The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

POL6100แนวทางการศึกษารัฐศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thanya_rato, 2022-03-10 23:31:51

POL6100แนวทางการศึกษารัฐศาสตร์

POL6100แนวทางการศึกษารัฐศาสตร์

กลมุ่ แนวการศกึ ษากลุ่มผลประโยชน์
(Interest Group Approach)

บทวิเคราะหว์ ่าด้วยการเคล่อื นไหวและการต่อสู้ทางการเมอื ง
ของกลุ่มเกษตรกร จังหวดั อานาจเจริญ

เสนอ

ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.ณฐั พงศ์ บญุ เหลือ

โดย รหัสนกั ศกึ ษา6324800619
รหัสนักศกึ ษา6324800626
1. นางสาวอัญชลี นากรณ์ รหัสนกั ศกึ ษา6324800627
2.นางลกั ษณค์ ณา กดุ เป่ง รหัสนกั ศกึ ษา6324800653
3. วา่ ท่รี ้อยตรีหญิงลดั ดา บญุ สุภาพ
4. นางสาวสิรภิ ัคว์ พรมบู่

บทวิเคราะหน์ ้ีเป็นสว่ นหนึ่งของวชิ า POL 6100
วชิ าแนวทางการศกึ ษารัฐศาสตร์
ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2564

หลักสูตร รฐั ศาสตรม์ หาบัณฑติ คณะรฐั ศาสตร์
มหาวิทยาลยั รามคาแหง

แนวการศึกษากลุ่มผลประโยชน์ (Interest Group Approach):
บทวเิ คราะหว์ ่าด้วยการเคลือ่ นไหวและการต่อสู้ทางการเมอื งของกล่มุ เกษตรกร

จังหวัดอานาจเจรญิ

บทนา
การเคล่ือนไหวต่อสู้และการลุกขึ้นสู้ ของชาวนา โดยจะพิจารณาว่า มีรูปแบบลักษณะใด
รากเหง้าของปัญหาท่ีทําให้ชาวนาในแต่ละยุคสมัยลุกข้ึนสู้เป็นอย่างไร มีการจัดรูปแบบองค์กรอย่างไร
โดยพิจารณาเปรยี บเทยี บขบวนการชาวไรช่ าวนาในอดตี ท่ีผา่ นมา นบั แตช่ าวนาในยุคก่อเหตุการณ์ 14
ตุลาคม 2516 ในสมัยน้ัน คือ สมัชชาคนจน สมัชชาเกษตรกรรายย่อยกลุ่มต่างๆซึ่งถือว่าเป็นการรวมตัว
กันขององค์กรชาวนาชาวไร่ที่กว้างขวางท่ีสุดในช่วงเหตุการณ์ร่วมสมัย ขบวนการชาวไร่ชาวนา มักให้
ความสําคัญต่อการศึกษาขบวนการเคลื่อนไหวที่ใหญ่โต มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักและสามารถสร้างผล
สะเทือนในการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย หรือ ทางสังคม การศึกษาขบวนการชาวนาต้องคํานึงถึงบริบท
ทางเศรษฐกิจ การเมอื ง พนื้ ทที่ างการเมอื งและสังคมและโลกชีวิตของชาวนาท่ีเปลี่ยนแปลงพิจารณาจาก
ในดา้ นนโยบายและมาตรการของรฐั ในการแกป้ ัญหาของชาวนา
รูปแบบการเคล่ือนไหวต่อสู้ของชาวนาในอดีตก่อนยุคการเข้าร่วมกับขบวนการสังคมนิยมใน
ลกั ษณะของการกระทํารวมหมู่ที่เห็นได้อย่างชัดเจน ได้แก่ กบฏชาวนา ปฏิกิริยาที่มีการเปล่ียนแปลงต่อ
สงั คมรวมท้ังการปรับตัวของวัฒนธรรมชาวนาแบบดัง้ เดมิ ปรากฏการณ์เหล่าน้ีเป็นเร่ืองของจิตสํานึกและ
ความสัมพนั ธ์กับระบบการผลิตของสังคมซึ่งเป็นวัฒนธรรมความเชื่อของชาวนาท่ีมีแนวต่อต้านอํานาจรัฐ
โดยมีพลังผลักดันคือจิตสํานึกในความเป็นชนชาติส่วนน้อยโดยเฉพาะในภาคอีสานการเคล่ือนไหวต่อสู้
ของชาวนาในยุคก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มีความเปล่ียนแปลงในเชิงโครงสร้างท่ีสําคัญอันต่อ
เนื่องมาจากสัญญาเบาริ่งและระบบเศรษฐกิจการค้าข้าวภายใต้ก ารจัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
การเมืองแบบใหมท่ ่ีเกดิ รัฐรวมศูนย์ โดยการปรับโครงสร้างทางการผลิตภายในความสัมพันธ์ทางการผลิต
ท่ี ทํ า ใ ห้ ช า ว น า อ ยู่ ใ น ฝ่ า ย ถู ก เ อ า รั ด เ อ า เ ป รี ย บ ทํ า ใ ห้ เ กิ ด ก า ร ลุ ก ขึ้ น ม า ต่ อ ต้ า น รั ฐ ใ น ห ล า ย รู ป แ บ บ
ปรากฏการณ์บางด้านชี้ให้เห็นถึงการลุกขึ้นมาต่อสู้ของชาวนาในการเข้าร่วมกับขบวนการสังคมนิยม
เหตุการณ์ซึ่งนํามาสู่การเกิดขึ้นของขบวนการชาวนา จึงได้แก่เงื่อนไขจําเป็นด้านโครงสร้าง คือ ความ
เดื อด ร้อนท่ีเกิด จากการเ อารัด เอาเปรียบภ ายใต้ ความสัมพันธ์ทางการผลิต ที่ชาวนาอยู่ในสถ าน ะ
เสียเปรียบ ชาวนาต้องสูญเสียที่ดิน และจ่ายค่าเช่านาที่สูง แต่ชาวนาขายข้าวได้ในราคาต่ํา เน่ืองจากรัฐ
เก็บค่าผ่านกระบวนการส่งออก องค์กรของชาวนซึ่งเป็นปัจจัยเอื้อที่สําคัญ คือการหนุนช่วยจากนิสิต
นักศึกษาและบรรยากาศการเมืองทก่ี า้ วเข้าสู่ยุคประชาธปิ ไตยโดยเบง่ บาน

กรอบแนวคิดการวเิ คราะห์กลุม่ ผลประโยชน์
ในการคดิ วเิ คราะหว์ ่าดว้ ยการเคลื่อนไหวและการการตอ่ สูท้ างการเมอื งของกล่มุ เกษตรกร จังหวัด

อํานาจเจริญ ใช้ตัวแบบทฤษฎีกลุ่ม (Group Theory) ทฤษฎีกลุ่ม (Group Theory) เกิดจากการ

รวมกลุ่มของคนในสังคมท่ีมีความสนใจและความต้องการสอดคล้องกัน เพ่ือกดดันและเรียกร้องต่อ

รัฐบาล จากที่นักรฐั ศาสตร์ David Truman อธิบายไว้ว่า กลุ่มผลประโยชน์ คือ คนท่ีมีทัศนคติร่วมกัน

รวมกลุ่มเพ่ือเรียกร้องต่อคนอีกกลุ่ม บทบาท หน้าที่และกิจกรรมทั้งหลายของกลุ่มผลประโยชน์ภายใน

สังคม มีส่วนท่ีทําให้เกิดการตกลงใจ ตัดสินใจทางการเมือง ทุกกลุ่มปรารถนาท่ีจะมีอํานาจทางการเมือง

การแข่งขันกันเพ่ือแสวงหาอํานาจทางการเมืองจึงปรากฏขึ้นภายใต้ระบบการเมือง หากกลุ่มใดสามารถ

เข้าถึงอํานาจทางการเมือง ก็จะส่งผลให้กลุ่มเข้ามามีบทบาทในกระบวนการกําหนดนโยบายสาธารณะ

ของรัฐไดม้ ากกวา่ กลุม่ อน่ื ๆ

อย่างไรก็ตามกลุ่มดังกล่าว จะมีลักษณะเป็นกลุ่มการเมืองก็ต่อเม่ือการเรียกร้องนั้น เป็นการ
เรยี กร้องตอ่ สถาบันรัฐบาล ปัจเจกบุคคลในสังคมจะมีความสําคัญทางการเมือง ก็ต่อเม่ือได้เข้าไปอยู่เป็น
สมาชกิ ในกลมุ่ ผลประโยชน์

นโยบายสาธารณะเป็นผลลัพธข์ องการปฏิสัมพันธร์ ะหว่างกลุ่มผลประโยชนแ์ ละในระบบการเมือง
แบบพหสุ งั คมประชาธิปไตย ซ่ึงประกอบด้วยกลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มอิทธิพล และกลุ่มการเมืองจํานวน
มากมาย กลมุ่ เหลา่ นีเ้ ปน็ เหมือนสะพานเชอื่ มระหว่างประชาชนกับรฐั

กลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่รวมกันเพื่อแสวงหาและรักษา
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มนักธุรกิจการค้า กลุ่มเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม กลุ่มพ่อค้า
ผสู้ ง่ ออก กลุ่มกรรมกร สมาคมชาวไร่ออ้ ย กลมุ่ อาชีพต่างๆ ฯลฯ

กลมุ่ ผลประโยชน์กบั บทบาททางการเมือง
วตั ถปุ ระสงคข์ องกล่มุ ผลประโยชน์
1. เพอ่ื รกั ษาผลประโยชน์ของตนและกลมุ่
2. เพอื่ แสวงหาผลประโยชนข์ องกลมุ่
3. เพื่อชว่ ยเหลอื สมาชิกของกลุ่ม
4. เพอื่ สนบั สนุนช่วยเหลือคนภาคเดียวกนั
5. เพื่อแสวงหาอาํ นาจทางการเมอื ง

ลักษณะของกลุม่ ประกอบดว้ ยลักษณะทสี่ าคัญ 4 ประการ ไดแ้ ก่
1. ต้องมคี นสองคนหรอื มากกวา่ มามีปฏสิ มั พนั ธ์กนั
2. มโี ครงสร้างกลมุ่
3. มจี ุดมงุ่ หมายร่วมกัน
4. สมาชกิ รับรถู้ ึงการเป็นกลุม่ ของตนเอง ซง่ึ เป็นการทบ่ี ุคคลในองคก์ ารมาทางานร่วมกัน เพื่อ
บรรลเุ ปา้ หมายขององคก์ าร
ประเภทของกลุ่ม แบ่งออกไดเ้ ป็น 2 ประเภท ไดแ้ ก่
1. กลุม่ แบบท่ีเปน็ ทางการ (Formal Group) หมายถงึ กลุ่มท่ถี ูกแต่งต้งั ขึน้ มาโดยอํานาจหนา้ ท่ี
ความรบั ผดิ ชอบตามโครงสร้างขององค์การ เพ่ือจะทาํ กิจกรรมสนองความต้องการขององคก์ าร โดยกลมุ่
ทเ่ี ปน็ ทางการจะถกู แบ่งยอ่ ยออกเป็น 2 ลกั ษณะ ดังนี้

1.1) กลมุ่ ตามสายบงั คบั บญั ชา (Command Group) หมายถึงกลุ่มท่ีถูกต้ังขึ้นมาตาม
โครงสรา้ งขององคก์ ารท่ีมีอย่แู ล้ว เพอ่ื ปฏบิ ตั งิ านที่ไดร้ ับมอบหมายใหส้ ําเรจ็

1.2) กลุ่มทางานเฉพาะ (Task Group) หมายถึงกลุ่มที่ถูกตั้งขึ้นมาเพ่ือทํากิจกรรม
เฉพาะบางอยา่ งใหส้ ําเร็จลุล่วงตามเปา้ หมายทวี่ างไว้

2. กลุ่มแบบท่ีไม่เป็นทางการ (Informal Group) หมายถึง กลุ่มที่สมาชิกจัดตั้งหรือรวมตัว
ขึ้นมาเอง โดยไม่เป็นไปตามคําสั่งหรือโครงสร้างขององค์การ ซ่ึงมักจะก่อตั้งจากความสัมพันธ์ทางสังคม

ของสมาชิก และสามารถปรับเปล่ียนเป็นกลุ่มอย่างเป็นทางการได้ในระยะเวลาหรือสถานการณ์ที่
เหมาะสม โดยกลุม่ แบบไม่เป็นทางการอาจถูกแบง่ ออกเปน็ 2 ลักษณะต่อไปน้ี

2.1) กลุ่มท่ีมีความสนใจร่วมกัน (Interest Group) หมายถึงกลุ่มที่รวมตัวเน่ืองจากมี
ความสนใจหรือมเี ปา้ หมายร่วมกัน เพื่อทาํ กิจกรรมใหส้ อดคลอ้ งกบั การบรรลเุ ปา้ หมาย

2.2) กลุ่มมิตรภาพ (Friendship Group) หมายถึงกลุ่มท่ีรวมตัวกันจากบุคคลท่ีมี
ลักษณะบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน โดยมากจะเป็นลักษณะร่วมบางประการที่สามารถสังเกตเห็นได้ เช่น
ลักษณะงาน อายุ พ้ืนฐานการศกึ ษา ลกั ษณะทางกายภาพ

ลกั ษณะของกลุ่มเกษตรกร

ประกอบดว้ ย

1. กลุ่มเกษตรกรทเ่ี ปน็ ทางการ คอื การทีผ่ ปู้ ระกอบอาชพี เกษตรกรรมรวมกันจดทะเบียนจัดตั้ง

กลุ่มข้ึนตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยกลุ่มเกษตรกร พ.ศ. 2547 ซ่ึงการจดทะเบียนจัดต้ังเป็นกลุ่ม

เกษตรกรตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวได้น้ัน จะต้องเป็นบุคคลผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมประเภท

เดียวกัน มีภมู ิลาํ เนาในทอ้ งท่ีเดียวกัน มวี ตั ถุประสงค์เดียวกัน เป็นบุคคลธรรมดา ที่บรรลุนิติภาวะ และมี

สัญชาติไทย สมัครใจรวมกันลงทุนด้วยการถือหุ้นคนละหนึ่งหุ้นแต่ไม่เกินหน่ึงในห้าของจํานวนหุ้น

ทั้งหมด จํานวนไม่น้อยกว่าสามสิบคนและมีวัตถุประสงค์เพ่ือช่วยเหลือซ่ึงกันและกันในการประกอบ

อาชีพเกษตรกรรม ร่วมกันย่ืนคําขอจดทะเบียนจัดตั้งกลุ่มเกษตรต่อนายทะเบียนกลุ่มเกษตรกรประจํา

จังหวัด ที่สํานักงานสหกรณ์จังหวัดหรือสํานักงานส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับจดทะเบียน

แล้วจะมีสภาพเปน็ นิตบิ ุคคล

2. กลมุ่ ท่ไี มเ่ ปน็ ทางการ

ลาดับ กลมุ่ เกษตรกร เกษตรกรผ้ปู ลกู (ราย)

1 กลุม่ เครือข่ายเกษตรกรผู้ปลกู ข้าว 68,158 ราย

2 กล่มุ เครอื ขา่ ยเกษตรกรผปู้ ลูกอ้อย 9,897 ราย

3 กลมุ่ เครอื ขา่ ยเกษตรกรผู้ปลูกมันสาํ ปะหลงั 9,096 ราย

4 กล่มุ เครือข่ายเกษตรกรผู้ปลกู ยูคาลิปตัส 8,776 ราย

5 กลมุ่ เครอื ข่ายเกษตรกรผู้ปลกู ยางพารา 4,934 ราย

6 กลมุ่ เครอื ขา่ ยเกษตรกรผปู้ ลูกปาลม์ นํ้ามัน 334 ราย

ตัวอย่างกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดอานาจเจริญ
1. กลุ่มข้าวสัจธรรมอานาจเจริญ ประมาณปี พ.ศ. 2554 ในจังหวัดอํานาจเจริญ เกิดการ
รวมกลมุ่ กันของผู้ท่ีรกั ในทอ้ งถิน่ ของตน ร่วมมือกับสํานักงานพาณชิ ย์จังหวดั อาํ นาจเจริญ หาทางออกของ
ปัญหาราคาผลผลิตตกตํ่าดังกล่าว โดยได้นําแบบอย่างการพัฒนามาจาก “กลุ่มข้าวคุณธรรม” ของ

จังหวัดยโสธร มาร่วมกันจัดตั้งเป็น “กลุ่มข้าวสัจธรรมอํานาจเจริญ” โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือทํา
การเกษตรอินทรีย์ ในเร่ิมแรกนัน้ มผี ู้เริ่มกอ่ การเพยี ง 6 กลมุ่ ได้แก่

กลมุ่ วสิ าหกิจรว่ มใจโนนคอ้ ทงุ่ เป็นกลุ่มเกษตรกรประเภท เครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ มีจํานวน
สมาชิกมากกวา่ 200 ราย โดยผา่ นการรับรองมาตรฐาน IFOAM, EU, COR

สถานท่ีตั้ง เลขท่ี 157 หมู่ 5 ตําบลโพนเมืองน้อย อําเภอหัวตะพาน จังหวัดอํานาจเจริญ
รหสั ไปรษณีย์

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านนาผาง เป็นกลุ่มเกษตรกรประเภทเครือข่ายเกษตรกรผู้ผลิตข้าว
อนิ ทรีย์

สถานทตี่ ง้ั เลขที่ 96 หมู่ 2 ตําบลหว้ ย อาํ เภอปทุมราชวงศา จงั หวัดอํานาจเจรญิ
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านโนนหนามแท่ง เป็นกลุ่มเกษตรกรประเภทเครือข่ายเกษตรกรผู้ผลิต
ข้าวอนิ ทรีย์
สถานท่ีตั้ง เลขท่ี 136 หมู่ 1 ตําบลโนนหนามแท่ง อําเภอเมอื ง จงั หวดั อํานาจเจริญ
กลุ่มข้าวอินทรีย์บ้านโคกกลาง เป็นกลุ่มเครือข่ายท่ีผลิตข้าวอินทรีย์และจําหน่ายให้กับกลุ่ม
เครือข่ายข้าวสจั ธรรมจังหวัดอาํ นาจเจรญิ จําหน่ายให้โครงการผูกป่นิ โตข้าว และกลุ่มวิสาหกิจร่วมใจโนน
คอ้ ทงุ่ มีสมาชกิ มากกวา่ 200 ราย
สถานทีต่ ั้ง เลขที่ บา้ นโคกกลาง ตําบลนาเวียง อําเภอเสนางคนิคม จังหวดั อาํ นาจเจรญิ
กลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านหนองเม็ก เป็นกลุ่มเกษตรกรประเภท เครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ของ
เครือข่ายกลุ่มข้าวสัจธรรมจังหวัดอํานาจเจริญ ผลิตข้าวอินทรีย์และจําหน่ายให้กับกลุ่มเครือข่ายข้าวสัจ
ธรรม ในจังหวัดอํานาจเจริญ ปัจจุบันนอกจากจะมีกลุ่มข้าวเกษตรอินทรีย์แล้วยังมีกลุ่มผักอินทรีย์บ้าน
หนองเม็ก ท่มี ีสมาชกิ เพียง 9 คน
สถานที่ตงั้ บา้ นหนองเม็ก ตาํ บลคมึ ใหญ่ อาํ เภอเมอื ง จังหวัดอาํ นาจเจรญิ
กลุ่มเกษตรอินทรีย์ตาบลน้าปลีก เป็นกลุ่มเกษตรกรประเภท เครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์
ของเครือขา่ ยกลุ่มข้าวสัจธรรมจงั หวดั อํานาจเจริญ ผลิตข้าวอินทรีย์และจําหน่ายให้กับกลุ่มเครือข่ายข้าว
สจั ธรรมในจงั หวัดอาํ นาจเจริญ
สถานทีต่ ั้ง เลขที่ 37 หมู่ 5 ตําบลน้ําปลีก อาํ เภอเมือง จังหวดั อํานาจเจรญิ
โดยมีสมาชิกจํานวน 55 ราย ยื่นขอตรวจรับรองมาตรฐานของสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ
(IFOAM) จากสํานักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) และได้จดทะเบียนจัดต้ังเป็น “เครือข่าย
วสิ าหกิจชมุ ชนขา้ วสัจธรรมอํานาจเจรญิ ”

