The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระวินัยปิฎก เล่ม 1-8 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-24 04:56:11

พระวินัยปิฎก เล่ม 1-8 ebook

พระวินัยปิฎก เล่ม 1-8 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Keywords: พระวินัยปิฎก เล่ม 1-8 ebook

270 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระวินัยปฎิ ก

โชติวรรค ๑๐ สิกขาบท ตรงกบั ของฝา่ ยภิกษสุ งฆ์ ดังน้ี
๗๐. โชตกิ สกิ ขาบทที่ ๖ แหง่ สรุ าปานวรรคของภิกษุสงฆ์
๗๑. นหานสกิ ขาบทที่ ๗ แหง่ สรุ าปานวรรคของภกิ ษุสงฆ์
๗๒. ทุพพณั ณกรณสิกขาบทที่ ๘ แห่งสุราปานวรรคของภกิ ษุสงฆ์
๗๓. วิกปั ปนสกิ ขาบทที่ ๙ แหง่ สุราปานวรรคของภกิ ษสุ งฆ์
๗๔. จวี รอปนิธานสิกขาบทท่ี ๑๐ แห่งสรุ าปานวรรคของภกิ ษุสงฆ์
๗๕. สญั จิจจสกิ ขาบทที่ ๑ แหง่ สัปปาณกวรรคของภิกษสุ งฆ์
๗๖. สัปปาณกสกิ ขาบทที่ ๒ แหง่ สัปปาณกวรรคของภกิ ษสุ งฆ์
๗๗. อุกโกฏนสกิ ขาบทท่ี ๓ แห่งสัปปาณกวรรคของภิกษุสงฆ์
๗๘. เถยยสตั ถสิกขาบทท่ี ๖ แห่งสัปปาณกวรรคของภกิ ษสุ งฆ์
๗๙. อรฏิ ฐสิกขาบทที่ ๘ แหง่ สัปปาณกวรรคของภิกษสุ งฆ์


ทิฏฐวรรค ๑๐ สกิ ขาบท ตรงกบั ของฝา่ ยภกิ ษสุ งฆ์ ดงั นี้

๘๐. อกุ ขิตตสัมโภคสกิ ขาบทท่ี ๙ แห่งสัปปาณกวรรคของภกิ ษสุ งฆ์
๘๑. กณั ฏกสิกขาบทที่ ๑๐ แห่งสัปปาณกวรรคของภิกษุสงฆ์
๘๒. สหธมั มิกสิกขาบทที่ ๑ แห่งสหธัมมิกวรรคของภกิ ษุสงฆ์
๘๓. วเิ ลขนสิกขาบทท่ี ๒ แหง่ สหธมั มิกวรรคของภกิ ษุสงฆ์
๘๔. โมหนสิกขาบทท่ี ๓ แหง่ สหธัมมิกวรรคของภกิ ษุสงฆ์
๘๕. ปหารสิกขาบทท่ี ๔ แห่งสหธัมมิกวรรคของภิกษสุ งฆ์
๘๖. ตลสตั ติกสกิ ขาบทที่ ๕ แห่งสหธมั มกิ วรรคของภกิ ษุสงฆ์
๘๗. อมูลกสกิ ขาบทท่ี ๖ แห่งสหธมั มิกวรรคของภิกษุสงฆ์
๘๘. สญั จิจจสกิ ขาบทที่ ๗ แหง่ สหธมั มกิ วรรคของภิกษุสงฆ์
๘๙. อุปัสสุตสิ ิกขาบทที่ ๘ แห่งสหธมั มิกวรรคของภกิ ษสุ งฆ์
ธมั มิกวรรค ๑๐ สกิ ขาบท ตรงกับของฝา่ ยภิกษสุ งฆ์ ดงั นี้
๙๐. กัมมปฏพิ าหนสิกขาบทที่ ๙ แห่งสหธัมมิกวรรคของภิกษสุ งฆ์
๙๑. ฉนั ทอทัตวาคมนสกิ ขาบทที่ ๑๐ แห่งสหธมั มิกวรรคของภิกษุสงฆ์
๙๒. ทัพพสกิ ขาบทท่ี ๑๑ แห่งสหธัมมิกวรรคของภิกษสุ งฆ์
๙๓. ปริณามนสิกขาบทท่ี ๑๒ แหง่ สหธัมมกิ วรรคของภิกษุสงฆ์

