The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dansaihospital.live, 2022-03-20 04:16:19

ลุ่มน้ำหมัน

ลุ่มน้ำหมัน

301

Åè ØÁ¹éÓËÁѹËüíÒûÞËüíĈÞìĆÎíā÷ÌüĽ ìáüÑôÑû Îë

ĆèāĎ÷ÎñüëëûĎãÎÑáüÑ÷üõüíÌ÷ÑÔĂëÔã

Ć÷Ëíãþ áíŁ èĀÑĎ åíúÔü ćïúÎÝú

302

ลมุ นํ้าหมนั

การจดั การโดยเครอื ขายทางสังคมเพ่อื ความมั่นคงทางอาหารของชุมชน
ขอมูลทางบรรณานุกรมของสาํ นักหอสมดุ แหงชาติ National Library of Thailand Cataloging in Publication Data

เอกรนิ ทร พงึ่ ประชา.
ลุมนา้ํ หมัน การจัดการโดยเครือขา ยทางสังคมเพอ่ื ความมน่ั คงทางอาหารของชมุ ชน.---:สํานกั งานกองทุนสนับสนนุ การวจิ ัย (สกว.), 2559.
300 หนา .
1. การพัฒนาชุมชน--การบรหิ าร. I. รชั ดาภรณ เหมจินดา, ผูวาดภาพประกอบ. II. ช่อื เรื่อง.
307.72
ISBN 978-616-417-001-8

หนงั สอื เลมนสี้ รา งสรรคจากโครงการวจิ ัยเรอื่ ง
แนวทางการจัดการลุมนํา้ หมนั โดยเครอื ขา ยทางสงั คมเพอื่ ความมนั่ คงทางอาหารของชุมชน
สนบั สนุนโดยฝา ยเกษตร สาํ นกั งานกองทนุ สนบั สนุนการวิจัย (สกว.)

หวั หนา โครงการ
ผศ.ดร. เอกรนิ ทร พงึ่ ประชา

คณะวจิ ยั กลุม นกั วชิ าการสว นภมู ิภาค
ผศ.ดร.ศักดินาภรณ นนั ที และผศ.ดร.พยงุ พร ศรจี นั ทวงษ

คณะนกั วิจัยกลุม ทองถนิ่ ลุม น้าํ หมนั
นายสมิง สงิ ขรณ, นายประกาย แถวอทุ ุม, นายไกรลาศ พมิ พรัตน,
นายบัวลอง ศิริ : นักวจิ ัยทอ งถิน่ บา นกา งปลา, นายบุญมี โสประดษิ ฐ, นายไพโรจน ทองคํา,
นายเวทนิ เพยี รวทิ ยา, นายตอศักด กนั สุข, นายวิเนตร ศรีบุตรา, นางสาวภาสณิ ี เชอื้ บุญมี,
นายวธิ ัช สุวรรณเกิด, นายอรชยั โพธ์ปิ ลัด, ร.ต. ไพฑรู ย มนสั , นายฮัมหุง สงิ หส ถติ ,
นางวรรณวไิ ล ภูมผิ ล, นายนัด เหมบุตร, นางไกษร สารมะโน, นายสมยั ฐานหม่นั ,
นางเปรมศรี สาระทศั นานันท, และนางนภาพร ภักดีสาร

พสิ ูจนอ ักษร : เภสัชกรหญิงดารนิ จงึ พัฒนาวดี
ภาพประกอบ : นางสาวรชั ดาภรณ เหมจินดา
จัดพิมพค รัง้ ที่ 1 พ.ศ. 2559

โดย ฝา ยเกษตร สาํ นกั งานกองทุนสนบั สนุนการวิจัย (สกว.)
โรงพมิ พ บจก.รงุ แสงธุรกจิ การพิมพ 29/24 ถ.รว มใจ ต.กุดปอ ง อ.เมือง จ.เลย

303

บทนาํ

การจัดการลุมน้ําหมันโดยเครือขายทางสังคมเปนหนังสือท่ีเกิดจากการ
ยอยประเด็นสําคัญจากโครงการวิจัยเร่ือง “แนวทางการจัดการลุมน้ําหมันโดย
เครอื ขา ยทางสงั คมเพอ่ื ความมนั่ คงทางอาหารของชมุ ชน” ( สกว. : SRI5820203,
1 พฤษภาคม 2558 - 30 เมษายน 2559) เปน การศกึ ษาทปี่ ระยกุ ตแ นวคดิ การ
จัดการลุมนํ้าเชิงบูรณาการระหวางชุมชนทองถิ่นตางๆ ท่ีสัมพันธกับลํานํ้าหมัน
ตลอดจนภาคสวนตา งๆ เขา ดว ยกัน

ทั้งน้ี คณะวิจัยไดประยุกตแนวคิดการจัดการลุมนํ้าเชิงบูรณาการเขามา
เช่ือมโยงกับฐานทรัพยากรอาหารของชุมชน เพราะ “ฐานทรัพยากรอาหาร”
ไมวาจะเปนน้ํา ดินและปา ถือเปนตัวเชื่อมโยงระบบอาหารของชุมชนทั้งในมิติ
การเมอื ง เศรษฐกจิ และสงั คมของหมูบ านและทอ งถิ่น อีกท้ังยงั เปน เฟอ งจักรใน
การขบั เคลอื่ นวถิ ชี วี ติ ของผคู นทสี่ มั พนั ธก บั การจดั การทดี่ นิ การจดั การกบั กจิ กรรม
ทางการเกษตร การจัดการปา ฯลฯ ตลอดจนดานนโยบายการเกษตรและการ
จัดการทรพั ยากรธรรมชาติ (กฤษฎา, 2550)

สวนพื้นท่ีศึกษา คณะวิจัยพิจารณาหลักเกณฑจากลักษณะเดนของระบบ
นิเวศลุมนํ้าหมัน ประกอบเขากับการเลือกหมูบานท่ีมี “ความโดดเดน” ในเร่ือง
การจัดการลมุ นา้ํ และ/หรอื กิจกรรมทางการเกษตรท่แี ตกตางกนั อาทิ หมูบ านที่
มคี วามเขม แขง็ และพลงั ขบั เคลอ่ื นเครอื ขา ยทางสงั คมในการจดั การลมุ นา้ํ และฐาน
ทรัพยากรอาหารของชุมชน รวมถึงยังเลือกหมูบานที่ประสบปญหาอยางรุนแรง
เรื่องการจัดการน้ําและฐานทรัพยากรอาหารของชุมชนโดยจัดกลุมพ้ืนท่ีศึกษา
ออกเปน 3 สว น คอื

304

พื้นที่สวนที่ 1: พ้ืนท่ีลุมนํ้าหมันตอนตนเปนพ้ืนที่สูง (Upland) หาก
นบั ตามทศิ ทางนาํ้ หมนั จะตง้ั อยเู หนอื ตวั อาํ เภอดา นซา ย มลี กั ษณะทางวฒั นธรรม
แบบบานปา ประกอบดวยบานหมากแขง บานแกงครกและบานหวยตาด
เปนหมูบานท่ีประสบปญหาเร่ืองการจัดการน้ําและมีการทําลายฐานทรัพยากร
อาหารของชุมชนอยางรุนแรง เน่ืองจากปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเด่ียวอยางขาวโพด
มนั สาํ ปะหลงั และยางพารา และบา นกกเหย่ี น บา นกา งปลาและบา นนาํ้ พุ หมบู า น
ท่ีมีปาตนน้ําสมบูรณ หากทวาปจจุบันกําลังถูกทาทายจากการปลูกพชื เศรษฐกิจ
เชงิ เด่ียวเชน เดยี วกนั

พื้นท่ีสวนท่ี 2: พ้ืนที่รอยตอของลุมนํ้าหมันตอนบนและลาง ประกอบ
ดวยท่ีราบหุบเขา (Valley) หรือเปนพ้ืนที่เมือง มีลักษณะทางวัฒนธรรมแบบ
บา นนา ประกอบดว ยกลมุ ในเทศบาลตาํ บลศรสี องรกั บา นหวั นายงู บา นดา นซา ย
บานนาเวียงใหญ บานนาทุม บานหนามแทง และบานบุงกุม เปนหมูบานท่ีมี
การรวมตัวของชาวบา นในการขบั เคลือ่ นเพอื่ ฟน ฟปู าชมุ ชนในรปู แบบตา งๆ เชน
การใชกิจกรรมการปนจักรยาน การทองเที่ยวเชิงนิเวศ และประเพณีวัฒนธรรม
ทองถิ่นในการขับเคลื่อนใหคนทองถิ่นและคนนอกตระหนักถึงความสําคัญของ
ฐานทรัพยากรอาหารของชุมชน รวมถึงบานดานซาย หมูบานท่ีสะทอนภาพ
ของการพัฒนาจากชนบทสูค วามเปน เมอื งสมยั ใหม

พื้นท่ีสวนท่ี 3: พ้ืนที่ลุมน้ําหมันตอนลาง หมูบานในพ้ืนท่ีราบหุบเขา
และมีการใชพ้ืนที่สูงในการทําการเกษตร มีลักษณะทางวัฒนธรรมผสมผสาน
ระหวางบานนากับบานปา ประกอบดวยบานนาหมูมนเปนหมูบานที่ให
ความสําคัญกับการจัดกลุมพัดทดน้ํา บานหวยปลาฝา เปนหมูบานที่ประสบ
ความสาํ เรจ็ ในการอนรุ กั ษป า ชมุ ชน ทาํ ใหม นี า้ํ ประปาภเู ขาใชต ลอดทง้ั ปม าหลาย
ช่ัวอายุคน และบานปากหมัน หมูบานทายสุดของลําน้ําหมันกอนไหลมาบรรจบ
กับลํานํ้าเหือง เปนหมูบานที่ประสบปญหาฐานทรัพยากรอาหารของชุมชน
ถูกคกุ คามอยา งหนักจากการปลูกพชื เศรษฐกิจเชิงเดย่ี วเชน กัน

305

กลาวอีกนัยหน่ึง โครงการวิจัยเร่ือง “แนวทางการจัดการลุมนํ้าหมัน
โดยเครือขายทางสังคมเพ่ือความม่ันคงทางอาหารของชุมชน” หาใชการศึกษา
เพียงการจัดการเฉพาะลาํ นาํ้ หมันและ/หรอื ลํานํ้าสาขา หากแตศ กึ ษาการจัดการ
ลุมน้าํ ที่สมั พนั ธการฐานทรพั ยากรอาหาร เพือ่ ใหคนทอ งถ่นิ ใชน าํ้ อยา งมคี ุณภาพ
ในมิติตางๆ ท้ังวิถีชีวิตประจําวัน การทําเกษตรกรรม ตลอดจนการใชฐาน
ทรัพยากรอาหารของชุมชน เพื่อนําไปสูการปกปองท้ังตัวฐานทรัพยากรอาหาร
วถิ กี ารผลติ และวฒั นธรรมการบรโิ ภคของชมุ ชน ประการสาํ คญั ยงั มงุ หวงั ใหช มุ ชน
มงุ สรา งฐานทรพั ยากรอาหารของตนเอง พฒั นาจนเปน เครอื ขา ยทางสงั คม เพอ่ื นาํ
ไปสูความม่ันคงทางอาหารของชมุ ชน

ท้ังนี้ หนังสือเลมนไ้ี ดแ บงโครงสรา งในการนาํ เสนอออกเปน 4 สว น กลา ว
โดยสรุป คอื

สวนท่ี 1 ปฐมบทของลุมนํ้าหมัน: เปนการเปดฉากทําความรูจักกับ
ลุมน้ําหมันในมิติ กายภาพลํานํ้าหมัน สภาพอากาศ ทรัพยากรที่ดินและการ
ใชท่ีดิน ทรัพยากรน้ํา และผืนปาโดยสังเขป เพ่ือทําใหเห็นระบบนิเวศของ
ลมุ นา้ํ หมนั เปน เชน ไร สว นที่ 2 ลมุ นาํ้ หมนั ในบรบิ ทสงั คม วฒั นธรรมและเศรษฐกจิ
เปนการบอกเลาลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรมในแงประชากรและกายภาพ
ของหมูบาน ตลอดจนรูปแบบการถือครองที่ดิน รวมถึงรายไดของครัวเรือน
และประวัติศาสตรชุมชนที่รวบรวมจากคําบอกเลาของของทองถิ่นและ
เอกสารตางๆ ขณะเดียวกันยังมีการใหภาพของระบบความเชื่อและฮีตสิบสอง
ฐานวัฒนธรรมของคนลุมนํ้าหมัน เพ่ือสะทอนใหเห็นถึงเมืองแหงจิตวิญญาณ
ท่ีมีประเพณีและวัฒนธรรมหลายอยางเช่ือมโยงกับฐานทรัพยากรอาหารของ
ชุมชน รวมถึงยังมีการรวบรวมคําใหการของชาวบานเกี่ยวกับลํานํ้าหมันเพื่อ
สะทอนใหเห็นวิถีชีวิตและการเปลี่ยนแปลงของสายนํ้าแหงชีวิตสายนี้ และปด
ทา ยของสวนท่ี 2 ดวยพลวตั ทางเศรษฐกจิ และสังคมในมิติฐานทรพั ยากรอาหาร
ของดา นซาย

306

สว นท่ี 3 สถานการณล มุ นา้ํ หมนั วา ดว ยลมุ นาํ้ หมนั คณุ ภาพนา้ํ และปรมิ าณ
สารปนเปอนในอาหารจากธรรมชาติ พรอมแสดงใหเห็นถึงการเปลี่ยนแปลง
ของลุมน้ําผานสุขภาวะชุมชนและฐานทรัพยากรปาไมจากหมูบานในลุมนํ้าหมัน
ทายสุดคือสวนท่ี 4 การจัดการฐานทรัพยากรอาหารในลุมนํ้าหมัน เปนการ
นาํ เสนอขอมลู แนวทางการจัดการนาํ้ ผืนปาโดยเฉพาะปา ตน นา้ํ ในหมูบ า นลุม นํ้า
หมันสว นตางๆ ซ่ึงหลายๆ หมูบา นมลี กั ษณะโดดเดน แตกตางกนั ไป อาทิ ระบบ
ความเชอ่ื กบั การอนรุ กั ษฐ านทรพั ยากรอาหารของชมุ ชนในลมุ นา้ํ หมนั ตอนกลาง,
ภูเตาโปงการสรางเครือขายในการอนุรักษฟนฟูปาชุมชนบานบุงกุม, และกลไก
จัดการปาตนน้ําในลุมนํ้าหมันตอนปลาย กอนปดทายดวยการวิเคราะหแนวทาง
การจดั การลมุ นา้ํ หมนั โดยเครอื ขา ยทางสงั คมเพอ่ื ความมนั่ คงทางอาหารของชมุ ชน
เพื่อตอบโจทยสําคัญ 3 ประการ คือ 1)ผืนปา แหลงน้ําและที่ดินในลุมน้ําหมัน
มวี วิ ฒั นาการเปน แชน ไรและปจ จยั ทส่ี ง ผลกระทบฐานทรพั ยากรอาหารดงั กลา ว 2)
สขุ ภาวะคนลมุ นา้ํ หมนั มสี ว นภาพสะทอ นวถิ ชี วี ติ และคณุ ภาพลมุ นา้ํ หมนั อยา งไร,
และ 3) ศักยภาพในการจดั การฐานทรพั ยากรอาหารในลุมนํ้าหมนั เปนอยางไร

