The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

POL6100แนวทางการศึกษารัฐศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thanya_rato, 2022-03-10 23:31:51

POL6100แนวทางการศึกษารัฐศาสตร์

POL6100แนวทางการศึกษารัฐศาสตร์

27

3. โครงสร้างอานาจท้องถิ่นแบบไม่มีขั้วอานาจท่ีชัดเจน
โครงสร้างอานาจแบบนี้จะไม่ถูกครอบงาอย่างเบ็ดเสร็จ และไม่มี
ความรุนแรงเท่ากับโครงสร้างแบบอ่ืน ๆ เน่ืองจากอานาจน้ันไม่ได้
ถูกผูกขาดอยู่กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง นอกจากนั้น การสะสมทุนทางด้าน
เศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ยังมีไม่มากพอและมีข้อจากัดหลาย
อย่าง จึงทาเครือข่ายอุปถัมภ์และระบบทางการเมืองยังไม่แข็งแรง
พอท่ีจะกลายเป็นกลุ่มท่ีมีอิทธิพลภายในท้องถ่ินนั้นๆ ได้ด้วย
ข้อจากัดดังกล่าว อานาจทางการเมืองไม่ได้ตกอยู่ใต้ข้ัวการเมือง
อันหน่ึงอันใดและกระจายไปในข้ัวท่ีหลากหลายแตกต่างกันไป
ดังนั้น กลุ่มต่าง ๆ จึงต้องตกลงปลงใจเป็นพันธมิตรกันเป็นการ
ชั่วคราวเพ่ือร่วมกันบริหารงานท้องถ่ิน ซึ่งอาจจะกลายเป็นลักษณะ
ของกลุ่มอานาจทางยุทธศาสตร์ (Strategic power group) ที่รวมตัวกัน
เป็นการชั่วคราว เพื่อเข้าสู่ฐานอานาจและเป็นหนทางในการเข้าสู่
อานาจทางการเมืองต่อไป

กลุ่มทุนคือ กลุ่มผลประโยชน์กลุ่มหนึ่งท่ีมีบทบาทและ
แสดงสถานะของตนอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังมีการปรับเปล่ียนหรือ
ปรับกลยุทธ์อยู่เสมอ เพ่ือให้ทันกับการเปล่ียนแปลงทางการเมือง
ที่เกิดข้ึนอยู่บ่อยครั้งในกรณีของประเทศไทยกลุ่มทุนจาแนก
ออกเป็น 2 ประเภทคือ กลุ่มนายทุนไทย และกลุ่มนายทุนต่างชาติ
ซึ่งท้ังสองกลุ่มน้ีจะพยายามที่เ ข้ามามีส่วนผลักดันรัฐให้ กาหน ด
นโยบายอันเป็นผลประโยชน์ออกมาสนองตอบต่อตนเองหรือพวกพ้อง
ของตน โดยกลุ่มทุนไทยน้ีจะแสดงพฤติกรรมเพ่ือสร้างผลประโยชน์
ให้เกิดแก่กลุ่มของตนเองใน 2 ลักษณะใหญ่ๆ ประการแรกคือ การเป็น
ผู้ให้การสนับสนุนพรรคการเมืองทั้งในทางตรงและทางอ้อม โดยอาศัย
กลไกภายในพรรคการเมืองให้สร้างนโยบายต่างๆ ท่ีเป็นประโยชน์
แกก่ ลมุ่ และประการที่สองคอื การทก่ี ลุ่มนายทนุ ผันตัวเองเข้ามาเป็น
นักการเมืองเพื่อผลักดันนโยบายท่ีเป็นผลประโยชน์ ท้ังน้ีหาก
พิจารณาให้ดีก็จะพบว่า ลักษณะของกลุ่มนายทุนไทยแบบแรกน้ัน
มีรากฐานท่กี ระทามานานแลว้ ดังที่เรียกว่าเป็นระบบจ่ายค่าน้าร้อน

28

น้าชาให้แก่ข้าราชการหรือเจ้าขุนมูลนายในอดีต เพียงแต่พฤติกรรม
ในลักษณะนี้ดูมีความชอบธรรมน้อยกว่ารูปแบบการจ่ายเงินสนับสนุน
พรรคการเมืองท่ีมีฐานรองรับจากกฎหมายรัฐธรรมนูญในแง่ท่ีพรรค
สามารถรับเงินสนับสนุนจากผู้บริจาคได้ อย่างไรก็ตามพฤติกรรม
ของนายทุนได้เกิดการปรับเปล่ียนมากข้ึนโดยใช้กลยุทธ์การผลักดัน
นโยบายทางตรงมากข้นึ โดยผนั ตนเองหรอื ตวั แทนของกลุ่มนายทุน
เข้ากระทาการ (active) เอง ดังจะพบว่าในช่วงเกือบ 3 ทศวรรษที่
ผ่านมาสมาชกิ พรรคการเมอื งจานวนไม่น้อยมาจากกลุ่มทุนได้ลงเล่น
การเมืองด้วยตนเองมีจานวนมากขึ้น มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
จานวนไม่น้อยท่ีมีภาพในเบื้องหลังเป็นนักธุรกิจช้ันนาของประเทศ
มาก่อน กลุ่มธนกิจการเมืองเกิดข้ึนในประเทศไทย ด้วยความสัมพันธ์
ทางอานาจระหว่างอานาจการเมืองและอานาจเศรษฐกิจท่ีมีความ
เช่ือมโยงซ่ึงกันและกัน จากปัจจัยทางสังคมของไทยท่ีมีระบบรวม
ศนู ยอ์ านาจของทง้ั สองอานาจให้เป็นของชนชั้นปกครองท้ังสองกลุ่ม
มีการพง่ึ พาอาศัยซงึ่ กนั และกนั โดยกลุม่ ผปู้ กครองหรือชนช้ันนาทาง
การเมืองต้องการแสวงหาความมั่งค่ัง ซ่ึงต้องอาศัยกลุ่มพ่อค้านัก
ธุรกิจมาช่วยทาการค้าให้กับตน ขณะท่ีกลุ่มพ่อค้านักธุรกิจต้องการ
อานาจทางการเมืองเพื่อช่วยคุ้มครองหรืออภิสิทธิ์ในการทางการค้า
ของตนด้วย ความสัมพันธ์ดังกล่าวสะท้อนออกมาในรูปของการให้
สัมปทานผูกขาดในโครงการสาธารณูปโภคพ้ืนฐานและในอีกทางหน่ึง
เกิ ด พั น ธ มิ ต ร ร ะ ห ว่ า งพ ร ร ค ห รื อ ก ลุ่ ม นั ก ก าร เ มื อ ง ส า ย ธุ ร กิ จ กั บ
ข้าราชการ เพื่อร่วมมือกันแย่งชิงอานาจทางการเมืองและแบ่งปัน
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระหวา่ งกนั

กลุ่มทุนท้องถ่ิน ที่เข้ามามีส่วนสาคัญในการช่วยสนับสนุน
ฐานเสียงให้กับนักการเมืองท้องถ่ิน กลุ่มนายทุนบางคนมีความคาดหวัง
ที่จะหวังผลประโยชน์ทางตาแหน่งทางการเมือง เพราะกลุ่มเหล่านี้
จะประกอบธุรกิจเป็นส่วนใหญ่มีทุนทรัพย์ในการสนับสนุนนักการเมือง
โดยอาศัยความเป็นผ้บู รหิ ารหรอื นายจ้างเข้ามาแทรกแทรงและหากมีการ
ว่าจ้าง กลุ่มนี้ก็จะเข้ามาประมูลและผูกขาดทางธุรกิจ เพื่อมุ่งหวัง

29

ผลประโยชน์กับนักการเมืองท้องถ่ิน และยังมีกลุ่มผู้ประกอบการ
ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ อาทิเชน่ ร้านค้าโชห่วย บริษัท
ห้างสรรพสินค้า โรงงานอุตสาหกรรม โรงสีข้าวขนาดใหญ่ กลุ่มเหล่านี้
จะเข้ามาสนับสนุนท้ังด้านเงินทุนและสิ่งของ ในการสนับสนุนด้านเงินทุน
อาจจะช่วยสนับสนุนเงินทุนในลักษณะของการลงพื้นท่ีช่วยหาเสียง
หรืออาจจะช่วยสนับสนุนในลักษณะมอบส่ิงของให้กับนักการเมือง
อาทิเช่น น้าดื่ม เจ้าภาพเรื่องของอาหาร เป็นต้น ดังนั้น การมีอานาจ
ทางเศรษฐกิจหรือเงินทุนของผู้นาทางการเมือง ที่จะมีอานาจเหนือ
ผู้อ่ืนน้ัน เป็นเงื่อนไขหน่ึงที่มีความจาเป็นนอกจากนี้ การได้อานาจ
ทางการเมืองหรอื การได้ดารงตาแหน่งน้ัน มีกระบวนการนาเสนอให้
ประชาชนไว้วางใจ หรือประชาสัมพันธ์แนวความคิดหรือนโยบาย
ของตนให้แก่ประชาชนได้รับทราบ ล้วนมีค่าใช้จ่าย หรือค่าดาเนินการ
ท่ีผู้นาทางการเมืองไม่สามารถเบิกได้ตามระเบียบของราชการ
จาเป็นท่ีผู้นาจะต้องมีความพร้อมทางเศรษฐกิจ ในระดับท่ีจะดูแล
ประชาชนได้ และมีความพร้อมที่จะสนับสนุน หรือขับเคล่ือน
กระบวนการทางานตามหน้าที่ของตนให้ราบร่ืน ตลอดจนการ
คานึงถึงความไว้วางใจจากประชาชนในการลงสมัครรับเลือกตั้ง
ในสมัยต่อไปดว้ ย
4. บทบาท อานาจและอิทธิพลการเมืองของกลุ่มการเมืองและ
พรรคการเมืองระดับชาติต่อการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในพื้นที่
ตาบลนาผือ

กลุ่มอิทธิพลเป็นการรวมกลุ่มของผู้มีผลประโยชน์อย่าง
เดียวกันเพื่อแสวงหาอิทธิพล กลุ่มอิทธิพลน้ันจะเข้มแข็งและ
มีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมีวัตถุประสงค์ที่แน่ชัดและเป็นแนวเดียวกัน
ซึ่งตรงกันข้ามกับพรรคการเมืองที่เป็นการรวมกลุ่มต่างๆ ท่ีมี
ความเห็นไม่เหมือนกับท่ีเดียวกันเข้าด้วยกัน แต่รวมกันเพ่ือแสวงหา
อานาจทางการเมืองโดยวางนโยบายในการทากิจกรรมทางการเมือง
และเม่ือมีอานาจทางการเมืองก็นานโยบายของพรรคมาใช้ในการ
บรหิ ารกจิ การทางการเมอื ง

30

สรุปรวมความวา่ กลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มอิทธิพลต่อสู้
ป้องกันผลประโยชน์ของกลุ่มโดยใช้อิทธิพลทางอ้อมต่อศูนย์กลาง
แห่งอานาจมากกว่าที่ต้องการมีอานาจโดยตรง แต่พรรคการเมือง
พยายามที่จะเข้าไปมีอานาจไม่ว่าจะโดยวิธีการเลือกต้ัง หรือโดยวิธี
รุนแรง เชน่ กระทาการปฏวิ ัตริ ัฐประหาร

1. ลักษณะขององค์กรกลุ่มผลประโยชน์อาจแบ่งได้อย่างกว้างๆ
4 ประการ คือ

1.1 กลุ่มที่มีสมาชิกน้อย แต่มีเงินใช้ดาเนินการมาก ได้แก่
สมาคมนายจ้าง

1.2 มีเงินน้อยแต่มีสมาชิกมาก เช่น กลุ่มลูกจ้างช้ัน
ผ้บู รหิ ารระดบั กลาง

1.3 มเี งนิ มากพอสมควรและมีสมาชกิ มากพอสมควร เช่น
สมาคมข้าราชการ และกลุ่มลกู จา้ งช้นั ผู้บรหิ ารระดับสงู

1.4 มีเงินไม่มากแต่มีสมาชิกจานวนมาก ได้แก่ สมาคม
ลูกจา้ ง

2. เป้าหมายของกลมุ่ ผลประโยชน์ คือ พยายามที่จะมีอิทธิพลต่อ
นโยบายสาธารณะที่พอจะรวบรวมได้ 5 ประการ คือ

2.1 พยายามให้มตมิ หาชนสนับสนุนโครงการของตน
2.2 พยายามมีอิทธิพลสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกต้ังท่ีมี
นโยบายทก่ี ลุ่มตนสนบั สนนุ
2.3 พยายามหาวิธีท่ีจะทาให้กลุ่มของตนมีส่วนสาคัญใน
การวางนโยบายของพรรคการเมอื งใหญๆ่
2.4 พยายามทาให้สภาผแู้ ทนราษฎรเห็นว่ากลุ่มของตนมี
ความสาคญั
3. อานาจของกลมุ่ ผลประโยชน์
โดยทั่วไปแล้วผู้นาของกลุ่มผลประโยชน์มักจะกล่าวอ้าง
อานาจของกลุ่มเกินความเป็นจริง เพ่ือเรียกร้องให้นักการเมืองและ
ประชาชนสนใจและเห็นด้วยกับความเห็นของกลุ่มตนโดยหวังว่าจะ

31

ทาให้กลุ่มตนมีอิทธิพลมากข้ึน ท้ังน้ี จุดประสงค์มิได้สร้างอิทธิพล
เพื่อประโยชนข์ องกลุม่ แต่หวังผลที่จะให้เกดิ แก่สงั คมทง้ั มวล

