20 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระวินัยปิฎก
การสละจีวรหรือของอ่ืนแก่สงฆ์แล้วสงฆ์คืนด้วยญัตติกรรมวาจาท่านว่าเป็นเรื่องใหญ่
ทางท่ีสะดวกจะท�ำด้วยการบอกกล่าวกันตามปกติก็ได้ (นิสฺสฏฺจีวรทานโต ครุกมฺปิ
ญตตฺ ิทุติยกมมฺ ํ ยถา อปโลกเนน กโรนตฺ ิ, เอวมทิ ํ ตตฺ ยิ า กตตฺ พฺพมปฺ ิ ปกติวจเนน วฏฏฺ ติ ...
ญตฺติกมมฺ ํ อปโลกเนนาปิ กาตํุ วฏฺฏติ - วชิร.ฏกี า ๔๖๒-๓/๒๘๑)
ปัจจุบันการท่ีภิกษุจะสละส่ิงของท่ีเป็นนิสสัคคีย์ สละแก่บุคคล คือภิกษุรูปเดียวและ
คืนของที่สละแล้วให้เจ้าของด้วยการบอกกล่าวเป็นภาษาไทย จะเปน็ การ สะดวก
ปาจติ ติยกณั ฑ์ ตอนว่าด้วยอาบัติปาจติ ตียล์ ว้ น
ค�ำว่า ปาจิตตีย์ แปลว่า ท�ำกุศลจิตกล่าวคือกุศลธรรมของผู้จงใจต้องอาบัติให้ตกไป
โดยสรุป ก็คือท�ำจิตให้ตกไป และจิตที่ถูกท�ำให้ตกไปน้ัน ย่อมพลาดจากอริยมรรค หรือท�ำ
อริยมรรคให้เสียไปและปาจิตตีย์นี้เป็นเหตุให้จิตลุ่มหลง (วิ.อ. ๓/๓๓๙/๔๘๕) เป็นช่ืออาบัติ
หมายถงึ อาบัติปาจติ ตยี ์ซงึ่ เป็นลหกุ าบัติ คอื อาบัติเบา และเป็นสเตกิจฉา คือยังพอแก้ไขได้ เม่อื
ภิกษุต้องเข้าแล้ว สามารถพ้นได้ด้วยการแสดงอาบัติต่อหน้าสงฆ์ คณะ หรือบุคคลก็ได้ เป็น
ชื่อบทบญั ญตั ิ ๙๒ สกิ ขาบท มชี อ่ื เรยี กอีกอย่างหนง่ึ วา่ สทุ ธิกปาจิตตยี ์ แปลว่า ปาจิตตยี ล์ ้วน
ปาจิตติยกัณฑ์ แบ่งเป็น ๙ วรรค คอื
๑. มสุ าวาทวรรค หมวดวา่ ดว้ ยการกลา่ วเทจ็ มี ๑๐ สกิ ขาบท
๒. ภูตคามวรรค หมวดวา่ ด้วยภูตคาม มี ๑๐ สกิ ขาบท
๓. โอวาทวรรค หมวดวา่ ด้วยโอวาท มี ๑๐ สิกขาบท
๔. โภชนวรรค หมวดว่าดว้ ยโภชนะ มี ๑๐ สิกขาบท
๕. อเจลกวรรค หมวดวา่ ด้วยนกั บวชเปลือย มี ๑๐ สกิ ขาบท
๖. สรุ าปานวรรค หมวดวา่ ด้วยการด่ืมสรุ า มี ๑๐ สิกขาบท
๗. สัปปาณกวรรค หมวดว่าด้วยสัตวม์ ชี ีวติ มี ๑๐ สกิ ขาบท
๘. สหธรรมิกวรรค หมวดว่าดว้ ยผู้รว่ มประพฤติธรรม มี ๑๒ สกิ ขาบท
๙. รตนวรรค หมวดวา่ ดว้ ยรัตนะ มี ๑๐ สิกขาบท
มุสาวาทวรรค ๑๐ สกิ ขาบท
ทชี่ อ่ื วา่ “มสุ าวาทวรรค” เพราะตงั้ ตามความแหง่ สกิ ขาบทท่ี ๑ และสกิ ขาบท ทเ่ี หลอื ท่ี
ว่าดว้ ยเรอ่ื งของค�ำพูดเป็นสว่ นใหญ่ ยกเวน้ สิกขาบทที่ ๕-๖ และ ๑๐ ค�ำว่า “มสุ าวาท” แปลว่า
การกลา่ วเทจ็ ในวรรคนี้หมายเอาการกล่าวเทจ็ ทง้ั ท่รี ู้ (ดูเลม่ สมบูรณ์ ๒-๓/๑๘๖-๑๘๗, ว.ิ อ.
๒/๑-๒/๒๕๓-๒๕๔) เรยี กว่า “สมั ปชานมุสาวาท”
เล่มที่ ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒ 21
มสุ าวาทวรรค ๑๐ สกิ ขาบทน้ี พระผูม้ ีพระภาคทรงบญั ญตั ไิ ว้ในเมอ่ื เกดิ เรื่อง ทไ่ี ม่ดงี าม
ขนึ้ ในสงฆ์ ปรับอาบตั ิปาจติ ตยี ์แก่ภิกษผุ ู้กระท�ำอันเป็นการลว่ งละเมิด ตอ่ ไปน้ี
๑. ภิกษุกล่าวเท็จทงั้ ทร่ี ู้
๒. ภิกษกุ ลา่ วเสยี ดสภี กิ ษอุ ื่น
๓. ภกิ ษพุ ดู ส่อเสยี ดภกิ ษุอน่ื
๔. ภิกษุสอนอนปุ สัมบันใหก้ ลา่ วธรรมเปน็ บท ๆ
๕. ภิกษนุ อนร่วมกนั กบั อนปุ สัมบนั เกนิ ๒-๓ คืน
๖. ภกิ ษุนอนร่วมกันกับมาตคุ ามแม้เพียงเมอ่ื อาทติ ยอ์ ัสดง
๗. ภกิ ษแุ สดงธรรมแก่มาตคุ ามสองต่อสองเกนิ ๖ ค�ำ
๘. ภกิ ษุบอกอุตตรมิ นสุ สธรรมทมี่ จี ริงแกอ่ นุปสมั บนั
๙. ภิกษุบอกอาบตั ชิ ั่วหยาบของภกิ ษแุ ก่อนุปสมั บนั
๑๐. ภกิ ษุขุดดิน
ภกิ ษุเหล่านต้ี ้องอาบตั ปิ าจติ ตยี ์
ขอ้ ท่นี า่ สังเกต คือ สิกขาบทท่ี ๕ วา่ ดว้ ยการนอนร่วมกันกับอนปุ สมั บัน และสกิ ขาบท
ที่ ๖ ว่าดว้ ยการนอนรว่ มกันกับมาตคุ าม
ค�ำวา่ “นอนรว่ มกนั กบั อนปุ สมั บนั ” หมายถงึ นอนในทมี่ งุ บงั เดยี วกนั กบั คนทไ่ี มใ่ ชภ่ กิ ษุ
อาจเป็นที่มุงบังทั้งหมดหรือมุงบังบางส่วน การนอนท่ีถือว่าล่วงละเมิดสิกขาบทนี้ มุ่งเอาการ
ที่ท้ัง ๒ ฝ่าย คือภิกษุและอนุปสัมบันนอนในขณะเดียวกันตั้งแต่อาทิตย์ตกไปจนถึงอรุณขึ้น
วันใหม่ของวันท่ี ๔ ถ้านอนร่วมกันเพียง ๓ คืน หรือฝ่ายหน่ึงนั่ง อีกฝ่ายหนึ่งนอน หรือ
นั่งทัง้ ๒ ฝ่าย แม้จะเกิน ๓ คนื ก็ไม่ถือวา่ ลว่ งละเมิดสิกขาบทน้ี (ดูเล่มสมบรู ณ์ ๕๒/๒๓๙,
วิ.อ. ๒/๕๑/๒๖๕)
สว่ นค�ำว่า “นอนร่วมกันกบั มาตุคาม” หมายถึงนอนในทีม่ ุงบงั เดียวกันกับสตรี สถานท่ี
และกิริยาท่ีนอน เหมือนกับสิกขาบทท่ี ๕ แต่นอนร่วมกันเพียงเม่ืออาทิตย์ตกเท่าน้ัน ก็ถือว่า
ล่วงละเมิดสกิ ขาบทนี้
ข้อท่ีน่าสังเกตอีกอย่างหนึ่ง คือ สิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการบอกอุตตริมนุสสธรรมท่ี
มีจริงแก่อนุปสัมบัน ค�ำว่า “อนุปสัมบัน” ในสิกขาบทที่ ๕ หมายเอาคนท่ีไม่ใช่ภิกษุเท่านั้น
แตใ่ นสกิ ขาบทท่ี ๘ หมายเอาคนทไ่ี มใ่ ชท่ ง้ั ภกิ ษแุ ละภกิ ษณุ ี (ดเู ลม่ สมบรู ณ์ ๕๒/๒๓๙,๗๐/๒๕๕)
น่ันหมายถึงว่า ถ้าบอกอุตตริมนุสสธรรมที่มีจริงแก่ภิกษุและภิกษุณีย่อมไม่เป็นการล่วง
ละเมดิ สกิ ขาบทนี้
22 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระวนิ ยั ปิฎก
ภตู คามวรรค ๑๐ สิกขาบท
ทช่ี อื่ วา่ “ภตู คามวรรค” เพราะตงั้ ตามความแหง่ สกิ ขาบทท่ี ๑ ค�ำวา่ “ภตู คาม” หมายถงึ
หมู่แหง่ พืชพนั ธทุ์ เ่ี กดิ เจรญิ เติบโตแล้ว (ดูเลม่ สมบรู ณ์ ๙๑/๒๗๘, วิ.อ. ๒/๙๐-๙๑/๒๘๓-๒๘๔)
การพรากภูตคามตามความแห่งสิกขาบทที่ ๑ นั้น หมายเอาการตัดและการท�ำลายเป็นต้น
(ว.ิ อ. ๒/๙๐/๒๘๔)
ภตู คามวรรค ๑๐ สกิ ขาบทนี้ พระผมู้ ีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเม่อื เกดิ เร่อื งที่ไม่ดงี าม
ขึ้นในสงฆ์ ปรับอาบตั ปิ าจติ ตีย์แกภ่ ิกษผุ ูก้ ระท�ำอนั เปน็ การลว่ งละเมิดต่อไปน้ี
๑. ภกิ ษพุ รากภตู คาม
๒. ภกิ ษุเมอื่ ถูกสงฆส์ อบสวน กลา่ วกลบเกลือ่ นไม่ให้การตามความเปน็ จรงิ
๓. ภกิ ษุกลา่ วให้ผอู้ ืน่ เพง่ โทษ บน่ วา่ กรรมทภี่ ิกษุผ้ไู ดร้ ับแตง่ ต้ังท�ำแลว้ โดยชอบ
๔. ภิกษเุ อาเตยี งเป็นตน้ ของสงฆไ์ ปใชใ้ นท่แี จง้ แล้ว ไมจ่ ดั เก็บใหเ้ รียบรอ้ ย
๕. ภกิ ษุปทู น่ี อนในวิหารของสงฆแ์ ล้ว ไมจ่ ดั เกบ็ สถานทใี่ ห้เรียบรอ้ ย
๖. ภิกษุเข้าไปนอนแทรกแซงในวิหารสงฆ์ด้วยประสงค์จะให้ผู้อยู่ก่อนหนีไปเพราะ
ความคบั ใจ
๗. ภิกษฉุ ดุ ลากภกิ ษุอื่นออกจากวหิ ารของสงฆ์
๘. ภกิ ษนุ ง่ั หรอื นอนบนเตยี งหรอื ตั่งทม่ี ีเทา้ เสยี บไมแ่ น่นบนกุฎชี ้นั ลอย
๙. ภกิ ษสุ ร้างวหิ ารใหญ่ โดยเอาดนิ หรือปนู โบกหลงั คาเกนิ ๓ ชนั้
๑๐. ภิกษุรู้วา่ น้�ำมสี ง่ิ มีชวี ิตปนอยู่ เอารดหญา้ หรอื ดนิ
ภกิ ษเุ หลา่ น้ตี ้องอาบตั ปิ าจติ ตยี ์
ค�ำว่า “กุฎชี ้ันลอย” ในสกิ ขาบทท่ี ๘ หมายถึงกฎุ ที มี่ ีพน้ื ๒ หรือ ๓ ชน้ั แตไ่ มไ่ ดป้ พู น้ื
ชน้ั บน รอดทค่ี านบนสงู พอพน้ ศรี ษะของคนสณั ฐานปานกลาง (ว.ิ อ. ๒/๑๒๙-๑๓๑/๓๐๙-๓๑๐)
“น้�ำ” ในค�ำว่า “น�้ำมีส่ิงมีชีวิต” ตามความแห่งสิกขาบทท่ี ๑๐ น้ัน หมาย เอาน้�ำท่ี
อย่ใู นภาชนะ มีปริมาณไม่มากนัก เมอ่ื เอาหญา้ หรือดินใสล่ งไปแลว้ น�ำ้ นั้น จะเหือดแห้ง หรอื
ข่นุ มวั ท�ำให้สิง่ มีชวี ติ ท่อี ยู่ในนัน้ ตาย (ว.ิ อ. ๒/๑๔๐/๓๑๔)
ความโดยสรุปแหง่ ภูตคามวรรคนี้ ว่าดว้ ยเรือ่ งทเี่ ก่ยี วกับธรรมชาตแิ วดลอ้ ม การจดั เกบ็
รักษาสงิ่ ของเคร่อื งใช้ การจดั อาคารสถานทีใ่ หถ้ ูกลกั ษณะ
เลม่ ท่ี ๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒ 23
โอวาทวรรค ๑๐ สิกขาบท
ที่ช่ือว่า “โอวาทวรรค” เพราะตั้งตามความแห่งสิกขาบทท่ี ๑-๔ ค�ำว่า “โอวาท”
แปลว่า การสั่งสอน ในวรรคนห้ี มายเอาการส่ังสอนภกิ ษณุ ี
ค�ำว่า “ส่ังสอน” ตามความแห่งสิกขาบทต่าง ๆ ในวรรคนี้มีนัยต่างกัน คือ
สิกขาบทท่ี ๑ หมายถึงสั่งสอนด้วยครุธรรม ๘ เท่านั้นจึงนับว่าล่วงละเมิดบทบัญญัติ (ดูเล่ม
สมบูรณ์ ๑๔๘/๓๒๑) ในสิกขาบทท่ี ๒-๓ หมายถงึ สั่งสอนด้วยครุธรรม ๘ และธรรมอย่างอ่ืน
(ดูเล่มสมบูรณ์ ๑๕๕/๓๒๘,๑๖๑/๓๓๒)
“ภิกษุณี” ท่ีมีส่วนท�ำให้ล่วงละเมิดบทบัญญัติในโอวาทวรรคนี้ หมายเอาภิกษุณีท่ี
อุปสมบทในสงฆ์ ๒ ฝ่าย ถา้ ภิกษสุ งั่ สอนภิกษณุ ีทอ่ี ุปสมบทในสงฆฝ์ า่ ยเดียว ตอ้ งอาบัติทุกกฏ
(ดูเลม่ สมบรู ณ์ ๑๖๒/๓๓๓) เพราะยงั ไม่นับว่าลว่ งละเมิดบทบญั ญัตเิ ตม็ ที่
โอวาทวรรค ๑๐ สิกขาบทน้ี พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในคราวที่เกิดเร่ือง
ไมด่ ีงามข้ึนในสงฆ์ ปรับอาบัตปิ าจิตตยี ์แกภ่ กิ ษุผู้กระท�ำอนั เปน็ การลว่ งละเมดิ ตอ่ ไปนี้
๑. ภิกษุไม่ได้รับแตง่ ต้งั สัง่ สอนภกิ ษณุ ี
๒. ภกิ ษไุ ดร้ บั แต่งตั้งแล้ว สั่งสอนภิกษณุ เี มอ่ื เวลาอาทติ ย์อัสดงแล้ว
๓. ภิกษุเข้าไปสอนภิกษุณีผู้ไมเ่ ปน็ ไข้ ณ ส�ำนกั ของภิกษุณีสงฆ์
๔. ภิกษุตเิ ตียนภกิ ษุอื่นว่า “สอนภกิ ษณุ ีเพราะเหน็ แกอ่ ามสิ ”
๕. ภิกษุใหจ้ วี รแก่ภิกษุณผี ไู้ มใ่ ช่ญาติ เวน้ ไว้แต่แลกเปลย่ี นกนั
๖. ภิกษุเย็บจวี รใหภ้ กิ ษณุ ผี ู้ไมใ่ ชญ่ าติ
๗. ภิกษุชักชวนกันเดินทางไกลร่วมกันกับภิกษุณีส้ินระยะทางชั่วละแวกหมู่บ้านหนึ่ง
ยกเวน้ เดนิ ผ่านทางเปล่ยี ว น่าหวาดระแวง มภี ัยน่ากลัว
๘. ภกิ ษชุ ักชวนภกิ ษุณีโดยสารเรือล�ำเดยี วกนั เวน้ ไว้แต่ข้ามฟาก
๙. ภิกษุรอู้ ยู่ ฉนั บิณฑบาตทีภ่ ิกษณุ แี นะน�ำใหท้ ายกจดั เตรยี มเว้นไว้แต่คฤหสั ถ์ปรารภ
ไว้กอ่ น
๑๐. ภกิ ษุนั่งในทล่ี ับกบั ภกิ ษุณีสองตอ่ สอง
ภิกษเุ หลา่ น้ีต้องอาบัติปาจติ ตยี ์
โภชนวรรค ๑๐ สิกขาบท
ทช่ี อ่ื วา่ “โภชนวรรค” เพราะตงั้ ตามความของสกิ ขาบทในวรรคนที้ วี่ า่ ดว้ ยเรอื่ ง โภชนะ
ท้งั ๑๐ สกิ ขาบท ค�ำวา่ “โภชนะ” แปลว่า ของบริโภค ของฉนั ในวรรคน้ี หมายถงึ ของเคีย้ ว
24 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระวนิ ัยปฎิ ก
ของฉนั คอื ขา้ วสกุ ขนมกุมมาส (ขนมสด) ขา้ วตู (ขนมแหง้ ) ปลา เนอ้ื และของทีต่ ้องเคย้ี ว
อย่างอื่นท่ีเป็น “ยาวกาลิก” ยกเว้นของท่ีเป็นยามกาลิก สัตตาหกาลิก และยาวชีวิก ภิกษุ
รับประเคนของเค้ียวของฉนั เหลา่ นี้แล้วฉันไดต้ ั้งแต่ เช้าถงึ เท่ยี งวันของวนั น้ัน ถ้าเก็บไว้คา้ งคืน
ตอ้ งรบั ประเคนใหมก่ อ่ นจึงจะฉันได้ (ดูเลม่ สมบรู ณ์ ๒๔๔/๔๐๑, ว.ิ ม. ๕/๒๖๓/๒๙,๓๐๐/๘๔,
วิ.อ. ๒/๒๕๔-๖/๓๗๘)
โภชนวรรค ๑๐ สกิ ขาบทน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงบญั ญตั ไิ วใ้ นเมอ่ื เกดิ เรอื่ ง ทไ่ี มด่ งี ามขน้ึ
ในสงฆ์ ปรับอาบัติปาจติ ตีย์แกภ่ ิกษุผูก้ ระท�ำอนั เปน็ การล่วงละเมิด ต่อไปน้ี
๑. ภกิ ษุไมเ่ ป็นไข้ ฉันภัตตาหารในทพ่ี ักแรมตดิ ต่อกัน ๒ วัน
๒. ภิกษุฉันคณโภชนะ นอกสมัย คือสมัยที่เป็นไข้ ๑ สมัยที่ถวายจีวร ๑ สมัยที่ท�ำ
จวี ร ๑ สมยั ทเ่ี ดนิ ทางไกล ๑ สมยั ทโี่ ดยสารเรอื ๑ มหาสมยั ๑ สมยั ทเ่ี ปน็ ภตั ตาหารของสมณะ ๑
๓. ภกิ ษุฉันปรมั ปรโภนะ นออกสมยั คือ สมัยทีเ่ ป็นไข้ ๑ สมยั ทถี่ วายจีวร ๑ สมยั ท่ีท�ำ
จีวร ๑
๔. ภิกษุรบั ขนมหรอื ข้าวตูเกนิ ๓ บาตร
๕. ภิกษุฉันแลว้ บอกห้ามภตั ตาหารแล้ว ฉนั ของท่ไี มเ่ ปน็ เดนภกิ ษุไข้
๖. ภิกษุรู้อยู่ว่าภิกษุอื่นฉันแล้ว บอกห้ามภัตตาหารแล้ว มุ่งจะจับผิด จึงเอาของ
ท่ไี ม่เป็นเดนไปหลอกให้เธอฉนั ไดส้ �ำเร็จ
๗. ภิกษุฉันโภชนะในเวลาวกิ าลคือตงั้ แต่งเทยี่ งวนั ไปจนถึงอรณุ ขน้ึ วันใหม่
๘. ภิกษฉุ นั โภชนะทีเ่ ก็บสะสมไว้ โดยไม่รับประเคนใหม่
๙. ภิกษฉุ นั โภชนะประณตี ที่ตนออกปากขอจากคฤหสั ถ์ผูไ้ ม่ใชญ่ าติไมใ่ ชค่ นปวารณา
๑๐. ภกิ ษกุ ลืนกินอาหารทยี่ ังไมม่ ีผูป้ ระเคนให้ ยกเว้นน้ำ� และไม้ช�ำระฟนั
ภิกษเุ หล่านีต้ อ้ งอาบัติปาจติ ตีย์
ข้อท่ีน่าสังเกต คือ สิกขาบทท่ี ๕ ว่าด้วยการกลืนกินอาหารที่ยังไม่มีผู้ประเคนให้
ยกเว้นน�้ำและไม้ช�ำระฟัน หลักการประเคนและการรับประเคนที่ถูกต้อง คือ (๑) ของน้ันมี
ขนาดและนำ�้ หนกั ที่บุรษุ สัณฐานปานกลางพอยกได้ (๒) เขาถวาย ด้วยกาย ด้วยของเน่ืองดว้ ย
กาย หรอื โยนให้ (๓) เขาอยู่ในหตั ถบาส (บ่วงมอื ) (๔) ภกิ ษุรบั ประเคนดว้ ยกาย หรอื ด้วยของ
เนอื่ งด้วยกาย (ดูเลม่ สมบรู ณ์ ๒๖๖/๔๑๖, ว.ิ อ.๒/๒๖๕/๓๘๓)
ค�ำว่า “เวลาวิกาล” ในสิกขาบทที่ ๗ นน้ั กับในสิกขาบทท่ี ๓ แห่งรตนวรรค หมายเอา
ตัง้ แตเ่ ทย่ี งวนั ไปจนถงึ อรณุ ข้นึ วันใหม่ (ดูเลม่ สมบูรณ์ ๒๔๙/๔๐๕) สว่ นในวนิ ัยของภกิ ษณุ ที ี่วา่
ดว้ ยการเข้าตระกลู ในเวลาวิกาล หมายเอาตัง้ แต่อาทติ ย์ตกไป จนถงึ อรณุ ขนึ้ วันใหม่ (ว.ิ ภิกขฺ ุน.ี
๓/๘๖๖/๑๐๓)
เลม่ ท่ี ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒ 25
อเจลกวรรค ๑๐ สิกขาบท
ท่ีชื่อว่า “อเจลกวรรค” เพราะต้ังตามความแห่งสิกขาบทที่ ๑ ในวรรคนี้ ค�ำว่า
“อเจลก” แปลว่า ผู้เปลือย ในท่ีนี้หมายถึงนักบวชเปลือยท่ีอยู่ในพวกปริพาชก พวกอาชีวก
พวกอัญญเดียรถยี ์ (ดูเล่มสมบรู ณ์ ๒๖๙/๔๑๘-๔๑๙, ๒๗๑/๔๒๐-๔๒๑)
การให้ของเคี้ยวหรือของฉันแก่อเจลก ปริพาชก หรือปริพาชิกา ท่ีนับว่าล่วงละเมิด
บทบญั ญตั ิตามความแหง่ สิกขาบทท่ี ๑ นัน้ ม่งุ เอาการให้ของเค้ยี วของฉันด้วยตนเอง ไมว่ า่ จะ
เป็นการให้ดว้ ยกาย ด้วยของเน่อื งดว้ ยกาย หรือด้วยการโยนให้ ถา้ บอกให้คนอ่ืนให้ ฝากคนอ่ืน
ไปให้ หรือวางไว้ให้ ณ ที่ใดทีห่ นึ่ง ไม่นับวา่ ลว่ งละเมดิ บทบัญญตั ิ (วิ.อ. ๒/๒๗๓/๓๙๘)
อเจลกวรรค ๑๐ สิกขาบทนี้ พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเม่ือเกิดเร่ืองท่ี
ไม่ดีงามข้นึ ในสงฆ์ ปรับอาบัติปาจิตตีย์แกภ่ ิกษุผ้กู ระท�ำอันเป็นการล่วงละเมิดตอ่ ไปนี้
๑. ภกิ ษุให้ของเคีย้ วหรือของฉันแกอ่ เจลกปริพาชกหรือปริพาชกิ าด้วยมือตน
๒. ภิกษุชวนภิกษอุ ่ืนเขา้ ไปบณิ ฑบาตในหมูบ่ า้ นแลว้ บอกให้เธอกลบั วัดก่อน
๓. ภิกษุเขา้ ไปน่ังแทรกแซงในตระกูลทมี่ บี ุรษุ กับสตรีอยดู่ ้วยกนั สองตอ่ สอง
๔. ภกิ ษนุ ่ังบนอาสนะที่ก�ำบงั ในทล่ี ับกับมาตคุ ามสองต่อสอง
๕. ภิกษุนัง่ ในท่ีลบั กบั มาตุคามสองตอ่ สอง
๖. ภิกษุรบั นิมนตฉ์ นั ไวแ้ ลว้ ไปในท่อี ืน่ ในเวลากอ่ นฉันหรือหลงั ฉนั โดยไมบ่ อกภิกษอุ ื่น
ในท่ีนนั้ ก่อน นอกสมยั คอื สมยั ที่ถวายจวี ร ๑ สมยั ทท่ี �ำจีวร ๑
๗. ภกิ ษุไมเ่ ป็นไข้ ขอปจั จัยที่มผี ู้ปวารณาไว้ เกนิ ๔ เดอื น เว้นไว้แต่เขาปวารณาอกี
เว้นไวแ้ ตเ่ ขาปวารณาเป็นนติ ย์
๘. ภกิ ษุไปดูกองทัพที่เคลือ่ นขบวนออกรบ นอกจากมีเหตผุ ลทส่ี มควร
๙. ภกิ ษไุ ปพักแรมอย่ใู นกองทพั เกิน ๓ คืนแม้จะมเี หตผุ ลท่สี มควร
๑๐. ภิกษไุ ปดูสนามรบ ไปดูทพ่ี ักก�ำลงั พล หรือไปดูเขาจดั ขบวนทพั ในขณะท่ีพักอยู่
ในกองทัพ ๒-๓ คนื นัน้
ภิกษเุ หลา่ น้ตี อ้ งอาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทท่ี ๔ วา่ ด้วยการนั่งบนอาสนะที่ก�ำบังในทล่ี บั กับมาตุคาม สิกขาบท ท่ี ๕ ว่า
ด้วยการนั่งในท่ีลับกับมาตุคามสองต่อสอง มีเน้ือความเหมือนกับอนิยต สิกขาบทที่ ๑ และ
๒ แต่ต่างกันท่ีการปรับอาบัติ ภิกษุล่วงละเมิดสิกขาบทที่ ๔-๕ นี้ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ส่วนใน
อนิยตสิกขาบทน้ันอาจจะปรับอาบัติปาราชิก สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ก็ได้ ทั้งนี้ข้ึนอยู่กับ
ค�ำกล่าวหาของอุบาสิกาผู้มีภูมิธรรมตั้งแต่ขั้นโสดาบันข้ึนไป และค�ำรับสารภาพของภิกษุ
26 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระวนิ ยั ปิฎก
ผู้ถูกกล่าวหา หรืออุบาสิกานั้นกล่าวหาโดยระบุชัดลงไปว่าต้องอาบัตินั้น ๆ (ดูวินัยปิฎกแปล
เลม่ ๑ ข้อ ๔๔๔-๔๔๕ หนา้ ๔๗๔-๔๗๖, วิ.อ. ๒/๔๔๔-๕/๑๓๕)
สุราปานวรรค ๑๐ สกิ ขาบท
ที่ช่ือว่า “สุราปานวรรค” เพราะตั้งตามความแห่งสิกขาบทที่ ๑ “สุรา” ใน ค�ำว่า
“สุราปานะ” นน้ั หมายเอาทงั้ สุราและเมรัย (ดเู ลม่ สมบรู ณ์ ๓๒๘/๔๖๕, วิ.อ. ๒/๓๒๘/๔๐๔)
ทง้ั ๒ อย่างนี้ รวมท้ังของมึนเมาอยา่ งอื่น เรียกว่า “มัชชะ” แปลว่า น้ำ� เมา (ขุ.ขุ.อ. ๑๗-๑๘)
สุราปานวรรค ๑๐ สิกขาบทนี้ พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเม่ือเกิดเร่ืองท่ี
ไมด่ งี ามข้ึนในสงฆ์ ปรับอาบตั ิปาจิตตีย์แกภ่ ิกษผุ ู้กระท�ำอนั เปน็ การล่วงละเมิด ตอ่ ไปน้ี
๑. ภิกษดุ ื่มสรุ าและเมรัย
๒. ภกิ ษใุ ช้นิ้วมือจี้ภกิ ษุ
๓. ภกิ ษนุ �้ำเลน่
๔. ภกิ ษแุ สดงความไมเ่ อื้อเฟื้อ ไม่ใหค้ วามส�ำคัญต่อพระวินยั
๕. ภิกษทุ �ำภกิ ษอุ นื่ ให้ตกใจ
๖. ภิกษุไม่เปน็ ไข้ ก่อไฟผงิ เวน้ ไวแ้ ตม่ ีเหตุผลทสี่ มควร
๗. ภกิ ษอุ าบน�ำ้ เกิน ๑ คร้ังในช่วงเวลา ๑๕ วนั เวน้ ไว้แตส่ มัย คือ (๑) ท้ายฤดูรอ้ น ๑
เดอื นคร่ึงและเดอื นแรกแห่งฤดูฝน รวมเปน็ ๒ เดอื นครึ่ง ซึ่งเปน็ สมัยที่รอ้ นอบอา้ ว (๒) สมัยที่
เปน็ ไข้ (๓) สมัย ทท่ี �ำงาน (๔) สมัยทเ่ี ดินทางไกล (๕) สมยั ที่มพี ายฝุ นุ่
๘. ภกิ ษุใชจ้ ีวรใหมโ่ ดยไม่ท�ำพนิ ทุกอ่ น
๙. ภิกษวุ กิ ปั จวี รแกภ่ ิกษอุ ืน่ แล้วน�ำมาใชโ้ ดยท่ผี ้รู บั วกิ ปั ยงั ไมไ่ ด้ถอนวิกปั
๑๐. ภกิ ษซุ อ่ นบาตรและจีวรเปน็ ต้นของภกิ ษุอื่นโดยคิดจะล้อเล่น
ภิกษุเหล่านตี้ อ้ งอาบัตปิ าจติ ตยี ์
มีข้อที่น่าสังเกต คือ ภิกษุดื่มยาดองที่มีสี กลิ่น รสเหมือนน้�ำเมา แต่ไม่ใช่น้�ำเมา
ภิกษุดืม่ น�ำ้ เมานิดหน่อยทีเ่ จอื ในแกง เจือในเน้อื เจอื ในน้ำ� มัน หรือเจอื น้�ำออ้ ยดองมะขามปอ้ ม
ภกิ ษดุ ม่ื ยาดองอรฏิ ฐะทไี่ มใ่ ชน่ ำ้� เมา ไมต่ อ้ งอาบตั ปิ าจติ ตยี ์ (ดเู ลม่ สมบรู ณ์ ๓๒๙/๔๖๖, กงขฺ า.อ.
