70 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระวินยั ปฎิ ก
เสขิยะ ๗๕ เป็นสาธารณสิกขาบทท้ังหมด เน้ือความของแต่ละสิกขาบท มีนัยดังท่ี
ได้แสดงไว้แล้วในเสขิยกัณฑ์ของภิกษุสงฆ์ (ดูวินัยปิฎกแปล เล่ม ๒/๕๗๖-๖๕๔/๖๔๙-๗๓๕,
กงขฺ า. ๙๔-๑๐๒)
๗. อธิกรณสมถะ ว่าดว้ ยวิธรี ะงับอธกิ รณ์
ค�ำวา่ อธิกรณสมถะ ประกอบดว้ ยค�ำ ๒ ค�ำ คอื อธิกรณะ แปลวา่ เหตุ โทษ เร่ืองราว
คดีความ ในที่นีห้ มายถึงเรอ่ื งท่ีเกิดข้ึนในสงฆ์ เป็นสง่ิ ทส่ี งฆ์จะต้องด�ำเนนิ การ และค�ำวา่ สมถะ
แปลว่า การระงับ การท�ำให้สงบ รวมเป็นอธิกรณสมถะ แปลว่า ธรรมเครื่องระงับอธิกรณ์
หรอื วิธีการเพือ่ ระงบั อธิกรณ์
อธกิ รณสมถะ มี ๗ ประการ ไดแ้ ก่
๑. สัมมุขาวินัย ระงับในที่พร้อมหน้าสงฆ์ พร้อมหน้าบุคคล พร้อมหน้าวัตถุ และ
พรอ้ มหน้าธรรม
ค�ำว่า “พร้อมหน้าสงฆ์” คือภิกษุณีเข้าประชุมครบองค์ประชุมตามที่ก�ำหนดไว้ใน
แตล่ ะกรณี ค�ำวา่ “พร้อมหน้าบคุ คล” คือคู่กรณหี รือบคุ คลท่ีเก่ียวขอ้ งในเรื่องนน้ั อยู่พร้อมกัน
ค�ำวา่ “พรอ้ มหนา้ วตั ถ”ุ คอื ยกเรอ่ื งทเี่ กดิ นน้ั ขนึ้ มาวนิ จิ ฉยั ค�ำวา่ “พรอ้ มหนา้ ธรรม” คอื วนิ จิ ฉยั
ถูกต้องโดยธรรมวินยั
๒. สติวินัย ระงบั โดยประกาศสมมตใิ ห้วา่ เป็นพระอรยิ ะผู้มสี ตสิ มบรู ณ์
ค�ำวา่ “สตวิ นิ ยั ” คอื วธิ รี ะงบั อธกิ รณโ์ ดยเอาสตขิ น้ึ เปน็ หลกั ในกรณที ม่ี ผี โู้ จทพระอรหนั ต์
ด้วยสีลวิบัติ สงฆ์จะสวดประกาศสมมติให้แก่ผู้เป็นพระอรหันต์น้ันว่า “ท่านผู้น้ีมีสติสมบูรณ์”
เป็นการบอกใหร้ วู้ า่ ใครจะโจทพระอรหันตด์ ว้ ยอาบตั ิไม่ได้
๓. อมฬู หวินัย ระงับโดยยกประโยชน์ให้วา่ ตอ้ งอาบตั ใิ นขณะเป็นบา้
ค�ำว่า “อมูฬหวินัย” คือวิธีระงับอธิกรณ์โดยยกประโยชน์แก่ภิกษุณีที่หายเป็นบ้าแล้ว
ในกรณีท่ีมีผู้โจทภิกษุณีนั้นด้วยอาบัติท่ีต้องในขณะเป็นบ้า สงฆ์จะสวดประกาศสมมติเพื่อ
ไมใ่ ห้ใคร ๆ โจทเธอดว้ ยอาบัติ
๔. ปฏิญญาตกรณะ ระงับตามค�ำรบั ของจ�ำเลย
ค�ำว่า “ปฏิญญาตกรณะ” คือวิธีระงับอธิกรณ์โดยปรับอาบัติตามค�ำรับสารภาพของ
จ�ำเลย การแสดงอาบัติกถ็ อื ว่าเปน็ ปฏิญญาตกรณะเชน่ เดยี วกัน
๕. เยภุยยสิกา ระงับตามเสียงข้างมาก
ค�ำวา่ “เยภยุ ยสกิ า” คอื วธิ รี ะงบั อธกิ รณโ์ ดยตดั สนิ ตามเสยี งขา้ งมาก สงฆจ์ ะใชว้ ธิ กี ารน้ี
ในกรณที ีบ่ ุคคลหลายฝ่ายมคี วามเหน็ ไม่ตรงกนั
เลม่ ที่ ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓ 71
๖. ตัสสปาปิยสิกา ระงับโดยการลงโทษแกผ่ ูท้ �ำผิด
ค�ำว่า “ตัสสปาปยิ สกิ า” คือวิธรี ะงับอธกิ รณโ์ ดยตัดสินลงโทษแกผ่ ูก้ ระท�ำผิด เม่ือสงฆ์
พจิ ารณาตามหลกั ฐานพยานแล้วเหน็ วา่ มีความผดิ จริง แม้เธอจะไมร่ บั สารภาพ
๗. ตณิ วตั ถารกะ ระงบั โดยการประนปี ระนอม
ค�ำวา่ “ตณิ วตั ถารกะ” คอื วธิ รี ะงบั อธกิ รณโ์ ดยการทที่ ง้ั ๒ ฝา่ ยประนปี ระนอมกนั เปรยี บ
เหมือนเอาหญา้ กลบไว้ ไม่ตอ้ งช�ำระสะสางคดคี วาม วธิ นี ีใ้ ชร้ ะงบั อธกิ รณ์ทีย่ งุ่ ยาก อาจจะเป็น
อนวุ าทาธกิ รณห์ รอื อาปัตตาธิกรณ์ เช่น กรณพี พิ าทกันของภกิ ษชุ าวกรงุ โกสัมพี (วิ.จู. ๗/๑๘๕-
๒๑๔/๒๑๘-๒๔๔, วิ.ป. ๘/๒๗๕/๒๑๐, ว.ิ อ. ๓/๑๘๖-๒๑๔/๒๙๒-๒๙๕, กงฺขา.ฏีกา ๔๗๐)
วิธีระงบั อธกิ รณ์
อธกิ รณม์ ี ๔ ประการ คอื (๑) ววิ าทาธกิ รณ์ การเถยี งกนั เกยี่ วกบั พระธรรมวนิ ยั วา่ นเ้ี ปน็
พระธรรมวนิ ยั ทพี่ ระพทุ ธเจา้ ตรสั ไว้ นไ้ี มใ่ ชพ่ ระธรรมวนิ ยั ทพี่ ระพทุ ธเจา้ ตรสั ไวเ้ ปน็ ตน้ (๒) อนวุ า
ทาธกิ รณ์ เรอื่ งการกลา่ วหา ใสค่ วาม โจทกัน ดว้ ยอาบัติต่าง ๆ เชน่ ภิกษรุ ูปนร้ี ปู นัน้ ต้องอาบตั ิน้ี
ประพฤติอย่างนี้ มีความผิด อย่างนี้ (๓) อาปัตตาธิกรณ์ เรื่องการต้องอาบัติ การปรับอาบัติ
และการแก้ตวั ให้ พน้ จากอาบัติ (๔) กิจจาธิกรณ์ กจิ ธรุ ะต่าง ๆ ทีส่ งฆ์จะตอ้ งท�ำ เช่น การสวด
พระ ปาติโมกข์ การอุปสมบท (ว.ิ ป. ๘/๒๗๕/๒๑๐, ว.ิ อ. ๓/๓๒๕/๔๖๕, กงขฺ า.อ. ๓๓๖-๓๓๗)
๑. วิวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสัมมุขาวนิ ยั และเยภุยยสิกา
๒. อนวุ าทาธิกรณ์ ระงับดว้ ยสัมมขุ าวินัย สติวนิ ัย อมฬู หวนิ ยั และตสั สปาปยิ สกิ า
๓. อาปตั ตาธกิ รณ์ ระงับด้วยสมั มขุ าวินัย ปฏิญญาตกรณะ และตณิ วัตถารกะ
๔. กิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสัมมุขาวินยั (กงฺขา.อ.๓๓๘-๓๓๙)
ขอ้ สังเกต
พระวนิ ยั ปิฎก เลม่ ๑ - ๒ คอื มหาวภิ งั ค์ ภาค ๑ และ ๒ วา่ ด้วยบทบัญญัตติของภกิ ษุ
สงฆ์ ๒๒๗ สิกขาบท ส่วนพระวินยั ปิฎก เล่ม ๓ คอื ภกิ ขุนีวภิ ังค์ ว่าดว้ ยบทบญั ญตั ิของภกิ ษุณี
สงฆ์ ๓๑๑ สิกขาบท
สิกขาบทเหล่านี้มีความเหมือนกันเป็นส่วนมากในด้านเหตุเกิด วัตถุประสงค์ และการ
บงั คบั ใช้ พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัตใิ นเมือ่ เกิดเรือ่ งทไี่ ม่ดีงามขึน้ ในสงฆ์ เพอ่ื ความรับวา่ ดแี ห่ง
สงฆเ์ ปน็ ตน้ และปรบั อาบตั แิ กผ่ ลู้ ว่ งละเมดิ สกิ ขาบทนนั้ ๆ ยก เวน้ ผเู้ ปน็ ตน้ บญั ญตั (ิ อาทกิ มั มกิ ะ)
72 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระวนิ ยั ปิฎก
ปัญหาว่าด้วยล�ำดับก่อนหลังแห่งการทรงบัญญัติสิกขาบททั้งของภิกษุสงฆ์และ
ภกิ ษณุ สี งฆ์ ยงั เปน็ ประเดน็ ทม่ี กี ารหยบิ ยกขนึ้ มาอภปิ รายกนั อยู่ ไมม่ หี ลกั ฐานในคมั ภรี ท์ บ่ี ง่ บอก
ชดั เจนวา่ มลี �ำดบั กอ่ นหลงั อยา่ งไร แตเ่ ปน็ ทช่ี ดั เจนวา่ พระผมู้ พี ระภาค ทรงบญั ญตั ปิ ฐมปาราชกิ
แก่ภิกษุสงฆ์ก่อน ณ กรุงเวสาลี และทรงบัญญัติสังฆาทิเสส สิกขาบทในตอนท่ีพระอุทายี
และพระเทวทตั ยังมชี ีวติ อยู่ ซ่งึ เป็นช่วงแหง่ การบ�ำเพญ็ พุทธกจิ พรรษาที่ ๑๕-๑๖
พระผ้มู พี ระภาคทรงบญั ญัติปาจติ ตยี ์สกิ ขาบทท่ี ๘ แห่งสัปปาณกวรรคเมอื่ พระอรฏิ ฐะ
กลา่ วตพู่ ระธรรมเทศนา และทรงบญั ญตั อิ สาธารณปาราชกิ สกิ ขาบทท่ี ๓ เมอื่ ภกิ ษณุ ถี ลุ ลนนั ทา
ประพฤติตามแบบอย่างพระอริฏฐะ ข้อนี้พอเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า ทรงบัญญัติอสาธารณ-
ปาราชกิ ที่ ๓ ภายหลงั จากทีท่ รงบญั ญตั ปิ าจติ ตีย์ สกิ ขาบทที่ ๘ แหง่ สัปปาณกวรรคไดไ้ มน่ าน
สว่ นนสิ สคั คยิ ปาจติ ตยี ์ ปาจติ ตยี ์ ปาฏเิ ทสนยี ะ เสขยิ ะ และอธกิ รณสมถะ ทรงบญั ญตั ใิ น
ช่วงเวลาที่ไมห่ า่ งกันมากนกั ทง้ั แก่ภิกษุสงฆ์และภิกษณุ สี งฆ์ เหน็ ได้จากข้อความหลายสิกขาบท
ทีม่ ภี กิ ษุฉพั พคั คียแ์ ละภิกษณุ ีฉพั พคั คีย์เกยี่ วข้องอยู่
ประเดน็ ท่ีน่าศึกษา ก็คือ ค�ำวา่ “บวชให้หรอื อุปสมบทให้” ในปาจติ ตยิ กณั ฑ์ ของภกิ ษุ
สงฆ์ ใช้ภาษาบาลีวา่ “อุปสมฺปาเทยฺย, อปุ สมฺปาเทสสฺ าม”ิ (ว.ิ มหา. ๒/๔๐๓-๔๐๕/๕๑๕-๕๑๖)
สว่ นปาจติ ตยิ กณั ฑข์ องภกิ ษณุ สี งฆใ์ ชค้ �ำวา่ “วฏุ ฺ าเปยยฺ ” (ดเู ลม่ สมบรู ณ์ ๑๑๒๐-๑๑๒๑/๓๒๓)
และเปน็ ทแ่ี นน่ อนวา่ ทงั้ ๒ ค�ำนม้ี คี วามหมาย เดยี วกนั เพราะในสกิ ขาบทวภิ งั คแ์ หง่ สกิ ขาบทท่ี ๑
เปน็ ตน้ ในกมุ ารภี ตู วรรค อธบิ ายวา่ “วฏุ ฺ าเปยยฺ าติ อปุ สมปฺ าเทยยฺ ” (ว.ิ ภกิ ขฺ นุ .ี ๓/๑๐๖๙-๑๖๘)
ประเดน็ ทนี่ า่ พจิ ารณาตอ่ มา กค็ อื ค�ำวา่ “อุปสมฺปาเทยฺย” และ “วฏุ ฺาเปยยฺ ” น้ีใช้
ในกรณีต่างกัน ค�ำว่า “อุปสมฺปาเทยฺย - บวชให้หรืออุปสมบทให้” ใช้ในกรณีท่ีเป็นการบวช
ให้กลุ บุตรทันทที ่มี าขอบวช โดยไมต่ อ้ งผ่านกระบวนการอน่ื ๆ ส่วนค�ำวา่ “วฏุ ฺาเปยยฺ - บวช
ให้หรืออุปสมบทให้” ใช้ในกรณีที่เป็นการบวชกุลกุมารีกุลสตรีหลังจากท่ีเธอขอประพฤติตน
เป็นสิกขมานา สมาทานปฏิบัติธรรม ๖ ข้อครบ ๒ ปีแล้ว มีลักษณะเหมือนกับการอยู่กรรม
ค�ำว่า “วฏุ ฺ าปน” แปลวา่ การใหอ้ อก หมายถึงการใหเ้ ธอพ้นจากความเป็นสกิ ขมานา ให้ออก
จากการปฏบิ ตั ธิ รรม ๖ ขอ้ แลว้ ก้าวขึ้นสคู่ วามเป็นภิกษุณี
ล�ำดบั เนอ้ื หา
ล�ำดับเนื้อหาของปาราชิกกัณฑ์ สังฆาทิเสสกัณฑ์ นิสสัคคิยกัณฑ์ ปาจิตติยกัณฑ์
ปาฏเิ ทสนียกัณฑ์ เสขยิ กณั ฑ์ ดังกลา่ วมา ด�ำเนนิ ไปในลักษณะเดยี วกนั ดังน้ี
๑. ต้นบญั ญตั ิ เล่าเร่ืองภกิ ษณุ ีผเู้ ปน็ อาทิกัมมกิ ะ คือผู้ประพฤติเสียหายในกรณีนั้น ๆ
เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓ 73
เป็นรายแรกท่ีพระพุทธเจ้าทรงยกข้ึนเป็นต้นเหตุเพ่ือการบัญญัติสิกขาบท เช่น ภิกษุณีสุนทรี
นนั ทายนิ ดกี ารถกู ตอ้ งกายกบั นายสาฬหะ เปน็ เหตใุ หท้ รงบญั ญตั ิ ปาราชกิ สกิ ขาบท หา้ มภกิ ษณุ ี
ผู้ก�ำหนดั ถูกตอ้ งกายกบั ชายผู้ก�ำหนดั
๒. พระบญั ญตั ิ คอื สกิ ขาบททพี่ ระพทุ ธเจา้ ทรงบญั ญตั เิ ปน็ ขอ้ หา้ มมใิ หภ้ กิ ษณุ ลี ว่ งละเมดิ
มีบทก�ำหนดโทษหรอื ปรบั อาบตั ผิ ้ลู ว่ งละเมิด ถ้าเปน็ การบญั ญัติสกิ ขาบท ในครง้ั แรก เรียกวา่
มูลบัญญตั ิ เช่น มลู บัญญตั ขิ องปาจติ ตียส์ กิ ขาบทท่ี ๑ แหง่ อารามวรรคว่า “กภ็ กิ ษณุ ีใดเขา้ ไป
ส่อู ารามโดยไมบ่ อก ตอ้ งอาบัตปิ าจติ ตยี ์”
ถ้ามีการบัญญัติเพ่ิมเติมข้อความสิกขาบทนั้น เพื่อความรอบคอบรัดกุม สิกขาบท
ท่ีทรงบัญญัติเพ่ิมเติมน้ีเรียกว่า อนุบัญญัติ เช่น อนุบัญญัติของปาจิตตีย์ สิกขาบทที่ ๑
แหง่ อารามนเ้ี องวา่ “อนง่ึ ภกิ ษณุ ใี ดเขา้ ไปสอู่ ารามทม่ี ภี กิ ษอุ ยู่ โดย ไมบ่ อก ตอ้ งอาบตั ปิ าจติ ตยี ”์
และถ้ามีกรณีในลักษณะเดียวกันเกิดข้ึนอีก และทรงพิจารณาเห็นว่าสิกขาบทยัง
ไม่รัดกุมพอ ก็จะทรงบัญญัติอนุบัญญัติ ๒,๓ เพิ่มเติมอีกก็ได้ เช่น อนุบัญญัติ ของปาจิตตีย์
สิกขาบทท่ี ๑ แห่งอารามวรรคน้ีว่า “อน่ึง ภิกษุณีใดรู้อยู่ เข้าไปสู่อารามท่ีมีภิกษุอยู่
โดยไม่บอก ตอ้ งอาบตั ปิ าจติ ตีย”์
๔. สกิ ขาบทวิภังค์และบทภาชนยี ์ ค�ำว่า สกิ ขาบทวิภงั ค์ หมายถงึ การจ�ำแนกความ
สิกขาบท เป็นการอธิบายความหมายของศัพท์หรือข้อความในพระบัญญัติ เช่น ในสิกขาบท
วิภังค์ของปาจิตตีย์สิกขาบทท่ี ๑ แห่งลสุณวรรค ท่านอธิบายความหมายของ “กระเทียม”
ในสิกขาบทน้ีว่า
ทช่ี ื่อวา่ กระเทียม พระผ้มู ีพระภาคตรสั หมายถงึ กระเทียมทชี่ ือ่ ว่ามาคธกิ ะ (กระเทียม
ทีเ่ กิดในแคว้นมคธ)
ค�ำว่า บทภาชนยี ์ แปลว่า การจ�ำแนกแยกแยะความหมายของบท เปน็ การน�ำเอาบท
หรอื ค�ำในสกิ ขาบทวภิ งั คม์ าขยายความเพิ่มเติมอกี ในคมั ภรี ภ์ ิกขนุ ีวิภงั คน์ ้ี มักจะไมน่ �ำเอาศพั ท์
ที่มีการจ�ำแนกความในสิกขาบทวิภังค์แล้วมาขยายความเพิ่มเติม แต่จะอธิบายความเพิ่มเติม
ในสว่ นทว่ี ่าดว้ ยการปรับอาบตั ิ เช่น บทภาชนีย์ของปาจติ ตยี ์สิกขาบทที่ ๑ แหง่ ลสุณวรรคนีว้ ่า
กระเทยี ม ภกิ ษุณสี �ำคัญวา่ เป็นกระเทยี ม ฉนั ต้องอาบัตปิ าจิตตยี ์...
ไมใ่ ช่กระเทียม ภิกษณุ สี �ำคญั วา่ เปน็ กระเทยี ม ฉนั ต้องอาบตั ทิ กุ กฏ...
สันนิษฐานว่า ค�ำอธิบายตัวสิกขาบทดังที่ปรากฏในสิกขาบทวิภังค์และบทภาชนีย์น้ัน
พระผู้มีพระภาคทรงประทานวินิจฉัยไว้บ้าง พระอุบาลีเถระอธิบายไว้บ้าง สมด้วยกับค�ำที่
พระธรรมปาลเถระแห่งอินเดียใต้ ผู้มีชีวิตอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ กล่าวไว้ในคัมภีร์
74 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระวนิ ยั ปฎิ ก
ธัมมสังคณีฎีกา(๑/๑๓/๑๓)ว่า “ปฐมสงฺคีติยํ ยา อฏฺกถา สงฺคีตาติวจเนน สา ภควโต
ธรมานกาเลปิ อฏฺกถา สํวิชฺชติ อรรถกถาที่พระสังคีติกาจารย์ร้อยกรองไว้เม่ือคราว
ปฐมสงั คายนานนั้ เปน็ อรรถกถาทีม่ อี ยใู่ นสมยั ทพี่ ระผมู้ พี ระภาคทรงพระชนม์อยู”่
๔. อนาปตั ตวิ าร วา่ ดว้ ยขอ้ ยกเวน้ ส�ำหรบั ภกิ ษณุ ผี ลู้ ว่ งละเมดิ สกิ ขาบทโดยไมต่ อ้ งอาบตั ิ
เชน่ ปาราชกิ สกิ ขาบทท่ี ๑ ว่าด้วยการถกู ตอ้ งกายกับชายผ้กู �ำหนัด มีข้อยกเว้นไม่ปรับอาบตั ิแก่
ภกิ ษุผูถ้ กู ตอ้ งกายกบั ชายผูก้ �ำหนัด ในกรณีตอ่ ไปน้ี (๑) ภกิ ษณุ ีผู้ไม่จงใจ (๒) ภกิ ษุณผี ้เู ผลอสติ
(๓) ภิกษณุ ีผไู้ มร่ ู้ (๔) ภกิ ษุณีผู้ไมม่ ีความยินดี (๕) ภิกษุณผี วู้ กิ ลจริต (๖) ภิกษณุ ผี ้มู ีจิตฟงุ้ ซา่ น
(๗) ภกิ ษุณีผ้กู ระสับกระสา่ ยเพราะเวทนา (๘) ภิกษุณีตน้ บัญญตั ิ
ส่วนอธกิ รณสมถะ ๗ มเี นอ้ื ความด�ำเนินไปตามล�ำดับดังกลา่ วมาแล้ว
สรุปวา่ พระวนิ ยั ปฎิ ก เล่ม ๓ ภกิ ขุนีวภิ งั ค์ นมี้ ีเน้ือหาประกอบด้วยปาราชิกกัณฑ์
๘ สกิ ขาบท สังฆาทเิ สสกัณฑ์ ๑๗ สกิ ขาบท นสิ สัคคยิ กณั ฑ์ ๓๐ สกิ ขาบท ปาจติ ตยิ กัณฑ์
๑๖๖ สิกขาบท ปาฏเิ ทสนยี กณั ฑ์ ๘ สิกขาบท เสขยิ กณั ฑ์ ๗๕ สกิ ขาบท และอธกิ รณสมถะ
๗ รวมเปน็ ๓๑๑ สกิ ขาบท โดยแบง่ เปน็ อสาธารณสกิ ขาบท ๑๓๐ และสาธารณสกิ ขาบท ๑๘๑
เล่มท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๔ 75
พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๔
พระวินยั ปิฎก เล่มท่ี ๔
(มหาวรรค ภาค ๑)
พระวินยั ปฎิ ก๔ มหาวรรค มี ๒ ภาค แบ่งเน้อื หาออกเป็น ๑๐ ขนั ธกะ คอื
๑. มหาวรรค ภาค ๑ มี ๔ ขันธกะ จัดเป็นพระวนิ ยั ปฎิ ก เลม่ ๔ และ
๒. มหาวรรค ภาค ๒ มี ๖ ขันธกะ จัดเป็นพระวินยั ปฎิ ก เล่ม ๕
มหาวรรคท้ัง ๒ ภาค มีเน้ือหาว่าด้วยระเบียบปฏิบัติ ขนบธรรมเนียมประเพณีสงฆ์
เรียกโดยรวมว่า “อภิสมาจาริกสิกขา” ไม่ได้เป็นสิกขาบทบัญญัติ ไม่ได้มาในพระปาติโมกข์
สงฆไ์ มต่ ้องยกขน้ึ แสดงทกุ ครงึ่ เดือน
มหาวรรค แปลวา่ หมวดใหญ่ เน้อื หาในคัมภีร์มหาวรรค ภาค ๑ น้ี เนื่องจาก ไมไ่ ด้เป็น
สิกขาบทบัญญัติ ในกรณีท่ีเป็นข้อหา้ ม ถ้าภกิ ษุลว่ งละเมดิ ไมป่ ฏิบตั ิตาม บางกรณที รงปรับเพยี ง
อาบตั ิทุกกฏ บางกรณปี รับสงู ขึน้ ไปถงึ อาบตั ิถลุ ลจั จัย เชน่
“ภกิ ษุท้ังหลาย โจรท่มี ีช่ือโดง่ ดัง ไม่พึงให้บรรพชา รปู ใดใหบ้ รรพชา ต้องอาบัตทิ ุกกฏ”
(ดูเล่มสมบูรณ์ ๙๑/๑๔๗)
“ภกิ ษุทัง้ หลาย ภิกษไุ ม่พงึ เข้าจ�ำพรรษาในตมุ่ รปู ใดเขา้ จ�ำ ตอ้ งอาบัติทกุ กฏ” (ดเู ล่ม
สมบรู ณ์ ๒๐๔/๓๒๒)
“พวกภิกษุอาคันตุกะได้เห็นอาการของภิกษุที่อยู่ในอาวาส ลักษณะของภิกษุที่อยู่ใน
อาวาส เครื่องหมายของภกิ ษทุ ี่อยใู่ นอาวาส สงิ่ สอ่ แสดงภกิ ษุที่อยู่ในอาวาส ของพวกภกิ ษุท่ีอยู่
ในอาวาส เตยี ง ตง่ั ฟกู หมอน น้ำ� ฉนั นำ�้ ใช้ จดั ไวด้ ี บริเวณกวาดสะอาด คร้นั แลว้ ไมแ่ น่ใจว่า
“มพี วกภกิ ษทุ อี่ ยใู่ นอาวาสอยหู่ รอื ไมม่ หี นอ” ... ภกิ ษเุ หลา่ นนั้ ไมแ่ นใ่ จจงึ คน้ หาจนพบ มงุ่ ความ
แตกรา้ ววา่ “ขอภกิ ษเุ หลา่ นน้ั จงเสอื่ มสญู จงพนิ าศ ภกิ ษเุ หลา่ นน้ั จะมปี ระโยชนอ์ ะไร” ปวารณา
ตอ้ งอาบัติถุลลจั จัย” (ดเู ล่มสมบูรณ์ ๒๒๙/๓๖๖-๓๖๗)
การวางระเบยี บและขอ้ ก�ำหนด ในบางกรณี พระผมู้ พี ระภาคทรงหา้ มท�ำสง่ิ นนั้ สงิ่ นก้ี อ่ น
แลว้ ทรงอนญุ าตให้ท�ำสงิ่ นนั้ สิ่งนี้ เช่น
๔ บทนำ� เล่ม ๔ : พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบบั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, กรุงเทพมหานคร, ๒๕๓๙.