เล่มที่ ๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๘ 271

๙๔. รตนสิกขาบทที่ ๒ แหง่ รตนวรรคของภกิ ษสุ งฆ์
๙๕. สจู ิฆรสกิ ขาบทที่ ๔ แหง่ รตนวรรคของภกิ ษุสงฆ์
๙๖. มัญจปีฐสกิ ขาบทท่ี ๕ แหง่ รตนวรรคของภิกษุสงฆ์
๙๗. ตูโลนทั ธสิกขาบทท่ี ๖ แห่งรตนวรรคของภกิ ษุสงฆ์
๙๘. กณั ฑุปฏจิ ฉาทิสกิ ขาบทท่ี ๘ แห่งรตนวรรคของภิกษุสงฆ์
๙๙. นนั ทสิกขาบทท่ี ๑๐ แห่งรตนวรรคของภกิ ษุสงฆ์
เสขิยะอีก ๗๕ สิกขาบท รวม ๑๗๔ สิกขาบทท่ีพระผู้มีพระภาคทรงปรารภภิกษุ
สงฆ์บัญญัติไว้ซ่ึงภิกษุณีสงฆ์ต้องปฏิบัติด้วยเป็นสิกขาบทที่หักออกมาจากสิกขาบทของภิกษุ
๒๒๐ สกิ ขาบท
สิกขาบทท่ีพระผู้มีพระภาคทรงปรารภภิกษุณีสงฆ์บัญญัติไว้ ๑๓๐ สิกขาบทไม่ทั่วไป
กับภิกษสุ งฆ์ คือ ภิกษุสงฆไ์ ม่ต้องปฏิบัติ
สิกขาบทของท้ัง ๒ ฝ่ายที่ไม่ทั่วไป คือ ภิกษุสงฆ์ปฏิบัติเฉพาะฝ่ายเดียว ภิกษุณีสงฆ์
ไม่ต้องปฏิบัติ และภิกษุณีสงฆ์ปฏิบัติเฉพาะฝ่ายเดียว ภิกษุสงฆ์ไม่ต้องปฏิบัติ มีจ�ำนวน ๑๗๖
สิกขาบท คอื ปาราชิก ๔
สิกขาบทที่ทรงบัญญัติในฝ่ายภิกษุณี สังฆาทิเสส ๑๖ สิกขาบท คือ สิกขาบที่ ๑-๒-
๓-๔ สิกขาบทท่ี ๖-๗ ของภิกษุสงฆ์ และสงั ฆาทเิ สสทบ่ี ัญญัติในฝ่ายภกิ ษณุ ีอกี ๑๐ สิกขาบท
อนิยต ๒ สกิ ขาบทของภิกษุสงฆ์ นสิ สัคคีย์ ๒๔ สิกขาบท คือ สิกขาบทที่ ๔-๕ แหง่ จวี รวรรค
สิกขาบทท่ี ๑-๒-๓-๔-๕-๖-๗ แห่งโกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๑ สิกขาบทที่ ๔ สิกขาบทท่ี ๙
แห่งปัตตวรรคของภิกษุสงฆ์ และนิสสัคคีย์ที่ทรงบัญญัติในฝ่ายภิกษุณีสงฆ์อีก ๑๒ สิกขาบท
ปาจิตตีย์ ๑๑๘ สิกขาบท คือ โอวาทวรรค ๑๐ สิกขาบทของภิกษุสงฆ์ สิกขาบทท่ี ๓
สกิ ขาบทท่ี ๕-๖ สกิ ขาบทท่ี ๙ แหง่ โภชนวรรคของภกิ ษสุ งฆ์ สกิ ขาบทที่ ๑ แหง่ อเจลกวรรคของ
ภิกษุสงฆ์ สิกขาบทท่ี ๔-๕ สิกขาบทท่ี ๗ แห่งสัปปาณกวรรคของภิกษุสงฆ์ สิกขาบทท่ี ๑
สิกขาบทท่ี ๓ สิกขาบทท่ี ๗ สิกขาบทท่ี ๙ แห่งรตนวรรคของภิกษุสงฆ์ และปาจิตตีย์
ท่ีทรงบัญญัติในฝ่ายภิกษุณีสงฆ์อีก ๙๖ สิกขาบท ปาฏิเทสนียะของภิกษุสงฆ์ ๔ สิกขาบท
และปาฏเิ ทสนยี ะของภกิ ษุณสี งฆ์ ๘ สิกขาบท
สิกขาบทท่ีภิกษุสงฆ์ภิกษุณีสงฆ์ศึกษาร่วมกันมีจ�ำนวน ๑๗๔ สิกขาบท ได้แก่
สิกขาบทที่ทรงปรารภภิกษสุ งฆบ์ ญั ญัตไิ ว้ซง่ึ ภกิ ษุณตี ้องปฏบิ ตั ดิ ว้ ยท่กี ล่าวแล้ว
สิกขาบทที่เป็นสาธารณบัญญัตินั้นมีเฉพาะของฝ่ายภิกษุสงฆ์ท่ีสาธารณะทั่วไป
แก่ฝ่ายภิกษุณีสงฆ์ คือต้องปฏิบัติด้วยสิกขาบทของฝ่ายภิกษุณีสงฆ์ท่ีสาธารณะทั่วไป
แก่ฝา่ ยภิกษสุ งฆ์ไม่มี

