The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระวินัยปิฎก เล่ม 1-8 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-24 04:56:11

พระวินัยปิฎก เล่ม 1-8 ebook

พระวินัยปิฎก เล่ม 1-8 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Keywords: พระวินัยปิฎก เล่ม 1-8 ebook

120 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระวินัยปิฎก

ลาดหนัง โดยเน้นถึงการที่พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้ภิกษุสงฆ์ใน
อวนั ตที กั ขณิ าบถใชเ้ ครอ่ื งลาดหนงั ไดต้ ามค�ำกราบทลู ขอของทา่ นพระมหากจั จานะ ดว้ ยเหตผุ ลวา่
ในอวันตีทักขิณาบถเป็นถ่ินท่ีมีเครื่องลาดหนังหาได้ง่าย นอกจากน้ี เน้ือหาในจัมมขันธกะ
ยังวา่ ดว้ ยรองเทา้ ที่ท�ำดว้ ยวัสดอุ น่ื ๆ อีกหลายชนิด

เนื้อหาแห่งจัมมขันธกะ จ�ำนวน ๑๓ หัวข้อ นับจ�ำนวนต่อจากปวารณาขันธกะ
แหง่ มหาวรรค ภาค ๑ คือ

๑๔๗. โสณโกฬิวสิ วัตถุ วา่ ด้วยบตุ รเศรษฐีชอื่ โสณโกฬิวิสะ
๑๔๘. ทิคุณาทิอปุ าหนปฏิกเขปะ วา่ ด้วยทรงห้ามใช้รองเท้า ๒ ช้ันเป็นต้น
๑๔๙. สัพพนลี กาทปิ ฏิกเขปะ วา่ ดว้ ยทรงหา้ มใชร้ องเทา้ สเี ขยี วลว้ นเปน็ ตน้
๑๕๐. โอมกุ กคณุ ังคณุ ปุ าหนานุชานนา ว่าดว้ ยทรงอนญุ าตรองเทา้ หลายชน้ั ทใ่ี ชแ้ ล้ว
๑๕๑. อัชฌารามุปาหนาปฏิกเขปะ วา่ ดว้ ยทรงหา้ มสวมรองเท้าในอาราม
๑๕๒. กัฏฐปาทกุ าทิปฏกิ เขปะ วา่ ดว้ ยทรงหา้ มสวมเขยี งเท้าไมเ้ ปน็ ตน้
๑๕๓. ยานาทปิ ฏิกเขปะ ว่าด้วยทรงหา้ มยานพาหนะเป็นต้น
๑๕๔. อจุ จาสยนมหาสยนปฏกิ เขปะ ว่าดว้ ยทรงห้ามใช้ทน่ี อนสงู ใหญ่
๑๕๕. สัพพจมั มปฏิกเขปะ ว่าด้วยทรงหา้ มใชแ้ ผน่ หนังใหญ่
๑๕๖. คหิ วิ กิ ตานุญญาตาทิ วา่ ด้วยทรงอนุญาตเครอื่ งคิหวิ ิกตั เิ ป็นต้น
๑๕๗. โสณกฏุ กิ ณั ณวตั ถุ วา่ ดว้ ยพระโสณกฏุ กิ ณั ณะ
๑๕๘. มหากจั จายนปญั จวรปรทิ สั สนา วา่ ดว้ ยอาณตั ตกิ พจนข์ องทา่ นพระมหากจั จายนะ

๕ ประการ
๑๕๙. รวมเร่ืองท่มี ใี นจัมมขนั ธกะ
เรือ่ งต่าง ๆ เหลา่ นี้ ตง้ั ชือ่ ตามประเด็นส�ำคญั ของตอนนน้ั ๆ บา้ ง ตามบทบาทส�ำคัญ
ของบคุ คลทป่ี รากฏอยใู่ นตอนนน้ั ๆ บา้ ง แตต่ ามความเปน็ จรงิ แลว้ บางเรอ่ื ง ยงั มปี ระเดน็ ส�ำคญั
อ่นื ๆ รวมอยดู่ ว้ ย เชน่ เรือ่ งพระสาคตะแสดงอิทธปิ าฏหิ าริย์ ท่ีต้งั ช่อื อย่างนี้ เพราะประสงค์
จะเน้นบทบาทของท่านพระสาคตะผู้ท�ำหน้าที่เป็นอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคอยู่ในขณะน้ัน
ท่านได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ต่อหน้าเหล่ากุลบุตรในหมู่บ้าน ๘๐,๐๐๐ คน แต่ในเรื่องน้ี
มีสาระส�ำคญั อน่ื รวมอยูด่ ้วย ๓ ประเด็น คือ
๑. อนปุ พุ พกิ ถา
๒. สามกุ กงั สิกเทสนาอรยิ สจั
๓. การบรรพชาของโสณโกฬิวิสะ

เล่มท่ี ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๕ 121

สรปุ ประเดน็ ส�ำคัญในจัมมขนั ธกะ
ทรงแสดงอนุปุพพิกถาปุพพเทสนาแห่งสามุกกังสิกธรรมเทสนาอริยสัจ เรื่องเร่ิมต้น
ในขณะทพี่ ระผมู้ พี ระภาคประทบั อยู่ ณ ภเู ขาคชิ ฌกฏู เขตกรงุ ราชคฤห์ พระเจา้ พมิ พสิ ารจอมทพั
มคธรฐั ทรงเรยี กประชมุ กลุ บตุ รทอ่ี ยใู่ นหมบู่ า้ นภายใตก้ ารปกครองจ�ำนวน ๘๐,๐๐๐ คน บรรดา
กุลบุตรเหล่านั้น มีคนหน่ึงที่มีลักษณะพิเศษ คือ นายโสณโกฬิวิสะมีขนข้ึนที่พื้นเท้า พระเจ้า
พิมพิสารมีพระประสงค์จะทอดพระเนตร เมื่อทอดพระเนตรแล้ว ทรงส่ังสอนคนเหล่านั้นด้วย
เรื่องการใชช้ ีวติ ในปจั จบุ ันแลว้ รับสั่ง ใหค้ นเหลา่ น้นั ไปเขา้ เฝา้ พระผมู้ พี ระภาค ณ ภูเขาคชิ ฌกูฏ
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรมเทสนาแก่กุลบุตรเหล่าน้ัน โดยทรงพรรณนา
อนปุ ุพพกิ ถา คอื
๑. ทานกถา ว่าดว้ ยทาน
๒. สลี กถา วา่ ด้วยศีล
๓. สคั คกถา ว่าดว้ ยสวรรค์
๔. กามาทนี วกถา วา่ ดว้ ยโทษของกาม
๕. เนกขมั มานิสงั สกถา ว่าด้วยอานิสงส์ของการออกจากกาม
หลังจากท่ีทรงแสดงอนุปุพพิกถาแล้ว ทรงแสดงสามุกกังสิกธรรมเทสนาอริยสัจ
ว่าด้วยเร่ืองทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ซึ่งถือเป็นพระธรรมเทศนาชุดพิเศษเฉพาะ
พระพทุ ธเจ้าท้ังหลาย
ค�ำว่า “สามุกกังสิกเทสนาอริยสัจ” คือ พระธรรมเทศนาว่าด้วยอริยสัจ สามุก-
กังสิกธรรม เป็นธรรมท่ีพระองค์ตรัสรู้มาด้วยพระองค์เองด้วยสยัมภูญาณ ไม่ได้รับค�ำแนะน�ำ
ในโลกุตตรธรรมจากผู้อื่น ทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณล�ำพังพระองค์ เองก่อนใครในโลก
(ว.ิ อ. ๓/๒๙๓/๑๘๑ สารตฺถ.ฏกี า ๓/๒๖/๒๓๗, ที.สี.ฏกี า (อภินว) ๒/๒๙๘/๓๕๐)

การบ�ำเพ็ญเพยี รปฏิบัติธรรมโดยปรบั อนิ ทรีย์ให้เสมอกนั
กุลบตุ รจ�ำนวน ๘๐,๐๐๐ คนเม่ือไดฟ้ ังพระธรรมเทศนาแล้ว ต่างมีความเลอ่ื มใส แสดง
ตนเปน็ อบุ าสก เมอื่ แสดงตนเปน็ อบุ าสกแลว้ กลุ บตุ รจ�ำนวน ๗๙,๙๙๙ คน กพ็ ากนั กลบั ถน่ิ พ�ำนกั
ของตน ๆ ส่วนนายโสณโกฬิวิสะมีความเล่ือมใสย่ิงนัก และมีอัธยาศัยน้อมไปในการออกจาก
กาม จงึ ขอบรรพชา เมื่อบรรพชาอุปสมบทในส�ำนัก ของพระพุทธองค์แลว้ ขณะอยูท่ ่ีปา่ สตี วัน
ท�ำความเพยี รเดินจงกรมมากจนเท้าแตก ความทราบถึงพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงแสดงวธิ กี าร
บ�ำเพ็ญเพียรให้พอเหมาะโดยทรงเปรียบเทียบกับสายพิณ พระโสณโกฬิวิสะได้บ�ำเพ็ญเพียร

122 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระวนิ ัยปิฎก

อย่างพอเหมาะ ปรบั อนิ ทรยี ์ใหเ้ สมอกนั คอื
๑. ปรับศรัทธาให้เสมอกับปัญญา
๒. ปรบั ปญั ญาให้เสมอกบั ศรัทธา
๓. ปรับวิรยิ ะใหเ้ สมอกับสมาธิ
๔. ปรับสมาธิให้เสมอกับวริ ยิ ะ
๕. เพ่ิมพนู สติให้ยิ่งขนึ้ ไป ยิ่งมากย่งิ อ�ำนวยประโยชนแ์ กผ่ ้ปู ฏิบตั มิ าก

เมื่อปรับอินทรีย์ให้เสมอกันอย่างน้ีแล้ว พระโสณโกฬิวิสะก็ได้บรรลุอรหัตตผล ตามท่ี
ประสงค์ รดู้ ว้ ยปัญญาอนั ยิง่ ว่า “ชาตสิ ้นิ แลว้ อยู่จบพรหมจรรยแ์ ลว้ ท�ำกจิ ที่ควรท�ำเสร็จแล้ว
ไม่มกี จิ อื่นเพือ่ ความเป็นอยา่ งน้อี กี ตอ่ ไป” (ดเู ล่มสมบูรณ์ ๒๔๓/๘, วิ.อ. ๓/๒๔๓/๑๖๔)

ขอ้ อนุญาตและข้อหา้ มเกีย่ วกบั ยานพาหนะ
พระผู้มีพระภาคทรงพิจารณาเห็นว่า ท่านพระโสณโกฬิวิสะเป็นคนมีลักษณะละเอียด
อ่อนจงึ ทรงอนุญาตใหส้ วมรองเท้า (ใบไม้) ช้ันเดยี วได้ แตท่ ่านกลบั กราบทูลพระผ้มู พี ระภาคให้
ทรงอนญุ าตใหภ้ กิ ษสุ งฆท์ งั้ หมดสวมรองเทา้ ชนั้ เดยี วได้ พระพทุ ธองคก์ ท็ รงอนญุ าตใหต้ ามทท่ี ลู ขอ
นอกจากนั้น พระผมู้ พี ระภาคยงั ทรงวางกฎเกณฑ์เกี่ยวกับรองเท้า เขียงเทา้ และยาน
พาหนะท้งั ที่เปน็ ข้อหา้ มและกรณียกเว้นส�ำหรับภกิ ษุ สรปุ ได้ดงั น้ี

รองเท้า เขียงเทา้ ยานพาหนะและหนังสตั ว์ท่ีทรงห้ามภิกษุใช้
๑. รองเท้า ๒ ช้นั ๓ ชนั้ หรือรองเท้าหลายชั้น ๒. รองเทา้ สีเขยี วลว้ น
๓. รองเท้าสเี หลืองล้วน ๔. รองเท้าสีแดงลว้ น
๕. รองเทา้ สบี านเยน็ ลว้ น ๖. รองเท้าสดี �ำลว้ น
๗. รองเทา้ สีแสดลว้ น ๘. รองเท้าสีชมพูลว้ น
๙. รองเทา้ มีหสู ีเขยี ว ๑๐. รองเท้ามีหสู เี หลอื ง
๑๑. รองเทา้ มีหูสแี ดง ๑๒. รองเทา้ มหี ูสบี านเยน็
๑๓. รองเทา้ มหี ูสดี �ำ ๑๔. รองเท้ามีหูสีชมพู
๑๕. รองเทา้ หุม้ สน้ ๑๖. รองเท้าหมุ้ แข้ง
๑๗. รองเท้าปกหลังเท้า ๑๘. รองเท้ายัดนุ่น
๑๙. รองเท้ามหี ูลายคลา้ ยขนปีกคล้ายนกกระทา
๒๐. รองเท้าท�ำหงู อนมรี ปู ทรงเขาแกะ

เล่มท่ี ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๕ 123

๒๑. รองเทา้ ท�ำหูงอนมรี ปู ทรงคล้ายเขาแพะ
๒๒. รองเทา้ ท�ำหูงอนมีรูปทรงคล้ายหางแมลงป่อง
๒๓. รองเทา้ ที่เยบ็ ดว้ ยขนนกยงู ๒๔. รองเท้างดงามวิจติ ร
๒๕. รองเท้าขลิบดว้ ยหนงั ราชสีห ์ ๒๖. รองเท้าขลิบดว้ ยหนังเสือโคร่ง
๒๗. รองเทา้ ขลบิ ดว้ ยหนังเสอื เหลอื ง ๒๘. รองเทา้ ขลบิ ดว้ ยหนังเสือดาว
๒๙. รองเท้าขลิบด้วยหนังนาก ๓๐. รองเท้าขลิบดว้ ยหนังแมว
๓๑. รองเทา้ ขลิบด้วยหนังค่าง ๓๒. รองเท้าขลิบด้วยหนงั นกเคา้
๓๓. เขยี งเท้าไม ้ ๓๔. เขยี งเทา้ ใบตาล
๓๕. เขยี งเท้าใบไผ่ ๓๖. เขียงเทา้ หญา้ สามญั
๓๗. เขียงเทา้ หญา้ มงุ กระต่าย ๓๘. เขียงเท้าหญา้ ปล้อง
๓๙. เขยี งเทา้ ใบเปง้ ๔๐. เขียงเทา้ หญา้ แฝก
๔๑. เขียงเทา้ ขนสตั ว ์ ๔๒. เขียงเทา้ ประดบั ด้วยทองค�ำ
๔๓. เขียงเทา้ ประดบั ดว้ ยเงนิ ๔๔. เขียงเท้าประดับดว้ ยแกว้ มณี
๔๕. เขยี งเท้าประดับด้วยแกว้ ไพฑรู ย์ ๔๖. เขียงเทา้ ประดับดว้ ยแกว้ ผลกึ
๔๗. เขียงเท้าประดบั ด้วยส�ำรดิ ๔๘. เขยี งเทา้ ประดับด้วยกระจก
๔๙. เขยี งเทา้ ท�ำดว้ ยดบี กุ ๕๐. เขียงเท้าท�ำดว้ ยสังกะสี
๕๑. เขยี งเทา้ ท�ำด้วยทองแดง ๕๒. ยานพาหนะเทยี มดว้ ยโคเพศเมียมีบุรษุ
เปน็ คนขับ
๕๓. ยานพาหนะเทยี มดว้ ยโคเพศผู้มสี ตรเี ป็นคนขับ ๕๔. ท่ีนอนสงู ใหญ่
๕๕. หนังผืนใหญป่ ลู าดท่ีเตยี งตง่ั ๕๖. หนงั สัตว์ทกุ ชนดิ
ภิกษุผู้ฝ่าฝืนใช้รองเท้า เขียงเท้า ยานพาหนะ และหนังสัตว์เหล่านี้ ต้องอาบัติทุกกฏ
นอกจากนี้ยังทรงห้ามสวมรองเท้าทุกชนิดในขณะท่ีเดินจงกรม ทรงห้ามสวมรองเท้าในอาราม
ทรงห้ามสวมรองเทา้ เข้าหมบู่ ้าน รปู ใดสวม ต้องอาบตั ิทกุ กฏ

รองเทา้ เขยี งเทา้ และยานพาหนะทท่ี รงอนญุ าตให้ภิกษใุ ช้
และกรณีทที่ รงอนญุ าตให้สวมรองเท้าได้

๑. รองเท้าใบไม้ชน้ั เดียว
๒. รองเทา้ หลายชั้นท่ีใช้แลว้
๓. เขยี งเท้าท่ตี รงึ อย่กู บั ท่ี ๓ ชนดิ คือ

124 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระวินัยปฎิ ก

(๑) เขียงเทา้ ส�ำหรับใช้ในทีถ่ า่ ยอุจจาระ
(๒) เขียงเท้าส�ำหรบั ใชใ้ นทถี่ า่ ยปัสสาวะ
(๓) เขยี งเท้าส�ำหรับใช้ในทช่ี �ำระ
๔. ยานพาหนะทเี่ ทียมด้วยโคเพศผู้ ยานพาหนะทใ่ี ชม้ อื ลาก
๕. วอ และเปลหาม
๖. ภิกษุเท้าเจ็บ เทา้ แตก อาพาธเปน็ หน่อทเี่ ท้า สวมรองเท้าได้
๗. ภิกษสุ วมรองเทา้ ไดช้ ่วั คราวขณะจะขึน้ เตยี งหรือต่ัง
๘. ภกิ ษุเดนิ ไปโรงอโุ บสถหรือทปี่ ระชมุ ในยามค่�ำคืน สวมรองเทา้ ได้
๙. ภกิ ษุไขน้ ัง่ ยานพาหนะได้
๑๐. ภกิ ษุนัง่ บนเตยี งตั่งทเ่ี ปน็ คิหวิ ิกัตไิ ด้
๑๑. ภิกษุไข้สวมรองเทา้ เขา้ หม่บู า้ นได้

พุทธานุญาตพเิ ศษเฉพาะในปัจจนั ตชนบท ๕ ประการ
ท่านพระมหากัจจานะผู้เป็นปูชนียบุคคลแห่งแคว้นอวันตี มองเห็นปัญหาและความ
จ�ำเปน็ หลายอยา่ งท่ีประสบกันอยูใ่ นอวนั ตที กั ขิณาบถ ในคราวที่ทา่ นพระโสณกฏุ ิกณั ณะผูเ้ ป็น
สทั ธิวหิ ารกิ กราบลาไปเขา้ เฝา้ พระผู้มพี ระภาค ได้ฝากให้กราบทลู ขอพรจากพระพทุ ธองค์ และ
ได้รบั พุทธานุญาตเป็นกรณีพิเศษเฉพาะใน ปจั จนั ตชนบท ๕ ประการ คือ
๑. เน่ืองจากในอวันตีทักขิณาบถมีภิกษุน้อย จึงทรงอนุญาตให้อุปสมบทด้วย คณะมี
จ�ำนวน ๕ รปู รวมทง้ั พระอปุ ัชฌาย์
๒. เนื่องจากพ้ืนดินในอวันตีทักขิณาบถมีสีด�ำ แข็ง เต็มไปด้วยรอยระแหงกีบโค
จงึ ทรงอนญุ าตใหส้ วมรองเท้าหลายชนั้ ได้
๓. เนื่องจากพวกมนุษย์ในอวันตีทักขิณาบถนิยมการอาบน�้ำ ถือว่าน�้ำจะท�ำให้สะอาด
จึงทรงอนญุ าตใหอ้ าบนำ้� เป็นนิตย์ได้
๔. เนื่องจากในอวันตีทักขิณาบถมีหนังที่เป็นเคร่ืองลาด คือหนังแกะ หนังแพะ
หนังมฤคมาก จึงทรงอนุญาตให้ใชห้ นังที่เปน็ เครอื่ งลาด
๕. ทรงอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์รับจีวรที่ทายกฝากถวายกับภิกษุที่อยู่นอกสีมาให้น�ำ
มาถวายไดต้ ามปรารถนา โดยตราบใดที่ภิกษุสงฆผ์ ู้รับฝากยังไมเ่ ขา้ เขตสีมา ยงั ไม่ต้อง นบั ราตรี
แม้จะเกิน ๑๐ ราตรีก็ไม่ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ไม่ถือว่าล่วงละเมิด กฐินสิกขาบทที่ ๑
แห่งจวี รวรรค -ว.ิ มหา. (แปล) ๒/๔๖๒-๔๖๓/๓-๔

เลม่ ที่ ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๕ 125

๖. เภสัชชขนั ธกะ ตอนวา่ ดว้ ยยารักษาโรค

เภสัชชขนั ธกะ เปน็ ตอนที่วา่ ด้วยยารักษาโรค, โภชนะ, ภัตตาหารชนดิ ต่าง ๆ เหตทุ ีต่ งั้
ชอ่ื อย่างน้ี เพราะเนื้อหาวา่ ดว้ ยยารักษาโรคเป็นส่วนมาก นอกจากน้ี ยงั วา่ ดว้ ยโภชนาหารอื่น ๆ
ซ่งึ สงเคราะหเ์ ข้ากบั ยารกั ษาโรค ท่ที รงห้ามไมใ่ หภ้ ิกษุฉันและทรงอนุญาตให้ฉันได้

เนือ้ หาแห่งเภสัชชขนั ธกะ จ�ำนวน ๒๗ หวั ข้อ นับจ�ำนวนตอ่ จากจมั มขนั ธกะ คอื
๑๖๐. ปัญจเภสชั ชกถา วา่ ดว้ ยทรงอนญุ าตเภสัช ๕
๑๖๑. มูลาทิเภสัชชกถา ว่าดว้ ยทรงอนญุ าตเครอ่ื งยามีรากไม้เป็นต้น
๑๖๒. ปิลนิ ทวัจฉวัตถุ วา่ ด้วยพระปิลนิ ทวจั ฉะ
๑๖๓. คุฬาทิอนชุ านนา ว่าด้วยทรงอนุญาตน้�ำอ้อยงบเปน็ ต้น
๑๖๔. อันโตวุฏฐาทิปฏิกเขปกถา ว่าดว้ ยทรงหา้ มการหงุ ตม้ ภายในเป็นต้น
๑๖๕. อคุ คหติ ปฏคิ คหนา ว่าด้วยการรบั ประเคนของท่ีจบั ต้องแล้ว
๑๖๖. ปฏคิ คหิตาทอิ นชุ านนา วา่ ด้วยทรงอนุญาตให้ฉันของทร่ี บั ประเคนไว้ เป็นตน้
๑๖๗. สัตถกมั มปฏิกเขปกถา วา่ ดว้ ยทรงหา้ มท�ำสัตถกรรม
๑๖๘. มนสุ สมังสปฏกิ เขปกถา วา่ ดว้ ยทรงหา้ มฉนั เนอื้ มนษุ ย์
๑๖๙. หตั ถิมังสาทิปฏกิ เขปกถา วา่ ดว้ ยทรงห้ามฉันเน้อื ชา้ งเป็นตน้
๑๗๐. ยาคุมธุโคฬกานชุ านนา วา่ ดว้ ยทรงอนญุ าตข้าวตม้ และขนมหวาน
๑๗๑. ตรณุ ปั ปสันนมหามัตตวตั ถุ วา่ ด้วยมหาอมาตย์ผเู้ ลอื่ มใสใหม่
๑๗๒. เพลฏั ฐกัจจานวัตถุ วา่ ด้วยพราหมณ์เพลฏั ฐกจั จานะถวายน้ำ� ออ้ ยงบ
๑๗๓. ปาฏลคิ ามวัตถุ วา่ ด้วยชาวปาฏลิคามถวายทพ่ี ัก
๑๗๔. สุนีธวสั สการวตั ถุ วา่ ด้วยมหาอมาตยส์ นุ ีธะและวสั สการะ
๑๗๕. โกฏคิ ามสัจจกถา ว่าด้วยทรงแสดงอรยิ สัจท่ีโกฏิคาม
๑๗๖. อมั พปาลวี ตั ถุ วา่ ดว้ ยหญิงงามเมอื งชื่ออัมพปาลี
๑๗๗. ลจิ ฉววี ตั ถุ ว่าด้วยเจา้ ลจิ ฉวี
๑๗๘. สหี เสนาปติวตั ถุ วา่ ด้วยสีหเสนาบดสี าวกของนิครนถ์นาฏบตุ ร
๑๗๙. กัปปิยภมู อิ นชุ านนา วา่ ด้วยทรงอนญุ าตกปั ปิยภมู ิ
๑๘๐. เมณฑกคหปตวิ ัตถุ ว่าดว้ ยเมณฑกคหบดีถวายปัญจโครสกับเสบยี งเดินทาง
๑๘๑. ปญั จโครสาทอิ นุชานนา ว่าด้วยทรงอนญุ าตปัญจโครสเป็นตน้
๑๘๒. เกณยิ ชฏลิ วัตถุ วา่ ดว้ ยเกณิยชฎิลถวายน�้ำอัฏฐบาน