76 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระวนิ ยั ปิฎก
“ภิกษุท้ังหลาย ไม่พงึ ยกปาติโมกขข์ น้ึ แสดงทุกวัน รูปใดยกขน้ึ แสดง ตอ้ งอาบัตทิ ุกกฏ
ภิกษทุ ั้งหลาย เราอนญุ าตให้ยกปาตโิ มกขข์ ึน้ แสดงในวันอุโบสถ” (ดเู ล่มสมบูรณ์ ๑๓๖/๒๑๒)
เนือ้ หาโดยย่อแหง่ มหาวรรค ภาค ๑
๑. มหาขันธกะ ตอนว่าดว้ ยเรื่องส�ำคัญ มี ๖๗ หวั ข้อ
เน้ือหาเร่ิมด้วยเหตุการณ์ในสมัยที่ตรัสรู้ใหม่ ๆ คือทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท
ณ ควงต้นโพธิพฤกษ์ ทรงแสดงธรรมเป็นเหตุให้เป็นพราหมณ์ ณ ควงต้นอชปาลนิโครธ
เป็นตน้ นอกจากนี้กม็ เี ร่ืองส�ำคญั อนื่ ๆ เช่น ทรงแสดงปฐมเทศนาธัมมจักกปั ปวตั ตนสตู รและ
อนัตตลักขณสูตรโปรดภิกษุปัญจวัคคีย์ ทรงแสดงอนุปุพพิกถา และสามุกกังสิกธรรมเทศนา
คืออริยสัจ ๔ โปรดยสะพร้อมด้วยมารดาบิดา ภรรยา และมิตรสหาย เร่ืองข้อก�ำหนดใน
การอุปสมบท และเนื้อหาจบลงด้วยเร่ืองการลงอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุเพราะไม่เห็นอาบัติ
เพราะไมท่ �ำคืนอาบัติ และเพราะไมส่ ละทฏิ ฐบิ าป
๒. อโุ ปสถขันธกะ ตอนว่าด้วยอโุ บสถ มี ๓๙ หัวข้อ
เนอ้ื หาเรมิ่ ดว้ ยเรอื่ งทพ่ี วกปรพิ าชกอญั เดยี รถยี ์ นยิ มประชมุ กลา่ วธรรมใน วนั ขนึ้ ๑๔ คำ่�
๑๕ ค�่ำ และ ๘ ค�่ำแหง่ ปกั ษ์ มีคนเลือ่ มใสนยิ มไปฟงั ธรรมกนั มาก เปน็ เหตุให้พระเจา้ พมิ พิสาร
ทูลขออนุญาตให้ภิกษุสงฆ์ประชุมกันอย่างนั้นบ้าง พระผู้มีพระภาคก็ทรงอนุญาตตามท่ีทูลขอ
และท�ำใหเ้ กิดประเพณีการท�ำอุโบสถยกพระปาติโมกข์ขึ้นแสดง นอกจากน้ีกม็ ีเร่อื งส�ำคญั อื่น ๆ
เช่น การท่ีทรงอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์ ยกพระปาติโมกข์ขึ้นแสดงในวันอุโบสถ การอนุญาต
ให้สงฆ์สมมติสมานสังวาสสีมา การสมมติโรงอุโบสถให้เป็นแดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวร
ปาติโมกขุทเทส ๕ ประการ บุพพกรณ์ และบพุ พกิจแหง่ อโุ บสถ และเนือ้ หาจบลงดว้ ยเรอ่ื งที่
ภิกษุสงฆ์ไม่พึงยกพระปาติโมกขข์ ้ึนแสดงในบรษิ ทั ทมี่ ภี ิกษณุ ีและอนปุ สัมบนั อ่นื ๆ รวมอยู่ดว้ ย
๓. วสั สปู นายกิ ขันธกะ ตอนว่าดว้ ยวนั เขา้ พรรษา มี ๑๓ หัวข้อ
เนอ้ื หาเรมิ่ ดว้ ยการทที่ รงอนญุ าตใหภ้ กิ ษสุ งฆอ์ ยจู่ �ำพรรษา ประเภทแหง่ วนั เขา้ จ�ำพรรษา
ว่าด้วยข้ออนุญาตเน่ืองด้วยสัตตาหกรณียะในกรณีต่าง ๆ เรื่องขาดพรรษาโดยไม่ต้องอาบัติ
สถานทท่ี ค่ี วรอยจู่ �ำพรรษาและไมค่ วรอยจู่ �ำพรรษา และเนอ้ื หาจบลงดว้ ยเรอื่ งภกิ ษรุ บั ค�ำทจี่ ะอยู่
จ�ำพรรษาตน้ หรอื อยู่จ�ำพรรษาหลงั แล้วไม่ปฏบิ ตั ิตามทร่ี บั ค�ำ ตอ้ งอาบัติทุกกฏ
เลม่ ที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๔ 77
๔. ปวารณาขันธกะ ตอนวา่ ด้วยปวารณา มี ๒๗ หัวข้อ
เน้ือหาเร่ิมด้วยเรื่องภิกษุหลายรูปอยู่จ�ำพรรษาในแคว้นโกศลโดยต้ังกติกากันว่า
“จะไมท่ ักทายปราศรยั กันในระหวา่ งพรรษา ๓ เดือน” พระผูม้ พี ระภาคทรงทราบเรื่องนั้น ได้
ทรงต�ำหนวิ ธิ กี ารเชน่ นน้ั วา่ เปน็ เหมอื นการอยรู่ ว่ มกนั ของพวกปศสุ ตั ว์ นอกจากน้ี กม็ เี รอื่ งส�ำคญั
อนื่ ๆ เชน่ เรอ่ื งประเภทแหง่ วนั ปวารณา เรอื่ งอาการทที่ �ำปวารณา ๔ อยา่ ง เรอ่ื งวธิ กี ารปวารณา
แบบต่าง ๆ เช่น ปวารณาเปน็ การสงฆ์ เรือ่ งการแก้ไขสภาคาบตั ใิ นวนั ปวารณา และเน้อื หาจบ
ลงด้วยเรอื่ งทรงอนญุ าตใหเ้ ลอื่ นวันปวารณาออกไป และไมม่ ใี ครเปน็ ใหญ่ในปวารณา
เนอ้ื หาโดยพิสดารแหง่ มหาวรรค ภาค ๑
๑. มหาขนั ธกะ ตอนว่าด้วยเรื่องส�ำคญั
ค�ำว่า “มหาขันธกะ” แปลว่า ตอนใหญ่ ท่ีต้ังชื่ออย่างนี้ เพราะเป็นตอนท่ีว่าด้วย
เหตุการณ์ส�ำคัญต่าง ๆ เป็นจ�ำนวนมาก ตั้งแต่คร้ังปฐมโพธิกาล จนถึงมัชฌิมโพธิกาล
รวม ๖๗ หัวขอ้ แต่เปน็ เหตกุ ารณ์ท่เี กิดในช่วงปฐมโพธกิ าลเปน็ ส่วนมากคือ
๑. โพธกิ ถา วา่ ดว้ ยเหตกุ ารณแ์ รกตรัสรู้ ณ ควงตน้ โพธิพฤกษ์
๒. อชปาลกถา ว่าด้วยเหตุการณ์ขณะประทับอยู่ ณ ควงตน้ อชปาลนิโครธ
๓. มจุ ลินทกถา ว่าดว้ ยเหตกุ ารณข์ ณะประทับอยู่ ณ ควงต้นมจุ ลินท์
๔. ราชายตนกถา ว่าด้วยเหตกุ ารณ์ขณะประทบั อยู่ ณ ควงตน้ ราชายตนะ
๕. พรหมยาจนกถา วา่ ดว้ ยพรหมอาราธนาใหท้ รงแสดงธรรม
๖. ปัญจวคั คิยกถา ว่าดว้ ยภกิ ษปุ ัญจวคั คีย์
๗. ปพั พัชชากถา วา่ ด้วยการบรรพชา
๘. มารกถา ว่าด้วยมาร
๙. ปพั พชั ชปู สมั ปทากถา ว่าดว้ ยบรรพชาและอปุ สมบทดว้ ยไตรสรณคมน์
๑๐. ทุติยมารกถา วา่ ดว้ ยมาร เรอื่ งท่ี ๒
๑๑. ภัททวัคคยิ วตั ถุ วา่ ดว้ ยภกิ ษภุ ทั ทวคั คีย์
๑๒. อรุ เุ วลปาฏหิ ารยิ กถา ว่าดว้ ยปาฏิหารยิ ์ท่ตี �ำบลอรุ เุ วลา
๑๓. พิมพิสารสมาคมกถา วา่ ด้วยสมาคมของพระเจ้าพิมพิสาร
๑๔. สารปี ตุ ตโมคคัลลานปพั พชั ชากถา ว่าด้วยสารีบุตรและโมคคัลลานะบรรพชา
๑๕. อุปชั ฌายวัตตกถา ว่าดว้ ยอุปชั ฌายวตั ร
๑๖. สัทธิวิหารกิ วตั ตกถา ว่าดว้ ยสทั ธิวิหาริกวัตร
๑๗. ปณามติ กถา ว่าดว้ ยการประณาม
78 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระวนิ ัยปฎิ ก
๑๘. อาจริยวัตตกถา วา่ ดว้ ยอาจริยวัตร
๑๙. อนั เตวาสกิ วตั ตกถา ว่าด้วยอนั เตวาสิกวตั ร
๒๐. ปณามนาขมาปนา ว่าดว้ ยการประณามและการขอขมา
๒๑. พาลอพั ยัตตวตั ถุ ว่าดว้ ยภกิ ษุโงไ่ ม่ฉลาด
๒๒. นิสสยปฏปิ สั สัทธกิ ถา วา่ ด้วยการระงบั นสิ สัย
๒๓. อปุ สมั ปาเทตัพพปัญจกะ วา่ ดว้ ยองค์ ๕ แห่งภกิ ษผุ ้คู วรให้อุปสมบท ๑๖ หมวด
๒๔. อุปสัมปาเทตัพพฉกั กะ วา่ ด้วยองค์ ๖ แห่งภิกษผุ ู้ควรให้อปุ สมบท ๑๔ หมวด
๒๕. อญั ญติตถิยปุพพกถา วา่ ดว้ ยภกิ ษผุ ู้เคยเป็นอญั เดียรถีย์
๒๖. ปัญจาพาธวัตถุ ว่าดว้ ยอาพาธ ๕ ชนดิ
๒๗. ราชภฏวตั ถุ ว่าด้วยราชภฏั บรรพชา
๒๘. อังคลุ มิ าลโจรวตั ถุ วา่ ด้วยโจรองคลุ มี าลบรรพชา
๒๙. การเภทกโจรวัตถุ วา่ ดว้ ยโจรแหกเรือนจ�ำบรรพชา
๓๐. ลิขิตกโจรวตั ถุ ว่าดว้ ยโจรถกู ออกหมายจับบรรพชา
๓๑. กสาหตวตั ถุ วา่ ดว้ ยบุรุษผูถ้ ูกเฆย่ี นด้วยหวายบรรพชา
๓๒. ลักขณาหตวัตถุ วา่ ดว้ ยบุรษุ ผถู้ ูกสกั หมายโทษบรรพชา
๓๓. อิณายิกวตั ถุ ว่าดว้ ยลกู หนี้บรรพชา
๓๔. ทาสวตั ถุ ว่าดว้ ยทาสบรรพชา
๓๕. กัมมารภัณฑวตั ถุ ว่าดว้ ยบตุ รชา่ งทองผมจุกหา้ แหยมบรรพชา
๓๖. อุปาลทิ ารกวตั ถุ วา่ ดว้ ยเดก็ ชายอุบาลบี รรพชา
๓๗. อหวิ าตกโรควตั ถุ วา่ ด้วยอหิวาตกโรค
๓๘. กัณฏกวัตถุ ว่าดว้ ยสามเณรกัณฏกะ
๓๙. อาหุนทริกวตั ถุ ว่าดว้ ยทิศคบั แคบ
๔๐. นสิ สยมจุ จนกกถา วา่ ดว้ ยการถือนิสสัยและการพ้นนิสสยั
๔๑. ราหลุ วตั ถุ วา่ ด้วยพระราหุลกมุ ารบรรพชา
๔๒. สกิ ขาปทกถา วา่ ด้วยสิกขาบทของสามเณร
๔๓. ทัณฑกัมมวัตถุ ว่าด้วยการลงทณั ฑกรรมสามเณร
๔๔. อนาปุจฉาวรณวตั ถุ วา่ ด้วยการกักกนั สามเณร โดยไมบ่ อกอุปชั ฌาย์
๔๕. อปลาฬนวตั ถุ ว่าด้วยการเกล้ียกลอ่ มสามเณร
๔๖. กัณฏกสามเณรวตั ถุ วา่ ด้วยการนาสนะสามเณรกัณฏกะ
๔๗. ปัณฑกวตั ถุ ว่าด้วยบณั เฑาะกบ์ รรพชา
เล่มที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๔ 79
๔๘. เถยยสงั วาสวัตถุ ว่าดว้ ยคนลักเพศและคนเข้ารีตเดียรถยี ์บรรพชา
๔๙. ติรัจฉานคตวัตถุ ว่าด้วยสตั วด์ ริ จั ฉานบรรพชา
๕๐. มาตุฆาตกวัตถุ วา่ ด้วยคนฆา่ มารดาขอบรรพชา
๕๑. ปติ ฆุ าตกวตั ถุ วา่ ด้วยคนฆา่ บิดาขอบรรพชา
๕๒. อรหันตฆาตกวตั ถุ ว่าด้วยคนฆ่าพระอรหนั ตบ์ รรพชา
๕๓. ภิกขนุ ที สู กวัตถุ ว่าด้วยคนประทษุ ร้ายภกิ ษณุ เี ป็นต้นบรรพชา
๕๔. อุภโตพยญั ชนกวตั ถุ วา่ ดว้ ยอุภโตพยัญชนกบรรพชา
๕๕. อนุปชั ฌายกาทิวัตถุ ว่าดว้ ยคนไมม่ ีอปุ ชั ฌาย์อุปสมบทเป็นต้น
๕๖. อปตั ตกาทวิ ตั ถุ วา่ ด้วยคนไม่มีบาตรอปุ สมบทเปน็ ตน้
๕๗. ปัพพาเชตัพพทวตั ตงิ สวาร ว่าดว้ ยบุคคลไม่ควรบรรพชาให้ ๓๒ จ�ำพวก
๕๘. อลัชชนี สิ สยวตั ถุ ว่าดว้ ยการให้นิสสัยแกภ่ กิ ษุอลชั ชี
๕๙. คมกิ าทนิ สิ สยวัตถ ุ วา่ ด้วยการถือนิสสัยของภิกษผุ ู้เดินทาง เปน็ ตน้
๖๐. โคตเตนอนสุ าวนานุชานนา วา่ ด้วยทรงอนุญาตอปุ สมบทกรรมโดยสวด
ระบโุ คตรของอุปัชฌาย์
๖๑. เทวฺ อุปสัมปทาเปกขาทวิ ัตถุ วา่ ด้วยอปุ สมบทอปุ สมั ปทาเปกขะ ๒ คนเป็นต้น
๖๒. คพั ภวสี ูปสัมปทานชุ านนา วา่ ดว้ ยทรงอนญุ าตอปุ สมบทใหก้ ลุ บตุ ร โดยนบั อายุ
๒๐ ปีทัง้ อย่ใู นครรภ์
๖๓. อปุ สมั ปทาวธิ ิ วา่ ดว้ ยอปุ สมบทวิธี
๖๔. จัตตารินสิ สยะ ว่าด้วยนสิ สยั ๔
๖๕. จตั ตาริอกรณยี ะ วา่ ด้วยอกรณียกจิ ๔
๖๖. อาปัตตอิ ทัสสนอกุ ขติ ตวตั ถุ ว่าด้วยภิกษุถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่
เหน็ อาบัติ
๖๗. รวมเร่อื งทมี่ ีในมหาขันธกะ
หัวข้อต่าง ๆ เหล่านี้ ต้ังชื่อตามประเด็นส�ำคัญที่ปรากฏอยู่ในตอนน้ัน ๆ โดยมุ่งถึง
สาระส�ำคัญทป่ี รากฏอยูใ่ นตอนต้นเรอ่ื งบ้าง มุ่งถงึ บทบาทของบุคคลบา้ ง มุ่งถึง เหตุการณ์และ
กิจกรรมบ้าง บางเรื่องแม้จะบ่งถึงบุคคลเดียว แต่ก็มีประเด็นส�ำคัญอ่ืน ๆ รวมอยู่ด้วย เช่น
หัวข้อท่ีว่าด้วยพระราหุลกุมาร นอกจากจะว่าด้วยพระราหุลกุมารโดยตรงแล้ว ยังมีเร่ืองการ
ท่ีพระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตภิกษุสงฆ์ให้กุลบุตร บวชเป็นภิกษุด้วยวิธีญัตติจตุตถกรรม
และทรงอนุญาตพระสารบี ุตรใหพ้ ระราหุลกมุ าร บวชเปน็ สามเณรดว้ ยวธิ ีไตรสรณคมน์
80 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระวินัยปิฎก
เน้ือหาแห่งมหาขันธกะมีมากถึง ๖๗ หัวข้อ ตอนท้ายของมหาขันธกะมีคาถา สรุป
ซึ่งท่านกล่าวว่า ใน(มหา)ขันธกะนี้มี ๑๗๒ เร่ือง ข้อใหญ่ ๗๒ ข้อรวมอยู่ใน ๑๗๒ เรื่องด้วย
แต่เดิมมามิได้ต้ังข้อบาลีไว้ทั้ง ๑๗๒ เร่ือง ในฉบับแปลนี้ไม่อาจตั้งข้อภาษาไทยให้ครบได้
ดังนั้นถา้ นับข้อเร่ืองภาษาไทยจะมไี มค่ รบ ๑๗๒ เรือ่ ง
มหาขันธกะน้ี เม่ือจัดล�ำดับเรื่องที่ว่าด้วยเหตุการณ์ซึ่งมีความต่อเน่ืองสัมพันธ์กัน
สามารถประมวลสรุปสาระส�ำคญั ไดเ้ ปน็ ๔ ตอน คอื
ตอนที่ ๑
ว่าด้วยเหตุการณ์ในสมยั ท่ีตรัสรใู้ หม่ ๆ
เหตกุ ารณ์ขณะทปี่ ระทบั อยู่ ณ ควงตน้ โพธิพฤกษ์ และบรเิ วณโดยรอบ
เรื่องเรมิ่ ตน้ ขึน้ ในสมยั ทพ่ี ระผ้มู พี ระภาคตรัสรู้ใหม่ ๆ ประทับอยู่ ณ ควงต้นโพธพิ ฤกษ์
รมิ ฝง่ั แมน่ ำ้� เนรญั ชรา เขตต�ำบลอรุ เุ วลาเสนานคิ ม ณ ทนี่ ้ี พระองคท์ รงพจิ ารณาปฏจิ จสมปุ บาท
ทั้งโดยอนโุ ลมและปฏิโลม ตลอดยามทง้ั ๓ แห่งราตรี ในสปั ดาหท์ ี่ ๑ หลงั จากตรสั ร้แู ลว้
พระผู้มพี ระภาคทรงเปล่งอทุ านในปฐมยามว่า
เม่อื ใดแล ธรรมทง้ั หลายปรากฏแก่พราหมณ์
ผ้มู คี วามเพียร เพ่งอยู่
เมอ่ื นัน้ ความสงสยั ทง้ั ปวงของพราหมณน์ นั้ ย่อมสิ้นไป
เพราะมารธู้ รรมพรอ้ มทงั้ เหตุ
(ดเู ลม่ สมบูรณ์ ๑/๓, ว.ิ อ.๓/๑/๕)
ทรงเปล่งอทุ านในมัชฌิมยามวา่
เมอ่ื ใดแล ธรรมทง้ั หลายปรากฏแกพ่ ราหมณ์
ผู้มคี วามเพยี ร เพง่ อยู่
เมอ่ื นนั้ ความสงสยั ท้งั ปวงของพราหมณ์นน้ั ยอ่ มสิ้นไป
เพราะได้รคู้ วามสนิ้ ไปแหง่ ปัจจัยทั้งหลาย
(ดูเลม่ สมบูรณ์ ๒/๕, วิ.อ. ๓/๓/๖)
ทรงเปล่งอุทานในปจั ฉิมยามว่า
เมอื่ ใดแล ธรรมทัง้ หลายปรากฏแก่พราหมณ์
ผมู้ คี วามเพียร เพ่งอยู่
เมอื่ น้ัน พราหมณ์นน้ั ยอ่ มกำ� จดั มารและเสนาเสียได้
เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๔ 81
ดจุ พระอาทติ ย์อุทยั ขึน้ สาดสอ่ งท้องฟ้าใหส้ ว่างไสว ฉะนั้น
(ดูเลม่ สมบรู ณ์ ๓/๖, วิ.อ. ๓/๓/๖)
หลังจากนน้ั พระผมู้ ีพระภาคประทับเสวยวมิ ตุ ติสุขและทรงพิจารณาธรรมตามสถานที่
ต่าง ๆ อีก ๖ แห่ง แหง่ ละ ๗ วนั รวมเปน็ ๗ สปั ดาห์ เป็นเวลา ๔๙ วัน ตามนัยแห่งอรรถกถา
(ว.ิ อ. ๓/๑-๖/๓-๑๒, ขุ.พทุ ฺธ.อ. ๔๑๙-๔๒๐, สารตฺถ. ฏกี า ๓/๔/๑๗๕) สถานทสี่ �ำคัญที่เสด็จ
ประทบั และธรรมส�ำคญั ทท่ี รงพจิ ารณาหลงั จากตรัสรแู้ ลว้ ดังน้ี
สปั ดาหท์ ี่ ๑ ประทับอยู่ ณ ควงต้นโพธพิ ฤกษ์ ทรงพิจารณาปฏจิ จสมปุ บาท ท้ังโดย
อนโุ ลมและปฏิโลม ๓ คาบ ในเวลา ๓ ยาม และทรงเปลง่ อุทานมีนัย ดังกล่าวแลว้
สัปดาห์ท่ี ๒ ประทับอยู่ ณ ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของต้นโพธิพฤกษ์
ทอดพระเนตรต้นโพธิพฤกษ์โดยไม่กระพริบพระเนตรเป็นเวลา ๗ วัน เรียกบริเวณ นี้ว่า
“อนมิ สิ สเจดยี ”์ ทรงแสดงยมกปาฏหิ ารยิ ก์ �ำจดั ความสงสยั ของพวกเทวดาทว่ี า่ “ธรรมทที่ �ำความ
เป็นพทุ ธะอยา่ งอืน่ มีอยหู่ รือหนอแล”
สัปดาห์ท่ี ๓ เสด็จจงกรมไปมาระหว่างต้นโพธิพฤกษ์กับอนิมิสสเจดีย์ เรียกบริเวณน้ี
วา่ “รตั นจงกรมเจดีย”์
สปั ดาหท์ ี่ ๔ เสด็จประทับอยู่ ณ รตั นฆรเจดีย์ ทเ่ี ทวดาเนรมิตขนึ้ มาถวาย ตง้ั อย่ทู าง
ทศิ ตะวันตกของต้นโพธิพฤกษ์ ทรงพิจารณาพระอภิธรรมท้ัง ๗ ปกรณ์ ณ รตั นฆรเจดยี น์ น้ั
สัปดาห์ท่ี ๕ ประทับอยู่ ณ ควงต้นอชปาลนิโครธซึ่งอยู่ห่างออกไปไกลทางทิศ
ตะวนั ออกเฉียงใต้ของตน้ โพธิพฤกษ์ ณ ทน่ี ้ี ทรงพบกับพราหมณ์ผชู้ อบตวาดคนอน่ื วา่ “หึ หึ”
ทรงแสดงธรรมเปน็ เหตุให้เป็นพราหมณ์ว่า
พราหมณ์ใดลอยบาปธรรมเสยี ไมต่ วาดผู้อ่นื ว่า หึ หึ
ไมม่ ีกิเลสดุจน�้ำฝาด ส�ำรวมตน เรยี นจบพระเวท อย่จู บพรหมจรรย์
พราหมณ์นัน้ ไม่มีกิเลสเครอ่ื งฟขู ้นึ ในอารมณไ์ หน ๆ ในโลก
ควรกล่าววาทะว่า เราเปน็ พราหมณ์โดยธรรม
(ดเู ลม่ สมบรู ณ์ ๔/๗, ว.ิ อ. ๓/๔/๙)
สัปดาห์ที่ ๖ ประทบั อยู่ ณ ควงต้นมุจลนิ ทซ์ งึ่ อยู่ห่างออกไปทางทศิ ตะวนั ออกเฉยี งใต้
ของต้นโพธิพฤกษ์ ณ ทีน่ ี้ เกิดมฝี นนอกฤดูกาลตกลงมาอย่างหนกั พญานาค ชอ่ื มุจลินท์มาแผ่
พงั พานวงขนดกน้ั รอบพระวรกายของพระผมู้ พี ระภาค เพอ่ื ปอ้ งกนั ลมและฝน พระผมู้ พี ระภาค
ทรงเปล่งอทุ านปรารภความสุข ๔ ประการ คือ
82 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระวนิ ยั ปิฎก
ความสงัดเป็นสุขของบุคคลผูส้ ันโดษ ผมู้ ธี รรมปรากฏแล้ว ผู้เหน็ อยู่
ความไมเ่ บียดเบยี น คอื ความส�ำรวมในสัตว์ทัง้ หลายเป็นสขุ ในโลก
ความปราศจากราคะ คอื ความล่วงกามทง้ั หลายได้ เปน็ สขุ ในโลก
ความก�ำจดั อัสมมิ านะเสยี ได้ เปน็ สขุ อยา่ งยง่ิ
(ดูเล่มสมบรู ณ์ ๕/๘-๙, ว.ิ อ. ๓/๕/๑๐)
สัปดาห์ที่ ๗ ประทับอยู่ ณ ควงต้นราชายตนะ(ต้นเกด)ซ่ึงอยู่ห่างออกไปทาง ทิศใต้
ของต้นโพธิพฤกษ์ ณ ท่ีนี้ ทรงพบกับพ่อค้าชาวอุกกลชนบท ๒ คนคือ ตปุสสะ และภัลลิกะ
ท้ัง ๒ น้อมถวายข้าวตูก้อนและข้าวตูผงปรุงด้วยน�้ำผึ้ง แล้วแสดงตนเป็นอุบาสกผู้ถึงรัตนะ ๒
คือ พระพทุ ธและพระธรรม เป็น ๒ คนแรกในโลก
ทรงมีพระด�ำริจะไม่แสดงธรรมโปรดสตั วโลก
หลังจากท่ที รงเสวยวมิ ตุ ติสุข ณ ควงต้นราชายตนะเปน็ เวลา ๗ วนั แลว้ ได้เสดจ็ กลบั
ไปยังควงต้นอชปาลนิโครธอีก ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทว่าเป็นธรรม ท่ีลึกซ้ึงเห็นได้ยาก
รตู้ ามไดย้ าก ยากทค่ี นมกี เิ ลสตณั หามากจะรถู้ งึ เขา้ ใจได้ เปน็ ภมู ิ ส�ำหรบั ผเู้ ปน็ บณั ฑติ โดยเฉพาะ
เมือ่ ทรงพิจารณาเห็นดงั น้ี จงึ ทรงด�ำริจะไมแ่ สดงธรรมโปรดสัตวโลก
สหมั บดีพรหมกราบทูลอาราธนาใหท้ รงแสดงธรรม
เมอื่ สหมั บดพี รหมไดท้ ราบความด�ำรขิ องพระผมู้ พี ระภาค จงึ ไดเ้ ขา้ เฝา้ กราบทลู อาราธนา
ให้ทรงแสดงธรรม เพราะเหน็ ว่าเหลา่ สัตว์ทมี่ กี เิ ลสนอ้ ย มภี ูมปิ ัญญาพอท่ีจะเขา้ ใจเห็นแจ้งตาม
ธรรมกย็ งั มอี ยู่ พระผมู้ พี ระภาคทรงเหน็ ดว้ ยกบั ค�ำกราบทลู อาราธนาของสหมั บดพี รหม ประกอบ
กบั ทที่ รงมพี ระกรณุ าในหมสู่ ตั วม์ ากอยู่ แลว้ จงึ ทรงพจิ ารณาเปรยี บเทยี บอปุ นสิ ยั ของเหลา่ สตั ว์
กบั ดอกบวั ทเ่ี กดิ เจรญิ งอกงามอยใู่ นนำ้� บางดอกยงั จมอยใู่ นนำ�้ บางดอกอยเู่ สมอนำ�้ บางดอกขนึ้
พ้นน�้ำ เหล่าสัตว์กเ็ ชน่ กัน บางพวกมีกเิ ลสมากเปรยี บเหมือนดอกบัวทยี่ งั จมอยู่ในน�้ำ บางพวก