ทายสุด คณะวิจัยขอขอบคุณ “คนไทดาน” ทุกหมูบานที่ตอนรับคณะ
วิจัยประหนึ่งญาติมิตรระหวางเก็บขอมูล หนวยงานภาคสวนตางๆ ของทองถิ่น
ผศ.ดร. ศักดินาภรณ นันที และ ผศ.ดร. พยุงพร ศรีจันทวงษ นักวิชาการสวน
ภมู ภิ าคทใ่ี หเ กยี รตเิ ขา รว มทมี วจิ ยั และนกั วจิ ยั ทอ งถนิ่ ในหมบู า นตา งๆ นอกเหนอื
จากนั้นขอขอบคุณกรมอุตุนิยมวิทยาในการชวยเหลือขอมูลพื้นฐานเรื่องปริมาณ
น้ําฝน ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ตนสังกัด
ของหัวหนาโครงการวิจัยที่ใหโอกาสทํางานวิจัย ตลอดจน ผศ.ดร.สิทธิเดช
พงศก จิ วรสนิ , ผศ.ดร. เขมรฐั เถลงิ ศร,ี และคณุ บณั ฑติ ฉมิ ชาติ รวมถงึ ผทู รงคณุ วฒุ ิ
ทา นตางๆ จาก สกว. ทใ่ี หคาํ แนะในการพฒั นางานวิจัยใหส มบรู ณ

307

นอกจากน้ี ขอขอบคุณฝายเกษตร และรศ.สพญ.ดร.ประภาพร ขอ
ไพบูลย ผูอํานวยการฝายเกษตร สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ท่ี
เล็งเห็นความสําคัญของการขับเคล่ือนชุมชนในเร่ือง “ความม่ันคงทางอาหาร”
โดยสนบั สนนุ ทนุ วจิ ยั อยา งตอ เนอื่ ง และทา ยสดุ ขอขอบคณุ คณุ ชนญั ชดิ า สงิ คมณี
เจาหนาท่ีบริหารโครงการฝายเกษตร สกว. ที่ชวยประสานงานกิจกรรมตางๆ
ของโครงการทําใหการดําเนินงานเปนไปดวยดี รวมถึงขอขอบคุณโรงพยาบาล
สมเด็จพระยุพราชดานซายที่อํานวยความสะดวกเร่ืองตางๆ ตลอดระยะเวลา
ที่โครงการวิจยั ดําเนนิ การ

เอกรนิ ทร พ่งึ ประชา
และคณะวิจัยทองถ่ิน

308

309

สารบัญ หนา

คํานาํ
สารบัญ

สวนที่ 1 ปฐมบทของลุมนํา้ หมนั
1. ลุมนาํ้ หมนั : กายภาพและสิง่ แวดลอม ............................................................3
กายภาพลาํ น้ําหมนั .........................................................................................4
สภาพภูมิอากาศ..............................................................................................8
ทรัพยากรทด่ี ินและการใชท ่ดี ิน .................................................................... 11
ทรัพยากรนํ้า................................................................................................ 14
ผนื ปา........................................................................................................... 26
สวนที่ 2 ลุมนํ้าหมนั ในบรบิ ทสังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ
2. สงั คมและวัฒนธรรมในลมุ นํ้าหมัน............................................................... 33
ประชากรและกายภาพหมูบาน.................................................................... 33
การถอื ครองทดี่ ิน......................................................................................... 36
รายไดค รัวเรอื น............................................................................................ 37
ประวัตศิ าสตรชมุ ชน .................................................................................... 38
3. ระบบความเช่ือและฮตี สบิ สอง ฐานวฒั นธรรมของคนลมุ นํ้าหมัน
ฮีตสิบสอง: ประเพณีและพิธกี รรมในรอบป ................................................. 57
4. ลํานาํ้ หมนั : สายนา้ํ แหง ชวี ติ และการเปลยี่ นแปลง ....................................... 77
ความเชื่อเกย่ี วกบั สายนา้ํ ............................................................................. 80
วถิ เี กษตรของคนลมุ น้าํ หมนั ......................................................................... 81

310

สารบัญ (ตอ ) หนา

5. ลมุ นาํ้ หมนั : พลวตั ทางเศรษฐกจิ และสังคมในมิติพลวตั
ของฐานทรัพยากรอาหาร ............................................................................ 91
เศรษฐกจิ ชมุ ชนแบบพึง่ ตนเองกอ นป พ.ศ. 2500...................................... 91
เศรษฐกจิ สังคมชุมชนยุคเปลีย่ นผา น (พ.ศ. 2500-2530)........................ 96
เศรษฐกิจสงั คมชมุ ชนชวงขยายตวั หลงั ป 2530-ปจจุบัน ...................... 100

สวนที่ 3 สถานการณล ุมนํา้ หมนั
6. ลุมนา้ํ หมนั คณุ ภาพนา้ํ และปรมิ าณสารปนเปอ นในอาหารจากธรรมชาติ. 105
คณุ ภาพลุม นา้ํ หมันตอนตน ....................................................................... 105
คุณภาพลมุ น้ําหมันตอนกลาง .................................................................. 123
คุณภาพลุมนํา้ ลํานํา้ หมันตอนปลาย.......................................................... 144
7. ปา ชมุ ชนและฐานทรัพยากรปาไมจ าก “หมบู า นตัวอยา ง” ในลุมน้าํ หมัน
ปาชมุ ชนบานกางปลา............................................................................... 163
ปาชมุ ชนบานบงุ กมุ ................................................................................. 165
ปาชมุ ชนบานปากหมนั ............................................................................. 167
การเปรียบเทยี บความหนาแนน ของชนดิ พนั ธุไมใ นพืน้ ท่ีปาชุมชนกา งปลา
บา นบงุ กุม และบานปากหมัน................................................................... 174
สถานภาพฐานทรัพยากรปาชุมชนหมูบา นตวั อยา งในลมุ นํ้าหมัน ............. 175
8. ลมุ นาํ้ หมันในมิติสขุ ภาวะชุมชน................................................................ 181
โภชนาการในเดก็ ...................................................................................... 182
สถานการณโ รคเบาหวาน.......................................................................... 207

311

สารบัญ (ตอ ) หนา

สถานการณโ รคความดันโลหติ สูง.............................................................. 212
ภาวะเจ็บปว ย: สารเคมปี นเปอ นทางการเกษตร....................................... 215
สรปุ งานภาวะโภชนาการของคนดานซาย ............................................... 217
สวนท่ี 4 การจัดการฐานทรัพยากรอาหารในลมุ น้าํ หมนั
9. การจดั การน้ําในลุมนา้ํ หมัน ...................................................................... 225
แนวทางการจดั การน้ําลมุ นาํ้ หมันตอนตน................................................. 226
แนวทางการจดั การนํา้ ลมุ นํ้าหมนั ตอนกลาง ............................................. 233
แนวทางการจัดการนาํ้ ลุมนา้ํ หมนั ตอนปลาย ........................................... 239
10. การจดั การปา ในลมุ นํ้าหมัน................................................................. 249
ระบบความเช่ือกบั การอนรุ ักษฐ านทรัพยากรอาหารของชมุ ชน
ในลมุ น้าํ หมันตอนกลาง ............................................................................ 250
ภูเตาโปงการสรางเครอื ขา ยในการอนุรกั ษฟ น ฟปู า ชมุ ชนบา นบุงกุม
กลไกจัดการปา ตน นาํ้ ในลุมนาํ้ หมนั ตอนปลาย.......................................... 272
11.การจัดการลมุ น้าํ หมันโดยเครือขา ยทางสงั คมเพอื่ ความมนั่ คงทางอาหาร
ของชุมชน................................................................................................. 277
ผนื ปา แหลงนํ้าและทดี่ นิ .......................................................................... 279
สขุ ภาวะคนลุมนํ้าหมนั .............................................................................. 294
ศกั ยภาพในการจัดการฐานทรัพยากรอาหาร
ในลมุ น้าํ หมนั ............................................................................................ 296
อา งองิ

312

1

สวนที่ I
ปฐมบทของลุมน้าํ หมนั

2

3

ลมุ น้ําหมนั : กายภาพและสงิ่ แวดลอ ม

ลุมน้ําหมันมีลักษณะทางกายภาพเปนแทงยาวในแนวทิศเหนือจรดใต
มลี าํ นาํ้ หมนั ไหลในแนวเดยี วกนั กบั พน้ื ทล่ี มุ นา้ํ หากแตเ ปน แนวแคบๆ อยรู ะหวา ง
ลมุ น้ําแควนอ ยและแมน า้ํ วงั ทองของแมน ้าํ นา น (เขตจังหวัดพษิ ณุโลก) และหวย
น้ําพุงของลุมนํ้าแมนํ้าปาสัก (มีตนนํ้าอยูในเขตอําเภอดานซายและไหลลงสูเขต
จงั หวัดเพชรบรู ณ) สภาพภูมปิ ระเทศทว่ั ไปของลุมน้าํ หมนั เปนภเู ขาและเทอื กเขา
สูงชันสลับซับซอน มีท่ีราบแคบๆ ระหวางหุบเขาตามลําน้ําหมัน และเปนที่ราบ
สลบั ทรี่ าบสงู บรเิ วณอาํ เภอดา นซา ยกบั บรเิ วณปากแมน า้ํ หมนั ทไี่ หลลงแมน าํ้ เหอื ง
ดงั นนั้ เพือ่ ความเขา ใจในพลวตั ลุม นา้ํ หมัน เนื้อหาสวนน้จี ะวาดว ยเรื่อง กายภาพ
และระบบนิเวศลํานา้ํ หมัน สภาพภมู อิ ากาศ ทรพั ยากรน้ํา ทรพั ยากรดนิ และการ
ใชท ด่ี นิ ในลมุ นาํ้ หมนั และทา ยสดุ คอื พลวตั ของผนื ปา รายละเอยี ดทง้ั หมดจะเปน
พื้นฐานสําคัญตอการทําความเขาใจรูปแบบการดําเนินชีวิตของคนลุมนํ้าหมันซ่ึง
จะกลา วในบทตอไป

4
กายภาพลาํ นํา้ หมนั

ผเู ฒา ผแู กไ ทดา นถา ยทอดใหฟ ง วา เดมิ ลาํ นาํ้ หมนั ชอ่ื ลาํ นาํ้ “มนั ” กอ นเรยี ก
นาํ้ หมนั ในภายหลงั สายนาํ้ แหงนมี้ ีตํานานและเรอ่ื งเลา มายาวนานไมแพเ รื่องเลา
ของพระธาตศุ รสี องรกั โดยสมั พนั ธเ รอ่ื งของพญานาคและตาํ นานทางพทุ ธศาสนา
หากแตย งั ไมอ าจประตดิ ประตอ เรอื่ งราวดงั กลา วไดช ดั เจนนกั จดุ กาํ เนดิ ลาํ นาํ้ หมนั
ต้ังอยูหางไปทางทิศใตของหมูบานหมากแขง อําเภอดานซาย จังหวัดเลย ราว
4-5 กโิ ลเมตร คนทอ งถนิ่ เรยี กบรเิ วณนว้ี า “ปากแบง ” เปน ทบ่ี รรจบลาํ นา้ํ สองสาย
สายแรกทางดานซายคอื ลาํ นา้ํ “หมันนอ ย” ไหลมาจากภทู บั เบิก อาํ เภอหลมเกา
จังหวัดเพชรบูรณ (เมื่อกอนข้ึนอยูกับอําเภอดานซาย จังหวัดเลย) ดานขวา
จะมลี าํ น้ํา “หมันใหญ” หรอื ท่ีคนทอ งถิ่นเรียกวา “หมันแดง”

พ้นื ทีป่ ากแบง ทาํ ใหเกิดการ “หกั ลา ง” ทฤษฎีท่ีวา ลํานา้ํ หมนั มีจดุ กําเนิด
มาจาก “ภลู มโล” (เขาคอนไก) หากแตพ ดู ใหถ กู นา จะกลา ววา ลาํ นา้ํ หมนั เกดิ จาก
การไหลมาบรรจบของลําน้ําหมันนอย จากภูทับเบิกและหมันใหญ จากภูลมโล
ณ “ปากแบง” ซ่ึงคลายๆ กับ การไหลมาบรรจบของปง วัง ยม และนาน
รวมเปนเจา พระยานัน่ เอง

“ขุนหมนั แดง” จดุ กําเนดิ ลําน้าํ หมันท่ีตงั้ อยูใ นเขตอทุ ยานภูหินรองกลา กอนไหลผานบา นหมนั ขาว
และมาบรรจบกบั ลําหมนั นอยที่ “ปากแบง ”

5

กลาวโดยสรุป ลําน้ําหมันมีตนนํ้าเกิดจากภูลมโล (หมันใหญ) และ
ภทู บั เบกิ (หมนั นอ ย) มพี นื้ ทคี่ รอบคลมุ 3 จงั หวดั คอื จงั หวดั เลย จงั หวดั เพชรบรู ณ
และจังหวัดพิษณุโลก ทางนํ้าไหลยอนไปทางทิศเหนือ ผานตําบลกกสะทอน
ตําบลดานซาย ตําบลนาหอ ตําบลนาดี บรรจบแมนํ้าเหืองที่ตําบลปากหมัน
ตําบลดังกลาวตั้งอยูในเขตอําเภอดานซายทั้งหมด มีความยาวรวมท้ังส้ินราว
60 กิโลเมตร ประกอบดวยลาํ นา้ํ สาขาสาํ คญั คอื

ลําน้ําพานเกิดจากปาภูเปอยไหลผานบานหนามแทง บานนาทุม
และมาตกทีล่ าํ นา้ํ หมันทบ่ี า นนาเวยี ง

ลําน้ําอูเกิดจากปาภูหนามแทง ไหลผานบานนาหวา บานหัวนายูง
บา นเหนอื และมาตกที่ลํานํา้ หมนั ในเขตบานเหนอื

ลําน้ําศอกเกิดจากภูเขาในเขตตําบลโคกงาม อําเภอดานซาย ชวงท่ี
ไหลผา นบา นหว ยตาดจะบรรจบกบั ลาํ หว ยตาด กอ นเขา สบู า นเดนิ่ ตาํ บลดา นซา ย
และมาตกทล่ี าํ นาํ้ หมนั ในเขตบา นเดน่ิ สภาพของลาํ นาํ้ เปน ลาํ นา้ํ สายเลก็ ๆ และแคบ
แตมีนาํ้ ไหลตลอดป มีลําหว ยมากมายทไี่ หลลงสูลาํ นาํ้ สายน้ี

ลาํ นา้ํ หมนั ตอนตน ชว งทนี่ าํ้ ไหลผา นตาํ บลกกสะทอน สภาพพนื้ ทเ่ี ปน ภเู ขา
สงู ตาํ่ ลดหลน่ั และสงู ชนั มแี กงและโขดหนิ ตดิ ตอ กนั เปน ระยะทางไกล บางชว งนา้ํ
จะไหลลอดโขดหนิ หนาแลงจะมองไมเหน็ นํ้า (ชาวบา นเรียกวานํา้ ดน้ั ดน้ั แปลวา
ลอด) สว นฤดฝู นนา้ํ ไหลเชยี่ วกราก สว นสภาพของลาํ นา้ํ ชว งทไี่ หลผา นลมุ นาํ้ ตอน
กลางในตาํ บลดานซา ยเปน ตนมากระแสน้ําจะไหลไมแ รงนักเนอื่ งจากเปนท่ีราบ

