และผลกระทบท่ีมีต่อพฤติกรรมของบุคคล และ ศึกษาเพ่ือแสวงหาวิธีการทางการ
บริหารหรอื โครงสร้างที่เหมาะสมสาหรบั การให้บรกิ ารสาธารณะ ซึ่งมีความเก่ียวพัน
กนั เพราะใช้กรอบหลักเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับศาสตร์อ่ืน ๆ ทาง
การเมอื งและการบริหาร
กรอบแนวคิดท่ี 2 พฤติกรรมของหน่วยงานในการบริการสาธารณะและ
ผลกระทบท่ีมีต่อพฤติกรรมของบุคคล ทัศนะของ Anthony Downs ได้เขียน
หนงั สือชอ่ื Inside Bureaucracy อธิบายพฤติกรรมของข้าราชการว่าเกิดขึ้นจากใช้
เหตุและผลของตัวข้าราชการเอง การให้ความสาคัญกับตัวข้าราชการท่ีจะตัดสินใจ
ในเร่ืองใด ๆ โดยคานึงถึงประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก ซ่ึงเป็นมุมมองที่แตกต่าง
จากวิธีการท่ีใช้ทฤษฎีองค์การสมัยด้ังเดิม กล่าวคือพฤติกรรมการตัดสินใจของ
ข้าราชการว่าเกิดขึ้นจากใช้เหตุและผลของตัวข้าราชการเอง การให้ความสาคัญกับ
ตัวข้าราชการที่จะตัดสินใจในเรื่องใด ๆ ข้าราชการมักจะคานึงถึงประโยชน์ของ
ตนเองเป็นหลัก โดยแบ่งประเภทข้าราชการภายในองค์การออกเป็น 5 ประเภท
ได้แก่ ประเภทร้อนวิชา (Zealots) ประเภทปีนป่าย (Climbers) ประเภทอนุรักษ์
(Conservers) ประเภทผู้สนับสนุน (Advocates) และ ประเภทรัฐบุรุษ (State
man) กล่าวคือ ทุกองค์กรมักจะประกอบด้วยข้าราชการทั้ง 5 ประเภทมากน้อย
แตกต่างกัน องค์ใดท่ีมีข้าราชการประเภทใดมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ องค์การน้ันก็จะมี
พฤติกรรมเป็นไปในลกั ษณะของขา้ ราชการประเภทน้ัน (Downs,1962)
กรอบแนวคิดที่ 3 การแสวงหาวิธีการทางการบริหาร หรือโครงสร้างที่
เหมาะสมสาหรับการให้บริการสาธารณะทัศนะของ Ostrom เขียนหนังสือช่ือ
Intellectual Crisis in American Public Administrationโดยได้แสดงความ
กงั วลถึงสถานภาพและทศิ ทางของรัฐประศาสนศาสตร์ และได้เสนอแนวคิดของการ
บริหารงานแบบประชาธิปไตย 8 ประการ ได้แก่ (Vincet, 2008) (1)ปัจเจกบุคคลที่
บริหารงานในหน่วยงานราชการมีการแสวงหาสิทธิพิเศษไม่แตกต่างจากบุคคลกลุ่ม
อื่น ๆ (2) การใช้อานาจทางการเมืองจะถูกใช้เพ่ือแสวงหาประโยชน์ให้กับตัวเอง
และอาจเกิดผลเสียหายกับบุคคลอ่ืน หากอานาจนั้นมิได้แบ่งแยกหรือมีหน่วยงาน
อืน่ ๆ คอยจากัดและควบคุมการใช้อานาจน้ัน (3) โครงสร้างการกระจายอานาจใน
การตัดสินใจของกลุ่มต่าง ๆ เน้นหลักของการถ่วงดุลซ่ึงกันและกัน สมรรถนะของ
หน่วยงานจึงข้ึนอยกู่ ับสมรรถนะของบุคคลหรือหน่วยงานอื่น ๆ ด้วย (4) การจัดหา
สินค้าและบริการสาธารณะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของกลุ่มหลากหลาย ตลอดจน
ความเป็นไปไดท้ างการเมืองของเรอ่ื งกลมุ่ ประโยชน์ที่เห็นว่าดีที่สุดในแต่ละช่วงเวลา
(5) ยอมรับรูปแบบการจัดองค์การท่ีหลากหลายในการจัดหาสินค้าและบริการ
สาธารณะประเภทต่าง ๆ ซ่ึงรูปแบบการจัดโครงสร้างองค์การเหล่าน้ีข้ึนได้ผ่านการ
ประสานงานจากหนว่ ยงานทั้งหลายที่เก่ียวข้องในรูปการแลกเปลี่ยน การทาสัญญา
เพ่ือประโยชน์ร่วมกัน หรือเกิดขึ้นจากการแข่งขันระหว่างกัน รวมไปถึงอานาจส่ัง
การท่ีถูกจากัดตามสายการบังคับบัญชา (6) การรับฟังคาส่ังตามสายการบังคับ
บัญชาจากศูนย์รวมอานาจเพียงแห่งเดียว จะลดความสามารถของการระบบการ
บริหารงานขนาดใหญใ่ นการตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของประชาชน
ตลอดจนสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน (7) ระบบบริหารขนาดใหญ่ท่ีรับผิดชอบต่อ
ศูนย์อานาจเพียงแห่งเดียว ทาให้การบริการของรัฐเป็นไปอย่างไม่ประหยัด ล่าช้า
ไม่อาจบรรลุประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรได้อย่างเต็มท่ี และ (8) การจัดระบบ
ของการกระจายอานาจการตดั สินใจให้กับหลายศูนย์อานาจ ที่สามารถถ่วงดุลซ่ึงกัน
และกันในแต่ละเขตการปกครอง จะเป็นเงื่อนไขอย่างสาคัญที่จะทาให้ระบบน้ัน
สามารถส่งเสริมสวัสดิภาพของประชาชน จากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่
เกดิ ขน้ึ อยา่ งรวดเรว็
โดยหลักการแล้วทางเลือกสาธารณะเป็นการศึกษาเพ่ือหาคาอธิบาย
เก่ียวกับพฤติกรรมของหน่วยงานในการให้บริการสาธารณะและผลกระทบท่ีมีต่อ
พฤติกรรมของบุคคล ซ่ึงให้ความสนใจเก่ียวกับพฤติกรรมของผู้บริโภค นักรัฐ
ประศาสนศาสตรจ์ ะเนน้ ความสนใจไปท่ีประสิทธิผลของการให้บริการ โดยพยายาม
มองว่า มีปัจจยั ใดบา้ งทแ่ี สดงใหเ้ ห็นว่าประชากรผู้บริโภคเร่ิมจะแสดงความไม่พอใจ
ต่อการให้บริการของรัฐ ซ่ึงข้อเรียกร้องของนักทฤษฎีทางเลือกสาธารณะ คือ
มุ่งหวังให้มีการจัดต้ังหรือแยกหน่วยงานในการให้บริการในเขตพื้นท่ีการปกครอง
หนึ่ง ๆ ออกเป็นส่วนเล็ก ๆ หลายหน่วย เพื่อท่ีจะได้สามารถทาให้ประชากร
ผู้บริโภคในแต่ละชุมชนมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอความต้องการของ
ตนเอง ตลอดจนสามารถตรวจสอบการใหบ้ รกิ ารของเจา้ หนา้ ที่ของรฐั ได้อยา่ งทว่ั ถงึ
บทวเิ คราะห์การตดั สินใจเลอื กของประชาชน
การศึกษานโยบายสาธารณะเป็นสิ่งท่ีสาคัญสาหรับนักรัฐศาสตร์และรัฐ
ประศาสนศาสตร์ ท้ังน้ี นโยบายสาธารณะเป็นแนวทางการดาเนินกิจกรรมของ
รัฐบาล การศึกษาเกี่ยวกับการบริหารงานของรัฐบาลน้ันจาเป็นต้องมีความรู้ความ
เข้าใจในกิจกรรมที่รัฐบาลมุ่งปฏิบัติ เปรียบเสมือนการศึกษามนุษย์ต้องสนใจใน
พฤตกิ รรมและการแสดงออกของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้การศึกษานโยบายสาธารณะจึงมี
ความสาคัญท้ังต่อการศึกษาทางรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ การศึกษา
นโยบายสาธารณะด้วยทฤษฎีทางเลือกสาธารณะ ถูกกาหนดให้เป็นตัวแบบหน่ึงใน
ตัวแบบการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ เรียกว่า “ตัวแบบทฤษฎีทางเลือก
สาธารณะ (Public Choice Theory)”
ทฤษฎีทางเลือกสาธารณะมีสมมติฐานว่าปัจเจกบุคคลแต่ละคนมีเหตุผล
ซ่ึงในความมีเหตุผลน้ันทุกคนย่อมแสวงหาอรรถประโยชน์สูงสุดให้กับตนเองเสมอ
เช่น นกั การเมอื งอยากได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง ผู้บริโภคอยากได้สินค้าและบริการ
ท่ีถูกที่สุดดีท่ีสุด ข้าราชการอยากได้ช่ือเสียงเกียรติยศตาแหน่ง ตัวแบบทางเลือก
สาธารณะจึงมองว่านโยบายสาธารณะเป็นส่ิงที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจร่วมกันโดย
คานึงถึงความต้องการของปัจเจกบุคคล จึงต้องเปิดทางเลือกหลาย ๆ ทางให้ผู้ท่ี
เกี่ยวข้องได้ตัดสินใจเลือกในสิ่งที่ตรงความต้องการมากท่ีสุด ด้วยความเชื่อท่ีว่าทุก
คนยอ่ มเลือกสิ่งที่ดีท่ีสุดสาหรับตนเอง ดังนั้นตัวแบบทางเลือกสาธารณะจึงได้เสนอ
แนวคิดให้เห็นว่านโยบายสาธารณะเป็นการกาหนดนโยบายโดยรวบรวมการ
ตัดสินใจโดยดูท่ีประโยชน์ของแต่ละบุคคล (Policy as collective decision
making by self-interested individuals) โดยทางเลือกสาธารณะ หมายถึง การ
ตัดสินใจที่ไม่นาการตลาดมาพิจารณาในการศึกษาด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการ
วิเคราะห์ทางเศรษฐกิจในการกาหนดนโยบายสาธารณะ ตัวแบบน้ีเช่ือว่าบุคคล
สนใจประโยชน์ส่วนตัวและต้องการได้ประโยชน์สูงสุด ในการกาหนดนโยบายก็จะ
พิจารณาจากความต้องการของแต่ละบุคคล นโยบายที่ออกมาจะเป็นการตัดสินใจ
ร่วมกันแต่มีประโยชน์แต่ละบุคคลด้วย ดังนั้นแนวทางการวิเคราะห์นโยบาย
สาธารณะด้วยทฤษฎีทางเลือกสาธารณะจะมีข้อสมมติฐานที่สาคัญดังน้ี (วรเดช
จนั ทรศร, 2540)
1. กาหนดหน่วยวิเคราะห์เป็นปัจเจกบุคคล หน่วยพื้นฐานในการ
วเิ คราะห์ คอื ปัจเจกบคุ คล
2. วิเคราะห์ความต้องการผลประโยชน์ของปัจเจกบุคคล ปัจเจกบุคคล
มักจะใชอ้ านาจทางการเมอื ง
แสวงหาผลประโยชนใ์ ห้ตนเองในลกั ษณะทีเ่ ปน็ ผลประโยชน์สาธารณะ
3. วิเคราะห์โครงสร้างของอานาจ โครงสร้างการกระจายอานาจตาม
รัฐธรรมนูญ ส่งผลให้แต่ละบุคคลในแต่ละตาแหน่ง แต่ละองค์การ จาเป็นต้อง
ตัดสินใจให้เป็นไปในรูปของหลักเหตุผล และสามารถสนองตอบความต้องการของ
ประชาชนให้มากทส่ี ดุ
4. วิเคราะห์ขีดความสามารถในการจัดหาสินค้าและบริการสาธารณะ
การจัดหาสินค้าและบริการสาธารณะ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของกลุ่มหลากหลาย
และความเป็นไปได้ทางการเมือง
5. วิเคราะห์ประเภทของสินค้าและบริการสาธารณะ สินค้าและบริการ
สาธารณะแต่ละประเภทมีความแตกตา่ งกัน จงึ ต้องมวี ธิ กี ารจดั ทีแ่ ตกต่างกัน
6. วิเคราะห์ระบบการบริหารราชการแผ่นดิน ระบบบริหารขนาดใหญ่
ไมส่ ามารถสนองตอบความต้องการทหี่ ลากหลายได้
7. วิเคราะห์ประสิทธิภาพของระบบการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งนี้
เนอื่ งจากระบบบริหารขนาดใหญ่มกั จะทาให้การบริการไม่มีประสิทธิภาพ
8. วิเคราะห์ประสิทธิผลการกระจายอานาจ ทั้งน้ีเนื่องจากการกระจาย
อานาจเป็นเงื่อนไขสาคัญที่ทาให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้
อยา่ งไรกต็ ามปจั จยั ท่มี ีผลตอ่ การตดั สินใจเลือกนโยบายสาธารณะ พิจารณาไดด้ ังนี้
1. ค่านิยม เปน็ ผลมาจากกระบวนการหล่อหลอมทางสังคมและการเมือง
ซึ่งมีผลต่อความเช่ือและค่านิยมของผู้ตัดสินใจนโยบาย ท้ังทางตรงและทางอ้อม
ลักษณะของค่านิยมท่ีมีผลต่อการตัดสินในนโยบายสาธารณะ ได้แก่ ค่านิยมของ
องค์การ ค่านิยมด้านวิชาชีพ ค่านิยมส่วนบุคคล ค่านิยมด้านนโยบาย ค่านิยมด้าน
อดุ มการณ์
2. ความสัมพันธ์กับผู้มีอานาจทางการเมือง ความจงรักภักดีต่อพรรค
การเมืองของนักการเมืองแต่ละพรรค มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจนโยบายของ
นักการเมืองเหล่าน้ี รูปแบบของระบอบการเมือง มีผลต่อการแสดงบทบาทของ
สมาชกิ พรรค ดงั น้ี
2.1 รูปแบบการแบง่ แยกอานาจ สมาชิกมีอิสระที่จะออกเสียง
ตามมติของพรรคหรือไม่ก็ได้ แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีของสมาชิกพรรคได้
เป็นอย่างดี กล่าวคือ ถ้าสมาชิกพรรคไม่มีความจงรักภักดีต่อพรรค สมาชิกสามารถ
ออกเสยี งลงมติไดโ้ ดยอสิ ระ โดยท่ีพรรคกไ็ มม่ ีอานาจลงโทษสมาชิกท่ีออกเสียงลงมติ
ในรัฐสภาตรงกันขา้ มกบั มติพรรค
2.2 รูปแบบควบอานาจ พรรคการเมืองรูปแบบน้ี จะมีกฎ
ระเบียบในการควบคุม กากับพฤติกรรมของสมาชิกพรรคอย่างเข้มงวด เพราะการ
ใชส้ ิทธิออกเสียงของสมาชิกในพรรคมีผลตอ่ ความอยู่รอดของฝ่ายบริหาร ดังน้ัน มติ
ของพรรคจงึ เปน็ สิง่ ทีส่ มาชิกทกุ คนตอ้ งปฏิบัติตาม
3. ผลประโยชน์ของเขตเลือกตั้ง มีความสาคัญต่อการตัดสินใจของผู้
ตัดสินใจนโยบายสาธารณะเป็นอย่างมาก ทั้งน้ีเนื่องจากประชาชนในเขตเลือกตั้งมี
อานาจทจี่ ะกาหนดอนาคตของนักการเมืองในเขตเลือกต้ังของตนโดยตรง
4. มติมหาชน ผู้ตัดสินใจนโยบายสาธารณะจะต้องให้ความสนใจต่อมติ
มหาชน ในการกาหนดนโยบายที่เก่ียวข้องกับผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของคนทั้ง
ประเทศ เพราะอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่ออนาคตทางการเมืองของผู้ตัดสินใจ
นโยบายอยา่ งคาดไมถ่ งึ ได้
5. ประโยชน์ของสาธารณชน เป็นเป้าประสงค์ท่ีสาคัญของนโยบาย
สาธารณะ ทั้งน้ีการพิจารณาลักษณะของผลประโยชน์สาธารณะ จาแนกได้เป็น 3
ประการ ได้แก่
5.1 พิจารณาจากนโยบายในแต่ละด้านว่ามีความขัดแย้ง
ระหว่างกลุ่มผลประโยชน์มากหรือไม่ หรืออาจพิจารณาจากผลประโยชน์โดยตรง
ของกลมุ่ ผลประโยชน์แตล่ ะกลุม่ ซึ่งเปน็ ทย่ี อมรับ คือ ผลประโยชน์สาธารณะ
5.2 แนวทางที่เก่ียวข้องกับการแบ่งสรรผลประโยชน์อย่าง
กว้างขวางและต่อเน่ือง ลักษณะเช่นนีเ้ รยี กว่า ผลประโยชนส์ าธารณะ
5.3 พิจารณาจากความต้องการขององค์การและระเบียบวิธี
ปฏิบัติการ จะเป็นตัวแทนการสร้างประโยชน์ที่สมดุลหรือเพื่อการแก้ไขปัญหา
เพ่ือท่ีจะมีผลต่อการประนีประนอมต่อการก่อรูปนโยบาย และการนานโยบายไป
ปฏิบัติให้ประสบความสาเร็จ จุดเน้นในประเด็นนี้จะมุ่งที่กระบวนการมากกว่า
เนอ้ื หาของนโยบาย
โดยสรุปแล้วตัวแบบการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะตามตัวแบบ
ทางเลือกสาธารณะ (Public Choice Model) มองว่าปัจเจกบุคคลแต่ละคนมี
เหตุผลในความมีเหตุผล ทุกคนย่อมแสวงหาอรรถประโยชน์สูงสุดให้กับตนเองเสมอ
ตัวแสดงการเมือง เช่น ผู้ลงคะแนนเสียง ผู้เสียภาษี ผู้สมัครรับเลือกต้ัง ฝ่ายนิติ
บัญญัติ ข้าราชการ กลุ่มผลประโยชน์ พรรคการเมือง และรัฐบาล ต่างก็พยายาม
แสวงหาหนทางท่ีจะเพ่ิมผลประโยชน์ของตนในทางการเมือง ทุกคนต้องการได้รับ
อรรถประโยชน์สูงสุด แต่อย่างไรก็ดีจากแรงขับเคล่ือนที่ประกอบไปด้วยความเห็น
แก่ตัวของกลุ่มก็ยังสามารถส่งผลต่อการตัดสินใจเพ่ือส่วนรวมได้ ตัวแบบทางเลือก
สาธารณะอธิบายความหมายของการเมืองว่าเป็นการที่บุคคลทั้งหลายเข้ามา
แสวงหาผลประโยชนพ์ ิเศษ โดยผ่านนโยบายสาธารณะ ซ่ึงเป้าหมายในเชิงการเมือง
ของกลุ่มผลประโยชน์และเจ้าหน้าท่ีของรัฐท่ีเอ้ือประโยชน์ต่อกลุ่มผลประโยชน์ทาง
เศรษฐกิจทที่ รงพลัง อาจสง่ ผลให้เกดิ ความไรเ้ หตุผลทางเศรษฐกิจ และจะก่อให้เกิด
ความไร้ประสิทธภิ าพทางเศรษฐกจิ กไ็ ด้
บทสรุป
กล่าวโดยสรุปแลว้ ทฤษฎีทางเลอื กสาธารณะมีแนวคิดพ้ืนฐานท่ีว่า คนทุก
คนเป็นคนเห็นแก่ตัว ตอ้ งการแสวงหาประโยชนส์ ูงสดุ เฉพาะตน ทางเลือกสาธารณะ
จึงเสนอส่ิงจูงใจ (Incentives) เน้นการสร้างสิ่งจูงใจทางบวก (Positive
Incentives) ย่ิงมีส่ิงจูงใจทางบวกมากเท่าไร ประชาชนก็จะเข้ามามีส่วนร่วมใน
กิจกรรมของรัฐมากเท่าน้ัน ทางเลือกสาธารณะ ต้องจัดระบบการบริการให้
ประชาชนมที างออกหรอื ทางเลอื กในการใช้บริการสาธารณะ เช่น มีความสะดวก มี
ความเสมอภาค มคี วามเป็นธรรม มีความโปร่งใสสุจริต เกิดความพึงพอใจ ประหยัด
ค่าใช้จา่ ยของประชาชน สร้างรายได้แฝงให้ประชาชน ดังนั้น รัฐจึงควรจัดให้มีระบบ
การรับฟังเสียง (Voice) ของประชาชน เพื่อรับทราบความต้องการของประชาชน
ในขณะเดยี วกันต้องกระจายขา่ วสารของรฐั ให้ประชาชนได้รับทราบอยา่ งทว่ั ถึง
ค่านิยมทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดอานาจเจรญิ
พฤติกรรมการเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกต้ังจังหวัดอานาจเจริญ ไม่ว่าจะ
อยู่ในช่วงอายุไหนประชาชนก็จะถูกจูงใจให้เกิดความนิยมศรัทธาในกิจกรรมของ
พรรค การเมือง ซ่ึงเป็นตัวกระตุ้นท่ีสาคัญของการไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยเฉพาะใน
เขตเลอื กตั้งท่ีมีการแข็งขันสูง โดยจะกระตุ้นให้ผู้ไปใช้สิทธิมีความกระตือรือร้นมาก
ข้ึน เลือกพรรคการเมืองท่ีมีนโยบายสนับสนุนสวัสดิการและการเสริมสร้างความ
มั่นคงในการทางานของตนหรือพรรคท่ีค่อยข้างมีแนวนโยบายอนุรักษ์นิยมพรรค
การเมืองที่มีนโยบายสนับสนุนการขึ้นค่าจ้างข้ันต่าการลดค่าครองชีพการจัด
สวัสดิการสังคมให้ในลักษณะฟรีและท่ัวถึง ดังน้ัน พฤติกรรมการเลือกตั้งของผู้มี
สิทธิเลือกตั้ง ควรเป็นแบบอย่างในการใช้สิทธิทางการเมืองชอบด้วยกฎหมายและ
เพ่อื การพฒั นาทอ้ งถนิ่ พจิ ารณาองค์ประกอบพฤติกรรมของตัวบุคคลว่าเป็นไปแล้ว
จะพัฒนาบ้านเมืองได้ ควรจะคิดถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสาคัญ มีกฎกติกา
ทางการปฏิบัติงานต่อสังคมในชุมชน และเปิดโอกาสใหป้ ระชาชนแสดงความคิดเห็น
กับการเมืองได้อย่างเต็มท่ี ความแตกต่างกันของวัยที่มีผลต่อความคิดทัศนคติ และ
พฤติกรรม ปัจจัยที่ให้ความสาคัญในการตัดสินใจของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งในการ
ลงคะแนนเลือกตั้ง ในด้านต่าง ๆ ซ่ึงพิจารณาองค์ประกอบพฤติกรรมของตัวบุคคล
วา่ เป็นไปแลว้ จะพฒั นาบ้านเมืองได้ควรจะคิดถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสาคัญ
จงึ จะทาใหม้ ปี ระสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดในการดาเนินการจัดการเลือกตั้ง
ใหม้ ปี ระสิทธิภาพในโอกาสต่อไป
ข้อเสนอแนะเก่ียวกับแนวทางการส่งเสริมพฤติกรรมการเลือกต้ังของ
ประชาชนจังหวัดอานาจเจริญ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้านการลงคะแนนเลือกตั้ง
ประชาชนจะแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เพ่ือพิจารณาบุคคลท่ีลงสมัครรับ
เลือกตั้งว่าเม่อื เขา้ ไปแลว้ จะสามารถนาความร้คู วามสามารถจังหวดั อานาจเจริญให้มี
ความเจริญรุ่งเรืองได้มากน้อยเพียงใด ด้านการลงคะแนนเลือกต้ัง ประชาชนจะ
แสดงความคิดเห็นทางการเมือง เพ่ือพิจารณาบุคคลที่ลงสมัคร รับเลือกตั้งว่าเม่ือ
เข้าไปแล้วจะสามารถนาความรู้ความสามารถมาพัฒนาท้องถ่ินให้มีความ
เจริญรุ่งเรืองได้มากน้อยเพียงใด ด้านระยะเวลาและการตัดสินใจ ประชาชนจะใช้
ระยะเวลาในการตัดสินใจผลงานของผู้รับสมัครลงเลือกตั้งจากหลาย ๆ ด้าน เช่น
ด้านความรู้ความสามารถของตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง เมื่อเลือกเข้าไปแล้วจะพัฒนา
จงั หวดั อานาจเจรญิ ไดม้ ากนอ้ ยเพยี งใด
เอกสารอ้างอิง
บูฆอรี ยีหมะ. (2543). ทฤษฎีการตัดสินใจเลือกอย่างมีเหตุผล (Rational Choice
Theory): อีกหน่ึงความพยายามของสังคมศาสตร์ที่จะเป็นวิทยาศาสตร์.
