The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dansaihospital.live, 2022-03-20 04:16:19

ลุ่มน้ำหมัน

ลุ่มน้ำหมัน

39
ลมุ น้ําหมันตอนตน
บานหมากแขง: ชาวบานมีเรื่องเลาวา เม่ือครั้งมีการสรางวัดประจํา
หมบู า น มีตนไมช ่ือ “ตนหมากแขง” เปน ไมย ืนตน สงู ใหญ ชาวบานนยิ มตดั ลําตน
มาทํากลองเพลเพราะถือเปนไมมงคล จงึ ใชชอื่ ตนหมากแขงมาต้งั เปน ชอื่ หมบู าน
อยา งไรกต็ าม ปจจุบันหาตนหมากแขงไดส ญู พนั ธไุ ปจากหมูบา น สว นพัฒนาการ
ของหมูบาน หากพิจารณาตามคําบอกเลาของชาวหมากแขงจะแบงเปน 3 ยุค
คือ ยุคโบราณ เรม่ิ กอ ต้งั เมอ่ื ประมาณป พ.ศ. 1998–2510 สมัยกรุงศรีอยุธยา
ตอนตน โดยการนําของคน 4 ครอบครัว คือ นางเด่ือ นายเพีย นายมี และ
นายพรหมมา หลังตั้งหมูบานไมนานจึงเร่ิมมีผูคนจากหลายพ้ืนท่ีเขามาตั้ง
หมบู า นใหมเพิม่ ขน้ึ เรอ่ื ยๆ จนมจี ํานวนถงึ 18 หมบู าน ตอ มาไดปรากฏหลักฐาน
การตง้ั เปน ตาํ บลหมนั เหนอื และมกี ารแตง ตง้ั ผนู าํ ขนึ้ ประมาณป พ.ศ. 2500 คอื
หลวงจันทร สุทธิเขต ดํารงตําแหนงเปนกํานันคนแรก หลังจากหลวงจันทรสุทธิ
เขตเกษียณอายุราชการก็มีนายวันดี บุญประสบ นายเลือน แพทยไชโย และ
นายแสง ราศีชัย เปนกํานันคนตอมาตามลําดบั

บานหมากแขง ตั้งอยใู นหุบเขาสลับซับซอ น ในอดตี เปน ปา รกชัฎ
และครัง้ หนึ่งเคยเปน ท่ตี ัง้ ของกลมุ คอมมิวนสิ ต

40

อยางไรก็ตาม แมพื้นที่บานหมากแขงจะอุดมสมบูรณ หากแตการสัญจร
ไปมายากลําบาก อยูหางไกลจากตัวอําเภอมาก เมื่อชาวบานเจ็บปวยหรือมี
ธุระตองไปติดตองานราชการจึงไมสะดวก นานวันเขาจึงทําใหชาวบานในหลาย
หมูบ า นอพยพกลบั ภูมลิ ําเนาเดมิ ของตน จนเหลอื ประชากรเพียง 4 หมูบาน คือ
บานหมากแขง บานปาบง บานขี้เถาและบานปายาบ แลวยุบรวมกันข้ึนอยู
กับตําบลกกสะทอนเมื่อป พ.ศ. 2488 สมัยกํานันแสง ราศีชัย เกษียณอายุ
ราชการก็มีนายยงั บุญประสพ (บุตรของกาํ นันวนั ดี ในอดตี ) นายสที า โสภาวัง
นายสมพงษ บุญประสพ เปนผูใหญบานคนตอมาตามลําดับ จนถึงนายอินตา
สงิ ขรณ เปน ผูใ หญบ านคนปจ จบุ นั

ยคุ กลาง พ.ศ. 2511-2525 เปน ชว งสมยั สงครามคอมมวิ นสิ ต ในระหวา ง
สงคราม บา นหมากแขง ไดอ พยพหนีภยั คอมมวิ นสิ ต ชวงพฤษภาคม พ.ศ. 2515
ถึงกรกฎาคม พ.ศ. 2516 รวมระยะเวลา 9 เดือน จงึ อพยพกลบั ภมู ลิ าํ เนาเดิม
แตสงครามยงั ไมสงบ จนครัง้ หน่งึ ในระหวางหว งสงคราม เมื่อวนั ที่ 21 ธันวาคม
พ.ศ. 2516 พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวไดเสด็จพระราชดําเนินพรอมสมเด็จ
พระนางเจาพระนางเจาบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และ
สมเดจ็ พระเจา ลกู ยาเธอเจา ฟา จฬุ าภรณว ลยั ลกั ษณ ทรงเยยี่ มขา ราชการพลเรอื น
ตาํ รวจ ทหารและราษฎรบา นหมากแขง เพอื่ สรา งขวญั และกาํ ลงั ใจในการสรู บกบั
ผูกอการรายคอมมิวนิสตในขณะน้ัน แลวพระองคทรงมีพระราชดําริต้ังโครงการ
เย็นศิระข้ึนมา โดยทรงใหมีการกอสรางโรงเรียนระดับประถมศึกษาปลายท่ีบาน
หมากแขงเปนแหงแรกของตําบลกกสะทอน และทรงพระกรุณาโปรดเกลาให
สมเด็จพระนางเจาพระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จแทนพระองคพรอมดวยสมเด็จ
พระเทพรัตนราชสุดาฯ สมเด็จพระเจาลูกยาเธอเจาฟาจุฬาภรณวลัยลักษณ
มาเปนองคประธานในพิธีเปดปายโครงการเย็นศิระในพระบรมราชูปถัมภ
เมื่อวนั ที่ 24 เดือนกมุ ภาพันธ พ.ศ. 2518

41

ตอมาเมื่อวันท่ี 29 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เกิดเหตุการณสูรบระหวางรัฐ
กบั คอมมวิ นสิ ตเ ปน เหตใุ หเ จา หนา ทตี่ าํ รวจไดร บั บาดเจบ็ 2 นาย เจา หนา ทหี่ นว ย
เหนอื จงึ สง เครอื่ งบนิ เฮลคิ อ็ ปเตอรม ารบั ผบู าดเจบ็ ผกู อ การรา ยจงึ ยงิ เครอื่ งบนิ ตก
1 ลาํ กระท่ังวนั ท่ี 5 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2519 จึงเสดจ็ กลับ หลงั จากนั้น สมเดจ็
พระบรมโอรสสาธิราชไดเ สด็จมาเยยี่ มอีกเมอื่ วนั ท่ี 14 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2519
ตอมาทหารไดใชกลยุทธสงครามคอมมวิ นิสตส งบลงเมือ่ ปลายป พ.ศ. 2525

ยคุ ปจ จบุ นั เรมิ่ ตงั้ แตป  พ.ศ. 2526 ถงึ ปจ จบุ นั รวมประวตั กิ ารตงั้ หมบู า น
ประมาณ 660 ป สงครามคอมมวิ นสิ ตสงบลงเมอ่ื ปลายป พ.ศ. 2525

บานแกงครก: บานแกงครกต้ังข้ึนราว 100 ปเศษ นําโดยนายบุญมา
ศรบี ญุ อพยพมาจากบา นใดไมแ นช ดั ทวา จากคาํ บอกเลา ของชาวบา นเลา ขานสบื
ตอ มาวา แตก อ นบรรพบุรษุ ตนอาศัยอยูทางทศิ เหนอื ของบา นแกง ครก หางออก
จากหมบู า นปจ จบุ นั ราว 4 กโิ ลเมตร เกดิ เหตกุ ารณ “บา นมดื ” คอื ฟา มดื ตดิ ตอ กนั
7 วนั 7 คนื ซง่ึ เชอื่ วา เปน ลางรา ย ทาํ ใหท าํ มาหากนิ ไมไ ด จงึ พากนั ยา ยลงมาตอน
ใตต ามลํานํา้ หมัน จึงหยดุ ต้ังถ่ินฐานบรเิ วณซง่ึ มแี กงหนิ แตม ีแกงหินหนึ่งลกั ษณะ
พิเศษคือเปนหินใหญคลายกับครกตําขาวโบราณและมีหินคลายสากปกคาอยู
แตปจจุบันไมเห็นแลวน้ําทวม อีกทั้งยังไมเคยตื้นเขิน ชาวบานพยายามคนหา
แตก็ไมเจอ จึงมีเพียงเรื่องเลาสืบตอกันมาวา หินรูปครกนาจะอยูใตวังน้ําที่ใดที่
หน่งึ เหตุนีจ้ ึงเรยี กบริเวณดังกลา ววา “แกงครก” และกลายมาเปน ชื่อหมบู า นวา
“บานแกงครก” ตามเร่ืองเลา กับเร่ืองเลาอีกกระหนึ่งเชื่อวา คนแกงครก
ก็คือชาวบานท่ีอพยพมาจากตัวเมืองดานซาย บานโปง ตอนแรกมาอยูราว
4-5 หลังคาเรือนกอนขยายครวั เรอื นตั้งถนิ่ ฐานภายหลงั

สรุปคือคนกลุมแรกๆ ท่ีไดอพยพโยกยายมายังบริเวณบานแกงครกนี้
มี 2 กลมุ คอื กลมุ ทเ่ี ชอ่ื วา ตงั้ บา นเรอื นอยกู อ น โดยมเี รอ่ื งเลา เกยี่ วกบั “บา นมดื ”
อันเปนปจจัยที่ทําใหยายถิ่น และกลุมท่ีอพยพเคลื่อนยายจากชุมชนขางเคียงมา
รวมกนั ในบรเิ วณน้ีอยูแ ลว จนมกี ารแตง งานตลอดจนมลี ูกหลานซึ่งทาํ ใหห มูบาน
ขยายตัวขน้ึ มา

42

บานกกเหี่ยน: เดิมชาวบานกกเหี่ยนยายมาจากทั้งบานหวยบง (ต้ังอยู
ระหวางบานกางปลากับบานกกเหี่ยนในปจจบุ นั ) และบานโพนฮงั (ต้งั อยูท างทิศ
ใตข องหมูบานหวยตาดในปจจบุ ัน) ต้ังใกลลาํ หวยศอก บรเิ วณเหนอื แกง อีเหลยี น
ชาวบานหวยบงและชาวบานโพนฮังที่เคยมาทําไรบริเวณน้ีเห็นวา เปนพื้นท่ีอุดม
สมบรู ณด ว ยแหลง นา้ํ จงึ อพยพมาตงั้ ถน่ิ ฐานทห่ี มบู า นกกเหยี่ นในปจ จบุ นั เมอ่ื ครงั้
แรกเรม่ิ จะตง้ั บา นเรอื นบนเนนิ และใกลๆ หว ยนา้ํ อนุ โดยจะแยกกนั อยเู ปน สองคมุ
คุมเหนือต้ังอยูทางทิศตะวันออกในปจจุบัน มีดงหออยูใกลวัดโนนสามัคคีธรรม
พนื้ ท่ตี รงกลางเปนผนื ไม และคมุ ใตต ้ังอยทู างทศิ ตะวันตกของหมูบ านในปจ จบุ ัน
มดี งหออยใู กลห มบู า นไปทางทิศตะวนั ตกของหมบู า น

ชาวกกเหย่ี นไดถ า ยทอดเหตกุ ารณส าํ คญั ของหมบู า นวา ในป พ.ศ. 2513
ตรงกับวันแรมหกค่ําเดือนส่ี เกิดภัยพิบัติครั้งใหญที่สุดคือเกิดไฟไหมบานเรือน
เกือบทุกหลังคา เนื่องจากในชวงเดือนส่ีหรือราวเดือนมีนาคม ชาวบานมักมีการ
แผว ถางปา เพอื่ ทาํ ไรบ รเิ วณทศิ ตะวนั ตกเฉยี งใต ซง่ึ หา งจากหมบู า นไมถ งึ สองรอ ย
เมตร กอปรกบั ปน นั้ ไผเ ซมิ ตายขหี รอื ออกดอกยนื ตน ตายทงั้ หมด ดงไผเ ซมิ จะมมี าก
แถวรมิ หว ยนา้ํ อนุ ดา นทศิ ใตข องหมบู า น สว นทศิ เหนอื ของหมบู า นกม็ ลี าํ หว ยสาขา
ทไี่ หลลงหว ยศอก ชาวบา นเรยี กรอ งยางหลบุ มไี มไ ผเ ซมิ ขน้ึ แถวรมิ หว ยเชน กนั ดงั
นน้ั เม่อื จุดไฟเพื่อเผาตนไมและหญาซง่ึ เปนพืน้ ท่ปี า แผวถางใหม ทําใหไฟลกุ ลาม
ไหมไ ผเ ซิมท่เี ปน ขีตายรอบๆ หมูบาน เน่อื งจากเปนเปลวไฟท่ีรุนแรง ประกอบกบั
อยูในชวงหนารอนและเผาปาชวงเวลาบาย เปลวไฟจึงลอยข้ึนไปในอากาศแลว
ตกลงยังหลังคาในหมูบานกกเหี่ยน ซ่ึงในสมัยน้ันจะมุงดวยหญาคา บางสวนมุง
หลังคาบานดวยสังกะสี ขณะที่ตัวบานมักเปนไผสานขัดแตะและพ้ืนบานปูดวย
ฟาก จึงเปน เช้ือเพลงิ ใหเ กดิ การเผาไหมไ ดอ ยางดี

เหตกุ ารณไ ฟไหมคร้งั นั้นสรา งความเสียหาย 42 หลงั คาเรือน เหลือเพยี ง
4 หลังคาเรอื นที่ไฟไมไ หม คือ บา นนายไล (หลงั คามุงหญา) บา นยางเซียงเพยี้ น
(หลงั คาสงั กะส)ี บา นนายมาก (หลงั คาสงั กะส)ี และบา นนายอนิ ทร (หลงั คาสงั กะส)ี
รวมถึงโรงเรยี นบานกกเหย่ี นกไ็ มถูกไฟไหมเ ชน กนั ชาวบา นจงึ อาศัยโรงเรียนเปน
แหลง พักพงิ ช่วั คราว

43

เหตกุ ารณไ ฟไหมค ร้งั นี้ ชาวบานเชือ่ วา เกดิ เพราะลูกบา นผิดบานผิดเมือง
ทําใหส ิ่งที่นับถือลงโทษ ดว ยเหตผุ ลดงั นี้

1. ไฟไหม “ครกมอง” ทัง้ หมด 4 ที่ ครกมองคืออปุ กรณตําขา วพื้นบา น
ตั้งอยูท่ัวหมูบานตามจุดตางๆ และตั้งอยูพื้นดิน หางจากตัวบานพอประมาณ
(ครกมองทาํ จากไมป ระดู ประกอบดวยกระเดอ่ื ง และตัวครก)

2. ไรส บั ปะรดทอ่ี ยใู กลห มบู า น สบั ปะรดถกู ไฟไหมเ กรยี มทงั้ แปลง ซงึ่ เปน
เร่ืองยากทีไ่ ฟจะเขา ไปไหมในไรสับปะรดทย่ี ังเปน ตน สดได

3. กระบงุ ทใ่ี สข า วเปลอื กจากเลา ขา ว เพอ่ื หนไี ฟไหมแ ลว นาํ มาตง้ั ไวท กี่ ลาง
บานถกู ไฟไหม ซ่งึ ชาวบา นคิดวา ไมน าเปนไปไดทไี่ ฟจะมาไหมได

4. ระหวา งทไ่ี ฟไหม ไมไ ดไ หมแ บบหลงั ตอ หลงั ไป แตไ หมแ บบขา มหลงั คา
เรือนไปมา จงึ เปนสงิ่ ท่ีชาวบา นคาดไมถงึ

จากผลการถูกไฟไหม ชาวบานเช่ือวานาจะมาจากการบุกรุกแผวถางปา
ใกลป าชา ซ่งึ เปนทีอ่ ยูอาศัยของส่งิ ศักดิ์สิทธิ์ทช่ี าวบานนบั ถอื จงึ ทาํ ใหเกดิ อาเพศ
ขึ้นมา ดังน้ัน ชาวบานสวนใหญจึงอพยพไปอยูหมูบานอ่ืน เชน บานกางปลา
บานโพนสูง บานโปง บานศาลานอ ย และหว ยสะนาง (หา งจากหมบู า นกกเหย่ี น
ราว 2.5 กิโลเมตร ใกลๆ บานศาลานอย) มีครัวเรือนสวนหน่ึงท่ีตัดสินใจอยูที่
เดมิ ราว 9 ครอบครัว คอื ครอบครัว นายหาญ นายปน นายสงิ หทอง นายเบียง
นายสที ศั น นายคณู นายจนั ทร และนายขนุ ชาวบา นกลมุ หนงึ่ ทไี่ ปอยหู ว ยสะนาง
ไดประมาณ 2-3 ป จึงอพยพกลบั เนอ่ื งจากเกิดเหตกุ ารณมผี ูเฒา กินขาวอ่มิ แลว
นอนหลับตาย และมเี ดก็ ไปไรก บั พอแมถูกขอนไมท ับตาย

สวนที่มาของช่ือบานกกเหี่ยน คําวา “กก” หมายถึงตนไม สวนคําวา
เห่ียนหมายถึงตนเหี่ยน (ภาคกลางเรียกวาตนเลี่ยน) ซึ่งเปนไมยืนตนขนาดใหญ
เดมิ ท่หี มบู า นมีตน เห่ียนใหญอ ยหู นึ่งตน ขนาดเทา คนโอบ ชาวบา นจงึ สนั นษิ ฐาน
วา ช่ือหมบู านนา จะมาจากตน เห่ียน

44

ตนเห่ียนมีความสําคัญกับคนในชุมชนอยางมาก กลาวคือ หากเปนตนท่ี
ไมใ หญน กั ชาวบา นจะเกบ็ เอาใบซงึ่ คลา ยใบสะเดามายา งไฟแลว นาํ ไปกนิ กบั ลาบ
รสชาติออกขม สวนลําตนเหี่ยนท่ีมีขนาดใหญมักเอาไปทําเกล็ดมุงหลังคาบาน
ปจจุบัน ตนเหี่ยนยังพอพบเห็นไดในบริเวณบานกกเห่ียน สวนใหญมักพบในลุม
โดยเฉพาะรองหวยน้าํ อุน

บานกางปลา: เดิมชาวบานกางปลายายถิ่นฐานมาจากบานเดิ่น ตําบล
ดานซาย เน่ืองจากพ้ืนท่ีปลูกขาวไรและเล้ียงควายอยูหางไกลจากหมูบานเดิ่น
การเดินทางไปกลบั ทุกวนั จึงไมสะดวก ดังนน้ั ชาวบานเดนิ่ กลุม หน่ึงจงึ อพยพมา
ตั้งถ่ินฐานที่บานกางปลา ซ่ึงบริเวณท่ีสรางหมูบานคร้ังแรกจะตั้งหางไปทางทิศ
ตะวนั ตกราว 2 กโิ ลเมตรของหมบู า นในปจ จบุ นั ชาวบา นอาศยั อยบู รเิ วณดงั กลา ว
นานหลายป ในระหวา งนนั้ เกดิ เหตคุ วายทเี่ ลย้ี งไลข วดิ กนั ตกลงไปตายในถาํ้ ใกลๆ
บรเิ วณหมบู า นบอ ยครงั้ เนอื่ งจากพนื้ ทบี่ รเิ วณนน้ั เปน ปา หนิ ทาํ ใหค วายเดนิ ทางไป
มาลาํ บาก ประกอบกบั ทอ่ี ยอู าศยั คบั แคบ ดงั นน้ั ประมาณป พ.ศ. 2472 (นายขน่ิ
เชอ้ื บญุ มี ขณะนน้ั อายุ 4 ป) และอกี หลายครอบครวั จงึ ตดั สนิ ใจยา ยมาอยบู รเิ วณ
ท่ีหมูบ า นกางปลาปจ จุบนั

