139
ผลการวเิ คราะหค ุณภาพดนิ ตะกอนลุมนํา้ หมนั บานบุงกมุ
การตรวจวัดคุณภาพดินตะกอน โดยการวิเคราะหหาคาโลหะหนัก ไดแก
สารหนู (As) สงั กะสี (Zn) ตะก่วั (Pb) แคดเมียม (Cd) เหล็ก (Fe) โครเมียม (Cr)
และทองแดง (Cu) แตละจดุ เก็บตวั อยา งทบ่ี า นบงุ กมุ เกบ็ ทัง้ หมด 3 จุด ไดแ ก
จุดเก็บท่ี 1 ดินรวม ปาชุมชน จากการตรวจวัดคุณภาพดิน พบวา
มีคา การปนเปอ นของเหลก็ (Fe) 269.5มก./กก. ซ่ึงเกนิ คามาตรฐานทีก่ าํ หนดไว
คอื >5-25มก./กก.
จุดเก็บท่ี 2 ดินดําและดินแดง ที่ซําอีเลิศ จากการตรวจวัดคุณภาพดิน
พบวา ดินดํา มีคาการปนเปอนของเหล็ก (Fe) 1,283มก./กก. และดินแดง
มีคาการปนเปอนของเหล็ก(Fe)674.6มก./กก.ซึ่งเกินคามาตรฐานท่ีกําหนดไว
คอื >5-25มก./กก.
จุดเก็บท่ี 3 ดินตะกอนช้ันบน สะพานนํ้าหมัน และดินตะกอนชั้นลาง
สะพานนํ้าหมันจากการตรวจวัดคุณภาพดินตะกอน พบวา มีคาการปนเปอน
ของเหลก็ (Fe) 4,415 มก./กก. และ4,681มก./กก.ซง่ึ เกนิ คา มาตรฐานทก่ี าํ หนด
ไว คอื >5-25มก./กก. ดงั แสดงในตารางที่ 23
µ¦µ¸É 23 ¨µ¦¦ªª´ » £µ¡·³° µo n»n¤»
µ¸
´ ¸»£µ¡· ®nª¥ ·¦ª¤ ·µÎ ·Â ·³° ·³° ¤µ¦µ
讳®´ (Heavy (n µ»¤) (µÎ °·Á¨·«) (µÎ °·Á¨·«) Ê´ Ê´ ¨nµ »£µ¡·
»É¸2 »É¸2
metals) »¸É1 (³¡µ)» (³¡µ)» 3.9
¸É3 ¸É3 >150-300
400
As mg/kg 0 1.741 0 0 0.171
37
Zn mg/kg 1.696 10.52 4.054 5.708 4.989 >5-25
300
Pb mg/kg 1.029 5.976 2.218 3.597 3.983 >50-140
Cd mg/kg 0 0.008 0 0 0
Fe mg/kg 269.5 1283 674.6 4415 4681
Cr mg/kg 0.617 2.979 2.007 4.723 4.377
Cu mg/kg 0 32.08 0 0 0
®¤µ¥Á®» : ¤µ¦µ»£µ¡· (µ¤¦³µ«³¦¦¤µ¦É·Âª¨°o ¤Â®nµ· ¡.«. 2547)
140
ผลการวิเคราะหคุณภาพพชื ผักกินไดลุมนํ้าหมนั บานบงุ กมุ
การตรวจวัดคณุ ภาพพืชผักกนิ ได โดยการวเิ คราะหหาคา โลหะหนัก ไดแ ก
สารหนู (As) สังกะสี (Zn) ตะกัว่ (Pb) แคดเมยี ม (Cd) เหล็ก (Fe) โครเมยี ม (Cr)
และทองแดง (Cu) เก็บตัวอยางท่ีบานบุงกุมจุดเก็บที่ 2 หญารีแพร ผักกูดออน
ผักกูดแก และบอน จากการตรวจวัดคุณภาพพืชผักกินได พบวา ผักกูดออน
มีคาปริมาณการปนเปอนของตะก่ัว (Pb) 1.149 มก./กก.ซ่ึงเกินคามาตรฐาน
ท่ีกําหนดไว คือ ไมเกนิ 1.0 มก./กก.
หญารแี พร บอน ผกั กดู แก และผักกดู ออน มีคาปรมิ าณการปนเปอนของ
เหลก็ (Fe) 129.5มก./กก. 109.8 มก./กก.46.86 มก./กก.และ 41.13 มก./กก.
ตามลําดับ ซ่ึงเกินคามาตรฐานที่กําหนดไว คือ ไมเกิน 15 มก./กก. และ
หญารีแพร มีคาปริมาณการปนเปอนของโครเมียม(Cr)1.244มก./กก.
ซึง่ เกนิ คามาตรฐานทกี่ าํ หนดไว คือ ไมเ กิน 0.5 มก./กก. ดังแสดงในตารางที่ 24
µ¦µÉ¸ 24 ¨µ¦¦ªª´ »£µ¡¡º´ ·Åo µo n»n¤»
´ ¸»£µ¡¡º ´ µ¸
· Åo ®nª¥ ®µo ¦¸Â¡¦ ´ ¼ °n° ´ ¼ Ân ° ¤µ¦µ»£µ¡
讳®´ (Heavy (µÎ °·Á¨·«) (µÎ °·Á¨·«) ((µÎ °µÎ ·Á°¨·Á·«¨)·«)» (µÎ °·Á¨·«) ¡º ´ · Åo
metals) »¸É2 »2¸É »¸É2 2ɸ »¸É2 2
100
As mg/kg 0 0 0 0 1.0
0.3
Zn mg/kg 14.76 19.18 12.74 12.1 15
0.5
Pb mg/kg 0.671 1.149 0.859 0.387 20
Cd mg/kg 0.061 0.039 0.039 0.039
Fe mg/kg 129.5 41.13 46.86 109.8
Cr mg/kg 1.244 0.321 0.493 0.502
Cu mg/kg 0 5.192 1.139 3.632
®¤µ¥Á®» : ¤µ¦µ»£µ¡¡º ´ ·Åo °r µ¦°µ¤¥´ è (WHO) ¸ .«. 2010
141
บานนาหอ: บานนาหอเปนจุดเก็บตัวอยางคุณภาพลุมน้ําหมันจุดหน่ึง
ที่อยูคาบเกี่ยวระหวางพื้นท่ีลําน้ําหมันตอนกลางและลาง ซึ่งผลการวิเคราะห
คุณภาพน้ําและดินตะกอน ถือวาอยูในเกณฑมาตรฐานและพืชผักกินไดไมมีการ
ปนเปอ นเกนิ เกณฑม าตรฐานแตอ ยา งใด รายละเอยี ดสามารถอธบิ ายได ดงั ตอ ไปนี้
จดุ เกบ็ ตวั อยา งบา นนาหอ
บานนาหอ ทําการเก็บตัวอยางทั้งหมด 3 จุด โดยแตละจุดทําการเก็บ
ตวั อยาง น้ํา ดิน และพชื ดงั แสดงในตารางที่ 25 และแผนภาพท่ี 9
แผนภาพที่ 9 แผนท่แี สดงจุดเก็บตัวอยา งบานนาหอ
142
ผลการวเิ คราะหคุณภาพนา้ํ ลมุ น้ําหมัน บานนาหอ
คุณภาพนํ้าผิวดิน น้ําดื่ม และน้ําประปา จากการตรวจคุณภาพวัดน้ําผิว
ดิน เกบ็ ตวั อยางน้าํ ท่ีบานนาหอ จดุ เก็บที่ 1 นา้ํ ผิวดนิ จากการตรวจวดั คณุ ภาพ
น้ําผิวดินพบวา คาออกซิเจนละลายนํ้า (DO) มีคา 4.71 มก./ล. ซ่ึงมากกวา
คามาตรฐานท่กี ําหนดไว คือ ไมนอยกวา 4.0 มก./ล.ดังแสดงในตารางท่ี 25
µ¦µ¸É 25 ¨µ¦¦ªª´ » £µ¡ÊµÎ ª· · µo µ®°
´ ¸ »£µ¡ÎµÊ ®nª¥ µ¸ STDÎµÊ ª· · STDÎµÊ ¤Éº STDÎʵ¦³µ
»É¸1ª· ·
-
DO mg/l 4.71 4.0 - 600
6.5-8.5
TDS ppm 50 - 500
-
pH pH 6.2 5.0-9.0 6.5-8.5 -
-
EC/conductivity S/m 68.8 - - -
ORP mV 259 - - 0.01
3.0
T_water oC 27.7 - - 0.01
0.003
T_air oC 27.3 - -
0.3
讳®´ 0.05
2.0
(Heavy metals)
As mg/l 0 0.01 0.01
Zn mg/l 0.075 1.0 3.0
Pb mg/l 0.019 0.05 0.01
Cd mg/l 0.001 0.005 0.003
Fe mg/l 4.352 - 0.3
Cr mg/l 0.004 0.05 0.05
Cu mg/l 0.006 0.1 1.0
®¤µ¥Á®» : ¤µ¦µ» £µ¡ÊµÎ Ä®¨nʵΠª· · (µ¤¦³µ«³¦¦¤µ¦·Éª¨°o ¤Â®nµ·
´ ¸É 8 ¡.«. 2537)
¤µ¦µ»£µ¡ÊµÎ ɺ¤°r µ¦°µ¤¥´ è (WHO) .«. 1993
¤µ¦µ» £µ¡ÊµÎ ¦³µ µ¦¦³µnª£¼¤·£µ
143
ผลการวเิ คราะหค ณุ ภาพดินตะกอนลมุ นา้ํ หมัน บา นนาหอ
จากการตรวจวัดคุณภาพดินตะกอน โดยการวิเคราะหหาคาโลหะหนัก
ไดแก สารหนู (As) สังกะสี (Zn) ตะกวั่ (Pb) แคดเมียม (Cd) เหลก็ (Fe) โครเมยี ม
(Cr) และทองแดง (Cu) ตวั อยางดนิ ตะกอนทบ่ี า นนาหอ จดุ เกบ็ ที่ 1 ดนิ ตะกอน
ชน้ั บนนาํ้ หมนั และดนิ ตะกอนชนั้ ลา งนาํ้ หมนั จากการตรวจวดั คณุ ภาพดนิ ตะกอน
พบวา มีคาการปนเปอนของเหล็ก (Fe) 1,265มก./กก. และ 4,052 มก./กก.
