220 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระวนิ ัยปฎิ ก
(๓) เวยยากรณะ ได้แกค่ วามรอ้ ยแก้วลว้ น หมายเอาพระอภิธรรมปฎิ กทง้ั หมด
พระสูตรท่ีไม่มีคาถา และพระพุทธพจน์ที่ไม่จัดเขา้ ในองค์ ๘ ขอ้ ทีเ่ หลอื
(๔) คาถา ได้แก่ความร้อยกรองล้วน หมายเอาธรรมบท เถรคาถา เถรีคาถา
และคาถาลว้ นในสุตตนิบาตทีไ่ ด้ชอื่ ว่าพระสูตร
(๕) อทุ าน ไดแ้ กพ่ ระคาถาทท่ี รงเปลง่ ออกมาดว้ ยพระทยั อนั สหรคต ดว้ ยโสมนสั
สัมปยุตด้วยญาณ พร้อมทั้งข้อความอันประกอบอยู่ด้วย รวมเป็นสูตร
๘๒ สูตร ทเี่ ปน็ ร้อยแก้วก็มี (ดู ข.ุ อุ. ๒๕/๗๑/๒๑๒,๗๓/๒๑๓,๗๔/๒๑๔)
(๖) อิติวุตตกะ ได้แก่พระสูตร ๑๑๐ สูตรท่ีพระสังคีติกาจารย์เร่ิมด้วยค�ำว่า
“วุตฺตํ เหตํ ภควตา”
(๗) ชาตกะ ได้แก่ชาดก ๕๕๐ เรื่องมีอปัณณกชาดกเป็นต้น มีเวสสันดรชาดก
เปน็ ทีส่ ดุ
(๘) อพั ภูตธรรม ไดแ้ ก่พระสูตรที่วา่ ด้วยเหตุอัศจรรย์ไมเ่ คยปรากฏทกุ สตู ร เช่น
ที่ตรสั วา่ “ภกิ ษุทงั้ หลายความเปน็ อัจฉริยะไม่เคย ปรากฏ ๔ ประการมอี ยู่
ในอานนท”์ เป็นต้น
(๙) เวทัลละ ได้แก่พระสูตรแบบถามตอบซึ่งผู้ถามได้ทั้งความรู้และความ
พอใจถามต่อ ๆ ไปเช่น จูฬเวทัลลสูตร มหาเวทัลลสูตร สัมมาทิฏฐิสูตร
สักกปัญหสตู ร สังขารภาริยสตู ร และมหาปณุ ณมสูตร
๗. จัดเป็น ๘๔,๐๐๐ ด้วยอ�ำนาจพระธรรมขันธ์ พระพุทธพจน์ทั้งหมดจัดเป็น
๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ตามท่ีท่านพระอานนท์กล่าวตอบโคปกโมคคัลลานพราหมณ์
ซึง่ ถามวา่ ท่านทรงจ�ำธรรมของพระศาสดาไดเ้ ท่าไร ดังนี้
“ทวฺ าสตี ิ พุทฺธโต คณฺหึ เทฺว สหสฺสานิ ภิกขฺ โุ ต
จตุราสตี สิ หสฺสานิ เย เม ธมมฺ า ปวตตฺ โิ น”
(ขุ.เถร. ๒๖/๑๐๒๗/๓๙๙)
“เราไดเ้ รยี นมาจากพระพทุ ธเจา้ ๘๒,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ์
จากภิกษุ ๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
จงึ รวมพระธรรมที่เราช่�ำชองคล่องปากได้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ์”
ในการนับพระธรรมขันธ์นั้น พระสูตรท่ีมีอนุสนธิ คือ ความต่อเนื่องเป็นอันเดียวกัน
เช่น สติปัฏฐานสูตร (ที.ม. ๑๐/๓๗๓/๒๔๘, ม.มู. ๑๒/๑๐๖/๗๗, สํ.ม. ๑๙/๓๖๗/๑๒๓)
นับเป็น ๑ พระธรรมขันธ์
พระสูตรท่ีมีหลายอนุสนธิ เช่น มหาปรินิพพานสูตร (ที.ม. ๑๐/๓/๖๕) ซ่ึงเป็น
เลม่ ที่ ๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๗ 221
พระธรรมเทศนาเรื่องต่าง ๆ ในฐานะต่างกัน นับพระธรรมขันธ์ตามจ�ำนวนอนุสนธิที่เป็น
คาถาพันธ์ คาถาท่ถี ามปญั หา เชน่ คาถาทีเ่ ทวดาทลู ถามพระผูม้ ีพระภาควา่
“กติ ฉนิ เฺ ท กติ ชเห กติ จตุ ตฺ ริ ภาวเย
กติ สงคฺ าตโิ ค ภกิ ฺขุ โอฆตณิ ฺโณติ วุจจฺ ติ”
(สํ.ส. ๑๕/๕/๓)
“บุคคลควรตัดธรรมเทา่ ไร
ควรละธรรมเทา่ ไร
ควรบ�ำเพญ็ ธรรมเท่าไรให้ยิ่งขน้ึ ไป
ภิกษกุ า้ วล่วงธรรมเป็นเครอ่ื งขอ้ งเท่าไร
พระองคจ์ ึงตรสั ว่า ขา้ มโอฆะได้”
น้นี ับเป็น ๑ พระธรรมขนั ธ์
คาถาทต่ี อบปัญหา เช่น คาถาทีพ่ ระผ้มู พี ระภาคตรสั ตอบเทวดานน้ั ว่า
“ปญฺจ ฉินเฺ ท ปญจฺ ชเห ปญฺจ จตุ ฺตริ ภาวเย
ปญฺจสงคฺ าติโค ภิกฺขุ โอฆติณฺโณติ วจุ ฺจติ”
(สํ.ส. ๑๕/๕/๔)
“บุคคลควรตัดธรรม ๕ ประการ
ควรละธรรม ๕ ประการ
ควรเจรญิ ธรรม ๕ ประการให้ย่งิ ขึ้นไป
ภกิ ษุกา้ วล่วงธรรมเปน็ เครอ่ื งขอ้ ง ๕ ประการ ไดแ้ ลว้
เราจงึ กลา่ ววา่ ข้ามโอฆะได้”
นน้ี บั เป็น ๑ พระธรรมขันธ์
ในพระอภิธรรม การจ�ำแนกเปน็ ตกิ ะหน่งึ ในนิกเขปกณั ฑ์ เช่น
“กตเม ธมฺมา กุสลา ? ตีณิ กุสลมูลานิ :- อโลโภ อโทโส อโมโห, ตํสมฺปยุตฺโต
เวทนากฺขนฺโธ สญฺากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺาณกฺขนฺโธ, ตํสมุฏฺานํ กายกมฺมํ วจีกมฺมํ
มโนกมฺมํ. อิเม ธมฺมา กสุ ลา.
กตเม ธมฺมา อกุสลา ? ตณี ิ อกสุ ลมลู านิ :- โลโภ โทโส โมโห, ตเทกฏฺา จ กเิ ลสา
ตํสมฺปยุตฺโต เวทนากฺขนฺโธ สญฺากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺาณกฺขนฺโธ, สํสมุฏฺานํ
กายกมฺมํ วจีกมฺมํ มโนกมฺมํ. อิเม ธมฺมา อกสุ ลา.
กตเม ธมมฺ า อพยฺ ากตา ? กสุ ลากสุ ลานํ ธมมฺ านํ วปิ ากา กามาวจรา รปู าวจรา อรปู าวจรา
อปริยาปนฺนา :- เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺาณกฺขนฺโธ. เย จ ธมฺมา
222 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระวินัยปฎิ ก
กิริยา เนว กุสลา นากุสลา น จ กมฺมวิปากา สพฺพญฺจ รูปํ, อสงฺขตา จ ธาตุ. อิเม ธมฺมา
อพยฺ ากตา (อภิ.สงฺ. ๓๔/๙๘๕-๙๘๗/๒๓๙)
แปลว่า “สภาวธรรมทเ่ี ปน็ กุศล เป็นไฉน กศุ ลมูล ๓ คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ได้แก่
เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ท่ีสัมปยุตด้วยกุศลมูลนั้น และกายกรรม
วจกี รรม มโนกรรม ทีม่ กี ศุ ลมลู นัน้ เป็นสมุฏฐาน สภาวธรรมเหล่านี้ ชือ่ วา่ เปน็ กศุ ล
สภาวธรรมทเ่ี ปน็ อกศุ ล เป็นไฉน อกุศลมลู ๓ คอื โลภะ โทสะ โมหะ และกเิ ลสท่ตี งั้
อยู่ในฐานะเดียวกันกับอกุศลมูลน้ัน ได้แก่เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์
ท่ีสัมปยุตด้วยอกุศลมูลนั้น กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมท่ีมีอกุศลมูลนั้นเป็นสมุฏฐาน
สภาวธรรมเหลา่ นี้ ชอ่ื ว่าเปน็ อกุศล
สภาวธรรมที่เป็นอพั ยากฤต เปน็ ไฉน วบิ ากแห่งสภาวธรรมที่เป็นกศุ ลแลอกุศล ซึง่ เปน็
กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร และที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์
สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ สภาวธรรมท่ีเป็นกิริยา ไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล และไม่เป็น
วบิ ากแหง่ กรรม รปู ทงั้ หมด และธาตทุ ปี่ จั จยั ไมป่ รงุ แตง่ สภาวธรรมเหลา่ นช้ี อื่ วา่ เปน็ อพั ยากฤต”
นน้ี บั เป็น ๑ พระธรรมขันธ์
ที่จ�ำแนกเปน็ ทกุ ะหน่ึง เช่น
“กตเม ธมมฺ า เหตู ? ตโย กสุ ลเหต,ู ตโย อกสุ ลเหต,ู ตโย อพฺยากตเหตู”ตอิ าทิ (อภ.ิ สง.ฺ
๓๔/๑๐๕/๒๕๐)
แปลว่า “สภาวธรรมที่เป็นเหตุ เป็นไฉน เหตุท่ีเป็นกุศลมี ๓ เหตุที่เป็นอกุศล
มี ๓ เหตทุ ีเ่ ป็นอัพยากฤตมี ๓” เปน็ ตน้
นนี้ บั เป็น ๑ พระธรรมขนั ธ์
ส่วนในพระวินัย ก็มีวัตถุ มีมาติกา มีบทภาชนีย์ มีอันตราบัติ มีอาบัติ มีอนาบัติ
มตี กิ ปรจิ เฉท ส่วนหน่ึง ๆ นับ ๑ พระธรรมขนั ธ์ เช่น
วัตถุ คือ เรื่อง เช่น สุทินนกัณฑ์ เรื่องพระสุทิน (วิ.มหา. ๑/๒๔-๓๙/๑๔-๒๖)
นับเปน็ ๑ พระธรรมขันธ์
มาติกา คือ ตัวสกิ ขาบท เชน่
โย ปน ภิกฺขุ ภกิ ฺขูนํ สกิ ฺขาสาชีวสมาปนโฺ น สิกฺขํ อปปฺ จจฺ กขฺ าย ทพุ ฺพลฺยํ อนาวกิ ตฺวา
เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสเวยฺย อนฺตมโส ติรจฉฺ านคตายปิ, ปาราชโิ ก โหติ อสํวาโส (วิ.มหา. ๑/๔๔/๓๐)
แปลว่า “อนึ่ง ภิกษุใดถึงพร้อมด้วยสิกขาและอาชีพภิกษุทั้งหลาย ไม่บอกคืนสิกขา
ไม่เปิดเผยความท้อแท้ พึงเสพเมถุนธรรมโดยที่สุดแม้กับสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย ภิกษุน้ันเป็น
ปาราชกิ หาสงั วาสมไิ ด”้
นนี้ บั เป็น ๑ พระธรรมขันธ์
เลม่ ที่ ๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๗ 223
บทภาชนยี ์ คอื การจ�ำแนกความแหง่ สกิ ขาบท เชน่
โย ปนาติ โย ยาทิโส ฯเปฯ อสํวาโสติ สํวาโส นาม เอกกมฺมํ เอกุทฺเทโส
สมสิกขฺ ตา, เอโส สํวาโส นาม. โส เตน สทธฺ ึ นตฺถิ. เตน วจุ ฺจติ อสํวาโสติ
(วิ.มหา. ๑/๔๕-๕๕/๓๐-๓๗)
แปลว่า ค�ำว่า อนึ่ง ... ใด คอื ผใู้ ด ผเู้ ชน่ ใด ฯลฯ
ค�ำว่า หาสังวาสมิได้ อธิบายว่า ที่ช่ือว่า สังวาส ได้แก่ กรรมท่ีท�ำร่วมกันอุทเทสท่ี
สวดร่วมกัน ความมีสิกขาเสมอกัน น้ีช่ือว่าสังวาส สังวาสน้ันไม่มีกับภิกษุรูปนั้น ด้วยเหตุนั้น
พระผ้มู พี ระภาคจงึ ตรัสวา่ หาสงั วาสมิได้
นน้ี ับเปน็ ๑ พระธรรมขนั ธ์
อันตราบัติ คือ อาบัติท่ีบัญญัติในระหว่างสิกขาบท เช่น ปฏิลาตํ อุกฺขิปติ, อาปตฺติ
ทุกกฺ ฏสฺส (ว.ิ มหา. ๒/๓๕๕/๒๘๐)
แปลว่า ภิกษุเก็บดุ้นไฟที่ตกเข้าท่ีเดิมต้องอาบัติทุกกฏ (ภิกษุไม่เป็นไข้ก่อไฟผิง
ตอ้ งอาบัติปาจติ ตีย์ ขณะทผี่ งิ เก็บดุน้ ฟนื ใส่ตอ้ งอาบัติทกุ กฏ)
นี้นับเปน็ ๑ พระธรรมขันธ์
อนาบัติ คอื ไมต่ อ้ งอาบัติ เชน่
อนาปตฺติ อชานนฺตสฺส อสาทิยนฺตสฺส อุมฺมตฺตกสฺส ขิตฺตจิตฺตสฺส เวทนาฏฺฏสฺส
อาทกิ มฺมิกสฺส (วิ.มหา. ๑/๖๖/๔๔)
แปลวา่ ภิกษตุ อ่ ไปน้ีไมต่ ้องอาบตั ิ คอื
๑. ภิกษุไมร่ สู้ ึกตัว ๒. ภิกษุไมย่ นิ ดี
๓. ภิกษวุ ิกลจริต ๔. ภกิ ษุมีจิตฟุ้งซา่ น
๕. ภกิ ษุผู้กระสบั กระสา่ ยเพราะเวทนา ๖. ภิกษตุ น้ บัญญัติ
นีน้ ับเปน็ ๑ พระธรรมขนั ธ์
ติกปรจิ เฉท มตี กิ ปาจิตตีย์ตกิ ทกุ กฏเปน็ ต้น ติกปาจิตตีย์ เชน่
ทสาหาติกฺกนฺเต อติกฺกนฺตสญฺี, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. ทสาหาติกฺกนฺเต เวมติโก,
นสิ สฺ คฺคยิ ํ ปาจติ ตฺ ิย.ํ ทสาหาตกิ ฺกนฺเต อนติกกฺ นตฺ สญฺี, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ (วิ.มหา. ๒/๔๖๘/๔)
แปลว่า จีวรเกินก�ำหนด ๑๐ วัน ภิกษุส�ำคัญว่าเกินก�ำหนดแล้ว ต้องอาบัติ
นิสสคั คิยปาจิตตีย์
จีวรเกินก�ำหนด ๑๐ วัน ภิกษุไมแ่ น่ใจ ต้องอาบตั นิ ิสสคั คิยปาจิตตยี ์
จีวรเกินก�ำหนด ๑๐ วนั ภกิ ษสุ �ำคญั วา่ ยงั ไม่เกนิ ก�ำหนด ตอ้ งอาบตั นิ ิสสัคคิยปาจติ ตยี ์
นน้ี ับเปน็ ๑ พระธรรมขันธ์
224 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระวินยั ปิฎก
เมื่อสังคายนาจัดเป็นประเภทต่าง ๆ คณะผู้ช�ำนาญการมีท่านพระมหากัสสปะเป็น
ประธาน ไดร้ อ้ ยกรองก�ำหนดประเภทไวว้ า่ นเ้ี ปน็ พระธรรม นเ้ี ปน็ พระวนิ ยั นเี้ ปน็ ปฐมพทุ ธพจน์
นเี้ ปน็ มชั ฌมิ พทุ ธพจน์ นเี้ ปน็ ปจั ฉมิ พทุ ธพจน์ นเ้ี ปน็ พระวนิ ยั ปฎิ ก นเ้ี ปน็ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก นเี้ ปน็
พระอภิธรรมปิฎก นี้เป็นทฆี นิกาย น้ีเปน็ มชั ฌมิ นกิ าย นี้เป็นสังยตุ ตนกิ าย นเ้ี ปน็ อังคุตตรนิกาย
น้ีเปน็ ขุททกนิกาย นเ้ี ป็นนวังคสตั ถุศาสน์ น้ีรวม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
ในเวลาสังคายนาเสร็จ มหาปฐพีเป็นประดุจเกิดความปราโมทย์ให้สาธุการว่า
“พระพุทธศาสนานี้ ท่านพระมหากัสสปเถระ กระท�ำให้สามารถยืนยงอยู่ส้ินกาลประมาณ
๕,๐๐๐ ปแี ลว้ ไดส้ นั่ สะเทอื นสะทา้ นหวน่ั ไหวจนถงึ นำ�้ รองแผน่ ดนิ ไดป้ รากฏเหตกุ ารณอ์ ศั จรรย์
หลายประการ น้ีเปน็ การสังคายนาคร้งั ที่ ๑ เรยี กวา่ “ปญั จสตา” เพราะพระเถระ ๕๐๐ รปู
กระท�ำ และเรยี กว่า “เถริกา” เพราะพระเถระทงั้ หลายกระท�ำ
พระธรรมวนิ ยั ทไี่ ดร้ บั การสงั คายนานไี้ ดท้ รงจ�ำสบื ตอ่ กนั มาจนถงึ การสงั คายนา ครงั้ ที่ ๒
ทตุ ยิ สังคตี ิ การสังคายนาคร้ังที่ ๒ เมื่อพระผมู้ พี ระภาคดบั ขันธปรนิ พิ พานได้ ๑๐๐ ปี
พวกภิกษุวัชชบี ตุ ร ชาวกรงุ เวสาลี ไดเ้ ผยแพรว่ ัตถุ ๑๐ ประการ คือ
๑. สิงคโิ ลณกัปปะ เก็บเกลอื ไว้ในเขนง (เขาสัตว์) แล้วฉันกบั อาหารทีร่ สไมเ่ ค็มได้
๒. ทวังคุลกัปปะ ฉนั อาหารเมอื่ เงาเลยเวลาเที่ยงไป ๒ องคลุ ีได้
๓. คามนั ตรกปั ปะ เข้าบ้านฉันอาหารทไี่ มเ่ ป็นเดนได้
๔. อาวาสกัปปะ ท�ำอุโบสถแยกกันในอาวาสทีม่ สี ีมาเดยี วกันได้
๕. อนมุ ติกปั ปะ ท�ำสงั ฆกรรม ในเมอื่ ภกิ ษทุ ง้ั หลามาไมพ่ รอ้ ม แลว้ ขออนมุ ตั ภิ ายหลงั ได้
๖. อาจิณณกปั ปะ ประพฤติตามแบบทพี่ ระอุปัชฌาย์อาจารย์เคยประพฤติมาได้
๗. อมถิตกัปปะ ฉนั นมสดทแ่ี ปรรูปแต่ยงั ไม่เปน็ นมเปรย้ี วได้
๘. ชโลคิ ด่มื สรุ าอย่างอ่อน ๆ ได้
๙. อทสกนสิ ที นะ ใชผ้ ้ารองนัง่ ไมม่ ชี ายได้
๑๐. ชาตรูปรชตะ รบั ทองรับเงินได้
ในวนั อโุ บสถ พวกภกิ ษวุ ชั ชบี ตุ รไดต้ งั้ ถาดทองส�ำรดิ ใสน่ ำ้� เตม็ ไวท้ า่ มกลางภกิ ษสุ งฆแ์ ลว้
แนะน�ำให้อบุ าสกอบุ าสกิ าชาวกรงุ เวสาลีผู้ทผ่ี า่ นไปมาถวายเงินแก่สงฆ์
ทา่ นพระยสกากณั ฑกบตุ รไดห้ า้ มมใิ หอ้ บุ าสกอบุ าสกิ าถวายเงนิ แกส่ งฆ์ แตพ่ วกอบุ าสก
อุบาสกิ าก็ยงั ถวายเงนิ แกส่ งฆ์
พวกภกิ ษวุ ชั ชบี ตุ รไดน้ �ำเงนิ มาแบง่ กนั รปู ละเทา่ ๆ กนั ไดแ้ บง่ ใหท้ า่ นพระยสกากณั ฑกบตุ ร
ท่านปฏิเสธด้วยกล่าวว่า “ผมไม่มีส่วนแบ่งเงิน ผมไม่ยินดีเงิน”พวกภิกษุวัชชีบุตรได้ลงโทษ
เล่มท่ี ๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๗ 225
ทา่ นพระยสกากณั ฑกบตุ ร กลา่ วหาวา่ ดา่ บรภิ าษอบุ าสกอบุ าสกิ า โดยใหไ้ ปขอขมาอบุ าสกอบุ าสกิ า
ทา่ นพระยสกากณั ฑกบตุ รไดข้ อภกิ ษอุ นทุ ตู ไปดว้ ย แลว้ ไดช้ แ้ี จงใหอ้ บุ าสกอบุ าสกิ าชาวกรงุ เวสาลี
ได้เข้าใจ พวกภิกษุ วัชชีบุตรทราบเรื่องเข้าจึงได้ลงอุกเขปนียกรรมท่านพระยสกากัณฑกบุตร
แต่ท่านพระยสกากัณฑกบุตรเหาะไปกรุงโกสัมพีเสีย ต่อมาท่านได้ส่งทูตไปหาภิกษุชาวเมือง
ปาเฐยยะและภิกษุชาวเมืองอวันตีทักขิณาบถ ขอให้มาช่วยวินิจฉัยอธิกรณ์ แล้วท่านเอง
ไดเ้ ข้าไปชกั ชวนท่านพระสัมภตู สาณวาสี ที่อโหคังคบรรพต
พระภิกษุชาวเมืองปาเฐยยะประมาณ ๖๐ รูป ภิกษุชาวอวันตีทักขิณาบถประมาณ
๘๐ รูป ไดม้ าประชุมปรึกษากนั ที่อโหคงั คบรรพต
ท่านพระเรวตะได้ทราบการที่ภิกษุทั้งหลายปรึกษากันเพื่อวินิจฉัยอธิกรณ์แล้วคิดว่า
ตัวท่านมิอาจจะดูดายได้ถ้าถูกขอร้อง แต่การยุ่งเกี่ยวกับอธิกรณ์น้ันดูวุ่นวาย ท่านจึงหลีกไป
เมอื งอ่นื เสยี
ภิกษุท้ังหลายผู้มีฉันทะร่วมกันจะวินิจฉัยอธิกรณ์ได้ติดตามท่านพระเรวตะไปจนพบ
แล้วท่านพระยสกากัณฑกบุตรได้เข้าสอบถามเรื่องวัตถุ ๑๐ ประการ ว่าควร หรือไม่ควร
ท่านพระเรวตะตอบวา่ ไม่ควรทั้งหมด แล้วทา่ นพระยสกากัณฑกบุตร ได้แจ้งใหท้ า่ นพระเรวตะ
ทราบว่าพวกภกิ ษวุ ัชชีบุตรแสดงวตั ถุ ๑๐ ประการนี้ ในกรงุ เวสาลี แล้วขอใหท้ า่ นพระเรวตะ
ชว่ ยกันวนิ ิจฉัยอธกิ รณ์ ทา่ นพระเรวตะกร็ ับค�ำ
ในการท�ำสังคายนาครั้งที่ ๒ น้ี ภิกษุ ๗๐๐ รูปได้ร่วมประชุมกันท�ำที่วาลิการาม
กรุงเวสาลี พระเรวตะเป็นผู้ปุจฉา พระสัพพกามีเป็นผู้วิสัชนา ได้กระท�ำการสังคายนาช�ำระ
มลทนิ ในพระพทุ ธศาสนา เชน่ กบั ทท่ี า่ นพระมหากสั สปะเคยท�ำมาแลว้ โดยพระเจา้ กาลาโศกราช
ทรงเปน็ ศาสนูปถัมภก ส้ินเวลา ๘ เดือนจงึ เสรจ็
การสืบทอดพระพทุ ธศาสนาในรปู นิกายต่าง ๆ
เมื่อพระสาวกทั้งหลายได้กระท�ำการสังคายนาพระธรรมวินัยคร้ังที่ ๒ เสร็จแล้ว