สว นทต่ี ง้ั หมบู า นแหง ใหมม พี น้ื ทก่ี วา งขวางและมที เ่ี ลย้ี งควายกวา งกวา เดมิ
รวมถึงมีหวยนํ้าอุนไหลผาน เหมาะสําหรับการดํารงชีวิตสําหรับหมูบานที่กําลัง
ใหญข นึ้ ตอ มาเกดิ เหตโุ รคฝด าษระบาดทาํ ใหช าวบา นลม ตายไปหลายคน ชาวบา น
สว นหนง่ึ จงึ ไปหาหมอสมนุ ไพรมารกั ษาโดย ใชย ารากไมฝ นกนิ รกั ษากนั จนถงึ ทสี่ ดุ
หากตายกห็ ามกนั ไปฝง ทปี่ า ชา ทนั ทเี พราะกลวั เกดิ โรคระบาด ตอ มามกี ารระบาด
ของโรคมาลาเรยี หรอื ไขป า มีชาวบา นหลายคนปวยเปนโรคมาลาเรยี ในชว งเวลา
น้ีมีหมอจากสุขศาลาบานเหนือ (ตั้งอยูในตัวอําเภอดานซาย) ข้ึนมารักษาที่บาน
กา งปลา ปรากฏวา หมอทรี่ กั ษากต็ ดิ โรคไขม าลาเรยี เชน กนั บางคนเปน ไขม าลาเรยี
ขึ้นสมองแสดงอาการเพอ คลายกับผีเขา พูดจาไมรูเร่ือง ชาวบานมีความเชื่อวา
ถกู ผีกระทํา ชาวบา นทงั้ หมดจึงตดั สนิ ใจอพยพยายไปอยูหมูบา นอื่น เชน หมบู าน
ในอาํ เภอหนองไผ จงั หวดั เพชรบรู ณ แตท อ่ี พยพไปกนั มากทส่ี ดุ คอื ทบ่ี า นศาลานอ ย
ซง่ึ เดมิ เปน ทเี่ ลยี้ งควายยงั ไมเ ปน หมบู า น แตเ ปน ทาํ เลเหมาะสาํ หรบั ปลกู บา นสรา ง

45

เรอื นและพน้ื ที่แหงน้ีมคี วามอดุ มสมบูรณ บางสวนยายไปบานโปง บานกกจาํ ปา
บานนํา้ พุ และบา นกกเห่ียน

ในชว งกอ นหนา นม้ี กี ารกอ สรา งโรงเรยี นบา นกา งปลา เปด สอน ป.1-4 เดมิ ที
ที่ต้ังโรงเรียนอยูบริเวณเนินเขากลางหมูบาน แตตองยายอีกคร้ังเพราะสถานที่ไม
กวา งขวาง สนานเลนกฬี าคบั แคบ จึงยา ยโรงเรยี นไปต้งั ทใ่ี ตฝ ายน้าํ อนุ ในปจจุบนั
เมอื่ หมบู า นรา งจงึ ยา ยโรงเรยี นไปตง้ั บา นกกเหยี่ น ประมาณป พ.ศ.2507 ขณะนนั้
นางหนูแดง พรหมรกั ษา ซึง่ เกิดไดเ พยี ง 4 วัน พอ แมไดพ ายายไปบา นกกเห่ยี น
ทุกครอบครัวในบานกางปลาไดอพยพไปจากบานกางปลาเพ่ือหนีโรคมาลาเรีย
ระบาด แตเมื่อยายไปบานใหมกลับพบวา มีท่ีทํากินจํากัด ทําใหบางครัวเรือน
ตองเดินทางกลับมาทําไรของตนเองที่บานกางปลา ปรากฏวาในชวงเวลาน้ีเองที่
ชาวบานเด่ินข้ึนจับจองพ้ืนท่ีไรท่ีถูกปลอยใหรกราง ทําใหชาวบานกางปลาหลาย
ครวั เรือนพยายามกลับมาทาํ ไรข องตน

กระทง่ั ป พ.ศ. 2509 ชาวบา นกา งปลาทอ่ี พยพยา ยไปบา นกกเหยี่ นและหมู
บานอน่ื ๆ จงึ ยา ยกลับมาบานกางปลาดงั เดมิ โดยครอบครวั แรกทย่ี ายกลับเขา มา
คอื ครอบครวั นายเมอื ง เชอื้ บญุ มี จวบจนป พ.ศ.2536 ไดเ รม่ิ กอ สรา งวดั ศรมี งคล
บานกา งปลา ป พ.ศ.2555 ไดสรา งสํานักสงฆ (วัดปา) ข้นึ อกี แหง อยูบริเวณทศิ
ตะวนั ออกของหมบู า น

สวนที่มาของชื่อหมูบานกางปลานาจะมาจากตนกางปลาซึ่งเปนไมพุมมี
สรรพคณุ ทางยา ชวยรักษาโรคงสู วัด แกผืน่ คนั ตนกา งปลามกั พบรมิ ตลงิ่ รองนํา้
ลาํ หว ย แมน า้ํ หรอื บรเิ วณซาํ นาํ้ ทมี่ นี า้ํ ขงั ตลอดป นอกจากน้ี หมบู า นมสี ถานทอี่ กี
แหงหนึง่ ชาวบา นเรียกกนั วา สะนากา งปลา ซง่ึ คําวาสะนา หมายถงึ บริเวณที่ลมุ
มีนาํ้ ขังตลอดป พืชพรรณนา้ํ ข้นึ ทว่ั บริเวณ โดยไมม ตี น ไมข นาดใหญข ้นึ ในบรเิ วณ
น้ัน สะนาจะมีพ้ืนท่ีใหญกวาซํา และบริเวณใกลๆ กับท่ีตั้งบานกางปลาครั้งแรก
จะมีสะนากางปลา บริเวณดังกลาวมีตนกางปลาข้ึนจํานวนมาก นาจะเปนท่ีมา
ของช่ือหมูบานกางปลา เพราะเดิมชาวบานไดใชประโยชนจากสะนากางปลา
เปนแหลงอาหารท้ังคนและสัตวเล้ียง โดยเฉพาะควายจะใชสะนากางปลาเปนที่
แชน ้ําระบายความรอ น และหากนิ หญา ไดท ่ัวท้ังบรเิ วณสะนากา งปลา ปจจบุ ันไม

46

พบเหน็ ตน กา งปลาทหี่ มบู า นกา งปลามากวา สบิ ปซ ง่ึ นา จะเปน ดชั นบี ง บอกถงึ การ
ถูกคุกคามของระบบนิเวศลํานํ้าท่ีสะทอนถึงการลดลงของความหลากหลายทาง
ชีวภาพ ตนไมไมสามารถคงอยูในสภาพแวดลอมท่ีเปลี่ยนแปลงได ซึ่งชาวบาน
เชื่อวา นาจะเปนผลมาจากการทําการเกษตรที่พึ่งพาสารเคมีแลวเกิดการชะลาง
เมอ่ื ยามฝนตก น้าํ หลาก แลว ทําใหต นกางปลาตายหายไปจากหมบู าน

บา นนา้ํ พ:ุ เดมิ หมบู า นกอ ตงั้ ขน้ึ ใหมๆ มนี างฆอ ง ตาทอง ตาอนิ ทร และยาย
หลอ อพยพมาจากบา นนาออ เมอื่ เกอื บ 100 ปก อ น ตงั้ อยทู ร่ี าบลมุ ใกลต วั อาํ เภอ
ดา นซา ย และมบี างสว นยา ยมาจากบา นกา งปลา เพราะตอ มา หมบู า นกา งปลาเกา
ไดก ลายเปน หมบู า นรา งเพราะเกดิ โรคระบาด บางครวั เรอื นจงึ ยา ยไปอยโู ปง ชแี ละ
เพชรบรู ณ ตอ มามคี รวั เรอื นบางสว นไดย า ยกลบั มาทเี่ ดมิ แตก อ นยา ยมาอยใู หมๆ
จะใชน าํ้ ทน่ี า้ํ พโุ ดยใชไ มไ ผท าํ เปน รางนาํ้ ใหน า้ํ ไหลลงมาแลว ใชค ุ (ถงั ) ไปหาบมาใส
โอง ไวใชไ วกนิ ปจจุบนั ชาวบานยงั คงใชน้ําจากน้าํ พุ แตพัฒนาเปน ทอ ประปาตอ
ลงมาใชท่ีหมบู า นเปนเวลากวา 40 ป ชอ่ื ทมี่ าของบานนาํ้ พมุ าจากพนื้ ท่ที ม่ี แี หลง
นาํ้ ทางธรรมชาติที่ผดุ จากพืน้ ดินหรือทเี่ รยี กวา “น้าํ พ”ุ น่นั เอง

บา นหว ยตาด: หว ยตาดเปน หมบู า นทตี่ งั้ ขนึ้ ใหมเ หมอื นกบั หลายๆ หมบู า น
ในพน้ื ทสี่ งู ของอาํ เภอดา นซา ย มอี ายปุ ระมาณ 100 ปเ ศษ หมบู า นพฒั นามาจาก
การขยายตวั ของคนดา นซา ยทอ่ี ยตู ามลาํ นา้ํ หมนั เรมิ่ แออดั ผคู นจงึ ขยบั ขยายมาตงั้
ถนิ่ ฐานในพน้ื ทส่ี งู ทส่ี ามารถขยายพน้ื ทท่ี าํ การเกษตรตอ ไปในอนาคต หากทวา กม็ ี
ขอจํากัดในเรื่องของแหลงนํ้า เหตุนี้ คนหวยตาดจึงมีรากฐานทางประวัติศาสตร
สงั คมและวฒั นธรรมเดยี วกบั คนดา นซา ยทวั่ ๆ ไป อยา งไรกต็ าม ประวตั คิ วามเปน
มาของหมบู า นจากคาํ บอกเลา ของผเู ฒา ผแู กพ บวา เมอื่ ประมาณ 100 ปท ผี่ า นมา
มชี าวบา น 5-6 ครอบครวั ไดอ พยพจากบา นเกา หว ยบาง บา นเกา ปากตลาด และ
บานเกาโพนฮัง พ้ืนที่ท่ีรายลอมบานหวยตาดในปจจุบันกอนมาอาศัยอยูท่ีบาน
หวยตาด เนือ่ งจากหมบู า นอยูใกลล ํานํา้ ซึง่ มีน้าํ ตกจากลานหนิ เปนลดหลน่ั จงึ ตงั้
ช่ือหมูบานวา หวยตาด มาจนทกุ วนั นี้

47

ลุมนํ้าหมนั ตอนกลาง
เน่ืองจากลุมน้ําหมันตอนกลางเปนที่ราบลุมเหมาะแกการต้ังถิ่นฐานจึง
ทําใหพื้นท่ีดังกลาวเปนท่ีต้ังหมูบานของคนดานซายมาแตสมัยกอน ดวยเหตุนี้
จึงทําใหแ ตล ะหมบู า นมปี ระวัติศาสตรรว มกัน กลา วคือ ชาวบานสวนใหญเชอ่ื วา
บรรพบุรษุ ของตนเองเปนคนลาวท่ีอพยพมาจากหลวงพระบาง ดว ยเหตผุ ลกลใด
ไมอ าจทราบแนช ดั สบื เนอ่ื งมานานนบั รอ ยป โดยใชเ สน ทางตามลาํ นา้ํ โขงลดั เลาะ
ผา นเขา สลู าํ นา้ํ เหอื ง กอ นวกเขา สลู าํ นา้ํ หมนั กระทง่ั เดนิ ทางมาพบพนื้ ทร่ี าบกวา ง
ระหวา งหบุ เขาจงึ ตงั้ หมบู า นขนึ้ พรอ มตงั้ ชอื่ วา “บา นดา นซา ย” ตามสภาพทต่ี งั้ ของ
หมบู า นทอี่ ยใู นหบุ เขาและตง้ั อยรู มิ ฝง ซา ยของลาํ นา้ํ หมนั (ปจ จบุ นั เปน หมบู า นหนง่ึ
ในเขตหมบู านนาหอซ่งึ ต้งั อยเู หนอื บานนาเวียง)
เม่ือสรางหมูบานเปนท่ีม่ันคง ชาวบานบางสวนจึงขยายที่ทํากิน และเดิน
ทางขึ้นสูดานเหนือของลํานํ้าหมันมาสรางหมูบานข้ึนใหมเรียกชื่อหมูบานน้ีวา
“บานนาเหาะ” สวนเหตุที่เรียกวา “บานนาเหาะ” ชาวบานเลาขานวา คงมา
จากชื่อของ “ทาวเหาะหานาง” ผูนําหมูบานคนหน่ึงในกลุมบรรพบุรุษของพวก
ตน ตอมาบริเวณดังกลาวไดกลายเปนท่ีต้ังเปนหอโรง (ต้ังอยูท่ีวัดศรีภูมิ บานนา
หอในปจจบุ ัน) ของพระแกว อาสา ทา วกรองสา ผูนําชมุ ชนระดบั เจาเมอื งในเวลา
ตอ มา ดวยเหตุเปน ทตี่ ้ังของหอโรงของผนู ําชุมชนนีเ้ อง ชาวบานจึงพากนั เรยี กชื่อ
หมบู า นวา “บา นหอโรง” กอนเติมคําวา “นา” ลงขางหนา เพราะมที ีน่ าอยใู กล
หมบู านมากมาย ตอมาชาวบา นจงึ ตดั คาํ วา “โรง” ออก เหลือแต “นาหอ” และ
พากันเรียก “บา นนาหอ” จนถึงทุกวนั น้ี
หลงั จากนน้ั ชาวบา นจงึ ขยายทที่ าํ กนิ อกี ครง้ั โดยเดนิ ทางขน้ึ สทู ศิ เหนอื ของ
ลําน้ําหมัน มาตั้งหมูบานใหมขึ้นที่บานดานซายและบานนาเวียง รวมท้ังบานนา
เวยี งใหญ บา นบุงกมุ นาทุม หนามแทง และหัวนายงู ซ่งึ เปน ท่มี าของหมูบานซงึ่
เปน ทตี่ ้งั เรียงรายรอบของตวั อําเภอดานซาย

48

บา นหวั นายูง
ช่อื ของหมูบานหัวนายงู สนั นิษฐานวา นาจะมาจากคาํ วา นกยงู ซึง่ แตกอน
ทายหมูบานมีหนองน้ําและปาไมใหญ เปนที่อยูของพวกนกและสัตวปกเกือบ
ทกุ ชนิด ตอ มาเมอ่ื ชาวบานมาตัง้ บา นเรอื น บริเวณพน้ื ท่ที า ยหมบู านเปนที่ทาํ นา
ชาวบานจึงพากนั เรียกชื่อบริเวณดงั กลาววา “นายูง” สว นหมบู า นจะต้งั อยูเหนือ
นาหรอื ทค่ี นทอ งถนิ่ เรยี กวาหัวนา จงึ มีชื่อวา “หวั นายงู ”
เดิมบานหัวนายูงรวมอยูหมูท่ี 2 บานเหนือ ตําบลดานซาย ตอมาแยก
ออกมาจากบานเหนือมาตง้ั อยูบานใหมเปนบา นหัวนายูง หมูท่ี 14 เหตุทตี่ วั เลข
มากเน่ืองจากท่ีตั้งหลังบานที่อยูในเขตเทศบาลดานซาย ต้ังแตป พ.ศ. 2510
มีนายเสถียร ทองหลา เปนผูใหญบานสมัยน้ัน จนถึง พ.ศ.2538 และไดเลือก
นายสพุ จน พรหมอาภา เปน ผใู หญบา นตัง้ แตป  พ.ศ.2538-2543 และวางเวน
ผูใ หญบ านเพราะเปนเขตเทศบาล จนป พ.ศ.2548 จงึ ต้งั ผใู หญบา นข้นึ ใหมคือ
นายวเิ นตร ศรีบตุ รตา เปน ผใู หญบ านจนถงึ ปจ จุบนั

บานดา นซาย
หมูบานดานซาย ต้ังอยูหมูท่ี 1 ตําบลดานซาย อยูในเขตเทศบาล
ตาํ บลดา นซา ย มีความหมายของช่อื หมบู า นและตําบลดานซาย 2 นยั ยะ คือ
1. “ดานซาย” ต้ังอยูดานซายของเมืองบางยาง ซ่ึงพอขุนบางกลางทาว
เจา เมอื งตง้ั เปนหนา ดานและเรยี กวา “เมอื งดานซาย ”
2. อีกนัยหนึ่ง มาจากคําวาเมืองดานชาง ซึ่งในสมัยโบราณบริเวณเมืองนี้
มชี า งชกุ ชมุ ชา งปา เดนิ เทย่ี วหากนิ ไป–มา และกนิ โปง ระหวา งภหู ลวง-โปง ลงิ ตนั -
ปา เขตเมอื งลา นชา ง แขวงไชยบลุ ี ประเทศสาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว
ผูค นในสมัยน้นั จึงเรยี กเมอื งนว้ี า เมืองดา นชาง ตอ มาเพย้ี นเปน เมอื งดานซาย คอื
เมืองท่ตี ัง้ อยูทางดา นซายของเมืองหลกั คอื เมอื งบางยางและดา นชางคอื บริเวณ
ทีช่ า งปา เดนิ ผา นไปมา โดยเฉพาะบริเวณเมืองน้ี

49

สวนความหมายของชื่อหมูบาน บานดานซาย เดิมคือเรียกวาบาน
“หนองค”ู เปน หนองนา้ํ ขนาดใหญข องหมบู า น ในสมยั โบราณเปน ทต่ี งั้ บา นพกั ของ
เจา เมอื ง จงึ มกี ารขดุ คลองเพอ่ื ปอ งกนั ขา ศกึ ศตั รยู ามสงคราม จงึ ทาํ ใหบ รเิ วณบา น
เจา เมืองมคี คู ลองรอบบรเิ วณเปนรูปครึ่งวงกลม ปจจบุ ันกลายเปน หนองน้าํ เรยี ก
วา “หนองค”ู จนทกุ วนั นแ้ี ละเปน แหลง นา้ํ ใหป ระโยชนใ นหมบู า นนไ้ี ดอ าศยั ใชส อย
และเปน แหลง เพาะพันธปุ ลา ปจ จบุ ันเปลย่ี นชื่อเปน “บา นดา นซาย”

บานนาเวียงใหญ: ความหมายและประวัติความเปนมาของการตั้ง
ช่ือหมูบานเลากันวา กลุมคนที่มารวมสรางพระธาตุศรีสองรัก กลุมหนึ่งเปน
ชาวเวยี งจนั ทนบ างสว น เมอื่ สรา งเสรจ็ เรยี บรอ ยแลว ในป พ.ศ. 2013 ไดต งั้ ถนิ่ ฐาน
อยูทเ่ี ชิงภอู งั ลัง (เดมิ เรียกหมบู านเทิงนา ตอ มาไดเปล่ียนช่ือเปน บานนาเวยี ง)

กระท่ังป พ.ศ.2107 คนเฒาคนในหมูบานนาไดมีการเปลี่ยนแปลง
ช่ือหมูบานเปนหมูบานนาเวียง จนกลายมาเปนหมูบานนาเวียงใหญ จวบจนป
พ.ศ. 2526 นายกองเกียน โพธปิ์ ลดั ไดเ ขา เปนผูใหญบ า นจงึ เปล่ียนช่อื หมูบ าน
กลับไปเปนบานเทิงนา โดยชวงท่ีเปล่ียนชื่อหมูบาน นายกองเกียนไมไดแจงให
ชาวบา นไดร บั รู ทาํ ใหช าวบา นไมค นุ เคยกบั การตงั้ ชอื่ หมบู า นใหม และชอื่ หมบู า น
ใหมก จ็ ะไมค อ ยมคี นรจู กั จงึ เปน เหตใุ หห มบู า นตอ งเอาชอื่ หมบู า นนาเวยี งใหญก ลบั
มาเหมอื นเดมิ เพราะชอื่ หมบู า นเทงิ นานปจ จบุ นั ไดเ ปน ชอื่ เดมิ ของหมบู า นทร่ี า งไป
นานแลว จนกระท่ังมาถึงสมัยผูใหญบานคนตอมา คือ นางประพันธจิต ม่ิงแกว
ไดมีการประชุมคณะกรรมการและชาวบานในหมูบานเพ่ือหาขอยุติ เพื่อแจงให
ชาวบา นไดร บั รใู นการเปลย่ี นชอื่ จากหมบู า นคนื มาจากชอื่ หมบู า นเทงิ นาใหเ ปลยี่ น
มาเปนช่ือหมูบานนาเวียงใหญเหมือนเดิม รายชื่อผูใหญบานนาเวียงใหญต้ังแต
อดีตถึงปจจุบัน คือ 1. นายกัญหา นนทะโคตร 2. นายสมุทร นนทะโคตร
3. นายพง มิ่งแกว 4.นายบัวเรียน มิ่งแกว 5.นายกองเกียน โพธิ์ปลัด
6.นางประพันธจิต มิ่งแกว 7.นายคํามงุ สารมะโน และ 8.นายวิธัช สุวรรณเกิด