ซ่ึงเกินคามาตรฐานทก่ี าํ หนดไว คอื >5-25มก./กก. ดังแสดงในตารางท่ี 26
ตารางท่ี 26 ผลการตรวจวัดคณุ ภาพดนิ ตะกอน บานนาหอ
´ ¸ »£µ¡· ®nª¥ µ¸ ·³° ¤µ¦µ»£µ¡·
讳®´
·³° Ê´ ¨nµÊµÎ ®¤´
(Heavy metals) Ê´ ʵΠ®¤´ »É¸1
»¸É1
As mg/kg 0 0 3.9
Zn mg/kg 3.237 2.723 >150-300
Pb mg/kg 2.33 1.9 400
Cd mg/kg 0 0 37
Fe mg/kg 2932 2680 >5-25
Cr mg/kg 2.289 2.089 300
Cu mg/kg 0 0 >50-140
®¤µ¥Á®» : ¤µ¦µ»£µ¡· (µ¤¦³µ«³¦¦¤µ¦·Éª¨°o ¤Â®nµ· ¡.«. 2547)
Ê
144
ผลการวิเคราะหค ุณภาพพชื ผกั กนิ ไดลุมนํ้าหมนั บานนาหอ
การตรวจวดั คุณภาพพชื ผกั กนิ ได โดยการวิเคราะหห าคาโลหะหนัก ไดแ ก
สารหนู (As) สังกะสี (Zn) ตะกว่ั (Pb) แคดเมยี ม (Cd) เหล็ก (Fe) โครเมยี ม (Cr)
และทองแดง (Cu) เกบ็ ตัวอยา งพืชผกั กินไดท ่ีบา นนาหอจดุ เก็บท่ี 1 ชะอม จาก
การตรวจวัดคุณภาพพืชผกั กินได พบวามีคาปรมิ าณการปนเปอ นของเหล็ก (Fe)
36.99มก./กก.ซงึ่ เกนิ คา มาตรฐานทกี่ าํ หนดไว คอื ไมเ กนิ 15 มก./กก. ดงั แสดง
ในตารางที่ 27
ตารางท่ี 27 ผลการตรวจวดั คณุ ภาพพืชผกั กนิ ได บานนาหอ
´ ¸»£µ¡¡º ´ · Åo ®nª¥ µ¸ ¤µ¦µ»£µ¡¡º ´ · Åo
讳®´ (Heavy metals) ³°¤ ʵΠ®¤´ »É¸1
As mg/kg 0 2
Zn mg/kg 22.13 100
Pb mg/kg 0.275 1.0
Cd mg/kg 0.027 0.3
Fe mg/kg 36.99 15
Cr mg/kg 0.383 0.5
Cu mg/kg 0 20
®¤µ¥Á®» : ¤µ¦µ»£µ¡¡º ´ ·Åo °r µ¦°µ¤¥´ è (WHO) .«. 2010
คณุ ภาพลุมน้ําลํานาํ้ หมนั ตอนปลาย
บานนาหมูมน: บานนาหมูมนเปนชุมชนที่มีเกษตรกร มีความสามารถ
ประยกุ ตใชเ ทคโนโลยีในการจดั การน้าํ ไดด ีในชมุ ชนน้นั คอื การสรางกงั หนั วิดนา้ํ
เขา สูแปลงนา หรอื พ้ืนทีเ่ กษตรกรรมของชาวนา โดยอาศัยหลกั ธรรมชาติ อตั รา
การไหล สภาพพ้ืนที่ของลําน้ําหมันที่เหมาะสมและมีศักยภาพเพียงพอ จึงทําให
ระบบกังหันวิดน้ําทํางานไดดีและมีประสิทธิภาพ ซึ่งในปจจุบันกังหันวิดน้ําของ
ชมุ ชนบา นนาหมมู น ไดส รา งชอ่ื เสยี งแกท อ งถนิ่ ในดา นการทอ งเทย่ี วเชงิ อนรุ กั ษน า้ํ
และ/หรอื การทอ งเทย่ี วเชงิ เกษตรกรรม นอกจากจะสามารถใหน า้ํ หรอื จดั การนาํ้
อยา งเพยี งพอตอ พนื้ ทเ่ี กษตร ไดแ ลว ยงั สรา งความภาคภมู ใิ จของชมุ ชนไดอ กี อยา ง
หนง่ึ
145
สาํ หรบั คณุ ภาพนาํ้ และคณุ ภาพดนิ บรเิ วณพน้ื ทขี่ องชมุ ชนถอื วา อยใู นเกณฑ
มาตรฐานทุกตัวช้ีวัด แสดงวาทรัพยากรน้ําและดินยังคงดี สามารถใหผลผลิต
ทางการเกษตรไดด ี และผลการวเิ คราะหด านอาหาร พชื ผักกนิ ได และสตั วน้ําใน
บริเวณพ้ืนที่ปจจุบัน ถือวามีความปลอดภัยไมมีการสะสมของสารพิษเกินเกณฑ
มาตรฐาน รายละเอยี ดสามารถอธบิ าย ไดด งั ตอ ไปน้ี
จดุ เกบ็ ตัวอยางบา นนาหมูมน
บานนาหมูมน ทําการเก็บตัวอยา งทง้ั หมด 4จุด โดยแตละจดุ ทําการเก็บ
ตวั อยาง นาํ้ ดิน สตั วนา้ํ และพชื ดงั แสดงในตารางท่ี 28 และแผนภาพที่ 10
แผนภาพท่ี 10 แผนที่แสดงจุดเก็บตัวอยา งบา นนาหมูมน
146
ผลการวิเคราะหค ุณภาพนา้ํ ลมุ น้ําหมันบานนาหมมู น
คณุ ภาพนาํ้ ผวิ ดนิ นาํ้ ดมื่ และนาํ้ ประปา จากการตรวจวดั นาํ้ ทบ่ี า นนาหมมู น
ตวั อยา งจดุ เกบ็ ที่ 1 นา้ํ ผวิ ดนิ จากการตรวจวดั คณุ ภาพนา้ํ ผวิ ดนิ พบวา คา ออกซเิ จน
ละลายนํ้า (DO) มีคา 5.21มก./ล. ซ่ึงมากกวาคามาตรฐานท่ีกําหนดไว คือ
ไมน อ ยกวา 4.0มก./ล.และมคี า ปรมิ าณการปนเปอ นของสารหนู(As)0.026มก./ล.
