หรือไม่ ข้อสาคัญคือ การมีส่วนร่วมน้ันต้องไม่เกิดจากการ
บงั คับหรือขู่เข็ญจากผทู้ ี่เหนือกวา่
แนวคิดการมีส่วนร่วมในระดับท้องถ่ินเกิดขึ้นอย่าง
กว้างขวางเป็นเวลานานแล้วในต่างประเทศ และแนวคิด
ดังกล่าวได้มาสู่ประเทศไทยอย่างชัดเจนนับต้ังแต่ทศวรรษ
2530 เป็นต้นมา ในปัจจุบันประเทศไทยได้ให้ความสนใจต่อ
หลกั การมสี ่วนร่วมเพอื่ พัฒนาประเทศทงั้ ดา้ นการเมือง สังคม
เศ รษ ฐ กิ จ แล ะวั ฒน ธ ร รม อั นเ ป็น ฐ า นส า คั ญข อ ง
ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม รวมถึงการเปล่ียนแปลงการ
บริหารงานภาครัฐภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐแบบมี
ส่วนร่วม (Participatory Governance) และธรรมาภิบาล
(Good Governance) โดยท่ีภาครัฐต้องเปิดโอกาสให้
ประชาชนและผู้ท่ีมีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนได้ร่วมรับรู้
ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมทางาน และร่วมรับผลที่เกิดจาก
การมีส่วนร่วม ไปจนกระท่ังถึงร่วมตรวจสอบเพื่อสร้างความ
โปรง่ ใสและเพม่ิ คณุ ภาพการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐให้
ดีขึ้นและเป็นท่ียอมรับร่วมกันของทุกฝ่ายการมีส่วนร่วมใน
ระดบั ทอ้ งถนิ่ จึงเปน็ การรับรองสิทธิข้ันพ้ืนฐานของประชาชน
และชุมชนท้องถ่ินที่จะต้องได้รับการคุ้มครองจากรัฐ และยัง
เป็นกระบวนการสร้างประชาธิปไตยจากฐานรากของ
ประชาธปิ ไตยในระดับชาตติ ่อไป
ตัวอย่างการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนใน
เขตเทศบาลตาบลเสนางคนิคม ในการเลือกต้ังเป็นสมาชิก
สภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี เทศบาลตาบลเสนางคนิคม
(การเลอื กตงั้ เม่ือวนั อาทติ ย์ ท่ี 28 มนี าคม 2564) ดงั น้ี
1.เขตเลอื กต้ัง จานวน 2 เขต
1.1 เขตเลอื กตง้ั ที่ 1 ขนาดพ้ืนที่ 3 ตร.กม.
จานวน 4 หนว่ ยเลือกตัง้
1.2 เขตเลอื กตัง้ ท่ี 2 ขนาดพ้ืนที่ 2.1 ตร.กม.
จานวน 3 หนว่ ยเลือกตง้ั
2. ผูม้ สี ทธิเลอื กต้ัง
2.1 นายกเทศมนตรี
จานวนผู้มสี ิทธิ์ 4,569 คน
จานวนผ้ใู ช้สิทธิ์ 3,352 คน
คิดเป็นร้อยละ 73.36
2.2 สมาชกิ สภาเทศบาล เขตที่ 1
จานวนผู้มสี ทิ ธ์ิ 2,293 คน
จานวนผู้ใชส้ ิทธิ์ 1,692 คน
คดิ เป็นรอ้ ยละ 73.79
2.3 สมาชิกสภาเทศบาล เขตที่ 2
จานวนผู้มสี ิทธิ์ 2,276 คน
จานวนผใู้ ช้สิทธิ์ 1,658 คน
คิดเป็นร้อยละ 72.85
3.พฤตกิ รรมการมีส่วนร่วมตามขัน้ ตอนของกระบวนการ
ประชาธปิ ไตยแบบมสี ่วนรว่ ม (บวรศักดิ์ อวุ รรณโณ และ
ถวิลวดี บุรีกุล) ประชาชนในเขตเทศบาลตาบลเสนางคนิคม
1) ข้ันการมีส่วนร่วมในการวางแผน โดยต้อง
ประกอบด้วย การรับรู้ การเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการวางแผน
และการมีสว่ นรว่ มในการวางแผนกิจกรรม
2) ขั้นการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการหรือการ
ดาเนินการ ประกอบด้วยการดาเนินการในกิจกรรมต่าง ๆ
การตัดสินใจ
3) ขั้นการมีส่วนร่วมในการจัดสรรผลประโยชน์
เป็นการมีส่วนร่วมในการจัดสรรผลประโยชน์หรือผลของ
กิจกรรมหรือผลของการตดั สินใจ
4) ข้ันการมีส่วนร่วมในการติดตามประเมินผล
เป็นการประเมินผลในประสิทธิผลของโครงการหรือกิจกรรม
และการประเมนิ ผลสาหรับการดาเนนิ กจิ กรรมตอ่ ไป
5) การประเมินความพึงพอใจของประชาชนในพื้นที่
ในการบริการสาธารณะ
โดยประชาชนในเขตเทศบาลตาบลเสนางคนิคม
มสี ่วนรว่ มในการดาเนนิ การดังนี้
บทสรปุ
1.วัฒนธรรมทางเมืองหรือพฤติกรรมทางเมืองของ
ประชาชนในเขตเทศบาลตาบลเสนางคนิคม พบว่าประชาชน
มีวัฒนธรรมท้งั สามประเภท ดังน้ี
1.1 วฒั นธรรมทางการเมืองแบบคับแคบ
(Parochial Political Culture)
วัฒนธรรมทางการเมืองแบบน้ี ประชาชนแทบไม่มี
ความสมั พันธก์ บั ระบบการเมืองระดับชาติจะตอบสนองความ
ต้องการอะไรของเขาได้เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของ
บุคคลท่ีไม่มีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับระบบการเมืองเลยไม่
มีการรับรู้ ไม่มีความเห็นและไม่ใส่ใจต่อระบบการเมืองไม่คิด
ว่าตนเองมีความจาเป็นต้องมีส่วนร่วมทางการเมืองเพราะไม่
คดิ วา่ การเมืองระดับชาตจิ ะกระทบเขาได้
1.2 วฒั นธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟา้ (Subject
political Culture)
วัฒนธรรมทางการเมืองในรูปแบบน้ีประชาชนส่วน
ใหญ่ในสงั คมรู้จักสถาบนั การเมอื งและมีความรู้สึกต่อมันไม่ว่า
ในแง่บวกหรือลบ ประชาชนเร่ิมสนใจและความสัมพันธ์กับ
ระบบการเมือง
1.3 วฒั นธรรมทางการเมืองแบบมีสว่ นรว่ ม
(Participant political Culture)
วัฒนธรรมการเมืองแบบนี้ ประชาชนมีความรู้เก่ียวกับ
ระบบการเมืองและรู้สึกเป็นส่วนหน่ึงของการเมืองไม่ว่าจะ
เป็นทางบวกหรือลบประชาชนมีสานึกและตระหนักถึง
บทบาทของตนในการเขา้ ไปมสี ่วนรว่ มทางการเมือง
แตส่ ่วนใหญจ่ ะเป็นประเภทวัฒนธรรมแบบไพร่ฟ้า คือ
บุคคลในสังคมสนใจการเมืองบ้าง แต่เข้าใจการเมืองใน
ลกั ษณะทีย่ อมรับอานาจของผ้ปู กครอง ดังนั้นจึงไม่สนใจที่จะ
เขา้ ไปมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง มักมีพฤติกรรมยอมรับ
อานาจรัฐเช่ือฟังและปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐโดยดุษณี
และเช่ือฟังปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมาย ตามท่ีรัฐบาลหรือ
หนว่ ยงานกาหนด
2. การมีส่วนร่วมทางการเมืองและการตัดสินใจใน
การเมืองท้องถิ่น ของประชาชนในเขตเทศบาลตาบล
เสนางคนคิ ม อาเภอเสนางคนิคม จังหวดั อานาจเจริญ
กิ จ ก ร ร ม ท า ง ก า ร เ มื อ ง ใ น ท้ อ ง ถิ่ น ปั จ จุ บั น มิ อ า จ
หลกี เลีย่ งที่จะกลา่ วถงึ การมสี ว่ นร่วมของประชาชนได้ เพราะ
ถือเป็นหลักการท่ีได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่ามี
ความสาคัญ และตอ้ งส่งเสริมใหเ้ กดิ ข้นึ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน
การเมืองการปกครองและการบริหารท้องถ่ิน ภายใต้
สถานการณ์ความท้าทายนี้ แนวโน้มของการมีส่วนร่วมใน
ระดับทอ้ งถนิ่ ของไทย จงึ อาจ ไมไ่ ดม้ องความสาเร็จของการมี
ส่วนร่วมอยู่เพียงแค่จัดให้มีการมีส่วนร่วมของประชาชนใน
เชิงปริมาณเท่าน้ัน หากแต่ต้องคานึงถึงการวัดความสาเร็จ
หรือเป้าหมายของการมีส่วนร่วมท่ีการ เกิดกระบวนการ
เรยี นรรู้ ว่ มกนั ระหว่างประชาชนและหน่วยงานรัฐหรือองค์กร
ปกครองส่วน ท้องถ่ิน เพ่ือสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมใน
ชมุ ชน
ก า ร มี ส่ ว น ร่ ว ม ใ น ก า ร เ มื อ ง ข อ ง ป ร ะ ช า ช น ใ น เ ข ต
เทศบาลตาบลเสนางคนิคม ส่วนใหญ่ดาเนินการตามท่ี
กฎหมายรองรับให้กระทาได้ หรือต้อง กระทา มีวิธีการท่ี
สาคัญและยอมรับปฏิบัติกันโดยทั่วไป เช่น การเลือกต้ังใน
ระดับท้องถ่ิน การใช้สิทธิ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
ในประเด็นหรอื เร่ืองราวทเี่ กยี่ วข้องกับผลประโยชน์สาธารณะ
ของ ประชาชนในระดับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการพูด การ
เขียน และอ่ืน ๆ ซ่ึงเป็นช่องทางการส่ือสารทางการเมือง
ระหว่างประชาชนกับหน่วยงานรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่น การเดินขบวนหรือชุมนุมประท้วง โดยประชาชน
รวมตัวกนั เพ่อื แสดงความไมเ่ หน็ ดว้ ยกบั นโยบายการ
ดาเนินงานของหน่วยงานรัฐ หรือองค์กร ปกครองส่วน
ท้องถิ่น รวมทั้งเพื่อเรียกร้องให้กระทาสิ่งใดส่ิงหน่ึง การมี
ส่วนร่วมแบบไม่เป็นทางการยังรวมถึง การก่อความวุ่นวาย
ทางการเมือง เช่น การนดั หยดุ งาน การงดให้ความร่วมมือกับ
หน่วยงานรัฐหรือองค์กร ปกครองส่วนท้องถ่ิน เป็นการ
แสดงออกของประชาชนท่ีเชื่อฟังอานาจรัฐ และยึดตาม
กฎระเบียบของทางราชการ
หลักการประชาธิปไตยแบบมีส่วนรว่ ม