ชว่ งระยะเวลากอ่ นจะถงึ การสงั คายนาครง้ั ที่ ๓ ระหวา่ ง พ.ศ. ๑๐๐ ถงึ พ.ศ. ๒๐๐ พระพทุ ธศาสนา
เร่ิมแตกแยกเป็นฝักฝ่าย จนลุกลามกลายเป็นมหาเภท คือ การแตกแยกคร้ังยิ่งใหญ่ สาเหตุ
มาจากพวกภิกษุวัชชีบุตรชาวกรุงเวสาลีพากันประพฤติสมาทานวัตถุ ๑๐ ประการ จนถูก
ท่านพระยสกากัณฑกบุตรกับพวกขับออกจากคณะสงฆ์ แล้วพระมหาเถระท้ังหลายได้มีมติให้
กระท�ำการสังคายนาพระธรรมวินัยครงั้ ที่ ๒ น้นั
พวกภิกษุวัชชีบุตรเม่ือถูกขับออกจากคณะสงฆ์เดิม ก็ได้ไปรวมตัวกันท่ีกรุงโกสัมพี
รวบรวมพรรคพวกได้ประมาณ ๑ หมื่นรูป ได้กระท�ำการสังคายนาแข่งกับฝ่ายพระมหาเถระ
226 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระวนิ ยั ปิฎก
ทั้งหลาย
การสังคายนาของภิกษุวัชชีบุตรน้ัน มีพระภิกษุเข้าร่วมมากที่สุดเป็นประวัติการณ์
จงึ เรยี กวา่ “มหาสงั คตี ”ิ หรอื “มหาสงั ฆกิ สงั คายนา” แลว้ เรยี กคณะสงฆข์ องตนวา่ “มหาสงั ฆกิ ะ”
หรอื “มหาสงั คีติกะ” นบั แตน่ ั้นมา พระพทุ ธศาสนากเ็ รม่ิ แตกแยก เปน็ ๒ ฝ่าย คอื
๑. นิกายเถรวาท นกิ ายเดมิ ในพระพทุ ธศาสนา ยดึ หลกั ธรรมค�ำสอนเดมิ โดยไมม่ ีการ
ประยกุ ต์ เปลี่ยนแปลง เพม่ิ เตมิ หรือตดั ทอนแตป่ ระการใด หมายถึง กลุ่มพระเถระที่กระท�ำ
สงั คายนาคร้ังท่ี ๒ มีพระยสกากณั ฑกบุตรเถระเปน็ ต้น
๒. นกิ ายมหาสงั ฆิกวาท นิกายที่แยกออกจากนิกายเดิม คือพวกภิกษวุ ชั ชีบุตรมีการ
ประยกุ ต์ เปลยี่ นแปลง เพ่มิ เตมิ และตัดทอนพระพทุ ธพจน์ ตามความเห็นชอบของพวกตน
นเ้ี ป็นจุดเร่ิมต้นของการแตกแยกนกิ ายในพระพทุ ธศาสนา ซง่ึ เกิดข้นึ ในชว่ ง พ.ศ. ๑๐๐
อนั เปน็ ปที กี่ ระท�ำทตุ ยิ สงั คายนา หลงั จากนนั้ นกิ ายมหาสงั ฆกิ ะของพวกภกิ ษวุ ชั ชบี ตุ รกแ็ ตกแยก
อีก ๒ นิกาย คอื
๑. นิกายโคกุลิกะ ๒. นิกายเอกัพโพหารกิ ะ
ตอ่ มาในนกิ ายโคกุลกิ ะ เกดิ แตกแยกออกไปอีก ๒ นกิ าย คือ
๑. นิกายปัณณตั ตวิ าท หรือ นิกายปัญญตั ติวาท
๒. นิกายพาหลุ กิ ะ หรอื นกิ ายพหสุ สตุ ิกะ
ต่อมาในนิกายพาหุลกิ ะ แตกแยกออกไปอกี ๑ นิกาย คอื นิกายเจตยิ วาท รวมทงั้ หมด
๖ นิกาย
ตอ่ มาในปี พ.ศ. ๒๐๐ นกิ ายเถรวาทไดแ้ ตกแยกอีกเปน็ ครง้ั ท่ี ๒ ท�ำใหเ้ กิดนิกายใหม่
ข้นึ ๒ นกิ าย คอื
๑. นิกายมหิสาสกะ ๒. นิกายวัชชีปตุ ตกะ
ตอ่ มาในนกิ ายมหิสาสกะ แตกแยกออกไปอกี ๒ นกิ าย คือ
๑. นกิ ายสพั พัตถกิ วาท ๒. นิกายธัมมคตุ ตยิ ะ
ต่อมาในนิกายสัพพัตถิกะแตกแยกออกไปอีก ๑ นิกาย คือ นิกายกัสสปิยะ และใน
นกิ ายกัสสปยิ ะไดแ้ ตกแยกออกไปอกี ๑ นิกาย คือ นกิ ายสงั กนั ตกิ ะ ต่อมา ในนกิ ายสังกนั ติกะ
ไดแ้ ตกแยกออกไปอกี ๑ นิกาย คอื นิกายสตุ ตวาท
ฝ่ายนิกายวชั ชปี ุตตกะ ไดแ้ ตกแยกออกไปอกี ๔ นกิ าย คือ
๑. นกิ ายธัมมมตุ ตริยะ ๒. นิกายภัทรยานิกะ
๓. นิกายฉันนาคระ หรือฉันนาคารกิ ะ ๔. นกิ ายสัมมิติยะ
เลม่ ที่ ๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๗ 227
ผงั แสดงการแตกแยกนิกายตา่ ง ๆ
ในปแี รกแหง่ พทุ ธศกั ราช มนี กิ ายเถรวาทขนึ้ ในสมยั ปฐมสงั คายนา เมอื่ ผา่ น ไป ๑๐๐ ปี
(๑) เถรวาท แตกแยกในสมัยทตุ ยิ สังคายนา
(๒) มหาสังฆกิ ะ
(๓) โคกุลิกะ (๔) เอกัพโพหาริกะ
(๕) ปัณณตั ติวาท (๖) พาหลุ ิกะ(พหุสสตุ กิ ะ)
(๗) เจติยวาท
เม่อื พระพทุ ธเจา้ ดับขนั ธปรินิพพานได้ ๒๐๐ ปี เถรวาทได้แตกแยกเป็นคร้งั ท่ี ๒
อีกเป็น ๒ นิกาย
(๘) มหสิ าสกะ (๙) วัชชปี ุตตกะ
(๑๐) ธมั มมตุ ตรยิ ะ (๑๑) ภทั รยานิกะ (๑๒) ฉนั นาคาระ (๑๓) สมั มติ ิยะ
(๑๔) สพั พตั ถิกวาท (๑๕) ธมั มคตุ ติยะ
(๑๖) กสั สปยิ ะ
(๑๗) สังกนั ตกิ ะ
(๑๘) สุตตวาท
ค�ำสอนของแตล่ ะนกิ าย มกี ารถามตอบอยใู่ นคมั ภรี ก์ ถาวตั ถุ พระอภธิ รรมปฎิ ก เลม่ ๓๗
ต่อมา ท่านพระโมคคัลลบี ุตรตสิ สเถระกไ็ ดช้ ักชวนพระเถระทงั้ หลาย กระท�ำสงั คายนา
คร้งั ท่ี ๓
228 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระวินัยปฎิ ก
ตติยสงั คีติ การสังคายนาครัง้ ที่ ๓ นอกจากพระพทุ ธศาสนาจะแตกกันเป็น ๑๘ นิกาย
ในคมั ภรี ส์ มนั ตปาสาทกิ าทา่ นแสดงเรอื่ งตตยิ สงั คายนาโดยเลา่ ประวตั พิ ระโมคคลั ลบี ตุ รตสิ สเถระ
ประวตั ิพระเจา้ อโศกมหาราช ท่เี ล่ือมใสนบั ถือพระพทุ ธศาสนา ได้ถวายความอปุ ถมั ภพ์ ระพุทธ
ศาสนามากมาย ลาภสกั การะเกิดขึน้ ในพระพทุ ธศาสนามากมาย จนพวกเดยี รถีย์เข้ามาบวชใน
พระพทุ ธศาสนา เพื่อแสวงหาลาภสกั การะ ต่างพากนั ส่ังสอนลทั ธิของตนวา่ เปน็ ธรรม เป็นวินัย
เดียรถีย์บางพวกก็โกนหัวนุ่งห่มผ้ากาสายะปลอมบวช เท่ียวไปตามวิหาร เข้าร่วมท�ำ
อโุ บสถ เขา้ ร่วมท�ำสงั ฆกรรม ภิกษทุ ั้งหลายจึงไมท่ �ำอุโบสถกับพวกปลอมบวช เหล่าน้ัน
ในครงั้ นน้ั ภกิ ษสุ งฆไ์ มไ่ ดท้ �ำอโุ บสถ ไมไ่ ดท้ �ำปวารณากนั ถงึ ๗ ปี พระเจา้ อโศกมหาราช
ทรงทราบจงึ รับสงั่ ให้อมาตยค์ นหนึง่ ไประงับอธกิ รณ์ สงั่ ใหภ้ ิกษุสงฆ์ท�ำอุโบสถกนั
อมาตย์มิได้สอบถามวิธีระงับจากพระเจ้าอโศกมหาราช แต่ไปสอบถามพวกอมาตย์
อนื่ ๆ วา่ พระเจ้าอยูห่ ัวรบั สง่ั ให้ระงบั อธกิ รณ์แลว้ อธิกรณ์จะระงบั อย่างไร
พวกอมาตย์เหล่านั้นก็ว่า เวลาไปปราบชนบทปลายแดนก็ต้องฆ่าโจร ถ้าภิกษุเหล่าใด
ไมท่ �ำอโุ บสถ พระเจ้าอยู่หัวคงจกั ประสงคใ์ หป้ ระหารชีวิตภิกษุเหล่านน้ั
อมาตย์น้ันจึงไปยังวิหารแล้วนิมนต์ภิกษุให้ประชุมกันแล้วเรียนว่า “พระเจ้าอยู่หัว
รับสั่งให้ท�ำอุโบสถ” ภิกษุท้ังหลายกล่าวว่า “จะไม่ยอมท�ำอุโบสถร่วมกับพวกเดียรถีย์”
อมาตย์จึงเอาดาบตัดศีรษะพระภิกษุทั้งหลาย ตั้งแต่พระเถระลงมา พอดีถึงล�ำดับพระติสสะ
ผู้เป็นพระภาดาร่วมพระมารดาของพระเจ้าอโศก อมาตย์ไม่อาจจะฟันดาบลง จึงไปกราบทูล
ให้พระเจ้าอโศกมหาราชทรงทราบว่า ตนได้ตัดศีรษะภิกษุทั้งหลายท่ีไม่ยอมท�ำอุโบสถไป
จ�ำนวนเท่านี้ พอดถี ึงล�ำดับพระตสิ สะไมท่ ราบจะท�ำอยา่ งไร
พอพระเจ้าอโศกมหาราชได้สดับเข้าก็มีรับส่ังว่า “ที่เราส่งไประงับอธิกรณ์น้ัน
มิได้ให้ไปฆ่าภิกษุท้ังหลาย” พระเจ้าอโศกมหาราชเกิดความเร่าร้อนในพระวรกายจึงเสด็จ
เท่ยี วสอบถามภกิ ษุทัง้ หลายวา่ พระองค์มบี าปดว้ ยหรือไม่
ภายหลังท่านพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระได้ถวายพระธรรมเทศนาให้เป็นท่ีเข้าพระทัย
และชแี้ จงจนเขา้ พระทยั แลว้ พกั อยใู่ นพระราชอทุ ยานเปน็ เวลา ๗ วนั ไดใ้ หพ้ ระเจา้ อโศกมหาราช
ทรงศกึ ษาหลักค�ำสอนของพระพทุ ธองค์จนทรงมคี วามรู้
ต่อมาพระเจ้าอโศกมหาราชมีรับสั่งให้นิมนต์พระภิกษุสงฆ์ประชุมกันในอโศการาม
ให้กั้นม่านเป็นห้อง ๆ ให้พวกภิกษุที่สอนลัทธิอย่างเดียวกันอยู่รวมกัน แล้วรับส่ังให้นิมนต์มา
ทีละรูป ตรัสถามว่า “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สอนว่าอย่างไร” ตรัสสอบถามทุกรูปท้ังพวก
ท่ีเข้ามาบวชอย่างถูกต้องตามพระธรรมวินัย ทั้งพวกที่ปลอมบวช พวกที่ปลอมบวชแล้วสอน
สัสสตทิฏฐิ กต็ อบว่า “พระสัมมาสมั พทุ ธเจ้าสอนสสั สตทิฏฐ”ิ
เล่มที่ ๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๗ 229
พวกทส่ี อนเอกจั จสสั สตทฏิ ฐิ กต็ อบวา่ “พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ สอนเอกจั จสสั สตทฏิ ฐ”ิ ฯลฯ
พวกทส่ี อนอนั ตานันติกทฏิ ฐิ กต็ อบวา่ “พระสมั มาสมั พทุ ธเจ้าสอนอนั ตานันตกิ ทิฏฐิ”
พวกทส่ี อนอมราวกิ เขปิกทฏิ ฐิ ก็ตอบว่า “พระสัมมาสัมพทุ ธเจา้ สอนอมราวิกเขปกิ ทฏิ ฐ”ิ
พวกที่สอนอธจิ จสมปุ ปนั นิกทิฏฐิ กต็ อบวา่ “พระสมั มาสมั พุทธเจ้าสอนอธิจจสมปุ ปนั นิก-
ทิฏฐ”ิ
พวกที่สอนสัญญที ฏิ ฐิ กต็ อบวา่ “พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ สอนสัญญที ฏิ ฐ”ิ
พวกทส่ี อนอสัญญที ฏิ ฐิ ก็ตอบว่า “พระสัมมาสัมพทุ ธเจ้าสอนอสญั ญที ฏิ ฐิ”
พวกทส่ี อนเนวสญั ญที ฏิ ฐิ กต็ อบวา่ “พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนเนวสัญญที ฏิ ฐ”ิ
พวกท่ีสอนอจุ เฉททฏิ ฐิ กต็ อบว่า “พระสมั มาสัมพุทธเจา้ สอนอุจเฉททิฏฐิ”
พวกทสี่ อนทฏิ ฐธรรมนพิ พานทฏิ ฐิ กต็ อบวา่ “พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ สอนทฏิ ฐธรรมนพิ พาน-
ทิฏฐ”ิ
พระเจา้ อโศกมหาราช ทรงทราบวา่ “ทา่ นเหลา่ น้ี ไมใ่ ชภ่ กิ ษุ แตเ่ ปน็ พวกเดยี รถยี ”์ เพราะ
พระองค์ได้ทรงศึกษาหลกั ค�ำสอนของพระสมั มาสัมพทุ ธเจ้ามาก่อน จึงทรงพระราชทานผา้ ขาว
ใหพ้ วกเดยี รถยี เ์ หลา่ นน้ั แลว้ ใหส้ กึ พวกเดยี รถยี ท์ ปี่ ลอมบวช สกึ ในครง้ั นนั้ มจี �ำนวน ๖๐,๐๐๐ คน
จากน้ัน มีรับส่ังให้นิมนต์ภิกษุอื่น ๆ มาตรัสถามว่า “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สอนว่า
อยา่ งไร”
ภกิ ษเุ หลา่ นนั้ ตา่ งถวายพระพรวา่ “พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ทรงเปน็ วภิ ชั ชวาท”ี พระเจา้
อโศกมหาราช ตรสั ถามทา่ นพระโมคคัลลีบตุ รตสิ สเถระว่า “พระคุณเจ้า พระสัมมาสมั พทุ ธเจา้
ทรงเป็น วภิ ัชชวาทีหรือ” พระเถระถวายพระพรวา่ “ใช่ มหาบพติ ร”
ขณะนนั้ พระเจา้ อโศกมหาราชรบั สง่ั วา่ พระศาสนาบรสิ ทุ ธแิ์ ลว้ ขอพระภกิ ษสุ งฆจ์ งท�ำ
อโุ บสถเถิด” จงึ ไดถ้ วายการอารักขา แลว้ เสด็จกลับพระนคร
พระสงฆ์พร้อมเพรียงกันท�ำอุโบสถจ�ำนวนถึง ๖ ล้านรูป ท่านพระโมคคัลลีบุตร
ตสิ สเถระ ไดร้ จนากถาวัตถุปกรณข์ ม่ ปรัปปวาทแล้วคดั เลอื กภิกษุผู้ทรงพระไตรปิฎก แตกฉาน
ในปฏสิ มั ภิทา ส�ำเร็จวิชชา ๓ จ�ำนวน ๑,๐๐๐ รปู ท�ำการสังคายนา พระธรรมวินยั เชน่ ที่ท่าน
พระมหากัสสปเถระ และท่านพระยสกากัณฑกบุตรได้กระท�ำมาแล้ว ได้ช�ำระมลทินใน
พระศาสนาจนหมดสน้ิ เปน็ เวลา ๙ เดือน พระเจ้าอโศกมหาราชทรงเปน็ ศาสนูปถมั ภก
เมื่อกระท�ำตติยสังคีติเสร็จแล้วพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ผู้เป็นอรหันตขีณาสพ ได้
พจิ ารณาเหน็ วา่ “พระพทุ ธศาสนาจกั ไมต่ งั้ มนั่ ในชมพทู วปี แตจ่ กั ไปตงั้ มน่ั ในนานาประเทศ” จงึ
ได้ขอความอุปถัมภ์จากพระเจา้ อโศกมหาราชใหจ้ ัดสง่ สมณทูตไปประกาศ พระศาสนา ๙ สาย
ดว้ ยกัน คือ
230 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระวินัยปฎิ ก
สายที่ ๑ พระมัชฌันติกเถระพร้อมด้วยคณะไปประกาศพระพุทธศาสนา ณ แคว้น
กัสมีระและแคว้นคันธาระ ปัจจุบันได้แก่ดินแดนแถบตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย
เลยเขา้ ไปถงึ บางส่วนของประเทศอฟั กานิสถาน
สายท่ี ๒ พระมหาเทวเถระพร้อมด้วยคณะไปประกาศพระพุทธศาสนา ณ แคว้น
มหสิ มณฑล (แควน้ ไมซอร์ หรอื มานธาตา ในประเทศอนิ เดยี ปจั จบุ นั ) และ ดนิ แดนแถบลมุ่ แมน่ ำ�้
โคธาวารี ทางภาคใต้ของประเทศอนิ เดยี
สายท่ี ๓ พระรกั ขติ เถระพรอ้ มดว้ ยคณะไปประกาศพระพทุ ธศาสนา ณ วนวาสปี ระเทศ
ได้แกแ่ คว้นกนราเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย
สายที่ ๔ พระธรรมรกั ขติ เถระพรอ้ มดว้ ยคณะไปประกาศพระพทุ ธศาสนา ณ อปรนั ตป-
ชนบท เข้าใจกนั วา่ ได้แกด่ นิ แดนแถบชายทะเลเหนอื เมืองบอมเบย์ในประเทศ อนิ เดยี
สายที่ ๕ พระมหาธรรมรกั ขติ เถระพรอ้ มดว้ ยคณะไปประกาศพระพทุ ธศาสนา ณ แควน้
มหาราษฎร์ ได้แก่ ดินแดนแถบตะวนั ออกเฉยี งเหนือของเมอื งบอมเบยใ์ นประเทศอนิ เดยี
สายท่ี ๖ พระมหารักขิตเถระพร้อมด้วยคณะไปประกาศพระพุทธศาสนา ณ โยนก
ประเทศ ได้แก่ แคว้นของฝรั่งชาติกรีกในทวีปเอเชียกลางเหนือประเทศอิหร่าน ขึ้นไปจนถึง
เตอรก์ ีสถาน
สายท่ี ๗ พระมัชฌิมเถระพร้อมคณะ คือ พระกัสสปโคตตเถระ พระอฬกเทวเถระ
พระทุนทภิสสรเถระ และพระสหัสสเทวเถระ ไปประกาศพระพุทธศาสนา ณ ดินแดนแถบ
ภเู ขาหมิ าลยั
สายที่ ๘ พระโสณเถระกบั พระอตุ ตรเถระพรอ้ มดว้ ยคณะไปประกาศพระพุทธศาสนา
ณ ดินแดนสวุ รรณภมู ิ ได้แก่ดินแดนแถบประเทศพมา่ ไทย มาเลเซยี อินโดนีเซีย แตห่ ลักฐาน
ที่ค้นพบดูจะเป็นแถบลุ่มแม่น�้ำเจ้าพระยาในประเทศไทยในปัจจุบัน (ดูหนังสือศิลปากร,
เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม เน่ืองในโอกาสเปิดศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย, หน้า ๒๔-๒๕,
แหล่งเตาเผาบา้ นบางปนู , หน้า ๘,๔๒, ธนิต อย่โู พธ์ิ, สวุ รรณภมู ิ, หน้า ๕๔,๕๖-๕๘, Mr.Wang
Wei-Min, ชือ่ สถานที่ ในเอกสารจนี โบราณท่ีเกีย่ วกับประวัติศาสตรไ์ ทย, หน้า ๘๕-๘๖)
สายที่ ๙ พระมหินทเถระ โอรสของพระเจ้าอโศกมหาราช พร้อมด้วยคณะคือ
พระอิฏฏิยเถระ พระอุตติยเถระ พระสัมพลเถระ และพระภัททสารเถระ ไปประกาศ
พระพุทธศาสนา ณ ลังกาทวีป คอื ประเทศศรีลงั กาในปจั จุบนั
สมณทูตสายที่นับว่ามีผลงานอันทรงคุณประโยชน์มหาศาลถึงปัจจุบัน คือ สาย
พระมหินทเถระโอรสของพระเจ้าอโศกมหาราช ท่านถูกส่งไปประกาศพระพุทธศาสนา
ท่ีลังกาทวีป คือประเทศศรีลังกาในปัจจุบัน ท่ีลังกาทวีปได้มีการสังคายนา ๔ ครั้ง นับต่อ
เล่มท่ี ๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๗ 231
จากอินเดีย เป็นคร้ังท่ี ๔ ท่ี ๕ ที่ ๖ และคร้ังที่ ๗ (กล่าวตามคัมภีร์สัทธัมมสังคหะและ
สังคีติยวงศ)์ แตย่ อมรับกนั เพียงครง้ั ท่ี ๔ และคร้งั ท่ี ๕
จตุตถสังคีติ สังคายนาครั้งที่ ๔ กระท�ำเม่ือ พ.ศ. ๒๓๘ พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ
ทรงเปน็ ศาสนปู ถัมภก
ปัญจมสังคีติ สังคายนาครั้งท่ี ๕ กระท�ำเม่ือ พ.ศ. ๔๓๓ พระเจ้าวัฏฏคามินีอภัย
ทรงเปน็ ศาสนูปถมั ภก
ในการสังคายนาคร้ังที่ ๕ น้ี พระสาวกทั้งหลายค�ำนึงว่า ในอนาคตผู้ท่ีจะทรงจ�ำ
ค�ำส่งั สอนของพระสมั มาสมั พุทธเจา้ ด้วยใจ บอก ส่ังสอนกันด้วยปาก จะหาได้ยาก จึงได้จารึก
พระไตรปฎิ กเป็นตวั อักษรลงบนใบลาน
เหตุที่จะหาผู้ทรงจ�ำพระไตรปิฎกได้ยากน้ันก็เพราะพระสาวกท้ังหลายปัญญาจะ
เสอ่ื มลงประการหนึง่ อีกประการหนงึ่ เพราะความไม่สงบจากภยั สงคราม
ก่อนจะจารึกพระไตรปิฎก และอรรถกถาเป็นตัวอักษรลงบนใบลาน พระอาจารย์
ฝา่ ยองั คตุ ตรภาณกาจารย์กลา่ วไว้ในอรรถกถาองั คุตตรนกิ ายวา่
เมื่อคร้ังท่ีศรีลังกาถูกจัณฑาลติสสะหรือติสสพราหมณ์ยึดครอง ได้เกิดภัยพิบัติอย่าง
ใหญห่ ลวงแกพ่ ระพทุ ธศาสนา พระสาวกทง้ั หลายตา่ งพากนั หลบหนเี อาชวี ติ รอดจากภยนั ตราย
จากผู้ไม่นับถือพระพุทธศาสนา ไปอยู่ตามป่าเขาทางมลัยชนบทตอนใต้ ต้องฉันเผือกมันและ
ใบไม้ประทังชีวิต เมื่อร่างกายยังเป็นไปได้ ก็พากันนั่งสาธยายท่องพระไตรปิฎก เมื่อร่างกาย
เป็นไปไม่ไหว ก็ช่วยกันพูนทรายเป็นกอง นอนหันศีรษะเข้าหากัน ทบทวนพระไตรปิฎกกัน