126 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระวนิ ยั ปิฎก

๑๘๓. โรชมลั ลวตั ถุ วา่ ดว้ ยเจ้ามลั ละช่อื โรชะถวายผักกาดสดและของฉันท�ำดว้ ยแป้ง
๑๘๔. วฑุ ฒปัพพชิตวตั ถุ วา่ ด้วยภกิ ษุเฒ่าเคยเป็นชา่ งกัลบกในเมืองอาตมุ า
๑๘๕. จตมุ หาปเทสกถา ว่าดว้ ยมหาปเทส ๔
๑๘๖. รวมเรอ่ื งที่มีในเภสชั ชขันธกะ
เรอื่ งตา่ ง ๆ เหลา่ น้ี ตั้งชือ่ ตามประเด็นส�ำคัญของตอนน้นั ๆ บ้าง ตามบทบาทส�ำคญั
ของบุคคลท่ีปรากฏอยู่ในตอนน้ัน ๆ บ้าง แต่ตามความเป็นจริงแล้ว บางเรื่อง ยังมีประเด็น
ส�ำคญั อน่ื ๆ รวมอยดู่ ว้ ย เชน่ เรอื่ งทว่ี า่ ดว้ ยสหี เสนาบดสี าวกของนคิ รนถ์ นาฏบตุ ร ทต่ี งั้ ชอ่ื อยา่ งน้ี
เพราะประสงค์จะเน้นบทบาทของสีหเสนาบดีผู้เป็นสาวกของนิครนถ์นาฏบุตรมาก่อนแล้ว
เปลยี่ นมานับถือพระพุทธศาสนา แตใ่ นเรื่องนีม้ ีสาระส�ำคญั อน่ื รวมอยู่ด้วย ๓ ประเด็น คือ
๑. ข้อกล่าวหาของคนทั่วไป ๘ ประการ เช่น พระสมณโคดมเป็นผู้สอนไม่ให้ท�ำ
(อกริ ยิ วาท) เป็นต้น พระพทุ ธองคท์ รงแก้ข้อกลา่ วหาเหลา่ นโ้ี ดยทรงให้ความหมายใหม่
๒. ทรงสนบั สนนุ ให้อปุ ถมั ภ์ลทั ธิทเ่ี คยนบั ถอื มากอ่ น
๓. อนปุ ุพพกี ถาและสามกุ กังสิกธรรมเทสนาอริยสจั (ดูเล่มสมบูรณ์ ๒๙๓/๑๑๔)

สรุปประเด็นส�ำคัญในเภสชั ชขนั ธกะ
ทรงอนญุ าตเภสชั ๕ ในกาลและในเวลาวิกาลเพ่ือแก้โรคผอมเหลอื ง
ในฤดูสารท ภิกษุสงฆ์เป็นโรคผอมเหลือง(โรคดีซ่าน)กันมาก พระผู้มีพระภาคจึงทรง
อนญุ าตใหร้ บั ประเคนฉนั เภสัช ๕ ได้ และเพอ่ื ความสะดวกแกภ่ ิกษุไข้ จงึ ทรงอนุญาตให้ฉันได้
ทง้ั ในกาลและในเวลาวกิ าล
ค�ำวา่ “ในกาล” หมายเอาเวลาตัง้ แตร่ ุง่ อรณุ ไปจนถึงเทยี่ งวัน
ค�ำว่า “ในเวลาวิกาล” หมายเอาเวลาเม่ือเท่ียงวันล่วงไปจนถึงอรุณข้ึน (ดู วิ.มหา.
(แปล) ๒/๒๔๙/๔๐๕)
พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์ฉันเภสัช ๕ ได้ทุกเวลา ท้ังน้ีต้องอยู่ใน
ระยะเวลา ๗ วนั หลงั จากรบั ประเคนตามขอ้ ก�ำหนดวา่ ดว้ ยเภสชั ตามความแหง่ เภสชั ชสกิ ขาบท
ที่ ๓ ในปตั ตวรรคทวี่ า่
“ก็ เภสัชใดควรล้ิมส�ำหรับภิกษุผู้เป็นไข้ คือ เนยใส เนยข้น น้�ำมัน น�้ำผึ้ง น้�ำอ้อย
ภิกษุรับประเคนเภสัชนั้นแล้วเก็บไว้ฉันได้ ๗ วันเป็นอย่างมาก ให้เกินก�ำหนดน้ันไป ต้อง
อาบตั นิ ิสสคั คิยปาจติ ตยี ์” (วิ.มหา. (แปล) ๒/๖๒๒/๑๔๓)

เล่มที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๕ 127

ทรงอนุญาตวิธกี ารรกั ษาโรคลม
๑. ภิกษุเป็นโรคลมตามอวัยวะ ทรงอนุญาตใหเ้ ขา้ กระโจมรมเหงอ่ื
๒. ถา้ โรคลมนนั้ ยังไมห่ าย ทรงอนญุ าตให้รมดว้ ยใบไม้
๓. ถ้าโรคลมน้ันยังไม่หาย ทรงอนุญาตการรมใหญ่ คือ ขุดหลุม เอาถ่านเพลิง
ใส่จนเตม็ เอาดินรว่ นและทรายปดิ ไว้ ลาดใบไมท้ บั ลงไป เอาน้ำ� มันทาตวั แล้วนอนบนหลุมนั้น
รมรา่ งกายโดยการนอนพลิกไปมา (ว.ิ อ. ๓/๒๖๗/๑๗๔-๑๗๕)
๔. ภกิ ษเุ ปน็ โรคลมขดั ยอกตามขอ้ ทรงอนุญาตใหร้ ะบายโลหิตออก
๕. ถ้าโรคลมขัดยอกตามข้อยังไม่หาย ทรงอนุญาตให้ใช้เขาสัตว์กอกระบายโลหิต
เสียออก

ทรงอนุญาตมนั เหลวท่เี ป็นยาและเครือ่ งยาสมุนไพรชนดิ ต่าง ๆ
ภิกษุสงฆ์อาพาธเป็นโรคแตกต่างกันไป เพ่ือให้ภิกษุสงฆ์มีเคร่ืองยาไว้บรรเทาโรคท่ี
รมุ เร้า พระผูม้ ีพระภาคจงึ ทรงอนุญาตเครอื่ งยาชนิดต่าง ๆ ดงั นี้
๑. มนั เหลว คือ มันเหลวหมี มนั เหลวปลา มนั เหลวปลาฉลาม มนั เหลวหมู มนั เหลวลา
ทรี่ บั ประเคนในกาลเจยี วในกาล กรองในกาล โดยใหบ้ รโิ ภค อยา่ งนำ้� มนั ทรงอนญุ าตใหฉ้ นั แกไ้ ข้
๒. รากไมช้ นดิ ต่าง ๆ คอื ขมิ้น ขงิ สด วา่ นน�้ำ ว่านเปราะ อตุ พดิ ข่า แฝก แห้วหมู
หรอื รากไมท้ ี่ เป็นยาชนิดอืน่ ทรงอนญุ าตให้ฉันแกไ้ ข้
๓. น้ำ� ฝาดต่าง ๆ คอื น�้ำฝาดสะเดา น้ำ� ฝาดโมกมนั น�้ำฝาดขกี้ า น�้ำฝาด บรเพ็ด น้�ำฝาด
กระถนิ พิมาน หรอื นำ้� ฝาดทเี่ ปน็ ยาชนดิ อน่ื ทรงอนุญาตให้ฉนั แก้ไข้
๔. ใบไม้ชนดิ ต่าง ๆ คอื ใบสะเดา ใบโมกมนั ใบขก้ี า ใบแมงลกั ใบฝา้ ย หรือใบไม้ทเ่ี ปน็
ยาชนดิ อื่น ทรงอนุญาตให้ฉันแก้ไข้
๕. ผลไม้ชนิดต่าง ๆ คือ ลูกพิลังคะ ดีปลี พริก สมอไทย สมอพิเภก มะขามป้อม
ผลโกฐ หรอื ผลไม้ท่เี ปน็ ยาชนิดอนื่ ทรงอนุญาตใหฉ้ นั แกไ้ ข้
๖. ยางไมช้ นดิ ต่าง ๆ คอื หงิ คุ ยางเคี่ยวจากหิงคุ ยางเค่ยี วจากเปลอื กหิงคุ ยางจาก
ยอดตันตกะ ยางจากใบตันตกะ ยางจากก้านตันตกะ หรือยางท่ีเป็นยาชนิดอื่น ทรงอนุญาต
ใหฉ้ นั แก้ไข้
๗. เกลือชนิดต่าง ๆ คือ เกลือสมุทร เกลือด�ำ เกลือสินเธาว์ เกลือดินโป่ง เกลือหุง
หรอื เกลือท่ีเป็นยาชนิดอ่นื ๆ ทรงอนุญาตใหฉ้ นั แกไ้ ข้
๘. ผงยาชนิดตา่ ง ๆ ทรงอนญุ าตใหใ้ ช้ทาแก้ฝดี าษ หดิ ตุม่ พพุ อง
๙. มลู โค ดินเหนยี ว กากนำ�้ ยอ้ ม ทรงอนญุ าตใหใ้ ชท้ าดบั กลน่ิ ตัว

128 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระวนิ ัยปิฎก

๑๐. เนอ้ื ดิบและเลอื ดสด ทรงอนุญาตใหภ้ ิกษทุ ่ถี ูกผเี ขา้ สิงฉนั ได้
๑๑. ยาหยอดตาประกอบด้วยเคร่ืองปรุงหลายอย่าง หรดาลกลีบทอง เขม่าไฟ
ทรงอนุญาตใหท้ าปา้ ยตาแกโ้ รคตา
๑๒. ไม้จนั ทน์ กฤษณา กะลัมพกั ใบเฉยี ง แหว้ หมู ทรงอนญุ าตให้ใชเ้ ปน็ เครือ่ งยาบด
ผสมยาตา
๑๓. นำ้� มนั ทรงอนญุ าตให้ทาแกโ้ รคปวดศรี ษะ
๑๔. ยานตั ถุท์ รงอนญุ าตใหน้ ตั ถุ์ยาแก้โรคปวดศีรษะหลงั จากทีท่ ายาแล้วไมห่ าย
๑๕.การสดู ควัน ทรงอนุญาตใหท้ �ำเพอ่ื แก้โรคปวดศรี ษะ หลังจากท่นี ัตถ์ยุ าแลว้ ไมห่ าย
๑๖. น�้ำมันหุงเจอื น้ำ� เมาเล็กนอ้ ย ทรงอนุญาตใหฉ้ ันแกโ้ รคลม
๑๗. น้�ำมนั หงุ เจือน�้ำเมามากเกินขนาด ทรงอนญุ าตให้ใช้เป็นยาทา
๑๘. น�้ำแปง้ เมล็ดผกั กาด ทรงอนญุ าตให้ใชช้ ะลา้ งแผลเพือ่ แก้คัน
๑๙. คถู มูตร เถา้ ดิน ทรงอนุญาตให้เจอื นำ�้ ฉนั แก้พิษงู
๒๐. คูถ ทรงอนญุ าตให้เจือน้ำ� ฉนั แก้ยาพิษ
๒๑. น้ำ� ละลายจากดนิ ตดิ ผาลไถ ทรงอนญุ าตให้ฉนั แก้โรคเสน่หย์ าแฝด
๒๒. น�้ำดา่ งดิบ ทรงอนุญาตให้ฉันแก้โรคทอ้ งผูก
๒๓. นำ้� สมอดองมูตรโค ทรงอนุญาตใหฉ้ ันแก้โรคผอมเหลืองหรอื ดีซา่ น
เครื่องยาเหล่าน้ี ภิกษุรับประเคนแล้วเก็บไว้ได้ตลอดชีพ เม่ือมีเหตุจ�ำเป็นคือ
เป็นไข้ สามารถหยิบฉันได้โดยไม่ต้องรับประเคนใหม่ แต่ถ้าภิกษุฉันโดยไม่มีเหตุจ�ำเป็น คือ
ไม่ได้เป็นไข้ ต้องอาบตั ิทุกกฏ (ดเู ลม่ สมบรู ณ์ ๒๖๓/๔๖)

ทรงอนุญาตโภชนาหารต่าง ๆ และวธิ ีการจัดท�ำใหเ้ หมาะสม
ทรงหา้ มฉันเน้ือ ๑๐ อย่าง และทรงหา้ มฉันเนอ้ื ท่ัวไปทีเ่ ขาท�ำเจาะจง
๑. ใหฉ้ นั น�้ำอ้อยงบไดท้ ั้งในกาลและในเวลาวิกาล
๒. ใหฉ้ นั ถวั่ เขียวทต่ี ้มสุกแล้วแต่ยงั งอกได้
๓. ใหภ้ กิ ษไุ ข้ฉันยาดองโลณโสวรี กะ ภิกษุไมเ่ ป็นไข้ตอ้ งเจือน้ำ� ฉันอย่างนำ้� ปานะ
๔. ให้เกบ็ อาหารไว้ภายในและหงุ ตม้ เองแล้วฉันได้ในคราวจ�ำเปน็
๕. ภกิ ษพุ บของฉนั แตห่ าคนประเคนไมไ่ ด้ ทรงอนญุ าตใหภ้ กิ ษหุ ยบิ ของฉนั นนั้ น�ำตดิ ตวั
ไปได้ พบศษิ ย์ (อนปุ สัมบัน) ในทใี่ ด ให้วางของนัน้ ไว้ บนพืน้ แลว้ บอกใหเ้ ขาประเคน
๖. ในคราวข้าวยากหมากแพง ทรงอนุญาตให้ภิกษุที่ฉันแล้ว ห้ามภัตตาหาร แล้วฉัน
โภชนาหารทไ่ี มเ่ ป็นเดน ที่เกดิ ในปา่ ท่ีเกดิ ในกอบัวได้

เลม่ ท่ี ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๕ 129

๗. ให้ฉันผลไมท้ ีใ่ ชเ้ พาะพันธุ์ไม่ไดแ้ ลว้ และผลไมท้ ปี่ ลอ้ นเมล็ดออกแล้ว
๘. ทรงอนุญาตปัญจโครส คือ นมสด นมเปร้ียว เปรียง เนยข้น และเนยใส เพื่อให้
ภิกษุมอี าหารฉนั ไม่ล�ำบากในคราวท่เี ดนิ ทางไกล
๙. ทรงอนุญาตน�้ำอัฏฐบาน คือ (๑) น�้ำมะม่วง (๒) น�้ำหว้า (๓) น้�ำกล้วยมีเมล็ด
(๔) น้ำ� กล้วยไม่มีเมล็ด (๕) น้�ำมะซาง (๖) น้�ำลูกจนั ทน์หรือองนุ่ (๗) น้ำ� เหง้าบัว (๘) นำ�้ มะปราง
หรือลน้ิ จี่ ให้ภกิ ษฉุ นั ในเวลาวกิ าลได้
๑๐. ทรงหา้ มภิกษฉุ นั เนื้อตา่ ง ๆ เหล่าน้ี คือ (๑) เนอ้ื มนุษย์ (๒) เน้อื ช้าง (๓) เน้อื ม้า
(๔) เน้ือสุนัข (๕) เน้ืองู (๖) เน้ือราชสีห์ (๗) เน้ือเสือโคร่ง (๘) เน้ือเสือเหลือง (๙) เนื้อหมี
(๑๐) เน้ือเสอื ดาว

นอกจากน้ี แม้จะทรงอนุญาตให้ภกิ ษสุ งฆ์ฉนั เนือ้ อ่นื ๆ นอกเหนือจากเนอื้ ๑๐ อยา่ ง
ดังกล่าวมา แต่ก็ทรงก�ำหนดเอาไว้ว่า “ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุรู้อยู่ ไม่พึงฉันเนื้อที่เขาท�ำเจาะจง
รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตปลา เนื้อ เป็นของบริสุทธ์ิด้วยอาการ
๓ อยา่ ง คอื (๑) ไมไ่ ด้เห็น (๒) ไม่ได้ยิน (๓) ไมไ่ ด้นกึ สงสยั ” (ดเู ล่มสมบูรณ์ ๒๙๔/๑๑๖)

ทรงวางกฎเกณฑ์เก่ยี วกบั “กาลิก”
ค�ำว่า “กาลิก” แปลว่า เนื่องด้วยกาล ขึ้นกับกาล เป็นชื่อของส่ิงท่ีจะกลืนกินให้
ล่วงล�ำคอเข้าไป ซ่ึงพระวินัยบัญญัติให้ภิกษุรับประเคนเก็บไว้และฉันได้ในเวลาท่ีก�ำหนด
ทั้งน้ขี ึ้นอยกู่ ับชนดิ ของอาหารนั้น ๆ กาลกิ แบง่ เป็น ๔ อยา่ ง คอื
๑. ยาวกาลกิ ไดแ้ ก่ ขา้ ว ปลา เนอ้ื ผกั ผลไม้ ขนมต่าง ๆ ภกิ ษุรบั ประเคน และฉนั ได้
ช่วั เวลาเช้าถึงเท่ยี งของวันน้นั
๒. ยามกาลิก ได้แก่ น�้ำอัฏฐบาน ๘ ชนิดมีน้�ำมะม่วงเป็นต้นดังกล่าวมาแล้ว
ภกิ ษุรบั ประเคนไว้และฉันได้ช่ัววันหน่ึงกบั คนื หน่งึ คอื ฉนั ไดท้ ั้งในกาลและในเวลาวิกาล
๓. สัตตาหกาลิก ได้แก่ เภสัช ๕ คือ เนยใส เนยข้น น้�ำมัน น�้ำผ้ึง น�้ำอ้อย
ภกิ ษุรบั ประเคนและฉนั ไดภ้ ายในเวลา ๗ วัน ท้งั ในกาลและในเวลาวิกาล
๔. ยาวชีวิก ได้แก่ ยารักษาโรคชนิดต่าง ๆ ภิกษุรับประเคนและฉันได้ตลอดชีวิต
ในเวลาที่เป็นไข้ ท้ังในกาลและในเวลาวิกาล

ทรงอนุญาตให้มสี ถานทเี่ กบ็ อาหาร
ในเบ้ืองต้น ในคราวบ้านเมืองปกติสุข ข้าวปลาอาหารหาได้ง่าย พระผู้มีพระภาค
ทรงห้ามภิกษุสงฆ์ฉันอาหารที่เก็บไว้ภายใน (อันโตวุฏฐะ) ท่ีหุงต้มภายใน (อันโตปักกะ)

130 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระวนิ ยั ปฎิ ก

ทหี่ งุ ตม้ เอง (สามปกั กะ) ทจี่ บั ตอ้ งแลว้ รบั ประเคนใหม่ (อคุ คหติ ปฏคิ คหติ ะ) ทน่ี �ำมาจากทนี่ มิ นต์
(ตโตนีหฏะ) ที่รับประเคนก่อนเวลาภัตตาหาร (ปุเรภัตตปฏิคคหิตะ) ท่ีเกิดในป่า (วนัฏฐะ)
ท่เี กิดในกอบัว (โปกขรัฏฐะ) (ดูเล่มสมบูรณ์ ๒๙๕/๑๑๖-๑๑๗)

ต่อมา ถึงคราวท�ำบุญถวายอาหาร คนท้ังหลายน�ำของเค้ียวของฉันมาเก็บไว้นอก
ซุ้มประตูวิหาร บางคราวเกิดความเสียหายเพราะถูกฝนตกรดบ้าง ถูกสัตว์กัดกินบ้าง
พระผู้มีพระภาคจึงทรงอนุญาตสถานที่เก็บอาหาร รวมท้ังเป็นที่หุงต้มจัดแจงอาหาร เรียกว่า
“กปั ปยิ ภมู ิ” มี ๔ ประเภท คอื

๑. อสุ สาวนันตกิ า ทีเ่ ก็บอาหารซึง่ ประกาศให้รู้กันแตเ่ ริม่ สร้าง
๒. โคนิสาทกิ า ทเ่ี ก็บอาหารเคลือ่ นทีไ่ ด้
๓. คหปตกิ า ท่ีเกบ็ อาหารทค่ี หบดีถวายไว้
๔. สมั มตกิ า ทเี่ กบ็ อาหารซ่ึงสงฆ์ตกลงร่วมกนั สมมติให้เปน็ ทเี่ ก็บอาหาร

ทรงวางหลักในการตัดสินสง่ิ ท่ีควรและไมค่ วร
ภิกษุสงฆ์ผู้มีศีลดีงาม บางคราวเกิดความย�ำเกรงในข้อวัตรปฏิบัติบางอย่างว่า “ส่ิงใด
หนอพระผู้มพี ระภาคทรงอนญุ าตไว้ สิง่ ใดหนอไม่ไดท้ รงอนญุ าตไว้”
พระผมู้ พี ระภาคจึงทรงวางหลกั ตัดสินไว้ เรยี กวา่ “มหาปเทส” มี ๔ ประการ คือ
๑. สิ่งใดไม่ได้ทรงห้ามไว้ว่า “ไม่ควร” แต่อนุโลมเข้ากับส่ิงท่ีไม่ควร ขัดกับส่ิงท่ีควร
ใหต้ ดั สินสงิ่ นน้ั วา่ “ไมค่ วร”
๒. สิ่งใดไม่ได้ทรงห้ามไว้ว่า “ไม่ควร” แต่อนุโลมเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับส่ิงที่ไม่ควร
ให้ตดั สนิ ส่งิ นน้ั วา่ “ควร”
๓. ส่ิงใดไม่ได้ทรงอนุญาตไว้ว่า “ควร” แต่อนุโลมเข้ากับส่ิงท่ีไม่ควร ขัดกับส่ิงท่ีควร
ให้ตดั สนิ สง่ิ นั้นวา่ “ไม่ควร”
๔. ส่ิงใดไม่ได้ทรงอนุญาตไว้ว่า “ควร” แต่อนุโลมเข้ากับสิ่งท่ีควร ขัดกับส่ิงท่ีไม่ควร
ใหต้ ดั สนิ ส่งิ นั้นวา่ “ควร”
พระผู้มีพระภาคทรงวางหลักตัดสินน้ีไว้ ก็เพ่ือให้ภิกษุสงฆ์ใช้พิจารณาตัดสินเร่ือง
ของเคีย้ วของฉนั เปน็ หลกั เช่น ธัญชาติ ๗ อย่าง คอื (๑) ข้าวสาลี (๒) ข้าวเจา้ (๓) หญา้ กบั แก้
(๔) ขา้ วละมาน (๕) ลูกเดือย (๖) ขา้ วเหนยี ว (๗) ขา้ วฟา่ ง เป็นส่งิ ท่ที รงหา้ มฉันในเวลาวกิ าล
ส่วนมหาผล ๙ อย่าง คอื (๑) ตาล (๒) มะพรา้ ว (๓) ขนุนธรรมดา (๔) ขนนุ ส�ำปะลอ
(๕) บวบ (๖) ฟกั เขียว (๗) แตงกวา (๘) แตงโม (๙) ฟักทอง รวมทงั้ อปรัณชาตทิ ัง้ หมด เชน่
ถั่วเขียว ถ่ัวราชมาส งา พืชผักท่ีกินหลังภัตตาหาร เหล่านี้แม้จะไม่ได้ทรงห้ามไว้ แต่อนุโลม

เล่มท่ี ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๕ 131

เข้ากับธัญชาติ ๗ อย่างดังกล่าวแล้ว เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรฉันในเวลาวิกาลด้วย เข้ากับ
หลกั มหาปเทสขอ้ ๑ และขอ้ ๒

พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตน้�ำอัฏฐบาน ๘ ชนิด ให้ภิกษุรับประเคนและฉัน
ได้ชั่ววันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ทั้งในกาลและในเวลาวิกาล ส่วนน้�ำด่ืมที่นับเนื่องในน้�ำอัฏฐบานน้ัน
เช่น น้�ำหวาย น�้ำผลมะง่ัว น้�ำต้นเล็บเหย่ียว น้�ำผลไม้เล็กเป็นต้น แม้จะไม่ได้ ทรงอนุญาตไว้
แต่อนุโลมเข้ากับน�้ำอัฏฐบาน เพราะฉะนั้น จึงเป็นอันทรงอนุญาตด้วย เข้ากับหลักมหาปเทส
ข้อ ๓ และขอ้ ๔ (ว.ิ อ. ๓/๓๐๕/๑๘๘-๑๘๙)

๗. กฐินขนั ธกะ ตอนวา่ ดว้ ยกฐิน

กฐินขันธกะ เป็นตอนท่ีว่าด้วยกฐินล้วน ตั้งแต่เหตุเกิดแห่งการถวายผ้ากฐิน
อานิสงส์กฐิน กระบวนการในการจัดท�ำผ้ากฐิน การเดาะกฐิน จนถึงเหตุท่ีท�ำให้กฐินไม่เดาะ
ทเ่ี รียกวา่ “ปลโิ พธ”

ค�ำว่า “กฐิน” เป็นช่ือไม้สะดึงท่ีลาดหรือกางออกเพ่ือขึงจีวรเย็บ แต่ในปัจจุบัน
นยิ มใช้เป็นช่ือสังฆกรรมและพิธกี ารท�ำบญุ พเิ ศษทม่ี ีก�ำหนดไว้เฉพาะในช่วงระยะเวลา ๑ เดอื น
หลงั จากออกพรรษาแล้ว คอื ต้ังแตแ่ รม ๑ ค�ำ่ เดอื น ๑๑ ถงึ ข้นึ ๑๕ ค่�ำ เดือน ๑๒

เนอื้ หาแหง่ กฐนิ ขนั ธกะ จ�ำนวน ๑๕ หัวขอ้ นบั จ�ำนวนตอ่ จากเภสชั ชขนั ธกะ คือ
๑๘๗. กฐนิ านุชานนา ว่าด้วยทรงอนญุ าตให้กรานกฐิน
๑๘๘. อาทายสัตตกะ วา่ ด้วยการเดาะกฐนิ ด้วยการถือจวี รหลกี ไป ๗ กรณี
๑๘๙. สมาทายสตั ตกะ ว่าดว้ ยการเดาะกฐนิ ดว้ ยการน�ำจวี รติดตวั หลีกไป ๗ กรณี
๑๙๐. อาทายฉกั กะ ว่าดว้ ยการเดาะกฐนิ ดว้ ยการถอื จวี รทที่ �ำคา้ งไวห้ ลกี ไป ๖ กรณี
๑๙๑. สมาทายฉักกะ ว่าด้วยการเดาะกฐินด้วยการน�ำจีวรที่ท�ำค้างไว้ติดตัวหลีกไป

๖ กรณี
๑๙๒. อาทายปัณณรสกะ วา่ ด้วยการเดาะกฐนิ ดว้ ยการถอื จวี รหลกี ไป ๑๕ กรณี
๑๙๓. สมาทายปัณณรสกาทิ ว่าด้วยการเดาะกฐินด้วยการน�ำจีวรติดตัวหลีกไป