4. ความสมั พันธร์ ะหว่างกลมุ่ ผลประโยชน์กับพรรคการเมอื ง
โดยท่ัวไปแล้วกลุ่มผลประโยชน์ที่มีรากฐานสาคัญของพรรค

การเมอื ง คือ กลุ่มผู้ประกอบการกับกลุ่มผู้ใช้แรงงานโดยเฉพาะกลุ่มลูกจ้าง
กล่าวคือ พรรคการเมืองที่มีความเก่ียวพันกับผู้ประกอบการ ได้แก่
พรรคการเมืองที่มีแนวทางอนุรักษ์นิยม ส่วนกลุ่มผู้ใช้แรงงานก็จะ
สนับสนุนพรรคการเมืองทมี่ นี โยบายสนบั สนุนผ้ใู ชแ้ รงงาน

สรุปรวมความวา่ กลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มอิทธิพลในประเทศ
มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยน้ัน การแสดงออกของกลุ่มเป็นไป
เพ่ือประโยชน์ส่วนรวมของสังคมมิใช่เพ่ือผลประโยชน์ของตน ซ่ึงส่งผล
ไปถงึ พรรคการเมอื งเชน่ กนั การแสดงออกดงั กล่าวนจ้ี ะไม่เกิดข้ึนในสังคม
การเมืองในระบอบอ่ืนโดยเฉพาะในสังคมท่ีมีการปกครองไม่ใช่ระบอบ
ประชาธิปไตยที่แท้จริงหรือระบอบประชาธิปไตย “ฟันปลอม”
ตามความหมายที่หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี
ได้ให้ความหมายถึงระบอบเผด็จการในคราบประชาธิปไตย ดังนั้น
กลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มพลังเป็นรากฐานสาคัญของพรรค
การเมอื งในสงั คมระบอบประชาธปิ ไตย

การศึกษาน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาลักษณะกลุ่มและ
อานาจทางการเมืองของกลุ่ม ต่าง ๆ ในตาบลนาผือ อาเภอเมือง
อานาจเจริญ จังหวัดอานาจเจริญ และ ศึกษาการใช้ระบบอุปถัมภ์
ในการเมือง โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการวิจัย
เอกสาร ศึกษาข้อมูลเอกสารต่าง ๆ ที่เก่ียวข้อง ใช้วิธีการคัดเลือก
แบบเจาะจง ใชแ้ บบสมั ภาษณ์ท้งั แบบมีโครงสร้างและไมม่ ีโครงสร้าง
กลุ่มตัวอย่างจากฝ่ายข้าราชการการเมือง ฝ่ายข้าราชการประจา
และฝา่ ยประชาชนในพ้นื ท่ี

ผลการศึกษาพบว่า การเมืองท้องถิ่นในตาบลนาผือพบ
การกระจุกตัวของอานาจอยู่ที่กลุ่ม ๆ เดียว ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสมาชิก
ของกลุ่มชนะการเลือกตั้งในการเมืองท้องถ่ินและเข้ามาบริหาร

32

บ้านเมืองด้วยกันทั้งสิ้น ซ่ึงนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบอุปถัมภ์
จากอดีตนักการเมืองระดับชาติ ผู้ซ่ึงยังคงมีบทบาทสาคัญและมี
อิทธิพลต่อการเมืองท้องถ่ินของจังหวัดอานาจเจริญอยู่ และเมื่อ
สมาชิกของกลุ่มนี้จะต้องตัดสินใจในการบริหารบ้านเมือง ก็จะมีผล
ต่อการเอื้อผลประโยชน์ให้กับสมาชิกในกลุ่ม จึงทาให้เห็นว่าระบบ
อุปถัมภ์ในการเมืองท้องถิ่นของจังหวัดอานาจเจริญมีความเข้มข้น
และเป็นปึกแผ่นมาเป็นระยะเวลายาวนาน ผลของการศึกษา ทาให้
เห็นถึงรูปแบบของการเมืองไทยท่ีมีระบบอุปถัมภ์เป็นพื้นฐานของ
โครงสร้างทางการเมือง รวมไปถึงความสัมพันธ์ทางสังคมของบุคคล
ท่ีเป็นเสมือนเครือญาติทส่ี นิทชิดเชื้อ ซ่ึงสง่ ผลไปถึงการเมืองในทุก ๆ
ระดับ ไม่เว้นแม้กระทั่งการเมืองในระดับท้องถ่ิน สามารถสรุป
ประเด็นในเรื่องผลประโยชน์ที่ได้เป็น 3 ด้าน ได้แก่ ผลประโยชน์
เชงิ บุคคล เชิงนโยบายสาธารณะและเชิงพานชิ ย์

ระบบอุปถัมภ์ (Patron-client system) เป็นรูปแบบหน่ึง
ของความสัมพนั ธร์ ะหว่างกลุ่มคนต่าง ๆ ในสังคม เป็นความสัมพันธ์
ท่ีต่างจากความสัมพันธ์ตามสายงานบังคับบัญชาอย่างเป็นทางการ
ตามหน่วยงานต่าง ๆ ที่เห็นกันอยู่ในสังคมสมัยใหม่ ความสัมพันธ์
แบบอปุ ถัมภท์ ี่เคยดารงอยใู่ นสงั คมจารตี ของประเทศต่าง ๆนั้นยังคง
แฝงเร้นอยู่ในสังคมสมัยใหม่ เพราะมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวให้
เข้ากับลักษณะทางสังคมในแต่ละช่วงของประวัติศาสตร์ จึงยืนยง
แฝงเร้นอยู่ในสังคมสมัยใหมม่ าจนถงึ ทุกวันนี้

ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์เป็นรูปแบบหน่ึงของความสัมพันธ์
ส่วนตัวเชิงแลกเปล่ียนผลประโยชน์ระหว่างคนท่ีมีฐานะทางเศรษฐกิจ
และสังคมที่ต่างกัน คนท่ีมีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมท่ีสูงกว่า
กล่าวคอื ผ้อู ุปถัมภ์ (Patron) จะใช้อทิ ธพิ ลและสิ่งที่ตนมีอยู่คุ้มครอง
หรือให้ผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือท้ังสองอย่างแก่ผู้รับ
อุปถัมภ์ (Client) ที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ากว่า โดยผู้รับ
อุปถัมภ์จะตอบแทนด้วยการให้ความจงรักภักดี แรงงาน การรับใช้
การรับเอาวัตถุหรือบริการโดยไม่สามารถตอบแทนคืนได้เต็มท่ี

33

จะสร้างหนี้สินทางใจที่ผูกพันผู้น้ันเข้ากับผู้อุปถัมภ์ ซ่ึงก่อให้เกิด
ความสัมพันธ์แบบเฉพาะบุคคล คือตัวต่อตัวที่รู้สึกเป็นหน้ีบุญคุณ
เกิดมิติทางอารมณ์ที่ผู้รับมีหน้ีสินทางวัตถุหรือทางใจได้สะสมเอาไว้
และจะต้องชดใช้คืนอยา่ งไม่มีวนั จบสนิ้ ระบบอุปถัมภ์มีความเป็นมา
ท่ียาวนาน สืบเนื่องมาจากการเจริญเติบโตของระบบศักดินายุโรป
ตะวันตกและญปี่ ุ่น ซึ่งความสมั พนั ธส์ ว่ นตวั และการฝากตัวเป็นผู้อุปถัมภ์
ระหว่างเจ้าของท่ีนากบั ชาวนาได้กลายมาเป็นรากฐานของการจัดระเบียบ
องค์กรทางธุรกิจ สังคม และการเมือง เช่น ชุมชนชนบทในประเทศ
เม็กซิโก ไร่นาขนาดใหญ่ในประเทศบราซิล ตอนใต้ของประเทศ
อิตาลี ละตนิ อเมรกิ า แอฟรกิ า และเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต้ เป็นตน้

ขณะท่ีวิถีชีวิตของชาวบ้านในสังคมชนบทไทยดาเนินไป
ตามครรลอง การพัฒนาได้ถูกนาเข้ามาสู่สังคมชนบทในรูปแบบต่าง ๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปขององค์การบริหารส่วนตาบลท่ีเป็นนิติ
บุคคล โดยที่ภายหลังองค์การบริหารส่วนตาบลบางส่วนได้ถูกยกฐานะ
ให้เป็นเทศบาล ที่มีอานาจบริหารจัดการคนและงบประมาณตามสภาพ
ท้องถ่ินนั้น ๆ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540
ซ่ึงเป็นรัฐธรรมนูญท่ีกระจายอานาจให้แก่ท้องถิ่น ในมาตรา 334
ของรัฐธรรมนูญได้มีบทบังคับให้รัฐบาลต้องออกกฎหมายกาหนด
แผนและขั้นตอนการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่น
ภายในเวลา 2 ปี ทาให้รัฐบาลตราพระราชบัญญัติกาหนดแผนและ
ขั้นตอนการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองท้องถ่ิน พ.ศ. 2542 ข้ึน
ผ้ศู กึ ษาพบเห็นระบบอุปถัมภ์ในหมู่ญาติ ในหมู่มิตรสหาย ในองค์กร
และการอุปถัมภ์ระหว่างอาชีพ พบว่า ปัญหาที่สาคัญที่เป็นสาเหตุหลัก
ของปญั หาการบริหารงานในจังหวัดอานาจเจริญ คือ การกระจุกตัว
ของอานาจท่ีอยู่กับชนชั้นนาหรือผู้ที่มีอิทธิพลทางการเมืองของจังหวัด
ส่งผลกระทบถงึ การเมอื งทอ้ งถ่นิ ทีม่ ีการแขง่ ขนั ทางการเมืองระหว่าง
กลุ่มต่าง ๆ ในระดับต่ามาก หรือกล่าวได้ว่าแทบจะปราศจากการ
แข่งขันโดยสิ้นเชิง จนกระทั่งมีกลุ่มใหญ่เพียงกลุ่มเดียวซึ่งแทบจะ
ครอบงาการเมอื งในจงั หวดั อานาจเจริญไดเ้ กือบจะท้งั หมด

34

ระบบอุปถัมภ์ เป็นกรณีของความสัมพันธ์คู่ระหว่าง 2 คน
ท่ีเป็นกลไกของความสัมพันธ์ในลักษณะท่ีบุคคลหน่ึงจะมีสถานภาพ
ทางสังคมและเศรษฐกิจในระดับสูงจะเป็นผู้อุปถัมภ์ ท่ีจะใช้อิทธิพล
และทรัพยากรของตนในการช่วยปกป้องคุ้มครองหรือให้ประโยชน์
หรือท้งั สองอย่างแก่บุคคลท่มี สี ถานภาพตา่ กวา่ คือ ผู้รับอุปถัมภ์ ผู้ซ่ึง
จะต้องตอบแทนโดยการให้การสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือ
ตลอดจนให้บริการแก่ผู้อุปถัมภ์ ลักษณะความสัมพันธ์ของระบบ
อุปถัมภ์ เป็นความสัมพันธ์ที่มิใช่ญาติและท้ังสองฝ่ายมีฐานะไม่เท่า
เทียมกัน ฝ่ายที่เหนือกว่าจะอยู่ในฐานะผู้อุปถัมภ์ และฝ่ายท่ีอยู่ต่า
กวา่ จะเปน็ ผูร้ บั อุปถัมภ์ ท้งั สองฝา่ ยมคี วามผูกพันกันเป็นการส่วนตัว
มีการแสวงหาผลประโยชน์ ต่างฝ่ายต่างแลกเปล่ียนผลประโยชน์
ระหว่างกัน ผู้อุปถัมภ์จะให้ประโยชน์ในความคุ้มครอง สนับสนุน
ส่วนผู้รับอุปถัมภ์จะให้ผลประโยชน์ตอบแทน ในรูปของความ
จงรักภักดี ใช้แรงงานและของกานัล เป็นท่ีรับรู้หรือยอมรับกันตาม
ธรรมเนียมประเพณีหรือวัฒนธรรมของสังคมระบบอุปถัมภ์ใน
สังคมไทย เป็นระบบอุปถัมภ์อย่างไม่เป็นทางการยังมีอยู่มากใน
สังคมทุกระดับชั้นและได้มีการพัฒนาการสืบเนื่องมาโดยตลอด
ปัจจัยท่ีมีอิทธิพลให้เกิดความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์คือ ค่านิยมของ
สังคมไทย ในเร่ือง “การให้” เพื่อหวังจะได้รับความช่วยเหลือและ
ความคุ้มครองเป็นการตอบแทน ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์เป็น
รากฐานสาคัญของการจัดองค์การของสังคมไทยมาแต่โบราณ ซ่ึง
สัง คม ไท ยส่ ว น ให ญ่มี คว าม สัม พัน ธ์แ บบ ผู้อุ ปถั มภ์ กับ ลูก น้อ ง คื อ
ความสัมพันธ์เช่นน้ีมีลักษณะเปราะบาง เพราะขึ้นอยู่กับตัวบุคคล
มากกว่าหลกั การ ดงั นัน้ การจะรักษาเสถียรภาพของความสัมพันธ์ไว้
ไดจ้ ะตอ้ งมกี ารแลกเปลย่ี นผลประโยชนต์ อ่ กนั อยา่ งต่อเนือ่ ง