กรงุ เทพฯ; จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล. (2541). การมีส่วนร่วมในทางการเมืองของประชาชนใน
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กับความเป็นประชาธิปไตยทางตรง. วารสาร
กฎหมายปกครอง, 57–81.
มนัส สินสอน. (2558). การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการก่อสร้างลาน
จอดรถยนต์ให้เช่าในพื้นที่ Free Zone กรณีศึกษา บริษัท เอ็ม เอส เอส
โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จากัด. วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาวิทยา
ศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน,
มหาวิทยาลยั บรู พา
วรเดช จันทศร. (2540). การนานโยบายไปปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: คณะกรรมการปฏิรูป
ระบบราชการ.
วชั รินทร์ ชาญศิลป์. (2552). ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมของไทย : มุมมองทาง
นิติศาสตร์ สังคมวิทยาและรัฐศาสตร์. วารสารสังคมศาสตร์และ
มนุษยศาสตร์, 35 (2), 15-25.
สถาพร ป่ินเจริญ. (2544). ทางเลือกสาธารณะ (Public Choice) : แนวทางการ
พัฒนาองค์การเพ่ือการตอบสนองต่อความต้องการของสมาชิกและกลุ่ม
ลกู คา้ ขององคก์ าร. วารสาร มฉก.วิชาการ, 5 (9),91-98.
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล. (2548). การเมืองภาคประชาชนในระบอบประชาธิปไตย
ไทย. กรงุ เทพฯ: อมรินทร์.
อุทัย เลาหวิเชียร, (2550). รัฐประศาสนศาสตร์: ลักษณะวิชาและมิติต่าง ๆ.
กรุงเทพฯ: เสมาธรรม.
Bish, Robert. (1971). The Public Economy of Metropolitan Areas.
Chicago: Markham.
Buchanan, James M. (1993), Public Choice after Socialism. 77 Public
Choice, 67-74
Denhardt, R. B. (1990). Public administration theory: The state of the
discipline. Belmont,CA: Brooks & Cole.
แนวการศึกษาแนวการส่ือสารทางการเมือง
(Communication Approach)
บทวเิ คราะห์การหาเสียงในการเลือกต้งั ส.ส.ปี 2562 ของพรรคการเมือง
เสนอ
ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐพงศ์ บุญเหลือ
คณะผ้จู ดั ทา
กลุ่มที่ 6
1. นายศุภชัย คากณุ า รหัสนักศึกษา 6324800618
2. นางสาวทิพย์สุดาวลั ย์ วงละคร รหัสนักศึกษา 6324800638
3. นายธรี วฌั น์ หมีคา รหัสนักศึกษา 6324800639
4. น.ส.ชลลดา สารวมรัมย์ รหัสนักศึกษา 6324800640
บทวเิ คราะห์นีเ้ ป็ นส่วนหน่ึงของวชิ า POL 6100
วชิ าแนวทางการศึกษารัฐศาสตร์
ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2564
หลกั สูตร รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง
แนวการศึกษาแนวการส่ือสารทางการเมือง
(Communication Approach)
บทวิเคราะห์การหาเสียงในการเลือกต้งั ส.ส.ปี 2562 ของพรรคการเมือง
บทนำ
การสื่อสารทางการเมือง (Political Communication) เป็ นศาสตร์ที่มีจุดเร่ิมตน้ มาต้งั แต่ยุคกรีก
โบราณ ซ่ึงเน้นในเรื่องวาทวิทยา (rhetoric) การเมือง และจริยธรรม เป็ นการนาเอาการโฆษณาชวนเชื่อ
(propaganda) มาผสมผสานกบั เน้ือหาทางการเมืองและการส่ือสารเขา้ ด้วยกนั เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธ์ิในทาง
การเมือง การส่ือสารทางการเมืองจึงเป็นแนวทางการศึกษาที่ตระหนกั ถึงการส่ือสารในฐานะเคร่ืองมือของการ
กาหนดยทุ ธศาสตร์เพ่ือนาไปสู่เป้าหมายทางการเมือง โดยอาศยั การสื่อสารสร้างแนวทางการยอมรับข้ึนในกลมุ่
ประชาชน ผรู้ ับสาร ซ่ึงในการดาเนินการทางการเมืองการปกครองของทุกสังคมจะมีความเกี่ยวขอ้ งกบั กิจกรรม
การส่ือสารทางการเมืองไม่ลกั ษณะใดกล็ กั ษณะหน่ึง ทาใหเ้ กิดการทาหนา้ ท่ีของระบบการเมือง
ความหมายของการสื่อสารทางการเมือง
นกั วชิ าการอยา่ ง วอร์เรน เค จี ไดม้ องการส่ือสารทางการเมืองวา่ เป็นกระบวนการทางการเมือง
ที่เกี่ยวขอ้ งกบั การแลกเปล่ียนขอ้ เท็จจริง ทศั นะและความคิดเห็น ตลอดจนประสบการณ์ทางการเมืองระหว่าง
บุคคลการส่ือสารทางการเมืองนบั เป็นกระบวนการพิเศษ ที่ก่อใหเ้ กิดการปฏิสัมพนั ธ์ระหวา่ งสมาชิกของสังคม
การเมืองและทาให้บคุ คลสามารถดารงชีวิตอยไู่ ดใ้ นสังคมการเมือง และการสื่อสารทางการเมืองยงั เป็นกิจกรรม
ท่ีแพร่หลายทว่ั ไป ตามความหมายของ อลั มอนด์ และโคลแมน (Almond & Coleman) ระบุว่าการส่ือสารทาง
การเมืองคือ กิจกรรมที่เผยแพร่ทวั่ ไป อนั เป็ นการทาหนา้ ท่ีท้งั หลายดาเนินอยู่ในระบบการเมืองกระบวนการ
สังคมประกิต การสร้างโครงข่ายผลประโยชน์ การประสานผลประโยชน์ การสร้างกฎการประยุกตใ์ ชก้ ฎและ
การปรับเปลี่ยนกฎ ลว้ นดาเนินไปโดยอาศยั การส่ือสารเป็ นเครื่องมือ สาหรับไมเคิล รัช และฟิ ลลิป อลั ทอฟฟ์
(Rush & Althoff) ให้ความหมายว่า การสื่อสารทางการเมือง หมายถึง การถ่ายทอดข่าวสารที่เกี่ยวกบั การเมือง
จากส่วนหน่ึงของระบบการเมือง ไปยงั อีกส่วนหน่ึงของระบบการเมือง และเป็ นการถ่ายทอดระหว่างระบบ
สังคมกบั ระบบการเมือง
นอกจากน้ี ชฟั ฟี (Shaffee) กล่าวถึงการส่ือสารทางการเมืองว่า มีลกั ษณะเป็ นระบบของการ
แพร่ข่าวสารทางการเมืองไปยงั สมาชิกของการเมือง ดงั น้นั จึงอาจกล่าวไดว้ า่ การสื่อสารทางการเมืองเป็ นแบบ
แผนหรือกระบวนการแพร่ข่าวสารทางการเมืองระหวา่ งสมาชิกกบั หน่วยต่าง ๆ ในระบบการเมือง หรือกล่าวอีก
นยั หน่ึงไดว้ ่าการส่ือสารทางการเมืองมีบทบาทเป็ นตวั กลางระหว่างประชาชนและรัฐบาล โดยเป็นช่องทางใน
การเสนอขอ้ มูลข่าวสารทางการเมืองต่าง ๆ ท่ีเก่ียวกบั การตดั สินใจและนโยบายของรัฐบาลใหป้ ระชาชนไดร้ ับรู้
และขณะเดียวกนั ก็เป็นกระบวนการในการนาเอาขอ้ เรียกร้องและความตอ้ งการของประชาชนไปสู่รัฐบาลที่จะ
ทาใหก้ ารกาหนดนโยบายและการตดั สินใจของรัฐบาลสอดคลอ้ งและสนองตอบต่อความตอ้ งการของประชาชน
ไดด้ ียิ่งข้ึน นกั วิชาการอย่าง โพล์ (Pool) ซ่ึงเป็ นนักวิชาการดา้ นการส่ือสารชาวอเมริกนั ไดอ้ ธิบายความหมาย
ของคาวา่ การส่ือสารทางการเมืองท้งั ในความหมายเชิงกวา้ งและเชิงแคบ ในความหมายเชิงกวา้ งการสื่อสารทาง
การเมือง หมายถึง กิจกรรมการส่ือสารที่มนุษยก์ ระทาข้ึนหรือเกิดข้ึนนอกบา้ นเรือนของตน การยนื่ ขอ้ เรียกร้อง
ระหว่างประเทศ หรือการกล่าวคาปราศรัยของนักการเมืองย่อมหมายถึง การส่ือสารทางการเมือง ส่วนใน
ความหมายเชิงแคบ โพล์ กล่าวว่า การสื่อสารทางการเมือง หมายถึง กิจกรรมใด ๆ ของสถาบนั เฉพาะ ซ่ึงถูก
จดั ต้งั ข้นึ เพื่อทาหนา้ ที่ในการกระจายขอ้ มูลขา่ วสาร ความคดิ และทศั นคติ อนั เกี่ยวกบั เรื่องการเมืองการปกครอง
ซ่ึงส่วนใหญ่แลว้ การศึกษาเร่ืองการสื่อสารทางการเมือง มกั จะมองการส่ือสารทางการเมือง โดยนัยแห่ง
ความหมายแคบน้ี เช่น การศึกษาเรื่องการรณรงค์หาเสียงในการเลือกต้งั อาจเน้นในเร่ืองการใช้โทรทัศน์
โปสเตอร์และการกล่าวคาปราศรัยของพรรคและนกั การเมือง เป็นตน้ อาจกล่าวไดว้ ่า การสื่อสารทางการเมือง
เป็นกระบวนการถ่ายทอด และการแพร่ของข่าวสารทางการเมือง อนั เก่ียวกบั การเมืองระหว่างผมู้ ีตาแหน่งทาง
การเมืองกบั ประชาชน หรือระหวา่ งนกั การเมืองกบั สถาบนั ทางการเมืองท่ีครอบคลุมการสื่อสารในทุกกิจกรรม
ของมนุษย์ ทางสังคมและการเมือง รวมท้งั เป็นการจดั ระเบียบทางสังคม เพ่ือให้คนในสังคมเกิดความเขา้ ใจซ่ึง
กนั และกนั และอยู่ร่วมกนั อย่างมีความสุขในสังคมการเมือง เช่น การเขา้ ร่วมทางการเมือง การเลือกสรรทาง
การเมือง นอกจากน้ี เบรน แมคแนร์ (Brian McNair) ได้กล่าวถึงความหมายของการส่ือสารทางการเมือง
(Political Communication) โดยยกคากล่าวของ Denton and Woodward ที่ได้ให้นิยามของการสื่อสารทาง
การเมืองไวว้ ่า “เป็นการอภิปรายเกี่ยวกบั การจดั สรรทรัพยากรสาธารณะ (รายไดจ้ ากภาษี) อานาจรัฐ (ใครเป็นผู้
มอบอานาจในการตรากฎหมาย การตดั สินใจในการใชอ้ านาจนิติบญั ญตั ิและอานาจบริหาร) การอนุญาตท่ีเป็ น
ทางการ (รัฐจะใหป้ ระโยชนห์ รือลงโทษอย่างไร)
นิยามดงั กล่าวเป็นนิยามท่ีรวมท้งั ภาษาที่เป็นการพูดและการเขียนท่ีเป็นวาทศิลป์ ทางการเมือง
แต่ไม่รวมถึงการกระทาท่ีเป็ นสัญลกั ษณ์ทางการเมือง แต่ในทศั นะของแมคแนร์ การสื่อสารทางการเมืองจะ
รวมถึงสัญญะเพื่อที่จะเขา้ ใจกระบวนการทางการเมืองท้งั หมด เช่น คานิยามของโดริส แกร็บเบอร์ (Doris
Graber) ท่ีอธิบายการสื่อสารทางการเมืองน้นั รวมถึง ภาษาทางการเมือง (political language) ซ่ึงไม่ไดม้ ีเพียงการ
สื่อสารที่เป็นคาพูด หากรวมถึง การส่ือสารที่ไม่เป็นคาพูด (paralinguistic) ดว้ ย ไดแ้ ก่ ภาษาร่างกาย การกระทา
ทางการเมือง เช่น การคว่าบาตรและการประทว้ ง เป็ นตน้ แมคแนร์ ไดอ้ ธิบายว่าคานิยามของเดนตนั และวูด้
วาร์ด (Denton and Woodward) ไดจ้ ดั ลกั ษณะ ของการสื่อสารทางการเมืองในลกั ษณะที่เนน้ ผสู้ ่งสารในการที่จะ
มีอิทธิพลต่อสภาพแวดลอ้ มทางการเมืองดงั ท่ีเดนตนั และวูด้ วาร์ด ไดก้ ล่าวว่า “ปัจจยั สาคญั ที่ทาให้การส่ือสาร
เป็ นการเมืองไม่ใช่แหล่งท่ีมาของสาร (the source of a message) แต่เป็ นเน้ือหาสาระและจุดมุ่งหมายของการ
ส่ือสารน้นั ”
อยา่ งก็ตาม แมคแนร์ ไดด้ าเนินรอยตามแนวทางของ เดนตนั และวดู้ วาร์ด โดยเนน้ การอธิบายท่ี
เจตนาของการส่ือสารการเมือง โดย แมคแนร์ ไดน้ ิยามการสื่อสารการเมืองว่าเป็ นการสื่อสารที่มีเป้าประสงค์
ทางการเมือง (purposeful communication about politic) ซ่ึงรวมถึง
1. การส่ือสารทุกรูปของนกั การเมืองและผทู้ ่ีเกี่ยวขอ้ งทางการเมืองในการบรรลุเป้าหมายอย่าง
ใดอยา่ งหน่ึง
2. การสื่อสารท่ีส่งถึงนกั การเมืองและผทู้ ี่เก่ียวขอ้ งทางการเมืองโดยผทู้ ี่ไม่ใช่นกั การเมือง เช่น
ผมู้ ีสิทธ์ิออกเสียงเลือกต้งั และคอลมั นิสตห์ นงั สือพิมพ์
3. การสื่อสารและกิจกรรมของบุคคลท่ีกล่าวมาข้างต้น ที่ปรากฏในการรายงานข่าวบท
บรรณาธิการและรูปแบบอ่ืน ๆ ของสื่อในการกล่าวถึงการเมือง
แมคแนร์ อธิบายวา่ การส่ือสารทางการเมืองกค็ ือท้งั หมดของวาทกรรมทางการ (all political
discourse) ซ่ึงไม่จากดั อยเู่ ฉพาะภาษาพดู และภาษาเขยี น หากรวมถึงความหมายของสัญญะที่มองเห็นดว้ ยสายตา
เช่น การแต่งกาย การทาผม การออกแบบโลโก้ ซ่ึงอาจกล่าวได้ว่าเป็ นการสร้างภาพลกั ษณ์ หรืออตั ลกั ษณ์
ทางการเมือง ซ่ึง แมคแนร์ ไดเ้ ขยี นแบบจาลองขององคป์ ระกอบของการส่ือสารการเมือง โดยพิจารณาได้ ดงั น้ี
องค์กรทางการเมือง
ส่ือ
ประชาชน
ภาพแสดงแบบจาลองขององค์ประกอบของการส่ือสารการเมืองของ Brian McNair
มิเชล รัชช์ และฟิ ลิปป์ อัลทอฟ์ (Micheal Rush and Phillip Althoff) ได้ให้ความหมายของ
การสื่อสารทางการเมืองว่าเป็ นการถ่ายทอดข่าวสารเกี่ยวกบั การเมือง จากส่วนหน่ึงของระบบการเมืองไปอีก
ส่วนหน่ึงของระบบการเมืองและเป็ นการถ่ายทอดระหว่างระบบสังคมกบั ระบบการเมืองดว้ ย การส่ือสารทาง
การเมืองเป็นองคป์ ระกอบที่อยใู่ นสภาวะไมอ่ ยนู่ ิ่งของระบบการเมือง กระบวนการต่าง ๆ ทางการเมืองเป็นตน้ วา่
สังคมการทางการเมืองก็ดี การเขา้ ร่วมทางการเมืองก็ดี ตลอดจนการเลือกสรรทางการเมืองก็ดีตอ้ งพ่ึงพาอาศยั
การส่ือสารทางการเมืองท้งั สิ้น ส่วนประกอบของระบบการส่ือสารทางการเมือง ประกอบดว้ ย