ปจั จบุ ัน เครือข่ายวสิ าหกิจข้าวสจั ธรรมอํานาจเจริญ มีสมาชกิ รายกลุ่ม จํานวน 22 กลุ่ม สมาชิก
รายบุคคลรวม 300 ราย มีพื้นที่รองรับเกษตรอินทรีย์ท้ังหมดจํานวน 5,799 ไร่ และได้รับรองการ
รับรองมาตรฐาน (IFOAM และ EU) จากสํานักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) สมาชิกกระจายตัว
คลอบคลมุ พน้ื ท่ีทุกอาํ เภอของจงั หวัดอาํ นาจเจรญิ โดยเครือข่ายฯ มีเจตนารมณแ์ ละความมุ่งหวัดร่วมกัน
ท่ีจะพัฒนาตนเอง พัฒนากลุ่ม ให้เป็นเกษตรอินทรีย์ที่เข้มแข็ง ครบวงจร สามารถพึ่งพาตนเอง พึ่งพาซ่ึง
กันและกัน และมุ่งม่ันท่ีจะรวบรวมเกษตรกรให้หันมาเพาะปลูกด้วยระบบอินทรีย์คุณภาพจากแปลงนา

และปัจจุบันเครือข่ายฯ มีการสร้างพันธมิตรการตลาดกับกลุ่มธุรกิจโรงแรมและผู้บริโภคท่ีสนใจในการ
บรโิ ภคข้าวหอมมะลอิ นิ ทรีย์ และการสนบั สนุนสถาบันการเกษตร

บทบาทอานาจและพลังในการต่อรองและเคลื่อนไหว เรยี กรอ้ งในราคาผลผลติ
ภายใตก้ ารเปลี่ยนโครงสร้างชนบทหลากหลายรูปแบบ ได้ทําให้เกิดการขยายตัวของการผลิตเพ่ือ

ขาย การแย่งชิงทรัพยากร และสร้างผลกระทบให้คนเล็กคนน้อยในหลากหลายมิติ ทําให้การเข้าถึง
ทรัพยากรในลักษณะตา่ ง ๆ เกิดความไมเ่ ทา่ เทยี ม โดยรฐั เอ้อื ต่อกลมุ่ ทุนและผู้มีอํานาจในการช่วงชิง ฉวย
ใช้ทรัพยากรที่ชาวบ้านมีมาแต่เดิม ทําให้เกิดการเรียกร้อง “สิทธิ” ในการเข้าถึงทรัพยากร และนํามาสู่
การเมืองเรอื่ งทรัพยากรท่ีชาวบ้านเคลอ่ื นไหว “สร้างพ้ืนที่ในการตอ่ รอง” ในลกั ษณะต่าง ๆ
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเกษตรกรรมในสังคมไทย (Agrarian Transformation) เกษตรกรบางส่วน
สญู เสียทีด่ ิน ถูกขบั ไลอ่ อกจากทด่ี นิ และกลายมาเป็นแรงงานรบั จ้างอิสระ ความซับซ้อนท่ีหลากหลายของ
การจัดการในการผูกมัดแรงงานได้ปรากฏข้ึน รวมถึงมีการเกิดข้ึนของเกษตรนายทุนท่ีมีข้อบังคับท่ี
หลากหลายและสามารถทําให้พวกเขาควบคุมแรงงานของผู้เช่าที่ดินและควบคุมแรงงานรับจ้าง การ
เปลย่ี นโครงสร้างชนบทอย่างขนานใหญ่[2] ส่งผลให้เกิดความหลากหลายของผู้คนในชนบททั้งฐานะทาง
เศรษฐกจิ สงั คม

การพัฒนาย่ิงมีมากข้ึน รัฐกลับให้ความสําคัญต่อ “เมือง” และ “คน” แต่ละกลุ่มไม่เท่าเทียมกัน
ทําให้ “กลุ่มทุนขนาดใหญ่” สามารถช่วงชิงทรัพยากรส่วนกลาง เช่น ป่าไม้ ท่ีดินสาธารณะ ไปเป็นของ
ส่วนตนจํานวนมาก ทําให้คนเล็กคนน้อยในสังคมไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรเหล่าน้ีได้ นํามาสู่การ
เคล่ือนไหวต่อสู้ของคนหลากหลายกลุ่ม เพื่อสร้างพื้นท่ีต่อรองและเข้าถึงทรัพยากรภายใต้ความเฟื่องฟู
ของสกุลประวัติศาสตร์ท้องถ่ิน ท่ีสามารถให้คนกลุ่มต่าง ๆ สามารถ “รื้อฟ้ืน” และ/หรือ “สร้าง”
ประวัติศาสตร์ของตนเพื่อจัดวางตําแหน่งแห่งที่ และ “สายใยความทรงจํา” เพ่ือจัดวางสัมพันธภาพเชิง
อํานาจของคนกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมใหม่

บรบิ ททางการเมอื งทกี่ วา้ งขวางก็เปน็ สงิ่ สําคญั ดา้ นหนง่ึ เปน็ การต่อสแู้ ละการขัดขืนของเกษตรกร
ที่ยากจนและแรงงานท่ีจะรักษาวิถีชีวิตและการยังชีพต่อไป อีกด้านหน่ึงเป็นการต่อสู้ที่รวมถึงการชุมนุม
เคลือ่ นไหวขนาดใหญ่ ขบวนการเคลือ่ นไหวในขบวนการชาวนา พบว่า ขบวนการชาวนา ทั้งชนชั้นกลาง
ชนช้ันสงู และผมู้ อี ํานาจทางการเมอื ง มกั มองชาวนาไมใ่ ช่ตวั ละครสาํ คัญทางการเมืองท่ีจะส่งเสียงให้พวก
เขาเหล่านั้นไดย้ ิน รวมท้งั ยงั มองว่า พวกชาวนามลี ักษณะเป็นคนท่ีมีความคิดไม่แตกต่างกัน มีความคิดใน
ทาํ นองเดยี วกัน อนั เป็นลกั ษณะ "ว่านอนสอนง่าย"

การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเป็นไปเพ่ือลดฐานะครอบงําของรัฐ รวมทั้งเพื่อโอนอํานาจ
บางส่วนมาให้ประชาชนใช้ดูแลชีวิตตนเองโดยตรง การเมืองภาคประชาชน คือ ปฏิกิริยาตอบโต้การใช้
อํานาจของรัฐ และเป็นกิจกรรมถ่วงดุลอิทธิพลการครอบงําของระบบตลาดเสรีในภาคประชาสังคม การ
เคลอ่ื นไหวทางการเมืองของประชาชนแบ่งออกเปน็ 4 ทศิ ทางด้วยกันไดแ้ ก่

1) การเคลื่อนไหวรอ้ งทกุ ข์ หรือเรยี กร้องให้รัฐเขา้ มาแกป้ ญั หาทไี่ มไ่ ดร้ ับการเหลยี วแล
2) การเคลือ่ นไหวท่ีมุ่งตรวจสอบกระบวนการใช้อาํ นาจรฐั
3) การประท้วงอํานาจรฐั และเรียกรอ้ งใหถ้ า่ ยโอนอํานาจทรี่ ฐั เคยมีมาเปน็ ของประชาชน
4) การร่วมมือเชิงวิพากษ์กับรัฐ หรือความผูกพันในทางสร้างสรรค์เพ่ือเบียดแย่งพ้ืนที่ใน
กระบวนการใชอ้ าํ นาจมาเปน็ ของประชาสงั คม

ขบวนการเคล่ือนไหวมีจุดร่วมกัน คือ วัฒนธรรมต่อต้านขัดขืน การรวมตัวกันทางการเมืองของ
ภาคประชาชนก่อรูปข้ึนโดยมีเงื่อนไข หากแต่ทุกกลุ่มพลังการเมืองภาคประชาชนล้วนมีปัจจัยในเร่ือง
ผลประโยชนม์ าเกี่ยวข้อง มคี วามสาํ คญั ในฐานะเจ้าของสิทธิ การเมืองภาคประชาชนจึงเป็นส่วนหนึ่งของ
กระบวนการเคลือ่ นไหวในประชาสังคมดว้ ย

ภายใต้บริบททางประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และเหตุการณ์
6 ตุลา 2519 เหตุการณ์ข้างต้นเกิดภายใต้เงื่อนไขแวดล้อมหลายอย่าง ไม่ได้เกิดอย่างโดด ๆ แต่เป็นการ
สะสมรวมตัวของหลาย ๆ เหตุการณ์ อาทิเช่น มีการลอบสังหารชาวนาผู้นําสหพันธ์ฯ เป็นจํานวนมาก
นกั ศกึ ษาและเครอื ข่ายกรรมกรชาวนาชาวไร่ก็ถูกสังหาร ปราบปราม จนบางคนก็หนีเข้าป่าหรือล้ีภัยทาง
การเมืองไปยังต่างประเทศมากมาย หลังจากนั้น บรรดานักเคล่ือนไหวภาคประชาชนก็ได้รับชะตา
กรรมการสูญเสียท่ีถูกอุ้มหาย สังหาร และข่มขู่เช่นกัน ความสูญเสียท้ังหมดคิดว่าเป็นความเสียสละ เพ่ือ
อุดมการณ์ ถือเป็นการสูญเสียอิสรภาพและชีวิตที่เสียไปกับความกลัวของกลุ่มผู้มีอํานาจทางการเมือง
โดยขบวนการของชาวนา (2516-2519) เกิดจากการที่ชาวนายังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ และความ
เป็นธรรมอยู่ ซ่ึงเป็นปัจจัยสําคัญที่ทําให้ชาวนาต้องเข้าร่วมต่อสู้เพ่ือยกระดับฐานะของตนเอง ช่วงก่อน
หน้า 6 ตุลาคม 2519 มีการลอบสังหารชาวนาผู้นําสหพันธ์ชาวนา ชาวไร่แห่งประเทศไทย เป็นจํานวน
มาก และทาํ ใหก้ ารรวมตัวขน้ึ เปน็ องคก์ รคร้ังนัน้ เปน็ เพียงระยะส้ัน และจบลงอยา่ งโหดร้าย
ประเด็นสําคัญที่เคล่ือนไหว คือ ช่องว่างของการเข้าถึงทรัพยากรของคนกลุ่มต่าง ๆ จะมีความเหล่ือมล้ํา
ข้ึนเร่ือย ๆ รวมถงึ ชอ่ งวา่ งของนโยบายรฐั ทเ่ี อ้ือต่อคนท่ีมีทุน และการศึกษา ทําให้ “ชนบท” กับ “เมือง”
แตกต่างกันอย่างมาก ทําให้คนหลากหลายกลุ่มเห็นความไม่เท่าเทียมและความไม่เป็นธรรมในสังคมใน
หลากหลายมิติทําให้เกิดการต่อสู้เรียกร้อง และที่สําคัญคือ การต่อสู้ในเร่ืองการเข้าถึงทรัพยากร เช่น
ท่ีดนิ ป่าไม้ ฯลฯ ซ่งึ เป็นฐานทรพั ยากรท่สี ําคญั ของการผลติ จากการศึกษาของกนกศักด์ิ แก้วเทพ พบว่า
“มีเกษตรกรท่ีต้องสูญเสียท่ีดินทํากินในช่วงปี พ.ศ. 2502-2509 จํานวน 172,869 ไร่ จากโฉนดที่ดิน
จาํ นวน 7,016 แปลง คิดเป็นมูลคา่ ในขณะนน้ั 347.3 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการขายฝากและการ
จํานอง และมีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรจํานวนมากทําให้ท่ีดินไม่เพียงพอต่อการผลิต และการถือ
ครองทีด่ นิ มีขนาดเลก็ ลง

การตอ่ สเู้ รียกรอ้ งการเขา้ ถงึ ทรัพยากรอย่างเท่าเทยี มและเป็นธรรมมีมาอย่างต่อเนื่องต้ังแต่ยุค 14
ตุลาคม 2516 ทเ่ี ป็นยคุ ของความเบง่ บานของประชาธิปไตย เกดิ จากความเดือดรอ้ นของเกษตรกรชาวนา
ชาวไร่ ที่มีมาอย่างต่อเนื่องแต่ไม่ได้รับการแก้ไขจากรัฐบาลเท่าที่ควร เช่น “ในเดือนพฤษภาคม 2517
ชาวนาหลายร้อยคนได้มาชุมนมุ ท่ีกรุงเทพฯ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักด์ิ ช่วยเหลือเรื่อง
นายทนุ โกงท่นี า และช่วยไถ่ถอนหนี้สิน โดยรัฐบาลได้ (1) ตั้ง “คณะกรรมการสอบสวนปัญหาหน้ีสินของ
ชาวนาชาวไร่ (กสส.) และส่งเร่ืองไปตามจังหวัดต่าง ๆ ให้แก้ไข แต่การแก้ไขปัญหาใช้ระบบราชการใน
การแก้ไขปัญหา และมีการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดทําให้ชาวนาเสียเ ปรียบ ทําให้
คณะกรรมการ กสส. ไม่ประสบผลสําเร็จในการแก้ไขปัญหาของชาวนา และต้องกลับมาประชุมที่
กรุงเทพฯ อีก

ชาวนาชาวไร่รวมตัวกันเรียกร้องสิทธิตาม พ.ร.บ.ค่าเช่า ที่ออกในปี 2517 ว่า เป็นส่ิงสําคัญท่ี
เกิดขึ้นในสังคมไทย สังคมท่ีกฎหมายถูกเขียนโดยชนช้ันนํา แต่คร้ันชนช้ันล่างเรียกร้องสิทธิของตนตาม
กฎหมายผลท่ีได้รับกลับเป็นความอยุติธรรม ย้อนอดีตไปพบกับเหตุการณ์ที่ผู้นําสหพันธ์ฯ ถูกสังหาร

เหล่าชาวนาต่างรู้ดีว่าผู้บงการ คือ อํานาจรัฐและอํานาจเงินจากเจ้าของที่ดิน ปัญหาข้างต้นเป็นปัญหา
ทางชนช้ัน เน่ืองจากช่วงกอ่ น 6 ตลุ า ประเด็นเรอ่ื งค่าเช่าถอื เป็นปัญหาสําคัญท่ีขบวนการชาวนาเรียกร้อง
ให้แก้ไขให้ปฏิรูปอย่างเป็นธรรม แต่ว่าหลังจากน้ันมาชาวนาท่ีเป็นนักเคล่ือนไหวก็ต้องหนีเอาชีวิตรอด
จากการไล่ล่าของกลุ่มอํานาจทางการเมืองด้วยการหลบหนีไปอยู่ในป่า แต่ตอนหลังออกจากป่าการ
เคลื่อนไหวได้มุ่งไปสู่การปฏิรูปท่ีดิน และการเข้าถึงในกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม จากการ
เคลื่อนไหวของเกษตรกรในจังหวัดต่าง ๆ ทําให้ได้ข้อสรุปว่า การเคลื่อนไหวโดยไม่มีองค์กรท่ีเข้มแข็งทํา
ให้ไม่สามารถแกไ้ ขปัญหาได้ นาํ มาสู่การตั้งเป็นเครือข่ายเพื่อให้เกิดพลังในการเรียกร้องในนาม “สหพันธ์
ชาวนาชาวไรแ่ ห่งประเทศไทย”
นอกจากน้ี สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทยยังมีการเคล่ือนไหวอย่างต่อเนื่องเพ่ือเรียกร้องให้แก้ไข
ปัญหาของเกษตรกร โดยร่วมมือกับนิสิตนักศึกษา กรมมกร และนักวิชาการ แต่ก็ไม่สามารถบรรลุ
วัตถปุ ระสงคไ์ ด้ แกนนาํ และสมาชิกสหพันธฯ์ ยังถกู ไลล่ ่าและมีผู้สูญหายและเสียชีวิต จํานวน 48 ราย ใน
จํานวนนี้เสียชีวิต 33 ราย สูญหาย 15 ราย และท้ายสุดคือ นายจํารัส ม่วงยาม ประธานสหพันธ์ชาวนา
ชาวไรแ่ หง่ ประเทศไทย ถกู ลอบยงิ ตายท่บี ้านมาบขา้ วต้ม อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ทําให้บทบาทของสหพันธ์
ชาวนาชาวไร่ค่อย ๆ ลดบทบาทลง แต่ปัญหาของเกษตรกรยังคงมีอยู่ ความไม่ลงตัวของความสัมพันธ์
ระหว่างรัฐกับสังคมส้ินสุดลงด้วยรัฐประหารเม่ือวันท่ี 6 ตุลาคม 2519 โดยฝ่ายรัฐเป็นผู้ยืนยันฐานะ
ครอบงําของตน หลังจากน้ันสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐบาลท่ีจัดตั้งโดยกองทัพแห่งชาติกับขบวน
ประชาชนที่มีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเป็นแกนนํา ก็กลายเป็นปัจจัยช้ีขาดสถานการณ์ทาง
การเมอื งในประเทศไทยต่อมาอกี หลายปี ในระหว่างน้ีแนวคิดท่ีถือว่า รัฐเป็นศูนย์กลาง ก็มีฐานะครอบงํา
เช่นกัน โดยได้รับการยึดมั่นท้ังจากพลังฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา ส่วนแนวคิดถ่วงดุลอํานาจรัฐด้วยประชา
สังคมหรือแนวทางเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างสันติโดยฝ่ายประชาชน ดูจะเติบโตได้ช้ามาก จนกระท่ัง
ประมาณปี 2522 – 2523 เม่ือสถานการณ์ที่พลิกผันในระดับสากลและนโยบายที่ฉลาดกว่าของ
ฝ่ายรัฐบาลได้นําไปสู่การพ่ายแพ้ล่มสลายของขบวนการคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย บรรยากาศทาง
การเมอื งจงึ เริม่ เปลย่ี นไป กอ่ นหนา้ น้นั การเคลอื่ นไหวใด ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับประชาชนระดับรากหญ้ามักถูก
ภาครฐั ระแวงว่าพวั พนั กับฝ่ายคอมมิวนิสตแ์ ละเสีย่ งตอ่ การถกู ปราบปราม

ความคับแค้นอย่างไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงทรัพยากรเกิดข้ึนอย่างต่อเนื่องและเกิดขบวนการ
เคล่ือนไหวของเกษตรกรกลุ่มต่าง ๆ เพื่อเรียกร้องให้ภาครัฐแก้ไข เพราะปัญหาของเกษตรกรมิใช่ปัญหา
ของ "ปัจเจก" แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ท่ีไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้อย่างเท่าเทียม ขบวนการ
เคล่ือนไหว เช่น เครอื ข่ายเกษตรกรภาคเหนอื (คกน.) สมัชชาคนจน สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ สมัชชา
ชาวนาชาวไร่ภาคอีสาน สหพันธ์ชาวประมงพ้ืนบ้านภาคใต้ เครือข่ายสลัม 4 ภาค เครือข่ายเกษตรกรรม
ทางเลือก และเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเพ่ือคนจนภาคใต้ ฯลฯ ความเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาชนน้ัน เป็น
การรวมตัวเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยแก้ไขปัญหา เช่นในกรณีของ คกน. สกยอ. และสมัชชาคนจน
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มประชาชนเล็ก ๆ ในท้องถิ่นต่าง ๆ ท่ีได้รับผลกระทบจากการกระทําของรัฐหรือการ
ขยายตัวของทนุ อีกเปน็ จํานวนมากถกู ปราบปราม

ในระยะหลังปี 2523 เป็นต้นมา การเคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชนนับว่าเติบโตขึ้น
อย่างรวดเร็วแทนที่ขบวนปฏิวัติด้วยกําลังอาวุธที่เสื่อมสลายไป โดยเฉพาะอย่างย่ิงหลังจากมีการ
ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ซ่ึงให้สิทธิประชาชนในการจัดตั้งรวมตัว และมีส่วนร่วมทางการเมือง

