The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระวินัยปิฎก เล่ม 1-8 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-24 04:56:11

พระวินัยปิฎก เล่ม 1-8 ebook

พระวินัยปิฎก เล่ม 1-8 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Keywords: พระวินัยปิฎก เล่ม 1-8 ebook

170 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระวินัยปิฎก

๙. ไม่พึงยนิ ดีการทปี่ กตตั ตภกิ ษุต้ังกระเบ้ืองเชด็ เทา้
๑๐. ไมพ่ ึงยินดีการท่ีปกตัตตภิกษรุ ับบาตรและจีวร
๑๑. ไม่พึงยนิ ดกี ารที่ปกตตั ตภิกษุถูหลงั ให้ในคราวอาบน้�ำ
ภิกษุผอู้ ยู่ปรวิ าส ผคู้ วรแกก่ ารชกั เข้าอาบตั ิเดมิ ผปู้ ระพฤติมานัต และผูค้ วรแก่อัพภาน
รูปใดยินดี ถือเปน็ การฝ่าฝนื ข้อหา้ ม ตอ้ งอาบตั ทิ ุกกฏ

๓. สมจุ จยขันธกะ ตอนว่าดว้ ยประมวลวธิ ีการออกจากอาบัติสงั ฆาทิเสส

เน้ือหาแห่ง “สมุจจยขันธกะ” เป็นค�ำอธิบายเร่ืองการอยู่กรรมเพิ่มเติมจากปาริวาสิก
ขันธกะ มีลักษณะเหมือนสิกขาบทวิภังค์แห่งปาริวาสิกขันธกะ มีสาระส�ำคัญ ท่ีว่าด้วยวิธีการ
ออกจากอาบัติสังฆาทิเสสอย่างพิสดาร โดยแสดงตัวอย่างการออกจากอาบัติสังฆาทิเสสท่ีต้อง
เพราะท�ำนำ�้ อสจุ ใิ หเ้ คลื่อน ประเดน็ ส�ำคัญมี ๑๑ หวั ขอ้ คือ

๓.๑ สกุ กวสิ ฏั ฐิ วา่ ด้วยวิธีการออกจากอาบัติ ทีต่ ้องเพราะท�ำน�้ำอสจุ ิใหเ้ คลื่อน
ค�ำวา่ “สกุ กวสิ ฏั ฐ”ิ แปลวา่ ท�ำนำ้� อสจุ ใิ หเ้ คลอ่ื น เนอ้ื หาในหวั ขอ้ ท่ี ๑ นวี้ า่ ดว้ ยระเบยี บ
ปฏบิ ตั เิ กีย่ วกบั การออกจากอาบตั สิ งั ฆาทิเสสทตี่ อ้ งเพราะท�ำน้ำ� อสจุ ใิ ห้เคลื่อน แบง่ เปน็ ๒ กรณี

กรณีท่ี ๑ นแ้ี บ่งเปน็ ๒ ขัน้ ตอน คอื
๑. อัปปฏจิ ฉันนมานตั
ค�ำวา่ “อปั ปฏิจฉนั นมานัต” แปลวา่ มานตั เพ่ืออาบัติที่ไมไ่ ด้ปดิ ไวแ้ ละกรรมวาจา ภกิ ษุ
ผู้ตอ้ งอาบัตสิ งั ฆาทิเสสแล้วไมไ่ ด้ปดิ ไว้ ต้องประพฤติมานัตเป็นเวลา ๖ ราตรี
ตัวอย่างการขอมานตั เพอ่ื อาบตั ิสังฆาทเิ สส ๑ ตัว ทตี่ ้องเพราะท�ำน�ำ้ อสุจิให้เคลื่อน
ไมไ่ ด้ปิดไว้
: กรณีของทา่ นพระอทุ ายี
ท่านอุทายีผู้ต้องอาบัติเข้าไปหาสงฆ์ ห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง กราบเท้าภิกษุ
ผูแ้ กพ่ รรษา น่ังกระโหย่ง ประนมมือกลา่ วค�ำขอมานัต ๓ ครงั้ ว่า
“ท่านผูเ้ จรญิ กระผมต้องอาบตั ิ ๑ ตวั ชื่อสัญเจตนกิ าสกุ กวิสัฏฐิ ไมไ่ ดป้ ิดไว้ ท่านผเู้ จริญ
กระผมนนั้ ขอมานตั ๖ ราตรเี พอ่ื อาบัติ ๑ ตวั ชื่อสัญเจตนกิ าสกุ กวิสัฏฐิ ทไ่ี ม่ไดป้ ิดไว้กบั สงฆ์”
เมื่อกลา่ วครบ ๓ คร้งั แล้ว
ภิกษุผู้ฉลาดสามารถ ประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา โดยต้ังญัตติ
๑ คร้ังว่า

เลม่ ที่ ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๖ 171

“ทา่ นผเู้ จริญ ขอสงฆจ์ งฟังขา้ พเจ้า ภกิ ษอุ ุทายีน้ีตอ้ งอาบัติ ๑ ตัวชอื่ สญั เจตนิกาสกุ ก-
วสิ ัฏฐิ ไมไ่ ด้ปิดไว้ ภิกษอุ ุทายนี ้นั ขอมานตั ๖ ราตรเี พอ่ื อาบัติ ๑ ตัวชื่อ สญั เจตนกิ าสกุ กวิสัฏฐิ
ไม่ได้ปดิ ไวก้ ับสงฆ์ ถ้าสงฆพ์ ร้อมกันแล้ว พึงใหม้ านตั ๖ ราตรี เพือ่ อาบัติ ๑ ตวั ชื่อสัญเจต-
นกิ าสกุ กวสิ ฏั ฐิ ไมไ่ ด้ปดิ ไวแ้ กภ่ ิกษอุ ุทายี น่เี ปน็ ญัตติ”

ตอ่ จากน้นั กส็ วดกรรมวาจา ๓ คร้งั ว่า
“ท่านผเู้ จริญ ขอสงฆจ์ งฟังข้าพเจา้ ภกิ ษอุ ุทายีนตี้ ้องอาบตั ิ ๑ ตัวชือ่ สัญเจตนิกาสุกก-
วิสัฏฐิ ไมไ่ ด้ปดิ ไว้ ภกิ ษอุ ทุ ายีนนั้ ขอมานัต ๖ ราตรเี พ่อื อาบัติ ๑ ตวั ชอื่ สัญเจตนิกาสุกกวัฏฐิ
ไม่ได้ปิดไว้กับสงฆ์ สงฆ์ได้ให้มานัต ๖ ราตรีเพื่ออาบัติ ๑ ตัวช่ือสัญเจตนิกาสุกกวิสัฏฐิ
ไม่ได้ปิดไว้แก่ภิกษุอุทายีแล้ว ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการให้มานัต ๖ ราตรีเพ่ืออาบัติ ๑ ตัว
ชื่อสัญเจตนิกาสุกกวิสัฏฐิไม่ได้ปิดไว้แก่ภิกษุอุทายี ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย
ท่านรูปน้นั พึงทกั ท้วง”

๒. อัปปฏจิ ฉันนอพั ภาน
ค�ำว่า “อัปปฏิจฉันนอัพภาน” แปลว่า อัพภานส�ำหรับอาบัติท่ีไม่ได้ปิดไว้ หลังจาก
ประพฤติมานัตครบ ๖ ราตรีแล้ว ต่อจากน้ัน ภิกษุพึงขออัพภานต่อสงฆ์ คือขอให้สงฆ์เรียก
เข้าหมู่

ตวั อยา่ งการขออพั ภานเพอื่ อาบตั สิ งั ฆาทเิ สส ๑ ตวั ทต่ี อ้ งเพราะท�ำนำ�้ อสจุ ใิ หเ้ คลอื่ น
ไม่ได้ปิดไว้
: กรณีของทา่ นพระอทุ ายี
ภิกษุอุทายีต้องอาบัติเข้าไปหาสงฆ์ ห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหน่ึง กราบเท้าภิกษุ
ผู้แกพ่ รรษา นง่ั กระโหยง่ ประนมมือกลา่ วค�ำขออัพภาน ๓ คร้งั ว่า
“ทา่ นผู้เจรญิ กระผมตอ้ งอาบัติ ๑ ตวั ชอื่ สญั เจตนกิ าสุกกวิสัฏฐิ ไมไ่ ด้ปิดไว้ กระผมนัน้
ขอมานตั ๖ ราตรเี พอื่ อาบตั ิ ๑ ตวั ชอ่ื สญั เจตนกิ าสกุ กวสิ ฏั ฐทิ ไ่ี มไ่ ดป้ ดิ ไว้ กบั สงฆ์ สงฆไ์ ดใ้ หม้ านตั
๖ ราตรีเพอ่ื อาบัติ ๑ ตวั ชือ่ สัญเจตนิกาสกุ กวิสฏั ฐิไมไ่ ด้ ปิดไวแ้ ก่กระผม กระผมนน้ั ประพฤติ
มานตั แล้วจึงขออพั ภานตอ่ สงฆ”์ เมื่อกล่าวครบ ๓ ครั้งแล้ว
ภกิ ษผุ ฉู้ ลาดสามารถ ประกาศใหส้ งฆท์ ราบดว้ ยญตั ตจิ ตตุ ถกรรมวาจา โดยต้ังญัตติ ๑
ครั้งว่า
“ทา่ นผ้เู จริญ ขอสงฆ์จงฟงั ขา้ พเจ้า ภกิ ษุอุทายนี ต้ี อ้ งอาบตั ิ ๑ ตวั ชื่อ สัญเจตนกิ าสกุ ก-
วสิ ฏั ฐิ ไม่ได้ปดิ ไว้ ภิกษอุ ุทายีน้ันขอมานตั ๖ ราตรเี พ่ืออาบตั ิ ๑ ตัว ช่อื สญั เจตนิกาสกุ กวสิ ฏั ฐิ
ไม่ได้ปิดไว้กับสงฆ์ สงฆไ์ ด้ให้มานัต ๖ ราตรเี พือ่ อาบัติ ๑ ตวั ชอื่ สญั เจตนกิ าสกุ กวสิ ฏั ฐไิ ม่ได้ปิด

172 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระวินยั ปฎิ ก

ไว้แกภ่ ิกษุอุทายี ภกิ ษุอทุ ายีนั้นได้ประพฤตมิ านัต แล้วขออพั ภานกับสงฆ์ ถา้ สงฆพ์ ร้อมกนั แล้ว
พึงอัพภานภกิ ษุอทุ ายนี ี้ นี่เปน็ ญตั ต”ิ
ต่อจากนนั้ ก็สวดกรรมวาจา ๓ ครงั้ วา่
“ทา่ นผูเ้ จรญิ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภกิ ษุอทุ ายนี ้ตี ้องอาบตั ิ ๑ ตัวชอ่ื สัญเจตนกิ าสุกก-
วสิ ฏั ฐิ ไม่ได้ปดิ ไว้ ภกิ ษอุ ุทายีน้ันขอมานตั ๖ ราตรเี พอื่ อาบตั ิ ๑ ตัว ชื่อสัญเจตนิกาสกุ กวฏั ฐิ
ไม่ได้ปิดไว้กับสงฆ์ สงฆ์ได้ให้มานัต ๖ ราตรีเพ่ืออาบัติ ๑ ตัวช่ือสัญเจตนิกาสุกกวิสัฏฐิ ไม่ได้
ปิดไว้แก่ภิกษุอุทายี ภิกษุอุทายีน้ันประพฤติมานัต แล้วขออัพภานกับสงฆ์ สงฆ์อัพภานภิกษุ
อุทายี ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการอัพภาน ภิกษุอุทายี ท่านรูปนั้นพึงน่ิง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย
ทา่ นรูปน้ันพงึ ทักท้วง” ฯลฯ
กรณที ี่ ๒ น้ีแบง่ เป็น ๓ ข้นั ตอน คือ

๑. ปฏิจฉนั นปริวาส
ค�ำว่า “ปฏิจฉันนปริวาส” แปลว่า ปริวาสส�ำหรับอาบัติที่ปิดไว้ ภิกษุผู้ต้องอาบัติ
สังฆาทิเสสแลว้ ปดิ ไว้ ต้องอยู่ปรวิ าสตามจ�ำนวนวนั ทีป่ ิดอาบัตไิ ว้
ในจูฬวรรค ภาค ๑ นีแ้ สดงตวั อยา่ งปรวิ าสกรรมไว้ ๓ ประเภท คอื

๑. เอกาหปฏจิ ฉนั นปริวาส วา่ ดว้ ยปรวิ าสส�ำหรับอาบตั ิทป่ี ิดไว้วันเดยี ว
๒. ปญั จาหปฏจิ ฉนั นปรวิ าส ว่าดว้ ยปรวิ าสส�ำหรับอาบตั ทิ ปี่ ดิ ไว้ ๕ วัน
๓. ปักขปฏจิ ฉนั นปรวิ าส วา่ ด้วยปริวาสส�ำหรบั อาบตั ทิ ีป่ ิดไว้ ๑ ปกั ษ์ (๑๕ วนั )
๒. ปฏิจฉนั นมานัต
ค�ำว่า “ปฏิจฉันนมานัต” แปลว่า มานัตส�ำหรับอาบัติที่ปิดไว้ ภิกษุผู้อยู่ปริวาส
ครบตามจ�ำนวนวนั ท่ีปิดอาบตั ิไวแ้ ลว้ ต้องประพฤติมานัต ๖ ราตรี โดยสอดคล้องกับประเภท
แห่งปรวิ าสกรรม
๓. ปฏิจฉนั นอพั ภาน
ค�ำว่า “ปฏิจฉันนอัพภาน” แปลว่า อัพภานส�ำหรับอาบัติที่ปิดไว้ ภิกษุผู้อยู่ปริวาส
ครบตามจ�ำนวนวันที่ปิดอาบัติไว้แล้ว ประพฤติมานัตครบ ๖ ราตรีแล้ว ขออัพภานต่อ
สงฆ์ ๒๐ รูป (วสี ตวิ รรค) โดยสอดคลอ้ งกับประเภทปริวาสกรรม
ขั้นตอนทีอ่ าจเพ่ิมข้นึ อกี ๔ ประการ คอื
๑. ปาริวาสิกมูลายปฏิกัสสนา ว่าด้วยการชักภิกษุผู้อยู่ปริวาสเข้าหาอาบัติเดิม
ในกรณีที่ภกิ ษุนัน้ ตอ้ งอาบัตสิ งั ฆาทิเสสเพมิ่ ขนึ้ มาอกี ขณะก�ำลงั อยูป่ รวิ าส
๒. มานตั ตารหมลู ายปฏกิ สั สนา วา่ ดว้ ยการชกั ภกิ ษผุ คู้ วรแกม่ านตั เขา้ หาอาบตั เิ ดมิ ใน
กรณที ภ่ี กิ ษนุ นั้ อยปู่ รวิ าสครบก�ำหนดแลว้ แตใ่ นระหวา่ งนน้ั ไดต้ อ้ งอาบตั สิ งั ฆาทเิ สสเพม่ิ ขนึ้ มาอกี

เลม่ ที่ ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๖ 173

๓. มานัตตจาริกมูลายปฏิกัสสนา ว่าด้วยการชักภิกษุผู้ประพฤติมานัตเข้าหา
อาบัติเดมิ ในกรณที ภี่ กิ ษุนน้ั ต้องอาบัติสังฆาทิเสสเพมิ่ ขน้ึ มาอีกขณะก�ำลงั ประพฤตมิ านตั

๔. อัพภานารหมูลายปฏิกัสสนา ว่าด้วยการชักภิกษุผู้ควรแก่อัพภานเข้าหา
อาบัติเดิม ในกรณีที่ภิกษุนั้นประพฤติมานัตครบ ๖ ราตรีแล้ว เป็นผู้ควรแก่อัพภาน แต่ใน
ระหว่างนัน้ ไดต้ ้องอาบัติสังฆาทเิ สสเพิม่ ขน้ึ มาอีก

๓.๒ ปริวาส ว่าดว้ ยการอยชู่ ดใช้
เนื้อหาแห่งจูฬวรรค ภาค ๑ ตอนท่ีว่าด้วยปริวาสน้ี เป็นการให้รายละเอียดเกี่ยวกับ
วธิ กี ารขอปรวิ าส การอยปู่ รวิ าส และประเภทแหง่ ปรวิ าสโดยรวม ประเดน็ ส�ำคญั มี ๕ หวั ขอ้ ดงั น้ี

๑. อคั ฆสโมธานปรวิ าส วา่ ดว้ ยปรวิ าสประมวลเขา้ ดว้ ยกนั โดยคา่ แหง่ อาบตั แิ ละกรรม
วาจา เชน่ ในกรณที ภ่ี กิ ษตุ ้องอาบตั สิ งั ฆาทิเสส ๑ ตัว ปดิ ไว้หลายคราว คือ อาบัติ ๑ ตัว ปดิ ไว้
๑ วัน อาบัติ ๑ ตวั ปดิ ไว้ ๒ วนั อาบตั ิ ๑ ตัว ปิดไว้ ๓ วัน อาบตั ิ ๑ ตวั ปิดไว้ ๔ วนั อาบัติ ๑ ตัว
ปดิ ไว้ ๕ วนั อาบัติ ๑ ตวั ปิดไว้ ๖ วัน อาบัติ ๑ ตัว ปิดไว้ ๘ วัน อาบตั ิ ๑ ตัว ปิดไว้ ๗ วนั
อาบัติ ๑ ตวั ปิดไว้ ๙ วัน อาบัติ ๑ ตวั ปิดไว้ ๑๐ วัน

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นน้ัน บรรดาอาบัติเหล่านั้น อาบัติใด
ปิดไว้ ๑๐ วัน สงฆ์จงให้อัคฆสโมธานปริวาสเพ่ืออาบัติน้ัน แก่ภิกษุนั้น” ปกปิดอาบัติไว้รวม
๕๕ วัน แตใ่ หป้ รวิ าสเพียง ๑๐ วัน (ดู วชิร.ฏกี า ๑๐๒/๖๕๗)

๒. สัพพจิรปฏิจฉันนอัคฆสโมธาน ว่าด้วยปริวาสประมวลเข้าด้วยกันโดยค่าแห่ง
อาบัติท่ีปิดไว้นานกว่าอาบัติท้ังหมด เช่น ในกรณีที่ภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว ปิดไว้เป็น
จ�ำนวนวันเท่ากับจ�ำนวนอาบตั ทิ ตี่ อ้ งคอื อาบตั ิ ๑ ตัว ปดิ ไว้ ๑ วนั อาบัติ ๒ ตวั ปดิ ไว้ ๒ วัน
อาบัติ ๓ ตัว ปิดไว้ ๓ วนั อาบตั ิ ๔ ตัว ปิดไว้ ๔ วนั อาบตั ิ ๕ ตวั ปดิ ไว้ ๕ วนั อาบัติ ๖ ตัว
ปดิ ไว้ ๖ วัน อาบตั ิ ๗ ตวั ปิดไว้ ๗ วนั อาบตั ิ ๘ ตวั ปดิ ไว้ ๘ วนั อาบตั ิ ๙ ตัว ปดิ ไว้ ๙ วนั
อาบตั ิ ๑๐ ตวั ปดิ ไว้ ๑๐ วนั

พระผมู้ ีพระภาคตรสั เป็นแนวทางไวว้ ่า “บรรดาอาบตั เิ หล่านน้ั อาบัติใดปิดไวน้ านกวา่
อาบัตทิ ัง้ หมด สงฆ์จงให้อคั ฆสโมธานปรวิ าสเพ่ืออาบัตินัน้ แกภ่ กิ ษนุ ้ัน” ต่างจากอัคคฆสโมธาน
ทต่ี ้องอาบัติหลายเร่ือง เหมือนกนั ตรงท่ีให้ปริวาสอาบัตติ ัวทป่ี ดิ ไวน้ านกวา่

๓. เทฺวมาสปริวาส ว่าด้วยปรวิ าสส�ำหรบั อาบัติ ๒ ตวั ปดิ ไว้ ๒ เดอื น ภิกษุตอ้ งอาบตั ิ
สังฆาทิเสส ๒ ตัว ปิดไว้ ๒ เดือน แต่เวลาขอปริวาสต่อสงฆ์ ภิกษุน้ัน ขอเพ่ืออาบัติ ๑ ตัว
พระผู้มีพระภาคตรัสเป็นแนวทางไว้ว่า “ภิกษุท้ังหลาย ถ้าเช่นนั้น สงฆ์จงให้ปริวาส ๒ เดือน
เพ่อื อาบัตแิ ม้นอกนี้ ทป่ี ดิ ไว้ ๒ เดอื น แกภ่ ิกษุนน้ั ”

174 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระวินัยปฎิ ก

๔. เทฺวมาสปริวสิตัพพวิธิ วิธีอยู่ปริวาส ๒ เดือนเพื่ออาบัติท่ีปิดไว้ ๒ เดือน ภิกษุ
ต้องอาบตั สิ งั ฆาทิเสส ๒ ตวั ปิดไว้ ๒ เดอื น ภกิ ษนุ ้ันต้องอยปู่ รวิ าส เพอื่ อาบัติ ๒ ตวั เปน็ เวลา
๒ เดือน ถ้าภิกษุนั้นขอปริวาสเพ่ืออาบัติตัวเดียว เป็นเวลา ๒ เดือน ถือเป็นการอยู่ปริวาส
เพื่ออาบัติ ๑ ตัวเทา่ นัน้ หรอื ถ้าภกิ ษุนัน้ ขอปริวาสเพอ่ื อาบัติ ๒ ตวั เปน็ เวลา ๑ เดือน กถ็ ือเปน็
การอยปู่ รวิ าสเพยี ง ๑ เดอื นซงึ่ ไมถ่ กู ตอ้ ง

การให้ปรวิ าสทช่ี อบธรรม ๓ อย่าง คอื
๑. การให้ปริวาสเพ่ืออาบัติทร่ี ู้ แตป่ ดิ ไว้
๒. การให้ปริวาสเพือ่ อาบัตทิ ี่ระลกึ ได้ แต่ปิดไว้
๓. การให้ปรวิ าสเพ่อื อาบตั ิท่ีแน่ใจ แตป่ ิดไว้
การให้ปรวิ าสทไี่ มช่ อบธรรม ๓ อยา่ ง คอื
๑. การใหป้ ริวาสเพอ่ื อาบตั ทิ ีไ่ มร่ ู้ ปิดไว้
๒. การให้ปริวาสเพื่ออาบัตทิ ีร่ ะลกึ ไมไ่ ด้ ปิดไว้
๓. การใหป้ ริวาสเพอ่ื อาบัติทไ่ี มแ่ น่ใจ ปดิ ไว้
๔. สุทธันตปริวาส ปริวาสส�ำหรับอาบัติหลายตัว ปิดไว้หลายคราว ภิกษุต้องอาบัติ
สงั ฆาทเิ สสหลายตัว ไม่รูท้ ีส่ ุดอาบัติ ไมร่ ทู้ สี่ ุดราตรี ระลกึ ท่ีสุดอาบัตไิ มไ่ ดร้ ะลกึ ทสี่ ดุ ราตรไี มไ่ ด้
ไม่แน่ใจในท่ีสุดอาบัติและท่ีสุดราตรีท่ีปิดไว้ พระผู้มีพระภาคตรัสเป็นแนวทางไว้ว่า “สงฆ์จง
ใหส้ ทุ ธันตปริวาส เพือ่ อาบตั ิเหล่านั้น แก่ภกิ ษนุ ัน้ ”

สรปุ หลักการทั่วไปเกีย่ วกบั ปริวาส
ปริวาส ๔ ประเภท (ว.ิ อ. ๓/๗๔/๒๕๖)
๑. อปั ปฏิจฉนั นปรวิ าส คอื บุคคลที่เคยเป็นนักบวชในลทั ธิอน่ื (อญั เดยี รถีย)์ หวงั ทจ่ี ะ
บรรพชาอปุ สมบทในพระพทุ ธศาสนา ตอ้ งอยปู่ รวิ าสเปน็ เวลา ๔ เดอื นหรอื จนกวา่ สงฆจ์ ะพอใจ
ปรวิ าสน้ีเรยี กอกี อย่างหนง่ึ วา่ “ตติ ถิยปริวาส”
๒. ปฏิจฉันนปริวาส ปริวาสเพื่ออาบัติที่ปิดไว้จ�ำนวนเดียว ซึ่งนับวันได้ เช่น อาบัติ
ตัวเดยี ว ปดิ ไว้ ๕ วัน
๓. สโมธานปริวาส ปริวาสประมวลอาบัติเข้าด้วยกัน คือ ปริวาสที่ภิกษุผู้ต้องอาบัติ
สังฆาทิเสสต่างคราว มีจ�ำนวนวันปิดต่างกันบ้าง ไม่ต่างกันบ้าง ประสงค์จะบริสุทธ์ิจากอาบัติ
ตอ้ งอย่ปู ริวาสโดยประมวลอาบัติและราตรเี ขา้ ด้วยกัน สโมธานปรวิ าส มี ๓ ประการ คือ
๑. โอธานสโมธาน ปริวาสเพื่ออาบัติมากกว่าหน่ึง แต่ปิดไว้นานเท่ากัน เช่น
ต้องอาบตั ิ ๒ คราว ปดิ ไวค้ ราวละ ๕ วนั ประมวลเขา้ ดว้ ยกัน อยปู่ ริวาส ๕ วัน

เลม่ ที่ ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๖ 175

๒. อัคฆสโมธาน ปริวาสเพื่ออาบัติมากกว่าหน่ึง และปิดไว้นานไม่เท่ากัน เช่น
ต้องอาบัติ ๓ คราว ปิดไว้ ๓ วันบ้าง ๕ วันบ้าง ๗ วันบ้าง ประมวลเข้าด้วยกัน อยู่ปริวาส
เท่าจ�ำนวนวันทม่ี ากที่สดุ คอื ๗ วัน

๓. มิสสกสโมธาน ปรวิ าสเพอ่ื อาบตั ทิ ม่ี ีวัตถตุ า่ งกนั เชน่ อาบัตเิ พราะ ถูกต้องกาย
กับมาตุคามกม็ ี อาบตั ิเพราะชักสอ่ื กม็ ี มีวนั ปดิ เทา่ กนั บา้ ง ไมเ่ ทา่ กันบา้ ง ประมวลเข้าดว้ ยกัน
อยปู่ ริวาสรวมคราวเดียว

๔. สุทธันตปริวาส ปริวาสที่ภิกษุอยู่ไปจนกว่าจะเห็นว่าตนบริสุทธิ์แล้ว คือภิกษุต้อง
อาบัติสังฆาทิเสสแล้วปิดไว้หลายคราวจนจ�ำจ�ำนวนอาบัติและจ�ำนวนวันท่ีปิดไว้ไม่ได้ หรือ
จ�ำได้เพียงบางจ�ำนวน ท่านให้ขอปริวาสประมวลจ�ำนวนอาบัติและ จ�ำนวนวันที่ปิดไว้
เข้าด้วยกนั แล้วอยูป่ รวิ าสไปจนกว่าจะเห็นวา่ บริสทุ ธ์ิ (วิ.อ. ๓/๑๒๐/๒๗๙-๒๘๐)

