The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระวินัยปิฎก เล่ม 1-8 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-24 04:56:11

พระวินัยปิฎก เล่ม 1-8 ebook

พระวินัยปิฎก เล่ม 1-8 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Keywords: พระวินัยปิฎก เล่ม 1-8 ebook

¾ÃÐäµÃ»® ¡»ÃÔ·ÃÃȹ àÅÁ‹ ñ

Í¹Ñ Ç‹Ò´ÇŒ ¾ÃÐÇ¹Ô ÂÑ »®¡

...¤ÑÁÀÃÕ Á ËÒÇÀÔ §Ñ ¤ ...¤ÑÁÀÃÕ ÀÔ¡¢¹Ø ÇÕ ÀÔ Ñ§¤
...¤ÁÑ ÀÕÃÁ ËÒÇÃä ...¤ÁÑ ÀÃÕ ¨ÅØ ÇÃä

...¤ÁÑ ÀÃÕ » ÃÇÔ ÒÃ

กองคมั ภีรส ัททาวเิ สส สถาบนั บาฬศ� ึกษาพทุ ธโฆส
ศูนยศ ึกษาวจิ ัยและนวัตกรรมคัมภีรบาลีเถรวาท สมเด็จพระพทุ ธชนิ วงศ

มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วทิ ยาเขตบาฬ�ศกึ ษาพทุ ธโฆส นครปฐม

พมิ พเ ปนวิทยาทาน
รวบรวม เรียบเรียง : พระเทพสุวรรณเมธี (สุชาติ กติ ตฺ ิปฺโ/หวลจติ ต)

พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ เลม่ ๑

อนั วา่ ด้วยพระวนิ ยั ปิฎก

พระเทพสวุ รรณเมธี, รศ.ดร. (สชุ าติ กิตตฺ ิปญฺโ/หวลจิตต)์
ป.ธ.๘, พธ.บ., ศศ.ม., พธ.ด.
รวบรวม เรียบเรยี ง

มูลนธิ ิสถาบันบาฬีศกึ ษาพทุ ธโฆส
มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
วิทยาเขตบาฬีศกึ ษาพทุ ธโฆส นครปฐม

ISBN : 978-616-300-719-3

พระไตรปิฎกปริทรรศน์ เล่ม ๑
อันว่าด้วยพระวินัยปฎิ ก

ISBN : 978-616-300-719-3

พิมพ์คร้ังท่ี ๑ : พฤษภาคม ๒๕๖๔ จ�ำ นวน ๕๐๐ เลม่

อุปถัมภก์ ารพิมพ์
วดั อรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร
แขวงวดั อรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรงุ เทพมหานคร

คณะทำ�งานจดั พิมพ์ พระราชเวท,ี
พระเทพปรยิ ัตมิ ุน,ี รศ.ดร., พระราชรัตนมนุ ี, รศ.ดร.,
พระราชรตั นโสภณ, ดร., พระศรีสทุ ธิเวท,ี ผศ.ดร., พระปัญญารัตนากร, ดร.,
พระศรีรัตนโมลี, ดร., พระภาวนาพศิ าลเมธี, พระมงคลสตุ าคม, ดร.,
พระมหาโกมล กมโล, ผศ.ดร., พระครพู ิพิธวรกิจจานุการ, ผศ.ดร., พระมหาชิต านชิโต, ผศ.ดร.
พระครูวศิ ษิ ฎส์ รการ, ดร., พระมหาอดุ ร สทุ ธิ าโณ, ผศ.ดร., พระมหาปราโมทย์ วริ ิยธมฺโม, ดร.
พระมหาวฒั นา ปญฺ าทีโป, ดร., พระปลัดสมชาย ปโยโค, ดร., พระมหาวิจิตร กลฺยาณจติ ฺโต, ผศ.,
พระมหาบญุ เกิด ปญฺาปวฑุ ฒฺ ,ี ผศ.ดร., พระมหาสุขสนั ต์ สขุ วฑฒฺ โน, ผศ.ดร., พระประเทือง ขนฺติโก,
พระครปู ลัดสมั พิพฒั นธรรมาจารย์, ดร., รศ.ดร.เวทย์ บรรณกรกุล ผศ.ดร.วโิ รจน์ คมุ้ ครอง,
ดร.ชัยชาญ ศรีหาน,ู ดร.ธานี สวุ รรณประทีป, ดร.สุพิชฌาย์ พรพิชณรงค์,
ดร.นวลวรรณ พนู วสุพลฉัตร, ดร.สุภีร์ ทมุ ทอง, นายสุรพล หยกฟ้าวิจิตร,
นายสังขว์ าล เสริมแกว้ , นายสมบรู ณ์ จารุณะ, นายอติสยะ วงษโ์ สภา,
แมช่ จี ริ าภรณ์ ชวะศริ ิ

คอมพิวเตอร/์ รปู เลม่
พระมหาเสฏฐวุฒิ วชริ าโณ, ดร., พระมหาวรวิทย์ อติเมโธ, พระวรวฒุ ิ วรธมโฺ ม (กล่นิ ภ่)ู ,
ดร.สพุ ิชฌาย์ พรพชิ ณรงค,์ นายเฉลมิ ชัย มาลีรอด

ลิขสิทธ์ิ
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส นครปฐม

สถานที่พิมพ์
นติ ิธรรมการพิมพ์ ๗๖/๒๕๑-๓ หมู่ ๑๕ ต.บางม่วง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ๑๑๑๔๐
โทร. ๐-๒๔๐๓-๔๕๖๗-๘, ๐๘๑-๓๐๙-๕๒๑๕ แฟกซ์ : ๐-๒๔๐๓-๔๕๖๘
E-mail : [email protected], [email protected]

สมเดจ็ พระพทุ ธชินวงศ์ (สมศกั ดิ์ อปุ สมมหาเถร)

ป.ธ.๙, M.A., Ph.D. ศาสตราจารย์ (สาขาภาษาบาล)ี , อัครมหาบณั ฑิต
องคส์ ถาปนาสถาบันบาฬศี กึ ษาพุทธโฆส



พระธรรมรตั นดิลก (สมเกียรติ โกวิโท)

ป.ธ.๙, พธ.ด. (กติ ตมิ ศักด)์ิ , กรรมการมหาเถรสมาคม,
ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะภาค ๙

เจา้ อาวาสวัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวหิ าร



พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ (7)

อารัมภกถา

พระไตรปฎิ ก เปน็ คมั ภรี ท์ ม่ี คี วามส�ำ คญั มาก เรยี กวา่ เปน็ คมั ภรี ห์ ลกั ของพระพทุ ธศาสนา
เช่นเดียวกับคัมภีร์ไบเบิลของศาสนาคริสต์ คัมภีร์อัลกุรอานของศาสนาอิสลาม พระไตรปิฎก
จึงเปรียบเสมือนตัวแทนขององค์พระบรมศาสดา ดังพุทธพจน์ที่ตรัสกับพระอานนทเถระว่า
โย โว อานนทฺ ธมฺโม จ วินโย จ เทสโิ ต ปญฺตโฺ ต โส โว มมจจฺ เยน สตฺถา แปลวา่ อานนท์
ธรรมท่ีเราแสดงแล้วและวินัยที่เราบัญญัติแล้วแก่เธอท้ังหลาย หลังจากเราล่วงลับไปจะเป็น
ศาสดาของเธอทั้งหลาย

ในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา ต่างส่งเสริมพระภิกษุสามเณรและพุทธบริษัท
ให้ศึกษาพระไตรปิฎกอย่างจริงจัง เพื่อให้มีความรู้ความแตกฉานในพระพุทธพจน์อันเป็นตัว
พระปริยัติศาสนาได้อย่างถูกต้อง เม่ือศึกษาพระปริยัติศาสนาได้อย่างถูกต้องแล้ว ย่อมเป็น
ปัจจัยส่งเสริมให้เกิดสุปฏิบัติ อุชุปฏิบัติ ญายปฏิบัติ สามีจิปฏิบัติ อันเป็นตัวปฏิบัติศาสนา
ซงึ่ เปน็ เหตใุ หไ้ ดร้ บั ผลคอื ปฏเิ วธศาสนาตามมา ตามทกี่ ลา่ วมาน้ี จะเหน็ ไดว้ า่ เมอ่ื พระปรยิ ตั ธิ รรม
ด�ำ รงอยู่ พระปฏบิ ตั ธิ รรมและพระปฏเิ วธธรรมจงึ จะบงั เกดิ ได้ หากพระปรยิ ตั ธิ รรมอนั ตรธานไป
พระปฏิบัติธรรมและพระปฏิเวธรรมก็หาบังเกิดได้ไม่ เปรียบดังเช่นเมื่อรากไม้ยังดำ�รงอยู่
ดอก และผลของต้นไมก้ ย็ อ่ มผลอิ อกมาได้

พระไตรปิฎกปริทรรศน์ชุดน้ี ได้รวบรวมโดยคณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตบาฬศี กึ ษาพทุ ธโฆส ซง่ึ ไดเ้ สนอขอความอปุ ถมั ภจ์ ากวดั อรณุ ราชวราราม
เพอื่ จัดพิมพ์เผยแผ่เป็นธรรมทาน คณะสงฆว์ ัดอรุณราชวราราม พจิ ารณาแล้ววา่ หนงั สือชดุ น้ี
จะมปี ระโยชนอ์ ยา่ งไพศาลตอ่ การศกึ ษาพระไตรปฎิ กของคณะสงฆแ์ ละพทุ ธศาสนกิ ชน จงึ ไดร้ บั
เป็นเจ้าภาพอุปถัมภ์จัดพิมพ์ครั้งนี้ ขอผลานิสงส์แห่งธรรมทานน้ี จงเป็นพลวปัจจัยส่งผลให้
คณะผจู้ ดั ท�ำ ผอู้ ุปถมั ภ์ และผใู้ ชเ้ รียนใชศ้ กึ ษา ไดป้ ระสบผลอันตนปรารถนาทกุ ท่านเทอญ
พระธรรมรัตนดิลก
(สมเกียรติ โกวโิ ท ป.ธ.๙)
กรรมการมหาเถรสมาคม รักษาการเจา้ คณะภาค ๙
เจา้ อาวาสวัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวหิ าร

(8) พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์

บทน�ำ



....... สเทวกสฺส โลกสฺส อตฺถาย หิตาย สุขาย ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺตฺโต,
โส ปรยิ ตฺติปฏิปตฺติปฏเิ วธวเสน วิภตเฺ ตสุ ตสี ุ สทฺธมฺเมสุ ปรยิ ตฺตสิ ทฺธมฺโม นาม, ตเทว จ
สาสนฏฺติ ยิ า ปมาณํ, สตเิ ยว หิ ตสมฺ ึ อิตเร อุปฺปชชฺ นตฺ .ิ ๑
พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว และพระวินัยที่ทรงบัญญัติไว้
เพ่ือประโยชน์สุขถาวรแก่สัตว์โลกและหมู่ทวยเทพยดาในเทวโลก, ในบรรดาพระสัทธรรมท่ี
จ�ำ แนกออกเป็น ๓ คือ พระปรยิ ตั สิ ทั ธรรม ๑ พระปฏบิ ัติสัทธรรม ๑ พระปฏเิ วธสัทธรรม ๑
พระธรรมวินัยนน้ั ช่ือวา่ พระปรยิ ัติสัทธรรม, กพ็ ระปรยิ ตั สิ ัทธรรมนั้นนัน่ เอง เป็นพระสัทธรรม
ท่สี �ำ คัญ เพ่ือการด�ำ รงม่ันแห่งพระพทุ ธศาสนา, เพราะเมือ่ มพี ระปรยิ ัติสัทธรรม ปฏิบตั ิสัทธรรม
และปฏิเวธสัทธรรม กเ็ กิดมไี ด้ฯ
ดงั ค�ำ ท่ีพระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ในอังคตุ ตรอรรถกถาวา่
“ยาว ติฏฺนฺติ สุตฺตนตฺ า วินโย ยาว ทปิ ปฺ ติ
ตาว ทกฺขนฺติ อาโลกํ สรู เิ ย อพฺภุฏฺ เต ยถา.
ตราบใดที่พระสูตร และพระอภิธรรมพร้อมท้ังพระวินัย ยังต้ังมั่นและรุ่งเรืองอยู่
ตราบนั้น กย็ งั คงปรากฏแสงสว่างอยเู่ หมือนยงั มีพระอาทิตยส์ ่องสวา่ งอยู่ ฉะนนั้
สุตฺตนฺเตสุ อสนเฺ ตสุ, ปมฏุ ฺเ วนิ ยมหฺ ิ จ.
ตโม ภวิสสฺ ติ โลโก, สรู เิ ย อตฺถงคฺ เต ยถา.
เม่ือพระสูตรและพระอภิธรรมไม่มี ท้ังพระวินัยก็เลอะเลือนเสียแล้ว ชาวโลกก็จักมี
ความมืดมน ประดุจดังพระอาทิตยต์ กหมดแสงไปฉะนนั้
สุตฺตนฺเต รกฺขเิ ต สนฺเต, ปฏปิ ตฺติ โหติ รกขฺ ติ า.
ปฏิปตตฺ ยิ ํ ิโต ธีโร, โยคกฺเขมา น ธสํ ต”ี ติ.๒
เมื่อพระสูตรและพระอภิธรรม ท่ีได้รับการรักษายังมีอยู่ การปฏิบัติก็เป็นอันได้รับ
การรักษาไว้ด้วย ผู้เป็นบัณฑิตดำ�รงมั่นในการปฏิบัติแล้ว ย่อมไม่คลาดจากธรรมอันเป็น
แดนเกษมจากโยคะ (พระนิพพาน)

๑๒ นิทานกถา, ฉฏฺ สงฺคตี ิปฏิ ก,ํ ฉบบั สถาบนั บาฬีศึกษาพุทธโฆส, ๒๕๖๔
อง.ฺ เอกก.อฏฺ. ๑๓๐/๘๔

พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ (9)

พระไตรปิฎกเป็นคัมภีร์ท่ีบรรจุคำ�ส่ังสอนทางพระพุทธศาสนาไว้อย่างเป็นระบบ
เป็นหมวดหมู่ เพื่อสะดวกแก่การทรงจำ�และเป็นหลักฐานอ้างอิงสำ�หรับการศึกษาค้นคว้า
พระไตรปิฎกฉบับที่จัดพิมพ์เป็นภาษาไทยโดยท่ัวไปนิยมจัดพิมพ์เป็นชุดละ ๔๕ เล่ม
ซ่ึงหมายถึงระยะเวลาแห่งการบำ�เพ็ญพุทธกิจ ๔๕ พรรษาของพระพุทธองค์ จัดแบ่งออก
เป็น ๓ ปิฎกด้วยกัน คอื ๓

๑. พระวินัยปิฎก ว่าด้วยข้อบัญญัติเกี่ยวกับความประพฤติ ความเป็นอยู่
ขนบธรรมเนยี ม และการดำ�เนนิ กจิ การตา่ งๆ ของภกิ ษุและภกิ ษณุ ี (พระวนิ ยั
ปฎิ ก ๘ เลม่ : ๑-๘)

๒. พระสุตตันตปิฎก ว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่ทรงแสดงแก่บุคคลต่างๆ โดย
ทัว่ ไป รวมถึงเทศนาของพระสาวกสำ�คญั บางรปู (พระสตุ ตันตปฎิ ก ๒๕ เลม่ :
๙-๓๓)

๓. พระอภธิ รรมปฎิ ก วา่ ดว้ ยหลกั ธรรมตา่ งๆ ทอ่ี ธบิ ายในแงว่ ชิ าการลว้ นๆ ไมเ่ กย่ี ว
ดว้ ยบคุ คลหรอื เหตุการณ์ ไมม่ เี รอ่ื งราวประกอบ (พระอภิธรรมปิฎก ๑๒ เลม่ :
๓๔-๔๕)

พระวนิ ัยปิฎก แบ่งออกเป็น ๕ คัมภีร์ คอื
๑. มหาวิภังค์ ว่าด้วยสิกขาบทของภิกษุ ๒๒๗ ข้อท่ีมาในพระปาติโมกข์ (เล่มที่
๑-๒)
๒. ภิกขุนีวิภังค์ ว่าด้วยสิกขาบทของภิกษุณี ๓๑๑ ข้อท่ีมาในพระปาติโมกข์
(เล่มท่ี ๓)
๓. มหาวรรค วา่ ดว้ ยสกิ ขาบทนอกพระปาตโิ มกขต์ อนตน้ ๑๐ ขนั ธกะ (เลม่ ที่ ๔-๕)
๔. จุลวรรค ว่าด้วยสิกขาบทนอกพระปาติโมกข์ตอนปลาย ๑๒ ขันธกะ (เล่มที่
๖-๗)
๕. ปริวาร ว่าด้วยคำ�ถามคำ�ตอบสำ�หรับซ้อมความรู้เร่ืองพระวินัย ซ่ึงเป็นการ
ทบทวนเนอ้ื หาของ ๔ คมั ภีร์แรก (เล่มที่ ๘)

๓ พระไตรปิฎกฉบับธรรมสภา

(10) พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์

พระสตุ ตันตปิฎก แบง่ ออกเปน็ ๕ นิกาย คอื
๑. ทีฆนิกาย รวบรวมพระสูตรท่มี คี วามยาวมากไว้ด้วยกนั (เลม่ ที่ ๙-๑๑)
๒. มชั ฌมิ นกิ าย รวบรวมพระสตู รทม่ี คี วามยาวปานกลางไวด้ ว้ ยกนั (เลม่ ที่ ๑๒-๑๔)
๓. สงั ยตุ ตนกิ าย รวบรวมพระสตู รทมี่ เี นอื้ หาสาระประเภทเดยี วกนั ไวด้ ว้ ยกนั เชน่
รวบรวมเรอื่ งเก่ียวกบั ทา้ วสกั กะไว้ดว้ ยกนั เรยี กว่า สกั กสงั ยุต (เล่มที่ ๑๕-๑๙)
๔. อังคุตตรนิกาย รวบรวมพระสูตรท่ีมีหัวข้อธรรมเท่ากันเอาไว้ด้วยกัน มีชื่อ
เรยี กวา่ นบิ าต นบั จากหมวดพระสตู รทมี่ หี วั ขอ้ ธรรม ๑ ขอ้ เรยี กวา่ เอกกนบิ าต
ไปจนถึงหมวดพระสูตรที่มีหัวข้อธรรม ๑๑ ข้อ เรียกว่า เอกาทสกนิบาต
(เลม่ ท่ี ๒๐-๒๔)
๕. ขทุ ทกนกิ าย จดั แยกพระสตู รทไ่ี มเ่ ขา้ เกณฑท์ งั้ ๔ นกิ ายขา้ งตน้ นนั้ ไวเ้ ปน็ หมวด
เดียวกนั เรียกว่า ขทุ ทกนิกาย มี ๑๕ คัมภีร์ คอื ขุททกปาฐะ ธรรมบท อทุ าน
อิตวิ ตุ ตกะ สุตตนิบาต วิมานวตั ถุ เปตวัตถุ เถรคาถา เถรคี าถา ชาดก นทิ เทส
ปฏสิ ัมภิทามรรค อปทาน พุทธวงศ์ และจริยาปิฎก (เลม่ ที่ ๒๕-๓๓)

พระอภิธรรมปิฎก แบ่งออกเปน็ ๗ คัมภีร์ คือ
๑. สงั คณี หรอื ธมั มสงั คณี รวมขอ้ ธรรมเขา้ เปน็ หมวดหมแู่ ลว้ อธบิ ายทลี ะประเภท
(เลม่ ท่ี ๓๔)
๒. วิภังค์ ยกหมวดธรรมสำ�คัญ ๆ ข้ึนต้ังเป็นหัวเรื่องแล้วแยกแยะออกอธิบาย
ช้แี จงวนิ ิจฉยั โดยละเอยี ด (เลม่ ท่ี ๓๕)
๓. ธาตกุ ถา สงเคราะห์ข้อธรรมตา่ งๆ เขา้ ในขนั ธ์ อายตนะ ธาตุ (เล่มท่ี ๓๖)
๔. ปคุ คลบัญญตั ิ บัญญัติความหมายของบุคคลตามคุณธรรมทม่ี อี ยู่ (เลม่ ที่ ๓๖)
๕. กถาวัตถุ แถลงและวินิจฉัยทัศนะของนิกายต่างๆ สมัยสังคายนาคร้ังท่ี ๓
(เล่มท่ี ๓๗)
๖. ยมก ยกหัวขอ้ ธรรมข้นึ วนิ ิจฉยั ดว้ ยวิธีถามตอบโดยถามย้อนกนั เปน็ ค่ๆู (เลม่ ท่ี
๓๘-๓๙)
๗. ปฏั ฐาน อธบิ ายปจั จยั ๒๔ แสดงความสมั พนั ธเ์ นอื่ งอาศยั กนั แหง่ ธรรมทงั้ หลาย
โดยพสิ ดาร (เลม่ ที่ ๔๐-๔๕)

พระไตรปิฎกปริทรรศน์ ฉบับน้ี รวบรวมเรียบเรียงมาจากบทนำ�ของพระไตรปิฎก
ภาษาไทย มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั เฉลิมพระเกยี รติ สมเด็จพระนางเจ้าสิรกิ ิติ์ พระบรม

พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ (11)

