3.3) กลุ่มข้าราชการ ประกอบด้วย ข้าราชการ
ประจาข้าราชการเมือง ทหาร ตารวจ ครู เป็นกลุ่มข้าราชการที่
เก่ียวข้อง ถึงการมุ่งหวังผลประโยชน์ทางยศตาแหน่ง การโยกย้าย
หรือการเลื่อนตาแหน่ง กลุ่มเหล่านี้ จะเข้าไปแสดง เจตนาในการ
ร่วมลงทุนด้านธุรกิจ ทั้งทางตรง และทางอ้อม ข้าราชการบางคน
อาจจะไม่ สามารถเข้าถึงกลุ่มนายใหญ่ได้ จึงจาเป็นท่ี จะต้องเข้าไป
เกาะเกี่ยวกับกลุ่มนกั การเมือง ท้องถิ่น เพ่ือท่ีจะให้ช่วยเหลือในเรื่อง
ของการเล่ือนตาแหน่งหรือโยกย้ายตาแหน่ง เมื่อได้เล่ือน หรือได้
โยกย้ายตาแหน่งแล้ว บางคราวอาจจะ ช่วยสนับสนุนด้านการเงิน
หรือเพอื่ ชว่ ยแกไ้ ข ปัญหาดา้ นคดีความหรอื ปัญหาตา่ ง ๆ
เอกสารอา้ งองิ
- สาระนา่ รู้ เกยี่ วกับการเลือกตั้งท้องถน่ิ ,สานักงานคณะกรรมการ
การเลอื กตั้ง พฤษภาคม 2562
- เวบ็ ไซต์ องค์การบริหารส่วนตาบลหนองแกว้ (อบต.หนองแก้ว)
อาเภอหวั ตะพาน จังหวดั อานาจเจริญ
- บทสัมภาษณ์ของ นายกองค์การบรหิ ารสว่ นตาบลหนองแกว้
อาเภอหัวตะพาน จงั หวดั อานาจเจรญิ
แนวการศึกษาระบบ (System Approach)
บทวเิ คราะห์ว่าด้วยการบริหารจัดการในการพฒั นาท้องถ่ินระดับตาบล กรณศี ึกษาตาบลคาพระ
(กลุ่มแม่บ้านคาพระ)
...............................................................................................................................................................
กลุ่มท่ี 3
1. นางสาวชุตินนั ท์ สุวรรณกูฏ รหสั นกั ศึกษา 6324800611
2. นางสาวสิริยาภรณ์ สีมว่ ง รหสั นกั ศึกษา 6324800612
3. นายรชานนท์ แกว้ ตา รหสั นกั ศึกษา 6324800614
4. นายธนศกั ด์ ศิริมณี รหสั นกั ศึกษา 6324800635
บทนา
แนวคิดเชิงระบบ (System approach) เป็ นกรอบแนวคิดสาคญั ท่ีใช้ในการศึกษาทางรัฐ
ประศาสนศาสตร์อยา่ งกวา้ งขวาง ท้งั ในดา้ นท่ีเก่ียวขอ้ งกบั องคก์ าร เทคนิคต่างๆ ในการบริหารภาครัฐ
ตลอดจนการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์เปรียบเทียบ แมว้ า่ แนวคิดเชิงระบบจะเป็ นแนวคิดที่เกิดข้ึนมา
นานแลว้ แต่ยงั คงมีบทบาทและความสาคญั ในฐานะแนวคิดในการออกแบบเคร่ืองมือเพื่อการบริหาร
ในปัจจุบนั แสดงใหเ้ ห็นถึงความน่าสนใจและคุณค่าในการศึกษา ตลอดจนทาความเขา้ ใจฐานความคิด
เชิงปรัชญาของแนวคิดเชิงระบบอยา่ งลึกซ้ึง
ในทางรัฐประศาสนศาสตร์ แนวคิดเชิงระบบไดถ้ ูกนeมาใชใ้ นการศึกษาองคก์ าร องคก์ ารก็มี
ลกั ษณะเช่นเดียวกบั สิ่งมีชีวติ ซ่ึงเป็นสงั คมที่ประกอบไปดว้ ยองคป์ ระกอบต่างๆที่มีหนา้ ท่ีแตกต่างกนั
ไป เช่น แผนกบุคคล แผนกการเงิน แผนกพสั ดุ แผนกที่ปฏิบตั ิหนา้ ท่ีหลกั ขององค์กร เป็ นตน้ ซ่ึงแต่
ละแผนกตอ้ งทาหนา้ ท่ีใหส้ อดประสานกนั องคก์ รจึงจะดารงอยไู่ ด้ ดว้ ยเหตุน้ีองคก์ ารจึงประกอบดว้ ย
ตรรกะเชิงระบบที่สามารถอธิบายได้ในเชิงประจกั ษ์ (Empirical) เช่นเดียวกบั ระบบของสิ่งมีชีวิต
นอกจากน้ี แนวคิดเชิงระบบยงั ถูกนามาใชใ้ นฐานะเทคนิคในการบริหารดว้ ย เช่น เทคนิคการ บริหาร
โครงการอยา่ งเป็นระบบ อาศยั การจดั ลาดบั งาน (Scheduling Project Work) โดยอาศยั เทคนิค Critical
Path Methods (CPM) เพื่อจดั ลาดบั และควบคุมการทางาน โดยใชห้ ลกั การของ ค่าที่แน่นอน หรือกล
ยุทธ์การบริหาร Balanced Scorecard ซ่ึงเป็ นระบบการบริหารงานและ ประเมินผลทวั่ ท้งั องค์กร
ตลอดจนกาหนดวสิ ัยทศั น์ (vision) และแผนกลยุทธ์ (strategic plan) แลว้ แปลผลลงไปสู่ทุกจุดของ
องคก์ รเพื่อใชเ้ ป็นแนวทางในการดาเนินงานของแตล่ ะฝ่ ายงานและแตล่ ะคน
สาระสาคญั ของแนวคิดเชิงระบบ โดยทวั่ ไป “ระบบ” หมายถึง ชุดขององค์ประกอบที่
สัมพนั ธ์กนั ทางใดทางหน่ึง เม่ือ เปล่ียนแปลงหรือเคลื่อนยา้ ยองค์ประกอบหน่ึงองค์ประกอบใด
ออกไป จะส่งผลกระทบทาให้เกิดความ แตกต่างข้ึนในองค์ประกอบอื่นๆ กล่าวคือ ทาให้
องคป์ ระกอบที่เหลือไม่สามารถทาหนา้ ที่เหมือนเดิม ได้ ปฏิสัมพนั ธ์ระหวา่ งองคป์ ระกอบที่เกิดข้ึน
ภายในระบบถูกกาหนดโดยหนา้ ที่เฉพาะของแต่ละ องคป์ ระกอบ หนา้ ที่ท้งั หมดของระบบจึงข้ึนอยู่
กบั การท างานอย่างสอดประสานกนั ขององค์ประกอบ ภายในระบบ ความลม้ เหลวในการปฏิบตั ิ
หนา้ ที่ขององค์ประกอบหน่ึงองคป์ ระกอบใดภายในระบบ จะส่งผลกระทบต่อหน้าท่ีท้งั หมดของ
ระบบ (Strickland, et.al., 1979 อา้ งถึงใน สมบตั ิ ธารงธญั วงศ์, 2547) ดงั น้นั การดารงอยขู่ องระบบจึง
ข้ึนอยกู่ บั การทาหนา้ ที่อยา่ งสอดประสานกนั ของแต่ละ องคป์ ระกอบ ซ่ึงหมายความถึงโครงสร้างของ
ระบบ นอกจากน้ีในระบบหน่ึงยงั มีเขตแดนก้นั ระหว่าง ตวั ระบบกบั สภาพแวดลอ้ ม อยา่ งไรก็ตาม
ระบบกบั สภาพแวดลอ้ มยงั คงมีปฏิสัมพนั ธ์ต่อกนั อยูเ่ สมอ ระบบอาจเปรียบเทียบใหเ้ ห็นเป็ นรูปธรรม
ไดจ้ ากระบบของส่ิงมีชีวิต อาทิ ระบบของร่างกาย ในร่างกายของมนุษยป์ ระกอบไปดว้ ยอวยั วะ
มากมาย เช่น สมอง หวั ใจ ปอด ตบั กระเพาะ ลาไส้ กลา้ มเน้ือ เป็นตน้ อวยั วะต่างๆแต่ละชนิดต่าง
มีหนา้ ที่ของตนเอง และตา่ งกระทาหนา้ ท่ีของตนเอง เพือ่ ใหร้ ะบบร่างกายดารงอยไู่ ด้
ซ่ึงหมายถึงชีวิตของมนุษย์ หัวใจของทฤษฎีระบบอยู่ที่การมองสังคม ว่าเป็ นระบบ
(Social system) ท่ีมีความสัมพนั ธ์เกี่ยวขอ้ งกบั ระหวา่ งระบบใหญ่กบั ระบบยอ่ ยคลา้ ย ส่ิงมีชีวิต กล่าวคือ
มองระบบในฐานะสิ่งมีชีวิต (Easton,1965b) คลา้ ยกบั ระบบร่างกายในทาง ชีววทิ ยา (System as organic
entity) ดงั น้นั การดารงอยู่ของระบบจึงข้ึนกบั การทาหน้าท่ีอย่าง สอดประสานของแต่ละองคป์ ระกอบ
หากองค์ประกอบใดทาหนา้ ที่ของตนเอง อาจส่งผล กระทบต่อการทาหน้าที่ขององคป์ ระกอบอ่ืนๆดว้ ย
ในทางรัฐประศาสนศาสตร์ แนวคิดเชิงระบบไดถ้ ูกนามาใช้ในการศึกษาองคก์ าร องคก์ ารก็มี ลกั ษณะ
เช่นเดียวกบั สิ่งมีชีวิต ซ่ึงเป็ นสังคมท่ีประกอบไปดว้ ยองคป์ ระกอบต่างๆท่ีมีหน้าที่แตกต่างกนั ไป เช่น
แผนกบุคคล แผนกการเงิน แผนกพสั ดุ แผนกที่ปฏิบตั ิหนา้ ท่ีหลกั ขององคก์ ร เป็ นตน้ ซ่ึงแต่ ละแผนกตอ้ ง
ทาหนา้ ที่ให้สอดประสานกนั องคก์ รจึงจะดารงอยูไ่ ด้ ดว้ ยเหตุน้ีองคก์ ารจึงประกอบดว้ ย ตรรกะเชิงระบบ
ที่สามารถอธิบายไดใ้ นเชิงประจกั ษ์ (Empirical) เช่นเดียวกบั ระบบของส่ิงมีชีวติ
การวเิ คราะห์ปรากฏการณ์ตามแนวคดิ เชิงระบบ
แนวคิดเชิงระบบถูกนามาใช้ในการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์เปรียบเทียบ เน่ืองจากเป็ น
อิทธิพลของแนวคิดทางพฤติกรรมศาสตร์ท่ีเนน้ การแสวงหาหลกั การทว่ั ไปเพอ่ื ใชอ้ ธิบายปรากฏการณ์
ทางการบริหาร หน่ึงในแนวทางการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์เปรียบเทียบโดยใช้แนวคิดระบบ
คือ แนวการวเิ คราะห์ระบอบการปกครอง ซ่ึงใหค้ วามสนใจกบั ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งระบบราชการ
กบั ระบบการเมือง โดยในงานเขียนชิ้นน้ี จะเนน้ ที่การวเิ คราะห์ระบบการเมืองเป็ นหลกั การวิเคราะห์
แนวระบบ เกิดจากความไม่พอใจแนวการวิเคราะห์รัฐแนวกฎหมายและสถาบนั เนื่องจากมุ่งอธิบาย
เพียงภาพของการเมืองในส่วนท่ีเป็ นทางการ และมีแนวโน้มท่ีจะยึดติดกบั รูปแบบ การเมืองการ
ปกครองของตะวนั ตก ซ่ึงไม่สามารถนามาอธิบายการเมืองในประเทศกาลงั พฒั นา ซ่ึงเพ่ิง จะเริ่มมี
ลกั ษณะเป็ นรัฐชาติ (Nation state) ได้ การวเิ คราะห์ปรากฏการณ์โดยใชท้ ฤษฎีระบบ พยายามสร้าง
ทฤษฏีในระดบั มหาภาค (Macro level analysis) เพื่อมาวเิ คราะห์และอธิบาย ปรากฏการณ์ในท่ีต่างๆ
ทว่ั โลกได้
Easton (1965a) เป็ นนักรัฐศาสตร์ท่านแรกที่นาความคิดเชิงระบบมาเป็ นกรอบในการ
วเิ คราะห์การเมือง Easton พยายามสร้างทฤษฏีที่เป็ นระบบและใชไ้ ดท้ ว่ั ไป ไม่จากดั เวลาและสถานที่
ซ่ึงทฤษฎีดงั กล่าวจะทาใหเ้ ขา้ ใจการเมืองท้งั ระบบ และคานึงถึงสภาพแวดลอ้ มต่างๆท่ีอยูร่ อบๆระบบ
การเมืองดว้ ย ซ่ึงหมายถึงระบบสงั คมที่ใกลต้ วั ระบบการเมืองนน่ั เอง Easton ไดแ้ สดงให้เห็นถึงทฤษฎี
ดงั กล่าวผา่ นทางภาพจาลองระบบการเมือง
ทฤษฎีระบบมีฐานคติสาคัญว่า การเมืองดารงอยู่อย่างเป็ นระบบเสมือนชีวิตการเมือง
(Political life) กล่าวคือ ระบบการเมือง (Political system) ประกอบด้วยองค์ประกอบต่างๆ
ท้งั องค์ประกอบภายใน อนั ไดแ้ ก่ สถาบนั การเมืองต่างๆ และส่ิงแวดลอ้ ม ซ่ึงเป็ นองค์ประกอบ
ภายนอกท่ี มีอิทธิพลต่อการท างานของระบบการเมือง อนั ไดแ้ ก่ระบบสังคมที่อยูใ่ กลห้ รือลอ้ มรอบ
ระบบการเมือง Easton พยายามอธิบายให้เห็นว่าปฏิสัมพนั ธ์ (Interaction) ระหว่างกิจกรรมทาง
การเมือง (Political activities) กบั สภาพแวดล้อม (Environment) มีลกั ษณะเป็ นระบบพลวตั ร
(Dynamic system) มีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ไม่หยุดน่ิงอยู่กบั ที่ ก่อให้เกิดลกั ษณะที่เรียกว่า
ชีวติ การเมือง (Easton, 1965b) อยา่ งไรก็ตาม แมว้ า่ ระบบการเมืองกบั สิ่งแวดลอ้ มจะมีปฏิสัมพนั ธ์กนั
แต่ก็อาจแบ่งแยก เขตแดน (Boundary) ท่ีก้นั แบง่ ระหวา่ งระบบการเมืองกบั สภาพแวดลอ้ มได้
กรอบแนวคิดการวเิ คราะห์
ในการวิเคราะห์ระบบการเมืองในฐานะท่ีเป็ นระบบพลวตั ร Easton ไดก้ าหนดฐานคติที่
สาคญั เพอื่ เป็นกรอบในการวเิ คราะห์ 4 ประการไดแ้ ก่
1.ระบบการเมือง (System) คือ ปฏิสัมพนั ธ์ระหว่างสถาบันการเมืองด้วยกันเอง กับ
ปฏิสัมพนั ธ์ระหวา่ งสถาบนั การเมืองกบั ส่ิงแวดลอ้ ม มีลกั ษณะเป็ นพลวตั รและเป็ นรูปธรรม สามารถ
อธิบายในเชิงประจกั ษ์ได้ถึงหน้าท่ีเฉพาะของแต่ละองค์ประกอบ และความสัมพนั ธ์ สอดประสาน
ระหวา่ งหนา้ ท่ีต่างๆ เพ่ือทาใหร้ ะบบคงอยไู่ ด้
2.สิ่งแวดลอ้ ม (Environment) Easton มองวา่ ระบบสามารถแยกตวั จากส่ิงแวดลอ้ มท่ีอยรู่ อบๆ
ระบบได้ และเปิ ดรับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมซ่ึงอาจจาแนกได้เป็ นสิ่งแวดล้อมภายในระบบ
(Intra-Societal Environment) และสิ่งแวดลอ้ มนอกระบบ (Extra-Societal Environment)
3.การตอบสนอง (Response) คือ ความผนั แปรในโครงสร้างและกระบวนการภายในระบบ
ซ่ึงเป็ นความพยายามของสมาชิกในระบบในการท่ีจะกากับหรือต้านทานความกดดันท่ีมาจาก
สภาพแวดลอ้ ม รวมท้งั จากภายในระบบเองดว้ ย
4.ผลกระทบ (Impact) คือ สมรรถนะของระบบในการตา้ นทานความกดดนั เป็ นหน้าที่ของ
ระบบขอ้ มูล (Information) ท่ีจะส่งกลบั ไปสู่ผกู้ ระทาและผตู้ ดั สินใจ
แผนภาพ กรอบการวเิ คราะห์
ภายใตฐ้ านคติดงั กล่าว Easton ไดอ้ ธิบายให้เห็นความสัมพนั ธ์ระหว่างระบบการเมืองกบั
ส่ิงแวดล้อม ว่าหากส่ิงใดเกิดข้ึนภายในสภาพแวดล้อม จะกลายเป็ นปัจจยั ยอ้ นกลับ (Feedback)
เข้าสู่ระบบการเมืองในรูปของปัจจัยนาเรี ยกร้อง (Demand) และการสนับสนุน (Supports)
ระบบการเมืองตอ้ งทาหนา้ ที่ในการตดั สินใจ และนาการตดั สินใจไปสู่การออกมาในรูปของนโยบาย
หรือการตดั สินใจท่ีออกมาจากระบบการเมือง น่ันคือปัจจยั นาออก (Output) หรือผลผลิตของ
ระบบการเมืองซ่ึงผลผลิตดงั กล่าวอาจทาให้เกิดผลกระทบ (Outcomes) ที่แตกต่างกนั ไป กลายเป็ น
ปัจจยั ยอ้ นกลบั (Feedback) กลบั เขา้ สู่ระบบอีกคร้ัง
ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งระบบการเมืองกบั สิ่งแวดลอ้ มตามทฤษฏีระบบทาใหม้ องเห็นวา่ ระบบ
การเมืองมีลกั ษณะเป็ นวงจรซ่ึงทางาน และมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา จากการมีปัจจยั นาเขา้ ในรูป
ของข้อเรียกร้องและการสนับสนุน จึงมีปัจจยั นาออกหรือผลผลิตออกมาเป็ นแนวนโยบายหรือ
กฎหมาย ซ่ึงมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม หรือระบบสังคม ทาให้เกิดปฏิกิริยายอ้ นกลับท้งั ใน
ทางบวกและลบกลบั เป็ นปัจจยั นาเขา้ อีกคร้ังหน่ึง ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ปรับนโยบายและกฎ
ตอ่ ไปเป็นวฏั จกั รไม่สิ้นสุด จากขอ้ สรุปดงั กล่าว สามารถมองเห็นผา่ นภาพจาลองของระบบการเมืองที่
Easton ไดส้ ร้างไวด้ งั แสดงในแผนภาพ
กรอบความคิดเชิงระบบ หรือ ทฤษฏีระบบ เป็ นเครื่องมือสาคญั ในการแสวงหาคาตอบว่า
ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ดารงอยู่ เกิดข้ึนไดอ้ ย่างไร และจะดาเนินต่อไปอย่างไร รวมท้งั ช่วยให้
สามารถวิเคราะห์ถึงหน้าที่เฉพาะขององคป์ ระกอบต่างๆในระบบการเมืองและปฏิสัมพนั ธ์ระหวา่ ง