๒๗๘-๒๗๙)
ค�ำว่า “พินทุ” ตามความแห่งสิกขาบทที่ ๘ หมายถึงท�ำเป็นจุดวงกลมใหญ่ เท่าแวว
ตานกยงู หรือเลก็ เทา่ ตัวเรือดทม่ี มุ จวี ร ด้วยสเี ขยี ว คราม สีตม หรือ สีด�ำคล้ำ� เพื่อให้จีวรเสยี สี
หรอื มตี �ำหนิ ท�ำให้มที ีส่ งั เกต (ดูเล่มสมบูรณ์ ๓๖๙/๔๙๑, ว.ิ อ. ๒/๓๖๘-๙/๔๑๐)
เล่มที่ ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒ 27
ค�ำว่า “วิกัปจีวร” ตามความแห่งสิกขาบทที่ ๙ หมายถึงการท�ำให้จีวรน้ัน มีเจ้าของ
๒ คน ท�ำการวิกัปในกรณีทีจ่ วี รน้ันเป็นอติเรกจีวร เมอ่ื ผูร้ ับวกิ ปั คนื ให้ แลว้ ภกิ ษุเจา้ ของจวี ร
สามารถจะใช้สอยจีวรน้ันได้โดยไม่เป็นการล่วงละเมิดบทบัญญัติ วิธีการวิกัปน้ันจะวิกัปต่อ
หน้าหรือลับหลงั กไ็ ด้ จะวิกัปใหแ้ ก่ภกิ ษุ ภกิ ษุณี สิกขมานา สามเณร หรือสามเณรีกไ็ ด้ (ดเู ลม่
สมบรู ณ์ ๓๗๓-๓๗๔/๔๙๔)
สปั ปาณกวรรค ๑๐ สกิ ขาบท
ท่ีชื่อว่า “สัปปาณกวรรค” เพราะต้ังตามความแห่งสิกขาบทท่ี ๑ และ ๒ ค�ำว่า
“สัปปาณกะ” แปลว่า สัตว์ท่ีเป็นไปกับด้วยลมหายใจ คือสัตว์มีชีวิตน่ันเอง หมายเอาสัตว์
ดิรจั ฉาน (ดเู ล่มสมบรู ณ์ ๓๘๔/๕๐๒)
สัปปาณกวรรค ๑๐ สิกขาบทน้ี พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเร่ืองที่
ไม่ดีงามขึน้ ในสงฆ์ ปรบั อาบตั ิปาจิตตีย์แก่ภกิ ษุผกู้ ระท�ำอนั เปน็ การล่วงละเมดิ ตอ่ ไปน้ี
๑. ภกิ ษุจงใจปลงชีวิตสัตว์
๒. ภิกษรุ ้อู ยู่ บริโภคนำ้� ทม่ี ีสัตวม์ ีชีวิต
๓. ภกิ ษุรอู้ ยู่ รอ้ื ฟ้นื อธกิ รณท์ ส่ี งฆท์ �ำถกู ตอ้ งชอบธรรมแล้วขึน้ มาท�ำใหม่
๔. ภิกษุรู้อยู่ ปกปิดอาบตั ชิ ั่วหยาบของภกิ ษุอ่ืน
๕. ภกิ ษุรอู้ ยู่ บวชให้บุคคลมอี ายุหยอ่ นกวา่ ๒๐ ปี
๖. ภกิ ษุรู้อยู่ ชกั ชวนเดินทางไกลกบั พอ่ คา้ เกวยี นผูเ้ ปน็ โจร ส้ินระยะทางหมู่บา้ นหน่งึ
๗. ภิกษุชักชวนเดินทางไกลกบั มาตุคาม ส้ินระยทางหมู่บ้านหน่งึ
๘. ภิกษุกล่าวตู่พระพุทธเจ้า ภิกษุอื่นห้ามก็ไม่ฟัง สงฆ์สวดสมนุภาสน์ ครบ ๓ ครั้ง
ยงั ไม่หยดุ กลา่ วตู่
๙. ภกิ ษุร้อู ยู่ คบหากบั ภกิ ษุทก่ี ล่าวตพู่ ระพทุ ธเจ้า
๑๐. ภกิ ษคุ บหาใชง้ านสามเณรทถ่ี กู ไลอ่ อกจาส�ำนกั เพราะขอ้ หาทก่ี ลา่ วตพู่ ระพทุ ธเจา้
ภิกษเุ หล่านตี้ อ้ งอาบตั ปิ าจิตตีย์
สิกขาบทท่ี ๕ ว่าด้วยการบวชให้กุลบุตรท่ีมีอายุหย่อนกว่า ๒๐ ปี การนับอายุนั้น
ให้เริ่มนับต้ังแต่ปฏิสนธิจิตคือจิตดวงแรกเกิดในครรภ์มารดา ถ้าทารกอยู่ในครรภ์ ๙ เดือน
น่ันหมายถึงว่าทารกนั้นมีอายุได้ ๙ เดือน หลังจากคลอดออก มามีชีวิตอยู่ได้ ๑๙ ปี
๓ เดือนเตม็ ถือว่ามอี ายคุ รบ ๒๐ ปีบรบิ ูรณ์ (นยั แห่ง ว.ิ อ. ๒/๔๐๔/๔๑๕-๔๑๖)
28 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระวินยั ปฎิ ก
สกิ ขาบทท่ี ๘-๑๐ วา่ ดว้ ยการกลา่ วตพู่ ระธรรมเทศนาของพระพทุ ธเจา้ ในกรณที ผี่ กู้ ลา่ ว
ตู่เป็นภิกษุ เมื่อสงฆ์สวดสมุนภาสน์ครบ ๓ ครั้ง ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ภิกษุที่คบหาร่วมเสวนา
กบั ภิกษุท่ีกลา่ วตู่น้นั ตอ้ งอาบัติปาจติ ตีย์ แต่ในกรณีท่ีผกู้ ลา่ วตเู่ ป็นสามเณร ใหไ้ ล่เธอออกจาก
ส�ำนกั เสีย เรียกว่า “นาสนะ” (ดเู ลม่ สมบูรณ์ ๔๒๙/๕๓๘)
สหธรรมิกวรรค ๑๒ สิกขาบท
ท่ีช่ือว่า “สหธรรมิกวรรค” เพราะตั้งตามความแห่งสิกขาบทในวรรคนี้ท่ีว่าด้วยเร่ือง
ระหว่างเพอ่ื นภิกษุดว้ ยกันทง้ั ๑๒ สกิ ขาบท
ค�ำว่า “สหธรรมิก” แปลว่า ผ้รู ่วมอยูใ่ นหลักการเดยี วกนั ผ้รู ว่ มประพฤติธรรม
สหธรรมกิ วรรค ๑๐ สกิ ขาบทน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงบญั ญตั ไิ วใ้ นเมอื่ เกดิ เรอ่ื งทไี่ มด่ งี าม
ข้นึ ในสงฆ์ ปรับอาบัตปิ าจิตตีย์แกภ่ ิกษุผกู้ ระท�ำอันเปน็ การลว่ งละเมดิ ต่อไปน้ี
๑. ภกิ ษปุ ระพฤตไิ มส่ มควร เมอื่ ถกู วา่ กลา่ วตกั เตอื น กลบั พดู วา่ “ยงั ไมไ่ ดศ้ กึ ษาในเรอื่ งนี้
ยงั ไมไ่ ดถ้ ามทา่ นผูร้ ู้”
๒. ภิกษุกล่าวในขณะที่ผู้อื่นยกพระปาติโมกข์ขึ้นแสดงอยู่ว่า “สิกขาบทเล็กน้อย
เหลา่ น้ีไม่มปี ระโยชน์ เป็นเร่อื งก่อให้เกิดร�ำคาญ ความล�ำบาก ความย่งุ ยาก”
๓. ภิกษุท้ังที่เคยฟังพระปาติโมกข์มาแล้ว ๒-๓ ครั้ง กล่าวในขณะท่ีภิกษุอ่ืนยก
พระปาติโมกข์ขนึ้ แสดงอยวู่ า่ “ขา้ พเจา้ เพ่ิงรู้เดยี๋ วนเ้ี องวา่ ขอ้ นี้มาในพระปาติโมกข”์
๔. ภกิ ษโุ กรธเคือง ท�ำร้ายภกิ ษุอื่น
๕. ภกิ ษโุ กรธเคอื ง เง้อื มอื ข้นึ ท�ำทีว่าจะท�ำร้ายภิกษุอืน่
๖. ภกิ ษใุ ส่ความภกิ ษุอ่ืนด้วยอาบตั ิสังฆาทเิ สสที่ไมม่ ีมูล
๗. ภิกษุจงใจก่อความร�ำคาญให้แก่ภกิ ษุอนื่
๘. ภิกษแุ อบฟงั ภกิ ษอุ ่ืนทะเลาะวิวาทกนั
๙. ภิกษุมอบฉันทะใหส้ งฆท์ �ำกรรมที่ถกู ต้องแลว้ กลบั ต�ำหนิในภายหลัง
๑๐. ภิกษุอยู่ในท่ีประชุม ลุกออกไปในขณะท่ีสงฆ์ก�ำลังพิจารณาอธิกรณ์อยู่โดยไม่ให้
ฉันทะ
๑๑. ภกิ ษเุ หน็ พอ้ งกบั สงฆถ์ วายจวี รแกภ่ กิ ษรุ ปู ใดรปู หนงึ่ แลว้ กลบั ตเิ ตยี น ในภายหลงั
ว่า “สงฆ์ใหจ้ ีวรตามความคุ้นเคยกบั ”
๑๒. ภกิ ษรุ ูอ้ ยู่ นอ้ มลาภท่ีเขาจะถวายสงฆไ์ ปเพ่อื ส่วนบคุ คล
ภิกษุเหล่านี้ต้องอาบัติปาจติ ตยี ์
เลม่ ท่ี ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒ 29
ค�ำว่า “ยกพระปาติโมกข์ข้นึ แสดง” ตามความแห่งสกิ ขาบทท่ี ๒ และ ๓ ในวรรคนีม้ นี ยั
ตา่ งกนั สกิ ขาบทท่ี ๒ หมายถงึ การทอี่ าจารยก์ ลา่ วหรอื ทอ่ งทบทวน พระปาตโิ มกขใ์ หอ้ นั เตวาสกิ
ฟงั (วิ.อ. ๒/๔๓๙-๔๔๐/๔๒๗-๔๒๘) ส่วนสิกขาบทที่ ๓ หมายถงึ การที่ภกิ ษุรปู ใดรูปหนงึ่ ยก
พระปาติโมกขข์ นึ้ แสดงในวนั อโุ บสถทกุ ครึง่ เดือน (ว.ิ อ. ๒/๔๔๔/๔๒๘)
ค�ำวา่ “กรรมทถี่ กู ตอ้ ง” ตามความแหง่ สกิ ขาบทที่ ๙ หมายถงึ อปโลกนกรรม ญตั ตกิ รรม
ญัตติทตุ ิยกรรม ญตั ติจตุตถกรรม ท่ีสงฆท์ �ำโดยธรรม โดยวินัย โดยสัตถสุ าสน์ (ดเู ลม่ สมบูรณ์
๔๗๖/๕๗๒, กงขฺ า.อ. ๒๙๙)
รตนวรรค ๑๐ สิกขาบท
ท่ีช่อื ว่า “รตนวรรค” เพราะตัง้ ตามความแหง่ สิกขาบทท่ี ๑ ค�ำว่า “รตนะ” ในสกิ ขาบท
ท่ี ๑ นี้ หมายถึงพระมเหสี พระราชินี (ดูเล่มสมบูรณ์ ๔๙๙/๕๙๑, วิ.อ. ๒/๔๙๘/๔๓๕)
ส่วนค�ำว่า “รตนะ” ในสิกขาบทที่ ๒ หมายถึงแก้ว ๑๐ ประการ คือ มุกดา มณี ไพฑูรย์
สังข์ ศิลา ประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม แก้วตาแมว รวมทั้งทรัพย์สินอ่ืนที่สมมติว่าเป็นรัตนะ
(ดเู ล่มสมบรู ณ์ ๕๐๖/๕๙๗)
รตนวรรค ๑๐ สกิ ขาบททนี้ พระผมู้ พี ระภาคทรงบญั ญตั ไิ วใ้ นเมอื่ เกดิ เรอื่ งทไี่ มด่ งี ามขน้ึ
ในสงฆ์ ปรับอาบตั ปิ าจติ ตยี แ์ กภ่ ิกษุผกู้ ระท�ำอันเป็นการล่วงละเมดิ ต่อไปน้ี
๑. ภิกษุไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้า เข้าไปในต�ำหนักที่บรรทมที่พระราชาประทับอยู่กับ
พระมเหสี
๒. ภกิ ษเุ ก็บทรัพย์สินของคฤหัสถ์ท่ีตกอยู่นอกเขตทพี่ กั ของตน
๓. ภิกษุไม่มธี รุ ะรีบดว่ น เขา้ ไปในหมบู่ ้านในเวลาวิกาลโดยไมบ่ อกภกิ ษอุ น่ื
๔. ภกิ ษุท�ำกลอ่ งเข็มดว้ ยกระดกู สตั ว์ งาชา้ ง หรอื เขาสตั ว์
๕. ภิกษุท�ำเตียงหรือตั่งมีเทา้ เกนิ ๘ นิว้ สุคต
๖. ภิกษทุ �ำเตียงหรอื ต่งั หุ้มนุน่
๗. ภิกษุท�ำผ้ารองน่ังมีขนาดเกิน ๒ คืบสุคต คือ ขนาดกว้างเกิน ๑ คืบครึ่ง ชายมี
ขนาดเกิน ๑ คบื
๘. ภิกษุท�ำผา้ ปิดฝยี าวเกนิ ๔ คบื สุคต กว้างเกนิ ๒ คบื สุคต
๙. ภิกษทุ �ำผ้าอาบนำ�้ ฝนยาวเกนิ ๖ คืบสคุ ต กว้างเกิน ๒ คบื ครึ่งโดยคืบสุคต
๑๐. ภิกษุท�ำจีวรมขี นาดเท่าหรือเกินกว่าสุคตจวี ร
ภกิ ษเุ หล่าน้ตี ้องอาบตั ิปาจติ ตีย์
30 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระวนิ ัยปิฎก
มีข้อสังเกตคือ “เวลาวิกาล” ตามความแห่งสิกขาบทท่ี ๓ ในวรรคน้ีมีนัยเหมือนกัน
กับสิกขาบทท่ี ๗ แห่งโภชนวรรค คือ ต้ังแต่เท่ียงวันไปจนถึงอรุณขึ้นวันใหม่ (ดูเล่มสมบูรณ์
๕๑๓/๖๐๓)
“นิ้วสุคตและคืบสุคต” ตามความแห่งสิกขาบทที่ ๕ และท่ี ๗ ในวรรคน้ี ๑ นิ้วสุคต
เท่ากบั ๓ นวิ้ ของคนปานกลางในบดั นี้ (กงฺขา.ฏีกา. ๒๙๗) ๑ คืบสคุ ตเทา่ กบั ๓ คบื ของคนปาน
กลางในบัดน้ี หรือเท่ากบั ๑ ศอกคืบช่างไม้ (วิ.อ. ๒/๓๔๘-๙/๖๑)
สิกขาบทท่ี ๔-๑๐ ในรตนวรรคมีข้อพิเศษต่างจากสิกขาบทอื่น ๆ ในปาจิตติยกัณฑ์
มลี กั ษณะคลา้ ยกนั กบั สกิ ขาบทในนสิ สคั คยิ กณั ฑ์ ภกิ ษตุ อ้ งอาบตั เิ พราะเกย่ี วขอ้ งกบั วตั ถใุ นทาง
ทไี่ มเ่ หมาะสม และเมอื่ ตอ้ งแลว้ ประสงคจ์ ะพน้ จากอาบตั ิ ตอ้ งท�ำลายหรอื ท�ำวตั ถนุ นั้ ใหไ้ ดข้ นาด
ก่อนจึงจะแสดงอาบตั ิตก เช่น สิกขาบทท่ี ๔ ว่าด้วยการท�ำกลอ่ ง เข็มด้วยกระดกู งาชา้ ง หรอื
เขาสัตว์ ภิกษุตอ้ งอาบัตทิ กุ กฏในขณะทที่ �ำ ตอ้ งอาบตั ิปาจิตตยี เ์ พราะไดข้ องนัน้ มา พึงท�ำลาย
ของนน้ั แล้วแสดงอาบตั ิ (ดูเล่มสมบูรณ์ ๕๑๘/๖๐๖)
ปาฏิเทสนยี กัณฑ์ ตอนว่าดว้ ยอาบตั ปิ าฏิเทสนยี ะ
ค�ำวา่ ปาฏิเทสนียะ แปลว่า พงึ แสดงคืน เปน็ ชื่ออาบัติทภ่ี กิ ษผุ ลู้ ่วงละเมดิ พงึ แสดงคนื
(วิ.อ.๓/๓๓๙/๔๘๕)
ปาฏเิ ทสนยี ะ ๔ สกิ ขาบทน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงบญั ญตั ิไวใ้ นเมอ่ื เกิดเร่ืองทไ่ี ม่ดีงามข้นึ
ในสงฆ์ ปรับอาบตั ปิ าฏเิ ทสนยี ะแกภ่ กิ ษผุ ูก้ ระท�ำอนั เปน็ การลว่ งละเมิดตอ่ ไปน้ี
๑. ภิกษุรบั ของเคย้ี วของฉนั จากมอื ภกิ ษุณที ี่ไมใ่ ช่ญาติ เอามาฉนั
๒. ภิกษุฉันภัตตาหารอยู่ ไม่ห้ามภิกษุณีท่ียืนคอยบงการให้ทายกถวายของท่ีนั่นท่ีนี่
อยา่ งน้ันอยา่ งน้ี
๓. ภกิ ษไุ มเ่ ปน็ ไข้ ไมไ่ ดร้ ับนิมนต์ไว้ก่อน รับแล้วฉนั ของเคย้ี วของฉนั ในตระกูลที่ไดร้ บั
สมมตวิ า่ เป็นเสขะ
๔. ภิกษุอยู่ในเสนาสนะป่าเปล่ียว ไม่เป็นไข้ รับแล้วฉันของเค้ียวของฉันท่ีทายกไม่ได้
แจง้ ไวก้ อ่ น
ข้อท่นี า่ สงั เกต คอื ค�ำว่า “ตระกูลท่ไี ดร้ บั สมมตวิ ่าเปน็ เสขะ” ตามความแห่งสิกขาบท
ท่ี ๓ ในวรรคน้ี หมายเอาตระกูลท่ีมีศรัทธามาก เลื่อมใสทั้งฝ่ายอุบาสก และอุบาสิกา เป็น
โสดาบนั ทัง้ ๒ ฝา่ ย มโี ภคทรัพย์มาก แต่บริจาคท�ำบญุ หมดสนิ้ (ว.ิ อ. ๒/๕๖๒/๔๔๔)
เล่มที่ ๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒ 31
เสขิยกณั ฑ์ ตอนวา่ ด้วยข้อท่คี วรส�ำเหนยี ก
ค�ำวา่ เสขยิ ะ แปลวา่ ขอ้ ปฏบิ ตั อิ นั เปน็ สมบตั ขิ องทา่ นผยู้ งั ตอ้ งศกึ ษา (ว.ิ อ. ๓/๓๓๙/๔๘๖)
ธรรมเนียมเก่ียวกับมารยาทที่ภิกษุพึงส�ำเหนียก หรือพึงฝึกฝนปฏิบัติ เป็นช่ือสิกขาบทที่ว่า
ด้วยมารยาทผู้ดี เป็นวิธีการวางกิริยาทางกายและวาจาท่ีเหมาะสม ของภิกษุ ไม่ได้เป็นช่ือ
อาบัติ ภิกษุไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งเสขิยะทั้งหลาย ต้องอาบัติทุกกฏทุกสิกขาบท
สิกขาบทในเสขิยกัณฑ์นี้เป็นบทบัญญัติท่ีน่าสนใจ เพราะว่าด้วยเรื่องกิริยามารยาทท่ีเป็น
ธรรมเนียมของภกิ ษุสงฆ์โดยเฉพาะ เสขิยสิกขาบท ทง้ั ๗ วรรค แบ่งเป็น ๔ กลุ่ม ตามสาระ
ส�ำคัญดังน้ี
กลมุ่ ท่ี ๑ ว่าด้วยธรรมเนียมควรประพฤติในเวลาเข้าหมู่บ้าน เร่ิมตั้งแต่การนุ่งห่ม
เรียบร้อยในขณะทอ่ี ยู่ในชุมชน การส�ำรวมระวังอิริยาบถ การพดู คุยกันให้
อยู่ในลกั ษณะท่เี หมาะสมเมอื่ อยู่ในชุมชน
กลุ่มที่ ๒ วา่ ดว้ ยธรรมเนยี มในการรบั บณิ ฑบาต เรมิ่ ตง้ั แตอ่ ริ ยิ าบถในการรบั บณิ ฑบาต
การขบฉนั อยา่ งเป็นระเบยี บเรยี บร้อย
กลุ่มที่ ๓ ว่าด้วยธรรมเนียมในการแสดงธรรม เร่ิมตั้งแต่การแสดงธรรมอย่าง
ถูกกาลเทศะ ไมแ่ สดงธรรมแก่บคุ คลผู้อยู่ในอาการไม่เคารพธรรม
กลุ่มท่ี ๔ ว่าดว้ ยธรรมเนียมในการถา่ ยอจุ จาระ ปสั สาวะ และบ้วนน้ำ� ลาย
การทพ่ี ระผมู้ พี ระภาคทรงบญั ญตั สิ กิ ขาบทเหลา่ นข้ี นึ้ สะทอ้ นใหเ้ หน็ ภาพของวฒั นธรรม
ของคนถิ่นนั้นในสมัยพุทธกาล วัฒนธรรมด้านการนุ่งห่ม การรับประทาน อาหาร การใช้
ค�ำพูดอาจมีลักษณะที่ไม่เรียบร้อย เมื่อคนเหล่าน้ันมาบวชในสังคมสงฆ์แห่งพระพุทธศาสนา
พระผู้มพี ระภาคจึงทรงบญั ญัตเิ สขยิ สิกขาบทขึ้นมาเพื่อเปน็ หลักปฏิบัตขิ องเหล่าสาวก
แนวคิดที่น่าสนใจในเสขิยกัณฑ์อีกอย่างหน่ึงที่สะท้อนให้เห็นพุทธทัศนะที่มีต่อการ
อนุรักษ์สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ คือบทบัญญัติท่ีว่า “ภิกษุพึงส�ำเหนียกว่า เราไม่เป็นไข้
จักไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือบ้วนน้�ำลายรดลงบนพืชเขียวสด” ตามความในสิกขาบทที่
๑๔ แห่งปาทุกาวรรค “ภิกษุพึงส�ำเหนียกว่า เราไม่เป็นไข้ จักไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือ
บว้ นน้�ำลายลงในนำ้� ” ตามความในสิกขาบทที่ ๑๕ แหง่ ปาทุกาวรรค
เสขยิ กัณฑ์แบง่ เปน็ ๗ วรรค คือ
๑. ปรมิ ัณฑลวรรค หมวดวา่ ด้วยการนุ่งห่มเรียบรอ้ ย มี ๑๐ สกิ ขาบท
๒. อุชชัคฆกิ วรรค หมวดวา่ ดว้ ยการหัวเราะ มี ๑๐ สกิ ขาบท
๓. ขมั ภตกวรรค หมวดวา่ ดว้ ยการเทา้ สะเอว มี ๑๐ สกิ ขาบท
32 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระวินยั ปฎิ ก
๔. สกั กัจจวรรค หมวดวา่ ดว้ ยความเอ้ือเฟ้อื มี ๑๐ สกิ ขาบท
๕. กพฬวรรค หมวดวา่ ด้วยค�ำขา้ ว มี ๑๐ สิกขาบท
๖. สรุ ุสรุ ุวรรค หมวดวา่ ด้วยการฉนั ดังซู้ด ๆ มี ๑๐ สิกขาบท
๗. ปาทกุ าวรรค หมวดว่าดว้ ยเขยี งเทา้ มี ๑๕ สิกขาบท
ปรมิ ัณฑลวรรค ๑๐ สกิ ขาบท
ภิกษพุ งึ ส�ำเหนยี กวา่ “จกั นุง่ สบง ห่มจีวรใหเ้ รยี บร้อยในทกุ เวลาและสถานที่ จกั ส�ำรวม
ระวังอิรยิ าบถคือ การเดิน การนัง่ การเหลยี วมอง การนุ่งหม่ ขณะทีเ่ ดินและนง่ั อยู่ในละแวก
บ้าน”
อชุ ชัคฆกิ วรรค ๑๐ สกิ ขาบท
ภิกษพุ ึงส�ำเหนยี กวา่ “ในขณะท่ีเดนิ หรอื นงั่ อยูใ่ นละแวกบา้ น จักส�ำรวมระวัง อริ ยิ าบถ
คอื ไม่หัวเราะ ไมพ่ ดู เสียงดงั ไมโ่ คลงกาย ไม่แกวา่ งแขน ไมโ่ คลงศีรษะ”
ขมั ภตกวรรค ๑๐ สกิ ขาบท
ภกิ ษุพึงส�ำเหนียกวา่ “ในขณะทีเ่ ดินหรือน่ังอยู่ในละแวกบา้ น จักส�ำรวมระวงั อิริยาบถ
คือ ไมเ่ ทา้ สะเอว ไมค่ ลุมศรี ษะ ไม่กระโหยง่ ไม่นงั่ รัดเขา่ ”
พึงส�ำเหนียกว่า “จักรับบิณฑบาตโดยเคารพ จักให้ความส�ำคัญหมายรู้ในใจขณะที่
รบั บิณฑบาต จกั รบั แกงให้พอเหมาะกบั ข้าว จกั รบั ข้าวให้เสมอขอบปากบาตร”
สกั กจั จวรรค ๑๐ สิกขาบท
ภกิ ษพุ งึ ส�ำเหนยี กในขณะทฉี่ นั ขา้ ววา่ “จกั ฉนั ขา้ วโดยเคารพ จกั ใหค้ วาม ส�ำคญั ในบาตร
ขณะฉนั ขา้ ว จกั ฉนั ข้าวไปตามล�ำดบั จักฉนั ขา้ วใหพ้ อเหมาะกันกับแกง จกั ไมฉ่ ันขยุม้ ขา้ วลงมา
แต่ยอด จกั ไมเ่ อาขา้ วสุกกลบแกงหรือกับขา้ วเพ่ือให้ไดม้ าก จัก ไม่ออกปากขอแกงหรือข้าวสุก
มาฉนั เองในเมอื่ ไมเ่ ปน็ ไข้ จกั ไมม่ องดบู าตรของภกิ ษอุ น่ื โดยมงุ่ จะต�ำหนิ จกั ไมท่ �ำค�ำขา้ วใหญน่ กั
จักท�ำค�ำขา้ วให้พอดกี ับปาก”
เลม่ ท่ี ๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒ 33
กพฬวรรค ๑๐ สิกขาบท
ภิกษุพึงส�ำเหนียกว่า “ในขณะที่ฉันภัตตาหาร จักไม่อ้าปากรอค�ำข้าว ไม่สอดมือ
เขา้ ในปาก ไมพ่ ูดคุยกนั ไม่โยนค�ำข้าวเข้าปาก ไมก่ ัดค�ำข้าว ไม่ท�ำกระพุ้ง แกม้ ตยุ่ ไมส่ ลัดมอื
ไม่โปรยเมลด็ ขา้ ว ไมแ่ ลบลิน้ ไมท่ �ำเสยี งจบั๊ ๆ”
สรุ ุสรุ ุวรรค ๑๐ สิกขาบท
ภิกษุพึงส�ำเหนียกว่า “ในขณะที่ฉันภัตตาหาร จักไม่ฉันท�ำเสียงดังซู้ด ๆ ไม่เลียมือ
