอบรมให้องค์ความรู้ต่างๆ 3) สินค้าและบริการ ต้ังแต่การ
ดูแลกระบวนการผลิตไม่ให้เกิดมลพิษที่เป็นอันตรายต่อสังคมและคนรอบข้างและดูแลเรื่องการใช้
ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ไม่ทาลายทรัพยากรและแสวงหาวิธีอนุรักษ์หรือฟื้นฟู เพื่อให้ทรัพยากรคงอยู่
นานท่ีสุดเท่าท่ีจะเป็นไปได้ และ 4) การดูแลซัพพลายเออร์ (Supplier) ให้มีนิสัยและพฤติกรรมท่ีดี
เหมือนกับบริษัท โดยให้ความสาคัญและดูแลทุกคนเท่าเทียมกันเพื่อให้เติบโตไปพร้อมๆ กับบริษัท
จากการยึดม่ันดาเนินธุรกิจด้วยหลักอุดมการณ์ท้ัง 4 หัวข้อนี้ทาให้ธุรกิจของเอสซีจี (SCG) ประสบ
ความสาเร็จจนถึงปัจจุบันและมีการพัฒนาต่อเน่ืองเพ่ือให้ธุรกิจเกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคตอย่าง
ม่นั คงและเป็นทีย่ อมรบั ของทุกภาคส่วน

คาถามท้ายบท

1. ปัจจยั ทีม่ ีอิทธพิ ลต่อจริยธรรมในองค์กรธุรกิจ มีอะไรบ้าง อธบิ ายใหเ้ ขา้ ใจพอสังเขป
2. จรยิ ธรรมในองคก์ ร กับการดาเนนิ งานในธุรกจิ มีความสมั พนั ธก์ ันอย่างไร
3. การนาแนวทางในการดาเนินธุรกิจภายใต้ปรัชญาการดาเนินธุรกิจ “3 สมบูรณ์ สร้าง
สมดุล” มาใชเ้ พือ่ อะไร อธบิ ายให้เขา้ ใจพอสงั เขป

บทท่ี 6 จรยิ ธรรมในองค์กรกับการดาเนินงานในธรุ กิจ 195

เอกสารอา้ งองิ

จติ นา บุญบงการ และคณะ. (2556). รายงานการวิจยั ฉบับสมบรู ณ์ โครงการจริยธรรมในวชิ าชีพ
นักธุรกิจ. นครปฐม : คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล.

จินตนา บุญบงการ. (2558). จริยธรรมทางธุรกิจ. พิมพ์คร้ังท่ี 16. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์แห่ง
จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.

คณะทางานธรรมาภบิ าล. (2558). จรยิ ธรรมธุรกิจและข้อพงึ ปฏิบตั ิในการทางาน. กรุงเทพมหานคร
: บริษทั สมบรู ณ์ แอด๊ วานซ์ เทคโนโลยี จากดั (มหาชน).

ชนรดา อนิ เท่ยี ง. (2558). จากวารสาร Productivity World / Interview / SCG : แก่นแท้สู่การ
พฒั นา อย่างย่ังยืน ต้องเริ่มที่ตัวเอง. แหล่งสืบค้นข้อมูล https://www.ftpi.or.th/
2015/2040. สืบคน้ ขอ้ มลู วนั ท่ี 20 สงิ หาคม 2562.

ชุติพัณ สุวรรณะบุณย์ (2555). จริยธรรมในองค์กรธุรกิจกับความผูกพันในองค์กรของพนักงาน
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พินันซ่า จากัด. ปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต,
สาขาวิชาการจัดการ, มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ.

ทยากร สุวรรณปกั ษ.์ (2554) จรยิ ธรรมทางธรุ กจิ และการวัดผลการดาเนินงาน ของวิสาหกิจขนาด
กลางและขนาดย่อมในจังหวัดมุกดาหาร. มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, วิทยาเขตมุกดาหาร:
มกุ ดาหาร.

เนตร์พัณณา ยาวิราช. (2551). จริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics). กรุงเทพมหานคร :
จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .

บุษยา วีรกุล. (2551). เอกสารคาสอนวิชาจริยธรรมในงานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์กร.
กรงุ เทพมหานคร : คณะพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์, สถาบนั บณั ฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.

พิพัฒน์ รัชกิจประการ (2559). รายงานประจาปี 2559. กรุงเทพมหานคร : บริษัท อาม่า มารีน
จากดั (มหาชน).

ภัทรพล กาญจนปาน. (2552). จริยธรรมในองค์กรท่ีมีผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของพนักงาน
และผลการดาเนินงานของการประปานครหลวง. ปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต,
สาขาวชิ าการจดั การ, มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ.

สมคดิ บางโม. (2554). องค์การและการจัดการ. กรุงเทพมหานคร : วิทยพฒั น.์

บทท่ี 6 จรยิ ธรรมในองคก์ รกับการดาเนนิ งานในธุรกิจ 196

สมบูรณ์ ศาลยาชีวินและคณะ. (2551). จริยธรรมในการดาเนินธุรกิจของนักธุรกิจในประเทศไทย
เปรียบเทียบกับนักธุรกิจในประเทศสหรัฐอเมริกา. กรุงเทพมหานคร : สานักงานกองทุน
สนบั สนนุ การวจิ ยั . (กสว.).

สานิตย์ หนูนิล. (2556). การพัฒนาจริยธรรมในองค์การผ่านกระบวนการบริหารทรัพยากรมนุษย์.
วารสาร มหาวิทยาลัยศลิ ปากร ฉบับภาษาไทย. ปที ่ี 33(1) : 131-145, 2556.

อักษราภัค หงษ์ขาว. (2556). เจตคตขิ องนักศึกษาที่มีต่อจริยธรรมของธุรกิจด้านการท่องเที่ยวใน
จงั หวดั ภูเก็ต. ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาธุรกิจศึกษา, มหาวิทยาลัยศรี
นครินทรวิโรฒ.

อนวิ ัช แกว้ จานงค์ (ม.ป.ป.) จริยธรรมในการจัดการและความรับผิดชอบสังคม. แหล่งสืบค้นข้อมูล.
www2.tsu.ac. th/org/lic/uploads/images/chapter12.doc.

Ferrell, O. C., Fraedrich, J., & Ferrell, L. (2008). Business ethics : ethical decision
making and cases. Boston, MA : Houghton Mifflin.

บทที่ 7

จรยิ ธรรมทางธุรกิจท่ีเก่ียวขอ้ งกับสงั คม

ค ว า ม รั บ ผิ ด ช อ บ ต่ อ สั ง ค ม เ ป็ น กฎ เ ก ณ ฑ์ ท า ง ศี ล ธ ร ร ม ท่ี ผู้ บ ริ ห า ร ต้ อ ง น า ม า ใ ช้ ใ น ก า ร
ตัดสินใจ เพื่อดาเนินการบริหารองค์กรและการปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ความรับผิดชอบนี้มิได้
บังคับไว้ตามกฎหมาย แต่ผู้บริหารจะต้องพิจารณาว่าองค์กรควรมีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างไร
มากน้อยเพียงใด บนพ้ืนฐานรายได้และผลตอบแทนที่ทาให้องค์กรสามารถดาเนินการต่อไปได้
ผบู้ รหิ ารองคก์ รควรหาผลตอบแทนที่มีผลต่อการรับผิดชอบทางสังคม รวมถึงการปฏิบัติตามกฎหมาย
ดาเนินกิจการที่ถูกต้องชอบธรรมตามหลักของจริยธรรม โดยการหลีกเล่ียงการกระทาที่เป็นอันตราย
ตอ่ สังคมควบคู่กบั การดาเนินงานขององค์กร

7.1 ร้จู กั ความรับผิดชอบต่อสงั คมของธรุ กิจ (CSR)

สานักงานคณะกรรมการกากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (2551 : 6-8) ได้นิยาม
ความหมายเพ่ือใหผ้ ศู้ กึ ษาไดท้ าความเขา้ ใจถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจไวอ้ ย่างละเอียด ดังนี้

1. CSR : Corporate Social Responsibility หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่าความรับผิดชอบ
ต่อสงั คมของธรุ กิจ

2. นิยามซีเอสอาร์ (CSR) หมายถึง การดาเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการใส่ใจและดูแลรักษา
สังคมและส่ิงแวดล้อมภายใต้หลักจริยธรรม การกากับดูแลกิจการที่ดี และการนาปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียงมาบูรณาการ เพื่อนาไปสู่การดาเนินธุรกิจท่ีประสบความสาเร็จอย่างย่ังยืน ทั้งนี้การปฏิบัติ
ตามนิยามความรับผิดชอบต่อสังคมท่ีสามารถยกระดับตนเองไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้เป็นผลสาเร็จ
โดยไม่ผดิ ศีลธรรมจรรยา ไมเ่ บียดเบียนทกุ ฝาุ ย ยอ่ มสรา้ งสรรคค์ วามสขุ ท่แี ทจ้ รงิ ใหก้ ับทั้งตนเอง ธุรกิจ
รวมทัง้ สังคม วฒั นธรรม และสงิ่ แวดลอ้ ม

3. คาขยายเพ่ิมเติม
3.1 ธุรกิจ ครอบคลุมถึงการประกอบการทุกประเภท ท้ังท่ีมุงแสวงหาผลกาไรและมิได้

มุ่งแสวงหาผลกาไร ไม่จากัดเฉพาะกิจการขนาดใหญ่ แต่ยังรวมถึงกิจการขนาดกลางและขนาดเล็ก
รวมถงึ องค์กรท่ีจดั ตัง้ ในลักษณะอนื่ ๆ

บทที่ 7 จริยธรรมทางธุรกจิ ทเ่ี ก่ียวกบั สังคม 198

3.2 สังคม แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ กลุ่มผู้ท่ีมีส่วนเก่ียวข้องใกล้ชิดกับธุรกิจ
โดยตรง เช่น ลกู คา้ คู่ค้า ผ้สู ่งมอบ พนกั งาน และครอบครัวของพนักงาน ผู้ถือหุ้น ผู้ลงทุน ชุมชนรอบ
ถ่ินที่ต้ังของธุรกิจ เป็นต้น และกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยอ้อม เช่น รัฐบาล และหน่วยงานกากับ
ดูแลของรัฐ สมาคมการค้า กลุ่มวิชาชีพ องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ผู้ท่ีจะมาเป็นลูกค้าหรือ
พนกั งานในธุรกจิ ในอนาคต ประชาชนทวั่ ไป ชุมชนนอกถ่นิ ที่ต้งั ของธุรกจิ เป็นตน้

3.3 ส่ิงแวดล้อม หมายถึง สิ่งต่างๆ ท่ีอยู่รอบตัวมนุษย์ มีท้ังสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ
เช่น ปุาไม้ แม่น้า อากาศ ระบบนิเวศน์ และส่ิงแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น ขนมธรรมเนียม
ประเพณี วัฒนธรรม

4. ขอบเขตของความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR) ของ
ธุรกิจ การดาเนินงานด้าน CSR มีขอบเขตของความรับผิดชอบต่อสังคมหลายระดับ การวิเคราะห์
ความสัมพันธข์ ององคป์ ระกอบหรือตัวแปรพิจารณาออกเป็น 4 ระดบั ดังนี้

4.1 แกนหลักความรับผิดชอบต่อสังคม (Core of Social Responsibility) ความ
รับผิดชอบต่อสังคมต้องเร่ิมจากภายในที่เป็นแกนสาคัญขององค์กร มี 4 องค์ประกอบหลักที่ต้อง
รับผิดชอบ คือ สินค้าและบริการ พนักงานและบุคลากร ผู้บริโภคและลูกค้า เจ้าของกิจการและผู้ถือ
หุ้น

4.2 ความรับผิดชอบต่อเน่ืองท่ีมีต่อสังคม (Chain of Social Responsibility) ความ
สัมพันธ์ทางเศรษฐกิจขององค์กรกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือมีผลประโยชน์ร่วมในการดาเนินธุรกิจ
ประกอบดว้ ยค่คู ้า ภาครัฐ นักลงทนุ ค่แู ขง่ ในตลาดและองคก์ รที่เกี่ยวข้องในเชิงกฎหมายหรือข้อบังคับ

4.3 ความรบั ผิดชอบในวงกวา้ งต่อสังคม (Boundary of Social Responsibility) ความ
สัมพันธ์ขององค์กรกับส่ิงรอบตัวภายนอก ผลกระทบท่ีส่งผลในระยะส้ันและระยะยาว การปูองกัน
แกไ้ ขแบบยัง่ ยืนไดแ้ ก่ ความเป็นอยู่ของชุมชน สังคม จารตี ประเพณี ส่ิงแวดล้อม องค์กรพัฒนาเอกชน
ส่อื มวลชนและนกั วิชาการ

4.4 ความรับผิดชอบสากลท่ีมีต่อสังคม (Universe of Social Responsibility) ความ
รบั ผดิ ชอบท่ีอย่วู งนอกสุด การปูองกันรักษาเสริมสร้างความสมดุลแห่งโลก ระบบนิเวศวิทยาสิ่งมีชีวิต
การพัฒนาแบบย่ังยืน คลอบคลุมถึงอุณหภูมิโลกที่เปลี่ยนแปลง ทรัพยากรธรรมชาติและชีวิตสังคม
โลก (Life on Earth)

บทท่ี 7 จริยธรรมทางธุรกิจที่เก่ยี วกบั สังคม 199

ความรับผดิ ชอบต่อสงั คมของธุรกิจเป็นการดาเนินธุรกิจภายใต้หลักจริยธรรม และการกากับ
ดูแลกิจการท่ดี ี ควบคไู่ ปกับการใส่ใจรกั ษาสงั คมและส่งิ แวดล้อม หัวใจของการทาซีเอสอาร์ (CSR) น้ัน
เริ่มจากภายในมุ่งสู่ภายนอกให้ความสาคัญกับบุคลากร มีผู้บริหารหรือผู้นากระบวนการ (Process
Leadership) มคี วามต่อเน่อื งมากกว่าบทบาทการเป็นผู้นากิจกรรม (Event Leadership) ตอบสนอง
ตอ่ ความคาดหวงั ของผู้มีส่วนได้เสีย สร้างขวัญและกาลังใจให้กับบุคลากร แนวโน้มทิศทางการดาเนิน
ธุรกิจในอนาคตจาเป็นต้องมีเปูาหมายเชิงสังคมเพ่ือการพัฒนาท่ียั่งยืนเริ่มที่ผู้นาองค์กรต้องมีความ
เข้าใจซีเอสอาร์ (CSR) อย่างถ่องแท้ พัฒนาดาเนินกิจกรรมซีเอสอาร์ (CSR) อย่างมีกลยุทธ์กาหนดไว้
ในวิสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบาย และแผนกลยุทธ์ขององค์กร บูรณาการกับซีเอสอาร์ (CSR) เข้ากับ
กระบวนการธรุ กจิ ในทกุ ส่วน กระตุ้นให้พนักงานทุกระดับมีส่วนร่วมการปลูกฝัง ปรับเปลี่ยนจิตสานึก
กระบวนทัศน์ในการดาเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้องค์กรและสังคมเติบโตควบคู่
กันอย่างยงั่ ยืน

5. สาหรับแนวปฏิบตั ิในเรอื่ งความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คม แบ่งได้เป็น 8 หัวข้อ ดังน้ี
5.1 การกากบั ดแู ลกิจการทด่ี ี
5.2 การประกอบธุรกจิ ดว้ ยความเปน็ ธรรม
5.3 การเคารพสทิ ธมิ นุษยชนและการปฏบิ ตั ติ อ่ แรงงานอย่างเป็นธรรม
5.4 ความรบั ผิดชอบตอ่ ผบู้ ริโภค
5.5 การรว่ มพฒั นาชุมชนและสังคม
5.6 การดูแลรกั ษาสงิ่ แวดล้อม
5.7 นวตั กรรมและการเผยแพรน่ วตั กรรมจากการดาเนินความรบั ผดิ ชอบต่อสงั คม
5.8 การจดั ทารายงานด้านสงั คมและสง่ิ แวดลอ้ ม

สาหรับแนวปฏิบัติท้ัง 8 หัวข้อท่ีกล่าวมาควรมีการนาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับ
ใช้อย่างบูรณาการเพ่ือความพอประมาณ มีเหตุผลและมีภูมิคุ้มกันรวมท้ังมีการใช้ความรู้ควบคู่การมี
คณุ ธรรมในทกุ กจิ กรรมทดี่ าเนนิ การด้วย

สรุปได้ว่าซีเอสอาร์ (CSR) ย่อมาจาก Corporate Social Responsibility หรือท่ีเรียกเป็น
ภาษาไทยว่าความรบั ผิดชอบตอ่ สงั คมของธรุ กิจ ประกอบไปด้วย ความรับผิดชอบต่อการดาเนินธุรกิจ
ของนักธุรกิจ ความรับผิดชอบต่อสังคม ความรับผิดชอบต่อส่ิงแวดล้อม ซึ่งจะต้องควบคู่ไปกับการ
บริหารจัดการของธุรกิจทุกระดับชั้น ในการกาหนดนโยบายการบริหารจัดการที่ต้องให้ความสาคัญ

บทที่ 7 จรยิ ธรรมทางธุรกิจท่ีเกี่ยวกบั สงั คม 200

เกี่ยวกับสังคมและส่ิงแวดล้อม ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการธุรกิจเพื่อให้ได้ผลกาไรท่ีเหมาะสมและ
เปน็ ประโยชน์ต่อสังคม และส่งิ แวดลอ้ มใหเ้ ปน็ ไปอย่างสมดุลและยง่ั ยืน

7.2 ความหมายของความรบั ผิดชอบตอ่ สงั คม

ความหมายของความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจน้ัน มีนักวิชาการท้ังชาวไทยและ
ชาวต่างประเทศได้ให้คานยิ ามไว้ ดงั นี้

วิทยา ชีวรุโณทัย (2553 : 60-64) กล่าวว่า ความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นคาย่อจากภาษา
อังกฤษว่า Corporate Social Responsibility หรือ CSR หมายถึง การดาเนินกิจกรรมภายในและ
ภายนอกองค์กร ทีค่ านึงถงึ ผลกระทบต่อสังคม ท้ังในระดับใกล้และไกล ด้วยการใช้ทรัพยากรท่ีมีอยู่ใน
องค์กรหรือทรัพยากรจากภายนอกองค์กร ในอันที่จะทาให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข
หากพิจารณาแยกเป็นรายคาศัพท์ คาว่าองค์กร (Corporate) หมายถึง กิจการท่ีดาเนินไปเพื่อ
แสวงหาผลกาไร ส่วนคาว่าสังคม (Social) ในท่ีนี้หมายถึง กลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์กันหรือมีวิถี
ร่วมกันทั้งโดยธรรมชาติหรือโดยเจตนา รวมถึง ส่ิงมีชีวิตอ่ืนและสิ่งแวดล้อมที่อยู่ และคาว่าความ
รับผิดชอบ (Responsibility) หมายถึง การยอมรับทั้งผลท่ีไม่ดีและผลที่ดีในกิจการ ท่ีได้ทาลงไปหรือ
ที่อยู่ในความดูแลของกิจการน้ันๆ ตลอดจนการรับภาระหรือเป็นธุระดาเนินการปูองกันและปรับปรุง
แก้ไขผลท่ีไม่ดี รวมถึงการสร้างสรรคแ์ ละบารงุ รักษาผลที่สง่ ผลกระทบไปยังผู้มีสว่ นได้เสยี กลมุ่ ต่างๆ

สถาบันธุรกิจเพ่ือสังคม (2554 : 5) ได้สรุปความหมายของความรับผิดชอบต่อสังคมของ
องค์กร หรือความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจนั้น หมายถึง การดาเนินธุรกิจภายใต้หลักจริยธรรม
และการกากับดแู ลกจิ การทีด่ ี ควบคู่ไปกับการใส่ใจรักษาสังคมและส่ิงแวดล้อม เพ่ือนาไปสู่การพัฒนา
ธุรกิจอย่างย่ังยืน อธิบายโดยขยายความได้ว่า การดาเนินกิจกรรมภายในและภายนอกองค์กรที่
คานึงถึงผลกระทบต่อสังคม ท้ังในระดับใกล้และไกล โดยไม่ไปเบียดเบียนฝุายใดท้ังส้ิน องค์กรที่มี
ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร ย่อมไม่ขูดรีดแรงงาน ลูกจ้าง ไม่ฉ้อโกงลูกค้า ไม่เอาเปรียบคู่ค้า
ไม่ทาลายสิ่งแวดล้อมหรือทาร้ายชุมชนโดยรอบทั้งหมด ก็เพ่ือประโยชน์สุขแก่องค์กรและสังคม อัน
นาไปสกู่ ารพัฒนาอย่างยั่งยนื นนั่ เอง

วิฑูรย์ สิมะโชคดี (2555 : 26) กล่าวว่าความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นการกดดันให้องค์กร
ธุรกิจต้องนาเร่ืองเศรษฐกิจและสังคมภายนอกมาเป็นส่วนหน่ึงของการดาเนินธุรกิจด้วยผลกาไรแบ่ง
กันท้ังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในองค์กรและภายนอกองค์กร โดยมุ่งเน้นท้ังนโยบายด้านอุตสาหกรรม

บทที่ 7 จรยิ ธรรมทางธุรกจิ ท่เี ก่ยี วกับสงั คม 201

การเงิน การตลาด และสังคมยุคหลังสงครามโลก องค์กรเปล่ียนจากแนวคิดการมุ่งผลกาไรระยะสั้น
เปน็ กลยทุ ธซ์ ง่ึ แนวความคดิ ทอี่ งค์กรจะตอ้ งใหค้ วามสาคัญกับกาไรควบคู่กับสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย
โดยการผสมผสานกันเข้าไปในกระบวนการดาเนินธุรกิจ หรือประกอบกิจการอุตสาหกรรม พร้อมๆ
กับการมีปฏิสมั พันธก์ ับกลุ่มผมู้ ีส่วนไดเ้ สยี เพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน และไว้วางใจกันได้ด้วย โดยต้ังอยู่
บนพื้นฐานของความสมัครใจความรับผิดชอบต่อสังคมจึงเป็นกลยุทธ์ในการ ดาเนินงานของธุรกิจ
ภาคอตุ สาหกรรมทีผ่ สมผสานเอาวิสัยทัศน์และคุณค่าท่ีองค์กรมีอยู่ในการประกอบกิจการ เพ่ือให้เป็น
มติ รกับสงิ่ แวดล้อมและชมุ ชนโดยผู้บริหารระดบั สูง ผจู้ ัดการและพนกั งานจะต้องยึดถือและนาไปใช้ใน
การปฏบิ ตั งิ านตลอดเวลา

เจษฎา นกน้อย (2558 : 157) กล่าวว่า ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร หมายถึง การ
ดาเนินงานควบคู่ไปกับการใส่ใจและดูแลรักษาสังคมและส่ิงแวดล้อมภายใต้หลักจริยธรรม การกากับ
ดูแลกิจการท่ีดี และขยายออกไปครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียท้ังหมดขององค์กร เพื่อนาไปสู่การ
ดาเนินธรุ กิจที่ประสบความสาเร็จอย่างยง่ั ยนื

โบเวน (Bowen, H. R., 1953 : 3) ใหค้ วามหมายของความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรว่า
เป็นพันธะและหน้าที่ของนักธุรกิจท่ีต้องดาเนินนโยบาย การตัดสินใจ และดาเนินการให้บรรลุผล
สาเรจ็ ตามเปาู หมายท่ีวางไวแ้ ละสอดคล้องกับคณุ คา่ ต่างๆ ทม่ี ี และเปน็ ทีย่ อมรบั ในสังคม

เอสเทียน (Epstein, E. M., 1987 : 100) กล่าวว่าในเบ้ืองต้นความรับผิดชอบต่อสังคมของ
องค์กรเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งผลลัพธ์จากการตัดสินใจขององค์กร อันเก่ียวเนื่องกับ
ประเด็นหรือปัญหาหนึ่ง ซ่ึงการดาเนินการอย่างมีหลักเกณฑ์ตามมาตรฐานจะก่อให้เกิดประโยชน์
มากกว่าผลกระทบในทางลบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กร โดยหลักของความรับผิดชอบต่อสังคม
ขององคก์ รไดม้ งุ่ ไปท่ีความถกู ต้องตามหลกั เกณฑ์ของผลการดาเนินงานขององคก์ ร

สรุปได้ว่าความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นวิธีการที่องค์กรใช้ในการดาเนินธุรกิจ เพ่ือผลทาง
เศรษฐกิจในขณะเดียวกันก็มีส่วนในการช่วยพัฒนาสังคมและส่ิงแวดล้อมควบคู่กัน เพ่ือให้เกิดการ
พฒั นาอยา่ งสมดลุ และยัง่ ยืน

