บทที่ 2 แนวคดิ ทฤษฎี ด้านจรยิ ธรรม 40
ถูกต้องและหลีกเล่ียงการกระทาในส่ิงที่ผิด ในด้านจริยธรรมอะไรผิดอะไรถูกเป็นเร่ืองของวัฒนธรรม
แต่ในส่วนของกฎหมายมักมีการระบุท่ีชัดเจนว่าอะไรผิดอะไรถูก อย่างไรก็ตามเป็นที่ยอมรับกันว่า
ลาพังกฎหมายอย่างเดียวไม่พอเพียงในการควบคุมพฤติกรรมของบุคคลในสังคม แต่ต้องอาศัย
จริยธรรม มเี หตุผลหลายประการที่เหน็ ว่ากฎหมายอย่างเดยี วไม่เพยี งพอ คือ
1. ในวงการธุรกจิ กฎหมายไม่ไดใ้ ชบ้ ังคับกบั ทกุ กิจกรรมในทางธรุ กจิ เพราะไมไ่ ด้หมายความ
ว่าอะไรก็ตามท่ีผิดจริยธรรมต้องผิดกฎหมาย ความสัมพันธ์ในทางส่วนตัวหลายอย่างอาจไม่ถูกต้อง
ตามจริยธรรม แต่ไม่ผดิ กฎหมาย
2. การออกกฎหมายมีกระบวนการท่ียาวนานและซับซ้อน และเม่ือใช้บังคับเป็นกฎหมาย
แล้วยังอาจได้รับการทดสอบในศาลว่ากฎหมายน้ันจะใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด กฎหมายไม่
สามารถแก้ไขข้อขัดแย้งทางจริยธรรมได้ และจะใช้ไดใ้ นกรณที ีก่ ฎหมายระบุไวเ้ ท่านั้นหรือเป็นกรณีท่ีมี
ความชัดเจน ประเทศท่ีใช้ระบบประมวลกฎหมายจะแก้ไขข้อขัดแย้งทางจริยธรรมโดยกฎหมายได้
เฉพาะประเด็นที่ระบุไว้ในกฎหมายเท่านั้น เป็นไปไม่ได้ที่จะมีกฎหมายครอบคลุมหมดทุกเร่ือง
โดยเฉพาะในเรือ่ งที่เก่ียวกบั จริยธรรมหรอื ศีลธรรม
เมอ่ื เปรยี บเทยี บกนั พบว่า จริยธรรมมีความแตกตา่ งกบั กฎหมาย คือ จริยธรรมเป็นเคร่ืองมือ
ควบคมุ พฤติกรรมระดับสูงของมนุษย์และเป็นบทลงโทษทางสังคม (Social Sanction) ส่วนกฎหมาย
นั้นเป็นเคร่ืองมือท่ีควบคุมพฤติกรรมในระดับต่าของมนุษย์ มีบทลงโทษสาหรับผู้ฝ่าฝืนอย่างชัดเจน
การควบคุมพฤติกรรมในระดับต่าของมนุษย์เป็นการควบคุมพฤติกรรมข้ันต่าสุดท่ีสังคมยอมรับได้ ถ้า
ต่ากว่านน้ั สังคมจะไมย่ อมรับและถอื วา่ ผดิ กฎหมาย แตจ่ รยิ ธรรมหรอื ศีลธรรมมุ่งเน้นพฤติกรรมที่ดีงาม
สูงสุด ยิ่งสูงเท่าไหร่ยิ่งดี เช่น จะต้องการเพียงไม่ให้มีการฆ่ากันเท่านั้น แต่ต้องการให้มนุษย์มีความ
เมตตากรุณาและช่วยเหลือกัน ความแตกต่างอีกประการหนึ่ง คือ จริยธรรมจะเน้นการควบคุม
พฤติกรรมจากภายใน คือ การสร้างจิตสานึกว่าเป็นการกระทาที่ถูกที่ควร ส่วนกฎหมายเป็นการ
ควบคุมจากภายนอก คือ เน้นการลงโทษ อย่างไรก็ตามในกรณีของจรรยาบรรณแม้จะเน้นการสร้าง
จิตสานึก แต่มีบทลงโทษสาหรับผู้ท่ีไม่ปฏิบัติตาม สามารถสรุปเป็นตารางแสดงข้อแตกต่างระหว่าง
จริยธรรมกับกฎหมายไว้ดงั น้ี
บทท่ี 2 แนวคิด ทฤษฎี ดา้ นจรยิ ธรรม 41
ตารางท่ี 2.1 ข้อแตกต่างระหวา่ งจรยิ ธรรมกับกฎหมาย
จรยิ ธรรม กฎหมาย
1. เป็นเครื่องมือควบคุมพฤติกรรมระดับสูง ของ 1. เปน็ เครือ่ งมอื ควบคุมพฤตกิ รรมระดับต่า ของ
มนษุ ย์ มนษุ ย์
2. ไม่มีการลงโทษตามกฎหมายแต่ลงโทษโดย 2. มบี ทลงโทษทีช่ ดั เจน
สงั คม 3. เปน็ การควบคมุ พฤติกรรมจากภายนอก
3. เป็นการควบคุมพฤตกิ รรมจากภายใน 4. เปน็ ขอ้ บงั คบั จากรัฐทีเ่ ปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษร
4. เป็นข้อบังคับจากสังคมที่ไม่มีลายลักษณ์ 5. เป็นบทบัญญัติว่าด้วยต้องทาหรือต้องละเว้น
อักษร ไม่สามารถหลีกเล่ียงได้
5. เป็นเร่ืองจิตสานึกที่ทาเพราะเห็นว่าถูกต้อง
และภูมิใจทไ่ี ดท้ า
ดังนั้นจริยธรรมและกฎหมายจึงเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อควบคุมพฤติกรรมของบุคคลใน
สังคม มีความแตกต่างกัน คือ จริยธรรมเป็นเครื่องมือควบคุมพฤติกรรมบุคคลที่ไม่มีการลงโทษ ส่วน
กฎหมายเป็นเคร่ืองมือควบคุมพฤติกรรมบุคคลที่มีการลงโทษ ทั้งสองอย่างมีบทบาททางสังคมท่ี
ส่งเสริมและสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพราะกฎหมายไม่อาจบัญญัติข้อห้ามหรือกฎเกณฑ์ท่ีมนุษย์ต้อง
ประพฤติปฏิบัติได้อย่างครอบคลุมทุกกรณี จึงเป็นหน้าที่ของจริยธรรมที่ต้องวางหลักเกณฑ์ความดี
และความชั่ว ถูกและผิด ให้ปฏิบัติตามเพ่ือควบคุมพฤติกรรมภายในโดยเน้นการสร้างจิตสานึก
ตระหนักรูว้ า่ ส่งิ ใดควรทาหรอื ไมค่ วรทา แม้ไม่มีกฎหมายบญั ญตั ไิ ว้
2.3 แนวคดิ ตัวแบบสามเหลี่ยมจรยิ ธรรม (ethic triangle model)
ประโยชน์ ส่งกล่ิน (2561 : 62) อ้างถึงแนวคิดสวารา (Svara, 2015 : 82) ดังนี้ เน่ืองจาก
แนวคิดในเชิงปรัชญาของจริยธรรมในการบริหารรัฐกิจท้ังสามสานักท่ีได้มีการศึกษากันอยู่โดยท่ัวไป
แวดวงวิชาการ คือ แนวคิดท่ีเน้นกฎระเบียบ (Rule-Based Ethics) แนวคิดที่เน้นผลลัพธ์ (Result-
Based Ethics) และแนวคิดท่ีเน้นคุณธรรม (Virtue-Based Ethics) ซึ่งในแต่ละสานักต่างมุ่งเน้นให้
ความสาคัญกับเป้าหมายด้านอ่ืนๆ ทาให้แนวนโยบายต่างๆ ที่เกิดข้ึนมาเกิดการบิดเบ้ียวและนาไปสู่
การขาดจรยิ ธรรมในแง่มมุ ต่างๆ ดงั นัน้ สวารา จึงได้นาเสนอให้มีการรวมแนวคิดทั้ง 3 กลุ่มเข้าด้วยกัน
บทท่ี 2 แนวคดิ ทฤษฎี ด้านจริยธรรม 42
โดยไดช้ ้ใี ห้เห็นว่าแนวคดิ ของแตล่ ะวธิ ตี า่ งกเ็ ก่ียวข้อง และสนบั สนุนซ่งึ กนั และกัน และที่มากไปกว่าน้ัน
กค็ ือความรบั ผดิ ชอบที่มาจาก “หน้าที่” (Duty) ถือเปน็ จุดเนน้ หรอื ตัวกาหนดทิศทางต่อพันธกรณีทาง
จริยธรรมของผู้บริหารในภาครัฐ “หน้าที่” ของผู้บริหารหรือบุคลากรในภาครัฐก็คือ “ผลประโยชน์
สาธารณะ” (Public Interest) น้ันเอง ดังน้ันกรอบแนวคิดท่ีเกิดข้ึนก็คือการรวมเอาองค์ประกอบ
แนวคิดเชิงปรัชญาท้ัง 3 สานักเข้าด้วยกันในรูปของสามเหลี่ยม โดยมี “หน้าท่ี” (ผลประโยชน์
สาธารณะ) อยู่ตรงกลาง เกิดเป็นตัวแบบของการตัดสินใจเชิงจริยธรรมขึ้นมา ซึ่งมีองค์ประกอบอยู่ 4
ประการ มีการเช่ือมโยงซึ่งกันและกัน คือ มีผลประโยชน์สาธารณะอยู่ตรงกลางของสามเหลี่ยม และ
มลี ักษณะนิสยั (Character) ความยุตธิ รรม (Justice) และความดีสูงสุด (The Greatest Good) อยู่ที่
แต่ละมมุ ของสามเหล่ยี ม สวารา (Svara, 2015 : 82) ดงั รูปท่ี 2.1
หลักการ
ความยตุ ิธรรม/ความเป็นธรรม/ความเทา่ เทยี ม
หนา้ ท่ี
ผลประโยชน์
สาธารณะ
ความดสี งู สุด ลกั ษณะนิสัย
ผลลัพธ์ คณุ ธรรม/การสานกึ รู้
รปู ที่ 2.1 ตัวแบบสามเหลยี่ มจริยธรรม
ทีม่ า : วารสารการเมืองการปกครอง ปีท่ี 8 ฉบบั ท่ี 1 ประจาเดือนมกราคม-เมษายน พ.ศ. 2561
จากรูปที่ 2.1 ตัวแบบสามเหล่ียมจริยธรรมน้ีแสดงถึงแนวคิดที่ว่าผู้บริหารในภาครัฐควร
ดาเนินการตามหน้าที่ (Duty) ของคน เพ่ือสนับสนุนประโยชน์สาธารณะ โดยการถ่วงดุลระหว่างการ
ยึดถือคุณธรรม หลักการและผลลัพธ์ท่ีดีอย่างเหมาะสม การใช้ตัวแบบสามเหล่ียมจริยธรรมช่วย
ป้องกันปัญหาที่เกี่ยวกับการใช้วิธีการใดวิธีการหน่ึงเพียงลาพัง เนื่องจากการมุ่งเน้นเพียงวิธีการใด
วิธกี ารหน่ึงของการตดั สนิ ใจเชิงจริยธรรมจะไปสกัดก้ันวิธีการอน่ื ออกจากการพจิ ารณา ยกตวั อย่างเชน่
บทท่ี 2 แนวคดิ ทฤษฎี ดา้ นจรยิ ธรรม 43
1. มคี วามเป็นไปไดท้ ีก่ ารยึดถอื การตัดสินใจบนพืน้ ฐานของหลักการท่ีเข้มงวดและไม่ยืดหยุ่น
ไดร้ ับการชดเชยดว้ ยการพิจารณาถงึ ผลดีสูงสุดที่จะได้รับ และการพิจารณาเก่ียวกับคุณธรรมท่ีควรจะ
มใี นสถานการณ์น้นั ๆ
2. การยึดถือคุณธรรมแบบผิดๆ สามารถแก้ไขได้โดยการนาหลักการและผลท่ีจะเกิดข้ึนเข้า
มาพิจารณาร่วมด้วย
3. การยดึ ถือผลลพั ธ์ทีเ่ กิดขึ้น โดยไม่คานึงถึงวิธีการที่ใช้ สามารถจะตรวจสอบได้โดยการนา
หลกั การ และคุณธรรมของความเป็นมนุษยเ์ ข้ามาพจิ ารณาร่วมกนั สวารา (Svara, 2015 : 82)
องค์ประกอบของตัวแบบสามเหล่ียมจริยธรรมจะทาหน้าที่เสมือนเคร่ืองกรอง ซ่ึงเปิดเผยให้
เห็นถึงแง่มุมที่แตกต่างของทางเลือกเชิงจริยธรรม ที่จาเป็นจะต้องใช้ในแต่ละสถานการณ์ ตัวแบบ
สามเหล่ียมจริยธรรมนี้จะช่วยให้สามารถมองเห็นทางเลือกและการพิจารณาเชิงจริยธรรมของแต่ละ
วธิ ีการอยา่ งชดั เจน การใชท้ กุ วิธกี ารรว่ มกันจะช่วยป้องกันข้อบกพร่องของการใช้วิธีการใดวิธีการหน่ึง
โดยลาพัง นอกจากน้ีการใช้ทั้งสามวิธีร่วมก็ยังช่วยรักษาดุลของวิธีคิดที่แตกต่างเก่ียวกับประเด็นทาง
จริยธรรมได้อีกด้วย วิธีการที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรม เน้นการใช้ความรู้สึกและการไตร่ตรอง
วิธีการท่ีตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการ เน้นการใช้ เหตุผลและวิธีการท่ีตั้งอยู่บนพ้ืนฐานของผลลัพธ์
เน้นการวิเคราะห์ จุดอ่อนของแต่ละคนที่ยึดถือวิธีคิดเหล่าน้ีสามารถชดเชยได้โดยจุดแข็งของวิธีคิด
แบบอ่ืน สวารา (Svara, 2015 : 83)
สรปุ ได้ว่าตวั แบบสามเหลย่ี มจรยิ ธรรมจะช่วยในด้านการเรียนรู้และการตระหนักรู้ด้วยตัวเอง
ซึ่งจะส่งผลให้ตัวบุคลากรสามารถปฏิบัติการกิจได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ส่งผลให้บุคคลน้ันเป็นคนดี
ทาส่ิงที่ถูกต้อง และสิ่งท่ีทาน้ันจะก่อให้เกิดผลดีที่สุด เพราะการใช้ตัวแบบสามเหลี่ยมจริยธรรมน้ีจะ
สามารถช่วยให้มมุ มองของเรากว้างข้ึน สามารถมองเห็นทุกแงม่ ุมของการกระทาได้อยา่ งชัดเจน
2.4 ทฤษฎีภาวะผนู้ าการเปลี่ยนแปลง (Transformational leadership)
เบญจวรรณ ขนุ ดี (2557 : 30-32) กล่าววา่ ทฤษฎีภาวะผนู้ าแบบเปลี่ยนสภาพนี้ได้บ่งบอกถึง
กระบวน การเปล่ียนแปลงหรือการแปรสภาพในตัวบุคคล โดยผู้นาจะมุ่งเน้นการเปล่ียนแปลงเร่ือง
ค่านยิ มคุณธรรมมาตรฐานและการมองการณ์ไกลไปในอนาคต ผู้นาเปล่ียนแปลงจะให้ความสาคัญต่อ
การประเมินเพ่ือทราบถึงระดับแรงจูงใจของผู้ตาม แล้วพยายามหาแนวทางตอบสนองความต้องการ
และปฏิบัติต่อผู้ตามด้วยคุณค่าความเป็นมนุษย์ โดยสาระของทฤษฎีแล้วภาวะผู้นาแบบเปลี่ยนสภาพ
บทที่ 2 แนวคดิ ทฤษฎี ด้านจริยธรรม 44
จะกว้างขวางครอบคลุมแนวคิดของภาวะผู้นาโดยเสน่หา (Charismatic Leadership) ภาวะผู้นาเชิง
วิสัยทัศน์ (Visionary Leadership) รวมท้ังภาวะผู้นาเชิงวัฒนธรรม (Cultural Leadership) ด้วย
ภาวะผนู้ าแบบเปลย่ี นสภาพจึงเป็นทฤษฎีภาวะผู้นาที่สามารถใช้ในการอธิบายกระบวนการอิทธิพลได้
อย่างกว้างขวาง ต้ังแต่ระดับจุลภาคระหว่างผู้นากับผู้ตามเป็นรายบุคคลไปจนถึงระดับมหาภาค
ระหว่างผู้นากับบุคลากรทั่งองค์กร ตลอดจนท้ังระบบวัฒนธรรม แม้ว่าโดยบทบาทหลักของผู้นาแบบ
เปล่ยี นสภาพ คือ จะก่อใหเ้ กิดการเปลีย่ นแปลงต่างๆ ขนึ้ ในองค์กร แต่ตลอดเส้นทางของกระบวนการ
เปลี่ยนแปลงดังกล่าว ผู้นากับผู้ตามจะผูกพันต่อกันอย่างม่ันคง ทฤษฎีภาวะผู้นาแบบเปล่ียนสภาพ
ได้รับการยอมรับว่ามีความสอดคล้องกับสถานการณ์ของโลก ในยุคท่ีมีความเปล่ียนแปลงเกิดข้ึนอยู่
ตลอดเวลา ซ่ึงเบิร์น (Burns, 1978) เป็นบุคคลแรกที่นาเสนอมโนทัศน์เก่ียวกับภาวะผู้นาเปลี่ยน
สภาพในผลงานวจิ ัยเร่อื งผนู้ าทางการเมืองของตน โดยเบิร์นไดอ้ ธิบายภาวะผนู้ าเปลี่ยนสภาพว่า “เป็น
กระบวนการท่ีท้ังผู้นาและผู้ตามต่างช่วยยกระดับของคุณธรรมและแรงจูงใจของกันและกันให้สูงขึ้น ”
ผู้นาดงั กลา่ วจะหาวธิ กี ารยกระดบั จติ ใจของผ้ตู ามด้วยการดึงดูดความสนใจมาสู่อุดมการณ์และค่านิยม
ทางศีลธรรมท่ีดีงาม เช่น เสรีภาพ ความยุติธรรม ความเสมอภาค สันติภาพ และความมีมนุษยธรรม
เป็นตน้ และพ้นจากสิง่ ชวั่ ช้าทางอารมณ์ เช่น ความกลัว ความโลภ ความอิจฉาริษยาหรือความเกลียด
ชัง เป็นต้น ผู้ตามจะถูกยกระดับความคิดจาก “ทาพอแค่วันน้ี” ไปสู่ “ทาเพ่ือความดีงามท่ีดีกว่าของ
พร่งุ นี้” ตามแนวคิดของเบิร์น ใครก็ได้ในองค์กรจะอยู่ในตาแหน่งหรือในองค์กรแบบใดก็ตามสามารถ
แสดงพฤตกิ รรมภาวะผูน้ าเปลี่ยนสภาพได้ท้ังสิน้ โดยมอี ทิ ธิพลต่อเพื่อนร่วมงานต่อผู้บังคับบัญชา หรือ
ตอ่ ผู้อยูใ่ ตบ้ ังคับบญั ชาก็ได้ และท้งั สามารถเกดิ ขนึ้ ในชวี ติ ประจาวนั ของบุคคลท่วั ไปก็ได้
อรุณรุ่ง เอื้ออารีสุขสกุล และธีระวัฒน์ จันทึก (2559 : 850-851) กล่าวว่า ทฤษฎีภาวะผู้นา
การเปล่ยี นแปลงวา่ เริ่มจากเบริ ์น (Burn, 1987) ได้ให้ความเห็นว่าภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงเกิดจาก
ปฏิสัมพันธ์ของบุคคลท่ีมีความแตกต่างกันในด้านอานาจ ระดับแรงจูงใจและทักษะ ซ่ึงไปสู่จุดหมาย
ร่วมกัน บาส และอโวติโอ (Bass and Avotio, 1994) กล่าวว่า ภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงเป็น
กระบวนการที่ผู้นามอี ทิ ธิพลต่อผรู้ ว่ มงานและผูต้ าม โดยเปลย่ี นแปลงความพยายามของผู้ร่วมงานและ
ผู้ตามให้สูงข้ึนกว่าความพยายามท่ีคาดหวัง พัฒนาความสามารถของผู้ร่วมงานและผู้ตามไปสู่ระดับท่ี
สงู ข้ึนและศักยภาพมากข้ึน ทาให้เกิดการตระหนักรู้ในภารกิจและวิสัยทัศน์ของทีมและขององค์กร จูง
ใจให้ผ้รู ่วมงานและผ้ตู ามมองใหไ้ กลเกนิ กว่าความสนใจของพวกเขาไปสู่ประโยชน์ของกลุ่มองค์กรหรือ
บทท่ี 2 แนวคดิ ทฤษฎี ดา้ นจริยธรรม 45
สังคม ซ่ึงกระบวนการท่ีผู้นามีอิทธิพลต่อผู้ร่วมงานหรือผู้ตาม จะกระทาโดยผ่านองค์ประกอบ
พฤตกิ รรมเฉพาะ 4 ประการ หรอื ที่เรยี กวา่ “4l’s” (Four l’s) คอื
1. การมีอิทธิพลอยา่ งมีอุดมการณ์ (Idealized Influence หรือ Charisma Leadership : II
หรือ CL) หมายถงึ การท่ีผนู้ าประพฤติตนเปน็ แบบอย่างหรือเป็นโมเดลสาหรับผู้ตาม ผู้นาจะเป็นที่ยก
ยอ่ งเคารพนับถอื ศรัทธาไวว้ างใจ และทาใหผ้ ตู้ ามเกดิ ความภาคภมู ิใจเมื่อร่วมงานกับผู้ตามจะพยายาม
ประพฤติปฏิบัติเหมือนกับผู้นา ต้องการเลียนแบบผู้นาของเขา ส่ิงท่ีผู้นาต้องปฏิบัติเพ่ือบรรลุถึง
คุณลักษณะน้ี คือ ผู้นาจะต้องมีวิสัยทัศน์และสามารถถ่ายทอดไปยังผู้ตาม ผู้นาจะมีความสม่าเสมอ
มากกว่าการเอาแต่อารมณ์ สามารถควบคุมอารมณ์ได้ในสถานการณ์วิกฤติ ผู้นาเป็นผู้ที่ไว้ใจได้ว่าจะ
ทาในส่ิงที่ถูกต้อง ผู้นาจะเป็นผู้ที่มีศีลธรรมและมีจริยธรรมสูง ผู้นาจะหลีกเล่ียงท่ีจะใช้อานาจเพื่อ
ผลประโยชน์ส่วนตน แต่จะประพฤติตนเพ่ือให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อ่ืนและเพ่ือประโยชน์ของกลุ่มผู้นา
จะแสดงให้เห็นถึงความเฉลียวฉลาด ฟาเวียร์ (Flavia, et al., 2012 : 444) ความมีสมรรถภาพ ความ
ตั้งใจ การเช่ือมั่นในตนเอง ความแน่วแน่ในอุดมการณ์ ความเช่ือและค่านิยมของเขา ผู้นาจะเสริม
ความภาคภูมิใจ ความจงรักภักดีและความม่ันใจของผู้ตาม ทาให้ผู้ตามมีความเป็นพวกเดียวกันกับ
ผู้นา โดยอาศัยวิสัยทัศน์และการมีจุดประสงค์ร่วมกัน โมเฮ็น และโมฮัมมัด (Mohsen and
Mohammad, 2011 : 31-33) ผู้นาแสดงความม่ันใจช่วยสร้างความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน เพ่ือการ
บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ ผู้ตามจะเลียนแบบผู้นาและพฤติกรรมของผู้นาจากการสร้างความม่ันใจใน
ตนเอง ประสิทธิภาพและความเคารพในตนเอง ผู้นาการเปลี่ยนแปลงจึงรักษาอิทธิพลของตนในการ
บรรลเุ ปา้ หมายและปฏิบัตภิ าระหนา้ ทขี่ ององคก์ ร
2. การสร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration Motivation : IM) หมายถึง การที่ผู้นาประพฤติ
ปฏิบัติใน ทางจูงใจให้เกิดแรงบันดาลใจกับผู้ตาม โดยการสร้างแรงจูงใจภายใน การให้ความหมาย
และท้าทายในเร่ืองงานของผู้ตาม ผู้นาจะทาการกระตุ้นจิตวิญญาณของทีม (Team Spirit) ให้มี
ชีวิตชีวา มีการแสดงออกซ่ึงความกระตือรือร้น โดยการสร้างเจตคติท่ีดีและการคิดในแง่บวก ผู้นาจะ
ทาให้ผู้ตามสัมผัสกับภาพที่งดงามของอนาคต ผู้นาจะสร้างและส่ือความหวังท่ีผู้นาต้องการอย่าง
ชัดเจน ผ้นู าจะแสดงการอุทศิ ตัวหรือความผกู พันต่อเปา้ หมายและวิสยั ทัศน์รว่ มกัน ผู้นาจะแสดงความ
