The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

POL6100แนวทางการศึกษารัฐศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thanya_rato, 2022-03-10 23:31:51

POL6100แนวทางการศึกษารัฐศาสตร์

POL6100แนวทางการศึกษารัฐศาสตร์

35
เศรษฐกิจ และสังคม ก่อให้ชุมชนเข้มแข็ง หรือที่เรียกว่า “ประชา
สังคม”เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้เกิดการพัฒนาองค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่น โดยในการ พัฒนาภายในการปกครองส่วนท้องถ่ินที่นับว่า
เป็นหน่วยงานปกครองที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากท่ีสุดรูปแบบหน่ึง
ไดม้ ีการนาหลัก ( Development Approach) ตามความเข้าใจคือ
การพัฒนาด้านหลักภายในองค์กร เพื่อให้สนองตอบต่อ
วิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ ท่ีองค์กรกาหนด
ขึ้นมา การพัฒนาทั้ง 3 ด้านให้สอดคล้องกัน จะทาให้องค์กรพัฒนา
อยา่ งตอ่ เนือ่ งและย่ังยนื ครบั ดงั นี้

1. การพฒั นาโครงสรา้ งพน้ื ฐานขององค์กร
2. การพัฒนากระบวนการทางานอย่างเป็นระบบทาให้การ
ทางานของแต่หน่วยงานเกดิ ประสิทธิภาพและประสทิ ธิผล
3. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อให้บุคลากรได้ใช้
ศักยภาพของแต่ละบุคคลอย่างเต็มความสามารถ นามาซึ่งคุณภาพ
ของงานและจิตใจ
ปกครองส่วนท้องถ่ินในอนาคต ควรกา หนดให้เป็น
หน่วยงานหลักในการ ดูแลประชาชน โดยให้มีหน้าที่จัดบริการ
สาธารณะ จัดระบบการศึกษา การรักษาความปลอดภัย และให้มี
ความเป็นอิสระ โดยภาครัฐจะต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่ิน มีความเข้มแข็งในการบริหารงานได้โดยอิสระ
ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่าง มีประสิทธิภาพ
กาหนดให้การกากับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน กระทาเท่าท่ี
จาเปน็ และไม่ กระทบต่อความเป็นอิสระ โดยให้มีองค์กรที่ทาหน้าที่
ในการตรวจสอบการใชอ้ านาจของผู้กากับดูแล ในรูปคณะกรรมการ
กลาง ซ่ึงคณะรฐั มนตรเี ป็นผ้แู ตง่ ตง้ั จากผทู้ รงคณุ วุฒิ เพ่อื ทาหนา้ ท่ี

36
วางกรอบและนโยบายในการจัดทามาตรฐานการกากับดูแลท้องถ่ิน
ของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งตรวจสอบประเมินผลการ
ดาเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานของ รัฐให้
เป็นไปตามมาตรฐานการกากับดูแล พร้อมท้ังกาหนดอานาจหน้าท่ี
ขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นใหม่ โดยกาหนดอานาจหน้าที่ให้
ชดั เจน เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการ บริหารกิจการและ
ตรวจสอบการบริหารงานของผูบ้ ริหารท้องถิ่น ไดอ้ ย่างเหมาะสม
การศึกษาเรอื่ งแนวทางการพฒั นาการเมืองในระดับทอ้ งถิ่น สรปุ
ไดด้ ังนี้

ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 จนกระทั่งรัฐธรรมนูญ 2550
จนปัจจุบันด้วยการกาหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการปกครองส่วน
ท้องถิ่นไว้ในรัฐธรรมนูญกลับทาให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติหลาย
ประการเมื่อต้องการแก้ไขเพ่ือหาทางออกก็ไม่อาจกระทาได้เพราะ
ติดอยู่พีเ่ รอ่ื งนนั้ นั้นบัญญตั ไิ ว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น การกระจายอานาจ
การจัดสรรรายได้และภาษีการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นเป็นต้น
หรือเพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เคร่งครัดเกินไปไม่อาจดาเนินการ
เป็นประการอื่นเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดข้ึนได้ รัฐจัดให้มีการจัดการ
ป ก ค ร อ ง ส่ ว น ท้ อ ง ถิ่ น ต า ม ห ลั ก แ ห่ ง ก า ร ป ก ค ร อ ง ต น เ อ ง ต า ม
เจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถ่ินเพื่อให้โอกาสและส่งเสริม
ความสามารถของประชาชนในท้องถิ่น การจะทาให้การปกครอง
ส่วนท้องถิ่นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพต้องคานึงถึงความสามารถ
ในการปกครองของตนเองในด้านรายได้จานวนและความหนาแน่น
ของประชากรและพื้นท่ีที่รับผิดชอบประกอบกัน โดยองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าท่ีและอานาจดูแลและจัดทาบริการ
สาธารณะกิจกรรมสาธารณะประโยชนเ์ พอ่ื ประโยชนข์ องประชาชน

37
ในท้องถ่ินตามหลักการพัฒนาอย่างยังยืน เช่นหลักการพัฒนาเชิง
พ้ืนท่ีของพื้นท่ีตาบลหนองบัวฮีอาเภอพิบูลมังสาหาร มีการร่วมมือ
ระหว่างภาคประชาชนเอกชนและท้องถ่ินท่ีสามารถแก้ไขปัญหา
ความเดือดร้อนของประชาชน โดยการดาเนินการนั้นต้องมุ่งให้
ประชาชนในท้องถิ่นได้รับผลประโยชน์ รัฐบาลจาเป็นต้อง
ดาเนินการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินมีรายได้ของตนเองให้
สามารถดาเนินการได้อย่างพอเพียง การมีส่วนร่วมร่วมของคนใน
ท้องถิ่นถือเป็นส่วนสาคัญของการปกครองส่วนท้องถ่ิน โดยแต่ละ
ทอ้ งถิ่นประสบปัญหาการมีส่วนรว่ มของประชาชน เชน่

1) ประชาชนในบางท้องถ่ินไม่เห็นความสาคัญและเข้ามามี
ส่วนร่วมในการปกครองท้องถิ่นอย่างจริงจัง ดังนั้น องค์การบริหาร
ส่วนท้องถ่ินหรือหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องควรมีการเสริมแรงทั้งที่เป็น
รูปธรรมและ นามธรรม

2) ควรให้ความรู้ทางด้านกฎหมาย แก่ประชาชนในท้องถิ่น
โดยการจัดโครงการ หรือ กิจกรรมต่าง ๆ เพ่ือเสริมสร้างความรู้
ความเข้าใจในสิทธิการมสี ว่ นร่วมในองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นโดย
การโนม้ น้าวให้คนในชุมชนเข้าร่วมโครงการ

3) ฝึกอบรมและพัฒนาผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภา
ท้องถ่ินและบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักธรร
มาภิบาล ใหม้ ี คณุ ธรรม ศีลธรรมและทางานเพื่อรักษาผลประโยชน์
ของประชาชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง รวมท้ังฝึกอบรมและพัฒนา
บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีความรู้ความเข้าใจ
เก่ียวกับกฎหมายข้อบังคับ และระเบียบต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อ
ประชาชนและการมสี ว่ นรว่ ม ของประชาชนอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ

38
4) ส่งเสริมให้ชุมชนท่ีมกี ารศึกษามาสนใจศึกษาวิจัยในเรื่อง
เก่ียวกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการปกครอง
ส่วนท้องถ่ิน การดาเนินงาน พัฒนาด้านการส่งเสริมการปกครอง
ส่วนท้องถิ่นและกฎหมายที่เก่ียวข้อง และ หน่วยงานของรัฐ เช่น
อบต. ควรจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ )Workshop) อย่างต่อเนื่อง
เพ่ือใหค้ นในชุมชนได้ เรยี นรู้สิทธกิ ารเข้ารว่ มกิจกรรมการพัฒนาทาง
การเมืองในท้องถิ่น และตระหนักถึงความสาคัญ ในผลประโยชน์
ของชุมชนในท้องถิ่น นอกจากน้ียังทาให้เกิดความสัมพันธ์อันดีต่อ
กันระหว่างผู้ร่วมประชุมและชุมชนกับหน่วยงานของรัฐสร้างการมี
ส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นให้มากขึ้นผ่านการศึกษาปัญหา
สร้างความเข้าใจของการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเพื่อเป็นส่วน
สาคญั ในการผลกั ดันการพัฒนาทางการเมืองในระดับท้องถ่ินเป็นผล
ไปสู่การพัฒนาท้องถ่ินโดยผ่านการมีส่วนร่วมตามหลักของการ
ปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ

**********

เอกสารอ้างองิ

Stou.ac.th/Schoolnew/polsci/UploadedFile/
แนวการศกึ ษา%201%20แนวทางศึกษาการเมืองท้องถ่นิ .pdf
หลักและแนวทางการศึกษาการเมืองท้องถิ่น รองศาสตราจารย์ ดรปธาน .
สวุ รรณมงคล คงชิต ชินสิญจน์และธเนศ วงศ์ยานนาวา (2564).แนวทางการ
พฒั นาการเมอื งในระดับทอ้ งถิน่
ปัณณธร เธียยรชัยพฤกษ์.(2561)ทิศทางองค์กรปกครองท้องถิ่นไทยใน
อนาคต วารสาร มจร พทุ ธปัญญา

ปริทรรศน,์ 3(2)191-192
อบุ ลฯ เดินหน้า! สานพลงั ภาคี “บวร” & ม.ราชภฏั ฯ จดั เวทีเตรียมขับเคลื่อน
เขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง (SEDZ) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ อ.พิบูลมังสา
ห า ร . สื บ ค้ น เ ม่ื อ 1 4 กุ ม ภ า พั น ธ์ 2 5 6 5 ,
www.thailandplus.tv/archives/423060
ความรู้เก่ียวกับการปกครองส่วนท่องถิ่นและวัฒนธรรมทางการเมือง
สานกั งานคณะกรรมการการเลอื กตงั้
โครงสร้างรวมและอานาจหน้าที่ของ อบต. ตามพระราชบัญญัติสภาตาบล
และองค์การบริหารส่วนตาบล พ.ศ. 2537 และ ท่ีแก้ไขเพ่ิมเติมถึงฉบับที่ 5
พ.ศ. 2546 /อ/อhttp://www.oic.go.th/

-------------------------------------------
กลุ่ม 8นางสาววิไล หอมหวล, นางสาวหทัยกานต์ จันทร์พวง, นางสาวปริตา
บญุ มาลี และนายณัฐพล สนิ ธุวา

กลุ่ม 9

แนวทางการศึกษาชนช้นั นาทางการเมอื ง
(Political Elite Approach) : บทวิเคราะห์ว่าด้วยผู้นาชนช้ัน
ทางการเมือง
กรณี ศึกษา องค์การบริหารส่วนตาบล เทศบาล และองค์การ
บริหารส่วนจังหวัด และสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)

สมาชิกกลุ่ม รหสั นักศกึ ษา 6324800624
1. นายชยั รตั น์ โพธิ์ไทรย์ รหัสนักศกึ ษา 6324800628
2. นางสาวอญั ชราภรณ์ ผลดี รหสั นกั ศึกษา 6324800637
3. นางสาวบษุ ราพร กุลทอง รหัสนกั ศกึ ษา 6324800636
4. นายณรงค์ สารคะณา

แนวทางการศกึ ษา
ในบริบทของสังคมมีผู้คนอยู่หลากหลาย ซ่ึงแต่ละกลุ่มมี

อิทธิพลต่อความคิดหรืออีกนัยหน่ึงเป็นผู้นาความคิด กระแส

ความคิดก่อให้เกิดการเปล่ียนแปลงทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ
ซ่ึงกลุ่มคนดังกล่าวอาจเรียกได้ว่าเป็น ชนชั้นนา สอดคล้องกับ นิธิ
เอียวศรีวงศ์ (2555) ไดก้ ลา่ วไวว้ า่ ปัญหาความแตกร้าวในสังคมไทย
ปัจจุบันมีสาเหตุมาจากความแตกร้าวของช้ันชั้นนากันเอง หรือเป็น
ความแตกร้าวระหว่างชนชั้นนากับชนชั้นล่าง ดูเหมือนจะคล่ีคลาย
ไปแล้ว เพราะความเห็นส่วนใหญ่ก็คือ มันเป็นท้ังสองอย่าง แต่เป็น
ทัง้ สองอย่างท่ไี ม่ได้หมายความวา่ เป็นโดยไม่เก่ียวกัน ในทางตรงกัน
ข้ามเก่ียวโยงกันอย่างแยกไม่ออกทีเดียว ชนช้ันนาไทยซ่ึงถืออานาจ
บริหารจดั การบา้ นเมืองมานานนั้น ไม่ได้ประกอบด้วยกลุ่มเดียวมีแต่
กลุ่มใหม่ ๆ แทรกตัวเข้ามาเพิ่มอยู่เสมอ ในขณะที่กลุ่มเก่าบางกลุ่ม
เคยถูกลดอานาจและบทบาทลง ก็สามารถกลับมาเถลิงอานาจได้
ใหมแ่ ละเพิ่มพูนอย่างต่อเนอ่ื งก็มี ต่างเขา้ ไปยึดถือการนาร่วมกันบ้าง
แข่งกันบา้ ง ในองคก์ รและสาขาการบริหารจัดการ ทั้งที่เป็นของรัฐท่ี
เป็นเอกชน หรือเป็นพลังทางสังคมหรือวัฒนธรรมที่ทาให้สังคม
ยอมรับอานาจบางกลุ่มก็จับมือเป็นพันธมิตรกัน บางกลุ่มก็ต่อต้าน
บางกลุ่มร่วมกัน พูดง่าย ๆก็คือ "การเมือง" การเมืองของชนช้ันนา
น้ันเอง ก็สลับซับซ้อนและมีพลวัตในตัวเองไมใช่กลุ่มเดิมท่ีเกาะกัน
กินหัวชาวบ้านมายาวนานโดยไม่เปลี่ยนแปลงกลุ่มหรือวิธีการเลย
(ณชั ชานชุ พิชิตธนารัตน,์ ม.ป.ป., นิธิเอยี วศรีวงศ์, 2555)

การศึกษาทางด้านรัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ คงได้รับรู้ผ่าน
กระบวนการทางความคิดของคาว่า"ชนชั้นนา" (Elite) หมายถึง
กลุ่มบุคคลระดับแนวหน้าของแต่ละวงการ ทั้งทหาร ตารวจ
ข้าราชการระดับสูง ที่มียศตาแหน่ง นักการเมือง นักธุรกิจ ระดับ
เศรษฐี นักวิชการที่มีชื่อเสียงระดับชาติ รวมถึงบุคคลท่ัวไป บุคคล
สาธารณะที่มีชื่อเสียงทางสังคม พระ ดารา นักร้อง ผู้นาองค์กรต่าง
ๆ เปน็ ต้น (นติ ิ เอียวศรีวงศ,์ 2554)

ในด้านเศรษฐกิจ มีการพูดถึงกติกา หรือโครงการใหม่ ๆ
ท่ีเอื้อให้ "ทุนใหญ่"ทาลาย "ทุนเล็ก" สร้างเง่ือนไขให้มหาเศรษฐี