ตวั อยา่ งการขอและการให้สทุ ธนั ตปรวิ าส
ภิกษุผู้ประสงค์จะบริสุทธ์ิจากอาบัติพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหน่ึง
กราบเท้าภิกษผุ แู้ กพ่ รรษา น่งั กระโหยง่ ประนมมอื กลา่ วค�ำขอปรวิ าส ๓ ครงั้ ว่า
“ท่านผู้เจริญ กระผมต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว คือ กระผมไม่รู้ที่สุดอาบัติ ไม่รู้
ท่ีสุดราตรี ระลึกที่สุดอาบัติไม่ได้ ระลึกท่ีสุดราตรีไม่ได้ ไม่แน่ใจในท่ีสุดอาบัติ ไม่แน่ใจใน
ทีส่ ุดราตรี ท่านผูเ้ จรญิ กระผมนัน้ ขอสทุ ธนั ตปริวาส เพอื่ อาบตั เิ หลา่ น้นั กบั สงฆ”์
ต่อจากน้ัน ภิกษุผู้ฉลาดสามารถประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา
โดยตง้ั ญตั ติ ๑ คร้ังวา่
“ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุชื่อน้ีรูปนี้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว คือ
ภิกษุนนั้ ไม่รทู้ สี่ ุดอาบัติ ไมร่ ูท้ ี่สดุ ราตรี ระลึกท่สี ุดอาบัติไม่ได้ ระลกึ ท่ีสดุ ราตรไี มไ่ ด้ ไมแ่ นใ่ จใน
ที่สดุ อาบตั ิ ไมแ่ น่ใจในทีส่ ุดราตรี ภกิ ษุนั้นขอสุทธนั ตปรวิ าสเพ่อื อาบัติ เหลา่ นัน้ กบั สงฆ์ ถ้าสงฆ์
พรอ้ มกนั แลว้ สงฆพ์ งึ ใหส้ ทุ ธนั ตปรวิ าส เพอ่ื อาบตั เิ หลา่ นน้ั แกภ่ กิ ษชุ อื่ นี้ นเ่ี ปน็ ญตั ต”ิ ตอ่ จากนน้ั
จึงสวดกรรมวาจา ๓ คร้งั วา่
“ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุชื่อนี้รูปนี้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว คือ
ภิกษุนัน้ ไม่ร้ทู ่ีสุดอาบตั ิ ไมร่ ู้ทสี่ ดุ ราตรี ระลกึ ทส่ี ุดอาบัตไิ ม่ได้ ระลกึ ที่สดุ ราตรี ไม่ได้ ไม่แนใ่ จใน
ที่สุดอาบัติ ไม่แนใ่ จในทส่ี ดุ ราตรี ภิกษนุ น้ั ขอสทุ ธันตปริวาสเพอื่ อาบตั ิ เหล่าน้ันกบั สงฆ์ สงฆพ์ ึง
ใหส้ ทุ ธันตปรวิ าส เพ่ืออาบัตเิ หลา่ นัน้ แกภ่ กิ ษชุ อ่ื น้ี ท่านรูปใดเหน็ ด้วยกับการใหส้ ทุ ธนั ตปรวิ าส
เพอ่ื อาบัติเหล่านั้นแกภ่ ิกษชุ อื่ นี้ ท่านรูปน้นั พงึ น่ิง ท่านรปู ใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนัน้ พงึ ทกั ท้วง”
ฯลฯ

176 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระวนิ ัยปฎิ ก

สทุ ธนั ตปริวาส มี ๒ ประการ คือ
๑. จูฬสุทธันตปริวาส สุทธันตปริวาสอย่างเล็ก คือ ปริวาสท่ีภิกษุผู้ต้องอาบัติ
สังฆาทิเสสหลายคราว จ�ำนวนอาบัติและวันที่ปดิ ไดบ้ า้ ง อย่ปู ริวาสไปจนกวา่ จะเหน็ ว่าบริสทุ ธิ์
๒. มหาสุทธันตปริวาส สุทธันตปริวาสอย่างใหญ่ คือ ปริวาสท่ีภิกษุผู้ต้องอาบัติ
สังฆาทิเสสหลายคราว จนจ�ำนวนอาบัติและวันท่ีปิดไม่ได้เลย อยู่ปริวาสไปจนกว่าจะเห็นว่า
บรสิ ทุ ธ์ิ โดยแบ่งเวลากะเอาเป็น ๒ ช่วง คือ (๑) ตงั้ แตบ่ วชถงึ เวลาช่วงใดชว่ งหนึ่งที่ไม่เคยตอ้ ง
อาบตั ิเลย (๒) นบั จากปัจจบุ ันย้อนกลบั ไปถึงเวลาชว่ งใดช่วงหน่งึ ท่ีไมเ่ คยต้องอาบัติเลย

๓.๓ จตั ตาฬสี กะ วา่ ดว้ ยกรณตี ัวอย่าง ๔๐ กรณี
ในกรณีท่ีภิกษุผู้อยู่ปริวาสไม่ครบก�ำหนด เพราะสาเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง มีมาตรการ
ส�ำหรับแก้ปัญหาแต่ละอย่าง พอสรปุ ไดด้ ังน้ี

๑. ภิกษุก�ำลังอยู่ปริวาสสึกไป กลับมาบวชเป็นสามเณร เกิดวิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน
กระสับกระส่ายเพราะเวทนา หรือถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ
ไมท่ �ำคืนอาบตั ิ หรอื ไมส่ ละทฏิ ฐบิ าป

ในกรณีเหล่าน้ี ถ้าเธอกลับสู่สภาพปกติดังเดิม ปริวาสที่ให้แล้วเป็นอันให้ดีแล้ว
ปริวาสทอ่ี ยูแ่ ล้วกเ็ ปน็ อันอยดู่ แี ล้ว พงึ อยูป่ ริวาสท่ีเหลือต่อไป

๒. ภิกษุผู้ควรแก่การชักเข้าหาอาบัติเดิม สึกไป กลับมาบวชเป็นสามเณร เกิด
วิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน กระสับกระส่ายเพราะเวทนา หรือถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม เพราะ
ไม่เหน็ วา่ เปน็ อาบตั ิ ไมท่ �ำคืนอาบตั ิ หรือไม่สละทิฏฐบิ าป

ในกรณีเหล่านี้ ถ้าเธอกลับสู่สภาพปกติดังเดิม พึงให้ปริวาสเดิมนั่นแหละแก่เธอ
ปรวิ าสทใ่ี หแ้ ลว้ เปน็ อนั ใหด้ แี ลว้ ปรวิ าสทอ่ี ยแู่ ลว้ กเ็ ปน็ อนั อยดู่ แี ลว้ สงฆพ์ งึ ชกั เธอเขา้ หาอาบตั เิ ดมิ

๓. ภิกษุผู้ควรแก่มานัต สึกไป กลับมาบวชเป็นสามเณร เกิดวิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน
กระสับกระส่ายเพราะเวทนา หรือถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ ไม่ท�ำ
คนื อาบัติ หรอื ไมส่ ละทฏิ ฐบิ าป

ในกรณีเหล่านี้ ถ้าเธอกลับสู่สภาพปกติดังเดิม พึงให้ปริวาสเดิมนั่นแหละแก่เธอ
ปริวาสท่ใี หแ้ ล้วเป็นอนั ให้ดแี ลว้ ปริวาสท่ีอยู่แล้วก็เป็นอนั อยูด่ แี ลว้ สงฆ์พึงให้มานัตแกเ่ ธอ

๔. ภิกษุก�ำลังประพฤติมานัต สึกไป กลับมาบวชเป็นสามเณร เกิดวิกลจริต มีจิต
ฟุง้ ซา่ น กระสบั กระส่ายเพราะเวทนา หรือถูกสงฆ์ลงอกุ เขปนยี กรรมเพราะไม่เห็นวา่ เป็นอาบตั ิ
ไม่ท�ำคืนอาบัติ หรอื ไม่สละทฏิ ฐิบาป

เล่มท่ี ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๖ 177

ในกรณีเหล่าน้ี ถ้าเธอกลับสู่สภาพปกติดังเดิม พึงให้ปริวาสเดิมน่ันแหละแก่เธอ
ปริวาสที่ให้แล้วเป็นอันให้ดีแล้ว ปริวาสที่อยู่แล้วก็เป็นอันอยู่ดีแล้ว มานัตท่ีให้แล้วเป็นอันให้
ดแี ล้ว มานัตท่ีประพฤติแล้วกเ็ ป็นอันประพฤตดิ แี ลว้ พงึ ประพฤติมานตั ท่เี หลอื ต่อไป

๕. ภิกษุผู้ควรแก่อัพภานสึกไป กลับมาบวชเป็นสามเณร เกิดวิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน
กระสับกระส่ายเพราะเวทนา หรือถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ
ไม่ท�ำคนื อาบัติ หรือไมส่ ละทฏิ ฐบิ าป
ในกรณีเหล่านี้ ถ้าเธอกลับสู่สภาพปกติดังเดิม พึงให้ปริวาสเดิมน่ันแหละแก่เธอ
ปริวาสท่ีให้แล้วเป็นอันให้ดีแล้ว ปริวาสท่ีอยู่แล้วก็เป็นอันอยู่ดีแล้ว มานัตที่ให้ แล้วเป็นอัน
ให้ดีแล้ว มานตั ที่ประพฤตแิ ลว้ ก็เป็นอันประพฤตดิ ีแลว้ สงฆพ์ งึ อพั ภานภิกษุนัน้

๓.๔ ฉัตติงสกะ วา่ ด้วยกรณีตัวอย่าง ๓๖ กรณี
ในกรณที ่ภี กิ ษผุ กู้ �ำลงั อยู่ปริวาส ต้องอาบตั ิสงั ฆาทิเสสหลายตัวในระหวา่ ง มีมาตรการ
ส�ำหรับแกป้ ัญหาแต่ละอยา่ ง พอสรปุ ไดด้ งั น้ี

๑. ภกิ ษุก�ำลงั อยู่ปริวาส ต้องอาบตั สิ งั ฆาทิเสสหลายตวั ในระหวา่ ง มีจ�ำนวนนับไดบ้ ้าง
นบั ไม่ได้บา้ ง ไม่ไดป้ ิดไว้ สงฆพ์ งึ ชักภกิ ษุน้นั เขา้ หาอาบตั ิเดมิ

๒. ภิกษุก�ำลงั อย่ปู ริวาส ตอ้ งอาบตั ิสงั ฆาทิเสสหลายตวั ในระหว่าง มจี �ำนวน นบั ได้บา้ ง
นับไม่ได้บ้าง ปิดไว้ สงฆ์พึงชักภิกษุน้ันเข้าหาอาบัติเดิม และพึงให้สโมธานปริวาสเพื่ออาบัติ
ตวั ก่อน

๓. ภิกษุก�ำลังอยู่ปริวาส ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัวในระหว่าง มีจ�ำนวนนับได้
ปิดไว้บ้าง ไม่ได้ปิดไว้บ้าง สงฆ์พึงชักภิกษุนั้นเข้าหาอาบัติเดิม และพึงให้สโมธานปริวาส
เพอ่ื อาบัตติ วั ก่อน

๔. ภิกษุก�ำลังอยู่ปริวาส ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัวในระหว่าง มีจ�ำนวนนับไม่ได้
ปิดไว้บ้าง ไม่ได้ปิดไว้บ้าง สงฆ์พึงชักเธอเข้าหาอาบัติเดิม และพึงให้สโมธานปริวาสเพ่ือ
อาบตั ติ วั กอ่ น
ในกรณีของภิกษุผู้ควรแก่มานัต ภิกษุผู้ประพฤติมานัต และภิกษุผู้ควรแก่อัพภาน
ก็มนี ัยเช่นเดียวกนั กับภกิ ษุผ้อู ยปู่ ริวาส

๓.๕ มานตั ตสตะ วา่ ดว้ ยกรณตี ัวอย่างการให้มานัต ๑๐๐ กรณี
ในกรณีท่ีภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว สึกไปแล้วมาอุปสมบทใหม่ มีมาตรการ
ส�ำหรับแก้ปัญหาแต่ละอย่าง พอสรุปความได้เปน็ ๒ ลักษณะ คอื

178 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระวนิ ัยปฎิ ก

๑. ให้มานัตโดยไม่ต้องอยู่ปริวาส ภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว ไม่ได้ปิดไว้
สึกไป กลบั มาอปุ สมบทใหม่กไ็ มไ่ ดป้ ดิ ไว้ สงฆพ์ ึงใหม้ านตั โดยไมต่ อ้ งให้ปริวาส

๒. ให้ปรวิ าสก่อนแล้วจึงให้มานัต แบ่งเปน็ ๓ ลกั ษณะ คอื
(๑) ภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว ไม่ได้ปิดไว้ สึกไปกลับมาอุปสมบทใหม่
ปดิ ไว้ สงฆ์พงึ ให้ปริวาสในกองอาบตั ิหลังตามท่ีปดิ ไว้แล้วจงึ ใหม้ านตั
(๒) ภิกษตุ ้องอาบตั สิ ังฆาทเิ สสหลายตวั ปดิ ไว้ สึกไป กลับมาอุปสมบทใหม่ ไม่ได้
ปิดไว้ สงฆพ์ งึ ใหป้ รวิ าสในกองอาบตั กิ อ่ นตามทปี่ ิดไว้แล้วจึงให้มานัต
(๓) ภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลาย บางตัวก็ปิด บางตัวก็ไม่ปิดไว้ สึกไป
กลับมาใหม่ ปิดไว้บ้าง ไม่ได้ปิดไว้บ้าง สงฆ์พึงให้ปริวาสในกองอาบัติท้ังก่อนและหลัง ตามท่ี
ปิดไว้แล้วจึงให้มานัต
ในกรณีท่ีภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกลับมาบวชเป็นสามเณร วิกลจริต มีจิต
ฟุ้งซ่านหรือกระสับกระส่ายเพราะเวทนา เมื่อเธอกลับสู่สภาพปกติดังเดิม มีมาตรการในการ
แก้ปัญหาเหมอื นกับกรณีของภกิ ษผุ ู้สึกไปแลว้ กลบั มาอปุ สมบทใหม่
๓.๖ สมลู ายสโมธานปรวิ าสจตสุ ตะ วา่ ดว้ ยสโมธานปรวิ าสกบั การชกั เขา้ หาอาบตั เิ ดมิ ๔๐๐ กรณี
ในกรณีที่ภิกษุก�ำลังอยู่ปริวาส ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว สึกไปแล้วกลับ
มาอปุ สมบทใหม่ มีมาตรการส�ำหรับแกป้ ญั หาแต่ละอยา่ ง พอสรปุ ความไดเ้ ป็น ๒ ลักษณะ คอื
๑. ภิกษุก�ำลังอยู่ปริวาส ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว ไม่ได้ปิดไว้ สึกไป กลับมา
อปุ สมบทใหม่กไ็ ม่ได้ปิดไว้ สงฆ์พงึ ชกั เข้าหาอาบตั เิ ดมิ
๒. ภิกษุก�ำลังอยู่ปริวาส ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว จะปิดไว้หรือไม่ได้ปิดไว้
กต็ าม สึกไป กลบั มาอปุ สมบทใหม่ จะปดิ ไวห้ รือไม่ไดป้ ดิ ไวก้ ต็ าม สงฆ์พึงชกั เข้าหาอาบตั เิ ดมิ
พึงให้สโมธานปริวาสเพื่ออาบัติตวั ก่อน บรรดาอาบตั ติ ามทีป่ ิดไว้
ในกรณีท่ีภิกษุผู้ก�ำลังอยู่ปริวาสต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกลับมาบวชเป็นสามเณร
วิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน หรือกระสับกระส่ายเพราะเวทนา เมื่อเธอกลับสู่สภาพปกติดังเดิม
มีมาตรการในการแกป้ ัญหาเหมือนกบั กรณขี องภกิ ษผุ ู้สึกไปแลว้ กลบั มาอุปสมบทใหม่
๓.๗ ปริมาณาทวิ ารอัฏฐกะ วา่ ด้วยวาระอาบตั มิ ีจ�ำนวนนับไดเ้ ปน็ ตน้ ๘ กรณี
ในกรณีท่ีภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว มีจ�ำนวนนับได้ มีจ�ำนวนนับไม่ได้
มีชื่ออย่างเดียวกัน มีช่ือต่าง ๆ กัน เป็นสภาคกัน ไม่เป็นสภาคกัน ก�ำหนดได้ ไม่ได้ปิดไว้
สกึ ไป ถา้ กลบั มาอปุ สมบทใหม่ สงฆ์พงึ ให้มานตั

เล่มที่ ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๖ 179

๓.๘ เทวฺ ภกิ ขุวารเอกาทสกะ วา่ ดว้ ยวาระการให้มานตั แก่ภิกษุ ๒ รูป ๑๑ กรณี
๑. ภิกษุ ๒ รูป ต้องอาบัติสังฆาทิเสสล้วน หรืออาบัติสังฆาทิเสสเจือกับอาบัติ

เบาอ่ืน รูปใดปิดไว้ พึงให้รูปนั้นแสดงอาบัติทุกกฏแล้วให้ปริวาสแก่เธอ ต่อจากนั้น ให้มานัต
แกภ่ ิกษุทง้ั ๒ รูป
๒. ภิกษุ ๒ รปู ตอ้ งอาบตั ิเบาล้วน รปู ใดปดิ ไว้ สงฆพ์ ึงใหร้ ปู นัน้ แสดงอาบตั ทิ ุกกฏแล้ว
ต่อจากน้นั พึงปรับอาบัตแิ กภ่ กิ ษุทงั้ ๒ รปู ตามสมควรแก่กรณี

๓.๙ มูลายอวิสุทธินวกะ วา่ ดว้ ยความไมห่ มดจดจากอาบตั เิ ดิม ๙ กรณี
ภิกษุต้องอาบ้ติสังฆาทิเสสหลายตัว มีจ�ำนวนนับได้บ้าง นับไม่ได้บ้าง มีช่ือ
อย่างเดียวกันบ้าง มีชื่อต่างกันบ้าง เป็นสภาคกันบ้าง ไม่เป็นสภาคกันบ้าง ก�ำหนดได้บ้าง
กระจายไปบ้าง
ภิกษุน้ันประสงค์จะบริสุทธิ์จากอาบัติ จึงขออยู่กรรมคือประพฤติวุฏฐานวิธี (วิธี
ออกจากอาบัติ) กับสงฆ์ ถูกต้องตามกระบวนการทุกอย่าง แต่ถ้าสงฆ์ท�ำสังฆกรรมในเรื่องนี้
โดยไมช่ อบธรรมไมว่ า่ จะขั้นตอนใด ๆ ภิกษผุ ูอ้ ยกู่ รรมน้นั ยังไมห่ มดจดจากอาบัตสิ ังฆาทเิ สส

๓.๑๐ มลู ายวสิ ุทธนิ วกะ วา่ ดว้ ยความหมดจดจากอาบตั ิเดมิ ๙ กรณี
ภกิ ษตุ อ้ งอาบต้ สิ งั ฆาทเิ สสหลายตวั มจี �ำนวนนบั ไดบ้ า้ ง นบั ไมไ่ ดบ้ า้ ง มชี อ่ื อยา่ งเดยี วกนั
บา้ ง มีชอ่ื ตา่ งกันบ้าง เป็นสภาคกนั บา้ ง ไม่เป็นสภาคกันบา้ ง ก�ำหนดได้บา้ ง กระจายไปบ้าง
ภิกษุน้ันประสงค์จะบริสุทธิ์จากอาบัติ จึงขออยู่กรรมคือประพฤติวุฏฐานวิธี (วิธีออก
จากอาบัติ) กับสงฆ์ ถูกต้องตามกระบวนการทุกอย่าง และสงฆ์ท�ำสังฆกรรมในเรื่องน้ี
โดยชอบธรรมในทุกข้ันตอน ภิกษผุ อู้ ยกู่ รรมนน้ั ยอ่ มหมดจดจากอาบตั ิสงั ฆาทเิ สส

๓.๑๑ ตติยนวกะ ว่าด้วยความหมดจดจากอาบัตโิ ดยขัน้ ตอนที่ ๓ รวม ๙ กรณี
ภกิ ษตุ อ้ งอาบต้ สิ งั ฆาทเิ สสหลายตวั มจี �ำนวนนบั ไดบ้ า้ ง นบั ไมไ่ ดบ้ า้ ง มชี อื่ อยา่ งเดยี วกนั
บ้าง มีชอ่ื ต่างกันบา้ ง มเี ป็นสภาคกันบา้ ง ไมเ่ ปน็ สภาคกนั บ้าง ก�ำหนดได้บา้ ง กระจายไปบ้าง
ภิกษุน้ันประสงค์จะบริสุทธิ์จากอาบัติ จึงขออยู่กรรมคือประพฤติวุฏฐานวิธี (วิธีออก
จากอาบตั ิ) กบั สงฆ์ ถกู ต้องตามกระบวนการทุกอยา่ ง ในเบอ้ื งต้น สงฆ์ท�ำสงั ฆกรรม โดยไม่ชอบ
ธรรมในข้ันตอนใดขนั้ ตอนหนงึ่ แตภ่ กิ ษนุ นั้ รวู้ ่า สงฆ์ท�ำกรรมโดยไม่ชอบธรรม จึงขอประพฤติ
วุฏฐานวิธีใหม่โดยกรรมชอบธรรม และสงฆ์ก็ท�ำกรรมใหม่ โดยชอบธรรมในทุกขั้นตอน
ภกิ ษุนัน้ ย่อมหมดจดจากอาบตั สิ ังฆาทิเสส

180 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระวนิ ยั ปิฎก

๔. สมถขนั ธกะ ตอนวา่ ด้วยวิธรี ะงบั อธกิ รณ์

ค�ำว่า “สมถะ” แปลว่า การระงับ การท�ำให้สงบ เป็นชื่อวิธีการระงับอธิกรณ์
ในสังคมสงฆ์ เรียกโดยทวั่ ไปวา่ “อธิกรณสมถะ” แปลวา่ ธรรมเครอ่ื งระงบั อธกิ รณ์ หรอื วิธกี าร
เพือ่ ระงบั อธิกรณ์ (ว.ิ ป. ๘/๒๗๕/๒๑๐, ว.ิ อ. ๓/๓๔๐/๔๘๗)

๔.๑ สัมมุขาวินยั ว่าด้วยระงับอธกิ รณ์ในทพี่ รอ้ มหนา้
ค�ำว่า “ในที่พร้อมหน้า” คือพร้อมหน้าสงฆ์ พร้อมหน้าบุคคล พร้อมหน้าวัตถุ และ
พรอ้ มหนา้ ธรรม
ค�ำว่า “พร้อมหน้าสงฆ์” คือภิกษุเข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุมตามที่ก�ำหนดไว้ใน
แตล่ ะกรณี
ค�ำว่า “พร้อมหน้าบคุ คล” คือคู่กรณีหรอื บุคคลที่เกีย่ วข้องในเรอ่ื งนัน้ อยพู่ ร้อมหน้ากนั
ค�ำวา่ “พรอ้ มหน้าวตั ถ”ุ คือ ยกเรื่องทเ่ี กดิ นั้นข้นึ มาวนิ จิ ฉัย
ค�ำว่า “พร้อมหนา้ ธรรม” คือ วินิจฉยั ถูกต้องโดยธรรมวินัย

พทุ ธานญุ าตเกยี่ วกับสมั มุขาวินยั
สมัยน้ัน พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน กรุงสาวัตถี พวกภิกษุฉัพพัคคีย์
ลงตชั ชนยี กรรมบา้ ง นยิ สกรรมบา้ ง ปพั พาชนยี กรรมบา้ ง ปฏสิ ารณยี กรรมบา้ ง อกุ เขปนยี กรรม
บา้ งแกภ่ กิ ษทุ ัง้ หลายทม่ี ไิ ด้อยตู่ อ่ หนา้
พระผู้มีพระภาคทรงทราบเร่ือง จึงตรัสว่า “ภิกษุท้ังหลาย ตัชชนียกรรมก็ดี ...
อกุ เขปนียกรรมก็ดี ภกิ ษไุ มพ่ งึ ลงแก่ภกิ ษทุ งั้ หลายผมู้ ิได้อยู่ต่อหนา้ ผใู้ ดลง ตอ้ งอาบัติทกุ กฏ”

สัมมขุ าวินัยปฏิรูป
อธรรมวาทีบุคคลก็ดี อธรรมวาทีภิกษุมากรูป(คณะ)ก็ดี อธรรมวาทีสงฆ์ก็ดี ให้บุคคล
ธรรมวาที ภกิ ษมุ ากรปู (คณะ)ธรรมวาที หรอื ธรรมวาทีสงฆ์ยินยอม ใหพ้ นิ จิ ให้เพ่ง ใหใ้ คร่ครวญ
ใหแ้ สดงตามวา่ “น่ีธรรม นีว่ ินยั นี่สตั ถศุ าสน์ จงถอื เอาข้อนี้ จงพอใจข้อน้ี”
ถา้ อธกิ รณ์ระงับอย่างนีช้ ่อื ว่าระงับโดยไมช่ อบธรรม เป็นสมั มขุ าวนิ ัยปฏริ ูปกะ

สมั มุขาวินัยโดยชอบธรรม
ธรรมวาทีบุคคลก็ดี ธรรมวาทีภิกษุมากรูป (คณะ) ก็ดี สงฆ์ธรรมวาทีก็ดี ให้บุคคล
อธรรมวาที ภิกษุมากรูป(คณะ)อธรรมวาที หรือสงฆ์อธรรมมวาทียินยอม ให้พินิจ ให้เพ่ง

เล่มที่ ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๖ 181

ให้ใคร่ครวญ ใหแ้ สดงตามวา่ “น่ีธรรม น่ีวนิ ัย นีส่ ตั ถศุ าสน์ จงถือ เอาขอ้ น้ี จงพอใจข้อน”้ี
ถ้าอธิกรณร์ ะงบั อย่างนี้ ชื่อว่าระงับโดยชอบธรรม เป็นสัมมขุ าวนิ ยั

๔.๒ สติวินยั ว่าด้วยระงับอธิกรณโ์ ดยประกาศสมมติให้วา่ เปน็ พระอรยิ ะผู้มสี ตสิ มบรู ณ์
ค�ำว่า “สติวินัย” คือ วิธีระงับอธิกรณ์โดยเอาสติข้ึนเป็นหลัก ในกรณีที่มีผู้โจท
พระอรหันต์ด้วยสีลวิบัติ สงฆ์จะสวดประกาศสมมติให้แก่ผู้เป็นพระอรหันต์นั้นว่า “ท่านผู้น้ี
มีสตสิ มบรู ณ์” เป็นการบอกให้รวู้ า่ ใครจะโจทพระอรหนั ต์ดว้ ยอาบตั ิไมไ่ ด้

