39
ลมุ น้ําหมันตอนตน
บานหมากแขง: ชาวบานมีเรื่องเลาวา เม่ือครั้งมีการสรางวัดประจํา
หมบู า น มีตนไมช ่ือ “ตนหมากแขง” เปน ไมย ืนตน สงู ใหญ ชาวบานนยิ มตดั ลําตน
มาทํากลองเพลเพราะถือเปนไมมงคล จงึ ใชชอื่ ตนหมากแขงมาต้งั เปน ชอื่ หมบู าน
อยา งไรกต็ าม ปจจุบันหาตนหมากแขงไดส ญู พนั ธไุ ปจากหมูบา น สว นพัฒนาการ
ของหมูบาน หากพิจารณาตามคําบอกเลาของชาวหมากแขงจะแบงเปน 3 ยุค
คือ ยุคโบราณ เรม่ิ กอ ต้งั เมอ่ื ประมาณป พ.ศ. 1998–2510 สมัยกรุงศรีอยุธยา
ตอนตน โดยการนําของคน 4 ครอบครัว คือ นางเด่ือ นายเพีย นายมี และ
นายพรหมมา หลังตั้งหมูบานไมนานจึงเร่ิมมีผูคนจากหลายพ้ืนท่ีเขามาตั้ง
หมบู า นใหมเพิม่ ขน้ึ เรอ่ื ยๆ จนมจี ํานวนถงึ 18 หมบู าน ตอ มาไดปรากฏหลักฐาน
การตง้ั เปน ตาํ บลหมนั เหนอื และมกี ารแตง ตง้ั ผนู าํ ขนึ้ ประมาณป พ.ศ. 2500 คอื
หลวงจันทร สุทธิเขต ดํารงตําแหนงเปนกํานันคนแรก หลังจากหลวงจันทรสุทธิ
เขตเกษียณอายุราชการก็มีนายวันดี บุญประสบ นายเลือน แพทยไชโย และ
นายแสง ราศีชัย เปนกํานันคนตอมาตามลําดบั
บานหมากแขง ตั้งอยใู นหุบเขาสลับซับซอ น ในอดตี เปน ปา รกชัฎ
และครัง้ หนึ่งเคยเปน ท่ตี ัง้ ของกลมุ คอมมิวนสิ ต
40
อยางไรก็ตาม แมพื้นที่บานหมากแขงจะอุดมสมบูรณ หากแตการสัญจร
ไปมายากลําบาก อยูหางไกลจากตัวอําเภอมาก เมื่อชาวบานเจ็บปวยหรือมี
ธุระตองไปติดตองานราชการจึงไมสะดวก นานวันเขาจึงทําใหชาวบานในหลาย
หมูบ า นอพยพกลบั ภูมลิ ําเนาเดมิ ของตน จนเหลอื ประชากรเพียง 4 หมูบาน คือ
บานหมากแขง บานปาบง บานขี้เถาและบานปายาบ แลวยุบรวมกันข้ึนอยู
กับตําบลกกสะทอนเมื่อป พ.ศ. 2488 สมัยกํานันแสง ราศีชัย เกษียณอายุ
ราชการก็มีนายยงั บุญประสพ (บุตรของกาํ นันวนั ดี ในอดตี ) นายสที า โสภาวัง
นายสมพงษ บุญประสพ เปนผูใหญบานคนตอมาตามลําดับ จนถึงนายอินตา
สงิ ขรณ เปน ผูใ หญบ านคนปจ จบุ นั
ยคุ กลาง พ.ศ. 2511-2525 เปน ชว งสมยั สงครามคอมมวิ นสิ ต ในระหวา ง
สงคราม บา นหมากแขง ไดอ พยพหนีภยั คอมมวิ นสิ ต ชวงพฤษภาคม พ.ศ. 2515
ถึงกรกฎาคม พ.ศ. 2516 รวมระยะเวลา 9 เดือน จงึ อพยพกลบั ภมู ลิ าํ เนาเดิม
แตสงครามยงั ไมสงบ จนครัง้ หน่งึ ในระหวางหว งสงคราม เมื่อวนั ที่ 21 ธันวาคม
พ.ศ. 2516 พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวไดเสด็จพระราชดําเนินพรอมสมเด็จ
พระนางเจาพระนางเจาบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และ
สมเดจ็ พระเจา ลกู ยาเธอเจา ฟา จฬุ าภรณว ลยั ลกั ษณ ทรงเยยี่ มขา ราชการพลเรอื น
ตาํ รวจ ทหารและราษฎรบา นหมากแขง เพอื่ สรา งขวญั และกาํ ลงั ใจในการสรู บกบั
ผูกอการรายคอมมิวนิสตในขณะน้ัน แลวพระองคทรงมีพระราชดําริต้ังโครงการ
เย็นศิระข้ึนมา โดยทรงใหมีการกอสรางโรงเรียนระดับประถมศึกษาปลายท่ีบาน
หมากแขงเปนแหงแรกของตําบลกกสะทอน และทรงพระกรุณาโปรดเกลาให
สมเด็จพระนางเจาพระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จแทนพระองคพรอมดวยสมเด็จ
พระเทพรัตนราชสุดาฯ สมเด็จพระเจาลูกยาเธอเจาฟาจุฬาภรณวลัยลักษณ
มาเปนองคประธานในพิธีเปดปายโครงการเย็นศิระในพระบรมราชูปถัมภ
เมื่อวนั ที่ 24 เดือนกมุ ภาพันธ พ.ศ. 2518
41
ตอมาเมื่อวันท่ี 29 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เกิดเหตุการณสูรบระหวางรัฐ
กบั คอมมวิ นสิ ตเ ปน เหตใุ หเ จา หนา ทตี่ าํ รวจไดร บั บาดเจบ็ 2 นาย เจา หนา ทหี่ นว ย
เหนอื จงึ สง เครอื่ งบนิ เฮลคิ อ็ ปเตอรม ารบั ผบู าดเจบ็ ผกู อ การรา ยจงึ ยงิ เครอื่ งบนิ ตก
1 ลาํ กระท่ังวนั ท่ี 5 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2519 จึงเสดจ็ กลับ หลงั จากนั้น สมเดจ็
พระบรมโอรสสาธิราชไดเ สด็จมาเยยี่ มอีกเมอื่ วนั ท่ี 14 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2519
ตอมาทหารไดใชกลยุทธสงครามคอมมวิ นิสตส งบลงเมือ่ ปลายป พ.ศ. 2525
ยคุ ปจ จบุ นั เรมิ่ ตงั้ แตป พ.ศ. 2526 ถงึ ปจ จบุ นั รวมประวตั กิ ารตงั้ หมบู า น
ประมาณ 660 ป สงครามคอมมวิ นสิ ตสงบลงเมอ่ื ปลายป พ.ศ. 2525
บานแกงครก: บานแกงครกต้ังข้ึนราว 100 ปเศษ นําโดยนายบุญมา
ศรบี ญุ อพยพมาจากบา นใดไมแ นช ดั ทวา จากคาํ บอกเลา ของชาวบา นเลา ขานสบื
ตอ มาวา แตก อ นบรรพบุรษุ ตนอาศัยอยูทางทศิ เหนอื ของบา นแกง ครก หางออก
จากหมบู า นปจ จบุ นั ราว 4 กโิ ลเมตร เกดิ เหตกุ ารณ “บา นมดื ” คอื ฟา มดื ตดิ ตอ กนั
7 วนั 7 คนื ซง่ึ เชอื่ วา เปน ลางรา ย ทาํ ใหท าํ มาหากนิ ไมไ ด จงึ พากนั ยา ยลงมาตอน
ใตต ามลํานํา้ หมัน จึงหยดุ ต้ังถ่ินฐานบรเิ วณซง่ึ มแี กงหนิ แตม ีแกงหินหนึ่งลกั ษณะ
พิเศษคือเปนหินใหญคลายกับครกตําขาวโบราณและมีหินคลายสากปกคาอยู
แตปจจุบันไมเห็นแลวน้ําทวม อีกทั้งยังไมเคยตื้นเขิน ชาวบานพยายามคนหา
แตก็ไมเจอ จึงมีเพียงเรื่องเลาสืบตอกันมาวา หินรูปครกนาจะอยูใตวังน้ําที่ใดที่
หน่งึ เหตุนีจ้ ึงเรยี กบริเวณดังกลา ววา “แกงครก” และกลายมาเปน ชื่อหมบู า นวา
“บานแกงครก” ตามเร่ืองเลา กับเร่ืองเลาอีกกระหนึ่งเชื่อวา คนแกงครก
ก็คือชาวบานท่ีอพยพมาจากตัวเมืองดานซาย บานโปง ตอนแรกมาอยูราว
4-5 หลังคาเรือนกอนขยายครวั เรอื นตั้งถนิ่ ฐานภายหลงั
สรุปคือคนกลุมแรกๆ ท่ีไดอพยพโยกยายมายังบริเวณบานแกงครกนี้
มี 2 กลมุ คอื กลมุ ทเ่ี ชอ่ื วา ตงั้ บา นเรอื นอยกู อ น โดยมเี รอ่ื งเลา เกยี่ วกบั “บา นมดื ”
อันเปนปจจัยที่ทําใหยายถิ่น และกลุมท่ีอพยพเคลื่อนยายจากชุมชนขางเคียงมา
รวมกนั ในบรเิ วณน้ีอยูแ ลว จนมกี ารแตง งานตลอดจนมลี ูกหลานซึ่งทาํ ใหห มูบาน
ขยายตัวขน้ึ มา
42
บานกกเหี่ยน: เดิมชาวบานกกเหี่ยนยายมาจากทั้งบานหวยบง (ต้ังอยู
ระหวางบานกางปลากับบานกกเหี่ยนในปจจบุ นั ) และบานโพนฮงั (ต้งั อยูท างทิศ
ใตข องหมูบานหวยตาดในปจจบุ ัน) ต้ังใกลลาํ หวยศอก บรเิ วณเหนอื แกง อีเหลยี น
ชาวบานหวยบงและชาวบานโพนฮังที่เคยมาทําไรบริเวณน้ีเห็นวา เปนพื้นท่ีอุดม
สมบรู ณด ว ยแหลง นา้ํ จงึ อพยพมาตงั้ ถน่ิ ฐานทห่ี มบู า นกกเหยี่ นในปจ จบุ นั เมอ่ื ครงั้
แรกเรม่ิ จะตง้ั บา นเรอื นบนเนนิ และใกลๆ หว ยนา้ํ อนุ โดยจะแยกกนั อยเู ปน สองคมุ
คุมเหนือต้ังอยูทางทิศตะวันออกในปจจุบัน มีดงหออยูใกลวัดโนนสามัคคีธรรม
พนื้ ท่ตี รงกลางเปนผนื ไม และคมุ ใตต ้ังอยทู างทศิ ตะวันตกของหมูบ านในปจ จบุ ัน
มดี งหออยใู กลห มบู า นไปทางทิศตะวนั ตกของหมบู า น
ชาวกกเหย่ี นไดถ า ยทอดเหตกุ ารณส าํ คญั ของหมบู า นวา ในป พ.ศ. 2513
ตรงกับวันแรมหกค่ําเดือนส่ี เกิดภัยพิบัติครั้งใหญที่สุดคือเกิดไฟไหมบานเรือน
เกือบทุกหลังคา เนื่องจากในชวงเดือนส่ีหรือราวเดือนมีนาคม ชาวบานมักมีการ
แผว ถางปา เพอื่ ทาํ ไรบ รเิ วณทศิ ตะวนั ตกเฉยี งใต ซง่ึ หา งจากหมบู า นไมถ งึ สองรอ ย
เมตร กอปรกบั ปน นั้ ไผเ ซมิ ตายขหี รอื ออกดอกยนื ตน ตายทงั้ หมด ดงไผเ ซมิ จะมมี าก
แถวรมิ หว ยนา้ํ อนุ ดา นทศิ ใตข องหมบู า น สว นทศิ เหนอื ของหมบู า นกม็ ลี าํ หว ยสาขา
ทไี่ หลลงหว ยศอก ชาวบา นเรยี กรอ งยางหลบุ มไี มไ ผเ ซมิ ขน้ึ แถวรมิ หว ยเชน กนั ดงั
นน้ั เม่อื จุดไฟเพื่อเผาตนไมและหญาซง่ึ เปนพืน้ ท่ปี า แผวถางใหม ทําใหไฟลกุ ลาม
ไหมไ ผเ ซิมท่เี ปน ขีตายรอบๆ หมูบาน เน่อื งจากเปนเปลวไฟท่ีรุนแรง ประกอบกบั
อยูในชวงหนารอนและเผาปาชวงเวลาบาย เปลวไฟจึงลอยข้ึนไปในอากาศแลว
ตกลงยังหลังคาในหมูบานกกเหี่ยน ซ่ึงในสมัยน้ันจะมุงดวยหญาคา บางสวนมุง
หลังคาบานดวยสังกะสี ขณะที่ตัวบานมักเปนไผสานขัดแตะและพ้ืนบานปูดวย
ฟาก จึงเปน เช้ือเพลงิ ใหเ กดิ การเผาไหมไ ดอ ยางดี
เหตกุ ารณไ ฟไหมคร้งั นั้นสรา งความเสียหาย 42 หลงั คาเรือน เหลือเพยี ง
4 หลังคาเรอื นที่ไฟไมไ หม คือ บา นนายไล (หลงั คามุงหญา) บา นยางเซียงเพยี้ น
(หลงั คาสงั กะส)ี บา นนายมาก (หลงั คาสงั กะส)ี และบา นนายอนิ ทร (หลงั คาสงั กะส)ี
รวมถึงโรงเรยี นบานกกเหย่ี นกไ็ มถูกไฟไหมเ ชน กนั ชาวบา นจงึ อาศัยโรงเรียนเปน
แหลง พักพงิ ช่วั คราว
43
เหตกุ ารณไ ฟไหมค ร้งั นี้ ชาวบานเชือ่ วา เกดิ เพราะลูกบา นผิดบานผิดเมือง
ทําใหส ิ่งที่นับถือลงโทษ ดว ยเหตผุ ลดงั นี้
1. ไฟไหม “ครกมอง” ทัง้ หมด 4 ที่ ครกมองคืออปุ กรณตําขา วพื้นบา น
ตั้งอยูท่ัวหมูบานตามจุดตางๆ และตั้งอยูพื้นดิน หางจากตัวบานพอประมาณ
(ครกมองทาํ จากไมป ระดู ประกอบดวยกระเดอ่ื ง และตัวครก)
2. ไรส บั ปะรดทอ่ี ยใู กลห มบู า น สบั ปะรดถกู ไฟไหมเ กรยี มทงั้ แปลง ซงึ่ เปน
เร่ืองยากทีไ่ ฟจะเขา ไปไหมในไรสับปะรดทย่ี ังเปน ตน สดได
3. กระบงุ ทใ่ี สข า วเปลอื กจากเลา ขา ว เพอ่ื หนไี ฟไหมแ ลว นาํ มาตง้ั ไวท กี่ ลาง
บานถกู ไฟไหม ซ่งึ ชาวบา นคิดวา ไมน าเปนไปไดทไี่ ฟจะมาไหมได
4. ระหวา งทไ่ี ฟไหม ไมไ ดไ หมแ บบหลงั ตอ หลงั ไป แตไ หมแ บบขา มหลงั คา
เรือนไปมา จงึ เปนสงิ่ ท่ีชาวบา นคาดไมถงึ
จากผลการถูกไฟไหม ชาวบานเช่ือวานาจะมาจากการบุกรุกแผวถางปา
ใกลป าชา ซ่งึ เปนทีอ่ ยูอาศัยของส่งิ ศักดิ์สิทธิ์ทช่ี าวบานนบั ถอื จงึ ทาํ ใหเกดิ อาเพศ
ขึ้นมา ดังน้ัน ชาวบานสวนใหญจึงอพยพไปอยูหมูบานอ่ืน เชน บานกางปลา
บานโพนสูง บานโปง บานศาลานอ ย และหว ยสะนาง (หา งจากหมบู า นกกเหย่ี น
ราว 2.5 กิโลเมตร ใกลๆ บานศาลานอย) มีครัวเรือนสวนหน่ึงท่ีตัดสินใจอยูที่
เดมิ ราว 9 ครอบครัว คอื ครอบครัว นายหาญ นายปน นายสงิ หทอง นายเบียง
นายสที ศั น นายคณู นายจนั ทร และนายขนุ ชาวบา นกลมุ หนงึ่ ทไี่ ปอยหู ว ยสะนาง
ไดประมาณ 2-3 ป จึงอพยพกลบั เนอ่ื งจากเกิดเหตกุ ารณมผี ูเฒา กินขาวอ่มิ แลว
นอนหลับตาย และมเี ดก็ ไปไรก บั พอแมถูกขอนไมท ับตาย
สวนที่มาของช่ือบานกกเหี่ยน คําวา “กก” หมายถึงตนไม สวนคําวา
เห่ียนหมายถึงตนเหี่ยน (ภาคกลางเรียกวาตนเลี่ยน) ซึ่งเปนไมยืนตนขนาดใหญ
เดมิ ท่หี มบู า นมีตน เห่ียนใหญอ ยหู นึ่งตน ขนาดเทา คนโอบ ชาวบา นจงึ สนั นษิ ฐาน
วา ช่ือหมบู านนา จะมาจากตน เห่ียน
44
ตนเห่ียนมีความสําคัญกับคนในชุมชนอยางมาก กลาวคือ หากเปนตนท่ี
ไมใ หญน กั ชาวบา นจะเกบ็ เอาใบซงึ่ คลา ยใบสะเดามายา งไฟแลว นาํ ไปกนิ กบั ลาบ
รสชาติออกขม สวนลําตนเหี่ยนท่ีมีขนาดใหญมักเอาไปทําเกล็ดมุงหลังคาบาน
ปจจุบัน ตนเหี่ยนยังพอพบเห็นไดในบริเวณบานกกเห่ียน สวนใหญมักพบในลุม
โดยเฉพาะรองหวยน้าํ อุน
บานกางปลา: เดิมชาวบานกางปลายายถิ่นฐานมาจากบานเดิ่น ตําบล
ดานซาย เน่ืองจากพ้ืนท่ีปลูกขาวไรและเล้ียงควายอยูหางไกลจากหมูบานเดิ่น
การเดินทางไปกลบั ทุกวนั จึงไมสะดวก ดังนน้ั ชาวบานเดนิ่ กลุม หน่ึงจงึ อพยพมา
ตั้งถ่ินฐานที่บานกางปลา ซ่ึงบริเวณท่ีสรางหมูบานคร้ังแรกจะตั้งหางไปทางทิศ
ตะวนั ตกราว 2 กโิ ลเมตรของหมบู า นในปจ จบุ นั ชาวบา นอาศยั อยบู รเิ วณดงั กลา ว
นานหลายป ในระหวา งนนั้ เกดิ เหตคุ วายทเี่ ลย้ี งไลข วดิ กนั ตกลงไปตายในถาํ้ ใกลๆ
บรเิ วณหมบู า นบอ ยครงั้ เนอื่ งจากพนื้ ทบี่ รเิ วณนน้ั เปน ปา หนิ ทาํ ใหค วายเดนิ ทางไป
มาลาํ บาก ประกอบกบั ทอ่ี ยอู าศยั คบั แคบ ดงั นน้ั ประมาณป พ.ศ. 2472 (นายขน่ิ
เชอ้ื บญุ มี ขณะนน้ั อายุ 4 ป) และอกี หลายครอบครวั จงึ ตดั สนิ ใจยา ยมาอยบู รเิ วณ
ท่ีหมูบ า นกางปลาปจ จุบนั
สว นทต่ี ง้ั หมบู า นแหง ใหมม พี น้ื ทก่ี วา งขวางและมที เ่ี ลย้ี งควายกวา งกวา เดมิ
รวมถึงมีหวยนํ้าอุนไหลผาน เหมาะสําหรับการดํารงชีวิตสําหรับหมูบานที่กําลัง
ใหญข นึ้ ตอ มาเกดิ เหตโุ รคฝด าษระบาดทาํ ใหช าวบา นลม ตายไปหลายคน ชาวบา น