รวบรวมทรัพย์สมบัติของชาติไปไว้ท่ีตระกูลตัวเอง คนเล็กคนน้อย
คนชั้นกลางต้องขายทรัพย์สินเพื่อประทังความอยู่รอด ในการเมือง
อานาจถกู รวมศูนย์ โดยกลไกของ "นักธุรกิจใหญ่ไม่ก่ีตระกูล" เข้าไป
ชี้นา แทรกแซงและบญั ชาการอานาจ โดยผดู้ แู ลอานาจรัฐทาเหมือน
ไม่รู้เท่ากัน ในสังคมด้วยเรื่องราวที่สะท้อนจิตใจผู้คนที่ช่ัวร้ายแรง
มากข้ึนเรอื่ ย ๆ เรอื่ งอ่ืนกเ็ ชน่ กันต่างคนต่างมุ่งท่ีจะเอาตัวรอด รักษา
สถานะของตัวเองไว้ โดยไม่ใส่ใจกับคุณธรรมการอยู่รวมกันน้อยลง
เรื่อย ๆ มีการประเมินนับจากน้ีโครงสร้างของสังคมไทยหากแบ่ง
ด้วยฐานะทางเศรฐกิจ "คนจน"อันหมายถงึ ผู้ทพี่ งึ่ พาตัวเองไม่ได้ ต้อง
รอขอความช่วยเหลือจากอานาจรัฐ หรือเจ้าของทุนใหม่เพื่อ
ประคับประคองชีวิตจะมากขึ้น เนื่องจาก "คนชั้นกลาง" จะลดลง
เพราะหนทางการทามาหาได้จะตีบตันไปเร่ือย ๆ เน่ืองจาก
"ความสามารถในการแข่งขัน" ถูกทาให้สู่ไม่ได้กับ "นายทุนใหญ่"
และ "นักลงทุนจากต่างชาติ" ท่ีได้รับประโยชน์จากกติกาใหม่ ๆ ที่
อานาจรัฐเอื้อให้ "คนชั้นกลาง" มีความสาคัญย่ิงในการพัฒนาก่อน
หน้าน้ันมีการสรุปว่า "ความมั่นคงของประชาธิปไตย" ขึ้นอยู่กับ
สัดส่วนคนช้ันกลางในสังคมในประเทศน้ัน หากจะทาให้
ประชาธิปไตยมีเสถียรภาพ จะต้องเพ่ิมจานวนของคนชั้นกลางให้
มาก ๆ เพราะเม่ือเป็นคนช้ันกลางแล้ว คน ๆ น้ันจะมีความคิด
"ปกป้องสิทธิของตัวเอง" ซึ่งเป็นหัวใจสาคัญ "ความเชื่อมั่นใน
ประชาธปิ ไตย" พ้นจากสังคมแบบคนส่วนใหญ่รอการอุปถัมภ์ ซึ่งทา
ให้ง่ายต่อความคิดยนิ ยอมใหต้ วั เองถูกละเมิดสิทธิเพ่ือแลกกับโอกาส
ที่จะได้รับการอุปถัมภ์ ทามองกันว่า ยุคสมัยท่ีคนช้ันกลางถูกทาให้
ล้มตายจาก ต้องกลับไปเป็นคนในชนชั้นรอการอุปถัมภ์จะก่อ
ความชอบธรรมให้เห็นว่า "ประชาธิปไตย"ท่ีหัวใจอยู่ที่ความเท่า
เทียมในสิทธแิ ละเสรีภาพ มามีความจาเปน็ คาวา่ "ชนชน้ั กลาง" โดย
ความหมาย

ดั้งเดิม หมายถึง ชนชั้นที่อยู่ระหว่างชนช้ันล่างและชนช้ันสุงของ
สังคม ประกอบอาชีพการค้ารวมถึงผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ มี
การศกึ ษา มกี ารรวมตัวเพื่อทากิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ
การวิพากษ์วิจารณ์สภาวะทางสังคมที่ดาเนินการอยู่ในขณะน้ัน
ปจั จยั บ่งชท้ี ท่ี าใหช้ นช้ันกลางมคี วามแตกต่างจากชนชั้นในสังคม คือ
สถานะทางเศรษฐกิจ รายได้ อาชีพ รวมถึงโอกาสในการเล่ือนชั้น
ทางสังคม (สุชาติ ศรีสุวรรณ, 2563, Robinson,1995, สังศิต
พิรยิ ะรังสรรค์ และผาสกุ พงษไ์ พจติ ร, 2536)

แนวคดิ และทฤษฎที ่ีเกี่ยวขอ้ งกบั ชนชน้ั นา

แนววิเคราะห์ชนชน้ั นา (Elite Approach)

แนววเิ คราะหช์ นชั้นนามองวา่ ในสังคมจะประกอบไป

ด้วยคน 2 ชนช้ันคือชนช้ันนาและคนชนช้ันล่างชนช้ันนา หมายถึง

คนสว่ นน้อยในสัง่ คมทมี่ ีอานาจครอบงาคนช้ันล่างที่เป็นคนส่วนใหญ่

ของสังคม เน่ืองจาก ชนน้ันนาเป็นคนที่กุมอานาจทางเศรษฐกิจ คือ

มีเงินทองและความร่ารวย เม่ือมีความร่ารวยทาให้สามารถใช้ความ

ร่ารวยในการแสวงหาอานาจทางการเมือง, เม่ือมีอานาจทาง

การเมือง อานาจในด้านอ่ืนก็จะเพ่ิมพูนข้ึน และทาให้ชนชั้นนาเป็น

คนกาหนุดชะตากรรมของคนทั้งสังคมสาเหตุท่ีชนชั้นนาสามารถ

กาหนดความเป็นไปของสังคมได้ เพราะชนชั้นนามีลักษณะต่างๆ

คือชนช้ันนามีจานวนน้อยทาให้ติดต่อสื่อสาร รวมกันอย่างเหนียว

แน่น และพบว่าชนช้ันนายังมีการเก่ียวดองกันในรูปของเครือญาติ

ผา่ นการแตง่ งานข้ามตระกูลกัน -

แนวคดิ ชนชั้นนาจงึ มองว่าการเมอื งเป็นเรื่องของชนช้ันนา

ทาให้การกาหนดนโยบายตา่ งๆเป็นไปเพือ่ ชนชัน้ นา โดยชนชนั้ ล่าง

ได้รับประโยชน์แตเ่ พียงเลก็ น้อย ผลประโยชนท์ ชี่ นชนั้ นาจัดสรรให้

ชนชนั้ ลา่ งเปน็ การจดั สรรใหเ้ พยี งพอเพอื่ ไม่ให้ชนชัน้ ล่างรสู้ ึกว่าถูก

เอาเปรียบจนเกินไป และลุกขึ้นมาท้าทายอานาจของชนชน้ั นาเท่านนั้

การนาแนววิเคราะห์ชนช้ันนามาอธิบายการเมืองไทยแนว
วิเคราะห์ชนช้ันนาสามารถนามาอธิบายการเมืองไทยได้เป็นอย่างดี
เน่ืองจากคนท่ีเข้าไปมีอานาจทางการเมืองเวลานี้คือชนชั้นนาทาง
ธุรกิจเพียงไม่ก่ีตระกูล ทาให้ชนชน้ั นาเหลา่ นี้เข้าไปกาหนดบทบาทท่ี
เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของตนเองสาหรับการเมืองไทยชนช้ันนาที่
เข้ามามีบทบาททางการเมืองในระยะแรกคือทหาร ข้าราชการ
ระดับสูง โดยมีนักธุรกิจอยู่เบื้องหลังในการสนับสนุน ข้าราชการ
ทหารเหล่านั้นต่อมาเม่ือการเมืองมาอยู่ในมือของนักการเมือง นัก
ธุรกิจก็มาสนับสนุนนักการเมือง และพรรคการเมือง แต่ทุกวันน้ีนัก
ธุรกจิ เขา้ มาเลน่ การเมืองอย่างเต็มตวั

แนวคิดชนช้ันนา (Elitism) มีฐานมาจากการขยายตัวของ
ประชาธิปไตยใน ตะวันตกต้ังแต่ปลายศตวรรษท่ี 19 เป็นแนว
วเิ คราะหส์ าคัญในการศกึ ษารัฐศาสตร์ โดยมีฐานความคิดว่า อานาจ
ทางการเมืองจะอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อยเพียงไม่ก่ีคนตู่มีบทบาทใน
การตัดสินใจทางการเมือง ท่ีเรียกว่า ชนชั้นนาหรือชนช้ันปกครอง
นักปรัชญาคนสาคัญในสานักนี้ ได้แก่ Vilfredo Pareto (1935),
Gaetano Mosca (1939),Harold D. Lasswell และ Daniel
Learner ซึ่งได้พัฒนาแนวคิดนี้ข้ึนให้มีลักษณะเป็นทฤษฎีที่ทันสมัย
ข้นึ ในตน้ ศตวรรษที่ 20 (ณชั ซานุช พิชิตธนารัตน์, ม.ป.ป.)การศึกษา
แนวคิดชนชั้นนาในระดับชาติ นักคิดที่มีชื่อเสียงในยุคหลังท่ีสาคัญ
คือ ซี.ไรท์ มิลล์(C. Wright Mills) ซ่ึงให้ความเห็นว่าสังคมอเมริกา
อยู่ ภายใต้ความครอบครองของปัจเจกชนจานวนไม่ก่ีพันคน ซ่ึงเป็น
แนวทางเดียวกับ นักคิดก่อนหน้านี้ ท่ีว่าชนชั้นนาคือ ผู้นาทาง
เศรษฐกิจ ผู้นาทางการเมืองและกลุ่ม ผู้นาทางทหาร โดยสามกลุ่มนี้
(ข้าราชการ ทหาร และนักธุรกิจ) เรียกว่า ชนชั้นนาทางอานาจ
(Power Eite) โดยผู้นาทางด้านเศรษฐกิจมีบทบาทและความสาคัญ
มากกว่าผู้นาทางด้านอ่ืน ๆ (เบญจวรรณ บุญโทแสง, 2550 อ้างถึง
ใน ณัชชานุช พิชิตธนารัตน์, ม.ป.ป.) ลักษณะของชนช้ันนา (Elite)

(นิธิ เอียวศรีวงศ,์ 2554)ชนช้ันนา คือ คนจานวนน้อยท่ีมีอานาจเกิด
จากความม่ังคั่ง ร่ารวย มีตาแหน่งทางการเมืองและได้รับการ
ยอมรับจากสังคม ซ่ึงคนส่วนมากเป็นผู้นาของแต่ละกลุ่มและมี
อิทธิพลต่อผู้อ่ืนลักษณะของชนช้ันนา (Elite ) และความแตกต่าง
จากมวลชน (Mass)

1. ชนชั้นนาเป็นคนจานวนน้อยที่มีอานาจในสังคม และมี
อทิ ธพิ ลต่อคนสว่ นใหญ่ ชนชน้ั นาจะมอี ทิ ธพิ ลตอ่ คนส่วนใหญ่ ชนช้ัน
นาจะเป็นผูท้ าหน้าทีจ่ ดั สรรทม่ี คี ุณค่าในสงั คม ในขณะที่คนส่วนใหญ่
ไม่มสี ่วนรว่ มในการกาหนดนโยบาย

2. คนจานวนน้อยที่มีอานาจนี้ไม่ใช่ตัวแทนของปวงชน
สว่ นมากทีแ่ ทจ้ ริง แตจ่ ะคิดมาจากชนช้นั ในระดับสงู ในสังคม

3. ชนชั้นนามีค่านยิ มรว่ มกนั มีลักษณะท่ีเหมือนกัน ซ่ึงเป็น
ค่านิยมพื้นฐานของสังคมท่ีคนส่วนใหญ่ต้ังเป็นเป้าหมายที่อยากจะ
ได้และอยากจะเป็น ชนช้ันนาจะทาหน้าที่ปกป้องค่านิยมพ้ืนฐาน
ของสงั คม

4. ชนช้ันนา มีความกระตือรือร้น เข้มแข็ง รวมกลุ่มเหนียว
แนน่ มอี ิทธิพลจากคนส่วนใหญ่ แต่คนส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายนาได้รับ
อิทธพิ ลจากชนช้นั นามากกวา่

5. นโยบายของรัฐบาลมิได้สะท้อนความต้องการของคน
ส่วนใหญ่แต่จะสะท้อนความต้องการชนช้ันนามากกว่า การ
เปล่ียนแปลงนโยบาย จะเป็นไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดย
หลีกเล่ยี งการใชก้ าลังหรือการปฏวิ ตั ิอย่างรวดเรว็

แนวคิดชนชั้นนา (Eitism) มีฐานมาจากการขยายตัวของ
ประซาธิปไตยในตะวันตกต้ังแต่ปลายศตวรรษท่ี 19 เป็นแนว
วิเคราะห์สาคัญในการศึกษารัฐศาสตร์โดยมีฐานความคิดว่า อานาจ
ทางการเมอื งจะอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อยเพียงไม่กี่คนท่ีมีบทบาทใน
การตัดสินใจทางการเมืองท่ีเรียกว่าช้ันชั้นนาหรือชนชั้นปกครองนัก
ปรัชญาคนสาคัญในสานักน้ี ได้แก่ Vilfredo Pareto (1935),

Gaetano Mosca(1939), Harold D. Lasswell และ Daniel
Learer ซึ่งได้พัฒนาแนวคิดน้ีข้ึนให้มีการศึกษาแนวคิดชนชั้นนาใน
ระดับชาติ นักคิดที่มีช่ือเสียงในยุคหลังท่ีสาคัญคือ ซี.ไรท์ มิลล์ (C.
Wright Mills) ในงาน "The Power Elite"(1956) (เบญจวรรณ
บุญโทแสง, 2550, หน้า 22-23) ซ่ึงให้ความเห็นว่าสังคมอเมริกาอยู่
ภายใต้ความครอบครองของปัจเจกชนจานวนไม่ก่ีพันคน ซึ่งเป็น
แนวทางเดียวกับนักคิดก่อนหน้าน้ี ท่ีว่าชนชั้นนาคือผู้นาทาง
เศรษฐกจิ ผนู้ าทางการเมอื ง และกลุ่มผู้นาทางทหาร โดยสามกลุ่มน้ี
(ข้าราชการ ทหาร และนักธุรกิจ) เรียกว่า ชนช้ันนาทางอานาจ
(Power Elite) โดยผู้นาทางดา้ นเศรษฐกิจมีบทบาทและความสาคัญ
มากกว่าผู้นาทางด้านอื่น ๆ ซึ่งแนวความคิดน้ีมีลักษณะคล้ายคลึง
กับแนวคิดของมาร์กซ์ (Karl Marx) และท้ังสามกลุ่มมีคุณลักษณะ
สาคัญคือ มีความเหมือนกันในทางสังคม โดยมีต้นกาเนิดจาก
สถานภาพสังคมเดียวกัน มีเอกภาพเชิงค่านิยมท่ีตกลงร่วมกัน
ระหว่างกลุ่มชนชั้นนาด้วยกันเอง และมีปฏิสัมพันธ์ท้ังแบบท่ีไม่เป็น
ทางการ โดยอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวและแบบที่เป็นทางการผ่าน
สมาคม (สัญญา สญั ญาวิวฒั น,์ 2527, หน้า 42-44; พิชาย รัตนดิลก
ณ ภเู กต็ , 2552, หน้า19

ในการศึกษาในระดับท้องถ่ิน งานเด่นท่ีสุดได้แก่ ของ ฮัน
เตอร์ (FloyedHunter) คือ "Community Power Structure"
(1953) ซ่ึงเป็นการศึกษาโครงสร้างอานาจในเมืองแอตแลนต้า
(Atlanta) ผลการศึกษาพบว่า โครงสร้างอานาจของเมืองถูก
ปกครองโดยกลุ่มชนชั้นนาที่มีอิทธิพลเพียง 40 คนเท่าน้ัน และผู้มี
อทิ ธพิ ลส่วนใหญ่เป็นเจ้าของธุรกิจ บริษัทการเงิน และอุตสาหกรรม
มีลักษณะเป็นพีระมิดแห่งอานาจ ซึ่งผู้ท่ีมีอานาจจะมีความสัมพันธ์
กันอย่างใกล้ชิดและรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น ผู้นาทางเศรษฐกิจ
แบบแฝง (Covert Economic Elite) จะเปน็ ผูช้ ีน้ าการตัดสินใจของ

เจ้าหน้าท่ีของรัฐในชุมชน แม้จะเข้าสู่อานาจอย่างเป็นทางการ
หรือไมก่ ต็ าม (Dye, 1997, pp. 377-379)