พุทธานุญาตเก่ยี วกับสตวิ ินัย
สมัยน้ัน พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ พระเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ พระเมตติยะ และ
พระภมุ มชกะใสค่ วามทา่ นพระทพั พมลั ลบตุ รดว้ ยสลี วบิ ตั ทิ ไี่ มม่ มี ลู คอื กลา่ วหาวา่ ทา่ นเสพเมถนุ
กับภิกษุณีเมตติยา พระผู้มีพระภาคทรงทราบเร่ือง จึงตรัสว่า “สงฆ์ จงให้สติวินัยแก่
ทัพพมัลลบุตรผู้ถึงความไพบูลย์แห่งสติแล้ว” จากน้ัน พระพุทธองค์ตรัสวิธีการให้สติวินัยด้วย
ญัตติจตุตถกรรมวาจา

การใหส้ ตวิ นิ ยั ทชี่ อบธรรม ๕ อยา่ ง
๑. ภกิ ษุเปน็ ผ้บู ริสทุ ธิ์ ไม่ตอ้ งอาบตั ิ
๒. ผูอ้ ื่นโจทภกิ ษนุ นั้
๓. ภิกษุนนั้ ขอ
๔. สงฆใ์ ห้สติวนิ ัย แก่ภิกษนุ น้ั
๕. สงฆพ์ รอ้ มเพรยี งกันโดยชอบธรรมให้
๔.๓ อมฬู หวนิ ัย ว่าด้วยระงบั อธกิ รณ์โดยยกประโยชน์ใหว้ า่ ตอ้ งอาบตั ิในขณะเป็นบ้า
ค�ำว่า “อมูฬหวินัย” คือ วิธีระงับอธิกรณ์โดยยกประโยชน์แก่ภิกษุที่หายเป็นบ้าแล้ว
ในกรณีที่มีผู้โจทภิกษุน้ันด้วยอาบัติท่ีต้องในขณะเป็นบ้า สงฆ์จะสวดประกาศ สมมติเพ่ือไม่ให้
ใคร ๆ โจทเธอด้วยอาบัติ

พุทธานุญาตเก่ยี วกับอมูฬหวินยั
พระคคั คะวกิ ลจรติ ประพฤติละเมิดสงิ่ ท่ีไม่สมควรแก่สมณะเป็นอาจณิ มากมาย ตอ่ มา
เม่อื เธอหายวกิ ลจริต ไดย้ อมผดิ รับกบั สงฆว์ ่า “ผมวกิ ลจริต มีจติ แปรปรวนได้ ประพฤตลิ ะเมดิ

182 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระวนิ ัยปิฎก

ส่ิงที่ไม่สมควรแก่สมณะเป็นอาจิณมากมาย ทั้งทางกายและวาจา ผม ระลึกอาบัตินั้นไม่ได้
ผมหลงไดท้ �ำสิ่งนี้แลว้ ”

แมจ้ ะยอมรับผิดอยา่ งน้ี พวกภกิ ษุกย็ งั โจทพระคัคคะด้วยอาบัตทิ ่ตี อ้ งในขณะวิกลจริต
พระผู้มพี ระภาคทรงทราบเรอื่ ง จงึ ตรัสวา่ “สงฆจ์ งใหอ้ มฬู หวินยั แกภ่ ิกษคุ ัคคะ ผหู้ ายวิกลจรติ
แล้ว” จากนนั้ พระพทุ ธองคต์ รสั วิธกี ารให้อมูฬหวินยั ดว้ ยญตั ติจตุตถกรรมวาจา

อมฬู หวนิ ัยทไี่ มช่ อบธรรม
สงฆ์ ภกิ ษุมากรูป(คณะ) หรอื ภกิ ษรุ ปู เดียว(บุคคล) โจท ต่อจากนัน้ สงฆ์ให้อมูฬหวินยั
แก่ภิกษุรูปใดรูปหน่ึงใน ๓ รูป คือ ภิกษุผู้ไม่วิกลจริต ต้องอาบัติแต่ระลึก ไม่ได้ ๑ ภิกษุ
ผู้ไม่วกิ ลจริต ต้องอาบตั ิ ระลึกอาบัติได้ แตก่ ลา่ ววา่ ระลึกได้เหมือน ความฝนั ๑ ภิกษุผู้วิกลจรติ
ต้องอาบัติ หายวกิ ลจริตแล้ว แตย่ ังท�ำเปน็ วกิ ลจริต ไม่ยอมรบั อาบัติ ๑
การให้อมูฬวินยั อยา่ งนี้ ไมช่ อบธรรม

อมูฬหวนิ ยั ทช่ี อบธรรม
สงฆ์ ภิกษมุ ากรปู (คณะ) หรอื ภกิ ษรุ ูปเดยี ว(บุคคล)โจท ตอ่ จากนนั้ สงฆ์ให้อมูฬหวินัย
แกภ่ กิ ษรุ ปู ใดรปู หนึง่ ใน ๓ รูป คอื ภิกษผุ ู้วิกลจริต ต้องอาบัติ ยอมรบั ว่าตอ้ งอาบัติแต่ระลกึ
ไม่ได้ ๑ ภิกษุผวู้ กิ ลจรติ ต้องอาบัติ แตร่ ะลกึ อาบตั ิไม่ได้ จงึ กล่าววา่ ระลึกไดเ้ หมือนความฝนั ๑
ภิกษุผู้วิกลจริต ต้องอาบัติ ยงั วิกลจริตอยู่ จงึ ไม่ยอมรบั อาบตั ิ ๑
การใหอ้ มูฬวินัยอย่างนี้ ชอบธรรม

๔.๔ ปฏญิ ญาตกรณะ ว่าด้วยระงบั อธกิ รณ์ตามค�ำรบั ของจ�ำเลย
ค�ำว่า “ปฏิญญาตกรณะ” คือ วิธีระงับอธิกรณ์โดยปรับอาบัติตามค�ำรับสารภาพของ
จ�ำเลย การแสดงอาบตั กิ ็ถอื ว่าเป็นปฏญิ ญาตกรณะเช่นเดียวกนั

พุทธานุญาตเกย่ี วกบั ปฏญิ ญาตกรณะ
พวกภกิ ษฉุ พั พคั คยี ไ์ มล่ งโทษภกิ ษทุ ง้ั หลายตามปฏญิ ญา พระผมู้ พี ระภาคทรงทราบเรอื่ ง
จงึ ตรสั วา่ “ภกิ ษไุ มพ่ งึ โทษภกิ ษทุ ง้ั หลาย โดยไมไ่ ดป้ ฏญิ ญา คอื ลงตชั ชนยี กรรม ... อกุ เขปนยี กรรม
บ้าง รูปใดลง ต้องอาบัตทิ กุ กฏ”

เลม่ ท่ี ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๖ 183

ปฏิญญาตกรณะที่ไม่ชอบธรรม
สงฆ์ ภิกษุมากรูป หรือภิกษุรูปเดียวโจท ต่อจากน้ัน สงฆ์ปรับอาบัติภิกษุผู้ต้องอาบัติ
ปาราชิกด้วยอาบตั อิ ื่น ปรบั อาบัติภิกษุผ้ตู อ้ งอาบัติสังฆาทิเสสดว้ ยอาบัติอื่น ... ปรบั ภิกษผุ ้ตู ้อง
อาบตั ิทพุ ภาสิตดว้ ยอาบัตอิ ่นื
การปรบั อาบตั อิ ย่างนี้ ช่ือว่าปฏญิ ญาตกรณะทไ่ี มช่ อบธรรม

ปฏญิ ญาตกรณะทช่ี อบธรรม
สงฆ์ ภิกษุมากรูป หรือภิกษุรูปเดียวโจท ต่อจากน้ัน สงฆ์ปรับอาบัติภิกษุผู้ต้องอาบัติ
ปาราชิกด้วยอาบัติปาราชิก ปรับอาบัติภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสด้วยอาบัติสังฆาทิเสส ...
ปรบั ภกิ ษผุ ้ตู ้องอาบัติทุพภาสติ ด้วยอาบัติทพุ ภาสติ ตามทีเ่ ธอรับสารภาพ
การปรบั อาบตั ิอยา่ งนี้ ชือ่ ว่าปฏญิ ญาตกรณะทชี่ อบธรรม

๔.๕ เยภุยยสกิ า ว่าดว้ ยระงบั อธิกรณ์ตามเสียงข้างมาก
ค�ำวา่ “เยภุยยสกิ า” คอื วธิ รี ะงับอธกิ รณโ์ ดยตัดสินตามเสียงข้างมาก สงฆ์จะใชว้ ิธกี าร
น้ีในกรณที ีบ่ คุ คลหลายฝ่ายมคี วามเห็นไมต่ รงกนั

พุทธานญุ าตเกีย่ วกบั เยภยุ ยสกิ า
สมัยนั้น พวกภิกษุก�ำลังพิจารณาอธิกรณ์ เกิดความบาดหมาง ทะเลาะวิวาทกันใน
ท่ามกลางสงฆ์ กล่าวทิ่มแทงด้วยหอกคือปาก ไม่อาจระงับอธิกรณ์ได้ พระผู้มีพระภาคทรง
ทราบเรอ่ื ง จงึ ตรสั อนญุ าตใหร้ ะงับอธิกรณท์ ่เี กดิ ความเหน็ ไม่ตรงกนั อยา่ งนดี้ ว้ ย “เยภุยยสิกา”
โดยการจบั สลากตดั สนิ กนั ในเบอ้ื งตน้ ใหแ้ ตง่ ตง้ั ภกิ ษผุ เู้ ปน็ ประธานในการจบั สลากทเี่ ทยี่ งธรรม
ประกาศใหส้ งฆด์ ้วยญตั ตทิ ุติยกรรมวาจา

การจับสลากท่ไี ม่ชอบธรรม
๑. อธกิ รณ์เป็นเร่อื งเลก็ น้อย
๒. ไมล่ กุ ลามไปไกล
๓. ภกิ ษุพวกนนั้ ระลึกไม่ไดเ้ อง และพวกอื่นกใ็ หร้ ะลึกไม่ได้
๔. รู้วา่ อธรรมวาทมี ากกว่า
๕. ร้วู า่ ไฉนอธรรมวาทพี ึงมีมากกวา่

184 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระวินยั ปฎิ ก

๖. ร้วู า่ สงฆ์จกั แตกกนั
๗. รูว้ า่ ไฉนสงฆ์พงึ แตกกัน
๘. อธรรมวาทีภกิ ษจุ ับโดยไม่ชอบธรรม
๙. อธรรมวาทภี ิกษุแบ่งพวกกนั จบั
๑๐. ไมจ่ บั ตามความเห็น
การจับสลากอยา่ งนี้ ไมช่ อบธรรม สว่ นการจบั สลากตรงข้ามจากนี้ ชอบธรรม

๔.๖ ตสั สปาปิยสิกา วา่ ด้วยระงบั อธกิ รณโ์ ดยการลงโทษแก่ผ้ทู �ำผดิ
ค�ำวา่ “ตัสสปาปยิ สกิ า” คือ วิธีระงบั อธกิ รณ์โดยตดั สินลงโทษแกผ่ ้กู ระท�ำผิดเมื่อสงฆ์
พจิ ารณาตามหลกั ฐานพยานแลว้ เห็นว่ามคี วามผดิ จริง แม้เธอจะไมร่ ับสารภาพ

พทุ ธานุญาตเกี่ยวกบั ตสั สปาปิยสกิ า
สมัยน้ัน พระอุปวาฬะถูกซักถามถึงอาบัติในท่ามกลางสงฆ์ ปฏิเสธแล้วรับ รับแล้ว
ปฏเิ สธ เอาเรอ่ื งหนง่ึ มากลา่ วกลบเกลอื่ นอกี เรอื่ งหนง่ึ กลา่ วเทจ็ ทง้ั ทร่ี ู้ พระผมู้ พี ระภาคทรงทราบ
เร่ืองจึงตรัสว่า “สงฆ์จงลงตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุอุปวาฬะ” ต่อจากน้ัน พระพุทธองค์
จึงตรัสวิธลี งตัสสปาปิยสกิ ากรรมด้วยญัตตจิ ตุตถกรรมวาจา

ตสั สปาปยิ สิกาทีช่ อบธรรม
๑. ภิกษเุ ปน็ ผู้ไมส่ ะอาด ๒. เปน็ อลัชชี
๓. เปน็ ผ้ถู ูกโจท ๔. สงฆเ์ ปน็ ผ้ลู งตสั สปาปยิ สิกากรรมแก่ภกิ ษนุ น้ั
๕. สงฆพ์ ร้อมเพรยี งกนั ลงโดยชอบธรรม
นอจากน้ี ตัสสปาปิยสกิ ายังมอี งค์ท่ีเรยี กวา่ “อธมั มกัมมทวาทสกะ ธมั มกัมมทวาทสกะ
อากังขมานฉักกะ” เป็นต้นซึ่งเป็นสาเหตุให้กรรมไม่ชอบธรรมและชอบธรรม เหมือนกับ
ตชั ชนียกรรมเปน็ ตน้ ดงั ท่กี ล่าวมาแล้ว

๔.๗ ตณิ วัตถารกะ วา่ ดว้ ยระงับอธิกรณโ์ ดยการประนปี ระนอม
ค�ำว่า “ติณวัตถารกะ” คือ วิธีระงับอธิกรณ์โดยการที่ท้ัง ๒ ฝ่ายประนีประนอมกัน
เปรียบเหมือนเอาหญ้ากลบไว้ ไม่ต้องช�ำระสะสางความ วิธีน้ีใช้ระงับอธิกรณ์ที่ยุ่งยาก เช่น
กรณีพพิ าทกันของภกิ ษุชาวกรงุ โกสัมพี (กงฺขา.ฏกี า ๔๗๐)

เลม่ ท่ี ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๖ 185

พทุ ธานุญาตเกยี่ วกบั ติณวตั ถารกะ
สมัยน้ัน ภิกษุท้ังหลายบาดหมาง ทะเลาะวิวาทกัน ประพฤติละเมิดสิ่งที่ไม่สมควร
แก่สมณะเป็นอาจิณมากมาย ความบาดหมางกันน้ันท�ำท่าจะลุกลามใหญ่โต พระผู้มีพระภาค
ทรงทราบเรื่อง จึงตรัสว่า “เราอนญุ าตใหร้ ะงับอธกิ รณ์เห็นปานน้ดี ้วย ตณิ วัตถารกะ”
ต่อจากน้ัน พระพุทธองค์ตรัสวิธีการระงับอธิกรณ์ด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา โดยมี
ขั้นตอนดังน้ี
๑. ภกิ ษทุ กุ รูปเข้ารว่ มประชมุ ในท่ีแห่งเดยี วกนั
๒. ภกิ ษผุ ฉู้ ลาดสามารถ ประกาศใหส้ งฆท์ ราบดว้ ยญตั ตกิ รรมวาจาวา่ “จะระงบั อธกิ รณ์
นด้ี ้วยตณิ วัตถารกะ เวน้ อาบตั ิมโี ทษหยาบและอาบตั ิทเ่ี นอ่ื งด้วยคฤหัสถ”์
ต่อจากนัน้ พวกภกิ ษทุ ่เี ข้าร่วมประชุมทงั้ หมด แบ่งเป็น ๓ ฝา่ ย ภกิ ษผุ ้ฉู ลาด สามารถ
ประกาศให้ฝา่ ยของตนทราบดังน้ี

๑. ในฝา่ ยหน่ึง ภกิ ษุผูฉ้ ลาดสามารถประกาศใหภ้ กิ ษุฝ่ายของตนทราบด้วยญตั ติกรรม
วาจาว่า “จะแสดงอาบัติของฝ่ายตนทั้งหมดในท่ามกลางสงฆ์ด้วยติณวัตถารกะ เว้นอาบัติ
มีโทษหยาบและอาบตั เิ นอื่ งดว้ ยคฤหัสถ”์

๒. ในอีกฝ่ายหนึ่ง ภิกษุผู้ฉลาดสามารถประกาศให้ภิกษุฝ่ายของตนทราบด้วย
ญัตตทิ ุติยกรรมวาจา มเี นือ้ หาเช่นเดยี วกนั กับฝ่ายแรก เพอื่ ขอความเห็นชอบจากสงฆ์

๓. ในอีกฝ่ายหนึ่ง ภิกษุผู้ฉลาดสามารถประกาศให้ภิกษุฝ่ายของตนทราบด้วย
ญตั ตทิ ตุ ยิ กรรมวาจา มีเนอื้ หาเชน่ เดยี วกันกับสองฝา่ ยนนั้ เพ่อื ขอความเหน็ ชอบจากสงฆ์
๔.๘ อธกิ รณะ - ๔.๙ อธกิ รณวปู สมนสมถะ วา่ ดว้ ยอธกิ รณ์ มลู เหตุ และความสงบระงบั อธกิ รณ์
อธกิ รณ์ มี ๔ ประการ คือ

๑. ววิ าทาธกิ รณ์ การทะเลาะววิ าททุม่ เถียงกนั
๒. อนวุ าทาธกิ รณ์ การกลา่ วหากัน
๓. อาปตั ตาธกิ รณ์ เร่อื งการตอ้ งอาบัติ
๔. กิจจาธกิ รณ์ กิจธรุ ะของสงฆ์

๑. วิวาทาธกิ รณ์
“ววิ าทาธกิ รณ์” คือ การเถียงกนั เกีย่ วกบั พระธรรมวินัยว่า น้ีเปน็ ธรรม น่ีเปน็ อธรรม
น้ีเป็นวินัย น้ีเป็นอวินัย นี้พระตถาคตตรัสไว้ น้ีพระตถาคตไม่ได้ตรัสไว้เป็นต้น การเถียงกัน
เกย่ี วกับเรอ่ื งอ่นื นอกจากนี้ ไม่ใช่วิวาทาธกิ รณ์

186 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระวินยั ปฎิ ก

มลู เหตุแหง่ ววิ าทาธกิ รณ์
มลู เหตแุ ห่งววิ าทาธิกรณ์ มี ๓ หมวด คือ

๑. อนุวาทมูล ๖ ได้แก่ (๑) ความมักโกรธ (๒) ผูกโกรธ (๓) ไม่มีความเคารพ
ไม่มคี วามย�ำเกรงในพระศาสดา (๔) ไม่มีความเคารพ ไม่มีความย�ำเกรงใน พระธรรม (๕) ไมม่ ี
ความเคารพ ไม่มีความย�ำเกรงในพระสงฆ์ (๖) ไม่ท�ำสิกขาให้บริบูรณ์ เม่ือเป็นเช่นน้ี ภิกษุ
ย่อมกอ่ ความทะเลาะววิ าทข้ึนในสงฆ์

๒. อกศุ ลมูล ๓ ไดแ้ ก่ (๑) โลภะ (๒) โทสะ (๓) โมหะ คอื ภิกษุมีจติ โลภ โกรธ หลง
วิวาทกันวา่ “นเี้ ป็นธรรม น้ีเป็นอธรรม นีเ้ ปน็ วนิ ัย นเ้ี ป็นอวินัย”เปน็ ต้น

๓. กศุ ลมลู ๓ ไดแ้ ก่ (๑) อโลภะ (๒) อโทสะ (๓) อโมหะคือ ภกิ ษุมจี ติ ไม่โลภ ไม่โกรธ
ไม่หลงววิ าทกนั ว่า “น้ีเปน็ ธรรม นเ้ี ป็นอธรรม น้เี ป็นวนิ ยั นเ้ี ป็นอวนิ ยั ” เปน็ ต้น

วธิ ีระงับวิวาทาธิกรณ์
ววิ าทาธิกรณร์ ะงบั ดว้ ยสัมมุขาวนิ ัย และเยภยุ ยสิกา

๒. อนุวาทาธกิ รณ์
“อนุวาทาธิกรณ์” คือ เรื่องการกล่าวหา ใส่ความ โจทกันด้วยสีลวิบัติ อาจารวิบัติ
ทฏิ ฐิวิบตั ิ หรอื อาชีววิบัติ การโจทกนั ด้วยเรื่องอืน่ นอกจากนี้ ไมใ่ ชอ่ นุวาทาธิกรณ์

มูลเหตุแห่งอนวุ าทาธิกรณ์
มลู เหตุแห่งอนวุ าทาธกิ รณ์ มี ๕ หมวด คอื

๑. วิวาทมูล ๖ ไดแ้ ก่ (๑) ความมกั โกรธ (๒) ผูกโกรธ (๓) ไมม่ ีความเคารพ ไม่มคี วาม
ย�ำเกรงในพระศาสดา (๔) ไมม่ คี วามเคารพ ไมม่ คี วามย�ำเกรงใน พระธรรม (๕) ไมม่ คี วามเคารพ
ไมม่ คี วามย�ำเกรงในพระสงฆ์ (๖) ไมท่ �ำสกิ ขาให้บริบรู ณ์ เม่ือเปน็ เชน่ น้ี ภิกษยุ อ่ มโจทกันในสงฆ์

๒. อกุศลมูล ๓ ได้แก่ (๑) โลภะ (๒) โทสะ (๓) โมหะ คือ ภิกษุมีจิตโลภ โกรธ
หลงโจทกนั ดว้ ยสลี วิบตั ิ อาจารวบิ ตั ิ ทฏิ ฐวิ บิ ัติ หรืออาชวี ิวิบตั ิ

๓. กุศลมูล ๓ ไดแ้ ก่ (๑) อโลภะ (๒) อโทสะ (๓) อโมหะคือ ภกิ ษุมีจิตไม่โลภ ไมโ่ กรธ
ไม่หลงโจทกนั ดว้ ยสลี วิบัติ อาจารวบิ ตั ิ ทิฏฐิวบิ ตั ิ หรืออาชวี วิบัติ

๔. กาย คือ ภิกษุโจทกันว่า “ท่านผู้นี้มีผิวพรรณน่ารังเกียจ ไม่น่าดู มีรูปร่างเล็ก
มีอาพาธมาก” เปน็ ต้น

๕. วาจา คือ ภกิ ษุโจทกนั วา่ “ทา่ นผู้นี้พดู ไม่ดี พูดไมช่ ดั พูดระราน”

เลม่ ท่ี ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๖ 187

วิธรี ะงบั อนวุ าทาธกิ รณ์
อนวุ าทาธิกรณร์ ะงบั ด้วยสัมมุขาวินยั สตวิ นิ ัย อมฬู หวินยั และตสั สปาปิยสิกา

๓. อาปัตตาธิกรณ์
“อาปัตตาธิกรณ์” คือ เรื่องอาบัติ การปรับอาบัติ และการแก้ตัวให้พ้นจากอาบัติ
อาบัติทั้ง ๕ กอง ช่ืออาปตั ตาธกิ รณ์ อาบัตทิ งั้ ๗ กอง ชื่ออาปตั ตาธกิ รณ์ อาบตั อิ ่ืนนอกจากน้ี
คอื โสดาบตั ิ และสมาบตั ิ ไมใ่ ชอ่ าปัตตาธิกรณ์

มูลเหตุแห่งอาปัตตาธกิ รณ์
มูลเหตแุ หง่ อาปตั ตาธกิ รณ์ คือ สมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ อยา่ ง ไดแ้ ก่

๑. กาย ไม่ใช่วาจา ไม่ใช่จิต ๒. วาจา ไมใ่ ชก่ าย ไมใ่ ช่จติ
๓. กายกบั วาจา ไม่ใช่จติ ๔. กายกับจิต ไม่ใชว่ าจา
๕. วาจากับจติ ไมใ่ ช่กาย ๖. กาย วาจาและจติ

วธิ รี ะงับอาปัตตาธิกรณ์
อาปัตตาธกิ รณร์ ะงับด้วยสัมมขุ าวินยั ปฏญิ ญาตกรณะและติณวัตถารกะ

๔. กิจจาธิกรณ์
“กิจจาธิกรณ์” คือ กิจธุระต่าง ๆ ท่ีสงฆ์จะต้องท�ำ จัดเป็นอปโลกนกรรมบ้าง
ญตั ติกรรมบ้าง ญัตติทตุ ยิ กรรมบา้ ง ญัตติจตุตถกรรมบา้ ง กิจอน่ื นอกจากนี้ เช่น กิจทจ่ี ะต้อง
ท�ำแกพ่ ระอุปชั ฌาย์ กิจที่จะต้องท�ำแก่อาจารย์ ไม่ใช่กิจจาธิกรณ์
สงฆน์ ่ันแหละเป็นมลู แห่งกจิ จาธกิ รณ์ และกิจจาธกิ รณ์ระงับดว้ ยสมั มขุ าวินัย

ประเดน็ ท่ีน่าศึกษาในอธิกรณ์ ๔
๑. ววิ าทาธกิ รณ์ อนวุ าทาธกิ รณ์ และกจิ จาธกิ รณ์ เปน็ ทงั้ กศุ ล อกศุ ล และอพั ยากฤต
ภกิ ษุมจี ติ ประกอบดว้ ยอโลภะ อโทสะ อโมหะ วิวาทกนั ว่า “นี้เปน็ ธรรม นเ้ี ปน็ อธรรม
นเ้ี ป็นวินยั นีเ้ ป็นอวนิ ัย”เปน็ ต้น ชือ่ วา่ ววิ าทาธกิ รณท์ ่เี ปน็ กุศล
ภิกษุมีจิตประกอบด้วยโลภะ โทสะ โมหะ วิวาทกันเพราะเร่ืองดังกล่าว ชื่อว่า
ววิ าทาธิกรณท์ ี่เป็นอกุศล