ไว้อย่างชัดเจน แต่สิ่งท่ีแตกต่างกันอย่างย่ิงระหว่างการเมืองภาคประชาชนกับขบวนการปฏิวัติ คือ เป็น
การเคล่ือนไหวของกลุ่มย่อยท่ีค่อนข้างกระจัดกระจาย เป็นไปเองโดยปราศจากศูนย์บัญชาการและมี
จุดหมายในการแก้ปัญหาเฉพาะเรื่องมากกว่าต้องการยึดอํานาจรัฐเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่โครงสร้าง
ใหมท่ ัง้ หมด ถึงกระนน้ั เราก็อาจกลา่ วไดว้ า่ ลกั ษณะที่ไม่ยินยอมให้รัฐและทุนเป็นฝ่ายกําหนดข้างเดียว ทํา
ให้การเมืองภาคประชาชนเปน็ ขบวนการประชาธปิ ไตยทห่ี ัวรนุ แรง

การเมืองภาคประชาชนเป็นแนวคิดใหม่ที่เน้นการจํากัดอํานาจรัฐไปพร้อมกับการมีส่วนร่วม
ทางการเมืองของฝ่ายประชาชน ในประเทศไทยแนวคิดน้ีมีความชัดเจนหลังจากสงครามกลางเมือง
(2516-2519) ส้ินสุดลงและระบอบการเมืองไทยเริ่มกลับสู่เส้นทางประชาธิปไตยอีกคร้ัง ยิ่งในช่วงที่โลก
ยุติสงครามเยน็ บรรยากาศทางการเมืองกย็ งิ่ อาํ นวย ซึง่ เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเกิดข้ึนขององค์กรพัฒนา
เอกชนหรือเอ็นจีโอ อันเป็นส่วนหน่ึงของโลกาภิวัตน์เช่นเดียวกัน จํานวนองค์กรประชาสังคมแบบข้าม
ชาติเพ่มิ ขน้ึ มากกว่าสบิ เท่าโดยมีประมาณ 17,000 องค์กร และมีความเคลอ่ื นไหวในประเดน็ สําคัญต่าง ๆ
เชน่ การพัฒนา ระบบนเิ วศ สนั ติภาพ และสิทธิมนุษยชน แม้ว่าผู้ปฏิบัติงานเอ็นจีโอส่วนใหญ่จะถูกฝึกมา
ให้เป็นผู้สันทัดเร่ืองการเจรจา แต่บริบทในประเทศไทย ได้ทําให้เขาเหล่านั้นคลุกคลีกับผู้ยากไร้และเห็น
ปญั หาจากการกระทาํ ของฝ่ายรัฐและทุน จนออกมาเคลื่อนไหวหรือกลายเป็นแกนนําของการเคลื่อนไหว
ในการเมืองภาคประชาชนไปโดยปริยาย ดังกรณี เข่ือนปากมูน สมัชชาคนจน สหพันธ์เกษตรกร
ภาคเหนือ เป็นต้น แต่ลักษณะดังกล่าวก็มีการกระจัดกระจายมาก ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มเอ็นจีโอได้
หลากหลายรูปแบบ เชน่ แบบสงั คมสงเคราะห์ แบบสนับสนนุ รัฐบาล และแบบสนับสนนุ กระแสทางเลือก
หรอื กระแสที่มอง เอ็นจีโอเปน็ เหมอื นตํารวจดับเพลิงของทุนนิยม มีการแก้ไขปัญหาเป็นจุด ๆ แต่ก็มีการ
พฒั นาไปสูก่ ารคิดท่เี ป็นระบบมากข้ึน แต่อยา่ งไรกต็ ามความสัมพันธ์ท่ีดูจําแนกแจกแจงความต่างระหว่าง
องค์กรประชาชนกับเอ็นจีโอน้ัน ก็สามารถปรากฏให้เห็นไม่ว่าจะเป็นการจําแนกบทบาทที่ชัดเจนในการ
ทาํ งานรว่ มกนั จนไปถึงการวิพากษแ์ นวคดิ ของเอน็ จโี อโดยผู้นําชาวนาวา่ “ไม่กล้าแตะโครงสร้างที่เป็นอยู่
ซ่ึงสําหรบั ชาวนาไรท้ ดี่ นิ อย่างพวกเขา ไมน่ ่าจะเป็นทศิ ทางการเคล่อื นไหวทีถ่ ูกต้อง”

การเมืองภาคประชาชนเกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางการเมือง เป็นการค้นหาความสมดุลใน
ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม ซ่ึงสามารถเคลื่อนหาจุดร่วมของประเด็นเคลื่อนไหว ได้ตามเง่ือนไขท่ี
เปล่ียนไป ต่างจากรัฐบาลท่ีมาจากพรรคการเมืองและการเลือกต้ัง เน่ืองจากเป็นตัวแทนกลุ่ม
ผลประโยชน์ที่ผูกพันอยู่กับนโยบายพัฒนาอันมีมาแต่เดิมภายใต้ระบอบอํานาจนิยม และต่อมายังเป็น
ตวั แทนกล่มุ ผลประโยชน์ท่ีเช่ือมโยงกบั ระบบทนุ โลกาภิวัตน์ จงึ มีแนวโน้มที่จะคงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ
กบั สงั คมไวเ้ พียงเทา่ นี้ เพราะเปน็ ความสัมพันธ์ท่ียังประโยชน์ให้แก่พวกเขามาต้ังแต่ช่วงฟักตัว แล้วยังต่อ
ยอดใหอ้ กี ดว้ ยการเปิดโครงสรา้ งให้เขา้ ไปกมุ อาํ นาจรัฐโดยตรง

การเมืองเป็นเร่ืองของคนเล็กคนน้อยท่ีวาดหวังกับความยุติธรรมทางสังคม ไม่จําเป็นต้องเป็น
การเมอื งในเชิงโครงสรา้ ง ซง่ึ การต่อสใู้ นชีวติ ประจําวันของผคู้ นสามารถอธิบายการต่อสู้ของผู้คนในแต่ละ
ห้วงเวลาได้ การอธิบายด้วยเศรษฐกิจ การเปล่ียนแปลงเชิงโครงสร้าง หรืออํานาจท่ีไม่เท่าเทียม ไม่
สามารถอธิบายได้ท้ังหมด จากขบวนการเคลื่อนไหวของชาวนาท่ีสร้างองค์กรขนาดใหญ่เพื่อต่อรองกับ
รัฐ ผ่านเคร่ืองมือทางด้านกฎหมาย แม้จะถูกกดปราบและยุติความเคลื่อนไหวไป ซึ่งชาวนามิได้ต่อสู้ขัด
ขืนในชีวิตประจําวัน ซ่ึงจะทําให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มิใช่ชนช้ันนําหรือผู้มีอํานาจ
เท่าน้ัน แต่งานชิ้นนี้ทําให้เราเข้าใจว่าอํานาจทางการเมือง หรือการเคล่ือนไหวทางการเมืองเป็นเร่ืองท่ี

สามารถเปล่ียนผู้แสดง (actor) ได้ ไม่มีใครสามารถผูกขาดหรือนิยามการให้ความหมายทางการเมือง
อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด คนตัวเล็กตัวน้อยก็สามารถสร้างองค์กรและปรับเคร่ืองมือของรัฐเข้ามาเป็น
ประโยชน์ต่อการตอ่ สขู้ องตนด้วย

บทบาท ลกั ษณะ รปู แบบความรว่ มมือดาเนนิ กิจกรรมกับรัฐและหนว่ ยงานรฐั ในพน้ื ท่ี
จังหวัดอํานาจเจริญ ได้มีการประชุมทบทวนแผนพัฒนาจังหวัด 5 ปี (พ.ศ.2566-2570) จัดทํา

แผนปฏิบัติราชการ ปี 2566 พร้อมรับฟังความคิดเห็นร่างแผนฯ จากทุกภาคส่วน และจัดทําแผนปฏิบัติ
ราชการประจําปขี องจงั หวดั ประจาํ ปีงบประมาณ พ.ศ.2566 และการประชุมรับฟังความคิดเห็นเก่ียวกับ
(ร่าง) แผนพัฒนาจังหวัด ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2566-2570) และ (ร่าง) แผนปฏิบัติราชการประจําปีของ
จังหวัด ประจําปีงบประมาณ พ.ศ.2566 โดยมีคณะกรรมการ คณะทํางาน รวมทั้งภาคเอกชน ภาค
ประชาสงั คม และบคุ คลจากภาคสว่ นตา่ ง ๆ ท่ีเกย่ี วข้องในจังหวดั รว่ มประชุมด้วย โดยมติคณะกรรมการ
บูรณาการนโยบายพัฒนาภาค กําหนดให้แผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ต้องดําเนินการผ่าน
กระบวนการแบบมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน มีความครอบคลุมทุกมิติการพัฒนา มุ่งตอบสนอง
ความต้องการและแก้ไขปัญหาท่ีสําคัญของจังหวัด และขับเคลื่อนประเด็นการพัฒนาที่สอดคล้องกับ
ยุทธศาสตร์ชาติ แผนระดับชาติ นโยบายรัฐบาล และแผนพัฒนาภาค ตามศักยภาพและโอกาสของพื้นท่ี
เป็นกรอบการดําเนินงานจัดทําแผน เพ่ือให้เกิดการพัฒนาท่ีสอดคล้องเชื่อมโยงในทุกพ้ืนท่ี อันจะ
ก่อใหเ้ กดิ ประโยชนต์ อ่ ประชาชนได้อยา่ งทวั่ ถงึ

ทั้งน้ี (ร่าง) เป้าหมายการพัฒนาจังหวัดอํานาจเจริญ ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2566-2570) ประจําปี
งบประมาณ พ.ศ.2566 ได้แก่ "เมืองธรรมเกษตร การเกษตรสร้างมูลค่า ท่องเท่ียวเสริมสร้างสุขภาพ
เชื่อมโยงเส้นทางการค้า" โดยมี (ร่าง) ประเดน็ การพัฒนา ได้แก่

1.การส่งเสริมและยกระดับการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย อุตสาหกรรมแปรรูป และ
ผลิตภัณฑส์ มุนไพร

2.การพัฒนาคน หมู่บ้านชุมชน ให้มีคุณภาพ มั่นคง เข้มแข็ง และทันสมัย ตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง

3.การสง่ เสรมิ การคา้ การลงทุน การท่องเทีย่ วและบริการและสนิ ค้าชมุ ชน ให้สามารถแข่งขันได้
4.การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ส่ิงแวดล้อม ป่า ดิน น้ํา และพลังงาน เพื่อการอนุรักษ์
และใชป้ ระโยชนท์ ีส่ มดลุ ยัง่ ยืน

โดยมี (รา่ ง) ตัวชี้วัดความสาํ เร็จ ได้แก่
1.ดัชนีวัดความสุขมวลรวมของประชาชนจังหวัดอํานาจเจริญ เพ่ิมข้ึนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75
ภายในปี 2570
2.ครวั เรอื นทป่ี ระกอบอาชีพดา้ นการเกษตรมีรายได้เพม่ิ ข้ึนไมน่ ้อยกว่าร้อยละ 10 เป้าหมาย 5 ปี
3.พื้นทผ่ี ลติ สินค้าเกษตรปลอดภยั ทไ่ี ดร้ ับมาตรฐาน จํานวน 400,000 ไร่ ภายในปี 2570
4.ทรพั ยากรธรรมชาตไิ ดร้ ับการพฒั นาและอนรุ กั ษ์ ฟ้ืนฟู ไม่น้อยกว่า 500 ไร/่ ปี
5. เศรษฐกิจจังหวดั อาํ นาจเจรญิ ขยายตัวเพ่ิมขน้ึ ร้อยละ 2 ตอ่ ปี

จะเหน็ ได้ว่ารฐั ได้มกี ารจดั ทําแผนเพื่อพัฒนาเก่ยี วกบั การเกษตรร่วมอย่ดู ้วย เพ่อื พฒั นาการเกษตร
และยกระดับสนิ ค้าเกษตร

บทบาท รปู แบบการดาเนนิ กิจกรรมรว่ มกบั หน่วยงานรฐั ระดบั จงั หวดั และประเทศ
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ ร่วมกับจังหวัดอํานาจเจริญมีแนวทางการ

พัฒนาจงั หวัดอํานาจเจริญและการเสนอของบประมาณโครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของ
เศรษฐกจิ ฐานราก มีการวางเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดอํานาจเจริญให้เป็นเมืองธรรมเกษตร เขตพัฒนา
เศรษฐกจิ พอเพียง เสน้ ทางการค้าสอู่ าเซียน โดยมีเปา้ หมาย ดังน้ี

1. ใหเ้ กษตรกรในจงั หวัดอาํ นาจเจริญ ปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวิถีการผลิตเป็นแบบ “ธรรมเกษตร”
ซึ่งเป็นการทําการเกษตรท่ียึดหลักของคุณธรรม เห็นคุณค่าของชีวิต มีจิตสํานึกในการหวงแหนและ
อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม มีการพัฒนาตนเองโดยวิธีการเรียนรู้ด้วยตนเอง เพื่อให้มีความรู้
ความสามารถในการตํารงชีวิตอย่างมีความสุข มีจิตใจท่ีดีงาม เอ้ือเฟื้อเผ่ือแผ่และมีจิตใจสาธารณะจาก
การเกษตรท่เี กอ้ื กลู ธรรมชาติ

2. การส่งเสรมิ จังหวดั อํานาจเจริญให้เป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง โดยสนับสนุนกิจกรรมทาง
การเกษตร และการดาํ เนนิ ชีวติ ของประชาชนในจังหวัด โดยยดึ หลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

3. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่ิงอํานวยความสะดวกบริเวณชายแดน เชื่อมโยงการค้าการ
ลงทุนในประเทศอาเซียนรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจชายแดนในอนาคต รวมทั้งส่งเสริมให้มีการนํา
นวัตกรรมและเทคโนโลยีท่ีทันสมัยมาใช้ในการค้าขาย เพ่ิมช่องทางการตลาดให้ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและ
ชาวตา่ งชาตสิ ามารถติดตอ่ ซ้ือขายสินค้าได้ง่ายขนึ้ นอกจากนย้ี ังมุง่ เนน้ การพฒั นาจังหวัดให้เปน็ แหล่งผลิต
สินคา้ เกษตรอินทรีย์ และสินค้าเกษตรปลอดภยั และผลติ ภัณฑส์ มุนไพรทีม่ ีคณุ ภาพได้มาตรฐาน สามารถ
เพ่มิ รายได้ใหเ้ กษตรกรมากย่งิ ขึน้

ท้ังนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ ได้เน้นย้ําผู้ว่าราชการ
จังหวัดอํานาจเจริญ ในเรื่องการจัดทํางบประมาณโครงการฯของจังหวัดให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ของ
รัฐบาล และตรงตามความต้องการของประชาชน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด อาทิ ระบบการขนส่งสินค้า
ท่ดี ี การมถี นนในการเดินทางทด่ี ีเพือ่ ใชอ้ ํานวยความสะดวกบริเวณชายแดน เช่ือมโยงการค้าการลงทุนใน
ประเทศอาเซียนในอนาคต การสนับสนุนการเกษตรการปลูกข้าวและสมุนไพรท่ีดี รวมถึงการมีน้ําใช้ท่ี
เพยี งพอท้งั ด้านอุปโภคบรโิ ภคและสําหรบั ด้านการเกษตร โดยใชง้ บประมาณให้คุ้มค่าและนําไปจัดสรรให้
ถงึ ประชาชนโดยเร็วทีส่ ดุ

บทสรปุ

การรวมตัวกันของเกษตรกรนับเป็นแนวทางสําคัญต่อการพัฒนาการเกษตร เพราะการ
รวมตัวกัน นอกจากจะเป็นการเพ่ิมอํานาจการต่อรอง ทั้งด้านการซ้ือปัจจัยการผลิตและการขา ย
ผลผลิตแลว้ ยงั นํามาซง่ึ ความร่วมมอื กนั ของหมคู่ ณะ ซึ่งกลุ่มมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมในการพัฒนา แก้ปัญหา
สามารถพ่ึงตนเองได้ และนําไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชน การรวมตัวของเกษตรกรในรูปขององค์กร
เกษตร เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาของเกษตรที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่ง ซ่ึงจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อ
เกษตรกรหลายประการ ได้แก่

1. เม่ือรวมตัวแล้ว เกษตรกรสามารถซื้อปัจจัยการผลิตได้ในราคาที่ถูกลง เช่น เกษตรกร จํานวน
100 คน ต้องการซอื้ ป๋ยุ เคมคี นละ 20 กระสอบ ถา้ เกษตรกรต่างคนต่างซื้อคนละ 20 กระสอบ พ่อค้า
จะคิดราคาขายปลีกให้ แต่ถ้าเกษตรกรรวมตัวกันซื้อเป็นกลุ่ม จะเป็นการซื้อปุ๋ยเคมีท้ังหมดของกลุ่มนี้
กลุ่มเดียวจํานวน 2,000 กระสอบ เมื่อเป็นการซื้อในจํานวนท่ีมาก พ่อค้าก็จะคิดราคาปุ๋ยเคมีให้
ในราคาขายสง่ ซงึ่ เปน็ ราคาทถี่ ูกลงอยา่ งแน่นอน ทงั้ น้ีเพราะพ่อค้าไม่ต้องเก็บสต็อกปุ๋ยไว้นาน ไม่ต้องเสีย
ดอกเบ้ียธนาคาร ในกรณีท่ีพ่อค้ากู้เงินไปซ้ือ ไม่ต้องเสียค่าจ้างคนงานเฝ้าโกดัง และไม่ต้องหักน้ําหนักปุ๋ย
ท่ีอาจสญู หายไป เปน็ ตน้

2. เม่ือรวมตัวกันแล้ว เกษตรกรสามารถจําหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น
เกษตรกรทาํ นา ถ้าตา่ งคนต่างผลติ ตา่ งคนตา่ งขาข้าวของตนเอง พ่อค้าย่อมชอบท่ีจะเลือกซื้อและต่อรอง
ราคาซื้อที่ถกู ทส่ี ุด โดยท่ีเราไม่สามารถจะไปกล่าวหาว่าพอ่ ค้าขูดรดี หรือเอาเปรียบเกษตรกร ได้ตราบ
ใดที่เขาไม่ได้โกงตาช่ังหรือใช้เล่ห์เหล่ียมต่างๆ ที่ทําให้เกษตรกรเสียเปรียบได้ วิธีท่ีต่างคน ต่างขาย
เกษตรกรจะไม่มีอํานาจต่อรอง ในที่สุดก็ต้องขายข้าวในราคาที่ถูกเป็นธรรมดาอย่างท่ีเป็นมา ในอดีต
ตรงกนั ข้ามถ้าเกษตรกรรวมตวั กนั เรียกรอ้ งราคาท่สี งู

3. ในแง่ของการรับเทคโนโลยีหรือความรู้จากเจ้าหน้าท่ี ถ้าเกษตรกรรวมตัวกัน การถ่ายทอด
เทคโนโลยีของเจ้าหน้าที่ก็สามารถจะทําได้รวดเร็วย่ิงขึ้น และเกษตรกรสามารถรับกา รถ่ายทอด
ได้รวดเร็วกว่า การถ่ายทอดเป็นรายบุคคล ซึ่งทําได้ช้าและไม่ทั่วถึง และตามหลักของการเรียนรู้
จากบุคคลภายนอก หรอื จากเจ้าหน้าทส่ี ง่ เสรมิ

4. การรวมกลุ่มกันจะทําให้เกษตรกรสามารถขอรับความช่วยเหลือจากรัฐได้ดีกว่า ที่จะเรียกร้อง
โดยคนใดคนหนง่ึ นอกกลมุ่ เพราะไม่สามารถอา้ งว่าเปน็ ตวั แทนของเกษตรกรทง้ั หมดได้

5. การรวมกลุ่มกัน สามารถผลิตสินค้าหรือผลผลิตส่งตลาดหรือผลิตให้บริษัทเอกชนได้
ในจํานวนและคณุ ภาพตามท่ีบริษัทต่างๆ เหล่านน้ั ตอ้ งการ ภายใต้การตกลงราคากนั ล่วงหน้า