ราชินีนาถ พุทธศักราช ๒๕๓๙ ท้ัง ๔๕ เล่ม วัตถุประสงค์ก็เพื่อจักอำ�นวยประโยชน์แก่นิสิต
ของวทิ ยาเขตบาฬศี กึ ษาพทุ ธโฆส นครปฐม ทม่ี กี ารเรยี นการสอนในรายวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา
ท้ังยังหวังว่าจักเป็นประโยชน์แก่ผู้เพิ่งศึกษาพระไตรปิฎก ท้ังจักเป็นการเพิ่มพูนความรู้แก่
ผ้ทู ี่ได้ศกึ ษามาบา้ งแลว้ ใหม้ ีฉนั ทะยิง่ ข้นึ
ขออนุโมทนาต่อทุกท่านท่ีมีอุตสาหวิริยะ ช่วยจัดทำ�ต้นฉบับจนสำ�เร็จสามารถจัด
พิมพ์ออกเผยแพร่ได้ หวังว่าหนังสือเล่มน้ีคงจักได้อำ�นวยความสะดวกในการสืบค้นสาระของ
พระไตรปิฎกแก่นิสิตหลักสูตรพระไตรปิฎกศึกษาและหลักสูตรอื่น ๆ และอำ�นวยประโยชน์
แก่ผู้ต้องการศึกษาพระไตรปิฎก เพ่ือนำ�ไปต่อยอดในการอ่านและค้นคว้าในฉบับเต็ม คือ
พระไตรปิฎภาษาไทย มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสริ ิกติ ์ิ
พระบรมราชินีนาถ พุทธศักราช ๒๕๓๙ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในนามของผู้บริหารกองคัมภีร์
สทั ทาวเิ สส สถาบนั บาฬศี กึ ษาพทุ ธโฆส ในด�ำ รสิ มเดจ็ พระพทุ ธชนิ วงศ์ (สมศกั ด์ิ อปุ สมมหาเถร)
องคส์ ถาปนา จงึ ขออนุโมทนา

๓๐ เมษายน ๒๕๖๔

(12) พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์

คำ�ย่อ คำ�อธบิ ายสัญลักษณ์และค�ำ ย่อ
ว.ิ มหา.
วิ.ภกิ ฺขุน.ี พระวนิ ยั ปิฎก
วิ.ม.
วิ.จ.ู ช่อื คมั ภีร์
วิ.ป. = วินยปฏิ ก มหาวิภงคฺ ปาลิ
ค�ำ ย่อ = วนิ ยปฏิ ก ภิกฺขุนีวิภงฺคปาลิ
ที.ส.ี = วนิ ยปิฏก มหาวคฺคปาลิ
ท.ี ม. = วนิ ยปฏิ ก จูฬวคฺคปาลิ
ท.ี ปา. = วนิ ยปฏิ ก ปรวิ ารปาลิ
ม.ม.ู
ม.ม. พระสุตตันตปฎิ ก
ม.อ.ุ
สํ.ส. ชื่อคมั ภรี ์
ส.ํ นิ. = สุตฺตนตฺ ปิฏก ทีฆนกิ าย สลี กขฺ นธฺ วคคฺ ปาลิ
สํ.ข. = สุตฺตนฺตปฏิ ก ทฆี นิกาย มหาวคฺคปาลิ
ส.ํ สฬา. = สตุ ตฺ นฺตปิฏก ทฆี นกิ าย ปาฏิกวคฺคปาลิ
ส.ํ ม. = สุตตฺ นฺตปฏิ ก มชฌฺ ิมนิกาย มูลปณฺณาสกปาลิ
อง.ฺ เอกก. = สตุ ฺตนฺตปิฏก มชฌฺ มิ นิกาย มชฌฺ ิมปณฺณาสกปาลิ
องฺ.ทกุ . = สุตฺตนฺตปฏิ ก มชฌฺ ิมนิกาย อุปรปิ ณณฺ าสกปาลิ
องฺ.ติก. = สตุ ฺตนตฺ ปฏิ ก สํยุตตฺ นกิ าย สคาถวคคฺ ปาลิ
องฺ.จตุกกฺ . = สตุ ฺตนตฺ ปฏิ ก สํยตุ ฺตนกิ าย นิทานวคคฺ ปาลิ
อง.ฺ ปญจฺ ก. = สุตฺตนฺตปิฏก สํยุตตฺ นกิ าย ขนฺธวารวคฺคปาลิ
= สุตตฺ นตฺ ปฏิ ก สยํ ุตฺตนกิ าย สฬายตนวคฺคปาลิ
= สตุ ฺตนฺตปิฏก สํยุตตฺ นกิ าย มหาวารวคฺคปาลิ
= สุตตฺ นฺตปฏิ ก องฺคตุ ฺตรนกิ าย เอกกนบิ าตปาลิ
= สตุ ฺตนฺตปิฏก องคฺ ตุ ตฺ รนิกาย ทกุ นบิ าตปาลิ
= สตุ ฺตนตฺ ปฏิ ก องฺคุตฺตรนกิ าย ติกนิบาตปาลิ
= สตุ ตฺ นฺตปิฏก องคฺ ตุ ตฺ รนิกาย จตกุ กฺ นปิ าตปาลิ
= สุตฺตนฺตปฏิ ก องฺคตุ ฺตรนิกาย ปญฺจกนิปาตปาลิ

พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ (13)

อง.ฺ ฉกกฺ . = สตุ ตฺ นฺตปฏิ ก องคฺ ุตตฺ รนิกาย ฉกกฺ นบิ าตปาลิ
อง.ฺ สตฺตก. = สตุ ตฺ นตฺ ปิฏก องฺคุตฺตรนิกาย สตฺตกนบิ าตปาลิ
องฺ.อฏฺ ก. = สุตฺตนตฺ ปิฏก องคฺ ุตตฺ รนิกาย อฏฺกนิบาตปาลิ
อง.ฺ นวก. = สุตฺตนฺตปิฏก องฺคุตตฺ รนิกาย นวกนปิ าตปาลิ
อง.ฺ ทสก. = สตุ ตฺ นตฺ ปฏิ ก องคฺ ตุ ฺตรนิกาย ทสกนิปาตปาลิ
อง.ฺ เอกาทสก. = สตุ ตฺ นฺตปิฏก องฺคุตฺตรนิกาย เอกาทสกนปิ าตปาล ิ
ขุ.ข.ุ = สตุ ฺตนฺตปิฏก ขทุ ทฺ กนกิ าย ขทุ ทฺ กปาฐปาลิ
ขุ.ธ. = สุตตฺ นตฺ ปิฏก ขุทฺทกนกิ าย ธมฺมปทปาลิ
ขุ.อุ. = สุตฺตนฺตปิฏก ขทุ ทฺ กนกิ าย อุทานปาลิ
ขุ.อิติ. = สุตฺตนฺตปฏิ ก ขุทฺทกนกิ าย อติ วิ ุตตฺ กปาลิ
ข.ุ สุ. = สตุ ตฺ นฺตปฏิ ก ขุทฺทกนิกาย สุตตฺ นิปาตปาลิ
ข.ุ วิ. = สตุ ตฺ นตฺ ปฏิ ก ขทุ ทฺ กนกิ าย วิมานวตถฺ ุปาลิ
ข.ุ เปต. = สตุ ตฺ นตฺ ปฏิ ก ขทุ ทฺ กนิกาย เปตวตถฺ ุปาลิ
ข.ุ เถร. = สตุ ตฺ นตฺ ปฏิ ก ขทุ ฺทกนกิ าย เถรคาถาปาลิ
ข.ุ เถรี. = สุตตฺ นฺตปฏิ ก ขุทฺทกนกิ าย เถรีคาถามปาลิ
ขุ.ชา. = สุตตฺ นฺตปิฏก ขุททฺ กนิกาย ชาตกปาลิ
ขุ.ม. = สตุ ตฺ นตฺ ปิฏก ขุทฺทกนกิ าย มหานทิ ฺเทสปาลิ
ขุ.จู. = สตุ ตฺ นตฺ ปิฏก ขุทฺทกนกิ าย จฬู นทิ เฺ ทสปาลิ
ขุ.ป. = สุตตฺ นฺตปฏิ ก ขทุ ทฺ กนกิ าย ปฏิสมฺภทิ ามคฺคปาลิ
ขุ.อป. = สตุ ตฺ นตฺ ปิฏก ขทุ ทฺ กนกิ าย อปทานปาลิ
ขุ.พุทฺธ. = สตุ ฺตนตฺ ปฏิ ก ขทุ ทฺ กนกิ าย พทุ ธวสํ ปาลิ
ข.ุ จรยิ า. = สตุ ฺตนตฺ ปฏิ ก ขทุ ทฺ กนิกาย จริยาปฏิ กปาลิ

ค�ำ ย่อ พระอภิธรรมปฎิ ก
อภ.ิ สง ฺ
อภิ.วิ. ชือ่ คัมภีร์
อภิ.ธา. = อภิธมมฺ ปฏิ ก ธมมฺ สงฺคณีปาลิ
อภิ.ป.ุ = อภิธมมฺ ปิฏก วิภงฺคปาลิ
= อภิธมมฺ ปฏิ ก ธาตกุ ถาปาลิ
= อภธิ มมฺ ปฏิ ก ปุคฺคลปญฺ ตฺตปิ าลิ

(14) พระไตรปิฎกปริทรรศน ์
อภ.ิ ก.
อภิ.ย. = อภธิ มฺมปฏิ ก กถาวตฺถปุ าลิ
อภ.ิ ป. = อภธิ มมฺ ปฏิ ก ยมกปาลิ
= อภิธมมฺ ปฏิ ก ปฏฺ านปาลิ
คำ�ยอ่
เนตตฺ ิ. ปกรณวเิ สส
เปฏฺโก.
มลิ นิ ทฺ . ชอ่ื คมั ภรี ์
วิสุทฺธิ. = เนตตฺ ิปกรณ
= เปฏโฺ กปเทส
ค�ำ ยอ่ = มิลินฺทปญหฺ ปกรณ
กงขา.อ. = วสิ ทุ ฺธิมคฺคปกรณ
วิ.สงคฺ ห.
ว.ิ นจิ ฉฺ ย. อรรถกถาพระวนิ ัยปฎิ ก
อตุ ฺตรว.ิ
ขุททฺ สกิ ฺขา ชอ่ื คัมภีร์
มลู สกิ ฺขา = กงฺขาวิตรณีอฏฺ กถา
= วนิ ยสงคฺ หอฏฺกถา
คำ�ย่อ = วินยวนิ จิ ฺฉย
ที.ส.ี อ. = อุตตฺ รวนิ จิ ฉฺ ย
ท.ี ม.อ. = ขทุ ฺทสิกขฺ า
ที.ปา.อ. = มูลสกิ ขฺ า
ม.มู.อ.
ม.ม.อ. อรรถกถาพระสตุ ตนั ตปิฏก
ม.อ.ุ อ.
ช่อื คัมภรี ์
= ทฆี นิกาย สุมงคฺ ลวลิ าสินี สลี กฺขนธฺ วคคฺ อฏฺกถา
= ทีฆนกิ าย สุมงคฺ ลวิลาสินี มหาวคฺคอฏฺกถา
= ทฆี นกิ าย สุมงคฺ ลวิลาสนิ ี ปาฏกิ วคคฺ อฏฺ กถา
= มชฌฺ มิ นกิ าย ปปญฺจสทู นี มลู ปณฺณาสกอฏฺกถา
= มชฌฺ มิ นิกาย ปปญฺจสูทนี มชฺฌิมปณณฺ าสกอฏฺ กถา
= มชฺฌิมนกิ าย ปปญจฺ สูทนี อุปริปณณฺ าสกอฏฺ กถา

พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ (15)

ส.ํ ส.อ. = สยํ ตุ ฺตนิกาย สารตถฺ ปฺปกาสินี สคาถวคฺคอฏฺ กถา
ส.ํ น.ิ ,ข.อ. = สํยุตตฺ นกิ าย สารตถฺ ปปฺ กาสินี นทิ าน-ขนฺธวารวคฺคอฏฺ กถา
ส.ํ สฬา.,ม.อ. = สํยตุ ฺตนกิ าย สารตถฺ ปฺปกาสินี สฬายตน-มหาวารวคฺคอฏฺกถา
อง.เอกก.อ. = องฺคตุ ตฺ รนกิ าย มโนรถปูรณี เอกกนปิ าตอฏฺกถา
องฺ.ทกุ .,ตกิ .,จตุกกฺ .,อ. = องคฺ ุตฺตรนกิ าย มโนรถปรู ณี ทกุ าทินปิ าตอฏฺกถา
องฺ.ปญฺจก.- = องคฺ ตุ ตฺ รนกิ าย มโนรถปรู ณี ปญจฺ กาทนิ ปิ าตอฏฺกถา
เอกาทสก.,อ. = ขทุ ฺทกนกิ าย ปรมตฺถโชตกิ า ขทุ ทฺ กปาอฏฺกถา
ข.ุ ขุ.อ. = ขทุ ทฺ กนกิ าย ธมฺมปทอฏฺกถา
ข.ุ ธ.อ. = ขุททฺ กนกิ าย ปรมตถฺ ทีปนี อทุ านอฏฺ กถา
ข.ุ อุ.อ. = ขทุ ฺทกนิกาย ปรมตฺถทปี นี อติ วิ ตุ ตฺ กอฏฺ กถา
ข.ุ อิต.ิ อ. = ขุททฺ กนกิ าย ปรมตฺถโชติกา สุตตฺ นิปาตอฏฺ กถา
ข.ุ ส.ุ อ. = ขทุ ทฺ กนิกาย ปรมตถฺ ทปี นี อุทานอฏฺ กถา
ข.ุ ว.ิ อ. = ขทุ ฺทกนกิ าย ปรมตถฺ โชตกิ า เปตวตฺถอุ ฏฺกถา
ข.ุ เปต.อ. = ขทุ ทฺ กนิกาย ปรมตถฺ ทปี นี เถรอฏฺ กถา
ข.ุ เถร.อ. = ขทุ ทฺ กนิกาย ปรมตถฺ ทีปนี เถรีอฏฺกถา
ขุ.เถรี.อ. = ขทุ ทฺ กนกิ าย ชาตกอฏฺ กถา
ขุ.ชา.อ. = ขทุ ฺทกนิกาย สทธฺ มมฺ ปฺปชฺโชติกา มหานิทฺเทสอฏฺกถา
ขุ.ม.อ. = ขุททฺ กนกิ าย สทฺธมมฺ ปฺปชโฺ ชตกิ า จูฬนิทฺเทสอฏฺกถา
ขุ.จ.ู อ. = ขุททฺ กนกิ าย สทธฺ มฺมปฺปกาสนิ ี ปฏิสมภฺ ทิ ามคคฺ อฏฺ กถา
ขุ.ป.อ. = ขุทฺทกนกิ าย วสิ ทุ ฺธชนวิลาสนิ ี อปทานอฏฺกถา
ขุ.อป.อ. = ขุททฺ กนิกาย มธรุ ตถฺ วิลาสินี พุทฺธวสํ อฏฺ กถา
ข.ุ พุทฺธ.อ. = ขุทฺทกนกิ าย ปรมตถฺ ทปี นี จรยิ าปิฏกอฏฺกถา
ข.ุ จรยิ า.อ.

ค�ำ ยอ่ อรรถกถาพระอภธิ รรมปฏิ ก
อภิ.สงฺ.อ.
อภ.ิ วิ.อ. ชือ่ คัมภีร์
อภ.ิ ปญฺจ.อ. = อภธิ มฺมปิฎก ธมมฺ สงฺคณี อฏฺสาลินอี ฏฺกถา
= อภธิ มมฺ ปฎิ ก วภิ งคฺ สมฺโมหวิโนทนีอฏฺกถา
= อภิธมมฺ ปิฎก ปญจฺ ปกรณอฏฺ กถา

(16) พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์

ค�ำ ย่อ อรรถกถาปกรณวเิ สส
เนตฺต.ิ อ.
สงคฺ ห. ชอื่ คมั ภรี ์
อภิ.วตาร. = ขทุ ทฺ กนิกาย เนตฺตอิ ฏฺกถา
= อภิธมฺมตฺถสงคฺ ห
= อภิธมฺมาวตาร

คำ�ยอ่ ฎกี าพระวินยั ปิฎก
วชิร.ฏกี า
สารตฺถ.ฏกี า ช่อื คมั ภีร์
วิมต.ิ ฏกี า = วชริ พทุ ธฺ ิฏกี า
กงฺขา.ฏกี า = สารตฺถทปี นฏี ีกา
กงขฺ า.ฏีกา (อภินว) = วิมติวโิ นทนีฏีกา
วินย.ฏกี า = กงฺขาวติ รณีบุราณฏกี า
ว.ิ ฏกี า = วนิ ยตถฺ มญชฺ ูสา กงขฺ าวติ รณี อภินวฏีกา
อุตฺตร.ฏกี า = วนิ ยาลงฺการฏีกา
ขุททฺ .ฏกี า = วินยวินิจฺฉยฏีกา
ขุทฺท.ฏีกา (อภินว) = อุตตฺ รวินิจฺฉยฏีกา
มลู .ฏกี า = ขทุ ฺทสกิ ฺขาปุราณฏีกา
= ขทุ ทฺ สกิ ขฺ าอภินวฏีกา
= มูลสิกขฺ าฏกี า

ค�ำ ยอ่ ฎีกาพระสตุ ตันตปฎิ ก
ที.ส.ี ฏกี า
ท.ี ม.ฏกี า ชื่อคัมภีร์
ที.ปา.ฏีกา (อภนิ ว) = ทีฆนกิ าย ลีนตฺถปปฺ กาสนี สีลกขฺ นฺธวคฺคฏีกา
ม.มู.ฏีกา = ทฆี นิกาย ลีนตฺถปฺปกาสนี มหาวคฺคฏกี า
ม.ม.ู = ทฆี นกิ าย สาธุวิลาสนิ ี สีลกขฺ นฺธวคคฺ อภนิ วฏีกา
ม.ม.ฏกี า = มชฺฌมิ นกิ าย ลีนตฺถปปฺ กาสนี มลู ปณณฺ าสกฏีกา
= มชฌฺ ิมนิกาย ลีนตถฺ ปปฺ กาสนี มูลปณณฺ าสกฏกี า
= มชฺฌมิ นิกาย ลนี ตถฺ ปปฺ กาสนี มชฺฌิม-อุปรปิ ณฺณาสกฏกี า

พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ (17)

สํ.ฏีกา = สยํ ุตตฺ นิกาย ลีนตถฺ ปฺปกาสนี สยํ ุตฺตฏีกา
อง.ฺ ฏกี า = องฺคุตฺตรนกิ าย สารตถฺ มญฺชสู า องฺคุตตฺ รฏกี า
ขุ.ธ.ฏีกา = ธมฺมปทมหาฏีกา

ค�ำ ย่อ ฎีกาพระอภธิ รรมปิฏก
อภิ.มูลฏกี า
อภิ.อนฏุ ีกา ชื่อคมั ภีร์
ม.ฏกี า = อภิธมมฺ ปิฎก ธมมฺ สงคฺ ณี-วภิ งคฺ -ปญฺจปกรณมลู ฏีกา
มธ.ุ ฏีกา = อภธิ มมฺ ปิฎก ธมฺมสงคฺ ณี-วิภงฺค-ปญฺจปกรณอนฏุ กี า
= มณทิ ีปฏีกา
คำ�ยอ่ = มธุสารตถฺ ทปี นีฏีกา
เนต.ฺ ฏกี า
เนตฺ.วิ. ฎีกาปกรณวิเสส
มลิ ินทฺ .ฏกี า
วสิ ุทฺธิ.มหาฏกี า ชื่อคมั ภรี ์
วสิ ทุ ฺธ.ิ จฬู ฏกี า = เนตฺติฏกี า
อภิ.วตารฏีกา = เนตตฺ วิ ิภาวนิ ี
วภิ าวนิ .ี = มธุรตฺถปกาสินี มลิ ินทฺ ปญฺหฏกี า
มณ.ิ ฏกี า = ปรมตฺถมญชฺ ูสา วสิ ุทธฺ มิ คคฺ มหาฏีกา
= วิสุทฺธิมคฺคจฬู ฏีกา
ค�ำ ยอ่ = อภิธมฺมตฺถวิกาสนิ ี อภิธมมฺ าวตารฏกี า
ปฏ.ิ คณฐฺ ิ = อภธิ มมฺ ตถฺ วิภาวินีฏกี า
วิ.โยชนา = มณสารมญฺชสู าฏกี า

คณั ฐี

ช่อื คมั ภรี ์
= ปฏิสมภฺ ิทามคฺคฏฐฺ กถาคณฺฐิ
= อภิธมมฺ ตฺถวภิ าวินีโยชนา

(18) พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์

สารบัญ

อารมั ภกถา (๗)
บทน�ำ (๘)
ค�ำอธิบายสญั ลกั ษณ์และค�ำยอ่ (๑๒)
อันว่าด้วยพระวินัยปิฎก ๑
มลู เหตแุ ห่งการบัญญตั พิ ระวนิ ยั ๖

พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑ ๗
พระวินยั ปฎิ ก เลม่ ท่ี ๑ ๘
(มหาวภิ งั ค์ ภาค ๑) ๑๐
๑๓
๑. เวรัญชกัณฑ ์ ๑๔
๒. ปาราชกิ กณั ฑ์ ๑๗
๓. สงั ฆาทิเสสกัณฑ์ ๑๗
๔. อนยิ ตกณั ฑ์ ๑๙
๒๐
พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒
พระวินัยปิฎก เลม่ ท่ี ๒
(มหาวภิ ังค์ ภาค ๒)

นิสสคั คยิ กัณฑ์ ตอนวา่ ด้วยนิสสคั คยิ ปาจิตตยี ์
จวี รวรรค ๑๐ สกิ ขาบท
โกสิยวรรค ๑๐ สิกขาบท
ปัตตวรรค ๑๐ สิกขาบท
วธิ ีสละสิ่งของท่เี ปน็ นิสสคั คีย ์
ปาจิตตยิ กณั ฑ์ ตอนวา่ ด้วยอาบัตปิ าจติ ตีย์ล้วน

พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ (19)
๒๐
มสุ าวาทวรรค ๑๐ สิกขาบท ๒๒
ภตู คามวรรค ๑๐ สิกขาบท ๒๓
โอวาทวรรค ๑๐ สกิ ขาบท ๒๓
โภชนวรรค ๑๐ สิกขาบท ๒๕
อเจลกวรรค ๑๐ สกิ ขาบท ๒๖
สุราปานวรรค ๑๐ สกิ ขาบท ๒๗
สัปปาณกวรรค ๑๐ สิกขาบท ๒๘
สหธรรมิกวรรค ๑๒ สิกขาบท ๒๙
รตนวรรค ๑๐ สกิ ขาบท ๓๐
ปาฏิเทสนียกณั ฑ์ ตอนว่าด้วยอาบัตปิ าฏิเทสนยี ะ ๓๑
เสขยิ กัณฑ์ ตอนวา่ ดว้ ยขอ้ ทคี่ วรส�ำเหนยี ก ๓๒
ปริมณั ฑลวรรค ๑๐ สิกขาบท ๓๒
อุชชคั ฆกิ วรรค ๑๐ สกิ ขาบท ๓๒
ขมั ภตกวรรค ๑๐ สกิ ขาบท ๓๒
สกั กัจจวรรค ๑๐ สกิ ขาบท ๓๓
กพฬวรรค ๑๐ สิกขาบท ๓๓
สุรสุ ุรุวรรค ๑๐ สกิ ขาบท ๓๓
ปาทุกาวรรค ๑๕ สกิ ขาบท ๓๕
อธกิ รณสมถะ ว่าดว้ ยอธกิ รณสมถะ ๓๗
วิธีระงับอธิกรณ์
๔๒
พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓ ๔๔
พระวนิ ัยปฎิ ก เลม่ ที่ ๓ ๔๔
(ภิกขุนีวิภงั ค)์ ๔๘

๑. ปาราชกิ กณั ฑ์ ตอนวา่ ด้วยปาราชิก ๘ สกิ ขาบท
เปรียบเทียบปาราชิกกัณฑข์ องภกิ ษณุ ีสงฆ์ กับปาราชิกกณั ฑ์ของภกิ ษสุ งฆ์
๒. สงั ฆาทเิ สสกณั ฑ์ ตอนวา่ ดว้ ยสังฆาทิเสส ๑๗ สกิ ขาบท
วธิ ีขอปักขมานัต

(20) พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์

เปรียบเทยี บสงั ฆาทเิ สสกัณฑ์ของภกิ ษุณสี งฆ์ กบั สังฆาทเิ สสกัณฑข์ องภกิ ษสุ งฆ์ ๔๙
๓. นสิ สคั คยิ กณั ฑ์ ตอนว่าด้วยนิสสคั คยิ ปาจิตตีย์ ๕๐
อสาธารณบญั ญัต ิ ๕๐
ปตั ตวรรค ๑๒ สกิ ขาบท ๕๐
สาธารณบัญญัติ ๕๑
จีวรวรรค หมวดว่าด้วยจีวร ๕๑
ชาตรปู รชตวรรค หมวดว่าด้วยทองและเงนิ ๕๒
วธิ ีสละสิ่งของทเี่ ปน็ นสิ สคั คีย์ ๕๔
๔. ปาจิตตยิ กณั ฑ์ ตอนว่าด้วยอาบตั ิปาจิตตยี ล์ ว้ น ๕๔
อสาธารณบัญญัติ ๕๕
๑. ลสุณวรรค หมวดว่าด้วยกระเทียม ๕๕
๒. อนั ธการวรรค หมวดวา่ ดว้ ยความมดื ๕๖
๓. นัคควรรค หมวดวา่ ด้วยการเปลือยกาย ๕๗
๔. ตุวฏั ฏวรรค หมวดว่าด้วยการนอนร่วมกนั ๕๘
๕. จิตตาคารวรรค หมวดว่าดว้ ยหอจิตรกรรม ๕๙
๖. อารามวรรค หมวดว่าดว้ ยอาราม ๖๐
๗. คพั ภินีวรรค หมวดวา่ ด้วยสตรีมคี รรภ์ ๖๐
๘. กุมารภี ูตวรรค หมวดว่าด้วยกมุ ารี ๖๒
๙. ฉัตตปุ าหนวรรค หมวดวา่ ดว้ ยรม่ และรองเทา้ ๖๓
สาธารณบัญญตั ิ ๖๔
๑๐. มุสาวาทวรรค ๑๐ สิกขาบท ๖๔
๑๑. ภตู คามวรรค ๑๐ สกิ ขาบท ๖๕
๑๒. โภชนวรรค ๑๐ สกิ ขาบท ๖๕
๑๓. จาริตตวรรค ๑๐ สกิ ขาบท ๖๖
๑๔. โชติวรรค ๑๐ สิกขาบท ๖๖
๑๕. ทิฏฐิวรรค ๑๐ สิกขาบท ๖๗
๑๖. ธรรมิกวรรค ๑๐ สิกขาบท ๖๘
๕. ปาฏเิ ทสนียกณั ฑ์ ตอนวา่ ด้วยปาฏิเทสนียะ ๖๙
๖. เสขยิ กณั ฑ์ ตอนวา่ ด้วยเสขยิ ะ ๗๕ สิกขาบท ๖๙

พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ (21)

๗. อธกิ รณสมถะ วา่ ด้วยวิธีระงบั อธิกรณ ์ ๗๐
วธิ ีระงบั อธกิ รณ ์ ๗๑
ขอ้ สังเกต ๗๑
ล�ำดบั เนือ้ หา ๗๒

พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๔ ๗๖
พระวินยั ปฎิ ก เลม่ ท่ี ๔ ๗๖
(มหาวรรค ภาค ๑) ๗๖
๗๖
เน้ือหาโดยยอ่ แหง่ มหาวรรค ภาค ๑ ๗๗
๑. มหาขันธกะ ตอนวา่ ด้วยเร่ืองส�ำคัญ มี ๖๗ หัวข้อ ๗๗
๒. อุโปสถขันธกะ ตอนวา่ ดว้ ยอุโบสถ มี ๓๙ หัวขอ้ ๗๗
๓. วัสสูปนายกิ ขนั ธกะ ตอนว่าดว้ ยวนั เข้าพรรษา มี ๑๓ หัวขอ้ ๘๐
๔. ปวารณาขนั ธกะ ตอนว่าด้วยปวารณา มี ๒๗ หัวขอ้ ๘๐
เนือ้ หาโดยพสิ ดารแห่งมหาวรรค ภาค ๑ ๘๒
๑. มหาขันธกะ ตอนวา่ ดว้ ยเรอ่ื งส�ำคญั ๘๒
ตอนที่ ๑ ว่าด้วยเหตุการณ์ในสมัยทตี่ รัสรูใ้ หม่ ๆ ๘๓
เหตกุ ารณข์ ณะที่ประทับอยู่ ณ ควงตน้ โพธพิ ฤกษ์ และบรเิ วณโดยรอบ ๘๓
ทรงมีพระด�ำรจิ ะไมแ่ สดงธรรมโปรดสัตวโลก ๘๓
สหมั บดพี รหมกราบทูลอาราธนาให้ทรงแสดงธรรม ๘๔
ตอนที่ ๒ วา่ ด้วยเหตกุ ารณส์ มยั ที่ทรงเริ่มแสดงธรรมโปรดสตั วโลก ๘๔
ทรงแสดงธรรมจักกปั ปวัตตนสูตรโปรดภิกษปุ ัญจวคั คีย์ ๘๕
ทรงแสดงธรรมโปรดยสกุลบตุ รพร้อมท้ังมารดาบิดาภรรยาและมติ รสหาย ๘๕
ทรงแสดงธรรมโปรดภัททวคั คีย์ และทรงแสดงอาทติ ตปริยายสูตร ๘๕
โปรดชฎลิ ๓ พ่นี ้อง
ทรงแสดงธรรมโปรดพระเจ้าพิมพสิ ารจอมทพั มคธรัฐพรอ้ มดว้ ยบรษิ ัท
ตอนท่ี ๓ ว่าด้วยทรงอนญุ าตพระสาวกให้กุลบตุ รบรรพชา-อุปสมบท
ทรงอนญุ าตการบรรพชาอปุ สมบทดว้ ยไตรสรณคมน ์
ทรงไดพ้ ระอคั รสาวกเบอื้ งขวาและพระอัครสาวกเบ้ืองซ้าย

(22) พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์

ทรงวางระเบยี บทีอ่ ุปชั ฌาย์และสทั ธิวิหารกิ พึงปฏบิ ัติต่อกัน ๘๖
ตอนที่ ๔ วา่ ดว้ ยทรงอนญุ าตใหภ้ กิ ษสุ งฆเ์ ปน็ ใหญ่ในการใหก้ ลุ บตุ รอุปสมบท ๘๖
ทรงอนญุ าตการอปุ สมบทด้วยวธิ ญี ัตติจตุตถกรรม ๘๖
ทรงวางระเบยี บทีอ่ าจารยแ์ ละอันเตวาสกิ พึงปฏบิ ัตติ ่อกนั ๘๗
ทรงวางหลกั ติตถยิ ปรวิ าส ๘๗
ทรงอนุญาตใหบ้ รรพชากุลบตุ รเป็นสามเณรด้วยวธิ ไี ตรสรณคมน ์ ๘๗
ทรงหา้ มบุคคลบางประเภทบรรพชาอุปสมบท ๘๘
๒. อุโปสถขนั ธกะ ตอนวา่ ดว้ ยอุโบสถ มี ๓๙ หัวข้อ ๘๙
โอวาทปาติโมกข์ และอาณาปาติโมกข ์ ๙๑
สรุปประเด็นส�ำคญั ในอุโปสถขันธกะ ๙๒
ทรงอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์ท�ำอุโบสถ ยกพระปาติโมกขข์ ้นึ แสดง ๙๒
อุโบสถ ๕ ประเภท ๙๔
ทรงหา้ มยกพระปาติโมกข์ขน้ึ แสดงทกุ วนั ๙๕
ทรงอนญุ าตใหส้ มมติสมานสงั วาสสมี า ๙๕
ทรงอนญุ าตให้สมมตสิ มานสงั วาสสีมา เปน็ แดนทีอ่ ยู่ปราศจากไตรจีวรได ้
โดยไม่ต้องอาบัติ ๙๕
ทรงก�ำหนดคามสีมา อทุ กกุ เขปสีมา สมี าสงั กระกัน สีมาทับกนั
เป็นสีมาท่ใี ช้ไมไ่ ด ้ ๙๖
ปาตโิ มกขทุ เทส : วิธียกพระปาติโมกข์ข้ึนแสดง ๕ ประการ ๙๖
อนั ตราย ๑๐ อยา่ ง ทเ่ี ปน็ เหตุแหง่ การยกพระปาติโมกขข์ ้ึนแสดงโดยย่อ ๙๗
บุพพกรณ์ และบุพพกิจ ๙๗
ทรงอนญุ าตให้ภิกษุไขม้ อบปาริสุทธิ และฉันทะ ๙๘
ทรงหา้ มมิให้ภิกษทุ มี่ ีอาบตั ิตดิ ตัวร่วมท�ำอุโบสถ และทรงห้ามแสดงสภาคาบัติ ๙๘
การแบ่งพวกท�ำอุโบสถโดยไมต่ ้องอาบัติ ๙๙
การแบ่งพวกท�ำอุโบสถ ตอ้ งอาบัติ ๙๙
๓. วสั สูปนายิกขนั ธกะ ตอนวา่ ด้วยวนั เขา้ พรรษา มี ๑๓ หัวขอ้ ๑๐๓
สรปุ ประเดน็ ส�ำคัญในวสั สูปนายิกขนั ธกะ ๑๐๔
ก�ำเนิดแหง่ การอย่จู �ำพรรษา ๑๐๔
ประเภทแห่งการอย่จู �ำพรรษา ๑๐๔

พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ (23)
๑๐๔
สตั ตาหกรณยี ะ ๑๐๕
การขาดพรรษาโดยไมต่ ้องอาบัต ิ ๑๐๖
สถานท่ีควรและไมค่ วรอยู่จ�ำพรรษา ๑๐๖
๔. ปวารณาขนั ธกะ ตอนว่าดว้ ยปวารณามี ๒๗ หวั ขอ้ ๑๐๘
สรุปประเดน็ ส�ำคญั ในปวารณาขันธกะ ๑๐๘
ก�ำเนดิ แหง่ ปวารณา ๑๐๘
วธิ ีปวารณาแบบต่าง ๆ ๑๐๘
๑. ปวารณาเปน็ การสงฆ์ สพั พสงั คาหกิ าญัตติ และค�ำปวารณา ๑๐๙
๒. ปวารณาเปน็ การคณะ ญัตติ และค�ำปวารณา ๑๑๒
๓. ปวารณาเป็นการบุคคล หรืออธิษฐานปวารณา ๑๑๒
วธิ กี ารแก้ไขสภาคาบตั ใิ นวนั ปวารณา ๑๑๒
การแบ่งพวกปวารณาโดยไมต่ ้องอาบัติ ๑๑๓
การแบง่ พวกปวารณา ต้องอาบัต ิ ๑๑๔
ทรงอนุญาตให้สงเคราะหก์ ันด้วยปวารณา
๑๑๘
พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๕ ๑๑๘
พระวนิ ยั ปฎิ ก เลม่ ที่ ๕ ๑๑๘
(มหาวรรค ภาค ๒) ๑๑๘
๑๑๙
เนื้อหาโดยย่อแห่งมหาวรรค ภาค ๒ ๑๑๙
๕. จมั มขนั ธกะ ตอนว่าด้วยหนงั มี ๑๓ หวั ข้อ ๑๑๙
๖. เภสัชชขันธกะ ตอนวา่ ด้วยยารกั ษาโรค มี ๒๗ หวั ขอ้ ๑๑๙
๗. กฐินขนั ธกะ ตอนวา่ ด้วยกฐนิ มี ๑๕ หวั ขอ้ ๑๑๙
๘. จวี รขนั ธกะ ตอนวา่ ดว้ ยจวี ร มี ๓๒ หวั ขอ้ ๑๒๑
๙. จมั เปยยขนั ธกะ ตอนวา่ ดว้ ยภิกษชุ าวกรงุ จัมปา มี ๓๗ หวั ขอ้ ๑๒๑
๑๐. โกสมั พกิ ขนั ธกะ ตอนวา่ ด้วยภิกษุชาวกรุงโกสมั พี มี ๑๐ หวั ข้อ
เนอ้ื หาโดยพิสดารแห่งมหาวรรค ภาค ๒
๕. จัมมขนั ธกะ ตอนวา่ ดว้ ยเรอ่ื งหนังสัตว์
สรุปประเดน็ ส�ำคญั ในจัมมขันธกะ
การบ�ำเพ็ญเพียรปฏบิ ตั ิธรรมโดยปรบั อินทรียใ์ หเ้ สมอกนั

(24) พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ ๑๒๒
ข้ออนุญาตและข้อหา้ มเก่ียวกบั ยานพาหนะ ๑๒๒
รองเท้า เขยี งเทา้ ยานพาหนะและหนังสัตว์ท่ีทรงหา้ มภิกษุใช ้ ๑๒๓
รองเทา้ เขียงเทา้ และยานพาหนะทีท่ รงอนญุ าตให้ภกิ ษุใช้ ๑๒๔
และกรณที ท่ี รงอนญุ าตให้สวมรองเทา้ ได ้ ๑๒๕
พทุ ธานุญาตพเิ ศษเฉพาะในปจั จันตชนบท ๕ ประการ ๑๒๖
๖. เภสัชชขันธกะ ตอนวา่ ด้วยยารกั ษาโรค ๑๒๖
สรุปประเด็นส�ำคญั ในเภสชั ชขนั ธกะ ๑๒๗
ทรงอนุญาตเภสัช ๕ ในกาลและในเวลาวกิ าลเพ่อื แกโ้ รคผอมเหลอื ง ๑๒๗
ทรงอนุญาตวธิ ีการรกั ษาโรคลม ๑๒๘
ทรงอนุญาตมนั เหลวท่ีเป็นยาและเครอ่ื งยาสมนุ ไพรชนดิ ตา่ ง ๆ ๑๒๘
ทรงอนญุ าตโภชนาหารตา่ ง ๆ และวธิ กี ารจัดท�ำให้เหมาะสม ๑๒๙
ทรงหา้ มฉันเนื้อ ๑๐ อย่าง และทรงหา้ มฉนั เน้อื ทวั่ ไปทเ่ี ขาท�ำเจาะจง ๑๒๙
ทรงวางกฎเกณฑ์เก่ยี วกับ “กาลิก” ๑๓๐
ทรงอนุญาตให้มสี ถานทีเ่ กบ็ อาหาร ๑๓๑
ทรงวางหลกั ในการตัดสินส่ิงท่คี วรและไมค่ วร ๑๓๒
๗. กฐินขนั ธกะ ตอนว่าด้วยกฐิน ๑๓๒
สรุปประเดน็ ส�ำคัญในกฐนิ ขันธกะ ๑๓๒
ปฐมเหตแุ ห่งการทรงอนุญาตให้กรานกฐิน ๑๓๓
อานิสงส์ส�ำหรบั ภกิ ษผุ ้กู รานกฐิน ๑๓๔
กระบวนการขน้ั ตอนในการกรานกฐนิ ๑๓๔
มลู เหตใุ ห้กฐินเดาะ ๑๓๕
หวั ข้อแหง่ การเดาะกฐนิ ๑๓๗
๘. จวี รขันธกะ ตอนวา่ ดว้ ยจีวร ๑๓๗
สรุปประเดน็ ส�ำคญั ในจวี รขนั ธกะ ๑๓๘
ฐานะและความส�ำคัญของหญิงงามเมือง ๑๓๘
ชวี กโกมารภจั ผเู้ ปน็ บดิ าแหง่ การแพทย ์ ๑๓๙
ทรงอนญุ าตให้ภกิ ษุสงฆ์รบั จากผถู้ วายจวี ร ๑๓๙
ปฐมเหตุแหง่ การท�ำจีวรแบง่ เป็นขัณฑ์ (เปน็ ตอน)
ปฐมเหตุแห่งการทรงอนุญาตไตรจวี ร

พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ (25)
ปฐมเหตแุ ห่งการถวายผา้ อาบน�ำ้ ฝน
กฎเกณฑใ์ นการอธิษฐานและวกิ ัป ๑๔๐
คุณสมบตั ขิ องผ้พู ยาบาลท่ดี ี ๑๔๑
หลกั เกณฑใ์ นการจดั การมรดกของภิกษแุ ละสามเณรผมู้ รณภาพ ๑๔๑
๙. จัมเปยยขนั ธกะ ตอนวา่ ดว้ ยภกิ ษุชาวกรุงจมั ปา ๑๔๑
สรปุ ประเด็นส�ำคัญในจัมเปยยขันธกะ ๑๔๒
กรรมท่ไี ม่ชอบธรรม ๑๘ ประการ ๑๔๔
ลกั ษณะกรรมทไ่ี ม่ชอบดว้ ยธรรมและกรรมทีช่ อบธรรม ๑๔๔
อรรถาธบิ ายค�ำส�ำคญั ในกรรมแตล่ ะประเภท ๑๔๕
ก�ำหนดองค์สงฆ์ ๕ ประเภทส�ำหรับกรรมแต่ละอย่าง ๑๔๕
บุคคลทน่ี บั รวมเป็นองคส์ งฆ์ไมไ่ ด้ ๑๔๖
นคิ คหกรรม ๕ อยา่ ง ๑๔๖
ลักษณะการลงและการระงับนิคคหกรรมทีช่ อบธรรม ๑๔๗
ลักษณะการลงและการระงบั นคิ คหกรรมท่ีไม่ชอบธรรม ๑๔๘
๑๐. โกสัมพกิ ขนั ธกะ ตอนว่าด้วยภิกษชุ าวกรุงโกสมั พี ๑๔๘
สรปุ ประเด็นส�ำคัญในโกสมั พกิ ขันธกะ ๑๔๘
ภิกษชุ าวกรุงโกสัมพที ะเลาะววิ าทกนั เพราะเรอ่ื งเหลอื น�้ำไวใ้ นภาชนะ ๑๔๙
ในวจั กุฎี (หอ้ งสขุ า) ๑๔๙
ทรงแนะน�ำภิกษใุ หเ้ ช่อื ถอื กันและกนั เพือ่ ความสามคั คแี หง่ สงฆ์ ๑๕๐
นานาสงั วาสกภมู ิและสมานสังวาสกภูมิ ๑๕๐
วิธีระงับเวรของพระเจา้ ทฆี ีตโิ กศลราช ๑๕๑
เหตแุ ห่งความผาสุกและสามัคคีของทา่ นพระอนรุ ทุ ธะ ท่านพระนันทิยะ ๑๕๑
และท่านพระกิมพลิ ะ ๑๕๒
เหตุแห่งความแตกสามคั คี ๑๘ ประการ ๑๕๒
ลักษณะแหง่ อธมั มวาทบี คุ คล ๑๕๓
วิธีปฏิบตั ิตอ่ พวกภิกษผุ กู้ ่อความทะเลาะวิวาท ๑๕๔
ทรงอนุญาตให้รับกันและกันเขา้ หมู่และท�ำสงั ฆสามคั คี ๑๕๔
ขอ้ สรปุ พระวนิ ยั ปิฎก มหาวรรค ภาค ๒