๑๕ กรณเี ปน็ ตน้
๑๙๔. วิปปกตสมาทายปัณณรสกะ ว่าด้วยการเดาะกฐินด้วยการน�ำจีวรที่ท�ำค้างไว้

ติดตวั หลกี ไป ๑๕ กรณี
๑๙๕. อนาสาโทฬสกะ ว่าดว้ ยการเดาะกฐินเพราะความส้นิ หวัง ๑๒ กรณี

132 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระวนิ ยั ปฎิ ก

๑๙๖. อาสาโทฬสกะ วา่ ด้วยการเดาะกฐนิ เพราะความสมหวงั ๑๒ กรณี
๑๙๗. กรณยี โทฬสกะ ว่าด้วยการเดาะกฐนิ เพราะมธี รุ ะจ�ำเปน็ ๑๒ กรณี
๑๙๘. อปวลิ ายนนวกะ วา่ ด้วยการเดาะกฐินเพราะหวงั ไดส้ ่วนจวี ร ๙ กรณี
๑๙๙. ผาสวุ หิ ารปัญจกะ วา่ ด้วยการเดาะกฐนิ เพราะหวงั อย่ผู าสกุ ๕ กรณี
๒๐๐. ปลิโพธาปลโิ พธกถา วา่ ดว้ ยปลิโพธและอปลโิ พธ
๒๐๑. รวมเร่อื งที่มีในกฐนิ ขนั ธกะ

สรปุ ประเด็นส�ำคญั ในกฐนิ ขนั ธกะ
ปฐมเหตแุ ห่งการทรงอนญุ าตให้กรานกฐนิ
ภิกษุชาวเมืองปาเฐยยะ ๓๐ รูป เดินทางมากรุงสาวัตถีเพ่ือเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค
ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวัน แต่ขณะเดินทางมาถึงเมืองสาเกตซ่ึงอยู่ห่างจากกรุงสาวัตถี
เพียง ๖ โยชน์ เม่ือออกพรรษาปวารณาแล้ว ภิกษุเหล่านั้นรีบ เดินทางมุ่งสู่กรุงสาวัตถีทันที
ทั้งท่ีฝนยังตกชุกอยู่ และพื้นดินก็เต็มไปด้วยหล่มเลน ท�ำให้จีวรของภิกษุเหล่านั้นเปียกชุ่ม
เปรอะเปื้อนด้วยโคลนตม ท้งั พวกเธอก็เหน็ดเหนื่อยจาก การเดินทางฝ่าหล่มเลนมา
พระผู้มีพระภาคทรงทราบเรื่องจึงตรัสว่า “ภิกษุท้ังหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่
จ�ำพรรษาแลว้ กรานกฐนิ ” (ดูเล่มสมบูรณ์ ๓๐๖/๑๔๖)
การทพ่ี ระพทุ ธองคท์ รงอนญุ าตใหภ้ กิ ษสุ งฆผ์ อู้ ยจู่ �ำพรรษาแลว้ ไดก้ รานกฐนิ นี้ ท�ำใหภ้ กิ ษุ
สงฆต์ อ้ งอยปู่ ระจ�ำอาวาสอยา่ งนอ้ ยเปน็ เวลา ๑ เดอื นหลงั จากออกพรรษา ซงึ่ เปน็ ชว่ งปลายฤดฝู น
ยังมีฝนตกอยู่ และทางสัญจรเต็มไปด้วยหล่มเลน หลังจาก ๑ เดือนผ่านไปแล้ว ถ้าพวกเธอ
ประสงคก์ ็สามารถจะหลีกจาริกไปไดโ้ ดยสะดวก ในเวลาไม่มฝี นตก และพ้ืนดนิ ไมเ่ ป็นหลม่ เลน

อานสิ งส์ส�ำหรบั ภกิ ษผุ ู้กรานกฐนิ
ภกิ ษุผู้กรานหรือรบั ถวายผา้ กฐินแล้ว จะไดอ้ านิสงส์ ๕ ประการ คอื

๑. เท่ียวไปโดยไม่ต้องบอกลาภิกษุท่ีมีอยู่ในที่น้ัน ภิกษุผู้ได้กรานกฐินแล้ว เท่ียว
สัญจรไปโดยไม่ต้องบอกลาภิกษุท่ีมีอยู่ในท่ีน้ัน ๆ ก็ได้ ไม่ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ไม่ถือว่าล่วง
ละเมิดจารติ ตสิกขาบทที่ ๖ แห่งอเจลกวรรค (ดู ว.ิ มหา. (แปล) ๒/๒๙๘/๔๓๗)

๒. ไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบส�ำรับ ภิกษุผู้ได้กรานกฐินแล้ว เท่ียวสัญจรไป
โดยไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบส�ำรับ จะฝากหรือเก็บไตรจีวรผืนใดผืนหน่ึงไว้ในที่ท่ีเหมาะสม
ก็ได้ ภิกษุน้ันไม่ต้องอาบัติปาจิตตีย์เพราะอยู่ปราศจากไตรจีวร ไม่ถือว่าล่วงละเมิดอุทโทสิต
สิกขาบทท่ี ๒ แห่งจีวรวรรค (ดู ว.ิ มหา. (แปล) ๒/๔๗๑/๙)

เลม่ ที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๕ 133

๓. ฉันคณโภชนะได้ ภิกษุผู้ได้กรานกฐินแล้ว แม้จะมี ๔ รูปหรือมากกว่าก็สามารถ
รับนิมนต์ไปรับประเคนฉันพร้อมกันได้ หรือออกปากขอภัตตาหารมาฉันพร้อมกันได้
โดยไมต่ อ้ งอาบตั ปิ าจติ ตยี เ์ พราะฉนั คณโภชนะ คอื เพราะฉนั โภชนะทเ่ี ปน็ ของคณะ ซงึ่ คณะไดม้ า
ไม่ถอื วา่ ลว่ งละเมิดคณโภชนสิกขาบทที่ ๒ แหง่ โภชนวรรค (ดู ว.ิ มหา. (แปล) ๒/๒๐๙/๓๗๐,
วิ.อ. ๒/๒๑๗-๘/๓๔๖-๗,กงฺขา.ฏกี า ๔๐๒)

๔. ทรงอติเรกจีวรได้ตามต้องการ ภิกษุผู้ได้กรานกฐินแล้ว สามารถเก็บรักษา
อตเิ รกจีวรซึง่ นอกเหนือจากจวี รท่ีตนอธษิ ฐานและวกิ ปั ไว้ แม้จะเกนิ ก�ำหนด ๑๐ วนั กไ็ มต่ ้อง
อาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์เพราะทรงอติเรกจีวร ไม่ถือว่าล่วงละเมิดกฐินสิกขาบทที่ ๑ แห่ง
จวี รวรรค (ดู วิ.มหา. (แปล) ๒/๔๕๙/๑)
๕. ได้สิทธิเป็นเจ้าของจีวรที่เกิดขึ้นในที่น้ัน ภิกษุผู้ได้กรานกฐินแล้ว ก็จักมีสิทธิ์เป็น
เจ้าของจีวรท่ีเกิดขึ้นในสีมาที่กรานกฐินแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจีวรมรดก (จีวรของผู้ที่ตายแล้ว)
จีวรที่เขาถวายอุทิศสงฆ์หรือจีวรท่ีเขาเก็บรวบรวมไว้เป็นของสงฆ์ท่ีเกิดขึ้นโดยประการใด
ประการหน่ึง (ว.ิ อ. ๓/๓๐๖/๑๙๒)

อานิสงส์เหล่านี้ ภิกษุผู้ได้กรานกฐินแล้ว ย่อมจะได้รับเมื่อยังอยู่ในเขตอานิสงส์กฐิน
๕ เดอื น คอื ตงั้ แต่แรม ๑ ค�่ำ เดือน ๑๑ ถึงขน้ึ ๑๕ ค่�ำ เดอื น ๔ ของปีถดั ไป

กระบวนการข้นั ตอนในการกรานกฐิน
เมื่อสงฆ์ได้ยินยอมอปโลกน์ให้ผ้ากฐินแก่บุคคลคือภิกษุรูปหน่ึงผู้เหมาะสมแล้ว
จะมกี ารสวดญตั ตทิ ตุ ยิ กรรมวาจาใหผ้ า้ กฐนิ (ดเู ล่มสมบรู ณ์ ๓๐๖-๓๐๗/๑๔๗)
ต่อจากน้ัน จึงเป็นข้ันบุพพกรณ์ คือธุระอันจะพึงท�ำเบื้องต้นแห่งการกรานกฐิน
ภิกษุผ้ไู ด้รับผ้ากฐินจะท�ำบพุ พกรณ์ ๗ อย่าง คือ
๑. ซักผา้ ๒. กะผา้ ๓. ตัดผา้
๔. เนาหรือดน้ ผา้ ๕. เยบ็ เป็นจีวร ๖. ย้อม
๗. ท�ำกปั ปะคือพินทผุ ้า
ทุกอย่างนี้ให้ท�ำให้เสร็จในวันน้ัน แต่ในปัจจุบัน ใช้ผ้าส�ำเร็จรูป จึงไม่ต้องท�ำการซัก
กะ ตัด เนา เย็บ ยอ้ ม เพยี งแต่ท�ำกัปปะคือพนิ ทุเทา่ นั้น
ภิกษุผู้ไดัรับผ้ากฐินต้องถอนไตรจีวรส�ำรับเดิม อธิษฐานไตรจีวรส�ำรับใหม่ แล้วกล่าว
ค�ำกรานกฐนิ ถ้ากรานดว้ ยสงั ฆาฏิก็กลา่ ววา่

134 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระวินยั ปิฎก

“อิมาย สงฆฺ าฏยิ า กนิ ํ อตถฺ ราม”ิ
ข้าพเจ้ากรานกฐนิ ด้วยผา้ สงั ฆาฏนิ ี้
ภิกษุผู้กรานกฐินแล้วพึงห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหน่ึง เข้าไปหาสงฆ์แล้ว กล่าว
ค�ำนิมนตใ์ ห้สงฆอ์ นุโมทนากฐนิ ว่า
“อตถฺ ตํ ภนฺเต สํฆสสฺ กนิ ,ํ ธมมฺ ิโก กนิ ตถฺ าโร อนโุ มทถ”
ท่านเจ้าข้า กฐินของสงฆ์กรานแล้ว การกรานกฐินชอบธรรม ขอท่านท้ังหลาย
อนโุ มทนาเถดิ
ขนั้ ตอนสุดท้าย คือ สงฆ์กล่าวค�ำอนโุ มทนากฐนิ โดยภกิ ษุผแู้ กพ่ รรษากวา่ กลา่ วกอ่ นวา่
“อตฺถตํ อาวโุ ส สฆํ สสฺ กนิ ํ, ธมมฺ โิ ก กนิ ตฺถาโร อนุโมทาม” (ถา้ รูปเดยี ววา่ อนุโมทามิ)
ผมู้ ีอายุ กฐนิ ของสงฆก์ รานแล้ว การกรานกฐินชอบธรรม เราทัง้ หลายขออนโุ มทนา
และภกิ ษผุ มู้ พี รรษาออ่ นกวา่ กก็ ลา่ วค�ำอนโุ มทนาเชน่ เดยี วกนั เปลย่ี นแตค่ �ำวา่ “อาวโุ ส”
เปน็ “ภนฺเต” เทา่ นัน้ (ดู วิ.อ. ๓/๓๐๖/๑๙๕)

มูลเหตุใหก้ ฐินเดาะ
ค�ำว่า “กฐินเดาะ” ในท่ีนี้ หมายถึงยกเลิกอานิสงส์กฐินท่ีภิกษุพึงได้รับ มูลเหตุท่ีจะ
ท�ำใหก้ ฐนิ เดาะ คือ หมดเขตอานสิ งสก์ ฐินซงึ่ ถือเป็นการสน้ิ สุดเขตจีวรกาล มอี ยู่ ๓ ประการ คอื
๑. อาวาสปลิโพธและจีวรปลโิ พธขาดทง้ั ๒ อย่าง
๒. สงฆพ์ ร้อมใจกันเดาะเสียในระหว่าง
๓. สนิ้ เขตอานสิ งสก์ ฐนิ คอื เลยวนั ขนึ้ ๑๕ คำ�่ เดอื น ๔ ไปแลว้ (ว.ิ อ. ๓/๓๑๑-๓๒๕/๑๙๙-
๒๐๐)

หัวขอ้ แหง่ การเดาะกฐิน
หวั ข้อแหง่ การเดาะกฐนิ เรยี กวา่ “มาตกิ า” มี ๘ ประการ คอื
๑. ปักกมันตกิ า กฐนิ เดาะก�ำหนดดว้ ยการท่ีภิกษหุ ลกี ไปไม่คดิ จะกลับ
๒. นิฏฐานันติกา กฐินเดาะก�ำหนดด้วยการที่ภิกษุน�ำผ้าไปนอกสีมาแล้วตัดเย็บ
จวี ร เสร็จแล้วไมค่ ิดจะกลับ
๓. สันนิฏฐานนั ติกา กฐนิ เดาะก�ำหนดดว้ ยการทภ่ี กิ ษนุ �ำผ้าไปนอกสมี าแล้ว ตกลงใจ
จะไมต่ ัดเยบ็ จวี รและไม่คดิ จะกลับ
๔. นาสนันติกา กฐินเดาะก�ำหนดด้วยการท่ีภิกษุน�ำผ้าไปนอกสีมา ตัดเย็บ เป็นจีวร
ไม่คดิ จะกลบั ผ้าทีต่ ดั เย็บเปน็ จีวรเสยี หายไป

เลม่ ท่ี ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๕ 135

๕. สวนันติกา กฐินเดาะก�ำหนดด้วยการที่ภิกษุน�ำผ้าไปนอกสีมา คิดว่าจะกลับ
ตัดเยบ็ จวี รเสร็จแลว้ ไดท้ ราบข่าววา่ “กฐนิ ในวดั ของตนเดาะเสยี แลว้ ”

๖. อาสาวัจเฉทิกา กฐินเดาะก�ำหนดด้วยการท่ีภิกษุหลีกไปนอกสีมาด้วยหวัง
วา่ จะได้ผา้ รอคอยผา้ จนส้ินหวัง

๗. สีมาติกกันติกา กฐินเดาะก�ำหนดด้วยการที่ภิกษุน�ำผ้าไปตัดเย็บจีวรอยู่นอกสีมา
คิดจะกลบั แตอ่ ยู่นอกสมี าจนกระท่งั ล่วงเขตกฐินเดาะ

๘. สหพุ ภารา กฐนิ เดาะก�ำหนดด้วยการทีภ่ กิ ษนุ �ำผา้ ไปตัดเย็บจีวรอย่นู อกสมี า คดิ ว่า
“จะกลับ จะกลบั ” แต่สงฆ์ในวดั ของตนพร้อมใจกันเดาะกฐนิ เสยี กอ่ น (ดใู นเลม่ น้ี ๓๑๐/๑๕๐
และ วิ.ม. ๕/๓๑๐/๙๕)

๘. จวี รขันธกะ ตอนว่าด้วยจีวร

ทช่ี ่อื วา่ “จวี รขันธกะ” เพราะมีเน้อื หาว่าดว้ ยจีวรเปน็ ส่วนมาก
ค�ำวา่ “จวี ร” โดยปกติหมายถงึ ผา้ ๓ ผนื คือ อันตรวาสก(ผา้ นุ่ง) อตุ ตราสงค์ (ผ้าห่ม)
และสงั ฆาฏิ (ผา้ หม่ ซอ้ นนอก) ท่ีพระผู้มพี ระภาคทรงอนญุ าตให้ภกิ ษสุ งฆ์รับถวายจากคหบดีได้
แตค่ �ำว่า “จีวร” ในจวี รขันธกะนี้ หมายเอาทั้งผา้ ท่ียงั ไมส่ �ำเร็จเป็นจีวร เช่น ผา้ ปาวาร
ผ้าไหม และผ้าโกเชาว์ท่ีหมอชีวกน้อมถวายแด่พระผู้มีพระภาค ผ้าไตรจีวรที่ท�ำส�ำเร็จแล้ว
(ดเู ลม่ สมบรู ณ์ ๓๓๗/๑๙๘-๑๙๙,๓๖๐/๒๓๑) และผา้ อนื่ ๆ คอื ผา้ อาบนำ้� ฝน ผา้ ปนู งั่ ผา้ ปนู อน
ผ้าปิดฝี ผ้าเช็ดปาก ผา้ บรขิ าร (ดูเลม่ สมบูรณ์ ๓๕๘/๒๒๙)

เนือ้ หาแห่งจีวรขนั ธกะ จ�ำนวน ๓๒ หวั ขอ้ นับจ�ำนวนตอ่ จากกฐนิ ขนั ธกะ คือ
๒๐๒. ชวี กวัตถุ ว่าด้วยหมอชีวกโกมารภจั
๒๐๓. เสฏฐิภรยิ าวัตถุ วา่ ด้วยภรรยาเศรษฐีปวดศีรษะ
๒๐๔. พมิ พสิ ารราชวัตถุ ว่าดว้ ยพระเจา้ พิมพสิ ารจอมทพั มคธรฐั
๒๐๕. ราชคหเสฏฐวิ ตั ถุ วา่ ดว้ ยเศรษฐชี าวกรงุ ราชคฤห์
๒๐๖. เสฏฐปิ ุตตวัตถุ ว่าด้วยบตุ รเศรษฐี
๒๐๗. ปัชโชตราชวัตถุ ว่าด้วยพระเจา้ ปชั โชต
๒๐๘. สิเวยยกทุสสยคุ กถา ว่าดว้ ยการพระราชทานผ้าสไิ วยกะ ๑ คู่
๒๐๙. สมติงสวเิ รจนกถา ว่าด้วยพระผู้มีพระภาคเสวยพระโอสถถา่ ย ๓๐ ครง้ั
๒๑๐. วรยาจนากถา ว่าดว้ ยหมอชวี กโกมารภจั กราบทูลขอพร

136 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระวินยั ปฎิ ก

๒๑๑. กมั พลานุชานนาทิกถา วา่ ดว้ ยทรงอนุญาตผา้ กมั พลเป็นตน้
๒๑๒. ปงั สุกลู ปริเยสนกถา ว่าดว้ ยการแสวงหาผา้ บงั สกุ ลุ
๒๑๓. จวี รปฏิคคาหกสัมมตกิ ถา วา่ ด้วยการแต่งต้ังภิกษุเป็นเจา้ หนา้ ทร่ี ับจวี ร
๒๑๔. ภัณฑาคารสัมมติอาทิกถา วา่ ดว้ ยการสมมติเรอื นคลงั เป็นต้น
๒๑๕. จวี รชนกถา ว่าดว้ ยน้�ำยอ้ มจวี ร
๒๑๖. ฉินทกจีวรานุชานนา วา่ ดว้ ยทรงอนญุ าตจวี รตัด
๒๑๗. ติจวี รานุชานนา วา่ ดว้ ยการอนญุ าตไตรจวี ร
๒๑๘. อตเิ รกจีวรกถา วา่ ด้วยอตเิ รกจวี ร
๒๑๙. วสิ าขาวตั ถุ ว่าดว้ ยนางวสิ าขากราบทลู ขอพร
๒๒๐. นสิ ีทนาทอิ นุชานนา ว่าด้วยทรงอนญุ าตผ้ารองนั่งเปน็ ตน้
๒๒๑. ปัจฉมิ วกิ ปั ปนุปคจีวราทิกถา วา่ ดว้ ยผา้ ทีต่ ้องวกิ ปั เปน็ อยา่ งต�่ำเปน็ ตน้
๒๒๒. สังฆิกจีวรปุ ปาทกถา วา่ ด้วยการให้จวี รเกดิ ข้นึ แก่สงฆ์
๒๒๓. อปุ นันทสักยปตุ ตวัตถุ วา่ ด้วยพระอปุ นันทศากยบุตร
๒๒๔. คิลานวัตถกุ ถา ว่าด้วยภิกษุไข้
๒๒๕. มตสันตกกถา วา่ ดว้ ยการให้บรขิ ารของภิกษมุ รณภาพแกผ่ พู้ ยาบาลไข้
๒๒๖. นคั คิยปฏิกเขปกถา วา่ ดว้ ยทรงหา้ มเปลือยกาย
๒๒๗. กุสจีราทปิ ฏกิ เขปกถา ว่าด้วทรงหา้ มผา้ คากรองเป็นต้น
๒๒๘. สัพพนลี กาทปิ ฏกิ เขปกถา วา่ ด้วยทรงหา้ มจีวรสเี ขียวลว้ นเปน็ ตน้
๒๒๙. วัสสงั วตุ ถานงั อนุปปนั นจีวรกถา ว่าดว้ ยจวี รยังไมเ่ กิดแกภ่ กิ ษผุ ูจ้ �ำพรรษา
๒๓๐. สงั ฆภินเนจวี รุปปาทกถา วา่ ด้วยความเกดิ ขึ้นแห่งจวี รเม่ือสงฆแ์ ตกกัน
๒๓๑. ทคุ คหติ สคุ คหิตาทกิ ถา ว่าดว้ ยจวี รท่ถี อื เอาไมด่ ีและถือเอาดีเปน็ ต้น
๒๓๒. อัฏฐจีวรมาติกา ว่าดว้ ยจวี รท่ีเกิดขึน้ มี ๘ มาตกิ า
๒๓๓. รวมเรื่องท่ีมีในจีวรขันธกะ
เรื่องต่าง ๆ เหล่าน้ี ต้ังช่ือตามประเด็นส�ำคัญของตอนนั้น ๆ บ้าง ตามบทบาทของ
บุคคลทปี่ รากฏอย่ใู นตอนนัน้ ๆ บ้าง แต่ตามความเป็นจรงิ แล้ว บางเร่อื งยงั มี ประเดน็ ส�ำคัญ
อื่น ๆ รวมอยู่ด้วย เช่น เรื่องภิกษุนอนหลับขาดสติสัมปชัญญะเพราะ ฉันโภชนะอย่างดี
กลา่ วถึงการทภ่ี กิ ษฉุ ันอาหารอย่างดแี ลว้ เผลอสติหลบั ไป นำ�้ อสุจิเคลือ่ นออกมาเพราะความฝัน
แต่ในเร่ืองนี้ มีสาระส�ำคญั อนื่ รวมอย่ดู ้วย ๒ ประเด็น ได้แก่

เล่มที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๕ 137

๑. โทษแหง่ การนอนหลบั ขาดสติสมั ปชัญญะมี ๕ อย่าง คือ
๑. หลบั เปน็ ทกุ ข์ ๒. ตืน่ เปน็ ทกุ ข์
๓. เหน็ ความฝันเลวทราม ๔. เทวดาไมร่ กั ษา
๕. น้�ำอสุจเิ คลือ่ น

๒. อานิสงส์แห่งการนอนหลับมีสตสิ ัมปชญั ญะมี ๕ อยา่ ง คือ
๑. หลับเป็นสุข ๒. ตน่ื เป็นสุข
๓. ไม่เห็นความฝนั เลวทราม ๔. เทวดารักษา
๕. นำ้� อสุจิไมเ่ คล่ือน
(ดูเลม่ สมบูรณ์ ๓๕๓/๒๒๖-๒๒๗)
สรุปประเดน็ ส�ำคญั ในจวี รขันธกะ
ฐานะและความส�ำคัญของหญิงงามเมือง

กรุงเวสาลีในสมัยพุทธกาล เป็นถ่ินอุดมสมบูรณ์ด้วยข้าวน�้ำและสถานท่ีหย่อนใจ
มีสิ่งก่อสร้างที่สวยงาม มีคนอาศัยอยู่มาก เป็นศูนย์กลางธุรกิจ ถือเป็นดินแดนที่ทุกคนอยาก
ไปเยือน

นอกจากนี้ องค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยเสริมให้กรุงเวสาลีมีความโดดเด่นมากในสมัยนั้น
กค็ ือ หญิงงามเมืองช่ืออัมพปาลี เป็นหญงิ รปู งาม นา่ ดู น่าชม มีผิวพรรณ ผดุ ผ่อง ช�ำนาญใน
การฟ้อนร�ำ ขับร้อง ประโคมดนตรี มีค่าตัวคืนละ ๕๐ กหาปณะ นอกจากเพียบพร้อมด้วย
รปู สมบัตนิ แี้ ลว้ หญิงงามเมอื งอัมพปาลียังเพียบพร้อมไปดว้ ย อธั ยาศยั สมบัติ มีจิตใจโอบออ้ ม
อารี ใฝ่ใจในทานการกุศล นางได้ถวายสวนมะม่วงของตนแด่พระผู้พระภาคเพื่อเป็นอาราม
ทพ่ี ักของภิกษุสงฆ์ (ดเู ลม่ สมบรู ณ์ ๒๘๘/๑๐๔-๑๐๕ และ ที.ม. ๑๐/๑๖๑/๘๗)

คณะกุฎุมพีชาวกรุงราชคฤห์เดินทางไปท�ำธุรกิจที่กรุงเวสาลี พบกับนางอัมพปาลี ได้
เห็นรูปสมบัติและอุปนิสัยสมบัติของนาง พร้อมทั้งค�ำแซ่ซ้องสรรเสริญนางท่ีปรากฏอยู่ทั่วทุก
มุมเมือง เมือ่ กลับมาถึงกรุงราชคฤห์ คณะกุฎมุ พีเหล่านนั้ จงึ ทลู ขอให้พระเจา้ พมิ พสิ ารจอมทัพ
มคธรัฐตั้งต�ำแหน่งหญิงงามเมืองข้ึนมาบ้าง พระองค์ทรงเห็นด้วย กับค�ำเสนอแนะของ
คณะกฎุ ุมพนี ั้น