การศึกษาในระดับท้องถ่ิน มีนักวิชาการอีกหลายคน ได้แก่
โรเบิร์ต และลินด์ ( Robert and Helen Lynd) การศึกษาของ
Roland J. Pellegein, Charles H. Coates ซึ่งทาการศึกษาเพื่อ
ยนื ยันแนวความคดิ ของ ฮนั เตอร์ Delbert C. Miller ศึกษาเมืองแป
ซิฟิค ซิต้ี (Pacific City) ซ่ึงเป็นการยืนยันแนวคิดของสานักชนช้ัน
นิยมน้ี ดังที่ พาเรโต (Vifredo Pareto) กล่าวว่า "ทุก ๆ คน จะถูก
ปกครองโดยชนช้นั นาซึง่ ถกู เลือกสรรขึน้ มาจากประชาชน" และมอส
กา (Gaetano Mosca)ที่ว่า "ในทุกสังคม ไม่ว่าจะเป็นสังคมด้อย
พัฒนาหรือสังคมที่เจริญจะมีคนอยู่ 2 ชนช้ัน คือชนช้ันผู้ปกครอง
และชนช้ันผู้ถูกปกครอง ชนชั้นปกครองมีจานวนน้อย เป็นผู้ปฏิบัติ
ภาระหน้าที่ทางการเมือง ผูกขาดอานาจ กอบโกยผลประโยชน์ที่
เกิดขึ้น ในขณะที่อีกชนช้ันหนึ่งมีจานวนมาก ถูกกระทา และถูก
ควบคุมโดยชนชั้นในกลุ่มแรก" ซ่ึงลาสเวลล์ /,เลิร์นเนอร์ และ รอธ
เวลล์ (Lasswell & Lerner and Roth- well, 1952) ได้กล่าวถึงใน
เร่ืองน้ีว่า "การค้นพบว่าการตัดสินใจในสังคมขนาดใหญ่ของทุก
สังคมอยู่ในกามอื ของคนจานวนน้อยน้ัน ยืนยันว่าเป็นความจริงท่ีว่า
รัฐบาลท้ังหลายต่างเป็นรัฐบาลของคนจานวนน้อย ไม่ว่าจะเป็น
รัฐบาลในนามของคนจานวนน้อย คน ๆ เดียว หรือคนหมู่มากก็
ตาม" รวมท้ังนักวิชาการชนชั้นนานิยมรุ่นหลัง อย่างดอมฮอฟฟ์
(Domhoff, 1990) ซึง่ จะพบวา่ (จุมพล หนมิ พานชิ , 2529,หน้า 30-
31) เม่ือพิจารณาถึงการศึกษาโครงสร้างอานาจท้องถิ่นในแนวทาง
แบบชนช้ันนา นักวิชาการกลุ่มนี้เช่ือว่าทุกท้องถ่ินจะมีคนกลุ่มน้อย
กลุ่มหน่ึงท่ีเป็นผู้ใช้อานาจเหนือทรัพยากรและบุคคลในสังคม และ
สามารถควบคุมผลการตัดสินใจท่ีสาคัญ ๆ ในห้องถิ่น (นาตาชา
วศินดลิ ก, 2540, หน้า 20) ทาให้เกิดฐานคติในเรื่องการแบ่งชั้นทาง
สังคม (Social Stratification) โดยพิจารณาจากความไม่เท่าเทียม

กันทางด้านเศรษฐกิจ ด้านเกียรติยศ และด้านอานาจของคน เม่ือ
แบ่งชนชั้นอย่างคร่าว ๆ จะได้ 3 ชนช้ันด้วยกันคือ ช้ันสูง (Upper
Class) ช้ันกลาง (Middle Class)และชั้นต่า (Lower Class) (สถิตย์
นิยมญาติ, 2524, หน้า 144)การศึกษาโครงสร้างอานาจท้องถ่ินท่ี
สานักชนช้ันนานิยมใช้ศึกษาท้องถ่ินน้ัน มักจะพบว่าการศึกษาจะมี
ข้นั ตอนต่าง ๆ ดงั นี้ (นาตาชา วศนิ ดิลก, 2540, หนา้ 21)

ข้ันแรก คอื การระบุตวั บุคคลท่ีเป็นชนช้นั นา
ขั้นที่สอง สารวจปัจจัยท่ีส่งเสริมให้เป็นชนชั้นนาว่าปัจจัย
ใดบา้ งที่อธิบายการเป็นชนชน้ั นา
ขั้นที่สาม เป็นการสารวจระดับช้ันของอานาจและ
ความสมั พนั ธ์ ทางอานาจของชนชน้ั นาในระดบั อานาจท่ตี า่ ง ๆ กัน
ขั้นท่ีสี่ อาจจะเป็นการศึกษาถึงความแตกต่างระหว่างชน
ชั้นนากับบุคคลท่ัวไปท่ีไม่ได้รับการยกย่องให้เป็นชนช้ันนาซึ่งใน
การศึกษาชนชั้นนาในประเทศไทยตามท่ีกล่าวแล้วของนักวิชาการ
ไทย เห็นว่าธรรมชาตขิ องสงั คมมี 2 ชนช้ันเป็นอย่างน้อย คือ ชนช้ัน
นาเป็นชนกลุ่มน้อย (Minority group) เป็นกลุ่มที่มีทรัพย์สิน
อานาจ มีช่ือเสียงเกียรติยศ และครอบครองส่ิงที่มีค่าทางสังคม ใน
อัตราที่มากกว่าชนกลุ่มมาก (Majority Group) ดังนั้น ชนชั้นนา
คือ ชนช้ันปกครอง (Ruling Class) หรือชนช้ันแห่งอานาจ (The
Power Elite) ส่วนชนชั้นที่ไม่มีส่วนในการปกครองก็เรียกว่า ชนชั้น
ถูกปกครอง(Non-governing Class) หรือมวลชน (Mass)
(Bottomore, 1993)
ชนชั้นนาผูกขาด การใช้อานาจทางการเมือง เป้าหมาย
สาคัญ คือ เข้ามามีบทบาทโดยตรงในรัฐ เป็น ผู้มีส่วนสาคัญในการ
ตัดสินใจในการกาหนดนโยบายและอานาจจะกระจายอยู่ใน กลุ่ม
เท่านั้น (Witt, 1982, pp. 9-11) แนวคิดน้ีมีตัวแทนของนักคิดท่ี
สาคัญตามท่ีได้นาเสนอไปคือ Hunter (1953) และ Domhoff
(2002) (ระดม วงษ์น้อม, 2527; Domhoff, 2002; ปรีซา เปี่ยม

พงศ์สานต์, 2553) โดย Hunter ให้ความสาคัญต่อ
ฐานอานาจที่มาจากหลากหลายรูปแบบ เช่น ตาแหน่งทางการเมือง
หรอื ทุนทาง เศรษฐกิจ และหน่วยในการวิเคราะห์จะให้ความสาคัญ
แกก่ ารวิเคราะห์แบบสหวิทยาการแทนท่ีการใช้กลุ่มพหุนิยมหรือชน
ชั้น โดยเช่ือมโยงกับแนวคิดเครือข่ายอานาจว่าได้มีการปฏิบัติหรือ
ทาหนา้ ท่อี ยา่ งไร ซงึ่ Domhoff ก็ใหค้ วามสาคัญกบั เครือข่ายอานาจ
เช่นเดียวกัน ในฐานะที่เครือข่ายอานาจเป็นกลไกในการก่อรูป
โครงสร้างอานาจ เพราะเห็นว่าจุดเร่ิมต้นของโครงสร้างอานาจเกิด
จากการสร้างเครือข่ายอานาจขององค์การต่าง ๆ และโยงกันจนก่อ
รูปโครงสร้าง ดังน้ันเครือข่ายอานาจจึงเปรียบเสมือนอิฐบล๊อค
(Building Block) สาหรับการก่อรูปโครงสร้างขึ้นมา ในการก่อรูป
โครงสร้างอานาจแบบชนช้ันนานั้น จะพบว่ากลไกกลางที่จะเป็น
ตัวเช่ือมระหว่างชนชั้นนาท้องถ่ินกับประชาชนท่ัวไป คือเครือข่าย
ของระบบอุปถมั ภ์
แนวคิดเร่ืองอุดมการณ์และการครองอานาจนา (Ideology and
Hegemony)

ซ่ึงแนวคิดทฤษฎีเรื่องอุดมการณ์ของหลุย อัลธูแซร์ และ
การครองอานาจนาของอันโตนิโอ กรัมซ่ี เป็นแนวคิดท่ีเน้นว่า "ใน
กิจกรรมทางสังคมและการเมืองน้ัน ท้ังภาคทฤษฎีและปฏิบัติการไม่
อาจแยกจากกนั ได้โดยสิ้นเชิง ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมือง
จะมีความสัมพันธ์กับจังหวะที่เคลื่อนไหวไปในชีวิตประจาวันของ
ผู้คนในสังคมเสมอ" จะเห็นได้ว่า แนวคิดของกรัมขี่และอัลแซร์ มี
ความสอดคล้องกันที่ซื้ให้เห็นความสาคัญและเข้าใจโครงสร้าง
ส่วนบนที่ยึดกุมความคิดและจิตใจของชนชั้นใต้ปกครองในระดับ
ชีวิตประจาวันและสามัญสานึก(Common Sense) ให้ยินยอมต่อ
อานาจของชนช้ันปกครอง โดยหลักการสร้างเหตุผลของทุนนิยมที่
เข้ามาครอบงาจิตสานึกของมวลชนผ่านกลไกอุดมการณ์(กาญจนา
แก้วเทพ และสมสุข หินวิมาน, 2553, หน้า 166)แนวคิดการครอง

อานาจนาเชื่อว่าชนชั้นนานายทุนมีอานาจเหนือผู้อื่นได้โดยต้อง
อาศัยพลังทางการเมือง และอาศัยเครื่องมือทางอุดมการณ์อันได้แก่
สถาบนั ตา่ ง ๆ ของประชาสังคม (Civil Society) องค์กรทางศาสนา
ครอบครัวสหภาพแรงงานล้วนเป็นเคร่ืองมือทางอุดมการณ์ของทุน
นิยมและในส่วนของโครงสร้างอานาจรัฐนั้น การครองอานาจนา
อธิบายไว้ว่ารัฐเองก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างอานาจทาง
การเมืองบีบบังคับชนชั้นอ่ืน แต่เสถียรภาพของสังคมทุนนิยมขึ้นอยู่
กับอานาจครอบงาทางอุดมการณ์ของชนช้ันแรงงาน (เก่งกิจ กิติ
เรยี งลาภ, 2550)โดยอานาจนาน้ันเป็นการรวมตัวกันของอุดมการณ์
กับวัฒนธรรม ซ่ึงมีลักษณะเป็นอุดมการณ์ท่ีหย่ังรากฝังลึกเหมือน
วฒั นธรรม และในขณะเดียวกนั ก็เป็นวัฒนธรรมที่มีลักษณะครอบงา
ชักนาและรับใช้อานาจหรือผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มเหมือน
อุดมการณ์ (เกษียร เตซะพ่ีระ, 2550)จะเห็นว่าแนวคิดเกี่ยวกับ
โครงสร้างอานาจรัฐ แนวคิดเร่ืองอุดมการณ์ และแนวคิดการครอง
อานาจนา เป็นแนวคิดคิดที่เกี่ยวพันกันหากนามาวิเคราะห์
โครงสร้างอานาจท้องถ่ิน โดยจะพบว่า การใช้อุดมการณ์เป็น
เคร่ืองมือสาคัญในการสร้างให้เกิดข้ึนของการครองอานาจนา และ
การครองอานาจนานั้นเป็นการสร้างจากชนชั้นนายทุน ซึ่งได้แก่ชน
ช้ันนาโดยการครองอานาจนาน้ีอาจผ่านจากการใช้โครงสร้างอานาจ
รัฐเป็นเครอื่ งมือด้วยเช่นกัน ในขณะเดียวกัน โครงสร้างอานาจรัฐซ่ึง
กระทบต่อโครงสร้างอานาจท้องถิ่นก็เป็นผลจากอุดมการณ์และ
วัฒนธรรมท่ีครอบงาในสังคม การสร้างอานาจนา เป็นไปเพื่อสร้าง
ความชอบธรรมของโครงสร้างอานาจในท้องถิ่น และพบว่า ใน
ทอ้ งถน่ิ นน้ั โครงสร้างอานาจรัฐเป็นเครื่องมือสาคัญยิ่งของโครงสร้าง
อานาจท้องถิ่น การใช้แนวคิดดังกล่าวในการวิคราะห์ จะทาให้เห็น
ถึงพัฒนาการของโครงสร้างอานาจทอ้ งถน่ิ ได้ชัดเจน

แนวคิดระบบชนช้ัน จะพบว่าแม้สังคมไทยในปัจจุบันมี
ความเป็นชนชั้นอยู่บ้าง แต่ในสภาพสังคมเศรษฐกิจของไทยโดย

ภาพรวมมีความเป็นสังคมกษตรกรรมและความชนบทยังคงอยู่
ความเป็นชนช้ันของคนในสังคมมิได้ก่อให้เกิดความขัดแย้ง มีกลุ่ม
ผู้นา ท่ีเรียกได้ว่าชนชั้นนาแต่ก็มีลักษณะอุปถัมภ์และพึ่งพิงกันและ
กันมาโดยตลอด มีการพัฒนาตนเองของซนชั้นระดับรองข้ึนสู่ชนชั้น
นาและผ้นู าทางอานาจทอ้ งถิน่ ในพ้ืนที่ก็มีลักษณะคาบเก่ียวอยู่หลาย
ชนชั้น ดังนั้นลักษณะความเป็นชนชั้นจะมีอยู่เจือจาง สภาพความ
เป็นชนชั้นท่ีแท้จริงผูกติดอยู่กับระบบอุปถัมภ์ดังน้ันในการศึกษา
โครงสร้างอานาจท้องถิ่นควรจะพิจารณาประกอบกับระบบอุปถัมภ์
อันจะสะท้อนลักษณะโครงสร้างอานาจท้องถิ่นได้ลุ่มลึกและชัดเจน
มากกวา่ (อานันท์ กาญจนพันธ,ุ์ 2527)

ในส่วนของแนวคิดเร่ืองอุดมการณ์และการครองอานาจนา
เม่ือผสานกับแนวคิดโครงสร้างอานาจรัฐ ซ่ึง ไฮม์ (2554) ได้อธิบาย
ไว้ว่าหมายถึงรัฐและกลไกของรัฐ องค์กรของรัฐที่เข้าไปมีบทบาทใน
ท้องถิ่น อันได้แก่กลไกของรัฐทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง เช่น
ส่วนราชการในจังหวัด อาเภอ ที่เข้ามามีบทบาทในท้องถ่ิน
ตลอดจนการลงทนุ ทางด้านเศรษฐกิจของรัฐ เช่น การท่องเที่ยวแห่ง
ประเทศไทย กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น ที่เข้ามามีบทบาทใน
ท้องถ่ินและกลุ่มทุนทั้งในระดับท้องถ่ิน ระดับชาติ กลุ่มทุนจาก
ต่างประเทศ ซึ่งเข้ามาลงทุนและมีบทบาทในท้องถิ่นจนสามารถ
สถาปนาตนเป็นโครงสร้างอานาจสาคัญในท้องถ่ินได้ (โอฬาร์ ถ่ิน
บางเตียว, 2554, หน้า 82) ดังน้ันในการวิเคราะห์โครงสร้างอานาจ
สามารถที่จะผสานแนวคิดดังกล่าวเพ่ือใช้ในการวิเคราะห์ได้จะเห็น
ไดว้ า่ การสร้างอุดมการณ์ การสะสมทุนของชนช้ันสูงซึ่งเป็นชนชั้นท่ี
มีอิทธิพลในสังคมสามารถนาเสนออุดมการณ์ และครองอานาจนา
ในสังคมได้โดยผ่านกลยุทธ์ต่าง ๆ ท่ีแทรกซึมไปในชีวิตประจาวัน
แนวคิดต่าง ๆ ของ กรัมซี่สามารถนามาวิพากษ์ปรากฏการณ์ของ
สังคมไทยได้อย่างดี เน่ืองจากสังคมไทยเป็นระบบสังคมเก่า ท่ีต้อง
ต่อสู้ต่อรองกับอานาจศักดินา เป็นสังคมที่ปิดก้ันทางความคิด