เชื่อมั่นและแสดงให้เห็นความตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้ ผู้นาจะช่วยให้ผู้ตาม
มองข้ามผลประโยชน์ของตนเพ่ือวิสัยทัศน์และภารกิจขององค์กร จอห์น และคณะ (John et al.,
2013 : 486) ผู้นาจะช่วยให้ผู้ตามพัฒนาความผูกพันของตนเองต่อเป้าหมายระยะยาว และบ่อยครั้ง
บทท่ี 2 แนวคดิ ทฤษฎี ดา้ นจริยธรรม 46
พบว่าการสร้างแรงบันดาลใจเกิดขึ้นผ่านการคานึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคลและการกระตุ้ นทาง
ปัญญา ช่วยใหผ้ ู้ตามจดั การกับอปุ สรรคของตนเองและเสริมความคิดสรา้ งสรรค์
3. การกระตุ้นทางปัญญา (Intellectual Stimulation : IS) หมายถึง การที่ผู้นามีการ
กระตุ้นผู้ตามใหต้ ระหนกั ถงึ ปัญหาตา่ งๆ ท่ีเกดิ ขนึ้ ในหน่วยงาน ทาให้ผู้ตามมีความต้องการหาแนวทาง
ใหม่ๆ มาแก้ปัญหา และการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ไบราสแนฟ (Birasnav, 2014: 1624) มี
ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีการต้ังสมมติฐาน การเปลี่ยนกรอง (Reframing) การมองปัญหาและการ
เผชิญกบั สถานการณ์เก่าๆ ดว้ ยวถิ ีทางใหมแ่ บบใหม่ๆ มีการจงู ใจและสนับสนุนความคิดริเร่ิมใหม่ๆ ใน
การพิจารณาปัญหาและการหาคาตอบของปัญหา มีการให้กาลังใจผู้ตามให้พยายามหาทางแก้ปัญหา
ด้วยวิธีใหม่ๆ ผู้นามีการกระตุ้นให้ผู้ตามแสดงความคิดและเหตุผล และไม่วิจารณ์ความคิดของผู้ตาม
แม้ว่ามันจะแตกต่างไปจากความคิดของผู้นา ผู้นาทาให้ผู้ตามรู้สึกว่าปัญหาท่ีเกิดข้ึนเป็นส่ิงที่ท้าทาย
และเป็นโอกาสท่ีดีทจี่ ะแกป้ ญั หาร่วมกนั โดยผนู้ าจะสรา้ งความเชอื่ ม่นั ให้ผตู้ ามวา่ ปัญหาทุกอย่างต้องมี
วิธีแกไ้ ขแมบ้ างปญั หาจะมีอุปสรรคมากมาย ผ้นู าจะพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถเอาชนะอุปสรรคทุกอย่าง
ได้ จากความร่วมมือร่วมใจในการแก้ปัญหาของผู้ร่วมงานทุกคน ผู้ตามจะได้รับการกระตุ้นให้ต้ัง
คาถามต่อคา่ นยิ มของตนเอง ความเชอื่ และประเพณี การกระตุ้นทางปัญญา เป็นส่วนท่ีสาคัญของการ
พฒั นาความ สามารถของผ้ตู ามในการท่ีจะตระหนักรู้ เขา้ ใจ และแก้ไขปัญหาดว้ ยตนเอง
4. การคานึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล (Individualized Consideration : IC) ผู้นาจะมี
ความ สัมพันธ์เก่ียวข้องกับบุบคลในฐานะเป็นผู้นา ให้การดูและเอาใจใส่ผู้ตามเป็นรายบุคคล และทา
ให้ผู้ตามรู้สึกมีคุณค่าและมีความสาคัญ ผู้นาจะเป็นโค้ช (Coach) และเป็นท่ีปรึกษา (Advisor) ของผู้
ตามแต่ละคนเพื่อการพัฒนา ผู้ตาม ผู้นาจะเอาใจใส่เป็นพิเศษในความต้องการของปัจเจกบุคคล เพื่อ
ความสัมฤทธิ์ผลและเติบโตของแต่ละคนผู้นาจะพัฒนาศักยภาพของผู้ตามและเพื่อนร่วมงานให้สูงข้ึน
นอกจากน้ีผู้นาจะมีการปฏิบัติต่อผู้ตามโดยการให้โอกาสในการเรียนรู้ส่ิงใหม่ๆ สร้างบรรยากาศของ
การให้การสนับสนุน เส่ียวฮัว และเจน (Xiao-Hua and Jane, 2012: 787) คานึงถึงความแตกต่าง
ระหว่างบุคคลในด้านความจาเป็นและความต้องการ การประพฤติของผู้นาแสดงให้เห็นว่าเข้าใจและ
ยอมรับความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล
2.4.1 คุณลกั ษณะของผู้นาการเปลีย่ นแปลง
อรรถวิท ช่ืนจิตต์ (2557 : 23-24) กล่าวถึงคุณลักษณะของผู้นาการเปลี่ยนแปลงของ
บาส (Bass and Avotio, 1994) ไวด้ งั น้ี
บทท่ี 2 แนวคิด ทฤษฎี ด้านจริยธรรม 47
1. เปน็ ผู้นาการเปล่ียนแปลง จะเปลย่ี นแปลงองค์กรทต่ี นเองรบั ผิดชอบไปสเู่ ปา้ หมายทด่ี ีกวา่
2. เป็นคนกล้าและเปิดเผย เป็นคนที่ต้องเสี่ยงแต่มีความสุขและมีจุดยืนของตนเอง กล้า
เผชิญกับความจรงิ กลา้ เปิดเผยความจรงิ
3. เช่อื มั่นในคนอน่ื ผนู้ าการเปลี่ยนแปลงไมใ่ ช่เผดจ็ การแตม่ อี านาจ และสนใจคนอ่ืนๆ มีการ
ทางานโดยมอบอานาจให้คนอืน่ ทาโดยเช่อื วา่ คนอนื่ ก็มีความสามารถ
4. ใช้คุณค่าเป็นแรงผลักดัน ผู้นาการเปลี่ยนแปลงน้ีจะช้ีนาให้ผู้ตามตระหนักถึงคุณค่าของ
เปา้ หมาย และสร้างแรงผลักดนั ในการปฏิบตั ิงานเพอื่ บรรลเุ ป้าหมายทม่ี ีคุณคา่
5. เป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต ผู้นาการเปลี่ยนแปลงนี้จะนึกถึงส่ิงท่ีตนเองเคยทาผิดพลาดใน
ฐานะที่เป็นบทเรียน และจะพยายามเรียนรสู้ ิง่ ใหม่ๆ เพือ่ พัฒนาตนเองตลอดเวลา
6. มีความสามารถท่ีจะเผชิญกับความสลับซับซ้อน ความคลุมเครือ และความไม่แน่นอน
ผู้นาการเปลย่ี นแปลงจะมีความสามารถในการเผชิญปัญหาที่เปล่ยี นแปลงอยู่เสมอ
7. เป็นผู้มองการณ์ไกล ผู้นาการเปลี่ยนแปลงจะมีความสามารถในการมองการณ์ไกล
สามารถที่จะนาความหวัง ความฝัน มาทาใหเ้ ปน็ ความจริงได้
สรุปไดว้ า่ ทฤษฎีภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลง เป็นกระบวนการท่ีผู้นาใช้อิทธิพลและอานาจท่ีมี
ของตนกระตุ้นช้ีนาให้บุคคล อ่ืนเกิดความเต็มใจแล้ ว กระตือรือร้น ท่ีจะปฏิบัติงานให้เป็นไปตาม
วัตถุประสงค์ขององค์กร หรือของกลุ่ม โดยผู้นาจะมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงเร่ืองค่านิยม คุณธรรม
มาตรฐาน และการมองการณ์ไกล ไปในอนาคต ผู้นาเปล่ียนแปลงจะให้ความสาคัญต่อการประเมิน
เพอ่ื ทราบถงึ ระดบั แรงจูงใจของผ้ตู าม แล้วพยายามหาแนวทางตอบสนองความต้องการและปฏิบัติต่อ
ผู้ตาม ด้วยคุณค่าความเป็นมนุษย์ด้วยหลักของจริยธรรมเป็นสาคัญซ่ึงจะส่งผลต่อการดาเนินธุรกิจ
อยา่ งย่ังยืนและมัน่ คง
2.5 ทฤษฎพี ฒั นาการทางจริยธรรมของเพยี เจต (Piaget)
อ้อมเดือน สดมณี และฐาศุกร์ จันประเสริฐ (2554 : 23) อ้างถึง เพียเจต (Piaget, 1997)
กล่าวว่า ในการ พัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของมนุษย์เกิดจากแรงจูงใจในการปฏิบัติตนสัมพันธ์กับ
สังคม การพัฒนาจริยธรรมจึงจาเป็นต้องมีการพิจารณาเหตุผลเชิงจริยธรรมและระดับสติปัญญาของ
แต่ละบุคคลที่มีวุฒิภาวะสูงข้ึน การรับรู้จริยธรรมได้พัฒนาขึ้นตามลาดับ โดยมีพัฒนาการระดับทาง
บทท่ี 2 แนวคดิ ทฤษฎี ดา้ นจรยิ ธรรม 48
สติปัญญาแบ่งออกเป็น 3 ขั้น และพัฒนาการคุณธรรมและจริยธรรมของมนุษย์สามารถแบ่งออกเป็น
3 ขัน้ ดังนี้
2.5.1 ระดับพัฒนาทางสตปิ ัญญา
1. ข้ันรับรู้จากประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว (Sensorimotor Operation)
อายุต้งั แต่แรกเกดิ จนถึง 2 ขวบ
2. ขั้นเริ่มคิดด้วยปัญญา (Pre-Operational Thinking) ขั้นเริ่มคิดด้วยรูปธรรม
(Early Concrete Operational Thinking) อายุประมาณ 2-7 ปี
3. ขั้นคิดค้นด้วยรูปธรรมในช่วงปลาย (Late Concrete Operational Thinking)
อายุ 7-11 ปี ถึงขั้นคิดตามแบบแผนของตรรกวิทยา (Formal Operational Thinking) อายุต้ังแต่
11 ปี ขน้ึ ไปถึง 15 ปี
2.5.2 ระดับพัฒนาทางจรยิ ธรรม
1. ขั้นก่อนจริยธรรม (ตั้งแต่แรกเกิดถึง 2 ขวบ) เป็นข้ันที่ยังไม่มีความสามารถใน
การรบั รู้ส่ิงแวดล้อมและระบบกฎเกณฑ์ได้ แตย่ ังมีความต้องการทางกายซึ่งต้องการการตอบสนองนั้น
การกระทาจะกระทาเพอ่ื สนองความตอ้ งการของตนเองโดยไมค่ านงึ ถึงผู้อนื่
2. ข้ันเช่ือฟังคาสั่ง (ระหว่างอายุ 2-8 ขวบ) เด็กจะสามารถรับสภาพแวดล้อมและ
บทบาทของตนเองตอ่ ผูอ้ ่นื รจู้ กั เกรงกลัวผใู้ หญ่ โดยเห็นว่าคาสั่งหรือกฎเกณฑ์เป็นส่ิงท่ีต้องปฏิบัติตาม
โดยไม่สนใจถงึ ผลท่จี ะตามมา
3. ขั้นยึดหลักแห่งตน (ระหว่างอายุ 8-10) ปี เด็กในวันน้ีจะมีพัฒนาการทางด้าน
สติปัญญาสูงขึ้น คลายความเกรงกลัวอานาจจากภายนอก สามารถใช้ความคิดอย่างมีเหตุผลและ
ประสบการณ์ ประกอบการตัดสินใจ สามารถประเมินความถกู ผิดโดยดจู ากเจตนาของผู้กระทาและต้ัง
กฎเกณฑข์ องตนเองได้
เพียเจตมีความเช่ือพ้ืนฐานเก่ียวกับสติปัญญาของมนุษย์ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีสมองจึง
สามารถเรียนรเู้ พื่อปรับตัวให้ดารงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมได้ เครน (Crain, 1985) ในด้านจริยธรรม
จะเห็นได้วา่ เพยี เจตมีแนวคดิ วา่ จริยธรรมของบคุ คลมีความสัมพันธ์กับความคิด และความเข้าใจของ
บุคคลน้ัน ซ่ึงมีการพัฒนาตามลาดับข้ันของความคิดความเข้าใจ เป็นผลจากการปรับระบบความคิด
หรือการปรับตัวดว้ ยการรบั ประสบการณ์ใหม่ ความสามารถในการทาความเข้าใจกฎเกณฑ์ และความ
ถกู ผดิ ของการกระทา ขึ้นอยู่กับวฒุ ภิ าวะทางสมองและสตปิ ัญญาของบคุ คลน้นั ๆ
บทท่ี 2 แนวคดิ ทฤษฎี ด้านจรยิ ธรรม 49
ดังน้นั เพียเจตจึงเช่อื วา่ การเรียนรู้ของมนุษย์เกิดจากการปรับตัวและการสร้างสมดุลระหว่าง
สตปิ ัญญากับสภาวะแวดล้อมที่จะทาให้มนุษย์ดารงชีวิตอยู่ พัฒนาการของมนุษย์มีความต่อเน่ืองและ
เจริญขึน้ ตามวฒุ ภิ าวะ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเด็กเล็กจะมองกฎเกณฑ์ว่าเป็นส่ิงจริงจังเปล่ียนแปลงไม่ได้ และ
มาจากอานาจภายนอก คือ พัฒนาการทางจริยธรรมของเด็กเล็กจะอยู่ในลักษณะผิดว่ากันไปตามส่ิงที่
สังเกตเห็นได้ โดยไม่ได้คานึกถึงเจตนาของผู้กระทา เพราะความคิดของเด็กมีลักษณะยึดตนเองเป็น
หลัก ทาให้ไม่สามารถมองเห็นหลายๆ สิ่งได้ในเวลาเดียวกัน เมื่อเด็กโตข้ึนอายุประมาณ 11-12 ปี
พัฒนาการทางจริยธรรมของเดก็ วัยนี้มีการเช่ือมโยงหาเหตุผล เด็กจะคานึงถึงเจตนาของผู้ทามากกว่า
สิ่งทีส่ ังเกตไดเ้ ฉพาะหนา้ นนั่ เอง
2.6 ทฤษฎพี ฒั นาการทางจริยธรรมของโคลเบิรก์ (Kohblerg)
ทฤษฎีพัฒนาการใช้เหตุผลเชิงจริยธรรม เป็นแนวทางความคิดที่มีต้นกาเนิดมาจากเพียเจต
(Piaget, 1896) และผู้ท่ีนาเอาแนวความคิดนี้มาพัฒนาอย่างกว้างขวางเป็นท่ียอมรับ คือ โคลเบิร์ก
(Kohlberg, 1964 : 392-405) ซึ่งเขาได้ทาการศึกษาบุคคลต่างเช้ือชาติและวัฒนธรรมทั้งในทวีป
ยุโรป เอเชีย และอเมริกา ผลการศึกษามนุษยชาติทาให้สามารถแบ่งระดับการพัฒนาการทางจิตใจ
และใชเ้ หตผุ ลไดอ้ ย่างชดั เจน
พรนิภา จันทร์น้อย (2559 : 46-49) กล่าวว่า โคลเบิร์ก (Kohlberg, 2000 : 159-161)
นักจิตวิทยาชาว อเมริกัน ได้ศึกษาทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของเพียเจต พบว่า พัฒนาการทาง
จรยิ ธรรมสามารถแบง่ ออกไดเ้ ปน็ 3 ระดับ 6 ข้ัน มคี วามสัมพนั ธ์ต่อเนอ่ื งกนั ดังนี้
ระดับที่ 1 ระดับก่อนกฎเกณฑ์ (Pre-Conventional Level) เด็กในระดับนี้จะตัดสินใจ
เลือกกระทาในสิ่งท่ีเป็นประโยชน์ต่อตนเองโดยไม่คานึงถึงผู้อ่ืน ในระดับนี้บุคคลจะขึ้นอยู่กับผู้มี
อานาจเหนอื ตน ระดบั น้ีเดก็ จะมีอายปุ ระมาณ 2-10 ขวบ แบ่งไดเ้ ปน็ 2 ข้ัน คอื
ขัน้ ที่ 1 ข้นั หลกั การหลบหลีกการถูกลงโทษ (The Punishment and Obedience
Orientation) เด็กจะปฏิบัติตามผูท้ อี่ านาจเหนือกว่าตนเพราะกลวั การถูกลงโทษ เช่น ไม่กล้าหนี้เรียน
เพราะกลัวครูตัดคะแนนเปน็ ต้น พบในเด็กอายุ 2-7 ขวบ
ขั้นท่ี 2 ข้ันหลักการแสวงหารางวัล (The Instrumental Relativist
Orientation) เด็กจะทาตามกฎเกณฑ์เพราะเห็นว่าเป็นเครื่องมือท่ีทาให้ได้สิ่งท่ีต้องการ โดยมุ่งการ
ตอบแทนทางกายและวัตถุมากกวา่ ในเรื่องของนามธรรม พบในเดก็ อายุ 7-10 ขวบ
บทท่ี 2 แนวคดิ ทฤษฎี ด้านจริยธรรม 50
ระดบั ที่ 2 ระดับตามกฎเกณฑ์ (Conventional Level) เดก็ ในระดับน้ีจะทาตามกฎเกณฑ์
ของกลมุ่ เพราะตอ้ งการเป็นที่ยอมรับจะเลียนแบบหรือคล้อยตามบุคคลในกลุ่ม เพื่อปรับตัวให้เข้ากับ
ความต้องการของสังคม โดยไม่คานึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นในขณะนั้น ระดับน้ีเด็กจะมีอายุประมาณ 10-
16 ปี แบ่งไดเ้ ป็น 2 ขนั้ คือ
ข้ันท่ี 3 ข้ันใช้หลักการทาตามท่ีผู้อื่นเห็นชอบ (The Enter Personal) เด็กจะ
กระทาในสิ่งท่ีตนคิดว่าคนอ่ืนจะเห็นด้วยและพอใจ เพ่ือการเป็นท่ียอมรับของเพื่อน โดยจะกระทาตา
กฎเกณฑ์ตา่ งๆ ของสังคมอยา่ งเครง่ ครดั พบในเดก็ อายุ 10-13 ปี
ข้ันท่ี 4 หลักการทาตามหน้าที่ของสังคม (The Law and Order Orientation)
ในระดับนี้บุคคลจะเข้าใจในกฎเกณฑ์บรรทัดฐานของสังคม ถือว่าตนมีหน้าที่ทาตามกฎเกณฑ์ต่างๆ
ของสงั คมอยา่ งเครง่ ครดั พบในเดก็ อายุ 13-16 ปี
ระดับที่ 3 ระดับเหนือกฎเกณฑ์ (Post Conventional Level) ในระดับนี้บุคคลจะตัดสิน
ข้อขัดแย้งต่างๆ ด้วยการพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบด้วยตนเองพิจารณาสิ่งต่างๆ อย่างลึกซึ้ง
และกวา้ งขวาง หลดุ พ้นจากกฎเกณฑข์ องสังคม แบง่ ไดเ้ ป็น 2 ขั้น คอื
ข้ันท่ี 5 ขั้นทาตามคาม่ันสัญญาหรือมีเหตุผลเคารพตนเอง (Social Contract
Legalistic Orientation) บคุ คลจะเห็นความสาคัญของชนหมู่มาก เคารพตนเอง เคารพมติที่มาจาก
การลงความเหน็ มีเหตุผลถอื ว่ากฎเกณฑต์ า่ งๆ เปลย่ี นแปลงไดโ้ ดยคานึงถงึ ประโยชน์ของส่วนรวมเป็น
ใหญ่ พบในผทู้ ม่ี อี ายุ 16 ปขี ้ึนไป ได้แก่ วัยรนุ่ ตอนปลายและผู้ใหญ่
ขั้นท่ี 6 ข้ันทาตามหลักอุดมคติสากล (The Universal Ethical Principle) บุคคล
จะสานกึ ถงึ คณุ ค่าของความถูกต้องโดยคานึงถึงเหตุผลอย่างกว้าง คานึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมและ
ปฏิบัติตามความถูกต้องน่ันอย่างไม่หว่ันไหว มีความละอายต่อการทาความช่ัว ทฤษฎีพัฒนาการทาง
จรยิ ธรรมของโคลเบริ ก์ เป็นการแสดงถงึ ระดับของคุณธรรมจริยธรรมกบั การแสดงพฤติกรรม
หลักการตัดสินใจทั้ง 6 ขั้นนี้ ครอบคลุมพัฒนาการของมนุษย์ต้ังแต่แรกเกิดจนกระท่ังพัฒนา
การถงึ ขีดสูงสดุ และมลี ักษณะเป็นสากล คือ บุคคลไม่ว่าจะอยู่ในประเทศใด เช้ือชาติใดวัฒนธรรมใดก็
มีแนวโน้มวา่ เจริญ โดยผา่ นกระบวนการเหล่านี้ตามลาดับขั้นจากข้ันต่าไปหาข้ันสูงโดยไม่ข้ามขั้นตอน
ใด เว้นแต่บุคคลอาจพัฒนาในอัตราท่ีเร็ว-ช้า แตกต่างกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าสติปัญญาของมนุษย์มี
ความสัมพันธ์กับพัฒนาการทางจริยธรรมอย่างมาก ถือเป็นส่วนสาคัญและเป็นส่ิงจาเป็นอย่างยิ่งต่อ
บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี ดา้ นจริยธรรม 51
พัฒนาการทางจริยธรรมซึ่งเกิดจากอิทธิพลร่วมกันระหว่างพัฒนาการทางสติปัญญากับประสบการณ์
ทางสงั คมท่ีมนษุ ย์ได้รับน่ันเอง
2.7 ทฤษฎตี น้ ไมจ้ รยิ ธรรม
ทฤษฎีต้นไม้จริยธรรมสาหรับคนไทย เป็นทฤษฎีทางจิตวิทยาทฤษฎีแรกของนักศึกษาไทยท่ี
สร้างขึ้น คือ ศาสตราจารย์ ดร.ดวงเดือน พันธุมนาวิน ผู้รวบรวมเขียนเป็นทฤษฎี โดยมีกรอบแนวคิด
ที่เป็นจดุ เด่นของทฤษฎีนี้ คือ ลักษณะพ้ืนฐานและองค์ประกอบทางจิตใจซึ่งจะนาไปสู่พฤติกรรมท่ีพึง
ปรารถนา เพื่อส่งเสริมให้บุคคลเป็นคนดีและคนเก่ง ได้ทาการศึกษาวิจัยถึงสาเหตุพฤติกรรมของคนดี
และเคนเก่ง โดยได้ทาการประมวลผลการวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับการศึกษา สาเหตุของพฤติกรรมต่างๆ
ของคนไทยท้ังเด็กและผู้ใหญ่ อายุต้ังแต่ 6-60 ปี ว่า พฤติกรรมเหล่านั้นมีสาเหตุทางจิตใจอะไรบ้าง
และได้นามาประยุกตเ์ ป็นทฤษฎีตน้ ไม้จริยธรรมสาหรับคนไทยขึน้
สานักงาน ก.พ. (2555 : 19-21) ไดก้ ลา่ ววา่ ในประเทศไทย ศ.ดร.ดวงเดอื น พันธุมนาวิน ได้
เสนอทฤษฎีที่อธิบายความเกี่ยวข้องระหว่างลักษณะทางจิตกับพฤติกรรมของบุคคลได้เป็นอย่างดี
ทฤษฎีดังกล่าวเหมาะสมอย่างย่ิงท่ีจะใช้กับคนไทยในสังคมไทย เพราะผู้สร้างทฤษฎีได้ใช้ความรู้
ประสบการณ์ผลงานวิจัยที่เป็นของตนเองและนักวิจัยอ่ืนที่ทากับคนไทยในสังคมอย่างกว้างขวางเป็น
ระยะเวลากวา่ 20 ปี โดยเสนอในชื่อทฤษฎีต้นไม้จริยธรรม โดยมีการนาเสนอเป็นคร้ังแรกเมื่อปี พ.ศ.