188 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระวินัยปฎิ ก

ภิกษุมีจิตเป็นอัพยากฤต วิวาทกันเพราะเร่ืองดังกล่าว ช่ือว่า วิวาทาธิกรณ์ท่ีเป็น
อัพยากฤต
ภิกษุมีจิตประกอบด้วยอโลภะ อโทสะ อโมหะ โจทกันด้วยสีลวิบัติ อาจารวิบัติ
ทิฏฐิวบิ ัติ หรืออาชีววบิ ัติ ชอ่ื ว่า อนวุ าทาธิกรณ์ที่เปน็ กุศล
ภกิ ษุมีจิตประกอบดว้ ยโลภะ โทสะ โมหะ โจทกันด้วยสีลวิบัติเป็นตน้ ชอื่ วา่ อนวุ าทา-
ธิกรณท์ ีเ่ ปน็ อกศุ ล
ภิกษุมีจิตเป็นอัพยากฤต โจทกันด้วยสีลวิบัติเป็นต้น ชื่อว่า อนุวาทาธิกรณ์ที่เป็น
อัพยากฤต
สงฆม์ จี ติ ประกอบดว้ ยอโลภะ อโทสะ อโมหะ ท�ำกรรมมอี ปโลกนกรรมเปน็ ตน้ ใด นช้ี อื่ วา่
กจิ จาธิกรณ์ทเี่ ป็นกุศล
สงฆม์ ีจติ ประกอบดว้ ยโลภะ โทสะ โมหะ ท�ำกรรมมอี ปโลกนกรรมเป็นต้นใด น้ีชอื่ ว่า
กจิ จาธิกรณท์ ีเ่ ป็นอกศุ ล
สงฆม์ จี ติ เปน็ อพั ยากฤต ท�ำอปโลกนกรรมเปน็ ตน้ ใด นชี้ อ่ื วา่ กจิ จาธกิ รณเ์ ปน็ อพั ยากฤต
๒. อาปัตตาธกิ รณเป็นเฉพาะอกศุ ล และอัพยากฤต ไมเ่ ป็นกศุ ล
ภิกษุรู้อยู่ เข้าใจอยู่ จงใจฝ่าฝืนล่วงละเมิดอาบัติใด นี้ชื่อว่า อาปัตตาธิกรณ์ที่เป็น
อกศุ ล
ภกิ ษุไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่จงใจ ไมฝ่ า่ ฝนื ลว่ งละเมดิ อาบตั ิใด นชี้ อ่ื ว่า อาปัตตาธิกรณ์ทเี่ ปน็
อัพยากฤต
สรุปว่าพระวินัยปิฎก คือ จูฬวรรค ภาค ๑ นี้ มีเน้ือประกอบด้วยประเด็นส�ำคัญ
๔ ตอน คือ
๑. กัมมขนั ธกะ ตอนวา่ ดว้ ยนคิ คหกรรม(การลงโทษ)
๒. ปารวิ าสกิ ขนั ธกะ ตอนวา่ ดว้ ยระเบียบปฏิบัตเิ กยี่ วกับปริวาส
๓. สมจุ จยขันธกะ ตอนว่าด้วยประมวลวิธีออกจากอาบัตสิ ังฆาทเิ สส
๔. สมถขันธกะ ตอนวา่ ด้วยวธิ รี ะงับอธกิ รณ์

เล่มท่ี ๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๗ 189

พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๗

พระวินัยปฎิ ก เลม่ ที่ ๗
(จฬู วรรค ภาค ๒)

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค ภาค ๒๗ จัดเป็นพระวินัยปิฎก เล่มท่ี ๗ มี ๘ ขันธกะ
มีเนอ้ื หาต่อจากพระวนิ ัยปฎิ ก จฬู วรรค ภาค ๑ ซง่ึ จัดเป็นพระวินัยปฎิ ก เล่มท่ี ๖

พระวนิ ัยปิฎก จฬู วรรค ภาค ๒ น้ี ว่าด้วยเรอ่ื งเบด็ เตลด็ นอกจากบทบญั ญัติ ท่มี าใน
พระปาติโมกข์ ต่อจากจฬู วรรค ภาค ๑ ซึง่ เปน็ เรอื่ งเลก็ น้อยเก่ียวกับการประพฤติปฏิบตั ิของ
ภิกษุสงฆ์ เรียกโดยรวมว่า “อภิสมาจาริกสิกขา” เช่นกัน เป็น เร่ืองข้อห้ามและข้ออนุญาต
เก่ียวกับการปฏิบัติต่อร่างกายและอื่น ๆ เช่น เร่ืองการ สรงน�้ำในท่ีไม่สมควร เร่ืองการใช้
เครื่องประดับ เร่ืองการไว้ผมยาว เรื่องการตบแต่งผม เร่ืองการส่องกระจกดูเงาหน้า เร่ือง
การแตง่ หน้า เรอ่ื งการไปชมมหรสพ เรื่องการ สาธยายธรรมลากเสียงยาว เรื่องการใช้บริขาร
งดงาม เรอ่ื งการเกบ็ รักษาบาตรจีวร เรอ่ื งการเปลือยกายไหว้กัน เรือ่ งการไวเ้ ลบ็ ยาว เร่ืองการ
แตง่ หนวด เรอื่ งการโกนขน วตั รปฏบิ ตั ใิ นการเขา้ อาราม ในการอยใู่ นอาราม ในการออกเดนิ ทาง
ในการอนโุ มทนา ทาน ในโรงฉนั ในการบณิ ฑบาต ในการอยปู่ า่ ในเสนาสนะ ในเรอื นไฟ ในวจั กฎุ ี

เรอ่ื งทกี่ ลา่ วเหลา่ นี้ เปน็ เรอ่ื งเลก็ นอ้ ย ในกรณที เี่ ปน็ ขอ้ หา้ ม ถา้ ภกิ ษลุ ว่ งละเมดิ ไมป่ ฏบิ ตั ิ
ตาม ทรงปรับอาบตั ทิ ุกกฏ ปรับสูงขึ้นไปถงึ อาบัติถลุ ลัจจัย เชน่

“ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเม่ือจะสรงน้�ำ ไม่พึงขัดสีกายกับต้นไม้ รูปใดขัดสี ต้องอาบัติ
ทกุ กฏ” (ดูเล่มสมบรู ณ์ ๒๔๓/๓)

“ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุณีไม่พึงอยู่ป่า รูปใดอยู่ ต้องอาบัติทุกกฏ” (ดูเล่มสมบูรณ์
๔๓๑/๓๖๐)

“ภกิ ษทุ งั้ หลาย โมฆบรุ ษุ นนั้ เมอื่ สง่ิ อนื่ ทค่ี วรตดั มอี ยู่ กลบั ไปตดั อกี สงิ่ หนง่ึ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย
ภิกษุไมพ่ งึ ตดั องคชาตของตน รปู ใดตดั ตอ้ งอาบตั ถิ ุลลัจจยั ” (ดเู ลม่ สมบูรณ์ ๒๕๑/๑๖)

“ภิกษทุ ง้ั หลาย ของทไี่ มค่ วรแบง่ ๕ หมวด สงฆ์ คณะหรอื บุคคลไม่พงึ แบง่ แม้แบง่ แลว้
กไ็ มเ่ ป็นอันแบง่ รปู ใดแบง่ ตอ้ งอาบัตถิ ุลลัจจัย ของที่ไม่ควรแบ่ง ๕ หมวด คอื

๑. อาราม พื้นท่ีอาราม น้ีเป็นของที่ไม่ควรแบ่งอันดับที่ ๑ สงฆ์ คณะ หรือบุคคล
ไมพ่ งึ แบ่ง แม้แบง่ แลว้ กไ็ ม่เป็นอันแบ่ง รูปใดแบง่ ต้องอาบตั ิถุลลัจจยั

๗ บทนำ� เลม่ ๗ : พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบบั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , กรุงเทพมหานคร, ๒๕๓๙.

190 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระวนิ ยั ปฎิ ก

๒. วิหาร พืน้ ทว่ี หิ าร น้ีเปน็ ของท่ไี มค่ วรแบง่ อนั ดบั ที่ ๒ สงฆ์ คณะ หรอื บุคคลไมพ่ งึ
แบง่ แมแ้ บง่ แลว้ กไ็ มเ่ ป็นอันแบง่ รูปใดแบง่ ต้องอาบัตถิ ลุ ลัจจัย

๓. เตียง ต่ัง ฟูก หมอน นี้เป็นของท่ีไม่ควรแบ่งอันดับที่ ๓ สงฆ์ คณะ หรือบุคคล
ไมพ่ งึ แบ่ง แม้แบง่ แล้วก็ไมเ่ ป็นอนั แบง่ รูปใดแบง่ ตอ้ งอาบตั ิถุลลจั จัย

๔. หม้อโลหะ อ่างโลหะ กระถางโลหะ กระทะโลหะ มีด ขวาน ผ่ึง จอบ สว่าน
นี้เป็นของท่ีไม่ควรแบ่งอันดับที่ ๔ สงฆ์ คณะ หรือ บุคคลไม่พึงแบ่ง แม้แบ่งแล้วก็ไม่เป็น
อนั แบ่ง รปู ใดแบ่งต้องอาบตั ิถุลลัจจัย

๕. เถาวลั ย์ ไมไ้ ผ่ หญา้ ปล้อง หญ้ามงุ กระตา่ ย หญ้าสามญั ดนิ เคร่ืองไม้ เคร่ืองดิน
นี้เป็นของท่ีไม่ควรแบ่งอันดับท่ี ๕ สงฆ์ คณะ หรือบุคคลไม่พึงแบ่ง แม้แบ่งแล้วก็ไม่เป็นอัน
แบง่ รปู ใดแบง่ ต้องอาบัติถลุ ลจั จยั ” (ดเู ล่มสมบูรณ์ ๓๒๒/๑๔๔-๑๔๕)

จฬู วรรค ภาค ๒ นี้ ที่ปรบั อาบัตทิ กุ กฏนับจ�ำนวนได้ ๒๑๓ เรื่อง ภกิ ษุกอ่ เรื่อง ๑๙๗
เร่อื ง ภิกษณุ ีก่อเร่ือง ๙๖ เร่ือง ปรบั อาบัติถลุ ลัจจัยนบั จ�ำนวนได้ ๓ เร่ือง ปรับอาบตั ปิ าจติ ตีย์
นับจ�ำนวนได้ ๕ เรื่อง รวมท้ังหมด ๒๒๑ เร่ือง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากกลุ่มภิกษุฉัพพัคคีย์ คือ
พวกภิกษผุ ้ชู อบประพฤติผิด ๖ รูป ไดแ้ ก่

๑. พระปัณฑกุ ะ ๒. พระโลหติ กะ
๓. พระเมตติยะ ๔. พระภุมมชกะ
๔. พระอสั สชิ ๖. พระปนุ ัพพสุกะ
ในเลม่ ๗ น้ี เรื่องท่ีพวกภิกษุฉัพพคั คยี ์เป็นผ้กู อ่ ข้นึ มถี งึ ๙๑ เรือ่ ง คือ
๑. สรงน�้ำขดั สีกายกบั ตน้ ไม้ (๒๔๓/๑)๘
๒. สรงน�้ำขดั สกี ายกบั เสา (๒๔๓/๓)
๓. สรงน�ำ้ ขัดสีกายกับฝา (๒๔๓/๔)
๔. สรงนำ้� ในท่ไี มส่ มควร (๒๔๓/๕)
๕. ใช้มอื ทีท่ �ำด้วยไมห้ อมถกู ายสรงน�้ำ (๒๔๓/๕)
๖. ใช้เชอื กชบุ จรุ ณถกู ายสรงน้�ำ (๒๔๓/๖)
๗. สรงนำ้� ขดั ถรู ่างกายให้กนั (๒๔๓/๖)
๘. ใช้ไม้บังเวยี นถูกายสรงน้�ำ (๒๔๓/๖)
๙. ใช้เคร่อื งประดับหู (๒๔๕/๗)
๑๐. ใช้สร้อยสงั วาล (๒๔๕/๗)

๘ ดูเล่มสมบรู ณ์ (ตัวอย่าง) ๒๔๓ = ข้อ ๑ = หน้า

เลม่ ท่ี ๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๗ 191

๑๑. ใชส้ ร้อยคอ (๒๔๕/๗)
๑๒. ใช้เคร่ืองประดบั เอว (๒๔๕/๗)
๑๓. ใช้วลัย (ก�ำไล) ๒๔๕/๗)
๑๔. ใชส้ รอ้ ยตาบ (๒๔๕/๗)
๑๕. ใช้เครอื่ งประดบั ข้อมอื (๒๔๕/๗)
๑๖. ใชแ้ หวนสวมน้ิวมือ (๒๔๕/๗)
๑๗. ไว้ผมยาว (๒๔๖/๘)
๑๘. ใช้แปรงหวผี ม (๒๔๖/๘)
๑๙. ใชห้ วหี วผี ม (๒๔๖/๘)
๒๐. ใช้น้ิวมอื ต่างหวเี สยผม (๒๔๖/๘)
๒๑. ใช้นำ้� มันผสมขีผ้ ง้ึ เสยผม (๒๔๖/๘)
๒๒. ใชน้ ้�ำมนั ผสมนำ�้ เสยผม (๒๔๖/๘)
๒๓. สอ่ งดูเงาหนา้ ที่คันฉอ่ ง (๒๔๗/๙)
๒๔. ทาหนา้ (๒๔๗/๑๐)
๒๕. ถหู น้า (๒๔๗/๑๐)
๒๖. ผดั หนา้ (๒๔๗/๑๐)
๒๗. เจิมหน้า (๒๔๗/๑๐)
๒๘. ย้อมตวั (๒๔๗/๑๐)
๒๙. ยอ้ มหนา้ (๒๔๗/๑๐)
๓๐. ย้อมทงั้ ตวั และหนา้ (๒๔๗/๑๐)
๓๑. ดูมหรสพ (๒๔๘/๑๐)
๓๒. สวดธรรมด้วยเสยี งขบั ยาว (๒๔๙/๑๑)
๓๓. ใช้ผ้าห่มขนสัตว์ (๒๔๙/๑๒)
๓๔. ฉันมะมว่ ง (๒๕๐/๑๒)
๓๕. ใชบ้ าตรชนิดต่าง ๆ (๒๕๒/๑๙)
๓๖. ใชเ้ ชงิ บาตรชนดิ ต่าง ๆ (๒๕๓/๑๙)
๓๗. ใช้เชงิ บาตรสวยงาม (๒๕๓/๒๐)
๓๘. ไมใ่ ช้ผ้าปูน่ัง (๒๖๓/๔๑)
๓๙. นอนบนทนี่ อนโรยดอกไม้ (๒๖๔/๔๒)

192 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระวนิ ัยปิฎก

๔๐. ฉันอาหารโตก (๒๖๔/๔๓)
๔๑. ฉนั อาหารในภาชนะเดยี วกัน (๒๖๔/๔๓)
๔๒. ด่มื น�้ำในขนั เดียวกนั (๒๖๔/๔๓)
๔๓. นอนบนเตยี งเดียวกัน (๒๖๔/๔๓)
๔๔. นอนบนเตียงมเี ครอื่ งลาดเดยี วกัน (๒๖๔/๔๓)
๔๕. นอนบนเตียงมีผา้ หม่ ผืนเดยี วกัน (๒๖๔/๔๓)
๔๖. นอนบนเตยี งมีผา้ ผนื เดียวเป็นทง้ั ผา้ ปแู ละผ้าห่ม (๒๖๔/๔๓)
๔๗. กน้ั รม่ เดินเที่ยว (๒๗๐/๕๕)
๔๘. ขดั เลบ็ ให้กนั (๒๗๔/๖๑)
๔๙. แต่งหนวด (๒๗๕/๖๒)
๕๐. ปลอ่ ยหนวดไวย้ าว (๒๗๕/๖๒)
๕๑. ไว้เครายาว (๒๗๕/๖๒)
๕๒. แตง่ หนวดเปน็ รปู สเี่ หลีย่ ม (๒๗๕/๖๒)
๕๓. แตง่ ขนหน้าอก (๒๗๕/๖๒)
๕๔. แต่งขนหน้าท้อง (๒๗๕/๖๒)
๕๕. แตง่ หนวดเปน็ เขีย้ วโงง้ (๒๗๕/๖๒)
๕๖. โกนขนในที่แคบ (๒๗๕/๖๒)
๕๗. ใช้กรรไกรตัดผม (๒๗๕/๖๒)
๕๘. ถอนผมหงอก (๒๗๕/๖๓)
๕๙. ใช้ไม้แคะขห้ี ูชนิดตา่ ง ๆ (๒๗๖/๖๔)
๖๐. สะสมเครอ่ื งโลหะ (๒๗๗/๖๔)
๖๑. ใชส้ ังฆาฏริ ดั เข่า (๒๗๗/๖๕)
๖๒. ใช้ประคดเอวชนิดต่าง ๆ (๒๗๘/๖๖)
๖๓. ใชล้ กู ถวนิ ประคดเอวชนิดตา่ ง ๆ (๒๗๘/๖๖)
๖๔. ใชล้ ูกดมุ จวี รชนิดตา่ ง ๆ (๒๗๙/๖๗)
๖๕. นงุ่ ผ้าอย่างคฤหสั ถ์ (๒๘๐/๖๘)
๖๖. หม่ ผา้ อยา่ งคฤหสั ถ์ (๒๘๐/๖๘)
๖๗. นงุ่ ผา้ โจงกระเบน (๒๘๐/๖๘)
๖๘. หาบของ (๒๘๑/๖๘)

เล่มที่ ๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๗ 193

๖๙. เค้ยี วไม้ช�ำระฟันขนาดยาว (๒๘๒/๖๙)
๗๐. จุดไฟเผากอหญา้ (๒๘๓/๗๐)
๗๑. ข้ึนตน้ ไม้ (๒๘๔/๗๐)
๗๒. เรียนโลกายัต (๒๘๖/๗๒)
๗๓. สอนโลกายัต (๒๘๖/๗๒)
๗๔. เรยี นดริ จั ฉานกถา (๒๘๗/๗๒)
๗๕. สอนดริ ัจฉานกถา (๒๘๗/๗๓)
๗๖. ประพฤตไิ มเ่ หมาะสม(ปลกู ไม้ดอกเป็นตน้ ) (๒๙๓/๗๘)
๗๗. นอนบนเตียงสงู (๒๙๗/๙๗)
๗๘. ใช้ไมห้ นนุ เท้าเตยี งสงู (๒๙๗/๙๘)
๗๙. ใชห้ มอนยาว (๒๙๗/๙๙)
๘๐. ใหช้ ่างเขียนภาพจิตรกรรม (๒๙๙/๑๐๒)
๘๑. กดี กนั เสนาสนะ(อันเตวาสิกของพวกภิกษฉุ พั พคั คีย)์ (๓๑๐/๑๒๑)
๘๒. กีดกันของทท่ี ายกถวาย(อันเตวาสกิ ของพวกภกิ ษุฉัพพัคคีย)์ (๓๑๓/๑๒๗)
๘๓. บังคับภิกษุไขใ้ ห้ลุกขึ้น(ย้ายท่)ี (๓๑๖/๑๓๒)
๘๔. กดี กนั เสนาสนะโดยอา้ งเลศ (๓๑๖/๑๓๓)
๘๕. ฉดุ ลากภิกษอุ อกจากวหิ ารของสงฆ์ (๓๑๖/๑๓๓ ตอ้ งอาบตั ิปาจติ ตีย์)
๘๖. รบั ภัตตาหารอนั ประณีตไว้เพอ่ื ตนเอง (๓๒๖/๑๕๔ ไมป่ รับอาบตั ิ)
๘๗. นุ่งหม่ ไมเ่ รยี บรอ้ ยไปโรงฉนั (๓๖๓/๒๓๐)
๘๘. เคาะเสนาสนะบนท่สี งู เหนอื ลม (๓๖๙/๒๓๗ ไมป่ รับอาบัติ)
๘๙. ไม่เกรงใจใสฟ่ ืนมาก ตดิ ไฟ ปดิ ประตู น่ังขวางประตูเรือนไฟ (๓๗๑/๒๓๙)
๙๐. เขา้ วัจกุฎเี ร็ว เวิกผา้ เขา้ ถอนหายใจถ่ายอุจจาระ เค้ียวไมช้ �ำระถ่าย อุจจาระ
ฯลฯ (๓๗๓/๒๔๒ ไม่ปรับอาบตั )ิ
๙๑. งดปาติโมกข์แกภ่ ิกษุผ้บู ริสทุ ธ์ิ (๓๘๖/๒๘๖)
ทั้ง ๙๑ เร่ืองปรับอาบัติทุกกฏทั้งหมด ยกเว้นท่ีระบุไว้ว่าปรับอาบัติปาจิตตีย์ และ
ไม่ปรับอาบัติ
มีการปรับอาบตั ิท่ีสูงขึน้ ไปกว่าอาบัตถิ ุลลัจจัย คือปรับอาบัติปาจิตตยี ์ ๕ เรอ่ื ง (ดูเล่ม
สมบูรณ์ ๒๗๓/๕๙,๓๑๖/๑๓๔,๓๔๓/๑๙๘,๔๑๓/๓๓๓,๔๒๗/๓๕๔) แต่ท่านกล่าวโดยนัยว่า
“พงึ ปรับอาบัติตามธรรม”

194 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระวินัยปฎิ ก

เรื่องที่ ๑ ภิกษุรูปหน่ึงส�ำรอกอาหารมาเค้ียวแล้วกลืนเข้าไปอีก พระผู้มีพระภาคทรง
อนุญาตให้ภิกษุรูปท่ีมีนิสัยเค้ียวเอื้อง เคี้ยวเอื้องได้ ภิกษุไม่พึงกลืนอาหารที่ออกมานอกปาก
แล้วเข้าไปอีก รูปใดกลืน พึงปรับอาบัติตามธรรม คือปรับอาบัติปาจิตตีย์ ตามสิกขาบทที่ ๗
แหง่ โภชนวรรค (ว.ิ มหา. (แปล) ๒/๒๔๘/๔๐๕)

เรอ่ื งที่ ๒ เปน็ เรอื่ งทพ่ี วกภกิ ษสุ ตั ตรสวคั คยี ์ คอื กลมุ่ ภกิ ษุ ๑๗ รปู ชว่ ยกนั ซอ่ มแซมวหิ าร
หลังใหญ่เพ่ืออยู่จ�ำพรรษา เม่ือซ่อมแซมเสร็จแล้ว พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ ได้มาแสดงความโกรธ
ไม่พอใจ ขับไล่ ฉุดลากพวกภิกษุสัตตรสวัคคีย์ออกจากวิหารของสงฆ์ซ่ึงเป็นนิทานต้นบัญญัติ
สกิ ขาบทที่ ๗ แหง่ ภตู คามวรรค (วิ.มหา. (แปล) ๒/๑๒๔-๑๒๕/๓๐๒-๓๐๓) ในคัมภีรจ์ ูฬวรรค
ภาค ๒ นี้ น�ำมาแสดงอีก เพราะเกยี่ วกับเรื่องเสนาสนะท่อี ยู่อาศยั

เร่ืองที่ ๓ เป็นเร่ืองท่ีพระเทวทัตท�ำสังฆเภท เสื่อมลาภสักการะพาบริษัทออกปาก
ขอภัตตาหารในตระกูลมาฉัน พระผู้มีพระภาคทรงต�ำหนิแล้วรับสั่งว่า “ภิกษุฉัน คณโภชนะ
พงึ ปรบั อาบตั ิตามธรรม” ปรับอาบตั ติ ามธรรมคือปรบั อาบัตปิ าจติ ตีย์ ตามสกิ ขาบทที่ ๒ แหง่
โภชนวรรค (วิ.มหา. (แปล) ๒/๒๑๗/๓๗๖)

เร่ืองท่ี ๔ เป็นเร่ืองท่ีภิกษุณีทั้งหลายไม่ยอมไปรับโอวาท พระผู้มีพระภาครับสั่ง ว่า
“ภิกษุณีไม่ไปรับโอวาทไม่ได้ รูปใดไม่ไป พึงปรับอาบัติตามธรรม” ปรับอาบัติ ตามธรรมคือ
ปรับอาบตั ิปาจิตตีย์ ตามสกิ ขาบทท่ี ๙ แหง่ อารามวรรค (ว.ิ ภกิ ขฺ นุ ี. (แปล) ๓/๑๐๕๘/๒๘๕)

เรื่องที่ ๕ เป็นเร่ืองท่ีภิกษุณีท้ังหลาย ไม่ปวารณากันและไม่ปวารณากับภิกษุ สงฆ์
พระผู้มพี ระภาครบั สงั่ วา่ “ภิกษุท้ังหลาย ภกิ ษุณจี ะไม่ปวารณาไมไ่ ด้ ปวารณา กนั เองแล้วจะ
ไม่ปวารณากับภกิ ษุสงฆไ์ ม่ได้ รูปใดไมป่ วารณา พึงปรบั อาบัตติ ามธรรม” ปรับอาบัตติ ามธรรม
คือปรับอาบตั ปิ าจติ ตยี ์ ตามสกิ ขาบทท่ี ๗ แห่งอารามวรรค (ว.ิ ภกิ ขนุ ี. (แปล) ๓/๑๐๕๑/๒๘๒)

นอกจากนย้ี งั มกี ารปรบั อาบตั ทิ กุ กฏ โดยพระผมู้ พี ระภาคมไิ ดท้ รงบญั ญตั ิ เปน็ การปรบั
อาบัติในฐานะที่ท�ำไม่เหมาะสม คือ ในคราวปฐมสังคีติ เม่ือได้กระท�ำการสังคายนาพระธรรม
วนิ ัยเสร็จแลว้ พระเถระทงั้ หลายได้ปรับอาบัติทกุ กฏท่านพระอานนท์ ๕ กรณี คือ

๑. ไมท่ ลู ถามพระผูม้ ีพระภาคว่า สกิ ขาบทข้อไหนจดั เปน็ สกิ ขาบทเลก็ นอ้ ย
๒. เหยยี บผา้ วสั สกิ สาฎกของพระผู้มีพระภาคแล้วปะชนุ
๓. ให้มาตุคามถวายอภิวาทพระสรีระของพระผู้มีพระภาคก่อน พระสรีระจึงเปียก
เปอื้ นนำ�้ ตาของมาตุคาม
๔. พระผมู้ พี ระภาคทรงท�ำนมิ ติ ทา่ นกลบั ไมก่ ราบทลู ออ้ นวอนใหด้ �ำรงพระชนมช์ พี อยู่
ตลอดกัป