272 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระวนิ ยั ปฎิ ก

ภิกษุณีทั้งหลายต้องปฏิบัติรักษาไม่ล่วงละเมิดปาราชิก ๔ สิกขาบทที่ทรงบัญญัติ
ไว้ในฝ่ายภิกษุสงฆ์ด้วย แต่ภิกษุสงฆ์ไม่ต้องปฏิบัติรักษาปาราชิก ๔ สิกขาบทท่ีทรงบัญญัติ
ไว้ในฝ่ายภิกษุณีสงฆ์ในฐานะเป็นปาราชิก เพียงปฏิบัติรักษาในฐานะเป็นสิกขาบทที่มีโทษ
ต�่ำลงมา คือ ภิกษุสงฆ์มีสิกขาบทที่คล้ายกับปาราชิก ๔ สิกขาบท ท่ีทรงบัญญัติขึ้นใน
ฝา่ ยภกิ ษณุ ีสงฆแ์ ต่ปรับอาบัตติ ำ่� กวา่ อาบตั ปิ าราชกิ น่ันเอง

ปาราชกิ ๔ สกิ ขาบทท่ีทรงบัญญัติในฝ่ายภิกษุณีสงฆ์ คอื
๑. ภิกษุณีก�ำหนัดยินดีการที่บุรุษผู้ก�ำหนัดจับต้องลูบคล�ำท่ีบริเวณใต้ไหปลาร้า
ลงมาเหนอื เขา่ ข้นึ ไป ตอ้ งอาบตั ิปาราชกิ
ในการก�ำหนัดยินดีการท่ีถูกจับต้องน้ีฝ่ายภิกษุสงฆ์ มีกายสังสัคคสิกขาบทแห่ง
สังฆาทเิ สสปฏิบัติอยูแ่ ลว้ ถา้ ภกิ ษุก�ำหนัดยินดกี ารทส่ี ตรจี บั ต้องกาย ต้องอาบัตสิ งั ฆาทิเสส
๒. ภิกษุณีไม่ทักท้วงภิกษุณีผู้ต้องอาบัติปาราชิก ไม่บอกเร่ืองน้ันให้ภิกษุณีอ่ืนทราบ
ชว่ ยปกปิดความผิดของภิกษุณผี ูต้ อ้ งอาบัตปิ าราชกิ ภิกษณุ ีผ้ปู กปดิ น้ตี ้องอาบัตปิ าราชกิ
ในการปกปิดความผิดเชน่ นี้ ฝ่ายภิกษสุ งฆ์มที ุฏฐลุ ลสกิ ขาบทที่ ๔ แหง่ สปั ปาณกวรรค
ปฏบิ ัตอิ ยแู่ ล้ว ภกิ ษุปกปดิ อาบตั ชิ ่ัวหยาบคืออาบัตปิ าราชกิ และอาบัติ สังฆาทิเสสของภิกษอุ น่ื
ตอ้ งอาบัตปิ าจิตตีย์ (วิ.มหา. (แปล) ๒/๓๙๘-๓๙๙/๕๑๐-๕๑๑)
๓. ภิกษุณีประพฤติตามภิกษุผู้ถูกสงฆ์ที่พร้อมเพรียงกันลงอุกเขปนียกรรม โดยธรรม
โดยวินัย โดยสัตถุศาสน์ ถูกภิกษุณีท้ังหลายตักเตือน ก็ยังประพฤติอยู่อย่างน้ันถ้าถูกสงฆ์สวด
สมนุภาสน์ครบ ๓ ครัง้ ต้องอาบัตปิ าราชิก
ในการประพฤติตามภิกษุผู้ถูกสงฆ์ที่พร้อมเพรียงกันลงอุกเขปนียกรรมนั้น ฝ่าย
ภิกษุสงฆ์มีอุกขิตตสัมโภคสิกขาบทท่ี ๙ แห่งสัปปาณกวรรคปฏิบัติอยู่แล้ว ถ้าภิกษุประพฤติ
ตามภิกษุผู้ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมเช่นนั้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ (วิ.มหา. (แปล) ๒/๔๒๓-
๔๒๔/๕๓๒-๕๓๓)
๔. ภิกษุณีก�ำหนดั ยินดกี ารทีบ่ รุ ษุ ผกู้ �ำหนดั จบั มือ จับมุมสงั ฆาฏิ ยืนเคียงคู่ สนทนากัน
มาที่นดั หมาย มาหา เดินตามเขา้ ไปทลี่ ับ ถูกตอ้ งกายกนั ต้องอาบตั ิปาราชิก
ในการก�ำหนัดยินดีการจับมือ จับมุมสังฆาฏิ ถูกต้องกายกัน ฝ่ายภิกษุสงฆ์มีกาย-
สังสคั คสกิ ขาบทที่ ๒ แหง่ สงั ฆาทเิ สสปฏบิ ตั อิ ยู่แล้ว
ในการยืนเคียงคู่ มาที่นัดหมาย มาหา เดินตามเข้าไปที่ลับ ฝ่ายภิกษุสงฆ์มีอนิยต-
สกิ ขาบทปฏิบัตอิ ยแู่ ลว้
การสนทนากัน ฝา่ ยภกิ ษสุ งฆ์ มีธัมมเทสนาสิกขาบทที่ ๗ แหง่ มสุ าวาทวรรค ปฏิบตั ิอยู่
แล้ว