มีกิเลสเบาบางเปรียบเหมือนดอกบัวที่ต้ังอยู่เสมอน้�ำ บางพวกมีกิเลสน้อย มีความพร้อมที่จะ
ตรัสรู้ เปรยี บเหมอื นดอกบัวทข่ี น้ึ พน้ น้�ำแล้วพร้อมท่จี ะบาน เม่อื ทรงพจิ ารณาดังนแ้ี ลว้ จงึ ทรง
ตกลงพระทยั ท่ีจะแสดงธรรมโปรดสตั ว์
เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๔ 83
ตอนที่ ๒
วา่ ด้วยเหตกุ ารณ์สมัยทท่ี รงเริ่มแสดงธรรมโปรดสัตวโลก
ทรงแสดงธรรมจักกัปปวัตตนสูตรโปรดภิกษุปัญจวัคคีย์
เม่ือรับค�ำกราบทูลอาราธนาให้ทรงแสดงธรรมของท้าวสหัมบดีพรหมแล้ว พระผู้มี
พระภาคทรงพิจารณาบุคคลที่ควรจะแสดงธรรมให้ฟัง ทรงนึกถึงพระดาบสผู้เคยเป็นอาจารย์
สอนกัมมัฏฐานในสมัยท่ีทรงแสวงหาโมกขธรรมอยู่คือ อาฬารดาบส กาลามโคตร และ
อุททกดาบส รามบุตร แต่อาฬารดาบสได้เสียชีวิตไปก่อน ๗ วันแล้ว และอุททกดาบสก็ได้
เสียชีวิตไปกอ่ น ๑ วนั แล้ว
พระผู้มีพระภาคจึงทรงนึกถึงพวกภิกษุปัญจวัคคีย์ผู้เคยเฝ้าอุปัฏฐากอยู่ ในสมัยที่
พระองคท์ รงบ�ำเพญ็ เพียร ณ ต�ำบลอุรุเวลาเสนานิคม จงึ เสดจ็ ตรงไปยังปา่ อิสปิ ตนมฤคทายวนั
เขตกรงุ พาราณสที ันที
เมื่อเสด็จถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวันแล้ว ทรงชี้แจงให้พวกปัญจวัคคีย์ยอมรับในอนุตต
รสัมมาสัมโพธิญาณ แล้วทรงแสดงปฐมเทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแก่พวกเขา เม่ือแสดง
ธรรมจบ โกณฑัญญะผู้เป็นหัวหน้า ได้ธรรมจักษุ (ดวงตาเห็นธรรม คือโสดาปัตติมรรคญาณ)
เป็นโสดาบัน ทูลขอบวชเป็นพระภิกษุ พระผู้มีพระภาคทรง บวชให้ท่านด้วยวิธีเอหิภิกขุ
อุปสัมปทา เป็นภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนาและได้สมญานามจากพระผู้มีพระภาคว่า
“อัญญาโกณฑัญญะ” แปลวา่ “โกณฑัญญะได้รู้แลว้ หนอ”
ต่อจากนั้น ทรงแสดงธรรมแก่คนท่ีเหลือ คือ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ
ท�ำให้ท่านเหล่าน้ีได้ธรรมจักษุ ทั้งหมดได้ทูลขอบวชเป็นพระภิกษุในพระ พุทธศาสนา
พระพุทธองค์ทรงบวชให้พวกเขาด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา ต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคทรง
แสดงอนตั ตลกั ขณสตู ร ท�ำใหพ้ ระปญั จวคั คยี ท์ งั้ ๕ ไดบ้ รรลอุ รหตั ตผล (ดเู ลม่ สมบรู ณ์ ๑๙-๒๔/
๒๖-๓๑, ว.ิ อ. ๓/๑๙/๑๘)
ทรงแสดงธรรมโปรดยสกลุ บุตรพรอ้ มท้ังมารดาบดิ าภรรยาและมติ รสหาย
ตอ่ จากนน้ั ทรงแสดงธรรมเทศนาอนปุ พุ พกิ ถาและสามกุ กงั สกิ ธรรมเทศนา คอื อรยิ สจั ๔
โปรดยสกุลบุตร ชาวกรุงพาราณสี แสดงธรรมโปรดมารดาบิดาและ ภรรยาของยสะจนคน
เหล่านั้นเล่ือมใสแสดงตนเป็นอุบาสกอุบาสิกาเข้าถึงรัตนะ ๓ เป็นกลุ่มแรกในโลก ทรงแสดง
ธรรมโปรดสหายของพระยสะอีก ๕๕ คน ท�ำให้พวกเขาบรรลุอรหัตตผล รวมพระอรหันต์
ท่ีเกิดมีในช่วงแรกน้ี ๖๑ รูป พระผู้มีพระภาคทรงส่งพระสาวกเหล่านี้ออกไปประกาศศาสนา
84 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระวินยั ปิฎก
ยังทศิ ตา่ ง ๆ ส่วนพระองค์เองเสดจ็ ไปยงั ต�ำบลอรุ ุเวลาเสนานคิ ม
สามกุ กงั สกิ ธรรมเทศนา คอื การแสดงอรยิ สจั ๔ เปน็ ธรรมเทศนาทพ่ี ระพทุ ธองคท์ รงยก
ขนึ้ แสดงเอง ในเมอ่ื ไดท้ รงแสดงอนปุ พุ พกิ ถา คอื เรอ่ื งทาน เรอื่ งศลี เรอื่ งสวรรค์ เรอื่ งโทษของกาม
เรอื่ งอานสิ งสใ์ นการออกบวชแลว้ ไดท้ รงพจิ ารณาเหน็ วา่ ผทู้ ไ่ี ดฟ้ งั อนปุ พุ พกิ ถาแลว้ นนั้ มจี ติ ควร
ที่จะรับฟงั ธรรมเทศนาที่สงู ขน้ึ ไป มจี ติ อ่อนโยนเพราะไมม่ ที ิฏฐิมานะ มีจิตปราศจากกามฉันท
นวิ รณเ์ ปน็ ต้น มจี ิตเบกิ บานเพราะมีปตี ปิ ราโมทย์ในสัมมาปฏบิ ัติ จึงทรงยกอรยิ สจั ๔ ข้ึนแสดง
สามุกกังสิกธรรมน้ี คืออริยสัจ ๔ เป็นธรรมที่พระองค์ตรัสรู้มาด้วยพระองค์เองด้วย
สยัมภูญาณ ไม่ได้รับค�ำแนะน�ำในโลกุตตรธรรมจากผู้อื่น ทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ
ล�ำพังพระองค์เองก่อนใครในโลก (วิ.อ. ๓/๒๙๓/๑๘๑, สารตฺถ.ฏีกา ๓/๒๖/๒๓๗,ที.สี.ฏีกา
อภินว. ๒/๒๙๘/๓๕๐)
ทรงแสดงธรรมโปรดภทั ทวคั คีย์ และทรงแสดงอาทติ ตปริยายสูตร โปรดชฎิล ๓ พนี่ ้อง
ระหว่างทางเสด็จ ทรงแสดงธรรมเทศนาอนุปุพพิกถาและสามุกกังสิกธรรมเทศนา
โปรดกลุ่มภัททวัคคิยกุมาร ๓๐ คน ท�ำให้พวกเขาบรรลุอรหัตตผล เม่ือเสด็จถึงต�ำบล
อุรุเวลาเสนานิคมแล้ว ทรงแสดงธรรมเทศนาอาทิตตปริยายสูตรโปรดชฎิล ๓ พ่ีน้อง คือ
อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ และคยากัสสปะ พร้อมกับชฎิลที่เป็นบริวาร ๑,๐๐๐ คน ท�ำให้
ทัง้ หมดบรรลอุ รหตั ตผล
ทรงแสดงธรรมโปรดพระเจ้าพิมพสิ ารจอมทัพมคธรัฐพรอ้ มดว้ ยบริษัท
ต่อจากนั้น เสด็จไปยังกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ ณ สวนตาลหนุ่ม แสดงธรรมเทศนา
อนุปุพพิกถาและสามุกกังสิกธรรมเทศนา โปรดพระเจ้าพิมพิสารจอมทัพมคธรัฐพร้อมด้วย
บริวารจ�ำนวน ๑๒ นหุต (๑๒๐,๐๐๐ คน) พระเจ้าพิมพิสารทรงเล่ือมใสได้ธรรมจักษุ แสดง
ตนเป็นอุบาสกเข้าถึงพระรัตนตรัย ทรงน้อมถวายพระเวฬุวันแด่พระผู้มีพระภาคส�ำหรับเป็น
สถานท่ีอย่บู �ำเพญ็ ธรรมของภิกษุสงฆ์ นับเปน็ วดั แห่งแรกในพระพุทธศาสนา
เล่มท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๔ 85
ตอนท่ี ๓
ว่าด้วยทรงอนญุ าตพระสาวกให้กลุ บตุ รบรรพชา-อุปสมบท
ทรงอนญุ าตการบรรพชาอุปสมบทด้วยไตรสรณคมน์
ในชน้ั แรก พระผมู้ พี ระภาคทรงใหก้ ลุ บตุ รบวชดว้ ยวธิ เี อหภิ ขิ อุ ปุ สมั ปทา ดว้ ยพระองคเ์ อง
แต่หลังจากที่ทรงส่งพระอรหันตสาวก ๖๐ รูปออกไปประกาศพระพุทธศาสนายังทิศต่าง ๆ
แล้ว ได้มีกุลบุตรผู้เล่ือมใสประสงค์ที่จะบวชได้เดินทางจากทิศไกลมาเข้าเฝ้าเป็นจ�ำนวนมาก
จึงทรงอนุญาตภิกษุสงฆ์ให้กุลบุตรบรรพชา อุปสมบท ได้โดยไม่ต้องมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์
ด้วยวิธีไตรสรณคมน์ คือ ผูป้ ระสงค์ จะบวชเปล่งวาจาว่า
พุทฺธํ สรณํ คจฉฺ าม.ิ ทุตยิ มฺปิ ฯเปฯ ตติยมฺปิ ฯเปฯ
ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจา้ เปน็ สรณะ แมค้ รงั้ ที่ ๒ ฯลฯ แมค้ รง้ั ที่ ๓ ฯลฯ
ธมฺมํ สรณํ คจฉฺ ามิ. ทตุ ิยมฺปิ ฯเปฯ ตตยิ มปฺ ิ ฯเปฯ
ข้าพเจ้าขอถงึ พระธรรมเป็นสรณะ แมค้ ร้งั ที่ ๒ ฯลฯ แมค้ รั้งที่ ๓ ฯลฯ
สฆํ ํ สรณํ คจฺฉามิ. ทตุ ิยมปฺ ิ ฯเปฯ ตตยิ มฺปิ ฯเปฯ
ข้าพเจา้ ขอถงึ พระสงฆเ์ ป็นสรณะ แม้ครั้งท่ี ๒ ฯลฯ แม้ครง้ั ท่ี ๓ ฯลฯ
เมื่อเปลง่ วาจาดังน้ีอยา่ งละ ๓ ครง้ั ก็เป็นอันบรรพชาอุปสมบทเปน็ ภิกษโุ ดยสมบรู ณ์
ทรงไดพ้ ระอัครสาวกเบื้องขวาและพระอคั รสาวกเบอ้ื งซา้ ย
ขณะที่ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน เขตกรุงราชคฤห์นั้น สารีบุตร (อุปติสสะ) และ
โมคคัลลานะ (โกลิตะ) ผู้เป็นศิษย์ของสญชัยปริพาชกได้ชวนกันออกแสวงหาโมกขธรรม
สารบี ตุ รพบทา่ นพระอสั สชกิ �ำลงั เดนิ บณิ ฑบาตอยใู่ นกรงุ ราชคฤห์ เกดิ ความเลอ่ื มใส จงึ กราบเรยี น
ขอใหแ้ สดงธรรมใหฟ้ ัง ท่านพระอัสสชิก็ได้แสดงธรรม ซึ่งเปน็ ค�ำสรปุ อริยสจั ๔ สั้น ๆ ว่า
“ธรรมเหลา่ ใดเกดิ แตเ่ หตุ
พระตถาคตตรัสเหตแุ ห่งธรรมเหล่านั้น
และความดบั แห่งธรรมเหลา่ นัน้
พระมหาสมณะมปี กตติ รสั อยา่ งนี้”
(ดเู ล่มสมบูรณ์ ๖๐/๗๓, ว.ิ อ.๓/๖๐/๓๐)
ดว้ ยพระธรรมเทศนาท่ีเปน็ คาถาสน้ั ๆ นี่เอง สารบี ุตรไดธ้ รรมจักษุ (ดวงตาเหน็ ธรรม
คือโสดาปัตติมรรคญาณ) กลับไปบอกโมคคัลลานะผู้เป็นเพื่อน เมื่อโมคคัลลานะได้ฟังแล้ว
กไ็ ดธ้ รรมจกั ษุ จากนน้ั ทงั้ สองคนไดช้ วนกนั ไปลาอาจารยส์ ญชยั ปรพิ าชก ออกจากส�ำนกั ไปเขา้ เฝา้
86 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระวนิ ยั ปฎิ ก
พระผ้มู ีพระภาคซ่งึ ประทบั อยู่ ณ พระเวฬุวนั เม่อื ไดบ้ รรพชาอุปสมบทด้วยเอหภิ กิ ขอุ ปุ สมั ปทา
แล้วไม่นานได้บรรลุอรหัตตผล ในกาลต่อมา ท่านพระสารีบุตรได้เป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา
ทา่ นพระมหาโมคคัลลานะได้เป็นพระอคั รสาวกเบ้ืองซา้ ย เปน็ ก�ำลงั ส�ำคัญของพระพทุ ธศาสนา
ต้ังแตน่ น้ั มา
ทรงวางระเบยี บท่ีอปุ ัชฌายแ์ ละสทั ธิวิหารกิ พงึ ปฏิบตั ิต่อกัน
พระสงฆ์สาวกท่ีเที่ยวจาริกไปประกาศพระพุทธศาสนายังที่ต่าง ๆ ได้ให้กุลบุตร
ผเู้ ล่อื มใสบรรพชาอปุ สมบทตามท่ีร้องขอ โดยไมม่ ขี ้อก�ำหนดว่าดว้ ยการเปน็ อุปชั ฌาย์ การเป็น
สัทธิวหิ าริก กลุ บตุ รทบ่ี รรพชาอปุ สมบทเป็นภกิ ษุใหม่ทัง้ หลาย ไม่มใี ครคอย วา่ กลา่ วตกั เตอื น
ไมม่ ผี สู้ อนเกย่ี วกบั กริ ยิ ามารยาท การนงุ่ หมุ่ การขบฉนั เปน็ ตน้ รวมทงั้ พฤตกิ รรมทภี่ กิ ษเุ กา่ และ
ภิกษุใหม่มีต่อกันก็เป็นไปในทางท่ีไม่เหมาะสม พระผู้มีพระภาคจึงทรงวางระเบียบท่ีอุปัชฌาย์
และสทั ธิวหิ ารกิ พงึ ปฏิบัตติ อ่ กนั ตงั้ แตน่ ั้นมา ท�ำใหเ้ กิดอุปชั ฌายวัตร สทั ธิวิหาริกวตั ร รวมทัง้
วธิ ีทอ่ี ปุ ัชฌายจ์ ะลงโทษสัทธวิ ิหาริกผูด้ อ้ื ด้าน
ตอนท่ี ๔
วา่ ดว้ ยทรงอนุญาตใหภ้ กิ ษสุ งฆ์เป็นใหญใ่ นการให้กลุ บุตรอุปสมบท
ทรงอนุญาตการอปุ สมบทด้วยวธิ ญี ตั ติจตุตถกรรม
สบื เนอื่ งมาจากมพี ราหมณเ์ ฒา่ คนหนง่ึ ชอื่ ราธะประสงคจ์ ะบวชเปน็ พระภกิ ษุ แตไ่ มม่ ภี กิ ษุ
รปู ใดเปน็ อุปชั ฌายบ์ วชให้ ท�ำใหร้ าธพราหมณ์นน้ั เกดิ ความทกุ ข์ใจจนซูบผอม พระผูม้ พี ระภาค
ทรงทราบความนนั้ จงึ ตรสั ถามภกิ ษทุ ง้ั หลายวา่ “ใครระลกึ ถงึ ความดขี องราธพราหมณน์ ไี้ ดบ้ า้ ง”
ท่านพระสารีบุตรกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ราธพราหมณ์ได้ถวายภิกษาแก่
ข้าพระองค์ ๑ ทพั พี ข้าพระองคร์ ะลึกถงึ ความดขี ้อนไ้ี ด้ พระพทุ ธเจา้ ข้า”
พระผมู้ พี ระภาคจงึ ทรงอนญุ าตใหท้ า่ นพระสารบี ตุ รบวชใหร้ าธะ โดยวธิ ญี ตั ตจิ ตตุ ถกรรม
คือ ตั้งญัตติ ๑ ครั้ง และสวดกรรมวาจา ๓ ครั้ง มีภิกษุสงฆ์ประชุมร่วมกัน ซึ่งต่อมาได้ทรง
ก�ำหนดภิกษุสงฆ์ผู้เขา้ ร่วมในอปุ สมบทกรรมวา่ ต้อง ๕ รปู เป็นอย่างต่ำ� ส�ำหรับการอปุ สมบท
ในปัจจันตชนบท และ ๑๐ รูปเป็นอย่างต�่ำ ส�ำหรับการอุปสมบทในมัธยมประเทศ (ดูเล่ม
สมบูรณ์ ๖๙-๗๐/๙๗-๙๙, วิ.ม.๕/๒๕๗/๒๒-๒๓) และทรงห้ามใช้วิธีไตรสรณคมน์ให้การ
อุปสมบทตงั้ แตน่ นั้ มา
เล่มท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๔ 87
ทรงวางระเบียบที่อาจารย์และอนั เตวาสิกพงึ ปฏิบัตติ อ่ กนั
สมัยต่อมา เมื่อภิกษผุ ู้เป็นอุปชั ฌายท์ ้ังหลายไมอ่ ยูใ่ นถ่ินนนั้ ๆ เพราะบางรูป จารกิ ไป
ถนิ่ อื่น บางรปู ลาสกิ ขา บางรปู มรณภาพ บางรปู ไปเข้ารีตเดยี รถีย์ พวกภกิ ษุบวชใหมไ่ ม่มีผคู้ อย
แนะน�ำส่ังสอน จึงประพฤติไม่เหมาะสม นุ่งห่มไม่เรียบร้อย กิริยาอาการขบฉันไม่น่าเลื่อมใส
พระผู้มีพระภาคทรงทราบเรื่องนั้น จึงทรงอนุญาต ให้กุลบุตรผู้เข้ามาบวชเป็นภิกษุต้องมี
อาจารยผ์ ใู้ หน้ สิ สยั คอื คอยแนะน�ำสงั่ สอน และทรงวางระเบยี บทอ่ี าจารยแ์ ละอนั เตวาสกิ (ศษิ ย)์
พึงปฏิบตั ิต่อกนั และกนั พรอ้ มกบั ทรงก�ำหนดวิธีการลงโทษผดู้ อ้ื ด้านไวด้ ว้ ย
ทรงวางหลักติตถิยปริวาส
ภิกษุรูปหนึ่ง เคยเป็นอัญเดียรถีย์(เคยบวชในลัทธิอ่ืน) ประพฤติไม่เหมาะสม
พระอุปัชฌาย์จึงว่ากล่าวตักเตือน แต่ภิกษุนั้นไม่ยอมเช่ือฟัง ย้อนกล่าวตอบโต้พระอุปัชฌาย์
แล้วกลับไปเข้ารีตเดียรถีย์ตามเดิม ต่อมาไม่นาน ภิกษุนั้นออกจากส�ำนักเดียรถีย์ มาขอบวช
เปน็ ภกิ ษุในพระพุทธศาสนาอกี พระผมู้ ีพระภาคทรงทราบ เร่ืองน้ัน จึงทรงวางข้อก�ำหนดไวว้ า่
“ภิกษุท่เี คยเป็นอัญเดียรถีย์ถกู อปุ ชั ฌายว์ ่ากลา่ วตักเตอื นโดยชอบธรรม กลบั ยอ้ นกล่าวตอบโต้
อุปชั ฌาย์ หนไี ปเขา้ รตี เดียรถยี ์ ถา้ เธอกลบั มาขออปุ สมบทอีก ไม่พึงใหอ้ ปุ สมบท แมผ้ ู้อ่ืนทเี่ คย
เปน็ อญั เดยี รถยี ป์ ระสงค์ จะบรรพชาอปุ สมบทในพระธรรมวนิ ยั นี้ พงึ ใหป้ รวิ าส ๔ เดอื นแกผ่ นู้ นั้ ”
ปรวิ าสนเ้ี รยี กวา่ “ตติ ถยิ ปรวิ าส” ผเู้ คยเปน็ อญั เดยี รถยี จ์ ะสมาทานปฏบิ ตั ติ อ้ งเปลง่ ค�ำขอ
ถึงพระรัตนตรัย กล่าวค�ำขอปริวาส สงฆ์ให้ปริวาสด้วยญัตติทุติยกรรม ผู้น้ันอยู่ปริวาสกรรม
๔ เดอื น ตอ่ จากนนั้ จงึ มสี ทิ ธ์บิ วชเป็นภกิ ษุได้
แต่พระผู้มีพระภาคทรงให้ข้อยกเว้นไม่ต้องอยู่ติตถิยปริวาสแก่พวกชฎิลบูชาไฟ
เพราะทรงถือว่าเป็นผู้ที่ส่ังสอนศาสนิกในทางที่เหมาะสมอยู่แล้ว คือ เป็นพวกกรรมวาที และ
กริ ยิ วาที และทรงใหข้ อ้ ยกเวน้ แกพ่ วกพระญาติ โดยตรสั วา่ “ภกิ ษทุ งั้ หลาย ถา้ ศากยะโดยก�ำเนดิ
เคยเปน็ อญั เดยี รถยี ม์ า ศากยะนน้ั มาแลว้ พงึ ใหอ้ ปุ สมบท ไมต่ อ้ งให้ (ตติ ถยิ ) ปรวิ าสแกศ่ ากยะนนั้
เราให้สทิ ธพิ เิ ศษสว่ นน้ีเฉพาะแก่หม่ญู าติ” (ดเู ล่มสมบูรณ์ ๘๗/๑๔๒)
ทรงอนญุ าตใหบ้ รรพชากลุ บุตรเปน็ สามเณรด้วยวธิ ไี ตรสรณคมน์
เม่ือครั้งที่ พระผู้มีพระภาคเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ พระนางยโสธราตรัสบอกให้
พระราหุลกุมารมาทูลขอทรัพย์มรดกจากพระผู้มีพระภาค พระพุทธองค์กลับตรัสรับส่ัง
ท่านพระสารีบตุ รให้บวชราหลุ กุมารเป็นสามเณร ดว้ ยวิธีไตรสรณคมน์
88 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระวนิ ัยปฎิ ก
ในการบวชราหลุ กมุ ารนนั้ ทา่ นพระมหาโมคคลั ลานะท�ำหนา้ ทโี่ กนผมใหร้ าหลุ ทา่ นพระ
สารบี ุตรให้ไตรสรณคมน์และสิกขาบท ๑๐ (วิ.อ. ๓/๑๒๕/๗๔)
ทรงห้ามบุคคลบางประเภทบรรพชาอปุ สมบท
บุคคลทถ่ี ูกห้ามบรรพชาอุปสมบทโดยเดด็ ขาด คือ
๑. บัณเฑาะก์ ๓ ประเภท ได้แก่ (๑) ชายมีราคะจัด ชอบประพฤตินอกรีต ในการ
เสพกาม และย่ัวยวนชายอื่นให้ประพฤติตามอย่าง (๒) ชายถูกตอน (หรือที่เรียกว่า ขันที)
(๓) คนท่เี ปน็ กะเทยโดยก�ำเนดิ
๒. อุภโตพยญั ชนก คือ คน ๒ เพศ
๓. คนฆา่ มารดา
๔. คนฆ่าบดิ า
๕. คนฆา่ พระอรหันต์
๖. คนท�ำลายสงฆ์
๗. คนท�ำร้ายพระพุทธเจ้าจนหอ้ พระโลหติ
๘. คนประทุษร้าย (ขม่ ขนื ) ภิกษณุ ี
๙. คนทเ่ี คยตอ้ งอาบตั ิปาราชกิ เม่ือบวชคร้ังกอ่ น
บุคคลทไี่ มไ่ ด้ถกู หา้ มอุปสมบทโดยเดด็ ขาด เช่น
๑. คนเปน็ โรคตดิ ต่อ เปน็ โรคเรือ้ รงั เช่น โรคเรอื้ น โรคฝี โรคกลาก
๒. คนอวยั วะไมส่ มบรู ณ์ เชน่ มอื ขาด เทา้ ขาด
๓. คนอวยั วะไมส่ มประกอบ เชน่ มือแป คอพอก
๔. คนพิการ เช่น ตาบอด เปน็ งอ่ ย เป็นใบ้
๕. คนทรุ พล คือ คนแก่ คนเคล่ือนไหวเองไม่ได้
๖. คนท่มี ีขอ้ ผกู พัน เชน่ เปน็ ขา้ ราชการ มารดาบดิ าไมอ่ นุญาต
๗. คนเคยถกู อาญาแผ่นดิน เช่น เคยติดคุก
๘. คนกอ่ ความไม่สงบแกส่ ังคม เชน่ เป็นโจรมชี ่อื โด่งดัง
๙. คนไมม่ ีอุปชั ฌาย์ หรือมีบุคคลอ่ืนท่ีขาดคณุ สมบัตเิ ป็นอปุ ชั ฌาย์
๑๐. คนไม่มบี าตร ไมม่ ีจวี ร
เล่มที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๔ 89
๒. อุโปสถขนั ธกะ ตอนวา่ ด้วยอโุ บสถ มี ๓๙ หัวข้อ
ทีช่ ือ่ วา่ “อุโปสถขันธกะ” เพราะมีเนอื้ หาวา่ ดว้ ยอุโบสถทงั้ หมด ตั้งแต่เหตุเกดิ วิธกี าร
ท�ำบุพพกรณ์ บพุ พกิจเป็นตน้ จนถงึ บคุ คลท่ไี ม่ควรใหร้ ว่ มท�ำอุโบสถดว้ ย
“อุโปสถ” ในค�ำว่า “อุโปสถขันธกะ” นั้น แปลว่า “วันท่ีเข้าอยู่จ�ำศีล หรือเข้าจ�ำ
งดอาหาร” (อุปวสนฺติ เอตฺถาติ อุโปสโถ, อุปวสนฺตีติ สีเลน วา อนสเนน วา อุเปตา หุตฺวา
วสนตฺ ิ; สารตฺถ.ฏีกา ๓/๓๘๓/๕๐๘)
อโุ ปสถศพั ท์ ใช้ในความหมายตา่ ง ๆ คอื
๑. การยกปาติโมกข์ข้นึ แสดง ๒. อุโบสถศลี
๓. การบ�ำเพ็ญพรต ๔. นามบญั ญตั ิ
๕. วนั
ใช้ในความหมายการยกปาติโมกข์ข้ึนแสดง (อายามาวุโส กปฺปิน อุโปสถํ คมิสฺสาม;
ที.สี.อ. ๑๕๐/๑๒๗)
ใช้ในความหมายอุโบสถศีล (เอวํ อฏฺฐงฺคสมนฺนาคโต โข วิสาเข อุโปสโถ อุปวุตฺโถ;
องฺ.อฏฺฐก. ๒๓/๔๓/๒๑๐)
ใช้ในความหมายการบ�ำเพ็ญพรต (สุทฺธสฺส เว สทา ผคฺคุ สุทฺธสฺสุโปสโถ สทา; ม.มู.