ไมเ่ ลียบาตร ไมเ่ ลยี รมิ ฝปี าก ไมจ่ บั ภาชนะน้�ำดืม่ ขณะที่มือเป้อื น ไมเ่ ทน�ำ้ ลา้ งบาตรท่ีมเี มลด็ ข้าว
ปนลงในละแวกบ้าน”
พึงส�ำเหนียกว่า “จักไม่แสดงธรรมแก่คนที่ไม่ไข้ผู้อยู่อากัปกิริยาเหล่านี้ คือ ก้ันร่มอยู่
ถอื ไม้พลอง ถือศตั รา ถอื อาวุธ”
ปาทกุ าวรรค ๑๕ สิกขาบท
ภิกษุพึงส�ำเหนียกว่า “จักไม่แสดงธรรมแก่คนที่ไม่เป็นไข้ผู้อยู่ในอากัปกิริยาเหล่านี้
คอื ผูส้ วมเขียงเท้า ผสู้ วมรองเท้า ผู้อยใู่ นยานพาหนะ ผอู้ ย่บู นทนี่ อน ผ้นู ่ังรัดเขา่ ผ้โู พกศีรษะ
ผู้คลุมศีรษะ ผนู้ ัง่ บนอาสนะ”
พึงส�ำเหนยี กวา่ “จกั ไมแ่ สดงธรรมในขณะที่ตวั เองและคนไมเ่ ปน็ ไข้ผ้อู ยู่ในอากปั กิรยิ า
เหล่าน้ี คือ ผูฟ้ งั นง่ั อยบู่ นอาสนะสงู กวา่ ตน ผู้ฟงั นัง่ อย่ใู นขณะท่ตี วั เองยนื ผู้ฟงั เดนิ ไปขา้ งหลงั
ผูฟ้ งั เดนิ อยู่ในทางขณะที่ตัวเองอย่นู อกทาง”
พงึ ส�ำเหนยี กวา่ “ถ้าไม่เปน็ ไข้ จักไม่ยนื ถา่ ยอุจจาระ หรอื ปสั สาวะ จักไม่ถ่ายอุจจาระ
ปสั สาวะ หรอื บว้ นน�ำ้ ลายรดลงบนพชื เขยี วสด หรอื ลงในน�ำ้ ”
ภิกษผุ ู้ละเมดิ สกิ ขาบทเหล่านีต้ อ้ งอาบัตทิ ุกกฏ
สกิ ขาบทในนสิ สัคคยิ กัณฑ์ ปาจติ ตยิ กณั ฑ์ ปาฏเิ ทสนยี กณั ฑ์ และเสขิยกัณฑ์ แต่ละ
สิกขาบทมีองค์ประกอบที่ก�ำหนดลักษณะเฉพาะของสิกขาบทน้ัน ๆ ท�ำให้บทบัญญัติมีความ
ชัดเจนและรัดกุมยิ่งขึ้น เป็นการบ่งบอกว่า เมื่อล่วงละเมิดสิกขาบทน้ัน ๆ แล้วต้องอาบัติได้
อยา่ งไร ตอ้ งอาบัตปิ ระเภทใด มลี กั ษณะอยา่ งไร เช่น
34 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระวนิ ยั ปฎิ ก
ปฐมกฐินสกิ ขาบทที่ ๑ แหง่ จีวรวรรค มอี งค์ประกอบ ๙ ประการ คือ
องค์ประกอบเฉพาะ ความหมาย
กฐินสมฏุ ฐาน มกี ฐนิ เปน็ บอ่ เกดิ
อกิริยา ต้องอาบัติเพราะไมท่ ำ�การอธิษฐาน วกิ ปั อติเรกจวี ร
โนสญั ญาวโิ มกข์ ผู้ล่วงละเมดิ เพราะไม่รกู้ ็ตอ้ งอาบัติ ไม่สามารถรอดพน้ ได้
อจติ ตกะ แม้จะไมม่ คี วามจงใจก็ต้องอาบัติ
ปัณณตั ตวิ ชั ชะ มโี ทษตามพระบญั ญัติ
กายกมั มะ ต้องอาบตั ิเพราะการกระทำ�ทางกาย
วจีกัมมะ ต้องอาบตั ิเพราะการกระทำ�ทางวาจา
ตจิ ติ ตะ ตอ้ งอาบตั ิเพราะกุศลจติ อกุศลจิต หรืออพั ยากตจติ
ตเิ วทนะ ตอ้ งอาบัติเพราะสขุ เวทนา ทุกขเวทนา หรืออทกุ ขมสุขเวทนา
(กงฺขา.อ. ๑๓๖-๑๓๘)
มสุ าวาทสกิ ขาบทที่ ๑ แห่งมุสาวาทวรรค มอี งค์ประกอบ ๙ ประการ คือ
องคป์ ระกอบเฉพาะ ความหมาย
มุสาวาทสมฏุ ฐาน มกี ารกล่าวเทจ็ เปน็ บ่อเกิด
กิรยิ ะ ตอ้ งอาบตั ิเพราะทำ�
สัญญาวิโมกข ์ ผลู้ ่วงละเมดิ เพราะไมร่ ู้ ไมต่ ้องอาบัติ
สจิตตกะ ต้องอาบัตเิ พราะจงใจ
โลกวชั ชะ มีโทษตามกฎของสังคมคฤหสั ถ์ดว้ ย
กายกมั มะ ต้องอาบตั เิ พราะการกระทำ�ทางกาย
วจกี ัมมะ ตอ้ งอาบตั เิ พราะการกระทำ�ทางวาจา
อกสุ ลจติ ตะ ต้องอาบัติเพราะอกศุ ลจติ
ติเวทนะ ต้องอาบตั เิ พราะสขุ เวทนา ทุกขเวทนา หรอื อทกุ ขมสขุ เวทนา
ในองค์ประกอบเหล่านี้ ข้อที่น่าสังเกตประการแรก คือกรณีที่ท�ำให้ผู้ล่วงละเมิด
ตอ้ งอาบัติ ทพุ ภาสิต สิกขาบททเ่ี ก่ยี วกับค�ำพูดท้ังหมดในปาจิตตยิ กัณฑ์ ถา้ ลว่ งละเมิด ไม่เต็มท่ี
ไม่พอที่จะท�ำให้ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ภิกษุน้ัน ๆ ย่อมต้องอาบัติทุพภาสิต ผู้ล่วงละเมิดอาบัติ
ทพุ ภาสติ นนั้ มเี วทนา ๒ คอื สขุ เวทนาและมชั ฌตั ตเวทนา (อเุ บกขา เวทนาหรอื อทกุ ขมสขุ เวทนา)
(วิ.อ. ๒/๓๕/๒๕๙)
เล่มท่ี ๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒ 35
ในองค์ประกอบของแต่ละสิกขาบทน้ัน มีค�ำอยู่ ๒ คู่ที่น่าศึกษาเพ่ือความเข้าใจชัด
คือ “โลกวัชชะกับปณั ณัตตวิ ัชชะ” และ “สญั ญาวโิ มกข์กบั โนสญั ญาวโิ มกข”์
สกิ ขาบททั้งหมดท้ังของภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ โดยสรปุ มี ๒ ประเภท คือ โลกวชั ชะ
และปัณณัตติวัชชะ (วิ.อ. ๑/๔๒/๒๓๙) แม้อาบัติท่ีเกิดจากการล่วงละเมิดสิกขาบทนั้น ๆ
วา่ โดยโทษ กม็ ี ๒ ประเภทเชน่ กัน คือ โลกวชั ชะและปัณณัตติวัชชะ (กงฺขา.อ. ๑๓๗)
“วัชชะ” ในค�ำว่า “โลกวัชชะและปัณณัตติวัชชะ” น้ันแปลว่า โทษ ความผิด
(วาทยนฺติ ตมติ ิ วชชฺ ํ วท วจเน, โณฺย “วชชฺ ภีรโุ ก” ตยฺ าทสี ุ โทเส, - อภธิ า. ฏีกา คาถา ๑๔๒,
อภิธา. สูจิ ๑๔๒)
“โลกวชั ชะ” แปลว่า โทษทางโลก ความผิดแกช่ าวโลก หมายถึง อกุศลกรรมบถ ทาง
ท่ีน�ำไปสู่ความช่ัว สิกขาบทที่เป็นโลกวัชชะน้ัน ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ เมื่อล่วง
ละเมิดแล้วย่อมมีความผิดทั้งสิ้น เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมทั่วไป เกิดจากจิตท่ีเป็นอกุศล
เช่น การพูดเท็จ การดื่มสุราและเมรัย การท�ำลายชีวิต พระขีณาสพท้ังหลายย่อมจะไม่ล่วง
ละเมิดสกิ ขาบททเ่ี ป็นโลกวัชชะ
“ปัณณัตติวัชชะ” แปลว่า โทษทางพระบัญญัติ ความผิดตามพระบัญญัติ สิกขาบท
ที่เป็นปัณณัตติวัชชะน้ัน พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้แก่ภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ ปรับโทษ
แกส่ งฆ์ผู้ลว่ งละเมดิ ไม่ปรบั โทษแก่คฤหสั ถ์ เช่น การฉนั อาหารในเวลาวิกาล การพรากภูตคาม
การเล่นน�้ำ ปรับโทษแก่ภิกษุเท่านั้น แต่ไม่ปรับโทษแก่คฤหัสถ์ พระขีณาสพเม่ือไม่รู้อาจ
ลว่ งละเมิดสิกขาบทท่เี ปน็ ปัณณตั ตวิ ชั ชะได้ (มลิ นิ ฺท. ๒๑๓-๒๑๔)
ค�ำว่า “สัญญาวิโมกข์” แปลว่า พ้นได้เพราะความไม่รู้ (สารตฺถ.ฏีกา ๒/๖๖/๑๑๗)
เช่น มุสาวาทสิกขาบทที่ ๑ แห่งมุสาวาทวรรค เป็น “สัญญาวิโมกข์” หมายถึงว่า ภิกษุ
พูดเท็จเพราะความไม่รู้ ไม่ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ส่วนปฐมกฐิน สิกขาบทที่ ๑ แห่งจีวรวรรค
เป็น “โนสัญญาวิโมกข์” หมายถึงว่า ภิกษุใช้อติเรก จีวรที่เก็บไว้เกิน ๑๐ วัน แม้จะเป็น
การใชโ้ ดยทไี่ ม่รู้ ก็ตอ้ งอาบัตินิสสคั คยิ ปาจิตตีย์
อธกิ รณสมถะ วา่ ดว้ ยอธิกรณสมถะ
ค�ำว่า อธิกรณสมถะ ประกอบด้วย ๒ ค�ำ คือ อธิกรณ แปลว่า เหตุ โทษ เรื่องราว
คดีความ ในท่ีนี้หมายถึงเร่ืองที่เกิดข้ึนในสงฆ์ เป็นสิ่งที่สงฆ์จะต้องด�ำเนินการ และค�ำว่า
สมถะ แปลว่า การระงับ การท�ำให้สงบ รวมเป็น อธิกรณสมถะ แปลว่า ธรรมเคร่ืองระงับ
อธกิ รณ์ หรือวธิ กี ารเพอ่ื ระงับอธกิ รณ์
36 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระวนิ ยั ปฎิ ก
อธิกรณสมถะ มี ๗ ประการ ได้แก่ (วิ.ป. ๘/๒๗๕/๒๑๐, ว.ิ อ. ๓/๓๔๐/๔๘๗)
๑. สัมมุขาวินัย ระงับในที่พร้อมหน้าสงฆ์ พร้อมหน้าบุคคล พร้อมหน้าวัตถุ และ
พร้อมหนา้ ธรรม
ค�ำวา่ “พรอ้ มหน้าสงฆ”์ คือ ภกิ ษเุ ขา้ ประชมุ ครบองคป์ ระชมุ ตามท่กี �ำหนดไวใ้ นแต่ละ
กรณี ค�ำว่า “พร้อมหน้าบุคคล” คือ คู่กรณีหรือบุคคลท่ีเกี่ยวข้องในเร่ืองนั้นอยู่พร้อมกัน
ค�ำว่า “พร้อมหน้าวัตถุ” คือ ยกเรื่องที่เกิดน้ันขึ้นมาวินิจฉัย ค�ำว่า “พร้อมหน้าธรรม” คือ
วนิ ิจฉยั ถกู ตอ้ งโดยธรรมวนิ ัย
๒. สติวนิ ัย ระงบั โดยประกาศสมมติใหว้ ่าเป็นพระอรยิ ะผู้มสี ติสมบูรณ์
ค�ำวา่ “สตวิ นิ ยั ” คอื วธิ รี ะงบั อธกิ รณโ์ ดยเอาสตขิ นึ้ เปน็ หลกั ในกรณที ม่ี ผี โู้ จทพระอรหนั ต์
ด้วยสีลวิบัติ สงฆ์จะสวดประกาศสมมติให้แก่ผู้เป็นพระอรหันต์น้ันว่า “ท่านผู้น้ีมีสติสมบูรณ์”
เป็นการบอกใหร้ วู้ า่ ใครจะโจทพระอรหนั ต์ดว้ ยอาบัตไิ ม่ได้
๓. อมฬู หวนิ ยั ระงับโดยยกประโยชนใ์ ห้ว่าต้องอาบตั ิในขณะเปน็ บ้า
ค�ำว่า “อมูฬหวินัย” คือ วิธีระงับอธิกรณ์โดยยกประโยชน์แก่ภิกษุที่หายเป็นบ้าแล้ว
ในกรณีที่มีผู้โจทภิกษุนั้นด้วยอาบัติท่ีต้องในขณะเป็นบ้า สงฆ์จะสวดประกาศสมมติเพ่ือไม่ให้
ใคร ๆ โจทเธอดว้ ยอาบตั ิ
๔. ปฏิญญาตกรณะ ระงับตามค�ำรบั ของจ�ำเลย
ค�ำว่า “ปฏิญญาตกรณะ” คือ วิธีการระงับอธิกรณ์โดยปรับอาบัติตามค�ำรับสารภาพ
ของจ�ำเลย การแสดงอาบตั ิก็ถอื ว่าเป็นปฏญิ ญาตกรณะเช่นเดียวกนั
๕. เยภุยยสกิ า ระงับตามเสียงข้างมาก
ค�ำว่า “เยภุยยสิกา” คือ วิธีระงับอธิกรณ์โดยตัดสินตามเสียงข้างมาก สงฆ์จะใช้
วิธกี ารน้ีในกรณีทบี่ ุคคลหลายฝา่ ยมีความเห็นไมต่ รงกนั
๖. ตัสสปาปยิ สิกา ระงบั โดยการลงโทษแกผ่ ู้ท�ำผิด
ค�ำว่า “ตัสสปาปิยสิกา” คือ วิธีระงับอธิกรณ์โดยตัดสินลงโทษแก่ผู้กระท�ำผิด
เม่ือสงฆ์พจิ ารณาตามหลกั ฐานพยานแลว้ เห็นว่ามคี วามผดิ จรงิ แม้เธอจะไม่รับ สารภาพ
๗. ติณวตั ถารกะ ระงบั โดยการประนปี ระนอม
ค�ำว่า “ติณวัตถารกะ” คือ วิธีระงับอธิกรณ์โดยการทั้ง ๒ ฝ่ายประนีประนอมกัน
เปรียบเหมือนเอาหญ้ากลบไว้ ไม่ต้องช�ำระสะสางคดีความ วิธีนี้ใช้ระงับอธิกรณ์ท่ียุ่งยาก
อาจจะเป็นอนุวาทาธิกรณ์หรืออาปัตตาธิกรณ์ เช่น กรณีพิพาทกันของภิกษุชาวเมืองโกสัมพี
(กงขฺ า.ฏกี า ๔๗๐)
เล่มท่ี ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒ 37
อธิกรณสมถะ ๗ ถือว่าเป็นกระบวนการยุติธรรม กระบวนการแก้ปัญหา และ
กระบวนการด�ำเนินงานกิจการคณะสงฆ์ที่เป็นทางการของสังคมสงฆ์ ที่แสดงให้เห็นรูปแบบ
แหง่ ระบอบประชาธปิ ไตย และรปู แบบการท�ำงานในสงคมสงฆน์ บั แตค่ รงั้ พทุ ธกาลมาถงึ ปจั จบุ นั
วธิ ีระงบั อธิกรณ์
“อธกิ รณ์” มี ๔ ประการ คอื (๑) วิวาทาธกิ รณ์ การเถียงกนั เก่ียวกับพระธรรมวินยั
วา่ นเี้ ปน็ พระธรรมวนิ ัยทพี่ ระพทุ ธเจา้ ตรัสไว้ นไ้ี มใ่ ช่พระธรรมวินัยที่พระ พทุ ธเจ้าทรงแสดงไว้
เป็นต้น (๒) อนวุ าทาธิกรณ์ เร่ืองการกล่าวหา ใส่ความ โจทกนั ดว้ ยอาบัตติ ่าง ๆ เช่น ภิกษุรูปน้ี
รปู นน้ั ตอ้ งอาบัตินี้ ประพฤตอิ ย่างน้ี มคี วามผดิ อยา่ งน้ี (๓) อาปัตตาธกิ รณ์ เรื่องการตอ้ งอาบตั ิ
การปรับอาบตั ิ และการแก้ตัวใหพ้ ้นจากอาบตั ิ (๔) กจิ จาธิกรณ์ กจิ ธรุ ะต่าง ๆ ทสี่ งฆ์จะตอ้ งท�ำ
เชน่ การสวด ปาตโิ มกข์ การอปุ สมบท (ว.ิ ป. ๘/๒๗๕/๒๑๐, ว.ิ อ. ๓/๓๒๕/๔๖๕, กงขฺ า.อ. ๓๓๖)
๑. วิวาทาธกิ รณ์ ระงบั ดว้ ย สมั มุขาวนิ ยั และ เยภยุ ยสิกา
๒. อนวุ าทาธิกรณ์ ระงับดว้ ย สมั มุขาวินยั สตวิ นิ ัย อมูฬหวนิ ยั และ
ตสั สปาปิยสกิ า
๓. อาปัตตาธกิ รณ์ ระงับดว้ ย สมั มุขาวินยั ปฏญิ ญาตกรณะ และ
ตณิ วัตถารกะ
๔. กจิ จาธกิ รณ์ ระงับดว้ ย สมั มขุ าวนิ ยั (กงขฺ า.อ. ๓๓๘-๓๓๙)
ล�ำดบั เนอ้ื หาของนสิ สัคคิยกณั ฑ์ ปาจิตติยกัณฑ์ และปาฏิเทสนียกณั ฑ์ ดังกล่าวมา
ด�ำเนนิ ไปในลกั ษณะเดยี วกนั ดังน้ี
๑. ตน้ บญั ญตั ิ เลา่ เรอื่ งภกิ ษผุ เู้ ปน็ อาทกิ มั มกิ ะ คอื ผปู้ ระพฤตเิ สยี หายในกรณนี นั้ ๆ เปน็
รายแรกที่พระพทุ ธเจา้ อา้ งถงึ เพอื่ บัญญัติสกิ ขาบท เชน่ พวกภกิ ษุ ฉัพพคั คีย์ทรงอตเิ รกจีวรเกิน
๑๐ เป็นเหตุให้ทรงบญั ญัตนิ ิสสคั คยิ ปาจติ ตยี ส์ กิ ขาบทท่ี ๑ แห่งจวี รวรรค
๒. พระบญั ญตั ิ คอื สกิ ขาบททพี่ ระพทุ ธเจา้ ทรงบญั ญตั เิ ปน็ ขอ้ หา้ มมใิ หภ้ กิ ษลุ ว่ งละเมดิ
มีบทก�ำหนดโทษหรือปรับอาบัติผู้ล่วงละเมิด ถ้าเป็นการบัญญัติสิกขาบทในคร้ังแรก เรียกว่า
มลู บัญญัติ เช่น มลู บัญญตั ิของปาจิตตีย์สกิ ขาบทท่ี ๗ แห่งมุสาวาทวรรควา่ “ก็ ภิกษุใดแสดง
ธรรมแก่มาตุคาม ต้องอาบัติปาจิตตีย์” ถ้า มีการบัญญัติเพิ่มเติมข้อความให้กับสิกขาบทนั้น
เพอื่ ความรอบคอบรดั กุม สกิ ขาบทท่ีทรงบัญญตั เิ พม่ิ เตมิ น้เี รยี กวา่ อนุบญั ญตั ิ เชน่ อนบุ ัญญัติ
ของปาจิตตีย์สิกขาบทท่ี ๗ แห่งมุสาวาทวรรคนี้ว่า “อน่ึง ภิกษุใดแสดงธรรมแก่มาตุคาม
38 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระวินัยปิฎก
เกิน ๕-๖ ค�ำ ต้องอาบัติปาจิตตีย์” และถ้ายังไม่รอบคอบรัดกุมพอ พระพุทธเจ้าก็จะทรง
บัญญัติอนุบัญญัติเพิ่มเติมอีกอาจเป็นอนุบัญญัติ ๒, ๓, ๔ ก็ได้ เช่น อนุบัญญัติ ๒ ของ
ปาจิตตีย์สิกขาบทท่ี ๗ แห่งมุสาวาทวรรคนี้ว่า “อน่ึง ภิกษุใดแสดงธรรมแก่มาตุคามเกิน
๕-๖ ค�ำ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ยกเว้นมีบุรุษที่รู้เดียงสาอยู่ด้วย” แต่ในนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐
และปาจติ ตยี ์ ๙๒ สิกขาบท บางสิกขาบทกไ็ ม่มีอนบุ ญั ญตั ิ
๓. สิกขาบทวิภังค์และบทภาชนีย์ ค�ำว่า สิกขาบทวิภังค์ หมายถึงการจ�ำแนกความ
สกิ ขาบท เปน็ การอธบิ ายความหมายของศพั ทห์ รอื ขอ้ ความในพระบญั ญตั ิ เชน่ ในสกิ ขาบทวภิ งั ค์
ของปาจิตตยี ์สกิ ขาบทที่ ๑ แห่งสรุ าปานวรรค ทา่ นอธิบายความ หมายของค�ำวา่ “เมรัย” โดย
ยกเอาสงิ่ ทเ่ี รียกว่าเมรยั ทั้งหมดซึง่ มีอยู่ ๕ ประเภท คอื (๑) น้ำ� ดองดอกไม้ (๒) น้ำ� ดองผลไม้
(๓) น�้ำดองน้�ำหวาน (๔) น�้ำดองน้�ำอ้อย (๕) น�้ำดองผสม หรือสิกขาบทวิภังค์ของปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๑ แห่งสัปปาณกวรรค ท่าน อธิบายความหมายของค�ำว่า “สัตว์มีชีวิต” โดยให้
ค�ำนิยามวา่ “ทีช่ ่อื ว่า สัตว์มีชวี ติ พระผมู้ พี ระภาคตรสั หมายถงึ สตั วด์ ริ จั ฉาน” การอธบิ ายความ
ในสิกขาบทท้ัง ๒ น้ี ไม่มีอัตถุทธารคือไม่มีการยกเน้ือความท่ัวไปที่มีอยู่ขึ้นแสดงทั้งหมดแล้ว
ระบุเฉพาะเน้ือความเดียวที่ประสงค์เอาในปริบทนี้ เป็นแต่เพียงระบุประเภทของสิ่งที่เรียกว่า
เมรยั และการนยิ ามความของค�ำวา่ สตั ว์มีชวี ติ เท่าน้ัน
ค�ำว่า บทภาชนีย์ แปลวา่ การจ�ำแนกแยกแยะความหมายของบท เป็นการน�ำเอาบท
หรือค�ำในสิกขาบทวภิ งั ค์มาขยายความเพ่มิ เติมอีก ในคมั ภรี ม์ หาวภิ ังค์ ภาค ๒ น้ี มักจะไมน่ �ำ
เอาศัพท์ที่มีการจ�ำแนกความในสิกขาบทวิภังค์แล้วมาขยายความเพิ่มเติม แต่จะอธิบายความ
เพิ่มเติมในส่วนท่ีว่าด้วยการปรับอาบัติ เช่น บทภาชนีย์ ของปาจิตตีย์สิกขาบทที่ ๑ แห่ง
สปั ปาณกวรรค ทา่ นอธบิ ายความวา่ “ทชี่ อ่ื วา่ สตั วม์ ชี วี ติ พระผมู้ พี ระภาคตรสั ถงึ สตั วด์ ริ จั ฉาน”
บทภาชนีย์ก็อธิบายเพิ่มเติมในอีกลักษณะ หนึ่งว่า “สัตว์มีชีวิต ภิกษุส�ำคัญว่าเป็นสัตว์มี
ชวี ิต พรากจากชวี ติ ตอ้ งอาบัติ ปาจิตตีย์ สัตวม์ ชี ีวติ ภกิ ษุไม่แนใ่ จ พรากจากชวี ติ ตอ้ งอาบตั ิ
ทกุ กฏ”เปน็ ต้น
สันนิษฐานว่า ค�ำอธิบายตัวสิกขาบทดังท่ีปรากฏในสิกขาบทวิภังค์และบทภาชนีย์น้ัน
พระผู้มีพระภาคทรงประทานวินิจฉัยไว้บ้าง พระอุบาลีเถระอธิบายไว้บ้าง สมด้วยกับค�ำที่
พระธรรมปาลเถระแห่งอินเดียใต้ ผู้มีชีวิตอยู่ในราวพุทธศตวรรษท่ี ๑๖ กล่าวไว้ในคัมภีร์
ธมั มสงั คณอี นฎุ กี า (อนฏุ กี า ๑/๑๓/๑๓) ว่า “ปมสงคฺ ตี ิยํ ยา อฏฺ กถา สงฺคีตาติวจเนน สา
ภควโต ธรมานกาเลปิ อฏฺกถา สํวิชฺชติ อรรถกถาที่พระสังคีติกาจารย์ร้อยกรองไว้เม่ือคราว
ปฐมสังคายนาน้นั เปน็ อรรถกถาท่มี ีอยใู่ นสมัยที่พระผูม้ ีพระภาคทรงพระชนมอ์ ยู่”
เลม่ ท่ี ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒ 39
๔. อนาปัตติวาร ว่าด้วยข้อยกเว้นส�ำหรับบุคคลผู้ล่วงละเมิดสิกขาบทโดยไม่ต้อง
อาบัติ เช่น สิกขาบทท่ี ๗ แห่งมุสาวาทวรรคในปาจิตติยกัณฑ์ มีข้อยกเว้นไม่ปรับอาบัติแก่
ภิกษผุ แู้ สดงธรรมแก่มาตุคามในกรณีตอ่ ไปนี้ (๑) ภิกษแุ สดงธรรม โดยมีบุรษุ รู้เดียงสาอยดู่ ว้ ย
(๒) ภิกษุแสดงธรรมเพยี ง ๕-๖ ค�ำ (๓) ภกิ ษุแสดงธรรมหย่อนกว่า ๕-๖ ค�ำ (๔) ภกิ ษุลกุ ขน้ึ แลว้
น่ังแสดงธรรม (๕) ภิกษุแสดงธรรมแก่มาตุคามที่ลุกขึ้นแล้วน่ังลง (๖) ภิกษุผู้ถามปัญหา