ภายใต้การทางานของอุดมการณ์หลักของชนช้ันปกครองที่มุ่งช่วงชิง
พ้ืนที่ทางความคิด เพ่ือสร้างความหมายให้ชนช้ันท่ีถูกปกครองรู้สึก
ถงึ การพัฒนาไปในทางที่ดียง่ิ ขึ้น การใช้อุดมการณ์เปน็ เครื่องมือ การ
ครองอานาจของชนช้ันและส่งผ่านอุดมการณ์ท่ีแฝงมาในรูปแบบ
ความสัมพันธ์ของ ภาพ สัญญะ ท่ีชนชั้นผู้ปกครองใช้กาหนด
ความหมายให้กับสิ่งต่าง ๆ จนกลายเป็นกลไกโครงสร้างอานาจรัฐ
ซ่ึงนั่นเท่ากับว่า โครงสร้างเป็นตัวการในการกาหนดทั้งความหมาย
และหน้าท่ีของสิ่งต่าง ๆ ในสังคม จนกระทั่งสะท้อนออกมาในรูป
ของโครงสร้างอานาจ และพัฒนาการความเปล่ียนแปลงของ
อุดมการณ์ รวมทั้งการครองอานาจนา ซ่ึงสามารถก่อให้เกิดความ
เปลยี่ นแปลงในพฒั นาการโครงสรา้ งอานาจท้องถนิ่ ดว้ ย

ตัวแบบชนช้ันนา เป็นแนวความคิดทางสังคมวิทยาที่มี
รากฐานมาจากแนวความคิด การจัดลาดับข้ันทางสังคม (Social
stratification) โดยมองว่า สภาพการทาง สังคมนั้นเป็นลักษณะ
สังคมท่ีไม่เสมอภาคในลักษณะต่าง ๆ กัน (Social inequality) อีก
นัยหน่ึงการจดั ลาดับข้ันทางสังคมเป็นเรอ่ื งทางสังคมโดยเฉพาะ เป็น
เรื่องระบบในสังคม นั้นเป็นผู้กาหนดกฏเกมและประเมินค้าจัด
ระเบียบการแบ่งชั้นทางสังคมออกเป็นน้ันต่าง ๆ จนเป็นชั้นทาง
สังคมในท่ีสุด (ระสม วงนอม, 2527 : 6) ซ่ึงการประเมินโดยวัดเอา
จากความร้สู กึ หรอื สิง่ ทเ่ี ห็นได้ทัว่ ๆ ไปเป็นสาคัญในการจัดลาดับข้ัน
ทางสังคม ดังน้ันจึงกล่าวได้ว่า การจัดลาดับช้ันทางสังคมเป็นเร่ือง
ของความเชื่อ ระเบียบปฏิบัติ ที่ได้รับการถ่ายทอดกันมาจากช่วง
อายุคนไปยงั ชวั่ อายุคนรุ่นต่อไป โดยผ่านกระบวนการสังคม ของแต่
ละสังคม

การศึกษาโครงสร้างอานาจท้องถ่ินท่ีสานักชนชั้นนานิยมใช้
ศึกษาท้องถ่ินน้ัน มักจะพบว่าการศึกษาจะมีข้ันตอนต่าง ๆ ดังนี้
(นาตาชา วศินดลิ ก, 2540, หนา้ 21)

ขั้นแรก คอื การระบุตวั บุคคลทเี่ ป็นชนชนั้ นา

ขั้นที่สอง สารวจปัจจัยท่ีส่งเสริมให้เป็นชนชั้นนาว่าปัจจัย
ใดบา้ งท่อี ธิบายการเปน็ ชนชน้ั นา

ขั้นที่สาม เป็นการสารวจระดับช้ันของอานาจและ
ความสมั พนั ธ์ทางอานาจของชนช้นั นาในระดับอานาจทีต่ ่าง ๆ กนั

ขั้นท่ีส่ี อาจจะเป็นการศึกษาถึงความแตกต่างระหว่างชน
ชั้นนากบั บุคคลทั่วไปทไี่ มไ่ ด้รับการยกยอ่ งให้เป็นชนชน้ั นา

ประเภทของชนชนั้ นา
ผู้นาโดยบารมี (Charismatic Leader) ตามแนวคิดของ

Max Weberผู้นาแบบนี้ มักจะไม่ได้มาจากสถานการณ์ปกติ
กล่าวคือ ในยามที่สังคมมีปัญหายุ่งยากมักจะเกิดผู้นาโดยธรรมชาติ
ซึ่งไม่ใช่ผู้มีอานาจอย่างเป็นทางการ หรือคนท่ีมีฐานะนาโดยจารีต
ประเพณี ผู้นาดังกล่าว มักถูกมองว่ามีความสามารถพิเศษ และอาจ
มีความเป็นมาหลากหลาย ต้ังแต่เป็นศาสดา วีรบุรุษ นักพูด ผู้นาฝูง
ชน หรือแม้แต่หัวหน้าโจร การที่ผู้นาโดยบารมีมักจะเป็นท่ีต้องการ
ในสถานการณท์ ่ีมปี ญั หายุ่งยากทางสงั คม การเกิดขึ้นของผู้นาชนิดนี้
จึงมักเก่ียวข้องกับสภาพจติ ตืน่ เต้นเร่ารอ้ นของมวลชน ซึ่งพร้อมที่จะ
มอบตัวอยู่ภายใต้การชี้นาของวีรบุรุษ โดยท่ัวไปแล้วพวกผู้นาโดย
บารมีมักจะเป็นพวกหัวรุนแรง (Radical) ซึ่งก้าวขึ้นมาท้าทาย
กฎเกณฑท์ ี่ยอมรับกนั อยู่ ผู้นาแบบนจ้ี ะครอบงาคนด้วยคุณสมบัติซึ่ง

หาไดย้ ากในผู้อื่น และแตกต่างออกไปท้ังจากความคิดและวิถีปฏิบัติ
ที่คุ้นเคยแต่ดั้งเดิม มวลชนซึ่งเป็นผู้ตามมักจะยินดีหันหลังให้กับกฏ
ระเบียบเก่า และเดินตามแบบแผนที่ไม่เคยมีมาก่อนซึ่งผู้นาโดย
บารมีเสนอข้ึนมา อาจกล่าวได้ว่า การนาโดยบารมีที่แท้จริงน้ัน จะมี
การเรียกร้องพันธะผูกมัดของผู้ตามมากกว่าการนาแบบอ่ืนๆ ผู้นาที่
มีบารมีจะเรียกร้องการเชื่อฟังของมวลชนในการปฏิบัติภารกิจ
(Mission) ท่ีเขาร้สู กึ วา่ ตัวเองไดร้ บั มอบหมายมา

ผู้นาแบบพ่อขุนอุปถัมถ์ (Patrimonialism) นภาษาไทย
เพราะคาว่า “พ่อขุน” น้ันหมายถึงผู้นาโบราณท่ีปกครองราษฎร
แบบพ่อปกครองลูกน่ันเอง ตามแนวคิดของเวเบอร์น้ัน ระบอบพ่อ
ขุนอุปถัมภ์ เป็นระบอบที่โตข้ึนมาจาก “ปิตาธิปไตย” (Patriarchy)
ซ่ึงพ่อหรือเพศชายเป็นใหญ่ในสังคม หรือที่เวเบอร์เรียก
ปรากฏการณ์เช่นน้ีว่า เป็นการครอบงาโดยจารีตประเพณี
(Traditional Domination) อันดับแรกเราคงต้องมาพิจารณาถึง
ลักษณะของปิตาธิปไตยหรือระบบท่ีพ่อเป็นใหญ่ ซ่ึงเป็นการใช้
อานาจปกครองภายในตระกูลกันก่อน ปิตาธิปไตยมีลักษณะเด่นๆ
คอื

1.อานาจเป็นอภิสิทธิส่วนตัวของผู้เป็นนาย (Private
Prerogative) ซึง่ สืบทอดกนั มาในฐานะมรดกอย่างหนึ่ง

2.บรรดาผู้อยู่ใต้อานาจล้วนมีความสัมพันธ์กับนายเป็นการ
สว่ นตัว มคี วามเช่ือถือและรับฟังคาบัญชาของผู้เป็นนาย เพราะเห็น
วา เปน็ ส่งิ ทถี่ กู ต้องตามจารีตประเพณี

3 . อ า น า จ แ บ บ ปิ ต า ธิ ป ไ ต ย เ ป็ น อ า น า จ ต า ม อ า เ ภ อ ใ จ
(Arbitrary Power) แตก่ ม็ ขี อบเขตคือตอ้ งอยู่ในกรอบของประเพณี
การครอบงาโดยจารีตประเพณีเช่นนี้ จะไม่มีการจัดองค์กรหรือมี
เจ้าหน้าท่ีเฉพาะ แต่หากมีการขยายตัวของทรัพย์สิน ผู้เป็นนายก็
อาจจะมอบหมายให้ลูกน้องดูแลส่วนต่างๆเป็นรายคนไป และ
จะตอ้ งสง่ ผลประโยชน์กลบั คืนมาตามทนี่ ายกาหนด

เบ้าหลอมผู้นาการเมืองในหนังสือที่ช่ือว่า “Leadership”
ของ James M. Burn ได้ชี้ให้เห็นว่า อิทธิพลต่างๆท่ีบ่มเพาะให้เด็ก
บางคนมลี ักษณะของความเปน็ ผู้นาเชน่ ในครอบครัวหรือในโรงเรียน
นน้ั มไิ ดห้ มายความวา่ เด็กเหล่านัน้ จะต้องเติบโตข้ึนมาเป็นผู้นาทาง
การเมืองเสมอไป เพราะตามความคิดของเบิร์น คนท่ีจะพัฒนาขึ้น
มาเป็นผู้นาทางการเมืองได้ ยังจาเป็นต้องอาศัยเง่ือนไขสาคัญอีก
สองประการคือ

1) มีแรงบันดาลใจทางการเมอื ง (Political Motivation)
2) มีโอกาสทางการเมือง (Political Opportunity)
คนที่มีแรงบันดาลใจทางการเมืองแต่ขาดโอกาสน้ัน อาจจะ
เคลือ่ นไหวโดยปราศจากทิศทางหรือไม่ก็เป็นแบบอนาธิปไตยไปเลย
ส่วนคนท่ีมีโอกาสแต่ไม่มีแรงบันดาลใจก็อาจใช้อานาจไปอย่างแห้ง
แลง้ เข้าประเภทเช้าชามเยน็ ชาม
นักแสวงหาอานาจ (The Prince)แความสัมพันธ์ท้ังปวง
ในทางสังคมล้วนแล้วแต่เป็นความสัมพันธ์ทางอานาจ ดังน้ัน
ความก้าวหน้าและพัฒนาการทางสังคมจึงถูกกาหนดโดยการ
เปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ทางอานาจระหว่างกลุ่มและบุคคล
ต่างๆ อานาจในที่นี้ก็คือกฎเกณฑ์ทางสังคมท่ีเปรียบเสมือน
กฏเกณฑท์ างวิทยาศาสตร์ โดยเช่ือกันว่าทุกคนและหน่วยทางสังคม
ทกุ หนว่ ย ต่างก็พยายามขยายอานาจของตัวเองออกไปให้มากย่ิงขึ้น
ผู้ใดย่ิงมีอานาจผู้นั้นยิ่งมีคนมาห้อมล้อม และในสายตาของคนท่ี
กาลังแสวงหาอานาจ คนแบบนี้นับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะ
พวกที่มีอานาจรองๆลงไปมักจะหาทางให้คนมีอานาจมากๆช่วย
สนับสนุนตนให้ไตส่ ูงขนึ้ ไปอีก ขณะเดียวกัน คนีท่ีถูกมองว่ามีอานาจ
มากกม็ กั จะรูส้ กึ ผูกพันกับกลมุ่ และประเมินค่าตนเองไว้สูง พวกเขามี
แนวโน้มที่จะกาหนดพฤติกรรมของผู้อื่นมากกว่าพวกมีอานาจ
น้อยลงไป และชอบคบคา้ สมาคมอยใู่ นหมผู่ ้มู ีอานาจดว้ ยกัน

ผู้นาแบบวีรชน (Hero) การเป็นผู้นาท่ีแท้จริงนั้น มิได้
หมายถึงความจัดเจนในการแสวงหาและใช้อานาจเพียงอย่างเดียว
หากจะต้องเกี่ยวโยงกับจุดมุ่งหมายท่ีย่ิงใหญ่ ซึ่งนาไปสู่การ
เปล่ยี นแปลงท่ีถาวรด้วย ในทรรศนะของเขา ผู้นาแบบวีรชน คือคน
ที่พยายามเชิดชูความคิดริเริ่มสร้างสรร ซ่ึงก่อให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงทีม่ ีแก่นสารแทจ้ ริง

กล่มุ ชนชัน้ นาในพน้ื ที่ตาบลโนนงาน อาเภอปทมุ ราชวงศา
จังหวัดอานาจเจรญิ
และบทวิเคราะหค์ วามสัมพันธ์เชิงอานาจในกลมุ่ ชนชั้นนาในพืน้ ที่
(การครอบนาและการนาในระบบการเมือง เศรษฐกจิ การเมือง
การกาหนดวิถีชีวติ )

จากการศกึ ษาสามารถแบง่ ออกเปน็ 3 กลุ่ม ดังนี้
1. กลุ่มผู้นาทีเ่ ปน็ ทางการเมอื ง
1) นายแสง ทองห่อ อดีต ผู้ดารงตาแหน่ง นายกองค์การ
บริหารส่วนตาบล ครบวาระ 8 ปี โดยไม่มีเรื่องร้องเรียน หรือโดน
วินัย ครั้นเม่ือปี 2564 ได้ลงสมัครตาแหน่ง นายกองค์การบริหาร
ส่วนตาบลโนนงาม ซึ่งแพ้คะแนนการเลือกต้ังของ นายทอน บุตตะ
เพียง 10 คะแนน น่ันหมายความว่านายแสง ทองห่อ ยังคงได้รับ
ความนิยมในพ้ืนท่ีอยู่มาก ประกอบกับ เม่ือคร้ังดารงตาแหน่งนายก
องค์การบริหารส่วนตาบล เป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ให้
ความสาคญั กับการแก้ปญั หาความเดือดร้อนของประชาชนในพ้นื ท่ี
2) นายทอน บุตตะ ตาแหน่ง นายกองค์การบริหารส่วน
ตาบลโนนงาม ปัจจุบัน เดิมดารงตาแหน่งสมาชิกองค์การบริหาร
ส่วนตาบลมาหลายสมัยเป็น มีการทางานไปในทิศทางเดียวกัน
ประสานงานกนั เป็นความสัมพนั ธท์ ่ีค่อนขา้ งดี สามารถชนะเสียงของ
นายแสง ด้วยจานวน 10 คะแนน การที่คร้ังน้ี นายทอน บุตตะ

สามารถชนะนายแสงทองห่อได้นั้น อาจะเป็นเพราะในพ้ืนที่
ตอ้ งการเปลี่ยนแปลงผู้นา การบริหารงาน เปน็ ต้น

อีกทั้งนายทอนฯ ยังสามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนใน
หมู่บ้านได้จึงได้รับคะแนนเสียงในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีการ
พบปะมีการลงพื้นท่สี มา่ เสมอ รวมถึงมีการฐานคะแนนเสียงจากการ
เป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตาบลในพ้ืนที่อีกด้วย ส่วนใน
กลุ่มเครือญาติ นายทอน บุตตะ นั้น ตระกูล บุตตะ ถือเป็นอีกหน่ึง
ตระกูลที่มีเครือญาติค่อนข้างมาก และสารวัตรกานันในพ้ืนที่ ก็เป็น
หนึ่งในเครือญาตของนายทอน บุตตะ ซ่ึงประเด็นเครือญาติก็อาจ
สง่ ผลให้นายทอนไดร้ ับการเลือกเป็นนายกองคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบล
ในคราวน้ดี ว้ ย