เลม่ ท่ี ๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๘ 273

สรุปแล้วในเร่ืองเหล่าน้ี ฝ่ายภิกษุสงฆ์ ว่าตามอนิยตสิกขาบทที่ ๑ ปรับอาบัติ
สงู สดุ ถงึ ปาราชิก ตามอนยิ ตสกิ ขาบทท่ี ๒ ปรบั อาบตั สิ งู สดุ ถึงสังฆาทิเสส นอกจากนี้ปรับอาบัติ
ปาจิตตีย์

น้เี ป็นเหตผุ ลท่ีภกิ ษสุ งฆ์ไมต่ อ้ งปฏบิ ตั สิ ิกขาบทท่ีทรงบญั ญัตใิ นฝา่ ยภิกษณุ สี งฆ์
ในสิกขาบทที่ปรับอาบัติสังฆาทิเสสอาบัติปาจิตตีย์ก็เช่นกัน โดยส่วนมากทางฝ่าย
ภิกษุสงฆม์ สี ิกขาบททตี่ ้องปฏบิ ตั อิ ยู่แลว้ เชน่
ภิกษุณีรู้อยู่ไม่บอกพระราชา สงฆ์ คณะ สมาคม หรือกลุ่มชนให้ทราบ บวชให้สตรี
ผเู้ ป็นโจรต้องโทษประหาร ตอ้ งอาบตั สิ ังฆาทิเสส (ว.ิ ภกิ ขฺ นุ ี. (แปล) ๓/๖๘๓/๓๑)
ในเรื่องการบวชใหโ้ จรนี้ ฝ่ายภิกษุสงฆต์ ้องอาบัตทิ ุกกฏเทา่ นั้น ตามท่ีพระผ้มู ีพระภาค
รับส่ังไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย โจรท่ีมีชื่อโด่งดัง ไม่พึงให้บวช รูปใดให้บวช ต้องอาบัติทุกกฏ”
(วิ.ม. (แปล) ๔/๙๑/๑๔๗)
ภิกษุณีฉันกระเทยี ม ตอ้ งอาบตั ปิ าจิตตยี ์ (วิ.ภิกฺขนุ ี. (แปล) ๓/๗๙๔/๑๒๙)
ในเรื่องการฉันกระเทียมน้ี ฝ่ายภิกษุสงฆ์ต้องอาบัติทุกกฏ ตามท่ีพระผู้มีพระภาค
รับส่ังไว้ว่า “ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุไม่พึงฉันกระเทียม รูปใดฉันต้องอาบัติทุกกฏ” (วิ.จู. (แปล)
๗/๒๘๙/๗๔)
นอกจากน้ีเป็นเรื่องที่จะพึงปฏิบัติของสตรี บุรุษไม่ต้องปฏิบัติ ในส่วนแห่งสิกขาบท
ของภิกษุสงฆ์ก็เช่นกัน ท่ีเป็นเร่ืองซ่ึงบุรุษจะพึงปฏิบัติ สตรีไม่ต้องปฏิบัติสิกขาบทเหล่าน้ัน
ภกิ ษุณีสงฆ์ก็ไมต่ อ้ งปฏิบัติ
ความจริงสิกขาบทท่ีพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติในฝ่ายภิกษุสงฆ์น้ันมีจ�ำนวนมากกว่า
ท่ีทรงบัญญัติในฝ่ายภิกษุณีสงฆ์ถึง ๙๐ สิกขาบท น้ีนับเฉพาะท่ีมาในพระปาติโมกข์ คือของ
ภิกษุมี ๒๒๐ สิกขาบท ของภิกษุณีมี ๑๓๐ สิกขาบท แต่ที่ภิกษุณีสงฆ์มีสิกขาบทมากถึง
๓๐๔ สกิ ขาบทนัน้ เพราะตอ้ งปฏิบตั ขิ องฝา่ ยภิกษสุ งฆ์อีก ๑๗๔ สิกขาบท

เสทโมจนคาถา

เนื้อหาที่น่าสนใจเสทโมจนคาถา เป็นคาถาซึ่งเม่ือแปลตามตัวอักษรแล้วท�ำให้
ผู้คิดหาความหมายแห่งคาถาว่า หมายถึงอะไร ต้องเหง่ือแตก ท่านพระอุบาลีเถระ (คัมภีร์
วินยวินิจฉยฎีกา ข้อ ๖๗๙ ระบุว่าท่านพระอุบาลีเป็นผู้กล่าวเสทโมจนคาถา) น�ำข้อความมา
แสดงในรูปคาถาเป็นลักษณะการทายปัญหา ไม่มีค�ำตอบ มีอธิบายอยู่ในอรรถกถา การต้ัง
ปัญหาอย่างน้ี โบราณาจารย์เรียกว่า “ปเหฬี” เสทโมจนคาถามีจ�ำนวนประมาณ ๔๐ คาถา