ซึง่ เกินคา มาตรฐานทก่ี ําหนดไว คือ ไมเ กิน 0.01 มก./ล.ดังแสดงในตารางที่ 28
µ¦µÉ¸ 28 ¨µ¦¦ªª´ » £µ¡ÊµÎ ª· ·µo µ®¤¤¼ n
´ ¸»£µ¡ÎµÊ ®nª¥ µ¸ STDÎµÊ ª· · STDÎµÊ ¤Éº STDÎµÊ ¦³µ
»É¸1ʵΠª· ·
-
DO mg/l 5.21 4.0 -
600
TDS ppm 40 - 500
6.5-8.5
pH pH 6.3 5.0-9.0 6.5-8.5
-
EC/conductivity S/m 67.5 - -
-
ORP mV 260 - -
-
T_water oC 28.4 - - -
0.01
T_air oC 30 - - 3.0
0.01
As mg/l 0.026 0.01 0.01 0.003
0.3
Zn mg/l 0.111 1.0 3.0 0.05
2.0
Pb mg/l 0.019 0.05 0.01
Cd mg/l 0 0.005 0.003
Fe mg/l 5.934 - 0.3
Cr mg/l 0.006 0.05 0.05
Cu mg/l 0.009 0.1 1.0
®¤µ¥Á®» : ¤µ¦µ» £µ¡ÊµÎ Ä®¨nʵΠª· · (µ¤¦³µ«³¦¦¤µ¦·Éª¨°o ¤Â®nµ·
´ ɸ 8 ¡.«. 2537)
¤µ¦µ»£µ¡ÊµÎ ɺ¤°r µ¦°µ¤¥´ è (WHO) .«. 1993
¤µ¦µ» £µ¡ÊµÎ ¦³µ µ¦¦³µnª£¼¤·£µ
147
ผลการวิเคราะหค ณุ ภาพดินตะกอนลมุ นา้ํ หมนั บา นนาหมูมน
การตรวจวัดคุณภาพดินตะกอน โดยการวิเคราะหหาคาโลหะหนัก ไดแก
สารหนู (As) สังกะสี (Zn) ตะกว่ั (Pb) แคดเมยี ม (Cd) เหลก็ (Fe) โครเมียม (Cr)
และทองแดง (Cu) ท่ีบา นนาหมูมน ตัวอยา งจุดเกบ็ ท่ี 1 ดินตะกอนชั้นบนน้ําหมนั
และดนิ ตะกอนชน้ั ลา งนา้ํ หมนั จากการตรวจวดั คณุ ภาพดนิ ตะกอน พบวา มคี า การ
ปนเปอ นของเหลก็ (Fe) 1,265มก./กก. และ4,052 มก./กก.ซง่ึ เกนิ คา มาตรฐาน
ทก่ี ําหนดไว คอื >5-25 มก./กก. ดังแสดงในตารางท่ี 29
µ¦µ¸É 29 ¨µ¦¦ªª´ »£µ¡·³°µo µ®¤¼¤n
´ ¸ »£µ¡· µ¸
讳®´ ®nª¥ ·³°Ê´ ·³°Ê´ ¨µn ¤µ¦µ»£µ¡·
(Heavy metals) (ʵΠ®¤´ )»¸É1 (ʵΠ®¤´ )» ¸É1 3.9
>150-300
As mg/kg 0 0 400
Zn mg/kg 2.635 4.32 37
>5-25
Pb mg/kg 1.661 2.451 300
>50-140
Cd mg/kg 0 0
Fe mg/kg 1265 4052
Cr mg/kg 1.458 4.117
Cu mg/kg 0 0
®¤µ¥Á®» : ¤µ¦µ»£µ¡· (µ¤¦³µ«³¦¦¤µ¦É·Âª¨°o ¤Â®nµ· ¸ ¡.«. 2547)
148
ผลการวเิ คราะหค ุณภาพสัตวนาํ้ ลมุ นํา้ หมนั บานนาหมมู น
การตรวจวัดคุณภาพสัตวนํ้า โดยการวิเคราะหหาคาโลหะหนัก ไดแก
สารหนู (As) สังกะสี (Zn) ตะกวั่ (Pb) แคดเมยี ม (Cd) เหลก็ (Fe) โครเมียม (Cr)
และทองแดง (Cu) ทบ่ี า นนาหมมู น ตวั อยา งจดุ เกบ็ ท่ี 1 มปี ู และหอยจากการตรวจ
วัดคณุ ภาพสัตวน าํ้ พบวา ในเนอื้ ปูและเนอื้ หอย มปี รมิ าณการปนเปอ นของโลหะ
หนกั ซ่ึงไมเกินคามาตรฐานทกี่ าํ หนดไว ดังแสดงในตารางที่ 30
µ¦µ¸É 30 ¨µ¦¦ªª´ »£µ¡´ ªr ʵΠµo µ®¤¼¤n
´ ¸ »£µ¡´ªrÎµÊ µ¸
讳®´ ®nª¥ ¼ »¸É1 ®°¥ »É¸1 ¤µ¦µ»£µ¡´ªrµÎÊ
(Heavy metals)
2
As mg/kg 0.684 0 100
1.0
Zn mg/kg 0 0 2
Pb mg/kg 0 0.217 -
2
Cd mg/kg 0.06 0 20
Fe mg/kg 190.4 0
Cr mg/kg 0.15 0
Cu mg/kg 0 0
®¤µ¥Á®» : ¤µ¦µ»£µ¡´ ªr ʵΠ(µ¤¦³µ«¦³¦ªµµ¦»
¡.«. 2546)
ผลการวเิ คราะหค ุณภาพพชื ผกั กินไดลุม น้าํ หมนั บานนาหมูมน
การตรวจวัดคุณภาพพืชผักกินได โดยการวิเคราะหหาคาโลหะหนัก
ไดแก สารหนู (As) สังกะสี (Zn) ตะกั่ว (Pb) แคดเมียม (Cd) เหล็ก (Fe)
โครเมยี ม (Cr) และทองแดง (Cu) ทบี่ า นนาหมมู น ตวั อยา งพชื ผกั กนิ ไดจ ดุ เกบ็ ท่ี 1
ยอดเสาวรส มะละกอ ตําลึง และมะเขือ จากการตรวจวัดคุณภาพพืชผักกินได
พบวา มคี าปรมิ าณการปนเปอ นของเหลก็ (Fe) 21.12มก./กก.16.63มก./กก.