องค์ประกอบเหล่าน้ีไดอ้ ยา่ งเป็ นรูปธรรม และสามารถช้ีให้เห็นถึงสมรรถนะของระบบการเมืองต่อ
การ ตอบสนองอิทธิพลจากสภาพแวดลอ้ ม วา่ มีมากนอ้ ยเพียงใดภายใตเ้ ง่ือนไขเวลาและสถานการณ์ที่
แตกต่างกนั โดยสรุปแลว้ ทฤษฏีระบบเป็ นเคร่ืองมือสาคญั ที่จะขยายองค์ความรู้เกี่ยวกบั พฤติกรรม
ทางการเมืองท่ีเป็ นอยู่
การวเิ คราะห์ฐานคดิ เชิงปรัชญาทอ่ี ยู่เบื้องหลงั แนวคดิ เชิงระบบ
วธิ ีการแสวงหาความรู้ของแนวคิดเชิงระบบหรือทฤษฏีระบบ มาจากฐานความเชื่อที่วา่ มีความจริงแทข้ อง
สรรพส่ิง (Ontology) คือ มีระบบการเมืองอยู่จริง และความจริงแทเ้ หล่าน้ีตอ้ งมองเห็นและสัมผสั ได้
(Empiricism) โดยแสดงใหเ้ ห็นในรูปของภาพจาลองของระบบการเมือง ซ่ึงมีองคป์ ระกอบต่างๆประกอบ
กนั และทาหนา้ ท่ีประสานกนั นอกจากน้ียงั เชื่อวา่ ความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ไม่แตกต่างกนั
(Epistemology)สามารถใชว้ ธิ ีการเดียวกนั มาอธิบายได้ คือมองระบบการเมืองมีลกั ษณะเดียวกนั กบั ระบบ
ร่างกาย กล่าวคือ เช่ือใน Unity of Science (Roy, 1998) จึงสามารถใชว้ ธิ ีการทางวิทยาศาสตร์มาศึกษาทาง
รัฐประศาสนศาสตร์ ซ่ึงเป็ นส่วนหน่ึงของสังคมศาสตร์ไดใ้ นส่วนของวิธีการในการอธิบายปรากฏการณ์
ทางการเมือง (Methodology) เป็ นการอธิบายใหเ้ ห็นภาพกวา้ งของระบบท้งั หมด กล่าวคือ ทาให้มองเห็น
สภาพโครงสร้าง และการดาเนินงานพ้ืนๆของระบบ ซ่ึงสามารถใชใ้ นการทานาย (Predict) เหตุการณ์ทาง
การเมืองได้ไม่ยากนกั เป็ นการอธิบาย (Explain) อย่างผิวเผิน ไม่ได้ศึกษาถึงกลไกและโครงสร้าง
(Mechanism & Structure) อนั ซบั ซ้อนท่ีอยูเ่ บ้ืองหลงั ปฏิสัมพนั ธ์ของระบบการผลิตจริงๆ คือ กลไกของ
การตดั สินใจทางการเมือง แมจ้ ะมีการกล่าววา่ ระบบมีลกั ษณะเป็ นพลวตั ร ไม่หยุดน่ิง เปล่ียนแปลงได
ตลอดเวลา แต่หากพิจารณาให้ดีแลว้ จะพบวา่ Easton ไม่ไดร้ ะบุรายละเอียดใดๆในการเปล่ียนแปลงน้นั
กล่าวเพยี งวา่ ระบบการเมืองสามารถคงตวั อยไู่ ดท้ ่ามกลางกระแสการเปล่ียนแปลง เน่ืองจากมีการปรับตวั
ต่อแรงกดดันจากกสิ่งแวดล้อมท้ังภายในและภายนอก การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังคงเป็ นการ
เปลี่ยนแปลงภายใตก้ ารเมืองกระแสเดียว ภายใตร้ ะบอบการเมืองชนิดเดียว คือการเมืองที่เป็ นระบบ
แลว้ ซ่ึงทา้ ยที่สุดก็ยงั คงผกู ติดอยกู่ บั การช้ีใหเ้ ห็นความสามารถในการคงสภาพของระบบมากกวา่ จึงมี
ลกั ษณะท่ีสอดคลอ้ งกบั แนวคิดเชิงปฏิฐานนิยมมากกวา่ แนวคิดเชิงสัจนิยม อีกประเด็นหน่ึงคือ ทฤษฎี
ระบบไม่ไดใ้ ห้ความสนใจถึงปัจจยั เบ้ืองหลงั เช่น ปัจจยั ดา้ นค่านิยมและวฒั นธรรม เร่ืองของอานาจ
และอิทธิพล ซ่ึงเขา้ มาเกี่ยวขอ้ งกบั ระบบการเมือง จึงทาให้สอดคล้องกบั แนวคิดเชิงปฏิฐานนิยม
มากกว่าแนวคิดเชิงการตีความ ท่ีจะตอ้ งศึกษาเพื่อเขา้ ใจถึงความหมาย (Understanding) ของการ
กระทาต่างๆของมนุษย์
กรณศี ึกษาตาบลคาพระ อาเภอหัวตะพาน จังหวดั อานาจเจริญ (กลุ่มแม่บ้านคาพระ)
ประวัติบอกเล่าต่อกันมาเชื่อได้ว่าเป็ นกลุ่มเดียวกับที่มาต้ังบ้านหัวตะพาน คือ มาจาก
หนองบวั ลาภู (จงั หวดั หนองบวั ลาภูในปัจจุบนั ) โดยอพยพหนีพวกลาวที่มารุกราน แต่ก็ยงั มีผูเ้ ชื่อว่า
น่าจะเป็ นการหาแหล่งทามาหากินมากกวา่ โดยไดม้ าจบั จองที่อุดมสมบูรณ์และปลอดภยั และยงั มีกลุ่ม
อ่ืนท่ีมาสมทบจากเสลภูมิ (จงั หวดั ร้อยเอ็ด) และคนลาวที่แสวงหาที่ทากิน โดยมาต้งั หมู่บา้ นข้ึนที่บริเวณ
โนนเมืองเก่า ในปัจจุบนั ซ่ึงจากภูมิศาสตร์สภาพทาเลที่มีคูน้าและคูดา้ นท่ีคลา้ ยกาแพงเมือง จึงเรียกว่า
บา้ นโพนเมือง ( ซ่ึงเดิมข้ึนกบั อาเภอเขมราฐจงั หวดั อุบลราชธานี ) ต่อมาแยกต้งั อาเภออานาจเจริญและได้
ต้งั ตาบลคาพระข้ึน ซ่ึงรวมเอาเขตของบา้ นโนนเมืองไวด้ ้วย ต่อมามีการขยายพ้ืนเมืองต้งั ของหมู่บา้ น
กวา้ งข้ึน โดยขยายลงมาทางใตแ้ ละตะวนั ออก ซ่ึงเป็ นท่ีต้งั ของบา้ นกุดซวย และบา้ นคาพระ จนต้งั เป็ น
ตาบลคาพระข้ึน สาหรับบา้ นกุดซวยเป็ นการเปลี่ยนช่ือมาจากบา้ นโพนเมือง เป็ นบา้ นกุดซวย ( กุด
ภาษาถิ่นหมายถึง แหล่งน้า หนองน้า ซวย ภาษาถ่ิน วตั ถุรูปกรวยทาจากใบกลว้ ย ใชป้ ระกอบในการทา
พาขวญั ของพานบายศรีชาวบา้ นในการประกอบพิธีมงคลต่าง ๆ ) เพราะมีหนองน้าแห่งหน่ึงอยู่ทางทิศ
เหนือของหมู่บา้ น ซ่ึงหนองน้าน้ีมีรูปทรงคลา้ ยกรวย จึงเรียกชื่อหมู่บา้ นตามลกั ษณะของแหล่งน้าจากคา
บอกเล่า ประกอบกบั ทาเลท่ีต้งั สภาพเมืองเก่า สนั นิษฐานวา่ คงมีการต้งั บา้ นเรือนราว พ.ศ.2315 หรือก่อน
น้ีเล็กน้อย ซ่ึงบา้ นเก่าจึงน่าจะมีอายุประมาณ 223 ปี เป็ นอย่างน้อย คือ พร้อม ๆ กบั บา้ นหัว
ตะพาน
อาชีพของประชากร
- อาชีพหลกั ประชากรส่วนใหญใ่ นเขตพ้นื ที่ประกอบอาชีพหลกั คือ การทาการเกษตร (ทานา,ทาไร่)
- อาชีพเสริม คือการทาหตั ถกรรม การทอผา้ ลายขิด การแปรรูปผลิตภณั ฑจ์ ากผา้ ลายขิด เช่น
หมอน กระเป๋ า กล่องทิชชู พวงกุญแจ เพื่อจาหน่าย ซ่ึงมีช่ือเสียงมากเนื่องจากมีฝี มือการทาที่
ประณีต งดงาม สามารถสร้างรายไดใ้ หแ้ ก่ประชาชนในตาบลไดเ้ ป็นอยา่ งดี
ศกั ยภาพของชุมชนและพ้ืนที่ (ศกั ยภาพที่โดดเด่น)
ชุมชนตาบลคาพระเป็ นชุมชนท่ีมีความสามคั คีกนั เป็ นอยา่ งดี อีกท้งั เป็ นชุมชนที่มีฝี มือใน
การทอผา้ ลายขิดสมยั โบราณ ซ่ึงมีโอกาสขยายตวั และเป็ นอาชีพหลกั ในอนาคตหากมีการส่งเสริม
อยา่ งตอ่ เน่ืองและจริงจงั
นางดารา จนั ทป อายุ 48 ปี อยบู่ า้ นเลขท่ี 106 หมู่ 3 บา้ นคาพระ ตาบลคาพระ ประธานกลุ่มทอผา้
ฝ้ายลายขิด บอกว่า ชาวอีสานส่วนใหญ่จะมีฝี มือในการทอผา้ ฝ้ายลายขิดมาต้งั แต่เด็กๆ แล้ว เนื่องจาก
ไดร้ ับการสั่งสอนจากย่า ยาย หรือไม่ก็แม่ จนทุกคนทาเป็ นและมีความชานาญ ซ่ึงก่อนท่ีจะมีการรวมตวั
กนั เป็ นกลุ่มอยา่ งในปัจจุบนั น้ี ไดม้ ีการทอใช้กนั ภายในครอบครัวก่อน หรือบางคร้ังจะใช้เป็ นของฝาก
เพื่อนสนิทท่ีมาเยี่ยมเยียน จนกระทง่ั ในปี พ.ศ.2535 ได้มีหน่วยงานราชการเขา้ มาให้การส่งเสริม
สนบั สนุนในดา้ นงบประมาณ วสั ดุอุปกรณ์ต่างๆ จึงไดม้ ีการรวบรวมเพ่ือนๆ จดั ต้งั เป็ นกลุ่มข้ึนมามีการ
จดั ต้งั กลุ่มแม่บ้านท่ีมีฝี มือด้านการทอผา้ เกิดข้ึน เรียกว่า กลุ่มแม่บ้านคาพระ ตาบลคาพระ อาเภอ
หวั ตะพาน จงั หวดั อานาจเจริญ เป็ นหน่ึงในวิสาหกิจชุมชนในท่ีประสบผลสาเร็จในการดาเนินงานในการ
นาเอกลกั ษณ์งานฝีมือท่ีมีอยใู่ นทอ้ งถ่ินของตนเองออกมานาเสนอและสร้างรายไดแ้ ก่ชุมชน
โดยหลกั การของวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจชุมชที่กลุ่มนามาใช้ ส่งเสริมและสนับสนุน
เศรษฐกิจชุมชน ถือเป็ นพ้ืนฐานของระบบเศรษฐกิจของประเทศ รวมท้งั ส่งเสริมใหก้ ลุ่มธุรกิจชุมชน
ท่ียงั ไม่มีความพร้อมในการทาธุรกิจ ให้สามารถพฒั นาไปสู่เศรษฐกิจ ชุมชนท่ีมีความเขม้ แข็งต่อไป
เสรีพงศพ์ ิศ น าเสนอลกั ษณะสาคญั ๗ ประการของวิสาหกิจชุมชน ซ่ึงมีดงั ต่อไปน้ี (เสรีพงศ์พิศ
,๒๕๔๖)
๑. ชุมชนเป็ นเจา้ ของและดาเนินงาน เอง โดย อาจมีคนนอกมีส่วนใหค้ วามร่วมมือ ช่วยเหลือ
แต่ไมใ่ ช่หุน้ ส่วนใหญ่
๒. ผลผลิตเกิดจากการใชท้ รัพยากร และกระบวนการจดั การการผลิตภายในชุมชน แต่อาจน
าวตั ถุดิบบางส่วนมาจากภายนอกได้
๓. ชุมชนเป็นผรู้ ิเริ่ม สร้างสรรคธ์ ุรกิจ เพ่ือพฒั นาศกั ยภาพของชุมชนในกระบวนการ เรียนรู้ท่ี
เหมาะสม โดยไมเ่ ลียนแบบหรือใชส้ ูตรการดาเนินงานสาเร็จรูป
๔. ใชภ้ ูมิปัญญาทอ้ งถ่ินเป็นพ้ืนฐาน ผสมผสานเขา้ กบั ความรู้ภูมิปัญญาสากล
๕. ดาเนินงานแบบบูรณาการ เชื่อมโยงกิจกรรมต่างๆ ในลกั ษณะผนึกกาลงั และช่วยเหลือ
เก้ือกูลกนั
๖. กระบวนการพฒั นาวสิ าหกิจชุมชนเกิดจากกระบวนการเรียนรู้ท่ีเป็นหวั ใจหลกั
๗. เนน้ การพ่งึ พาตนเองเป็นสิ่งสาคญั อนั ดบั แรก และสาคญั ที่สุด
โดยมีการดาเนินการจดั ต้งั กลุ่มข้ึนเม่ือปี พ.ศ. 2535 เร่ิมแรกมีสมาชิก 5-7 คน จากการนาของ
คุณนายของท่านนายกองคก์ ารบริหารส่วนตาบลในสมยั น้นั ท่ีมีความชื่นชอบและสนใจ ไดร้ วมกลุ่มกนั ทอ
ผา้ ฝ้ายลายขิดออกมาจาหน่ายนานกว่า 10 ปี แลว้ จนทาให้มีชื่อเสียงโด่งดงั ไปทวั่ และไดร้ ับรางวลั รอง
ชนะเลิศอนั ดบั 1 และอนั ดบั 2 จากการประกวดผา้ ลายขิดในงานศิลปาชีพ คร้ังท่ี 10 ณ ศูนยศ์ ิลปาชีพบาง
ไทร จงั หวดั พระนครศรีอยุธยา เม่ือปี พ.ศ. 2537 โดยปัจจุบนั ฝี มือการทอของกลุ่มแม่บา้ นคาพระยงั คง
ฝี มือการทอไวไ้ ดอ้ ย่างสวยงามเช่นเดิม และนบั ว่าเป็ นงานฝี มือที่ทรงคุณค่าแห่งภูมิปัญญาทอ้ งถ่ินของ
จงั หวดั อานาจเจริญ และจากคาบอกเล่าของผูเ้ ฒ่าผแู้ ก่ไดร้ ะบุวา่ ยายของนางภา สุพล ไดถ้ ่ายทอดความรู้
ดา้ นการทอผา้ ขิดให้ นางทอง สุพล (เกิดเมื่อปี พ.ศ.2433) โดยเป็ นการทอผา้ ยอ้ มสีธรรมชาติจากเปลือกไม้
ชนิดต่างๆ เพื่อทาเป็นหมอนไวใ้ ชใ้ นครัวเรือน ต่อมา การทอผา้ ขิดไดร้ ับความสนใจและรู้จกั กนั แพร่หลาย
มากข้ึน เน่ืองจากปี พ.ศ.2518 จ.อุบลราชธานี (เมื่อคร้ังอานาจเจริญเป็ นอาเภอหน่ึงในจงั หวดั อุบลราชธานี)
ไดจ้ ดั ประกวดผา้ ในงานกาชาดจงั หวดั อุบลราชธานีและนางทอง สุพล ไดท้ อผา้ ขิดและทาเป็ นหมอนขิดส่ง
เขา้ ประกวด ปรากฏวา่ ไดร้ ับรางวลั ที่ 1 ทาให้ชาวบา้ นสนใจและไดม้ ีการถ่ายทอดความรู้ดา้ นการทอผา้ ใน
หมู่บา้ นเร่ือยมา และนาผลงานเขา้ ประกวดในงานกาชาด จงั หวดั อุบลราชธานี เมื่อปี พ.ศ.2523 โดยนางฮู้
ลาภาอุตม์ ไดร้ ับรางวลั ที่ 2 จึงถือวา่ การทอผา้ ขิด ของคาพระเป็ นมรดกตกทอดภูมิปัญญาท่ีไดส้ ืบสานต่อ
กนั มา เม่ือชาวบา้ นมองเห็นโอกาสท่ีผลงานของตนเองสามารถสร้างอาชีพเสริม มีการสร้างงาน สร้าง
รายไดใ้ นชุมชนและยงั สามารถขยายไปสู่หมู่บา้ นใกลเ้ คียงได้ จากการท่ีผูน้ าหมู่บา้ น หรือตวั แทนชุมชน
อยา่ งเช่น นางสมจิตร หลกั วฒั น์ ซ่ึงเป็ นรองประธานกลุ่มเม่ือปี 2540 ที่เป็ นท้งั ผรู้ ่วมก่อต้งั กลุ่มดาเนินการ
จดั ต้งั กลุ่มมาต้งั แต่เร่ิมตน้ กลุ่มแม่บา้ นคาพระจะมีการดาเนินงานที่เป็ นรูปแบบของวิสาหกิจชุมชน โดย
ผูน้ าในยุคแรกเร่ิมการก่อต้งั กลุ่มมีความเขม้ แข็ง และเขา้ ถึงผูน้ าทอ้ งถ่ิน ผูม้ ีอานาจในการขบั เคลื่อน จึง
สามารถผลกั ดนั เป็ นผลิตภณั ฑท์ ่ีโดดเด่นข้ึนได้ จากการท่ีชาวบา้ นมีความถนดั และเป็ นศกั ยภาพท่ีโดดเด่น
ของชุมชนอยู่เป็ นตน้ ทุนเดิม ทาให้หากได้รับการสนับสนุนและการผลักดันจากหน่วยงานท้องถ่ินก็
สามารถผลกั ดนั ให้สร้างรายได้ตามวตั ถุประสงคท์ ี่ชาวบา้ นตอ้ งการจึงเป็ นการตอบโจทยใ์ นทุกมิติของ
ชุมชนได้อย่างดี ดว้ ยเอกลกั ษณ์ความโดดเด่นท่ีมีในชุมชนและการสนบั สนุนไดร้ ับการสนบั สนุนจา
ผูน้ าชุมชนในพ้ืนท่ีจึงไดม้ ีการจดั ต้งั กลุ่มแม่บา้ นท่ีมีฝี มือดา้ นการทอผา้ เกิดข้ึน จนไดร้ ับการยกยอ่ งเป็ น
ผา้ ประจาจงั หวดั โดยมีช่ือเรียกว่า “ผา้ ขิดลายตะขอผสมเอ้ือ” มีความหมายว่า การเอ้ือเฟ้ื อ มีน้าใจ
ช่วยเหลือซ่ึงกนั และกนั เป็ นผา้ ประจาจงั หวดั อานาจเจริญ เป็ นการนาลายตะขอและลายเอ้ือ มาผสมกนั
โดยวางลายท้งั สองสลบั แถวกนั ไป
จากการสนบั สนุนจากหลายหน่วยงานเห็นไดจ้ ากท่านผูว้ า่ จงั หวดั อานาจเจริญปัจจุบนั ได้มี
การสานต่อร่วมกับสภาวฒั นธรรมจงั หวดั อานาจเจริญ ในการรณรงค์ส่งเสริมการแต่งการด้วยผา้
ประจาถ่ินในทุกวนั องั คาร โดยสานกั งานพฒั นาชุมชนจงั หวดั อานาจเจริญ เป็ นหน่วยงานหลกั ในการ
ดาเนินโครงการสืบสานอนุรักษ์ศิลป์ ผา้ ถ่ินไทย ดารงไวใ้ นแผน่ ดิน มีวตั ถุประสงค์เพ่ือสืบสานพระ
ราชปณิธานสมเดจ็ พระนางเจา้ สิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพนั ปี หลวงในการอนุรักษ์
ส่งเสริม และเผยแพร่ผา้ ไทยอนั เป็ นศิลปะอนั ล้าค่าของชาติให้ดารงคงอยเู่ ป็ นความภาคภูมิใจของคน
ไทย และใหช้ าวโลกไดช้ ื่นชม อีกท้งั เพ่ือเชิดชูอตั ลกั ษณ์คุณค่าผา้ ทอ้ งถิ่นให้เกิดกระแสความนิยมการ
แต่งกายผ้าไทย แก่ประชาชนท่ัวไป และยังสนับสนุน ส่งเสริ ม การสร้างงาน สร้างอาชีพ
และเสริมสร้างรายได้ให้กับกลุ่มสตรีในท้องถิ่น นอกจากน้ีจงั หวดั อานาจเจริญได้น้อมพระราช
ปณิธานของสมเด็จพระเจา้ ลูกเธอ เจา้ ฟ้าสิริวณั ณวรี นารีรัตนราชกญั ญา ที่พระองค์ทรงทุ่มเทพระ
วรกาย ในการที่จะสืบสาน แนวพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจา้ ฯ พระบรมราชินีนาถ พระ