สว นหนง่ึ จงึ ไปหาหมอสมนุ ไพรมารกั ษาโดย ใชย ารากไมฝ นกนิ รกั ษากนั จนถงึ ทสี่ ดุ
หากตายกห็ ามกนั ไปฝง ทปี่ า ชา ทนั ทเี พราะกลวั เกดิ โรคระบาด ตอ มามกี ารระบาด
ของโรคมาลาเรยี หรอื ไขป า มีชาวบา นหลายคนปวยเปนโรคมาลาเรยี ในชว งเวลา
น้ีมีหมอจากสุขศาลาบานเหนือ (ตั้งอยูในตัวอําเภอดานซาย) ข้ึนมารักษาที่บาน
กา งปลา ปรากฏวา หมอทรี่ กั ษากต็ ดิ โรคไขม าลาเรยี เชน กนั บางคนเปน ไขม าลาเรยี
ขึ้นสมองแสดงอาการเพอ คลายกับผีเขา พูดจาไมรูเร่ือง ชาวบานมีความเชื่อวา
ถกู ผีกระทํา ชาวบา นทงั้ หมดจึงตดั สนิ ใจอพยพยายไปอยูหมูบา นอื่น เชน หมบู าน
ในอาํ เภอหนองไผ จงั หวดั เพชรบรู ณ แตท อ่ี พยพไปกนั มากทส่ี ดุ คอื ทบ่ี า นศาลานอ ย
ซง่ึ เดมิ เปน ทเี่ ลยี้ งควายยงั ไมเ ปน หมบู า น แตเ ปน ทาํ เลเหมาะสาํ หรบั ปลกู บา นสรา ง
45
เรอื นและพน้ื ที่แหงน้ีมคี วามอดุ มสมบูรณ บางสวนยายไปบานโปง บานกกจาํ ปา
บานนํา้ พุ และบา นกกเห่ียน
ในชว งกอ นหนา นม้ี กี ารกอ สรา งโรงเรยี นบา นกา งปลา เปด สอน ป.1-4 เดมิ ที
ที่ต้ังโรงเรียนอยูบริเวณเนินเขากลางหมูบาน แตตองยายอีกคร้ังเพราะสถานที่ไม
กวา งขวาง สนานเลนกฬี าคบั แคบ จึงยา ยโรงเรยี นไปต้งั ทใ่ี ตฝ ายน้าํ อนุ ในปจจุบนั
เมอื่ หมบู า นรา งจงึ ยา ยโรงเรยี นไปตง้ั บา นกกเหยี่ น ประมาณป พ.ศ.2507 ขณะนนั้
นางหนูแดง พรหมรกั ษา ซึง่ เกิดไดเ พยี ง 4 วัน พอ แมไดพ ายายไปบา นกกเห่ยี น
ทุกครอบครัวในบานกางปลาไดอพยพไปจากบานกางปลาเพ่ือหนีโรคมาลาเรีย
ระบาด แตเมื่อยายไปบานใหมกลับพบวา มีท่ีทํากินจํากัด ทําใหบางครัวเรือน
ตองเดินทางกลับมาทําไรของตนเองที่บานกางปลา ปรากฏวาในชวงเวลาน้ีเองที่
ชาวบานเด่ินข้ึนจับจองพ้ืนท่ีไรท่ีถูกปลอยใหรกราง ทําใหชาวบานกางปลาหลาย
ครวั เรือนพยายามกลับมาทาํ ไรข องตน
กระทง่ั ป พ.ศ. 2509 ชาวบา นกา งปลาทอ่ี พยพยา ยไปบา นกกเหยี่ นและหมู
บานอน่ื ๆ จงึ ยา ยกลับมาบานกางปลาดงั เดมิ โดยครอบครวั แรกทย่ี ายกลับเขา มา
คอื ครอบครวั นายเมอื ง เชอื้ บญุ มี จวบจนป พ.ศ.2536 ไดเ รม่ิ กอ สรา งวดั ศรมี งคล
บานกา งปลา ป พ.ศ.2555 ไดสรา งสํานักสงฆ (วัดปา) ข้นึ อกี แหง อยูบริเวณทศิ
ตะวนั ออกของหมบู า น
สวนที่มาของชื่อหมูบานกางปลานาจะมาจากตนกางปลาซึ่งเปนไมพุมมี
สรรพคณุ ทางยา ชวยรักษาโรคงสู วัด แกผืน่ คนั ตนกา งปลามกั พบรมิ ตลงิ่ รองนํา้
ลาํ หว ย แมน า้ํ หรอื บรเิ วณซาํ นาํ้ ทมี่ นี า้ํ ขงั ตลอดป นอกจากน้ี หมบู า นมสี ถานทอี่ กี
แหงหนึง่ ชาวบา นเรียกกนั วา สะนากา งปลา ซง่ึ คําวาสะนา หมายถงึ บริเวณที่ลมุ
มีนาํ้ ขังตลอดป พืชพรรณนา้ํ ข้นึ ทว่ั บริเวณ โดยไมม ตี น ไมข นาดใหญข ้นึ ในบรเิ วณ
น้ัน สะนาจะมีพ้ืนท่ีใหญกวาซํา และบริเวณใกลๆ กับท่ีตั้งบานกางปลาครั้งแรก
จะมีสะนากางปลา บริเวณดังกลาวมีตนกางปลาข้ึนจํานวนมาก นาจะเปนท่ีมา
ของช่ือหมูบานกางปลา เพราะเดิมชาวบานไดใชประโยชนจากสะนากางปลา
เปนแหลงอาหารท้ังคนและสัตวเล้ียง โดยเฉพาะควายจะใชสะนากางปลาเปนที่
แชน ้ําระบายความรอ น และหากนิ หญา ไดท ่ัวท้ังบรเิ วณสะนากา งปลา ปจจบุ ันไม
46
พบเหน็ ตน กา งปลาทหี่ มบู า นกา งปลามากวา สบิ ปซ ง่ึ นา จะเปน ดชั นบี ง บอกถงึ การ
ถูกคุกคามของระบบนิเวศลํานํ้าท่ีสะทอนถึงการลดลงของความหลากหลายทาง
ชีวภาพ ตนไมไมสามารถคงอยูในสภาพแวดลอมท่ีเปลี่ยนแปลงได ซึ่งชาวบาน
เชื่อวา นาจะเปนผลมาจากการทําการเกษตรที่พึ่งพาสารเคมีแลวเกิดการชะลาง
เมอ่ื ยามฝนตก น้าํ หลาก แลว ทําใหต นกางปลาตายหายไปจากหมบู าน
บา นนา้ํ พ:ุ เดมิ หมบู า นกอ ตงั้ ขน้ึ ใหมๆ มนี างฆอ ง ตาทอง ตาอนิ ทร และยาย
หลอ อพยพมาจากบา นนาออ เมอื่ เกอื บ 100 ปก อ น ตงั้ อยทู ร่ี าบลมุ ใกลต วั อาํ เภอ
ดา นซา ย และมบี างสว นยา ยมาจากบา นกา งปลา เพราะตอ มา หมบู า นกา งปลาเกา
ไดก ลายเปน หมบู า นรา งเพราะเกดิ โรคระบาด บางครวั เรอื นจงึ ยา ยไปอยโู ปง ชแี ละ
เพชรบรู ณ ตอ มามคี รวั เรอื นบางสว นไดย า ยกลบั มาทเี่ ดมิ แตก อ นยา ยมาอยใู หมๆ
จะใชน าํ้ ทน่ี า้ํ พโุ ดยใชไ มไ ผท าํ เปน รางนาํ้ ใหน า้ํ ไหลลงมาแลว ใชค ุ (ถงั ) ไปหาบมาใส
โอง ไวใชไ วกนิ ปจจุบนั ชาวบานยงั คงใชน้ําจากน้าํ พุ แตพัฒนาเปน ทอ ประปาตอ
ลงมาใชท่ีหมบู า นเปนเวลากวา 40 ป ชอ่ื ทมี่ าของบานนาํ้ พมุ าจากพนื้ ท่ที ม่ี แี หลง
นาํ้ ทางธรรมชาติที่ผดุ จากพืน้ ดินหรือทเี่ รยี กวา “น้าํ พ”ุ น่นั เอง
บา นหว ยตาด: หว ยตาดเปน หมบู า นทตี่ งั้ ขนึ้ ใหมเ หมอื นกบั หลายๆ หมบู า น
ในพน้ื ทสี่ งู ของอาํ เภอดา นซา ย มอี ายปุ ระมาณ 100 ปเ ศษ หมบู า นพฒั นามาจาก
การขยายตวั ของคนดา นซา ยทอ่ี ยตู ามลาํ นา้ํ หมนั เรมิ่ แออดั ผคู นจงึ ขยบั ขยายมาตงั้
ถนิ่ ฐานในพน้ื ทส่ี งู ทส่ี ามารถขยายพน้ื ทท่ี าํ การเกษตรตอ ไปในอนาคต หากทวา กม็ ี
ขอจํากัดในเรื่องของแหลงนํ้า เหตุนี้ คนหวยตาดจึงมีรากฐานทางประวัติศาสตร
สงั คมและวฒั นธรรมเดยี วกบั คนดา นซา ยทวั่ ๆ ไป อยา งไรกต็ าม ประวตั คิ วามเปน
มาของหมบู า นจากคาํ บอกเลา ของผเู ฒา ผแู กพ บวา เมอื่ ประมาณ 100 ปท ผี่ า นมา
มชี าวบา น 5-6 ครอบครวั ไดอ พยพจากบา นเกา หว ยบาง บา นเกา ปากตลาด และ
บานเกาโพนฮัง พ้ืนที่ท่ีรายลอมบานหวยตาดในปจจุบันกอนมาอาศัยอยูท่ีบาน
หวยตาด เนือ่ งจากหมบู า นอยูใกลล ํานํา้ ซึง่ มีน้าํ ตกจากลานหนิ เปนลดหลน่ั จงึ ตงั้
ช่ือหมูบานวา หวยตาด มาจนทกุ วนั นี้
47
ลุมนํ้าหมนั ตอนกลาง
เน่ืองจากลุมน้ําหมันตอนกลางเปนที่ราบลุมเหมาะแกการต้ังถิ่นฐานจึง
ทําใหพื้นท่ีดังกลาวเปนท่ีต้ังหมูบานของคนดานซายมาแตสมัยกอน ดวยเหตุนี้
จึงทําใหแ ตล ะหมบู า นมปี ระวัติศาสตรรว มกัน กลา วคือ ชาวบานสวนใหญเชอ่ื วา
บรรพบุรษุ ของตนเองเปนคนลาวท่ีอพยพมาจากหลวงพระบาง ดว ยเหตผุ ลกลใด
ไมอ าจทราบแนช ดั สบื เนอ่ื งมานานนบั รอ ยป โดยใชเ สน ทางตามลาํ นา้ํ โขงลดั เลาะ
ผา นเขา สลู าํ นา้ํ เหอื ง กอ นวกเขา สลู าํ นา้ํ หมนั กระทง่ั เดนิ ทางมาพบพนื้ ทร่ี าบกวา ง
ระหวา งหบุ เขาจงึ ตงั้ หมบู า นขนึ้ พรอ มตงั้ ชอื่ วา “บา นดา นซา ย” ตามสภาพทต่ี งั้ ของ
หมบู า นทอี่ ยใู นหบุ เขาและตง้ั อยรู มิ ฝง ซา ยของลาํ นา้ํ หมนั (ปจ จบุ นั เปน หมบู า นหนง่ึ
ในเขตหมบู านนาหอซ่งึ ต้งั อยเู หนอื บานนาเวียง)
เม่ือสรางหมูบานเปนท่ีม่ันคง ชาวบานบางสวนจึงขยายที่ทํากิน และเดิน
ทางขึ้นสูดานเหนือของลํานํ้าหมันมาสรางหมูบานข้ึนใหมเรียกชื่อหมูบานน้ีวา
“บานนาเหาะ” สวนเหตุที่เรียกวา “บานนาเหาะ” ชาวบานเลาขานวา คงมา
จากชื่อของ “ทาวเหาะหานาง” ผูนําหมูบานคนหน่ึงในกลุมบรรพบุรุษของพวก
ตน ตอมาบริเวณดังกลาวไดกลายเปนท่ีต้ังเปนหอโรง (ต้ังอยูท่ีวัดศรีภูมิ บานนา
หอในปจจบุ ัน) ของพระแกว อาสา ทา วกรองสา ผูนําชมุ ชนระดบั เจาเมอื งในเวลา
ตอ มา ดวยเหตุเปน ทตี่ ้ังของหอโรงของผนู ําชุมชนนีเ้ อง ชาวบานจึงพากนั เรยี กชื่อ
หมบู า นวา “บา นหอโรง” กอนเติมคําวา “นา” ลงขางหนา เพราะมที ีน่ าอยใู กล
หมบู านมากมาย ตอมาชาวบา นจงึ ตดั คาํ วา “โรง” ออก เหลือแต “นาหอ” และ
พากันเรียก “บา นนาหอ” จนถึงทุกวนั น้ี
หลงั จากนน้ั ชาวบา นจงึ ขยายทที่ าํ กนิ อกี ครง้ั โดยเดนิ ทางขน้ึ สทู ศิ เหนอื ของ
ลําน้ําหมัน มาตั้งหมูบานใหมขึ้นที่บานดานซายและบานนาเวียง รวมท้ังบานนา
เวยี งใหญ บา นบุงกมุ นาทุม หนามแทง และหัวนายงู ซ่งึ เปน ท่มี าของหมูบานซงึ่
เปน ทตี่ ้งั เรียงรายรอบของตวั อําเภอดานซาย
48
บา นหวั นายูง
ช่อื ของหมูบานหัวนายงู สนั นิษฐานวา นาจะมาจากคาํ วา นกยงู ซึง่ แตกอน
ทายหมูบานมีหนองน้ําและปาไมใหญ เปนที่อยูของพวกนกและสัตวปกเกือบ
ทกุ ชนิด ตอ มาเมอ่ื ชาวบานมาตัง้ บา นเรอื น บริเวณพน้ื ท่ที า ยหมบู านเปนที่ทาํ นา
ชาวบานจึงพากนั เรียกชื่อบริเวณดงั กลาววา “นายูง” สว นหมบู า นจะต้งั อยูเหนือ
นาหรอื ทค่ี นทอ งถนิ่ เรยี กวาหัวนา จงึ มีชื่อวา “หวั นายงู ”
เดิมบานหัวนายูงรวมอยูหมูท่ี 2 บานเหนือ ตําบลดานซาย ตอมาแยก
ออกมาจากบานเหนือมาตง้ั อยูบานใหมเปนบา นหัวนายูง หมูท่ี 14 เหตุทตี่ วั เลข
มากเน่ืองจากท่ีตั้งหลังบานที่อยูในเขตเทศบาลดานซาย ต้ังแตป พ.ศ. 2510
มีนายเสถียร ทองหลา เปนผูใหญบานสมัยน้ัน จนถึง พ.ศ.2538 และไดเลือก
นายสพุ จน พรหมอาภา เปน ผใู หญบา นตัง้ แตป พ.ศ.2538-2543 และวางเวน
ผูใ หญบ านเพราะเปนเขตเทศบาล จนป พ.ศ.2548 จงึ ต้งั ผใู หญบา นข้นึ ใหมคือ
นายวเิ นตร ศรีบตุ รตา เปน ผใู หญบ านจนถงึ ปจ จุบนั
บานดา นซาย
หมูบานดานซาย ต้ังอยูหมูท่ี 1 ตําบลดานซาย อยูในเขตเทศบาล
ตาํ บลดา นซา ย มีความหมายของช่อื หมบู า นและตําบลดานซาย 2 นยั ยะ คือ
1. “ดานซาย” ต้ังอยูดานซายของเมืองบางยาง ซ่ึงพอขุนบางกลางทาว
เจา เมอื งตง้ั เปนหนา ดานและเรยี กวา “เมอื งดานซาย ”
2. อีกนัยหนึ่ง มาจากคําวาเมืองดานชาง ซึ่งในสมัยโบราณบริเวณเมืองนี้
มชี า งชกุ ชมุ ชา งปา เดนิ เทย่ี วหากนิ ไป–มา และกนิ โปง ระหวา งภหู ลวง-โปง ลงิ ตนั -
ปา เขตเมอื งลา นชา ง แขวงไชยบลุ ี ประเทศสาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว
ผูค นในสมัยน้นั จึงเรยี กเมอื งนว้ี า เมืองดา นชาง ตอ มาเพย้ี นเปน เมอื งดานซาย คอื
เมืองท่ตี ัง้ อยูทางดา นซายของเมืองหลกั คอื เมอื งบางยางและดา นชางคอื บริเวณ
ทีช่ า งปา เดนิ ผา นไปมา โดยเฉพาะบริเวณเมืองน้ี
49
สวนความหมายของชื่อหมูบาน บานดานซาย เดิมคือเรียกวาบาน
“หนองค”ู เปน หนองนา้ํ ขนาดใหญข องหมบู า น ในสมยั โบราณเปน ทต่ี งั้ บา นพกั ของ
เจา เมอื ง จงึ มกี ารขดุ คลองเพอ่ื ปอ งกนั ขา ศกึ ศตั รยู ามสงคราม จงึ ทาํ ใหบ รเิ วณบา น
เจา เมืองมคี คู ลองรอบบรเิ วณเปนรูปครึ่งวงกลม ปจจบุ ันกลายเปน หนองน้าํ เรยี ก
วา “หนองค”ู จนทกุ วนั นแ้ี ละเปน แหลง นา้ํ ใหป ระโยชนใ นหมบู า นนไ้ี ดอ าศยั ใชส อย
และเปน แหลง เพาะพันธปุ ลา ปจ จบุ ันเปลย่ี นชื่อเปน “บา นดา นซาย”
บานนาเวียงใหญ: ความหมายและประวัติความเปนมาของการตั้ง
ช่ือหมูบานเลากันวา กลุมคนที่มารวมสรางพระธาตุศรีสองรัก กลุมหนึ่งเปน
ชาวเวยี งจนั ทนบ างสว น เมอื่ สรา งเสรจ็ เรยี บรอ ยแลว ในป พ.ศ. 2013 ไดต งั้ ถนิ่ ฐาน
อยูทเ่ี ชิงภอู งั ลัง (เดมิ เรียกหมบู านเทิงนา ตอ มาไดเปล่ียนช่ือเปน บานนาเวยี ง)
กระท่ังป พ.ศ.2107 คนเฒาคนในหมูบานนาไดมีการเปลี่ยนแปลง
ช่ือหมูบานเปนหมูบานนาเวียง จนกลายมาเปนหมูบานนาเวียงใหญ จวบจนป
พ.ศ. 2526 นายกองเกียน โพธปิ์ ลดั ไดเ ขา เปนผูใหญบ า นจงึ เปล่ียนช่อื หมูบ าน
กลับไปเปนบานเทิงนา โดยชวงท่ีเปล่ียนชื่อหมูบาน นายกองเกียนไมไดแจงให
ชาวบา นไดร บั รู ทาํ ใหช าวบา นไมค นุ เคยกบั การตงั้ ชอื่ หมบู า นใหม และชอื่ หมบู า น
ใหมก จ็ ะไมค อ ยมคี นรจู กั จงึ เปน เหตใุ หห มบู า นตอ งเอาชอื่ หมบู า นนาเวยี งใหญก ลบั
มาเหมอื นเดมิ เพราะชอื่ หมบู า นเทงิ นานปจ จบุ นั ไดเ ปน ชอื่ เดมิ ของหมบู า นทร่ี า งไป
นานแลว จนกระท่ังมาถึงสมัยผูใหญบานคนตอมา คือ นางประพันธจิต ม่ิงแกว
ไดมีการประชุมคณะกรรมการและชาวบานในหมูบานเพ่ือหาขอยุติ เพื่อแจงให
ชาวบา นไดร บั รใู นการเปลย่ี นชอื่ จากหมบู า นคนื มาจากชอื่ หมบู า นเทงิ นาใหเ ปลยี่ น
มาเปนช่ือหมูบานนาเวียงใหญเหมือนเดิม รายชื่อผูใหญบานนาเวียงใหญต้ังแต
อดีตถึงปจจุบัน คือ 1. นายกัญหา นนทะโคตร 2. นายสมุทร นนทะโคตร
3. นายพง มิ่งแกว 4.นายบัวเรียน มิ่งแกว 5.นายกองเกียน โพธิ์ปลัด
6.นางประพันธจิต มิ่งแกว 7.นายคํามงุ สารมะโน และ 8.นายวิธัช สุวรรณเกิด
50