6. การรวมกลุ่มกัน เกษตรกรสามารถที่จะแปรรูปผลผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อย่างอื่นได้ ในกรณีท่ี
ผลผลิตลน้ ตลาดหรอื ราคาผลผลิตตกตาํ่ โดยการลงทุนร่วมกัน

7. การรวมกลุ่มกัน ทําให้เกษตรกรสามารถรับเอาสินค้า เคร่ืองอุปโภคบริโภค จากบริษัทผู้ผลิต
มาจาํ หนา่ ยใหก้ ับสมาชิกได้ในราคาทถี่ กู กว่าท่ตี า่ งคนไปซื้อมาจากตลาดโดยตรง

8. การรวมกลุ่มกัน เกษตรกรจะสามารถรว่ มกันควบคุมพ้ืนที่ และปริมาณผลผลิตให้อยู่ในปริมาณ
ทพ่ี อเหมาะกบั ความตอ้ งการของตลาด โอกาสท่ีผลผลิตจะล้นตลาดทําให้ราคาถกู จะมนี อ้ ย

9. การรวมกลุ่มกัน จะทําให้เกษตรกรสามารถช่วยเหลือรัฐในการให้ข้อมูลที่จําเป็นเพื่อรัฐจะได้
นําไปแก้ไขให้กับเกษตรกร เชน่ กรณฝี นแลง้ นา้ํ ทว่ ม โรคแมลงระบาดทําลายพชื ผลของเกษตร

10. การรวมกลุ่มกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย ทําให้เกษตรกรสามารถทํานิติกรรมต่างๆ
กบั บริษัทเอกชนอ่นื ๆ ได้

11. การรวมกลุ่มกัน ทําให้เกษตรกรสามารถมีพลังต่อรองกับกลุ่มต่างๆ ได้ ท้ังน้ี เพื่อปกป้อง
ผลประโยชน์ของตัวเอง หรอื เพอื่ ไมใ่ หผ้ ู้หน่งึ ผ้ใู ด มาเอารดั เอาเปรยี บสมาชกิ ของกล่มุ ได้

12. การรวมกลมุ่ กนั ทาํ ใหเ้ กษตรกรสามารถระดมทุนดําเนินการค้า เชน่ ทําโรงสีข้าว จัดตั้งตลาด
กลาง เพ่ือจาํ หนา่ ยผลผลติ ของตนเองได้

นอกจากน้ี การสร้างความเขม้ แข็งของกลุ่มเกษตรกร การปรับปรุงโครงสร้างการบริหารงาน การ
ฝกึ อบรมผนู้ าํ กลุ่มและสมาชิกให้เข้าใจถึงความสําคัญของการรวมตัวกัน เข้าใจบทบาทหน้าท่ีของสมาชิก
กลุ่ม เข้าใจการบริหารงานและเข้าใจการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ความสําเร็จในการร่วมกลุ่มเกษตรกร ตาม
วัตถุประสงค์ของกลมุ่ กจ็ ะเกิดขึ้นอยา่ งมีประสิทธิภาพ มีอิทธิพลต่อกลุ่มผลประโยชน์อ่ืน ภาคเอกชนหรือ
ต่อองค์กรต่างๆ และกลุ่มเกษตรกรจะมีบทบาท มีอํานาจในทางการเมือง อันจะนําไปสู่การตัดสินใจใน
การกาํ หนดหรอื เปล่ยี นแปลงนโยบายรัฐเพ่อื ผลประโยชน์ของกลุม่ เกษตรกรในโอกาสตอ่ ไปอย่างแน่นอน

เอกสารอา้ งอิง
1. จงั หวัดอํานาจเจริญ.(2021).จังหวดั อาํ นาจเจรญิ ประชมุ ทบทวนแผนพฒั นาจังหวดั 5 ปี (พ.ศ.2566-2570)/จัดทํา
แผนปฏิบัตริ าชการ ปี 2566 พร้อมรบั ฟังความคดิ เหน็ ร่างแผนฯจากทกุ ภาคส่วน.สบื ค้น 18 กมุ ภาพันธ์ 2565.จาก
http://www.amnatcharoen.go.th/index.php/2020-04-14-14-05-03/2017-11-13-16-00-41?start=112
2. สํานักข่าวไทยแลนด์ พลสั ออนไลน.์ (2021).รมว.พม. หารอื ผวจ.อาํ นาจเจรญิ มุ่งขับเคลอื่ นเปน็ เมืองธรรมเกษตร
เขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง เสน้ ทางการค้าสูอ่ าเซียน.สบื ค้น 18 กมุ ภาพันธ์ 2565.จาก
https://www.thailandplus.tv/archives/312507

3. สภาเกษตรกรจังหวดั อาํ นาจเจรญิ .2561.ขอ้ มลู ดา้ นเกษตรกรของสาํ คัญของจังหวัดอาํ นาจเจริญ.สืบคน้ 18
กุมภาพันธ์ 2565.จาก http://www.nfc-amnat.com/index.php/Farmers

แนวคดิ กลมุ่ ผลประโยชน์ คน้ เมื่อวนั ท่ี 7 กมุ ภาพนั ธ์ 2565 จาก
https://archive.lib.cmu.ac.th/full/T/2550/poli0550tl_ch2.pdf

4. กรอบการวเิ คราะห์การเมืองแบบกลุ่มผลประโยชน:์ พัฒนาการ ข้อถกเถยี ง และสถานภาพการศึกษาวจิ ัย
ค้นเมื่อวนั ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 file:///C:/Users/ADMIN-LOVEYOU/Downloads/KUJ00000314c.pdf

5. กลุม่ ผลประโยชน์ คน้ เมอื่ วันท่ี 7 กุมภาพันธ์ 2565 http://old-book.ru.ac.th/e-
book/p/PS110(54)/PS110-13.pdf

6. สาํ นกั งานเศรษฐกจิ การเกษตร ค้นเมอื่ วนั ที่ 7 กมุ ภาพนั ธ์ 2565
https://www.oae.go.th/view/1/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%81%E
0%B8%A3%E0%B8%81/TH-TH

7. เครอื ขา่ ยวสิ าหกิจขา้ วสจั ธรรม
http://www.cai.ku.ac.th/cai/index.php?option=com_content&view=article&id=1566&Itemid=43

8. เครือข่ายขา้ วเกดิ บญุ
http://www.cai.ku.ac.th/cai/index.php?option=com_content&view=article&id=1564&Itemid=52

9. เครอื ขา่ ยผลไม้คิชฌกูฏ
http://www.cai.ku.ac.th/cai/index.php?option=com_content&view=article&id=1567&Itemid=197

10. กลมุ่ วิสาหกิจรว่ มใจโนนค้อทงุ่

https://www.carsr.agri.cmu.ac.th/project/riceinfo/coop/coop16.html

11. วิสาหกิจชุมชนบ้านนาผาง – Thai -Explore

http://www.thai-explore.net/search_detail/result/3021

12. ชมุ ชนขา้ วอินทรียบ์ ้านหนองเม็ก จว.อาํ นาจเจริญ ไดด้ ่งั ใจบุกตลาดโกยรายไดเ้ พยี บ

https://www.thethaipress.com/2020/7967

13. วิสาหกจิ ชมุ ชนกลมุ่ เกษตรอินทรยี บ์ า้ นโสกโดน หมู่ 3 ต.โนนหนามแทง่

https://smce.doae.go.th/ProductCategory/managecontent.php?smce_id=437011310003

14. กลุม่ ขา้ วอนิ ทรยี ์บ้านโคกกลาง

https://www.carsr.agri.cmu.ac.th/project/riceinfo/coop/coop11.html



แนวการศึกษาเกม (Game Approach);
บทวเิ คราะห์วา่ ดว้ ยการตอ่ รองทางการเมืองในการเลอื กตัง้ นายก
และสมาชิกองค์การบรหิ ารส่วนตาบลหนองแก้ว อาเภอหัว
ตะพาน จังหวดั อานาจเจรญิ ปี 2564

พรี ะพล บัวทอง, อลิษา พพู วก, โกวทิ ย์ บุญเฉลียว,
ภธู เนษฐ์ ทองโท และปฏิพัทธ์ ศรีลาลยั

บทนา
การบริหารราชการแผน่ ดนิ ของไทย การปกครองในระบอบ

แบบประชาธิปไตยถือว่าอานาจอธิปไตยคืออานาจสูงสุดในการ
ปกครองประเทศได้แก่อานาจบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ
อานาจท้ังสามน้ีเป็นของประชาชน แต่เม่ือประชาชนมีจานวน
มากขึ้นไม่อาจใช้อานาจอธิปไตยได้โดยตรง จึงจาเป็นที่จะต้องมอบ
อานาจอธิปไตยให้ผู้แทนไปใช้อานาจอธิปไตยแทนผ่านองค์กรต่างๆ
ได้แก่คณะรัฐมนตรีรัฐสภาและศาลโดยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง
ส.ส. ส.ว. สมาชกิ สภาทอ้ งถิ่นผู้บริหารทอ้ งถนิ่

หลักการปกครองมีท้งั หมด ๓ รูปแบบ
๑) การปกครองแบบรวมอานาจ (Centralization) คือ
การจัดระเบียบปกครองท่ีรวมอานาจการปกครองไว้ที่ส่วนกลาง
พนักงาน / เจ้าหน้าท่ีได้รับการแต่งต้ัง ถอดถอนและบังคับบัญชา
จากส่วนกลาง เพื่อดาเนินการให้เป็นไปตามนโยบายท่ีส่วนกลาง
กาหนด คอื กระทรวง ทบวง กรม เป็นตน้
๒) การปกครองแบบแบ่งอานาจ (Deconcentration)
คือการจัดระเบียบการปกครองที่เกิดจากข้อจากัด ของการรวม
อานาจในเรื่องของความล่าช้าและไม่ท่ัวถึงทุกท้องท่ีพร้อมๆ กัน

ราชการส่วนกลางจึงแบ่งมอบอานาจการตัดสินใจ ทางการบริหาร
ในบางเร่ืองให้เจ้าหน้าท่ีของราชการส่วนกลางท่ีส่งไปประจา
ปฏบิ ัตหิ น้าท่ีในภมู ิภาค คอื จังหวัดและอาเภอ

๓) การปกครองแบบกระจายอานาจ (Decentralization)
คือการปกครองที่ใช้วิธีการยกฐานะท้องถิ่นข้ึนเป็นนิติบุคคลแล้วให้
ท้องถ่ินดาเนินการปกครองตนเองอย่างอิสระ (Autonomy) โดย
ส่วนกลางจะไม่เข้ามาแทรกแซงการบังคับบัญชาใด ๆ นอกจากการ
กากับดูแลให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ภายในขอบเขตของกฎหมาย
การจัดตั้งท้องถ่ินเท่าน้ัน เช่นการปกครองท้องถิ่นในรูปแบบของ
เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตาบล
กรุงเทพมหานคร เมืองพทั ยา เป็นตน้

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ได้จัด
ระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น ๓ ส่วน ประกอบด้วย
การบริหารราชการแผ่นดนิ ของไทย

๑. การบริหารราชการส่วนกลาง เป็นการดาเนินการโดย
ส่วนกลางมีอานาจในการบริหารเพื่อสนองความต้องการของ
ประชาชนมีลักษณะการปกครองแบบรวบอานาจในการส่ังการ
กาหนดนโยบายการวางแผน การควบคุมตรวจสอบ และการบริหาร
ราชการสาคญั ๆ ไว้ทนี่ ายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีระเบียบบริหารราชการ
ส่วนกลางจัดออกได้เป็นกระทรวง ทบวง กรมหรือหน่วยงาน
ที่เรียกช่ืออย่างอื่นมีฐานะเป็นกรม ในปัจจุบันพระราชบัญญัติ
ปรบั ปรงุ กระทรวง ทบวง กรม

๒. การบริหารราชการส่วนภูมิภาค เป็นการท่ีหน่วยงาน
ของกระทรวง ทบวง กรม ได้แบ่งแยกออกไปดา เนินการตามเขต
การปกครอง โดยมีเจ้าหน้าที่ของทางราชการส่วนกลางซึ่งได้รับการ

แต่งต้ังออกไปประจาตามเขตปกครองต่าง ๆ ในส่วนภูมิภาค
เพื่อบริหารราชการภายใต้การบังคับบัญชาของราชการส่วนกลาง
ถือเป็นเพียงการแบ่งอานาจการปกครองออกมาจากส่วนกลาง
ไดแ้ ก่ จังหวดั และอาเภอ ลักษณะการแบ่งอานาจ หมายถึงการมอบ
อานาจในการตัดสินใจ วินิจฉัยส่ังการให้แก่เจ้าหน้าที่ท่ีไปประจา
ปฏิบัติงาน ในส่วนภูมิภาค และส่วนกลางสามารถเรียกอานาจ
กลับคืนได้

๓. การบริหารราชการส่วนท้องถ่ิน หมายถึงกิจกรรม
บางอย่างซึ่งรัฐบาล ให้ท้องถิ่นจัดทากันเองเพื่อสนองความต้องการ
ของประชาชนในท้องถ่ินน้ันๆ โดยมีเจ้าหน้าที่ที่ประชาชนในท้องถ่ิน
เลอื กตั้งขน้ึ มาเป็นผู้ดาเนินงานโดยตรงและมีอิสระในการบริหารงาน
กล่าว ได้ว่ ากา รบริ หาร ราช การ ส่วน ท้อง ถ่ินเ ป็นไ ป ตา มหลั กกา ร
กระจายอานาจ คือเป็นการมอบอานาจให้ประชาชนปกครองกันเอง
เพ่ือให้ประชาชนเกิดความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์และรู้จักร่วมมือกันใน
การแก้ไขปญั หา ตามหลักการ “ร่วมคิดร่วมทา ร่วมแก้ปัญหา” เป็น
การแบง่ เบาภาระของส่วนกลางและยังประโยชน์สุขให้แก่ประชาชน
ในพื้นที่ได้มากกว่า เพราะประชาชนในท้องถิ่นย่อมรู้ปัญหาและ
ความต้องการดีกว่าผู้อื่น การจัดระเบียบการปกครองท้องถ่ิน
ปัจจุบันมีรูปแบบ ดังนี้ ท้องถ่ินรูปแบบทั่วไป ได้แก่ องค์การบริหาร
ส่วนจังหวัด(อบจ.) เทศบาล (เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาล
ตาบล) และองค์การบริหารส่วนตาบล(อบต.) และท้องถ่ินรูปแบบ
พิเศษได้แก่กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาความสาคัญของการ
ปกครองสว่ นท้องถ่นิ

จากเหตุผลและความจาเป็นท่ีต้องกระจายอานาจลงไปสู่
องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ และ

พระราชบัญญัตกิ าหนดแผนและขัน้ ตอนการกระจายอานาจสู่องค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่ินตามท่ีกล่าวอ้างข้างต้นการปกครองท้องถิ่น
จึงมีความสาคัญยง่ิ ดังนี้

1. การปกครองท้องถิ่น คือ รากฐานของการปกครอง
ระบอบประชาธิปไตย องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินทาหน้าท่ี
เหมอื นกับโรงเรียนฝึกหัดประชาธิปไตย เพราะผู้ซึ่งเป็นนักการเมือง
ระดับท้องถิ่นจะต้องมีการรณรงค์หาเสียง จะต้องมีการเสนอ
นโยบาย จะต้องมีการอภิปรายถกเถียงกันในสภาท้องถ่ินโดยมี
ลักษณะใกล้เคียงกับสภาระดับชาติ เป็นแต่ขอบข่ายเล็กกว่า
เมื่อเป็นเช่นน้ีจึงเป็นสถานที่ฝึกความรู้และฝึกทักษะทางการเมือง
ไปในตัว ซึ่งถ้าคนจานวนไม่น้อยได้มีโอกาสทาการฝึกหัดด้วยการ
ปฏิบัติดังกล่าว ก็เหมือนกับเป็นการพัฒนานักการเมืองเพื่อการ
เตรียมพร้อมตอ่ การรบั ผดิ ชอบในระดับชาตติ ่อไป

2. การปกครองท้องถ่ินทา ให้ประชาชนรู้จักท้องถ่ินการ
ปกครองตนเอง (Self Government) หัวใจของการปกครอง
ระบอบประชาธิปไตย ประการหนึ่งก็คือการปกครองตนเองมิใช่เป็น
การปกครองอนั เกดิ จากคาสงั่ เบ้อื งบนโดยเป็นการท่ีประชาชนมีส่วน
รว่ มในการปกครอง ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นนอกจากจะได้รับเลือกต้ังมา
เพื่อรับผิดชอบบริหารท้องถ่ินโดยอาศัยความร่วมมือร่วมใจจาก
ประชาชนแลว้ ผบู้ รหิ ารทอ้ งถ่ินจะต้องฟงั เสียงประชาชนด้วยวิถีทาง
ประชาธิปไตย ซึ่งจะทาให้ประชาชนเกิดความสานึกมองเห็น
ความสาคัญของตนเองต่อท้องถ่ินและมีส่วนรับรู้ถึงปัญหาและแก้ไข
ปญั หาทอ้ งถิน่ ของตน

3. การปกครองท้องถิ่นเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐบาล
ซึ่งเป็นหลักสาคัญของการกระจายอานาจ เน่ืองจากภารกิจของ

รัฐบาลมีอยู่อย่างกว้างขวางนับวันจะขยายเพิ่มขึ้น ขณะท่ีแต่ละ
ท้องถิ่นย่อมมีปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกัน ประชาชน
จึงเป็นผู้มีความเหมาะสมท่ีจะแก้ไขปัญหาท่ีเกิดขึ้นในท้องถ่ินน้ัน
มากท่ีสุด และกิจการบางอย่างเป็นเร่ืองเฉพาะท้องถ่ิน ไม่เกี่ยวกับ
ท้องถ่ินอ่ืนๆ และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียต่อประเทศโดยส่วนรวม
จึงเป็นการสมควรที่จะให้ประชาชนท้องถ่ินดาเนินการดังกล่าวเอง
ท้ังนี้การแบ่งเบาภาระดังกล่าวทาให้รัฐบาลมีเวลาท่ีจะดาเนินการใน
เรื่องท่ีสาคัญๆ หรือกิจการใหญ่ๆ ระดับชาติอันเป็นประโยชน์ต่อ
ประเทศชาติโดยส่วนรวมและมีความคล่องตัวในการดาเนินงานของ
รัฐบาลจะมีมากขน้ึ

4. การปกครองท้องถิ่นสามารถสนองตอบความต้องการ
ของท้องถ่ินตรงเป้าหมายและมีประสิทธิภาพ เน่ืองจากท้องถ่ิน
มีความแตกต่างกันไม่ว่าทางสภาพภูมิศาสตร์ทรัพยากร ประชาชน
ความต้องการ และปญั หายอ่ มตา่ งกนั ออกไป ผทู้ ่ีให้บริการหรือแก้ไข
ปัญหาให้ถูกจุดและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน
ไดเ้ ปน็ อย่างดีก็คอื องค์กรปกครองท้องถิ่น

5.การปกครองท้องถิ่นจะเป็นแหล่งสร้างผู้นาทางการเมือง
และการบริหารของประเทศในอนาคต ผู้นาองค์กรปกครองส่วน
ท้องถ่ินย่อมเรียนรู้ประสบการณ์ทางการเมือง การเลือกต้ัง การ
สนับสนุนจากประชาชนในท้องถิ่นย่อมเป็นพื้นฐานที่ดีต่ออนาคต
ทางการเมืองของตน และยังฝึกฝนทักษะทางการบริหารงานใน
ทอ้ งถ่นิ อีกด้วย

6. การปกครองท้องถิ่นโดยยึดหลักการกระจายอานาจทา
ให้เกิดการพัฒนาชนบทแบบพึ่งตนเองท้ังทางการเมือง เศรษฐกิจ
และสังคม กล่าวโดยสรุป ความสาคัญของการปกครองส่วนท้องถ่ิน

สามารถแบ่งออกเป็นสองด้าน คือ ด้านการเมืองการปกครอง และ
ด้านการบริหารกล่าวคือ ในด้านการเมืองการปกครองนั้น เป็นการ
ปูพ้ืนฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตยและเรียนรู้การ
ปกครองตนเอง ส่วนด้านการบริหารนั้นเป็นการแบ่งเบาภาระ
รฐั บาลและประชาชนในท้องถ่นิ ได้หาทางสนองแก้ปัญหาด้วยตนเอง
ด้วยกลไกการบริหารต่างๆ ทั้งในแง่ของการบริหารงานบุคคล
การงบประมาณและการจัดการ เป็นต้น การปกครองตนเองใน
รูปแบบของการปกครองส่วนท้องถิ่นในกรอบของการกระจาย
อานาจย่อมจะนาไปสู่การพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองแบบ
ประชาธิปไตยซึ่งจะเป็นฐานสาคัญของการเมืองระดับชาติโดยรวม
ถ้าหน่วยการปกครองส่วนท้องถ่ินครอบคลุมท่ัวประเทศสามารถ
ทาหน้าที่ได้อย่างสัมฤทธิ์ผลจนเกิดการพัฒนาการเมืองแบบ
ประชาธิปไตย ย่อมจะช่วยสร้างความเข้าใจและความรู้ให้แก่
ประชาชนในระดับรากหญ้า พร้อมท้ังการฝึกทักษะกับผู้ซึ่งเป็น
ผ้บู รหิ ารและผู้ทางานในสภานิติบัญญัติของท้องถิ่น ก็หมายความว่า
ความรู้ทางการเมือง ทักษะทางการเมือง และประสบการณ์ในการ
ทางานภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยในองค์กร
ปกครองสว่ นท้องถิ่นย่อมจะหลอมกลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมือง
แบบประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ และน่ีคือตัวแปรที่สาคัญ
อย่างย่ิงเก่ียวกับการปกครองตนเองและยังเป็นการสร้างความเป็น
ประชาธิปไตยอย่างยั่งยืนผ่านเรียนรู้โดยการฝึกการลงมือกระทา
ดว้ ยตวั เอง.