บรมราชชนนีพนั ปี หลวง ทรงศึกษาเรื่องผา้ คิดคน้ รวมท้งั พระราชทานลายผา้ “ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณว
รี” ผา่ นกรมการพฒั นาชุมชน สู่พ่ีนอ้ งประชาชนคนไทยทุกคน นบั เป็ นความภาคภูมิใจเป็ นอยา่ งมาก
ชาวอานาจเจริญทุกอาเภอลว้ นมีวฒั นธรรมการทอผา้ ท้งั ผา้ ไหม ผา้ ฝ้าย และผา้ ลายขิดท่ีมีเอกลกั ษณ์
เป็ นของตนเอง
โดยการนาของผูว้ า่ และหน่วยงาน
ภาครัฐและภาคเอกชนในการร่ วมกัน
ส่งเสริมการใช้ผา้ ไทย ให้สมดังพระดาริ
ของพระองค์ท่านฯ ท่ีว่า “ผ้าไทยใส่ ให้
สนุก” คือ ความสุ ขที่ได้เลือกใช้ศิลปะ
หตั ถกรรมไทย เพ่ือให้รายไดก้ ลบั สู่ชุมชน
ส่งเสริมกระตุน้ ผา้ ไทยให้ทนั สมยั สู่สากล
เป็นท่ีนิยมในทุกเพศ ทุกวยั และทุกโอกาส
ซ่ึ งองค์การบริ หารส่ วนตาบลคาพระได้มี
การสนับสนุนในด้านต่างให้กับท้ัง 12
หมู่บา้ น ซ่ึงแต่ละหมู่บา้ นไดม้ ีการรวมกลุ่ม
กันทอผ้าขิดแปรรูปสินค้าหลายชนิด ซ่ึง
อบต.คาพระ ได้ให้การสนับสนุ นท้ัง
งบประมาณ วสั ดุอุปกรณ์ ประชาสัมพนั ธ์
และมองหาแหล่งวางจาหน่ายสินคา้ อยา่ งต่อเนื่อง เพ่ือสร้างงาน สร้างรายได้ แก่ประชาชนชาวคาพระ
โครงการท่ีสาคญั ทางองคก์ ารบริหารส่วนตาบลคาพระไดม้ ีโครงการกนั พ้นื ท่ีภายใน อบต.คาพระ เป็ น
ก่อสร้างเป็นอาคารศูนยว์ สิ าหกิจชุมชนข้ึน เพื่อเป็นสถานที่จาหน่ายสินคา้ ประจาตาบล ซ่ึงมีผลิตภณั ฑ์
ดีเด่นท้งั 12 หมู่บา้ นเกือบ 100 ชนิด มาวางจาหน่าย แก่ผูน้ ิยมชมชอบงานฝี มือจากภูมิปัญญาชาวบา้ น
เพ่ือนาไปเป็ นของใช้ ของท่ีระลึก ของฝาก มอบให้แก่ญาติสนิทมิตรสหายหรือญาติผูใ้ หญ่ในโอกาส
สาคญั ๆอีกดว้ ย ปัจจุบนั การก่อสร้างสาเร็จเรียบร้อยและในศูนยฯ์ ไดม้ ีการจดั แสดงผลิตภณั ฑต์ ่างๆไว้
อยา่ งมากมายส่ิงที่พลาดไมไ่ ดต้ อ้ งชมมากท่ีสุดก็คือ โครงการทอผา้ ฝ้ายขิด คาพระ เฉลิมพระเกียรติ 72
พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ ัว ทูลเกล้าฯถวายผา้ ฝ้ายขิดยาวที่สุดในโลก ความยาว 2,199.99
เมตร เมื่อวนั ท่ี 27 ธันวาคม พ.ศ.2543 ที่ผ่านมา ดว้ ยการทอมือลงลวดลายในเน้ือผา้ ฝ้ายที่ลงตวั
กลมกลืน กลายเป็ นลายโบราณ 72 ลาย สวยงามมาก ก็ไดน้ ามาแสดงไวท้ ่ีนี่ เพื่อใหผ้ ูส้ นใจไดศ้ ึกษา
เรียนรู้และอนุรักษ์ไวใ้ ห้คงอยู่ ท้งั หมดท่ีสนบั สนุนเป็ นการรับฟังการเรียกร้องฟังเสียงความตอ้ งการ
ของพ้ืนท่ีโดยใหค้ วามสาคญั และเอาใจใส่ เป็ นที่น่าช่ืนชมของพ้ืนท่ีที่มีความเขม้ แข็งสามารถร่วมกนั
พฒั นาและสร้างรายไดใ้ หต้ นเอง อาจกล่าวไดว้ า่ หากรับฟังปัญหาของชุมชน ชาวบา้ น ประชาชนอยา่ ง
แทจ้ ริง ก็จะสามารนามาแก่ปัญหาไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งและบรรลุเป้าหมายตอบสนองความตอ้ งการของ
พ้ืนท่ีไดอ้ ยา่ งแทจ้ ริง
การวเิ คราะห์กลุ่มแม่บ้านคาพระตามแนวคิดเชิงระบบ
ตามกรอบแนวคืดทฤษฏรี ะบบในกรณที ศี่ ึกษาจะพบว่า
INPUT PROCESS OUTPUT
ปัจจัยด้านบุคคล - องคก์ ารบริหารส่วนตาบลคาพระ - เกิดการสร้างอาชีพและเกิด
- ความยากจน/ความ - สานักงานพัฒนาชุมชนอาเภอ/ รายไดข้ องคนในชุมชน
ต้องการสร้างอาชีพและ หนว่ ยงานระดบั อาเภอที่เก่ียวขอ้ ง - คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการ
รายได้ของประชาชนใน - สานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด ทางานที่มีรองรับในชุมชน
พื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพ อานาจเจรญิ - การได้รับการยอมรับและเป็นท่ี
ชวี ติ - สานักงานศึกษาธิการจังหวัด รู้จกั ในจงั หวัด
- ศกั ยภาพความสามารถที่มี อานาจเจริญ - เกิดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของ
อยูแ่ ลว้ ของคนในชุมชน - สภาวฒั นธรรม ชมุ ชนถ่ายทอดกนั รนุ่ ต่อไป
- การสืบทอดภูมิปัญญาของ - ศูนย์วิจยั ม.อบุ ล - สร้างเอกลักษณ์ สร้างช่ือเสียงให้
คนในชมุ ชน - สานักงานประชาสัมพันธจ์ งั หวดั ฯ ชุมชนได้เป็นที่รจู้ ัก
- สานกั งานจังหวดั - สร้างความนิยมให้กับกลุ่ม
- สานักงานอุตสาหกรรมจงั หวดั นักการเมอื งท่สี นับสนนุ
-สภาอุตสาหกรรม - นักการเมืองได้ความนิยม ความ
- กลมุ่ วิสาหกจิ ชุมชนคาพระ นิยมและได้รับฐ านเสียงจาก
- ศูนยศ์ ลิ ปาชพี ประชาชนในพ้ืนที่
- หน่วยงานอื่นๆทเ่ี กย่ี วข้อง -
Environment
- ผนู้ าชาวบ้าน ผนู้ าชุมชน ผู้นาท้องถน่ิ /ผ้บู ริหารทอ้ งถิ่น ขา้ ราชการ นักการเมอื งในพืน้ ท่ี
- วสิ ัยทัศนข์ องผูน้ าชุมชน
- นกั การเมอื งท้องถน่ิ (การสร้างฐานเสยี ง)
-
Feedback
INPUT
- ความยากจนและการต้องการสร้างรายได้
ในอดีตในพ้ืนท่ีตาบลคาพระประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพเป็ นเกษตรกร ซ่ึงอาชีพเกษตรกรนน่ั
เป็ นอาชีพท่ีหนกั และมีขอ้ จากดั อยคู่ ่อนขา้ งมาก เช่น การทาการเกษตรน้นั ตอ้ งอาศยั น้าจากแหล่งน้า
ธรรมชาติเป็ นส่วนใหญ่ ซ่ึงในบางปี ท่ีปริมาณน้ามีความขาดแคลน หรือมากจนเกินไปจนเกิดน้าท่วม
จะส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรไม่ดีเท่าที่ควร นี่จึงเป็ นสาเหตุหน่ึงท่ีคนในชุมชนยงั ตอ้ งเผชิญกบั
ปัญหาความยากจน การที่ตอ้ งรอพ่ึงฟ้าฝนเพ่ือการทาการเกษตร เกิดรายไดท้ ี่ไม่แน่นอน และนอ้ ยต่อ
ความตอ้ งการของครอบครัว หลายครอบครัวจึงจาเป็ นตอ้ งเดินทางไปหางานทาในพ้ืนท่ีอ่ืน ท่ีมี
ตาแหน่งงานมากข้ึน เพอ่ื หารายไดม้ าจุนเจือครอบครัว แต่อยา่ งไรก็ดีการท่ีวยั ทางานเดินทางออกนอก
พ้ืนท่ีไปสร้างงานสร้างอาชีพในต่างจงั หวดั กลบั ทาให้ในพ้ืนท่ีไม่ไดร้ ับการพฒั นาเท่าท่ีควร ขาดกลุ่ม
วยั ทางานท่ีมีศกั ยภาพในการพฒั นาชุมชน ในชุมชนมีเพียงเด็กและผูส้ ูงอายุเท่าน้นั จึงเกิดเป็ นความ
ต้องการของชุมชนที่ต้องการสร้างอาชีพและรายได้ เช่น กลุ่มผู้ที่มีฝี มือ/กลุ่มสตรี รวมตัวกัน
เพ่ือทอผา้ ลายขิดเพ่ือเป็ นรายไดเ้ สริมให้กบั ครอบครัว เพ่ือครอบครัวหลุดพน้ จากความยากจนปัญหา
ความยากจนเป็ นปัญหาท่ีเกิดข้ึนในสังคมไทยท่ีส่ังสมมานาน เป็ นภาวะความขาดแคลนไม่มีความมนั
คง ทางเศรษฐกิจ ในระดบั บุคคลส่งผลใหเ้ กิดความทุกขย์ ากในการดาเนินชีวิต รวมถึงการขาดโอกาส
ท่ีจะพฒั นาคุณภาพ ชีวติ ในหลาย ๆดา้ น และส่งผลต่อการพฒั นาในระดบั ประเทศตามมาในท่ีสุด จาก
การวิเคราะห์ พบวา่ ปัญหาและสาเหตุของความยากจนมาจากสาเหตุสาคญั สองประการ คือ สาเหตุ
จากปัจจยั ภายในตวั บุคคล และสาเหตุจากปัจจยั ภายนอกตวั บุคคล ดังน้ันเม่ือวิเคราะห์เร่ืองความ
ตอ้ งการของชุมชนในเร่ืองการสร้างรายได้ ก็จะพบวา่ ตาบลคาพระ ดว้ ยอาชีพส่วนใหญ่เป็ นเกษตรกร
และวิถีชีวิตที่เป็ นมาชา้ นาน การไดร้ ับการส่งเสริมการสร้างรายไดท้ ่ีจาเป็ นสาหรับการดาเนินชีวติ จึง
เป็นปัจจยั พ้นื ฐานท่ีชุมชนมีความตอ้ งการ
- ศักยภาพความสามารถทม่ี ีอยู่แล้วของคนในชุมชน
ศกั ยภาพของชุมชน คือ การที่ชุมชนมี “คน ความรู้ ทรัพยากร” ไม่ได้ “โง่ จน เจ็บ” แต่ขาด
โอกาสในการเรียนรู้และพฒั นาศกั ยภาพของตนเอง ไม่มีความรู้ในการจดั การทรัพยากรให้เกิดประโยชน์
แก่ชุมชนอยา่ งยง่ั ยืน ชาวบา้ นสามารถคน้ หาศกั ยภาพของชุมชนได้ การพฒั นาวนั น้ีมีฐานคิดใหม่ ไม่ได้
อยูบ่ นหลกั คิดที่วา่ ผคู้ น “โง่ จน เจบ็ ” อีกต่อไปแต่อยบู่ นฐานของความเขา้ ใจเร่ือง “ศกั ยภาพ” ที่ตอ้ ง
เขา้ ใจวา่ ชุมชนมีคน ความรู้ ทรัพยากร และสามารถทาใหเ้ กิด “คุณภาพ” ไดโ้ ดยการเช่ือมโยงระหวา่ ง
ปัจจยั ท้งั สามของชุมชน คือ คนสัมพนั ธ์กบั ความรู้ มีการเรียนรู้ก็เกิดความรู้ มีกระบวนการเรียนรู้
ต่อเน่ือง คนสัมพนั ธ์กบั ทรัพยากร มีการจดั การทรัพยากรอยา่ งมีประสิทธิภาพโดยอาศยั ความรู้ ความรู้
สัมพนั ธ์กบั ทรัพยากร คือการพฒั นา เป็ นประสบการณ์ในการพฒั นา จากพ้ืนฐานท่ีชาวบา้ นและชุมชนมี
ความรู้ความสามทารถในการทอผา้ และการคน้ พบว่าชุมชนตาบลคาพระเป็ นชุมชนที่มีฝี มือในการทอ
ผา้ ลายขิดสมยั โบราณ ซ่ึงมีโอกาสขยายตวั และเป็ นอาชีพหลกั ในอนาคตหากมีการส่งเสริมอยา่ งต่อเนื่อง
และจริงจงั จึงนามาสู่การหาแนวทางพฒั นาเพ่ือการนาไปเป็ นอาชีพ ชาวบา้ นและผนู้ าชุมชนและหน่วยงาน
ท่ีเก่ียวขอ้ งไม่วา่ จะเป็ นภาครัฐและภาคเอกชน เขา้ มีส่วนร่วมในการพฒั นาและส่งเสริมศกั ยภาพที่สามารถ
สร้างรายไดจ้ ากอตั ราลกั ษณ์ที่มี มาถ่ายทอดเป็ นเรื่องราวจากวิถีชีวติ สู้การสร้างรายได้ มีจุดขายหลายอยา่ ง
จากการสร้างความเป็ นมาและเร่ืองราวให้กบั ผลงานของตนเอง จากผา้ ที่ไม่มีใครรู้จกั ดว้ ยการนาของผนู้ า
ที่มีความเขม้ แข็ง การไดร้ ับการส่งเสริมท่ีจริงจงั และเป็ นไปตามคาเรียกร้องจากชาวบา้ น ย่ิงไดร้ ู้จกั มาข้ึน
จากการประกวดผ้าฝ้ายลายขิดในงานศิลปาชีพบางไทร คร้ังท่ี 10 ณ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จ.
พระนครศรีอยุธยา และไดร้ ับรางวลั กลบั มา ยิ่งเป็ นเร่ืองราวที่ได้รับการประชาสัมพนั ธ์ อีกท้งั ยงั ไดร้ ับ
ความสนใจนกั การเมืองท่ีมีช่ือเสียง ในสมยั น้นั คือ นายสุทศั น์ เงินหมื่น ท่ีไดร้ ับผา้ น้ีเป็ นของฝากและได้
ฟังเร่ืงราวท่ีถาดทอดมาจึงเกิดความสนใจ และประทบั ใจกับเร่ืองราวที่เกิดข้ึน จนนามาสู้การเข้าไป
สนับสนุน โดยอาจจะมองว่าเป็ นการสร้างความนิยมแฝงอยู่ก็เป็ นได้ แต่น้ันก็ไม่ใช่เร่ืองสาคญั หาก
ชาวบา้ นที่อยู่ในพ้ืนที่ไดร้ ับประโยชน์เพราะ การท่ีมีนกั การเมืองที่มีช่ือเสียงในส่ือต่างๆ ใหค้ วามสาคญั ก็
จะได้รับการประชาสัมพนั ธ์และได้รับความสนใจจากหน่วยงานต่างไปพร้อมๆกนั กับการได้รับการ
สนบั สนุนที่จะเขา้ มาส่งเสริม ถือเป็ นวิธีที่ชาญฉลาดของผูน้ าชุมชน ผูน้ าทอ้ งถ่ินท่ีช่วยยกระดบั ให้กบั
ชุมชนมาเป็ นที่รู้จกั ได้ จึงหลีกเลี่ยงไม่ไดว้ า่ การมีอิทธิพลทางการเมืองมาสนบั สนุนการส่งเสริมจะสามรถ
ทาให้การดาเนินการต่างๆง่ายข้ึน ภายใตพ้ ้ืนฐานความตอ้ งการของชุมชนท่ีไดน้ บั การสนบั สนุนดว้ ยการ
เรียกร้องผา่ นผูน้ าชุมชนและโดยองคก์ ารบริหารทอ้ งถิ่นเขา้ มามีบทบาทที่สาคญั ในการสนบั สนุนแนะนา
การดาเนินการต่างๆ เห็นได้จากการมีส่วนร่ วมของชุมชนในการดาเนินการจัดทาแผนแม่บท
ชุมชน คือ แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนท่ีชุมชนร่วมกนั พฒั นาข้ึนโดยกระบวนการเรียนรู้ท่ี
ทาใหเ้ ขา้ ใจศกั ยภาพที่เป็ น “ทุน” ที่แทจ้ ริงของตนเอง และพบแนวทางในการพฒั นาทุนดงั กล่าว ไปสู่
การปฏิบตั ิ ทาให้เกิดผลต่อชีวติ ของชุมชน ทาให้ชุมชนพฒั นาไปสู่การพ่ึงตนเอง อนั เป็ นกระบวนการ
เรียนรู้หรือการทาแผนแม่บท ในตาบลคาพระเองก็มีการทาประชาคมหมู่บา้ น รับฟังขอ้ เสนอของชุมชน
การเรียกร้องของชุม ความตอ้ งการของชุม หน่ึงในขอ้ เรียกร้องท่ีไดร้ ับการสนบั สนุน น้นั คือการพฒั นาผา้
ทอในชุมชน ใหเ้ กิดการสร้างรายได้ จนไดร้ ับการบรรจุเป็ นแผนการพฒั นาทอ้ งถิ่นต้งั แต่ปี 2540 เป็ นตน้ มา
ตลอดจนการเขา้ ไปของ ผูม้ ีอานาจทางการเมืองท่ีมีความสัมพนั ธ์กนั กบั ทอ้ งถ่ิน จึงไม่ยากเลยท่ีการสร้าง
ชื่อเสียงใหโ้ ด่งดงั จนเป็นที่ยอมรับ อีกท้งั การพฒั นาที่ไม่เคยลดลง ยงั คงมีไดร้ ับการพฒั นาอยา่ งต่อเนื่องทา
ใหเ้ ป็นอตั รลกั ษณ์ที่โดเด่นอยา่ งแทจ้ ริง
- การสืบทอดภูมปิ ัญญาของคนในชุมชน
จากความตอ้ งการของชุมชนท่ีจะสืบทอดเอกลกั ษณ์ทางวฒั นธรรมของตนเองนาไปสู่การสร้าง
อาชีพ การสร้างรายไดจ้ ากสินคา้ ชุมชน การให้คุณค่าผา้ ทอลายขิด เป็ นผา้ พ้ืนเมืองข้ึนช่ือของภาคอีสาน
นบั วา่ เป็นศิลปะพ้ืนฐานท่ีสะทอ้ นใหเ้ ห็นภาพ ลกั ษณะ ลวดลาย และววิ ฒั นาการของทอ้ งถ่ินเดิมของไทยที่
มีมาแต่โบราณ ชาวอีสานถือวา่ ในกระบวนการทอผา้ ดว้ ยกนั แลว้ การทอผา้ ขิดตอ้ งอาศยั ความชานาญและ
ความมีช้นั เชิงทางฝี มือสูงกวา่ การทอผา้ อย่างอื่น ๆ เพราะทอยากมาก มีเทคนิคการทอท่ีซับซ้อนมากกว่า
การทอผา้ ธรรมดา เพราะตอ้ งใชเ้ วลา ความอดทน และความละเอียดลออ มีกรรมวธิ ีที่ยงุ่ ยากทอไดช้ า้ และผู้
ทอตอ้ งมีประสบการณ์และพรสวรรคใ์ นการทอการทอผา้ ลายขิด โดยผา้ ลายตะขอสลบั เอ้ือ(ขอเอ้ือ) คือผา้
ท่ีเกิดข้ึนจากการทอดว้ ยมือดว้ ยความประณีต มีลวดลายเป็ นเป็ นเอกลกั ษณ์คือลายตะขอสลบั เอ้ือ เป็ นผา้
ประจาจงั หวดั ของอานาจเจริญ อาจเรียกไดว้ ่าเป็ นมรดกทางวฒั นธรรม ที่ตอ้ งการสืบทอดและรักษาไว้
ร่วมกนั
PROCESS
จากการผลักดันและการร่วมมือของหลายๆหน่วยงานในการขับเคล่ือนการพัฒนา
อาทิ เชน่ องคก์ ารบริหารส่วนตาบลคาพระ หน่วยงานระดบั ตาบลที่มีความใกลช้ ิดกบั ชุมชน การให้