คณะกุฎมุ พีจงึ คดั เลือกเดก็ สาวชือ่ สาลวดี ที่มีรปู งาม น่าดู นา่ ชม มีผวิ พรรณ ผดุ ผ่อง
ให้เปน็ หญิงงามเมือง ไมน่ านนกั สาลวดีก็มคี วามช�ำนาญในการฟอ้ นร�ำ ขับรอ้ ง ประโคมดนตรี
มีค่าตัวคืนละ ๑,๐๐๐ กหาปณะ ต่อมา นางได้ตั้งครรภ์ จึงงดติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลอ่ืน
และเม่อื คลอดบุตร นางได้ใหส้ าวใชเ้ อาเด็กนัน้ ใส่กระด้งแล้ว น�ำไปท้ิงท่กี องขยะ

138 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระวนิ ัยปฎิ ก

เจา้ ชายอภยั แหง่ กรงุ ราชคฤหท์ อดเนตรเหน็ จงึ รบั สงั่ ใหน้ �ำมาเลยี้ งไว้ และพระราชทาน
นามว่า “ชวี ก” และได้นามสร้อยว่า “โกมารภจั ” เพราะเป็นผู้ทเ่ี จ้าชายรับ มาเล้ียงไว้ (ดเู ลม่
สมบรู ณ์ ๓๒๒-๓๒๘/๑๗๙-๑๘๑)

ชวี กโกมารภัจ ผูเ้ ป็นบิดาแห่งการแพทย์
ชีวกโกมารภัจเมื่อเติบโตขึ้น คิดจะเรียนศิลปวิทยาจึงเดินทางไปยังกรุงตักกสิลา
เรียนศิลปวิทยาการแพทย์อยู่ ๗ ปี ก็จบบริบูรณ์ แล้วเดินทางกลับกรุงราชคฤห์ แต่เสบียง
อาหารไดห้ มดลงในระหว่างทาง
หมอชีวกโกมารภัจได้ใช้วิชาชีพหมอรักษาคนไข้เพื่อหาเสบียงอาหารมายังชีพ
เขารักษาภรรยาเศรษฐีชาวเมืองสาเกตที่ป่วยอยู่ ๗ ปี ท�ำให้นางหายจากโรคด้วยการนัตถุ์ยา
เพียงครัง้ เดียว ได้ทรพั ย์มา ๑๖,๐๐๐ กหาปณะ พรอ้ มด้วยทาส ทาสี และรถมา้
เมอ่ื เดนิ ทางกลบั ถงึ กรงุ ราชคฤหแ์ ลว้ ชวี กโกมารภจั ไดถ้ วายการรกั ษาพระเจา้ พมิ พสิ าร
ใหห้ ายจากโรครดิ สดี วงทวาร ไดร้ บั พระราชทานต�ำแหนง่ แพทยห์ ลวงประจ�ำราชส�ำนกั นอกจากนี้
ยงั ได้รกั ษาโรค ท�ำให้บุคคลส�ำคญั หลายคนหายจาก โรคร้าย เชน่
รักษาเศรษฐีชาวกรุงราชคฤห์ที่เป็นโรคปวดศีรษะอยู่เป็นเวลา ๗ ปี ท�ำให้เศรษฐี
หายจากโรครา้ ยดว้ ยการถลกหนังศีรษะ เปิดรอยประสานกระโหลก น�ำสตั วม์ ชี ีวติ ๒ ตวั ออก
มาจากศีรษะนนั้ ได้ทรัพย์ ๑๐๐,๐๐๐ กหาปณะ และน�ำขึน้ ทลู เกล้าอีก ๑๐๐,๐๐๐ กหาปณะ
รักษาบุตรเศรษฐีชาวกรุงพาราณสีที่ป่วยเป็นโรคเน้ืองอกในล�ำไส้ ท�ำให้เขาหาย
จากโรคดว้ ยการผ่าทอ้ งแลว้ ตัดเนอื้ งอกในล�ำไส้ ไดท้ รพั ย์ ๑๖,๐๐๐ กหาปณะ
รกั ษาพระเจา้ ปชั โชตแหง่ กรงุ อชุ เชนใี หห้ ายจากพระอาการประชวรเปน็ โรคผอมเหลอื ง
ได้รบั พระราชทานผ้าสิไวยกะ ๑ คู่
ถวายการรักษาแด่พระผู้มีพระภาค ท�ำให้พระพุทธองค์หายจากโรคท้องผูก ด้วยการ
ถวายพระโอสถถ่าย และให้ทรงสูดดมก้านอุบล ๓ ก้าน ท�ำให้พระองค์ลงพระบังคนหนักถึง
๓๐ ครงั้ (ดูเล่มสมบรู ณ์ ๓๒๙-๓๓๕/๑๘๑-๑๙๔)

ทรงอนุญาตให้ภกิ ษสุ งฆ์รบั จากผูถ้ วายจวี ร
เม่ือพระผู้มีพระภาคทรงมีพระวรกายแข็งแรงเป็นปกติ หมอชีวกโกมารภัจถือ
ผา้ สิไวยกะคู่ท่ีพระเจ้าปัชโชตพระราชทานมานัน้ เขา้ ไปเฝา้ พระพทุ ธองค์ น้อมถวายผ้าสิไวยกะ
และกราบทลู ขอพรให้ทรงอนุญาตคหบดีจีวร

เล่มท่ี ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๕ 139

พระผู้มพี ระภาครบั สั่งว่า “ภกิ ษุทั้งหลาย เราอนุญาตคหบดีจวี ร รูปใดปรารถนา จะถอื
ผ้าบังสุกุลก็ได้ รูปใดปรารถนาจะรับคหบดีจีวรก็ได้ แต่เราสรรเสริญการยินดีปัจจัยตามท่ีได้”
(ดเู ลม่ สมบรู ณ์ ๓๓๗/๑๙๘)

ปฐมเหตุแหง่ การท�ำจีวรแบ่งเป็นขัณฑ์ (เป็นตอน)
สมัยที่พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกจากแคว้นมคธไปสู่ทักขิณาคิรีชนบท ทอดพระเนตร
เห็นชาวแคว้นมคธพูนดินท�ำคันนาเป็นส่ีเหล่ียมจตุรัส ก่อคันนายาวทั้งด้านยาวและด้านกว้าง
แลว้ ท�ำคนั นาสนั้ ๆ คนั่ ตรงกลางเชอื่ มกนั เหมอื นทางสแี่ พรง่ พระองค์ จงึ ทรงชใี้ หท้ า่ นพระอานนท์
ผู้ตามเสด็จดูประดิษฐกรรมของชาวนา และตรัสถามท่าน พระอานนท์ว่า สามารถจะท�ำจีวร
ให้มรี ูปแบบอย่างนั้นได้หรอื ไม่ ทา่ นพระอานนท์ กราบทลู วา่ “สามารถท�ำได”้ แลว้ ได้ท�ำจวี ร
มรี ปู แบบอยา่ งทช่ี าวแควน้ มคธท�ำคันนา น�ำไปใหพ้ ระผู้มพี ระภาคทอดพระเนตร
พระผมู้ พี ระภาคทรงสรรเสรญิ ทา่ นพระอานนทว์ า่ เปน็ บณั ฑติ เฉลยี วฉลาด มปี ญั ญามาก
สามารถเข้าใจความหมายของค�ำท่ีพระองค์กล่าวย่อ ๆ ได้โดยพิสดาร นับจากนั้นมา จึงทรง
อนญุ าตสงั ฆาฏิ อตุ ตราสงค์ และอนั ตรวาสก ตดั เปน็ ๕ ขณั ฑ์ (หรอื ๕ ตอน) แลว้ เยบ็ เขา้ ดว้ ยกนั
โดยมีผ้าทเ่ี ปน็ สว่ นประกอบ ๙ อย่าง คือ
๑. ผา้ กุส ิ ผา้ ยาวทต่ี ิดขอบจวี รทงั้ ดา้ นยาวและด้านกวา้ ง
๒. ผ้าอัฑฒกุส ิ ผา้ สั้นทีแ่ ทรกอยูเ่ ปน็ ตอน ๆ ในระหวา่ งผ้ายาว
๓. ผ้ามณฑล ผา้ มบี รเิ วณกว้างใหญใ่ นแต่ละตอนของจวี ร ๕ ขณั ฑ์
๔. ผา้ อฑั ฒมณฑล ผ้ามีบรเิ วณเล็ก ๆ
๕. ผ้าววิ ฏั ฏะ ตอนของผ้าท่ีอยตู่ รงกลาง ซึง่ เย็บผา้ มณฑล และอฑั ฒมณฑล
เขา้ ด้วยกัน
๖. ผ้าอนุววิ ฏั ฏะ ผา้ ๒ ตอนท่อี ยู่ ๒ ดา้ นของจีวร
๗. ผ้าคีเวยยกะ ผา้ ท่ีเอาดา้ ยเยบ็ ทาบเขา้ มาทหี ลังตรงบรเิ วณท่พี นั รอบคอ
๘. ผา้ ชงั เฆยยกะ ผ้าทเ่ี อาดา้ ยเยบ็ ทาบเข้ามาทหี ลงั บรเิ วณท่ปี ดิ แข้ง
๙. ผ้าพาหนั ตะ ผ้าทอี่ ยู่ตรงด้านยาวทงั้ ๒ ด้านของจวี ร
(วิ.อ. ๓/๓๔๕/๒๑๗)

ปฐมเหตุแห่งการทรงอนญุ าตไตรจีวร
ขณะที่พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกจากกรุงราชคฤห์ไปยังกรุงเวสาลี ระหว่างทางทอด
พระเนตรพวกภิกษุน�ำห่อผ้าเดินทางโดยแบกบ้าง ทูนบ้าง กระเดียดบ้าง ไปแบบพะรุงพะรัง

140 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระวินยั ปิฎก

ทรงด�ำริทจี่ ะวางกฎเกณฑ์เกย่ี วกับจีวร เพอ่ื ไมใ่ ห้ภิกษสุ งฆ์หมกมุ่นอยูก่ ับการขนจวี รมากเกินไป
เมือ่ เสด็จถงึ กรุงเวสาลแี ล้ว ประทับอยู่ ณ โคตมกเจดยี ์

สมัยนั้น เป็นฤดูหนาว พระผู้มีพระภาคทรงห่มจีวรผืนเดียว ประทับนั่งอยู่กลางแจ้ง
ตลอดราตรี ขณะทม่ี ีนำ�้ ค้างตก ไม่ทรงรู้สึกหนาวในช่วงปฐมยาม เมือ่ ผา่ น ปฐมยามไป ทรงร้สู ึก
หนาวจงึ หม่ จวี รผนื ท่ี ๒ กท็ รงหายหนาว เมอ่ื ผา่ นมชั ฌมิ ยามไป ทรงรสู้ กึ หนาวอกี จงึ ทรงหม่ จวี ร
ผืนท่ี ๓ ก็ทรงหายหนาว เมื่อผ่านปัจฉิมยามไป ทรงรู้สึกหนาวอีก จึงทรงห่มจีวรผืนที่ ๔
กท็ รงหายหนาว จงึ ทรงด�ำรวิ ่า “กลุ บุตร ในธรรมวินัยนที้ ่เี ป็นคนมีปกติหนาว กลัวความหนาว
อาจครองชีพอยู่ได้ด้วยผ้า ๓ ผืน อย่ากระนั้นเลย เราควรก�ำหนดเขตแดน ก�ำหนดกฎเกณฑ์
ในเรื่องผ้า เราควรอนุญาตผ้า ๓ ผืนแก่ภิกษุทั้งหลาย ต่อมาจึงรับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า
“ภิกษทุ ้งั หลาย เราอนญุ าตผ้า ๓ ผนื ” (ดเู ลม่ สมบรู ณ์ ๓๔๖/๒๑๕-๒๑๖) ผ้าไตรจีวรจึงเปน็ อัน
ทรงอนญุ าตตง้ั แตน่ นั้ มา

ปฐมเหตแุ หง่ การถวายผ้าอาบนำ้� ฝน
พระผู้มีพระภาคเสด็จจากกรุงพาราณสีไปประทับอยู่ ณ พระเชตวัน เขตกรุงสาวัตถี
นางวิสาขามคิ ารมาตาได้กราบทลู นิมนตไ์ ปฉันทบี่ ้านพร้อมดว้ ยภกิ ษุสงฆ์ เม่อื เตรียมของเค้ยี ว
ของฉันเสร็จแล้ว จงึ ส่งนางทาสไี ปยังพระเชตวันเพือ่ แจ้งขา่ ววา่ ไดจ้ ดั ภัตตาหารเสร็จแลว้
เม่ือนางทาสีไปถึงพระเชตวัน เป็นเวลาท่ีภิกษุสงฆ์ก�ำลังเปลือยกายอาบน�้ำฝน
นางเข้าใจว่า เป็นพวกอาชีวก จึงกลับมาแจ้งนางวิสาขาว่า ไม่มีภิกษุอยู่ในพระเชตวัน มีแต่
พวกอาชวี กก�ำลงั อาบนำ้� อยู่ นางวสิ าขาจึงเข้าใจไดท้ ันทีวา่ ภิกษุสงฆ์ก�ำลังเปลอื ยกายอาบน�้ำ
เม่ือได้โอกาสอันสมควร นางวิสาขามิคารมาตาจึงกราบทูลขอพรจากพระผู้มีพระภาค
เพื่อถวายผ้าอาบน�้ำฝนแก่ภิกษุสงฆ์ โดยกราบทูลช้ีแจงเหตุผลว่า “การเปลือยกายไม่งาม
น่าเกลียด น่าชัง” นอกจากนี้ ยังกราบทูลขอถวายผ้าอาบน้�ำฝนแก่ภิกษุณีสงฆ์ควบคู่ไปด้วย
โดยปรารภเหตทุ ่ีพวกภกิ ษณุ ีขณะอาบนำ�้ ท่าเดียวกนั กบั พวก หญงิ แพศยา ถกู พวกหญิงแพศยา
เย้ยหยัน และกราบทลู เหตผุ ลเพม่ิ เตมิ วา่ “แมม้ าตุคามเปลือยกายก็ไม่งดงาม น่าเกลยี ด น่าชัง”
พระผู้มพี ระภาคทรงอนุญาตให้ ถวายผ้าอาบน�้ำฝนได้ตามทท่ี ูลขอ
นอกจากกราบทูลขอถวายผ้าอาบน�้ำฝนแล้ว นางวิสาขามิคารมาตายังได้ทูลขอถวาย
อาคันตุกภัต (อาหารส�ำหรับภิกษุมาขอพักอาศัย) คมิกภัต (อาหารส�ำหรับภิกษุท่ีเตรียม
เดนิ ทาง) คิลานภัต
(อาหารส�ำหรับภิกษุไข้) และคิลานุปัฏฐากภัต (อาหารส�ำหรับ ภิกษุผู้พยาบาลไข้)
และธวุ ยาคู (ข้าวต้มทถี่ วายเป็นประจ�ำ) ด้วย (ดเู ลม่ สมบรู ณ์ ๓๔๙-๓๕๐/๒๑๘-๒๒๑)

เล่มท่ี ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๕ 141

กฎเกณฑใ์ นการอธษิ ฐานและวกิ ัป
พระผู้มีพระภาคทรงวางกฎเกณฑ์ในการอธษิ ฐานไวด้ ังน้ี
๑. ไตรจีวร ต้องอธษิ ฐาน
๒. ผา้ อาบน้ำ� ฝน ต้องอธิษฐานตลอด ๔ เดือนในฤดูฝน พน้ เขตน้ันให้วิกปั ไว้
๓. ผ้าปูนงั่ ต้องอธษิ ฐาน
๔. ผา้ ปูนอน ตอ้ งอธิษฐาน
๕. ผา้ ปดิ ฝตี ้องอธิษฐานในเวลาท่อี าพาธ พน้ เขตนั้นให้วิกัปไว้
๖. ผา้ เช็ดปาก ตอ้ งอธิษฐาน
๗. ผา้ บริขารไตรจีวร(เช่น ผา้ กรอง) ต้องอธษิ ฐาน
และมพี ทุ ธานญุ าตเพม่ิ เตมิ วา่ ผา้ จวี รทตี่ อ้ งวกิ ปั ไวน้ นั้ ตอ้ งมขี นาดยาว ๘ นวิ้ กวา้ ง ๔ นวิ้
โดยนิว้ สคุ ตเปน็ อย่างตำ�่ (ดเู ลม่ สมบูรณ์ ๓๕๘/๒๓๐)

คุณสมบัติของผูพ้ ยาบาลที่ดี
สมยั ทพ่ี ระผมู้ พี ระภาคประทบั อยู่ ณ พระเชตวนั เขตกรงุ สาวตั ถี ขณะเสดจ็ จารกิ ไปตาม
เสนาสนะ ทอดพระเนตรเหน็ ภกิ ษุรปู หนง่ึ เป็นโรคท้องรว่ ง นอนเกลือกกลง้ิ อยกู่ ับกองอุจจาระ
ปัสสาวะของตน ไม่มีภิกษุมาช่วยรกั ษาพยาบาล เพราะเธอไมม่ ีอปุ การคณุ แก่ภิกษทุ ้ังหลาย
พระผู้มีพระภาคทรงทราบเร่ืองน้ี จึงตรัสส่ังให้ภิกษุสงฆ์ช่วยรักษาพยาบาลกันและกัน
ในเวลาเจบ็ ไข้ เพราะในภกิ ษสุ งฆ์ ไมม่ มี ารดาบิดา ทีจ่ ะคอยรักษาพยาบาล
นอกจากนี้ พระผูม้ พี ระภาคยงั ตรสั ถงึ คุณสมบัตขิ องผพู้ ยาบาลท่ดี ี ๕ ประการ คอื
๑. สามารถจัดยา
๒. ร้จู กั ของแสลงและไม่แสลง คอื น�ำของแสลงออกไป น�ำของไมแ่ สลงเข้ามาให้
๓. ไมพ่ ยาบาลคนไขเ้ พราะเหน็ แก่อามสิ สินจา้ งแต่พยาบาลด้วยจติ เมตตา
๔. ไม่รงั เกยี จทจี่ ะน�ำอุจจารปสั สาวะ น้ำ� ลายหรอื ของทคี่ นไข้อาเจยี นออกมาไปทิ้ง
๕. สามารถพดู ใหค้ นไขเ้ หน็ ชดั ชวนใหอ้ ยากรับไปปฏิบตั ิ เรา้ ใจใหอ้ าจหาญแกล้วกลา้
ปลอบชโลมใจให้สดช่ืนร่าเรงิ ดว้ ยธรรมีกถา (ดเู ลม่ สมบรู ณ์ ๓๖๖/๒๔๒-๒๔๓)

หลักเกณฑใ์ นการจัดการมรดกของภิกษุและสามเณรผูม้ รณภาพ
เมอื่ ภกิ ษแุ ละสามเณรมรณภาพลง พระผมู้ พี ระภาคทรงวางหลกั เกณฑไ์ วใ้ นการจดั การ
มรดกไวด้ งั นี้
“ภกิ ษทุ งั้ หลาย เมอ่ื ภกิ ษมุ รณภาพ สงฆเ์ ปน็ เจา้ ของบาตรและจวี ร แตภ่ กิ ษผุ พู้ ยาบาลไข้

142 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระวนิ ยั ปฎิ ก

เปน็ ผมู้ อี ปุ การะมาก ภกิ ษทุ ง้ั หลาย เราอนญุ าตใหส้ งฆม์ อบไตรจวี รและบาตรแกภ่ กิ ษผุ พู้ ยาบาล
ภกิ ษไุ ข”้ และทรงก�ำหนดวธิ ีการมอบไว้โดยการประกาศใหส้ งฆท์ ราบดว้ ยญตั ติทตุ ยิ กรรมวาจา
(ดเู ลม่ สมบูรณ์ ๓๖๗/๒๔๓)

นอกจากบาตรและจวี รแลว้ สง่ิ ของอยา่ งอนื่ ทเี่ ปน็ ลหภุ ณั ฑแ์ ละลหบุ รขิ ารของภกิ ษแุ ละ
สามเณรท่ีมรณภาพ ทรงอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์พร้อมใจกันแจกแบ่ง ส่วนสิ่งของที่เป็นครุภัณฑ์
และครบุ รขิ าร คอื

๑. อาราม พ้นื ท่ีอาราม
๒. วหิ าร พน้ื ทวี่ หิ าร
๓. เตยี ง ต่งั ฟกู หมอน
๔. หม้อโลหะ กระทะโลหะ อง้ั โล่โลหะ ไหโลหะ มดี ขวาน ผึ่ง จอบ สว่ิ
๕. เถาวัลย์ ไม้ไผ่ หญ้าสามัญ หญ้ามุงกระต่าย หญ้าปล้อง ดินเหนียว ภัณฑะไม้
ภัณฑะดนิ (วิ.จ.ู ๗/๓๒๒/๙๖)
ครภุ ณั ฑค์ รบุ รขิ ารเหลา่ นถ้ี อื เปน็ สมบตั ขิ องสงฆใ์ นทศิ ทง้ั ๔ จงึ ไมค่ วรแจก ไมค่ วรแบง่ กนั

๙. จมั เปยยขนั ธกะ ตอนวา่ ดว้ ยภกิ ษชุ าวกรุงจมั ปา

ท่ีช่ือว่า “จัมเปยยขันธกะ” เพราะตั้งตามเน้ือความเรื่องแรกแห่งขันธกะน้ีท่ีว่าด้วย
พระกัสสปโคตรผเู้ ป็นเจา้ อาวาส ณ วาสภคาม เขตกรุงจัมปา

กรุงจัมปาเป็นเมืองหลวงของแคว้นอังคะ อยู่ทางใต้ติดชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย
ปจั จุบนั คือบรเิ วณ รฐั เบงกอลตะวนั ตกซ่ึงมกี ัลกัตตาเป็นเมืองหลวง

เนือ้ หาแห่งจัมเปยยขันธกะ จ�ำนวน ๓๗ หัวข้อ นับจ�ำนวน ตอ่ จากจวี รขนั ธกะ คอื
๒๓๔. กสั สปโคตตภิกขุวัตถุ วา่ ดว้ ยพระกัสสปโคตร
๒๓๕. อธัมมวคั คาทิกมั มกถา ว่าดว้ ยกรรมท่แี บ่งพวกโดยไมช่ อบธรรมเปน็ ต้น
๒๓๖. ญตั ตวิ ิปนั นกัปปาทิกถา วา่ ด้วยกรรมที่ญตั ติวิบัตเิ ป็นตน้
๒๓๗. จตุวัคคกรณาทกิ ถา วา่ ดว้ ยกรรมทสี่ งฆก์ �ำหนดจ�ำนวน ๔ รูปท�ำเปน็ ต้น
๒๓๘. ปาริวาสกิ าทิกถา วา่ ด้วยภกิ ษุผอู้ ย่ปู รวิ าสเปน็ ตน้
๒๓๙. เทวฺ นิสสารณาทิกถา วา่ ด้วยนิสสารณา ๒ อยา่ งเปน็ ตน้
๒๔๐. อธมั มกมั มาทกิ ถา ว่าด้วยกรรมท่ีไมช่ อบธรรมเปน็ ต้น
๒๔๑. อปุ าลปิ ุจฉากถา วา่ ด้วยพระอุบาลกี ราบทลู ถามปญั หา
๒๔๒. ตชั ชนยี กมั มกถา วา่ ด้วยตชั ชนยี กรรม

เลม่ ท่ี ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๕ 143

๒๔๓. นิยสกัมมกถา วา่ ด้วยนิยสกรรม
๒๔๔. ปัพพาชนียกัมมกถา ว่าดว้ ยปพั พาชนยี กรรม
๒๔๕. ปฏิสารณียกมั มกถา ว่าดว้ ยปฏสิ ารณยี กรรม
๒๔๖. อทัสสนอกุ เขปนยี กมั มกถา ว่าด้วยอุกเขปนียกรรมเพราะไมเ่ ห็นว่าเปน็ อาบตั ิ
๒๔๗. อัปปฏิกมั มอกุ เขปนียกมั มกถา ว่าด้วยอกุ เขปนียกรรมเพราะไมท่ �ำ คนื อาบตั ิ
๒๔๘. อปั ปฏนิ สิ สคั คอกุ เขปนยี กมั มกถา วา่ ดว้ ยอกุ เขปนยี กรรมเพราะไมส่ ละทฏิ ฐบิ าป
๒๔๙. ตัชชนยี กัมมปฏิปสั สัทธิกถา ว่าดว้ ยการระงับตชั ชนียกรรม
๒๕๐. นยิ สกมั มปฏปิ ัสสัทธกิ ถา วา่ ดว้ ยการระงับนิยสกรรม
๒๕๑. ปพั พาชนียกมั มปฏปิ สั สัทธกิ ถา วา่ ดว้ ยการระงับปพั พาชนียกรรม
๒๕๒. ปฏิสารณียกมั มปฏิปสั สัทธกิ ถา ว่าด้วยการระงบั ปฏิสารณยี กรรม
๒๕๓. อทสั สนอุกเขปนียกมั มปฏปิ สั สทั ธิกถา ว่าดว้ ยการระงบั อกุ เขปนียกรรมเพราะ
ไมเ่ หน็ วา่ เปน็ อาบัติ
๒๕๔. อัปปฏิกัมมอุกเขปนียกัมมปฏิปัสสัทธิกถา ว่าด้วยการระงับอุกเขปนียกรรม
เพราะไมท่ �ำคนื อาบตั ิ
๒๕๕. อปั ปฏินิสสัคคอุกเขปนียกมั มปฏปิ ัสสทั ธิกถา วา่ ดว้ ยการระงบั อกุ เขปนียกรรม
เพราะไมส่ ละทฏิ ฐบิ าป
๒๕๖. ตชั ชนยี กมั มววิ าทกถา วา่ ด้วยความขดั แยง้ ในตชั ชนียกรรม
๒๕๗. นยิ สกัมมวิวาทกถา วา่ ด้วยความขดั แย้งในนิยสกรรม
๒๕๘. ปัพพาชนยี กมั มววิ าทกถา วา่ ดว้ ยความขดั แย้งในปพั พาชนียกรรม
๒๕๙. ปฏิสาณียกมั มววิ าทกถา ว่าดว้ ยความขัดแยง้ ในปฏิสารณียกรรม
๒๖๐. อทัสสนอุกเขปนยี กัมมววิ าทกถา วา่ ด้วยความขัดแยง้ ในอุกเขปนยี กรรมเพราะ
ไมเ่ ห็นวา่ เป็นอาบัติ
๒๖๑. อัปปฏิกัมมอุกเขปนียกัมมวิวาทกถา ว่าด้วยความขัดแย้งในอุกเขปนียกรรม
เพราะไมท่ �ำคืนอาบัติ
๒๖๒. อปั ปฏนิ สิ สัคคอกุ เขปนียกัมมวิวาทกถา วา่ ด้วยความขดั แย้งในอกุ เขปนยี กรรม
เพราะไม่สละทิฏฐบิ าป
๒๖๓. ตชั ชนยี กมั มปฏปิ ัสสทั ธิกถา ว่าดว้ ยความขัดแย้งในการระงบั ตัชชนียกรรม
๒๖๔. นิยสั สกัมมปฏิปสั สทั ธิกถา วา่ ดว้ ยความขัดแยง้ ในการระงบั นยิ สกรรม
๒๖๕. ปพั พาชนยี กมั มปฏปิ สั สทั ธกิ ถา วา่ ดว้ ยความขดั แยง้ ในการระงบั ปพั พาชนยี กรรม
๒๖๖. ปฏสิ ารณยี กมั มปฏปิ สั สทั ธกิ ถา วา่ ดว้ ยความขดั แยง้ ในการระงบั ปฏสิ ารณยี กรรม