• มหี ลกั การพ้ืนฐานสาคญั คือ การใหป้ ระชาชนมสี ว่ นรว่ มใน
การเมืองและการบรหิ าร
• เน้นกระจายอานาจในการตดั สนิ ใจและการจัดสรร
ทรพั ยากร
• อานาจในการจัดสรรทรัพยากรและการจดั สรรน้ันส่งผล
ต่อชวี ติ ประชาชน
• เพ่มิ การค้มุ ครองสทิ ธิเสรภี าพประชาชน
• การมคี วามยืดหยุน่ : โครงสรา้ งการทางานตรวจสอบได้
โปร่งใส เนน้ ความตอ้ งการ
ทรัพยากรของผูม้ สี ่วนรว่ ม
• การมีส่วนรว่ มของประชาชนในระดับชาติและท้องถิน่
• ประชาชนสามารถเขา้ ถงึ ข้อมูลขา่ วสาร กระบวนการ
นโยบาย และกระบวนการยตุ ิธรรม
ขน้ั ตอนของกระบวนการประชาธปิ ไตยแบบมสี ว่ นร่วม
(บวรศกั ด์ิ อุวรรณโณ และถวิลวดี บุรกี ลุ ) ประชาชนในเขต
เทศบาลตาบลเสนางคนคิ ม
1) ข้ันการมีส่วนร่วมในการวางแผน โดยต้อง
ประกอบด้วย การรับรู้ การเข้าถึงข้อมูลเก่ียวกับการวางแผน
และการมีสว่ นรว่ มในการวางแผนกิจกรรม
2) ข้ันการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการหรือการ
ดาเนินการ ประกอบด้วยการดาเนินการในกิจกรรมต่าง ๆ
การตดั สนิ ใจ
3) ข้ันการมีส่วนร่วมในการจัดสรรผลประโยชน์
เป็นการมีส่วนร่วมในการจัดสรรผลประโยชน์หรือผลของ
กิจกรรมหรอื ผลของการตดั สนิ ใจ
4) ข้ันการมีส่วนร่วมในการติดตามประเมินผล
เป็นการประเมินผลในประสิทธิผลของโครงการหรือกิจกรรม
และการประเมินผลสาหรับการดาเนนิ กิจกรรมต่อไป
5) การประเมินความพึงพอใจของประชาชนในพื้นที่
ในการบริการสาธารณะ
ความสาคัญของการมีสว่ นร่วมในระดบั ทอ้ งถนิ่
การมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับท้องถิ่นเป็น
กระบวนการประชาธิปไตยท่ีมีความสาคัญอย่างยิ่ง อย่างไรก็
ตาม ประโยชนท์ ่จี ะได้จากการมีสว่ นรว่ มของประชาชนขึ้นอยู่
กับความจริงใจและความจริงจังในการดาเนินการด้วย
รายงานการวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า ได้ช้ีให้เห็น
ประโยชน์โดยท่วั ไปของการมีสว่ นรว่ มในระดับทอ้ งถ่นิ ได้แก่
1) การเพิ่มคุณภาพการตัดสินใจ การให้ประชาชนเข้า
มามีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลข่าวสารและความคิดเห็นต่าง ๆ
จะช่วยให้ได้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ครบถ้วนรอบคอบ
มากข้ึน นอกจากนั้นยังช่วยให้เกิดทางเลือกใหม่ ทาให้การ
ตัดสินใจรอบคอบและได้รับการยอมรับมากข้ึน โดยเฉพาะ
การตัดสินใจท่กี ระทบกับประชาชนโดยตรง
2) ลดค่าใช้จ่ายและการสูญเสียเวลา เม่ือการตัดสินใจ
น้ันได้รับการยอมรับ ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น
รับทราบข้อมูลคาอธิบายต่าง ๆ เห็นประโยชน์ส่วนรวมที่จะ
ได้รับ จะช่วยลดความขัดแย้งระหว่างการนาไปปฏิบัติ
แน่นอนว่ากระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนมีค่าใช้จ่าย
และใช้ระยะเวลา แต่เม่ือประชาชนยอมรับ การนาโครงการ
ไปสู่การปฏิบัติจะรวดเร็วขึ้น ซึ่งในประเด็นนี้จะเห็นว่า
โครงการของภาครัฐที่เร่งการตัดสินใจหรือปกปิด เมื่อ
ประชาชนทราบภายหลังและต่อต้าน บางโครงการนาไปสู่
การปฏิบตั ไิ มไ่ ด้ ลา่ ช้าเป็นปี ๆ บางโครงการสามารถก่อสร้าง
ได้เสร็จและประชาชนไม่ยอมให้เข้าไปดาเนินการ กลายเป็น
อนุสาวรีย์ร้าง ซ่ึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย งบประมาณดังกล่าว
สามารถนาไปสร้างคุณประโยชน์ไดม้ ากมาย
3) การสรา้ งฉันทามติ สาหรับสถานการณ์ปัจจุบันการ
สร้างฉันทามติอาจเป็นเร่ืองยาก สังคมไทยกลายเป็นพหุ
ลักษณ์และต้องยอมรับความหลากหลายแตกต่างทาง
ความคดิ กลไกทีช่ ว่ ยให้ความแตกต่างนั้นได้มีการแลกเปลี่ยน
คือ กลไกการมีสว่ นรว่ มของประชาชน ในทางหลักการเช่ือว่า
การมีส่วนร่วมของประชาชนอาจช่วยป้องกันความขัดแย้งได้
แต่ในสังคมไทยท่ีผ่านมาภาครัฐมักดาเนินการตัดสินใจไป
ก่อน เมื่อประชาชนต่อต้านจึงจัดกระบวนการการมีส่วนร่วม
ของประชาชนตามมาภายหลัง หากเกิดเป็นความขัดแย้งขึ้น
จาเป็นต้องใช้หลักการจัดการความขัดแย้งเข้ามาแทน ดังนั้น
การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงสามารถช่วยลดความขัดแย้ง
ทางการเมืองและเกดิ ความชอบธรรมในการตัดสนิ ใจของรัฐ
4) ร่วมมือในการนาไปปฏิบัติ การมีส่วนร่วมของ
ประชาชนเม่ือประสบความสาเร็จจะทาให้ประชาชนเกิด
ความรู้สึกเป็นเจ้าของและมีความกระตือรือร้นในการช่วยให้
เกดิ ผลในทางปฏิบตั ิ
5) ช่วยทาให้ผู้บริหารท้องถ่ินมีความใกล้ชิดกับ
ประชาชน การมีส่วนร่วมของประชาชนช่วยให้ผู้บริหารและ
ผู้ปฏิบัติงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินเกิดความใกล้ชิด
สรา้ งความสัมพนั ธท์ ่ีดี สร้างความรู้สึกว่าองค์กรปกครองส่วน
ท้องถ่ินเป็นของประชาชนไม่ใช่เป็นของนักการเมืองเท่าน้ัน
นอกจากนั้นด้วยความใกล้ชิด ผู้บริหารท้องถิ่นจะไวต่อ
ความรู้สึกห่วงกังวลของประชาชนและเกิดความตระหนักใน
การตอบสนองตอ่ ความกงั วลของประชาชน
6) ช่วยพัฒนาความเช่ียวชาญและความคิดสร้างสรรค์
ของสาธารณชน การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นการให้
การศึกษาแกป่ ระชาชน เพ่ือเรียนรู้กระบวนการตัดสินใจและ
เป็นเวทีฝึกผนู้ าชมุ ชน
7) ช่วยทาให้ประชาชนสนใจประเด็นสาธารณะมาก
ขึ้น การมีส่วนร่วมเป็นการเพิ่มทุนทางสังคม และช่วย
เสริมสร้างใหป้ ระชาชนเป็นพลเมืองที่กระตือรือร้นสอดคล้อง
กบั หลกั ประชาธิปไตยแบบมีสว่ นร่วม
เอกสารอา้ งองิ
- ปฏิมาภรณ์ อรรคนนั ท์, สัญญา เคณาภมู ิ, ภกั ดี โพธิส์ งิ ห.์
วัฒนธรรมทางการเมืองกับการพฒั นาประชาธปิ ไตย.
สืบคน้ เมื่อ 12 กมุ ภาพันธ์ 2565 จาก www.bing.com
- ณฐั พงศ์ บญุ เหลอื . เอกสารประกอบการสอนวิชาแนวทาง
การศกึ ษารัฐศาสตร์ POL 6100
- เกรยี งไกร เจรญิ ธนาวฒั น.์ วฒั นธรรมการเมือง อานาจ
การเมอื ง และรัฐธรรมนูญ.
สบื คน้ เมอื่ 12 กมุ ภาพันธ์ 2565 จาก www.pub-law.net
- ทพิ าพร ตนั ติสุนทร. การศึกษาเพ่อื สรา้ งพลเมอื ง.
สบื คน้ เมื่อ12 กมุ ภาพันธ์ 2565
จาก https://www.gotoknow.org/posts/515936
- ยทุ ธพร อิสรชยั .การมสี ่วนร่วมในระดับท้องถ่ิน.
สบื ค้นเม่อื 13 กมุ ภาพนั ธ์ 2565
จาก https://www.stou.ac.th/Schoolnew/polsci/UploadedFile
- จรสั สุวรรณมาลา.วฒั นธรรมการเมืองท้องถิ่นในประเทศไทย.
สืบคน้ เม่อื 13 กุมภาพนั ธ์ 2565
จาก https://kpi-lib.com/library/books/kpibook-10151/
1
แนวการศึกษาเชิงสถาบนั (Institutional Approach);
บทวิเคราะห์บทบาทการพฒั นาโครงสรา้ งพื้นฐานและเศรษฐกจิ
: หมู่บา้ นแถบเขื่อนสริ นิ ธร อาเภอสริ นิ ธร จังหวัดอุบลราชธานี
รายชอ่ื สมาชิก รหสั นกั ศกึ ษา 6324800630
นายปยิ ะ กุลวงค์ รหัสนักศกึ ษา 6324800647
นางสาวชญานันท์ สภุ าษร
นายวเิ ชยี ร ใจศรี รหสั นกั ศึกษา 6324800652
นายกฤษฏ์ปฐม กรวยทอง รหสั นกั ศึกษา 6324800633
---------------------------------------------------------------------
บทนา
ต้งั แต่ปี พ.ศ.2504 แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับแรกได้ประกาศใช้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นสิ่งท่ีถูกยก
ให้ความสาคัญเป็นอันดับแรก “เข่ือน” ซ่ึงเป็นเสมือน สัญลักษณ์
แห่งการพัฒนา เป็นแหล่งท่ีมาของน้าและไฟฟ้า ก็ถูกสร้างขึ้นมา
อย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองแนวคิดการพัฒนาที่กล่าวว่าเป็นยุค
สร้างชาติ แปลงเมือง โดยแท้ เร่ิมต้ังแต่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิตต์
เขือ่ นศรีนครนิ ทร์ เขอ่ื นอุบลรตั น์ และเขอื่ นสริ ินธร เป็นตน้
โดยรัฐบาลขณะนั้นมีนโยบายในการสร้างเขื่อนสิรินธร
เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชน
ในโซนอีสานใต้ การสร้างเข่ือนสิรินธร เพ่ือผลิตกระแสไฟฟ้าให้
เพยี งพอกบั ความต้องการของประชาชน เข่ือนเป็นลักษณะเข่ือนหิน