จากการบอกเลาของคนไทดานบอกตรงกันวา แมนํ้าหมันสมัยกอนจะมี
ความลึกเกือบตลอดลํานํ้า โดยเฉพาะพ้ืนที่ลุมนํ้าตอนกลางจรดตอนปลายจะมี
สวนท่ีลึกมากๆ เปนชวงๆ บริเวณท่ีลึกมากน้ีเรียกวา “วัง” มีกอไผขึ้นริมแมนํ้า
จาํ นวนมาก บางแหง มเี นนิ ทรายใหไ ดน งั่ เลน เชน พน้ื ทห่ี ลงั ทวี่ า การอาํ เภอดา นซา ย
ปจ จบุ นั ซงึ่ คนทอ งถนิ่ เรยี กวา “ทา ศาล” จะมตี น ผกั กมุ ขนึ้ เรยี งราย วงั อน่ื ๆ บรเิ วณ
บานดานซายไดแก วังบริเวณพระธาตุศรีสองรักหรือแกงอูจะมีกอไผแนนเชนกัน
สว น “ทาโฮง” (อยูบริเวณสะพานขา มไปบา นนอยหมู 14 ในปจ จบุ ัน) นาํ้ จะใส
และลึก

6

สว นบรเิ วณลาํ นา้ํ หมนั ทล่ี กึ มากของอาํ เภอดา นซา ย คอื บรเิ วณแกง สองคอน
จะมวี งั หินและถํ้าหิน บรเิ วณที่น้ําอุนมาตกท่ีนาํ้ หมนั จะเปน วังลึกเชนกัน เปน ตน
วังของลาํ นา้ํ หมันเร่ิมหายไปเม่อื ประมาณ 20 ปท ผี่ า นมา เหตุผลสาํ คัญนาจะเกดิ
จากการไถไรของชาวบานบนพื้นที่สูงตางๆ มีการตัดไม ทําใหทราย ดิน ไหลมา
ทับถมกัน แมนาํ้ หมันจะตน้ื ข้นึ ปละ 2-3 เซนติเมตร

อยา งไรกต็ าม หากพจิ ารณาตามลกั ษณะนเิ วศสาํ คญั จะแบง ได 2 ระบบ คอื
แมนํ้าหมันตอนตนในพ้ืนที่สูงและแมนํ้าหมันตอนลางในพ้ืนท่ีราบ อยางไรก็ตาม
ในงานวจิ ยั ชิ้นน้แี บงระบบลุมน้าํ ออกเปน 3 สวน คอื

ลุมน้ําหมันตอนตน (บน) ประกอบดวยหมบู า นบนท่ีสูงท่ีมลี ําน้าํ หมันไหล
ผานคือ บานหมันขาว บานหมากแขง บานน้ําหมัน บานนาหวา บานแกงครก
บา นนา้ํ พุ และหมบู า นบนพน้ื ทส่ี งู ทเี่ ปน ลาํ นาํ้ สาขาของลาํ นา้ํ หมนั คอื บา นกกเหย่ี น
และบานกางปลาท่ีมีลําหวยตับไหลผาน และบานหวยตาดที่มีลํานํ้าศอกไหล
ผาน ทั้งนี้ลําหวยตับจะไหลมาบรรจบหวยศอกกอนจะมาบรรจบกับลําน้ําหมันท่ี
บานเดิ่นกลางเมืองดานซาย ซึ่งหมูบานพ้ืนท่ีวิจัยครั้งน้ี คือ บานหมากแขง
บานแกงครก บา นนา้ํ พุ บา นกกเหีย่ น บานกางปลา และบา นหวยตาด

ลุมนํ้าหมันตอนกลางคือหมูบานในสวนเมืองในพ้ืนที่ราบลุมใน
หุบเขา มีลําหมันไหลผานและลําน้ําสาขาของลําน้ําหมันไหลผาน ประกอบดวย
บา นหวั นายงู บา นดา นซา ย บา นบา นนาเวยี ง บา นนาเวยี งใหญ บา นหนองฟา แลบ
บานบุงกุม และบานนาหอ สวนบานนาทุมและบานหนามแทงท่ีมีลําหวยพาน
ลํานํ้าสาขาของหมันไหลผานมาบรรจบกับลํานํ้าสายหลักที่บานนาเวียงใหญ
ซึง่ หมบู า นพืน้ ท่ีวิจัยประกอบดวย บานหวั นายงู บานดา นซา ย บา นนาเวียงใหญ
บานนาทุม บานหนามแทง บานบุงกมุ และบานนาหอ

ลุมนา้ํ หมันตอนปลาย (ลาง) มกี ายภาพใกลเคยี งกบั ลาํ นาํ้ หมนั สวนกลาง
เพียงแตไมไดอยูในพ้ืนท่ีเมืองและอยูใกลกับปากหมันบรรจบกับลํานํ้าเหืองผาน
หมูบ านนาหมูมน นาดี หว ยปลาฝา นาทอง เครือคูและปากหมนั ซ่ึงหมบู า นพนื้ ที่
วิจยั คร้งั น้ปี ระกอบดว ย บานนาหมูมน บานหวยปลาฝาและบานปากหมัน

7

แผนภาพท่ี 1 แผนทลี่ ํานํา้ หมัน อําเภอดา นซา ย จงั หวัดเลย

กลาวโดยสรุป ลักษณะทางกายภาพของลุมน้ํามีรูปรางเปนแทงยาวเรียว
ลําน้ําสาขาท่ีไหลลงน้ําหมันจึงคอนขางสั้น เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่สูงชัน
และมที ศิ ทางการไหลไมแ นน อน ลกั ษณะของลมุ นาํ้ ดงั กลา วจงึ มผี ลตอ อทุ กศาสตร
ของลําน้ําโดยตรง ท้ังในดานการรับน้ําฝน การไหลของน้ํา การเก็บกัก และ
การกัดเซาะดินโดยกระแสนํ้าทําใหเกิดความแตกตางทางกายภาพของลุมน้ํา
กลาวคือ ลําน้ําสวนใหญจะมีลักษณะแคบและชันมาก พ้ืนท่ีเก็บกักนํ้ามีนอย
การไหลของนาํ้ เปน ไปอยา งรวดเรว็ จงึ ทาํ ใหป รมิ าณนา้ํ เกบ็ กกั ไมค อ ยมแี ละกอ ให
เกิดปญหากัดเซาะหนาดินไดงายและในปริมาณสูง พื้นที่เพื่อการเกษตรมีเฉพาะ
บางหมูบานในรองเขาและแองบริเวณดานซาย แตก็จะไมใชพ้ืนท่ีราบ สวนใหญ
คือพนื้ ที่ลกู คลน่ื และเนินเขา

8

สภาพภูมิอากาศ

ลกั ษณะภมู อิ ากาศของพนื้ ทใ่ี นลมุ นา้ํ หมนั เปน แบบรอ นชน้ื สลบั แลง ที่ มฤี ดู
ฝนและฤดูแลงเห็นชัด กลาวคือ อากาศจะรอนจัดในฤดูรอนและหนาวจัดในฤดู
หนาว โดยมีฝนตกซุกสลบั ชวงแลง จากอทิ ธิพลของลมมรสมุ ประจาํ ฤดคู ือ มรสมุ
ตะวนั ตกเฉียงใตและมรสมุ ตะวนั ออกเฉยี งเหนือ

ฤดูฝนของปเริ่มราวปลายเดือนเมษายนไปจนถึงเดือนกันยายน ระหวาง
เดอื นตลุ าคมถงึ เดอื นมกราคมอากาศจะหนาวจดั หลงั จากนเี้ ปน ชว งทอี่ ากาศรอ น
และจะรอนจัดในเดือนมีนาคมถึงเมษายน ระยะนี้จะไดรับอิทธิพลจากลมมรสุม
ตะวันออกเฉยี งใต

สถิติปริมาณนํ้าฝนเฉล่ียในรอบปที่ผานมาสรุปไดดังรายละเอียดใน
แผนภูมิท่ี 1 แสดงปริมาณนํ้าฝนรายเดือนและเฉลี่ยของอําเภอดานซายในชวง
ระยะเวลาตา งๆ ซ่ึงแสดงใหว า ป พ.ศ. 2558 มปี รมิ าณฝนคอนขางนอ ยหรืออยู
ในสภาวะแลง ซึ่งสง ผลกระทบตอ ชาวบา นและครัวเรอื นเกษตรกรเปนอยางมาก

แผนภูมทิ ี่ 1 แสดงปริมาณนา้ํ ฝนเฉล่ียรายป อาํ เภอดา นซา ยยอ นหลัง 30 ป (พ.ศ. 2529-2558)
(ทีม่ า: กรมอตุ ุนิยมวทิ ยา)

9

แผนภมู ิที่ 2 แสดงปรมิ าณนํ้าฝนเฉล่ียรายเดือน อําเภอดานซา ยยอนหลงั 10 ป (พ.ศ. 2549-2558)
(ทีม่ า: กรมอตุ นุ ิยมวิทยา)

แผนภมู ิท่ี 3 แสดงปริมาณน้ําฝนเฉล่ยี รายเดือน อําเภอดา นซายยอนหลัง ป 2558
(ทม่ี า: กรมอุตนุ ยิ มวทิ ยา)

10

ขอมูลปริมาณน้ําฝนเฉลี่ยรายป (ยอนหลัง 30 ป) อําเภอดานซาย
(ท่ีมา: กรมอุตุนิยมวิทยา) สถิติเหลานี้มีนัยยะสําคัญตอชาวดานซาย โดยเฉพาะ
กลุมเกษตรกรท่ีสวนใหญจําตองพึ่งพานํ้าฟานํ้าฝนเปนหลัก มักจะประสบ
ปญหาดานฝนแลงในฤดูกาลการทําการเกษตร ดังน้ัน หากไมมีการจัดการน้ํา
ที่มีประสิทธิภาพ (เหมืองฝายตามลํานํ้าหมัน การรักษปาตนนํ้า การจัดการ
ประปาภเู ขา ฯลฯ) เกษตรกรดา นซา ยสว นใหญจ ะประสบปญ หาการทาํ การเกษตร
เนอ่ื งจากภยั แลงซํ้าแลวซ้ําเลา

ขณะที่ รายงานของกรมพัฒนาที่ดิน (กรมพัฒนาท่ีดิน, 2557) เรื่อง
สมดุลของนํ้าเพื่อการเกษตร โดยศึกษาหาความสัมพันธระหวางปริมาณนํ้าฝน
และการคายระเหยของนํ้า เพ่ือประยุกตเปนปจจัยชี้บงถึงระยะเวลาท่ีดินควร
จะมีปริมาณนํ้าหรือความช้ืนเพียงพอตอการเพาะปลูกพืช โดยเฉพาะชวงระยะ
เวลาทีเ่ หมาะสมและเส่ยี งตอ การปลูกพืชโดยอาศัยนํา้ ฝนพบวา

1 ชวงระยะเวลาท่ีดินจะขาดนํ้าความช้ืนไมเพียงพอตอการใชประโยชน
ของพชื อยรู ะหวา งเดอื นพฤศจิกายนถึงปลายเดือนมนี าคม

2. ชวงระยะเวลาท่ีดินจะมีความชื้นพอเหมาะและเพียงพอตอการงอก
และการเจรญิ เติบโตของพืช อยูระหวางตน เดือนเมษายนถึงปลายเดือนตลุ าคม

3. ชวงระยะเวลาที่ดินเปยกมีความชื้นสูงฝนตกมากเกินความตองการ
อยูระหวา งเดอื นพฤษภาคมถึงเดอื นตลุ าคม

ตารางที่ 1 แสดงระยะเวลาทด่ี ินเปย กมีความชื้นเหมาะสมตอการเพาะปลูก

11

ดังน้ันโดยปกติในพ้ืนที่ลุมน้ําหมันมีระยะเวลาที่เหมาะสมในการปลูกพืช
ท่ัวๆ ไปที่อาศัยนํ้าฝน จึงอยูระหวางเดือนเมษายนถึงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งพืช
ควรจะแกแ ละไดเ วลาเกบ็ เกย่ี วแลว เนอ่ื งจากหลงั จากเวลานนั้ จะขาดความชมุ ชน้ื
และมผี ลกระทบตอ ผลผลติ ของพืชได

ทรพั ยากรท่ดี ินและการใชทดี่ นิ

จากลักษณะกายภาพของลุมนํ้าหมันดังที่ไดกลาวมา สวนใหญเปนเทือก
เขาสลับซบั ซอน มที ่รี าบแคบๆ แองกะทะตามแนวลาํ นาํ้ หมนั ทีร่ าบสูงสลบั ภเู ขา
ตลอดลํานํ้า ลักษณะทางธรณีวิทยาประกอบดวย ท่ีดินเหนียว ดินรวน ดินปน
กรวด ดนิ ตนื้ ดนิ ลกึ ซงึ่ มคี วามสามารถในการใหป ระโยชนแ กพ ชื ไมเ หมอื นกนั คอื
มที งั้ เหมาะสมและไมเ หมาะสม

ทรัพยากรท่ีดิน: ทั้งน้ีเพื่อการจําแนกดินสําหรับการใชประโยชนในดาน
การปลกู พชื ทว่ั ๆ ไป กจ็ ะสามารถบา งแยกดนิ ออกไดเ ปน กลมุ ๆ ตามสภาพปจ จบุ นั
ดงั ตอไปนี้

1. กลุมในสภาพภูมิประเทศท่ีราบและลุมต่ํา เปนกลุมดินท่ีมีเนื้อดิน
เปนพวกดินเหนียว ดินรวนเหนียวหรือดินเหนียวปนทรายแปงและดินรวนปน
ทราย เกิดจากวัตถุตนกําเนิดดินพวกตะกอนลําน้ําดินลึก การระบายน้ําไมดีนัก
ความอุดมสมบูรณตามธรรมชาติคอนขางตํ่าถึงปานกลาง อยูในท่ีราบรองเขา
หรอื ทรี่ าบแองกะทะตามหมบู านตางๆ ของพ้นื ที่ลุม นํ้าหมนั ตอนกลางและปลาย
ปกตใิ นฤดฝู นซกุ จะมนี าํ้ ไหลบา หรอื ทว มขงั ได หากปรบั พน้ื ทเ่ี ปน คนั กน้ั นา้ํ จะมนี าํ้
เพยี งพอตอ การปลกู ขา วไดต ลอดอายกุ ารเพาะปลกู ดงั นนั้ สภาพปจ จบุ นั เกษตรกร
จงึ ใชพ นื้ ทเ่ี หลา นที้ าํ นาขา วในฤดฝู น บางพนื้ ทอี่ าจปลกู พชื ฤดแู ลง ประเภทถวั่ ตา งๆ
และพชื ผกั ไดห ากมนี ้าํ พอเพยี ง