พระสาวกเหล่านั้นต้องล�ำบาก ทรงจ�ำสืบต่อพระไตรปิฎกพร้อมทั้งอรรถกถาโดยท�ำนองน้ี
เป็นเวลาถงึ ๑๒ ปี (อง.ฺ เอกก.อ. ๑/๑๓๐/๘๓)
พระเถระทั้งหลายค�ำนึงถึงเหตุการณ์อย่างนี้แล้ว จึงได้มีฉันทะเป็นอันเดียวกัน
ใหใ้ ชว้ ธิ ีสบื ตอ่ พระไตรปฎิ กดว้ ยการจารึกเปน็ อักษรลงบนใบลาน
ในการจารึกพระไตรปิฎกและอรรถกถาเป็นตัวอักษรลงบนใบลานนั้น ได้จารึก
พระไตรปิฎกเป็นอักษรภาษามคธ ได้จารึกอรรถกถาเป็นอักษรภาษาสิงหล พระไตรปิฎกและ
อรรถกถาที่จารึกเป็นอักษรลงในใบลานในครั้งนั้นได้แพร่หลายไปยังนานาประเทศท่ีนับถือ
พระพทุ ธศาสนา และไดแ้ พรก่ ลับเข้าสู่ดินแดนถิน่ ก�ำเนดิ พระพุทธศาสนาคอื อินเดยี
232 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระวินยั ปฎิ ก
ฉัฏฐสังคีติ สังคายนาครั้งท่ี ๖ ราว พ.ศ. ๗๐๐ ท่ี อินเดียมีแต่พระไตรปิฎก ไม่มี
อรรถกถา พระพุทธโฆสเถระจึงเดินทางไปที่เกาะสิงหล ท�ำการแปลอรรถกถาภาษาสิงหล
กลบั เป็นภาษามคธ นบั เป็นการสงั คายนาครัง้ ท่ี ๖
สตั ตมสงั คตี ิ สงั คายนาครง้ั ที่ ๗ ราว พ.ศ. ๑๖๐๐ พระเจา้ ปรกั กมพาหุ ครองราชสมบตั ิ
ในเกาะสิงหล ไดท้ รงฟนื้ ฟพู ระพุทธศาสนารุ่งเรืองมาก ได้นิมนตพ์ ระสงฆ์ผู้ทรงความร้แู ตกฉาน
ในพระไตรปิฎกและอรรถกถา แต่งคัมภีร์อธิบายข้อความที่เข้าใจยากในอรรถกถา ท่ีเรียกว่า
ฎกี า นับเป็นการสังคายนาครง้ั ที่ ๗
ไทยนับการสังคายนาต่อจากศรีลังกา จึงนับการสังคายนาท่ีวัดสวนดอก เชียงใหม่
เปน็ คร้งั ท่ี ๘ นับการสังคายนาในสมัยรชั กาลท่ี ๑ แหง่ กรงุ รัตนโกสินทร์ เปน็ ครัง้ ท่ี ๙
พระไตรปิฎก - อรรถกถาที่พระสาวกท้ังหลายน�ำสืบต่อกันมา เมื่อพิจารณาดูความ
เป็นมาและหลักฐานที่ปรากฏ พระไตรปิฎกเสร็จสมบูรณ์แล้วแต่สังคายนาคร้ังที่ ๓ เมื่อมาสู่
ลังกาทวีปก็มิได้มีการเพ่ิมเติม เพราะถ้ามีการเพ่ิมเติม ก็จะต้องเพ่ิมการสังคายนาครั้งท่ี ๓
เขา้ ในคัมภรี จ์ ฬู วรรคตอ่ จากสงั คายนาครัง้ ที่ ๒
อรรถกถาที่มาอยู่ในรูปภาษาสิงหลเม่ือพระพุทธโฆสเถระแปลกลับเป็นภาษามคธ
เฉพาะคมั ภีรส์ มันตปาสาทกิ าก็แสดงเร่ืองการสงั คายนาเฉพาะครั้งท่ี ๑-๓
ความจริงอรรถกถาภาษาสิงหลท่ีเกาะลังกานั้น เป็นอรรถกถาท่ีพระมหินทเถระ
น�ำมาจากชมพูทวีป เมื่อครั้งสังคายนาครั้งท่ี ๓ และอรรถกถานั้นก็มีมาแต่สมัยพุทธกาลแล้ว
ดงั ท่ีพระธรรมปาลเถระแหง่ อนิ เดยี ภาคใต้ ผ้มู ชี วี ิตอยใู่ นราว พ.ศ. ๑๖๐๐ กลา่ วไว้ว่า
“อรรถกถาท่ีพระสังคีติกาจารย์ร้อยกรองไว้ เม่ือคราวปฐมสังคายนา เป็นอรรถกถา
ที่มีมาแตส่ มัยทีพ่ ระผ้มู พี ระภาคทรงพระชนม์อยู่ (อภิ.อนฏุ ีกา ๑/๑๓)
อรรถกถาท่ีพระมหินทเถระน�ำมาจากเกาะสิงหลแล้วภายหลังพระเถระชาวสิงหล
แปลเป็นภาษาสิงหลนั้น ก็เพื่อหลีกเล่ียงการกลืน(ปะปน) จากลัทธินิกายอื่น (ที.สี.อ. ๑/๑,
สารตถฺ .ฏีกา ๑/๒๔)
ประวตั ิการสงั คายนาท่ีคัมภีรจ์ ฬู วรรคบนั ทกึ ไว้ ๒ ครั้ง ซ่ึงน�ำมาเรยี บเรียงเพิ่มเติมในท่ี
นี้เพ่ือให้ทราบความเปน็ มาแหง่ พระธรรมวินยั
เลม่ ท่ี ๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๗ 233
ขอ้ สรุปพระวนิ ัยปฎิ ก จฬู วรรค ภาค ๒
พระวินยั ปฎิ ก จูฬวรรค ภาค ๒ เลม่ ที่ ๗ น้ี มีเน้ือหาประกอบด้วย
๕. ขทุ ทกวตั ถขุ นั ธกะ ๑ หวั ขอ้
๖. เสนาสนขันธกะ ๒๖ หัวขอ้
๗. สงั ฆเภทขันธกะ ๑๑ หัวข้อ
๘. วัตตขันธกะ ๑๔ หัวข้อ
๙. ปาตโิ มกขฏั ฐปนขนั ธกะ ๑๐ หัวข้อ
๑๐. ภกิ ขนุ ขี นั ธกะ ๓ หวั ข้อ
๑๑. ปัญจสตกิ ขันธกะ ๓ หวั ข้อ
๑๒. สตั ตสติกขนั ธกะ ต้ังหวั ข้อเปน็ ภาณวาร
เป็นเรื่องเบ็ดเตล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ เก่ียวกับการประพฤติปฏิบัติของภิกษุสงฆ์ ท่ีเรียก
โดยรวมว่า “อภิสมาจาริกสิกขา” เรื่องที่อยู่อาศัย เรื่องข้อวัตรปฏิบัติ และยังมีเร่ืองส�ำคัญ
เช่น เรื่องสังฆเภท เร่ืองเกี่ยวกับพระปาติโมกข์ เรื่องการที่มาตุคามเข้ามาบวชเป็นภิกษุณี
เรอ่ื งการสงั คายนาพระธรรมวนิ ยั
ส่วนที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัตินั้น เป็นเครื่องรักษามารยาทของภิกษุสงฆ์ที่มาจาก
ต่างตระกลู ต่างชนชั้นให้อยู่ร่วมกนั อย่างสงบเรียบรอ้ ย มกี ิริยาอาการนา่ เลือ่ มใส เปน็ ที่ตง้ั แหง่
ศรทั ธาปสาทะแห่งเพอ่ื นพรหมจรรยแ์ ละอุบาสกอุบาสกิ าผอู้ ปุ ถัมภ์บ�ำรุง
234 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระวนิ ยั ปฎิ ก
เล่มที่ ๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๘ 235
พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๘
พระวนิ ัยปฎิ ก เล่มที่ ๘
(ปรวิ าร)
พระวนิ ยั ปิฎกคมั ภีร์ปริวาร๙ เปน็ คัมภรี ส์ ุดท้ายของพระวินัยปิฎก จดั เปน็ พระไตรปิฎก
เล่มท่ี ๘ ค�ำว่า “ปรวิ าร” หมายถึงหมวดพระบาลที พี่ ระธรรมสังคาหกาจารยย์ กขนึ้ สงั คายนา
ตอ่ จากพระบาลขี ันธกะ จดั เป็นหมวดหมู่ไว้เพ่ือให้กลุ บุตรเกิดความฉลาดในสว่ นต่าง ๆ มีอาบัติ
เป็นต้น ที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งในมาติกาและในวิภังค์ เรียกว่า “ปริวาร” เพราะเปรียบเหมือน
กับเป็นภาคผนวกของพระบาลีวิภังค์และพระบาลีขันธกะ ดุจพระอรหันตขีณาสพเป็นบริวาร
ติดตามพระพทุ ธองค์
พระพุทธเจ้าทรงมีธรรมขันธ์เป็นพระสรีระ มีพระอรหันตขีณาสพเป็นบริวาร
ส่วนพระวนิ ยั มีมาติกา (พระวนิ ัยปฎิ กเล่มที่ ๑ เล่มที่ ๒ เลม่ ที่ ๓) และขันธกะ (พระวินัยปฎิ ก
เล่มท่ี ๔ เลม่ ท่ี ๕ เล่มท่ี ๖ เลม่ ที่ ๗) เปน็ สรรี ะ มีคมั ภรี ป์ รวิ ารเป็นบรวิ าร
เน้ือหาโดยย่อแหง่ คัมภรี ์ปรวิ าร
คัมภีร์ปริวารน้ี เป็นคัมภีร์ประกอบหรือคู่มือ บรรจุค�ำถามค�ำตอบส�ำหรับซ้อมความรู้
พระวินัยต้ังแต่เล่มที่ ๑ ถึงเล่มที่ ๗ เป็นคัมภีร์ที่ประมวลเน้ือหาที่ส�ำคัญต่าง ๆ มากล่าวไว้
จัดเปน็ หัวข้อ ๒๑ ข้อดว้ ยกนั คือ
๑. ภิกขวุ ภิ ังค์โสฬสมหาวาร ว่าด้วยวาระใหญ่ ๑๖ วาระในภกิ ขวุ ภิ งั ค์
๒. ภิกขุนีวิภงั ค์โสฬสมหาวาร ว่าด้วยวาระใหญ่ ๑๖ วาระในภกิ ขนุ ีวภิ ังค์
๓. สมุฏฐานสีสสงั เขป วา่ ดว้ ยการยอ่ หวั ขอ้ สมุฏฐาน
๔. อนั ตรเปยยาล ว่าดว้ ยการละข้อความในระหว่าง
๕. สมถเภท ว่าด้วยประเภทแหง่ สมถะ
๖. ขันธกปจุ ฉาวาร วา่ ด้วยวาระค�ำถามและค�ำตอบถงึ ขันธกะ
๗. เอกตุ ตรกิ นัย วา่ ดว้ ยนยั เกินหนงึ่
๘. อุโปสถาทิปจุ ฉาวิสัชชนา ว่าดว้ ยค�ำถามค�ำตอบเรอ่ื งอุโบสถเป็นตน้
๙ บทนำ� เลม่ ๘ : พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , กรุงเทพมหานคร, ๒๕๓๙.
236 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระวินัยปิฎก
๙. อตั ถวสปกรณ์ ว่าด้วยอ�ำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ
๑๐. คาถาสังคณิกะ ว่าดว้ ยกลุม่ คาถา
๑๑. อธิกรณเภท ว่าด้วยประเภทแหง่ อธกิ รณ์
๑๒. อปรคาถาสังคณกิ ะ วา่ ด้วยกลุ่มคาถาอกี กลมุ่ หน่งึ
๑๓. โจทนากัณฑ์ วา่ ดว้ ยหมวดการโจท
๑๔. จฬู สงคราม วา่ ดว้ ยภิกษผุ ู้เขา้ สจู่ ฬู สงคราม
๑๕. มหาสงคราม วา่ ด้วยภกิ ษุผูเ้ ขา้ ส่มู หาสงคราม
๑๖. กฐินเภท ว่าด้วยประเภทแห่งกฐนิ
๑๗. อุปาลิปัญจกะ ว่าดว้ ยเรื่องพระอบุ าลี ๕ หมวด
๑๘. อตั ถาปัตตสิ มุฏฐาน วา่ ดว้ ยสมฏุ ฐานอาบัตทิ ่ีมอี ยู่
๑๙. ทตุ ิยคาถาสงั คณิกะ ว่าด้วยกล่มุ คาถากลุม่ ท่ี ๒
๒๐. เสทโมจนคาถา ว่าดว้ ยคาถาทีท่ �ำให้เหงอื่ แตก
๒๑. ปัญจวรรค วา่ ด้วยหมวด ๕ หมวด
ทัง้ ๒๑ หวั ขอ้ ใหญ่น้ี บางขอ้ ก็มขี ้อย่อยมาก บางขอ้ ก็มีขอ้ ย่อยนอ้ ย
เน้ือหาโดยพิสดารแหง่ คมั ภีร์ปริวาร
หวั ข้อใหญ่ ๒๑ ข้อนั้น กลา่ วตามท่ีพระบาลอี รรถกถาฎีกาแสดงไว้ แตล่ ะขอ้ มีขอ้ ย่อย
และเนื้อหาพอสรปุ ได้ ดงั นี้
๑. ภกิ ขวุ ิภงั คโ์ สฬสมหาวาร วา่ ดว้ ยวาระใหญ่ ๑๖ วาระในภิกขุวิภังค์
ในภิกขุวิภังค์โสฬสมหาวารได้ประมวลสิกขาบทท่ีพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้แก่
ภกิ ษุทง้ั หลายจากพระวินัยเล่ม ๑-๒ มาตัง้ เป็นปัญหาถามตอบทีละขอ้ ต้งั เปน็ วาระไว้ ๒ ส่วน
สว่ นละ ๘ วาระ รวม ๑๖ วาระ ๘ วาระแรกกบั ๘ วาระหลัง ชอื่ ก็พ้องกนั ตา่ งกนั ตรงเน้ือหา
๘ วาระแรกกล่าวถึงการท�ำความผิดโดยตรง ๘ วาระ หลังกล่าวถึงผลอันเน่ืองมาจากการท�ำ
ความผดิ ท้งั ๑๖ มหาวาร มดี งั นี้
๘ วาระแรก คอื
๑. กัตถปญั ญัตติวาร วาระว่าดว้ ยบญั ญัติ ณ ที่ไหน
ต้ังปัญหาถาม-ตอบสถานที่ท่ีทรงบัญญัติสิกขาบท ภิกษุผู้เป็นต้นเหตุให้บัญญัติ
สิกขาบท เรือ่ งที่เปน็ เหตใุ ห้บญั ญัตสิ ิกขาบท และถามตอบเร่ืองอ่ืน ๆ อกี รวมปัญหาถาม-ตอบ
เลม่ ที่ ๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๘ 237
ในสกิ ขาบททีพ่ ระผ้มู ีพระภาคทรงบัญญตั ไิ วท้ กุ สกิ ขาบท ๒๖ ข้อ คือ
(๑) ทรงบญั ญัติ ณ ท่ไี หน
(๒) ทรงปรารภใคร
(๓) เพราะเร่ืองอะไร
(๔) มีพระบญั ญัติ พระอนุบัญญัติ อนปุ ปนั นบญั ญัตอิ ยูห่ รอื
(๕) มีสัพพัตถบัญญัติ ปเทสบัญญตั อิ ยหู่ รือ
(๖) มีสาธารณบัญญตั ิ อสาธารณบญั ญัติอย่หู รอื
(๗) มเี อกโตบัญญตั ิ อุภโตบญั ญตั อิ ยู่หรือ
(๘) จดั เข้าในอทุ เทสไหน นับเนื่องในอทุ เทสไหน
(๙) มาส่อู ทุ เทส โดยอุทเทสไหน
(๑๐) เป็นวิบัตอิ ยา่ งไหน
(๑๑) เป็นกองอาบัติไหน
(๑๒) เกดิ ดว้ ยสมุฏฐานเท่าไร
(๑๓) เป็นอธกิ รณอ์ ย่างไหน
(๑๔) ระงับด้วยสมถะเท่าไร
(๑๕) อะไรเป็นพระวินัย อะไรเป็นอภวิ นิ ัย
(๑๖) อะไรเป็นพระปาติโมกข์ อะไรเปน็ อธิปาติโมกข์
(๑๗) อะไรเปน็ วิบตั ิ
(๑๘) อะไรเปน็ สมบัติ
(๑๙) อะไรเปน็ ขอ้ ปฏิบัติ
(๒๐) ทรงอาศัยอ�ำนาจประโยชนเ์ ท่าไร
(๒๑) ใครศกึ ษาอยู่
(๒๒) ใครศกึ ษาสกิ ขาเรยี บร้อยแล้ว
(๒๓) ตั้งอยใู่ นใคร
(๒๔) ใครทรงเอาไว้
(๒๕) เปน็ ถอ้ ยค�ำของใคร
(๒๖) ใครน�ำมา
238 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระวินยั ปฎิ ก
อทุ าหรณ์ปัญหาขอ้ ที่ ๑
ถาม : พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น
ทรงบัญญัติปาราชกิ สกิ ขาบทที่ ๑ ณ ท่ีไหน
ตอบ : ทรงบญั ญตั ิ ณ กรงุ เวสาลี
อุทาหรณ์ปญั หาข้อท่ี ๒๖
ถาม : ใครน�ำมา
ตอบ : พระเถระทงั้ หลายน�ำสืบ ๆ กันมา
การถามตอบนีใ้ นตอนทา้ ยแสดงเป็นข้อความเปยยาลไว้
๒. กตาปัตตวิ าร วาระวา่ ดว้ ยตอ้ งอาบตั ิเทา่ ไร
ตง้ั ปญั หาถาม-ตอบจ�ำนวนอาบตั ทิ ภ่ี ิกษุต้องในเมือ่ ได้กระท�ำความผดิ ไปแล้ว เชน่
ถาม : ภกิ ษเุ สพเมถุนธรรมตอ้ งอาบตั เิ ทา่ ไร
ตอบ : ภกิ ษุเสพเมถุนธรรมต้องอาบัติ ๓ อย่าง คอื
(๑) ภกิ ษเุ สพเมถุนธรรมในซากศพทยี่ ังไมถ่ กู สัตวก์ ัดกนิ ตอ้ งอาบตั ปิ าราชกิ
(๒) ภิกษุเสพเมถนุ ธรรมในซากศพที่ถกู สตั ว์กดั กินโดยมาก ต้องอาบัติถุลลจั จยั
(๓) ภิกษุสอดองคชาตเข้าในปากท่ีอ้า แตม่ ไิ ด้ถูกตอ้ ง ต้องอาบัตทิ ุกกฏ
ถามตอบจนครบทกุ สกิ ขาบท
๓. วปิ ตั ติวาร วาระวา่ ด้วยเป็นวบิ ตั ิ
ตง้ั ปัญหาถาม-ตอบการกระท�ำความผดิ นัน้ วา่ เปน็ วบิ ตั เิ ท่าไร บรรดาวบิ ัติ ๔ อยา่ ง คือ
(๑) สลี วบิ ตั ิ (๒) อาจารวิบตั ิ (๓) ทิฏฐวิ ิบตั ิ (๔) อาชวี วบิ ัติ เชน่
ถาม : อาบัตขิ องภิกษุผเู้ สพเมถนุ ธรรม บรรดาวิบตั ิ ๔ อย่าง จดั เปน็ วบิ ตั ิเทา่ ไร
ตอบ : อาบตั ิของภกิ ษุผเู้ สพเมถุนธรรม บรรดาวิบัติ ๔ อยา่ ง จดั เป็นวิบตั ิ ๒ อยา่ ง คอื
(๑) เปน็ สลี วบิ ัติ (๒) เปน็ อาจารวบิ ัติ
๔. สังคหวาร วาระวา่ ดว้ ยการจดั เขา้ กองอาบตั ิ
ต้ังปญั หาถาม-ตอบการตอ้ งอาบตั นิ ้นั ๆ ว่า จัดเขา้ กองอาบัติไหน เช่น
ถาม : อาบตั ขิ องภกิ ษผุ เู้ สพเมถนุ ธรรม บรรดากองอาบตั ิ ๗ กอง จดั เขา้ กองอาบตั เิ ทา่ ไร
เล่มท่ี ๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๘ 239
ตอบ : อาบัติของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม บรรดากองอาบัติ ๗ กอง จัดเข้ากองอาบัติ
๓ กอง คอื (๑) กองอาบตั ปิ าราชกิ (๒) กองอาบตั ถิ ลุ ลจั จยั (๓) กองอาบตั ทิ กุ กฎ
๕. สมุฏฐานวาร วาระวา่ ดว้ ยสมฏุ ฐาน
ต้งั ปญั หาถาม-ตอบการต้องอาบตั ินนั้ ๆ วา่ เกดิ ด้วยสมุฏฐานเท่าไร เช่น
ถาม : อาบัตขิ องภิกษุผูเ้ สพเมถนุ ธรรม บรรดาสมุฏฐานแหง่ อาบัติ ๖ สมฏุ ฐาน
เกิดด้วยสมฏุ ฐานเท่าไร
ตอบ : อาบตั ขิ องภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม บรรดาสมฏุ ฐานแหง่ อาบัติ ๖ สมฏุ ฐาน
เกดิ ดว้ ยสมุฏฐาน ๑ สมฏุ ฐาน คือ เกดิ ทางกายกบั จติ (หมายถึงมีจิตคิดจะ
เสพด้วยและไดก้ ระท�ำทางกายกับมาตคุ าม คือ สตรีด้วย)
๖. อธิกรณวาร วาระว่าดว้ ยจดั เปน็ อธกิ รณ์
ตง้ั ปญั หาถาม-ตอบการตอ้ งอาบัตินั้น ๆ ว่าจัดเป็นอธิกรณไ์ หน เช่น
ถาม : อาบัตขิ องภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม บรรดาอธิกรณ์ ๔ อยา่ ง จัดเป็นอธิกรณไ์ หน
ตอบ : อาบตั ขิ องภกิ ษผุ เู้ สพเมถนุ ธรรม บรรดาอธกิ รณ์ ๔ อยา่ ง จดั เปน็ อาปตั ตาธกิ รณ์
๗. สมถวาร วาระว่าดว้ ยการระงับดว้ ยสมถะ
ตง้ั ปญั หาถาม-ตอบการตอ้ งอาบัตินนั้ ๆ วา่ ระงับดว้ ยสมถะเทา่ ไร เชน่
ถาม : อาบัติของภกิ ษุผเู้ สพเมถุนธรรม บรรดาสมถะ ๗ อย่าง ระงับด้วยสมถะเทา่ ไร
ตอบ : อาบัตขิ องภกิ ษผุ เู้ สพเมถุนธรรม บรรดาสมถะ ๗ อยา่ ง ระงับดว้ ยสมถะ ๓
อยา่ ง คอื (๑) สมั มขุ าวนิ ยั (๒) ปฏญิ ญาตกรณะ (๓) สมั มขุ าวนิ ยั กบั ตณิ วตั ถารกะ
๘. สมุจจยวาร วาระวา่ ด้วยการสรปุ รวม
ตั้งปัญหาถาม-ตอบการท�ำผดิ อยา่ งนน้ั ๆ วา่ ตอ้ งอาบัติเทา่ ไร เชน่
ถาม : ภิกษุเสพเมถนุ ธรรม ต้องอาบัติเทา่ ไร
ตอบ : ภกิ ษเุ สพเมถนุ ธรรมต้องอาบตั ิ ๓ อย่าง คือ
(๑) ภิกษุเสพเมถุนธรรมในซากศพท่ยี ังไมถ่ ูกสตั ว์กัดกนิ ต้องอาบตั ิปาราชิก
(๒) ภกิ ษเุ สพเมถนุ ธรรมในซากศพทถ่ี กู สตั วก์ ดั กนิ โดยมาก ตอ้ งอาบตั ถิ ลุ ลจั จยั
(๓) ภิกษุสอดองคชาตเข้าไปในปากทอ่ี า้ แต่มไิ ด้ถกู ต้อง ตอ้ งอาบตั ทิ กุ กฏ
ทงั้ หมดน้ีเป็น ๘ วาระแรก
240 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระวินยั ปฎิ ก
ส่วน ๘ วาระหลังก็ตง้ั หวั ข้อและต้งั ปญั หาถามตอบเหมือนกนั ต่างกนั ตรงทมี่ ุง่ ถึงปจั จัย
คือการกระท�ำความผิดน้นั ๆ เป็นปัจจยั เป็นเหตุให้เกดิ อะไรขนึ้ คอื ตอ้ งอาบัตอิ ะไร ขอกล่าว
ถึงเฉพาะวาระแรกและวาระสุดท้าย
๑. กัตถปญั ญตั ติวาร วาระวา่ ด้วยบญั ญตั ิ ณ ท่ีไหน
ต้ังปญั หาถาม-ตอบเหมอื นกัตถปัญญัตติวารใน ๘ วาระแรก เชน่
ถาม : พระผ้มู ีพระภาคอรหนั ตสมั มาสมั พุทธเจา้ พระองคน์ นั้ ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น