1) แหล่งท่ีมาของข่าวสาร (the source of the message)
2) ตวั เน้ือหา (the message)
3) เส้นทาง (channel) ท่ีขา่ วสารถูกส่งออกไปยงั ผรู้ ับ (the audience) และปฏิกิริยาตอบกลบั
พฒั นาการของการส่ือสารทางการเมือง
ประวตั ิศาสตร์การสื่อสารของมนุษยชาติมีการเปล่ียนแปลงที่สาคญั อนั อาจเรียกไดว้ ่าเป็ นการ
ปฏิวตั ิทางดา้ นการสื่อสารท้งั หมด 4 คร้ังดว้ ยกนั กล่าวคือ คร้ังแรก เมื่อมนุษยเ์ ร่ิมมีภาษาพูดและมีวฒั นธรรม
โดยการเล่าสืบต่อกนั มา คร้ังที่สอง เม่ือมนุษยม์ ีภาษาเขียนและถ่ายทอดวฒั นธรรมโดยการเขียน คร้ังที่สาม
เม่ือมีเทคโนโลยีทางการพิมพเ์ กิดข้ึนทาให้สามารถเผยแพร่ความรู้ต่าง ๆ ออกไปสู่มวลชนไดเ้ ป็ นจานวนมาก
และคร้ังที่ส่ี คอื ในยคุ ปัจจุบนั ท่ีมีการเกิดข้นึ ของระบบอิเลก็ ทรอนิกส์ดิจิทลั การปฏิวตั ิการสื่อสารแตล่ ะคร้ัง
น้ันลว้ นส่งผลให้เกิดลกั ษณะทางวฒั นธรรมใหม่ ๆ ที่สืบเนื่องจากการปฏิวตั ิคร้ังน้ันข้ึนมา
หรืออาจกล่าวอีกนยั หน่ึงไดว้ า่ เกิดการเปลี่ยนแปลงท้งั ทางเศรษฐกิจ และสังคมตามมา ท้งั น้ีเพราะการส่ือสารน้นั
มีอิทธิพลอย่างลึกซ้ึงต่อวิถีทางท่ีสังคมจะจัดการกับการผลิตและการกระจายความมง่ั คั่ง ตลอดจนวิถีทาง
ในการปกครอง
แฮร์โรลด์ อินนิสส์ (Harold A. lnnis) นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ชาวแคนาดาท่ีสนใจ
พฒั นาการของเทคโนโลยกี ารสื่อสารไดย้ กตวั อยา่ งวา่ เม่ือมนุษยเ์ ร่ิมมีการถา่ ยทอดวฒั นธรรมโดยการเขียนในยคุ
ตน้ ๆ น้ัน มนุษยเ์ ขียนบนั ทึกลงบนแผ่นหิน ต่อมาเมื่อพฒั นาการทางเทคโนโลยีกา้ วหน้าข้ึนมนุษยส์ ามารถ
ประดิษฐ์กระดาษปาปิ รุส (papyrus) ข้ึนมาใช้ เทคโนโลยีการสื่อสารจึงเริ่มเปลี่ยนแปลงจากการใช้ส่ือที่เป็ น
“แผน่ หิน” มาเป็นสื่อที่เป็น “กระดาษ” ส่งผลใหเ้ กิดการเปลี่ยนแปลงข้ึน กล่าวคือ อานาจทางการเมือง และการ
ปกครองไดเ้ ปล่ียนมือจากกษตั ริยม์ าเป็นกลุ่มพระและนกั บวช เนื่องจากพระและนกั บวชสามารถที่จะผกู ขาดการ
อบรม กล่อมเกลาสมาชิกในสังคมได้ ต่อมาเมื่อเกิดเทคโนโลยีการพิมพข์ ้ึนทาให้คนมีโอกาสที่จะเป็ นเจา้ ของ
หนังสือและแสวงหาความรู้เองได้ การผูกขาดอานาจโดยพระและนักบวชก็เส่ือมสลายลงไป เกิดเป็ น
แนวคิดใหม่เรื่อง “ชาติ” การส่งเสริมสิทธิส่วนบุคคล และลัทธิปัจเจกชนนิยมในยุคโลกาภิวตั น์ที่มีการใช้
เทคโนโลยีการสื่อสารและโทรคมนาคมผ่าน “ส่ืออิเล็กทรอนิกส์ดิจิทลั ”อานาจได้ถูกเปล่ียนผ่านมายงั ผูท้ ่ีมี
เทคโนโลยแี ละขอ้ มูลข่าวสาร ภาวะของการผสานกนั ระหวา่ งทุน เทคโนโลยแี ละขอ้ มูลข่าวสาร (convergence)
ท่ีเกิดข้ึน จึงส่งผลให้ “กลุ่มทุน” เขา้ มามีบทบาทและอิทธิพลต่อการเมืองเศรษฐกิจ และสังคมเป็ นอย่างมาก
โดยแนวคดิ “เสรีนิยมใหม่” (Neo-Liberalism) ซ่ึงเป็นเครื่องมือสาคญั ของทุนไดถ้ ูกส่งผา่ นความกา้ วหนา้ ทางการ
สื่อสารในยุคโลกาภิวตั น์ ท้งั เสรีนิยมใหม่ทางเศรษฐกิจ เช่น การเปิ ดเสรีทางการคา้ การเปิ ดเสรีทางการเงิน
เสรีนิยมใหม่ทางวฒั นธรรม เช่น วิถีชีวิตท่ีคลา้ ยคลึงกนั ท้งั โลก การมีวฒั นธรรมโลกที่เป็ นแบบแผนเดียวกัน
การบริโภคตามกระแสวตั ถุนิยม และเสรีนิยมใหม่ทางการเมือง เช่น กระแสประชาธิปไตย (Democratization)
ธรรมาภิบาล (Good Governance) และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (Privatization) เป็นตน้ พฒั นาการของการสื่อสาร
ทางการเมืองในยคุ โลกาภิวตั น์ จึงไดก้ ่อใหเ้ กิดความเปลี่ยนแปลงในดา้ นองคค์ วามรู้ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั พฒั นาการของ
การสื่อสารทางการเมืองตามไปดว้ ย เนื่องจากบริบททางสงั คมที่เปล่ียนไป
ความสาคัญของการส่ือสารทางการเมือง
ลเู ซียน พาย (Lucian W. Pye) เห็นวา่ การสื่อสารโครงขา่ ยท่ีโยงใยสงั คมมนุษย์ โครงสร้างของ
ระบบการส่ือสารเปรียบเสมือนโครงกระดูกของสงั คม เน้ือหาสาระ (content) ของการส่ือสารกค็ ือใจความสาคญั
(substance) ของการปฏิสัมพนั ธ์กนั ของมนุษย์ (intercourse) การไหลเวียนของสารสื่อสารจะกาหนดทิศทางและ
อตั ราการพลวตั การพฒั นาของสังคม การสื่อสารแผ่ซ่านไปทวั่ สังคมและพบเห็นไดใ้ นทุกส่วนในวิถีสังคม
ดงั น้นั จึงมีความเป็นไปไดท้ ี่จะทาการวิเคราะห์กระบวนการทางสงั คมท้งั หมดโดยอาศยั โครงสร้างเน้ือหาสาระ
และการไหลเวียนของการสื่อสาร พาย ไดพ้ ิจารณาบทบาทของการสื่อสารในการพฒั นาทางการเมือง โดยแบ่ง
สงั คมออกเป็น 3 แบบ ไดแ้ ก่
1. สังคมโบราณ (Traditional Society) คือ เป็ นสังคมซ่ึงระบบการเมืองยงั ไม่พฒั นาอาจเป็ น
ระบบหัวหน้าเผ่า (Tribal Leader) หรือเจ้าผูค้ รองนครหรือราชาธิปไตย หรือคณาธิปไตยซ่ึงคงรูปไม่แน่นอน
ในสังคมเช่นน้ีการสื่อสารทางการเมืองเป็ นไปตามระดับสถานะทางการเมืองซ่ึงกาหนดแน่นอนตายตัว
การถ่ายทอดข่าวสารและความคิดเห็นไปในทางเดียว คือ จากเบ้ืองบน (ผูค้ รองอานาจในแผ่นดิน) ลงมาสู่
ประชาชน ไม่มีการถ่ายทอดย้อนกลับจากประชาชนไปสู่ผู้กุม อานาจ ในการปกครองในสังคมแบบน้ี
การส่ือสารมวลชนยงั ไม่กาเนิดข้ึน เพราะมวลชนยงั ไม่มีสิทธ์ิมีเสียงในทางการเมือง มวลชนมีหนา้ ท่ีเพียงรับฟัง
คาแถลงการณ์หรือคาช้ีแจงจากรัฐบาลเท่าน้นั
2. สังคมสมัยใหม่ (Modern Society) ในสังคมเช่นน้ี อานาจทางการเมืองกระจายออกไป
สังคมประกอบด้วยกลุ่มชนซ่ึงมุ่งปกป้องรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของตนเอง อานาจทางการเมืองอาจ
เปลี่ยนแปลงได้โดยสันติ การสื่อสารทางการเมืองเป็ นไปในลักษณะทิศทางท่ีสวนกันคือ ข่าวสารและ
ความคิดเห็นถูกถา่ ยทอดจากผคู้ ุมอานาจทางการเมืองมาสู่มวลชน และจากมวลชนยอ้ นกลบั (Feedback) ข้ึนไปสู่
เบ้ืองบนอีกคร้ังหน่ึง ในสังคมเช่นน้ี การสื่อสารมวลชนเป็นส่ือสาคญั ทางการเมืองเพราะเป็นสื่อถา่ ยทอดขา่ วสาร
และเป็ นตลาดเสรี ของความคิดเห็น
3. สังคมซึ่งกาลังเปลี่ยนรูป (Transitional Society) เป็ นสังคมซ่ึงอยู่ในระดับระหว่างสังคม
โบราณและสังคมสมยั ใหม่ คือ สังคมท่ีกาลงั พฒั นาจากสงั คมโบราณแต่ยงั ไมบ่ รรลุถึงความสาเร็จที่จะเป็นสังคม
สมยั ใหม่อย่างแทจ้ ริง ในสังคมชนิดน้ี อานาจทางการเมืองยงั ไม่กระจายออกไปสู่ประชาชนอย่างแทจ้ ริง แต่
มวลชนเริ่มมีสิทธิมีเสียงในทางการเมือง (Political Participation) ในสังคมเช่นน้ี กลุ่มชนท่ีสาคญั คือ ผูน้ า
สมยั ใหม่ซ่ึงอาจเป็นผไู้ ดร้ ับการศึกษาดี ตระหนกั ในภาวะของการเปล่ียนแปลงทางสงั คม ผูน้ าสมยั ใหมเ่ หล่าน้ี
เป็ นพลงั สาคญั ในสังคมแบบน้ี เพราะเป็ นผูผ้ ลกั ดันมวลชนรับการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดข้ึน เช่น กลุ่มประเทศ
ที่กาลงั พฒั นา ในสังคมซ่ึงกาลงั เปล่ียนรูป การสื่อสารมวลชนเร่ิมฟักตวั เกิดข้ึนฉะน้ันการปฏิบัติหน้าที่ของ
สื่อมวลชนอาจไม่สมบูรณ์เช่นในสังคมสมยั ใหม่ คือ ยงั ไม่มีการถ่ายทอดสวนทิศทางระหว่างผูม้ ี อานาจกับ
มวลชนอย่างแทจ้ ริง บทบาทของสื่อสารมวลชนในสังคมเช่นน้ี มกั จะเป็ นไปในรูปที่ผูน้ าจะเป็ นผูช้ ้ีทางให้
ประชาชนเขา้ ใจในสภาพความเปล่ียนแปลงทางสังคมสาหรับสื่อสารมวลชนน้ันมีภาระหน้าท่ีเป็ นพิเศษ คือ
เป็นผนู้ าและเป็นผสู้ อนใหเ้ ขา้ ใจในบทบาททางการเมืองของตน
พาย ไดอ้ ธิบายวา่ กระบวนการสื่อสารยงั ทาหนา้ ท่ีในการขยายความรู้สึกของปัจเจกชนใหก้ ลาย
เป็ นความรู้สึกของสังคมได้ ซ่ึงการขยายตวั ของความรู้สึกดงั กล่าวจะเกิดข้ึนหรือไม่ข้ึนอยู่กับกระบวนการ
ของการสื่อสาร กระบวนการทางการเมืองและกระบวนการส่ือสารมีความใกลช้ ิดกนั มนุษยต์ อ้ งเกี่ยวขอ้ งกบั
ระบบการสื่อสารเพ่อื เตรียมตวั ให้เขา้ ใจถึงขอ้ ความทางการเมืองท่ีตอ้ งการ สาระสาคญั ทางการเมืองมกั จะเขา้ มา
ทางองคก์ รของกระบวนการส่ือสาร นอกจากน้ีกระบวนการส่ือสารยงั มีหนา้ ที่ในการเตรียมพ้นื ฐาน อนั จาเป็นใน
การใชเ้ หตุผลของการเมืองแบบมหาชน ประชาชนจะสามารถถกเถียงกนั ในกิจการส่วนรวม (collective action)
ไดก้ ็ต่อเม่ือประชาชนไดร้ ่วมกนั แลกเปลี่ยนความรู้และขอ้ มูลข่าวสารกนั กระบวนการส่ือสารจะให้ขอ้ มูลแก่
ประชาชนวา่ ผูน้ าของตนมีการมองการณ์ไกลหรือไม่ พาย ไดอ้ ธิบายวา่ การส่ือสารมีหนา้ ที่ที่สาคญั 6 ประการ
ในทางการเมือง กล่าวคอื
1) การสื่อสารจะตอ้ งถูกใชเ้ พือ่ ส่งเสริมความรู้สึกเป็นชาติ (Nationness) เดียวกนั
2) การสื่อสารจะตอ้ งถูกใชเ้ สมือนเป็นเสียงสะทอ้ นของประชาชนตอ่ ของแผนพฒั นาแห่งชาติ
3) การส่ือสารจะต้องถูกใช้ในการช่วยสอนทกั ษะท่ีจาเป็ นแก่ประชาชนในการมีส่วนร่วม
ในการพฒั นาประเทศ
4) การส่ือสารจะตอ้ งถูกใชเ้ พอ่ื การขยายตลาดอยา่ งมีประสิทธิภาพ
5) การสื่อสารจะตอ้ งถกู ใชเ้ พอื่ ช่วยประชาชนในการเตรียมตวั เพื่อรับบทบาทใหม่ในการพฒั นา
ประเทศ
6) การส่ือสารจะตอ้ งถูกใช้เพ่ือเตรียมประชาชนในการรับบทบาทในฐานะส่วนหน่ึงของชาติ
ท่ีตอ้ งแขง่ ขนั กบั ชาติอื่น ๆ
โดยสรุปแลว้ จะเห็นไดว้ ่า การสื่อสารทางการเมืองเป็ นกระบวนการทางการเมืองที่ก่อให้เกิด
การปฏิสัมพนั ธ์ระหว่างสมาชิกของสังคมการเมือง มีพฒั นาการความเป็ นมาท่ียาวนาน และมีความสาคญั ต่อ
ระบบการเมือง เป็นกิจกรรมที่แพร่หลายทวั่ ไป ท้งั การสร้างโครงข่ายผลประโยชน์ การประสานผลประโยชน์
การสร้างกฎ การประยกุ ต์ ใชก้ ฎและการปรับเปลี่ยนกฎ ลว้ นดาเนินไปโดยอาศยั การสื่อสารเป็นเครื่องมือดว้ ยกนั
ท้งั สิ้น
การเมืองไทยในปัจจุบนั พรรคการเมืองแต่ละพรรค หรือแมก้ ระทง่ั คณะรัฐประหารต่างก็นา
กลยุทธ์ทางการตลาด มาประยุกต์ใช้ในการส่ือสารหรือรณรงค์ทางการเมือง โดยแต่ละพรรคการเมืองจะมี นา
วิธีการขายสินคา้ (product marketing) รวมท้งั การสร้างคุณค่าในตราสินคา้ (พรรคการเมือง) ดงั น้นั จึงเกิดการ
บูรณาการเป็ นแนวคิดใหม่ ๆ ด้วยการนาการสื่อสารการตลาด (Marketing Communication) มาผสมผสานกับ
แนวคิดการรณรงค์หาเสี ยงเลือกต้ัง หรื อเป็ นลักษณะของ “การสื่ อสารการตลาดทางการเมือง”
(Integrated Marketing Communication: IMC) เช่น การจัดสัมมนา การจัดนิทรรศการการใช้ส่ือผลิตภัณฑ์
และการใชส้ ื่ออิเลก็ ทรอนิกส์ เป็นตน้ โดยวตั ถปุ ระสงคเ์ พ่อื ใหไ้ ดร้ ับการยอมรับและชนะการเลือกต้งั
การสื่อสารทางการเมืองในยคุ โลกาภิวตั น์ จึงมีลกั ษณะเป็นรูปแบบของการสื่อสารที่เนน้ อยู่บน
หลกั ของการตลาด ที่มีผผู้ ลิตสินคา้ หรือบริการ ผจู้ ดั จาหน่ายสินคา้ ฝ่ายโฆษณาของบริษทั บริษทั ตวั แทนโฆษณา
หรือพนกั งานขาย อยู่ในฐานะของผูส้ ่งข่าวสาร ซ่ึงอาจอยู่ในรูปของสัญลกั ษณ์ ภาพ เสียง แสง การเคลื่อนไหว
ตวั อกั ษร คาพูด หรือ เสียงเพลง ผ่านช่องทางการส่ือสารประเภทต่าง ๆ เพื่อให้ผูร้ ับข่าวสารหรือประชาชน
ตอบสนองในทิศทางท่ีตอ้ งการนอกจากน้นั การสื่อสารทางการเมืองยงั ตอ้ งหาช่องทางการเขา้ ถึงผูม้ ีสิทธิออก
เสียงเลือกต้งั ซ่ึงเป็ นกลุ่มเป้าหมายให้ไดม้ ากท่ีสุด ดงั น้ัน นักการเมืองและนกั การตลาดจึงเลือกใช้ กลยุทธ์การ
สื่อสารหลาย ๆ รูปแบบมาผสมผสานกนั และยงั ตอ้ งคานึงถึงความถ่ีท่ีเหมาะสมในการใชส้ ่ือดว้ ย ในแง่มุมหน่ึง
การส่ือสารทางการเมืองโดยการากลยทุ ธ์การสื่อสารการตลาดแบบผสมผสานมาใชก้ นั อยา่ งแพร่หลาย ท้งั การใช้