2. กลุ่มชนชัน้ นาเจ้าหน้าทีร่ ัฐและเจ้าหน้าทีท่ อ้ งถิ่น
จากการสอบถามประชาชนในพื้นที่ นางวิลา (นามสมมติ) ให้ข้อมูล
ว่านายสุรพงษ์ พุทธวิ งศ์ นายชา่ งโยธาชานาญงาน (รู้จักนักการเมือง
ในพ้ืนท่ี สส สจ ) มคี วามสัมพันธ์กบั นักการเมืองในพื้นที่ ซ่ึงสามารถ
เขียนโครงการ แล้วเสนอผา่ น สส /สจ ให้สามารถนางบประมาณมา
ลงในพ้ืนท่ีได้ ยกตัวอย่างเช่น นายสุรพงษ์ ได้ไปประชาสัมพันธ์
เกี่ยวกับการดาเนินการเจาะบ่อประปาพลังงานแสงอาทิตย์ ซ่ึงมี
เงื่อนไขว่า การจะเจาะบ่อได้น้ัน จะต้องมีการรวมกลุ่มของบุคคล
จานวน 7 คน ขึ้นไป และมีการสละที่ดิน /สถานท่ีที่ขุดเจาะ มี
ค่าใช้จ่ายในการดาเนินการ บ่อละ 20,000 บาท ซึ่งมีประชาชนใน
พ้ืนที่สนใจเป็นจานวนมาก นายสุรพงษ์ ได้ดาเนินการเจาะบ่อ
ประปาพลังงงานแสงอาทิตย์ไปจานวน ทั้งสิ้น 10 บ่อ รวมเป็นเงิน
200,000 บาท แต่ โครงการดังกล่าวกลับยังไม่มีการดาเนินการใดๆ
ยงั ไมส่ ามารถนาแผงพลงั งานแสงอทิ ย์มาตดิ ตัง้ ได้ ส่งผลใหป้ ระชาชน
ในพื้นท่ี ไม่พอใจ รวมตัวกันไปร้องเรียน นายสุรพงษ์ เน่ืองจากเกรง
ว่าจะถูกหลอกลวง

แตเ่ นอ่ื งด้วยนายสุรพงษ์ เป็นผู้ท่ีกว้างขวาง รู้จักข้าราชการ
ในพ้ืนท่ี นักการเมือง และยังมีความสัมพันธ์เก่ียวกับนักการเมืองใน
พ้ืนที่เร่ืองการดาเนินการโครงการต่างๆ ซ่ึงนายสุรพงษ์มีหน้าที่
หาพน้ื ท่ีทสี่ ามาถจะดาเนนิ โครงการได้ โดยอา้ งว่า มีนักการเมืองเป็น
ผู้ดาเนินการหางบประมาณมาลง ท้ังน้ีนายสุรพงษ์จะได้ส่วนแบ่ง
ดังกล่าวด้วย ซ่ึงหลายเหตุการณ์ท่ีประชาชนในพื้นที่ ไม่พอใจนายสุ
รพงษ์ แต่ก็ไม่สามารถที่จะเอาผิดนายสุรพงษ์ได้ โดยนายสุรพงษ์มัก
อา้ งว่า หากมีปัญหากบั ตน จะไมน่ าโครงการมาลงในพ้นื ที่ให้

3. กลมุ่ ชนชนชนั้ นาที่ไม่เปน็ ทางการ
จากการสอบถามนายบุญ (นามสมมติ) ชาวบ้าน บ้านม่วง
โป้ หมู่ท่ี 2 ตาบลโนนงาม ใหข้ อ้ มูลวา่
1) นายสมพร (นามสมมต)ิ อดีตข้าราชการครู อาศัยอยู่หมู่ที่
2 บ้านม่วงโป้ ตาบลโนนงาม(เป็นบุคคลท่ีมีลักษณะ เป็นผู้นา ชอบ
เข้าวัด เมื่อเข้าวัดก็จะนาข้อมูลต่างๆของภาครัฐ มาชี้แจ้ง อธิบาย
โน้มน้าวชาวบ้าน ให้คล้อยตามกับเรื่องต่างๆ ) ด้วยนายสมพรมี
บุคลิกท่ีเข้าหาคน พบปะผู้คนค่อนข้างมาก ยกตัวอย่าง เรื่องของ
การรณรงค์การฉีดวัคซีนภายในหมู่บ้านนั้น ส่วนราชการ สานักงาน
สาธารณสุขอาเภอ เจ้าหน้าท่ีผู้เก่ียวข้องได้ให้ความสาคัญกับการ
เร่งรัดการฉีดวัคซีน โดยนายสมพรมักจะนาข้อมูลข่าว ผลกระทบ
effect ของการฉีดวัคซีน มาเล่าสู่ประชาชนในพื้นท่ี ประชาชน
หวาดกลัว ไมเ่ ข้ารบั การฉดี วคั ซีน ส่งผลให้ จานวนการฉีดวัคซีนของ
ประชาชนในหมูบ่ ้านน้ี น้อยท่ีสดุ ในระดับตาบล นอกจากน้ัน ยังเป็น
แกนนาในการร้องเรียน ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เช่น
ร้องเรียนถนนชารุด ส่งผลให้ในช่วงฤดูฝน มีน้าขัง สัญจรไปมา
ลาบาก แต่เม่ือส่วนราชการท่ีเกี่ยวข้อง อาเภอ องค์การบริหารส่วน
ตาบล และเจ้าหน้าท่ีท่ีเก่ียวข้อง ได้ลงพื้นท่ีตรวจสอบข้อเท็จจริง
กลับพบว่า ถนนชารุดเพียงเล็กน้อย แต่สามารถโน้มน้าวให้บุคคล
ใกล้เคียงร่วมร้องเรียนได้

บทสรปุ ท่ไี ด้จากการศกึ ษา
ในสังคมไทย ไม่วา่ จะเปน็ องคก์ รทางสังคมการเมืองแทบทุกประเภท
ตงั้ แตก่ ลุ่มผลประโยชน์เล็กๆไปจนถึงองค์กรทางการเมืองขนาดใหญ่
ผู้นาจะเป็นจุดศูนย์กลางแห่งความสัมพันธ์ภายในกลุ่ม ทาหน้าท่ียึด
เหน่ียวและดึงดูดสมาชิกของกลุ่มไว้ด้วยความสามารถในการนา
บารมหี รอื บคุ ลกิ ลักษณะพิเศษบางประการ โดยท่ัวไปแล้วการจัดตั้ง
กลมุ่ จะอยู่บนพ้นื ฐานของความสัมพันธ์ส่วนบุคคลอันมีจุดศูนย์กลาง
อยู่ท่ีผู้นา ถ้าผู้นาสามารถดึงดูดสมาชิกในกลุ่มได้กลุ่มก็จะคงอยู่ได้
ยาวนาน แต่หากมีการเสื่อมสลายของผู้นาข้ึน ก็ย่อมนามาซ่ึงความ
เสื่อมสลายของกล่มุ นอกจากว่าจะสามารถมีผู้นาคนใหม่ท่ีเหมาะสม
ขึ้นมาสืบทอดแทนได้ ความเป็นผู้นาในสังคมไทยคือกระบวนการ
สร้างผู้ตามและกลุ่มการเมืองของตนเองข้ึนมา พ้ืนฐานสาคัญของ
ความเป็นผู้นาและกระบวนการสร้างกลุ่มที่จะต้องได้รับการ
เสริมสร้างและเป็นไปอย่างต่อเนื่องคือ ปัจจัยทางเศรษฐกิจและ
ทรัพยากร ความพร้อมในการนา ความกล้าตัดสินใจและรับผิดชอบ
ตอ่ ผู้ตาม ขนาดและขอบข่ายอิทธิพลทางการเมืองของกลุ่มและผู้นา
ยอ่ มถกู กาหนดจากการแข่งขนั กบั ผนู้ าและกลุ่มการเมืองอื่นๆ

กลุ่มการเมืองกลุ่มหน่ึง มักจะแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยเล็กๆ
หลายกลุ่ม โดยมีลูกน้องติดตามจานวนหน่ึง ทาหน้าท่ีคอยควบคุม
เครือขา่ ยของสมาชิกทีอ่ ยใู่ นกลมุ่ ยอ่ ยตา่ งๆ อานาจและความอยู่รอด
ของผู้นาจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการแลกเปล่ียนผลประโยชน์
และส่งเสรมิ ความสัมพันธอ์ ันดแี ละความจงรกั ภักดขี องผู้นากลุ่มย่อย

เหล่าน้ี เพ่ือท่ีผู้นาจะได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนจากผู้นา
กลุ่มย่อยเมื่อถึงเวลาจาเป็นหรือเพ่ือปฏิบัติกิจกรรมทางการเมือง
อยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ กลุม่ การเมอื งในสังคมไทยนั้น ไม่ได้เป็นระบบการ
จัดต้ังภายใต้กฏระเบียบและหลักการที่แน่นอนชัดเจน หากแต่เป็น
ระบบความสัมพันธ์ท่ีเชื่อมโยงชนชั้นนาและผู้นาเข้ากับกลุ่ ม
การเมือง รวมท้ังผู้นากลุ่มย่อย ผู้มีอิทธิพล นายทุน ท่ีรวมตัวกันขึ้น
เป็นระบบความสัมพันธ์เชิงอานาจ ดังน้ัน ระบบการเมืองไทย จึง
ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ทาให้ความสัมพันธ์
ระหว่างผู้นากับผู้ตามจึงเป็นส่ิงสาคัญในการกาหนดพฤติกรรม
ทางการเมืองของกลุ่มและความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้นากับผู้ตามนี้
เอง จึงเปน็ ต้นกาเนดิ แหง่ อานาจและศักยภาพทางการเมืองของผนู้ า

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นากับผู้ตามเป็น
ความสัมพันธ์ที่ผันแปรไม่แน่นอน และอาจจบส้ินได้ทุกเวลา
นักการเมืองไทยสามารถเปลี่ยนกลุ่มหรือผู้นาต้นสังกัดได้ทุกเม่ือ
เส้นทางสู่ความสาเร็จในสังคมไทย คือการแสวงหาผู้อุปถัมภ์อย่าง
ถูกต้องและเหมาะสม เมื่อผู้อุปถัมภ์ประสบความสาเร็จในการต่อสู้
แย่งชิงอานาจทางการเมืองในระดับสูง ผู้อยู่ใต้การอุปถัมภ์ก็ย่อม
ได้รับการเเลอ่ื นสถานภาพ ตาแหนง่ และฐานะตามไปด้วย ผู้ตามบาง
คนอาจจะสะสมบารมีและทรัพยากรได้ในระดับหน่ึง และกลาย
สภาพเป็นผู้นากลุ่มย่อย ตลอดจนมีผู้อยู่ใต้การอุปถัมภ์ของตนเอง
ดังน้ัน การเลือกผู้อุปถัมภ์ที่ดี การปรับเปลี่ยนผู้อุปถัมภ์ในเวลาและ
โอกาสอันเหมาะสมจงึ เป็นชอ่ งทางสู่ความสาเร็จสาหรับนักการเมือง
ทุกคน ความสามารถในการเปล่ียนแปลงผู้นาได้น้ันทาให้ผู้นาไม่
สามารถตัดสินใจเร่ืองต่างๆด้วยความเฉียบขาดมากนัก เพราะ
ตอ้ งการถนอมนา้ ใจและรกั ษาความสัมพันธ์ของผู้นากลุ่มย่อยภายใต้
การอปุ ถมั ภข์ องตนไว้ นอกจากนโี้ ครงสร้างของระบบการเมืองไทยท่ี
ยืดหย่นุ เช่นนี้ ไมไ่ ด้เกดิ ข้ึนเพราะกลุม่ หรือพรรคการเมืองมาต่อสู้แย่ง
ชิงอานาจในการตัดสินใจ และจัดตั้งรัฐบาลเพ่ือทาการบริหาร

ประเทศภายใต้กฏกติกาท่ีแน่นอนชัดเจน แต่กลับเป็นการต่อสู้เพ่ือ
แย่งชิงผลประโยชน์ระยะสั้น การต่อสู้ดังกล่าว ยังต้ังอยู่บนพื้นฐาน
ของความสัมพันธ์ส่วนบุคคลมากกว่าระเบียบกฎเกณฑ์ท่ียอมรับ
ร่วมกัน

ความสัมพันธภ์ ายใต้ระบบอปุ ถมั ภใ์ นสงั คมไทยที่เคยเหนียว
แน่ น ม า ใน อ ดี ต น้ั น ปั จ จุ บั นมี ค ว า ม สลั บ ซั บ ซ้ อน ม า ก ขึ้ น
ความสมั พันธ์ทางสงั คมการเมืองระหว่างเจ้านายกับลูกน้อย ผู้นากับ
ผู้ตาม จึงมีลักษณะของการแลกเปล่ียนผลประโยชน์ในรูปแบบของ
การค้าและเงินตราที่แน่นอนชัดเจนมากขึ้น ในขณะที่ความผูกพัน
ทางอารมณ์ ความจงรักภักดี การยึดมั่นในความสัมพันธ์และความ
รับผิดชอบต่อกันและกันกลับลดน้อยถอยลงไป ความเส่ือมของ
ระบบอุปถมั ภด์ ังกลา่ ว ผนวกกบั ความสมั พนั ธ์เชิงอานาจภายในกลุ่ม
และพรรคการเมืองที่วางอยู่บนพ้ืนฐานของผลประโยชน์เฉพาะหน้า
นั้น ทาให้กลุ่มการเมืองและระบบการเมืองไทยมีลักษณะที่ยืดหยุ่น
อ่อนไหว แปรเปลี่ยนตามสภาวการณ์และผลประโยชน์ที่
เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โครงสร้างของกลุ่มและระบบการเมืองท่ี
ยืดหยุ่นน้ี นาไปสู่ปัญหาวิกฤตเรื่องผู้นาและปัญหาเสถียรภาพของ
รัฐบาลเสมอมา เน่ืองจากพรรคการเมืองไทยมักไม่ค่อยคานึงถึงการ
มองหาบุคคลที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองและมีจุดมุ่งหมายอย่าง
เดียวกัน มาทางานร่วมกัน ปัญหาเรื่องเอกภาพ จึงเป็นปัญหาท่ีพบ
เห็นจากกลมุ่ หรอื พรรคการเมอื งไทยอยู่เสมอ

จากท่ีได้กล่าวไปในข้างต้นพบว่าในพ้ืนที่ตาบลโนนงาม
ซึ่งเป็นตาบลเล็กๆท่ีมีหมู่บ้านเพียง 8 หมู่บ้านเท่านั้น แต่พบว่า
ชนชั้นนาและผู้นาเข้าจะเข้ากับกลุ่มการเมือง รวมทั้งผู้นากลุ่มย่อย
ผู้มีอิทธิพล นายทุน เพ่ือแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน และประคับ
ประครองอานาจ ปลูกฝังความเชื่อผ่านกระบวนการความเช่ือของ
คนในชุมชนอาศัยบารมีที่มีต่อสังคมรอบด้านเพ่ือผลประโยชน์ของ

ตน และเปล่ียนแปลงสภาพตามข้ัวอานาจของฝั่งนักการเมืองท่ีมี
อานาจในระยะเวลานน่ั ๆ ตามช่วงเวลา

เอกสารอา้ งองิ
เวป็ ไซต์

แนวพนิ ทิ างรัฐศาสตร์ ภาวะวิทยา ญาณวทิ ยา และวิธวี ทิ ยา. คน้ เม่ือ
วนั ที่ 5 มนี าคม 2565. จาก

https://www.baanjomyut.com/library_2/extension
-3/ontology_epistemology_and_methodology/08.html
แนวคิดเชิงทฤษฎีและกรอบแนวความคิด. คน้ เม่ือวันท่ี 4 มีนาคม
2565. จาก

http://dc.oas.psu.ac.th/dcms/files//03224/Chapter2.pdf

แนวคดิ วิเคราะห์ โครงสรา้ งอานาจท้องถนิ่ ในประเทศไทย. คน้ เมือ่ วันท่ี 6
มนี าคม 2565. จาก http://www.polsci-
law.buu.ac.th/pegjournal/document/3-2/1.pdf

สรปุ เนือ้ หาชนชน้ั นา. ค้นเมื่อวนั ท่ี วนั ที่ 5 มนี าคม 2565. จาก
https://ramjoti.wordpress.com/2020/04/08