ถมแกนดินเหนียว สร้างปิดก้ันลาโดมน้อย อันเป็นสาขาของแม่น้ามูล
การก่อสร้างโรงไฟฟ้า ได้เริ่มต้นในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2511 และมี
พิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า พระราชทานพระบรม
2
ราชานุญาต ใหอ้ นั เชญิ นามของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม
บรมราชกุมารี ขนานนามเขื่อนว่า "เขื่อนสิรินธร" ต่อมาพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดาเนินทรงประกอบพิธีเปิด
เขอ่ื นสิรนิ ธร เมอื่ วันที่ 27 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2514
การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผล ใด
เ พื่อ วัตถุปร ะสงค์ใดได้ทาให้ เกิดผ ลกร ะทบ ต่อสิ่ งแว ดล้ อมแล ะ
ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นพ้ืนฐานในการดารงชีวิตของชาวบ้าน
รอบเขื่อน แต่เดิมวิถีชีวิตที่เคยหาอยู่หากินกับทรัพยากรธรรมชาติ
ต้องหายไป และก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมากต่อชุมชนและ
ชาวบ้านในท้องถ่ิน ผลกระทบท่ีชัดเจนมากท่ีสุด ก็คือ การสูญเสีย
ที่ดินในบรเิ วณท่ตี ้งั เข่ือนซ่ึงเป็นทรัพยากรสาคัญที่มนุษย์จาเป็นท่ีสุด
ท่ีเป็นส่วนสาคัญในทุกขั้นตอนของวิถีการดารงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นใน
ฐานะของแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งทามาหากิน และแหล่งวัฒนธรรม
ประเพณีทางสังคม ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากเข่ือน
จงึ เกิดการรวมกลุ่มกันต่อต้าน คัดค้าน พร้อมรวมพลังกันตรวจสอบ
ในด้านความรับผดิ ชอบต่อความเสียหายท่เี กิดข้ึนกับชุมชน
แม้ว่ารัฐเองจะมีเจตนาดีในการสร้างเขื่อนเพ่ือเป็นการ
วางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเพื่อพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้มีความเจริญ มีการเร่งก่อสร้าง
โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การส่งเสริมการค้า การลงทุน
การพัฒนาเมือง และเกษตรกรรม แต่เมื่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับกลาย
เป็นสภาพท่ีวิกฤติ คือ ในขณะท่ีรัฐบาลนานโยบายมาพัฒนาพ้ืนท่ี
แถวเข่ือนสิรินธรน้ันกลายเป็นว่าเมืองก็ย่ิงเจริญข้ึนจากพลังงาน
ไฟฟ้าและน้าประปา ชาวบ้านชนบทกลับย่าแย่ลงทุกขณะ ปัญหา
ของชาวบ้าน เร่อื งผลผลิต ความยากจนต่างๆ ยงั แกไ้ ม่ได้ และสภาพ
ความเป็นอยู่ของชาวบา้ นได้เปลีย่ นไปอยา่ งสนิ้ เชิง
3
โดยรัฐมีนโยบายท่ีจะพัฒนาวิถีความเป็นอยู่ของประชาชน
ในหมู่บ้านต่าง ๆ รอบเข่ือนสิรินธร ให้ดีขึ้น โดยเชื่อว่าจะทาให้การ
ทาเกษตรท่ีมีประสิทธิภาพดีข้ึน เกิดอาชีพการประมง มีการ
ท่องเที่ยวเฟ่ืองฟู และให้สัญญาว่าจะจัดสรรที่ดินทากินที่น้าท่วมถึง
ให้แก่ชาวบ้าน แต่เม่ือมีการสร้างเขื่อนสิรินธร ทาให้น้าท่วมที่ดิน
จานวน 182,000 ไร่ กระทบที่ดินแก่ชาวบ้าน จานวน 2,850 แปลง
คิดเป็นที่ดิน 39,800 ไร่ สูญเสียท่ีดินทากิน ต้องอพยพ 6,000 คน
รัฐจัดที่ดินทากินให้ครอบครัวละ 15 ไร่ บางส่วนไม่ได้รับค่าชดเชย
ราคาคา่ ทดแทนทดี่ นิ อยใู่ นอัตราที่ตา่ กวา่ ความเปน็ จรงิ มาก
เมื่อที่ดนิ ทากินมีน้อยลง การทามาหากินเร่ิมฝืดเคือง ข้าวก็
ต้องซ้ือ ปลาก็หาได้น้อยลง ชาวบ้านก็เริ่มมีหนี้ ไม่ว่าจะเป็นหน้ี
กองทนุ หมบู่ ้านละลา้ น หนี้ ธกส. เป็นต้น เมื่อเงินได้กลายเป็นปัจจัย
หลักในการดารงชีวิต ผู้คนในวัยทางานจึงต้องรับจ้าง ท้ังรับจ้าง
ท่ัวไปในหมู่บ้าน รับจ้างทางานนอกหมู่บ้าน และไปทางานท่ีจังหวัด
อื่น ๆ ตามการชักชวนของเพ่ือนผู้ไปทางานอยู่ก่อนอาชีพประมงท่ี
ทางราชการเคยให้ความหวังว่าจะเป็นอาชีพใหม่ หลังสร้างเข่ือน
ปลาเศรษฐกิจท่ีเคยมีเช่น ปลาเคิง ปลาแข้ ปลาคัง ปลาเทโพ
หายไป เหลอื แตป่ ลานลิ ปลาตะเพยี น และปลาแกว้ ซง่ึ เป็นปลาที่ไม่
มีราคา และท่ดี นิ ทท่ี างราชการ จัดไว้ให้ มีสภาพไม่เหมาะสมกับการ
ทาการเกษตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบไม่สามารถฟื้นฟูวิถี
ชีวิตขึน้ มาไดด้ งั่ เดมิ เนอ่ื งจากที่ดินทจี ัดไว้ให้ มสี ภาพไม่เหมาะสมกับ
การทาการเกษตร ถูกอพยพมาอยู่ บนที่สูงลาด ชันและกันดารไม่มี
ทรัพยากรท่ีเป็นพื้นฐานในการยังชีพ รวมถึงการชดเชยท่ีบางส่วน
ไมไ่ ด้รบั
4
กล่าวได้ว่าการสร้างเขื่อนซ่ึงมีผลกระทบต่อชุมชนรอบข้าง
เขือ่ นอย่างมหาศาล นามาซึ่งปัญหาต่างๆมากมาย และการชวนเช่ือ
ของภาครัฐต่างๆ ว่าชาวบ้านรอบเขื่อนจะได้รับผลประโยชน์ต่าง ๆ
ไม่ว่าจะเป็นการทาเกษตร การประมง ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีข้ึน ทา
ให้ชาวบ้านยอมรับ กลับนาผลเชิงลบมากกว่าผลเชิงบวกท่ีภาครัฐ
เคยให้สัญญาไว้ ซ่ึงในบทความน้ีเองจะศึกษาถึงกลไกสถาบันใดๆ ที่
ทาให้ชาวบ้านแถบเขื่อนสิรินธรแต่เดิม ยินยอม ยอมรับการสร้าง
เขื่อนน้ี ซึ่งส่งผลกระทบตอ่ ชีวิตของตนเองอย่างมหาศาล
กรอบแนวคิดการวเิ คราะห์การศึกษาเชงิ สถาบัน
การวิเคราะห์แนวสถาบันนิยม (Institutionalism)
เป็นแนวคิดท่ีใช้อธิบายชีวิตทางสังคมการเมือง ภายใต้กรอบ
ความคิดว่า “พฤตกิ รรมของมนุษย์หรือตัวแสดงทางการเมืองต่าง ๆ
จะถูกกาหนดและกากับโดยบริบทเชิง “สถาบัน” ท่ีคอยจัด
ความสัมพันธ์ท่ีมีอยู่ในสังคม” ซึ่งสถาบันจะมีกฎ ระเบียบ กติกา
และบรรทัดฐานบางอย่างในการกากับมนุษย์ในสังคม และมนุษย์จะ
แสดงพฤติกรรมผ่านสถานภาพและบทบาทของตัวเองออกมาเป็น
หน้าท่ีของตน ทั้งบทบาทและหน้าท่ีดังกล่าวจะถูกกากับโดยองค์กร
หรือสถาบันทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เช่น สถาบันการเมือง
สถาบันศาสนา สถาบนั การศกึ ษา เปน็ ตน้
สถาบัน หมายถึง แบบแผน กฎเกณฑ์ บรรทัดฐาน
ธรรมเนียมปฏิบัติที่มีความสืบเน่ืองต่อกันมา โดยแสดงบทบาท
หน้าท่ีผ่านตัวองค์กรทาให้มีผลต่อพฤติกรรมของปัจเจกบุคคลใน
สังคมเพราะเป็นตัวควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน แต่ก็มีความ
ยดื หย่นุ สามารถ ปรบั ตวั รับมอื กบั การเปล่ียนแปลงท่ีเกิดขึ้นในสังคม
ได้ ส่วนสถาบันทางการเมืองหมายถึง แบบแผนของพฤติกรรมหรอื
5
การกระทาทางการเมืองซ่ึงถูกสร้าง วางระเบียบ กฎเกณฑ์ บรรทัดฐาน
และกระบวนการต่าง ๆ โดยมีโครงสร้างและองค์กรทางการเมืองท่ี
กาหนด รูปแบบและวิธีการในการประพฤติปฏิบัติหรือกระทาทาง
การเมืองและมีปฏิสัมพันธ์หรือ การกระทาที่เก่ียวข้องกับกิจกรรม
ทางการเมอื งของบุคคลในสังคม
และมนุษย์หนึ่งคนสามารถอยู่ในความสัมพันธ์ของหลาย
สถาบันและจะมีบทบาทหนา้ ที่หลายอย่างควบคู่กันไป เช่น ชายไทย
อายุ 25 ปี ภายใต้สถาบันการเมืองจะมีบทบาทเป็นพลเมือง มีสิทธิ
และหน้าที่ในพลเมืองไทย ภายใต้สถาบันศาสนาอาจมีบทบาทเป็น
ชาวพทุ ธ ภายใต้สถาบันการศึกษามีบทบาทเป็นนักศึกษาจึงมีหน้าท่ี
ในการเรียน หรือมีหน้าท่ีต้องไปเกณฑ์ทหาร ตัวแสดงท่ีเป็นไปตาม
กฎหมายที่ออกโดยรัฐบาลซ่ึงเป็นสถาบันการเมืองกาหนดตามแต่
สงั คมน้ันๆ
การวิเคราะห์แนวสถาบัน (Institutional Approach)
หรือแนวคิดสถาบันนิยม (Institutionalism) เป็นหนึ่งในแนวการ
วเิ คราะหป์ รากฏการณต์ ่าง ๆ ทางสังคมที่นักสังคมศาสตร์แขนงต่าง ๆ
รวมถึง นักรัฐศาสตร์ใช้เป็นเครื่องมือ ซึ่งได้รับความนิยมสูงในช่วง
ศตวรรษท่ี 19 ในทางรัฐศาสตร์แนววิเคราะห์นี้ กลายเป็นกระแสหลัก
ในการศึกษาการเมืองและการเมืองเปรียบเทียบในอดีต อย่างไรก็ตาม
ความนิยมของ กรอบแนวคิดสถาบันนิยมในการอธิบายสังคมในสาขา
ต่าง ๆ ถูกท้าทายในยุคที่พฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Science)
เฟื่องฟูจนทาให้ความนิยมลดน้อยลงไป แต่ในระยะต่อมามีการ
ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขกรอบ แนวคิดในการวิเคราะห์และ
กลับมาใหมใ่ นชือ่ สถาบันนิยมใหม่ (New Institutionalism)