แคมเปญโฆษณา การประชาสัมพนั ธ์ การตลาดแบบทางตรงดว้ ยการอาศยั หาเสียง หรือเดินพบปะประชาชน
รวมท้งั การสร้างภาพลกั ษณ์ของพรรค (brand image) น้นั แสดงถึงบูรณาการทางการเมืองท่ีไดม้ ีการนากลยุทธ์
ทางการตลาดและสื่อหลาย ๆ แขนงมาใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์ทางการเมืองให้มากที่สุด ทาใหพ้ รรคการเมืองต่าง ๆ
พยายามนาเสนอขอ้ มูลข่าวสาร นนั่ ก็คือ การนาเสนอผสู้ มคั รและการสร้างพรรคการเมืองท่ีมีคุณภาพ ตลอดจน
การส่งเสริมใหพ้ รรคการเมืองทางานเป็นทีม เพ่ือให้สามารถทาการสื่อสารทางการเมืองไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ
และส่งผลใหไ้ ดร้ ับชยั ชนะในการเลือกต้งั
สาหรับการเลือกต้ัง สภาผูแ้ ทนราษฎร (ส.ส.) ในปี 2562 เป็ นการเลือกต้ังคร้ังหน่ึงใน
ประวตั ิศาสตร์ชาติไทยนับจากการเลือกต้ังคร้ังล่าสุดเม่ือปี 2554 ซ่ึงในการเลือกต้ังคร้ังน้ีได้มีการออก
พระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญวา่ ดว้ ยการเลือกต้งั สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรพ. ศ. 2561 ซ่ึงมีผลต่อการใช้
สื่อของพรรคการเมืองที่ไม่สามารถหาเสียงผา่ นโทรทศั น์และวิทยุไดท้ าให้ส่ือหลกั ของการหาเสียงในคร้ังน้ีคือ
"ส่ือออนไลน์" และ "ส่ือนอกบา้ น" รวมท้งั การลงพ้ืนท่ีเดินหาเสียงพบปะกับประชาชนซ่ึงปัจจุบนั พบว่าส่ือ
โซเชียลเป็ นเคร่ืองมือท่ีสาคญั ในการส่ือสารใช้เป็ นช่องทางการหาเสียงเพื่อดึงดูดให้คนเขา้ มาลงคะแนนเสียง
ผสู้ มคั รหรือพรรคของตน ขณะเดียวกนั ก็เป็นช่องทางหลกั ในการดึงดูดคนรุ่นใหม่ในฐานะผูม้ ีสิทธ์ิเลือกต้งั คร้ัง
แรกหรือกลมุ่ new voter ซ่ึงทวั่ ประเทศมีมากกวา่ 7 ลา้ นคน
ซ่ึงจากการศึกษาของสื่อในสานักต่าง ๆ อย่างเช่น media intelligence หรือ MI. ไดเ้ ปิ ดเผยเม็ด
เงินการหาเสียงของพรรคการเมืองทว่ั ประเทศเพราะว่าในปี 2554 เม็ดเงินท่ีใชโ้ ฆษณาอยทู่ ่ี300 ลา้ นบาทโดยใช้
ไปกบั สื่อหนงั สือพิมพ์ 50% สื่อโทรทศั น์ 46 % ซ้ือวทิ ยุ 3 เปอร์เซ็นต์ และสื่อนอกบา้ น 1% แตส่ าหรับในปี 2562
เมด็ เงินท่ีใชใ้ นการหาเสียงอยู่ท่ีราว 300 ถึง 500 ลา้ นบาทซ่ึงถึงแมเ้ ม็ดเงินที่ใชใ้ นการหาเสียงในระหวา่ งปี 2554
เมื่อเปรียบเทียบกบั ปี 2552 จะมีขนาดใกลเ้ คียงกนั
แ ต่ ช่ อง ท า ง ใ น ก า รห า เ สี ย ง กับ แ ต ก ต่ า ง กัน อย่ า ง
สิ้นเชิง น่ันคือช่องทางในการหาเสียงของพรรค
การเมืองในปี 2562 เพื่อสร้างการรับรู้ในแบรนด์
ของพรรคการเมือง ตวั บุคคล หรือนโยบายพรรค
การเมือง มีอยู่ 2 ช่องทางคือ ส่ือออนไลน์ซ่ึงเป็ น
platform social media ต่างๆและสีนอกบ้านและ
นอกจากน้ียงั มีการเดินสายหาเสียงพบปะประชาชนในพ้นื ท่ีต่างๆของนกั การเมืองเองในขณะที่หนงั สือพิมพแ์ ม้
จะลงโฆษณาไดแ้ ตก่ ลบั พบวา่ หลายๆพรรคการเมืองลดการใชส้ ่ือประเภทน้ีลง
ซ่ึงเมื่อวิเคราะห์เจาะลึกลงไปที่สนามการเลือกต้งั ของจงั หวดั อานาจเจริญ จะพบวา่ การหาเสียง
เลือกต้งั สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรหรือ ส.ส. ในปี 2562 ไปท่ีจงั หวดั อานาจเจริญ ซ่ึงก่อนท่ีจงั หวดั อานาจเจริญ
จะก่อต้งั เป็ นจงั หวดั ข้ึนน้ัน จงั หวดั อานาจเจริญเป็ นหน่ึงในอาเภอของจงั หวดั อุบลราชธานี ต่อมาในปี 2536
ไดถ้ ูกยกฐานะข้ึนเป็ นจงั หวดั อานาจเจริญมีกี่เขตเลือกต้งั ท้งั หมด 2 เขตเลือกต้งั มีโควตา้ ประจาจงั หวดั ได้ 2 คน
ประกอบด้วย เขต 1 มีอาเภอเมืองอานาจเจริญ อาเภอหัวตะพาน และเขต 2 อาเภอปทุมราชวงศา อาเภอพนา
อาเภอลืออานาจ อาเภอชานุมาน และอาเภอเสนางคนิคม ซ่ึงการเลือกต้งั ในปี 2562 ทว่ั ท้งั จงั หวดั อานาจเจริญมีผู้
มีสิทธ์ิเลือกต้งั จานวน 297,503 คน มีหน่วยเลือกต้งั ท้งั 2 เขตจานวน 269 หน่วยเลือกต้งั มีผสู้ นใจลงสมคั รเป็ น
สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรเขตเลือกต้งั ที่ 1
จานวน 29 คน และเขตเลือกต้ังที่ 2
จานวน 30 คนรวมท้ัง 2 เขตมีผู้สมัคร
สมาชิ กสภาผู้แทนราษฎรหรื อสส.
จานวน 59 คน ซ่ึงเม่ือเปรียบเทียบกบั การ
เลือกต้งั สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรในปี
2554 พบว่าพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค
คือพรรคเพ่ือไทยและพรรคประชาธิปัตยแ์ บ่งเกา้ อ้ี ส.ส. อานาจเจริญ ไปคนละ 1 ท่ีนงั่
แต่การเลือกต้ังในปี 2562 สนามเลือกต้ังจังหวดั อานาจเจริ ญอาจจะไม่ใช่พรรคเพ่ือไทย
และพรรคประชาธิปัตยท์ ่ีชิงกนั เพียงสองพรรคใหญ่เท่าน้นั แต่มีพรรคการเมืองที่ลงสนามชิงชยั เพิ่มอีกคือพรรค
ภมู ิใจไทยและพรรคพลงั ประชารัฐ
ฉะน้นั ในการเลือกต้งั ในปี 2562 จงั หวดั อานาจเจริญในเขตเลือกต้งั ท่ี 1 เป็นการสูศ้ ึกกนั ระหวา่ ง
4 พรรคการเมืองใหญ่คือพรรคเพื่อไทยซ่ึงเป็นแชมป์ เก่าเมื่อปี 2554 และมีผทู้ า้ ชิงจาก 3 พรรคการเมืองใหญ่คือ
พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทยและพรรคพลังประชารัฐ และในเขตเลือกต้ังท่ี 2 แชมป์ เก่าคือพรรค
ประชาธิปัตยต์ อ้ งเจอคู่แข่งอีก 5 พรรคใหญ่ซ่ึงลว้ นแลว้ แต่ผ่านเวทีผูส้ มคั รสส. หรือผูส้ มคั รส.ว. มาแลว้ ท้งั สิ้น
เช่นพรรคเพอ่ื ไทย พรรคพลงั ประชารัฐ พรรคภมู ิใจไทย พรรคอนาคตใหม่ เป็นตน้
ซ่ึงในการหาเสียงของผูส้ มคั รในแต่ละภาคน้นั ส่วนใหญ่การหาเสียงจะอยู่ในรูปแบบของสื่อ
นอกบา้ นคือป้ายคทั เอาท์หาเสียงและป้ายหาเสียงโฆษณาต่างๆรวมถึงการลงพ้ืนที่ของตวั ผูส้ มคั รเองซ่ึงเป็ น
วิธีการหลกั ที่ผูส้ มคั รลงรับเลือกต้งั สสของจงั หวดั อานาจเจริญเลือกใชเ้ ป็นวิธีการหาเสียงหลกั ๆโดยลงพ้ืนท่ีหา
เสียงพร้อมบุคคลสาคญั ของพรรค ดว้ ยอาจจะเป็นเพราะจงั หวดั อานาจเจริญเป็นจงั หวดั เลก็ ๆและมีพ้ืนที่ค่อนขา้ ง
น้อยจึงทาให้ผู้สมัครสส. สามารถลงพ้ืนที่หาเสียงได้อย่าง
ครอบคลุมนอกจากน้ีก็จะเป็ นรูปแบบการหาเสียงแบบปากต่อ
ปากโดยใชผ้ นู้ าชุมชนเป็นตวั กระตุน้ ในการหาเสียงเพราะการหา
เสียงในรูปแบบปากต่อปากน้ีหัวคะแนนจะเป็ นบุคคลสาคญั ใน
พ้ื น ที่ อ ย่ า ง เ ช่ น ผู้น า ชุ ม ช น ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร
หมู่บา้ นหรืออสมเพราะการหาเสียงในรูปแบบ
ปากต่อปากอีกเช่นน้ีหัวคะแนนสามารถพูด
โน้มน้าวให้คนในชุ มชนหรื อพ้ืนที่ คะแน น
เสียงของผูส้ มคั รเชื่อฟังคาพูดและสามารถมี
น้าหนกั ในการหาเสียงแทนผสู้ มคั รได้
ผลการเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรในปี 2562 ในจงั หวดั อานาจเจริญเขตเลือกต้ังที่ 1
ผลปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยโดยนางสมหญิง บวั บุตร ไดร้ ับเลือกต้งั ดว้ ยคะแนนเสียง 26,320 คะแนน ทิ้งห่าง
อนั ดบั ที่ 2 อยา่ งพรรคภูมิใจไทย 20,000 กว่าคะแนน ขณะท่ีเขตเลือกต้งั ที่ 2 ผลการเลือกต้งั ปรากฏว่าพรรคเพ่ือ
ไทย โดยนายดนัย มะหิพนั ธ์ ได้รับเลือกต้ังด้วยคะแนนเสียง 26,540 คะแนน ทิ้งห่างพรรคพลงั ประชารัฐ
อนั ดบั ท่ี 2 10,000 กวา่ คะแนน ซ่ึงในจงั หวดั อานาจเจริญพรรคเพื่อไทยไดค้ วา้ ชยั ชนะไปท้งั 2 เขตเลือกต้งั
ท้งั น้ีนโยบายของพรรคก็มีส่วนสาคญั ในการชนะผลการเลือกต้งั เพราะเม่ือดูท่ีนโยบายของพรรคจะพบวา่ พรรค
เพ่ือไทยเนน้ ไปที่การแก้ไขปัญหาปากทอ้ งของประชาชนชาวรากหญา้ เป็ นหลกั ทาใหก้ ารหาเสียงของสส. และ
หวั คะแนนตา่ งมงุ่ จุดหมายของการหาเสียงไปที่การแกไ้ ขปัญหาปากทอ้ งของประชาชนเป็นหลกั
ซ่ึงจากที่กลุ่มของพวกเราไดน้ าเสนอขอ้ มูลไปแลว้ ในขา้ งตน้ สามารถนาแนวทางการศึกษามา
อธิบายประกอบการนาเสนอโดยใช้ "แนวทางการศึกษาการส่ือสารหรือ communication approach" มาอธิบาย
ซ่ึง communication approach มงุ่ เนน้ การอธิบายการส่ือสารทางการเมืองเพื่อทาความเขา้ ใจของระบบสื่อสารทาง
การเมืองอนั เก่ียวขอ้ งกบั การมีเสถียรภาพและการไร้เสถียรภาพหรือความมนั่ คงทางการเมืองเป็นสาคญั โดยเนน้
ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการสื่อสารมากกว่าวิธีการซ่ึงนกั คิดคนสาคญั เช่น Karl w.Deustch ซ่ึงอธิบาย
ไวว้ ่าการสื่อสารทางการเมืองเป็ นภารกิจทางการเมืองท่ีเป็ นกระบวนการในการช้ีนาและตรวจสอบหลงั ความ
พยายามของมนุษยเ์ พ่ือให้บรรลุเป้าหมายการสื่อสารทางการเมืองไม่ใช่เร่ืองของชะตากรรมแต่เช่ือม่นั ใน
ความสามารถและการกระทาจากมนุษยท์ ี่อาศยั ผลประโยชน์จากธรรมชาติของการเมือง
Karl w.Deustch มองวา่ ระบบการเมืองสามารถมีดุลยภาพภายใตก้ ระบวนการทางานของระบบที่เป็น
โครงสร้างอนั ประกอบไปดว้ ย
1) กลไกตวั รับข่าวสารที่ทาหน้าที่รวบรวมข่าวสารและทา
การคดั เลือกตรวจสอบข้อมูลข่าวสารและทาการบนั ทึกเขา้ ระบบ
ต่อไปเห็นได้จากการหาเสียงของเหล่าบรรดาส.ส. และพรรค
การเมือง เพ่ือกระตุ้นให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลข่าวสาร
เกี่ยวกับตวั ผูส้ มคั รและพรรคการเมืองให้เกิดภาพจาเขา้ ไปในการ
รับรู้ขา่ วสาร
2) คนไกลตัวบันทึกข้อมูลและประเมินผลกลไกน้ีจะรับ
ข้ อ มู ล แ ล ะ บั น ทึ ก ข้ อ มู ล ด้ ว ย ก า ร แ จ ก แ จ ง ข่ า ว ส า ร ใ ห ม่ กั บ
ประสบการณ์ในอดีตว่ามีความสัมพนั ธ์เชื่อมโยงกันอย่างไรและหน่วยประมวลผลจะทาหน้าที่ช้ีแนะแนว
ทางการเลือกต่อขอ้ มลู ขา่ วสารน้นั
3) กลไกทาหนา้ ที่ตดั สินทาหนา้ ที่รับขอ้ มลู จากการบนั ทึกและการประเมินผลก่อนหนา้ น้ีจึงไดต้ ดั สินใจ
ทางการเมืองออกมาซ่ึงอีกประการหน่ึงของการสื่อสารทางการเมืองของพรรคการเมืองเองจะเห็นไดว้ ่าตรา
สัญลกั ษณ์ของพรรคการเมืองเองก็มีส่วนช่วยในเร่ืองของการเกิดภาพจารวมถึงการจดั ทาส่ือนอกบา้ นท่ีติดตามที่
สาคญั ๆ กจ็ ะช่วยใหท้ าใหเ้ กิดภาพจาแลว้ ทาใหเ้ กิดกลไกในการตดั สินใจไดง้ ่ายข้นึ
4) กลไกตวั ปฏิบตั ิการเป็นกลไกนาผลของการตดั สินใจไปดาเนินการใหไ้ ปสู่เป้าหมายท่ีวางไว้
5) กลไกตวั ควบคุมและป้อนกลบั ขา่ วสารทาหนา้ ที่รายงานผลของการปฏิบตั ิหน้าที่และนากลบั มาเขา้ สู่
กลไกท่ีเป็นตวั รับขา่ วสารอีกคร้ัง
เอกสารอ้างองิ
การสื่อสารทางการตลาดเพื่อการเมืองของพรรคอนาคตใหม่ ในการเลือกต้งั ปี 2562
คน้ เมื่อวนั ท่ี 17 กุมภาพนั ธ์ 2565 http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/950
จงั หวดั อานาจเจริญในการเลือกต้งั สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรไทยเป็นการทวั่ ไป พ.ศ. 2562 คน้
เม่ือวนั ท่ี 17 กมุ ภาพนั ธ์ 2565 https://th.wikipedia.org
เจาะสนาม : ‘อานาจเจริญ’จบั ตา‘เขต2’ลนุ้ สนุกแน่ คน้ เมื่อวนั ที่ 17 กุมภาพนั ธ์ 2565
https://www.naewna.com/politic/398273
ชาแหละกลยทุ ธใ์ ชส้ ื่อเลือกต้งั ‘62 พรรคการเมืองแห่ใช้ “คอนเทนต์ + โซเชียลมีเดีย” สร้าง
สาวกคน้ เมื่อวนั ที่ 17 กุมภาพนั ธ์ 2565 https://www.marketingoops.com/reports/media-stat/content-and-
social-media-strategy-thailand-general-election-2019/
ชวนะ ภวกานนั ท.์ (2548). การศึกษารัฐศาสตร์แนวทางการสื่อสาร. ใน เอกสารการสอนชุดวชิ า
หลกั และวธิ ีการศึกษาทางรัฐศาสตร์. นนทบุรี: มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช.