50

บานนาทุม: บานนาทุม หรือบานถม ไมไดเปนช่ือหมูบาน เพียงแต
ชาวบานเรียกทนี่ ากนั เทา นัน้ เดมิ เปน หมบู า นเดียวกนั กับบานหนามแทง บา นนา
ทมุ แยกออกมาชว งนายจัด สุรเดโช อดีตนายอําเภอดานซาย เนอื่ งจากครัวเรือน
เพม่ิ มากขึ้น การกอต้ังหมบู า นโดยคนรุนกอ นจะอาศยั ทีใ่ กลลําหวยนา้ํ พานทไ่ี หล
ผานหมูบาน ประกอบกับเม่ือกอน พื้นท่ีแหงน้ีเปนปาไมมีทั้งท่ีราบลุมและเนิน
เขามตี นไมใหญตน หน่งึ ชอื่ ตนถม หรอื “ตนทมุ ” จึงเรียกหมบู า นแหงนีว้ า บานนา
ทุมซ่ึงปจจุบันบริเวณพื้นที่ดังกลาวเปนทุงนา ช่ือนาถมหรือนาทุมสําหรับตนไม
ดงั กลาวกต็ ายไปตามกาลเวลา

หมูบานหนามแทง: บานหนามแทงเปนช่ือตนไมชนิดหนึ่ง ไมใหญ
มากนกั เปน ตนไมที่มีหนามแหลมคม อยรู อบๆ ลาํ ตนและก่ิงทั่วไป ตามประวัติ
เลาตอกันมาวา หมูบานกอต้ังขึ้นราว พ.ศ. 2249 หรือประมาณ 300 ปกอน
เชอื่ วา บรรพบรุ ษุ กลมุ แรกทเ่ี ขา มาตง้ั รกรากคอื กลมุ คนทอี่ พยพมาจากประเทศลาว
หนีภัยสงครามมาตั้งถิ่นฐานและแผวถางปาเพ่ือสรางท่ีอยูอาศัยและท่ีทํากิน
ซ่ึงสภาพภูมิประเทศของหมูบานเดิมเปนปาหนาม กลาวคือลําตนเปนหนาม
มีกงิ่ ตรงกันเปน ปลอ งๆ ลักษณะเปนลูกกลมๆ ลาํ ตนโตเทาขา ลักษณะของหนาม
ยาวประมาณ 5–7 เซนติเมตร ชาวบานจึงเรียกวาหนามแทง จึงเปนที่มาของ
ชือ่ หมูบานวา บานหนามแทง

บานบุงกุม: คําวา “บุง” มีลักษณะคลายคลึงกับบึงหรือหนองนํ้าท่ัวไป
เปนแอง นํา้ ขังตลอดท้ังปหรอื ไมก แ็ ลว แตส ภาพอากาศ บุง ยงั อาจหมายถึงการลดั
ตดั เปล่ยี นแปลงของกระแสน้าํ ทาํ ใหเกดิ แหลง น้ําใหม สวน “กมุ ” เปน ช่อื มาจาก
ตน กมุ พชื ชนดิ หนง่ึ ขนึ้ ทวั่ ไปตามรมิ แมน า้ํ หมนั และหนองบงึ เปน ไมเ นอื้ ออ นลาํ ตน
ขาวอมเขยี ว ใบเรยี วคลายใบมะมวงมผี ลกลมๆ อมเขียวขาว ขนาดเทา ไขไ ก ใบใช
เปนอาหารไดโดยการหมักดอง หรือนึ่งใหรสขมออกหมดเสียกอน เอามาดองจะ
เกบ็ ไวก ินไดน าน 2-3 สปั ดาห

51

สวนประวัติความเปน มาของบานบงุ กมุ จากคําบอกเลาของผเู ฒาผแู กเลา
สืบกนั ตอกนั มาวา บริเวณบา นบุง กุมน้ีเดมิ ยังไมไดเ ปน หมบู า นบงุ กุม เมอื่ กอนน้ัน
บริเวณนี้ชาวบานอาศัยอยูรวมกันอยูเปนคุมเล็กๆกระจายเรียงรายตามริมลําน้ํา
หมัน ชาวบานใชน้ําแหงนี้ในการอุปโภคบริโภคและการคมนาคมติดตอส่ือสาร
ซึ่งมที ้ังหมด 7 คมุ โดยมีผูอาวโุ ส ทเี่ ปนทเ่ี คารพนับถอื หรือเปน หัวหนาคมุ ไดแก

1. คุมหัวฮอม ต้ังอยูตรงกลางของหมูบาน มีนายสาย พรหมรักษา
เปนหวั หนาคมุ

2. คุมบานแกง ตั้งอยูทางทิศเหนือ มีนายสุวรรณ ประทุม
เปน หัวหนา คมุ

3. คุมโปง ต้ังอยูทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีนายซอน ธัญญะอุดม
เปน หัวหนาคมุ

4. คุมบานใหม ต้ังอยูทิศตะวันออกเฉียงใต มีนายไหว กาญจนโกมล
เปน หัวหนา คมุ

5. คุม นาดินเบา ต้ังอยูท ศิ ใต มีนายทอง เสนานุช เปน หวั หนา คมุ
6. คุมโพนนา ต้ังอยูทิศตะวันออกเฉียงใต มีนายแกว จันทะแกว

เปนหัวหนาคมุ
7. คุมหนองนาควาย ตั้งอยูทิศตะวันตก มีนายคําพา สีหะวงศ

เปนหัวหนาคุม

บา นนาหอ: ชมุ ชนบา นนาหอ ตามประวตั ศิ าสตรท อ งถนิ่ กลา ววา บรรพบรุ ษุ
ทมี่ าตง้ั ถน่ิ ฐานไดอ พยพมาจากหลวงพระบาง เวยี งจนั ทน หลายรอ ยปแ ลว โดยใช
เสน ทางตามลาํ นา้ํ โขงลดั เลาะผา นเขา สลู าํ นาํ้ เหอื ง กอ นวกเขา สลู าํ นา้ํ หมนั กระทงั่
มาพบพื้นท่ีราบกวางระหวางหุบเขา จึงต้ังชื่อหมูบานพรอมช่ือวาบานดานซาย
ตามสภาพทต่ี ง้ั ของหมบู า นทอี่ ยใู นหบุ เขา และตงั้ อยรู มิ ฝง ซา ยของลาํ นา้ํ หมนั เมอ่ื
สรา งหลกั ปก ฐานจงึ ขยายทท่ี าํ กนิ เดนิ ทางสดู า นเหนอื ของลาํ นาํ้ หมนั ในระยะทาง
ไมไ กลนัก จนมาสรางหมบู า นใหมพรอมตง้ั ชื่อวา “บา นนาเหาะ” สว นเหตุทเ่ี รยี ก

52
“บา นนาเหาะ” ชาวบา นเลา ขานวา คงมาจากชอื่ ของ “ทา วเหาะหานาง” ซงึ่ เปน
ผูนําคนหนึง่ ในกลุม บรรพบรุ ุษของตน หรืออาจมที ี่มาจากตํานานหนองแหวน ซ่ึง
มีโครงเรอื่ งคลายผาแดง-นางไอ ตอ มาไดกลายเปน ที่ตงั้ ของหอโฮง ของพระแกว
อาสา (ทา วกองแสง) ผนู าํ ชมุ ชนระดบั เจา เมอื ง ตอ มาเรยี กชอ่ื หมบู า นวา “บา นหอ
โฮง” กอ นเตมิ คําวา “นา” ขา งหนา เพราะมีนาอยใู กลหมูบา นมาก แลว จึงตัดคาํ
วา “โฮง” เหลือแต “นาหอ” และเรียกนาหอจนถึงทุกวันน้ี

วัดศรีภมู ิบานนาหอทีส่ ัมพนั ธก บั ประวัตศิ าสตรฉ บับทอ งถน่ิ
ส่ือใหเ หน็ ที่มาทไ่ี ปบรรพบรุ ษุ คนดา นซา ย

บา นนาหอตงั้ ขน้ึ เมอ่ื ใดไมม หี ลกั ฐานบง บอกชดั เจน แตก อ นบา นนาหอเดมิ
ช่ือวาบานโพนชาติ หรอื คนชาติ (ต้งั อยใู กลล าํ น้าํ ตบั เชิงภผู าแดด) แลว เคลือ่ น
ลงมาตงั้ บานอยบู รเิ วณตน มะขามโตก ใชช่ือวา บานหนองหมาไน ตอมายายลงมา
ท่ีบริเวณตนตาลเพ่ือใหใกลแหลงนํ้า แลวเปลี่ยนช่ือเปนบานนาหอ หรือ นาโฮง
ซงึ่ หมายถงึ เคยเปน ทอ่ี ยขู องเจา เมอื ง และมกี ลมุ ชนซง่ึ เคลอ่ื นยา ยมาจากลา นชา ง
(สปป.ลาว) มาอยูดวย เม่ือตั้งถ่ินฐานไดมั่นคง ชุมชนทั้งสองกลุมจึงไดรวมใจกัน
สรา งวดั ขนึ้ ชอื่ วา วดั หอโฮง เมอ่ื ประมาณป พ.ศ. 2035 ตอ มาเปลย่ี นเปน วดั ศรภี มู ิ

53

ในชวงสมัยรชั กาลที่ 5 พน้ื ทีด่ านทศิ ใต ใกลบริเวณวดั ศรภี ูมนิ ั้น เคยเปน
ที่ต้ังหอโฮง ของพระมหาณรงค (ทาวคําสม) เจาเมืองดานซาย ซ่ึงเปนบิดาของ
พระแกว อาสา (ทา วกองแสง) ตอ มาไดย กเมอื งดา นซา ยใหพ ระแกว อาสาปกครอง
สว นพระมหาณรงคไ ดไ ปปกครองเมอื งภคู งั่ (อ.ภเู รอื ) และหลงั จากเกดิ กรณพี พิ าท
ไทย-ฝรงั่ เศสแลว หอโฮงกไ็ ดร า งไป ผคู นทเ่ี คยไดเ ปน บรวิ ารรบั ใชเ จา เมอื ง หรอื ลกู
หลานเจาเมืองก็ไดป ระกอบอาชพี ตง้ั ถนิ่ ฐานอยูบ านนาหอมาจวบจนทกุ วันนี้ ดงั
จะเหน็ วา กลมุ นามสกลุ เสนานชุ และวงศโ สภา บรรพบรุ ษุ เคยเปน บรวิ ารของเจา
เมืองทั้งสนิ้

ลุมนา้ํ หมันตอนปลาย
บานนาหมูมน:
ชอื่ บา นนาหมมู น มคี วามสมั พนั ธก บั เรอื่ ง “นา” กลา วคอื นาหมายถงึ ทร่ี าบ
ทาํ คนั ดนิ ใชส าํ หรบั ปลกู ขา ว สว น “หม”ู ในทนี่ หี้ มายถงึ “หมมู น ” เปน การกระทาํ
ของหมปู า ทเี่ ขา มาทาํ ลายผลผลติ ของขา วไรท ช่ี าวบา นไดเ กบ็ เกยี่ วแลว รวบรวมกอง
ไวจ นเสยี หาย น่ันเปนชื่อหมูบ า นท่ีสัมพนั ธก ับระบบนเิ วศวัฒนธรรม
สวนประวัติความเปนมาของหมูบาน มีเร่ืองเลาสืบตอกันมาคือ สมัยที่ยัง
ไมมีการปกครองแบบกํานันและผูใหญบาน มีพรานปามาจากบานโคก อําเภอ
นาแหว ฝง ทศิ ตะวันตกของหมูบ า นชื่อ นายกุลวงศ ไมท ราบนามสกุล เดนิ ปาลา
สัตวกบั พรรคพวก 3 คน จนมาพบบรเิ วณหมูบ านนาหมูมน แหง นี้ ซึง่ เปนพื้นท่ที ่ี
มีพืชพนั ธธุ ัญญาหารสมบรู ณ จงึ ชักชวนชาวบานหวยฮา นหญา มากอ ตัง้ เปน บา น
นอยบริเวณทงุ นาขางวัดในปจ จบุ นั ประมาณ 2-3 ครอบครัว มาปลกู ขา วไร
ตอมา หลังจากเก็บเก่ียวขาวไรแลวเสร็จจึงไดรวบรวมขาวมากองไว เพื่อ
นําเก็บในยุงฉาง ปรากฏวามีหมูปาฝูงหน่ึงมาทําลายกองขาวที่ชาวบานรวบรวม
ไวไดรับความเสียหาย เน่ืองจากบริเวณน้ีมีสัตวปาชุกชุมโดยเฉพาะหมูปา
ท่ีชอบทาํ ลายขาวของ รวมทัง้ พืชผักท่ชี าวบานปลูก ชาวบานจงึ เรียกหมูบานนวี้ า
“บา นนาหมูดุด”

54

กระทั่ง สมยั ขุนพลไดแยกหมูบา นเปน 3 คุม คอื คมุ บา นนอ ย คุมบา นปา
เปอย คุมบานนาสิบ (บานนาหมูมนในปจจุบัน) ทําเปนรูปสามเหลี่ยมเพ่ือเปน
ดานปองกันหมูปาเขามาทําลายขาวของ จวบจนป พ.ศ. 2457 ขุนพลใหญได
ปกครองหมูบานมาจนตลอดช่ัวชีวิตจนถึงยุคขุนพลท่ีเปนลูกเขย มีแหลงกําเนิด
ที่บานหนามแทงไดมาปกครองหมูบานจนช่ัวคน และในสมัยขุนพลใหญไดกอตั้ง
“ดอนหอ” เปนท่สี ักการบูชา (มใี หเหน็ จนถงึ ปจ จบุ ัน) จนกระท่ังป พ.ศ. 2457
ยุคนายยา สิงหสถิต ปรากฏวาชื่อหมูบาน “นาหมูดุด” เปนช่ือท่ีไมสอดคลอง
กับทางราชการ จึงตั้งชื่อหมูบานใหมวา “บานนาหมูมน” และไดมีความคิดวา
จะสรา งหมูบา นตรงนเ้ี พราะความอดุ มสมบูรณของพื้นที่ นายยา สงิ หสถติ เปนผู
กอตง้ั นามสกลุ สงิ หสถติ ซง่ึ มที ม่ี าจากบิดาของผใู หญยา มีช่อื วา สิงห และมารดา
ชือ่ วา ถติ ย ไดน ํามารวมกันกเ็ ปนนามสกลุ สิงหสถิต จนถึงปจ จบุ ัน

ในยุคน้ัน ผใู หญยามคี วามคิดริเร่มิ กอต้ังวัดประจาํ หมูบา น คอื วัดจอมมณี
ซึ่งปรากฏหลักฐานดังเห็นไดจาก “นาคคู” บริเวณซุมประตูวัดฝงทิศตะวันออก
ในป พ.ศ. 2457 และในยคุ ผูใ หญค ํา โยเฮอื ง ไดส รา งนาคคฝู งทิศตะวนั ตก ในป
พ.ศ.2461 และมผี นู าํ หมบู า นดาํ รงตาํ แหนง เรอื่ ยมา (ศนู ยก ารศกึ ษานอกโรงเรยี น
อาํ เภอดานซาย, 2552 : 46)

บา นหว ยปลาฝา: เปน หมบู า นทต่ี ง้ั มานานกวา 100 ป เดมิ ตงั้ อยพู นื้ ทสี่ ว น
ลา งหรอื เปน ทลี่ มุ ตดิ กบั ลาํ นาํ้ หมนั ในปจ จบุ นั แตม กั ประสบปญ หาเรอ่ื งนา้ํ ทว มบอ ย
ครงั้ เนอื่ งจากเปน ทล่ี มุ ชาวบา นจงึ ยา ยมาอยใู นทส่ี งู ซง่ึ เปน ทต่ี งั้ หมบู า นในปจ จบุ นั
สว นเหตทุ ช่ี อื่ บา นหว ยปลาฝา เนอื่ งสมยั บรเิ วณทตี่ ง้ั หมบู า นสมยั กอ นทตี่ ดิ กบั ลาํ นาํ้
หมันพบหินมีรุปรางคลาย “ปลาฝา” (ตะพาบน้ํา) ชาวบานจึงเรียกหมูบานน้ีวา
บา นปลาฝาตามลกั ษณะของกอ นหนิ แตเ มอื่ เวลาเปลยี่ นไปหนิ ดงั กลา วไดพ พุ งั ไป
ตามเวลา เรื่องของหนิ ปลาฝาจงึ เปน เพียงเรื่องเลาและตํานานของคนรนุ กอ น

55
บา นปากหมนั : “ปาก” หมายถงึ บรเิ วณหรอื จดุ ตรงทแ่ี มน าํ้ ไหลมาบรรจบ
กัน “หมัน” หมายถึง แมนํ้าหมัน ปากหมันหมายถึงหมูบานท่ีต้ังอยูบริเวณท่ีมี
แมนํ้าไหลลงมาสูแมนํ้าเหือง สวนประวัติความเปนมาของหมูบาน ชาวบานเลา
วา ตั้งมาเกือบ 200 ป ประมาณป พ.ศ. 2372 เดิมมีชายสองคนเดินมาจาก
บานนาขา และเดินเขามาตามลํานํ้าเหืองยอนลงมาเร่ือยๆ จนถึงบริเวณลํานํ้า
หมนั ไหลมาบรรจบกบั ลาํ นา้ํ เหอื ง จึงทอดแหบริเวณปากนาํ้ แลวพบวาบริเวณดงั
กลาวมีปลาชุกชุมจึงไดสงขาวใหญาติพ่ีนองทราบ จึงไดพากันอพยพตามกันมา
มาอยูคร้ังแรก 12 ครัวเรือน โดยตั้งบานเรือนบริเวณปากหมันจึงต้ังชื่อวา
บานปากหมัน บานปากหมันไดแตงตง้ั ใหเปนหมบู า น อพป. เมื่อป พ.ศ. 2526

บา นปากหมันหมูบา นทล่ี ํานาํ้ หมนั ไหลมาบรรจบกบั ลาํ นํา้ เหือง
(อยบู ริเวณมุมขวาดา นบนของภาพ)

56

จากประวัติศาสตรทองถ่ินสะทอนใหเห็นวา สมัยกอน คนดานซายใน
ลมุ นา้ํ หมนั ไมม กี ารจบั จองปา มแี ตก ารถางปา เพอ่ื ทาํ ไรข า วไวก นิ ภายในครวั เรอื น
ครวั เรอื นไหนไมม ที น่ี าทาํ กนิ กจ็ ะขนึ้ ภไู ปถางปา การบกุ รกุ ปา จงึ มไี มม ากนกั เพราะ
ทําเปนจํานวนนอยและไมมากแปลง ประการสําคัญยังใชแรงคนเปนหลักทําให
การถางปาเปนไปดวยความยากลําบาก การทําไรจะใชวิธีการทําไรเลื่อนลอย
ถา พน้ื ทเี่ ดมิ ไมส มบรู ณป ลกู พชื ไมง าม ซงึ่ ชาวบา นจะเรยี กกนั ตามลกั ษณะการถาง
ไรว า “ไฮห ลาว” ซ่งึ ก็คอื ไรท่ีถางปลูกพืชเปนครั้งแรก ดนิ จะดี ปลกู ขาว ขา วโพด
จะงามดี สว น “ไฮห ลก” คอื การทาํ ไรท ถี่ างปลกู พชื เปน ครงั้ ทส่ี อง ดนิ จะเรมิ่ เสอื่ ม
สภาพปลกู ขาวและขา วโพดจะไมง าม จึงตองไปหาปาผืนใหม

เมอื่ กอ นดา นซา ยไมค อยมคี นทอี่ ื่นมาอยูอาศยั จะมกี ็แตค นทางภาคเหนือ
ทคี่ นดา นซา ยเรยี กวา “ไทยยวน” มาขายผา แลว กม็ าสรา งหลกั ปก ฐานมคี รอบครวั
คนไทยยวนสวนใหญจะมีฝมือทางชาง จะสรางบานเองได โดยเล่ือยไมในปามา
สรางบาน ซึ่งก็ยังมีไมมาก การขนไมจากปาก็จะใชวิธีไปนอนเล่ือยไมในปา แลว
ชว ยกนั แบกเปนทอ น เปน แผน ถา เปนเสาเรือน ก็จะใชชา งลากลงมา