(๗) ภิกษุถูกถามจึงกล่าวธรรม (๘) ภิกษุผู้แสดงธรรมแก่คนอ่ืนแต่มาตุคามอาศัยฟังด้วย
(๙) ภิกษวุ กิ ลจริต (๑๐) ภกิ ษุต้นบัญญัติ นเ้ี ปน็ ล�ำดับเนือ้ หาของนิสสัคคิยกณั ฑ์ ปาจิตติยกัณฑ์
และปาฏเิ ทสนียะ
ส่วนล�ำดับเน้ือหาของเสขิยกัณฑ์ เหมือนกันกับนิสสัคคิยกัณฑ์และปาจิตติยกัณฑ์
ดงั กลา่ วมาแล้ว ยกเวน้ “สกิ ขาบทวิภังค์” ทไ่ี มป่ รากฏในเสขยิ กณั ฑ์
สรปุ ว่า พระวินยั ปิฎก มหาวิภงั ค์ ภาค ๒ นี้ มีเนอื้ หาประกอบดว้ ยนสิ สัคคยิ กัณฑ์
๓๐ สิกขาบท ปาจิตติยกัณฑ์ ๙๒ สิกขาบท ปาฏิเทสนียกัณฑ์ ๔ สิกขาบท เสขิยกัณฑ์
๗๕ สิกขาบท และอธิกรณสมถะ ๗ สิกขาบท รวมเป็น ๒๐๘ สิกขาบท เม่ือรวมกับ
๑๙ สิกขาบทในมหาวิภังค์ ภาค ๑ จึงเป็น ๒๒๗ สิกขาบท เป็นสิกขาบทท่ีมาใน
พระปาติโมกข์ ซึ่งภิกษตุ ้องยกขึ้นแสดงในที่ประชมุ สงฆ์ทุกครึ่งเดอื น
40 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระวนิ ยั ปฎิ ก
เลม่ ที่ ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓ 41
พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓
พระวนิ ยั ปิฎก เล่มท่ี ๓
(ภิกขนุ วี ภิ ังค)์
พระวนิ ัยปิฎก๓ เล่ม ๑ และ ๒ คือ มหาวิภังค์ ภาค ๑ และ ๒ วา่ ดว้ ย บทบญั ญตั ิ
ของภิกษุสงฆ์ เรียกว่า “ภิกขุปาติโมกข์” ถือว่าเป็นศีลของภิกษุมีทั้งหมด ๒๒๗ สิกขาบท
ทภี่ กิ ษุสงฆ์ต้องสวดในท่ปี ระชุมสงฆท์ กุ ครง่ึ เดือน
พระวนิ ยั ปิฎกเลม่ ๓ คือ ภิกขนุ ีวภิ ังค์ ว่าด้วยบทบัญญัตขิ องภิกษณุ ีสงฆ์ ในปาราชิก-
กัณฑ์ สังฆาทิเสสกัณฑ์ นิสสัคคิยกัณฑ์ ปาจิตติยกัณฑ์ ปาฏิเทสนียกัณฑ์ เสขิยกัณฑ์ และ
อธิกรณสมถะ รวมเป็น ๓๑๑ สิกขาบท โดยปรับโทษสถานหนัก แก่ภิกษุณีผู้ล่วงละเมิด
บทบัญญัติในปาราชิกกัณฑ์และสังฆาทิเสสกัณฑ์ และปรับโทษสถานเบาแก่ภิกษุณีผู้ล่วง
ละเมดิ บทบญั ญัติในกณั ฑ์ที่เหลอื
ค�ำวา่ “ภิกขุนวี ภิ ังค์” แปลวา่ ข้อแจกแจงเกี่ยวกับภกิ ษุณี, การจ�ำแนกความ เกยี่ วกบั
สิกขาบทของภิกษุณี สิกขาบทเหล่านี้เป็นศีลของภิกษุณี เรียกโดยรวมว่า “ภิกขุนีปาติโมกข์”
เป็นบทบัญญัติที่ภิกษุณีสงฆ์จะต้องสวดในที่ประชุมสงฆ์ทุกครึ่งเดือนเหมือนกับท่ีภิกษุสงฆ์สวด
ภิกขุปาตโิ มกข์
บทบัญญัตขิ องภกิ ษณุ ี มี ๒ กลมุ่ คือ
๑. อสาธารณบัญญัติ หรือ เอกโตบัญญัติ บทบัญญัติที่พระผู้มีพระภาคทรงปรารภ
ภิกษณุ สี งฆบ์ ัญญตั ไิ วเ้ ฉพาะส�ำหรับภกิ ษุณสี งฆฝ์ า่ ยเดียว ๑๓๐ สกิ ขาบท ภิกษุสงฆไ์ ม่ตอ้ งรกั ษา
๒. สาธารณบัญญัติ หรือ อุภโตบัญญัติ บทบัญญัติที่พระผู้มีพระภาคทรงปรารภ
ภิกษสุ งฆ์บัญญตั ไิ ว้ซึง่ ภิกษุสงฆพ์ งึ รกั ษาและภกิ ษุณีสงฆ์พงึ รกั ษาด้วย ๑๘๑ สิกขาบท มีเน้อื หา
ดังทแ่ี สดงไวแ้ ล้วในพระวนิ ยั ปิฎก มหาวิภงั ค์ ภาค ๑ และ ๒
ประเด็นที่ควรศึกษา คือ อสาธารณบัญญัติ ๑๓๐ สิกขาบทของภิกษุณีที่แสดงไว้ใน
ภิกขุนีวิภังค์น้ัน มิได้ตั้งชื่อเฉพาะของแต่ละสิกขาบทไว้ ท่านใช้ปูรณสังขยา เป็นชื่อสิกขาบท
ท้ัง ๑๓๐ สิกขาบทว่า สิกขาบทท่ี ๑ สิกขาบทท่ี ๒ ฯลฯ สิกขาบทท่ี ๙ สิกขาบทท่ี ๑๐
เปน็ ต้น
๓ บทนำ� เลม่ ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , กรงุ เทพหานคร, ๒๕๓๙.
42 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระวนิ ยั ปิฎก
ค�ำท่ีเป็นชื่อเฉพาะประจ�ำแต่ละสิกขาบททั้งอสาธารณบัญญัติ ทั้งสาธารณบัญญัติ
๓๑๑ สกิ ขาบท ท่านแสดงไวใ้ นคมั ภีรก์ งั ขาวติ รณี (ดู กงขฺ าวิตรณี หนา้ ๔๘-๑๐๒) ในวนิ ยั ปิฎก
ภิกขุนีวิภังค์แปลนี้ได้แสดงช่ือสิกขาบทท่ีเป็นปูรณสังขยาและความหมาย ค�ำที่เป็นชื่อเฉพาะ
ของแต่ละสิกขาบทในพากย์ภาษาไทยตามค�ำมคธที่เป็นช่ือเฉพาะจากคัมภีร์กังขาวิตรณีไว้
เช่น ปาราชิกสิกขาบทท่ี ๑ วา่ ด้วยการยนิ ดีการจับตอ้ งของชายที่บรเิ วณเหนือเข่าข้นึ ไปเปน็ ต้น
พระวนิ ยั ปฎิ ก เลม่ ๓ คอื ภกิ ขนุ วี ภิ งั คน์ ้ี แสดงไวเ้ ฉพาะอสาธารณบญั ญตั ิ ๑๓๐ สกิ ขาบท
เท่านั้น โดยแบ่งเนอื้ หาออกเป็น ๗ กณั ฑ์ มเี น้อื หาโดยสงั เขปและประเดน็ ทน่ี ่าสนใจ ดงั น้ี
๑. ปาราชกิ กัณฑ์ ตอนวา่ ด้วยปาราชกิ ๘ สิกขาบท
ค�ำวา่ ปาราชิก เปน็ ช่อื ธรรมคืออาบัตปิ าราชิก แปลว่า ท�ำใหพ้ า่ ยแพ้ เป็นช่ือ บคุ คล
ผตู้ ้องอาบัติปาราชกิ แปลว่า ผู้พ่ายแพ้
บทบญั ญตั ใิ นปาราชกิ กณั ฑ์ ปรบั โทษสถานหนกั แกภ่ กิ ษณุ ผี ลู้ ว่ งละเมดิ จดั เปน็ ครกุ าบตั ิ
คืออาบัติหนัก ภิกษุณีผู้ล่วงละเมิดย่อมขาดจากความเป็นภิกษุณีทันที ต้องสละสมณเพศและ
ไมไ่ ดร้ บั อนญุ าตใหบ้ วชเปน็ ภกิ ษณุ อี กี อาบตั ปิ าราชกิ จดั เปน็ ทฏุ ฐลุ ลาบตั คิ อื อาบตั ชิ วั่ หยาบ เปน็
อนวเสสาบตั ิ คอื อาบัตไิ ม่มีส่วนเหลือ และเปน็ อเตกจิ ฉา คอื แก้ไขไม่ได้
ปาราชกิ ของภกิ ษณุ ีสงฆแ์ บ่งเป็น ๒ สว่ น คือ
๑. อสาธารณปาราชกิ เปน็ สกิ ขาบททพ่ี ระผมู้ พี ระภาคทรงปรารภภกิ ษณุ สี งฆ์ บญั ญตั ิ
ไวเ้ ฉพาะส�ำหรบั ภกิ ษณุ สี งฆ์
๒. สาธารณปาราชิก เป็นสกิ ขาบทท่พี ระผ้มู ีพระภาคทรงปรารภภกิ ษุสงฆ์ บัญญัติไว้
ซ่งึ ภกิ ษุณีสงฆ์พึงรักษาดว้ ย
ในภิกขุนีวิภังค์นี้ แสดงไวเ้ ฉพาะอสาธารณปาราชกิ ๔ สิกขาบท ส่วนสาธารณปาราชกิ
๔ สกิ ขาบทอนโุ ลมตามของภิกษุ
อสาธารณปาราชกิ ๔ สกิ ขาบท ไดแ้ ก่
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ ว่าดว้ ยการยนิ ดกี ารจับตอ้ งของชายท่ีบริเวณเหนอื เข่าข้นึ ไป
ภิกษุณีผู้ก�ำหนัดยินดีการจับต้อง การลูบคล�ำ การจับ การต้อง หรือการบีบของชาย
ผกู้ �ำหนดั บรเิ วณใตร้ ากขวญั ลงมา เหนอื เขา่ ขน้ึ ไป ตอ้ งอาบตั ปิ าราชกิ ชอ่ื วา่ อพุ ภชาณมุ ณั ฑลกิ า
ปาราชกิ สกิ ขาบทที่ ๒ วา่ ด้วยการปกปดิ โทษ
ภิกษุณีรู้อยู่ปกปิดโทษของภิกษุณีผู้ต้องอาบัติปาราชิก ไม่โจทด้วยตนเอง ไม่บอกแก่
คณะ ต้องอาบัตปิ าราชิกช่อื ว่าวชั ชปฏจิ ฉาทกิ า
เลม่ ที่ ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓ 43
ปาราชกิ สิกขาบทท่ี ๓ วา่ ดว้ ยการประพฤตติ ามภิกษุทถ่ี ูกสงฆ์ลงอกุ เขปนยี กรรม
ภิกษุณีประพฤติตามภิกษุท่ีถูกสงฆ์พร้อมเพรียงกันลงอุกเขปนียกรรมแล้ว และสงฆ์
ยงั ไม่รบั กลบั เขา้ หมู่ ยังไม่มีสทิ ธอ์ิ ยู่รว่ มกับสงฆ์ ตอ้ งอาบัตปิ าราชิกช่ือว่าอกุ ขิตตานุวตั ตกิ า
ปาราชิกสกิ ขาบทที่ ๔ ว่าด้วยวตั ถุ ๘ มีการยนิ ดีการจบั ต้องมอื ของชายเปน็ ต้น
ภกิ ษณุ ผี กู้ �ำหนดั ยนิ ดกี ารจบั มอื การทชี่ ายผกู้ �ำหนดั จบั มมุ สงั ฆาฏิ ยนื เคยี งคกู่ นั สนทนากนั
ไปที่นัดหมาย ยินดีการที่ชายมาหา เดินตามชายเข้าไปสู่ท่ีลับ หรือน้อมกายเข้าไปหา
เพ่ือคลุกคลีกันเพื่อจะเสพอสัทธรรมคือการถูกต้องกาย เม่ือกระท�ำครบท้ัง ๘ อย่างน้ี
ตอ้ งอาบตั ิปาราชิกชอ่ื ว่าอัฏฐวตั ถกุ า
สาธารณปาราชกิ อกี ๔ สิกขาบท ได้แก่
ปาราชิกสิกขาบทท่ี ๑ ว่าด้วยการเสพเมถุนธรรม
ภิกษุณีเสพเมถุนธรรมด้วยความพอใจ โดยท่ีสุดกับสัตว์ดิรัจฉานตัวผู้ เป็นปาราชิก
หาสงั วาสมไิ ด้
ปาราชกิ สิกขาบทท่ี ๒ วา่ ด้วยการถือเอาส่งิ ของทเี่ จา้ ของไม่ไดใ้ ห้
ภิกษุณีถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของมิได้ให้ โดยส่วนแห่งจิตคิดจะลัก จากหมู่บ้านก็ตาม
จากป่าก็ตาม มีมูลค่าเท่ากับอัตราโทษที่พระราชาท้ังหลายจับโจรได้แล้วประหารบ้าง
จองจ�ำบา้ ง เนรเทศบา้ ง บรภิ าษวา่ เจา้ เปน็ โจร เจ้าเป็นคนพาล เจา้ เป็นคนหลง เจ้าเปน็ ขโมย
เพราะถือเอาทรัพย์ท่ีเจ้าของมิได้ให้เช่นใด ภิกษุณีผู้ถือเอาทรัพย์ ที่เจ้าของมิได้ให้เช่นนั้น
ย่อมเปน็ ปาราชิก หาสังวาสมิได้
ปาราชกิ สกิ ขาบทท่ี ๓ วา่ ด้วยการพรากกายมนษุ ย์
ภิกษุณีจงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิต หรือแสวงหาศัสตราอันจะพรากกายมนุษย์น้ัน
กลา่ วพรรณนาคุณแห่งความตายหรอื ชักชวนเพอื่ ให้ตายว่า ท่านผู้เจริญ จะมชี ีวิตอยา่ งล�ำบาก
ยากเข็ญน้ีไปท�ำไม ทา่ นตายเสยี ดกี วา่ เธอมีจิตใจด�ำรอิ ย่างน้ี กลา่ วพรรณนาคุณแห่งความตาย
หรอื ชักชวนเพื่อความตายโดยประการตา่ ง ๆ ยอ่ มเปน็ ปาราชิก หาสังวาสมิได้
ปาราชิกสกิ ขาบทที่ ๔ วา่ ดว้ ยการกลา่ วอวดอตุ ตรมิ นุสสธรรม
ภิกษุณีไม่รู้ยิ่งกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมอันเป็นญาณทัสสนะท่ีประเสริฐอันสามารถ
ให้น้อมเข้ามาในตนว่า ข้าพเจ้ารู้อย่างน้ี เห็นอย่างนี้ ต่อจากนั้น ผู้ใดผู้หน่ึงโจทก็ตาม ไม่โจท
ก็ตาม เธอต้องอาบัติแล้วหวังความบริสุทธิ์พึงกล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้า ดิฉันไม่รู้อย่างน้ัน ได้
กล่าวว่ารู้ ไม่เห็นอย่างน้ัน ได้กล่าวว่าเห็น ดิฉันกล่าวค�ำไร้ประโยชน์ เป็นค�ำเท็จ เว้นไว้แต่
44 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระวินัยปิฎก
ส�ำคญั ว่าได้บรรลุ ยอ่ มเปน็ ปาราชกิ หาสงั วาสมไิ ด้ (กงขฺ า. ๔๘-๔๙ ดูรายละเอยี ดในวนิ ัยปฎิ ก
แปล เลม่ ๑/๔๔/๓๒,๙๑/๘๐,๑๗๑/๑๔๐-๑๔๑,๑๙๗/๑๘๓)
เปรียบเทียบปาราชกิ กัณฑ์ของภกิ ษณุ ีสงฆ์ กบั ปาราชกิ กัณฑข์ องภิกษุสงฆ์
สาธารณปาราชกิ ๔ สิกขาบทของภกิ ษุณีสงฆ์ เนอ้ื หาสาระในหลักการเหมอื นกับของ
ภิกษุสงฆ์ ส่วนที่ต่างกันเป็นเพียงรายละเอียดของปาราชิกสิกขาบทท่ี ๑ ที่มีความพิสดารและ
เนื้อหาบางประเด็นไมเ่ หมอื นกนั
ปาราชกิ สิกขาบทที่ ๑ ของภิกษุณีสงฆ์ ความวา่
“ภกิ ษณุ ใี ดเสพเมถนุ ธรรมดว้ ยความพอใจ โดยทสี่ ดุ แมก้ บั สตั วด์ ริ จั ฉานตวั ผู้ ภกิ ษณุ นี นั้
เป็นปาราชิก หาสงั วาสมิได”้ (กงขฺ า. ๔๘)
ปาราชกิ สกิ ขาบทท่ี ๑ ของภกิ ษุสงฆ์ ความว่า
“ภิกษุใดถึงพร้อมด้วยสิกขาและสาชีพของภิกษุท้ังหลาย ไม่บอกคืนสิกขา ไม่เปิดเผย
ความท้อแท้ เสพเมถุนธรรม โดยท่ีสุดแม้กับสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย ภิกษุนั้น เป็นปาราชิก
หาสังวาสมไิ ด”้ (วินัยปิฎกแปล ๑/๔๔/๓๒)
ประเด็นท่ีควรศึกษาต่อมา ก็คือ อสาธารณปาราชิกของภิกษุณีสงฆ์ดังกล่าวมาน้ัน
มีขอ้ ความทีเ่ ป็นชื่อเฉพาะประจ�ำอย่ใู นแต่ละสิกขาบท
สกิ ขาบทที่ ๑ ช่ือว่า อพุ ภชาณมุ ัณฑลิกา(ผ้ยู นิ ดีการจบั ตอ้ งบรเิ วณเหนือเข่า)
สกิ ขาบทที่ ๒ ชือ่ วา่ วัชชปฏจิ ฉาทกิ า (ผปู้ กปิดโทษ)
สิกขาบทท่ี ๓ ชอื่ วา่ อกุ ขติ ตานวุ ตั ตกิ า (ผปู้ ระพฤตติ ามภกิ ษณุ ที ถ่ี กู สงฆล์ งอกุ เขปนยี -
กรรม)
สกิ ขาบทที่ ๔ ชื่อว่า อัฏฐวตั ถกุ า (ผู้ล่วงละเมดิ วัตถุ ๘)
ช่ือเฉพาะของสิกขาบทเหล่านี้ แม้จะปรากฏอยู่ในแต่ละสิกขาบท ก็ไม่ได้ยกขึ้น
เป็นชื่อของสิกขาบทดังกล่าวแล้ว แต่เป็นช่ือของภิกษุณีผู้ต้องอาบัติปาราชิกเพราะล่วงละเมิด
สิกขาบทนัน้ ๆ
๒. สังฆาทเิ สสกณั ฑ์ ตอนว่าด้วยสังฆาทิเสส ๑๗ สกิ ขาบท
สังฆาทิเสส แปลว่า หมวดอาบัติท่ีต้องอาศัยสงฆ์ในกรรมเบื้องต้นและกรรมที่เหลือ
หมายความวา่ วธิ ีการจะออกจากอาบัตนิ ีต้ อ้ งอาศยั สงฆ์ตั้งแตต่ น้ ไปจนตลอด
สงั ฆาทเิ สสเป็นชอ่ื ธรรมคอื อาบตั สิ งั ฆาทเิ สส และเปน็ ชอ่ื สิกขาบทในสงั ฆาทเิ สสกณั ฑน์ ้ี
บทบญั ญตั ิในสงั ฆาทเิ สสกณั ฑป์ รบั โทษสถานหนกั แกภ่ กิ ษณุ ีผูล้ ว่ งละเมดิ รองลงมาจากปาราชิก
เลม่ ที่ ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓ 45
จดั เป็นครกุ าบัติ คอื อาบตั หิ นกั เปน็ ทฏุ ฐุลลาบัติ คอื อาบตั ิช่ัวหยาบ เป็นสาวเสสาบัติ คอื อาบตั ิ
มสี ว่ นเหลือ และเป็นสเตกจิ ฉา คอื ยงั พอแกไ้ ขได้
สงั ฆาทเิ สสของภิกษณุ ีสงฆ์ ๑๗ สิกขาบท แบ่งเปน็ ๒ สว่ น คอื
๑. อสาธารณสังฆาทิเสส เป็นสิกขาบทท่ีพระผู้มีพระภาคทรงปรารภภิกษุณีสงฆ์
บญั ญตั ิไว้เฉพาะส�ำหรับภิกษณุ ีสงฆ์
๒. สาธารณสงั ฆาทเิ สส เปน็ สกิ ขาบททพี่ ระผมู้ พี ระภาคทรงปรารภภกิ ษสุ งฆบ์ ญั ญตั ไิ ว้
ซ่ึงภิกษณุ ีสงฆพ์ งึ รักษาดว้ ย
ในภิกขุนีวิภังค์นี้ แสดงไว้เฉพาะอสาธารณสังฆาทิเสส ๑๐ สิกขาบท ส่วนสาธารณ-
สังฆาทิเสสอีก ๗ สกิ ขาบทอนโุ ลมตามสิกขาบทของภิกษุ
อสาธารณสังฆาทเิ สส ๑๐ สิกขาบท ไดแ้ ก่
สงั ฆาทิเสสสกิ ขาบทท่ี ๑ วา่ ดว้ ยการก่อคดีพิพาท
ภกิ ษุณกี ่อคดพี พิ าทกบั คหบดี บุตรคหบดี ทาส กรรมกร โดยทส่ี ดุ แมก้ บั สมณปริพาชก
ต้องอาบตั สิ ังฆาทเิ สสช่อื ปฐมาปัตติกะ นิสสารณยี ะ
สังฆาทเิ สสสิกขาบทที่ ๒ วา่ ดว้ ยการบวชให้สตรผี เู้ ปน็ โจร
ภกิ ษุณรี ู้อยู่ บวชให้สตรีท่ีเป็นโจร เป็นนกั โทษประหาร โดยไมบ่ อกแก่พระราชา สงฆ์
คณะ สมาคม หรือกล่มุ ชนให้ทราบ ตอ้ งอาบตั สิ งั ฆาทิเสสชอ่ื ปฐมาปัตตกิ ะ นิสสารณยี ะ เวน้ ไว้
แตบ่ วชให้สตรที ่สี มควร
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๓ วา่ ด้วยการไปสู่ละแวกหมู่บ้านตามล�ำพังเปน็ ตน้
ภิกษุณีไปสลู่ ะแวกหมู่บา้ น ข้ามฝัง่ แม่น้�ำ ออกไปอยู่พักแรม หรอื เดินปลีกจากคณะไป
รปู เดยี ว ตอ้ งอาบัตสิ ังฆาทเิ สสชอื่ ปฐมาปตั ตกิ ะ นิสสารณียะ
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๔ วา่ ด้วยการเรียกภกิ ษุณีท่ีสงฆ์ลงอกุ เขปนียกรรมแลว้ เข้าหมู่
ภกิ ษณุ ไี มบ่ อกการกสงฆ์ ไมร่ บั รฉู้ นั ทะของคณะ เรยี กภกิ ษณุ ที ถี่ กู สงฆล์ งอกุ เขปนยี กรรม
แลว้ โดยธรรม โดยวนิ ยั โดยสตั ถศุ าสนเ์ ขา้ หมู่ ตอ้ งอาบตั สิ งั ฆาทเิ สส ชอ่ื ปฐมาปตั ตกิ ะ นสิ สารณยี ะ
สงั ฆาทเิ สสสิกขาบท ๕ วา่ ด้วยการรบั โภชนะจากมอื ชายผู้ก�ำหนัด
ภิกษุณีผู้ก�ำหนัด รับของเค้ียวของฉันจากมือชายผู้ก�ำหนัดด้วยมือของตนแล้ว เคี้ยว
หรือฉัน ตอ้ งอาบตั ิสงั ฆาทเิ สสชื่อปฐมาปัตตกิ ะ นสิ สารณยี ะ
สังฆาทเิ สสสิกขาบทท่ี ๖ ว่าดว้ ยการส่งเสริมภกิ ษุณใี ห้รบั โภชนะจากมือชายผกู้ �ำหนัด
ภิกษุณีส่งเสริมภิกษุณีอื่นให้รับของเค้ียวของฉันจากมือชายผู้ก�ำหนัดโดยกล่าวว่า
“แม่เจ้า ชายผู้นั้นจะก�ำหนัดหรือไม่ก็ตาม ก็ท�ำอะไรท่านไม่ได้ เขาถวายส่ิงใดไม่ว่า จะเป็น
46 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระวนิ ยั ปฎิ ก
ของเค้ียวหรือของฉนั นิมนตร์ ับแล้วเค้ยี วหรือฉันเถดิ ” ต้องอาบตั สิ ังฆาทเิ สส ชือ่ ปฐมาปัตตกิ ะ
นิสสารณยี ะ
สงั ฆาทเิ สสสกิ ขาบทที่ ๗ วา่ ด้วยการบอกคืนพระรัตนตรัย
ภิกษุณีโกรธ ไม่พอใจ บอกคืนพระรัตนตรัย และจะไปเข้ารีตเดียรถีย์ ภิกษุณีอื่น
ห้ามไม่ฟัง ยังยืนยันอยู่อย่างน้ันจนสงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ ๓ คร้ัง ต้อง อาบัติสังฆาทิเสส
ชอ่ื ยาวตติยกะ นิสสารณียะ
สังฆาทิเสสสิกขาบทท่ี ๘ วา่ ด้วยภิกษุณโี กรธเพราะถูกตดั สินใหแ้ พ้คดใี นอธิกรณ์
ภกิ ษณุ ถี ูกตดั สนิ ให้แพ้คดใี นอธิกรณ์ โกรธ ไม่พอใจ กล่าวหาสงฆว์ ่าล�ำเอยี งเพราะชอบ
เปน็ ตน้ ภกิ ษณุ อี น่ื หา้ มไมฟ่ งั ยงั ยนื ยนั อยอู่ ยา่ งนนั้ จนสงฆส์ วดสมนภุ าสนค์ รบ ๓ ครงั้ ตอ้ งอาบตั ิ
สงั ฆาทเิ สสชือ่ ยาวตตยิ กะ นสิ สารณยี ะ
สังฆาทเิ สสสกิ ขาบทท่ี ๙ วา่ ด้วยภกิ ษุณมี คี วามประพฤติเลวทราม
ภกิ ษณุ ีอยู่คลกุ คลกี ัน มีความประพฤติ มีกติ ตศิ พั ท์ มชี อ่ื เสียงเลวทราม มกั เบยี ดเบียน
สงฆ์ ปกปดิ โทษของกนั และกนั ภกิ ษณุ อี น่ื หา้ มไมฟ่ งั ยงั ยนื ยนั อยอู่ ยา่ งนนั้ จนสงฆส์ วดสมนภุ าสน์
ครบ ๓ ครง้ั ตอ้ งอาบัติสังฆาทเิ สสชอ่ื ยาวตตยิ กะ นิสสารณียะ
สงั ฆาทเิ สสสกิ ขาบทท่ี ๑๐ วา่ ดว้ ยการยยุ งใหภ้ ิกษุณีประพฤติเลวทราม