80.66 มก./กก. และ26.66 มก./กก. ตามลาํ ดบั ซงึ่ เกนิ คา มาตรฐานทก่ี าํ หนดไว
คือ ไมเกิน 15 มก./กก. และตาํ ลึง มีคา ปริมาณการปนเปอ นของโครเมยี ม (Cr)
1.092 มก./กก.ซง่ึ เกนิ คา มาตรฐานทก่ี าํ หนดไว คอื ไมเ กนิ 0.5 มก./กก. ดงั แสดง
ในตารางที่ 31
149
µ¦µ¸É 31 ¨µ¦¦ªª´ »£µ¡¡º ´ ·Åo µo µ®¤¤¼ n
´ ¸ »£µ¡¡º ´ µ¸
· Åo ®nª¥ ¥°Áµª¦ ¤³¨³° µÎ ¨¹ ¤³Á
º° ¤µ¦µ»£µ¡
讳®´ (ʵΠ®¤´ ) (ʵΠ®¤´ ) (ʵΠ®¤´ ) (ʵΠ®¤´ ) ¡º ´ · Åo
(Heavy metals) »É¸1 »É1¸ »¸É1 »¸É1 2
0 100
As mg/kg 0 0 0 1.0
13.85 0.3
Zn mg/kg 19.51 7.616 45.76 0.106 15
0.042 0.5
Pb mg/kg 0.226 0.32 0.779 26.66 20
0.229
Cd mg/kg 0.031 0.027 0.027
0
Fe mg/kg 21.12 16.63 80.66
Cr mg/kg 0.183 0.291 1.092
Cu mg/kg 0 0 2.472
®¤µ¥Á®» : ¤µ¦µ» £µ¡¡º ´ ·Åo °r µ¦°µ¤¥´ è (WHO) .«. 2010
บานหวยปลาฝา: บานหวยปลาฝาเปนชุมชนท่ีมีการจัดการทรัพยากร
นํ้าท่ีมีประสิทธิภาพโดยเหมาะกับการปรับใชระบบประปาภูเขา ซ่ึงเปนการจัด
การน้ําที่อาศัยภูมิปญญาชาวบานโดยหลัก การรวมมือสามัคคีคนเปนอันหนึ่ง
อนั เดยี วกนั ของคนในชมุ ชนถอื ไดว า เกดิ กระบวนการมสี ว นรว มในการใชท รพั ยากร
ชมุ ชนอยา งแทจ รงิ คณุ ภาพนา้ํ ประปาภเู ขาโดยภาพรวมถอื วา มคี ณุ ภาพในระดบั ดี
มาก นํา้ ซึ่งทไี่ หลออกมาจากซอกหนิ ปนู ทชี่ มุ ชนรวมกันอนุรกั ษผนื ปา ไวน ้นั ถือวา
มีคุณภาพตามธรรมชาติที่ผานกระบวนการกรองทางธรรมชาติและผานการแตง
แรธาตุดวยระบบรากของพืช และแรธาตุจากชั้นหิน เม่ือพิจารณาชุดหินท่ีเปน
หนิ ชุด Khok Krut, Phu Phan และ Saokhua ซับซอ นอยูในพนื้ ทป่ี าชุมชน ซ่งึ
มคี วามพรุนและมแี รธ าตุเพียงพอสาํ หรบั ปรับปรุงคุณภาพนํ้าเพื่ออปุ โภคบริโภค
สําหรับในสวนที่เปนสารพิษโลหะหนักตางๆ ผลการวิเคราะหพบวาอยูใน
เกณฑม าตรฐาน ยกเวน ธาตเุ หลก็ (Fe) ซงึ่ มปี รมิ าณทส่ี งู แตธ าตเุ หลก็ ไมถ อื วา เปน
ธาตทุ มี่ อี นั ตรายตอ สขุ ภาพมนษุ ย แตจ ะเปน ผลดแี ละเปน องคป ระกอบสาํ คญั ของ
การเจริญเติบโตของพืช สําหรับคุณภาพดินตะกอน พบวาไมมีการสะสมสารพิษ
เกนิ เกณฑม าตรฐาน และผลการวเิ คราะหด า นอาหาร พชื ผกั กนิ ได และสตั วน าํ้ ใน
บริเวณพ้ืนที่ปจจุบัน ถือวามีความปลอดภัยไมมีการสะสมของสารพิษเกินเกณฑ
มาตรฐาน มรี ายละเอยี ดสามารถอธบิ ายได ดังตอไปนี้
150
จดุ เก็บตัวอยา งบานหวยปลาฝา
บา นหว ยปลาฝา ทาํ การเกบ็ ตวั อยา งทงั้ หมด 3 จดุ โดยแตล ะจดุ ทาํ การเกบ็
ตวั อยา ง น้ํา ดิน และพชื ดงั แสดงในตารางที่ 32 และภาพท่ี 11
แผนภาพท่ี 11 แผนที่แสดงจุดเกบ็ ตวั อยา งบานหว ยปลาฝา
ผลการวเิ คราะหค ุณภาพน้ําลุมนาํ้ หมัน บานหวยปลาฝา
คณุ ภาพนา้ํ ผวิ ดนิ นา้ํ ดมื่ และนาํ้ ประปา จากการตรวจวดั นาํ้ แตล ะจดุ ทบ่ี า น
หวยปลาฝา เก็บทั้งหมด 4จดุ ไดแก
จดุ เกบ็ ท่ี 1 นา้ํ ผวิ ดนิ จากการตรวจวดั คณุ ภาพนา้ํ ผวิ ดนิ พบวา คา ออกซเิ จน
ละลายนํ้า (DO) มีคา 5.67 มก./ล. ซึ่งมากกวาคามาตรฐานที่กําหนดไว คือ
ไมน อ ยกวา4.0 มก./ล.
จุดเก็บท่ี 2 นํ้าประปาจากการตรวจวัดคุณภาพน้ําประปา พบวามีคา
การปนเปอ นของตะกวั่ (Pb) 0.014 มก./ล. ซึ่งเกนิ คามาตรฐานที่กําหนดไว คือ
ไมเ กนิ 0.01 มก./ล.
151
จุดเก็บที่ 3 นา้ํ นา จากการตรวจวดั คณุ ภาพนํ้าผวิ ดนิ พบวา คา ออกซิเจน
ละลายน้ํา (DO) มีคา 6.16 มก./ล. ซึ่งมากกวาคามาตรฐานที่กําหนดไว คือ
ไมน อยกวา 4.0 มก./ล.
จุดเก็บที่ 4 น้ําผิวดิน ตรงสะพาน จากการตรวจวัดคุณภาพนํ้าผิวดิน
พบวา คาออกซิเจนละลายนํ้า (DO) มคี า 6.57มก./ล. ซ่ึงมากกวา คา มาตรฐาน
ท่กี าํ หนดไว คือ ไมน อยกวา 4.0 มก./ล.ดังแสดงในตารางที่ 32
µ¦µÉ¸ 32 ¨µ¦¦ªª´ »£µ¡ÊµÎ ª· · ʵΠɺ¤ ¨³ÊµÎ ¦³µ µo ®ªo ¥¨µ µ
µ¸ STD STDÎµÊ STD
ÎµÊ ª· · ¤Éº ÎµÊ ¦³µ
´ ¸ »£µ¡ÎµÊ ®nª¥ »É¸1 »É¸2 »É¸3 ¨´Ø»·É¸èÕ44(
4.0 - -
ʵΠª· · ʵΠ¦³µ ʵΠµ (ʳС¾µÒ¹) 500 600
6.5-8.5 6.5-8.5
DO mg/l 5.67 5.66 6.16 6.57
- -
TDS Ppm 140 140 150 50 - - -
- -
pH pH 6.1 5.9 6.7 6.3 5.0-9.0 - -
EC/conductivity S/m 198.9 199.4 209 71.3 - 0.01 0.01
3.0 3.0
ORP mV 266 276 238 257 - 0.01 0.01
0.003 0.003
T_water oC 29.5 29.4 30.4 29.2 - 0.3 0.3
0.05 0.05
T_air oC 29.9 29.6 29.8 29.5 - 1.0 2.0
讳®´
(Heavy metals)
As mg/l 0 0 0 0 0.01
Zn mg/l 0.061 0.056 0 0.035 1.0
Pb mg/l 0.013 0.014 0.011 0.015 0.05
Cd mg/l 0 0 0 0 0.005
Fe mg/l 0.258 0.095 0.453 4.158 -
Cr mg/l 0.002 0.002 0.002 0.004 0.05
Cu mg/l 0.002 0.003 0.003 0.006 0.1
®¤µ¥Á®» : ¤µ¦µ»£µ¡ÊµÎ Ä®¨nʵΠª· · (µ¤¦³µ«³¦¦¤µ¦É·Âª¨°o ¤Â®nµ·
´ ɸ 8 ¡.«. 2537)
¤µ¦µ»£µ¡ÊµÎ ºÉ¤°r µ¦°µ¤¥´ è (WHO) .«. 1993
¤µ¦µ» £µ¡ÊµÎ ¦³µ µ¦¦³µnª£¤¼ ·£µ
152
ผลการวเิ คราะหคุณภาพดนิ ตะกอนลุม นํ้าหมนั บา นหวยปลาฝา
การตรวจวัดคุณภาพดินตะกอน โดยการวิเคราะหหาคาโลหะหนัก ไดแก
สารหนู (As) สงั กะสี (Zn) ตะกั่ว (Pb) แคดเมยี ม(Cd) เหลก็ (Fe) โครเมียม (Cr)
และทองแดง (Cu) แตล ะจดุ เกบ็ ตวั อยา งทบ่ี า นหว ยปลาฝา เกบ็ ทงั้ หมด 3 จดุ ไดแ ก
จุดเก็บที่ 1 ดินตะกอนประปาช้ันบน และดินตะกอนประปาชั้นลาง
จากการตรวจวัดคุณภาพดินตะกอน พบวา มีคาการปนเปอนของเหล็ก
(Fe) 2,020มก./กก. และ1,126มก./กก.ซึ่งเกินคามาตรฐานท่ีกําหนดไว คือ
>5-25มก./กก.