2526 และได้มีการพัฒนามาเป็นลาดับจนปัจจุบันเช่ือว่าเป็นทฤษฎีของไทยท่ีนาไปสู่การค้นคว้าวิจัย
และการประยุกต์ เพื่อพัฒนาบุคคลและสังคมได้เป็นอย่างดี ทฤษฎีต้นไม้จริยธรรมเป็นทฤษฎีที่เสนอ
จิตลักษณะ 8 ประการ ท่ีอาจเป็นสาเหตุของพฤติกรรมของคนดี เก่ง และมีสุข ของคนไทย ทฤษฎีนี้มี
พื้นฐานจากผลการวิจัย 12 เรื่อง และทฤษฎีนี้ได้รับการตรวจสอบและมีผลการวิจัยท่ีสนับสนุนมา
ตลอด จนกระทั่งปัจจบุ ันทฤษฎีนีถ้ กู นาเสนออยู่ในรูปของต้นไม้ใน 3 ส่วน ไดแ้ ก่
ส่วนแรก คือ ราก ประกอบด้วยรากหลัก 3 ราก แทนลักษณะพื้นฐานสาคัญ 3 ประการ
ไดแ้ ก่
1. สุขภาพจิต หมายถึง ความวิตกกังวล ต่ืนเต้น ไม่สบายใจของบุคคล อย่างเหมาะสมกับ
เหตกุ ารณ์
บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี ด้านจริยธรรม 52
2. ความเฉลียวฉลาด หรือสติปัญญา หมายถึง การรู้การคิดในขั้นรูปธรรมหลายด้าน และ
การคิดในข้ันนามธรรม ซึ่งมีพื้นฐานมาจากทฤษฎีพัฒนาการทางการรู้การคิดของ เพียเจต (Piaget,
1966 : 46-48)
3. ประสบการณ์ทางสังคม หมายถึง การรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ความเอื้ออาทร เห็นอก
เห็นใจ และสามารถคาดหรอื ทานายความร้สู กึ ของบุคคลอื่น
จิตลักษณะทั้ง 3 ประการน้ีจะเป็นจิตลักษณะพื้นฐานของจิตลักษณะ 5 ตัว บนลาต้น และ
เป็นจิตลักษณะพื้นฐานของพฤติกรรมของบุคคลในส่วนที่เป็นดอกและผลด้วย ดังน้ัน บุคคลจะต้องมี
จิตลักษณะทั้ง 3 ประการนี้ในปริมาณสูงเหมาะสมตามวัย จึงจะทาให้จิตลักษณะอีก 5 ตัวบนลาต้น
พัฒนาไดอ้ ยา่ งดี และมีพฤตกิ รรมที่นา่ ปรารถนามากด้วย
สว่ นท่สี อง คอื สว่ นที่เปน็ ลาตน้ ประกอบดว้ ยจติ ลักษณะ 5 ประการ ได้แก่
1. ทัศนคติ ค่านิยม และคุณธรรม ทัศนคติ หมายถึง การเห็นประโยชน์ โทษของสิ่งใดสิ่ง
หนงึ่ ความพอใจไม่พอใจต่อส่ิงน้ัน และความพร้อมท่ีจะมีพฤติกรรมต่อสิ่งนั้นซ่ึงสอดคล้องกับทัศนคติ
ในทฤษฎีของไอเซ่น และฟิชไบน์ (Ajzen & Fishbein, 1980 : 5-7) ส่วนคุณธรรม หมายถึง สิ่งท่ี
ส่วนรวมเห็นว่าดีงาม ส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับหลักทางศาสนา เช่น ความกตัญญู ความเสียสละ
ความซ่ือสัตย์ เป็นตน้ และค่านยิ ม หมายถงึ สิง่ ท่ีคนสว่ นใหญ่เหน็ ว่าสาคัญ เช่น ค่านิยมที่จะศึกษาต่อ
ในระดับสงู ค่านยิ มในการใชส้ ินคา้ ไทย ค่านยิ มในด้านการรกั ษาสขุ ภาพ เป็นต้น
2. เหตุผลเชิงจริยธรรม หมายถึง เจตนาของการกระทา ท่ีทาเพ่ือส่วนรวมมากว่าส่วนตัว
หรือพวกพอ้ ง ซึง่ มพี น้ื ฐานมาจากทฤษฎพี ฒั นาการทางเหตผุ ลเชงิ จรยิ ธรรมของโคลเบิร์ก (Kohlberg)
3. ลักษณะมุ่งอนาคตควบคุมตน หมายถึง ความสามารถในการคาดการณ์ไกลว่าสิ่งท่ี
กระทาลงไปในปัจจุบันจะส่งผลอย่างไร ในปริมาณเท่าใด ต่อใคร ตลอดจนความสามารถในการอด
เปรยี้ วไว้กินหวานได้
4. ความเช่ืออานาจในตน หมายถึง ความเช่ือว่าผลท่ีตนกาลังได้รับอยู่เกิดจากการกระทา
ของตนเอง มิใช่เกิดจากโชคเคราะห์ความบังเอิญหรือการควบคุมของคนอ่ืน เป็นความรู้สึกในการ
ทานายได้ ควบคมุ ได้ของบคุ คล ซ่ึงมีพ้ืนฐานมาจากทฤษฎีความเช่ืออานาจ (Locus of Control) ของ
โรเตอร์ (Roter, 1966 : 20-25)
บทท่ี 2 แนวคดิ ทฤษฎี ดา้ นจรยิ ธรรม 53
5. แรงจูงใจใฝส่ ัมฤทธิ์ หมายถงึ ความมานะพยายามในการฝ่าพันอุปสรรคในการทาส่ิงใดสิ่ง
หนึ่ง โดยไม่ย่อท้อ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากทฤษฎีแรงจูงใจของแม็คเคนแลน (McClelland, 1962 : 99-
112)
จิตลักษณะ 5 ประการนี้ เป็นสาเหตุพฤติกรรมท่ีน่าปรารถนาเปรียบเสมือนดอกและผลบน
ต้นไม้ นอกจากนี้ยังควรใช้จิตลักษณะท้ัง 5 ประการบนลาต้น ร่วมกับจิตลักษณะพ้ืนฐานที่ราก 3
ประการ ในการอธิบายทานายและพัฒนาพฤติกรรมของบุคคล ดังน้ันจึงอาจกล่าวได้ว่าการใช้จิต
ลักษณะเพียงตัวเดียวหรือน้อยตัวจะไม่ช่วยให้นักวิจัยและนักพัฒนาเ ข้าใจการกระทาของบุคคลได้
อย่างมน่ั ใจ
ส่วนท่ีสาม คอื ส่วนของดอกและผล เปน็ ส่วนของพฤตกิ รรมคนดแี ละคนเก่ง แสดงพฤติกรรม
การทาความดีละเว้นความช่ัวเป็นพฤติกรรมของคนดี และพฤติกรรมการทางานอย่างขยันขันแข็งเพื่อ
ส่วนรวมอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพซึ่งเป็นพฤตกิ รรมของคนเก่ง พฤติกรรมของคนดแี ละเก่งสามารถแบ่งเป็น
2 ส่วนดว้ ยกนั คอื
1. พฤติกรรมของคนดีประกอบด้วย 2 พฤตกิ รรมหลัก ไดแ้ ก่
1.1 พฤติกรรมไม่เบียดเบียนตนเอง เป็นพฤติกรรมของบุคคลที่ไม่เป็นการทาร้ายหรือ
ทาลายตนเอง เช่น พฤตกิ รรมการดแู ลสขุ ภาพของตนเอง พฤตกิ รรมการบริโภคส่ิงท่ีมีประโยชน์ ไม่ดื่ม
เหล้า ไม่สบู บุหรี่ ไม่ตดิ ยาเสพตดิ พฤติกรรมไมเ่ ล่นการพนัน เป็นต้น
1.2 พฤติกรรมไม่เบียดเบียนผู้อ่ืน เป็นพฤติกรรมของบุคคลที่ไม่ทาร้าย ทาลาย หรือทา
ให้ผู้อื่นเดือดร้อน เช่น การมีพฤติกรรมเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ก้าวร้าว การขับข่ีอย่างมีมารยาท การ
ซอ่ื สตั ย์ เปน็ ต้น
2. พฤตกิ รรมของคนดีและคนเก่ง ประกอบดว้ ย 2 พฤตกิ รรมหลัก ไดแ้ ก่
2.1 พฤตกิ รรมรบั ผิดชอบ เช่น พฤติกรรมการเรียน การทางาน พฤติกรรมอบรมเลี้ยงดู
เด็ก พฤติกรรมการปกครองของหัวหน้า พฤติกรรมรับผิดชอบต่อหน้าท่ี และพฤติกรรมเคารพ
กฎหมาย เป็นตน้
2.2 พฤติกรรมพัฒนา เช่น พฤติกรรมพัฒนาตนเอง เช่น พฤติกรรมใฝ่รู้ พฤติกรรมรัก
การอ่าน เป็นต้น พฤติกรรมพัฒนาผู้อ่ืน เช่น พฤติกรรมการสนับสนุนให้ผู้อ่ืนปลอดภัยในการทางาน
พฤติกรรมการเป็นกัลยาณมิตร พฤติกรรมเพื่อนช่วยเพ่ือนป้องกันโรคเอดส์ เป็นต้น และพฤติกรรม
การพัฒนาสังคม เชน่ พฤติกรรมอาสา เปน็ ต้น
บทท่ี 2 แนวคดิ ทฤษฎี ดา้ นจริยธรรม 54
ทฤษฎีต้นไม้จริยธรรมเป็นทฤษฎีทางจิตวิทยาทฤษฎีแรกของประเทศไทย เป็นการรวบรวม
เขียนเป็นทฤษฎีโดย ดวงเดือน พันธุมนาวิน โดยจุดเด่นของทฤษฎีคือลักษณะพ้ืนฐานและองค์
ประกอบทางจิตใจที่จะเป็นตัวนาไปสู่พฤติกรรมท่ีพึงปรารถนา เพ่ือส่งเสริมให้เป็นคนดีและคนเก่ง
ควบคู่กัน ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนท่ีหน่ึง ได้แก่ รากของต้นไม้ เป็นสิ่งที่แสดงถึงพฤติกรรมการ
ทางานอยา่ งขยนั ขนั แขง็ ซงึ่ ประกอบด้วยจติ ลักษณะ 3 ด้าน คือ ด้านสุขภาพจิต ด้านสติปัญญา และ
ด้านประสบการณ์ ทางสังคม ส่วนท่ีสองคือ ส่วนลาต้นของต้นไม้ เป็นการแสดงถึงพฤติกรรมการ
ทางานอย่างขยันขันแข็ง ประกอบ ด้วยจิตลักษณะ 5 ด้าน คือ ด้านทัศนคติ คุณธรรม และค่านิยม
ด้านเหตผุ ลเชิงจรยิ ธรรม ดา้ นมุ่งอนาคตและการควบคมุ ตนเอง ด้านความเช่อื อานาจในตน และด้าน
แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ และส่วนที่สาม ได้แก่ ดอกและผลไม้บนต้น ที่เป็นตัวแสดงถึงพฤติกรรมการทาดี
ละเว้นความชั่ว พฤติกรรมการทางานอย่างขยันขันแข็งเพื่อส่วนรวม ซ่ึงเป็นพฤติกรรมของพลเมืองดี
พฤตกิ รรมท่ีเอื้อเฟอ้ื ต่อการพฒั นาประเทศ
สรุป
จรยิ ธรรมองค์กรถือเป็นกฎเกณฑ์ความประพฤติและแนวทางการปฏิบัติต่อผู้ที่เก่ียวข้อง โดย
มพี ฤติกรรมการกระทาท่มี ีเหตผุ ล รจู้ ักไตร่ตรอง แยกแยะความดีความช่ัว ส่ิงท่ีถูกสิ่งที่ผิด ส่ิงที่ควรทา
และไม่ควรทา จริยธรรมและกฎหมายเป็นสิ่งท่ีมนุษย์สร้างข้ึนใช้ควบคุมพฤติกรรมของบุคคลในสังคม
และมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน คือ จริยธรรมเป็นเครื่องมือควบคุมพฤติกรรมบุคคลท่ีไม่มีการ
ลงโทษ ส่วนกฎหมายเป็นเคร่ืองมือควบคุมพฤติกรรมบุคคลที่มีการลงโทษ ตัวแบบสามเหลี่ยม
จริยธรรม ช่วยในด้านการเรียนรู้และทาความเข้าใจตนเอง เมื่อเกิดการเรียนรู้ก็จะส่งผลให้บุคคลนั้น
เป็นคนดีทาสิ่งทถี่ กู ตอ้ ง
ทฤษฎีภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลง เป็นกระบวนการท่ีผู้นาใช้อิทธิพลและอานาจท่ีมีของตน
กระตุ้นชี้นาให้บุคคลอ่ืนเกิดความเต็มใจแล้วกระตือรือร้นปฏิบัติงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ
องคก์ ร ทฤษฎีเพียเจต และโคลบริ ์ก มีความสอดคล้องกันโดยมีความเช่ือว่าจริยธรรมน้ันมีพัฒนาการ
ตามระดับวุฒิภาวะเช่นกัน เพราะจริยธรรมของมนุษย์เกิดจากกระบวนการทางปัญญา เมื่อมนุษย์มี
การเรียนรู้มากขึ้นโครงสร้างทางปัญญาเพิ่มพูนขึ้น จริยธรรมก็พัฒนาตามวุฒิภาวะ และทฤษฎีต้นไม้
จริยธรรมเป็นทฤษฎีทางจิตวิทยาทฤษฎีแรกของประเทศไทย จุดเด่นของทฤษฎี คือ ลักษณะพื้นฐาน
บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี ด้านจริยธรรม 55
และองค์ประกอบทางจิตใจท่ีจะเป็นตัวนาไปสู่พฤติกรรมท่ีพึงปรารถนา เพ่ือส่งเสริมให้เป็นคนดีและ
คนเก่งควบคูก่ ัน
กรณีศกึ ษา
ตวั อยา่ งกฎหมายกบั จริยธรรม
กรณีศึกษาส่ิงท่ีถูกต้องตามกฎหมายหรือท่ีกฎหมายเอาโทษไม่ได้ แต่มีปัญหาเร่ืองจริยธรรม
และศีลธรรม ดังตัวอย่างนี้ ให้นักศึกษาอ่านทาความเข้าใจและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาถาม
เหลา่ นใ้ี ห้ถกู ตอ้ งตามหลักของจริยธรรม ลิขติ ธรี เวคนิ (2553 : ออนไลน์)
1. ครูบาอาจารย์ซึ่งนอกจากเป็นผู้สอนวิชาความรู้แล้ว ต้องเป็นตัวอย่างของผู้ซ่ึงผดุงไว้ซึ่ง
ศีลธรรมและจริยธรรม มีสิทธิตามกฎหมายท่ีจะลงทุนเพื่อเปิดดาเนินธุรกิจอาบอบนวด โดยต้ังบริษัท
จากัดถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คาถามก็คือ ครูบาอาจารย์เหล่าน้ันทาสิ่งท่ี
ถูกต้องหรือไม่ในแง่ศีลธรรมส่วนตัว (Morality) และจริยธรรมแห่งวิชาชีพ (Professional Ethic)
หรอื ไม่อย่างไร
2. นายแพทย์ซึ่งตรวจช่องคลอดของคนไข้เมื่อคนไข้ข้ึนขาหยั่ง แต่แสดงสีหน้าบ่งบอกไป
ในทางความรู้สึกทางเพศ ไม่ใช่สีหน้าของผู้มีอาชีพแพทย์ ไม่ผิดกฎหมาย คาถามคือ แพทย์ผู้น้ัน
สมควรที่จะรักษาคนไข้ต่อไปหรือไม่ และสมควรที่จะได้รับความไว้วางใจจากคนไข้ต่อไปหรือไม่ ทั้งๆ
ทไ่ี มไ่ ดท้ าผิดกฎหมายอะไร
3. นักธุรกิจท่ีฉกฉวยประโยชน์ในขณะที่สินค้าขาดแคลน ขายสินค้าในราคาท่ีสูงกว่าปกติ
เน่ืองจากสินค้าดังกล่าวมิได้มีการควบคุมตามกฎหมาย เป็นการฉกฉวยหาประโยชน์ค้ากาไรเกินควร
(Profiteering) แทนท่ีจะเปน็ การทากาไร (Profit Making) ตามปกติ แม้จะไม่ผิดกฎหมายแต่นักธุรกิจ
ผูน้ ั้นจะตอบได้หรอื ไม่ว่าเขาคือคนทเ่ี อื้ออาทรต่อเพ่อื นร่วมชาติหรือเปน็ พลเมืองดีของโลก
4. ผู้ปล่อยเงินกู้ที่เรียกดอกเบี้ยนอกระบบ โดยกฎหมายไม่สามารถจะเอาเร่ืองได้ เพราะมี
วธิ ีการทแี่ ยบยลหรอื นักธุรกจิ ที่กเู้ งินจากธนาคารแล้วล้มบนฟูก โดยกฎหมายเอ้ือมไม่ถึง บุคคลเหล่าน้ี
ไม่ได้ทาผิดกฎหมายเพราะกฎหมายเอาเร่ืองไมไ่ ด้ คาถามกค็ ือทาผิดศีลธรรมและจรยิ ธรรมหรอื ไม่
5. ผู้ดารงตาแหน่งบริหารระดับสูงในภาครัฐหาประโยชน์จากการให้บริษัทของตนได้ขาย
สินค้าให้กับต่างชาติ ซึ่งกู้เงินจากประเทศท่ีตนเป็นผู้บริหารอยู่ โดยลดดอกเบี้ยธนาคารของรัฐให้เป็น
บทท่ี 2 แนวคดิ ทฤษฎี ดา้ นจริยธรรม 56
พิเศษ และเงนิ ดอกเบย้ี ท่ีลดใหน้ ้นั มาจากภาษอี ากรของประชาชน ผลประโยชน์ทับซ้อนเช่นน้ีแม้จะไม่
ผิดกฎหมาย แต่ถกู ตอ้ งหรอื ไม่ทงั้ ในแงศ่ ีลธรรมและจริยธรรมของผู้บรหิ าร
6. การนาคนท่ีขาดความรู้ ขาดจริยธรรม เข้ามาดูแลบริหารบ้านเมือง การเอ้ืออานวย
ประโยชน์ต่อญาติโดยใช้ประโยชน์จากกฎหมายท่ีมีกระบวนการออกฎหมายที่ขัดต่อหลักจริยธรรม ขัด
ต่อหลักนิติธรรม หากแต่เป็น (The Rule by Law) เป็นส่ิงท่ีถูกต้องหรือไม่ เป็นส่ิงท่ีสอดคล้องกับ
จริยธรรมแห่งวชิ าชีพหรือไม่
ตวั อยา่ งการนาทฤษฎีภาวะผู้นาการเปลย่ี นแปลง
อรุณรุ่ง เอื้ออารีสุขสกุล และ ธีระวัฒน์ จันทึก (2559 : 854-856) องค์กรที่ประสบ
ความสาเร็จทน่ี าแนวคดิ ภาวะผู้นาการเปล่ยี นแปลงมาปรบั ใชใ้ นองค์กร
กรณศี ึกษาที่ 1 บริษทั เครอื่ งด่ืมไทย จากดั (มหาชน)
การแข่งขันในอุตสาหกรรมเคร่ืองด่ืมอยู่ในระดับที่สูงมากมาพร้อมกับการเปล่ียนแปลงใน
พฤติกรรมของผู้บริโภคท่ีเน้นเร่ืองการดูแลสุขภาพ บริษัทสามารถดาเนินธุรกิจได้ประสบความสาเร็จ
ยอดขายเพ่ิมขึ้นจากมูลค่า 900 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2546 เป็น 15,405 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2557
เป็นการเติบโตอย่างกา้ วกระโดดในช่วงประมาณ 10 ปที ่ีผ่านมา และสามารถตอบสนองความต้องการ
ของผ้บู รโิ ภคโดยนาเสนอเครอื่ งด่ืมท่มี จี ุดเด่น และเป็นผู้นาลาดับแรกในตลาดเครื่องดื่มท่ีมีคุณค่า โดย
ยึดหลักการนาเสนอเครื่องด่ืมที่รักและเติบโตไปสังคมท่ีดีและสร้างความผาสุกให้กั บองค์กร
ความสาเรจ็ ดังกลา่ วเกิดจากภาวะผูน้ าของผ้บู รหิ าร
ประการแรก คือ ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ และมองวิกฤติเป็นโอกาส ความเข้าใจในการ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและแนวโน้มในการดูแลสุขภาพ นาองค์กรสู่ความสาเร็จของโจเชน
(Jochen et al., 2011 : 903)
ประการทสี่ อง คือ ผบู้ รหิ ารมจี ริยธรรมสงู ในการดาเนินธุรกิจ รวมถึงการแบ่งปันสู่สังคม ผู้นา
ใหค้ วาม สาคญั กับการก่อต้ังมูลนธิ เิ พ่ือพัฒนาการศึกษาและสงิ่ แวดลอ้ มใหก้ บั สังคม ด้วยวิธีดังกล่าวจะ
ทาให้มูลนิธิ มีกองทุนหมุนเวียนตลอดไปและอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาการบริจาคเหมือนกับ
มูลนิธิอ่ืนๆ นาไปสู่การวางแผนโครงการระยะยาว เพราะภารกิจแรกเร่ิม คือ การให้โอกาสทางการ
ศึกษาแก่เยาวชน เพื่อต่อยอดไปสู่การพัฒนาสังคมที่ดีขึ้น จนท้ายที่สุด คือ การอยู่ร่วมกันระหว่าง
บทท่ี 2 แนวคิด ทฤษฎี ด้านจรยิ ธรรม 57
สังคมและส่ิงแวดล้อมท่สี มดลุ ซ่ึงเป้าหมายระยะยาว คือเป็นการให้ “ความสุข” และ “รอยยิ้ม” ของ
ผู้ที่ได้รับ ผู้นาที่มีจริยธรรมส่งผลให้องค์กรยึดถือหลักปฏิบัติที่มีคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อ
องค์กรและสงั คมของไวชวั ร์ (Weichun et al., 2011 : 803)
ประการท่ีสาม คือ ผู้นาให้ความสาคัญกับการสร้างทีมการบริหารของมินลิง (Min-Ling et
al., 2015 : 304) รวมถึงความร่วมมือกันนาไปสู่ผลสาเร็จของทีม บริษัทเครื่องดื่มแห่งนี้มีการทางาน
ร่วมกันอย่างครอบครัว โดยให้สิทธ์ิพนักงานในการสร้างสรรค์ แนะนาความคิดใหม่ๆ ในการพัฒนา
ศักยภาพของตนเอง รวมถงึ การมี ส่วนร่วมในการวางแผน การจัดการในสายงานของตน เพ่ือสร้าง
ความรู้สึกเป็นสว่ นหน่ึงของบริษัทร่วมกัน
ประการท่ีสี่ คือ ผู้นาเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจของบาสและอโวลิโอ (Bass and Avolio,
1994 : 2-6) มีความต้ังใจ ทัศนคติที่ดีอย่างต่อเนื่อง และมีความเช่ือม่ันในเป้าหมายและความสาเร็จ
จากแบบอย่างที่ดีของภาวะผู้นาข้างต้นส่งผลให้ธุรกิจเติบโตอย่างต่อเน่ืองท่ามกลางความท้าทายและ
การแขง่ ขนั
กรณีศึกษาท่ี 2 บริษทั อสังหารมิ ทรัพยไ์ ทย จากดั (มหาชน)
ปี พ.ศ. 2557 บริษัทก่อสร้างไทย จากัด (มหาชน) เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสาคัญ ซึ่งได้
เปลี่ยนช่ือเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทย จากัด (มหาชน) เกิดจากแผนการรวมธุรกิจบริษัท โดยรับ
โอนกจิ การทั้งหมดจากกลุ่ม บริษัท ก่อสร้างไทย จากัด (มหาชน) ภายหลังจากการรวมธุรกิจดังกล่าว
คณะกรรมการชุดใหม่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามาเพ่ือประสานงานต่อจากคณะกรรมการชุดเดิม รวมถึง
การแต่งตั้งผู้นาบริษัท มีนโยบายการดาเนินงานของธุรกิจเชิงรุก ประกอบกับเป้าหมายที่จะเติบโต
แบบก้าวกระโดดและก้าวขึ้นเป็นผู้นาในด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ
ไทย
ประการแรก ผู้นาเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ของจอห์น (John et al., 2013 : 486) และแผนธุรกิจท่ีมี
ความชัดเจน คือ การขยายธุรกิจไปสู่การเป็นผู้พัฒนา ลงทุน และบริหารอสังหาริมทรัพย์ทุกรูปแบบ
ภายในระยะเวลา 5 ปี
ประการท่ีสอง การวางรากฐานท่ีม่ันคงเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของนิโคลัส (Nicolas et
al., 2015 : 2339) ภารกิจหลักซึ่งต้องดาเนินควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจคือ การสร้างความพร้อม
ให้กับองค์กรท้ังในเร่ืองของโครงสร้างพื้นฐาน กระบวนการทางานที่มีประสิทธิภาพ ระบบควบคุม
บทท่ี 2 แนวคิด ทฤษฎี ดา้ นจริยธรรม 58
ภายในและการบริหารความเสี่ยงที่เพียงพอเหมาะสม การสรรหาบุคลากรท่ีมีคุณภาพ รวมไปถึงการ
ปลูกฝังค่านิยมของการทางานภายใต้หลักธรรมาภิบาล ภารกิจท่ีได้ดาเนินการแล้วเสร็จในปีที่ผ่านมา
คือ การยกระดับระบบควบคุมภายในของบริษัทให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกับบริษัทช้ันนาในตลาด
หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงการพัฒนาระบบสารสนเทศด้านการบริหารจัดการหรือ
(Enterprise Resource Planning : ERP) และการนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากร
บุคคลหรอื (Human Resource Information System : HRIS) เขา้ มาปรบั ใชใ้ นองค์กร
ประการที่สาม ผู้นามีความมุ่งมั่นในการสร้างจุดแข็งในการดาเนินธุรกิจ จากการที่เป็นกลุ่ม
ธุรกิจขนาดใหญ่ท่ีมีธุรกิจที่หลากหลาย มีช่ือเสียงเป็นที่รู้จักมายาวนานกว่า 80 ปี และมีเครือข่าย
ธุรกิจจาหน่ายครอบคลุมท้ังในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อบริษัทในหลายๆ ด้าน ท้ังในเร่ือง
ของช่องทางการจัดหาที่ดิน การลงทุนและการร่วมทุน รวมถึงการร่วมมือในการทาการตลาด (Co-
Marketing) และการสรา้ งแบรนด์ จากความสัมพันธ์ทางธุรกิจดังกล่าว และตระหนักถึงความโปร่งใส
ในการทารายการระหว่างกันท่ีจะต้องไม่ก่อให้ เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ผู้นาต้องเป็น
ผู้สนับสนุนและผลักดันให้เกิดการสร้างเครือข่ายธุรกิจเพ่ือให้การดาเนินกิจกรรมทางธุรกิจประสบ
ความสาเรจ็ ของมารค์ และปีเตอร์ (Marc and Peter, 2015 : 791)
ประการท่ีสี่ การสื่อสารกับพนักงานทุกระดับต้องมีความชัดเจน รับฟังความคิดเห็น และ
ช้ีแจงการเปล่ียนแปลงต่อผู้ร่วมทุนท่ีเกิดขึ้น และการสื่อสารวิสัยทัศน์ของนิโคลและลีออน (Nicole
and Leon, 2004 : 602) รวมถึงทิศทางในการดาเนินธุรกิจใหม่ท่ีมีความชัดเจน และให้ความสาคัญ
กับพนักงานทุกระดับในการร่วมมือร่วมใจทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ รวมถึงส่งเสริม
และใหร้ างวัลพนกั งานทีเ่ ปน็ ส่วนสาคัญที่ผลักดันให้บริษัทก้าวพ้นอุปสรรค และสามารถปฏิบัติภารกิจ
สาคัญให้ลุล่วงไปด้วยดี รวมถึงให้ความเชื่อม่ันว่าการปรับโครงสร้างทางธุรกิจดังกล่าวอาจส่งผล
กระทบตอ่ ผลประกอบการของบริษทั ฯ ในระยะสน้ั แต่จะยงั ผลดที ี่สดต่อบริษัทฯ ในระยะยาว
คาถามทา้ ยบท
1. ความแตกตา่ งระหวา่ งจริยธรรมกบั กฎหมาย คอื อะไร
2. อธบิ ายความหมายของตัวแบบสามเหลีย่ มจรยิ ธรรม ใหเ้ ขา้ ใจพอสังเขป
3. ทฤษฎีต้นไม้จริยธรรม แบ่งออกเปน็ ก่สี ่วน มีอะไรบา้ ง ใหอ้ ธิบายให้เขา้ ใจพอสงั เขป
บทท่ี 2 แนวคิด ทฤษฎี ดา้ นจริยธรรม 59
เอกสารอ้างอิง
จินตนา บุญบงการ. (2558). จริยธรรมทางธุรกิจ. พิมพ์ครั้งท่ี 16. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์แห่ง
จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.