6
แนวการวิเคราะห์ทางการเมืองเชิงสถาบันแบบดั้งเดิม
ที่ยึดติดกับตัวสถาบันที่เป็นทางการมากเกินไป ทาให้การวิเคราะห์
ปรากฏการณ์ทางสังคมขาดความรอบด้านและไม่สมบูรณ์ การเกิดขึ้น
ของแนวการวิเคราะห์ทางการเมืองเชิงสถาบันแบบใหม่ได้เข้ามาลด
ข้อจากัดดังกล่าว และสร้างความรอบด้านในการวิเคราะห์ให้มี
ความชัดเจนมากย่ิงข้ึน ระดับการวิเคราะห์ท่ีเคยผูกติดอยู่กับความ
เป็นองค์รวม (Collectivism) ในแนวการวิเคราะห์ทางการเมือง
เชิงสถาบนั แบบดัง้ เดมิ ไดถ้ กู ผสมผสานด้วยระดับการวิเคราะห์แบบ
ปัจเจกนิยม (Individualism) ส่งผลในแนวการวิเคราะห์ทางการเมือง
เชิงสถาบันมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเป็นรูปธรรม
ในการอธบิ าย
โดยลกั ษณะโดยท่ัวไปของสถาบนั ทางการเมืองดังต่อไปนี้
1. สถาบันทางการเมืองต้องมีแบบแผนในการจัดตั้ง ให้การ
ยอมรับในพฤติกรรมท้ังหลายซ่ึงรวมถึง กฎเกณฑ์ บรรทัดฐานและ
กระบวนการต่าง ๆ
2. สถาบันทางการเมืองต้องมีโครงสร้างและองค์กร
ทางการเมืองท่ีกาหนดรูปแบบและวิธีการในการ ประพฤติปฏิบัติ
หรอื กระทากิจกรรมทางการเมอื ง
3. สถาบันทางการเมืองจะต้องมีปฏิสัมพันธ์ หรือการ
กระทาที่เกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมือง หรือ การมีส่วนร่วม
ทางการเมอื งของบคุ คล กลมุ่ สมาคมหรือสังคมทงั้ สังคม
7
ลักษณะท่ัวไปของสถาบันทางการเมืองท่ีกล่าวมา มีการวัด
หรือประเมินสภาวะการดารงอยู่ของสถาบันทางการเมืองหนึ่ง ก็คือ
การวัดการพัฒนาความเป็นสถาบัน(Institutionalization)
ซึ่งเกณฑ์ในการวัดประเมินน้ี จากงานของ Samuel P. Huntington
ช่ือ Political Order in Changing Societies. เสนอให้พิจารณา
ความสามารถของสถาบัน 4 ประการดังน้ี
1. ความเป็นอิสระ (Autonomy) คือ การที่สถาบันมี
ความสามารถในการตัดสินใจและดาเนินการ ตามบทบาทหน้าที่
ของตนอย่างอสิ ระ ปราศจากการถูกครอบงาจากองค์กรอนื่
2. ความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) คือ การท่ี
สถาบันมีความสามารถในการปรับตัว เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง
ที่เกิดขึน้ ในสภาพแวดลอ้ ม
3. ความซับซ้อน (Complexity) คือ ความสามารถของ
สถาบันในการสร้างโครงสร้างภายในต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
หรือภารกจิ ท่ีวางไว้และสามารถรับมอื กบั สภาพแวดล้อมได้
4. ความเป็นเอกภาพ (Coherence) คอื ความสามารถของ
สถาบันในการจัดการกับภาระงาน ของตนและพัฒนาขั้นตอนการ
ดาเนนิ งานเพอื่ ปฏบิ ัติงานไดอ้ ยา่ งสมเหตสุ มผล
ดังนั้นแล้วการศึกษาเชิงสถาบัน จึงหมายถึง การศึกษาท่ี
มุ่งเน้นถึงตัวแบบสถาบัน ภายใต้แนวคิดที่ว่าการกระทาใด ๆ
ของสถาบันมันส่งผลต่อพฤติกรรมของคนในสถาบันนั้น หรือกล่าว
อีกนัยหน่ึง ก็คือ พฤติกรรมของมนุษย์ท่ีเกิดน้ัน ล้วนแล้วถูกสถาบัน
เปน็ ตวั กาหนด โดยสถาบนั หมายถึง โครงสรา้ งขององค์กรหรอื หน่วย
สมาชิกท้ังแต่ 2 คนขึ้นไป อาจเป็นโครงสร้างที่กฎหมายรองรับ
หรือไม่รองรับก็ได้ เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการก็ได้ แต่มี
วัตถุประสงค์หนา้ ท่ชี ดั เจน
8
กรณีศึกษาเข่ือนสิรินธร : โครงสร้างพ้ืนฐานการพัฒนาแหล่ง
ไฟฟ้าสาคญั
ขอ้ มูลทวั่ ไป : เข่อื นสิรินธร
ความเปน็ มา
ลาน้าโดมน้อยเปน็ ลานา้ สาขาของแม่น้ามูล ไหลผ่านอาเภอ
บุณฑริก อาเภอพิบูลมังสาหาร ก่อนมาบรรจบกันที่บ้านห้วยไฮ
ตาบลคาเขอื่ นแกว้ อาเภอสิรินธร ก่อนสร้างเข่ือนสิรนธร ชุมชนรอบ
ลาน้าโดมเป็นชุมชนขนาดใหญ่ พึ่งพิงธรรมชาติที่สมบูรณ์เป็นแหล่ง
ทากินหลัก จากป่าดิบชื้นที่สมบูรณ์รอบสองข้างแม่น้าลาโดมน้อย
เมื่อมีการสร้างเข่ือนสิรินธรเป็นเขื่อนอเนกประสงค์ท่ีมีความสาคัญยิ่ง
แห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีการคาดการณ์ว่าเข่ือน
สามารถให้ประโยชน์ทางด้านการผลิตพลังงานไฟฟ้าแล้วยังอานวย
ประโยชน์ทางด้านการชลประทาน การป้องกันอุทกภัย การประมง
และการท่องเท่ียว สร้างการประชาสัมพันธ์การสร้างเข่ือนแก่
ชาวบ้านท่ไี ดร้ ับผลกระทบวา่ จะมีชวี ติ ท่ีดกี วา่ เดิม ในด้าน ๆ ตา่ ง ๆ
ลกั ษณะเข่ือนและโรงไฟฟา้
เข่ือนสิรินธร เป็นเข่ือนประเภทหินถมแกนดินเหนียวสร้าง
ปิดก้ันแม่น้าลาโดมน้อยอันเป็นสาขาของแม่น้ามูล ท่ีบริเวณแก่งแซน้อย
ต.ช่องเม็ก อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบันตั้งอยู่ท่ี
ต.นิคมสรา้ งตนเองลาโดมน้อย อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี) มีความสูง
42 เมตร ยาว 940 เมตร สันเข่ือนกว้าง 7.5 เมตร อ่างเก็บน้ามี
พ้ืนท่ีประมาณ 288 ตารางกิโลเมตรสามารถกักเก็บน้าได้ 1,966.5
ล้านลูกบาศก์เมตร ท่ีระดับกักเก็บน้าสูงสุด +142.2 ม.รทก. มีการ
ติดตั้งเครื่องกาเนิดไฟฟ้า 3 เครื่อง ขนาดกาลังผลิตเครื่องละ
12,000 กิโลวตั ต์ รวมกาลงั ผลิตท้งั ส้ิน 36,000 กโิ ลวตั ต์
9
การกอ่ สรา้ งโครงการ
ได้เริ่มในเดือนมิถุนายน 2511 และมีการวางศิลาฤกษ์เมื่อ
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทาน พระบรมราชานุญาตให้เชิญ
พระนามของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ขนานนาม เข่อื นว่า “เข่ือนสิรินธร” การก่อสร้างตัวเขื่อนและระบบ
ส่งไฟฟ้า ระยะแรกแล้วเสร็จในปี 2514 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้เสด็จพระราชดาเนินไปทรงเปิด เขื่อนสิรินธรเมื่อวันท่ี 27
พฤศจิกายน 2514 หลังจากน้ัน เม่ือวันที่ 7 พฤศจิกายน 2515
สานักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ได้มอบเขื่อนสิรินธร
ให้อยู่ในความรับผิดชอบดูแลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
(กฟผ.) ตอ่ ไป
การศึกษาเชิงสถาบัน : บทบาทการพัฒนาโครงสร้างพ้ืนฐานและ
เศรษฐกิจ กรณเี ขื่อนสิรนิ ธร
กฎหมาย/แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คม ฉบบั ท่ี 2
ตามแนวทางแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับท่ี 1 โดย
ระบแุ ละสังคม ไว้ในช่ือแผน เน้นการพัฒนาสังคมมากขึ้น โดยขยาย
ขอบเขตของแผนให้ครอบคลุม ถึงการพัฒนาของรัฐ โดยสมบูรณ์
ทางด้านสังคม โดยเฉพาะการศึกษาและสาธารณสุข เพ่ือยกระดับ
คุณภาพชีวิตประชาชนและทรัพยากรมนุษย์ กระจายให้เกิดผลไปสู่
ภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เน้นเขตทุรกันดารและห่างไกลความเจริญ
เพื่อลดปัญหาความยากจนและการกระจายรายได้ ซ่ึงเป็นปัจจัยให้
เกิดความขัดแย้งทางการเมืองในขณะน้ัน โดยจัดทาแผนพัฒนา
ภูมิภาคต่าง ๆ เช่นแผนพัฒนาภาคเหนือ จัดต้ัง สานักงานเร่งรัด
พัฒนาชนบท (รพช.) โครงการพฒั นาแหล่งน้าทุรกันดาร การสรา้ งถนน
10
โครงการพัฒนาพลังงานท่ีสาคัญๆ ตามแผนพัฒนาการ
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2510–2514 แบ่งออก
ไดต้ ามลกั ษณะงานได้ 3 ประเภท คอื 1. การพัฒนาระบบผลิต
2. การพัฒนาระบบจาหนา่ ย 3. การพัฒนาด้านวชิ าการ
ท่มี า : แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตฉิ บับที่ 2 หนา้ 191
โดยเข่ือนสิรินธรถูกกาหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ
สังคม ฉบับที่ 2 น้ี โดยมีชื่อว่ามีการกล่าวถึงรายละเอียดโครงการว่า
“โครงการลาโดมน้อย จังหวัดอุบลราชธานี กาหนดการดาเนินงาน
ก่อสร้างเข่ือนเอนกประสงค์ เพื่อผลิตกาลังไฟฟ้าจากพลังน้าได้
ประมาณ 22 เม็กกะวัตต์ และเพ่ือประโยชน์ในการชลประทานใน
พื้นที่ประมาณ 150,000 ไร่ ซึ่งจะเริ่มดาเนินการก่อสร้างในปี
พ.ศ. 2511 และแล้วเสรจ็ สมบรู ณต์ ามโครงการภายในปี พ.ศ. 2513
โครงการน้ีได้ดาเนินงาน สารวจข้อมูล สถิติ และรายละเอียดต่างๆ
เพิ่มเติมตามรายงานและข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ ในปี
พ.ศ. 2510”
11