274 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระวินัยปิฎก

เป็นคาถาที่ผู้คิดความหมายต้องตีความทุกคาถา แต่ก็พอจะเข้าใจความหมายตามแนวท่ี
อรรถกถาอธบิ ายไว้ คาถาที่ ๑ ว่า
“อสํวาโส ภกิ ฺขหู ิ ภกิ ฺขุนีหิ จ
สมฺโภโค เอกจโฺ จ ตหึ น ลพฺภติ
อวิปฺปวาเสน อนาปตตฺ ิ
ปญหฺ า เมสา กุสเลหิ จนิ ฺตติ า”

(วิ.ป. ๘/๔๗๙/๔๓๙)
“ภิกษุทั้งหลายไมอ่ ยรู่ ว่ มกบั ภกิ ษุณีทั้งหลาย

ความสนิทชดิ เชอื้ บางอยา่ งในบคุ คลน้ันท�ำไมไ่ ด้
เพราะไม่อยปู่ ราศ ไม่ตอ้ งอาบัติ

ปัญหาขอ้ น้ี ท่านผู้ฉลาดทงั้ หลายคดิ กันแลว้ ”
(วิ.ป. (แปล) ๘/๔๗๙/๖๙๓)

ภกิ ษกุ ับภกิ ษุณีไม่อยูร่ ว่ มกนั อยแู่ ล้ว อนึ่ง ตามครุธรรมขอ้ ที่ ๒ ว่า “ภกิ ษุณี ไมพ่ ึงอยู่
จ�ำพรรษาในอาวาสท่ไี มม่ ภี ิกษ”ุ และสกิ ขาบทว่า “ภกิ ษุณจี �ำพรรษาใน อาวาสที่ไม่มีภกิ ษุต้อง
อาบตั ปิ าจติ ตยี ”์ น้ัน มไิ ดห้ มายถงึ ใหภ้ ิกษุกับภิกษุณอี ยู่ในอาวาสเดียวกนั

อาวาสทีไ่ มม่ ภี กิ ษุ ได้แก่ อาวาสที่ภกิ ษณุ ีไม่สามารถไปรบั โอวาทได้ (วิ.ภกิ ขฺ นุ .ี (แปล)
๓/๑๐๔/๒๘๐)

หมายถงึ ส�ำนกั ภกิ ษุณที ่ีไมม่ ภี กิ ษุผจู้ ะให้โอวาทอย่ภู ายในระยะ ๑ โยชน์ หรือเส้นทางที่
จะไปยงั ส�ำนักภกิ ษุณีนั้น ไม่ปลอดภยั ไมส่ ะดวก ภิกษไุ มส่ ามารถเดินทางไปให้โอวาทได้ (วิ.อ.
๒/๑๔๙/๓๒๑, กงฺขา.อ. ๓๙๑)

ตามขอ้ ความทป่ี รากฏในอารามวรรค (ว.ิ ภกิ ขฺ นุ .ี (แปล) ๓/๑๐๒๑/๒๖๔,๑๐๒๓/๒๖๕)
ว่า “ภิกษุณีท้ังหลาย เข้าสู่อารามของภิกษุทั้งหลายโดยไม่บอก” ก็หมาย ความว่ามิได้อยู่ใน
อารามเดียวกนั และตามที่ปรากฏในโอวาทวรรค (วิ.มหา. (แปล) ๒/๑๕๓/๓๒๗) ว่า “ภกิ ษณุ ี
ท้ังหลายไปรับโอวาทจากท่านพระจูฬปันถกแล้วกลับจนพลบค�่ำ ประตูเมืองปิดเข้าเมืองไม่ได้
ต้องพกั ค้างคืนนอกเมือง” ก็เชน่ เดยี วกัน

ขอ้ ความในเสทโมจนคาถาวา่ “ภกิ ษทุ ง้ั หลายไมอ่ ยรู่ ว่ มกบั ภกิ ษณุ ที งั้ หลาย” นี้ มไิ ดห้ มาย
ถึงการไม่อยู่ร่วมอาวาสแห่งเดียวกัน แต่หมายถึงไม่อยู่ร่วมกันในอุโบสถและปวารณาเป็นต้น
คอื ไมม่ สี งั วาส ได้แก่กรรมที่ท�ำร่วมกัน อุทเทสทสี่ วดรว่ มกันน่ันเอง