2. กลุมดินในสภาพภูมิประเทศที่เปนลูกคล่ืน เปนกลุมดินท่ีมีเนื้อดิน
เปนพวกดินเหนียวดินรวน และดินรวนปนทรายหรือดินที่มีเศษหินปะปนมาก
เกิดจากวัตถุตนกําเนิดพวกตะกอนลํานํ้า หรือเกิดจากการสลายตัวผุพังของหิน

12

หลายชนิดที่มีเนื้อละเอียด จึงมีทั้งดินลึกและดินต้ืน มีการระบายน้ําดี ความ
อุดมสมบูรณตามธรรมชาติตํ่าและคอนขางตํ่าถึงปานกลาง เกิดในสภาพพื้นที่
ดอนทเ่ี ปน ลกู คลน่ื จนถงึ เนนิ เขาความลาดชนั จงึ มตี งั้ แตม ากกวา 2-12 เปอรเ ซน็ ต
ปจจุบัน พ้ืนท่ีสวนใหญจะใชต้ังถิ่นฐานของชุมชนในกลุมหมูบานลุมน้ําหมัน
ตอนตนและพื้นท่ีทางการเกษตรของลุมน้ําหมันตอนบน ตอนกลางและลาง
ท่ีตั้งอยูบนท่ีโคก ชาวบานจะทําการเพาะปลูกพืชไร พืชสวนประเภทผลไม
หรือปลูกไมยนื ตน ตางๆ

3. กลุมในสภาพภูมิประเทศเปนท่ีลาดชัน/เชิงเขา เปนกลุมดินพ้ืนที่ดอน
ท่ีมีลักษณะและคุณสมบัติเชนเดียวกันกับกลุมที่ 2 แตจะอยูในสภาพพ้ืนท่ี
ที่มีความลาดชันมากกวา คือ ตั้งแตมากกวา 12-35 เปอรเซ็นต ซึ่งเปนพ้ืนท่ี
เชิงเขา พื้นที่เหลานี้หากถูกนํามาใชประโยชนในดานการเพาะปลูกจะประสบกับ
ปญหาการชะลางพังทลายของหนาดินถาไมมีระบบการอนุรักษดินและน้ําที่ดี
พอ โดยเฉพาะอยางย่ิงในดินต้ืนที่มีหนาดินอยูนอยยิ่งจะเปนปญหามาก สภาพ
ปจจบุ นั พนื้ ท่เี หลา น้ีไดใชใ นการปลกู พืชไร ไมผ ล ไมยนื ตนในบางสว นแลว พบใน
ทุกหมบู านของลมุ น้ําหมัน ยกเวนบานดา นซาย

4. กลมุ ดนิ บนพ้นื ท่ีสงู หรือทีร่ าดชนั เชงิ ซอ น ในสภาพภเู ขาเทือกเขาตา งๆ
ซง่ึ จะมที ง้ั ทรี่ าบลกู คลนื่ และทลี่ าดชนั สงู ทมี่ คี วามลาดชนั มากกวา 35 เปอรเ ซน็ ต
โดยปกตทิ ว่ั ไปไมเ หมาะสมตอ การใชป ระโยชนท างดา นการปลกู พชื สง่ิ ปกคลมุ ควร
เปน พชื พรรณธรรมชาตปิ ระเภทปาไม พบไดใ นทกุ หมบู า นยกเวนบา นดา นซา ย

นอกจากน้ี การพฒั นาแหลงนํ้า เชน การเกิดขนึ้ ของประปาภเู ขาในหลาย
หมูบานยังทําใหดินมีความแตกตางกันในดานปริมาณนํ้าดวยเชนกัน กลาวคือใน
บางพน้ื ท่ี เชน กลุม ท่ี 1 มรี ะบบชลประทานชวยเหลือการเพาะปลูกทั้งในฤดฝู น
และฤดูแลงไดตลอดท้ังป แมวาจะไมเปนระบบชลประทานที่สมบูรณแบบก็ตาม
ปจจัยดานน้ํา ทั้งน้ําฝนลํานํ้าชลประทานมีผลใหดินมีความสามารถในการผลิตที่
แตกตา งกนั ออกไป ดงั นนั้ นาํ้ จงึ เปน ปจ จยั สาํ คญั ทท่ี าํ ใหส ถานภาพของทรพั ยากร
ทด่ี นิ ในปจจุบนั ทีม่ คี วามหลากหลายมากข้นึ

13

การใชท ่ีดิน: จากสภาพพ้นื ที่โดยทั่วไปของลุมนํ้าหมันทเ่ี ปนเทือกเขาสลบั
ซับซอน โดยมีที่ราบสูงบนภูเขาบางแหงมีรองเขาเปนแนวแคบๆ ระหวางหุบเขา
และเปนลูกคลื่นลอนลาดในแองตางๆ ส่ิงปกคลุมสวนใหญจึงเปนพืชพรรณ
ธรรมชาติประเภทปาไมทึบและปาโปรง ตอมาเม่ือชุมชนมีการขยายตัวเพ่ิมขึ้น
เน่ืองจากการเพ่ิมจํานวนประชากร พัฒนาเปนชุมชนขยายและหมูบานใหญ
มากมาย ท่ีสาํ คัญคอื บริเวณทต่ี ง้ั อําเภอดา นซาย ตลอดจนชุมชนกระจดั กระจาย
อยทู ว่ั ไปในพน้ื ทที่ ไ่ี มส งู ชนั มแี หลง นา้ํ และเสน ทางคมนาคม ชาวบา นสว นใหญย ดึ
อาชีพเกษตรกรรมเปนอาชีพหาเล้ียงครอบครัว การเกษตรหลักคือเพาะปลูกพืช
ท่วั ๆไปซง่ึ ตอ งใชด นิ เปนพนื้ ทป่ี ลูก ดงั น้นั จึงเกดิ การขยายพืน้ ท่ีออกไปในพน้ื ทีป่ า
ไมอยางกวา งขวาง ที่ดินปาไมถกู เปล่ยี นไปเปน พื้นทเ่ี กษตรถาวร ซึ่งเปน กจิ กรรม
ทีด่ ําเนินการอยางตอ เนื่องในระยะเวลาอันยาวนานแลว ดงั น้ัน สภาพปจจุบันสงิ่
ที่หลงเหลอื อยูก ็คือ พ้ืนทปี่ า ไมบนพื้นท่สี งู ชันหรือพน้ื ที่ซงึ่ ถกู อนรุ กั ษ พ้ืนที่รกรา ง
พืน้ ท่ปี ลกู พืชตางๆ ท้งั พืชไร พชื สวน นาขาว ทอ่ี ยอู าศยั และอื่นๆ

ดงั นน้ั ทดี่ นิ ทใ่ี ชท าํ การเกษตรของพนื้ ทล่ี มุ นา้ํ หมนั จงึ มคี วามหลากหลายทงั้
ประเภทและชนดิ ของพ้ืนท่ีปลกู คอื มที งั้ ขาวและพืชไร เชน ขา วโพด ขาวไร มัน
สาํ ปะหลงั ถว่ั ถว่ั ลสิ ง ไมผ ลและไมย นื ตน เชน มะมว ง กลว ย มะขาม สม ลนิ้ จ่ี ลาํ ไย
ยางพารา และสกั เปนตน แตการเกษตรบริเวณนี้สว นใหญยงั คงทําการเกษตรท่ี
ไมคอยเหมาะสมกับพื้นท่ีดิน ท้ังวิธีการและการเลือกพื้นท่ี กลาวคือ ยังคงมีการ
ปลูกโดยวิธีการที่ไมพัฒนาอยูเปนจํานวนมากและใชพ้ืนที่หรือดินที่ไมสอดคลอง
กับสภาพท่ีดิน ซึ่งเมื่อทําการแยกแยะถึงชนิดพืชท่ีปลูกกับท่ีดินกลุมตางๆ ที่ได
ทําการจาํ แนกเอาไว โดยยึดหลกั การนําไปใชป ระโยชนเ ปน สําคัญจะพบวา พื้นที่
ลุมหรือคอนขางราบลุมที่ทํานาขาวมีไมมากนัก บางสวนตองมีการใชพ้ืนท่ีดอน
และในหบุ เขาทาํ นา ทงั้ ยงั มีการบุกรกุ ทาํ ลายพน้ื ทป่ี า ไมบ นพ้นื ที่สงู และที่ลาดชัน
เชิงซอนเพื่อใชปลูกพืชไร ไมผลและไมยืนตนเปนจํานวนมาก แมวาดินบางสวน
จะไมคอยเหมาะสม เชน เปนดินต้ืนมีกรวดหินปะปนในเนื้อดินมากหรือเปนดิน
บนพื้นที่ทมี่ ีความลาดชนั คอ นขา งสงู

14

จึงเห็นไดวา การใชที่ดินทําการเกษตรของคนในลุมน้ําหมันมีความหลาก
หลายไมมากนัก สวนใหญปลูกพืชไรประเภทขาวโพดและขาวไร นอกจากน้ี
ยังมีการทํานาบางตามที่ลุมริมลํานํ้าและก็มีการใชที่ดินในพ้ืนท่ีท่ีสภาพพ้ืนฐาน
ทางธรรมชาตไิ มม ีความเหมาะสมตอ การปลูกพืชเปน จาํ นวนมาก กลา วคอื ทีด่ ิน
บนพื้นที่ลาดชันเชิงซอนถูกใชไปมากท่ีสุดของพ้ืนที่ลุมนํ้าหรือของพื้นท่ีเกษตรใน
ลุมนาํ้ ท่ีดนิ จงึ มีปญหาเรอ่ื งดินต้ืนท่ขี าดความอุดมสมบรู ณ สว นพืน้ ทีม่ ีความลาด
ชันคอ นขางสูงจะมกี ารชะลา งพงั ทลายของหนา ดินสูง

ดงั นนั้ ทด่ี นิ เกษตรทเี่ ปน อยใู นสภาพปจ จบุ นั จงึ มพี น้ื ทที่ ส่ี ามารถใชป ระโยชน
ดานการเพาะปลูกไดโดยไมคอยมีปญหามีคอนขางนอย พ้ืนท่ีเหลาน้ีสวนใหญใช
ปลูกขาว ขา วโพด ขา วไร และไมผลประเภท กลวย มะขาม และมะมวง

ทรพั ยากรนํา้

ลาํ นาํ้ หมันตอนตน
บานหมากแขง
บานหมากแขงเปนพื้นที่ที่มีความสมบูรณ สภาพอากาศคอนขาง
เย็นเนื่องจากอยูบนพื้นท่ีสูง จึงสามารถปลูกพืชเมืองหนาวเฉกเชนทางภาค
เหนือ ปจจุบันมีหลายครัวเรือนเริ่มจะปลูกพืชสวนผสมซึ่งสะทอนใหเห็นภาพ
ประสทิ ธภิ าพในการจดั การนา้ํ โดยเฉพาะระบบประปาภเู ขาและเหมอื งฝาย กลา ว
คอื พฒั นาการระบบประปาภเู ขาหมบู า นเรมิ่ ตน ขนึ้ ราวป พ.ศ. 2517 ทางเจา หนา ท่ี
ฝา ยปกครอง อําเภอดา นซายฝา ยไดเขามาทาํ ประปาโดยพาชาวบานทํา สวนเหตุ
ที่เขามาพัฒนาระบบน้ําท่ีบานหมากแขงก็เน่ืองจากในชวงเวลาดังกลาวเหตุผล
ทางการเมือง คือ คอมมิวนิสตเขามาต้ังฐานกําลัง ดังน้ัน ทางการจึงมีแนวคิด
พัฒนาเรื่องนํ้าเพ่ือเพิ่มความมั่นคงในการพัฒนาชุมชนและเพื่อใหชาวบานไดรับ
รวู ารัฐยงั ชว ยเหลือชาวบาน ไมไดท อดทงิ้

15

เมื่อสรางประปาหมูบานแลวเสร็จชาวบานจะคอยดูแลกันเอง ระบบ
ประปาดงั กลา วเปน ประปาภเู ขา ซงึ่ กอ นหนา นี้ ชาวบา นเคยทาํ เหมอื งฝาย ซงึ่ เปน
ภูมิปญญาทองถิ่นท่ีชาวหมากแขงไดดําเนินมาอยางตอเนื่องท้ังนี้ ชาวบานจะทํา
ฝายกน้ั ลาํ หว ยเลก็ ๆ ทอี่ ยสู งู กวาพนื้ ท่ีการเกษตร เพยี งแตก ารทาํ ระบบเมืองฝาย
ทวี่ า น้ใี ชไดเ พยี งไมก่คี รัวเรอื น

กระทง่ั ป พ.ศ. 2544 โครงการจดั การน้ําของกรมทรพั ยากรไดเ ขามาใน
หมูบานเพื่อประชุมและวางแผน คัดเลือกโครงการตางๆ ปรากฏวา โครงการ
นาํ้ ประปามาอนั ดบั หนง่ึ โดยการวเิ คราะหว า นาํ้ แตล ะปไ หลทง้ิ โดยไมใ ชป ระโยชน
เม่อื ไมมีนา้ํ ในการอปุ โภคและบรโิ ภคชุมชนจะอยอู ยา งยากลาํ บาก

โครงการประปาดังกลาว หมูบานใชหลักการใหชาวบานรวมกันสราง
โดยไมไดจางแรงงาน กอนลงมือการทําประปาจะมีการสํารวจวาลําหวยไหนที่มี
น้ําไหลตลอดปและสะอาดเหมาะกับการทําประปา หลังจากน้ันจึงต้ัง
คณะกรรมการแตละหวย เพ่ือสอบถามกันเองวาใครจะจัดการระบบประปา
กันอยางไร คณะกรรมการจะเลือกกันเองและมาประชุมชี้แจงทั้งหมูบานวา
งบประมาณเรามนี อยแตจะทาํ ยังไงใหเ กิดประโยชนสงู สุด

บานแกงครก
ลาํ นาํ้ หมนั เปน แหลง นาํ้ ทางธรรมชาตมิ นี าํ้ ไหลผา นตลอดป ไหลมาทางทศิ
เหนอื ผา นทางดา นทศิ ตะวนั ออกของบา นแกง ครกลงสอู าํ เภอดา นซา ย ชว งฤดฝู นท่ี
มฝี นตกชกุ นาํ้ จะลน ตลงิ่ ทว มถงึ บา นเรอื นทต่ี ง้ั อยตู ดิ ลาํ นาํ้ ดา นทศิ ตะวนั ออกเฉยี ง
เหนอื ของหมบู า นมถี นนตดั ผา นแมน าํ้ ชว งฤดฝู นนาํ้ จะทว มถนนไมส ามารถสญั จร
ได ถา เปน ชว งฤดหู นาวหรอื ฤดรู อ นจะใชส ญั จรได และบรเิ วณนมี้ แี กง หนิ ขนาดใหญ
ชาวบา นเรยี กวา “แกง ครก” มคี วามยาวประมาณ 100 เมตร เปน สถานทพ่ี กั ผอ น
หยอ นใจของผคู นท่ัวไป