(26) พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์

พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๖ ๑๕๖
พระวินยั ปิฎก เลม่ ที่ ๖ ๑๕๘
(จฬู วรรค ภาค ๑) ๑๕๘
๑๖๑
เน้อื หาโดยย่อแห่งจูฬวรรค ภาค ๑ ๑๖๑
เนื้อหาโดยพสิ ดารแหง่ จฬู วรรค ภาค ๑ ๑๖๑
๑. กัมมขันธกะ ตอนว่าด้วยนิคคหกรรม ๑๖๑
ขนั้ ตอนการลงนคิ คหกรรม ๑๖๒
ขน้ั ตอนการระงับนิคคหกรรม ๑๖๖
ตวั อย่างการลงและระงับตชั ชนียกรรม ๑๖๖
กรณขี องพวกภกิ ษนุ ิสติ ของพระปณั ฑกุ ะและพระโลหติ กะ ๑๖๖
องคป์ ระกอบร่วมบางประการแหง่ นคิ คหกรรมทัง้ ๕ ๑๖๗
สรุปประเด็นส�ำคญั ในกัมมขนั ธกะ ๑๖๗
หลกั พืน้ ฐานในการลงนิคคหกรรม ๑๖๗
นัยส�ำคญั ของค�ำบางค�ำ ๑๖๘
การระงับนิคคหกรรม มี ๒ ลักษณะ ๑๖๘
๒. ปาริวาสิกขนั ธกะ ตอนว่าด้วยระเบยี บปฏิบตั เิ กย่ี วกับปรวิ าส ๑๖๘
๒.๑ ปารวิ าสิกวตั ตะ ว่าด้วยวตั รของภิกษผุ ้อู ยปู่ รวิ าส ๑๖๙
รัตตเิ ฉท วา่ ด้วยเหตุใหข้ าดราตรี ๑๖๙
๒.๒ มูลายปฏิกสั สนารหวัตตะ ว่าด้วยวัตรของภิกษุผคู้ วรแก่การชกั เขา้ หา ๑๖๙
อาบตั ิเดิม ๑๗๐
๒.๓ มานัตตารหวตั ตะ วา่ ดว้ ยวตั รของภกิ ษุผคู้ วรแกม่ านัต ๑๗๐
๒.๔ มานัตตจาริกวตั ตะ ว่าดว้ ยวัตรของภิกษผุ ู้ประพฤตมิ านตั ๑๗๓
๒.๕ อพั ภานารหวตั ตะ ว่าดว้ ยวตั รของภิกษุผูค้ วรแก่อัพภาน ๑๗๔
กฎระเบยี บรว่ มเบือ้ งตน้ ส�ำหรับภกิ ษผุ ้อู ยูก่ รรม
๓. สมจุ จยขนั ธกะ ตอนว่าด้วยประมวลวิธีการออกจากอาบตั สิ ังฆาทเิ สส
๓.๑ สกุ กวสิ ัฏฐิ ว่าด้วยวธิ ีการออกจากอาบตั ิ ท่ีต้องเพราะท�ำ
น�้ำอสุจิใหเ้ คลอ่ื น
๓.๒ ปรวิ าส วา่ ดว้ ยการอยูช่ ดใช ้
สรปุ หลักการทวั่ ไปเกยี่ วกบั ปริวาส

พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ (27)

๓.๓ จัตตาฬสี กะ วา่ ด้วยกรณีตวั อยา่ ง ๔๐ กรณี ๑๗๖
๓.๔ ฉตั ตงิ สกะ วา่ ด้วยกรณีตัวอยา่ ง ๓๖ กรณี ๑๗๗
๓.๕ มานตั ตสตะ วา่ ดว้ ยกรณีตัวอยา่ งการให้มานัต ๑๐๐ กรณี ๑๗๗
๓.๖ สมูลายสโมธานปรวิ าสจตุสตะ ว่าด้วยสโมธานปรวิ าสกบั ๑๗๘
การชกั เข้าหาอาบัตเิ ดมิ ๔๐๐ กรณ ี ๑๗๘
๓.๗ ปรมิ าณาทิวารอัฏฐกะ วา่ ด้วยวาระอาบัตมิ ีจ�ำนวนนับไดเ้ ป็นต้น ๑๗๙
๘ กรณ ี ๑๗๙
๓.๘ เทวฺ ภกิ ขุวารเอกาทสกะ วา่ ดว้ ยวาระการให้มานตั แก่ภกิ ษุ ๒ รูป ๑๗๙
๑๑ กรณี ๑๗๙
๓.๙ มูลายอวิสทุ ธินวกะ วา่ ด้วยความไม่หมดจดจากอาบตั ิเดมิ ๙ กรณี ๑๘๐
๓.๑๐ มลู ายวสิ ทุ ธินวกะ ว่าด้วยความหมดจดจากอาบัติเดมิ ๙ กรณี ๑๘๐
๓.๑๑ ตติยนวกะ วา่ ดว้ ยความหมดจดจากอาบัติโดยขั้นตอนท่ี ๓ ๑๘๐
รวม ๙ กรณี ๑๘๐
๔. สมถขันธกะ ตอนวา่ ด้วยวิธีระงับอธิกรณ์ ๑๘๐
๔.๑ สัมมขุ าวินัย วา่ ด้วยระงับอธกิ รณ์ในที่พรอ้ มหนา้ ๑๘๑
พทุ ธานญุ าตเกีย่ วกับสัมมุขาวนิ ยั ๑๘๑
สมั มขุ าวินยั ปฏริ ูป ๑๘๑
สมั มุขาวนิ ยั โดยชอบธรรม ๑๘๑
๔.๒ สตวิ ินัย วา่ ดว้ ยระงับอธิกรณโ์ ดยประกาศสมมตใิ ห้ว่าเป็นพระอริยะ ๑๘๑
ผมู้ ีสติสมบรู ณ ์ ๑๘๒
พทุ ธานุญาตเกย่ี วกบั สติวินัย ๑๘๒
การใหส้ ตวิ ินยั ที่ชอบธรรม ๕ อยา่ ง ๑๘๒
๔.๓ อมูฬหวนิ ัย ว่าดว้ ยระงบั อธกิ รณ์โดยยกประโยชนใ์ ห้ว่าตอ้ งอาบัติ ๑๘๒
ในขณะเปน็ บา้ ๑๘๓
พทุ ธานญุ าตเก่ยี วกบั อมูฬหวนิ ัย
อมูฬหวินยั ทไ่ี มช่ อบธรรม
อมฬู หวินัยทชี่ อบธรรม
๔.๔ ปฏญิ ญาตกรณะ วา่ ดว้ ยระงับอธิกรณ์ตามค�ำรับของจ�ำเลย
พุทธานุญาตเกย่ี วกับปฏิญญาตกรณะ
ปฏิญญาตกรณะท่ีไม่ชอบธรรม

(28) พระไตรปิฎกปริทรรศน์ ๑๘๓
๑๘๓
ปฏญิ ญาตกรณะท่ชี อบธรรม ๑๘๓
๔.๕ เยภยุ ยสิกา วา่ ดว้ ยระงับอธิกรณต์ ามเสยี งขา้ งมาก ๑๘๓
พุทธานุญาตเกี่ยวกับเยภุยยสิกา ๑๘๔
การจบั สลากที่ไมช่ อบธรรม ๑๘๔
๔.๖ ตสั สปาปิยสิกา วา่ ดว้ ยระงบั อธิกรณ์โดยการลงโทษแกผ่ ทู้ �ำผดิ ๑๘๔
พทุ ธานุญาตเกี่ยวกับตสั สปาปิยสกิ า ๑๘๔
ตัสสปาปิยสกิ าที่ชอบธรรม ๑๘๕
๔.๗ ตณิ วัตถารกะ ว่าด้วยระงับอธิกรณ์โดยการประนปี ระนอม ๑๘๕
พทุ ธานุญาตเก่ียวกับตณิ วัตถารกะ ๑๘๕
๔.๘ อธิกรณะ-๔.๙ อธิกรณวูปสมนสมถะ วา่ ดว้ ยอธกิ รณ์ มูลเหตุ ๑๘๖
๑๘๖
และความสงบระงบั อธกิ รณ์ ๑๘๖
๑. ววิ าทาธิกรณ ์ ๑๘๖
มลู เหตแุ หง่ วิวาทาธิกรณ ์ ๑๘๗
วิธรี ะงับวิวาทาธกิ รณ ์ ๑๘๗
๒. อนุวาทาธกิ รณ ์ ๑๘๗
มูลเหตแุ หง่ อนุวาทาธกิ รณ์ ๑๘๗
วธิ ีระงบั อนวุ าทาธิกรณ์ ๑๘๗
๓. อาปตั ตาธิกรณ์ ๑๘๗
มูลเหตแุ หง่ อาปัตตาธกิ รณ์
วิธีระงับอาปตั ตาธิกรณ์ ๑๙๖
๔. กิจจาธิกรณ์ ๒๐๐
ประเดน็ ทน่ี า่ ศกึ ษาในอธกิ รณ์ ๔ ๒๐๐

พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๗
พระวินัยปฎิ ก เล่มท่ี ๗
(จูฬวรรค ภาค ๒)

เนือ้ หาโดยย่อแหง่ จูฬวรรค ภาค ๒
เน้ือหาท่ีน่าสนใจในจฬู วรรค ภาค ๒
๕. ขุททกวัตถขุ นั ธกะ ตอนทีว่ ่าด้วยเรอ่ื งเลก็ ๆ นอ้ ย ๆ

พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ (29)

๖. เสนาสนขนั ธกะ ตอนวา่ ดว้ ยเรื่องเสนาสนะท่ีอยู่อาศยั ๒๐๑
๗. สงั ฆเภทขันธกะ ตอนท่ีวา่ ดว้ ยการท�ำลายสงฆ์ ๒๐๕
๘. วัตตักขันธกะ ตอนวา่ ด้วยเร่อื งขอ้ วตั ร ๒๐๘
๙. ปาติโมกขัฏฐปนขันธกะ ตอนวา่ ดว้ ยเรอ่ื งการงดปาติโมกข์ ๒๐๙
๑๐. ภิกขุนีขนั ธกะ ตอนว่าดว้ ยเร่ืองภกิ ษุณี ๒๑๑
๑๑-๑๒. ปัญจสตกิ -สตั ตสตกิ ขนั ธกะ ตอนทีว่ า่ ดว้ ยพระอรหันต์ ๕๐๐ รปู
ท�ำสังคายนาครั้งท่ี ๑ และพระอรหนั ต์ ๗๐๐ รปู ท�ำสงั คายนา คร้ังที่ ๒ ๒๑๕
การสบื ทอดพระพทุ ธศาสนาในรูปนกิ ายตา่ ง ๆ ๒๒๕
ผังแสดงการแตกแยกนิกายตา่ ง ๆ ๒๒๗
ขอ้ สรุปพระวนิ ยั ปิฎก จฬู วรรค ภาค ๒ ๒๓๓

พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๘ ๒๓๕
พระวินัยปฎิ ก เล่มที่ ๘ ๒๓๖
(ปรวิ าร) ๒๓๖
๒๓๖
เนื้อหาโดยย่อแห่งคัมภีรป์ รวิ าร ๒๓๘
เน้ือหาโดยพิสดารแหง่ คมั ภรี ์ปริวาร ๒๓๘
๑. ภิกขุวภิ งั คโ์ สฬสมหาวาร วา่ ด้วยวาระใหญ่ ๑๖ วาระในภกิ ขวุ ิภังค์ ๒๓๘
๑. กตั ถปัญญัตตวิ าร วาระว่าดว้ ยบัญญตั ิ ณ ทไี่ หน ๒๓๘
อทุ าหรณป์ ญั หาข้อท่ี ๑ ๒๓๘
อุทาหรณ์ปัญหาขอ้ ท่ี ๒๖ ๒๓๙
๒. กตาปตั ติวาร วาระว่าดว้ ยตอ้ งอาบตั ิเทา่ ไร ๒๓๙
๓. วิปตั ติวาร วาระว่าด้วยเป็นวิบตั ิ ๒๓๙
๔. สังคหวาร วาระวา่ ด้วยการจัดเขา้ กองอาบัติ ๒๓๙
๕. สมุฏฐานวาร วาระวา่ ดว้ ยสมุฏฐาน ๒๔๐
๖. อธิกรณวาร วาระวา่ ดว้ ยจดั เป็นอธิกรณ์ ๒๔๐
๗. สมถวาร วาระวา่ ดว้ ยการระงับด้วยสมถะ
๘. สมจุ จยวาร วาระวา่ ด้วยการสรปุ รวม
๑. กตั ถปัญญัตตวิ าร วาระว่าด้วยบญั ญตั ิ ณ ท่ไี หน
๒. ภกิ ขนุ วี ิภงั ค์โสฬสมหาวาร ว่าดว้ ยวาระใหญ่ ๑๖ วาระในภิกขนุ วี ิภังค์

(30) พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ ๒๔๐
๓. สมฏุ ฐานสีสสังเขป วา่ ดว้ ยการยอ่ หวั ขอ้ สมฏุ ฐาน ๒๔๒
๔. อันตรเปยยาล วา่ ดว้ ยการละขอ้ ความในระหว่าง ๒๔๔
๕. สมถเภท วา่ ดว้ ยประเภทแห่งสมถะ ๒๔๖
๖. ขนั ธกปุจฉาวาร ว่าดว้ ยวาระค�ำถามและค�ำตอบถึงขนั ธกะ ๒๔๖
๗. เอกตุ ตริกนัย ว่าดว้ ยนัยเกินหนึ่ง ๒๔๘
๘. อโุ ปสถาทิปจุ ฉาวสิ ชั ชนา วา่ ดว้ ยค�ำถามค�ำตอบเรือ่ งอโุ บสถเป็นต้น ๒๔๙
๙. อตั ถวสปกรณ์ ว่าดว้ ยอ�ำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ ๒๕๐
๑๐. คาถาสงั คณกิ ะ ว่าดว้ ยกลุ่มคาถา ๒๕๑
๑๑. อธิกรณเภท วา่ ด้วยประเภทแหง่ อธกิ รณ์ ๒๕๒
๑๒. อปรคาถาสังคณกิ ะ วา่ ด้วยกลมุ่ คาถาอกี กลุม่ หนึง่ ๒๕๓
๑๓. โจทนากณั ฑ์ ว่าด้วยหมวดการโจท ๒๕๓
๑๔. จูฬสงคราม ว่าดว้ ยภกิ ษุผู้เข้าส่จู ฬู สงคราม ๒๕๔
๑๕. มหาสงคราม วา่ ดว้ ยภิกษผุ ู้เขา้ สูม่ หาสงคราม ๒๕๕
๑๖. กฐินเภท ว่าดว้ ยประเภทแหง่ กฐิน ๒๕๖
๑๗. อปุ าลิปัญจกะ วา่ ด้วยเรอ่ื งพระอบุ าลี ๕ หมวด ๒๕๘
๑๘. อัตถาปัตตสิ มุฏฐาน ว่าดว้ ยสมุฏฐานอาบัติทม่ี อี ยู่ ๒๕๙
๑๙. ทตุ ิยคาถาสงั คณกิ ะ วา่ ดว้ ยกลมุ่ คาถากลุม่ ที่ ๒ ๒๕๙
๒๐. เสทโมจนคาถา ว่าดว้ ยคาถาที่ท�ำให้เหงือ่ แตก ๒๖๐
๒๑. ปัญจวรรค ว่าดว้ ยหมวด ๕ หมวด ๒๖๑
เนือ้ หาที่น่าสนใจในคมั ภีร์ปรวิ าร ๒๖๔
สมุฏฐานสสี สังเขป ๒๖๖
คาถาสงั คณิกะ ๒๖๗
ปาราชกิ ๔ สิกขาบท ๒๖๗
สงั ฆาทเิ สส ๗ สกิ ขาบท ๒๖๗
นสิ สคั คยิ ปาจิตตยี ์ ๑๘ สกิ ขาบท ๒๖๘
ปาจิตตยี ์ ๗๐ สิกขาบท ๒๗๓
เสทโมจนคาถา

พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ 1

อันวา่ ด้วยพระวนิ ัยปฎิ ก

พระวินัยปิฎก๑ คือประมวลพุทธบัญญัติเกี่ยวกับระเบียบปฏิบัติ ขนบธรรมเนียม
ประเพณี วิถีชีวิตและวิธีด�ำเนินกิจการต่าง ๆ ของภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ พระวินัยซึ่งเป็น
พทุ ธบญั ญตั นิ ้ี แบง่ ออกเป็นสองสว่ น คอื อาทพิ รหมจรยิ กาสิกขา และอภิสมาจาริกาสิกขา

อาทพิ รหมจรยิ กาสกิ ขา หมายถงึ หลกั การศกึ ษาอบรมในฝา่ ยบทบญั ญตั หิ รอื ขอ้ ปฏบิ ตั ิ
อันเป็นเบ้ืองต้นแห่งพรหมจรรย์ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้เป็นพุทธอาณา เพื่อป้องกันความ
ประพฤติเสียหายและวางโทษแก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิดโดยปรับอาบัติหนักบ้าง เบาบ้าง พระสงฆ์
สวดทกุ ก่งึ เดอื น เรียกวา่ พระปาติโมกข์

ส่วน อภิสมาจาริกาสิกขา หมายถึงหลักการศึกษาอบรมในฝ่ายขนบธรรมเนียม
เกี่ยวกับมรรยาทและความเป็นอยู่ท่ีดีงามส�ำหรับชักน�ำความประะพฤติ ความเป็นอยู่ของ
พระสงฆใ์ หด้ งี าม มคี ณุ คา่ นา่ เลอ่ื มใสศรัทธายิง่ ขึ้นไป

พระวินัยน้ัน พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงบัญญัติไว้ล่วงหน้า ต่อเม่ือเกิดความเสียหายขึ้น
จึงทรงบญั ญตั สิ กิ ขาบทห้ามประพฤตเิ ช่นนัน้ อกี ดังจะเห็นไดว้ า่ ในตอนตน้ พทุ ธกาล คอื ตงั้ แต่
พรรษาที่ ๑ ถึงพรรษาที่ ๑๑ พระพทุ ธเจา้ ยงั ไมไ่ ด้ทรงบัญญัติ สกิ ขาบทไวแ้ น่นอน เพราะภิกษุ
สงฆ์ล้วนมีวตั ตปฏบิ ัตดิ งี าม ศลี ของภิกษุสงฆเ์ รียกวา่ “ปาติโมกขสงั วรศลี ” จดั เปน็ จาริตตศีล
คือ ระเบียบปฏิบัติตามแบบอย่างท่ีพระพุทธเจ้าทรงประพฤติปฏิบัติมา ในระยะที่ยังไม่มี
พุทธานุญาตให้ภิกษุสงฆ์สวดพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนใน ๒๐ พรรษาแรกนั้น พระพุทธเจ้า
ทรงแสดงโอวาทปาติโมกขเ์ องทุกก่งึ เดือน

ในพรรษาท่ี ๑๒ ขณะประทับอยู่ ณ เมืองเวรัญชา พระสารีบุตรกราบทูลอาราธนา
ให้ทรงบัญญัติสิกขาบท ดังปรากฏในเวรัญชกัณฑ์ คัมภีร์มหาวิภังค์ พระวินัยปิฎกเล่ม ๑ ว่า
“ถึงเวลาแลว้ พระพทุ ธเจา้ ข้า ที่พระผมู้ พี ระภาคจะทรงบัญญตั ิสกิ ขาบท ทรงยกปาตโิ มกขข์ ้ึน
แสดงแกพ่ ระสาวกอนั จะเปน็ เหตใุ หพ้ รหมจรรยด์ �ำรงอยไู่ ดย้ นื นาน” พระพทุ ธเจา้ กไ็ มท่ รงบญั ญตั ิ
สิกขาบท เพราะในระยะนั้นภิกษุสงฆ์ส่วนใหญ่ เป็นพระอริยบุคคล ดังท่ีพระองค์ตรัสตอบ
พระสารีบุตรว่า “จงรอไปก่อนเถิดสารีบุตร ตถาคตรู้เวลาในเร่ืองที่จะบัญญัติสิกขาบทน้ัน
ศาสดาจะยังไม่บัญญัติสิกขาบทแก่สาวก ไม่ยกปาติโมกข์ข้ึนแสดงตลอดเวลาท่ียังไม่เกิด

๑ บทนำ� เลม่ ๑ : พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบบั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , กรุงเทพมหานคร, ๒๕๓๙.