เบญจวรรณ ขุนดี. (2557). ภาวะผู้นาท่ีส่งผลต่อคุณภาพการปฏิบัติงานของพนักงานใน
อุตสาหกรรมอาหารจานด่วนที่ได้รับแฟรนไชส์ จังหวัดปทุมธานี. ปริญญาบริหารธุรกิจ
มหาบณั ฑิต, คณะบรหิ ารธุรกจิ , มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธัญบุรี.
ประโยชน์ สง่ กล่นิ . (2561). จรยิ ธรรมในการบริหารรฐั กิจ: ตัวแบบการตัดสนิ ใจเชิงจริยธรรม. วารสาร
การเมอื งการปกครอง. ปที ี่ 8 ฉบบั ท่ี 1 ประจาเดือนมกราคม-เมษายน 2561.
พรนิภา จันทร์น้อย. (2559). แนวทางการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักศึกษา
สถาบันอุดมศึกษาเอกชนในจังหวัดเชียงใหม่. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น.
ปีท่ี 10 ฉบบั ท่ี 4 ตลุ าคม 2559–ธนั วาคม 2559.
ลิขิต ธีรเวคนิ (2553). กฎหมายและจรยิ ธรรม. แหล่งสืบค้นข้อมูล https://mgronline.com/daily/
detail/9490000098579. สืบค้นวันท่ี 11 มนี าคม 2562
วฒุ ชิ ัย อารกั ษ์โพชฌงค์ และลกั ขิกา วารสี มบรู ณ.์ (2561). กลไกทางจรยิ ธรรมของผู้นาเพ่ือการจัดการ
ความขัดแย้งในองค์การ. วารสารวิชาการบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ (คณะ
บริหารธรุ กจิ , มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี). ปีท่ี 13 ฉบับที่ 2 เดือนกรกฏาคม
–ธนั วาคม 2561.
ศิลปพร ศรีจั่นเพชร. (2554). คุณธรรม จริยธรรม: กลไกเสริมสร้างการกากับดูแลกิจการที่ดี.
วารสาร บริหารธุรกจิ . ปที ่ี 34 ฉบบั ที่ 131 กรกฏาคม-กนั ยายน.
สานักงาน ก.พ. (2555). คู่มือการพัฒนาและส่งเสริมการปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม
ข้าราชการพลเรอื นสาหรับคณะกรรมการจรยิ ธรรม. นนทบุรี : สานกั งาน กพ.
สันทัด ศะศิวณิช. (2552). คุณธรรม จริยธรรม กับบทบาทในหน้าท่ีของบุคลากรขององค์กร.
เอกสารวิชาการประกอบการบรรยายหลักสูตรนายอาเภอ. รร.ปค. แหล่งสืบค้นข้อมูล
http://dopa.go.th/subject /lo_iad.html. สบื ค้นขอ้ มลู วันท่ี 1 มนี าคม 2562.
อรุณรุ่ง เอื้ออารีสุขสกุล และ ธีระวัฒน์ จันทึก. (2559). ภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลง เปลี่ยนความท้า
ทายมุ่งสู่ความสาเร็จขององค์กรอย่างย่ังยืน. วารสาร Veridian E-Journal. Silpakorn
บทที่ 2 แนวคดิ ทฤษฎี ด้านจรยิ ธรรม 60
University ISSN1906-3431. ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ
ปที ี่ 9 ฉบบั ท่ี 1 เดอื นมกราคม-เมษายน 2559.
อรรถวทิ ชน่ื จิตต์. (2557). ภาวะผ้นู าการเปล่ยี นแปลงและวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งผลต่อแรงจูงใจใน
การปฏิบัติงานของพนักงานบริษัทเอกชนรุ่นเจนเนอเรชั่นวายในเขตกรุงเทพมหานคร.
บรหิ ารธุรกิจมหาบณั ฑิต, มหาวทิ ยาลัยกรุงเทพ.
อ้อมเดือน สดมณี และ ฐาศุกร์ จันประเสริฐ. (2554).การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม : จากแนวคิดสู่
แนวทางการปฏิบตั ิ. วารสารพฤตกิ รรมศาสตร์. 17(1),19-30.
Ajzen, I., and Fishbein, M., (1980). Understanding attitudes and predicting social
behavior. Englewood Cliffs, N.J.: Prentice-Hall.
Bass, B.M. & Avolio, B.J. (1994). Improving Organization Effectiveness Through
Transforma-tional Leadership. Thousand Oak : Sage.
Birasnav, M. (2014). Knowledge management and Organizational Performance in
the Service Industry: The Role of Transformational Leadership Beyond
the Effects of Transactional Leadership. Journal of Business Research 67 :
1662-1629.
Burns, S. (1978). Good corporate Citizenship Can Pay Dividends. Dallas Morning
News. (April 15), P.C1
Butts, J.B. (2013). Nursing ethics: Across the curriculum and into practice. (3rd
ed.). U.S.A.: Jones & Barlett Learning. WY/85/B988N/2013/ISBN 978-144-9-
4900-5.
Cheng et al. (2013). Expliring the behavior of recreational bicyclists: an empirical
study in Danshuei and Bali. Retrieved March 20, 2016, from: http://tkuir.lib.tku.edu.
tw:8080/ dspace/bitstream/ 987654321/91602/6/v67- 73.pdf.
Crain, W.C. (1985). Theory of Development. New Jersey : Prentice Hall.
Flavia, C., Valter, M., & mateus, H. (2012). Effects of Leader Intelligence, Personality
and Emotional Intelligence on Transformational Leadership and managerial
Performance. The leadership Quarterly 23 : 443-455.
บทท่ี 2 แนวคิด ทฤษฎี ด้านจรยิ ธรรม 61
Foglia, Mary Beth, et al. (2015). “How Do Healthcare Employees Rate the Ethics of
Their Organization? An Analysis Based on VA IntegratedEthics® Staff
Survey Data.” Journal of Healthcare Management 60,3: 169-185.
Jochen, I.M., Frank, W., Bernd, V., & Heike, B., (2011). Transformational Leadership
Climate: Performance Linkages, Mechanisms, and Boundary Conditions at
the Organizational Level. The Leadership Quarterly 22: 893-909.
John, K., Andrew, d., and martin, T. (2013). Examining the Role of Transformational
leadership of Portfolio Managers in Project Performance. International
Journal of Project management 31 : 485-497.
Johnson, Craig E. (2012). Organizational ethics: a practical approach. Thousand
Oaks : SAGE Publications.
Kapteir, Muel. (2010). The ethics of organizations: a longitudinal study of the U.S.
working population. Journal of Business Ethice. 92 : 601-618.
Kohlberg, L. (2000). The psychology of moral development, Volume II. San
Francisco : Harper & Row.
Kohlberg, L. (1964). Development of Moral Character and Moral Ideology. In M.L.
Hoffman & L.W. Hoffman (Eds), Review of Child Development Research.
Vol.1Hartord, C.T. : Connecticut Printer.
Lozano, J. (2013). Organizational ethics. In Zsolnai, L. (Ed.), Handbook of business
ethics: Ethics in the new economy (pp. 103-126). Bern : Peter Lang.
Marc, H. A., & Peter, Y.T., (2015). The Downside of Transformational Leadership
When Encouraging Followers to Network. The Leadership Quarterly 26:
790–801.
McClelland, David C, et. al. (1962). The Achievement Motive. New York: Appleton–
century Croffs, Inc.
บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี ด้านจรยิ ธรรม 62
Min-Ling, L., Na-Ting, L., Cherng, G. D., & Chieh-Peng, L., (2015) Exploring Team
Performance in High-Tech Industries: Future Trends of Building Up
Teamwork. Technological Forecasting and Social Change 91: 295-310.
Mohsen, A., & Mohammad, R.D. (2011). Considering Transformational Leadership
Model in Branches of Tehran Social Security Organization. Social and
Behavioral Sciences 15 : 3131-3137.
Nicolas, A.Z., Bjoern, S., Dirk, S., & Ruth, M.S. (2015). CEO Influences on Firms’
Strategic Actions: A Comparison of CEO-, Firm-, and Industry-Level
Effects. Journal of Business Research. 68: 2338-2346.
Nicole, A. G., & Leon, M., (2004). Transformational Leadership and Shared Values:
The BuildingBlocks of Trust. Journal of Managerial Psychology. 19(6) : 588–607.
Piaget, J. (1997). Equilibration of Cognitive Structures. New York : Viking Press.
Piaget, J. (1966). The Moral Judgement of the Child. London: Routledge and Kegan
Paul.
Rotter, J. B. (1966). The Development and Application of Social Learning Theory.
New York : Pracger
Sims, Henry P., JR. & Peter Lorenzi. (1992). The New Leadership Paradigm: Social
Learning and Cognition in Organizations. Newbury Park, CA : Sage
Publications, 322 pages.
Svara. J. (2015). The Ethics Primer for Public Administrators in government and
Nonprofit Organizations. Burlington: Jones & Bartlett Learning.
Weichun Zhu et al. (2012). Relationships between Transformational and Active
Transactional Leadership and Followers’ Organizational Identification:
The Role of Psychological Empowerment. Institute of Behavioral and
Applied Management. All Rights Reserved.
บทท่ี 2 แนวคิด ทฤษฎี ดา้ นจรยิ ธรรม 63
Xiao-Hua, w.,&Jane, M.H. (2012). A Multilevel Study of Transformational Leadership,
Identification, and Follower Outcomes. The Leadership Quarterly 23 : 775-
790”
บทที่ 3
จรยิ ธรรมทางธุรกจิ
ปัจจุบันหลายหน่วยงานได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับการกากับดูแลกิจการภายใต้หลักจริยธรรม
มากขึ้นดังนั้นจริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics) จึงถือเป็นองค์ประกอบพื้นฐานสาคัญของการ
ดาเนินธุรกิจ โดยการประพฤติตามหลักศีลธรรมอันดีงาม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายท่ี
เก่ียวข้องกับธุรกิจ ซ่ึงถือเป็นส่วนสาคัญในการช่วยเพ่ิมคุณค่าและความเชื่อม่ันให้กับองค์กร อันจะ
ส่งผลต่อการดาเนินธุรกิจได้อย่างย่ังยืน แต่ในความเป็นจริงในโลกธุรกิจ องค์กรอาจไม่ได้ดาเนินการ
อยู่ภายใต้กรอบจริยธรรมเสมอไป ดังน้ันสินค้าและบริการท่ีถูกนาเสนอออกสู่ตลาดไม่ได้มีเพียง
ประโยชน์ด้านบวกต่อผู้บริโภคแต่อาจเป็นด้านลบได้เช่นกัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าองค์กรท่ีมีจริยธรรม
ยอ่ มเป็นท่ศี รัทธาและสรา้ งความเชื่อมั่นต่อลูกค้า ต่อพนักงาน ตลอดจนสาธารณชน ท่ีเป็นส่วนสาคัญ
โดยตรงตอ่ ความสาเร็จของการประกอบธรุ กิจอยา่ งยั่งยืน
3.1 ความหมายของจรยิ ธรรมทางธรุ กจิ
สิฐสร กระแสร์สุนทร (2554 : 9) กลา่ ววา่ จริยธรรมทางธรุ กิจ หมายถึง ขอ้ พึงประพฤติปฏิบัติ
ทช่ี อบดว้ ยความดี ความถกู ต้อง นามาใชก้ ับธรุ กิจโดยนักธรุ กิจหรือผู้ประกอบการ ดังนั้นจริยธรรมทาง
ธุรกิจจึงต้องเริ่มจากการมีนักธุรกิจที่ดีก่อนจึงจะมีการประกอบการที่ดีและเป็นธุรกิจท่ีดีในที่สุด แต่
หากนักธุรกิจมุ่งแต่ผล ประโยชน์ของตนเองหรือผลกาไรของธุรกิจเพียงอย่างเดียว โดยไม่คานึงถึง
ผลกระทบทจี่ ะเกิดขน้ึ กับผทู้ เ่ี กย่ี วข้องหรอื ผมู้ ีสว่ นได้เสียกบั ธุรกิจแล้วย่อมจะเป็นธุรกิจที่ขาดจริยธรรม
จะก่อให้เกิดความเสียหายและความเดือดร้อนแก่ทุกฝ่ายท่ีเกี่ยวข้อง ท้ังธุรกิจเองก็จะไม่สามารถ
ดาเนนิ ต่อไปได้ในอนาคต
สมคิด บางโม (2554 : 13) อ้างถึงอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ให้คาจากัด
ความว่า จริยธรรมทางธุรกิจ คือ การผสมผสานระหว่างเศรษฐกิจและจริยธรรมโดยมีเป้าหมายเพื่อ
ส่งเสริมนโยบายและการปฏิบัติของภาคธุรกิจ การสร้างความสาเร็จในการประกอบการอย่างมีความ
รบั ผดิ ชอบ มคี วามยงั่ ยนื มผี ลในระยะยาว
รพพี รรณ ฉตั รเลศิ ยศ (2555 : 22) กลา่ วว่า จริยธรรมทางธุรกิจ หมายถึง มาตรฐานการผลิต
สินค้าและ/หรือบริการเพื่อผลตอบแทนความคุ้มค่าของการลงทุน โดยเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายกล่าว คือ
บทท่ี 3 จริยธรรมทางธรุ กจิ 66
ท้ังเจา้ ของกจิ การ ผู้บรหิ าร ผู้ร่วมงาน ผู้บริโภค ผู้รับบริการรัฐบาลและสังคม ซ่ึงมีความสัมพันธ์กันใน
เชิงเศรษฐกิจร่วมกัน จริยธรรมทางธุรกิจไม่ได้หมายความเฉพาะความชอบธรรมของตัวธุรกิจเท่าน้ัน
แต่ยงั หมายรวมถงึ กลไกในการจดั การกับองค์ประกอบอ่ืนๆ เช่น คน ทรัพยากร ทุน เทคโนโลยี สังคม
เปน็ ตน้ ท้ังนี้เพ่อื ประสทิ ธิผลสงู สดุ ของธุรกจิ นั่นเอง
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2556 : 303, 601) กล่าวว่าจริยธรรมหมายถึง ธรรมท่ี
เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ ศีลธรรม กฎศีลธรรม และธุรกิจ หมายถึง การงานประจาเกี่ยวกับอาชีพ
ค้าขายหรอื กจิ การอย่างอืน่ ทส่ี าคญั และที่ไมใ่ ช่ราชการ การประกอบกิจการเพอ่ื ม่งุ การคา้ หากาไร
สุธาสินี ม่ันคงขันติวงศ์ (2556 : 1) กล่าวว่า จริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics) หมายถึง
หลกั แหง่ ความประพฤติเพือ่ เป็นแนวทางปฏิบัติสาหรับผปู้ ระกอบธุรกจิ พนักงานและลูกจ้าง ที่บ่งบอก
ว่าพฤติกรรมแบบใดถือได้ว่าดีหรือไม่ดี ถูกหรือผิด พฤติกรรมแบบใดที่ควรกระทาหรือควรหลีกเลี่ยง
และละเว้นไมป่ ฏิบตั ิ ทาใหไ้ ด้รับความเชอ่ื ถอื และความไวว้ างใจจากคูค่ ้า คแู่ ขง่ ขัน ลกู ค้า พนักงานและ
หนว่ ยงานราชการ ซงึ่ จรยิ ธรรมทางธุรกจิ นนั้ มกั สอดคลอ้ งกบั กฎหมายแขง่ ขันทางการค้า
เพียงตะวัน พลอาจ (2557 : 38) กล่าวว่าจริยธรรมทางธุรกิจ หมายถึงการดาเนินงานของ
องค์กรธุรกิจโดยนาเอาหลักของคุณธรรมและจริยธรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ในการดาเนินงานในทุกๆ
ดา้ น เพือ่ เปน็ การสร้างประโยชน์สงู สดุ ให้แก่สังคม
คาร์นีย์ อีวาน (Charney Evan, 2011 : 521-524) กล่าวว่าจริยธรรมทางธุรกิจ (Business
Ethics) เป็นรูปแบบของการปรับใช้หลักจริยธรรม (Ethics) กับการบริหารงานและการประกอบ
กิจกรรมทางธุรกิจกล่าวคือ เมื่อการดาเนินธุรกิจเพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการแสวงหากาไร การ
ประกอบการดังกล่าวมักต้องประสบกับคาถามทางจริยธรรม เช่น ปัญหาเร่ืองค่าแรง ปัญหา
ส่ิงแวดล้อม เป็นต้น ทาให้องค์กรธุรกิจต้องมีการประเมินว่าจะตัดสินใจอย่างไรระหว่างต้นทุนและ
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ หรือกล่าวว่าธุรกิจจะต้องคานึงถึงปัจจัยแวดล้อมอ่ืน นอกจากการแสวงหากาไรและ
รับผิดชอบต่อผลกระทบ (Impact) ท่ีเกิดมาจากการตัดสินใจน้ัน จริยธรรมทางธุรกิจจึงเป็นการนา
เร่ืองของคุณค่าเชิงปทัสถานหรือบรรทัดฐาน (Normative Value) คือแบบแผนสาหรับยึดถือเป็น
แนวทางปฏบิ ัติ เข้าไปพจิ ารณารว่ มกับการตัดสินใจทางธุรกจิ ท่เี น้นการแสวงหากาไร
กิวเลอร์ (Ghillyer, 2014 : 24) กล่าวว่า จริยธรรมธุรกิจเป็นการประยุกต์ใช้มาตรฐานทาง
จรยิ ธรรมกบั พฤติกรรมทางธุรกจิ
บทที่ 3 จริยธรรมทางธุรกจิ 67
เครน และแมทเทน (Crane & Matten, 2010 : 5) กล่าวว่า จริยธรรมธุรกิจเป็นการท่ีธุรกิจ
ที่ได้ทา การศึกษาถึงประเด็นในสิ่งท่ีถูกต้องหรือส่ิงที่ผิดอันเป็นเร่ืองท่ีเกี่ยวกับสถานการณ์ทางธุรกิจ
กิจกรรมในการดาเนนิ งานของธุรกจิ และการตัดสนิ ใจทางธุรกจิ
จริยธรรมทางธุรกจิ หมายถงึ หลกั การหรือแนวทางปฏิบัติการดาเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ
พนักงาน ในการร่วมกันปฏบิ ัตใิ ห้เกิดความเป็นธรรมข้ึนระหวา่ งผู้ประกอบการ พนักงานและลูกค้า ทา
ให้ทกุ ฝ่ายเกิดความรู้สึกถึงสิ่งท่ีได้รับว่าเป็นความถูกต้องเหมาะสมและเป็นธรรม โดยผู้ประกอบการมี
ความรับผิดชอบในธุรกิจของตนที่ทาการผลิตหรือบริการ ว่าเป็นสิ่งท่ีดีมีคุณภาพไม่เอาเปรียบต่อ
พนกั งานและลูกค้า
3.2 ความสาคญั ของจรยิ ธรรมทางธุรกิจ
เนตร์พัณณา ยาวิราช (2551 : 39) กล่าวว่า ความสาคัญของจริยธรรมทางธุรกิจเป็นความ
เกี่ยวข้องด้านธุรกิจและจริยธรรม หมายถึง การประกอบธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการของกันและ
กัน ระหวา่ งเจา้ ของกิจการ ลูกคา้ หมายถึงประชาชนท่วั ไป หน่วยงานของรฐั พนกั งานลูกจ้าง ผู้บริโภค
สังคมและสิ่งแวดล้อม เพ่ือให้เกิดการแลกเปล่ียนกันทางธุรกิจ เช่น การผลิตสินค้า การขายสินค้า
รายได้ ผลกาไร ค่าตอบแทนให้แก่พนักงานลูกจ้างและความรับผิดชอบต่อสังคม ส่ิงเหล่าน้ีเป็นส่ิงที่
ควบคกู่ ันไป หากวงจรนี้เกิดปัญหาขาดความรับผิดชอบจะทาให้การดาเนินธุรกิจไม่ราบร่ืน หยุดชะงัก
เสื่อมเสียชื่อเสียงและทาให้ธุรกิจน้ันล้มเหลว ดังนั้นผู้ประกอบการจึงควรปฏิบัติตนตามแนวทางของ
ธุรกิจที่ดี มีจริยธรรม มีจิตสานึกแห่งความผิดชอบช่ัวดี ปัจจุบันเม่ือเกิดปัญหาระหว่างเจ้าของธุรกิจผู้
ประอบการกับผู้บริโภคข้ึน จะมีข้อกฎหมายเป็นบทกาหนดลงโทษผู้กระทาผิด หากแต่ธุรกิจไม่
เพยี งแต่ทาตามกฎหมายเทา่ น้นั ธรุ กิจควรจะคานงึ ถึงจรยิ ธรรมในการประกอบการด้วย จริยธรรมเป็น
ส่วนหน่งึ ของการบริหารธุรกิจ สังคมกาหนดให้ธุรกิจต้องมีความรับผิดชอบทางจริยธรรม มีสานึกแห่ง
ความถกู ต้อง สงิ่ ใดควรทาสงิ่ ใดไม่ควรทา หากปราศจากจริยธรรมแล้วธุรกิจจะดาเนินไปไมได้ และทา
ให้ขาดความเชอื่ ถอื ไวว้ างใจจากบุคคลทั่วไป จรยิ ธรรมไม่ใช่กฎหมาย แต่หากธุรกิจดาเนินกิจการอย่าง