POL6100 แนวการวิเคราะหท์ างรัฐศาสตร์

มหาวิทยาลัยรามคาแหง สาขาวทิ ยบรกิ ารเฉลมิ พระเกียรติ
จังหวัดอานาจเจริญ

กล่มุ ท่ี 10

แนวการศกึ ษา * วฒั นธรรมทางการเมือง
(Political culture approach)

บทวิเคราะห์ * วา่ ดว้ ยพฤติกรรมการเมืองทอ้ งถน่ิ
“พฤตกิ รรมการมสี ว่ นรว่ มทางการเมือง
และการตัดสินใจในการเมืองท้องถนิ่ ”

กรณีศกึ ษา * ประชาชนในเขตเทศบาลตาบล
เสนางคนคิ ม อาเภอเสนางคนคิ ม
จงั หวัดอานาจเจริญ

1. นายธีระพจน์ มีเพยี ร รหสั นักศึกษา 6324800641
2. สบิ โทปฏภิ าณ เรม่ิ คดิ การ รหสั นกั ศึกษา 6324800642
3. พนั จา่ เอก ชิงชยั นาสืบ รหัสนกั ศกึ ษา 6324800649
4. นางสาววรพชิ ชา สมประสงค์ รหสั นกั ศกึ ษา 6324800651

แนวการศกึ ษาวฒั นธรรมทางการเมือง
(Political culture approach)

บทวิเคราะห์ : วา่ ดว้ ยพฤติกรรมการเมืองท้องถิน่
กรณีศึกษา : ประชาชนในเขตเทศบาลตาบลเสนางคนคิ ม

อาเภอเสนางคนคิ ม จงั หวัดอานาจเจรญิ

ธรี ะพจน์ มเี พียร, ปฏภิ าณ เรม่ิ คดิ การ,
ชงิ ชัย นาสบื และ วรพชิ ชา สมประสงค์

บทนา
การเมืองท้องถิ่นในประเทศไทย มีแบบแผน

วัฒนธรรมและพฤติกรรมการเมืองท่ีแตกต่างกัน การมีส่วน
ร่วมของประชาชนถือเป็นรากฐานสาคัญของการเมืองแบบ
ประชาธิปไตยเช่นเดียวกับการเมืองในระดับท้องถิ่นที่การมี
ส่วนร่วมของประชาชนก็มีความสาคัญอย่างมากเช่นเดียวกัน
เ พ ร า ะ เ ป็ น เ ส มื อ น แ บ บ ฝึ ก หั ด ใ ห้ ป ร ะ ช า ช น ไ ด้ เ รี ย น รู้
กระบวนการมีส่วนร่วมทางการเมือง ทาให้ ประชาชน
เกดิ ความรู้สกึ เปน็ เจ้าของร่วมในชุมชนท้องถ่ินอันเป็นถ่ินท่ีอยู่
ของตนเอง ทาให้เกิดประโยชน์ที่หลากหลาย ทั้งด้านตัว
บุค คล สั งค มชุ มช นแ ละ หน่ ว ย งา นอ งค์ กา รต่ าง ๆ
เพิ่มคุณภาพการตัดสินใจสร้างฉันทามติ ลดกระแสการ
ต่อต้าน หลกี เลี่ยงความขัดแย้ง ลดค่าใช้จ่าย และการสูญเสีย
เวลา มีการรวมพลังเกิดความสามัคคีเป็นการแบ่งเบาภาระ
ของรัฐซึง่ จะทาให้ บรรลุวัตถปุ ระสงค์ในการกระจายอานาจสู่
ประชาชนทอ้ งถิน่

การมีส่วนร่วมในการเมืองการบริหารท้องถ่ินของไทย
มีวิธีการที่สาคัญและยอมรับปฏิบัติกันโดยทั่วไป เช่น การ
เลือกต้ังในระดับท้องถ่ิน การใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดง
ความคิดเห็น ในประเด็นหรือเร่ืองราวที่เก่ียวข้องกับ
ผลประโยชน์สาธารณะของประชาชนในระดับท้องถิ่น
การเดินขบวนหรือชุมนุมประท้วง เพ่ือเรียกร้องให้กระทาส่ิง
ใดส่งิ หนึ่ง ยังรวมถึงการกอ่ ความวนุ่ วาย ทางการเมอื ง การงด
ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐหรือองค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่น เป็นการ แสดงออกของประชาชนท่ีไม่เชื่อฟังอานาจ
รฐั เปน็ ตน้ สาหรับการมีสว่ นรว่ มของประชาชนใน การจัดทา
บรกิ ารสาธารณะ (public service) ขององค์กรปกครองส่วน
ท้องถ่ินไทย มีลักษณะการมีส่วนร่วมของประชาชนในการ
จัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน เช่น
การรับรู้ข้อมลู ข่าวสาร การเสนอความคิดเห็น การเข้าร่วมใน
เวทีประชุมปรกึ ษาหารือ การเขา้ ร่วมจดั กิจกรรม และการเข้า
รว่ มตรวจสอบการดาเนนิ งาน เปน็ ตน้

กรอบแนวคิดการวเิ คราะห์พฤติกรรมการเมอื งท้องถนิ่
1. ประเภทวัฒนธรรมทางการเมอื ง ของประชาชนใน

เขตเทศบาลตาบลเสนางคนิคม อาเภอเสนางคนคิ ม จงั หวดั
อานาจเจริญ

2. การมีส่วนรว่ มทางการเมอื งและการตดั สินใจใน
การเมืองท้องถน่ิ ของประชาชนในเขตเทศบาลตาบล
เสนางคนิคม อาเภอเสนางคนิคม จังหวดั อานาจเจริญ

3. พฤติกรรมการมสี ว่ นร่วมตามข้ันตอนของ
กระบวนการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (บวรศักดิ์

อวุ รรณโณ และถวิลวดี บุรกี ลุ ) ประชาชนในเขตเทศบาล
ตาบลเสนางคนคิ ม

แผนภาพกรอบแนวคิดการวิเคราะห์พฤตกิ รรมการเมอื งท้องถน่ิ

1. ประเภทวัฒนธรรมทางการเมือง ของประชาชน
ในเขตเทศบาลตาบลเสนางคนคิ ม อาเภอเสนางคนคิ ม
จังหวัดอานาจเจริญ
ข้อมูลทั่วไป

เทศบาลตาบลเสนางคนิคม เป็นเทศบาลตาบลขนาดเล็ก
ได้รับการยกฐานะมาจากสุขาภิบาลในวันท่ี 25 พ.ค. 2542
ตาม พ.ร.บ.เปล่ยี นแปลงฐานะสขุ าภิบาล เป็นเทศบาล พ.ศ. 2542
ตั้งอยู่ในพื้นท่ีตาบลเสนางคนิคม อาเภอเสนางคนิคม จังหวัด
อานาจเจริญ โดยมี อาณาเขตครอบคลุมบ้านหนองทับม้า
หมู่ที่ 1,3,4,11 ,12 และบ้านบก หมู่ที่ 2 และ 14 มีพื้นที่
ประมาณ 5.1 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 3,187.5 ไร่
อยู่ทางทิศ เหนือของจังหวัดอานาจเจริญ ประมาณ 23
กิโลเมตร หา่ งจาก กทม. 640 กิโลเมตร

จานวนครวั เรือน 1,642 ครัวเรอื น
คน
จานวนประชากรทั้งหมด 5,761 คน
คน
ชาย 2,794
คน
หญงิ 2,967 คน

จานวนประชากรทม่ี สี ทิ ธิเลือกตงั้ 4,569

ชาย 2,180

หญงิ 2,389

: ข้อมูล ณ วันท่ี 28 มีนาคม 2564

องค์ความรเู้ กี่ยวกับวัฒนธรรมทางการเมือง
วัฒนธรรมการเมือง หมายถึง ความคิดและความเข้าใจ

เก่ยี วกับความสัมพนั ธ์ทางสงั คมโดยเฉพาะความคิดและความ
เข้าใจต่อการจัดสรรแบ่งปันทรัพยากรในสังคม และวัฒนธรรม
ทางการเมืองยังหมายถึงรูปแบบการกาหนดทิศทางสู่เป้าหมาย
ทางการเมืองส่วนใหญ่แสดงออกในรูปแบบความเชื่อ สัญลักษณ์
และคุณค่าสาหรับบุคคลวัฒนธรรมทางการเมืองทาหน้าท่ี
เป็นเคร่ืองชี้แนะแนวทางการประพฤติทางการเมืองให้แก่
บุคคล โดยการช่วยตีความสิ่งท่ีเป็นการเมือง สาหรับสังคม
โดยรวม วัฒนธรรมทางการเมืองเปรียบเสมือนแบบแผนของ
ค่านิยมและบรรทัดฐานทางการเมือง ซึ่งช่วยให้การทางาน
ของสถาบันและองค์กรทางการเมืองมีความสอดคล้องกัน
พอสมควร (นธิ ิ เอยี วศรวี งศ์. 2554)

1. ประเภทวัฒนธรรมทางการเมือง วฒั นธรรม
ทางการเมืองไทยในอดีตไม่วา่ จะเปน็

วัฒนธรรมแบบระบบอุปถัมภ์ค้าชู แบบศักดินานิยมและแบบ
อานาจนิยมเมื่ออยู่ภายใต้ระบบการปกครองแบบเก่า
โครงสรา้ งทางสังคมแบบเก่า วัฒนธรรมทางการเมอื งเหล่านี้ก็
ดารงอยู่ได้อย่างไม่น่าจะมีปัญหาเพราะอาจจะมีความ
สอดคล้องกับระบบการปกครองและโครงสร้างทางสังคม
ใ น อ ดี ต ข อ ง ไ ท ย แ ต่ ใ น ภ า ว ะ ปั จ จุ บั น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ไ ด้
เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
มาสู่ระบอบประชาธิปไตยจนได้เจ็ดสิบห้าปี นับได้ว่าเป็นก้าว
ย่างท่ียาวนานแต่อย่างไรก็ตาม ความเป็นประชาธิปไตยของ
ประเทศไทยท่ีพยายามจาลองแบบประชาธิปไตยตะวันตกมา
ดู เ ส มื อ น ห นึ่ ง ว่ า เ ติ บ โ ต ไ ม่ ไ ด้ เ ต็ ม ที่ อ ย่ า ง ที่ ค ว ร จ ะ เ ป็ น
ดังประเทศตะวันตกวัฒนธรรมทางการเมืองประชาธิปไตย
แบบตะวันตกเน้นในเร่ืองสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค
เคารพต่อหลักนิติรัฐ เคารพต่อความเห็นของคนส่วนใหญ่แต่
ยังคานึงถึงเสียงส่วนน้อยของสังคมได้เข้ามาสู่ประเทศไทย
เมื่อประเทศได้เปิดรับอารยธรรมตะวันตกและจะเห็นได้ชัด
หลังการเปล่ียนแปลงการปกครองแผ่นดินในปี พ.ศ.2475
เป็นต้นมาแต่วัฒนธรรมทางการเมืองของไทยในอดีตก็ยังคง
อยไู่ ม่สูญสลายหายไปไหนและยืนหยัดอยู่ได้จนถึงปัจจุบันแต่
อาจมกี ารเปลยี่ นรูปแบบไปบา้ งเช่นระบบอุปถัมภ์ค้าชูในอดีต
ก็ยังดารงอยู่ในสังคมประชาธิปไตยแบบไทย ๆ แต่เปล่ียน
จากการอุปถัมภ์ค้าชูดัวยโครงสร้างฐานันดรทางสังคม
(social hierarchicalstructure) มาเป็นการอุปถัมภ์ค้าชู
ด้วยเงินตรา (cashnexus) ศักดินานิยมและอานาจนยิ ม

ในอดีตกย็ งั คงอยู่ถึงปจั จุบนั แต่อย่ใู นรูปแบบใหมท่ ผี่ ูกพันกัน
ดว้ ยเงินตราและผลประโยชน์

ต่างตอบแทนในรูปแบบอื่น ๆ ที่มิใช่เงินตรา สิ่งเหล่าน้ีคือ
วัฒนธรรมทางการเมืองประชาธิปไตยอุปถัมภ์ของไทย
(เกรียงไกร เจริญธนาวัฒน์.2550) ประเภทวัฒนธรรมทาง
การเมอื งถูกแบ่งออกเปน็ ดังนี้

1.1 วฒั นธรรมทางการเมืองแบบคบั แคบ
(Parochial Political Culture)
วัฒนธรรมทางการเมืองแบบน้ี ประชาชนแทบไม่มีความสัมพันธ์
กบั ระบบการเมืองระดับชาติจะตอบสนองความต้องการอะไร
ของเขาไดเ้ ปน็ วัฒนธรรมทางการเมอื งของบุคคลทีไ่ ม่มคี วามรู้
ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการเมืองเลยไม่มีการรับรู้ ไม่มี
ความเห็นและไม่ใส่ใจต่อระบบการเมืองไม่คิดว่าตนเองมี
ความจาเป็นต้องมีส่วนร่วมทางการเมืองเพราะไม่คิดว่า
การเมืองระดับชาติจะกระทบเขาได้ และไม่หวังว่าระบบ
การเมืองระดับชาติจะตอบสนองความต้องการของตนได้
สังคมที่อาจพบวัฒนธรรมทางการเมืองแบบคับแคบก็คือ
บรรดาสังคมเผ่าท้ังหลายในทวีปแอฟริกาหรือชาวไทยภูเขา
เผ่าต่าง ๆ ซึ่งในแต่ละเผ่าขาดความเชื่อมโยงกับการเมือง
ระดับชาตขิ าดโอกาสในการรับรู้และเข้าใจบทบาทของตนต่อ
ระบบการเมืองแต่มีการรับรู้ท่ี “แคบ” อยู่เฉพาะแต่กิจการ
ในเผ่าของตน หรือในประเทศด้อยพัฒนาที่ประชาชนส่วน
ใหญ่ยากจนและไร้การศึกษาจึงถูกปลูกฝังด้วยความเชื่อ
ด้ังเดิมมาแต่โบราณว่าเรื่องการปกครองเป็นเรื่องของ
ผู้ปกครองทาให้ผู้ปกครองใช้อานาจได้โดยไม่ถูกตรวจสอบ
จากประชาชน

1.2 วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพรฟ่ า้
(Subject political Culture)
วัฒนธรรมทางการเมืองในรูปแบบนี้ประชาชนส่วนใหญ่
ในสังคมรู้จักสถาบันการเมืองและมีความรู้สึกต่อมันไม่ว่าใน
แง่บวกหรือลบ ประชาชนเริ่มสนใจและความสัมพันธ์กับ
ระบบการเมือง คือ เขารู้ว่าระบบการเมืองสามารถจัดสรร
และจดั การผลประโยชนใ์ หเ้ ขาได้ แต่เขาไม่สามารถมีบทบาท
หรืออิทธิพลต่อระบบการเมืองน้ันได้เขารู้เร่ืองราวเก่ียวกับ
อานาจรัฐและการเมืองและยอมรับกับระบบนั้น ๆ แต่ไม่รู้ว่า
ตนจะสามารถเข้ามามีส่วนร่วมผ่านช่องทางหรือกลไกใด
เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจ
ต่อระบบการเมอื งโดยท่วั ๆ ไป แตไ่ ม่สนใจทีจ่ ะเขา้ มีส่วนร่วม
ทางการเมืองในตลอดทุกกระบวนการและไม่มีความรู้สึกว่า
ตนเองมีความหมายหรืออิทธิพลต่อระบบการเมืองบุคคล
เหลา่ นี้มกั มพี ฤตกิ รรมยอมรับอานาจรฐั เช่ือฟังและปฏิบัติตาม
ก ฎ ห ม า ย ข อ ง รั ฐ โ ด ย ดุ ษ ณี ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง วั ฒ น ธ ร ร ม ท า ง
การเมืองแบบไพร่ฟ้าจะพบได้ในกลุ่มคนชั้นกลางในประเทศ
กาลังพัฒนา เป็นกลุ่มคนที่มีความรู้เข้าใจเกี่ยวกับระบบ
การเมืองโดยท่ัวไป แต่ยังคงมีความเช่ือท่ีฝังรากลึกมาแต่เดิม
อันเป็นอิทธิพลของสังคมเกษตรกรรมว่าอานาจรัฐเป็นของ
ผปู้ กครอง ประชาชนทัว่ ไปควรมีหน้าท่ีเช่ือฟังและปฏิบัติตาม
กฎหมายเทา่ นัน้