2 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์
อาสวัฏฐานิยธรรมในหมู่สงฆ์ เม่ือเกิดอาสวัฏฐานิยธรรมบางอย่างข้ึนในหมู่สงฆ์ ตถาคต
จึงจะบัญญัติสิกขาบท จะยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงแก่สาวกเพ่ือขจัดธรรมเหล่านั้น... สารีบุตร
ก็ภกิ ษสุ งฆย์ ังไมม่ เี สนยี ด ไม่มโี ทษ ไมม่ สี ่งิ มัวหมอง บรสิ ุทธ์ิผดุ ผอ่ ง ด�ำรงอยู่ในสารคณุ แท้จรงิ
ในภกิ ษุ ๕๐๐ รปู น้ี ผมู้ ีคุณธรรมอย่างต่�ำก็ชั้นโสดาบนั ”

ต่อมา หลังจากออกพรรษาท่ี ๒๐ (วิ.อ. ๑/๓๑/๒๑๖) แลว้ พระพุทธเจ้าไดท้ รงบัญญตั ิ
ปาราชิก สกิ ขาบทท่ี ๑ หา้ มภกิ ษเุ สพเมถนุ โดยปรารภเหตกุ ารณม์ ัวหมองในคณะสงฆ์อนั เนื่อง
มาจากการท่ีพระสุทินเสพเมถุนกับอดีตภรรยาที่ป่ามหาวัน กรุงเวสาลี การท่ีพระพุทธเจ้า
ทรงบัญญัติสิกขาบทครั้งน้ีนับเป็นครั้งแรกและทรงบัญญัติเรื่อยมาทุกคร้ังท่ีเกิดเหตุการณ์
ไมด่ งี ามขึน้ ในคณะสงฆ์

ในการบัญญัติสิกขาบทแต่ละครั้งมีข้ันตอนดังน้ีคือ เม่ือเกิดเร่ืองมัวหมองขึ้นภายใน
คณะสงฆ์ พระพุทธเจ้าตรัสส่ังให้ประชุมสงฆ์ ตรัสถามภิกษุผู้ก่อเหตุให้ทูลรับ แล้วทรงช้ีโทษ
แห่งการประพฤติเช่นน้ัน และตรัสอานิสงส์แห่งความส�ำรวมระวังแล้ว จึงทรงต้ังพระบัญญัติ
ห้ามมิให้ภิกษุท�ำอย่างน้ันอีกต่อไป ทรงก�ำหนดโทษส�ำหรับผู้ฝ่าฝืนหรือล่วงละเมิดเรียกว่า
ปรบั อาบัติ

ค�ำว่า อาบัติ แปลว่า การต้อง การล่วงละเมิด ค�ำนี้เป็นช่ือเรียกกิริยาท่ีล่วงละเมิด
สิกขาบทนั้น ๆ และเป็นช่ือเรียกโทษหรือความผิดท่ีเกิดจากการล่วงละเมิดสิกขาบท เช่น
ภิกษุกล่าวอวดอตุ ตริมนสุ สธรรมท่ไี มม่ ีในตนต้องอาบัตปิ าราชกิ

อาบัติมี ๗ กองคือ ปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ
ทพุ ภาสิต

อาบตั ิปาราชิกมโี ทษหนัก ท�ำใหผ้ ลู้ ่วงละเมดิ ขาดจากความเป็นภกิ ษุ อาบตั ิสังฆาทิเสส
มีโทษปานกลาง ผู้ล่วงละเมิดต้องอยู่กรรมคือประพฤติวัตรอย่างหนึ่งจึงจะพ้นจากอาบัติน้ี
ส่วนอาบัติ ๕ กองที่เหลือมีโทษเบา ผู้ล่วงละเมิดต้องประกาศ สารภาพผิดต่อหน้าภิกษุ
ด้วยกันดังท่เี รียกว่าปลงอาบัติจงึ จะพน้ จากอาบัติเหลา่ นี้

บทบัญญัติในพระวินัยแต่ละข้อหรือมาตราเรียกว่า สิกขาบท แปลว่าข้อที่ต้องศึกษา
นนั่ คือ บทบญั ญตั สิ �ำหรบั ภิกษุมี ๒๒๗ สกิ ขาบท บทบัญญัตสิ �ำหรบั ภกิ ษณุ ี มี ๓๑๑ สกิ ขาบท
สกิ ขาบทเหลา่ นม้ี าในพระปาตโิ มกข์ พระพทุ ธเจา้ ทรงอนญุ าต ใหส้ วดในทปี่ ระชมุ สงฆท์ กุ กงึ่ เดอื น

บทบัญญัติส�ำหรับภิกษุ ๒๒๗ สิกขาบทที่มาในพระปาติโมกข์แบ่งเป็นกลุ่มได้ดังนี้
ปาราชกิ ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ อนยิ ต ๒ นิสสคั คยิ ปาจติ ตีย์ ๓๐ ปาจิตตยี ์ ๙๒ ปาฏเิ ทสนยี ะ ๔
เสขิยะ ๗๕ อธกิ รณสมถะ ๗

พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ 3
สิกขาบทที่มาในพระปาติโมกข์นั้นปรับอาบัติแก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิดไว้ครบทุกอาบัติ คือ

ระบุอาบัตโิ ดยตรง ๔ กอง ไดแ้ ก่ ปาราชกิ สังฆาทเิ สส ปาจติ ตีย์ทั้งที่เปน็ นิสสัคคิยปาจติ ตยี ์
และสุทธิกปาจิตตีย์ และปาฏิเทสนียะ มีอาบัติท่ีไม่ได้ระบุไว้ โดยตรงอีก ๓ กอง ได้แก่
ถลุ ลจั จัย ทุกกฏ ทุพภาสติ

สิกขาบทท่ีมาในพระปาติโมกข์เหล่าน้ียกเว้นเสขิยะจัดเป็นอาทิพรหมจริยกาสิกขา
ส่วนเสขยิ ะและสกิ ขาบทจ�ำนวนมากท่ีมานอกพระปาติโมกขล์ ว้ นเป็นอภสิ มาจาริกาสิกขา

อาทพิ รหมจรยิ กาสกิ ขาและอภสิ มาจารกิ าสกิ ขาทง้ั ๒ สว่ นรวมกนั เรยี กวา่ พระวนิ ยั
พระวินัยเป็นส่ิงส�ำคัญและจ�ำเป็นส�ำหรับฝึกหัดอบรมกุลบุตรผู้เข้ามาบวชใน
พระพุทธศาสนา เพราะผู้เข้ามาบวชน้ันมาจากต่างตระกูล ต่างชนช้ัน ต่างอัธยาศัย ต่างจิต
ต่างใจ หากไม่มีพระวินัยควบคุมความประพฤติให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ก็จะเป็นหมู่ภิกษุ
ที่สับสนวุ่นวายไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสศรัทธา ถ้าภิกษุทุกรูปประพฤติตามพระวินัย
ก็จะเป็นหมู่ภิกษุท่ีงดงาม น�ำให้เกิดความเล่ือมใสศรัทธาและท�ำให้พระพุทธศาสนาด�ำรงอยู่
ยืนนาน เปรียบเหมือนดอกไม้นานาชนิดถูกร้อยไว้ด้วยด้ายจึงไม่แตกแยกกระจัดกระจาย
ทั้งยงั คมุ กนั เข้าเปน็ พวงมาลัยทีส่ วยสดงดงาม ดงั ทพ่ี ระพุทธองคต์ รสั ไว้ในเวรัญชกณั ฑ์วา่
“พระพุทธเจา้ กกุสันธะ พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ และพระพุทธเจา้ กัสสปะ ไมท่ รงผ่อน
คลายทจี่ ะแสดงธรรมโดยพิสดารแก่สาวก สตุ ตะ เคยยะ...เวทลั ละของพระพุทธเจ้า ๓ พระองค์
จึงมมี าก ทรงบญั ญัตสิ ิกขาบทไว้แก่สาวก มีการแสดง ปาติโมกข์ เมือ่ สิน้ พระพทุ ธเจา้ และสาวก
ผตู้ รสั รตู้ ามแลว้ สาวกชน้ั หลัง ๆ ตา่ งชือ่ ตา่ งโคตร ต่างชาติวรรณะได้เข้ามาบวชจากต่างตระกูล
เธอเหล่านนั้ พาให้พรหมจรรย์ด�ำรงอยนู่ าน เหมอื นดอกไมน้ านาพรรณกองอยบู่ นแผ่นกระดาน
เอาดา้ ยร้อยไว้ ยอ่ มไม่ถกู ลมพัดกระจัดกระจายไป เพราะเหตุไร เพราะเอาดา้ ยรอ้ ยไว้”
ขอ้ นีแ้ สดงว่า การบัญญัติพระวินัยเป็นเหตสุ �ำคญั ประการหนงึ่ ท่ีท�ำให้ พระพุทธศาสนา
ด�ำรงอยไู่ ดย้ นื นาน ดงั จะเหน็ ไดว้ า่ พระมหากสั สปเถระผเู้ ปน็ ประธานสงฆใ์ นการจดั ท�ำสงั คายนา
ครงั้ ที่ ๑ ได้ตกลงกบั พระสังคีตกิ าจารย์ทั้งหลายวา่ จะสังคายนาพระวนิ ยั ก่อน ทงั้ นเี้ พราะทา่ น
เหน็ ว่า พระวนิ ัยเป็นอายุของพระพทุ ธศาสนา ดังท่สี มนั ตปาสาทิกา อรรถกถาวนิ ยั ปิฎกบันทึก
วา่ “พระวนิ ยั จดั วา่ เปน็ อายขุ องพระพทุ ธศาสนา เมอ่ื พระวนิ ยั ยงั ดำ� รงอยู่ พระศาสนากช็ อ่ื วา่ ยงั
ด�ำรงอยู่ ดงั นัน้ จึงขอสงั คายนาพระวินยั กอ่ น”
คมั ภรี ์สมนั ตปาสาทิกา (๑/๑๘,๒๐) อธิบายความหมายของค�ำว่า วินัยปิฎก ไว้ดังนี้
ค�ำว่า วินยั (วิ + นัย) มี ๓ ความหมาย ได้แก่

4 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์

๑. วินยั หมายถงึ นัยต่าง ๆ (วิวธิ + นัย) เพราะมีปาติโมกข์ ๒ คอื ภิกขปุ าตโิ มกข์
และภิกขุนีปาติโมกข์ มีวิภงั ค์ ๒ คือ ภกิ ขวุ ภิ ังคแ์ ละภิกขนุ วี ิภังค์ มีอาบตั ิ ๗ กองเป็นตน้

๒. วินัย หมายถึงนัยพิเศษ (วิเสส + นัย) เพราะมีอนุบัญญัติเพ่ิมเติมเพื่อท�ำให้
สกิ ขาบทรัดกมุ ยิง่ ขน้ึ หรือผอ่ นผนั ให้เพลาความเขม้ งวดลง

๓. วินัย หมายถึงกฏส�ำหรับฝึกอบรมกายวาจา (วินยนโต เจว กายวาจานํ)
เพราะเปน็ เครอื่ งปอ้ งกนั ความประพฤติทไ่ี ม่เหมาะสมทางกายและทางวาจา

ค�ำวา่ ปฎิ ก มี ๒ ความหมาย ได้แก่
๑. ปิฎก หมายถงึ ปรยิ ัติ เช่น ในข้อความว่า “มา ปฏิ กสมปฺ ทาเนน อยา่ ปลงใจเชือ่ ดว้ ย
การอ้างปรยิ ัต”ิ
๒. ปฎิ ก หมายถงึ ภาชนะ เชน่ ในขอ้ ความวา่ “อถ ปรุ โิ ส อาคจเฺ ฉยยฺ กทุ ทฺ าลปฏิ กมาทาย
บรุ ุษถอื จอบและกระบงุ เดนิ มา”
เม่อื รวมค�ำวา่ วนิ ัย เขา้ กบั ค�ำว่า ปฏิ ก ก็เปน็ วนิ ัยปิฎก ค�ำว่า วนิ ยั ปฎิ ก หมายถงึ คัมภีร์
ทป่ี ระมวลกฎส�ำหรับฝึกอบรมกายวาจา หรอื ภาชนะทร่ี วบรวมกฎส�ำหรับฝึกอบรมกายวาจา
พระวินัยปฎิ กนแี้ บง่ ออกเป็น ๕ คมั ภรี ์ คอื
๑. มหาวิภังค์ หรือ ภิกขุวิภังค์ ว่าด้วยสิกขาบทหรือศีลของภิกษุ ๒๒๗ ข้อท่ีมาใน
พระปาติโมกข์
๒. ภกิ ขุนวี ภิ ังค์ ว่าด้วยสกิ ขาบทหรือศลี ของภิกษณุ ี ๓๑๑ ข้อท่มี าใน พระปาตโิ มกข์
๓. มหาวรรค ว่าดว้ ยสิกขาบทนอกพระปาติโมกขต์ อนต้น ๑๐ ขนั ธกะหรือหมวด
๔. จลุ วรรค ว่าดว้ ยสกิ ขาบทนอกพระปาติโมกขต์ อนปลาย ๑๐ ขนั ธกะ
๕. ปริวาร คอื คมั ภรี ์ประกอบหรอื คมู่ ือทบ่ี รรจคุ �ำถามค�ำตอบส�ำหรับ ซ้อมความรู้เรื่อง
พระวนิ ัยซ่งึ เปน็ การทบทวนเน้ือหาของสคี่ มั ภรี แ์ รก
พระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้แบ่งพระวินัยปิฎก ออกเป็น
๕ คมั ภีร์ ตามวิธีการดังกล่าวน้ี
นอกจากนี้ ยังมีวิธีการแบ่งวินัยปิฎกอีก ๒ แบบตามท่ีบันทึกไว้ในคัมภีร์ช่ือว่า
วชิรสารัตถสังคหะ ทพี่ ระรตั นปญั ญาเถระรจนาท่ีเชยี งใหมเ่ มื่อ พ.ศ. ๒๐๗๘ ดงั นี้
แบบท่ี ๑ ปรากฏในคมั ภรี ว์ ชริ สารตั ถสงั คหะขอ้ ๒๒ วา่ “อาปามจปุ อาทกิ า” ทา่ นแบง่
พระวนิ ยั ปิฎกออกเปน็ ๕ คัมภรี ์ มีค�ำย่อหรอื หวั ใจวา่ อา ปา ม จุ ป คือ

พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ 5

๑. อา = อาทิกัมมิกะหรือปาราชิก ว่าด้วยสิกขาบทท่ีเก่ียวกับอาบัติหนัก
ของภกิ ษุ ต้งั แตป่ าราชกิ ถงึ อนยิ ต

๒. ปา = ปาจิตตีย์ ว่าด้วยสิกขาบทที่เกี่ยวกับอาบัติเบาต้ังแต่นิสสัคคีย-
ปาจติ ตยี ์ ถงึ เสขิยะ รวมตลอดทัง้ ภกิ ขุนีวภิ งั ค์ทั้งหมด

๓. ม = มหาวรรค
๔. จุ = จลุ วรรค
๕. ป = ปรวิ าร
แบบท่ี ๒ ปรากฏในคัมภีร์วชิรสารัตถสังคหะข้อ ๓๙๘ ว่า “ปาปามจุปิติ ปญฺจวิธํ
วินยปิฏกํ” พระวินัยปิฎกมี ๕ คัมภีร์ คือ ปา ปา ม จุ ป ท่านแบ่งพระวินัยปิฎก ออกเป็น
๕ คัมภรี ์ มีค�ำย่อหรอื หวั ใจว่า ปา ปา ม จุ ป คอื
๑. ปา = ปาราชกิ
๒. ปา = ปาจิตตยี ์
๓. ม = มหาวรรค
๔. จุ = จุลวรรค
๕. ป = ปรวิ าร
พระไตรปิฎกที่สมาคมบาลีปกรณ์พิมพ์ข้ึนในประเทศอังกฤษ แบ่งวินัยปิฎก ออกเป็น
๓ หมวด คอื
๑. สตุ ตวภิ ังค์ รวมมหาวภิ ังคแ์ ละภิกขนุ ีวภิ ังค์เข้าดว้ ยกัน
๒. ขนั ธกะ รวมมหาวรรคและจุลวรรคเขา้ ดว้ ยกนั
๓. ปริวาร ตรงกับคมั ภีร์ท่ี ๕ ขา้ งต้น
วนิ ยั ปฎิ กประกอบดว้ ยเนอ้ื หาทบี่ รรจไุ วใ้ นพระไตรปฎิ ก ฉบบั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
๘ เลม่ ดงั น้ี
เล่ม ๑ มหาวภิ ังค์ ภาค ๑ แบ่งเปน็ หมวดเรียกว่ากัณฑ์ มี ๔ กัณฑ์ คือ (๑) เวรัญชกัณฑ์
(๒) ปาราชกิ กณั ฑ์ (๓) สงั ฆาทิเสสกัณฑ์ (๔) อนยิ ตกณั ฑ์
เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ภาค ๒ ต่อจากภาค ๑ แบ่งเป็น ๔ กัณฑ์กับ ๑ เรื่อง คือ
(๕) นสิ สคั คิยกณั ฑ์ (๖) ปาจิตตยิ กัณฑ์ (๗) ปาฏเิ ทสนียกณั ฑ์ (๘) เสขิยกัณฑ์ (๙) อธกิ รณสมถะ
เล่ม ๓ ภิกขนุ ีวิภงั ค์ แบ่งเปน็ ๖ กณั ฑ์ กับ ๑ เรื่อง คอื (๑) ปาราชกิ กัณฑ์ (๒) สงั ฆาทิ-
เสสกัณฑ์ (๓) นิสสัคคิยกัณฑ์ (๔) ปาจิตติยกัณฑ์ (๕) ปาฏิเทสนียกัณฑ์ (๖) เสขิยกัณฑ์
(๗) อธกิ รณสมถะ

6 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์

เล่ม ๔ มหาวรรค ภาค ๑ แบ่งเป็นตอนใหญ่เรียกว่าขันธกะ มี ๔ ขันธกะ คือ
(๑) มหาขันธกะ (๒) อโุ ปสถขันธกะ (๓) วัสสูปนายิกขนั ธกะ (๔) ปวารณาขนั ธกะ

เลม่ ๕ มหาวรรค ภาค ๒ ตอ่ จากภาค ๑ แบง่ เป็น ๖ ขนั ธกะ คือ (๕) จมั มขนั ธกะ
(๖) เภสชั ชขันธกะ (๗) กฐนิ ขนั ธกะ (๘) จีวรขนั ธกะ (๙) จมั เปยยขนั ธกะ (๑๐) โกสัมพิกขันธกะ

เลม่ ๖ จุลวรรค ภาค ๑ แบ่งเป็น ๕ ขันธกะ คือ (๑) กมั มขันธกะ (๒) ปรวิ าสิกขันธกะ
(๓) สงั ฆเภทขนั ธกะ (๔) สมจุ จยขนั ธกะ (๕) สมถขันธกะ

เล่ม ๗ จลุ วรรค ภาค ๒ ตอ่ จากภาค ๑ แบง่ เปน็ ๘ ขนั ธกะ คอื (๖) ขทุ ทกวตั ถุขนั ธกะ
(๗) เสนาสนขันธกะ (๘) วัตตักขันธกะ (๙) ปาฏิโมกขฐปนขันธกะ (๑๐) ภิกขุนีขันธกะ
(๑๑) ปญั จสตกิ ขันธกะ (๑๒) สัตตสติกขันธกะ

เลม่ ๘ ปริวาร เป็นค่มู ือถามตอบเกี่ยวกับวนิ ัย ประมวลความส�ำคัญของพระไตรปิฎก
ตงั้ แต่เล่ม ๑ ถึงเลม่ ๗ มี ๑๙ เรือ่ ง

มลู เหตแุ หง่ การบญั ญัติพระวนิ ยั

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! เพราะเหตนุ นั้ แล เราจกั บญั ญตั สิ กิ ขาบทแกภ่ กิ ษทุ ง้ั หลาย, อาศยั อ�ำนาจ
ประโยชน์ ๑๐ ประการ คอื ,

๑. สงั ฆะสฏุ ฐตุ ายะ, เพอื่ ความรับว่าดแี ห่งสงฆ์
๒. สงั ฆะผาสตุ ายะ, เพ่ือความผาสุกแหง่ สงฆ์
๓. ทุมมงั กูนงั ปุคคะลานงั นคิ คะหายะ, เพอ่ื ขม่ บุคคลผู้เก้อยาก
๔. เปสะลานงั ภกิ ขูนงั ผาสวุ ิหารายะ, เพือ่ อยผู่ าสกุ แหง่ ภกิ ษุผู้มีศีลดีงาม
๕. ทฏิ ฐะธมั มิกานงั อาสะวานงั สังวะรายะ, เพือ่ ปิดกนั้ อาสวะท้ังหลายอนั จะเกดิ ใน
ปัจจบุ นั
๖. สมั ปะรายกิ านงั อาสะวานงั ปะฏฆิ าตายะ, เพอื่ ก�ำจดั อาสวะทง้ั หลายอนั จะบงั เกดิ
ในอนาคต
๗. อปั ปะสันนานงั ปะสาทายะ, เพอ่ื ความเลือ่ มใสของคนทย่ี ังไม่เลื่อมใส
๘. ปะสันนานงั ภยิ โยภาวายะ, เพ่ือความเลื่อมใสยิ่งขนึ้ ของคนที่เล่อื มใสแล้ว
๙. สทั ธัมมัฏฐิตยิ า, เพ่อื ความต้งั ม่ันแห่งพระสทั ธรรม
๑๐. วินะยานคุ คะหายะ, เพื่อเอ้ือเฟ้ือวินัย

เล่มที่ ๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑ 7

พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑

พระวนิ ัยปฎิ ก เลม่ ที่ ๑
(มหาวภิ งั ค์ ภาค ๑)

พระไตรปิฎกเลม่ ๑ คอื มหาวิภังค์ ภาค ๑ แบ่งเปน็ ๔ กณั ฑ์ แตล่ ะกัณฑม์ ีสาระส�ำคัญ
ดังน้ี

๑. เวรญั ชกณั ฑ์

วา่ ดว้ ยเรอ่ื งท่ีเวรัญชพราหมณ์เข้าไปเฝา้ พระพทุ ธเจ้าขณะประทบั อยู่ ณ เมอื งเวรญั ชา
พระองค์ทรงแสดงธรรมแก่เวรัญชพราหมณ์ ท�ำให้เขาเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสกแล้ว
ทูลอาราธนาให้ทรงจ�ำพรรษาอยู่ท่ีเมืองเวรัญชา ในพรรษานั้น เมืองเวรัญชาเกิดทุพภิกขภัย
พระพทุ ธเจา้ ตรสั เหตทุ ที่ �ำใหพ้ ระศาสนาด�ำรงอยนู่ านและด�ำรงอยไู่ มน่ าน พระสารบี ตุ รไดก้ ราบทลู
ให้ทรงบัญญัติสิกขาบทเพื่อความด�ำรงอยู่นานแห่งพระศาสนา พระพุทธองค์ทรงเห็นว่ายัง
ไม่ถึงเวลาท่ีจะบัญญัติ เพราะยังไม่มีเรื่องเสียหายเกิดข้ึนในภิกษุสงฆ์ ขณะนั้น พระสงฆ์ท่ี
ติดตามพระพุทธเจ้าล้วนเป็นพระอริยบุคคลคือ อย่างต�่ำก็เป็นพระโสดาบัน เมื่อออกพรรษา
แลว้ พระพุทธเจา้ เสด็จออกจากเมอื งเวรัญชา เสด็จขา้ มแมน่ ำ�้ คงคาทท่ี า่ ปยาคะ ปจั จุบนั อยูใ่ น
เขตเมืองอัลลาฮาบาด (ALLAHABAD) ไปยงั กรงุ พาราณสี และเสด็จถึงกรงุ เวสาลี