ภกิ ษณุ ยี ยุ งใหภ้ กิ ษณุ อี นื่ อยคู่ ลกุ คลกี นั โดยกลา่ ววา่ “แมเ่ จา้ ทง้ั หลาย ภกิ ษณุ เี หลา่ อน่ื อยู่
คลกุ คลกี นั มีความประพฤติ มกี ิตติศพั ท์ มีชื่อเสยี งเลวทรามกม็ ีอยู่ แตส่ งฆไ์ มว่ ่ากลา่ วตักเตือน
พวกนั้น คอยแตจ่ ะวา่ กล่าวตกั เตอื นพวกทา่ น” ภกิ ษณุ ีอืน่ หา้ มไม่ฟงั ยังยืนยันยยุ งอยู่อย่างน้นั
จนสงฆส์ วดสมนุภาสน์ครบ ๓ คร้งั ต้องอาบัตสิ ังฆาทเิ สสชือ่ ยาวตติยกะ นสิ สารณยี ะ
สาธารณสังฆาทิเสส ๗ สกิ ขาบท ไดแ้ ก่
๑. สัญจรติ ตสกิ ขาบท วา่ ด้วยการชกั สื่อ
ภิกษุณีท�ำหน้าที่ชักส่ือบอกความประสงค์ของชายแก่หญิงหรือความประสงค์ของ
หญิงแกช่ ายเพ่อื ให้เปน็ ภรรยา หรือเปน็ ช้รู กั โดยที่สุดแมเ้ พื่อใหอ้ ยูร่ ว่ มกันช่วั คราว ต้องอาบตั ิ
สังฆาทิเสสช่อื ปฐมาปัตตกิ ะ นสิ สารณียะ
๒. ปฐมทฏุ ฐโทสสิกขาบท ว่าด้วยภิกษณุ ีขัดเคอื งมโี ทสะข้อท่ี ๑
ภิกษุณีขัดเคือง มีโทสะ ไม่แช่มช่ืน ใส่ความภิกษุณีอ่ืนด้วยอาบัติปาราชิกไม่มีมูล
ต้องอาบตั สิ งั ฆาทิเสสช่ือปฐมาปตั ติกะ นิสสารณียะ
เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓ 47
๓. ทุติยทุฏฐโทสสกิ ขาบท วา่ ด้วยภกิ ษุณขี ัดเคอื งมีโทสะขอ้ ท่ี ๒
ภกิ ษณุ ขี ดั เคอื ง มโี ทสะ ไมแ่ ชม่ ชน่ื พยายามหาเรอ่ื งใสค่ วามภกิ ษณุ อี น่ื ดว้ ยอาบตั ปิ าราชกิ
ที่ไม่มมี ลู ต้องอาบตั ิสังฆาทิเสสช่ือปฐมาปตั ติกะ นสิ สารณยี ะ
๔. สงั ฆเภทสกิ ขาบท วา่ ด้วยการท�ำสงฆใ์ หแ้ ตกกัน
ภิกษุณีเพียรพยายามท�ำสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันให้แตกแยก ภิกษุณีทั้งหลายว่ากล่าว
ตักเตือนก็ไม่ยอมเช่ือฟัง สงฆ์จึงสวดสมนุภาสน์ ถ้าเธอสละพฤติกรรมนั้นได้ ขณะท่ีสงฆ์สวด
สมนุภาสน์กว่าจะครบ ๓ คร้งั นน่ั เปน็ การดี แต่ถา้ เธอยืนยนั ประพฤตอิ ยูอ่ ย่างนั้นจนสงฆส์ วด
สมนภุ าสน์ตกั เตอื นครบ ๓ คร้งั ต้องอาบัตสิ ังฆาทิเสสชื่อยาวตตยิ กะ นิสสารณียะ
๕. สังฆเภทานุวัตตกสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุณีประพฤติตามกล่าวสนับสนุน ภิกษุณี
ผทู้ �ำลายสงฆ์
ภกิ ษณุ เี ปน็ พรรคพวกสนบั สนนุ ภกิ ษณุ ที ท่ี �ำสงฆใ์ หแ้ ตกแยกกนั ภกิ ษณุ ที งั้ หลายวา่ กลา่ ว
ตักเตือนก็ไม่ยอมเช่ือฟัง สงฆ์จึงสวดสมนุภาสน์ ถ้าเธอสละพฤติกรรมนั้นได้ ขณะท่ีสงฆ์สวด
สมนุภาสนก์ ว่าจะครบ ๓ ครง้ั นนั่ เปน็ การดี แตถ่ า้ เธอยนื ยนั ประพฤตอิ ยูอ่ ย่างนัน้ จนสงฆ์สวด
สมนุภาสน์ตกั เตือนครบ ๓ ครง้ั ตอ้ งอาบัติสงั ฆาทเิ สสชื่อยาวตติยกะ นิสสารณยี ะ
๖. ทุพพจสกิ ขาบท วา่ ดว้ ยภกิ ษณุ ีเปน็ คนว่ายาก
ภิกษุณีประพฤติตนเป็นคนว่ายากสอนยาก ภิกษุณีทั้งหลายว่ากล่าวตักเตือนก็ไม่ยอม
เชอื่ ฟงั สงฆจ์ งึ สวดสมนภุ าสน์ ถา้ เธอสละพฤตกิ รรมนน้ั ไดข้ ณะทสี่ งฆส์ วดสมนภุ าสนก์ วา่ จะครบ
๓ ครั้ง น่ันเปน็ การดี แตถ่ า้ เธอยืนยนั ประพฤตอิ ยอู่ ย่างน้ัน จนสงฆ์สวดสมนุภาสนต์ กั เตอื นครบ
๓ ครงั้ ตอ้ งอาบตั ิสังฆาทเิ สสชื่อยาวตติยกะ นิสสารณยี ะ
๗. กุลทสู กสิกขาบท วา่ ด้วยภกิ ษณุ ผี ปู้ ระทุษร้ายตระกลู
ภกิ ษณุ ปี ระทษุ รา้ ยตระกลู คอื ประจบคฤหสั ถ์ สงฆไ์ ลอ่ อกจากวดั กลบั ตเิ ตยี นสงฆ์ ภกิ ษณุ ี
ทงั้ หลายวา่ กลา่ วตกั เตอื นกไ็ มย่ อมเชอื่ ฟงั สงฆจ์ งึ สวดสมนภุ าสน์ ถา้ เธอสละพฤตกิ รรมนน้ั ไดข้ ณะ
ท่ีสงฆ์สวดสมนุภาสน์กว่าจะครบ ๓ ครั้ง นั่นเป็นการดี แต่ถ้าเธอยืนยันประพฤติอยู่อย่างน้ัน
จนสงฆ์สวดสมนุภาสนต์ กั เตอื นครบ ๓ ครั้ง ต้องอาบัตสิ งั ฆาทิเสสช่ือยาวตตยิ กะ นสิ สารณยี ะ
(กงฺขา. ๕๒,๕๕-๕๘)
ภิกษุณีผู้ล่วงละเมิดสิกขาบทใดสิกขาบทหน่ึงบรรดา ๑๗ สิกขาบทน้ีต้องอาบัติ
สังฆาทิเสสแล้ว ต้องขอปักขมานัตต่อสงฆ์ที่มีจ�ำนวน ๔ รูปเป็นอย่างน้อยภายใน วิหารสีมา
หรือขัณฑสีมา แล้วประพฤตปิ กั ขมานตั เปน็ เวลา ๑๕ ราตรี โดยไม่ต้องอยูป่ รวิ าสกรรม แม้จะ
ปกปดิ อาบตั ิไว้หรอื ไมไ่ ด้ปกปิดไวก้ ็ตาม
48 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระวนิ ัยปิฎก
(ภิกฺขุนิยา หิ อาปตฺตึ ฉาเทนฺติยาปิ ปริวาโส นาม นตฺถิ, ฉาทนปจฺจยาปิ น ทุกฺกฏํ
อาปชฺชต,ิ ตสฺมา ฉาเทตวฺ าปิ อฉาเทตฺวาปิ เอกํ ปกขฺ มานตฺตเมว จริตพพฺ ํ. - กงฺขา.อ. ๓๕๕)
วิธขี อปักขมานัต
ถ้าภิกษุณีต้องอาบัติสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการก่อคดีพิพาทกับคหบดี
เป็นต้น เธอพึงเข้าไปหาภิกษุณีสงฆ์มีจ�ำนวน ๔ รูปเป็นอย่างน้อย ห่มอุตตราสงค์ เฉวียงบ่า
ขา้ งหน่งึ กราบเท้าภิกษณุ ีผูแ้ ก่พรรษา นงั่ กระโหย่ง ประนมมือ กลา่ วอย่างนี้ว่า
“แม่เจ้า ดิฉันต้องอาบัติตัวหนึ่งช่ืออุสุยยวาท (ก่อคดีพิพาท) ดิฉันขอปักขมานัต
เพอ่ื อาบัติตัวหนึ่งช่ืออสุ ยุ ยวาท”
ภกิ ษุณีผฉู้ ลาดสามารถพงึ ใหเ้ ธอกล่าวขอ ๓ ครัง้ อย่างน้ี แล้วประกาศให้สงฆ์ทราบดว้ ย
ญตั ติจตตุ ถกรรมวาจาวา่
“แม่เจ้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุณีน้ีมีช่ือนี้ต้องอาบัติตัวหน่ึงชื่ออุสุยยวาท เธอขอ
ปักขมานัตเพ่ืออาบัติตัวหนึ่งชื่ออุสุยยวาทต่อสงฆ์ ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้วพึงให้ปักขมานัต
เพื่ออาบัติตัวหนึ่งชื่ออสุ ุยยวาทแกภ่ ิกษณุ ชี ือ่ น้ี นี่เปน็ ญัตติ
แม่เจ้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุณีน้ีมีช่ือนี้ต้องอาบัติตัวหน่ึงช่ืออุสุยยวาท
ขอปักขมานัตเพื่ออาบัติตัวหน่ึงช่ืออุสุยยวาทต่อสงฆ์ สงฆ์ให้ปักขมานัตเพื่ออาบัติตัวหนึ่ง
ช่ืออุสุยยวาท แม่เจ้ารูปใดเห็นด้วยกับการให้ปักขมานัตเพ่ืออาบัติตัวหน่ึงช่ืออุสุยยวาท
แก่ภกิ ษุณีชื่อน้ี แมเ่ จา้ รปู น้ันพงึ นง่ิ แมเ่ จา้ รปู ใดไม่เหน็ แมเ่ จา้ รปู นนั้ พึงทกั ท้วง
ฯลฯ แม้ครั้งท่ี ๒ ฯลฯ แม้คร้ังที่ ๓ ข้าพเจ้ากล่าวความน้ีว่า แม่เจ้าขอสงฆ์ จงฟัง
ขา้ พเจา้ ฯลฯ
ปักขมานัตเพื่ออาบัติตัวหนึ่งชื่ออุสุยยวาท สงฆ์ให้แล้วแก่ภิกษุณีช่ือน้ี สงฆ์เห็นด้วย
เพราะฉะนัน้ จึงนงิ่ ขา้ พเจ้าขอถอื ความน่ิงนั้นเปน็ มตอิ ยา่ งน้ี”
เมือ่ จบกรรมวาจาแลว้ ภิกษณุ ีผู้ต้องอาบตั นิ ั้นพงึ กล่าวค�ำสมาทานวตั ร สมาทานมานตั
ถ้าต้องการอยู่แบบเก็บวัตรก็พึงเก็บวัตรเก็บมานัต ก่อนอรุณข้ึนจึงค่อยสมาทานวัตรประพฤติ
มานัต ต้องแจ้งให้ภิกษุณีสงฆ์จ�ำนวน ๔ รูปและภิกษุสงฆ์ จ�ำนวน ๔ รูปทราบทุกวันว่า
ตนประพฤติมานัต เม่ือภิกษุณีน้ันประพฤติปักขมานัตครบ ๑๕ ราตรีแล้วจึงขออัพภาน
คือให้ภิกษณุ สี งฆ์มจี �ำนวน ๒๐ รูปเรยี กเข้าหมู่ (กงขฺ า.อ. ๓๕๕-๓๕๗)
เล่มที่ ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓ 49
เปรยี บเทียบสังฆาทิเสสกัณฑข์ องภกิ ษุณสี งฆ์
กบั สงั ฆาทิเสสกัณฑ์ของภิกษสุ งฆ์
สังฆาทเิ สสกัณฑ์ของภิกษุณีสงฆ์มี ๑๗ สิกขาบท แต่แสดงไวใ้ นพระวินยั ปิฎก เลม่ ๓
ภิกขุนีวภิ งั ค์นเี้ ฉพาะอสาธารณสงั ฆาทิเสส ๑๐ สิกขาบท
สงั ฆาทเิ สสของภกิ ษณุ สี งฆม์ กี ารแบง่ กลมุ่ อยา่ งชดั เจน โดยเฉพาะอสาธารณสงั ฆาทเิ สส
ท่ีแสดงไว้ในภกิ ขุนีวภิ ังค์นี้ แบง่ เป็น ๒ กลุ่ม คอื
๑. ต้ังแต่สิกขาบทท่ี ๑ - ๖ ช่ือว่า ปฐมาปัตติกะ นิสสารณียะ ภิกษุณีผู้ล่วงละเมิด
บทบัญญัติในกลุ่มนี้ ต้องอาบัติสังฆาทิเสสในขณะท่ีล่วงละเมิด และต้องถูกขับออกจากหมู่
(กงขฺ า.อ. ๓๔๗)
๒. ต้ังแต่สิกขาบทที่ ๗ - ๑๐ ช่ือว่า ยาวตติยกะ นิสสารณียะ ภิกษุณีผู้ล่วงละเมิด
บทบัญญัติในกลุ่มนี้ ต้องอาบัติสังฆาทิเสสต่อเมื่อยังยืนยันอยู่จนสงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ
๓ ครงั้ และตอ้ งถกู ขับออกจากหมู่ (กงขฺ า. อ. ๑๗๔,๓๔๗)
สว่ นสาธารณสงั ฆาทเิ สสอกี ๗ สกิ ขาบททอี่ นโุ ลมตามสกิ ขาบทของภกิ ษนุ นั้ เมอ่ื พจิ ารณา
ตามเนือ้ ความแล้ว ก็สามารถแบ่งได้เป็น ๒ กล่มุ เชน่ กนั คือ ตัง้ แต่ สิกขาบทท่ี ๑ - ๓ ชื่อวา่
ปฐมาปัตตกิ ะ นิสสารณยี ะ ตงั้ แตส่ ิกขาบทที่ ๔ - ๗ ชือ่ ว่า ยาวตติยกะ นิสสารณียะ นเี่ ป็นข้อ
แตกต่างกันระหวา่ งสงั ฆาทิเสสของภกิ ษณุ ีสงฆก์ ับภกิ ษสุ งฆ์
ค�ำว่า “นิสสารณียะ” เป็นชื่ออาบัติสังฆาทิเสสที่แปลว่า ท�ำให้ถูกขับออกจากหมู่น้ัน
ไม่ไดห้ มายถึงวา่ ถกู ขบั ไลอ่ อกจากส�ำนกั ห้ามไม่ให้อย่ใู นส�ำนักน้นั ตอ่ ไป แตห่ มายถงึ ถูกขับออก
ใหไ้ ปประพฤตปิ ักขมานตั อยู่นับราตรี ๑๕ ราตรี งดการอยู่รว่ มกับสงฆ์ชัว่ คราว เมื่อท�ำถูกตอ้ ง
ตามกระบวนการแล้วกส็ ามารถกลับเขา้ มาส่สู �ำนกั น้นั ไดต้ ามเดมิ
ความตา่ งกนั ระหวา่ งสงั ฆาทเิ สสกณั ฑข์ องภกิ ษณุ สี งฆก์ บั ของภกิ ษสุ งฆท์ ช่ี ดั เจนประการ
ตอ่ มา คือ เรอ่ื งการอย่กู รรมเพอ่ื ใหพ้ น้ จากอาบตั สิ ังฆาทเิ สส ภิกษณุ ีผตู้ อ้ งอาบัติสังฆาทเิ สสแลว้
ประสงค์จะพน้ จากอาบตั ิ เพียงแตข่ อปกั ขมานตั ตอ่ ภกิ ษุณสี งฆ์ ประพฤติมานัต ๑๕ ราตรแี ล้ว
ก็สามารถขออัพภานตอ่ ภิกษุณีสงฆ์ได้ ส่วนภกิ ษุผู้ต้องอาบตั สิ งั ฆาทเิ สสแลว้ รู้วา่ เป็นอาบัติ รวู้ า่
ตวั เองยังไม่ไดอ้ ยู่กรรม ไม่มอี ุปสรรค อันตราย อยใู่ นวิสัยท่ีจะแก้ไขได้ แตป่ กปิดไว้ ประสงค์จะ
พ้นจากอาบัติ ต้องอยู่ปริวาสเท่าจ�ำนวนวันที่ปกปิดอาบัติไว้ ต่อจากน้ัน ต้องประพฤติมานัต
อกี ๖ ราตรี แลว้ จงึ สามารถขออัพภานต่อภิกษุสงฆ์ได้ (กงฺขา.อ. ๑๗๔-๑๗๙)
50 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระวนิ ัยปิฎก
๓. นสิ สัคคยิ กัณฑ์ ตอนว่าดว้ ยนสิ สคั คิยปาจิตตีย์
ค�ำว่า นิสสัคคยิ ปาจิตตยี ์ ประกอบด้วยค�ำ ๒ ค�ำ คือ
๑. ค�ำว่า นสิ สัคคิยะ แปลวา่ ท�ำให้สละสิง่ ของ อาบัติท่ีสละส่งิ ของแลว้ พึงแสดง หรือ
แปลว่า การสละ ซึ่งเป็นช่ือกระบวนการทางวินัยท่ีพึงท�ำในเบื้องต้น (นิสฺสชฺชิตฺวา ยํ เทเสติ,
เตเนตนฺติ นิสฺสชฺชิตฺวา เทเสตพฺพโต นิสฺสคฺคิยนฺติ วุจฺจติ - วิ.อ. ๓/๓๓๙/๔๘๕, นิสฺสชฺชนํ
นิสสฺ คฺคิย,ํ ปพุ ฺพภาเค กตฺตพฺพสสฺ วนิ ยกมฺมสเฺ สตํ นามํ - กงฺขา.อ. ๑๘๖)
๒. ค�ำว่า ปาจิตตีย์ แปลว่า ท�ำกุศลจิตกล่าวคือกุศลธรรมของผู้จงใจต้องอาบัติให้
ตกไป โดยสรุปก็คอื ท�ำจิตใหต้ กไป และจิตที่ถกู ท�ำให้ตกไปนน้ั ยอ่ มพลาดจากอรยิ มรรค หรือ
ท�ำอรยิ มรรคให้เสยี ไป และปาจิตตียน์ ี้เป็น เหตุให้จิตลมุ่ หลง (ว.ิ อ. ๓/๓๓๙/๔๘๕)
รวมทั้ง ๒ ค�ำนี้เข้าด้วยกันเป็น “นิสสัคคิยปาจิตตีย์” ซ่ึงเป็นช่ือสิกขาบท หมายถึง
บทบัญญตั ิในนิสสคั คิยกณั ฑ์ ๓๐ สิกขาบท และเปน็ ชือ่ อาบัติ หมายถึง อาบตั ินสิ สคั คยิ ปาจติ ตีย์
ท่ีภิกษุณีต้องเพราะเกี่ยวข้องกับเครื่องอุปโภคบริโภคในทางที่ไม่เหมาะสม เป็นลหุกาบัติ คือ
อาบัติเบา และเปน็ สเตกิจฉา คอื ยงั พอแกไ้ ขได้ เมือ่ ภิกษณุ ีต้องเข้าแลว้ สามารถพน้ ไดด้ ้วยการ
สละสิง่ ของ เช่น จีวร บาตร ผ้านสิ ีทนะ เป็นตน้ เมอ่ื ต้องอาบัตแิ ลว้ ให้แสดงอาบตั ิต่อหนา้ สงฆ์
คณะ หรอื บคุ คล
นสิ สคั คยิ ปาจติ ติย์ของภกิ ษณุ แี บ่งเป็น ๒ ส่วน คือ (๑) อสาธารณบัญญัติ (๒) สาธารณ-
บญั ญัติ ในภกิ ขุนีวภิ งั คน์ ี้ แสดงไว้เฉพาะอสาธารณบัญญตั ิ
นสิ สัคคิยกัณฑ์แบ่งเป็น ๓ วรรค คอื
๑. ปตั ตวรรค หมวดว่าดว้ ยบาตร มี ๑๒ สกิ ขาบท
๒. จวี รวรรค หมวดว่าด้วยจวี ร มี ๘ สิกขาบท
๓. ชาตรูปรชตวรรค หมวดว่าดว้ ยทองและเงิน มี ๑๐ สิกขาบท
อสาธารณบัญญตั ิ
ปตั ตวรรค ๑๒ สิกขาบท
ทชี่ อื่ วา่ ปตั ตวรรค เพราะตงั้ ตามความแหง่ สกิ ขาบทที่ ๑ ในวรรคน้ี บาตรทมี่ พี ทุ ธานญุ าต
ให้ภกิ ษณุ ีใชน้ น้ั มีชนิดและขนาดเช่นเดียวกันกบั บาตรของภกิ ษุ
ปัตตวรรค ๑๒ สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเร่ืองที่ไม่ดีงามขึ้น
ในสงฆ์ ปรบั อาบัตนิ ิสสคั คยิ ปาจติ ตยี ์แกภ่ กิ ษุณผี กู้ ระท�ำอนั เป็นการล่วงละเมิดต่อไปน้ี
๑. ภกิ ษณุ ีท�ำการสะสมบาตร
เล่มท่ี ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓ 51
๒. ภกิ ษุณีอธษิ ฐานอกาลจีวรเป็นกาลจีวรแล้วให้แจกกนั
๓. ภิกษุณแี ลกเปลี่ยนจวี รกับภกิ ษุณอี ่นื แล้วขอเปลีย่ นคืน
๔. ภิกษุณอี อกปากขอของอยา่ งหน่ึงแล้วออกปากขอของอย่างอน่ื
๕. ภกิ ษุณีสัง่ ใหซ้ ้ือของอยา่ งหน่งึ แล้วสง่ั ใหซ้ อ้ื ของอยา่ งอน่ื
๖. ภกิ ษณุ แี ลกเปลีย่ นบริขารทีเ่ ขาบริจาคแก่สงฆ์ ขอ้ ท่ี ๑
๗. ภิกษุณีแลกเปล่ียนบรขิ ารทเ่ี ขาบริจาคแกส่ งฆ์ ข้อท่ี ๒
๘. ภิกษณุ แี ลกเปลย่ี นบรขิ ารที่เขาบรจิ าคแก่คณะ ข้อที่ ๑
๙. ภิกษณุ แี ลกเปลย่ี นบรขิ ารทเี่ ขาบรจิ าคแกค่ ณะ ข้อท่ี ๒
๑๐. ภกิ ษุณีแลกเปล่ียนบรขิ ารทเ่ี ขาบรจิ าคแกบ่ ุคคล
๑๑. ภิกษุณีออกปากขอผา้ ห่มหนาในดหู นาว
๑๒. ภิกษณุ อี อกปากขอผ้าห่มบางในฤดรู ้อน
ภกิ ษุณีเหลา่ นต้ี ้องอาบตั ินิสสคั คิยปาจติ ตีย์
สาธารณบญั ญัติ
จวี รวรรค หมวดว่าดว้ ยจวี ร
ที่ช่ือวา่ จวี รวรรค เพราะตั้งตามความแหง่ สกิ ขาบทในวรรคนี้ท้งั ๘ สิกขาบท ทว่ี า่ ดว้ ย
จีวรท้งั หมด
จวี รวรรค ๘ สกิ ขาบทนี้ เปน็ สาธารณสกิ ขาบททง้ั หมด จงึ ไมไ่ ดแ้ สดงไวใ้ นภกิ ขนุ วี ภิ งั คน์ ้ี
พระผู้มีพระภาคทรงปรารภภิกษุสงฆ์บัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเรื่องท่ีไม่ดีงามขึ้นซ่ึงภิกษุณีสงฆ์พึง
รักษาดว้ ย ปรับอาบัตินสิ สัคคิยปาจิตตยี แ์ กภ่ ิกษณุ ีผู้กระท�ำอันเป็นการลว่ งละเมดิ ตอ่ ไปนี้
ปฐมกฐนิ สิกขาบทท่ี ๑ ภกิ ษณุ ีใชอ้ ตเิ รกจวี รทเ่ี กบ็ ไวเ้ กิน ๑๐ วันนอก
เขตจีวรกาล
อุทโทสิตสกิ ขาบทท่ี ๒ ภิกษณุ ไี ม่ได้รับสมมติอยู่ปราศจากจีวร ๕ ผืน
แม้สิ้นราตรีหน่งึ
ตตยิ กฐินสกิ ขาบทท่ี ๓ ภิกษุณเี ก็บผา้ ส�ำหรบั ท�ำจีวรไวเ้ กิน ๑ เดอื น
อญั ญาตกวญิ ญัตสิ กิ ขาบทที่ ๔ ภกิ ษณุ อี อกปากขอจวี รจากคฤหสั ถผ์ ไู้ มใ่ ชญ่ าติ ยกเวน้
ในสมยั ท่ภี ิกษณุ ถี ูกชงิ จีวรไปหรอื จีวรสญู หาย
ตตุตรสิ กิ ขาบทท่ี ๕ ภกิ ษณุ ีออกปากขอจวี รจากคฤหัสถผ์ ูไ้ มใ่ ชญ่ าติเกนิ
อปุ ักขฏสิกขาบทท่ี ๖ ภกิ ษณุ ีเข้าไปก�ำหนดให้คฤหัสถ์ถวายจวี รชนดิ ดี
52 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระวินัยปิฎก
ทุติยอุปกั ขฏสกิ ขาบทที่ ๗ ภกิ ษณุ ไี ปก�ำหนดใหค้ ฤหัสถ์ ๒ คนเอาทรัพย์ รวมกนั
ซ้อื จวี รชนดิ ดถี วาย
ราชสกิ ขาบทที่ ๘ ภิกษุณีทวงจีวรจากไวยาวัจจกรเกิน ๓ คร้ัง แสดง
อาการให้เขาเห็นว่าเปน็ การมาทวงจวี ร เกนิ ๖ ครั้ง
(กงฺขา. ๖๐-๖๒, ดู วินัยปิฎกแปล เล่ม ๒/๔๖๒/๓,๔๗๕/๑๑,๔๙๙/๒๐-๒๑,
๕๑๘/๔๒,๕๒๓/๔๗,๕๒๘/๕๒,๕๓๓/๕๘,๕๓๘/๖๕-๖๖)
ภกิ ษุณีเหล่านี้ตอ้ งอาบตั นิ สิ สคั คิยปาจิตตยี ์
ค�ำว่า “จีวร ๕ ผืน” ในที่นี้หมายถึงผ้า ๕ ผืน คือ (๑) สังฆาฏิ (๒) อุตตราสงค์
(๓) อนั ตรวาสก (๔) ผ้าอาบน�้ำ (๕) ผา้ รัดถนั (กงฺขา.อ. ๓๗๕)
ขอ้ ทน่ี ่าสังเกต คือ ค�ำว่า “อติเรกจีวร” ในสกิ ขาบทท่ี ๑ หมายถึง จวี รทเี่ ปน็ สว่ นเกนิ
จากจีวร ๕ ผนื ภกิ ษณุ จี ะรบั และเกบ็ ไว้ไดเ้ ฉพาะในช่วงจีวรกาล เมอ่ื พ้นจวี รกาลแลว้ ต้องวิกปั
คือท�ำให้คนสองคนร่วมกันเป็นเจ้าของ โดยกล่าวว่า “อิมํ จีวรํ (หลายผืนว่า อิมานิ จีวรานิ)
ตุยฺหํ วิกปฺเปมิ ดิฉันวิกัปจีวรผืนน้ี(จีวรเหล่านี้)แก่ท่าน” และสามารถใช้สอยได้เม่ือผู้รับวิกัป
กลา่ วว่า “มยฺหํ สนฺตกํ (หลายผนื วา่ มยหฺ ํ สนตฺ กาน)ิ ปรภิ ุญฺช วา วสิ ชฺเชหิ วา ยถาปจฺจยํ วา