7.3 ขอบเขตของความรบั ผดิ ชอบต่อสงั คม

คาร์โรล และบุชฮอลซ์ (Carroll and Buchholtz, 2006 : 92) กล่าวว่า ความรับผิดชอบต่อ
สงั คมในการปฏบิ ัตทิ ช่ี ดั เจนและเปน็ รปู ธรรม ได้แบง่ ขอบเขตความรับผิดชอบตอ่ สงั คมออกเป็น 4 มติ ิ

บทที่ 7 จรยิ ธรรมทางธรุ กิจทเี่ ก่ยี วกับสังคม 202

1. ความรับผิดชอบต่อสังคมด้านเศรษฐศาสตร์ (Economic Responsibilities) เป็นความ
รับผิดชอบต่อสังคมในลักษณะที่ธรุ กจิ ผลิตสินค้า ผลติ ภัณฑ์และการบริการ ในราคาท่ียุติธรรมตามคุณ
ค่าท่ีแท้จริงของสินค้าและการบริการ โดยธุรกิจยังคงมีผลกาไรส่วนหนึ่งท่ีสามารถนาไปดาเนิน
โครงการหรือกิจกรรมท่เี กยี่ วข้องกบั การพฒั นาและเสรมิ สรา้ งเศรษฐกิจแกช่ ุมชนและสงั คมโดยรวมได้

2. ความรับผิดชอบต่อสังคมด้านกฎหมาย (Legal Responsibilities) เป็นความรับผิดชอบ
ต่อสังคมในลักษณะที่ธุรกิจปฏิบัติตามกฎหมายท่ีแต่ละสังคมเป็นผู้กาหนด หากไม่ปฏิบัติตามหรือไม่
เห็นด้วยกับข้อกฎหมาย สังคมจะดาเนินการโดยผ่านกลไกทางการเมือง ซึ่งกฎหมายจะเป็นแรงบีบ
บังคับให้ธุรกิจมีความรับผิดชอบด้านจริยธรรม หรือการปฏิบัติตามกฎหมายควบคู่กับหลักศีลธรรม
ทางธรุ กิจ

3. ความรับผิดชอบต่อสังคมด้านจริยธรรม (Ethical Responsibilities) ท่ีเป็นความ
รับผิดชอบในลักษณะท่ีธุรกิจถูกคาดหวังจากสังคมให้ปฏิบัติหรือไม่ให้ปฏิบัติกิจกรรม มักปรากฏใน
รปู แบบของบรรทดั ฐาน มาตรฐาน และความคาดหวงั ของผบู้ ริโภค ลูกจา้ ง ผูถ้ ือหุ้นและชุมชน ในเร่ือง
ความยุตธิ รรม ความถกู ตอ้ งและการเคารพสิทธิประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของธุรกิจ ในรูปแบบ
การกากับกจิ การทดี่ ีและมีจริยธรรมทางธุรกจิ

4. ความรับผิดชอบต่อสังคมการให้ด้วยความสมัครใจ (Philanthropic Responsibilities)
เป็นความรับผิดชอบต่อสังคมในลักษณะการให้โดยสมัครใจ โดยไม่ได้ถูกบังคับด้วยกฎหมาย และแม้
สังคมไม่ได้ร้องขอ หากแต่เกิดจากการประเมินศักยภาพขององค์กรและความคาดหวังของสังคม ใน
การผสานคณุ ค่ารว่ มกนั ระหว่างองคก์ รและสังคม

วรพรรณ เอ้อื อาภรณ์ (2558 : 19) กลา่ ววา่ ขอบเขตความรับผิดชอบต่อสังคม สามารถแบ่ง
ออกไดเ้ ป็น 7 ประการ ดงั นี้

1. ด้านชุมชน (The Community) องค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคมจะต้องสร้างจุดเด่นข้ึนใน
ชมุ ชน โดยเปน็ ผู้นาในการช่วยเหลือและแกป้ ัญหาให้กบั สังคม

2. ด้านสุขภาพและสวัสดิการ (Health and Welfare) องค์กรเชื่อว่าการลงทุนในสุขภาพ
และจัดสวัสดิการให้กับชุมชนเป็นความรับผิดชอบด้านสังคมท่ีมีคุณค่า และจาเป็นสาหรับพนักงาน
บริษัท และชุมชนขนาดใหญ่ ตัวอย่างโครงการด้านสุขภาพและสังคมจะสร้างค่านิยมในชุมชน ซ่ึงจะ
ทาให้บรษิ ทั มอี ิทธพิ ลต่อผลู้ งทุนและสร้างภาพลักษณท์ ่ดี ีใหเ้ กิดกับบริษทั ด้วย

บทที่ 7 จรยิ ธรรมทางธุรกจิ ที่เกีย่ วกับสังคม 203

3. ดา้ นการศกึ ษา (Education) องคก์ รจานวนมากมีความสนใจในความรับผิดชอบด้านการ
ศกึ ษา ผู้บรหิ ารระลึกว่าจะต้องปรับปรุงการศึกษาระดับประถม มัธยม วิทยาลัยและมหาวิทยาลัย ทั้ง
ในด้านการบริจาคเงิน ดา้ นการศึกษา การประชาสมั พันธ์ด้านอน่ื ๆ

4. ด้านสทิ ธิมนษุ ยชน (Human Rights) บางองค์กรม่งุ ความรับผิดชอบด้านสังคมในการรณ
รงรงคส์ ทิ ธมิ นุษยชน

5. สงิ่ แวดล้อมทางธรรมชาติ (The Natural Environment) องค์กรจานวนมากได้ตัดสินใจ
เลือกการแก้ปัญหาด้านส่ิงแวดล้อมทางธรรมชาติ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการสร้าง
จติ สานกึ ในการรกั ษาส่ิงแวดล้อมทางธรรมชาติ

6. สิทธิของผู้บริโภค (Consumer Rights) บางองค์กรได้เน้นในเรื่องของสิทธิผู้บริโภค โดย
คานึงถงึ ผลผลิตภณั ฑ์ทมี่ ีคุณภาพ มคี วามปลอดภยั และการโฆษณาทเ่ี ป็นจรงิ

7. วัฒนธรรม (Culture) ธุรกิจซึ่งให้การสนับสนุนด้านศิลปวัฒนธรรมเช่ือว่าเป็นรูปแบบ
หนึ่งของความรับผิดชอบต่อสังคม ซ่ึงสามารถส่งเสริมการรู้จักบริษัทและสร้างความรู้สึก ทัศนคติที่ดี
ให้เกิดกับบริษัทได้ ทัศนะท่ีให้การสนับสนุนเหตุการณ์ด้านวัฒนธรรมถือว่าเป็นการลงทุนที่มีคุณภาพ
เป็นการลงทุนด้านคุณภาพชีวิตท่ีดีข้ันสาหรับชุมชน ลูกค้า ชุมชนในท้องถ่ิน บุคลากรและผู้มีส่วนใน
ผลประโยชน์ขององคก์ รถอื วา่ สามารถสรา้ งวฒั นธรรมท่ีดใี ห้กับกลุ่มเหลา่ นี้ได้

สรุปได้ว่าขอบเขตความรับผิดชอบต่อสังคม คือ ขอบข่ายหรือข้อจากัดในการแสดงความ
รับผิดชอบต่อสังคมท่ีองค์กรธุรกิจเป็นผู้กาหนดนโยบายในด้านการบริหารจัดการ หรือการจัดทา
กิจกรรมท่ีเป็นประโยชน์และมีความสอดคล้องกับสังคมในด้านของเศรษฐกิจ ด้านกฎหมาย ด้าน
คณุ ธรรมจริยธรรม และในด้านคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน น่ันเอง

7.4 เหตุผลทธ่ี รุ กิจต้องรบั ผิดชอบต่อสงั คม

จินตนา บุญบงการ (2558 : 60-62) อา้ งถงึ คีธ เดวิส (Keith Davis) ได้เสนอประเด็นที่ว่าทาไม
นักธรุ กจิ ตอ้ งรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมและจะรับผิดชอบอยา่ งไร

ข้อเสนอที่ 1 ความรับผิดชอบต่อสังคมเกิดข้ึนเน่ืองจากอิทธิพลของธุรกิจ ข้อเสนอนี้มาจาก
แนวคดิ ทว่ี ่าธรุ กจิ มอี ทิ ธิพลอยา่ งมากในเรื่องของเศรษฐกจิ การวา่ จา้ งแรงงาน การสร้างความเน่าเสีย
ในส่ิงแวดลอ้ ม ธรุ กิจจะก่อให้เกิดปัญหาหรือปูองกันปัญหาไม่ให้เกิดได้ในสังคมท่ีทุกคนต้องอยู่ร่วมกัน

บทท่ี 7 จริยธรรมทางธรุ กิจท่เี กยี่ วกบั สังคม 204

และตอ้ งพงึ่ พาอาศยั กัน ดังน้ันธรุ กจิ ตอ้ งมีความรับผิดชอบในการปูองกันไม่ให้มีปัญหาเกิดขึ้นแก่สังคม
หรอื ถา้ เกิดขน้ึ แลว้ ก็ตอ้ งชว่ ยแก้ไขปัญหานน้ั

ข้อเสนอที่ 2 ธุรกิจจะดาเนินการเป็นระบบเปิดสองทาง โดยเปิดรับสิ่งที่เป็นแนวความ
ต้องการจากสังคมและเปิดเผยวิธีการดาเนินงานให้สังคมได้รับรู้ ข้อเสนอน้ีทาให้นักธุรกิจมีความ
ปรารถนารบั ฟังตวั แทนของสงั คมในเรือ่ งเก่ียวกบั ปัญหาต่างๆ ของสังคมและการปรับปรุงสวัสดิการใน
สังคม ในทางกลับกันสังคมต้องมีความปรารถนาจะรับฟังการรายงานจากธุรกิจว่าได้ทาอะไรไป อัน
เปน็ การแสดงถงึ ความรบั ผดิ ชอบต่อสังคม ซงึ่ ทั้งสองฝาุ ยต้องรายงานต่อกนั อยา่ งซ่อื สัตย์และเปดิ เผย

ขอ้ เสนอที่ 3 การบริการ ผลผลิตหรือกจิ กรรม ที่จะเป็นผลเสียและผลดีต่อสังคมต้องมีการคิด
คานวณอย่างถี่ถ้วนในการตัดสินใจจะดาเนินการ ข้อเสนอน้ีเน้นว่าการพิจารณาในแง่ความเป็นไปได้
ทางเทคนคิ หรอื ได้กาไรทางเศรษฐกิจ ยังไม่ใช่ปัจจัยที่เพียงพอในการพิจารณาแต่ต้องคิดถึงสังคมท่ีจะ
ได้รับผลกระทบตอ่ ไปทั้งระยะสัน้ และระยะยาว

ข้อเสนอท่ี 4 ผลเสียต่อสังคมท่ีเกี่ยวกับแต่ละกิจกรรม ผลผลิตหรือบริการจะต้องมีผลถึง
ผู้บริโภค ผลเสียท่ีเกิดข้ึนจากธุรกิจท่ีมีต่อสังคมจริงๆ จะตกอยู่กับผู้บริโภคในต้นทุนที่สูงซ่ึงมากเกิน
กว่าทสี่ ังคมจะคาดคิดได้ ธุรกิจจาเป็นต้องคานึงถึงประเด็นนี้และต้องดาเนินการไม่ให้ผลเสียตกอยู่กับ
ผู้บริโภค

ข้อเสนอที่ 5 สถาบันทางธุรกิจในฐานะท่ีเป็นสมาชิกของสังคมมีความรับผิดชอบในปัญหา
ต่างๆ ของสังคมท่ีอยู่นอกเหนือจากการดาเนินงานตามปกติ ข้อเสนอนี้เน้นว่าถ้าธุรกิจจัดจ้าง
ผเู้ ชีย่ วชาญทไ่ี ม่ไดเ้ กยี่ วข้องกบั ธุรกิจโดยตรงมาแกไ้ ขปัญหาของสงั คม จะเป็นแสดงความรับผิดชอบต่อ
การแก้ปัญหาของสังคม เหตุผล คือ ในที่สุดธุรกิจจะได้รับกาไรเพ่ิมข้ึนจากการที่ช่วยปรับปรุงสังคม
โดยทั่วไป ธุรกิจจงึ ควรรว่ มรบั ผิดชอบกับสมาชิกของสงั คมทงั้ หมดเพอื่ ปรับปรุงสังคมโดยทัว่ ไปใหด้ ีขึน้

7.5 หลกั การความรบั ผดิ ชอบต่อสงั คม

ยุพาวดี วัลยะเพ็ชร์ (2555 : 4-5) กล่าวถึงหลักการความรับผิดชอบต่อสังคมไว้ว่า ความ
รับผิดชอบต่อสังคมไมใ่ ชห่ น้าทข่ี องแผนกใดแผนกหนง่ึ แต่เป็นพฤติกรรมขององค์กรในการปฏิบัติต่อผู้
มีสว่ นได้ส่วนเสีย ท้ังผู้บริหาร ผู้ถือหุ้น พนักงาน ลูกค้า คู่ค้า ชุมชน และสังคม ในเรื่อง จริยธรรมการ
ดาเนินธุรกิจ การปฏิบัติต่อแรงงาน สิทธิมนุษยชน การเปิดเผยข้อมูลท่ีโปร่งใส การอนุรักษ์

บทท่ี 7 จริยธรรมทางธุรกิจท่เี กยี่ วกับสงั คม 205

ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตในประเทศที่เข้าไปดาเนินธุรกิจ ซึ่ง
สอดคล้องกับแนวคิดเชิงพฤตกิ รรมของการดาเนนิ ธรุ กจิ ดังนี้

1. ความชอบธรรมทางสังคม (Legitimacy Theory) แม้ว่าองค์กรธุรกิจเอกชนจะได้รับ
อนุญาตในการดาเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายจากรัฐบาลในทุกประเทศที่เข้าไปดาเนินธุรกิจ
แต่ความขัดแย้งกับชุมชนและสังคมใน เรื่อง ผลกระทบส่ิงแวดล้อม คุณภาพชีวิต สิทธิมนุษยชนนั้น
สะทอ้ นความสมั พนั ธ์ระหวา่ งองคก์ รธรุ กิจกับสังคมในรูปแบบท่ีฝุายหน่ึงเป็นผู้ปฏิบัติและฝุายหน่ึงเป็น
ผู้ตรวจสอบ และกาหนดแนวปฏิบัติให้เป็นไปตามความคาดหวังของสังคม วอลเดน และสวอร์ท
(Walden and Schwartz, 1997 : 125) กล่าวว่า สังคมเป็นผู้ออกใบอนุญาตชั่วคราวให้กับบริษัท
หมายถึง อานาจและสิทธิในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรทางสังคมใน
การดาเนนิ ธรุ กิจนน้ั เกิดจากความชอบธรรมทางสังคม

2. ความรับผิดชอบสาธารณะ (Public Responsibility) ในการดาเนินธุรกิจอาจส่งกระทบ
ในเชิงลบและเชิงบวกต่อชุมชนและสังคม อาจกลายเป็นประเด็นทางสังคม (Social Issues) โดย
องคก์ รธุรกจิ มีหน้าทต่ี ้องรบั ผิดชอบ และปฏบิ ตั ใิ หเ้ ปน็ ไปตามวตั ถุประสงค์และคุณค่าท่ีสังคมปรารถนา
สอดคล้องกับโบเวน (Bowen, 1953 : 6) ท่ีกล่าวว่า พฤติกรรมและกระบวนการทางธุรกิจต้องอยู่
ภายใต้แนวทางที่สังคมเป็นผู้กาหนด และ วูด (Wood, 1991 : 691-718) ท่ีกล่าวว่า ธุรกิจต้อง
รับผดิ ชอบในผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพื้นที่สาธารณะโดยรอบ และในวงกว้าง หมายความว่า ธุรกิจต้อง
รบั ผดิ ชอบตอ่ ผลทีเ่ กดิ ขนึ้ จากกระบวนการดาเนินธุรกจิ ต่อสาธารณะ

3. การมสี ่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Management) ซึ่งต้องพิจารณาถึง
ความจาเป็นความสนใจและผลกระทบที่เกิดจากการดาเนินงานขององค์กรธุรกิจทั้งทางบวกและทาง
ลบ เช่น ลูกค้า พนกั งาน ผูถ้ ือหุ้น คคู่ า้ คแู่ ข่งขนั รฐั บาลและชุมชน สอดคล้องกับแนวคิด ยาร์คโอลีวา
(Yakovleva, 2005) กล่าววา่ “CSR คือ การจัดการผมู้ สี ่วนไดส้ ่วนเสยี ”

4. จริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics) การดาเนินธุรกิจน้ันไม่เพียงต้องปฏิบัติตาม
กฎหมายอย่างเคร่งครัดเท่านั้น แต่ต้องนาบรรทัดฐานทางสังคมและศีลธรรมมาใช้ในการกาหนดและ
ตัดสินใจเก่ียวกับกลยุทธ์ขององค์กร เพ่ือสร้างคุณค่าให้เกิดแก่องค์กรและแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น
ความเสมอภาค ความเท่าเทียม และสิทธิเสรีภาพ เมเนียนและเฟอร์เรล (Maignan and Ferrell,
2004 : 55-67)

บทท่ี 7 จริยธรรมทางธุรกิจที่เกย่ี วกับสังคม 206

5. การเปน็ พลเมอื งท่ีดีของสังคม (Corporate Citizenship) โลแกน (Logan, 1998) กล่าว
ว่า บริษัทได้รับการคาดหวังถึงการอาสาและความสมัครใจในการช่วยกันดูแลรักษาสังคมให้มีความ
เป็นอยู่ท่ีดี ในฐานะพลเมืองที่ดีเช่นเดียวกับบุคคล ส่วนคาร์โรล และบูชฮอล์ (Carroll, A.B., and
Buchholz, A.K., 2006 : 71) กล่าวว่า พลเมืองที่ดีของสังคมคือการให้เพื่อสังคมโดยสมัครใจ
(Philanthropic Responsibility) เพ่ือชว่ ยให้ชมุ ชน และสงั คมในประเทศนน้ั ๆ เกดิ การพฒั นา

ธรี นนั ท์ ตันพานิชย์ (2558 : 29-31) กล่าวว่า หลักการพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคม
ตามมาตรฐาน ISO 26000 คอื หลักการพื้นฐาน (Principle) ของความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งจะเป็น
แนวทางพ้ืนฐานท่ีสาคัญสาหรับหัวข้อหลักสาหรับการดาเนินการ และข้ันตอนการบูรณาการความ
รับผิดชอบต่อสังคมให้เกิดข้ึนท่ัวทั้งองค์กร โดยหลักการพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคมท้ัง 7
หลักการ (7 Core Subjects) จะประกอบดว้ ย

1. การกากับดูแลกิจการที่ดี (Organizational Governance) จะประกอบด้วยการกากับ
ดูแลที่ดี มีหลักสาคัญที่เป็นมาตรฐาน 7 ประการ ดังนี้ 1) ความรับผิดชอบต่อผลการปฏิบัติหน้าที่
(Accountability) 2) ความสานึกในหน้าที่ด้วยขีดความสามารถและประสิทธิภาพที่เพียงพอ
(Responsibility) 3) การปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียอย่างเท่าเทียมกัน (Equitable treatment) 4)
ความโปร่งใส (Transparency) ซ่ึงประกอบดว้ ยความโปรง่ ใสในการดาเนินงานท่ีสามารถตรวจสอบได้
5) การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส (Transparency of Information Disclosure) 6) การมีวิสัยทัศน์
(Vision) ท่ีจะสร้างมูลค่าเพ่ิมแก่กิจการในระยะยาว โดยไม่ทาลายขีดความสามารถในระยะสั้นการ
สง่ เสริมพฒั นาการกากบั ดแู ล และ 7) จรรยาบรรณท่ีดีในการประกอบธุรกิจ (Ethics)

2. สิทธิมนุษยชน (Human Rights) จะประกอบด้วยประเด็นสาคัญ ได้แก่ การตรวจสอบ
สถานะขององค์กร สถานการณ์ที่มีความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน การหลีกเล่ียงการสมรู้ร่วมคิด การ
แก้ไขข้อขัดแย้ง การเลือกปฏิบัติ และกลุ่มท่ีต้องมีการดูแลเป็นพิเศษ สิทธิการเป็นพลเมืองและสิทธิ
ทางการเมอื ง สิทธทิ างด้านเศรษฐกจิ สังคมและวฒั นธรรม หลกั การและสิทธิข้นั พนื้ ฐานในการทางาน

3. ข้อปฏิบัติด้านแรงงาน (Labour Practices) จะประกอบด้วยประเด็นสาคัญ ได้แก่ การ
จ้างงานและแรงงานสัมพันธ์ สภาพแวดล้อมในการทางาน และการปกปูองทางสังคม การเสวนาทาง
สังคม สุขอนามยั และความปลอดภัยในการทางาน และการพัฒนาบุคคลและการฝึกอบรม ในสถานท่ี
ปฏิบตั งิ าน

บทที่ 7 จริยธรรมทางธุรกจิ ทีเ่ ก่ยี วกับสงั คม 207

4. การดูแลสงิ่ แวดล้อม (Environment) จะประกอบด้วยประเด็นสาคัญ ได้แก่ การปูองกัน
มลภาวะ การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และการปกปูอง
สิ่งแวดลอ้ ม ความหลากหลายทางชวี ภาพ และการฟื้นฟถู นิ่ ท่ีอยทู่ างธรรมชาติ

5. การปฏิบัติอย่างเป็นธรรม (Fair Operating Practices) จะประกอบด้วยประเด็นสาคัญ
ได้แก่ การต่อต้านการคอรัปชั่น การมีส่วนร่วมทางการเมือง การแข่งขันอย่างเป็นธรรม การส่งเสริม
ความรบั ผิดชอบต่อสงั คมในหว่ งโซค่ ณุ ค่า และการเคารพตอ่ สทิ ธิทรพั ยส์ ิน

6. ความใส่ใจต่อผู้บริโภค (Consumer Issues) จะประกอบด้วยประเด็นสาคัญ ได้แก่
การตลาดอย่างเปน็ ธรรม สารสนเทศท่ีเป็นข้อเท็จจรงิ และไม่อคติและข้อปฏิบัติตามสัญญาท่ีเป็นธรรม
การปกปูองดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค การบริโภคอย่างยั่งยืน การบริการ การ
สนบั สนนุ และการแกไ้ ขขอ้ ร้องเรยี นและขอ้ พพิ าทจากผบู้ ริโภค การปกปูองข้อมูลและการรักษาความ
เปน็ ส่วนตวั ขององคก์ ร

7. การพัฒนาและมีส่วนรว่ มกบั ชุมชน (Community Involvement Social Development)
ผู้ประกอบการควรมีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการบรรลุความต้องการในปัจจุบัน โดยไม่ทาให้
ความต้องการของคนรุ่นอนาคตเสียไป ด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืนท้ังด้านสังคมรวมถึงด้านวัฒนธรรม
ส่ิงแวดล้อมและเศรษฐกิจ ควรเป็นไปอย่างต่อเนื่องและค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่เปูาหมาย ณ เวลาใด
เวลาหนึ่ง โดยคานึงถึงสวัสดิภาพของสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต และเพื่อการจัดการความอุดม
สมบูรณ์และทรพั ยากรธรรมชาติ

หลักการของความรับผิดชอบต่อสังคม ถือได้ว่าเป็นแนวทางในการดาเนินการบริหารจัดการ
ใหอ้ งค์กรมีแนวทางในการนาไปปฏิบตั ิทจี่ ะช่วยใหอ้ งคก์ ร ได้เข้าใจชัดเจนขึ้นถงึ สงิ่ ท่คี วรจะทาต่อสังคม
อย่างไรบ้าง โดยที่แนวทางการดาเนินงานตามหลักการความรับผิดชอบต่อสังคมนั้นจะต้องพิจารณา
ถึงประโยชน์ของกิจกรรมท่ีได้รับว่าตกอยู่กับสังคมและผู้ท่ีมีส่วนเก่ียวข้องในสังคมทั้งระดับใกล้และ
ไกลมากน้อยเพียงไร ควรมกี ารสนับสนุนกจิ กรรมอยา่ งเหมาะสมและเปน็ ธรรม

7.6 แนวคดิ ความรับผิดชอบตอ่ สงั คมของธุรกิจ

อนันตชัย ยูรประถม (2552: 22) กล่าวถึงแนวคิดเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมของ
องค์กรธุรกิจ ว่า มีการกล่าวถึงกันมาต้ังแต่ศตวรรษที่ 20 เร่ิมจากแนวความคิดสนับสนุนท่ีสะท้อนให้
เห็นความสาคัญด้านความรับผิดชอบต่อสังคมจากนักวิชาการต่างประเทศในปี พ.ศ. 2483 (ค.ศ.