ทรงบญั ญตั ปิ าราชกิ เพราะการเสพเมถนุ ธรรมเป็นปจั จัย ณ ที่ไหน
ตอบ : ทรงบญั ญัติ ณ กรงุ เวสาลี ฯลฯ
๒. ภกิ ขนุ วี ภิ ังคโ์ สฬสมหาวาร วา่ ดว้ ยวาระใหญ่ ๑๖ วาระในภิกขุนวี ภิ ังค์
ในภกิ ขนุ วี ภิ งั คโ์ สฬสมหาวาร ไดป้ ระมวลสกิ ขาบทเฉพาะทพี่ ระผมู้ พี ระภาคทรงบญั ญตั ิ
ไว้แกภ่ กิ ษณุ ที ้งั หลายจ�ำนวน ๑๓๐ สกิ ขาบท คอื
ปาราชิก ๔ สกิ ขาบท (สิกขาบทที่ ๕ ถงึ สกิ ขาบทท่ี ๘ ของภิกษุณี) สังฆาทิเสส ๑๐
สกิ ขาบท นสิ สัคคยิ ปาจติ ตีย์ ๑๒ สกิ ขาบท ปาจิตตีย์ ๘๖ สิกขาบท ปาฏิเทสนียะ ๘ สกิ ขาบท
๓. สมุฏฐานสีสสงั เขป ว่าดว้ ยการยอ่ หวั ขอ้ สมฏุ ฐาน
ในสมุฏฐานสีสสังเขปน้ีได้แสดงกลุ่มอาบัติท่ีเกิดในสมุฏฐานแต่ละสมุฏฐาน โดยจัด
อาบตั ิทเี่ กิดในสมุฏฐานเดยี วกันแบง่ เป็น ๑๓ กลมุ่
ก่อนท่ีจะกล่าวถึงสมุฏฐานทั้ง ๑๓ กลุ่ม พึงทราบทางที่เกิดของอาบัติที่เรียกว่า
“สมฏุ ฐาน” กอ่ น ซง่ึ มี ๖ สมฏุ ฐาน คอื
๑. กาย ๒. วาจา
๓. กายกับวาจา ๔. กายกบั จติ
๕. วาจากับจิต ๖. กายวาจากบั จิต
อาบัตทิ ั้งหมดท่ีเกิดในแตล่ ะสมุฏฐานในสมุฏฐานทั้ง ๖ นี้ แบง่ เป็น ๑๓ กลุ่ม คือ
(๑) ปฐมปาราชกิ สมฏุ ฐาน รวบรวมอาบตั ทิ เี่ กดิ โดยสมฏุ ฐานที่ ๔ คอื กาย กบั จติ เชน่
อาบัติปาราชกิ เพราะเสพเมถนุ ธรรม อาบัติสงั ฆาทิเสสเพราะท�ำนำ้� อสุจิใหเ้ คล่ือน
อาบัตปิ าจิตตยี ์เพราะเข้าไปแทรกแซงภิกษุผเู้ ขา้ ไปอยู่ในวิหารของสงฆก์ ่อน
(๒) อทินนาทานสมฏุ ฐาน รวบรวมอาบตั ิทเี่ กิดโดยสมุฏฐานที่ ๖ คือ กาย วาจากบั
จติ เชน่ อาบตั ปิ าราชกิ เพราะถอื เอาสง่ิ ของทเ่ี จา้ ของมไิ ดใ้ หเ้ พราะพรากกายมนษุ ย์
เพราะกล่าวอวดอตุ ตรมิ นสุ สธรรม และอาบตั ิสังฆาทเิ สสเพราะพดู เกย้ี วหญิง
เลม่ ท่ี ๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๘ 241
(๓) สญั จรติ ตสมุฏฐาน รวบรวมอาบตั ทิ เ่ี กดิ โดยสมฏุ ฐานท่ี ๑ ที่ ๒ ท่ี ๓ ที่ ๔ ที่ ๕
ท่ี ๖ คือ กาย วาจา กายกบั วาจา กายกบั จติ วาจากับจติ กายวาจากบั จติ เช่น
อาบัติสังฆาทิเสสเพราะการท�ำหน้าท่ีชักสื่อ เพราะสร้างกุฎี เพราะสร้างวิหาร
และอาบตั นิ สิ สคั คยิ ปาจิตตียเ์ พราะใชภ้ กิ ษณุ ีผูไ้ มใ่ ช่ญาติใหซ้ กั จวี รเกา่
(๔) สมนุภาสนสมุฏฐาน รวบรวมอาบัติที่เกิดโดยสมุฏฐานท่ี ๖ เช่นเดียวกับ
อทินนาทานสมุฏฐาน ได้แก่ อาบัตสิ งั ฆาทเิ สสเพราะการท�ำสงฆ์ให้แตกกนั เพราะ
ประพฤตติ ามภกิ ษผุ ทู้ �ำสงฆใ์ หแ้ ตกกนั และอาบตั ปิ าจติ ตยี ์ เพราะปดิ อาบตั ชิ วั่ หยาบ
(๕) กฐนิ สมฏุ ฐาน รวบรวมอาบตั ทิ เี่ กิดโดยสมุฏฐานที่ ๓ ท่ี ๖ คอื กายกบั วาจา กาย
วาจากับจิต เช่น อาบัตนิ ิสสคั คิยปาจติ ตยี ์เพราะเก็บ อติเรกจีวรไว้เกิน ๑๐ วัน
เพราะอยปู่ ราศจากไตรจีวรสิ้นราตรหี น่ึง เพราะเกบ็ อกาลจวี รไวเ้ กนิ ๑ เดอื น
(๖) เอฬกโลมสมุฏฐาน รวบรวมอาบัติท่ีเกิดโดยสมุฏฐานที่ ๑ ที่ ๔ คือ กาย กาย
กับจิต เช่น อาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์เพราะท�ำสันถัตผสมใยไหม อาบัติปาจิตตีย์
เพราะนอนร่วมกบั อนุปสัมบันและมาตุคาม
(๗) ปทโสธมั มสมฏุ ฐาน รวบรวมอาบัตทิ ีเ่ กดิ โดยสมุฏฐานที่ ๒ ที่ ๕ คอื วาจา วาจา
กับจิต เช่น อาบัติปาจิตตีย์เพราะการสอนอนุปสัมบันให้ กล่าวธรรมแข่งกัน
เป็นบท ๆ และการแสดงธรรมแก่มาตุคามเกนิ ๕-๖ ค�ำ
(๘) อัทธานสมุฏฐาน รวบรวมอาบัติที่เกิดโดยสมุฏฐานท่ี ๑ ที่ ๔ ท่ี ๖ คือ กาย
กายกับจิต กายวาจากับจิต เช่นอาบัติปาจิตตีย์เพราะชักชวนกันเดินทางไกล
ร่วมกนั กบั ภกิ ษุณีและการออกปากขอโภชนะอนั ประณีต
(๙) เถยยสตั ถสมฏุ ฐาน รวบรวมอาบัตทิ เี่ กดิ โดยสมฏุ ฐานท่ี ๔ ที่ ๖ คือ กายกับจิต
กายวาจากบั จิต เช่น อาบตั ิปาจติ ตียเ์ พราะเดนิ ทางไกลรว่ มกบั พ่อค้าเกวียนผ้เู ป็น
โจร แอบฟังภกิ ษทุ ะเลาะกัน และอาบัตทิ กุ กฏ เพราะออกปากขอแกงและข้าวสกุ
(๑๐) ธัมมเทสนาสมุฏฐาน รวบรวมอาบัติท่ีเกิดโดยสมุฏฐานที่ ๕ คือ วาจา กับจิต
เช่น อาบัตทิ กุ กฏเพราะแสดงธรรมแก่คนกั้นร่ม ถือไม้พลอง ถอื ศัสตรา ถืออาวุธ
(๑๑) ภตู าโรจนสมฏุ ฐาน มสี กิ ขาบทเดยี วเปน็ สกิ ขาบททเ่ี กดิ โดยสมฏุ ฐานที่ ๑ ท่ี ๒ ที่ ๓
คือ กาย วาจา กายกับวาจา ไดแ้ ก่ อาบัตปิ าจิตตีย์ เพราะบอกอตุ ตรมิ นุสสธรรม
ที่มจี รงิ
(๑๒) โจรีวุฏฐาปนสมฏุ ฐาน มีสิกขาบทเดยี วเปน็ สกิ ขาบทท่ีเกดิ โดยสมุฏฐานที่ ๕ ที่ ๖
คอื วาจากบั จติ กายวาจากบั จติ เปน็ สกิ ขาบทในฝา่ ยภกิ ษณุ ี ไดแ้ ก่ อาบตั ปิ าจติ ตยี ์
เพราะบวชให้สตรีผู้เปน็ โจร
242 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระวินยั ปฎิ ก
(๑๓) อนนญุ ญาตสมุฏฐาน มีสิกขาบทเดียวเป็นสิกขาบททเี่ กิดโดยสมุฏฐานท่ี ๒ ที่ ๓
ท่ี ๕ ท่ี ๖ คอื วาจา กายกบั วาจา วาจากับจิต กายวาจากับจิต เปน็ สกิ ขาบทใน
ฝา่ ยภกิ ษณุ ี ไดแ้ ก่ อาบัตปิ าจิตตีย์ เพราะบวชให้สิกขมานาทยี่ งั ไมไ่ ดร้ บั อนญุ าต
๔. อันตรเปยยาล ว่าด้วยการละขอ้ ความในระหว่าง
ในอันตรเปยยาลนี้ ความจริงก็มิไดม้ กี ารแสดงข้อความเป็นประโยคเปยยาล มีขอ้ ย่อย
๖ ขอ้ (นับตามจ�ำนวนข้อเร่ืองแต่บาลเี รมิ่ จดั ขอ้ ตัวเลขในเรือ่ งที่ ๒) และมีเน้ือหาพอสรุปได้ดังนี้
กตปิ จุ ฉาวาร วาระวา่ ดว้ ยการถามวา่ มเี ทา่ ไร ตง้ั เปน็ บทมาตกิ าถามวา่ อาบตั มิ เี ทา่ ไร
กองอาบัติมีเท่าไร วินีตวัตถุมีเท่าไร ความไม่เคารพมีเท่าไร ความเคารพมีเท่าไร
วินีตวัตถุมีเท่าไร วิบัติมีเท่าไร สมุฏฐานแห่งอาบัติ มีเท่าไร มูลแห่งวิวาทมีเท่าไร
มูลแห่งการโจทมีเท่าไร สาราณียธรรมมีเท่าไร สังฆเภทมีเท่าไร อธิกรณ์มีเท่าไร
สมถะมีเท่าไร
เมื่อตั้งบทมาติกาถามแล้วก็ตอบว่า อาบัติมี ๕ กองอาบัติมี ๕ วินีตวัตถุมี ๕ อาบัติ
มี ๗ กองอาบัตมิ ี ๗ วินีตวตั ถมุ ี ๗ ความไมเ่ คารพมี ๖ ความเคารพมี ๖ วนิ ตี วัตถุมี ๖ วิบัตมิ ี ๔
สมุฏฐานแหง่ อาบตั ิมี ๖ มลู แหง่ ววิ าทมี ๖ มูลแหง่ การโจทมี ๖ สาราณียธรรมมี ๖ สังฆเภท
มี ๑๘ อธกิ รณม์ ี ๔ สมถะมี ๗ เม่ือตอบแลว้ ได้ใหร้ ายละเอียดอีกวา่ แต่ละอยา่ งมอี ะไรบ้าง เช่น
อาบัติ ๕ คือ
๑. อาบัติปาราชิก ๒. อาบตั สิ ังฆาทเิ สส
๓. อาบตั ิปาจติ ตยี ์ ๔. อาบตั ิปาฏิเทสนียะ
๕. อาบัตทิ ุกกฏ
สมถะ ๗ คือ
๑. สัมมุขาวินยั ๒. สติวินยั
๓. อมฬู หวนิ ยั ๔. ปฏญิ ญาตกรณะ
๕. เยภุยยสกิ า ๖. ตัสสปาปยิ สิกา
๗. ตณิ วัตถารกะ
(๑) ฉอาปัตติสมุฏฐานวาร วาระว่าด้วยสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน ต้ังปัญหา
ถาม-ตอบต้งั แต่สมฏุ ฐานที่ ๑ ถึงที่ ๖ วา่ แต่ละสมฏุ ฐานท�ำให้ ตอ้ งอาบตั อิ ะไรบา้ ง เช่น
ถาม : ด้วยสมุฏฐานแห่งอาบตั ิข้อที่ ๑ ภกิ ษุตอ้ งอาบัติปาราชิกหรอื
ตอบ : ไมต่ อ้ งเลย
เล่มที่ ๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๘ 243
ถาม : ต้องอาบัตสิ ังฆาทเิ สสหรือ
ตอบ : ต้องกม็ ี
ถาม : ต้องอาบัติถลุ ลัจจยั หรอื
ตอบ : ต้องก็มี
ถาม : ต้องอาบัติปาจติ ตยี ห์ รอื
ตอบ : ตอ้ งก็มี
ถาม : ต้องอาบตั ิปาฏเิ ทสนยี ะหรือ
ตอบ : ตอ้ งกม็ ี
ถาม : ต้องอาบตั ทิ ุกกฏหรือ
ตอบ : ต้องก็มี
ถาม : ต้องอาบัติทุพภาสติ หรือ
ตอบ : ไมต่ อ้ งเลย
(๒) กตาปัตติวาร วาระว่าด้วยต้องอาบัติเท่าไร ต้ังปัญหาถาม-ตอบตั้งแต่สมุฏฐาน
ท่ี ๑ ถึงที่ ๖ ว่าภิกษุตอ้ งอาบตั เิ ทา่ ไร เชน่
ถาม : ด้วยสมุฏฐานแห่งอาบตั ขิ อ้ ท่ี ๑ ภิกษตุ อ้ งอาบัติเท่าไร
ตอบ : ด้วยสมุฏฐานแหง่ อาบตั ิข้อท่ี ๑ ภิกษตุ ้องอาบตั ิ ๕ อย่าง คอื
๑. ภิกษุมีความส�ำคัญว่า ควรสร้างกุฎีซึ่งสงฆ์ไม่ได้แสดงพ้ืนที่ให้
เกินขนาด มอี ันตราย ไม่มีบริเวณโดยรอบ ตอ้ งอาบตั ิทุกกฏ เพราะ
พยายาม
๒. ยงั เหลืออิฐอีกก้อนหน่ึงจะแลว้ เสรจ็ ตอ้ งอาบัติถลุ ลัจจัย
๓. อฐิ กอ้ นสุดท้ายเสร็จแลว้ ตอ้ งอาบตั ิสงั ฆาทเิ สส
๔. ภกิ ษมุ คี วามส�ำคญั วา่ ควรฉนั โภชนะในเวลาวกิ าล ตอ้ งอาบตั ปิ าจติ ตยี ์
๕. ภิกษุมีความส�ำคัญว่าควรรับของเค้ียวหรือของฉันจากมือภิกษุณี
ผู้ไม่ใช่ญาติ ผู้เข้าไปสู่ละแวกบ้านด้วยมือของตนมาฉัน ต้องอาบัติ
ปาฏิเทสนยี ะ
แล้วถามตอบว่าเป็นวิบัติเท่าไร จัดเข้ากองอาบัติเท่าไร เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
จัดเปน็ อธกิ รณ์ไหน ระงับด้วยสมถะเทา่ ไร
(๓) อาปตั ตสิ มฏุ ฐานคาถา วา่ ดว้ ยคาถาแสดงสมฏุ ฐานแหง่ อาบตั ิ ตง้ั ปญั หาถาม-ตอบ
เป็นคาถาเร่ืองพระผ้มู ีพระภาคแสดงสมฏุ ฐานแห่งอาบัติ ๖ สมฏุ ฐาน ในแตล่ ะสมุฏฐานมีอาบัติ
เกดิ เทา่ ไร
244 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระวินัยปฎิ ก
(๔) วิปัตติปัจจยวาร วาระว่าด้วยความวิบัติเป็นปัจจัย ต้ังปัญหาถาม-ตอบเร่ือง
วบิ ัติ ๔ เปน็ ปจั จัยใหต้ ้องอาบัตเิ ท่าไร เชน่
ถาม : เพราะสลี วบิ ตั เิ ปน็ ปัจจัย ต้องอาบตั ิ ๔ อย่าง คอื
๑. ภิกษณุ ีรู้อยู่ ปกปิดอาบัตปิ าราชกิ ต้องอาบัตปิ าราชกิ
๒. ภกิ ษณุ สี งสัย ปกปดิ อาบตั ปิ าราชิก ต้องอาบตั ิถลุ ลัจจยั
๓. ภิกษปุ กปิดอาบัติสงั ฆาทิเสส ตอ้ งอาบัติปาจติ ตีย์
๔. ภิกษุปกปิดอาบัติชั่วหยาบของตน ต้องอาบัติทกุ กฎ
(๕) อธิกรณปัจจยวาร วาระว่าด้วยอธิกรณ์เป็นปัจจัย ต้ังปัญหาถาม-ตอบเรื่อง
อธิกรณ์ ๔ เปน็ ปัจจยั ให้ต้องอาบตั ิเทา่ ไร เช่น
ถาม : เพราะวิวาทาธิกรณ์เป็นปจั จัย ตอ้ งอาบัติเท่าไร
ตอบ : เพราะววิ าทาธิกรณเ์ ปน็ ปจั จัย ตอ้ งอาบัติ ๒ อย่าง คอื
๑. ภิกษุกล่าวเสียดสอี ุปสัมบนั (ภกิ ษ)ุ ต้องอาบตั ปิ าจิตตยี ์
๒. ภิกษุกลา่ วเสยี ดสีอนุปสมั บัน (ผู้มิใชภ่ ิกษุ) ตอ้ งอาบตั ทิ ุกกฏ
๕. สมถเภท วา่ ดว้ ยประเภทแหง่ สมถะ
ในสมถเภทน้มี ีหัวขอ้ ย่อย ๑๖ ข้อ (บาลีจัดขอ้ ตัวเลขตอ่ จากอนั ตรเปยยาล) คอื
(๖) อธิกรณปริยายวาร วาระว่าด้วยการอธิบายอธิกรณ์ ต้ังเป็นบทมาติกาว่า
“ววิ าทาธกิ รณ์ มอี ะไรเปน็ หวั หนา้ มฐี านเทา่ ไร มวี ตั ถเุ ทา่ ไร มภี มู เิ ทา่ ไร มเี หตเุ ทา่ ไร มมี ลู เทา่ ไร
ภิกษุวิวาทกันด้วยอาการเท่าไร วิวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร” จนจบทั้ง ๔ อธิกรณ์
แล้วต้ังปญั หา ถาม-ตอบท้งั ๔ อธกิ รณ์ เช่น
ถาม : ววิ าทาธกิ รณม์ ีอะไรเป็นหวั หน้า
ตอบ : มคี วามโลภเปน็ หวั หนา้ มคี วามโกรธเปน็ หวั หนา้ มคี วามหลงเปน็ หวั หนา้
มคี วามไมโ่ ลภเปน็ หวั หนา้ มคี วามไมโ่ กรธเปน็ หวั หนา้ มคี วามไมห่ ลงเปน็
หวั หน้า
ถาม : มฐี านเท่าไร
ตอบ : มีฐาน คอื เรอ่ื งท�ำความแตกรา้ ว ๑๘ ประการ
ถาม : มีวตั ถุเท่าไร
ตอบ : มวี ัตถุ คือ เรือ่ งท�ำความแตกร้าว ๑๘ ประการ
ถาม : มภี มู ิเท่าไร
เลม่ ที่ ๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๘ 245
ตอบ : มีภูมิ คือ เร่ืองท�ำความแตกร้าว ๑๘ ประการ
ถาม : มีเหตุเทา่ ไร
ตอบ : มีเหตุ ๙ คอื กุศลเหตุ ๓ อกศุ ลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓
ถาม : มีมูลเท่าไร
ตอบ : มมี ูล ๑๒
ถาม : ภกิ ษุวิวาทกนั ดว้ ยอาการเทา่ ไร
ตอบ : ภิกษุวิวาทกันด้วยอาการ ๒ คือ (๑) เห็นว่าเป็นธรรม (๒) เห็นว่า
เป็นอธรรม
ถาม : วิวาทาธิกรณ์ ระงับดว้ ยสมถะเท่าไร
ตอบ : วิวาทาธกิ รณ์ ระงับด้วยสมถะ ๒ คอื (๑) สัมมขุ าวินยั (๒) เยภยุ ยสิกา
(๗) สาธารณวาร วาระว่าด้วยสมถะทั่วไป ต้ังปัญหาถาม-ตอบว่าสมถะเท่าไร
ทัว่ ไป (คือใช้ได)้ แกอ่ ธกิ รณ์ ๔ อย่าง
(๘) ตัพภาคิยวาร วาระว่าด้วยเป็นส่วนนั้น ตั้งปัญหาถาม-ตอบว่าสมถะเท่าไร
เป็นสว่ นนัน้ (คอื เปน็ อันหนึง่ อันเดียว) แหง่ อธิกรณ์ ๔ อยา่ ง
(๙) สมถาสมถัสสสาธารณวาร วาระว่าด้วยสมถะท่ัวไปและไม่ท่ัวไปแก่สมถะ
ตง้ั บทมาตกิ าวา่ สมถะทวั่ ไป (ใช้ได)้ แก่สมถะ สมถะไม่ทว่ั ไปแกส่ มถะ สมถะท่ีทัว่ ไปแกส่ มถะก็มี
สมถะท่ีไม่ทวั่ ไปแก่สมถะก็มี แลว้ ตัง้ ปัญหาถาม-ตอบว่า ท่ัวไปอยา่ งไร ไมท่ ่วั ไปอย่างไรเปน็ ต้น
(๑๐) สมถาสมถัสสตัพภาคิยวาร วาระว่าด้วยสมถะเป็นส่วนน้ันแห่งสมถะ ต้ังบท
มาติกาว่าสมถะเป็นส่วนนั้น (คือเข้ากันได้) แห่งสมถะ สมถะเป็นส่วนอ่ืน (คือเข้ากันไม่ได้)
แห่งสมถะ สมถะท่ีเป็นส่วนนั้นแห่งสมถะก็มี สมถะที่เป็นส่วนอ่ืนแห่งสมถะก็มีแล้วตั้งปัญหา
ถาม-ตอบว่าเปน็ สว่ นนนั้ อยา่ งไร เป็นส่วนอน่ื อย่างไร เปน็ ต้น
(๑๑) สมถสัมมุขาวินยวาร วาระว่าด้วยสมถะคือสัมมุขาวินัย แสดงเรื่องสมถะ
(ชอ่ื รวม) คอื สัมมุขาวินัย(ชื่อสว่ นยอ่ ยแต่ละอยา่ ง) เปน็ ตน้
(๑๒) วินยวาร วาระว่าดว้ ยวินัย แสดงเรอื่ งวินยั คอื สัมมุขาวินยั สมั มขุ าวนิ ยั คอื วนิ ัย
เปน็ ตน้
(๑๓) กสุ ลวาร วาระวา่ ด้วยเป็นกุศล แสดงสมถะ ๗ อย่าง เป็นกุศล อกุศล อัพยากฤต
(๑๔) ยตั ถวารปุจฉาวาร วาระว่าดว้ ย ณ ทใ่ี ด และวาระว่าด้วยการถาม แสดงการใช้
สมถะร่วมกันได้และไมไ่ ด้
(๑๕) สมถวารวสิ ัชชนาวาร วาระว่าด้วยเรอื่ งสมถะและวาระวา่ ด้วยการตอบ แสดง
246 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระวนิ ยั ปิฎก
การระงบั อธกิ รณด์ ว้ ยสมถะ ๗ อยา่ งรว่ มกนั ไดแ้ ละไม่ได้
(๑๖) สังสัฏฐวาร วาระว่าด้วยอธิกรณ์กับสมถะรวมกัน แสดงเรื่องอธิกรณ์กับ
สมถะรวมกันไม่แยกกัน
(๑๗) สมั มตวิ าร วาระวา่ ด้วยอธิกรณ์ระงับ ตัง้ ปญั หาถาม-ตอบเร่ืองอธกิ รณ์ ๔ ระงับ
ด้วยสมถะเท่าไร
(๑๘) สมั มนั ตนิ สมั มนั ตวิ าร วาระวา่ ดว้ ยอธกิ รณร์ ะงบั และไมร่ ะงบั ตงั้ ปญั หา ถาม-ตอบ
เรอ่ื งอธิกรณ์ ๔ ระงับดว้ ยสมถะเท่าไร ไม่ระงบั ดว้ ยสมถะ เท่าไร
(๑๙) สมถาธิภรณวาร วาระว่าด้วยอธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ตั้งปัญหาถาม-ตอบ
เรือ่ งสมถะระงบั ดว้ ยสมถะ ระงบั ดว้ ยอธิกรณ์ อธิกรณร์ ะงบั ดว้ ยสมถะ ระงับดว้ ยอธิกรณ์
(๒๐) สมุฏฐาเปติวาร วาระว่าด้วยอธิกรณ์ยังอธิกรณ์ให้เกิดข้ึน ตั้งปัญหาถาม-ตอบ
เรื่องอธกิ รณ์ ๔ อยา่ ง แต่ละอยา่ ง ยงั อธกิ รณ์ข้อไหนใหเ้ กิดขนึ้
(๒๑) ภชติวาร วาระว่าด้วยจัดเป็นอธิกรณ์ไหน ต้ังปัญหาถาม-ตอบเร่ืองอธิกรณ์ ๔
จัดเป็นอธิกรณข์ ้อไหนอาศัยอธิกรณ์ขอ้ ไหน นับเน่อื งในอธิกรณข์ อ้ ไหน จดั เข้าอธิกรณข์ ้อไหน
๖. ขนั ธกปจุ ฉาวาร วา่ ด้วยวาระค�ำถามและค�ำตอบถงึ ขนั ธกะ
ในขนั ธกปุจฉาวารนี้ แสดงค�ำถามค�ำตอบขนั ธกะเป็นคาถาโดยถามเอง ตอบเอง เชน่
ข้าพเจ้าจักถามถึงอุปสัมปทาขันธกะ (หมายถึงมหาขันธกะ) พร้อมด้วยนิทาน พร้อม
ด้วยนทิ เทส บทบญั ญตั สิ งู สุด ปรับอาบัตเิ ทา่ ไร