บานนาทุม: บานนาทุม หรือบานถม ไมไดเปนช่ือหมูบาน เพียงแต
ชาวบานเรียกทนี่ ากนั เทา นัน้ เดมิ เปน หมบู า นเดียวกนั กับบานหนามแทง บา นนา
ทมุ แยกออกมาชว งนายจัด สุรเดโช อดีตนายอําเภอดานซาย เนอื่ งจากครัวเรือน
เพม่ิ มากขึ้น การกอต้ังหมบู า นโดยคนรุนกอ นจะอาศยั ทีใ่ กลลําหวยนา้ํ พานทไ่ี หล
ผานหมูบาน ประกอบกับเม่ือกอน พื้นท่ีแหงน้ีเปนปาไมมีทั้งท่ีราบลุมและเนิน
เขามตี นไมใหญตน หน่งึ ชอื่ ตนถม หรอื “ตนทมุ ” จึงเรียกหมบู า นแหงนีว้ า บานนา
ทุมซ่ึงปจจุบันบริเวณพื้นที่ดังกลาวเปนทุงนา ช่ือนาถมหรือนาทุมสําหรับตนไม
ดงั กลาวกต็ ายไปตามกาลเวลา
หมูบานหนามแทง: บานหนามแทงเปนช่ือตนไมชนิดหนึ่ง ไมใหญ
มากนกั เปน ตนไมที่มีหนามแหลมคม อยรู อบๆ ลาํ ตนและก่ิงทั่วไป ตามประวัติ
เลาตอกันมาวา หมูบานกอต้ังขึ้นราว พ.ศ. 2249 หรือประมาณ 300 ปกอน
เชอื่ วา บรรพบรุ ษุ กลมุ แรกทเ่ี ขา มาตง้ั รกรากคอื กลมุ คนทอี่ พยพมาจากประเทศลาว
หนีภัยสงครามมาตั้งถิ่นฐานและแผวถางปาเพ่ือสรางท่ีอยูอาศัยและท่ีทํากิน
ซ่ึงสภาพภูมิประเทศของหมูบานเดิมเปนปาหนาม กลาวคือลําตนเปนหนาม
มีกงิ่ ตรงกันเปน ปลอ งๆ ลักษณะเปนลูกกลมๆ ลาํ ตนโตเทาขา ลักษณะของหนาม
ยาวประมาณ 5–7 เซนติเมตร ชาวบานจึงเรียกวาหนามแทง จึงเปนที่มาของ
ชือ่ หมูบานวา บานหนามแทง
บานบุงกุม: คําวา “บุง” มีลักษณะคลายคลึงกับบึงหรือหนองนํ้าท่ัวไป
เปนแอง นํา้ ขังตลอดท้ังปหรอื ไมก แ็ ลว แตส ภาพอากาศ บุง ยงั อาจหมายถึงการลดั
ตดั เปล่ยี นแปลงของกระแสน้าํ ทาํ ใหเกดิ แหลง น้ําใหม สวน “กมุ ” เปน ช่อื มาจาก
ตน กมุ พชื ชนดิ หนง่ึ ขนึ้ ทวั่ ไปตามรมิ แมน า้ํ หมนั และหนองบงึ เปน ไมเ นอื้ ออ นลาํ ตน
ขาวอมเขยี ว ใบเรยี วคลายใบมะมวงมผี ลกลมๆ อมเขียวขาว ขนาดเทา ไขไ ก ใบใช
เปนอาหารไดโดยการหมักดอง หรือนึ่งใหรสขมออกหมดเสียกอน เอามาดองจะ
เกบ็ ไวก ินไดน าน 2-3 สปั ดาห
51
สวนประวัติความเปน มาของบานบงุ กมุ จากคําบอกเลาของผเู ฒาผแู กเลา
สืบกนั ตอกนั มาวา บริเวณบา นบุง กุมน้ีเดมิ ยังไมไดเ ปน หมบู า นบงุ กุม เมอื่ กอนน้ัน
บริเวณนี้ชาวบานอาศัยอยูรวมกันอยูเปนคุมเล็กๆกระจายเรียงรายตามริมลําน้ํา
หมัน ชาวบานใชน้ําแหงนี้ในการอุปโภคบริโภคและการคมนาคมติดตอส่ือสาร
ซึ่งมที ้ังหมด 7 คมุ โดยมีผูอาวโุ ส ทเี่ ปนทเ่ี คารพนับถอื หรือเปน หัวหนาคมุ ไดแก
1. คุมหัวฮอม ต้ังอยูตรงกลางของหมูบาน มีนายสาย พรหมรักษา
เปนหวั หนาคมุ
2. คุมบานแกง ตั้งอยูทางทิศเหนือ มีนายสุวรรณ ประทุม
เปน หัวหนา คมุ
3. คุมโปง ต้ังอยูทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีนายซอน ธัญญะอุดม
เปน หัวหนาคมุ
4. คุมบานใหม ต้ังอยูทิศตะวันออกเฉียงใต มีนายไหว กาญจนโกมล
เปน หัวหนา คมุ
5. คุม นาดินเบา ต้ังอยูท ศิ ใต มีนายทอง เสนานุช เปน หวั หนา คมุ
6. คุมโพนนา ต้ังอยูทิศตะวันออกเฉียงใต มีนายแกว จันทะแกว
เปนหัวหนาคมุ
7. คุมหนองนาควาย ตั้งอยูทิศตะวันตก มีนายคําพา สีหะวงศ
เปนหัวหนาคุม
บา นนาหอ: ชมุ ชนบา นนาหอ ตามประวตั ศิ าสตรท อ งถนิ่ กลา ววา บรรพบรุ ษุ
ทมี่ าตง้ั ถน่ิ ฐานไดอ พยพมาจากหลวงพระบาง เวยี งจนั ทน หลายรอ ยปแ ลว โดยใช
เสน ทางตามลาํ นา้ํ โขงลดั เลาะผา นเขา สลู าํ นาํ้ เหอื ง กอ นวกเขา สลู าํ นา้ํ หมนั กระทงั่
มาพบพื้นท่ีราบกวางระหวางหุบเขา จึงต้ังชื่อหมูบานพรอมช่ือวาบานดานซาย
ตามสภาพทต่ี ง้ั ของหมบู า นทอี่ ยใู นหบุ เขา และตงั้ อยรู มิ ฝง ซา ยของลาํ นา้ํ หมนั เมอ่ื
สรา งหลกั ปก ฐานจงึ ขยายทท่ี าํ กนิ เดนิ ทางสดู า นเหนอื ของลาํ นาํ้ หมนั ในระยะทาง
ไมไ กลนัก จนมาสรางหมบู า นใหมพรอมตง้ั ชื่อวา “บา นนาเหาะ” สว นเหตุทเ่ี รยี ก
52
“บา นนาเหาะ” ชาวบา นเลา ขานวา คงมาจากชอื่ ของ “ทา วเหาะหานาง” ซงึ่ เปน
ผูนําคนหนึง่ ในกลุม บรรพบรุ ุษของตน หรืออาจมที ี่มาจากตํานานหนองแหวน ซ่ึง
มีโครงเรอื่ งคลายผาแดง-นางไอ ตอ มาไดกลายเปน ที่ตงั้ ของหอโฮง ของพระแกว
อาสา (ทา วกองแสง) ผนู าํ ชมุ ชนระดบั เจา เมอื ง ตอ มาเรยี กชอ่ื หมบู า นวา “บา นหอ
โฮง” กอ นเตมิ คําวา “นา” ขา งหนา เพราะมีนาอยใู กลหมูบา นมาก แลว จึงตัดคาํ
วา “โฮง” เหลือแต “นาหอ” และเรียกนาหอจนถึงทุกวันน้ี
วัดศรีภมู ิบานนาหอทีส่ ัมพนั ธก บั ประวัตศิ าสตรฉ บับทอ งถน่ิ
ส่ือใหเ หน็ ที่มาทไ่ี ปบรรพบรุ ษุ คนดา นซา ย
บา นนาหอตงั้ ขน้ึ เมอ่ื ใดไมม หี ลกั ฐานบง บอกชดั เจน แตก อ นบา นนาหอเดมิ
ช่ือวาบานโพนชาติ หรอื คนชาติ (ต้งั อยใู กลล าํ น้าํ ตบั เชิงภผู าแดด) แลว เคลือ่ น
ลงมาตงั้ บานอยบู รเิ วณตน มะขามโตก ใชช่ือวา บานหนองหมาไน ตอมายายลงมา
ท่ีบริเวณตนตาลเพ่ือใหใกลแหลงนํ้า แลวเปลี่ยนช่ือเปนบานนาหอ หรือ นาโฮง
ซงึ่ หมายถงึ เคยเปน ทอ่ี ยขู องเจา เมอื ง และมกี ลมุ ชนซง่ึ เคลอ่ื นยา ยมาจากลา นชา ง
(สปป.ลาว) มาอยูดวย เม่ือตั้งถ่ินฐานไดมั่นคง ชุมชนทั้งสองกลุมจึงไดรวมใจกัน
สรา งวดั ขนึ้ ชอื่ วา วดั หอโฮง เมอ่ื ประมาณป พ.ศ. 2035 ตอ มาเปลย่ี นเปน วดั ศรภี มู ิ
53
ในชวงสมัยรชั กาลที่ 5 พน้ื ทีด่ านทศิ ใต ใกลบริเวณวดั ศรภี ูมนิ ั้น เคยเปน
ที่ต้ังหอโฮง ของพระมหาณรงค (ทาวคําสม) เจาเมืองดานซาย ซ่ึงเปนบิดาของ
พระแกว อาสา (ทา วกองแสง) ตอ มาไดย กเมอื งดา นซา ยใหพ ระแกว อาสาปกครอง
สว นพระมหาณรงคไ ดไ ปปกครองเมอื งภคู งั่ (อ.ภเู รอื ) และหลงั จากเกดิ กรณพี พิ าท
ไทย-ฝรงั่ เศสแลว หอโฮงกไ็ ดร า งไป ผคู นทเ่ี คยไดเ ปน บรวิ ารรบั ใชเ จา เมอื ง หรอื ลกู
หลานเจาเมืองก็ไดป ระกอบอาชพี ตง้ั ถนิ่ ฐานอยูบ านนาหอมาจวบจนทกุ วันนี้ ดงั
จะเหน็ วา กลมุ นามสกลุ เสนานชุ และวงศโ สภา บรรพบรุ ษุ เคยเปน บรวิ ารของเจา
เมืองทั้งสนิ้
ลุมนา้ํ หมันตอนปลาย
บานนาหมูมน:
ชอื่ บา นนาหมมู น มคี วามสมั พนั ธก บั เรอื่ ง “นา” กลา วคอื นาหมายถงึ ทร่ี าบ
ทาํ คนั ดนิ ใชส าํ หรบั ปลกู ขา ว สว น “หม”ู ในทนี่ หี้ มายถงึ “หมมู น ” เปน การกระทาํ
ของหมปู า ทเี่ ขา มาทาํ ลายผลผลติ ของขา วไรท ช่ี าวบา นไดเ กบ็ เกยี่ วแลว รวบรวมกอง
ไวจ นเสยี หาย น่ันเปนชื่อหมูบ า นท่ีสัมพนั ธก ับระบบนเิ วศวัฒนธรรม
สวนประวัติความเปนมาของหมูบาน มีเร่ืองเลาสืบตอกันมาคือ สมัยที่ยัง
ไมมีการปกครองแบบกํานันและผูใหญบาน มีพรานปามาจากบานโคก อําเภอ
นาแหว ฝง ทศิ ตะวันตกของหมูบ า นชื่อ นายกุลวงศ ไมท ราบนามสกุล เดนิ ปาลา
สัตวกบั พรรคพวก 3 คน จนมาพบบรเิ วณหมูบ านนาหมูมน แหง นี้ ซึง่ เปนพื้นท่ที ่ี
มีพืชพนั ธธุ ัญญาหารสมบรู ณ จงึ ชักชวนชาวบานหวยฮา นหญา มากอ ตัง้ เปน บา น
นอยบริเวณทงุ นาขางวัดในปจ จบุ นั ประมาณ 2-3 ครอบครัว มาปลกู ขา วไร
ตอมา หลังจากเก็บเก่ียวขาวไรแลวเสร็จจึงไดรวบรวมขาวมากองไว เพื่อ
นําเก็บในยุงฉาง ปรากฏวามีหมูปาฝูงหน่ึงมาทําลายกองขาวที่ชาวบานรวบรวม
ไวไดรับความเสียหาย เน่ืองจากบริเวณน้ีมีสัตวปาชุกชุมโดยเฉพาะหมูปา
ท่ีชอบทาํ ลายขาวของ รวมทัง้ พืชผักท่ชี าวบานปลูก ชาวบานจงึ เรียกหมูบานนวี้ า
“บา นนาหมูดุด”
54
กระทั่ง สมยั ขุนพลไดแยกหมูบา นเปน 3 คุม คอื คมุ บา นนอ ย คุมบา นปา
เปอย คุมบานนาสิบ (บานนาหมูมนในปจจุบัน) ทําเปนรูปสามเหลี่ยมเพ่ือเปน
ดานปองกันหมูปาเขามาทําลายขาวของ จวบจนป พ.ศ. 2457 ขุนพลใหญได
ปกครองหมูบานมาจนตลอดช่ัวชีวิตจนถึงยุคขุนพลท่ีเปนลูกเขย มีแหลงกําเนิด
ที่บานหนามแทงไดมาปกครองหมูบานจนช่ัวคน และในสมัยขุนพลใหญไดกอตั้ง
“ดอนหอ” เปนท่สี ักการบูชา (มใี หเหน็ จนถงึ ปจ จบุ ัน) จนกระท่ังป พ.ศ. 2457
ยุคนายยา สิงหสถิต ปรากฏวาชื่อหมูบาน “นาหมูดุด” เปนช่ือท่ีไมสอดคลอง
กับทางราชการ จึงตั้งชื่อหมูบานใหมวา “บานนาหมูมน” และไดมีความคิดวา
จะสรา งหมูบา นตรงนเ้ี พราะความอดุ มสมบูรณของพื้นที่ นายยา สงิ หสถติ เปนผู
กอตง้ั นามสกลุ สงิ หสถติ ซง่ึ มที ม่ี าจากบิดาของผใู หญยา มีช่อื วา สิงห และมารดา
ชือ่ วา ถติ ย ไดน ํามารวมกันกเ็ ปนนามสกลุ สิงหสถิต จนถึงปจ จบุ ัน
ในยุคน้ัน ผใู หญยามคี วามคิดริเร่มิ กอต้ังวัดประจาํ หมูบา น คอื วัดจอมมณี
ซึ่งปรากฏหลักฐานดังเห็นไดจาก “นาคคู” บริเวณซุมประตูวัดฝงทิศตะวันออก
ในป พ.ศ. 2457 และในยคุ ผูใ หญค ํา โยเฮอื ง ไดส รา งนาคคฝู งทิศตะวนั ตก ในป
พ.ศ.2461 และมผี นู าํ หมบู า นดาํ รงตาํ แหนง เรอื่ ยมา (ศนู ยก ารศกึ ษานอกโรงเรยี น
อาํ เภอดานซาย, 2552 : 46)
บา นหว ยปลาฝา: เปน หมบู า นทต่ี ง้ั มานานกวา 100 ป เดมิ ตงั้ อยพู นื้ ทสี่ ว น
ลา งหรอื เปน ทลี่ มุ ตดิ กบั ลาํ นาํ้ หมนั ในปจ จบุ นั แตม กั ประสบปญ หาเรอ่ื งนา้ํ ทว มบอ ย
ครงั้ เนอื่ งจากเปน ทล่ี มุ ชาวบา นจงึ ยา ยมาอยใู นทส่ี งู ซง่ึ เปน ทต่ี งั้ หมบู า นในปจ จบุ นั
สว นเหตทุ ช่ี อื่ บา นหว ยปลาฝา เนอื่ งสมยั บรเิ วณทตี่ ง้ั หมบู า นสมยั กอ นทตี่ ดิ กบั ลาํ นาํ้
หมันพบหินมีรุปรางคลาย “ปลาฝา” (ตะพาบน้ํา) ชาวบานจึงเรียกหมูบานน้ีวา
บา นปลาฝาตามลกั ษณะของกอ นหนิ แตเ มอื่ เวลาเปลยี่ นไปหนิ ดงั กลา วไดพ พุ งั ไป
ตามเวลา เรื่องของหนิ ปลาฝาจงึ เปน เพียงเรื่องเลาและตํานานของคนรนุ กอ น
55
บา นปากหมนั : “ปาก” หมายถงึ บรเิ วณหรอื จดุ ตรงทแ่ี มน าํ้ ไหลมาบรรจบ
กัน “หมัน” หมายถึง แมนํ้าหมัน ปากหมันหมายถึงหมูบานท่ีต้ังอยูบริเวณท่ีมี
แมนํ้าไหลลงมาสูแมนํ้าเหือง สวนประวัติความเปนมาของหมูบาน ชาวบานเลา
วา ตั้งมาเกือบ 200 ป ประมาณป พ.ศ. 2372 เดิมมีชายสองคนเดินมาจาก
บานนาขา และเดินเขามาตามลํานํ้าเหืองยอนลงมาเร่ือยๆ จนถึงบริเวณลํานํ้า
หมนั ไหลมาบรรจบกบั ลาํ นา้ํ เหอื ง จึงทอดแหบริเวณปากนาํ้ แลวพบวาบริเวณดงั
กลาวมีปลาชุกชุมจึงไดสงขาวใหญาติพ่ีนองทราบ จึงไดพากันอพยพตามกันมา
มาอยูคร้ังแรก 12 ครัวเรือน โดยตั้งบานเรือนบริเวณปากหมันจึงต้ังชื่อวา
บานปากหมัน บานปากหมันไดแตงตง้ั ใหเปนหมบู า น อพป. เมื่อป พ.ศ. 2526
บา นปากหมันหมูบา นทล่ี ํานาํ้ หมนั ไหลมาบรรจบกบั ลาํ นํา้ เหือง
(อยบู ริเวณมุมขวาดา นบนของภาพ)
56
จากประวัติศาสตรทองถ่ินสะทอนใหเห็นวา สมัยกอน คนดานซายใน
ลมุ นา้ํ หมนั ไมม กี ารจบั จองปา มแี ตก ารถางปา เพอ่ื ทาํ ไรข า วไวก นิ ภายในครวั เรอื น
ครวั เรอื นไหนไมม ที น่ี าทาํ กนิ กจ็ ะขนึ้ ภไู ปถางปา การบกุ รกุ ปา จงึ มไี มม ากนกั เพราะ
ทําเปนจํานวนนอยและไมมากแปลง ประการสําคัญยังใชแรงคนเปนหลักทําให
การถางปาเปนไปดวยความยากลําบาก การทําไรจะใชวิธีการทําไรเลื่อนลอย
ถา พน้ื ทเี่ ดมิ ไมส มบรู ณป ลกู พชื ไมง าม ซงึ่ ชาวบา นจะเรยี กกนั ตามลกั ษณะการถาง
ไรว า “ไฮห ลาว” ซ่งึ ก็คอื ไรท่ีถางปลูกพืชเปนครั้งแรก ดนิ จะดี ปลกู ขาว ขา วโพด
จะงามดี สว น “ไฮห ลก” คอื การทาํ ไรท ถี่ างปลกู พชื เปน ครงั้ ทส่ี อง ดนิ จะเรมิ่ เสอื่ ม
สภาพปลกู ขาวและขา วโพดจะไมง าม จึงตองไปหาปาผืนใหม
เมอื่ กอ นดา นซา ยไมค อยมคี นทอี่ ื่นมาอยูอาศยั จะมกี ็แตค นทางภาคเหนือ
ทคี่ นดา นซา ยเรยี กวา “ไทยยวน” มาขายผา แลว กม็ าสรา งหลกั ปก ฐานมคี รอบครวั
คนไทยยวนสวนใหญจะมีฝมือทางชาง จะสรางบานเองได โดยเล่ือยไมในปามา
สรางบาน ซึ่งก็ยังมีไมมาก การขนไมจากปาก็จะใชวิธีไปนอนเล่ือยไมในปา แลว
ชว ยกนั แบกเปนทอ น เปน แผน ถา เปนเสาเรือน ก็จะใชชา งลากลงมา
ท้ังหลายท้ังปวงจากประวัติศาสตรทองถิ่นหมูบานตางๆ ในลําน้ําหมัน
ลวนมีช่ือหมูบานที่สัมพันธกับระบบนิเวศของชุมชนหรือไมก็ตั้งตามลักษณะ
พันธุสัตวและพันธุพืชท่ีเปนเอกลักษณโดดเดนของหมูบานนั้นๆ ประการสําคัญ
จากช่ือหมูบานและที่มาที่ไปดังกลาวยังทําใหทราบถึงการเปลี่ยนแปลงระบบ