บทที่ 7 จรยิ ธรรมทางธุรกจิ ทเ่ี กย่ี วกับสังคม 208

1940) ศาสตราจารย์ ธีโอดอร์เครปส์ (Professor Theodor Kreps) จากสแตนด์ฟอร์ดบิสสิเนสสคูล
ใช้คาว่า “Social Audit” เป็นคร้ังแรก กล่าวว่าองค์กรธุรกิจควรมีการทารายงานการกระทาที่แสดง
ความรบั ผดิ ชอบต่อสังคม แต่ทว่ากระแสเร่ืองความรับผิดชอบต่อสังคมก็ยังไม่เป็นที่สนใจอยู่ดีต่อมาปี
พ.ศ. 2496 (ค.ศ. 1953) โฮเวริ ด์ โบเวนด์ (Howard Bowend) เขียนหนังสือ เรือ่ งความรับผิดชอบต่อ
สังคมของนักธุรกิจ (Social Responsibilities of Business Man) โดยกล่าวถึงความรับผิดชอบต่อ
สังคมของนักธุรกิจในปี พ.ศ. 2503 (ค.ศ.1960) จอร์จ กอยเดอร์ (George Goyder) ได้เขียนหนังสือ
เรื่องความรับผิดชอบขององค์กร (The Responsible Corporation) หรือความรับผิดชอบต่อสังคม
โดยนักธุรกิจ ได้พัฒนาแนวคิดการทาความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างชัดเจนข้ึน และเมื่อต้นปี พ.ศ.
2513 (ค.ศ.1970) ฟิลิป คอตเลอร์ (Phillip Kotler) มิลตัน ฟรีแมน (Milton Freeman), วิลเลียม
ลาเซอร์ (William Lazer) ได้เกร่ินถึงรูปแบบการตลาดแนวใหม่ในพื้นฐานท่ีว่าการดาเนินธุรกิจเพียง
แค่หวังผลกาไรน้ันไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ควรวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างมีจริยธรรมและ
ห่วงใยต่อสังคม ซึ่งจะนาไปสู่ความพึงพอใจของลูกค้าก่อให้เกิดผลกาไรที่ย่ังยืนและยกระดับคุณภาพ
ชีวิตของคนในสังคม (Crane & Desmond, 2002 : 548) จนกลายเป็นยุคของการประกอบธุรกิจ
แบบการตลาดอิงสงั คม(Societal Marketing Concept) ท่ธี ุรกจิ ต้องคานึงถึงความต้องการและความ
จาเป็นในการผลิตสินค้าหรือให้บริการแก่ผู้บริโภค เช่นเดียวกับตระหนักถึงผลกระทบที่มีต่อสังคม
และเปน็ ทม่ี าของความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมอยา่ งเปน็ รูปธรรมในที่สดุ

เกศมณี พฤกษาประดับกุล (2553 : 2) กล่าวว่า ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร
(Corporate Social Responsibility) หรือ CSR เป็นสิ่งที่องค์กรธุรกิจทั่วโลกให้ความสนใจมากข้ึนใน
ปัจจุบนั เพราะองคก์ รทีด่ ีจะประสบความสาเรจ็ และเติบโตได้อยา่ งยงั่ ยืนนน้ั ต้องมีการความรับผิดชอบ
ต่อสังคมด้วย องค์กรต่างๆ ที่ทาธุรกิจจาเป็นต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมนามาเป็นส่วน
หน่ึงของแผนกลยุทธ์บริษัท เป็นแนว ความคิดท่ีสาคัญมากอย่างย่ิงในการบริหารจัดการองค์กรของ
ธรุ กจิ สมัยใหม่ การเตบิ โตและผลกาไรไม่สามารถทาให้องคก์ รอยูร่ อดได้อย่างย่งั ยืน

เจษฎา นกน้อย (2558 : 159-160) กล่าวว่าแนวคิดของ พอเตอร์ และคาร์เมอร์ (Porter &
Kramer, 2006 : 1) และแนวคิดของ คาร์โรล และบุชฮอลซ์ (Carroll & Buchholtz, 2006 : 114)
ต่างได้นาเสนอความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรในแง่มุมต่างๆ ซ่ึงล้วนเป็นส่ิงท่ีสังคมคาดหวังจาก
องค์กร เพ่ือตอบแทนส่ิงท่ีองค์กรได้รับจากสังคม อย่างไรก็ดี พอเตอร์ และคาร์เมอร์ (Porter &
Kramer, 2006 : 12) กล่าวว่า ท่ีผ่านมากิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งกาหนดข้ึนจากปัญหา

บทท่ี 7 จรยิ ธรรมทางธรุ กจิ ที่เกย่ี วกับสังคม 209

ทางสงั คมน้ัน ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ท้ังองค์กรธุรกิจและสังคมโดยรวม ซ่ึงยังอาจเป็นการดาเนิน
ในลักษณะที่กว้างและไม่มีทิศทาง โดยไม่ได้ทาให้ปัญหาของสังคมบรรเทาหรือลดลง เน่ืองจากปัญหา
เชิงสงั คมเหล่าน้ใี หญเ่ กนิ กว่าทภี่ าคธรุ กิจจะสามารถแก้ไข หรือไม่มีความชานาญเพียงพอในการรับมือ
กับปัญหาเหล่านั้น ด้วยเหตุน้ีทาให้องค์กรธุรกิจมองว่าเป็นการใช้ทรัพยากรของผู้ถือหุ้นและเป็นการ
ดาเนนิ การที่สูญเปล่า ดังนั้นแนวคิดเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมท่ีเกิดขึ้นใหม่จึงไม่ใช่เพียงว่าทา
อย่างไรสังคมจะดีข้ึนเท่าน้ัน แต่ต้องพิจารณาถึงแนวคิดเชิงกลยุทธ์ในการดาเนินกิจกรรมความ
รับผิดชอบต่อสังคม เพ่ือให้มีทิศทางที่เป็นระบบ มีความสอดคล้องกลมกลืนไปกับภารกิจขององค์กร
สอดรบั ไปกบั วัฒนธรรมองค์กร ส่ิงแวดล้อม ความเสีย่ งทางธุรกิจ รวมไปถึงเง่ือนไขการดาเนินงานของ
องค์กร ส่วนการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจและสังคม องค์กรธุรกิจต้องวิเคราะห์ โดยใช้
กรอบเดยี วกบั การวิเคราะห์ทางเลอื กในการตัดสนิ ใจทางธรุ กจิ การดาเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อ
สังคม สามารถเปน็ แหล่งของโอกาสทางธรุ กิจ นวัตกรรม และการสรา้ งขีดความสามารถในการแข่งขัน
โดยในการกาหนดกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสงั คมควรม่งุ สรา้ งประโยชน์ให้แก่องค์กรพร้อมกับสังคม
ในเวลาเดียวกัน เนื่องจากธุรกิจและสังคมต้องพ่ึงพากันและกันอย่างมาก น่ันคือองค์กรจะประสบ
ความสาเร็จได้ก็ต่อเม่ือได้รับการสนับสนุนจากสังคมท่ีมีมาตรฐานคุณภาพชีวิตที่ดี สมาชิกของชุมชน
ส่วนหน่ึงจะกลายเป็นแรงงานท่ีมีคุณภาพขององค์กร เมื่อสมาชิกในสังคมมีอานาจทางเศรษฐกิจและ
กาลงั ซื้อสูงขึ้น ทาใหค้ วามต้องการสินค้าและองค์กรเพ่ิมสูงข้ึน องค์กรก็สามารถสร้างผลประกอบการ
ที่ดีข้นึ ตามไปด้วย

วรวุฒิ ไชยศร และบุญสม เกษะประดิษฐ์ (2560 : 149) กล่าวว่า ความรับผิดชอบต่อสังคม
และการพัฒนาที่ยั่งยืนเปรียบเสมือนจุดศูนย์กลางท่ีเช่ือมต่อคนทั้งโลก โดยมีพ้ืนฐานตามแนวคิดท่ี
ประกอบด้วย 5 แนวคิดที่เกยี่ วขอ้ ง ดงั นี้

1. ความรับผิดชอบต่อสังคมในกระบวนการ (CSR in Process) ท่ีครอบคลุม 3 ด้าน ด้าน
เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจในกระบวนการท่ีองค์กร
ธุรกิจเช่ือมโยงความรับผิดชอบต่อสังคม ผนวกรวมเป็นนโยบายองค์กรโดยรวม โดยเช่ือมโยงกับท้ังผู้
ถือหุ้น ผบู้ รหิ าร พนกั งานในองค์กรทุกคนรวมท้งั ผู้มีส่วนได้เสยี ทง้ั หมด

2. การพัฒนาท่ียั่งยืน (Sustainable Development) เป็นความต่อเน่ืองของการพัฒนา
โครงการความรบั ผิดชอบตอ่ สงั คมใหเ้ ป็นกระบวนการเชิงไดนามิคท่ีมีการปรับปรุงพัฒนา เพ่ือสร้างให้

บทที่ 7 จรยิ ธรรมทางธุรกิจท่ีเกีย่ วกับสงั คม 210

เกิดความเข้มแข็งโครงการท่ีสามารถดารงอยู่ใต้อย่างต่อเน่ือง ยืนยาว คู่กับสังคม ชุมชน และ
ประชาชนผมู้ สี ว่ นได้เสยี ท้ังหมด

3. ธรรมาภิบาล (Good Governance) เป็นการบรหิ ารจัดการองค์กรที่ดี โดยในมุมมองของ
ผู้เขียนแล้วถือเป็นเรอ่ื งสาคัญอยา่ งมากท่เี ป็นฐานของการบริหารจัดการของหน่วยงานทุกระดับ เมื่อมี
ธรรมาภิบาลเกดิ ขนึ้ ในองค์กรใดๆ แลว้ องค์กรหรือหน่วยงานน้ันๆ ย่อมมีการบริหารจัดการในทิศทาง
ทถ่ี ูกตอ้ ง ดีงาม และนาไปสู่ความยงั่ ยนื ขององค์กรและหน่วยงานในที่สุด ท้ังยังทาให้ผู้เกี่ยวข้องผูกพัน
อยู่กบั หน่วยงานหรอื องคก์ รเกิดความรม่ เยน็ เป็นสขุ ไปดว้ ย

4. นวัตกรรมสังคม (Social Innovation) มีเปูาหมายหลักในการทากิจการ เพื่อผู้อื่น
มากกว่าทาเพื่อตนเอง ทั้งน้ีเพ่ือมุ่งเน้นให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจ คือ กาไรและนาผลกาไรน้ันใช้ในการ
พัฒนาสังคม ชุมชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยรวม ท้ังในด้านเศรษฐกิจ สังคม และส่ิงแวดล้อม เป็นการ
ทากจิ การเพ่ือผู้อ่นื และสังคม เชน่

4.1 ธุรกิจเพื่อสังคม (Social Business) แนวคิดธุรกิจเพ่ือสังคม คือธุรกิจที่ไม่สูญ
เงินต้น ไม่ปันผลกาไร มาใช้เป็นกลไกในการช่วยเหลือผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส รวมถึงใช้เป็น
เคร่ืองมือในการขจัดปัญหาความยากจน การว่างงานและก๊าซเรือนกระจก ท่ีสอดคล้องกับเปูาหมาย
การพัฒนาทีย่ ่ังยืนนบั จากนเี้ ปน็ ต้นไป

4.2 กิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) คือ หน่วยงานท่ีดาเนินงานโดยใช้
ยุทธศาสตร์แบบกลไกตลาด เพ่ือเปูาหมายทางสังคมหรือส่ิงแวดล้อม โดยการดาเนินงานของกิจการ
เพ่ือสังคมมุ่งเน้นเปูาหมายทางสังคม ส่ิงแวดล้อม และการเงินไปพร้อมๆ กัน หรือที่เรียกว่าทริปเพิล
บ็อททอม ไลน์ (Triple Bottom Line) โดยเปูาหมายทางการเงิน คือ การสร้างรายได้น้ันมีขึ้นเพื่อ
เพมิ่ ผลประโยชน์ของสังคมหรือส่ิงแวดล้อม แทนท่ีจะเป็นผลประโยชน์ของบริษัทหรือผู้ถือหุ้นเหมือน
กิจการทว่ั ไป ซึ่งกิจการเพ่ือสังคมต่างจากความรับผิดชอบทางสังคมเชิงบริษัท ตรงที่กิจการเพ่ือสังคม
มเี ปูาหมายทางสังคมหรือสิ่งแวดล้อมเปน็ หลัก ในขณะทคี่ วามรับผิดชอบต่อสังคมมักเป็นกิจกรรมหรือ
โครงการเพอ่ื สังคมของกิจการที่แสวงหากาไรตามปกติ

วาลลอร์ และเคเมน (Valor & Carmen, 2005 : 191-193) กล่าวว่า แนวคิดความ
รบั ผิดชอบทางสังคมเริ่มมกี ารนาเสนอในปี ค.ศ. 1953 แนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจเน้น
ตัวบุคคลในธุรกิจที่มีความสานึกทางสังคมมากกว่าการมุ่งเน้นองค์กรธุรกิจ ทาให้เกิดการกาหนด
นโยบายสาธารณะที่มุ่งเน้นให้ธุรกิจปฏิบัติตามกฎหมายในปี ค.ศ.1970 มีการนาแนวคิดความ

บทที่ 7 จริยธรรมทางธรุ กิจท่เี กย่ี วกบั สังคม 211

รบั ผิดชอบตอ่ สงั คมเขา้ สรู่ ะบบการประมวลผลทางดา้ นสังคม โดยมีการเชื่อมโยงเป็นส่วนหน่ึงของการ
จดั การเชิงกลยทุ ธแ์ ละกาหนดกรอบให้ผบู้ ริหารดาเนินการในปี ค.ศ. 1980 มีการนาแนวคิดผู้มีส่วนได้
เสียเช่ือมโยงกับบทบาทและความรับผิดชอบต่อสังคม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หมายถึง บุคคลหรือกลุ่ม
บุคคลทสี่ ร้างและรบั ผลกระทบตอ่ การดาเนนิ การของธุรกจิ

พอร์ทเตอร์ และเคเมอร์ (Porter & Kramer, 2006 : 3) นาเสนอแนวคิดความรับผิดชอบ
ต่อสงั คมอยู่ 4 แนวคิด ท่ใี หน้ า้ หนกั กบั ความรบั ผดิ ชอบต่อสังคมในมุมมองที่แตกต่างกนั ดังนี้

1. ความรับผิดชอบต่อสังคมตามมุมมองด้านจริยธรรม (Moral Obligation) เป็นการ
เรยี กรอ้ งให้องค์กรปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีด้วยการกระทาสิ่งท่ีถูกต้องตามกฎหมาย กฎระเบียบ และ
ขอ้ บงั คับของสงั คมอย่างเคร่งครดั ถอื เป็นมุมมองหลักทอ่ี งค์กรส่วนใหญย่ ึดถือ

2. ความรบั ผิดชอบตอ่ สงั คมตามมุมมองด้านความย่ังยืน (Sustainability) เป็นการเรียกร้อง
ให้องค์กรรับผิดชอบต่อสังคม ในฐานะท่ีเป็นส่วนหนึ่งของส่ิงแวดล้อมและชุมชน เป็นส่ิงที่องค์กร
พยายามบรรลุวัตถปุ ระสงคใ์ นระยะยาว ดว้ ยการหลกี เล่ยี งพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อสังคม ถือเป็นการวัด
ความสาเร็จขององค์กรจากผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อม เป็นการบริหารจัดการท่ี
นอกเหนอื จากการบริหารจัดการด้วยความโปร่งใส การจ้างงานอย่างเป็นธรรม และการเคารพในสิทธิ
มนุษยชน คือ องค์กรต้องพยายามใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และร่วม
อนรุ กั ษส์ ภาพแวดล้อมทางธรรมชาตอิ ย่างเต็มกาลังความสามารถ

3. ความรับผิดชอบต่อสังคมตามมุมมองด้านฉันทานุมัติในการดาเนินธุรกิจ (License to
Operate) มีที่มาจากแนวคิดที่ว่า องค์กรจะดาเนินธุรกิจได้ก็ต่อเม่ือได้รับความยินยอม ทั้งท่ีเป็น
ทางการและไม่เป็นทางการจากภาครัฐ ชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกรายๆ มุมมองน้ีนาเสนอ
แนวทางท่ีเป็นรูปธรรมมากที่สุด เน่ืองจากชี้นาให้องค์กรค้นหาประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้
ส่วนเสียทุกราย แล้วตัดสินใจทากิจกรรมในทิศทางที่ไม่ทาให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อต้าน ส่งผลให้
องค์กรตระหนักถึงความสาคัญของการรับฟังความคิดเห็น และการทาความเข้าใจประเด็นต่างๆ
รว่ มกับผมู้ สี ่วนไดส้ ่วนเสยี ท้ังหลาย

4. ความรับผิดชอบต่อสังคมตามมุมมองด้านภาพลักษณ์ขององค์กร (Reputation) ความ
รับผิดชอบต่อสังคมจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กร สร้างความแข็งแรงแก่ตราสินค้า เพ่ิมขวัญ
กาลงั ใจของพนกั งาน และเพ่ิมมลู คา่ หุ้นขององค์กร ในบางองค์กรทากจิ กรรมความรับผิดชอบต่อสังคม
เพ่ือเป็นหลักประกันล่วงหน้า สังคมจะลดการวิพากษ์วิจารณ์และการต่อต้าน หากในอนาคตองค์กร

บทท่ี 7 จริยธรรมทางธรุ กิจทเี่ กีย่ วกบั สงั คม 212

ต้องเผชิญกับสถานการณ์วิกฤติที่ก่อให้ เกิดความเคลือบแคลงสงสัยจากสังคม การทากิจกรรมความ
รับผิดชอบต่อสังคม จึงเป็นไปเพื่อแสวงหาผล ประโยชน์ในระยะยาว พอร์ทเตอร์ และเคเมอร์
(Porter & Kramer, 2006 : 4) เห็นว่า องค์กรได้รับประโยชน์จากมุมมองน้ีน้อยมากและยังให้
ความสาคัญกับความรู้สึก ความคิดเห็น และความพึงพอใจขอบุคคลภายนอกองค์กร ดังน้ันกิจกรรม
ความรับผิดชอบต่อสังคมตามมุมมองนี้จะไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่องค์กรและสังคมโดยรวม
อย่างเตม็ ที่

พอร์ทเตอร์ และเคเมอร์ (Porter & Kramer, 2006 : 5) สรุปว่าแนวคิดความรับผิดชอบต่อ
สังคมขององค์กรตามมุมมองท้ังสี่ ยังขาดความสมบูรณ์เน่ืองจากมีจุดอ่อนท่ีสาคัญ คือ การมองธุรกิจ
และสังคมในลักษณะของหน่วยที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกันแทนที่จะมอบว่าเป็นหน่วยที่ต้องพึ่งพากัน
ดังน้นั กิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม จึงเป็นเสมือนค่าใช้จ่ายขององค์กรท่ีสังคมจะได้รับประโยชน์
เพียงฝุายเดียว องค์กรทั้งหลายจึงไม่ได้กาหนดกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมขึ้น ในลักษณะท่ี
สอดคล้องกับกลยุทธ์และกิจกรรมอ่ืนขององค์กร ทาให้ขาดแนวทางช้ีนากิจกรรมความรับผิดชอบต่อ
สงั คมขึน้ ในลกั ษณะท่ีเป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่องค์กรและสังคมอย่างเตม็ ทแ่ี ละเทา่ เทียม

จากแนวคิดดังกล่าวสรุปได้ว่า ผู้บริหารองค์กรจะต้องทาการแสวงหาวิธีการในการดาเนิน
ธุรกิจท่ีต้องเป็นประโยชน์แก่สังคมและองค์กรควบคู่กันไปอย่างคู่ขนาน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความ
รับผิดชอบขององค์กรต่อสังคมที่สามารถตอบสนองกลยุทธ์ในการดาเนินงานขององค์กร เพ่ือนาไปสู่
ความสาเร็จและความไดเ้ ปรยี บทางการแขง่ ขนั ขององค์กรนั่นเอง

7.7 แนวทางการแสดงความรบั ผดิ ชอบต่อสงั คมของธรุ กิจ

รพีพรรณ วงศ์ประเสริฐ (2551 : 89-91) กล่าวว่า ธุรกิจที่ใช้ความรับผิดชอบต่อสังคมเป็น
แนวทางในการดาเนินงานจะมีลักษณะเป็นองค์กรท่ีดาเนินธุรกิจภายใต้การบริหารจัดการ เพื่อ
ก่อให้เกิดผลดีต่อสังคม โดยภาพรวมมีการดาเนินกิจกรรมทุกอย่าง อย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม
รวมไปถึงความรับผิดชอบต่อโลกด้วย ท้ังนี้องค์กรที่ใช้ความรับผิดชอบต่อสังคมในการดาเนินธุรกิจ
จะต้องมีการตรวจสอบคุณภาพของการบริหารจัดการทั้งในแง่ของบุคลากรและกระบวนการบริหาร
ภายในองค์กร รวมถึงวเิ คราะหผ์ ลกระทบทม่ี ตี อ่ สังคมในดา้ นตา่ งๆ อนั เกิดจากการดาเนินกิจกรรมของ
องค์กร โดยนัยน้ีความรับผิดชอบต่อสังคมจึงเข้ามาเป็นส่วนสาคัญของกระบวนการสร้างความ
เจริญเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร และถ้ามีการบริหารจัดการที่ดีในเรื่องนี้ องค์กรสามารถท่ีจะเพ่ิม

บทท่ี 7 จรยิ ธรรมทางธุรกิจทเี่ กี่ยวกบั สงั คม 213

ศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจ และในขณะเดียวกันก็เพิ่มคุณค่าด้านความมั่งคั่งให้กับบุคลากรใน
องคก์ รและสังคม โดยมีแนวทางในการแสดงความรับผดิ ชอบตอ่ สงั คมของธรุ กจิ ไว้ดังน้ี

1. แนวทางการปฏิบตั ิตามหลักการความรับผดิ ชอบต่อสงั คมของธรุ กิจ
คณะทางานส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมและส่ิงแวดล้อมของบริษัทจดทะเบียน

คณะกรรมการการกากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ได้นาเสนอแนวทางการปฏิบัติตาม
หลกั ซีเอสอาร์ (CSR) ทีจ่ ะนามาประยุกตใ์ ชค้ วบคมุ กับธุรกิจนน้ั สามารถแบ่งไดเ้ ปน็ 4 ขั้นดงั นี้

ขั้นที่ 1 Mandatory Level : ข้อกาหนดตามกฎหมาย (Legislation) หมายถึง การท่ี
ธุรกิจมีหน้าท่ีต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ท่ีเก่ียวข้อง เช่น กฎหมายคุ้มครอง
ผบู้ รโิ ภค กฎหมายแรงงาน การจ่ายภาษี เปน็ ตน้

ขั้นท่ี 2 Elementary Level : ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (Economic Profit) หมายถึง
การทธ่ี ุรกิจ คานงึ ถึงความสามารถในการอยรู่ อดและใหผ้ ลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น ในข้ันนี้ธุรกิจควรหม่ัน
ตรวจตราวา่ กาไรทไ่ี ดน้ นั้ ตอ้ งมิใชก่ าไรซ่งึ เกดิ จากการเบียดเบียนสังคม

ข้ันท่ี 3 Preemptive Level : จรรยาบรรณทางธุรกิจ (Business code of Conduct)
หมายถงึ การทธี่ ุรกจิ สามารถสร้างกาไรแก่ผู้ถือหุ้นได้ในอัตราท่ีเหมาะสม และผู้ประกอบธุรกิจได้ใส่ใจ
เพื่อให้ประโยชน์ตอบแทนแก่สังคมมากขึ้น โดยเฉพาะสังคมใกล้ท่ีอยู่รอบข้างท่ีมีความคาดหวังว่าจะ
ไดร้ ับการดแู ล หรือเอาใจใสจ่ ากผูป้ ระกอบธุรกจิ

ขั้นท่ี 4 Voluntary Level : ความสมัครใจ (Voluntary Action) หมายถึง การดาเนิน
ธุรกิจควบคู่กับการปฏิบัติตามแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยความสมัครใจ โดยไม่ได้ถูก
เรยี กรอ้ งจากสังคมแตอ่ ย่างใด ซึ่งในขน้ั นก้ี ารประกอบธุรกิจจะอยู่บนพ้ืนฐานของการมุ่งประโยชน์ของ
สังคมเป็นสาคัญ และการดาเนินการความรับผิดชอบต่อสังคม ในส่วนนี้สมควรได้รับความยกย่องช่ืน
ชมจากสงั คมอยา่ งแท้จรงิ

ทั้งน้ีธุรกิจต้องดาเนินการตามเกณฑ์ในข้ันที่ 1 เป็นอย่างน้อย ส่วนการดาเนินการในข้ัน
ต่อไปให้ขึ้นกับความพร้อมของธุรกิจแต่ละแห่งที่แตกต่างกัน โดยหลักสาคัญของการปฏิบัติตาม
แนวทางความรับผิดชอบต่อสังคม ควรอยู่บนหลักพอประมาณที่ธุรกิจต้องไม่เบียดเบียนตนเอง และ
ขณะเดยี วกนั ก็ต้องไม่เบียดเบยี นสังคม