ข้าพเจ้าจักตอบอุปสัมปทาขันธกะ พร้อมด้วยนิทาน พร้อมด้วยนิทเทส บทบัญญัติ
สงู สดุ ปรบั อาบัติ ๒ อย่าง
ถามตอบอย่างน้ีตลอด ๒๒ ขันธกะ เป็นการสรุปจ�ำนวนขันธกะในคัมภีร์มหาวรรค
และจูฬวรรค
๗. เอกุตตรกิ นัย วา่ ดว้ ยนยั เกินหน่งึ
ในเอกตุ ตริกนัยนแ้ี บ่งเปน็ ข้อย่อย ๑๑ ข้อตามจ�ำนวนธรรมประเภท มเี นื้อหา พอสรุป
ไดด้ งั น้ี
(๑) เอกกวาร ว่าด้วยหมวด ๑ แสดงเรื่องท่ีมีจ�ำนวนตัวเลข ๑ เช่น พึงรู้ธรรม
ท่ีกอ่ อาบัติจนถึงพงึ รู้การงดปาตโิ มกข์
(๒) ทุกวาร ว่าด้วยหมวด ๒ แสดงเรื่องทมี่ ีจ�ำนวนตัวเลข ๒ เชน่
เลม่ ท่ี ๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๘ 247
๑. อาบตั ิเป็นสัญญาวิโมกข์
๒. อาบัตไิ มเ่ ปน็ สัญญาวโิ มกข์
จนถงึ อาสวะทง้ั หลาย ยอ่ มไม่เจริญแก่บุคคล ๒ พวก คอื
๑. ผสู้ �ำคัญสง่ิ มิใช่วินัย วา่ เป็นส่ิงมิใชว่ นิ ัย
๒. ผสู้ �ำคัญวินยั วา่ เปน็ วนิ ยั
(๓) ติกวาร วา่ ด้วยหมวด ๓ แสดงเรอ่ื งท่มี ีจ�ำนวนตัวเลข ๓ เชน่
๑. อาบตั ิท่เี ม่ือพระผู้มีพระภาคทรงพระชนม์อยู่ ภกิ ษุจงึ ตอ้ ง เมอ่ื ปรินิพพาน
แล้ว ไม่ตอ้ ง
๒. อาบตั ทิ เี่ มอ่ื พระผมู้ พี ระภาคปรนิ พิ พานแลว้ ภกิ ษจุ งึ ตอ้ ง เมอื่ ทรงพระชนม์
อยไู่ มต่ อ้ ง
๓. อาบัติท่ีเม่ือพระผู้มีพระภาคทรงพระชนม์อยู่ก็ดี ปรินิพพานแล้วก็ดี
ภกิ ษกุ ็ตอ้ ง
จนถึงส่ิงของส�ำหรบั ถูเทา้ มี ๓ คอื (๑) ศลิ า (๒) กรวด (๓) ศิลาฟองนำ้�
(๔) จตกุ กวาร ว่าดว้ ยหมวด ๔ แสดงเรอ่ื งท่ีมจี �ำนวนตวั เลข ๔ เชน่
๑. อาบัตทิ ภ่ี กิ ษตุ ้องด้วยวาจาของตน ออกดว้ ยวาจาของผอู้ ่นื
๒. อาบตั ทิ ภ่ี ิกษตุ อ้ งด้วยวาจาของผู้อื่น ออกด้วยวาจาของตน
๓. อาบตั ทิ ภี่ กิ ษุตอ้ งดว้ ยวาจาของตน ออกด้วยวาจาของตน
๔. อาบัติทีภ่ กิ ษุต้องด้วยวาจาของผอู้ นื่ ออกดว้ ยวาจาของผู้อืน่
จนถงึ การงดปาติโมกขท์ ่ชี อบธรรม ๔ (ไม่ได้จ�ำแนกจ�ำนวน)
(๕) ปัญจกวาร วา่ ด้วยหมวด ๕ แสดงเร่ืองที่มีจ�ำนวนเลข ๕ เชน่
อาบตั มิ ี ๕ กองอาบัติมี ๕ วนิ ตี วตั ถมุ ี ๕ (มไิ ดจ้ �ำแนกจ�ำนวน) จนถงึ การทรงวินยั
มอี านิสงส์ ๕ คือ
๑. เป็นอนั คมุ้ ครองรักษากองศีลของตนไวด้ ีแล้ว
๒. ผู้ทถี่ ูกความรังเกยี จครอบง�ำย่อมหวนระลกึ ได้
๓. กล้าพดู ในทา่ มกลางสงฆ์
๔. ข่มด้วยดซี ึ่งข้าศึกโดยสหธรรม
๕. เปน็ ผปู้ ฏบิ ัตเิ พ่อื ความตั้งม่ันแห่งพระสทั ธรรม
(๖) ฉักกวาร ว่าด้วยหมวด ๖ แสดงเรื่องท่ีมีจ�ำนวนเลข ๖ เช่น อคารวะ ๖
คารวะ ๖ จนถงึ การงดปาตโิ มกข์ชอบธรรม ๖
(๗) สตั ตกวาร วา่ ดว้ ยหมวด ๗ แสดงเรื่องท่มี จี �ำนวนเลข ๗ เชน่ อาบตั ิ
248 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระวนิ ัยปิฎก
มี ๗ กองอาบตั มิ ี ๗ วนิ ีตวัตถมุ ี ๗ จนถึงสทั ธรรมมี ๗ คือ
๑. มีศรทั ธา ๒. มีหิริ
๓. มโี อตตัปปะ ๔. เปน็ พหสู ตู
๕. ปรารภความเพยี ร ๖. มสี ติตง้ั ม่ัน
๗. มปี ญั ญา
(๘) อฏั ฐกวาร วา่ ดว้ ยหมวด ๘ แสดงเรอ่ื งทมี่ จี �ำนวนเลข ๘ เชน่ ภกิ ษเุ มอื่ พจิ ารณา
เห็นอานิสงส์ ๘ ไม่พึงลงอุกเขปนียกรรมภิกษุ จนถึงการงดปาติโมกข์ชอบธรรมมี ๘ (ไม่ได้
จ�ำแนกจ�ำนวน)
(๙) นวกวาร วา่ ด้วยหมวด ๙ แสดงเร่ืองทีม่ จี �ำนวนเลข ๙ เชน่ อาฆาต วัตถุมี ๙
จนถึงการงดปาติโมกขช์ อบธรรมมี ๙ (ไมไ่ ด้จ�ำแนกจ�ำนวน)
(๑๐) ทสกวาร ว่าด้วยหมวด ๑๐ แสดงเรื่องท่ีมีจ�ำนวนเลข ๑๐ เช่น อาฆาต
วัตถุมี ๑๐ จนถึงภกิ ษณุ มี ีพรรษา ๑๐ ควรใหส้ ิกขาแกส่ ตรที ่มี คี รอบครวั
(๑๑) เอกาทสกวาร ว่าด้วยหมวด ๑๑ แสดงเร่ืองท่ีมีจ�ำนวนเลข ๑๑ เช่น
บุคคลท่ียังไม่ได้อุปสมบท ไม่พึงให้อุปสมบทมี ๑๑ จ�ำพวก จนถึงเมตตาเจโตวิมุตติที่บุคคล
เจรญิ แล้วมอี านสิ งส์ ๑๑ ประการ คอื
๑. หลบั เป็นสุข ๒. ต่นื เปน็ สขุ
๓. ไม่ฝนั ร้าย ๔. เปน็ ท่ีรกั ของมนุษย์ท้ังหลาย
๕. เป็นท่ีรักของอมนุษย์ทัง้ หลาย ๖. เทวดาทัง้ หลายรักษา
๗. ไฟยาพษิ หรอื ศสั ตราไมก่ ล�้ำกราย ๘. จิตต้งั มนั่ ได้เรว็
๙. สหี น้าสดใส ๑๐. ไม่หลงลืมสติตาย
๑๑. เม่อื ยงั ไม่บรรลคุ ุณวิเศษอันยง่ิ ขึ้นไปย่อมเขา้ ถงึ พรหมโลก
๘. อโุ ปสถาทปิ จุ ฉาวสิ ชั ชนา ว่าด้วยค�ำถามค�ำตอบเรื่องอุโบสถเป็นต้น
ในอุโปสถาทิปจุ ฉาวิสัชชนานมี้ ขี อ้ ย่อย ๒ ขอ้ และมีเนือ้ หาพอสรุปได้ดังนี้
(๑) อาทิมัชฌันตปุจฉนะ ว่าด้วยค�ำถามถึงเบ้ืองต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่ง
อุโบสถเป็นต้น ตง้ั บทมาติกาเป็นค�ำถาม เชน่
ถาม : อโุ บสถกรรม มอี ะไรเปน็ เบอื้ งตน้ มอี ะไรเปน็ ทา่ มกลาง มอี ะไรเปน็ ทส่ี ดุ
จนถึงการสมมติไม้เท้าและสาแหรกมีอะไรเป็นเบ้ืองต้น มีอะไรเป็น
ท่ามกลาง มอี ะไรเป็นท่ีสดุ
เลม่ ที่ ๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๘ 249
(๒) อาทิมัชฌันตปุจฉนะ ว่าด้วยค�ำตอบถึงเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่ง
อโุ บสถเปน็ ตน้ ตัง้ ปญั หาถาม-ตอบเรือ่ งอโุ บสถกรรมและกรรมต่าง ๆ เช่น
ถาม : อโุ บสถกรรมมอี ะไรเปน็ เบอ้ื งตน้ มอี ะไรเปน็ ทา่ มกลาง มอี ะไรเปน็ ทส่ี ดุ
ตอบ : อุโบสถกรรม มีสามัคคีเป็นเบื้องต้น มีการกระท�ำเป็นท่ามกลาง
มีความส�ำเรจ็ เปน็ ทส่ี ดุ ฯลฯ
ถาม : การสมมตไิ มเ้ ทา้ และสาแหรก มอี ะไรเปน็ เบอ้ื งตน้ มอี ะไรเปน็ ทา่ มกลาง
มีอะไรเปน็ ท่สี ุด
ตอบ : การสมมติไม้เท้าและสาแหรก มีวัตถุและบุคคลเป็นเบื้องต้น มีญัตติ
เปน็ ทา่ มกลาง มีกรรมวาจาเป็นทสี่ ดุ
๙. อตั ถวสปกรณ์ ว่าด้วยอ�ำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ
ในอัตถวสปกรณ์นี้ได้แสดงเรื่องพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติสิกขาบทแก่พระสาวก
ทั้งหลาย โดยอาศยั อ�ำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ แล้วแสดงอ�ำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ
แต่ละอย่างตา่ งเป็นปจั จยั แก่กันและกนั ดงั นี้
สง่ิ ใดเป็นความยอมรบั วา่ ดีแห่งสงฆ์ สง่ิ น้นั เป็นความผาสุกแหง่ สงฆ์
สง่ิ ใดเปน็ ความผาสุกแหง่ สงฆ์ สง่ิ นน้ั เพ่ือข่มบคุ คลผ้เู ก้อยาก
สง่ิ ใดเพือ่ ข่มบคุ คลผู้เก้อยาก สิ่งนัน้ เพ่อื ความอยูผ่ าสกุ แหง่ เหลา่ ภกิ ษุผมู้ ศี ลี ดงี าม
ส่ิงใดเพ่ือความอยู่ผาสุกแห่งเหล่าภิกษุผู้มีศีลดีงาม ส่ิงนั้นเพื่อปิดก้ันอาสวะท้ังหลาย
อนั จะบังเกิดในปจั จุบัน
สง่ิ ใดเพอื่ ปดิ กนั้ อาสวะทง้ั หลายอนั จะบงั เกดิ ในปจั จบุ นั สง่ิ นนั้ เพอื่ ก�ำจดั อาสวะทงั้ หลาย
อันจะบังเกดิ ในอนาคต
สิ่งใดเพื่อก�ำจัดอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต สิ่งนั้นเพ่ือความเล่ือมใส
ของคนทีย่ งั ไม่เลอ่ื มใส
สิ่งใดเพ่ือความเล่ือมใสของคนท่ียังไม่เลื่อมใส สิ่งนั้นเพื่อความเล่ือมใสยิ่งข้ึนไป
ของคนทเ่ี ลื่อมใสแล้ว
สิ่งใดเพื่อความเล่ือมใสย่ิงขึ้นไปของคนท่ีเลื่อมใสแล้ว ส่ิงนั้นเพ่ือความตั้งม่ันแห่ง
พระสัทธรรม
สิ่งใดเพ่ือความตงั้ มั่นแห่งพระสัทธรรม ส่ิงนน้ั เพือ่ เออื้ เฟ้อื พระวนิ ยั
แล้วตั้งอ�ำนาจประโยชน์ประการที่ ๑ เป็นปัจจัยแก่อ�ำนาจประโยชน์ประการท่ี ๒
จนถงึ อ�ำนาจประโยชนป์ ระการท่ี ๑๐
250 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระวินัยปิฎก
แล้วตั้งอ�ำนาจประโยชน์ประการที่ ๒ เป็นปัจจัยแก่อ�ำนาจประโยชน์ประการที่ ๓
จนถงึ อ�ำนาจประโยชนป์ ระการที่ ๑๐
จนถึงต้ังอ�ำนาจประโยชน์ประการท่ี ๑๐ เป็นปัจจัยแก่อ�ำนาจประโยชน์ประการที่ ๑
จนถงึ อ�ำนาจประโยชน์ประการที่ ๙
๑๐. คาถาสังคณิกะ วา่ ดว้ ยกลุ่มคาถา
ในคาถาสงั คณิกะนมี้ ีข้อยอ่ ย ๕ ขอ้ และมเี น้อื หาพอสรปุ ได้ดังน้ี
(๑) สัตตนคเรสุปัญญัตตสิกขาบท ว่าด้วยสิกขาบทท่ีทรงบัญญัติใน ๗ พระนคร
แสดงเรื่องท่านพระอุบาลีเข้าทูลถามพระผู้มีพระภาคถึงสิกขาบทที่ทรงบัญญัติท่ีจัดเป็น
อภุ โตวภิ งั ค์ ทยี่ กข้นึ สวดในวนั อุโบสถมเี ท่าไร ทรงบัญญัติ ณ พระนครก่ีนคร พระผูม้ พี ระภาค
ตรัสตอบว่า สิกขาบทท่ีทรงบัญญัติที่จัดเป็นอุภโตวิภังค์ที่ยกขึ้นสวดในวันอุโบสถมี ๓๕๐
สกิ ขาบท ทรงบญั ญัติ ณ พระนคร ๗ นคร
ท่านพระอุบาลีทูลถามต่อว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครไหนบ้าง นครละก่ีสิกขาบท
พระผมู้ พี ระภาคตรสั ตอบสรปุ ไดด้ ังนี้ ทรงบัญญัติ ณ กรุงเวสาลี ๑๐ สกิ ขาบท ณ กรงุ ราชคฤห์
๒๑ สิกขาบท ณ กรุงสาวัตถี ๒๙๔ สิกขาบท ณ เมืองอาฬวี ๖ สิกขาบท ณ กรุงโกสัมพี
๘ สกิ ขาบท ณ กรุงกบลิ พสั ดุ์ ๘ สิกขาบท ณ ภัคคชนบท ๓ สกิ ขาบท
(๒) จตุวบิ ตั ิ วา่ ด้วยวบิ ตั ิ ๔ แสดงเรอื่ งทา่ นพระอุบาลเี ขา้ ทลู ถามพระผมู้ ีพระภาค
ถึงเรอ่ื งอาบัตหิ นัก อาบัตเิ บา อาบัติท่มี ีสว่ นเหลอื อาบัติทีไ่ มม่ ีสว่ นเหลอื อาบตั ชิ ว่ั หยาบ อาบัติ
ไมช่ วั่ หยาบ
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่าอาบัติหนัก อาบัติไม่มีส่วนเหลือ อาบัติชั่วหยาบ
จดั เป็นสลี วิบัติ อาบตั ิเบาคืออาบัติถลุ ลัจจัย อาบตั ปิ าจิตตีย์ อาบตั ิปาฏเิ ทสนียะ อาบัติทุกกฏ
อาบัติทุพภาสิต จัดเป็นอาจารวิบัติ การกล่าวตู่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จัดเป็นทิฏฐิวิบัติ
การกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม การท�ำหนา้ ท่ีชกั สื่อ การออกปากขอโภชนะจดั เปน็ อาชวี วิบัติ
(๓) เฉทนกาทิ ว่าด้วยเฉทนกสิกขาบทเป็นต้น แสดงเร่ืองท่านพระอุบาลีเข้า
ทลู ถามพระผ้มู พี ระภาคถึงเร่ืองสิกขาบทว่าดว้ ยการตัดมเี ทา่ ไร จนถึงสิกขาบทท่ีทรงบัญญตั วิ ่า
“รู้อยู่” มีเท่าไร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า สิกขาบทท่ีว่าด้วยการตัดมี ๖ สิกขาบท จนถึง
สกิ ขาบททีท่ รงบญั ญัติวา่ “ร้อู ยู่” มี ๑๖ สิกขาบท
(๔) อสาธารณาทิ ว่าด้วยอสาธารณสิกขาบทเป็นต้น แสดงเร่ืองพระผู้มีพระภาค
ตรสั ตอบปัญหาทท่ี ่านพระอบุ าลที ลู ถามในข้อ ๓๓๖/๕๑๐ เรื่อง สิกขาบททว่ั ไปและสิกขาบท
เล่มท่ี ๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๘ 251
ไม่ท่ัวไปว่า สิกขาบทของภิกษุท่ีไม่ทั่วไปกับภิกษุณีมี ๔๖ สิกขาบท สิกขาบทของภิกษุณี
ท่ไี ม่ทัว่ ไปกับภกิ ษุมี ๑๓๐ สกิ ขาบท เปน็ ต้น
(๕) ปาราชกิ าทอิ าปตั ติ วา่ ดว้ ยอาบตั ปิ าราชกิ เปน็ ตน้ แสดงเรอื่ งทพ่ี ระผมู้ พี ระภาค
ทรงอธิบายค�ำว่าปาราชิก สังฆาทิเสส อนิยต ถุลลัจจัย นิสสัคคีย์ ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ
ทุกกฏ ทุพภาสิต เสขยิ ะ อาบัติและอนาบัตใิ ห้ท่านพระอบุ าลีฟงั
๑๑. อธิกรณเภท วา่ ด้วยประเภทแหง่ อธกิ รณ์
ในอธิกรณเภทนม้ี ขี ้อยอ่ ย ๑๐ ขอ้ และมีเนอื้ หาพอสรปุ ไดด้ ังน้ี
(๑) อุกโกฏนเภทาทิ ว่าด้วยประเภทการรื้อฟื้นเป็นต้น ตั้งเป็นบทมาติกาว่า
อธกิ รณ์มี ๔ อยา่ ง คอื
๑. ววิ าทาธิกรณ ์ ๒. อนุวาทาธิกรณ์
๓. อาปตั ตาธิกรณ์ ๔. กิจจาธกิ รณ์
แลว้ ต้ังปัญหาถาม-ตอบการรื้อฟ้ืนอธิกรณ์ เช่น
ถาม : การรื้อฟ้นื อธกิ รณ์ ๔ อย่างน้มี เี ทา่ ไร
ตอบ : การรอ้ื ฟน้ื อธกิ รณ์ ๔ อยา่ งนมี้ ี ๑๐ คอื รอ้ื ฟน้ื ววิ าทาธกิ รณม์ ี ๒ รอื้ ฟน้ื
อนวุ าทาธกิ รณม์ ี ๔ รอ้ื ฟน้ื อาปตั ตาธกิ รณม์ ี ๓ รอ้ื ฟน้ื กจิ จาธกิ รณม์ ี ๑
แสดงการรอ้ื ฟน้ื อธกิ รณ์ ๑๒ อยา่ ง แสดงบคุ คลผมู้ คี ณุ สมบตั สิ ามารถรอ้ื ฟน้ื อธกิ รณไ์ ด้
(๒) อธิกรณนิทานาทิ ว่าด้วยนิทานแห่งอธิกรณ์เป็นต้น ตั้งปัญหาถามเร่ือง
อธกิ รณ์ ๔ มอี ะไรเปน็ นทิ าน มีอะไรเปน็ สมทุ ัย มีอะไรเปน็ ชาติ มีอะไรเป็นแดนเกิดกอ่ น มอี ะไร
เป็นองค์ มีอะไรเป็นสมุฏฐาน แล้วตอบว่า วิวาทาธิกรณ์มีวิวาทเป็นนิทาน มีวิวาทเป็นสมุทัย
มีววิ าทเป็นชาติ มวี วิ าทเปน็ แดนเกดิ กอ่ น มีวิวาทเป็นองค์ มวี ิวาทเปน็ สมฏุ ฐาน เปน็ ต้น
(๓) อธิกรณมลู าทิ ว่าดว้ ยมลู เหตอุ ธกิ รณเ์ ป็นต้น ต้งั ปัญหาถามเร่ืองอธิกรณ์ ๔
มมี ลู เหตเุ ทา่ ไร มีสมุฏฐานเทา่ ไร แลว้ ตอบวา่ อธิกรณ์ ๔ มีมลู เหตุ ๓๓ มสี มุฏฐาน ๓๓ เปน็ ต้น
(๔) อธิกรณปัจจยาปัตติ ว่าด้วยอาบัติมีอธิกรณ์เป็นปัจจัย ต้ังปัญหาถามตอบ
เร่อื งอธกิ รณเ์ ปน็ อาบัตหิ รอื มใิ ชอ่ าบตั ิ เช่น
ถาม : ววิ าทาธิกรณ์ เปน็ อาบัติหรอื มิใช่อาบตั ิ
ตอบ : วิวาทาธกิ รณ์ มิใช่อาบตั ิ
(๕) อธิกรณาธิปปายะ ว่าด้วยอธิบายอธิกรณ์ ต้ังปัญหาถามตอบเรื่องอธิกรณ์
๔ อย่าง แตล่ ะอย่างมีอธิกรณ์แตล่ ะอยา่ งอยู่ด้วยหรอื ไม่
252 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระวนิ ัยปฎิ ก
(๖) ปุจฉาวาร ว่าด้วยวาระแห่งการถาม แสดงเรื่องสมถะ ๗ คือ สติวินัย
สมั มขุ าวนิ ยั อมฬู หวนิ ยั ปฏญิ ญาตกรณะ เยภยุ ยสกิ า ตสั สปาปยิ สกิ า ตณิ วตั ถารกะ ใชร้ ว่ มกนั ได้
(๗) วสิ ชั ชนาวาร วา่ ดว้ ยวาระแห่งการตอบ แสดงเรื่องอธิกรณ์ระงบั ดว้ ยสมถะ
ท่ีใชร้ ว่ มกนั ได้และใชร้ ว่ มกนั ไมไ่ ด้
(๘) สงั สัฏฐวาร ว่าดว้ ยวาระท่ีว่าด้วยการรวมกนั ตั้งปัญหาถามตอบเร่ืองสมถะ
๗ ใช้รวมกนั เชน่
ถาม : ธรรมเหลา่ น้ี คือ สมั มุขาวนิ ยั สตวิ ินัย รวมกนั หรือแยกจากกัน และ
นกั ปราชญย์ กั ยา้ ยบญั ญตั ธิ รรมเหลา่ นใี้ หแ้ ยกออกจากกนั ไดห้ รอื ฯลฯ
ตอบ : ธรรมเหล่านี้ คือ สมั มุขาวนิ ัย สติวินยั รวมกนั ไมแ่ ยกจากกนั และ
นกั ปราชญย์ ักยา้ ยบัญญัตธิ รรมเหลา่ น้ีให้แยกออกจากกันไม่ได้ ฯลฯ
(๙) สัตตสมถนทิ าน ว่าดว้ ยนิทานแห่งสมถะ ๗ ตงั้ ปัญหาถามตอบเรื่องสมถะ ๗
มอี ะไรเป็นนิทานเป็นตน้ เชน่
ถาม : สัมมุขาวินัย มีอะไรเป็นนิทาน มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ
มอี ะไรเป็นแดนเกิดกอ่ น มอี ะไรเป็นองค์ มีอะไรเป็นสมุฏฐาน
ตอบ : สัมมขุ าวนิ ัยมนี ิทานเปน็ นทิ าน มนี ทิ านเปน็ สมุทัย มีนทิ านเป็นชาติ
มีนิทานเป็นแดนเกดิ ก่อน มนี ทิ านเป็นองค์ มนี ิทานเป็นสมุฏฐาน
(๑๐) สัตตสมถนานัตถาทิ ว่าด้วยสมถะ ๗ มีอรรถต่างกันเป็นต้น ตั้งปัญหา
ถาม-ตอบเรื่องสมถะ ๗ มีอรรถต่างกัน มีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถ อย่างเดียวกัน
แตพ่ ยัญชนะตา่ งกัน เร่อื งเหตนุ ัน้ ๆ เป็นอธิกรณ์นน้ั ๆ และไม่เปน็ เช่น วิวาทเป็นววิ าทาธกิ รณ์
ววิ าทไมเ่ ปน็ อธกิ รณ์ อธกิ รณ์ ไมเ่ ปน็ ววิ าท เปน็ อธกิ รณด์ ว้ ยเปน็ ววิ าทดว้ ย ววิ าทเปน็ ววิ าทาธกิ รณ์
ก็มี ววิ าทไม่เปน็ อธิกรณ์ก็มี อธิกรณไ์ มเ่ ปน็ ววิ าทกม็ ี เป็นอธิกรณ์ด้วยเปน็ วิวาทดว้ ยกม็ ี
๑๒. อปรคาถาสงั คณกิ ะ วา่ ด้วยกลุม่ คาถาอีกกลมุ่ หนึ่ง