144 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระวนิ ัยปิฎก

๒๖๗. อทัสสนอุกเขปนียกัมมปฏิปัสสัทธิกถา ว่าด้วยความขัดแย้งในการระงับ
อกุ เขปนยี กรรมเพราะไมเ่ หน็ ว่าเป็นอาบัติ

๒๖๘. อัปปฏิกัมมอุกเขปนียกัมมปฏิปัสสัทธิกถา ว่าด้วยความขัดแย้งในการระงับ
อกุ เขปนยี กรรมเพราะไม่ท�ำคืนอาบตั ิ

๒๖๙. อปั ปฏนิ สิ สคั คอุกเขปนยี กัมมปฏิปัสสัทธกิ ถา วา่ ดว้ ยความขัดแยง้ ในการระงับ
อุกเขปนียกรรมเพราะไมส่ ละทฏิ ฐบิ าป

๒๗๐. รวมเรอื่ งทีม่ ใี นจมั เปยยขันธกะ
เรอื่ งตา่ ง ๆ เหลา่ นี้ ตงั้ ชอื่ ตามประเดน็ ส�ำคญั ของตอนนนั้ ๆ โดยมงุ่ ถงึ บทบาทของบคุ คล
บ้าง มุ่งถงึ กจิ กรรมบ้าง ม่งุ ถงึ อาการท่ที �ำกิจกรรมบา้ ง แต่ตามความเปน็ จรงิ แลว้ บางเรือ่ งยงั มี
ประเด็นส�ำคัญอ่ืน ๆ รวมอยู่ด้วย เช่น เรื่องพระผู้มีพระภาคตรัสห้ามเพราะไม่เป็นกรรมและ
ไม่ควรท�ำ กลา่ วถงึ การทีพ่ ระผมู้ พี ระภาคตรสั ถึงลักษณะ วิธีการท�ำกรรมโดยประการตา่ ง ๆ ท่ี
ไมจ่ ดั เปน็ กรรมและไมค่ วรท�ำ นอกจากนกี้ ม็ ปี ระเดน็ เกย่ี วกบั กรรม ๔ ประเภทมกี รรมทแี่ บง่ พวก
โดยไมช่ อบธรรม (อธมั มวคั คกรรม) เปน็ ตน้ พรอ้ มดว้ ยค�ำอธบิ ายลกั ษณะของกรรมแตล่ ะประเภท

สรปุ ประเด็นส�ำคญั ในจมั เปยยขันธกะ
กรรมท่ไี ม่ชอบธรรม ๑๘ ประการ

๑. ไม่ชอบธรรมเพราะลกั ษณะการท�ำกรรม ๕ ประการ คือ
๑. กรรมแบง่ พวกโดยไมช่ อบธรรม
๒. กรรมพรอ้ มเพรียงกนั โดยไม่ชอบธรรม
๓. กรรมแบง่ พวกโดยชอบธรรม
๔. กรรมแบ่งพวกโดยธรรมปฏริ ปู
๕. กรรมพร้อมเพรียงกนั โดยธรรมปฏริ ูป
๒. ไมช่ อบธรรมเพราะบกพร่องด้านบุคคลทล่ี งและบคุ คลทถ่ี ูกลง ๑๓ ประการคือ
๑. ภิกษุรปู เดยี วลงนิคคหกรรมแก่ภกิ ษุรปู เดยี ว
๒. ภิกษรุ ปู เดยี วลงนิคคหกรรมแกภ่ ิกษุ ๒ รูป
๓. ภิกษุรูปเดยี วลงนิคคหกรรมแก่ภกิ ษหุ ลายรปู (๓ รูป)
๔. ภิกษรุ ูปเดยี วลงนคิ คหกรรมแก่สงฆ์
๕. ภกิ ษุ ๒ รูปลงนคิ คหกรรมแก่ภิกษุรูปเดยี ว
๖. ภิกษุ ๒ รูปลงนคิ คหกรรมแก่ภกิ ษุ ๒ รปู
๗. ภกิ ษุ ๒ รูปลงนคิ คหกรรมแก่ภิกษหุ ลายรูป(๓ รปู )

เลม่ ที่ ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๕ 145

๘. ภกิ ษุ ๒ รูปลงนคิ คหกรรมแกส่ งฆ์
๙. ภิกษุหลายรูป(๓ รูป)ลงนิคคหกรรมแกภ่ ิกษรุ ปู เดียว
๑๐. ภกิ ษหุ ลายรูป(๓ รปู )ลงนิคคหกรรมแกภ่ ิกษุ ๒ รปู
๑๑. ภกิ ษุหลายรปู (๓ รปู )ลงนคิ คหกรรมแกภ่ กิ ษหุ ลายรูป(๓ รูป)
๑๒. ภิกษุหลายรูป(๓ รปู )ลงนิคคหกรรมแกส่ งฆ์
๑๓. สงฆ์ลงนิคคหกรรมแกส่ งฆ์
กรรมเหลา่ นี้ พระผมู้ พี ระภาคตรัสว่าไม่ชอบดว้ ยธรรม ไมจ่ ัดเป็นกรรม และไม่ควรท�ำ

ลักษณะกรรมทไ่ี มช่ อบด้วยธรรมและกรรมที่ชอบธรรม
กรรมท่ีไม่ชอบด้วยธรรม มี ๕ อยา่ ง คอื
๑. กรรมแบง่ พวกโดยไมช่ อบธรรม (อธมั มวคั คกมั มะ)
๒. กรรมพรอ้ มเพรียงกันโดยไมช่ อบธรรม (อธมั มสมัคคกัมมะ)
๓. กรรมแบ่งพวกโดยชอบธรรม (ธัมมวคั คกมั มะ)
๔. กรรมแบง่ พวกโดยธรรมปฏริ ูป (ธัมมปฏริ ปู กวัคคกัมมะ)
๕. กรรมพร้อมเพรยี งกันโดยธรรมปฏริ ูป (ธมั มปฏิรูปกสมคั คกมั มะ)
กรรมท่ีชอบธรรม มี ๑ อย่าง คือ
๑. กรรมทพ่ี ร้อมเพรยี งกันโดยชอบธรรม

อรรถาธบิ ายค�ำส�ำคัญในกรรมแตล่ ะประเภท
ค�ำส�ำคญั ในกรรมแต่ละประเภทมีอรรถาธบิ ายดงั น้ี

๑. ค�ำว่า “ไม่ชอบธรรม” หมายถึง ไม่ถูกต้องตามหลักการท่ีวางไว้ในพระไตรปิฎก
(ว.ิ อ. ๓/๓๗๘/๒๓๙) เชน่ ในญตั ตจิ ตตุ ถกรรมมหี ลกั การวา่ “ตงั้ ญตั ติ ๑ ครงั้ และสวดกรรมวาจา
๓ ครงั้ ” ถ้าสงฆ์ท�ำผิดไปจากนี้ เช่น ตัง้ ญัตติ ๒ ครัง้ และไม่สวดกรรมวาจา นชี้ อ่ื ว่าไม่ชอบธรรม
(ดเู ล่มสมบูรณ์ ๓๘๗/๒๗๑-๒๗๒)

๒. ค�ำว่า “ชอบธรรม” หมายถึง ถูกต้องตามหลักการท่ีวางไว้ในพระไตรปิฎก เช่น
สงฆท์ �ำญตั ตจิ ตุตถกรรมโดยตัง้ ญัตติ ๑ คร้งั ก่อนแลว้ สวดกรรมวาจา ๓ คร้ัง

๓. ค�ำวา่ “แบ่งพวก” หมายถึง ยงั มีความบกพรอ่ งในองคป์ ระกอบอยา่ งใดอย่างหน่งึ
ใน ๓ อยา่ งนี้ คือ
๑. ภิกษุผู้เข้าร่วมประชุมยังไม่ครบตามจ�ำนวนที่ก�ำหนดไว้ส�ำหรับกรรมแต่ละ
ประเภท

146 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระวินัยปิฎก

๒. ไมไ่ ด้น�ำฉันทะของภิกษุผคู้ วรแก่ฉันทะมา
๓. ภิกษุทป่ี ระชมุ อย่พู รอ้ มหนา้ คดั คา้ น

เหลา่ น้ีช่ือวา่ แบง่ พวก
๔. ค�ำวา่ “พรอ้ มเพรยี งกนั ” หมายถงึ ความพรอ้ มเพรยี งแหง่ องคป์ ระกอบ ๓ อยา่ ง คอื
๑. ภกิ ษเุ ข้าร่วมประชมุ ครบตามจ�ำนวนท่กี �ำหนดไวส้ �ำหรบั กรรมแตล่ ะประเภท
๒. ไดน้ �ำฉันทะของภิกษุผคู้ วรแกฉ่ นั ทะมา
๓. ภกิ ษุทีป่ ระชุมอย่พู ร้อมหน้ากันไมค่ ัดค้าน
๕. ค�ำว่า “ธรรมปฏิรูป” หมายถึง การท�ำกรรมถูกต้องตามหลักการ แต่ผิดข้ันตอน
เช่น สงฆท์ �ำญตั ติจตุตถกรรมโดยสวดกรรมวาจากอ่ น แล้วต้งั ญัตตภิ ายหลงั

ก�ำหนดองค์สงฆ์ ๕ ประเภทส�ำหรบั กรรมแต่ละอย่าง
๑. สงฆ์จตุวรรค ก�ำหนดจ�ำนวนภิกษุ ๔ รูป พร้อมเพรียงกันโดยชอบธรรม ท�ำ
สงั ฆกรรมไดท้ ุกอย่าง ยกเวน้ สงั ฆกรรม ๓ อยา่ ง คอื (๑) อุปสมบท (๒) ปวารณา (๓) อัพภาน
๒. สงฆ์ปัญจวรรคก�ำหนดจ�ำนวนภิกษุ ๕ รูป พร้อมเพรียงกันโดยชอบ ธรรมท�ำ
สงั ฆกรรมไดท้ กุ อยา่ ง ยกเวน้ สงั ฆกรรม ๒ อยา่ ง คอื (๑) อปุ สมบทในมชั ฌมิ ประเทศ (๒) อพั ภาน
๓. สงฆ์ทสวรรค ก�ำหนดจ�ำนวนภิกษุ ๑๐ รูป พร้อมเพรียงกันโดยชอบธรรม
ท�ำสงั ฆกรรมไดท้ กุ อย่าง ยกเวน้ อพั ภาน
๔. สงฆ์วีสติวรรค ก�ำหนดจ�ำนวนภิกษุ ๒๐ รูป พร้อมเพรียงกันโดยชอบธรรม
ท�ำสังฆกรรมได้ทุกอย่าง
๕. สงฆอ์ ติเรกวีสติวรรค ก�ำหนดจ�ำนวนภิกษเุ กิน ๒๐ รูป พร้อมเพรยี งกนั โดยชอบ
ธรรม ท�ำสงั ฆกรรมไดท้ ุกอย่าง

บุคคลทีน่ บั รวมเป็นองค์สงฆ์ไมไ่ ด้
๑. ภิกษุณ ี ๒. สิกขมานา
๓. สามเณร ๔. สามเณรี
๕. ภกิ ษผุ ู้บอกลาสกิ ขา
๖. ภิกษุผู้ต้องอาบตั ิปาราชกิ (อันติมวัตถ)ุ
๗. ภิกษผุ ถู้ กู สงฆอ์ กุ เขปนยี กรรม ๘. บณั เฑาะก์
เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ
เพราะไม่ท�ำคนื อาบตั ิ
หรอื เพราะไมส่ ละทฏิ ฐิบาป

เล่มที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๕ 147

๙. คนลกั เพศ ๑๐. ภกิ ษผุ เู้ ข้ารีตเดยี รถยี ์
๑๑. สตั ว์ดริ จั ฉาน ๑๒. คนผูฆ้ า่ มารดา
๑๓. คนผู้ฆา่ บดิ า ๑๔. คนผฆู้ ่าพระอรหนั ต ์
๑๕. คนผูป้ ระทุษร้ายภิกษุณี ๑๖. ภกิ ษผุ ทู้ �ำลายสงฆ์
๑๗. ภิกษุท�ำร้ายพระศาสดาจนหอ้ พระโลหิต ๑๘. อภุ โตพยญั ชนก
๑๙. ภิกษผุ เู้ ป็นนานาสงั วาส ๒๐. ภิกษผุ เู้ ปน็ นานาสมี า
๒๑. ภกิ ษผุ ู้อยู่ในอากาสด้วยฤทธ์ ิ ๒๒. ภกิ ษุผูถ้ ูกลงนคิ คหกรรมน้นั
กรรมที่ก�ำหนดไว้ว่าสงฆ์ประเภทนั้น ๆ ท�ำได้ ภิกษุท่ีเข้าร่วมประชุมจะต้องมีจ�ำนวน
อย่างน้อยตามที่ก�ำหนดไว้ส�ำหรับกรรมแต่ละประเภท เช่น อุโบสถกรรม สงฆ์ จตุวรรคท�ำได้
ภิกษุท่ีเข้าร่วมประชุมต้องมีจ�ำนวนอย่างน้อย ๔ รูป เกินกว่าน้ันก็ได้ แต่น้อยกว่าน้ันไม่ได้
อุปสมบทในมัชฌิมประเทศ สงฆ์ทสวรรคท�ำได้ ภิกษุที่เข้าร่วมประชุมต้องมีจ�ำนวนอย่างน้อย
๑๐ รปู เกินกวา่ นน้ั กไ็ ด้ แต่นอ้ ยกวา่ นนั้ ไมไ่ ด้
ในกรณีที่มีภิกษุเข้าร่วมประชุมไม่ครบตามที่ก�ำหนดไว้ส�ำหรับกรรมแต่ละประเภท
จะนับเอาบุคคลต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้วรวมให้ครบองค์สงฆ์ไม่ได้ เช่น กรรมที่ก�ำหนดไว้ว่า
สงฆ์จตุวรรคท�ำได้ แตเ่ มือ่ ถึงเวลาท�ำกรรม มีภกิ ษเุ ขา้ รว่ มประชุมเพยี ง ๓ รูป ในกรณีน้ี จะให้
ภกิ ษณุ ีเขา้ ร่วมประชมุ เพอ่ื ให้ครบองค์สงฆ์ไมไ่ ด้

นิคคหกรรม ๕ อยา่ ง
มาตรการในการลงโทษแก่ภิกษุผู้กระท�ำผิด ผู้ปฏิบัติไม่สมควรแก่สมณภาวะ มี ๒
ประการ คือ
๑. การลงโทษปรับอาบัติตามท่ีก�ำหนดไว้ส�ำหรับความผิดแต่ละกรณี ตามสิกขาบท
บัญญัติที่มาในพระปาตโิ มกข์
๒. การลงโทษโดยมาตรการท่สี งฆ์ก�ำหนดไว้
การลงโทษโดยมาตรการของสงฆ์นี้ เรยี กว่า การลงนิคคหกรรม มี ๕ ประการ คือ
๑. ตชั ชนยี กรรม แปลวา่ กรรมอนั สงฆพ์ งึ ท�ำแกบ่ คุ คลทค่ี วรขู่ สงฆล์ งตชั ชนยี กรรมแก่
ภกิ ษุผกู้ ่อความบาดหมาง กอ่ ความทะเลาะ กอ่ ความวิวาท ก่อเรื่องอือ้ ฉาว กอ่ อธิกรณใ์ นสงฆ์
๒. นยิ สกรรม แปลวา่ กรรมคอื การถอดยศ สงฆล์ งนยิ สกรรมแกภ่ กิ ษผุ โู้ งเ่ ขลา ไมฉ่ ลาด
มอี าบัตมิ าก ต้องอาบตั ิก�ำหนดไมไ่ ด้ อยู่คลุกคลีกบั คฤหสั ถ์
๓. ปัพพาชนียกรรม แปลว่า กรรมอันสงฆ์พึงท�ำแก่บุคคลผู้ควรขับไล่ สงฆ์ลง
ปพั พาชนยี กรรมแกภ่ ิกษผุ ปู้ ระทษุ รา้ ยตระกลู คอื ประจบคฤหัสถ์ มมี ารยาทเลวทราม

148 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระวนิ ยั ปิฎก

๔. ปฏิสารณียกรรม แปลว่า กรรมอันสงฆ์พึงท�ำแก่บุคคลผู้ควรให้กลับระลึกได้
สงฆ์ท�ำปฏิสารณียกรรมแกภ่ ิกษผุ ดู้ ่าบริภาษพวกคฤหัสถ์

๕. อุกเขปนียกรรม แปลว่า กรรมอันสงฆ์พึงท�ำแก่บุคคลผู้ยกเสียจากหมู่ สงฆ์ลง
อุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้แม้ต้องอาบัติแล้วก็ไม่ปรารถนาจะเห็นว่าเป็นอาบัติ คือไม่ยอมรับว่า
เป็นอาบตั ิ แม้ตอ้ งอาบัติแล้วก็ไม่ปรารถนาจะท�ำคนื อาบัติ แมม้ ีทิฏฐบิ าปกไ็ มป่ รารถนาจะสละ
ทฏิ ฐิบาป

ลักษณะการลงและการระงับนคิ คหกรรมที่ชอบธรรม
๑. ลงและระงับนิคคหกรรมโดยเว้นจากลักษณะและความบกพร่องแห่งกรรม
๑๘ ประการดังกล่าวแลว้
๒. ลงและระงบั นคิ คหกรรมแกบ่ คุ คลผคู้ วรลงและระงบั นคิ คหกรรมนนั้ ๆ เชน่ ลงและ
ระงบั ตัชชนียกรรมแกภ่ กิ ษผุ ู้ควรลงและควรระงบั ตชั ชนียกรรม
๓. ลงและระงับนิคคหกรรมพรอ้ มเพรยี งกันโดยชอบธรรม

ลักษณะการลงและการระงบั นคิ คหกรรมทไี่ มช่ อบธรรม
๑. ลงและระงับนิคคหกรรมโดยบคุ คลผู้ลงและผถู้ กู ลง ๑๓ ประการดังกล่าวมาแลว้
๒. ลงและระงับนิคคหกรรมแก่บุคคลผู้ไม่ควรลงและระงับนิคคหกรรมนั้น ๆ เช่น
ลงและระงับนยิ สกรรมแก่ภิกษุผคู้ วรลงและระงับตัชชนียกรรม
๓. ลงและระงบั นคิ คหกรรมโดยลกั ษณะที่ไมถ่ ูกตอ้ ง คือ
๑. แบ่งพวกกันโดยไม่ชอบธรรม ๒. พรอ้ มเพรยี งกันโดยไม่ชอบธรรม
๓. แบง่ พวกกนั โดยชอบธรรม ๔. แบ่งพวกกนั โดยธรรมปฏริ ูป
๕. พรอ้ มเพรยี งกันโดยธรรมปฏิรูป

๑๐. โกสัมพกิ ขันธกะ ตอนวา่ ด้วยภิกษุชาวกรุงโกสัมพี

ท่ีชือ่ ว่า “โกสัมพิกขันธกะ” เพราะเป็นตอนทวี่ า่ ดว้ ยภิกษชุ าวกรุงโกสัมพี ๒ ฝา่ ย คือ
(๑) ฝา่ ยพระวนิ ยั ธร เปน็ ผเู้ ชย่ี วชาญพระวนิ ยั (๒) ฝา่ ยพระสตุ ตนั ตกิ ะ เปน็ ผเู้ ชย่ี วชาญในพระสตู ร

พวกภิกษุ ๒ ฝ่ายน้ีก่อการทะเลาะวิวาทเพราะความเห็นแย้งกันในเร่ืองเล็กน้อย
จนความทะเลาะวิวาทนั้นขยายวงกว้างออกไปใหญ่โต ถึงขั้นแบ่งพวกกันท�ำสังฆกรรม มีการ
ฉดุ กระชากกันในโรงอาหาร

เล่มที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๕ 149

เนอื้ หาแหง่ โกสมั พกิ ขนั ธกะ จ�ำนวน ๑๐ หวั ขอ้ นบั จ�ำนวนตอ่ จากจมั เปยยขนั ธกะ คอื
๒๗๑. โกสัมพิกววิ าทกถา วา่ ดว้ ยเรอื่ งภิกษุชาวกรงุ โกสัมพที ะเลาะวิวาทกนั
๒๗๒. ทีฆาวุวตั ถุ ว่าด้วยทฆี าวุกมุ าร
๒๗๓. พาลกโลณกคมนกถา วา่ ดว้ ยการเสด็จไปพาลกโลณกคาม
๒๗๔. ปาจนี วงั สทายคมนกถา ว่าด้วยการเสด็จไปปาจนี วังสทายวัน
๒๗๕. ปารเิ ลยยคมนกถา วา่ ดว้ ยการเสดจ็ ไปป่าปาริไลยกะ
๒๗๖. อฏั ฐารสวตั ถุกถา วา่ ดว้ ยเรอื่ งทก่ี ่อใหเ้ กดิ ความแตกแยก ๑๘ ประการ
๒๗๗. โอสารณานชุ านนา วา่ ดว้ ยทรงอนญุ าตรบั เขา้ หมซู่ ง่ึ ภกิ ษผุ ถู้ กู ลงอกุ เขปนยี กรรม
๒๗๘. สังฆสามัคคีกถา วา่ ด้วยสงั ฆสามคั คี
๒๗๙. อปุ าลสิ งั ฆสามัคคปี ุจฉา วา่ ดว้ ยพระอบุ าลกี ราบทลู ถามถงึ สังฆสามัคคี
๒๘๐. รวมเร่อื งทม่ี ใี นโกสัมพิกขันธกะ
เรอ่ื งตา่ ง ๆ เหลา่ นต้ี ง้ั ชอื่ ตามประเดน็ ส�ำคญั ทป่ี รากฏอยใู่ นตอนนน้ั ๆ โดยมงุ่ ถงึ บทบาท
ของบุคคลเป็นส่วนใหญ่ และมีสาระส�ำคัญอ่ืนรวมอยู่ด้วย เช่น เร่ืองพวกภิกษุผู้ประพฤติตาม
ภิกษุผ้ถู กู ลงอกุ เขปนียกรรมท�ำอุโบสถภายในสมี า ในเร่ืองนี้ นอกจากจะกลา่ วถงึ ภิกษุผ้ถู ูกสงฆ์
ลงอกุ เขปนยี กรรมโดยตรงแลว้ ยังมีสาระส�ำคัญอนื่ รวมอย่ดู ว้ ย ๓ ประเดน็ คอื
๑. เร่อื งนานาสังวาสกภมู ิและสมานสงั วาสกภูมิ
๒. เรือ่ งทฆี าวุกุมาร
๓. โอวาทของพระเจา้ ทฆี ีตโิ กศลราชท่วี ่า “อย่าเหน็ แก่ยาว อย่าเห็นแก่สนั้ ”

สรปุ ประเดน็ ส�ำคญั ในโกสมั พิกขันธกะ
ภกิ ษชุ าวกรงุ โกสัมพีทะเลาะวิวาทกัน เพราะเรอ่ื งเหลือนำ้� ไวใ้ นภาชนะในวัจกุฎี (หอ้ งสขุ า)

ณ อาวาสแหง่ หนงึ่ ในกรงุ โกสมั พี มภี กิ ษอุ ยู่ ๒ ฝา่ ย คอื (๑) ฝา่ ยสตุ ตนั ตกิ ะ (๒) ฝา่ ยวนิ ยั ธร
วันหน่ึง อุปัชฌาย์ของพวกสุตตันติกะเข้าห้องสุขา เหลือน้�ำช�ำระไว้ ในภาชนะแล้วออกมา
อปุ ชั ฌายข์ องพวกวนิ ยั ธรเขา้ ไปทหี ลงั เหน็ นำ้� เหลอื อยู่ ในภาชนะ จงึ กลา่ วกบั ภกิ ษสุ ตุ ตนั ตกิ ะวา่
“ในกรณีอย่างนี้ ตอ้ งอาบตั ”ิ แต่พอภกิ ษุ สตุ ตันตกิ ะ จะแสดงอาบตั ิ ภิกษวุ นิ ยั ธรกลับกลา่ วว่า
“ถา้ ไมจ่ งใจ ไม่มสี ติ ก็ไม่ต้องอาบัต”ิ