บทท่ี 7 จรยิ ธรรมทางธุรกจิ ที่เก่ยี วกับสงั คม 214

2. แนวทางการปฏิบตั กิ จิ กรรมทางสงั คม
ฟิลิป คอทเลอร์ (Philip Kotler, 2551 : 25-27) กล่าวว่า ถึงแม้ว่าแนวปฏิบัติของความ

รับผิดชอบต่อสังคมจะเป็นเรื่องท่ีค่อนข้างซับซ้อนและไม่มีมาตรฐานตายตัว การประยุกต์ใช้ความ
รับผิดชอบต่อสังคมเข้ากับธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมสรุปได้ 2 องค์ประกอบหลัก คือ องค์ประกอบ
ภายใน เป็นการดูแลกิจกรรมต่างๆ ที่ธุรกิจนั้นดาเนินการอยู่และจัดการได้โดยตรง เช่น การจัดการ
ทรัพยากรมนุษย์ การจัดการกระบวน การผลิต การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม บรรษัทภิบาลและความ
โปร่งใส ในการดาเนินกิจการ เป็นต้น และองค์ประกอบภายนอกซึ่งเก่ียวข้องกับกิจกรรมท่ีธุรกิจ
อาจจะควบคุมไม่ได้โดยตรง เช่น การดูแลผู้บริโภค การรับผิดชอบต่อลูกค้า และการสนับสนุน
กิจกรรมด้านการพัฒนาสังคม เป็นต้น โดยองค์กรธุรกิจที่จะนาหลักการความรับผิดชอบต่อสังคมมา
ใช้ ควรเริม่ จากการเลอื กประเดน็ ปัญหาทางสังคมทสี่ นองต่อเปูาหมายทางธุรกิจขององค์กร จากนั้นให้
กาหนดกิจกรรมเพื่อสังคมที่สนองตอบประเด็นทางสังคมดังกล่าว กิจกรรมทางสังคมจาแนกได้ 6
ประเภท ดงั ตอ่ ไปน้ี

1) การสง่ เสรมิ ประเด็นสังคม (Cause Promotion) เป็นการจดั หาเงินทุน การช่วยเหลือ
ในรูปแบบอ่ืนๆ หรือทรัพยากรต่างๆ ขององค์กร เพ่ือเพ่ิมการตระหนักรู้และความห่วงใยต่อประเด็น
ปญั หาสงั คมบางประการ หรอื เพ่อื สนบั สนุนการหาเงินบริจาค การเข้าร่วมหรือหาอาสาสมัครเพื่อการ
ดังกลา่ ว องค์กรธรุ กิจอาจเปน็ ผ้รู ิเริ่มและบริหารงานส่งเสริมนั้นด้วยตนเอง หรืออาจเป็นพันธมิตรราย
ใหญใ่ นการทากจิ กรรมหรือเป็นแค่หน่งึ ในผูส้ นับสนนุ หลายๆ รายก็ได้

2) การตลาดเก่ียวเน่ืองกับประเด็นสังคม (Cause-Related Marketing) เป็นการ
กาหนดพันธสัญญาว่าจะบริจาครายได้เป็นร้อยละของสินค้าที่ขายได้ เพ่ือสนองต่อประเด็นสังคม
ส่วนมากข้อเสนอน้ีจะประกาศใช้เฉพาะบางช่วงเวลาเฉพาะสินค้าบางตัว และให้แก่การกุศลที่ระบุไว้
เท่าน้ัน ในกรณีน้ีองค์กรธุรกิจมักจะร่วมมือกับองค์กรท่ีไม่แสวงผลกาไร เพื่อสร้างสัมพันธภาพใน
ประโยชน์ร่วมกัน รวมทั้งเพ่ือเพ่ิมยอดขายสินค้าและนาเงินรายได้ไปสนับสนุนกิจกรรมการกุศล ใน
ขณะเดยี วกันกเ็ ป็นการเปิดโอกาสให้แกผ่ ูบ้ รโิ ภคได้มีสวนร่วมในการช่วยเหลือการกุศลผ่านทางการซ้ือ
สินค้าโดยไมต่ ้องเสียคา่ ใชจ้ ่ายเพิม่ เตมิ

3) การตลาดเพ่ือสังคมขององค์กร (Corporate Social Marketing) เป็นการสนับสนุน
การพัฒนา หรือทาโครงการรณรงค์เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมนุษย์ในการพัฒนาสุขอนามัย
ประชาชน ความปลอดภัย ดา้ นส่ิงแวดลอ้ มหรอื ความเปน็ อยทู่ ีด่ ีข้ึนของชุมชน จุดเดน่ ของโครงการ คือ

บทที่ 7 จริยธรรมทางธุรกจิ ทเี่ กีย่ วกบั สงั คม 215

การมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แตกต่างจากการส่งเสริมประเด็นสังคมท่ีมุ่งในเร่ืองการสร้าง
ความตระหนักรู้ การหาเงินทุนหรือหา อาสาสมัครมาช่วยในโครงการ องค์กรธุรกิจอาจพัฒนาและ
จัดทาโครงการรณรงค์เพื่อทาการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ด้วยตนเอง แต่ส่วนใหญ่องค์กรธุรกิจมักจะ
รว่ มมอื กบั หนว่ ยงานราชการหรือองค์กรทไ่ี มแ่ สวงผลกาไร

4) การบริจาคตรง (Corporate Philanthropy) เป็นการบริจาคโดยตรงต่อองค์กรการ
กุศล เพื่อสนองต่อประเด็นสังคม ส่วนมากเป็นในรูปของกองทุนเงินช่วยเหลือ เงินสดและ/หรือวัสดุ
ส่ิงของ กิจกรรมน้ีเป็นรูปแบบท่ีทากันมาแต่ดั้งเดิม ส่วนใหญ่เป็นการตอบสนองต่อคาขอหรือเป็นไป
ตามกระแสความต้องการจากสังคม ซึ่งในปัจจุบันองค์กรธุรกิจส่วนใหญ่กาลังถูกแรงกดดันท้ังภายใน
และภายนอกองค์กร ให้จัดกิจกรรมน้ีอย่างมีกลยุทธ์มากข้ึน โดยคัดเลือกการบริจาคที่มุ่งเน้นและ
สัมพนั ธ์กับเปาู หมายธุรกิจและวตั ถปุ ระสงคข์ ององค์กร

5) อาสาสมัครช่วยเหลือชุมชน (Community Volunteering) เป็นการสนับสนุนและ
ส่งเสริมให้พนักงานคู่ค้าสละเวลาของตนเอง เพ่ือช่วยเหลือกิจกรรมชุมชนและสนองตอบต่อประเด็น
สังคมทอ่ี งคก์ รใหค้ วามสนใจ องค์กรธุรกิจอาจเป็นผู้ดาเนินการเองโดยลาพัง หรือร่วมมือกับองค์กรไม่
แสวงผลกาไรก็ได้ กิจกรรมอาสาอาจเป็นกิจกรรมที่จัดโดยองค์กรหรือให้พนักงานเป็นผู้คัดเลือก
กิจกรรมแล้วนาเสนอต่อองค์กรเพื่อพิจารณาให้การสนับสนุน โดยที่พนักงานสามารถได้รับการชดเชย
ในรปู ของวันหยดุ หรอื วันลาเพิ่มเติม

6) ข้อปฏิบัติทางธุรกิจเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (Socially Responsible
Business Practices) เป็นการสร้างข้อปฏิบัติทางธุรกิจต่างๆ รวมถึงการลงทุนท่ีสนับสนุนประเด็น
ปัญหาสังคมต่างๆ เพ่ือพัฒนาความเป็นอยู่ของชุมชนรวมถึงการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม องค์กรธุรกิจ
อาจเปน็ ผ้รู ิเร่ิมและปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง หรืออาจรว่ มมือกบั องคก์ รอน่ื ๆ ก็ได้

จินตนา บุญบงการ (2558 : 138-145) กล่าวว่า สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบท
แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับสถาบันธุรกิจเพ่ือสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ
ไทยได้เสนอแนะการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อความยั่งยืนไว้โดยรายละเอียดของแนวโน้ม
และทศิ ทางความรบั ผดิ ชอบต่อสังคม ดังน้ี

1) ธุรกิจจะพัฒนาเร่ืองความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจากการทาเพ่ือลดต้นทุนมาสู่การ
สรา้ งการเติบโตขั้นธุรกิจระดับ “GREENER” ทุกวงการได้นา Green Concept มาใช้พัฒนากระบวน
การดาเนินงานในกจิ การใหม้ ีความเป็นมิตรกบั สิง่ แวดล้อมกันอย่างถ้วนหน้า คาประกาศของภาคธุรกิจ

บทท่ี 7 จริยธรรมทางธุรกิจท่ีเกย่ี วกับสงั คม 216

ทม่ี ีตอ่ บทบาทการแสดงความรบั ผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมีให้เห็นอย่างต่อเน่ือง เช่น การจัดซื้อจัดจ้างสี
เขียว (Green Procurement) การพัฒนาผู้ค้าสีเขียว (Green Dealer) การคิดค้นนวัตกรรมสีเขียว
(Green Innovation) รวมท้ังนโยบายภาครัฐท่ีผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Factory)
และอาคารสีเขียว (Green Building) ซ่ึงได้ทาให้เร่ืองความเป็นมิตรกับส่ิงแวดล้อมเป็นสิ่งท่ีต้อง
ดาเนินการ (Action) มิใช่ทางเลือก (Option) อีกต่อไป ด้วยกระแสสีเขียวที่แผ่ขยายอย่างกว้างขวาง
ทาให้องค์กรธรุ กจิ ตา่ งต้องปรบั ตัว ขานรับเรือ่ งความรับผดิ ชอบตอ่ สิง่ แวดล้อม ตลอดกระบวนการจาก
เรอื่ งพื้นฐาน อาทิ การปดิ ไฟประหยดั พลังงาน การลดการใช้น้า การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เช้ือเพลิง
ฯลฯ ซ่ึงมุ่งท่ีการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายเป็นสาคัญ ในปีน้ีองค์กรธุรกิจหลายแห่งจะใช้กลยุทธ์สีเขียวเพื่อ
วัตถุประสงค์ในการสร้างเม็ดเงินรายได้ใหม่ๆ จากการปรับปรุงสายผลิตภัณฑ์ที่สนองตอบต่อ
พฤติกรรมของผ้บู ริโภคในทิศทางที่เป็นมิตรกบั สง่ิ แวดล้อมมากยิ่งขึ้น และการสร้างการเติบโตด้วยการ
รุกคืบเข้าสู่ส่วนแบ่งการตลาดใหม่ๆ ท่ีเกิดขึ้นพร้อมกับกระแสสีเขียวและกลายมาเป็นผู้นาตลาดที่มี
ความเขียวเหนือ กวา่ ค่แู ข่งขนั

2) การให้และการอาสาช่วยเหลือสังคมในรูปแบบ “Pro Bono Engagement” จะเป็น
ทางเลือกของธุรกิจที่มุ่งประสิทธิภาพในกิจกรรมเพ่ือสังคมขององค์กร กิจกรรมเพื่อสังคมในรูปแบบ
การใหแ้ ละการอาสาช่วยเหลอื สังคมท่อี ยูใ่ นรายการอนั ดับตน้ ๆ ของสังคมไทย คือ การบริจาคเพื่อการ
กุศล การปลูกปุา การสร้างฝาย และการมอบวัสดุอุปกรณ์และส่ิงของใช้สอยต่างๆ เช่น ผ้าห่ม ถุงผ้า
ถังน้า เคร่ืองเขียน อุปกรณ์กีฬา ฯลฯ ซ่ึงเป็นกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมท่ีธุรกิจมักใช้เป็น
เคร่ืองมือในการประชาสัมพันธ์ การส่งเสริมการตลาดและการสร้างตราสินค้า (Brand) มากกว่าท่ีจะ
ใช้เป็นเครื่องมือการดาเนินงานภายใต้บริบทของการพัฒนาท่ียั่งยืน ทาให้ธุรกิจจาต้องเตรียมตอบ
คาถามเหลา่ นท้ี ด่ี ังข้นึ เร่ือยๆ อย่างจริงจงั อาทิ (1) ต้นไม้ทเ่ี ราไปปลกู ในกิจกรรมลดโลกร้อนเมื่อ 3 ปีที่
แล้ว ตอนน้ีเหลือรอดอยู่ก่ีต้น แล้วจะทาให้รอดมากกว่านี้ได้อย่างไร (2) ถุงผ้าท่ีเราเคยแจกให้ลูกค้า
และพนักงานเพ่ือลดการใช้ถุงพลาสติกวันนี้มีลูกค้าและพนักงานใช้อยู่ก่ีคน แล้วจะทาให้เกิดการใช้
จรงิ ๆ มากขึ้นอย่างไร (3) ฝายท่ีเราเคยไปสร้างร่วมกับอาสาสมัครและชาวบ้าน ทุกวันนี้ยังใช้การได้ดี
อยหู่ รือไม่ แล้วจะดูแลให้ใชก้ ารไดด้ ีต่อไปอย่างไร (4) ห้องสมดุ ที่มอบให้แกช่ ุมชนปที ่ีแล้วมีหนังสือและ
ผู้ใช้บริการตามที่เราคาดหวังไว้มากน้อยเพียงใด แล้วจะไม่กลายเป็นห้องสมุดร้างได้อย่างไร และ (5)
เงนิ ทเ่ี ราบรจิ าคเขา้ กองทนุ พฒั นาชุมชนและสิ่งแวดลอ้ ม ไดก้ อ่ ใหเ้ กิดประโยชน์แกช่ าวบ้านได้อย่างเต็ม
เม็ดเต็มหน่วยขนาดไหน แล้วจะมีวิธีท่ีดีกว่านี้หรือไม่ ด้วยข้อจากัดของการออกแบบกิจกรรมเพื่อ

บทที่ 7 จรยิ ธรรมทางธรุ กิจท่เี ก่ียวกบั สงั คม 217

สังคมท่ีต้องการสร้างการมีส่วนร่วมในหมู่พนักงานแบบเปิดกว้าง ทาให้รูปแบบกิจกรรมอาสา
ช่วยเหลือสังคมที่ผ่านมา มิได้ใช้ศักยภาพและขีดความสามารถของพนักงานได้อย่างเต็มที่ กิจกรรม
ส่วนใหญจ่ งึ เป็นเพยี งการรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักหรือเพ่ือแสดงเจตนารมณ์และความมุ่งม่ันใน
การดาเนนิ ความรบั ผิดชอบต่อสังคมขององคก์ ร โดยรวม ธุรกิจท่มี งุ่ ประสิทธิภาพในกิจกรรมเพื่อสังคม
ขององคก์ รจะพัฒนากจิ กรรมจากอาสาในแบบท่วั ไป มาสู่การอาสาที่ใช้ทักษะในวิชาชีพ เช่น ครีเอทีฟ
บริษัทโฆษณาทาแคมเปญฟรีให้แก่มูลนิธิสาหรับรณรงค์แก้ไขปัญหาสังคม นักการตลาดช่วยวางกล
ยุทธ์การตลาดให้แก่ผลิตภัณฑ์ของชุมชนที่บริษัทมีถ่ินที่ตั้งอยู่ นักออกแบบหรือสถาปนิกอาสาสร้าง
แบบอาคารประหยัดพลังงานให้ศาสนสถานหรือสถานศึกษา ท่ีขาดแคลนทุนทรัพย์ พนักงานไอที
ช่วยเหลือพัฒนาและดูแลเว็บไซต์ให้แก่องค์กรสาธารณประโยชน์ บริษัทโลจีสติกส์ให้บริการระบบ
ข้อมูล การขนส่ง การบริหารวัสดุคงคลัง การจัดการวัตถุดิบ การบรรจุหีบห่อแก่วิสาหกิจชุมชน โดย
รปู แบบดังกล่าวนีถ้ ือเปน็ การทางานบรกิ ารสังคมที่ไมค่ ิดวา่ วชิ าชพี ในแบบธรุ กจิ ปกติ

3) รายงานความรับผิดชอบต่อสังคมจะพัฒนาจากการรวบรวมความเคลื่อนไหวการ
ดาเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมในรอบปี มาเป็นการรายงานผลการดาเนินงานความ
รับผิดชอบต่อสังคม ในบริบทของการพัฒนาที่ยั่งยืนมากข้ึน การจัดทารายงานความรับผิดชอบต่อ
สังคมของหลายองค์กรมีสถานะเป็นเพียงหนังสือรายงานข้อมูลประจาปี ท่ีเป็นรวบรวมความ
เคล่ือนไหวของการดาเนินกิจกรรมด้านสังคม และส่ิงแวดล้อมในรอบปี โดยเนื้อหาของรายงานส่วน
ใหญ่เป็นข้อมูลจากโครงการหรือกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ ขององค์กรท่ีเน้นการเปิดเผยผลการ
ดาเนินงานในเชิงผลผลิต ในรายโครงการแทนท่ีจะเป็นผลลัพธ์ หรือผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม
และสิ่งแวดล้อมของกิจการในบริบทของการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ด้วยเหตุน้ีกิจการหลายแห่ง
เม่ือได้ดาเนินการไปช่ัวระยะเวลาหนึ่งก็เริ่มมีข้อสงสัยหรือคาถามตามมาว่า กิจกรรมความรับผิดชอบ
ต่อสังคมที่องค์กรดาเนินอยู่น้ันก่อให้เกิดคุณค่าจริงหรือไม่ หรือการจัดทารายงานความรับผิดชอบต่อ
สังคมขององค์การก่อให้เกิดประโยชน์อย่างไร เป็นท่ีแน่นอนว่าการแสดงซึ่งความรับผิดชอบต่อสังคม
ของกิจการในทุกๆ กิจกรรมน้ัน ย่อมมีประโยชน์ต่อสังคมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และย่อมจะส่งผล
กระทบในทางใดทางหน่ึงแก่องค์กรด้วยเช่นกัน ปัญหาไม่ได้อยู่ท่ีองค์กรไม่อยากทากิจกรรมการแสดง
ความรับผิดชอบต่อสังคมหรือทาอะไรก็ได้ ย่อมดีท้ังนั้น แต่ทว่าองค์กรต้องการทากิจกรรมท่ีมีความ
รับผิดชอบต่อสังคมท่ีก่อให้เกิดผลจริงๆ และเป็นที่เหมาะสมกับองค์กรจริงๆ การวิเคราะห์ประเด็น
และกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมที่ส่งผลต่อการดาเนิน งานในหมวดเศรษฐกิจ สังคมและ

บทที่ 7 จรยิ ธรรมทางธุรกจิ ทเี่ กีย่ วกบั สังคม 218

ส่ิงแวดล้อมในบริบทของการพัฒนาท่ีย่ังยืนจะนาไปสู่การค้นหาตัวบ่งชี้การดาเนินงานท่ีมีนัยสาคัญ
และท่ีเก่ียวเนื่องกับองค์กรจริงๆ ทาให้กิจการสามารถอธิบายถึงหลักการและเหตุผลในการเลือก
ประเด็นความรับผิดชอบต่อสังคมท่ีเหมาะสมและกิจกรรมท่ีองค์กรควรดาเนินการ รวมท้ังสามารถ
สร้างกระบวนการจดั ทารายงานให้เป็นเครอื่ งมอื ในการขับเคลอื่ นงานที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมของ
องคก์ รตลอดทงั้ ปมี ากกว่าทจ่ี ะมุ่งใหไ้ ดร้ ายงานเป็นจดุ หมายในตอนท้ายปเี ท่านนั้

4) วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในสายอุปทานจะถูกผลักดันให้ทากิจกรรมความ
รบั ผดิ ชอบต่อสงั คม เพอื่ รักษาสถานะของการเป็นผู้ส่งมอบหรอื ผู้คา้ ในระบบต่อไป จากการดาเนินงาน
ความรบั ผิดชอบตอ่ สังคมทีม่ ุ่งเนน้ เฉพาะสาหรบั องค์กรของตนเองด้วยการใชท้ รัพยากรที่มีอยู่เองลาพัง
จะพัฒนามาสู่การจัดทานโยบายการดาเนินงานความรับผิดชอบต่อสังคม ร่วมกันระหว่างองค์กรใน
เครือและสายอุปทานเพ่ือให้เกิดการจัดหาทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความซ้าซ้อนทั้ง
ในแง่ของพื้นที่และกิจกรรม รวมทั้งมุ่งเน้นให้เกิดผลกระทบที่มีนัยสาคัญในลักษณะของการทางาน
ร่วมกันมากกว่าการดาเนินงานแบบต่างคนต่างทา องค์กรใดที่มีอานาจต่อรองมากและตระหนักใน
ความสาคัญของความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดกระบวนการก็จะแผ่ขยายเขตอิทธิพลในการชักจูง
โน้มน้าวให้สมาชิกในสายอุปทาน มีการดาเนินงานความรับผิดชอบต่อสังคมตามแนวทางหรือ
ข้อแนะนาขององค์กรน้ันหรือตามแนวปฏิบัติที่สากลยอมรับ บรรดาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาด
ยอ่ ม (SMEs) ทีเ่ ป็นคู่คา้ จงึ จาตอ้ งศกึ ษาและดาเนินงานความรับผิดชอบต่อสังคมให้ได้ตามเกณฑ์ที่ตก
ลงร่วมกนั เป็นอยา่ งน้อย เน่ืองจากแรงผลักดันน้ีมาจากวงการธุรกิจด้วยกันเอง ถ้าเพิกเฉยหรือละลาย
กอ็ าจสง่ ผลให้คา้ ขายไดย้ ากลาบากย่ิงขึน้

5) ส่ือสังคมออนไลน์จะแผ่อิทธิพลสู่การดาเนินงานความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร
นอก เหนือจากการใช้เพ่ือส่งเสริมการขาย สร้างภาพลักษณ์และกระชับความสัมพันธ์กับลูกค้า การ
เกดิ ขึ้นของส่อื สังคมออนไลน์ จนมีพัฒนาการมาถึงวันน้ีได้เปิดพรมแดนการติดต่อสื่อสาร การเปิดเผย
ข้อมูลและข้อเท็จจริงในวงการต่างๆ ไม่พ้นวงการธุรกิจและโดยคนธรรมดาๆ คนหนึ่งในสังคมจาก
ฐานันดรที่สาม ซ่ึงเป็นประชาชนที่ต้องอาศัยผู้แทนหรือเข้าไปถึงส่ือสาธารณะก็จะยกระดับสู่การมี
ช่องทางสื่อสารแบบไม่ต้องอาศัยตัวกลาง และเปิดกว้าง ขณะที่ฐานันดรท่ีส่ี ซึ่งเป็นส่ือเดิมๆ ก็ต้อง
ปรับตัวเพื่อสะท้อนความเห็นที่หลากหลายจากสังคม และยอมรับการขยายตัวของส่ือสังคมออนไลน์
มากข้ึน การบรรจบกันของฐานนันดรทสี่ ามและฐานนั ดรท่สี ่ี จงึ กลายมาเป็นฐานันดร 3.5 คือ คนพันธ์ุ
ท่ีมีส่ือสังคมเป็นเครื่องขยายพิสัย ธุรกิจจะหยิบฉวยส่ือสังคมออนไลน์ทั้ง เฟชบุ๊ค ทวิตเตอร์ ฯลฯ มา

บทท่ี 7 จรยิ ธรรมทางธรุ กจิ ท่เี กยี่ วกบั สงั คม 219

เปน็ เครอ่ื งมอื ทางการตลาดเพ่ิมมากขน้ึ เห็นได้จากท่ีองค์กรหลายแห่งต่างมีหน้าเฟชบุ๊คและบัญชีทวิต
เตอร์ในช่ือองค์กรหรือผลิตภัณฑ์ของตน เพ่ือใช้ส่งเสริมการขาย สร้างภาพลักษณ์และกระชับ
ความสัมพันธ์กับลูกค้า ขณะที่ส่ือสังคมออนไลน์เองก็มีผลต่อเร่ืองความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างมาก
มีกรณีการร้องเรียนของผู้บริโภคต่อสินค้าและบริการที่ไม่ได้คุณภาพ ท่ีหากองค์กรมิได้ให้ความสาคัญ
หรือละเลยศักยภาพของสื่อสังคมออนไลน์ หลายเหตุการณ์ขยายวงไปสู่การรวมกลุ่มของผู้บริโภคที่
ประสบปญั หาคล้ายคลงึ กนั การบอกตอ่ ประสบการณ์ที่สร้างให้เกิดภาพลบต่อองค์กร จนนาไปสู่ความ
เสียหายที่อาจยากเกินแก้ไข ในบริบทของการดาเนินความรับผิดชอบต่อสังคม ธุรกิจสามารถวางกล
ยุทธ์การใช้ส่ือสังคมออนไลน์ในเชิงรุก เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมทางสังคมในกิจกรรมความรับผิดชอบ
ต่อสังคมขององค์กร ในลักษณะของการร่วมสร้าง เช่น การตลาดเพ่ือมุ่งแก้ไขปัญหาสังคม ท่ีเป็นการ
สนับสนุนการพัฒนา หรือการทาให้เกิดผลจากการรณรงค์เพ่ือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้าน
สาธารณสุข ดา้ นความปลอดภยั ดา้ นส่งิ แวดล้อม หรือด้านสุขภาวะ อันจะนามาซ่ึงคุณค่าร่วมระหว่าง
องคก์ รและสังคม