1.3 วัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วม
(Participant political Culture)

วัฒนธรรมการเมอื งแบบนี้ ประชาชนมคี วามรเู้ กยี่ วกบั ระบบ
การเมืองและรูส้ ึกเป็นส่วนหนง่ึ
ของการเมืองไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือลบประชาชนมีสานึก
และตระหนักถึงบทบาทของตนในการเข้าไปมีส่วนร่วม
ทางการเมือง พวกเขาเชื่อม่ันว่าตนเองสามารถมีอิทธิพล
ต่อการเมืองได้และมีอานาจทจี่ ะก่อให้เกิดการเปล่ียนแปลงได้
เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจ
เกี่ยวกบั ระบบการเมืองเปน็ อย่างดี เหน็ คุณค่าและความสาคัญใน
การเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง ทั้งนี้เพ่ือควบคุม กากับ และ
ตรวจสอบให้ผู้ปกครองใช้อานาจปกครองเพ่ือตอบสนอง
ความต้องการของประชาชนลักษณะวัฒนธรรมทางการเมือง
แบบมีส่วนร่วมจะพบเห็นได้ในชนช้ันกลางส่วนใหญ่ของ
ประเทศอุตสาหกรรมหรอื ประเทศที่พฒั นาแล้ว(Developed
Country)

จากการวิเคราะห์วัฒนธรรมทางเมืองหรือพฤติกรรม
ทางเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลตาบลเสนางคนิ คม
พบว่าประชาชนมีวัฒนธรรมท้ังสามประเภท แต่ส่วนใหญ่จะ
เป็นประเภทวัฒนธรรมแบบไพร่ฟ้า คือบุคคลในสังคมสนใจ
การเมืองบ้าง แต่เข้าใจการเมืองในลักษณะที่ยอมรับอานาจ
ของผปู้ กครอง ดงั น้นั จงึ ไมส่ นใจที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมทางการ
เมืองโดยตรง มักมีพฤติกรรมยอมรับอานาจรัฐเช่ือฟังและ
ปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐโดยดุษณี และเช่ือฟังปฏิบัติตาม
ระเบียบ กฎหมาย ตามท่รี ัฐบาลหรือหนว่ ยงานกาหนด

2. วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย คือ
ทัศนคติและความเช่ือแบบประชาธิปไตย ซ่ึงมีผลต่อ
“ความมั่นคง” ของระบอบประชาธิปไตยในแต่ละประเทศ
นักทฤษฎีการเมืองเล่ืองชื่อชาวอังกฤษผู้หน่ึงคือ John

Stuart Mill ได้เขียนไว้ว่าก่อนที่ประชาธิปไตยจะมีขึ้นได้
พลเมืองในประเทศจะต้องมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่
จะปกครองตนเองเสียก่อนความปรารถนาสะท้อนทัศนคติ
ที่ว่า ประชาธิปไตยเป็นของดีและสมควรจะทาให้เกิดมีขึ้น
ความหมายกค็ อื การเป็นประชาธิปไตยขึ้นอยู่กับ ศรัทธาของ
คนในชาติที่ประสงค์จะมีการปกครองและมีชีวิตแบบ
ประชาธิปไตยประชาธิปไตยจะงอกงามต่อเมื่อราษฎรมี
ลักษณะที่ภาษาเทคนิคเรียกว่าการเข้าสู่สภาพการเมือง
(Politicized)การเข้าสู่สภาพการเมืองดังกล่าวหมายถึง
ลักษณะดังต่อไปน้ี (ฌานิทธิ์ สันตะพันธ์ุ.2549) การเอาใจใส่
วถิ ีหรอื เหตุการณ์

ทางการเมืองการมีทัศนคติที่ว่าอย่างน้อยที่สุดราษฎรจะต้อง
เกี่ยวข้องกับการเมืองไม่โดยตรงก็โดยอ้อมบ้าง เพราะถึง
อยา่ งไรกต็ ามการเมืองจะมาเก่ียวข้องกับเขาจนได้และ การมี
ความเชื่อว่าการเมืองเป็นเรื่องสาคัญท่ีสมควรจะอุทิศเวลาให้
ตามสมควรวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย
สามารถแบง่ ออกเปน็ แบบของสังคมท่ีเจริญแล้วกับของสังคม
ท่ีด้อยความเจริญสาหรับวัฒนธรรมทางการเมืองของสังคมที่
เจรญิ ไดแ้ ก่ (ทินพนั ธ์ นาคะตะ. 2546)

ประการแรกการถือหลักการแบ่งแยกบทบาทกันอย่าง
ชัดเจน (Role Differentiated)ระหว่างบุคคลองค์กรหรือ
สถาบันต่าง ๆ เช่นมีการขายสินค้าชนิดหนึ่งโดยเฉพาะหรือ
การท่ีบุคคลผู้หนึ่งจะทาหน้าที่ในฐานะผู้บริหารอย่างเดียวไม่
ทาหน้าท่ีฝ่ายนิตบิ ญั ญตั ิฝา่ ยตุลาการไปดว้ ย

ประการสองมุ่งสู่ความสาเร็จตามเป้าหมายวัตถุประสงค์
ของภาระหน้าที่งานหรืออาชีพของบุคคลองค์กรหรือสถาบัน
เป็นหลกั การประสบความสาเรจ็ ยอ่ มไดร้ บั การยอมรับนับถือ

ประการสามบรรทัดฐานทางสังคม (Centralistic
Norms) จะมีผลบังคับใช้ทั่วไปกับทุกคนทุกเวลาและทุก
สถานท่ีเช่นความเสมอภาคกันในทางกฎหมายทางการเมือง
เศรษฐกจิ และสังคม

อย่างไรก็ตามเม่ือมองโดยภาพรวมแล้วสามารถสรุป
วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยว่ามีลักษณะ
ดังต่อไปนี้

1. จะต้องมีความเช่ือม่ันศรัทธาต่อหลักการปกครอง
แบบประชาธิปไตยประชาชนในสังคมน้ัน ๆ ต้องการให้มีการ
ปกครองระบอบประชาธิปไตยมากกว่าระบอบอื่นและเห็น
ด้วยในหลกั การของระบอบประชาธิปไตยว่าเป็นการปกครอง
ของประชาชนโดยประชาชนและเพอ่ื ประชาชน

2. จะต้องยึดมั่นและเช่ือถือในหลักความสาคัญและ
ศักด์ิศรีของบุคคลหลักความเสมอภาคของบุคคลหลักแห่ง
เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดนต้องเคารพในสิทธิ
เสรภี าพของบุคคลอื่น ในการพูดแสดงความคิดเห็น และการ
แสดงออกแมต้ นจะไม่เหน็ ด้วยกับความคิดเห็นเหล่านั้นก็ตาม
ผู้มีจิตใจประชาธิปไตยจะต้องยอมรับหรือมีความอดกลั้นต่อ
การปฏิบตั ิทีแ่ ตกต่างไปของผอู้ น่ื หากพฤตกิ รรมเหล่านั้นไม่ชัด
ตอ่ การใชส้ ทิ ธิเสรภี าพของตน

3. เคารพในกติกาของการปกครองระบอบระชาธิปไตย
คือหลักการตัดสินด้วยเสียงข้างมากโดยมีข้อผูกพันท่ีจะต้อง
ได้รับการปฏิบัติตามจากทุก ๆ ฝ่ายท้ังน้ีจะต้องให้ความ
คุ้มครองในสิทธิเสรีภาพของเสียงส่วนน้อยด้วยเพื่อเป็น

หลักประกันว่าการแก้ไขปัญหาน้ันๆกระทา ไปเพื่อ
ผลประโยชนส์ ว่ นรวมโดยวางอยู่บนพื้นฐานของหลักแหง่

เสรีภาพและความเสมอภาคนอกจากน้ันยังต้องปฏิบัติต่อกัน
อยา่ งยตุ ิธรรมเคารพในกฎหมายและสทิ ธขิ องบุคคล

4. มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองและการ
ปกครองโดยตดิ ตามข่าวคราวกิจกรรมต่าง ๆ ของรัฐบาลการ
แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ และเข้าไปมีส่วนร่วมต่อการ
ตัดสินใจหรือกาหนดนโยบายของรัฐบาลรวมท้ังการใช้สิทธิ
การเลือกตง้ั

5. ต้องเป็นผู้มีความสานึกในหน้าที่พลเมืองของตน
และมีความเช่ือม่ันในตนเองกล่าวคือต้องเช่ือมั่นว่าตน
สามารถเขา้ ไปมสี ่วนรว่ มตอ่ การตัดสนิ ใจหรือกาหนดนโยบาย
ของรัฐบาลการใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งเนื่องจากการปฏิบัติ
เช่นวา่ นี้เปน็ ประโยชนต์ อ่ สังคมโดยส่วนรวม

6. มองโลกในแง่ดีมีความไว้วางใจในเพื่อนมนุษย์มี
ความเชื่อมั่นในตัวเจ้าหน้าท่ีและสถาบันของทางราชการ
เนื่องจากการเมืองเป็นเร่ืองของความร่วมมือร่วมใจและ
ไว้วางใจกันประชาชนจะต้องเชื่อมั่นและศรัทธาว่าระบอบ
ประชาธิปไตยจะชว่ ยแกป้ ญั หาและภาวะวิกฤตต่าง ๆ ได้และ
มนุษย์สามารถปกครองตนเองได้

7. การวิพากษ์วิจารณ์ต้องมีเหตุผลและเป็นไปในทาง
ส ร้ า ง ส ร ร ค์ โ ด ย เ ฉ พ า ะ ต่ อ ก า ร ใ ช้ อ า น า จ ห น้ า ที่ แ ล ะ ก า ร
ปฏิบัติงานของทางราชการกล่าวคือประชาชนจะต้องคอย
ตรวจสอบการใช้อานาจของข้าราชการและผู้มีอานาจทาง
การเมืองอยู่เสมอโดยการตรวจสอบคัดค้านและเหน่ียวรั้ง
มิฉะนัน้ อาจนาความหายนะมาสู่สังคมได้

8. จะต้องเป็นผู้ไม่มีจิตใจเป็นเผด็จการเพราะหากคน
ส่วนใหญใ่ นสงั คมมีจติ ใจเปน็ เผด็จการก็ยากท่ีระบอบ

ประชาธปิ ไตยในประเทศนัน้ จะประสบความสาเร็จได้เพราะผู้
มีจิตใจเป็นเผด็จการจะมอบความรับผิดชอบทุกอย่างไว้ท่ี
ผู้นาชอบการใช้อานาจเด็ดขาดอ่อนน้อมยอมจานนต่อผู้มี
อานาจนิยมระบบเจ้าขุนมูลนายไม่ยอมรับความเสมอภาค
ของบุคคลไม่ยอมรับความแตกต่างของผู้อ่ืนในการใช้สิทธิ
เสรภี าพของเราและมกั ยึดม่นั ในคา่ นยิ มแบบเดิม

2.การมีส่วนร่วมทางการเมืองและการตัดสินใจ
ในการเมืองท้องถ่ิน ของประชาชนในเขตเทศบาลตาบล
เสนางคนิคม อาเภอเสนางคนคิ ม จงั หวัดอานาจเจริญ

1) การมีส่วนร่วมของประชาชนถือเป็นรากฐาน
สาคัญของการเมืองแบบประชาธิปไตยเช่นเดียวกับการเมือง
ในระดับท้องถิ่นที่การมีส่ว นร่ว มของประชาช นก็มี
ความสาคัญอย่างมากเช่นเดียวกัน เพราะเป็นเสมือน
แบบฝึ กหัดให้ประชาช นได้เรียนรู้กระบว นการมีส่ ว นร่ว ม
ทางการเมือง ทาให้ประชาชนเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม
ในชุมชนท้องถ่ินอันเป็นถ่ินที่อยู่ของตนเอง ทาให้เกิด
ประโยชน์ท่ีหลากหลาย ทั้งด้านตัวบุคคล สังคมชุมชนและ
หน่วยงานองค์การต่าง ๆ เพ่ิมคุณภาพการตัดสินใจสร้าง
ฉันทามติ ลดกระแสการต่อต้าน หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง
ลดค่าใช้จ่ายและการสูญเสียเวลา มีการรวมพลังเกิดความ
ส า มั ค คี เ ป็ น ก า ร แ บ่ ง เ บ า ภ า ร ะ ข อ ง รั ฐ ซึ่ ง จ ะ ท า ใ ห้ บ ร ร ลุ
วตั ถปุ ระสงค์ในการกระจายอานาจสูป่ ระชาชนทอ้ งถิ่น

2) การมีส่วนร่วมในการเมืองการบริหารท้องถิ่น
ของไทย มีวิธีการที่สาคัญและยอมรับปฏิบัติกันโดยทั่วไป
เช่น การเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น การใช้สิทธิเสรีภาพในการ
แสดงความคดิ เห็น ในประเดน็ หรือเรอื่ งราวท่ีเกี่ยวข้องกบั
ผลประโยชน์สาธารณะของประชาชนในระดับท้องถ่ิน
การเดินขบวนหรือชุมนุมประท้วง เพ่ือเรียกร้องให้กระทา
สงิ่ ใดส่ิงหนึ่ง ยังรวมถึงการก่อความวุ่นวายทางการเมือง การ
งดให้ความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐหรือองค์กรปกครองส่วน
ท้องถ่ิน เป็นการแสดงออกของประชาชนท่ีไม่เช่ือฟังอานาจ
รฐั เป็นต้น สาหรับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทา
บริการสาธารณะ (public service) ขององค์กรปกครองส่วน
ท้องถ่ินไทย มีลักษณะการมีส่วนร่วมของประชาชนในการ
จัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินใน เช่น
การรบั ร้ขู ้อมลู ข่าวสาร การเสนอความคิดเห็น การเข้าร่วมใน
เวทีประชุมปรึกษาหารอื การเขา้ รว่ มจัดกิจกรรม และการเข้า
รว่ มตรวจสอบการดาเนนิ งาน เป็นตน้

3) กิจกรรมทางการเมืองในท้องถ่ินปัจจุบันมิอาจ
หลกี เล่ียงท่จี ะกล่าวถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนได้ เพราะ
ถือเป็นหลักการที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่ามี
ความสาคญั และต้องสง่ เสรมิ ใหเ้ กิดขน้ึ โดยเฉพาะอย่างย่ิงใน
การเมืองการปกครองและการบริหารท้องถ่ิน ภายใต้
สถานการณ์ความท้าทายน้ี แนวโน้มของการมีส่วนร่วมใน
ระดับท้องถ่ินของไทย จึงอาจไม่ได้มองความสาเร็จของการมี
ส่วนร่วมอยู่เพียงแค่จัดให้มีการมีส่วนร่วมของประชาชนใน
เชิงปริมาณเท่านั้น หากแต่ต้องคานึงถึงการวัดความสาเร็จ
หรือเป้าหมายของการมีส่วนร่วมที่การเกิดกระบวนการ
เรยี นรรู้ ่วมกนั ระหว่างประชาชนและหน่วยงานรัฐหรือองค์กร

ปกครองส่วนท้องถ่ิน เพ่ือสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม
ในชมุ ชน

การมีส่วนร่วม จึงเป็นพฤติกรรมทางการเมืองที่มี
ความสาคัญตามแนวคิดในระบอบประชาธิปไตย ในแง่ที่เป็น
สิ่งท่ีป้อนเข้าสู่ระบบการเมือง ซึ่งอาจจะเป็นในลักษณะการ
เรียกร้อง หรือการสนับสนุนต่อระบบที่ดารงอยู่ ซูซาน
แบล็คคอล ฮานเซน (Susan Blackall Hansen) เห็นว่า การ
มีส่วนร่วมของพลเมืองสามารถมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของ
ผนู้ าการเมืองได้ 2 ทางดว้ ยกนั คอื

1) ผู้นาการเมืองจาต้องตอบสนองต่อความ
ต้องการของประชาชนมากขึ้นด้วยเกรงว่าจะถูกขับออกจาก
ตาแหน่ง