ซึ่งรฐั บาลขณะนนั้ มีนโยบายในการสรา้ งเขื่อนต่าง ๆ ในโซน
อีสาน เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการของ
ประชาชน ขณะนั้นได้มีเพียงเขื่อนเดียวในอีสานที่ถูกบรรจุใน
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม คือ เข่ือนอุบลรัตน์ ที่ลาน้าพอง
จังหวัดขอนแก่น ซ่ึงไม่เพียงพอต่อความต้องการในขณะน้ันที่
ปริมาณการใชไ้ ฟฟ้าพุ่งสงู ขน้ึ อย่างกา้ วกระโดด จากความต้องการใช้
ไฟฟ้าในระหว่าง พ.ศ. 2510 – 2514 ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้า
สูงสุดทั่วประเทศจะเพ่ิมขึ้นโดยเฉล่ียประมาณร้อยละ 29.5 ต่อปี
สว่ นในดา้ นปรมิ าณกระแสไฟฟ้าท่ีผลิตประมาณว่าจะมีอัตราเพ่ิมขึ้น
โดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 33.2 ต่อปี
ดังนั้นแล้วเป้าหมายความต้องการใช้ไฟฟ้าในระหว่าง
แผนพัฒนาฉบับที่สองนี้ ถืออัตราเฉลี่ยของการเพิ่มระหว่างปี
2507–2509 เป็นพื้นฐานในการประมาณการ ที่คาดว่าอัตราการ
ขยายตัวดังกล่าวคงจะสูงข้ึนต่อไปอีกในระยะห้าปีข้างหน้า
เน่ืองมาจากนโยบายการพฒั นาการเศรษฐกิจ การส่งเสริมการลงทุน
จึงมีความจาเป็นท่ีจะต้องจัดเตรียมโครงการการสร้างเข่ือนสิรินธร
อีกเพ่ือขยายปริมาณการผลิตให้ เพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้า
ความต้องการของประชาชนน้ีเอง
12
อิทธิพลคอมมวิ นิสตก์ ับการเรง่ กระจายความเจรญิ ของรฐั
นับแต่พรรคคอมมิวนิสต์ไทยถูกก่อต้ังข้ึนในวันท่ี 1
ธันวาคม 2485 พ้ืนที่ชายแดนเช่ือมต่อระหว่าง 3 ประเทศ ไทย -
ลาว – กัมพูชา ที่ถูกเรียกว่า “สามเหล่ียมมรกต” ก็ถูกอิทธิพลของ
คอมมิวนิสต์เข้ากลืนกินผ่านความลาบาก ทุรกันดารของชนบทไทย
ในขณะนั้นทาให้การเข้ามาของลัทธิคอมมิวนิสต์น้ันเร่ิมมีบทบาท
มากขึ้นเรื่อย ๆ โดย ปี พ.ศ. 2500 ภายหลังจากที่จอมพลสฤษด์ิ
ธนะรัชต์ ปฏิวัติสาเร็จ ขับไล่รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม
ออกไปแล้ว สหรัฐอเมริกามหามิตรของไทย ก็เร่ิมมีบทบาทมากข้ึน
ในการต่อต้านภัยคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่มีต้นแบบมาจาก
ประเทศรัสเซีย แล้วซึมเข้าสู่ประเทศจีนในรูปของลัทธิเหมา โดยมี
ผู้นาจีน เหมา เซตุง เป็นประธานาธิบดี สาธารณรัฐประชาชนจีน
ลทั ธิคอมมวิ นสิ ตเ์ หมาแทรกซึมเขา้ มามีอิทธิพลในญวน ลาว และเขมร
ลัทธิคอมมิวนิสต์ ซ่ึงอเมริกาและพันธมิตรถือว่าเป็นศัตรู
สาคัญ ตรงข้ามกับลัทธิเสรีนิยมประชาธิปไตย เมื่อลัทธิคอมมิวนิสต์
เหมารุกเข้ามาถึงลาว จนมีสงครามกลางเมืองเกิดข้ึนระหว่างฝ่าย
เจ้าสุวรรณภูมา (ฝ่ายเสรีนิยม) และเจ้าภูมีหน่อสวรรค์ (ฝ่าย
คอมมิวนิสต์เหมา) เจ้าพี่และเจ้าน้องสู้รบกันอย่างดุเดือด บาดเจ็บ
ล้มตายลง เปน็ จานวนมาก เพราะฝ่ายหน่ึงมีอเมริกาหนุน ส่วนอีกฝ่าย
มีจนี หนุนจนกระทัง่ เป็นฝา่ ยชนะ ตอ่ มาลทั ธคิ อมมิวนิสต์เหมาก็ข้ามโขง
จากลาวแทรกซึมเข้ามายังจังหวัดชายแดนของประเทศไทย ที่อยู่ฝ่ัง
ตรงข้ามกับลาว โดยมีเอกสารเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์เข้ามา
เผยแพร่ยังชุมชนต่าง ๆ วัดวาอาราม โรงเรียน วิทยาลัย ท้ังใน
ภาครัฐและเอกชนทั่วไปตามจังหวัดชายฝั่งโขงของไทย อาทิจังหวัด
น่าน, เลย, หนองคาย, อุดรธานี, สกลนคร, ยโสธร, มุกดาหาร,
อุบลราชธานี ฯลฯ
13
โดยลัทธิเหมาเริ่มจากประเทศในฝั่งตะวันออกของ แม่น้าโขง
จากญวนไปลาวและเขมร ประเทศเหล่านั้นทั้งหมดในอดีตเป็น
ประเทศภายใต้อาณานิคมของฝรั่งเศส แต่ได้ปลดแอกมาแล้ว
อเมริกาซ่ึงเป็นประเทศเสรีนิยมหวั่นเกรงว่า ลัทธิคอมมิวนิสต์จะ
แทรกซึมเข้ามาจนทั่วภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมี
ประเทศไทยขณะนั้นเป็นด่านหน้า หากประเทศไทยต้องเปลี่ยนไป
เป็นประเทศคอมมิวนิสต์อีกประเทศหน่ึง จะมีผลให้ประเทศใน
เอเซียอาคเนย์ ต้องล้มครืนไปเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ทั้งหมด
ดังที่เรยี กว่าปรากฏการณ์โดมิโน่ (Domino Phenomenon)
เพราะฉะนั้น รัฐบาลไทยโดยการสนับสนุนของอเมริกาจึง
ทุ่มสุดตัวให้ต่อต้านอย่างสุดฤทธ์ิ ผ่านการต่อสู้ทางกาลังอาวุธและ
การบังคับใช้กฎหมายยับยั้งไม่ให้ลัทธิคอมมิวนิสต์แผ่กระจายผ่าน
อาเภอ หมู่บ้าน และอีกยุทธศาสตร์หนึ่งที่สาคัญในการยับยั้ง
การแพรก่ ระจายของลัทธิคอมมินิสต์ คือการเร่งกระจายความเจริญ
สู่ภมู ิภาค หมบู่ ้านชนบท ผ่านการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ
มากมาย ทั้งด้านคมนาคม พลังงานไฟฟ้า น้าประปา การศึกษา
โดยเชื่อว่าความเจริญจะทาให้ประชาชน ไม่จาเป็นต้องพ่ึงพาระบบ
คอมมิวนิสต์ จะเห็นได้จากถนนมิตรภาพ ซ่ึงเป็นถนนสายหลักเช่ือม
ภาคอีสานและกรุงเทพ รวมถึงระบบสาธ ารณูปโภค ระบบ
ชลประทาน พลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนใหญ่ ๆ ท้ังเขื่อนอุบลรัตน์ท่ี
จังหวัดขอนแก่น และเข่ือนสิรินธรก็ถูกทาให้กาหนดสร้างข้ึนเพื่อ
เปน็ การกระจายความเจริญผ่านการพัฒนาโครงสร้างพ้ืนฐานน่ันเอง
นี้โดยจะเห็นได้จากการเร่งบรรจุแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
ฉบับที่ 2 ถึงความจาเป็นในการพัฒนาความเจริญต่าง ๆ สู่ชนบท
เพือ่ ป้องกันภัยทางการเมอื งทส่ี าคัญ
14
บทบาทการพัฒนาของโครงการของรัฐ ตอ่ ชุมชนรอบเขื่อนสิรธิ ร
ก่อนสร้างเขื่อนสิรินธร ชุมชนรอบลาน้าโดมเป็นชุมชน
หลายชุมชนขนาดใหญ่ พึ่งพิงธรรมชาติที่สมบูรณ์เป็นแหล่งทากินหลัก
จากป่าดิบชื้นที่สมบูรณ์รอบสองข้างแม่น้าลาโดมน้อย จนเม่ือมี
เจ้าหน้าทพ่ี ลังงานแหง่ ชาตไิ ด้เข้ามาประชาสมั พันธก์ ารสร้างเข่ือนแก่
ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ว่าจะมีชีวิตท่ีดีกว่าเดิม สามารถใช้
ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง นอกจากจะให้ประโยชน์
ทางด้านการผลิตพลังงานไฟฟ้าแล้ว ยังอานวยประโยชน์ทางด้าน
การชลประทาน การป้องกันอุทกภัย การประมง และการท่องเท่ียว
เป็นประโยชน์แกช่ ุมชนพืน้ ทโ่ี ดยรอบเขอ่ื น ดังน้ี
การผลติ พลงั งานไฟฟา้
สามารถใช้พลังน้ามาผลิตพลังงานได้เฉล่ียปีละ 90 ล้าน
กิโลวัตต์ช่ัวโมง ทาให้ขยายขอบเขตการจ่ายกระแสไฟฟ้าในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนอื ออกไปได้กว้างขวางขึ้น
การชลประทาน
สามารถส่งน้าท่ีเก็บกักไว้ในอ่างเก็บน้าไปใช้ในระบบ
ชลประทานได้เป็นพื้นที่ 152,000 ไร่ ช่วยให้เกษตรกรในแถบน้ี
ทาการเพาะปลกู ไดต้ ลอดปี
บรรเทาอุทกภยั
เขื่อนสิรินธรสามารถกักเก็บน้าที่ไหลบ่ามาตามแม่น้า
ลาโดมน้อยไว้ได้เป็นจานวนมาก จึงช่วยป้องกันปัญหาน้าท่วมและ
ช่วยให้แม่นา้ มลู สามารถระบายนา้ ลงสูแ่ ม่นา้ โขงได้สะดวกย่งิ ขน้ึ
15
การประมง
อ่างเก็บน้าเข่ือนสิรินธร เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้าจืด
ขนาดใหญ่ โดย กฟผ. ร่วมมือกับกรมประมง นาพันธ์ปลาน้าจืด
ขนาดใหญ่มาปล่อย อาทิ ปลายี่สก ปลานิล ปลาไน ฯลฯ และ
กุ้งก้ามกรามทาใหร้ าษฎรมอี าชพี หลักเพมิ่ ขึ้น
การคมนาคม
สามารถใช้อา่ งเกบ็ นา้ เป็นเส้นทางเดินเรือติดต่อค้าขายและ
คมนาคมขนส่งผลผลิตออกสตู่ ลาดไดส้ ะดวกอีกทางหนง่ึ
การทอ่ งเท่ียว
ความสวยงามสงบร่มร่ืนของภายในบริเวณเข่ือนและอ่าง
เก็บน้า เป็นสิ่งดึงดูดใจให้นักท่องเท่ียวเดินทางมาเท่ียวชมและ
พักผ่อนหย่อนใจ เป็นจานวนมากก่อให้เกิดการขยายตัวทางด้าน
ธรุ กิจอื่น ๆ ตามไปด้วย
ส่ิงเหล่าน้ี คือกล่าวอ้างของรัฐบาลที่มีนโยบายท่ีจะพัฒนา
วิถีความเป็นอยู่ของประชาชนในหมู่บ้านต่าง ๆ รอบเขื่อนสิรินธร
ให้ดีขึ้น รวมถึงการพัฒนาแหล่งพลังงานไฟฟ้าที่สาคัญของภาคอีสาน
จากคากล่าวถึงแผนงานโครงการในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
ฉบับท่ี 2 โดยได้ประชาสัมพันธ์แก่ชาวบ้านท่ีได้รับผลกระทบจากเขื่อน
ว่าจะมชี วี ติ ทีด่ ีกว่าเดิม การสร้างเข่ือนสิรินธรจะนามาซ่ึงความเจริญ