ท้ังหลายท้ังปวงจากประวัติศาสตรทองถิ่นหมูบานตางๆ ในลําน้ําหมัน
ลวนมีช่ือหมูบานที่สัมพันธกับระบบนิเวศของชุมชนหรือไมก็ตั้งตามลักษณะ
พันธุสัตวและพันธุพืชท่ีเปนเอกลักษณโดดเดนของหมูบานนั้นๆ ประการสําคัญ
จากช่ือหมูบานและที่มาที่ไปดังกลาวยังทําใหทราบถึงการเปลี่ยนแปลงระบบ
นิเวศลุมน้ําหมันซึ่งพบวา มีพันธุพืชหลายอยางที่หาไมไดในปจจุบัน เชน
บา นหมากแขง ทส่ี อ่ื ถงึ ตน ไมท ใ่ี ชท าํ กลอง หรอื บา นกา งปลา พชื ทเ่ี ปน ดชั นชี วี้ ดั ของ
ระบบนิเวศก็สูญพนั ธไุ ปจากหมูบาน

57

ระบบความเช่อื และฮีตสบิ สอง
ฐานวัฒนธรรมของคนลมุ นาํ้ หมัน

ชาวดานซายนับถือพุทธศาสนาควบคูไปกับการนับถือผี ดังเห็นจาก
ขนบธรรมเนยี มตา งๆ เชน ความเชอ่ื เรอื่ งผตี า งๆ ความเชอ่ื เจา กวนและเจา แมน าง
เทียม ขณะเดียวกัน ชาวบานยังมีงานบุญประเพณีท่ีมีลักษณะเฉพาะของแตละ
ชุมชนที่สัมพันธกับส่ิงศักดิ์สิทธ์ิเหนือธรรมชาติ เชน งานไหวภูอังลังของบานนา
เวียงใหญและงานไหวภูผาแดดของบานนาหอ เปนตน สวนประเพณีสําคัญทาง
พุทธศาสนาจะรวมกันจัดท่ีวัดประจําชุมชนของตนเอง ทั้งนี้แตละหมูบานก็จะมี
วดั เปน ศนู ยก ลางของตนเองในการประกอบพธิ ีกรรมตา ง

สวนความเชื่อเรื่องผีและสิ่งศักด์ิสิทธ์ิเหนือธรรมชาติเปนความเช่ือด้ังเดิม
คนดา นซายสว นใหญเชื่อกนั วา ตามปา ตามภเู ขา ถํ้า แมน า้ํ หวยหนอง คลองบงึ
และรอบหมูบ านจะมีดวงวญิ ญาณสิ่งศักดิส์ ทิ ธอิ์ าศัยอยู ผใู ดละเมิดหรือไมเ คารพ
บชู าจะไดร บั อนั ตราย เจบ็ ไข ไดป ว ย หรอื ประสบเคราะหก รรมตา งๆ นานา อยา งไร
ก็ตาม ในหวั ขอ น้จี ะกลา วเฉพาะความเชอื่ เรือ่ งผี ท่ีสัมพนั ธกบั ฐานทรัพยากรทาง
อาหารของชมุ ชนซ่ึงกค็ อื ความเชอ่ื เรื่องผปี า และผีนาํ้

58
ผีปา: ผีปาหมายถึงคนตายที่ประสบอุบัติเหตุ เชน ตกตนไม ถูกสัตวปา
ขบกัด ถูกงูกัด หรือถูกอสรพิษกัดจนถึงแกความตาย จะกลายเปนดวงวิญญาณ
ลองลอยวนเวยี นเปนเจาปา อยูตามบริเวณทเ่ี กิดเหตนุ ั้นๆ

ผปี าผนี ้ํา “ซาํ อีเลศิ ” ภูเตาโปง
คือ โลกแหงจติ วญิ ญาณที่คอยปกปกรกั ษาผืนปาและขุนน้ํา

ผีปาผดี ง: ผปี า ผีดง คนในชมุ ชนยงั เชื่อถอื กันอยวู า ผปี าผดี งมจี รงิ และจะ
ทาํ ใหส มาชกิ ในชมุ ชนไดร บั อนั ตรายจากผปี า ผดี ง หากลบหลหู รอื เรยี กอกี อยา งวา
“ผิดปา” เชน มีชาวบานไปหากินลงเบ็ดหรือเขาปาไปลาสัตว รวมถึงหากมีใคร
พูดจาไมดีหรือมีการทาทายส่ิงท่ีมองไมเห็นเปนการผิด วันน้ันท้ังวันจะไมไดปลา
สักตัวเดียวหรือไมพ บเห็นสตั วปา และจะเกิดส่งิ ที่ไมคาดฝน ขนึ้ มา บางคนท่ีผิดผี
ปา ผดี งมากๆ อาจจะไดรบั อนั ตรายถึงขั้นบาดเจบ็ ได เวลาเขา ปาเขาหา มพดู จาไม
ดที ี่พูดแลวเปน การลบหลูเ จาปา เจาเขา เพราะวา เจา ท่แี รง (ปาเขตปาขวาง) หรือ
เปนปาทเี่ ปนโปง เปน ซํา บางทีกไ็ มพดู จากนั ถา ไมจาํ เปน จะหาปลาก็หาไปพอหา
ไดพอแลวกร็ บี กลับบาน

59

ผนี า้ํ : ผนี าํ้ กเ็ ชน เดยี วกนั จะหมายถงึ คนทปี่ ระสบอบุ ตั เิ หตแุ ละตายในนาํ้ จะ
เปนผสี ิงอยูใ นวงั นา้ํ (รอ งนํ้าลึกทไ่ี หลวน) นนั้ ๆ หากมผี คู นเขา ไปกลํา้ กลายบุกรกุ
จะประสบเคราะห มอี ันเปน ไปตางๆ นานา

ผไี รแ ละผนี า : ผไี รผ นี าหรอื เรยี กวา “ผสี ะนา” ความเชอ่ื เรอื่ งการเลย้ี งผไี ร
ผนี า ชาวดา นซา ยมกั ปฏบิ ตั กิ อ นฤดกู าลทาํ นา จะมกี ารเลยี้ ง “ตาแฮก” เพอ่ื ความ
มั่นคงและอุดมสมบูรณของผลผลิต เมื่อเสร็จส้ินฤดูกาลเก็บเกี่ยวก็จะทําพิธีแก
เลยี้ งเจา ท่ี เคร่อื งแกมเี หลา ไก หมดู ํา (หมูดอน) หมาก พลู ยาสบู ชาวบา นเชอ่ื วา
เมื่อผไี รผ ีนาไดรบั ความพงึ พอใจจะใหความอุดมสมบรู ณของผลผลติ การเกษตร

ผีซํา-ผีบอ: ผีซํา-ผีบอ หมายถึงผีที่สถิตอยูตามสถานท่ีหรืออยูบริเวณที่
นํา้ ซึมออกมาตลอดเวลา (นํา้ ซบั ) มีการบนและแตงแกเ หมือนผีสะนา

แมธรณี : สวนของพ้ืนดิน ชาวบานเช่ือวามีนางธรณีเปนผูรักษา เวลาท่ี
ตองการฝากสิ่งของไวที่ไรหรือสวน จะบอกกลาวนางธรณี ใหดูแลรักษาส่ิงของ
มีการบนบานเชนกัน อาจจะบนดวยพาหวาน คําหมาก คําพลู แลวแตความ
เหมาะสม

ปจ จบุ นั แทบทกุ ครวั เรอื นยงั มคี วามเชอื่ ในเรอ่ื งดงั กลา ว โดยจะนบั ถอื และ
ปฏบิ ตั อิ ยเู ปน ประจาํ นอกจากนี้ ในหลายครวั เรอื นยงั คงมคี วามเชอื่ เรอ่ื ง “ผบี า น”
รวมกันกลายเปนผีประจําหมบู าน แตส ่งิ ที่นา สังเกต คือ ผีที่รับการยกยอ งมักเปน
บุคคลที่สรางคุณความดีและมีฐานะ ทําใหผูคนเคารพนับถือจะไดรับการยกยอง
และมอบใหเปนผูปกครองหรือหัวหนาหมูบาน (เหมือนผูใหญบานในปจจุบัน)
รกั ษาความสงบเรยี บรอ ยของหมบู า น ใหผ คู นในหมบู า นประกอบอาชพี และดาํ รง
ชวี ติ อยเู ยน็ เปน สขุ เมอ่ื บคุ คลดงั กลา วถงึ แกก รรม วญิ ญาณจะลอ งลอยวนเวยี นอยู
ในบรเิ วณหมูบานหรอื ชมุ ชนนน้ั ๆ

ชาวบานจะรวมกันจัดหาสถานที่ท่ีเปนปา มีตนไมใหญรมร่ืน มีน้ําซับ
นา้ํ ตามธรรมชาติ อยใู นทล่ี บั แล (ภาษาถน่ิ เรยี กวา อยตู ามซอกหลบื ) เพอื่ ปลกู สรา ง
หอหรือศาลเรยี กวา หอเจาหรือศาลเจา สาํ หรบั ใหดวงวิญญาณของหวั หนาที่ลวง
ลบั ไปแลว สงิ สถติ แตล ะปช าวบา นจะรว มกนั จดั หาจดั ทาํ อาหารหวานคาวมขี า วตม

60

ไกต ม เหลา ดอกไม เทยี น ไปเซน ไหว บวงสรวงและอธษิ ฐานใหล กู หลานไดอ ยเู ยน็
เปนสุข อยาไดม ีสงิ่ ชัว่ ราย เหตุเภทภัยตางๆ มากล้าํ กลาย ขอใหท กุ คนในหมูบาน
มคี วามรักใคร สามัคคีปรองดอง พ่ึงพาอาศยั หวงหาอาทรซง่ึ กนั และกนั ทําไรทาํ
นาไดหมากไดผล พิธนี ้จี ดั ทาํ ในตอนฤดฝู นของแตล ะป

กลา วโดยสรปุ ปจ จบุ นั ความเชอื่ ตา งๆ เกยี่ วกบั เรอ่ื งผยี งั คงปรากฏอยใู นโลก
ทศั นท างความเชอื่ ของไทดา นในอาํ เภอดา นซา ย เพยี งแตธ รรมเนยี มปฏบิ ตั ไิ มเ ขม
งวดเทา สมยั กอ น ในขณะทเี่ ดก็ รนุ ใหมส ว นใหญก ลบั เหน็ วา เปน เรอ่ื งเลา ของคนรนุ
กอน มากกวา ท่ีจะเปนเร่อื งจริง แตกย็ งั คงใหความเคารพนับถือ

ฮตี สิบสอง: ประเพณีและพิธกี รรมในรอบป

“ฮติ สบิ สอง” คอื จารตี ประเพณที ปี่ ฏบิ ตั สิ บื ตอ กนั มาของคนในชมุ ชนตา งๆ
ในลุมนํ้าหมัน จะจัดข้ึนในแตละเดือนตามปฏิทินจันทรคติ ซ่ึงจะเก่ียวของกับวิถี
การดําเนินชวี ิตในมติ ติ า งๆ ทง้ั การทําการเกษตร พิธีกรรม ศาสนา ความเชื่อ การ
ปกครอง และอน่ื ๆ โดยมุงหวังใหส มาชิกในชุมชนดาํ เนินไปอยางราบร่ืนและสงบ
สขุ สรปุ เปน ภาพรวมฮีตสบิ สองของคนในวฒั นธรรมลุม นา้ํ หมนั ไดด ังน้ี

เดอื นอาย: บญุ ปรวิ าสกรรม
เดือนอายหรือเดือนหนึ่ง จะคาบเก่ียวระหวางเดือนธันวาคม-มกราคม
ชาวบานมีการจัดการทําบุญเขากรรมหรือการเขาปริวาสกรรมของพระสงฆ
ในพทุ ธศาสนา เปน เรอื่ งของพระสงฆท ตี่ อ งอาบตั ิ คอื ทาํ ผดิ แตย งั ไมถ งึ ขน้ั ปาราชกิ
ไมตองสึก แตตองเขาไปอยูในที่จํากัดบริเวณ สารภาพความผิดตอหนาพระสงฆ
4 รูป ใหรับรู และสวดเปนการตัดกรรม ส่ิงที่นาฉุกคิด คือ ชวงเดือนอาย
ขาวในนาสวนใหญจะสุกพรอมเก็บเก่ียว หากเปนสมัยกอนจะมีการลงแขก
เก่ียวขาว เม่ือเหน็ดเหนื่อยจากงานเก่ียวขาวจะถือโอกาสไดทําบุญปริวาสกรรม
รว มกันไปในตัว

61

เดอื นย่:ี บญุ คูนลาน
“คูน” หมายถึง การรวมเขาเปนกองหรอื ทําใหพอกพูน หลงั จากเก่ยี วขา ว
หรือนวดขาว ไดขาวรวมเปนกอนไวท่ีลานนวดขาว ชาวนาจะนิมนตพระสงฆมา
สวดมนตเย็นและจะทําน้ํามนตรดอุปกรณการทํานาและเครื่องมือเกษตรกรรม
อน่ื ๆ รวมถงึ สตั วท ใี่ ชแ รงงาน เชน ววั และควาย ซง่ึ เปน แรงงานหลกั เพอ่ื เปน มงคล
แกสัตวที่ใชเปนแรงงานและขาวเปลือกท่ีลานขาวกอนนําข้ึนฉางขาว คนรุนกอน
เชื่อวา บุญคูนลานทําเกิดสิริมงคลแกชีวิต รวมท้ังยังเปนการช่ืนชมผลผลิตขาวท่ี
รวมแรงเหนด็ เหนอื่ ยมาทั้งป มีขาวไวเ ล้ยี งชีพ “คุม” หรอื พอเพยี งทั้งป ไมรอนใจ
เรอ่ื งอาหาร เปน ความพอเพยี งในเรอ่ื งอาหาร ชาวบา นบางครวั เรอื นยงั เชอ่ื วา ขา ว
ใหมท น่ี าํ ขนึ้ ยงุ จะเปด ยงุ นาํ ขา วไปสหี รอื ไปตาํ เปน ขา วสารไดก ต็ อ เมอื่ ถงึ เดอื นสาม
ดงั นน้ั จึงตองเอาขา วสารเกาคางปแยกออกไปไว ไมใหประปนกนั
นอกเหนือจากนี้ บางหมูบานยังมีพิธีกรรมเฉพาะ เชน บานกกเหี่ยนจะ
ประกอบพิธี “แกบะหมอขาว” ซึ่งไมระบุวันที่แนนอน แตเปนเดือนสอง อาจ
เปนวันอังคาร พฤหัสบดี หรือวันเสาร ซึ่งถือเปนวันมงคล ชาวบานจะทําพิธีแก
บะกอ นท่จี ะลงมือทาํ ไรใ นปน ้ันๆ โดยนําขัน ดอกไม 1 คู เทียน 1 คู และมอี าหาร
เชน ไกต ม ขา วตม นาํ ไปใหก วนจา้ํ แลว ใหก วนจา้ํ นาํ ไปถวายเจา ทท่ี ด่ี งหอ กวนจา้ํ
จะบอกลาวแกเจาที่ วา ชาวบานจะลงทาํ ไรแลว ขอใหคมุ ครอง ทําไรใ หราบร่ืนให
ไดผลผลิตที่ดี

เดือนสาม: บญุ มาฆะบชู า บญุ ขา วจี่
บุญมาฆะบูชามีการทําบุญ ฟงเทศนและเวียนเทียน เปนพิธีกรรมและ

กิจกรรมท่ีคนดานซายถือปฏิบัติเชนเดียวกับชาวพุทธทั่วไป แตเน่ืองจากตรงกับ
ชวงการปดยุงขาวออกมาสีเปนขาวสารไดขาวใหม คนดานซายจึงนําขาวเหนียว
มาปนเปนกอนแลวนําไปจ่ี (ยางไฟ) ใหรอน สุกกรอบและตัดรสชาติใหเค็มดวย
การโรยเกลือหรือราดดวยไขหรือนํ้าออย แลวนําไปถวายพระสงฆ ชาวบานเช่ือ
วา เมอ่ื มีอะไรดีๆ เปนสิรมิ งคลก็จะนําไปถวายพระกอน

62

เดอื นส่:ี บญุ ขา วเปลือกขา วสาร
บญุ ขา วเปลอื กขา วสารจดั ขน้ึ ชว งเดอื น 4-5 สมยั กอ น ชาวบา นทกุ ครวั เรอื น
จะนาํ ขาวเปลือก ขาวสารไปรวมกนั ไวท ี่ลานวัด (ใตต นโพธ์)ิ เม่อื รวมกันเสร็จแลว
ตกเย็นชาวบานจะมารวมตัวกันที่วัด เพ่อื ทาํ พิธสี วดมนตเยน็ ตกกลางคนื จะมคี น
เฒา คนแกม านอนกนั ท่วี ัด กระทั่งเชาจะประกอบพิธที างสงฆอีกครง้ั เปน อนั เสร็จ
พธิ ที างศาสนา หลงั จากนนั้ จะเปน หนา ทขี่ อง “หมอขวญั ” ทจี่ ะมาทาํ การสขู วญั ขา ว
เมื่อสูขวัญขาวเสร็จ จะนําขาวท่ีเหลือออกมาขายใหกับญาติโยมหรือชาวบานใน
ราคาทถ่ี ูก แลวนาํ เงนิ ทไี่ ดท ําบญุ มอบใหทางวดั
นอกจากนี้ ในหลายๆ หมบู า นยงั มคี วามเชอื่ เกยี่ วกบั “กวน” จะไมป ระกอบ
พิธีกรรมสําคัญ หากแตชวงวันข้ึนเกาค่ําเดือนสี่จะมีประเพณีเลี้ยงบาน (เล้ียง
เฮือนใหญ) ทีบ่ า นเจาพอกวนซ่งึ อยทู ี่บานเด่ิน ตวั อําเภอดา นซาย กอ นถึงวันงาน
ชาวบา นจะนาํ ขา วเปลอื กและขา วสารไปรว มงาน ขา วบางสว นนาํ ไปทาํ เหลา สาโท
แตปจจุบันไมมีการทําเหลาสาโทแลวเพราะใชเหลาขาวแทน ชวงจัดงานจะจัด
ในวันข้ึนเกาคํ่าเดือนสี่ หากตรงกับวันพุธตองเลื่อนไปเปนวันขึ้นสิบค่ําเดือนสี่
เพราะวนั พธุ ถือวาเปนวันไมเ ปน มงคล

เดือนหา: บุญสงกรานตแ ละบญุ นํ้าเหมือง (บานหวยปลาฝา)
สงกรานต เรม่ิ ตง้ั แตว นั ท่ี 13-15 เมษายน วนั แรกถอื เปน วนั มหาสงกรานต
วันท่ีสองเปนวันเนา และวันสุดทายเปนวันเถลิงศก ชาวบานหรือผูเฒาผูแกคน
โบราณถอื เปนวนั ขนึ้ ปใหม ท่ีนา สนใจคือ บา นหว ยปลาฝามีงานบญุ นาํ้ เหมือง
งานบุญนํา้ เหมอื งจะจดั ชว งสงกรานตของทุกป ชาวบา นเชือ่ วาทีป่ าตนนํา้
มีวิญญาณของผีปาสิงสถิตคอยปกปกษาผืนปาและแหลงตนนํ้า บริเวณพ้ืนท่ีดัง
กลา วจงึ มคี วามศกั ดสิ์ ทิ ธิ์ หา มใครเขา ไปลว งละเมดิ พนื้ ทเ่ี ดด็ ขาดโดยเฉพาะการตดั
ไมทาํ ลายปา พน้ื ท่ปี าตนน้ําจึงมีความหลากหลายทางชวี ภาพคอ นขางสงู สังเกต
ไดจ ากระบบนิเวศของปาภนู ้ําดั้นท่มี ลี ักษณะเปนปาดิบช้นื ทง้ั ๆ ทร่ี ะดบั ความสงู
จากระดบั นา้ํ ทะเลไมม ากนกั แตก ลบั มคี วามเขยี วชอมุ ตลอดทงั้ ป ในชว งฤดแู ลง ก็
มีนา้ํ ไหลไมเคยขาด