ประชาชนเขา้ มามีส่วนรวมในการพฒั นาทอ้ งถ่ิน โดยองคก์ ารบริหารทอ้ งถิ่นเขา้ มามีบทบาทท่ีสาคญั
ในการสนบั สนุนแนะนาการดาเนินการต่างๆ เห็นไดจ้ ากการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดาเนินการ
จดั ทาแผนแม่บทชุมชน คือ แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนท่ีชุมชนร่วมกนั พฒั นาข้ึนโดย
กระบวนการเรียนรู้ที่ทาให้เขา้ ใจศกั ยภาพที่เป็ น “ทุน” ที่แทจ้ ริงของตนเอง และพบแนวทางในการ
พฒั นาทุนดงั กล่าว ไปสู่การปฏิบตั ิ ทาให้เกิดผลต่อชีวิตของชุมชน ทาให้ชุมชนพฒั นาไปสู่การ
พ่ึงตนเอง อนั เป็นกระบวนการเรียนรู้หรือการทาแผนแม่บท ในตาบลคาพระเองก็มีการทาประชาคม
หมู่บา้ น รับฟังขอ้ เสนอของชุมชน การเรียกร้องของชุม ความตอ้ งการของชุม หน่ึงในขอ้ เรียกร้องท่ี
ไดร้ ับการสนบั สนุน น้นั คือการพฒั นาผา้ ทอในชุมชน ให้เกิดการสร้างรายได้ จนไดร้ ับการบรรจุเป็ น
แผนการพฒั นาทอ้ งถิ่นต้งั แต่ปี 2540 เป็ นตน้ มา ในการพฒั นาชุมชนตามความตอ้ งการของชุมชนและ
ศกั ยภาพท่ีชุมชนชนด้านต่างๆ รวมถึงสนับสนุนดา้ นงบประมาณในการก่อสร้างสถานที่จาหน่าย
สินคา้ และการจดั ต้งั กลุ่มวิสาหกิจชุมชนคาพระ ผลกั ดนั ให้เป็ นสินคา้ OTOPและนาไปสู่การจดั ต้งั
ศูนย์ OTOP ในพ้ืนที่ เพ่ือการส่งเสริมการคา้ และเศรษฐกิจชุมชน และยงั มีอีหลายหน่ยงานที่เขา้ มามี
ส่วนร่วมในการพฒั นาไม่วา่ จะเป็น
-สานักงานพฒั นาชุมชนอาเภอ/หน่วยงานระดบั อาเภอท่ีเกี่ยวขอ้ ง ในการให้การสนบั สนุน
และการเขา้ มาแนะนาส่งเสริมการต่อยอดดา้ นต่าง เพ่ือเสนอรับการสนบั สนนั จากระดบั จงั หวดั ต่อไป
และ สานกั งานพฒั นาชุมชนจงั หวดั อานาจเจริญ ในการเขา้ มาเป็แม่งานในการลงพ้ืนท่ีในชุมชนในการ
คน้ หาศกั ยภาพของชุมชนท่ีมีอยา่ งแทจ้ ริง และการสนบั สนุงบประมาณและการพฒั นาดา้ นทกั ษะใน
การทอผา้ และการหาหน่วยงานร่วมเพ่ือส่งเสริมการพฒั นา เนื่องจากการไดร้ ับความสนใจจากผูว้ า่ ฯ
และนกั การเมืองในพ้นื ที่
- สานกั งานศึกษาธิการจงั หวดั อานาจเจริญ เขา้ มาศึกษาเร่ืองราวทางการศึกษารูปแบบ
การศึกษาท่ีเกิดข้ึนในชุมชน
- สานกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั สภาวฒั นธรรมจงั หวดั ที่เขา้ มาช่วยสนบั สนุนการสร้างคุณค่า
และการสร้างอตั รลกั ษณ์ที่ทรงคุณค่า การสร้างราคาผ่านเรื่องราวท่ีถ่ายทอดจากวฒั นธรรม และวิถี
ชีวิตของชุมชน ให้เกิดการสร้างค่านิยมที่และหน่วยงานในการขบั เคล่ือนเพื่อสร้างอตั รลกั ษณ์ให้แก่
ผา้ ทอขิดลายขอสลบั เอ้ือให้มีจุดขายและโดดเด่น ท้งั ยงั สร้างคุณค่าโดยการปลูกฝังวา่ เป็ นมรดกทาง
วฒั นธรรมที่สืบทอดกนั มา จนสามารข้ึนมาเป็นผา้ ทอประจาจงั หวดั ได้
- ศูนยว์ จิ ยั ม.อุบล เขส้ มาสนบั สนุนการพฒั นาลายผา้ และกหารถ่ายทอดเทคนิดการทอ และ
รวมคิดคน้ การสร้าเอกลกั ษณ์ใหก้ บั ผา้ ทอ และสนบั สนนั ุการสร้างแรงผลกั ดนั และการใหช้ ุมชนเห็น
คุณค่าในวฒั นธรรมที่ตนเองมี
ผลสาเร็จของการจดั ต้งั กลุมแมบ่ า้ นคาพระจะไม่เกิดข้ึนเลยหากชุมชนไมไ่ ดร้ ับการสนบั สนุน
อยา่ งจริงจงั และต่อเนื่อง ยงั มีอีกหลายหน่ยงานในการผลกั ดนั เช่น- สานกั งานประชาสมั พนั ธ์จงั หวดั ฯ
ในการร่วมสนบั สนุการเผยแพร่ตา่ งให้ สานกั งานจงั หวดั ในการทาโครงการและแผนสนบั สนุนตา่ งๆ
สานกั งานอุตสาหกรรมจงั หวดั ในการส่งเสริมการหาตลาดและการพฒั นาสู่การคา้ ทางเศษฐกิจท่ี
ยกระดบั มากข้ึน สภาอุตสาหกรรม ศูนยศ์ ิลปาชีพ และหน่วยงานอ่ืนๆ อีกมากมาย
OUTPUT
เกิดการสร้างอาชีพและรายได้ ยกระดบั คุณภาพชีวิตของคนในชุมชน เช่น
ดา้ นเศรษฐกิจ เพ่มิ สภาพคล่องและระบบเงินหมุนเวยี นในระบบเศราฐกิจของชุมชน เพ่ิมกาลงั การซ้ือ
ของคนในชุมชน
ดา้ นสังคม ประชาชนสามารถสร้างรายไดใ้ หก้ บั ครอบครัวได้ ไมต่ อ้ งเดินทางไปทางานใน
ตา่ งจงั หวดั หรือนอกพ้นื ที่ ส่งผลใหส้ ภาพสังคมอบอุ่น ครอบครัวอยกู่ บั พร้อมหนา้ พร้อมตา ไม่เป็น
สงั คมท่ีมีเพียงแต่ผสู้ ูงอายแุ ละเด็กอยใู่ นพ้นื ท่ี เพ่ิมกลุ่มวยั ทางานที่มีศกั ยภาพในการดูแลครอบครัวใน
พ้นื ที่มากข้ึนและยงั เป็นการสืบสานภูมิปัญญาการทอผา้ ลายขิดตอ่ ไป
- ดว้ ยความสวยงามและมีเอกลกั ษณ์ของผา้ ความโดดเด่นของลายผา้ น้นั เกิดการสืบสาน สืบ
ทอดกบั รุ่นสู่รุ่นเกิดเป็นมรดกทางวฒั นธรรมท่ีคงอยใู่ นชุมชนสืบไป
- จากการเขา้ ร่วมการประกวดการทอผา้ ลายขิด ณ ศูนยศ์ ิลปาชีพน้นั ทาใหช้ ุมชนสามารถ
สร้างชื่อเสียงใหร้ ู้จกั กนั อยา่ งแพร่หลาย ต้งั แต่ระดบั จงั หวดั ไปจนถึงระดบั ประเทศ จนไดร้ ับเลือกให้
เป็นผลตภณั ฑ์ OTOP ของตะบลคาพระ
- จากการผลกั ดนั ของนกั การเมืองในพ้นื ที่ ท่ีช่วยผลกั ดนั การจดั ต้งั กลุ่มแมบ่ า้ นคาพระ กลุ่ม
ทอผา้ ลายขิดในชุมชน ใหน้ าสู่การจดั ต้งั วสิ าหกิจชุมชนที่สามารถสร้างอาชีพและรายไดท้ ี่ยง่ั ยนื ของ
คนในชุมชนน้นั ส่งผลใหน้ กั การเมืองผูผ้ ลกั ดนั ใหเ้ กิดความสาเร็จน้ีไดร้ ับความไวว้ างใจ สร้างความ
นิยมและเกิดฐานเสียงที่มากข้ึนจากคนในชุมชน อีกท้งั ยงั เป็นการสร้างผลงานดา้ นการพฒั นาทอ้ งถิ่น
ซ่ึงสามารถแสดงออกเชิงประจกั ษข์ องนกั การเมือง
บทสรุป
บนพ้ืนฐานความต้องการของชุมชนและการพฒั นาของท้องท่ี การพฒั นาศกั ยภาพของ
ชุมชน คือ การช่วยให้ชุมชนพฒั นาศกั ยภาพของตนเอง (community empowerment) โดยการ
เชื่อมโยงระหวา่ ง “คน ความรู้ ทรัพยากร” จนเกิดความสัมพนั ธ์ซ่ึงเรียกวา่ “กระบวนทศั น์พฒั นา
ใหม่” ที่ประกอบไปดว้ ย “การเรียนรู้ การจดั การ และการพฒั นา” ซ่ึงก็คือวา่ ชุมชนมีการจดั การ
ตนเอง มีการจดั องคก์ รชุมชนอยา่ งมีประสิทธิภาพ หากพ้ืนที่มีความเขม้ แขง็ สามารถนาเอาภูมิปัญญา
และเอกลกั ษณ์ท่ีมีร่วมกนั พฒั นาและสร้างรายไดใ้ หต้ นเอง อาจกล่าวไดว้ า่ หากรับฟังปัญหาของชุมชน
ชาวบ้าน ประชาชนอย่างแท้จริง ก็จะสามารนามาแก่ปัญหาได้อย่างถูกตอ้ งและบรรลุเป้าหมาย
ตอบสนองความต้องการของพ้ืนท่ีได้อย่างแท้จริ ง เพ่ือดาเนินการผลิตสิ นค้าหรื อบริ การ
โดยมีเป้าหมายในการสร้างรายไดล้ ะการพ่ึงพาตนเอง ปัจจยั การผลิต ไดแก่ ทุนแรงงาน การบริหาร
จัดการเป็ นของชุมชน ผลิตภัณฑ์ท่ีได้เกิดข้ึนจากวตั ถุดิบภายในชุมชนผ่านกระบวนการเรียนรู้
ประกอบภูมิปัญญาทอ้ งถ่ินและผสมผสานกบั ภูมิปัญญา สากลก่อให้เกิดองคค์ วามรู้สู่การฝึ กฝนและ
พฒั นาเอกลกั ษณ์ของชุมชนจนสามารถนาออกไปสู่ตลาดภายนอกได้ จะเห็นไดเ้ ม่ือเรานาแนวคิดเชิง
ระบบ (System approach) เป็นกรอบแนวคิด มาช่วยวเิ คราะห์ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งระบบการเมืองกบั
สิ่งแวดลอ้ มตามทฤษฏีระบบทาใหม้ องเห็นวา่ ระบบ การเมืองมีลกั ษณะเป็ นวงจรซ่ึงทางาน และมีการ
เคลื่อนไหวตลอดเวลา จากการมีปัจจยั นาเขา้ ในรูป ของขอ้ เรียกร้องและการสนบั สนุน จึงมีปัจจยั นา
ออกหรือผลผลิตออกมาเป็นแนวนโยบายหรือ กฎหมาย ซ่ึงมีผลกระทบต่อสภาพแวดลอ้ ม หรือระบบ
สังคม ทาใหเ้ กิดปฏิกิริยายอ้ นกลบั ท้งั ใน ทางบวกและลบกลบั เป็ นปัจจยั นาเขา้ อีกคร้ังหน่ึง ทาใหเ้ กิด
การเปล่ียนแปลง ปรับนโยบายและกฎ ตอ่ ไปเป็นวฏั จกั รไม่สิ้นสุด กจ็ ะเป็นกรอบแนวคิดท่ีมีฐานความ
เชื่อในลกั ษณะเดียวกบั แนวคิดเชิงปฏิฐานนิยม (Positivism) ซ่ึงเชื่อวา่ องคก์ ารหรือความสัมพนั ธ์ต่างๆ
ภายในองค์การเป็ นส่ิงท่ีมองเห็นได้ในเชิประจกั ษ์ (Empiricism) และมีลักษณะเป็ นวตั ถุวิสัย
(Objectivism)ดงั น้นั การอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆขององคก์ ารจึงสามารถอธิบายไดโ้ ดยทวั่ ไป และน
าแนวคิดเชิงระบบไปใชอ้ ธิบายองค์การไดท้ ุกองค์การ (Universal generalization) รวมท้งั ยงั ใชใ้ น
การท านาย (Predict) ปรากฏการณ์ที่อาจเกิดข้ึนสืบเน่ืองตอ่ ไปได้
ท้งั หมดท่ีสนบั สนุนเป็ นการรับฟังการเรียกร้องฟังเสียงความตอ้ งการของประชาชนในพ้ืนที่
โดยใหค้ วามสาคญั และเอาใจใส่ เป็นที่น่าชื่นชมของพ้ืนที่ท่ีมีความเขม้ แขง็ สามารถร่วมกนั พฒั นาและ
สร้างรายไดใ้ หต้ นเอง อาจกล่าวไดว้ า่ หากรับฟังปัญหาของชุมชน ชาวบา้ น ประชาชนอยา่ งแทจ้ ริง ก็
จะสามารนามาแก่ปัญหาไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งและบรรลุเป้าหมายตอบสนองความตอ้ งการของพ้ืนที่ไดอ้ ยา่ ง
แทจ้ ริงอยา่ งเช่นการพฒั นาของชุมชนตาบลคาพระที่ตอ้ งใชร้ ะยะเวลาถึง 10 ปี ในการสร้างฐานอาชีพ
จากภูมิปัญญษและความตอ้ งการของชุมชนภายใตก้ ารร่วมกนั ทางานและสนบั สนุน แอบแฝงอยูข่ อง
ระบบการเมือง จึงหลีกเลี่ยงไม่ไดว้ า่ อานาจของผนู้ าในระบบการเมืองมีผลต่อการการส่งเสริมและการ
พฒั นาต่างๆ ไม่นอ้ ยเลย
เอกสารอ้างอิง
- สถาบนั วจิ ยั วฒั นธรรมเพื่อการพฒั นาชนบท มหาวทิ ยาลยั มหิดล.การศึกษาวฒั นธรรม, 2559
- สภาวฒั นธรรมจงั หวดอานาจเจริญ,ผา้ ฝ้าย ผา้ ขิต และอตั รลกั ษณ์ทอ้ งถิ่น ,2555
- สุจิตต์ วงษเ์ ทศ ความโดดเด่นเอกลกั ษณ์วฒั นธรรมสู่สากล สานกั งานศึกษาธิการจงั หวดั
อานาจเจริญ กรุงเทพมหานคร เรือนแกว้ การพมิ พ์ 2548
- สานกั งานพฒั นาชุมชนจงั หวดั อานาจเจริญ ,สุดยอดผลติภณั ฑท์ ี่ทระนงคุณคา่ จงั หวดั
อานาจเจริญ, อานาจเจริญ เพรทกราฟิ ก 2549
- ขอ้ มูลทว่ั ไป และสภาพพ้นื ที่ องคก์ ารบริหารส่วนตาบลคาพระ วนั ที่สืบคน้ จาก12กุมภาพนั ธ์
2565 http://www.khumpra.go.th/index.php/9-uncategorised/24-joomla
- เชษฐา พวงหัตถ์ (2548) Structure-Agency โครงสร้าง-ผู้กระทาการ. กรุ งเทพฯ :
คณะกรรมการ
- สภาวจิ ยั แห่งชาติ สาขาสังคมวทิ ยา ส านกั งานคณะกรรมการวจิ ยั แห่งชาติ.พฤทธิสาณ ชุมพล
(2552) ระบบการเมือง : ความรู้เบ้ืองต้น. พิมพ์คร้ังท่ี 10. กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์แห่ง
จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
- สมบตั ิ ธารงธญั วงศ์ (2547) การเมือง : แนวความคิดและการพฒั นา. กรุงเทพฯ : คณะรัฐประ
ศาสตร์
แนวการศึกษาเศรษฐกิจการเมือง (Political Economy Approach);
บทวิเคราะห์วา่ ดว้ ยโครงการรับจานาและประกนั ราคาข้าว
โฉมงาม สทิ ธิธรรม, กสิณพจน์ สรุ ะภา ,
สิทธกิ ร วนั ทนียกุล และธญั ญารตั น์ เหล่าบตุ รศรี
บทนา
แนวทางการศึกษาทางเศรษฐกิจ การเมือง (Political
Economic Approach) มุ่งทาความเข้าใจและวิเคราะห์ความสัมพันธ์
ระหว่างการเมืองกับเศรษฐกิจว่า ไม่อาจแยกออกจากกันได้
โดยที่นโยบายเศรษฐกิจเป็นส่วนหน่ึงในกิจกรรมสาธารณะที่สาคัญของ
รัฐบาล กล่าวได้ว่า นโยบายสาคัญของรัฐบาล เช่น นโยบายการคลัง
(fiscal policy) นโยบายอุตสาหกรรม (industrial policy) นโยบาย
การเกษตร (agricultural policy) ล้วนเป็นส่วนหน่ึงท่ีเก่ียวข้องกับ
ประเด็นทางเศรษฐกิจ ซึ่งนักการเมืองท้ังคณะรัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหาร
ใช้ในการตัดสินใจในการดาเนินนโยบายของรัฐบาล ทั้งน้ี จะพบว่า
รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีมีท่ีปรึกษาจานวนมากในด้านเศรษฐกิจ
เหตุผลก็คือรัฐบาลต้องมีความรอบคอบและมีข้อมูลครบถ้วนสาหรับ
การพิจารณาว่าจะตัดสินใจในเชิงนโยบายหรือเลือกนโยบายใดท่ีดี
และเหมาะสมกับสถานการณท์ ี่สดุ
บทวิเคราะห์น้ีจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ระหว่างการเมือง
กับเศรษฐกจิ ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร โดยใช้กรณีโครงการรับจานา
ข้าวและประกันราคาข้าว ซึ่งเป็นนโยบายทางเศรษฐกิจที่เกิดจาก
รัฐบาลหรือนักการเมืองต้องการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาให้เกษตรกร
ท่ีเป็นโครงสร้างหลักของสังคมไทย มีอิทธิพลท่ีจะผลักดันทางด้าน
การเมืองและสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ
~2~
กรอบการวเิ คราะห์
วิ เ ค ร า ะ ห์ ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ร ะ ห ว่ า ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ กั บ ก า ร เ มื อ ง ว่ า
มีความเก่ียวข้องส่งผลสัมพันธ์กันอย่างไร การเมืองนาไปสู่การ
เปล่ียนแปลงของเศรษฐกจิ เช่นเดยี วกนั สภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง
จะส่งผลต่อการเมือง การศึกษาการเมืองภายใต้กรอบวิเคราะห์
แนวกลุ่มผลประโยชน์ (the interest group approach) ซ่ึงใช้ใน