นิเวศลุมน้ําหมันซึ่งพบวา มีพันธุพืชหลายอยางที่หาไมไดในปจจุบัน เชน
บา นหมากแขง ทส่ี อ่ื ถงึ ตน ไมท ใ่ี ชท าํ กลอง หรอื บา นกา งปลา พชื ทเ่ี ปน ดชั นชี วี้ ดั ของ
ระบบนิเวศก็สูญพนั ธไุ ปจากหมูบาน
57
ระบบความเช่อื และฮีตสบิ สอง
ฐานวัฒนธรรมของคนลมุ นาํ้ หมัน
ชาวดานซายนับถือพุทธศาสนาควบคูไปกับการนับถือผี ดังเห็นจาก
ขนบธรรมเนยี มตา งๆ เชน ความเชอ่ื เรอื่ งผตี า งๆ ความเชอ่ื เจา กวนและเจา แมน าง
เทียม ขณะเดียวกัน ชาวบานยังมีงานบุญประเพณีท่ีมีลักษณะเฉพาะของแตละ
ชุมชนที่สัมพันธกับส่ิงศักดิ์สิทธ์ิเหนือธรรมชาติ เชน งานไหวภูอังลังของบานนา
เวียงใหญและงานไหวภูผาแดดของบานนาหอ เปนตน สวนประเพณีสําคัญทาง
พุทธศาสนาจะรวมกันจัดท่ีวัดประจําชุมชนของตนเอง ทั้งนี้แตละหมูบานก็จะมี
วดั เปน ศนู ยก ลางของตนเองในการประกอบพธิ ีกรรมตา ง
สวนความเชื่อเรื่องผีและสิ่งศักด์ิสิทธ์ิเหนือธรรมชาติเปนความเช่ือด้ังเดิม
คนดา นซายสว นใหญเชื่อกนั วา ตามปา ตามภเู ขา ถํ้า แมน า้ํ หวยหนอง คลองบงึ
และรอบหมูบ านจะมีดวงวญิ ญาณสิ่งศักดิส์ ทิ ธอิ์ าศัยอยู ผใู ดละเมิดหรือไมเ คารพ
บชู าจะไดร บั อนั ตราย เจบ็ ไข ไดป ว ย หรอื ประสบเคราะหก รรมตา งๆ นานา อยา งไร
ก็ตาม ในหวั ขอ น้จี ะกลา วเฉพาะความเชอื่ เรือ่ งผี ท่ีสัมพนั ธกบั ฐานทรัพยากรทาง
อาหารของชมุ ชนซ่ึงกค็ อื ความเชอ่ื เรื่องผปี า และผีนาํ้
58
ผีปา: ผีปาหมายถึงคนตายที่ประสบอุบัติเหตุ เชน ตกตนไม ถูกสัตวปา
ขบกัด ถูกงูกัด หรือถูกอสรพิษกัดจนถึงแกความตาย จะกลายเปนดวงวิญญาณ
ลองลอยวนเวยี นเปนเจาปา อยูตามบริเวณทเ่ี กิดเหตนุ ั้นๆ
ผปี าผนี ้ํา “ซาํ อีเลศิ ” ภูเตาโปง
คือ โลกแหงจติ วญิ ญาณที่คอยปกปกรกั ษาผืนปาและขุนน้ํา
ผีปาผดี ง: ผปี า ผีดง คนในชมุ ชนยงั เชื่อถอื กันอยวู า ผปี าผดี งมจี รงิ และจะ
ทาํ ใหส มาชกิ ในชมุ ชนไดร บั อนั ตรายจากผปี า ผดี ง หากลบหลหู รอื เรยี กอกี อยา งวา
“ผิดปา” เชน มีชาวบานไปหากินลงเบ็ดหรือเขาปาไปลาสัตว รวมถึงหากมีใคร
พูดจาไมดีหรือมีการทาทายส่ิงท่ีมองไมเห็นเปนการผิด วันน้ันท้ังวันจะไมไดปลา
สักตัวเดียวหรือไมพ บเห็นสตั วปา และจะเกิดส่งิ ที่ไมคาดฝน ขนึ้ มา บางคนท่ีผิดผี
ปา ผดี งมากๆ อาจจะไดรบั อนั ตรายถึงขั้นบาดเจบ็ ได เวลาเขา ปาเขาหา มพดู จาไม
ดที ี่พูดแลวเปน การลบหลูเ จาปา เจาเขา เพราะวา เจา ท่แี รง (ปาเขตปาขวาง) หรือ
เปนปาทเี่ ปนโปง เปน ซํา บางทีกไ็ มพดู จากนั ถา ไมจาํ เปน จะหาปลาก็หาไปพอหา
ไดพอแลวกร็ บี กลับบาน
59
ผนี า้ํ : ผนี าํ้ กเ็ ชน เดยี วกนั จะหมายถงึ คนทปี่ ระสบอบุ ตั เิ หตแุ ละตายในนาํ้ จะ
เปนผสี ิงอยูใ นวงั นา้ํ (รอ งนํ้าลึกทไ่ี หลวน) นนั้ ๆ หากมผี คู นเขา ไปกลํา้ กลายบุกรกุ
จะประสบเคราะห มอี ันเปน ไปตางๆ นานา
ผไี รแ ละผนี า : ผไี รผ นี าหรอื เรยี กวา “ผสี ะนา” ความเชอ่ื เรอื่ งการเลย้ี งผไี ร
ผนี า ชาวดา นซา ยมกั ปฏบิ ตั กิ อ นฤดกู าลทาํ นา จะมกี ารเลยี้ ง “ตาแฮก” เพอ่ื ความ
มั่นคงและอุดมสมบูรณของผลผลิต เมื่อเสร็จส้ินฤดูกาลเก็บเกี่ยวก็จะทําพิธีแก
เลยี้ งเจา ท่ี เคร่อื งแกมเี หลา ไก หมดู ํา (หมูดอน) หมาก พลู ยาสบู ชาวบา นเชอ่ื วา
เมื่อผไี รผ ีนาไดรบั ความพงึ พอใจจะใหความอุดมสมบรู ณของผลผลติ การเกษตร
ผีซํา-ผีบอ: ผีซํา-ผีบอ หมายถึงผีที่สถิตอยูตามสถานท่ีหรืออยูบริเวณที่
นํา้ ซึมออกมาตลอดเวลา (นํา้ ซบั ) มีการบนและแตงแกเ หมือนผีสะนา
แมธรณี : สวนของพ้ืนดิน ชาวบานเช่ือวามีนางธรณีเปนผูรักษา เวลาท่ี
ตองการฝากสิ่งของไวที่ไรหรือสวน จะบอกกลาวนางธรณี ใหดูแลรักษาส่ิงของ
มีการบนบานเชนกัน อาจจะบนดวยพาหวาน คําหมาก คําพลู แลวแตความ
เหมาะสม
ปจ จบุ นั แทบทกุ ครวั เรอื นยงั มคี วามเชอื่ ในเรอ่ื งดงั กลา ว โดยจะนบั ถอื และ
ปฏบิ ตั อิ ยเู ปน ประจาํ นอกจากนี้ ในหลายครวั เรอื นยงั คงมคี วามเชอื่ เรอ่ื ง “ผบี า น”
รวมกันกลายเปนผีประจําหมบู าน แตส ่งิ ที่นา สังเกต คือ ผีที่รับการยกยอ งมักเปน
บุคคลที่สรางคุณความดีและมีฐานะ ทําใหผูคนเคารพนับถือจะไดรับการยกยอง
และมอบใหเปนผูปกครองหรือหัวหนาหมูบาน (เหมือนผูใหญบานในปจจุบัน)
รกั ษาความสงบเรยี บรอ ยของหมบู า น ใหผ คู นในหมบู า นประกอบอาชพี และดาํ รง
ชวี ติ อยเู ยน็ เปน สขุ เมอ่ื บคุ คลดงั กลา วถงึ แกก รรม วญิ ญาณจะลอ งลอยวนเวยี นอยู
ในบรเิ วณหมูบานหรอื ชมุ ชนนน้ั ๆ
ชาวบานจะรวมกันจัดหาสถานที่ท่ีเปนปา มีตนไมใหญรมร่ืน มีน้ําซับ
นา้ํ ตามธรรมชาติ อยใู นทล่ี บั แล (ภาษาถน่ิ เรยี กวา อยตู ามซอกหลบื ) เพอื่ ปลกู สรา ง
หอหรือศาลเรยี กวา หอเจาหรือศาลเจา สาํ หรบั ใหดวงวิญญาณของหวั หนาที่ลวง
ลบั ไปแลว สงิ สถติ แตล ะปช าวบา นจะรว มกนั จดั หาจดั ทาํ อาหารหวานคาวมขี า วตม
60
ไกต ม เหลา ดอกไม เทยี น ไปเซน ไหว บวงสรวงและอธษิ ฐานใหล กู หลานไดอ ยเู ยน็
เปนสุข อยาไดม ีสงิ่ ชัว่ ราย เหตุเภทภัยตางๆ มากล้าํ กลาย ขอใหท กุ คนในหมูบาน
มคี วามรักใคร สามัคคีปรองดอง พ่ึงพาอาศยั หวงหาอาทรซง่ึ กนั และกนั ทําไรทาํ
นาไดหมากไดผล พิธนี ้จี ดั ทาํ ในตอนฤดฝู นของแตล ะป
กลา วโดยสรปุ ปจ จบุ นั ความเชอื่ ตา งๆ เกยี่ วกบั เรอ่ื งผยี งั คงปรากฏอยใู นโลก
ทศั นท างความเชอื่ ของไทดา นในอาํ เภอดา นซา ย เพยี งแตธ รรมเนยี มปฏบิ ตั ไิ มเ ขม
งวดเทา สมยั กอ น ในขณะทเี่ ดก็ รนุ ใหมส ว นใหญก ลบั เหน็ วา เปน เรอ่ื งเลา ของคนรนุ
กอน มากกวา ท่ีจะเปนเร่อื งจริง แตกย็ งั คงใหความเคารพนับถือ
ฮตี สิบสอง: ประเพณีและพิธกี รรมในรอบป
“ฮติ สบิ สอง” คอื จารตี ประเพณที ปี่ ฏบิ ตั สิ บื ตอ กนั มาของคนในชมุ ชนตา งๆ
ในลุมนํ้าหมัน จะจัดข้ึนในแตละเดือนตามปฏิทินจันทรคติ ซ่ึงจะเก่ียวของกับวิถี
การดําเนินชวี ิตในมติ ติ า งๆ ทง้ั การทําการเกษตร พิธีกรรม ศาสนา ความเชื่อ การ
ปกครอง และอน่ื ๆ โดยมุงหวังใหส มาชิกในชุมชนดาํ เนินไปอยางราบร่ืนและสงบ
สขุ สรปุ เปน ภาพรวมฮีตสบิ สองของคนในวฒั นธรรมลุม นา้ํ หมนั ไดด ังน้ี
เดอื นอาย: บญุ ปรวิ าสกรรม
เดือนอายหรือเดือนหนึ่ง จะคาบเก่ียวระหวางเดือนธันวาคม-มกราคม
ชาวบานมีการจัดการทําบุญเขากรรมหรือการเขาปริวาสกรรมของพระสงฆ
ในพทุ ธศาสนา เปน เรอื่ งของพระสงฆท ตี่ อ งอาบตั ิ คอื ทาํ ผดิ แตย งั ไมถ งึ ขน้ั ปาราชกิ
ไมตองสึก แตตองเขาไปอยูในที่จํากัดบริเวณ สารภาพความผิดตอหนาพระสงฆ
4 รูป ใหรับรู และสวดเปนการตัดกรรม ส่ิงที่นาฉุกคิด คือ ชวงเดือนอาย
ขาวในนาสวนใหญจะสุกพรอมเก็บเก่ียว หากเปนสมัยกอนจะมีการลงแขก
เก่ียวขาว เม่ือเหน็ดเหนื่อยจากงานเก่ียวขาวจะถือโอกาสไดทําบุญปริวาสกรรม
รว มกันไปในตัว
61
เดอื นย่:ี บญุ คูนลาน
“คูน” หมายถึง การรวมเขาเปนกองหรอื ทําใหพอกพูน หลงั จากเก่ยี วขา ว
หรือนวดขาว ไดขาวรวมเปนกอนไวท่ีลานนวดขาว ชาวนาจะนิมนตพระสงฆมา
สวดมนตเย็นและจะทําน้ํามนตรดอุปกรณการทํานาและเครื่องมือเกษตรกรรม
อน่ื ๆ รวมถงึ สตั วท ใี่ ชแ รงงาน เชน ววั และควาย ซง่ึ เปน แรงงานหลกั เพอ่ื เปน มงคล
แกสัตวที่ใชเปนแรงงานและขาวเปลือกท่ีลานขาวกอนนําข้ึนฉางขาว คนรุนกอน
เชื่อวา บุญคูนลานทําเกิดสิริมงคลแกชีวิต รวมท้ังยังเปนการช่ืนชมผลผลิตขาวท่ี
รวมแรงเหนด็ เหนอื่ ยมาทั้งป มีขาวไวเ ล้ยี งชีพ “คุม” หรอื พอเพยี งทั้งป ไมรอนใจ
เรอ่ื งอาหาร เปน ความพอเพยี งในเรอ่ื งอาหาร ชาวบา นบางครวั เรอื นยงั เชอ่ื วา ขา ว
ใหมท น่ี าํ ขนึ้ ยงุ จะเปด ยงุ นาํ ขา วไปสหี รอื ไปตาํ เปน ขา วสารไดก ต็ อ เมอื่ ถงึ เดอื นสาม
ดงั นน้ั จึงตองเอาขา วสารเกาคางปแยกออกไปไว ไมใหประปนกนั
นอกเหนือจากนี้ บางหมูบานยังมีพิธีกรรมเฉพาะ เชน บานกกเหี่ยนจะ
ประกอบพิธี “แกบะหมอขาว” ซึ่งไมระบุวันที่แนนอน แตเปนเดือนสอง อาจ
เปนวันอังคาร พฤหัสบดี หรือวันเสาร ซึ่งถือเปนวันมงคล ชาวบานจะทําพิธีแก
บะกอ นท่จี ะลงมือทาํ ไรใ นปน ้ันๆ โดยนําขัน ดอกไม 1 คู เทียน 1 คู และมอี าหาร
เชน ไกต ม ขา วตม นาํ ไปใหก วนจา้ํ แลว ใหก วนจา้ํ นาํ ไปถวายเจา ทท่ี ด่ี งหอ กวนจา้ํ
จะบอกลาวแกเจาที่ วา ชาวบานจะลงทาํ ไรแลว ขอใหคมุ ครอง ทําไรใ หราบร่ืนให
ไดผลผลิตที่ดี
เดือนสาม: บญุ มาฆะบชู า บญุ ขา วจี่
บุญมาฆะบูชามีการทําบุญ ฟงเทศนและเวียนเทียน เปนพิธีกรรมและ
กิจกรรมท่ีคนดานซายถือปฏิบัติเชนเดียวกับชาวพุทธทั่วไป แตเน่ืองจากตรงกับ
ชวงการปดยุงขาวออกมาสีเปนขาวสารไดขาวใหม คนดานซายจึงนําขาวเหนียว
มาปนเปนกอนแลวนําไปจ่ี (ยางไฟ) ใหรอน สุกกรอบและตัดรสชาติใหเค็มดวย
การโรยเกลือหรือราดดวยไขหรือนํ้าออย แลวนําไปถวายพระสงฆ ชาวบานเช่ือ
วา เมอ่ื มีอะไรดีๆ เปนสิรมิ งคลก็จะนําไปถวายพระกอน
62
เดอื นส่:ี บญุ ขา วเปลือกขา วสาร
บญุ ขา วเปลอื กขา วสารจดั ขน้ึ ชว งเดอื น 4-5 สมยั กอ น ชาวบา นทกุ ครวั เรอื น
จะนาํ ขาวเปลือก ขาวสารไปรวมกนั ไวท ี่ลานวัด (ใตต นโพธ์)ิ เม่อื รวมกันเสร็จแลว
ตกเย็นชาวบานจะมารวมตัวกันที่วัด เพ่อื ทาํ พิธสี วดมนตเยน็ ตกกลางคนื จะมคี น
เฒา คนแกม านอนกนั ท่วี ัด กระทั่งเชาจะประกอบพิธที างสงฆอีกครง้ั เปน อนั เสร็จ
พธิ ที างศาสนา หลงั จากนนั้ จะเปน หนา ทขี่ อง “หมอขวญั ” ทจี่ ะมาทาํ การสขู วญั ขา ว
เมื่อสูขวัญขาวเสร็จ จะนําขาวท่ีเหลือออกมาขายใหกับญาติโยมหรือชาวบานใน
ราคาทถ่ี ูก แลวนาํ เงนิ ทไี่ ดท ําบญุ มอบใหทางวดั
นอกจากนี้ ในหลายๆ หมบู า นยงั มคี วามเชอื่ เกยี่ วกบั “กวน” จะไมป ระกอบ
พิธีกรรมสําคัญ หากแตชวงวันข้ึนเกาค่ําเดือนสี่จะมีประเพณีเลี้ยงบาน (เล้ียง
เฮือนใหญ) ทีบ่ า นเจาพอกวนซ่งึ อยทู ี่บานเด่ิน ตวั อําเภอดา นซาย กอ นถึงวันงาน
ชาวบา นจะนาํ ขา วเปลอื กและขา วสารไปรว มงาน ขา วบางสว นนาํ ไปทาํ เหลา สาโท
แตปจจุบันไมมีการทําเหลาสาโทแลวเพราะใชเหลาขาวแทน ชวงจัดงานจะจัด
ในวันข้ึนเกาคํ่าเดือนสี่ หากตรงกับวันพุธตองเลื่อนไปเปนวันขึ้นสิบค่ําเดือนสี่
เพราะวนั พธุ ถือวาเปนวันไมเ ปน มงคล
เดือนหา: บุญสงกรานตแ ละบญุ นํ้าเหมือง (บานหวยปลาฝา)
สงกรานต เรม่ิ ตง้ั แตว นั ท่ี 13-15 เมษายน วนั แรกถอื เปน วนั มหาสงกรานต
วันท่ีสองเปนวันเนา และวันสุดทายเปนวันเถลิงศก ชาวบานหรือผูเฒาผูแกคน
โบราณถอื เปนวนั ขนึ้ ปใหม ท่ีนา สนใจคือ บา นหว ยปลาฝามีงานบญุ นาํ้ เหมือง
งานบุญนํา้ เหมอื งจะจดั ชว งสงกรานตของทุกป ชาวบา นเชือ่ วาทีป่ าตนนํา้
มีวิญญาณของผีปาสิงสถิตคอยปกปกษาผืนปาและแหลงตนนํ้า บริเวณพ้ืนท่ีดัง
กลา วจงึ มคี วามศกั ดสิ์ ทิ ธิ์ หา มใครเขา ไปลว งละเมดิ พนื้ ทเ่ี ดด็ ขาดโดยเฉพาะการตดั
ไมทาํ ลายปา พน้ื ท่ปี าตนน้ําจึงมีความหลากหลายทางชวี ภาพคอ นขางสงู สังเกต
ไดจ ากระบบนิเวศของปาภนู ้ําดั้นท่มี ลี ักษณะเปนปาดิบช้นื ทง้ั ๆ ทร่ี ะดบั ความสงู
จากระดบั นา้ํ ทะเลไมม ากนกั แตก ลบั มคี วามเขยี วชอมุ ตลอดทงั้ ป ในชว งฤดแู ลง ก็
มีนา้ํ ไหลไมเคยขาด
63
ดวยเหตุนี้ พอเขาถึงเทศกาลสงกรานตชาวบานก็จะรวมตัวกันประกอบ
พธิ ี โดยตกลงกนั วา จะดาํ เนนิ การในชว งวนั ท่ี 15 หรอื ไมก ็ 16 เมษายน ของทกุ ป
เหตทุ ร่ี ะบไุ ว 2 วนั กเ็ นอ่ื งจากหากวนั ที่ 15 ตรงกบั วนั พธุ กจ็ ะเลอื่ นเปน วนั พฤหสั บดี
เพราะชาวบา นถือวา วนั พุธเปนวนั ไมด ไี มควรประกอบพิธีกรรมใดๆ
ในวนั งาน ราวบา ยเศษๆ แมน างเทยี มและนางแตง หรอื ผนู าํ แหง จติ วญิ ญาณ
ตามความเช่ือทองถ่ินซึ่งเปนผูหญิงจะเปนผูนําในการประกอบพิธี เหลาชาว
บานจะเอาฆองและกลองไปฉลองกันยกใหญ โดยรวมตัวกันที่วัดประจําหมูบาน
เพื่อเตรียมขบวนแหไปยังปาตนนํ้าบริเวณท่ีสิงสถิตวิญญาณ แตละครัวเรือน