6) ผู้บริโภคจะต้องเรียนรู้และรับมือกับธุรกิจ (ฟอก) เขียว ท่ีใช้วิธีโฆษณาชวนเชื่อ
ผลิตภัณฑ์ และองค์กรตามกระแสสิ่งแวดล้อมท่ีเติบโตขึ้นจากการเติบโตของธุรกิจสีเขียว ทั้งทางด้าน
พลงั งานทางเลอื ก ผลิตภัณฑแ์ ละบรกิ ารเชิงสขุ ภาพ สนิ ค้าทเ่ี ปน็ มิตรต่อส่ิงแวดล้อม ฯลฯ ได้กลายเป็น
ตัวแปรทีธ่ รุ กจิ ต้องคานึงถงึ ในการดาเนินกิจกรรมทางการตลาดท่ีต้องมีส่วนประสมของการดูแลรักษา
ส่งิ แวดลอ้ ม การเปล่ียนแปลงสภาพภูมอิ ากาศโลกร้อนซ่ึงถือเป็นหน่ึงในเร่ืองหลักของความรับผิดชอบ
ต่อสงั คม ดว้ ยเชน่ กนั

สรุปได้ว่าธุรกิจที่มีแนวทางการปฏิบัติตามหลักการความรับผิดชอบต่อสังคมของธุ รกิจจะมี
แนวทางในการดาเนินการบริหารจัดการองค์การในลักษณะของการบริหารจัดการเพื่อก่อให้เกิดผลดี
ต่อสังคมโดยภาพรวม มีการดาเนินกิจกรรมอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยต้องมีการตรวจสอบ
คุณภาพของการบริหารจัดการท้ังในแง่ของบุคลากรและกระบวนการบริหารภายในองค์กร รวมถึง
วิเคราะห์ผลกระทบท่มี ีตอ่ สงั คมในด้านต่างๆ อันเกิดจากการดาเนินกิจกรรมขององค์กร มีหลักสาคัญ
ของการปฏิบัติตามแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคมควรอยู่บนหลักพอประมาณท่ีธุรกิจต้องไม่
เบียดเบียนตนเอง ขณะเดียวกันก็ต้องไม่เบียดเบียนสังคมและแนวทางการปฏิบัติกิจกรรมทางสังคม
โดยมกี ารกาหนดกจิ กรรมเพ่อื สังคมที่สนองตอบประเดน็ ทางสังคมจาแนกได้ดังน้ี กิจกรรมการส่งเสริม
ประเด็นสงั คมตา่ งๆ ที่เปน็ การจดั หาเงนิ ทนุ การชว่ ยเหลือในรปู แบบตา่ งๆ ตามความต้องการของสังคม

บทท่ี 7 จรยิ ธรรมทางธุรกจิ ทเ่ี กี่ยวกับสงั คม 220

หรือชุมชนน้ันๆ เพื่อเพิ่มการตระหนักรู้และความห่วงใยต่อประเด็นปัญหาสังคม กิจกรรมการตลาด
เกี่ยวเน่ืองกับประเด็นสังคม เป็นการกาหนดพันธะสัญญาว่าจะบริจาครายได้เป็นร้อยละของสินค้าท่ี
ขายได้ กิจกรรมการตลาดเพ่ือสังคมขององค์กรเป็นการสนับสนุนการพัฒนา หรือทาโครงการรณรงค์
เพ่อื เปลย่ี นแปลงพฤติกรรมมนุษย์ในการพฒั นาสขุ อนามัยประชาชน ความปลอดภัย ด้านส่ิงแวดล้อม
หรอื ความเปน็ อยู่ที่ดขี ึ้น มุ่งเนน้ การปรบั เปลีย่ นพฤติกรรม กิจกรรมการบริจาคเป็นการบริจาคโดยตรง
ต่อองค์กรการกุศล เพ่ือสนองต่อประเด็นสังคม กิจกรรมอาสาสมัครช่วยเหลือชุมชน เป็นการ
สนับสนุนและส่งเสริมให้พนักงานคู่ค้า สละเวลาของตนเอง เพื่อช่วยเหลือกิจกรรมชุมชนและ
สนองตอบต่อประเด็นสังคมท่ีองค์กรให้ความสนใจและข้อปฏิบัติทางธุรกิจเพื่อแสดงความรับผิดชอบ
ต่อสังคม เป็นการสร้างข้อปฏิบัติทางธุรกิจต่างๆ รวมถึงการลงทุนท่ีสนับสนุนประเด็นปัญหาสังคม
ตา่ งๆ เพอ่ื พัฒนาความเป็นอยู่ของชุมชนรวมถงึ การดูแลรกั ษาส่งิ แวดลอ้ ม

7.8 ผลกระทบทีธ่ รุ กจิ จะไดร้ ับจากความรับผิดชอบต่อสงั คม

จินตนา บุญบงการ (2558 : 63-65) ได้กล่าวถึงผลกระทบท่ีธุรกิจจะได้รับจากความ
รบั ผดิ ชอบต่อสังคมไว้ 2 ประเด็น ดงั นี้

1. ความรบั ผิดชอบตอ่ สังคมกบั การแสวงหากาไร
คือ การดาเนินธรุ กิจมีเปูาหมายสาคญั คือการหากาไร การที่มีแนวความคิดและข้อเสนอแนะ
ให้นักธุรกิจตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม แสดงความมีจริยธรรมน้ันอาจมองได้ว่าเป็นสิ่ง
นอกเหนือจากธุรกิจและมีปัญหาตามมาว่าบริษัทท่ีรับผิดชอบต่อสังคมน้ัน จะต้องยอมสละกาไรของ
ตนเพ่ือเอามาสร้างชีวิตที่ดีของคนในสังคมหรือไม่ บริษัทท่ีรับผิดชอบต่อสังคมจะมีกาไรสูงข้ึนหรือมี
กาไรน้อยลงเมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทที่ไม่ยอมรับรู้เร่ืองความรับผิดชอบต่อสังคม ได้มีการศึกษาถึง
ความเชื่อมโยงระหว่างความรับผิดชอบต่อสังคมกับฐานะทางการเงินของบริษัท ผลปรากฏว่ามีความ
ไม่ชัดเจน การศึกษาในบางกรณีพบว่าบริษัทท่ีมีความรับผิดชอบต่อสังคมสามารถมีกาไรได้อย่างดี
อย่างไรก็ตามงานวิจัยบางชิ้นได้แสดงว่าบริษัทที่จะสามารถรับผิดชอบต่อสังคมได้ต้องมีกาไรเสียก่อน
เมื่อมีกาไรแล้วจึงจะช่วยเหลือหรือตอบสนองความต้องการของสังคมได้ ดังน้ันความสัมพันธ์ระหว่าง
การทากาไรกับความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นเร่ืองซับซ้อนและไม่แน่นอน ด้วยเหตุน้ี บางบริษัทท่ีมี
ความรบั ผดิ ชอบตอ่ สังคมกบั การทากาไรจงึ มีหลกั การคิด ดังนี้

บทที่ 7 จริยธรรมทางธรุ กจิ ทเี่ กี่ยวกบั สังคม 221

หลักการแรก เป็นเร่ืองการช่ังความสาคัญระหว่างกาไรระยะยาวกับกาไรระยะสั้น
โปรแกรมหรือ โครงการทางด้านสังคมทั้งนอกและในบริษัท เช่น การจัดต้ังศูนย์รับเลี้ยงเด็กให้แก่
พนักงาน การจัดการอบรมศึกษาในเรื่องยาเสพติดแก่ลูกจ้างบริษัท หรือการให้คาปรึกษาแก่ชุมชนใน
เรื่องต่างๆ ล้วนแล้วแต่เพิ่มค่าใช้จ่ายและการลงทุนของบริษัท ในระยะสั้นกาไรจะลดลง เพราะ
โครงการเหลา่ น้ีไม่ได้ช่วยเพิม่ รายได้ อย่างไรกต็ าม ในระยะยาวการลงทุนเช่นน้ันอาจทาให้ได้รับกาไร
ได้ เชน่ การอบรมเรื่องยาเสพตดิ อาจทาใหพ้ นักงานมีสุขภาพอนามัยดีข้ึน เป็นการลดงบประมาณด้าน
การประกันสขุ ภาพและส่งผลใหม้ ีกาไรในระยะยาว

หลักการที่สอง เป็นเร่ืองการตัดสินใจระหว่างการทากาไรให้ได้มากท่ีสุด (Maximum
Profit) กับกาไรท่ีเป็นความพอใจสูงสุด (Optimum Profit) กาไรสูงสุดหรือมากท่ีสุดมักเป็น
เปาู หมายที่เป็นทางการของธุรกิจ แต่ในบางกรณีผู้บริหารอาจพอใจท่ีทากาไรในระดับหนึ่ง ซ่ึงอาจต่า
กว่าระดบั กาไรสูงสดุ หรือมากท่ีสุด การทากาไรเท่าที่ผู้บริหารพอใจสูงสุด อาจเหมาะในสภาพการณ์ที่
ไมด่ นี ักทางเศรษฐกิจหรือในช่วงท่ีมีกฎข้อบังคับของฝุายรัฐเป็นจานวนมาก ความรับผิดชอบต่อสังคม
โดยธุรกิจอาจทาให้ผู้บริหารต้องทากาไรแบบที่เป็นความพอใจสูงสุด คือ ในระดับท่ีตนพอใจซึ่งไม่ใช่
เป็นกาไรสูงสุด แต่ก็พอท่ีจะให้ธุรกิจดาเนินต่อไปได้ เน่ืองจากผู้บริหารต้องโยกย้ายเงินลงทุนจาก
กจิ กรรมหารายได้ หรือนากาไรมาใชใ้ นกิจกรรมทางสงั คมซ่งึ ไม่ได้เกิดผลกาไรทันที

หลักการท่ีสาม คือการตัดสินใจระหว่างผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นกับผู้มีส่วนได้เสียอ่ืนๆ
โดยท่ัวไปการตัดสินใจของฝุายบริหารมักคานึงถึงผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น โดยการจ่ายเงินปันผลให้
สูงข้ึนซ่ึงหมายถึงการทากาไรให้ได้มากที่สุดนั่นเอง แต่ผู้ถือหุ้นหาได้เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัท
แตเ่ พยี งกลมุ่ เดียวไม่ การดาเนินงานของบริษัทจาต้องคานึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกล่ม รวมทั้งกลุ่ม
ท่ตี อ้ งการให้บริษทั มีความรับผิดชอบต่อสังคม การให้ความสนใจของผู้มีส่วนได้เสียทุกๆ กลุ่มในระยะ
สั้น กาไรอาจไม่มากหรือลดลงแต่เป็นการมองผลในระยะยาว นอกจากนี้การท่ีบริษัทต้องเอาใจ
ผู้เกีย่ วขอ้ งทุกกล่มุ ทาใหบ้ ริษัทตอ้ งทางานหนักเพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งและตอบสนองต้องการของทุกกลุ่ม
ท่สี ง่ ผลให้บริษัทมปี ระสทิ ธิภาพสูงข้ึนในระยะยาว

เมื่อคานึงถึงหลัก 3 ประการข้างต้นย่อมมีผลให้บริษัทต้องยอมรับในการปรับตัวอยู่
ตลอดเวลา ต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง บริษัทต้องติดตามการเปล่ียนแปลงในสภาพแวดล้อมภายนอก
และต้องปรับยุทธศาสตร์ให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงเหล่าน้ันให้ได้ ท่ีสาคัญคือทาให้บริษัทมีความ
ทะเยอทะยาน พยายามทาทุกอย่างให้ดีที่สุด สร้างมาตรฐานในการดารงชีวิตและคุณภาพชีวิตสูงขึ้น

บทท่ี 7 จริยธรรมทางธรุ กจิ ท่เี ก่ียวกับสงั คม 222

ส่ิงเหล่าน้ีล้วนแต่เป็นแรงผลักดันให้บริษัทมีความสาเร็จทางธุรกิจ เป็นปัจจัยส่งเสริมความสาเร็จทาง
ธุรกจิ ทง้ั สิน้

2. ผลกระทบต่อสภาพแวดลอ้ มของธรุ กจิ
หากธรุ กจิ ไมใ่ หค้ วามสนใจในเรื่องความรับผิดชอบ จะมีผลกระทบโดยตรงกับสภาพแวดล้อม
ทีม่ ีตอ่ งานอยา่ งเหน็ ไดช้ ดั คือ

2.1 ลูกคา้ จะมีความรูส้ กึ ทไ่ี ม่ดตี ่อองค์กร โดยเฉพาะในปัจจุบันเมอ่ื ลูกค้าท่ีเป็นหัวใจของ
องค์กรธุรกิจไม่พอใจจะมีการโจมตี ต่อต้านกันมาก องค์กรธุรกิจจะอยู่ไม่ได้เพราะลูกค้าจะไม่ซื้อหรือ
ใชบ้ ริการ

2.2 แรงงาน เมอ่ื คนภายนอกมีความรู้สึกไมด่ กี บั องคก์ รธุรกิจจะเกิดผลด้านแรงงานด้วย
กลา่ ว คือ แรงงานท่ีมีอยู่จะมีความรู้สึกไม่อยากอยู่ร่วมด้วยต่อไป การสรรหาแรงงานก็ทาได้ยาก ไม่มี
ใครอยากมสี ่วนร่วมกับองคก์ ร ทาใหข้ าดคนงานทม่ี คี ณุ ภาพมาทางานได้

2.3 คู่แข่งขันจะนาจุดอ่อนจุดนี้มาโจมตีมาก โดยเฉพาะคู่แข่งขันท่ีมีภาพลักษณ์ดี มี
ความรับผิดชอบต่อสังคม ทาให้กิจการเสียเปรยี บคู่แข่งขัน

2.4 ผูผ้ ลิตวัตถดุ บิ อาจไม่อยากใหค้ วามร่วมมอื เพราะมผี ลกระทบต่อสังคมโดยส่วนรวม
2.5 หน่วยงานรัฐบาล จะไม่ให้ความร่วมมือย่างมาก แต่จะคอยกากับ ควบคุม ดูแล
อยา่ งใกลช้ ดิ
สรุปได้ว่าผลกระทบที่ธุรกิจจะได้รับจากความรับผิดชอบต่อสังคมสามารถแบ่งออกได้เป็น 2
ประเภท คือ ประเภทแรกความรับผิดชอบต่อสังคมกับการแสวงหากาไร โดยที่ผู้บริหารต้องทากาไร
แบบที่เป็นความพอใจสูงสุด คือ ในระดับท่ีตนพอใจซ่ึงไม่ใช่เป็นกาไรสูงสุด แต่ก็พอที่จะให้ธุรกิจ
ดาเนินต่อไปได้เน่ืองจากผู้บริหารต้องโยกย้ายเงินลงทุนจากกิจกรรมหารายได้ หรือนากาไรมาใช้ใน
กจิ กรรมทางสังคมซ่งึ ไมไ่ ดเ้ กดิ ผลกาไรทันทีแต่ก็จะส่งผลในระยะยาวและเกิดความมั่นคงของบริษัทได้
อยา่ งยั่งยนื และประเภทท่สี องคือผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมของธุรกิจหากธุรกิจไม่ให้ความสนใจใน
เร่ืองความรับผิดชอบจะส่งผลให้ลูกค้าจะมีความรู้สึกท่ีไม่ดีต่อองค์กร ขาดความมั่นคงทางด้าน
แรงงานจะเป็นจุดอ่อนในการแข่งขันท่ีคู่แข่งขันจะนามาโจมตีบริษัทได้ ผู้ผลิตวัตถุดิบอาจไม่อยากให้
ความร่วมมือและหน่วยงานรัฐบาลจะไม่ให้ความรว่ มมอื

บทที่ 7 จริยธรรมทางธรุ กจิ ทเี่ กย่ี วกับสังคม 223

7.9 ประโยชนค์ วามรบั ผิดชอบตอ่ สังคม

ยุพาวดี วัลยะเพ็ชร์ (2555 : 10-11) กล่าวว่าความรับผิดชอบต่อสังคมมีส่วนในการ
เสริมสรา้ งศกั ยภาพขององค์กรในระยะยาว ดงั นี้

1. ความน่าเช่ือถือ การสร้างความน่าเชื่อถือขององค์กรแห่งความรับผิดชอบต่อ สังคมถูก
กาหนดจากความคาดหวงั ของสังคม และการปฏิบัติขององค์กรในการตอบสนองต่อสังคมและผู้มีส่วน
ไดส้ ่วนเสยี หรอื การจัดการความสัมพันธ์ระหว่างความคาดหวังและความกังวลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ซง่ึ มสี ่วนอย่างมากในการสร้างมูลคา่ เพิ่มตอ่ องคก์ รในระยะยาว

2. การจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ความน่าเช่ือถือมาจากการจัดการและการมีส่วนร่วมผู้มี
ส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Engagement) โดยมีเปูาหมายเพื่อลดความกังวลและการตอบสนอง
ความตอ้ งการของสังคมและผมู้ ีส่วนไดส้ ่วนเสียควบคกู่ ารมีสว่ นร่วมในการพัฒนาทีย่ ่งั ยนื

3. การจัดการความเสี่ยง การคาดการณ์ของนักลงทุนส่วนหนึ่งมาจากการดาเนินธุรกิจด้วย
ความรบั ผิดชอบตอ่ สงั คม การปูองกัน ควบคุม และการลดความเส่ียงในการดาเนินธุรกิจ ส่วนหนึ่งมา
จากการดาเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น การนาเทคโนโลยีท่ีช่วยลดผลกระทบต่อ
สง่ิ แวดล้อมมีส่วนช่วยในการสรา้ งความยอมรับและสนบั สนุนการดาเนินงานขององค์กรจากผู้มีส่วนได้
สว่ นเสยี อีกด้วย

4. การสร้างแรงจูงใจแก่พนักงาน การมีส่วนร่วมในกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมของ
พนักงานมีส่วนช่วยในสร้างการเห็นคุณของตนเองในการสร้างประโยชน์แก่สังคม (Self Esteem)
นามาซึง่ ภาคภมู ิใจแก่พนักงานและสร้างแรงจงู ใจในการทางาน

5. การเรยี นรู้และนวัตกรรม การคิดค้นนวัตกรรมและการนาเทคโนโลยีท่ีช่วยลดผลกระทบ
ด้านสงิ่ แวดลอ้ ม หรือการปรับเปลี่ยนเทคนิคในกระบวนการดาเนินธุรกิจเพ่ือสร้างประโยชน์แก่ชุมชน
และสังคม ช่วยลดตน้ ทนุ การผลติ สินคา้ และนาไปสู่ความสามารถในการแข่งขันทเ่ี พม่ิ ขึ้นดว้ ย

6. ความสามารถในการแข่งขันและจุดยืนทางการตลาด ความรับผิดชอบต่อสังคม ใน
ลักษณะของการผสานคุณค่าร่วมกันระหว่างองค์กรและสังคม ถือเป็นการเพ่ิมศักยภาพในการแข่งขัน
เหนือคแู่ ขง่ ทางธรุ กิจ ความรบั ผิดชอบต่อสังคมมีส่วนช่วยสร้างการยอมรับและจุดยืนทางการตลาดได้
มากกว่าตราสินคา้ หรอื ความสาเรจ็ ทางด้านการเงินหรือผลประกอบการ

7. การยอมรับจากแหล่งทุนและการเข้าถึงแหล่งทุน ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ในหลาย
ประเทศ ทั่วโลกทั้งในประเทศไทย รวมท้ังดัชนีการเติบโตอย่างยั่งยืนของดาวโจนส์ (DJSI : Dow

บทท่ี 7 จริยธรรมทางธุรกิจทเ่ี ก่ยี วกบั สังคม 224

Jones Sustainability Index) ได้สร้างมาตรฐานการดาเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมหรือ
เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่าโซเชียล เรสพ้อนบิลิตี้ อินเวสเม้น (Social Responsibility Investment :
SRI) เป็นเคร่อื งมอื ในการเสรมิ สรา้ งความมั่นคงทางการเงินและการลงทุนที่ยั่งยืน มาเป็นกรอบในการ
เขา้ ถึงแหล่งทนุ และสรา้ งการยอมรบั จากแหล่งทุน SRI จึงเป็นนวัตกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมด้าน
ทางการเงินและการลงทุน

ธีรนันท์ ตันพานิชย์ (2558 : 27) กล่าวถึงประโยชน์ของความรับผิดชอบต่อสังคมท่ีมีต่อ
องค์กร ในการสร้างความรับผดิ ชอบต่อ สงั คมให้เกิดข้ึนกบั องคก์ ร จะช่วยให้เกิดประโยชน์มากมายกับ
องค์กร อาทิ เชน่

1. ส่งเสริมให้เกิดการตัดสินใจบนพื้นฐานของความเข้าใจท่ีดีข้ึนเก่ียวกับความคาดหวังของ
สงั คม เพ่ิมโอกาสและลดความเส่ียงท่ีเกยี่ วข้องกับความรับผิดชอบต่อสังคม

2. ชว่ ยในการปรบั ปรุงการบริหารความเส่ียงขององค์กร
3. สร้างชื่อเสยี งขององค์กรและสง่ เสริมใหเ้ กดิ ความไว้วางใจจากสาธารณะเพิ่มมากข้นึ
4. สรา้ งสรรค์ใหเ้ กดิ นวตั กรรมขนึ้ ในองค์กร
5. ปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันให้กับองค์กร รวมถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และ
คู่ความร่วมมอื ท่ตี อ้ งการ
6. ปรับปรุงความสัมพันธ์ขององค์กรกับผู้มีส่วนได้เสีย ช่วยสร้างมุมมองใหม่ๆ ให้กับองค์กร
และการตดิ ต่อกับผู้มีส่วนได้เสยี ท่แี ตกตา่ งกันไป
7. สร้างความภักดี การมีส่วนร่วม และขวัญกาลังใจ รวมถึงการสร้างความปลอดภัย และ
สขุ อนามยั ท่ดี ใี หก้ ับพนกั งาน
8. สง่ ผลในทางบวกให้กับขดี ความสามารถขององค์กรในการสรรหาจูงใจและรักษาพนักงาน
ขององค์กร
9. ช่วยให้เกิดการประหยัดจากผลผลิตที่เพิ่มข้ึน และความมีประสิทธิภาพในการใช้
ทรพั ยากร การใช้พลงั งานและน้าท่ลี ดลง รวมถึงปรมิ าณของของเสียทีล่ ดลง
10. ปรับปรุงความน่าเช่ือถือ และความเป็นธรรมของธุรกรรมต่างๆ ผ่านการมีส่วนร่วม
ทางการเมืองอยา่ งรับผิดชอบ การแขง่ ขันอยา่ งเปน็ ธรรม และการปฏิเสธการคอรัปชน่ั
11. ปูองกนั หรอื ลดความขัดแยง้ ท่อี าจจะเกดิ ข้นึ กับผบู้ รโิ ภคเกี่ยวกับผลติ ภัณฑ์ หรือบรกิ าร

บทท่ี 7 จริยธรรมทางธรุ กจิ ทเี่ ก่ียวกบั สงั คม 225

สรปุ

จริยธรรมทางธุรกิจต่อความรับผิดชอบต่อสังคม หมายถึง ภาระหน้าท่ีของผู้บริหารที่มีต่อ
สังคม ในการกาหนดนโยบายและขอบเขตของความสามารถในการบริหารจัดการด้วยหลักจริยธรรม
ภายใตก้ ฎหมายทีก่ าหนด ครอบคลุมไปถึงความเป็นอยู่ของคนในชุมชน

ความรับผดิ ชอบต่อสังคมเป็นการดาเนินธุรกิจเพ่ือช่วยพัฒนาสังคมและส่ิงแวดล้อมควบคู่กัน
เพ่ือให้เกิดการพัฒนาอย่างสมดุลและย่ังยืน ขอบเขตของความรับผิดชอบต่อสังคม คือ ขอบข่ายหรือ
ข้อจากัดการแสดงความรบั ผดิ ชอบตอ่ สังคม โดยอาจมีการจัดทากิจกรรมท่ีความสอดคล้องกับสังคมท่ี
ประกอบด้วยหลักความรับผิดชอบต่อสังคม 5 หลักการ คือ 1) ความชอบธรรมทางสังคม 2) ความ
รับผิดชอบสาธารณะ 3) การมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 4) จริยธรรมทางธุรกิจและ 5) การเป็น
พลเมอื งที่ดขี องสังคม