35

5. กรณีการออกเสียงเลือกต้ังของประชาชน บ้านนาผือ ตาบลนาผือ
อาเภอเมอื งอานาจเจรญิ

การเลือกตั้งถือเป็นหัวใจสาคัญของการบริหารตามระบอบ
ประชาธิปไตย โดยประชาชนต้องตระหนักว่าตนเองเป็นเจ้าของ
ประเทศและต้องเข้าไปรับผิดชอบในกิจการบ้านเมืองในทุกโอกาส
ทส่ี ามารถกระทาได้ ประชาชนต้องไม่ละเลยหรือเพิกเฉยการกระทา
หน้าที่ ในฐานะพลเมืองดีของสังคม หน้าที่สาคัญยิ่ง ของประชาชน
คือ การสร้างเสริมคนดีให้เข้ามาบริหารบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดี
ไมใ่ ห้มอี านาจไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้ สาหรับการเลือกต้ัง
ในส่วนของท้องถ่ินในแง่ของการต่อสู้ทางชนชั้นแนวคิดรัฐทุนนิยม
เปน็ ผลผลิตของการตอ่ สู้ทางชนช้ัน การช่วงชิงอานาจการใช้อิทธิพล
ในกรณีต่างๆของรัฐ รัฐเป็นส่ิงที่เกิดขึ้นจากแรงบีบคั้นจากความสัมพันธ์
สภาพด้านพลังอานาจระหว่างชนชั้นและกลุ่มชนชั้นย่อยความสัมพันธ์
ระหว่างกัน ในส่วนของสังคมทุนนิยมมีอานาจครอบงาหรือครอบครอง
ความเป็นใหญ่นโยบายของรัฐหรือการดาเนินการส่วนใหญ่จะเป็น
การตอบสนองต่อผลประโยชน์ของชนชั้นนาหรือชนช้ันข้างบน
นโยบายท่ีเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ จึงเกิดข้ึนได้ ต่อเมื่อได้รับ
การสนับสนุนจากชนช้ันนาหรือในส่วนของสังคมทุนนิยมมีอานาจ
ครอบงาหรือครอบครองความเป็นใหญ่ นโยบายของรัฐหรือการ
ดาเนินการส่วนใหญจ่ ะเป็นการตอบสนองตอ่ ผลประโยชน์ของชนชั้น
นาหรือชนชั้นปกครอง นโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่
จึงเกิดข้ึนได้ ต่อเมื่อได้รับการสนับสนุนจากชนช้ันนาเช่น ปัจจุบัน
มีการแทรกแซงจากชนช้ันนา โดยพรรคการเมือง ในระดับประเทศ
ให้การสนับสนุนนักการเมืองท้องถิ่นตั้งสังกัดพรรคการเมือง
นโยบายในระดับท้องถิ่น จึงได้มาจากชนช้ันนา รวมท้ังการเสนอ
แผนงานโครงการเพ่ือขอรับการสนับสนุนงบประมาณในช่ิงทาง
ต่างๆ ซึ่งเป็นแผนงาน โครงการท่ีเกิดจากความต้องการของ
ประชาชนในพื้นที่ หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากชนช้ันนาดังกล่าว

36
โครงการเหล่าน้ันก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ปัญหาและความต้องการ
ของประชาชนก็ไม่ได้รับการแก้ไข การมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถ่ิน
จึงไม่เกิดขึน้ อย่างแทจ้ ริง

พ้นื ทปี่ ระชากรท่ศี ึกษาและกล่มุ ตัวอยา่ งประชากร ในการศึกษา
วิจัยเชิงปริมาณในคร้ังนี้ คือ ประชากรท่ีใช้ในการศึกษา ด้วยวิธีการ
ใช้ แบบสอบถาม ได้แก่ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกต้ังในตาบลนาผือ
อาเภอเมือง จงั หวดั อานาจเจรญิ ตามทะเบียนราษฎร์ของกรมการปกครอง
พ.ศ. 2563 จานวนประชากร รวมทั้งสิ้น จานวนหลังคาเรือน
:1,578 หลังคาเรือน จานวนประชากร :7,745 คน จานวนผู้สูงอายุ
:926 คน จานวนเด็กแรกเกิด ถึง 6 ปี :197 คน จานวนผู้สูงอายุ
ที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง :154 คน จานวนสตรีต้ังครรภ์ :53คน จานวน
สตรีอายุ 35 ปี ข้ึนไป :1,500 คน จานวนผู้พิการ :13 คนกลุ่ม
ตวั อยา่ ง ในการศึกษาวิจัยคร้ังน้ี ผู้ศึกษาได้ทาการกาหนดขนาดของกลุ่ม
ตวั อยา่ งสาหรบั การวจิ ัย เชิงปรมิ าณ โดยอาศัยสตู รการคานวณของทาโร
ยามาเน่ (Taro Yamane) ทร่ี ะดับความ คลาดเคลื่อน 0.05 จานวน
ประชากรกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคร้ังน้ี จึงเท่ากับ 400 คน
และผู้ให้ข้อมูลสาคัญจานวน 17 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยใช้สถิติ
ค่าเฉลยี่ และค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน ผลการศกึ ษาพบว่า

37

1. ระดับการมีส่วนร่วมในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ข้อท่ีมีระดับ
การมสี ว่ นร่วมมากทสี่ ุดคือการมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหาและ
สาเหตุของปัญหาเพ่ือกาหนดเป็นนโยบายการพัฒนาท้องถ่ิน การมี
สว่ นร่วมในการเป็นกรรมการจัดซ้ือและจัดจา้ ง การมีส่วนร่วมในการ
ย่ืนญตั ตเิ พือ่ ถอดถอนคณะเทศมนตรีท้งั คณะหรือรายบุคคล และการ
มีสว่ นร่วมในการดแู ลสวนสาธารณะหรือสถานท่ีพักผ่อนของชมุ ชน

2. การเปรียบเทยี บการมีส่วนรว่ มของประชาชนพบวา่ ปัจจัยส่วน
บคุ คลส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนไมแ่ ตกตา่ งกันทุกด้าน

3. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านการปกครองส่วนท้องถ่ิน
พบว่าโครงสร้าง อานาจหน้าที่การได้มาซ่ึงผู้บริหาร มีความสัมพันธ์
กบั การมสี ่วนร่วมของประชาชนอยู่ในระดับปานกลาง

4. แนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนน้ัน ต้องมี
การแสดงออกอยู่บนพื้นฐานของกฎหมาย การจัดตั้งหรือรวมกลุ่ม
โดยสภาประชาชนเข้าร่วมในการแสดงความคิดเห็นสร้างความรู้
ความเข้าใจให้เกิดขึ้นก่อน ประชาชนต้องมีความรู้และตระหนักถึง
ความสาคญั ถึงสาเหตุของการเข้ามีส่วนร่วมและการสร้างวัฒนธรรม
ทางการเมอื งทช่ี ัดเจน

ข้อมูลเลอื กตัง้ อบต.นาผอื

ผ้มู ีสทิ ธิ ผูม้ า บัตร
เลอื กตั้ง ใช้สิทธิ บัตร ไมเ่ ลือก
เลอื กตง้ั รอ้ ยละ บัตรดี รอ้ ยละ เสยี รอ้ ยละ ผู้สมคั ร ร้อยละ

ผใู้ ด

5,352 4,069 76.03 3,958 97.27 91 2.24 20 0.49

38
สรปุ

สาหรับแนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน
ในการปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตตาบลนาผือ จังหวัดอานาจเจริญ
ปัจจัยหลักในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการปกครองส่วนท้องถ่ิน
ประกอบด้วยปัจจัยสาคัญเริ่มจากการกาหนดนโยบาย ซ่ึงต้องมีการ
แสดงออกอยู่บนพื้นฐานของกฎหมาย การบริหารจัดการต้อง
ส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วม รับรู้ประโยชน์ท่ีได้รับจากการบริการ
การกากับตรวจสอบและติดตาม เป็นการควบคุมตรวจสอบของประชาชน
ต่อการทางานขององค์กรปกครองในรูปแบบผ่านส่ือต่าง ๆ และ
ปัจจัยสุดท้ายคือการสนับสนุน ซ่ึงรวมไปถึงความตระหนัก ความรู้
ความเข้าใจที่แท้จริงในสิทธิ และบทบาทหน้าที่ของตนเอง โดยทั้งหมดนั้น
มีแนวทางในการพัฒนาการมีส่วนร่วมเริ่มจากการมีส่วนร่วมเป็น
แนวทางในการรวมกลุ่ม เพ่ือเพ่ิมศักยภาพของประชาชนในการแก้ไข
ปัญหาต่าง ๆ ด้วยตนเอง ซ่ึงจาเป็นอย่างย่ิงท่ีจะต้องให้ประชาชน
ตระหนักความสาคัญในข้อนี้มากท่ีสุด การมีส่วนร่วมเป็นเวทีในการ
เรียนรู้ปญั หาเชงิ โครงสรา้ งของสังคม ในระบบความสัมพันธ์ระหว่าง
ชาวบ้านกับหน่วยงานของรัฐ เพ่ือนาไปสู่แนวทางเสริมสร้างความ
เข้มแข็งใหก้ ับองค์กรชาวบา้ น และสามารถเพ่ิมอานาจในการต่อรอง
ในการแก้ปัญหาตา่ ง ๆ ให้แกช่ ุมชนการให้ความสาคัญกับวัฒนธรรม
ชุมชน ให้ความสาคัญกับระบบคุณค่า และจิตใจมากกว่าด้านวัตถุ
พยายามส่งเสริมให้นาภูมิปัญญาท้องถิ่น มาใช้ในการแก้ปัญหาผ่าน
รูปแบบของการระดมทุน เพ่ือตั้งเป็นกองทุนช่วยเหลือกันเอง ซ่ึง
อาศัยประเพณีต่าง ๆ เป็นการปลูกจิตสานึก และสร้างเครือข่าย
กันเองระหวา่ งชมุ ชนและกลมุ่ คน การส่งเสริมให้เกิดจิตสานึกในการ
เสริมสร้างความรู้สึก ในการรับผิดชอบร่วมกันต่อสังคมในชุมชนอีก
ด้วย เน้นที่ความคิดริเร่ิมของชาวบ้าน ในการรวมกลุ่มในลักษณะใด

39
ลักษณะหนึ่ง เพ่ือเรียนรู้ปัญหาของชุมชน พร้อมท้ังวิเคราะห์ปัญหา
ความสัมพันธ์ต่าง ๆ ท่ีเชื่อมโยงกับกลไกทางสังคม เสริมสร้างความ
เข้มแข็งให้กับกลุ่มหรือองค์กรชาวบ้าน ในการตัดสินใจผ่าน
เครือข่ายของความสัมพันธ์ท้ังภายในและภายนอกชุมชน โดยอาศัย
หลักการต่อรองกับรัฐบาล ระดมความร่วมมือร่วมใจกันในการ
พัฒนาท้องถิ่นให้ดีข้ึน และการส่งเสริมให้ขบวนการท้องถ่ินมีความ
ร่วมมือกันต้องช่วยกันคิดว่าทาอย่างไร จึงสามารถทาให้ แผนงาน
ของชมุ ชนมคี วามเป็นบรู ณาการรว่ มกับหนว่ ยงานของรัฐ โดยเป็นไป
ในลักษณะคิดจากข้างล่าง ภาครัฐหนุนเสริม หลีกเลี่ยงข้อบกพร่อง
ในอดีตการส่งเสริมให้ขบวนการท้องถิ่นร่วมกันคิด มีตัวชี้วัด
ความสาเร็จอยู่ที่การเน้นความพึงพอใจของประชาชนมากกว่า
ความรวดเร็วในการทางาน

“ถา้ มองวา่ สง่ิ ท่มี ารก์ ซ์คดิ ผิด มองว่าทจี่ รงิ ทุนก็ไม่ได้เลวร้าย
ขนาดนั้นท้ังๆ ที่รู้ว่าระบบมีจุดผิดพลาดตรงไหน แล้วหมดหวังกับ
การเมืองเพ่ือการปลดปล่อยเพราะยังจมปลักอยู่กับความล้มเหลว
ของสงั คมนิยมคอมมวิ นสิ ตใ์ นอดตี กลายเป็นซ้ายซึมเศร้า คาถามคือ
การเมืองเรื่องการปลดปล่อยจะนาไปสู่อะไรที่เลวร้ายกว่าน้ีหรือ
เปล่า หรือเราต้องรอให้ระบบทุนนิยมสร้างความหายนะมากกว่านี้
แน่นอนว่าระบอบคอมมิวนิสต์ในศตวรรษท่ี 20 คือหายนะท่ีพราก
ชีวติ คนไปจานวนมาก แตท่ นุ นิยมก็ฆา่ คนตายเหมือนกัน”

40

เอกสารอา้ งอิง

บทบาทของผู้บรหิ ารท้องถน่ิ ในศตวรรษท่ี 21. คน้ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2565
จาก https://www.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/download/
76578/61528/

คุณลักษณะสาคัญของผู้นาชุมชนท้องถ่ิน. ค้นเม่ือวันท่ี 4 มนี าคม 2565
จาก https://thaihealthycommunity.org/?p=11711

นกั การเมืองกบั ขา้ ราชการประจา. คน้ เมอ่ื วนั ที่ 7 มนี าคม 2565
จาก http://www.stabundamrong.go.th/web/book/52/b17_52.pdf

การสรา้ งฐานอานาจของผู้นาทางการเมืองทอ้ งถิ่น.คน้ เม่ือวนั ท่ี 18กมุ ภาพันธ์ 2565,
จาก https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jkbu/article/download/220566/152570

นายทุนไทยในการเมือง. ค้นเม่ือวนั ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2565
จาก https://www.the101.world/thai-capitalist/

อทิ ธิพลในการเมอื งทอ้ งถน่ิ ไทย. ค้นเมอื่ วันท่ี 21 กมุ ภาพันธ์ 2565
จากhttp://www.library.polsci.chula.ac.th/dl/a5673335056b6378ca67cc49397202b9

คอลมั น์การเมอื ง. คน้ เมือ่ วนั ท่ี 27 กุมภาพันธ์ 2565,
https://www.naewna.com/politic/columnist/42638

ความสัมพันธ์และรปู แบบของระบบอุปถมั ภ.์ ค้นเมอ่ื วันที่ 27 กุมภาพนั ธ์ 2565,
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/JDAR/article/download/245017/166066/