กโรหิ จีวรผืนนี้ของดิฉนั (จวี รเหลา่ นขี้ องดิฉนั ) นิมนตแ์ ม่เจ้าใชส้ อย หรือจะสละ หรือจะท�ำตาม
เหตุท่ีสมควรกไ็ ด้ทงั้ น้ัน” (ดรู ายละเอียดเพิ่มเติมในวินยั ปฎิ กแปลเล่ม ๒ บทน�ำ หนา้ ๙-๑๑)
ชาตรูปรชตวรรค หมวดว่าดว้ ยทองและเงิน
ท่ีชอื่ วา่ “ชาตรปู รชตวรรค” เพราะตงั้ ตามความแห่งสกิ ขาบทท่ี ๑ ว่าด้วยการรับทอง
และเงินหรอื ยนิ ดีทองและเงินที่เขาเกบ็ ไวใ้ ห้
ชาตรปู รชตวรรค ๑๐ สกิ ขาบทนี้ เปน็ สาธารณสิกขาบทท้ังหมด จึงไมไ่ ดแ้ สดง ไว้ใน
ภกิ ขนุ วี ภิ งั คน์ ี้ มเี นอ้ื ความเหมอื นกบั สกิ ขาบทในโกสยิ วรรคบา้ งปตั ตวรรคบา้ งของภกิ ษสุ งฆ์ พระผู้
มพี ระภาคทรงปรารภภกิ ษสุ งฆบ์ ญั ญตั ไิ วใ้ นเมอ่ื เกดิ เรอื่ งทไ่ี มด่ งี ามขน้ึ ในสงฆ์ เปน็ บญั ญตั ทิ ภ่ี กิ ษณุ ี
ตอ้ งรกั ษาดว้ ย ปรับอาบัตนิ สิ สคั คิยปาจิตตยี แ์ ก่ภกิ ษณุ ผี ู้กระท�ำอนั เป็นการลว่ งละเมิดตอ่ ไปนี้
รปู ิยสกิ ขาบทท่ี ๑ ภกิ ษณุ รี บั หรอื ใชผ้ อู้ นื่ ใหร้ บั ทองและเงนิ หรอื ยนิ ดที อง
และเงินที่เขาเก็บไว้ให้
รปู ยิ สงั โวหารสกิ ขาบทที่ ๒ ภิกษุณีท�ำการแลกเปลย่ี นกนั ดว้ ยรปู ยิ ะชนิดตา่ ง ๆ
กยวกิ กยสิกขาบทท่ี ๓ ภิกษณุ ีท�ำการซอ้ื ขายมีประการตา่ ง ๆ
อูนปัญจพันธนสกิ ขาบทท่ี ๔ ภกิ ษณุ มี บี าตรทมี่ รี อยซอ่ มหยอ่ นกวา่ ๕ แหง่ ขอบาตร
ใหมจ่ ากคฤหัสถ์ทีไ่ มใ่ ชญ่ าติ ไมใ่ ชค่ นปวารณา
เล่มท่ี ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓ 53
เภสัชชสิกขาบทท่ี ๕ ภิกษุณีเก็บเภสัชท้ัง ๕ คือ เนยใส เนย ขน้ น้�ำมัน
นำ�้ ผึ้ง น�้ำออ้ ยไว้เกนิ ๗ วัน
จีวรอจั ฉนิ ทนสกิ ขาบทที่ ๖ ภกิ ษุณีให้จวี รแกภ่ กิ ษุณีอื่นแลว้ โกรธ ไม่พอใจ
ชิงเอาคืน
สุตตวิญญตั ตสิ ิกขาบทที่ ๗ ภกิ ษณุ อี อกปากขอดา้ ยจากคฤหสั ถท์ ไี่ มใ่ ชญ่ าติ ไมใ่ ช่
คนปวารณาเอามาเพอื่ ใหช้ า่ งหูกทอจีวรเพื่อตนเอง
มหาเปสการสิกขาบทที่ ๘ ภิกษุณีส่ังช่างหูกผู้ท่ีคฤหัสถ์ซึ่งไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่คน
ปวารณา สง่ั ใหท้ อจวี รเพอื่ ถวายกอ่ นแลว้ ใหท้ �ำจวี รนนั้
ตามทต่ี นปรารถนา โดยกลา่ ววา่ จะใหส้ งิ่ ของเลก็ นอ้ ย
เป็นรางวัล
อัจเจกจีวรสิกขาบทท่ี ๙ ภกิ ษณุ ีรบั อัจเจกจวี รในชว่ ง ๑๐ วันก่อน ออกพรรษา
คอื ตงั้ แตแ่ รม ๑ คำ�่ เดอื น ๑๑ แลว้ เกบ็ ไวเ้ กนิ ก�ำหนด
จีวรกาล
ปริณตสกิ ขาบทที่ ๑๐ ภิกษุณีรู้อยู่ น้อมลาภท่ีเขาต้ังใจจะถวายสงฆ์มาเพื่อ
ตนเอง
(กงฺขา. ๖๓-๖๔ ดวู นิ ัยปิฎกแปลเล่ม ๒/๕๘๓/๑๐๘,๕๘๘/๑๑๓,๕๙๔/๑๑๘, ๖๑๒/๑
๓๐,๖๒๒/๑๔๓,๖๓๒/๑๕๓,๖๓๗/๑๕๗,๖๔๒/๑๖๓,๖๔๘/๑๖๘,๖๕๘/๑๘๐)
ภิกษุณเี หลา่ น้ตี ้องอาบัตินสิ สคั คิยปาจติ ตยี ์
รูปิยะ ในค�ำว่า “ท�ำการแลกเปล่ียนกันด้วยรูปิยะ” ตามความแห่งสิกขาบทที่ ๒ นั้น
หมายถึงวตั ถุที่มสี ีเหมอื นพระฉวีของพระศาสดา ก็คือทองนัน่ เอง และกหาปณะ มาสกต่าง ๆ
เชน่ มาสกโลหะ มาสกไม้ มาสกยางที่ใช้เป็นอต้ ราแลกเปลย่ี นซอ้ื ขายกนั (ดวู ินยั ปิฎกแปล เล่ม
๒/๕๘๔/๑๐๙, ว.ิ อ. ๒/๕๘๓-๕๘๔/๑๙๙/๒๐๐)
ค�ำว่า “อัจเจกจีวร” ท่ีแปลวา่ จวี รเร่งด่วน ตามความแหง่ สิกขาบทที่ ๙ หมายถงึ ผ้าที่
ทายกจะถวายแก่ภิกษุณีผู้จ�ำพรรษาแล้ว แต่มีเหตุผลบางอย่างท�ำให้ทายกนั้น ๆ ประสงค์จะ
ถวายลว่ งหนา้ ในชว่ งเวลา ๑๐ วัน กอ่ นออกพรรษา จึงเรียกอกี อยา่ งหนงึ่ วา่ “ผา้ จ�ำน�ำพรรษา”
(ดูวนิ ัยปิฎกแปล เลม่ ๒/๖๔๙/๑๖๙, วิ.อ. ๒/๖๔๖-๖๔๙/๒๔๕)
ค�ำวา่ “จวี รกาล” ตามความแหง่ สกิ ขาบทท้ังหลายในวรรคนี้และในวรรคอื่น แบ่งเปน็
๒ ระยะ คอื
๑. ในเมื่อไม่ได้กรานกฐิน ระยะเวลา ๑ เดอื นหลังจากออกพรรษา ช่ือวา่ จีวรกาล
54 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระวนิ ัยปิฎก
๒. ในเมื่อไดก้ รานกฐิน ระยะเวลา ๕ เดือนหลงั จากออกพรรษา ชอื่ ว่า จีวรกาล
นอกจากระยะเวลาดังกล่าวน้ี ชอ่ื วา่ พ้นเขตจีวรกาล
วิธสี ละสง่ิ ของทเี่ ป็นนิสสัคคยี ์
ภิกษุณีผู้ล่วงละเมิดสิกขาบทในนิสสัคคิยกัณฑ์แล้วต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์น้ัน
แยกเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนที่ ๑ เมื่อล่วงละเมิดบทบัญญัติแล้ว สิ่งของน้ัน ๆ เป็นนิสสัคคีย์
สว่ นท่ี ๒ ภกิ ษณุ ีผู้ล่วงละเมดิ ต้องอาบตั ิปาจติ ตยี ์
เม่ือภิกษุณีต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แล้ว ประสงค์จะพ้นจากอาบัติ ต้องสละ
สง่ิ ของนนั้ คือสละแกส่ งฆ์ คณะ หรอื บุคคลก็ได้ เมอ่ื สละสงิ่ ของแล้วพึงแสดงอาบัติ สงฆ์ คณะ
หรือบุคคลพึงรับการแสดงอาบัตแิ ล้วคืนสิง่ ของใหแ้ ก่ภกิ ษณุ นี ัน้
ตวั อยา่ งการสละบาตรท่เี ป็นนสิ สัคคียแ์ ก่สงฆ์
ภิกษุณีรูปน้ันพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหน่ึง กราบเท้าภิกษุณีผู้แก่
พรรษา นง่ั กระโหยง่ ประนมมอื กลา่ วอย่างนวี้ ่า “แมเ่ จ้า บาตรใบนี้ของดฉิ นั เกนิ ก�ำหนดราตรี
เปน็ นสิ สัคคีย์ ดิฉนั ขอสละบาตรใบนีแ้ ก่สงฆ์” คร้นั สละแลว้ พงึ แสดงอาบัติ
ภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถพึงรับอาบัติพึงคืนบาตรให้ด้วยญัตติกรรมวาจาว่า “แม่เจ้า
ขอสงฆจ์ งฟังข้าพเจ้า บาตรใบนีข้ องภกิ ษุณชี ่ือนเ้ี ปน็ นสิ สคั คีย์ เธอสละแกส่ งฆ์ ถา้ สงฆพ์ ร้อมกัน
แล้ว พึงคนื บาตรใบนใี้ ห้แกภ่ กิ ษุณชี อ่ื น้”ี
ถ้าสละแกค่ ณะ เปล่ียนค�ำวา่ “สงฆ”์ เป็น “แมเ่ จา้ ท้งั หลาย” สละแกบ่ ุคคล เปลีย่ น
ค�ำวา่ “สงฆ”์ เป็น “แมเ่ จ้า” (ดูรายละเอียดดูเลม่ สมบูรณ์ ๗๓๕/๗๙-๘๐)
สรุปวา่ นสิ สัคคยิ กณั ฑ์ของภิกษุณีสงฆ์ มี ๓ วรรค เช่นเดยี วกับของ ภกิ ษุสงฆ์ แตล่ �ำดับ
วรรคและช่ือวรรคต่างกันเล็กน้อย นิสสัคคิยกัณฑ์ของภิกษุณีสงฆ์ประกอบด้วยปัตตวรรค ๑๒
สกิ ขาบท จวี รวรรค ๘ สกิ ขาบท และชาตรูปรชตวรรค ๑๐ สิกขาบท สว่ นนิสสัคคยิ กัณฑข์ อง
ภิกษสุ งฆ์ประกอบด้วยจวี รวรรค โกสยิ วรรค และปัตตวรรค และมวี รรคละ ๑๐ สกิ ขาบท
๔. ปาจติ ตยิ กณั ฑ์ ตอนว่าด้วยอาบัติปาจติ ตียล์ ้วน
ค�ำว่า ปาจิตตีย์ แปลว่า ท�ำกุศลจิตกล่าวคือกุศลธรรมของผู้จงใจต้องอาบัติให้ตกไป
โดยสรุปก็คือ ท�ำจิตให้ตกไป และจิตที่ถูกท�ำให้ตกไปนั้น ย่อมพลาดจากอริยมรรค หรือท�ำ
อริยมรรคให้เสียไป และปาจิตตีย์น้ีเป็นเหตุให้จิตลุ่มหลง (วิ.อ.๓/๓๓๙/๔๘๕) เป็นชื่ออาบัติ
หมายถึงอาบัติปาจิตตีย์ซ่ึงเป็นลหุกาบัติ คืออาบัติเบา และเป็นสเตกิจฉา คือยังพอแก้ไขได้
เลม่ ที่ ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓ 55
เมอื่ ภกิ ษณุ ตี อ้ งเขา้ แลว้ สามารถพน้ ไดด้ ว้ ยการแสดงอาบตั ติ อ่ หนา้ สงฆ์ คณะ หรอื บคุ คลกไ็ ด้ เปน็
ชื่อบทบัญญตั ิ ๑๖๖ สกิ ขาบท มีชอ่ื เรียกอีกอยา่ งหนึ่งวา่ สุทธกิ ปาจิตตีย์ แปลว่า ปาจติ ตีย์ล้วน
ปาจติ ตียข์ องภิกษุณแี บ่งเปน็ ๒ สว่ น คอื (๑) อสาธารณบญั ญตั ิ (๒) สาธารณบญั ญัติ
ในภกิ ขนุ ีวภิ งั คแ์ สดงไวแ้ ต่อสาธารณบัญญัติ
ปาจิตตยิ กัณฑ์ แบง่ เป็น ๑๖ วรรค คอื
อสาธารณบญั ญัติ ๙ วรรค
๑. ลสณุ วรรค หมวดว่าดว้ ยกระเทยี ม มี ๑๐ สกิ ขาบท
๒. อันธการวรรค หมวดวา่ ด้วยความมดื มี ๑๐ สิกขาบท
๓. นัคควรรค หมวดว่าดว้ ยการเปลอื ยกาย มี ๑๐ สกิ ขาบท
๔. ตุวัฏฏวรรค หมวดวา่ ด้วยการนอนร่วมกัน มี ๑๐ สกิ ขาบท
๕. จิตตาคารวรรค หมวดวา่ ดว้ ยหอจติ รกรรม มี ๑๐ สิกขาบท
๖. อารามวรรค หมวดวา่ ดว้ ยอาราม มี ๑๐ สิกขาบท
๗. คัพภินวี รรค หมวดว่าด้วยสตรมี ีครรภ์ มี ๑๐ สกิ ขาบท
๘. กมุ ารภี ูตวรรค หมวดวา่ ด้วยกมุ ารี มี ๑๓ สิกขาบท
๙. ฉัตตปุ าหนวรรค หมวดว่าดว้ ยร่มและรองเทา้ มี ๑๓ สกิ ขาบท
สาธารณบญั ญตั ิ ๗ วรรค
๑๐. มุสาวาทวรรค หมวดวา่ ดว้ ยการกลา่ วเท็จ มี ๑๐ สิกขาบท
๑๑. ภูตคามวรรค หมวดว่าดว้ ยภตู คาม มี ๑๐ สกิ ขาบท
๑๒. โภชนวรรค หมวดว่าด้วยโภชนะ มี ๑๐ สิกขาบท
๑๓. จาริตตวรรค หมวดวา่ ด้วยจารตี มี ๑๐ สิกขาบท
๑๔. โชติวรรค หมวดว่าดว้ ยการผงิ ไฟ มี ๑๐ สิกขาบท
๑๕. ทิฏฐวิ รรค หมวดว่าด้วยความเห็น มี ๑๐ สิกขาบท
๑๖. ธรรมกิ วรรค หมวดว่าดว้ ยผมู้ ีธรรม มี ๑๐ สิกขาบท
อสาธารณบญั ญัติ
๑. ลสณุ วรรค หมวดวา่ ดว้ ยกระเทียม
ที่ช่ือว่า “ลสณุ วรรค” เพราะตัง้ ตามความแห่งสกิ ขาบทที่ ๑ ค�ำวา่ “ลสุณะ” แปลว่า
กระเทียม หมายเอาเฉพาะกระเทยี มท่ปี ลูกอยู่ในแคว้นมคธ ชือ่ ว่า “มาคธกิ ะ” เป็นกระเทียม
ท่ีมีลักษณะต่างจากกระเทียมพันธุ์อื่น คือหน่ึงต้นมีหลายหัวติดกันเป็น พวง (วิ.อ. ๒/๓๙๓-
๗๙๕/๔๘๘)
56 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระวนิ ยั ปฎิ ก
ลสณุ วรรค ๑๐ สิกขาบทนี้พระผมู้ พี ระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมือ่ เกิดเร่ืองที่ไมด่ งี ามข้นึ
ในสงฆ์ ปรบั อาบตั ปิ าจิตตยี ์แก่ภกิ ษณุ ีผกู้ ระท�ำอันเป็นการล่วงละเมิดตอ่ ไปนี้
๑. ภิกษุณฉี นั กระเทยี ม
๒. ภกิ ษุณถี อนขนในบรเิ วณรักแรแ้ ละองค์ก�ำเนิด
๓. ภกิ ษุณีตบองคก์ �ำเนดิ
๔. ภกิ ษณุ ใี ชท้ อ่ นยาง
๕. ภิกษณุ ีใชน้ �้ำท�ำความสะอาดองค์ก�ำเนิดลกึ เกนิ ๒ ขอ้ องคุลี
๖. ภกิ ษุณียนื ในระยะใกล้ชดิ ปรนนบิ ัตภิ ิกษุผกู้ �ำลังฉนั
๗. ภิกษุณขี อ ค่ัว ต�ำ หรอื หงุ เมลด็ ข้าวสดแล้วฉนั
๘. ภิกษณุ ีทิ้งอจุ จาระเปน็ ตน้ นอกฝาหรอื นอกก�ำแพงทีพ่ กั
๙. ภกิ ษณุ ที ิ้งอุจจาระเปน็ ตน้ บนพืชเขียวสด
๑๐. ภิกษณุ ีไปดกู ารฟ้อนร�ำ การขบั ร้อง หรือการประโคมดนตรี
ภกิ ษุณเี หล่าน้ีตอ้ งอาบัตปิ าจิตตยี ์
๒. อนั ธการวรรค หมวดวา่ ด้วยความมดื
ที่ชื่อว่า “อันธการวรรค” เพราะต้ังตามความแห่งสิกขาบทท่ี ๑ ค�ำว่า “อันธการ”
แปลวา่ ความมดื หมายเอาความมดื ทเี่ กดิ ขนึ้ ในเมอื่ อาทติ ยต์ กแลว้ (ดเู ลม่ สมบรู ณ์ ๘๔๐/๑๕๖)
อนั ธการวรรค ๑๐ สิกขาบทนพี้ ระผมู้ พี ระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมอื่ เกดิ เรอ่ื งทไ่ี ม่ดงี าม
ขึน้ ในสงฆ์ ปรบั อาบตั ิปาจติ ตยี แ์ ก่ภกิ ษณุ ผี ูก้ ระท�ำอนั เป็นการล่วงละเมดิ ต่อไปน้ี
๑. ภกิ ษุณียืนเคยี งคู่หรือสนทนากนั สองต่อสองกบั ชายในเวลาคำ่� คนื ไม่มีประทีป
๒. ภิกษุณยี ืนเคียงค่หู รือสนทนากันสองต่อสองกบั ชายในท่ีก�ำบัง
๓. ภิกษุณียืนเคียงคูห่ รือสนทนากนั สองตอ่ สองกบั ชายในทแ่ี จง้
๔ ภิกษยุ ืนเคียงคู่สนทนากนั หรอื กระซบิ ขา้ งหกู ันสองตอ่ สองกับชาย ในถนน ทีต่ รอก
ตนั หรอื ในทางสามแพรง่ หรอื สง่ ภกิ ษณุ อี น่ื กลบั ไปกอ่ นดว้ ยประสงคจ์ ะอยกู่ นั กบั ชายสองตอ่ สอง
๕. ภิกษุณีเข้าไปสู่ตระกูลในเวลาก่อนฉันภัตตาหาร นั่งบนอาสนะแล้ว จากไปโดยไม่
บอกเจา้ ของบ้าน
๖. ภกิ ษณุ เี ขา้ ไปสตู่ ระกลู ในเวลาหลงั ฉนั ภตั ตาหาร นง่ั หรอื นอนบน อาสนะโดยไมบ่ อก
เจา้ ของบ้าน
๗. ภกิ ษณุ เี ขา้ ไปสตู่ ระกลู ในเวลาวกิ าล ปทู น่ี อนแลว้ นง่ั หรอื นอนโดยไมบ่ อกเจา้ ของบา้ น
๘. ภิกษุณีให้ผ้อู ่ืนโพนทะนาเพราะตนเข้าใจผดิ
เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓ 57
๙. ภกิ ษณุ สี าปแชง่ ตนเองหรอื ผอู้ นื่ ดว้ ยนรกหรอื ดว้ ยพรหมจรรยเ์ พราะ ตนเองเขา้ ใจผดิ
๑๐. ภิกษุณรี อ้ งไหท้ ุบตีตนเอง
ภิกษุณีเหล่านต้ี ้องอาบัตปิ าจิตตีย์
ค�ำวา่ “เวลาค�่ำคืน ไม่มปี ระทปี ” ตามความแห่งสกิ ขาบทที่ ๑ หมายความว่า เวลาเมื่อ
อาทิตย์ตกแล้ว ไม่มีแสงสว่างอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาแสงจันทร์ แสงไฟ หรือแสงตะเกียง
(ว.ิ อ. ๒/๘๓๙/๔๙๕, กงขฺ า.อ. ๓๖๙)
ค�ำว่า “เวลาก่อนฉันภัตตาหาร” ตามความแห่งสิกขาบทที่ ๕ หมายเอาเวลา ตั้งแต่
อรุณข้ึนไปจนถึงเที่ยงวัน และค�ำว่า “เวลาหลังฉันภัตตาหาร” ตามความแห่ง สิกขาบทที่ ๖
หมายเอาเวลาตัง้ แต่เที่ยงวนั ไปจนถงึ อาทติ ย์ตก
ค�ำว่า “เวลาวกิ าล” ในสกิ ขาบทที่ ๗ หมายเอาเวลาตัง้ แต่อาทติ ย์ตกไปจนถึงอรณุ ข้นึ
วันใหม่ ต่างจากเวลาวิกาลตามความแห่งสิกขาบทท่ี ๗ ในโภชนวรรคของภิกษุสงฆ์ (ดูเล่ม
สมบรู ณ์ ๘๖๖/๑๗๔, เทยี บโภชนวรรคของภกิ ษสุ งฆ์ ดวู นิ ยั ปฎิ กแปล เลม่ ๒/๒๔๘-๒๔๙/๔๐๕)
๓. นัคควรรค หมวดวา่ ด้วยการเปลือยกาย
ท่ชี ื่อวา่ “นคั ควรรค” เพราะตัง้ ตามความแหง่ สิกขาบทที่ ๑ ค�ำว่า “นัคคะ” แปลวา่
เปลือย หมายเอาการท่ีภิกษุณีเปลือยกายอาบน้�ำ โดยไม่นุ่งหรือไม่ห่มผ้า (ดูเล่มสมบูรณ์
๘๘๕/๑๘๕, กงขฺ า.อ. ๓๗๔)
นัคควรรค ๑๐ สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเม่ือเกิดเร่ืองที่ไม่ดีงามข้ึน
ในสงฆ์ ปรับอาบตั นิ ิสสัคคิยปาจิตตียแ์ ก่ภกิ ษุณผี ู้กระท�ำอนั เปน็ การล่วงละเมิดต่อไปนี้
๑. ภกิ ษณุ ีเปลอื ยกายอาบนำ้�
๒. ภกิ ษุณีท�ำผา้ อาบน�้ำเกนิ ขนาด คอื ยาวเกิน ๔ คบื สุคต กว้างเกิน ๒ คืบสุคต
๓. ภิกษุณใี ห้ภกิ ษุณีอ่นื เลาะจวี รออกแลว้ ไม่ช่วยเย็บ
๔. ภกิ ษณุ เี ก็บจีวร ๕ ผืนเกนิ ๕ วนั โดยไมใ่ ช้สอย หรือไม่น�ำออก ผึ่งแดด
๕. ภกิ ษุณีใช้จวี รสับเปล่ยี นกัน
๖. ภิกษุณีท�ำอนั ตรายแก่จวี รท่สี งฆ์จะพึงได้
๗. ภกิ ษณุ ีคดั ค้านการแจกจีวรที่ชอบธรรม
๘. ภิกษณุ ใี ห้จีวรแก่ชาวบา้ น แก่ปริพาชก หรอื แก่ปรพิ าชิกา
๙. ภกิ ษณุ สี งั่ ใหเ้ กบ็ จวี รไว้ ไมใ่ หแ้ บง่ กนั หลงั จากออกพรรษาแลว้ โดย หวงั วา่ จะไดจ้ วี รมาอกี
๑๐. ภิกษุณีคดั คา้ นการเดาะกฐนิ ทชี่ อบธรรม
ภิกษณุ ีเหล่านี้ตอ้ งอาบัตปิ าจิตตยี ์
58 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระวนิ ยั ปฎิ ก
“ผ้าอาบนำ้� ” ตามความแห่งสกิ ขาบทที่ ๒ มขี นาดยาว ๔ คืบสุคต กวา้ ง ๒ คืบ ซงึ่ ต่าง
จากขนาดของผา้ อาบน้�ำฝนของภิกษุสงฆต์ ามความแหง่ สกิ ขาบทที่ ๙ แหง่ รตนวรรคที่มขี นาด
ยาว ๖ คืบสคุ ต กวา้ ง ๒ คบื (ดูเล่มสมบูรณ์ ๘๘๙/๑๘๗ เทียบกับรตนวรรค วนิ ัยปฎิ กแปล
เลม่ ๒/๕๔๓/๖๒๑)
ค�ำวา่ “สงั ฆาฏิ” ตามความแหง่ สิกขาบทที่ ๔ หมายถึงจีวร ๕ ผืนดงั กล่าวแลว้ ภิกษุณี
เก็บจีวร ๕ ผืนน้ีเกินก�ำหนด ๕ วันโดยไม่นุ่ง ไม่ห่ม หรือไม่น�ำออกผึ่งแดด เมื่ออรุณข้ึนใน
วนั ที่ ๖ ตอ้ งอาบัติ ๕ ตวั ตามจ�ำนวนของผา้ (ดูเลม่ สมบูรณ์ ๘๙๙/๑๙๔, กงฺขา.อ. ๓๗๕)
๔. ตุวัฏฏวรรค หมวดวา่ ดว้ ยการนอนรว่ มกนั
ทชี่ อ่ื วา่ “ตวุ ฏั ฏวรรค” เพราะตงั้ ตามความแหง่ สกิ ขาบทที่ ๑ และที่ ๒ ค�ำวา่ “ตวุ ฏั ฏะ”
แปลว่า นอน หมายเอากริ ยิ าท่ภี ิกษุณี ๒ รปู นอนร่วมบนเตียงเดียวกนั
ตุวัฏฏวรรค ๑๐ สกิ ขาบทน้ีพระผ้มู ีพระภาคทรงบญั ญตั ไิ ว้ในเม่อื เกดิ เร่ืองทไ่ี ม่ดงี ามข้ึน
ในสงฆ์ ปรับอาบัติปาจติ ตยี ์แก่ภกิ ษุณผี กู้ ระท�ำอนั เป็นการล่วงละเมดิ ตอ่ ไปน้ี
๑. ภกิ ษณุ ี ๒ รูปนอนบนเตยี งเดียวกัน
๒. ภกิ ษณุ ี ๒ รปู ใช้ผา้ ผนื เดยี วเป็นทั้งผา้ ปแู ละผ้าห่ม นอนรว่ มกนั
๓. ภิกษณุ จี งใจกอ่ ความไม่ส�ำราญแก่ภกิ ษุณีอ่นื
๔. ภิกษุณไี ม่ชว่ ยเหลือสหชวี ินผี ู้ได้รบั ความล�ำบาก
๕. ภิกษณุ ใี ห้ท่พี กั แก่ภิกษุณอี ื่นแล้วโกรธ ไม่พอใจ ฉุดลากออกจากที่พกั
๖. ภิกษุณีอยู่คลุกคลีกับคหบดีเป็นต้น ภิกษุณีอื่นห้ามไม่ฟัง ยังยืนยัน ประพฤติอยู่
อยา่ งน้ันจนสงฆส์ วดสมนภุ าสน์ครบ ๓ คร้ัง
๗. ภิกษุณีไม่มีพวกกองเกวียนเป็นเพ่ือน เที่ยวไปในที่ที่รู้กันว่าน่าหวาด ระแวง มีภัย