พลงั ประชารัฐชูนโยบายหาเสียงโคง้ สุดทา้ ย อดั สโลแกน ‘เลือกความสงบ.. จบท่ีลงุ ต่’ู
คน้ เมื่อวนั ที่ 17 กุมภาพนั ธ์ 2565 https://thestandard.co/thailandelection2562-palangpacharat-policy/
พรรคอนาคตใหมก่ บั การสร้างคะแนนนิยมผา่ น Social Media คน้ เมื่อวนั ท่ี 17 กุมภาพนั ธ์ 2565
https://www.thairath.co.th/news/tech/1693908
วชั รา ไชยสาร. (2017). การรณรงคห์ าเสียงเลือกต้งั : กลยทุ ธ์การส่ือสารการตลาด.
http://www.thaitopic.com/mag/pol/imc01.htm คน้ คืนเมื่อ September 20, 2017
ศึกเลือกตง้ั ส.ส.อำนำจเจริญปชป.-เพอื่ ไทย รักษำแชมป์ ได้หรือไม่? ค้นเม่ือวันท่ี 17
กมุ ภาพนั ธ์ 2565 https://www.banmuang.co.th
‘อดีตส.ส.เพื่อไทย’ มน่ั ใจไดเ้ ขต 1 อานาจเจริญ ช้ี ไทยควรรักษา ‘ระบอบปชต.’ ชว่ั ลูกหลาน
คน้ เม่ือวนั ท่ี 17 กมุ ภาพนั ธ์ 2565 https://www.matichon.co.th ›
1
กลุ่มที่ 7
แนวการศกึ ษามารก์ ซิสต์ (Marxist Approach) ;
กรณศี ึกษาการเมืองในหมู่บ้านนาผอื ตาบลนาผือ อาเภอเมอื ง
อานาจเจริญ จงั หวดั อานาจเจริญ
รายช่ือสมาชกิ ในกลุ่ม
1. นายนิวฒั น์ สูเ่ สน รหสั นักศึกษา 6324800602
2. นางสาวธาราทิพย์ ลาภาอตุ ม์ รหสั นักศกึ ษา 6324800605
3. นายพงศกร แก้วรัตนกาญจน์ รหัสนกั ศึกษา 6324800608
4. นายดิศนันท์ ปอ้ งกนั รหัสนักศึกษา 6324800643
บทนา
มาร์กซิสต์ เป็นวิธีการวิเคราะห์สังคมและเศรษฐกิจซึ่งวิพากษ์
ทุนนิยมผ่านกระบวนทัศน์การขูดรีดวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง
ชนช้ันและความขัดแย้งทางสังคมโดยใช้การตีความพัฒนาการ
ประวัติศาสตร์แบบวัสดุนิยม และทัศนะวิภาษวิธีการแปลงสังคม
(social transformation) ถือกาเนิดจากนักปรัชญาชาวเยอรมัน
สมยั คริสต์ศตวรรษท่ี 19 คารล์ มากซ์และฟรดี รชิ เองเงิลส์
ลัทธมิ ากซ์ใช้วิธวี ทิ ยาที่เรียกวัตถุนิยมประวัติศาสตร์เพื่อวิเคราะห์
และวิพากษก์ ารพัฒนาของทนุ นิยมและบทบาทของการต่อสู้ระหว่าง
ชนช้ันในการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจทั้งระบบ ตามทฤษฎีลัทธิมากซ์
ความขัดแยง้ ระหว่างชนชั้นเกิดในสังคมทุนนิยมอันเนื่องจากความขัดกัน
ระหว่างผลประโยชน์ทางวัตถุของชนกรรมาชีพท่ีถูกกดข่ี ชนกรรมาชีพ
คือผใู้ ชแ้ รงงานเอาคา่ จา้ งที่ชนชั้นกระฎุมพีหรือชนช้ันต่า, มักใช้คู่กับ
คาว่า ไพร่ว่าจ้างเพ่ือผลิตสินค้าและบริการ ซ่ึงชนช้ันกระฎุมพีน้ีเป็น
ชนช้ันปกครองที่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและเอาความม่ังค่ังมา
จากการจัดสรรผลิตภัณฑ์ส่วนเกิน (กาไร) ท่ีชนกรรมาชีพผลิตขึ้น
การต่อสู้ระหว่างชนชั้นน้ีซ่ึงมักแสดงออกมาเป็นการกบฏของกาลัง
การผลิตของสังคม (productive force) ต่อความสัมพันธ์การผลิต
2
(relation of production) ของสังคม ส่งผลให้เกิดวิกฤติระยะสั้น
เมือ่ ชนชน้ั กระฎุมพีประสบความลาบากในการจัดการความแปลกแยก
ของแรงงาน (alienation of labor) ท่ีทวีความรุนแรงข้ึนของชนกรรมาชีพ
แม้ว่ามีความสานึกเร่ืองชนช้ัน (class consciousness) ระดับมากน้อย
วิกฤตน้ีลงเอยด้วยการปฏิวัติของชนกรรมาชีพและการสถาปนา
สังคมนิยมในที่สุด ซึ่งเป็นระบบทางสังคมและเศรษฐกิจท่ียึดสังคม
เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต กระจายให้แต่ละคนตามการมีส่วนร่วม
และการผลิตท่ีจัดระเบียบโดยตรงสาหรับการใช้ เมื่อกาลังการผลิต
ก้าวหน้าข้ึน มากซ์ต้ังสมมติฐานว่าสังคมนิยมสุดท้ายจะแปลงเป็น
สังคมคอมมิวนิสต์ หมายถึง สังคมไร้ชนชั้น ไร้รัฐ และมีมนุษยธรรม
ท่ียดึ กรรมสิทธ์ริ ว่ มและหลกั การพน้ื เดิม "จากแต่ละคนตามความสามารถ
ใหแ้ ตล่ ะคนตามความตอ้ งการ" (From each according to his ability,
to each according to his needs)
ปรัชญาการเมืองของมาร์กซ์ หรือท่ีเรียกว่า มาร์กซิสม์
(Marxism) นั้น เป็นการวเิ คราะห์ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ โดยการ
พิจารณาถึงความสมั พันธ์ระหว่างสถาบันทางสังคมกับพลังทางเศรษฐกิจ
โดยใช้ทฤษฏีวิภาษวิธี-วัตถุนิยม (dialectical materialism) ซึ่งเขา
ได้รับอิทธิพลมาจาก เฮเกล (Hegel) เป็นเคร่ืองมือในการวิเคราะห์
อาจกล่าวได้ว่ามาร์กซิสม์นี้เป็นทั้งปรัชญาทางการเมือง ปรัชญาทาง
เศรษฐกิจ และกลยุทธในการปฏิวัติสังคม กล่าวคือในฐานะท่ีเป็น
ปรัชญาการเมือง ลัทธิมาร์กซ์มุ่งอธิบายโครงสร้างทางชนชั้นทางสังคม
ท่ีได้เปรียบ ในฐานะที่เป็นปรัชญาทางเศรษฐกิจ ลัทธิมาร์กซ์มุ่งวิจารณ์
วิถีแห่งการผลิตแบบนายทุนท่ีมีลักษณะกดข่ีผู้ใช้แรงงาน ซ่ึงมาร์กซ์
เหน็ ว่าในทสี่ ุดก็จะทาให้ระบบการผลติ เช่นน้ีลม่ สลายไปในที่สุด และ
ในฐานะท่ีเป็นกลยทุ ธข์ องการปฏวิ ตั ิสังคม มารก์ ซ์ได้ม่งุ อธิบายถึงกลยุทธ์
ของการปฏิวัติสังคม มาร์กซ์ได้มุ่งอธิบายถึงกลยุทธ์ในการล้มล้าง
ลทั ธินายทนุ โดยการตอ่ สูท้ างชนชั้นเพ่ือนาไปสสู่ งั คมคอมมิวนิสต์
3
ปัจจัยที่มีอิทธิพลให้มาร์กซ์คิดทฤษฎีสังคมนิยม อิทธิพล
ของปรัชญาจิตนิยม และวัตถุนิยมต่อมาร์กซ์ในระยะแรกเริ่ม
ทรรศนะของมาร์กซม์ องวัตถุนยิ มว่าเป็นทรรศนะท่ีถูกต้อง เพราะไม่อธิบาย
ว่าโลกถูกสร้างข้ึนด้วยอานาจเหนือธรรมชาติ ส่วนปรัชญาจิตนิยม
ในความเห็นของมาร์กซ์นั้นเป็นปรัชญาท่ีไม่ให้ความสาคัญแก่ชีวิต
จรงิ ในทรรศนะของมาร์กซ์มองปรัชญาวัตถุนิยมของกรีก และโรมัน
ว่าเป็นขั้นปฐมเท่านั้น มาถึงสมัยกลาง ปรัชญาท่ีเคยเป็นวิชาการ
อสิ ระไดถ้ กู นาไปรบั ใช้ศาสนจักร จนมาถึงสมัยใหม่ มาร์กซ์ได้ยกย่อง
นักปรัชญาวัตถุนิยม เช่น สปิโนซ่าเห็นว่าสสารเป็นพ้ืนฐานของเอกภพ
เป็นต้น และนักปรัชญาวัตถุนิยม ให้ทรรศนะในเร่ืองสสารท่ีสาคัญ
เชน่ บอกวา่ มนษุ ย์เปน็ สสารซึง่ ถือวา่ เป็นส่วนหน่ึงของธรรมชาติอยู่ภายใต้
กฎเกณฑ์ของสสาร และในด้านทฤษฎีความรู้ และอภิปรัชญายังคง
ให้ความสาคัญแก่สสาร อาจเป็นเพราะเขาไม่ชอบระบบศักดินา
ศาสนาคริสต์ และปรัชญาจิตนิยม ซึ่งส่ิงน้ีคือแรงบันดาลใจวาทะ
ของมาร์กซ์ท่ีกล่าวว่า “ศาสนา คือ ยาเสพติดของประชาชน” ศาสนา
เป็นเคร่ืองมอื ของชนช้ันสูง เพื่อรักษาสถานภาพทางสังคม
สังคมไทยมีลักษณะวิวัฒนาการคล้ายกับสังคมของมาร์กซ์
เดิมที่อานาจ สิทธิเสรีภาพ ความเป็นพลเมืองขึ้นอยู่กับผู้ที่มีอานาจ
และยังคงอยู่ในทุกวันน้ี แต่มีลักษณะท่ีแฝงอยู่สามารถจัดเป็น
ลักษณะ คือ ๑. โครงสร้างส่วนล่าง ๒.โครงสร้างส่วนบน ในอดีตจะเห็น
ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างส่วนล่างถูกกาหนดโดยโครงสร้าง
ส่วนบน แต่ปัจจุบันสถานการณ์แปรเปลี่ยนไปโครงสร้างสังคม
ส่วนล่างเป็นตัวกาหนดโครงสร้างสังคมส่วนบน หมายถึงทรรศนะ
ทางการเมือง คนส่วนล่างเป็นผู้ตั้งรัฐบาล แต่คนส่วนบนเป็นผู้ล้ม
รัฐบาลท่ีปรากฏสภาพการเมืองมาจนทุกวันน้ี ความจริงภาพสังคม
ตามแนวคิดของคาร์ล มาร์กซ์ยังคงมีอยู่ การต่อสู้ของคนชั้นกรรมากร
เรียกร้องตา่ ง ๆ กย็ ังปรากฏจนนาไปสู่ความขัดแย้งในทุกระดับไม่ว่าจะเป็น
ระดบั ปจั เจกบุคคล ครอบครัว สังคม รฐั จนถงึ ระดับโลก ด้วยความแตกต่าง
ในด้านเป้าหมาย วิธีการ ค่านิยม วัฒนธรรม อันจะนาไปสู่การคิด
ความรู้สึก การกระทาต่อสิ่งใดส่ิงหน่ึงแตกต่างกัน ไม่ยอมให้กัน เกิดเป็น
ความขัดแย้งข้ึน ในช่วงสามทศวรรษท่ีผ่านมา กระแสการเคลื่อนไหว
4
ในสังคมโลกส่งผลให้มีการปรับเปลี่ยนกระบวนวิธีคิดของกระบวนการ
ยุติธรรมทางเลือกและการยุติข้อพิพาทใช้กระบวนการในทางอาญา
บางประเภทด้วย
“ลัทธิมาร์กซ์ (Marxism-Communism) มีลักษณะพิเศษท่ีเรียกว่า
‘totalizing discourse’ หรือวาทกรรมท่ีครอบคลุมในทุกมิติของชีวิต
มันเปน็ ท้ังอุดมการณ์เพ่ือการปฏิวัติและชุดความคิดความเชื่อที่ครอบโลก
สงั คม และประวัตศิ าสตร์ พยายามเสนอมุมมองครอบจักรวาลที่เมื่อ
สมาทานรับเข้าไปแล้ว จะเรียกร้องให้ผู้ที่รับปรับวิถีการดาเนินชีวิต
ใหส้ อดคล้องกับความคิดของลทั ธิเสมือนว่าบวช”
แม้ร่องรอยของมาร์กซ์ในการเมืองไทยจะจางลง แต่เกษียร
เสนอว่าการเข้ามาของมาร์กซ์ในการเมืองไทยท้ิงโจทย์ใหญ่ท่ีอาจ
เรียกได้ว่าเป็นมรดกทางปัญญาอันล้าค่าไว้ถึง 2 โจทย์ คือโจทย์ว่าด้วย
รัฐและทนุ แต่ 30-40 ปที ่ผี ่านมา ฝ่ายซ้ายไทยกลับทาโจทย์ใดโจทย์
หน่ึงหายไปเม่ือวิเคราะห์การเมืองไทย ซึ่งมองว่าเป็นเร่ืองที่ต้อง
“เฉลยี วคดิ ”
จุดเด่นการวิเคราะห์การเมืองของมาร์กซ์คือ มาร์กซ์ไม่ได้
มองที่ตัวบุคคล แต่มองทะลุลงไปถึงเบ้ืองหลังของพลังการเปลี่ยนแปลง
ทางสังคมท่ีสะดุดหรือถูกขัดขวางไม่ให้ความเปล่ียนแปลงเกิดขึ้นได้
ก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคม ระบบหรือโครงสร้าง แสดงออกมา
เบื้องหน้าให้เห็นเป็นความขัดแย้งระหว่างตัวบุคคล ระหว่างพรรคการเมือง
ระหวา่ งฝา่ ยซา้ ยฝา่ ยขวา ระหวา่ งนายทนุ และชนช้นั แรงงาน หรอื ระหว่าง
ฝ่ายนิยมและไม่นิยมกษัตริย์ แล้วความขัดแย้งนั้นจะต้องไปสู่จุด
แตกหกั เพือ่ ใหส้ ังคมกา้ วตอ่ ไปได้”
หากอ่านการเมืองไทยแบบมาร์กซ์ เราจะเห็นว่าความขัดแย้ง
ทางการเมอื งในระยะ 15 ปีที่ผ่านมา คือพลังคล่ืนความขัดแย้งใต้น้า
จากการพัฒนาทุนนิยมที่เดินมาถึงข้ันที่ระบบการเมืองและความคิด
ทางการเมืองแบบด้ังเดิมไม่สามารถรองรับได้ เราจึงเห็นการปะทะ
กนั ทางการเมอื งและความคิดของสองขว้ั การเมือง
5
แนวทางการศึกษาการเมืองทอ้ งถ่ิน
แนวคิด
1. หลกั การสาคญั ในการศึกษาการเมอื งท้องถนิ่ ได้ แก่การเข้าใจ
พื้นฐานเกีย่ วกบกั ารเมืองท้องถิ่นซึง่ เปน็ การเมืองระดับฐานรากของระบบ
การเมืองการปกครองของประเทศซง่ึ มภี าคส่วนทเ่ี กย่ี วข้องหลายภาคส่วน
ทาใหก้ ารเมอื งทอ้ งถิ่นมีความสาคัญตอ่ การเมอื งการปกครองของประเทศ
โดยทีก่ ารเมืองท้องถ่นิ มี ปฏิสมั พันธก์ บั การเมืองระดับชาติอย่างใกลช้ ดิ
2. แนวการศึกษาการเมอื งทอ้ งถน่ิ แบ่งออกได้เป็น 3 ยุค ได้แก่
ยุคก่อนพฤติกรรมนยิ ม ยคุ พฤตกิ รรม นยิ ม และยคุ หลงั พฤติกรรมนิยม
3. การประยุกต์ใช้แนวทางในการศึกษาการเมืองท้องถิ่นมี
หลกั การสาคญั คือ การนาทฤษฎีสู่การ ปฏิบัติและวิธีการใช้แนวทาง
ในการวเิ คราะหก์ ารเมอื งทอ้ งถน่ิ โดยอาศยแั นวคิดทฤษฎีมาร์กซสิ ม์
การเมืองท้องถ่นิ
1. หลกั การเมืองท้องถน่ิ
1.1 ความเขา้ ใจพ้ืนฐาน 1.2 ความสาคญั 1.3 ความสมั พนั ธ์
เก่ียวกบั การเมืองทอ้ งถิ่น ของการเมือง ระหวา่ งการเมือง
ทอ้ งถ่ินกบั การเมือง
ทอ้ งถิ่น
ระดบั ชาติ
2. แนวทางการศึกษาการเมืองท้องถ่นิ
2.1 แนวทางการศึกษา 2.2 แนวทางการศึกษา 2.3 แนวทางการศึกษา
ก่อนยคุ พฤติกรรมนิยม ยคุ พฤติกรรมนิยม หลงั ยคุ พฤติกรรมนิยม
6
3. การประยุกต์ใช้แนวทางในการศึกษาการเมืองท้องถน่ิ
3.1 หลกั การประยกุ ตใ์ ชแ้ นวทาง 3.2 กรณีศึกษาการวเิ คราะห์การเมือง
ทอ้ งถิ่น
1. หลักการเมืองท้องถนิ่
1.1 ความหมายของ “การเมืองทอ้ งถนิ่ ”
การเมอื ง (politics) เปน็ คาทถ่ี กู กล่าวขวญั บ่อยคร้งั มากคาหน่ึง
คาว่า “การเมือง” เป็นคาที่มาจากคากรีกโบราณคือ Politika
ซึ่งหมายถึง “กิจการของเมือง” (affairs of the cities) ก่อนท่ีจะ
กลายมาเปน็ politics ในภาษาองั กฤษสมัยใหม่ (modern English)
เม่ือพิจารณาการนิยามของคาว่า “การเมือง” กลับมีการนิยาม
ความหมายของคาน้ีอยู่มากเชน่ กนั
Harold Lasswell นักรัฐศาสตร์ที่มีช่ือเสียงด้านนโยบาย
สาธารณะให้ความเห็นว่า การเมืองคือ ใครได้อะไร เมื่อไร และ
อย่างไร (Who get what when and how) ในขณะท่ี เดวิด อีสตัน
(David Easton) นักรัฐศาสตร์อีกคนหนึ่งท่ีเป็นที่รู้จักกันดีเกี่ยวกับ
แนวคิดเชิงระบบให้ความเห็นว่า การเมืองเป็นเรื่องของการใช้อานาจ
ในการจัดสรรแบ่งปันส่ิงมีคุณค่าในสังคม (authoritative allocation
of values for the society ) (David Easton (1957) แดเนียล คาราเมน่ี
(Daniele Caramani) นิยามการเมืองว่า เป็นกิจกรรมของมนุษย์
ในการตัดสินใจที่เก่ียวกับสาธารณะและการใช้อานาจโดยท่ีเป็น
กจิ กรรมในการไดม้ าซง่ึ อานาจตัดสนิ ใจดังกลา่ วและใชอ้ านาจน้ัน
โดยสรุป การเมืองเป็นท้ังการร่วมมือหรือแย่งชิงกันเพ่ือให้
ได้อานาจมาเพื่อจัดสรรแบ่งปันทรัพยากรในสังคมซ่ึงอานาจในที่น้ี
ห ม า ย ถึ ง อ า น า จ รั ฐ ท่ี ส า ม า ร ถ ต อ บ ส น อ ง ค ว า ม ต้ อ ง ก า ร ห รื อ
ผลประโยชนข์ องตนเองหรือของกลุ่มได้
7
ส่วนคาว่า “ท้องถิ่น” (local) เป็นคาที่มีหลายความหมาย
เชน่ กนั อาทิ ท้องถนิ่ ในความหมายแรก หมายถึงสภาพทางกายภาพ
ของท้องถ่ินท่ีอยู่ในเขตเมือง (urban area) ท่ีมีโครงสร้างพ้ืนฐาน
ทางเศรษฐกิจ สังคมท่ีพร้อม เช่น ถนน น้าประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์
เป็นต้น ในขณะที่ท้องถิ่นท่ีเป็นชนบท (rural) มักมีโครงสร้าง
พืน้ ฐานดอ้ ยกวา่ ทอ้ งถ่นิ ทเี่ ป็นเขตเมอื ง
ท้องถ่ินในความหมายที่สอง หมายถึง ลักษณะของชุมชน
ที่มีประชากรอาศัยอยู่รวมกัน โดยชุมชนเมืองเป็นชุมชนที่มี
ประชากรหนาแน่นกว่าชุมชนชนบทท่ีประชากรอาจอยู่กระจัดกระจาย
และเบาบางกว่าชุมชนเมือง
ท้องถ่ินในความหมายที่สาม หมายถึง สถานท่ีท่ีประชาชน
มาอาศัยอยู่รวมกันและมีการพัฒนาวิถีการดารงชีวิตท่ีมีลักษณะเฉพาะ
ของชุมชนท้องถิ่นในแง่ของวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีจนเป็น
ที่ยอมรับของคนในชุมชนท้องถิ่นน้ันๆ และมีความสัมพันธ์ท่ีซับซ้อน