การศึกษากรณีประเทศเสรีนิยมประชาธิปไตยมีความสัมพันธ์กับ
การศึกษาแนวเศรษฐกิจการเมือง โดยท่ีทั้งกลุ่มผลประโยชน์ (Interest
groups) และกลุ่มกดดัน (pressure groups) ต่างใช้วิธีการกดดัน
รัฐบาลในการกาหนดหรือดาเนินนโยบายท่ีกลุ่มตนเองต้องการ
ในขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็ต้องการดาเนินนโยบายและมุ่งเ น้นการ
บริหารจัดการ เพ่ือให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ ซึ่งการจะบรรลุ
เป้าหมายดังกล่าวก็จาเป็นต้องพึ่งพาและร่วมมือกับกลุ่มผลประโยชน์
และกลมุ่ กดดนั ตา่ งๆ
สาหรับแนวคิดหรือทฤษฎีที่สามารถนามาใช้ในการอธิบาย
ความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับประชาชนที่สาคัญคือ แนวคิดหรือ
ทฤษฎีการตัดสินใจเลือกของส่วนรวมหรือทฤษฎีทางเลือกสาธารณะ
(public choice theory) ซ่ึงแนวคิดดังกล่าวอธิบายว่า
ในความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมือง นักการเมืองหรือรัฐบาลกับ
ประชาชน น้ัน เปรียบได้กับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อค้ากับผู้บริโภค
ทั้งน้ี นักการเมือง พรรคการเมือง รัฐบาล ทาหน้าที่ในการผลิตสินค้า
ท่ีเรียกว่า “สินค้าสาธารณะ” ภายใต้รูปแบบ “นโยบายสาธารณะ”
(public policy) ในขณะท่ีประชาชนเป็น “ผู้บริโภค” (customer)
เป็น “ผู้ซื้อสินค้าและบริการ” หรือซ้ือ/เลือก “นโยบายสาธารณะ”
จากพรรคการเมือง นกั การเมืองหรือรฐั บาลซ่ึงทาการเสนอขายนโยบาย
ในช่วงเวลาการหาเสียงเลือกต้ัง หลักการพ้ืนฐานของทฤษฎี
~3~
การตัดสินใจเลือกของส่วนรวม คือท้ังนักการเมือง พรรคการเมือง
รั ฐ บ า ล แ ล ะ ป ร ะ ช า ช น ต่ า ง ต้ อ ง ก า ร ผ ล ป ร ะ โ ย ช น์ ห รื อ ที่ เ รี ย ก ว่ า
“อรรถประโยชน์สูงสูด” (maximization of utility) กล่าวคือ
นักการเมืองและพรรคการเมืองต้องการชนะการเลือกต้ังเพื่อเข้าสู่
อ า น า จ ใ น ก า ร เ ป็ น รั ฐ บ า ล ใ น ข ณ ะ ท่ี ป ร ะ ช า ช น ต้ อ ง ก า ร น โ ย บ า ย
ท่ีตอบสนองและมีประโยชน์ต่อตนเองมากท่ีสุดความต้องการของ
ประชาชนย่อมมีความหลากหลายภายใต้พ้ืนฐานอาชีพวิถีชีวิตและ
ชุมชนความแตกต่างดังกล่าวทาให้ประชาชนที่มีหลากหลายมีความ
ต้องการผลประโยชน์ ซ่ึงในท่ีนี้คือนโยบายที่ไม่เหมือนกันกลุ่มคน
ท่ีประกอบอาชีพด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มผู้ประกอบการ
อตุ สาหกรรมรถยนต์ กลุ่มพอ่ ค้าส่งออกขา้ ว คนกลมุ่ เหล่าน้ีย่อมต้องการ
นโยบายสาธารณะที่เกิดจากการตัดสินใจของรัฐบาลท่ีไม่เหมือนกัน
เชน่ เดียวกับประชาชนท่ปี ระกอบอาชพี แตกต่างกันระหว่างเกษตรกรรม
กบั อาชพี รบั จา้ งพนักงานบรษิ ทั ขา้ ราชการ หรืออน่ื ๆ
กรอบในการวิเคราะห์นี้จึงศึกษาโครงการรับจานา/ประกัน
ราคาขา้ วที่เป็นนโยบายทางเศรษฐกจิ ของรัฐบาลว่า มีข้อดี/ข้อเสีย และ
ส่งผลต่อกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ อย่างไร เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์
ระหวา่ งการเมอื งกับเศรษฐกิจ
~4~
การเมืองกับการกาหนดนโยบายเศรษฐกจิ และการนาไปปฏบิ ตั ิ
โครงการรับจานาข้าว เป็นแนวคิดของอาจารย จาเนียร
สาระนาค ผู้ดารงตาแหน่งผู้จัดการธนาคารเพ่ือการเกษตรและสหกรณ์
การเกษตร (ธกส.) คนแรก เร่ิมดาเนินการตั้งแต่ พ.ศ. 2513-2514
เพื่อแก้ปัญหาภาวะท่ีข้าวถูกผลิตออกมาในปริมาณมากจนทาให้ราคา
ข้าวตกต่า โดยเม่ือเวลาผ่านไป 3 - 4 เดือน ราคาข้าวจะข้ึนตามกลไก
ตลาด เมือ่ นน้ั ชาวนาสามารถมาไถ่ขา้ วไปขาย และนาเงินมาชาระคืนแก่
ธกส. โดยนายเอ็นนู ซ่ือสุวรรณ ประธานกรรมการมูลนิธิอาจารย
จาเนียร สาระนาค (มสจ.) อดีตรองผู้จัดการ ธกส. ไดกลาวถึง
การจานาข้าววา “การจานา” คือจะมีการไถคืนเม่ือราคาดีขึ้น
เพ่ือให้ชาวนามีทางเลือกจึงไม ควรกาหนดราคาไว สูงเกินและควร
กาหนดขอบเขตของเกษตรกรที่ประสบปัญหาต้องการความช่วยเหลือ
จริงๆ เพอ่ื ไมให้เปน็ การสิ้นเปลอื งเปลืองเงินภาษขี องประชาชน
แต่หากนับเป็นยุคของรัฐบาลแรกท่ีกาหนด “โครงการรับ
จานาขา้ ว” คือรฐั บาลของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท เม่ือปี 2524 และ
รัฐบาลต่อๆมาก็ใช้นโยบายรับจานาข้าวมาเร่ือยๆ จนกระท่ังปี 2552
รัฐบาลอดีตนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไดเปลี่ยนจากโครงการรับจานา
ข้าวมาเป็น “โครงการประกันราคาข้าว” เป็นนโยบายของรัฐบาล
จนกระท่ังในสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีนโยบาย
รับจานาข้าวเปลือกใหม่ โดยรัฐบาลให้ ธ.ก.ส. เป็นผู้รับจานาข้าวและ
เก็บรักษาข้าวไว ที่ยุ้งฉางของชาวนาหรือสถาบันเกษตรกรและ
อกี บางส่วนเกบ็ ไว้ภายใตโ้ รงสีขององคก์ ารคลงั สินคา กระทรวงพาณชิ ย์
ซ่ึงสาเหตุที่รัฐบาลนาโครงการรับจานาข้าวมาบรรจุเป็น
นโยบายรัฐบาลเพราะไดหาเสียงกับประชาชนและไดแถลงนโยบายกับ
สภาเอาไวแลว จึงต้องมีการปฏิบัติตามนโยบายที่แถลงต่อสภาจะมา
ยกเลิกไมได้ โดยวิเคราะห์ตามทฤษฎีทางเลือกสาธารณะ (public
~5~
choice theory) พรรคการเมือง นักการเมืองหรือรัฐบาล (พ่อค้า)
ได้ทาการเสนอขายนโยบาย (สินค้า) ในช่วงเวลาการหาเสียงเลือกตั้ง
ให้กับประชาชน (ผู้บริโภค) ผู้มีสิทธิเลือกต้ัง เพื่อให้ตนเองชนะการ
เลือกตั้ง ในขณะท่ีอีกฝ่ายก็ต้องการนโยบายท่ีตอบสนองและมี
ประโยชนต์ ่อตนเองมากทส่ี ุด
แนวคิดทางเศรษฐกิจและการตัดสินใจเลือกเชิงนโยบาย/โครงการ
ของฝ่ายการเมือง
วตั ถปุ ระสงค์ของโครงการจานา/ประกันราคาขา้ ว คือ
(1) เพอื่ ยกระดบั รายไดแ้ ละชวี ิตความเปน็ อยู่ของชาวนา
(2) เพื่อสร้างเสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศด้วย
การขยายตัวของการบริโภคภายใน
(3) เพ่ือดึงอุปทานข้าวเข้ามาอยู่ในความควบคุม สร้างเสถียรภาพของ
ราคาขา้ ว
(4) เพ่อื ยกระดบั ข้าวไทยให้สูงขึน้ ทั้งระบบ เพื่อการสง่ ออก
~6~
หากวิเคราะห์วัตถุประสงค์ของโครงการจะเห็นได้ว่ามี
วัตถปุ ระสงคห์ ลกั 2 ประการ คอื
(ก) ทางด้านการเมือง คือรัฐบาลต้องการเสียงสนับสนุนจาก
ชาวนา ซึง่ เป็นกลุม่ ผู้สทิ ธิเลอื กต้ังกลุ่มใหญ่
(ข) ทางด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องการแทรกแซงกลไก
การตลาดข้าว โดยการผูกขาดตลาดด้วยการซ้ือข้าวเปลือกจากชาวนา
และจากดั ปรมิ าณการส่งออกเพ่ือยกระดับราคาการสง่ ออกข้าว
จากทฤษฎีการตัดสินใจเลือกของส่วนรวมหรือทฤษฎีทางเลือก
สาธารณะ (public choice theory) มหี ลักการประกอบด้วย
หลักการตัดสินใจเลือกอย่างมีเหตุผล โดยมาจากแนวคิดที่ว่า
ทุกคนมีพฤติกรรม/แสดงพฤติกรรมท่ีมีเหตุผล (rational behavior)
โดยการจัดลาดับความสาคัญในความต้องการของตน หลักการดังกล่าว
นามาใช้ในการตัดสินใจทางการเมืองในด้านต่างๆ ทั้งการตัดสินใจของ
ประชาชนในการเลือกนักการเมืองหรือพรรคการเมืองอันเป็นการ
ตัดสินใจอย่างมีเป้าหมาย เช่นเดียวกันกับการตัดสินใจกาหนดนโยบาย
ของรัฐบาลหรือพรรคการเมืองเป็นการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล โดยอยู่
บนพ้ืนฐานท่ีคานึงถึงคะแนนเสียงของประชาชนอันเป็นคะแนนเสียง
สนับสนนุ
หลักการมุ่งประโยชน์สูงสุด (maximization of utility) โดย
มองว่าการเลือกของปัจเจกบุคคลล้วนอยู่หลักการของเหตุผล
พฤติกรรมการเลือกดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หรือความต้องการให้เกิด
ประโยชนส์ ูงสุดต่อตนเอง โดยรัฐบาล/พรรคการเมืองมุ่งดาเนินนโยบาย
ทางเศรษฐกจิ ภายใตค้ วามตอ้ งการและความคาดหวังให้ประชาชนเลือก
พรรคของตนเพื่อชนะการเลือกตั้งหรือพยายามปรับภาวะเศรษฐกิจให้
เป็นประโยชน์ต่อคะแนนเสียงหรือเป้าหมายในการชนะการเลือกตั้ง
ในขณะเดยี วกันประชาชนตดั สินใจเลอื กนกั การเมืองหรือพรรคการเมือง
~7~
เพราะต้องการให้เป็นรัฐบาล โดยมีความคาดหวังว่าจะสามารถกาหนด
นโยบายและดาเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้และเป็นไปตามความ
ต้องการของตน
กลไกและกระบวนการในทางปฏิบัติ
รัฐบาล พรรคการเมืองหรือนักการเมืองใช้นโยบายเศรษฐกิจ
เป็นยุทธวิธีในการหาเสียง โดยมุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการทาง
เศรษฐกิจของกลุ่มประชาชนที่สนับสนุนหรือลงคะแนนเสียงให้ตน
เพื่อเรียกคะแนนนิยม การตัดสินใจเลือกนโยบายของพรรคจึงอยู่ท่ี
ประชาชน (คะแนนเสียง) เป็นสาคัญ โดยใช้กลไกการนาเสนอนโยบาย
ท่ีตรงใจและถูกใจประชาชนส่วนมากหรือกลุ่มเป้าหมาย เม่ือได้รับการ
เ ลื อ ก ต้ั ง เ ป็ น รั ฐ บ าล แ ล้ ว ต้ อ งน า น โ ย บ า ย ที่ เ ค ย ห า เ สี ย ง ไว้ ม า ป ฏิ บั ติ
เพื่อคงไว้ซึ่งความนิยมของประชาชนต่อรัฐบาล เป็นลักษณะการ
แลกเปล่ยี นซ้ือขายระหวา่ งพ่อค้ากับผูบ้ รโิ ภค
ความสาเรจ็ หรือความลม้ เหลว : ผลที่เกิดขนึ้ ต่อผ้เู ก่ียวข้อง
จากการเปรียบเทียบข้อดีของโครงการรับจานา/ประกัน
ราคาข้าว พบว่า แม้ท้ังสองโครงการจะมีข้อดี ที่แตกต่างกันแต่ถ้า
พิจารณาจากวัตถุประสงค์โครงการแล้ว พบว่าทั้งสองโครงการ
มีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกัน คือ การกาหนดราคาข้าวข้ันต่าให้แก่
ชาวนา เพ่ือช่วยยกระดับรายได้ของชาวนาให้มีรายได้เพ่ิมข้ึน หรือ
มีความเสี่ยงในการประกอบอาชีพน้อยลง โดยทั้งสองโครงการมีการ
กาหนดราคาข้าวขั้นต่าไว้สูงกว่าราคาตลาด หากพิจารณาข้อดีของ
โครงการประกันราคาข้าว ถือเป็นโครงการท่ีช่วยเหลือรายได้ขั้นต่า
ให้กับชาวนาทุกคนท่ีมาลงทะเบียน เพราะชาวนาทม่ี าข้ึนทะเบียนขอรับ
การประกันราคาไว้จะได้รับเงินส่วนต่างภายใต้เง่ือนไขของจานวนข้าว
ตามจานวนสูงสุดที่รัฐประกาศไว้ล่วงหน้า เป็นการสร้างความเป็นธรรม
ให้กับชาวนาและเป็นการแก้ปัญหาการสวมสิทธิ์ รวมท้ังถือเป็น
~8~
โครงการท่ีสนับสนุนต่อกลไกตลาดไม่มีการบิดเบือน ท้ังนี้ เพราะรัฐ
ไม่ได้เข้าไปมีบทบาทเป็นผู้ซ้ือผู้ขายในตลาด ในขณะท่ีโครงการ
รับจานาข้าว ชาวนาสามารถทราบล่วงหน้าก่อน การเพาะปลูกว่าจะ
ขายผลผลิตได้ในราคาใดซึ่งจะมีส่วนช่วยในการตัดสินใจว่าชาวนาจะ
เลือกปลูกข้าวหรือไม่ และสร้างความเข้มแข็งให้ชาวนาในการเรียนรู้
การตัดสินใจจาหน่ายข้าว ถึงแม้จะมีความคล้ายคลึงกันแต่ท้ังสอง
โครงการน้ันก็มีความแตกตา่ งกันในวิธกี ารดาเนินการ
จากการเปรยี บเทยี บข้อเสียของโครงการ เม่ือนารายละเอียด
มาทาการเปรียบเทียบในส่วนของข้อเสียจะเห็นได้ว่า โครงการประกัน
ราคาข้าวรัฐต้องจ่ายเงินสู่เกษตรกรโดยตรง ทาให้รัฐต้องจ่ายเงินมาก
โดยไม่ได้อะไรกลับมาเน่ืองจากโครงการประกันราคาข้าวไม่ได้คานึงถึง
ความต้องการการซ้ือข้าวในตลาด ส่งผลให้ราคาข้าวกรณีท่ีชาวนา
นาผลผลิตออกจาหน่ายในปรมิ าณมากพรอ้ ม ๆกนั จะทาให้ราคาข้าวใน
ตลาดลดต่าลงมาก ซ่ึงรัฐจะต้องรับภาระจ่ายส่วนต่างราดาสูงกว่าที่
คาดการณ์ไว้ ข้อเสียต่อมาของโครงการประกันราคาข้าวคือ ปัญหาใน
การทุจริตท่ีเกิดข้ึนในขั้นตอนการขึ้นทะเบียนชาวนาซึ่งมีการแจ้งพื้นท่ี
การทานาที่เป็นเท็จ ซ่ึงเหตุจากขาดความซ่ือสัตย์ของชาวนามีการแจ้ง
หลักฐานการทานาท่ีเป็นเท็จไม่ตรงตามความจริง ทาให้รัฐต้องสูญเสีย
งบประมาณในการจ่ายส่วนต่างเป็นจานวนมากท้ังที่ไม่มีการทานาจริง
นอกจากข้อเสียท่ีกล่าวมาของโครงการประกันราคาข้าวแล้วยังพบว่า
ทาให้ราคาข้าวสูงข้ึนไม่เกินราคาประกันท่ีกาหนด เนื่องจากพ่อค้ารับรู้
ว่ารัฐจ่ายส่วนต่างให้กับชาวนาอยู่แล้วจึงกดราคารับซื้อข้าว นอกจากนี้
ในการจ่ายส่วนต่างนั้นจะจ่ายให้เท่ากับผลผลิตท่ีกาหนดคือข้าวเปลือก
หอมมะลิครัวเรือนละไม่เกิน 14 ตัน ข้าวเปลือกเจ้าครัวเรือนละไม่เกิน
25 ตัน และข้าวเปลือกหอมเหนียวครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน กรณีท่ี
ผลผลติ ของชาวนาดีกวา่ ที่กาหนดไว้นั้นจะทาให้ชาวนาไม่ได้รับส่วนต่าง
ที่เกิน และหากเกิดภัยพิบัติชาวนาจะได้ส่วนต่างโดยคิดให้จากผลผลิต
~9~
ขา้ วเฉลยี่ ท่ี 500 กโิ ลกรมั ตอ่ ไร่เทา่ น้นั ซง่ึ ส่งผลต่อชาวนาท่ีมีผลผลิตข้าว
ในปรมิ าณทส่ี ูง
สาหรบั ข้อเสียในส่วนของโครงการจานาข้าว น้ัน พบว่า จาก
ผลกระทบของการที่รัฐไดเ้ ข้าไปแทรกแซงกลไกตลาดข้าวจนรัฐเป็นผู้ซ้ือ
ข้าวเปลือกรายใหญ่ในตลาด ส่งผลให้ปริมาณสต็อกข้าวมีจานวนมาก
ซึ่งสังเกตได้จากข้อมูลปริมาณสต็อกข้าวจากกรมการข้าว พบว่าในปี
พ.ศ.2554/55 มีปริมาณการสต็อกข้าวสะสม 98.47ล้านตัน ปีพ.ศ.
2555/56 มีปริมาณการสต็อกข้าว สะสม 102.53 ล้านตัน และปีพ.ศ.