ในอปรคาถาสงั คณกิ ะนไี้ ดแ้ สดงเรอ่ื งทา่ นพระอบุ าลเี ขา้ ทลู ถามพระผมู้ พี ระภาค ถงึ เรอื่ ง
การโจทเพอื่ อะไร การสอบสวนเพือ่ อะไร พระผ้มู ีพระภาคตรสั ตอบวา่ การโจทเพอ่ื ประสงค์ให้
ระลกึ ถึงความผดิ การสอบสวนเพือ่ ประสงค์จะข่ม ทูลถามถงึ อลัชชเี ปน็ คนเชน่ ไร ลชั ชีเปน็ คน
เชน่ ไร จนถงึ โจทกผ์ โู้ งเ่ ขลาเปน็ คนเชน่ ไร โจทกผ์ ฉู้ ลาดเปน็ คนเชน่ ไร อยา่ งไรจงึ จดั วา่ เปน็ การโจท
เลม่ ที่ ๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๘ 253
๑๓. โจทนากณั ฑ์ วา่ ดว้ ยหมวดการโจท
ในโจทนากัณฑ์น้ีมขี ้อยอ่ ย ๓ ข้อ และมเี น้ือหาพอสรุปได้ดังนี้
(๑) อนุวิชชกอนุโยค ว่าด้วยข้อซักถามของภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ แสดงเร่ือง
ภิกษุผู้มีหน้าที่วินิจฉัยอธิกรณ์ ซักถามโจทก์ในเร่ืองที่โจทภิกษุว่าโจทด้วยเร่ืองอะไร โจทด้วย
สีลวิบัติ อาจารวิบัติ หรือทิฏฐิวิบัติ และตั้งปัญหาถาม-ตอบเรื่องการโจทว่า มีอะไรเป็น
เบอ้ื งตน้ มอี ะไรเป็นทา่ มกลาง มอี ะไรเป็นทีส่ ดุ
(๒) โจทกาทิปฏิปัตติ ว่าด้วยข้อปฏิบัติของโจทก์และจ�ำเลยเป็นต้น ตั้งเป็น
บทมาติกาว่า โจทก์ควรปฏิบัติอย่างไร จ�ำเลยควรปฏิบัติอย่างไร สงฆ์ควรปฏิบัติอย่างไร
ภิกษุผู้วินิจฉยั อธกิ รณ์ควรปฏิบตั ิอยา่ งไร แลว้ ตัง้ ปัญหา ถาม-ตอบ เชน่
ถาม : โจทกค์ วรปฏิบตั อิ ยา่ งไร
ตอบ : โจทกค์ วรต้งั อย่ใู นธรรม ๕ อยา่ ง แล้วจงึ โจทผอู้ น่ื คือ
๑. จกั โจทโดยกาลทคี่ วร จักไมโ่ จทโดยกาลไมค่ วร
๒. จักโจทดว้ ยเรอ่ื งจริง จกั ไมโ่ จทดว้ ยเร่อื งไมจ่ รงิ
๓. จกั โจทดว้ ยค�ำสุภาพ จักไมโ่ จทด้วยค�ำหยาบ
๔. จักโจทด้วยเร่ืองที่เป็นประโยชน์ จักไม่โจทด้วยเร่ืองที่ไม่เป็น
ประโยชน์
๕. จกั มเี มตตาจติ โจท จกั ไม่มงุ่ ร้ายโจท
(๓) โจทกัสสอัตตฌาปนะ ว่าด้วยการเผาตนของภิกษุผู้เป็นโจทก์ แสดงเร่ือง
ข้อเสียของภิกษุผู้เป็นโจทก์ เช่น เป็นคนมักโกรธ ถือโกรธ ดุร้าย แสร้งกล่าวบริภาษ จนถึง
ไม่รู้ถ้อยค�ำอันต่อเน่ืองกัน ไม่ฉลาดต่อทางถ้อยค�ำอันต่อเน่ืองกัน ปลูกอนาบัติว่าเป็นอาบัติ
โจทกเ์ ชน่ น้ี ช่ือวา่ เผาตน
๑๔. จูฬสงคราม วา่ ด้วยภกิ ษุผูเ้ ขา้ สูจ่ ูฬสงคราม
ในจูฬสงครามนี้มีหวั ขอ้ ยอ่ ย ๑ ขอ้ และมีเนือ้ หาพอสรปุ ได้ดังน้ี
(๑) อนุวิชชกัสสปฏิปัตติ ว่าด้วยข้อปฏิบัติของภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ แสดง
เร่ืองภิกษุผู้เข้าสู่สงคราม คือ การวินิจฉัยอธิกรณ์ เช่นพึงเป็นผู้มีจิตย�ำเกรง มีจิตเสมอด้วย
ผ้าเช็ดธุลี รู้จักที่น่ัง รู้เรื่องที่ควรถามและไม่ควรถาม เป็นผู้หนักในสงฆ์ หนักในพระสัทธรรม
วางตนตามอ�ำนาจคดี เป็นตน้
254 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระวินยั ปฎิ ก
๑๕. มหาสงคราม วา่ ด้วยภิกษุผเู้ ข้าสู่มหาสงคราม
ในมหาสงครามนม้ี ีหวั ข้อย่อย ๗ ขอ้ และมีเนอื้ หาพอสรุปได้ดงั นี้
(๑) โวหรันเตนชานิตัพพาทิ ว่าด้วยข้อปฏิบัติท่ีภิกษุผู้กล่าวพึงรู้เป็นต้น แสดง
เรื่องเป็นบทมาติกาว่า ภิกษุผู้เข้าสู่สงคราม เมื่อกล่าวในท่ามกลางสงฆ์ พึงรู้วัตถุ พึงรู้วิบัติ
พงึ รอู้ าบตั ิ จนถงึ พงึ รอู้ ธกิ รณน์ นั้ ระงบั ดว้ ยธรรมใด ดว้ ยวนิ ยั ใด ดว้ ยสตั ถศุ าสนใ์ ด พงึ ใหอ้ ธกิ รณน์ น้ั
ระงับด้วยวิธีนั้น แล้วแสดงเร่ืองเป็นลักษณะบทภาชนีย์อธิบายเป็นเร่ือง ๆ ไป เช่น ค�ำว่า
“พงึ รู้วัตถุ” น้นั คอื พงึ รวู้ ัตถุแห่งปาราชกิ ๘ สิกขาบท พึงรูว้ ตั ถแุ ห่งสังฆาทิเสส ๒๓ สกิ ขาบท
พึงรูว้ ตั ถุแหง่ อนิยต ๒ สกิ ขาบท พึงรวู้ ัตถแุ ห่งนิสสคั คีย์ ๔๒ สิกขาบท พึงรวู้ ตั ถุแห่งปาจติ ตีย์
๑๘๘ สกิ ขาบท พงึ รวู้ ตั ถแุ หง่ ปาฏเิ ทสนยี ะ ๑๒ สกิ ขาบท พงึ รวู้ ตั ถแุ หง่ ทกุ กฏ พงึ รวู้ ตั ถแุ หง่ ทพุ ภาสติ
จนจบเรอื่ งสมถะ คอื ค�ำวา่ “พงึ รสู้ มถะ” นนั้ ไดแ้ ก่ พงึ รสู้ มถะ ๗ คอื (๑) สมั มขุ าวนิ ยั (๒) เยภยุ ยสกิ า
(๓) สติวนิ ัย (๔) อมูฬหวินยั (๕) ปฏิญญาตกรณะ (๖) ตัสสปาปยิ สิกา (๗) ติณวัตถารกะ
(๒) อคติอคันตัพพะ ว่าด้วยภิกษุไม่ควรล�ำเอียง น�ำบทมาติกาในข้อ ๑
(๓๖๘/๕๕๔) มาต้งั เป็นลกั ษณะบทภาชนยี ์ อธบิ ายวา่ ล�ำเอียงเพราะชอบเปน็ อยา่ งไร ล�ำเอยี ง
เพราะชงั เปน็ อย่างไร ล�ำเอยี งเพราะหลงเป็นอยา่ งไร ล�ำเอยี งเพราะกลัวเป็นอยา่ งไร
(๓) อคติอคมนะ ว่าด้วยการไม่ล�ำเอียง น�ำบทมาติกาในข้อ ๑ (๓๖๘/๕๕๔)
มาต้ังเป็นปญั หาถาม-ตอบเรอ่ื งอคติ ๔ เชน่
ถาม : อย่างไร ชอ่ื ว่าไม่ล�ำเอียงเพราะชอบ
ตอบ : ภกิ ษุเมอื่ แสดงอธรรมวา่ เปน็ อธรรม ชอ่ื ว่าไมล่ �ำเอยี งเพราะชอบ
แสดงจนครบที่เรียกว่าวัตถุ ๑๘ ข้อสุดท้ายว่า เมื่อแสดงอาบัติไม่ช่ัวหยาบว่าเป็น
อาบัติไม่ชั่วหยาบ ช่ือว่าไม่ล�ำเอียงเพราะชอบ ไม่ล�ำเอียงเพราะชัง ไม่ล�ำเอียง เพราะหลง
ไมล่ �ำเอยี งเพราะกลวั กแ็ สดงโดยใชว้ ตั ถุ ๑๘ เป็นเรอ่ื งประกอบเชน่ กนั
(๔) สญั ญาปนยี าทิ วา่ ดว้ ยการชแ้ี จงเปน็ ตน้ น�ำบทมาตกิ าในขอ้ ๑ (๓๖๘/๕๕๔)
มาตั้งเป็นปัญหาถาม-ตอบ เร่ืองช้ีแจงในฐานะที่ควรช้ีแจง เร่ืองการ พิจารณาในฐานะที่ควร
พจิ ารณา เรอ่ื งการเพ่งเล็งในฐานะท่คี วรเพ่งเลง็ เรือ่ งการเล่อื มใสในฐานะที่ควรเลอื่ มใส
(๕) ปรปักขาทิอวชานนะ ว่าด้วยการดูหมิ่นฝ่ายอื่นเป็นต้น น�ำบทมาติกาใน
ข้อ ๑ (๓๖๘/๕๕๔) มาตั้งเป็นปัญหาถาม-ตอบเรื่องการดูหม่ินฝ่ายอื่น ด้วยเข้าใจว่าตนได้
พวกแล้ว ดูหม่ินผู้มีสุตะน้อยด้วยเข้าใจว่า ตนมีสุตะมาก ดูหม่ินภิกษุผู้อ่อนกว่าด้วยเข้าใจว่า
ตนเปน็ ผู้แกก่ วา่ และอธิบายเป็นลกั ษณะบทภาชนยี ์ ๕ บท คอื ค�ำวา่ ไมพ่ งึ พูดเรอ่ื งทยี่ ังมาไมถ่ ึง
ไม่พึงใหเ้ รอ่ื งท่ีมาถึงแลว้ เสอื่ มไปจากพระธรรมวินยั ดว้ ยธรรมใด ด้วยวนิ ยั ใด ด้วยสัตถุศาสน์ใด
เลม่ ท่ี ๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๘ 255
(๖) อนุวัชชกัสสอนุโยค ว่าด้วยข้อซักถามของภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ แสดง
เร่ืองท่ีภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ซักถามโจทก์เร่ืองการงดปวารณาภิกษุ เพราะเร่ืองอะไร ถ้าโจทก์
ตอบว่า เพราะเร่ืองนั้น ก็ถามต่อไปว่าเรื่องนั้น ๆ ท่านรู้หรือ เช่น โจทก์ตอบว่า งดเพราะ
สลี วิบตั ิ กถ็ ามวา่ ท่านรสู้ ีลวิบัติหรอื
(๗) ปุจฉาวิภาคะ ว่าด้วยการจ�ำแนกค�ำถาม น�ำค�ำของภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์
ทถ่ี ามว่า “ทา่ นเหน็ อะไร ทา่ นเหน็ วา่ อย่างไร ทา่ นเหน็ เมอ่ื ไร ทา่ นเห็น ที่ไหน” (๓๙๗/๕๖๖)
มาแสดงเป็นลกั ษณะบทภาชนีย์ เชน่
ค�ำว่า ท่านเห็นอะไร นั้นถามถึงอะไร ฯลฯ ค�ำว่า ท่านเห็นอะไรนั้น ได้แก่ ถามถึง
วัตถุ ถามถงึ วิบตั ิ ถามถงึ อาบัติ ถามถึงอชั ฌาจาร และได้น�ำค�ำในสว่ นท่อี ธิบายมาตงั้ อธิบายอกี
เชน่ ค�ำว่า “ถามถงึ วตั ถุ”น้ัน ไดแ้ ก่ถามถงึ วตั ถุแห่งปาราชกิ ๘ ถามถึงวัตถแุ หง่ สังฆาทิเสส ๒๓
ฯลฯ ถามถึงวัตถุแห่งทพุ ภาสิต
อธิบายค�ำถามของภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์และอธิบายค�ำอธิบายด้วยจนจบค�ำว่า “ท่าน
เหน็ ทไ่ี หน”
๑๖. กฐินเภท วา่ ด้วยประเภทแห่งกฐิน
ในกฐนิ เภทน้ีมหี ัวขอ้ ยอ่ ย ๖ ขอ้ และมเี น้อื หาพอสรุปได้ดงั น้ี
(๑) กฐินอัตถตาทิ ว่าด้วยการกรานกฐินเป็นต้น แสดงเรื่องการกรานกฐิน
ตงั้ เปน็ บทมาตกิ าว่า ใครไม่ไดก้ รานกฐนิ ใครได้กรานกฐิน อยา่ งไรกฐนิ ไมเ่ ป็นอันกราน อย่างไร
กฐนิ เป็นอนั กราน แลว้ อธบิ ายเปน็ ลักษณะ บทภาชนยี ์ เชน่
ค�ำว่า “ใครไม่ได้กรานกฐิน” นั้น คือ บุคคล ๒ พวก ได้แก่ ภิกษุผู้ไม่ได้กราน
ภกิ ษุผ้ไู ม่ได้อนโุ มทนา ไม่ไดก้ รานกฐิน บคุ คล ๒ พวกนไี้ มไ่ ดก้ รานกฐนิ
ค�ำวา่ “ใครได้กรานกฐนิ ” นั้น คอื บคุ คล ๒ พวก ได้แก่ ภกิ ษผุ กู้ ราน ภกิ ษุผ้อู นโุ มทนา
ได้กรานกฐนิ บคุ คล ๒ พวกน้ีได้กรานกฐิน
เรอ่ื งกฐนิ ไมเ่ ปน็ อนั กรานกบั เรอ่ื งกฐนิ เปน็ อนั กราน กไ็ ดแ้ สดงตามนยั ทแี่ สดงไวใ้ นคมั ภรี ์
มหาวรรค (วิ.ม. (แปล) ๕/๓๐๘/๑๔๗-๑๔๘,๓๐๙/๑๔๙)
(๒) กฐินอนนั ตรปจั จยาทิ ว่าดว้ ยอนันตรปจั จยั แหง่ กฐนิ เป็นตน้ แสดงเรอ่ื งกฐนิ
คือ บุพพกรณ์เช่นการซักผ้า การถอนผ้า เช่นถอนผ้าสังฆาฏิผืนเก่า การอธิษฐาน การกราน
มาติกา ๘ และปลิโพธ ๒ เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัย โดยสมนันตรปัจจัย โดยนิสสยปัจจัย
โดยอุปนิสสยปจั จัย โดยปเุ รชาตปจั จัย โดยปัจฉาชาตปัจจยั โดยสหชาตปจั จยั
256 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระวินยั ปิฎก
(๓) ปุพพกรณนิทานาวิภาค ว่าด้วยการจ�ำแนกนิทานแห่งบุพพกรณ์เป็นต้น
ตั้งปัญหาถาม-ตอบเร่ืองบุพพกรณ์ การถอนผ้า การอธิษฐาน การกราน มาติกา ปลิโพธ
ความหวัง ความส้ินหวัง มีอะไรเป็นนิทาน มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ มีอะไรเป็น
แดนเกดิ ก่อน มอี ะไรเป็นองค์ มอี ะไรเป็นสมฏุ ฐาน เรอื่ งบพุ พกรณ์จดั เขา้ ธรรมเท่าไร การถอน
ผา้ จัดเข้าธรรมเท่าไร จนถงึ การกรานกฐนิ ๓ อยา่ งขึน้ คอื
๑. ผ้าถึงพรอ้ มด้วยวตั ถ ุ ๒. ผ้าถึงพร้อมดว้ ยกาล
๓. ผ้าถึงพร้อมดว้ ยการกระท�ำ
(๔) กฐนิ าทชิ านติ พั พวภิ าค วา่ ดว้ ยการจ�ำแนกขอ้ ควรรมู้ กี ฐนิ เปน็ ตน้ แสดงเรอื่ ง
กฐนิ ตัง้ เปน็ บทมาตกิ าว่า พึงรู้กฐนิ พึงรู้การกรานกฐนิ จนถงึ พงึ รู้ผ้าท่เี ป็นนิสสคั คีย์ แลว้ อธิบาย
เปน็ ลกั ษณะบทภาชนยี ์ เช่น
ค�ำว่า “พึงรู้กฐิน” นั้น คือ การรวบรวม การประชุม ชื่อ การต้ังชื่อ การเรียกชื่อ
ภาษาพยญั ชนะ การกล่าวธรรมเหลา่ นัน้ รวมเรียกวา่ กฐิน จนถึงค�ำวา่ พึงรผู้ ้าท่ีเปน็ นิสสัคคีย์
คอื เมอ่ื ภกิ ษกุ �ำลงั ตดั เยบ็ ผา้ อยู่ อรณุ ขนึ้ มาแลว้ อธบิ ายการกรานกฐนิ จนถงึ ภกิ ษอุ นโุ มทนากฐนิ
(๕) ปุคคลัสเสวกฐินัตถาร ว่าด้วยบุคคลกรานกฐินเท่าน้ัน ตั้งปัญหาถาม-ตอบ
เรือ่ งการกรานกฐนิ วา่ ใครเปน็ ผู้กรานกฐนิ
(๖) ปลิโพธปัญหาพยากรณ์ ว่าด้วยการแก้ปัญหาปลิโพธ แสดงเร่ืองท่าน
พระมหากัสสปะถามท่านพระอุบาลีถึงเร่ืองกฐินเดาะด้วยมาติกา ๘ ประการ จนถึงการเดาะ
กฐนิ ๒ อยา่ งเกิดดว้ ยกนั ดับด้วยกัน คือ
๑. เดาะในระหวา่ ง ๒. เดาะพรอ้ มกนั
๑๗. อุปาลิปัญจกะ วา่ ด้วยเรอ่ื งพระอบุ าลี ๕ หมวด
ในอุปาลิปญั จกะนม้ี ขี อ้ ยอ่ ย ๑๔ ข้อ และมเี น้ือหาพอสรุปได้ดงั นี้
(๑) อนิสสิตวรรค หมวดว่าด้วยการไม่ถือนิสัย แสดงเรื่องท่านพระอุบาลีเข้า
ทูลถามพระผู้มีพระภาคถึงเร่ืองภิกษุผู้ไม่ถือนิสัยไม่ได้ เร่ืองภิกษุที่ไม่ควรให้อุปสมบท เรื่อง
ภิกษุทีค่ วรถูกลงโทษ พระผู้มพี ระภาคได้ตรัสตอบว่า
ภกิ ษทุ ีป่ ระกอบด้วยองค์ ๕ จะพึงอยู่โดยไม่ถือนิสัยตลอดชีวติ ไมไ่ ด้ คอื
๑. ไมร่ ู้อโุ บสถ ๒. ไม่รู้อุโบสถกรรม
๓. ไมร่ ้ปู าติโมกข์ ๔. ไม่รปู้ าตโิ มกขุทเทส
๕. มีพรรษาหย่อน ๕
เลม่ ที่ ๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๘ 257
ส่วนภิกษุที่ไม่ต้องถือนิสัยก็มีคุณสมบัติตรงข้ามจากองค์ ๕ นี้ พระผู้มีพระภาคได้
ทรงแสดงองค์แห่งภิกษุผู้ที่ต้องถือนิสัยนัยอ่ืน ๆ อีก ๒ กรณี และได้ทรงแสดงองค์แห่งภิกษุ
ผู้ไม่ควรให้อุปสมบท ๒ กรณี องค์แห่งภิกษุผู้ควรให้อุปสมบท ๒ กรณี ได้ทรงแสดงองค์
แหง่ ภิกษุผู้ควรถกู ลงโทษ ๙ กรณี
(๒) นัปปฏิปัสสัมภนวรรค หมวดว่าด้วยการไม่ระงับกรรม แสดงเรื่องท่าน
พระอุบาลีเข้าทูลถามพระผู้มีพระภาคถึงเร่ืองภิกษุผู้ท่ีสงฆ์ไม่ควรระงับกรรมให้ เร่ืองภิกษุ
ผู้เข้าสู่สงคราม (คือที่วินิจฉัยอธิกรณ์) พึงตั้งธรรมเท่าไรไว้ในตน เร่ืองภิกษุผู้ควรพูด
ในทา่ มกลางสงฆ์ เร่ืองอานิสงสก์ ารเรียนพระวินัย
(๓) โวหารวรรค หมวดว่าด้วยการใช้โวหาร แสดงเร่ืองท่านพระอุบาลีเข้า
ทูลถามพระผู้มีพระภาคถึงเร่ืองภิกษุไม่ควรพูดในท่ามกลางสงฆ์ ๑๑ กรณี และควรพูด
ในทา่ มกลางสงฆ์ ๑๑ กรณี
(๔) ทิฏฐาวิกรรมวรรค หมวดว่าด้วยการเปิดเผยความเห็น แสดงเร่ือง
ทา่ นพระอบุ าลีเขา้ ทลู ถามพระผ้มู พี ระภาคถึงเรือ่ งการเปิดเผยความเหน็ ที่ไม่ชอบธรรม ๒ กรณี
ความเห็นท่ีชอบธรรม ๒ กรณี เร่ืองการรับประเคนท่ีใช้ไม่ได้ ๒ กรณี เรื่องของท่ีไม่เป็นเดน
และของทเ่ี ปน็ เดน เรอ่ื งการห้ามภัตร เรอื่ งการท�ำตามปฏญิ ญาท่ไี มช่ อบธรรมและท่ีชอบธรรม
เรื่องไม่ควรท�ำโอกาสและควรท�ำโอกาส เรื่องการไม่ควรสนทนาพระวินัยและควรสนทนา
พระวนิ ยั เรื่องเหตุทีถ่ ามปญั หา เรอ่ื งการอวดอา้ งมรรคผล เรอื่ งวิสุทธิ เร่อื งโภชนะ
(๕) อัตตาทานวรรค หมวดว่าด้วยการรับหน้าท่ีเป็นโจทก์ แสดงเรื่องท่าน
พระอุบาลีเข้าทูลถามพระผู้มีพระภาคถึงเร่ืองภิกษุประสงค์จะโจทควรก�ำหนดธรรมเท่าไร
ไว้ในตน ควรตั้งธรรมเท่าไรไว้ในตน ควรใฝ่ใจธรรมเท่าไรไว้ในตน เรื่องภิกษุท่ีสงฆ์ไม่ควรท�ำ
โอกาสและสงฆค์ วรท�ำโอกาส เร่ืองภิกษผุ ู้ประสงค์จะรบั วินจิ ฉยั อธกิ รณ์ เรอ่ื งภกิ ษผุ มู้ ีอปุ การะ
มากแกพ่ วกภิกษผุ กู้ ่ออธิกรณ์ เรอ่ื งภิกษผุ ้ไู ม่ควรซกั ถามและควรซกั ถาม
(๖) ธุดงควรรค หมวดว่าด้วยธุดงค์ แสดงเรื่องท่านพระอุบาลีเข้าทูลถาม
พระผ้มู พี ระภาคถงึ เร่ืองภิกษผุ ูถ้ อื อยู่ป่ามกี ปี่ ระเภท
(๗) มสุ าวาทวรรค หมวดว่าด้วยมสุ าวาท แสดงเรื่องท่านพระอุบาลีเข้าทลู ถาม
พระผู้มีพระภาคถึงเรื่องมุสาวาทมีเท่าไร เรื่องภิกษุงดอุโบสถหรือ ปวารณาในท่ามกลางสงฆ์
สงฆพ์ งึ กลา่ วห้าม เรอื่ งภกิ ษทุ ส่ี งฆไ์ มค่ วรให้ ซกั ถามและควรใหซ้ กั ถาม เรอ่ื งภกิ ษตุ อ้ งอาบตั ดิ ้วย
อาการเท่าไร เรื่องเวร ๕ เรอื่ งการงดเวน้ จากเวร ๕ เร่อื งความเสอ่ื ม เรื่องความพร้อม
(๘) ภิกขุโนวาทวรรค หมวดว่าด้วยการให้โอวาทภิกษุณี แสดงเรื่องท่าน
พระอุบาลีเข้าทูลถามพระผู้มีพระภาคถึงเร่ืองภิกษุท่ีภิกษุณีไม่พึงไหว้เรื่องภิกษุณีท่ีสงฆ์ลงโทษ
258 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระวินยั ปิฎก
เรอื่ งภกิ ษไุ มค่ วรใหโ้ อวาทภกิ ษณุ ี ไมค่ วรรบั ใหโ้ อวาทภกิ ษณุ ี เรอื่ งภกิ ษทุ ไ่ี มค่ วรสนทนาดว้ ยและ
ควรสนทนาดว้ ย
(๙) อุพพาหิกวรรค หมวดว่าด้วยอุพพาหิกสมมติ แสดงเร่ืองท่านพระอุบาลี
เข้าทลู ถามพระผูม้ พี ระภาคถึงภิกษทุ สี่ งฆไ์ ม่พงึ สมมติดว้ ย อุพพาหกิ า คอื วิธีระงับวิวาทาธกิ รณ์
ในกรณีที่ที่ประชุมสงฆ์มีความไม่สะดวกด้วยเหตุบางอย่าง สงฆ์จึงเลือกภิกษุบางรูปในท่ี