ของหมบู่ า้ นโดยรอบเข่ือน ทาให้การทาเกษตรที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น
เกิดอาชีพการประมง การท่องเท่ียวเฟื่องฟู รวมถึงให้สัญญาว่าการ
ชดเชยทด่ี ินทากินที่สญู เสียไปใหแ้ กช่ าวบา้ น
16
ชีวิตและผลกระทบชุมชนรอบเขือ่ นสริ นิ ธร
เมื่อมีการสร้างเขื่อนสิรินธร ทาให้น้าท่วมท่ีดินจานวน
182,000 ไร่ กระทบที่ดินแก่ชาวบ้าน จานวน 2,850 แปลง คิดเป็น
ทด่ี ิน 39,800 ไร่ ทส่ี ญู เสยี ท่ีดินทากิน หมู่บ้าน 19 หมู่บ้าน 4 ตาบล
2 อาเภอ รอบเข่ือนสิรินธร มีการอพยพคนของหมู่บ้านจานวน
6,000 คน เป็นเหตุให้รัฐต้องจัดสรรท่ีดินทากินให้ครอบครัวละ 15 ไร่
ซึง่ น้อยกว่าทดี่ ินทากินของครอบครัวเดิมก่อนสรา้ งเข่ือน หรือจ่ายค่า
ทดแทนท่ีดินอยู่ในอัตราท่ีต่ากว่าความเป็นจริงมาก โดยการจ่ายค่า
ทดแทนกาหนดราคาไวต้ งั้ แต่ไรล่ ะ ๑๕๐ – ๔๐๐ บาท และบางส่วน
ไม่ไดร้ ับคา่ ชดเชยราคาคา่ ทดแทนทดี่ ิน
เมื่อที่ดินทากินมีน้อยลง ที่ดินที่ทางราชการจัดไว้ให้
การช่วยเหลือผไู้ ด้รับผลกระทบไม่สามารถฟ้ืนฟูวิถีชีวิตขึ้นมาได้ดั่งเดิม
เนื่องจากท่ีดินทีจัดไว้ให้มีสภาพไม่เหมาะสมกับการทาการเกษตร
ถูกอพยพมาอยู่บนที่สูงลาดชันและกันดารไม่มีทรัพยากรที่เป็น
พื้นฐานในการยังชีพ การทามาหากินเริ่มฝืดเคือง ข้าวก็ต้องซื้อ
ปลาก็หาได้น้อยลง ชาวบ้านก็เร่ิมมีหน้ี ไม่ว่าจะเป็นหน้ีกองทุน
หมู่บ้านละล้าน หนี้ ธกส. เป็นต้น เม่ือเงินได้กลายเป็นปัจจัยหลักใน
การดารงชีวิต ผู้คนในวัยทางานจึงต้องรับจ้าง ท้ังรับจ้างท่ัวไปใน
หมู่บ้าน รับจ้างทางานนอกหมู่บ้าน และไปทางานที่จังหวัดอื่น ๆ
ตามการชักชวนของเพ่ือนผู้ไปทางานอยู่ก่อน อาชีพประมงที่ทาง
ราชการเคยให้ความหวังว่าจะเป็นอาชีพใหม่ หลังสร้างเขื่อน ปลา
เศรษฐกิจท่ีเคยมีเช่น ปลาเคิง ปลาแข้ ปลาคัง ปลาเทโพ หายไป
เหลอื แต่ปลานิล ปลาตะเพียน และปลาแก้ว ซ่ึงเป็นปลาท่ีไม่มีราคา
และพ้นื ทที่ างการเกษตรที่อยู่ติดกับแนวเข่ือน ก็มักจะเกิดน้าท่วมใน
ฤดูนา้ หลาก ทาให้ผลผลิตทางการเกษตรและรายได้ของชาวบ้าน
17
ลดน้อยลง ส่งผลให้ชาวบ้านเลิกอาชีพเกษตรกรรมและขายที่ดิน
ใ ห้ กั บ น า ย ทุ น จ า ก ภ า ย น อ ก แ ล้ ว หั น ไ ป ป ร ะก อ บ อ า ชี พ น อ ก ภ า ค
การเกษตร เชน่ รับจ้างท่ัวไป ทาประมง และการดาน้าหาขอนไม้ใต้น้า
มีรายได้ไมแ่ น่นอน ทาให้ชาวบา้ นขาดความม่ันคงทางเศรษฐกิจ
บทสรุป
ต้ังแต่ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกได้
ป ร ะ ก า ศ ใ ช้ ก า ร พั ฒ น า โ ค ร ง ส ร้ า ง พ้ื น ฐ า น เ ป็ น ส่ิ ง ที่ ถู ก ย ก ใ ห้
ความสาคัญ เขื่อนจึงมักเป็นตัวเลือกสาคัญในการพัฒนาแหล่ง
ทรัพยากรที่สาคัญในประเทศ และมักถูกพูดถึงในประเด็นต่าง ๆ
ที่ภาครัฐให้เหตุผลความจาเป็น รวมถึงคุณประโยชน์มากมายไม่ว่า
จะเป็นด้านพลังงานไฟฟ้า แหล่งน้า การชลประทาน การประมง
คมนาคม และการสร้างการสร้างเขื่อนสิรินธร ก็นับว่าเป็นเขื่อนหนึ่ง
ท่ีเกิดจากนโยบายเหล่าน้ัน เพ่ือผลิตกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอกับ
ความต้องการของประชาชน ในโซนอีสานใต้ โดยเข่ือนสร้างปิดกั้น
ลาโดมนอ้ ย อันเป็นสาขาของแม่น้ามูล การก่อสร้างโรงไฟฟ้า ได้เริ่มต้น
ในเดอื นมิถนุ ายน พ.ศ. 2511
แม้ว่ารัฐเองจะมองว่ามีเจตนาดีในการสร้างเขื่อนเพื่อที่จะ
พัฒนาวิถีความเป็นอยู่ของประชาชนในหมู่บ้านต่าง ๆ รอบเขื่อนสิรินธร
ให้ดีข้ึน เป็นการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคเพื่อป้องกันภัยจาก
คอมมิวนิสต์ในขณะน้ัน จากการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
เพ่ือพัฒนาประเทศ แต่เมื่อผลลัพธ์ท่ีเกิดข้ึนกลับกลายเป็นสภาพท่ี
วิกฤติ คือ ไม่เป็นตามเป้าหมายการพัฒนา ผู้ได้ประโยชน์กลับเป็น
ชุมชนเมืองท่ีได้แหล่งพลังงานไฟฟ้า ชลประทาน แหล่งท่องเท่ียว
มากกว่าชาวบ้านแถบเข่ือน ทก่ี ลบั ย่าแย่ลงทุกขณะ ปัญหาของชาวบา้ น
18
เรอ่ื งผลผลติ ความยากจนตา่ ง ๆ ยงั แก้ไมไ่ ด้ และสภาพความเป็นอยู่
ของชาวบ้านไดเ้ ปลย่ี นไปอย่างสนิ้ เชิง
การสร้างเข่ือน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด จะทาให้เกิดผล
กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติเป็นอย่างมาก และ
กระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านรอบเข่ือนที่เปลี่ยนไป ด้วยเหตุนี้
ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนจึงเกิดการรวมกลุ่มกันต่อต้าน
คดั ค้าน ตรวจสอบ กลไกของรัฐ ในด้านความรับผิดชอบต่อวิถีชีวิตท่ี
เกดิ ขน้ึ
กลา่ วโดยสรุปได้ว่าการสร้างเขื่อนสิรินธรซึ่งมีผลกระทบต่อ
ชุมชนรอบข้างเขื่อนสิรินธรอย่างมหาศาล นามาซ่ึงปัญหาต่างๆ
มากมาย โดยขาดการเหลียวแลจากภาครัฐ และการบังคับใช้กฎหมาย
แผนพัฒนาเศรษฐกิจต่าง ๆ รวมถึงโฆษณาชวนเช่ือ อิทธิพลของ
ภาครัฐ บีบให้ชาวบ้านบริเวณรอบเข่ือนสิรินธรยอมรับ กลับนาผล
เชงิ ลบมากกว่าผลเชิงบวกท่ีภาครัฐเคยให้สัญญาไว้ ซ่ึงในบทความน้ี
เองจะศึกษาถึงกลไกสถาบันทั้งเป็นแบบทางการและไม่เป็นทางการ
ทที่ าให้ชาวบ้านรอบลานา้ โดมนอ้ ยแต่เดิม ยินยอม ยอมรับการสร้าง
เขื่อนสิรินธรน้ี ซ่ึงส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต การดารงอยู่ของตนเอง
เป็นอย่างมาก
19
เอกสารอ้างอิง
1. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ, หัวหน้าโครงการ และ สุภาวดี บุญเจือ,
ผู้วิจัย คนจนอานาจ จนโอกาส บ้านบากชุม ผลกระทบโครงการ
พัฒนาของรัฐกรณีเข่ือนสิรินธร: รายงานวิจัยย่อยฉบับสมบูรณ์.
สืบค้นเม่ือวันท่ี 5 มีนาคม 2565. จากhttp://digital.library.tu.ac.
th/tu_dc/frontend/Info/item/dc:80853.
2. จักรี ไชยพินิจ แนวการวิเคราะห์ทางการเมือง เชิงสถาบัน
ของเบเวอร่ี ครอเฟิ ร์ด: บทวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ An Institutional
Approach of Beverly Crawford: A Critical Analysis. สืบค้น
เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2565. จาก http://www.polsci-
law.buu.ac.th/pegjournal/document/3-1/1.pdf
3. วิชัย ลุนสอน และบุษราภรณ์ พวงปัญญา แนวทางการส่งเสริม
พัฒนาอาชีพสู่ความย่ังยืนของชุมชนรอบ เข่ือนสิรินธร อาเภอสิรินธร
จังหวัดอุบลราธานี. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2565. จาก
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article
/view/247076 /167870
4. ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.บูฆอรี ยีหมะ การวิเคราะห์การเมืองแนว
สถาบันนยิ ม และรฐั ธรรมนูญนิยม สืบค้นเม่ือวันที่ 7 มีนาคม 2565.
จาก https://www.stou.ac.th/Schoolnew/polsci /UploadedFile/
81713-5.pdf
20
5. พิศดาร แสนชาต การใช้ประโยชน์ ปัญหา และความต้องการ
พัฒนาในพื้นที่อ่างเก็บน้า ตอนใต้ของเข่ือนสิรินธร จังหวัด
อุบลราชธานี. สืบค้นเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2565. จาก
http://journal.nmc.ac.th/th/admin/Journal/2561Vol7No1_
34.pdf
6. สมัชชาคนจน หยาดเหงื่อ หยาดน้าตา ความเป็นมาของคนหลัง
เขื่อนสิรินธร. สืบค้นเมื่อวันท่ี 7 มีนาคม 2565. จาก
http://www.livingriversiam.org/3river-thai/other-
dams/sr.htm
7. นรา หัตถสิน และสายรุ้ง ดินโคกสูง. รูปแบบการท่องเท่ียวเชิง
นิเวศ บ้านแหลมสวรรค์ จังหวัดอุบลราชธานี. สืบค้นเม่ือวันท่ี 7
มีนาคม 2565. จาก http://www.livingriversiam.org/3river-
thai/other-dams/sr.htm
8. ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล, หัวหน้าโครงการวิจัย และ ศูนย์
มานุษยวิทยาสิรินธร ความรุนแรงในมิติวัฒนธรรม : บทความย่อย
เล่มท่ี 2. สืบค้นเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2565.