2556/57 มีปริมาณการสต็อกข้าวสะสม 105.3769 ล้านตัน ซ่ึงมี
ปริมาณการสต็อกข้าวเพิ่มสูงขึ้นในช่วงท่ีมีโครงการรับจานาข้าว ทาให้
รฐั ตอ้ งเสียคา่ ใชจ้ า่ ยในการเกบ็ รกั ษาขา้ วเอง หรืออาจมีข้าวต่างประเทศ
เขา้ มาสวมสิทธ์ิทาให้รัฐสูญเสียงบประมาณดังกล่าวเป็นเงินจานวนมาก
และระหว่างการเก็บข้าวในสต็อก การเก็บข้าวไว้ในสต็อกจานวนมาก
ไม่เป็นผลดี เพราะการเก็บข้าวในระยะเวลาท่ียาวนานขึ้นไว้ไนสต็อก
จานวนมากย่อมนามาซึ่งต้นทุนในการจัดเก็บ และหากจัดเก็บข้าวไว้
ไม่ดีจะทาให้ข้าวท่ีจัดเก็บไว้เสื่อมคุณภาพ และจะขายออกยากยิ่งขึ้น
เพราะคงไม่มีผู้ใดอยากซื้อข้าวท่ีเส่ือมคุณภาพไปบริโภ คหาก
เปรียบเทียบโครงการรบั จานาและประกนั ราคาขา้ วแลว้
จะเห็นได้ว่าทั้งสองโครงการมีทั้งข้อดีและข้อเสียท่ีแตกต่างกัน
ส่งผลทต่ี า่ งกันออกไปทงั้ ตอ่ เกษตรกรชาวนา โรงสี พ่อค้าและหน่วยงาน
ท่ีเกี่ยวข้อง ระบบเศรษฐกิจ ไปจนถึงการสนับสนุนและการคัดค้าน
ในดา้ นการเมือง โดยสรุปได้ดังนี้
โครงการประกันราคาข้าว
การขาดทุน
เงนิ ทข่ี าดทุนไม่ตกถึงมือชาวนา แต่ไปตกกับพ่อค้าคนกลาง ผู้ส่งออก
และโรงสี ที่สาคัญเมื่อรัฐขาดทุน ชาวนาก็ขาดทุน ผู้ท่ีได้กาไรทุกปีจน
~ 10 ~
เคยตัว ก็คือ พ่อค้าคนกลาง ผู้ส่งออก และโรงสี ด้วยเหตุน้ี พ่อค้าคน
กลาง ผู้ส่งออก โรงสี หรือแม้แต่ธนาคารพาณิชย์ และพรรคการเมือง
บางพรรคจงึ ชอบการประกันราคาขา้ วมากกว่าการรับจานาข้าว
ข้าวเปลือกในมอื รัฐ
ข้าวเปลอื กไม่ไดอ้ ยใู่ นมอื รัฐ แต่อยู่ในมอื ผสู้ ่งออก โรงสี และพ่อค้าคน
กลาง ส่วนท่ียังอยู่ในมือชาวนาก็มักจะถูกกดราคา และหักค่าความชื้น
สูง ด้วยเหตุนี้ อานาจต่อรองของทั้งรัฐและชาวนาจึงมีน้อยกว่าการรับ
จานาข้าว
การเพิม่ จีดีพีของประเทศ
เน่ืองจากรายได้เกือบท้ังหมดตกอยู่กับผู้ส่งออก พ่อค้าคนกลาง และ
โรงสี ซ่ึงเป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆ ท่ีใช้จ่ายเงินประเภทมือเติบ และเกือบ
ท้ังหมดรั่วไหลออกนอกประเทศ เพราะเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ซึ่งรวมท้ัง
การท่องเท่ียวต่างประเทศจงึ ไม่เกดิ การกระตุ้นให้มีการลงทุนข้ันพื้นฐาน
ซ่ึงเป็นประโยชน์ของคนระดับล่างมากนัก ซ่ึงไม่ทาให้จีดีพีโดยรวมของ
ประเทศเพิ่มขึ้น เพราะชาวนาซ่ึงเป็นประชากรจานวนมากได้เงิน
ไมเ่ พียงพอแกก่ ารจับจ่ายใชส้ อยและการลงทนุ ในปีต่อๆ ไป มิหนาซ้ายัง
ต้องตกเป็นหนีท้ ง้ั ภาคครวั เรอื นและภาคเกษตรกร จนโงหวั ไม่ขน้ึ
การสรา้ งความมน่ั คงในชีวติ ให้แกอ่ าชีพชาวนา
ไม่สามารถสร้างความม่ันคงในชีวิตให้แก่ผู้ประกอบอาชีพชาวนา
เพราะมองไม่เห็นความหวังว่าจะลืมตาอ้าปาก หรือหลุดพ้นจากภาระ
หน้ีสินล้นพ้นตัวได้อย่างไร แต่พอมีทางไปประกอบอาชีพอื่นๆ ก็ขายที่
ขายนาไปทาอย่างอื่น ละท้ิงอาชีพชาวนา ท่ีเหลืออยู่ก็เป็นลักษณะ
ซงั กะตายขาดความมน่ั คงในชีวิตโดยสิ้นเชิง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างข้ึนกับ
ความเมตตาของพ่อค้านายทุน ลมฟ้าอากาศ และราคาข้าวในตลาดโลก
ไม่มีหลักประกนั ในคณุ ภาพชีวิตและสขุ ภาพอนามัยของครอบครัว
~ 11 ~
ยทุ ธศาสตรด์ า้ นความมน่ั คงของชาติ
ไม่มีผลบวกตอ่ ยทุ ธศาสตร์ความมัน่ คงของชาตเิ ลย เพราะไม่สามารถ
จูงใจและรักษาอาชีพการทานาไว้เป็นสมบัติของชาติได้ วันใดท่ีเกิด
วิกฤตภัยธรรมชาติอย่างร้ายแรง หรือเกิดศึกสงคราม หรือต่างชาติ
รวมตัวกันสลายตลาดข้าวของไทย จนชาวนาอยู่ไม่ได้ เมื่อน้ัน ประเทศ
ก็จะอยู่ไมไ่ ด้ ดงั นั้น ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติจึงไม่สามารถพึ่งพา
อาศยั นโยบายการประกนั ราคาขา้ ว เพราะเห็นไดช้ ัดว่า นโยบายประกัน
ราคาข้าวนั้น เอ้ือประโยชน์และเป็นการเอาใจพ่อค้าคนกลาง ผู้ส่งออก
โรงสี รวมทั้งประเทศมหาอานาจตะวันตก ซึ่งมุ่งปกป้องเกษตรกรของ
เขาอย่างเดียว โดยไม่คานึงถึงความมั่นคงในชีวิตของเกษตรกรใน
ประเทศอน่ื
ยทุ ธศาสตร์ดา้ นการเป็นครัวของโลก
โครงการประกันราคาข้าว ไม่มีทางที่จะทาให้ประเทศไทยเป็นครัว
ของโลกได้ เพราะอาชีพการทานาไม่มัน่ คง ถงึ แม้อาหารการกินอย่างอื่น
จะมีอยู่อย่างบริบูรณ์ แต่ถ้าการผลิตข้าวไม่มีความมั่นคงแน่นอนเสีย
แล้ว เราจะเป็นครัวของโลกได้อย่างไร ? อย่าลืมว่า ประชากรของโลก
ในปจั จุบนั ซงึ่ มถี ึงกว่าหา้ พันลา้ นน้นั ประชากรที่กินข้าวสาลีกับข้าวโพด
มีจานวนน้อยกว่า ประชากรที่กินข้าวเป็นหลายเท่า การประกันราคา
ข้าวทาให้ชาวนามีข้อจากัดในการผลิตอย่างมาก เพราะหลังการเก็บ
เกีย่ วกต็ ้องรอ ไมร่ ้วู ่าเมื่อไรจะไดเ้ งนิ และได้เท่าไร ดังนั้น อย่าว่าแต่เป็น
ครัวของโลกเลย แคเ่ ป็นครวั ใหต้ วั เองและครอบครัวก็ทั้งยาก เพราะเม่ือ
ขายข้าวเปลือกไปหมดแล้ว ต่อจากน้ัน ก็ต้องไปซ้ือข้าวสารกินในราคา
แพงอย่างเหลือเช่อื
~ 12 ~
โครงการรบั จานาขา้ ว
การขาดทนุ
เงินที่ขาดทุนเกือบท้ังหมดตกถึงมือชาวนา ท่ีสาคัญ เม่ือรัฐขาดทุน
ชาวนาไมข่ าดทนุ แถมมีกาไรตามสมควร และถึงแม้พ่อค้านายทุน โรงสี
และผสู้ ่งออกจะขาดทนุ บ้าง แต่กเ็ ปน็ เพียงแค่ขาดทุนกาไร เพราะฉะน้ัน
การขาดทุนหรอื กาไรในการรับจานาข้าว จึงไม่ใช่ดัชนีช้ีวัดในเร่ืองความ
ล้มเหลวหรือความสาเร็จของโครงการฯ ผลประโยชน์ท่ีชาวนาได้รับ
โดยตรงและทันทว่ งทตี า่ งหาก ท่ีจะแสดงถึงความสาเร็จตามเปา้ หมาย
ขา้ วเปลือกในมือรฐั
ข้าวเปลือกเกือบทั้งหมดอยู่ในมือรัฐ ทาให้รัฐมีอานาจต่อรองกับผู้ซื้อ
ในต่างประเทศ รวมท้ังพ่อค้า ผู้ส่งออก และโรงสี ด้วยเหตุนี้ อานาจ
ต่อรองของท้งั รัฐและชาวนาจงึ มีสูงกวา่ การประกันราคาข้าว
การเพ่มิ จีดีพีของประเทศ
เน่ืองจากรายได้มีจานวนมากและแน่นอน ตกปีละหลายแสนบาท
เงินทุกบาททุกสตางค์ท่ีชาวนาจับจ่ายใช้สอยจะหมุนเวียนอยู่แต่
ภายในประเทศ และกระจายตัวไปทั่วทุกภูมิภาค จึงเป็นการกระตุ้น
เศรษฐกิจและเงินทุนหมุนเวียนโดยรวม พร้อมท้ังผลักดันให้เกิดการ
ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคท่ีเป็นปัจจัยข้ันพ้ืนฐานในการดารงชีพ ซึ่ง
นอกเหนือจากปัจจัยส่ี แล้ว ยังมีเคร่ืองอานวยความสะดวกสบายและ
ความบันเทิงเริงรมย์ระดับพ้ืนฐาน รวมตลอดถึงเงินสะพัดจากการ
ทาบุญแก่วัดวาอารามและกิจกรรมของสงฆ์ เพราะเหตุว่าเกือบร้อยทั้ง
ร้อยของชาวนาเปน็ พทุ ธศาสนกิ ชน ดงั น้ัน จดี ีพี โดยรวมของประเทศจึง
เพ่ิมข้ึนและไม่เป็นตัวเลขหลอก เพราะชาวนาซึ่งมีอยู่หลายล้าน
ครอบครัวมรี ายไดเ้ พม่ิ ขึ้น และพ้นจากภาวะหนส้ี นิ ลน้ พ้นตัว
~ 13 ~
การสรา้ งความมั่นคงในชวี ติ ใหแ้ ก่อาชพี ชาวนา
ทาให้ชาวนาและครอบครัว มีความหวังและมีหลักประกันว่า ทุกปี
พวกตนและครอบครัวจะมีรายได้เป็นกอบเป็นกา ทาให้การจับจ่ายใช้
สอยและชาระหนี้สินให้เป็นไทยแก่ตัวได้ คนท่ีทิ้งอาชีพการทานาไปทา
อย่างอ่ืนหรือปลูกพืชชนิดอื่น ก็จะหันกลับมาทานาอย่างเดิม
ขณะเดียวกัน ก็ทาให้เกิดขวัญกาลังใจในการเพ่ิมคุณภาพและ
ประสิทธิภาพในการทานา โดยลดต้นทุน หันมาใช้แนวทางเกษตร
อินทรีย์ อันเป็นการลดภาวะโลกร้อนและมลภาวะ ชีวิตความเป็นอยู่
และสุขภาพอนามัยของชาวนาและครอบครวั ก็จะดีข้นึ
ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของชาติ
โครงการรับจานาข้าวในระยะยาวจะเป็นผลดี ด้านยุทธศาสตร์ความ
ม่ันคงของชาติ เพราะชาวนาและครอบครัวจะเป็นกลุ่มประชากรที่มี
ความเข้มแข็ง รายได้ดี ความเป็นอยู่ดี และสุขภาพอนามัยดี การ
กระจายรายได้มีประสิทธิภาพ รัฐเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย มี
อานาจต่อรองสูง และไม่ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง โรงสี ผู้มีอิทธิพล ไม่
เป็นหน้ีนอกระบบ และที่สาคัญ มีจิตสานึกประชาธิปไตยสูงขึ้น เพราะ
เห็นว่าประชาธิปไตยกินได้ การเลือกตั้งแต่ละครั้ง อย่าหวังว่าจะมาซื้อ
เสียงชาวนาได้ เพราะชาวนาในระบบรับจานาข้าวมีรายได้มากพอที่จะ
ไม่เห็นแก่เศษเงินท่ีนักการเมือง ผู้มีอิทธิพล หรือพ่อค้านายทุนหยิบย่ืน
มาให้ นักการเมอื งและนกั เลอื กตั้ง จึงตอ้ งหนั มาซอื้ ใจชาวนาโดยแข่งขัน
กันทางนโยบายมากขน้ึ
ยุทธศาสตรด์ ้านการเป็นครัวของโลก
โครงการรับจานาข้าว จะทาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางผลิต
อาหารไปเล้ียงพลเมืองโลก หรือที่เรียกว่า “ครัว” ของโลกได้อย่าง
สมบูรณ์แบบ เพราะถ้าชาวนามีหลักประกันรายได้สูงข้ึน ชีวิตความ
~ 14 ~
เป็นอยู่ดีขึ้น สุขภาพอนามัยดีข้ึน ชีวิตมีความมั่นคงขึ้น และท่ีสาคัญ มี
จานวนชาวนาเพ่มิ มากข้นึ เปน็ ลาดบั แล้ว ปรมิ าณขา้ วที่ผลิตได้ นอกจาก
จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นแล้ว คุณภาพข้าวและพันธุ์ข้าวก็จะได้รับการ
ปรับปรุงให้ดีขึ้นเป็นเงาตามตัว นอกจากน้ัน การลดการใช้ปุ๋ยเคมีและ
หนั มาใช้เกษตรอินทรยี แ์ ทน นอกจากจะเป็นการลดต้นทุนการผลิตแล้ว
ยังช่วยให้สภาพแวดล้อมดีขึ้นอีกด้วย ซ่ึงตรงกันข้ามกับการส่งเสริม
อุตสาหกรรมซ่ึงใช้แต่แรงงานต่างด้าว เงินร่ัวไหลออกนอกประเทศ
ในขณะที่กาไรและรายได้กลับไปตกอยู่ในมือของพ่อค้าคนกลาง
ผู้สง่ ออก และนายทนุ ต่างชาติ ซ่งึ คนเหล่าน้ัน ล้วนแล้วแต่ใช้จ่ายเงินมือ
เติบ ซึ่งทาใหเ้ งนิ รวั่ ไหลออกนอกประเทศทกุ วนั วนั ละมหาศาล
บทสรุป
ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่าเป็นปัญหาที่เรื้อรังและอยู่คู่กับ
สังคมไทยมาอย่างยาวนานก็โดยเหตุที่ประเทศไทยเป็นประเทศ
เกษตรกรรม และสนิ คา้ ส่งออกทสี่ าคัญก็มาจากภาคการเกษตร อย่างไร
ก็ตามแม้ว่าในปัจจุบันโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยจะไม่ได้
พึ่งพาสินค้าเกษตรเป็นหลัก และอาชีพเกษตรกรก็ไม่ใช่ประชากรส่วน
ใหญ่ของประเทศต่อไป แต่ปัญหาของเกษตรกรก็ยังคงเหมือนเดิมคือ
ต้องพึ่งพาดินฟ้า อากาศ และราคาตลาดโลก เป็นหลัก เพราะไม่
สามารถกาหนดราคาผลผลิตได้ด้วยตัวเอง จึงทาให้ต้องประสบกับ
ภาวะการขาดทุนและก่อให้เกิดปัญหาหน้ีสินอยู่ตลอดเวลา รัฐบาล
ทุกชุดท่ีผ่านมาต่างได้พยายามเข้าไปให้ความช่วยเหลือเกษตรกรอย่าง
เต็มที่แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ปัญหาเหล่านั้นหมดไปเกษตรกรยังคงแบกรับกับ
ปัญหาหนี้สินต่อไป การแทรกแซงราคาตลาดสาหรับประเทศ
เกษตรกรรมอย่างประเทศไทย นับว่ายังมีความจาเป็นอย่างมากท่ีต้อง
พง่ึ พารัฐบาลในการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร เพ่ือให้ความเป็นธรรม
กับเกษตรกรและแก้ปัญหาชาวไร่ชาวนา ที่มักถูกเอาเปรียบจากพ่อค้า
~ 15 ~
คนกลาง หากเปรียบเทียบว่านโยบายการแทรกแซงราคาข้าวของ
รัฐบาลด้วยระบบการรับจานากับระบบการประกันราคาน้ัน ระบบไหน
ดีกว่ากัน จะเห็นได้ว่า หน้าที่พึงต้องกระทาเพื่อช่วยเหลือให้ความเป็น
ธรรมต่อเกษตรกรของรัฐบาล กลายเป็นปัญหาระหว่างนักการเมือง
ข้าราชการและพ่อค้า เพราะระบบการจานาเกิดปัญหาการการทุจริต
อาทิ การใช้เงินงบประมาณสูงเกินจริง ปัญหาในการจัดเก็บสินค้าท่ีรับ
จานา ตลอดจนการนาข้าวที่จานาไวแ้ ล้วมาเวียนจานาซ้าอีก นอกจากนี้
ยังประสบกับปัญหาการบริหารจัดการระบายข้าวการขายข้าวที่ไม่
โปร่งใส ทาให้รัฐบาลสูญเสียผลประโยชน์และขาดทุนเป็นจานวนมาก
มาตรการใหม่ในการแทรกแซงราคาข้าวด้วยการประกันรา คาข้ันต่า
ให้กับเกษตรกร จึงเป็นทางเลือกที่เชื่อกันว่าจะลดปัญหาการบริหาร
และกระบวนการทไ่ี ม่โปร่งใสทั้งหลายของการรับจานา อย่างน้อยก็การ
นาข้าวมาเวียนจานาซ้าแล้วซ้าอีก และค่าใช้จ่ายในการสีข้าวและเก็บ
ข้าวเกินจริงก็จะไม่เกิดข้ึน แต่จะมีหลักประกันอะไรบ้างที่รัฐบาล
จะสามารถยืนยันได้ว่า การประกันราคาข้าวแทนการรับจานานั้น
การทุจริตจะหมดไป เพราะในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลได้เคยนาวิธีการ
ประกันราคาข้าวมาใช้ก็ขาดทุนมาแล้วจากปัญหาการทุจริตเป็น
ขบวนการ ดังนั้น นอกจากรัฐบาลมีความตั้งใจแน่วแน่ทาในสิ่งถูกต้อง
ด้วยการหาทางแก้ไขและป้องกันปัญหาทุจริต อันเนื่องมาจาก
กระบวนการรบั จานาข้าวซ่ึงเรื้อรังมาจากอดีตทุกยุคทุกสมัยแล้ว ระบบ
การประกันราคาข้าวก็ยังคงต้องพ่ึงพาองคาพยพ ข้าราชการ พ่อค้า
และนักการเมือง ซึ่งรัฐบาลต้องมีมาตรการกาจัดขบวนการนี้ให้ได้ มิ
เช่นน้ันแล้วไมว่ า่ จะระบบรับจานาหรือการประกันราคาก็คงแตกต่างกัน
เฉพาะชอ่ื โครงการเทา่ น้ัน
ปัจจุบันความสาเร็จทางการเมืองในเชิงการบริหารนั้น
มักพิจารณาจากความสามารถหรือความก้าวหน้า เติบโตทางเศรษฐกิจ
ของประเทศ ความอยู่ดีกินดีของประชาชน สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ
~ 16 ~
อันเกิดจากการบริหารของรัฐบาลจึงเป็นส่ิงท่ีแสดงให้เห็นถึงความชอบ
ธรรมในการดารงอยู่ในตาแหน่งหรืออานาจ สรุปได้ว่า เศรษฐกิจและ
การเมืองนั้นมีความสัมพันธ์กันไม่สามารถแยกออกจากันได้ นโยบาย
ทางเศรษฐกิจของนักการเมืองหรือรัฐบาลส่งผลต่อการสนับสนุนหรือ
คัดค้านของประชาชนผู้มีสิทธิในการเลือกตั้ง ในทางกลับกันภาวะ
เศรษฐกจิ ของสังคมส่วนรวมก็ส่งผลต่อการตัดสินใจกาหนดนโยบายของ
นักการเมืองหรือรัฐบาลที่จะเสนอหรือดาเนินการให้ตรงตามความ
ต้องการของประชาชนด้วย
**********************
~ 17 ~
เอกสารอา้ งองิ
ณัฐพงศ์ บุญเหลือ.(2565).เอกสารประกอบการสอนวิชาแนวทาง
การศึกษารัฐศาสตร์POL6100. ศูนย์เอกสารทางวิชาการ คณะ
รฐั ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง.
พชั นีวรรณ เช้อื เล็กและสารวม จงเจริญ.(2559).การเปรียบเทียบข้อมูล
ทางสถิติของโครงการการประกันราคาข้าวและโครงการรับจานา
ข้าว และปัจจัยที่มีผลต่อราคาข้าวของแต่ละโครงการ.(ออนไลน์).
สบื คน้ เมือ่ 12 กมุ ภาพันธ์ 2565,
จาก https://tci-thaijo.org/index.php/asit-journal/issue/
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย.(2555).ผลดีผลเสียของการ
จานาข้าวทุกเม็ด.(ออนไลน์).สืบคน้ เมอื่ 12 กมุ ภาพันธ์ 2565 ,
จาก https://tdri.or.th/2012/10/ar3/
อริยพร โพธิไสย.(2552).นโยบายประกันราคาข้าว:ทางเลือกใหม่ของ
เกษตรกรไทย.(ออนไลน์).สืบค้นเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2565,
จาก http://web.senate.go.th/all16.pdf
แนวการศึกษาการตดั สนิ ใจเลอื กสาธารณะ
(Public Choice Approach)
บทวเิ คราะห์วา่ ดว้ ยนโยบายพรรคการเมืองและ
พฤตกิ รรมการเลือกต้ังของประชาชนจังหวัดอานาจเจรญิ
โดย
กลมุ่ ที่ 5
1. นางสาวพลอยปภสั ตงั ควณิชย์ รหสั นกั ศกึ ษา 6324800601
2. นางสาวพชั รพร หานาม รหัสนักศกึ ษา 6324800603
3. นายชัยณรงค์ จงใจ รหสั นักศึกษา 6324800609
4. นางสาวเฟอื่ งลดา สิงหาวงค์ รหสั นกั ศึกษา 6324800610
5. นายตุลาศานต์ เหลา่ ออง รหสั นักศกึ ษา 6324800648
เสนอ
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐพงศ์ บญุ เหลอื
POL6100 แนวการวเิ คราะหท์ างรฐั ศาสตร์
โครงการศกึ ษาภาคพเิ ศษหลกั สูตรรฐั ศาสตรม์ หาบัณฑติ
มหาวิทยาลัยรามคาแหง
สาขาวิทยบริการเฉลมิ พระเกยี รตจิ งั หวัดอานาจเจริญ รุน่ ที่ 1
บทนา
1. ระบอบประชาธปิ ไตย (Democracy) หมายถึง ระบบการปกครองท่ีประชาชน
เป็นใหญ่ดังน้ัน การปกครองท่ีเป็นประชาธิปไตยก็คือ การปกครองท่ียึดถืออานาจ
อธิปไตยเป็นของปวงชนลักษณะสาคัญของการปกครองแบบประชาธิปไตยสามารถ
พิจารณาได้จากรัฐบาล การเลือกต้ังและการปกครองโดยเสียงข้างมาก ประเทศที่
เป็นประชาธิปไตยจาเป็นต้องมีการเลือกต้ัง เพ่ือเปิดโอกาสให้บุคคลสามารถเสนอ
ตวั เขา้ รบั ใช้ส่วนรวมโดยการรับสมคั รเลือกตั้ง และเปิดโอกาสให้ประชาชนใช้สิทธิใน
การท่ีจะเลือกบุคคลท่ีตนต้องการให้เป็นผู้ปกครอง หรือเป็นผู้ใช้สิทธิเป็นปากเป็น
เสียงแทนตนในสภา ในระบอบประชาธิปไตยนั้นการมีสิทธิเลือกต้ังเพียงอย่างเดียว
ยัง ไม่เพียงพอ ต้องมีหลักประกันในการใช้สิทธินั้นด้วยว่า สามารถใช้ได้อย่างเสรี
เต็มที่ และมีโอกาสเลือกสรรตัวบุคคลที่ต้องการจริง ๆ คือ ต้องเป็นการลงคะแนน
ลบั (Secret Ballot)การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยมลี ักษณะสาคัญ ดงั นี้
1. ลักษณะทางสงั คม คือ ความเสมอภาคในการดาเนินชีวิต ทุกคนมีส่วน
เทา่ เทยี มกัน
2. ลักษณะทางเศรษฐกิจ คือ ประชาชนมีโอกาสที่จะได้รับประโยชน์สุข
ทางเศรษฐกิจ
3. ลักษณะทางการเมือง คือ ประชาชนมีสิทธิทางการเมือง เช่น การออก
เสียงเลือกต้งั
2. ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยของไทย
อาจกล่าวไดว้ า่ ประเทศไทยได้นาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย
มาใช้ในการปกครองประเทศต้ังแต่ปี พ.ศ. 2475 ก็เพ่ือให้อานาจการปกครองเป็น
ของประชาชน ประชาชนมสี ทิ ธิ เสรีภาพ มีความเสมอภาค ผู้นาประเทศหรือรัฐบาล
เป็น ตัวแ ทนข องป ระช าช นท่ีป ระช าชน มีฉัน ทานุ มัติ ให้เ ป็นผู้ แทน ที่ม า จาก กา ร
เลือกต้ังโดยเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน เป็นรัฐบาลที่เปิดเผยและตรวจสอบได้
และผลประโยชน์สาธารณะโดยรวมเปน็ ของประชาชนทีร่ ัฐบาลต้องทาเพื่อประโยชน์
ของประชาชนส่วนรวม การเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันท่ี 24 มิถุนายน พ.ศ.