ต่อมาภายหลัง ภิกษวุ นิ ยั ธรไปบอกพวกนิสิตของตนว่า “ภิกษุสุตตันติกะแม้ต้องอาบัติ
แล้วกไ็ มร่ ู้วา่ เปน็ อาบตั ”ิ พวกนสิ ติ วินยั ธรกไ็ ปกลา่ วกะพวกนสิ ติ สตุ ตนั ตกิ ะว่า “อปุ ัชฌายข์ อง
ทา่ น ต้องอาบัติแลว้ กไ็ ม่รู้ว่าเปน็ อาบตั ”ิ

150 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระวนิ ัยปฎิ ก

พวกนิสิตสุตตันติกะจึงไปบอกอุปัชฌาย์ของตน อุปัชฌาย์ของพวกสุตตันติกะกล่าวว่า
“ในตอนต้น ภิกษุวินัยธรน้ีกล่าวว่า “ไม่ต้องอาบัติ” แต่ตอนนี้กลับกล่าวว่า “ต้องอาบัติ”
ภิกษุวินัยธรนกี้ ล่าวมสุ า”

นิสิตของภิกษุสุตตันติกะจึงกล่าวหาอุปัชฌาย์ของพวกวินัยธรว่า “กล่าวมุสา” ฝ่าย
นิสิตของภิกษุวินัยธรก็กล่าวหาอุปัชฌาย์ของพวกสุตตันติกะว่า “แม้ต้องอาบัติแล้ว ก็ไม่รู้”
ท้งั ๒ ฝา่ ยต่างกล่าวหากันเชน่ น้ี กอ่ ความทะเลาะวิวาทขยายวงกว้างออกไปเรื่อย พวกวินยั ธร
ได้โอกาสจงึ ลงอกุ เขปนยี กรรมพวกสุตตันติกะเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบตั ิ

ทรงแนะน�ำภกิ ษุใหเ้ ชื่อถือกนั และกนั เพือ่ ความสามคั คีแหง่ สงฆ์
พระผู้มีพระภาคทรงทราบความที่พวกภิกษุชาวกรุงโกสัมพี ๒ ฝ่ายทะเลาะวิวาท
กันอย่างน้ี จึงทรงแนะน�ำให้ทุกฝ่ายให้ความเชื่อถือต่อกันและกัน ควรแสดงอาบัติที่ตนมีอยู่
เพื่อระงบั ความบาดหมาง ความทะเลาะ

นานาสงั วาสกภูมแิ ละสมานสังวาสกภมู ิ
ภิกษุชาวกรุงโกสัมพี ๒ ฝ่ายนั้นไม่เชื่อฟังพระพุทธด�ำรัส กลับกระท�ำการอันเป็นไป
เพ่ือความแตกแยกมากย่ิงขึ้น กลุ่มสุตตันติกะท�ำอุโบสถ ท�ำสังฆกรรมภายในสีมา ส่วนกลุ่ม
วินยั ธรท�ำอุโบสถ ท�ำสงั ฆกรรมภายนอกสีมาในอาวาสเดยี วกนั นั่นเอง
พระผมู้ พี ระภาคทรงทราบเรอื่ งนน้ั จงึ ตรสั แนะวธิ กี ารไวว้ า่ “ถา้ ทงั้ ๒ ฝา่ ยจะท�ำอโุ บสถ
ท�ำสังฆกรรมภายในสีมาน่ันแหละ กรรมที่ท�ำก็เป็นกรรมที่ถูกต้อง ไม่เสียหาย ควรแก่ฐานะ
ตามญตั ติและอนสุ าวนาที่บัญญตั ไิ ว้ เพราะทง้ั ๒ ฝ่ายเป็นนานาสงั วาสแลว้ ”
ต่อจากน้ัน พระพุทธองค์ตรัสเรื่องนานาสังวาสกภูมิ และสมานสังวาสกภูมิ โดยทรง
แบง่ ยอ่ ยออกเปน็ อย่างละ ๒ คือ
๑. นานาสงั วาสกภูมิและสมานสงั วาสกภูมิทภ่ี กิ ษุท�ำข้นึ มาเอง
๒. นานาสงั วาสกภมู แิ ละสมานสังวาสกภูมทิ ส่ี งฆพ์ ร้อมเพรียงกันท�ำ
ค�ำวา่ “นานาสงั วาสกภมู ”ิ หมายถงึ พนื้ ฐานทีเ่ ปน็ เหตใุ ห้เปน็ นานาสงั วาส คอื มีสงั วาส
แยกจากกัน ท�ำอุโบสถสงั ฆกรรมแยกจากกัน
ค�ำวา่ “สมานสงั วาสกภมู ”ิ หมายถงึ พนื้ ฐานทเี่ ปน็ เหตใุ หเ้ ปน็ สมานสงั วาส คอื มสี งั วาส
ร่วมกัน ท�ำอโุ บสถสังฆกรรมรว่ มกัน (ดเู ล่มสมบูรณ์ ๔๕๕/๓๔๐)

เล่มที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๕ 151

วธิ ีระงบั เวรของพระเจ้าทฆี ีตโิ กศลราช
เม่อื ภกิ ษุชาวกรุงโกสัมพี ๒ ฝ่ายน้ันไม่ยอมทีจ่ ะปรองดองกัน และยง่ิ ผกู อาฆาต กอ่ เวร
ตอ่ กนั มากขนึ้ พระผมู้ พี ระภาคจงึ ตรสั อดตี นทิ าน โดยยกเรอ่ื งทฆี าวกุ มุ ารขน้ึ แสดงเปน็ อทุ าหรณว์ า่
พระเจ้าพรหมทัตแห่งกรุงพาราณสี แคว้นกาสีทรงยกทัพไปยึดเอาราชสมบัติของ
พระเจ้าทีฆตี แิ ห่งแคว้นโกศล ท�ำให้พระเจ้าทีฆีติตอ้ งพาพระมเหสหี ลบภยั ไปอยู่นอกเมือง
ตอ่ มา พระมเหสขี องพระเจา้ ทฆี ตี ปิ ระสตู พิ ระโอรส ทรงขนานพระนามวา่ “ทฆี าวกุ มุ าร”
เมอ่ื พระเจา้ ทีฆีติกับพระมเหสถี ูกพระเจ้าพรหมทัตจบั ไปประหาร ทีฆาวุกุมาร ไดล้ อบเข้าเมอื ง
เพอ่ื ไปเยย่ี ม กอ่ นท่จี ะสนิ้ พระชนม์ พระเจา้ ทฆี ตี ิทรงสงั่ สอนทฆี าวุกมุ ารวา่ “เจา้ อยา่ เห็นแกย่ าว
อย่าเหน็ แก่สัน้ เวรย่อมระงบั ด้วยการไมจ่ องเวร หาระงบั ดว้ ยการจองเวรไม”่
ค�ำว่า “อยา่ เห็นแกย่ าว” หมายถงึ อยา่ ไดจ้ องเวรให้ยดื เยอื้
ค�ำวา่ “อยา่ เหน็ แกส่ นั้ ” หมายถงึ อยา่ ไดแ้ ตกรา้ วจากมติ รเรว็ นกั (ดเู ลม่ สมบรู ณ์ ๔๖๒-
๔๖๓/๓๕๐,๓๕๒)
คร้ันทรงเจริญวัยขึ้น ทีฆาวุกุมารผู้เชี่ยวชาญในวิชาดีดพิณ เข้าท�ำงานสนองพระเดช
พระคณุ ใกลช้ ดิ พระเจา้ พรหมทตั ดว้ ยจดุ ประสงคท์ จ่ี ะแกแ้ คน้ วนั หนง่ึ ไดโ้ อกาสทจ่ี ะปลงพระชนม์
พระเจา้ พรหมทตั เพอ่ื แกแ้ คน้ แตท่ รงหวนระลกึ ถงึ พระโอวาททพี่ ระเจา้ ทฆี ตี ผิ เู้ ปน็ พระราชบดิ า
ทรงสอนไว้ และทรงทราบเนอื้ ความลกึ ซงึ้ แหง่ พระโอวาทนนั้ จงึ ทรงระงบั ความคดิ ทจี่ ะแกแ้ คน้
เวรของทั้ง ๒ ฝ่ายจึงระงับลงอยา่ งนี้

เหตแุ ห่งความผาสกุ และสามัคคีของท่านพระอนรุ ุทธะ
ท่านพระนันทิยะ และท่านพระกิมพลิ ะ

พระผู้มีพระภาคเมื่อทรงเห็นว่าภิกษุชาวกรุงโกสัมพีท้ัง ๒ ฝ่ายน้ัน ไม่ยอมปฏิบัติตาม
ค�ำแนะน�ำของพระองค์ จึงเสด็จหลีกไปจากอาราม (โฆสิตาราม) มุ่งส่ปู ่าปาริไลยกะระหว่างทาง
ไดเ้ สดจ็ แวะเยยี่ มพระเถระ ๓ รปู คอื ทา่ นพระอนรุ ทุ ธะ ทา่ นพระนนั ทยิ ะ และทา่ นพระกมิ พลิ ะที่
อาศัยอยู่ ณ ปาจีนวังสทายวันดว้ ยความผาสกุ มีความพรอ้ มเพรียงกนั รว่ มใจกัน ไม่ทะเลาะกัน
สมานสามัคคีเป็นน้�ำหนึ่งใจเดียวกันดุจนมสดกับน้�ำ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสถามถึงสาเหตุ
ท่ีท�ำให้อยู่รว่ มกนั อยา่ งผาสกุ

ท่านพระอนุรุทธะกราบทูลว่า “สาเหตุที่ท�ำให้อยู่ร่วมกันอย่างผาสุกน้ัน เพราะได้ตั้ง
เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม และเมตตามโนกรรมต่อกันและกัน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
เอาใจเขามาใส่ใจเราอย่เู สมอ ท�ำอย่างน้ี แม้กายจะตา่ งกนั แต่กส็ ามารถรวมใจเปน็ หนึ่งเดียวได้
ท�ำให้อยรู่ ่วมกันอยา่ งผาสกุ ” (ดูเลม่ สมบูรณ์ ๔๖๖/๓๕๗ -๓๕๘)

152 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระวนิ ัยปิฎก

เหตแุ หง่ ความแตกสามัคคี ๑๘ ประการ
ลกั ษณะแหง่ อธมั มวาทีบุคคล

เม่ือพระผู้มีพระภาคเสด็จหลีกไปสู่ป่าปาริไลยกะแล้ว อุบาสกอุบาสิกชาวกรุงโกสัมพี
พรอ้ มใจกนั ไมถ่ วายความอปุ ถมั ภแ์ กพ่ วกภกิ ษทุ งั้ ๒ ฝา่ ยทกี่ อ่ ความทะเลาะววิ าทกนั ท�ำใหภ้ กิ ษุ
เหลา่ นัน้ เกิดความส�ำนึกผดิ

ขณะท่ีพระผู้มีพระภาคเสด็จไปประทับอยู่ ณ พระเชตวัน เขตกรุงสาวัตถี ภิกษุผู้ก่อ
ความทะเลาะวิวาทพวกน้ันก็พากันเก็บเสนาสนะ ถือบาตรและจีวร ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่
พระเชตวันเพ่อื ขอระงับอธิกรณใ์ นส�ำนกั ของพระพุทธองค์

ท่านพระสารีบุตรได้ทราบข่าวว่าภิกษุผู้ก่อความทะเลาะวิวาทน้ันก�ำลังเดินทางมา
จงึ เขา้ เฝา้ พระผมู้ พี ระภาค ทลู ถามถงึ วธิ ปี ฏบิ ตั ิ พระพทุ ธองคจ์ งึ ตรสั บอกใหว้ างตวั อยา่ งชอบธรรม
และตรัสวัตถุ ๑๘ ประการที่ก่อให้เกิดความแตกแยก อันเป็นลักษณะของอธัมมวาทีบุคคล
คือ

๑. แสดงอธรรมวา่ เป็นธรรม
๒. แสดงธรรมวา่ เปน็ อธรรม
๓. แสดงสง่ิ ทม่ี ิใช่วนิ ัยว่าเป็นวนิ ัย
๔. แสดงวินยั ว่ามใิ ช่วนิ ยั
๕. แสดงสิ่งท่ตี ถาคตไมไ่ ดภ้ าษิตไว้ไม่ได้กลา่ วไวว้ า่ ตถาคตได้ภาษิตไว้ ไดก้ ล่าวไว้
๖. แสดงส่ิงที่ตถาคตไดภ้ าษติ ไว้ ได้กลา่ วไวว้ า่ ตถาคตไม่ไดภ้ าษติ ไว้ ไมไ่ ดก้ ลา่ วไว้
๗. แสดงจริยาวัตรทีต่ ถาคตไม่ได้ประพฤติมาว่าตถาคตได้ประพฤตมิ า
๘. แสดงจริยาวัตรที่ตถาคตได้ประพฤตมิ าว่าตถาคตไม่ไดป้ ระพฤติมา
๙. แสดงสง่ิ ท่ตี ถาคตไมไ่ ดบ้ ัญญัตไิ วว้ า่ ตถาคตได้บัญญตั ไิ ว้
๑๐. แสดงสง่ิ ทตี่ ถาคตได้บัญญัตไิ ว้วา่ ตถาคตไม่ได้บัญญตั ิไว้
๑๑. แสดงอนาบัติว่าเป็นอาบตั ิ
๑๒. แสดงอาบัตวิ า่ เป็นอนาบตั ิ
๑๓. แสดอาบตั ิเบาวา่ เปน็ อาบัตหนัก
๑๔. แสดงอาบตั ิหนักวา่ เปน็ อาบตั ิเบา
๑๕. แสดงอาบัติทม่ี สี ว่ นเหลือวา่ เปน็ อาบัติที่ไม่มสี ว่ นเหลอื
๑๖. แสดงอาบัติทีไ่ ม่มีส่วนเหลือวา่ เปน็ อาบัติที่มสี ว่ นเหลือ
๑๗. แสดงอาบัติชว่ั หยาบวา่ เปน็ อาบัตไิ มช่ ั่วหยาบ
๑๘. แสดงอาบัติไม่ชวั่ หยาบวา่ เป็นอาบัตชิ ั่วหยาบ

เล่มที่ ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๕ 153

ส่วนวัตถุอีก ๑๘ ประการที่ตรงกันข้ามจากน้ี มีข้อว่าแสดงส่ิงที่ไม่เป็นธรรมว่าไม่เป็น
ธรรม เปน็ ต้น พึงทราบว่าเปน็ ลกั ษณะของธมั มวาทบี ุคคล (ดูเล่มสมบรู ณ์ ๔๖๘ /๓๖๒-๓๖๓)

วิธปี ฏิบัติตอ่ พวกภิกษุผูก้ ่อความทะเลาะววิ าท
๑. วธิ ปี ฏิบัตสิ �ำหรบั สหธรรมกิ ด้วยกัน
นอกจากท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ท่านพระมหากัสสปะ
ท่านพระมหากัจจายนะ ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ท่านพระมหากัปปินะ ท่านพระมหาจุนทะ
ท่านพระอนรุ ทุ ธะ ท่านพระเรวตะ ทา่ นพระอบุ าลี ท่านพระอานนท์ ทา่ นพระราหุล ต่างเขา้ เฝา้
พระผ้มู ีพระภาคและได้ทลู ถามวธิ ีปฏิบตั ิ
พระผูม้ พี ระภาคได้แสดงวิธปี ฏิบตั ิต่อพวกภกิ ษุชาวกรุงโกสมั พี ๒ ฝ่ายในฐานะ ทเ่ี ปน็
สหธรรมิกด้วยกัน ดงั นี้
๑. จงวางตนอยอู่ ย่างชอบธรรม
๒. ให้ก�ำหนดเอาวัตถุ ๑๘ ประการ ทัง้ ทเ่ี ปน็ ลกั ษณะอธัมมวาทีและธัมมวาที มาเป็น
หลักตัดสนิ วา่ บุคคลไหนควรได้รบั การปฏบิ ัติตอ่ อย่างไร
๓. จัดเสนาสนะทวี่ า่ งให้เปน็ ทีพ่ ักอาศยั
๔. ถ้าไมม่ ีเสนาสนะทีว่ ่าง พงึ จดั เสนาสนะให้วา่ งแล้วให้แกภ่ กิ ษุเหล่านั้น
๕. (ถ้าพึงมอี ามิสเกิดข้ึน) พึงแบ่งอามสิ ใหเ้ ท่า ๆ กนั
๒. วิธปี ฏิบัตสิ �ำหรับภิกษณุ ี
พระนางมหาปชาบดโี คตมีเขา้ เฝ้ากราบทลู ถามวธิ ีปฏิบัติ
พระผู้มีพระภาคตรัสวิธีปฏิบัติต่อภิกษุชาวกรุงโกสัมพีทั้ง ๒ ฝ่ายนั้นว่า “จงฟังธรรม
ของภิกษุท้ัง ๒ ฝ่าย คร้ันฟังแล้ว จงพอใจความเห็นของฝ่ายธัมมวาที และวัตรปฏิบัติใด
ที่ภิกษุณีสงฆ์พึงหวังจากภิกษุสงฆ์ พึงหวังเฉพาะจากฝ่ายธัมมวาทีเท่าน้ัน” (ดูเล่มสมบูรณ์
๔๗๐/๓๖๖)
๓. วิธปี ฏิบตั ิส�ำหรบั อุบาสกอบุ าสิกา
อนาถบิณฑกิ คหบดแี ละนางวิสาขามิคารมาตาเขา้ เฝา้ ทลู ถามวิธีปฏบิ ัติ
พระผมู้ พี ระภาคตรสั วธิ ปี ฏบิ ตั ติ อ่ ภกิ ษชุ าวกรงุ โกสมั พที งั้ ๒ ฝา่ ยนน้ั วา่ “จงถวายทานแก่
ภกิ ษทุ ้ัง ๒ ฝา่ ย จงฟังธรรมของทง้ั ๒ ฝ่าย ครนั้ ฟังแล้ว จงพอใจ ความเห็นความเช่ือของภิกษุ
ฝ่ายธมั มวาท”ี (ดเู ล่มสมบรู ณ์ ๔๗๑-๔๗๒/๓๖๖)

154 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระวินัยปฎิ ก

ทรงอนญุ าตให้รับกันและกันเข้าหม่แู ละท�ำสงั ฆสามัคคี
เมื่อภิกษุชาวกรุงโกสัมพีทั้ง ๒ ฝ่ายมาถึงพระเชตวัน พร้อมเพรียงกันระงับอธิกรณ์ใน
ส�ำนักพระผู้มีพระภาค พระพุทธองค์ได้ให้สงฆ์รับภิกษุผู้ถูกลงอุกเขปนียกรรม เข้าหมู่แล้วท�ำ
สังฆสามัคคี โดยการประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ต่อจากน้ัน ให้ท�ำอุโบสถ
ยกพระปาตโิ มกข์ขึน้ แสดง

ขอ้ สรปุ พระวินยั ปฎิ ก มหาวรรค ภาค ๒

มหาวรรค ภาค ๒ เล่มท่ี ๕ นี้ มีเน้อื หาประกอบด้วย
๑. จมั มขันธกะ ๑๓ หัวข้อ
๒. เภสัชชขนั ธกะ ๒๗ หัวขอ้
๓. กฐินขันธกะ ๑๕ หวั ขอ้
๔. จวี รขนั ธกะ ๓๒ หวั ขอ้
๕. จมั เปยยขันธกะ ๓๗ หัวข้อ
๖. โกสมั พิกขนั ธกะ ๑๐ หัวขอ้
รวมทง้ั สิ้น ๖ ขันธกะ ๑๓๔ หวั ขอ้

เป็นเร่ืองเกี่ยวกับอภิสมาจาริกสิกขา คือระเบียบข้อปฏิบัติของภิกษุสงฆ์ แม้จะไม่ใช่
ข้อบังคับโดยตรง เช่น ศลี ๒๒๗ สิกขาบททมี่ าในพระปาตโิ มกข์ แตก่ ม็ ีความส�ำคญั ไม่น้อยเลย
เพราะอภิสมาจาริกสิกขาเหล่าน้ัน เป็นเครื่องรักษามารยาท ภิกษุสงฆ์ที่มาจากต่างตระกูล
ต่างวรรณะให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบเรียบร้อยน่าเล่ือมใส ดุจเส้นด้ายที่ร้อยดอกไม้นานาพรรณ
ใหเ้ ป็นระเบียบเรยี บร้อยสวยงามฉะนนั้ .

เลม่ ที่ ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๖ 155

พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๖

พระวินัยปิฎก เลม่ ท่ี ๖
(จฬู วรรค ภาค ๑)

พระวินัยปฎิ ก จูฬวรรค๖ มี ๒ ภาค แบ่งเนอ้ื หาออกเป็น ๑๒ ขันธกะ คอื จฬู วรรค
ภาค ๑ มี ๔ ขันธกะ จดั เปน็ พระวินัยปฎิ ก เลม่ ๖ และจูฬวรรค ภาค ๒ มี ๘ ขันธกะ จัดเปน็
พระวนิ ยั ปฎิ ก เล่ม ๗
พระวนิ ปั ฎิ กทง้ั ๒ ภาคน้ี แบง่ เนอื้ เปน็ สว่ นสงั ฆกรรมประเภทนคิ คหกรรมและกฎระเบยี บ
ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามสงฆ์ เรียกโดยรวมว่า “อภิสมาจาริกา สิกขา” ไม่ได้เป็น
สิกขาบทบญั ญัติท่ีมาในพระปาตโิ มกข์ สงฆจ์ งึ ไมต่ ้องยกข้นึ แสดงทกุ ครึง่ เดอื น
จูฬวรรค แปลวา่ หมวดเลก็ หมายถงึ หมวดทีว่ า่ ดว้ ยเร่ืองเบด็ เตล็ดนอกจากบทบัญญัติ
ทม่ี าในพระปาตโิ มกข์ เนอื้ หาในคมั ภรี จ์ ฬู วรรค ภาค ๑ เกอื บ จะทงั้ หมด ไมไ่ ดว้ า่ ดว้ ยบทบญั ญตั ิ
ทเ่ี ปน็ ขอ้ หา้ ม แตว่ า่ ดว้ ยระเบยี บปฏบิ ตั เิ กย่ี วกบั การลงนคิ คหกรรมแกภ่ กิ ษผุ ปู้ ระพฤตไิ มส่ มควร
หลังจากที่ปรับอาบัติภิกษุน้ันแล้ว ว่าด้วย ปริวาสกรรมเพ่ือการออกจากอาบัติสังฆาทิเสส
และว่าด้วยอธิกรณสมถะ คือวิธีการระงับอธิกรณ์ในกรณีต่าง ๆ จึงปรากฏข้อความท่ีว่าด้วย
การปรบั อาบัติเพียงเลก็ น้อยเท่าน้ัน เชน่
“ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษผุ อู้ ยปู่ รวิ าสไมพ่ งึ ยนิ ดกี ารทปี่ กตตั ตภกิ ษกุ ราบไหว้ ... การถหู ลงั ให้
ในคราวอาบนำ้� รูปใดยนิ ดี ตอ้ งอาบัตทิ กุ กฏ” (ดูเล่มสมบรู ณ์ ๗๕/๑๕๘)
“ภกิ ษทุ งั้ หลาย ตัชชนยี กรรมก็ดี ... อุกเขปนกี รรมกด็ ี ภิกษไุ ม่พงึ ลงแก่ภกิ ษทุ ง้ั หลาย
ผูม้ ไิ ด้อย่ตู ่อหนา้ รูปใดลง ตอ้ งอาบตั ทิ ุกกฏ” (ดเู ลม่ สมบรู ณ์ ๑๘๕/๒๙๖)
เรง่ื ทไี่ ม่ดงี ามซงึ่ เกดิ ขึ้นในสังคมสงฆ์ ถ้าเป็นการละเมดิ บทบัญญตั ิขอ้ ห้าม ภกิ ษผุ ูล้ ะเมดิ
ย่อมต้องอาบัติตามสมควรแก่กรณีแน่นอน โดยไม่ต้องมีใครมากล่าวโทษ น่ีเป็นมาตรการ
ขน้ั ท่ี ๑ แตใ่ นบางกรณี หลงั จากทป่ี รบั โทษแลว้ ยงั ตอ้ งมกี ระบวนการสงั ฆกรรมเขา้ มาเกยี่ วขอ้ งดว้ ย
กฎนิคคหกรรมก็ดี ปริวาสกรรมเพื่อการออกจากอาบัติสังฆาทิเสสก็ดี วิธีการระงับ
อธกิ รณ์ที่เรียกว่าอธกิ รณสมถะก็ดี ถือเป็นมาตรการขัน้ ท่ี ๒ ท่จี ะจัดการกับปญั หาที่เกิดขึ้นใน
สังคมสงฆ์ ทั้งน้ีเพื่อแก้ปัญหาแต่ละอย่างของสงฆ์ให้เด็ดขาดและประคับประคองศรัทธาของ
ชาวบ้านผ้ถู วายความอปุ ถมั ภ์

๖ บทนำ� เลม่ ๖ : พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบับมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, กรุงเทพมหานคร, ๒๕๓๙.