จะจัดเตรียมเคร่ืองเซนเพื่อไหววิญญาณหรือสิ่งศักด์ิสิทธิ์ผีตนน้ํา เคร่ืองเซน
ประกอบดว ย เครื่องคาวหวาน เหลา ยาเสน เรือเงิน เรอื ทอง ปลาเงินปลาทอง
พรอมธงไปบวงสรวง ชาวบานบอกเลาวา เรือเงินเรือทองท่ีเอาไปลองก็เพื่อจะ
ใหน้ําไหลสะดวกไหลตลอดเวลา ปลาก็ใหปลาในชุมชนมีความอุดมสมบูรณ
เมอื่ ประกอบพิธกี รรมเสร็จตา งก็แยกยายกนั กลับบาน
ชาวบานนอหอกาํ ลังเตรียมทํา “ทงุ ” (ตุง)
เพ่ือใชป ระกอบพิธีสงกรานต
64
เดอื นหก: ไหวพ ระธาตุศรสี องรกั
แมพ ระธาตศุ รสี องรกั ศนู ยร วมจติ ใจคนดา นซา ยจะไมไ ดต งั้ อยหู ลายหมบู า น
ในดานซาย แตพระธาตุแหงน้ีกลับเปนศูนยกลางจิตใจของคนดานซายท้ังหมด
โดยเฉพาะกับงานประเพณีไหวพระธาตุศรีสองรักซ่ึงจัดขึ้นชวงเดือน 6 งานจัด
4 วัน 3 คืน ภายในงานจะมีหนวยงานราชการมาขายดอกไมธูปเทียนเพ่ือให
ผูคนท่ีมาเที่ยวงานไดซื้อทําบุญกับองคพระธาตุศรีสองรัก แตละคืนจะมีมหรสพ
ตลอดทั้งคืน
ตอนเชามีการบูชาองคพระธาตุศรีสองรักนําโดยเจาพอกวน เจาแมกวน
เจาแมน างเทียม พอแสน และนางแตง (ทั้งหมดเปน ผูนําทางจิตวญิ ญาณและผูใน
การประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อทองถ่ิน) ทุกคนมารวมตัวกันในบริเวณองค
พระธาตุศรีสองรักเพ่ือทําพิธีบูชาองคพระธาตุ เม่ือเสร็จพิธีแลวชาวบานที่มารอ
ลางองคพระธาตุ โดยจะนําน้ําใสถังหิ้วขึ้นมาใหเจาพอกวน พอแสนที่ขึ้นไปบน
องคพระธาตุเพอ่ื ทาํ การลา งธาตุ
วันสุดทายคือวันขึ้น 15 ค่ําเดือน 6 ชวงเชา จะมีชาวบานทั่วสารทิศ
ท้ังท่ีอยูในจังหวัดเดียวกันและตางทองถ่ิน ที่เคยบนไวกับองคพระธาตุศรีสองรัก
รวมถึงการบนเรื่องทํามาหากินทางการเกษตร เม่ือครบกําหนดจะมาแกบน
โดยนาํ เอาตนผงึ้ มาถวายองคพ ระธาตุศรอี งรัก
วิธีการทําตนผึ้ง ชาวบานจะนําเอาตนกลวยตนเล็กๆ มาตกแตงใบซ่ึงมี
ดวยกันหลายวิธี เชน วิธีแรกทําจากตนกลวยเล็กๆ หรือใชขี้ผ้ึงเปนแผนเล็กๆ
เอามาเสียบไมแลวนํามาปกตามตนกลวยเพ่ือใหสวยงาม วิธีที่สองคือใชไมไผมา
สานเปนแผนเล็กๆ มาเสียบกับไม แลวนํามาปกติดกับตนผึ้งเพ่ือใหสวยงามเปน
อันเสรจ็ พรอ มท่ีจะนํามาถวาย (ตนผง้ึ มี 2 ขนาด คอื ใหญและเลก็ )
ชวงกลางวันของงานจะมีการบวชพระ ณ บริเวณองคพระธาตุศรีสองรัก
การบวชพระนี้ถือเปนความเช่ือท่ีมีมานานแลววาชาวไทยท่ีมีอายุ 20 ปข้ึนไป
ถา ไดบ วชในงานพระธาตแุ ลว จะไดบ ญุ วาสนา มหาศาลและปฏบิ ตั สิ บื สานประเพณี
ต้งั แตบัดนัน้ จนมาถึงปจ จุบัน
65
พระธาตศุ รีสองรักศูนยร วมศรัทธาของคนดา นซายและผนู ับถือทวั่ ไป
เดอื นเจ็ด : แฮกนา/ไร
เม่อื ถงึ เดอื น 7–8 ฝนเริ่มลง ชาวบานเร่มิ ทําไรท าํ นา กอ นดาํ นาหรอื หวาน
ขา ว ชาวบา นตอ งประกอบพธิ แี ฮกนา/ไร ดว ยการทาํ คนั แฮกใหส งู จากคนั นา โดย
ใชไ มต อกยาวราว 2-3 เมตร สานเปน รปู ปลาแขวนไวด า นทา ย พรอ มสรา งตบู นอ ย
ปกไวก ับคันแฮกท่ีนา/ไร แลวปก ตนขาว 9 ตน พรอ มทอ งคาถา
นอกจากน้ี ท่ีบานนาหอจะประกอบพิธีไหวภูผาแดด โดยจะปฏิบัติหลัง
“เลย้ี งป” หรอื “ดงหอ” เลยี้ งผหี มบู า นเสรจ็ แลว หรอื ราวแรม 7-8 คาํ่ ชาวนาหอ
และหมบู า นใกลเ คยี งจะรว มทาํ บญุ สว นทม่ี าของชอ่ื ภผู าแดด เพราะชาวบา นเชอื่
วา ภูผาแดด เปนภูเขาศักด์สิ ิทธมิ์ วี ิญญาณของบา วนอยภผู าแดดสงิ สถติ อยู บา ว
นอยภูผาแดดเขาไปเปน บรวิ ารของเจา พอ หาญหา ซึ่งเปน เจาบา นประจาํ หมบู าน
(หมบู า นนผี้ สมผสานความเช่ือผเี ขา ดวยกันโดยไมแบงแยกผีบาน ผีปา ผวี ัด ผนี ้าํ )
พิธีกรรมสําคัญประกอบดวย เม่ือไปถึงภูผาแดดแลว ลูกบานหลานเมือง
กลมุ หนง่ึ จะแตงเครือ่ งบูชาบรเิ วณท่ีแขวนตุง หรือบรเิ วณประกอบพธิ กี รรมเทศน
มาลยั หม่นื มาลยั แสน เครอ่ื งถวายเปน เครอื่ งรอ ยเครือ่ งพัน โดยจะนํามาวางไวท ัง้
66
4 ทิศ (รอบมณฑลพิธี) ลูกบานหลานเมืองอีกกลุมหนึ่งพรอมพระสงฆจะไป
ประกอบพิธีสรงนํ้าพระเจานอย (พระพุทธรูปเล็ก) ท่ีถํ้าพระ เม่ือถึงถํ้าพระก็จะ
แตงเครื่องถวายเปนขัน 5 และขัน 8 แลวนําพระเจานอยลงผลัดเปล่ียนเครื่อง
ทรงเปนผาสีขาว กอนสรงนํ้าพระจะมีการสวดมนต พระสงฆจะใหพรแลวก็จะ
สรงนํ้าพระเจา นอย
เมอ่ื สรงนา้ํ เสรจ็ จะเปน พธิ เี วรตงุ (เวยี นธง) กอ นนาํ พระเจา นอ ยประดษิ ฐาน
ณ ถาํ้ พระตามเดมิ หลังจากนน้ั จะมีพธิ ีจดุ บ้งั ไฟเพ่ือเฉลิมฉลอง มีการปกธงถวาย
เจาภูผาแดดเพื่อขอฟาขอฝน แลวเดินทางกลับมายังลานพิธีกรรม ซ่ึงมีการจัด
สถานที่โดยนําเคร่ืองรอย เครื่องพัน (เย็บเปนกรวยใบไมขางในบรรจุอาหารการ
กนิ อยางละเล็กอยางละนอย) ไปวางไวบริเวณมณฑลพธิ ี (สที่ ศิ )
พิธีกรรมตอมาคือ ถวายเพลแดพระสงฆ เสร็จแลวนิมนตพระสงฆเทศน
มาลยั หมน่ื มาลยั แสน (คลา ยงานบญุ หลวง) ในระหวา งเทศนร า งทรงบา วนอ ยกจ็ ะ
จดุ เทยี นบรเิ วณเครอ่ื งรอ ย เครอ่ื งพนั ทง้ั สท่ี ศิ เปน นยั ยะวา เจา ภผู าแดดและบรวิ าร
มารว มฟง เทศนม าลยั หมนื่ ดว ย รา งทรงและผมู ารว มพธิ กี รรมในขณะฟง เทศนก จ็ ดุ
เทยี นดว ยเชน เดยี วกนั การจดุ เทยี นในขณะฟง เทศนน นั้ มคี วามหมายถงึ ความอดุ ม
สมบรู ณ ความเจรญิ รงุ เรอื งของบา นเมอื งตอ ไป เมอ่ื พระสงฆเ ทศนจ บกม็ กี ารกรวด
น้ํา รับพร และนิมนตพระสงฆกลับวัด สวนฆราวาสผูประกอบพิธีก็เคล่ือนมายัง
หนา ผาหินดา นทศิ ตะวนั ออก มกี ารแขวนตงุ รางทรงบา วนอยภูผาแดดจะอธิฐาน
จิตขอใหฟา ฝนตกตอ งตามฤดกู าล เสร็จแลวมกี ารจดุ บ้งั ไฟเพือ่ เส่ียงทายฟา ฝน 3
ครงั้ (บั้งที่ 1 เปน บัง้ ไฟของเจา พอ บั้งที่ 2 เปน บ้งั ไฟของเจาแม และบ้ังที่ 3 เปน
บ้ังไฟของบาวนอยภูผาแดด)
หลงั จากนน้ั มกี ารอญั เชญิ เจา ภผู าแดดมาประทบั ทรงเพอื่ ไดไ ตถ ามเกยี่ วกบั
ฟา ฝน ปญ หาบา นเมอื ง บา วนอ ยภผู าแดดกจ็ ะฟอ นเลน กบั บรวิ ารอยา งสนกุ สนาน
เสร็จแลวก็จะถวายขันดอกไม และกลาวคําขอฟาฝน ขอความสุข จากบาวนอย
ภูผาแดด
67
จากพิธีกรรมดังกลาวน้ีจะเห็นวา เปนการผสมผสานความเชื่อทางศาสนา
ระหวา งพทุ ธและผี สอื่ ความหมายวา พน้ื ทศี่ กั ดสิ์ ทิ ธแ์ิ หง นเี้ ปน ความศกั ดสิ์ ทิ ธดิ์ ว ย
กระบวนทศั นดงั้ เดิม (ผ)ี และกระบวนทศั นทางพทุ ธศาสนา อีกทั้งสอ่ื ความหมาย
วาเจาภูผาแดดเปนผีปาผูยึดม่ันในศาสนา การท่ีชุมชนมาทําบุญท่ีภูผาแดดน้ัน
มีเปาหมายเพื่อแสดงความเคารพตอบาวนอยภูผาแดด (ส่ิงเหนือธรรมชาติ) มา
ถวายอาหารผา นเครอ่ื งรอ ยเครอ่ื งพนั ซง่ึ สอื่ ความหมายถงึ อาหารอนั อดุ มสมบรู ณ
สรา งความอมิ่ หนาํ สาํ ราญ ความสนกุ สนาน ความเบกิ บานใจแกบ า วนอ ยภผู าแดด
ซ่ึงเช่ือวา เม่ือบาวนอยภูผาแดดไดรับความพึงพอใจก็จะบันดาลฟาฝนใหตกตอง
ตามฤดูกาล นับไดวาศาสนาและอาหารคือเคร่ืองตอรองตออํานาจของสิ่งเหนือ
ธรรมชาติเพื่อสรา งความพึงพอใจ และนํามาซง่ึ ความอุดมสมบรู ณ
เดือนแปด : บญุ หลวงและบญุ เขาพรรษา
โดยท่ัวไป งานบุญหลวงของชาวอีสานมักจัดชวงเดือน 4 แตดานซาย
จัดข้ึนในเดือน 8 หลังจากงานบุญหลวงวัดโพนชัยบานดานซายจัดเสร็จส้ินแลว
เหตุท่ถี ือเชน น้เี พราะถือวา วัดโพนชยั เปนวัดเกา แกข องอําเภอดา นซา ย ตอ งใหว ดั
เกาแกประกอบพธิ กี อ น แลวคอ ยจัดบานนาเวยี งใหญ บานนาทมุ และบา นนาหอ
สว นหมบู า นอน่ื ๆ ไมม กี ารประกอบพธิ บี ญุ นเี้ พราะเปน หมบู า นทจี่ ดั ตงั้ ขนึ้ ใหม หาก
จะเขา มารวมพิธงี านบญุ หลวงตอ งเดนิ ทางมาประกอบพธิ ีทวี่ ดั โพนชยั ศูนยกลาง
ของอาํ เภอดา นซา ย
งานบญุ หลวงมกั จดั ขนึ้ 4 วนั คอื วนั แรกคอื วนั แตง วดั วนั ทส่ี องเปน วนั โฮม
วนั ที่สามเปน วนั แหพ ระ ทายสุดเปนวนั ฟง เทศน ส่ิงที่นาสนใจคอื ในชว งเย็นของ
วนั แหพระจะมกี ารจดุ บ้ังไฟ นอกจากจะเปนการแขงขนั ระหวางหมบู า น หากแต
ยังเปนการเสี่ยงทายวาฟาฝนปนี้จะตกเปนเชนไร โดยดูจากบ้ังไฟแสนหรือบั้งไฟ
บ้ังแรก หากขึ้นสูงก็แสดงวาฝนตกชุกดี หากข้ึนตํ่าก็แสดงวาแนวโนมปน้ีฝนจะ
แลง เปน ตน ในบรบิ ทดงั กลา วการจดุ บงั้ ไฟจงึ เปน การพยากรณส ภาวะอากาศตาม
แบบฉบบั ชาวบา นทหี่ าใชม งุ เนน ความแมน ยาํ ในการพยากรณ หากแตม งุ เนน เพอ่ื
ใหชาวบานเตรียมตัวและเตรียมใจในการทําการเกษตรอยบู นความไมประมาท
68
งานบุญหลวงมีความสัมพันธกับลําน้ําหมันชวงการเบิกพระอุปคุตจะทํา
ขน้ึ กอ นงานบญุ หลวงประจาํ ปจ ะจดั ขนึ้ ตงั้ แตเ วลา 04.00-05.00 น. จะเชญิ หรอื
นิมนตพระอุปคุตเขามาประดิษฐานไวที่วัด โดยเชิญกอนหินจากลําแมนํ้าหมัน
ซึ่งเปนแมนํ้าท่ีอยูใกลวัดโพนชัย สมมุติวาเปนพระอุปคุต นํามาประดิษฐานไวที่
หออุปคุตขางศาลาโรงธรรมทเี่ ตรยี มจัดไวแลว การเชิญพระอุปคตุ มาไวในบริเวณ
งาน ชาวบานเชอ่ื วา พระอุปคตุ จะสามารถปอ งกันเหตเุ ภทภัยตางทีจ่ ะเกิดขน้ึ ได
ชาวบานยังเลาวา หากปไหนมีเหตุการณแปลกๆ เกิดขึ้นขณะท่ีไปงม
พระอปุ คตุ มา เชน มีสุนขั ว่ิงตดั หนา พระอปุ คุต ก็มักจะเกดิ ความวนุ วายเกดิ ขึน้ ใน
งานบญุ หลวง ผคู นจะทะเลาะววิ าทกนั มกี ารไลฟ น ไลแ ทงกนั เลอื ดสาดเตม็ งานวดั
สว นมลู เหตดุ งั้ เดมิ ทจ่ี ะมกี ารนมิ นตพ ระอปุ คตุ มเี รอ่ื งเลา วา พระอปุ คตุ เปน
พระเถระผมู ฤี ทธ์ิ ไดเ นรมติ กฏุ อิ ยกู ลางมหาสมทุ ร ครง้ั พระเจา อโศกมหาราช ทรง
รวบรวมพระสารรี กิ ธาตขุ องพระพทุ ธเจา จากทตี่ า งๆ เอามาบรรจไุ วใ นพระสถปู ที่
พระองคท รงสรา งขนึ้ แลว เสรจ็ และจะจดั งานฉลอง พระองคท รงพระปรวิ ติ กถงึ มาร
ทีเ่ คยเปน ศตั รูกบั พระพุทธเจา เกรงวาการจดั งานจะไมปลอดภัย จึงมีรับส่ังใหไป
นมิ นตพ ระอปุ คตุ มาในพธิ ี ฝา ยมารพอรวู า พระเจา อโศกมหาราชจะฉลองพระสถปู
จึงมาบันดาลฤทธิ์ตางๆ พระอปุ คตุ จึงบนั ดาลฤทธ์ิตอบ ในคร้ังสดุ ทา ย พระอปุ คตุ
เนรมิตเปนสุนัขเนาแขวนคอมารไว มารไมสามารถแกได เอาไปใหพระอินทรแก
ให พระอนิ ทรก็แกไ มไ ด มารจึงยอมสารภาพผิด พระอุปคุตแกใ หแลว กักตัวมาร
ไวบ นยอดเขา เสรจ็ พธิ แี ลว จงึ ปลอ ยตวั มารไป พระเจา อโศกมหาราชและผมู ารว ม
งานจึงปลอดภัย
ดว ยเหตนุ ้ี เมอื่ มพี ธิ ที าํ บญุ เกย่ี วกบั พระศาสนาทใี่ หญโ ต เชน บญุ พระเวส จงึ
นมิ นตพ ระอปุ คตุ มาในงานเพอื่ เปน การปอ งกนั พยนั ตรายตา งๆ และใหเ กดิ สวสั ดมี ี
ชยั สาํ หรบั การเบกิ พระอปุ คตุ ของงานบญุ หลวงอาํ เภอดา นซา ย แมว า ระบบนเิ วศ
ของแมนํ้าหมันจะเปล่ียนแปลงไปอยางไร พิธีการและความเชื่ออันน้ียังคงอยูกับ
ชาวอําเภอดานซา ยตลอดมา
69
บุญเขาพรรษา: บุญเขาพรรษามีการทําบุญ ฟงเทศนการถวายผา
อาบน้าํ ฝน เวยี นเทียนและแหเทยี นเขา พรรษา โดยมีการหลอหรอื แกะสลกั เทยี น
เขาพรรษามาประกวดกัน การถวายเทียนมีวัตถุประสงคใหพระสงฆไดใชสอยใน
การปฏิบัตศิ าสนกจิ และศึกษาพระธรรมวนิ ยั
ไหวภูอังลัง: ประเพณีบูชาภูอังลัง เปนประเพณีที่แสดงถึงภูมิปญญา
ของชุมชนบานนาเวียงใหญตอวิถีการจัดการนํ้าและผืนปา ในปนี้พิธีบูชาภูอัง
ลัง ตามประเพณกี าํ หนดเอาขนึ้ 15 คํา่ เดอื น 8 ของทกุ ป ในปน้ีซง่ึ ตรงกบั วนั ท่ี
30 มิถุนายน 2558 เปน วนั เลยี้ งภอู งั ลงั หามเลีย้ งในวนั พุธ (หากมคี วามจําเปน
ตองเล้ียงวันพุธ วันพฤหัสบดีกวนจ้ํา (ผูนําจิตวิญญาณในการประกอบพิธีกรรม)
จะตองข้ึนไปบอกใหเสวยอีกรอบ) โดยนิมนตพระสงฆจากวัดโพธ์ิศรี จํานวนไม
จาํ กดั ทสี่ ามารถเดินขึ้นภูอังลังได
เม่ือถึงวันงาน หลังพระสงฆฉันภัตตาหารเชาแลวเสร็จ พระสงฆพรอม
ชาวบาน เดก็ ๆ เดนิ แหเปน ขบวนขึ้นไปที่ภูอังลงั พรอ มกบั ตฆี อง ตกี ลอง และฉาบ
เพอ่ื ความสนุกสนาน และเปน สญั ญาณของการไปประกอบพิธกี รรม เหนอ่ื ยกพ็ ัก
ระหวางทางเพราะภูอังลังคอนขางสูง แตจะตองข้ึนไปใหถึงกอนเท่ียง ใหทันฉัน
เพล และประกอบเพอื่ พิธกี รรม ตามความเช่อื ดัง้ เดมิ ขณะเดนิ ขนึ้ ภอู ังลงั ไมค วร