แนวการศกึ ษาการพัฒนาการเมอื ง (Development
Approach)

กรณีศึกษาพฤตกิ รรมการเมืองท้องถิ่น
อบต./ตาบล/เทศบาลและการเมอื งระดบั ชาติในพ้ืนท่ี

ตาบลหนองบัวฮี อาเภอพิบูลมังสาหาร จงั หวัดอุบลราชธานี

วิชา POL6100 แนวทางการศึกษารฐั ศาสตร์

นาเสนอ
เรียน ผศ.ดร. ณฐั พงศ์ บุญเหลอื

โดย

สมาชกิ กล่มุ ที่ 8 รายนาม ดังน้ี

1. นางสาวหทัยกานต์ จนั ทรพ์ วง รหสั นกั ศึกษา 6008833604

2. นางสาววไิ ล หอมหวล รหัสนกั ศกึ ษา 6008833607

3. นางสาวปรติ า บุญมาลี รหัสนกั ศกึ ษา 6008833631

4. นายณัฐพล สินธุวา รหัสนักศึกษา 6008833650

นกั ศกึ ษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยรามคาแหง สาขาวทิ ยบริการเฉลิมพระเกยี รติ

จงั หวดั อานาจเจริญ

บทนา
ประเทศไทยมีการพฒั นาอยา่ งรวดเร็ว สง่ ผลทาให้เกิดความ
เจริญรุ่งเรืองในด้านต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น รวมท้ังการพัฒนา
ดา้ นการเมืองการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยโดยมีประชาชน
มีส่วนร่วมซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่ในสถานการณ์บ้านเมืองขณะน้ี
การมีส่วนร่วมของประชาชนที่ไม่เหมาะสมจึงส่งผลทาให้เกิดปัญหา
วิกฤตทางการเมืองการปกครองขึ้นภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง
ในตลอดระยะเวลาท่ีผ่านมาปัญหาเหล่านี้เกิดจากความขัดแย้ง
ระหว่างกลุ่มการเมืองและการทหารที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซ่ึงมีความเห็น
ต่อต้านและสนับสนุนต่าง ๆ นานา และยังสะท้อนถึงความไม่เสมอ
ภาคและความแตกแยกระหว่างชาวเมืองและชาวชนบท ซ่ึงมีผลทา
ให้การเมืองเกิดความป่นั ปว่ นวุ่นวาย ทัง้ ยังส่งผลกระทบถงึ ปัญหาอ่ืน
ตามมาอีกหลายด้านอาทิ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม ปัญหา
การศึกษา เป็นต้น นอกจากนี้ยังทาให้การเมืองของประเทศไทย
เสื่อมถอยลงอยา่ งเห็นไดช้ ดั

2
สาเหตสุ ว่ นใหญ่เกิดจาก “คน” ซึ่งคนในท่ีน้ีมีหลายบทบาท
ท่ีเก่ยี วขอ้ งกับการเมอื ง อาทิ คนในบทบาท ผู้บริหารประเทศ คนใน
บทบาทนักการเมือง คนในบทบาทของประชาชนทั่วไป แต่ทุกคนก็
มีความต้องการในการเรียกร้องสิทธิและหน้าที่ทางการเมืองท่ีมี
จุดมุ่งหมายแตกต่างกัน จึงทาให้เกิดปัญหาของระบบการเมืองไทยที่
จะต้องแก้ไขปัญหาตามมาเพ่ือให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองอย่าง
เหมาะสมของทุกฝ่ายและทุกคนในประเทศอย่างแท้จริง ปัญหาท่ี
แสดงใหเ้ หน็ วา่ ประเทศไทยตอ้ งมกี ารพฒั นาทางการเมอื ง มีดังนี้
1) ปญั หาการใช้รัฐธรรมนูญ โดยเกิดปัญหาจากการตีความ
เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญท่ีคลาดเคล่ือนเน่ืองจากผู้มีอานาจใน
ประเทศพยายามตีความรัฐธรรมนูญ เพ่ือให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง
และพวกพอ้ ง รวมถึงปัญหาการเปลยี่ นแปลงรัฐธรรมนูญบ่อยครั้งจน
ทาใหข้ าดความตอ่ เนือ่ งในการบงั คับใช้
2) ปัญหาการขาดความสามัคคีของประชาชนไทย ซึ่งมีผล
มาจากการมีความคิดเห็นทางด้านการเมือง การปกครองท่ี
แตกต่างกัน ความไม่ยุติธรรมของกระบวนการทางสังคมต่าง ๆ
รวมถึงการขัดผลประโยชน์ของกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมเกิดปัญหาการ
ทจุ ริต ปัญหาคอรปั ชั่น เปน็ ต้น
3) ปัญหาการขาดจรยิ ธรรมทางการเมืองของประชาชนชาว
ไทย เช่น การซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้งของประชาชน
นักการเมืองมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้องมาก
เกินไป การไม่ปฏิบัติตามคาม่ันสัญญาท่ีให้ไว้กับประชาชนก่อนการ
เลอื กตง้ั

3

หัวใจสาคัญของ ประชาธิปไตยอยู่ที่การมีส่วนร่วม

ในการติดตามตรวจสอบของประชาชนในท้องถิ่น แม้ว่าการมีส่วน

ร่วมของประชาชนเป็นเรือ่ งท่มี ีความสาคัญอย่างมากต่อการกระจาย

อานาจ มีความเช่ือมโยงกันกับความเชื่อม่ันในองค์กรปกครองส่วน

ท้องถ่ิน การปรับปรุงโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินไทย

โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมตามระบอบประชาธิปไตย ก็ยังพบกับ

ปัญหาท่ีสาคัญอยู่หลายประการ คือสภาพปัญหาสาคัญของการ

ปกครองท้องถิ่นไทยในปัจจุบันที่ทาให้ไม่สามารถตอบสนองต่อการ

เปล่ียนแปลงของบริบทแวดล้อม และความต้องการของประชาชน

และสงั คมได้อย่างเตม็ ที่ ไดแ้ ก่

1) ปัญหาโครงสร้างของระบบการบริหารท้องถ่ินไม่เป็น
ประชาธิปไตยท่ีชัดเจน ทั้งยังมีส่วนคาบเก่ียว หรือเหล่ือมทับกับ
ระบบการบรหิ ารประเทศในภาพรวม

2) ปัญหาด้านการคัดสรรเลือกต้ังหรือแต่งตั้งผู้บริหาร
องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิ่นต่าง ๆ เข้าสอู่ านาจ

3) ปัญหาด้านการบริหารงานของทอ้ งถิ่น
การเมืองท้องถ่ินสามารถพิจารณาได้ว่าเป็นเร่ืองของการมี
ส่วนร่วมของภาคส่วนที่เก่ียวข้องในการจัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าใน
ท้องถิ่น โดยปฏิสัมพันธ์ที่เกิดข้ึนอาจเป็นความขัดแย้งหรือความ
ร่วมมือกันหรือทั้งสองอย่างควบคู่กันก็ได้การเมืองท้องถ่ินเป็น
เสมือนโรงเรียนสอนความเป็นประชาธิปไตยในทางปฏิบัติแก่
ประชาชนในท้องถิ่นและมีส่วนสาคัญในการสร้างความม่ันคงอย่าง
ย่ังยืนให้แก่ระบอบประชาธิปไตย การศึกษาการเมืองท้องถ่ินต้อง
มองในมมุ มองท่หี ลากหลายเพราะการเมืองท้องถนิ่ มคี วาม

4
สลับซับซ้อนเก่ียวพันกับหลายภาคส่วนซ่ึงมีผลประโยชน์ของตนเอง
ทาใหเ้ กิดความขัดแยง้ หรอื รว่ มมอื กนั ไดใ้ นบางสถานการณ์ การเมือง
ท้องถ่ินเป็นการเมืองท่ีเป็นฐานสาคัญของการเมืองระดับชาติ จึงมี
ผลตอ่ การพัฒนาการทางการเมืองของระบอบการเมือง และความมี
เสถยี รภาพทางการเมอื งอกี ดว้ ย

แนวทางการศึกษาการเมืองท้องถ่นิ
ก่อนยุคพฤติกรรมนิยมให้ความสาคัญกับการศึกษาเชิง

โครงสร้าง หน้าท่ี และสถาบันทางการเมืองซึ่งสอดคล้องกับ
การศึกษารัฐศาสตร์โดยทั่วไป ดังปรากฏการณ์ว่า การศึกษา
การเมืองท้องถ่ินมุ่งเน้นไปที่การปกครองท้องถ่ิน (Local
Government) ซึ่งเป็นการเมืองการปกครองท้องถ่ินระดับล่าง การ
ปกครองท้องถิ่นเป็นการเมืองระดับท้องถ่ิน โดยมีการสร้างองค์
ความรู้เก่ียวกับการปกครองท้องถิ่นไว้มากโดยเฉพาะการศึกษา
เก่ียวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ซึ่งเป็นองค์กรหลักในทาง
การเมืองท้องถ่ิน โดยมีผู้บริหาร สมาชิกสภาท้องถิ่นมาจากการ
เลือกตั้งโดยตรงของประชาชนและมีบทบาทสาคัญในการอานวย
บริการสาธารณะที่จาเป็นแก่ประชาชนในท้องถิ่น และตอบสนอง
ความตอ้ งการของประชาชนในทอ้ งถิ่น

ยคุ พฤตกิ รรมนยิ ม มุ่งเน้นศึกษาเชิงพฤติกรรมทางการเมือง
ในระดับท้องถิ่นของประชาชนเพ่ือสร้างองค์ความรู้ (body of
knowledge) โดยการใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเพื่อแสวงหาความรู้
อย่างเป็นวิทยาศาสตร์มากข้ึน เน่ืองจากการศึกษาพฤติกรรมของ
มนุษย์เป็นเร่อื งที่สลบั ซับซ้อนและตอ้ งใชเ้ ครื่องมือทส่ี ามารถวดั เชิง

5
พฤติกรรมไดอ้ ย่างเท่ยี งตรง น่าเชื่อถือ ทาให้มีการใช้ระเบียบวิธีวิจัย
ท้งั ในเชงิ ปริมาณ และเชงิ คุณภาพในการศกึ ษา

ยุคหลังพฤติกรรมนิยม เป็นยุคท่ีให้ความสาคัญกับการนา
องค์ความรู้ท่ีมีอยู่ไปใช้ในการแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาสังคมให้ดีข้ึน
อันเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงการท่ีนักวิชาการได้ตระหนักว่า
บทบาทของตนไม่เพียงแต่การสร้างองค์ความรู้เท่าน้ันแต่ยังต้องนา
องคค์ วามรู้ท่สี รา้ งข้นึ มาไปก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมอีกด้วย หรือ
กล่าวได้ว่าเป็นการก้าวลงจากหอคอยงาช้างมาสู่โลกความเป็นจริง
มากขึ้น

6
กรณีศกึ ษา องคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบลหนองบัวฮี

อาเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี

สภาพทวั่ ไปและข้อมลู พื้นฐานสาคญั ขององค์การบรหิ าร
สว่ นตาบลหนองบัวฮี

ตาบลหนองบัวฮี มีเนื้อที่ โดยประมาณ 96 ตารางกิโลเมตร
หรือ ประมาณ 39,757 ไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นท่ีอยู่อาศัยประมาณ
1,690 ไร่ พ้ืนท่ีทาการเกษตรประมาณ 38,059 ไร่ เขตการ
ปกครองจานวนหมู่บ้านในเขตองค์การบริหารส่วนตาบลหนอง
บัวฮี มีท้ังหมด 16 หมู่บ้าน พ้ืนท่ีส่วนใหญ่เป็นพื้นท่ีราบเหมาะแก่
การทาการเกษตร

ประมาณปี พ.ศ.2321 มีครอบครัวสองครอบครัว โดยการ
นาของนายสุโพธิ์ พันธ์นา และ มีสมาชิกจานวน 5 คน ได้มาต้ัง
บา้ นเรอื นอยูบ่ ริเวณหนองน้า ซึ่งหนองน้าน้ี ช่ือว่า หนองบัวฮี ต้ังอยู่
บริเวณบา้ นหนองบวั ฮีนอ้ ย หมูท่ ี่ 1 และ ในสมัยน้ันเป็นหมู่บ้านฝาก
ของตาบลดอนจิก ต่อมาปี พ.ศ.2457 มีการตั้งหมู่บ้านและมี
ประชากรเพิ่มมากขึ้นเป็นจานวนมาก ไดข้ อมาต้งั เปน็ หมู่บ้านและ

7
เป็นตาบลหนองบัวฮี เม่ือปี พ.ศ.2465 ปัจจุบันมีเขตการปกครอง
16 หมบู่ ้าน

องค์การบริหารส่วนตาบลหนองบัวฮี เป็นองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น 1 ใน 13 แห่ง ของอาเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัด
อุบลราชธานี เดิมการบริหารท้องถิ่นในอดีตเป็นรูปแบบสภาตาบล
จนกระทั้งได้ยกฐานะจากสภาตาบลขึ้นเป็นองค์การบริหารส่วน
ตาบลเม่ือวันท่ี 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2540 โดยมีนายเสรี
ฉัตรสุวรรณ เป็นผู้บริหารคนแรก องค์การบริหารส่วนตาบล
หนองบัวฮี ต้ังอยู่ท่ีบ้านหนองบัวฮีน้อย หมู่ที่ 1 ตาบลหนองบัวฮี
อาเภอพบิ ลู มงั สาหาร จังหวดั อบุ ลราชธานี จนถงึ ปจั จุบัน
ทีต่ ้ังและขนาด