จุดเก็บท่ี 2 ดินนาจากการตรวจวัดคุณภาพดิน พบวา มีคาการปน
เปอนของเหลก็ (Fe) 2,418มก./กก.ซงึ่ เกนิ คา มาตรฐานที่กาํ หนดไว คือ >5-25
มก./กก.
จุดเก็บท่ี 3 ดินตะกอนชัน้ บนนํา้ หมนั และดนิ ตะกอนช้ันลา งนํ้าหมันจาก
การตรวจวดั คณุ ภาพดนิ ตะกอน พบวา มคี าการปนเปอนของเหลก็ (Fe) 5,373
มก./กก. และ8,385 มก./กก.ซง่ึ เกนิ คา มาตรฐานทก่ี าํ หนดไว คอื >5-25มก./กก.
ดังแสดงในตารางที่ 33
µ¦µÉ¸ 33 ¨µ¦¦ªª´ » £µ¡·³° µo ®ªo ¥¨µ µ
µ¸
´ ¸»£µ¡· ·³° ·³° ·µ ·³° ·³° ¤µ¦µ
¦³µ n»µ Ê´ ¨nµ »£µ¡·
讳®´ (Heavy ®nª¥ ¦³µ Ê´ ¨nµ »É¸2 Ê´ ʵΠ®¤´
»É¸1 ʵΠ®¤´ »É¸3 3.9
metals) Ê´ »É¸3 0.393 >150-300
7.304 400
»É¸1 4.916
0 37
As mg/kg 0 000 >5-25
8385 300
Zn mg/kg 5.151 4.744 3.989 5.978 6.539 >50-140
Pb mg/kg 1.739 1.528 1.835 3.38 0
Cd mg/kg 0 000
Fe mg/kg 2020 1126 2418 5373
Cr mg/kg 4.423 1.653 2.546 5.942
Cu mg/kg 0 000
®¤µ¥Á®» : ¤µ¦µ»£µ¡· (µ¤¦³µ«³¦¦¤µ¦·Éª¨°o ¤Â®nµ· ¡.«. 2547)
153
ผลการวเิ คราะหค ุณภาพพืชผักกนิ ไดลุมนํ้าหมนั บานหว ยปลาฝา
การตรวจวัดคุณภาพพืชผกั กนิ ได โดยการวิเคราะหหาคา โลหะหนัก ไดแ ก
สารหนู (As) สังกะสี (Zn) ตะกั่ว (Pb) แคดเมียม (Cd) เหล็ก(Fe) โครเมียม
(Cr) และทองแดง(Cu) แตละจุดเก็บตัวอยางท่ีบานหวยปลาฝา เก็บทั้งหมด
3 จดุ ไดแก
จุดเก็บที่ 1 มะละกอใบชะพลู และอีปุกจากการตรวจวัดคุณภาพ
พืชผักกินได พบวามีคาปริมาณการปนเปอนของเหล็ก(Fe) 16.55มก./กก.
19.09มก./กก.และ34.66มก./กก. ตามลาํ ดบั ซงึ่ เกนิ คา มาตรฐานทกี่ าํ หนดไว คอื
ไมเกิน 15 มก./กก.
จุดเก็บท่ี 2 ผักกานจอง และขา จากการตรวจวัดคุณภาพพืชผักกินได
พบวามีคาปริมาณการปนเปอนของเหล็ก (Fe) 34.67มก./กก. และ 43.19
มก./กก. ซ่ึงเกินคามาตรฐานท่ีกําหนดไว คือ ไมเกิน 15 มก./กก.และขา
มคี า ปรมิ าณการปนเปอ นของโครเมยี ม(Cr) 1.002มก./กก.ซงึ่ เกนิ คา มาตรฐานที่
กาํ หนดไว คือไมเ กนิ 0.5 มก./กก.
จดุ เก็บท่ี 3 มะละกอ บอน และลิ้นฟา จากการตรวจวัดคุณภาพพชื ผักกิน
ได พบวา มีคา ปริมาณการปนเปอ นโลหะหนกั ไมเ กนิ คา มาตรฐานที่กาํ หนดไว ดัง
แสดงในตารางท่ี 34
µ¦µ¸É 3 ¨µ¦¦ªª´ »£µ¡¡º ´ ·Åo µo ®ªo ¥¨µ µ
´ ¸»£µ¡ ®nª¥ ¤³¨³° Ä °¸» µ¸
nµ ¤³¨³° ¨·Ê ¢o µ ¤µ¦µ»£µ¡
¡º ´ · Åo (ʵΠ³¡¨¼ (ʵΠ(n» (³¡µ) (³¡µ) ¡º ´ · Åo
讳®´ (ʵΠÁ®¤º°) ´ µo µ) »¸É3 »É¸3
Á®¤º°) Á®¤º°) »É¸1 ° »É¸2 2
(Heavy »É¸1 »¸É1 (n»µ) 0 0 100
metals) »¸É2 5.348 11.47 1.0
0.313 0.149 0.3
As mg/kg 0.394 0 0 0 0 0.013 0.018 15
13.34 8.619 0.5
Zn mg/kg 4.255 9.638 24.29 16.95 61.55 0.287 0.405 20
10.28
Pb mg/kg 0.363 0.124 0.089 0.169 0.214 0
Cd mg/kg 0.023 0.026 0.121 0.02 0.011
Fe mg/kg 16.55 19.09 34.66 34.67 43.19
Cr mg/kg 0.369 0.187 0.28 0.279 1.002
Cu mg/kg 0 0 0 00
®¤µ¥Á®» : ¤µ¦µ» £µ¡¡º´ ·Åo °r µ¦°µ¤¥´ è (WHO) .«. 2010
154
บา นปากหมัน:
บานปากหมัน ถือเปนชุมชนท่ีอยูทายของลุมน้ําหมัน ชุมชนบานปาก
หมันมีการอนุรักษปาชุมชนเพื่อการใชประโยชนจากทรัพยากรปาไมไดดีชุมชน
หน่ึง เม่ือพิจารณาจากสภาพปาถือวามีสภาพท่ีสมบูรณมากตามระบบธรรมชาติ
และมกี ลไกความรว มมอื มขี อ ตกลงการใชป ระโยชนจ ากทรพั ยากรธรรมชาติ และ
ขอ ตกลงของการอยรู ว มกนั ในชมุ ชนทม่ี สี มาชกิ ในชมุ ชนปฏบิ ตั ริ ว มกนั ทาํ ใหม ผี ล
ตอ การอนรุ กั ษปา ชมุ ชนเปน อยา งดี
สําหรับผลการวิเคราะหคุณภาพน้ําในพื้นท่ีปาชุมชนถือวามีคุณภาพดี
แตปริมาณนํ้ายังนอยไมสามารถพัฒนาเปนระบบประปาภูเขาได สวนคุณภาพ
นํ้าลุมนํ้าหมัน พบวาอยูในเกณฑมาตรฐานน้ําผิวดิน สวนคุณภาพดินตะกอน
ผลการวิเคราะหสารพิษอยูในเกณฑมาตรฐาน และผลการวิเคราะหดานอาหาร
พืชผักกินได และสัตวน้ําในบริเวณพื้นท่ีปจจุบัน ถือวามีความปลอดภัยไมมีการ
สะสมของสารพิษเกนิ เกณฑมาตรฐาน รายละเอียดสามารถอธิบายไดด ังตอไปน้ี
155
จดุ เกบ็ ตวั อยางบานปากหมัน
บา นปากหมัน ทําการเก็บตัวอยางท้งั หมด 4 จดุ โดยแตล ะจดุ ทาํ การเก็บ
ตัวอยา ง น้ํา ดนิ สัตวน ้าํ และพืช ดงั แสดงในตารางท่ี 35 และแผนภาพท่ี 12
แผนภาพที่ 12 แผนทีแ่ สดงจุดเก็บตวั อยา งบานปากหมัน
ผลการวเิ คราะหคุณภาพนํา้ ลุมนาํ้ หมันบา นปากหมนั
คุณภาพนํ้าผิวดิน นํ้าดื่ม และน้ําประปา จากการตรวจวัดนํ้าแตละจุดที่
บานปากหมนั เกบ็ ทั้งหมด 2 จุด ไดแ ก
จดุ เกบ็ ที่ 1 นา้ํ ผวิ ดนิ จากการตรวจวดั คณุ ภาพนา้ํ ผวิ ดนิ พบวา คา ออกซเิ จน
ละลายน้ํา (DO) มีคา 5.69 มก./ล. ซึ่งมากกวาคามาตรฐานท่ีกําหนดไว คือ
ไมน อ ยกวา 4.0 มก./ล.