ผลกระทบท่ีธุรกิจจะได้รับจากการมีความรับผิดชอบต่อสังคมแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ความ
รับผิดชอบต่อสังคมกับการแสวงหากาไร และผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมของธุรกิจ ซึ่งจริยธรรมกับ
ความรับผิดชอบต่อสังคมมีความใกล้ชิดกันมาก ความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นการแสดงถึงความมี
จริยธรรม และความมีจรยิ ธรรมเปน็ การแสดงออกของความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมเช่นกนั

กรณีศกึ ษา

การขาดจริยธรรมต่อการดาเนินธุรกิจขององค์กรส่ือสารมวลชนต่อสังคม จากหนังสือพิมพ์
ฐาน เศรษฐกจิ ปที ่ี 36 ฉบับท่ี 3,137 วันท่ี 6-9 มนี าคม พ.ศ. 2559

กรณีที่เกิดข้ึนระหว่างนายสรยุทธ์และช่อง 3 จึงไม่ได้มีความแตกต่างจากแบรนด์สินค้าที่คง
ต้องคานึงถึงเรื่องดังกล่าวด้วย เมื่อแบรนด์ประสบปัญหาเกิดกระแสสังคมโจมตี ส่ิงที่แบรนด์ต้องทา
คือ แสดงความจริงใจและการออกมาแสดงความรับผิดชอบ มีจุดยืนท่ีชัดเจน อย่าทาให้สังคมต้องต้ัง
คาถามข้อสงสัยกับสิ่งทเี่ กิดขนึ้ ไมว่ า่ คดีความดังกล่าวจะยังไม่ถึงที่ส้ินสุดก็ตาม เพราะแบรนด์เป็นส่ิงที่
คนต้องพบเจออยู่ทุกวัน และสังคมไทยมีมาตรฐานที่ยึดในหลักความถูกต้อง แบรนด์ที่ดีจึงต้องปลดล็
อกเรื่องเหล่าน้ีพร้อมกับการสร้างความเช่ือถือ ความมั่นใจ และไว้วางใจให้เกิดข้ึนกับผู้คน โดยต้อง
แสดงออกใหเ้ ห็นไม่ใช่แคก่ ารพูดออกมาเท่านั้น

คนดังตกเป็นเปูาคู่แข่ง ส่วนมุมมองของ รศ.อรุณีประภา หอมเศรษฐี ประธานสภาวิชาชีพ
กจิ การ การแพรภ่ าพและการกระจายเสียง (ประเทศไทย) กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า ปรากฏการณ์ที่

บทท่ี 7 จรยิ ธรรมทางธุรกิจทีเ่ กี่ยวกับสงั คม 226

เกดิ ข้นึ ไม่ไดส้ ่งผลกระทบต่อคนในวงกว้างและไม่ใช่สังคมทั้งหมดท่ีจะไม่ชอบนายสรยุทธ์ เพราะเมื่อมี
คนไม่ชอบก็ยังมีคนท่ีชอบอยู่เช่นกัน และย่ิงรายการท่ีนายสรยุทธ์เป็นผู้ดาเนินรายการอยู่เรตต้ิงดี จึง
ทาให้ตกเป็นเปูาของคู่แข่งได้ เพราะสื่อโทรทัศน์มีการแข่งขันที่รุนแรง ยิ่งนายสรยุทธ์เป็นบุคคลที่มี
ชือ่ เสยี งก็ย่งิ ทาใหไ้ ด้รับความสนใจมากข้ึน กรณนี ี้แสดงให้เหน็ ถงึ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการขาดความ
รับผิดชอบต่อสังคมของบุคคลที่นาไปสู่การเป็นเปูาหมายของการต่อสู้ในการแข่งขัน ส่งผลให้ธุรกิจ
ได้รบั ผลกระทบถา้ ยงั ใช้บรกิ ารของบคุ คลทข่ี าดจรยิ ธรรมในการดาเนินธุรกจิ ได้นั่นเอง

การยตุ ิบทบาทเม่อื มีปัญหาอีกหน่งึ ความคดิ เหน็ จากนักวิชาการอย่าง อาจารย์ชลิต ลิปนะเวช
อดีต คณบดี นิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัย อัสสัมชัญ และอุปนายกฝุายวิชาการ สมาคมการตลาดแห่ง
ประเทศไทย กล่าวว่า หากเปรียบเทียบ ช่อง 3 และสรยุทธ์ เป็นเหมือนสินค้าชนิดหน่ึง เม่ือแบรนด์
เกิดภาวะวิกฤตหรือมีปัญหาถูกกระแสต่อตา้ นจากสงั คม ส่ิงสาคัญอันดับแรกคือ การยุติบทบาทหน้าท่ี
ที่ดาเนินการอยู่ในขณะนั้น ช่อง 3 ควรให้นายสรยุทธ์ ยุติบทบาทหน้าที่การเปิดพิธีกรดาเนินรายการ
พรอ้ มกบั หาคนทมี่ คี วามสามารถใกล้เคียงมาดาเนินการแทนซึ่งเชื่อว่าสามารถหาได้ หรือหากหาไม่ได้
จริงๆ ก็คงต้องปั้นคนอ่ืนข้ึนมาแทน แต่สิ่งที่เกิดข้ึนคือ ช่อง 3 เพิกเฉยต่อการแสดงความรับผิดชอบ
ตามหลักจริยธรรมและธรรมาภิบาล ซ่ึงในระยะยาวไม่ได้ส่งผลดีต่อธุรกิจ หากกระแสสังคมยังคง
เรียกร้องและต่อต้านการนาคนที่ถูกศาลตัดสินว่าโกง เข้ามาน่ังดาเนินรายการอยู่ เพราะบรรดา
เจา้ ของสินค้าอาจจะถอนโฆษณาออกไปได้

มีหลายกรณีที่เกิดขึ้นในต่างประเทศที่แบรนด์สินค้านาดารา หรือบุคคลท่ีมีชื่อเสียงมาเป็น
พรีเซ็นเตอร์ แต่เมื่อพบว่าพรีเซ็นเตอร์คนนั้นกระทาความผิด ไม่ว่าจะเรื่องทุจริตหรือยาเสพติด
เจ้าของแบรนด์ก็ถอดออกจากการเป็นพรีเซ็นเตอร์ทันที แม้ว่าจะต้องสูญเงินเป็นมูลค่าหลายสิบล้าน
บาทกต็ าม แสดงให้เหน็ ถงึ ความมสี านกึ และรับผิดชอบทม่ี ตี ่อสังคมและผู้บริโภค อย่างไรก็ตามหากแบ
รนด์หรือสินค้าที่มีปัญหาไม่แสดงความรับผิดชอบต่อส่ิงท่ีเกิดขึ้น พลังของสังคมที่มีบทบาทมากพอจึง
จะเปน็ ตัวผลักดันให้เกดิ ความรบั ผิดชอบต่อสังคมได้ แม้ว่าสิ่งท่ีเกิดข้ึนจะไม่ได้มีกฎหมายระบุความผิด
ไว้ก็ตาม ท่ีสาคัญคนในสังคมต้องสร้างกระแสให้ตระหนักถึงการดาเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมและ
ธรรมาภิบาล เพราะปรากฏการณ์ท่ีน่าห่วงสาหรับสังคมไทยในปัจจุบัน คือ การยอมรับในคนโกง การ
เห็นผลประโยชน์ทางตัวเงินหรือธุรกิจเป็นท่ีตั้งอยู่เหนือจริยธรรมหรือธรรมาภิบาล อนาคตเยาวชนท่ี
เตบิ โตมาพรอ้ มกบั ตัวอย่างที่มีใหเ้ ห็นหลายกรณใี นสงั คม อาจจะเป็นเคร่ืองบ่มเพาะให้อนาคตของชาติ
มองเร่อื งการโกงหรือทจุ ริตกลายเป็นเรอื่ งที่ใครๆ กท็ ากันไดไ้ ปแลว้

บทที่ 7 จริยธรรมทางธรุ กิจที่เกีย่ วกบั สังคม 227

ยดึ หลักเรตต้ิงลงโฆษณา ขณะที่นางวรรณี รัตนพล นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี และธุรกิจสื่อ
แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์แสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าวในฐานะเป็นสมาคมของผู้ประกอบ
วิชาชีพด้านวางแผนและซ้ือส่ือโฆษณา ท่ีระบุว่าผู้ประกอบการมีเดียเอเยนซ่ีท่ีเป็นสมาชิกของสมาคม
ต่างมีจรยิ ธรรม และหลกั ธรรมาภิบาลในการประกอบวิชาชีพเป็นสาคัญ ดังนั้นในการประกอบกิจการ
วางแผนและจัดซื้อสื่อโฆษณาให้แก่ผู้ประกอบการเจ้าของสินค้านั้น สมาชิกสมาคมไม่สามารถเป็นผู้
ชี้นาในการลงโฆษณาหากแต่อาศัยหลักความสามารถในการเข้าถึงกลุ่มเปูาหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
เป็นสาคัญ โดยทผี่ า่ นมาสมาชิกจะใช้ขอ้ มูลจานวนผูช้ มโทรทัศน์หรือเรตติ้ง เป็นเกณฑ์ในการพิจารณา
เลือกรายการต่างๆ ในแต่ละเดือน ดังน้ันการจะระงับหรือซื้อโฆษณาในรายการต่างๆ หรือไม่น้ันต้อง
พิจารณาด้วยหลักเกณฑน์ ้เี ป็นสาคญั

นอกจากนี้ตามหลักการดาเนินการของมีเดียเอเยนซี่ทุกราย โดยธรรมเนียมปฏิบัติแล้วหากผู้
ประกอบ การเจ้าของสนิ คา้ รายใดมีความประสงค์ที่ไม่ต้องการลงโฆษณาในรายการใดก็ตาม จะต้องมี
การแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งบริษัทมีเดียเอเยนซ่ีจะนาเสนอทางเลือกอ่ืนทดแทน โดยคานึงถึง
ความสามารถในการเขา้ ถึงกล่มุ เปาู หมายเดยี วกันอย่างมีประสทิ ธิภาพภายใตง้ บประมาณท่ีเท่ากันหรือ
ใกล้เคียงกันเป็นสาคัญ การชแ้ี จงดงั กลา่ วเป็นการตอกยา้ ให้เหน็ ว่าเร่ืองของจริยธรรมและธรรมาภิบาล
เป็นเรอ่ื งความสาคัญอันดบั รองลงไปเม่อื เทยี บกับเรื่องของเรตต้งิ หรอื การเข้าถึงกลุ่มเปูาหมาย หรืออีก
นัยหน่ึงทางสมาคมโยนอานาจการตัดสินใจให้เป็นเรื่องของเจ้าของแบรนด์สินค้าท่ีจะชี้ซ้ายหรือขวา
ไม่ได้อยู่ภายใต้อานาจ หรือความรับผิดชอบของตนเอง หากจะเลือกลงหรือไม่ลงโฆษณากับรายการ
หรอื ชอ่ งทวี ีใด

คาถามท้ายบท

1. อธบิ ายความหมายของการรูจ้ กั ความรบั ผดิ ชอบต่อสังคมของธุรกจิ (SCR)
2. แนวปฏิบัตใิ นเรอ่ื งความรับผิดชองต่อสังคม แบ่งเปน็ 8 หัว ขอ้ มีอะไรบ้าง
3. ถา้ ท่านเป็นเจา้ ของธรุ กจิ ทา่ นมีแนวทางการแสดงความรบั ผิดต่อสังคมอย่างไรบ้าง
4. ยกตัวอยา่ งผลกระทบท่ีธุรกิจไม่ให้ความสนใจในเร่ืองความรบั ผิดชอบต่อสังคมมา 5 ข้อ

บทที่ 7 จริยธรรมทางธรุ กจิ ทเ่ี ก่ยี วกับสงั คม 228

เอกสารอา้ งองิ

เกศมณี พฤกษาประดับกุล. (2553). การให้ความหมายและรูปแบบกิจกรรมความรับผิดชอบต่อ
สงั คมในความต้องการลกู ค้าธนาคารออมสนิ . วิทยานพิ นธ์ปรญิ ญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต,
สาขาวิชาการประกอบการ, มหาวิทยาลัยศิลปากร.

จินตนา บุญบงการ. (2558). จริยธรรมทางธุรกิจ. พิมพ์ครั้งท่ี 16. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์
จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .

เจษฎา นกน้อย. (2558). ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร: แนวคิดและประสบการณ์.
วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. ปีท่ี 35 ฉบับที่ 3 เดือนกรกฏาคม–กันยายน
2558.

ธีรนันท์ ตันพานิชย์. (2558). รูปแบบการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม
ของการกีฬาแหง่ ประเทศไทย. วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต, สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การ
ออกกาลงั กายและการกฬี า, คณะวทิ ยาศาสตร์การกฬี า, มหาวิทยาลยั บรู พา.

ยุพาวดี วัลยะเพ็ชร์ (2555). ข้อพึงปฏิบัติความรับผิดชอบต่อสังคม. กรุงเทพมหานคร : บริษัท
ปตท. สารวจและผลติ ปโิ ตรเลยี ม จากดั (มหาชน).

รพีพรรณ วงศ์ประเสริฐ, (2552). ความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ (Corporate Social

Responsibility –CSR). BU academic review. ปที ี่ 8 ฉบับที่ 2 (ก.ค.-ธ.ค. 2552)
วิทยา ชีวรุโณทัย. (2553). พลัง CSR สู่องค์กรเป็นเลิศ ฉบับ ADVANCED. กรุงเทพมหานคร :

ฐานบคุ๊ ส์.
วรพรรณ เอ้ืออาภรณ์. (2558). รูปแบบและประเภทความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร. วารสาร

TPA News. ฉบับที่ 223 ข่าว ส.ส.ท. ปที ่ี 19 ฉบับท่ี 223 เดอื น กรกฎาคม 2558.
วรวุฒิ ไชยศร และบุญสม เกษะประดษิ ฐ์. (2560). ความรบั ผิดชอบตอ่ สังคมขององค์กรธุรกิจกับการ

พัฒนาทยี่ ง่ั ยืน กรณศี กึ ษาความรบั ผิดชอบต่อสงั คม 6 บรษิ ัท. วารสารปัญญาภิวัฒน์, ปีที่ 9
ฉบบั ที่ 3 ประจาเดอื นกันยายน–ธนั วาคม 2560.
วิฑูรย์ สิมะโชคดี. (2555). การบริจาคเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ CSR. วารสาร TPA news โรงงาน สี
เขยี ว, 186, 26.
สถาบนั ธุรกจิ เพ่ือสงั คม. (2551). เข็มทิศธรุ กิจเพื่อสังคม. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพไ์ อคอนพร้ินต้งิ .

บทท่ี 7 จรยิ ธรรมทางธรุ กิจที่เกี่ยวกับสงั คม 229

สานักงานคณะกรรมการกากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์. (2551). เข็มทิศธุรกิจเพื่อสังคม
(คณะทางานส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมและส่ิงแวดล้อมของบริษัทจดทะเบียน ,
สานักงานคณะกรรมการกากบั หลักทรัพยแ์ ละตลาดหลักทรัพย์), กมุ ภาพันธ์ 2551.

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ. (2559). กิจการขาดจริยธรรมต่อการดาเนินธุรกิจขององค์การ
ส่ือสารมวลชนต่อสังคม. ปที ่ี 36 ฉบับที่ 3,137 วันท่ี 6-9 มีนาคม พ.ศ. 2559.

Bowen, H. R., (1953). Social Responsibilities of the businessman. New York : Harper
Brothers.

Buchholz, A.K. and Carroll, A.B. (1999). Business and Society: Ethics and Stakeholder
Management. 4th ed., South-Western College Publishing, Cincinnati.

Carroll, A. B. and Buchholtz, A.K. (2006). Business and Society: Ethics and Stakeholder
Management. 6th ed. Australia : South-Western.

Crane, A & Desmond, J. (2002). Societal Marketing and Morality, European Journal
of Marketing, vol. 36, no. 5-6, : 548-569.

Epstein, E. M. (1987). The Corporate Social Policy Process : Beyond Business Ethics,
Corporate Social Responsibility, and Corporate Social Responsiveness. California
Management Review 29. 3 : 99-114.

Logan, D. (1998). Global power bring global social responsibility: he challenge to
business, corporate citizenship company. Retrieved from http://www.
coporate-citizenship. co.uk/resources/show_article.asp?ArticleID=11.

Maignan, I & Ferrell, O. (2003). Nature of corporate responsibilities : Perspectives from
American, French and German consumers. Journal of Business Research, 56(1),
55-67.

Porter, M.E. and Kramer, M.R. 2006. “Strategy and Society: The Link between Competitive
Advantage and Corporate Social Responsibility.” Harvard Business Review
84. 12 : 1-15.

บทที่ 7 จริยธรรมทางธรุ กิจท่ีเกยี่ วกบั สังคม 230

Philip Kotler. (2551). บรรษทั บริบาล (ความรบั ผิดชอบตอ่ สังคมขององค์กร). แปลและเรียบเรียง
Corporate Social Responsibility: Doing the Most Good for Your Company and

Your Cause. โดย ม.ร.ว.รมณยี ฉัตร แกว้ กริ ิยา. กรุงเทพมหานคร : ยูนิเวอร์แซล พับลิชง่ิ .
Valor, Carmen. (2005), Corporate Social Responsibility and Corporate Citizenship :

Toward Corporate Accountability. Business and Society Review.
Walden, W. and Schwartz, B. (1997). Environmental Disclosures and Public Policy

Pressure. Journal of Accounting and Public Policy. 16, 125-54.
Wood, D. J. (1991). Corporate social performance revisited. The Acodemy of

Management Review, 16(4), 691-718.
Yakovleva, N. (2005). Corporate Social Responsibility in the Mining Industries.

Aldershot : Ashgate Publishing.

บทที่ 8

ปญั หาและแนวทางแก้ไขจริยธรรมทางธรุ กจิ

ปัญหาจริยธรรมทางธุรกิจถือเป็นปัญหาสาคัญในการดาเนินธุรกิจที่จะส่งผลต่อการบริหาร
จัดการซึ่งไม่อาจมองข้ามได้ ดังนั้นจะต้องทาการเรียนรู้เก่ียวกับความเป็นมา สาเหตุของปัญหา การ
วิเคราะห์ถึงสาเหตุของปัญหา เพื่อทาความเข้าใจและเข้าใจถึงความสาคัญของปัญหาจริยธรรมท่ีไม่
สามารถมองข้ามได้ เพ่ือหาแนวทางในการแก้ไข ปัญหาทางจริยธรรมในองค์กรมักเกิดข้ึนจาก
สถานการณ์ของบุคคลในองคก์ รทเ่ี ลือกการกระทาระหวา่ งสงิ่ ท่ีถูกตอ้ งหรือส่งิ ทไี่ ม่ถูกต้อง รวมถึงสิ่งที่มี
ศีลธรรมหรอื มจี รยิ ธรรมตอ่ องคก์ ร ตัวอยา่ งปัญหาทางจริยธรรมในองค์กรที่เกิดข้ึน เช่น ความขัดแย้ง
ระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ขององค์กร หรือที่เรียกว่าผลประโยชน์ทับซ้อน การ
เรียนรเู้ กย่ี วกบั ปัญหาเปน็ ส่ิงสาคัญเพือ่ จะทาใหเ้ กดิ การป้องกันไม่ใหเ้ กดิ ปัญหา

8.1 ความสาคญั ของปัญหาจรยิ ธรรมทางธรุ กิจ

สุมติ รา แดงศรี (2557) กล่าวว่า การเข้าใจผิดหรือการขาดความเข้าใจในเร่ืองของจริยธรรม
ทางธุรกิจไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานจริยธรรมส่วนบุคคล การบริหารจัดการองค์กร พฤติกรรมของ
บคุ คลากรในองค์กร ตา่ งส่งผลให้เกดิ ปญั หาตอ่ การดาเนนิ งานในการทจ่ี ะให้บรรลุเป้าหมายขององค์กร
ที่วางไว้

ณัฏฐนันท์ ทรัพย์อินทร์ (2556) กล่าวว่า ดังนั้นเพ่ือเป็นการป้องกันและควบคุมไม่ให้เกิด
ปัญหาดา้ นจริยธรรมภายในองค์กรหรือใหเ้ กิดปัญหาดังกล่าวน้อยท่ีสุด องค์กรจึงต้องมีการดาเนินการ
พัฒนาและปลูกจิตสานึกด้านจริยธรรมแก่บุคลากรให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยมีการดาเนินกิจกรรม
เพือ่ ส่งเสริมอย่างต่อเนอ่ื ง

ปริศนา รักษาเมือง (2559) กล่าวว่า การนาหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการบริหารจัดการใน
การส่งเสริมให้เกิดจรรยาบรรณและจริยธรรมภายในองค์กรเป็นส่ิงสาคัญและจาเป็น เน่ืองจากธรร
มาภิบาลเป็นเร่ืองที่เก่ียวข้องกับการปฏิบัติต่อกันและเป็นแนวทางในการจัดระเบียบ เพื่อให้ทุกภาค
ส่วนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ตั้งอยู่ในความถูกต้องเป็นธรรม โดยเน้นการแยกเร่ืองส่วนตัว
ออกจากส่วนรวม ทางานเป็นแบบมืออาชีพ มีจิตสาธารณะ คานึงถึงประโยชน์ส่วนรวมพร้อม
รบั ผิดชอบต่อสังคม

บทท่ี 8 ปญั หาและแนวทางแก้ไขจริยธรรมทางธุรกจิ 232

สรปุ ไดว้ า่ ประเด็นท่ีสาคญั ที่ส่งผลต่อการเกิดปัญหาทางจริยธรรมทางธุรกิจ คือ ผู้บริหารที่ถือ
เป็นบทบาทสาคัญในการเปน็ ผูน้ าองค์กรไปสู่ความสาเร็จ จึงมีความจาเป็นอย่างย่ิงที่ผู้บริหารจะต้องมี
คุณธรรมจริยธรรมของความเสียสละ ความซื่อสัตย์ อดทดอดกลั้น และคานึงถึงประโยชน์สูงสุดของ
ส่วนรวมเปน็ สาคัญ อกี ท้ังตอ้ งให้ความสาคญั ตอ่ การสร้างและปลูกฝังให้บุคลากรในองค์กรมีสานึกด้าน
จรยิ ธรรม เพื่อให้ทกุ คนเปน็ คนดี มคี วามสุข ให้ความสาคัญต่อเหตุและผล ผู้นาจะต้องเป็นตัวอย่างท่ีดี
ในการปฏิบัติตนและให้ความสาคัญในการนาจริยธรรมมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติเพ่ือให้เกิด
ประสิทธิภาพ รวมท้ังการจัดการความขัดแย้งท่ีจะเกิดขึ้นที่จะเป็นปัญหาของการบริหารจัดการใน
ธรุ กจิ ต่อไป เพื่อพัฒนาองคก์ รใหส้ ู่ความยั่งยืน

8.2 สาเหตุของปญั หาจริยธรรมทางธรุ กิจ

จินตนา บุญบงการ (2558 : 75-76) กล่าวว่า ประเด็นสาคัญท่ีต้องพิจารณา คือ ปัญหา
จริยธรรมทางธุรกิจเกิดขึ้นได้อย่างไร อะไรเป็นปัจจัยหรือสาเหตุท่ีนามาไปสู่ปัญหาทางจริยธรรม
สาเหตอุ าจมดี งั ต่อไปนี้

1. ผลประโยชน์ส่วนตัวและความเห็นแก่ตัว ผลประโยชน์ส่วนตัว ความโลภ รวมทั้งกิเลส
ตัณหา ล้วนแล้วแต่สร้างปัญหาทางจริยธรรมทั้งส้ิน บางธุรกิจมีคนที่มีความโลภ ไม่ตรงไปตรงมาเป็น
จานวนไม่น้อย พวกนี้มองเห็นผลประโยชน์ของตนเองเป็นสาคัญ มองไม่เห็นผลประโยชน์ของคนอ่ืน
หรอื ของสาธารณะชน คนพวกน้ีมีแนวโน้มจะใช้ประโยชน์จากตาแหน่งหน้าท่ีเพ่ือประโยชน์ของตน มี
ความฉลาดท่ีจะฉกฉวยโอกาสและช่องโหว่ในกฎข้อบังคับเพ่ือแสวงหากาไรให้กับตนเอง รวมทั้งการ
แสวงหาโอกาสจากผทู้ ่อี ่อนแอกวา่ ไม่สนใจในเร่ืองจรยิ ธรรมหรือคุณธรรมแต่อย่างใด โดยมีความเชื่อ
ที่ว่าธุรกิจเป็นเรื่องของการตักตวงเอาประโยชน์ให้เข้ากับตัวเอง ย่ิงทากาไรหรือความม่ังคั่งให้กับ
ตวั เองมากเทา่ ใดจะกลายเป็นผู้มคี วามสาเรจ็ ทางธรุ กจิ มากเทา่ นนั้ เม่ือต้องการอะไรต้องทาให้ได้ไม่ว่า
ดว้ ยวธิ กี ารใดๆ ก็ตาม ระบบการคัดเลือกและสรรหาบุคลากรของบริษัททั้งหลายไม่ว่าจะเป็นประเทศ
ใดๆ ไม่มีทางจะสกัดก้ันบุคคลเหล่าน้ีไม่ให้เข้ามาในวงการธุรกิจของตน ไม่มีทางรู้ได้ล่วงหน้าถึง
ลกั ษณะเช่นนน้ั จนกว่าจะรับบุคคลนั้นเข้ามาทางานแล้ว การแสวงหาข้อมูลละเอียดในเรื่องส่วนตัวว่า
เขาเป็นคนเช่นไร อาจเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล นอกจากนั้นในบางประเทศ เช่น ประเทศไทยท่ี
ยังมีความเช่ืออยู่ว่าธุรกิจเป็นเรื่องแสวงหาประโยชน์และกาไรให้กับตนเอง เม่ือความม่ังคั่งเป็นตัววัด
ความสาเร็จของบุคคลแล้ว ความคิดเช่นน้ีเท่ากับเป็นการส่งเสริมความโลภและการแสวงหา
ผลประโยชน์ใหก้ บั ตนเองของผูท้ ีท่ าธรุ กจิ