2) ส่ือสารข้อมูลให้ผู้นาได้ทราบถึงว่าพลเมืองของ
เขาต้องการในสิ่งใดการมีส่วนร่วมทางการเมือง จึงเป็นกลไก
สาคัญของระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม โดยเฉพาะ
ภายใต้ระบบการเมืองทม่ี ีแบบแผนท่ีซับซ้อน มนุษย์ถูกดึงเข้า
ไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการเมืองมากข้ึน ดังน้ัน การปฏิบัติ
หน้าที่ของระบบการเมือง สถาบันการเมืองรวมถึงตัวผู้นา
การเมืองจะเป็นสิ่งที่จะตัดสินว่าสมาชิกในสังคมจะมีความมี
ชีวิตที่ดีเพียงใด ดังท่ี จอห์น สจ็วต มิลล์ (John Stuart
Mills) เห็นว่า “มนุษย์จะต้องเรียนรู้ถึงความรับผิดชอบใน
การเขา้ มสี ่วนร่วม การขาดความสามารถในการเข้ามีส่วนร่วม
แสดงให้เห็นถึงการขาดความเป็นสมาชิกอย่างเต็มตัวภายใน
ระบบนนั้ ”

การมสี ว่ นรว่ มทางการเมอื ง (political participation) น้ัน
นกั วชิ าการตะวนั ตกต่างให้ความหมายในลักษณะที่คล้ายคลึง
กัน สามารถแยกออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ

กลุ่มแรก มองการมีส่วนร่วมทางการเมืองว่าเป็น
กิจกรรมที่เก่ียวข้องกับเร่ืองทางการเมืองท้ังตามรูปแบบและ
นอกรูปแบบ เช่น การอภิปรายทางการเมือง การร่วมชุมนุม
เพ่ือรับฟังเหตุการณ์ทางการเมือง การร่วมรณรงค์หาเสียง
การใช้กาลังรุนแรงทางการเมืองการโน้มน้าวให้เห็นชอบหรือ
กดดันรัฐบาล การประท้วง และการใช้กาลังรุนแรง ซ่ึงมี
ความเก่ียวข้องกับพรรคการเมือง กลุ่มอิทธิพล กลุ่ม
ผลประโยชน์ โดยไม่สนใจว่าจะถูกบังคับหรือโดยสมัครใจ
สาเร็จหรือล้มเหลว นักวิชาการกลุ่มน้ี เช่น เจฟฟรี เค.
โรเบิร์ต (Geffrey K.Robert); แซมมวล พี. ฮันติงตัน
(Samuel P. Huntington) และ จอร์จ ไอ. เดมิงเกซ (George I.
Deminguez)

กลุ่มท่ีสอง มองว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็น
ปฏสิ มั พนั ธ์ร่วมระหว่างรัฐกับประชาชนตามวิถีประชาธิปไตย
ซึ่งไม่ได้มีความหมายเฉพาะกิจกรรมในเชิงสถาบันการเมือง
เท่าน้ัน อาจเป็นการแสดงออกหรือกิจกรรมอย่างอ่ืนท่ีไม่
เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการทางการเมืองก็ได้ แต่เป็น
จุ ด เ ริ่ ม ต้ น ท่ี มี ผ ล ต่ อ ก า ร ตั ด สิ น ใ จ ข อ ง ฝ่ า ย ก า ร เ มื อ ง
นักวิชาการในกลุ่มน้ี ได้แก่ มิลบาร์ท และกอล (Milbrath
and Goel); โรเซนสโตน (Rosenstone) และ ฮานเซน
(Hansen)

การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงถือเป็นหลักการสากล
ท่ีได้รับการยอมรับว่ามีความสาคัญและจาเป็นในสังคม
ประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญซ่ึงเป็นกติกาสูงสุดของประเทศ
สะท้อนเจตนารมณ์ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนอย่างชัดเจน รวมถึงการปฏิรูปการบริหารงาน
ภาครฐั ภายใตแ้ นวคดิ การบรหิ ารภาครฐั แบบมสี ่วนร่วม
(Participatory Governance) และแนวคิดธรรมาภิบาล
(Good Governance) ได้ตระหนักถึงความสาคัญของการมี
ส่วนร่วมของประชาชน มีกฎหมายหลายฉบับประกันสิทธิ
ของประชาชนด้านการมีส่วนร่วมและกาหนดหน้าท่ีของ
ภาครัฐในการเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อาทิ
พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540
พระราชกฤษฎกี าวา่ ด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการ
บา้ นเมอื งที่ดี พ.ศ. 2546 ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรวี ่าด้วย
การรบั ฟงั ความคดิ เห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 นอกจากน้ี
แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการยังกาหนดเร่ืองการ
มีสว่ นรว่ มของประชาชนไว้เชน่ กนั โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาหรับ
องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน การมีส่วนร่วมของประชาชนถือ
เป็นหัวใจหรือเป็นองค์ประกอบท่ีขาดมิได้ ดังนั้น การมีส่วน
ร่วมของประชาชนจึงเป็นความจาเป็น ดังจะเห็นได้ว่ามีการ
กาหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นต้องเป็น
ตวั แทนของประชาชนซ่ึงมาจากการมีส่วนร่วมของประชาชน
ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง กาหนดให้มีการส่งเสริมการมีส่วน
ร่วมของประชาชนในการบริหารงาน และตรวจสอบการ
ทางานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายให้
การทางานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตอบสนองต่อ
ความต้องการของประชาชนได้ตรงจุด แก้ปัญหาได้รวดเร็ว

สร้างความโปร่งใส รวมท้ังเป็นวิธีการท่ีช่วยเสริมสร้างความ
เข้มแข็งของชุมชน ความเป็นเจ้าของชุมชนและเสริมสร้าง
ประชาธปิ ไตยทอ้ งถิน่ ดงั น้ัน การปกครองส่วนท้องถ่ินจึงต้อง
มุ่งเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน เพ่ือบรรลุ
วัตถุประสงค์การเกิดขึ้นขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
ถอื เปน็ รากฐานของการพฒั นาประชาธปิ ไตยนนั่ เอง

มกี ารให้นิยามความหมายการมีสว่ นรว่ มไว้หลากหลาย
ประการ เช่น เออร์วิน วิลเล่ียม (Erwin William)5 ได้กล่าว
ว่า การพัฒนาแบบมีส่วนร่วม คือ กระบวนการให้ประชาชน
เข้ามามีส่วนเก่ียวข้องในการดาเนินงานพัฒนา ร่วมคิด ร่วม
ตดั สนิ ใจ รว่ มแกป้ ญั หาของตนเอง เน้นการมีส่วนร่วมการเข้า
มาเกี่ยวข้องอย่างแข็งขันของประชาชน การให้ความคิด
สร้างสรรค์ และความชานาญของประชาชนในการแก้ปัญหา
ร่วมกับการใช้วิทยาการที่เหมาะสมและสนับสนุนติดตามผล
การปฏิบัติงานขององค์การและเจา้ หน้าท่ีทเ่ี กีย่ วข้อง

องค์การอนามัยโลก (WHO) และ ยูนิเซฟ (UNICEF)
ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมของประชาชนในฐานะ
ที่เป็นกระบวนการในการพัฒนาว่า คือ การเข้าร่วมอย่าง
กระตือรือร้นและมีพลังของประชาชนในกระบวนตัดสินใจ
เพ่ือกาหนดเป้าหมายของสังคม จัดทรัพยากรเพื่อให้บรรลุ
เป้าหมายและเป็นการปฏิบัติตามแผนการหรือโครงการต่าง ๆ
โดยความสมคั รใจ

ปีเตอร์ โอ๊คเลย์ (Peter Oakley) และ เดวิด มาร์เดน
(David Marsden) กล่าวถึงความหมายของการมีส่วนร่วม
ของประชาชนไปสัมพันธ์กับเร่ืองการสร้างประชาธิปไตยทาง
การเมือง หรือมิฉะนั้นก็เอาไปเกี่ยวพันกับกระบวนการ
เปลี่ยนแปลงทางสังคม หรือการเติบโตตามคาว่า “พัฒนา”

ชน้ี า หรอื ทใี่ ชก้ ันบ่อย ๆ คือ ในแงท่ ีร่ ัฐบาลจะเข้าไปกับสภาพ
ของการ “มสี ว่ นรว่ ม” ทร่ี ัฐบาลใช้ ส่วนความหมายของการมี
ส่วนร่วมอย่างกว้าง ๆ เช่น การมีส่วนช่วยเหลือโดยสมัครใจ
การให้ประชาชนเข้าร่วมกับกระบวนการตัดสินใจและ
กระบวนการดาเนินการของโครงการ ตลอดจนร่วมรับ
ผลประโยชนจ์ ากโครงการเหล่านีล้ ้วนเปน็ ข้อความท่ดี ูจะมี
ความคล่องตัว ดูเป็นการปฏิบัติงานท่ีจริงจัง ซึ่งบ่งบอกว่า
โครงการหรือแผนงานนั้น การมีส่วนร่วมจะมีการกาหนด
วัตถุประสงค์และขั้นตอนการดาเนินงานอย่างไร สาหรับ
ความหมายของการมีส่วนร่วมที่ระบุค่อนข้างเฉพาะเจาะจง
เช่น การที่จะให้ประชาชนมีท้ังสิทธิและหน้าที่ที่จะเข้าร่วม
แก้ปัญหาของเขา ให้เขาเป็นผู้มีความริเร่ิมและมุ่งใช้ความ
พยายามและความเป็นตัวของตัวเองเข้าดาเนินการและ
ควบคุมทรัพยากรและระเบียบในสถาบันต่าง ๆ เพื่อ
แก้ปัญหาเหล่านี้ก็เป็นการแสดงถึงความหมายท่ีบอกถึง
สภาพการมีส่วนร่วมท่ีเน้นให้กลุ่มร่วมดาเนินการ และมี
จุดสาคัญที่จะให้การมีส่วนร่วมน้ันเป็นการปฏิบัติอย่างแข็ง
ขัน มิใช่เปน็ ไปอยา่ งเฉยเมยหรอื มสี ว่ นรว่ มพอเป็นพธิ เี ท่านัน้

อคิน รพีพฒั น์ ไดใ้ หค้ วามหมายของการมสี ่วนร่วมของ
ประชาชนสรุปได้ว่า การมีส่วนร่วมของประชาชน หมายถึง
การให้ประชาชนเป็นผู้คิดค้นปัญหา เป็นผู้ที่ทาทุกอย่างซึ่ง
ไม่ใช่การกาหนดจากภายนอกแล้วให้ประชาชนเข้ามาร่วมใน
เรื่องใดเรื่องหนึ่ง หากแต่ทุกอยา่ งจะตอ้ งเป็นเรอื่ งท่ีประชาชน
คดิ เอง ซ่งึ อาจแบ่งการมสี ่วนร่วมออกได้ 5 ขน้ั ตอน คือ

1) การมีส่วนร่วมในการค้นหาและจัดลาดับ
ความสาคญั ของปัญหา

2) รว่ มในการวิเคราะห์ถึงสาเหตแุ ละท่มี าของปญั หา

3) รว่ มในการเลือกวิธกี ารและวางแผนในการ
แก้ปัญหา

4) ร่วมในการดาเนนิ ตามแผน
5) ร่วมในการประเมินผล วิเคราะห์ปัญหาและ
อปุ สรรค และปัจจยั ท่ีมีส่วนทาใหเ้ กดิ ผลสาเรจ็
อรทัย ก๊กผล กล่าวว่า ความหมายของการมีส่วน
ร่วมของประชาชนเปล่ียนแปลงไปตามบริบททางสังคมและ
การเมือง ในอดีตการมีส่วนร่วมของประชาชนมักหมายถึง
การมีส่วนร่วมทางการเมือง แต่ปัจจุบันสังคมให้ความสาคัญ
กับประชาธิปไตยทางตรงและประชาธิปไตยท่ีประชาชน
ปกครองตนเอง ส่งผลให้ความหมายของการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนมีขอบเขตกว้างขึ้น การมีส่วนร่วมของประชาชน
(Public Participation) หมายถึง การท่ีองค์กรปกครองส่วน
ท้องถ่ินเปิดให้ประชาชนเข้าไปร่วมในการกาหนดกฎเกณฑ์
นโยบาย กระบวนการบริหารและตัดสินใจของท้องถิ่น
เพ่ือผลประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวมอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ ต้องอยู่บนพื้นฐานของการท่ีประชาชนจะต้องมีอิสระ
ทางความคิด มีความรู้ความสามารถในการกระทา และมี
ความเต็มใจทจี่ ะเขา้ รว่ มต่อกิจกรรมนั้น ๆ โดยหลักการการมี
ส่วนร่วมของประชาชนจะต้องมีลักษณะการเข้าร่วมอย่าง
ครบวงจรตั้งแต่ต้นจนถึงสิ้นสุด ไม่ใช่เป็นการจัดเวทีการมี
ส่วนร่วมครั้งเดียว ในการแก้ปัญหาของชุมชนควรเปิดให้
ประชาชนเข้าร่วมตัง้ แตต่ น้ จนจบ ดงั น้ี
1) เร่ิมตั้งแต่การเกิดจิตสานึกในตนเองและถือเป็น
ภาระหน้าที่ของตนในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมหรือ
ชมุ ชนที่ตนอยู่

2) ร่วมคิดด้วยกันว่าอะไรที่เป็นปัญหาของชุมชน มี
ส า เ ห ตุ อ ย่ า ง ไ ร แ ล ะ จ ะ จั ด ล า ดั บ ค ว า ม ส า คั ญ ข อ ง ปั ญ ห า
เป้าหมายอย่างไร และควรทจ่ี ะจัดการกบั ปญั หาใดก่อนหลัง

3) ร่วมกันวางแผนการดาเนินงานว่าจะจัดกิจกรรม
หรอื โครงการอะไร จะแบ่งงานกันอย่างไร ใชง้ บประมาณมาก
นอ้ ยเพยี งใด จะจัดหางบประมาณมาจากท่ีใด และใครจะเป็น
ผู้ดแู ลรกั ษา

4) ร่วมดาเนินงาน ประชาชนจะต้องเข้าร่วมกิจกรรม
ด้วยความเตม็ ใจ เต็มกาลังความรู้ความสามารถของตนเอง

5) ร่วมกันติดตามประเมินผล ตลอดเวลาที่ทางาน
รว่ มกนั ประชาชนจะต้องมสี ว่ นรว่ มในการตรวจสอบถึงปัญหา
อุปสรรคและร่วมกันในการหาทางแก้ไขปัญหา เพ่ือให้งาน
หรอื ภารกจิ ดงั กลา่ วสามารถสาเรจ็ ลลุ ่วงตามเปา้ หมาย

6) ร่วมรับผลประโยชน์ ประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วม
กิจกรรมของชุมชนแล้วย่อมท่ีจะได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน
ซึ่งอาจไม่จาเป็นจะต้องอยู่ในรูปของเงิน วัตถุสิ่งของ แต่อาจ
เป็นความสุขสบายความพอใจในสภาพของความเป็นอยู่ที่ดี
ขึ้นกไ็ ด้

ท้ังนี้ ในการทางานเพื่อให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
น้ัน จาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคานึงถึงเงื่อนไขหรือหลักการ
สาคญั 3 ประการ คอื การมีส่วนรว่ มต้องเกิดจากความเต็มใจ
และความต้ังใจที่จะเขา้ รว่ ม เพราะจะทาให้เกิดความรู้สึกเป็น
ส่วนหน่ึงของชุมชนในการแก้ไขปัญหาตัดสินใจในเรื่องนั้น ๆ
กระบวนการมีส่วนร่วมน้ันต้องต้ังอยู่บนพ้ืนฐานของความ
เสมอภาค และขดี ความสามารถของแต่ละบุคคลท่ีจะเข้ามามี
ส่วนร่วม การมีส่วนร่วมต้องต้ังอยู่บนพื้นฐานของเสรีภาพ
อิสรภาพท่ีจะตัดสินใจว่าจะเลือกหรือจัดให้มีการมีส่วนร่วม


Click to View FlipBook Version