63
ดวยเหตุนี้ พอเขาถึงเทศกาลสงกรานตชาวบานก็จะรวมตัวกันประกอบ
พธิ ี โดยตกลงกนั วา จะดาํ เนนิ การในชว งวนั ท่ี 15 หรอื ไมก ็ 16 เมษายน ของทกุ ป
เหตทุ ร่ี ะบไุ ว 2 วนั กเ็ นอ่ื งจากหากวนั ที่ 15 ตรงกบั วนั พธุ กจ็ ะเลอื่ นเปน วนั พฤหสั บดี
เพราะชาวบา นถือวา วนั พุธเปนวนั ไมด ไี มควรประกอบพิธีกรรมใดๆ
ในวนั งาน ราวบา ยเศษๆ แมน างเทยี มและนางแตง หรอื ผนู าํ แหง จติ วญิ ญาณ
ตามความเช่ือทองถ่ินซึ่งเปนผูหญิงจะเปนผูนําในการประกอบพิธี เหลาชาว
บานจะเอาฆองและกลองไปฉลองกันยกใหญ โดยรวมตัวกันที่วัดประจําหมูบาน
เพื่อเตรียมขบวนแหไปยังปาตนนํ้าบริเวณท่ีสิงสถิตวิญญาณ แตละครัวเรือน
จะจัดเตรียมเคร่ืองเซนเพื่อไหววิญญาณหรือสิ่งศักด์ิสิทธิ์ผีตนน้ํา เคร่ืองเซน
ประกอบดว ย เครื่องคาวหวาน เหลา ยาเสน เรือเงิน เรอื ทอง ปลาเงินปลาทอง
พรอมธงไปบวงสรวง ชาวบานบอกเลาวา เรือเงินเรือทองท่ีเอาไปลองก็เพื่อจะ
ใหน้ําไหลสะดวกไหลตลอดเวลา ปลาก็ใหปลาในชุมชนมีความอุดมสมบูรณ
เมอื่ ประกอบพิธกี รรมเสร็จตา งก็แยกยายกนั กลับบาน

ชาวบานนอหอกาํ ลังเตรียมทํา “ทงุ ” (ตุง)
เพ่ือใชป ระกอบพิธีสงกรานต

64

เดอื นหก: ไหวพ ระธาตุศรสี องรกั
แมพ ระธาตศุ รสี องรกั ศนู ยร วมจติ ใจคนดา นซา ยจะไมไ ดต งั้ อยหู ลายหมบู า น
ในดานซาย แตพระธาตุแหงน้ีกลับเปนศูนยกลางจิตใจของคนดานซายท้ังหมด
โดยเฉพาะกับงานประเพณีไหวพระธาตุศรีสองรักซ่ึงจัดขึ้นชวงเดือน 6 งานจัด
4 วัน 3 คืน ภายในงานจะมีหนวยงานราชการมาขายดอกไมธูปเทียนเพ่ือให
ผูคนท่ีมาเที่ยวงานไดซื้อทําบุญกับองคพระธาตุศรีสองรัก แตละคืนจะมีมหรสพ
ตลอดทั้งคืน
ตอนเชามีการบูชาองคพระธาตุศรีสองรักนําโดยเจาพอกวน เจาแมกวน
เจาแมน างเทียม พอแสน และนางแตง (ทั้งหมดเปน ผูนําทางจิตวญิ ญาณและผูใน
การประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อทองถ่ิน) ทุกคนมารวมตัวกันในบริเวณองค
พระธาตุศรีสองรักเพ่ือทําพิธีบูชาองคพระธาตุ เม่ือเสร็จพิธีแลวชาวบานที่มารอ
ลางองคพระธาตุ โดยจะนําน้ําใสถังหิ้วขึ้นมาใหเจาพอกวน พอแสนที่ขึ้นไปบน
องคพระธาตุเพอ่ื ทาํ การลา งธาตุ
วันสุดทายคือวันขึ้น 15 ค่ําเดือน 6 ชวงเชา จะมีชาวบานทั่วสารทิศ
ท้ังท่ีอยูในจังหวัดเดียวกันและตางทองถ่ิน ที่เคยบนไวกับองคพระธาตุศรีสองรัก
รวมถึงการบนเรื่องทํามาหากินทางการเกษตร เม่ือครบกําหนดจะมาแกบน
โดยนาํ เอาตนผงึ้ มาถวายองคพ ระธาตุศรอี งรัก
วิธีการทําตนผึ้ง ชาวบานจะนําเอาตนกลวยตนเล็กๆ มาตกแตงใบซ่ึงมี
ดวยกันหลายวิธี เชน วิธีแรกทําจากตนกลวยเล็กๆ หรือใชขี้ผ้ึงเปนแผนเล็กๆ
เอามาเสียบไมแลวนํามาปกตามตนกลวยเพ่ือใหสวยงาม วิธีที่สองคือใชไมไผมา
สานเปนแผนเล็กๆ มาเสียบกับไม แลวนํามาปกติดกับตนผึ้งเพ่ือใหสวยงามเปน
อันเสรจ็ พรอ มท่ีจะนํามาถวาย (ตนผง้ึ มี 2 ขนาด คอื ใหญและเลก็ )
ชวงกลางวันของงานจะมีการบวชพระ ณ บริเวณองคพระธาตุศรีสองรัก
การบวชพระนี้ถือเปนความเช่ือท่ีมีมานานแลววาชาวไทยท่ีมีอายุ 20 ปข้ึนไป
ถา ไดบ วชในงานพระธาตแุ ลว จะไดบ ญุ วาสนา มหาศาลและปฏบิ ตั สิ บื สานประเพณี
ต้งั แตบัดนัน้ จนมาถึงปจ จุบัน

65

พระธาตศุ รีสองรักศูนยร วมศรัทธาของคนดา นซายและผนู ับถือทวั่ ไป

เดอื นเจ็ด : แฮกนา/ไร
เม่อื ถงึ เดอื น 7–8 ฝนเริ่มลง ชาวบานเร่มิ ทําไรท าํ นา กอ นดาํ นาหรอื หวาน
ขา ว ชาวบา นตอ งประกอบพธิ แี ฮกนา/ไร ดว ยการทาํ คนั แฮกใหส งู จากคนั นา โดย
ใชไ มต อกยาวราว 2-3 เมตร สานเปน รปู ปลาแขวนไวด า นทา ย พรอ มสรา งตบู นอ ย
ปกไวก ับคันแฮกท่ีนา/ไร แลวปก ตนขาว 9 ตน พรอ มทอ งคาถา
นอกจากน้ี ท่ีบานนาหอจะประกอบพิธีไหวภูผาแดด โดยจะปฏิบัติหลัง
“เลย้ี งป” หรอื “ดงหอ” เลยี้ งผหี มบู า นเสรจ็ แลว หรอื ราวแรม 7-8 คาํ่ ชาวนาหอ
และหมบู า นใกลเ คยี งจะรว มทาํ บญุ สว นทม่ี าของชอ่ื ภผู าแดด เพราะชาวบา นเชอื่
วา ภูผาแดด เปนภูเขาศักด์สิ ิทธมิ์ วี ิญญาณของบา วนอยภผู าแดดสงิ สถติ อยู บา ว
นอยภูผาแดดเขาไปเปน บรวิ ารของเจา พอ หาญหา ซึ่งเปน เจาบา นประจาํ หมบู าน
(หมบู า นนผี้ สมผสานความเช่ือผเี ขา ดวยกันโดยไมแบงแยกผีบาน ผีปา ผวี ัด ผนี ้าํ )
พิธีกรรมสําคัญประกอบดวย เม่ือไปถึงภูผาแดดแลว ลูกบานหลานเมือง
กลมุ หนง่ึ จะแตงเครือ่ งบูชาบรเิ วณท่ีแขวนตุง หรือบรเิ วณประกอบพธิ กี รรมเทศน
มาลยั หม่นื มาลยั แสน เครอ่ื งถวายเปน เครอื่ งรอ ยเครือ่ งพัน โดยจะนํามาวางไวท ัง้

66

4 ทิศ (รอบมณฑลพิธี) ลูกบานหลานเมืองอีกกลุมหนึ่งพรอมพระสงฆจะไป
ประกอบพิธีสรงนํ้าพระเจานอย (พระพุทธรูปเล็ก) ท่ีถํ้าพระ เม่ือถึงถํ้าพระก็จะ
แตงเครื่องถวายเปนขัน 5 และขัน 8 แลวนําพระเจานอยลงผลัดเปล่ียนเครื่อง
ทรงเปนผาสีขาว กอนสรงนํ้าพระจะมีการสวดมนต พระสงฆจะใหพรแลวก็จะ
สรงนํ้าพระเจา นอย

เมอ่ื สรงนา้ํ เสรจ็ จะเปน พธิ เี วรตงุ (เวยี นธง) กอ นนาํ พระเจา นอ ยประดษิ ฐาน
ณ ถาํ้ พระตามเดมิ หลังจากนน้ั จะมีพธิ ีจดุ บ้งั ไฟเพ่ือเฉลิมฉลอง มีการปกธงถวาย
เจาภูผาแดดเพื่อขอฟาขอฝน แลวเดินทางกลับมายังลานพิธีกรรม ซ่ึงมีการจัด
สถานที่โดยนําเคร่ืองรอย เครื่องพัน (เย็บเปนกรวยใบไมขางในบรรจุอาหารการ
กนิ อยางละเล็กอยางละนอย) ไปวางไวบริเวณมณฑลพธิ ี (สที่ ศิ )

พิธีกรรมตอมาคือ ถวายเพลแดพระสงฆ เสร็จแลวนิมนตพระสงฆเทศน
มาลยั หมน่ื มาลยั แสน (คลา ยงานบญุ หลวง) ในระหวา งเทศนร า งทรงบา วนอ ยกจ็ ะ
จดุ เทยี นบรเิ วณเครอ่ื งรอ ย เครอ่ื งพนั ทง้ั สท่ี ศิ เปน นยั ยะวา เจา ภผู าแดดและบรวิ าร
มารว มฟง เทศนม าลยั หมนื่ ดว ย รา งทรงและผมู ารว มพธิ กี รรมในขณะฟง เทศนก จ็ ดุ
เทยี นดว ยเชน เดยี วกนั การจดุ เทยี นในขณะฟง เทศนน นั้ มคี วามหมายถงึ ความอดุ ม
สมบรู ณ ความเจรญิ รงุ เรอื งของบา นเมอื งตอ ไป เมอ่ื พระสงฆเ ทศนจ บกม็ กี ารกรวด
น้ํา รับพร และนิมนตพระสงฆกลับวัด สวนฆราวาสผูประกอบพิธีก็เคล่ือนมายัง
หนา ผาหินดา นทศิ ตะวนั ออก มกี ารแขวนตงุ รางทรงบา วนอยภูผาแดดจะอธิฐาน
จิตขอใหฟา ฝนตกตอ งตามฤดกู าล เสร็จแลวมกี ารจดุ บ้งั ไฟเพือ่ เส่ียงทายฟา ฝน 3
ครงั้ (บั้งที่ 1 เปน บัง้ ไฟของเจา พอ บั้งที่ 2 เปน บ้งั ไฟของเจาแม และบ้ังที่ 3 เปน
บ้ังไฟของบาวนอยภูผาแดด)

หลงั จากนน้ั มกี ารอญั เชญิ เจา ภผู าแดดมาประทบั ทรงเพอื่ ไดไ ตถ ามเกยี่ วกบั
ฟา ฝน ปญ หาบา นเมอื ง บา วนอ ยภผู าแดดกจ็ ะฟอ นเลน กบั บรวิ ารอยา งสนกุ สนาน
เสร็จแลวก็จะถวายขันดอกไม และกลาวคําขอฟาฝน ขอความสุข จากบาวนอย
ภูผาแดด

67

จากพิธีกรรมดังกลาวน้ีจะเห็นวา เปนการผสมผสานความเชื่อทางศาสนา
ระหวา งพทุ ธและผี สอื่ ความหมายวา พน้ื ทศี่ กั ดสิ์ ทิ ธแ์ิ หง นเี้ ปน ความศกั ดสิ์ ทิ ธดิ์ ว ย
กระบวนทศั นดงั้ เดิม (ผ)ี และกระบวนทศั นทางพทุ ธศาสนา อีกทั้งสอ่ื ความหมาย
วาเจาภูผาแดดเปนผีปาผูยึดม่ันในศาสนา การท่ีชุมชนมาทําบุญท่ีภูผาแดดน้ัน
มีเปาหมายเพื่อแสดงความเคารพตอบาวนอยภูผาแดด (ส่ิงเหนือธรรมชาติ) มา
ถวายอาหารผา นเครอ่ื งรอ ยเครอ่ื งพนั ซง่ึ สอื่ ความหมายถงึ อาหารอนั อดุ มสมบรู ณ
สรา งความอมิ่ หนาํ สาํ ราญ ความสนกุ สนาน ความเบกิ บานใจแกบ า วนอ ยภผู าแดด
ซ่ึงเช่ือวา เม่ือบาวนอยภูผาแดดไดรับความพึงพอใจก็จะบันดาลฟาฝนใหตกตอง
ตามฤดูกาล นับไดวาศาสนาและอาหารคือเคร่ืองตอรองตออํานาจของสิ่งเหนือ
ธรรมชาติเพื่อสรา งความพึงพอใจ และนํามาซง่ึ ความอุดมสมบรู ณ

เดือนแปด : บญุ หลวงและบญุ เขาพรรษา
โดยท่ัวไป งานบุญหลวงของชาวอีสานมักจัดชวงเดือน 4 แตดานซาย
จัดข้ึนในเดือน 8 หลังจากงานบุญหลวงวัดโพนชัยบานดานซายจัดเสร็จส้ินแลว
เหตุท่ถี ือเชน น้เี พราะถือวา วัดโพนชยั เปนวัดเกา แกข องอําเภอดา นซา ย ตอ งใหว ดั
เกาแกประกอบพธิ กี อ น แลวคอ ยจัดบานนาเวยี งใหญ บานนาทมุ และบา นนาหอ
สว นหมบู า นอน่ื ๆ ไมม กี ารประกอบพธิ บี ญุ นเี้ พราะเปน หมบู า นทจี่ ดั ตงั้ ขนึ้ ใหม หาก
จะเขา มารวมพิธงี านบญุ หลวงตอ งเดนิ ทางมาประกอบพธิ ีทวี่ ดั โพนชยั ศูนยกลาง
ของอาํ เภอดา นซา ย
งานบญุ หลวงมกั จดั ขนึ้ 4 วนั คอื วนั แรกคอื วนั แตง วดั วนั ทส่ี องเปน วนั โฮม
วนั ที่สามเปน วนั แหพ ระ ทายสุดเปนวนั ฟง เทศน ส่ิงที่นาสนใจคอื ในชว งเย็นของ
วนั แหพระจะมกี ารจดุ บ้ังไฟ นอกจากจะเปนการแขงขนั ระหวางหมบู า น หากแต
ยังเปนการเสี่ยงทายวาฟาฝนปนี้จะตกเปนเชนไร โดยดูจากบ้ังไฟแสนหรือบั้งไฟ
บ้ังแรก หากขึ้นสูงก็แสดงวาฝนตกชุกดี หากข้ึนตํ่าก็แสดงวาแนวโนมปน้ีฝนจะ
แลง เปน ตน ในบรบิ ทดงั กลา วการจดุ บงั้ ไฟจงึ เปน การพยากรณส ภาวะอากาศตาม
แบบฉบบั ชาวบา นทหี่ าใชม งุ เนน ความแมน ยาํ ในการพยากรณ หากแตม งุ เนน เพอ่ื
ใหชาวบานเตรียมตัวและเตรียมใจในการทําการเกษตรอยบู นความไมประมาท

68

งานบุญหลวงมีความสัมพันธกับลําน้ําหมันชวงการเบิกพระอุปคุตจะทํา
ขน้ึ กอ นงานบญุ หลวงประจาํ ปจ ะจดั ขนึ้ ตงั้ แตเ วลา 04.00-05.00 น. จะเชญิ หรอื
นิมนตพระอุปคุตเขามาประดิษฐานไวที่วัด โดยเชิญกอนหินจากลําแมนํ้าหมัน
ซึ่งเปนแมนํ้าท่ีอยูใกลวัดโพนชัย สมมุติวาเปนพระอุปคุต นํามาประดิษฐานไวที่
หออุปคุตขางศาลาโรงธรรมทเี่ ตรยี มจัดไวแลว การเชิญพระอุปคตุ มาไวในบริเวณ
งาน ชาวบานเชอ่ื วา พระอุปคตุ จะสามารถปอ งกันเหตเุ ภทภัยตางทีจ่ ะเกิดขน้ึ ได

ชาวบานยังเลาวา หากปไหนมีเหตุการณแปลกๆ เกิดขึ้นขณะท่ีไปงม
พระอปุ คตุ มา เชน มีสุนขั ว่ิงตดั หนา พระอปุ คุต ก็มักจะเกดิ ความวนุ วายเกดิ ขึน้ ใน
งานบญุ หลวง ผคู นจะทะเลาะววิ าทกนั มกี ารไลฟ น ไลแ ทงกนั เลอื ดสาดเตม็ งานวดั

สว นมลู เหตดุ งั้ เดมิ ทจ่ี ะมกี ารนมิ นตพ ระอปุ คตุ มเี รอ่ื งเลา วา พระอปุ คตุ เปน
พระเถระผมู ฤี ทธ์ิ ไดเ นรมติ กฏุ อิ ยกู ลางมหาสมทุ ร ครง้ั พระเจา อโศกมหาราช ทรง
รวบรวมพระสารรี กิ ธาตขุ องพระพทุ ธเจา จากทตี่ า งๆ เอามาบรรจไุ วใ นพระสถปู ที่
พระองคท รงสรา งขนึ้ แลว เสรจ็ และจะจดั งานฉลอง พระองคท รงพระปรวิ ติ กถงึ มาร
ทีเ่ คยเปน ศตั รูกบั พระพุทธเจา เกรงวาการจดั งานจะไมปลอดภัย จึงมีรับส่ังใหไป
นมิ นตพ ระอปุ คตุ มาในพธิ ี ฝา ยมารพอรวู า พระเจา อโศกมหาราชจะฉลองพระสถปู
จึงมาบันดาลฤทธิ์ตางๆ พระอปุ คตุ จึงบนั ดาลฤทธ์ิตอบ ในคร้ังสดุ ทา ย พระอปุ คตุ
เนรมิตเปนสุนัขเนาแขวนคอมารไว มารไมสามารถแกได เอาไปใหพระอินทรแก
ให พระอนิ ทรก็แกไ มไ ด มารจึงยอมสารภาพผิด พระอุปคุตแกใ หแลว กักตัวมาร
ไวบ นยอดเขา เสรจ็ พธิ แี ลว จงึ ปลอ ยตวั มารไป พระเจา อโศกมหาราชและผมู ารว ม
งานจึงปลอดภัย

ดว ยเหตนุ ้ี เมอื่ มพี ธิ ที าํ บญุ เกย่ี วกบั พระศาสนาทใี่ หญโ ต เชน บญุ พระเวส จงึ
นมิ นตพ ระอปุ คตุ มาในงานเพอื่ เปน การปอ งกนั พยนั ตรายตา งๆ และใหเ กดิ สวสั ดมี ี
ชยั สาํ หรบั การเบกิ พระอปุ คตุ ของงานบญุ หลวงอาํ เภอดา นซา ย แมว า ระบบนเิ วศ
ของแมนํ้าหมันจะเปล่ียนแปลงไปอยางไร พิธีการและความเชื่ออันน้ียังคงอยูกับ
ชาวอําเภอดานซา ยตลอดมา

69

บุญเขาพรรษา: บุญเขาพรรษามีการทําบุญ ฟงเทศนการถวายผา
อาบน้าํ ฝน เวยี นเทียนและแหเทยี นเขา พรรษา โดยมีการหลอหรอื แกะสลกั เทยี น
เขาพรรษามาประกวดกัน การถวายเทียนมีวัตถุประสงคใหพระสงฆไดใชสอยใน
การปฏิบัตศิ าสนกจิ และศึกษาพระธรรมวนิ ยั

ไหวภูอังลัง: ประเพณีบูชาภูอังลัง เปนประเพณีที่แสดงถึงภูมิปญญา
ของชุมชนบานนาเวียงใหญตอวิถีการจัดการนํ้าและผืนปา ในปนี้พิธีบูชาภูอัง
ลัง ตามประเพณกี าํ หนดเอาขนึ้ 15 คํา่ เดอื น 8 ของทกุ ป ในปน้ีซง่ึ ตรงกบั วนั ท่ี
30 มิถุนายน 2558 เปน วนั เลยี้ งภอู งั ลงั หามเลีย้ งในวนั พุธ (หากมคี วามจําเปน
ตองเล้ียงวันพุธ วันพฤหัสบดีกวนจ้ํา (ผูนําจิตวิญญาณในการประกอบพิธีกรรม)
จะตองข้ึนไปบอกใหเสวยอีกรอบ) โดยนิมนตพระสงฆจากวัดโพธ์ิศรี จํานวนไม
จาํ กดั ทสี่ ามารถเดินขึ้นภูอังลังได