๑๒/๗๙/๕๒)
ใชใ้ นความหมายนามบัญญัติ (อโุ ปสโถ นาม นาคราชา; ท.ี ม. ๑๐/๒๔๖/๑๕๑, ม.อุ.
๑๔/๒๕๘/๒๒๕, กงฺขา.ฏกี า ๑๔๑, สารตถฺ .ฏีกา ๓/๓๘๓/๕๐๘)
ใชใ้ นความหมายวนั (อชชฺ โุ ปสโถ ปณณฺ รโส .... น ภกิ ขฺ เว ตทหโุ ปสเถ สภกิ ขฺ กุ า อาวาสา;
วิ.ม. ๔/๑๖๘/๑๗๕,๑๘๑/๑๙๘)
ในอโุ บสถขนั ธกะนป้ี ระสงคเ์ อาความหมายท่ใี ช้ในวัน
เน้ือหาแหง่ อุโปสถขนั ธกะ จ�ำนวน ๓๙ หวั ข้อ นับจ�ำนวนต่อจาก มหาขนั ธกะ คือ
๖๘. สนั นิปาตานชุ านนา วา่ ดว้ ยทรงอนญุ าตใหส้ งฆป์ ระชมุ กัน
๖๙. ปาติโมกขุทเทสานุชานนา ว่าด้วยทรงอนญุ าตปาติโมกขุทเทส
๗๐. มหากปั ปินวตั ถุ ว่าดว้ ยพระมหากปั ปินเถระ
๗๑. สีมานชุ านนา วา่ ด้วยทรงอนญุ าตสีมา
๗๒. อุโปสถาคารกถา วา่ ด้วยโรงอโุ บสถ
๗๓. อโุ ปสถปมุขานชุ านนา ว่าด้วยทรงอนญุ าตพ้ืนทดี่ ้านหน้าโรงอโุ บสถ
๗๔. อวปิ ปวาสสีมานชุ านนา ว่าดว้ ยทรงอนญุ าตแดนไมอ่ ยู่ปราศจากไตรจวี ร
90 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระวนิ ัยปฎิ ก
๗๕. สีมาสมูหนนา ว่าด้วยการถอนสมี า
๗๖. คามสีมาท ิ วา่ ด้วยคามสีมาเปน็ ต้น
๗๗. อุโปสถเภทาทิ วา่ ดว้ ยประเภทแห่งวนั อุโบสถเป็นตน้
๗๘. สงั ขิตตปาติโมกขทุ เทสาทิ ว่าดว้ ยการยกปาติโมกข์ขน้ึ แสดงโดยยอ่ เปน็ ตน้
๗๙. วินยปจุ ฉนกถา ว่าด้วยการถามพระวินัย
๘๐. วินยวสิ ชั ชนกถา ว่าด้วยการวสิ ชั นาพระวนิ ัย
๘๑. โจทนากถา ว่าด้วยการฟ้องรอ้ ง
๘๒. อธมั มกมั มปฏกิ โกสนาทิ วา่ ดว้ ยการคัดคา้ นการท�ำกรรมที่ไม่
ชอบด้วยธรรมเปน็ ตน้
๘๓. ปาตโิ มกขทุ เทสกอัชเฌสนาทิ ว่าด้วยการอาราธนาผยู้ กปาตโิ มกขข์ ้ึนแสดงเปน็ ต้น
๘๔. ปกั ขคณนาทิอุคคหณานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตใหเ้ รยี นวธิ ีนบั ปกั ข์ เปน็ ต้น
๘๕. ปพุ พกรณานุชานนา วา่ ด้วยทรงอนญุ าตบุพพกรณ์
๘๖. ทิสังคมิกาทวิ ัตถุ ว่าดว้ ยภกิ ษไุ ปสู่ทิศเป็นต้น
๘๗. ปารสิ ทุ ธทิ านกถา ว่าด้วยการมอบปารสิ ุทธิ
๘๘. ฉันททานกถา วา่ ด้วยการมอบฉนั ทะ
๘๙. ญาตกาทคิ หณกถา ว่าด้วยพวกญาติเปน็ ตน้ จับภกิ ษุ
๙๐. อุมมตั ตกสมมติ ว่าดว้ ยการสมมติภกิ ษุวิกลจรติ
๙๑. สังฆโุ ปสถาทปิ เภท วา่ ดว้ ยประเภทแหง่ อโุ บสถมอี โุ บสถเปน็ การสงฆเ์ ปน็ ตน้
๙๒. อาปตั ตปิ ฏกิ ัมมวธิ ิ ว่าด้วยวิธแี ก้ไขอาบตั ิ
๙๓. อาปตั ตอิ าวิกรณวิธิ วา่ ด้วยวิธีเปิดเผยอาบตั ิ
๙๔. สภาคาปตั ติปฏกิ ัมมวิธิ วา่ ด้วยวธิ แี ก้ไขสภาคาบัติ
๙๕. อนาปตั ติปณั ณรสกะ ว่าด้วยการท�ำอโุ บสถโดยไมต่ อ้ งอาบัติ ๑๕ กรณี
๙๖. วคั คาวคั คสัญญปิ ณั ณรสกะ วา่ ดว้ ยแบง่ พวกกนั อยแู่ ละส�ำคญั วา่ แบง่ พวกกนั ๑๕ กรณี
๙๗. เวมตกิ ปณั ณรสกะ ว่าด้วยภกิ ษไุ มแ่ นใ่ จท�ำอุโบสถ ๑๕ กรณี
๙๘. กกุ กุจจปกตปัณณรสกะ ว่าด้วยภกิ ษกุ งั วลใจท�ำอุโบสถ ๑๕ กรณี
๙๙. เภทปุเรกขารปัณณรสกะ ว่าดว้ ยม่งุ ท�ำความแตกร้าวท�ำอโุ บสถ ๑๕ กรณี
๑๐๐. สโี มกกันติกเปยยาล ว่าดว้ ยการละข้อความเก่ียวกับภิกษุผูเ้ ข้าสู่สีมา
๑๐๑. ลิงคาททิ ัสสนะ วา่ ดว้ ยการเหน็ ลักษณะเป็นต้น
๑๐๒. นานาสงั วาสกาทอิ โุ ปสถกรณะ ว่าด้วยภกิ ษุเป็นนานาสงั วาสเป็นตน้ ท�ำอุโบสถ
๑๐๓. นคนั ตัพพวาร ว่าดว้ ยสถานที่ไมค่ วรไปในวนั อโุ บสถ
เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๔ 91
๑๐๔. คนั ตัพพวาร วา่ ดว้ ยสถานท่คี วรไปในวนั อโุ บสถ
๑๐๕. วัชชนยี ปุคคลสันทสั สนา ว่าดว้ ยการแสดงบุคคลทคี่ วรเวน้ ในอุโบสถกรรม
๑๐๖. รวมเรือ่ งท่มี ีในอุโปสถขันธกะ
หัวข้อต่าง ๆ เหล่านี้ ตั้งช่ือตามประเด็นส�ำคัญท่ีปรากฏอยู่ในตอนนั้น ๆ โดย มุ่งถึง
สถานท่ีบ้าง มุ่งถึงบทบาทของบุคคลและกิจกรรมบ้างท่ีปรากฏอยู่ในเร่ืองนั้น ๆ บ้าง และ
หัวข้อต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในอุโปสถขันธกะนี้ เกิดข้ึนในช่วงแห่งมัชฌิมโพธิกาลทั้งหมด
พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปประกาศพระศาสนาในท่ีต่าง ๆ จนมีกุลบุตรศรัทธาเล่ือมใส
เข้ามาบวชเป็นภิกษุจ�ำนวนมาก และเมื่อเกิดเร่ืองท่ีไม่ดีงามข้ึน ในสงฆ์ พระองค์ก็ทรง
บญั ญตั สิ กิ ขาบทหา้ มภิกษุและภกิ ษณุ ที �ำเช่นน้ันอกี
โอวาทปาติโมกข์ และอาณาปาติโมกข์
โอวาทปาติโมกข์ คือ หลักการส�ำคัญท่ีเป็นทั้งค�ำสั่งและค�ำสอนรวมอยู่ด้วยกัน
จัดเป็นจาริตตศีล โอวาทปาติโมกข์ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะมีเนื้อหาสาระเหมือนกัน
และมจี �ำนวน ๓ คาถาเหมือนกนั ในช่วงปฐมโพธิกาล พระผมู้ ีพระภาคทรงแสดงพระปาตโิ มกข์
ด้วยพระองค์เองอยู่เป็นประจ�ำ แต่พระปาติโมกข์ที่แสดงในช่วงปฐมโพธิกาลนั้น เป็นโอวาท
ปาติโมกขท์ ่มี ใี จความว่า
สพพฺ ปาปสสฺ อกรณ ํ กสุ ลสฺสูปสมฺปทา
สจติ ตฺ ปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธานสาสนํ.
ขนฺตี ปรมํ ตโป ตตี ิกขฺ า
นิพพฺ านํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี
สมโณ โหติ ปรํ วิเหยนฺโต.
อนูปวาโท อนปู ฆาโต ปาติโมกฺเข จ สํวโร
มตตฺ ญญฺ ุตา จ ภตตฺ สฺมึ ปนตฺ ญฺจ สยนาสนํ
อธจิ ิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พทุ ธฺ าน สาสนํ.
(ที.ม. ๑๐/๙๐/๔๓-๔๔, ขุ.ธ. ๒๕/๑๘๓-๑๘๕/๔๙-๕๐)
การไมท่ �ำบาปทัง้ ปวง การท�ำกุศลให้ถงึ พร้อม
การท�ำจิตของตนใหผ้ ่องแผ้ว
น้ีคือค�ำสัง่ สอนของพระพทุ ธเจ้าทั้งหลาย
ความอดทนคือความอดกลั้นเปน็ ตบะอยา่ งย่ิง
92 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระวินัยปฎิ ก
พระพุทธเจ้าทัง้ หลายตรัสว่า นพิ พานเปน็ บรมธรรม
ผทู้ �ำร้ายคนอืน่ ไมช่ อื่ ว่าเปน็ บรรพชติ
ผเู้ บียดเบยี นคนอ่ืน ไมช่ ่ือว่าเป็นสมณะ
การไม่กลา่ วรา้ ยคนอ่นื การไมเ่ บยี ดเบยี นคนอืน่
ความส�ำรวมในปาติโมกข์ ความเปน็ ผรู้ ูจ้ ักประมาณในการบริโภค
การอยู่ในเสนาสนะท่ีสงัด การประกอบความเพยี รในการฝกึ ฝนจติ
น้คี ือค�ำสั่งสอนของพระพุทธเจา้ ทัง้ หลาย
ในสมัยของพระพุทธเจ้าวิปัสสี พระพุทธเจ้าสิขี และพระพุทธเจ้าเวสสภู ไม่ได้มีการ
บญั ญตั ิสิกขาบทแก่พระสาวกทง้ั หลาย เพราะพระสาวกทงั้ หลายล้วนประพฤตดิ ี ไม่มีความผิด
จึงไม่มีประมวลสิกขาบทบัญญัติส�ำหรับสงฆ์ และเพราะเหตุนั้น จึงไม่มีพุทธานุญาตให้สงฆ์ยก
พระปาติโมกข์ข้ึนแสดง แต่จะทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ด้วยพระองค์เอง และมิได้ทรงแสดง
ทุกครึ่งเดือนแต่อย่างใด พระพุทธเจ้าวิปัสสีทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ๖ ปีต่อ ๑ คร้ัง (วิ.อ.
๑/๑๙๑-๑๙๒) น่คี ือโอวาทปาติโมกข์
สว่ นอาณาปาตโิ มกข์ คอื ประมวลสกิ ขาบทบญั ญตั ทิ เี่ ปน็ ค�ำสงั่ หรอื พทุ ธอาณา จดั เปน็
วาริตตศีล จ�ำเดิมแต่การท่ีทรงบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์แล้ว พระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย ยกเว้นพระวิปัสสี พระสิขี และพระเวสสภู จะไม่ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ด้วย
พระองค์เอง แต่จะทรงอนญุ าตให้สงฆ์ยกอาณาปาติโมกข์ ข้ึนแสดงแทน
พระสิทธัตถโคตมพุทธเจ้าแม้จะทรงเริ่มบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุสงฆ์ตั้งแต่พรรษา
ที่ ๑๒ เป็นต้นมา ก็ยังไม่มีพุทธานุญาตให้ภิกษุสงฆ์ยกอาณาปาติโมกข์ขึ้นแสดงแต่ทรงแสดง
โอวาทปาติโมกข์ด้วยพระองค์เองอยู่จนถึงพรรษท่ี ๒๐ แห่งการบ�ำเพ็ญพุทธกิจ จนกระทั่ง
ประมวลบทบัญญัติของภิกษุสงฆ์ได้ ๒๒๗ สิกขาบทของภิกษุณีสงฆ์ ๓๑๑ สิกขาบท จึงทรง
อนญุ าตใหส้ งฆ์ยกอาณาปาตโิ มกข์ขน้ึ แสดง
สรปุ ประเด็นส�ำคญั ในอุโปสถขนั ธกะ
ทรงอนญุ าตใหภ้ ิกษุสงฆท์ �ำอโุ บสถ ยกพระปาตโิ มกข์ขึน้ แสดง
ขณะที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เขตกรุงราชคฤห์ สมัยน้ัน
พวกอัญเดียรถีย์ประชุมกันแสดงธรรมทุกวัน ๑๔ ค่�ำ ๑๕ ค�่ำ และ ๘ ค�่ำ ท�ำให้คนท้ังหลาย
ผู้ใฝ่หาความรไู้ ด้รบั ความรู้ และเกิดศรทั ธาปสาทะในพวกอัญเดียรถยี เ์ ปน็ อยา่ งมาก
พระเจ้าพิมพิสารจอมทัพมคธรัฐ ทรงมีพระประสงค์ที่จะให้ภิกษุสงฆ์ท�ำกิจกรรม
อย่างนั้นบ้าง จึงเสด็จไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคกราบทูลเร่ืองให้ทรงทราบพระผู้มีพระภาคจึง
เล่มท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๔ 93
ทรงอนญุ าตใหภ้ ิกษสุ งฆร์ ่วมประชมุ กนั ทุกวัน ๑๔ ค่ำ� ๑๕ ค่�ำและ ๘ คำ�่
ภกิ ษทุ งั้ หลายกม็ าประชมุ กนั ตามทท่ี รงอนญุ าต คนทง้ั หลายผใู้ ฝห่ าความรู้ เมอ่ื ทราบวา่
ภกิ ษสุ งฆป์ ระชมุ กนั กพ็ ากนั เขา้ ไปหาโดยหวงั ทจ่ี ะไดฟ้ งั ธรรม แตภ่ กิ ษทุ งั้ หลายทม่ี ารว่ มประชมุ
ต่างนั่งนิ่ง ไม่มีการแสดงธรรม คนเหล่าน้ันจึงต�ำหนิ ประณาม โพนทะนา พระผู้มีพระภาค
ทรงทราบความนั้น จึงทรงอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์ประชุมกัน แสดงธรรมในวัน ๑๔ ค�่ำ หรือ
๑๕ คำ�่ และ ๘ ค�ำ่
ต่อมา พระผู้มีพระภาคทรงมีพระประสงค์จะประมวลสิกขาบททั้งหลายท่ีทรงบัญญัติ
ไว้ ให้เป็นปาติโมกขทุ เทส จึงทรงอนุญาตให้ภกิ ษุสงฆ์ท�ำอุโบสถ ยกสกิ ขาบท ทีท่ รงบัญญตั ไิ ว้
ขึน้ แสดงทุกวนั ๑๔ คำ่� และ ๑๕ คำ�่ เรยี กว่า “การยกพระปาติโมกข์ ขนึ้ แสดง” หรอื ท่เี รียกกัน
โดยทั่วไปว่า “การสวดพระปาติโมกข”์ นนั่ เอง
ประเด็นท่ีนา่ สงั เกตในอโุ ปสถขันธกะนีก้ ค็ ือ มีขอ้ ความท่เี รยี กวา่ “นิทานทุ เทสวภิ งั ค์”
ซ่ึงเป็นการอธิบายข้อความท่ีเป็นระเบียบในการยกพระปาติโมกข์ขึ้นแสดง รูปแบบของ
ขอ้ ความเป็นการอธิบายบทมาตกิ า เหมือนกบั “สกิ ขาบทวภิ ังค”์ ในพระวนิ ยั ปิฎก มหาวิภังค์
ภาค ๑ - ๒ เช่น
ระเบียบในการยกพระปาติโมกข์ขึ้นแสดงตอนหน่ึงมีว่า “...ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว
สงฆ์พงึ ท�ำอุโบสถ พึงยกพระปาตโิ มกขข์ ึน้ แสดง...” (ดเู ลม่ สมบรู ณ์ ๑๓๔/๒๐๙)
นิทานุทเทสวิภังค์ก็ยกเอาข้อความน้ีมาอธิบายเพิ่มเติมว่า “ค�ำว่า ปาติโมกข์ น้ีเป็น
เบอ้ื งตน้ น้เี ป็นประธาน นเ้ี ป็นประมุขแห่งกุศลธรรมทงั้ หลาย เพราะเหตุน้ัน พระผ้มู พี ระภาค
จึงตรัสเรียกว่า ปาติโมกข”์ (ดเู ลม่ สมบรู ณ์ ๑๓๕/๒๑๐)
ระเบียบในการยกพระปาติโมกข์ข้ึนแสดงอีกตอนหนึ่งมีว่า “...ท่านทั้งหลาย
ก็สัมปชานมุสาวาท พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นธรรมท่ีท�ำอันตราย เพราะฉะนั้น...” (ดูเล่ม
สมบรู ณ์ ๑๓๔/๒๑๐)
นทิ านทุ เทสวภิ งั คก์ ย็ กเอาขอ้ ความนมี้ าอธบิ ายเพม่ิ เตมิ วา่ “ค�ำวา่ พระผมู้ พี ระภาคตรสั วา่
เป็นธรรมที่ท�ำอันตราย ความว่า เป็นธรรมที่ท�ำอันตรายต่ออะไร เป็นธรรมที่ท�ำอันตรายต่อ
การบรรลุปฐมฌาน เป็นธรรมที่ท�ำอันตรายต่อการบรรลุทุติยฌาน เป็นธรรมที่ท�ำอันตรายต่อ
การบรรลุตติยฌาน เป็นธรรมท่ที �ำอนั ตรายต่อการบรรลจุ ตุตถฌาน เปน็ ธรรมทีท่ �ำอันตรายตอ่
การบรรลฌุ าน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ เนกขัมมะ นิสสรณะ ปวเิ วก กศุ ลธรรม” (ดเู ล่มสมบรู ณ์
๑๓๕/๒๑๑-๒๑๒)
94 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระวินัยปฎิ ก
อโุ บสถ ๕ ประเภท
๑. สงั ฆอโุ บสถ เม่ือถงึ วัน ๑๔ ค�ำ่ หรือ ๑๕ คำ่� ภกิ ษุตั้งแต่ ๔ รปู ขน้ึ ไปรว่ มประชมุ กนั
ท�ำอโุ บสถ คือยกพระปาติโมกขข์ ึน้ แสดงโดยชอบธรรม ต้ังญัตติวา่
สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, อชฺชุโปสโถ จาตุทฺทโส (ปณฺณรโส), ยทิ สํฆสฺส ปตฺตกลฺลํ,
สโํ ฆ อโุ ปสถํ กเรยฺย, ปาติโมกฺขํ อุททฺ เิ สยยฺ .
ท่านผู้เจรญิ ขอสงฆจ์ งฟังข้าพเจ้า วนั นีเ้ ป็นวันอโุ บสถ ๑๔ ค�่ำ (หรอื ๑๕ ค่ำ� ) ถา้ สงฆ์
พรอ้ มกนั แล้วพึงท�ำอุโบสถ พึงยกพระปาตโิ มกขข์ ึ้นแสดง
ต่อจากนน้ั พึงยกพระปาติโมกขข์ ้ึนแสดงจนจบ นเ้ี รียกว่า สังฆอโุ บสถ
๒. ปาริสุทธิอุโบสถ เมื่อถึงวันอุโบสถ ในอาวาสที่มีภิกษุ ๒ รูปพึงร่วมประชุมบอก
ปารสิ ทุ ธแิ ก่กนั และกัน ภกิ ษทุ พี่ รรษาแก่กว่าเปล่งวาจา ๓ ครงั้ ว่า
ปรสิ ทุ ฺโธ อหํ อาวุโส, ปรสิ ุทฺโธติ มํ ธาเรห.ิ
ท่าน ผมเปน็ ผบู้ รสิ ทุ ธิ์ ขอให้ทา่ นจงจ�ำผมไวว้ า่ เป็นผู้บริสทุ ธ์ิ
ต่อจากน้ัน ภิกษุท่ีพรรษาอ่อนกว่าเปลง่ วาจา ๓ คร้ังวา่
ปริสุทโฺ ธ อหํ ภนเฺ ต, ปริสุทฺโธติ มํ ธาเรถ.