เล่มท่ี ๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๗ 195

๕. ขวนขวายใหม้ าตุคามบวชในพระธรรมวินัย
ท่านพระอานนท์ได้ช้ีแจงเหตุผลในเร่ืองท่ีพระเถระท้ังหลายปรับอาบัติ ท่านไม่เห็นว่า
เป็นอาบัติ แต่เพราะเชื่อฟังพระเถระทั้งหลายท่านจึงขอแสดงอาบัติทุกกฏ (ดูเล่มสมบูรณ์
๔๔๓/๓๘๔-๓๘๕)
ถ้าถือตามนยั นี้ เมือ่ ภิกษุกระท�ำเรือ่ งไมเ่ หมาะไมส่ ม ไมด่ ไี ม่งามซงึ่ พระผมู้ ีพระภาคมไิ ด้
ทรงบญั ญัติห้ามไว้ ทั้งไมเ่ ขา้ หลักมหาปเทส ๔ ฝา่ ยพระวนิ ยั ก็พงึ ปรับอาบัตทิ กุ กฏได้
อกี ประการหนงึ่ เรอ่ื งท้งั ๕ นค้ี งมกี ารโจทขานกนั มากเพอ่ื ใหท้ ่านพระอานนท์ ได้ชแ้ี จง
ปญั หา พระเถระทง้ั หลายจงึ ยกประเดน็ ขน้ึ ทา่ นพระอานนทไ์ ดช้ แ้ี จงปญั หาทง้ั หมด แตท่ า่ นกไ็ ด้
แสดงความเคารพเถรมติยอมแสดงอาบัติทกุ กฏ
ข้อสังเกต สิกขาบทที่มาในพระปาติโมกข์กับสิกขาบทที่มิได้มาในพระปาติโมกข์
สิกขาบทท่ีมาในพระปาติโมกข์ เป็นสิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติแก่ภิกษุทั้งหลาย
ตอ่ มา พระองคม์ ีพระด�ำรแิ ละรับสงั่ ให้ภกิ ษสุ งฆ์ยกขนึ้ สวดในวนั อุโบสถ ๑๕ ค�่ำ หรอื ๑๔ ค�่ำ
(ดู วิ.ม. (แปล) ๔/๑๓๓/๒๐๙)
สิกขาบทที่ทรงบัญญัติ มีทั้งที่มาในพระปาติโมกข์ มีท้ังที่มิได้มาในพระปาติโมกข์
สิกขาบทท่ีมาในพระปาติโมกข์น้ัน พระสังคีติกาจารย์จัดรวบรวมไว้ในคัมภีร์ภิกขุวิภังค์และ
ภกิ ขุนวี ิภังค์ (พระวนิ ยั ปิฎก เลม่ ท่ี ๑ เลม่ ท่ี ๒ เลม่ ที่ ๓)
มขี ้อสงั เกตอยูท่ ี่ทรงใช้ค�ำว่า
“เอวญฺจ ปน ภกิ ฺขเว อมิ ํ สิกขฺ าปทํ อุทฺทิเสยฺยาถ” (ว.ิ มหา. ๑/๓๙/๒๖)
“ภิกษุท้งั หลาย พวกเธอพงึ ยกสกิ ขาบทนขี้ ึ้นแสดงอยา่ งน”้ี
สิกขาบทที่มาในพระปาติโมกข์ของภิกษุมีจ�ำนวน ๒๒๐ สิกขาบท (ท่ีว่า ๒๒๗
สิกขาบทน้ันนับอธิกรณสมถะ ๗ ด้วย) ของภิกษุณีมีจ�ำนวน ๓๐๔ สิกขาบท (ที่ว่า ๓๑๑
สิกขาบทน้ัน นบั อธิกรณสมถะ ๗ ดว้ ย) (วิ.ป. (แปล) ๘/๓๓๘/๕๑๒) ไม่นับอธิกรณสมถะ ๗
ในพระบาลีมีระบุว่า สิกขาบทท่ีพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติ ซึ่งผู้บวชจะต้องปฏิบัติ
มีอยู่ ๑๕๐ สกิ ขาบท ดงั นี้
“พระองค์ผเู้ จริญ สิกขาบท ๑๕๐ ถว้ นน้ี มาถึงวาระท่ีจะยกขึ้นแสดงเปน็ ขอ้ ๆ ตาม
ล�ำดบั ทกุ กงึ่ เดือน” (องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๘๕/๓๑๑)
พระผู้มีพระภาคทรงด�ำริว่า “ถ้าเราจักบัญญัติสิกขาบทพร้อมกันคราวเดียว ๑๕๐
สิกขาบท มหาชนจักถึงความสะดุ้ง คิดว่า ในพระศาสนานี้ ต้องรักษาสิกขาบทมากมาย
การบวชในศาสนาของพระสมณโคดม กระท�ำไดย้ ากหนอ”

(มิลินฺท. ๒๘๓)

196 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระวินยั ปฎิ ก

สิกขาบทท่ีมิได้มาในพระปาติโมกข์ พระสังคีติกาจารย์ จัดรวบรวมไว้ในคัมภีร์
มหาวรรคและจูฬวรรค (พระวินยั ปฎิ ก เลม่ ท่ี ๔ เลม่ ท่ี ๕ เล่มท่ี ๖ เล่มท่ี ๗)

มขี อ้ สังเกตอยู่ท่ีทรงใช้ค�ำว่า
“ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ น ภิกฺขเว นหายมาเนน ภิกฺขุนา รุกฺเข กาโย
อุคฺฆํเสตพฺโพ, โย อคุ ฆฺ ํเสยฺย, อาปตฺติ ทุกกฺ ฏสฺส” (วิ.จู. ๗/๒๔๓/๑)
“ทรงแสดงธรรมีกถารับสง่ั กบั ภกิ ษุทง้ั หลายว่า ภกิ ษุทัง้ หลาย ภกิ ษเุ มอ่ื จะสรงนำ้� ไม่พึง
ขดั สกี ายกบั ตน้ ไม้ รูปใดขดั สี ต้องอาบัตทิ ุกกฏ” (ดูเล่มสมบูรณ์ ๒๔๓/๓)

สิกขาบทท่ีมไิ ดย้ กขน้ึ สพู่ ระปาตโิ มกขไ์ มม่ คี �ำสั่งวา่ “พึงยกขนึ้ แสดง”
ในจฬู วรรค ภาค ๒ น้ี มิใชจ่ ะมแี ตเ่ ร่อื งทจี่ ดั ว่าเล็กนอ้ ย แตม่ ีเรือ่ งท่ีส�ำคัญเช่น เรือ่ งภิกษุ
ผู้ควรได้อาสนะ (ทพี่ ัก) อันเลศิ น้�ำอันเลิศ บณิ ฑบาตอันเลิศ เร่อื งพระผู้มพี ระภาคทรงอนญุ าต
การกราบไหว้ ลกุ รับท�ำอญั ชลีกรรม สามจี กิ รรม อาสนะอนั เลศิ น�้ำอนั เลศิ บณิ ฑบาตอนั เลิศ
ตามล�ำดับพรรษา เรือ่ งบุคคลท่ีไมค่ วรไหว้ เรอ่ื งบุคคล ทค่ี วรไหว้ เรื่องพระเทวทัตท�ำลายสงฆ์
ส่งคนไปลอบปลงพระชนมพ์ ระผมู้ พี ระภาค กลิง้ หินจากยอดภูเขาหวงั จะปลงพระชนมพ์ ระผู้มี
พระภาค แตท่ �ำไดเ้ พยี งยังพระโลหติ ทีพ่ ระบาทให้ห้อขึ้นเทา่ น้นั
เรื่องทรงอนุญาตให้สตรีบวชเป็นภิกษุณีในพระพุทธศาสนา เร่ืองการท�ำสังคายนา
พระธรรมวินัย ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ แต่ละเร่ืองส�ำคัญท้ังนั้น แต่เนื่องจากส่วนมาก เป็นเรื่อง
เลก็ นอ้ ย ท่านจึงต้งั ชือ่ ตามเน้ือเรอ่ื งส่วนมากวา่ “จูฬวรรค”

เนื้อหาโดยย่อแหง่ จฬู วรรค ภาค ๒

๕. ขทุ ทกวัตถุขนั ธกะ ตอนวา่ ด้วยเรอ่ื งเลก็ ๆ นอ้ ย ๆ มี ๒ หวั ข้อ คือ
๑. ขทุ ทกวัตถุ วา่ ดว้ ยเรือ่ งเลก็ ๆ นอ้ ย ๆ
๒. รวมเรอ่ื งทีม่ ใี นขุททกขนั ธกะ

๖. เสนาสนขนั ธกะ ตอนวา่ ด้วยเรื่องเสนาสนะ มที ้ังหมด ๒๗ หวั ขอ้ คือ
๑. วหิ ารานุชานนะ วา่ ด้วยทรงอนุญาตวิหาร
๒. ปัญจปีฐาทอิ นุชานนะ วา่ ดว้ ยทรงอนุญาตเตยี งและตง่ั เปน็ ตน้
๓. เสตวณั ณาทอิ นชุ านนะ วา่ ดว้ ยทรงอนญุ าตสีขาวเป็นต้น
๔. ปฏภิ าณจติ ตปฏกิ เขปะ ว่าด้วยทรงหา้ มภาพจติ รกรรมฝาผนงั

เล่มที่ ๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๗ 197

๕. อิฏฐกาจยาทอิ นุชานนะ วา่ ดว้ ยทรงอนญุ าตให้ก่ออิฐเปน็ ตน้
๖. อุปัฏฐานสาลาอนชุ านนะ ว่าด้วยทรงอนุญาตหอฉนั
๗. ปาการาทิอนุชานนะ วา่ ดว้ ยทรงอนุญาตรวั้ ลอ้ มเป็นต้น
๘. อารามปรกิ เขปอนชุ านนะ วา่ ด้วยทรงอนุญาตรว้ั ล้อมอาราม
๙. อนาถปณิ ฑกิ วตั ถุ วา่ ด้วยเรือ่ งอนาถบิณฑิกคหบดี
๑๐. นวกมั มทานะ วา่ ดว้ ยการให้นวกรรม(การกอ่ สรา้ ง)
๑๑. อัคคาสนาทิอนุชานนะ วา่ ดว้ ยทรงอนญุ าตอาสนะอนั เลศิ เปน็ ตน้
๑๒. อวันทิยาทิปคุ คละ วา่ ด้วยบุคคลที่ไมค่ วรไหวเ้ ป็นตน้
๑๓. อาสนปฏิพาหนปฏิกเขปะ ว่าดว้ ยทรงหา้ มการกดี กันอาสนะ
๑๔. คิหวิ ิกตอนชุ านนะ ว่าด้วยทรงอนญุ าตเครอ่ื งใชส้ อยอย่างคฤหัสถ์
๑๕. เชตวนวิหารานุโมทนา ว่าดว้ ยทรงอนโุ มทนาการถวายพระเชตวันวหิ าร
๑๖. อาสนปฏิพาหนาทิ วา่ ดว้ ยการกีดกันอาสนะเป็นตน้
๑๗. เสนาสนคั คาหาปกสมั มติ วา่ ดว้ ยการแต่งตง้ั ภิกษเุ ป็นเจ้าหน้าทีจ่ ดั แจง
เสนาสนะ
๑๘. อวสิ สชั ชิยวัตถุ ว่าด้วยของท่ีไมพ่ ึงสละ
๑๙. อเวภงั คยิ วตั ถุ ว่าดว้ ยของทไ่ี มพ่ ึงแบง่
๒๐. นวกัมมทานกถา วา่ ดว้ ยวิธกี ารทภี่ กิ ษุให้นวกรรม
๒๑. อญั ญตรปรโิ ภคปฏกิ เขปาท ิ ว่าดว้ ยทรงห้ามใช้เสนาสนะผดิ ท่ีเปน็ ตน้
๒๒. สงั ฆภตั ตาทิอนุชานนะ ว่าด้วยทรงอนญุ าตสงั ฆภตั เปน็ ตน้
๒๓. ภัตตุทเทสกสมั มติ ว่าด้วยการแต่งตงั้ พระภัตตุทเทสก์
๒๔. เสนาสนปญั ญาปกาทสิ มั มติ วา่ ดว้ ยการแตง่ ตง้ั ภกิ ษใุ หเ้ ปน็ เสนาสนปญั ญาปกะ
เปน็ ต้น
๒๕. อัปปมตั ตกวสิ สัชชกสัมมติ ว่าด้วยการแตง่ ตั้งภกิ ษุผู้แจกของเลก็ น้อย
๒๖. สาฏยิ คั คาหาปกาทิสัมมติ ว่าดว้ ยการแตง่ ต้งั ภิกษุผู้แจกผ้าเปน็ ต้น
๒๗. รวมเร่ืองทีม่ ีในเสนาสนขันธกะ

๗. สงั ฆเภทขนั ธกะ ตอนวา่ ด้วยเรอ่ื งสงฆ์แตกกัน มีท้งั หมด ๑๒ หัวขอ้ คอื
๑. ฉสักยปพั พชั ชากถา ว่าด้วยการบรรพชาของเจ้าศากยะ ๖ องค์
๒. เทวทตั ตวตั ถุ วา่ ด้วยเรื่องของพระเทวทัต

198 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระวินยั ปฎิ ก

๓. ปญั จสัตถุกถา วา่ ดว้ ยพระศาสดา ๕ จ�ำพวก
๔. ปกาสนียกมั มะ วา่ ดว้ ยสงฆ์ท�ำปกาสนยี กรรมแกพ่ ระเทวทตั
๕. อชาตสัตตุกุมารวตั ถุ วา่ ด้วยเรอ่ื งอชาตศตั รกู ุมาร
๖. อภิมารเปสนะ วา่ ดว้ ยพระเทวทตั ส่งคนไปลอบปลงพระชนม์
พระผู้มีพระภาค
๗. โลหติ ปุ ปาทกกมั มะ วา่ ด้วยพระเทวทัตท�ำร้ายพระศาสดาจนหอ้
พระโลหติ
๘. นาฬาคริ ิเปสนะ วา่ ดว้ ยพระเทวทัตปล่อยช้างนาฬาคิรี
๙. ปัญจวัตถุยาจนากถา วา่ ด้วยพระเทวทัตกราบทลู ขอวัตถุ ๕ ประการ
๑๐. สงั ฆเภทกถา ว่าด้วยการท�ำลายสงฆ์
๑๑. อปุ าลปิ ญั หา ว่าดว้ ยปญั หาของพระอบุ าลี
๑๒. รวมเรื่องที่มีในสงั ฆเภทขันธกะ

๘. วัตตักขันธกะ ตอนว่าดว้ ยเร่อื งวัตร มีทง้ั หมด ๑๕ หวั ขอ้ คือ
๑. อาคนั ตกุ วตั ตกถา ว่าดว้ ยวัตรปฏบิ ัติของภิกษผุ ู้จรมา
๒. อาวาสกิ วตั ตกถา ว่าดว้ ยวตั รปฏบิ ัตขิ องภกิ ษุผู้อยู่ในอาวาส
๓. คมิกวตั ตกถา ว่าดว้ ยวัตรปฏบิ ตั ิของภกิ ษผุ อู้ อกเดินทาง
๔. อนโุ มทนาวัตตกถา วา่ ด้วยวัตรปฏบิ ัตใิ นการอนโุ มทนา
๕. ภตั ตคั ควัตตกถา วา่ ดว้ ยวตั รปฏิบัติในโรงฉัน
๖. ปิณฑจาริกวัตตกถา วา่ ดว้ ยวตั รปฏิบตั ขิ องภิกษุผ้เู ทยี่ วบณิ ฑบาต
๗. อารญั ญิกวตั ตกถา วา่ ดว้ ยวัตรปฏบิ ตั ิของภกิ ษุผู้อยูป่ า่
๘. เสนาสนวตั ตกถา วา่ ดว้ ยวัตรปฏบิ ัตใิ นเสนาสนะ
๙. ชันตาฆรวัตตกถา วา่ ด้วยวตั รปฏบิ ัตใิ นเรอื นไฟ
๑๐. วัจจกุฏิวัตตกถา วา่ ดว้ ยวตั รปฏิบัติในวจั กฎุ ี
๑๑. อปุ ัชฌายวัตตกถา ว่าดว้ ยวัตรปฏิบัติในพระอปุ ัชฌาย์
๑๒. สทั ธวิ ิหาริกวตั ตกถา ว่าดว้ ยวตั รปฏิบัติในสัทธิวิหาริก
๑๓. อาจรยิ วตั ตกถา วา่ ด้วยวตั รปฏิบัตใิ นพระอาจารย์
๑๔. อนั เตวาสกิ วตั ตกถา วา่ ดว้ ยวตั รปฏิบัติในอันเตวาสกิ
๑๕. รวมเร่อื งทมี่ ใี นวัตตขนั ธกะ

เลม่ ที่ ๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๗ 199

๙. ปาตโิ มกขฏั ฐปนขนั ธกะ ตอนวา่ ดว้ ยการงดพระปาตโิ มกข์ มที ง้ั หมด ๑๑ หวั ขอ้ คอื
๑. ปาติโมกขุทเทสยาจนะ ว่าด้วยการขอใหย้ กปาติโมกขข์ ้ึนแสดง
๒. มหาสมทุ เทอัฏฐัจฉรยิ ะ วา่ ดว้ ยความอัศจรรย์ของมหาสมุทร ๘ ประการ
๓. อิมสั มิงธัมมวนิ เยอัฏฐจั ฉริยะ วา่ ดว้ ยความอศั จรรยใ์ นพระธรรมวนิ ยั ๘ ประการ
๔. ปาติโมกขสวนารหะ วา่ ด้วยผู้ควรฟงั ปาตโิ มกข์
๕. ธมั มกิ าธมั มกิ ปาตโิ มกขฏั ฐปนะ วา่ ดว้ ยการงดปาติโมกขท์ ช่ี อบธรรมและ
ท่ไี มช่ อบธรรม
๖. ธมั มกิ ปาตโิ มกขฏั ฐปนะ วา่ ด้วยการงดปาตโิ มกขท์ ่ีชอบธรรม
๗. อตั ตานทานอังคะ ว่าดว้ ยองคแ์ ห่งอธิกรณท์ ีต่ นพึงรับ
๘. โจทเกนปัจจเวกขิตัพพธมั มะ วา่ ด้วยคณุ สมบตั ิทผี่ โู้ จทก์พึงพิจารณา
๙. โจทเกนอปุ ฏั ฐาเปตัพพธัมมะ วา่ ดว้ ยคณุ สมบตั ิท่ผี ้โู จทกพ์ งึ ตัง้ ไว้ในตน
๑๐. โจทกจุทติ กปฏิสงั ยตุ ตกถา ว่าดว้ ยเรอื่ งของผเู้ ป็นโจทกแ์ ละผถู้ ูกโจท
๑๑. รวมเรอ่ื งทีม่ ใี นปาตโิ มกขัฏฐปนขนั ธกะ

๑๐. ภกิ ขนุ ขี นั ธกะ ตอนวา่ ด้วยเรอื่ งของภิกษุณี มที ั้งหมด ๓ หัวขอ้ คอื
๑. มหาปชาปติโคตมี ว่าดว้ ยเรือ่ งพระนางมหาปชาบดีโคตมี
๒. อัฏฐครุธมั มะ วา่ ดว้ ยครุธรรม ๘ ข้อ
๓. ภกิ ขุนีอปุ สมั ปทานุชานนะ ว่าด้วยทรงอนญุ าตให้อุปสมบทภิกษณุ ี

๑๑.ปัญจสติกขันธกะ ตอนว่าด้วยพระอรหันต์ ๕๐๐ รูป ท�ำสังคายนา มีท้ังหมด
๔ หวั ข้อ คือ
๑. สังคตี นิ ทิ าน ว่าดว้ ยมลู เหตกุ ารท�ำสังคายนา คร้งั ท่ี ๑
๒. ขทุ ทานุขทุ ทกสิกขาปทกถา ว่าดว้ ยสิกขาบทเลก็ นอ้ ย
๓. พรหมทัณฑกถา ว่าด้วยการลงพรหมทณั ฑ์
๔. รวมเรือ่ งทีม่ ใี นปญั จสตกิ ขันธกะ

๑๒. สัตตสติกขนั ธกะ ตอนว่าด้วยพระอรหนั ต์ ๗๐๐ รูป ท�ำสงั คายนา
ต้ังหวั ขอ้ เป็นภาณวาร รวม ๒ ภาณวาร

200 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระวินัยปิฎก

เนื้อหาทน่ี า่ สนใจในจฬู วรรค ภาค ๒

ประเดน็ ท่ีน่าสนใจในแตล่ ะขันธกะพอสรปุ ได้ ดงั น้ี
๕. ขทุ ทกวตั ถุขนั ธกะ ตอนทวี่ า่ ด้วยเร่ืองเลก็ ๆ นอ้ ย ๆ
มเี รื่องการสรงน้ำ� เร่ืองการทพี่ วกภิกษฉุ พั พคั คีย์ ใชเ้ คร่อื งประดบั ชนดิ ตา่ ง ๆ เร่อื งการ
ตบแต่งร่างกาย เร่ืองเกยี่ วกับบรขิ าร เช่น บาตร เชงิ รองบาตร เรื่องจวี ร เรอื่ งการเยบ็ จวี ร เรอื่ ง
ทรงอนญุ าตให้ฉาบทาศาลา โรงสะดึง โรงจงกรม เรือ่ งทรง อนญุ าตบนั ได ราวบันได เร่อื งการ
ตงั้ เตาไฟ เรอื่ งเปลอื ยกายไหวก้ นั เรอื่ งทรงอนญุ าตบอ่ นำ้� เรอ่ื งทรงอนญุ าตใหร้ บั ประเคนดอกไม้
ของหอม เรอ่ื งหา้ มเหยยี บผา้ ขาว เรอื่ งภกิ ษไุ วเ้ ลบ็ ยาว เรอ่ื งพวกภกิ ษฉุ พั พคั คยี ข์ ดั เลบ็ ไวผ้ มยาว
ไวห้ นวดไว้เครา เป็นตน้ ในหัวขอ้ รวมเรอ่ื งทา่ นกล่าวว่า มี ๑๑๐ เรือ่ ง

มเี รอื่ งทีน่ า่ สนใจ คือ เรอ่ื งทรงห้ามยกพระพุทธพจน์ขึ้นเป็นภาษาสันสกฤต
มภี ิกษุ ๒ รูปเปน็ พน่ี อ้ งกนั ชอื่ เมฏฐะและโกกุฏฐะ เกิดในตระกลู พราหมณ์ ถอ้ ยค�ำ

อ่อนหวานมีเสียงไพเราะ ท่านเกรงว่าภิกษุทั้งหลายที่เข้ามาบวชจากต่างเช้ือชาติ ต่างตระกูล
จะท�ำพระพุทธพจน์ให้ผิดเพ้ียนด้วยภาษาของตน จึงเข้าไปกราบทูลขอพระพุทธเจ้าเพื่อขอยก
พระพทุ ธพจน์ขน้ึ เปน็ ภาษาสันสกฤต

พระบาลีตรงนที้ ่านใชค้ �ำว่า “หนฺท มยํ ภนฺเต พุทฺธวจนํ ฉนทฺ โส อาโรเปม” (ว.ิ จู.๗/
๒๘๕/๔๖) คือ พระเมฏฐะและพระโกกฏุ ฐะจะขอยกพระพทุ ธพจนข์ ้นึ โดยฉันท์

อรรถกถาอธบิ ายวา่ หมายถงึ ยกพระพทุ ธพจนข์ น้ึ ตามวธิ แี หง่ ภาษาสนั สกฤต ดจุ พระเวท
พระผมู้ พี ระภาคทรงหา้ ม ทรงปรับอาบตั ิทกุ กฏ ทรงอนุญาตให้เล่าเรยี นพระพทุ ธพจน์
ด้วยภาษาของตน อรรถกถาอธิบายว่า หมายถึงถ้อยค�ำท่ีเป็นภาษาของชาวมคธ ซึ่ง
พระสัมมาสัมพทุ ธเจ้าทรงใช้ (วิ.อ. ๓/๒๘๕/๓๑๗)
เรื่องพวกภิกษุฉัพพัคคีย์เรียนโลกายัตซ่ึงหมายถึงวิชาการทางโลก แต่วิชาการทางโลก
ในท่ีนห้ี มายถงึ ติตถยิ ศาสตร์ คือ ศาสตร์ของพวกลทั ธิต่าง ๆ ซ่ึงประกอบ ดว้ ยเรอื่ งไร้ประโยชน์
เช่นเรื่องสรรพสิ่งไม่บริสุทธิ์ เป็นเดน สรรพสิ่งบริสุทธิ์ ไม่เป็นเดน กาขาว นกยางด�ำ เป็นต้น
มไิ ด้หมายถึง วิชาการทางโลกแบบสมยั ปัจจุบนั ทรงปรับอาบตั ิทกุ กฏภกิ ษุผเู้ รยี น
วิชาการทางโลกในสมยั ปจั จบุ นั นา่ จะสงเคราะหเ์ ข้าในดิรจั ฉานวชิ า คือ เร่ืองทีข่ ดั ขวาง
ทางไปสู่มรรคผลนพิ พาน (ดู ว.ิ มหา. (แปล) ๒/๑๔๔/๓๑๖,๕๐๘/๕๙๙)
เร่ืองการให้พรเม่ือมีคนจาม การให้พรท้ังที่เป็นภาษามคธทั้งที่กล่าวด้วยภาษาไทย
ในปจั จบุ นั คงมีธรรมเนยี มมาจากเร่อื งน้ี

เลม่ ที่ ๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๗ 201

ครงั้ หนงึ่ พระผมู้ พี ระภาคหอ้ มลอ้ มด้วยบรษิ ทั ประทบั นั่งแสดงธรรมอยู่ ไดท้ รงจามขึน้
ภกิ ษทุ งั้ หลายไดพ้ ากนั ถวายพระพรเสยี งดงั วา่ “ขอพระผมู้ พี ระภาคจงทรงเจรญิ พระชนมายเุ ถดิ
ขอพระสุคตจงทรงเจรญิ พระชนมายเุ ถดิ พระพุทธเจา้ ข้า”

พระองค์รับสั่งถามว่า “เมื่อมีการจาม ผู้ที่ได้รับพรว่า ขอให้มีอายุยืน จะมีอายุยืน
มอี ายุสั้นเพราะเหตนุ ้ันหรอื ”

ภิกษทุ ั้งหลายกราบทูลว่า “ไม่เป็นอย่างนั้น” พระผู้มีพระภาครับสัง่ วา่ “ภิกษุทง้ั หลาย
เมอ่ื มกี ารจาม ภิกษไุ มพ่ งึ ให้พรว่าขอจงมีอายุยืน รปู ใดใหพ้ ร ตอ้ งอาบตั ิทกุ กฏ”

ต่อมาภิกษุท้ังหลายจามข้ึน ประชาชนให้พรว่า ขอท่านทั้งหลายจงมีอายุยืน ภิกษุ
ท้ังหลายไม่ให้พรตอบ จึงถูกประชาชนต�ำหนิ พระผู้มีพระภาครับส่ังให้ภิกษุท้ังหลายให้พร
เพราะประชาชนตอ้ งการความมีสิรมิ งคล

๖. เสนาสนขนั ธกะ ตอนวา่ ด้วยเร่ืองเสนาสนะทีอ่ ยอู่ าศัย
ช่วงปฐมโพธิกาล พระผู้มีพระภาคยังมิได้ทรงอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์อยู่ในท่ีพักอาศัย
ภกิ ษุทงั้ หลายพกั อาศยั ตามปา่ โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ� ปา่ ช้า ป่าชัฏ กลางแจ้ง ลอมฟาง
ตอ่ มา เศรษฐชี าวกรงุ ราชคฤหข์ อสรา้ งทพ่ี กั ถวายภกิ ษสุ งฆ์ พระพทุ ธองคท์ รงอนญุ าตให้
ภกิ ษทุ ั้งหลายพักอาศัยในเสนาสนะ ๕ ชนดิ คือ วหิ าร (เปน็ ทีพ่ ักซึ่ง โบกฉาบภายในภายนอก
มีประตูหน้าต่าง, เรือนมุงแถบเดียว) ปราสาท (เรือนยาว) เรือนโล้น (ปราสาทหลังคาโล้น
มเี รือนยอดตัง้ อยู่บนดาดฟ้า มีชานชมแสงจันทร)์ ถ�้ำ (ถ�้ำอฐิ ถ้�ำศิลา ถ้ำ� ไม้ ถ�้ำดนิ )
ต่อมา ประชาชนสร้างเสนาสนะถวายภิกษุสงฆ์มากมายเป็นที่พักไม่มีประตู พวกสัตว์
เลื้อยคลานพากันเข้าไป พระผู้มีพระภาคจึงทรงอนุญาตประตูหน้าต่างและส่ิงต่าง ๆ ในวิหาร
เช่น เตียง ตั่ง ม้าน่ัง ฟูก หมอน ทรงอนุญาตให้ช่างเขียนภาพจิตรกรรมเป็นลวดลายดอกไม้
ลวดลายเถาวัลย์ ลวดลายฟันมังกร ลวดลายดอกจอกไว้ในวิหาร แต่ทรงห้ามเขียนภาพสตรี
ภาพบรุ ุษ ผใู้ ดให้เขยี น ทรงปรบั อาบตั ิทกุ กฏ
นอกจากนี้ ยังทรงอนุญาตสิ่งต่าง ๆ เพ่อื ให้ที่พักของภกิ ษุสงฆ์เป็นสปั ปายะ
มีเรื่องที่น่าสนใจ คือ เรื่องท่านอนาถบิณฑิกคหบดี ซึ่งภายหลังพระพุทธองค์ได้
ทรงยกย่องไว้ในเอตทัคคะในด้านการถวายทาน เดินทางมากรุงราชคฤห์ ได้พบพระพุทธเจ้า
พระองค์ทรงแสดงอนุปุพพิกถาโปรด ท่านได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นโสดาบัน ได้กราบทูลนิมนต์
พระพทุ ธเจา้ พรอ้ มภกิ ษสุ งฆไ์ ปจ�ำพรรษา ณ กรงุ สาวตั ถี พระพทุ ธองคม์ รี บั สงั่ วา่ ตถาคตทงั้ หลาย
ยินดใี นสญุ ญาคาร