เล่มท่ี ๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๘ 275

คาถาบาทน้ีท่านน�ำข้อความว่า “น ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา นิสินฺนปริสาย ปาติโมกฺขํ
อุททฺ สิ ิตพฺพํ (ว.ิ ม. ๔/๑๘๓/๒๐๐) “ภกิ ษุท้ังหลาย ภิกษไุ มพ่ งึ ยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงใน บรษิ ทั
ที่มีภิกษุณีน่ังอยู่ด้วย” (วิ.ม. (แปล) ๔/๑๘๓/๒๘๗) และข้อความว่า “น ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา
นิสินฺนปริสาย ปวาเรตพฺพํ” (วิ.ม. ๔/๒๓๓/๒๖๔) “ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุไม่พึงปวารณาใน
บรษิ ทั ทีม่ ีภิกษุณีนงั่ อยู่ด้วย (ว.ิ ม. (แปล) ๔/๒๓๓/๓๗๓) มาประพันธเ์ ปน็ คาถาใหค้ ดิ กนั
ข้อความว่า “ความสนิทชิดเชื้อบางอย่างในบุคคลน้ันท�ำไม่ได้” ท่านอธิบายว่า
ความสนิทชิดเช้ือได้แก่ความสนิทสนมทางเมถุนธรรมเป็นสิ่งไม่สมควรกระท�ำใน บุคคลนั้น
(คือในมารดา) แต่ความสนิทชิดเช้ือที่สมควรเช่นการให้อาบน�้ำ การให้รับประทานอาหาร
มารดาท�ำให้บุตรได้ (ว.ิ อ. ๓/๓๗๙/๕๔๐, วชริ .ฏกี า ๔๗๙/๗๓๗, สารตถฺ .ฏีกา ๓/๔๗๙/๕๘๓)
สว่ นวิมติวิโนทนี อธบิ ายโดยนยั อน่ื วา่ ความสนทิ ชดิ เชอื้ ทีไ่ มส่ มควร คอื การอยู่รว่ มกัน
ในอโุ บสถน่ันเอง ซึ่งทรงห้ามกระท�ำรว่ มกบั อนุปสมั บัน (วิมต.ิ ฏีกา ๒/๔๗๙/๔๐๑)
ข้อความว่า “เพราะไม่อยู่ปราศ ไม่ต้องอาบัติ” คืออยู่ร่วมกันก็ไม่ต้องอาบัติ
หมายถึงภิกษุณีผู้เปน็ มารดานอนร่วมกบั อนปุ สัมบันผู้เปน็ บุตรไม่ตอ้ งอาบัติ
ทา่ นน�ำขอ้ ความเรอื่ งทสี่ ตรมี ลี กู ยงั ไมเ่ ลกิ นมมาบวชเปน็ ภกิ ษณุ ี ลกู มาอยดู่ ว้ ย (ว.ิ ภกิ ขฺ นุ .ี
(แปล) ๓/๑๐๗๒/๒๙๓) และข้อความเร่ืองที่สตรีคนหนึ่งมีครรภ์มาบวชในส�ำนักภิกษุณีแล้ว
คลอดบุตรนางไม่รู้จะปฏิบัติอย่างไร พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้เล้ียงดูจนกว่าจะรู้เดียงสา
คือจนกว่าจะเคยี้ ว จะกิน จะอาบนำ้� จะแตง่ ตัว ไดด้ ว้ ยตนเอง (ว.ิ จ.ู (แปล) ๗/๔๓๒/๓๖๑)
เมอื่ ภกิ ษุณีต้องเลี้ยงดบู ตุ รก็ตอ้ งนอนรว่ มกบั บุตรซงึ่ เป็นอนุปสมั บัน
คาถานแี้ มด้ อู ธบิ ายจากอรรถกถา - ฎกี า กย็ งั ตคี วามยากตอ้ งคน้ ทมี่ าแหง่ ขอ้ ความทที่ า่ น
น�ำมาประพันธ์เปน็ คาถาด้วย สมแลว้ ท่ีเรยี กว่า “เสทโมจนคาถา”
คาถาที่ ๒๑ วา่
“น จาปิ ตตฺ ิ น จ ปน กมฺมวาจา
น เจหิ ภิกฺขตู ิ ชโิ น อโวจ
สรณคมนมฺปิ น ตสฺส อตถฺ ิ
อปุ สมฺปทา จสสฺ อกุปฺปา
ปญหฺ า เมสา กุสเลหิ จนิ ตฺ ิตา”
(ว.ิ ป. ๘/๔๘๐/๔๔๒-๔๔๓)
“ญัตตกิ ไ็ ม่ได้สวด กรรมวาจากไ็ ม่ได้สวด
พระชนิ เจ้ากม็ ิได้รับสง่ั ว่า เธอจงมาเปน็ ภกิ ษเุ ถิด

276 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระวินยั ปิฎก

ไตรสรณคมนเ์ ขากไ็ มไ่ ดร้ ับ
แตอ่ ปุ สมบทกรรมของบุคคลน้ันไมเ่ สยี
ปญั หาขอ้ นี้ ทา่ นผฉู้ ลาดทัง้ หลายคิดกันแล้ว”