รูปแบบการปกครองส่วนท้องถ่ิน การปกครองส่วนท้องถิ่น
คือ การท่ีรัฐกระจายอานาจให้ประชาชนในท้องถ่ินได้มีส่วนร่วมใน
การปกครองตนเอง โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถ่ินนั้น ๆ

ตัดสินใจเลือกผู้แทนของตนเข้าไปทา หน้าท่ีเป็นผู้บริหารท้องถิ่น
หรือสมาชิกสภาท้องถ่ิน และมีอิสระในการบริหาร การจัดทา
บริการสาธารณะ การส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา
การเงินและการคลังภายใต้ การกากับดูแลของรัฐและบทบัญญัติ
ของกฎหมายปัจจุบันประเทศไทย มีการปกครองส่วนท้องถ่ิน 2
รปู แบบ คือ

1. รูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่นท่ัวไป มี 3 รูปแบบ
ไดแ้ ก่

1.1 องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) มี
โครงสร้างการบริหารประกอบด้วยสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ทา หน้าท่ีฝ่ายนิติบัญญัติ และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ทา หนา้ ทฝ่ี ่ายบรหิ าร เปน็ องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินท่ีมีขนาดใหญ่
ท่ีสุด มีจังหวัดละ 1 แห่ง (ยกเว้นกรุงเทพมหานคร) มีเขตพื้นท่ี
รับผิดชอบครอบคลุมท้ังจังหวัดซึ่งทับซ้อนกับพ้ืนที่ขององค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นๆ ท่ีอยู่ในเขตจังหวัด เช่น เทศบาลองค์การ
บริหารสว่ นตาบล

1.2 เทศบาลมีโครงสร้างการบริหารประกอบด้วย
สภาเทศบาลทาหน้าท่ีฝ่ายนิติบัญญัติและนายกเทศมนตรีทาหน้าท่ี
ฝ่ายบริหาร เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ในเขตชุมชนเมือง
แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่เทศบาลนคร (ทน.) เทศบาลเมือง
(ทม.) และ เทศบาลตาบล (ทต.) ทั้งนี้ข้ึนอยู่กับจานวนและความ
หนาแน่นของประชากร ความเจริญทางเศรษฐกิจหรือรายได้ของ
ท้องถนิ่

1.3 องค์การบริหารส่วนตาบล (อบต.) มีโครงสร้างการ
บริหารประกอบด้วยสภาองคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบล ทาหนา้ ที่ฝ่ายนิติ

บัญญัติ และนายกองค์การบริหารส่วนตาบล ทาหน้าท่ีฝ่ายบริหาร
เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นท่ีใกล้ชิดประชาชนมากท่ีสุด
ตั้งข้ึนเพื่อดูแลทุกข์สุขและให้บริการประชาชนในหมู่บ้านและตาบล
แทนรัฐหรือส่วนกลาง ท่ีไม่สามารถจัดบริการสาธารณะ หรือดูแล
ประชาชนทวั่ ประเทศได้อยา่ งทว่ั ถึง

2. รูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่น รูปแบบพิเศษ มี 2
รูปแบบ คือ

2.1 กรุงเทพมหานคร มีโครงสร้างการบริหาร
ประกอบด้วยสภากรุงเทพมหานคร ทา หน้าท่ีฝ่ายนิติบัญญัติและ
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครทา หน้าท่ีฝ่ายบริหาร เป็นองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพเิ ศษท่มี ีขนาดใหญม่ าก เป็นเมืองหลวง
ของประเทศท่ีเป็นศูนย์กลางความเจริญทุกด้านทั้งการเมืองการ
ปกครอง เศรษฐกิจ สังคม และการทหาร แบ่งการปกครองออกเป็น
เขตต่างๆ จา นวน 50 เขต มีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็น
ผู้บริหารสูงสุด มีปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นหัวหน้าข้าราชการ
ประจาของกรุงเทพมหานคร 2.2 เมืองพัทยา มีโครงสร้างการ
บริหารประกอบด้วยสภาเมืองพัทยา ทา หน้าท่ีฝ่ายนิติบัญญัติและ
นายกเมืองพัทยา ทา หน้าท่ีฝ่ายบริหารเป็นองค์กรปกครองส่วน
ท้องถ่ินรูปแบบพิเศษที่มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจการเพิ่มขึ้น
ของจา นวนและความหนาแน่นของประชากร รวมท้ังการขยายตัว
ของชุมชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีแหล่งท่องเท่ียวที่สาคัญคือหาด
พัทยาและเกาะล้าน และมีผลประโยชน์ที่กระทบต่อการดา รงชีวิต
การประกอบอาชีพและความเป็นอยู่ของประชาชนในท้องถิ่น
รวมทั้งผลประโยชน์ของประเทศอย่างชัดเจน จึงได้มีการจัดต้ังเมือง

พัทยาขึ้นในเขตจังหวัดชลบุรี เพื่อให้การบริหารการจัดทากิจการ
สาธารณะ มปี ระสิทธิภาพและมีความคลอ่ งตัว

หลักการสา คัญพื้นฐ านของการปกครองระบอบ
ประชาธิปไตย คือการเลือกตั้งท่ีมีความบริสุทธิ์ยุติธรรม ซึ่งมี
ความสาคัญในด้านการเป็นกระบวนการคัดกรองตัวบุคคลของ
ประชาชนเพื่อสรรหาผู้แทนที่ดีท่ีสุดเข้าไปในสภาและรัฐบาล
เป็นการมอบอานาจอธิปไตยของปวงชนให้เข้าไปใช้อานาจแทนใน
การจัดตั้งรัฐบาลและตรากฎหมายเพ่ือแก้ปัญหาทุกข์สุขของ
ประชาชน และเป็นการแสดงความเสมอภาคเท่าเทียมกันของ
ประชาชน แต่ละปัจเจกบุคคลมีเสียงเท่ากัน (One man one
vote) ไม่ว่ายากดีมีจนมีฐานะและสถานะทางสังคมต่างกันอย่างไร
ประชาชนแต่ละคนสามารถแสดงความคิดเห็นอิสระเสรี มีความ
นิยมชมชอบนโยบายตัวบุคคลและพรรคการเมืองใดก็ได้ และ
แสดงออกโดยการเลือกตั้งอย่างเสรี อีกท้ังประชาชนสามารถเลือก
อนาคตของตัวเองได้ตามแนวทางการพัฒนาของพรรคการเมืองที่
ประกาศตัวเป็นนโยบายของพรรค ด้วยความสาคัญของการจัดการ
เลือกตั้ง รัฐจึงจาเป็นต้องจัดการบริหารการเลือกต้ังให้เป็นไป
ด้วยอย่างดี มีประสิทธิภาพบริสุทธิ์ยุติธรรมและอานวยความ
สะดวกแกป่ ระชาชนที่มีสทิ ธเิ ลอื กตงั้ ให้มากที่สุด

กรอบแนวคิดการวเิ คราะห์
ทฤษฎีเกม เป็นสาขาคณิตศาสตร์ประยุกต์ที่ศึกษา

การตัดสินใจของผู้ตัดสินใจหลายฝ่าย โดยที่ผลท่ีแต่ละฝ่ายได้รับ
ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้เล่นฝ่ายอื่นๆ เกมในทางทฤษฎีเกม
หมายถึงสถานการณ์ใดๆ ที่ผู้ตัดสินใจ (เรียกว่าผู้เล่น) หลายฝ่าย

มีปฏิสัมพันธ์กัน ซ่ึงอาจหมายถึงเกมในความหมายทั่วไป เช่น
เป่าย้ิงฉุบ หรือ หมากรุก หรือหมายถึงสถานการณ์ทางสังคมหรือ
ทางธรรมชาติอ่ืนๆ ทฤษฎีเกมได้รับการนาไปประยุกต์ใช้ในสาขา
สังคมศาสตร์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างย่ิงเศรษฐศาสตร์ และในสาขา
ชีววิทยาววิ ฒั นาการและวิทยาการคอมพวิ เตอร์ด้วย

การศึกษาทางทฤษฎีเกมเป็นการศึกษาการตัดสินใจของ
ผู้เล่นท่ีตัดสินใจแบบ "เป็นเหตุเป็นผล" ซึ่งหมายถึงการท่ีผู้เล่น
ตัดสินใจโดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนและตัดสินใจตามเป้าหมาย
ของตนเองอย่างไม่ผิดพลาด สาขาทฤษฎีเกมในรูปแบบปัจจุบัน
มักถอื กันวา่ มจี ดุ เร่มิ ต้นจากงานของจอห์น ฟอน นอยมันน์ และอ็อส
คาร์ มอร์เกินสแตร์น โดยมีผลงานสาคัญคือหนังสือ "ทฤษฎีว่าด้วย
เกมและพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ" ท่ีตีพิมพ์ในปี 1944 ผลงานของ
จอห์น แนชในการนิยามและพิสูจน์ทฤษฎีบทเก่ียวกับสมดุล
แบบแนช ซ่ึงเป็นผลลัพธ์ของเกมที่ผู้เล่นแต่ละฝ่ายไม่มีแรงจูงใจ
ที่จะเปลี่ยนการตัดสินใจของตนเอง เป็นปัจจัยท่ีสาคัญท่ีทาให้
นกั วิชาการสาขาต่างๆ สามารถนาวิชาทฤษฎเี กมไปใช้ประยุกต์อย่าง
แพร่หลายทฤษฎีเกมเป็นเครื่องมือสาคัญของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์
กระแสหลักในปัจจุบัน นักทฤษฎีเกมหลายคนจึงได้รับรางวัลโนเบล
สาขาเศรษฐศาสตร์ เร่ิมจาก จอห์น แนช, ไรน์ฮาร์ท เซ็ลเทิน และ
จอห์น ฮาร์ชาญี ในปี 1994

แนวคิดพื้นฐาน
ในทางทฤษฎีเกม "เกม" หมายถึงสถานการณ์ใดๆ ที่มีผู้

ตัดสินใจต้ังแต่สองฝ่ายขึ้นไป โดยผู้ตัดสินใจแต่ละฝ่ายมีเป้าหมาย
ของตนเองและผลลัพธ์ท่ีแต่ละฝ่ายได้รับขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ

ทุกฝ่าย ผู้ตัดสินใจแต่ละฝ่ายในเกมเรียกว่า "ผู้เล่น" โดยผู้เล่นนี้เป็น
องค์ประกอบพน้ื ฐานของเกมในทฤษฎเี กมทุกประเภท

ท ฤ ษ ฎี เ ก ม ต้ั ง ข้ อ ส ม ม ติ ว่ า ผู้ เ ล่ น ทุ ก ฝ่ า ย ตั ด สิ น ใ จ
"อย่างมีเหตุผล" ซึ่งหมายถึงการท่ีผู้เล่นแต่ละฝ่ายมีเป้าหมาย
ความต้องการของตัวเองท่ีชัดเจนซึ่งมักแสดงในรูปของฟังก์ชัน
อรรถประโยชน์ และตัดสินใจโดยเลือกทางเลือกที่ทาให้ตัวเองได้รับ
อรรถประโยชน์สูงสุด ทฤษฎีเกมจึงมีความคล้ายกันกับทฤษฎีการ
ตัดสนิ ใจท่ศี ึกษาการตัดสินใจของผู้ตดั สินใจรายเดียว แต่แตกต่างกัน
ท่ีทฤษฎีเกมศึกษาการตัดสินใจในสถานการณ์ที่การตัดสินใจ
หลายฝ่ายส่งผลซ่ึงกันและกัน ในการประยุกต์ทฤษฎีเกมในสาขา
ต่างๆ ผเู้ ลน่ ในเกมอาจใช้หมายถึงปัจเจกบุคคล แต่ก็อาจใช้หมายถึง
กลุ่มบุคคล เช่น บริษัท รัฐบาล ไปจนถึงส่ิงอ่ืนๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์ เช่น
สัตว์ พชื พระเป็นเจ้า เปน็ ต้น

การวิเคราะห์ทางทฤษฎีเกมมักกาหนดว่าผู้เล่นแต่ละฝ่ายมี
ฟังก์ชันอรรถประโยชน์แบบฟอน นอยมันน์–มอร์เกินสแตร์น
ซง่ึ มลี กั ษณะสาคญั คอื หากวา่ ผลลพั ธ์ของการตดั สินใจมีความเป็นไป
ได้หลายทางและไม่แน่นอนว่าจะได้รับผลลัพธ์ใด ผู้เล่นนั้นจะ
ตัดสินใจในลักษณะที่ให้ได้ค่าคาดหมายของฟังก์ชันอรรถประโยชน์
น้นั สงู สุด

ทฤษฎีเกมสามารถแบ่งออกได้เป็นสองสาขาใหญ่ๆ ได้แก่
ทฤษฎีเกมแบบร่วมมือ (cooperative game theory) และ
ทฤษฎีเกมแบบไม่ร่วมมือ (non-cooperative game theory)
แต่ละสาขาของทฤษฎีเกมมีแนวทางการศึกษาที่แตกต่างกันในด้าน
รูปแบบการนิยามเกมและแนวคิดท่ีใช้ในการวิเคราะห์ การจาแนก
ทฤษฎีสองแบบน้ีมีท่ีมาเร่ิมแรกจากบทความของจอห์น แนช

ซง่ึ ตพี ิมพ์ในปี 1951 ในสาขาทฤษฎีเกมแบบไม่ร่วมมือ นิยามของ
เกมจะระบุทางเลือกท้ังหมดที่ผู้เล่นแต่ละฝ่ายสามารถตัดสินใจเลือกได้
ผู้เล่นแต่ละฝ่ายตัดสินใจโดยอิสระจากกันและไม่สามารถร่วมกันทา
ข้อตกลงอื่นๆ ให้มีผลบังคับใช้ได้ ในทฤษฎีเกมแบบร่วมมือ
จะสมมติว่าผู้เล่นแต่ละฝ่ายสามารถทาข้อตกลงใดๆ กันก็ได้ โดยจะ
ไม่ให้ความสาคัญกับข้ันตอนการเจราจาตกลงกันระหว่างผู้เล่น
แต่ให้ความสาคัญกับการวิเคราะห์กลุ่มผู้เล่นว่าผู้เล่นจะมีการจับ
กลุ่มร่วมกันอย่างไรและจะมีการแบ่งผลประโยชน์กันอย่างไร คาว่า
เกมแบบไม่ร่วมมือในที่น้ี ไม่ได้หมายความว่าทฤษฎีเกมชนิดน้ีไม่
สามารถใช้จาลองสถานการณ์ท่ีมีการ "ร่วมมือ" กันในความหมาย
ท่ัวไปว่าการตกลงกระทาเพื่อให้ได้ประโยชน์ร่วมกัน แต่การจาลอง
สถานการณ์ความร่วมมือหรือการเจรจาต่อรองใดๆ จะต้องระบุ
ทางเลือกและข้ันตอนเหล่าน้ันในเกมอย่างชัดเจน และข้อตกลง
เหล่านั้นจะไม่มีผลบังคับใช้นอกเหนือจากตามกระบวนการท่ีระบุ
อย่างชัดเจนในเกม

ประวัติก่อนปี 1928
ในการศึกษาท่ีมีลักษณะทางทฤษฎีเกมก่อนปี 1950

มีหัวใจสาคัญคือแนวคิดแบบมินิแมกซ์ นั่นคือ ผู้เล่นแต่ละฝ่าย
เปรียบเทียบผลลัพธ์ที่แย่ท่ีสุดท่ีเป็นไปได้ของทางเลือกแต่ ละทาง
ของตัวเองแล้วเลือกทางเลือกการันตีผลลัพธ์ที่ดีที่สุด (นั่นคือ
ผลลัพธ์ท่ีแย่ท่ีสุดของทางเลือกนั้น ดีกว่ากว่าผลลัพธ์ที่แย่ท่ีสุดของ
ทางเลือกอน่ื ๆ) การวิเคราะหเ์ กมในลักษณะของมินิแมกซ์มีหลักฐาน
ย้อนไปถึงปี 1713 ท่ีการวิเคราะห์เกมไพ่ เลอ แอร์ (ฝร่ังเศส : le
Her) ของของเจมส์ วอลด์เกรฟ ได้รับการเขียนถึงในจดหมายจาก

ปีแยร์ เรมง เดอ มงมอร์ถึงนโี คเลาส์ แบร์นูลลี ในปี 1913 แอ็นสท์
แซร์เมโล นักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมัน ตีพิมพ์บทความ "ว่าด้วยการ
ประยุกต์ทฤษฎีเซตในด้านทฤษฎีหมากรุก" (เยอรมัน: Uber eine
Anwendung der Mengenlehre auf die Theorie des Schachspiels)
ซ่ึงพิสูจน์ว่า ผลลัพธ์แบบมินิแมกซ์ของเกมหมากรุกสากลมีผล
แพ้ชนะเพียงหน่ึงแบบ แต่ไม่มีการพิสูจน์ว่า ผลมินิแมกซ์ของเกม
มีลักษณะเป็นฝ่ายใดชนะหรือเสมอกัน เกมที่ผลลัพธ์แบบมินิแมกซ์
มีผลแพ้ชนะแบบเดียวน้ีเรียกว่าเป็นเกมที่กาหนดแล้วโดยแท้
(strictly determined) ทฤษฎบี ทของแซรเ์ มโลใชไ้ ด้กับกับเกมแบบ
ขยายท่ีมีผู้เล่นสองคน มีทางเลือกที่จากัด มีผลแพ้ชนะและผู้เล่น
มีสารสนเทศสมบูรณ์ (ไม่มีการเดินพร้อมกัน และสารสนเทศทุก
อย่างเปิดเผยให้ผู้เล่นทุกฝ่ายทราบ) เช่น หมากฮอส หมากล้อม
เฮกซ์ เปน็ ตน้

เอมีล บอแรล นักคณิตศาสตร์ชาวฝร่ังเศส ตีพิมพ์บทความ
ฉบับในปี 1921, 1924 และ 1927 โดยเป็นการวิเคราะห์กล
ยุทธ์ผสมและผลเฉลยแบบมนิ แิ มกซท์ างคณิตศาสตร์อย่างเป็นระบบ
คร้ังแรก แต่บอแรลพิสจู น์เฉพาะในกรณอี ยา่ งง่าย และสันนิษฐานว่า
ผลเฉลยแบบมินิแมกซ์น้ีไม่ได้มีอยู่เป็นการทั่วไป แต่ข้อสันนิษฐาน
ฟอน นอยมันน์ ได้พสิ จู นใ์ นภายหลังวา่ ไม่เป็นจริง