202 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระวนิ ยั ปฎิ ก

ท่านอนาถบิณฑิกคหบดี เดินทางกลับกรุงสาวัตถี เที่ยวแสวงหาสถานท่ีท่ีจะเป็นท่ี
ประทับของพระพุทธเจา้ พร้อมกบั ภกิ ษสุ งฆ์ ได้ไปพบพระอทุ ยานของเจ้าเชตราชกุมาร เหน็ วา่
เปน็ สถานทเี่ หมาะจงึ ขอซอ้ื ในทสี่ ดุ ตกลงซอ้ื ขายกนั โดยใหท้ า่ นอนาถบณิ ฑกิ คหบดนี �ำกหาปณะ
มาปบู นพน้ื ทเี่ รียงให้ริมจดกนั

ท่านอนาถบิณฑิกคหบดี ให้คนน�ำกหาปณะมาปูบนพ้ืนที่เรียงริมกหาปณะจดกันเป็น
จ�ำนวนถึง ๑๘ โกฏิ จนเหลอื พื้นทีอ่ ยู่ตรงประตอู ทุ ยาน เจา้ เชตราชกุมารบริจาคให้ แล้วสรา้ ง
ซมุ้ ประตใู ห้ดว้ ย อารามแห่งนี้มีชื่อว่า “เชตวันวิหาร”

ท่านอนาถบิณฑิกคหบดี ได้ก่อสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ เช่น ศาลาหอฉัน โรงไฟ กุฎี
วัจกฎุ ี ทจี่ งกรม ศาลาจงกรม ขดุ บ่อนำ�้ ศาลาบ่อน้�ำ ขุดสระโบกขรณี สรา้ งมณฑป ส้นิ ทรพั ย์ไป
๑๘ โกฏิ ไดท้ �ำการฉลองอีก ๑๘ โกฏิ รวม ๕๔ โกฏิ

เมอื่ พระพทุ ธเจา้ พรอ้ มกบั ภกิ ษสุ งฆเ์ สดจ็ มาถงึ กรงุ สาวตั ถแี ลว้ เขา้ ประทบั ณ พระเชตวนั
ท่านอนาถบณิ ฑิกคหบดไี ด้กราบทลู นิมนตไ์ ปฉนั ภัตตาหารยังนเิ วศนข์ องตน พรอ้ มกับภิกษสุ งฆ์
ในวันรุง่ ข้นึ

วันรุ่งข้ึน เมื่อพระพุทธเจ้าพร้อมภิกษุสงฆ์ฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว ท่านอนาถบิณฑิก
คหบดไี ดก้ ราบทลู ถามวา่ “จะปฏบิ ตั อิ ยา่ งไรกบั พระเชตวนั ” พระองคร์ บั สง่ั ใหถ้ วายพระเชตวนั
แก่สงฆ์ในทิศท้ัง ๔ ผู้มาแล้วและยังไม่มา แล้วทรงอนุโมทนาวิหารทานของท่านอนาถบิณฑิก
คหบดี

ทา่ นอนาถบณิ ฑกิ คหบดี ไดบ้ ริจาคทรัพยใ์ นพระพุทธศาสนามากมาย กล่าวกันวา่ ผูท้ ่ี
เกดิ เปน็ ชายไมม่ ใี ครบรจิ าคทรพั ยใ์ นพระพทุ ธศาสนามากเทา่ ทา่ น นอกจากพระเจา้ อโศกมหาราช

เรอื่ งทรงอนญุ าตใหภ้ ิกษสุ งฆก์ ราบไหว้ ลกุ รับ ท�ำอญั ชลกี รรม สามจี กิ รรม ตามล�ำดับ
พรรษา ให้แบ่งอาสนะอันเลิศ น�้ำอันเลิศ ภัตตาหารอันเลิศ ตามล�ำดับพรรษา สาเหตุเกิด
จากเมื่อคราวที่พระผู้มีพระภาคเสด็จจากกรุงเวสาลีไปกรุงสาวัตถี พวกภิกษุอันเตวาสิกของ
พวกภกิ ษฉุ พั พัคคีย์ รบี ล่วงหนา้ ไปจับจองวิหาร จบั จองทน่ี อนเพือ่ พระอปุ ัชฌาย์ เพื่ออาจารย์
และเพ่ือตนเองจนหมด

ท่านพระสารีบุตรไปถึงภายหลัง ไม่ได้ท่ีพัก จึงไปพักบริเวณร่มไม้ เวลารุ่งอรุณ
พระผู้มีพระภาคเสด็จลุกขึ้นทรงพระกาสะ ท่านพระสารีบุตรก็ได้กระแอมรับ พระองค์ตรัส
ถามว่า “ใครอยู่ที่น่ัน” ท่านพระสารีบุตรทูลตอบว่า “สารีบุตร พระพุทธเจ้าข้า” “สารีบุตร
ท�ำไมเธอจึงมาพกั ทน่ี ่เี ล่า”

ท่านพระสารีบตุ รจึงกราบทูลเร่อื งนั้นใหท้ รงทราบ พระผู้มีพระภาคได้รับสัง่ ใหป้ ระชมุ

เล่มที่ ๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๗ 203

สงฆ์สอบถามเหตุนั้น ภิกษุท้ังหลายรับว่าจริง จึงทรงต�ำหนิพวกภิกษุ อันเตวาสิกของพวก
ภิกษุฉัพพัคคีย์ แล้วรับสั่งถามภิกษุท้ังหลายว่า “ใครควรจะได้อาสนะอันเลิศ น้�ำอันเลิศ
บณิ ฑบาตอนั เลศิ ”

ภิกษุบางพวกกราบทลู ว่า “ภิกษุผู้บวชจากตระกลู กษัตริยค์ วรจะได้”
ภิกษุบางพวกกราบทูลวา่ “ภกิ ษุผบู้ วชจากตระกูลพราหมณค์ วรจะได้”
ภิกษุบางพวกกราบทูลว่า “ภกิ ษผุ ู้บวชจากตระกลู คหบดีควรจะได้”
ภิกษบุ างพวกกราบทลู วา่ “ภิกษุผทู้ รงสตุ ตนั ตะควรจะได้”
ภิกษบุ างพวกกราบทลู ว่า “ภิกษผุ ้ทู รงพระวนิ ัยควรจะได”้
ภิกษุบางพวกกราบทูลว่า “ภกิ ษุผเู้ ป็นพระธรรมกถึกควรจะได”้
ภิกษบุ างพวกกราบทลู วา่ “ภกิ ษผุ ูไ้ ดป้ ฐมฌานควรจะได้”
ภิกษบุ างพวกกราบทลู ว่า “ภิกษุผูไ้ ดท้ ุติยฌานควรจะได”้
ภิกษุบางพวกกราบทลู ว่า “ภิกษุผไู้ ด้ตติยฌานควรจะได้”
ภิกษุบางพวกกราบทลู ว่า “ภกิ ษุผไู้ ดจ้ ตุตถฌานควรจะได้”
ภิกษบุ างพวกกราบทูลวา่ “ภกิ ษผุ ู้เป็นโสดาบนั ควรจะได”้
ภกิ ษบุ างพวกกราบทลู วา่ “ภกิ ษุผู้เปน็ สกทาคามีควรจะได”้
ภิกษบุ างพวกกราบทูลว่า “ภิกษุผเู้ ปน็ อนาคามคี วรจะได”้
ภกิ ษุบางพวกกราบทูลว่า “ภิกษผุ ู้เป็นพระอรหนั ตค์ วรจะได้”
ภกิ ษบุ างพวกกราบทลู ว่า “ภิกษุผไู้ ดว้ ชิ ชา ๓ ควรจะได้”
ภกิ ษุบางพวกกราบทูลวา่ “ภิกษผุ ู้ได้อภิญญา ๖ ควรจะได”้
พระผู้มีพระภาคได้ทรงยกชาดกเรื่องสัตว์ ๓ สหาย (ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๓๗/๑๖)
มาแสดง มีนกกระทา ลงิ และช้าง ทงั้ ๓ อยู่กันอย่างไมเ่ คารพไมย่ �ำเกรงกัน ตอ่ มาได้ปรึกษากนั
เพ่อื จะหาผู้สูงวัยกว่ากัน จึงสอบถามเร่ืองราวเกา่ กันและกนั
ชา้ งตอบวา่ เมื่อยงั เลก็ ตนเคยเดนิ ครอ่ มต้นไทร ตน้ ท่ีอยู่ใกล้พวกตน
ลงิ ตอบว่า เมอ่ื ยงั เล็ก ตนเคยนง่ั บนพนื้ ดินกดั กนิ ยอดไทรตน้ นั้น
นกกระทากล่าวว่า ในที่แหง่ โนน้ มตี ้นไทรใหญ่ เรากนิ ผลของมันแล้วมาถ่ายมูล ทต่ี รงน้ี
ไทรต้นนี้เกิดจากเมด็ ของตน้ ไทรท่เี ราถา่ ยมูลไว้ ดงั นัน้ เราจงึ เปน็ ผใู้ หญ่โดยชาติก�ำเนดิ
จากนั้นช้างกับลิงได้กล่าวกับนกกระทาว่า พวกตนจะสักการะเคารพนับถือบูชา และ
เชอ่ื ฟงั นกกระทา
พระผู้มีพระภาครับส่ังให้ภิกษุทั้งหลายมีความเคารพมีความย�ำเกรงกันและกัน
ด�ำเนินชีวิตอย่างเสมอภาคกันแล้วมีรับส่ังสรุปว่า “ภิกษุท้ังหลาย เราอนุญาตการกราบไหว้

204 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระวนิ ัยปิฎก

การลุกรบั ท�ำอัญชลีกรรม สามีจกิ รรม อาสนะอนั เลศิ น�้ำอันเลศิ บณิ ฑบาตอนั เลศิ ตามล�ำดับ
พรรษา ภิกษุไม่พึงกีดกันเสนาสนะของสงฆ์ตามล�ำดับพรรษา รูปใดกีดกัน ต้องอาบัติทุกกฏ”
(ดูเล่มสมบรู ณ์ ๓๑๑/๑๒๕-๑๒๖)

กจิ ทภ่ี กิ ษทุ งั้ หลายพงึ กระท�ำแกก่ นั และกนั ตามล�ำดบั พรรษา หมายถงึ ภกิ ษปุ กติ กระท�ำ
แก่ภิกษุปกติ ยกเว้นภิกษุท่ีประพฤติวุฏฐานวิธีออกจากอาบัติสังฆาทิเสสและภิกษุท่ีถูกสงฆ์
ลงโทษ เช่น ถกู ลงอกุ เขปนยี กรรม

กจิ ทุกอย่างพึงกระท�ำแกก่ นั และกนั ตามล�ำดับพรรษาก็จรงิ แต่มอี ยูเ่ ร่ืองหน่งึ ท่ีไมต่ ้อง
ท�ำตามล�ำดบั พรรษา คือ ไม่พึงถ่ายอจุ จาระตามล�ำดับพรรษา ทไี่ มต่ อ้ งถ่าย อจุ จาระตามล�ำดับ
พรรษาน้ัน เนอื่ งจากเกิดเรื่องขึน้ คอื

สมยั น้ัน ภกิ ษุทัง้ หลายถา่ ยอุจจาระในวัจกุฎตี ามล�ำดับพรรษา ภิกษุนวกะถึงกอ่ นปวด
อุจจาระกต็ อ้ งรอ กลั้นอจุ จาระจนเปน็ ลมสลบลม้ ลง

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า ภิกษุไม่พึงถ่ายอุจจาระตามล�ำดับพรรษา รูปใดถ่าย ตาม
ล�ำดับพรรษา ต้องอาบัติทุกกฏ เราอนุญาตให้ถ่ายอุจจาระตามล�ำดับผู้มาถึง (ดูเล่มสมบูรณ์
๓๗๓/๒๔๒)

เร่ืองบุคคลท่ีภิกษุควรไหว้และไม่ควรไหว้ ครั้นพระผู้มีพระภาครับส่ังให้ภิกษุทั้งหลาย
ท�ำการกราบไหว้ ลกุ รบั ท�ำอญั ชลกี รรม สามจี ิกรรม ใหอ้ าสนะอนั เลศิ น้ำ� อันเลศิ บณิ ฑบาต
อันเลิศกันตามล�ำดบั พรรษาแลว้ ไดท้ รงแสดงบคุ คลที่ภิกษไุ ม่ควรไหว้ ๑๐ จ�ำพวก คอื

๑. ผู้อปุ สมบทก่อนไม่ควรไหว้ผู้อุปสมบทภายหลงั
๒. ไมค่ วรไหว้อนปุ สมั ปัน
๓. ไมค่ วรไหวภ้ ิกษนุ านาสงั วาสผู้มีพรรษาแก่กว่าเป็นอธรรมวาที
๔. ไมค่ วรไหว้มาตคุ าม
๕. ไม่ควรไหว้บณั เฑาะก์
๖. ไม่ควรไหว้ภิกษผุ กู้ �ำลงั อยปู่ รวิ าส
๗. ไมค่ วรไหวภ้ กิ ษผุ คู้ วรแก่การชกั เขา้ หาอาบตั เิ ดมิ
๘. ไมค่ วรไหว้ภิกษผุ ู้ควรแกม่ านตั
๙. ไมค่ วรไหวภ้ กิ ษผุ ูก้ �ำลังประพฤติมานัต
๑๐. ไม่ควรไหวภ้ กิ ษุผคู้ วรแกอ่ ัพภาน
จากนนั้ ไดท้ รงแสดงบุคคลท่ภี ิกษคุ วรไหว้ ๓ จ�ำพวก คือ
๑. ผู้อปุ สมบทภายหลงั ควรไหว้ผอู้ ปุ สมบทก่อน

เล่มท่ี ๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๗ 205

๒. ควรไหว้ภิกษนุ านาสังวาสผ้มู ีพรรษาแกก่ ว่าเป็นธรรมวาที
๓. ควรไหว้พระตถาคตผู้เป็นอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ ในโลกพร้อมท้ังเทวโลก
มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมท้ังสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ (ดูเล่มสมบูรณ์
๓๑๒/๑๒๖-๑๒๗)
ต่อมาเกิดกรณีกีดกันหวงเสนาสนะข้ึนมา จึงทรงอนุญาตให้แต่งตั้งภิกษุผู้มีคุณสมบัติ
๕ ประการ คือ
๑. ไมล่ �ำเอยี งเพราะชอบ ๒. ไมล่ �ำเอียงเพราะชงั
๓. ไมล่ �ำเอยี งเพราะหลง ๔. ไมล่ �ำเอยี งเพราะกลัว
๕. รูจ้ ักเสนาสนะทใี่ หถ้ อื แลว้ และเสนาสนะที่ยงั มิได้ให้ถอื
เปน็ เสนาสนปัญญาปกะ คือ เป็นผ้จู ัดแจงเสนาสนะส�ำหรบั ภิกษุสงฆ์
ทรงสรรเสริญการเรียนพระวินัย ทรงพรรณนาคุณของท่านพระอุบาลีผู้ทรงพระวินัย
พระภิกษุทั้งท่ีเป็นเถระ ท้ังที่เป็นนวกะ ทั้งที่เป็นมัชฌิมะ พากันเรียนพระวินัย ในส�ำนักของ
ท่านพระอบุ าลี

๗. สงั ฆเภทขนั ธกะ ตอนทวี่ ่าดว้ ยการท�ำลายสงฆ์
มเี รอื่ งทนี่ า่ สนใจ คอื เรอ่ื งการทเี่ จา้ ศากยะ ๖ องค์ คอื เจา้ ภทั ทยิ ศากยะ เจา้ อนรุ ทุ ธศากยะ
เจ้าอานนท์ศากยะ เจ้าภคุศากยะ เจ้ากิมพิลศากยะ เจ้าเทวทัตโกลิยะ กับอุบาลีช่างกัลบก
รวมเปน็ ๗ ท่าน ออกบรรพชาอปุ สมบทในพระพุทธศาสนา เม่อื คร้ังท่พี ระผมู้ ีพระภาคประทบั
อยู่ ณ อนุปยิ นคิ มของพวกมัลลกษตั รยิ ์
ท้ัง ๖ ท่านให้อุบาลีช่างกัลบกบวชก่อน เพื่อท่ีตนจะได้ลุกรับกราบไหว้เป็นการตัด
ความถอื ตวั ทเี่ ปน็ ศากยะและโกลยิ ะ
คร้ังที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กรุงโกสัมพี พระเทวทัตถูกตัณหาความมักใหญ่
ครอบง�ำจติ ชกั จูงใหอ้ ชาตศตั รกู มุ ารเล่อื มใสในอทิ ธิฤทธขิ์ องตน คดิ จะขอพระพุทธเจา้ ปกครอง
ภกิ ษสุ งฆ์ พระเทวทตั ไดเ้ สอ่ื มจากฤทธ์ิ พร้อมกบั ความคดิ นั้น
ต่อมาถูกสงฆ์ท�ำปกาสนียกรรม จึงไปยุยงให้อชาตศัตรูกุมารปลงพระชนม์พระเจ้า
พมิ พสิ ารผเู้ ปน็ พระชนก สว่ นตนเองไดส้ ง่ คนไปลอบปลงพระชนมพ์ ระผมู้ พี ระภาค แตค่ นเหลา่ นน้ั
กลบั เลอ่ื มใสในพระพุทธองค์ ได้ฟงั อนุปุพพกิ ถาส�ำเรจ็ โสดาปัตตผิ ลทกุ คน
ต่อมา พระเทวทัตลงมือกลิ้งศิลาจากยอดภูเขาหวังจะปลงพระชนม์พระผู้มีพระภาค
แต่ท�ำได้เพยี งยงั พระโลหิตของพระผมู้ ีพระภาคให้หอ้ ขึน้ เท่านน้ั

206 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระวนิ ัยปิฎก

พระเทวทัตมิได้หยุดการกระท�ำเพียงเท่าน้ัน ได้สั่งคนให้ปล่อยช้างนาฬาคิรีไปปลง
พระชนมพ์ ระผูม้ พี ระภาคอีก แตช่ ้างนาฬาคริ ีกห็ มดพยศด้วยอ�ำนาจ พระเมตตา

เพอ่ื ใหป้ ระชาชนเลอื่ มใสพระเทวทตั กบั พรรคพวกคอื พระโกกาลกิ ะพระกฏโมรกตสิ สกะ
พระขัณฑเทวีบุตร พระสมุทททัตตะได้พากันประพฤติเคร่งครัดแล้ว เข้าไปกราบทูลขอ
พระผู้มพี ระภาคเพอื่ ให้ภกิ ษสุ งฆ์ประพฤตอิ ยา่ งทีพ่ วกตนประพฤติ เรยี กวา่ วัตถุ ๕ ประการ คือ

๑. ภิกษทุ ั้งหลายควรอยู่ปา่ ตลอดชวี ิต ภิกษุรูปใดเข้าบา้ น ภกิ ษุรูปนน้ั มีโทษ
๒. ภิกษทุ ้ังหลายควรเท่ยี วบณิ ฑบาตตลอดชวี ิต ภกิ ษรุ ปู ใดยนิ ดกี จิ นมิ นต์ ภกิ ษรุ ปู นนั้
มโี ทษ
๓. ภกิ ษทุ ง้ั หลายควรถอื ผา้ บงั สกุ ลุ ตลอดชวี ติ ภกิ ษรุ ปู ใดยนิ ดผี า้ คหบดี ภกิ ษรุ ปู นนั้ มโี ทษ
๔. ภิกษุทั้งหลายไม่ควรฉันปลาและเน้ือตลอดชีวิต ภิกษุรูปใดฉันปลาและเนื้อ ภิกษุ
รูปน้นั มีโทษ
พระผมู้ ีพระภาคไม่ทรงอนุญาต โดยรบั สั่งว่า ภกิ ษรุ ูปใดปรารถนาจะอยู่ในละแวกบ้าน
ก็จงอยู่ ภิกษุรูปใดปรารถนาจะเที่ยวบิณฑบาตก็จงเที่ยวบิณฑบาต ภิกษุรูปใดปรารถนาจะรับ
นิมนต์ก็จงรับ ภิกษุรูปใดปรารถนาจะถือผ้าบังสุกุลก็จงถือ ภิกษุรูปใดปรารถนาจะรับคหบดี
จีวรก็จงรับ
เราอนุญาตให้ภิกษุถือการอยู่ตามโคนไม้ ๘ เดือน (เว้นฤดูฝน) เราอนุญาตปลา และ
เนอื้ ทบ่ี รสิ ทุ ธ์ดิ ้วยอาการ ๓ อยา่ ง คือ
๑. ไมไ่ ดเ้ หน็ ๒. ไม่ได้ยนิ ๓. ไมน่ กึ สงสัย
พระเทวทตั กบั พรรคพวกพอใจทพี่ ระผมู้ พี ระภาคไมท่ รงอนญุ าต เพราะประชาชนทไ่ี มร่ ู้
จะเขา้ ใจวา่ พวกตนประพฤติปฏบิ ัติเคร่งครดั
เรอื่ งพระเทวทตั ทูลขอวตั ถุ ๕ ประการน้ี มาในนทิ านต้นบญั ญตั สิ กิ ขาบทท่ี ๑๐ แหง่
สงั ฆาทิเสส (ว.ิ มหา. (แปล) ๑/๔๑๐/๔๔๓) แล้วครง้ั หนงึ่
ต่อมาเม่ือถึงวันอุโบสถพระเทวทัตได้ประกาศเรื่องท่ีตนไปทูลขอวัตถุ ๕ ประการ
แล้วพระผู้มีพระภาคไม่ทรงอนุญาต ชักจูงให้ผู้อ่ืนเห็นว่าพวกตนประพฤติเคร่งครัดกว่า
พระผมู้ พี ระภาคแลว้ ไดพ้ วกภกิ ษวุ ชั ชบี ตุ รชาวกรงุ เวสาลปี ระมาณ ๕๐๐ รปู เปน็ พรรคพวกแลว้
ไดพ้ าพรรคพวกไปยังคยาสสี ประเทศ
ต่อมาพระผู้มีพระภาคได้ส่งท่านพระสารีบุตรกับท่านพระมหาโมคคัลลานะไปน�ำ
พวกภิกษุวัชชีบุตรเหล่าน้ันกลับมา เม่ือเกิดเหตุการณ์ท่ีพระเทวทัตท�ำลายสงฆ์ข้ึนแล้ว
ท่านพระอุบาลีได้เข้ากราบทูลถามถึงเหตุท่ีจัดว่าเป็นสังฆราชี (ความร้าวรานแห่งสงฆ์) และ
สังฆเภท (ความแตกแหง่ สงฆ์)

เลม่ ที่ ๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๗ 207

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสบอกเหตุท่ีท�ำให้เป็นสังฆราชีและสังฆเภทแล้วสรุปว่า ภิกษุณี
ท�ำลายสงฆ์ไมไ่ ด้ อบุ าสกท�ำลายสงฆ์ไมไ่ ด้ อุบาสิกาท�ำลายสงฆ์ไมไ่ ด้ ไดแ้ ต่เพยี งพยายามท�ำลาย

แตภ่ กิ ษปุ กติผมู้ ีสังวาสเสมอกันอยู่ในสมานสมี า ยอ่ มท�ำลายสงฆไ์ ด้
เร่ืองท่านพระอุบาลีได้กราบทูลถามถึงเหตทุ ท่ี �ำให้เกดิ สงั ฆเภท พระผมู้ ีพระภาคได้ทรง
แสดงเหตทุ ีท่ �ำให้เกิดสงั ฆเภท ๑๘ ประการ คือ ภิกษทุ ัง้ หลายในธรรมวนิ ัยน้ี
๑. แสดงอธรรมว่าเปน็ ธรรม
๒. แสดงธรรมวา่ เป็นอธรรม
๓. แสดงส่ิงท่มี ใิ ช่วนิ ยั ว่าเปน็ วินัย
๔. แสดงวินยั วา่ มใิ ชว่ ินัย
๕. แสดงสง่ิ ทพี่ ระตถาคตไมไ่ ดภ้ าษติ ไว้ ไมไ่ ดต้ รสั ไวว้ า่ พระตถาคตไดภ้ าษติ ไว้ ไดต้ รสั ไว้
๖. แสดงสงิ่ ทพ่ี ระตถาคตไดภ้ าษติ ไว้ ไดต้ รสั ไวว้ า่ พระตถาคตไมไ่ ดภ้ าษติ ไว้ ไมไ่ ดต้ รสั ไว้
๗. แสดงจรยิ าวตั รที่พระตถาคตไม่ได้ประพฤติมาวา่ พระตถาคตไดป้ ระพฤตมิ า
๘. แสดงจรยิ าวัตรทีพ่ ระตถาคตไดป้ ระพฤตมิ าวา่ พระตถาคตไมไ่ ดป้ ระพฤตมิ า
๙. แสดงสิ่งท่พี ระตถาคตไม่ได้บัญญตั ิไวว้ ่าพระตถาคตไดบ้ ัญญตั ไิ ว้
๑๐. แสดงสิ่งทีพ่ ระตถาคตไดบ้ ญั ญตั ิไว้ว่าพระตถาคตไม่ได้บญั ญตั ไิ ว้
๑๑. แสดงอนาบัตวิ า่ เปน็ อาบตั ิ
๑๒. แสดงอาบตั ิว่าเป็นอนาบตั ิ
๑๓. แสดงอาบัตเิ บาว่าเปน็ อาบัติหนัก
๑๔. แสดงอาบัตหิ นักวา่ เปน็ อาบัติเบา
๑๕. แสดงอาบตั ิที่มสี ่วนเหลือว่าเป็นอาบัตทิ ีไ่ ม่มีส่วนเหลอื
๑๖. แสดงอาบัติทไ่ี มม่ ีส่วนเหลือว่าเปน็ อาบตั ิท่มี สี ่วนเหลอื
๑๗. แสดงอาบัตชิ ัว่ หยาบวา่ ป็นอาบตั ไิ ม่ช่ัวหยาบ
๑๘. แสดงอาบัติไมช่ ่ัวหยาบว่าเปน็ อาบัตชิ ่วั หยาบ
แล้วแยกพวกออกไป แยกกนั ท�ำอโุ บสถ แยกกนั ท�ำปวารณา แยกกันท�ำสงั ฆกรรม จึงจะ
จัดว่าท�ำใหส้ งฆ์แตกกัน
จากนั้นท่านพระอุบาลีได้กราบทูลถามถึงเหตุท่ีท�ำให้สงฆ์สามัคคีกัน พระผู้มีพระภาค
ไดท้ รงแสดงเหตตุ รงกนั ขา้ มจากเหตทุ ีท่ �ำใหส้ งฆแ์ ตกกัน ๑๘ ประการนนั้ คอื
๑. แสดงอธรรมวา่ เป็นอธรรม
๒. แสดงธรรมวา่ เปน็ ธรรม
๓. แสดงสงิ่ มใิ ชว่ นิ ยั ว่ามใิ ชว่ นิ ัย