(ว.ิ ป. (แปล) ๘/๔๘๐/๖๙๕)
การบวชเป็นพระภิกษุน้ัน พระพุทธเจ้าบวชให้ด้วยรับสั่งว่า “เอหิ ภิกฺขุ : เธอ จงมา
เป็นภิกษุเถดิ ”
ผทู้ ่บี วชกบั พระพุทธเจ้าเม่อื พระองค์มีรับสัง่ ดงั นี้ กเ็ ป็นผดู้ �ำรงอยใู่ นภิกขุภาวะ
เม่อื พระผู้มพี ระภาคทรงสง่ พระสาวกไปประกาศพระศาสนาในทศิ ต่าง ๆ ได้มีกลุ บุตร
ผู้มุ่งบรรพชาอุปสมบทมาก พระสาวกท้ังหลายได้พากุลบุตรเหล่าน้ันมาเพ่ือจะให้พระพุทธเจ้า
บวชให้
ต่อมา พระผู้มีพระภาคได้ทรงอนุญาตให้พระสาวกบรรพชาอุปสมบทให้กุลบุตรผู้มุ่ง
บรรพชาอุปสมบทในท่ีท่ีไปประกาศพระศาสนา พระสาวกบวชให้ด้วยการให้ผู้มุ่งอุปสมบทรับ
ไตรสรณคมน์ คือ เปล่งวาจาถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็น สรณะ ๓ คร้ัง เมื่อผู้มุ่ง
บรรพชาอปุ สมบทกล่าวจบก็เปน็ ผ้ดู �ำรงอย่ใู นภิกขภุ าวะ
ต่อมา พระผู้มีพระภาคมีพระประสงค์จะทรงยกเลิกการอุปสมบทที่ไม่รัดกุมแล้ว
ทรงอนุญาตการอุปสมบทที่รัดกุมหนักแน่นจึงมีรับสั่งให้ภิกษุสงฆ์บวชให้กุลบุตรด้วย
วิธีบัญญัติจตุตถกรรมวาจา มีการชุมนุมสงฆ์สวดประกาศหารือขอมติที่ประชุมเพ่ือรับกุลบุตร
ผมู้ ่งุ อุปสมบทเข้าหมู่บวชเปน็ ภกิ ษุ
การบวชเปน็ ภกิ ษจุ ะส�ำเรจ็ ไดด้ ว้ ยวธิ ที งั้ ๓ นี้ ในคาถากลา่ ววา่ ญตั ตจิ ตตุ ถกรรมวาจาสงฆ์
กไ็ มไ่ ดส้ วดให้ พระพทุ ธเจา้ กม็ ไิ ดบ้ วชใหด้ ว้ ยวธิ เี อหภิ กิ ขุ พระสาวก กไ็ มไ่ ดใ้ หเ้ ขารบั ไตรสรณคมน์
แต่การอุปสมบทของเขาใช้ได้ไม่เสีย ข้อความน้ีท่านบอกใบ้ให้คร่ึงหน่ึงคือบอกเรื่องการบวช
ปิดไว้ครึ่งหน่ึงคือปิดไม่บอกว่า เป็นการบวชของใคร โบราณาจารย์ท่านเรียกข้อความ
ลักษณะนวี้ ่า “เอกจั ฉนั นาปเหฬ”ี ปิดไว้ สว่ นหนึง่ คือปิดส่วนทีว่ ่าเป็นการบวชของใคร
ปัญหาขอ้ นี้ทา่ นหมายถึงการบวชของพระนางมหาปชาบดีโคตมี (วิ.อ. ๓/๔๘๐/๕๔๒)
คาถาท่ี ๓๙ ว่า
“อโุ ภ ปริปณุ ฺณวีสติวสฺสา
อุภินนฺ ํ เอกุปชฺฌาโย เอกาจรโิ ย เอกา กมมฺ าจา
เอโก อปุ สมฺปนฺโน เอโก อนปุ สมปฺ นโฺ น
ปญหฺ า เมสา กนุ เลหิ จินฺติตา”

(ว.ิ ป. ๘/๔๘๑/๔๔๖)

เล่มที่ ๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๘ 277

“ท้ัง ๒ มอี ายคุ รบ ๒๐ ปี
ทง้ั ๒ มพี ระอปุ ชั ฌายร์ ูปเดยี วกนั มีอาจารยร์ ปู เดยี วกัน
สวดกรรมวาจาเดยี วกัน
คนหนึ่งเป็นอปุ สัมบัน (คอื บวชขึ้น)
คนหนง่ึ เป็นอนุปสมั บัน (คอื บวชไม่ขน้ึ )
ปัญหาข้อน้ี ทา่ นผูฉ้ ลาดท้งั หลายคิดกันแล้ว”