องค์การบริหารส่วนตาบลหนองบัวฮี เป็นองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น 1 ใน 13 แห่ง ของอาเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัด
อุบลราชธานี ต้ังอยู่ที่ บ้านหนองบัวฮีน้อย หมู่ท่ี 1 ตาบลหนองบัวฮี
เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินขนาดกลาง อยู่ห่างจากอาเภอ
พิบูลมังสาหาร ไปทางทิศใต้ ประมาณ 15 กิโลเมตร อยู่ห่างจาก
จังหวัดอุบลราชธานี ประมาณ 60 กโิ ลเมตร
เน้ือท่ี

องค์การบริหารส่วนตาบลหนองบัวฮี มีพื้นท่ีรวมท้ังสิ้น 96
ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 60,000 ไร่ แยกเป็นแต่ละหมู่บ้านได้
ดังน้ี

- หมทู่ ่ี 1 บา้ นหนองบัวฮนี ้อย
- หมู่ที่ 2 บา้ นหนองบวั ฮี
- หมูท่ ่ี 3 บ้านหนองบวั ฮี
- หม่ทู ่ี 4 บ้านเมก็

8
- หมทู่ ่ี 5 บ้านบัวแดง
- หม่ทู ี่ 6 บ้านดกู อง่ึ
- หมู่ท่ี 7 บา้ นดอนงวั
- หมทู่ ี่ 8 บ้านดอนงวั
- หมทู่ ่ี 9 บา้ นบวั ทอง
- หมทู่ ี่ 10 บา้ นหนองกอก
- หมทู่ ่ี 11 บา้ นโนนยานาง
- หม่ทู ่ี 12 บ้านหนองสองห้อง
- หมทู่ ่ี 13 บา้ นโนนเจรญิ
- หมทู่ ี่ 14 บ้านโนนพะยอม
- หมทู่ ่ี 15 บ้านนาหวา้
- หมู่ที่ 16 บา้ นหินลาด
อาณาเขต
องค์การบรหิ ารส่วนตาบลหนองบวั ฮี มีอาณาเขตตดิ ต่อดังน้ี
- ทศิ เหนอื ตดิ ต่อ ตาบลดอนจิก อาเภอพิบลู มงั สาหาร
- ทศิ ใต้ ติดต่อ ตาบลกุดประทาย อาเภอเดชอดุ ม
- ทิศตะวันออก ติดตอ่ ตาบลอ่างศิลา อาเภอพบิ ลู มงั สาหาร
- ทศิ ตะวันตก ตดิ ตอ่ ตาบลนาโพธิ์ อาเภอพิบลู มังสาหาร
ลักษณะภมู ิประเทศ

ลักษณะภูมิประเทศของตาบลหนองบัวฮี พ้ืนที่ส่วนใหญ่
เป็นที่ราบลุ่ม ดินร่วนปนทราย เหมาะแก่การทานาและการเกษตร
ทัว่ ไป ทางทิศตะวนั ออกของตาบล มีแม่น้าไหลผ่านคือ ลาห้วยกว้าง
และมีคลองชลประทานเพื่อทาการเกษตรอุดมสมบูรณ์ตลอดปี
สามารถทานาได้ปีละ 2 คร้ัง ประชาชนสร้างบ้านรวมกันอย่าง
หนาแนน่ พืน้ ทีโ่ ดยประมาณ 96 ตารางกโิ ลเมตร หรอื ประมาณ

9
60,000 ไร่ โดยเป็นพ้ืนที่อยู่อาศัย ประมาณ 1,890 ไร่ พื้นท่ีทา
การเกษตรประมาณ 57,660 ไร่ และพ้ืนที่ ปา่ สาธารณะ 450 ไร่
อาชพี

ราษฎรของตาบลหนองบัวฮี ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ
เกษตรกรรม โดยเฉพาะการทานา การปลูกผักสวนครัว การเล้ียง
สัตวไ์ ว้ใช้งานและเพอ่ื บริโภค รองลงมาคือ อาชพี รับจา้ ง
หนว่ ยธรุ กิจ ในเขตองค์การบริหารส่วนตาบลหนองบัวฮี

- ป๊มั น้ามันและก๊าซ จานวน 8 แหง่
- โรงสขี า้ ว (ขนาดเล็ก) จานวน 20 แหง่
- โรงนา้ แขง็ จานวน 1 แห่ง
- รา้ นค้าขายของชา/ออปุ กรณ์การเกษตร/ออุปกรณ์กอ่ สรา้ ง
จานวน 71 แห่ง
- รา้ นอาหาร จานวน 7 แหง่
- ร้านซอ่ มรถยนต/์ อรถมอเตอร์ จานวน 18 แห่ง
กลมุ่ อาชพี /องคก์ ร ในตาบล
- กลุ่มถกั ประเปา๋ บ้านหนองบวั ฮี หมู่ 2
- กลุ่มสตรถี กั เชอื กเทยี นและเคร่ืองประดบั ทองเหลือง บา้ น
หนองบวั ฮี หมู่ 2
- กลุ่มสตรีทอผ้าไหม บ้านหนองบัวฮี หมู่ 2,3
- กลมุ่ ข้าวกล้องงอก บ้านดกู อึง่ หมู่ 6
- กลุ่มสตรที อผา้ ไหม บา้ นหนองบวั ฮี หมู่ 6
- กลมุ่ ทาไมก้ วาด บา้ นบัวทอง หมู่ 9
- กลมุ่ จักสานไม้ไผ่ บา้ นดอนงัว หมู่ 7,8
- กลุ่มสตรีตดั เย็บเสอ้ื ผา้ บ้านโนนยานาง หมู่ 11
- กลุ่มจกั สารกระติบข้าว บ้านโนนเจริญ หมู่ 13

10
การศกึ ษา

- โรงเรียนประถมศึกษา จานวน 9 แห่ง
- โรงเรยี นมธั ยมศกึ ษา จานวน 1 แห่ง
- ศูนย์การเรียนชมุ ชน/อหอ้ งสมุดประจาตาบล จานวน 1 แห่ง
ต้ังอยหู่ มู่ 2 บา้ นหนองบวั ฮี
- ศนู ย์พัฒนาเด็กเล็ก จานวน 5 แหง่
- ศนู ยก์ ารเรยี นรู้ ICT ชมุ ชน เพื่อพ่อหลวง จานวน 1 แหง่
ตงั้ อยู่ในพืน้ ท่ี อบต. หนองบัวฮี
สาธารณสขุ
- โรงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพตาบล จานวน 2 แหง่ (บา้ น
หนองบวั ฮี , บา้ นโนนยานาง)
- สถานพยาบาล (คลินิก) จานวน 4 แหง่
- วัด/อทพ่ี ักสงฆ์
- วดั /อทีพ่ กั สงฆ์ จานวน 13 แหง่
การโทรคมนาคม
- ที่ทาการไปรษณีย์ จานวน 1 แหง่
สถานที่ท่องเท่ียวธรรมชาติ
มีสถานที่ท่องเทย่ี วธรรมชาติ 4 แหง่ คือ
- แก่งบรูพา บา้ นหนองบัวฮี หม่ทู ่ี 2,3
- แก่งไฮ บา้ นเม็ก หมูท่ ่ี 4
- แกง่ ดอนปตู่ า บา้ นดกู อึง่ หมูท่ ี่ 6
- แกง่ ใหญ่ บ้านโนนยานาง หมทู่ ี่ 11
การเลือกต้ัง แบ่งเขตเลือกตั้งออกเป็น 16 หน่วยเลือกตั้งในจานวน
16 หมู่บ้าน ซ่ึงจะมีการเลือกต้ังทั้งผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภา
ทอ้ งถิ่น และผู้นาทอ้ งถ่ิน

11
วิสัยทัศน์
“หนองบัวฮีเข็มแข็ง ร่วมแรงพัฒนา ส่งเสริมการศึกษา พัฒนา
คณุ ภาพชีวิต สร้างเศรษฐกิจมง่ั คง ดารงไว้ซึ่งวฒั นธรรม”
พันธกิจ

1. พัฒนาชมุ ชนใหน้ ่าอยู่ มีความเข็มแขง็ โดยรับการบริการ
สาธารณะท่ีจาเป็นเพื่อรองรบั การขยายตวั ของชุมชน
2. พัฒนาคณุ ภาพการศึกษาของประชาชนทุกระดบั อย่าง
ท่วั ถงึ
3. สง่ เสรมิ ใหป้ ระชาชนทุกระดบั มีคณุ ภาพชีวติ ทดี่ ี
4. สร้างความเข้มแข็งดา้ นการพัฒนาอาชีพทุกด้านเพ่ือให้
เศรษฐกจิ โดยรวมมคี วามมัน่ คง
5. อนุรกั ษ์และพัฒนาศิลปวัฒนธรรมอนั ดีงามและภูมปิ ญั ญา
ทอ้ งถน่ิ

คณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตาบลหนองบัวฮี ได้
กาหนดนโยบายและแนวทางในการพฒั นาองค์การบริหารส่วนตาบล
หนองบวั ฮี ดังน้ี
1.นโยบายด้านโครงสร้างพืน้ ฐาน

อง ค์ ก า ร บ ริ ห า ร ส่ ว น ต า บ ล ห น อ ง บั ว ฮี มุ่ ง มั่ น ที่ จ ะ พั ฒ น า
โครงสร้างพ้ืนฐานให้ได้มาตรฐานเพ่ือตอบสนองต่อความต้องการ
ของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับแผนพัฒนา
ทอ้ งถิ่น โดยมีแนวทางดงั น้ี

1.1 สร้างและบารุงรักษาถนนทุกสาย ทั้งเส้นทางสาย
หลักและทางเชื่อมระหว่างหมูบ่ า้ น ตลอดถึงถนนเข้า
สู่พนื้ ท่ีการเกษตร

12
1.2 ก่อสร้างและปรับปรุงระบบน้าเพ่ือการอุปโภค บริโภค
ประปาหมู่บ้านและแหล่งน้าเพื่อการเกษตรให้ครอบคลุม
ทว่ั ถึงอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
1.3 จัดให้มีการขุดลอก คู คลองท่ีต้ืนเขินและการป้องกัน
นา้ กดั เซาะตลิง่
1.4 พัฒนาแหลง่ น้าเพ่ือการเกษตรขนาดใหญ่ ให้เป็นแหล่ง
น้าเพื่อการเกษตร แหล่งเพาะพันธ์ุสัตว์น้า และสถานที่
พักผ่อนหยอ่ นใจ ให้เป็นแหล่งท่องเท่ยี วประจาตาบล
1.5 จัดให้มีการก่อสร้างฝายชะลอน้าขนาดเล็กตามลาห้วย
คู คลอง เพอื่ ใหม้ นี า้ ใช้ในการเกษตรในฤดูแล้ง
1.6 ส่งเสริมสนับสนุนขยายเขตไฟฟ้าและไฟฟ้ารายทางให้
ทวั่ ถึง
2. นโยบายดา้ นเศรษฐกิจ
องค์การบริหารส่วนตาบลหนองบัวฮี จะส่งเสริมสนับสนุน
และผลักดันให้มีกระบวนการสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับ
ประชาชนทุกระดับ โดยจะส่งเสริมแนวทางเศรษฐกิจแบบพอเพียง
ตามศักยภาพของชุมชนในระดับรากฐานของตาบล โดยมีแนวทาง
ดงั น้ี
2.1 ส่งเสริมอาชีพ เพิ่มรายได้ให้กับประชาชนโดยยึดหลัก
ป รั ช ญ า เ ศ ร ษ ฐ กิ จ พ อ เ พี ย ง ต า ม แ น ว พ ร ะ ร า ช ด า ริ ข อ ง
พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั
2.2 ส่งเสริมให้ประชาชน ได้นาภูมิปัญญาของท้องถ่ินมาใช้
ใหเ้ กดิ ประโยชน์เพ่ือเพม่ิ รายได้ใหแ้ กร่ าษฎรในท้องถนิ่
2.3 จัดฝึกอาชีพและพัฒนาฝีมือแรงงานของเยาวชน สตรี
และประชาชนทัว่ ไป

13
2.4 สง่ เสรมิ ใหเ้ กษตรกรลดต้นทนุ การผลิตเพ่ือช่วยเหลือใน
เรอ่ื งป๋ยุ , เมลด็ พนั ธุ์, ยารกั ษาโรค
3. นโยบายด้านสังคม
องค์การบริหารส่วนตาบลหนองบัวฮี จะส่งเสริมและ
สนับสนุนให้ตาบลหนองบัวฮี เป็นชุมชนที่ปลอดภัย น่าอยู่และ
พฒั นาเก่ียวกับคุณภาพชีวิตชองประชาชนและเยาวชนในตาบลให้มี
ความเป็นอยู่ท่ีดีข้ึน และสร้างโอกาสให้ทุกคนได้รับการบริการอย่าง
เทา่ เทยี มกนั โดยมีแนวทางดังน้ี
3.1 ส่งเสริมการสร้างชุมชนน่าอยู่ การสร้างความเข้มแข็ง

และความสามัคคีของชุมชนปลูกฝังค่านิยมท่ีดีต่อ
ชุมชน
3.2 ส่งเสริมการดาเนินงานของศูนย์พัฒนาครอบครัว
สนับสนุนให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในกิจกรรมท่ี
เป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งและความอบอุ่นให้แก่
ครอบครัว
3.3 สนับสนุนกิจกรรมสร้างระบบความปลอดภัยในชีวิต
และทรัพย์สินของประชาชน เพ่ิมศักยภาพการปฏิบัติหน้าท่ี
อปพร. ตาบลหนองบวั ฮี
3.4 ให้การสงเคราะห์ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ป่วยเอดส์
ผดู้ ้อยโอกาสทางสงั คมใหม้ ีความเป็นอยู่ทีด่ ีข้ึน
3.5 สนับสนุนกิจกรรมในการป้องกันและบาบัดยาเสพติด
ในชุมชน/อหมูบ่ า้ น