ระหว่างกันและกันในชุมชนทอ้ งถิน่
ท้องถนิ่ ในความหมายที่ส่ี หมายถึง โครงสร้างทางการเมือง
ระดบั ชมุ ชนท้องถน่ิ นั้น โดยมอี งคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่ินเป็นองค์กร
ตัวแทนประชาชนท่ีประชาชนในท้องถิ่นน้ันเลือกเข้าไปทาหน้าที่
ตามที่รัฐมอบหมายหรือกระจายอานาจมาให้ และตอบสนองความ
ต้องการของประชาชนในชุมชนท้องถิ่นน้ัน โดยประชาชนเข้ามีส่วนร่วม
ทางการเมืองในการบริหารกิจการของท้องถิ่นร่วมกับการเมืองภาค
ตัวแทนด้วย จะเห็นได้ว่า ท้องถิ่นมีความหมายครอบคลุมถึงทั้งใน
เชิงกายภาพ ลักษณะทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เม่ือนาคาว่า
“การเมือง” กับคาว่า “ท้องถ่ิน” เข้ามารวมกันเป็น “การเมืองท้องถิ่น”
(local politics) จึงเป็นคาท่ีมีความหมายในเชิงสาระสาคัญท่ีสะท้อน
ถงึ การเข้ามีสว่ นร่วมทางการเมอื งของภาคส่วนท่ีเก่ียวข้องในการร่วมมือ
หรอื แยง่ ชงิ อานาจในการจัดสรรแบ่งปันสงิ่ ทีม่ ีคุณคา่ ในชุมชนท้องถิ่น
นอกจากน้ี การเมืองท้องถิ่นยังเป็นพื้นท่ีทางการเมืองที่ภาคส่วน
ที่เก่ียวข้องซึ่งได้แก่ ภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน
ต่างก็มีส่วนร่วมในการจัดสรรสิ่งมีคุณค่าในท้องถิ่นโดยมีปฏิสัมพันธ์
ต่อกันและกันอยตู่ ลอดเวลา
8
1.2 ความสาคัญของการเมืองทอ้ งถน่ิ
การเมืองท้องถ่ินมีความสาคัญต่อการเมืองระดับชาติ ในฐานะ
ท่ีเป็นฐานรากสาคัญของการเมืองระดับชาติ ซ่ึงหากการเมืองท้องถิ่น
มีความเข้มแข็งม่ันคงแล้วย่อมส่งผลดีต่อการเมืองระดับชาติอย่างแน่นอน
ดังปรากฏให้เห็นตัวอย่างในหลายประเทศที่มีการพัฒนาทางการเมือง
ท่ีเข้มแข็งมั่นคง เช่น สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐเยอรมัน เป็นต้น
ซ่ึงการเมืองของประเทศดังกล่าวนี้มีพัฒนาการทางการเมืองจากระดับล่าง
สู่ระดับบน โดยมลรัฐหรือชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งและมีบทบาท
สาคัญในการปกครองตนเองมากอ่ น ส่งผลให้เม่ือรวมตัวกันเป็นประเทศ
ทาใหก้ ารเมืองระดับชาติมคี วามเข้มแข็งไปดว้ ย
การเมืองท้องถ่ินยังเป็นเสมือนช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชน
ในชุมชนท้องถ่ินในการสะท้อนถึงปัญหา ความต้องการของตนผ่าน
การแสดงออกทางการเมอื งในหลากหลายช่องทาง เช่น การย่ืนข้อเรียกร้อง
ต่อผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตเลือกต้ัง
ของตน หรอื การร้องเรียนผ่านส่ือสังคมออนไลน์ ทาให้ปัญหาความต้องการ
ของตนเองแพรก่ ระจายออกไปในวงกวา้ งจนทาให้เจ้าหน้าที่รัฐมิอาจ
นิ่งเฉยได้ต้องเข้ามาดาเนินการแก้ไขหรือตอบสนองความต้องการ
ดงั กลา่ ว
นอกจากนี้ การเมืองท้องถิ่นยังเป็นช่องทางให้ประชาชน
ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดสรรส่ิงมีคุณค่าในชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย
โดยเฉพาะอย่างย่ิงงบประมาณท้องถิ่นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
มักเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งเป็นภาษี
ที่ประชาชนจ่ายให้กับรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ใน
หลายปีที่ผา่ นมาไดเ้ กิดมิติใหม่ทางการเมืองท้องถ่ินขึ้น เม่ือเกิดเหตุการณ์
ทเ่ี มอื ง Porto Alegre ประเทศบราซิล ซึ่งเป็นเมืองทางตอนใต้ของประเทศ
ท่ีมีประชากร 1.3 ล้านคน โดยในปี 1989 พรรคแรงงาน (Workers’
Party) ซ่ึงเป็นพรรคท่ีประกอบด้วยขบวนการทางสังคมต่างๆ ท่ีรวมตัวกัน
และประสบชัยชนะการเลือกต้ังท้องถิ่นเป็นคร้ังแรก และสามารถชนะ
การเลือกต้ังติดต่อกันสี่สมัย โดยเสนอนโยบายเน้นความเป็นธรรมทางสังคม
9
และควบคุมการตัดสินใจในการบริหารท้องถิ่นโดยประชาชน
หลงั จากพรรคแรงงานเข้าบริหารเมือง Porto Alegre ได้เปิดโอกาส
ให้ประชาชนในเมืองได้เข้ามีส่วนร่วมในการเสนอความต้องการต่อ
สภางบประมาณ (Budget assemblies) ซึ่งก็ปรากฏว่า มีประชาชน
ประมาณ 10,000 – 15,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนยากจนได้เข้าร่วม
ในการประชุมสภางบประมาณ และมีความเชื่อม่ันว่า คณะผู้บริหาร
เคารพการตัดสินใจของพวกตน และต่อมาได้มีการปรับปรุง
กระบวนการโดยให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้พิจารณาเสนอความต้องการ
เป็นเบ้ืองต้นและเสนอต่อระดับเขตและระดับคณะกรรมการจัดสรร
งบประมาณตามลาดับ ซ่ึงในระดับเขตและคณะกรรมการฯ จะมี
ตัวแทนของประชาชนร่วมอยู่ด้วย ซ่ึงปรากฏว่า การตัดสินใจท่ีผ่าน
คณะกรรมการฯ ไปแล้วได้รับการดาเนินการจากฝ่ายบริหารท้องถ่ิน
เป็นส่วนใหญ่ การดาเนินการทางการเมืองเช่นน้ี ส่งผลให้เกิดกลุ่ม
การเมอื งตา่ งๆ เพ่มิ จานวนมากขน้ึ เพอื่ นาเสนอปัญหา ความต้องการ
ของกลุ่มตอ่ ท่ีประชุมโดยมีการร่วมมือกันระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในการ
เป็นพันธมิตรเพื่อยื่นข้อเสนอ ทาให้เกิดการเรียนรู้ทางการเมืองขึ้น
และสร้างความตื่นตัวทางการเมืองแก่ประชาชนในเมืองเป็นอย่างมาก
กรณีของเมือง Porto Alegre ได้รับการยกย่องให้เป็นกรณีตัวอย่าง
ระดับนานาชาตถิ ึงแนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน
ในการเมืองทอ้ งถิ่น
ในอีกด้านหน่ึง การเมืองท้องถิ่นยังเป็นเวทีหรือพ้ืนที่สาธารณะ
ทางการเมืองของกลมุ่ การเมืองหรอื กล่มุ ผลประโยชน์ต่างๆ ในชุมชน
ท้องถ่ินในการเจรจาแลกเปล่ียนหรือต่อรองผลประโยชน์ระหว่างกัน
หรือระหว่างกลุ่มกับภาครัฐ เช่น การท่ีกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
เจรจาร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ในการต่อต้านโครงการ
สร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานถ่านหินที่จังหวัดกระบี่
ซึ่งเป็นพ้ืนที่ท่ีมีช่ือเสียงทางด้านการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ หรือ
กรณีชาวบ้านบริเวณริมคลองแสนแสบยินยอมยุติการประท้วงและ
รื้อถอนบ้านออกจากพื้นที่เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่รัฐจัดหาที่อยู่
10
ให้ใหม่ที่ดีกว่าเดิม หรือกรณีชุมชนป้อมพระกาฬยืนหยัดต่อสู้กับ
กรงุ เทพมหานครที่พยายามย้ายผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณป้อมพระกาฬ
ออกไป เพ่ือจัดทาเป็นพื้นท่ีอนุรักษ์โดยชาวบ้านเสนอให้พัฒนาเป็น
เขตพื้นท่ีเรยี นรูท้ างวัฒนธรรมดั่งเดิมและอยู่รว่ มในชุมชนเดิมต่อไปได้
ดังน้ัน การเมืองท้องถิ่นจึงเป็นเสมือนโรงเรียนในการให้
การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชนในชุมชนท้องถิ่นในทางปฏิบัติ
อย่างต่อเน่ือง และเป็นการเมืองที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากท่ีสุด
เม่ือประชาชนมีความต่ืนรู้ทางการเมืองมากขึ้นแล้ว ประชาชนก็จะ
เข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างต่อเน่ืองเพ่ือประโยชน์ของคนในท้องถิ่น
และชมุ ชนท้องถิน่ โดยรวม
1.3 ความสัมพันธร์ ะหว่างการเมอื งทอ้ งถ่นิ กับการเมืองระดับชาติ
มิติแรก การเมืองท้องถ่ินเป็นฐานรากสาคัญทางการเมือง
(political based) ของการเมืองระดับชาติ เปรียบเสมือนสิ่งปลูกสร้าง
ท่ีต้องมีฐานรากท่ีมั่นคงแข็งแรงจึงจะทาให้สิ่งปลูกสร้างนั้นสามารถ
ดารงอยู่ได้อย่างมั่นคง ยาวนาน ดังนั้น การเมืองระดับชาติจะมั่นคง
มีเสถียรภาพไดต้ อ้ งมีการเมอื งท้องถ่ินที่ม่ันคงดังปรากฏการณ์ในประเทศ
ทม่ี ีพัฒนาการทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ม่ันคงต่อเน่ือง
ยาวนานนัน้ ยอ่ มมกี ารเมอื งทอ้ งถน่ิ ท่ีเขม้ แขง็ มาก่อน
มิติที่สอง การเมืองท้องถิ่นเป็นหุ้นส่วนทางการเมือง
(political partnership) กับการเมืองระดับชาติ ดังปรากฏให้เห็น
ว่า การเมืองท้องถิ่นเป็นฐานการเมืองสาคัญของการเมืองระดับชาติ
ในการเลือกตั้งทั่วไป โดยพรรคการเมืองที่มีสาขาพรรคที่เข้มแข็ง
ในท้องถ่ินย่อมสามารถช่วยให้ผู้สมัครเลือกตั้งของพรรคการเมือง
ระดับชาติชนะการเลือกต้ังทั่วไปได้ ในทางกลับกัน พรรคการเมือง
ร ะ ดั บ ช า ติ ที่ เ ป็ น ท่ี นิ ย ม ข อ ง ป ร ะ ช า ช น ก็ ส า ม า ร ถ ช่ ว ย ใ ห้ ผู้ ส มั ค ร
เลือกต้ังระดับท้องถิ่นที่เป็นสมาชิกของพรรคหรือพรรคให้การ
สนับสนุน สามารถชนะการเลือกต้ังทอ้ งถ่นิ ไดเช่นกัน
11
มติ ทิ ีส่ าม การเมอื งท้องถ่ินเป็นตัวชี้วัดความนิยมทางการเมือง
(political preference) หรือความ ชอบธรรมทางการเมือง (political
legitimacy) ของการเมืองระดับชาติได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วง
ของการเลอื กตง้ั ระดับท้องถิ่นโดยหากพรรคการเมืองระดับชาติหรือ
ผู้นาทางการเมืองระดับชาติได้รับความนิยมจากประชาชน หรือ
ประชาชนเส่ือมความนิยม ย่อมส่งผลให้สมาชิกพรรคหรือกลุ่ม
การเมืองท่ีพรรคสนับสนุนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งหรือประสบ
ความพ่ายแพใ้ นการเลอื กตงั้ ได้
2. แนวทางการศึกษาการเมืองทอ้ งถิน่
ประกอบด้วย แนวทางการศึกษาก่อนยุคพฤติกรรมนิยม
แนวทางการศึกษายุคพฤติกรรมนิยม และแนวทางการศึกษาหลัง
ยคุ พฤตกิ รรมนิยม
โดยมีแนวคิด ดงั น้ี
2.1 แนวทางการศกึ ษาการเมืองท้องถิน่ กอ่ นยคุ พฤติกรรมนิยม
ให้ความสาคัญกับการศึกษาเชิงโครงสร้าง หน้าที่ (structural –
functional) และสถาบันทางการเมือง (political institutional) ซึ่งสอดคล้อง
กับการศึกษารัฐศาสตร์โดยท่ัวไป ดังปรากฏว่า การศึกษาการเมือง
ท้องถิ่นมุ่งเน้นไปท่ีการปกครองท้องถ่ิน (Local Government) ซ่ึงเป็น
การเมืองการปกครองท้องถิ่นระดับล่าง กล่าวได้ว่า การปกครองท้องถ่ิน
เป็นการเมอื งระดับทอ้ งถ่ิน โดยมีการสร้างองค์ความรู้เก่ียวกับ การปกครอง
ทอ้ งถน่ิ ไว้มากโดยเฉพาะการศึกษาเก่ียวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ซึ่งเป็นองค์กรหลักในทางการเมืองท้องถิ่นโดยมีผู้บริหาร สมาชิก
สภาท้องถ่ินมาจากการเลือกต้ังโดยตรงของประชาชนและมีบทบาท
สาคัญในการอานวยบริการสาธารณะท่ีจาเป็นแก่ประชาชนในท้องถิ่น
และตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถ่ิน
2.2 แนวทางการศกึ ษายุคพฤติกรรมนิยม
การศึกษาการเมืองท้องถ่ินยุคพฤติกรรมนิยม มุ่งเน้น
ศึกษาเชิงพฤติกรรมทางการเมืองในระดับท้องถิ่นของประชาชนเพ่ือ
สร้างองค์ความรู้ (body of knowledge) โดยการใช้ระเบียบวิธีการวิจัย
12
เพ่ือแสวงหาความรู้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น เนื่องจาก
การศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์เป็นเรื่องท่ีสลับซับซ้อนและต้องใช้
เครอื่ งมือท่สี ามารถวดั เชิงพฤติกรรมได้อยา่ งเทยี่ งตรง นา่ เช่ือถือ ทาให้มี
การใช้ระเบียบวิธีวิจัย ทั้งในเชิงปริมาณ (quantitative method)
และเชิงคุณภาพ (qualitative method) ในการศกึ ษา
โดยแนวทางสาคัญในการศึกษาการเมืองท้องถ่ินในยุค
พฤติกรรมนิยมได้อาศัยแนวทางหลายแนวทางอาทิ แนวทางชนช้ันนา
(elite approach) แนวทางจิตวิทยา (psychology approach)
แนวทางกลุ่ม (group approach) เป็นต้น โดยมีการใช้แนวทางเหล่านี้
เพ่ือทาความเข้าใจกับปรากฏการณ์ทางการเมือง หรือพฤติกรรม
ทางการเมอื งในระดับท้องถ่นิ
2.3 แนวทางการศึกษาหลงั ยุคพฤตกิ รรมนิยม
แนวทางการศกึ ษาการเมืองท้องถิ่นยุคหลังพฤติกรรมนิยม
เป็นยุคที่ให้ความสาคัญกับการ นาองค์ความรู้ท่ีมีอยู่ไปใช้ในการแก้ไข
ปัญหาหรือพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น อันเป็นปรากฏการณ์ท่ีสะท้อนถึง
การทนี่ ักวิชาการได้ตระหนักว่า บทบาทของตนไม่เพียงแต่การสร้าง
องค์ความรู้เท่านั้นแต่ยังต้องนาองค์ความรู้ท่ีสร้างขึ้นมาไปก่อให้เกิด
ประโยชน์ต่อสังคมอีกด้วย หรือกล่าวได้ว่า เป็นการก้าวลงจาก
หอคอยงาช้างมาสู่โลกความเปน็ จรงิ มากขนึ้
แนวทางการศึกษาการเมืองท้องถ่ินที่สาคัญมุ่งไปท่ี
ภาคประชาชนมากขึ้น หลังจากที่ผ่านมาได้ให้ความสาคัญกับโครงสร้าง
หนา้ ท่ี และสถาบันทางการเมืองภาคตวั แทน อาทิ การเมอื งภาคพลเมือง
(civic politics) แนวทางขบวนการทางสังคม (social movement)
แนวทางชุมชนนิยม (Communitarian) แนวทางสิทธิพลเมือง
(civil right) แนวทางสิทธิชุมชน (community right) ทาให้เกิด
ประเด็นในการศึกษาการเมืองท้องถิ่นท่ีกว้างขวางกว่าเดิมมาก เช่น
การศึกษาเกี่ยวกับความเสมอภาคทางเพศ การศึกษาความขัดแย้ง
จากความไม่เท่าเทียม ความไม่เป็นธรรม หรือจากความยากจน
การเมอื งทอ้ งถ่นิ กับส่ิงแวดล้อม เป็นต้น
13
3. การประยกุ ต์ใชแ้ นวทางในการศกึ ษาการเมืองท้องถิ่น
แนวคิด
3.1 หลกั การประยุกตใ์ ชแ้ นวทาง
กลุ่มต่อต้านพฤติกรรมศาสตร์ที่โน้มเอียงไปในทางมาร์กซิสต์
แตกออกเปน็ หลายแนวทางด้วยกัน แนวทางเหล่านี้ส่วนใหญ่มีท่ีมาจาก
ทางยโุ รป และมลี ักษณะที่เปน็ ไปในเชงิ วิชาการมากกว่าจะเป็นโปรแกรม
สาหรับการปฏิบัติการในทางการเมือง โดยมี 2 แนวทางด้วยกัน คือ
1. สานักโครงสร้างนิยมในเชิงมาร์กซิสต์ (Maxist structuralism)
สานักนี้มีผู้นาที่สาคัญ คือ หลุยส์ อัลรูแซร์ และนิโคส พูลันซาส
ซึ่งได้รับอิทธิพลจากอันโตนิโย กรัมซี อดีตผู้นาพรรคคอมมิวนิสต์
ของอติ าลีไป สมัยมุสโสลินี ปรัชญาพน้ื ฐานเกี่ยวกบั ญาณวิทยาของแนวน้ี
คอื ความคดิ ท่ีเรียกว่า “realism” ซ่ึงมคี วามเห็นว่าความ จรงิ ควรจะ