2475 โดยคณะราษฎร มีความมุ่งหมายจัดการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย
ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปล่ียนแนวคิดจากอานาจทอ่ี ยู่ในมือพระมหากษตั รยิ ต์ ามแบบ
สมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นอานาจอธิปไตยเป็นของประชาชน การ
ปกครองแบบใหม่ที่ประชาชนเลือกตั้งผู้นา เป็นของใหม่สาหรับชาวสยาม ใน
ระยะแรกชนชน้ั นาสยามมักเรยี กว่าระบอบการเมอื งการปกครองแบบตะวันตก จาก
การเปลี่ยนแปลงการปกครองในยุคที่การปกครองยังไม่เป็นประชาธิปไตยอย่าง
สมบูรณ์ก็มีแนวโน้มที่จะเน้นตัวบุคคลที่มีความแข็งแกร่ง มีอานาจเด็จขาด แต่การ
ปกครองระบอบประชาธิปไตยไทยก็ล้มลุกคลุกคลานมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งน้ี รัฐ
ราชการ-อานาจนิยม เป็นรัฐที่ปกครองโดยทหารในฐานะที่เป็นสถาบันท่ีทรงอานาจ
เหนือพลังอื่น ๆ ในสังคมมิใช่ในฐานะท่ีเป็นปัจเจกบุคคล คณะทหารท่ีปกครองรัฐ
ราชการ-อานาจนยิ มนี้ ได้รับความร่วมมอื อยา่ งแขง็ ขัน
จากบรรดาข้าราชการพลเรือนและนักเทคนคิ รวมตลอดถึงชนช้ันนายทุน
ระดับสูงภายในประเทศและนายทุนต่างชาติด้วย และเกิดรัฐราชการ-อานาจนิยม
อนั เน่อื งมาจากการชะงกั งนั ของระบบ ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาสาคัญๆอยู่หลาย
ประการ ดงั น้ี
ก. การขาดระบบการเมอื งเพ่ือผลประโยชน์ของสงั คมส่วนรวม
ปัญหาสาคัญท่ีสุดประการหนึ่งของระบบการเมืองไทยก็คือ การขาด
ระบบการเมืองท่ียึดม่ันในผลประโยชน์ของสังคมส่วนร่วมเป็นท่ีตั้ง เรายังไม่อาจหา
ระบบหนึ่งระบบใดมาทดแทนการปกครองระบอบราชาธิปไตย ซึ่งเป็นระบบที่ดี
อยา่ งหนง่ึ ทมี่ ุ่งปกครองเพื่อผลประโยชนข์ องสงั คมส่วนใหญไ่ ด้ ท้ังน้ีเพราะนับแต่การ
เปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา ประเทศไทยหาได้มีการ
ปกครองระบอบประชาธิปไตยท่ียึดม่ันว่า เป็นการปกครองของประชาชนโดย
ประชาชนและเพ่ือประชาชนไม่
ประการแรก รัฐธรรมนูญส่วนใหญ่จะร่างข้ึนมาเพ่ือให้กลุ่มผู้มีอานาจที่
แท้จรงิ ขณะนน้ั ได้เขา้ มามอี านาจในการปกครองประเทศดว้ ยการเป็นหัวหน้ารัฐบาล
และมีอานาจในสภานิติบัญญัติ เช่น รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 ก็ร่างข้ึนมาเพื่อให้
คณะราษฎรได้ผูกขาดการครองอานาจอยู่อีก 10 ปี หรือจนกว่าประชาชนส่วนใหญ่
จะมกี ารศกึ ษาระดับประถมศึกษา
ประการที่สอง การพัฒนาสถาบันทางการเมืองการปกครองต่าง ๆ ถูก
ขัดขวางและปิดกั้นจากกลุ่มผู้มีอานาจทางการเมือง ทั้งท่ีเป็นผู้นาของข้าราชการ
และนายทุน นักธุรกิจ เพราะบุคคลเหล่านี้มีผลประโยชน์ส่วนตัวท่ีจะต้องพิทักษ์
รักษา เช่น โดยการยึดอานาจ ห้ามการมีส่วนร่วมทางการเมือง ห้ามการรวมกลุ่ม
หรือชุมนุมทางการเมอื ง บิดเบอื นอดุ มการณ์ของระบอบประชาธปิ ไตย
ประการที่สาม ชนชั้นปกครองของไทยส่วนมากไม่ยอมรับหลักความชอบ
ธรรมในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย หากจะนิยมระบอบเผด็จการ
มากกว่า ทงั้ น้ไี ม่ว่าจะเป็นผู้นาที่เป็นข้าราชการ ทหาร พลเรือน นักวิชาการหรือนัก
ธรุ กิจ แม้แตน่ สิ ิตนักศึกษาไทย
ประการท่ีส่ี ประชาธิปไตยจะถูกใช้เป็นเพียงข้ออ้างสาหรับการแสวงหา
ผลประโยชนส์ ่วนตวั อยเู่ สมอ ถงึ แม้ว่าสภานิติบัญญัติในบางขณะจะไม่ได้มาจากการ
เลือกต้ัง ก็ยังเรียกได้ว่าเป็นประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ในบางยุคบางสมัยอาจมีสภา
ที่มาจากการเลอื กต้งั อยู่บ้าง แตเ่ ราก็หาได้มีประชาธิปไตยตามหลักการ วิธีการ และ
วัตถุประสงค์ ของการปกครองแบบนไี้ ม่
ประการท่ีห้า มีการร่วมมือกันแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ระหว่างผู้มี
อานาจกับผู้มั่งมีในประเทศด้อยพัฒนา กลุ่มพ่อค้านักธุรกิจ ทั้งในประเทศและจาก
ต่างประเทศจะร่วมมือกันกอบโกยผลประโยชน์และทรัพยากรทางสังคม อีกท้ังจะ
เอารดั เอาเปรียบคนส่วนใหญ่ โดยสนับสนุนบุคคลกลุ่มหนึ่งข้ึนมาเป็นรัฐบาล แต่ใน
กรณีของประเทศไทย บรรดาในทุนกับข้าราชการผู้มีอานาจจะร่วมมือซ่ึงกันและกัน
ในการทาส่ิงดงั กลา่ ว
ประการท่ีหก การปกครองส่วนใหญ่ของไทยเป็นระบอบเผด็จการ มีช่วง
ระยะเวลาสน้ั มากทเ่ี ปน็ ประชาธปิ ไตยในรูปแบบอยู่บ้าง การปกครองแบบเผด็จการ
ไม่ไดม้ ุ่งทาการปกครองเพือ่ ประโยชน์ของสังคมสว่ นรวม
ข. ความจาเปน็ ของการพฒั นาพรรคการเมอื ง
ปัญหาท่ีสาคัญย่ิงอย่างหน่ึงของระบอบการเมืองไทย คือ การพัฒนา
พรรคการเมือง ลักษณะเดิมของพรรคการเมืองไทยที่เป็นอยู่ ก็คือ การย้าบทบาท
ของพรรคในการแขง่ ขันทางการเมือง อยู่ในขอบเขตการชิงชัยในการเลือกตั้ง พรรค
การเมืองไทยคือกลุ่มบุคคลท่ีมาร่วมกันเพื่อเข้าสมัครรับเลือกต้ัง เม่ือใดไม่มีการ
เลือกต้ัง กลุ่มบุคคลเหล่าน้ีก็หยุดดาเนินการทางการเมืองและต่างก็แยกย้ายกันไป
ประกอบอาชพี เดิมของตน และรอคอยโอกาสที่ผ้มู อี านาจทางการเมอื งจะปล่อยให้มี
การเลือกตั้งครั้งต่อไปอีก ในกรณีที่พรรคการเมืองหยุดดาเนินการเมื่อไม่มีการ
เลือกตงั้ ประชาชนก็ขาดการติดต่อกบั นักการเมือง
ปญั หาสาคัญตา่ ง ๆ ในการพฒั นาพรรคการเมอื งของไทยได้แกส่ งิ่ เหล่านี้
ประการแรก พรรคการเมืองขาดอุดมการณ์ทางการเมืองที่ชัดเจน
อดุ มการณท์ มี่ อี ยู่คอ่ นข้างคลุมเครือ ยากท่ีจะนาไปสู่แผนการปฏิบัติท่แี ทจ้ ริงได้
ประการที่สอง นโยบายของพรรคต่าง ๆ คล้ายคลึงกันมาก ยากท่ี
ประชาชนทั่วไปจะแยกได้ออกว่า พรรคใดมีแนวทางการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของ
สังคมแตกตา่ งกันหรอื ดกี วา่ กนั
ประการทีส่ าม ไม่ยึดมน่ั ในหลักการ หากแต่ยึดมั่นในตัวบุคคล พรรคการ
เมืองไทยอยูไ่ ดเ้ พราะผนู้ า เม่อื สน้ิ ผู้นา สมาชกิ ของพรรคจะแปรปรวนและอยู่ไม่รอด
ประการที่สี่ สมาชิกของพรรคการเมืองมักจะขาดวินัย ไม่ยึดม่ันใน
อุดมการณ์ของพรรค คุมกันได้ยาก ขาดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สมาชิกของ
พรรคสามารถจะแปรพกั ตร์ไดต้ ลอดเวลาดว้ ยผลประโยชนที่ไดร้ ับ
ประการทห่ี า้ การขาดความต่อเน่ืองทาให้ไม่สามารถพัฒนาองค์การไปสู่
การเป็นพรรคการเมืองท่ีมั่นคงได้
ประการท่ีหก ไมม่ ฐี านสนบั สนุนท่ีมาจากมวลชนอย่างแท้จริงเพราะไม่ได้
ขยายสาขาพรรคออกไปส่ชู าวบา้ นในระดบั ท้องถิ่น หากแต่มุ่งรับเลือกต้ังไปน่ังอยู่ใน
สภา
โดยสรุปแล้ว การชี้ให้เห็นแนวโน้มและปัญหาสาคัญของระบบการ
เมืองไทยในอนาคต ย่อมจะศึกษาได้จากแนวโน้มและปัญหาต่าง ๆ ที่มีมาแต่อดีต
จนถึงปัจจุบัน ส่ิงที่พอจะมองเห็นได้ก็คือในรอบสิบปีข้างหน้าน้ี หากไม่รีบแก้ไข
ประเทศไทยจะยงั ประสบปัญหาต่าง ๆ ดงั นี้
ประการแรก ได้แก่ การขาดระบบการเมืองที่ยึดม่ันในผลประโยชน์ของ
สังคมส่วนใหญ่ กล่าวคือ รัฐธรรมนูญท่ีมีอยู่ยังคงมีไว้สาหรับผู้มีอานาจ การพัฒนา
สถาบันทางการเมืองต่าง ๆจะถูกสกัดก้ัน ชนชั้นปกครองส่วนมากไม่ยอมรับหลัก
ความชอบธรรมระบอบประชาธิปไตย ประชาธปิ ไตยถกู ใช้เปน็ ขอ้ อา้ งในการแสวงหา
ผลประโยชน์สว่ นตวั มกี ารร่วมมือกันแสวงหาผลประโยชน์สว่ นตวั ระหว่างผู้มีอานาจ
กบั ผู้มงั่ มี รวมทง้ั การปกครองของไทยทยี่ ังเปน็ แบบเผดจ็ การ
ประการท่ีสอง การดาเนินกิจกรรมทางการเมืองท่ีสาคัญๆจะยังถูก
ครอบงาจากระบบราชการ ซึ่งได้แก่ การมองปัญหาของสังคม การกาหนดแนวทาง
ในการแก้ปัญหาเหล่านั้น การสรรหาผู้นาให้แก่ระบบการเมือง การปลูกฝัง
วัฒนธรรมทางการเมือง การให้ข่าวสารและความคิดเห็นต่าง ๆ แก่สาธารณชน
รวมทงั้ การกาหนดข้อบัญญัติให้แก่สังคมการนานโยบายและการตัดสินใจแก้ปัญหา
ของสังคมไปปฏิบัติ และการตีความในข้อบัญญัติเม่ือเกิดการขัดแย้งกันขึ้นใน
ลกั ษณะท่ีเป็นการปกครองของขา้ ราชการโดยขา้ ราชการ และเพอ่ื ขา้ ราชการเอง
ประการท่สี าม ระบบราชการไทยขาดความรับผิดชอบต่อประชาชน และ
ขาดประสิทธิภาพ ข้าราชการไทยสนใจที่จะสนองตอบต่อความต้องการของ
ผู้บังคับบัญชามากกว่าจะปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล หรือสนองตอบต่อความ
ต้องการของพรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์และประชาชน ยิ่งกว่าน้ัน ระบบ
ราชการไทยยังขาดการประสานงานกันในทุกระดับ นิยมการรวบอานาจไว้ท่ีหน่วย
เหนอื และสว่ นกลาง มกี ารเล่นพรรคเล่นพวก ขาดการใช้เทคนิคในการวางแผนและ
ประเมนิ โครงการ และผบู้ รหิ ารเองขาดความรทู้ างการบริหาร
ประการทีส่ ี่ มีการขยายตวั ขององค์การในระบบราชการเพิ่มมากข้ึนเรื่อย
ๆ ทาให้ตอ้ งแก้ปัญหาทางด้านการบรหิ ารและต้องจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาอีกไม่มี
ท่สี ้นิ สดุ โดยมุ่งสร้างอาณาจักรให้แก่ตนเองมากกว่าท่ีจะมุ่งให้เกิดประโยชน์ต่อการ
แก้ปัญหาสงั คม
ประการท่ีหา้ ประเทศไทยประสบปัญหาของการพัฒนาพรรคการเมืองที่
มีฐานสนับสนุนมาจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้งน้ีเพราะขาดความ
ตอ่ เนื่อง ขาดอดุ มการณ์ ขาดวนิ ยั และยึดถือตวั บคุ คลมากไป
3. สถาบนั ทางการเมือง หมายถึง สถาบันท่ีดูแล รักษากฎระเบียบ ควบคุมกลุ่มคน
ต่างๆในสังคม สถาบันตัวแทนของประชาชนต่าง ๆ เป็นสถาบันทางการเมืองท่ีมี
บทบาทสาคัญท่ีแสดงบทบาทเชิงนโยบาย มีรูปแบบของการบริหารจัดการทาง
การเมืองที่ถูกจัดตั้งขึ้นในลักษณะที่มีความเป็นทางการ และมีองค์กรของสถาบัน
การเมืองท่ีสาคัญ คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ มีอานาจหน้าที่ในการออกกฎหมาย 2) ฝ่าย
บริหาร มีอานาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน 3) ฝ่ายตุลาการ มีอานาจ
หน้าท่ใี นการควบคุมตรวจสอบพิจารณาตีความและข้ีขาดการกระทาของสมาชิกใน
สังคมที่มีความขัดแย้งกัน 4) ฝ่ายองค์กรอิสระ ท าหน้าท่ีเพ่ือดาเนินการให้ปลอด
อิทธิพลของบุคคลในสังคม โดยสถาบันทางการเมืองมีหน้าที่ต่าง ๆ ได้แก่ 1)
ป้องกันรักษาความม่ันคงของชาติ 2) สร้างและรักษากฎเกณฑ์ของสังคม 3) บาบัด
ทุกข์ บารุงสุข ของประชาชน 4) บริหารองค์กรของรัฐบาล และองค์กรปกครอง
ท้องถิ่น 5) พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน สถาบันทางการเมืองจะถูกบัญญัติไว้
ในรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญ หมายถึงการวมส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกันเป็น
องค์การทางสังคม มีโครงสร้างเป็นรูปแบบ มีวัตถุประสงค์ กฎเกณฑ์ ข้อบังคับ
ระเบียบปฏิบตั ขิ ององค์กรส่วนตา่ ง ๆ ได้แก่ ปทัสถาน หรือบรรทัดฐานซึ่งควบคุมตัว
บทกฎหมายที่รัฐที่รัฐประกาศใช้กับราษฎร เป็นกฎเกณฑ์ข้อบังคับข้ันมูลฐาน เป็น
พ้ืนฐานในการดาเนินงานของรัฐบาล สถาปนาโครงสร้างการปกครองประเทศ
กาหนดอานาจหน้าท่ีของหน่วยงานต่าง ๆ กาหนดความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน
กับรัฐบาล รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายหลักในการวางกฎเกณฑ์เพ่ือการปกครอง
บ้านเมอื ง สาหรบั ประเทศไทยรัฐธรรมนูญทใี่ ชอ้ ยใู่ นปจั จบุ ัน คือ รัฐธรรมนูญ 2560
4. รฐั ธรรมนูญ 2560 ได้บญั ญัติเก่ียวกับสถาบันทางการเมอื งไว้ ดงั น้ี
4.1 ฝ่ายนิติบัญญัติ องค์กรทางการเมืองฝ่ายนิติบัญญัติ คือรัฐสภา
ประกอบดว้ ย สภาผแู้ ทนราษฎรซงึ่ สมาชกิ ที่มาจากการเลอื กตงั้ แบบแบ่งเขตเลือกต้ัง
จานวนสามร้อยห้าสิบคน และสมาชิกที่มาจากบัญชีรายช่ือของพรรคการเมือง
จานวนหนึ่งร้อยหา้ สบิ คน และวฒุ ิสภาประกอบดว้ ยสมาชิกจานวนสองร้อยคนซึ่งมา
จากการเลือกกันเองของบุคคลโดยการจัดกลุ่ม และอีกห้าสิบคนที่คณะรักษาความ
สงบแห่งชาติคัดเลือก รวมเป็นจานวนวุฒิสมาชิกสองร้อยห้าสิบคน ฝ่ายนิติบัญญัติ
ของไทยมหี นา้ ท่ีในการตรวจสอบและถว่ งดุลในการเมอื งการปกครองไทย คือการต้ัง
กระทถู้ ามรฐั มนตรีเกี่ยวกบั การบริหารงานในหน้าท่ีของรัฐมนตรีต่างๆ การพิจารณา
อนุมัตแิ ละตดิ ตามการใช้เงินงบประมาณประจาปีของรัฐบาล และการยื่นญัตติเปิด
อภิปรายท่ัวไปเพ่ือลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ ให้ความ
เห็นชอบบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี และการเปิดประชุมให้คณะรัฐมนตรีแถลง
นโยบายต่อรฐั สภา
4.2 ฝ่ายบริหาร องค์กรทางการเมืองฝ่ายบริหาร คือคณะรัฐมนตรี หรือ
รฐั บาล ซง่ึ มีราชการส่วนกลางได้แก่กระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนภูมิภาคได้แก่
จังหวัด อาเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน มีหน้าท่ีในการบริหารราชการ
แผ่นดิน มีอานาจถ่วงดุลฝ่ายนิติบัญญัติโดยการยุบสภาเม่ือมีเหตุขัดแย้งต่าง ๆ
เกิดขึน้ ไมว่ ่าจะเกดิ กับรัฐบาล หรือรฐั สภาก็ตาม
4.3 ฝา่ ยตลุ าการ องคก์ รทางการเมืองฝา่ ยตุลาการ คอื ศาลยุติธรรม ศาล
ปกครอง และศาลทหาร มีหน้าท่ีตรวจสอบควบคุมทุกภาคส่วนของสังคมให้ปฏิบัติ
ตามกฎหมาย
4.4 ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรทางการเมืองท่ีประกอบด้วยตุลาการ
ศาลรัฐธรรมนูญจานวนเก้าคน มีหน้าท่ีและอานาจพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วย
รัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย และปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอานาจ
ของสภาผูแ้ ทนราษฎร วุฒิสภา รฐั สภา คณะรฐั มนตรี หรือองค์กรอิสระ
4.5 องคก์ รอสิ ระ ประกอบด้วย 1) คณะกรรมการการเลือกตงั้ จานวนเจ็ด
คน มีหน้าที่และอานาจเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ผู้บริหารท้องถ่ิน สมาชิกสภาท้องถิ่น การสรรหาเพ่ือแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา การ
จัดการพรรคการเมือง และส่งเสริมการปกครองแบบประชาธิปไตย 2) ผู้ตรวจการ
แผ่นดินจานวนสามคน มีหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงท่ีมีผู้ได้รับความเดือดร้อนเพื่อ
เสนอแนะหน่วยงานของรัฐให้แก้ไขและเสนอต่อคณะรัฐมนตรีทราบ 3)
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จานวนเก้าคน มีหน้าที่