๒. ปาราชกิ กัณฑ์

ว่าด้วยปาราชิก ๔ สิกขาบท ซึ่งปรับอาบัติหนัก(ครุกาบัติ) ที่ภิกษุผู้ล่วงละเมิด
จะขาดจากความเป็นภิกษุทันที บุคคลผู้ล่วงละเมิดสิกขาบทนี้ ก็ชื่อว่า ปาราชิก แปลว่า
ผ้พู า่ ยแพ้ บุคคลผ้ตู ้องอาบัติปาราชกิ ต้องสละสมณเพศและไม่ไดร้ ับอนญุ าตให้บวชเปน็ ภกิ ษุอกี

ปาราชิก ๔ สิกขาบท ไดแ้ ก่
๑. ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการเสพเมถุน ภิกษุเสพเมถุน ต้องอาบัติปาราชิก
ขาดจากความเปน็ ภิกษุ เปรยี บเหมอื นคนถกู ตดั ศรี ษะ แม้จะน�ำศีรษะมาตอ่ เขา้ กบั รา่ งกไ็ ม่อาจ
มีชีวิตได้
๒. ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการการถือเอาส่ิงของท่ีเจ้าของไม่ได้ให้ ภิกษุ
ลักทรพั ยม์ รี าคาต้ังแต่ ๕ มาสก (๑ บาท) ตอ้ งอาบัติปาราชิก ขาดจากความเปน็ ภกิ ษุ เปรียบ

8 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระวินยั ปฎิ ก

เหมอื นใบไมแ้ กเ่ หลืองหลุดจากขั้ว ไมอ่ าจมีความเขียวสดอกี ได้
๓. ปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการพรากกายมนุษย์ คือ ภิกษุมีเจตนาฆ่ามนุษย์

ให้ตาย ต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุ เปรียบเหมือนแผ่นหินหนาท่ีแตกออก
เปน็ เส่ียง ๆ ไมอ่ าจประสานเขา้ กนั ได้อีก

๔. ปาราชิกสิกขาบทท่ี ๔ ว่าด้วยการกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม ภิกษุอวดอุตตริ-
มนุสสธรรมที่ไม่มีอยู่ในตน ต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุ เปรียบเหมือนต้นตาล
ยอดดว้ น ไม่อาจงอกขนึ้ มา ใหม่ได้

การบญั ญตั ปิ าราชกิ สกิ ขาบทขอ้ แรกนบั วา่ สอดคลอ้ งกบั คา่ นยิ มของสงั คมและหลกั การ
ของศาสนาส�ำคัญครง้ั พทุ ธกาลที่ก�ำหนดให้นักบวชตอ้ งเวน้ ขาดจากการมีเพศสมั พนั ธ์ ปาราชิก
สิกขาบทท่ี ๒ และท่ี ๓ อนโุ ลมตามหลกั ปฏิบัติของสงั คมท่เี จริญแลว้ ทงั้ หลาย เพราะแมแ้ ตใ่ น
สงั คมคฤหสั ถก์ ม็ กี ารหา้ มลกั ทรพั ยแ์ ละหา้ มฆา่ มนษุ ย์ สว่ นปาราชกิ สกิ ขาบทท่ี ๔ มงุ่ ปอ้ งกนั สงั คม
จากการถกู หลอกลวงโดยผอู้ วดคณุ วเิ ศษทไ่ี มม่ ใี นตน พระพทุ ธเจา้ ทรงเรยี กภกิ ษผุ อู้ วดคณุ วเิ ศษ
ทไี่ มม่ ใี นตนวา่ เปน็ ยอดมหาโจรในโลก เพราะบรโิ ภคกอ้ นขา้ วของประชาชนดว้ ยอาการแหง่ ขโมย

๓. สังฆาทเิ สสกัณฑ์

ว่าด้วยสังฆาทิเสส ๑๓ สิกขาบท ซึ่งปรับอาบัติหนัก รองจากปาราชิก คือเป็น
ครุกาบัติ แต่ยังเป็นสเตกิจฉา (แกไ้ ขหรอื เยียวยาได)้ ค�ำวา่ “สงั ฆาทเิ สส” แปลวา่ หมวดอาบัติ
ท่ีต้องอาศัยสงฆ์ในกรรมเบ้ืองต้นและกรรมท่ีเหลือ หมายความว่า วิธีการจะออกจากอาบัตินี้
ต้องอาศัยสงฆ์ตั้งแต่ต้นไปจนตลอด กล่าวคือเม่ือภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วต้องอยู่ปริวาส
เทา่ จ�ำนวนวนั ทปี่ กปิดอาบตั ิไว้แลว้ อย่มู านัต (นับราตร)ี อกี ๖ ราตรี ท้งั ๒ ขน้ั ตอนน้ีตอ้ งอาศัย
สงฆเ์ ปน็ ผใู้ ห้ ตอ่ จากนนั้ จงึ ประชมุ สงฆไ์ มน่ อ้ ยกวา่ ๒๐ รปู ท�ำพธิ สี วดใหพ้ น้ จากอาบตั สิ งั ฆาทเิ สส
ขั้นตอนสดุ ทา้ ยนี้ชื่อว่าอัพภาน มีการสวดญัตติ ๓ คร้ัง สวดอนุสาวนา ๑ คร้ัง รวมเป็น ๔ คร้งั
เรยี กวา่ ญัตตจิ ตตุ ถกรรมวาจา เมื่อจบข้ันตอนนีแ้ ล้ว พระภิกษุท่ีล่วงละเมดิ สงั ฆาทิเสสสิกขาบท
จึงเปน็ ผ้บู ริสทุ ธ์ิจากอาบตั ิ

สังฆาทเิ สส ๑๓ สกิ ขาบท ไดแ้ ก่
๑. สุกกวิสัฏฐิสิกขาบท ว่าด้วยการจงใจท�ำน�้ำอสุจิให้เคลื่อน ภิกษุจงใจท�ำน้�ำอสุจิให้
เคลื่อน ตอ้ งอาบตั ิสงั ฆาทิเสส
๒. กายสังสัคคสิกขาบท ว่าด้วยการถูกต้องกายกับมาตุคาม ภิกษุมีความก�ำหนัด
จบั ตอ้ งกายหญิง ตอ้ งอาบัตสิ ังฆาทเิ สส
๓. ทุฏฐุลลวาจาสกิ ขาบท ว่าดว้ ยการพดู เกย้ี วหญิง ภิกษมุ คี วามก�ำหนดั พดู เกีย้ วหญิง

เลม่ ท่ี ๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑ 9

ตอ้ งอาบตั ิสังฆาทิเสส
๔. อัตตกามปาริจรยิ สิกขาบท ว่าด้วยการให้บ�ำเรอความใครข่ องตน ภิกษพุ ูดลอ่ หญงิ

ใหบ้ �ำเรอความใครข่ องตน ตอ้ งอาบตั ิสงั ฆาทิเสส
๕. สัญจรติ ตสกิ ขาบท ว่าด้วยการหา้ มภิกษชุ ักส่ือ ภิกษุพูดชักสอื่ ให้ชายหญงิ เปน็ สามี

ภรรยากัน หรอื เป็นชู้รกั โดยทสี่ ุดแม้พูดชกั ส่อื ใหเ้ ขาอยูร่ ว่ มกันช่ัวคราว ต้องอาบัติสงั ฆาทเิ สส
๖. กฏุ ิการสิกขาบท ว่าดว้ ยการก่อสรา้ งกุฎี ภิกษสุ รา้ งกฎุ เี ปน็ ของสว่ นตวั มีขนาดใหญ่

เกินประมาณ คือยาวเกิน ๑๒ คืบ กว้างเกิน ๗ คืบพระสุคต ในท่ีสาธารณะ โดยไม่ให้สงฆ์
ก�ำหนดทใี่ ห้ ต้องอาบตั สิ งั ฆาทิเสส

๗. วิหารการสิกขาบท ว่าด้วยการสร้างวิหาร ภิกษุสร้างวิหารขนาดใหญ่เป็นของ
ส่วนตัวในที่ของทายกโดยไมใ่ หส้ งฆ์ก�ำหนดทใ่ี หก้ ่อน ตอ้ งอาบตั สิ ังฆาทิเสส

๘. ปฐมทุฏฐโทสสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุขัดเคืองมีโทสะข้อที่ ๑ ภิกษุกล่าวหาภิกษุอื่น
ด้วยอาบตั ปิ าราชกิ โดยไมม่ มี ูลความจรงิ ตอ้ งอาบตั ิสงั ฆาทเิ สส

๙. ทุติยทุฏฐโทสสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุขัดเคืองมีโทสะข้อท่ี ๒ ภิกษุพยายาม
หาเรอ่ื งกลา่ วหาภกิ ษอุ ่นื ดว้ ยอาบตั ปิ าราชิกโดยไมม่ มี ลู ความจรงิ ต้องอาบัตสิ ังฆาทเิ สส

๑๐. สังฆเภทสิกขาบท ว่าด้วยการท�ำสงฆ์ให้แตกกัน ภิกษุท�ำสงฆ์ให้แตกแยกกัน
ภิกษุทัง้ หลายว่ากล่าวตักเตอื นกไ็ ม่ยอมเชอ่ื ฟัง สงฆ์จงึ สวดสมนภุ าสน์ ถ้าเธอสละพฤติกรรมนน้ั
ได้ขณะที่สงฆ์สวดสมนุภาสน์กว่าจะครบ ๓ ครั้ง น่ันเป็นการดี แต่ถ้าเธอยืนยันประพฤติอยู่
อยา่ งนั้น จนสงฆส์ วดสมนภุ าสนต์ ักเตอื นครบ ๓ ครง้ั ตอ้ งอาบตั สิ งั ฆาทิเสส

๑๑. สังฆเภทานุวัตตกสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุประพฤติตามและกล่าวสนับ สนุนภิกษุ
ผู้ท�ำสงฆ์ให้แตกกัน ภิกษุเป็นพรรคพวกสนับสนุนภิกษุที่ท�ำให้สงฆ์แตกแยกกัน ภิกษุท้ังหลาย
ว่ากลา่ วตักเตือนกไ็ มย่ อมเชอื่ ฟัง สงฆจ์ ึงสวดสมนุภาสน์ ถ้าเธอสละพฤตกิ รรมน้นั ได้ขณะท่ีสงฆ์
สวดสมนุภาสนก์ ว่าจะครบ ๓ ครัง้ น่นั เป็นการดี แต่ถา้ เธอยืนยนั ประพฤตอิ ยอู่ ย่างนั้นจนสงฆ์
สวดสมนุภาสนต์ ักเตอื นครบ ๓ ครงั้ ต้องอาบตั ิสังฆาทเิ สส

๑๒. ทุพพจสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุเป็นคนว่ายาก ภิกษุประพฤติตนเป็นคนว่ายาก
สอนยาก ภิกษุท้ังหลายว่ากล่าวตักเตือนก็ไม่ยอมเช่ือฟัง สงฆ์จึงสวดสมนุภาสน์ ถ้าเธอสละ
พฤติกรรมนั้นได้ขณะที่สงฆ์สวดสมนุภาสน์กว่าจะครบ ๓ ครั้ง น่ันเป็นการดี แต่ถ้าเธอยืนยัน
ประพฤติ อยูอ่ ย่างน้ันจนสงฆ์สวดสมนภุ าสนต์ ักเตอื นครบ ๓ คร้ัง ตอ้ งอาบัติสังฆาทเิ สส

๑๓. กุลทูสกสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุผู้ประทุษร้ายตระกูล ภิกษุประทุษร้ายตระกูลคือ
ประจบคฤหัสถ์ สงฆ์ไล่ออกจากวัด กลับติเตียนสงฆ์ ภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวตักเตือนก็ไม่ยอม
เช่ือฟัง สงฆ์จึงสวดสมนุภาสน์ ถ้าเธอสละพฤติกรรมนั้นได้ขณะที่สงฆ์สวดสมนุภาสน์กว่าจะ

10 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระวนิ ยั ปิฎก

ครบ ๓ ครั้ง น่ันเป็นการดี แต่ถ้าเธอยืนยันประพฤติอยู่อย่างนั้นจนสงฆ์สวดสมนุภาสน์
ตักเตือนครบ ๓ ครั้ง ตอ้ งอาบตั ิสังฆาทิเสส

สังฆาทิเสส ๑๓ สกิ ขาบทน้ี แบง่ ไว้เปน็ ๒ หมวด คือ
๑. ตั้งแต่สิกขาบทที่ ๑ ถึงสิกขาบทที่ ๙ เรีกยว่า ปฐมาปัตติกา คือ ภิกษุผู้ล่วง
ละเมิดต้องอาบตั ทิ ันทที ่ีท�ำความผดิ ล่วงละเมิดสกิ ขาบทเหล่าน้ี
๒. ต้ังแต่สิกขาบทที่ ๑๐ ถึงสิกขาบทท่ี ๑๓ เรยี กวา่ ยาวตติยกา คือ ภิกษผุ ลู้ ว่ ง
ละเมิดยังไม่ต้องอาบัติ ต่อเมื่อสงฆ์สวดสมนุภาสน์ประกาศตักเตือนห้ามประพฤติ เช่นนั้นจบ
คร้งั ที่ ๓ ภิกษผุ ทู้ �ำความผดิ นัน้ จงึ ต้องอาบัติสงั ฆาทเิ สส

๔. อนยิ ตกัณฑ์

วา่ ด้วยอนยิ ต ๒ สิกขาบท ค�ำวา่ อนยิ ต แปลว่า ไมแ่ นน่ อน กลา่ วคอื ในอนยิ ตสิกขาบท
สิกขาบทท่ี ๑ ภิกษุผู้ถูกกล่าวหาไม่แน่ว่าจะถูกปรับอาบัติปาราชิก สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์
ในอนิยตสิกขาบทท่ี ๒ ไม่แน่ว่าจะปรับอาบัติสังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ ท่ียังไม่ก�ำหนด
แน่นอนเพราะเปน็ เรือ่ งท่ตี ้องพจิ ารณาปรบั อาบัตติ ามเง่อื นไข กรณีที่จะสามารถหยิบยกขน้ึ มา
เพ่อื ปรบั อาบัตพิ ระภิกษุผ้ทู �ำผดิ มอี ยู่ ๒ ลกั ษณะ คือ

๑. ภกิ ษนุ งั่ ในทล่ี บั ตากบั หญงิ สองตอ่ สอง เปน็ สถานทก่ี �ำบงั พอทจ่ี ะเสพเมถนุ กนั ได้
ถ้ามีอุบาสิกาผู้บรรลุธรรมต้ังแต่ขั้นโสดาบันขึ้นไป (วิ.อ. ๒/๔๔๔-๕/๑๓๕) เห็นพฤติกรรม
ของภิกษุน้ันกล่าวหาเธอด้วยอาบัติ อย่างใดอย่างหน่ึงต่อไปน้ี คือ ปาราชิก สังฆาทิเสส หรือ
ปาจิตตยี ์ และภกิ ษนุ น้ั ก็ยอมรับว่าเธอได้น่งั อยใู่ นท่ลี ับกบั หญงิ สองต่อสองจรงิ เธอควรถูกปรับ
โทษดว้ ยอาบตั อิ ยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ ในอาบตั ิ ๓ อยา่ งนนั้ หรอื พงึ ปรบั อาบตั ติ ามทอ่ี บุ าสกิ าผเู้ ชอื่ ถอื
ได้น้ันกลา่ วหา

๒. ภิกษุนั่งในที่ลับหูกับหญิงสองต่อสอง แต่สถานที่นั้นไม่ใช่ท่ีก�ำบัง ไม่พอท่ีจะ
เสพเมถุนกันได้ แต่เป็นสถานท่ีเอื้ออ�ำนวยพอที่จะพูดเกี้ยวหญิงด้วยวาจาช่ัวหยาบได้ ถ้ามี
อุบาสิกาผู้บรรลุธรรมต้ังแต่ข้ันโสดาบันข้ึนไป (วิ.อ. ๒/๔๔๔-๕/๑๓๕) เห็นพฤติกรรมของ
ภิกษุนั้นกล่าวหาเธอด้วยอาบัติอย่างใดอย่างหน่ึงต่อไปนี้ คือ สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ และ
ภกิ ษนุ น้ั กย็ อมรบั วา่ เธอไดน้ งั่ อยใู่ นทล่ี บั หกู บั หญงิ สองตอ่ สองจรงิ เธอควรถกู ปรบั โทษดว้ ยอาบตั ิ
อยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ ในอาบตั ิ ๒ อยา่ งนน้ั หรอื พงึ ปรบั อาบตั ติ ามทอี่ บุ าสกิ าผเู้ ชอื่ ถอื ไดน้ นั้ กลา่ วหา

อนิยตสกิ ขาบทน้ีเน้นหนกั ไปในวิธีตัดสินอาบัตทิ ่ียงั ไมแ่ น่ ระหวา่ งปาราชกิ สงั ฆาทเิ สส
หรือปาจิตตีย์ ซ่ึงพระวินัยธรจะต้องวินิจฉัย อนิยตไม่ใช่ช่ืออาบัติพิเศษนอกเหนือจากอาบัติ
ท้ังสามน้ัน ท้ังไม่ใช่สิกขาบทที่ห้ามภิกษุน่ังในที่ลับตาหรือที่ลับหูกับหญิงสองต่อสอง

เล่มที่ ๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑ 11

สิกขาบทท่ีห้ามการกระท�ำดังกล่าวคือสิกขาบทที่ ๔ และ สิกขาบทท่ี ๕ แห่งอเจลกวรรค
ในปาจติ ติยกัณฑ์

ล�ำดับเนื้อหาของแต่ละสิกขาบทของปาราชิก สังฆาทิเสสและอนิยต ดังกล่าวมา
ด�ำเนนิ ไปในลกั ษณะเดยี วกนั ดังน้ี

๑. ตน้ บญั ญตั ิ เลา่ เรอ่ื งภกิ ษผุ เู้ ปน็ อาทกิ มั มกิ ะ คอื ผปู้ ระพฤตเิ สยี หายในกรณี นน้ั ๆ เปน็
รายแรกที่พระพทุ ธเจ้าอา้ งถงึ เพ่อื บัญญตั ิสกิ ขาบท เช่น การที่พระธนยิ ะน�ำไม้จากป่าของหลวง
ไปใช้สรา้ งกุฎเี ปน็ เหตใุ หท้ รงบัญญัตปิ าราชิกสิกขาบทท่ี ๒ หา้ มมิให้ภกิ ษุลกั ทรัพย์

๒. พระบญั ญตั ิ คอื สกิ ขาบททพี่ ระพุทธเจ้าทรงบัญญัตเิ ปน็ ข้อหา้ มมใิ หภ้ ิกษลุ ่วงละเมดิ
มีบทก�ำหนดโทษหรือปรับอาบัติผู้ล่วงละเมิด ถ้าเป็นการบัญญัติสิกขาบท ในครั้งแรกเรียกว่า
มูลบญั ญตั ิ เช่น มูลบัญญัตขิ องปาราชกิ สิกขาบทที่ ๓ วา่ “ก็ ภกิ ษใุ ดจงใจพรากกายมนษุ ย์จาก
ชวี ติ หรอื แสวงหาศสั ตราอนั จะพรากกายมนษุ ยน์ นั้ แม้ ภกิ ษนุ เี้ ปน็ ปาราชกิ หาสงั วาสมไิ ด”้ ถา้ มี
การบญั ญตั เิ พม่ิ เตมิ ขอ้ ความใหก้ บั สกิ ขาบทนน้ั เพอ่ื ความรอบคอบรดั กมุ สกิ ขาบททที่ รงบญั ญตั ิ
เพ่มิ เติมนีเ้ รยี กว่า อนบุ ญั ญตั ิ เช่น อนุบญั ญัตขิ องปาราชกิ สิกขาบทท่ี ๓ วา่ “อนง่ึ ภิกษใุ ดจงใจ
พรากกายมนษุ ย์ จากชวี ติ หรอื แสวงหาศัสตราอนั จะพรากกายมนุษยน์ นั้ พดู พรรณนาคุณความ
ตายหรือชักชวนเพ่ือให้ตายว่า ท่านผู้เจริญจะมีชีวิตอย่างล�ำบากยากเข็ญน้ีไปท�ำไม ท่านตาย
เสียดีกว่า ดังน้ี เธอมีจิตใจอย่างน้ี มีด�ำริในใจอย่างนี้ พูดพรรณนาคุณความตายหรือชักชวน
เพ่อื ความตายโดยประการตา่ ง ๆ แมภ้ กิ ษนุ กี้ ็เปน็ ปาราชกิ หาสงั วาสมไิ ด”้