ดื่มน้ําและใหเ ดินดวยเทาเปลา
เมอ่ื ถงึ บรเิ วณทปี่ ระกอบพธิ กี รรมจะมลี านหนิ สองขา งมรี อ งหนิ เปน แนวกน้ั
ทุกคนจะตองถอดรองเทา หามผูหญิงลุกล้ําเขาไปในพ้ืนที่ของพระสงฆและ
ผูชาย ในอดีตรองหินน้ีมีน้ําซึมน้ําซับตลอดทั้งป ชาวบานไดตักใชสอยตางๆ
ในการเตรียม เชน ลางมือ รวมถึงเลนน้ําสนุกสนาน หลายปแลวท่ีน้ําแหงขอด
ไมม กี จิ กรรมดงั กลา ว เมอ่ื ไปถงึ ชาวบา นจะแตง เครอื่ ง 120 ประกอบดว ย แกงสม
(แกงหนอ ไมดอง) แกงหวาน เมีย่ ง ออย หมากพลู ของหวาน ของคาว ผลไม และ
นาํ้ ทาํ จอก (กระทงทาํ จากใบไม จาํ นวน 120) เพอื่ ใสเ ครอื่ งถวาย นอกจากนนั้ ยงั
มบี ัง้ ไฟ 4 หาง ทุงยาว 5 หาง (ธงชาตินํามาเพม่ิ ภายหลัง แตไมเ กยี่ วกบั พธิ ีกรรม)
หลังเตรียมเสร็จแลว กวนจ้ําก็ยกไปวางไวหิ้งท้ังส่ีทิศ หิ้งละ 25 จอกและห้ิงอีก
70
1 ท่ี 20 จอก ขันหา ขันแปด กวนจํ้าก็เรียกเจาที่ เทพยดา มาเสวย เรียกเจา
ภูผาแดด ผาได ผาดาง และทา วแสนลอ ทา วแสนหลอ ทาวกอฟา กอฝน มาเสวย
ดวยกนั พรอมกบั ขอใหฝ นฟาตกตอ งตามฤดกู าล มคี วามอดุ มสมบูรณ
หลังจากนั้นเปน พธิ ีถวายเพลแดพระสงฆ นมิ นตพระสงฆเทศนมาลยั หมื่น
มาลยั แสน (คลา ยงานบญุ หลวง) กอ นทก่ี วนจา้ํ จะประกอบพธิ ตี อ เพอ่ื ขอฟา ขอฝน
ใหตกตามฤดกู าล ขอใหมีน้ําไวใ ชใ นนา ขอเจา ปาเจา เขาและเหลาเทวดาทัง้ หลาย
ไมวา จะเปน ภอู ังลัง ภูผาแดด ภผู าได ผาดา ง มารวมเพือ่ เปนสกั ขีพยาน เพือ่ ให
ชาวบานอยูเยน็ เปนสุขหมดเคราะหห มดโศก ขอใหท ํานาทาํ ไรไ ดผลอดุ มสมบูรณ
จะมีพิธีกรรมแขวนธงสักการบูชาภูอังลัง แลวจุดบั้งไฟเปนการเสี่ยงทายวาปน้ี
ปรมิ าณนา้ํ ฝนจะดไี หม ถา ฝนดจี ะไดท าํ นา บง้ั ไฟทจี่ ดุ เสย่ี งทายขนึ้ ดี ถา ไมม ฟี า ไมม ี
ฝนบง้ั ไฟทจ่ี ดุ จะไมข นึ้ จากการเสยี่ งทายน้ี ทาํ ใหช าวบา นนาเวยี งและหมบู า นใกล
เคียงนํามาประกอบการวางแผนการเพาะปลูกประจําป เสร็จพิธีแขวนทุงแลวก
วนจ้าํ จะทําพธิ คี ารวะ เปน การขอขมาตอเจาภูองั ลังหากมขี อผิดพลาดประการใด
เสร็จแลวกจ็ ะนํากราบลา
การเปนตัวแทนของกวนจ้ําจะถูกคัดเลือกโดยเจาภูอังลังผานพิธีกรรม
เลี้ยงเจาบาน ซ่ึงจะมาเขาทรงเพื่อเลือกบุคคลที่พึงพอใจมีความซื่อสัตย เปนคน
มศี ีลธรรม มีความเหมาะสมทีจ่ ะเปนผนู ําทางจิตวญิ ญาณ จะเห็นวา การคดั เลอื ก
กวนจา้ํ ผา นพธิ เี ลยี้ งหอเจา บา น การกาํ หนดใหพ น้ื ทภี่ อู งั ลงั เปน พน้ื ทศี่ กั ดส์ิ ทิ ธดิ์ ว ย
โลกทัศนทางพุทธศาสนาและโลกทัศนดั้งเดิมแลว บรรพชนของผูคนลุมนํ้าหมัน
ยังผูกโยงเรื่องเลาตํานานภูเขาเพื่อใหเปนพื้นท่ีศักด์ิสิทธิ์ ผานเรื่องของหนองน้ํา
ศกั ดส์ิ ทิ ธิ์ เชอ่ื วา บนยอดภอู งั ลงั มหี นองนา้ํ ทใ่ี สสะอาด มกี ลว ย มอี อ ย คนทพ่ี ลดั หลง
เขา ไปสามารถดม่ื กนิ ไดแ ตไ มส ามารถนาํ้ กลบั ได เพราะจะทาํ ใหห ลงทางกลบั บา น
หรอื บนภอู งั ลงั มถี าํ้ ศกั ดสิ์ ทิ ธิ์ เปน ทสี่ ถติ ของลกู แกว ทกุ วนั พระจะเสรจ็ ไปทางภผู า
แดดเพราะเปนเปน เสี่ยวกนั หรอื บางวันเสดจ็ ไปทางพระธาตุศรสี องรัก เมอื่ เสด็จ
ถึงปากถ้ําจะมีเสียงปดถ้ําดังสนั่นหว่ันไหว หรือมีเรื่องเลาวากอนฝนตกจะมีเงือก
บุเปน ทาง
71
พิธีบูชาภูอังลัง เปนปรากฏการณหน่ึงท่ีแสดงถึงภูมิปญญาของผูคนลุม
น้ําหมันที่มีตอการจัดการปาไมและการจัดการน้ําแบบด้ังเดิม ดังขอความที่วา
จากสภาพภูมิประเทศที่ประกอบไปดวยภูเขาสูง ที่ราบเชิงเขา สลับกับที่ราบลุม
สง ผลใหว ถิ ชี วี ติ ของผคู นประกอบอาชพี การเกษตรซง่ึ ตอ งอาศยั แหลง นาํ้ ธรรมชาติ
การดาํ รงชพี ทต่ี อ งอาศัยผนื ปาเปนแหลง อาหารเชน เห็ด ผกั ปา สัตวปา ตลอดท้งั
ความเชอื่ ดงั้ เดมิ ของกลมุ ชน ซง่ึ มบี รรพบรุ ษุ เปน ลาวลา นชา ง จงึ มกี ารปรบั ตวั ตอ สงิ่
แวดลอ มหรอื พน้ื ทท่ี างกายภาพทอ่ี าศยั อยู ตลอดจนมที ศั นะตอ สง่ิ เหนอื ธรรมชาติ
ที่เปนแมนํ้า ภูเขาศักดิ์สิทธ์ิวาเปนที่สถิตของสิ่งศักด์ิสิทธ์ิ ผูคอยปกปองผืนปาซ่ึง
เปนแหลงตนน้ําสําคัญของชุมชน กอเกิดสํานึกรวมการอยูรวมกันของผูคนผาน
สัญลักษณตํานาน พิธีกรรมและเร่ืองเลาภายในพ้ืนท่ีวัฒนธรรมเดียวกัน ดังคํา
กลาวท่ีวา “ความสัมพันธของมนุษยกับอํานาจเหนือธรรมชาติ โดยมีสัญลักษณ
เปนศูนยกลางของจักรวาลของผูคนในทองถิ่นน้ี จะเช่ือมโยงและเกาะเกี่ยวให
คนในทอ งถนิ่ ตา งชมุ ชน และตา งเผา พนั ธอุ ยรู ว มกนั ในบา นเมอื งเดยี วกนั อยา งราบ
รื่น นอกจากระบบสัญลักษณท่ีเปนจักรวาลของทองถ่ินแลว ยังแฝงไวดวยการมี
อํานาจเหนือผูคน ท่ีดิน ท่ีน้ํา สภาพแวดลอมของทรัพยากรตางๆ ของทองถ่ิน
ดว ย อํานาจเหนือธรรมชาตเิ หลา นี้ทาํ ใหเ กิดจารตี ประเพณี พิธีกรรมและรูปแบบ
เชิงสญั ลกั ษณต างๆ ทท่ี ําใหคนรว มทองถ่นิ เดยี วกนั ตอ งเช่ือตอ งฟง ตอ งปฏิบตั ”ิ
เดือนเกา: บญุ ขาวประดับดิน
บุญขาวประดับดินเปนฮีตของการทําบุญเล้ียงผี เปรตและอุทิศบุญกุศล
ใหแกผูลวงลับไปแลวโดยมีความเชื่อวาในกลางคืนของวันแรมสิบส่ีคํ่าเดือนเกา
ประตูนรกจะเปดใหผูลวงลับไปแลวออกมาเย่ียมญาติที่อยูโลกมนุษย ดังนั้น
ชาวบานจึงตั้งใจเตรียมขาวปลาอาหารไวทําอุทิศใหแกบรรพบุรุษหรือญาติมิตรท่ี
ลว งลบั ไปแลว โดยเฉพาะกบั ผไี มม ญี าติ ดวยการนาํ เอาอาหารไปวางไวต ามตน ไม
ในวัดหรือทางเขาหมูบาน ใหผูลวงลับเหลาน้ันไดรับบุญ ไมลําบากในชาติภพท่ี
ไปอยู ถือเปน การกตญั รู ูคณุ คนอีกรปู แบบหนงึ่ อยางไรกต็ าม บางหมูบ า นก็ไมมี
72
การประกอบพีกรรมนี้ เชน บานกกเห่ียน เพราะแตเดิมไมมีวัดและไมปฏิบัติทํา
ประเพณีนี้มานาน
เดอื นสบิ : บญุ ขา วสาก
เดอื นสบิ ทาํ บญุ ขา วสาก ตรงกบั วนั ขนึ้ 15 คา่ํ เดอื น 10 สมยั กอ นจะทาํ แบบ
ตามมตี ามเกดิ ใชส ง่ิ ของทหี่ างา ยในหมบู า น เชน จะนาํ สง่ิ ของทกี่ นิ ไดท ง้ั อาหารสด
และอาหารแหง ใสลงไปในกรวยขาวสาก เม่ือเตรียมเสร็จแลวจะนําเอาไปถวาย
ใหก บั พระสงฆท ี่วดั ในตอนเชา เพ่อื จะไดทาํ พธิ ีสวดสงไปให ผูท่ีลว งลบั ไดร บั เอา
สิ่งของตางๆ ที่ญาติไดอุทิศไปให เปนอันเสร็จพิธี สวนปจจุบัน ชาวบานจะสาน
กรวยดวยไมต อก เปนชะลอมเอาขนม ผลไม ขาว ใสใ นชะลอม เอาไปวัด ถวาย
พระโดยเจาของกรวยขาวสากจะเขียนชื่อผูที่ลวงลับไปแลวติดไวท่ีกรวยขาวสาก
เพอื่ เปน การอทุ ศิ สวนกุศลไปใหผูท ลี่ ว งลบั ไป เปน อันเสร็จพิธที าํ บญุ ขา วสาก
บุญขาวสาก เปนประเพณีของคนสมัยกอนท่ีมีการทําตอเนื่องมาเร่ือยๆ
จนมาถึงสมัยปจจุบัน นําเครื่องเซนวางตามตนไมเพื่อใหผูลวงลับมามารับเอาไป
เมื่อเสร็จพิธีจึงจะใหญาติโยมที่มาทําบุญเก็บเอามาคืนเพื่อนําไปวางท่ีหัวไร
ปลายนาของตนเอง โดยหวังใหเกดิ สิริมงคลในไรนาตัวเองไปดว ย
เดอื นสบิ เอ็ด: บุญออกพรรษา
บญุ ออกพรรษาตรงกบั ชว งเดอื น 11 ของทกุ ป หลงั จากพระสงฆจ าํ พรรษา
ครบ 3 เดือน ชาวบา นในสมัยกอนจะมารวมตวั กันทวี่ ดั ทง้ั ชว งเชา และเย็น กลาว
คอื ชว งเชาจะมีการแหต นผ้ึงและตนผา ปารอบวัด 3 รอบ เพ่ืออุทิศไปใหผทู ล่ี วง
ลับไดร บั สวนกุศลที่ญาตทิ ําบญุ สวนตอนเยน็ จะทาํ เหมือนตอนเชา คือ จะมกี าร
แหตนผง้ึ และตนผา ปา รอบวดั 3 รอบ หลงั แหเ สร็จแลว จะนําไปถวายใหกบั พระ
สงฆ เพ่ือใหพ ระสงฆท ําพิธีอทุ ิศสวนกศุ ลไปใหก ับผทู ่ลี ว งลับไปแลว มารบั สวนบุญ
ไป สวนตอนกลางคืนท่ีบานนาเวียงใหญจะมีการลองเรือไฟโดยใชลํากลวยมาทํา
เปนแพ และประดับดวย แสงเทียน ลองไปตามแมนํ้า และพิธีเสร็จก็ประมาณ
3 ทุม
73
ปจ จบุ นั บญุ วนั ออกพรรษาจะมชี าวบา นในหมบู า นนาเวยี งใหญแ ละหมบู า น
ใกลเ คยี งมารว มทาํ บญุ กนั มากกวา แตก อ น การทาํ บญุ ในตอนเชา และตอนเยน็ ยงั คง
เหมอื นเดมิ แตท เี่ ปลยี่ นแปลงไปบา งคอื มกี ารละเลน ของคนสมยั ใหมท สี่ นกุ สนาน
คอื มีคนหนมุ สาว เดก็ ๆ ในหมูบ านจะมีการจดุ พลุ ประทดั ดอกไมไ ฟ เพือ่ สราง
สีสันใหก บั งานวันออกพรรษา จนถงึ เวลา 23.00 น. จะหยุดการละเลน ทกุ อยาง
เปน เสรจ็ พิธีงานวนั ออกพรรษา
นอกจากน้ี ในสวนของบานนาเวยี งใหญ กอนวันออกพรรษา 2 วนั ยงั มี
การทาํ ปราสาทผ้ึงและเตรยี มงานไหลเรอื ไฟ ทีแ่ มน ํา้ หมนั เพือ่ บชู าพระแมค งคา
ทางหมูบานจะจัดเตรียมหาไมไผเพื่อสรางปราสาทผ้ึงและเรือไฟ อุปกรณในการ
ทาํ ตน ผ้งึ จะใชไ มไผสานเปน โครงข้ึนเปน รปู ตนประสาทผึง้ จํานวน 1 ตน เมอื่ สาน
เสร็จจะนํากาบกลวยไปโอบรอบตนปราสาทผ้ึงกอนที่จะสลักเปนลวดลายตางๆ
เม่ือทําเสร็จแลวชาวบานก็จะนําเทียนหลอกอนเล็กๆ มาติดตามตนประสาทผึ้ง
เพ่ือใหสวยงาม พอตกเย็นชาวบานจะนําตนประสาทผึ้งไปแหรอบวัด 3 รอบ
กอ นนาํ ไปถวายพระภิกษสุ งฆ เปนอนั เสร็จพธิ ี
สวนตอนกลางคืนจะมีการลองเรือไฟ วัสดุสําคัญในการทําเรือไฟคือตน
กลวยนํามาทําเปนเรือแพกอนท่ีจะนําไมไผมาสานเปนรูปจระเข เรือ และมา
แลว ใชก าบกลว ยมาโอบรอบจระเข เรอื และมา กอ นตกแตง ประดบั เทยี นใหส วยงาม
ในตอนกลางคืนก็จะมีการนําเรือไฟออกมาลองไปตามลํานํ้า เปนอันเสร็จพิธีวัน
ออกพรรษา
นอกจากนี้ หากเปนสมัยกอน ยังพบบุญบ้ังไฟที่วัดโพนชัยเชนกัน ผูเฒา
ผูแกเลาวา การไหลเรือไฟปฏิบัติมาต้ังแตเด็กที่จําความไดก็ยึดถือเปนประเพณี
มาโดยตลอด ไมทําไมได เช่ือกันวาถาไมไหลเรือไฟจะเกิดเหตุการณไมดีขึ้นกับ
บานเมือง ฝนจะตกตองตามฤดู ถึงฤดูไหลเรือไฟก็จะชวยกันไปตัดไมมาทําเรือ
ทํารปู จระเข ทาํ ตน ผง้ึ แลวจึงจะประกอบพธิ กี รรมกนั
74
จากการไหลเรือไฟก็เร่ิมมีการแขงเรือเกิด ซึ่งการแขงเรือเร่ิมมีเมื่อราวๆ
พ.ศ. 2470 ซ่ึงจากคําบอกเลาของยายคําบอ บอกวา ยายอายุประมาณ 10-
12 ป เปนสาวนอย (ต้ังแตนมยังไมข้ึนแปง วาอยางนั้น) มีการจัดแขงสมัยท่ี
หลวงพอขาว เปนเจาอาวาสวัดโพนชัย เรือท่ีมาแขง มาจากหลายหมูบาน เชน
บานนาดแี ละนาหอ เปนตน ทาน้ําท่ใี ชแขง ก็ใชท ี่ทา วังเหวโปด (บริเวณบา นเหนือ
หมทู ่ี 2 ปจจุบนั ) ทา โฮง บนเรอื ที่แขง จะมีเรอื ผบู าว (ชาย) และ เรอื ผสู าว (หญิง)
น่งั ในเรอื
ในประมาณ พ.ศ. 2475-2478 คนดา นซา ยมกี ารระดมกาํ ลงั ไปลากไมท ่ี
บานหวยตาดมาทําเรือและทํากันนานถึง 3 ปจึงจะแลวเสร็จ การแขงเรือไดจัด
เปนประเพณีมาเร่ือยๆ จนกระท่ังหลวงพอขาวลาสิกขาบท หลังจากนั้นการแขง
เรอื ก็ไมคกึ คกั มากนกั มกี ารแขง ประปราย จนหยดุ แขง ไปปไ หนไมท ราบได
ความเชื่อ นอกจากการไหลเรือไฟแลว ชาวบานดานซายยังมีประเพณี
การสูตรมงคลบาน (ผามงคล) จะทํากันกอนวันเขาพรรษา แตงตามเจาบานเจา
เรือนใหอ ยเู ยน็ เปน สุขกันเหมอื นกับประเพณบี ญุ หลวง ตองทํากันทุกป มีบางชวง
ทคี่ นดา นซา ยไมท าํ กนั แตป จ จบุ นั นี้ เจา อาวาสวดั โพนชยั ฟน ฟปู ระเพณนี ข้ี น้ึ มาอกี
นอกจากประเพณีดังกลาวแลว หมูบานนาเวียงใหญรวมกับเทศบาล
ตําบลศรีสองรักรื้อฟนประเพณีแขงเรือในวันออกพรรษา เม่ือวันที่ 27 ตุลาคม
2558 ประเพณดี งั กลาวนี้ไดห ายไปจากชุมชนราว 50 ปม าแลว กิจกรรมสาํ คัญ
ในวนั ออกพรรษาไดแก การถวายตน ผงึ้ การแขง ขนั เรือกานกลว ย การไหลเรอื ไฟ
แมเปนการฟนฟูประเพณีในลักษณะการจําลอง แตก็ถือไดวาชุมชนไดสะทอน
ความคิดความสมั พันธของผคู นกบั ลุมน้าํ หมันท่ผี ูกพันมาอยางยาวนาน
75
ประเพณไี หลเรอื ไฟจดั ขน้ึ ชว งวนั ออกพรรษา โดยชาวบา นจะเตรยี มการทาํ
แพ ทาํ ตนผึ้ง แยกเปนกลมุ วัยรุนหรือวยั ทํางานกจ็ ะไปหาตดั ไมรวก ตดั ตนกลว ย
มาทําแพ สวนผูสูงอายุชายก็จะแยกไปทําตนผ้ึงหรือปราสาทผ้ึงแตสวนผูสูงอายุ
หญงิ กจ็ ะไปรวมกลมุ กนั ทําดอกผึ้งเพอ่ื มาประดบั ปราสาทผงึ้ สว นวยั รุนหญิงกจ็ ะ
แบงมาตกแตงเรือไฟ ในอดีตน้ันการไหลเรือไฟก็จะไหลแคเรือไฟ โดย สวนมาก
พระเณรในวัดจะเปนผูทําเรือไฟ แตในปจจุบันชาวบานจะเปนกําลังสําคัญหลัก..