แนวคิดสมดุลแบบแนชก็มีการใช้ในการวิเคราะห์ ทฤษฎี
เศรษฐศาสตร์มากอ่ นหนา้ เช่นกนั ในปี 1838 อ็องตวน - โอกุสแต็ง
กูร์โน ได้ตีพิมพ์หนังสือ "งานวิจัยว่าด้วยหลักคณิตศาสตร์ของ ทฤษฎี
ทรัพย์" (ฝร่ังเศส: Recherches sur les principes mathématiques de
la théorie de la richesses) โดยมีเน้ือหาบทหน่ึงท่ีมีทฤษฎีวิเคราะห์
ตลาดผูกขาดโดยผู้ขายน้อยราย แบบจาลองทางคณิตศาสตร์ของ

กูร์โนใช้การวิเคราะห์ที่มีลักษณะเป็นสมดุลแบบแนชรูปแบบหน่ึง
นับว่าเป็นงานเขียนชิ้นแรกท่ีมีการใช้แนวคิดสมดุลแบบแนช
แต่กูร์โนไม่ได้เล็งเห็นว่าแนวคิดการวิเคราะห์ของเขาสามารถมีนัย
ทว่ั ไปทใี่ ช้กบั สถานการณ์ เชิงกลยทุ ธ์ใดๆ

จอห์น ฟอน นอยมันน์ในปี 1928 จอห์น
ฟอน นอยมันน์ตีพิมพ์บทความ "ว่าด้วย
ทฤษฎีของเกมนันทนาการ" เยอรมัน: Zur
Theorie der Gesellschsftsspiele)
บทความของฟอน นอยมันน์นาเสนอทฤษฎี
ของเกม ทม่ี ีลักษณะทัว่ ไปกว่างานก่อนหน้า
โดยต้ังคาถามว่า "ผู้เล่น n คน S1, S2,...,Sn เล่นเกม G ผู้เล่น Sm
คนใดคนหนึ่งจะต้องเล่นอย่างไรจึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด" ในบทความนี้
ฟอน นอยมันน์ได้กาหนดเกมรูปแบบขยายและนิยาม "กลยุทธ์"
ว่าหมายถึงแผนการเล่นท่ีระบุการตัดสินใจของผู้เล่นที่จุดต่างๆ
ในเกม โดยขึ้นกับสารสนเทศที่ผู้เล่นมีในจุดนั้นๆ ซ่ึงเป็นลักษณะ
เดยี วกับแนวคิดวิธีการเล่นของบอแรล การนิยามกลยุทธ์ในลักษณะ
นี้ทาให้ฟอน นอยมันน์สามารถลดรูปเกมแบบขยายให้เหลือ
เพียงการเลือกกลยุทธ์ของผู้เล่นแต่ละฝ่ายโดยอิสระจากกันก่อน
เริ่มเกมเท่านั้น ฟอน นอยมันน์พิสูจน์ว่าในเกมที่มีผู้เล่นสองฝ่ายที่
ผลรวมเปน็ ศนู ยแ์ ละแต่ละฝา่ ยมที างเลอื กจานวนจากัด หากว่าผู้เล่น
สามารถใช้กลยุทธ์ผสมได้ เกมน้ีจะมีจุดมินิแมกซ์หนึ่งจุดเสมอ
เนือ้ หาการพิสูจน์ทฤษฎีบทของฟอน นอยมันน์มีลักษณะที่เก่ียวข้อง
กับทฤษฎบี ทจุดตรงึ ของเบราวเ์ ออร์ แม้ว่าฟอน นอยมันน์ไม่ได้เขียน
การพิสูจน์ในลักษณะของจุดตรึงในบทความ ฟอน นอยมันน์

ยกตัวอย่างเกมนันทนาการในบริบทน้ีว่าอาจหมายถึงเกมหลาย
ประเภท เช่น รูเล็ตต์และหมากรุกสากล แต่ก็กล่าวถึงด้วย
ความสัมพันธ์ในลักษณะของเกมนี้สามารถอธิบายสถานการณ์อ่ืนๆ
ได้ด้วย โดยได้เขียนในเชิงอรรถว่าคาถามน้ีมีลักษณะเหมือนคาถาม
ในวิชาเศรษฐศาสตร์

อ็อสคาร์ มอร์เกินสแตร์น เป็นนักเศรษฐศาสตร์ท่ีใน
ขณะนั้นสนใจเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างการตัดสินใจของบุคคล
หลายฝ่าย ในหนังสือเร่ืองการพยากรณ์ทางเศรษฐกิจที่ตีพิมพ์ในปี
1928 มอร์เกินสแตร์นได้ยกตัวอย่างการต่อกรกันระหว่างตัวละคร
เชอรล์ ็อก โฮมส์กบั มอริอารต์ ี ที่โฮมส์พิจารณาหลายชั้นว่ามอริอาร์ตี
คิดว่าเขาจะทาอย่างไร มอร์เกินสแตร์น มอร์เกินสแตร์นได้รับ
คาแนะนาจากนักคณิตศาสตร์เอดูอาร์ด เช็คระหว่างนาเสนอ
บทความที่งานสัมมนาในกรุงเวียนนาในปี 1935 ว่าหัวข้องานของ
มอร์เกินสแตร์นมีเน้ือหาเกี่ยวข้องกับงานทฤษฎีเร่ืองเกมของฟอน
นอยมันน์ หลังจากการผนวกออสเตรียเข้ากับนาซีเยอรมนีในปี
1938 มอร์เกินสแตร์นยา้ ยจากเวียนนาไปยงั มหาวทิ ยาลัยพรินซ์ตัน
ในสหรัฐอเมริกา ทาให้เขาได้พบและมีโอกาสได้ร่วมงานกับฟอน
นอยมนั น์ จนมผี ลงานเป็นหนังสือ "ทฤษฎีว่าด้วยเกมและพฤติกรรม
ทางเศรษฐกิจ" (Theory of games and economic behavior)
ท่ีตพี ิมพค์ ร้ังแรกในปี 1944

ทศวรรษ 1950 จอห์น แนช
หลังจากที่หนังสือของฟอน นอยมันน์และ
มอร์เกินสแตร์นได้รับการตีพิมพ์ ทศวรรษ
1950 เป็นช่วงทีม่ ผี ลงานดา้ นทฤษฎีเกมที่

สาคัญหลายอย่าง โดยมีสถาบันสาคัญที่เป็นศูนย์กลางสองแห่งคือ
มหาวิทยาลัย พรินซ์ตัน และแรนด์ คอร์เปอเรชัน สถาบันวิจัย
เอกชนที่ต้งั ข้ึนใหม่ ที่มุ่งเนน้ การทาวิจัยด้านความม่ันคงให้กับรัฐบาล
สหรัฐ ในช่วงปี 1950 ถึง 1953 จอห์น แนช ได้ตีพิมพ์บทความ
สาคัญส่ีบทความซ่ึงมีบทบาทสาคัญอย่างมากต่อสาขาทฤษฎีเกม
จากนิยามเกมรูปแบบท่ัวไปของฟอน นอยมันน์และมอร์เกินสแตร์น
แนชได้นิยามแนวคิดสมดุลสาหรับเกมในรูปแบบทั่วไปท่ีเรียกใน
ภายหลังว่าเป็นสมดุลแบบแนช และพิสูจน์ว่าเกมรูปแบบทั่วไปที่มีผู้
เล่นและกลยุทธ์จากัดทุกเกมท่ีผู้เล่นสามารถใช้กลยุทธ์ผสมจะมีจุด
สมดุลอย่างน้อยหนึ่งจุด ผลงานนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในบทความสั้นช่ือ
"จุดสมดุลในเกมท่ีมีผู้เล่น n ฝ่าย" (Equilibrium points in n-
person games) ในปี 1950 แนชเขียนถึงแนวคิดสมดุลนี้ใน
วิทยาพนธ์ปริญญาเอก และตีพิมพ์เนื้อหาฉบับสมบูรณ์ย่ิงข้ึนใน
บทความปี 1951 ช่ือ "เกมแบบไม่ร่วมมือ" (Non-cooperative
games) จากเดิมท่ีเนื้อหาในหนังสือของฟอน นอยมันน์และมอร์
เกินสแตร์น ไม่ได้แยกระหว่างการที่ผู้เล่นแต่ละฝ่ายเลือกกลยุทธ์
อย่างเป็นอิสระจากกันและการร่วมมือกัน แนชเป็นคนแรกที่จาแนก
ทฤษฎีเกมแบบร่วมมือและแบบไม่ร่วมมือ โดยแนวคิดสมดุลแบบ
แนชเปน็ แนวคิดแบบไมร่ ว่ มมอื แนชยังไดต้ ีพิมพ์บทความในลักษณะ
ของทฤษฎีเกมแบบร่วมมือ โดยในบทความปี 1950 ช่ือ "ปัญหา
การต่อรอง" (The bargaining problem) แนชได้เสนอผลลัพธ์ของ
เกมการต่อรองระหว่างผู้เล่นสองฝ่ายโดยใช้สัจพจน์สี่ประการ
บทความน้ีของแนชเป็นงาน ช้ินแรกในสาขาทฤษฎีเกมท่ีไม่ใช้
สมมติวา่ อรรถประโยชน์สามารถ ยกให้กนั ได้ระหวา่ งผู้เล่น บทความ
น้ีมีท่ีมาจากข้อเขียนของแนชต้ังแต่สมัยเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์

ระหว่างประเทศในระดับ ปริญญาตรี ในปี 1953 แนชตีพิมพ์
บทความ "เกมแบบร่วมมือท่ีมี ผู้เล่นสองฝ่าย" (Two-person
cooperative games) ผลงานของแนชด้านทฤษฎีเกมทาให้แนช
ไดร้ บั รางวลั โนเบลสาขาเศรษฐศาสตรใ์ นปี 1994

อลั เบริ ์ต ทักเคอร์ (ซง่ึ เปน็ ท่ปี รึกษาปริญญาเอกของจอหน์ แนช,
ลอยด์ แชปลีย์, และเดวิด เกล) และฮาโรลด์ คุห์น นักคณิตศาสตร์
ท่ี พรินซ์ตัน ได้เป็นบรรณาธิการตีพิมพ์ชุดหนังสือรวมเล่มผลงานวิจัย
ในด้านทฤษฎีเกม โดยตีพิมพ์เล่มแรกใน 1950 ในหนังสือเล่มที่สอง
ท่ีตีพิมพ์ในปี 1953 ลอยด์ แชปลีย์ นักศึกษาปริญญาเอกท่ีพรินซ์ตัน
ได้ตีพิมพ์บทความท่ีนาเสนอแนวคิดคาตอบท่ีเรียกในภายหลังว่า
ค่าแชปลีย์ นอกจากนี้ แชปลีย์ ร่วมกับดอนัลด์ จิลลีส ได้เสนอแนวคิด
คอร์

ทศวรรษ 1960 เป็นตน้ มา
ในปี 1965 ไรน์ฮาร์ท เซ็ลเทิน ได้ตีพิมพ์บทความท่ี

วิเคราะห์แบบจาลองการผูกขาดโดยผู้ขายน้อยรายด้วยทฤษฎีเกม
ในบทความนี้ เซ็ลเทินได้เสนอแนวคิดสมดุลแบบสมบูรณ์ทุกเกม
ย่อย ซึ่งเป็นการนิยามสมดุลแบบแนชที่ละเอียดขึ้นเพ่ือแยกสมดุล
แบ บ แ น ช ท่ี มี ลั ก ษ ณ ะ ไ ม่ ส ม เ ห ตุ ส ม ผ ล ใ น เ ก ม ที่ มี ล า ดั บ ก่ อ น ห ลั ง
ออกไป การนิยามสมดุลท่ีละเอียดย่ิงขึ้นเป็นหัวข้อวิจัยสาคัญในช่วง
ทศวรรษ 1960 และ 1970 โดยในปี 1975 เซ็ลเทินได้เสนอ
แนวคิดสมดุลแบบสมบูรณ์ ท่ีนิยามจุดสมดุลท่ีสมมติว่าผู้เล่นอาจจะ
"มือล่ัน" เลือกกลยุทธ์ที่ผิดจากกลยุทธ์ในจุดสมดุลได้พัฒนาการ
สาคัญในทฤษฎีเกมแบบไม่ร่วมมือที่เกิดข้ึนในทศวรรษ 1960 อีก
ข้อหน่ึงคือการจาลองสถานการณ์ท่ีผู้เล่นมีสารสนเทศไม่เท่ากัน

จอห์น ฮาร์ชาญี ได้ตีพิมพ์บทความท่ีเสนอแนวคิดเกมแบบเบยส์
(Bayesian game) ที่ตอนเริ่มเกมผู้เล่นแต่ละฝ่ายมีสารสนเทศ
ส่วนตัวท่ีทราบแต่เพียงฝ่ายเดียว เรียกว่าเป็น "ประเภท" ของผู้เล่น
และระบุว่าผู้เล่นฝ่ายอ่ืนเช่ือว่า ประเภทของผู้เล่นนี้มีการแจกแจง
ความนา่ จะเปน็ แตล่ ะแบบอย่างไร

ความสาคัญของทฤษฎีเกมในสาขาเศรษฐศาสตร์ ทาให้
นักวิจัยสาขาทฤษฎีเกมได้รับรางวัลเพ่ือระลึกถึงอัลเฟรด โนเบล
สาขาเศรษฐศาสตร์หลายคน โดยในปี 1994 จอห์น แนช, ไรน์
ฮาร์ท เซ็ลเทิน และจอห์น ฮาร์ชาญี ได้รับรางวัลในปี 1994 ต่อมา
รอเบริ ์ต ออมนั น์ และทอมัส เชลลงิ ได้รับรางวัลร่วมกันในปี 2005
โดยเชลลิงศึกษาทางด้านแบบจาลองพลวัต ซึ่งเป็นตัวอย่างแรกๆ
ของทฤษฎีเกมเชิงวิวัฒนาการ ออมันน์เน้นศึกษาเกี่ยวกับดุลยภาพ
ได้ริเร่ิมดุลยภาพแบบหยาบ ดุลยภาพสหสัมพันธ์ และพัฒนาการ
วิเคราะห์ท่ีเป็นระเบียบมากข้ึนสาหรับสมมติฐานที่เกี่ยวกับความรู้
ร่วมและผลท่ีตามมา เลออนิด คูร์วิช, เอริก มัสกิน และโรเจอร์ ไม
เออร์สัน ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2007 จาก
"การวางรากฐานทฤษฎีการออกแบบกลไก" และอัลวิน รอธ และ
ลอยด์ แชปลีย์ ได้รับรางวัลในปี 2012 "สาหรับทฤษฎีการจัดสรร
อยา่ งคงทแี่ ละการใชก้ ารออกแบบตลาด"

ตวั อย่างเกมทม่ี ชี ือ่ เสยี ง

เกมความลาบากใจของนกั โทษ
เกมความลาบากใจของนักโทษ (Prisoner's dilemma)
เป็นเกมท่ีมีผู้เล่น 2 คนและทางเลือก 2 ทาง แนวคิดของเกมน้ีได้

สร้างข้นึ โดย เมอรร์ ลิ ฟลูด และ เมลวิน เดรชเชอร์ ใน พ.ศ. 2493
โดยมลี ักษณะเปน็ เกมที่ผู้เล่นท้ังสองฝ่ายพยายามเลือกทางเลือกที่ได้
ผลตอบแทนมากท่ีสุด แต่กลับทาให้ผลตอบแทนรวมที่ได้ต่าลง
มีสถานการณด์ ังนี้

คนร้ายสองคนคือ A และ B ถูกตารวจจับและถูกแยกไป
สอบปากคาทีละคน ตารวจไมส่ ามารถดาเนนิ คดีกับคนร้ายท้ังสองได้
ทันทีเพราะไม่มีพยาน คนร้ายแต่ละคนมีทางเลือกสองทางคือ รับ
สารภาพ และไมร่ ับสารภาพ ถ้าคนร้ายคนหนึ่งรับสารภาพแต่อีกคน
ไม่รับ ตารวจจะกันคนที่รับสารภาพไว้เป็นพยานและปล่อยตัวไป
และจะส่งฟ้องคนที่ไม่รับสารภาพซ่ึงมีโทษจาคุก 20 ปี ถ้าท้ังสอง
คนรับสารภาพ จะได้รับการลดโทษเหลือจาคุกคนละ 10 ปี แต่ถ้า
ท้ังสองคนไม่รับสารภาพ ตารวจจะสามารถส่งฟ้องได้เพียงข้อหา
เล็กนอ้ ยเท่านัน้ ซ่งึ มีโทษจาคกุ 1 ปี

เกมน้สี ามารถเขียนแสดงในรูปแบบตารางได้ดังน้ี

รบั สารภาพ ไมร่ บั สารภาพ

รับสารภาพ -10, -10 0, -20

ไม่รบั สารภาพ -20, 0 -1, -1

จะเหน็ ว่ากลยทุ ธเด่นของผู้เลน่ ท้งั สองฝา่ ยคอื การรับสารภาพ เพราะ
ไม่ว่าผู้เล่นอีกฝ่ายจะตัดสินใจอย่างไร ก็จะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
เสมอ แต่เม่ือท้ังสองฝ่ายเลือกทางเลือกน้ี กลับไม่ให้ผลตอบแทนท่ีดี
ที่สุด ถึงแม้ผู้เล่นจะทราบว่าผลตอบแทนที่ดีที่สุดจะเกิดข้ึนเมื่อทั้ง
สองฝา่ ยไมร่ บั สารภาพ แต่ทัง้ คู่อาจไม่กล้าทาเพราะไมไ่ ว้ใจอีกฝ่ายว่า

จะรับสารภาพหรือไม่ จึงทาให้ท้ังสองฝ่ายต้องได้รับผลตอบแทนท่ีต่าลง
และจดุ (-10, -10) กเ็ ป็นจดุ สมดลุ ของแนชในเกมนี้ เพราะผเู้ ลน่ ท้ังสอง
ฝา่ ยไมส่ ามารถเปล่ียนไปเลือกทางเลอื กอื่นที่ได้ผลตอบแทนดีกว่าน้ี

เกมไก่ตนื่
เกมไกต่ น่ื (Chicken) เป็นเกมที่มผี เู้ ลน่ 2 คนและทางเลือก

2 ทาง มสี ถานการณด์ ังน้ี
ผู้เล่นสองคนขับรถด้วยความเร็วสูงเข้าหากัน ฝ่ายท่ีหักหลบรถก่อน
จะเป็นผู้แพ้ แต่ถ้าผู้เล่นท้ังสองฝ่ายไม่หักหลบรถ รถจะชนกันและ
จะทาใหผ้ เู้ ล่นท้ังสองฝ่ายเกดิ ความเสยี หายอยา่ งมาก

เกมนีส้ ามารถเขียนแสดงในรูปแบบตารางได้ดงั นี้
หลบ ไมห่ ลบ

หลบ 0, 0 -1, +1
ไมห่ ลบ +1, -1 -10, -10
จะเหน็ วา่ เกมในรูปแบบนี้ไมม่ ีกลยทุ ธเด่น และมจี ุดสมดุลของแนช
สองจุดคือ (-1, +1) และ (+1, -1) แตว่ ิธที างจติ วทิ ยาสาหรบั ผูเ้ ลน่
เกมนี้คือ พยายามสง่ สัญญาณใหผ้ ูเ้ ล่นฝา่ ยตรงข้ามเห็นว่า ตนจะไม่
หกั หลบอย่างแน่นอน ซง่ึ จะทาใหผ้ เู้ ลน่ ฝ่ายตรงขา้ มต้องยอมหกั หลบ
ไปเอง มิฉะนน้ั จะเสียผลตอบแทนอยา่ งมาก