14
4. นโยบายดา้ นสาธารณสุขและสง่ิ แวดล้อม

องค์การบริหารส่วนตาบลหนองบัวฮี จะส่งเสริมและสนับสนุน
ระบบสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพและมีความเข้มแข็ง ตลอดจน
สร้างระบบสุขภาพท่ีดีให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนในตาบลให้มีสุขภาพ
แขง็ แรง ทง้ั ทางรา่ งกายและจติ ใจ โดยมแี นวทางดังน้ี

4.1 ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนในตาบลหนองบัวฮี
มีความรู้เก่ียวกับโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ พร้อมท้ังป้องกันโรค
ระบาดและโรคติดต่อ รวมท้ังสามารถปฐมพยาบาลเบ้ืองต้น
ได้

4.2 ส่งเสริมให้ประชาชนในตาบลหนองบัวฮี มีสุขภาพ
รา่ งกายแข็งแรง ส่งเสริมให้มกี ารออกกาลงั กาย

4.3 สนบั สนุนพฒั นาคณุ ภาพชีวติ ชาวตาบลหนองบัวฮี ตาม
ยทุ ธศาสตรอ์ ย่ดู มี สี ุข

4.4 ส่งเสริมการป้องกันโรคและบริการความรู้ด้าน
สาธารณสุขมูลฐานแก่ประชาชนได้มีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์
แข็งแรง
5. นโยบายด้านการศกึ ษา ศาสนา วัฒนธรรมและกฬี า

องค์การบริหารส่วนตาบลหนองบัวฮี จะส่งเสริมและ
สนับสนุนระบบการศึกษาและส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ของประชาชน
ในตาบล โดยผา่ นกระบวนการศึกษานอกระบบเป็นการศึกษาตลอด
ชีวิต การพัฒนาระบบเครือข่ายสารสนเทศเพ่ือการเรียนรู้ชุมชน
ตลอดจนการส่งเสริมจริยธรรม วัฒนธรรมท้องถ่ิน และรักษา
ประเพณที อ้ งถิ่นใหย้ ่งั ยืน โดยมแี นวทางดงั น้ี

15
5.1 พัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียนให้ได้มาตรฐาน

ตามเกณฑ์
5.2 ส่งเสรมิ กจิ กรรมการกีฬาให้หลากหลายและท่ัวถงึ
5.3 ส่งเสริมจารีตประเพณี วัฒนธรรมให้เป็นเอกลักษณ์ท่ี

โดดเด่นของตาบล
5.4 ส่งเสริมและสนับสนุนการศาสนา ศิลปวัฒนธรรม

ขนบธรรมเนียมประเพณี
5.5 ส่งเสริมให้มีการจัดแข่งขันกีฬาเพ่ือให้ประชาชน
สามารถใช้ประโยชนจ์ ากการทากิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกนั
5.6 ส่งเสริมสนับสนุนการจัดงานประเพณี เช่น
งานวันสงกรานต์, งานแห่เทียนเข้าพรรษาและวันลอยกระทงให้คง
อยกู่ บั ชุมชนต่อไป
6.นโยบายดา้ นการเมืองการบริหาร
องค์การบริหารส่วนตาบลหนองบัวฮีจะบริหารงานโดยยึด
หลักธรรมาภิบาล มุ่งเน้นความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม โดยมี
แนวทางดงั น้ี
6.1 ส่งเสริมสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตย
อันมพี ระมหากษตั ริย์ทรงเป็นประมุข โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วน
ร่วมในทุก ๆ ดา้ น ในรปู แบบของกระบวนการประชาคม
6.2 ให้ความร่วมมือช่วยเหลือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
และหน่วยงานอื่น ๆ ในกรณีที่มีเหตุจาเป็นเร่งด่วน อันจะก่อให้เกิด
ความเสียหายร้ายแรงต่อราษฎรในเขตองค์การบริหารส่วนตาบล
หนองบวั ฮี

16
6.3 ปรบั เปล่ียนกระบวนการหรือวิธีการทางาน โดยการนา
การบริหารงานแนวใหม่มาใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของ
ประชาชนด้วยความรวดเร็วและมีประสทิ ธิภาพ
6.4 เน้นการบริหารราชการแบบเปิด โดยเปิดโอกาสให้
ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารท้องถิ่นมากขึ้น เปิดโอกาส
ให้ประชาชนเสนอแนะและแสดงความคิดเห็นร่วมปฏิบัติงานและ
ตรวจสอบติดตามประเมนิ ผลการปฏิบัตงิ าน

โครงสร้าง บทบาท หน้าท่ี

17
องคก์ ารบริหารส่วนตาบล

1. เป็นองคก์ รปกครองส่วนท้องถ่ินระดับตาบล มีฐานะเป็น
นิติบุคคล และเป็นราชการบริหารส่วนท้องถ่นิ

2. มีอานาจหน้าที่ในการพัฒนาตาบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ
สังคม และวัฒนธรรมการจัดระบบการบริการสาธารณะเพ่ือ
ประโยชน์ของประชาชนในท้องถนิ่ ของตนเอง
อานาจหนา้ ทีข่ ององค์การบรหิ ารสว่ นตาบล (อบต.)

ตามพระราชบัญญัติสภาตาบลและองค์การบริหารส่วน
ตาบล พ.ศ. 2537และ ท่แี ก้ไขเพิม่ เติมถึงฉบับที่ 5 พ.ศ. 2546

1. มีอานาจหน้าที่ในการพัฒนาตาบลท้ังในด้านเศรษฐกิจ
สังคม และวัฒนธรรม (มาตรา 66)

2. ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายองค์การบริหารส่วนตาบลมี
หน้าที่ต้องทาในเขตองค์การบริหารส่วนตาบล ดังต่อไปนี้
(มาตรา 67)

1) จดั ให้มีและบารุงรกั ษาทางน้าและทางบก
2) รักษาความสะอาดของถนน ทางน้า ทางเดิน
และทสี่ าธารณะรวมท้ังกาจัดมลู ฝอยและส่งิ ปฏิกลู
3) ป้องกันโรคและระงับโรคตดิ ต่อ
4) ป้องกันและบรรเทาสาธารณภยั
5) ส่งเสรมิ การศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม
6) ส่งเสริมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ
และผพู้ ิการ
7) คุ้ ม ค ร อ ง ดู แ ล แ ล ะ บ า รุ ง รั ก ษ า
ทรพั ยากรธรรมชาติ และส่ิงแวดล้อม

18
8) บารุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญา
ทอ้ งถิ่น และวฒั นธรรมอนั ดีของทอ้ งถิน่
9) ปฏิบัติหน้าท่ีอ่ืนตามที่ทางราชการมอบหมาย
โดยจัดสรรงบประมาณหรอื บคุ ลากร ให้ตามความจาเป็นและสมควร
3. ภายใต้บงั คับแห่งกฎหมายองคก์ ารบริหารสว่ นตาบลอาจ
จัดทากิจกรรมในเขตองค์การบริหารส่วนตาบล ดังต่อไปนี้
(มาตรา 68)
1) ใหม้ นี า้ เพ่อื การอปุ โภค บริโภค และการเกษตร
2) ให้มีการบารุงการไฟฟ้าหรือแสงสว่างโดยวิธีอ่ืน
3) ใหม้ ีการบารุงรักษาทางระบายนา้
4) ให้มีและบารุงสถานที่ประชุมการกีฬา การ
พักผอ่ นหย่อนใจ และสวนสาธารณะ
5) ให้มีการส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรและกิจการ
สหกรณ์
6) สง่ เสรมิ ให้มอี ตุ สาหกรรมในครอบครวั
7) บารุงและส่งเสริมการประกอบอาชีพของ
ราษฎร
8) การค้มุ ครองดแู ล และรกั ษาทรัพย์สินอันเป็นสา
ธารณสมบตั ขิ องแผน่ ดนิ
9) หาผลประโยชน์จากทรัพย์สินขององค์การ
บริหารสว่ นตาบล
10) ใหม้ ตี ลาด ท่าเทยี บเรอื และท่าขา้ ม
11) กิจการเก่ยี วกบั การพาณชิ ย์
12) การทอ่ งเทยี่ ว
13) การผังเมอื ง

19
4. การดาเนินงานตามอานาจหน้าที่ของกระทรวง ทบวง
กรม หรือองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ ในอันท่ีจะดาเนินกิจการใด
ๆ เพ่ือประโยชน์ของประชาชน ในตาบลต้องแจ้งให้ อบต. ทราบ
ล่วงหน้าตามสมควร หาก อบต. มีความเห็นเกี่ยวกับการดาเนิน
กิจการดังกลา่ ว ใหน้ าความเห็นของ อบต. ไปประกอบการพิจารณา
ดาเนนิ กิจการนัน้ ด้วย (มาตรา 69)
5. การปฏิบัติงานตามอานาจหน้าท่ีของ อบต. ต้องเป็นไป
เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยใช้วิธีการบริหารกิจการ
บ้านเมืองท่ีดี และให้คานึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการ
จัดทาแผนพัฒนา อบต. การจัดทางบประมาณ การจัดซื้อจัด
จ้าง การตรวจสอบ การประเมนิ ผลการปฏิบัติงาน และการเปิดเผย
ข้อมูลข่าวสาร ทั้งน้ีให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับว่า
ด้วยการน้ัน และหลักเกณฑ์และวิธีการท่ีกระทรวงมหาดไทย
กาหนด (มาตรา 69/1)
6. มีสิทธิได้รับทราบข้อมูลและข่าวสารจากทางราชการใน
เรื่องท่ีเกี่ยวกับการดาเนินกิจการ ของทางราชการในตาบล เว้นแต่
ข้อมูลหรือข่าวสารท่ีทางราชการถือว่าเป็นความลับเกี่ยวกับ การ
รักษาความม่นั คงแห่งชาติ (มาตรา 70)
7. ออกข้อบัญญัติ อบต. เพื่อใช้บังคับในตาบลได้เท่าท่ีไม่
ขัดตอ่ กฎหมายหรอื อานาจหนา้ ทข่ี อง อบต.
ในการนี้จะกาหนดค่าธรรมเนียมที่จะเรียกเก็บและกาหนดโทษปรับ
ผู้ฝ่าฝืนด้วยก็ได้ แต่มิให้กาหนดโทษปรับเกิน 1,000 บาท เว้นแต่
จะมีกฎหมายบัญญตั ิไวเ้ ปน็ อยา่ งอ่นื (มาตรา 71)

20
8. อาจขอให้ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้าง ของหน่วย
ราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยการบริหาร
ร า ช ก า ร ส่ ว น ท้ อ ง ถ่ิ น ไ ป ด า ร ง ต า แ ห น่ ง ห รื อ ป ฏิ บั ติ กิ จ ก า ร
ของ อบต. เป็นการช่ัวคราวได้โดยไม่ขาดจากต้นสังกัดเดิม
(มาตรา 72)
9. อาจทากิจการนอกเขต อบต. หรือร่วมกับสภาตาบล
อบต. อบจ. หรือหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น เพื่อ
กระทากิจการรว่ มกนั ได้ (มาตรา 73)
อานาจหนา้ ท่ี ตามพระราชบัญญัติกาหนดแผนและขั้นตอน
การกระจายอานาจใหแ้ ก่องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่ิน พ.ศ. 2542
1. มีอานาจและหนา้ ที่ในการจดั ระบบการบริการสาธารณะ
เพ่ือประโยชนข์ องประชาชนในท้องถิน่ ของตนเอง ดงั นี้ (มาตรา 16)

(1) การจดั ทาแผนพัฒนาทอ้ งถ่ินของตนเอง
(2) การจัดให้มีและบารุงรักษาทางบก ทางน้า
และทางระบายนา้
(3) การจัดให้มีและควบคุมตลาด ท่าเทียบเรือ ท่า
ข้าม และทจ่ี อดรถ
(4) การสาธารณปู โภคและการกอ่ สร้างอ่ืน ๆ
(5) การสาธารณูปการ
(6) การสง่ เสรมิ การฝกึ และประกอบอาชพี
(7) การพาณิชย์ และการส่งเสรมิ การลงทนุ
(8) การสง่ เสรมิ การทอ่ งเทย่ี ว
(9) การจัดการศกึ ษา
(10) การสังคมสงเคราะห์ และการพัฒนาคุณภาพ
ชีวิตเด็ก สตรี คนชรา และผู้ดอ้ ยโอกาส

21
(11) การบารุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิ
ปัญญาทอ้ งถ่นิ และวฒั นธรรมอันดขี องท้องถิน่
(12) การปรับปรุงแหล่งชุมชนแออัดและการ
จดั การเกย่ี วกบั ที่อยอู่ าศยั
(13) การจัดให้มีและบารุงรักษาสถานที่พักผ่อน
หยอ่ นใจ
(14) การสง่ เสรมิ กฬี า
(15) การส่งเสริมประชาธิปไตย ความเสมอภาค
และสิทธเิ สรีภาพของประชาชน
(16) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของราษฎรในการ
พฒั นาทอ้ งถิน่
(17) การรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบ
เรยี บรอ้ ยของบ้านเมอื ง
(18) การกาจดั มลู ฝอย สิง่ ปฏิกูล และน้าเสีย
(19) การสาธารณสุข การอนามัยครอบครัว และ
การรกั ษาพยาบาล
(20) การจัดให้มีและควบคุมสุสาน และฌาปน
สถาน
(21) การควบคมุ การเลีย้ งสตั ว์
(22) การจัดใหม้ แี ละควบคุมการฆา่ สัตว์
(23) การรักษาความปลอดภัย ความเป็นระเบียบ
เรยี บร้อย และการอนามยั โรงมหรสพ และสาธารณสถานอืน่ ๆ
(24) การจัดการ การบารุงรักษา และการใช้
ประโยชนจ์ ากป่าไม้ ที่ดนิ ทรพั ยากรธรรมชาติ และสิง่ แวดลอ้ ม
(25) การผังเมือง