ประชุมน้ันตัง้ เปน็ คณะแลว้ มอบเรื่องใหน้ �ำไปวินิจฉยั
(๑๐) อธิกรณวูปสมวรรค หมวดว่าด้วยการระงับอธิกรณ์ แสดงเร่ืองท่าน
พระอบุ าลเี ขา้ ทลู ถามพระผมู้ พี ระภาคถงึ เรอื่ งภกิ ษผุ ไู้ มค่ วรระงบั อธกิ รณ์ ๘ กรณแี ละภกิ ษผุ คู้ วร
ระงับอธิกรณ์ ๘ กรณี เรื่องสงั ฆเภท (ความแตกแหง่ สงฆ)์ เรอ่ื งสังฆราชี (ความร้าวรานแห่งสงฆ)์
(๑๑) สงั ฆเภทกวรรค หมวดวา่ ดว้ ยภกิ ษผุ ู้ท�ำลายสงฆ์ แสดงเรอื่ งทา่ นพระอบุ าลี
เข้าทูลถามพระผู้มีพระภาคถึงเรื่องภิกษุผู้ท�ำลายสงฆ์ประกอบด้วยองค์เท่าไร ต้องไปเกิดใน
อบายต้องไปเกิดในนรก ด�ำรงอยชู่ วั่ กัป แก้ไขไมไ่ ด้
(๑๒) ทุติยสังฆเภทกวรรค หมวดว่าด้วยภิกษุผู้ท�ำลายสงฆ์หมวดที่ ๒ แสดง
เรอื่ งทา่ นพระอบุ าลเี ขา้ ทลู ถามพระผมู้ พี ระภาคถงึ เรอ่ื งภกิ ษผุ ทู้ �ำลายสงฆ์ ประกอบดว้ ยองคเ์ ทา่ ไร
ไมต่ ้องไปเกิดในอบาย ไมต่ อ้ งไปเกดิ ในนรกไม่ต้องด�ำรงอยชู่ วั่ กปั ยงั แก้ไขได้
(๑๓) อาวาสกิ วรรค หมวดวา่ ดว้ ยภิกษุผูอ้ ยใู่ นอาวาส แสดงเร่ืองท่านพระอบุ าลี
เขา้ ทลู ถามพระผมู้ พี ระภาคถงึ เรอื่ งภกิ ษผุ อู้ ยใู่ นอาวาสประกอบดว้ ยองคเ์ ทา่ ไร เหมอื นถกู โยนลง
นรก เร่อื งการช้แี จงพระวินัยทไี่ มช่ อบธรรม และท่ชี อบธรรม เรอ่ื งภกิ ษผุ ู้แจกภัตรประกอบดว้ ย
องคเ์ ท่าไร เหมอื นถกู โยนลงนรก เรือ่ งภิกษผุ ้จู ัดเสนาสนะเป็นต้น
(๑๔) กฐินัตถารกวรรค หมวดว่าด้วยการกรานกฐิน แสดงเร่ืองท่านพระอุบาลี
เขา้ ทลู ถามพระผมู้ พี ระภาคถงึ เรอ่ื งการกรานกฐนิ มอี านสิ งสเ์ ทา่ ไร เรอื่ งโทษของการนอนลมื สติ
เร่ืองอานิสงส์ของการนอนมีสติ เรื่องบุคคลท่ีไม่ควรไหว้ และบุคคลที่ควรไหว้ เรื่องข้อปฏิบัติ
ของภิกษุผู้อ่อนพรรษา
๑๘. อัตถาปตั ตสิ มุฏฐาน ว่าด้วยสมฏุ ฐานอาบตั ทิ ีม่ ีอยู่
ในอตั ถาปัตตสิ มุฏฐานนีม้ หี วั ข้อยอ่ ย ๓ ข้อ และมีเนือ้ หาพอสรุปไดด้ ังน้ี
(๑) ปาราชิก ว่าด้วยอาบัติปาราชิก แสดงเรื่องอาบัติที่ภิกษุต้องและออกเป็น
ลกั ษณะบทมาตกิ าแต่ไม่มกี ารอธบิ าย เช่น อาบัติทภ่ี ิกษุไม่จงใจต้อง แตจ่ งใจออกมอี ยู่ แล้วต้ัง
ปญั หาถาม-ตอบเรอื่ งอาบัติ ปาราชกิ ๔ สิกขาบท เกดิ ด้วยสมุฏฐานเทา่ ไร
เล่มที่ ๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๘ 259
(๒) สังฆาทิเสส ว่าด้วยสังฆาทิเสส ตั้งปัญหาถาม-ตอบเร่ืองอาบัติสังฆาทิเสส
๑๓ สิกขาบท ฯลฯ เสขยิ ะ ๗๕ สิกขาบท เกิดดว้ ยสมฏุ ฐานเท่าไร
(๓) ปาราชิกาทิ ว่าดว้ ยอาบตั ปิ าราชิกเปน็ ต้น ตัง้ ปญั หาถาม-ตอบเรื่องสิกขาบท
ท่ีทรงบัญญัติในฝ่ายภิกษุสงฆ์ คือ อาบัติปาราชิก ๔ สิกขาบท สังฆาทิเสส ๑๓ สิกขาบท
อนยิ ต ๒ สกิ ขาบท นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สกิ ขาบท ปาจิตตยี ์ ๙๒ สิกขาบท ปาฏิเทสนยี ะ ๔
สกิ ขาบท เสขิยะ ๗๕ สิกขาบท เกิดด้วยสมฏุ ฐานเท่าไร
๑๙. ทตุ ยิ คาถาสงั คณิกะ วา่ ด้วยกลุ่มคาถากลมุ่ ที่ ๒
ในทตุ ิยคาถาสงั คณิกะนม้ี หี วั ข้อยอ่ ย ๔ ขอ้ และมเี น้อื หาพอสรุปได้ดังนี้
(๑) กายิกาทิอาปัตติ ว่าด้วยอาบัติทางกายเป็นต้น ต้ังปัญหาถาม-ตอบเร่ือง
อาบัติทางกาย ทางวาจามีเท่าไร ต้องอาบัติเมื่ออรุณขึ้นมีเท่าไร อาบัติช่ือว่ายาวตติยกา
มเี ทา่ ไร ฯลฯ อาบตั ิทางวาจาในกลางคนื มีเทา่ ไร
(๒) เทสนาคามินิยาอาปัตติ ว่าด้วยอาบัติเป็นเทสนาคามินีเป็นต้น ตั้งปัญหา
ถาม-ตอบเรอ่ื งอาบัติท่ีเป็นเทสนาคามนิ มี ีเท่าไร อาบัตหิ นักทางกายและ วาจามเี ทา่ ไร ธัญญรส
ในเวลาวิกาลมีเท่าไร ฯลฯ ผู้เดินต้องอาบัติเท่าไร ผู้ยืนต้องอาบัติเท่าไร ผู้นั่งต้องอาบัติเท่าไร
ผู้นอนตอ้ งอาบตั ิเท่าไร
(๓) ปาจิตติยะ ว่าด้วยอาบัติปาจิตตีย์ ตั้งปัญหาถาม-ตอบเรื่องอาบัติปาจิตตีย์
ท่ีมีวัตถุต่างกันเท่าไร เพราะสวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้ง ต้องอาบัติเท่าไร ฯลฯ อาฆาตวัตถุ
มีเท่าไร สงฆ์แตกกนั ดว้ ยเหตเุ ทา่ ไร อาบัตชิ ่อื ปฐมาปัตตกิ ามเี ทา่ ไร การตั้งญัตตมิ ีเท่าไร
(๔) อวันทนียปุคคลาทิ ว่าด้วยบุคคลไม่ควรไหว้เป็นต้น ตั้งปัญหาถาม-ตอบ
เร่ืองบุคคลท่ีภิกษไุ ม่ควรกราบไหว้ ควรให้จวี รแกบ่ คุ คลกพี่ วก ฯลฯ เสขยิ ะมเี ทา่ ไร
๒๐. เสทโมจนคาถา ว่าดว้ ยคาถาท่ีท�ำให้เหงอ่ื แตก
ในเสทโมจนคาถานไ้ี ดน้ �ำขอ้ ความตา่ ง ๆ มาแสดงในรปู คาถาซง่ึ ท�ำใหผ้ คู้ ดิ หาความหมาย
หาค�ำอธิบายเหงอ่ื แตก มหี ัวขอ้ ยอ่ ย ๓ ขอ้ และมเี น้ือหาพอสรุปได้ ดังนี้
(๑) อวิปปวาสปัญหา ปัญหาว่าด้วยการไม่อยู่ปราศจาก ตั้งชื่อหัวข้อตาม
ปญั หาข้อแรก คอื ข้อความว่า “ภกิ ษทุ ัง้ หลายไมอ่ ยรู่ ว่ มกบั ภิกษณุ ีทงั้ หลาย ความสนิทชิดเชื้อ
บางอย่างในบุคคลน้ันท�ำไม่ได้ เพราะไม่อยู่ปราศ ไม่ต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาด
ทัง้ หลายคิดกันแลว้ ”
260 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระวนิ ยั ปฎิ ก
(๒) ปาราชิกาทิปัญหา ปัญหาว่าด้วยอาบัติปาราชิกเป็นต้น ต้ังชื่อหัวข้อตาม
ปัญหาคือข้อความว่า “สตรีอย่ขู ้างในภกิ ษอุ ยู่ข้างนอก ช่องในเรือนนน้ั ก็ไม่มี ภิกษพุ ึงตอ้ งอาบตั ิ
ปาราชกิ เพราะเสพเมถนุ ธรรมเปน็ ปจั จยั ไดอ้ ยา่ งไร ปญั หาขอ้ น้ี ทา่ นผฉู้ ลาดทง้ั หลายคดิ กนั แลว้ ”
(๓) ปาจิตติยาทิปัญหา ปัญหาว่าด้วยอาบัติปาจิตตีย์เป็นต้น แสดงเร่ือง
เก่ียวกบั อาบัตปิ าจติ ตีย์ เชน่ “ภกิ ษุใชส้ อยจีวรทอี่ ธิษฐานแล้วยอ้ มด้วยน�้ำย้อม กปั ปะกท็ �ำแล้ว
ยงั ตอ้ งอาบัติ ปญั หาขอ้ น้ี ท่านผูฉ้ ลาดทัง้ หลายคดิ กนั แล้ว”
๒๑. ปญั จวรรค ว่าด้วยหมวด ๕ หมวด
ในปญั จวรรคนี้มขี อ้ ยอ่ ย ๕ ขอ้ และมีเนือ้ หาพอสรุปได้ดงั น้ี
(๑) กรรมวรรค หมวดวา่ ดว้ ยเรอ่ื งกรรม แสดงเรอ่ื งกรรมตง้ั เป็นบทมาตกิ าแลว้
ตัง้ ปญั หาถาม-ตอบ
(๒) อัตถวสวรรค หมวดว่าด้วยอ�ำนาจประโยชน์ แสดงเร่ืองพระผู้มีพระภาค
ทรงบัญญัติสิกขาบทแก่พระสาวกท้ังหลายโดยอาศัยอ�ำนาจประโยชน์ ๒ ประการ แบ่งเป็น
๑๐ หมวดรวม ๒๐ ประการ
(๓) ปญั ญตั ตวรรค หมวดวา่ ดว้ ยเรอื่ งทท่ี รงบญั ญตั ิ แสดงเรอ่ื งทพ่ี ระผมู้ พี ระภาค
ทรงบัญญัติเป็นหัวข้อคือ ปาติโมกข์ ปาติโมกขุทเทส การงดปาติโมกข์ ปวารณา การ
งดปวารณา กรรมต่าง ๆ การให้ปริวาส อัพภาน โอสารณีธรรม นิสสารณีกรรม อุปสมบท
อปโลกนกรรมญัตตกิ รรม ญัตตทิ ุติยกรรม ญัตติจตตุ ถกรรม
(๔) อปัญญัตเตปัญญัตตวรรค หมวดว่าด้วยทรงบัญญัติในเมื่อยังมิได้บัญญัติ
แสดงเรื่องที่พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติสิกขาบทที่ยังมิได้บัญญัติ ทรงบัญญัติเพิ่มเติม
สิกขาบทท่ีทรงบัญญัติไว้แล้ว ทรงบัญญัติสมถะ ๗ ประการ ด้วยทรงอาศัยอ�ำนาจประโยชน์
๒ ประการ แบง่ เปน็ ๑๐ หมวด รวม ๒๐ ประการ
(๕) นวสังคหวรรค หมวดว่าด้วยสังคหะ ๙ แสดงสังคหะ คือการรวบรวม
๙ อย่าง
๑. วัตถสุ ังคหะ ๒. วิบตั ิสงั คหะ
๓. อาบตั สิ งั คหะ ๔. นิทานสังคหะ
๕. ปคุ คลสังคหะ ๖. ขันธสงั คหะ
๗. สมุฏฐานสังคหะ ๘. อธกิ รณสงั คหะ
๙. สมถสงั คหะ
เลม่ ท่ี ๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๘ 261
แสดงวิธีท่ีสงฆ์ระงับอธิกรณ์ในเมื่อคู่กรณีมาพร้อม แสดงเรื่องเป็นลักษณะบทมาติกา
เช่น พึงรู้วัตถุ พึงรู้โคตร พึงรู้ชื่อ พึงรู้อาบัติ แล้วอธิบายเป็นลักษณะบทภาชนีย์ว่า ค�ำว่า
“เมถุนธรรม” เป็นทง้ั วัตถุ เป็นทัง้ โคตร ค�ำวา่ “ปาราชกิ ” เปน็ ท้งั ชอื่ เป็นท้งั อาบัติ จนถึงค�ำว่า
“ทุกกฏ” เปน็ ทั้งชือ่ เปน็ ทั้งอาบัติ
ทีก่ ล่าวมานีเ้ ป็นเนือ้ หาโดยพสิ ดารในคัมภรี ์ปริวาร
เนือ้ หาทน่ี า่ สนใจในคมั ภรี ์ปริวาร
ต่อไปจะได้กล่าวถึงเน้ือหาท่ีน่าสนใจท่ีแสดงไว้ในคัมภีร์ปริวาร จักได้น�ำมาแสดง
เฉพาะทีน่ ่าสนใจและพงึ ทราบตามสมควร
เน้ือหาที่น่าสนใจในภิกขุวิภังค์โสฬสมหาวาร และภิกขุนีวิภังค์โสฬสมหาวาร ได้มีการ
ตั้งปญั หาถาม-ตอบเรอื่ งบญั ญัติ ๙ ประการ คอื
๑. บญั ญตั ิ ๒. อนุบญั ญตั ิ
๓. อนุปปันนบัญญตั ิ ๔. สัพพัตถบัญญตั ิ
๕. ปเทสบญั ญตั ิ ๖. สาธารณบัญญัติ
๗. อสาธารณบัญญตั ิ ๘. กโตบัญญัติ
๙. อุภโตบัญญตั ิ
(๑) บัญญัติ คือ ข้อที่พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติครั้งแรกในแต่ละสิกขาบท
ทุกสิกขาบทจะมี ๑ พระบัญญัติ เรียกว่า “มูลบัญญัติ” เช่น “โย ปน ภิกฺขุ เมถุนํ ธมฺมํ
ปฏิเสเวยฺย, ปาราชิโก โหติ อสํวาโส” (วิ.มหา. ๑/๓๙/๒๖)ก็ภิกษุใดเสพเมถุนธรรม ภิกษุนั้น
เป็นปาราชกิ หาสงั วาสมไิ ด้ (ว.ิ มหา. (แปล)๑/๓๙/๒๙)
(๒) อนุบัญญัติ คือ ข้อท่ีพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติเพ่ิมเติมภายหลัง อนุบัญญัติ
มีไม่ทุกสิกขาบท ในสิกขาบทท่ีมีอนุบัญญัติก็มีมากบ้าง น้อยบ้าง สิกขาบทที่มีอนุบัญญัติ
มากท่ีสุด คือ คณโภชนสิกขาบทที่ ๒ แห่งโภชนวรรค มี ๗ พระอนุบัญญัติรองลงมา คือ
นหานสกิ ขาบทที่ ๗ แหง่ สรุ าปานวรรค มี ๖ พระอนุบญั ญตั ิ
ข้อความท่ีเป็นพระอนุบัญญัติ เช่น ค�ำว่า “อนฺตมโส ติรจฺฉานคตายปิ” และ ค�ำว่า
“ภกิ ขฺ นู ํ สกิ ขฺ าสาชวี สมาปนโฺ น สกิ ขฺ ํ อปปฺ จจฺ กขฺ าย ทพุ พฺ ลยฺ ํ อนาวกิ ตวฺ า” ในปาราชกิ สกิ ขาบทที่ ๑
แต่เดิมยังไม่มีการบัญญัติสิกขาบท มารดาบิดาของท่านพระสุทินมาขอผู้สืบเชื้อสาย
เพื่อป้องกันการถกู รบิ มรดกท่ีขาดผ้สู ืบสกลุ ท่านพระสทุ ินเหน็ ว่าไม่มโี ทษ จงึ ได้เสพเมถุนธรรม
262 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระวินยั ปิฎก
กับอดตี ภรรยาจนนางตง้ั ครรภ์ เม่อื เร่อื งนีถ้ ึงพุทธส�ำนัก พระผมู้ พี ระภาคทรงชีโ้ ทษโดยประการ
ต่าง ๆ แล้วทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามการเสพเมถุนธรรม การบัญญัติห้ามครั้งแรกนี้เรียกว่า
“บัญญัต”ิ หรอื “มลู บญั ญัติ” ดงั กล่าวแลว้ ในขอ้ ๑
ต่อมา เกิดเร่ืองท่ีภิกษุรูปหนึ่งเสพเมถุนธรรมกับนางลิง พระผู้มีพระภาคจึงทรง
อนบุ ญั ญัตเิ พ่ิมเตมิ วา่
“โย ปน ภิกฺขุ เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสเวยฺย อนฺตมโส ติรจฺฉานคตายปิ, ปาราชิโก โหติ
อสวํ าโส” (วิ.มหา. ๑/๔๒/๒๘)
อนงึ่ ภกิ ษุใดเสพเมถุนธรรม โดยที่สุดแมก้ บั สัตว์ดิรัจฉานตวั เมยี ภิกษนุ ัน้ เป็นปาราชิก
หาสงั วาสมไิ ด้ (วิ.มหา. (แปล) ๑/๔๒/๓๑) เพม่ิ เติมค�ำว่า “โดยทีส่ ดุ แมก้ บั สตั วด์ ิรจั ฉานตัวเมีย”
ตอ่ มาอกี เกดิ เรอื่ งทพี่ วกภกิ ษวุ ชั ชบี ตุ ร ไมไ่ ดบ้ อกคนื สกิ ขา ไมไ่ ดแ้ จง้ เรอื่ งทตี่ นไมต่ อ้ งการ
ประพฤตพิ รหมจรรยใ์ หใ้ ครทราบ พากนั ไปเสพเมถนุ ธรรม ภายหลงั เสอ่ื มญาติ เสอ่ื มทรพั ย์ จงึ มา
ขอบวชใหม่ พระผมู้ พี ระภาครบั สงั่ วา่ “มใิ ชฐ่ านะ มใิ ชโ่ อกาสทตี่ ถาคตจะถอนปาราชกิ สกิ ขาบท
ทบ่ี ัญญตั แิ กส่ าวกท้งั หลาย” แลว้ ทรงอนบุ ัญญัติเพมิ่ เติมคร้ังท่ี ๒ วา่
“โย ปน ภิกฺขุ ภิกฺขูนํ สกิ ขฺ าสาชวี สมาปนโฺ น สิกขฺ ํ อปฺปจจฺ กขฺ าย ทุพพฺ ลฺยํ อนาวกิ ตวฺ า
เมถนุ ํ ธมมฺ ํ ปฏเิ สเวยยฺ อนตฺ มโส ตริ จฉฺ านคตายปิ ปาราชโิ ก โหติ อสวํ าโส” (ว.ิ มหา. ๑/๔๔/๓๐)
“อน่ึง ภิกษุใด ถึงพร้อมด้วยสิกขาและสาชีพของภิกษุท้ังหลาย ไม่บอกคืนสิกขา
ไม่เปิดเผยความท้อแท้ เสพเมถุนธรรมโดยท่ีสุดแม้กับสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย ภิกษุนั้นเป็น
ปาราชิก หาสังวาสมิได”้ (วิ.มหา. (แปล) ๑/๔๔/๓๒)
เพิ่มเติมค�ำว่า “ถึงพร้อมด้วยสิกขาและสาชีพของภิกษุท้ังหลาย ไม่บอกคืนสิกขา
ไมเ่ ปิดเผยความท้อแท”้ นค้ี อื ลกั ษณะพระบญั ญัตแิ ละพระอนบุ ญั ญตั ิ
(๓) อนุปปันนบัญญัติ คือ ข้อท่ีพระผู้พระภาคทรงบัญญัติในเม่ือเร่ืองยังไม่เกิดข้ึน
อนปุ ปนั นบญั ญตั มิ าเฉพาะในฝา่ ยภกิ ษณุ ี คอื ครธุ รรม ๘ ประการ ไมม่ ใี นทอ่ี นื่ ดงั นนั้ ทกุ สกิ ขาบท
ท่านจึงกล่าวว่า “อนุปฺปนฺนปญฺญตฺติ ตสฺมึ นตฺถิ” “ในสิกขาบทนั้น ไม่มีอนุปปันนบัญญัติ”
ครธุ รรม ๘ ดรู ายละเอยี ดใน ว.ิ มหา. (แปล) ๒/๑๔๘/๓๒๒-๓๒๓, ว.ิ จ.ู (แปล) ๗/๔๐๓/๓๑๖-๓๒๐
(๔) ปเทสบัญญัติ คือ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติเฉพาะประเทศ ได้แก่
ท่ที รงบัญญัติเฉพาะมัชฌิมปเทส หรือเฉพาะปจั จนั ตชนบท ข้อน้เี นอ่ื งกบั ข้อ ๕ ดรู ายละเอียด
ในขอ้ ๕
(๕) สพั พตั ถบัญญตั ิ คอื สิกขาบทบญั ญัติท่ีต้องปฏบิ ตั ใิ นท่ีทกุ แห่งทง้ั ในมชั ฌมิ ปเทส
ทั้งในปัจจันตชนบท สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติ เกือบทั้งหมดเป็นสัพพัตถบัญญัติ
มีอยู่ ๔ สิกขาบทท่ไี มเ่ ป็นสพั พัตถบญั ญตั ิ คอื
เลม่ ท่ี ๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๘ 263
๑. วินยธรปญจฺ เมน คเณน อปุ สมฺปทา : การอปุ สมบทด้วยคณะมีจ�ำนวน ๕ รปู
รวมทงั้ พระวนิ ัยธร
๒. คุณงฺคณุ ูปาหนา : ใชร้ องเท้าหลายชั้น
๓. ธวุ นหานํ : การอาบน�้ำไดเ้ ปน็ นติ ย์
๔. จมมฺ ตถฺ รณํ : (วิ.ม. ๕/๒๕๙/๒๔-๒๕, วิ.ม. (แปล) ๕/๒๕๙/๓๙-๓๙)
๔ สิกขาบทน้บี ัญญตั หิ ้ามเฉพาะในมัชฌมิ ปเทส ในปจั จันตชนบทไม่ห้าม
(๖) สาธารณบัญญัติ คอื สกิ ขาบทท่ีตอ้ งปฏิบตั ทิ ้ังฝา่ ยภกิ ษแุ ละฝา่ ยภกิ ษุณี
(๗) อสาธารณบัญญัติ คอื สิกขาบททพี่ ระผู้มีพระภาคทรงบญั ญตั ิเฉพาะแกฝ่ า่ ยภกิ ษุ
บางสกิ ขาบทซง่ึ ภกิ ษณุ ไี มต่ อ้ งปฏบิ ตั ิ และทที่ รงบญั ญตั แิ กฝ่ า่ ยภกิ ษณุ ลี ว้ นจ�ำนวน ๑๓๐ สกิ ขาบท
(๘) เอกโตบัญญัติ คือ สิกขาบทที่พระผู้มีภาคทรงบัญญัติในสงฆ์ฝ่ายเดียว ได้แก่
อสาธารณบญั ญัติน่นั เอง
(๙) อุภโตบัญญัติ คือ สิกขาบทท่ีพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติในสงฆ์ ๒ ฝ่าย ได้แก่
สิกขาบทท่ีปรารภฝ่ายภิกษุและบัญญัติไว้ก่อนมาตุคามเข้ามาบวชเป็นภิกษุณี แต่เมื่อมาตุคาม
เข้ามาบวชเป็นภิกษุณีก็ต้องปฏิบัติด้วย ส่วนที่บัญญัติเพ่ิมในฝ่ายภิกษุณีคงปฏิบัติเฉพาะ
ฝ่ายภิกษุณี ฝา่ ยภิกษไุ ม่ต้องปฏบิ ัติ นี้คอื บัญญตั ิ ๙ ประการ
ปาตโิ มกขุทเทส วิธยี กปาตโิ มกขข์ ้นึ แสดง ๕ ประการ คอื
๑. นิทานุทเทส วิธียกปาติโมกข์ข้ึนแสดง โดยยกเฉพาะนิทาน (สุณาตุ เม ภนฺเต
สโํ ฆ, อชฺชโุ ปสโถ ปนนฺ รโส ฯเปฯ อาวิกตา หสิ ฺส ผาสุ โหต,ิ กงขฺ า.อ. ๒) ขึ้นแสดงจบแลว้ ละ
อทุ เทสที่เหลอื ไวด้ ว้ ยสุตบท คือหัวข้อ ดังน้ี
อทุ ฺทิฏฺํ โข อายสฺมนโฺ ต นิทานํ, สุตา โข ปนายสมฺ นฺเตหิ จตตฺ าโร ปาราชกิ า ธมฺมา, เตรส
สํฆาทิเสสา ธมฺมา, เทฺว อนิยตา ธมฺมา, ตึส นิสฺสคฺคิยา ธมฺมา, เทฺวนวุติ ปาจิตฺติยา ธมฺมา,