ในการจดั งานไหลเรือไฟ
เดือนสบิ สอง: บุญกฐิน-แขง เรอื
บุญกฐินถือวาเปนฮีตสุดทายในรอบป การถวายผากฐินหรือทอดกฐิน
เปนประเพณีที่พุทธศาสนิกชนยึดถือปฏิบัติเหมือนกัน ในหวงเวลาเดียวกัน
ทุกภูมิภาค คือเริ่มทอดกฐินต้ังแต แรมหน่ึงค่ําเดือนสิบเอ็ดไปถึงวันเพ็ญหรือ
ขนึ้ สบิ หา คาํ่ เดอื นสบิ สอง เปน การถวายผา ไตรจวี รชดุ ใหมแ กพ ระสงฆผ ไู ดร บั ฉนั ทา
มตจิ ากชุมชนสงฆว า ดีงามและเหมาะสมที่จะไดร บั ผา กฐิน
การเตรยี มงาน “ไหลเรอื ไฟ” กจิ กรรมสวนหน่ึงของการรอ้ื ฟน วฒั นธรรม
ทจ่ี ัดขึ้นทบี่ า นนาเวยี งใหญชวงงานบุญออกพรรษา
76
ชมุ ชนใกลแ หลง นา้ํ จะมกี ารแขง เรอื เชอื่ มความสมั พนั ธไมตรรี ะหวา งคมุ หรอื
ระหวางหมบู า น หมบู า นใดที่อยูใ กลแมน ้าํ แหลงน้าํ จะจดั งานลอยกระทงติดตาม
มาเปนการบูชาสายนํ้า เปนการระลึกถึงบุญคุณของสายน้ําท่ีมีตอชีวิตชาวบาน
การลอยกระทงแทจริงแลวไมไดมีกลาวไวในฮีตสิบสองเลย แตความคลายคลึง
กับการไหลเรือไฟในเดือนสิบเอ็ดทําใหการลอยกระทงไมใชของแปลกใหมของ
คนดานซาย
จึงเห็นไดวา พิธีกรรมและแนวทางปฏิบัติในฮีตสิบสองจะมีความสัมพันธ
ใกลชิดกับพุทธศาสนา ความเช่ือ การทําบุญ การสรางความสามัคคีของคนใน
ชมุ ชน เปน กจิ กรรมทแี่ สวงหาความรว มมอื จากผคู นในชมุ ชนและมคี วามคาดหวงั
ใหเ กดิ สงบสขุ ในชมุ ชน โดยเนอื้ แทฮ ตี จงึ เปน เรอ่ื งของหลอ หลอมจติ ใจของผคู นใน
ชมุ ชนโดยผา นวตั รปฏบิ ตั แิ ละจารตี ตา งๆ อนั เปน การใหค วามสาํ คญั ดา นการสงั คม
77
ลาํ นํา้ หมัน: สายน้ําแหง ชีวิตและการเปลย่ี นแปลง
ลาํ นา้ํ หมนั มคี วามสมั พนั ธก บั คนดา นซา ยในหมบู า นลมุ นาํ้ หมนั ตอนตน ตอน
กลางและตอนปลาย อยางไมอาจแยกขาดจากกันทง้ั ในแงแหลง น้ําทาํ การเกษตร
สาํ หรบั ครวั เรอื นทม่ี พี น้ื ทรี่ มิ นาํ้ หรอื ในฐานะการใชส อยอปุ โภคและบรโิ ภค ตลอด
จนเปน แหลง อาหารใหช าวบา นอาศยั จบั สตั วน าํ้ เนอ้ื หาสว นนจี้ ะเปน การรวบรวม
คาํ บอกเลาของคนดานซายในหมบู านตา งๆ ทที่ ําใหเห็นภาพวถิ ีริมน้ําทว่ั ๆ ไป
วิถีริมน้ํา: ผูเฒาผูแกเชื้อสายไทดานเลาวา แมน้ําหมันเปนทุกอยางของ
ชีวิตคนดานซายในหมูบานตางๆ ท่ีต้ังอยูริมน้ํา อยางบางพ้ืนท่ี เชน ลุมน้ําหมัน
ตอนกลาง บริเวณเยื้องๆ วัดโพนชัยปจจุบันในตัวอําเภอดานซาย ลํานํ้าหมันจะ
กวา งมาก ริมนํา้ มหี ญารก แตนํา้ สะอาด ทกุ ครัวเรอื นจะใชอาบ ใชกิน เปนแหลง
หาอาหาร ขวางแหก็ไดปลาแกงตัวใหญๆ มาทํากิน พอถึงฤดูน้ําหลาก ลําน้ํา
หมันจะน้ําเออทวมทุกป ถือเปนเรื่องปกติ แตไมมีความเสียหายเกิดขึ้นมากนัก
ชาวบา นทีอ่ ยูริมนํา้ จะขามไปมาลําบาก ตองใชเรือ อยา งไรกต็ าม หากเกิดนํา้ ปา
ไหลบา กระแสนํ้าจะไหลแรง กัดเซาะตลิ่งพัง เกิดเปนเหว เวลาน้ําลดก็จะเปน
วังหรือเว้ิงนํ้าหมุน ซึ่งเปนที่อยูอาศัยของปา เชน วังเหวโปด (พัง) ท่ีบานเหนือ
นา้ํ หนาแลง กย็ ังลกึ หยง่ั ไมถึง และทว มหวั ก็มี
78
ในราวป พ.ศ. 2530 เกิดนํา้ ทว มใหญ ขณะเดียวกนั ลํานา้ํ หมนั เร่มิ ตน้ื เขนิ
หลังน้ําลด ทิศทางไหลของนํ้าเร่ิมเปล่ียนทิศทาง นํ้าเซาะตล่ิงพังมากขึ้น ทําให
พื้นดินริมฝงน้ําบางหมูบาน เชน บานนอยปจจุบันถูกทับทมมากข้ึน (มูลข้ึนมา)
สามารถเปน ทอ่ี ยูอ าศยั ไดหลายครอบครวั เมอ่ื กอนมเี พยี ง 6 หลงั คาเรือนเทา นน้ั
และมหี ลายพนื้ ทขี่ องแมน า้ํ หมนั ทที่ างนาํ้ เปลยี่ นทศิ ทางการไหลทาํ ใหเ กดิ ทดี่ นิ ใหม
ปรากฏการณด งั กลา วทาํ ใหบ างครวั เรอื นได “มลู ” หรอื ทดี่ นิ เพมิ่ ขน้ึ จากทด่ี นิ ใกล
นา้ํ หมันเพิม่ ข้ึนมา
การปลกู พืชริมน้าํ : การปลกู พืชรมิ นาํ้ เมอื่ กอ นชาวบานปลูกพืชผักกนิ เอง
เปน สว นใหญ เชน ผกั กาด ผกั ขม ผกั หอม ผกั ชี ผกั พรกึ หอม กระเทยี ม โดยเฉพาะ
หอมและกระเทยี มชาวบา นจะผง่ึ ใหแ หง แลว เกบ็ ไวก นิ ทง้ั ปแ ละแบง บางสว นไวท าํ
พนั ธเุ พาะปลกู ในปต อ ไป ตอ มาเรมิ่ มตี ลาดขายของเกดิ ขน้ึ คนรนุ ปยู า ยายอายมุ าก
ขน้ึ กเ็ ริ่มปลกู ผักกนั นอ ยลง ลูกหลานก็ไปเรยี นหนงั สือท่อี น่ื กันมากขึ้น จงึ ไมน ยิ ม
ปลกู ผกั และหนั ไปซอื้ จากตลาดเปน สว นใหญ ยกเวน คนทข่ี ยนั และตอ งการกนิ ผกั
ปลอดสารจงึ จะปลกู พชื ผกั กนิ เอง และยา ยพนื้ ทป่ี ลกู จากรมิ นาํ้ หมนั มาปลกู ทข่ี า ง
บา นมากขน้ึ และใชน า้ํ บอ หรอื นา้ํ ประปารดผกั แทนนา้ํ หมนั เพราะไกลนาํ้ เวลานาํ้
แหง จะลงไปลําบาก
การใชน ้ํา: สมยั กอ น ชาวบานจะใชน ้าํ หมันประกอบกิจกรรมตา งๆ เกอื บ
ทกุ อยา ง อาบน้าํ กิน ปลกู ผัก ชาํ ระลาง งานบุญประเพณี อยา งการแขงเรอื ไหล
เรอื ไฟ ฯลฯ เม่ือระบบนเิ วศนํา้ หมันเปล่ียนไป วิถกี ารดาํ เนินชวี ิตของผูคนจงึ เร่มิ
เปล่ียนตาม กลาวคือ เม่ือลําน้ําหมันเริ่มขุนแดงในฤดูฝนเปนเวลานาน ตางจาก
สมัยกอ น นํา้ ขนุ ไมก่ีวันกใ็ ส ชาวบา นกใ็ ชอาบและใชก ินไดเหมอื นเดิม เหตุที่ทําให
นา้ํ หมนั เรมิ่ ขนุ แดงเปน เวลานานเนอ่ื งจากการไถไ รบ นภเู ขาของชาวบา นในหมบู า น
พน้ื ที่สูง ทําใหเ มื่อนา้ํ ฝนไหลบ าจะชะลา งหนา ดนิ ไหลลงแมนาํ้ ดนิ ลูกรังแดงและ
ทรายจะไหลลงมาในลาํ นาํ้ หมนั ทาํ ใหข นุ แดงเปน เวลานาน ใชก นิ กไ็ มไ ด ประกอบ
กับหนาแลง นา้ํ จะแหง มาก
79
แตถึงกระน้ัน ผูคนก็ยังใชน้ําหมันอาบนํ้า ซักผา บางคนเอาผาเลือด
(ผาถุงท่ีแมหลังคลอดใส เพราะสมัยกอน ยังไมมีผาอนามัยใช ตองใชผาเต่ียวซับ
เลือด นํ้าคาวปลา) ไปซักในนํ้าหมัน ทําใหสกปรกไมสามารถกินได ประกอบ
กับ ชวงเวลาดังกลาว ทางราชการสรางระบบน้ําประปา เก็บคาบริการเดือนละ
10 บาท ใชเทาไหรก็ได สะดวก ไมตองลงไปหาบนํ้าเอง ก็ย่ิงเปนเหตุใหคนใช
นาํ้ หมันนอ ยลงไปเร่อื ยๆ
การทํานาก็ใชการสูบนํ้าเขานาแทนน้ําฝนหรือใชพัดนํ้า เพราะสะดวก
คนรนุ ใหมบ างคนทาํ พดั ไมเ ปน ยงุ ยาก ซอื้ เครอ่ื งสบู นาํ้ เรว็ กวา กนั บางครง้ั ลกู หลาน
ก็ไมไดอยูชวยทํานา เพราะตองไปทํางานที่อื่น สงเงินมาชวยคานํ้ามันทํานาก็มี
บางชวงของแมน้ําหมันต้ืนเขินมาก ทําใหเวลาน้ําไหลบาเกิดทวมนา ทํานาขาว
ไมได นํ้าเปลี่ยนทิศ ไหลเขานาหนอง (นาที่เปนท่ีลุม) นํ้าทวมนา ทํานาไมไดผล
เพราะนาํ หมนั บางชว งจะสงู กวา นาหนองมาก เชน ทงุ นาดี (บา นนาด)ี ทงุ นาหนอง
หวั นาก ทงุ นาชางหลม (รอยตอ ระหวางบา นนาดีกบั บา นหว ยปลาฝา)
การขุดลอกนา้ํ หมันยงั ทํามาตอเนื่องมาหลายทศวรรษ ในภาพเปน การขดุ ป พ.ศ. 2558
บรเิ วณบา นนาเวียงใหญแ ละหนองฟา แลบ
80
สวนเร่ืองของการขุดลอกลําน้ําหมัน ดําเนินการโดยรัฐตลอดตอเนื่องนับ
จากป พ.ศ. 2524 ที่เริ่มตนจากบานดานซาย และดําเนินการตอเนื่อง โดยจะ
ทําการขุดลอกหางกันแลวแตงบประมาณ โดยพ้ืนที่หมูบานท่ีไดรับการขุดลอก
อยูในหมบู า นตางๆ ของลุม นาํ้ หมันตอนกลางและลา ง
เรื่องการขุดลอกลํ้าหมัน ทําใหชาวบานเกิดมุมมองท่ีที่หลากหลายตอการ
พัฒนา โดยแบง เปน 2 แนวคิดหลกั ๆ คอื แนวคดิ แรกมองวา ชาวบา นสามารถ
กลับมาทํานาขาวกินได หลังจากท่ีนาถูกนํ้าทวมมาเปนเวลาหลายปแลว ตองซ้ือ
ขาวกิน น้ําหมันต้ืนเขิน มีแตทรายไหลเขาที่นา โดยเฉพาะนาท่ีลุม มีนํ้าขังทั้งป
ทาํ อะไรไมไ ด พอมกี ารขุดลอกนํา้ หมนั ทาํ ใหสามารถทํานาได ผืนนากลบั มาอคุ ม
สมบูรณ เขยี วชอมุ ดงั เดิม เชน ทงุ นาดี (บานนาดี) ทงุ นาหนองหวั นาก ทุง นาชาง
หลม (รอยตอ ระหวา งบา นนาดีกบั บา นหวยปลาฝา)
สวนอีกแนวคิดหน่ึงคือ ทําใหกระแสน้ําไหลเร็วเกินไป เพราะลํานํ้าหมัน
กวางขึ้นและจากทม่ี ีการขุดเอาตนไม ตนไผรมิ ตลิง่ ออกไปดว ยบางหมบู านพัดนา้ํ
กจ็ ะลอกทง้ิ เพราะไมไ ดป ระโยชนม าหลายป คนไมน ยิ มทาํ กนั คนรนุ ใหม ตอกพดั
ไมเปน การเอาแฮงกันก็ไมคอยมีเหมือนเม่ือกอน สมัยกอนการตอกพัดก็จะเอา
แฮงกนั เปนสว นใหญ หรอื บางครอบครวั นาอยูใกลก ันก็ใชพ ดั หลังเดยี วกนั
การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศริมน้ําหมันสะทอนใหเห็นวา มีการ
เปล่ียนแปลงต้ังแตมีการไถที่ทําไรบนภูเขาแลว ดิน ทรายที่ถูกชะลางมาทับถม
ลํานํ้า รมิ น้าํ ทาํ ใหต น ไมบางชนิดอยูไมไ ด คงอยูแตกอไผเปนสวนใหญเ พราะราก
เยอะเกาะดนิ ไวไ ดดี
ความเช่อื เกย่ี วกบั สายนาํ้
นอกจากน้ัน ชาวบา นนาเวียงใหญยังมีความเช่ือเก่ียวกบั ลมุ นํา้ หมนั ไดแก
ความเช่ือเรื่องเงือก ในลําน้ําหมันท่ีมีอยูตาม วังตางๆ โดยเฉพาะวังปากพานใน
สมยั ยอนหลังไปเมื่อ 20 ปท่ีแลว รา่ํ ลอื ถึงเรือ่ งเงือกเปนอยางมาก ซ่ึงมกั จะมีเดก็
เสียชีวิตบอย เปนวังท่ีมีเจาที่หรือเงือกแรงดุรายท่ีสุด โดยเฉพาะเวลาไปหาปลา
ชาวบานในสมยั กอ นกจ็ ะมีการขอปลาจากเจาวังหรือแมว ังตางๆ
81
การขา มลาํ นาํ้ หมนั ในสมยั กอ น จะมกี ารสง สตั ว ไดแ ก ควาย ววั สง เพอื่ การ
คา หรอื การขา มนา้ํ หมนั ของชาวบา นจะกระทบื เทา สามครง้ั กอ นลงแมน า้ํ พรอ มกนั
จะตอ งพกมะนาวไปดว ย ชาวบา นเชอื่ กนั วา มะนาวสามารถทจ่ี ะปอ งกนั ภยนั ตราย
จากเงอื กได และในเวลาไปหาปลาจะตอ งพกเหรยี ญใสข อ งไปดว ยซง่ึ เชอ่ื กนั วา จะ
ทาํ ใหหาปลาได “หมาน” หรือหาปลาไดม าก อีกทั้งยังไดป อ งกนั เงือกอีกดวย
วถิ เี กษตรของคนลุมน้าํ หมัน
ชาวบานสวนใหญในพื้นที่ลุมน้ําหมันทําการเกษตรท่ีพ่ึงพาน้ําฝนเปนหลัก
ชาวบานจึงปลูกพืชไดเพียงครั้งเดียวในรอบป มีบางสวนในพ้ืนท่ีที่มีการพัฒนา
ระบบนํ้า เชน ประปาภูเขา ทําใหบางปที่มีนํ้าตนทุนเพียงพอ สินคาเกษตรมี
ราคาดี เกษตรกรอาจทํานาฤดแู ลง หรอื พืชผักบางชนดิ แตเปนพน้ื ทีเ่ ล็กๆ เทาน้นั
นอกเหนือจากนี้ พื้นที่เกษตรโดยสวนใหญเปนพ้ืนที่ดอนท่ีราบสูงและภูเขา
เน่ืองจากการขาดแคลนที่ดินทํากินจากสภาพภูมิประเทศท่ีสวนใหญเปนพื้นที่
ภเู ขา วิธีการเพาะปลูกเปนการผสมผสานระหวางแบบดั้งเดิมกบั แบบพัฒนา การ
ใชเ ครื่องจักร เครือ่ งมือทีท่ ันสมยั มเี ฉพาะการเตรยี มดินเทา นั้น การใชส ารเคมี มี
ทง้ั ปยุ และยากาํ จัดศตั รพู ืช รปู แบบการเกษตรปจจุบันทีพ่ บอยมู ีดงั นี้
รูปแบบการเกษตรในพ้ืนท่ีลุมนํ้าในหมูบานลุมน้ําหมันตอนกลางและลาง
สวนมาก และรวมหมูบานสูงในบางพื้นท่ีท่ีมีท่ีลุมบนที่สูงจะมีการปลูกพืชไรบน
ที่สูงผสมกับไมผลยืนตน และทํานาในแองหรือหุบเขา ซ่ึงเปนการเกษตรที่ไมมี
ประสิทธิภาพนัก โดยเฉพาะกับพ้ืนท่ีไร เน่ืองจากท่ีดินที่ใชทําไรอยูน้ันเปนท่ีดิน
ปาไม เกษตรกรบุกรุกปาโดยไมมีกรรมสิทธ์ิ จึงไมเกิดการลงทุนเพ่ือเพ่ิมผลผลิต
ทําใหผ ลผลติ พืชโดยเฉลีย่ อยูใ นเกณฑคอ นขางตํ่า
จึงเห็นไดวา ลักษณะทางสังคมของชาวบานลุมน้ําหมันเปนสังคมแบบ
เกษตรกรรมชนบททั่วๆ ชาวบานเกือบท้ังหมดที่ตั้งถิ่นฐานอยางถาวรยึดอาชีพ
การเกษตรเปนหลัก ท้ังทาํ นา ทาํ ไร ทําสวน เลยี้ งสตั ว และบางสวนทเี่ ปน ชุมชน
หนาแนน เชน ตาํ บลหรอื อาํ เภอจะมอี าชพี อน่ื เปน หลกั เชน คา ขาย รบั จา ง กจิ การ
82
สว นตวั หรอื รบั ราชการ ดงั นนั้ ทด่ี นิ ในลมุ นาํ้ ทงั้ ทเี่ ปน ของรฐั และเอกชนจงึ ถกู ใชไ ป
ในทางการเกษตรมากกวา อยา งอน่ื ซงึ่ เปน ภาพสะทอ นสงั คมเกษตรไดด อี กี มติ หิ นง่ึ
ลมุ น้ําหมันตอนตน
สภาพการเพาะปลูก เกษตรกรสวนใหญมีอาชีพเพาะปลูกพืชไร ทํานาใน
พ้ืนท่ีลุมหรือมีระบบน้ําสมบูรณเชนบานหมากแขง ไมผลและไมยืนตน พืชผัก