ได้รับการถ่ายทอดออกมาให้ตรงกับสภาพที่เป็นจริง การสร้างตัว
แบบหรอื การเขา้ ถงึ ความจริงในเชิง ประจักษ์นิยมสามารถทาให้เกิด
ความเข้าใจได้แต่เพียงส่วนเดียวเท่านั้น นอกจากนั้นส่ิงท่ีปรากฏต่อ
ประสาทสัมผสั เป็นแต่เพียงเปลือกนอก ความจริงที่แท้มักอยู่เบ้ืองหลัง
ที่ปรากฏนั้น จะเห็นได้ว่าความคิดเช่นนี้คล้ายคลึงกับ ปรัชญาทาง
ภาษาศาสตรส์ านักหน่ึง คือสานกั โครงสร้างนิยม ทม่ี ีเฟอร์ดินาน เดอ
ซอสเซีย (Ferdinand de Saussure) เป็นผู้นา ในสหรัฐอเมริกานั้น
ผู้นาทางภาษาศาสตร์ในแนวน้ีในทศวรรษ 1960 คือ โนม ขอมสกี้
(Noam Chomsky) ซึ่งเป็นนักภาษาศาสตร์ท่ีมีชื่อเสียงของอเมริกา
และเป็นผู้นาปัญญาชนท่ีสาคัญ คนหน่ึงในการต่อต้านสงคราม
เวียดนาม ความคิดของสานักโครงสร้างนิยมเชิงมาร์กซิสต์เน้นหนัก
ในเรอื่ งของการประจวบเหมาะกบั ของปัจจัยต่างๆ ภายในโครงสร้าง
ที่นาไปสู่ปรากฏการณ์ใดปรากฏการณ์หน่ึง ดังน้ันในการอธิบาย
ทฤษฎีว่าด้วยรัฐ สานักนี้จึงเชื่อ ว่ารัฐที่ปรากฎไม่ว่าจะในรูปแบบใด
ก็ต า มห า ใ ช่เ ป็ น ผ ล จ า กส ภ า พใ น ท าง เ ศ รษ ฐ กิ จแ ต่ อ ย่า ง เ ดีย ว ไ ม่
หากแต่ผลมาจากประวัติศาสตร์และการประจวบเหมาะกันของสภาพ
14
ต่าง ๆ ที่ส่งผลให้เป็นเช่นนั้น นอกจากนั้นรูปแบบของรัฐท่ีเกิดขึ้น
ยังจะมีผลในมมุ กลบั ต่อสภาพตา่ ง ๆ ที่มผี ลตอ่ รูปแบบของรฐั นัน้ ๆ ดว้ ย
เชน่ เดยี วกัน
3.2 กรณศี กึ ษาการวิเคราะหก์ ารเมืองท้องถิน่
“บา้ นนาผือ ตาบลนาผือ อาเภอเมอื งอานาจเจรญิ ”
รูปแบบ ลักษณะชนชั้นทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในพ้ืนที่ตาบล
นาผอื
1. กลุ่มและบทบาทของผู้นา : ภูมิหลังของผู้นาท้องถ่ินและผู้นาการเมือง
ทอ้ งถิน่
ภมู ิหลงั ของผนู้ าทอ้ งถน่ิ
1) เพ่ือศึกษาภมู ิหลัง แรงจูงใจ และบทบาทผูน้ าทอ้ งถ่ิน
ภูมิหลัง
ชุมชน” หมายความว่า กลุ่มประชาชนท่ีรวมตัวกันโดยมี
ผลประโยชน์และวัตถุประสงค์ร่วมกันเพื่อช่วยเหลือหรือสนับสนุน
กัน หรือทากิจกรรมอันชอบด้วยกฎหมายและศีลธรรมร่วมกัน หรือ
ดาเนินการอื่นอันเป็นประโยชน์ร่วมกันของสมาชิก มีการดาเนินการ
อย่างต่อเนือ่ งและมีระบบบรหิ ารจดั การและการแสดงเจตนาแทนกลมุ่ ได้
“ชุมชนท้องถ่ิน” หมายความว่า ชุมชนท่ีอยู่ร่วมกันในพ้ืนที่หมู่บ้าน
15
หรอื ตาบล“ชุมชนทอ้ งถิน่ ดั้งเดิม” หมายความว่า ชุมชนท้องถ่ินซ่ึงเกิดข้ึน
กอ่ นประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐
“องค์กรชุมชน” หมายความว่า องค์กรซ่ึงเป็นการรวมของชุมชน
ชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถ่ินด้ังเดิม ซ่ึงจดแจ้งการจัดต้ังตาม
พระราชบัญญัตินี้ ทั้งน้ี ไม่ว่าประชาชนจะจัดตั้งกันข้ึนเอง หรือโดยการ
แนะนาหรือสนับสนุนของหน่วยงานของรัฐ เอกชน หรือองค์กร
พฒั นาเอกชน“ผู้นาชมุ ชน” หมายความว่า ประธานกรรมการของชุมชน
ทอ้ งถ่นิ ชมุ ชนท้องถิ่นดั้งเดิมหรือชุมชนอ่ืน หรือหวั หนา้ กล่มุ หรือผู้ดารง
ตาแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอ่ืนที่มีฐานะเป็นผู้นาของชุมชนท้องถ่ิน
ชุมชนท้องถ่นิ ดง้ั เดิมหรอื ชมุ ชนอนื่ ในลกั ษณะเดียวกนั
“สมาชกิ ” หมายความว่า สมาชิกสภาองคก์ รชุมชนตาบล
“หมู่บ้าน” หมายความว่า หมู่บ้านตามกฎหมายว่าด้วย
ลักษณะการปกครองท้องท่ี และให้หมายความรวมถึงชุมชนที่จัดตั้ง
ขึ้นตามประกาศของทางราชการ
“ตาบล” หมายความว่า เขตพื้นที่ในความรับผิดชอบของเทศบาล
องคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบลเขต หรือเขตพ้นื ทีท่ ก่ี ฎหมายเรียกช่ือเป็นอย่างอ่นื
ผู้นา คือผู้ที่มีบทบาทในการนาพาชุมชนสู่การพัฒนาและ
การเปล่ียนแปลง เป็นผู้ที่มีบทบาทสาคัญต่อการบริหารจัดการและ
กาหนดทิศทางการพัฒนาชุมชนให้อยู่ดี มีสุขได้ ชุมชนที่ประสง
ความสาเร็จในการพัฒนาไม่ว่าจะมิติใด ๆ ก็ตามล้วนแล้วแต่มีผู้นา
เป็นปัจจัยความสาเร็จทั้งสิ้น คาว่า “ผู้นา” ในการพัฒนาชุมชนนั้น
ไม่ได้มีเพียงผู้นาที่มีตาแหน่งหน้าท่ีทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว
จากประสบการณ์ทางานท่ีผ่านมาพบว่า ผู้นาในชุมชนสามารถแบ่ง
ออกเป็น 4 ประเภท ซึ่งมีคุณลักษณะและข้อจากัดที่แตกต่างกัน
ซ่ึงล้วนแล้วแต่มีบทบาทท่ีสร้างการพัฒนาให้เกิดข้ึนในชุมชนได้ท้ังสิ้น
ประกอบด้วย
1. ผูน้ าทางการปกครอง ได้แก่ ผุ้ใหญ่บา้ น กานนั ประธานชุมชน
สถานะและเสถียรภาพ : มีอานาจหน้าที่ตามกฎหมาย ตาแหน่ง
หน้าทมี่ คี วามมน่ั คงปานกลาง เปล่ียนแปลงได้
16
2. ผู้นาทางการเมอื ง ไดแ้ ก่ สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารองค์กร
ปกครองสว่ นท้องถน่ิ
สถานะและเสถยี รภาพ : มอี านาจหน้าทแี่ ละงบประมาณตามกฎหมาย
ตาแหน่งหนา้ ทีค่ วามมน่ั คงนอ้ ย เปลยี่ นแปลงได้ (ตามวาระ)
3. ผนู้ าทางศาสนา และผู้นาทางจติ วิญญาณ
สถานะและเสถียรภาพ : มีศรัทธามีพ้ืนที่ทางสังคม ตาแหน่ง
หนา้ ท่ีมีความมนั่ คงปานกลาง มีโอกาสเปลยี่ นแปลง
4. ผู้นาทางธรรมชาติ (หมายรวมถึงครู หมออนามัย ท่ีมีบาท
บาทในการนาพาการพฒั นาชุมชน)
สถานะและเสถียรภาพ : มีศรัทธา มีเครือข่ายภายนอกท่ีทา
เรื่องเดียวกัน หน้าท่ีความมั่นคงสูงเพราะทาด้วยใจ ยึดม่ันอุดมการณ์
เปล่ียนแปลงยาก
ผู้นาของตาบลนาผือ ก่อตัวขึ้นมาจาก การรวมตัวของเครือญาติ
ใน ตระกูล สู่เสน ซึ่งเป็นตระกูลที่มีจานวนประชากรเยอะที่สุด
ในตาบลนาผือ (ตระกูลใหญ่ที่สุดในตาบล) เพราะเป็นตระกูลที่นา
ผู้คนมาต้ังหมู่บ้านในอดีตการเลือกผู้นาหมู่บ้านจึงเลือกจากเครือญาติ
ของตระกูลสู่เสน ในปัจจุบันจะเกี่ยวดองกับตระกูลบุดดาวงศ์ และ
ตระกูลอืน่ ๆ ซ่ึงการกาหนดทิศทางการบริหารงานในระดับตาบลหมู่บ้าน
มาจากผู้หลักผู้ใหญ่ในตระกูล สู่เสน เป็นส่วนใหญ่ แม้ในปัจจุบัน
การเมืองได้แปรเปลี่ยนไปการพ่ึงพาการหาเสียงแบบการรักษา
ตาแหน่งให้ ตระกูลยังคงได้ผลอยู่การส่งตัวแทนลงชิงชัยในสนาม
เลอื กตงั้ ผู้นาหมูบ่ า้ นและตาบลยังคงเป็นตวั แทนของตระกลู สเู่ สน
แรงจูงใจ
1. การรกั ษาผลประโยชน์อันพึงได้ของการบริหารจัดการทรัพยากร
ในหมู่บา้ นและตาบลนาผือ
2. การรักษาฐานอานาจทางการเมืองในระดับตาบลนาผือ
3. การชนื่ ชอบการเมอื งของคนในตระกูลสูเ่ สนและเครอื ญาติ
4. ความตอ้ งการตาแหนง่ ท่ดี ใี นสังคม
17
บทบาทผู้นาทอ้ งถิน่
ผู้นาในตาบลนาผือ ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน
ในพื้นท่ี ซ่ึงจะมากน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมและเง่ือนไขอ่ืน ๆ
แต่หากเราเฉลี่ยให้ผู้นาทั้ง 4 ประเภท มีผลต่อการสร้างการมีส่วนร่วม
ของประชาชนในการพัฒนาที่เท่าๆ กัน (กลุ่มละ 25%) จะพบว่า
การมีผู้นาประเภทใดประเภทหนึ่ง ก็มีความเป็นไปได้ในการสร้าง
การพัฒนาให้เกิดข้ึนในชุมชน แต่หากมีผู้นาในการพัฒนามากกว่า
หนงึ่ ประเภทมารว่ มกนั ขบั เคลื่อนการพัฒนาในชุมชน ย่อมแสดงให้เห็นว่า
แนวโน้มความสาเร็จและการสร้างการมีส่วนร่วม (มวลชนในการพัฒนา)
ยอ่ มเพม่ิ มากขึ้นตามลาดับ และท่ีน่าสนใจคือ ผู้นาทางธรรมชาติน้ัน
เป็นผู้นาที่มีความมั่นคงสูง เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับในวงกว้างได้มาก
และสามารถอยู่ในคณุ ลักษณะของผู้นาประเภทอ่ืนๆ ได้อีกด้วย เช่น
ผใู้ หญ่บา้ น ทม่ี คี ุณลักษณะเป็นผ้นู าทางธรรมชาติ เม่ือหมดวาระการ
ดารงตาแหน่งผู้ใหญ่บ้านแล้ว ก็ยังคงสถานะความเป็นผู้นาทาง
ธรรมชาติ ที่มีบทบาทในการพัฒนาชุมชนต่อไปด้วยการยอมรับนับถือ
ของประชาชน
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาไม่ใช่หน้าท่ีของผู้นาคนใดคนหนึ่ง
เท่านั้น แต่เป็นหน้าท่ีของประชาชนทุก ๆ คน ที่สามารถลุกขึ้นมา
เป็นผู้นาในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนเองได้ จนกลายเป็นผู้นา
ทางธรรมชาติซึ่งเป็นบุคคลที่ชาวบ้านให้การยอมรับนับถือ ผ่านการ
ลงมอื ด้วยความมงุ่ มนั่ ตง้ั ใจ
ภูมหิ ลังของผู้นาการเมืองท้องถิ่น
เพ่ือศึกษาปัญหาอุปสรรคในการเข้าสู่เวทีการเมืองของ
นักการเมืองท้องถิ่น เป็นการแข่งขันของ 2กลุ่มอานาจในตาบลนาผือ
อันได้แก่ กลุ่มผู้นาหมู่บ้าน(อานาจเก่า ตระกูลสู่เสน) และกลุ่มนายทุน
(เจ้าของโรงสี และร้านวัสดุก่อสร้าง) เป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่ต้ัง
ขึ้นมาใหม่เพ่ือการต่อรอง กับกลุ่มอานาจเก่าของตาบลนาผือ และ
ยงั มกี ลมุ่ ขา้ ราชการในท้องถิ่นตาบลนาผือที่รับ นโยบายการบริหารงาน
จากส่วนกลางมาเปน็ กลุ่ม อานาจเจริญท่มี ีผลต่อท้ังสองกลมุ่ ดว้ ย
18
แรงจูงใจ
แรงจูงใจของนักการเมือง ท้องถ่ิน การเก็บรวบรวมข้อมูล
ได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่ง โครงสร้าง
นักการเมืองท้องถ่ิน จ นวน 11 คน ผลการศึกษา พบว่า ภูมิหลัง
แรงจูงใจของนักการเมืองท้องถ่ิน เกิดจากแรงจูงใจสนับสนุนจาก
ปัจจยั 6 ประการ คือ
(1) แรงจงู ใจจากครอบครวั
(2) แรงจงู ใจจากฐานะทางเศรษฐกิจ
(3) แรงจูงใจจากการมีผลงาน
(4) แรงจูงใจท่ีเกดิ จากกลุม่ นกั การเมืองและกล่มุ ผลประโยชน์
(5) แรงจงู ใจจากคนในชมุ ชน
(6) ความ สนใจของตนเอง และในส่วนของบทบาทที่โดดเด่นในการ
บรหิ ารงาน มี 2 ด้าน คอื
1. ด้านคุณภาพชีวิต และด้านทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม รวมถึง
บทบาทท่ีเป็นจุดเด่นของนักการเมืองท้องถิ่น ในการบริหารงาน คือ
ภาพลักษณ์ และมนุษยสมั พนั ธ์ทด่ี ี
2. ปญั หาและอุปสรรคในการเขา้ ร่วมเวที การเมือง ประกอบดว้ ย
(1) ปัญหาด้านคุณวุฒิ
(2) ปัญหาภาระครอบครวั
(3) ปัญหาคู่แข่งทางการเมือง
(4) ปญั หาด้านภาวะผนู้ า
(5) ปัญหาดา้ นค่านยิ ม วฒั นธรรม และสังคม
3. แนวทางในการพัฒนาบทบาทของนักการเมืองท้องถ่ินสตรีในการ
บริหารงาน 8 ประการ คอื
(1) การมี ความรกั ศรัทธาในบทบาทและความพรอ้ ม
(2) การสรา้ งภาพลักษณ์ที่ดี
(3) การพฒั นาศักยภาพของ ตนเอง
(4) การรณรงคใ์ ห้ผูห้ ญิงมบี ทบาททางการเมืองมากยิ่งข้นึ
19
(5) การปรับเปล่ียนความคิดท่ี เกี่ยวกับค่านิยมเก่ียวกับผู้หญิง
และการเมอื งให้เกิดการยอมรับมากย่ิงข้นึ
(6) การใช้จุดเด่นของความ เป็นผู้หญิงที่เป็นข้อได้เปรียบในการ
บริหารงาน
(7) การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นและการเปิด โอกาสให้
ทุกภาคสว่ นมีส่วนร่วม และ
(8) การเข้าไปมสี ่วนร่วมกับชมุ ชนหรือคนในท้องถ่ินผ่านกิจกรรม
ตา่ ง ๆ
การบริหารจัดการในระดับท้องถ่ินก็คือ ผู้นาหรือพรรคพวก
ท่ีเสนอตัวตนเข้าไป เขาเหล่านั้นย่อมเป็นที่รู้จักของชาวบ้าน ชุมชน
ท้ังการเป็นอดีตข้าราชการท่ีเกษียณอายุ ผู้รับก่อสร้าง ประมูลงาน
หรือผมู้ ีอิทธพิ ลในท้องถนิ่ นน้ั ๆ หลากหลายบริบทในระบบเครือญาติ
จักมีผู้บริหารท้ังกานัน ผู้ใหญ่บ้าน นายก อบต. นายกเทศมนตรี
เทศบาลไปจนกระท่ังถึง ส.ส.ท่ีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรของประเทศ
การขายสิทธิ ซื้อเสียงระหว่างผู้ไปลงคะแนนและผู้ท่ีต้องการชนะ
การเลือกตั้งมีความสลับซับซ้อนในยุคสังคมแห่งเทคโนโลยี คาถาม
หนง่ึ ก็คือ ระบบกฎหมายถงึ การลงโทษผู้กระทาที่ผิดเง่ือนไข หรือผิด
กฎหมาย สามญั สานกึ ถึงคณุ ธรรม จริยธรรม ศลี ธรรม ท่ีต้องการเข้า
ไปเพ่ือบริหารท้องถ่ินให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยปราศจากอานาจ
และผลประโยชนท์ อี่ ยเู่ บือ้ งหลัง
ลกั ษณะผนู้ าทด่ี ีในอดุ มคติ
1. คานงึ ถึงประโยชนส์ ่วนรวมมากกว่าประโยชนส์ ว่ นตน
2. มคี วามตง้ั ใจ เอาใจใส่ มีความรบั ผิดชอบตอ่ หน้าทขี่ องตน
3. ซ่ือสตั ย์สุจริต ตรวจสอบได้
4. รกั ษาไวซ้ งึ่ คุณธรรม จริยธรรม ไม่กระทาสิง่ ทขี่ ัดตอ่ ศลี ธรรม
5. มีความประพฤตทิ ี่ดี เปน็ ท่ียอมรับนับถอื จากสงั คม
6. รจู้ ักการนาเอาข้อมูลมาใช้ในการพัฒนาชุมชน เพื่อสร้างกลไก
การพฒั นาทีด่ ขี น้ึ
20
7. มีความริเริ่มสร้างสรรค์ ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางออกให้ชุมชน
ท้องถน่ิ
8. ร่วมสร้างใหเ้ กิดผู้นาชมุ ชนทอ้ งถนิ่ รนุ่ ใหม่
9. สร้างและสานตอ่ ให้เกิดเครอื ข่ายชุมชน ในหลากหลายลกั ษณะ
10. สามารถทางานร่วมกับทุกภาคส่วน ทุกฝ่ายไดเ้ ป็นอย่างดี
2. กล่มุ และบทบาทกลุ่มข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในการเมือง
เชิงพืน้ ท่ีและสถานะทางสังคม
เร่ืองความสัมพันธ์ของข้าราชการกับนักการเมือง คนท่ัวไป
ได้ยินแล้ว อาจรู้สึกเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่มระหว่างข้าราชการกับนักการเมือง
ประชาชนท่ัวไปไม่เกี่ยวด้วย แต่ในความเป็นจริง เร่ืองนี้อยู่ใกล้ตัว
และจะส่งผลกระทบถึงประชาชนได้ทุกคน ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว
โดยอ้อมหรือโดยตรงก็ตาม และเป็นเร่ืองที่เกิดข้ึนได้ตลอดเวลา ไม่เลือก
ฤดูกาลและสถานท่ี เพราะถ้าความสมพันธ์ระหว่างข้าราชการ
ประจากับฝ่ายการเมืองไม่สอดคล้องลงรอยกันในวิถีทางท่ีถูกต้อง
ตามระเบียบกฎหมาย เหตุผลหลักวิชาการ และคุณธรรม เช่น
ข้าราชการประจามีพฤติกรรมเป็นอุปสรรคแก่ฝ่ายการเมืองในการ
ดาเนงานตามนโยบายป้องกัน/แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของ
ประชาชน "การบาบัดทุกข์บารุงสุข" แก่ประชาชนก็ไม่เกิดขึ้น หรือ
เกิดขึ้นไม่เต็มท่ี ขณะเดียวกันถ้าฝ่ายการเมืองใช้อานาจครอบงา ทา