ค�ำวา่ สกิ ขาบททม่ี าในพระปาตโิ มกข์ หมายถงึ พระบญั ญตั แิ ละอนบุ ญั ญตั นิ เี่ อง พระสงฆ์
ไดน้ �ำพระบญั ญัติ ๒๒๗ สิกขาบทไปสวดในทปี่ ระชมุ สงฆ์ทกุ ก่ึงเดือน เรียกกันว่าสวดปาติโมกข์

๓. สิกขาบทวิภังค์และบทภาชนีย์ ค�ำว่าสิกขาบทวิภังค์ หมายถึงการจ�ำแนกความ
สิกขาบท เป็นการอธิบายความหมายของศัพท์ หรือข้อความในพระบัญญัติ เช่น ในสิกขาบท
วภิ งั คแ์ หง่ ปาราชิกสกิ ขาบทที่ ๑ ทา่ นอธิบายความหมายของค�ำว่า “ภกิ ษ”ุ โดยยกความหมาย
ของค�ำว่า ภกิ ษุ ซึ่งมีอยู่ ๑๒ นัย คอื (๑) ผขู้ อ (๒) ผู้อาศัยการ เทย่ี วขอ (๓) ผใู้ ชผ้ ืนผ้าทถ่ี กู
ท�ำให้เสยี ราคา (๔) ผทู้ ่ีถูกตัง้ ชือ่ อย่างนน้ั (๕) ผปู้ ฏิญญาตนอยา่ งนั้น (๖) ผทู้ ี่พระพทุ ธเจา้ บวชให้
(๗) ผู้บวชด้วยวิธีรบั ไตรสรณะ (๘) ผ้เู จริญ (๙) ผมู้ แี กน่ สาร (๑๐) ผยู้ งั ต้องศกึ ษา (๑๑) ผูไ้ ม่
ต้องศึกษา (๑๒) ผู้ท่ีสงฆ์บวชให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม แล้วชี้เฉพาะความหมายที่ประสงค์ ว่า
ค�ำวา่ “ภกิ ษ”ุ ในสกิ ขาบทน้ี หมายถงึ ผทู้ ส่ี งฆอ์ ปุ สมบทใหด้ ว้ ยญตั ตจิ ตตุ ถกรรมวาจา การอธบิ าย
ลกั ษณะนเี้ รยี กวา่ อตั ถทุ ธาร คอื การยกเนอ้ื ความทว่ั ไป ทม่ี อี ยขู่ นึ้ แสดงทง้ั หมดแลว้ ระบเุ ฉพาะ
เนื้อความเดียวท่ีประสงค์เอาในบริบทนั้นเท่านั้น ดังท่ีท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์ปรมัตถมัญชูสา-
วิสุทธิมัคคมหาฎีกา (๒/๕๓๔/๒๑๖) และคมั ภีร์วิภงั ค มลู ฎกี า (๒/๑๘๙/๖๐) ว่า “สมภฺ วนตฺ านํ

12 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระวนิ ัยปิฎก

อตฺถานํ อุทฺธรณํ, สมฺภวนฺเต วา อตฺเถ วตฺวา อธิปฺเปตสฺส อตฺถสฺส อุทฺธรณํ นิทฺธารณํ
อตฺถทุ ฺธาโร การยกเนือ้ ความทมี่ ีอย่ขู น้ึ แสดง หรือการกลา่ วเนื้อความทมี่ อี ย่แู ล้วยกเนือ้ ความที่
ประสงค์ข้นึ แสดงช่อื วา่ อตั ถทุ ธาร”

ค�ำว่า บทภาชนีย์ แปลวา่ การจ�ำแนกแยกแยะความหมายของบท เปน็ การน�ำเอาบท
หรอื ค�ำในสกิ ขาบทวภิ งั คม์ าขยายความเพม่ิ เตมิ อกี เชน่ ในปาราชกิ สกิ ขาบทที่ ๒ สกิ ขาบทวภิ งั ค์
ไดน้ ยิ ามค�ำวา่ “ทรพั ยท์ เ่ี จา้ ของมไิ ดใ้ ห”้ ไวแ้ ลว้ บทภาชนยี ์ กข็ ยายความเพม่ิ เตมิ อกี วา่ “ทรพั ย์
ท่ีอยใู่ นแผ่นดิน ทรัพย์ที่อยบู่ นบก ทรัพย์ทอ่ี ยู่ในอากาศ ทรัพย์ที่อยู่ในท่ีแจ้ง ทรัพยท์ ี่อย่ใู นน�้ำ
ทรัพยท์ อ่ี ยใู่ นเรือ ทรพั ยท์ ีอ่ ยู่ในยาน ทรัพยท์ ีน่ �ำตดิ ตัวไปได้ ทรพั ย์ทอี่ ยูใ่ นสวน ทรพั ย์ท่ีอยใู่ นวัด
ทรัพยท์ ่อี ยู่ในนา ทรัพยท์ อ่ี ยใู่ นพ้นื ที่ ทรพั ย์ทีอ่ ยใู่ นหมู่บา้ น ทรัพยท์ ีอ่ ยใู่ นป่า เป็นต้น” จากนัน้
ก็อธบิ ายตัวสกิ ขาบทอยา่ งละเอยี ดทุกค�ำพร้อมยกตัวอย่างประกอบ

สันนิษฐานว่า ค�ำอธิบายตัวสิกขาบทดังที่ปรากฏในสิกขาบทวิภังค์และบทภาชนีย์น้ัน
พระผู้มีพระภาคทรงประทานวินิจฉัยไว้บ้าง พระอุบาลีเถระอธิบายไว้บ้าง สมด้วยกับค�ำที่
พระธรรมปาลเถระแห่งอินเดียใต้ ผู้มีชีวิตอยู่ในราวพุทธศตวรรษท่ี ๑๖ กล่าวไว้ในคัมภีร์
ธัมมสังคณีอนุฎีกา (๑/๑๓/๑๓) ว่า “ปมสงฺคีติยํ ยา อฏฺกถา สงฺคีตาติวจเนน สา ภควโต
ธรมานกาเลปิ อฏฺกถา สํวิชฺชติ อรรถกถาที่พระสังคีติกาจารย์ร้อยกรองไว้เม่ือคราว
ปฐมสงั คายนาน้ัน เปน็ อรรถกถาท่ีมีอยใู่ นสมยั ที่พระผู้มพี ระภาคทรงพระชนมอ์ ย่”ู

๔. อนาปัตติวาร ว่าด้วยข้อยกเว้นส�ำหรับบุคคลผู้ล่วงละเมิดสิกขาบทโดย ไม่ต้อง
อาบตั ิ เช่น ปาราชิกสกิ ขาบทที่ ๓ มขี ้อยกเวน้ ไม่ปรับอาบัติปาราชิกแกภ่ กิ ษุ ผูฆ้ า่ มนุษย์ในกรณี
ต่อไปนี้ คือ (๑) ภกิ ษุไม่มีเจตนา (๒) ภิกษุไมร่ ู้ (๓) ภิกษไุ ม่ประสงค์ จะฆ่า (๔) ภิกษวุ ิกลจรติ
(๕) ภิกษุมจี ติ ฟงุ้ ซ่าน (๖) ภิกษุมีจติ กระสับกระส่าย เพราะทุกขเวทนา (๗) ภิกษุต้นบญั ญัติ

๕. วินีตวัตถุ ว่าด้วยเรื่องต่าง ๆ ของภิกษุผู้กระท�ำการบางอย่างอันอยู่ในขอบข่าย
ของสิกขาบทน้ัน ๆ ซึ่งพระพุทธเจา้ ทรงไตส่ วนเองแลว้ ทรงวนิ ิจฉัยช้ขี าดวา่ ตอ้ งอาบตั ใิ ดหรือไม่
เชน่ ในปาราชกิ สิกขาบทที่ ๓ มเี รื่องที่ทรงวินิจฉยั ชีข้ าดรวม ๑๐๓ เร่ือง

สรุปว่า พระวินัยปิฎกเล่ม ๑ คือ มหาวิภังค์ภาค ๑ น้ีมีเน้ือหาเก่ียวกับความเป็น
มาของการบัญญัติสิกขาบท ว่าด้วยรายละเอียดของการบัญญัติปาราชิก ๔ สิกขาบท
สงั ฆาทิเสส ๑๓ สกิ ขาบท และอนยิ ต ๒ สิกขาบท รวมเป็น ๑๙ สิกขาบท

เล่มท่ี ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒ 13

พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒

พระวินัยปิฎก เลม่ ท่ี ๒
(มหาวิภังค์ ภาค ๒)

พระวนิ ยั ปฎิ ก มหาวภิ งั ค๒์ แบ่งออกเปน็ ๒ ภาค คอื ภาค ๑ เปน็ วินยั ปิฎก เลม่ ที่ ๑
วา่ ดว้ ยบทบัญญตั ใิ นปาราชิกกณั ฑ์ สงั ฆาทเิ สสกัณฑ์ และอนยิ ตกัณฑ์ รวมทั้งสิ้น ๑๙ สิกขาบท
บทบญั ญตั เิ หลา่ นี้ ยกเวน้ อนยิ ตสกิ ขาบท ปรบั โทษสถานหนกั แกภ่ กิ ษผุ ลู้ ว่ งละเมดิ เปน็ ครกุ าบตั ิ
(อาบัติหนัก) เป็นทุฏฐุลลาบัติ (อาบัติช่ัวหยาบ) ภิกษุล่วงละเมิดบทบัญญัติในปาราชิกกัณฑ์
ต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุ ปาราชิกเรียกอีกอย่างหน่ึงว่า “อนวเสสาบัติ”
(อาบัติไม่มีส่วนเหลือ) ภิกษุล่วงละเมิดบทบัญญัติในสังฆาทิเสสกัณฑ์ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ตอ้ งอยูก่ รรมคือประพฤตติ ามกฎส�ำหรบั ออกจากอาบัตติ ามขนั้ ตอนทก่ี �ำหนดไว้ จงึ จะพน้ ได้

มหาวิภังค์ ภาค ๒ เป็นวินัยปิฎกเล่มท่ี ๒ ว่าด้วยบทบัญญัติในนิสสัคคิยกัณฑ์
ปาจิตตยิ กัณฑ์ ปาฏิเทสนยี กณั ฑ์ เสขยิ กณั ฑ์ และอธิกรณสมถะ ๗ รวม เปน็ ๒๐๘ สกิ ขาบท
โดยแบ่งเนือ้ หาออกเปน็ วรรคและตั้งชอ่ื วรรคตามความแห่งสกิ ขาบทท่ี ๑ ของแต่ละวรรคเป็น
หลัก บทบัญญัติเหล่าน้ีปรับโทษสถานเบา แก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิด เป็นลหุกาบัติ คือปรับอาบัติ
นสิ สคั คยิ ปาจติ ตยี ์ ปาจติ ตยี ์ ปาฏเิ ทสนยี ะ ทกุ กฏ หรอื ทพุ ภาสติ แกภ่ กิ ษผุ ลู้ ว่ งละเมดิ ตามสมควร
แก่กรณี

มหาวิภังค์ ภาคท่ี ๒ นี้มเี นอื้ หาโดยสังเขปและประเด็นทนี่ ่าสนใจดังน้ี

นิสสัคคิยกณั ฑ์ ตอนว่าดว้ ยนสิ สัคคยิ ปาจิตตยี ์

ค�ำวา่ นิสสคั คิยปาจติ ตีย์ ประกอบดว้ ยค�ำ ๒ ค�ำ คอื
๑. ค�ำวา่ นสิ สัคคยิ แปลว่า ท�ำให้สละสงิ่ ของ อาบัตทิ ่ีสละแลว้ พึงแสดง หรอื แปลวา่
การสละ ซง่ึ เปน็ ช่ือกระบวนการทางวินัยทพี่ ึงท�ำในเบอ้ื งตน้ (นสิ สฺ ชฺชิตฺวา ยํ เทเสต,ิ เตเนตนฺติ
นสิ ฺสชชฺ ิตวฺ า เทเสตพพฺ โต นิสฺสคฺคยิ นฺติ วุจฺจติ -ว.ิ อ. ๓/๓๓๙/๔๘๕)
๒. ค�ำว่า ปาจิตตีย์ แปลว่า ท�ำกุศลจิตกล่าวคือกุศลธรรมของผู้จงใจต้องอาบัติให้
ตกไป โดยสรุปก็คือท�ำจิตให้ตกไป และจิตท่ีถูกท�ำให้ตกไปนั้น ย่อมพลาดจากอริยมรรค

๒ บทนำ� เล่ม ๒ : พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, กรุงเทพมหานคร, ๒๕๓๙.

14 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระวนิ ยั ปฎิ ก

หรือท�ำอริยมรรคให้เสียไป และปาจิตตีย์นี้เป็นเหตุให้จิตลุ่มหลง (สญฺจิจฺจ อาปชฺชนฺตสฺส
กุสลธมมฺ สงฺขาตํ กุสลจติ ฺตํ ปาเตต,ิ ตสฺมา ปาเตติ จิตฺตนฺติ ปาจติ ตฺ ิยํ ว.ิ อ. ๓/๓๓๙/๔๘๕)

รวมท้ัง ๒ ค�ำนี้เข้าด้วยกันเป็น “นิสสัคคิยปาจิตตีย์” ซ่ึงเป็นช่ือสิกขาบท หมายถึง
บทบญั ญัติในนสิ สคั คิยกณั ฑ์ ๓๐ สิกขาบท และเป็นชื่ออาบตั ิ หมายถงึ อาบตั ินิสสคั คิยปาจิตตยี ์
ท่ีภิกษุต้องเพราะเก่ียวข้องกับเครื่องอุปโภคบริโภคในทางท่ีไม่เหมาะสม เป็นลหุกาบัติ คือ
อาบัติเบา และเป็นสเตกิจฉา คือยังพอแก้ไขได้ เมื่อภิกษุต้องเข้าแล้ว สามารถพ้นได้ด้วย
การสละส่งิ ของ เชน่ จวี ร บาตร ผ้านิสีทนะ เปน็ ต้นทีท่ �ำให้ต้องอาบตั ิ ต่อจากนน้ั จงึ แสดงอาบตั ิ
ตอ่ หนา้ สงฆ์ คณะ หรอื บคุ คล

นสิ สคั คิยกณั ฑ์ แบง่ เปน็ ๓ วรรค คือ
๑. จีวรวรรค หมวดว่าด้วยจวี ร มี ๑๐ สิกขาบท
๒. โกสยิ วรรค หมวดวา่ ด้วยสนั ถตั ใยไหม มี ๑๐ สกิ ขาบท
๓. ปตั ตวรรค หมวดวา่ ด้วยบาตร มี ๑๐ สิกขาบท

จีวรวรรค ๑๐ สกิ ขาบท

ท่ีช่ือว่า “จีวรวรรค” เพราะตั้งตามความแห่งสิกขาบทในวรรคน้ี ที่ว่าด้วยเรื่อง
จีวรท้ัง ๑๐ สิกขาบท ค�ำว่า “จีวร” ในวรรคน้ี หมายถึงผ้า ๓ ผืน คือ อันตรวาสก (ผ้านุ่ง)
อุตตราสงค์ (ผ้าห่ม) และสังฆาฏิ (ผ้าห่มซ้อนนอก) พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์
รับถวายไตรจีวรจากคหบดีได้ นอกจากการแสวงหาผ้าบังสุกุล ตามค�ำกราบทูลขอพร
ของหมอชีวกโกมารภัจ ขณะท่ีพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน เขตกรุงราชคฤห์
(ว.ิ ม. ๕/๓๓๗/๑๓๙, วิ.อ. ๒/๔๕๙/๑๓๙)

จวี รวรรค ๑๐ สิกขาบทน้ี พระผู้มพี ระภาคทรงบญั ญตั ไิ ว้ในเม่อื เกิดเรอ่ื งที่ไม่ดีงามขน้ึ
ในสงฆ์ ปรับอาบัตนิ ิสสคั คยิ ปาจิตตียแ์ กภ่ ิกษุผู้กระท�ำอันเป็นการล่วงละเมิด ตอ่ ไปนี้

๑. ภิกษใุ ช้อติเรกจีวรทเี่ ก็บไวเ้ กนิ ๑๐ วันนอกเขตจวี รกาล
๒. ภิกษไุ ม่ได้รับสมมติ อยูป่ ราศจากไตรจวี รแมส้ น้ิ ราตรหี นึง่
๓. ภิกษเุ ก็บผ้าส�ำหรับท�ำจวี รไว้เกิน ๑ เดือน
๔. ภกิ ษใุ ชภ้ ิกษุณผี ูไ้ มใ่ ช่ญาติให้ซัก ให้ย้อม หรือใหท้ ุบจวี รเกา่
๕. ภกิ ษรุ บั จวี รจากมือภิกษุณีผไู้ มใ่ ช่ญาติ เวน้ ไวแ้ ตแ่ ลกเปล่ยี นกนั
๖. ภิกษุออกปากขอจีวรจากคฤหัสถ์ผู้ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่คนปวารณา ยกเว้นในสมัยที่
ภกิ ษุถูกลกั จวี ร หรือจีวรสญู หาย

เลม่ ท่ี ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒ 15

๗. ภิกษอุ อกปากขอจีวรจากคฤหัสถ์ผู้ไม่ใชญ่ าติ
๘. ภกิ ษไุ ปก�ำหนดให้คฤหสั ถถ์ วายจีวรทีด่ ี
๙. ภิกษุไปก�ำหนดให้คฤหัสถ์ ๒ คนเอาทรัพย์รวมกันซอ้ื จีวรท่ีดีถวาย
๑๐. ภกิ ษุทวงจวี รจากไวยาวจั จกรเกิน ๓ คร้งั แสดงอาการให้เขาเหน็ ว่า เปน็ การมา
ทวงจวี รเกนิ ๖ ครง้ั
ภิกษุเหลา่ นี้ตอ้ งอาบตั นิ สิ สัคคิยปาจติ ตีย์
ข้อท่ีนา่ สังเกตกค็ ือ ค�ำว่า “อติเรกจวี ร” และค�ำว่า “ไตรจวี ร” ในสิกขาบทท่ี ๑ และ ๒
อตเิ รกจีวร คือ จวี รท่เี ป็นสว่ นเกนิ จากไตรจวี ร อยา่ งต่ำ� ยาว ประมาณ ๘ นิว้ สุคต หรอื
ประมาณ ๑ ศอกช่างไม้ กวา้ งประมาณ ๔ นิ้วสคุ ต หรือประมาณ ๑ คืบช่างไม้ (ว.ิ อ.๒/๔๖๒-
๓/๑๔๒, กงฺขา.ฏกี า ๒๙๗) ผา้ อตเิ รกจีวร นี้ ภกิ ษจุ ะรบั และเกบ็ ไวไ้ ดเ้ ฉพาะในชว่ งจีวรกาล คือ
ถา้ ภิกษจุ �ำพรรษาแลว้ ไมไ่ ด้ กรานกฐนิ อยู่ในชว่ งแรม ๑ ค่�ำ เดอื น ๑๑ ถึงข้นึ ๑๕ คำ่� เดือน ๑๒
ถา้ ภกิ ษไุ ด้ กรานกฐนิ จีวรกาลกจ็ ะขยายออกไปถงึ ขึน้ ๑๕ ค่ำ� เดอื น ๔ รวม ๕ เดอื น
เมื่อพ้นก�ำหนดจีวรกาลแล้ว ภิกษุจะเก็บอติเรกจีวรไว้ได้เพียง ๑๐ ราตรี ก่อนที่จะ
พ้นก�ำหนดจีวรกาลน้ี พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุวิกัปอติเรกจีวร คือขอให้ภิกษุหรือ
สามเณรรปู อน่ื ร่วมเปน็ เจา้ ของอติเรกจวี ร เปน็ เหตใุ หไ้ มต่ อ้ งอาบตั ิ แม้จะเกบ็ ไวเ้ กินก�ำหนด
การวิกัปมี ๒ วิธี คือ (๑) วิกัปต่อหน้า ได้แก่ ต่อหน้าผู้รับวิกัป (๒) วิกัป ลับหลัง
ได้แก่ ลับหลงั ผูร้ ับวกิ ปั ภิกษผุ ู้จะวิกัปผ้าอติเรกจวี ร ถา้ วิกปั ตอ่ หน้า พงึ น�ำผา้ อติเรกจีวรเข้าไป
หาภิกษุผู้ท่ีตนต้องการจะวิกัปผ้าด้วย แล้วกล่าวว่า “อิมํ จีวรํ (หลายผืนว่า อิมานิ จีวรานิ)
ตุยหฺ ํ วิกปฺเปม”ิ “ผมวกิ ัปจวี รผืนนี้ (จีวรเหล่าน)ี้ แก่ทา่ น”
พอวิกัปแล้ว อตเิ รกจวี รเก็บไวไ้ ด้ แตไ่ ม่ควรใชส้ อย ไม่ควรสละ ไมค่ วรอธษิ ฐาน ต่อเมื่อ
ภกิ ษุผูร้ ับวิกปั กลา่ ววา่ “มยหฺ ํ สนฺตกํ (หลายผนื วา่ มยหฺ ํ สนฺตกานิ) ปรภิ ญุ ฺช วา วสิ ฺสชฺเชหิ วา
ยถาปจฺจยํ วา กโรหิ” “จวี รผืนนี้ของผม (จวี รเหล่าน้ีของผม) นมิ นต์ท่านใช้สอย หรือจะสละ
หรือจะท�ำตามเหตุท่สี มควร” เรยี กวา่ ถอนวิกัป เมื่อถอนวกิ ปั แลว้ จะใชส้ อย จะสละ หรอื จะ
ท�ำตามเหตทุ ีส่ มควร ก็ได้ทั้งน้นั
ส่วนการวิกัปลับหลัง กระท�ำโดยการเอาอติเรกจีวรไปฝากให้ภิกษุรูปอื่นช่วยวิกัปกับ
ภกิ ษุอีกรปู หนึ่ง การวกิ ัปอติเรกจีวรน้ี เม่ือเขา้ ใจวิธวี ิกัปแล้วจะกลา่ วค�ำวกิ ัปเป็นภาษาไทยก็ได้
ไตรจีวร ไดแ้ ก่ ผ้า ๓ ผนื คือ (๑) อันตรวาสก ผ้านุง่ (๒) อุตตราสงค์ ผา้ หม่ (๓) สงั ฆาฏิ
ผ้าห่มซ้อนนอก เป็นผ้าที่พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุอธิษฐาน คือตั้งไว้เป็นของ
ประจ�ำตัว เดมิ ภกิ ษใุ ช้เพียง ๒ ผืน คอื ผา้ นุง่ ผ้าห่ม ทรงอนุญาตใหใ้ ช้ ๓ ผนื เมื่อคราวที่พระองค์