นา่ กลัวภายในรฐั
๘. ภิกษุณีไม่มีพวกกองเกวียนเป็นเพื่อน เที่ยวไปในท่ีท่ีรู้กันว่าน่าหวาด ระแวง มีภัย
นา่ กลวั ภายนอกรัฐ
๙. ภกิ ษณุ ีเท่ยี วจาริกไปภายในพรรษา
๑๐. ภิกษณุ ีอยู่จ�ำพรรษาตลอดฤดูฝนแลว้ ไมเ่ ทย่ี วจารกิ ไปแมส้ ิ้นระยะทาง ๕-๖ โยชน์
ภิกษุณีเหล่านี้ตอ้ งอาบัติปาจิตตีย์
การนอนทน่ี บั ว่าเปน็ การล่วงละเมดิ สกิ ขาบทที่ ๑ นัน้ คอื ภกิ ษณุ ที ง้ั ๒ รูป นอนรว่ ม
บนเตียงเดียวกนั ในขณะเดยี วกนั จะนอนกอ่ นหรือหลงั กันไมเ่ ปน็ ประมาณ ต้องอาบตั ิทง้ั ๒ รูป
(ดูเลม่ สมบูรณ์ ๙๓๔/๒๑๓) แต่ถา้ รูปหนึง่ นอน อกี รูปหนึ่งน่ัง หรอื นัง่ ท้งั ๒ รปู แมจ้ ะบนเตยี ง
เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓ 59
เดียวกนั กไ็ ม่นบั วา่ เป็นการลว่ งละเมดิ สิกขาบทนี้ (ดเู ลม่ สมบูรณ์ ๙๓๕/๒๑๓)
ค�ำวา่ “ภกิ ษณุ ี ๒ รปู มผี า้ ปแู ละผา้ หม่ ผนื เดยี วกนั นอนรว่ มกนั ” ตามความแหง่ สกิ ขาบท
ที่ ๒ หมายถึง ภิกษุณี ๒ รูปเอาชายดา้ นหน่งึ ของเครื่องลาดพ้ืน เสอ่ื ล�ำแพนและผ้าห่มเปน็ ตน้
ปูพน้ื เอาชายอกี ดา้ นหนึ่งหม่ แลว้ นอนรว่ มกนั (ดเู ลม่ สมบูรณ์ ๙๓๘/๒๑๕ กงขฺ า.อ. ๓๘๐)
ค�ำว่า “สหชีวินี” เป็นค�ำเฉพาะ ใช้เรียกสัทธิวิหารินี คือสัทธิวิหาริกในฝ่ายภิกษุณี
ซึ่งเป็นผู้ท่ีได้รับอุปสมบท ถ้าอุปสมบทจากพระอุปัชฌาย์รูปใด ก็เป็นสัทธิวิหาริกของ
พระอุปัชฌาย์รปู น้นั
สิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการอยู่คลุกคลีกับคหบดีเป็นต้น เป็นยาวตติยกสิกขาบท คือ
ภิกษุณีผูล้ ว่ งละเมดิ ต้องอาบัติเมอ่ื สงฆ์สวดสมนุภาสนค์ รบ ๓ ครั้งแล้ว
๕. จิตตาคารวรรค หมวดวา่ ด้วยหอจติ รกรรม
ท่ชี ่อื วา่ “จิตตาคารวรรค” เพราะตั้งตามความแห่งสกิ ขาบทท่ี ๑ ค�ำวา่ “จิตตาคาร”
แปลว่า หอจิตรกรรม หมายรวมถึงโรงละครหลวง หอจติ รกรรมสวนสาธารณะ อุทยาน และ
สระโบกขรณี
จติ ตาคารวรรค ๑๐ สกิ ขาบทนพ้ี ระผมู้ พี ระภาคทรงบญั ญตั ไิ วใ้ นเมอ่ื เกดิ เรอื่ งทไ่ี มด่ งี าม
ขึ้นในสงฆ์ ปรบั อาบตั ิปาจติ ตีย์แกภ่ กิ ษุณผี กู้ ระท�ำอนั เปน็ การล่วงละเมิดต่อไปน้ี
๑. ภิกษุณไี ปดูโรงละครหลวงเป็นต้น
๒. ภิกษุณใี ช้ตง่ั เกิดขนาด (อาสนั ทิ) หรือแทน่ (บลั ลงั ก์)
๓. ภิกษุณกี รอดา้ ย
๔. ภิกษุณที �ำการหงุ ต้มหรือซกั ผา้ ใหช้ าวบา้ น
๕. ภกิ ษุณีไม่ชว่ ยระงับอธิกรณ์ตามทรี่ บั ปากไว้
๖. ภกิ ษณุ ใี ห้ของเคี้ยวของฉนั แก่ชาวบา้ น ปริพาชก หรอื ปริพาชิกาดว้ ย มือของตนเอง
๗. ภิกษุณใี ชผ้ า้ ซบั ระดูแลว้ ไมซ่ กั สละใหภ้ กิ ษณุ ีสามเณรหี รอื สกิ ขมานา ในวนั ท่ี ๔
๘. ภกิ ษณุ หี ลกี จารกิ ไปโดยไมม่ อบหมายใหภ้ กิ ษณุ สี ามเณรหี รอื สกิ ขมานา อนื่ ดแู ลทพ่ี กั
๙. ภกิ ษณุ เี รียนดริ จั ฉานวิชา
๑๐. ภิกษณุ ีสอนดิรจั ฉานวิชา
ภกิ ษณุ ีเหล่าน้ีต้องอาบัตปิ าจิตตีย์
สกิ ขาบทที่ ๑ ทีว่ า่ ดว้ ยการไปดูโรงละครหลวง หอจิตรกรรม สวนสาธารณะ อุทยาน
หรือสระโบกขรณีน้ัน การปรับอาบัติแก่ภิกษุณีผู้ล่วงละเมิดสิกขาบทน้ี ไม่ได้ปรับตามจ�ำนวน
ของสิ่งท่ีดู ไม่ได้ปรับตามจ�ำนวนของการลืมตาดู แต่ปรับตามจ�ำนวนของกิริยาที่เอี้ยวคอไป
60 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระวินัยปิฎก
ดู ถ้าเป็นการมองไปในทศิ ทางเดยี วกนั แม้จะเห็นครบทัง้ ๕ แหง่ กป็ รบั อาบัตติ ัวเดียวเทา่ นัน้
(ดูเลม่ สมบูรณ์ ๙๗๘-๙๗๙/๒๓๙)
๖. อารามวรรค หมวดว่าด้วยอาราม
ทช่ี อ่ื วา่ “อารามวรรค” เพราะตงั้ ตามความแหง่ สกิ ขาบทที่ ๑ ค�ำวา่ “อาราม” หมายเอา
สถานทที่ ภ่ี กิ ษุอยู่ โดยที่สุดแมโ้ คนต้นไม้ (ดเู ล่มสมบูรณ์ ๑๐๒๕/๒๖๖, กงฺขา.อ. ๓๘๘)
อารามวรรค ๑๐ สกิ ขาบทนพี้ ระผมู้ พี ระภาคทรงบญั ญตั ไิ วใ้ นเมอ่ื เกดิ เรอ่ื งทไี่ มด่ งี ามขน้ึ
ในสงฆ์ ปรับอาบตั ิปาจิตตียแ์ ก่ภกิ ษณุ ีผูก้ ระท�ำอันเปน็ การล่วงละเมดิ ตอ่ ไปนี้
๑. ภกิ ษุณรี อู้ ยู่ เขา้ ไปสอู่ ารามทีม่ ีภิกษอุ ยู่โดยไมบ่ อกใหท้ ราบ
๒. ภิกษณุ ดี า่ หรอื ขภู่ ิกษุ
๓. ภกิ ษณุ ีขึง้ เคยี ด ดา่ หมู่คณะ
๔. ภิกษุณฉี ันโภชนะเสร็จแลว้ เคี้ยวของเคยี้ ว (ของทีเ่ ปน็ ยาวกาลกิ ) อยา่ งอนื่ อกี
๕. ภกิ ษณุ หี วงตระกลู กดี กันไมใ่ หภ้ ิกษณุ อี ่ืนไปสตู่ ระกลู ทงั้ หลาย
๖. ภิกษุณีอย่จู �ำพรรษาในอาวาสท่ไี มม่ ีภิกษุ
๗. ภกิ ษุณีจ�ำพรรษาแลว้ ไมป่ วารณาในสงฆ์ ๒ ฝ่าย
๘. ภกิ ษณุ ไี มไ่ ปฟงั โอวาทและไมไ่ ปสอบถามธรรมเปน็ อยรู่ ว่ มกนั (อโุ บสถ และปวารณา)
๙. ภกิ ษณุ ไี ม่เอาใจใสธ่ รรม ๒ อย่างจากภกิ ษสุ งฆ์ทกุ ครงึ่ เดอื น คือ
(๑) การไปถามอุโบสถ (๒) การเขา้ ไปฟังโอวาท
๑๐. ภิกษุณีไม่บอกสงฆ์ หรือคณะ อยู่สองต่อสองกับชาย ให้บ่ง ให้ผ่า ให้ชะล้าง
ใหพ้ นั หรอื ให้แกะซงึ่ ฝี หรอื แผลที่เกิดในรม่ ผา้
ภิกษณุ เี หลา่ น้ีต้องอาบัตปิ าจิตตยี ์
ค�ำว่า “อาวาสท่ไี มม่ ภี กิ ษ”ุ ตามความแห่งสิกขาบทที่ ๖ นั้น หมายถึงส�ำนัก ของภิกษณุ ี
ท่ีไม่มีภิกษุผู้จะให้โอวาทอยู่ภายในระยะ ๑ โยชน์ หรือมีภิกษุผู้จะให้โอวาท อยู่ภายในระยะ
๑ โยชน์ แต่เส้นทางท่ีจะไปยังส�ำนักภิกษุณีน้ัน ไม่ปลอดภัย (ดูในเล่มนี้ ๑๐๔๘/๒๘๐,
กงฺขา.อ. ๓๙๑) ไมไ่ ด้หมายถึงอาวาสเดยี วกนั กับภิกษุหรือสถานที่ มีภิกษอุ ยู่จ�ำพรรษา
๗. คัพภนิ ีวรรค หมวดวา่ ด้วยสตรีมีครรภ์
ท่ีช่อื ว่า “คพั ภนิ ีวรรค” เพราะตง้ั ตามความแห่งสิกขาบทที่ ๑ ทีว่ ่าด้วยการบวชใหส้ ตรี
มคี รรภ์ การปรับอาบตั ิภิกษณุ ีผู้ลว่ งละเมดิ สิกขาบทน้มี ลี �ำดบั ดงั น้ี
เล่มท่ี ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓ 61
ข้ันเตรียมการ เช่น แสวงหาหมู่ภิกษุณีที่จะมาเป็นองค์สงฆ์ ภิกษุณีผู้จะเป็น
กรรมวาจาจารย์ไปจนถึงสวดญตั ตจิ บ สวดกรรมวาจาจบ ๒ ครงั้ ภิกษุณปี วัตตนิ ี (อปุ ชั ฌาย)์
ต้องอาบัติทุกกฏ สวดกรรมวาจาจบคร้ังที่ ๓ ภิกษุณีปวัตตินีต้องอาบัติปาจิตตีย์ หมู่ภิกษุณี
ที่ร่วมประชุมและอาจารยต์ อ้ งอาบัตทิ ุกกฏ (ดใู นเล่มน้ี ๑๐๖๙/๒๙๑)
คพั ภนิ วี รรค ๑๐ สิกขาบทนพ้ี ระผมู้ พี ระภาคทรงบญั ญตั ไิ วใ้ นเมื่อเกดิ เรอ่ื งทไี่ มด่ งี ามขน้ึ
ในสงฆ์ ปรบั อาบัติปาจติ ตียแ์ กภ่ ิกษณุ ีผกู้ ระท�ำอันเป็นการลว่ งละเมิดต่อไปน้ี
๑. ภกิ ษุณบี วชใหส้ ตรีมคี รรภ์
๒. ภกิ ษุณีบวชให้สตรมี ลี ูกออ่ น
๓. ภิกษณุ ีบวชให้สิกขมานาผยู้ ังไมไ่ ดศ้ ึกษาธรรม ๖ ขอ้ ตลอด ๒ ปี
๔. ภกิ ษณุ บี วชให้สกิ ขมานาผูศ้ ึกษาธรรม ๖ ข้อแล้วแต่สงฆ์ยังไมไ่ ด้รบั รอง
๕. ภิกษุณีบวชให้เดก็ หญงิ อายหุ ยอ่ นกวา่ ๑๒ ปี
๖. ภิกษณุ บี วชให้เด็กหญงิ อายุครบ ๑๒ ปีผยู้ งั ไม่ไดศ้ ึกษาธรรม ๖ ขอ้ ตลอด ๒ ปี
๗. ภิกษุณีบวชให้เด็กหญิงอายุครบ ๑๒ ปีผู้ได้ศึกษาธรรม ๖ ข้อตลอด ๒ ปีแล้ว
แต่สงฆ์ยงั ไม่ได้รบั รอง
๘. ภกิ ษุณบี วชใหส้ หชวี ินแี ลว้ ไม่ดูแลอนเุ คราะห์เป็นเวลา ๒ ปี
๙. ภิกษณุ บี วชใหมไ่ ม่ติดตามปวตั ตินีเป็นเวลา ๒ ปี
๑๐. ภกิ ษณุ ีบวชให้สหชีวินแี ล้วไมพ่ าเทีย่ วจาริกไปส้นิ ระยะทาง ๕-๖ โยชน์
ภิกษุณีเหลา่ นีต้ อ้ งอาบตั ปิ าจติ ตยี ์
ค�ำว่า “สตรีมีลูกยังดื่มนม” ตามความแห่งสิกขาบทท่ี ๒ หมายถึงสตรีท่ีเป็นมารดา
โดยตรงหรอื สตรีท่ีเป็นแมน่ มของเด็กนนั้ (ดูเลม่ สมบรู ณ์ ๑๐๗๔/๒๙๔, กงขฺ า.อ. ๓๙๖)
ค�ำว่า “สิกขมานา” ตามความแห่งสิกขาบทท่ี ๓-๔ ตามปกติหมายถึงสตรี ที่มีอายุ
๑๘ ปีบริบูรณ์ ได้รับสิกขาสมมติจากสงฆ์เพื่อสมาทานปฏิบัติธรรม ๖ ข้อ เป็นเวลา ๒ ปี
หลังจากปฏิบัติธรรม ๖ ข้อตลอด ๒ ปี โดยไม่ละเมิดข้อใดข้อหนึ่ง สงฆ์ให้การรับรองแล้ว
จงึ มีสิทธ์บิ วชเป็นภิกษณุ ไี ด้
ค�ำวา่ “ตลอด ๒ ป”ี หมายถึง สนิ้ ๒ ปีนั่นเอง โดยยดึ เอาการปวารณา หลงั จากออก
พรรษาเปน็ เกณฑ์ ผา่ นการปวารณา ๑ ครัง้ นับเป็น ๑ ปี ผ่านการปวารณา ๒ ครั้ง นับเปน็
๒ ปี (กงขฺ า. อ.๓๙๗)
สกิ ขาบทท่ี ๕ กลา่ วถงึ การบวชให้เดก็ หญิงทแ่ี ต่งงานมคี รอบครวั อายหุ ยอ่ นกวา่ ๑๒ ปี
สิกขาบทที่ ๖ กล่าวถึงการบวชให้เดก็ หญิงที่แตง่ งานมคี รอบครวั อายุครบ ๑๒ ปี แต่ยัง
ไม่ไดส้ มาทานปฏิบตั ิธรรม ๖ ขอ้ ตลอด ๒ ปี
62 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระวนิ ัยปฎิ ก
สิกขาบทที่ ๗ กล่าวถึงการบวชให้เด็กหญิงท่ีแต่งงานมีครอบครัวอายุครบ ๑๒ ปี
ไดส้ มาทานปฏบิ ัตธิ รรม ๖ ขอ้ ครบ ๒ ปีแล้วแต่สงฆ์ยงั ไมไ่ ดร้ บั รอง
สิกขาบทท่ี ๖ มีลักษณะเปน็ อนบุ ัญญัติของสกิ ขาบทท่ี ๕
สิกขาบทท่ี ๗ มลี กั ษณะเป็นอนบุ ญั ญตั ิของสิกขาบทที่ ๖
ภิกษุณีปวัตตินีบวชให้เด็กหญิงดังกล่าวมาน้ีย่อมถูกปรับอาบัติ แต่ถ้าบวชให้เด็กหญิง
ทีแ่ ตง่ งานมีครอบครัวอายคุ รบ ๑๒ ปี ผไู้ ดส้ มาทานปฏิบตั ิธรรม ๖ ข้อตลอด ๒ ปี และสงฆ์ให้
การรับรองแลว้ ไม่ถูกปรับอาบตั ิ (กงฺขา.อ. ๔๐๐)
ประเด็นที่น่าศึกษา ก็คือว่า ตามปกติหญิงที่จะบวชเป็นภิกษุณีได้น้ัน นอกจากต้อง
สมาทานปฏบิ ัตธิ รรม ๖ ขอ้ ตลอด ๒ ปีแลว้ ยงั ต้องมอี ายุครบ ๒๐ ปีบริบรู ณ์อีกด้วย ค�ำถาม
ก็คือว่า “เพราะเหตุไร หญิงที่มีอายุเพียง ๑๒ ปี เมื่อได้ผ่านข้ันตอนตามที่ก�ำหนดไว้แล้วจึง
สามารถบวชเป็นภิกษุณีได้” ค�ำตอบก็คือ หญิงในท่ีน้ีหมายเอาหญิงที่มีครอบครัวแล้ว หญิงท่ี
อยูใ่ นความครอบครองของชาย (คิหคิ ตา นาม ปรุ สิ นฺตรคตา วจุ ฺจติ (ว.ิ ภกิ ขฺ นุ .ี ๓/๑๐๙๒/๑๗๖)
แปลว่า หญิงที่มีครอบครัว พระผู้มีพระภาคตรัสหมายถึงหญิงท่ีเคยอยู่ร่วมกับชาย ดูเล่ม
สมบูรณ์ (ดูเล่มสมบูรณ์ ๑๐๙๒/๓๐๖, กงฺขา.อ. ๓๙๘) หญิงเหล่านี้มีประสบการณ์ในชีวิต
ครองเรือน ถือวา่ เป็นผูใ้ หญ่ แม้จะมอี ายุเพียง ๑๒ ปกี ส็ ามารถบวชเป็นภิกษุณไี ด้
๘. กมุ ารีภูตวรรค หมวดวา่ ดว้ ยกุมารี
ท่ีชื่อว่า “กุมารีภูตวรรค” เพราะต้ังตามความแห่งสิกขาบทที่ ๑-๓ ค�ำว่า “กุมารี”
หมายถึงสามเณรี (ดูเลม่ สมบรู ณ์ ๑๑๓๓/๓๓๑, กงขฺ า.อ. ๔๐๐) เปน็ ค�ำทตี่ อ้ งการเน้นให้เห็น
ว่า “สามเณรี” เปน็ เด็กหญิงบรสิ ุทธิ์ ยังอย่ใู นภาวะเป็นเดก็
กุมารีภตู วรรค ๑๓ สิกขาบทน้พี ระผู้มพี ระภาคทรงบัญญตั ิไวใ้ นเมือ่ เกดิ เรือ่ งทีไ่ มด่ ีงาม
ขน้ึ ในสงฆ์ ปรับอาบัตปิ าจติ ตียแ์ กภ่ กิ ษณุ ผี ู้กระท�ำอันเป็นการลว่ งละเมิดตอ่ ไปนี้
๑. ภิกษณุ ีบวชใหก้ ุมารอี ายุหยอ่ นกวา่ ๒๐ ปี
๒. ภิกษุณบี วชให้กมุ ารีอายคุ รบ ๒๐ ปี แต่ยงั ไม่ได้ศกึ ษาธรรม ๖ ขอ้ ตลอด ๒ ปี
๓. ภิกษณุ ีบวชใหก้ ุมารอี ายุครบ ๒๐ ปี ไดศ้ กึ ษาธรรม ๖ ขอ้ ตลอด ๒ ปแี ลว้ แตส่ งฆ์
ยังไม่ได้รบั รอง
๔. ภิกษณุ มี ีพรรษาหยอ่ นกวา่ ๑๒ ตัง้ ตวั เป็นปวตั ตนิ ีบวชให้กลุ ธดิ า
๕. ภกิ ษณุ ีมพี รรษาครบ ๑๒ แต่สงฆย์ ังไมไ่ ด้ตง้ั ใหเ้ ป็นปวัตตนิ ี บวชให้กุลธิดา
๖. ภิกษุณียอมรับค�ำตัดสนิ ของสงฆ์ทไ่ี มใ่ หต้ นเปน็ ปวัตตนิ ี ภายหลังกลบั ต�ำหนบิ น่ วา่
เล่มท่ี ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓ 63
๗. ภกิ ษณุ กี ลา่ วกะสกิ ขมานาวา่ “ถา้ เธอใหจ้ วี รแกเ่ รา เรากจ็ กั บวชให”้ แตไ่ มไดบ้ วชให้
สิกขมานาน้ันตามทกี่ ล่าว
๘. ภิกษณุ กี ล่าวกะสกิ ขมานาวา่ “ถา้ เธอจกั ตดิ ตามเราเป็นเวลา ๒ ปี เรากจ็ ักบวชให้”
แต่ไม่ได้บวชให้สิกขมานานัน้ ตามท่กี ลา่ ว
๙. ภกิ ษุณบี วชให้สกิ ขมานาทมี่ ัว่ สุมกบั ชาย
๑๐. ภกิ ษุณีบวชใหส้ กิ ขมานาท่ีมารดาบดิ ายงั ไม่ไดอ้ นุญาต
๑๑. ภกิ ษณุ บี วชใหส้ กิ ขมานาด้วยปาริวาสกิ ฉันทะ คอื มีการประชุมสงฆเ์ พื่อจะบวชให้
สกิ ขมานาแลว้ แต่ยกเลิก แล้วไปนิมนต์ภกิ ษุสงฆ์อื่นมาประชุมกนั บวชใหส้ ิกขมานานัน้
๑๒. ภิกษุณบี วชใหส้ กิ ขมานาทุกปีโดยไม่เวน้ ระยะ
๑๓. ภิกษุณีบวชใหส้ ิกขมานาคราวละ ๒ รปู
ภิกษณุ เี หล่านต้ี ้องอาบตั ปิ าจติ ตยี ์
ประเดน็ ทน่ี ่าศกึ ษาในกมุ ารีภูตวรรค คอื วิธีการ กระบวนการ ขั้นตอนของการบวชเปน็
ภิกษุณีในพระพุทธศาสนา ทั้งในส่วนท่ีเป็นข้อก�ำหนดเก่ียวกับภิกษุณีผู้เป็นอุปัชฌาย์ที่เรียกว่า
“ปวัตตินี” และกุลสตรกี ลุ กมุ ารีท่จี ะเขา้ มาบวชเป็นภกิ ษุณี
ภิกษุณีจะเป็นปวัตตินีผู้บวชให้กุลธิดาน้ัน ต้องมีพรรษาครบ ๑๒ นับจากวันบวช
เป็นภิกษุณี และสงฆ์ให้วุฏฐาปนสมมติคือตั้งให้เป็นอุปัชฌาย์แล้ว (ดูเล่มสมบูรณ์ ๑๑๔๐-
๑๑๔๑/๓๓๕-๓๓๖, กงขฺ า.อ. ๔๐๐) และสามารถบวชใหก้ ลุ ธดิ าได้ ๒ ปตี อ่ ๑ คน (ดเู ลม่ สมบรู ณ์
๑๑๗๐-๑๑๗๒/๓๕๖-๓๕๗, ๑๑๗๖/๓๕๖-๓๕๗, กงขฺ า.อ. ๔๐๔)
๙. ฉตั ตปุ าหนวรรค หมวดวา่ ด้วยร่มและรองเทา้
ทชี่ ื่อวา่ “ฉัตตปุ าหนวรรค” เพราะต้งั ตามความแหง่ สิกขาบทที่ ๑
ฉัตตุปาหนวรรค ๑๓ สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเรื่อง
ที่ไม่ดงี ามข้ึนในสงฆ์ ปรับอาบัตปิ าจิตตยี แ์ กภ่ ิกษณุ ีผู้กระท�ำอันเป็นการลว่ งละเมดิ ต่อไปน้ี
๑. ภกิ ษณุ ไี มเ่ ป็นไข้ ใช้ร่มและรองเทา้
๒. ภกิ ษณุ ไี มเ่ ป็นไข้ เดนิ ทางโดยยานพาหนะ
๓. ภกิ ษุณใี ชเ้ ครือ่ งประดับเอว
๔. ภกิ ษณุ ีใช้เครื่องประดบั ของสตรี
๕. ภกิ ษุณีอาบนำ้� ด้วยเครือ่ งประทินผวิ มกี ลิน่ หอม
๖. ภิกษุณีอาบนำ�้ ด้วยก�ำยาน
64 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระวินยั ปฎิ ก
๗. ภิกษณุ ใี ชภ้ ิกษณุ ีอ่นื ให้บบี นวด
๘. ภิกษุณีใช้สิกขมานาใหบ้ บี นวด
๙. ภิกษณุ ใี ชส้ ามเณรีใหบ้ บี นวด
๑๐. ภกิ ษุณีใช้หญิงคฤหัสถ์ใหบ้ ีบนวด
๑๑. ภิกษณุ ีน่ังข้างหน้าภกิ ษุ โดยไม่ขอโอกาสกอ่ น
๑๒. ภิกษณุ ถี ามปัญหากบั ภิกษุ โดยไม่ขอโอกาสก่อน
๑๓. ภกิ ษุณีไม่มีผา้ รัดถนั เข้าไปในหมู่บ้าน
ภกิ ษณุ ีเหลา่ นีต้ อ้ งอาบตั ิปาจติ ตีย์
สาธารณบญั ญัติ
๑๐. มุสาวาทวรรค ๑๐ สิกขาบท
มุสาวาทวรรค ๑๐ สิกขาบท เปน็ สาธารณสิกขาบททัง้ หมด จึงไม่ได้แสดงไวใ้ นภิกขนุ ี
วิภังค์น้ี มีเนื้อหาเหมือนกับสิกขาบทในมมุสาวรรคของภิกษุสงฆ์เป็นส่วนมาก (ดูวินัยปิฎก
แปล เล่ม ๒/๒/๑๘๖,๑๔/๒๐๑,๓๗/๒๒๕,๔๕/๒๓๔,๕๑/๒๓๙,๕๖/๒๔๓,๖๓/๒๔๙,๖๙/
๒๕๕,๗๙/๒๗๐,๘๕/๒๗๔) มบี างสกิ ขาบททมี่ ีเนือ้ หาสาระต่างจากของภิกษสุ งฆ์ คอื
สิกขาบทที่ ๕ ภกิ ษุณีนอนร่วมกบั อนุปสัมบันเกนิ ๒-๓ คนื
สกิ ขาบทท่ ี ๖ ภิกษณุ นี อนร่วมกับบรุ ษุ
สกิ ขาบทท ี่ ๗ ภกิ ษุณีแสดงธรรมแกบ่ ุรษุ สองตอ่ สองเกนิ ๕-๖ ค�ำ
สาระส�ำคญั ท่แี ตกตา่ งจากมุสาวาทวรรคของภกิ ษุสงฆ์ มีอยู่ ๓ ประเด็น คอื
๑. ค�ำว่า “อนุปสัมบัน” ตามความแห่งสกิ ขาบที่ ๕ หมายเอาเฉพาะอนุปสมั บันหญิง
(กงฺขา. ๑๐๑/๗๙ : ยา ปน ภิกฺขุนี อนุปสมฺปนฺนาย อุตฺตริทิรตฺตติรตฺตํ สหเสยฺยํ กปฺเปยฺย,
ปาจิตตฺ ิยํ ค�ำวา่ “อนุปสมฺปนนฺ าย” เป็นอติ ถลี งิ ค์ ใชส้ �ำหรับผู้หญิง)
๒. สกิ ขาบทท่ี ๖ ภกิ ษุณนี อนร่วมกบั บรุ ษุ ต้องอาบตั ปิ าจติ ตีย์ โดยไม่มีการก�ำหนดวา่
“แมเ้ พยี งอาทิตยอ์ สั ดง” เหมอื นสิกขาบทของภิกษุสงฆ์ น่นั หมายถงึ วา่ จะนอนเวลาใด กต็ ้อง
อาบัติปาจิตตีย์ท้งั น้นั (กงขา. ๑๐๒/๗๙)
๓. เปล่ียนเน้อื หาของสิกขาบทเพอื่ อนุวัตรตามเพศในสิกขาบทท่ี ๖ - ๗ สกิ ขาบทท่ี ๖
ของภิกษุสงฆว์ า่ “ภิกษนุ อนรว่ มกบั อนุปสมั บัน” ของภิกษณุ สี งฆ์วา่ “ภกิ ษุณีนอนร่วมกบั บุรษุ ”
สกิ ขาบทที่ ๗ ของภิกษสุ งฆว์ ่า “ภิกษแุ สดงธรรมแก่มาตุคาม...” ของภิกษุณีสงฆ์ว่า “ภกิ ษุณี
แสดงธรรม แก่บรุ ษุ ...”