156 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระวินัยปฎิ ก

เนื้อหาแห่งจูฬวรรค ภาค ๑ แสดงให้เห็นกระบวนการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
ของสงฆ์ เช่น การประชุมพิจารณาแก้ปัญหากรณีใด ๆ ก็ตาม จะมีการประกาศให้ทราบ
โดยทวั่ กนั ถา้ เปน็ เรอ่ื งทไ่ี มส่ �ำคญั มากกจ็ ะประกาศครง้ั เดยี ว เรยี กวา่ “ญตั ตกิ รรมวาจา” ถา้ เปน็
เรื่องส�ำคัญมากท่ีสุดก็จะประกาศให้ทราบ ๑ ครั้ง แล้วประกาศซ้�ำเพื่อขอมติอีก ๓ ครั้ง
เรียกวา่ “ญัตติจตุตถกรรมวาจา”
นอกจากน้ี เนอ้ื หาบางตอนยงั แสดงใหเ้ หน็ กระบวนการยตุ ธิ รรมทผ่ี สมผสากบั ระหวา่ ง
หลักวิชาการของชาวโลกกับหลักพระธรรมวินัย เช่น ตอนท่ีว่าด้วย “เยภุยยสิกา” วิธีระงับ
อธิกรณ์โดยถือตามเสียงข้างมาก ในการด�ำเนินงานเรื่องใดก็ตาม เมื่อมีความเห็นขัดแย้งไม่ลง
รอยกนั พระผมู้ พี ระภาคทรงมพี ระพทุ ธานญุ าตใหล้ งคะแนนเสยี งโดย การจบั สลาก ในเบอื้ งตน้
ทรงก�ำหนดคุณสมบัติของผู้ท่ีจะเป็นประธานในการจับสลากไว้ว่า ต้องเป็นผู้ไม่ล�ำเอียง
เพราะความชอบ เพราะความชัง เพราะความหลง เพราะความกลัวและมีความรอบรู้
เชย่ี วชาญในวิธกี ารจบั สลากเป็นอยา่ งดี (ดูเล่มสมบรู ณ์ ๒๐๒/๓๑๘)

เน้อื หาโดยยอ่ แหง่ จฬู วรรค ภาค ๑

๑. กมั มขันธกะ ตอนวา่ ด้วยนิคคหกรรม (การลงโทษ) มที งั้ หมด ๕ หวั ข้อคือ
๑. ตชั ชนียกรรม การขู่
๒. นยิ สกรรม การถอดยศ
๓. ปพั พาชนยี กรรม การขบั ไล่
๔. ปฏิสารณียกรรม การให้กลับส�ำนกึ ได้
๕. อกุ เขปนยี กรรม การยกออกจากหมู่ เพราะเหตุ ๓ ประการ คือ

๑. อกุ เขปนียกรรมเพราะไมเ่ ห็นวา่ เป็นอาบัติ
๒. อุกเขปนียกรรมเพราะไม่ท�ำคืนอาบตั ิ
๓. อกุ เขปนียกรรมเพราะไมส่ ละทิฏฐิบาป

๒. ปาริวาสิกขันธกะ ตอนว่าด้วยระเบียบปฏิบัติเก่ียวกับปริวาส มีท้ังหมด ๕
หวั ขอ้ นบั จ�ำนวนต่อจากกัมมขันธกะดังนค้ี อื
๑. ปารวิ าสกิ วตั ตะ วา่ ดว้ ยวตั รของภกิ ษผุ ู้อยูป่ รวิ าส
๒. มลู ายปฏิกสั สนารหวตั ตะ วา่ ดว้ ยวตั รของภกิ ษผุ คู้ วรแกก่ ารชกั เขา้ หาอาบตั เิ ดมิ
๓. มานัตตารหวตั ตะ วา่ ดว้ ยวัตรของภกิ ษุผูค้ วรแกม่ านัต
๔. มานตั ตจาริกวัตตะ ว่าด้วยวัตรของภิกษุผู้ประพฤตมิ านัต

เลม่ ท่ี ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๖ 157

๕. อพั ภานารหวัตตะ ว่าดว้ ยวตั รของภิกษุผู้ควรแกอ่ ัพภาน

๓. สมุจจยขันธกะ ตอนว่าด้วยการประมวลวิธีการออกจากอาบัติสังฆาทิเสส
มีทั้งหมด ๑๑ หวั ข้อ นับจ�ำนวนต่อจากปรวิ าสิกขนั ธกะ ดงั น้ี คอื
๑. สุกกวิสัฏฐิ ว่าด้วยวิธีการออกจากอาบัติท่ีต้องเพราะท�ำน้�ำอสุจิ
ใหเ้ คลอ่ื น
๒. ปริวาส ว่าด้วยการอยู่ชดใช้
๓. จัตตาฬสี กะ วา่ ด้วยกรณตี ัวอย่าง ๔๐ กรณี
๔. ฉตั ตงิ สกะ ว่าด้วยกรณตี วั อย่าง ๓๖ กรณี
๕. มานตั ตสตะ วา่ ด้วยกรณตี วั อยา่ งการใหม้ านตั ๑๐๐ กรณี
๖. สมูลายสโมธานปรวิ าสจตุสตะ วา่ ดว้ ยสโมธานปรวิ าสกบั การชกั เขา้ หาอาบตั ิ
เดิม ๔๐๐ กรณี
๗. ปริมาณาทิวารอัฏฐกะ วา่ ด้วยวาระอาบตั มิ ีจ�ำนวนนับไดเ้ ปน็ ตน้ ๘ กรณี
๘. เทฺวภิกขุวารเอกาทสกะ ว่าด้วยวาระการใหม้ านัตแก่ภิกษุ ๒ รปู ๑๑ กรณี
๙. มูลายอวิสุทธินวกะ วา่ ด้วยความไม่หมดจดจากอาบัตเิ ดมิ ๙ กรณี
๑๐. มูลายวิสทุ ธินวกะ วา่ ด้วยความหมดจดจากอาบตั ิเดมิ ๙ กรณี
๑๑. ตตยิ นวกะ ว่าด้วยความหมดจดจากอาบัติโดยขั้นตอนที่ ๓ รวม
๙ กรณี

๔. สมถขนั ธกะ ตอนว่าดว้ ยวิธีระงับอธกิ รณ์ มที งั้ หมด ๙ หัวขอ้ นับจ�ำนวนตอ่ จาก
สมุจจยขนั ธกะ ดังนค้ี ือ
๑. สมั มขุ าวินยั วา่ ด้วยระงบั อธกิ รณใ์ นที่พรอ้ มหนา้
๒. สติวนิ ัย ว่าด้วยระงับอธิกรณ์โดยประกาศสมมติให้ว่าเป็น
ผู้มีสตสิ มบูรณ์
๓. อมูฬหวินยั ว่าด้วยระงับอธิกรณ์โดยยกประโยชน์ให้ว่าต้องอาบัติ
ในขณะเป็นบ้า
๔. ปฏญิ ญาตกรณะ วา่ ด้วยระงับอธิกรณต์ ามค�ำรับของจ�ำเลย
๕. เยภุยยสิกา ว่าดว้ ยระงับอธกิ รณต์ ามเสยี งขา้ งมาก
๖. ตสั สปาปยิ สกิ า วา่ ดว้ ยระงับอธิกรณโ์ ดยการลงโทษแกผ่ ทู้ �ำผดิ

158 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระวินยั ปิฎก

๗. ติณวตั ถารกะ ว่าดว้ ยระงับอธิกรณ์โดยการประนีประนอม
๘. อธิกรณะ วา่ ดว้ ยอธิกรณ์ ๔ อยา่ ง
๙. อธกิ รณวูปสมถะ วา่ ด้วยความสงบระงับอธิกรณ์

เนือ้ หาโดยพิสดารแหง่ จฬู วรรค ภาค ๑
๑. กัมมขันธกะ ตอนวา่ ด้วยนคิ คหกรรม

นิคคหกรรม แปลว่า การกด การต�ำหนิ เป็นการลงโทษตามพระธรรมวินัย จัดเป็น
สังฆกรรมประเภทหน่ึง นคิ คหกรรมถอื เปน็ มาตรการลงโทษข้ันที่ ๒ หลังจากทีป่ รับอาบตั ภิ ิกษุ
ผูฝ้ า่ ฝนื ละเมิดสิกขาบทท่ีมาในพระปาตโิ มกข์ หรอื กฎขอ้ หา้ มอนื่ ใด ตามสมควรแกก่ รณีแล้ว

นคิ คหกรรมท่ีแสดงไวใ้ นจฬู วรรค ภาค ๑ น้ีมี ๕ ประการ คอื
๑) ตชั ชนียกรรม
ตัชชนียกรรม แปลว่า กรรมอันสงฆ์พึงท�ำแก่ภิกษุอันจะพึงขู่ หมายถึงนิคคหกรรม
ซงึ่ สงฆล์ งแกภ่ กิ ษผุ กู้ อ่ ความบาดหมาง กอ่ ความทะเลาะววิ าท กอ่ ความออื้ ฉาว กอ่ อธกิ รณใ์ นสงฆ์

ปฐมเหตแุ หง่ ตัชชนียกรรม
ขณะทีพ่ ระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน เขตกรุงสาวตั ถี พวกภกิ ษุ นิสิตของ
พระปัณฑุกะและพระโลหิตกะ ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะวิวาท ก่อความอื้อฉาว
ก่ออธกิ รณใ์ นสงฆ์ นอกจากน้ีกย็ งั เที่ยวยยุ งสง่ เสริมภิกษเุ หลา่ อืน่ ให้ท�ำความเสือ่ มเสยี นี้ด้วย
พระผู้มีพระภาคทรงทราบเรื่อง จึงรับสั่งให้สงฆ์ลงตัชชนียกรรมแก่พวกภิกษุนิสิตของ
พระปัณฑุกะและพระโลหิตกะ

๒) นิยสกรรม
นิยสกรรม แปลว่า กรรมอันสงฆ์พึงท�ำให้เป็นผู้ไร้ยศ ได้แก่ การถอดยศลดพรรษา

หมายถึงนิคคหกรรมซึ่งสงฆล์ งแก่ภิกษผุ ้โู งเ่ ขลา ไม่ฉลาด ผูม้ ีอาบตั ิมาก ตอ้ งอาบตั กิ �ำหนดไม่ได้
อยู่คลุกคลีกบั พวกคฤหสั ถด์ ้วยการคลกุ คลที ีไ่ มส่ มควร

ปฐมเหตแุ ห่งนิยสกรรม
ท่านพระเสยยสกะเป็นภิกษุโง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติก�ำหนดไม่ได้
ขณะที่พวกปกตัตตภิกษุให้ปริวาส ชักเธอเข้าอาบัติเดิม ให้มานัตและอัพภานอยู่ก็ยังไปอยู่
คลกุ คลกี ับพวกคฤหสั ถ์ดว้ ยการคลกุ คลีที่ไม่สมควร

เล่มท่ี ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๖ 159

พระผู้มีพระภาคทรงทราบเรื่อง จึงรับสั่งให้สงฆ์ลงนิยสกรรม คือถอดยศลดพรรษา
โดยสัง่ ใหก้ ลบั ไปถือนสิ ยั ใหม่
๓) ปพั พาชนยี กรรม
ปัพพาชนียกรรม แปลว่า กรรมอันสงฆ์พึงท�ำแก่ภิกษุผู้จะพึงถูกไล่ ได้แก่การขับออก
จากหมู่ การไล่ออกจากวัด หมายถึงนิคคหกรรมซ่ึงสงฆ์ลงแก่ภิกษุผู้ประทุษร้ายตระกูลคือ
ประจบคฤหสั ถ์ และประพฤตเิ ลวทรามเปน็ ขา่ วเซ็งแซ่ ปรากฏเปน็ ทร่ี กู้ ันโดยทวั่ ไป

ปฐมเหตุแห่งปพั พาชนยี กรรม
พระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ เป็นอลัชชีเลวทราม อยู่ในกีฏาคิรีชนบท ประพฤติ
ไม่เหมาะสมต่าง ๆ เช่น ปลูกไม้ดอก ร้อยดอกไม้ ประดิษฐ์ไม้ดอกไม้ประดับแล้วน�ำไป
ใหพ้ วกกุลสตรี กุลธิดา กุลกมุ ารี สะใภข้ องตระกูล ทาสหญิงของตระกลู
สมัยน้นั พระผมู้ ีพระภาคประทบั อยู่ ณ พระเชตวนั กรงุ สาวตั ถี ทรงทราบเร่ืองนั้นจึง
รับส่ังให้ท่านพระสารีบุตรและท่านพระโมคคัลลานะพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ไปลงปัพพาชนียกรรม
แก่พระอัสสชิและพระปุนพั พสกุ ะให้ออกไปจากกีฏาคริ ีชนบท
๔) ปฏิสารณียกรรม
ปฏิสารณยี กรรม แปลวา่ กรรมอนั สงฆพ์ งึ ท�ำแกภ่ กิ ษุผู้จะพงึ ถกู ส่ังใหก้ ลบั ไป หมายถงึ
ถา้ มีภิกษุบางรูปด่าว่าคฤหัสถ์ผ้มู ศี รทั ธา เปน็ ทายก เปน็ ผู้ท�ำงานอุปถมั ภ์สงฆด์ ว้ ยปจั จยั ๔ สงฆ์
พงึ ลงโทษภกิ ษุน้นั โดยใหส้ �ำนกึ ผิดได้ ให้กลบั ไปขอขมาคฤหัสถ์ที่เธอด่าวา่ นนั้

ปฐมเหตแุ ห่งปฏิสารณยี กรรม
สมัยนั้น ทา่ นพระสธุ รรมเป็นพระนักก่อสร้างอยู่ ณ เมอื งมจั ฉิกาสณฑ์ จิตตคหบดีเปน็
คนมีศรัทธา เป็นทายก เป็นผู้ท�ำงานอุปถัมภ์สงฆ์ท่ีพักอาศัยอยู่ ณ เมืองมัจฉิกาสณฑ์นั้นด้วย
ปัจจยั ๔ ในคราวบ�ำเพญ็ กศุ ลแต่ละครง้ั จิตตคหบดีเมอ่ื จะนิมนต์ สงฆ์ คณะ หรือบคุ คล ตอ้ ง
กราบเรียนให้ท่านพระสธุ รรมทราบกอ่ นทุกคร้ัง
สมัยหนึ่ง พระมหาเถระหลายรูป มีท่านพระสารีบุตรและท่านพระโมคคัลลานะ
เปน็ ต้นเทีย่ วจาริกจากแควน้ กาสีลถุ ึงเมืองมัจฉิกาสณฑ์ จติ ตคหบดีทราบวา่ พระมหาเถระมาถึง
เมืองมัจฉิกาสณฑ์ รู้สึกดีใจ จึงนิมนต์พระมหาเถระเหล่าน้ันไปฉันภัตตาหาร ท่ีบ้านโดยไม่ได้
กราบเรียนท่านพระสุธรรมให้ทราบก่อน ท�ำให้ท่านโกรธกล่าวกับจิตตคหบดีว่า “ท่านคหบดี
จดั เตรียมของเค้ียวของฉนั ไวอ้ ย่างเพยี งพอ แต่สงิ่ หนึง่ คอื ขนมแดกงา ไม่มีในที่น้ี”

160 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระวนิ ัยปิฎก

ค�ำพูดประโยคน้ขี องท่านพระสุธรรม ท�ำให้จติ ตคหบดีเกดิ ความรสู้ ึกบางอย่างจงึ กล่าว
ตอบโดยเล่านิทานเรื่องลูกไก่ที่เกิดจากแม่ไก่ผสมกับพ่อกาว่า “เวลาท่ีลูกไก่ จะร้องอย่างกา
มันก็ร้องเสียงกาผสมเสียงไก่ เวลาท่ีจะขันอย่างไก่ มันก็ขันเสียงไก่ ผสมเสียงกา เหมือนกับ
ทา่ นพระสุธรรมทเ่ี มอื่ พระพุทธพจนม์ อี ยูม่ ากมาย แต่กลับมาพดู ว่า “ขนมแดกงา” ค�ำพูดของ
จติ ตคหบดที �ำใหท้ า่ นพระสธุ รรมโกรธ ทา่ นจงึ เดนิ ทางไปเขา้ เฝา้ พระผมู้ พี ระภาค ณ พระเชตวนั
พระผู้มีพระภาคทรงทราบเร่ืองน้ัน ทรงต�ำหนิท่านพระสุธรรม รับสั่งให้สงฆ์ลง
ปฏิสารณียกรรมแก่ทา่ น โดยสั่งให้กลบั ไปขอขมาจิตตคหบดี
๕) อุกเขปนยี กรรม

อกุ เขปนยี กรรม แปลวา่ กรรมอนั สงฆพ์ งึ ลงแกภ่ กิ ษผุ จู้ ะพงึ ยกเสยี หมายถงึ นคิ คหกรรม
ซ่ึงสงฆ์ลงแก่ภกิ ษผุ ู้ตอ้ งอาบตั ิแล้วไม่ยอมรบั ว่าเปน็ อาบัติแบ่งออกเปน็ ๓ หวั ข้อย่อยดงั นี้คอื
๑. อกุ เขปนยี กรรมเพราะไมเ่ หน็ วา่ เป็นอาบตั ิ
ปฐมเหตแุ หง่ อกุ เขปนยี กรรมเพราะไม่เหน็ อาบตั ิ
สมัยน้ัน พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม เขตกรุงโกสัมพี ท่านพระฉันนะ
ต้องอาบัติแล้วก็ไม่ยอมรับว่าเป็นอาบัติ พระผู้มีพระภาคทรงทราบเร่ือง ทรงต�ำหนิ รับสั่งให้
สงฆล์ งอุกเขปนียกรรมแก่ท่านเพราะไมเ่ หน็ อาบตั ิ
๒. อุกเขปนยี กรรมเพราะไม่ท�ำคนื อาบตั ิ
ปฐมเหตุแหง่ อกุ เขปนยี กรรมเพราะไม่ท�ำคนื อาบัติ
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม เขตกรุงโกสัมพี ท่านพระฉันนะ
ต้องอาบัติแล้วไม่ปรารถนาจะท�ำคืนอาบัติ พระผู้มีพระภาคทรงทราบเรื่อง ทรงต�ำหนิ รับส่ัง
ใหส้ งฆ์ลงอกุ เขปนียกรรมแกท่ ่านเพราะไมท่ �ำคืนอาบตั ิ
๓. อุกเขปนียกรรมเพราะไม่สละทิฏฐิบาป
ปฐมเหตุแหง่ อุกเขปนยี กรรมเพราะไมส่ ละทฏิ ฐบิ าป
สมัยน้ัน พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน กรุงสาวัตถี ท่านพระอริฏฐะ
ผมู้ บี รรพบรุ ษุ เปน็ พรานฆา่ นกแรง้ เกดิ ทฏิ ฐบิ าปขน้ึ อยา่ งนวี้ า่ “เรารทู้ วั่ ถงึ ธรรมทพ่ี ระผมู้ พี ระภาค
ทรงแสดงแลว้ จนกระทงั่ วา่ ธรรมตามทพี่ ระผมู้ พี ระภาคตรสั วา่ เปน็ ธรรมกอ่ อนั ตรายกห็ าสามารถ
ก่ออนั ตรายแก่ผซู้ อ่ งเสพไดจ้ ริงไม”่ (วิ.มหา. ๒/๔๑๗/๕๒๗)
พระผู้มีพระภาคทรงทราบเรื่อง ทรงต�ำหนิ ทรงบัญญัติอริฏฐสิกขาบทห้ามแสดง
ทิฏฐิอย่างนี้ (ดู ว.ิ มหา. ๒/๔๑๘/๕๒๘)
ตอ่ มาสงฆไ์ ดล้ งอุกเขปนยี กรรมแกพ่ ระอริฏฐะเพราะไมส่ ละทฏิ ฐิบาป

เล่มท่ี ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๖ 161

ขนั้ ตอนการลงนคิ คหกรรม
๑. สงฆ์โจทภกิ ษุผปู้ ระพฤตไิ ม่สมควรที่เป็นเหตุใหถ้ ูกลงนคิ คกรรมนนั้ ๆ
๒. ให้ภิกษุนน้ั ใหก้ าร
๓. ปรบั อาบัติตามธรรม
๔. ภกิ ษผุ ูฉ้ ลาดสามารถประกาศใหส้ งฆท์ ราบโดยทวั่ กนั ดว้ ยญตั ติจตุตถกรรมวาจา

ขนั้ ตอนการระงบั นิคคหกรรม
๑. ภิกษุผู้ถูกสงฆ์ลงนิคคหกรรมน้ัน ครั้นกลับประพฤติชอบ หายเย่อหย่ิง กลับตัว
ไดแ้ ล้ว พงึ เข้าไปหาสงฆ์ ห่มอตุ ตราสงคเ์ ฉวยี งบา่ กราบเทา้ ภกิ ษผุ ู้แก่พรรษา กลา่ วค�ำขอระงับ
นคิ คหกรรม ๓ ครัง้
๒. ภิกษุผู้ฉลาดสามารถประกาศให้สงฆ์ทราบโดยทั่วกันด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา
เพอ่ื ระงับนคิ คหกรรม

ตวั อย่างการลงและระงับตชั ชนียกรรม
กรณีของพวกภกิ ษนุ สิ ิตของพระปัณฑกุ ะและพระโลหติ กะ
๑. สงฆ์โจทพวกภกิ ษนุ ิสติ ของพระปัณฑกุ ะและพระโลหิตกะ
๒. ใหพ้ วกเธอใหก้ าร
๓. ปรบั อาบัติตามธรรม
๔. ภกิ ษผุ ูฉ้ ลาดสามารถ ประกาศใหส้ งฆท์ ราบดว้ ยญัตตจิ ตตุ ถกรรมวาจา โดยตั้งญตั ติ
๑ คร้ังว่า
ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า พวกภิกษุนิสิตของพระปัณฑุกะและพระโลหิตกะ
ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอ้ือฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ด้วย
ตนเอง และพากนั เขา้ ไปหาภิกษุพวกอืน่ ทก่ี ่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ กอ่ ความวิวาท
กอ่ ความออ้ื ฉาว ก่ออธกิ รณ์ในสงฆ์ แล้วกล่าวอยา่ งน้ี วา่ “ภกิ ษรุ ปู นัน้ อยา่ ไดเ้ อาชนะพวกท่าน
ท่านท้ังหลายจงโต้ตอบให้แข็งขัน พวกท่านเป็นบัณฑิตกว่า เฉลียวฉลาดกว่า เป็นพหูสูตกว่า
และสามารถกว่าภิกษุนั้น อย่ากลัวภิกษุน้ัน แม้พวกกระผมจะคอยเป็นฝ่ายพวกท่าน” ท�ำให้
ความบาดหมางทยี่ งั ไมเ่ กดิ ก็เกดิ ขึน้ ท่ีเกดิ ข้นึ แล้วก็ขยายลุกลามออกไป ถา้ สงฆ์พรอ้ มกันแล้ว
พงึ ลงตชั ชนยี กรรมแก่พวกภิกษุนิสติ ของพระปณั ฑุกะและพระโลหิตกะ น่เี ปน็ ญตั ติ

162 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระวินัยปิฎก

ต่อจากน้นั ก็สวดกรรมวาจา ๓ ครัง้ วา่
ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า พวกภิกษุนิสิตของพระปัณฑุกะและพระโลหิตกะ
ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ด้วย
ตนเอง และพากันเขา้ ไปหาภิกษุพวกอนื่ ท่กี ่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความววิ าท
ก่อความอื้อฉาว กอ่ อธกิ รณ์ในสงฆ์ แล้วกล่าวอยา่ งน้ี ว่า “ภกิ ษุรูปนัน้ อยา่ ได้เอาชนะพวกทา่ น
ท่านทั้งหลายจงโต้ตอบให้แข็งขัน พวกท่านเป็นบัณฑิตกว่า เฉลียวฉลาดกว่า เป็นพหูสูตกว่า
และสามารถกว่าภิกษุนั้น อย่ากลัวภิกษุนั้น แม้พวกกระผมจะคอยเป็นฝ่ายพวกท่าน” ท�ำให้
ความบาดหมางทยี่ งั ไมเ่ กดิ กเ็ กดิ ขน้ึ ทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ กข็ ยายลกุ ลามออกไป สงฆพ์ งึ ลงตชั ชนยี กรรม
แกพ่ วกภกิ ษนุ สิ ติ ของพระปณั ฑกุ ะและพระโลหติ กะ ทา่ นรปู ใดเหน็ ดว้ ยกบั การลงตชั ชนยี กรรม
แกพ่ วกภกิ ษุนิสติ ของพระปัณฑกุ ะและพระโลหิตกะนั้น ท่านรูปนัน้ พึงนิง่ ทา่ นรปู ใดไม่เหน็ ด้วย
ทา่ นรูปน้ันพงึ ทกั ท้วง

องค์ประกอบร่วมบางประการแห่งนคิ คหกรรมทั้ง ๕
๑. อธัมมกัมมทวาทสกะ ว่าด้วยนิคคหกรรมที่ไม่ชอบธรรม ๑๒ หมวด หมวดละ
๓ องค์ รวม ๓๖ องค์ส�ำหรับตัชชนยี กรรม นิยสกรรม ปพั พาชนียกรรม ปฏสิ ารณียกรรม และ
อุกเขปนยี กรรม
หมวดที่ ๑-๓ เป็นองคห์ ลกั ทีเ่ ป็นสาเหตุให้นิคคกรรมไมช่ อบธรรม ดงั น้ี

หมวดที่ ๑
๑. ลงลบั หลงั ๒. ลงโดยไมส่ อบถาม
๓. ไม่ลงตามปฏญิ ญา

หมวดที่ ๒
๑. ลงเพราะไมต่ ้องอาบัต ิ ๒. ลงเพราะอาบัติทีเ่ ป็นอเทสนาคามินี
๓. ลงเพราะอาบัติที่แสดงแลว้

หมวดที่ ๓
๑. ไมโ่ จทกอ่ นแลว้ จึงลง ๒. ไม่ให้จ�ำเลยให้การก่อนแล้วจึงลง
๓. ไมป่ รับอาบัติก่อนแลว้ จงึ ลง
หมวดที่ ๔-๑๒ มีองค์ใหม่เพิ่มเข้ามา ๒ อย่าง โดยน�ำองค์ในหมวดที่ ๑-๓ มาหมุน
เป็นจักร ดงั น้ี