ท่านผเู้ จริญ ผมเป็นผบู้ ริสทุ ธิ์ ขอให้ท่านจงจ�ำผมไว้วา่ เปน็ ผบู้ ริสุทธิ์
น้ีเรยี กวา่ ปารสิ ุทธอิ โุ บสถ
๓. คณอโุ บสถ (ปารสิ ทุ ธอิ ุโบสถท่ีมกี ารตั้งญัตติ) เมอ่ื ถึงวันอโุ บสถ ในอาวาสทม่ี ีภกิ ษุ
๓ รูปพงึ ร่วมประชมุ ตั้งคณญตั ตวิ า่
สณุ นฺตุ เม อายสมฺ นตฺ า, อชฺชโุ ปสโถ จาตทุ ทฺ โส (ปณณฺ รโส), ยทายสมฺ นฺตานํ ปตตฺ กลฺล,ํ
มยํ อญญฺ มญญฺ ํ ปาริสทุ ฺธอิ โุ ปสถํ กเรยฺยาม.
ท่านท้ังหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า วันน้ีเป็นวันอุโบสถ ๑๔ ค�่ำ (หรือ ๑๕ ค�่ำ) ถ้าท่าน
ทง้ั หลายพรอ้ มกนั แลว้ พวกเราพงึ ท�ำปารสิ ทุ ธิอโุ บสถตอ่ กัน
ต่อจากนั้น จึงบอกปารสิ ุทธิตอ่ กัน นเี้ รยี กว่า คณอโุ บสถ
๑. อธิฏฐานอุโบสถ หรือบุคคลอุโบสถ เมื่อถึงวันอุโบสถ ในอาวาสที่มีภิกษุรูปเดียว
พึงน่ังชั่วระยะเวลาหน่ึง เพ่ือรอดูว่าจะมีภิกษุอาคันตุกะรูปอ่ืนมาหรือไม่ เมื่อเห็นว่าไม่มีภิกษุ
รูปอืน่ มาแนน่ อนแลว้ ภกิ ษุนั้นพงึ อธษิ ฐานใจว่า
อชฺช เม อโุ ปสโถ จาตุททฺ โส (ปณฺณรโส)
วนั น้ีเป็นวันอุโบสถ ๑๔ ค่�ำ (หรือ ๑๕ ค่�ำ)ของเรา
เลม่ ที่ ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๔ 95
น้เี รียกว่า อธิฏฐานอุโบสถ หรือ บคุ คลอุโบสถ
๒. สามคั คีอโุ บสถ เม่ือสงฆ์เกดิ ความบาดหมาง เกดิ ความทะเลาะวิวาทแตกแยกกันขึ้น
ถ้าสงฆ์สามารถประสานสามัคคีกันได้ในวันใด ก็พึงท�ำสามัคคีอุโบสถในวันน้ัน อุโบสถท่ีท�ำ
เพอ่ื เปน็ การเฉลมิ ฉลองความสามคั คี ในวนั ทสี่ งฆผ์ แู้ ตกแยกกนั สามารถประสานสามคั คกี นั ไดน้ ี้
พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ร่วมประชุมกันท�ำอุโบสถ พึงยกพระปาติโมกข์ข้ึนแสดง
โดยตงั้ ญตั ติวา่
สุณาตุ เม ภนเฺ ต สโํ ฆ, อชชฺ โุ ปสโถ สามคฺคี, ยทิ สํฆสสฺ ปตตฺ กลฺลํ, สํโฆ อุโปสถํ กเรยฺย,
ปาติโมกขฺ ํ อุทฺทเิ สยยฺ .
ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า วันนี้เป็นวันสามัคคีอุโบสถ ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว
พึงท�ำอโุ บสถ พงึ ยกพระปาติโมกข์ขนึ้ แสดง
ต่อจากน้ัน พึงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงจนจบ น้ีเรียกว่า สามัคคีอุโบสถ (ดูเล่มสมบูรณ์
๑๘๓/๒๘๘, และ วิ.ม. ๕/๔๗๕/๒๕๖-๒๕๘, วิ.อ. ๓/๑๘๓/๑๔๔,๔๗๕/๒๔๘)
ทรงหา้ มยกพระปาติโมกข์ขึน้ แสดงทุกวนั
เมอ่ื พระผมู้ พี ระภาคทรงอนญุ าตปาตโิ มกขทุ เทสแลว้ ภกิ ษทุ งั้ หลายจงึ ยกพระปาตโิ มกข์
ข้ึนแสดงทุกวัน พระพุทธองค์ทรงวางข้อก�ำหนดไว้ว่า “ไม่พึงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงทุกวัน
อนญุ าตใหย้ กขึน้ แสดงได้เฉพาะในวนั ๑๔ คำ่� หรือ ๑๕ ค�่ำ ผู้ฝา่ ฝนื ตอ้ งอาบัติทกุ กฏ” (ดูเล่ม
สมบรู ณ์ ๑๓๖/๒๑๒-๒๑๓)
ทรงอนุญาตให้สมมติสมานสงั วาสสีมา
พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ก�ำหนดเขตส�ำหรับประชุมกันท�ำสังฆกรรม เรียกว่า
สมานสงั วาสสีมาเปน็ เขตแดนท่ีสงฆ์สมมติก�ำหนดไว้ เปน็ เขตเขา้ รว่ มสงั ฆกรรม มอี าณาบรเิ วณ
อยา่ งมากไมเ่ กนิ ๓ โยชนโ์ ดยมนี มิ ติ เปน็ เขตก�ำหนด ผใู้ ดฝา่ ฝนื สมมตสิ มี าเกนิ ก�ำหนดน้ี ตอ้ งอาบตั ิ
ทุกกฏ (ดูเล่มสมบูรณ์ ๑๔๐/๒๑๖) และในอาวาสหนึ่ง ต้องมีโรงอุโบสถเพียง ๑ แห่งเท่านั้น
ผใู้ ดฝา่ ฝนื สมมตโิ รงอโุ บสถ ๒ แหง่ ในอาวาสเดยี วกนั ตอ้ งอาบตั ทิ กุ กฏ (ดเู ลม่ สมบรู ณ์ ๑๔๑/๒๑๘)
ทรงอนุญาตใหส้ มมติสมานสงั วาสสมี า เป็นแดนที่อยปู่ ราศจากไตรจีวรไดโ้ ดยไม่ตอ้ งอาบตั ิ
ตอ่ มา เพอื่ ประโยชนข์ องภกิ ษสุ งฆผ์ เู้ ดนิ ทางไกลและมเี หตขุ ดั ขอ้ งไมส่ ามารถเกบ็ ไตรจวี ร
ไว้กับตัวได้ตลอดเวลา พระผู้มีพระภาคจึงทรงให้ก�ำหนดสมานสังวาสสีมา ท่ีสงฆ์สมมติไว้แล้ว
96 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระวนิ ยั ปฎิ ก
นั่นแหละให้เป็นแดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวรด้วย เรียกว่าติจีวราวิปปวาสสีมา (ดูเล่มสมบูรณ์
๑๔๓/๒๒๑)
ทรงก�ำหนดคามสมี า อทุ กกุ เขปสมี า สมี าสังกระกัน สมี าทับกนั เปน็ สีมาที่ใชไ้ มไ่ ด้
เมอ่ื ยงั ไมไ่ ดส้ มมติ ยงั ไมไ่ ดก้ �ำหนดสมานสงั วาสสมี า พระผมู้ พี ระภาคทรงใหภ้ กิ ษกุ �ำหนด
เอานคิ ม หมู่บ้าน หรอื ป่าท่ตี นอาศัยอย่นู ่นั แหละเปน็ สมานสงั วาสสีมา
นอกจากนี้ ทรงห้ามสมมติสีมาสังกระหรือคาบเก่ียวกัน ทรงห้ามสมมติสีมาทับกัน
ผใู้ ดฝา่ ฝนื ตอ้ งอาบตั ทิ กุ กฏ และเมอ่ื มกี รณเี ชน่ นี้ ใหถ้ อื เอาสมี าทส่ี มมตไิ วก้ อ่ นเปน็ สมี าทถ่ี กู ตอ้ ง
(ดูเล่มสมบรู ณ์ ๑๔๗-๑๔๘/๒๒๕-๒๒๖)
ปาตโิ มกขุทเทส : วธิ ียกพระปาตโิ มกขข์ ึน้ แสดง ๕ ประการ
ค�ำว่า “อุทเทส” แปลว่า การยกขึน้ แสดง การเรยี นการสอน หรือหวั ข้อ ในท่นี ้ีหมาย
เอาหวั ขอ้ หรอื หมวดแหง่ พระปาตโิ มกขท์ จ่ี ดั ไวส้ �ำหรบั ยกขนึ้ แสดง พระผมู้ พี ระภาคทรงก�ำหนด
“ปาติโมกขุทเทส” คอื วธิ ยี กพระปาติโมกขข์ ึน้ แสดงไว้ ๕ ประการ คอื
๑. นิทานุทเทส คอื วธิ กี ารแสดงพระปาตโิ มกข์ โดยยกเฉพาะนทิ าน (สณุ าตุ เม ภนเฺ ต
สงโฺ ฆ, อชชฺ ุโปสโถ ปนฺนรโส ฯเปฯ อาวิกตา หิสสฺ ผาสุ โหติ; กงฺขา.อ. ๒) ข้ึนแสดงจบแล้วละ
อทุ เทสทเี่ หลอื ไวด้ ว้ ยสุตบท (สกิ ขาบททีไ่ ด้เคยฟังมา แลว้ ) ดงั น้ี
อทุ ทฺ ฏิ ฺฐํ โข อายสฺมนโฺ ต นทิ าน,ํ สุตา โข ปนายสฺมนเฺ ตหิ จตตฺ าโร ปาราชกิ า ธมฺมา,
เตรส สฆํ าทเิ สสาธมมฺ า,เทวฺ อนยิ ตาธมมฺ า,ตสึ นสิ สฺ คคฺ ยิ าธมมฺ า,เทวฺ นวตุ ิปาจติ ตฺ ยิ าธมมฺ า,จตตฺ าโร
ปาฏิเทสนียา ธมฺมา, เสขิยา ธมฺมา, สตฺต อธิกรณสมถา ธมฺมา, เอตฺตกนฺตสฺส ภควโต
สุตฺตาคตํ สุตฺตปริยาปนฺนํ อนฺวฑฺฒมาสํ อุทฺเทสํ อาคจฺฉติ, ตตฺถ สพฺเพเหว สมคฺเคหิ
สมฺโมทมาเนหิ อววิ ทมาเนหิ สกิ ขฺ ิตพฺพํ. (ดู ว.ิ อ. ๓/๑๕๐/๑๓๑, กงฺขา.อ. ๒, ว.ิ สงฺคห. ๒๓๖,
สารตฺถ.ฏีกา ๓/๑๕๐/๓๓๕)
๒. ปาราชกิ ทุ เทส คอื วธิ กี ารแสดงพระปาตโิ มกข์ โดยยกเฉพาะนทิ าน และปาราชกิ ขนึ้
แสดงจบแล้วละอทุ เทสทเี่ หลอื ด้วยสตุ บทดงั น้ี
อุทฺทิฏฺํ โข อายสฺมนฺโต นิทานํ, อุทฺทิฏฺฐา จตฺตาโร ปาราชิกา ธมฺมา, สุตา
โข ปนายสมฺ นฺเตหิ เตรส สํฆาทิเสสา ธมมฺ า, ...สมฺโมทมาเนหิ อววิ ทมาเนหิ สิกฺขิตพพฺ ํ.
๓. สังฆาทิเสสุทเทส คือ วิธีการแสดงพระปาติโมกข์ โดยยกเฉพาะนิทาน ปาราชิก
และสังฆาทิเสสขนึ้ แสดงจบแล้ว ละอทุ เทสท่ีเหลอื ด้วยสตุ บทดงั น้ี
เลม่ ที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๔ 97
อุททฺ ิฏฺ ํ โข อายสมฺ นฺโต นทิ าน,ํ อุททฺ ฏิ ฺา จตฺตาโร ปาราชกิ า ธมมฺ า, อุททฺ ิฏฺา เตรส
สํฆาทเิ สสา ธมมฺ า, สตุ า โข ปนายสฺมนเฺ ตหิ เทฺว อนยิ ตา ธมฺมา,... สมฺโมทมาเนหิ อวิวทมาเนหิ
สิกฺขติ พพฺ .ํ
๔. อนิยตุทเทส คือ วิธีการแสดงพระปาติโมกข์ โดยยกเฉพาะนิทานปาราชิก
สังฆาทเิ สส และอนิยตข้ึนแสดงจบแล้ว ละอทุ เทสทีเ่ หลอื ด้วยสตุ บทดงั นี้
อุทฺทิฏฺํ โข อายสฺมนฺโต นิทานํ, อุทฺทิฏฺา จตฺตาโร ปาราชิกา ธมฺมา, อุทฺทิฏฺา
เตรส สํฆาทิเสสา ธมมฺ า, อทุ ฺทิฏฺา เทฺว อนยิ ตา ธมมฺ า, สุตา โข ปนายสมฺ นเฺ ตหิ ตสึ นิสสฺ คฺคิยา
ปาจติ ตฺ ยิ า ธมฺมา,... สมโฺ มทมาเนหิ อวิวทมาเนหิ สิกขฺ ิตพพฺ ํ.
๔ ขอ้ น้ีเรียกวา่ การสวดพระปาติโมกขโ์ ดยย่อ
๕. วติ ถารทุ เทส คือการยกพระปาตโิ มกขข์ ้นึ แสดงโดยพสิ ดารต้ังแตต่ ้นจนจบ
อนั ตราย ๑๐ อย่าง ทเี่ ป็นเหตุแห่งการยกพระปาติโมกขข์ น้ึ แสดงโดยย่อ
ภิกษุทั้งหลายทราบว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ยกพระปาติโมกข์ขึ้นแสดง
โดยย่อได้ จึงยกพระปาติโมกข์ขึ้นแสดงโดยย่อทุกคร้ัง พระผู้มีพระภาคทรงทราบเรื่องน้ัน
จงึ รับสั่งหา้ มไมใ่ ห้ท�ำ และทรงอนญุ าตใหย้ กขน้ึ แสดงโดยย่อไดเ้ ฉพาะในเมือ่ มอี ันตรายอยา่ งใด
อย่างหนึ่งใน ๑๐ อย่าง คอื
๑. พระราชาเสด็จมา ๒. โจรมาปล้น
๓. ไฟไหม ้ ๔. น้ำ� หลากมา
๕. คนมามาก ๖. ผีเข้าสิงภิกษุ
๗. สัตวร์ ้ายเขา้ มา ๘. งเู ล้ือยเข้ามา
๙. ภิกษจุ ะถึงแก่ชวี ติ ๑๐. มีอันตรายแก่พรหมจรรยเ์ ช่นมคี นจบั พระสกึ
(ดูเลม่ สมบรู ณ์ ๑๕๐/๒๓๐)
เม่ือมีอันตรายเกิดข้ึนอย่างนี้ จะยกพระปาติโมกข์ข้ึนแสดงโดยย่อวิธีใดวิธีหน่ึงก็ได้
ในบรรดาอุทเทสท้ัง ๔ คือ นิทานุทเทส ปาราชิกุทเทส สังฆาทิเสสุทเทส และอนิยตุทเทส
ตามสมควรแก่กรณี แต่มีเง่ือนไขว่าภิกษุสงฆ์ต้องท�ำอุโบสถ ยกพระปาติโมกข์ข้ึนแสดงชนิดที่
พร้อมเพรียงกนั โดยชอบธรรมเท่านน้ั (ดูเลม่ สมบรู ณ์ ๑๔๙/๒๒๗)
บุพพกรณ ์ บุพพกรณ์ และบุพพกิจ
บุพพกิจ คือการเตรียมการกอ่ นทีจ่ ะมกี ารประชมุ สงฆ์
คือการปฏิบตั กิ ่อนที่จะท�ำการสวดพระปาตโิ มกข์
98 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระวินัยปฎิ ก
เม่ือถงึ วนั อโุ บสถ สง่ิ ท่จี ะตอ้ งจัดเตรยี มกอ่ น เรยี กวา่ บุพพกรณ์ มี ๔ อย่าง คอื
๑. กวาดโรงอุโบสถ
๒. ถ้าประสงคจ์ ะยกพระปาตโิ มกขข์ น้ึ แสดงในเวลากลางคืน ต้องจดุ ประทีปไว้
๓. ปอู าสนะส�ำหรบั ภกิ ษุสงฆท์ ีจ่ ะมาร่วมประชุม
๔. จัดน้�ำฉนั น�้ำใช้ไว้
คร้นั สงฆ์ประชมุ พร้อมเพรียงกันแล้ว กิจที่ตอ้ งท�ำก่อนในอันดับต่อไป เรยี กวา่ บพุ พกจิ
มี ๔ อย่าง คือ
๑. ในกรณที ี่ขอบเขตของสมานสงั วาสสมี าครอบคลมุ พืน้ ท่ที ้ังหมดของอาวาสนน้ั ต้อง
น�ำฉันทะของภกิ ษทุ ี่อยู่ในอาวาสน้ันซึง่ ไม่สามารถเขา้ ร่วมประชมุ ไดม้ าแจ้งแกส่ งฆ์ แต่ถา้ มสี ีมา
ครอบคลมุ เฉพาะโรงอุโบสถ ไม่ต้องน�ำฉันทะมาแจง้
๒. ในกรณีท่ขี อบเขตของสมานสงั วาสสมี าครอบคลมุ พืน้ ที่ท้ังหมดของอาวาสน้ัน ต้อง
น�ำปาริสุทธิของภิกษุท่ีอยู่ในอาวาสน้ันซึ่งไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้มาแจ้งแก่สงฆ์ แต่ถ้ามี
สีมาครอบคลุมเฉพาะโรงอโุ บสถ ไมต่ อ้ งน�ำปาริสุทธมิ าแจง้
๓. บอกฤดู ซ่งึ เป็นการบอกใหส้ งฆ์ทราบว่า ได้ยกพระปาติโมกขข์ น้ึ แสดงไปแลว้ กคี่ รง้ั
และทยี่ ังไม่ได้ยกข้ึนแสดงอกี ครัง้
๔. บอกจ�ำนวนภิกษุทเี่ ข้าร่วมประชมุ
๕. แจง้ การใหโ้ อวาทแกภ่ กิ ษณุ ี ในครง้ั พทุ ธกาล การเขา้ ไปฟงั โอวาทจากภกิ ษสุ งฆน์ ้ี ถอื
เปน็ ระเบยี บทภ่ี กิ ษณุ ที งั้ หลายตอ้ งปฏบิ ตั ทิ กุ ครงึ่ เดอื น (ดเู ลม่ สมบรู ณ์ ๑๕๙/๒๔๑-๒๔๒, วนิ ยั ปฎิ ก
ภิกขุนวี ิภงั คแ์ ปล ๓/๑๐๕๔-๑๐๖๑/๒๘๓-๒๘๖, วิ.อ. ๓/๑๖๘/๑๓๙, กงฺขา.อ. ๑๑๘-๑๒๒)
ทรงอนญุ าตให้ภกิ ษุไขม้ อบปารสิ ุทธิ และฉนั ทะ
ก่อนท่ีจะท�ำอุโบสถ ถ้ามีภิกษุไข้อยู่ในอาวาสน้ัน และเธอไม่สามารถมาร่วมประชุมได้
พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้เธอมอบปาริสุทธิให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเพื่อน�ำไปแจ้งในท่ี
ประชมุ สงฆ์
ในกรณที จ่ี ะท�ำสงั ฆกรรม ถา้ มภี กิ ษไุ ขอ้ ยใู่ นอาวาสนนั้ และเธอไมส่ ามารถมารว่ มประชมุ ได้
พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้เธอมอบฉันทะให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหน่ึง เพ่ือน�ำไปแจ้งในที่
ประชมุ สงฆ์
ทรงหา้ มมิให้ภกิ ษทุ ม่ี อี าบัติตดิ ตัวร่วมท�ำอโุ บสถ และทรงห้ามแสดงสภาคาบัติ
พระผ้มู ีพระภาคทรงวางกฎเกณฑเ์ อาไวว้ า่ “ภิกษผุ มู้ ีอาบตั ติ ิดตวั ไม่พึงท�ำอโุ บสถ และ
เล่มที่ ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๔ 99
ภกิ ษทุ ตี่ อ้ งอาบัติในวันอุโบสถตอ้ งแสดงอาบตั ติ ่อหนา้ ภกิ ษุรูปใดรูปหน่ึง”
นอกจากนี้ ยังทรงห้ามแสดงสภาคาบัติ รปู ใดขนื แสดง ต้องอาบตั ทิ ุกกฏ
ค�ำวา่ “สภาคาบัติ” แปลวา่ อาบัตทิ ี่มีสาเหตุเหมือนกนั เชน่ ภกิ ษุ ๒ รปู ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์เพราะฉันโภชนาหารในเวลาวิกาลเหมือนกัน อาบัติเช่นน้ี เรียกว่า สภาคาบัติ (วิ.อ.