ไร้จริยธรรมก็จะมกี ารกาหนดตวั บทกฎหมายเพื่อใชใ้ นการควบคุมกากบั ดูแลและลงโทษตามความผิด
สมคิด บางโม (2554 : 16) กล่าวว่า จริยธรรมมีความสาคัญต่อการประกอบธุรกิจหลาย
ประการ ธุรกิจที่ไม่ยึดคุณธรรมจะไม่รุ่งเรืองและยั่งยืน ไม่เป็นท่ียอมรับของสังคม แยกพิจารณาได้
ดงั น้ี 1) จริยธรรมเป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติให้แก่บุคลากรขององค์กรธุรกิจ ได้แก่ ผู้บริหารและ
บทท่ี 3 จรยิ ธรรมทางธุรกิจ 68
พนักงานทาให้เกิดความมั่นใจว่าได้ปฏิบัติถูกต้อง ไม่ขัดต่อศีลธรรมและคุณธรรมเกิดความสบายใจ
และมีความสุขในการทางาน 2) จริยธรรมทาให้มีหลักการท่ีดีในการประกอบธุรกิจ ได้แก่ สร้างกาไร
บนพื้นฐานแหง่ คณุ ธรรมและความถูกต้องชอบธรรม ไม่เอาเปรียบผู้อื่นหรือค้ากาไรเกินควร ให้ความ
ม่ันใจในการประกอบธุรกิจ ผู้ปฏิบัติงานย่อมสบายใจไม่อึดอัดใจคับข้องใจ 3) จริยธรรมนาความสุข
ความเจรญิ มาสบู่ คุ ลากรขององค์กร ประกอบธุรกจิ ด้วยความสขุ ตง้ั ใจทางานด้วยความขยันหม่ันเพียร
ไม่กังวลตอ่ การติเตยี นวา่ รา้ ย และคาสาปแช่งจากผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบหรือผู้สูญเสียผลประโยชน์ ทา
ให้ประสบความสาเร็จในหน้าท่ีการงานและชีวิตการทางานในองค์กรมีประสิทธิภาพ 4) จริยธรรมทา
ให้ธุรกิจมีคุณค่าช่วยพัฒนาบ้านเมืองและสังคม ส่ิงแวดล้อมไม่ถูกทาลาย ประชาชนไม่ถูกเอารัดเอา
เปรียบ มเี ครื่องอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพราคายุติธรรม ดารงชีวิตอย่างสงบสุข ประชาชนมีงานทา มี
รายได้ เศรษฐกิจดี สังคมมีความสุข 5) จริยธรรมสร้างความย่ังยืน ถาวร ศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อ
ธุรกิจ องค์กรธุรกิจท่ีมีจริยธรรมย่อมเป็นที่เชื่อถือศรัทธาและความเช่ือม่ันของลูกค้า ดังสุภาษิตที่ว่า
“ซ่อื กินไมห่ มดคดกนิ ไม่นาน” ลูกคา้ มีความจงรกั ภกั ดตี ่อสนิ คา้ ตลอดไป
ฉัตรชัย ศรีสม (Chatchai Srisom, 2010 : ออนไลน์) กล่าวว่า ความสาคัญของจริยธรรมใน
การประกอบอาชีพ จริยธรรมเป็นมาตรฐานความประพฤติของมนุษย์จะเกิดข้ึนได้ต้องอาศัย
ความสัมพนั ธร์ ะหว่างจรรยา คือความประพฤติและธรรมคือเคร่ืองรักษาความประพฤติ การประกอบ
อาชีพใดๆ ก็ตาม ผปู้ ระกอบอาชีพจะต้องคานึงถงึ ผลต่อสังคมภายนอกเสมอ ท้ังนี้ก็จะต้องไม่ใช้ความรู้
ความสามารถในทางท่ีผิด หากประกอบอาชีพโดยไร้จริยธรรมผลเสียหายจะตกอยู่กับสังคมและ
ประเทศชาติ ฉะนั้นจริยธรรมจึงมีบทบาทสาคัญอย่างยิ่งท่ีจะลดปัญหาที่อาจจะเกิดข้ึน ความสาคัญ
ของจรยิ ธรรม มีดังนี้ 1) ชว่ ยให้ผ้ปู ระกอบอาชพี แต่ละสาขาได้ใช้วิชาชีพในทางท่ีถูกต้องเหมาะสมและ
ประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ 2) ช่วยควบคุมและส่งเสริมให้ผู้ประกอบอาชีพทางานอย่างมี
ประสิทธิภาพ โดยมีความสานึกในหน้าที่และความรับผิดชอบในงานของตน 3) งานส่งเสริมและ
ควบคุมการผลิตและการปฏิบัติงานให้มีคุณภาพเป็นที่เช่ือถือและไว้วางใจได้ในเรื่องของความ
ปลอดภัยและการบริการที่ดี 4) ช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบอาชีพไม่เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคและไม่
เห็นแก่ตัว ทั้งน้ันจะต้องยึดหลักโดยคานึงถึงผลกระทบที่จะเกิดแก่ผู้บริโภคเสมอ และ 5) ช่วยให้
วงการธรุ กจิ ของผปู้ ระกอบอาชพี มีความซ่ือสตั ย์ ยุตธิ รรมและมีความเอ้ือเฟอ้ื ตอ่ สงั คมส่วนรวมมากขนึ้
จริยธรรมทางธุรกิจเป็นส่วนสาคัญของความสาเร็จขององค์กรอย่างยั่งยืน เพราะจริยธรรม
ทางธุรกิจเป็นตัวกาหนดพฤติกรรมของการกระทาให้เกิดสิ่งดีสิ่งที่ถูกต้อง ส่ิงที่ควรทาและสิ่งที่ไม่ควร
บทที่ 3 จรยิ ธรรมทางธุรกิจ 69
ทา เพอื่ ใหเ้ กิดผลทีด่ ีทส่ี ุดต่อทกุ ฝา่ ยท่ผี ูบ้ ริหารจะตอ้ งให้ความสาคัญในการนาหลักจริยธรรมทางธุรกิจ
มาใช้ในการบริหารจดั การองค์กรของตนอย่างถูกต้องและเหมาะสมท่ีสุด
3.3 องค์ประกอบของจรยิ ธรรมทางธรุ กิจ
ทยากร สวุ รรรปกั ษ์ (2553 : 14-15 อา้ งถึงในสภุ าพร พศิ าลบุตร 2544 : 118-122) กล่าวถึง
เกณฑ์ของจริยธรรมทางธรุ กจิ ทนี่ ักธุรกิจควรประพฤติปฏิบตั ิว่าประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบ ดงั น้ี
1. ความซือ่ สตั ย์ (Honesty) จรยิ ธรรมด้านความซ่ือสตั ย์ ประกอบดว้ ย การยึดหลักความจริง
การเปิดเผยข้อมูล การไม่ขโมยผลงานลิขสิทธ์ิ การปฏิบัติตามคาม่ันสัญญา การยึดกฎระเบียบความ
ถูกตอ้ ง และการไม่หลอกหลวงฉ้อฉล ดังนั้นผู้ผลิตสินค้าจะต้องมีคาแนะนาอย่างเปิดเผยท่ีตัวสินค้าท้ัง
การแสดงคณุ สมบัติ สว่ นประกอบ สรรพคุณ และประโยชน์ ท่ีเป็นจริงต่อผู้ใช้ ข้อห้าม ข้อควรระวังใน
การใชส้ นิ ค้าไม่ให้เกดิ ภัยอนั ตรายทง้ั ต่อผใู้ ช้และผ้ใู กลช้ ิด เป็นตน้
2. ความยุติธรรม (Justice) หลักของความยุติธรรมขึ้นกับความถูกต้องและความเท่าเทียม
กัน ดังน้ันจริยธรรมทางธุรกิจจึงควรยึดหลักของความยุติธรรม ครอบคลุมถึงความเสมอภาค การไม่
เลือกปฏิบัติ การให้ทุกคนรับสิ่งที่ดีมีคุณภาพ สินค้าและบริการคุ้มค่าใช้จ่าย การกาหนดราคาสินค้า
และบรกิ ารอย่างสมเหตสุ มผล การแข่งขันธุรกิจอยา่ งตรงไปตรงมา
3. ความรับผิดชอบ (Responsibility) คือ การดาเนินการใดๆ ท่ีมุ่งประโยชน์สูงสุดต่อผู้ท่ี
เก่ยี วข้องให้ได้ตามวตั ถปุ ระสงค์ โดยไม่ท้อถอยหรือทอดท้ิงภาระหน้าที่กลางคัน มีความระมัดระวังใน
การดาเนินการที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความทุกข์ยากของคนอ่ืน หรือสร้างพิษภัยอันตรายต่อ
ตนเอง ตอ่ องค์กร และต่อสังคมท่ีเก่ียวข้อง จริยธรรมความรับผิดชอบทางธุรกิจจะมีองค์ประกอบ คือ
ความรับผดิ ชอบต่อธุรกจิ ต่อพนกั งาน ต่อลกู ค้า และตอ่ สงั คม
3.1 ความรับผิดชอบต่อธุรกิจ คือ การติดต่อร่วมงานกับหน่วยงานธุรกิจหรือนักธุรกิจท่ี
ดาเนนิ งานเกีย่ วขอ้ งดว้ ย โดยใชห้ ลักของความซอ่ื สัตย์ ตรงไปตรงมา ไม่หลอกลวง
3.2 ความรับผิดชอบต่อพนักงาน คือ นายจ้างควรรับผิดชอบต่อการปฏิบัติตามคาม่ัน
สัญญา การมอบหมายงานตามข้อตกลง การไม่เลิกจ้างกลางคัน การเอาใจใส่ไม่ให้ได้รับภัยทาง
สารเคมี ฝุ่นละออง และอนั ตรายจากการทางาน การสร้างขวญั กาลงั ใจในการทางาน เป็นตน้
3.3 ความรับผิดชอบต่อลูกค้า คือ มีลักษณะใกล้เคียงกับความซ่ือสัตย์ และให้ความ
ยุติธรรมแก่ลูกค้าท่ีควรจะได้รับสินค้าหรือบริการครบถ้วนตามข้อตกลง ให้ข้อมูลคุณภาพของสินค้า
บทที่ 3 จริยธรรมทางธุรกิจ 70
อย่างเปิดเผยตรงความเป็นจริง รวมถึงข้อควรระวังในการใชส้ นิ คา้ การวางมาตรการควบคุมมาตรฐาน
สินค้าให้มีคุณภาพดีอยู่เสมอ ในกรณีท่ีสินค้าหรือบริการมีปัญหาข้อบกพร่อง ควรรับผิดชอบนาไป
แก้ไข สับเปลี่ยนสินค้า ทดแทนค่าเสียหาย ซ่อมบารุงให้อยู่ในสภาพดี ไม่ทอดท้ิง ผลักภาระให้แก่
ลูกค้า รวมถึงการไม่เอาเปรียบต่อลูกคา้ ในดา้ นการขึ้นราคาโดยไม่สมเหตุสมผล
3.4 ความรบั ผดิ ชอบต่อสังคม คือการไม่ดาเนินการใดๆ ท่ีเกิดผลกระทบเป็นภัยอันตราย
ต่อสังคม ประกอบด้วย การไม่นาสารพิษมาเป็นส่วนผสมของสินค้า การไม่ปล่อยของเสียจากโรงงาน
ลงในแมน่ ้าลาคลอง การไม่ก่อใหเ้ กิดควนั หรือแก๊สปะปนในอากาศ เป็นตน้
4. การสร้างความเช่ือถือ (Trust) จริยธรรมของนักธุรกิจในด้านสร้างความน่าเชื่อถือจะ
เก่ียวข้องกับเกียรติยศและศักด์ิศรีขององค์กรธุรกิจ นักธุรกิจควรสร้างความยอมรับนับถือท้ังจาก
วงการธุรกิจ จากพนักงาน จากลูกค้า และจากสังคม ผลท่ีเกิดข้ึนนอกจากจะเป็นผลดีต่อองค์กรและ
นักธุรกิจเองแลว้ ยังชว่ ยสรา้ งภาพทีม่ เี กยี รตเิ ปน็ ทย่ี กย่องในสังคมระหวา่ งชาตดิ ว้ ย
5. การเคารพสิทธิของบุคคล (Respect the Rights) เป็นลักษณะสาคัญของการประกอบ
ธุรกิจในสังคมประชาธิปไตย การดาเนินงานทางด้านธุรกิจจะไม่คิดเพียงการสร้างผลกาไรเป็นผล
ประโยชนข์ องตนเองเทา่ นั้น แตค่ วรคานงึ ถึงผลประโยชน์สทิ ธขิ องบุคคลอ่นื ดว้ ย
6. การบารุงรักษาสิ่งแวดล้อม (Environment) ส่ิงแวดล้อมเป็นปัจจัยสาคัญการอยู่ร่วมกัน
ในสังคม นกั ธุรกจิ ท่ีมีจริยธรรมย่อมต้องบารุงรักษาส่ิงแวดล้อมให้คงทนต่อไป อีกทั้งไม่ดาเนินการใดๆ
ท่ีทาลายสภาพแวดลอ้ มดว้ ย เชน่ การไมส่ รา้ งมลภาวะ ไม่ถ่ายเทสิ่งทีเ่ ปน็ พิษอันตรายจากการผลิตทาง
ธรุ กจิ ออกสสู่ ่ิงแวดล้อมทั้งในดา้ นพ้ืนดนิ แมน่ า้ ลาคลอง และอากาศ ดงั นัน้ จึงจาเป็นต้องกาจัดสิ่งท่ีเป็น
ของเสยี จากการผลติ เพอ่ื ไมไ่ ห้สง่ ผลเสยี ต่อสง่ิ แวดล้อม
องค์ประกอบสาคัญของจริยธรรมทางธุรกิจ คือ ความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ความ
รับผิดชอบ การสร้างความเช่ือถือ การเคารพสิทธิของบุคคล และการบารุงรักษาส่ิงแวดล้อม เป็นส่ิง
สาคัญที่ผู้บริหารของแต่ละองค์กรควรมีและยึดเป็นหลักในการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ถือเป็นหลัก
สาคญั ของจรยิ ธรรมในการปฏิบัติในการละเวน้ สิ่งที่ไม่ควรทา ละเว้นส่ิงไม่ดี และทาแต่สิ่งท่ีดี ที่ถูกต้อง
อยา่ งโปรง่ ใส
บทท่ี 3 จริยธรรมทางธุรกิจ 71
3.4 ความจาเปน็ ที่ต้องมจี ริยธรรมในธุรกจิ
จินตนา บุญบงการ (2558 : 42-44) กล่าวว่า ความจาเป็นท่ีต้องมีจริยธรรมในธุรกิจน้ันมี
เหตุผลอยู่หลายประการที่สาคญั คือ
1. เพื่อความสามารถในการแข่งขัน จอห์น เอเกอร์ อดีตประธานกรรมการของไอบีเอ็ม ได้
เคยกลา่ วไวว้ ่า ถา้ ผ้บู รหิ ารกจิ การไม่มีจริยธรรม กิจการน้ันจะไม่สามารถแข่งขันกับผู้อ่ืนได้ท้ังในตลาด
ระดับชาติ และนานาชาติ เขาเห็นว่า “จริยธรรมกับความสามารถในการแข่งขันแยกกันไม่ออก เรา
แข่งขันบนฐานที่เป็นสังคมร่วมกัน ไม่มีสังคมใดท่ีจะยืนหยัดต่อสู้อย่างมีความสาเร็จได้นาน ถ้าคนใน
สังคมยงั แอบ “แทงขา้ งหลัง” ผู้คนยังลักขโมยกิน ไม่มีใครไว้ใจใคร การพิพาทเล็กๆ น้อยๆ จบลงโดย
การฟ้องร้องในศาล แม้จะมีการอ้างว่าจริยธรรมขัดกับการหากาไร แต่เม่ือพิจารณาข้อคิดของเอเกอร์
แลว้ ความสามารถในการแข่งขันอยูท่ คี่ วามตรงไปตรงมาและการต่อรองทย่ี ุติธรรม
2. การเพิ่มผลผลิต การใช้จริยธรรมในธุรกิจช่วยสร้างความสามารถในการผลิตให้สูงข้ึน
เน่ืองจากพนกั งานของบรษิ ทั เปน็ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง จากวิธีการจัดการของฝ่ายบริหาร ถ้า
การจัดการนั้นมีจริยธรรม ผลกระทบต่อพนักงานจะเป็นบวกทาให้พนักงานมีขวัญและกาลังใจในการ
ทางาน มีความเต็มใจและกระตือรือร้นในการทางานและมีความจงรักภักดีต่อบริษัทมากข้ึน มีผล
โดยตรงตอ่ การเพมิ่ ผลผลติ ของบริษทั
3. ความสัมพนั ธก์ ับผู้มสี ่วนไดเ้ สียและสาธารณะ การบรหิ ารทมี่ ีจริยธรรมทาให้บริษัทมีความ
เข้มแข็งเนื่องจากช่วยส่งผลกระทบทางบวกต่อผ้ทู ี่มสี ่วนไดส้ ว่ นเสียทอ่ี ยนู่ อกบรษิ ทั เช่น ลูกค้า เป็นต้น
ทาให้ลูกค้ามีศรัทธาเช่ือถือต่อบริษัท นอกจากน้ียังทาให้สาธารณชนยอมรับในบริษัท การยอมรับ
เชน่ นที้ าให้บรษิ ทั มีความมนั่ คงและสามารถดาเนนิ งานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
4. การออกกฎข้อบังคับของรัฐบาล การทาธุรกิจท่ีมีจริยธรรมและการบริหารที่มีจริยธรรม
ช่วยลดความจาเป็นท่ีรัฐต้องออกกฎข้อบังคับ การมีข้อบังคับเป็นจานวนมากและมีรายละเอียด
ปลีกย่อย ทาให้การทาธุรกิจและการบริหารจัดการในภาคเอกชนขาดความคล่องตัว ในเรื่องนี้จะเห็น
ไดว้ า่ ได้มแี นวโนม้ ท่รี ฐั จะออกกฎเกณฑแ์ ละขอ้ บังคบั มากขึ้นเพอ่ื รักษาสงิ่ แวดลอ้ ม เพื่อควบคุมธุรกิจให้
รับผิดชอบต่อสังคมและสิทธิมนุษยชนมากข้ึน ดังน้ันถ้าไม่ต้องการให้มีกฎเกณฑ์จากรัฐมากเกินไป
การบรหิ ารจัดการในภาคเอกชนตอ้ งมีจริยธรรม
5. มีความหว่ งใยดา้ นส่งิ แวดลอ้ ม เกยี รติภูมิ และคุณคา่ ของชีวิตมนุษย์มากขึ้น ปัจจุบันความ
ห่วงใยดา้ นนี้มีมากขึ้น องค์กรของประชาสังคมและองค์กรเอกชน ได้มีบทบาทมากขึ้นในการต่อสู้เพ่ือ
บทที่ 3 จรยิ ธรรมทางธุรกิจ 72
ผลประโยชน์ของประชาชนคนธรรมดาและผู้ยากไร้ และความเป็นธรรมธุรกิจและการบริหารภาค
เอกชน ตอ้ งมีจริยธรรมมากขึน้ เพอ่ื จะได้ประสานงานอยา่ งมีประสทิ ธิภาพกับประชาสังคมและลดแรง
กดดนั จากกลมุ่ เอกชนทง้ั หลาย
6. ธุรกิจที่มีจริยธรรม ช่วยป้องกันไม่ให้มีอันตรายเกิดขึ้นแก่ชุมชน เช่น การที่โรงงาน
อตุ สาหกรรมไม่ท้งิ ของเสียหรอื เป็นพษิ ย่อมทาให้ชมุ ชนมคี วามปลอดภัย
7. ธุรกิจท่ีมีจริยธรรมจะช่วยปกป้องผู้ที่ทางานให้กับธุรกิจนั้นๆ เช่น การที่ไม่ต้องกังวลว่า
จะตอ้ งถูกสอบสวน ถูกค้นประวัติ ย่อมทาให้เกิดความสบายใจในการทางาน ที่สาคัญอีกประการหน่ึง
ก็คือ ธุรกิจที่มีจริยธรรมช่วยดึงดูดให้คนมาทางานกับบริษัท เพราะโดยปกติแล้วคนเรามักชอบท่ีจะ
ทางานในบริษัททม่ี คี วามถกู ตอ้ งชอบธรรมและเปน็ ที่ยอมรบั ของสงั คม
ศิริเกตุ ปุริมาณเสวี (2553 : 19-20 อ้างถึง อภิรัฐ ตั้งกระจ่าง และคณะ 2546 : 97) ว่า
ทาไมธุรกิจจึงมีความจาเป็นท่ีจะต้องมีจริยธรรม มีเหตุผลสาคัญที่ธุรกิจและพนักงานในองค์กรธุรกิจ
ตอ้ งดาเนินการอยา่ งมีจริยธรรม ดังนี้ 1) เป็นการป้องกันองค์กรธุรกิจท่ีมุ่งเน้นท่ีจะแสวงหากาไรเพียง
อย่างเดียว โดยไมค่ านงึ ถึงจรยิ ธรรม 2) เพือ่ เปน็ การหลีกเล่ียงการเป็นเป้าหมายของสาธารณชนและผู้
ท่ีเกี่ยวข้องกับองค์กรธุรกิจหลัก ที่ง่ายท่ีสุดในการหลีกเลี่ยงการเป็นเป้าหมายของสาธารณชนและผู้ที่
เกย่ี วข้องกบั องคก์ รธรุ กิจก็คือ การไม่ทาในส่ิงที่ก่อให้เกิดอันตราย กฎต่างๆ ทางด้านจริยธรรมน้ันมีไว้
เพื่อป้องกันสังคมจากการดาเนินการท่ีไม่เป็นธรรมขององค์กรธุรกิจ สาธารณชนโดยทั่วไปมักจะ
คาดหวงั วา่ องค์กรธุรกจิ จะมสี ามัญสานึกในหลักของจริยธรรม 3) การมีจริยธรรมจะก่อให้เกิดผลใน
แงข่ องความไว้วางใจซ่ึงจะส่งเสริมให้เกิดพันธมิตรระหว่างหุ้นส่วนทาง ด้านธุรกิจข้ึน เพราะฉะน้ันผู้ท่ี
เกี่ยวข้องที่ไม่มีจริยธรรมก็จะไม่ได้รับความไว้วางใจและถูกเพิกเฉยจากสังคม การสนับสนุน
สภาพแวดลอ้ มทางดา้ นจริยธรรมและการพัฒนามาตรการทางด้านจริยธรรม จะเป็นแรงจูงใจท่ีสาคัญ
ในการพัฒนาความสัมพันธ์ของธุรกิจและพนักงานตลอดจนผลผลิตขององค์กร 4) เพื่อปกป้องธุรกิจ
จากการดาเนินการไปในทางทผี่ ิด จากพนักงานและคแู่ ขง่ ขันทไี่ มม่ จี รยิ ธรรม 5) เป็นการปกป้องบุคคล
ในองค์กรธุรกิจ พนักงานมักไม่พึงพอใจกับการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ธุรกิจที่ประพฤติต่อพนักงาน
อย่างให้เกียรติและมีความซ่ือสัตย์ จะได้รับรางวัลในรูปแบบของการมีจริยธรรมสูง และเป็นการเพ่ิม
ประสิทธิภาพขององค์กร ส่วนน้ีถือเป็นสถานการณ์ที่ได้เปรียบสาหรับธุรกิจ พนักงาน และสังคม
เพราะท้ังสามฝ่ายต่างก็มีส่วนเกี่ยวข้องกัน และ 6) เหตุผลส่วนบุคคลคน โดยทั่วไปต้องการท่ีจะ
ประพฤติในทางที่ตนเองเห็นว่าถูกต้องเท่านั้น เพราะ ฉะน้ันการท่ีมีแรงกดดันจากความคิดที่ตรงกัน
บทที่ 3 จรยิ ธรรมทางธุรกจิ 73
ขา้ มต่อแนวคิดสว่ นบคุ คล จะกอ่ ใหเ้ กิดความตงึ เครยี ดทางด้านอารมณ์ จากการศึกษาค้นพบว่า คนที่มี
สถานภาพทางด้านจริยธรรมท่ีถูกต้องจะทาให้คนคนน้ันมีความมั่นคงทางด้านจิตใจ เหตุผลหน่ึงเป็น
การรายงานจากศูนย์ทรัพยากรทางด้านจริยธรรม พบว่าร้อยละ 79 ของพนักงานยอมรับว่าการที่
องค์กรคานึงถึงจริยธรรมและทาสิ่งที่ถูกต้องนั้นเป็นเหตุผลสาคัญ ที่ทาให้พวกเขายังคงทางานอยู่กับ
องคก์ ร
โพสต์ ลอเรนท์ และ เวเบอร์ (Post, J. E., Lawrence, A. T., & Weber, J., 2002 : 104)
กล่าวว่าทาไมธุรกิจต้องมีจริยธรรม (Why Should Business be Ethical?) ดังน้ี 1) ทาให้บรรลุ
เป้าหมายเกี่ยวกับการคาดหวังของสาธารณชนในองค์กรธุรกิจ (Fulfill Public Expectation for
Business) 2) การป้องกันอันตรายอื่นๆ (Prevent Harming Others) 3) การปรับปรุงความสัมพันธ์
ทางด้านธุรกิจ (Improve Business Relations) และประสิทธิภาพของแรงงาน (Employee
Productivity) 4) การลดบทลงโทษ (Reduce Penalties) 5) การปกป้องธุรกิจจากแหล่งอ่ืนๆ
(Protect Business form Others) 6) การปกป้องพนักงานจากนายจ้าง (Protect Employees
from their Employers) และ 7) การส่งเสริมความมีจริยธรรมของบุคคล (Promote Personal
Morality)
ดงั นั้นจะเหน็ ได้วา่ จรยิ ธรรมทางธุรกิจ ถือเป็นแรงจูงใจท่ีทาให้องค์กรธุรกิจมีความรับผิดชอบ
ต่อสงั คม โดยส่งิ ทบ่ี ริษทั หรอื องคก์ รธรุ กจิ จะได้รับตอบแทน คือ ความเชื่อถือ ความทุ่มเท ภาพลักษณ์
ที่ดี และก่อเกิดความภักดีต่อสินค้าและบริการอย่างยั่งยืนต่อไป จึงถือได้ว่าจริยธรรมทางธุรกิจเป็น
ความจาเปน็ ขององคก์ รธรุ กิจท่ีจะต้องมีและยึดถอื ปฏบิ ตั ิอยา่ งเคร่งครัด
3.5 บทบาทของจรยิ ธรรมทางธรุ กิจ
ศิลปพร ศรีจน่ั เพชร (2554 : 2-3) กล่าวถงึ บทบาทของจรยิ ธรรมทางธุรกิจไว้ว่า ภาคธุรกิจใน