เม่ือถึงวันงาน หลังพระสงฆฉันภัตตาหารเชาแลวเสร็จ พระสงฆพรอม
ชาวบาน เดก็ ๆ เดนิ แหเปน ขบวนขึ้นไปที่ภูอังลงั พรอ มกบั ตฆี อง ตกี ลอง และฉาบ
เพอ่ื ความสนุกสนาน และเปน สญั ญาณของการไปประกอบพิธกี รรม เหนอ่ื ยกพ็ ัก
ระหวางทางเพราะภูอังลังคอนขางสูง แตจะตองข้ึนไปใหถึงกอนเท่ียง ใหทันฉัน
เพล และประกอบเพอื่ พิธกี รรม ตามความเช่อื ดัง้ เดมิ ขณะเดนิ ขนึ้ ภอู ังลงั ไมค วร
ดื่มน้ําและใหเ ดินดวยเทาเปลา

เมอ่ื ถงึ บรเิ วณทปี่ ระกอบพธิ กี รรมจะมลี านหนิ สองขา งมรี อ งหนิ เปน แนวกน้ั
ทุกคนจะตองถอดรองเทา หามผูหญิงลุกล้ําเขาไปในพ้ืนที่ของพระสงฆและ
ผูชาย ในอดีตรองหินน้ีมีน้ําซึมน้ําซับตลอดทั้งป ชาวบานไดตักใชสอยตางๆ
ในการเตรียม เชน ลางมือ รวมถึงเลนน้ําสนุกสนาน หลายปแลวท่ีน้ําแหงขอด
ไมม กี จิ กรรมดงั กลา ว เมอ่ื ไปถงึ ชาวบา นจะแตง เครอื่ ง 120 ประกอบดว ย แกงสม
(แกงหนอ ไมดอง) แกงหวาน เมีย่ ง ออย หมากพลู ของหวาน ของคาว ผลไม และ
นาํ้ ทาํ จอก (กระทงทาํ จากใบไม จาํ นวน 120) เพอื่ ใสเ ครอื่ งถวาย นอกจากนนั้ ยงั
มบี ัง้ ไฟ 4 หาง ทุงยาว 5 หาง (ธงชาตินํามาเพม่ิ ภายหลัง แตไมเ กยี่ วกบั พธิ ีกรรม)
หลังเตรียมเสร็จแลว กวนจ้ําก็ยกไปวางไวหิ้งท้ังส่ีทิศ หิ้งละ 25 จอกและห้ิงอีก

70

1 ท่ี 20 จอก ขันหา ขันแปด กวนจํ้าก็เรียกเจาที่ เทพยดา มาเสวย เรียกเจา
ภูผาแดด ผาได ผาดาง และทา วแสนลอ ทา วแสนหลอ ทาวกอฟา กอฝน มาเสวย
ดวยกนั พรอมกบั ขอใหฝ นฟาตกตอ งตามฤดกู าล มคี วามอดุ มสมบูรณ

หลังจากนั้นเปน พธิ ีถวายเพลแดพระสงฆ นมิ นตพระสงฆเทศนมาลยั หมื่น
มาลยั แสน (คลา ยงานบญุ หลวง) กอ นทก่ี วนจา้ํ จะประกอบพธิ ตี อ เพอ่ื ขอฟา ขอฝน
ใหตกตามฤดกู าล ขอใหมีน้ําไวใ ชใ นนา ขอเจา ปาเจา เขาและเหลาเทวดาทัง้ หลาย
ไมวา จะเปน ภอู ังลัง ภูผาแดด ภผู าได ผาดา ง มารวมเพือ่ เปนสกั ขีพยาน เพือ่ ให
ชาวบานอยูเยน็ เปนสุขหมดเคราะหห มดโศก ขอใหท ํานาทาํ ไรไ ดผลอดุ มสมบูรณ
จะมีพิธีกรรมแขวนธงสักการบูชาภูอังลัง แลวจุดบั้งไฟเปนการเสี่ยงทายวาปน้ี
ปรมิ าณนา้ํ ฝนจะดไี หม ถา ฝนดจี ะไดท าํ นา บง้ั ไฟทจี่ ดุ เสย่ี งทายขนึ้ ดี ถา ไมม ฟี า ไมม ี
ฝนบง้ั ไฟทจ่ี ดุ จะไมข นึ้ จากการเสยี่ งทายน้ี ทาํ ใหช าวบา นนาเวยี งและหมบู า นใกล
เคียงนํามาประกอบการวางแผนการเพาะปลูกประจําป เสร็จพิธีแขวนทุงแลวก
วนจ้าํ จะทําพธิ คี ารวะ เปน การขอขมาตอเจาภูองั ลังหากมขี อผิดพลาดประการใด
เสร็จแลวกจ็ ะนํากราบลา

การเปนตัวแทนของกวนจ้ําจะถูกคัดเลือกโดยเจาภูอังลังผานพิธีกรรม
เลี้ยงเจาบาน ซ่ึงจะมาเขาทรงเพื่อเลือกบุคคลที่พึงพอใจมีความซื่อสัตย เปนคน
มศี ีลธรรม มีความเหมาะสมทีจ่ ะเปนผนู ําทางจิตวญิ ญาณ จะเห็นวา การคดั เลอื ก
กวนจา้ํ ผา นพธิ เี ลยี้ งหอเจา บา น การกาํ หนดใหพ น้ื ทภี่ อู งั ลงั เปน พน้ื ทศี่ กั ดส์ิ ทิ ธดิ์ ว ย
โลกทัศนทางพุทธศาสนาและโลกทัศนดั้งเดิมแลว บรรพชนของผูคนลุมนํ้าหมัน
ยังผูกโยงเรื่องเลาตํานานภูเขาเพื่อใหเปนพื้นท่ีศักด์ิสิทธิ์ ผานเรื่องของหนองน้ํา
ศกั ดส์ิ ทิ ธิ์ เชอ่ื วา บนยอดภอู งั ลงั มหี นองนา้ํ ทใ่ี สสะอาด มกี ลว ย มอี อ ย คนทพ่ี ลดั หลง
เขา ไปสามารถดม่ื กนิ ไดแ ตไ มส ามารถนาํ้ กลบั ได เพราะจะทาํ ใหห ลงทางกลบั บา น
หรอื บนภอู งั ลงั มถี าํ้ ศกั ดสิ์ ทิ ธิ์ เปน ทสี่ ถติ ของลกู แกว ทกุ วนั พระจะเสรจ็ ไปทางภผู า
แดดเพราะเปนเปน เสี่ยวกนั หรอื บางวันเสดจ็ ไปทางพระธาตุศรสี องรัก เมอื่ เสด็จ
ถึงปากถ้ําจะมีเสียงปดถ้ําดังสนั่นหว่ันไหว หรือมีเรื่องเลาวากอนฝนตกจะมีเงือก
บุเปน ทาง

71

พิธีบูชาภูอังลัง เปนปรากฏการณหน่ึงท่ีแสดงถึงภูมิปญญาของผูคนลุม
น้ําหมันที่มีตอการจัดการปาไมและการจัดการน้ําแบบด้ังเดิม ดังขอความที่วา
จากสภาพภูมิประเทศที่ประกอบไปดวยภูเขาสูง ที่ราบเชิงเขา สลับกับที่ราบลุม
สง ผลใหว ถิ ชี วี ติ ของผคู นประกอบอาชพี การเกษตรซง่ึ ตอ งอาศยั แหลง นาํ้ ธรรมชาติ
การดาํ รงชพี ทต่ี อ งอาศัยผนื ปาเปนแหลง อาหารเชน เห็ด ผกั ปา สัตวปา ตลอดท้งั
ความเชอื่ ดงั้ เดมิ ของกลมุ ชน ซง่ึ มบี รรพบรุ ษุ เปน ลาวลา นชา ง จงึ มกี ารปรบั ตวั ตอ สงิ่
แวดลอ มหรอื พน้ื ทท่ี างกายภาพทอ่ี าศยั อยู ตลอดจนมที ศั นะตอ สง่ิ เหนอื ธรรมชาติ
ที่เปนแมนํ้า ภูเขาศักดิ์สิทธ์ิวาเปนที่สถิตของสิ่งศักด์ิสิทธ์ิ ผูคอยปกปองผืนปาซ่ึง
เปนแหลงตนน้ําสําคัญของชุมชน กอเกิดสํานึกรวมการอยูรวมกันของผูคนผาน
สัญลักษณตํานาน พิธีกรรมและเร่ืองเลาภายในพ้ืนท่ีวัฒนธรรมเดียวกัน ดังคํา
กลาวท่ีวา “ความสัมพันธของมนุษยกับอํานาจเหนือธรรมชาติ โดยมีสัญลักษณ
เปนศูนยกลางของจักรวาลของผูคนในทองถิ่นน้ี จะเช่ือมโยงและเกาะเกี่ยวให
คนในทอ งถนิ่ ตา งชมุ ชน และตา งเผา พนั ธอุ ยรู ว มกนั ในบา นเมอื งเดยี วกนั อยา งราบ
รื่น นอกจากระบบสัญลักษณท่ีเปนจักรวาลของทองถ่ินแลว ยังแฝงไวดวยการมี
อํานาจเหนือผูคน ท่ีดิน ท่ีน้ํา สภาพแวดลอมของทรัพยากรตางๆ ของทองถ่ิน
ดว ย อํานาจเหนือธรรมชาตเิ หลา นี้ทาํ ใหเ กิดจารตี ประเพณี พิธีกรรมและรูปแบบ
เชิงสญั ลกั ษณต างๆ ทท่ี ําใหคนรว มทองถ่นิ เดยี วกนั ตอ งเช่ือตอ งฟง ตอ งปฏิบตั ”ิ

เดือนเกา: บญุ ขาวประดับดิน
บุญขาวประดับดินเปนฮีตของการทําบุญเล้ียงผี เปรตและอุทิศบุญกุศล
ใหแกผูลวงลับไปแลวโดยมีความเชื่อวาในกลางคืนของวันแรมสิบส่ีคํ่าเดือนเกา
ประตูนรกจะเปดใหผูลวงลับไปแลวออกมาเย่ียมญาติที่อยูโลกมนุษย ดังนั้น
ชาวบานจึงตั้งใจเตรียมขาวปลาอาหารไวทําอุทิศใหแกบรรพบุรุษหรือญาติมิตรท่ี
ลว งลบั ไปแลว โดยเฉพาะกบั ผไี มม ญี าติ ดวยการนาํ เอาอาหารไปวางไวต ามตน ไม
ในวัดหรือทางเขาหมูบาน ใหผูลวงลับเหลาน้ันไดรับบุญ ไมลําบากในชาติภพท่ี
ไปอยู ถือเปน การกตญั รู ูคณุ คนอีกรปู แบบหนงึ่ อยางไรกต็ าม บางหมูบ า นก็ไมมี

72

การประกอบพีกรรมนี้ เชน บานกกเห่ียน เพราะแตเดิมไมมีวัดและไมปฏิบัติทํา
ประเพณีนี้มานาน

เดอื นสบิ : บญุ ขา วสาก
เดอื นสบิ ทาํ บญุ ขา วสาก ตรงกบั วนั ขนึ้ 15 คา่ํ เดอื น 10 สมยั กอ นจะทาํ แบบ
ตามมตี ามเกดิ ใชส ง่ิ ของทหี่ างา ยในหมบู า น เชน จะนาํ สง่ิ ของทกี่ นิ ไดท ง้ั อาหารสด
และอาหารแหง ใสลงไปในกรวยขาวสาก เม่ือเตรียมเสร็จแลวจะนําเอาไปถวาย
ใหก บั พระสงฆท ี่วดั ในตอนเชา เพ่อื จะไดทาํ พธิ ีสวดสงไปให ผูท่ีลว งลบั ไดร บั เอา
สิ่งของตางๆ ที่ญาติไดอุทิศไปให เปนอันเสร็จพิธี สวนปจจุบัน ชาวบานจะสาน
กรวยดวยไมต อก เปนชะลอมเอาขนม ผลไม ขาว ใสใ นชะลอม เอาไปวัด ถวาย
พระโดยเจาของกรวยขาวสากจะเขียนชื่อผูที่ลวงลับไปแลวติดไวท่ีกรวยขาวสาก
เพอื่ เปน การอทุ ศิ สวนกุศลไปใหผูท ลี่ ว งลบั ไป เปน อันเสร็จพิธที าํ บญุ ขา วสาก
บุญขาวสาก เปนประเพณีของคนสมัยกอนท่ีมีการทําตอเนื่องมาเร่ือยๆ
จนมาถึงสมัยปจจุบัน นําเครื่องเซนวางตามตนไมเพื่อใหผูลวงลับมามารับเอาไป
เมื่อเสร็จพิธีจึงจะใหญาติโยมที่มาทําบุญเก็บเอามาคืนเพื่อนําไปวางท่ีหัวไร
ปลายนาของตนเอง โดยหวังใหเกดิ สิริมงคลในไรนาตัวเองไปดว ย

เดอื นสบิ เอ็ด: บุญออกพรรษา
บญุ ออกพรรษาตรงกบั ชว งเดอื น 11 ของทกุ ป หลงั จากพระสงฆจ าํ พรรษา
ครบ 3 เดือน ชาวบา นในสมัยกอนจะมารวมตวั กันทวี่ ดั ทง้ั ชว งเชา และเย็น กลาว
คอื ชว งเชาจะมีการแหต นผ้ึงและตนผา ปารอบวัด 3 รอบ เพ่ืออุทิศไปใหผทู ล่ี วง
ลับไดร บั สวนกุศลที่ญาตทิ ําบญุ สวนตอนเยน็ จะทาํ เหมือนตอนเชา คือ จะมกี าร
แหตนผง้ึ และตนผา ปา รอบวดั 3 รอบ หลงั แหเ สร็จแลว จะนําไปถวายใหกบั พระ
สงฆ เพ่ือใหพ ระสงฆท ําพิธีอทุ ิศสวนกศุ ลไปใหก ับผทู ่ลี ว งลับไปแลว มารบั สวนบุญ
ไป สวนตอนกลางคืนท่ีบานนาเวียงใหญจะมีการลองเรือไฟโดยใชลํากลวยมาทํา
เปนแพ และประดับดวย แสงเทียน ลองไปตามแมนํ้า และพิธีเสร็จก็ประมาณ
3 ทุม

73

ปจ จบุ นั บญุ วนั ออกพรรษาจะมชี าวบา นในหมบู า นนาเวยี งใหญแ ละหมบู า น
ใกลเ คยี งมารว มทาํ บญุ กนั มากกวา แตก อ น การทาํ บญุ ในตอนเชา และตอนเยน็ ยงั คง
เหมอื นเดมิ แตท เี่ ปลยี่ นแปลงไปบา งคอื มกี ารละเลน ของคนสมยั ใหมท สี่ นกุ สนาน
คอื มีคนหนมุ สาว เดก็ ๆ ในหมูบ านจะมีการจดุ พลุ ประทดั ดอกไมไ ฟ เพือ่ สราง
สีสันใหก บั งานวันออกพรรษา จนถงึ เวลา 23.00 น. จะหยุดการละเลน ทกุ อยาง
เปน เสรจ็ พิธีงานวนั ออกพรรษา

นอกจากน้ี ในสวนของบานนาเวยี งใหญ กอนวันออกพรรษา 2 วนั ยงั มี
การทาํ ปราสาทผ้ึงและเตรยี มงานไหลเรอื ไฟ ทีแ่ มน ํา้ หมนั เพือ่ บชู าพระแมค งคา
ทางหมูบานจะจัดเตรียมหาไมไผเพื่อสรางปราสาทผ้ึงและเรือไฟ อุปกรณในการ
ทาํ ตน ผ้งึ จะใชไ มไผสานเปน โครงข้ึนเปน รปู ตนประสาทผึง้ จํานวน 1 ตน เมอื่ สาน
เสร็จจะนํากาบกลวยไปโอบรอบตนปราสาทผ้ึงกอนที่จะสลักเปนลวดลายตางๆ
เม่ือทําเสร็จแลวชาวบานก็จะนําเทียนหลอกอนเล็กๆ มาติดตามตนประสาทผึ้ง
เพ่ือใหสวยงาม พอตกเย็นชาวบานจะนําตนประสาทผึ้งไปแหรอบวัด 3 รอบ
กอ นนาํ ไปถวายพระภิกษสุ งฆ เปนอนั เสร็จพธิ ี

สวนตอนกลางคืนจะมีการลองเรือไฟ วัสดุสําคัญในการทําเรือไฟคือตน
กลวยนํามาทําเปนเรือแพกอนท่ีจะนําไมไผมาสานเปนรูปจระเข เรือ และมา
แลว ใชก าบกลว ยมาโอบรอบจระเข เรอื และมา กอ นตกแตง ประดบั เทยี นใหส วยงาม
ในตอนกลางคืนก็จะมีการนําเรือไฟออกมาลองไปตามลํานํ้า เปนอันเสร็จพิธีวัน
ออกพรรษา

นอกจากนี้ หากเปนสมัยกอน ยังพบบุญบ้ังไฟที่วัดโพนชัยเชนกัน ผูเฒา
ผูแกเลาวา การไหลเรือไฟปฏิบัติมาต้ังแตเด็กที่จําความไดก็ยึดถือเปนประเพณี
มาโดยตลอด ไมทําไมได เช่ือกันวาถาไมไหลเรือไฟจะเกิดเหตุการณไมดีขึ้นกับ
บานเมือง ฝนจะตกตองตามฤดู ถึงฤดูไหลเรือไฟก็จะชวยกันไปตัดไมมาทําเรือ
ทํารปู จระเข ทาํ ตน ผง้ึ แลวจึงจะประกอบพธิ กี รรมกนั

74

จากการไหลเรือไฟก็เร่ิมมีการแขงเรือเกิด ซึ่งการแขงเรือเร่ิมมีเมื่อราวๆ
พ.ศ. 2470 ซ่ึงจากคําบอกเลาของยายคําบอ บอกวา ยายอายุประมาณ 10-
12 ป เปนสาวนอย (ต้ังแตนมยังไมข้ึนแปง วาอยางนั้น) มีการจัดแขงสมัยท่ี
หลวงพอขาว เปนเจาอาวาสวัดโพนชัย เรือท่ีมาแขง มาจากหลายหมูบาน เชน
บานนาดแี ละนาหอ เปนตน ทาน้ําท่ใี ชแขง ก็ใชท ี่ทา วังเหวโปด (บริเวณบา นเหนือ
หมทู ่ี 2 ปจจุบนั ) ทา โฮง บนเรอื ที่แขง จะมีเรอื ผบู าว (ชาย) และ เรอื ผสู าว (หญิง)
น่งั ในเรอื

ในประมาณ พ.ศ. 2475-2478 คนดา นซา ยมกี ารระดมกาํ ลงั ไปลากไมท ่ี
บานหวยตาดมาทําเรือและทํากันนานถึง 3 ปจึงจะแลวเสร็จ การแขงเรือไดจัด
เปนประเพณีมาเร่ือยๆ จนกระท่ังหลวงพอขาวลาสิกขาบท หลังจากนั้นการแขง
เรอื ก็ไมคกึ คกั มากนกั มกี ารแขง ประปราย จนหยดุ แขง ไปปไ หนไมท ราบได

ความเชื่อ นอกจากการไหลเรือไฟแลว ชาวบานดานซายยังมีประเพณี
การสูตรมงคลบาน (ผามงคล) จะทํากันกอนวันเขาพรรษา แตงตามเจาบานเจา
เรือนใหอ ยเู ยน็ เปน สุขกันเหมอื นกับประเพณบี ญุ หลวง ตองทํากันทุกป มีบางชวง
ทคี่ นดา นซา ยไมท าํ กนั แตป จ จบุ นั นี้ เจา อาวาสวดั โพนชยั ฟน ฟปู ระเพณนี ข้ี น้ึ มาอกี