บทที่ 8 ปญั หาและแนวทางแก้ไขจรยิ ธรรมทางธรุ กิจ 233

2. การกดดันเพ่ือให้ได้มาซึ่งกาไร เมื่อแต่ละบริษัทหรือธุรกิจถูกกดดันอย่างรุนแรงเพ่ือการ
แข่งขันในการแสวงหากาไร การแข่งขันจะมีความรุนแรง และอาจนาไปสู่การดาเนินงานที่ขาด
จริยธรรมและผิดกฎหมาย เพ่ือเอาชนะอีกฝ่ายหน่ึงหรือเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด การกดดันเช่นนั้นเป็น
การตอกย้าความเช่ือท่ีว่าผู้ท่ีชนะเท่านั้นที่จะอยู่รอดหรือผู้ท่ีเข้มแข็งท่ีสุดจะอยู่รอดได้ และทาให้
ผบู้ ริหารตอ้ งหันมามองผลประโยชนข์ องบริษัทเป็นสาคัญ และหาวิธีการทุกอย่างในการเอาชนะคู่แข่ง
โดยไม่คานึงถึงเร่ืองจริยธรรมหรือตัวบทกฎหมาย บริษัทที่มีปัญหารายได้หรือประสบปัญหาการ
ขาดทุนมักจะหันไปหาวิธีการต่างๆ เพื่อให้ตัวเองอยู่รอด แม้จะเป็นวิธีการที่ผิดจริยธรรม ผู้บริหาร
กิจการเช่นนี้จะเน้นหรอื คิดเพยี งหลักพื้นฐานของธุรกิจหรือการแสวงหากาไรสูงสุด ดังนั้นวิธีการต่างๆ
ไม่ว่าเป็นความพยายามติดสินบนเจ้าหน้าท่ีของรัฐเพื่อให้บริษัทของตนได้ประโยชน์ในทางท่ีมิชอบ
หรือเพือ่ หลีกเลย่ี งภาษแี ละค่าธรรมเนียมตา่ งๆ เป็นต้น

3. จุดมุ่งหมายของธุรกิจกับค่านิยมส่วนตัว การขัดแย้งทางจริยธรรมมักเกิดขึ้นได้เมื่อทาง
บริษัทได้มุ่งเน้นจุดมุ่งหมายของบริษัทและดาเนินการใน วิถีทางที่ลูกจ้างบางคนรับไม่ได้ อาจทาให้
พนักงานหันไปหาเสียง สนับสนุนจากสาธารณะชนหรือร้องเรียนต่อสังคม หลังจากท่ีได้พยายามต่อสู้
ให้ทางบริษัทแก้ไขในสิ่งผิด มีความเป็นไปได้ท่ีพนักงานที่ต่อต้านนโยบายและวิธีการบริษัทเช่นน้ัน
อาจได้รับการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมจากผู้บริหารอาจมีการกล่ันแกล้งหรือไม่เป็นธรรมในการให้ความดี
ความชอบ อย่างไรกต็ ามปัญหาทางจริยธรรมเกดิ ข้นึ เม่อื พนกั งานเหน็ ว่านโยบายหรือวิธีการของบริษัท
ไม่ถูกต้อง อาจจะเป็นอันตรายต่อพนักงาน ต่อชุมชนหรือแม้ต่อบริษัทเอง พนักงานได้ต่อสู้ เรียกร้อง
แล้วแต่ไม่สาเร็จเน่ืองจากผู้บริหารไม่รับฟัง ถือว่าตนเองมีอานาจและพนักงานต้องทาตามคาส่งและ
นโยบายของฝ่ายบริหารเท่าน้ัน

4. ความขัดแย้งต่างวัฒนธรรม ปัญหาทางจริยธรรมเกิดข้ึนได้เม่ือบริษัทดาเนินกิจการใน
สังคมท่ีมีวัฒนธรรมแตกต่างไปจากของตน ความแตกต่างทางวัฒนธรรมนามาซึ่งความแตกต่างใน
มาตรฐานทางจรยิ ธรรม บรรดาบริษัทข้ามชาติมักประสบปัญหาเช่นน้ีอยู่เสมอ เช่น ประเทศตะวันตก
ยอมรับความเท่าเทียมในการจ้างแรงงานโดยไม่คานึงถึงความแตกต่างในด้านเพศหรือผิว แต่ในบาง
ประเทศยงั ไมย่ อมรับความแตกตา่ งในด้านเหล่านี้ หรือการส่งสินค้าท่ีด้อยคุณภาพหรือไม่ได้มาตรฐาน
ซงึ่ ไม่สามารถขายไดใ้ นประเทศของตนไปขายในประเทศอื่น โดยที่ประเทศน้ันยังไม่มีข้อห้าม อาจเกิด
ปญั หาทางจรยิ ธรรมได้เช่นกัน ในบางประเทศการจ้างแรงงานเด็กถือว่าไม่เป็นเร่ืองเสียหายแต่ในบาง
สังคมยอมรับไม่ได้ หรือบางสังคมกถ็ ือว่าการจา้ งแรงงานสตรีในค่าจ้างที่ต่ากว่าแรงงานชายเป็นเรื่องที่

บทที่ 8 ปัญหาและแนวทางแกไ้ ขจรยิ ธรรมทางธรุ กจิ 234

ไม่เสียหายน้ัน ก็เป็นปัญหาทางจริยธรรมเช่นกัน ปัญหาอยู่ท่ีว่าจะใช้มาตรฐานของใครเป็นเกณฑ์
ในขณะท่ีธุรกิจได้ขยายตัวเป็นธุรกิจระดับโลกมากขึ้นและมีบริษัทต่างๆ ปฏิบัติงานต่างแดน ต่าง
วฒั นธรรมมากขึน้ ย่อมทาใหป้ ญั หามีมากขึน้

วรรณเพ็ญ มูลสุวรรณ (2559 : 192-193) กล่าวถึงสาเหตุที่ทาให้ธุรกิจขาดจริยธรรม
ประกอบด้วย การบังคับใช้กฎหมาย การลงโทษไม่รุนแรงและไม่จริงจัง สังคมไม่ได้มีการลงโทษธุรกิจ
ทีผ่ ิดจรยิ ธรรม สังคมไม่ ได้ให้ความสาคัญกับการเรียกร้องให้ธุรกิจมีจริยธรรมมากนัก สังคมไม่ท้วงติง
ยอมรบั พฤติกรรมทไ่ี มถ่ กู ต้อง เชน่ การโฆษณาเกนิ ความเป็นจริง การหนภี าษีในรูปแบบต่างๆ

ปัจจัยหรือสาเหตุที่นาไปสู่ปัญหาทางจริยธรรมประกอบด้วย ผลประโยชน์ส่วนตัวและ
ความเห็นแก่ตัว การกดดันเพื่อให้ได้มาซึ่งผลกาไร จุดมุ่งหมายของธุรกิจกับค่านิยมส่วนตัว ความ
ขดั แยง้ ต่างวัฒนธรรม และการบังคบั ใช้กฎหมาย

8.3 ประเภทของปญั หาจริยธรรมทางธุรกจิ

จินตนา บุญบงการ (2558 : 71-74) กล่าวว่า เมื่อนาจริยธรรมมาใช้ในธุรกิจจะเกิดปัญหา
ทางปฏิบตั หิ ลายประการทั้งน้ีข้ึนอยู่กับลักษณะของการนาเอาจริยธรรมไปใช้ ประเภทของปัญหาทาง
จริยธรรมแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังน้ี

1. จรยิ ธรรมของความสมั พันธ์แบบสว่ นตัว จริยธรรมในส่วนนี้เป็นเรื่องของตัวบุคคลในทุก
บริษัทหรือธุรกิจ ปัญหาเร่ืองคนเกิดข้ึนเสมอ ปัญหาเก่ียวกับเรื่องส่วนตัวเกิดขึ้นเป็นประจา เช่น
นายจ้างอาจต้องการทราบข้อมูลส่วนตัวของพนักงาน พนักงานมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับหัวหน้า
งาน พนกั งานมีความสัมพันธก์ ับลกู ค้าอยา่ งใกลช้ ดิ เช่น มีการออกไปรับประทานอาหารกลางวันหรือ
เยน็ กันเป็นประจา ความสัมพันธ์เช่นน้ีมักก่อให้เกิดปัญหาทางจริยธรรมได้ นอกจากนี้ยังมีปัญหา เช่น
นายจ้างมีสิทธิ์ล่วงรู้ข้อมูลส่วนตัวหรือของครอบครัวของพนักงานหรือลูกน้องได้มากน้อยเพียงใด
ข้อมูลอะไรควรรู้และอะไรไม่ควรรู้ แม้ว่านายจ้างหรือบริษัทจะอ้างว่าต้องการทราบข้อมูลเพื่อนามา
ปรับปรุงเรื่องสวัสดิการและการสร้างขวัญกาลังใจ หรืออ้างว่าเพ่ือนายจ้างจะได้ล่วงรู้ปัญหาส่วนตัว
หรือปัญหาครอบครัวเพื่อจะช่วยแก้ไขก็ตาม หรือความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างนายจ้างกับผู้ส่ง
วัตถุดบิ และระหว่างพนักงานขายกบั ลูกคา้ ความสัมพันธ์ดังกล่าวอาจนาไปสู่ความไม่เป็นธรรมในการ
บังคบั บัญชา นาไปสู่การใหส้ ินบนกบั พนกั งานของบริษัท หรอื การบอกความลับของบรษิ ทั กับลูกคา้

บทที่ 8 ปัญหาและแนวทางแก้ไขจริยธรรมทางธุรกิจ 235

2. จรยิ ธรรมท่เี กี่ยวกับนโยบายของบริษัท บริษัทมีโอกาสพบกับปัญหาทางจริยธรรมในส่วน
ท่ีเก่ียวกับการดาเนินงานในบริษัทได้ เช่น ในการจ้างพนักงาน บริษัทควรจะคานึงถึงความเท่าเทียม
กันทางเพศมากน้อยเพียงใด บริษัทบางแห่งของไทยมักต้องการพนักงานชายมากกว่าหญิง การมี
นโยบายเช่นนี้ขัดต่อจริยธรรมหรือไม่ หรือในส่วนของการเลื่อนข้ัน เล่ือนเงินเดือน บริษัทในเอเชียมี
แนวโนม้ ที่จะให้พนกั งานชายมีโอกาสมากกว่าพนักงานหญิง นโยบายสวัสดิการบางอย่างอาจมีปัญหา
ทางจริยธรรมได้เช่นกัน เช่น การช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาลช่วยเฉพาะตัวหรือครอบครัวด้วย
จะมีการตรวจสุขภาพเพ่ือให้ได้ข้อมูลว่ามีการติดยาเสพติดหรือโรคเอดส์หรือไม่ การตรวจสอบเช่นนี้
เป็นการละเมดิ สทิ ธิส่วนบคุ คลของพนกั งานหรือไม่

3. จริยธรรมที่เก่ียวกับกิจกรรมหรือหน้าที่ต่างๆ ของบริษัท ในแต่ละบริษัทจะมีการแยก
หน้าท่ีเฉพาะออกไปให้หน่วยงานต่างๆ รับผิดชอบ แต่ละหน่วยงานจะมีปัญหาทางจริยธรรมเฉพาะ
ของตนเองดงั น้ี

3.1 จริยธรรมด้านบัญชี งานด้านบัญชีมีความสาคัญต่อธุรกิจทุกประเภท เพราะจะเป็น
ตัวรายงานขอ้ มลู แกผ่ บู้ รหิ ารและเจ้าของกิจการว่าเป็นอย่างไร ข้อมูลทางด้านบัญชีจะช่วยให้ผู้บริหาร
ผู้ลงทุนและลูกค้าตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ความซื่อสัตย์การมีหลักการความถูกต้องของข้อมูลจึงมี
ความสาคัญมาก เรามักไดข้ า่ วอยู่เสมอว่าบริษัทของไทยจานวนไม่น้อยมีบัญชีสองฉบับหรือไม่ ก็มีการ
แตง่ ตัวเลขทางบัญชเี พ่อื หลีกเลี่ยงการเสียภาษีและเพอ่ื สรา้ งภาพลกั ษณ์ทด่ี ีแก่ลูกค้าและผู้ลงทุน ทาให้
สังคมภายนอกหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอกไม่ทราบฐานะที่แท้จริงของบริษัทและทาให้เกิดความ
ผดิ พลาดในการลงทุนได้

3.2 จริยธรรมทางด้านการตลาด ในเร่ืองนี้เป็นจริยธรรมที่เก่ียวข้องกับลูกค้าเป็นสาคัญ
โดยเฉพาะเมื่อเป็นเร่ืองการโฆษณาสินค้า การส่งเสริมการขาย การทาวิจัยตลาด กิจกรรมเหล่าน้ีมี
ส่วนเกย่ี วข้องกับจรยิ ธรรม อันได้แก่ ความซ่อื สัตย์ต่อลกู ค้า ความเปน็ ธรรมในการโฆษณาสินค้า มีการ
ระบุข้อมูลเกินความจรงิ หรือไม่ มกี ารให้ข้อมูลผิดๆ หรอื ทาให้เกิดความเขา้ ใจผดิ หรือไม่ การใช้กลยุทธ์
การขายด้วยวิธีการต่างๆ อาจเกี่ยวข้องกับจริยธรรมได้เช่นกัน รวมไปถึงการให้สินบนหรือการให้ค่า
นายหนา้ หรือคา่ คอมมชิ ชน่ั

3.3 จริยธรรมทางด้านการเงิน เร่ือง การเงินเป็นประเด็นทางจริยธรรมท่ีสาคัญ และ
กอ่ ใหเ้ กดิ ปัญหาวิกฤตเิ ศรษฐกจิ ในไทยใน พ.ศ. 2540 เนอื่ งจากการปล่อยเงนิ กู้ของสถาบันการเงินบาง
แห่งทาเพื่อช่วยเหลือพรรคพวก และไม่ตรงไปตรงมา ขาดจริยธรรม ในสหรัฐอเมริกาในช่วงปี ค.ศ.

บทที่ 8 ปญั หาและแนวทางแกไ้ ขจรยิ ธรรมทางธรุ กิจ 236

1980 และ ค.ศ. 1990 ได้มีการทจุ รติ เกี่ยวกับการซ้ือขายหนุ้ ท่วี อลสตรีทเป็นจานวนไม่น้อย เจ้าหน้าที่
ตลาดหุน้ ถกู จับวา่ กระทาผดิ เกีย่ วกับการใหข้ ้อมูลตลาดห้นุ และซื้อขายข้อมูลภายใน การทาธุรกิจกรรม
และดาเนินกิจการต่างๆ ของสถาบันการเงินมีโอกาสละเมิดจริยธรรมได้สูง เช่น การปล่อยเงินกู้เป็น
จานวนสูงโดยไม่มีหลักทรัพย์ค้าประกันท่ีเหมาะสม การปั่นตลาดหุ้นเพื่อหวังผลกาไรระยะส้ัน สิ่ง
เหล่านีไ้ มเ่ พยี งแตท่ าลายสถาบันการเงินของตนเท่านัน้ แตเ่ ป็นการทาลายระบบการเงินและตลาดหุ้น
ของประเทศดว้ ย

3.4 จริยธรรมทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ในช่วงปี ค.ศ. 1990 ปัญหาทางจริยธรรม
ในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมีมากขึ้น ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้มีการใช้อย่างกว้างขวาง ท้ัง
ทางดา้ นธุรกจิ การลงทนุ การคา้ และการศึกษา การทา้ ทายทางจริยธรรมมีในด้านของการล่วงล้าข้อมูล
ส่วนตวั และขอ้ มลู ของบรษิ ทั การใชร้ ะบบอินเทอร์เนต็ เพอ่ื ใหข้ ้อมูลที่ไมถ่ ูกตอ้ งหรือการกล้ันแกล้ง เช่น
การสร้างไวรัล การละเมิดสิทธิซอฟต์แวร์ และวีดีทัศน์ เพื่อตอบสนองต่อปัญหาดังกล่าวข้างต้น ได้มี
การระดมความคิดเพ่ือสร้างจรรยาบรรณในเร่ืองเหล่านี้ รวมท้ังการตรากฎหมายเพ่ือลงโทษผู้กระทา
ความผิด แต่เทคโนโลยีสารสนเทศและระบบอินเทอร์เน็ตเป็นเร่ืองข้ามพรมแดน การวางมาตรฐาน
ทางจริยธรรมต้องไดร้ บั ความร่วมมือจากประเทศต่างๆ ถือได้วา่ จะต้องเป็นความพยายามระดับโลก

3.5 จริยธรรมในด้านอื่นๆ ในส่วนอื่นๆ ของบริษัทอาจมีปัญหาทางจริยธรรมได้เช่นกัน
เช่น ทาง ดา้ นฝา่ ยจดั ซ้ือ ถา้ ไมม่ จี ริยธรรมอาจได้สนิ ค้าหรอื วตั ถุดิบท่ีไม่ถูกต้องหรือไม่ได้มาตรฐานที่ตั้ง
ไว้ เป็นต้น หรือการไม่ระมัดระวังในด้านการผลิตอาจนามาซ่ึงความเสียหายทางด้านส่ิงแวดล้อมหรือ
เปน็ ภยั ต่อชุมชน เช่น โรงงานที่มี่ตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบบาบัดน้าเสียอาจทาให้น้าเสียไหล
ออกจากโรงงานเขา้ ไปในแมน่ ้าลาคลองกอ่ ความเสียหายต่อชุมชนได้

ประเภทของปัญหาทางจริยธรรมอาจส่วนใหญ่แบ่งได้เป็น 3 แบบ คือจริยธรรมของ
ความสัมพันธ์แบบส่วนตัว จริยธรรมท่ีเกี่ยวกับนโยบายของบริษัทและจริยธรรมท่ีเก่ียวกับกิจกรรม
หรือหน้าท่ีต่างๆ ของบริษัท ประกอบด้วยจริยธรรมด้านบัญชี จริยธรรมทางด้านการตลาด
จริยธรรมทางดา้ นการเงิน จรยิ ธรรมทางด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศ จรยิ ธรรมในด้านอ่ืนๆ ในส่วนอื่นๆ
ของบรษิ ทั อาจมีปัญหาทางจริยธรรมได้เช่นกัน เช่น ทางด้านฝ่ายจัดซ้ือ ถ้าไม่มีจริยธรรมอาจได้สินค้า
หรอื วัตถุดบิ ทไี่ ม่ถกู ต้องหรอื ไม่ได้มาตรฐานท่ตี ง้ั ไว้

บทที่ 8 ปัญหาและแนวทางแก้ไขจรยิ ธรรมทางธรุ กจิ 237

8.4 ปัญหาจริยธรรมทางธุรกจิ ของประเทศไทย

สิริพรรณ นกสวน สวัสดี (2557: 1) กล่าวว่า สาหรับสังคมไทย จริยธรรมทางธุรกิจเป็น
มาตรฐานในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การผลิตสินค้า การบริโภค การบริหาร และการจัด
จาหน่ายให้ได้รับผล ตอบแทนตามสมควรและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ขาย ผู้ผลิต ผู้ซ้ือ
และผู้บริโภค เพราะถือว่าทุกตัวแสดงที่เข้ามามีความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างกัน จาเป็นต้องมี
จริยธรรมในการปฏิบัติต่อกัน ในทางปฏิบัติจริยธรรมทางธุรกิจได้รับความสนใจหลังจากการ
เคล่ือนไหวใหญ่ของประชาชนในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และการส่งเสริมจริยธรรมและธรรมาภิบาล
ในระบบเศรษฐกจิ หลังจากเกดิ วกิ ฤติเศรษฐกจิ ปี พ.ศ. 2540 เร่ืองของความโปร่งใส การตรวจสอบได้
และความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจในภาคเอกชน แต่เหตุการณ์สาคัญที่ทาให้เรื่องของ
จรยิ ธรรมทางธุรกจิ ถูกพดู ถึงมากยิ่งข้ึนคือความสัมพันธ์ระหว่างนักธุรกิจกับการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการ
เข้ามาแสดงบทบาททางการเมอื งโดยตรงของนกั ธรุ กจิ หรอื การใหเ้ งินอุดหนุนพรรคการเมืองเพื่อสร้าง
สายสัมพันธ์และกดดันโดยอ้อมผ่านองค์กรต่างๆ จนทาให้เกิดข้อกังขาในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
และการขดั กันเองในทางจริยธรรมทัง้ ทางธุรกิจและการเมือง เช่น การประมูลและล้มประมูล 4G การ
ออกกฎหมายเออ้ื ต่อธรุ กิจโทรคมนาคมและดาวเทยี ม และการปล่อยเงินกู้ให้กับรัฐบาลพม่าหรือการที่
กลุ่มทุนขนาดใหญ่และบริษัทข้ามชาติจานวนมาก เปิดกิจการโมเดิร์นเทรดทุกมุมเมือง แข่งกับร้าน
ขายของชาตามมมุ ถนนแบบดง้ั เดมิ ทเ่ี รียกกันตามภาษาจนี ว่ารา้ นโชวห์ ่วย ซ่ึงทาใหท้ นุ ขนาดเล็กหลาย
เจ้าตอ้ งปิดกจิ การไป เขา้ ลักษณะปลาใหญ่กินปลาเล็ก ปรากฏการณ์เหล่านี้ทาให้เกิดการต้ังคาถามถึง
มาตรฐานทางจริยธรรมในการดาเนินธุรกิจ ทั้งท่ีกากับโดยรัฐและโดยกลุ่มทุนเองในทางปฏิบัติพบ
ปญั หาวา่ สงั คมไทยแทนท่จี ะกลา่ วถงึ จริยธรรมทางธุรกิจ เพ่ือยกระดับความรับผิดชอบของกลุ่มทุนต่อ
ลูกจ้าง ต่อลูกค้า ต่อสังคม และส่ิงแวดล้อม กลับมีการใช้คาว่าจริยธรรมทางธุรกิจเพื่อเป็นเคร่ืองมือ
จัดการฝ่ายตรงข้าม ซ่ึงผลคือทาให้จริยธรรมถูกลดค่าเป็นเพียงอาวุธท่ีไม่ได้มีเนื้อหา ปัญหานี้จึงต้อง
กลับมาพิจารณาจริยธรรมในฐานะหลักการว่าส่ิงใดถูกสิ่งใดผิด จริยธรรมทางธุรกิจจึงเป็นเรื่องของ
กระบวนการไมใ่ ชแ่ ค่เร่ืองของผลลพั ธ์หรือเคร่ืองมือ

สถาบนั ธรุ กิจเพื่อสงั คม (2555 : 14-15) กล่าววา่ ประเทศไทยมีการรณรงค์ส่งเสริมให้กิจการ
ทัง้ ภาคธรุ กิจ โดยเฉพาะบรษิ ัทมหาชนท่ีจดทะเบียนในตลาดหลักทรพั ย์แห่งประเทศไทย และกิจการท่ี
มใิ ชภ่ าคธุรกจิ ให้ประกอบกิจการดว้ ยความรับผดิ ชอบต่อสงั คมตามทิศทางสากลอย่างมีคุณธรรม เพ่ือ
สร้างคุณคา่ และประโยชนส์ ุขแกก่ จิ การ ผูม้ ีส่วนได้สว่ นเสีย สังคม ส่ิงแวดล้อม และประเทศชาติอย่าง