ปัจจบุ นั มแี นวโนม้ ที่จะคานงึ ถงึ จรยิ ธรรมทางธุรกจิ เพ่ิมข้ึน หากสงั คมพบว่าองคก์ รใดมีความประพฤติที่
ผดิ จริยธรรมก็จะสง่ ผลกระทบโดยตรงต่อการบรรลุเป้าหมายขององค์กร การเรียนรู้ถึงประเด็นปัญหา
จริยธรรมถือเป็นขั้นตอนสาคัญในการทาความเข้าใจถึงจริยธรรมทางธุรกิจ อย่างไรก็ดีประเด็น
ทางด้านจริยธรรมไมไ่ ด้จากัดเฉพาะในหน่วยงานธุรกิจที่แสวงหากาไรเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสาคัญใน
หน่วยงานอื่นๆ อีกด้วย เช่น ภาครัฐ มูลนิธิ สมาคม และหน่วยงานอื่นๆ ท่ีไม่ได้แสวงหากาไร ปัญหา
ทางจริยธรรม คือ สถานการณ์ของบุคคลในการเลือกกระทาระหว่างส่ิงที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ส่ิงท่ี
บทท่ี 3 จริยธรรมทางธุรกิจ 74
ผิดศีลธรรมหรือมีจริยธรรม สาหรับในภาคธุรกิจตัวอย่างปัญหาจริยธรรมท่ีมักพบ คือ ความขัดแย้ง
ระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตัวกบั ผลประโยชนข์ ององคก์ ร หรือท่เี รยี กว่าผลประโยชน์ทับซ้อน จริยธรรม
ยังเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมองค์กร โดยวัฒนธรรมองค์กรเป็นค่านิยม ความเช่ือ ความคิด จิตสานึก
รปู แบบพฤตกิ รรม ซึ่งคนในองค์กรมอี ยรู่ ่วมกัน และถูกใช้เปน็ กรอบความคิด แนวทางหรือแบบแผนใน
การดารงชวี ิตอยู่ในองค์กร วัฒนธรรมองค์กรเกิดจากความคิดความเชื่อร่วมกันของคนในกลุ่ม แล้วจึง
ก่อให้เกิดเป็นแบบพฤติกรรมของกลุ่ม ทั้งนี้ในแต่ละองค์กรอาจมีวัฒนธรรมองค์กรท่ีเหมือนกันหรือ
แตกต่างกันก็ได้ รูปแบบวัฒนธรรมองค์กรจึงถือว่ามีความสาคัญท่ีเป็นตัวกาหนดว่าสิ่งใดเป็นประเด็น
ปัญหาทางจรยิ ธรรมหรือไม่
ดังน้ันจะเห็นได้ว่าผู้บริหารจะต้องศึกษาและเข้าใจถึงประเด็นปัญหาด้านจริยธรรมในการ
ประกอบธุรกิจ และการรับมือกับปัญหาจริยธรรมท่ีจะเกิดข้ึนในการดาเนินธุรกิจ หากผู้บริหารได้
กาหนดแนวปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ไว้ จะทาให้ประเด็นปัญหาด้านจริยธรรมผ่อนคลายลง หรือ
สามารถช่วยบรรเทาความร้ายแรงของผลกระทบทีเ่ กดิ จากปญั หาทางจรยิ ธรรมได้ส่วนหน่ึง รูปแบบใน
การจัดการปัญหาทางจริยธรรมอาจใช้วธิ กี ารกาหนดมาตรการหรือแนวทางต่างๆ ท่ีจะป้องกันการเกิด
ปัญหาทางจริยธรรมไว้อย่างชัดเจน จะสร้างความรู้สึกที่ดีและช่วยให้ปัญหาด้านจริยธรรมผ่อนคลาย
ลง ดังจะเห็นได้ว่าความไมช่ ดั เจนในแนวทางปฏิบตั ิจะนาไปส่ปู ัญหาดา้ นจริยธรรม
3.6 ข้อควรพิจารณาเกยี่ วกับจรยิ ธรรมทางธรุ กจิ
สานักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) (2559) กล่าวว่า
เมื่อเกิดความเสียหายในธุรกิจสิ่งที่สังคมแสวงหาคือความรับผิดชอบต่อสังคมและจริยธรรมในการ
ประกอบธุรกิจ เร่ืองจริยธรรมเป็นเร่ืองของรูปแบบของการตีความว่า พฤติกรรมใดผิดและพฤติกรรม
ใดถูก สง่ิ ใดควรทาส่ิงใดไม่ควรทา จริยธรรมเกย่ี วขอ้ งกับมนษุ ย์ในทุกสถาบัน มักมีการพูดถึงว่าเราควร
มีจริยธรรมในการดาเนินธุรกิจ พฤติกรรมดังกล่าว อาทิ การป้องกันไม่ให้ข่าวสารร่ัวไหลออก เพื่อ
ผลประโยชนใ์ นการซ้อื ขายหลักทรัพยแ์ กเ่ พอ่ื นฝงู ทใ่ี กลช้ ดิ หรือการไม่ใช่โฆษณาหลอกลวงแก่ผู้บริโภค
หรือการไมร่ วมกลุ่มธรุ กจิ เพยี งเพ่อื ต้องการจะข้ึนราคาสินค้าเท่านั้น ส่ิงเหล่านี้ควรจะเลิกไปเสียเพราะ
เป็นพฤติกรรมท่ีผิดจริยธรรมในการดาเนินธุรกิจ การพิจารณาส่ิงท่ีควรทาและไม่ผิดจริยธรรมน้ัน
สามารถพิจารณาได้ใน 3 ประเด็น ดังน้ี
บทที่ 3 จริยธรรมทางธรุ กจิ 75
1. เรอ่ื งต้นทุนและผลประโยชน์ ผู้บริหารจะต้องเปรียบเทียบว่าสิ่งที่ตนตัดสินใจปฏิบัติลงไป
นั้นจะเกิดต้นทุน (Cost) กับผลประโยชน์รับ (Benefit) อย่างไร โดยใช้หลักการผลประโยชน์ต้อง
มากกว่าต้นทุนท่ีลงไป และผลประโยชน์ท่ีว่าน้ี มิใช่มองแต่ผลกาไรที่จะเข้ามาเท่าน้ัน แต่ต้องรวมถึง
ผลประโยชน์ท่ีจะตกอยู่กับกลุ่มคนท่ีเก่ียวข้องด้วย เช่น ผู้บริโภคจะมีความเป็นอยู่ท่ีดีหรือไม่ สุขภาพ
อนามัย และประโยชน์ท่ีได้รับจากสินค้า หรือบริการดีหรือไม่ เหล่าน้ีหมายถึงผลตอบแทนที่ถูก
จริยธรรมและเป็นสิ่งท่ีต้องพิจารณา หากคาตอบเป็นไปในทางบวก คือ นอกจากผลตอบแทนท่ีจะได้
แล้ว ผลประโยชน์ต้องตกอยู่กับคนทั่วไป และมีมากกว่าต้นทุนท่ีได้ลงไป สิ่งเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ดี
หรือเป็นจรยิ ธรรมทนี่ ักธรุ กิจต้องคานงึ ถงึ
2. ต้องไม่ขัดกับสิทธิมนุษยชน การพิจารณาว่าสิ่งท่ีทาเป็นพฤติกรรมท่ีมีความถูกต้องทาง
จริยธรรมหรือไม่ ต้องดูว่าสิ่งนั้นขัดกับสิทธิมนุษยชน (Human Right) หรือไม่ อาทิเช่น การกระทา
ดังกล่าวไปจากัดสิทธิและเสรีภาพข้ันพ้ืนฐานของมนุษย์ เช่น การแสดงออก สิทธิในการรับรู้ข้อมูล
ข่าวสาร สิทธิในการเลือกต้ังหรือการดาเนินชีวิตอย่างอิสระ สิทธิในการแสดงความคิดเห็นที่ไม่ขัดต่อ
กฎหมาย สทิ ธสิ ่วนบคุ คล ตลอดจนรวมถึงเกียรติยศและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในขณะเดียวกันหาก
ยังคลุมเครือหรือไม่อาจตัดสินใจได้อย่างชัดเจน น่ันหมายถึงว่าการกระทาน้ันยังคาบเก่ียวกับปัญหา
การขาดจริยธรรมเช่นเดียวกัน
3. ความเสมอภาคและความยุติธรรม สิ่งท่ีกระทาจะต้องมีความยุติธรรมและมีความถูกต้อง
มกี ารกระทาอยา่ งเสมอภาค โดยเฉพาะในเรอื่ งจัดสรรผลประโยชนต์ า่ งๆ ไปยังบุคคลหรือกลุ่มเยาวชน
การกระทาต้องไม่ก่อให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้รับประโยชน์มากกว่าอีกฝ่ายหน่ึง และไม่ทาให้เกิดความไม่
ยุติธรรมกับอีกฝ่ายหน่ึง อาทิเช่น ไม่เลือกท่ีรักมักท่ีชัง หรือเลือกปฏิบัติกับกลุ่มคนในองค์กร หรือ
พนักงานคนใดคนหน่ึงเป็นพิเศษ หรือหากมีใครทาผิดกฎเกณฑ์แล้วไม่ลงโทษ หากมีการกระทาเช่นน้ี
ถอื ว่าผู้บริหารไมม่ จี ริยธรรมในการดาเนนิ ธรุ กิจ
ขอ้ ควรคานงึ ถงึ การดาเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมประกอบด้วยประเด็นสาคัญ 3 ประเด็น คือ
เรอ่ื งตน้ ทุนและผลประโยชน์ ต้องไม่ขดั กับสิทธิมนุษยชน และความเสมอภาคและความยุติธรรม ถ้า
ผู้บริหารให้ความสาคัญถึงประเด็นเหล่านี้ ย่อมเป็นส่ิงยืนยันได้ว่าองค์กรของท่านได้ดาเนินธุรกิจด้วย
หลกั ของจรยิ ธรรมทีจ่ ะส่งผลต่อความสาเรจ็ ตอ่ องค์กรของทา่ นอย่างยงั่ ยนื
บทท่ี 3 จริยธรรมทางธรุ กิจ 76
3.7 จรยิ ธรรมทางธุรกจิ กบั การกากับดูแลกิจการหรือบรรษัทภิบาล
ศลิ ปพร ศรีจน่ั เพชร (2552 : 1-3) กลา่ วถึงจริยธรรมทางธุรกิจกับบรรษัทภิบาลว่า การกากับ
ดูแลกิจการเป็นการยึดหลักสาคัญอันเป็นหลักมาตรฐานสากล คือ ความรับผิดชอบที่อธิบายได้
(Accountability) หมายถึงความรับผิดชอบต่อผลการปฏิบตั ิงานตามหนา้ ที่ อาทเิ ช่น คณะกรรมการมี
ความรับผิดชอบต่อการปฏิบัติงานตามหน้าที่ต่อผู้ถือหุ้น และฝ่ายจัดการมีความรับผิดชอบต่อ
คณะกรรมการบริษัทและต่อผู้ถือหุ้น การรู้จักภาระ หน้าที่ (Responsibility) หมายถึง ความสานึกใน
หน้าท่ีและปฏิบัติหน้าที่ด้วยขีดความสามารถและประสิทธิภาพที่เพียงพอ ความเสมอภาคและความ
เป็นธรรม (Equitable Treatment) หมายถึง การปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเท่าเทียมกัน
ความโปรง่ ใส (Transparency) หมายถึง ความโปร่งใสในการดาเนินงาน ท่ีสามารถตรวจสอบได้ และ
มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย วิสัยทัศน์ (Vision) หมายถึง การมีวิสัยทัศน์ใน
การสร้างมลู ค่าเพิ่มใหแ้ ก่กจิ การในระยะยาว และสนองภารกิจโดยไม่ทาลายขีดความสามารถในระยะ
ส้ัน การเปลี่ยนแปลงหรือเพ่ิมมูลค่าใดๆ น้ัน จะต้องเป็นการเพิ่มความสามารถในทุกด้าน เพื่อการ
แขง่ ขนั และจริยธรรม (Ethics) หมายถงึ การสง่ เสริมพฒั นาการกากบั ดูแลและจรรยาบรรณที่ดีในการ
ประกอบธุรกจิ
จริยธรรมเป็นการกระทาท่ีเกิดจากหน้าท่ีและส่ิงท่ีต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักศีลธรรม
ตลอดจนการพิจารณาว่าส่ิงที่ประพฤติถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง จริยธรรมยังถือว่าเป็นหลักศีลธรรมหรือ
ส่ิงท่ีเป็นคา่ นยิ ม โดยศีลธรรมเกิดจากหลกั คาสอนหรอื หลักความประพฤติท่ีถูกต้อง ส่วนจริยธรรมทาง
ธุรกิจ (Business Ethics) ถือว่าเป็นความประพฤติและแนวทางการปฏิบัติที่เกิดขึ้นจากการดาเนิน
ธุรกิจท่ีเก่ียวกับสิ่งที่ดีและไม่ดีหรือส่ิงที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ประเด็นปัญหาของจริยธรรมทางธุรกิจ
ได้รับความสนใจจากผู้คนหลากหลายกลุ่ม กิจการเองเร่ิมตระหนักถึงความสาคัญของการมีจริยธรรม
ในธุรกิจเพิ่มมากข้ึน การกระทาของผู้บริหารหรือพนักงานภายในองค์กรธุรกิจจะต้องอยู่บนพ้ืนฐาน
ของความมีจริยธรรม ช่วยให้องค์กรนั้นไม่ต้องรับภาวะกดดันจากการกระทาท่ีไม่มีจริยธรรม และยัง
เป็นปจั จยั หนงึ่ ท่ีทาให้บรรลุเป้าหมายขององค์กรอีกด้วย ประเด็นทางด้านจริยธรรมไม่ได้จากัดเฉพาะ
ในหนว่ ยงานธุรกจิ ท่ีแสวงหากาไรเท่าน้นั แต่ยงั มีบทบาทสาคัญในหน่วยงานอื่นๆ อีกด้วย เช่น ภาครัฐ
มูลนิธิ สมาคมและหน่วยงานอ่ืนๆ ที่ไม่ได้แสวงหากาไร มีเหตุผลหลายประการที่ทาให้จริยธรรมทาง
ธุรกิจกลายเป็นส่ิงสาคัญในการประกอบธุรกิจ การผิดจริยธรรมทางธุรกิจส่งผลเสียหายอย่างมากท้ัง
ต่อกิจการเอง ชุมชน และสง่ิ แวดล้อม อีกนยั หน่งึ การมจี ริยธรรมในการดาเนินธุรกิจช่วยลดปัญหาท่ีจะ
บทท่ี 3 จรยิ ธรรมทางธุรกิจ 77
เกิดจากการประกอบธุรกิจ อีกท้ังความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียต่อความมีจริยธรรมขององค์กรมี
ความซับซ้อนและท้าทายเพิ่มมากข้ึน จริยธรรมทางธุรกิจทาให้ธุรกิจมีคุณค่าเพิ่มมากข้ึนและเป็นไป
ตามความคาดหวังของสังคมท่ีให้ความสาคัญต่อประเด็นจริยธรรม เนื่องจากองค์กรที่มีจริยธรรมย่อม
เป็นที่ศรทั ธาและเชื่อมน่ั ของลูกคา้ พนกั งาน และสาธารณชน
จริยธรรมทางธุรกิจเก่ียวข้องกับวัฒนธรรมภายในขององค์กร โดยวัฒนธรรมองค์กรถือเป็น
ค่านยิ มความเช่ือ ความคิด จิตสานึก รูปแบบพฤติกรรม ซึ่งคนในองค์กรมีอยู่ร่วมกันและใช้เป็นกรอบ
ความคิด แนวทางหรือแบบแผนในการดารงชีวิตในองค์กร วัฒนธรรมองค์กรเกิดจากความคิดความ
เช่ือร่วมกันของคนในกลุ่มแล้วจึงก่อให้เกิดเป็นแบบพฤติกรรมของกลุ่ม ท้ังน้ีในแต่ละองค์กรอาจมี
วฒั นธรรมองคก์ รที่เหมือนกันหรือแตกต่างกันก็ได้ รูปแบบวัฒนธรรมองค์กรจะเป็นตัวกาหนดว่าสิ่งใด
เป็นประเด็นปัญหาทางจริยธรรมหรือไม่ ประเด็นปัญหาทางจริยธรรมที่มักพบในองค์กรธุรกิจ เช่น
การขัดแยง้ ทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) ซึ่งเกิดข้ึนเมื่อบุคคลเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนจน
ไปขัดแย้งกับหน้าที่ท่ีรับผิดชอบ เช่น ผู้บริหารในฐานะ “ตัวแทน” มีความรับผิดชอบในการกระทา
เพื่อผลประโยชน์ของเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในฐานะ “ตัวการ” แต่ที่พบบ่อยๆ ผู้บริหารกลับใช้อานาจ
หน้าทีใ่ นการหาผลประโยชนใ์ ห้ตนเอง และพวกพ้อง แทนทจี่ ะทาหนา้ ทีห่ าผลประโยชนใ์ หบ้ รษิ ัท
ผู้บริหารองคก์ รจะต้องศึกษาและเข้าใจถึงประเด็นปัญหาด้านจริยธรรมในการประกอบธุรกิจ
และการรับมือกบั ปญั หาจริยธรรมทอ่ี าจเกิดขึ้นในการดาเนินธุรกิจ หากผู้บริหารได้กาหนดแนวปฏิบัติ
เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ไว้ จะทาให้ประเด็นปัญหาด้านจริยธรรมผ่อนคลายลง หรือสามารถช่วยบรรเทา
ความร้ายแรงของผลกระทบท่ีเกิดจากปัญหาทางจริยธรรมได้ส่วนหน่ึง รูปแบบการจัดการกับปัญหา
ทางจริยธรรมอาจจะใช้วิธีการกาหนดมาตรการหรือแนวทางต่างๆ ที่จะป้องกันการเกิดปัญหาทาง
จริยธรรมไว้อย่างชัดเจนซึ่งจะช่วยสร้างความรู้สึกท่ีดีและช่วยให้ ปัญหาด้านจริยธรรมผ่อนคลายลง
บุคลากรภายในองค์กรธุรกิจมีจริยธรรมในระดับที่แตกต่างกัน ท้ังนี้ขึ้นอยู่กับการอบรมสั่งสอนและ
ปลูกฝังจริยธรรมจากครอบครัวและโรงเรียน ตลอดจนสังคมของบุคลากรเหล่านั้น จริยธรรมภายใน
องคก์ รจะมปี ระสทิ ธภิ าพหรือไม่น้ันข้ึนอยู่กับปัจจัย 3 ประการ คือ จริยธรรมของแต่ละบุคคล การชัก
จูงจากผู้บริหารและเพื่อนร่วมงาน และโอกาสท่ีจะประพฤติผิด การพัฒนาจริยธรรมภายในองค์กร
สามารถทาไดห้ ลายวิธี ขึน้ อยู่กับความแตกต่างของวัฒนธรรมองค์กร หรือรูปแบบการบริหารงานของ
ผูบ้ รหิ าร
บทท่ี 3 จริยธรรมทางธรุ กิจ 78
รูปแบบการดาเนินธรุ กจิ ในปัจจุบนั มีการเปล่ียนแปลงไปอย่างมาก โดยให้ความสาคัญกับการ
เติบโตทีย่ ง่ั ยนื กลา่ วคอื ธุรกจิ มไิ ด้มุ่งแต่จะทากาไรระยะส้ันเท่าน้ัน แต่ยังให้ความสาคัญกับการเติบโต
ท่ีย่ังยืนต่อไปในอนาคต การกากับดูแลกิจการถือเป็นพื้นฐานความสาเร็จที่ย่ังยืนที่ได้รับความสนใจ
และยอมรับจากองค์กรทั่วโลก ว่าเป็นปัจจัยสาคัญที่จะทาให้กิจการบรรลุเป้าหมาย จริยธรรมทาง
ธุรกิจถือเป็นกลไกการกากับดูแลกิจการที่สาคัญต่อการดาเนินธุรกิจ สังเกตได้จากคานิยามของการ
กากับดูแลกิจการสาหรับองค์กรธุรกิจว่า หมายถึงระบบที่จัดให้มีโครงสร้างและกระบวนการของการ
สร้างความสัมพันธ์ระหว่างคณะกรรมการ ฝ่ายจัดการและผู้ถือหุ้นเพ่ือสร้างความสามารถในการ
แขง่ ขัน นาไปสูค่ วามเจริญเติบโตและเพิ่มมลู ค่าให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาวภายใต้กรอบการมีจริยธรรม
ที่ดี โดยคานึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอ่ืนและสังคมโดยรวมประกอบ หรือสรุปส้ันๆ ได้ว่าจริยธรรมทาง
ธุรกิจกับการกากับดแู ลกิจการหรอื บรรษทั ภบิ าล หมายถึง การกากับดูแลกิจการให้เจริญรุดหน้าอย่าง
มปี ระสิทธิภาพ ดว้ ยเงือ่ นไขของความถกู ต้องโปรง่ ใส การมีจริยธรรมที่ดี โดยคานึงถึงผู้มีส่วนได้เสียใน
กจิ การเป็นหลัก
3.8 จรยิ ธรรมทางธรุ กจิ กับความรบั ผดิ ชอบต่อสงั คม
ลอเรนซ์ และเวเบอร์ (Lawrence and Weber, 2008 : 4) กล่าวถึงธุรกิจและสังคมไว้ว่า
ปัจจุบันธุรกิจเป็นสถาบันหนึ่งที่มีบทบาทต่อสังคมอย่างมาก ความหมายของธุรกิจ คือ หน่วยงานท่ี
ผูกพันกับการนาเสนอสินค้าหรือบริการเพ่ือสร้างผลกาไร หน่วยงานดังกล่าวอาจอยู่ในรูปเจ้าของคน
เดยี ว ห้างหุ้นสว่ น บริษทั จากดั หรือบริษัทมหาชน หรือเป็นธุรกิจขนาดย่อมหรือขนาดใหญ่ ส่วนสังคม
หมายถึง ประชาชนและโครงสร้างสังคมที่สร้างข้ึนจากความร่วมมือธุรกิจเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและ
ในขณะเดยี วกันเป็นหนว่ ยงานแยกอิสระจากส่วนอ่ืนของสังคม โดยมีการกาหนดขอบเขตอย่างชัดเจน
แตม่ ขี ้อผูกพัน แลกเปลยี่ นอย่างต่อเนื่องกับหน่วยงานภายนอกกิจการ เช่น การจัดหาแรงงาน การซ้ือ
สนิ คา้ และบริการ และการก้ยู มื เงนิ เป็นตน้ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าธุรกิจและสังคมมีความเก่ียวพันอย่าง
สูง กิจกรรมทางธุรกิจส่งผลกระทบต่อหน่วยงานอ่ืนในสังคม และปฏิกิริยาของสังคมและภาครัฐมีผล
ตอ่ ธรุ กิจเช่นกัน
คาร์โรล และบุชฮอลซ์ (Carrol and Buchholtz, 2006 : 6) กล่าวว่า สังคมเป็นสภาพ
แวดล้อมโดย รวมทีอ่ ย่แู วดลอ้ มอยรู่ อบนอกธุรกิจ แยกรายละเอียดในการพิจารณาเป็น 4 ลักษณะ 1)
สภาพแวดล้อมทางสังคมประกอบด้วย ลักษณะของประชากร รูปแบบการดารงชีวิต และคุณค่าทาง
บทท่ี 3 จรยิ ธรรมทางธรุ กจิ 79
สังคมของสังคมนั้น ดังน้ันความสนใจบางประเด็นส่งผลกระทบต่อการดาเนินงานทางธุรกิจ 2)
สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมุ่งเน้นเก่ียวกับลักษณะและทิศทางของเศรษฐกิจท่ีธุรกิจนั้นดาเนินการ
ทาให้เกิดความสนใจในตัวแปรที่เก่ียวกับผลิตภัณฑ์มวลรวม อัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบ้ีย อัตราการ
ว่างงาน 3) สภาพแวดล้อมทางการเมืองมุ่งเน้นการออกกฎหมาย การเลือกตั้งผู้บริหารภาครัฐ และ
อ่ืนๆ ส่งผลต่อการเปล่ียนแปลงกฎหมายและระเบียบในการดาเนินธุรกิจ และ 4) สภาพแวดล้อมทาง
เทคโนโลยีเกย่ี วโยงกบั ความกา้ วหน้าของเทคโนโลยแี ละการนาเขา้ มาในสังคม สภาพแวดล้อมดังกล่าว
รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ กระบวนการผลิตใหม่ การใช้วัตถุดิบแบบใหม่และความรู้ทางวิทยาศาสตร์ท้ัง
ทฤษฎีและการประยุกต์ใช้
สมแก้ว รงุ่ เลิศเกรียงไกร และยุพาวดี สมบูรณกุล (2553 : 68-70) กล่าวว่า ความรับผิดชอบ
ต่อสังคมของธุรกิจ คือ การพิจารณาอย่างจริงจังเก่ียวกับผลกระทบของการกระทาของกิจการท่ีมีต่อ
สังคมหรอื กล่าวอีกนยั หนงึ่ คือ แนวคดิ เกีย่ วกับการรับผิดชอบต่อสังคม ต้องการให้นักบริหารคานึกถึง
การกระทาที่มีผลต่อระบบสังคมและควรรับผิดชอบต่อผลของการกระทานั้น จากกรอบแนวคิด
ดงั กล่าวทาให้เกดิ ความเช่ือมโยงระหวา่ งวกิ ฤตทิ างธุรกิจและความรบั ผิดชอบทางสังคม ความเช่ือมโยง
ระหว่างธุรกิจและสังคมทาให้เกิดผลกระทบกันได้ จะต้องประสานความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา
เน่ืองจากธุรกิจเองได้ตระหนักถึงการดารงอยู่ของธุรกิจและการยอมรับของสังคม ในช่วงระยะเวลาที่
ผ่านมาเกิดการถกเถียงเกี่ยวกับความรับผิดชอบทางสังคมเกิดขึ้นอย่างมากมาย จากท้ังนักวิชาการที่
ปรึกษาและผู้ปฏบิ ัติท่เี กย่ี วขอ้ งกบั สภาพแวดลอ้ มและสงั คมทาให้เกดิ แนวคิดมากมาย ในขณะเดียวกัน
รัฐบาลและหน่วยงานระหวา่ งประเทศ เริ่มทาการบูรณาการความรับผิดชอบทางสังคมเป็นนโยบายแต่
การพิจารณาประเด็นความรับผิดชอบทางสังคมยังคงไม่ชัดเจน และสามารถอภิปรายกันได้ การสร้าง
ความสมดุลระหว่างความรับผิดชอบทางสังคม การประเมินผลกระทบทางสังคม และการประเมินผล
ทางการเงินของกิจการยังคงเป็นประเด็นหลักของเอสเบน ราเบก พีเดอร์ เซ่น (Esben Rahbek
Pedersen, 2006 : 137) แนวคิดความรับผิดชอบทางสังคมเริ่มมีการนาเสนอในปี ค.ศ. 1953 เป็น
แนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจเน้นตัวบุคคลในธุรกิจท่ีมีความสานึกทางสังคมมากกว่าการ
มุ่งเนน้ องค์กรธรุ กิจ ทาให้เกดิ การกาหนดนโยบายสาธารณะทีม่ งุ่ เนน้ ให้ธรุ กิจปฏิบัติตามกฎหมาย ในปี
ค.ศ. 1970 มีการนาแนวความคิดความรับผิดชอบต่อสังคมเข้าสู่ระบบการประมวลผลทางด้านสังคม
โดยมีการเชือ่ มโยงเป็นส่วนหนึ่งของการจดั การเชิงกลยทุ ธ์ และกาหนดกรอบให้ผู้บริหารดาเนินการใน
ปี ค.ศ. 1980 มีการนาแนวคิดผู้มีส่วนได้เสียเช่ือมโยงกับบทบาทและความรับผิดชอบต่อสังคม ผู้มี
บทที่ 3 จริยธรรมทางธรุ กจิ 80
ส่วนได้เสีย หมายถึง บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่สร้างและรับผลกระทบต่อการดาเนินการของธุรกิจของ
วาโลว์ (Valor, 2005 : 191-193) ภายใต้แนวคิดทฤษฎีผู้มีส่วนได้เสียทาให้การกาหนดกรอบ
การศึกษาความรับผิดชอบทางสังคมเป็นอย่างแพร่หลาย และทาให้ธุรกิจตระหนักและตอบสนอง
ความต้องการของกลุ่มบุคคลที่หลากหลาย เช่น พนักงาน ลูกค้า นักลงทุน คู่ค้า และชุมชน ผู้ถือหุ้น
มิใช่กลุ่มบุคคลท่ีธุรกิจจะต้องดูแลเพียงกลุ่มเดียว ส่งผลให้ธุรกิจเริ่มพิจารณาผลท้ังทางด้านเศรษฐกิจ
และสงั คม ภายใต้รูปแบบผู้มสี ว่ นได้เสยี สง่ ผลดีต่อความเข้าใจของธุรกิจที่จะต้องเป็นส่วนหนึ่งแทนการ
แยกตัวออกจากสังคม อย่างไรก็ตามยังไม่มีการยอมรับคาจากัดความที่ชัดเจนของทั้งผู้มีส่วนได้เสีย
และความรับผดิ ชอบทางสงั คมของเอสเบน ราสเบก พีเดอร์เซ่น (Esben Rahbek Pedersen, 2006 :
138-139) ในปี ค.ศ. 1990 มีการสร้างคาศัพท์ใหม่ คือ ความเป็นประชาชนของบริษัท (Corporate
Citizenship) หมายถึง การเชื่อมโยงกิจกรรมทางธุรกิจเข้าสู่สังคมโดยรวมเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน
หลักการของความเป็นประชาชนของบริษัท คือ การดาเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม สร้างความสมดุล
ของความต้องการของผู้มีส่วนได้เสีย และยังคงปกป้องส่ิงแวดล้อม หลักการดังกล่าวประกอบด้วย
พฤติกรรมทางธุรกิจที่มีจรรยาบรรณ ข้อผูกพันกับผู้มีส่วนได้เสีย ชุมชน ลูกค้า พนักงาน นักลงทุน คู่
ค้า ข้อผูกพันกับสภาพแวดล้อม อย่างไรก็ตามผลการสารวจความเห็นของนักธุรกิจในต่างประเทศมี
ความเห็นเกยี่ วกับบทบาทความรับผดิ ชอบของธุรกิจต่อสังคมทั้งที่เห็นดว้ ยและไมเ่ ห็นดว้ ย
3.8.1 แนวคดิ ผู้มีส่วนได้เสยี กับความรับผิดชอบตอ่ สงั คม
สมแกว้ รงุ่ เลศิ เกรยี งไกร และยพุ าวดี สมบรู ณกุล (2553 : 70-71) ไดอ้ ้างถงึ ในผ้ทู ีใ่ หแ้ นวคิด
ผู้มสี ่วนได้เสยี กบั ความรับผิดชอบตอ่ สังคมไว้ ดงั น้ี
เบียร์ และคณะ (Beer, Voelpel & Leibold (2000 : 445) กล่าวไว้ว่า วิวัฒนาการแนวคิด
เกี่ยวกับความรับผิดชอบทางสังคมของธุรกิจ พบว่า แนวคิดผู้มีส่วนได้เสียเป็นแนวคิดหนึ่งในการ
กาหนดบทบาทความคาดหวัง และอิทธิพลของกลุ่มบุคคลท่ีมีความเช่ือมโยงกับธุรกิจได้ชัดเจน
ประกอบกับการบริหารธุรกิจในปัจจุบันต้องมีความสามารถดาเนินการให้สอดคล้องกับสภาพการ
แข่งขัน และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจท่ีเปล่ียนแปลงไป ดังน้ันผู้บริหารต้องกาหนดกลยุทธ์ เสริมสร้าง
ความสามารถ และประสบการณท์ างการบริหารเพ่อื เรียนร้แู ละปรบั ตัวใหส้ อดคล้องกับสภาพแวดล้อม
ดงั กล่าว เพอื่ นาองค์กรสู่การดาเนินงานอย่างเป็นระบบและพร้อมรับการเปล่ียนแปลงแนวคิดพ้ืนฐาน
ดงั น้นั การทาความเขา้ ใจแนวคดิ ผู้มสี ่วนได้เสียกบั ความรบั ผดิ ชอบทางสังคมช่วยเสริมสร้างความเข้าใจ
และนาไปสู่การปรบั ตวั อย่างเหมาะสมของธรุ กิจ
บทที่ 3 จริยธรรมทางธุรกจิ 81
ลอเรนท์ และเวเบอร์ (Lawrence & Weber, 2008 : 8-10) กล่าวว่า ผู้มีส่วนได้เสีย
หมายถึง บุคคลและกลุ่มท่ีสร้างหรือได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจ นโยบาย และการดาเนินงาน
ของหน่วยธุรกิจ หน่วยธุรกิจสร้างโครงข่ายความเช่ือมโยงกับกลุ่มหลายกลุ่มซ่ึงแยกได้ 2 ระดับคือ 1)
กลุ่มปฐมภูมิ เป็นกลุ่มที่มีความเก่ียวพันกับกิจการที่มีวัตถุประสงค์เก่ียวกับการนาเสนอสินค้าและ
บรกิ ารใหแ้ กส่ งั คม ประกอบด้วย พนักงาน ผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้ คู่ค้า ลูกค้า และผู้จัดจาหน่าย ค้าส่ง ค้า
ปลีก และ 2) กลุ่มทุติยภูมิ เป็นกลุ่มที่ไม่ได้มีความเกี่ยวพันโดยตรงกับการแลกเปล่ียนเชิงเศรษฐกิจ
แต่ได้รับผลจากการกระทาของกิจการ ประกอบด้วย ชุมชน รัฐบาล กลุ่มกิจกรรม ส่ือมวลชน กลุ่ม
สนบั สนุนธรุ กิจ และกลุ่มสาธารณชนท่ัวไป
ลอเรนท์ เวเบอร์ และโพสต์ (Lawrence, Weber & Post, 2005 : 11-13) กล่าวว่า ผู้มีส่วน
ได้เสียว่าเป็นกลุ่มท่ีมีบทบาทการคาดหวังต่อธุรกิจและอิทธิพลต่อธุรกิจในหลากหลายรูปแบบ ดังจะ
เห็นว่าผู้ท่ีมีส่วนได้เสีย มีอิทธิพลต่อธุรกิจได้หลากหลายรูปแบบ ท่ีทาให้เกิดความสามารถที่จะใช้
ทรพั ยากร การสร้างสถานการณห์ รือการปกป้องผลลัพธ์ท่ีต้องการ อิทธิพลดังกล่าวแยกได้ 4 ประเภท
1) อานาจในการออกเสียง หมายถึง ผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิทางกฎหมายในการออกเสียง เช่น ผู้ถือหุ้นมี
สิทธิ์ในการออกเสียงตามสัดส่วนของหุ้นท่ีถือครองผู้ถือหุ้น มีโอกาสที่จะออกเสียงตัดสินใจเร่ืองท่ี
สาคัญ เช่น การซื้อหรือควบรวมกิจการ รวมทั้งประเด็นทางสังคมอื่นๆ 2) อานาจทางเศรษฐกิจ
หมายถึง กลุ่มลูกค้า คู่คา้ และพนกั งาน ใชอ้ านาจรับหรือปฏเิ สธการซ้ือขายกับกิจการ คู่ค้าปฏิเสธขาย
สนิ คา้ ถา้ กจิ การผิดสัญญาลูกค้าปฏิเสธซ้ือสินค้า ถ้ากิจการปฏิบัติไม่ถูกต้อง เช่น ขายสินค้าราคาแพง
ไม่มีคุณภาพหรือไม่ปลอดภัย 3) อานาจทางการเมือง หมายถึง อานาจที่ภาครัฐใช้ผ่านทางกฎหมาย
ข้อบังคับหรือการละเมิดทางกฎหมาย ภาครัฐเป็นหน่วยงานท่ีใช้อานาจทางการเมืองโดยตรง แต่ผู้มี
ส่วนได้เสียสามารถใช้อานาจทางการเมืองทางอ้อม โดยการกระตุ้นให้ภาครัฐออกกฎหมายฉบับใหม่
หรือสร้างข้อบังคับใหม่ ซึ่งผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธ์ิในการออกเสียงเลือกตัวแทนเพ่ือเข้าทาหน้าที่ปกป้อง
สิทธิ และ 4) อานาจทางกฎหมาย หมายถึง อานาจ ท่ผี ูม้ สี ว่ นไดเ้ สยี สามารถเรียกร้องจากธุรกิจสาหรับ
ความเสียหายที่กิจการสร้างข้ึน เช่น ลูกค้าสามารถเรียกร้องค่าชดเชยสินค้าที่เสียหาย พนักงาน
เรียกร้องค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการบาดเจ็บจากการทางาน ชุมชนสามารถเรียกร้องค่าเสียหาย
จากการสร้างมลภาวะของกิจการ เปน็ ตน้
ลอเรนท์ เวเบอร์ และโพสต์ (Lawrence, Weber & Post, 2005 : 15) ได้กล่าวถึง
ความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับผู้มีส่วนได้เสียเปล่ียนแปลงไปตลอดเวลา การสังเกตของผู้เช่ียวชาญ
บทที่ 3 จริยธรรมทางธรุ กิจ 82
พบว่า ความสัมพันธ์มีการพัฒนาตั้งแต่ 1) ไม่มีการกระทา (Inactive) หมายถึง ธุรกิจไม่สนใจความ
เก่ยี วขอ้ งของผู้มสี ว่ นไดเ้ สีย 2) มีการกระทาโต้ตอบหรอื ปฏกิ ิรยิ า (Reactive) หมายถึง ธุรกิจจะดาเนิน
เพ่ือถูกบังคับให้ทาและปกป้องตนเอง 3) คาดคะเนการกระทา (Proactive) หมายถึง ธุรกิจคาดคะเน
ความเก่ียวพันของผู้มีส่วนได้เสีย มีการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะเพ่ือดูแลและจัดการปัญหา ไม่ได้
พิจารณาว่าการดาเนินงานดังกล่าวจะเป็นผลดีทางด้านการแข่งขัน และ 4) การกระทาปฏิสัมพันธ์
(Interactive) หมายถึง ธุรกิจมีข้อผูกพันกับผู้มีส่วนได้เสียอย่างต่อเน่ืองขอความร่วมมือ การเปิดเผย
และความเชอื่ ถือ
ธุรกิจเป็นส่วนหนึ่งทางสังคม จึงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมท่ีเกี่ยวข้อง
ด้วยไมว่ า่ จะเป็นผูถ้ อื หนุ้ พนักงาน ลูกค้า ธรุ กิจคูค่ า้ รฐั บาล และประชาชนโดยท่ัวไปในชุมชน ท่ีธุรกิจ
ตั้งอยู่ คนท่ัวไปเช่ือว่าธุรกิจควรต้องรับผิดชอบต่อสังคมท่ีเก่ียวข้องด้วย ธุรกิจที่ดีในสายตาคนท่ัวไป
เป็นธุรกิจที่ดูแลและไม่ทาลายสภาพแวดล้อมธรรมชาติ มีความรับผิดชอบต่อความเสียหายของลูกค้า
ดูแลและไม่เอาเปรียบพนักงาน คืนกาไรแก่ผู้ถือหุ้น และมีจริยธรรมในการดาเนินธุรกิจ ธุรกิจ ต้อง
เรียนรู้ท่ีเพื่อทากิจกรรมทางสังคมให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ พร้อมทั้งสร้างคุณค่าให้ธุรกิจและ
สร้างความขัดแย้งให้น้อยที่สุด
3.9 แนวทางปฏิบตั ขิ องจรยิ ธรรมทางธุรกิจ
ชัชวาลย์ เจียรวนนท์ (มปป. : 5) กล่าวว่าบริษัทฯ ต้องปฏิบัติและดูแลให้เจ้าหน้าท่ี ท่ีเก่ียว
ข้องกับการดาเนินธุรกิจ โดยถือปฏิบัติตามจริยธรรมทางธุรกิจ ดังน้ี 1) ประกอบธุรกิจด้วยความ
ซ่ือสัตย์สุจริต และดาเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมท้ังทางกฎหมาย จรรยาบรรณ และ
ม่งุ ม่นั ทาความดีต่อบุคคล กลุ่มชนช้ัน สังคมและส่ิงแวดล้อม 2) ปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างเป็นธรรมโดยไม่
เลือกปฏิบัติ 3) ประกอบธุรกิจโดยมีระบบการดาเนินงานท่ีมีมาตรฐานและมีการควบคุมท่ีดี โดยใช้
ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ด้วยความระมัดระวัง ด้วยข้อมูลท่ีเพียงพอและมีหลักฐาน สามารถ
อ้างอิงได้ รวมท้ังถือปฏิบัติตามข้อกฎหมายและข้อกาหนดท่ีเก่ียวข้องอย่างเคร่งครัด 4) ไม่เปิดเผย
ข้อมูลของลูกค้าทต่ี นได้ล่วงรู้มา เนือ่ งจากการดาเนินธุรกิจอันเป็นข้อมูลท่ี ตามปกติวิสัยจะพึงสงวนไว้
ไม่เปิดเผย เว้นแต่เป็นการเปิดเผยตามหน้าที่ตามกฎหมาย 5) เปิดให้ลูกค้าสามารถร้องเรียนได้
เก่ียวกับความไม่สมบูรณ์ของบริการ 6) เปิดเผยข่าวสารข้อมูลของบริการอย่างถูกต้องครบถ้วน และ
7) ปฏิบตั ติ ามขอ้ ตกลงและเงอ่ื นไขต่างๆ กับลูกคา้ อย่างเปน็ ธรรม หากปฏิบัตติ ามข้อตกลงหรือเงื่อนไข
ไม่ได้ ต้องรีบแจง้ ใหล้ กู ค้าทราบเพอื่ หาทางออกรว่ มกนั
บทที่ 3 จริยธรรมทางธุรกิจ 83
คณะทางานธรรมาภิบาลบรษิ ัทแอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี จากัด (มหาชน) (2554 : 2) ได้กล่าวไว้
ว่าถ้า คณะกรรมการบริษัทฯ ได้นาหลักเศรษฐกิจพอเพียงกับการดาเนินธุรกิจอย่างย่ังยืนมาใช้เป็น
แนวทางในการดาเนินธุรกิจ เพอ่ื สรา้ งความซ่ือสัตยส์ ุจริต มคี วามรับผดิ ชอบ และรกั ษาประโยชน์ของผู้
มีส่วนได้เสีย และสังคม เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีส่วนในการดูแลกิจการและให้ความเห็น
เกี่ยวกับการดาเนินกิจการ เพ่ือเป็นกลไกและกระบวนการท่ีจะดูแลให้มีการดาเนินการอย่างจริงจัง
นาไปสกู่ ารเป็นองค์กรธรรมาภบิ าลท่แี ทจ้ รงิ ดังน้ี 1) ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ และกฎระเบียบที่
เก่ียวข้องอย่างเคร่งครัด 2) ปฏิบัติตาม นโยบาย การกากับดูแลกิจการและจริยธรรมทางธุรกิจของ
บริษัท 3) มุ่งมั่นท่ีจะประกอบธุรกิจด้วยความโปร่งใส ซ่ือสัตย์สุจริต และเป็นธรรม 4) ยึดม่ันในการ
ปฏบิ ัตติ นเป็นพลเมืองดี ปลูกฝงั ให้พนกั งานมจี ิตสานึกที่ดี 5) คานึงถึงผลประโยชน์และผลกระทบจาก
การดาเนินงานขององค์กรด้วยความเสมอภาคและเป็นธรรมทางสังคม ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของ
บริษัทฯ 6) ดาเนนิ ธุรกิจด้วยความรับผิดชอบและรักษาประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสังคม 7)
สร้างระบบงานท่ีเข้มแข็ง เพ่ือป้องกันการทุจริตผ่านระบบการตรวจสอบภายใน 8) กาหนดให้
กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทั่วท้ังองค์กร มีส่วนร่วมในการต่อต้านการทุจริต รายงานความ
ขัดแย้งทางผลประโยชน์ การสื่อสารอย่างมีประสิทธิผลส่งเสริมคุณภาพชีวิตในการทางาน และ 9)
เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีช่องทางการร้องเรียนและรับฟังความคิดเห็น และมีมาตรการ
ค้มุ ครองผ้รู ้องเรยี นหรอื ผู้แจง้ เบาะแส
ศิริเกตุ ปุริมาณเสวี (2553 : 45-46) ได้กล่าวถึงแนวปฏิบัติในเร่ืองจริยธรรมของผู้บริหารไว้
ดังน้ี มาตรฐานในเรื่องจริยธรรมของผู้บริหารแต่ละคนย่อมแตกต่างกันออกไป เน่ืองจากพ้ืนฐานการ
เรียนรู้และประสบการณ์ท่ีแตกต่างกันของแต่ละคน อย่างไรก็ตามมีผู้เสนอแนะแนวทางปฏิบัติ ซ่ึง
ผู้บริหารอาจจะนาไปใช้ในการบริการธุรกิจได้ ดังนี้ 1) เคารพกฎหมาย ข้อแนะนาเบ้ืองต้นในเรื่อง
ความมีจริยธรรมของผู้บริหาร และการรับผิดชอบต่อสังคมก็คือการเคารพกฎหมายท้ังในตัวเน้ือหา
ข้อความ และเจตนาของกฎหมาย 2) พดู แตค่ วามจรงิ การพูดความจริงเป็นการเสริมความเชื่อถือและ
นับถือซ่ึงกันและกัน 3) ให้ความเคารพต่อผู้อื่น การให้ความเคารพต่อผู้อื่นถือเป็นจริยธรรมที่สาคัญ
บริษัท ไอบีเอ็ม จากัด กาหนดแนวทางปฏิบัติประการหน่ึงไว้ชัดเจนว่า ต้องมีการเคารพความเป็น
ปัจเจกบคุ คลของผู้อนื่ ซึ่งหลักการน้ีทาให้บริษัทมีช่ือเสียงด้านการดูแลพนักงานเป็นอย่างดี 4) ปฏิบัติ
ในส่ิงท่ีถูกต้อง ดังคากล่าวท่ีว่า จงปฏิบัติต่อผู้อื่นให้เหมือนกับท่ีท่านปฏิบัติต่อตนเอง อาจจะนามาใช้
เป็นเครอ่ื งมือในการประเมินความมีจริยธรรมของผู้บริหารธุรกิจได้ ผู้บริหารควรให้ความเป็นธรรมแก่
พนักงานขององค์กร และปฏิบัติตอ่ พนกั งานเช่นเดียวกับท่ีผู้บริหารเองต้องการได้รับจากองค์กร 5) ไม่
ทาร้ายผู้อน่ื ไมท่ าใหผ้ อู้ นื่ ได้รับความเดอื ดร้อนเสยี หาย ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือจิตใจ 6) การให้มี
บทที่ 3 จริยธรรมทางธรุ กิจ 84
สว่ นรว่ ม ผู้บริหารควรศึกษาความต้องการของบุคคลกลุ่มต่างๆ และพยายามสนองความต้องการโดย
เปิดโอกาสให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในการบริหาร มิใช่เป็นฝ่ายรับคาสั่งแต่ฝ่ายเดียว และ 7) ต้องถือ
เป็นหน้าท่ีหรือความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานที่มีคุณธรรม ผู้บริหารมีความรับผิดชอบหรือหน้าที่
จะต้องปฏิบตั ติ ามหรอื ทาอย่างใดอย่างหนงึ่ ถ้าตนสามารถทาได้หรือมีทรัพยากรท่ีทาได้ เพื่อให้เกิดผล
ดีแกอ่ งคก์ ร ผูเ้ กีย่ วขอ้ งสังคมโดยส่วนรวมหรอื สภาพแวดลอ้ ม
เนตร์พัณณา ยาวิราช (2551 : 68) กล่าวว่า จริยธรรมของผู้บริหารที่พึงมีและพึงปฏิบัติ มี
ดังนี้ 1) มุ่งมั่นทางานเพ่ือความเจริญก้าวหน้าของหน่วยงานที่ตนรับผิดชอบ 2) มีเมตตากรุณา ยึด
พรหมวิหารส่ี 3) ประพฤติตนเป็นตัวอย่างที่ดี ตรงเวลา ไม่ยักยอกฉ้อโกง แต่งกายเรียบร้อย 4) ตั้งมั่น
อยู่ในความยุติธรรมและให้ความเสมอภาคต่อผู้ใต้บังคับบัญชา 5) พึงหม่ันศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ
เพอ่ื ให้เป็นผ้ทู ่ที นั สมยั 6) ไม่ใช้กลวธิ หี รืออทิ ธิพลเพอ่ื หาผลประโยชน์ส่วนตัว 7) พึงรักษาความลับของ
ผู้ใต้บังคับบัญชา 8) พึงรับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่างท่ีเกิดขึ้นในหน่วยงาน ไม่ปัดความรับผิดชอบไปให้
ผู้อ่ืน 9) พึงอดทนด้วยความเยือกเย็นต่อคาพูดที่ขัดแย้งหรือไม่เป็นมิตรทุกชนิด 10) พึงเอาใจใส่ดูแล
ทกุ ขส์ ุขของผใู้ ต้บงั คับบัญชา 11) พงึ ระมัดระวงั คาพดู ไม่ดดุ า่ คนอ่ืนต่อหนา้ คนทั้งหลาย 12) พึงงดเว้น
อบายมุขทั้งปวง อันจะทาให้สังคมรังเกียจ 13) พึงสุขภาพอ่อนโยนกับผู้ใต้บังคับบัญชาและบุคคล
ทั่วไป และ 14) ต้องมคี วามซ่ือสตั ยไ์ ม่สรา้ งความเดอื ดรอ้ นแก่ตนเองหรอื ผู้อนื่
แนวทางในการปฏิบัติทางด้านจริยธรรมต่อธุรกิจของผู้ บริหารน้ัน ถือเป็นส่ิ งท่ีส าคัญต่อ
ความสาเร็จขององค์กร องคก์ รจะประสบความสาเรจ็ ไดต้ อ้ งมผี ู้บริหารที่ดี ผู้บรหิ ารท่ีมหี ลักการบริหาร
จัดการในแนวทางทใี่ หค้ วามสาคญั ต่อจริยธรรมในการนามาใชบ้ รหิ ารจัดการธุรกิจของตน โดยยึดหม่ัน
ในหลักความดี ละเว้นความชั่ว ให้ความสาคัญกับบุคลากรทุกคนในหน่วยงาน มีความซ่ือสัตย์
ยตุ ธิ รรม โปร่งใส เปน็ ทีต่ ัง้
3.10 จริยธรรมทางธรุ กจิ ในประเทศและตา่ งประเทศ
3.10.1 จริยธรรมทางธรุ กจิ ในประเทศไทย
สิริพรรณ นกสวนสวัสดี (2557 : ออนไลน์) กล่าวว่า สาหรับสังคมไทยจริยธรรมทางธุรกิจเป็น