นอกจากประเพณีดังกลาวแลว หมูบานนาเวียงใหญรวมกับเทศบาล
ตําบลศรีสองรักรื้อฟนประเพณีแขงเรือในวันออกพรรษา เม่ือวันที่ 27 ตุลาคม
2558 ประเพณดี งั กลาวนี้ไดห ายไปจากชุมชนราว 50 ปม าแลว กิจกรรมสาํ คัญ
ในวนั ออกพรรษาไดแก การถวายตน ผงึ้ การแขง ขนั เรือกานกลว ย การไหลเรอื ไฟ
แมเปนการฟนฟูประเพณีในลักษณะการจําลอง แตก็ถือไดวาชุมชนไดสะทอน
ความคิดความสมั พันธของผคู นกบั ลุมน้าํ หมันท่ผี ูกพันมาอยางยาวนาน

75
ประเพณไี หลเรอื ไฟจดั ขน้ึ ชว งวนั ออกพรรษา โดยชาวบา นจะเตรยี มการทาํ
แพ ทาํ ตนผึ้ง แยกเปนกลมุ วัยรุนหรือวยั ทํางานกจ็ ะไปหาตดั ไมรวก ตดั ตนกลว ย
มาทําแพ สวนผูสูงอายุชายก็จะแยกไปทําตนผ้ึงหรือปราสาทผ้ึงแตสวนผูสูงอายุ
หญงิ กจ็ ะไปรวมกลมุ กนั ทําดอกผึ้งเพอ่ื มาประดบั ปราสาทผงึ้ สว นวยั รุนหญิงกจ็ ะ
แบงมาตกแตงเรือไฟ ในอดีตน้ันการไหลเรือไฟก็จะไหลแคเรือไฟ โดย สวนมาก
พระเณรในวัดจะเปนผูทําเรือไฟ แตในปจจุบันชาวบานจะเปนกําลังสําคัญหลัก..
ในการจดั งานไหลเรือไฟ

เดือนสบิ สอง: บุญกฐิน-แขง เรอื
บุญกฐินถือวาเปนฮีตสุดทายในรอบป การถวายผากฐินหรือทอดกฐิน
เปนประเพณีที่พุทธศาสนิกชนยึดถือปฏิบัติเหมือนกัน ในหวงเวลาเดียวกัน
ทุกภูมิภาค คือเริ่มทอดกฐินต้ังแต แรมหน่ึงค่ําเดือนสิบเอ็ดไปถึงวันเพ็ญหรือ
ขนึ้ สบิ หา คาํ่ เดอื นสบิ สอง เปน การถวายผา ไตรจวี รชดุ ใหมแ กพ ระสงฆผ ไู ดร บั ฉนั ทา
มตจิ ากชุมชนสงฆว า ดีงามและเหมาะสมที่จะไดร บั ผา กฐิน

การเตรยี มงาน “ไหลเรอื ไฟ” กจิ กรรมสวนหน่ึงของการรอ้ื ฟน วฒั นธรรม
ทจ่ี ัดขึ้นทบี่ า นนาเวยี งใหญชวงงานบุญออกพรรษา

76

ชมุ ชนใกลแ หลง นา้ํ จะมกี ารแขง เรอื เชอื่ มความสมั พนั ธไมตรรี ะหวา งคมุ หรอื
ระหวางหมบู า น หมบู า นใดที่อยูใ กลแมน ้าํ แหลงน้าํ จะจดั งานลอยกระทงติดตาม
มาเปนการบูชาสายนํ้า เปนการระลึกถึงบุญคุณของสายน้ําท่ีมีตอชีวิตชาวบาน
การลอยกระทงแทจริงแลวไมไดมีกลาวไวในฮีตสิบสองเลย แตความคลายคลึง
กับการไหลเรือไฟในเดือนสิบเอ็ดทําใหการลอยกระทงไมใชของแปลกใหมของ
คนดานซาย

จึงเห็นไดวา พิธีกรรมและแนวทางปฏิบัติในฮีตสิบสองจะมีความสัมพันธ
ใกลชิดกับพุทธศาสนา ความเช่ือ การทําบุญ การสรางความสามัคคีของคนใน
ชมุ ชน เปน กจิ กรรมทแี่ สวงหาความรว มมอื จากผคู นในชมุ ชนและมคี วามคาดหวงั
ใหเ กดิ สงบสขุ ในชมุ ชน โดยเนอื้ แทฮ ตี จงึ เปน เรอ่ื งของหลอ หลอมจติ ใจของผคู นใน
ชมุ ชนโดยผา นวตั รปฏบิ ตั แิ ละจารตี ตา งๆ อนั เปน การใหค วามสาํ คญั ดา นการสงั คม

77

ลาํ นํา้ หมัน: สายน้ําแหง ชีวิตและการเปลย่ี นแปลง

ลาํ นา้ํ หมนั มคี วามสมั พนั ธก บั คนดา นซา ยในหมบู า นลมุ นาํ้ หมนั ตอนตน ตอน
กลางและตอนปลาย อยางไมอาจแยกขาดจากกันทง้ั ในแงแหลง น้ําทาํ การเกษตร
สาํ หรบั ครวั เรอื นทม่ี พี น้ื ทรี่ มิ นาํ้ หรอื ในฐานะการใชส อยอปุ โภคและบรโิ ภค ตลอด
จนเปน แหลง อาหารใหช าวบา นอาศยั จบั สตั วน าํ้ เนอ้ื หาสว นนจี้ ะเปน การรวบรวม
คาํ บอกเลาของคนดานซายในหมบู านตา งๆ ทที่ ําใหเห็นภาพวถิ ีริมน้ําทว่ั ๆ ไป

วิถีริมน้ํา: ผูเฒาผูแกเชื้อสายไทดานเลาวา แมน้ําหมันเปนทุกอยางของ
ชีวิตคนดานซายในหมูบานตางๆ ท่ีต้ังอยูริมน้ํา อยางบางพ้ืนท่ี เชน ลุมน้ําหมัน
ตอนกลาง บริเวณเยื้องๆ วัดโพนชัยปจจุบันในตัวอําเภอดานซาย ลํานํ้าหมันจะ
กวา งมาก ริมนํา้ มหี ญารก แตนํา้ สะอาด ทกุ ครัวเรอื นจะใชอาบ ใชกิน เปนแหลง
หาอาหาร ขวางแหก็ไดปลาแกงตัวใหญๆ มาทํากิน พอถึงฤดูน้ําหลาก ลําน้ํา
หมันจะน้ําเออทวมทุกป ถือเปนเรื่องปกติ แตไมมีความเสียหายเกิดขึ้นมากนัก
ชาวบา นทีอ่ ยูริมนํา้ จะขามไปมาลําบาก ตองใชเรือ อยา งไรกต็ าม หากเกิดนํา้ ปา
ไหลบา กระแสนํ้าจะไหลแรง กัดเซาะตลิ่งพัง เกิดเปนเหว เวลาน้ําลดก็จะเปน
วังหรือเว้ิงนํ้าหมุน ซึ่งเปนที่อยูอาศัยของปา เชน วังเหวโปด (พัง) ท่ีบานเหนือ
นา้ํ หนาแลง กย็ ังลกึ หยง่ั ไมถึง และทว มหวั ก็มี

78

ในราวป พ.ศ. 2530 เกิดนํา้ ทว มใหญ ขณะเดียวกนั ลํานา้ํ หมนั เร่มิ ตน้ื เขนิ
หลังน้ําลด ทิศทางไหลของนํ้าเร่ิมเปล่ียนทิศทาง นํ้าเซาะตล่ิงพังมากขึ้น ทําให
พื้นดินริมฝงน้ําบางหมูบาน เชน บานนอยปจจุบันถูกทับทมมากข้ึน (มูลข้ึนมา)
สามารถเปน ทอ่ี ยูอ าศยั ไดหลายครอบครวั เมอ่ื กอนมเี พยี ง 6 หลงั คาเรือนเทา นน้ั
และมหี ลายพนื้ ทขี่ องแมน า้ํ หมนั ทที่ างนาํ้ เปลยี่ นทศิ ทางการไหลทาํ ใหเ กดิ ทดี่ นิ ใหม
ปรากฏการณด งั กลา วทาํ ใหบ างครวั เรอื นได “มลู ” หรอื ทดี่ นิ เพมิ่ ขน้ึ จากทด่ี นิ ใกล
นา้ํ หมันเพิม่ ข้ึนมา

การปลกู พืชริมน้าํ : การปลกู พืชรมิ นาํ้ เมอื่ กอ นชาวบานปลูกพืชผักกนิ เอง
เปน สว นใหญ เชน ผกั กาด ผกั ขม ผกั หอม ผกั ชี ผกั พรกึ หอม กระเทยี ม โดยเฉพาะ
หอมและกระเทยี มชาวบา นจะผง่ึ ใหแ หง แลว เกบ็ ไวก นิ ทง้ั ปแ ละแบง บางสว นไวท าํ
พนั ธเุ พาะปลกู ในปต อ ไป ตอ มาเรมิ่ มตี ลาดขายของเกดิ ขน้ึ คนรนุ ปยู า ยายอายมุ าก
ขน้ึ กเ็ ริ่มปลกู ผักกนั นอ ยลง ลูกหลานก็ไปเรยี นหนงั สือท่อี น่ื กันมากขึ้น จงึ ไมน ยิ ม
ปลกู ผกั และหนั ไปซอื้ จากตลาดเปน สว นใหญ ยกเวน คนทข่ี ยนั และตอ งการกนิ ผกั
ปลอดสารจงึ จะปลกู พชื ผกั กนิ เอง และยา ยพนื้ ทป่ี ลกู จากรมิ นาํ้ หมนั มาปลกู ทข่ี า ง
บา นมากขน้ึ และใชน า้ํ บอ หรอื นา้ํ ประปารดผกั แทนนา้ํ หมนั เพราะไกลนาํ้ เวลานาํ้
แหง จะลงไปลําบาก

การใชน ้ํา: สมยั กอ น ชาวบานจะใชน ้าํ หมันประกอบกิจกรรมตา งๆ เกอื บ
ทกุ อยา ง อาบน้าํ กิน ปลกู ผัก ชาํ ระลาง งานบุญประเพณี อยา งการแขงเรอื ไหล
เรอื ไฟ ฯลฯ เม่ือระบบนเิ วศนํา้ หมันเปล่ียนไป วิถกี ารดาํ เนินชวี ิตของผูคนจงึ เร่มิ
เปล่ียนตาม กลาวคือ เม่ือลําน้ําหมันเริ่มขุนแดงในฤดูฝนเปนเวลานาน ตางจาก
สมัยกอ น นํา้ ขนุ ไมก่ีวันกใ็ ส ชาวบา นกใ็ ชอาบและใชก ินไดเหมอื นเดิม เหตุที่ทําให
นา้ํ หมนั เรมิ่ ขนุ แดงเปน เวลานานเนอ่ื งจากการไถไ รบ นภเู ขาของชาวบา นในหมบู า น
พน้ื ที่สูง ทําใหเ มื่อนา้ํ ฝนไหลบ าจะชะลา งหนา ดนิ ไหลลงแมนาํ้ ดนิ ลูกรังแดงและ
ทรายจะไหลลงมาในลาํ นาํ้ หมนั ทาํ ใหข นุ แดงเปน เวลานาน ใชก นิ กไ็ มไ ด ประกอบ
กับหนาแลง นา้ํ จะแหง มาก

79
แตถึงกระน้ัน ผูคนก็ยังใชน้ําหมันอาบนํ้า ซักผา บางคนเอาผาเลือด
(ผาถุงท่ีแมหลังคลอดใส เพราะสมัยกอน ยังไมมีผาอนามัยใช ตองใชผาเต่ียวซับ
เลือด นํ้าคาวปลา) ไปซักในนํ้าหมัน ทําใหสกปรกไมสามารถกินได ประกอบ
กับ ชวงเวลาดังกลาว ทางราชการสรางระบบน้ําประปา เก็บคาบริการเดือนละ
10 บาท ใชเทาไหรก็ได สะดวก ไมตองลงไปหาบนํ้าเอง ก็ย่ิงเปนเหตุใหคนใช
นาํ้ หมันนอ ยลงไปเร่อื ยๆ
การทํานาก็ใชการสูบนํ้าเขานาแทนน้ําฝนหรือใชพัดนํ้า เพราะสะดวก
คนรนุ ใหมบ างคนทาํ พดั ไมเ ปน ยงุ ยาก ซอื้ เครอ่ื งสบู นาํ้ เรว็ กวา กนั บางครง้ั ลกู หลาน
ก็ไมไดอยูชวยทํานา เพราะตองไปทํางานที่อื่น สงเงินมาชวยคานํ้ามันทํานาก็มี
บางชวงของแมน้ําหมันต้ืนเขินมาก ทําใหเวลาน้ําไหลบาเกิดทวมนา ทํานาขาว
ไมได นํ้าเปลี่ยนทิศ ไหลเขานาหนอง (นาที่เปนท่ีลุม) นํ้าทวมนา ทํานาไมไดผล
เพราะนาํ หมนั บางชว งจะสงู กวา นาหนองมาก เชน ทงุ นาดี (บา นนาด)ี ทงุ นาหนอง
หวั นาก ทงุ นาชางหลม (รอยตอ ระหวางบา นนาดีกบั บา นหว ยปลาฝา)

การขุดลอกนา้ํ หมันยงั ทํามาตอเนื่องมาหลายทศวรรษ ในภาพเปน การขดุ ป พ.ศ. 2558
บรเิ วณบา นนาเวียงใหญแ ละหนองฟา แลบ

80

สวนเร่ืองของการขุดลอกลําน้ําหมัน ดําเนินการโดยรัฐตลอดตอเนื่องนับ
จากป พ.ศ. 2524 ที่เริ่มตนจากบานดานซาย และดําเนินการตอเนื่อง โดยจะ
ทําการขุดลอกหางกันแลวแตงบประมาณ โดยพ้ืนที่หมูบานท่ีไดรับการขุดลอก
อยูในหมบู า นตางๆ ของลุม นาํ้ หมันตอนกลางและลา ง

เรื่องการขุดลอกลํ้าหมัน ทําใหชาวบานเกิดมุมมองท่ีที่หลากหลายตอการ
พัฒนา โดยแบง เปน 2 แนวคิดหลกั ๆ คอื แนวคดิ แรกมองวา ชาวบา นสามารถ
กลับมาทํานาขาวกินได หลังจากท่ีนาถูกนํ้าทวมมาเปนเวลาหลายปแลว ตองซ้ือ
ขาวกิน น้ําหมันต้ืนเขิน มีแตทรายไหลเขาที่นา โดยเฉพาะนาท่ีลุม มีนํ้าขังทั้งป
ทาํ อะไรไมไ ด พอมกี ารขุดลอกนํา้ หมนั ทาํ ใหสามารถทํานาได ผืนนากลบั มาอคุ ม
สมบูรณ เขยี วชอมุ ดงั เดิม เชน ทงุ นาดี (บานนาดี) ทงุ นาหนองหวั นาก ทุง นาชาง
หลม (รอยตอ ระหวา งบา นนาดีกบั บา นหวยปลาฝา)

สวนอีกแนวคิดหน่ึงคือ ทําใหกระแสน้ําไหลเร็วเกินไป เพราะลํานํ้าหมัน
กวางขึ้นและจากทม่ี ีการขุดเอาตนไม ตนไผรมิ ตลิง่ ออกไปดว ยบางหมบู านพัดนา้ํ
กจ็ ะลอกทง้ิ เพราะไมไ ดป ระโยชนม าหลายป คนไมน ยิ มทาํ กนั คนรนุ ใหม ตอกพดั
ไมเปน การเอาแฮงกันก็ไมคอยมีเหมือนเม่ือกอน สมัยกอนการตอกพัดก็จะเอา
แฮงกนั เปนสว นใหญ หรอื บางครอบครวั นาอยูใกลก ันก็ใชพ ดั หลังเดยี วกนั

การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศริมน้ําหมันสะทอนใหเห็นวา มีการ
เปล่ียนแปลงต้ังแตมีการไถที่ทําไรบนภูเขาแลว ดิน ทรายที่ถูกชะลางมาทับถม
ลํานํ้า รมิ น้าํ ทาํ ใหต น ไมบางชนิดอยูไมไ ด คงอยูแตกอไผเปนสวนใหญเ พราะราก
เยอะเกาะดนิ ไวไ ดดี

ความเช่อื เกย่ี วกบั สายนาํ้

นอกจากน้ัน ชาวบา นนาเวียงใหญยังมีความเช่ือเก่ียวกบั ลมุ นํา้ หมนั ไดแก
ความเช่ือเรื่องเงือก ในลําน้ําหมันท่ีมีอยูตาม วังตางๆ โดยเฉพาะวังปากพานใน
สมยั ยอนหลังไปเมื่อ 20 ปท่ีแลว รา่ํ ลอื ถึงเรือ่ งเงือกเปนอยางมาก ซ่ึงมกั จะมีเดก็
เสียชีวิตบอย เปนวังท่ีมีเจาที่หรือเงือกแรงดุรายท่ีสุด โดยเฉพาะเวลาไปหาปลา
ชาวบานในสมยั กอ นกจ็ ะมีการขอปลาจากเจาวังหรือแมว ังตางๆ

81

การขา มลาํ นาํ้ หมนั ในสมยั กอ น จะมกี ารสง สตั ว ไดแ ก ควาย ววั สง เพอื่ การ
คา หรอื การขา มนา้ํ หมนั ของชาวบา นจะกระทบื เทา สามครง้ั กอ นลงแมน า้ํ พรอ มกนั
จะตอ งพกมะนาวไปดว ย ชาวบา นเชอื่ กนั วา มะนาวสามารถทจ่ี ะปอ งกนั ภยนั ตราย
จากเงอื กได และในเวลาไปหาปลาจะตอ งพกเหรยี ญใสข อ งไปดว ยซง่ึ เชอ่ื กนั วา จะ
ทาํ ใหหาปลาได “หมาน” หรือหาปลาไดม าก อีกทั้งยังไดป อ งกนั เงือกอีกดวย

วถิ เี กษตรของคนลุมน้าํ หมัน

ชาวบานสวนใหญในพื้นที่ลุมน้ําหมันทําการเกษตรท่ีพ่ึงพาน้ําฝนเปนหลัก
ชาวบานจึงปลูกพืชไดเพียงครั้งเดียวในรอบป มีบางสวนในพ้ืนท่ีที่มีการพัฒนา
ระบบนํ้า เชน ประปาภูเขา ทําใหบางปที่มีนํ้าตนทุนเพียงพอ สินคาเกษตรมี
ราคาดี เกษตรกรอาจทํานาฤดแู ลง หรอื พืชผักบางชนดิ แตเปนพน้ื ทีเ่ ล็กๆ เทาน้นั
นอกเหนือจากนี้ พื้นที่เกษตรโดยสวนใหญเปนพ้ืนที่ดอนท่ีราบสูงและภูเขา
เน่ืองจากการขาดแคลนที่ดินทํากินจากสภาพภูมิประเทศท่ีสวนใหญเปนพื้นที่
ภเู ขา วิธีการเพาะปลูกเปนการผสมผสานระหวางแบบดั้งเดิมกบั แบบพัฒนา การ
ใชเ ครื่องจักร เครือ่ งมือทีท่ ันสมยั มเี ฉพาะการเตรยี มดินเทา นั้น การใชส ารเคมี มี
ทง้ั ปยุ และยากาํ จัดศตั รพู ืช รปู แบบการเกษตรปจจุบันทีพ่ บอยมู ีดงั นี้

รูปแบบการเกษตรในพ้ืนท่ีลุมนํ้าในหมูบานลุมน้ําหมันตอนกลางและลาง
สวนมาก และรวมหมูบานสูงในบางพื้นท่ีท่ีมีท่ีลุมบนที่สูงจะมีการปลูกพืชไรบน
ที่สูงผสมกับไมผลยืนตน และทํานาในแองหรือหุบเขา ซ่ึงเปนการเกษตรที่ไมมี
ประสิทธิภาพนัก โดยเฉพาะกับพ้ืนท่ีไร เน่ืองจากท่ีดินที่ใชทําไรอยูน้ันเปนท่ีดิน
ปาไม เกษตรกรบุกรุกปาโดยไมมีกรรมสิทธ์ิ จึงไมเกิดการลงทุนเพ่ือเพ่ิมผลผลิต
ทําใหผ ลผลติ พืชโดยเฉลีย่ อยูใ นเกณฑคอ นขางตํ่า

จึงเห็นไดวา ลักษณะทางสังคมของชาวบานลุมน้ําหมันเปนสังคมแบบ
เกษตรกรรมชนบททั่วๆ ชาวบานเกือบท้ังหมดที่ตั้งถิ่นฐานอยางถาวรยึดอาชีพ
การเกษตรเปนหลัก ท้ังทาํ นา ทาํ ไร ทําสวน เลยี้ งสตั ว และบางสวนทเี่ ปน ชุมชน
หนาแนน เชน ตาํ บลหรอื อาํ เภอจะมอี าชพี อน่ื เปน หลกั เชน คา ขาย รบั จา ง กจิ การ