จดุ เกบ็ ที่ 2 นา้ํ ผวิ ดนิ จากการตรวจวดั คณุ ภาพนา้ํ ผวิ ดนิ พบวา คา ออกซเิ จน
ละลายนา้ํ (DO) มคี า 3.97 มก/ลซง่ึ ตา่ํ กวา คา มาตรฐานทกี่ าํ หนดไว คอื ไมน อ ยกวา
4.0 มก/ล ดงั แสดงในตารางท่ี 35
156
µ¦µ¸É 35 ¨µ¦¦ªª´ » £µ¡ÊµÎ ª· · µo µ®¤´
´ ¸»£µ¡ÎµÊ ®nª¥ µ¸ STD STD STDÎµÊ ¦³µ
»É¸1 »É¸ 2 ÎµÊ ª· · ÎµÊ ¤Éº
ʵΠª· · ʵΠª· · -
600
DO mg/l 5.69 3.97 4.0 - 6.5-8.5
TDS ppm 60 10 - 500 -
-
pH pH 6.3 5.9 5.0-9.0 6.5-8.5 -
-
EC/conductivity S/m 94.5 19.6 - -
0.01
ORP mV 309 328 - - 3.0
0.01
T_water oC 30.1 29.5 - - 0.003
0.3
T_air oC 28.4 28.8 - - 0.05
2.0
讳®´ (Heavy
metals)
As mg/l 0 0 0.01 0.01
Zn mg/l 0.062 0.148 1.0 3.0
Pb mg/l 0.021 0.018 0.05 0.01
Cd mg/l 0 0 0.005 0.003
Fe mg/l 6.613 0.296 - 0.3
Cr mg/l 0.006 0.008 0.05 0.05
Cu mg/l 0.007 0.009 0.1 1.0
®¤µ¥Á®» : ¤µ¦µ» £µ¡ÊµÎ Ä®¨nʵΠª· · (µ¤¦³µ«³¦¦¤µ¦·Éª¨°o ¤Â®nµ·
´ ɸ 8 ¡.«. 2537)
¤µ¦µ» £µ¡ÊµÎ ºÉ¤°r µ¦°µ¤¥´ è (WHO) .«. 1993
¤µ¦µ»£µ¡ÊµÎ ¦³µ µ¦¦³µnª£¼¤·£µ
157
ผลการวิเคราะหคณุ ภาพดินตะกอนลมุ นํ้าหมนั บา นปากหมนั
จากการตรวจวัดคุณภาพดินตะกอน โดยการวิเคราะหหาคาโลหะหนัก
ไดแก สารหนู (As) สังกะสี (Zn) ตะกวั่ (Pb) แคดเมยี ม (Cd) เหลก็ (Fe) โครเมยี ม
(Cr) และทองแดง (Cu) แตละจุดเก็บตัวอยางท่ีบานปากหมัน เก็บทั้งหมด
2 จุด ไดแ ก
จุดเก็บที่ 1 ดินตะกอนช้ันบนนํ้าหมัน และดินตะกอนชั้นลางน้ําหมัน
จากการตรวจวัดคุณภาพดินตะกอน พบวา มีคาการปนเปอนของเหล็ก (Fe)
2,650 มก./กก. และ3,351 มก./กก.ซ่ึงเกินคามาตรฐานที่กําหนดไว คือ
>5-25 มก./กก.
จุดเก็บที่ 2 ดินรวมซําเตย พบวา มีคาการปนเปอนของเหล็ก (Fe)
554.9มก./กก.ซึง่ เกนิ คา มาตรฐานที่กําหนดไว คอื >5-25 มก./กก. ดังแสดงใน
ตารางที่ 36
µ¦µ¸É 36 ¨µ¦¦ªª´ » £µ¡·³° µo µ®¤´
´ ¸»£µ¡· µ¸
讳®´
®nª¥ ·³° ·³°Ê´ ·¦ª¤ ¤µ¦µ»£µ¡·
(Heavy metals) Ê´ ¨nµ (µÎ Á¥)
»É¸2 3.9
»¸É1 »¸É1 >150-300
400
As mg/kg 0 0 0
37
Zn mg/kg 2.869 2.641 63.35 >5-25
300
Pb mg/kg 1.84 1.943 8.274 >50-140
Cd mg/kg 0 0 0.041
Fe mg/kg 2650 3351 554.9
Cr mg/kg 2.922 2.851 1.715
Cu mg/kg 0 0 2.943
®¤µ¥Á®» : ¤µ¦µ»£µ¡· (µ¤¦³µ«³¦¦¤µ¦·Éª¨°o ¤Â®nµ· ¡.«. 2547)
158
ผลการวิเคราะหคณุ ภาพสตั วน า้ํ ลมุ นา้ํ หมนั บา นปากหมนั
การตรวจวัดคุณภาพสัตวน้ํา โดยการวิเคราะหหาคาโลหะหนัก ไดแก
สารหนู (As) สังกะสี (Zn) ตะกั่ว (Pb) แคดเมยี ม (Cd) เหลก็ (Fe)โครเมยี ม (Cr)
และทองแดง (Cu) เก็บตัวอยางสตั วน ้าํ ทบี่ านปากหมันจุดเกบ็ ท่ี 1 ปู กุง และปลา
จากการตรวจวัดคุณภาพสัตวน้ํา พบวาในเนื้อปู กุงและปลา มีปริมาณการปน
เปอนของโลหะหนกั ซึ่งไมเ กินคามาตรฐานท่ีกาํ หนดไว ดังแสดงในตารางท่ี 37
µ¦µÉ¸ 37 ¨µ¦¦ªª´ »£µ¡´ ªr ʵΠµo µ®¤´
´ ¸»£µ¡´ªrÎµÊ µ¸ ¤µ¦µ»£µ¡
´ªrεÊ
讳®´ ®nª¥ ¼ »¸É1 »o »¸É1 ¨µ »É¸1
(Heavy metals) 2
100
As mg/kg 0.243 1.379 1.069 1.0
2
Zn mg/kg 0.783 23.85 29.67
-
Pb mg/kg 0.093 0.349 0.077 2
20
Cd mg/kg 0 0.111 0
Fe mg/kg 2.22 3.247 0
Cr mg/kg 0.003 0.217 0.451
Cu mg/kg 0.151 12.06 0
®¤µ¥Á®» : ¤µ¦µ»£µ¡´ ªr ʵΠ(µ¤¦³µ«¦³¦ªµµ¦»
¡.«. 2546)
159
ผลการวิเคราะหค ุณภาพพืชผักกนิ ไดลมุ น้าํ หมนั บานปากหมัน
การตรวจวัดคณุ ภาพพืชผกั กินได โดยการวิเคราะหหาคา โลหะหนัก ไดแ ก
สารหน(ู As) สงั กะส(ี Zn) ตะกว่ั (Pb) แคดเมยี ม(Cd) เหลก็ (Fe) โครเมยี ม (Cr) และ
ทองแดง(Cu) เกบ็ ตวั อยา งพชื ผกั กนิ ไดท บี่ า นปากหมนั จดุ เกบ็ ท่ี 1 นา้ํ หมนั ตวั อยา ง
พืชผกั กินได หนอ ไมไผ ผักกระถนิ และผกั บุง จากการตรวจวัดคณุ ภาพพืชผกั กนิ
ไดพบวา มีคา ปรมิ าณการปนเปอ นของเหล็ก( Fe) 21.35 มก./กก.29.43มก./
กก.และ26.03มก./กก. ตามลาํ ดบั ซงึ่ เกนิ คา มาตรฐานทกี่ าํ หนดไว คอื ไมเ กนิ 15
มก./กก. ดงั แสดงในตารางที่ 38
µ¦µ¸É 38 ¨µ¦¦ªª´ »£µ¡¡º ´ ·Åo µo µ®¤´
´ ¸»£µ¡ µ¸
讳®´
(Heavy metals) ®nª¥ ®n°Å¤Åo n ´ ¦³· ´ »o ¤µ¦µ»£µ¡¡º ´
(ʵΠ®¤´ ) (ʵΠ®¤´ ) (ʵΠ®¤´ ) · Åo
»É¸1 »¸É1 »É¸1 2
100
As mg/kg 0 0 0 1.0
0.3