มาตรฐาน ในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การผลิตสินค้า การบริโภค การบริหาร และการจัด
จาหน่ายให้ได้รับผลตอบ แทนตามสมควรและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ขาย ผู้ผลิต ผู้ซ้ือ
และผู้บริโภค เพราะถือว่าทุกตัวแสดงที่เข้ามามีความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างกัน จาเป็นต้องมี
จริยธรรมในการปฏิบัติต่อกันในทางปฏิบัติ แล้วเร่ืองของจริยธรรมทางธุรกิจที่ได้รับความสนใจ
หลังจากการเคลื่อนไหวใหญ่ของประชาชนในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬและการส่งเสริมจริยธรรมและ
บทท่ี 3 จรยิ ธรรมทางธรุ กิจ 85
ธรรมาภิบาลในระบบเศรษฐกจิ หลงั จากเกดิ วิกฤตเิ ศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 เรื่องของความโปร่งใส การ
ตรวจสอบได้ และความรับผิดชอบตอ่ สงั คมขององค์กรธรุ กิจในภาคเอกชน แต่เหตุการณ์สาคัญที่ทาให้
เรื่องของจริยธรรมทางธุรกิจถูกพูดถึงมากย่ิงข้ึน คือ ความสัมพันธ์ระหว่างนักธุรกิจกับการเมือง ไม่ว่า
จะเป็นการเข้ามาแสดงบทบาททางการเมืองโดยตรงของนักธุรกิจ หรือการให้เงินอุดหนุนพรรค
การเมืองเพื่อสร้างสายสัมพันธ์ และกดดันโดยอ้อมผ่านองค์กรต่างๆ จนทาให้เกิดข้อกังขาในเร่ือง
ผลประโยชน์ทับซ้อน และการขัดกันเองในทางจริยธรรมท้ังทางธุรกิจและการเมือง เช่น การประมูล
และล้มประมูล 4G การออกกฎหมายเอ้ือต่อธุรกิจโทรคมนาคมและดาวเทียม และการปล่อยเงินกู้
ให้กับรัฐบาลพม่า หรือการท่ีกลุ่มทุนขนาดใหญ่และบริษัทข้ามชาติจานวนมาก เปิดกิจการโมเดิร์นเท
รดทุกมุมเมือง แข่งกับร้านขายของชาตามมุมถนนแบบดั้งเดิมที่เรียกกันตามภาษาจีนว่าร้านโชว์
ห่วย ซึง่ ทาใหท้ นุ ขนาดเล็กหลายเจ้าต้องปิดกิจการไป เข้าลักษณะปลาใหญ่กินปลาเล็ก ปรากฏการณ์
เหล่าน้ีทาใหเ้ กิดการตงั้ คาถามถงึ มาตรฐานทางจริยธรรมในการดาเนนิ ธุรกิจ ท้ังท่ีกากับโดยรัฐและโดย
กลุ่มทุนเอง ในทางปฏิบัติพบปัญหาว่าสังคมไทยแทนท่ีจะกล่าวถึงจริยธรรมทางธุรกิจเพ่ือยกระดับ
ความรับผิดชอบของกลุ่มทุนต่อลูกจ้าง ต่อลูกค้า ต่อสังคม และส่ิงแวดล้อม กลับมีการใช้คาว่า
จริยธรรมทางธุรกิจเพื่อเป็นเครื่องมือจัดการฝ่ายตรงข้าม ซ่ึงผลคือทาให้จริยธรรมถูกลดค่าเป็นเพียง
อาวุธที่ไม่ได้มีเนื้อหา ปัญหาน้ีจึงต้องกลับมาพิจารณาจริยธรรมในฐานะหลักการว่า ส่ิงใดถูกส่ิงใดผิด
จรยิ ธรรมทางธุรกิจจึงเป็นเร่อื งของกระบวนการ ไม่ใชแ่ คเ่ ร่อื งของผลลพั ธห์ รอื เครอื่ งมือเท่าน้นั
จันทน์ทิพย์ อนุกูล และคณะ (มปป. : 11-13) ได้เขียนไว้ในบทความว่า บทบาทของภาค
ธุรกิจเอกชนในการสนับสนุนหรือมีส่วนร่วมกับภาคส่วนอื่น ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วย
การป้องกันและปราบปรามการทุจริต บทบาทของภาคธุรกิจเอกชนในส่วนนี้สืบเนื่องมาจากการที่
ยุทธศาสตร์ชาติฯ ได้กาหนดบทบาทของภาคส่วนอื่น โดยเฉพาะภาครัฐในการดาเนินการตาม
มาตรการต่างๆ ในลกั ษณะของการสร้างความรว่ มมือจากภาคเอกชนหรือเอื้อความร่วมมือดังกล่าวอยู่
หลายประการ ดังนั้นคณะผู้เขียนจึงเห็นว่าภาคธุรกิจเอกชนย่อมมีบทบาทในการสนับสนุนหรือมีส่วน
รว่ มในการขบั เคลอ่ื นยทุ ธศาสตร์ชาติ ตามบทบาทของภาคส่วนอื่นดังกล่าวด้วย ดังจะได้แยกพิจารณา
ตามยทุ ธศาสตร์ดงั ต่อไปน้ี
บทที่ 3 จริยธรรมทางธุรกิจ 86
ตามยุทธศาสตร์ 1 ปลูกจิตสานึก ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม และสร้างวินัยแก่ทุกภาค
ส่วน คือ
1. นาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับการดาเนินธุรกิจ และเข้าร่วมกิจกรรมท่ี
หนว่ ยงานภาครฐั จัดขึน้ เพ่อื เป็นการสง่ เสริมให้เกดิ ความรคู้ วามเข้าใจเกย่ี วกบั หลักปรชั ญาดงั กลา่ ว
2. ให้ความร่วมมือกับภาครัฐที่รับผิดชอบในการกาหนดโครงการ/กิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม
จรยิ ธรรม
3. เข้าร่วมในการอบรมให้ความรู้ด้านคุณธรรม จริยธรรม ท่ีจัดข้ึนโดยหน่วยงานภาครัฐท่ี
รบั ผดิ ชอบ รวมทงั้ ในการคัดเลอื กต้นแบบคุณธรรม จริยธรรม
4. เสริมสร้างแรงบันดาลใจในการกระทาความดี โดยรณรงค์สร้างกระบวนการเรียนรู้ และ
ปลูกฝังจิตสานึก ค่านิยม เชิดชูความดี ความซื่อสัตย์สุจริต และรังเกียจการทุจริตแก่บุคลากรใน
หน่วยงาน โดยอาจมีการพัฒนาบุคคลต้นแบบและยกย่องเชิดชูให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่หน่วยงาน
รวมทง้ั สรา้ งแรงจูงใจในการทาความดีเพอ่ื เป็นการเสริมกาลงั ใจให้มีการกระทาความดีอย่างต่อเน่ือง
ตามยทุ ธศาสตร์ 2 รวมพลังแผ่นดนิ ป้องกันและปราบปรามการทจุ ริต ดงั นี้
1. มีส่วนร่วมในการบูรณาการความคิดเห็นกับภาคราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กร พัฒนา
เอกชน องค์กรศาสนาและส่ือมวลชน ในการวางแนวทางสาหรับการประชาสัมพันธ์อย่างเป็นระบบ
และต่อเนอ่ื ง เพอ่ื ให้หน่วยงานทเ่ี กี่ยวข้องนาไปสู่การปฏิบัติในทศิ ทางเดียวกนั
2. ให้ความสนใจใฝ่รู้ในข้อมูล ข่าวสาร งานวิจัย และงานวิชาการด้านการป้องกันและ
ปราบปรามการทุจรติ ท่หี น่วยงานทร่ี ับผดิ ชอบดาเนนิ การจดั ทาและเผยแพร่
3. ให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมกิจกรรมท่ีเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ซ่ึงหน่วยงานท่ี
รบั ผิดชอบจัดขึ้นเพื่อรณรงค์ให้เกิดความตื่นตัวในหมู่ประชาชนทุกระดับ เช่น การอภิปรายสาธารณะ
ในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น การส่งเสริมการจัดอบรมสร้างจิตสานึกให้ประชาชนมีส่วนร่วม และเห็น
ความสาคัญในการตรวจสอบการทุจริต การแสดงความคิดเห็นในการปกป้องทรัพย์สินสาธารณะ การ
จดั นทิ รรศการเก่ียวกับการรณรงคป์ ้องกนั ปราบปรามการทุจรติ เป็นตน้
4. ให้ความสนใจศึกษาช่องทางการแจ้งเบาะแสการทุจริต หน่วยงานที่รับผิดชอบ
ประชาสัมพนั ธ์ใหท้ ราบ
5. มสี ว่ นร่วมในการตรวจสอบโครงการสาคัญของภาครฐั และแจง้ เบาะแสการทจุ ริต
บทท่ี 3 จรยิ ธรรมทางธรุ กิจ 87
6. มีการจัดโครงการ/กิจกรรมในการต่อต้านการทุจริต โดยอาจส่งประกวดเครือข่ายเข้มแข็ง
ในระดับท้องถ่นิ หรอื ระดับชาติ และใหค้ วามรว่ มมอื ในการศึกษาดูระบบการทางานของเครือข่ายที่เป็น
แบบอย่าง
ตามยุทธศาสตร์ 3 เสรมิ สร้างความแขง็ แกรง่ แก่หน่วยงาน ต่อตา้ นการทจุ ริต
ร่วมมือกับภาครัฐ ภาคการเมือง และองค์กรสาธารณะประโยชน์ ในการกาหนดเกณฑ์
มาตรฐานกลาง ความโปรง่ ใสที่นา่ เชอื่ ถือ และตอบคาถามของสังคมได้ และยอมรับการตรวจสอบโดย
องค์กรกลาง ท่ีทาหน้าที่ควบคุมดูแลมาตรฐานกลาง นอกจากนี้ตามยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังมี
มาตรการ/แนวทางดาเนินงานท่ีเก่ียวข้องกับบทบาทของภาคธุรกิจเอกชนอยู่อีก คือ การเสริมสร้าง
ความเขม้ แข็งในการต่อตา้ นการรับสินบน และส่งเสริมความซื่อสัตย์ในภาคธุรกิจเอกชน ซ่ึงเป็นเร่ืองท่ี
ภาคธุรกจิ เอกชนต้องใหค้ วามร่วมมือ
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าหน่วยงานภาครัฐให้ความสาคัญกับจริยธรรมในการดาเนินธุรกิจ จึงได้มี
การกาหนดเป็นยุทธศาสตร์ชาติตามรายละเอียดดังกล่าวข้างต้น เพ่ือใช้เป็นแนวทางในการบริหาร
จัดการขององค์กรต่างๆ เพอื่ ใหถ้ กู ต้องตามกฎหมายและไม่ขัดต่อหลักจริยธรรม ภาคธุรกิจเอกชนเมื่อ
ได้รับความรู้ ข้อแนะนาต่างๆ จากภาครัฐแล้วก็ต้องนามาปรับใช้กับองค์กรของตน โดยใช้หลักการ
เดียวกับภาครัฐ หรือเพิ่มเติมตามความคิดเห็นของผู้บริหารขององค์กร ดังตัวอย่างต่อไปน้ี ให้รางวัล
แก่ผ้ทู าความดีในการแจ้งเบาะแสการทจุ ริตภายในองคก์ รและใช้หลักการบริหารงานตามหลักธรรมาภิ
บาลผสมผสานกับหลักบรรษัทภิบาล และเม่ือภาคธุรกิจเอกชนได้ใช้หลักธรรมาภิบาล หลักบรรษัทภิ
บาล และใช้ยุทธศาสตร์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตมาใช้ในธุรกิจของตน ก็จะทาให้เกิด
การยอมรับสาหรับภาคธุรกิจว่ามีหลักในการปกครอง การบริหารงาน การจัดการ การควบคุมดูแล
อยา่ งถกู ต้องท้งั ทางกฎหมายและทางศลี ธรรมอันดี
3.10.2 จริยธรรมทางธรุ กจิ ในตา่ งประเทศ
สานักงาน ก.พ. (ม.ป.ป. : 1-9) กลา่ วถึงมาตรฐานทางจริยธรรมของตา่ งประเทศ ไวด้ งั นี้
1. ประเทศสหรัฐอเมริกา หน่วยงานท่ีรับผิดชอบ คือ หน่วยงานกลาง (The U.S. Office of
Government Ethics : OGE) ทาหน้าท่ี ให้คาปรึกษาด้านกฎหมาย นโยบาย ข้อกาหนดต่างๆ ที่
เก่ียวข้องกับด้านจริยธรรมในระดับผู้บริหาร ปรับปรุงกฎระเบียบด้านจริยธรรมให้ทันสมัย จัดอบรม
ใหก้ ับเจา้ หน้าทีด่ า้ นจริยธรรม โดยมงุ่ เน้นการจัดการปญั หาเกี่ยวกับการขัดกันของผลประโยชน์ภายใน
หน่วยงานโดย OGE จะทาหน้าท่ีเป็นผู้ควบคุม ตรวจสอบ ป้องกันการกระทาผิดด้านการขัดกันของ
บทที่ 3 จรยิ ธรรมทางธุรกิจ 88
ผลประโยชน์ในหน่วยงานฝา่ ยบริหาร ผา่ นกลไกคือ เจ้าหนา้ ทดี่ ้านจริยธรรมซึ่งทาหนา้ ทเ่ี ป็นผู้แทนของ
หน่วยงานในการดาเนินการแก้ไขการขัดกันของผล ประโยชน์ในหน่วยงานของตนเอง โดยอาศัย
เครอ่ื งมือ 3 ดา้ น ได้แก่ ด้านการจดั อบรมใหค้ วามรู้ ด้านการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน และด้านการให้
คาแนะนาปรกึ ษา
2. ประเทศสหราชอาณาจักร ยึดหลักความประพฤติ 7 ประการ 1) เสียสละ ไม่คานึงถึง
ประโยชน์ส่วนตน 2) ความชื่อตรง/ยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม 3) ความตรงไปตรงมา 4) พร้อม
รับการตรวจสอบ 5) เปดิ เผยโปร่งใส 6) ซอ่ื สตั ย์ และ 7) เป็นผู้นาในการรักษาหลักท้ัง 7 ประการของ
เจ้าหน้าที่รัฐ โดยมีหน่วยงานกลางท่ีสนับสนุนการทางานของคณะรัฐบาล (The Cabinet Office)
เพื่อผลักดันให้เกิดนโยบายรัฐที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นการปฏิรูปและพัฒนาระบบราชการที่ดีกว่าเดิม
กระตนุ้ ให้เกดิ ความโปรง่ ใสในภาครฐั ยกระดับคุณภาพและประสทิ ธภิ าพในการทางานภาครฐั
3. ประเทศออสเตรเลีย ยึดหลักการให้บริการสาธารณะของออสเตรเลีย (APS Values :
Australia Public Service’s Values : ICARE) ประกอบ ด้วย 1) I = Impartial คือไม่ยุ่งเก่ียวกับ
การเมือง ให้คา แนะนารัฐบาลอย่างจริงจัง เปิดเผย ตรงไปตรงมา เหมาะสมแก่เวลาและอยู่บน
ฐานข้อมลู เชอื่ ถือได้ 2) C = Committed to Service คือ มคี วามเป็นมืออาชีพ ตรงไปตรงมา มุ่งเน้น
การแก้ปัญหาด้วยวิธีใหม่และเน้นประสิทธิภาพ ร่วมมือกันทางานเพ่ือสร้างผลประโยชน์ท่ีดีท่ีสุดแก่
รัฐบาลและชาวออสเตรเลีย 3) A = Accountable คือ การเปิดเผยสามารถตรวจสอบได้ 4) R =
Respectful คือ การเคารพสทิ ธิของบุคคล และ 5) E = Ethical คือ การดาเนินการต่างๆ ด้วยความ
ซ่อื ตรง/ยึดมน่ั ในความถกู ต้องชอบธรรมในทุกกระบวนการ โดยเน้นเร่ืองการพัฒนาบุคลากรเพ่ือสร้าง
ประสิทธิภาพให้กับภาครัฐ มีหน่วยงานกลาง เอพีเอสซี (The Australian Public Service
Commission : APSC) มีหน้าท่ีตามนโยบายการให้บริการสาธารณะปี 1999 (Public Service Act
1999) ทาหน้าที่ในการส่งเสริมให้เกิดมาตรฐานสูงสุดในการสร้างความซ่ือตรง/ยึดม่ันในความถูกต้อง
ชอบธรรมของภาครัฐและตามหลักปรากฏในหลักการให้บริการสาธารณะของออสเตรเลีย (APS
Values) มีหน้าท่ีหลักในการพัฒนาส่งเสริม ทบทวนการบริหารบุคลากรภาครัฐ ทั้งระดับนโยบาย
และการปฏิบัติชว่ ยเหลืองานดา้ นพฒั นาการบริหารบคุ ลากรภาครฐั สร้างความกา้ วหน้าในอาชีพ สร้าง
ผู้นา ให้คาแนะนาช่วยเหลือหน่วยงานในประเด็นที่เก่ียวข้องกับงานภาครัฐและทางานร่วมกับ
คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (The Merit Protection Commissioner) ในกรณีเม่ือต้องมี
การตดั สนิ หรอื พจิ ารณาประเด็นทีเ่ กีย่ วขอ้ งกับจรยิ ธรรม
บทท่ี 3 จรยิ ธรรมทางธรุ กิจ 89
4. ประเทศนิวซีแลนด์ ยึดหลักมาตรฐานจริยธรรม 3 ประการ (Public Service of
Conduct : The Three Principles) คือ 1) เจ้าหน้าที่รัฐพึงปฏิบัติตามกฎข้อบังคับด้วยความเป็นมือ
อาชีพ ซงึ่ ตรงและยึดม่ันในความถูกต้องชอบธรรม 2) เจ้าหน้าที่รัฐควรปฏิบัติหน้าท่ีด้วยความซ่ือสัตย์
ตรงไปตรงมา มีประสิทธิภาพ เคารพสิทธิของประชาชนและเพ่ือนร่วมงาน และ 3) เจ้าหน้าท่ีรัฐไม่
ควรนาความเสอื่ มเสยี มาส่รู าชการ ไม่ควรใช้ตาแหน่งหน้าที่หาประโยชน์ส่วนตนโดยมีสานักงานตรวจ
เงินแผ่นดิน (The Office of Auditor-General) เป็นหน่วยงานอิสระที่มีหน้าท่ีตรวจสอบการใช้จ่าย
งบประมาณของประเทศว่าใช้จ่ายได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพเพียงใด เปรียบ เสมือน
หน่วยงานมูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ (Watchdog) ตรวจสอบการทางานของภาครัฐว่าเป็นไปตาม
แผนทวี่ างไวห้ รอื ไม่
5. ประเทศสิงคโปร์ ยึดหลัก 3 ประการ 1) Integrity คือ ความซื่อตรง/ยึดม่ันในความ
ถูกต้อง 2) Service คือ รักษาคุณภาพใส่ใจบริการและ 3) Excellence คือ มีความเป็นเลิศโดยมี
Public Service Division เป็นหน่วยงานบริหารบุคลากรภาครัฐ มีเป้าหมายหลักในการสร้างความ
เป็นเลิศในงานบริการของภาครัฐ และส่งเสริมการสร้างประสิทธิภาพในภาครัฐ มีภารกิจในการดูแล
สนับสนุน บุคลากรภาครัฐ ให้ทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความเป็นอยู่ท่ีดี และสร้าง
ระบบงานภาครัฐท่ีมีประสิทธิภาพเป็นที่เชื่อถือและไว้วางใจแก่ประชาชนเพื่อประโยชน์สูงสุดของ
ประเทศสิงคโปร์และพลเมือง โดยมุ่งเน้นการสร้างผู้นาที่มีประสิทธิภาพ เตรียมความพร้อมให้กับ
หน่วยงานของภาครัฐ โดยยดึ หลักธรรมาภิบาล (Good Governance) และมีสานกั สืบสวนการกระทา
ทุจริต (Corrupt Practices Investigation Bureau : CPIB) เป็นหน่วยงานอิสระ มีหน้าท่ีในการ
ตรวจสอบและป้องกันการทุจริตคอร์รัปช่ัน โดยปฏิบัติงานภายใต้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการ
ทุจริต (The Prevention of Corruption Act : PCA) มหี นา้ ทต่ี รวจสอบกรณีคอร์รัปชัน่ ท้งั หน่วยงาน
ภาคเอกชนและภาครัฐ และรายงานต่อนายกรัฐมนตรี
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าแต่ละประเทศจะมีการกาหนดมาตรฐานทางจริยธรรมของตนไว้อย่าง
ชดั เจน โดยมีการแต่งต้ังหน่วยงานเฉพาะขึ้นมารับผิดชอบโดยตรง ทุกประเทศล้วนให้ความสาคัญกับ
หลกั การบริหารการจัดทีจ่ ะตอ้ งควบคูก่ นั ระหวา่ งกฎหมายและจริยธรรม เพ่ือให้เกิดประสิทธิภาพมาก
ท่ีสุด โดยมีหลักสาคัญท่ีเหมือนกัน คือ ความซื่อสัตย์ ความถูกต้อง การให้ความสาคัญต่อประโยชน์
ส่วนรวมเป็นที่ตัง้ ความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้
บทที่ 3 จริยธรรมทางธุรกจิ 90
3.11 ประโยชน์ของจริยธรรมตอ่ ธุรกจิ
เนตร์พัณณา ยาวิราช (2551 : 49) กล่าววา่ ประโยชน์ของจรยิ ธรรมตอ่ ธรุ กิจมีดงั น้ี
1. จรยิ ธรรมกอ่ ใหเ้ กิดความเชอ่ื ถือ (Credit)
2. จริยธรรมก่อให้เกิดความทุ่มเท (Devotion) นามาซึ่งประสิทธิภาพอันทรงคุณภาพ
(Qualitative Efficiency)
3. จริยธรรมก่อให้เกิดภาพลักษณ์ท่ีดี (Good Image) มีผลดีต่อตาแหน่งทางการค้า สร้าง
ความภักดีต่อตราสินค้า (Brand Loyalty) มีผลต่อการกาหนดราคา (Pricing) และมีผลต่อยอดขาย
(Sales Volume)
4. จริยธรรมก่อใหเ้ กิดการลดหยอ่ นทางกฎหมาย
5. จริยธรรมก่อใหเ้ กดิ การทางานอย่างมีความสุขทั้งผู้บริหารและพนักงาน
สมคดิ บางโม (2554 : 16-17) กลา่ วถึงประโยชน์ของจรยิ ธรรมทางธุรกจิ ทีไ่ ด้รับ ดังน้ี
1. ทาให้บุคลากรในองค์กรธุรกิจ อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ปฏิบัติงานด้วยความสบายใจ
ไม่เบยี ดเบยี นกัน มคี วามรกั สามคั คี ไม่มขี อ้ พพิ าทแรงงานหรือกลั่นแกลง้ กัน
2. ทาให้บุคลากรในองค์กรธุรกิจเจริญก้าวหน้า มีอาชีพและรายได้ท่ีม่ันคง ดารงชีวิตอย่างมี
ความสุข มศี ักด์ิศรี มคี วามหวัง มโี อกาสกา้ วหน้าในอาชพี และมรี ายได้ท่ีมั่นคง
3. องคก์ รธรุ กิจเจริญรุง่ เรือง ย่ังยืนถาวรตลอดไป ไม่ลม่ สลาย
4. ทาให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง พัฒนาท้ังด้านเศรษฐกิจ สังคมและความม่ันคง ธุรกิจ
เจริญรุ่งเรือง คนมีรายได้ไม่ว่างงาน สังคมสงบสุข ประชาชนไม่ลุ่มหลงอบายมุข ไม่มีการคดโกงกัน
อาชญากรรมก็ไม่เกิด
ดังจะเห็นได้ว่าประโยชน์ของการมีจริยธรรมในการดาเนินธุรกิจน้ันส่งผลให้กับทุกภาคส่วน
ไม่วา่ จะเปน็ ส่วนขององคก์ ร สว่ นของพนักงาน ส่วนของภาครัฐ และส่วนของสังคม ทุกส่วนล้วนได้รับ
ประโยชน์ท้ังส้ิน การมีจริยธรรมในการบริหารจัดการด้านธุรกิจย่อมส่งผลสาเร็จต่อธุรกิจในระยะยาว
อยา่ งยง่ั ยนื
สรุป
จริยธรรมทางธุรกิจเป็นแนวทางในการปฏิบัติที่เก่ียวข้องกับสิ่งท่ีดีและสิ่งที่ไม่ดี ส่ิงท่ีถูกต้อง
และไม่ถูกต้อง จริยธรรมขององค์กรธุรกิจช่วยให้ทราบถึงมาตรฐานทางจริยธรรม ธุรกิจท่ีดาเนินงาน