208 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระวินัยปิฎก

๔. แสดงวินัยว่าเปน็ วนิ ยั
๕. แสดงสิ่งที่พระตถาคตไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้ตรัสว่า พระตถาคตไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้
ตรัสไว้
๖. แสดงสง่ิ ทพ่ี ระตถาคตได้ภาษติ ได้ตรัสไวว้ ่าพระตถาคตได้ภาษิตไว้ ได้ตรัสไว้
๗. แสดงจรยิ าวตั รท่ีพระตถาคตไมไ่ ดป้ ระพฤติมาว่าพระตถาคตไม่ได้ประพฤติมา
๘. แสดงจรยิ าวตั รท่พี ระตถาคตไดป้ ระพฤตมิ าว่าพระตถาคตไดป้ ระพฤตมิ า
๙. แสดงส่ิงทพี่ ระตถาคตไม่ไดบ้ ัญญตั ิไว้ว่าพระตถาคตไมไ่ ดบ้ ญั ญัตไิ ว้
๑๐. แสดงสิง่ ทพ่ี ระตถาคตไดบ้ ัญญัตไิ วว้ า่ พระตถาคตไดบ้ ญั ญัตไิ ว้
๑๑. แสดงอนาบตั ิว่าเปน็ อนาบัติ
๑๒. แสดงอาบัตวิ า่ เปน็ อาบตั ิ
๑๓. แสดงอาบตั เิ บาวา่ เป็นอาบตั ิเบา
๑๔. แสดงอาบัติหนกั ว่าเปน็ อาบัตหิ นกั
๑๕. แสดงอาบัติมสี ่วนเหลอื วา่ เปน็ อาบัติมสี ่วนเหลอื
๑๖. แสดงอาบตั ิไมม่ ีส่วนเหลอื ว่าเปน็ อาบตั ไิ ม่มสี ่วนเหลือ
๑๗. แสดงอาบตั ชิ ั่วหยาบว่าเป็นอาบตั ชิ ่วั หยาบ
๑๘. แสดงอาบัติไม่ชว่ั หยาบว่าเป็นอาบัติไม่ชัว่ หยาบ
ไมแ่ ยกพวกออกไป ไมแ่ ยกกนั ท�ำอโุ บสถ ไมแ่ ยกกนั ท�ำปวารณา ไมแ่ ยกกนั ท�ำสงั ฆกรรม
นเี้ ปน็ เหตุใหส้ งฆส์ ามัคคกี นั

๘. วตั ตกั ขนั ธกะ ตอนวา่ ดว้ ยเรื่องข้อวตั ร
วตั ร คือข้อปฏบิ ัติ ๑๔ อยา่ ง คอื

๑. อาคนั ตกุ วัตร วัตรปฏิบัติของภกิ ษผุ ู้จรมา
๒. อาวาสิกวตั ร วตั รปฏบิ ัตขิ องภกิ ษุผูอ้ ยู่ในอาวาส
๓. คมกิ วตั ร วตั รปฏบิ ตั ิของภิกษผุ ู้ออกเดนิ ทาง
๔. อนุโมทนาวตั ร วตั รปฏิบัตใิ นการอนโุ มทนา
๕. ภัตตคั ควัตร วัตรปฏบิ ตั ใิ นโรงฉนั
๖. ปิณฑจาริกวัตร วตั รปฏิบตั ิของภกิ ษุผเู้ ทย่ี วบิณฑบาต
๗. อารัญญกิ วตั ร วตั รปฏบิ ัติของภกิ ษผุ อู้ ยูป่ า่
๘. เสนาสนวตั ร วตั รปฏิบัติในทอี่ ยู่อาศยั
๙. ชันตาฆรวตั ร วัตรปฏบิ ตั ิในเรือนไฟ

เล่มท่ี ๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๗ 209

๑๐. วัจจกุฏิวัตร วตั รปฏบิ ตั ิในวัจกฎุ ี
๑๑. อปุ ชั ฌายวตั ร วตั รปฏิบตั ใิ นพระอปุ ชั ฌาย์
๑๒. สัทธิวหิ ารกิ วัตร วตั รปฏิบตั ิในสทั ธวิ ิหารกิ
๑๓. อาจารยิ วตั ร วัตรปฏิบตั ใิ นพระอาจารย์
๑๔. อันเตวาสกิ วตั ร วัตรปฏบิ ตั ใิ นอนั เตวาสิก
วัตรปฏิบัติท้ัง ๑๔ อย่างน้ี เป็นข้อวัตรที่พึงปฏิบัติ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย
แก่ส่ิงของสถานทีท่ ่ีเกีย่ วขอ้ ง และเพื่อความผาสกุ แกเ่ พอ่ื นพรหมจารที ่ีเขา้ ไปเกี่ยวข้อง
เฉพาะวตั รข้อ ๑๑-๑๔ คอื อุปชั ฌายวตั ร สัทธวิ หิ ารกิ วัตร อาจรยิ วตั ร อนั เตวาสิกวัตร
ทา่ นพระสังคีติกาจารย์จัดไว้ในคมั ภรี ์มหาวรรค (ว.ิ ม. (แปล) ๔/๖๔-๗๙/๗๙-๑๑๖) ในล�ำดบั
แห่งอุปปัตติเหตุ คือ เกิดเหตุท่ีสัทธิวิหาริกไม่ประพฤติชอบ ในพระอุปัชฌาย์และอันเตวาสิก
ไมป่ ระพฤติชอบในพระอาจารยแ์ ลว้ แห่งหนึง่

๙. ปาตโิ มกขัฏฐปนขันธกะ ตอนว่าด้วยเรือ่ งการงดปาตโิ มกข์
เรอื่ งปาตโิ มกขม์ แี สดงแลว้ ในอุโปสถขันธกะ (ว.ิ ม. (แปล) ๔/๑๓๒-๑๘๓/๒๐๗-๒๘๘)
สว่ นหนึ่ง เรือ่ งปาตโิ มกข์ทีม่ าในจูฬวรรค (ภาค ๒) นี้ วา่ ดว้ ยเร่อื งการงดปาติโมกข์ มีเหตุเกิด
ทีว่ ัดบุพพารามท่นี างวิสาขาสร้างถวาย
ในครั้งน้ัน ในวันอุโบสถ ๑๕ ค�่ำ เป็นวันแสดงปาติโมกข์ ซึ่งพระองค์ทรงเป็นผู้ยกขึ้น
แสดงเอง ปาติโมกขท์ ่ีทรงยกขึน้ แสดงนี้ คอื โอวาทปาตโิ มกข์ ซงึ่ เปน็ หลักการส�ำคญั ท่เี ปน็ ทั้ง
ค�ำสั่งและค�ำสอน พระองค์ทรงยกโอวาทปาติโมกข์ขึ้นแสดงแก่ภิกษุสงฆ์ที่อยู่ในสีมาเดียวกับ
พระองค์ทกุ กึ่งเดอื นด้วยพระองค์เองจนถงึ พรรษาท่ี ๒๐ แห่งการบ�ำเพญ็ พทุ ธกิจ แลว้ จึงทรงงด
การยกโอวาทปาตโิ มกขข์ นึ้ แสดงรบั สงั่ ใหภ้ กิ ษสุ งฆย์ กอาณาปาตโิ มกขข์ น้ึ แสดงกนั เองทกุ กงึ่ เดอื น

โอวาทปาติโมกข์ทที่ รงยกขึน้ แสดงน้ัน มีใจความว่า
สพพฺ ปาปสสฺ อกรณํ กสุ ลสสฺ ปู สมปฺ ทา
สจติ ฺตปรโิ ยทปนํ เอตํ พทุ ธฺ านสาสน.ํ

ขนตฺ ี ปรมํ ตโป ตตี กิ ขฺ า
นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
น หิ ปพพฺ ชโิ ต ปรูปฆาตี
สมโณ โหติ ปรํ วเิ หยนฺโต.

210 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระวนิ ยั ปฎิ ก

อนปู วาโท อนูปฆาโต ปาติโมกฺเข จ สวํ โร
มตฺตญญฺ ตู า จ ภตฺตสฺมึ ปนฺตญจฺ สยนาสนํ
อธจิ ิตเฺ ต จ อาโยโค เอตํ พุทธฺ านสาสนํ.

(ท.ี ม. ๑๐/๙๐/๔๓-๒๕, ขุ.ธ. ๒๕/๑๘๓-๑๘๕/๔๙-๕๐)
“การไม่ท�ำบาปทั้งปวง การท�ำกุศลใหถ้ งึ พร้อม
การท�ำจติ ของตนให้ผอ่ งแผ้ว
น้คี อื ค�ำสอนของพระพทุ ธเจา้ ท้งั หลาย
ความอดทนคอื ความอดกลัน้ เป็นตบะอย่างยง่ิ
พระพทุ ธเจา้ ทัง้ หลายตรสั ว่า นิพพานเปน็ บรมธรรม

ผู้ท�ำรา้ ยผอู้ นื่ ไม่ชื่อวา่ เปน็ บรรพชิต
ผู้เบยี ดเบยี นผอู้ นื่ ไม่ชื่อว่าเปน็ สมณะ
การไม่กล่าวร้ายผอู้ ่นื การไม่เบียดเบยี นผู้อื่น
ความส�ำรวมในปาติโมกข์ ความเปน็ ผรู้ ู้จักประมาณในอาหาร
การอยใู่ นเสนาสนะท่ีสงัด การประกอบความเพียรในอธิจิต
นค้ี ือค�ำสง่ั สอนของพระพุทธเจา้ ท้ังหลาย”
การแสดงโอวาทปาติโมกข์ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงทุกกึ่งเดือนเฉพาะแก่ภิกษุสงฆ์
ท่ีพักอยู่ในสีมาเดียวกับพระพุทธองค์ ภิกษุสงฆ์ท่ีอยู่ในสีมาอ่ืน อยู่ในถ่ินอื่น ในวันอุโบสถ
๑๔ ค่�ำ หรือ ๑๕ ค่�ำ ก็จะท�ำอุโบสถยกปาติโมกข์ คือ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคทรง
บญั ญตั ขิ น้ึ แสดงกันเองในสีมานน้ั ๆ
การที่ภิกษุสงฆ์ยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงกันเองน้ี พระผู้มีพระภาคได้ทรงด�ำริและ
ทรงอนุญาตใหภ้ ิกษสุ งฆ์ท�ำอุโบสถยกสิกขาบทที่ทรงบญั ญตั ิไวข้ นึ้ แสดงทกุ วัน ๑๔ คำ�่ ๑๕ ค�่ำ
(ว.ิ ม. (แปล) ๔/๑๓๓/๒๐๙,๑๓๖/๒๑๓)
อน่ึง สิกขาบทที่ภิกษุสงฆ์ยกขึ้นแสดงในวันอุโบสถน้ัน แต่ช่วงต้นพุทธกาลมา
พระผมู้ ีพระภาคทรงบญั ญตั ิสกิ ขาบทไดเ้ ท่าไร กย็ กสกิ ขาบทข้นึ แสดงเทา่ นั้น เชน่ มปี รากฏใน
องั คุตตรนิกายว่า
“สกิ ขาบท ๑๕๐ ถ้วนนี้ มาถงึ วาระที่จะยกข้นึ แสดงเป็นข้อ ๆ ตามล�ำดับทุกกงึ่ เดอื น”
(องฺ.ตกิ . (แปล) ๒๐/๘๕/๓๑๑) ชว่ งนัน้ บญั ญตั ไิ ด้ ๑๕๐ สิกขาบท
สาเหตุที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงท�ำอุโบสถไม่ยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงแก่ภิกษุสงฆ์
ก็เน่ืองจากมีภิกษไุ ม่บรสิ ุทธริ์ ว่ มอยูด่ ้วยพระองค์ไดม้ ีรับสัง่ กับภิกษทุ ั้งหลายในคร้งั นัน้ ว่า

เล่มที่ ๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๗ 211

“ภิกษุท้ังหลาย มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่เราจะท�ำอุโบสถ จะยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงใน
บริษัทท่ีไม่บริสุทธ์ิ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีอาบัติติดตัวไม่พึงฟังปาติโมกข์ รูปใดฟัง ต้องอาบัติ
ทกุ กฏ

ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้งดปาติโมกข์แก่ภิกษุผู้มีอาบัติติดตัว” (ดูเล่มสมบูรณ์
๓๘๓-๓๘๖/๒๗๘-๒๘๕)

๑๐. ภิกขุนขี นั ธกะ ตอนวา่ ด้วยเรือ่ งภกิ ษุณี
มีเร่ืองที่น่าสนใจ คือ เร่ืองท่ีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้สตรีบวชใน
พระธรรมวินัยนี้ พึงทราบเหตุการณ์ก่อนที่จะทรงอนุญาตให้บวช หลังจากที่พระบรมศาสดา
ตรสั รแู้ ลว้ เสดจ็ จารกิ แสดงธรรมโปรดเหลา่ เวไนยสตั วเ์ ปน็ ล�ำดบั จนกระทงั่ เสดจ็ ไปกรงุ กบลิ พสั ด์ุ
ครง้ั แรก ไดท้ รงบวชใหน้ นั ทกมุ ารพระอนชุ า ตอ่ มาอกี ๗ วนั ไดโ้ ปรดใหท้ า่ นพระสารบี ตุ รบรรพชา
ราหุลกุมารเป็นสามเณร ขณะท่ีพระผู้มีพระภาคยังประทับอยู่ท่ีนิโครธาราม กรุงกบิลพัสดุ์
พระนางมหาปชาบดโี คตมไี ดไ้ ปกราบทลู ขอบวชในพระธรรมวนิ ยั พระผมู้ พี ระภาคไมท่ รงอนญุ าต
ภายหลังพระนางปชาบดโี คตรมไี ดป้ ลงพระเกศานงุ่ หม่ ผ้ากาสายะ
ตอ่ มาเกิดเหตกุ ารณท์ ฝ่ี า่ ยพระญาตศิ ากยวงศ์กบั โกลิยวงศ์ทะเลาะแย่งน้�ำกัน พระองค์
เสด็จไปแสดงธรรม คือ อตั ตทณั ฑสูตร (ข.ุ สุ. ๒๕/๙๔๒/๕๑๘) โปรดจนพระญาตทิ ัง้ ฝา่ ยศากยะ
และโกลิยะเล่อื มใส ยกพระกุมารให้บวชกบั พระศาสดาฝ่ายละ ๒๕๐ องค์ รวม ๕๐๐ องค์
ตอ่ มามเหสีของภกิ ษศุ ากยะและโกลยิ ะ ๕๐๐ รปู นัน้ ได้ส่งข่าวถงึ ภิกษเุ หล่าน้ัน เพื่อให้
สกึ ออกมา ท�ำใหภ้ กิ ษเุ หลา่ นนั้ เกดิ ความไมย่ นิ ดใี นการประพฤตพิ รหมจรรย์ พระผมู้ พี ระภาคทรง
ทราบเขา้ ได้ทรงแสดงกุณาลชาดก (ขุ.ชา.อสตี .ิ (๕๓๖)๒๘/๘๙) โปรดภิกษเุ หลา่ นั้นได้ส�ำเร็จ
โสดาปัตติผล แล้วพระผู้มีพระภาคได้พาภิกษุพระญาติเหล่านั้นไปพักในป่ามหาวัน ได้ทรงส่ัง
สอนจนส�ำเร็จพระอรหตั ตผลทุกรูป
ต่อมามเหสีของภิกษุศากยะและโกลิยะ ๕๐๐ รูปน้ัน ได้ส่งข่าวไปถึงขอให้สึกออกมา
ภกิ ษุเหล่าน้ันไดส้ ง่ ขา่ วตอบไปวา่ พวกทา่ นไมค่ วรที่จะอยคู่ รองเรือนอกี
มเหสีเหล่านั้นทราบว่าสามีส�ำเร็จพระอรหัตตผลแล้วก็จะขอออกบวชบ้าง จึงพากัน
ไปขออนุญาตพระนางปชาบดีโคตมี แล้วท้ังหมดก็ได้ปลงพระเกศานุ่งห่มผ้ากาสายะถือเพศ
บวชอุทิศพระพุทธองค์ในพระราชวังแล้วพากันเดินทางไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคท่ีกรุงเวสาลี
ระยะทางถึง ๕๑ โยชน์ แม้พวกเจ้าศากยะและโกลิยะ จะจัดยานพาหนะถวาย ก็ไม่เดินทาง
ด้วยยานพาหนะด้วยทรงเกรงว่า ถ้าโดยสารยานพาหนะไปจะเป็นการแสดงความไม่เคารพใน
พระศาสดา

212 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระวินยั ปฎิ ก

พวกเจ้าศากยะและโกลิยะจึงส่งคนไปอ�ำนวยความสะดวกถวายการอารักขา บรรทุก
ข้าวสาร เนยใสและน้�ำมันเป็นต้น เต็มเกวียนคอยจัดอาหารให้เสวยจนถึงป่ามหาวัน
เขตกรงุ เวสาลี ศากยิ าณเี หล่าน้ันเดนิ ทางกนั จนเทา้ บวมพอง

พระนางมหาปชาบดีโคตมี ไม่อาจเสด็จเข้าไปในวิหาร ทรงยืนกันแสงด้วยทรงด�ำริว่า
พระพุทธองค์มิได้ทรงอนุญาตให้ตนบวช แต่ตัวท่านถือเพศบวชเอาเอง และเรื่องที่ตัวท่านถือ
เพศบวชเองก็รู้กันไปทั่ว ถ้าพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตก็ดีไป ถ้าไม่ทรงอนุญาต ก็จักเกิดการ
ครหามากมาย

ท่านพระอานนท์จึงช่วยกราบทูลขอพระศาสดาจนได้บรรพชาอุปสมบทด้วยรับ
ครุธรรม ๘ ประการ ฝ่ายศากยิ าณีและโกลิยาณที ่ไี ปท้ังหมดกไ็ ดบ้ วชพรอ้ มกัน

เมอื่ อปุ สมบทแลว้ พระนางมหาปชาบดโี คตมไี ดฟ้ งั ธรรมเทศนาของพระศาสดา ไดเ้ รยี น
กัมมัฏฐาน ในส�ำนักพระศาสดาแล้วไปเจริญภาวนา ต่อมาไม่นานก็ได้บรรลุพระอรหัตตผล
มอี ภญิ ญาและปฏิสัมภทิ าเป็นคณุ บริวาร

สว่ นภกิ ษณุ ี ๕๐๐ รปู ไดฟ้ งั โอวาทของทา่ นพระนนั ทกะ (นนั ทโกวาทสตู ร ม.อ.ุ ๑๔/๓๙๘
/๓๔๔) ก็ได้ส�ำเร็จมรรคผล ผทู้ ่สี �ำเร็จต�่ำสุดกช็ ั้นโสดาบนั

พระนางปชาบดีโคตมี และภิกษุณีศากิยาณีโกลิยาณีทั้ง ๕๐๐ รูป นิพพานก่อน
พระพุทธเจ้า

ก่อนที่ท่านและบริวารจะนิพพานน้ันท่านได้เข้าสมาบัติ ครั้นออกจากสมาบัติแล้ว
ก็ได้พิจารณาข้อปฏิบัติของตนจนเกิดโสมนัสยินดีแล้วท่านได้พิจารณาอายุสังขารของตน ก็ได้
ทราบว่าตนส้ินอายุแล้ว ภิกษุณีบริวารของท่านก็ได้พิจารณาอายุสังขารของตนแล้วก็ทราบว่า
ตนส้นิ อายุแล้วเชน่ กัน

ภิกษุณีเหล่านั้นได้ค�ำนึงว่า พวกตนจะอยู่ไม่ถึงพุทธปรินิพพาน อัครสาวกนิพพานอยู่
ไม่ถึงพระราหุล พระอานนท์ พระนันทะนิพพาน เม่ือทราบดังน้ัน พระนางมหาปชาบดีโคตมี
และภิกษณุ ีบรวิ ารท้งั หมด จึงพากนั ไปกราบทูลลาพระพุทธเจา้ แล้วพากนั นพิ พานไป (ดู ม.อุ.
๑๔/๓๙๘/๓๔๔, ข.ุ สุ. ๒๕/๙๔๒/๕๑๘, ขุ.ส.ุ อ. ๒/๙๔๒/๔๑๐, ข.ุ เถรี.อ. ๑๗๗-๒๐๑, สารตฺถ.
ฏีกา ๓/๔๐๒/๕๒๐-๕๒๑)

พระนางปชาบดีโคตมีได้อุปสมบทจากส�ำนักพระศาสดาด้วยรับครุธรรม ๘ ประการ
ส่วนศากิยาณีทั้ง ๕๐๐ ได้อุปสมบทจากเอกโตสงฆ์ คือ ภิกษุสงฆ์ฝ่ายเดียว สตรีเหล่าอ่ืนท่ีมี
ศรัทธาบวชในภายหลังต้องบวชในอุภโตสงฆ์ คือ บวชในฝ่ายภิกษุณีสงฆ์ก่อนแล้ว จึงไปบวช
ในฝา่ ยภิกษสุ งฆ์อกี ครงั้ ตามที่พระผูม้ ีพระภาคทรงบญั ญัตไิ วใ้ นครุธรรมขอ้ ที่ ๖ วา่

เล่มท่ี ๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๗ 213

ภิกษุณีพึงแสวงหาการอุปสมบทในสงฆ์ ๒ ฝ่ายให้แก่สิกขมานาท่ีศึกษาธรรม ๖ ข้อ
ตลอด ๒ ปีแลว้

ศึกษาธรรม ๖ ขอ้ ตลอด ๒ ปี คอื รักษาศลี ๖ ข้อ
๑. เวน้ จากการฆ่าสตั ว์
๒. เว้นจากการถอื เอาสงิ่ ของที่เจ้าของมไิ ด้ให้
๓. เวน้ จากการประพฤติอันไมเ่ ปน็ พรหมจรรย์
๔. เว้นจากการกลา่ วเทจ็
๕. เว้นจากการดม่ื สรุ าและเมรยั
๖. เว้นจากการฉนั อาหารในเวลาวิกาล
เมือ่ รักษาธรรมทง้ั ๖ ข้อไม่ขาดตลอด ๒ ปี จึงจะขออุปสมบทเปน็ ภิกษณุ ไี ด้
วงศ์แห่งภิกษุณีสูญไปเร็ว เพราะปัจจัยหลายประการ เช่น กลุ่มภิกษุณีศากิยาณี
ทั้ง ๕๐๐ รูป นพิ พานกันหมดกอ่ นพทุ ธปรนิ พิ พาน
การบวชเป็นภิกษุณีมีขั้นตอนหรือกฎเกณฑ์ท่ีท�ำให้จ�ำนวนภิกษุณีเพิ่มข้ึนช้ามาก
แต่กลับลดน้อยลงจนสญู ไปในท่สี ุด
สตรีผู้มีศรัทธาจะบวชเป็นภิกษุณี จะต้องบวชเป็นสามเณรีรักษาสิกขาบท ๖ ข้อมิให้
ขาดเป็นเวลา ๒ ปี เรียกว่า “สิกขมานา” แปลว่า ผู้นับจ�ำนวนสิกขา (สิกฺขาสงฺขาเต ธมฺเม
มานนโต เอวลํ ทฺธนามํ อนปุ สมปฺ นฺนํ อปุ สมปฺ าเทยฺยกงขฺ า. อ. ๓๙๗) ถ้าสิกขาบทข้อใดขอ้ หนึ่ง
ขาดกต็ ้องเรมิ่ ตน้ รักษาใหม่
การท่ีสิกขมานา(สามเณรี)ต้องรักษาสิกขาบท ๖ ข้อเป็นเวลา ๒ ปีนี้ จะพอดีกับ
ข้อบัญญัติของฝ่ายปวัตตินี คือ อุปัชฌาย์ในฝ่ายภิกษุณีซึ่งสามารถบวชสตรีเป็นภิกษุณี
ไดป้ ีละ ๑ รปู โดยเว้นระยะ ๑ ปี คอื ๒ ปี ปวัตตนิ จี ะบวชสตรีเป็นภกิ ษณุ ไี ด้เพยี ง ๑ รปู
นอกจากนี้ สิกขาบทท่ีทรงบัญญัติในฝ่ายภิกษุณีกวดขันมาก ภิกษุณีต้องรักษา
โดยไม่ล่วงละเมิดปาราชิก ๔ ข้อ ท่ีทรงบัญญัติในฝ่ายภิกษุสงฆ์ และท่ีทรงบัญญัติเพิ่มอีก
ซงึ่ เป็นขอ้ บญั ญตั ิส�ำหรับภกิ ษุณกี วดขนั มาก
ปาราชิกทที่ รงบญั ญตั ิในฝา่ ยภกิ ษณุ ี ๔ สิกขาบท คอื
๑. ภิกษุณีก�ำหนัดยินดีการท่ีบุรุษผู้ก�ำหนัดจับต้องลูบคล�ำที่บริเวณใต้ไหปลาร้า
ลงมา เหนอื เข่าข้นึ ไปต้องอาบัตปิ าราชกิ
ในการจบั ตอ้ งเชน่ น้ี ในฝา่ ยภกิ ษุ ถา้ ภกิ ษยุ นิ ดใี นการทส่ี ตรจี บั ตอ้ ง ตอ้ งอาบตั สิ งั ฆาทเิ สส
ไม่ขาดจากความเปน็ ภกิ ษุ

214 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระวินัยปิฎก

๒. ภิกษุณไี มท่ กั ท้วงภิกษุณีผู้ตอ้ งอาบตั ปิ าราชิก ไม่บอกให้ภกิ ษุณีอน่ื ทราบ ชว่ ยปกปิด
ความผิดของภกิ ษุณผี ู้ตอ้ งอาบัติปาราชกิ ภิกษุณีผชู้ ว่ ยปกปิดน้ีตอ้ งอาบตั ิปาราชกิ