22
(26) การขนสง่ และการวศิ วกรรมจราจร
(27) การดแู ลรกั ษาที่สาธารณะ
(28) การควบคมุ อาคาร
(29) การปอ้ งกนั และบรรเทาสาธารณภัย
(30) การรักษาความสงบเรียบร้อย การส่งเสริม
และสนับสนุนการป้องกันและรักษาความปลอดภัย ในชีวิตและ
ทรพั ยส์ นิ
(31) กิ จ ก า ร อื่ น ใ ด ท่ี เ ป็ น ผ ล ป ร ะ โ ย ช น์ ข อ ง
ประชาชนในทอ้ งท่ีตามทค่ี ณะกรรมการประกาศกาหนด
2. อานาจหน้าที่ของ อบต. ตามข้อ 1 ต้องดาเนินการตาม
“แผนปฏิบัติการกาหนดข้ันตอนและการกระจายอานาจให้แก่
องค์กรปกครองสว่ นท้องถ่นิ ”
สภาองคก์ ารบริหารสว่ นตาบล
1. สภา อบต. ประกอบด้วยสมาชิกสภา อบต. ซึ่งเลือกตั้ง
โดยราษฎรผู้มีสิทธิเลือกต้ังในแต่ละหมู่บ้านในเขต อบต. น้ัน ตาม
กฎหมายว่าด้วยการเลือกต้ังสมาชิกสภาท้องถ่ินหรือผู้บริหาร
ท้องถิน่ จานวน หม่บู ้านละ 2
คน อบต. ใดมี 2 หมู่บ้านๆ ละ 3 คน : ถ้ามี 1 หมู่บ้านให้มี
สมาชกิ 6 คน มีอายุคราวละ 4 ปี นับแต่วนั
2. สภา อบต. มปี ระธานสภา อบต. 1 คน รองประธานสภา
อบต. 1คน ซึ่งสภาเลือกจากสมาชิกให้นายอาเภอแต่งตั้ง
(มาตรา 48) ดารงตาแหน่งจนครบอายุของสภา อบต. หรือมีการ
ยุบสภา อบต. (มาตรา 49) และมีเลขานุการสภา อบต. 1 คน ซ่ึง
สภาเลอื กจากปลดั อบต. หรอื สมาชกิ สภา อบต. ดารงตาแหนง่ จน

23
ครบอายุของสภา อบต. หรือมีการยุบสภา อบต. หรือสภา อบต. มี
มติใหพ้ ้นจากตาแหนง่ (มาตรา 57)

3. การประชมุ สภา อบต. ในปหี นึง่ ใหม้ ีสมัยประชุมสามัญ 2
-–4 สมัย แล้วแต่สภา อบต. จะกาหนด : สมัยประชุมสามัญสมัย
หน่ึงๆ ให้มีกาหนด ไม่เกิน 15 วัน (มาตรา 58) : เม่ือมีความ
จาเป็นเพื่อประโยชน์ของ อบต. สามารถขอเปิดประชุมวิสามัญได้
สมยั ประชมุ วิสามัญให้ กาหนดไม่เกิน 15วัน (มาตรา 53)
อานาจหนา้ ที่ของสภา อบต.

1. เลือกประธานสภา รองประธานสภา (มาตรา 48) และ
เลขานุการสภา อบต. (มาตรา 57)

2. รับทราบนโยบายของนายก อบต. ก่อนนายก อบต. เข้า
รับหน้าที่และรับทราบรายงานแสดงผลการปฏิบัติงานตามนโยบาย
ท่ีนายก อบต. ได้แถลงไว้ต่อสภา อบต. เป็นประจาทุกปี
(มาตรา 58/5)

3. มอี านาจหนา้ ท่ตี ามมาตรา 46 ดังน้ี
(1) ให้ความเห็นชอบแผนพัฒนา อบต. เพื่อเป็น

แนวทางในการบริหารกิจการของ อบต.
(2) พิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างข้อบัญญัติ

อบต. ร่างขอ้ บัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจาปีและร่างข้อบัญญัติ
งบประมาณรายจา่ ยเพ่มิ เติม

(3) ควบคุมการปฏิบัติงานของนายก อบต. ให้
เ ป็ น ไ ป ต า ม ก ฎ ห ม า ย น โ ย บ า ย แ ผ น พั ฒ น า อ บ ต .
ข้อบัญญัติ ระเบยี บ และข้อบังคับของทางราชการ

24
4. ในท่ีประชุมสภา อบต. สมาชิกสภา อบต. มีสิทธิตั้ง
กระทู้ถามต่อนายก อบต. หรือรองนายก อบต. ในเรื่องใดอัน
เกี่ยวกับงานในหน้าท่ี (มาตรา 56/1) : เสนอญัตติขอเปิดอภิปราย
ทั่วไปเพือ่ ให้นายก อบต. แถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นใน
ปัญหาเก่ียวกับการบริหาร อบต. โดยไม่มีการลงมติ (มาตรา 58/7)
+ นายก อบต.

(1) อบต. มีนายก อบต. 1 คน ซ่ึงมาจากการ
เลือกตั้งโดยตรงของประชาชนตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาท้องถ่ินหรือหรือผู้บริหารท้องถ่ิน (มาตรา 58) ดารง
ตาแหน่งนับแต่วันเลือกตั้งและมีวาระอยู่ในตาแหน่งคราวละ 4 ปี
นับแต่วันเลือกต้ัง แต่จะดารงตาแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระไม่ได้
(มาตรา 58/2)

(2) นายก อบต. สามารถแต่งตั้งรองนายก อบต.
ซ่ึงมิใช่สมาชิกสภา อบต. ได้ไม่เกิน 2 คน แต่งตั้งเลขานุการนายก
อบต. ซึ่งมิได้เป็นสมาชิกสภา อบต. หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ 1 คน
(มาตรา 58/3)
อานาจหนา้ ทีข่ องนายก อบต.

1. ก่อนเข้ารับหน้าที่ นายก อบต. ต้องแถลงนโยบายต่อ
สภา อบต. โดยไม่มีการลงมติ หากไม่สามารถดาเนินการได้ให้ทา
เป็นหนังสือ แจ้งต่อสมาชิกสภา อบต. ทุกคนและจัดทารายงาน
แสดงผลการปฏิบัติงานตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อสภา อบต. เป็น
ประจาทุกปี (มาตรา 58/5)

25
2. มีอานาจหนา้ ท่ี ตามมาตรา 59 ดงั นี้

(1) กาหนดนโยบายโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย และ
รบั ผิดชอบในการบรหิ ารราชการของ อบต. ใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมาย
นโยบาย แผนพัฒนา อบต. ข้อบัญญัติ ระเบียบ และข้อบังคับของ
ทางราชการ

(2) ส่ัง อนุญาต และอนุมัติเกี่ยวกับราชการของ
อบต.

(3) แต่งตั้งและถอดถอนรองนายก อบต. และ
เลขานกุ ารนายก อบต.

(4) วางระเบียบเพ่ือให้งานของ อบต. เป็นไปด้วย
ความเรียบร้อย

(5) รักษาการใหเ้ ปน็ ไปตามข้อบญั ญัติ อบต.
(6) ป ฏิ บั ติ ห น้ า ที่ อื่ น ต า ม ที่ บั ญ ญั ติ ไ ว้ ใ น
พระราชบัญญตั นิ ี้ และกฎหมายอ่นื
3. ควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารราชการของ อบต.
ตามกฎหมาย และเปน็ ผูบ้ ังคับบัญชาพนักงานส่วนตาบลและลูกจ้าง
ของ อบต. (มาตรา 60)
4. นายก อบต. รองนายก อบต. หรือผู้ซึ่งนายก อบต.
มอบหมายมีสิทธิเข้าประชุมสภา อบต. และมีสิทธิแถลงข้อเท็จจริง
ตลอดจนแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับงานในหน้าที่ของตนต่อที่
ประชุมแตไ่ ม่มสี ิทธิออกเสยี งลงคะแนน (มาตรา 58/6)
5. กรณีท่ไี มม่ ผี ู้ดารงตาแหน่งประธานและรองประธานสภา
อบต. หรือสภา อบต. ถูกยุบตามมาตรา 53 หากมีกรณีท่ีสาคัญและ
จาเป็นเร่งด่วนซึ่งปล่อย ให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อประโยชน์สาคัญ
ของราชการหรอื ราษฎร นายก อบต. จะดาเนนิ การไปพลางกอ่ น

26
เท่าท่ีจาเป็นก็ได้ แต่เมื่อได้เลือกประธานสภา อบต. แล้วให้เรียก
ประชมุ สภา อบต. เพือ่ ให้นายก อบต. แถลงนโยบายโดยไม่มีการลง
มติภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีการเลือกตั้งประธานสภา อบต.
(มาตรา 58/5 วรรคสอง)

6. กรณีนายก อบต. ปฏิบัติการท่ีอาจเสียหายแก่ อบต.
หรือราชการ และนายอาเภอได้ช้ีแจงแนะนาตักเตือนแล้วไม่ปฏิบัติ
ตาม ในกรณฉี ุกเฉินหรือจาเป็นเร่งด่วนที่จะรอช้าไม่ได้ นายอาเภอมี
อานาจออกคาสั่งระงับการปฏิบัติราชการของนายก อบต. ไว้ตามที่
เ ห็ น ส ม ค ว ร ไ ด้ แ ล้ ว รี บ ร า ย ง า น ผู้ ว่ า ร า ช ก า ร จั ง ห วั ด
ภายใน 15 วัน เพื่อวินิจฉัยตามที่เห็นสมควรโดยเร็ว : การกระทา
ของนายก อบต. ที่ฝ่าฝืนคาส่ังนายอาเภอหรือผู้ว่าราชการจังหวัด
ดงั กล่าว ไมม่ ผี ลผูกพนั กับ อบต. (มาตรา 90)

7. เป็นผู้เสนอร่างข้อบัญญัติ อบต. (มาตรา 71) ร่าง
ข้อบญั ญตั ปิ ระมาณรายจา่ ยประจาปี และร่างข้อบัญญัติงบประมาณ
รายจ่ายเพ่ิมเติม (มาตรา 87)

8. เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาในการ
ปฏิบตั หิ น้าท่ีตามพระราชบญั ญัติ อบต. (มาตรา 65)
องค์กรปกครองส่วนตาบลขนาดเล็ก ให้มีระดับตาแหน่งสายงาน
ผ้บู รหิ าร ดงั น้ี

1. ตาแหนง่ ปลัดองค์การบริหารส่วนตาบล ให้เป็นตาแหน่ง
ประเภทบรหิ ารทอ้ งถ่ินระดับตน้

2. ตาแหน่งหัวหน้าส่วนราชการ ได้แก่ผู้อานวยการหรือท่ี
เรียกช่ืออย่างอื่น ให้เป็นตาแหน่งประเภทอานวยการท้องถิ่นระดับ
ตน้

27
3. ตาแหน่งหัวหนา้ ฝา่ ย ไม่กาหนดให้มหี วั หนา้ ฝ่าย
โครงสร้างการแบ่งส่วนราชการ คานึงถึงความต้องการและความ
เหมาะสมขององคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบล ดังนี้
1. สานักปลดั องค์การบริหารสว่ นตาบล
2. สานัก/อกองคลงั
3. สานัก/อกองช่าง
4. สานัก/อกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
5. สานัก/อกองยทุ ธศาสตรแ์ ละงบประมาณ
6. สานกั /อกองการศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม
7. กองการเจา้ หนา้ ที่
กรอบแนวคดิ วเิ คราะหพ์ ฤติกรรมการทางานของท้องถิน่ /

ความสามารถในการปรบั ตัวของทอ้ งถนิ่
การจัดการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักแห่งการ
ปกครองตนเองตามเจตนารมย์ของประชาชนในท้องถ่ินเพ่ือเป็นการ
ใหโ้ อกาสและสง่ เสริมความสามารถของประชาชนและชุมชนท้องถ่ิน
ในการปกครองตนเองอันเป็นรากฐานของการปกครองในระบบ
ประชาธิปไตยและเป็นการมอบความรับผิดชอบและอานาจหน้าท่ี
ให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินและชุมชนท้องถิ่นตามวิธีและ
รปู แบบองค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิน่ ตามที่กฎหมายบญั ญตั ิ
การพัฒนาองค์กรก็คือการทาให้องค์กรนั้นดีขึ้น เกิดการ
เปลีย่ นแปลงไปในทางท่ีดีกว่าเดิม ตั้งแต่การเปล่ียนแปลงพฤติกรรม
การปฏิบัติงาน ระบบโครงสร้างองค์กร ไปจนถึงทัศนคติในการ
ทางาน ปัจจุบนั การพฒั นาองคก์ รกลายเปน็ เคร่อื งมือท่ถี ูกนามาใช้ใน
การบรหิ ารตลอดจนขบั เคล่อื นองคก์ รใหก้ า้ วหน้า กา้ วทันการ