16
แหลงนา้ํ ทสี่ าํ คัญของหมูบ านมีจํานวน 3 แหงไดแ ก

อางเก็บน้ําคลองควาย: อางเก็บน้ําคลองควายหรือที่รูจักกันในชื่อ
“หวยนํ้าซับ” มีตนนํ้าอยูแนวภูทางทิศตะวันออกของหมูบาน หางจากหมูบาน
ราว 3 กิโลเมตร ชาวบานพฒั นาแหลงนา้ํ ดวยการขุดเปนบอสี่เหล่ียม เปน แหลง
นํา้ ประปาของหมูบา น มที อนํ้าใตดินสง นา้ํ เขา ไวท่ถี งั เก็บนา้ํ ในหมูบาน ซ่ึงตัง้ หา ง
อยใู นโรงเรยี นบา นแกง ครก 3 ถงั และตงั้ ทา ยหมบู า น 1 ถงั สง กระจายผา นทอ นาํ้
ไปยงั ทตี่ างๆ ของหมบู า น เมอ่ื ฝนตกหนักน้ําจะลน บอ สงผลใหผนงั ดินของบอพงั
ทลาย นํ้าจากภายนอกไหลเขา มาในบอ ทําใหน ้าํ ขนุ เปน ปญหามาจนถงึ ปจจบุ ัน

อางเก็บนํ้าหวยชาง: อางเก็บน้ําหวยชางหรือ “ฝายใหญ” ตั้งอยูทางทิศ
ตะวนั ตกของหมบู า น หา งออกไปประมาณ 500 เมตร เปน แหลง นา้ํ เพอื่ การเกษตร
เปนโครงการขุดลอกหนองนํ้าและคลองธรรมชาติหวยชาง ดําเนินการโดย
กรมชลประทานสรางเมอื่ ราว ป พ.ศ.2543 มีความจไุ มใ หญนกั และคอนขา งตน้ื
หากแตม นี าํ้ จากลาํ หว ยชา งไหลเขา ตลอดป อา งเกบ็ นา้ํ นม้ี ปี ระตรู ะบายนา้ํ ทางทศิ
ตะวันออกเฉยี งเหนือของอา ง ระบายน้ําไปตามลํานํา้ ไหลลง สูล าํ น้าํ หมันบรเิ วณ
บานแกง ครก อา งเก็บน้ํานถี้ ูกจํากดั ใชเ ฉพาะไรน าฝง ตะวนั ตกของหมบู า น

ลํานํ้าหมนั ชวงไหลผา นบา นแกง ครก

17

ประตรู ะบายน้าํ : สว นฝงตะวนั ออกจะใชนา้ํ จากลําน้ําหมนั เปนหลัก ประตู
ระบายนา้ํ ทาํ ดว ยคอนกรตี กนั้ ลาํ นาํ้ หว ยชา งทางทศิ ตะวนั ตกของหมบู า น ทาํ หนา
ท่ีกักน้ําไวไมใหไหลลงสูลํานํ้าหมันในฤดูแลง หลังประตูสรางเปนบอนํ้ากอนที่จะ
ไหลผา นทอ ลอดใตถ นนแลว ยังไหลลงสลู ําน้าํ หมัน

บา นนา้ํ พุ
บานนํ้าพุจะมีตานํ้าเปนแองหิน 3 แหลง ที่นํ้าผุดข้ึนมาคือแหลงแรกโคง
กกเมี่ยง แหลงท่ีสองนาคอ แหลงท่ีสามหนองปกหมู แหลงนํ้าดังกลาวจะมีนํ้า
ไหลตลอดท้ังป สมยั เรมิ่ ตัง้ หมูบา นใหมๆ ชาวบา นจะใชน้ําจากแหลงดงั กลาวโดย
ใชไ มไ ผท ําเปนรางน้ําใหน า้ํ ไหลลงมาแลวใชค ุ (ถงั ) ไปหาบมาใสโองเพอ่ื ใชอ ปุ โภค
และบริโภค ปจ จุบัน ชาวบานยังใชน า้ํ จากนํา้ พุ แตพ ัฒนาทอสงน้ําเปนทอประปา
ตอลงมาหมูบ า น พฒั นาตอ เนอื่ งมากวา 40 ป สว นครวั เรอื นท่ตี งั้ อยูอ ยดู า นบนท่ี
สูงกวานํ้าจุดประปาจะใชวิธีตอประปาภูเขาจากปานาคอท่ีต้ังเหนือหมูบานขึ้นไป
บนเขา

บานกกเหยี่ น
แหลง น้ําที่สําคัญบานกกเหยี่ นประกอบดวย
1. หว ยฮางรนิ เปน ลาํ หว ยสาขาของหว ยนา้ํ อนุ มคี วามยาวราว 1 กโิ ลเมตร
และมนี า้ํ ตลอดทง้ั ป ตงั้ อยทู างทศิ ตะวนั ออกของหมบู า น ชาวบา นจะใชเ ปน แหลง
ผลิตประปาภเู ขาของหมบู าน
2. หวยน้ําอุน มีขุนน้ํามาจากภูแปทบ มีน้ําไหลตลอดทั้งป ไหลผานบาน
กกเหยี่ นและบา นกางปลา ไปบรรจบหว ยศอกท่ีบานเดน่ิ กอนไหลลงสูน ้ําหมนั ที่
บา นเดน่ิ ลาํ หว ยมคี วามยาวประมาณ 6-7 กโิ ลเมตร เปน แหลง ตน นาํ้ ทก่ี ารประปา
ดา นซา ยนาํ ไปทาํ นาํ้ ประปาใหก บั ประชาชนในเขตตาํ บลดา นซา ย และตาํ บลนาหอ
บางหมบู าน

18

3. หวยฝากกหวา เปนลําหวยสาขาของหวยน้ําอุน ลําหวยมีความยาว
ประมาณ 1 กโิ ลเมตร อยทู างทิศตะวันออกของหมบู า น โดยมีน้ําไหลตลอดทั้งป
ชาวบานใชเปนประปาภเู ขาของหมบู าน

4. ซําแหยกอแหน เปนลําหวยสาขาของหวยนํ้าอุน ลําหวยมีความยาว
ประมาณ 600 เมตร อยูทางทิศตะวันออกของหมูบาน ชาวบานใชเปนประปา
ภเู ขาของหมบู า น โดยปกตมิ ีนา้ํ ไหลตลอดทงั้ ป แตป 2558 ชวงหนาแลง นํ้าแหง

5. หวยหินโงน เปนลําหวยสาขาของหวยนํ้าอุน ลําหวยมีความยาว
ประมาณ 2 กิโลเมตร อยูทางทิศตะวันออกเฉียงใตของหมูบาน มีนํ้าไหลตลอด
ท้งั ป ชาวบา นใชเ ปน ประปาภูเขาของหมูบาน

6. หวยเนียมขาวเมา เปน ลําหวยสาขาของหวยนา้ํ อุน ลาํ หวยมคี วามยาว
ประมาณ 1.5 กโิ ลเมตร อยูทางทศิ ใตข องหมบู า น มนี ้ําไหลตลอดท้งั ป

7. หวยปากลวย เปนลําหวยสาขาของหวยน้ําอุน ลําหวยมีความยาว
ประมาณ 700 เมตร อยทู างทศิ ใตข องหมบู า น มนี าํ้ ไหลตลอดทง้ั ป ใชเ ปน ประปา
ภเู ขาของวัดโนนสามคั คีธรรม

8. หวยลานขาว เปนลําหวยสาขาของหวยนํ้าอุน ลําหวยมีความยาว
ประมาณ 2 กโิ ลเมตร อยทู างทิศใตข องหมบู า น มีนา้ํ ไหลตลอดทั้งป

9. หว ยซาํ ทอง เปน ลาํ หว ยสาขาของหว ยศอก ลาํ หว ยมคี วามยาวประมาณ
5 กโิ ลเมตร อยูท างทศิ เหนือของหมูบ า น มีนํา้ ไหลตลอดทัง้ ป

10. หว ยแมเ ขม็ เปน ลาํ หว ยสาขาของหว ยศอก ลาํ หว ยมคี วามยาวประมาณ
1 กิโลเมตร อยูทางทิศเหนือของหมูบาน มีน้ําไหลตลอดท้ังป เมื่อนํ้าไหลมา
ระยะหนงึ่ น้ําจะมดุ ลงดนิ และไปโผลทห่ี ว ยซาํ ทอง

11. ซาํ นํ้าซา ง เปนแหลงตน นํา้ ของหวยศอก ลําหวยมคี วามยาวประมาณ
1 กโิ ลเมตร อยูทางทิศเหนือตดิ หมูบา น เม่ือนา้ํ ไหลมาระยะหนง่ึ นาํ้ จะมดุ ลงดิน
และไปโผลท่ีหวยเซิม

19

12. หวยเซมิ เปนลาํ หว ยสาขาของหวยศอก ลาํ หวยมีความยาวประมาณ
2 กิโลเมตร อยูทางทิศเหนือของหมูบาน มีน้ําไหลตลอดท้ังป หวยเซิมรับน้ํา
มาจากหวยซาํ ทอง หว ยแมเ ขม็ และซํานา้ํ ซา ง

จึงเห็นวา แมหมูบานกกเหี่ยนจะมีลําหวยหลายสาย แตชาวบานยัง
ประสบปญหานํ้าประปาภูเขาไมเพียงพอในชวงหนาแลง ท้ังนี้เปนเพราะพ้ืนท่ีสูง
จากหมูบานสวนใหญเกือบท้ังหมดถูกแผวถางเปนพ้ืนที่ทําไร ทําใหไมมีตนไมที่
คอยซับอุมนํ้าไวในดิน ปริมาณน้ําจากแหลงตางๆ จึงลดลง ทําใหไมเพียงพอตอ
การใชน้ําในหมูบาน โดยเฉพาะเม่ือยางเขาสูหนาแลงจะมีการเปดปดวาลวน้ําที่
ถังเกบ็ กักน้าํ บริเวณเหนอื หมบู า นเปนชวงเวลา

บานกางปลา
แหลง นา้ํ สําคญั บานกางปลาประกอบดวย
1. หวยนํ้าอุนมีตนนํ้าอยูท่ีบานกกเห่ียน ตําบลโพนสูง ไหลผาน
บานกางปลาไปบรรจบหวยศอกท่ีบานเด่ินและไหลลงไปรวมแมนํ้าหมัน
ที่บานเด่ิน ดังท่ีกลาวมาแลว หวยนํ้าอุนมีน้ํามากชวงเดือนพฤษภาคมถึงเดือน
ธันวาคมของป และมีนํา้ นอ ยชวงเดอื นมกราคมถึงเดอื นเมษายน
ชาวบานกางปลาใชประโยชนในการเกษตร เชน การปลูกผัก ประมาณ
15 ครวั เรอื น มเี นอ้ื ทปี่ ลกู ประมาณ 3-5 ไร ในลาํ หว ยมสี ตั วน า้ํ ทงั้ ปลา หอย กงุ ปู
ชาวบานหาสัตวนา้ํ จากลําหว ยไดเกอื บทง้ั ป
2. หวยซํากกเตน เปนลําหวยสาขาของหวยน้ําอุน ลําหวยมีความยาว
ประมาณ 2 กโิ ลเมตร อยูทางทิศตะวันออกของหมูบา น ชาวบา นใชเปน ประปา
ภเู ขาของหมบู า น และยงั ใชเ ปน สถานทหี่ าสตั วน า้ํ ประเภท ปู กบ และพชื พรรณนาํ้
หนอ ไม โดยหว ยซาํ กกเตน จะมนี าํ้ มากในชว งเดอื นกรกฎาคมถงึ เดอื นพฤศจกิ ายน
ของป และมีน้ํานอยในชวงเดือนธันวาคมถึงเดือนมิถุนายนของป บางปนํ้าใน
ลาํ หว ยแหง เปน จุดๆ

20

3. หวยกกงิ้วแดง เปนลําหวยสาขาของหวยนํ้าอุน ลําหวยมีความยาว
ประมาณ 1.3 กิโลเมตร อยทู างทิศตะวันออกของหมบู า น จากวัดปาไหลลงหว ย
นํ้าอุน ชาวบานใชเปนประปาภูเขาของหมูบาน และยังใชเปนสถานที่หาสัตวน้ํา
ประเภท ปลา หอย กุง ปู กบ และพชื พรรณน้ํา หนอ ไม โดยหวยกกง้วิ แดงจะ
มีน้ํามากในชวงเดือนมิถุนายนถึงเดือนธันวาคมของป และมีน้ํานอยในชวงเดือน
มกราคมถึงเดอื นพฤษภาคมของป

4. สะนาหลวง เปนลําหวยสาขาของหวยน้ําอุน นํ้าไหลจากสะนาหลวง
ไหลลงไปหว ยโศกปา เลาลาํ หว ยมคี วามยาวประมาณ 1 กโิ ลเมตร อยทู างทศิ ตะวนั
ตกของหมูบาน สะนาหลวงเปนแหลงตนน้ํา ดานลางมีสระน้ํา ชาวบานหาปลา
หอย ปลาไหล ผักกูด โดยสะนาหลวงจะมีน้าํ มากในชวงเดือนพฤษภาคมถึงเดอื น
ธนั วาคมของป และมีน้าํ นอยในชวงเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายนของป

5. หวยโศกปาเลา เปนลําหวยสาขาของหวยน้ําอุน ลําหวยมีความยาว
ประมาณ 3 กโิ ลเมตร อยทู างทศิ ตะวนั ตกของหมบู า น ชาวบา นใชเ ปน ประปาภเู ขา
ของหมูบา น สามารถนํามาบรโิ ภคได ดานอาหารมีกบ ปู ปลา ผกั หนอไม โดย
หวยโศกปาเลาจะมีนํ้ามากในชวงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคมของป และมี
นํา้ นอยในชว งเดือนมกราคมถงึ เดือนเมษายนของป

โดยรวมแลวหมูบานกางปลามีน้ําประปาภูเขาใชพอเพียงตลอดท้ังป
เน่ืองจากมีแหลงน้ําหลักสองแหลง และจํานวนประชากรในหมูบานมีจํานวนไม
มาก และการใชน า้ํ สว นใหญใ ชใ นกจิ กรรมของครวั เรอื นไมไ ดใ ชใ นเชงิ เกษตรกรรม
ระบบนา้ํ ประปาภเู ขามปี ญ หาเรอื่ งดนิ ทรายอดุ ตนั ของทอ บางครง้ั ในชว งฤดฝู น แต
สามารถแกไขปญ หาไดงาย

ลําน้ําหมนั ตอนกลาง
แมน้ําหมันท่ีไหลผานหมูบานหัวนายูง เร่ิมจากปาภูซาง ลองลงมาตาม
ลําน้ําหมัน ผานเข่ือนไฟฟาพลังนํ้าลงมาเปนแกงสองคอน มีตนไมเขียวชอุม
ถอื เปน ปา ทมี่ ีความสมบรู ณ เปน ที่หากินของชาวบานใกลเคยี ง