และเล้ยี งสตั ว ในฤดแู ลงเกษตรกรจะปลกู พืชผัก เชน ถั่วลันเตา หอมฟูจิ เพ่อื เปน
รายไดเ สริมใหแกค รอบครวั นอกจากนีม้ ีการเล้ยี งสตั ว เชน โค กระบือ สกุ ร เปน
ไกพันธุพ้ืนเมืองและเล้ียงปลา ในสภาพปจจุบันการเพาะปลูกพืช การเลี้ยงสัตว
และการประมง เปนการผลิตเพื่อการคาเปนหลัก มีการนําเทคโนโลยีสมัยใหม
เขามาใช มีการเพ่ิมประสิทธิภาพการผลิตและรายได โดยการนําปจจัยการผลิต
ภายนอกมาใช เชน การใชป ยุ เคมี สารเคมี เครอ่ื งจกั รกลและวสั ดกุ ารผลติ ทางการ
เกษตรมาใชใ นการผลิต
บา นหมากแขง ในลมุ น้าํ หมันตอนตน ทาํ การเกษตรทั้งระบบนาและระบบไร
83
ผลการใชเ ทคโนโลยดี งั กลา วสง ผลทาํ ใหเ กดิ การบกุ รกุ ทาํ ลายปา ไม ซงึ่ เปน
ทรพั ยากรธรรมชาติ ทาํ ใหม ผี ลกระทบตอ ระบบนเิ วศ สง่ิ แวดลอ ม เกดิ การชะลา ง
พงั ทลายของหนา ดนิ ซง่ึ เกดิ จากการใชเ ครอื่ งจกั รกลและการใชส ารเคมี กอ ใหเ กดิ
มลภาวะเปน พิษ มีสารตกคา งในดินและผลผลติ ทางการเกษตร สวนพืชและสตั ว
ทชี่ าวบานนิยมปลูกทาํ กิน คอื ขาวโพดเลย้ี งสตั ว ขาวไร ขา วนา ขิง พืชผกั ถว่ั นิว้
นางแดง ถัว่ ลิสง และไมผ ลทป่ี ลกู คือ มะมวง ลาํ ไย ล้นิ จ่ี ไมยืนตนอืน่ ๆ เชน มะ
คาเดเมียนัท สวนการเล้ียงสัตวคือโคพ้ืนเมือง กระบือ สุกร เปดและไกพันธุพ้ืน
เมือง
ระบบการผลิตพืช: ชาวบานอาศัยปจจัยการผลิตตามธรรมชาติเปนหลัก
ตอ งอาศยั นา้ํ ฝนตามธรรมชาติ ปใ ดธรรมชาตเิ ออ้ื อาํ นวยเกษตรกรจะไดร บั ผลผลติ
มาก ถาหากเกิดปญ หาภัยธรรมชาตฝิ นแลง ฝนทิ้งชว ง น้ําทว ม โรคแมลงระบาด
จะไดรับผลผลิตตอบแทนลดนอยลง พืชที่เกษตรกรปลูกมากเรียงตามลําดับดังน้ี
ขาวโพดเล้ยี งสัตว ขา วไร ขาวนา ขิง พืชผกั ถว่ั นิ้วนางแดง ถั่วลสิ ง ไมผ ล เปน ตน
ระบบการผลติ สตั ว: การเลย้ี งสัตวของชาวบานไดแ กโค กระบอื สกุ ร เปด
และไกพ นื้ เมอื ง การเลย้ี ง โดยจะเลยี้ งปลอ ยตามธรรมชาติ เชน โคและกระบอื ใน
ฤดแู ลง จะเลย้ี งปลอ ยตามทงุ นา แตใ นฤดฝู นซง่ึ เปน ฤดกู าลเพาะปลกู เกษตรกรจะ
นาํ โคและกระบือขน้ึ ไปเลย้ี งในปา สาธารณะและที่หวั ไรปลายนา บางรายจะปลกู
หญา เลย้ี งสตั วแ ละลอ มรวั้ ไวใ นทด่ี นิ ของตนเอง การเลย้ี งสตั วข องชาวบา นสะทอ น
ใหเ หน็ วา ยงั มกี ารดแู ลรกั ษาและการจดั การยงั ไมด เี ทา ทค่ี วร สตั วเ ปน โรคปากและ
เทา เปอ ย ฯลฯ การเลยี้ งสกุ รสว นมากเลยี้ งเพอื่ เปน รายไดเ สรมิ ในครวั เรอื น และใช
อาหารเศษเหลอื ใหเ ปน ประโยชน ทเ่ี ลยี้ งเปน อาชพี และทาํ รายไดห ลกั สว นมากจะ
เปน ผทู ม่ี โี รงสขี า วเปน ของตวั เอง เฉลยี่ ผทู มี่ โี รงสขี า วจะเลยี้ งสกุ รเปน รนุ ๆ เพยี งไม
ก่ตี ัว สว นการเล้ียงเปด และไกพ นื้ เมอื ง เลีย้ งเกือบทุกครอบครัว สวนมากเลีย้ งไว
เพอื่ บรโิ ภคในครวั เรอื นและจาํ หนา ยเปน รายไดเ พยี งเลก็ นอ ย เปน การเลย้ี งปลอ ย
ตามธรรมชาติเชนกนั
84
ระบบการทําประมง: สวนมากชาวบานเลี้ยงปลาน้ําจืดไวเพื่อการบริโภค
เปน อาหารในครวั เรอื น และจะจบั ปลาเพอ่ื ประกอบอาหารโดยใชแ ห สวงิ หรอื เบด็
จะทําการจับหรือสูบนาํ้ ในบอ ชวงเดอื นกุมภาพนั ธ- เมษายน เน่ืองจากเปนชวงฤดู
แลง นาํ้ ในบอ แหง หากไดป ลามากจะแบง ปนหรือเหลือขายใหกับเพื่อนบาน การ
เลี้ยงสว นใหญจ ะปลอยธรรมชาติ ใหอาหารเสริมบางเล็กนอ ย เชน รําขาว ปลวก
เปนปลากินพชื เปนสวนใหญ
ลุม น้ําหมันตอนกลาง
การปลูกพืชของชาวบานในลุมนํ้าหมันตอนกลางสวนใหญจะปลูกพืช
เศรษฐกจิ ทสี่ าํ คญั คือ ขาวโพดเลีย้ งสตั ว ขาวนา ขา วไร ขิง ถัว่ ตา ง ๆ และมบี าง
สวนจะทําการเล้ียงสัตวและเลี้ยงปลาและในสวนของไมผลมีการปลูกลําไย ลิ้นจี่
มะขามหวาน สม สวนไมผลไมยืนตนมีการปลูกยางพารา สัก และแนวโนมใน
อนาคตเกษตรกรมีความสนใจที่จะปลูกยางพาราเพ่ิมมากขึ้น สวนไมผลมีปญหา
เรอื่ งทนุ ไมค มุ ตอ การลงทนุ
ปจจุบัน การปลูกพืชของชาวบานในหมูบานลุมนํ้าหมันตอนกลางมีการ
ผลิตเพ่ือการคาเปนเพียงบางสวนเทาน้ัน สวนใหญมีการนําเอาเทคโนโลยีสมัย
ใหมมาใชเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและรายได เชน ปุยเคมี สารเคมีทางการ
เกษตร เครื่องจักรกลการเกษตร สง ผลทาํ ใหตนทนุ การผลติ สงู ขึ้น อีกทั้งยงั ทาํ ให
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมเสื่อมโทรม รวมท้ังสารเคมีปนเปอนและ
ตกคางไปกับผลผลิต ทําใหผูบ ริโภคไดรับสารพิษมากขึน้ พืชสาํ คญั สรปุ ไดดังนี้
85
การทํานาเปนระบบการเกษตรทโี่ ดดเดนของชาวบานท่อี าศยั อยูในลมุ นา้ํ หมันตอนกลาง
ขณะเดียวกนั กม็ ีหลายหมูบ า นปลกู พืชไรบ นท่สี งู
ขาวนาป ชาวบานในลุมนํ้าหมันตอนกลางสวนใหญปลูกขาวไวบริโภคใน
ครวั เรอื น การปลูกขาวนาสว นใหญจ ะปลกู ในท่ีลุมหรอื หุบเขา พนั ธุทใี่ ชส ว นใหญ
จะเปนพนั ธุขา ว กข.6
ขาวไร เนื่องจากพ้ืนท่ีสวนใหญของหมูบานจะเปนภูเขาสูง ชาวบานสวน
หนง่ึ ในหลายหมบู า นจะปลกู ขา วไรไ วบ รโิ ภคในครวั เรอื น พนั ธทุ ใ่ี ชส ว นใหญจ ะเปน
พนั ธุห างปลาไหล หรอื ซิวเกลยี้ งและพันธซุ ิวแมจัน
ขา วโพดเลยี้ งสตั ว: เนอื่ งจากสภาวะการตลาดของผลผลติ ทางการเกษตร
สว นใหญมกั มีความผันผวน ตลอดเวลา ประกอบทงั้ พื้นที่สวนใหญมีความเหมาะ
สมท่ีจะปลูกขาวโพดไดดีกวาพืชชนิดอื่นๆ รวมถึงหากปใดชาวบานขายขาวโพด
ไดราคาดจี งึ มสี วนสาํ คญั ทาํ ใหช าวบา นหนั มาปลกู ขา วโพดมากขน้ึ พนั ธทุ ใี่ ชไ ดแ ก
พันธุ ซพี ี ดเี ค และ888 พ้ืนทีป่ ลกู จะครอบคลมุ ทกุ หมบู าน
ถว่ั ดาํ และถวั่ นวิ้ นางแดง: ชาวบา นจะปลกู ถวั่ ดาํ และถวั่ นว้ิ นางแดงในชว ง
เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม พ้ืนทปี่ ลกู จะครอบคลุมไปทกุ หมบู านเชน กัน
86
ขงิ : ในอดตี ชาวบา นจะปลกู ขงิ เปน จาํ นวนมากในหลายหมบู า น แตป รากฏ
วาสวนใหญจะประสบปญหาในดานราคาท่ีไมแนนอน ประกอบกับขิงเนา ทําให
ขาดทุนเพราะตนทุนการผลิตสูง อยางไรก็ตามในปจจุบันยังมีบางครัวเรือนของ
หมูบานตางๆ ในลําน้ําหมันตอนกลางที่ยังปลูกขิง พันธุที่ใชสวนใหญจะเปนขิง
หยวก โดยจะเรม่ิ ปลกู ชว งเดอื นเมษายน-พฤษภาคม
ไมผลไมยืนตน: ชาวบานโดยท่ัวไปท่ีปลูกไมผลไมยืนตนจําพวกมะขาม
หวาน ลาํ ไย ลน้ิ จ่ี มะมวง สมเขียวหวาน และอืน่ ๆ สว นไมผ ลไมย นื ตน สวนมาก
จะปลกู ยางพาราและสกั
พชื ผกั : สภาพการปลกู ผกั โดยทว่ั ไป จะปลกู กนั ทกุ หมบู า นและทปี่ ลกู ตลอด
ป มอี ยบู างหมูบานเทา นั้น เชน บานนาทุม หนามแทง และบา นดา นซา ย สว นหมู
บานอน่ื ๆ จะปลูกเพ่อื บรโิ ภคในครัวเรอื นเทานั้น
ลมุ นา้ํ หมนั ตอนปลาย
การเพาะปลูกของชาวบานในลุมนํ้าหมันตอนปลายมีทั้งอาชีพทําไร
และทํานาเปนหลัก ฤดูแลงมีการปลูกขาวนาปรังในบางครัวเรือนของหมูบาน
นาหมูมนและหวยปลาฝา เนื่องจากมีระบบน้ําประปาภูเขาท่ีสมบูรณและมีท่ีลุม
ที่ผันน้าํ จากบุงมาใชง านได นอกจากน้ี ยังมกี ารพชื ไรต า งๆ พชื ผกั ในพ้นื ท่ีนาและ
ปลูกไมผ ล ไมยืนตน การเลย้ี งสัตวจาํ พวกโค เลยี้ งไกพนื้ เมอื ง และการเล้ียงปลา
พืชไร ไดแก ขาวโพดเล้ียงสตั ว และถวั่ ตา ง ๆ เปน
จึงเห็นไดวา พืชเศรษฐกิจที่สําคัญของหมูบานในลําน้ําหมันตอนปลายมี
ศกั ยภาพทสี่ ามารถพฒั นาเปน สนิ คา ทมี่ คี ณุ ภาพและปรมิ าณรองรบั ความตอ งการ
ของตลาดได ขา วโพดเล้ยี งสตั วฤดูแลง ในนา และขา วนาปรัง คอื เปน พืชที่ทําราย
ไดใหช าวบาน
87
การเลี้ยงสัตว (วัว-ควาย) คืออาชีพสรางรายไดหลักใหกับคนดานซา ย ปจจุบนั มเี พียงไมก่คี รวั เรอื นที่
ประกอบอาชีพเลยี้ งสัตว ในภาพเปน ครวั เรือนหนึ่งของหมูบา นนาหมูมน
ปจ จบุ นั การเพาะปลกู พชื การเลย้ี งสตั วแ ละประมงของชาวบา น มกี ารผลติ
เพอ่ื การคา เปน หลกั มกี ารนาํ เทคโนโลยสี มยั ใหมก ารใชเ พมิ่ ประสทิ ธภิ าพการผลติ
และรายได โดยทํากจิ การผลติ จากภายนอก เชน ปยุ เคมี สารเคมี เครอ่ื งจักรกล
และวสั ดอุ ปุ กรณต า งๆ มาใชใ นการผลติ ทาํ ใหต น ทนุ การผลติ สงู ขนึ้ มกี ารใชป จ จยั
การผลติ เกดิ ความสามารถของทรพั ยากรการผลติ ทมี่ อี ยู ทาํ ใหท รพั ยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดลอม ทางการเกษตรเส่ือมโทรม โดยเฉพาะการชะลางพังทลายของ
ดิน เนื่องจากการใชเคร่ืองจักรกล เพราะพื้นท่ีทําการเกษตรสวนใหญจะเปน
พื้นทลี่ าดชัน ตลอดจนการใชส ารเคมมี ากทําใหตกคา งไปกับผลผลิตตา งๆ ซง่ึ เปน
ปรากฏการณเ ดยี วกบั ทพี่ บในหมบู า นตา งๆ ของลมุ นา้ํ หมนั ตอนตน และตอนกลาง
พืชผกั ทส่ี ําคญั ของชาวบา นทนี่ ิยมปลกู สรปุ ไดดงั น้ี
ขา วโพดเลย้ี งสตั ว: ตวั อยา งเกย่ี วกบั ขา วโพดเลย้ี งสตั วเ หน็ ไดจ ากบา นกา ง
ปลาพื้นท่ีลํานํ้าหมันตอนตน กลาวคือ ขาวโพดเลี้ยงสัตว ชาวบานกางปลาปลูก
ขา วโพดเลย้ี งสตั วประมาณชวง พ.ศ.2508 (นายประสทิ ธ เชื้อบุญมี เกดิ ในปที่
แมป ลูกขา วโพดเปนปแ รก) หรือกอ นหนา นั้นเล็กนอ ย โดยชาวบานกางปลาปลูก
88
ขาวโพดหลังจากมีการเปดสัมปทานปาไม มีโรงเล่ือยท่ีบานโปงชี ทางโรงเล่ือย
ตองการไมแถวๆ บานกางปลาและบานกกเหี่ยน จึงทําถนนผานบานกางปลาไป
บานกกเหี่ยน ซ่ึงเดิมถนนท่ีผูคนใชเดินทางเปนเพียงทางเดินของคนและกระบือ
เทานั้น ยังไมมีทางท่ีกวางสําหรับลอเทียมเกวียนของกระบือ ผูคนจะขนขาว
ของตอ งใชก ารหาบ เพราะเสน ทางแคบ ไมมีทางสําหรับรถหรอื เกวียนผา นไปได
กระทงั่ โรงเลอ่ื ยไดท าํ ถนนสาํ หรบั รถบรรทกุ ไม จงึ มถี นนทกี่ วา ง ทาํ ใหผ คู นเดนิ ทาง
ไปมาสะดวกสบายมากขนึ้ สามารถบรรทุกขา วของผานรถหรือเกวยี นได
การปลูกขาวโพดเลี้ยงสัตวชาวบานทําตามหมูบานอ่ืน เชน หมูบานศาลา
นอ ย โดยใชเ มลด็ พนั ธทุ ค่ี ดั เลอื กเองจากฝก ขา วโพดทส่ี มบรู ณ ชาวบา นเลา วา การ
ทําขาวโพดจะทําหลังจากโรงเลื่อยตัดไมขนาดใหญออกไปท่ีโรงเล่ือยแลว ทําให
ชาวบา นสามารถแผว ถางปา ใหก ลายเปน ไรไ ดไ มย ากนกั เมอื่ แผว ถางแลว กใ็ ชไ ฟจดุ
กองไมใ หราบเปนขี้เถา เพอื่ จะไดใ ชพนื้ ดินเพาะปลูกขา วโพด ในแตละครอบครัว
มกั ปลกู ขา วโพดโดยใชเ มลด็ พนั ธุ 1-2 ถงั (หนงึ่ ถงั ประมาณ 15 กโิ ลกรมั ) เทา นนั้
ใชจ อบขดุ หลมุ โดยไมม กี ารไถดนิ เนอ่ื งจากเปน ดนิ ใหม แตช าวบานตอ งยายพ้ืนท่ี
ปลูกขาวโพดไปแปลงใหม โดยไปแผว ถางพ้ืนท่ีแหงใหมทุก 2-3 ป เนื่องจากเมอื่
ปลกู ขา วโพดปถดั ไปจะมีหญา ขนึ้ มากกวาปท ผ่ี า นมา ทําใหผลผลติ ไมคอ ยดี แลว
คอยวนกลับมาปลูกในพนื้ ทเ่ี กา ในชวง 2-3 ป ทีต่ นไมยืนตน ยงั ไมโ ตจนเกินไป
เมื่อเก็บผลผลิตไดจะมี “นายฮอยสัง” พอคามารับซื้อขาวโพดเลี้ยงสัตว
จากอาํ เภอหลมเกา เขามารบั ซือ้ ที่หมูบ าน โดยชาวบานตองแกะขา วโพดออกจาก
ฝก แลว ขายเปน เมลด็ ซงึ่ ขายกนั ในราคา 6-7 บาท/ถงั ดงั นนั้ ชาวบา นจงึ มรี ายได
เปน เงนิ พอทจ่ี ะไปซอ้ื หาขา วของทตี่ อ งการมาใชใ นครวั เรอื นได เพราะเดมิ มรี ายได
หลกั ของครอบครัวมีเพยี งการขายกระบือเทานน้ั
เปน พชื เศรษฐกจิ หลกั ของชาวบา น การปลกู จะเรม่ิ จากการเตรยี มดนิ ตงั้ แต
เดอื นกมุ ภาพนั ธ ชาวบา นจะทาํ การถางปา แลว ปลอ ยใหแ หง และเผา จะเรม่ิ ทาํ การ
ไถ เม่ือฝนตกลงมาราวหลังเดอื น เมษายน สว นใหญช าวบา นจะไถเพยี งคร้ังเดียว
ราคาคา ไถที่ขึ้นอยกู ับความยากงายของพ้นื ท่ี โดยดูพน้ื ท่ีแลวตกลงราคากัน โดย