Zn mg/kg 33.31 7.478 33.11 15
0.5
Pb mg/kg 0.185 0.089 0.314 20
Cd mg/kg 0.031 0.013 0.048
Fe mg/kg 21.35 29.43 26.03
Cr mg/kg 0.267 0.164 0.296
Cu mg/kg 0 0 7.913
®¤µ¥Á®» : ¤µ¦µ» £µ¡¡º ´ ·Åo °r µ¦°µ¤¥´ è (WHO) .«. 2010
160
จากฐานขอมูลคุณภาพน้ําดังกลาวทําใหเห็นวา ลําน้ําหมันแตละชวงมีคา
ของมาตรฐานหรอื คณุ ภาพนาํ้ ทแี่ ตกตา งกนั คณุ ภาพนา้ํ ตรงนม้ี กั จะองิ อยกู บั ระบบ
การทําเกษตรแบบพืชเศรษฐกิจเชิงเด่ียวเปนหลัก ยกตัวอยางเชนถาหมูบานใด
ปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวสูง เชนปลูกขาวโพดสูงปริมาณของสารปนเปอนในน้ํา
กส็ งู ดว ย แตมขี อสงั เกตที่สําคญั อกี ประการหนึง่ คอื พืน้ ทเ่ี มอื งมีคณุ ภาพน้าํ หรือ
สารปนเปอนสูงมาก ผลการศึกษาจึงเปนขอคนพบท่ีนาสนใจวาสารปนเปอนไม
ไดมาจากการเกษตรอยางเดียว หากแตมาที่ระบายนํ้าเสียของครัวเรือนดวยโดย
เฉพาะกับเขตเมือง ดังน้ัน ถาไมมีการจัดการหรือการบําบัดท่ีดีก็สงผลกับระบบ
นิเวศดวย ผลการศึกษาสะทอนใหเห็นวา สถานการณคุณภาพลําน้ําหมันอยูใน
ระยะท่ีตอ งเฝาระวัง หากปลอยใหเปนเชนนตี้ อ เน่อื งไปปส องปถอื วา วกิ ฤติ
161
ปา ชมุ ชนและฐานทรพั ยากรปา ไม
จาก “หมูบ านตัวอยา ง” ในลมุ นํา้ หมัน
การใชท รพั ยากรจากปา ไม จาํ เปน ตอ งมกี ารจดั สรรทรพั ยากรใหเ กดิ ความ
สมดุลระหวางความ ตองการทรัพยากรที่มีอยูอยางจํากัด อีกท้ังยังตองอนุรักษ
ทรัพยากรท่ีมีอยูใหเกิดความย่ังยืน เพ่ือท่ีจะ สามารถตอบสนองความตองการ
การใชป ระโยชนจ ากทรพั ยากรปา ไมข องชาวบา นในพน้ื ทไ่ี ดอ ยา งยงั่ ยนื ปา ชมุ ชน
จงึ มคี วามสาํ คญั อยา งยง่ิ ตอ การจดั การทรพั ยากรปา ไมท มี่ อี ยใู นพน้ื ทใี่ หเ กดิ ความ
ยั่งยืน และตอบสองความตองการใชทรัพยากรของคนในพื้นท่ีอยางตรงจุดดวย
กระบวนการของปาชุมชนเสมือนเปนกระบวนการ ที่เกิดจากประชาชนในพื้นที่
ขอดี ขอดอยที่มีอยูในชุมชน จะสามารถสงเสริมและแกไขไดงายกวาการจัดการ
จาก สว นอน่ื ทีไ่ มค นุ เคยสภาพพืน้ ท่ี ปาชุมชนยังเปนกระบวนกอ ใหเกิดการมวี สิ ัย
ทัศน การมองไปขางหนาเปนกระบวนการท่ีสงเสริมการมีสวนรวมอยางแทจริง
กอ เกดิ ความสามคั คใี นหมคู ณะเกดิ กระบวนการเรยี นรวู ถิ ชี วี ติ ของชมุ ชนในอกี มติ ิ
หนง่ึ ของสงั คม ใหม คี วามสาํ นึกรักทรัพยากรธรรมชาตปิ า ไมมสี ว นชวยในการเตมิ
เตม็ ความสมบรู ณ และเพ่มิ ความหลากหลายทมี่ ตี อระบบนิเวศ
162
งานวจิ ยั การจดั การลมุ นา้ํ หมนั โดยเครอื ขา ยทางสงั คมเพอื่ ความมน่ั คงทาง
อาหารของชุมชนจะเลือกพ้ืนที่ปาชุมที่มีความโดดเดนของแตละสวนลุมน้ําหมัน
มาเปนกรณีศกึ ษา กลาวคอื ลมุ นาํ้ หมนั ตอนตน จะใชพ ื้นทป่ี าหมูบ า นกางปลา ซง่ึ
เปนปาตนน้ํา (ลํานํ้าอุน) ท่ีสําคัญอีกสาขาหนึ่งของลํานํ้าหมัน ที่ใชผลิตประปา
หลอเลย้ี งผคู นใสวนอําเภอดานซาย ลมุ นา้ํ หมนั ตอนกลางศกึ ษาปาชมุ ชนบา นบงุ
กุมหรือภูเตาโปงที่มีการขับเคล่ือนเครือขายทางสังคมในการอนุรักษปาอยางเขม
ขนและเปนกระบวนการใหหมูบานอื่นๆ ไดใชเปนตนแบบในการศึกษา สวนลุม
นา้ํ หมนั ตอนปลายคอื ภอู เี ลศิ หรอื ปา ชมุ ชนบา นปากหมนั ทม่ี กี ารจดั การผนื ปา โดย
ชุมชนอยา งเปนระบบอีกหมบู านหนง่ึ กลา วโดยสรุปในแงกายภาพและทต่ี ั้ง ดังนี้
ปา ชมุ ชนบา นกา งปลา หมทู ี่ 5 ตาํ บลดา นซา ย อาํ เภอดา นซา ย จงั หวดั เลย
มเี นอ้ื ท่ี 70 ไร ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ เปน ทร่ี าบเชงิ เขาและทรี่ าบสงู ลกั ษณะดนิ เปน
ดินรว น ดินลกู รังเปน บางแหง และมกี อ นหินขนาดใหญกระจายอยูทว่ั ไป มสี ภาพ
ปา เปน ปา เบญจพรรณสมบรู ณ มตี น ไมข นาดใหญอ ายปุ ระมาณ 5-10 ปข นึ้ ไป เชน
ประดู แดง จิก ไผ ไมพืน้ ลางจําพวก หญา คา หญาเพก็ ไมยราบ สาบเสอื
ปาชุมชนบานบุงกุม หมูท่ี 1 ตําบลนาหอ อําเภอดานซาย จังหวัดเลย
มีเนอ้ื ท่ปี ระมาณ 3,533 ไร 2 งาน 40 ตารางวา (เพราะแปลที่ “1”) ลักษณะ
ภมู ปิ ระเทศเปน ท่ีราบเชงิ เขาและทีร่ าบสงู ลกั ษณะดนิ เปน ดินรวน ดินลูกรงั เปน
บาแหง และมกี อ นหนิ ขนาดใหญก ระจายอยทู ว่ั ไป สภาพปา เปน ปา สมบรู ณม ตี น ไม
ขนาดใหญ จิก กุง ไผ และอื่นๆ ไมพื้นลางจําพวก หญาคา หญาเพ็ก ไมยราบ