28
เปล่ียนแปลง และสรา้ งความเข้มแขง็ ให้กับองคก์ รอย่างเป็น
ระบบตลอดจนเป็นรูปธรรมมากข้ึน
การพัฒนาองค์กรยังหมายถึงการยกระดับองค์กรอย่าง
สร้างสรรค์และให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด โดยที่ยังให้ความสาคัญกับ
บุคลากรทุกระดับ โดยการพัฒนาองค์กรนั้นยังต้องควรตอบสนอง
ต่อวิสัยทัศน์ พันธกิจ ตลอดจนค่านิยม ขององค์กรด้วย การพัฒนา
องคก์ รควรมเี ปา้ หมายท่ีชัดเจนและการปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์ให้เกิด
ความสาเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนั่นจะทาให้องค์กรพัฒนาได้
อย่างต่อเนื่องและย่ังยืนตลอดไป การมีส่วนร่วมของประชาชนใน
การเลือกผู้ท่ีจะเข้ามาบริหารในพื้นที่ส่วนท้องถิ่นโดยผู้บริหารท่ีดี
ควรจะต้องกาหนดทิศทาง การพัฒนาท่ีเหมาะสมการได้ผู้บริหารท่ีดี
ย่อมส่งผลต่อการพัฒนาท่ีดีและบุคลากร ก็เป็นหนึ่งในฟันเฟือง
สาคัญของการพัฒนาองค์กร ผู้บริหารที่ดีจะเข้าใจการประสานงาน
ตลอดจนแนะนาวิธีปฏิบัติที่ดีท่ีสุดรวมถึงสามารถช่วยแก้ปัญหาได้
อย่างมีประสิทธิภาพซ่ึงนั่นเป็นหน่ึงในเคล็ดลับท่ีทาให้องค์กร
สามารถพัฒนาและประสบความสาเรจ็

กรอบแนว

ปจั จยั ท่สี ง่ ผลต่อการพัฒนา องค์กรปกค
การเมอื งในทอ้ งถ่นิ
โครงสรา้ ง บทบาท/อห
1.ปญั หาทางดา้ นการบริหาร
2.ปัญหาการบรหิ ารการเงิน, การคลัง
3.ปญั หาการบริหารทรัพยากรมนษุ ย์
4.การทับซ้อนอานาจ
5.ความล่าช้าในการกระจายอานาจ

29
วคิดวเิ คราะห์

ครองท้องถ่ิน ผลงานการบริหารงาน/
เป้าหมายการพฒั นา

หน้าท่ี บุคคลกรองคก์ รทอ้ งถนิ่ /การมี 1.จดั ตั้งภาคีเครือขา่ ยเอกชน
ส่วนรว่ มของประชาชน

2.จดั ตั้งภาควิชาการในพ้นื ท่ี

3.การมสี ่วนร่วมของชุมชน

30
การเข้าร่วมโครงการขับเคล่ือนเขตพัฒนาเศรษฐกิจ
พอเพียง (SEDZ) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ เป็นการขยายผล
โครงการพัฒนาพ้ืนที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพ และเป็น
หน่วยงานหลักขับเคลื่อนการพัฒนาเชิงพ้ืนที่ โดยเฉพาะพื้นที่ตาบล
หนองบัวฮี อาเภอพิบูลมังสาหาร มีการร่วมมือระหว่างภาค
ประชาชนและภาคเอกชนในพื้นที่ ที่สามารถส่งผลต่อการแก้ไข
ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน มีการพัฒนาโดยใช้ศาสตร์อื่น
ๆ เพ่ือมาเป็นแหล่งเรียนรู้ มีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการฯ หลายสิบ
ครวั เรอื น พื้นทม่ี ากกวา่ 500 ไร่ มกี ารขับเคล่ือนกิจกรรมการพัฒนา
พื้นท่ีอย่างต่อเน่ือง ตลอดระยะเวลา 5 ปี ต่อจากน้ี เช่น คันทองคา
ป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง ตลอดจนการปลูกผักสวนครัว เพื่อ
สร้างความม่ันคงทางอาหาร และพืชสมุนไพร เช่น กระชาย และฟ้า
ทลายโจร เพ่อื ปอ้ งกันและบรรเทาโรคโควดิ -19 กอ่ นขยายผลให้เป็น
ครัวเรือนตัวอย่างและศูนย์เรียนรู้ในชุมชน ให้ผู้ที่สนใจเข้ามาเรียนรู้
เป็นการพัฒนาท้องถ่ิน กระบวนการของการเพ่ิมทางเลือกใหม่
การเปลีย่ นเส้นทางการคดิ
โดยมีการดาเนินการเมื่อวันท่ี 22 พฤศจิกายน 2564 ณ
ศูนย์การเรียนรู้เฮือนฮ่วมแฮง หมู่ที่ 2 บ้านหนองบัวฮี ตาบล
หนองบัวฮี อาเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ผู้ว่าราชการ
จังหวัดอุบลราชธานี พัฒนาการจังหวัดอุบลราชธานี พร้อม
ด้วย นายอาเภอพิบูลมังสาหาร คณาจารย์และนักศึกษาจาก
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ทีมวิทยากรจากศูนย์พุทธธรรม
และสานักงานพฒั นาชุมชนอาเภอพิบูลมังสาหาร พร้อมกับผู้บริหาร
องค์การบริหารส่วนตาบลหนองบัวฮี กานันผู้ใหญ่บ้าน ผู้นาอาสา
พฒั นาชุมชน นักพัฒนาพ้นื ท่ีตน้ แบบ ตลอดจนภาคีเครอื ข่าย

31
ภาคเอกชน จัดเวทีสารวจและประชุมหารือเพื่อเตรียมความพร้อม
การดาเนินโครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง)SEDZ) ด้วยโมเดล
เศรษฐกิจใหม่ เพื่อขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัย
ลดความเหล่ือมล้าทางรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
ในพ้ืนที่ตาบลหนองบัวฮี และพื้นท่ีใกล้เคียงในเขตอาเภอพิบูลมังสา
หาร จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งในเบ้ืองต้นพื้นที่ดังกล่าว มีผู้สนใจเข้า
ร่วมโครงการฯ หลายสิบครัวเรือน พื้นที่มากกว่า 500 ไร่ และถือ
เป็นหน่งึ ในพื้นท่ีเป้าหมายในแผนการขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจ
พอเพียง )SEDZ) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ )BCG Model) ของ
จงั หวัดอุบลราชธานี

การขยายผลโครงการพัฒนาพ้ืนที่ต้นแบบการพัฒนา
คุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่“โคก หนอง นา
โมเดล” เพอื่ ชว่ ยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา
2019 (COVID-19) ซ่ึงรัฐบาลได้มีแนวทางการขับเคล่ือนแนวทาง
เขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง (SEDZ) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่
ซึ่งกระทรวงมหาดไทย ภายใต้การนาของ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ
ปลัดกระทรวงมหาดไทย ท่ีมีบทบาทสาคัญในการ “บาบัดทุกข์
บารุงสุข” ให้แก่ประชาชนตามแนวทางของหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง และเป็นหน่วยงานหลักขับเคล่ือนการพัฒนาเชิง
พ้ืนที่ จึงไดเ้ สนอการขบั เคลอ่ื นแนวทางเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง
ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ โดยภาครัฐจะได้สนับสนุนการจ้างงาน
โครงสรา้ งพ้ืนฐาน อุปกรณพ์ น้ื ฐาน อานวยความสะดวกด้านต่างๆ ที่
จาเป็น ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคส่วน
ต่างๆในพื้นที่ ภาควิชาการในพื้นท่ีร่วมพัฒนาและยกระดับ
ทรัพยากรมนุษย์ ตอ่ ยอดดว้ ยงานวจิ ยั และนวัตกรรมทีเ่ หมาะสม

32
โดยมีภาคเอกชนร่วมสนับสนุนการบริหารงานโครงการ วางแผน
พัฒนาและต่อยอดผลผลิตต่างๆ ท่ีจะเกิดขึ้นจากความสมบูรณ์ของ
การพัฒนาพื้นท่ี ทั้งน้ี เพื่อให้เกิดการกระจายความเจริญโดยเฉพาะ
พ้ืนที่ท่ีมีศักยภาพในกรพัฒนา พ้ืนท่ีประสบปัญหาภัยพิบัติซ้าซาก
และใช้โอกาสจากภาคแรงงานท่ีมีทักษะและศักยภาพท่ีประสบกับ
ปัญหาการเลิกจ้างจากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
(COVID-19) ทีก่ ลับไปยงั บา้ นเกดิ เป็นกาลังสาคัญในการพัฒนาพ้ืนท่ี
เปา้ หมาย ดว้ ยการใหค้ วามรตู้ ามแนวพระราชดาริเศรษฐกิจพอเพียง
หรือทฤษฎีใหม่ ควบคู่กับการศึกษาถึงรากเหง้าภูมิปัญญาดั้งเดิม
และเพิ่มพูนด้วยชุดความรู้ทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม
กับการแก้ไขปัญหาของพ้ืนท่ีและภูมิสังคม เพื่อพัฒนาหรือยกระดับ
เป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ เพื่อขจัด
ความยากจน ลดความเหลื่อมล้าทางรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต
ของประชาชน และเสริมสร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ สังคม และ
ส่งิ แวดล้อมในพ้ืนท่ี ภายในปี 2030

33

โดยเฉพาะในส่วนของพื้นท่ีตาบลหนองบัวฮี อาเภอพิบูลมังสาหาร
ถือว่ามีความพร้อมในการดาเนินงานและสนับสนุนการขับเคลื่อน
นโยบาย, พื้นที่ใกล้เคียง ศูนย์พุทธธรรมสมเด็จพระมหาธีราจารย์
ป่าดงใหญ่วังอ้อ ตาบลหัวดอน และตาบลก่อเอ้ อาเภอเขื่องใน,
วัดป่าศรีแสงธรรม บ้านดงดิบ ตาบลห้วยยาง อาเภอโขงเจียม,
ดอนป่าต้ิว บ้านโนนมะเขือ ตาบลกาบิน อาเภอกุดข้าวปุ้น และใน
พื้นที่อาเภอต่างๆ ที่มีความพร้อมและอยู่ระหว่างการกระจายกาลัง
เพอ่ื ไปชแี้ จงและทาความเขา้ ใจ โดยหนว่ ยงานทร่ี ับผิดชอบ และภาคี
เครือข่ายในจังหวัดฯ ซึ่งถือเป็นจังหวัดแรกในประเทศไทย ที่สนใจ
และให้ความสาคัญ ในการขับเคลื่อนโครงการฯ ดังกล่าวหรือเป็น
การนาร่องการดาเนินงานและตน้ แบบในการขับเคลื่อนนโยบายและ
โครงการสาคญั ตา่ งๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม ตลอดระยะเวลาทผ่ี ่านมา

ซึ่ ง จ า ก ก า ร ด า เ นิ น ก า ร ดั ง ก ล่ า ว ข อ ง ต า บ ล ห น อ ง บั ว ฮี
แตกต่างจากเดิม และการคาดการณ์ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงใน
อนาคตการพัฒนาจึงเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง การปรับปรุง
และการสร้างชีวิตซึ่งเป็นความพยายามโดยตรงท่ีจะปรับปรุงด้าน
ทศั นคติการมสี ว่ นรว่ มความยืดหยุน่ ความเทา่ เทยี ม บทบาทหนา้ ที่

34
ของสถาบัน สังคมให้เกื้อกูล ต่อคุณภาพชีวิตของการพัฒนา การ
สร้างความมั่งคั่งหรือส่ิงท่ีคนให้คุณค่าและการนาไปสู่การพัฒนาคือ
การท่ีประชาชนเข้ามามสี ว่ นรว่ ม

บทสรปุ
การที่ประชาชน เปรียบเสมือนรากฐานความชอบธรรมของ
รัฐดังคากล่าวท่ีว่า“สถานะของประชาชนในการเมือง ภายใต้
โครงสร้างของรัฐประชาชาติทาให้ประชาชนกลายเป็นรากฐานของ
อานาจรัฐเพราะเม่ืออานาจอธิปไตย “เป็นของ” หรือ “มาจาก”
ประชาชน ก็ทาให้ประชาชนกลายเป็นรากฐานของความชอบธรรม
ให้แก่รัฐ การอ้างอิงประชาชนที่ไม่ได้แสดงความแตกต่างทางชนช้ัน
อายุ เพศ จึงเป็นการกระทาสามัญในการเมืองของสภาวะสมัยใหม่”
การที่จะพัฒนาการเมืองในระดับ ท้องถ่ิน จนเกิดเป็นการเมืองแบบ
มีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นตามระบอบประชาธิปไตย
สิ่งท่ีสาคัญท่ีสุดอย่างหน่ึง คือ การที่หน่วยงานของรัฐ ได้แก่ องค์กร
บริหารส่วนท้องถ่ิน หรือหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องจะต้องรู้ถึงสาเหตุที่
แท้จริงของปัญหาว่าเกิดจาก สาเหตุใดเพ่ือจะได้แก้ไขปัญหาและ
พัฒนาทางการเมืองในระดับท้องถิ่นได้ตรงประเด็นโดยต้องอาศัย
ความร่ว มมือกัน ระหว่า งหน่วย งานที่เกี่ ยวข้อง กับประ ชาชนที่ มี
เปา้ หมายในการพัฒนาอยา่ งแท้จรงิ
แนวทางการพัฒนาการเมืองอย่างหน่ึงคือ การเปิดโอกาสให้
ประชาชนได้มีส่วนร่วมในทางการเมือง เป็นพัฒนาการการมีส่วน
ร่วมในทางการเมอื งไทยแบบพหุนยิ ม หรอื เป็นแนวความคิดที่เคารพ
ความแตกต่าง และความหลากหลายในมิติต่าง ๆ ของผู้คนในสังคม
ต้งั แตก่ ารเมอื งชีวิตทางสังคม และวัฒนธรรม อันเป็นการส่งเสริมให้
ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการผลกั ดนั หรอื การพฒั นาทางการเมอื ง


Click to View FlipBook Version