๓/๑๖๙/๑๔๐)
การแบ่งพวกท�ำอโุ บสถโดยไม่ต้องอาบตั ิ
ในอาวาสหน่ึง ในวันอุโบสถ มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่มาประชุมกันเพียง
๔ รูปบ้าง เกินกว่าน้ันบ้าง พวกภิกษุท่ีประชุมกันไม่รู้ว่า “ยังมีภิกษุรูปอื่น ๆ ท่ียังไม่ได้มา”
จงึ ท�ำอุโบสถไปกอ่ น ขณะทกี่ �ำลงั ยกพระปาติโมกข์ขน้ึ แสดง ภิกษพุ วกอื่นมาถงึ มีวธิ ีปฏบิ ตั ดิ ังน้ี
๑. ถ้าภิกษุท่ีมาทีหลังมีจ�ำนวนมากกว่า ทั้งหมดต้องยกพระปาติโมกข์ขึ้นแสดงใหม่
แต่พวกทท่ี �ำอุโบสถ ยกพระปาติโมกข์ข้ึนแสดงไปกอ่ นไมต่ ้องอาบตั ิ
๒. ถ้าภิกษุท่ีมาทีหลังมีจ�ำนวนเท่ากันหรือน้อยกว่า ไม่ต้องยกพระปาติโมกข์ข้ึน
แสดงใหม่ พวกทีท่ �ำอโุ บสถไปก่อนไมต่ อ้ งอาบตั ิ สว่ นพวกทมี่ าทหี ลังพงึ ฟังอุทเทสทเี่ หลือ
ส่วนในกรณีที่ภิกษุผู้มาก่อนยกพระปาติโมกข์ข้ึนแสดงจบแล้ว ภิกษุพวกอื่นมาทีหลัง
มีวธิ ปี ฏบิ ัตดิ ังน้ี
๑. ถ้าภิกษุท่ีมาทีหลังมีจ�ำนวนมากกว่า ทั้งหมดต้องยกพระปาติโมกข์ข้ึนแสดงใหม่
แต่พวกที่ท�ำอโุ บสถ ยกพระปาตโิ มกขข์ น้ึ แสดงไปกอ่ นไม่ต้องอาบตั ิ
๒. ถ้าภิกษุที่มาทีหลังมีจ�ำนวนเท่ากันหรือน้อยกว่า ไม่ต้องยกพระปาติโมกข์ขึ้น
แสดงใหม่ พวกท่ีท�ำอุโบสถไปก่อนไม่ต้องอาบัติ ส่วนพวกท่ีมาทีหลังพึงบอกปาริสุทธิในส�ำนัก
ของพวกภกิ ษทุ ่ีท�ำอโุ บสถไปกอ่ น
การแบ่งพวกท�ำอุโบสถ ต้องอาบัติ
ก. การแบง่ พวกท�ำอโุ บสถทง้ั ท่รี ู้ ต้องอาบตั ทิ กุ กฏ
ในอาวาสหน่ึง ในวนั อุโบสถ มีภกิ ษุอย่ปู ระจ�ำหลายรูป แตม่ าประชุมกนั เพยี ง ๔ รูปบา้ ง
เกินกวา่ น้นั บ้าง พวกภิกษุทปี่ ระชุมกนั รอู้ ยวู่ า่ “ยงั มภี กิ ษรุ ปู อืน่ ๆ ที่ยงั ไม่ไดม้ า” แต่ท�ำอุโบสถ
ไปก่อน ขณะที่ก�ำลงั ยกพระปาติโมกข์ขึน้ แสดง ภิกษพุ วกอืน่ มาถึง มวี ธิ ีปฏบิ ัติดงั นี้
๑. ถ้าภิกษุที่มาทีหลังมีจ�ำนวนมากกว่า ทั้งหมดต้องยกพระปาติโมกข์ข้ึนแสดงใหม่
แตพ่ วกท่ีท�ำอุโบสถ ยกพระปาติโมกขข์ น้ึ แสดงไปก่อนตอ้ งอาบัตทิ ุกกฏ
๒. ถ้าภิกษุท่ีมาทีหลังมีจ�ำนวนเท่ากันหรือน้อยกว่า ไม่ต้องยกพระปาติโมกข์ขึ้น
แสดงใหม่ พวกท่ีท�ำอโุ บสถไปกอ่ นตอ้ งอาบัตทิ กุ กฏ ส่วนพวกทีม่ าทีหลงั พึงฟังอทุ เทสทีเ่ หลอื
100 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระวนิ ยั ปฎิ ก
ส่วนในกรณีที่ภิกษุผู้มาก่อนยกพระปาติโมกข์ขึ้นแสดงจบแล้ว ภิกษุพวกอื่นมาถึง
มีวิธปี ฏิบัตดิ งั น้ี
๑. ถ้าภิกษุท่ีมาทีหลังมีจ�ำนวนมากกว่า ทั้งหมดต้องยกพระปาติโมกข์ข้ึนแสดงใหม่
แต่พวกทท่ี �ำอโุ บสถ ยกพระปาติโมกข์ขึน้ แสดงไปก่อนตอ้ งอาบตั ิทุกกฏ
๒. ถ้าภิกษุท่ีมาทีหลังมีจ�ำนวนเท่ากันหรือน้อยกว่า ไม่ต้องยกพระปาติโมกข์ข้ึน
แสดงใหม่ พวกทที่ �ำอโุ บสถไปกอ่ นตอ้ งอาบตั ทิ กุ กฏ สว่ นพวกทมี่ าทหี ลงั พงึ บอกปารสิ ทุ ธใิ นส�ำนกั
ของพวกภกิ ษทุ ่ที �ำอุโบสถไปก่อน
ข. การแบง่ พวกท�ำอุโบสถโดยไม่แนใ่ จ ตอ้ งอาบัติทกุ กฏ
ในอาวาสหนึง่ ในวันอุโบสถ มภี กิ ษอุ ย่ปู ระจ�ำหลายรูป แตม่ าประชมุ กันเพยี ง ๔ รูปบา้ ง
เกนิ กวา่ น้นั บา้ ง พวกภกิ ษุท่ปี ระชุมกนั รู้อยู่ว่า “ยังมีภิกษรุ ูปอนื่ ๆ ทย่ี ังไม่ ไดม้ า” แต่ไม่แนใ่ จว่า
“ควรท�ำอโุ บสถหรือไม่” ยังขืนท�ำอุโบสถไปก่อน ขณะท่ีก�ำลัง
ยกพระปาติโมกข์ข้ึนแสดง หรือยกข้ึนแสดงจบแล้ว ภิกษุพวกอ่ืนมาถึง มีวิธีปฏิบัติ
เหมือนกบั กรณที ่ี ๑
ค. การแบง่ พวกท�ำอโุ บสถด้วยความกังวลใจ ต้องอาบัติทุกกฏ
ในอาวาสหนง่ึ ในวนั อโุ บสถ มีภกิ ษอุ ย่ปู ระจ�ำหลายรูป แต่มาประชมุ กนั เพยี ง ๔ รูปบา้ ง
เกนิ กวา่ น้นั บา้ ง พวกภกิ ษุท่ปี ระชุมกันร้อู ยูว่ า่ “ยงั มีภกิ ษุรปู อนื่ ๆ ทย่ี ัง ไมไ่ ดม้ า” พวกเธอคิดวา่
“ควรท�ำอุโบสถแท้ ไม่ใช่ไม่ควร” ท�ำอุโบสถไปก่อนท้ังท่ีมีความกังวลใจ ขณะที่ก�ำลังยก
พระปาติโมกข์ขึ้นแสดง หรือยกข้ึนแสดงจบแล้ว ภิกษุ พวกอื่นมาถึง มีวิธีปฏิบัติเหมือนกับ
กรณีท่ี ๑
ง. การแบง่ พวกท�ำอโุ บสถมงุ่ ความแตกร้าว ต้องอาบตั ถิ ุลลจั จัย
ในอาวาสหนึ่ง ในวันอุโบสถ มีภิกษุอยู่ประจ�ำหลายรูป แต่มาประชุมกันเพียง ๔ รูป
บ้าง เกินกวา่ นนั้ บ้าง พวกภกิ ษุท่ีประชุมกันร้อู ยู่ว่า “ยังมภี ิกษุรูปอ่ืน ๆ ทย่ี ัง ไม่ได้มา” มงุ่ ความ
แตกรา้ วว่า “ขอภกิ ษเุ หลา่ นัน้ จงเสอ่ื มสูญ จงพนิ าศ ภิกษุเหล่าน้นั จะมปี ระโยชน์อะไร” แลว้
ท�ำอุโบสถไปก่อน ขณะทกี่ �ำลังยกพระปาตโิ มกข์ขน้ึ แสดง ภกิ ษพุ วกอืน่ มาถึง มวี ธิ ีปฏบิ ตั ดิ งั นี้
๑. ถ้าภิกษุท่ีมาทีหลังมีจ�ำนวนมากกว่า ทั้งหมดต้องยกพระปาติโมกข์ขึ้นแสดงใหม่
แต่พวกทีท่ �ำอุโบสถ ยกพระปาตโิ มกขข์ ้นึ แสดงไปกอ่ นตอ้ งอาบัตถิ ุลลจั จัย
เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๔ 101
๒. ถ้าภิกษุท่ีมาทีหลังมีจ�ำนวนเท่ากันหรือน้อยกว่า ไม่ต้องยกพระปาติโมกข์ขึ้น
แสดงใหม่ พวกท่ที �ำอโุ บสถไปก่อนต้องอาบัตถิ ุลลจั จัย ส่วนพวกที่มาทีหลงั พงึ ฟงั อทุ เทสทเี่ หลอื
ส่วนในกรณีท่ีภิกษุผู้มาก่อนยกพระปาติโมกข์ขึ้นแสดงจบแล้ว ภิกษุพวกอื่นมาถึง
มีวธิ ีปฏบิ ัติดงั น้ี
๑. ถ้าภิกษุที่มาทีหลังมีจ�ำนวนมากกว่า ทั้งหมดต้องยกพระปาติโมกข์ขึ้นแสดงใหม่
แต่พวกทท่ี �ำอุโบสถ ยกพระปาตโิ มกขข์ นึ้ แสดงไปก่อนต้องอาบัตถิ ลุ ลัจจยั
๒. ถ้าภิกษุท่ีมาทีหลังมีจ�ำนวนเท่ากันหรือน้อยกว่า ไม่ต้องยกพระปาติโมกข์ขึ้น
แสดงใหม่ พวกท่ที �ำอโุ บสถไปก่อนต้องอาบตั ิถุลลัจจยั ส่วนพวกท่มี าทหี ลังพงึ บอกปาริสทุ ธใิ น
ส�ำนักของพวกภกิ ษทุ ท่ี �ำอุโบสถไปก่อน
ค�ำว่า สีโมกกนั ติกเปยยาล (ดเู ล่มสมบูรณ์ ๑๗๗/๒๗๙) หมายถึงการละขอ้ ความ เรอ่ื ง
ทภี่ ิกษอุ ื่น ๆ เข้ามาภายในสมี า คือ ทา่ นแสดงพระบาลีเร่อื งการทีภ่ ิกษุพวกอืน่ เข้าสสู่ มี าเป็น
เปยยาล โดยละข้อความไว้ ซ่ึงถ้ารวมข้อความที่ละกับท่ีแสดงไว้จะมี ๗๐๐ ติกะ โดยการน�ำ
จ�ำนวนตวั เลขในเปยยาลไปคณู จ�ำนวนตวั เลขในขอ้ ความเตม็ ทที่ า่ นแสดงไวข้ า้ งตน้ (๕ x ๕ = ๒๕
คือ ปญฺจวสี ติตกิ ๒๕ x ๗ = ๑๗๕ คือ เอกสตปญฺจสตฺตติตกิ นย ๑๗๕ x ๔ = ๗๐๐ ตกิ ะ)
ในสีโมกกันติกเปยยาล กล่าวถึงในอาวาสแห่งหน่ึงมีภิกษุหลายรูป ในวันอุโบสถ
ไดป้ ระชุมกันท�ำอโุ บสถ แบง่ ขน้ั ตอนเหตุการณเ์ ป็น ๗ ดงั น้ี
๑. ประชุมกัน ๔ รูปบ้าง เกินกวา่ บ้าง
๒. ไม่รู้วา่ มีภกิ ษุพวกอื่นก�ำลงั เข้ามาภายในสมี า
๓. ไม่รู้วา่ มภี ิกษุพวกอนื่ เข้ามาภายในสมี าแล้ว
๔. ไม่เห็นภิกษุพวกอนื่ ก�ำลังเข้ามาภายในสีมา
๕. ไม่เห็นภิกษุพวกอื่นเขา้ มาภายในสมี าแลว้
๖. ไม่ไดย้ ินวา่ มภี กิ ษพุ วกอ่ืนก�ำลงั เขา้ มาภายในสีมา
๗. ไม่ไดย้ นิ วา่ มีภกิ ษพุ วกอืน่ เข้ามาภายในสีมาแลว้
โดยทา่ นไดล้ ะขอ้ ความตามนยั ทกี่ ลา่ วไวข้ า้ งตน้ ๕ หมวด หมวดละ ๑๕ กรณี ดว้ ยกนั คอื
๑. อนาปตั ตปิ ณั ณรสกะ การท�ำอโุ บสถโดยไมต่ ้องอาบตั ิ ๑๕ กรณี
๒. วัคคาวัคคสญั ญิปัณณรสกะ แบ่งพวกรู้ว่าแบง่ พวกท�ำอุโบสถ ๑๕ กรณี
๓. เวมตกิ ปัณณรสกะ ไมแ่ นใ่ จท�ำอโุ บสถ ๑๕ กรณี
๔. กกุ กจุ จปกตปัณณรสกะ กงั วลใจท�ำอโุ บสถ ๑๕ กรณี
๕. เภทปเุ รกขารปัณณรสกะ มงุ่ ท�ำความแตกรา้ วท�ำอโุ บสถ ๑๕ กรณี
102 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระวินัยปิฎก
และใน ๕ หมวด แต่ละหมวดแบง่ ขน้ั ตอนการสวดปาตโิ มกขอ์ อกเปน็ ๕ กรณี คอื
๑. อุททฺ สิ ฺสมาเน ปาตโิ มกฺเข เมอ่ื ก�ำลงั สวดพระปาติโมกข์อยู่
๒. อทุ ทฺ ิฏฺมตเฺ ต ปาติโมกเฺ ข พอสวดพระปาติโมกขจ์ บแล้ว
๓. อุทฺทิฏฺมตฺเต ปาติโมกฺเข อวุฏฺติ าย ปริสาย พอสวดพระปาติโมกข์จบแล้ว
บริษทั ยังไมล่ ุกข้ึน
๔. อุทฺทิฏฺมตฺเต ปาติโมกฺเข เอกจฺจาย ปริสาย พอสวดพระปาติโมกข์จบแล้ว
บรษิ ทั ลุกขึน้ เปน็ บางส่วน
๕. อุทฺทิฏฺมตฺเต ปาติโมกฺเข สพฺพาย ปริสาย พอสวดพระปาติโมกข์จบแล้ว บริษัท
ลุกขึ้นท้ังหมด
ในขณะที่สวดพระปาติโมกข์นั้น แบ่งจ�ำนวนภิกษุพวกอ่ืนท่ีเข้ามาภายในสีมาเป็น
๓ ตกิ ะ คอื
๑. พหุตรา พวกภิกษทุ เ่ี ขา้ มาภายในสมี ามีจ�ำนวนมากกวา่
๒. สมสมา พวกภกิ ษทุ ี่เข้ามาภายในสีมามจี �ำนวนเท่ากัน
๓. โถกตรา พวกภกิ ษทุ เี่ ข้ามาภายในสมี ามีจ�ำนวนน้อยกว่า
เม่ือน�ำ ๕ หมวด มีอนาปัตติปัณณรสกะเป็นต้น ซึ่งมีหมวดละ ๑๕ กรณีมาคูณ
ขน้ั ตอนการสวดพระปาติโมกข์ ๕ กรณี มีเมอื่ ท�ำการสวดพระปาติโมกข์อยเู่ ปน็ ต้น ก็มจี �ำนวน
๒๕ ซึ่งใน ๒๕ นน้ั มขี ้อละตกิ ะ (๓ หมวด) คอื (๑) พหุตรา จ�ำนวนมากกว่า (๒) สมสมา จ�ำนวน
เท่ากนั (๓) โถกตรา จ�ำนวนนอ้ ยกว่า จงึ เรยี กว่า ปัญจวสี ติตกิ ะ ๒๕ ติกะ (เลม่ สมบูรณ์ ๑๗๖
/ ๒๗๔-๒๗๘ และ ว.ิ ม. ๔/๑๗๖/๑๙๓)
เม่อื น�ำจ�ำนวนตวั เลข ๗ จากขั้นตอนมภี กิ ษปุ ระชุมกนั เป็นต้น ไปคูณจ�ำนวน ๒๕ กจ็ ะ
ได้ เอกสตปญจฺ สตตฺ ติตกิ นย นัย ๑๗๕ (ดูเล่มสมบรู ณ์ ๑๗๗/ ๒๗๙ และ ว.ิ ม. ๔/๑๗๗/๑๙๔)
แลว้ น�ำภิกษทุ ่ีเก่ยี วขอ้ งกนั ในสีโมกกนั ตกิ เปยยาล ๔ กล่มุ ไปคูณ คอื
๑. อาวาสเิ กน อาวาสิกา ภกิ ษุทอ่ี ยใู่ นอาวาสกบั ภกิ ษุทอี่ ยใู่ นอาวาส
๒. อาวาสิเกน อาคนตฺ กุ า ภกิ ษอุ าคนั ตกุ ะกบั ภิกษทุ ่ีอยใู่ นอาวาส
๓. อาคนตฺ เุ กน อาวาสกิ า ภิกษุท่อี ยใู่ นอาวาสกบั ภกิ ษอุ าคนั ตุกะ
๔. อาคนฺตุเกน อาคนฺตกุ า ภกิ ษุอาคันตุกะกบั ภิกษอุ าคันตกุ ะ
แล้วกจ็ ะไดจ้ �ำนวน ๗๐๐ ตกิ ะ
เลม่ ที่ ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๔ 103
๓. วัสสูปนายิกขนั ธกะ ตอนวา่ ด้วยวันเข้าพรรษา มี ๑๓ หัวข้อ
“วัสสูปนายิกะ” ในค�ำว่า “วัสสูปนายิกขันธกะ” น้ี แปลว่า วันเป็นท่ีน้อมเข้าไป
ใกล้ฤดูฝน หมายถึง วันเข้าพรรษา เป็นช่ือเรียกประเพณีการอยู่ประจ�ำวัดโดยไม่ไปค้างคืน
ทไี่ หนเปน็ เวลา ๓ เดอื น
เน้ือหาแห่งวัสสูปนายิกขันธกะ จ�ำนวน ๑๓ หัวข้อ นับจ�ำนวนต่อจาก
อโุ ปสถขนั ธกะ คือ
๑๐๗. วัสสปู นายิกานชุ านนา ว่าดว้ ยทรงอนญุ าตการเขา้ จ�ำพรรษา
๑๐๘. วัสสานจารกิ าปฏกิ เขปาทิ วา่ ดว้ ยทรงหา้ มเทย่ี วจารกิ ระหวา่ งพรรษาเปน็ ตน้
๑๐๙. สัตตาหกรณยี านชุ านนา วา่ ดว้ ยทรงอนญุ าตสตั ตาหกรณยี ะ เมอ่ื เขาสรา้ ง
วหิ ารถวายเปน็ ตน้
๑๑๐. ปญั จอัปปหิตานชุ านนา วา่ ดว้ ยทรงอนญุ าตสตั ตาหกรณยี ะ เมอื่ สหธรรมกิ
ท้งั ๕ จะไม่ส่งทตู มา
๑๑๑. สัตตอปั ปหิตานชุ านนา วา่ ดว้ ยทรงอนญุ าตสตั ตาหกรณยี ะ เมอื่ บคุ คล ๗
จ�ำพวกจะไมส่ ง่ ทูตมา
๑๑๒. ปหิตานชุ านนา ว่าด้วยทรงอนุญาตสัตตาหกรณียเม่ือพี่ชาย
นอ้ งชายเปน็ ต้นสง่ ทูตมา
๑๑๓. อันตรายอนาปตั ตวิ ัสสเฉทวาร ว่าด้วยการขาดพรรษาโดยไม่ต้องอาบัติในเมื่อ
มอี ันตราย
๑๑๔. สังฆเภทอนาปัตตวิ สั สเฉทวาร ว่าด้วยการขาดพรรษาโดยไม่ต้องอาบัติในเม่ือ
มผี ูพ้ ยายามท�ำลายสงฆ์
๑๑๕. วชาทวิ ัสสูปคมนะ ว่าดว้ ยการเขา้ จ�ำพรรษาในคอกโคเป็นตน้
๑๑๖. วัสสานปุ คันตัพพัฏฐาน วา่ ดว้ ยสถานทไ่ี มค่ วรเข้าจ�ำพรรษา
๑๑๗. อธัมมิกกติกา ว่าด้วยการตง้ั กติกาไม่ชอบธรรม
๑๑๘. ปฏิสสวทกุ กฏาปตั ติ วา่ ดว้ ยการต้องอาบัตทิ ุกกฏเพราะรับค�ำ
๑๑๙. รวมเรอ่ื งที่มใี นวสั สปู นายิกาขันธกะ
หัวข้อตา่ ง ๆ เหลา่ นี้ ตัง้ ช่อื ตามประเดน็ ส�ำคัญทีป่ รากฏอยใู่ นตอนน้นั ๆ โดยมงุ่ ถึงสถานที่
บ้าง มงุ่ ถึงบทบาทของบุคคลและกิจกรรมบ้างทป่ี รากฏอย่ใู นเรอื่ งนั้น ๆ
104 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระวนิ ยั ปิฎก
สรปุ ประเดน็ ส�ำคญั ในวสั สูปนายกิ ขันธกะ
ก�ำเนดิ แห่งการอยู่จ�ำพรรษา
การอยู่จ�ำพรรษาในฤดูฝนนั้น เป็นประเพณีท่ีพวกปริพาชกอัญเดียรถีย์ (นักบวชใน
ลทั ธอิ ่นื ) ถอื ปฏบิ ัติเปน็ ประจ�ำอยแู่ ลว้ จงึ เปน็ ภาพเหตกุ ารณ์ทค่ี นอนิ เดยี ในสมัยโบราณ คุ้นเคย
เปน็ อยา่ งดี
ในสมัยท่ีพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน เขตกรุงราชคฤห์ ภิกษุทั้งหลาย
มิได้อยู่ประจ�ำท่ี เท่ียวจาริกไปทุกฤดูกาล เพราะในตอนต้นพุทธกาลยังมิได้ ทรงอนุญาตให้
ภิกษุสงฆ์อยู่จ�ำพรรษา ภิกษุบางพวกเดินเหยียบย่�ำท�ำให้หญ้าและพืช เขียวสดเสียหาย
นอกจากนั้นยังเหยียบย่�ำสัตว์เล็ก ๆ ตายไปเป็นจ�ำนวนมาก คนท้ังหลายจึงต�ำหนิ ประณาม
โพนทะนา พระผู้มีพระภาคทรงทราบเร่ืองน้ัน จึงทรง อนุญาตให้ภิกษุสงฆ์อยู่จ�ำพรรษา
เป็นเวลา ๓ เดือนในฤดฝู น
ประเภทแห่งการอยจู่ �ำพรรษา
พระผู้มพี ระภาคทรงอนุญาตการอย่จู �ำพรรษาไว้ ๒ ช่วง คือ
๑. จ�ำพรรษาต้น เรียกว่า ปุริมิกาวัสสูปนายิกา เริ่มต้ังแต่วันแรม ๑ ค�่ำ เดือน ๘
ถงึ วันขึ้น ๑๕ คำ่� เดือน ๑๑ รวมเวลา ๓ เดอื น
๒. จ�ำพรรษาหลัง เรียกวา่ ปจั ฉมิ กิ าวัสสปู นายกิ า เริม่ ตั้งแต่วนั แรม ๑ ค�่ำ เดือน ๙
ถึงวันขนึ้ ๑๕ ค�่ำ เดอื น ๑๒ รวมเวลา ๓ เดอื น
สัตตาหกรณยี ะ
ค�ำว่า “สัตตาหกรณียะ” แปลว่า ธุระท่ีพึงท�ำให้เสร็จภายใน ๗ วัน หมายถึง ธุระ
เป็นเหตุให้ภิกษุออกจากวัดไปค้างแรมที่อ่ืนได้ในระหว่างพรรษาเป็นเวลาไม่เกิน ๗ วัน (วิ.อ.