เกมแหง่ ความรว่ มมือ
เกมแห่งความร่วมมอื (Stag hunt) เป็นเกมท่ีมีผู้เล่น 2 คน

และทางเลือก 2 ทาง ซึ่งเป็นทางเลือกระหว่างทางท่ีปลอดภัยกับ
การให้ความร่วมมือกับอีกฝ่าย มีสถานการณ์ดังน้ี ผู้เล่นสองคน
ต้องการเลือกล่าสัตว์ชนิดหนึ่งระหว่างกวางกับกระต่าย ซึ่งกวางมี
ราคาดีกว่ากระต่ายมาก แต่ก็ล่ายากกว่าเช่นกัน จาเป็นต้องใช้สอง
คนร่วมมือกันจึงจะล่าได้ ในขณะที่กระต่ายมีราคาต่าแต่ล่าได้ง่าย
สามารถล่าได้โดยใช้เพยี งคนเดยี ว
เกมน้สี ามารถเขียนแสดงในรูปแบบตารางไดด้ ังน้ี

ลา่ กวาง ล่ากระตา่ ย

ล่ากวาง +10, +10 0, +3

ลา่ กระตา่ ย +3, 0 +3, +3

จะเหน็ ว่าเกมในรูปแบบนี้ไม่มีกลยุทธเดน่ และมจี ุดสมดลุ ของแนช

สองจุดคือ (+10, +10) และ (+3, +3) ซึง่ การท่ีผู้เลน่ ทั้งสองจะได้

ผลตอบแทนสูงสุดนัน้ จะต้องอาศัยความรว่ มมือร่วมใจกนั คือเลือก

ล่ากวางทั้งคู่ ซึ่งผ้เู ล่นจะต้องมีความไวว้ างใจผ้เู ล่นอีกฝ่ายด้วย

แนวคดิ

(1) สถานการณ์เผชิญหน้าระหว่าง 2 ฝ่ายหรือมากกว่า

แต่ละฝ่ายเลือกดาเนินการ หรือเลือกตัดสินใจ เป้าหมายเพื่อ

ประโยชน์สูงสดุ ในพ้ืนทต่ี าบลหนองแก้ว อาเภอหัวตะพาน จังหวัด

อานาจเจรญิ

(2) การตัดสินใจเลือกของแต่ละฝ่าย เป็นการกระทา

ภายใต้การไตร่ตรองผลดี ผลเสียอยา่ งสมเหตุสมผลมากที่สุด โดยแต่

ละฝ่ายพยายามที่จะตัดสินใจกระทาในแนวทางที่เป็นประโยชน์
สงู สุด ในขณะเดยี วกันกเ็ สียประโยชนน์ อ้ ยทีส่ ดุ

(3) การตัดสินใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ย่อมนาไปสู่
ความสาเร็จตามต้องการหรือไม่อย่างไรขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเลือก
ของอกี ฝา่ ยดว้ ย

เกมกับการต่อรองทางการเมืองในการเลือกต้ังนายกและสมาชิก
องคก์ ารบริหารสว่ นตาบลหนองแก้ว

1. ผเู้ ลน่ แต่ละกลุ่มการเมอื งในเกมการเลือกตง้ั สมาชิก อบต.
2. ผู้เลน่ แต่ละกลมุ่ การเมืองในการเลอื กตงั้ นายก อบต.
3. ผเู้ ลน่ แตล่ ะกลมุ่ การเมอื งทไี่ มล่ งสนามเลือกต้ัง
4. ประชาชนในฐานะผู้เล่นในการเลือกตง้ั อบต.

เน่ืองจากตาบลหนองแก้วมีจานวนหมู่บ้าน 10 หมู่บ้าน
และมีประชากร 4,223 คน อีกท้ังบริบทสภาพพ้ืนที่ของตาบล
หนองแกว้ ไม่ชอบการแข่งขนั ในทางการเมือง ไม่ฝักใฝ่ด้านการเมือง
ไม่ชอบการแข่งขันท่ีแก่งแย่งแข่งขันที่มีความรุนแรง ประกอบกับ
ชมุ ชนใช้หลกั พระพุทธศาสนาในการดารงชีวิตซึ่งมีวัดเก่าบ่อ และวัด
บอ่ ชะเนง เป็นศูนยร์ วมของชุมชน ซ่งึ กลุม่ บคุ คลที่เล่นการเมือง มีไม่
มากนัก

ก่อนที่นายสาลอง กัณหารัตน์ นายกองค์การบริหารส่วน
ตาบลหนองแก้ว คนปัจจุบัน ได้มีคู่แข่งเป็นอดีตนายกองค์การ
บริหารส่วนตาบลหนองแก้ว หลังจากท่ีนายสาลอง กัณหารัตน์
เคยดารงตาแหน่งนายก อบต. เป็นระยะเวลานาน (ตั้งแต่ปี 2540
จนถงึ ปี 2553) จนต่อมาได้มีคู่แข่งเข้ามาเป็นตัวเลือกให้ประชาชน
ไดเ้ ลือก จนนายสาลอง กณั หารัตนไ์ ด้พ่ายแพใ้ นสมัยนั้น แต่หลังจาก

ที่อดีตนายกท่ีเป็นคู่แข่งของนายสาลองฯ ถูกให้พ้นจากตาแหน่ง
ตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับ-
ช่ัวคราว พ.ศ. 2557) และ คาส่ัง คสช. 1/57 เร่ืองการได้มาซ่ึง
สมาชิกสภาท้องถ่ินหรือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นการชั่วคราว ส่งผลให้
ประชาชนในพื้นที่ตาบลหนองแก้ว ไม่ไว้วางไว้ใจ และสาเหตุหนึ่ง
ท่ีทาให้ไม่มีผู้ลงสมัครเข้ามาเป็นตัวเลือกให้กับประชาชนนอกจาก
นายสาลอง กัณหารัตน์ เป็นผู้เคยดารงตาแหน่งนายก อบต.หนอง-
แก้วมาก่อนแล้วนั้น ยังสร้างผลงานและความน่าเชื่อถือให้กับ
ประชาชนในพ้นื ทท่ี ้ังด้านโครงสร้างพน้ื ฐาน คุณภาพชีวิต ไฟฟ้าแสงสว่าง
และใช้ชีวิตที่ไม่มีความเส่ือมเสีย จึงเป็นตัวเลือกที่มีคุณภาพสูง
ทาใหป้ ระชาชนเกิดความเช่อื มั่น

บทวิเคราะห์วา่ ดว้ ยเกมกับการตดั สินใจทางการเมือง
1 เกมไกต่ นื่ (Chicken)
เกมไกต่ ืน่ (Chicken) เปน็ เกมทีม่ ผี ู้เลน่ 2 คนและทางเลอื ก

2 ทาง มสี ถานการณด์ งั นี้
ผู้เล่นสองคนขับรถดว้ ยความเรว็ สูงเข้าหากัน ฝา่ ยทหี่ กั หลบ

รถกอ่ นจะเป็นผ้แู พ้ แตถ่ ้าผเู้ ล่นท้งั สองฝา่ ยไมห่ ักหลบรถ รถจะชน
กันและจะทาใหผ้ เู้ ลน่ ท้ังสองฝ่ายเกิดความเสยี หายอยา่ งมาก
เกมนี้สามารถเขยี นแสดงในรูปแบบตารางไดด้ งั นี้

หลบ ไม่หลบ
หลบ 0, 0 -1, +1
ไมห่ ลบ +1, -1 -10, -10

จะเห็นว่าเกมในรูปแบบนี้ไม่มีกลยุทธเด่น และมีจุดสมดุลของแนช
สองจุดคือ (-1, +1) และ (+1, -1) แต่วิธีทางจิตวิทยาสาหรับผู้เล่น
เกมนี้คือ พยายามส่งสัญญาณให้ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามเห็นว่า ตนจะไม่
หกั หลบอย่างแน่นอน ซงึ่ จะทาใหผ้ เู้ ลน่ ฝ่ายตรงข้ามต้องยอมหักหลบ
ไปเอง มิฉะน้ันจะเสียผลตอบแทนอย่างมาก จากทฤษฎีเกมข้างต้น
จะเห็นได้ว่า นายสาลอง กัณหารัตน์ ได้ใช้ทฤษฎีดังกล่าวในการ
แขง่ กบั ประชาชนว่าจะเลือกตัวเองให้เป็นนายกองค์การบริหารส่วน
ตาบลหรอื ไม่

2 การต่อรองและชยั ชนะในการเลอื กต้ัง
นายสาลอง กัณหารัตน์ มีการโชว์นโยบายที่ทาให้ได้รับ
ความไว้ใจจากประชาชนในพน้ื ที่ เชน่
1. นโยบายเร่งด่วน เพ่ือตอบสนองนโยบายเร่งด่วนของ
รฐั บาล ไดแ้ ก่ การเทดิ ทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ การส่งเสริมความ
เข้าใจในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากสาธารณภัย
โรคติดต่อ อาทิเช่น Covid-๑๙ การสร้างความเข้มแข็งของชุมชน
การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด และการป้องกันปราบปราม
การทจุ รติ ประพฤตมิ ชิ อบ
2. ดา้ นโครงสร้างพ้นื ฐาน
- จดั ให้มีการบารุงรักษาเส้นทางคมนาคม
- จดั ใหม้ ไี ฟฟ้าน้าประปาท่ีได้มาตรฐานอย่างท่ัวถงึ
3. ด้านการศกึ ษา ศาสนา วฒั นธรรม และประเพณี
- สนับสนุนให้ศูนยพ์ ฒั นาเด็กเลก็ มีมาตรฐาน ในการเรยี น
การสอนมากย่งิ ขนึ้
- สนบั สนนุ ใหม้ โี รงเรยี นผสู้ งู อายใุ นตาบล

- สนบั สนนุ การอนุรักษ์ศลิ ปะจารีตประเพณภี มู ปิ ญั ญา
ท้องถน่ิ และวฒั นธรรมอนั ดีงามของทอ้ งถน่ิ ไว้

- สนับสนนุ ให้คนในหมบู่ า้ นชมุ ชนมีจติ สานึกในความรัก
หมู่บา้ นชมุ ชนรักชาตศิ าสนาพระมาหากษัตรยิ แ์ ละสามคั คีกัน

4. ดา้ นเศรษฐกจิ
- สนบั สนุนให้มกี ล่มุ อาชีพในหมบู่ า้ นและสนบั สนนุ ใหม้ ี
อุตสาหกรรมในครัวเรอื น
- สนบั สนุนใหม้ ีตลาดในหมู่บ้าน/ชุมชน
5. ดา้ นสงั คม
- จัดให้มศี ูนย์กชู้ ีพกูภ้ ยั และพัฒนาศักยภาพของ อปพร.
- พฒั นาพื้นที่ที่มีศักยภาพให้เป็นแหล่งทอ่ งเทย่ี วของตาบล
- สนบั สนุนให้มีกลมุ่ ผรู้ ักสุขภาพในหมู่บ้านชุมชน
- สนับสนนุ ให้มลี านกฬี าสถานที่ออกกาลังกายประจา
หมู่บ้านชมุ ชน
- สนับสนุนให้เยาวชนห่างไกลยาเสพติดและมีความรัก
ความสามัคคีกันโดยจัดกิจกรรมแข่งขันกีฬาภายในตาบลอย่าง
ตอ่ เนื่อง
- สนับสนุนให้มีศูนย์พัฒนาครอบครัวโดยเน้นดูแล
ผู้ดอ้ ยโอกาส
- สนับสนุนให้มีศูนย์รับเร่ืองร้องทุกข์เพื่อส่งต่อหน่วยงานท่ี
เกี่ยวขอ้ งและติดตามความคบื หน้า
- สนบั สนนุ ใหม้ กี ารพัฒนาสตรีเด็กและเยาวชนผสู้ งู อายุและ
ผพู้ ิการ
- สนับสนุนให้องค์กรหรือหน่วยงานของรัฐในอันที่จะ
ดาเนนิ การใดใดเพ่ือประโยชนข์ องประชาชนในตาบล

- สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่น
- สนับสนุนส่งเสริมประชาธิปไตยความเสมอภาคและสิทธิ
เสรีภาพของประชาชน
6. ด้านสาธารณสขุ และสิ่งแวดล้อม
- สนับสนุนการรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยดูแล
การจราจรในหมูบ่ า้ น/ชุมชน
- สนับสนุนการรักษาความสะอาดของถนนทางเดินร่อง
ระบายน้าและท่ีสาธารณะ รวมท้ังการกาจัดขยะมูลฝอยและสิ่ง
ปฏิกลู
- ให้ความสาคัญในการดูแลป้องกันโรคและบรรเทา
สาธารณภัยต่าง ๆ
3 การพา่ ยแพท้ างการเมืองในการเลือกต้งั
ถึงแม้นายสาลองฯ จะได้รับการเลือกต้ังเป็นนายกฯ ในการ
เลือกต้ังคร้ังท่ีผ่านมา แต่จะเห็นได้จากตัวเลขบัตรไม่เลือกผู้สมัคร
ผู้ใดท่ีมีอยู่ถึงร้อยละ 8.88 เปรียบเสมือนการพ่ายแพ้ทางการเมือง
ในการเลือกตั้งเนื่องจากไม่สามารถพิชิตใจผู้มีสิทธิมาเลือกต้ังในครั้ง
นีไ้ ดท้ ั้งหมดน่ันเอง
4 ประชาชนกบั เกมการตดั สินใจลงคะแนนเสยี งเลอื กต้ัง
เนื่องจากการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตาบลเมื่อ
วันอาทิตย์ 28 พฤศจิกายน 2564 ท่ีผ่านมาตาบลหนองแก้ว
อาเภอหัวตะพาน ได้มีผู้ลงสมัครรับเลือกต้ังเป็นนายกองค์การ
บริหารส่วนตาบลหนองแก้วเพียงคนเดียว ซ่ึงตาบลหนองแก้ว
มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งท้ังหมด 3,251 คน โดยมีผู้มาใช้สิทธิจานวน
2,137 คน คิดเป็นร้อยละ 66.84 โดยมีบัตรดี คิดเป็นร้อยละ
85.73 บัตรเสียคิดเป็นร้อยละ 5.38 บัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด

คิดเป็นร้อยละ 8.88 จากข้อมูลดังกล่าวเห็นได้ว่าประชาชนใช้เกม
อานาจในการตัดสินใจเลือก เพราะในพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาทอ้ งถน่ิ หรอื ผบู้ ริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562

มาตรา 111 ในกรณีที่มีผู้สมัครรับเลือกต้ังเป็นผู้บริหาร
ท้องถ่ินเท่ากับจานวนผู้บริหารท้องถ่ิน ท่ีจะพึงมีในเขตเลือกตั้งน้ัน
หรือในกรณีท่ีมีผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถ่ินเท่ากับ
หรือนอ้ ยกว่า จานวนสมาชิกสภาท้องถิ่นท่ีจะพึงมีในเขตเลือกต้ังนั้น
ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะได้รับเลือกตั้งต่อเมื่อได้รับ คะแนนเสียง
เลือกตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละสิบของจานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขต
เลือกตัง้ นน้ั และมากกว่าคะแนนเสยี งที่ไมเ่ ลอื กผู้ใด
ระเบยี บคณะกรรมการการเลือกต้ัง วา่ ด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภา
ท้องถนิ่ หรือผู้บริหารท้องถ่นิ พ.ศ. 2562

ข้อ 206 ให้ผู้อานวยการการเลือกตั้งประจาจังหวัด
ประกาศให้มีการเลือกต้ังใหม่และ ดาเนินการให้มีการรับสมัคร
เลือกตง้ั ใหม่ในเขตเลือกตั้งใด เมอ่ื มกี รณดี ังต่อไปนี้

(2) กรณีผู้สมัครได้รับคะแนนเสียงเลือกต้ังน้อยกว่าร้อยละ
สิบของจานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกต้ังนั้น หรือไม่มากกว่า
คะแนนเสียง ที่ไม่เลือกผู้ใดตามมาตรา 111 แห่งพระราชบัญญัติ
การเลือกต้งั สมาชกิ สภาทอ้ งถิน่ หรือผบู้ ริหารท้องถน่ิ พ.ศ. 2562

บทสรปุ
การได้มาซึ่งอานาจทางการเมือง โดยผู้มอบอานาจให้คือ

ประชาชน สร้างกลยุทธ์ต่างๆ ให้ได้มาซึ่งอานาจน้ัน รวมทั้งต้องมี
การศึกษาวิเคราะห์คู่แข่งในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะด้านความสัมพันธ์
ด้านเครือญาติ การเจรจาต่อรองในทางการเมืองถือเป็นเรื่องปกติ

เนื่องจากเป็นการหากลไกลวิธีเพื่อให้ตนเองมีข้อได้เปรียบในการลง
แข่งขนั

1. การวิเคราะห์ทรัพยากรอานาจ พบว่า มีปัจจัยสาคัญซ่ึง
เป็นตัวกาหนดการมี อานาจทางการเมือง ได้แก่ การได้รับการ
สนับสนุนจากกลุ่มเครือข่ายและองค์กร กลุ่มนัก ธุรกิจ กลุ่ม
ข้าราชการ กลุ่มผู้นาชุมชน และกลุ่ม นักการเมืองระดับประเทศ
โดยการเลือกต้ังแต่ละ คร้ังผู้สมัครรับเลือกตั้งแต่ละคนจะใช้
ทรัพยากร ทางการเมืองที่ตนมี เช่น ทรัพยากรทางการเงิน การมี
ช่ือเสียง มีวุฒิการศึกษา มีความเคารพศรัทธาและมีความน่าเช่ือถือ
ในพ้ืนทีม่ วี งศต์ ระกูลดั้งเดิม มีเครือญาติพี่น้องมาก มีกลุ่มเพื่อนสนิท
และเกิดการยอมรับจากบุคคลอ่ืน โดยวิธีการท่ีนามาใช้ในการสร้าง
ฐานอานาจทาง การเมือง มีท้ังท่ีถูกต้องตามกฎหมายและผิด
กฎหมาย ลักษณะดังกลา่ ว เกิดขน้ึ และกลายเป็น วงจรทางการเมือง
ท้องถ่ินมาจนถงึ ปัจจบุ ัน ดงั นี้

1.1) เงื่อนไขด้านกลุ่มเครือญาติ กลุ่มเครือญาติ เป็น
องค์ประกอบท่ีสาคัญย่ิงของการสร้าง รากฐานทางการเมืองให้แก่
นักการเมืองท้ังระดับชาติและระดับท้องถ่ิน หากผู้สมัครเลือกตั้ง
กลุ่มใดท่ีมีเครือญาติจะมีความชื่อสัตย์ เที่ยงตรง ไม่มีการ
แปรเปลี่ยน ช่วยสนับสนุนและส่งเสริมทั้ง แรงกายแรงใจในการ
เชื่อมสัมพันธ์กับกลุ่ม ชาวบ้าน หากญาติพ่ีน้องเป็นผู้ที่กว้างขวาง
เปน็ ผู้ ที่มีอานาจหรือบารมีในพื้นที่ ยิ่งสามารถเข้าไป ช่วยสนับสนุน
และเป็นฐานเสียงได้อย่างง่ายดาย โดยอาศัยระบบอุปถัมภ์ภายใน
ครอบครัว ซ่ึงกลุ่ม เครือญาติท่ีมีฐานเสียงสาคัญประกอบไปด้วย ปู่
ย่า ตา ยาย ก็จะช่วยสนับสนุนในฐานะที่ตนเป็นผู้ ท่ีมีความเป็นผู้
อาวุโส การบอกกล่าวและส่งเสริม สนับสนุนเงินทุนในการลงสมัคร