82
สว นตวั หรอื รบั ราชการ ดงั นนั้ ทด่ี นิ ในลมุ นาํ้ ทงั้ ทเี่ ปน ของรฐั และเอกชนจงึ ถกู ใชไ ป
ในทางการเกษตรมากกวา อยา งอน่ื ซงึ่ เปน ภาพสะทอ นสงั คมเกษตรไดด อี กี มติ หิ นง่ึ

ลมุ น้ําหมันตอนตน
สภาพการเพาะปลูก เกษตรกรสวนใหญมีอาชีพเพาะปลูกพืชไร ทํานาใน
พ้ืนท่ีลุมหรือมีระบบน้ําสมบูรณเชนบานหมากแขง ไมผลและไมยืนตน พืชผัก
และเล้ยี งสตั ว ในฤดแู ลงเกษตรกรจะปลกู พืชผัก เชน ถั่วลันเตา หอมฟูจิ เพ่อื เปน
รายไดเ สริมใหแกค รอบครวั นอกจากนีม้ ีการเล้ยี งสตั ว เชน โค กระบือ สกุ ร เปน
ไกพันธุพ้ืนเมืองและเล้ียงปลา ในสภาพปจจุบันการเพาะปลูกพืช การเลี้ยงสัตว
และการประมง เปนการผลิตเพื่อการคาเปนหลัก มีการนําเทคโนโลยีสมัยใหม
เขามาใช มีการเพ่ิมประสิทธิภาพการผลิตและรายได โดยการนําปจจัยการผลิต
ภายนอกมาใช เชน การใชป ยุ เคมี สารเคมี เครอ่ื งจกั รกลและวสั ดกุ ารผลติ ทางการ
เกษตรมาใชใ นการผลิต

บา นหมากแขง ในลมุ น้าํ หมันตอนตน ทาํ การเกษตรทั้งระบบนาและระบบไร

83

ผลการใชเ ทคโนโลยดี งั กลา วสง ผลทาํ ใหเ กดิ การบกุ รกุ ทาํ ลายปา ไม ซงึ่ เปน
ทรพั ยากรธรรมชาติ ทาํ ใหม ผี ลกระทบตอ ระบบนเิ วศ สง่ิ แวดลอ ม เกดิ การชะลา ง
พงั ทลายของหนา ดนิ ซง่ึ เกดิ จากการใชเ ครอื่ งจกั รกลและการใชส ารเคมี กอ ใหเ กดิ
มลภาวะเปน พิษ มีสารตกคา งในดินและผลผลติ ทางการเกษตร สวนพืชและสตั ว
ทชี่ าวบานนิยมปลูกทาํ กิน คอื ขาวโพดเลย้ี งสตั ว ขาวไร ขา วนา ขิง พืชผกั ถว่ั นิว้
นางแดง ถัว่ ลิสง และไมผ ลทป่ี ลกู คือ มะมวง ลาํ ไย ล้นิ จ่ี ไมยืนตนอืน่ ๆ เชน มะ
คาเดเมียนัท สวนการเล้ียงสัตวคือโคพ้ืนเมือง กระบือ สุกร เปดและไกพันธุพ้ืน
เมือง

ระบบการผลิตพืช: ชาวบานอาศัยปจจัยการผลิตตามธรรมชาติเปนหลัก
ตอ งอาศยั นา้ํ ฝนตามธรรมชาติ ปใ ดธรรมชาตเิ ออ้ื อาํ นวยเกษตรกรจะไดร บั ผลผลติ
มาก ถาหากเกิดปญ หาภัยธรรมชาตฝิ นแลง ฝนทิ้งชว ง น้ําทว ม โรคแมลงระบาด
จะไดรับผลผลิตตอบแทนลดนอยลง พืชที่เกษตรกรปลูกมากเรียงตามลําดับดังน้ี
ขาวโพดเล้ยี งสัตว ขา วไร ขาวนา ขิง พืชผกั ถว่ั นิ้วนางแดง ถั่วลสิ ง ไมผ ล เปน ตน

ระบบการผลติ สตั ว: การเลย้ี งสัตวของชาวบานไดแ กโค กระบอื สกุ ร เปด
และไกพ นื้ เมอื ง การเลย้ี ง โดยจะเลยี้ งปลอ ยตามธรรมชาติ เชน โคและกระบอื ใน
ฤดแู ลง จะเลย้ี งปลอ ยตามทงุ นา แตใ นฤดฝู นซง่ึ เปน ฤดกู าลเพาะปลกู เกษตรกรจะ
นาํ โคและกระบือขน้ึ ไปเลย้ี งในปา สาธารณะและที่หวั ไรปลายนา บางรายจะปลกู
หญา เลย้ี งสตั วแ ละลอ มรวั้ ไวใ นทด่ี นิ ของตนเอง การเลย้ี งสตั วข องชาวบา นสะทอ น
ใหเ หน็ วา ยงั มกี ารดแู ลรกั ษาและการจดั การยงั ไมด เี ทา ทค่ี วร สตั วเ ปน โรคปากและ
เทา เปอ ย ฯลฯ การเลยี้ งสกุ รสว นมากเลยี้ งเพอื่ เปน รายไดเ สรมิ ในครวั เรอื น และใช
อาหารเศษเหลอื ใหเ ปน ประโยชน ทเ่ี ลยี้ งเปน อาชพี และทาํ รายไดห ลกั สว นมากจะ
เปน ผทู ม่ี โี รงสขี า วเปน ของตวั เอง เฉลยี่ ผทู มี่ โี รงสขี า วจะเลยี้ งสกุ รเปน รนุ ๆ เพยี งไม
ก่ตี ัว สว นการเล้ียงเปด และไกพ นื้ เมอื ง เลีย้ งเกือบทุกครอบครัว สวนมากเลีย้ งไว
เพอื่ บรโิ ภคในครวั เรอื นและจาํ หนา ยเปน รายไดเ พยี งเลก็ นอ ย เปน การเลย้ี งปลอ ย
ตามธรรมชาติเชนกนั

84

ระบบการทําประมง: สวนมากชาวบานเลี้ยงปลาน้ําจืดไวเพื่อการบริโภค
เปน อาหารในครวั เรอื น และจะจบั ปลาเพอ่ื ประกอบอาหารโดยใชแ ห สวงิ หรอื เบด็
จะทําการจับหรือสูบนาํ้ ในบอ ชวงเดอื นกุมภาพนั ธ- เมษายน เน่ืองจากเปนชวงฤดู
แลง นาํ้ ในบอ แหง หากไดป ลามากจะแบง ปนหรือเหลือขายใหกับเพื่อนบาน การ
เลี้ยงสว นใหญจ ะปลอยธรรมชาติ ใหอาหารเสริมบางเล็กนอ ย เชน รําขาว ปลวก
เปนปลากินพชื เปนสวนใหญ

ลุม น้ําหมันตอนกลาง
การปลูกพืชของชาวบานในลุมนํ้าหมันตอนกลางสวนใหญจะปลูกพืช
เศรษฐกจิ ทสี่ าํ คญั คือ ขาวโพดเลีย้ งสตั ว ขาวนา ขา วไร ขิง ถัว่ ตา ง ๆ และมบี าง
สวนจะทําการเล้ียงสัตวและเลี้ยงปลาและในสวนของไมผลมีการปลูกลําไย ลิ้นจี่
มะขามหวาน สม สวนไมผลไมยืนตนมีการปลูกยางพารา สัก และแนวโนมใน
อนาคตเกษตรกรมีความสนใจที่จะปลูกยางพาราเพ่ิมมากขึ้น สวนไมผลมีปญหา
เรอื่ งทนุ ไมค มุ ตอ การลงทนุ
ปจจุบัน การปลูกพืชของชาวบานในหมูบานลุมนํ้าหมันตอนกลางมีการ
ผลิตเพ่ือการคาเปนเพียงบางสวนเทาน้ัน สวนใหญมีการนําเอาเทคโนโลยีสมัย
ใหมมาใชเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและรายได เชน ปุยเคมี สารเคมีทางการ
เกษตร เครื่องจักรกลการเกษตร สง ผลทาํ ใหตนทนุ การผลติ สงู ขึ้น อีกทั้งยงั ทาํ ให
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมเสื่อมโทรม รวมท้ังสารเคมีปนเปอนและ
ตกคางไปกับผลผลิต ทําใหผูบ ริโภคไดรับสารพิษมากขึน้ พืชสาํ คญั สรปุ ไดดังนี้

85

การทํานาเปนระบบการเกษตรทโี่ ดดเดนของชาวบานท่อี าศยั อยูในลมุ นา้ํ หมันตอนกลาง
ขณะเดียวกนั กม็ ีหลายหมูบ า นปลกู พืชไรบ นท่สี งู

ขาวนาป ชาวบานในลุมนํ้าหมันตอนกลางสวนใหญปลูกขาวไวบริโภคใน
ครวั เรอื น การปลูกขาวนาสว นใหญจ ะปลกู ในท่ีลุมหรอื หุบเขา พนั ธุทใี่ ชส ว นใหญ
จะเปนพนั ธุขา ว กข.6

ขาวไร เนื่องจากพ้ืนท่ีสวนใหญของหมูบานจะเปนภูเขาสูง ชาวบานสวน
หนง่ึ ในหลายหมบู า นจะปลกู ขา วไรไ วบ รโิ ภคในครวั เรอื น พนั ธทุ ใ่ี ชส ว นใหญจ ะเปน
พนั ธุห างปลาไหล หรอื ซิวเกลยี้ งและพันธซุ ิวแมจัน

ขา วโพดเลยี้ งสตั ว: เนอื่ งจากสภาวะการตลาดของผลผลติ ทางการเกษตร
สว นใหญมกั มีความผันผวน ตลอดเวลา ประกอบทงั้ พื้นที่สวนใหญมีความเหมาะ
สมท่ีจะปลูกขาวโพดไดดีกวาพืชชนิดอื่นๆ รวมถึงหากปใดชาวบานขายขาวโพด
ไดราคาดจี งึ มสี วนสาํ คญั ทาํ ใหช าวบา นหนั มาปลกู ขา วโพดมากขน้ึ พนั ธทุ ใี่ ชไ ดแ ก
พันธุ ซพี ี ดเี ค และ888 พ้ืนทีป่ ลกู จะครอบคลมุ ทกุ หมบู าน

ถว่ั ดาํ และถวั่ นวิ้ นางแดง: ชาวบา นจะปลกู ถวั่ ดาํ และถวั่ นว้ิ นางแดงในชว ง
เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม พ้ืนทปี่ ลกู จะครอบคลุมไปทกุ หมบู านเชน กัน

86

ขงิ : ในอดตี ชาวบา นจะปลกู ขงิ เปน จาํ นวนมากในหลายหมบู า น แตป รากฏ
วาสวนใหญจะประสบปญหาในดานราคาท่ีไมแนนอน ประกอบกับขิงเนา ทําให
ขาดทุนเพราะตนทุนการผลิตสูง อยางไรก็ตามในปจจุบันยังมีบางครัวเรือนของ
หมูบานตางๆ ในลําน้ําหมันตอนกลางที่ยังปลูกขิง พันธุที่ใชสวนใหญจะเปนขิง
หยวก โดยจะเรม่ิ ปลกู ชว งเดอื นเมษายน-พฤษภาคม

ไมผลไมยืนตน: ชาวบานโดยท่ัวไปท่ีปลูกไมผลไมยืนตนจําพวกมะขาม
หวาน ลาํ ไย ลน้ิ จ่ี มะมวง สมเขียวหวาน และอืน่ ๆ สว นไมผ ลไมย นื ตน สวนมาก
จะปลกู ยางพาราและสกั

พชื ผกั : สภาพการปลกู ผกั โดยทว่ั ไป จะปลกู กนั ทกุ หมบู า นและทปี่ ลกู ตลอด
ป มอี ยบู างหมูบานเทา นั้น เชน บานนาทุม หนามแทง และบา นดา นซา ย สว นหมู
บานอน่ื ๆ จะปลูกเพ่อื บรโิ ภคในครัวเรอื นเทานั้น

ลมุ นา้ํ หมนั ตอนปลาย
การเพาะปลูกของชาวบานในลุมนํ้าหมันตอนปลายมีทั้งอาชีพทําไร
และทํานาเปนหลัก ฤดูแลงมีการปลูกขาวนาปรังในบางครัวเรือนของหมูบาน
นาหมูมนและหวยปลาฝา เนื่องจากมีระบบน้ําประปาภูเขาท่ีสมบูรณและมีท่ีลุม
ที่ผันน้าํ จากบุงมาใชง านได นอกจากน้ี ยังมกี ารพชื ไรต า งๆ พชื ผกั ในพ้นื ท่ีนาและ
ปลูกไมผ ล ไมยืนตน การเลย้ี งสัตวจาํ พวกโค เลยี้ งไกพนื้ เมอื ง และการเล้ียงปลา
พืชไร ไดแก ขาวโพดเล้ียงสตั ว และถวั่ ตา ง ๆ เปน
จึงเห็นไดวา พืชเศรษฐกิจที่สําคัญของหมูบานในลําน้ําหมันตอนปลายมี
ศกั ยภาพทสี่ ามารถพฒั นาเปน สนิ คา ทมี่ คี ณุ ภาพและปรมิ าณรองรบั ความตอ งการ
ของตลาดได ขา วโพดเล้ยี งสตั วฤดูแลง ในนา และขา วนาปรัง คอื เปน พืชที่ทําราย
ไดใหช าวบาน

87

การเลี้ยงสัตว (วัว-ควาย) คืออาชีพสรางรายไดหลักใหกับคนดานซา ย ปจจุบนั มเี พียงไมก่คี รวั เรอื นที่
ประกอบอาชีพเลยี้ งสัตว ในภาพเปน ครวั เรือนหนึ่งของหมูบา นนาหมูมน

ปจ จบุ นั การเพาะปลกู พชื การเลย้ี งสตั วแ ละประมงของชาวบา น มกี ารผลติ
เพอ่ื การคา เปน หลกั มกี ารนาํ เทคโนโลยสี มยั ใหมก ารใชเ พมิ่ ประสทิ ธภิ าพการผลติ
และรายได โดยทํากจิ การผลติ จากภายนอก เชน ปยุ เคมี สารเคมี เครอ่ื งจักรกล
และวสั ดอุ ปุ กรณต า งๆ มาใชใ นการผลติ ทาํ ใหต น ทนุ การผลติ สงู ขนึ้ มกี ารใชป จ จยั
การผลติ เกดิ ความสามารถของทรพั ยากรการผลติ ทมี่ อี ยู ทาํ ใหท รพั ยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดลอม ทางการเกษตรเส่ือมโทรม โดยเฉพาะการชะลางพังทลายของ
ดิน เนื่องจากการใชเคร่ืองจักรกล เพราะพื้นท่ีทําการเกษตรสวนใหญจะเปน
พื้นทลี่ าดชัน ตลอดจนการใชส ารเคมมี ากทําใหตกคา งไปกับผลผลิตตา งๆ ซง่ึ เปน
ปรากฏการณเ ดยี วกบั ทพี่ บในหมบู า นตา งๆ ของลมุ นา้ํ หมนั ตอนตน และตอนกลาง
พืชผกั ทส่ี ําคญั ของชาวบา นทนี่ ิยมปลกู สรปุ ไดดงั น้ี

ขา วโพดเลย้ี งสตั ว: ตวั อยา งเกย่ี วกบั ขา วโพดเลย้ี งสตั วเ หน็ ไดจ ากบา นกา ง
ปลาพื้นท่ีลํานํ้าหมันตอนตน กลาวคือ ขาวโพดเลี้ยงสัตว ชาวบานกางปลาปลูก
ขา วโพดเลย้ี งสตั วประมาณชวง พ.ศ.2508 (นายประสทิ ธ เชื้อบุญมี เกดิ ในปที่
แมป ลูกขา วโพดเปนปแ รก) หรือกอ นหนา นั้นเล็กนอ ย โดยชาวบานกางปลาปลูก

88

ขาวโพดหลังจากมีการเปดสัมปทานปาไม มีโรงเล่ือยท่ีบานโปงชี ทางโรงเล่ือย
ตองการไมแถวๆ บานกางปลาและบานกกเหี่ยน จึงทําถนนผานบานกางปลาไป
บานกกเหี่ยน ซ่ึงเดิมถนนท่ีผูคนใชเดินทางเปนเพียงทางเดินของคนและกระบือ
เทานั้น ยังไมมีทางท่ีกวางสําหรับลอเทียมเกวียนของกระบือ ผูคนจะขนขาว
ของตอ งใชก ารหาบ เพราะเสน ทางแคบ ไมมีทางสําหรับรถหรอื เกวียนผา นไปได
กระทงั่ โรงเลอ่ื ยไดท าํ ถนนสาํ หรบั รถบรรทกุ ไม จงึ มถี นนทกี่ วา ง ทาํ ใหผ คู นเดนิ ทาง
ไปมาสะดวกสบายมากขนึ้ สามารถบรรทุกขา วของผานรถหรือเกวยี นได

การปลูกขาวโพดเลี้ยงสัตวชาวบานทําตามหมูบานอ่ืน เชน หมูบานศาลา
นอ ย โดยใชเ มลด็ พนั ธทุ ค่ี ดั เลอื กเองจากฝก ขา วโพดทส่ี มบรู ณ ชาวบา นเลา วา การ
ทําขาวโพดจะทําหลังจากโรงเลื่อยตัดไมขนาดใหญออกไปท่ีโรงเล่ือยแลว ทําให
ชาวบา นสามารถแผว ถางปา ใหก ลายเปน ไรไ ดไ มย ากนกั เมอื่ แผว ถางแลว กใ็ ชไ ฟจดุ
กองไมใ หราบเปนขี้เถา เพอื่ จะไดใ ชพนื้ ดินเพาะปลูกขา วโพด ในแตละครอบครัว
มกั ปลกู ขา วโพดโดยใชเ มลด็ พนั ธุ 1-2 ถงั (หนงึ่ ถงั ประมาณ 15 กโิ ลกรมั ) เทา นนั้
ใชจ อบขดุ หลมุ โดยไมม กี ารไถดนิ เนอ่ื งจากเปน ดนิ ใหม แตช าวบานตอ งยายพ้ืนท่ี
ปลูกขาวโพดไปแปลงใหม โดยไปแผว ถางพ้ืนท่ีแหงใหมทุก 2-3 ป เนื่องจากเมอื่
ปลกู ขา วโพดปถดั ไปจะมีหญา ขนึ้ มากกวาปท ผ่ี า นมา ทําใหผลผลติ ไมคอ ยดี แลว
คอยวนกลับมาปลูกในพนื้ ทเ่ี กา ในชวง 2-3 ป ทีต่ นไมยืนตน ยงั ไมโ ตจนเกินไป

เมื่อเก็บผลผลิตไดจะมี “นายฮอยสัง” พอคามารับซื้อขาวโพดเลี้ยงสัตว
จากอาํ เภอหลมเกา เขามารบั ซือ้ ที่หมูบ าน โดยชาวบานตองแกะขา วโพดออกจาก
ฝก แลว ขายเปน เมลด็ ซงึ่ ขายกนั ในราคา 6-7 บาท/ถงั ดงั นนั้ ชาวบา นจงึ มรี ายได
เปน เงนิ พอทจ่ี ะไปซอ้ื หาขา วของทตี่ อ งการมาใชใ นครวั เรอื นได เพราะเดมิ มรี ายได
หลกั ของครอบครัวมีเพยี งการขายกระบือเทานน้ั

เปน พชื เศรษฐกจิ หลกั ของชาวบา น การปลกู จะเรม่ิ จากการเตรยี มดนิ ตงั้ แต
เดอื นกมุ ภาพนั ธ ชาวบา นจะทาํ การถางปา แลว ปลอ ยใหแ หง และเผา จะเรม่ิ ทาํ การ
ไถ เม่ือฝนตกลงมาราวหลังเดอื น เมษายน สว นใหญช าวบา นจะไถเพยี งคร้ังเดียว
ราคาคา ไถที่ขึ้นอยกู ับความยากงายของพ้นื ท่ี โดยดูพน้ื ท่ีแลวตกลงราคากัน โดย


Click to View FlipBook Version