16 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระวินัยปฎิ ก

ทรงห่มจีวรผืนเดียวประทับอยู่ กลางแจ้งในฤดูหนาวแล้วทรงพิจารณาเห็นว่า พวกภิกษุท่ี
ทนหนาวไม่ได้ ถ้าห่มผา้ ซอ้ นอกี จะพอทนได้ จงึ ทรงอนญุ าตใหภ้ ิกษใุ ช้ผา้ ๓ ผนื

ไตรจีวร บาตร ฯลฯ พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุอธิษฐาน วิธีอธิษฐาน
ใชก้ ายคอื มอื สมั ผสั นกึ ในใจหรอื เปลง่ วาจากไ็ ด้ เชน่ จะอธษิ ฐานผา้ สงั ฆาฏิ กใ็ ชม้ อื สมั ผสั ผา้ เปลง่
วาจาวา่ “อมิ ํ สงฺฆาฏึ อธฏิ ฺ ามิ” “ข้าพเจา้ อธษิ ฐานผ้าผนื นีเ้ ปน็ ผา้ สังฆาฏ”ิ อธษิ ฐานผา้ หม่ ว่า
“อิมํ อุตฺตราสงฺคํ อธิฏฺามิ” “ข้าพเจ้าอธิษฐานผ้า ผืนน้ีเป็นผ้าอุตตราสงค์” ผ้านุ่งว่า “อิมํ
อนตฺ รวาสกํ อธฏิ ฺ าม”ิ “ขา้ พเจา้ อธิษฐานผ้าผืนนี้เปน็ ผา้ อนั ตรวาสก”

ไตรจีวรท่ีอธษิ ฐานแล้ว ย่อมละการอธษิ ฐานด้วยเหตุ ๙ อยา่ ง อย่างใด อยา่ งหน่งึ คือ
(๑) ให้ผ้อู ่ืน (๒) ถกู ชิงเอาไป (๓) ถูกถอื วิสสาสะเอาไป (๔) ถือเพศคฤหัสถ์ (๕) บอกคืนสิกขา
(๖) มรณภาพ (๗) เพศกลับ (๘) ถอนอธษิ ฐาน (๙) ขาดเป็นช่องประมาณเท่าหลงั เล็บ (ว.ิ อ.
๒/๔๖๙/๑๔๙-๑๕๐, สารตฺถ ฏกี า ๒/๔๖๙/๔๗๗)

วิธีเปล่ยี นไตรจีวร ถา้ ภิกษตุ อ้ งการเปล่ยี นไตรจวี ร พงึ ปัจจทุ ธรณ์ คือถอน คนื อธิษฐาน
ไตรจีวรชดุ เก่า ถอนอธษิ ฐานผ้าสงั ฆาฏิวา่ “อิมํ สงฆฺ าฏึ ปจฺจทุ ธฺ รามิ” “ขาั พเจ้าถอนผา้ สังฆาฏ”ิ
ผา้ อตุ ตราสงคว์ า่ “อมิ ํ อตุ ตฺ ราสงคฺ ํ ปจจฺ ทุ ธฺ ราม”ิ “ขา้ พเจา้ ถอนผา้ อตุ ตราสงค”์ ผา้ อนั ตรวาสกวา่
“อมิ ํ อนตฺ รวาสกํ ปจจฺ ทุ ธฺ ราม”ิ “ขา้ พเจา้ ถอนผา้ อันตรวาสก” แล้วเอามอื จบั ผ้าสงั ฆาฏผิ นื ใหม่
นึกอธิษฐานในใจ หรือเปล่งวาจาอธิษฐาน ดังกล่าวแล้วข้างต้น เม่ืออธิษฐานสังฆาฏิเสร็จแล้ว
จึงอธิษฐานผ้าอุตตราสงค์ ผ้าอันตรวาสกเป็นล�ำดับไป ถ้าต้องการเปลี่ยนเฉพาะผืนใด ก็ถอน
และอธษิ ฐานเฉพาะผืนนน้ั

ค�ำว่า “ภกิ ษุณีผูไ้ มใ่ ชญ่ าต”ิ หรือ “คนผไู้ มใ่ ชญ่ าติ” ตามความแห่งสิกขาบทที่ ๔ - ๖
ในวรรคน้ีและสิกขาบทในวรรคอ่ืน หมายถึงคนท่ีไม่ได้ เก่ียวเน่ืองกันทางบิดาหรือมารดา
ตลอดเจ็ดชั่วคน (ดูเล่มสมบูรณ์ ๕๐๕/๒๗,๕๑๒/๓๕,...) ส่วนคนที่ชื่อว่าเป็นญาติกัน คือคน
ทีเ่ ก่ียวเน่ืองกัน โดยนบั ล�ำดบั เหนือขน้ึ ไปสามชว่ั คน และนับล�ำดับต�ำ่ ลงมาอีกสามชว่ั คน ดังน้ี

สามชว่ั คนเหนือข้ึนไป สามชว่ั คนตำ�่ ลงมา
(๓) ทวด (๑) ลูก

(๒) ป-ู่ ยา่ ตาย-ยาย *ตวั ภิกษเุ อง* (๒) หลาน

(๑) บดิ า-มารดา (๓) เหลน

เลม่ ที่ ๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒ 17

โกสยิ วรรค ๑๐ สกิ ขาบท

ที่ช่ือว่า “โกสิยวรรค” เพราะตั้งตามความแห่งสิกขาบทที่ ๑ โดยมุ่งถึงวัตถุท่ีใช้ท�ำ
สันถัตเป็นประการส�ำคัญ ค�ำว่า “โกสิยะ” แปลว่า วัตถุที่เกิดจากครรภ์ดักแด้ คือเส้นไหม
นั่นเอง (โกเสยฺย - อภิธา. คาถา ๒๙๑)

โกสิยวรรค ๑๐ สิกขาบทนี้ พระผ้มู พี ระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมอื่ เกดิ เรอื่ งท่ไี มด่ งี ามขึน้
ในสงฆ์ ปรับอาบตั ินิสสัคคยิ ปาจิตตยี แ์ ก่ภิกษผุ ูก้ ระท�ำอันเปน็ การล่วงละเมดิ ดังตอ่ ไปน้ี

๑. ภิกษทุ �ำสนั ถัตผสมใยไหม
๒. ภิกษทุ �ำสนั ถตั ขนเจียมด�ำลว้ น
๓. ภกิ ษุท�ำสันถัตขนเจียมด�ำ ๒ สว่ น
๔. ภกิ ษุไมไ่ ดร้ บั สมมติ ท�ำสันถตั แลว้ ใชไ้ ดย้ งั ไมถ่ ึง ๖ ปี ท�ำสนั ถัตใหมข่ ้ึนมาใช้
๕. ภิกษทุ �ำสันถตั ใหม่โดยไม่เอาสนั ถตั เก่า ๑ คบื โดยรอบมาเจอื ปน
๖. ภกิ ษุน�ำขนเจียมที่มีคนถวายในระหวา่ งทางไปดว้ ยตนเองเกิน ๓ โยชน์
๗. ภกิ ษุใชภ้ กิ ษุณีผ้ไู ม่ใชญ่ าตใิ ห้ซัก ใหย้ ้อม หรอื ให้สางขนเจียม
๘. ภิกษรุ บั หรอื ใชผ้ ูอ้ ื่นให้รับทองและเงนิ หรือยินดีทองและเงินทเี่ ขาเก็บไว้ให้
๙. ภกิ ษุท�ำการแลกเปลย่ี นกนั ด้วยรปู ยิ ะชนิดต่าง ๆ
๑๐. ภกิ ษุท�ำการซือ้ ขายมปี ระการต่าง ๆ
ภิกษุเหลา่ น้ตี อ้ งอาบัตินสิ สคั คยิ ปาจติ ตยี ์
สนั ถตั คือผา้ รองน่ังท่หี ล่อ ไม่ใช่ทอ (ดเู ลม่ สมบรู ณ์ ๕๔๔/๗๒, วิ.อ. ๒/๕๔๒/๑๙๒)
ขนเจียม คอื ขนแพะ หรอื ขนแกะ (เอฬกโลมะ)
“รูปิยะ” ในค�ำวา่ “ท�ำการแลกเปลย่ี นกันดว้ ยรปู ยิ ะ” ตามความแห่งสิกขาบท ที่ ๙ นั้น
หมายถงึ วตั ถุท่ีมสี ีเหมือนพระฉวขี องพระศาสดา กค็ ือทองนั่นเอง และ กหาปณะ มาสกตา่ ง ๆ
เช่น มาสกโลหะ มาสกไม้ มาสกยางท่ีใช้เป็นอัตราแลกเปลี่ยนซื้อขายกัน (ดูเล่มสมบูรณ์
๕๘๔/๑๐๙,วิ.อ.๒/๕๘๓-๕๘๔/๑๙๙-๒๐๐)

ปตั ตวรรค ๑๐ สิกขาบท

ท่ีชอ่ื วา่ “ปัตตวรรค” เพราะตัง้ ตามความแห่งสกิ ขาบทท่ี ๑ ค�ำวา่ “บาตร” ในวรรคนี้
หมายเอาบาตรเหล็กและบาตรดินเผา ทั้งที่มีขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก (ดูเล่ม
สมบรู ณ์ ๖๐๒/๑๒๔, วิ.อ.๒/๖๐๒/๒๑๕)

ปตั ตวรรค ๑๐ สิกขาบทนี้ พระผ้มู พี ระภาคทรงบัญญตั ิไว้ในเม่อื เกิดเร่อื งทีไ่ ม่ดีงามขนึ้
ในสงฆ์ ปรบั อาบัตินิสสคั คิยปาจิตตียแ์ กภ่ ิกษผุ ู้กระท�ำอันเปน็ การลว่ งละเมดิ ต่อไปน้ี

18 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระวนิ ยั ปิฎก

๑. ภกิ ษเุ ก็บอตเิ รกบาตรไวเ้ กิน ๑๐ วัน
๒. ภิกษุมีบาตรที่มีรอยซ่อมหย่อนกว่า ๕ แห่ง ขอบาตรใหม่จากคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติ
ไมใ่ ชค่ นปวารณา
๓. ภิกษเุ ก็บเภสัชทัง้ ๕ คอื เนยใส เนยขน้ น้ำ� มัน น้ำ� ผงึ้ นำ้� ออ้ ยท่ี ไว้เกนิ ๗ วัน
๔. ภกิ ษแุ สวงหาผา้ อาบน้�ำฝน กอ่ นแรม ๑ ค่�ำ เดือน ๗ หรอื ท�ำผ้าอาบน�ำ้ ฝนนุ่งก่อน
ข้ึน ๑ คำ�่ เดือน ๘
๕. ภิกษุให้จวี รแก่ภกิ ษอุ นื่ แลว้ โกรธ ไม่พอใจ ชงิ เอาคนื
๖. ภกิ ษอุ อกปากขอดา้ ยจากคฤหสั ถท์ ไ่ี มใ่ ชญ่ าติ ไมใ่ ชค่ นปวารณา เอามาใหช้ า่ งหกู ทอ
จีวรเพื่อตนเอง
๗. ภกิ ษสุ ง่ั ชา่ งหกู ผทู้ คี่ ฤหสั ถซ์ งึ่ ไมใ่ ชญ่ าตไิ มใ่ ชค่ นปวารณา สง่ั ใหท้ อจวี รเพอ่ื ถวายกอ่ น
แลว้ ใหท้ �ำจวี รตามท่ีตนปรารถนา โดยกล่าวว่าจะ ให้ส่ิงของเลก็ นอ้ ยเปน็ รางวัล
๘. ภกิ ษรุ ับอจั เจกจวี รในชว่ ง ๑๐ วันกอ่ นออกพรรษา คือ ตัง้ แต่แรม ๑ ค�่ำ เดอื น ๑๑
แลว้ เก็บไวเ้ กนิ ก�ำหนดจวี รกาล
๙. ภกิ ษุไม่ได้รบั สมมติ ออกพรรษาแล้ว เกบ็ จีวรผนื ใดผนื หนึง่ ไว้ในละแวกบา้ น
๑๐. ภกิ ษรุ ้อู ยู่ นอ้ มลาภท่ีเขาตงั้ ใจจะถวายสงฆ์มาเพื่อตนเอง
ภิกษุเหลา่ น้ีตอ้ งอาบัตินิสสคั คยิ ปาจิตตีย์
ขอ้ ทน่ี า่ สงั เกต คอื ค�ำวา่ “อตเิ รกบาตร” คอื บาตรนอกจากบาตรอธษิ ฐาน ภกิ ษจุ ะเกบ็
ไวไ้ ดเ้ พยี ง ๑๐ ราตรี อตเิ รกบาตรนี้ พระผมู้ พี ระภาคทรงอนญุ าตใหภ้ กิ ษวุ กิ ปั แกภ่ กิ ษอุ นื่ เชน่ กนั
การวิกัป การถอนวิกัป เป็นเช่นเดียวกับอติเรกจีวร ถอนวิกัปแล้ว ภิกษุเจ้าของอติเรกบาตร
จะใช้สอย จะสละ หรือจะท�ำตามเหตุที่ สมควร ก็ไดท้ ง้ั นั้น
บาตรอธิษฐาน เป็นบริขารที่พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุอธิษฐานไว้ใช้
ประจ�ำตวั ค�ำอธษิ ฐานบาตรว่า “อิมํ ปตฺตํ อธฏิ ฺาม”ิ “ข้าพเจ้าอธษิ ฐานบาตรใบน”ี้
บาตรอธษิ ฐาน ย่อมละการอธิษฐานดว้ ยเหตุ ๗ อย่าง อย่างใดอย่างหน่ึง คอื (๑) ให้
ผ้อู นื่ (๒) ถือเพศคฤหัสถ์ (๓) บอกคนื สิกขา (๔) มรณภาพ (๕) เพศกลบั (๖) ถอนอธษิ ฐาน
(๗) ทะลุเปน็ ช่องเมล็ดข้าวลอดได้ อนง่ึ โจรลกั ไป หรอื ถกู ถอื วิสสาสะเอาไป กย็ ่อมละอธิษฐาน
เชน่ กัน (ว.ิ อ.๒/๖๐๘/๒๑๙) (ดูเล่มสมบูรณ์ ข้อ ๕๙๘-๖๐๘ หน้า ๑๒๒-๑๒๗)
ค�ำว่า “อัจเจกจีวร” ที่แปลวา่ จวี รเรง่ ด่วน ตามความแหง่ สกิ ขาบทที่ ๘ หมายถึงผ้า
ทีท่ ายกจะถวายแกภ่ กิ ษุผจู้ �ำพรรษาแล้ว แตม่ เี หตุผล บางอยา่ ง ท�ำใหท้ ายกนน้ั ๆ ประสงคจ์ ะ
ถวายลว่ งหน้าในชว่ งเวลา ๑๐ วนั ก่อนออก พรรษา จงึ เรียกอีกอยา่ งหนง่ึ ว่า “ผ้าจ�ำน�ำพรรษา”
(ดเู ลม่ สมบรู ณ์ ๖๔๙/๑๖๙, ว.ิ อ. ๒/๖๔๖-๖๔๙/๒๔๕) ค�ำวา่ “จวี รกาล” ตามความแหง่ สกิ ขาบท

เลม่ ท่ี ๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒ 19

ทัง้ หลายในวรรคนี้และในวรรคอน่ื แบง่ เปน็ ๒ ระยะ คอื
๑. เม่ือไม่ได้กรานกฐิน ระยะเวลา ๑ เดอื นหลงั จากออกพรรษา ช่อื ว่า จวี รกาล
๒. เมอ่ื ไดก้ รานกฐิน ระยะเวลา ๕ เดือนหลงั จากออกพรรษา ช่ือว่า จีวรกาล
นอกจากระยะเวลาดงั กลา่ วน้ี ชอ่ื ว่าพ้นเขตจีวรกาล
ค�ำว่า “ภิกษุผู้ไม่ได้รับสมมติ” ตามความแห่งสิกขาบทที่ ๙ หมายถึงการไม่ได้รับ

ความเห็นชอบจากสงฆใ์ ห้เป็นผ้อู ยู่ปราศจากไตรจวี รได้ (ดูเลม่ สมบูรณ์ ๔๗๔/๑๑)

วิธสี ละส่งิ ของทเ่ี ปน็ นสิ สคั คีย์

ภิกษุผู้ล่วงละเมิดสิกขาบทในนิสสัคคิยกัณฑ์แล้วต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์นั้น
แยกเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนที่ ๑ เม่ือล่วงละเมิดบทบัญญัติแล้ว สิ่งของนั้น ๆ เป็น นิสสัคคีย์
สว่ นที่ ๒ ภกิ ษุผลู้ ่วงละเมิดต้องอาบัตปิ าจติ ตีย์

เมอ่ื ภกิ ษตุ อ้ งอาบตั นิ สิ สคั คยิ ปาจติ ตยี แ์ ลว้ ประสงคจ์ ะพน้ จากอาบตั ิ ตอ้ งสละสงิ่ ของนนั้
คือสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคลก็ได้ เมื่อสละส่ิงของแล้วพึงแสดงอาบัติ สงฆ์ คณะ หรือ
บคุ คลพงึ รบั การแสดงอาบตั แิ ลว้ คนื สงิ่ ของใหแ้ กภ่ กิ ษนุ น้ั (จากฉบบั สมบรู ณ)์ ๔๖๓-๔๖๗/๕,...)

ภิกษุรูปท่ีมีสิ่งของเป็นนิสสัคคีย์ เช่น จีวร บาตร เภสัช เมื่อจะสละ ให้สละ แก่สงฆ์
แก่คณะ แก่บุคคล ถ้าจะสละแก่สงฆ์ ขอกลา่ วเฉพาะการสละจวี ร ภกิ ษุรูปน้ันพงึ เข้าไปหาสงฆ์
ห่มผ้าเฉวยี งบ่า กราบเท้าภกิ ษผุ ู้แก่พรรษา ประนมมือกลา่ วระบชุ ่ือสิง่ ของท่ีเป็นนสิ สคั คีย์ และ
สาเหตทุ ท่ี �ำใหข้ องนน้ั เปน็ นสิ สคั คยี ์ เชน่ ถา้ จวี รเปน็ นสิ สคั คยี ์ เพราะเกบ็ ไวเ้ กนิ ๑๐ วนั กก็ ลา่ ววา่
“อิทํ เม ภนเฺ ต จีวรํ ทสาหาตกิ กฺ นฺตํ นิสฺสคคฺ ยิ ํ, อมิ าหํ สํฆสฺส นิสสฺ ชชฺ ามิ” (ว.ิ มหา. ๒/๔๖๓/๓)
“ทา่ นผู้เจรญิ จีวรผืนนี้ของกระผมเกบ็ เกิน ๑๐ วัน เป็นของทต่ี ้องสละ กระผมขอสละจวี รผืนน้ี
แกส่ งฆ”์ ถ้าจีวรหลายผนื เปล่ยี นค�ำว่า “อิทํ จวี ร”ํ เป็น “อมิ านิ จวี รานิ” “จวี รเหล่าน”ี้ สละแก่
คณะ สละแกบ่ คุ คล ก็กลา่ วอย่างน้ี สละแก่คณะ เปล่ยี นค�ำว่า “สฆํ สสฺ ” เป็น “อายสมฺ นฺตาน”ํ
“แก่ทา่ นทั้งหลาย” สละแกบ่ คุ คล เปลยี่ นค�ำว่า “ภนฺเต” เปน็ “อาวุโส” “ท่านขอรับ” ค�ำวา่
“สฆํ สสฺ ” เปน็ “อายสมฺ โต” “แกท่ า่ น”

ถ้าจ�ำค�ำบาลีไม่ได้ จะกล่าวด้วยภาษาของตน คือกล่าวเฉพาะภาษาไทยก็ได้ (ปาฬึ
วตฺตํ อสกฺโกนเฺ ตน อญฺ ถาปิ วตฺตพพฺ ํ - วิ.อ. ๒/๔๖๒-๓/๑๔๓, กงขฺ า.อ. ๑๘๖)

เมื่อสละจีวรแล้วพึงแสดงอาบัติ เสร็จแล้วภิกษุผู้ฉลาดในการสวดกรรมวาจา
จะสวดประกาศคนื จวี รแกภ่ กิ ษุนัน้ ใหส้ งฆท์ ราบดว้ ยญัตติกรรมวาจา

เป็นธรรมเนียมว่าต้องคืนจีวรที่เป็นนิสสัคคีย์ท่ีภิกษุสละแล้วให้แก่เจ้าของผู้สละ
ถา้ ไม่คนื ต้องอาบตั ทิ กุ กฏ (ดเู ล่มสมบรู ณ์ ข้อ ๔๗๐ หน้า ๘) ยกเวน้ รูปิยะ ตอ้ งสละทงิ้ เลย


Click to View FlipBook Version