เล่มที่ ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๖ 163

หมวดที่ ๔
๑. ลงลับหลงั ๒. ลงโดยไม่ชอบธรรม
๓. สงฆ์แบ่งพวกกันลง

หมวดท่ี ๕
๑. ลงโดยไม่สอบถาม ๒. ลงโดยไม่ชอบธรรม
๓. สงฆแ์ บง่ พวกกันลง

หมวดที่ ๖
๑. ไม่ลงตามปฏญิ ญา ๒. ลงโดยไมช่ อบธรรม ๓. สงฆแ์ บ่งพวกกนั ลง

หมวดท่ี ๗
๑. ลงเพราะไม่ต้องอาบัติ ๒. ลงโดยไมช่ อบธรรม
๓. สงฆแ์ บ่งพวกกนั ลง

หมวดที่ ๘
๑. ลงเพราะอาบตั ิทีเ่ ป็นอเทสนาคามินี ๒. ลงโดยไมช่ อบธรรม
๓. สงฆ์แบ่งพวกกันลง

หมวดท่ี ๙
๑. ลงเพราะอาบัตทิ แี่ สดงแลว้ ๒. ลงโดยไม่ชอบธรรม ๓. สงฆ์แบง่ พวกกนั ลง

หมวดท่ี ๑๐
๑. ไมโ่ จทกอ่ นแล้วจึงลง ๒. ลงโดยไม่ชอบธรรม ๓. สงฆ์แบง่ พวกกันลง

หมวดท่ี ๑๑
๑. ไม่ใหจ้ �ำเลยใหก้ ารกอ่ นแลว้ จงึ ลง ๒. ลงโดยไมช่ อบธรรม ๓. สงฆ์แบง่ พวกกันลง

หมวดท่ี ๑๒
๑. ไมป่ รับอาบตั ิก่อนแล้วจึงลง ๒. ลงโดยไมช่ อบธรรม ๓. สงฆแ์ บง่ พวกกนั ลง
๒. ธัมมกัมมทวาทสกะ วา่ ดว้ ยนิคคหกรรมทีช่ อบธรรม ๑๒ หมวด หมวดละ ๓ องค์
รวม ๓๖ องค์ มนี ยั ตรงกนั ขา้ มจากนคิ คหกรรมทีไ่ มช่ อบธรรมดังกล่าว มาน้ัน
๓. อากงั ขมานฉกั กะ วา่ ดว้ ยสงฆม์ งุ่ หวงั จะลงนคิ คหกรรม ๖ หมวด ส�ำหรบั ตชั ชนยี กรรม
นิยสกรรมและอุกเขปนยี กรรม
สงฆเ์ ม่ือมงุ่ หวงั พึงลงนิคคหกรรมแก่ภิกษุผปู้ ระกอบด้วยองค์ ๓ คอื

164 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระวนิ ัยปิฎก

หมวดที่ ๑
๑. ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอ้ือฉาว ก่ออธิกรณ์
ในสงฆ์
๒. โงเ่ ขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ตอ้ งอาบตั ิก�ำหนดไม่ได้
๓. อยคู่ ลุกคลีกบั คฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีกับคฤหสั ถ์ที่ไมส่ มควร
หมวดท่ี ๒
๑. มสี ลี วบิ ัติในอธสิ ีล ๒. มอี าจารวบิ ตั ิในอัชฌาจาร ๓. มที ฏิ ฐวิ บิ ตั ใิ นอตทิ ฏิ ฐิ
หมวดท่ี ๓
๑. กลา่ วติเตียนพระพทุ ธเจา้ ๒. กลา่ วตเิ ตียนพระธรรม ๓. กลา่ วตเิ ตยี นพระสงฆ์
สงฆ์เมื่อมุ่งหวงั พงึ ลงนคิ คหกรรมแกภ่ กิ ษุ ๓ รปู คือ
หมวดที่ ๔
๑. รูปหนึ่ง ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอ้ือฉาว
กอ่ อธิกรณใ์ นสงฆ์
๒. รูปหนง่ึ โงเ่ ขลา ไมฉ่ ลาด มอี าบตั ิมาก ต้องอาบัตกิ �ำหนดไม่ได้
๓. รปู หนง่ึ อยูค่ ลกุ คลีกบั คฤหัสถด์ ว้ ยการคลุกคลกี บั คฤหัสถ์ท่ีไม่สมควร

หมวดที่ ๕
๑. รปู หน่งึ มสี ีลวิบตั ิในอธสิ ลี ๒. รปู หนง่ึ มีอาจารวบิ ัตใิ นอัชฌาจาร
๓. รูปหนง่ึ มที ฏิ ฐวิ ิบตั ิในอตทิ ฏิ ฐิ

หมวดท่ี ๖
๑. รูปหนง่ึ กลา่ วติเตยี นพระพุทธเจ้า ๒. รปู หนึง่ กล่าวติเตียนพระธรรม
๓. รปู หนง่ึ กลา่ วตเิ ตยี นพระสงฆ์

๔. อฏั ฐารสวตั ตะ วา่ ดว้ ยวัตร ๑๘ ขอ้ ในนคิ คหกรรมประเภทตชั ชนียกรรม นยิ สกรรม
ปพั พาชนยี กรรม และปฏิสารณียกรรม ดังนี้
๑. ไมพ่ ึงให้อุปสมบท
๒. ไม่พงึ ให้นิสยั
๓. ไม่พงึ ใช้สามเณรอปุ ฏั ฐาก
๔. ไมพ่ ึงรบั แต่งต้ังเปน็ ผสู้ ั่งสอนภกิ ษุณี

เล่มที่ ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๖ 165

๕. แมไ้ ด้รับแตง่ ต้ังแล้วกไ็ ม่พงึ ส่ังสอนภกิ ษุณี
๖. ไม่พึงตอ้ งอาบัตทิ ี่เป็นเหตใุ หถ้ กู สงฆล์ งตัชชนยี กรรมน้นั อกี
๗. ไมพ่ ึงตอ้ งอาบัติอื่นท�ำนองเดยี วกัน
๘. ไม่พึงตอ้ งอาบตั ทิ ีเ่ ลวทรามกว่านัน้
๙. ไมพ่ งึ ต�ำหนกิ รรม
๑๐. ไมพ่ ึงต�ำหนภิ ิกษผุ ู้ท�ำกรรม
๑๑. ไม่พงึ งดอโุ บสถแกป่ กตัตตภิกษุ
๑๒. ไม่พึงงดปวารณาแก่ปกตตั ตภิกษุ
๑๓. ไม่พงึ ท�ำการไต่สวน
๑๔. ไมพ่ งึ เร่มิ อนวุ าทาธิกรณ์
๑๕. ไม่พงึ ขอโอกาสภกิ ษุอน่ื
๑๖. ไมพ่ งึ โจทภิกษุอ่นื
๑๗. ไมพ่ งึ ให้ภิกษอุ นื่ ใหก้ าร
๑๘. ไมพ่ ึงชักชวนกันกอ่ ความทะเลาะ

๕. นัปปฏิปัสสัมเภตัพพอัฏฐารสกะ ว่าด้วยองค์ ๑๘ ของภิกษุที่สงฆ์ไม่พึง
ระงับนิคคหกรรมประเภทตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม และปฏิสารณียกรรม
สงฆไ์ มพ่ งึ ระงบั นิคคหกรรมแก่ ภิกษผุ ู้ประกอบด้วยองค์เหล่านี้

หมวดท่ี ๑
๑. ใหอ้ ปุ สมบท ๒. ใหน้ สิ ัย
๓. ใชส้ ามเณรอปุ ฏั ฐาก ๔. รบั แต่งต้งั เปน็ ผู้สัง่ สอนภิกษณุ ี
๕. แม้ไดร้ ับแตง่ ตงั้ แล้วกย็ ังสง่ั สอนภิกษุ

หมวดท่ี ๒
๑. ตอ้ งอาบัตทิ ีเ่ ปน็ เหตุให้ถกู สงฆล์ งนคิ คหกรรมน้ัน
๒. ตอ้ งอาบตั อิ ่ืนท�ำนองเดยี วกัน
๓. ตอ้ งอาบัตทิ ่เี ลวทรามกว่าน้ัน
๔. ต�ำหนกิ รรม
๕. ต�ำหนภิ ิกษผุ ูท้ �ำกรรม

หมวดที่ ๓
๑. งดอุโบสถแก่ปกตัตตภิกษุ ๒. งดปวารณาแก่ปกตตั ตภิกษุ

166 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระวินยั ปฎิ ก

๓. ท�ำการไต่สวน ๔. เร่มิ อนุวาทาธิกรณ์
๕. ขอโอกาสภกิ ษุอนื่ ๖. โจทภกิ ษุอ่ืน
๗. ให้ภิกษอุ นื่ ให้การ ๘. ชักชวนกนั กอ่ ความทะเลาะ

๖. ปฏปิ ัสสัมเภตัพพอัฏฐารสกะ ว่าดว้ ยองค์ ๑๘ ของภิกษทุ ี่สงฆ์พึงระงบั นคิ คหกรรม
ประเภทตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนยี กรรมและปฏสิ ารณียกรรม มนี ัยตรงกันข้ามจาก
องคแ์ หง่ นัปปฏสิ มั เภตัพพอัฏฐารสกะดังกลา่ วขา้ งต้นนัน้

สรุปประเดน็ ส�ำคัญในกัมมขันธกะ
หลกั พืน้ ฐานในการลงนคิ คหกรรม
สงฆ์สามารถลงนิคคหกรรมได้เฉพาะแก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติที่เป็นเทสนาคามินีคือ อาบัติ
ถลุ ลจั จยั ปาจติ ตยี ์ ปาฏเิ ทสนยี ะ ทกุ กฏ และทพุ ภาสติ เทา่ นน้ั ไมส่ ามารถลงแกภ่ กิ ษผุ ตู้ อ้ งอาบตั ิ
ทเี่ ปน็ อเทสนาคามนิ คี อื อาบตั ปิ าราชกิ และสงั ฆาทเิ สส เพราะภกิ ษผุ ตู้ อ้ งอาบตั ปิ าราชกิ ขาดจาก
ความเปน็ ภิกษแุ ล้ว ส่วนภิกษุผู้ต้องอาบตั ิสังฆาทเิ สส ต้องไปอยู่กรรมตามกฎระเบียบท่ีปรากฏ
แล้วในปาริวาสิกขนั ธกะและสมจุ จยขนั ธกะ

นยั ส�ำคญั ของค�ำบางค�ำ
๑. ค�ำว่า “ลบั หลงั ” ในค�ำวา่ “ลงลบั หลงั ” หมายถึง สงฆ์ไม่ครบองค์ประชุม วินิจฉยั
โดยไม่ถูกต้องตามธรรมวินัย และบุคคลที่เก่ียวข้องในกรณีนั้น ๆ ไม่อยู่พร้อมหน้ากัน (วิ.อ.
๓/๔/๒๕๑, ดู วิ.อ. ๓/๓๔๐/๔๘๗)
ส่วนค�ำว่า “ต่อหนา้ ” มีนัยตรงกันข้ามจากนี้

๒. ค�ำวา่ “ไมช่ อบธรรม” ในค�ำวา่ “ลงโดยไมช่ อบธรรม” คอื ไมเ่ ปน็ ไปตามกระบวนการ
ของกรรมน้นั ๆ เช่น ในญตั ตทิ ตุ ิยกรรม ตอ้ งตง้ั ญตั ติ ๑ ครง้ั สวดกรรมวาจา ๑ ครั้ง แต่สงฆ์ท�ำ
ญตั ตทิ ตุ ิยกรรมด้วยการต้งั ญตั ติ ๑ คร้ัง ไม่สวดกรรมวาจา นชี้ ือ่ วา่ ไมช่ อบธรรม (ดู วิ.ม. (แปล)
๕/๓๔๗/๒๗๑)
สว่ นค�ำว่า “ชอบธรรม” คอื ท�ำกรรมไปตามกระบวนการข้นั ตอนของกรรมนัน้ ๆ เช่น
สงฆท์ �ำญัตติจตุตถกรรมด้วยการต้งั ญัตติ ๑ คร้ัง สวดกรรมวาจา ๓ ครั้ง
๓. ค�ำว่า “แบ่งพวก” ในค�ำว่า “สงฆ์แบ่งพวกกันลง” คือ ภิกษุผู้เข้าร่วมท�ำกรรม
ยังไม่พร้อมเพรียงกัน เช่น ในญัตติทุติยกรรม ภิกษุผู้จะเข้าร่วมท�ำกรรมยังมา ไม่ครบตาม

เล่มท่ี ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๖ 167

จ�ำนวนท่ีก�ำหนดไว้ ยังไม่ได้น�ำฉันทะของภิกษุผู้ควรแก่ฉันทะมา ภิกษุพวกที่ประชุมอยู่
พร้อมหน้ากค็ ัดค้าน (ดู วิ.ม. (แปล) ๕/๓๘๗/๒๗๒)
ส่วนค�ำวา่ “พรอ้ มเพรยี งกนั ” มนี ัยตรงกันข้ามจากนี้
๔. ค�ำว่า “มสี ีลวิบตั ใิ นอธสิ ีล” คอื ต้องอาบตั ิปาราชิก หรอื อาบตั ิสังฆาทิเสส
๕. ค�ำว่า “มีอาจารวบิ ตั ิในอัชฌาจาร” คอื ตอ้ งอาบัตถิ ลุ ลัจจัย ปาจติ ตีย์ ปาฏิเทสนียะ
ทุกกฏ หรอื ทุพภาสิต
๖. ค�ำว่า “มที ิฏฐวิ ิบตั ใิ นอติทฏิ ฐ”ิ คือ มีความเหน็ วา่ โลกเทีย่ ง โลกไมเ่ ที่ยง
๗. โลกมีท่ีสุด โลกไม่มีที่สุด (ว.ิ อ. ๓/๘๔/๔๘-๔๙, ดู ท.ี ส.ี ๙/๕๓/๒๑)
๘. ค�ำวา่ “ปกตัตตภิกษุ” คอื ภิกษผุ มู้ ีศีลและอาจาระเสมอกับภิกษทุ ้งั หลาย
๙. ตามปกติ คือ ไม่ใช่ภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิก ไม่ใช่ผู้ถูกสงฆ์ลงนิคคหกรรม ไม่ใช่
ผกู้ �ำลังอยกู่ รรมเพอ่ื ออกจากอาบัติสงั ฆาทิเสส

การระงับนคิ คหกรรม มี ๒ ลักษณะ
๑. ภิกษุผู้ถูกสงฆ์ลงนิคคหกรรมกลับประพฤติชอบ หายเย่อหย่ิง กลับตัวได้ขอระงับ
ต่อสงฆ์
๒. ภิกษุผู้ถูกสงฆ์ลงนิคคหกรรมสึกไป เช่น กรณีของพระอริฏฐะ (ดูเล่มสมบูรณ์
๗๑/๑๔๗) หรอื ภกิ ษุผู้เปลี่ยนสถานภาพ จากความเป็นภกิ ษุไปเปน็ อยา่ งอนื่

๒. ปาริวาสกิ ขนั ธกะ ตอนว่าดว้ ยระเบยี บปฏบิ ตั เิ ก่ยี วกบั ปริวาส

๒.๑ ปาริวาสิกวตั ตะ วา่ ดว้ ยวตั รของภกิ ษผุ ู้อยู่ปรวิ าส
ค�ำว่า “ปริวาส” แปลวา่ การอยรู่ อบ การอยู่ชดใช้ เรยี กโดยทวั่ ไปว่า การอยู่กรรม เปน็
ชอ่ื วฏุ ฐานวธิ ี (วธิ อี อกจากอาบตั )ิ ซง่ึ เปน็ กระบวนการขนั้ ท่ี ๑ ทภ่ี กิ ษผุ ตู้ อ้ งอาบตั สิ งั ฆาทเิ สสแลว้
ปดิ ไว้ ประสงคจ์ ะบรสิ ุทธจิ์ ากอาบัตนิ ้ัน จะตอ้ งประพฤตใิ หค้ รบตามจ�ำนวนวนั ที่ปดิ อาบัตไิ ว ้
ระหว่างการอยูป่ ริวาส ต้องประพฤติตามกฎระเบียบตา่ งๆ เรียกว่า “ปาริวาสกิ วตั ตะ”
วตั รของภกิ ษุผอู้ ยู่ปรวิ าส ๙๔ ขอ้ มปี ระเดน็ ส�ำคัญพอสรุปได้ ดังนี้

๑. ลดฐานะของตนเอง คือ ไม่พงึ ท�ำหนา้ ท่ใี นฐานะพระเถระ แม้เป็นพระเถระอย่กู ่อน
แลว้ กต็ ้องระงบั หนา้ ทชี่ ่วั คราว เชน่ ไมพ่ ึงใหอ้ ุปสมบท ไม่พึงให้นิสัยเปน็ ตน้

๒. ไม่พงึ ถอื สทิ ธิอนั จะพงึ มพี ึงได้เหมอื นท่ปี กตัตตภกิ ษุเขามเี ขาได้
๓. ไมพ่ ึงถือสทิ ธิตามล�ำดับพรรษาในทกุ กรณี

168 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระวนิ ยั ปิฎก

๔. ไมพ่ งึ แสดงตวั ในฐานะเป็นผนู้ �ำ หรือลกั ษณะอาการท่ีแสดงความเป็นใหญ่
๕. ต้องเปิดเผยตวั เองว่าก�ำลงั อยปู่ ริวาสเพราะอาบัตใิ ด ทกุ คร้ังทีไ่ ปสู่อาวาสอน่ื หรอื มี
ภิกษจุ ากอาวาสอื่นมาสทู่ ่ีทีต่ นอยู่
๖. ต้องอยู่ในอาวาสทีม่ ภี ิกษเุ ปน็ สมานสังวาส โดยอยแู่ ยกกัน
๗. ไม่พึงสมโภคทั้งกับปกตัตตภิกษุและภิกษุผู้อยู่กรรมด้วยกัน คือ ห้ามฉันร่วมกัน
อย่รู ่วมกัน นอนร่วมกนั ใหแ้ ละรับอามิสกัน
๘. ไมพ่ ึงร่วมเปน็ องคป์ ระชุมในสงั ฆกรรมทุกประเภท

รตั ตเิ ฉท ว่าด้วยเหตุให้ขาดราตรี
การอยปู่ รวิ าสก�ำหนดด้วยจ�ำนวนราตรเี ป็นหลักส�ำคญั ขณะทีอ่ ยปู่ ริวาสตอ้ งไม่ให้ขาด
ราตรี พระผูม้ ีพระภาคตรสั เหตุท่ีท�ำใหข้ าดราตรี เรยี กวา่ “รัตตเิ ฉท” มี ๓ ประการ คือ
๑. สหวาสะ การอย่รู ว่ มในทม่ี งุ เดยี วกนั กับปกตัตตภิกษุ
๒. วปิ ปวาสะ การท่ีภิกษผุ ปู้ ริวาสอย่รู ปู เดียวในอาวาสท่ปี ราศจากภกิ ษุ
๓.. อนาโรจนา การไมเ่ ปดิ เผยตวั เองแกพ่ วกภกิ ษอุ าคนั ตกุ ะทเี่ ขา้ ออกสถานทอ่ี ยปู่ รวิ าสนนั้

๒.๒ มลู ายปฏิกสั สนารหวัตตะ วา่ ด้วยวัตรของภกิ ษผุ ้คู วรแก่การชักเข้าหาอาบัตเิ ดมิ
ค�ำว่า “มูลายปฏกิ สั สนา” แปลว่า การชักเข้าหาอาบัตเิ ดมิ ภกิ ษุผู้ก�ำลังอยู่ปรวิ าสตอ้ ง
อาบตั สิ งั ฆาทเิ สสขน้ึ มาใหมอ่ กี ในเวลาใด ตอ้ งเรมิ่ ตน้ อยปู่ รวิ าสใหมใ่ นเวลานน้ั และมกี ฎระเบยี บ
เหมือนกับภกิ ษุผูอ้ ย่ปู ริวาส เรียกวา่ “มลู ายปฏกิ ัสสนารหวตั ตะ” แปลวา่ วัตรของภิกษุควรแก่
การชกั เข้าหาอาบัตเิ ดิม ๗๙ ขอ้ มีประเดน็ ส�ำคัญเหมอื นกบั วตั รของภิกษุผอู้ ย่ปู รวิ าส

๒.๓ มานัตตารหวัตตะ วา่ ด้วยวตั รของภิกษุผู้ควรแกม่ านตั
ค�ำวา่ “มานตั ” แปลวา่ นับ หมายถงึ การนับราตรี ๖ ราตรี เป็นช่อื วฏุ ฐานวิธี (วธิ ีออก
จากอาบัติ) ซึ่งเป็นกระบวนการขั้นท่ี ๒ ท่ีภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสได้อยู่ปริวาสครบตาม
จ�ำนวนวันที่ปิดอาบัติไว้แล้ว หรือภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว ไม่ได้ปิดไว้ ประสงค์จะ
บริสุทธ์ิจากอาบัติน้ัน ต้องขอประพฤติมานัตกับสงฆ์เป็นเวลา ๖ ราตรี และปฏิบัติตามกฎ
ระเบยี บเหมอื นกบั ภกิ ษผุ อู้ ยปู่ รวิ าส เรยี กวา่ “มานตั ตารหวตั ตะ” แปลวา่ วตั รของภกิ ษผุ คู้ วรแก่
มานตั ๗๙ ขอ้ มีประเด็นส�ำคญั เหมอื นวัตร ของภิกษุผ้อู ยปู่ รวิ าส

เลม่ ท่ี ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๖ 169

๒.๔ มานัตตจาริกวัตตะ วา่ ดว้ ยวัตรของภกิ ษผุ ู้ประพฤตมิ านัต
วัตรของภิกษุผู้ประพฤติมานัต ๙๔ ข้อ มีประเด็นส�ำคัญเหมือนกับวัตรของภิกษุผู้อยู่
ปริวาสเกอื บจะทงั้ หมด การประพฤติมานัตนัน้ ต้องใหค้ รบ ๖ ราตรี พระผมู้ ีพระภาคตรัสเหตุที่
ท�ำใหข้ าดราตรี เรียกว่า “รัตติเฉท” ไว้ ๔ ประการ คือ
๑. สหวาสะ การอย่รู ่วมในทม่ี ุงเดยี วกนั กับปกตัตภกิ ษุ
๒. วิปปวาสะ การทภี่ ิกษผุ ู้ปรวิ าสอยรู่ ูปเดียวในอาวาสท่ีปราศจากภิกษุ
๓. อนาโรจนา การไมเ่ ปดิ เผยตวั เองแกพ่ วกภกิ ษอุ าคนั ตกุ ะทเ่ี ขา้ ออกสถานที่
อยปู่ ริวาสนัน้
๔. อูเณคณจรณะ การประพฤตมิ านตั ในคณะสงฆอ์ นั พรอ่ ง คอื ระหวา่ งประพฤติ
มานัต สงฆใ์ นวัดน้นั ลดจ�ำนวนลงน้อยกวา่ ๔ รูป

๒.๕ อพั ภานารหวัตตะ ว่าดว้ ยวัตรของภกิ ษผุ ูค้ วรแก่อพั ภาน
ค�ำวา่ “อพั ภาน” แปลว่า การเรยี กเขา้ การรับกลับเขา้ หมู่ เปน็ ชือ่ วุฏฐานวธิ ี (วิธีออก
จากอาบัติ) ข้ันตอนสุดท้ายแห่งกระบวนการในการออกจากอาบัติสังฆาทิเสสค�ำว่า “ภิกษุ
ผู้ควรแก่อัพภาน” หมายถึงภิกษุผู้ประพฤติมานัตเป็นเวลา ๖ ราตรีแล้ว ในระหว่างท่ีรอสงฆ์
จ�ำนวน ๒๐ รูป(วีสติวรรค)อัพภานหรือเรียกเข้าหมู่น้ี ต้องปฏิบัติ ตามกฎระเบียบ ๗๙ ข้อ
มีประเดน็ ส�ำคญั เหมือนกบั วัตรของภกิ ษผุ อู้ ยู่ปริวาส

กฎระเบียบร่วมเบือ้ งต้นส�ำหรับภกิ ษุผ้อู ยูก่ รรม
กฎระเบียบอันเป็นหลักปฏิบัติเบ้ืองต้นส�ำหรับภิกษุผู้อยู่ปริวาส ภิกษุผู้ควรแก่การ
ชักเข้าหาอาบัติเดิม ภิกษุผู้ควรแก่มานัต ภิกษุผู้ประพฤติมานัต และภิกษุผู้ควรแก่อัพภาน
มี ๑๑ ประการ คือ
๑. ไม่พงึ ยินดกี ารกราบไหว้ของปกตัตตภกิ ษุ
๒. ไม่พงึ ยนิ ดีการลุกรบั ของปกตตั ตภิกษุ

๓. ไม่พงึ ยนิ ดีการประนมมอื ของปกตตั ตภกิ ษุ
๔. ไมพ่ งึ ยนิ ดีการท�ำสามกี รรมของปกตตั ตภิกษุ
๕. ไม่พึงยินดกี ารทป่ี กตัตตภกิ ษนุ �ำอาสนะมาให้
๖. ไม่พึงยนิ ดีการทีป่ กตัตตภิกษุน�ำทน่ี อนมาให้
๗. ไมพ่ ึงยินดกี ารทป่ี กตัตตภกิ ษตุ ้งั นำ้� ล้างเท้า
๘. ไมพ่ งึ ยนิ ดีการทีป่ กตตั ตภิกษุตั้งตัง่ รองเท้า


Click to View FlipBook Version