http://digital.library.tu.ac.th/tu_dc/frontend/Info/item/dc:
84638
แนวการศกึ ษาปรชั ญาการเมอื ง : บทวเิ คราะห์วา่ ความดี ความรู้
ความสามารถของผู้บริหารองคก์ รปกครองส่วนท้องถน่ิ และข้อ
โต้แยง้ วา่ ด้วยความรใู้ นบทบาทหนา้ ท่อี งค์กรปกครองท้องถิ่นของ
ประชาชน หมทู่ ่ี 8 ตาบลเคง็ ใหญ่ อาเภอหวั ตะพาน จังหวัด
อานาจเจรญิ กรณศี กึ ษา : ปัจจยั ท่ีมอี ิทธพิ ลต่อการลงคะแนน
เลอื กนายกเทศมนตรีตาบลเค็งใหญ่
……………………………
นายพัทธพล เก้ือทาน รหสั นกั ศึกษา 6324800616
นายสุเมธา ขนั เงิน รหัสนกั ศึกษา 6324800620
นางสาวญาณาธิป สุนาวงค์ รหสั นกั ศกึ ษา 6324800625
นายนทั พงษ์ ทีฆะพนั ธ์ รหัสนักศึกษา 6324800634
บทนำ
รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
หมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา 78 รัฐพึงส่งเสริมให้
ประชาชนและชุมชนมีความรู้ความเข้าใจท่ีถูกต้องเก่ียวกับการ
ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น
ประมุข และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ
การจัดทาบริการสาธารณะท้ังในระดับชาติและระดับท้องถิ่น
การตรวจสอบการใช้อานาจรัฐการต่อต้านการทุจริตและ
ประพฤตมิ ิชอบ รวมตลอดท้งั การตัดสนิ ใจทางการเมือง และการ
อื่นใด บรรดาท่ีอาจมีผลกระทบต่อประชาชนหรือชุมชน
(รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย, 2560)
การปกครองส่วนท้องถิ่นถือว่าเป็นการปกครองระดับ
รากหญ้าที่สาคัญอย่างยิ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตย
เพราะเป็นการกระจายอานาจให้ประชาชนในท้องถ่ินได้มีส่วน
ร่วมในกิจกรรมทางการเมือง (Political participation) ด้วย
การเปน็ โอกาสใหป้ ระชาชนไดป้ กครองและบรหิ ารงานในท้องถ่ิน
ของตนเองโดยใหม้ ีการเลอื กตวั แทนท่ีตนเองไว้วางใจไปทาหน้าท่ี
ในการบริหารและนิติบัญญัติซึ่งจะสามารถตอบสนองความ
ต้องการของประชาชนในท้องถ่ินน้ัน ๆ ได้อย่างถูกต้องและมี
ประสิทธิภาพเป็นการแบ่งเบาภาระหน้าที่ของรัฐบาล และเป็น
การปลูกฝังให้ประชาชนได้เรียนรู้การปกครองตนเอง การ
กระจายอานาจ (Decentralization) เป็นการมอบหมายอานาจ
หน้าที่จากผู้บริหารระดับสูงลงสูงผู้บริหารระดับต่าง ๆ ภายใน
องค์กร เพื่อให้องค์การในระดับต่าง ๆ ได้มีอานาจในการ
ตดั สนิ ใจเพราะเปน็ องค์การทีส่ ามารถรับร้ถู งึ ความตอ้ งการ และ
ปญั หาได้ละเอียดและรวดเร็วทาให้สามารถท่ีจะแก้ไขปัญหาและ
ความต้องการ ได้รวดเร็วและตรงเป้าหมาย ดังน้ันในการ
ปกครองจึงได้ทาการกระจายอานาจในการปกครองจาก
ส่วนกลางย่อยลงไปจากรัฐบาลสู่จังหวัด สู่อาเภอ สู่ตาบล สู่
เทศบาล สู่ชุมชน สปู่ ระชาชนทง้ั อานาจการปกครองและ
งบประมาณในการปกครองแบบน้ีเรียกว่าการปกครองส่วน
ท้องถิ่น (สุพรรณษา อ่าสุข และทัศนีย์ ทองจันดี, 2555)
ป ก ค ร อ ง ส่ ว น ท้ อ ง ถิ่ น เ ป็ น ก า ร ป ก ค ร อ ง ข อ ง ป ร ะ ช า ช น โ ด ย
ประชาชนและมคี วามสมั พันธ์ใกลช้ ิดกับประชาชนมากที่สุดโดยมี
ตัวแทนของประชาชนเข้าไปทาหน้าท่ีในองค์กรที่เรียกว่าองค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่ินที่จะทาภารกิจเพ่ือตอบสนองปัญหาและ
ความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นได้ตรงตามเป้าหมาย
รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากที่สุด (โกวิทย์ พวงงาม และ
อลงกรณ์ อรรคแสง, 2547)
พระราชบัญญัติการเลือกต้ังสมาชิกสภาท้องถิ่นและ
ผู้บริหารท้องถ่ิน พ.ศ. 2545 กาหนดให้ผู้บริหารท้องถ่ินมาจาก
การเลือกต้งั โดยตรงของประชาชนเป็นการสร้างให้เกิดการเมือง
เชิงนโยบายเนื่องจากผู้บริหารท้องถ่ินได้รับมอบความไว้วางใจ
จากประชาชนในท้องถ่ิน และนโยบายซึ่งถือเป็นสัญญาที่
ผู้บริหารท้องถิ่นเคยให้ไว้กับประชาชนในช่วงเวลาการหาเสียง
เม่ือได้รับการเลือกต้ังเป็นผู้บริหารท้องถ่ินแล้วกฎหมายการ
จัดต้ังองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินจะกาหนดให้ผู้บริหารท้องถ่ิน
แถลงนโยบายต่อสภาท้องถิ่นและจะต้องจัดทารายงานแสดงผล
การปฏิบัติงานตามนโยบายท่ีได้แถลงไว้ต่อสภาฯ และผู้บริหาร
จะต้องให้ประชาชนได้ทราบคาแถลงนโยบายรายงานแสดงผล
การปฏิบัติงานตามนโยบาย ข้อบัญญัติ ประกาศต่าง ๆ และ
ข้อมลู ข่าวสารขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินอย่างเปิดเผย และ
ท่วั ถงึ ซ่งึ ถือว่าเป็นสิ่งท่ีสาคัญที่สุดในการทางานของผู้บริหารโดย
ที่ผู้บริหารจะต้องยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางในการทางาน โดย
ยึดประโยชน์สุขของประชาชนเป็นสาคัญ (พระราชบัญญัติการ
เลอื กตัง้ สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถนิ่ ,2545)
ประชาธิปไตยเป็นกระบวนการเมืองระบบหน่ึงซ่ึง
หมายถึงระบบทางการเมืองการปกครองที่ให้ประชาชนได้มี
โอกาสปกครองตนเองหรอื หมายถึงการปกครองโดยประชาชนซึ่ง
อาจจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมก็ได้ หลักการขั้นมูลฐานของ
ประชาธิปไตยมาจากหลายประการกล่าวคือ 1.ถือว่าเป็นบุคคล
ทุกคน มีคุณค่าและความเท่าเทียมกัน 2. มนุษย์เป็นผู้มีเหตุผล
และสามารถในกระบวนการปกครองตนเองได้เป็นอย่างดี และ
ถือว่าบุคคลพึงมีเสรีภาพ และได้รับหลักประกันที่จะมีและใช้
เสรภี าพนน้ั (สมพงศ์ เกษมสนิ และจรูญ สุภาพ, 2520)
กระบวนการท่ีประชาชนได้มีส่วนร่วมในการปกครอง
ตามระบอบประชาธิปไตยท่ีสาคัญคือ การไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
ผู้แทนการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตยน้ันมี
กระบวนการทางการเมืองทสี่ าคัญต่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง
ของประชาชนมีความชัดเจนและชอบธรรมมากที่สุดคือการไป
ลงคะแนนเสียงเลือกต้ังของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกต้ัง
ระดับท้องถ่ิน ได้แก่ การเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านการเลือกต้ังสมาชิก
สภาท้องถ่ินการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถ่ิน เป็นต้น (สุจิต บุญบง
การ, 2542)
จากทกี่ ลา่ วมาน้นั จะเหน็ ได้วา่ การปกครองท่ีใกล้ชิดกับ
ประชาชนมากท่ีสุดคือ การปกครองส่วนท้องถ่ิน ซ่ึงจะสามารถ
เข้าถึงปัญหาและแก้ไขปัญหาของประชาชนมากท่ีสุด ดังน้ัน
ประชาชนจึงต้องเข้าใช้สิทธิในการเลือกตั้ง เพ่ือท่ีจะเลือกผู้แทน
สาหรับตนในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาในส่วนท้องถ่ินและ
ระดบั ประเทศสบื ต่อไป
ผู้ศึกษาส่วนหน่ึงเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในเทศบาลตาบลเค็ง
ใหญ่ จึงมีความสนใจท่ีจะศึกษาถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ
ของประชาชนในการเลือกนายกเทศมนตรี ว่าประชาชนใช้ปัจจัย
ใดในการตัดสินใจเลือกนายกเทศมนตรีตาบลเค็งใหญ่ ตาบล
เค็งใหญ่ อาเภอหัวตะพาน จังหวัดอานาจเจริญ และนา
ข้อเสนอแนะที่ได้จากแบบสอบถาม เพื่อนาผลการศึกษาในครั้งนี้
เป็นข้อมูลแก่บคุ คลทั่วไปทส่ี นใจมีส่วนร่วมในทางการเมืองระดับ
ท้องถ่ิน และเกิดประโยชน์แก่ผู้ท่ีเก่ียวข้อง เพื่อท่ีจะได้นาไปใช้
เปน็ แนวทางสาหรับการปรับปรุงหรอื พัฒนาตอ่ ไป
ควำมคิด ค่ำนิยมและทัศนคติต่อคุณงำมควำมดี คุณธรรม
ศลี ธรรม ควำมสำมำรถของผู้นำท้องถิ่น
คณุ สมบตั ิผ้นู าทด่ี ี (รตั นาภรณ์ แววกระไทก, 2562)
1. ความรู้ (Knowledge) ความรู้เป็นส่ิงท่ีผู้นาควรมี
ที่สุด เพราะยิ่งมีความรอบรู้มากเท่าใดยิ่งสร้างความม่ันคงและ
ความไว้วางใจกบั ผนู้ าเทา่ น้นั
2. ความรเิ ร่ิม (Initiative) คือ การตัดสินใจทาอะไรหรือ
แก้ไขปัญหา โดยไม่ต้องรอคาสั่ง ผู้นาจะต้องมองถึงสิ่งท่ีกาลังจะ
ลงมือทาหรือเข้าใจปัญหาและต้องมีความกระตือรือร้น มีความ
เอาใจใสต่ ่อหนา้ ที่ เพ่ือจะมีพลังใจในการทางานหรือแก้ไขปัญหา
เพื่อความสาเรจ็ อยู่เบอ้ื งหน้า
3. มีความกล้าหาญและความเด็ดขาด (Courage and
firmness) ผู้นาที่มีความกล้าหาญ จะช่วยให้สามารถผจญต่อ
งานต่าง ๆ ให้สาเร็จลุล่วงไปได้ นอกจากความกล้าหาญแล้ว
ความเดด็ ขาดก็เปน็ ลักษณะอันหนึง่ ทจี่ ะต้องทาให้เกิดมีขึ้น ในตัว
ของผูน้ าเองต้องอย่ใู นลกั ษณะของการ “กล้าได้ กลา้ เสีย”ด้วย
4. การมีมนุษยสัมพันธ์ (Human relations) ผู้นาท่ีดี
ต้องสามารถทางานร่วมกับคนอ่ืนได้โดยไม่แบ่งแยก เพราะ จะ
ชว่ ยแกไ้ ขปัญหาในการทางานได้
5. มีความยุติธรรมและซ่ือสัตย์สุจริต (Fairness and
honesty) ผู้นาต้องมีความยุติธรรมและชื่อสัตย์สุจริต โดยไม่
ลาเอียง ไม่เล่นพรรคพวก และไม่เห็นแก่ประโยชน์ของตนเอง
เป็นหลกั
6. มีความอดทน (Patience) ความอดทน จะเป็นพลัง
อันหนึ่งที่จะผลักดนั งานใหไ้ ปสู่จุดหมายปลายทางไดอ้ ยา่ งแท้จริง
7. มีความต่ืนตัวแต่ไม่ต่ืนตูม (Alertness) หมายถึง
ผู้นาจะต้องมีความระมัดระวังความสุขุมรอบคอบ ความไม่
ประมาท ไม่ยืดยาขาดความกระฉับกระเฉง มีความฉับไวในการ
ปฏบิ ตั ิงาน ทันตอ่ เหตุการณ์ความตื่นตัวเป็นลักษณะที่แสดงออก
ทางกาย แตก่ าร ไม่ต่ืนตูม เป็นพลังทางจิตที่จะหยุดคิดไตร่ตรอง
ต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดข้ึน รู้จักใช้ดุลยพินิจท่ีจะพิจารณาส่ิง
ต่าง ๆ หรือเหตุต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง พูดง่ายๆ ผู้นาท่ีดีจะต้อง