๓/๑๘๗/๑๔๖)
ขณะทพี่ ระผมู้ ีพระภาคประทบั อยู่ ณ พระเชตวนั อารามของอนาถบณิ ฑิกคหบดี เขต
กรงุ สาวตั ถี เมอ่ื ภกิ ษทุ ง้ั หลายก�ำลงั อยจู่ �ำพรรษาในฤดฝู นนนั้ อบุ าสกชอื่ อเุ ทนไดส้ รา้ งวหิ ารถวาย
สงฆใ์ นแควน้ โกศล นมิ นตภ์ กิ ษสุ งฆใ์ หไ้ ปรบั ถวายวหิ ารนนั้ แตพ่ วกภกิ ษไุ มส่ ามารถไปฉลองศรทั ธา
ไดเ้ พราะย�ำเกรงตอ่ พทุ ธบญั ญตั ทิ หี่ า้ มไมใ่ หภ้ กิ ษสุ งฆเ์ ทย่ี วจารกิ ไปคา้ งคนื ทอี่ นื่ ในระหวา่ งพรรษา
อบุ าสกอเุ ทนนนั้ จงึ ต�ำหนิ ประณาม โพนทะนาภกิ ษสุ งฆ์ พระผมู้ พี ระภาคทรงทราบเรอ่ื งนนั้
จงึ รบั ส่ังว่า “เม่อื บุคคล ๗ จ�ำพวก คือ ภกิ ษุ ภกิ ษุณี สกิ ขมานา สามเณร สามเณรี อุบาสก และ
อบุ าสกิ า นมิ นตไ์ ปทใี่ ดทหี่ นง่ึ ภกิ ษสุ ามารถไปไดด้ ว้ ยสตั ตาหกรณยี ะ แตต่ อ้ งกลบั ภายใน ๗ วนั ”
เลม่ ที่ ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๔ 105
ค�ำว่า “ตอ้ งกลับภายใน ๗ วนั ” คอื ต้องกลับมารบั อรุณท่ี ๗ ในวัดท่ตี นอยู่จ�ำพรรษา
จะไปพกั แรมครบ ๗ วนั แล้วกลับมารับอรุณท่ี ๘ ไม่ได้ (ว.ิ อ. ๓/๑๘๗/๑๔๖)
ธรุ ะทเ่ี ปน็ เหตใุ หอ้ อกจากวดั ไปในระหวา่ งพรรษาและคา้ งคนื อยไู่ ด้ ๗ วนั นน้ั สรปุ ไดด้ งั น้ี
๑. ไปเพือ่ พยาบาลเพอื่ นสหธรรมิก คือ ภกิ ษุ ภิกษณุ ี สกิ ขมานา สามเณร หรือสามเณรี
หรือเพือ่ พยาบาลมารดาบดิ าผเู้ ปน็ ไข้
๒. ไปเพอ่ื ยับยัง้ เพอ่ื นสหธรรมิก คอื ภกิ ษุ ภิกษณุ ี สิกขมานา สามเณร หรือสามเณรี
ผ้กู ระสันจะสกึ
๓. ไปเพอ่ื กจิ ของสงฆ์ เช่น ไปหาอปุ กรณม์ าซ่อมวหิ ารทชี่ �ำรุดในขณะนนั้
๔. ไปเพ่ือฉลองศรัทธาของทายกซึ่งส่งทูตมานิมนต์ไปร่วมงานบ�ำเพ็ญบุญ หรือนิมนต์
ไปเพ่อื ร่วมงานส�ำคัญอ่ืน ๆ
การขาดพรรษาโดยไม่ตอ้ งอาบตั ิ
โดยปกติ ภิกษเุ ขา้ อยจู่ �ำพรรษาในอาวาสใดอาวาสหนึ่งแลว้ ไมอ่ ยู่จ�ำให้ตลอด ๓ เดอื น
พรรษาต้นหรือ ๓ เดือนพรรษาหลัง หลีกไปในระหว่างพรรษา ต้องอาบัติทุกกฏเพราะ
ขาดพรรษา (ดเู ลม่ สมบรู ณ์ ๑๘๕/๒๙๒-๒๙๓) ยกเว้นในกรณสี ตั ตาหกรณียะ แต่ส�ำหรับภิกษุ
ผู้ประสบกับเหตุการณ์ต่อไปน้ี แม้จะเป็นระหว่างพรรษาก็สามารถหลีกไปที่อื่นได้โดยไม่ต้อง
อาบัติแตข่ าดพรรษา คือ
๑. ภิกษุถูกสตั วร์ า้ ยรบกวน เบยี ดเบยี น หรอื ไล่ตะครุบ
๒. ภกิ ษถุ ูกงรู บกวน เบียดเบียน หรอื ขบกัด
๓. ภิกษุถกู โจรเบียดเบยี น ปล้น หรอื ทบุ ตี
๔. ภิกษุถกู ปศี าจรบกวน เขา้ สิง หรอื ฆา่
๕. บ้านของชาวบ้านทใี่ หค้ วามอุปถมั ภถ์ กู ไฟไหม้ พวกเขาไมส่ ามารถใหค้ วามอปุ ถัมภ์
ต่อไปได้ ภิกษุจึงหลกี ไปในท่ีอื่น
๖. ภิกษุผทู้ ่เี สนาสนะถกู ไฟไหม้
๗. บ้านของชาวบ้านท่ใี หค้ วามอปุ ถมั ภ์ถกู น้ำ� ทว่ ม พวกเขาไม่สามารถให้ความอปุ ถัมภ์
ต่อไปได้ ภกิ ษจุ ึงหลีกไปในที่อื่น
๘. ภกิ ษุผูท้ เี่ สนาสนะถกู น้�ำทว่ ม
นอกจากนี้ ยังมีกรณีท่ีเม่ือมีผู้พยายามจะท�ำลายสงฆ์ ภิกษุบางรูปคิดจะท�ำให้
เหตุการณ์ดีข้ึน จึงตัดสินใจท�ำการอย่างใดอย่างหนึ่งลงไป แม้จะต้องหลีกไปท่ีอื่นในระหว่าง
พรรษา เธอกไ็ ม่ตอ้ งอาบตั แิ ตข่ าดพรรษา (ดเู ลม่ สมบรู ณ์ ๒๐๒/๓๑๖-๓๑๗)
106 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระวินยั ปิฎก
สถานท่ีควรและไมค่ วรอยจู่ �ำพรรษา
พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์อยู่จ�ำพรรษาในวิหารที่มีเสนาสนะสมบูรณ์
ทั่วไป ในค่ายพักเล้ียงโคหรือท่ีนิยมเรียกว่า “คอกโค” หรือ “หมู่โคต่าง” ในหมู่กองเกวียน
และในเรือ
พระผู้มีพระภาคทรงห้ามอยู่จ�ำพรรษาในท่ีแจ้ง ในที่ไม่มีเสนาสนะพอจะพักอาศัย
ในกระทอ่ มผี ในร่ม และในต่มุ น้ำ�
รับค�ำท่ีจะอยู่จ�ำพรรษาแล้วไม่ท�ำตามที่รับค�ำ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะรับค�ำ
(ปฏิสสวทุกกฏ)
ภิกษุรับค�ำที่จะอยู่จ�ำพรรษาต้นหรือพรรษาหลังแล้วไม่ปฏิบัติตาม หรือปฏิบัติไม่ถูก
หลกั การ ตอ้ งอาบตั ทิ กุ กฏเพราะรบั ค�ำ เชน่ กรณที ภ่ี กิ ษรุ บั ค�ำทจี่ ะอยจู่ �ำพรรษาตน้ ในอาวาสหนงึ่
แล้วมีกิจท่ีจะต้องเดินทางไปยังอาวาสหนึ่ง เห็นอาวาส ๒ แห่ง มีจีวรมากในระหว่างทาง
จงึ อยจู่ �ำพรรษาในอาวาส ๒ แหง่ โดยหวังทจี่ ะได้จวี รมาก ภกิ ษนุ ้ันต้องอาบัตทิ ุกกฏเพราะรบั ค�ำ
(ดูรายละเอียดดเู ล่มสมบูรณ์ ๒๐๗-๒๐๘/๓๒๔-๓๒๙)
๔. ปวารณาขันธกะ ตอนวา่ ดว้ ยปวารณามี ๒๗ หัวขอ้
“ปวารณา” แปลว่า ห้าม, ปรารถนา, อนุญาต หรือการเสนอความประสงค์
(ปปุพโฺ พ วร อาวรณจิ ฉฺ าสุ, ยุ, อติ ถฺ ยิ ํ อา, ปวารณา. [อชเฺ ฌสนา สกฺการปุพพฺ กิ า อายาจนา]
“ปวารณนฺติ นิเสธนํ วา กามยฺ ทานํ วาติ ดู นีตธิ าตุ ๔๔๗ ; อภธิ าน. สูจิ ๑๐๐๕)
ค�ำว่า “ปวารณา” ในสิกขาบทท่ี ๗-๘-๙ แห่งจีวรวรรค หมายถึง ทายกยอมให้ขอ
หรือเปิดโอกาสให้ขอ เช่นค�ำกล่าวว่า “ถ้าพระคุณเจ้าต้องการส่ิงใด อันสมควรแก่สมณะแล้ว
นมิ นต์พระคณุ เจ้าขอส่ิงนั้น ๆ ได”้ ค�ำกลา่ วอย่างนเี้ รยี กวา่ “ค�ำปวารณา”
ค�ำวา่ “ปวารณา” ในสกิ ขาบทท่ี ๕-๖ แหง่ โภชนวรรค หมายถงึ ภกิ ษอุ อกปากบอกหา้ ม
หรอื ปฏเิ สธภัตตาหาร
ค�ำว่า “ปวารณา” ในปวารณาขันธกะนี้ หมายถึงภิกษุเปิดโอกาสให้ว่ากล่าวตักเตือน
เป็นชื่อเรียกสังฆกรรมที่ภิกษุสงฆ์ท�ำในวันสุดท้ายแห่งการอยู่จ�ำพรรษา คือในวันข้ึน ๑๕ ค�่ำ
เดือน ๑๑ ส�ำหรับผู้จ�ำพรรษาต้น หรือในวันขึ้น ๑๕ ค่�ำ เดือน ๑๒ ส�ำหรับผู้จ�ำพรรษาหลัง
พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์ปวารณา แบบพร้อมเพรียงกันโดยชอบธรรม (ดูเล่ม
สมบูรณ์ ๒๑๒/๓๓๘)
เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๔ 107
เนื้อหาแห่งปวารณาขันธกะ จ�ำนวน ๒๗ หัวข้อ นับจ�ำนวนต่อจากวัสสูปนายิก-
ขนั ธกะ คอื
๑๒๐. อผาสุวิหาร ว่าด้วยการอยู่จ�ำพรรษาไมผ่ าสุก
๑๒๑. ปวารณาเภท ว่าด้วยประเภทแหง่ วนั ปวารณา
๑๒๒. ปวารณาทานานุชานนา ว่าด้วยทรงอนญุ าตใหภ้ กิ ษุเป็นไขม้ อบปวารณา
๑๒๓. ญาตกาทคิ หณกถา วา่ ดว้ ยหมญู่ าตเิ ปน็ ตน้ จับภกิ ษุ
๑๒๔. สงั ฆปวารณาทิปเภท ว่าด้วยประเภทปวารณามีปวารณาเป็นการสงฆ์
เปน็ ต้น
๑๒๕. อนาปตั ตปิ ฏกิ มั มวิธิ ว่าดว้ ยวิธีแก้ไขอาบตั ิ
๑๒๖. อาปตั ติอาวกิ รณวิธิ ว่าดว้ ยวธิ ีเปิดเผยอาบัติ
๑๒๗. สภาคาปตั ติปฏิกัมมวธิ ิ วา่ ด้วยวธิ แี กไ้ ขสภาคาบัติ
๑๒๘. อนาปัตติปัณณรสกะ ว่าด้วยการปวารณาโดยไม่ตอ้ งอาบัติ ๑๕ กรณี
๑๒๙. วัคคาวคั คสญั ญิปัณณรสกะ ว่าด้วยแบ่งพวกกันอยู่ ส�ำคัญว่าพร้อมเพรียงกัน
๑๕ กรณี
๑๓๐. เวมตปิ ัณณรสกะ วา่ ดว้ ยภิกษไุ ม่แนใ่ จปวารณา ๑๕ กรณี
๑๓๑. กุกกจุ จปกตปัณณรสกะ วา่ ด้วยภิกษุกงั วลใจท�ำปวารณา ๑๕ กรณี
๑๓๒. เภทปเุ รกขารปัณณรสกะ ว่าดว้ ยมุ่งท�ำความแตกร้าวท�ำปวารณา ๑๕ กรณี
๑๓๓. สีโมกกันตกิ เปยยาล ว่าดว้ ยการละขอ้ ความเก่ยี วกับภิกษเุ ขา้ ส่สู มี า
๑๓๔. ทิวสนานตั ตะ วา่ ด้วยการนับวันปวารณาตา่ งกัน
๑๓๕. ลงิ คาทิทัสสนะ ว่าด้วยการเห็นลกั ษณะเป็นต้น
๑๓๖. นานาสังวาสกาทิปวารณา วา่ ดว้ ยภิกษผุ ู้เป็นนานาสังวาสเป็นตน้ ปวารณา
๑๓๗. นคันตพั พวาร วา่ ดว้ ยสถานทไ่ี มค่ วรไปในวันปวารณา
๑๓๘. คนั ตัพพวาร วา่ ด้วยสถานท่ีควรไปในวนั ปวารณา
๑๓๙. วชั ชนียปุคคลสนั ทสั สนา วา่ ด้วยแสดงบคุ คลควรเว้นในปวารณากรรม
๑๔๐. เทฺววาจกิ าทปิ วารณา ว่าด้วยสงฆป์ วารณา ๒ หนเป็นต้น
๑๔๑. ปวารณาฐปน วา่ ด้วยการงดปวารณา
๑๔๒. ถุลลัจจยวตั ถกุ าทิ วา่ ด้วยการตอ้ งอาบัติถุลลจั จยั เป็นต้น
๑๔๓. วัตถฐุ ปนาทิ วา่ ดว้ ยการงดวัตถุเปน็ ต้น
๑๔๔. ภัณฑนการกวัตถุ ว่าดว้ ยการก่อความบาดหมาง
๑๔๕. ปวารณาสงั คหะ ว่าด้วยการสงเคราะหก์ ันดว้ ยปวารณา
108 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระวินัยปฎิ ก
๑๔๖. รวมเรื่องที่มใี นปวารณาขนั ธกะ
หัวข้อต่าง ๆ เหล่านี้ ต้ังชื่อตามประเด็นส�ำคัญที่ปรากฏอยู่ในตอนนั้น ๆ โดยมุ่งถึง
สถานที่บ้าง มุ่งถงึ บทบาทของบคุ คลและสังฆกรรมบา้ งทปี่ รากฏอยู่ในเรื่องน้ัน ๆ
สรปุ ประเด็นส�ำคัญในปวารณาขนั ธกะ
ก�ำเนิดแหง่ ปวารณา
ขณะท่ีพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี
เขตกรุงสาวัตถี ภิกษุจ�ำนวนหลายรูปอยู่จ�ำพรรษาในอาวาสแห่งหนึ่งในแคว้นโกศล ได้ตั้ง
กติกากันไว้ว่า “ในระหว่างพรรษา ไม่พึงสนทนาปราศรัยกัน ต่างฝ่ายต่างท�ำหน้าท่ีตามที่เห็น
สมควร อันจะท�ำให้มคี วามพร้อมเพรยี งกัน ปรองดองกัน ไม่ววิ าทกนั อยู่ร่วมกนั เป็นผาสุก
หลงั จากออกพรรษาแลว้ ภกิ ษพุ วกนนั้ ไดเ้ ดนิ ทางไปเขา้ เฝา้ พระผมู้ พี ระภาค ณ พระเชตวนั
เขตกรุงสาวัตถี กราบทูลวัตตปฏิบัติท่ีพวกตนได้ร่วมบ�ำเพ็ญในระหว่างอยู่จ�ำพรรษา ๓ เดือน
คร้ันทรงทราบความนี้ พระผู้มีพระภาคทรงต�ำหนิการกระท�ำอย่างน้ันว่า “เป็นเหมือนการอยู่
ร่วมกันอย่างปศุสัตว์” โดยปกติ พระพุทธองค์ไม่ทรงเห็นด้วยกับวัตตปฏิบัติน้ีท่ีทรงเรียกว่า
“มูควัตร” เป็นธรรมเนียมท่ีพวกเดียรถีย์ถือปฏิบัติอยู่ หลังจากนั้น ทรงอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์
ผู้อยจู่ �ำพรรษาแลว้ ปวารณาตอ่ กันด้วยฐานะ ๓ อย่าง คือ
๑. ด้วยไดเ้ ห็น ๒. ดว้ ยไดย้ นิ ๓. ด้วยนกึ สงสัย
วิธปี วารณาแบบตา่ ง ๆ
๑. ปวารณาเป็นการสงฆ์ สัพพสังคาหิกาญตั ติ และค�ำปวารณา
พระผมู้ พี ระภาคทรงอนญุ าตใหภ้ กิ ษตุ ง้ั แต่ ๕ รปู ขนึ้ ไปปวารณาเปน็ การสงฆ์ โดยเมอ่ื ถงึ
วันปวารณา อาจจะเปน็ วนั ปวารณา ๑๔ คำ�่ หรือ ๑๕ ค�่ำ ใหภ้ กิ ษเุ หลา่ น้ันประชุมรว่ มกัน แสดง
(ปลง)อาบัตติ อ่ กันแลว้ ภกิ ษผุ ฉู้ ลาดสามารถ
พงึ ประกาศใหส้ งฆ์ทราบด้วยญตั ติกรรมวาจาวา่
สณุ าตุ เม ภนเฺ ต สโํ ฆ อชชฺ ปวารณา. ยทิ สฆํ สสฺ ปตฺตกลลฺ ํ สโํ ฆ ปวาเรยฺย.
ท่านผเู้ จริญ ขอสงฆ์จงฟังขา้ พเจ้า วนั นี้เปน็ วันปวารณา ถ้าสงฆพ์ รอ้ มกนั แลว้ สงฆพ์ งึ
ปวารณา
ภกิ ษผุ เู้ ถระพงึ หม่ อตุ ตราสงคเ์ ฉวยี งบา่ ขา้ งหนงึ่ นง่ั กระโหยง่ ประนมมอื กลา่ วอยา่ งนว้ี า่
สํฆํ อาวุโส ปวาเรมิ ทิฏฺเน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา, วทนฺตุ มํ อายสมฺ นโฺ ต อนุกมปฺ ํ
อุปาทาย, ปสสฺ นโฺ ต ปฏิกริสฺสามิ.
เล่มท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๔ 109
ทตุ ิยมฺปิ ฯเปฯ ตติยมปฺ ิ ฯเปฯ
ท่านทั้งหลาย กระผมขอปวารณาต่อสงฆ์ ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ยินก็ดี ด้วยนึกสงสัย
(ว่ากระผมท�ำผิด) ก็ดี ขอท่านทั้งหลายได้ช่วยอนุเคราะห์ว่ากล่าวตักเตือนกระผม เม่ือกระผม
ทราบจกั ได้แกไ้ ขตอ่ ไป
แมค้ รง้ั ท่ี ๒ ฯลฯ แมค้ รง้ั ท่ี ๓ ฯลฯ
ต่อจากนั้น ภิกษุผู้นวกะพึงห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง น่ังกระโหย่ง ประนมมือ
กล่าววา่
สฆํ ํ ภนฺเต ปวาเรมิ ทฏิ เฺ น วา สุเตน วา ปรสิ งกฺ าย วา, วทนตฺ ุ มํ อายสฺมนฺโต อนกุ มปฺ ํ
อปุ าทาย, ปสสฺ นฺโต ปฏกิ ริสสฺ าม.ิ
ทตุ ิยมฺปิ ฯเปฯ ตติยมปฺ ิ ฯเปฯ
ท่านผู้เจริญ กระผมขอปวารณาต่อสงฆ์ ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ยินก็ดี ด้วยนึกสงสัย
(ว่ากระผมท�ำผิด) ก็ดี ขอท่านทั้งหลายได้ช่วยอนุเคราะห์ว่ากล่าวตักเตือนกระผม เมื่อกระผม
ทราบจักได้แกไ้ ขต่อไป
แมค้ รง้ั ท่ี ๒ ฯลฯ แม้ครง้ั ท่ี ๓ ฯลฯ
พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุทุกรูปน่ังกระโหย่ง กล่าวค�ำปวารณาต่อกัน
จะกลา่ ว ๑ ครัง้ ๒ ครั้ง หรือ ๓ ครัง้ ก็ได้ ในขณะท่ยี ังกล่าวค�ำปวารณาไมเ่ สร็จสิ้นทัง้ หมดนน้ั
ทรงห้ามภิกษุนั่งราบลง ยกเว้นแต่ภิกษุก�ำลังน้อยหรือภิกษุชราภาพ ในกรณีท่ีภิกษุบางรูป
ไม่สามารถเข้าร่วมปวารณาได้โดยเหตุสุดวิสัย เช่น เป็นไข้ ทรงอนุญาตให้ภิกษุนั้นกล่าว
ค�ำมอบปวารณาใหแ้ กภ่ ิกษุรูปใดรูปหนง่ึ ว่า
ปวารณํ ทมฺม,ิ ปวารณํ เม หร, มมตฺถาย ปวาเรหิ.
ผมขอมอบปวารณา โปรดน�ำปวารณาของผมไป ขอทา่ นจงปวารณาแทนผมด้วย
๒. ปวารณาเป็นการคณะ ญตั ติ และค�ำปวารณา
พระผู้มพี ระภาคทรงอนญุ าตใหภ้ กิ ษทุ ่ีอยดู่ ้วยกนั ๔ รปู ๓ รูป หรือ ๒ รปู ปวารณา
เป็นการคณะ โดยเมือ่ ถงึ วันปวารณา ใหป้ ระชุมร่วมกันแล้วกลา่ วค�ำปวารณาต่อกัน
ในกรณีที่ภิกษุ ๔ รูปอยู่ด้วยกัน ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้ทราบท่ัวกันด้วย
ญัตติกรรมวาจาว่า
สุณนฺตุ เม อายสฺมนฺโต, อชฺช ปวารณา. ยทายสฺมนฺตานํ ปตฺตกลฺลํ, มยํ อญฺมญฺํ
ปวาเรยฺยาม.
110 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระวินัยปฎิ ก
ท่านทั้งหลาย จงฟังข้าพเจ้า วันน้ีเป็นวันปวารณา ถ้าท่านท้ังหลายพร้อมกันแล้ว
เราทั้งหลายพึงปวารณาต่อกนั
ภกิ ษผุ เู้ ถระพงึ หม่ อตุ ตราสงคเ์ ฉวยี งบา่ ขา้ งหนง่ึ นง่ั กระโหยง่ ประนมมอื กลา่ วอยา่ งนวี้ า่
อหํ อาวโุ ส อายสมฺ นเฺ ต ปวาเรมิ ทฏิ เฺ น วา สเุ ตน วา ปรสิ งกฺ าย วา, วทนตฺ ุ มํ อายสมฺ นโฺ ต
อนุกมฺปํ อปุ าทาย, ปสฺสนฺโต ปฏกิ รสิ ฺสาม.ิ
ทตุ ิยมปฺ ิ ฯเปฯ ตติยมปฺ ิ ฯเปฯ
ท่านท้ังหลาย ผมขอปวารณาต่อท่านทั้งหลาย ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ยินก็ดี ด้วยนึก
สงสัย (วา่ ผมท�ำผิด) กด็ ี ขอท่านท้งั หลายไดช้ ว่ ยอนุเคราะหว์ า่ กลา่ วตกั เตอื นผม เมื่อผมทราบ
จกั ได้แก้ไขตอ่ ไป
แมค้ รงั้ ท่ี ๒ ฯลฯ แม้คร้งั ที่ ๓ ฯลฯ
ต่อจากนั้น ภิกษุผู้นวกะพึงห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหน่ึง น่ังกระโหย่ง ประนมมือ
กลา่ วอยา่ งนีว้ ่า
อหํ ภนฺเต อายสฺมนฺเต ปวาเรมิ ทิฏฺเน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา, วทนฺตุ มํ
อายสฺมนโฺ ต อนกุ มปฺ ํ อปุ าทาย, ปสฺสนโฺ ต ปฏกิ รสิ ฺสามิ.
ทุตยิ มฺปิ ฯเปฯ ตติยมปฺ ิ ฯเปฯ
ทา่ นผ้เู จรญิ ทง้ั หลาย กระผมขอปวารณาตอ่ ท่านทงั้ หลาย ด้วยไดเ้ ห็นก็ดี ด้วยไดย้ นิ ก็ดี
ดว้ ยนึกสงสัย (วา่ กระผมท�ำผิด) ก็ดี ขอท่านทงั้ หลายได้ช่วยอนุเคราะห์ว่ากลา่ วตกั เตอื นกระผม
เม่ือกระผมทราบจักได้แก้ไขต่อไป
แมค้ รง้ั ที่ ๒ ฯลฯ แมค้ รั้งที่ ๓ ฯลฯ
ในกรณีท่ีภิกษุ ๓ รูปอยู่ด้วยกัน ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้ทราบท่ัวกันด้วย
ญัตตกิ รรมวาจาวา่
สุณนฺตุ เม อายสฺมนฺตา, อชฺช ปวารณา. ยทายสฺมนฺตานํ ปตฺตกลฺลํ, มยํ อญฺมญฺํ
ปวาเรยฺยาม.
ท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า วันน้ีเป็นวันปวารณา ถ้าท่านทั้งหลายพร้อมกันแล้ว
เราท้งั หลายพึงปวารณาต่อกนั
ภกิ ษผุ เู้ ถระพงึ หม่ อตุ ตราสงคเ์ ฉวยี งบา่ ขา้ งหนงึ่ นง่ั กระโหยง่ ประนมมอื กลา่ วอยา่ งนวี้ า่
อหํ อาวุโส อายสฺมนฺเต ปวาเรมิ ทิฏฺเน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา, วทนฺตุ มํ
อายสฺมนฺตา อนกุ มปฺ ํ อุปาทาย, ปสสฺ นโฺ ต ปฏกิ ริสฺสาม.ิ
ทุตยิ มปฺ ิ ฯเปฯ ตติยมฺปิ ฯเปฯ
ท่านทั้งหลาย ผมขอปวารณาต่อท่านทั้งหลาย ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ยินก็ดี ด้วยนึก
เลม่ ที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๔ 111
สงสยั (ว่าผมท�ำผดิ ) ก็ดี ขอท่านท้งั หลายไดช้ ่วยอนเุ คราะหว์ า่ กลา่ วตกั เตอื นผม เมอื่ ผมทราบ
จักได้แก้ไขตอ่ ไป
แม้คร้ังท่ี ๒ ฯลฯ แม้ครง้ั ที่ ๓ ฯลฯ
ต่อจากน้ัน ภิกษุผู้นวกะพึงห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง นั่งกระโหย่ง ประนมมือ
กลา่ ววา่
อหํ ภนฺเต อายสฺมนฺเต ปวาเรมิ ทิฏฺเน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา, วทนฺตุ มํ
อายสฺมนฺโต อนุกมฺปํ อุปาทาย, ปสสฺ นฺโต ปฏิกรสิ ฺสาม.ิ
ทุตยิ มฺปิ ฯเปฯ ตตยิ มฺปิ ฯเปฯ
ทา่ นผูเ้ จริญทง้ั หลาย กระผมขอปวารณาตอ่ ท่านทั้งหลาย ดว้ ยได้เห็นกด็ ี ด้วยได้ยินกด็ ี
ด้วยนึกสงสัย (ว่ากระผมท�ำผิด) ก็ดี ขอท่านได้ช่วยอนุเคราะห์ว่ากล่าวตักเตือนกระผม
เมื่อกระผมทราบจกั ได้แก้ไขต่อไป
แม้ครัง้ ท่ี ๒ ฯลฯ แมค้ รงั้ ที่ ๓ ฯลฯ
ในกรณที ภ่ี ิกษุ ๒ รูปอยู่ด้วยกัน เมอ่ื ถึงวันปวารณา พึงรว่ มประชมุ กนั ไมต่ อ้ งตัง้ ญัตติ
ภิกษุผู้เถระพึงห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง นั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวค�ำปวารณาต่อ
ภกิ ษผุ ูน้ วกะอยา่ งนว้ี า่
อหํ อาวโุ ส อายสฺมนฺตํ ปวาเรมิ ทฏิ ฺเน วา สเุ ตน วา ปรสิ งกฺ าย วา, วทนตฺ ุ มํ อายสฺมา
อนุกมฺปํ อปุ าทาย, ปสฺสนโฺ ต ปฏกิ ริสสฺ าม.ิ
ทตุ ิยมปฺ ิ ฯเปฯ ตตยิ มฺปิ ฯเปฯ
ทา่ น ผมขอปวารณาต่อทา่ น ด้วยไดเ้ หน็ กด็ ี ด้วยได้ยินกด็ ี ด้วยนึกสงสยั (ว่าผมท�ำผดิ )
ก็ดี ขอท่านไดช้ ว่ ยอนุเคราะห์ว่ากล่าวตกั เตอื นผม เม่อื ผมทราบจักได้แก้ไขตอ่ ไป
แม้ครง้ั ที่ ๒ ฯลฯ แมค้ รง้ั ท่ี ๓ ฯลฯ
ตอ่ จากนนั้ ภิกษผุ นู้ วกะพึงห่มผา้ อตุ ตราสงค์เฉวยี งบา่ ข้างหนงึ่ นงั่ กระโหย่ง ประนมมือ
กล่าวค�ำปวารณาต่อภกิ ษุผูเ้ ถระอยา่ งนวี้ ่า
อหํ ภนฺเต อายสมฺ นตฺ ํ ปวาเรมิ ทฏิ ฺเฐน วา สเุ ตน วา ปริสงฺกาย วา, วทนตฺ ุ มํ อายสมฺ า
อนุกมปฺ ํ อปุ าทาย, ปสสฺ นฺโต ปฏกิ ริสฺสามิ.