21

“แกง สองคอน” เปนลํานา้ํ ตอนตนของลมุ น้ําหมันตอนกลางกอ นไหลสตู ัวอําเภอดานซา ย

บานหัวนายูงต้ังอยูริมน้ําหมันใกลกับพระธาตุศรีสองรัก แมชุมชนจะไม
ไดจัดการระบบนํ้าจากน้ําหมันเพ่ือการเกษตร เชน บานนาเวียงและบุงกุม แต
ชาวบานอาศัยนํ้าหมันเพื่อการเกษตรเล็กๆ นอยในครัวเรือน เชน การใชน้ํา
หมันปลูกผักริมนํ้าในฤดูหนาว สวนใหญชาวบานใชน้ําหมันผานระบบประปา
สวนภูมิภาคของเทศบาลดานซาย นอกจากน้ันชุมชนไดนําน้ําธรรมชาติบริเวณ
แกงสองคอนบริเวณปาหลังวัดเนรมิตวิปสนามาจัดการระบบประปาภูเขารวม
กับวัดแหงน้ี คือ หวยนํ้าพุ ซ่ึงเปนแหลงนํ้าสําหรับอุปโภค บริโภคในครอบครัว
ตลอดจนใชในสวนเกษตรบริเวณปาตนน้ํา การทําระบบประปาภูเขานี้หมูบาน
ใชงบ SME ทําอางเก็บนํ้าขนาดใหญรวมกับวัดเนรมิตวิปสสนา ขนาดความ
กวาง สูง ยาว 20 x 20 x 20 เมตร ใชทอ PVC ตอจากอางนาํ้ ลงมาสหู มูบา น
เพ่ือใชบริโภคในครัวเรือน จําหนายถังละ 5 บาท และสมาชิกเสียคาบํารุงปละ
150 บาท หนาแลง นํ้าอาจขาดแคลนบา ง แตก ็มปี ระปาสว นภูมิภาครองรับ

22

บานดา นซาย
แมน้ําหมันเปนแมนํ้าหลอเล้ียงวิถีชีวิตของผูคนชาวดานซาย แมวาสังคม
คนบานดานซายอาจจะตองการพ่ึงพานํ้าหมันเพื่อการเกษตรนอยกวาในอดีต
แตย งั มกี ารจดั การเพอ่ื นาํ นา้ํ หมนั มาทาํ นา้ํ ประปาไวอ ปุ โภค โดยเทศบาลดา นซา ย
ใชน้ําหมันเพ่ือการเกษตรปลูกผักสวนครัวริมนํ้าอยูบาง และท่ีสําคัญชาวบาน
ดานซายเห็นวา แมนํ้าหมันเปนแมนํ้าศักด์ิสิทธ์ิใชประกอบพิธีกรรมความเช่ือ
ของชาวดานซายหลายประเพณีดวยกัน อาทิเชน นํ้าหมันถูกนํามาลาง
พระธาตุศรีสองรักในงานบุญพระธาตุ น้ําหมันเปนท่ีท้ิงหนากากผีตาโขนใน
งานบุญหลวงทีว่ ดั โพนชัย
สวนแมนํ้าศอกสาขาแมนํ้าหมันใชลางดาบงาวของเจานายโบราณในพิธี
เลยี้ งห้ิงเจาพอ กวน รวมถงึ ความเชือ่ ตา งๆ เก่ยี วกบั พญานาคทา นํ้าวังเวนิ
ความสัมพันธระหวางชาวบานกับความเชื่อดังกลาวสะทอนใหเห็น
ความเช่ือศักดิ์สิทธ์ิท่ีชาวดานซายมีตอแมนํ้าหมัน หากแตในปจจุบันแมนํ้าหมัน
ในบรเิ วณบานเดิ่นเปน ที่รองรับนํ้าเสยี จากครัวเรอื นมากทีส่ ดุ

บานนาเวยี งใหญ บุงกมุ และนาหอ
บานนาเวียงใหญประกอบดวยแหลงน้ําสําคัญ 2 สาย คือ น้ําหมัน
และหวยยางบง แมน้ําหมันเปนแมนํ้าสายสําคัญหลอเล้ียงวิถีของชุมชน
บานนาเวียงใหญ ชุมชนใชแมนํ้าเพื่อการอุปโภค บริโภค เปนแหลงอาหารทั้ง
พืชผักและสัตวน้ํา ตลอดจนในพิธีกรรมงานบุญหลวง ประเพณีวันออกพรรษา
สวนหวยยางบง เปนลํานาสาขาลํานํ้าหมันไหลมาจากปาตนน้ําบนภูอังลัง
เปนแหลงอาหารทางธรรมชาติที่สําคัญของชาวบาน สวนบานบุงกุมและบานนา
หอจะมรี ปู แบบการใชน า้ํ เหมอื นบา นนาเวยี งใหญ เนอื่ งจากมรี ะบบนเิ วศนาํ้ คลา ย
คลงึ เคียงและอยูใกลเคียงกัน

23

หมบู านนาทุม
บานนาทุมมีลักษณะภูมิประเทศเปนที่ราบระหวางภูเขา มีนํ้าพานซึ่งเปน
สายน้ําสาํ คัญของชุมชนไหลผานหมบู า น นํา้ พานเปน แมน าํ้ สายเล็กๆ เกิดจากปา
ตนนํ้าที่เรียกวาโปงสิงตัน (เดิมบริเวณนี้เปนท่ีตั้งของผูกอการรายคอมมิวนิสต)
ซง่ึ เปน ปา พน้ื ทขี่ องหมบู า นโคก ตาํ บลนามาลา อาํ เภอนาแหว นา้ํ พานมคี วามยาว
21 กิโลเมตร มีความยาวของลําน้ําอยูในเขตอําเภอนาแหวราว 15 กิโลเมตร
และมีความยาวอยูในเขตดานซาย 6 กิโลเมตร และไหลมาบรรจบลํานํ้าหมันที่
บานนาเวียง (ตรงขามกับวัดโพธ์ิศรี) ปจจุบัน ตนน้ําพานยังมีความใส สะอาด
ชมุ ชนบา นนาทมุ ไดน าํ แหลง นาํ้ จากตน นาํ้ พานบรเิ วณหว ยเผงิ้ มาทาํ ประปานา้ํ ซบั
ระบบทอ โดยใชรวมกับบา นหนามแทง
หากยอนอดีตกลบั ไปประมาณ 70 ปก อน (พ.ศ. 2576) นํ้าพานมีความ
อุดมสมบูรณแตกตางจากปจจุบัน น้ําพานบริเวณผาผึ้งจะมีนํ้าตกกระทบโขดหิน
นาํ้ ใสมาก ใชด มื่ กนิ ได มวี งั ปลา เชน วงั พอ ฮอ ย วงั ถาํ้ หนิ วงั ปา หนิ ปลามคี วามอดุ ม
สมบรู ณม าก ในฤดฝู นมแี มว า จะมนี าํ้ หลาก แตไ มท ว มขงั เพราะลาํ นาํ้ ลกึ และกวา ง
ขณะเดียวกันหากมองถึงวิถีการเกษตรแบบด้ังเดิมพบวา ลักษณะการเกษตร
แบบด้ังเดิม คือไมมีการไถ อาจจะมีการเผาบาง ใชอุปกรณแบบพื้นบาน เชน
แวก นุง เสียม ปลูกพืชเพ่ือยังชีพจําพวกขาวไร ขาวโพด ถ่ัวดํา ถ่ัวแดง ถั่วลิสง
งาดาํ งาขาว ประมาณเดอื นเมษายน-พฤษภาคม เกดิ ฝนชะลา งเถา ถา น เศษหญา
บนผืนไร ทําใหนา้ํ พานขนุ มีลกั ษณะสีดํา ทาํ ใหปลาตายเถา ชาวบา นจะจบั ปลา
มากนิ แตใชเ วลาไมน านถือเปนธรรมชาติ
หลงั พ.ศ. 2520 จนถงึ ปจ จบุ นั พบวา มกี ารนาํ รถไถเขา มาไถไรแ ทนการใช
จอบเสยี ม การทาํ ไรท าํ สวนสะดวกขน้ึ แรกๆ อาจมกี ารปลกู พชื แบบเดมิ เพอื่ ยงั ชพี
กอ นทจี่ ะปลกู เพอื่ ขาย สง่ิ ทชี่ าวบา นสงั เกตเหน็ ความเปลยี่ นแปลงลาํ นาํ้ พานทเี่ หน็
ไดชดั เรือ่ ยมาจากอดีตถึงปจจบุ ันคือ ลาํ นํา้ พาน เกิดการตื้นเขินเน่ืองจากการไหล
เซาะของน้ํา ลําน้ําแคบลง น้ํามีสีขุน ลํานํ้าแหงเร็ว ไหลเร็ว หนาแลงไมมีน้ําขัง
สัตวนํ้าท่ีเคยหาเปนอาหารเริ่มหายไป ในฤดูฝนมีข้ีโคลน เศษไมที่ไหลมาจาก

24

ท่ีสูง ทําใหนํ้าทวมบานอยางเฉียบพลัน น้ําปาไหลหลาก เกิดภัยธรรมชาติข้ึน
อยางรวดเร็ว ไมทันต้ังรับ สงผลอีกประการหนึ่งตอชุมชนนอกจากแหลงอาหาร
แหลง นาํ้ เกษตรแลว คอื ชาวบา นราว 10 ครวั เรอื น จะถมดนิ ใหส งู ขน้ึ กอ นสรา งบา น
เพือ่ หนนี ํา้ อยางไรกต็ ามในปจ จุบนั น้ี ยังไมม ีการแกไขปญ หาลาํ นํ้าพานอยา งเปน
ระบบ และบรเิ วณตน นา้ํ พานแถบหว ยผง้ึ ยงั มคี วามสมบรู ณข องนา้ํ ชาวบา นนาทมุ
รว มกบั บา นหนามแทง ไดบ รหิ ารจดั การนาํ้ พานเพอ่ื ทาํ ประปานา้ํ ซบั ภเู ขา ระบบทอ
สงมายังชุมชน ระยะทางกวาสามกิโลเมตร เพ่อื ใชส อยในครวั เรอื น

บานหนามแทง
หมูบานหนามแทง มีลักษณะภูมิประเทศเปนที่ราบระหวางภูเขา
ดานทิศเหนือของหมูบานมีภูเขาท่ีสําคัญคือ บวมกกซอ (บวมคือบริเวณที่เปนที่
ราบเชงิ เขา มปี า ไมแ ละความอดุ มสมบรู ณข องนา้ํ ) บวมกกซอ เปน ตน นาํ้ หว ยตอง
และน้ําบวกเด่ียว แลว ไหลมาตกนา้ํ พานซ่งึ เปนสายนํ้าสําคญั ของชมุ ชน

ลาํ น้าํ หมันตอนปลาย
นํ้าหมันที่ไหลผานบานนาหมูมนมีพัฒนาการคลายคลึงกับหมูบานอื่นๆ
ท่ีตั้งอยูริมน้ําหมัน มีแมนํ้าหมันเปนสายนํ้าหลอเล้ียงชีวิต ในอดีตผูคนชุมชน
บา นนาหมมู น บา นหว ยปลาฝา และบา นปากหมนั ประกอบอาชพี เลย้ี งสตั วแ ละทาํ
ไรขาว ขาวโพด แตง ถัว่ บนภูเปาะ โดยมวี ิถีเกษตรแบบด้ังเดมิ ทาํ เพ่อื ยงั ชพี แบบ
พอเพียง คือ การทําไรเลื่อนลอยโดยจะเปล่ียนพ้ืนท่ีเพาะปลูกไปเร่ือย ปลอยให
พนื้ ทเี่ ดมิ รกรา งแลว วนกลบั มาทาํ ทเี่ ดมิ อกี ครง้ั โดยไมม กี ารไถ อปุ กรณท ใี่ ชก จ็ าํ พวก
แวก จอบ เสยี ม พอชว ง 30 ปท ผ่ี า นมา หมบู า นเรม่ิ มรี ถไถเขา มาในชมุ ชนเกษตรกร
หนั มาปลกู พชื เชงิ เดย่ี ว เชน ขา วโพด ขณะเดยี วกนั แมน าํ้ หมนั ในชว งวถิ กี ารเกษตร
แบบดั้งเดิม ผูคนในชุมชนเลาวาแมน้ําหมันใส สะอาด สามารถดื่มและอาบได
มีวังปลาและวังนํ้าศักด์ิสิทธ์ิมากมาย อาทิ ท่ีบานนาหมูมนวังหวยภู (เช่ือวามี
เงือกหืน) วังขอนแดง ริมน้ําหมันจะมีพัดทดนํ้า มีผักปลูกริมนํ้า เวลาฝนตก
นาํ้ จะขนุ มสี ขี องเถา เพยี งวนั สองวนั กใ็ ส ชมุ ชนใชน า้ํ ทง้ั วถิ เี กษตรและการดาํ รงชวี ติ

25

ท่ีราบลุม ลาํ นาํ้ หมันตอนปลายบริเวณบา นปากหมนั กอนไหลมาบรรจบกบั ลํานาํ้ เหอื ง
ลาํ นํ้าทกี่ ัน้ พรมแดนไทยและลาว

ความเปลย่ี นแปลงของลาํ นา้ํ เหน็ ไดช ดั เจน เมอื่ ชมุ ชนเปลยี่ นวถิ เี กษตรเปน
พชื เชงิ เดย่ี ว มกี ารไถไรป ลกู ขา ว ขา วโพด เกษตรกรบา นนาหมมู น เพมิ่ พน้ื ทขี่ องการ
ปลกู พชื ลดการเลย้ี งสตั วล งในทส่ี ดุ เมอ่ื ถงึ ฤดฝู นนา้ํ หมนั ขนุ แดงแตกตา งจากอดตี
อยา งสิ้นเชิง แมน ํ้าหมนั ตนื้ เขิน น้าํ ไหลชาลง

ป พ.ศ. 2552 องคก ารบริหารสวนจังหวดั เลย มีโครงการขุดลอกนํา้ หมัน
เมื่อขุดลอกผานบานนาหมูมน ชาวบานท่ีมีพัดสวนหนึ่งยอมร้ือพัด อีกสวนหน่ึง
เจรจาตอรองกับรัฐจนสามารถสืบทอดภูมิปญญาการทําพัดเพ่ือการเกษตรได
เพยี งแตย อมลดขนาดของหลว ยพดั ใหต าํ่ ลงเพอื่ ใหน าํ้ ไหลไดด ตี ามขอ เสนอของรฐั
แตชุมชนก็ยอมรับความเปลี่ยนแปลงของลําน้ําหมันคือ เม่ือขุดลอกน้ําหมันแลว
นาํ้ หมนั ไหลเรว็ ขนึ้ แตข นาดของลาํ นาํ้ แคบลง วงั ปลาซงึ่ ทเ่ี ปน ทห่ี ากนิ สตั วน า้ํ หาย
ไป สงผลใหผูคนหาอยูหากินกับแมนํ้าลดลง พ้ืนท่ีของผักธรรมชาติซ่ึงเคยเปนท่ี
หาผักริมนํ้าก็หายไป ประกอบกับสารเคมีจากพ้ืนท่ีเกษตรเชิงเด่ียวเพิ่มมากข้ึน
ชุมชนจึงเปล่ียนวิถีไมใชน้ําหมันเพ่ือบริโภคเชนเมื่อกอน โดยหันไปใชการจัดการ
น้าํ หว ยภูจากหว ยปาเปอ ยเปน แหลงน้าํ เพอ่ื อปุ โภคและบริโภคในครวั เรือนแทน