และอานาจไต่สวนชี้มูลความผิดเจ้าหน้าท่ีของรัฐและผู้เกี่ยวข้อง รวมท้ังดาเนิน
คดีอาญาผกู้ ระทาผิด 4) คณะกรรมการตรวจเงนิ แผน่ ดนิ จานวนเจ็ดคน มีหน้าที่และ
อานาจเกยี่ วกับการตรวจเงนิ แผ่นดินและส่ังลงโทษทางปกครองกรณมี กี ารกระทาผิด
กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ 5) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
แหง่ ชาติจานวนเจ็ดคน มีหน้าทแ่ี ละอานาจตรวจสอบและรายงานขอ้ เท็จจรงิ
เก่ยี วกบั การละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกกรณีโดยไม่ล่าช้า และเสนอแนะมาตรการหรือ
แนวทางท่เี หมาะสมในการป้องกนั หรือแกไ้ ขการละเมิดสิทธิมนษุ ยชน
4.6 องคก์ รอัยการ เปน็ องค์กรตามรฐั ธรรมนูญ มีหน้าท่ีและอานาจตามท่ี
บญั ญตั ไิ ว้ในรฐั ธรรมนูญและกฎหมาย มีอิสระในการพจิ ารณาสง่ั คดี
4.7 การปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นองค์กรตรมรัฐธรรมนูญ คือองค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่ิน มีหน้าที่และอานาจดูแลและจัดทาบริการสาธารณะ และ
กจิ กรรมสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามหลักการพัฒนาอย่าง
ย่ังยนื
สรุปแล้วการปกครองระบอบประชาธิปไตยกับสถาบันการเมืองไทยในยุค
รัฐธรรมนูญ 2560 ตามท่ีได้กล่าวมาแล้วข้างต้น อาจสรุปได้ว่าประเทศไทยได้ใช้
ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยมาต้ังแต่ พ.ศ. 2475โดยหยิบยืมรูปแบบการ
ปกครองแบบประชาธิปไตยของประเทศอังกฤษมาใช้ เพราะการปกครองแบบ
ประชาธปิ ไตยประชาชนเป็นเจ้าของอานาจการปกครอง ประชาชนมีฉันทามติมอบ
อานาจให้ผู้ใดไปเป็นรัฐบาลจากเสียงส่วนใหญ่ด้วยการเลือกต้ัง โดยมีกฎเกณฑ์ตาม
รัฐธรรมนูญซ่ึงเป็นกฎหมายสูงสุด ส่วนสถาบันทางการเมืองไทยตามรัฐธรรมนูญ
2560 ไดแ้ ก่ ฝา่ ยนติ ิบัญญตั ิ คอื องคก์ รรฐั สภาประกอบดว้ ย สภาผู้แทนราษฎร และ
วฒุ ิสภา ฝ่ายบรหิ ารคือองค์กรรัฐบาล ประกอบด้วยราชการส่วนกลาง ราชการส่วน
ภูมิภาค และราชการส่วนท้องถ่ิน ฝ่ายตุลาการ คือ องค์กรศาล ประกอบด้วยศาล
ยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร และศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ คือ
คณะกรรมการการเลือกต้ัง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและ
ปราบปรามการทจุ ริตแหง่ ชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการ
สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทั้งนี้ เป็นสถาบันทางการเมืองไทยตามที่บัญญัติไว้ใน
รัฐธรรมนญู 2560
บริบทการเมืองและการเลือกต้งั ปี 2562 กับการเลือกสาธารณะ
จังหวัดอานาจเจริญ เป็นจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง
ได้รับการจัดต้ังข้ึนเป็นจังหวัดลาดับท่ี 75 ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม
พ.ศ. 2536 พร้อมกับจังหวัดหนองบัวลาภูและจังหวัดสระแก้ว เดิมเป็นอาเภอใน
จังหวัดอุบลราชธานี ประกอบด้วยอาเภออานาจเจริญ (ปัจจุบันคืออาเภอเมือง
อานาจเจริญ) อาเภอชานุมาน อาเภอปทุมราชวงศา อาเภอพนา อาเภอหัวตะพาน
อาเภอเสนางคนิคม และก่ิงอาเภอลืออานาจ (ปัจจุบันคืออาเภอลืออานาจ) เป็น
พ้ืนที่เกษตรกรรม มีพ้ืนที่ทั้งหมด 3,162 ตารางกิโลเมตร มีประชากรตามทะเบียน
ราษฎรกว่า 378,000 คน มีจานวนครัวเรือน 98,004 ครัวเรือน แบ่งเขตปกครอง
ออกเปน็ 7 อาเภอ 56 ตาบล 607 หมบู่ ้าน มอี งคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่นจานวน 64
แห่ง แบ่งออกเป็น องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง เทศบาลเมือง 1 แห่ง
เทศบาลตาบล 23 แห่ง และ องค์การบริหารส่วนตาบล 39 แห่ง ในการเลือกต้ัง
สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรที่ผ่านมา เม่ือวันที่ 24 มีนาคม 2562 จังหวัดอานาจเจริญ
แบง่ เขตเลือกตง้ั ออกเป็น ๒ เขตเลือกตัง้ เขตเลอื กตัง้ ที่ 1 ประกอบด้วย อาเภอเมือง
อานาจเจริญ และอาเภอหัวตะพาน เขตเลือกตั้งท่ี 2 ประกอบด้วย อาเภอปทุมราช
วงศา อาเภอลืออานาจ อาเภอชานมุ าน อาเภอเสนางนิคม และอาเภอพนา ผู้มีสิทธิ
เลอื กตั้ง จานวน 296,630 คน หนว่ ยเลือกต้ังทั้ง 2 เขต จานวน 639 หน่วยเลือกตั้ง
มีผู้สนใจสมคั ร ส.ส. เขตเลือกตั้งท่ี 1 จานวน 29 คน ส่วนเขตเลือกต้ังท่ี 2 มีผู้สมัคร
ส.ส. จานวน 30 คน รวมทงั้ 2 เขต จานวน 59 คน โดยมีผลจากการลงคะแนนเสียง
ดงั น้ี มผี มู้ มี าใช้สทิ ธิเลอื กตัง้ จานวน 214,231 คน คดิ เป็นร้อยละ 72.22 ซ่ึงจากการ
เลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกต้ังน้ัน พรรคเพ่ือไทยยังได้รับ
ความนิยมสูงสุดจากเขตเลือกต้ังท้ัง 2 เขต คือ เขตเลือกต้ังท่ี 1 นางสมหญิง บัว
บุตร สังกัด พรรคเพื่อไทย และเขตเลือกตั้งท่ี 2 คือ นายดะนัย มะหิพันธ์ สังกัด
พรรคเพ่ือไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ จานวน 2 ท่าน คือ นาย
สุทัศน์ เงินหมื่น สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และ นายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล
หวั หน้าพรรคพลังไทยรักไทย
5. นโยบายพรรคการเมือง
5.1 พรรคเพ่ือไทย แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง สร้างความเติบโตทาง
เศรษฐกิจ สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและ
ระบบคมนาคมขนส่ง ระบบน้า สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว การส่งออก
การเกษตร SME และเศรษฐกิจดิจิทัล ให้ไทยเป็นศูนย์กลางผลิตอาหารปลอดภัย
ของโลก ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพ่ิมผลผลิตและเช่ือมตลาดโลก ยกระดับ
ราคาสินค้าเกษตร ลดความเหลื่อมล้าทางเศรษฐกิจและสังคม ส่งเสริมการเข้าถึง
แหลง่ ทนุ พัฒนาคน ยกระดับคุณภาพและลดความเหลื่อมล้าทางการศึกษา พัฒนา
ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า กระจายอานาจ ลดขนาดภาครัฐ ขจัดอุปสรรค
ในการประกอบธุรกิจด้วยการยกเลิกกฎหมายและใบอนุญาตที่ไม่จาเป็น ป้องกัน
และปราบปรามการทุจริตคอรปั ชน่ั แก้ปัญหายาเสพติด ดูแลผู้ใช้แรงงาน ผู้มีรายได้
น้อย ผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้พิการ แก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยและ
คุ้มครองสิทธิมนุษยชน
5.2 พรรคประชาธิปัตย์ มุ่งขจัดความเหล่ือมล้าทางเศรษฐกิจและสังคม
ยกระดบั รายได้เกษตรกร สง่ เสรมิ สงั คมสวัสดิการและพัฒนาคุณภาพชีวิต พร้อมเร่ง
กระจายอานาจและความเจริญไปทั่วประเทศ ยึดม่ันแนวทางประชาธิปไตยเสรี
ต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ ภายใต้แนวทาง “ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตย
สจุ รติ ” เพื่อบรรลภุ ารกจิ “แกจ้ น สร้างคน สร้างชาติ”
5.3 พรรคพลังไทยรักไทย นโยบาย พักหนี้เกษตรกร 3 ปี ต้ังกองทุน
หมู่บ้าน ๆ ละ 3,000,000 พร้อมต่อยอด OTOP 30 บาทรักษาทุกโรคได้จริง พลัง
แผ่นดินปลอดยาเสพติด อิสานเขียวภาค 2 เมกโปรเจค โขงชีมูลปิงวังยมน่าน พื้นที่
การเกษตรมีน้าตลอดปี เปล่ียน สปก. เป็นโฉนด ใต้ร่มเย็นเน้นการพัฒนาฟื้นฟู
คุณภาพชีวิต เพ่ิมสวัสดิการพื้นฐานผู้สูงอายุคนพิการและผู้ด้อยโอกาสให้สูงขึ้น ตั้ง
กองทุนแห่งรัฐพัฒนาประเทศ ตั้งบรรษัท เกษตรแห่งชาติจากัด (มหาชน) สร้าง
ทา่ เรอื นา้ ลกึ อ่าวไทยอันดามนั เช่ือมด้วยรถไฟรางคู่ 1 ตาบล 1 ธนาคาร 1 จังหวัด 1
แหล่งทอ่ งเท่ยี ว 1 ตาบล 1 ทุน ทุนการศกึ ษาจบปริญญาตรฟี รี มีงานทา
5.4 พรรคภูมิใจไทย นโยบาย 1. ทวงคืนกาไรให้เกษตรกร โดยเสนอ
กฎหมายระบบกาไรแบ่งปัน ต้งั กองทนุ ขา้ ว ข้าวหอมมะลิ ตันละ 18,000 บาท บวก
กาไรเพิ่ม 1,500 บาท รวมเป็นเงิน 19,500 บาท มันสาปะหลัง ไม่ต่ากว่า กก.ละ 4
บาท อ้อย ไม่ต่ากว่าตันละ 1,200 บาท ปาล์มทะลาย ไม่ต่ากว่ากก.ละ 5 บาท
ยางพารา เป้าหมายราคา กก.ละ 70 บาท 2. ยกระดับ อสม. เป็นหมอประจาบ้าน
ค่าตอบแทน 2,500 – 10,000 บาท ต่อเดือน 3. แก้หนี้ กยศ. โดยปลดภาระผู้ค้า
ประกัน ไม่มีดอกเบ้ีย ไม่มีค่าปรับ ผ่อนคืนเงินต้น 10 ปี และปลอดหนี้ 5 ปี 4.
กัญชาไทย ปลูกได้เสรีโดยแก้ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ นากัญชามาใช้ในทาง
การแพทย์ เป็นพชื แกจ้ น ปลกู ได้ สบู ได้ ภายใต้กฎหมาย
5.5 พรรคอนาคตใหม่ จะพัฒนาประเทศไทยให้คนไทยเท่าเทียมกัน
ประเทศไทยเท่าทันโลก ด้วยการกระจายอานาจสู่ในท้องถิ่น สร้างสวัสดิการ
ประชาชนถว้ นหน้า ปฏวิ ัตกิ ารศกึ ษา ทลายเศรษฐกิจผูกขาด หยุดการเอื้อประโยชน์
ระหว่างรัฐบาลและกลุ่มทุนขนาดใหญ่ สร้างระบบขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน
ยกระดับการภาคเกษตรสู่เกษตรก้าวหน้าด้วยเทคโนโลยี พัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล
เพ่ือประชาชน แก้ปัญหาทุจริตด้วยการสร้างรัฐเปิดเผย เปิดรับความแตกต่าง
หลากหลายในสังคม สร้างสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ปฏิรูปกองทัพ ปรับลดงบประมาณ
กระทรวงกลาโหม เลิกระบบเกณฑท์ หาร ล้มล้างมรดก คสช. คืนประชาธิปไตยและ
สทิ ธมิ นุษยชน
6. แนวคดิ และทฤษฎีทเี่ ก่ียวข้อง
ทางเลือกสาธารณะ (Public Choice) เป็นอีกแนวทางการศึกษาหนึ่งท่ี
สาคัญภายหลังจากท่ีพ้นจากวิกฤตการณ์ด้านเอกลักษณ์ของรัฐประศาสนศาสตร์
ในช่วงปี ค.ศ. 1960–1970 นักวิชาการได้ให้ความหมายของทางเลือกสาธารณะไว้
ดงั น้ี
ทางเลือกสาธารณะ ก็คือวิชาที่นาเอาหลักเศรษฐศาสตร์มาใช้ในการ
วินิจฉัยสั่งการในส่วนของภาครัฐ (Mueller, 1979) โดยมุ่งเอาความรู้เก่ียวกับ
พฤติกรรมของตลาด (Market behavior) มาอธบิ ายถึงการตัดสินใจท่ีเกิดขึ้นในส่วน
ของภาครัฐบาล ตลอดจนมุ่งท่ีจะนาเอา กลไกลของตลาดมาปรับปรุง เพ่ือให้การ
ตัดสินใจในส่วนของภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากข้ึน” (Bish, 1971) เป็น
การใช้เครอ่ื งมอื และวิธีการท่ีได้พัฒนาจากการศึกษาวิเคราะห์ด้านเศรษฐศาสตร์กับ
ภาคการเมือง การปกครอง การบริหารภาครัฐ ตลอดจนการคลังรัฐบาล
(Buchanan,1993) โดยผู้บริหารภาครัฐจะออกแบบทางเลือกหรือโอกาสต่าง ๆ ท่ี
มนุษย์ทุกคนมีเสรีภาพที่จะเลือกหรือตัดสินใจได้ เพื่อตอบสนองความพึงพอใจท่ี
หลากหลายๆ อันมีรากฐานมาจาก ทฤษฎีมนุษยนิยมท่ีให้ความสาคัญกับการจูงใจ
และพฤติกรรม หลักเศรษฐศาสตร์ที่อธิบายอุปสงค์ อุปทาน และ หลักการตลาด
เร่ือง 4 P ได้แก่ Product (ผลิตภัณฑ์) Price (ราคา) Place (สถานท่ีจัดจาหน่าย)
และ Promotion (การสง่ เสริมการขาย) (สถาพร ป่ินเจรญิ , 2544)
รัฐ/ รัฐบาลมีหน้าที่กาหนดนโยบายสาธารณะตามความต้องการของ
ประชาชน (Breton, 1978;McKenzie and Tullock, 1978 ใน อนุสรณ์ลิ่มมณี,
หนา้ 95) ภายใต้อิทธิพลเศรษฐศาสตร์การคลัง
1. จัดให้มีสินค้าและบริการสาธารณะ อาทิ ความมั่นคงแห่งรัฐ การ
ปกปอ้ งกรรมสทิ ธิ์ในทดี่ นิ เปน็ ต้น
2. การแทรกแซงเพ่อื แกไ้ ขขอ้ บกพรอ่ งเศรษฐกจิ ระบบตลาด
3. การกระจายรายได้ (Alt and Crystel, 1983)
ดังน้ันแนวคิดทางเลือกสาธารณะจึงประกอบด้วยการร่วมกลุ่มกันอย่าง
หลวม ๆ ของนักเศรษฐศาสตร์และนักรัฐศาสตร์ผู้ซ่ึงต้องการนา ทฤษฎีทาง
เศรษฐศาสตร์การเมืองมาใช้เป็นเคร่ืองมือในการศึกษาว่าสินค้าแ ละบริการ
สาธารณะท่ีมีอยู่อย่างจากัดควรจะถูกจัดสรรในสังคมให้ดีท่ีสุดได้อย่างไร แนวคิด
ทางเลือกสาธารณะแนวคิดหนึ่งในรัฐประศาสนศาสตร์สมัยใหม่สมัยท่ีมุ่งเอาความรู้
เกี่ยวกับพฤติกรรมของตลาด (Market Behavior) มาอธิบายถึงพฤติกรรมการ
ตัดสินใจของภาครัฐบาล โดยเอากลไกของตลาดมาปรับปรุง เพ่ือให้การบริการของ
รัฐดีขึ้น ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การให้บริการรูปแบบใหม่ เน้นการตอบสนองความ
ต้องการจาเปน็ ของประชาชนหรอื ผบู้ รโิ ภคได้มากยิง่ ข้นึ
6.1 การแลกเปล่ียนซ้ือขาย (exchange) คือ ความสัมพันธ์ระหว่าง
รัฐบาลหรือนโยบายเศรษฐกิจของรัฐกับประชาชนผู้ออกเสียงมีลักษณะเป็นการ
แลกเปลี่ยนในตลาดการเมือง (ตลาดผู้ซื้อ - ผู้บริโภค) ประชาชนใช้คะแนนเสียงท่ีมี
ซื้อสินค้าในรูปนโยบายหรือภาวะเศรษฐกิจท่ีต้องการจากรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน
รัฐบาล เปรียบเสมือนเป็นหน่วยธุรกิจหรือโรงงานผลิตสินค้าหรือบริการ (public
goods and services)
6.2 ปัจเจกชนในฐานะหน่วยพืน้ ฐานการศึกษาวิเคราะห์ (Methodology
logical individualism); (Frey, 1978) กล่าวคือ พฤติกรรมของคนแต่ละคนมา
รวมกันเท่ากับพฤตกิ รรมของกลมุ่
กรอบแนวคิดทางเลือกสาธารณะ
กรอบแนวคิดของทฤษฎีทางเลือกสาธารณะประมวลออกมาได้ 3 มุมมองตามทัศนะ
ของนักวชิ าการที่มมี ุมมองไปทางเดยี วกนั ดังน้ี
กรอบแนวคิดที่ 1 พฤติกรรมของกลุ่มผลประโยชน์และแรงจูงใจที่ทาให้
บุคคลเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมของกลุ่มและกิจกรรมสาธารณะทัศนะของ
Buchanan, Tullock และ Niskanen โดยภาพรวมแล้วได้ใหค้ วามสาคัญกบั ปญั หา
สาธารณะ 3 ประการ ได้แก่ (1) ทาไมสังคมถึงเลือกให้รัฐบาลเป็นผู้จัดหาสินค้าและ
บริการ (2) ทาไมต้องให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ส่งมอบบริการสาธารณะ และ (3)
นักการเมืองสามารถควบคุมข้าราชการประจาได้อย่างไร กล่าวคือ บุคคลจะเลือก
ทางเลือกเก่ียวกับการบริโภคและการผลิตซึ่งสินค้าและบริการสาธารณะภายใต้
กฎเกณฑ์และโครงสร้างของการตัดสินใจท่ีแตกต่างกัน (Buchanan, 1993;
Tullock, 1960;Niskanen, 1971) ดังน้ัน ทางเลือกสาธารณะจึงเริ่มด้วยรูปแบบ
ของมนุษย์ในฐานะที่เป็นผู้ตัดสินใจและดาเนินการโดยหลักการที่ว่าบุคคลจะเลือก
ทางเลือกเกี่ยวกับการบริโภคและการผลิตซึ่งสินค้าและบริการสาธารณะภายใต้
กฎเกณฑ์และโครงสร้างของการตัดสินใจท่ีแตกต่างกัน โดยการหาคาอธิบาย
เกี่ยวกับพฤติกรรมของกลุ่มผลประโยชน์ รวมทั้งสาเหตุหรือแรงจูงใจที่ทาให้บุคคล
เขา้ ไปรว่ มในกจิ กรรมสาธารณะ พฤตกิ รรมของหน่วยงานในการให้บริการสาธารณะ