ให้ข้าราชการประจาต้องกระทาการไม่สุจริต ไร้คุณธรรม ก็อาจเกิด
การ "สร้างทุกข์ขจัดสุข" แก่ประชาชน หรือทาให้ประชาชนในฐานะ
ผเู้ สียภาษี เจ้าของประเทศ ต้องเสียประโยชน์ท่ีควรได้ หรือต้องเสีย
โอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทาให้มีความเป็นอยู่ในสภาพด้อย
พฒั นามากกวา่ ทคี่ วรเป็นกไ็ ด้
โดยกลุ่มข้าราชการและเจา้ หนา้ ท่ีของรัฐในพืน้ ทตี่ าบลนาผือ
อาเภอเมืองอานาจเจริญ จังหวัดอานาจเจริญ กับฝ่ายการเมืองในเชิงพ้ืนที่
ไม่ได้แยกกันเด็ดขาด แต่มีความสัมพันธ์กันตามบทบาท อานาจ
หน้าที่ และกรอบจริยธรรม โดยฝ่ายการเมืองเป็นผู้กาหนดนโยบาย
และฝา่ ยข้าราชการประจาเป็นกลไกในการนาโยบายไปปฏิบัติให้เกิดผล
21
แตใ่ นการนานโยบายดงั กล่าวไปปฏิบัติของข้าราชการและเจ้าหน้าท่ี
ของรัฐก็ยังมีปัญหานักการเมืองแทรกแซงการทางานฝ่ายราชการ
โดยมิชอบอยู่ โดยการแทรกแชงทางการเมืองได้ระบาดไปถึงประชาชน
ในระดับรากหญ้าแล้วโดย นักการเมืองท้องถ่ินระดับตาบลจะมี
พฤติกรรมเลียนแบบนักการเมืองระดับชาติ พยายามใช้อิทธิพลเข้ามา
มีบทบาทและควบคมหน่วยงานต่างๆ ให้เป็นฐานทางการเมืองของตน
โดยจะพยายามอ้างว่าตนเองเป็นตัวแทนของประชาชนสามารถทา
อะไรก็ได้ ถ้าหน่วยงานใดไม่ปฏิบัติตามนโยบายที่นักการเมือง
อิทธิพลคิดข้ึนมาเองก็จะไม่รุ่ง และจะโดนข้อกล่าวหาจาก
นักการเมืองท้องถ่ิน ว่าหัวหน้าหน่วยงานน้ันๆ ไม่ปรึกษา ไม่เช่ือฟัง
และพยายามยุแยงผู้ใต้บังคับบัญชาของหน่วยงานน้ันๆ ให้กระด้าง
กระเดื่อง สร้างปัญหาต่างๆ เพื่อพยายามผลักดันให้ย้ายออกนอก
พื้นท่ี ซ่ึงการกระทาเช่นน้ีเกิดข้ึนทุกหน่วยงานในระดับตาบล
หัวหน้าหน่วยงานท่ีทางานตรงไปตงมาก็อึดอัด ไม่สามารถท่ีจะ
ต่อรองกับนักการเมืองท้องถ่ินได้เลย เพราะหน่วยงานต่างๆ ต้อง
อาศัยคนในพ้ืนที่ บางคนถึงกับต้องขอย้ายตนเอง คนที่เข้าเป็น
หัวหน้าหน่วยงานคนใหม่ถ้าทาตัวเห็นด้วยในทุกๆ เร่ืองกั บ
นักการเมือง ก็จะรุ่ง แต่การปฏิบัติงานไม่ก้าวไกล เพราะเอาแต่ทา
ตัวเปน็ ลกู นอ้ งนกั การเมอื ง
สาหรับสภาพท่ีเป็นอยู่ของข้าราชการในพ้ืนที่ตาบลนาผือ
อาเภอเมืองอานาจจเริญ มี 2 ประเภท คือ (1) ข้าราชการที่ประจบ
สอพลอพง่ี นักการเมืองเข้าสู่ตาแหน่ง (2) นักการเมืองไม่มีจริยธรรม
ท่ีชอบต้อนข้าราชการประจบสอพลอเข้าคอก เม่ือคน 2 กลุ่มน้ีมา
รวมกนั ก็จะมีการแสวงหาประโยชน์ใหก้ นั และกัน
โดยบทบาทหน้าท่ีซึ่งมีปัญหาการแทรกแซงของนักการเมือง
แบ่งได้เป็น 3 ด้าน คือ (1) การบริหารงาน (2) บริหารงบประมาณ
และ (3) บริหารบุคคล โดยในด้านการบริหารบุคคล และงบประมาณ
เปน็ ท่ีเพ่งเล็งมากที่สุด รูปแบบความสัมพันธ์ที่อาจเกิดข้ึนเมื่อวิเคราะห์
รูปแบบการทางานของผู้มีตาแหน่งทางการเมืองใน 2 มิติประกอบกัน
22
คือ (1) วิธีการใช้อานาจ (means) และ (2) จุดมุ่งหมายหรือเจตนารมณ์
ในการใช้อานาจน้ัน (ends) โดยสามารถจาแนกรูปแบบท้ังหมดในการ
ทางานของผู้มีตาแหน่งทางการเมืองได้เป็น 4 กรณี ซึ่งในแต่ละกรณี
มีข้อเสนอแนะรูปแบบการทางาน ที่ฝ่ายข้าราชการประจาควรเลือกใช้
เมอ่ื ตอ้ งสมั พันธ์กับฝ่ายการเมือง ไม่ว่าในด้านการบริหารงาน การบริหารคน
หรอื การบรหิ ารเงินงบประมาณก็ตาม เป็น 4 กรณีเช่นกัน ดังตาราง
ตอ่ ไปนี้
รปู แบบการทางานของฝ่ายการเมอื ง รูปแบบการทางาน
ทฝ่ี ่ายราชการควรใช้
วิธใี ชอ้ านาจ เจตนารมณ์ สนับสนุนอย่างเต็มที่
กรณีท่ี 1 ตามระเบยี บ เพื่อประโยชน์ของ แนะนา/หาทาง
กรณท่ี 2 สนบั สนนุ ใหว้ ิธีการ
กฎหมาย ประชาชนในพ้ืนที่ ถกู ตอ้ ง
กรณท่ี 3 ยึดมัน่ การปฏิบัติตาม
กรณที่ 4 นอกระเบยี บ เพ่อื ประโยชน์ ระเบยี บกฎหมาย
ยึดระเบยี บกฎหมาย +
กฎหมาย ของประชาชน ใชก้ ศุ โลบาย
ในพื้นท่ี
ตามระเบียบ เพอ่ื ประโยชน์
กฎหมาย ของตนเอง
นอกระเบียบ เพอ่ื ประโยชน์
กฎหมาย ของตนเอง
จากตารางวิเคราะห์ดังกล่าว กรณีท่ี 4 คือ กรณีท่ีนักการเมือง
หาประโยชน์ส่วนตนโดยใช้อานาจท่ีไม่เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย
ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องทั้งจุดหมายและวิธีการ ดังน้ัน
นักการเมืองจึงต้องใช้วิธีการที่ไม่เปิดเผยและไม่ให้มีหลักฐานท่ีจะ
ปรากฏเป็นความผิดของตนได้ กรณีเช่นนี้ส่งผลกระทบทางลบต่อ
ระบบราชการและข้าราชการมากที่สุด ทาให้ข้าราชการและ
เจ้าหน้าท่ีรัฐท่ีสุจริตถูกกดดัน เกิดความเครียด หมดกาลังใจในการ
ปฏิบัติงาน ขณะเดียวกันข้าราชการบางส่วนก็ยอมละท้ิงความชอบ
ธรรมหันไปร่วมมือกับฝ่ายการเมืองท่ีทุจริต เกิดเป็นผลเสียหายแก่
ประเทศและประชาชน
23
ดังน้ัน รูปแบบความสัมพันธ์ท่ียึดระเบียบกฎหมายอย่างเดียว
และแสดงความเปน็ ปฏปิ กั ษ์ตอ่ นกั การเมือง จงึ มีความเป็นไปได้น้อย
ท่ีข้าราชการจะนาไปใช้ได้อย่างจริงจัง เพราะข้าราชการประจาเป็น
ฝ่ายเบ้ียลา่ ง อาจถกู โยกย้ายไปอยู่ในดาแหน่งหรือพื้นที่ที่ไม่น่าพอใจ
ถู ก ตั ด โ อ ก า ส แ ล ะ สิ ท ธิ ป ร ะ โ ย ช น์ เ รื่ อ ง ค ว า ม ดี ค ว า ม ช อ บ แ ล ะ
ความก้าวหน้าในตาแหน่งหน้าที่ ถูกข่มขู่ หรือกล่ันแกล้งด้วยวิธีการ
ต่างๆ จากนักการเมอื ง จากพรรคการเมืองของนักการเมืองนั้น และ
จากกลุ่มพวก หรือแม้แต่ข้าราชการด้วยกันเอง ท่ีเป็นเคร่ืองมือให้
ฝ่ายการเมืองดงั กลา่ วกไ็ ด้ ดังนั้น แนวทางแรกสดุ ที่ข้าราชการควรใช้
คือ ใช้ศิลปะและกุศโลบาย (กศุ ล + อบุ าย) ต่างๆ เพ่ือป้องกันตัวเอง
มิใหเ้ ป็น "แพะรบั บาป" ขณะเดยี วกนั ก็สามารถปฏิบัติภารกิจหน้าท่ี
ให้ประสบผลสาเร็จสร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชนและสังคม
ส่วนรวม พรอ้ มกับสามารถรักษาความสัมพันธ์กับนักการเมืองให้อยู่
ในระดับท่ีจะร่วมงานกันต่อไปได้ ส่วนการดาเนินการตามระเบียบ
กฎหมาย ซ่ึงเป็นวิธีในเชิงปฏิปักษ์ ควรเป็นทางเลือกท่ีสอง เมื่อไม่
สามารถดาเนินการตามแนวทางแรกได้
โดยกุศโลบาย และแนวทางเพื่อจัดการปัญหาการแทรกแซงจาก
นกั การเมอื งในพ้ืนที่ ดงั น้ี
(1) บริหารจัดการเอกสารหลักฐาน โดยในเวลาท่ีมีการประชุม
คณะกรรมการใดๆ กบ็ ันทกึ รายชอื่ ผ้เู ข้าประชุมไว้ให้ละเอียด เขาพูด
อะไรกบ็ นั ทึกไวใ้ นรายงานการประชมุ ให้ชดั แจง้ อาจใช้ประโยชน์ได้
(2) สง่ั สมความรู้คามสามารถ แสดงให้เห็นความเป็นวิชาชีพอย่างสูง
จนนักการเมอื งเห็นความสาคญั ยอมรับเหตผุ ลของหลักวชิ าชีพ และ
เกรงใจ
(3) เสริมสร้างความร่วมมือกันระหว่างข้าราชการที่สุจริตเพ่ือเป็น
พลังสนบั สนนุ ช่วยเหลือกันและกัน โดยวิธตี ่างๆ เชน่ การสร้างความ
ใกล้ชดิ ซึ่งกันและกัน ระหว่างขา้ ราชการทีม่ ีความคิดเห็นสอดคลอ้ งกนั
24
(4) บริหารราชการอย่างโปร่งใส เป็นธรรมาภิบาลโดยประกาศเจตนารมณ์
ให้เป็นที่รับรู้ทั่วไปอย่างชัดเจนและปฏิบัติตามเจตนารมณ์ดังกล่าว
อย่างจริงใจ โปร่งใส เพอ่ื ยนื ยนั การยดึ มนั่ ความสจุ ริตถูกต้อง จนเป็น
ที่รับรู้ - ยอมรับ - และสนับสนุน โดยข้าราชการและสาธารณชนทั่วไป
ถ้าข้าราชการทาให้การบริหารงาน การบริหารงบประมาณและการ
บริหารบุคคล มีความโปร่งใส อะไรที่ปิดอยู่ก็ให้เปิดเสีย อะไรมืด
ก็ทาให้สว่างเสีย เช่น กาหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาวินิจฉัย
ตัดสินใจที่มีเหตุมีผลอธิบายได้ และประกาศเปิดเผยอย่างชัดเจน
หรือการให้คนนอกหน่วยงานมีส่วนร่วมในการวินิจฉัยตัดสินใจด้วย
เป็นต้น จะทาให้การบริหารราชการเป็นท่ีเปิดเผยมีความสว่างข้ึน
เมอื่ ทาเช่นน้แี ลว้ ฝา่ ยการเมืองกจ็ ะตอ้ งระวงั มากขึ้น
(5) บรหิ ารจัดการ "กาละ" และ "เทศะ" เพือ่ จดั การกับความต้องการ
ของนกั การเมือง เชน่ การเร่งหรอื การยืดเวลาดาเนินการในบางเร่ือง
เพือ่ ใหเ้ กิดจงั หวะ/สถานการณ์ท่ีจะเอ้ืออานวยให้ความสุจริตถูกต้อง
เกิดขึ้นได้ หรือทาให้การทจริตเกิดขึ้นได้ยากย่ิงขึ้น หรือการเลือก
ดาเนินการบางเร่ืองในบางสถานท่ซี ่งึ โปร่งใสไม่เอื้อตอ่ ความทุจริต
ปัญหาการแทรกแซงโดยมิชอบของนักการเมือง เกิดข้ึน
อย่างหลากหลายและส่งผลกระทบต่อข้าราชการท้ังหมดอย่างต่อเน่ือง
ตั้งแต่ระดับสูงลงมาจนถึงระดับต้น เมื่อประเมินท้ังในด้าน
Probability และ impact แล้ว ถือเป็นความเส่ียงที่มีความสาคัญ
จาเป็นต้องบริหารจัดการซ่ึงตามหลักวิชา ก็มีข้อเสนอแนะทางเลือก
ให้พิจารณาหลายวิธี เช่น แบกรับความเส่ียงไว้ กระจายความเส่ียง
(ซอยความเส่ียงให้เล็กลงหรือหาผู้ร่วมรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น) ผู้อื่นที่
มีบทบาทหน้าที่ต้องรับผิดชอบ เป็นต้น เพียงแต่การบริหารความ
หรือโอนความเสี่ยงไปให้เส่ียงในเร่ืองน้ี ไม่สามารถดาเนินการได้
ในระบบการทางานปกติ ต้องอาศัยความสามารถในการบริหาร
ของขา้ ราชการแต่ละคนเป็นสาคัญ
25
3. บทบาท อานาจ และอทิ ธิพลการเมืองของกลมุ่ ทุนท้องถิ่น
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถือได้ว่าเป็นหน่วยงานพ้ืนฐาน
ในท้องถ่ินซ่ึงอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด มีภารกิจในการ
ที่จัดบริการสาธารณะท่ีจาเป็นให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นส่วนหน่ึงของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล
ที่มหี น้าท่ีตามรัฐธรรมนูญ ระบุว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมี
อานาจหน้าท่ีโดยทั่วไป ในการดูแล และจัดทาบริการสาธารณะ
เพ่ือประโยชน์ของประชาชนในท้องที่และย่อมมีความเป็นอิสระในการ
กาหนดนโยบายการบรหิ าร การจัดบริการสาธารณะ การบรหิ ารงาน
บุคคล การเงินและการคลัง และอานาจหน้าท่ีของตนโดยเฉพาะ
โดยต้องคานึงถึงความสอดคล้องกับการพัฒนาของจังหวัด และ
ประเทศเป็นส่วนรวมด้วย ด้วยการกับกากับดูแลของผู้ว่าราชการ
จังหวัด และนายอาเภอ ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซ่ึงระบุว่า การกากับ
ดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องทาเท่าที่จาเป็น และมี
หลักเกณฑ์วิธีการเงื่อนไข ท่ีชัดเจนสอดคล้องและเหมาะสมกับ
รปู แบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ท้ังนี้ตามท่ีกฎหมายบัญญัติ
โดยตอ้ งเป็นไปเพ่อื การคมุ้ ครองประโยชนข์ องประชาชนในท้องที่
ในสังคมไทยกระบวนการทางการเมืองในรูปแบบของการ
เลอื กตัง้ เรมิ่ มีมาอยา่ งตอ่ เน่ืองในกระบวนการทางการเมือง ได้สร้าง
ฐานทรัพยากรอานาจให้กับกลุ่มการเมืองในท้องถ่ิน จากการมี
ทรัพยากรอานาจทางการเมือง หรือทรัพยากรทางการเมืองในท้องถิ่น
เข้าส่กู ารมอี านาจทางการเมอื งในระดบั ชาติได้
แนวความคิดเก่ียวกับโครงสร้างอานาจในท้องถิ่นสามารถ
แบง่ ออกได้เป็น 3 รูปแบบ
1. โครงสร้างอานาจท้องถิ่นแบบขั้วเดียวหรือแบบรวมศูนย์
โครงสร้างลักษณะนี้ เกิดจากชนชั้นผู้นาท้องถ่ินเพียงกลุ่มเดียวทา
การผูกขาดอานาจและการตัดสินใจของสังคมในทุกเร่ือง ทั้งในด้าน
การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ในระดับจังหวัดและระดับชุมชน เพราะเป็น
เพยี งกลุ่มเดียวทีม่ ีฐานะทางเศรษฐกิจดี มีผู้อยู่ใต้อุปถัมภ์จานวนมาก
26
อีกทั้งมีความสัมพันธ์แน่นเฟ้นกับหน่วยงานต่าง ๆ ในท้องถ่ิน จึงทา
ใ ห้ ส า ม า ร ถ ผู ก ข า ด อ า น า จ ท า ง ก า ร เ มื อ ง ไ ด้ อ ย่ า ง เ บ็ ด เ ส ร็ จ
(Monopolistic Politics) ด้านการแข่งขันทางด้านการเมือง
สืบเน่ืองความสัมพันธ์ท่ีแน่นเฟ้นกับหน่วยงานในท้องถิ่น และมีผู้อยู่ใต้
อุปถัมภ์อย่างกว้างขวาง จึงทาให้คู่แข่งทางด้านการเมืองไม่สามารถ
ทาคะแนนเพ่ือชนะฝ่ายที่กุมอานาจทางการเมืองได้ อีกท้ังกลุ่มผู้นา
ท้องถ่ินนี้ พยายามจะสืบทอดอานาจทางการเมืองน้ีไปยังลูกหลาน
และเครือญาติในตระกลู รวมท้ังคนใกลช้ ิด เพ่อื จะผลักดันให้กลุ่มคน
เหล่านี้เข้าสู่วงการเมืองและรักษาอานาจแบบเบ็ดเสร็จเช่นนี้ต่อไป
ปัจจัยท่ีก่อให้เกิดการผูกขาดทางการเมืองในท้องถิ่นอาจเริ่มเกิดขึ้น
จากการก่อตัวของผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น เช่น กานัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้มี
อิทธิพลในสว่ นงานราชการ หรือแม้กระท่ังผู้ที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับ
ของประชาชนในท้องถ่ินน้ัน จนทาให้คนกลุ่มนี้ชนะการเลือกต้ัง
และได้รับการเลือกเข้ามาอย่างต่อเน่ืองจนกลายเป็นวัฒนธรรม
การเมืองแบบผูกขาด-รวมศูนย์อานาจ (Monopolistic centralized
politic culture)
2. โครงสร้างอานาจท้องถ่ินแบบสองหรือสามขั้วอานาจ
ด้านการเมืองของรูปแบบโครงสร้างแบบนี้จะมีการแข่งขันกัน
ตลอดเวลา โครงสร้างอานาจแบบนี้จึงไม่ตายตัว และมีการ
เปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพราะไม่มีกลุ่มใดมีอานาจเหนือกลุ่มใด
อย่างเบ็ดเสร็จ เน่ืองมาจากปัจจัยสะสมทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม
อย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลายาวนาน จนกลายเป็นกลุ่มท่ีมี
อิทธิพลทางด้านการเมืองในท้องถิ่นนั้น ๆ และมีจานวนผู้อยู่ภายใต้
อุปถัมภ์ใกล้เคียงกันดังนั้น การต่อสู้ทางการเมืองจึงมีความจริงจัง
เข้มข้นในทุกช่วงเวลาการแข่งขันทางการเมือง ซ่ึงรูปแบบของการ
แข่งขันก็ยังคงเป็นการส่งลูกหลาน ญาติพี่น้อง ลงสมัครรับเลือกตั้ง
โดยมีเป้าหมายหลักในการยึดกุมและขยายอิทธิพลพ้ืนท่ีทาง
การเมืองทอ้ งถนิ่ ไวใ้ นเครือข่ายตระกูลให้มากที่สุด