และเข้าถึง เครือข่ายได้ดี เนื่องจากว่า ปู่ ย่า ตา ยาย บางคนอดีต
เคยรับตาแหน่งทางการเมืองหรือเป็นคนที่มีหน้ามีตาในแวดวงของ
ท้องถน่ิ ทงั้ ยงั เคยสร้าง ผลงานหรือช่วยเหลือสังคมไว้มาก ประชาชน
ใหค้ วามเคารพและศรัทธา ส่วน พ่อ แม่ ลุง ป้า น้า อา สามี ภรรยา
ลูก หลาน เหลน ก็จะช่วยสนับสนุนให้การช่วยเหลือในการหา
เครือข่ายที่ตนรู้จักและคุ้นเคยเข้ามาสนับสนุน หรือใครมีเงินทุนก็
หยิบยืมมาก่อน และอาศัยการเข้าไปพุดคุยกับชาวบ้านและร่วม
บริจาคเงินให้กับมูลนิธิ หรือในกิจกรรมของชาวบ้าน เช่น ร่วม
บริจาคเงิน งานทอดกฐิน บริจาคเงินในงานบุญงานกุศลใน ชุมชน
เป็นต้น ส่วนกลุ่มที่สนับสนุนและมีความ แปรเปล่ียน มุ่งหวัง
ผลประโยชนใ์ นทุกด้าน เชน่ กลุ่มกานนั ผูใ้ หญบ่ า้ น กลุ่ม อสม. กลุ่ม
อดีต นักการเมืองเดิม โดยลักษณะทั่วไป กลุ่มเหล่านี้ จะรับเอา
ผลประโยชนม์ าทุกหวั คะแนน เพ่ือจะ ไปแจกให้กับชาวบ้าน เพ่ือจะ
เป็นตัวแทนให้แจก เงิน มีแบบฟอร์มคนที่จะรับผิดชอบแต่ละ
ครวั เรือน มงุ่ ผลประโยชน์มากที่สุด สังคมชนบท หรือชาวบ้านจะให้
ความเคารพ เกรงใจเครอื ญาติ วงษต์ ระกูลหรอื ญาติ

1.2) เง่ือนไขด้านการมีอานาจทาง เศรษฐกิจหรือเงินทุน
กลุ่มเงินทุน ที่เข้ามามีส่วน สาคัญในการช่วยสนับสนุนฐานเสียง
ให้กับ นักการเมืองท้องถิ่น กลุ่ม นายทุนบางคนมีความคาดหวังท่ี
จะหวัง ผลประโยชน์ทาง ตาแหน่งทางการเมือง เพราะ กลุ่มเหล่านี้
จะประกอบธุรกิจเป็นส่วนใหญ่มีทุน ทรัพย์ในการสนับสนุน
นักการเมือง โดยอาศัย ความเป็นผู้บริหารหรือนายจ้างเข้ามา
แทรกแซง และหากมีการว่าจ้าง กลุ่มนี้ก็จะเข้ามาประมูล และ
ผูกขาดทางธุรกิจ เพ่ือมุ่งหวังผลประโยชน์กับ นักการเมืองท้องถ่ิน

และยังมีกลุ่มผู้ประกอบการ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่
อาทิเช่น ร้านค้าโชห่ว ย บริษัทห้างสรรพสินค้า โรงงาน
อุตสาหกรรม เป็นต้น กลุ่มเหล่านี้ จะเข้ามา สนับสนุนท้ังด้าน
เงินทุนและสิ่งของ ในการ สนับสนุนด้านเงินทุนอาจจะช่วย
สนับสนุนเงินทุน ในลักษณะของการลงพื้นที่ช่วยหาเสียงหรือ
อาจจะชว่ ยสนบั สนุนในลกั ษณะมอบส่ิงของให้กับ นักการเมือง อาทิ
เช่น น้าดื่ม เจ้าภาพเร่ืองของ อาหาร เป็นต้น ดังนั้น การมีอานาจ
ทางเศรษฐกิจ หรือเงินทุนของผู้นาทางการเมือง ท่ีจะมีอานาจ
เหนือผู้อ่ืนน้ัน เป็นเงื่อนไขหน่ึงท่ีมีความจาเป็น นอกจากนี้ การได้
อานาจทางการเมืองหรือการได้ ดารงตาแหน่งนั้น มีกระบวนการ
นาเสนอให้ ประชาชนไว้วางใจหรือ ประชาสัมพันธ์แนวความคิด
หรือนโยบายของตนให้ แก่ ประชาชนได้รับทราบ ล้วนมีค่าใช้จ่าย
หรือค่า ดาเนินการ ที่ผู้นาทางการเมือง ไม่สามารถเบิกได้ ตาม
ระเบียบของราชการ จาเป็นที่ผู้นาจะต้องมี ความพร้อมทาง
เศรษฐกิจ ในระดับที่จะดูแล ประชาชนได้ และมีความพร้อมท่ีจะ
สนับสนุนหรือขับเคล่ือนกระบวนการทางานตามหน้าท่ีของ ตนให้
ราบรื่น ตลอดจนการคานึงถึงความไวว้ างใจ จากประชาชนในการลง
สมัครรบั เลอื กต้ังในสมัย ต่อไปดว้ ย

1.3) เง่ือนไขด้านกลุ่มอาชีพท่ีสนับสนุน กลุ่มอาชีพที่
สนับสนุนการสร้างฐานทางการเมือง ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มสตรี
กลุ่มผู้พิการ กลุ่ม ผู้ด้อยโอกาส กลุ่มผู้ประสบภัย กลุ่มผู้ใช้แรงงาน
กลุ่มข้าราชการและลูกจ้างประจาหน่วยงานของ รัฐ กลุ่มประชาชน
ท่ัวไป กลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่ง กลุ่มอาชีพ โดยนักการเมืองได้รับ
การสนับสนุนจากกลุ่มอาชีพที่สนับสนุน ท้ังกลุ่ม อาชีพทั่วไป กลุ่ม
ธุรกจิ การเมือง กล่มุ โรงงาน อุตสาหกรรม กลุ่มสมาคมที่จดทะเบียน

ถูกต้อง ตามกฎหมาย และไม่ถูกต้องตามกฎหมาย นักการเมือง
ท้องถ่ินบางกลุ่มเกิดจากการเป็น ตัวแทนของกลุ่มอาชีพ เพ่ือ
ผลักดันกิจกรรม โครงการ เพื่อให้กลุ่มอาชีพของตนและพรรคพวก
ได้รับผลประโยชน์ต่างตอบแทน ดังนั้น กลุ่ม อาชีพท่ีสนับสนุน
นักการเมือง ต้องเช่ือมโยง เครือข่ายกว้างขวางในการสร้างฐาน
อานาจทาง การเมือง เพราะต้องเข้าไปทาความคุ้นเคย ช่วยเหลือ
เกื้อกูล บริจาคทุนทรัพย์ในด้าน กิจกรรมแก่ชุมชนท้ังทางตรงและ
ทางอ้อม ท่ี สามารถเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มอาชีพหรือกลุ่ม
เครือข่ายองค์กรต่าง ๆ ได้ เช่น สนับสนุน โครงการโอท็อป การจัด
กิจกรรมในชุมชน งาน แข่งขันกีฬาในพ้ืนที่ เป็นต้น ผู้นาทาง
การเมือง บางคนเป็นผู้ท่ีมีธุรกิจหรือมีหน้าที่การงานมาจาก การ
ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา สาธารณูปโภค หรือเป็น
อดีตข้าราชการในสังกัด ต่าง ๆ มาก่อน ซ่ึงกลุ่มอาชีพดังกล่าว จะมี
เครือข่ายความร่วมมือหลากหลาย ซึ่งสามารถนามาใช้ในการสร้าง
ฐานอานาจทางการเมอื งได้ ในอนาคตได้

1.4) เง่ือนไขด้านการมีบุคลิกลักษณะ พิเศษ นักการเมือง
ท้องถ่ินบางคนที่มีทรัพยากร อานาจเหนือกว่าคนอื่นนั้น เป็นผู้ที่มี
คุณลักษณะ พิเศษ เช่น เป็นคนที่มีความประนีประนอม อ่อน น้อม
ถ่อมตน มีไหวพริบ ปฏิภาณ เฉลียวฉลาด พูดจา ไพเราะ เข้าถึง
ประชาชน โนม้ น้าว ประชาชน พดู จริงทาจริง และสามารถประสาน
กับกลุ่มเครือข่ายหรือกลุ่มองค์กรในพ้ืนท่ีได้อย่างสมดุล มีเครือข่าย
นักการเมืองหรือกลุ่ม ผลประโยชน์ทางการเมืองที่กว้างขวาง
สามารถ ดึงงบประมาณให้เข้ามาพัฒนาชุมชนได้มากที่สุด เพื่อให้
เกิดประโยชนแ์ กป่ ระชาชนของตนเองเป็น สาคัญ สร้างความศรัทธา
ให้เกดิ ขน้ึ แกป่ ระชาชน ในพน้ื ที่ มคี วามเชื่อมั่นศรัทธาต่อคนรอบข้าง

ศรัทธาในความสามารถและความพยายามของ มนุษย์ ศรัทธาต่อ
เป้าหมายที่ กาลังทาอยู่ มีพลัง กายและพลังประสาทท่ีเข้มแข็ง รู้
จุดมุ่งหมาย และหนทางที่จะนาองค์กรให้ได้รับการพัฒนา มีความ
กระตือรือร้น มีความช่ือสัตย์สุจริต กล้าตัดสินใจ มีสติปัญญาและ
รอบรู้ มีความศรัทธา และความเชื่อมน่ั

1.5) เงื่อนไขด้านความรู้ความสามารถและ ความสาเร็จ
ต้องมีคุณสมบัติท่ีพิเศษกว่าคนอื่น เช่น มีบุคลิกภาพ การวางตัวที่
เหมาะสม มีศิลปะ ในการแสดงออกที่น่าเคารพ มีความอ่อนน้อม
ถ่อมตน ไม่แสดงท่าทีถือตัวถือตน การพูดจา ไพเราะ ไม่คุยโอ้อวด
มีน้าใจ มีความเสียสละ ไม่ เห็นแก่ตัว รับทราบเข้าใจในการทางาน
รว่ มกับผู้อ่ืนการปรับตัวกับผู้คน นักการเมืองควรทาตัวเป็นกลางกับ
ประชาชนทุกส่วน การมีมนุษย์สัมพันธ์ การให้เกียรติซ่ึงกัน การมี
ธุรกิจการงาน ที่ใหญ่โต มียศหรือตาแหน่งท่ีประชาชนเกิดการ
ยอมรับ มีความรู้ มีความจริงใจ พูดจริงทาจริง มี ความชัดเจน
เสียสละ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ยึด ม่ันในหลักคุณธรรม จริยธรรม
มุ่งผลประโยชน์ ส่วนรวมมาก่อนส่วนตัว แก้ไขปัญหาเรื่องปากเร่ือง
ท้องแกป่ ระชาชนได้ดที ีส่ ดุ

2. การสร้างเครือข่ายและการจัดองค์กร ทาง
การเมืองท้องถ่ินท่ีมีผลต่อการสร้างฐาน อานาจของผู้นาทาง
การเมอื งท้องถิน่ กระบวนการสรา้ งเครือข่ายและการจัด องค์กรทาง
การเมอื งท้องถิ่นนั้น ประกอบไปด้วย กลุ่มตา่ ง ๆ ดงั ต่อไปนี้

2.1) กลุ่มเครือญาติหรือญาติพ่ีน้อง เป็นกลุ่มท่ีมี
ความสาคัญอย่างย่ิง ต่อการสร้างฐาน อานาจทางการเมือง ซ่ึงกลุ่ม
เครือญาติจะมีความ ช่ือสัตย์ เท่ียงตรง ไม่มีการแปรเปลี่ยน ช่วย
สนับสนุนและส่งเสริมทั้งแรงกายแรงใจในการเชื่อมสัมพันธ์กับกลุ่ม

ชาวบ้าน หากญาติพี่น้อง เป็นผู้ท่ีกว้างขวางเป็นผู้ที่มีอานาจหรือ
บารมีใน พ้ืนท่ี ยิ่งสามารถเข้าไปช่วยสนับสนุนและเป็น ฐานเสียงได้
อย่างง่ายดาย โดยอาศัยระบบ อุปถัมภ์ภายในครอบครัว ซึ่งกลุ่ม
เครอื ญาตทิ ี่มี ฐานเสยี งสาคญั และให้การสนับสนนุ ไดแ้ ก่

2.1.1) ปู่ ยา่ ตา ยาย ก็จะช่วยสนับสนุนในฐานะท่ีตนเป็น
ผู้ ทีม่ คี วามเป็นผอู้ าวุโส การบอกกล่าวและส่งเสริม สนบั สนนุ เงินทุน
ในการลงสมคั รในทกุ ดา้ น

2.1.2) พอ่ แม่ ให้การช่วยเหลือในการหาคะแนนเสียงจาก
กลุ่มเพ่ือนหรือเครือขายต่างๆโดยอาศัยเพื่อนผู้ท่ี มีอิทธิพลหรือผู้มี
อานาจให้การช่วยเหลือ อีกทั้ง ยังบอกกล่าวกับผู้คนท่ัวไปให้มา
สนบั สนนุ ญาติ ของตนเอง

2.1.3) พ่ีน้อง ลุง ป้า น้า อา ช่วย สนับสนุนในเรื่องของ
การประชาสัมพันธ์ และการ ระดมทรัพย์สินหรือเงินทุน โดยการ
อาศยั ความคนุ้ เคย พบปะหรือพดุ คุยกับประชาชนใน พื้นท่ี (เพื่อให้
ประชาชนมาเลือกญาติพี่น้องของตนเอง) หรือบางคราวอาจจะเป็น
ตัวแทนในการ บริจาคส่ิงของให้กับชุมชน อาทิเช่น บริจาคเงิน ให้
มูลนิธิหรือองค์กรต่าง ๆ ร่วมทาบุญงาน ทอดกฐิน หรือร่วมบริจาค
ในงานกิจกรรมของ ชุมชน

2.1.4) สามี ภรรยา ลูก หลาน เหลน เป็น กลุ่มฐานเสียง
สนับสนุนที่ตายตัว เพราะใช้ ความสัมพันธ์ในฐานะพ่อ หรือสามี
เพื่อสนบั สนุน ตนเอง

2.1.5) เพื่อน คนรู้จักสนิทสนม มีความ ผูกพันในลักษณะ
ของกล่มุ เครือขา่ ยของเพือ่ น ต่างๆในสมยั ประถม มัธยม อุดมศึกษา
หรือ สาขาอาชีพ ซ่ึงหากเข้ามาช่วยสนับสนุน เม่ือหาก ญาติพ่ีน้อง
ได้เป็นนักการเมืองแล้ว จะให้คามั่น สัญญาท่ีจะฝากตัวให้กับลูก

หลาน ได้ รับ ข้าราชการ ให้ได้มีตาแหน่งหน้าท่ีการงานใน ตาแหน่ง
ต่าง ๆ หรอื ชว่ ยฝากเขา้ สถานศึกษา

2. กลมุ่ นักธรุ กจิ
ประกอบไปด้วยกลุ่มบริษัทห้างสรรพสินค้า กิจการโรงแรม
กจิ การโรงงาน กิจการจาหน่ายรถยนต์ กิจการอสังหาริมทรัพย์ กลุ่ม
ผู้รับเหมาก่อสร้าง กิจการ ร้านอาหาร เป็นกลุ่มที่สนับสนุนด้าน
เงินทุน ด้านผลประโยชน์ร่วมกันในด้านรูปแบบของภาษี การ
ประมูลโครงการจัดช้ือจัดจ้าง หรืออาจจะ สนับสนุนในด้านการเป็น
เจ้าภาพในเรื่องอาหาร เครื่องด่ืมหรือส่ิงของ เพื่อช่วยในการ
สนับสนุน โครงการของกลุ่มเครือข่ายของนักการเมืองท่ี เก่ียวข้อง
ทงั้ ท่ีเปิดเผยและไม่สามารถระบุตัวตนได้ แต่ทุกคนสามารถรู้ชัดเจน
ได้ว่ากลุ่มไหน สนับสนุนโดยเฉพาะอย่างย่ิงกลุ่ม ผู้รับเหมาก่อสร้าง
จะมีอิทธิพลต่อการสร้างฐานอานาจให้กับนักการเมืองท้องถิ่นและ
นักการเมือง ระดับประเทศ กลุ่มน้ีสามารถเข้าไปมีบทบาท และมี
ส่วนสร้างฐานอานาจทางการเมืองท้องถ่ิน มาทุกยุคสมัย เพราะว่า
นักการเมืองส่วนใหญ่ เติบโตมาจากการเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือเข้า
ไปมีส่วนร่วมในการฮ๊ัวประมูลโครงการหรืองานก่อสร้างต่าง ๆ ท่ี
ท้องถิ่นดาเนินการ การท่ีกลุ่มเงินทุน หรือกลุ่มนักธุรกิจ เข้ามา
มีส่วนสาคัญในการช่วยสนับสนุนฐานเสียงให้กับนักการเมือง
ทอ้ งถิน่ นน้ั เน่ืองจากวา่ กลุ่มนายทุนบางคนมีความคาดหวังท่ีจะหวัง
ผลประโยชน์ทางตาแหนง่ ทางการเมือง เชน่ สมาชิกองค์การบริหาร
ส่วน จังหวัด สมาชิกเทศบาล และสมาชิกองค์กร ปกครองส่วน
ท้องถนิ่ กลมุ่ เหล่าน้ี จะประกอบธุรกจิ เป็นสว่ นตัว มีทนุ ทรัพย์ในการ
สนับสนุน นักการเมือง โดยอาศัยความเป็นผู้บริหารหรือ นายจ้าง
เข้ามาแทรกแซง

3. กลุ่มผู้นาชมุ ชน
กลุ่มผู้นาถือว่ามี บทบาทสาคัญอีกกลุ่มหน่ึงที่จะประสาน
หรือเป็น เครือข่ายให้กับผู้สมัครเลือกตั้งอาจจะด้วยการชื่น ชอบ
หรอื สนทิ ชิดเชือ้ เป็นญาติพีน่ อ้ ง กลมุ่ ผนู้ า เหล่าซึ่งมีสมาชิกเป็นของ
ตนเอง หรือมีพรรคพวก ของตนก็อาจใช้วิธีการใช้ตาแหน่งหน้าที่
หรือ อานาจมาเป็นเครื่องมือในการจูงใจ บังคับหรือ โน้มน้าวจิตใจ
เพือ่ ให้ประชาชนไปเลือกต้งั กลุม่ ผู้นาท่ีสาคัญได้แก่

3.1) กลุ่มกานัน เป็นกลุ่มที่มี อานาจในเขตการ
ปกครองของตน สามารถ ช่วยเหลือในการสร้างฐานเสียงหรือกลุ่ม
ของตน ได้ โดยใช้พลังอานาจของตนท่ีมมี าต่อรองหรือ การมีลูกน้อง
ที่เคยได้รับการชว่ ยเหลอื กจ็ ะเป็น ฐานเสียงสนับสนุนได้

3.2) ผู้ใหญ่บา้ น ผ้ชู ่วย ผใู้ หญ่บ้าน คณะกรรมการ
ประจาหมู่บ้าน สอบต. ประธานชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุข
(อสม.) มีฐานเสียงของตนแต่เดิมในการเลือกตั้ง ผู้ใหญ่บ้าน กลุ่ม
ผู้ใหญ่บ้านก็มีเครือญาติ และ เครือข่ายของตน หากมีผลประโยชน์
ร่วมกันและ มีปัจจัยเข้ามาส่งเสริมก็จะช่วยเป็นฐานเสียงในการ
สนับสนุนหรือบางคร้ังก็จะเข้าไปสนับสนุน เพื่อหวังตาแหน่งรอง
นายกหรือเลขานายกหรือการเมือง เช่น เจ้าของธุรกิจ บริษัทห้าง
ร้าน โรงแรม โรงงาน การสร้างอสังหาริมทรัพย์ หรือ การปล่อย
เงินกู้นอกระบบ การค้าขายสิ่งผิด กฎหมาย เช่น บุรี่เถื่อน น้ามัน
เถ่ือน ค้ามนุษย์ ลักรอบค้าไม้เถื่อน ของหนีภาษีทุกประเภท เป็น
ต้น กลุ่มน้ีจะครอบคลุมพ้ืนท่ีและมีบทบาททาง การเมืองอย่างมาก
ประชาชนก็จะเคารพและให้ ความเกรงกลัวและเกรงใจในกลุ่ม
อิทธิพลเหลา่ นี้


Click to View FlipBook Version