26

ผืนปา
คนดานซายในลุมนํ้าหมันอาศัยปาไมเปนท่ีทํามาหากิน ประกอบอาชีพ
หลายๆ อยา ง รวมทง้ั เปนแหลง หาของปา เชน คร่งั หนอ ไม เหด็ ผง้ึ รวมทง้ั พชื
ผกั ตา งๆ เชน ผักหวาน ผกั ตาํ ลึง และอาศยั ไมมาสรางบานเรือนทอ่ี ยูอ าศยั อีกท้งั
ยังใชพืน้ ท่ปี าทําไรท่ปี ระกอบอาชพี ปลกู พืช เลีย้ งสัตว นอกจากน้ี ปาไมย ังมสี วน
ชวยใหมีสัตวปา รวมถึงยังเปนแหลงตนน้ําที่สําคัญ จึงกลาวไดวา คนดานซาย
ไดพ่ึงพาปาเปนแหลงอาหารและใชปาเปนท่ีสําหรับเลี้ยงสัตวพวกโคและกระบือ
ดังนั้น ชาวบานจึงมีความสัมพันธกับปาไมเปนเวลานาน หมูบานตางๆ ในลุมน้ํา
หมันทั้งตอนตน กลางและปลาย มีผืนปาลวนอยูในพื้นท่ีปาสงวนแหงชาติท้ังส้ิน
ซงึ่ ในปจ จบุ นั พน้ื ทป่ี า สว นใหญเ ปน ปา เสอื่ มโทรม เพราะถกู บกุ รกุ แผว ถาง ลกั ลอบ
ตัดไม เหลอื พื้นปาไมถงึ 20 % ของพ้นื ทีท่ ั้งหมด (กรมปาไม, 2558)
อยา งไรกต็ าม เนอื่ งจากการบกุ เบกิ พนื้ ทปี่ า มคี วามสมั พนั ธก บั นโยบายเกย่ี ว
กบั ปา ของรฐั และการตง้ั ถนิ่ ฐานของชาวบา นตามหมบู า นตา งๆ ดงั นน้ั การแบง ชว ง
เวลาของวิวัฒนาการบุกเบิกพื้นที่ปาของดานซาย จึงพิจารณาจากนโยบายเกี่ยว
กับปาของรฐั ซ่งึ สามารถแบงออกไดเปน 3 ยุค คอื ยุคบานปา (ประมาณกอ นป
พ.ศ. 2500 ) ยคุ เปด ปา (ประมาณ พ.ศ. 2500-2530) และยคุ ปด ปา (ประมาณ
พ.ศ. 2531- ปจจุบนั )

ยุคบานปา: ลักษณะการตั้งถ่ินฐานและอพยพยายถิ่น ในยุคนี้สภาพปา
ยังสมบูรณ มีตนไมหนาทึบ การต้ังชุมชนแตละแหงจะอยูหางไกลจากชุมชน
อ่ืนๆ ลักษณะทางภูมิศาสตรของชุมชนในหมูบานลุมน้ําหมันตอนตนทั้งหมด
เปนที่ราบสูง ในบางพื้นท่ีของหมูบานในลุมนํ้าหมันตอนกลางและตอนปลาย
จะเปน ทรี่ าบเชงิ เขาและทรี่ าบระหวา งเขา แตล ะชมุ ชนจะมขี นาดเลก็ มจี าํ นวนครวั
เรือนและจํานวนประชากรนอย การติดตอกับชุมชนภายนอกและคนจากชุมชน
ภายนอกเขาไปติดตอนอย เพราะกลัวโรคภัยไขเจ็บและสัตวปาแมเจาหนาที่ของ
รัฐก็ไมค อ ยไดเขาไปติดตอ

27

รปู แบบการตงั้ ถน่ิ ฐานของชมุ ชนยคุ บา นปา อาจแบง ออกไดเ ปน 2 รปู แบบ
คอื รปู แบบทชี่ าวบา นตงั้ บา นเรอื นอยเู ปน กระจกุ มากกวา ทจ่ี ะตงั้ เปน คมุ ๆ โดยมที ี่
ทาํ กินอยูรอบๆ หมูบา นทอ่ี ยบู นพน้ื ทส่ี ูงท้งั หมด เชน บา นหวยตาด บานแกงครก
บานกกเหี่ยน บานกางปลา บานน้ําพุและบานหมากแขง หมูบานท้ังหมดเปน
หมูบานที่ตง้ั อยใู นลุมนํา้ หมันตอนตน

ดา นวถิ ชี วี ติ ของชาวบา นจะสมั พนั ธก บั สภาพปา และความอดุ มสมบรู ณข อง
ปา กลาวคอื ชาวบานจะใชเ วลาสว นใหญในการจบั สตั วน ้าํ สัตวป าและหาของปา
ในการผลติ สนิ คา เกษตรสว นมากจะเพาะปลกู ขา วไรจ าํ นวนไมม ากเพอื่ ใชบ รโิ ภคใน
ครวั เรือน และมกี ารปลกู พืชผกั สวนครวั อาทิ ผกั พรกิ หอม กระเทียมไวบ รโิ ภค
ในครัวเรือน

สําหรับการปกครองของชุมชน จะเปนการปกครองกันเอง มีหัวหนา
ชุมชนตามธรรมชาติ ซ่ึงสวนใหญจ ะเปน ผูน าํ ทพ่ี ากันอพยพมาต้ังถิน่ ฐานหรือเปน
เครือญาติพ่ีนองและมิตรสหาย ผูนําเหลานี้จะเปนผูนําชุมชนอยางแทจริง ไดรับ
การเช่ือฟงและเคารพนับถือจากชาวบานในชุมชน เปนผูมีบทบาทสําคัญในการ
จดั การใหชาวบานบุกเบิกจบั จองที่ปา

สว นเหตผุ ลทส่ี าํ คญั ทส่ี ดุ ของชาวบา นผอู พยพในยคุ บา นปา คอื การแสวงหา
ทด่ี นิ ทาํ กนิ หรอื หาทดี่ นิ ทาํ กินทอ่ี ดุ มสมบรู ณแ ละกวา งขวางกวา ทดี่ นิ ทาํ กนิ ทมี่ อี ยู
เดมิ เชน กรณหี มบู านในพ้ืนทสี่ งู ท้ังหลาย อยา งบา นกกเหีย่ น กา งปลา น้าํ พุ และ
หว ยตาด เพราะชาวบา นบางคนมีทที่ าํ กนิ ทบ่ี า นเดิมนอ ย สวนเหตุผลอ่นื ๆ มโี รค
ระบาด ชาวบา นลม ตายจํานวนมากเชน ที่บานกา งปลาเกา เปนตน

การอพยพเพื่อหาที่ดินทํากินในยุคน้ี สวนใหญเริ่มตนโดยอพยพเขามาอยู
เปน กลุม เลก็ ๆ และมักเปนกลุมเครือญาติ ผอู พยพมาภายหลงั มกั มาจากหมูบาน
เดียวกัน อาจจะเปนญาติพี่นองหรือมิตรสหายชักชวนมาอยูรวมกัน ในหลายๆ
กรณผี ูที่อพยพมาอยกู อ นไปชกั ชวน โดยใหท ด่ี นิ ทต่ี นเองจบั จองไวแกผ มู าอยูใหม
ทง้ั นเี้ พอ่ื จงู ใจใหผ อู พยพมาอยรู ว มกนั สว นกรณผี อู พยพทมี่ าจากตา งหมบู า น สว น
ใหญไดขาววามีทด่ี นิ ทสี่ ามารถจับจองไดและไดเ ดนิ ทางมาสืบหาขอมูลกอ น หรือ

28

อพยพมาอยูเพียงชั่วคราวเพียงคนเดียวหรือสองคน เม่ือแนใจแลวจึงอพยพมา
อยูทั้งครอบครัวอยางถาวร สังเกตไดจากนามสกุลของคนในหมูบานที่คลายกัน
หลังจากนัน้ จะมีการอพยพเขา มาอยเู พิม่ เตมิ โดยมีทง้ั มาจากหมูบานเดยี วกันและ
หมบู านใกลเ คยี ง

จงึ เหน็ ไดว า การครอบครองพน้ื ทปี่ า และกรรมสทิ ธใิ์ นทดี่ นิ ของคนดา นซา ย
รุนกอนมีความเห็นวา ผืนปาในยุคกอนมีจํานวนมาก เปนที่ดินท่ีมีความอุดม
สมบูรณและไมมีใครเปนเจาของ ขนาดของที่ดินท่ีจับจองจะข้ึนอยูกับขนาดของ
ครอบครัว ถา เปนครอบครัวไมใ หญ คือ มีสมาชกิ ไมเ กิน 5 คน มักจับจองเพยี ง
ครอบครวั ละ 4-5 ไร หากเปนครอบครวั ใหญท่มี ีสมาชกิ 5 คนขึ้นไปจะจับจอง
ราว 10-15 ไร ชาวบา นทอ่ี พยพเขา มาในยคุ นี้ สว นใหญไ มไ ดจ บั จองเพอื่ ไวแ บง ให
ลกู หลาน เพราะคดิ วา ทดี่ นิ มจี าํ นวนมากจะจบั จองเพมิ่ เมอื่ ไหรก ไ็ ด อยา งไรกต็ าม
มบี างครวั เรอื นจบั จองไวมากกวา ทบี่ ุกเบิกทาํ กนิ

ใครจบั จองทดี่ นิ บรเิ วณไหนไวไ ดจ ะเปน ทรี่ กู นั และยอมรบั กนั ภายในชมุ ชน
วาผูน้ันเปน เจาของ เมื่อมผี อู พยพเขามาทหี ลงั บางรายอาจจะขอสิทธคิ์ รอบครอง
ที่ดินผูที่อพยพเขามากอน หรือผูอพยพมากอนยกสิทธิ์ครอบครองใหผูอพยพมา
ทหี ลงั เชน กรณยี กใหญาติพนี่ องหรอื เพ่ือนบานท่ีอพยพมาตามหลัง รปู แบบการ
ใชท่ีดินในยุคนี้สะทอนใหเห็นวา มีการยอมรับกรรมสิทธ์ิในการเปนเจาของท่ีดิน
ระหวา งชาวบานภายในหมบู า นเดียวกนั และจากบุคคลภายนอก

เนื่องจากในอดีตพื้นท่ีปามีมาก นโยบายของรัฐยุคน้ี จึงยังเปนนโยบาย
ที่เปดโอกาสใหชาวบานเขาไปกอสรางบานในปาเพื่อทําการเกษตรไดอยางเสรี
ดังน้ัน ชาวบานในยุคบานปาจึงพยายามแสวงหาและเลือกบริเวณพ้ืนท่ีปาที่อุดม
สมบูรณ เพ่ือต้ังถิ่นฐานทํามาหากิน ดังพบเห็นไดจากกรณีกรณีหมูบานกกเห่ียน
บา นกา งปลา บา นนาํ้ พุ บา นหว ยตาดและอกี หลายหมบู า นในลมุ นา้ํ หมนั ทตี่ งั้ อยบู น
พืน้ ทส่ี ูงทีไ่ มไดเ ปน กรณีศกึ ษา กลา วคอื ชาวบานไดเ ขา ไปบุกเบิกที่ปาเพื่อตั้งบา น
เรอื นและทาํ การเกษตร เพราะเปน บรเิ วณทมี่ แี หลง นํ้า มสี ัตวน้ําและสัตวปาอุดม
สมบูรณ สภาพดินดเี หมาะแกก ารเพาะปลูก และยังไมม ีใครจบั จองเปน เจา ของ

29

ยุคเปดปา: การดําเนินนโยบายของรัฐในยุคนี้ มีผลกระทบตอพื้นท่ีปาใน
วงกวาง นโยบายท่สี าํ คญั ไดแก การใหส ัมปทานทาํ ไม การสรา งถนน นโยบายท่ี
มผี ลตอ การขยายการผลติ พชื เศรษฐกจิ ซง่ึ พบในหมบู า นทศ่ี กึ ษาเปน กรณตี วั อยา ง
เชน หมบู า นในพ้ืนที่สงู ของลุมนํ้าหมันตอนตน กลางและปลาย (เฉพาะบา นหวย
ปลาฝา) พบวา ประมาณปลายทศวรรษท่ี 2500 ตอ ตน ทศวรรษที่ 2510 เปน ตน
มา มโี รงเลอ่ื ยจากอาํ เภอหลม สกั จงั หวดั เพชรบรู ณแ ละบา นโปง ชี อาํ เภอดา นซา ย
จงั หวดั เลย เริ่มเขา ไปตัดไมบ ริเวณดา นซา ย

เม่ือตน ไมใหญถูกตดั หมด ทาํ ใหส ภาพการเปนบานปา หมดไป หลังจากนั้น
ประมาณป พ.ศ. 2505 ชาวบานหลายหมูบ านเรมิ่ เขา มาเพาะปลูกขา วโพดและ
เลยี้ งสัตว ป พ.ศ. 2507 ชาวบา นเร่มิ จับจองและบุกเบกิ พน้ื ท่ีปา แหง ใหม

เม่ือไมใหญถูกตัดและไมเล็กถูกไมใหญลมทับจนโลงเตียน ชาวบานใน
หมูบานและหมูบานใกลเคียงไดใชเสนทางท่ีองคการอุตสาหกรรมปาไมตัดเขาไป
ในปา เพ่อื ชักลากไม เปน เสน ทางอพยพเขาไปบุกเบิกท่ีดนิ ทําการเกษตร

ยุคปดปา: การที่ปาถูกทําลายไปมากในยุคเปดปา ทําใหรัฐเปลี่ยนมา
ดําเนินโยบายปองกันการทําลายปาและฟนฟูสภาพปา ในขณะเดียวกันก็เปนยุค
ทม่ี กี ารบกุ รกุ พนื้ ทปี่ า เพอื่ ขยายทที่ าํ กนิ มากขนึ้ ซง่ึ จะกลา วรายละเอยี ดไวใ นหวั ขอ
เศรษฐกจิ และการดาํ รงชพี ในมติ พิ ลวตั ของฐานทรพั ยากรอาหารลมุ นา้ํ หมนั ในบท
ตอ ไป

จากที่กลาวมาท้ังหมดจะทําใหเห็นวาลุมนํ้าหมันมีการเปล่ียนแปลงในมิติ
ระบบนิเวศและส่ิงแวดลอมอยางเปนพลวัต โดยมีเง่ือนไขที่สําคัญหลายประการ
โดยเฉพาะกจิ กรรมของมนุษยท่ีเขา ไปแทรกแซงระบบนเิ วศลมุ นํ้า

30

31

สว น II
ลมุ น้ําหมนั ในบริบทสงั คม วฒั นธรรมและเศรษฐกจิ

32

33

สังคมและวฒั นธรรมในลมุ น้ําหมนั

ลุมน้ําหมันในบริบทสังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจจะวาดวยเร่ืองขอมูล
พื้นฐานทางสังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจของหมูบานในลุมนํ้าหมันท้ังในแง
ประชากร กายภาพหมบู า น การถอื ครองท่ดี นิ ประวัติศาสตรช มุ ชน ศาสนาและ
ความเช่ือ ฮตี สิบสอง ลาํ นํ้าหมนั : ชวี ิต ผูคนและสายนํา วถิ กี ารเกษตรของคนลมุ
นํ้าหมัน และทายสุดคือหัวขอ เศรษฐกิจและการดํารงชีพในมิติพลวัตของฐาน
ทรัพยากรอาหารของชุมชน