(วิ.ป. (แปล) ๘/๔๘๑/๖๙๘)
ในการท่ีสงฆ์อุปสมบทให้กุลบุตรด้วยวิธีญัตติจตุตถกรรมวาจานั้น กุลบุตรผู้มุ่ง
อุปสมบท ๒ คน ๓ คนมีพระอุปัชฌาย์รูปเดียวกัน มีอาจารย์สวดกรรมวาจารูปเดียวกัน
สวดกรรมวาจาเดียวกันได้ (วิ.ม. (แปล) ๔/๑๒๓/๑๙๐-๑๙๑) การอุปสมบทไม่เสีย
พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตไว้ แต่ในคาถานี้ ท่านกล่าวว่า คนหน่ึงบวชส�ำเร็จเป็นภิกษุ
คนหนึ่งบวชไม่ส�ำเรจ็
อรรถกถาอธิบายว่า ถ้าสามเณรที่จะอุปสมบทเป็นภิกษุ ๒ รูปนั้น รูปหนึ่งมีฤทธิ์น่ัง
ทา่ มกลางสงฆก์ น้ พ้นพ้ืนแม้เพยี งปลายเส้นผม สามเณรรูปน้นั เป็นอนปุ สัมบัน หรือแม้ถา้ สงฆ์
มีฤทธิน์ ง่ั ในอากาศก็ไม่พึงท�ำกรรมแกผ่ ้นู ่งั อยทู่ ่พี ืน้ ถา้ ท�ำกรรมน้ันใช้ไมไ่ ด้ (ว.ิ อ. ๓/๔๘๑/๕๔๕)
เรื่องที่สงฆ์ท�ำกรรมแก่ผู้น่ังในอากาศไม่ขึ้นน้ี ท่านน�ำข้อความว่า อิทฺธิยา เวหาเส
ติ จตุตโฺ ถ กมฺมํ กเรยฺย, อกมฺมํ น จ กรณยี ํ (ว.ิ ม. ๕/๓๘๙/๑๙๐)
สงฆ์จตุตถวรรคมีภิกษุผู้อยู่ในอากาศด้วยฤทธิ์เป็นท่ี ๔ ท�ำกรรม ไม่จัดเป็นกรรม
และไมค่ วรท�ำ (ว.ิ ม. (แปล) ๕/๓๘๙/๒๗๗) มาประพนั ธ์เปน็ คาถาให้คดิ กัน
น้ีเป็นส่วนเนื้อหาท่ีน่าสนใจซึ่งเลือกมาเฉพาะท่ีพึงทราบเพ่ิมดูเล่ม ๑-๗ ยังมีเนื้อหา
ทส่ี �ำคญั อกี มาก พงึ ศึกษาโดยตรงจากเรอ่ื งนั้น ๆ
การศึกษาคัมภีร์ปริวารแห่งพระวินัยปิฎก จะท�ำให้เป็นผู้ฉลาดรอบรู้ตามที่ท่านกล่าว
เปน็ คาถาสรุปไว้ ดังน้ี
กพ็ ระวนิ ัยธร ผเู้ รอื งนาม มปี ัญญามาก ทรงสตุ ะ

มีวจิ ารณญาณ ถามแนวทางของทา่ นบูรพาจารย์ในท่ีนนั้ ๆ
คิดแล้วให้เขยี นข้อพิสดารและสงั เขปน้ีไวใ้ นสายกลาง
ตามแนวทางที่วางไวซ้ ง่ึ จะน�ำความสะดวกมาใหแ้ กเ่ หล่าศิษย์
คัมภรี ์น้เี รียกว่า “ปรวิ าร” มีทกุ เรอื่ งพร้อมทงั้ ลักษณะ
มีอรรถโดยอรรถในสทั ธรรม มธี รรมโดยธรรมในบญั ญัติ
หอ้ มล้อมพระศาสนา ดจุ สาครล้อมรอบชมพทู วปี ฉะน้นั

ธมฺโม จ วนิ โย จ เทสิโต ปฺ ตฺโต,
โส ปริยตฺตปิ ฏิปตตฺ ปิ ฏิเวธวเสน วภิ ตเฺ ตสุ
ตีสุ สทธฺ มเฺ มสุ ปรยิ ตฺติสทธฺ มฺโม นาม,

ตเทว จ สาสนฏติ ยิ า ปมาณ,ํ
สติเยว หิ ตสฺมึ อิตเร อุปฺปชชฺ นฺติ ฯ

278 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระวินยั ปฎิ ก

พระวนิ ัยธรเม่อื ไม่รคู้ มั ภรี ์ปริวาร ไฉนจะวินจิ ฉยั ธรรมได้
ความเคลือบแคลงของพระวินัยธรที่เกิดในวบิ ัติ วัตถุ บญั ญัติ
อนุบญั ญัติ บุคคล เอกโตบัญญัติ อภุ โตบัญญตั ิ โลกวชั ชะ
และปณั ณตั ตวิ ชั ชะ ย่อมขาดสิ้นไปด้วยคมั ภีร์ปริวาร

พระเจา้ จักรพรรดิสงา่ งามในกองทัพ ฉันใด
ไกรสรสง่างามในทา่ มกลางฝูงมฤค ฉันใด
พระอาทติ ยแ์ ผ่สร้านด้วยรศั มเี จดิ จ้า ฉันใด
พระจันทร์ส่องสว่างงดงามในหมูด่ าว ฉนั ใด
พระพรหมสง่างามในหมู่พรหม ฉันใด
ทา่ นผู้น�ำสง่างามในทา่ มกลางหมูช่ น ฉนั ใด
พระสทั ธรรมและพระวินยั ยอ่ มสงา่ งามดว้ ยคมั ภีร์ปริวาร ฉนั น้ันแล.


Click to View FlipBook Version