ในการปกปิดความผิดนี้ ในฝ่ายภิกษุ ถ้าภิกษุปกปิดอาบัติปาราชิกของภิกษุอ่ืน
ต้องอาบัตปิ าจิตตยี ์ (วิ.มหา. (แปล) ๒/๓๙๘-๓๙๙/๕๑๐-๕๑๑)

๓. ภิกษุณีประพฤติตามภิกษุผู้ถูกสงฆ์ที่พร้อมเพรียงกันลงอุกเขปนียกรรม โดยธรรม
โดยวินัย โดยสัตถุศาสน์ ถูกภิกษุณีทั้งหลายตักเตือนก็ยังประพฤติอยู่อย่างน้ัน ถ้าถูกสวด
สมนภุ าสน์ครบ ๓ คร้ัง ตอ้ งอาบัติปาราชิก
ในการประพฤติตามภิกษุผู้ถูกสงฆ์ที่พร้อมเพรียงกันลงอุกเขปนียกรรมน้ัน ถ้าภิกษุ
ประพฤตติ ามต้องอาบตั ิปาจติ ตีย์ (วิ.มหา. (แปล) ๒/๔๒๓-๔๒๔/๕๓๒-๕๓๓)

๔. ภกิ ษุณีก�ำหนัดยนิ ดีการท่บี ุรุษผกู้ �ำหนัดจับมือ จบั มมุ สังฆาฏิ ยืนเคียงคู่ สนทนากัน
มาที่นัดหมาย มาหา เดินตามเข้าไปท่ีลบั ถกู ต้องกายกนั ต้องอาบตั ปิ าราชิก

ในเรอื่ งนี้ ในฝา่ ยภิกษตุ ้องอาบัตสิ งู สดุ เพยี งสงั ฆาทเิ สส
ส่วนน้ีน่าจะเป็นข้อปฏิบัติที่กวดขันยากแก่การปฏิบัติส�ำหรับผู้ที่บารมีไม่พอ รวมกับ
ข้ันตอนการบวชเป็นภิกษุณี และปวัตตินี ผู้ที่จะบวชสตรีเป็นภิกษุณี ต้องบวชให้ปีเว้นปีและ
บวชให้ได้คร้งั ละเพยี ง ๑ รปู เท่านนั้
วงศข์ องภกิ ษณุ นี นั้ เมอ่ื ส�ำรวจดใู นปกรณบ์ าลี นา่ จะมมี าถงึ พทุ ธปรนิ พิ พานตามขอ้ ความ
ในคมั ภรี จ์ ฬู วรรค ทพ่ี ระสงั คตี กิ าจารยป์ รบั อาบตั ทิ กุ กฎทา่ น พระอานนท์ เหตทุ ท่ี า่ นใหม้ าตคุ าม
ถวายอภิวาทพระสรีระของพระผู้มีพระภาคก่อน พระสรีระจึงเปียกเปื้อนน้�ำตาของมาตุคาม
เหล่าน้ันซึ่งรอ้ งไห้เศรา้ โศก
ทา่ นพระอานนทช์ ้แี จงว่าทา่ นไมต่ อ้ งการให้มาตุคามเหล่านนั้ อย่ใู นเวลาวิกาล
มาตุคามในที่นี้น่าจะหมายถึงภิกษุณีเพราะภิกษุณีทั้งหลาย อยู่นอกส�ำนักภิกษุณี
ในเวลาวิกาลไม่ได้ หญิงชาวบ้านไปไหนในเวลาวิกาลได้ แต่ข้อความตรงนี้ อรรถกถามิได้
อธบิ ายไว้ จึงไดแ้ ตเ่ พียงสันนษิ ฐาน
ในปกรณ์ชัน้ อรรถกถา วงศภ์ กิ ษณุ ีมมี าถงึ ช่วงประมาณ พ.ศ. ๓๐๐ ครงั้ ตติยสงั คายนา
พระนางสังฆมิตตาพระธิดาของพระเจ้าอโศกมหาราชได้บวชเป็นภิกษุณีแล้วยังมาให้อุปสมบท
สตรชี าวศรลี งั กามพี ระนางอนุฬาเทวเี ป็นประธาน หลังจากนน้ั วงศ์ภกิ ษณุ ีกด็ ูจะสูญไป
การจะบวชสตรีให้เป็นภิกษุณีในปัจจุบันดูจะเป็นการยากถ้าถือตามข้อพระบัญญัติ
เพราะสตรที รี่ กั ษาศลี ๖ ขอ้ ครบ ๒ ปแี ลว้ ตอ้ งการจะบวชเปน็ ภกิ ษณุ ี จะตอ้ งบวช ในฝา่ ยภกิ ษณุ ี
สงฆก์ ่อน แลว้ จงึ จะบวชในฝ่ายภิกษสุ งฆ์อีกคร้ังหน่งึ
ส่วนการที่ฝ่ายมหายาน หรืออาจริยวาทยังมีการบวชสตรีเป็นภิกษุณีได้นั้น เน่ืองจาก

เล่มที่ ๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๗ 215

ทางฝ่ายมหายานไดถ้ อนข้อบัญญตั ิเลก็ ๆ นอ้ ย ๆ แลว้ จงึ ยังมีการบวชเป็นภกิ ษุณอี ยู่
๑๑-๑๒. ปญั จสตกิ -สัตตสตกิ ขันธกะ ตอนทว่ี ่าดว้ ยพระอรหนั ต์ ๕๐๐ รูป
ท�ำสงั คายนาครง้ั ที่ ๑ และพระอรหันต์ ๗๐๐ รปู ท�ำสังคายนา ครง้ั ท่ี ๒
เร่ืองการสังคายนา ๒ ครั้ง พระสังคีติกาจารย์ผู้ท�ำตติยสังคายนา ได้บรรจุไว้ใน

คมั ภรี ว์ นิ ยั ปฎิ ก จฬู วรรค ในคมั ภรี จ์ ฬู วรรคไดแ้ สดงเรอ่ื งการสงั คายนาเพยี ง ๒ ครง้ั สว่ นในคมั ภรี ์
สมันตปาสาทกิ าไดแ้ สดงเรือ่ งการสังคายนาครง้ั ที่ ๑ ท่ี ๒ และที่ ๓

ปฐมสงั คตี ิ การสงั คายนาครงั้ ที่ ๑ ไดก้ ระท�ำกนั เมอ่ื พระผมู้ พี ระภาคดบั ขนั ธปรนิ พิ พาน
ได้ ๓ เดือน

การสงั คายนาครงั้ ท่ี ๒ ไดก้ ระท�ำกนั เมอ่ื พระผมู้ พี ระภาคดบั ขนั ธปรนิ พิ พานได้ ๑๐๐ ปี
การสังคายนาครั้งที่ ๓ ได้กระท�ำกันเมื่อพระผู้มีพระภาคดับขันธปรินิพพานได้
๒๑๘ ปี (บางแห่งวา่ ๒๓๔ ปี บางแหง่ ว่า ๒๘๗ ปี)
อนุมานเอาว่า ในการสังคายนาครงั้ ที่ ๓ พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายไดบ้ รรจุ เร่ืองการ
สงั คายนา ๒ ครงั้ ทผี่ า่ นมาเขา้ ไวใ้ นพระวนิ ยั ปฎิ ก จฬู วรรค คมั ภรี พ์ ระไตรปฎิ กจดั วา่ สมบรู ณแ์ ลว้
ตัง้ แตส่ งั คายนาคร้ังที่ ๓ เพราะในการท�ำสังคายนา คร้ังน้ี พระโมคคลั ลีบตุ รตสิ สเถระ ไดร้ จนา
กถาวัตถปุ กรณ์ขึน้ ดว้ ย (จัดเปน็ พระไตรปิฎกเลม่ ที่ ๓๗)
การสงั คายนาครงั้ ที่ ๑ ปรารภเหตทุ ส่ี ภุ ทั ทภกิ ษผุ บู้ วชเมอ่ื แกก่ ลา่ วจว้ งจาบพระธรรมวนิ ยั
และปรารภที่จะท�ำให้พระธรรมวนิ ยั รุ่งเรืองอยู่สบื ไป พระอรหันต์ ๕๐๐ รปู มพี ระมหากสั สปะ
เปน็ ประธานและเปน็ ผถู้ าม พระอบุ าลเี ปน็ ผวู้ สิ ชั นาพระวนิ ยั พระอานนทเ์ ปน็ ผวู้ สิ ชั นาพระสตู ร
และพระอภธิ รรม ประชุมกนั ท�ำทถี่ �้ำสัตตบรรณคหู า ภูเขาเวภารบรรพต กรุงราชคฤห์ เมื่อหลัง
พทุ ธปรนิ พิ พาน ๓ เดอื น โดยพระเจา้ อชาตศตั รทู รงเปน็ ศาสนปู ถมั ภก สนิ้ เวลา ๗ เดอื นจงึ เสรจ็
ในการท�ำสงั คายนาครงั้ ท่ี ๑ น้ี ไดส้ งั คายนาพระวนิ ยั กอ่ น เพราะพระวนิ ยั จดั วา่ เปน็ อายุ
ของพระพุทธศาสนา เม่ือพระวินัยยังคงอยู่ พระศาสนาก็ช่ือว่ายังคงอยู่ ท่านพระมหากัสสปะ
ได้ถามท่านพระอุบาลีว่า ปาราชิกสิกขาบทท่ี ๑ พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติ ณ ที่ไหน
ทา่ นพระอุบาลีกต็ อบวา่ บญั ญตั ิ ณ กรุงเวสาลี
ทา่ นพระมหากสั สปะกถ็ ามท่านพระอบุ าลีวา่ ปรารภใคร เพราะเร่อื งอะไร ถามถึงวตั ถุ
บ้าง นทิ านบา้ ง บคุ คลบ้าง บัญญัตบิ า้ ง อนบุ ัญญัตบิ า้ ง อาบัตบิ า้ ง อนาบตั ิบา้ ง
ท่านพระอุบาลีก็ตอบทุกเรื่องที่ถาม ได้ยกปาราชิก ๔ สิกขาบทขึ้นสู่สังคายนา
แล้วตั้งไว้ว่า “น้ีชื่อปาราชิกกัณฑ์” ได้ยกสังฆาทิเสส ๑๓ สิกขาบทข้ึนตั้งไว้ว่า “เตรสกัณฑ์”
(สังฆาทิเสสกัณฑ์) ได้ยกอนิยต ๒ สิกขาบทข้ึนตั้งไว้ว่า “อนิยตกัณฑ์” ได้ยกนิสสัคคีย์ ๓๐

216 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระวินยั ปฎิ ก

สิกขาบทขึ้นต้ังไว้ว่า “นิสสัคคียปาจิตติยกัณฑ์” ได้ยกปาจิตตีย์ ๙๒ สิกขาบท ข้ึนต้ังไว้ว่า
“ปาจิตติยกัณฑ์” ได้ยกปาฏิเทสนียะ ๔ สิกขาบทข้ึนตั้งไว้ว่า “ปาฏิเทสนียกัณฑ์” ได้ยก
เสขิยะ ๗๕ สกิ ขาบทข้ึนต้งั ไวว้ ่า “เสขยิ กัณฑ์” ไดย้ กธรรม ๗ อย่างขึน้ ตัง้ ไวว้ ่า “อธกิ รณสมถะ”

คร้ันยกมหาวิภังค์ข้ึนสู่สังคายนาแล้วก็ยกภิกขุนีวิภังค์ข้ึนสู่สังคายนา แล้วยกขันธกะ
(คือมหาวรรคและจูฬวรรค) และปริวารข้ึนสู่สังคายนา เป็นอันว่าได้ยกพระวินัยปิฎกข้ึนสู่
สงั คายนาแล้ว พอปุจฉาวสิ ชั นาจบ พระอรหนั ตท์ งั้ ๕๐๐ รปู ก็ได้สาธยายโดยท�ำนองทย่ี กขน้ึ
สู่สงั คายนานน่ั แล

พระวินัยปิฎกท้ังหมดมี ๑๖๙ ภาณวาร ท่านแบ่งพระวินัยปิฎกเป็น ๓ ส่วน คือ
(๑) อภุ โตวภิ งั ค์มี ๖๔ ภาณวาร (๒) ขันธกะ (มหาวรรคและจฬู วรรค)มี ๘๐ ภาณวาร (๓) ปริวาร
มี ๒๕ ภาณวาร (วิ.อ. ๑/๑๕,๑๗, สารตถฺ .ฏีกา ๑/๗๕,๘๓)

ค�ำว่า “ภาณวาร” แปลว่า “วาระแห่งการสวด” ๑ ภาณวาร หมายถึงวาระแห่ง
การสวด ๑ จบ ๑๐๐ ภาณวาร หมายถงึ วาระแหง่ การสวด ๑๐๐ จบ
ทา่ นอธบิ ายไว้ว่า ๑ ภาณวาร มีจ�ำนวนอกั ษรประมาณ ๘,๐๐๐ อักษร
ภาณวาโรติ :-
อฏฺกฺขรา เอกปทํ เอกคาถา จตปุ ปฺ ทํ
คาถา เจกา มโต คนโฺ ถ คนโฺ ถ พาตฺตสึ ตกขฺ โร.
พาตฺตึสกขฺ รคนถฺ านํ ปญฺาสทฺวสิ ตํ ปน
ภาณวาโร มโต เอโก สวฺ ฏฺ กขฺ รสหสฺสโกต.ิ

เอวํ อฏฺกฺขรสหสฺสปริมาโณ ปาโ วุจฺจติ, ภณิตพฺโพ วาโร ยสฺสาติ หิ ภาณวาโร,
เอเกน สชฌฺ ายนมคฺเคน กเถตพพฺ วาโร (ท.ี สี.ฏกี า(อภินว) ๑/๙๗)

อกั ษร (พยางค์) ๘ อักษร นับเป็น ๑ บท
๔ บทนบั เป็น ๑ คาถา ๑ คาถานบั เปน็ ๑ คันถะ
๑ คนั ถะมี ๓๒ อกั ษร ๒๕๐ คนั ถะ นบั เปน็ ๑ ภาณวาร
๑ ภาณวาร มปี ระมาณ ๘,๐๐๐ อกั ษร
พระบาลปี ระมาณ ๘,๐๐๐ อกั ษร นบั เปน็ ๑ ภาณวาร คอื วาระที่จะพงึ สวดสาธยาย
คร้ังหนงึ่
พระวนิ ยั ปฎิ ก ๕ คัมภรี ์ ๘ เล่มหนงั สอื มีจ�ำนวน ๑๖๙ ภาณวาร คดิ เป็นตวั อักษรหรือ
พยางคก์ ็ตกประมาณ ๑,๓๕๒,๐๐๐ อกั ษร (หนึง่ ล้านสามแสนห้าหมนื่ สองพันอกั ษร)
แตค่ ัมภรี ท์ ี่แต่งเป็นคาถาล้วนบางคมั ภรี น์ บั ๑ ปรจิ เฉทเปน็ ๑ ภาณวาร ปริจเฉทหน่งึ

เล่มที่ ๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๗ 217

ก็มี ๘๐ คาถาบ้าง ๗๐ คาถาบา้ ง เชน่ คัมภรี ์ทปี วงศ์
เม่ือสังคายนาพระวินัยปิฎกเสร็จเรียบร้อย พระสังคีติกาจารย์ท้ังหลาย ได้มอบหมาย

ให้ท่านพระอุบาลรี ับไปบอกนสิ ิตของตนใหศ้ ึกษาทรงจ�ำสืบต่อ
หลังจากนน้ั ได้เริม่ สังคายนาพระธรรม ทา่ นพระมหากสั สปะเปน็ ผู้ถามพระสูตรตา่ ง ๆ

ว่าพระผู้มพี ระภาคทรงแสดงทไ่ี หน ปรารภใคร เพราะเรอื่ งอะไร
ทา่ นพระอานนทก์ ต็ อบวา่ แสดงท่ีเมอื งน้นั ปรารภบุคคลน้ัน เพราะเรอื่ งนน้ั
ทา่ นพระมหากสั สปะไดถ้ ามทา่ นพระอานนทถ์ งึ นทิ านบา้ ง บคุ คลบา้ ง แหง่ พระสตู รนน้ั ๆ

โดยท�ำนองน้ัน ได้ถามตอบจนจบนิกายท้ัง ๕ คือ ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย
องั คุตตรนกิ าย ขุททกนกิ าย

ทีฆนิกายมีพระสูตร ๓๔ สูตร มัชฌิมนิกายมีพระสูตร ๑๕๐ สูตร สังยุตตนิกาย
มพี ระสตู ร ๗,๗๖๒ สูตร อังคุตตรนิกายมพี ระสูตร ๘,๕๕๗ สูตร

ขทุ ทกนิกายมี ๑๕ ประเภท คอื
๑. ขทุ ทกปาฐะ ๒. ธัมมบท
๓. อทุ าน ๔. อิติวุตตกะ
๕. สตุ ตนบิ าต ๖. วิมานวัตถุ
๗. เปตวัตถุ ๘. เถรคาถา
๙. เถรีคาถา ๑๐. ชาดก
๑๑. นิทเทส ๑๒. ปฏิสัมภิทามรรค
๑๓. อปทาน ๑๔. พุทธวงศ์
๑๕. จรยิ าปิฎก
ในการสังคายนาพระสูตรน้ีพอสังคายนาทีฆนิกายประมาณ ๖๔ ภาณวารจบ
พระสงั คตี กิ าจารยไ์ ดม้ อบหมายใหท้ า่ นพระอานนท์ รบั ไปบอกนสิ ติ ของตนใหศ้ กึ ษาทรงจ�ำสบื ตอ่
เมือ่ สังคายนามชั ฌมิ นกิ ายประมาณ ๘๐ ภาณวารจบ พระสังคีตกิ าจารย์ไดม้ อบหมาย
ให้นิสิตทง้ั หลายของทา่ นพระสารีบตุ รรบั ไปศกึ ษาทรงจ�ำสบื ต่อ
เมื่อสังคายนาอังคุตตรนิกายประมาณ ๑๒๐ ภาณวารจบ พระสังคีติกาจารย์ได้
มอบหมายใหท้ า่ นพระอนุรทุ ธะรบั ไปบอกใหน้ ิสิตของตนศึกษาทรงจ�ำสืบตอ่ (ดู วิ. อ. ๑/๕-๓๐,
สารตถฺ .ฏกี า ๑/๗๔-๗๙)
ในการมอบหมายหน้าที่ศึกษาทรงจ�ำพระธรรมวินัยนี้ พระมหาเถระท้ังหลายได้
มอบหมายพระธรรมวินัยเป็นส่วน ๆ แกค่ ณะหนึ่ง ๆ เพอ่ื มใิ หพ้ ระปรยิ ัตอิ ันตรธานไป โดยมอบ

218 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระวนิ ยั ปิฎก

หมายวา่ ทา่ นทงั้ หลาย จงบรหิ ารพระธรรมวนิ ยั สว่ นนี้ ทงั้ พระบาลแี ละอรรถกถา ถา้ สามารถจะ
เลา่ เรยี นมากกวา่ นนั้ ก็ได้ ไดม้ อบหมายหนา้ ท่ีทรงจ�ำสบื ตอ่ พระธรรมวนิ ัยทัง้ สิ้นเปน็ สว่ น ๆ

พระสาวกทั้งหลายท่ีรับหน้าท่ีศึกษาทรงจ�ำสืบต่อพระธรรมวินัย ก็จะถูกขนานนาม
ตามช่ือนิกายนั้น ๆ ผู้ทรงจ�ำทีฆนิกาย เรียกว่า ทีฆภาณกาจารย์ ผู้ทรงจ�ำมัชฌิมนิกาย
เรียกว่า มัชฌิมภาณกาจารย์ ผู้ทรงจ�ำสังยุตตนิกาย เรียกว่า สังยุตตภาณกาจารย์ ผู้ทรงจ�ำ
อังคุตตรนิกาย เรียกว่า อังคุตตรภาณกาจารย์ ผู้ทรงจ�ำชาดก เรียกว่า ชาตกภาณกาจารย์
ผทู้ รงจ�ำพระอภธิ รรมปฎิ ก เรยี กวา่ อาภธิ มั มกิ าจารย์ สว่ นผทู้ รงจ�ำพระวนิ ยั เรยี กวา่ พระวนิ ยั ธร

พระสาวกเหลา่ นน้ั ซงึ่ รบั หนา้ ทท่ี รงจ�ำพระธรรมวนิ ยั จะละทงิ้ สว่ นทเี่ ปน็ ภาระหนา้ ทข่ี อง
ตนไปศกึ ษาเลา่ เรยี นส่วนอืน่ ไมไ่ ด้ (วมิ ติ.ฏีกา ๒/๒๗)

เมอ่ื สงั คายนาพระสตู ร ๔ นกิ ายคอื ทฆี นกิ าย มชั ฌมิ นกิ าย สงั ยตุ ตนกิ าย องั คตุ ตรนกิ าย
จบลงแล้ว ก็ได้สังคายนาพระอภิธรรมปิฎก พอถามตอบพระอภิธรรมปิฎกเสร็จ พระอรหันต์
๕๐๐ รูป กไ็ ด้กระท�ำการสาธยาย ตามนัยท่ถี ามตอบกัน

ต่อจากนั้นได้กระท�ำการสังคายนาชาดก มหานิทเทส ปฏิสัมภิทามรรค อปทาน
สตุ ตนิบาต ขทุ ทกปาฐะ ธมั มบท อุทาน อิตวิ ตุ ตกะ วิมานวัตถุ เปตวตั ถุ เถรคาถา เถรคี าถา
ตัง้ ไวว้ ่า “ขุททกนกิ าย”

ทีฆภาณกาจารย์มีมติว่า พระสังคีติกาจารย์ผู้ท�ำสังคายนาครั้งที่ ๑ จัดขุททกนิกาย
เขา้ ในพระอภิธรรมปิฎก

มัชฌมิ ภาณกาจารยม์ ีมติวา่ ขุททกนิกายทั้งหมดกบั จริยาปิฎกและพุทธวงศ์นบั เน่อื งใน
พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

ในการสังคายนาจดั หมวดหมพู่ ระธรรมวินยั น้นั พระสังคีติกาจารยไ์ ดจ้ ัดพระพทุ ธพจน์
ท้ังหมดโดยนยั ต่าง ๆ คือ

๑. จัดเป็น ๑ อย่าง ด้วยอ�ำนาจรส พระพุทธพจน์ทั้งหมดท่ีพระผู้มีพระภาคทรง
พร�่ำสอนเทวดามนุษย์นาคและยักษ์เป็นต้นและที่ทรงอุทานด้วยพระองค์เองตั้งแต่ ตรัสรู้
พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณจนถึงเสด็จดับขันธปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
ตลอด ๔๕ ปี มีรสเดียว คือ วมิ ุตตริ ส

๒. จัดเปน็ ๒ อย่าง คอื (๑) ธรรม (๒) วินัย
๓. จัดเปน็ ๓ อยา่ ง คือ (๑) ปฐมพทุ ธพจน์ (๒) มัชฌิมพุทธพจน์ (๓) ปัจฉมิ พุทธพจน์

ปฐมพทุ ธพจน์ ได้แก่ คาถาพทุ ธอทุ านวา่
อเนกชาตสิ สํ ารํ สนธฺ าวสิ สฺ ํ อนิพพฺ ิสํ
คหการํ คเวสนฺโต ทุกฺขา ชาติ ปุนปปฺ นุ ํ.

เลม่ ที่ ๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๗ 219

คหการก ทิฏโฺ ส ิ ปนุ เคหํ น กาหสิ
สพฺพา เต ผาสกุ า ภคฺคา คหกูฏํ วสิ งขฺ ตํ
วสิ งฺขาคตํ จติ ตฺ ํ ตณหฺ านํ ขยมชฺฌคา.

(ข.ุ ธ. ๒๕/๑๕๓-๑๕๔/๔๔)
เราเมื่อตามหานายช่างผ้สู ร้างเรือนไม่พบ
จงึ ทอ่ งเที่ยวไปในสงสาร เป็นอเนกชาติ
การเกิดบอ่ ย ๆ เป็นทุกข์
นายช่างเอย๋ เราพบท่านแลว้ ท่านจะสร้างเรอื นไมไ่ ด้อกี
ซี่โครงทุกซ่ขี องท่านเราหักแล้ว ยอดเรอื นเรากร็ อ้ื แลว้
จติ ของเราถงึ ธรรมปราศจากเครอื่ งปรงุ แตง่ แลว้
เราไดบ้ รรลธุ รรมเปน็ ทส่ี ้นิ ตณั หาแล้ว
น้ีจดั เป็นปฐมพุทธพจน์
มัชฌิมพุทธพจน์ ได้แก่พระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่เวไนยสัตว์
ช่วงหลังตรสั รจู้ นถงึ ก่อนดบั ขันธปรนิ พิ พาน
น้ีจดั เปน็ มชั ฌิมพทุ ธพจน์
ปจั ฉมิ พทุ ธพจน์ ไดแ้ กป่ จั ฉมิ โอวาททท่ี รงประทานแกภ่ กิ ษทุ ง้ั หลายในกาลใกลจ้ ะเสดจ็
ดบั ขนั ธปรนิ พิ พานว่า “หนฺท ทานิ ภกิ ขฺ เว อามนฺตยามิ โว วยธมฺมา สงขฺ ารา, อปฺปมาเทน
สมฺปาเทถ” (ท.ี ม. ๑๐/๒๑๘/๑๓๕)
“ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนเธอท้ังหลาย สังขารทั้งหลายมีความเส่ือมไปเป็น
ธรรมดา เธอทงั้ หลายจงท�ำหน้าท่ีใหส้ �ำเร็จดว้ ยความไมป่ ระมาทเถิด”
น้ีจดั เปน็ ปจั ฉมิ พทุ ธพจน์
๔. จัดเปน็ ๓ อย่าง ดว้ ยอ�ำนาจปฎิ ก คอื (๑) พระวินัยปิฎก (๒) พระสตุ ตันตปฎิ ก
(๓) พระอภิธรรมปิฎก
๕. จัดเป็น ๕ อย่าง ด้วยอ�ำนาจนิกาย คือ (๑) ทีฆนิกาย (๒) มัชฌิมนิกาย
(๓) สงั ยุตตนิกาย (๔) อังคุตตรนกิ าย (๕) ขุททกนิกาย
๖. จัดเปน็ ๙ อย่าง ดว้ ยอ�ำนาจองค์ คอื
(๑) สุตตะ ไดแ้ กอ่ ุภโตวิภังค์ นทิ เทส ขันธกะ ปริวาร พระสูตรในสุตตนิบาต และ
พระพทุ ธพจน์อน่ื ๆ ที่มีช่ือวา่ สตุ ตะหรือสุตตันตะ
(๒) เคยยะ ได้แก่ความท่ีมีร้อยแก้วและร้อยกรองผสมกัน หมายถึงพระสูตรที่มี
คาถาท้ังหมดโดยเฉพาะสคาถวรรคในสังยุตตนิกาย


Click to View FlipBook Version