บทที่ 8 ปญั หาและแนวทางแก้ไขจรยิ ธรรมทางธุรกิจ 238

แท้จรงิ นอกจากการประยกุ ตใ์ ช้แนวคดิ ความรับผดิ ชอบต่อสังคมตามแนวสากลที่มีแล้ว ผู้ประกอบการ
ควรบูรณาการองค์ความรู้และภูมิปัญญาไทย เช่น ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หลักธรรมของ
ศาสนาตามความเช่ือถือ คุณลักษณะของคนไทย ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีและภูมิปัญญาท้องถ่ิน
อ่ืนๆ ประกอบด้วยเพื่อให้การดาเนินกิจการมีความเป็นอัตลักษณ์พิเศษเฉพาะของคนไทย คือ การ
ปลูกฝังพนกั งานใหม้ ีสานึกของจติ อาสาและจิตสาธารณะผ่านทางปรัชญา ค่านิยม และวัฒนธรรมของ
กิจการ ส่ิงเหล่านี้จะทาให้การดาเนินกิจการอย่างมีความรับผิดชอบต่อ สังคมกลายเป็นส่วนหน่ึงของ
การทางานและชีวิตประจาวันท่ีปฏิบัติจนเป็นนิสัยท่ีดีงาม เปรียบเสมือนกับเป็น ดีเอ็นเอของ
พนักงาน และกจิ การที่ส่งผลให้ความรับผิดชอบต่อสังคมย้อนกลับมาเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ผู้มีส่วน
ได้ส่วนเสีย สังคม และส่ิงแวดล้อมสูงสุด การดาเนินกิจการอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมตามวิถี
ไทย นอกจากจะสอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพของสังคมไทยแล้ว ยังจะช่วยปลูกจิตสานึกของ
มนุษย์ตั้งแต่ฐานรากอันจะเป็นผลดีต่อความย่ังยืนของประชาชน กิจการ สังคม ส่ิงแวดล้อม และ
ประเทศชาติโดยรวม การประกอบกิจการอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม สามารถนาแนวพระราช
ดาริของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ท่ีได้
พระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทยต้ังแต่ปี พ.ศ. 2517 มาประยุกต์ใช้อย่างเข้าใจและเข้าถึง เพื่อ
เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกิจการมากข้ึนเพราะปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจะทาให้กิจการ
เจริญเติบโตอย่างสมดุล ม่ันคง ยั่งยืน กล่าวคือ มีความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันต่อการ
เปล่ียนแปลงจากภายนอกและภายในทั้ง 4 ด้าน คือ เศรษฐกิจ สังคม ส่ิงแวดล้อม และ วัฒนธรรม
ส่งผลให้กิจการและพนักงานสามารถพึ่งพาตนเอง เป็นที่พึ่งให้แก่ผู้อื่น โดยมีการอยู่ร่วมกันอย่างมี
คณุ ธรรมและจริยธรรม มคี วามซ่ือสตั ย์สุจรติ อดทน ขยนั หมน่ั เพียร รวมถึงใช้ความรู้อย่างรอบคอบ มี
สติปญั ญาและแบ่งปนั

ไทยรัฐออนไลน์ (2557: 1) กล่าวว่าจากการประชุมวิชาการประเพณี 4 สถาบัน ครั้งที่ 17
ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และกองทัพเรือ หัว
ข้อความเป็นธรรมในสังคม : เพื่อการพัฒนาท่ีย่ังยืน ที่หอประชุมศรีบูรพา มธ.ท่าพระจันทร์ ศ.ดร.
สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าท้ัง 4 สถาบัน มีความเช่ียวชาญ
เฉพาะด้าน การร่วมมือกันจะช่วยทาให้เกิดมุมมองที่แตกต่างในการแก้ไขปัญหาของประเทศ
โดยเฉพาะเรอื่ งความเป็นธรรมในสังคมไทยซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เช่น ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ พบว่า
ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ การท่ีรัฐบาลจะออกกฎหมายภาษีมรดกและ

บทท่ี 8 ปญั หาและแนวทางแกไ้ ขจรยิ ธรรมทางธรุ กิจ 239

กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นเร่ืองท่ีดี รวมท้ังความเป็นธรรมทางการเมืองซ่ึงไม่ใช่เร่ืองง่าย
แต่หากสถาบันการศึกษาช่วยกันผลักดันทางานวิจัยเสนอทางออกก็จะทาให้เกิดขึ้นได้ โดย รศ.ดร.วริ
ยา ชินวรรโณ คณบดีคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ม.มหิดล นาเสนองานวิจัยเร่ืองความเป็น
ธรรมทางสงั คมกับปญั หาจรยิ ธรรมในวชิ าชพี ตอนหนึ่งว่า วิกฤติทางการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคม ไทยมา
ตลอด 10 ปี ที่ผ่านมา มีสาเหตุมาจากความเหลื่อมล้าทางสังคมและก่อให้เกิดปัญหาจริยธรรมใน
วิชาชีพสาคญั เช่น อาชพี การเมอื ง พบวา่ การเมอื งไทยตกตา่ ทางจริยธรรมมาก เกิดจากพฤติกรรมการ
ละเมิดจริยธรรมของนักการเมืองในรูปแบบต่างๆ เช่น การทุจริตคอร์รัปชัน การทาลายพรรคคู่ต่อสู้
การโยกย้ายข้าราชการที่มีแนวคิดตรงข้ามกับพรรคตน การซ้ือส่ือมวลชน การครอบงาองค์กรอิสระ
การขาดหลักนิติธรรมในการบริหารประเทศ การซ้ือสิทธ์ิขายเสียง การไม่รับผิดชอบเมื่อทาหน้าที่
ผิดพลาด ทางออกคือควรปฏิรูปโครงสร้างอานาจการเมือง โดยกระจายอานาจจากส่วนกลางสู่ชุมชน
ทอ้ งถ่ิน และการกาหนดบทลงโทษทางกฎหมายสาหรับผู้คอร์รัปช่ันอย่างหนัก รศ.ดร. วริยา กล่าวอีก
ว่า ปัญหาจรยิ ธรรมของวิชาชีพนกั ธุรกิจ พบว่า นักธุรกิจมีการให้สินบนหรือเงินใต้โต๊ะแก่เจ้าหน้าที่รัฐ
เพื่อใหป้ ระมลู งานได้ โดยปกตจิ า่ ยข้นั ต่าอยู่ที่ร้อยละ 25 หากไม่จา่ ยจะไม่ได้รับงานประมูลและบวกค่า
สนิ บนเขา้ ไปในราคาสนิ ค้าดว้ ย สว่ นปญั หาจรยิ ธรรมในวชิ าชีพกฎหมาย พบปัญหาผู้พิพากษากล่าวหา
และดาเนินคดีบุคคลโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เรียกรับทรัพย์สินจากคู่ความหรือเป็นสมาชิก
พรรคการเมือง ส่วนทนายใช้อุบายหลอกลวงลูกความหลงเข้าใจผิดคิดว่าจะชนะคดี ท้ังท่ีรู้ดีว่า
ลูกความจะแพ้คดี ส่วนอัยการพบปัญหารับทรัพย์สินของกานัล ไม่ให้บริการแก่ประชาชนด้วยความ
รวดเรว็ เปน็ ตน้

จินตนา บุญบงการ (2558 : 83-88) กล่าวถึง ปัญหาจริยธรรมในการปฏิบัติธุรกิจใน
ประเทศไทยโดยแบง่ เปน็ ประเด็นสาคญั ดังนี้

1. จริยธรรมท่ีมีต่อเศรษฐกิจ วิกฤติเศรษฐกิจท่ีเกิดข้ึนเมื่อ พ.ศ. 2540 แสดงถึงปัญหาทาง
จริยธรรมของธุรกจิ ในประเทศไทย ธรุ กิจเอกชนลงทุนเกินตัว เนื่องจากสามารถระดมทุนเข้ามาได้ง่าย
ไม่ว่าในรูปของการออกหุ้นกู้ประเภทต่างๆ การกู้ยืมเงินจากกิจการวิเทศธนกิจของสถาบันการเงินใน
ประเทศ สถาบันการเงินจานวนไม่น้อยปล่อยสินเชื่อโดยขาดหลักทรัพย์ค้าประกันที่ถูกต้องเหมาะสม
ธนาคารพาณิชย์หวังรายได้จานวนมหาศาลจากการปล่อยสินเช่ือผ่านกิจการวิเทศธนกิจให้แก่ธุรกิจ
เอกชนต่างๆ อยา่ งไม่ระมดั ระวัง ซ่งึ เปน็ การปฏบิ ัติงานทข่ี าดจรยิ ธรรม ทส่ี าคัญเม่ือการได้มาซ่ึงเงินทุน
เป็นไปอย่างง่ายดายและเป็นจานวนมาก มีนักลงทุนจานวนไม่น้อยที่ไปลงทุนในกิจการที่ไม่ก่อให้เกิด
ประโยชนอ์ ย่างเต็มที่ เช่น นาเอาไปซ้ือขายหลักทรัพย์ในตลาด หลักทรัพย์เพ่ือเก็งกาไร และไปกว้าน

บทที่ 8 ปญั หาและแนวทางแกไ้ ขจริยธรรมทางธุรกิจ 240

ซ้ือท่ีดินเพื่อเก็งกาไร มีการนาเงินไปลงทุนในกิจการอสังหาริมทรัพย์ เช่น อาคารชุด ศูนย์การค้า
อาคารสานักงาน สนามกอล์ฟ และสถานพักผ่อนต่างๆ เกินความต้องการของตลาด นอกจากนั้นการ
ควบคุมดแู ลการนาเงนิ กู้ไปใชไ้ ม่รัดกมุ เพียงพอ จนเป็นชอ่ งว่างทีท่ าให้นักธุรกิจเหล่านั้นนาเงินไปลงทุน
อยา่ งไม่รอบคอบ ขาดจรยิ ธรรมและมุ่งแต่กาไรสูงสุดในระยะส้ัน ไม่ได้คานึงถึงการสร้างความเข็มแข็ง
ให้แก่เศรษฐกิจในระดับมหภาคหรือผลกระทบต่อสังคม ต้นเหตุของปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจน่าจะอยู่ที่
การบริหารสถานบันการเงินซึ่งเป็นผู้ปล่อยเงินกู้ มีระบบการปล่อยเงินกู้ การตรวจสอบและการ
ควบคุมดูแลการใช้เงินกู้ท่ีไม่มีประสิทธิภาพ จึงถือได้ว่าผู้บริหารสถาบันทางการเงินและพนักงานขาด
จริยธรรมในการบริหาร ภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจเช่นน้ีทาให้ธุรกิจท่ีคนไทยเป็นเจ้าของและบริหาร
โดยตระกูลใหญ่ๆ ประสบกับความสูญเสียอย่างหนัก เช่น กลุ่มเตชะไพบูลย์ ต้องยอมให้รัฐบาลยึด
ธนาคารศรีนคร กลมุ่ โสภณพานชิ แมจ้ ะรกั ษาธนาคารกรงุ เทพไวไ้ ด้ แตต่ อ้ งปล่อยให้สถาบันการเงินใน
เครือเปล่ียนผู้บริหารหรือช่วยเหลือตัวเอง เช่นเดียวกับกรณีของตระกูลล่าซา ท่ีรักษาธนาคารกสิกร
ไทยได้ แต่ต้องปล่อยให้สถาบันการเงินในเครือ เช่น บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จากัด
ช่วยเหลือตัวเอง กลมุ่ เลยี วไพรัตนต์ ้องสญู เสียบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ไฟแนนซ์ และบริษัทกลุ่ม
พีทไี อ เป็นต้น

2. จริยธรรมต่อแรงงาน ในด้านน้ีเก่ียวข้องโดยตรงกับสิทธิมนุษยชนและเช่ือมโยงอย่าง
ใกล้ชิดกับจริยธรรมต่อเศรษฐกิจ เร่ืองสถานการณ์แรงงานกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเก่ียวพันกัน
อย่างแน่นแฟ้น ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศไทยมีผลกระทบต่อการจ้างงานอย่างมาก มีปัญหา
ด้านแรงงานตามมา เช่น การปลดพนักงานออกจากงานหรือการปิดกิจการอันทาให้เกิดการว่างงาน
แรงงานเดก็ และสตรีได้รับผลกระทบอย่างมาก แรงงานสตรีและเด็กซ่ึงส่วนใหญ่มีการศึกษาน้อย ไม่มี
ทักษะฝีมือ ขาดอานาจในการต่อรอง ทาให้กลุ่มน้ีเป็นกลุ่มแรกท่ีถูกเลิกจ้าง ประเทศไทยได้ถูกโจมตี
และวิจารณ์อยู่เสมอในที่ประชุมระหว่างประเทศเรื่องเกี่ยวกับแรงงานเด็ก ดังน้ันวิกฤติเศรษฐกิจ
เกิดขึ้นปัญหาน้ีจึงรุนแรงมากขึ้น และยังมีปัญหาแรงงานเถ่ือนคือแรงงานต่างด้าวท่ีเข้าเมืองโดยผิด
กฎหมาย แรงงานเหล่าน้ีเป็นที่สนใจของนายจ้างเนื่องจากเป็นแรงงานท่ีไม่มีอานาจต่อรองเลย
นายจ้างสามารถกดค่าแรงให้ต่ากว่าค่าจ้างขั้นต่าได้ และในเร่ืองสวัสดิการก็ไม่เป็นไปตามกฎหมาย
แรงงาน เป็นการเอารัดเอาเปรียบอย่างชัดเจนต่อแรงงานเหล่าน้ี นายจ้างถือว่าเมื่อเป็นแรงงานท่ีเข้า
เมืองโดยผิดกฎหมายจึงไม่ปฏิบัติต่อคนงานเหล่าน้ีตามกฎหมายแรงงานและไม่คานึงถึงจริยธรรม
เทา่ ใดนกั

บทท่ี 8 ปญั หาและแนวทางแกไ้ ขจรยิ ธรรมทางธุรกิจ 241

3. จริยธรรมท่มี ีต่อสิ่งแวดลอ้ ม แมว้ ่าเร่ืองสิ่งแวดล้อมได้มีการรณรงค์ให้ช่วยกันรักษาและให้
ความสนใจในปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาส่ิงแวดล้อมไม่ได้ลดลงไปแต่อย่างใด รัฐบาลได้
ประกาศใช้พระราช บัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ซ่ึงได้รับการ
คาดหวังสูงว่าจะช่วยดูแลส่งเสริมการรักษาส่ิงแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่ากฎหมายฉบับน้ี
มงุ่ เน้นการจัดการและแก้ไขปัญหามลพษิ เป็นส่วนใหญ่ เร่ืองของสิ่งแวดล้อมและสถานการณ์มลพิษยัง
เป็นปญั หาสาคัญสาหรับประเทศไทย รวมถึงปัญหาด้านขยะมูลฝอยและปัญหาฝุ่นละอองท่ีมีเพิ่มมาก
ข้นึ อย่างต่อเน่อื ง แสดงใหเ้ หน็ ว่าภาครฐั มเี จา้ หนา้ ทไี่ มเ่ พียงพอจะดูแลได้ท่ัวถึง โรงงานมักจะกาจัดของ
เสียท่ีปลายท่อมากกว่ากาจัดของเสียที่กระบวน การผลิต จึงควรนาเอาระบบภาษีเพื่อส่ิงแวดล้อมมา
ใช้เพ่ือใหผ้ กู้ อ่ มลพิษเปน็ ผจู้ า่ ย ภาคธุรกิจซง่ึ เคยสร้างมลพิษอย่างอิสระมาช้านานและเข้าใจว่าของเสีย
เป็นขยะท่ีสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ควรต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการกาจัดของเสีย
ดังกล่าว ดังนั้นการปล่อยของเสียหรือมลพิษโดยอาศัยความไม่มีประสิทธิภาพในการควบคุมของรัฐ
เป็นการแสดงถึงความไม่สนใจท่ีธุรกิจจะต้องรับผิดชอบต่อสังคมและมองเห็นว่าสังคมเป็นผู้มีส่วนได้
เสียที่สาคัญเป็นการทาธุรกิจที่ยังขาดจริยธรรม ถ้านักธุรกิจมีจริยธรรมบริหารกิจการของตนโดย
คานึงถึงความรบั ผิดชอบต่อสังคมแล้วการควบคุมโดยกฎหมายก็มคี วามจาเปน็ น้อย

สรุปได้ว่าปัญญาจริยธรรมในการปฏิบัติของธุรกิจในประเทศไทย มีสาเหตุที่สาคัญมาจาก
ความบกพรอ่ งทางกฎหมาย การขาดความรัดกมุ การขาดการเอาจรงิ ของกฎหมายที่จะนามาใช้ปฏิบัติ
อย่างเคร่งครัด ความตระหนักในความรับผิดชอบต่อสังคมของนักธุรกิจ การยอมรับในด้านจริยธรรม
ยงั มีน้อย โดยเฉพาะในส่วนของสิทธิมนุษยชน สิทธิของผู้ใช้แรงงานและการดูแลรักษาส่ิงแวดล้อม ถ้า
ทุกภาคส่วนท้ังภาครัฐและเอกชนให้ความร่วมมือกันในการนาแนวทางจริยธรรมมาใช้ในการบริหาร
จัดการอย่างเครง่ ครัด รวมถึงการนากฎหมายเข้ามาใช้อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ ปัญหาเหล่าน้ีก็
จะลดน้อยลงจนถึงข้ันหมดไปได้เช่นกัน และปัญหาการละเมิดจริยธรรมในองค์กร ส่วนใหญ่เกิดจาก
แนวคดิ ที่ผดิ พลาดของผบู้ รหิ ารในองคก์ รท่ีมีความเชื่อถือว่าจรยิ ธรรมและผลกาไรเป็นสงิ่ ทขี่ ัดแย้งกัน

8.5 ลักษณะของปัญหาด้านจรยิ ธรรมทางธรุ กิจ

8.5.1 ลักษณะการขาดจริยธรรมของธรุ กจิ ไทย
วรรณเพ็ญ มลู สวุ รรณ (2559 : 193-195 อา้ งถึง ประยูร จินดาประเสริฐ, 2539 : 6-7) กล่าวว่า
ลักษณะหรอื รปู แบบการขาดจริยธรรมของธรุ กิจไทย มดี ังตอ่ ไปนี้

บทที่ 8 ปญั หาและแนวทางแก้ไขจริยธรรมทางธรุ กิจ 242

1. การปลอมและปลอมปนส่งิ แปลกปลอมเพ่ือเพ่ิมนา้ หนกั ในสิ่งของหรือปนของคุณภาพไมด่ ี
2. การใช้สารเคมีกับพืชผักและผลไม้แล้วขายก่อนกาหนดระยะเวลาปลอดภัยของเกษตรกร
การใช้ สารเคมีแช่ของทะเล การผสมสารเร่งสารกระตุ้นลงในอาหารสัตว์ เช่น อาหารหมู ไก่ การใส่
สารเสพตดิ ลงในอาหาร เป็นต้น
3. การใช้แรงงานอย่างไร้มนุษยธรรม ให้ค่าจ้างต่า สวัสดิการไม่ดี ขาดสวัสดิภาพในการ
ทางาน การใส่ยาบ้าในน้าให้คนงานด่ืมเพ่ือจะได้ทางานได้นานขึ้น การจ่ายค่าแรงด้วยยาเสพติด ไม่มี
การจ้างคนขับรถสารองในการขบั รถทางไกล เป็นต้น
4. การโฆษณาคุณภาพของสินค้าหรือบริการเกินความเป็นจริง การโฆษณาย่ัวยุให้ผู้บริโภค
สนใจ ในสินค้าและเข้าใจว่าสินค้าน้ันราคาย่อมเยา โดยใช้ประโยชน์จากการให้ลูกค้า ไม่อ่านเง่ือนไข
รายละเอียดในการคดิ คา่ บรกิ ารหรอื คา่ ปรบั เชน่ ดอกเบีย้ สูงข้นึ
5. การไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับ กฎหมาย เช่น การท้ิงน้าเสียหรือกากของเสีย
อุตสาหกรรม การปล่อยควนั พิษ การทาลายทรพั ยากรธรรมชาติ
6. การป่นั หุ้น การแตง่ บญั ชีเพอ่ื หลอกลูกค้า
7. การโกงน้าหนกั ขนาด ปรมิ าณของสินคา้
8. การโกงภาษี การตัง้ บรษิ ัทโกงภาษี การบิดเบือนขอ้ มลู เพื่อเสยี ภาษนี อ้ ยลง
9. การหลอกลวงแรงงาน เช่น การต้ังบริษัท จัดหางานส่งคนงานไปต่างประเทศ เรียกร้อง
เงนิ จานวนมาก หลอกไปทางานผิดกฎหมาย ผดิ ศลี ธรรม ไม่รบั ผดิ ชอบตามสญั ญา
10.วิธกี ารสง่ เสรมิ การขายท่ขี าดความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น ส่งเสริมการขายท่ีให้ผู้บริโภค
ใช้โดยไม่จาเป็นก่อให้เกิดความฟุ้งเฟ้อนิยมวัตถุ ส่ือ การลงโฆษณาบางชิ้นส่งเสริมธุรกิจในแนวย่ัวยุ
กามรมย์ สง่ เสรมิ การเลน่ การพนนั เป็นตน้
อกั ษราภัค หงษข์ าว (2556 : 17-18) กลา่ วว่า ในการประกอบธรุ กจิ โดยทั่วไป ผู้ประกอบการ
ค้าต้อง เกย่ี วข้องอยู่กบั นายจ้าง ลกู จ้าง ลกู คา้ การบรหิ ารภายในองค์กร การบริหารการขาย การผลิต
การติดต่อกับระบบราชการ เช่น การเสียภาษี เป็นต้น ทาให้เกิดมีปัญหาทางจริยธรรมธุรกิจที่เป็น
ปัญหาท้าทายให้นักปรัชญาทางจริยศาสตร์ธุรกิจนามาช่วยกันพิจารณาถึงลักษณะและข้อยุติปัญหา
ตา่ งๆ ทางดา้ นจริยธรรมไวด้ งั นี้

บทที่ 8 ปัญหาและแนวทางแกไ้ ขจรยิ ธรรมทางธรุ กจิ 243

1. ปัญหาด้านความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ปัญหาน้ีเกิดข้ึนมากมายทั้งการ
คัดเลือกลูกจ้าง การทดลองงาน การให้ค่าจ้าง การกาหนดกฎเกณฑ์ ระเบียบวินัย และสวัสดิการของ
ลูกจ้าง

2. ปัญหากับลูกคา้ ในเรือ่ งการบรหิ ารหลกั การขายหรอื ดา้ นสญั ญาการซ้ือขาย
3. ปัญหาการบริหารภายในองค์กรต้ังแต่ระดับบนจนถึงระดับล่างในเร่ืองของการจัดสรร
ผลประโยชน์
4. ปญั หาการบริหารตลาดการผลติ ความขดั แยง้ ในผลประโยชน์
5. วงการธุรกิจ ตลาดหลักทรัพย์ การค้าเงินก็จะมีปัญหา คนวงในรู้ข้อมูลทาให้เกิดการ
ไดเ้ ปรียบเสียเปรียบ
6. ปญั หาเรอื่ งการหลกี เลย่ี งเสยี ภาษี ซ่ึงเปน็ ปญั หาใหญม่ ากทางจริยศาสตร์ธุรกิจในเรื่องของ
บริษัทขายกระดาษ คือ ขายเฉพาะใบเสร็จเพื่อให้บริษัทต่างๆ นามาลดกาไร ทาให้ดูเป็นการเพิ่ม
ค่าใช้จ่าย การขอภาษมี ูลคา่ เพ่มิ คืน ฯลฯ
7. ปัญหาจริยธรรมของวิศวกร ในโครงการก่อสร้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอาคารการ
ประกอบ การอุตสาหกรรมต่างๆ สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานทาให้เป็นภัยต่อผู้บริโภคหรือการควบคุมการ
กอ่ สรา้ งที่ผดิ มาตรฐาน เป็นต้น
8. ปัญหาความลบั ทางการคา้ สตู รต่างๆ ของการผลติ อาหารและยาต่างๆ
9. ปัญหาการละเมิดลิขสิทธ์ิส่วนบุคคล คือ คู่แข่งทางการค้า มีการดักฟังโทรศัพท์ทาให้
ทราบข้อมูลท่ีเป็นความลับ รวมไปถึงการใช้โทรทัศน์วงจรปิดดูการทางานของพนักงานกลายเป็นการ
ก้าวล้าความเป็นส่วนตัวของพนักงานไป ในเรื่องการดักฟังโทรศัพท์ตอนน้ีแพร่หลายมาก สามารถทา
ได้ง่าย โดยจะมีหน่วยงานเอกชนท่ีรับทาเรื่องนี้โดยเฉพาะ เหมือนเป็นสายลับทางธุรกิจเพื่อฉกฉวย
ความไดเ้ ปรียบด้านขอ้ มูลข่าวสาร
10. ปัญหาของการโฆษณาหลอกลวงผู้บริโภคให้คล้อยตาม โดยใช้หลักการโฆษณาจูงใจด้วย
ภาพแสง สี เสยี ง จนดูเกนิ ความจริง
11. ปัญหาการขาดความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เกิดข้ึนได้ทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาค
เกษตรกรรม กลมุ่ ธรุ กิจหลายกลมุ่ ท่ีทาธรุ กจิ ทท่ี าลายสง่ิ แวดล้อม ทงั้ โดยเจตนาและไม่เจตนา


Click to View FlipBook Version