ทุตยิ มปฺ ิ ฯเปฯ ตติยมฺปิ ฯเปฯ
ท่านผู้เจริญ กระผมขอปวารณาต่อท่าน ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ยินก็ดี ด้วยนึกสงสัย
(ว่ากระผมท�ำผิด) ก็ดี ขอท่านได้ช่วยอนุเคราะห์ว่ากล่าวตักเตือนกระผม เมื่อกระผมทราบจัก
ไดแ้ กไ้ ขตอ่ ไป
แม้คร้งั ที่ ๒ ฯลฯ แม้ครง้ั ที่ ๓ ฯลฯ
112 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระวินัยปฎิ ก
๓. ปวารณาเป็นการบุคคล หรืออธิษฐานปวารณา
ในอาวาสหนงึ่ มภี กิ ษอุ ยู่เพียงรูปเดียว เมอ่ื ถึงวนั ปวารณา เธอพึงจัดเตรียมพิธปี วารณา
นั่งรอภิกษุอ่ืนท่ีอาจจะมาจากต่างถ่ินเพื่อปวารณาร่วมกับเธอ เม่ือรอจนแน่ใจว่าไม่มีภิกษุอ่ืน
มาแล้ว พงึ อธิษฐานใจวา่ อชชฺ เม ปวารณา. วนั นี้ เป็นวันปวารณาของเรา
ภิกษุนั้นแม้จะอยู่รูปเดียว เม่ือถึงวันปวารณาจะไม่อธิษฐานใจไม่ได้ ถ้าไม่อธิษฐาน
ใจอย่างน้ี ตอ้ งอาบตั ิทุกกฏ (ดูเล่มสมบรู ณ์ ๒๑๖-๒๑๘/๓๔๒-๓๔๗)
วธิ ีการแก้ไขสภาคาบัตใิ นวนั ปวารณา
ค�ำว่า “สภาคาบัติ” หมายถึงอาบัติท่ีต้องเพราะล่วงละเมิดวัตถุเดียวกัน ในท่ีน้ี
หมายเอาอาบตั ิเบา โดยเฉพาะอาบัตปิ าจติ ตีย์ (นัย กงฺขา.อ. ๑๑๔-๑๑๕) เช่น ภิกษุ ๔ รูป ตอ้ ง
อาบัตปิ าจิตตียเ์ พราะดมื่ สุราและเมรัยเหมอื นกัน ทง้ั ๔ รูปน้จี ะแสดงสภาคาบัติต่อกันและกัน
ไม่ได้ ตอ้ งแสดงต่อภกิ ษอุ น่ื ทีบ่ รสิ ทุ ธิ์หรือไมไ่ ดต้ ้องสภาคาบตั ิ พระผมู้ พี ระภาคทรงวางแนวทาง
ปฏิบัติเพอื่ แก้ไขสภาคาบตั เิ ม่ือถงึ วนั ปวารณาไวด้ งั นี้
“ภิกษุทั้งหลาย ในกรณีน้ี ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณาน้ัน สงฆ์ทั้งหมด
ต้องสภาคาบตั ิ ภกิ ษุเหล่าน้นั พึงสง่ ภกิ ษุรูปหนึ่งไปยังอาวาสใกลเ้ คียงพอจะกลับมาทันในวันนน้ั
ดว้ ยสง่ั วา่ “ทา่ น ทา่ นจงไปท�ำคนื อาบตั นิ นั้ มาเถดิ พวกเราจกั ท�ำคนื อาบตั นิ นั้ ในส�ำนกั ของทา่ น”
ถา้ ไดอ้ ยา่ งนี้ นน่ั เปน็ การดี ถา้ ไมไ่ ด้ ภกิ ษผุ ฉู้ ลาดสามารถพงึ ประกาศใหส้ งฆท์ ราบดว้ ยญตั ตกิ รรม
วาจาวา่
ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์ทั้งหมดน้ีต้องสภาคาบัติแล้ว เมื่อพบภิกษุ
รปู อนื่ ผบู้ รสิ ทุ ธไิ์ มม่ อี าบตั ิ กจ็ กั ท�ำคนื อาบตั นิ นั้ ในส�ำนกั ของภกิ ษรุ ปู นน้ั ดงั นแ้ี ลว้ ปวารณา แตต่ อ้ ง
ไม่ท�ำอันตรายตอ่ ปวารณา เพราะข้อท่ตี ้องสภาคาบตั นิ ัน้ เปน็ ปัจจัย
พระพุทธด�ำรัสตอนท้ายนี้ หมายถึงว่า ถ้ามีเหตุสุดวิสัยไม่สามารถหาภิกษุที่บริสุทธิ์ได้
ก็ประกาศใหส้ งฆ์ทราบแลว้ ท�ำปวารณา (ดูเล่มสมบรู ณ์ ๒๒๑/๓๔๙-๓๕๐)
การแบ่งพวกปวารณาโดยไม่ตอ้ งอาบตั ิ
ในอาวาสหนงึ่ ในวนั ปวารณา มภี กิ ษอุ ยรู่ ว่ มกนั หลายรปู แตม่ าประชมุ กนั เพยี ง ๕ รปู บา้ ง
เกนิ กวา่ นน้ั บา้ ง พวกภกิ ษทุ ป่ี ระชมุ กนั ไมร่ วู้ า่ “ยงั มภี กิ ษรุ ปู อนื่ ๆ ทย่ี งั ไมไ่ ดม้ าอย”ู่ จงึ ท�ำปวารณา
ไปกอ่ น ขณะท่ีก�ำลงั ท�ำปวารณา หรือท�ำปวารณาเสร็จแลว้ ภกิ ษุพวกอ่นื มาถึง มวี ิธปี ฏิบัตดิ ังนี้
๑. ถ้าภิกษุท่ีมาทีหลังมีจ�ำนวนมากกว่า ทั้งหมดต้องท�ำปวารณากันใหม่ แต่พวกที่
ปวารณาไปกอ่ นไมต่ อ้ งอาบัติ
เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๔ 113
๒. ถ้าภิกษุท่ีมาทีหลังมีจ�ำนวนเท่ากันหรือน้อยกว่า ไม่ต้องท�ำปวารณาใหม่ พวกที่
ปวารณาไปกอ่ นไมต่ อ้ งอาบตั ิ ส่วนพวกท่มี าทหี ลงั พงึ ท�ำปวารณาต่อไป
การแบง่ พวกปวารณา ตอ้ งอาบตั ิ
ก. การแบ่งพวกปวารณาท้ังทร่ี ู้ ตอ้ งอาบตั ทิ กุ กฏ
ในอาวาสหน่ึง ในวันปวารณา มีภิกษุอยู่ร่วมกันหลายรูป แต่มาประชุมกันเพียง
๕ รูปบา้ ง เกนิ กว่านัน้ บา้ ง พวกภกิ ษทุ ีป่ ระชมุ กนั รอู้ ย่วู า่ “ยังมภี ิกษรุ ปู อ่นื ๆ ทย่ี งั ไม่ไดม้ าอย”ู่
แตท่ �ำปวารณาไปกอ่ น ขณะท่กี �ำลงั ท�ำปวารณา หรือท�ำปวารณา เสร็จแลว้ ภกิ ษพุ วกอื่นมาถึง
มวี ิธีปฏบิ ตั ิดังน้ี
๑. ถ้าภิกษุท่ีมาทีหลังมีจ�ำนวนมากกว่า ทั้งหมดต้องท�ำปวารณากันใหม่ แต่พวกท่ี
ปวารณาไปกอ่ นตอ้ งอาบัติทุกกฏ
๒. ถ้าภกิ ษทุ ี่มาทหี ลังมจี �ำนวนเทา่ กันหรอื น้อยกวา่ ไม่ต้องท�ำปวารณาใหม่ แต่พวกท่ี
ปวารณาไปกอ่ นตอ้ งอาบัตทิ ุกกฏ ส่วนพวกท่มี าทีหลงั พึงท�ำปวารณาต่อไป
ข. การแบง่ พวกปวารณาโดยไมแ่ น่ใจ ตอ้ งอาบตั ิทกุ กฏ
ในอาวาสหน่ึง ในวันปวารณา มีภิกษุอยู่ร่วมกันหลายรูป แต่มาประชุมกันเพียง
๕ รูปบ้าง เกนิ กว่านนั้ บา้ ง พวกภกิ ษทุ ป่ี ระชุมกันรอู้ ยูว่ า่ “ยังมีภิกษุรูปอื่น ๆ ที่ยงั ไมไ่ ด้มาอยู”่
แต่ไม่แน่ใจว่า “ควรท�ำปวารณาหรือไม่” ยังขืนท�ำปวารณาไปก่อน ขณะท่ีก�ำลังท�ำปวารณา
หรือท�ำปวารณาเสร็จแล้ว ภกิ ษุพวกอนื่ มาถงึ มวี ธิ ปี ฏิบตั ิ ดงั น้ี
๑. ถ้าภิกษุท่ีมาทีหลังมีจ�ำนวนมากกว่า ทั้งหมดต้องท�ำปวารณากันใหม่ แต่พวกที่
ปวารณาไปกอ่ นต้องอาบัตทิ ุกกฏ
๒. ถา้ ภิกษุที่มาทีหลงั มจี �ำนวนเทา่ กนั หรอื น้อยกวา่ ไม่ตอ้ งท�ำปวารณาใหม่ แต่พวกท่ี
ปวารณาไปกอ่ นต้องอาบัตทิ ุกกฏ สว่ นพวกทมี่ าทีหลงั พงึ ท�ำปวารณาต่อไป
ค. การแบง่ พวกปวารณาดว้ ยความกงั วลใจ ตอ้ งอาบัติทกุ กฏ
ในอาวาสหนึ่ง ในวันปวารณา มีภิกษุอยู่ร่วมกันหลายรูป แต่มาประชุมกันเพียง
๕ รูปบา้ ง เกนิ กว่านั้นบ้าง พวกภกิ ษทุ ีป่ ระชมุ กนั รอู้ ยวู่ า่ “ยังมีภกิ ษรุ ูปอ่นื ๆ ที่ยงั ไม่ไดม้ าอย”ู่
พวกเธอคิดว่า “ควรท�ำปวารณาแท้ ไมใ่ ชไ่ ม่ควร” แตท่ �ำปวารณา ไปก่อนท้ังท่มี คี วามกงั วลใจ
ขณะที่ก�ำลงั ท�ำปวารณา หรอื ท�ำปวารณาเสรจ็ แล้ว ภิกษพุ วกอ่ืนมาถึง มวี ธิ ีปฏิบัตดิ งั นี้
๑. ถ้าภิกษุท่ีมาทีหลังมีจ�ำนวนมากกว่า ทั้งหมดต้องท�ำปวารณากันใหม่ แต่พวกที่
114 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระวนิ ยั ปฎิ ก
ปวารณาไปกอ่ นต้องอาบตั ทิ กุ กฏ
๒. ถ้าภิกษทุ มี่ าทีหลงั มจี �ำนวนเท่ากนั หรอื น้อยกว่า ไม่ต้องท�ำปวารณาใหม่ แตพ่ วกท่ี
ปวารณาไปกอ่ นต้องอาบตั ิทุกกฏ สว่ นพวกที่มาทหี ลงั พึงท�ำปวารณาต่อไป
ง. การแบง่ พวกปวารณามุง่ ความแตกรา้ ว ตอ้ งอาบัตถิ ุลลัจจยั
ในอาวาสหนึ่ง ในวันปวารณา มีภิกษุอยู่ร่วมกันหลายรูป แต่มาประชุมกันเพียง
๕ รปู บา้ ง เกนิ กวา่ น้นั บา้ ง พวกภกิ ษทุ ี่ประชุมกนั รู้อยวู่ า่ “ยงั มภี ิกษรุ ปู อน่ื ๆ ท่ยี งั ไม่ไดม้ าอยู”่
มงุ่ ความแตกรา้ ววา่ “ขอภกิ ษเุ หลา่ นน้ั จงเสอื่ มสญู จงพนิ าศ ภกิ ษุ เหลา่ นน้ั จะมปี ระโยชนอ์ ะไร”
แล้วท�ำปวารณาไปกอ่ น ขณะทกี่ �ำลงั ท�ำปวารณา หรือ ท�ำปวารณาเสรจ็ แลว้ ภิกษุพวกอ่นื มาถึง
มวี ธิ ปี ฏบิ ตั ิดงั น้ี
๑. ถ้าภิกษุที่มาทีหลังมีจ�ำนวนมากกว่า ท้ังหมดต้องท�ำปวารณากันใหม่ แต่พวกที่
ปวารณาไปก่อนตอ้ งอาบตั ถิ ุลลจั จยั
๒. ถ้าภิกษุที่มาทีหลังมจี �ำนวนเท่ากันหรือน้อยกวา่ ไม่ต้องท�ำปวารณาใหม่ แต่พวกท่ี
ปวารณาไปกอ่ นต้องอาบตั ถิ ุลลัจจยั ส่วนพวกท่มี าทีหลงั พึงท�ำปวารณาต่อไป
ทรงอนญุ าตให้สงเคราะห์กนั ดว้ ยปวารณา
ภกิ ษหุ ลายรปู จ�ำพรรษาอยใู่ นแควน้ โกศล อยรู่ ว่ มกนั ดว้ ยความสามคั คี ไมท่ ะเลาะววิ าทกนั
คิดว่า “ถ้าท�ำปวารณากันในตอนนี้ หลังจากปวารณาแล้วก็จะแยกย้ายกันไป ท�ำให้เหินห่าง
จากกัน คลาดจากความสุขที่เกิดจากการอยู่ร่วมกัน” เม่ือคิดดังน้ีแล้วจึงน�ำความกราบทูล
พระผู้มพี ระภาค พระองค์จึงทรงอนุญาตใหส้ งเคราะห์กนั ด้วยปวารณา ๑ เดือน โดยประชมุ กนั
แล้วประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจาว่าจะร่วมกันท�ำปวารณาในวันขึ้น ๑๕ ค่�ำ
เดือน ๑๒ ส่วนใน วันข้ึน ๑๕ เดือน ๑๑ ซ่ึงเป็นวันมหาปวารณาน้ี ให้ร่วมกันท�ำอุโบสถ
ยกปาติโมกข์ ขน้ึ แสดงแทน (ดูเลม่ สมบรู ณ์ ๒๔๑/๓๙๐-๓๙๑)
กลา่ วโดยสรุปวา่ พระวนิ ยั ปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ นี้ มเี นอ้ื หาประกอบดว้ ย
๑. มหาขันธกะ ๖๗ หวั ขอ้
๒. อโุ ปสถขนั ธกะ ๓๙ หัวข้อ
๓. วสั สปู นายกิ ขันธกะ ๑๓ หวั ขอ้
๔. ปวารณาขันธกะ ๒๗ หัวขอ้
รวมทั้งสน้ิ ๔ ขนั ธกะ ๑๔๖ หวั ข้อ
ตามคาถาที่พระสังคตี กิ าจารยก์ ล่าวรวมเรอ่ื งมี ๓๕๖ เรือ่ ง
เล่มท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๔ 115
ในคัมภีร์มหาวรรค ภาค ๑ นี้มีเร่ืองท่ีเกิดข้ึน ในช่วงปฐมโพธิกาลอยู่เป็นส่วนมาก
เริ่มตั้งแต่การตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณของพระผู้มีพระภาค การแสดงธรรมโปรด
สัตวโ์ ลก การรบั กุลบุตรผศู้ รทั ธาเขา้ มาบวชในพระพทุ ธศาสนา ธรรมส�ำคัญคอื ปฏิจจสมุปบาท
ถือเป็นพุทธปรัชญาท่ีส�ำคัญอันแสดงให้เห็นความเป็นเหตุ เป็นผลแห่งสรรพส่ิงในโลกน้ี
อรยิ สจั ๔ และมรรคมีองค์ ๘ ถือเปน็ พทุ ธจรยิ ศาสตรช์ น้ั สูง
ดังนั้น หลักการต่าง ๆ ท่ีพระผู้มีพระภาคทรงวางไว้ รวมทั้งท่ีปรากฏอยู่ในมหาวรรค
เช่น วิธีการบรรพชาอุปสมบท ระเบียบในการยกพระปาติโมกข์ข้ึนแสดงการอธิษฐาน
อยู่จ�ำพรรษา และการปวารณา ล้วนแต่มีความส�ำคัญซ่ึงสืบทอดมาเป็นธรรมเนียมประเพณี
ของคณะสงฆฝ์ ่ายเถรวาท เชน่ คณะสงฆ์ไทยในปัจจบุ นั .
116 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระวนิ ยั ปฎิ ก
เล่มท่ี ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๕ 117
พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๕
พระวนิ ัยปิฎก เลม่ ท่ี ๕
(มหาวรรค ภาค ๒)
พระวนิ ัยปิฎก เลม่ ๕๕ คือ มหาวรรค ภาค ๒ แบง่ เปน็ ๖ ขันธกะ มีเน้ือหา ตอ่ จาก
มหาวรรค ภาค ๑ ว่าด้วยระเบียบปฏิบัติ ขนบธรรมเนียม ประเพณีสงฆ์ เรียกโดยรวมว่า
“อภสิ มาจาริกสกิ ขา” ได้แก่ประมวลระเบียบปฏิบัติ ท่ีเป็นขอ้ บงั คบั เล็ก ๆ นอ้ ย ๆ ส�ำหรบั ภกิ ษุ
สงฆซ์ ง่ึ ไมไ่ ด้มาในพระปาตโิ มกข์ สงฆ์ไมต่ อ้ งยก ขึน้ แสดงทุกครงึ่ เดอื น
เนือ่ งจากเนื้อหาในมหาวรรค ภาค ๒ นี้ มิไดเ้ ปน็ สิกขาบทบัญญตั ิ ในกรณที เ่ี ป็นข้อหา้ ม
ถ้าภิกษลุ ว่ งละเมดิ ไม่ปฏบิ ัตติ าม บางกรณที รงปรับโทษเพียงอาบตั ิทุกกฏ บางกรณีปรบั โทษสูง
ขนึ้ ไปถึงอาบตั ถิ ุลลจั จยั เชน่
“ภิกษุท้ังหลาย เราอนุญาตรองเท้าชั้นเดียว ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุไม่พึงสวมรองเท้า
๒ ช้ัน ไม่พึงสวมรองเทา้ ๓ ชนั้ ไมพ่ ึงสวมรองเทา้ หลายชน้ั รปู ใดสวมต้องอาบัติทุกกฏ” (ดูเลม่
สมบูรณ์ ๒๔๕/๑๔)
“ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุมีจิตก�ำหนัดไม่พึงจับองค์ก�ำเนิด(แม่โค) รูปใดจับ ต้องอาบัติ
ถลุ ลจั จยั ” (ดเู ล่มสมบรู ณ์ ๒๕๒/๒๕)
“ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้หนังเสืออันเป็นสัญลักษณ์ของเดียรถีย์ รูปใดใช้ ต้อง
อาบตั ถิ ลุ ลจั จัย” (ดเู ลม่ สมบูรณ์ ๓๗๑/๒๔๗)
ในบางกรณี พระผู้มีพระภาคทรงวางแนวทางในการปรับโทษแก่ภิกษุผู้กระท�ำการ
อันไม่สมควรในเร่ืองต่าง ๆ โดยให้น�ำเอาสิกขาบทบัญญัติในพระปาติโมกข์มาเป็นเกณฑ์
ในการปรับโทษตามสมควรแกก่ รณี เชน่
“ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่ฉันแล้ว บอกห้ามภัตตาหารแล้ว ไม่พึงฉันอาหารท่ีน�ำมาจาก
ที่นิมนต์ ที่รับประเคนก่อนเวลาภัตตาหาร ท่ีเกิดในป่า ท่ีเกิดในกอบัว ซึ่งเป็นอาหารที่ไม่เป็น
เดน รปู ใดฉนั พงึ ปรับอาบตั ติ ามธรรม” (ดูเลม่ สมบูรณ์ ๒๙๕/๑๑๗-๑๑๘)
ค�ำวา่ “ปรบั อาบตั ติ ามธรรม” หมายถงึ ปรบั อาบตั ติ ามความผดิ ในกรณนี พี้ งึ ปรบั อาบตั ิ
ปาจติ ตยี ์ ตามความแห่งปฐมปวารณาสิกขาบทท่ี ๕ แห่งโภชนวรรค ที่วา่
๕ บทนำ� เล่ม ๕ : พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, กรงุ เทพมหานคร, ๒๕๓๙.
118 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระวนิ ยั ปฎิ ก
“ภิกษใุ ดฉันแล้ว บอกหา้ มภตั ตาหารแลว้ เคี้ยวของเคี้ยวหรอื ฉันของฉันท่ีไม่เป็นเดน
ตอ้ งอาบตั ปิ าจติ ตยี ”์ -ว.ิ มหา. (แปล) ๒/๒๓๗-๒๓๘/๓๙๔-๓๙๕
เนอ้ื หาโดยยอ่ แหง่ มหาวรรค ภาค ๒
มหาวรรค ภาค ๒ น้มี ีทง้ั หมด ๖ ขนั ธกะ นับจ�ำนวนตอ่ จากปวารณาขันธกะ ซ่งึ เปน็
หวั ขอ้ ท่ี ๔ แห่งมหาวรรค ภาค ๑ เริ่มด้วยข้อที่ ๕ ดงั นี้ คอื
๕. จมั มขนั ธกะ ตอนวา่ ด้วยหนัง มี ๑๓ หวั ขอ้
เน้ือหาเร่ิมด้วยประวัติของโสณโกฬิวิสะท่ีออกบวช บ�ำเพ็ญเพียรจนเท้าแตกเน่ืองจาก
เป็นผู้มีลักษณะละเอียดอ่อน เป็นเหตุให้พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ใช้รองเท้าชั้นเดียว
นอกจากน้ีก็มีเร่ืองส�ำคัญอื่น ๆ เช่น เรื่องพระฉัพพัคคีย์ใช้รองเท้า และเขียงเท้ามีลักษณะ
สีสันต่าง ๆ เรอื่ งพระฉัพพัคคยี ์ใชท้ ี่นอนสงู ใหญ่ และเนอ้ื หา จบลงด้วยเร่อื งที่พระผู้มพี ระภาค
ประทานพรอันเป็นพุทธานุญาตพิเศษ ๕ ประการ ตามที่พระมหากัจจานะปูชนียบุคคลแห่ง
แควน้ อวนั ตที ลู ขอ
๖. เภสัชชขันธกะ ตอนว่าดว้ ยยารักษาโรค มี ๒๗ หวั ข้อ
เนอื้ หาเรมิ่ ดว้ ยเรอ่ื งอาพาธทมี่ กั เกดิ ในฤดสู ารท เรอื่ งทพี่ ระผมู้ พี ระภาคทรงอนญุ าตเภสชั
๕ นอกจากนกี้ ม็ เี รอื่ งส�ำคญั อน่ื ๆ เชน่ เรอ่ื งเครอื่ งยาสมนุ ไพรชนดิ ตา่ ง ๆ เรอื่ งยาตา เรอ่ื งยานตั ถ์ุ
เร่ืองวิธีการรักษาโรค เรื่องทรงอนุญาตน�ำ้ อฏั ฐบาน เร่อื ง มหาปเทส ๔ ซึ่งเปน็ หลักตดั สินของ
เค้ียวของฉันว่าอย่างไหนควรและอย่างไหนไม่ควร ในกาลไรอย่างไร เน้ือหาจบลงด้วยเร่ืองท่ี
ทรงอนุญาตกาลิกระคนกัน
๗. กฐนิ ขันธกะ ตอนว่าด้วยกฐนิ มี ๑๕ หัวขอ้
เนอื้ หาเรมิ่ ดว้ ยเรอื่ งของภกิ ษชุ าวเมอื งปาเฐยยะ ๓๐ รปู เดนิ ทางไปเขา้ เฝา้ พระผมู้ พี ระภาค
ณ พระเชตวัน เขตกรุงสาวัตถี ทันทีท่ีออกพรรษาปวารณาแล้ว เดินผ่านหนทางที่เต็มไปด้วย
หล่มเลนและมีฝนตกชุก ท�ำให้จีวรเปียกชุ่ม เปรอะเปื้อน ด้วยน้�ำโคลน และภิกษุเหล่านั้น
ก็เหน็ดเหนือ่ ย เป็นเหตใุ ห้พระผูม้ พี ระภาคทรงอนุญาต ใหภ้ ิกษุผ้จู �ำพรรษาแล้วต้องกรานกฐนิ
ก่อน นอกจากนี้กม็ เี รอื่ งส�ำคญั อนื่ ๆ เชน่ เรือ่ งอานสิ งสก์ ฐิน หัวข้อการเดาะกฐนิ เนื้อหาจบลง
ด้วยเรือ่ งปลิโพธ ๒ อย่าง คือ (๑) อาวาสปลิโพธ (๒) จวี รปลิโพธ
เล่มที่ ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๕ 119
๘. จวี รขันธกะ ตอนวา่ ดว้ ยจวี ร มี ๓๒ หัวขอ้
เนื้อหาเร่ิมด้วยเรื่องคณะกุฎุมพีชาวกรุงราชคฤห์ไปท�ำธุรกิจที่กรุงเวสาลี พบหญิงงาม
เมอื งชอื่ อมั พปาลี เกดิ ความประทบั ใจ เมอื่ กลบั มายงั กรงุ ราชคฤห์ จงึ กราบทลู พระเจา้ พมิ พสิ าร
ขอให้มีการคดั เลอื กเดก็ สาวเป็นหญิงงามเมืองแห่งกรงุ ราชคฤห์ นอกจากนีก้ ็มเี ร่อื งส�ำคัญอน่ื ๆ
เชน่ เรอื่ งหมอชวี กโกมารภจั ท�ำการรกั ษาโรคใหแ้ กบ่ คุ คลส�ำคญั เรอื่ งพระผมู้ พี ระภาคทรงอนญุ าต
คหบดีจีวร เรื่องนางวิสาขาถวายผ้าอาบน�้ำฝน เน้ือหาจบลงด้วยเรื่องมาติกาเพื่อการเกิดข้ึน
แหง่ จีวร ๘ ประการ
๙. จมั เปยยขันธกะ ตอนวา่ ดว้ ยภกิ ษชุ าวกรุงจมั ปา มี ๓๗ หวั ข้อ
เน้ือหาเริ่มด้วยเร่ืองพระกัสสปโคตรผู้เป็นเจ้าอาวาส ณ วาสภคาม เขตกรุงจัมปา
ตอ้ นรับอุปถัมภ์พวกภกิ ษอุ าคันตกุ ะ นอกจากนกี้ ็มีเรอ่ื งส�ำคญั อ่ืน ๆ เชน่ เรื่อง กรรม ๔ ประเภท
มีกรรมที่แบ่งพวกโดยไม่ชอบธรรม เป็นต้น เร่ืองสงฆ์ ๕ ประเภท มีสงฆ์จตุวรรค เป็นต้น
เร่ืองนิคคหกรรม ๕ ประเภทมีตัชชนียกรรมเป็นต้น เน้ือหาจบลงด้วยเรื่องความเห็นที่
ขัดแยง้ กนั ในการระงบั นิคคหกรรมมตี ชั ชนยี กรรมเปน็ ต้น
๑๐. โกสมั พิกขนั ธกะ ตอนว่าดว้ ยภิกษุชาวกรุงโกสมั พี มี ๑๐ หวั ขอ้
เนื้อหาเริ่มด้วยเรื่องภิกษุชาวกรุงโกสัมพีทะเลาะวิวาทกัน พระผู้มีพระภาคทรงแสดง
วธิ ีการระงับเวรโดยทรงน�ำเรอ่ื งทีฆาวุกมุ ารมาแสดงให้ฟัง นอกจากนี้กม็ เี รือ่ ง ส�ำคัญอนื่ ๆ เช่น
เรอ่ื งพระผมู้ พี ระภาคเสดจ็ หลกี ไปอยู่ ณ ปา่ ปารไิ ลยกะ เรอ่ื งเหตุ แหง่ ความแตกแยก ๑๘ ประการ
เน้ือหาจบลงด้วยบทสนทนากันระหว่างพระผู้มีพระภาคกับท่านพระอุบาลี ว่าด้วยบุคคล
ท่ไี ม่ถกู ต�ำหนโิ ดยศีล ผ้ทู ่ีควรยกยอ่ งในพระธรรมวนิ ัยน้ี
เนอ้ื หาโดยพิสดารแหง่ มหาวรรค ภาค ๒
มหาวรรค ภาค ๒ นี้มีทงั้ หมด ๖ ขันธกะ นับจ�ำนวนต่อจากปวารณาขันธกะ ซ่ึงเปน็
หัวข้อที่ ๔ แห่งมหาวรรค ภาค ๑ เร่ิมขอ้ ที่ ๕ ดังนี้ คือ
๕. จมั มขนั ธกะ ตอนวา่ ดว้ ยเรอื่ งหนงั สตั ว์
ค�ำวา่ “จมั มขนั ธกะ” แปลว่า ตอนวา่ ด้วยหนัง
ท่ีตั้งชื่ออย่างน้ี เพราะเนื้อหาส่วนมากว่าด้วยรองเท้าหนังสัตว์ต่าง ๆ และเครื่อง