ประชากรและกายภาพหมูบ า น

พื้นท่ีลุม นา้ํ หมนั มีขนาด 600 ตารางกิโลเมตรเศษ จากขอ มลู ทกี่ ลา วไวใน
บทกอนวา ลุมน้ําหมันมีสภาพภูมิประเทศเปนภูเขาลอมรอบ มีที่ตั้งของอําเภอ
ดา นซา ยเปน แอง อยตู รงกลาง ดงั นนั้ ความเคลอื่ นไหวและเปลย่ี นแปลงของจาํ นวน
ประชากรในลมุ นา้ํ จงึ คลอ ยตามการเปลยี่ นแปลงในพนื้ ทอี่ าํ เภอดา นซา ย กลา วโดย
สรุป คอื

34

แผนภาพท่ี 1 แผนท่ีพ้ืนที่ศกึ ษาอาํ เภอดานซาย จังหวัดเลย

อาํ เภอดา นซา ยจดั ตงั้ มานานตง้ั แตป  พ.ศ. 2450 พรอ มๆ กบั การตงั้ จงั หวดั
เลย ดังนั้น จึงมีลักษณะทางสังคมท่ีคอนขางถาวรท้ังดานการต้ังถิ่นฐานและการ
อพยพโยกยาย ปกติจํานวนประชากรในแตละปจะมีปริมาณเพ่ิมขึ้นโดยตลอด
เนอ่ื งจากการเกดิ และการยา ยเขา โดยเฉลยี่ อยใู นอตั ราประมาณ รอ ยละ 1 ปจ จบุ นั
อาํ เภอดา นซา ยแบง การปกครองออกเปน 10 ตาํ บล 97 หมบู า น และการปกครอง
สวนทองถิ่น ประกอบดวยเทศบาลตําบล 2 แหง องคการบริหารสวนตําบล 9
แหง มปี ระชากรทง้ั สนิ้ ประมาณ 47,626 คน ครวั เรอื น 14,452 ครวั เรอื น (สาํ นกั
ทะเบียนกลาง กรมการปกครอง, 2557)

35

สวนการวิจัยครั้งนี้จะแบงหมูบานตามระบบนิเวศลุมนํ้าหมันออกเปน
3 สวน คือ ลําน้ําหมันตอนตน ลํานํ้าหมันตอนกลาง และลํานํ้าหมันตอนปลาย
โดยเลือกหมูบานท่ีมีลักษณะเดนการจัดการที่ดิน การเกษตรและ/หรือน้ํามา
เปน กรณศี กึ ษา กลาวคอื

พนื้ ทส่ี ว นท่ี 1: พน้ื ทล่ี มุ นา้ํ หมนั ตอนตน หรอื ตอนบนเปน พนื้ ทส่ี งู (Upland)
หากนับตามทิศทางการไหลของลําน้ําหมันจะตั้งอยูสวนเหนือตัวอําเภอดานซาย
มีลักษณะทางวัฒนธรรมแบบ “บานปา” ประกอบดวยบานหมากแขงและ
บานแกงครก ตั้งอยูในตําบลกกสะทอน บานหวยตาดต้ังอยูตําบลโคกงาม
บานกกเห่ียนตั้งอยูตําบลโพนสูง และบานกางปลาตั้งอยูตําบลดานซาย
พ้นื ท่ปี กครองของเทศบาลตําบลศรสี องรกั

พื้นที่สวนท่ี 2: พื้นที่รอยตอของลุมนํ้าหมันตอนบนและลาง ประกอบ
ดวยท่ีราบหุบเขา (Valley) ท่ีที่ตั้งของพ้ืนที่เมือง มีลักษณะทางวัฒนธรรมแบบ
“บานนา” ประกอบดวยหมูบานที่ต้ังอยูในกลุมการปกครองของเทศบาลตําบล
ศรีสองรัก คือ บานหัวนายูง บานดานซาย บานนาเวียงใหญ บานนาทุม และ
บา นหนามแทง หมบู า นทอ่ี ยใู นการปกครองตาํ บลนาหอ คอื บา นบงุ กมุ และบา นนา
หอ รวมถงึ บา นดา นซา ย ตง้ั อยกู ลางเมอื งดา นซา ย หมบู า นทส่ี ะทอ นภาพแทนของ
การพฒั นาจากชนบทสคู วามเปน เมอื งสมยั ใหม หมบู า นตา งๆ เหลา นเี้ ปน หมบู า น
ที่มีการรวมตัวของชาวบานในการขับเคล่ือนเพ่ือฟนฟูปาชุมชนในรูปแบบตางๆ
เชน การใชก จิ รรมการปน จกั รยาน การทอ งเทย่ี วเชงิ นเิ วศ และประเพณวี ฒั นธรรม
ทองถิ่นในการขับเคลื่อนใหคนทองถิ่นและคนนอกชุมชนตระหนักความสําคัญ
ของฐานทรัพยากรอาหารของชมุ ชน

พ้ืนท่ีสวนที่ 3: พื้นท่ีลุมนํ้าหมันตอนลาง หมูบานในพ้ืนที่ราบหุบเขา
และมีการใชพ้ืนที่สูงในการทําการเกษตร มีลักษณะทางวัฒนธรรมผสมผสาน
ระหวางบานนากับบานปา ประกอบดวยบานนาหมูมน ตั้งอยูตําบลนาดี
เปนหมูบานท่ีใหความสําคัญกับการจัดลุมพัดทดนํ้า บานหวยปลาฝา ตั้งอยู
ในตําบลนาดีเชนเดียวกัน เปนหมูบานท่ีประสบความสําเร็จในการอนุรักษปา

36

ชมุ ชน ทาํ ใหม นี าํ้ ประปาภเู ขาใชต ลอดทง้ั ปม าหลายชว่ั อายคุ น และบา นปากหมนั
ตั้งอยูตําบลปากหมัน เปนหมูบานทายสุดของลําน้ําหมันกอนไหลจะบรรจบ
กับลํานํ้าเหือง เปนหมูบานท่ีประสบปญหาฐานทรัพยากรอาหารของชุมชนถูก
คุกคามอยา งหนักจากการปลูกพชื เศรษฐกจิ เชงิ เด่ยี วเชนกัน

การถือครองท่ีดนิ

ท่ีดินทํากิน หมูบานในลุมน้ําหมันสวนใหญมีขอจํากัดทางกายภาพ
การใชท ่ดี ินทางการเกษตรเพ่อื การผลิตทส่ี าํ คัญของชาวบา น ในพ้ืนท่ลี มุ นา้ํ มกี าร
ถือครองอยูท้ังที่ถูกตองและไมถูกตองตามกฎหมาย ในพื้นที่บางสวนเปนท่ีดิน
ของรัฐประเภทปาไมและอื่นๆ แตชาวบานบางหมูบานก็ไดมีการบุกรุกเขาไปทํา
ประโยชนอ ยใู นปจจุบัน โดยมกี ารถอื ครองในรปู แบบตางๆ ไดแก เปน ของตนเอง
ผูเชา ไดมาจากที่ดินของรฐั (สวนใหญม าจากการปฏริ ปู ทดี่ นิ ) ตลอดจนถอื ครอง
มือเปลาซ่ึงลักษณะการถือครองที่แตกตางกันน้ันยอมมีผลตอประสิทธิภาพใน
การผลิตท่ีไมเทาเทียมกัน ซึ่งพบมากในกลุมหมูบานลุมน้ําหมันตอนบนในตําบล
กกสะทอน บานหวยตาดตําบลโคกงาม สวนท่ีมีประสิทธิภาพสูงสุดคือเปนของ
ตนเอง เนื่องจากจะเกิดการลงทุนและการดูแลรักษา การใชประโยชนยอมมีผล
ตอบแทนไดสูงและยง่ั ยืนกวา

หากพิจารณาขนาดพ้ืนท่ีท่ีมีการใชประโยชนประเภทตางๆ สวนใหญ
เปนการใชป ลูกพชื บนทด่ี อนหรือพชื ไรต างๆ และพชื สวนและขา วนานาํ้ ทว มตาม
สภาพภูมิประเทศของลุมนํ้า เปนที่นาสังเกตวา ในพื้นที่สูงของลุมนํ้าหมันจะมี
การใชพื้นที่บนพื้นที่สูงที่ไมมีประสิทธิภาพในดานการจัดการ เชน ปลูกพืชไรใน
พ้ืนท่ีลาดเอียงซ่ึงเสี่ยงตอดินถูกกัดเซาะเม่ือยามน้ําฝนไหลหลาก ซึ่งนอกจากจะ
กอใหเ กิดความสญู เสียทรัพยากรแลว ยังสรางปญหาดานสังคมในดา นผลกระทบ
ตอ ระบบนิเวศลุมนา้ํ หมัน

37

รายไดค รวั เรือน

ครวั เรอื นเกษตรโดยปกตจิ ะมรี ายได หรอื จากผลติ ภณั ฑก ารเกษตร การคา
และบริการภายในชุมชน เงินชวยเหลือจากโครงการตางๆ ของรัฐ คาจาง และ
การแปรรปู ผลติ ภัณฑตา งๆ กลาวคอื ผลิตภณั ฑทางการเกษตรทเ่ี ปน รายไดส ว น
ใหญของครัวเรือนมักมาจากการเพาะปลกู พชื ตา งๆ โดยเฉพาะขาวโพดเลี้ยงสัตว
การเล้ียงสัตว และการประมงบางเล็กนอย นอกจากน้ี ยังมีรายไดจากแรงงาน
รับจางท้งั ในและนอกพื้นท่ี สะทอนใหเห็นวา ชาวบา นท่ที าํ การเกษตรมีรายไดไม
แนนอนในแตละป หรือมีรายไดหลักแตละชวงเวลาท่ีเก็บผลผลิตทางการเกษตร
เทา น้นั

ปจ จยั สาํ คญั ทางดา นการเกษตรทม่ี สี ว นใหร ายไดข องครวั เรอื นแตกตา งกนั
คือ ลกั ษณะและบทบาทของการถอื ครองท่ดี นิ ทาํ กิน สถานะแรงงานในครวั เรอื น
และการเลือกใชประโยชนท่ีดินของแตละพ้ืนท่ี ปจจัยเหลานี้ทําใหในพ้ืนท่ีลุม
น้ําหมันมีรายไดทางการเกษตรเฉลี่ยตอครัวเรือนผันแปรแตกตางกัน กลาวคือ
มีตั้งแตประมาณ 3 หมื่นบาทเศษไปจนถึงมากกวา 1 แสนบาท และโดยมาก
มาจากพืชเศรษฐกิจเชิงเด่ยี ว อยา งขา วโพดเลีย้ งสตั ว

สวนรายไดนอกภาคการเกษตรก็เชนเดียวกัน คือ มีความแตกตางกันใน
แตละหมูบ า น ขึ้นอยกู ับปจ จัยตางๆ ไดแก แรงงานในครวั เรือน สภาพการมงี าน
ทํา อาชีพเสริมนอกฤดูการเพาะปลูก และโครงการตางๆ ของรัฐ ปจจัยตางๆ
ดงั กลา วสรา งรายไดน อกภาคการเกษตรใหค รวั เรอื นเกษตรระหวา งไมถ งึ 1,000
บาท ไปจนถงึ เกอื บ 5 หมน่ื บาท ซง่ึ สว นใหญม าจากคา จา งหรอื การทาํ งานรบั จา ง
โดยครวั เรอื นหมบู า นตา งๆ มรี ายไดเ ฉลย่ี รวมตอ ปอ ยรู ะหวา ง 20,000-90,000
บาท และมีหน้ีสิ้นเฉลยี่ ตอ ครัวเรอื นตอปอยรู ะหวาง 30,000-60,000 บาท

รายไดของครัวเรือนเกษตรเหลานี้ โดยปกติจะหมดไปในดานตางๆ คือ
การจัดหาปจจัยการผลิตดานการเกษตร อาหาร เครื่องนุงหม ยารักษาโรค
ซ่ึงก็คือวิถีชีวิตของสังคมในชนบททั่วๆ ไป จึงอาจสรุปไดวา เศรษฐกิจของ
ประชากรโดยรวมในพื้นท่ีลุมน้ําหมัน เปนแบบเศรษฐกิจก่ึงพ่ึงตนเอง คือ ผลิต

38

อาหารเพอ่ื บรโิ ภคในครวั เรอื นเปน หลกั และกงึ่ การคา ในแงก ารปลกู พชื เศรษฐกจิ
เชงิ เดยี่ ว โดยทง้ั หมดตน ทนุ การผลติ สว นใหญย งั คงพงึ่ พาธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ ม
เปนปจจัยหลัก รายไดที่ดํารงชีพอยูไดมาจากดานการเกษตร ซึ่งเปนรายไดที่
ขาดความม่ันคง เพราะไมมีความแนนอนทั้งในแงการผลิตและราคาของผลผลิต
ทางการเกษตรทผ่ี นั แปร สงผลทําให ชาวบานหลายครวั เรอื นตอ งหารายไดเสริม
นอกภาคการเกษตร

ปญ หาการเกษตรและการครองชพี จากการสํารวจครัวเรือน เพ่ือสะทอ น
ใหเห็นถึงปญหาความเดือดรอนของชาวบานในดานตางๆ ท้ังดานสาธารณูปโภค
การประกอบอาชีพและความเปนอยูพบวา แตละหมูบาน มีปญหาความเดือด
รอนท่ีคลายๆ กัน ซ่ึงพอจะรวบรวมปญหาหลักๆ สวนใหญมาจากการประกอบ
อาชีพเกษตรกรรมแทบท้ังสิ้น ไดแก ขายผลผลิตไดราคาต่ํา ยาปราบศัตรูพืช
มีราคาแพง ไมมที ุนในประการประกอบอาชีพ ไมม ีทด่ี นิ ทาํ กิน เปน ตน

ประวัตศิ าสตรชุมชน

ประวตั ศิ าสตรช มุ ชนของหมบู า นตา งๆ ในลมุ นาํ้ หมนั มเี รอ่ื งราวทมี่ ลี กั ษณะ
เฉพาะ สวนใหญมักเปนเรื่องเลาสืบตอกันมา ขณะเดียวกันบางหมูบานใน
เขตลุมน้ําหมันตอนกลางที่ตั้งรกรากมาอยางยาวนานมักพบเรื่องเลาบางสวน
ถูกผลิตซํ้าผานหนังสือตางๆ โดยเฉพาะความเปนมาของคนไทดานในอําเภอ
ดานซายที่สัมพันธกับวัฒนธรรมคนหลวงพระบาง ดังน้ัน ขอมูลสวนนี้จึงพัฒนา
ข้ึนจากการสังเคราะหจากเอกสารตางๆ ผสานเขากับประวัติศาสตรบอก
เลา จากการสอบถามผูเฒาผูแกและผูรูทองถิ่นทําใหเห็นวา พัฒนาการทาง
ประวตั ิศาสตรสังคมหมูบ านในลุม น้ําหมนั ท่ีผคู นสว นใหญม คี วามสัมพนั ธใ กลช ดิ
กบั ประวัตศิ าสตรเ มืองดานซายนั้นมีรากฐานทางวัฒนธรรมเดียวกนั


Click to View FlipBook Version