เล่มท่ี ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓ 65
๑๑. ภูตคามวรรค ๑๐ สิกขาบท
ภูตคามวรรค ๑๐ สิกขาบท เป็นสาธารณสิกขาบทท้ังหมด จึงไม่ได้แสดงไว้ในภิกขุนี
วภิ งั คน์ ้ี มเี นอื้ ความเหมอื นกบั ภตู คามวรรคของภกิ ษสุ งฆ์ ไมม่ กี ารเปลย่ี นสาระส�ำคญั ในประเดน็
ต่าง ๆ มากนกั (ดูวนิ ยั ปิฎกแปล เลม่ ๒/๙๐/๒๗๘, ๙๘/๒๘๔,๑๐๕/๒๘๙,๑๐๙/๒๙๒,๑๑๕/๒
๙๖,๑๒๐/๓๐๐,๑๒๕/๓๐๓,๑๓๐/๓๐๗, ๑๓๕/๓๑๐,๑๔๐/๓๑๔)
๑๒. โภชนวรรค ๑๐ สกิ ขาบท
โภชนวรรค ๑๐ สกิ ขาบท เปน็ สาธารณสกิ ขาบททงั้ หมด จงึ ไมไ่ ดแ้ สดงไวใ้ นภกิ ขนุ วี ภิ งั ค์
น้ี มเี น้อื ความเหมือนกบั โภชนวรรคบ้าง เหมอื นกบั อเจลกวรรคบา้ งของภิกษุสงฆ์ ดงั นี้
อาวสถปิณฑสกิ ขาบทท่ี ๑ ภิกษุณีไม่เป็นไข้ ฉันภัตตาหารในท่ีพักแรมติดต่อกัน
๒ วัน
คณโภชนสกิ ขาบทท่ี ๒ ภิกษุณีฉันคณโภชนะนอกสมัย คือ สมัยท่ี เป็นท่ีไข้
๑ สมยั ทถ่ี วายจวี ร ๑ สมยั ทที่ �ำจวี ร ๑ สมยั ทเ่ี ดนิ ทางไกล
๑ สมยั ทโ่ี ดยสาร เรอื ๑ มหาสมยั ๑ สมยั ทเ่ี ปน็ ภตั ตาหาร
ของสมณะ ๑
กาณมาตาสกิ ขาบทท่ี ๓ ภกิ ษุณีรับขนมหรอื ข้าวตูเกนิ ๓ บาตร
วกิ าลโภชนสิกขาบทท่ี ๔ ภกิ ษณุ ฉี นั โภชนะในเวลาวกิ าล คอื ตง้ั แตเ่ ทย่ี งวนั ไปจนถงึ
อรณุ ขึน้ วนั ใหม่
สันนิธิการกสิกขาบทที่ ๕ ภิกษณุ ฉี ันโภชนะท่เี ก็บสะสมไว้โดยไม่รับประเคนใหม่
ทันตโปนสิกขาบทที่ ๖ ภิกษุณีกลืนกินอาหารท่ียังไม่มีผู้ประเคนให้ ยกเว้นน้�ำ
และไม้ช�ำระฟัน
อยุ โยชนสิกขาบทท่ี ๗ ภิกษุณีชวนภิกษุณีอื่นเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้านแล้ว
บอกใหเ้ ธอกลบั ส�ำนกั ก่อน
สโภชนสิกขาบทที่ ๘ ภิกษุณีเข้าไปนั่งแทรกแซงในตระกูลท่ีมีบุรุษกับสตรีอยู่
ด้วยกนั สองต่อสอง
รโหนิสัชชสกิ ขาบทที่ ๙ ภกิ ษณุ นี ่งั บนอาสนะที่ก�ำบงั ในทล่ี ับกับบุรุษสองต่อสอง
รโหปฏจิ จฉนั นสกิ ขาบทที่ ๑๐ ภิกษณุ ีนงั่ ในท่ีลับกับบุรุษสองตอ่ สอง
ภิกษุณเี หลา่ น้ตี อ้ งอาบัตปิ าจติ ตยี ์
66 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระวนิ ัยปฎิ ก
๑๓. จารติ ตวรรค ๑๐ สิกขาบท
จาริตตวรรค ๑๐ สิกขาบท เป็นสาธารณสิกขาบทท้ังหมด จงึ ไม่ได้แสดงไว้ใน ภกิ ขุนี
วภิ งั คน์ ้ี มีเน้อื ความเหมือนกับอเจลกวรรคบา้ ง เหมอื นกับสุราปานวรรคบ้างของภกิ ษุสงฆ์ ดังนี้
จาริตสิกขาบทที่ ๑ ภิกษุณีรับนิมนต์ไว้แล้วไปในท่ีอื่นในเวลาก่อนฉันหรือ
หลงั ฉนั โดยไมบ่ อกภกิ ษณุ อี น่ื ในทนี่ น้ั กอ่ น นอกสมยั คอื
สมัยทถ่ี วาย จีวร ๑ สมยั ทที่ �ำจีวร ๑
มหานามสกิ ขบทท่ี ๒ ภกิ ษุณีไม่เปน็ ไข้ ขอปัจจยั ท่มี ผี ู้ปวารณาไวเ้ กิน ๔ เดอื น
เวน้ ไวแ้ ตเ่ ขาปวารณาอกี เวน้ ไวแ้ ตเ่ ขาปวารณาเปน็ นติ ย์
อุยยุตตเสนาสิกขาบทท่ี ๓ ภิกษุณีไปดูกองทัพที่เคล่ือนขบวนออกรบ นอกจากมี
เหตผุ ลที่สมควร
เสนาวาสสิกขาบทที่ ๔ ภกิ ษณุ ไี ปพกั แรมอยใู่ นกองทพั เกนิ ๓ คนื แมจ้ ะมเี หตผุ ล
ท่สี มควร
อยุ โยธกิ สิกขาบทท่ี ๕ ภิกษุณีไปดูสนามรบ ไปดทู ี่พกั ก�ำลงั พล หรือไปดูเขาจดั
ขบวนทพั ในขณะทีพ่ ักอยใู่ นกองทัพ ๒-๓ คนื นนั้
สรุ าปานสิกขาบทท่ี ๖ ภิกษุณดี ืม่ สรุ าและเมรัย
อังคลุ ปิ โตทกสกิ ขาบทที่ ๗ ภกิ ษุณีใช้นิ้วมอื จ้ีภิกษณุ ี
หสธมั มสกิ ขาบทที่ ๘ ภกิ ษุณเี ล่นน้ำ�
อนาทริยสิกขาบทที่ ๙ ภิกษุณีแสดงความไม่เอื้อเฟื้อ ไม่ให้ความส�ำคัญต่อ
พระวินยั
ภงิ สาปนสกิ ขาบทที่ ๑๐ ภกิ ษณุ ที �ำภิกษณุ อี ื่นใหต้ กใจ
ภิกษณุ เี หลา่ น้ตี ้องอาบตั ปิ าจติ ตีย์
๑๔. โชตวิ รรค ๑๐ สิกขาบท
โชตวิ รรค ๑๐ สกิ ขาบท เปน็ สาธารณสกิ ขาบททง้ั หมด จงึ ไมไ่ ดแ้ สดงไวใ้ นภกิ ขนุ วี ภิ งั คน์ ้ี
มีเนื้อความเหมอื นกบั สรุ าปานวรรคบ้าง เหมอื นกับสัปปาณกวรรคบา้ งของภกิ ษสุ งฆ์ ดังน้ี
โชตกิ สกิ ขาบทที่ ๑ ภิกษุณีไม่เปน็ ไข้ ก่อไฟผงิ เว้นไว้แต่มเี หตุผลทส่ี มควร
นหานสกิ ขาบทท่ี ๒ ภิกษุณอี าบน้ำ� เกนิ ๑ ครัง้ ในชว่ งเวลา ๑๕ วัน เวน้ ไว้แต่
สมยั คอื (๑) ทา้ ยฤดรู อ้ น ๑ เดอื นครง่ึ และเดอื นแรกแหง่
ฤดูฝน รวมเป็น ๒ เดือนครึ่งซึ่งเป็นสมัยท่ีร้อนอบอ้าว
เล่มที่ ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓ 67
(๒) สมัยที่เปน็ ไข้ (๓) สมยั ทที่ �ำงาน (๔) สมยั ที่เดนิ ทาง
ไกล (๕) สมัยทีม่ พี ายฝุ นุ่
ทุพพณั ณสกิ ขาบทท่ี ๓ ภิกษุณใี ช้จวี รใหมโ่ ดยไมท่ �ำพนิ ทุก่อน
วกิ ปั ปนสิกขาบทที่ ๔ ภกิ ษณุ วี กิ ปั จวี รแกภ่ กิ ษณุ อี นื่ แลว้ น�ำมาใชโ้ ดยทผ่ี รู้ บั วกิ ปั
ยังไมไ่ ด้ถอนวิกัป
อปนธิ าปนสกิ ขาบทที่ ๕ ภิกษุณีซ่อนบาตรและจีวรเป็นต้นของภิกษุณีอ่ืนโดยคิด
จะลอ้ เลน่
สัญจิจจสกิ ขาบทท่ี ๖ ภกิ ษณุ ีจงใจปลงชวี ิตสตั ว์
สปั ปาณกสิกขาบทท่ี ๗ ภิกษุณีรอู้ ยู่ บริโภคนำ้� ทม่ี ีสัตว์มีชวี ิต
อุกโกฏนสกิ ขาบทท่ี ๘ ภิกษุณีรู้อยู่ ร้ือฟื้นอธิกรณ์ท่ีสงฆ์ท�ำถูกต้อง ชอบธรรม
แล้วข้นึ มาท�ำใหม่
เถยยสตั ถสกิ ขาบทที่ ๙ ภิกษุณีรู้อยู่ ชักชวนกันเดินทางไกลร่วมกันกับพ่อค้า
เกวยี นผเู้ ป็นโจรสิ้นระยะทาง หม่บู ้านหน่งึ
อรฏิ ฐสิกขาบทที่ ๑๐ ภิกษุณีกล่าวตู่พระพุทธเจ้า ภิกษุณีอ่ืนห้ามก็ไม่ฟัง
สงฆ์สวดสมนุภาสนค์ รบ ๓ ครั้ง ยังไม่หยุดกลา่ วตู่
ภกิ ษณุ ีเหลา่ น้ีตอ้ งอาบตั ปิ าจติ ตีย์
๑๕. ทฏิ ฐวิ รรค ๑๐ สกิ ขาบท
ทฏิ ฐวิ รรค ๑๐ สกิ ขาบท เปน็ สาธารณสกิ ขาบททง้ั หมด จงึ ไมไ่ ดแ้ สดงไวใ้ นภกิ ขนุ วี ภิ งั คน์ ้ี
มเี นอ้ื ความเหมอื นกบั สปั ปาณกวรรคบ้าง เหมอื นกับสหธรรมิกวรรค บ้างของภิกษุสงฆ์ ดังนี้
อกุ ขิตตสมั โภคสกิ ขาบทที่ ๑ ภิกษณุ คี บหากบั ภิกษณุ ีท่กี ลา่ วต่พู ระพุทธเจ้า
กณั ฏกสิกขาบทท่ี ๒ ภกิ ษณุ คี บหาใชง้ านสามเณรที ถ่ี กู ไลอ่ อกจากส�ำนกั เพราะ
ขอ้ หาท่กี ลา่ วต่พู ระพทุ ธเจ้า
สหธมั มกิ สกิ ขาบทท่ี ๓ ภกิ ษณุ ปี ระพฤตไิ มส่ มควร เมอ่ื ถกู วา่ กลา่ วตกั เตอื น กลบั
พดู วา่ “ยงั ไม่ได้ศึกษาใน เรอื่ งนี้ ยงั ไม่ไดถ้ ามท่านผูร้ ”ู้
วิเลขนสกิ ขาบทท่ี ๔ ภิกษุณีกล่าวในขณะที่ผู้อ่ืนยกพระปาติโมกข์ ขึ้นแสดง
อยวู่ า่ “สกิ ขาบทเลก็ นอ้ ยเหลา่ นไี้ มม่ ปี ระโยชน์ เปน็ เรอื่ ง
ก่อใหเ้ กดิ ความร�ำคาญ ความล�ำบาก ความยงุ่ ยาก”
68 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระวินยั ปิฎก
โมหนสกิ ขาบทที่ ๕ ภิกษุณีท้ังที่เคยฟังพระปาติโมกข์มาแล้ว ๒-๓ ครั้ง
กลา่ วในขณะทภ่ี กิ ษอุ นื่ ยกพระ ปาตโิ มกขข์ นึ้ แสดงอยวู่ า่
“ข้าพเจา้ เพ่งิ ร้เู ดยี๋ ว น้ีเองว่า ขอ้ นี้มาในพระปาตโิ มกข”์
ปหารสกิ ขาบทท่ี ๖ ภิกษณุ โี กรธเคอื ง ท�ำร้ายภกิ ษณุ ีอน่ื
ตลสัตติกสกิ ขาบทท่ี ๗ ภกิ ษุณีโกรธเคอื ง เง้อื มือข้ึนท�ำทวี า่ จะท�ำรา้ ยภิกษณุ อี น่ื
อมลู กสกิ ขาบทที่ ๘ ภกิ ษณุ ใี สค่ วามภกิ ษณุ อี นื่ ดว้ ยอาบตั สิ งั ฆาทเิ สสทไี่ มม่ มี ลู
สัญจจิ จสกิ ขาบทที่ ๙ ภกิ ษุณีจงใจก่อความร�ำคาญใหแ้ ก่ภกิ ษุณีอนื่
อปุ สั สุติสกิ ขาบทท่ี ๑๐ ภกิ ษณุ แี อบฟังภิกษณุ ีอนื่ ทะเลาะกัน
ภิกษุณเี หล่าน้ตี อ้ งอาบตั ปิ าจติ ตีย์
๑๖. ธรรมกิ วรรค ๑๐ สิกขาบท
ธรรมิกวรรค ๑๐ สิกขาบท เป็นสาธารณสิกขาบทท้ังหมด จึงไม่ได้แสดงไว้ในภิกขุนี
วิภังค์น้ี มีเนื้อความเหมอื นกับสหธรรมกิ วรรคบา้ ง เหมอื นกบั รตนวรรคบา้ ง ของภกิ ษสุ งฆ์ ดังน้ี
กมั มปฏพิ าหนสกิ ขาบทที่ ๑ ภิกษุณีมอบฉันทะให้สงฆ์ท�ำกรรมที่ถูกต้องแล้วกลับ
ต�ำหนใิ นภายหลัง
ฉนั ทงั อทตั วาคมนสกิ ขาบทที่ ๒ ภิกษุณีอยู่ในที่ประชุม ลุกออกไปในขณะ ท่ีสงฆ์ก�ำลัง
พิจารณาอธกิ รณอ์ ยู่ โดยไมใ่ ห้ฉันทะ
ทพั พสกิ ขาบทที่ ๓ ภกิ ษณุ เี หน็ พอ้ งกบั สงฆถ์ วายจวี รแกภ่ กิ ษณุ รี ปู ใดรปู หนงึ่
แลว้ กลับตเิ ตียนในภายหลังว่า “สงฆใ์ ห้จีวรตามความ
คนุ้ เคยกนั ”
ปริณามนสิกขาบทท่ี ๔ ภกิ ษณุ ีรู้อยู่ นอ้ มลาภที่เขาจะถวายสงฆ์ไปเพื่อบุคคล
รตนสิกขาบทท่ี ๕ ภิกษุณีเก็บทรัพย์สินของคฤหัสถ์ที่ตกอยู่นอกเขตที่พัก
ของตน
สูจฆรสิกขาบทท่ี ๖ ภิกษณุ ีท�ำกลอ่ งเขม็ ด้วยกระดกู สัตว์ งาชา้ งหรอื เขาสัตว์
มัญจปีฐกสกิ ขาบทท่ี ๗ ภกิ ษุณีท�ำเตยี งหรือต่ังมีเท้าเกนิ ๘ น้ิวสุคต
ตโู ลนทั ธสิกขาบทท่ี ๘ ภิกษณุ ที �ำเตียงหรือตั่งห้มุ นนุ่
กัณฑุปฏิจฉาทิสกิ ขาบทที่ ๙ ภกิ ษณุ ที �ำผา้ ปดิ ฝยี าวเกนิ ๔ คบื สคุ ต กวา้ งเกนิ ๒ คบื สคุ ต
นนั ทสิกขาบทท่ี ๑๐ ภกิ ษุณีท�ำจวี รมีขนาดเทา่ หรือเกนิ กว่าสุคตจีวร
ภกิ ษณุ เี หลา่ นตี้ อ้ งอาบตั ิปาจติ ตยี ์
เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓ 69
๕. ปาฏเิ ทสนยี กณั ฑ์ ตอนวา่ ด้วยปาฏเิ ทสนยี ะ
ค�ำว่า ปาฏิเทสนียะ แปลว่า พึงแสดงคืน เป็นช่ืออาบัติท่ีภิกษุณีผู้ล่วงละเมิด
พึงแสดงคืน (วิ.อ. ๓/๓๓๙/๔๘๕) เป็นลหุกาบัติคืออาบัติเบา เป็นสเตกิจฉา คือ ยังแก้ไขได้
และเป็นสาวเสสาบตั ิ คอื อาบตั ทิ ่มี ีสว่ นเหลอื
ปาฏิเทสนียะของภิกษุณี เป็นอสาธารณบัญญัติ มี ๘ สิกขาบท พระผู้มีพระภาคทรง
ปรารภภิกษุณีสงฆ์บัญญัติไว้ในเม่ือเกิดเรื่องที่ไม่ดีงามข้ึนในสงฆ์ ปรับอาบัติปาฏิเทสนียะแก่
ภิกษณุ ผี ้กู ระท�ำอนั เปน็ การลว่ งละเมิดตอ่ ไปน้ี
๑. ภิกษุณีไมเ่ ป็นไข้ ฉนั เนยใสท่ตี ัวเองขอมา
๒. ภิกษณุ ไี ม่เป็นไข้ ฉันน้�ำมันท่ีตัวเองขอมา
๓. ภิกษุณีไม่เป็นไข้ ฉนั นำ้� ผึง้ ทีต่ วั เองขอมา
๔. ภิกษณุ ไี ม่เปน็ ไข้ ฉนั น�้ำออ้ ยทต่ี วั เองขอมา
๕. ภิกษุณไี มเ่ ป็นไข้ ฉันปลาที่ตัวเองขอมา
๖. ภกิ ษุณไี มเ่ ปน็ ไข้ ฉันเนอ้ื ทต่ี วั เองขอมา
๗. ภกิ ษุณไี มเ่ ปน็ ไข้ ฉันนมสดที่ตวั เองขอมา
๘. ภิกษณุ ีไมเ่ ปน็ ไข้ ฉนั นมส้มท่ีตัวเองขอมา
ภิกษณุ เี หลา่ นีต้ อ้ งอาบัตปิ าฏเิ ทสนยี ะ
๖. เสขิยกณั ฑ์ ตอนว่าด้วยเสขยิ ะ ๗๕ สิกขาบท
ค�ำว่า เสขยิ ะ แปลว่า ข้อท่คี วรส�ำเหนียกหรือควรเอาใจใส่ศกึ ษา เปน็ ช่อื สกิ ขาบทที่วา่
ด้วยเรื่องกิริยามารยาท การวางกิริยาท่าทางของภิกษุณี ไม่ได้เป็นชื่ออาบัติ ภิกษุณีไม่ปฏิบัติ
ตามบทบัญญัติแห่งเสขิยะ ตอ้ งอาบตั ทิ ุกกฏทกุ สกิ ขาบท
เสขยิ กณั ฑ์ แบ่งเปน็ ๗ วรรค คือ
๑. ปรมิ ัณฑลวรรค หมวดวา่ ดว้ ยการนุง่ หุ่มให้เรยี บร้อย ๑๐ สิกขาบท
๒. อุชชคั ฆิกวรรค หมวดวา่ ดว้ ยการหัวเราะ ๑๐ สกิ ขาบท
๓. ขัมภกตกวรรค หมวดวา่ ดว้ ยการเทา้ สะเอว ๑๐ สิกขาบท
๔. สกั กจั จวรรค หมวดวา่ ดว้ ยความเออื้ เฟ้อื ๑๐ สกิ ขาบท
๕. กพฬวรรค หมวดวา่ ด้วยค�ำข้าว ๑๐ สิกขาบท
๖. สรุ ุสรุ วุ รรค หมวดว่าดว้ ยการฉันดังซดู้ ๆ ๑๐ สิกขาบท
๗. ปาทกุ วรรค หมวดว่าดว้ ยเขียงเท้า ๑๐ สกิ ขาบท