จตฺตาโร ปาฏิเทสนียา ธมฺมา, เสขิยา ธมฺมา, สตฺต อธิกรณสมถา ธมฺมา, เอตฺตกนฺตสฺส
ภควโต สตุ ฺตาคตํ สตุ ตฺ ปรยิ าปนฺนํ อนฺวฑฺฒมาสํ อทุ เฺ ทสํ อาคจฉฺ ต,ิ ตตถฺ สพเฺ พเหว สมคฺเคหิ
สมฺโมทมาเนหิ อวิวทมาเนหิ สิกฺขิตพฺพํ (วิ.อ. ๓/๑๕๐/๑๓๑, กงฺขา.อ. ๒, วิ.สงฺคห. ๒๓๖,
สารตฺถ.ฏีกา ๓/๑๕๐/๓๓๕)
๒. ปาราชกิ ทุ เทส วธิ ยี กปาตโิ มกขข์ น้ึ แสดงโดยยกเฉพาะนทิ าน และปาราชกิ ขน้ึ แสดง
จบแล้วละอทุ เทสทีเ่ หลือดว้ ยสตุ บท ดงั นี้
อุทฺทิฏฺํ โข อายสฺมนฺโต นิทานํ, อุทฺทิฏฺา จตฺตาโร ปาราชิกา ธมฺมา, สุตา
โข ปนายสมฺ นเฺ ตหิ เตรส สํฆาทเิ สสา ธมมฺ า, ... สมโฺ มทมาเนหิ อวิวทมาเนหิ สกิ ฺขติ พพฺ ํ
264 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระวนิ ัยปิฎก
๓. สังฆาทิเสสุทเทส วิธียกปาติโมกข์ขึ้นแสดงโดยยกเฉพาะนิทาน ปาราชิกและ
สงั ฆาทเิ สสข้นึ แสดงจบแล้วละอทุ เทสทเ่ี หลอื ด้วยสุตบท ดังนี้
อุทฺทิฏฺํ โข อายสฺมนฺโต นิทานํ, อุทฺทิฏฺา จตฺตาโร ปาราชิกา ธมฺมา, อุทฺทิฏฺา
เตรส สํฆาทิเสสา ธมฺมา, สุตา โข ปนายสฺมนฺเตหิ เทฺว อนิยตา ธมฺมา, ... สมฺโมทมาเนหิ
อววิ ทมาเนหิ สกิ ขฺ ิตพพฺ ํ
๔. อนิยตุทเทส วิธียกปาติโมกข์ข้ึนแสดงโดยยกเฉพาะนิทาน ปาราชิก สังฆาทิเสส
และอนิยตขนึ้ แสดงจบแลว้ ละอทุ เทสท่ีเหลอื ดว้ ยสุตบท ดังนี้
อุทฺทิฏฺํ โข อายสฺมนฺโต นิทานํ, อุทฺทิฏฺา จตฺตาโร ปาราชิกา ธมฺมา, อุทฺทิฏฺา
เตรส สํฆาทิเสสา ธมฺมา, อุทฺทิฏฺา เทฺว อนิยตา ธมฺมา, สุตา โข ปนายสฺมนฺเตหิ ตึส
นิสฺสคคฺ ยิ า ธมมฺ า, ... สมโฺ มทมาเนหิ อวิวทมาเนหิ สกิ ฺขิตพพฺ ํ
๔ อุทเทสนใี้ ช้ในเมือ่ มอี ันตราย ๑๐ ประการ อยา่ งใดอยา่ งหน่งึ เกิดขึ้น
๕. วิตถารทุ เทส วธิ ยี กปาติโมกข์ขึน้ แสดงโดยพสิ ดารต้ังแต่ตน้ จนจบ
สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ทุกสิกขาบท จัดเข้าในนิทานุทเทสและนับ
เนอ่ื งในนิทานุทเทส ทสี่ ิกขาบทท้งั หมดจัดเขา้ และนับเนือ่ งในอุทเทสท่ี ๑ คอื นิทานุทเทสนนั้
เพราะจัดเข้าในค�ำนว้ี า่ “ยสฺส สยิ า อาปตฺติ, โส อาวิกเรยยฺ ” (กงขฺ า.อ. ๒) “อาบัตมิ แี กภ่ กิ ษุ
รูปใด ภิกษุรูปน้ัน พึงเปิดเผย” ข้อความนี้เป็นข้อความตอนหน่ึงที่ยกข้ึนแสดงในนิทานุทเทส
ดงั นนั้ สิกขาบททกุ สกิ ขาบทจึงนับเนอื่ งในอุทเทสท่ี ๑ เพราะเปน็ สิกขาบททีภ่ กิ ษุผ้ลู ่วงละเมดิ
พงึ เปิดเผย
ส่วนที่มาสู่อุทเทสนั้นแยกกัน ปาราชิกมาสู่อุทเทสท่ี ๒ สังฆาทิเสสมาสู่อุทเทสที่ ๓
อนิยตมาสู่อุทเทส ๔ นสิ สคั คีย์ ปาจติ ตยี ์ ปาฏเิ ทสนยี ะ เสขิยะ มาส่อู ทุ เทสที่ ๕
น้เี ปน็ ส่วนเนือ้ หาที่น่าสนใจในโสฬสมหาวารในภิกขวุ ภิ งั คแ์ ละภกิ ขุนวี ภิ งั ค์
สมุฏฐานสสี สงั เขป
เน้ือหาท่ีน่าสนใจในสมุฏฐานสีสสังเขป แสดงหัวข้อสมุฏฐานแห่งอาบัติเกิดใน
สมุฏฐานเดียวกนั จัดเปน็ ๑๓ สมฏุ ฐาน เปน็ คาถานับจ�ำนวนได้ ๖๒ คาถา
คาถาสมุฏฐานสีสสงั เขปนี้ คงเป็นคาถาท่พี ระสงั คตี ิกาจารยแ์ ตง่ ไว้ อรรถกถา และฎกี า
มิได้ระบุไว้ แต่มีบางคาถาท่ีอรรถกถาและฎีการะบุไว้ว่าพระสังคีติกาจารย์แต่งไว้ เช่น คาถา
แสดงรายนามพระเถระผทู้ รงจ�ำพระวนิ ยั สบื กนั มา ทา่ นกลา่ ววา่ “พระมหาเถระรนุ่ โบราณาจารย์
ชาวสงิ หลแตง่ ไวเ้ มอื่ คราวสงั คายนาพระธรรมวนิ ยั แลว้ จารกึ เปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษรลงบนใบลาน”
เลม่ ท่ี ๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๘ 265
(ว.ิ อ. ๓/๓/๔๒๐, สารตถฺ .ฏกี า ๓/๓/๕๔๕) การจารกึ พระธรรมวนิ ยั เปน็ ลายลักษณ์อักษรลงบน
ในลานนัน้ ได้กระท�ำกันเมอื่ คราว สงั คายนาครง้ั ท่ี ๕ พ.ศ. ๔๓๓
เร่ืองสมุฏฐาน ๑๓ นั้นได้กล่าวแล้ว (หน้า ๑๕-๑๗) ประเด็นที่น่าสนใจท่ีจะกล่าวน้ี
คอื ขอ้ ความคาถาแรกแหง่ สมฏุ ฐานสีสสงั เขปวา่
อนิจฺจา สพพฺ สงฺขารา ทุกฺขานตฺตา จ สงขฺ ตา
นิพพฺ านญเฺ จว ปณณฺ ตฺต ิ อนตฺตา อติ ิ นิจฺฉยา
(วิ.ป. ๘/๒๕๗/๑๙๔)
สังขารทง้ั ปวงทป่ี ัจจัยปรงุ แตง่ ไมเ่ ทยี่ ง เป็นทกุ ข์
เปน็ อนตั ตา พระนพิ พานและบัญญตั ิ ท่านวินิจฉยั วา่ เปน็ อนัตตา
(วิ.ป. (แปล) ๘/๒๕๗/๓๔๑)
อรรถกถาอธบิ ายวา่ อนตตฺ า อิติ นจิ ฉฺ ยาติ อนตตฺ า อติ ิ วินจิ ฉฺ ติ า (ว.ิ อ. ๓/๒๕๗/๔๒๒)
ค�ำว่า “ท่านวนิ จิ ฉัยวา่ เปน็ อนตั ตา” คือ ท่านวนิ จิ ฉยั แลว้ วา่ เปน็ อนตั ตา
นิพฺพานํ เป็นนปุํสกลิงค์ ปณฺณตฺติ เป็นอิตถีลิงค์ เป็นประธานทั้ง ๒ บท นิจฺฉยา
เป็นกิริยานามกิตก์ ประกอบเป็นอิตถีลิงค์เพราะอยู่ใกล้บทว่า ปณฺณตฺติ หลักการประกอบ
วิภัตติวจนะและลิงค์ของบทท่ีเกี่ยวข้องเป็นวิเสสนะเป็นกิริยาของบท นามนามหลายบทและ
ตา่ งลิงคก์ ัน จะประกอบวภิ ตั ติและลิงคอ์ นวุ ัตรตามบทนามนาม ทอ่ี ยู่ใกล้ เช่น ขอ้ ความว่า
“อุปปฺ ชชฺ มาโน หิ โสโก วา ภยํ วา ปิยเมว นสิ สฺ าย อุปฺปชฺชติ ...วฏฏฺ มูลโก หิ โสโก วา
ภยํ วา อุปปฺ ชฺชมานํ ปยิ เมว สตตฺ ํ วา สงฺขารํ วา นสิ สฺ าย อุปปฺ ชชฺ ติ (ข.ุ ธ.อ. ๖/๑๓๒-๑๓๓)
“จริงอยู่ ความโศกหรือความกลัว เม่ือจะเกิดขึ้น ย่อมอาศัยสัตว์หรือสังขาร อันเป็น
ที่รกั นัน่ เท่ียวเกดิ ข้ึน ...
จริงอยู่ ความโศกหรือความกลัวอันมีวัฏฏะเป็นมูล เมื่อจะเกิดขึ้นย่อมอาศัยสัตว์หรือ
สังขารอนั เป็นที่รกั นัน่ เทย่ี วเกดิ ขึน้ ”
เร่ืองนิพพานและบญั ญัตเิ ป็นอนัตตานี้ ฎีกาได้อธบิ ายไวว้ า่
“ปาฬิยํ นิพฺพานญฺเจว ปญฺตฺตีติ เอตฺถ ยสฺมา สงฺขตธมฺเม อุปาทาย ปญฺตฺตา
สมฺมุติสจฺจภูตา ปุคฺคลาทิปญฺตฺติ ปรมตฺถโต อวิชฺชมานตฺตา อุปฺปตฺติวินาสยุตฺตวตฺถุธมฺม-
นยิ เตน อนจิ จฺ ทุกฺขลกขฺ ณทฺวเยน ยตุ ตฺ าติ วตฺตุํ อยุตตฺ า, การกเวทกาทิรเู ปน ปน ปริกปฺปิเตน
อตตฺ สภาเวน วิรหติ ตตฺ า “อนตฺตา”ติ วตฺตุํ ยตุ ฺตา. ตสมฺ า อยํ ปญฺ ตตฺ ิปิ อสงฺขตตตฺ สามญฺโต
วตถฺ ุภูเตน นพิ ฺพาเนน สห “อนตฺตา อิติ นิจฉฺ ยา”ติ วุตตฺ า. (วมิ ติ.ฏกี า ๒/๒๕๗/๓๕๑)
“ในค�ำนว้ี า่ นพิ พฺ านญเฺ จว ปญฺ ตตฺ ิ ในพระบาลมี อี ธบิ ายดงั นี้ เพราะการบญั ญตั วิ า่ บคุ คล
เปน็ ตน้ อนั เปน็ สมมตสิ จั จะ ซงึ่ ทา่ นอาศยั สงั ขตธรรมบญั ญตั ไิ ว้ ไมค่ วรทจ่ี ะกลา่ ววา่ ประกอบดว้ ย
266 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระวนิ ัยปิฎก
อนจิ จลกั ษณะและทกุ ขลกั ษณะซงึ่ ก�ำหนดเปน็ วตั ถธุ รรม ทปี่ ระกอบดว้ ยความเกดิ ขน้ึ และความ
พินาศไปเพราะไม่มีอยู่โดยปรมัตถ์ แต่ควรท่ีจะกล่าวว่า เป็นอนัตตา เพราะเว้นจากความเป็น
อัตตาที่ก�ำหนดโดยความเปน็ ผูก้ ระท�ำและเปน็ ผู้เสวยผลการกระท�ำ ฉะนนั้ ทา่ นจงึ น�ำสง่ิ ทเี่ ปน็
บญั ญัตมิ าวินิจฉยั ว่า เปน็ อนตั ตา ร่วมกบั พระนพิ พานซง่ึ เป็นปรมตั ถธรรม เพราะตา่ งก็เปน็ สิง่ ท่ี
ไม่ถูกปจั จัยปรุงแตง่ เหมือนกนั ”
พระนิพพานมิใช่บัญญัติ เร่ืองน้ีท่านพระพุทธทัตตเถระได้แสดงไว้ในคัมภีร์
อภิธมั มาวตารวา่
“ปรมตถฺ โต อตฺถเิ ยว นิพพฺ านํ นาม เอโก สภาโว. ตํ ปน ปกติวาทีนํ ปกติ วิย, ติตฺถิยานํ
อตฺตา วิย จ สสวิสาณํ วิย จ นาวิชฺชมานํ. อถ ปญฺตฺติมตฺตํ นิพฺพานนฺติ เจ, ตมฺปิ อยุตฺตํ.
กสฺมา ? นพิ ฺพานารมมฺ ณานํ จติ ตฺ เจตสกิ านํ นวตฺตพฺพารมฺมณตตฺ า ... ตสฺมา น ปญฺ ตตฺ มิ ตตฺ ํ
นพิ ฺพานํ. ยสมฺ า จ ปณฺณตตฺ ภิ าโว นพิ ฺพานสฺส น ยชุ ฺชติ (อภิ.วตาร. ๗๗๑/๑๐๔-๑๐๕)
“ว่าโดยปรมัตถ์พระนิพพานเป็นสภาวะอย่างหนึ่งที่มีอยู่นั่นเทียว ก็พระนิพพานนั้น
มิใช่เป็นส่ิงที่ไม่ปรากฏซึ่งต่างจากปกติของพวกปกติวาที ต่างจากอัตตาของพวกเดียรถีย์และ
ต่างจากเขากระต่าย ที่ไม่มีปรากฏอยู่ ถามว่า ถ้าพระนิพพานเป็นเพียง บัญญัติไซร้ ข้อน้ัน
ไม่ถูกต้อง เพราะอะไร เพราะจิตและเจตสิกธรรมทั้งหลายที่รับพระนิพพานเป็นอารมณ์นั้น
เป็นส่ิงท่ีมีสภาวธรรมท่ีบุคคลไม่ควรกล่าวว่าเป็นอดีตปัจจุบันหรืออนาคตเป็นอารมณ์ ...
เพระนพิ พานจงึ ไมใ่ ชเ่ ปน็ เพยี งบญั ญตั ิ และเพราะภาวะทพ่ี ระนพิ พานเปน็ บญั ญตั ิ จงึ ไมถ่ กู ตอ้ ง”
คาถาสงั คณิกะ
เนื้อหาที่น่าสนใจในคาถาสังคณิกะ คือกลุ่มคาถาแสดงเร่ืองท่านพระอุบาลีเข้าทูลถาม
ปญั หาพระผมู้ พี ระภาคเกยี่ วกบั สกิ ขาบททท่ี รงบญั ญตั ใิ นสงฆ์ ๒ ฝา่ ย ซง่ึ ยกขน้ึ สวดในวนั อโุ บสถ
พิจารณาดูแล้วเป็นเรื่องท่ีรองรับสิกขาบทท้ังหมด ๓๕๐ สิกขาบทท่ีทรงบัญญัติใน
สงฆ์ ๒ ฝ่าย คอื ฝา่ ยภิกษุ ๒๒๐ สกิ ขาบท ฝา่ ยภกิ ษณุ ี ๓๐๔ สกิ ขาบท จ�ำนวนตัวเลข ๒๒๐
กับ ๓๐๔ นี้ มิได้แบ่งครึ่งจากจ�ำนวนตัวเลข ๓๕๐ แต่เป็น การแบ่งออกมาเฉพาะส่วนหนึ่ง
คือ เฉพาะสกิ ขาบททีเ่ ป็นสาธารณบญั ญัติ
สิกขาบทท่ีพระผมู้ ีพระภาคทรงบัญญตั ิไว้ในฝ่ายภิกษมุ จี �ำนวน ๒๒๐ สกิ ขาบท (ไม่นบั
อธิกรณสมถะ ๗) ท่ีทรงบัญญัติในฝ่ายภิกษุณีมีจ�ำนวน ๑๓๐ สิกขาบท เม่ือนับรวมท่ีทรง
บญั ญตั ิในสงฆ์ ๒ ฝ่ายมีจ�ำนวน ๓๕๐ สกิ ขาบท ภิกษุณตี อ้ งปฏบิ ตั สิ กิ ขาบททพี่ ระผู้มพี ระภาค
ทรงบญั ญัตใิ นฝ่ายภิกษสุ งฆอ์ กี ๑๗๔ สิกขาบท คือ
เล่มท่ี ๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๘ 267
ปาราชกิ ๔ สิกขาบท
๑. เมถุนธรรมสิกขาบท ว่าด้วยการเสพเมถนุ ธรรม
๒. อทินนาทานสกิ ขาบท ว่าด้วยการถือเอาสง่ิ ของท่เี จ้าของไมไ่ ด้ให้
๓. มนสุ สวคิ คหสกิ ขาบท วา่ ด้วยการปลงชวี ติ มนษุ ย์
๔. อตุ ตริมนสุ สธรรมสิกขาบท วา่ ดว้ ยการกลา่ วอวดอุตตริมนุสสธรรม
สงั ฆาทิเสส ๗ สกิ ขาบท
๕. สญั จรติ ตสกิ ขาบท ว่าดว้ ยการชกั สือ่ (สกิ ขาบทที่ ๕ ในฝ่ายภกิ ษุ)
๖. ปฐมทุฏฐโทสสิกขาบท ว่าด้วยการขัดเคืองมีโทสะข้อที่ ๑ (สิกขาบทท่ี ๘
ในฝ่ายภกิ ษุ)
๗. ทุติยทุฏฐโทสสิกขาบท ว่าด้วยการขัดเคืองมีโทสะข้อท่ี ๒ (สิกขาบทท่ี ๙
ในฝา่ ยภิกษุ)
๘. สังฆเภทสิกขาบท ว่าด้วยการท�ำลายสงฆ์ให้แตกกัน (สิกขาบทท่ี ๑๐ ในฝ่าย
ภิกษุ)
๙. สังฆเภทานุวัตตกสิกขาบท ว่าด้วยการประพฤติตามกล่าวสนับสนุนภิกษุ
ผ้ทู �ำลายสงฆ์ (สิกขาบทท่ี ๑๑ ในฝ่ายภกิ ษุ)
๑๐. ทพุ พจสกิ ขาบท วา่ ด้วยการเปน็ คนว่ายาก (สิกขาบทท่ี ๑๒ ในฝ่ายภิกษุ)
๑๑. กุลทูสกสิกขาบท ว่าด้วยการประทุษร้ายตระกูล (สิกขาบทท่ี ๑๓ ใน
ฝ่ายภิกษ)ุ
นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑๘ สิกขาบท
๑๒. ปฐมกฐนิ สิกขาบทที่ ๑ แหง่ จวี รวรรคของภิกษุสงฆ์
๑๓. อุทโทสติ สกิ ขาบทท่ี ๒ แห่งจีวรวรรคของภิกษุสงฆ์
๑๔. ตตยิ กฐนิ สิกขาบทท่ี ๓ แหง่ จวี รวรรคของภกิ ษุสงฆ์
๑๕. อญั ญาตกวญิ ญตั ตสิ ิกขาบทท่ี ๖ แหง่ จวี รวรรคของภิกษสุ งฆ์
๑๖. ตตุตตริสกิ ขาบทที่ ๗ แห่งจีวรวรรคของภกิ ษุสงฆ์
๑๗. อปุ กั ขฏสกิ ขาบทท่ี ๘ แหง่ จวี รวรรคของภกิ ษุสงฆ์
๑๘. ทุตยิ อุปักขฏสกิ ขาบทที่ ๙ แหง่ จีวรวรรคของภิกษุสงฆ์
268 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระวินยั ปิฎก
๑๙. ราชสิกขาบทท่ี ๑๐ แห่งจวี รวรรคของภิกษุสงฆ์
๒๐. รูปิยสกิ ขาบทที่ ๘ แหง่ โกสิยวรรคของภกิ ษสุ งฆ์
๒๑. รปู ยิ สงั โวหารสิกขาบทที่ ๙ แห่งโกสยิ วรรคของภกิ ษุสงฆ์
๒๒. กยวกิ กยสิกขาบทที่ ๑๐ แหง่ โกสยิ วรรคของภกิ ษสุ งฆ์
๒๓. อนู ปัญจพนั ธนสิกขาบทท่ี ๒ แห่งปตั ตวรรคของภกิ ษุสงฆ์
๒๔. เภสัชชสกิ ขาบทที่ ๓ แห่งปตั ตวรรคของภกิ ษุสงฆ์
๒๕. จวี รอัจฉินทนสิกขาบทที่ ๕ แห่งปัตตวรรคของภกิ ษสุ งฆ์
๒๖. สุตตวญิ ญัตตสิ กิ ขาบทท่ี ๖ แห่งปตั ตวรรคของภกิ ษสุ งฆ์
๒๗. มหาเปสการสิกขาบทท่ี ๗ แหง่ ปัตตวรรคของภกิ ษุสงฆ์
๒๘. อจั เจกจวี รสิกขาบทที่ ๗ แหง่ ปตั ตวรรคของภกิ ษสุ งฆ์
๒๙. ปริณตสิกขาบทท่ี ๑๐ แหง่ ปตั ตวรรคของภกิ ษุสงฆ์
ปาจติ ตีย์ ๗๐ สกิ ขาบท
มสุ าวาทวรรค ๑๐ สิกขาบท
๓๐. มสุ าวาทสิกขาบท วา่ ด้วยการกลา่ วเทจ็
๓๑. โอมสวาทสกิ ขาบท ว่าด้วยการกลา่ วเสยี ดสี
๓๒. เปสญุ ญสกิ ขาบท ว่าด้วยการกล่าวส่อเสียด
๓๓. ปทโสธัมมสิกขาบท วา่ ด้วยการสอนใหก้ ลา่ วธรรมแขง่ กันเป็นบท ๆ
๓๔. สหเสยยสกิ ขาบท ว่าดว้ ยการนอนร่วมกนั
๓๕. ทุตยิ สหเสยยสิกขาบท วา่ ดว้ ยการนอนรว่ มกนั ขอ้ ที่ ๒
๓๖. ธมั มเทสนาสกิ ขาบท ว่าดว้ ยการแสดงธรรม
๓๗. ภตู าโรจนสกิ ขาบท ว่าดว้ ยการบอกอตุ ตริมนุสสธรรมทม่ี ีจริง
๓๘. ทฏุ ฐลุ ลาโรจนสกิ ขาบท ว่าดว้ ยการบอกอาบตั ิช่ัวหยาบ
๓๙. ปฐวีขณนสิกขาบท วา่ ดว้ ยการขดุ ดิน
ภตู คามวรรค ๑๐ สิกขาบท
๔๐. ภตู คามสกิ ขาบท ว่าดว้ ยการพรากภตู คาม
๔๑. อัญญวาทกสกิ ขาบท ว่าด้วยการกลา่ วกลบเกลอื่ น
๔๒. อุชฌาปนกสิกขาบท ว่าดว้ ยการกลา่ วให้เพง่ โทษ
เลม่ ที่ ๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๘ 269
๔๓. ปฐมเสนาสนสิกขาบท ว่าดว้ ยเสนาสนะข้อที่ ๑
๔๔. ทตุ ยิ เสนาสนสกิ ขาบท ว่าด้วยเสนาสนะขอ้ ที่ ๒
๔๕. อนุปขชั ชสกิ ขาบท วา่ ดว้ ยการเขา้ ไปแทรกแซง
๔๖. นิกกัฑฒนสิกขาบท ว่าดว้ ยการฉุดลากออก
๔๗. เวหาสกุฏสิ กิ ขาบท ว่าดว้ ยกฎุ ีชน้ั ลอย
๔๘. มหัลลกวิหารสกิ ขาบท ว่าด้วยการสร้างวหิ ารใหญ่
๔๙. สัปปาณกสกิ ขาบท ว่าดว้ ยสิง่ มชี ีวิต
โภชนวรรค ๑๐ สิกขาบท ตรงกบั ฝา่ ยภกิ ษุสงฆ์ ดังนี้
๕๐. อาวสถปิณฑสิกขาบทที่ ๑ แหง่ โภชนวรรคของภกิ ษุสงฆ์
๕๑. คณโภชนสิกขาบทที่ ๒ แหง่ โภชนวรรคของภกิ ษสุ งฆ์
๕๒. กาณมาตุสิกขาบทท่ี ๔ แห่งโภชนวรรคของภิกษสุ งฆ์
๕๓. วกิ าลโภชนสกิ ขาบทท่ี ๗ แหง่ โภชนวรรคของภกิ ษสุ งฆ์
๕๔. สันนิธิการกสกิ ขาบทที่ ๘ แห่งโภชนวรรคของภกิ ษสุ งฆ์
๕๕. ทันตโปนสกิ ขาบทท่ี ๑๐ แห่งโภชนวรรคของภกิ ษสุ งฆ์
๕๖. อยุ โยชนสิกขาบทท่ี ๒ แหง่ อเจลกวรรคของภิกษสุ งฆ์
๕๗. สโภชนสิกขาบทท่ี ๓ แหง่ อเจลกวรรคของภกิ ษสุ งฆ์
๕๘. รโหปฏิจฉนั นสกิ ขาบทท่ี ๔ แหง่ อเจลวรรคของภิกษุสงฆ์
๕๙. รโหนิสชั ชสิกขาบทที่ ๕ แห่งอเจลกวรรคของภิกษุสงฆ์
จาริตตวรรค ๑๐ สกิ ขาบท ตรงกับของฝ่ายภิกษุสงฆ์ ดังนี้
๖๐. จารติ ตสกิ ขาบทที่ ๖ แห่งอเจลกวรรคของภิกษุสงฆ์
๖๑. มหานามสกิ ขาบทท่ี ๗ แหง่ อเจลกวรรคของภกิ ษสุ งฆ์
๖๒. อยุ ยุตตเสนาสิกขาบทที่ ๘ แหง่ อเจลกวรรคของภกิ ษสุ งฆ์
๖๓. เสนาวาสสิกขาบทที่ ๙ แหง่ อเจลกวรรคของภิกษุสงฆ์
๖๔. อุยโยธกิ สกิ ขาบทท่ี ๑๐ แหง่ อเจลกวรรคของภกิ ษสุ งฆ์
๖๕. สรุ าปานสกิ ขาบทที่ ๑ แห่งสรุ าปานวรรคของภกิ ษสุ งฆ์
๖๖. องั คลุ ปิ โตทกสกิ ขาบทที่ ๒ แห่งสรุ าปานวรรคของภกิ ษสุ งฆ์
๖๗. หสั สธมั มสกิ ขาบทที่ ๓ แหง่ สุราปานวรรคของภกิ ษุสงฆ์
๖๘. อนาทรยิ สกิ ขาบทที่ ๔ แหง่ สุราปานวรรคของภกิ ษุสงฆ์
๖๙. ภงิ สาปนสกิ ขาบทที่ ๕ แห่งสรุ าปานวรรคของภิกษสุ งฆ์