รจู้ ักควบคมุ ตวั เองนั่นเอง (Self control)
การศกึ ษาปัจจยั ทสี่ ่งผลต่อการตดั สินใจของประชาชน
ในการเลอื กนายกเทศมนตรตี าบลเค็งใหญ่ อาเภอหัวตะพาน
จงั หวัดอานาจเจรญิ เป็นการศึกษาท่มี ีลาดบั ข้ันตอนตอ่ ไปนี้
1. เครื่องมือทีใ่ ช้ในการเกบ็ ขอ้ มลู
2. การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
3. การวิเคราะหข์ ้อมลู
เครือ่ งมือทใ่ี ชใ้ นกำรเกบ็ ขอ้ มลู
เครื่องมือท่ีใช้ในการศึกษาคร้ังนี้เป็นแบบสอบถาม
(Questionnaires) ท่ีผู้ศึกษาสร้างข้ึนจากการศึกษาแนวคิด
เอกสารต่าง ๆ ตลอดจนงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แบบสอบถามแบ่ง
ออกเปน็ 4 ตอน คอื
ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม คือ เพศ
อายุ ระดับการศึกษา อาชพี
ตอนที่ 2 แบบสอบถามเก่ียวกับปัจจัยด้านคุณสมบัติ
ของผูส้ มัคร
ตอนท่ี 3 แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยด้านการกาหนด
นโยบาย
ตอนที่ 4 แบบสอบถามเก่ียวกับปัจจัยด้านวิธีการหา
เสียง
กำรเก็บรวบรวมข้อมลู
ผ้ศู ึกษาดาเนนิ การเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง
โดยชอ่ งทางดังนี้
1. ใช้เทคโนโลยี ช่องทางการสื่อสารสังคมออนไลน์
เชน่ facebook Line โดยเลือกประชาชนผู้มีสิทธิเลือกต้ังในการ
ให้ข้อมูลผา่ นแพตฟอรม์ Google from
2. ผู้ศึกษาดาเนินการเดินสอบถามผู้มีสิทธิเลือกต้ัง ใน
หมบู่ ้านกลุ่มเป้าหมาย
3. เม่ือเก็บข้อมูลตามแบบสอบถามเสร็จแล้ว นักวิจัย
ต้องตรวจสอบขอ้ มลู แบบสอบถามอีกคร้ัง
4. ตรวจสอบความสมบูรณ์ของแบบสอบถามจากการ
เก็บรวบรวมข้อมูล เพือ่ เตรียมไปวเิ คราะหต์ อ่ ไป
กำรวิเครำะห์ขอ้ มลู
การวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยโปรแกรมสาเร็จรูปทางสถิติ
โดยใช้สถิติดงั ตอ่ ไปน้ีมาใช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูล
สถิติวิเคราะห์เชิงพรรณนา (Descriptive analytical
statistics) สถิติที่นามาใช้บรรยายคุณลักษณะของข้อมูลท่ีเก็บ
รวบรวมข้อมูลท่ีเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา
ไดแ้ ก่
1.1 หาค่าจานวนความถี่ (Frequency) และค่าร้อย
ละ (Percentage) เพ่ือให้แปลความหมายข้อมูลด้านประชากร
ของแบบสอบถาม
1.2 ค่าเฉลี่ย (Mean) เพื่อแปลความหมายของข้อมลู
1.3 ค่าความเบ่ียงมาตรฐาน (Standard Deviation:
SD) เพอ่ื อธบิ ายลักษณะ การกระจายของขอ้ มูล
สรุปผลกำรวเิ ครำะห์ข้อมูลแบบสอบถำมปจั จยั ที่มีอิทธพิ ลต่อ
กำรลงคะแนนเลือกนำยกเทศมนตรีตำบลเค็งใหญ่
วเิ คราะห์ข้อมลู โดยใชโ้ ปรแกรมสาเรจ็ รูปคอมพวิ เตอร์ ( SPSS )
ดังน้ี
1. ขอ้ มูลทั่วไปของกล่มุ ตวั อย่าง จานวน 153 คน จะ
วเิ คราะห์ข้อมลู โดยใชแ้ จกแจงความถ่ี คานวณคา่ ร้อยละ
คา่ เฉล่ยี และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
2. ข้อมูลปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือก
นายกเทศมนตรีตาบลเค็งใหญ่ กับปัจจัยด้านคุณสมบัติของ
ผู้สมัคร ปัจจัยด้านการกาหนดนโยบาย ปัจจัยด้านวิธีการหา
เสียง
นาข้อมูลมาแปรค่าเฉล่ียพฤติกรรมของตัวแปรต่าง ๆ ท่ี
มีต่อระดับความพึงพอใจ ที่มีอิทธิพลในการเลือกผู้นาท้องถิ่น
โดยแบ่งออกเป็น 5 ระดับ โดยการหาความกว้างของอันตรภาค
ช้ันดังนี้
ช่องกวา้ งของอันตรภาคช้นั = คะแนนสูงสุด – คะแนนต่าสุด
จานวนชัน้
=5–1
5
= 0.80
คำชีแ้ จง
คะแนนเฉล่ยี 4.22– 5.00 หมายถงึ ระดบั ความพงึ
พอใจทม่ี ีอทิ ธพิ ลต่อการเลือกผ้บู รหิ ารทอ้ งถน่ิ ในระดบั มากที่สดุ
คะแนนเฉลี่ย 3.42 – 4.21 หมายถึง ระดับความพึง
พอใจที่มีอทิ ธิพลต่อการเลือกผ้บู รหิ ารท้องถน่ิ ในระดับมาก
คะแนนเฉลีย่ 2.62 – 3.41 หมายถงึ ระดับความพึง
พอใจที่มีอิทธพิ ลต่อการเลือกผบู้ ริหารท้องถน่ิ ในระดับปานกลาง
คะแนนเฉลี่ย 1.81 – 2.61 หมายถงึ ระดบั ความพงึ
พอใจทม่ี ีอิทธิพลต่อการเลือกผบู้ ริหารทอ้ งถน่ิ ในระดับน้อย
คะแนนเฉลี่ย 1.00 – 1.80 หมายถงึ ระดับความพงึ
พอใจที่มีอทิ ธิพลต่อการเลือกผบู้ รหิ ารทอ้ งถน่ิ ในระดับน้อยทสี่ ุด
1.ขอ้ มูลท่วั ไป
ตารางที่ 1.1 จานวนและรอ้ ยละ แยกตามเพศ
เพศ จำนวนคน รอ้ ยละ
ชาย 93 60.8
หญิง 60 39.2
จากตารางท่ี 1.1 ปรากฏวา่ ผตู้ อบแบบสอบถามสว่ นใหญเ่ ป็น
เพศชาย จานวน 93 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 60.8 และเพศหญิง
จานวน 60 คน คิดเป็นร้อยละ 39.2 ดงั ตารางท่ี 1.1
ตารางที่ 1.2 จานวนและรอ้ ยละ แยกตามช่วงอายุ
ชว่ งอำยุ จำนวน รอ้ ยละ ลำดบั
18 – 25 ปี 17 11.1 4
26 – 30 ปี 34 22.2 3
31 – 40 ปี 47 30.7 1
41 – 50 ปี 35 22.9 2
51 – 60 ปี 16 10.5 5
61 ปีขน้ึ ไป 4 2.6 6
จากตารางที่ 1.2 ปรากฏว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่คือ ผู้
ท่ีมีช่วงอายุตั้งแต่ 31 - 40 ปี จานวน 47 คน คิดเป็นร้อยละ
30.7 รองลงมาคือ ผทู้ ี่มชี ว่ งอายุต้งั แต่ 41 - 50 ปี จานวน 35
คน คิดเป็นร้อยละ 22.9 และลาดับท้ายสุดคือ ผู้ท่ีมีช่วงอายุ
60 ปขี นึ้ ไป และ จานวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 2.6 ดังตารางท่ี
1.2
ตารางท่ี 1.3 จานวนและรอ้ ยละ แยกตามระดับการศึกษา
ระดับ จำนวน รอ้ ยละ
ต่ากว่ามัธยม 27 17.6
มธั ยม 39 25.5
ปวช. - ปวส. 46 30.1
ปริญญาตรี 40 26.1
สูงปริญญาตรี 1 0.7
จากตารางท่ี 1.3 ปรากฏว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มี
ระดับการศึกษา ปวช. – ปวส. จานวน 46 คน คิดเป็นร้อยละ
30.1 รองลงมาคือปริญญาตรี จานวน 40 คนคิดเป็นร้อยละ
26.1 และลาดับท้ายสุดคือสูงกว่าปริญญาตรี จานวน 1 คน
คิดเป็นร้อยละ 0.7 ดังตารางที่ 1.3
ตารางท่ี 1.4 จานวนและร้อยละ แยกตามอาชีพ
ตำแหน่ง จำนวน รอ้ ยละ
เกษตรกร 46 30.1
พนกั งานของรฐั 16 10.5
คา้ ขาย 32 20.9
ธรุ กจิ ส่วนตวั 20 13.1
ลูกจ้างภาครัฐ/ 46 30.1
เอกชน
วา่ งงาน 6 3.9
นักศกึ ษา 1 0.7
ว่าง 1 0.7
จากตารางท่ี 1.4 ปรากฏว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มี
อาชีพเกษตรกร และลูกจ้างภาครัฐ/เอกชน จานวนเท่ากันท่ี 46
คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 30.1 รองลงมาคืออาชีพค้าขาย จานวน 32
คนคิดเป็นร้อยละ 20.9 และลาดับท้ายสุดคือนักศึกษา/ว่างงาน
อืน่ ได้ จานวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 10.2 ดงั ตารางที่ 1.4
2. ปจั จยั ที่มอี ิทธพิ ลตอ่ กำรลงคะแนนเสียงเลือก
นำยกเทศมนตรี
2.1 ประเด็นคุณลักษณะของผสู้ มัคร
จากตารางที่ 2.1 พบว่าปัจจัยท่ีมีผลในการลงคะแนนเลือก
มำก มำก ปำน น้อย น้อย x S.D. ระดบั ลำดบั
(๒) ที่สดุ
รำยกำร ท่ีสดุ (๔) กลำง (๑)
0
(5) (๓) (0) 0 4.58 0.54 มาก 3
0 (0) ที่สุด
1. มคี วามรู้ 94 55 44 (0)
0 0 4.73 0.48 มาก 1
ความสามารถ (61.4) (35.9) (2.6) (0) (0) ทีส่ ุด
2. มคี วามซื่อสตั ย์ 116 34 3 4 0 4.65 0.52 มาก 2
(2.6) (0) ที่สุด
สุจริต (75.8) (22.2) (1.9)
0
3. ความเสยี สละ 104 45 4 (0)
4
ชอบชว่ ยเหลืองาน (67.9) (29.4) (2.6) (2.6)
0
สว่ นรวม (0)
2
4. เปน็ คนตาบล 49 59 36 (1.3) 5 3.93 0.97 มาก 7
(3.2)
เค็งใหญโ่ ดย (32.0) (38.5) (23.5)
กาเนิด
5. มปี ระสบการณ์ 85 57 10 1 4.47 0.67 มาก 4
(0.6) 6
การทางาน (55.5) (37.2) (6.5) 5
0 4.29 0.74 มาก 8
6. มชี อ่ื เสยี งเปน็ ท่ี 68 66 15 (0)
ยอมรบั ในสงั คม (44.4) (43.1) (9.8) 0 4.35 0.55 มาก
(0)
7. มมี นุษย์ 60 87 6
1 3.91 0.84 มาก
สมั พันธท์ ี่ดี (39.2 (56.8) (3.9) (0.6)
8. ฐานะทาง 44 56 50 4.36 0.74 มาก
เศรษฐกิจดี (28.7) (36.6) (32.6)
รวม
นายกเทศมนตรีฯ ประเด็นคุณลักษณะของผู้สมัคร เมื่อนาข้อมูล
มาแปรค่าเฉล่ียโดยรวมอยู่ในระดับ มาก ( x = 4.36 S.D. =
0.74 ) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่มีคาเฉล่ียสูงสุดคือ
มีความซ่ือสัตย์ สุจริต โดยมีค่าเฉล่ียอยู่ในระดับ มากที่สุด ( x =
4.73 S.D. = 0.48) รองลงมาคือ ความเสียสละชอบช่วยเหลือ
งานส่วนรวม โดยมคี า่ เฉลย่ี อยใู่ นระดับ มาก ( x = 4.65 S.D. =
0.52 )
2.2 ประเด็นกำรกำหนดนโยบำย
จากตารางท่ี 2.2 พบว่าปัจจัยที่มีผลในการลงคะแนนเลือก
มำก มำก ปำน นอ้ ย นอ้ ย x S.D. ระดบั ลำดบั
รำยกำร ทส่ี ดุ (๔) กลำง (๒) ท่ีสดุ
(5) (๓) (๑)
1. นโยบายปฏบิ ัติ 84 63 5 1 0 4.50 0.59 มาก 3
ไดจ้ รงิ (54.9) (41.1) (3.2) (0.6) (0)
2. นโยบายตรง 97 51 4 1 0 4.59 0.57 มาก 1
ตามความตอ้ งการ (63.4) (33.3) (2.6) (0.6) (0) ทส่ี ดุ
ของประชาชน
3. นโยบาย 93 57 2 1 0 4.58 0.55 มาก 2
ก่อให้เกิด (60.7) (37.2) (1.3) (0.65) (0) ท่สี ุด
ประโยชนต์ อ่
ส่วนรวม
4. นโยบายมี 51 91 9 2 0 4.24 0.61 มาก 4
ความชดั เจนเขา้ ใจ (33.3) (59.4) (5.8) (1.31) (0)
งา่ ย
5. นโยบายมี 36 80 34 3 0 3.97 0.73 มาก 5
ความแปลกใหม่ (23.5) (52.2) (22.2) (1.96) (0)
รวม 4.38 0.66 มาก
นายกเทศมนตรีฯ ประเด็นการกาหนดนโยบาย เม่ือนาข้อมูลมา
แปรค่าเฉล่ียโดยรวมอยู่ในระดับ มาก ( x = 4.38 S.D. = 0.66 )
เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อท่ีมีคาเฉล่ียสูงสุดคือ นโยบาย
ตรงตามความต้องการของประชาชน โดยมีค่าเฉล่ียอยู่ในระดับ
มากท่ีสุด ( x = 4.59 S.D. = 0.57) รองลงมาคือ นโยบาย