สาบเสือ ในพนื้ ท่ปี าดว ย
ปา ชมุ ชนบา ปากหมนั หมทู ่ี 4 ตาํ บลปากหมนั อาํ เภอดา นซา ย จงั หวดั เลย
มเี น้อื ท่ีประมาณ 1,997 ไร 1 งาน 60 ตารางวา ลกั ษณะภูมิประเทศ เปนทีร่ าบ
เชิงเขาและท่รี าบสงู ลกั ษณะภเู ขาสูงชัน ลกั ษณะดิน เปน ดนิ รวนปนหิน สภาปา
เปน ปา เตง็ รงั สมบรู ณ มตี น ไมข นาดใหญก ระจายอยทู วั่ ปา อายปุ ระมาณ 5-10 ป
ขึ้นไป เชน ประดู แดง ไมจ กิ ไมร ัง ตนชาด ตนกระบาก ไผ และอืน่ ๆ ไมพื้นลา ง
จาํ พวก หญา เพ็ก ไมยราบ สาบเสอื และสมุนไพรพ้นื บา น เชน ขา ปา ตนสม ปอ ย
ตน เปลา ตนคราม เปน ตน
163
ทงั้ น้ี ชว งระยะเวลาในการศกึ ษาระหวา งเดอื นเดอื นมถิ นุ ายน พ.ศ. 2558
ถงึ เดอื นธนั วาคม พ.ศ. 2558 เปน ระยะเวลา 7 เดอื น ตามการศกึ ษาวจิ ยั โครงการ
สํารวจชนดิ พรรณไมใ นพน้ื ที่ปาชมุ ชนบานกา งปลา บุง กมุ และปากหมัน อาํ เภอ
ดา นซา ย จังหวดั เลย
ปาชมุ ชนบานกา งปลา
ชนิดพรรณไม
จากการสํารวจพบวาพื้นที่ปามีสภาพเปนปาเบญจพรรณ สํารวจพบชนิด
พรรณไมเดนจํานวน เดนจํานวน 9 ชนิด เชน กระโดน ประดูแดงมะคาโมงกอ
แปนกอแดง จิกกุงไผ ไมพื้นราง จําพวก หญาคา หญาเพ็ก ไมยราบ สาบเสือ
และพบชนิดพรรณไมทส่ี าํ รวจท้งั หมด 142 ชนดิ โดยมีชนดิ พรรณไมท ีส่ ํารวจพบ
ประกอบดว ย ไมย นื ตน 75 ชนดิ ไมล ม ลกุ 18 ชนดิ ไมเ ถา 11 ชนดิ ไมพ มุ 12 ชนดิ
พืชวงศหญา 20 ชนิด และเฟรน 5 ชนดิ ดงั แผนภมู ทิ ่ี 1
แผนภูมิที่ 1ชนดิ พรรณไมใ นปาเบญจพรรณบา นกา งปลา
164
ความหลากหลายชนิดพรรณไมใ นปา เบญจพรรณ
การสํารวจความหลากหลายชนิดพรรณไมในปาเบญจพรรณบานกางปลา
อาํ เภอ ดา นซา ย จงั หวดั เลย จากชนดิ พรรณไมท งั้ หมด 142 ชนดิ โดยมพี รรณไม
ทส่ี าํ รวจพบในพน้ื ที่ ประกอบดว ยไมย นื ตน 75 ชนดิ ไมล ม ลกุ 18 ชนดิ ไมเ ถา 11
ชนดิ ไมพุม 12 ชนดิ พืชวงศหญา 20 ชนดิ และเฟรน 5 ชนิด ดงั แผนภูมทิ ี่ 2
แผนภมู ิท่ี 2 ความหลากหลายชนดิ พรรณไมใ นปา เบญจพรรณบานกางปลา
165
ปา ชมุ ชนบา นบุง กมุ
ชนดิ พรรณไม
พ้นื ที่ปา ชุมชนบานบุงกุม อําเภอดา นซาย จังหวัดเลย จากการสาํ รวจพบ
วาพ้นื ท่ีปา มีสภาพเปน ปาเต็งรงั สํารวจพบชนดิ พรรณไมเ ดน จํานวน 8 ชนิด เชน
จกิ รัง กงุ ประดู กระโดน มะคา โมง แดง ไผ ไมพ ้นื รา ง จําพวก หญาคา หญาเพ็ก
ไมยราบ สาบเสือและพบชนดิ พรรณไมท ส่ี าํ รวจทั้งหมด 104 ชนิด โดยมี ชนดิ
พรรณไมท ส่ี ํารวจพบ ประกอบดว ยไมยืนตน 62 ชนิด ไมล ม ลุก 12 ชนดิ ไมเถา
13 ชนิด ไมพ ุม 10 ชนดิ พชื วงศห ญา 5 ชนดิ และเฟร น 6 ชนดิ ดังปรากฏใน
แผนภมู ิท่ี 3
แผนภมู ิที่ 3 ชนดิ พรรณไมในปา เต็งรงั บา นบุงกุม
166
ความหลากหลายชนิดพรรณไม
การสํารวจความหลากหลายชนิดพรรณไมในปาเต็งรังบานบุงกุม อําเภอ
ดา นซา ย จงั หวดั เลย ชนดิ พรรณไมท งั้ หมด 104 ชนดิ โดยมพี รรณไมท สี่ าํ รวจพบ
ในพน้ื ทปี่ ระกอบดว ยไมย นื ตน 62 ชนดิ ไมล ม ลกุ 12 ชนดิ ไมเ ถา 13 ชนดิ ไมพ มุ
10 ชนิด พชื วงศหญา 5 ชนิด และเฟรน 6 ชนดิ ดงั แผนภูมิที่ 4
แผนภมู ทิ ี่ 4 ความหลากหลายชนิดพรรณไมปา เต็งรงั บา นบงุ กุม
167
ปาชมุ ชนบา นปากหมัน
ชนิดพรรณไม
พ้นื ท่ปี า ชมุ ชนบา นปากหมนั อาํ เภอดานซาย จังหวัดเลย จากการสาํ รวจ
พบชนิดพรรณไมเ ดน 8 ชนิด คือ จกิ รงั กุงประดู กระโดน มะคาโมง แดง ไผ ไม
พน้ื ลา ง จาํ พวก หญา เพก็ ไมยราบ สาบเสอื และพบชนดิ พรรณไมท ส่ี าํ รวจทง้ั หมด
107 ชนดิ โดยมชี นดิ พรรณไมท ส่ี าํ รวจพบ ประกอบดว ยไมย นื ตน 62 ชนดิ ไมล ม ลกุ
12 ชนดิ ไมเ ถา 13 ชนดิ พชื วงศห ญา 10 ชนดิ และเฟร น 5 ชนดิ ดงั แผนภมู ทิ ่ี 5
แผนภูมิที่ 5 ชนิดพรรณไมในปาเตง็ รัง
168
ความหลากหลายชนิดพรรณไมในปาเบญจพรรณ
การสาํ รวจความหลากหลายชนดิ พรรณไมใ นปา เบญจพรรณบา นปากหมนั
อําเภอ ดานซาย จังหวัดเลย ชนดิ พรรณไม 107 ชนดิ โดยมีพรรณไมท่ีสาํ รวจ
พบในพน้ื ที่ ประกอบดวย ไมยนื ตน 62 ชนดิ ไมลม ลกุ 12 ชนดิ ไมเ ถา 13 ชนิด
ไมพ ุม 10 ชนิด พืชวงศหญา 25 ชนดิ และเฟร น 5 ชนดิ ดังแผนภมู ิท่ี 6
แผนภมู ิท่ี 6 ความหลากหลายชนิดพรรณไมในปา เบญจพรรณบา นปากหมัน
การแบงช้ันความสูงตามแนวดิ่งของพรรณไมในปาชุมชนบานกางปลา
บุง กมุ และบา นปากหมนั อําเภอดา นซา ย จังหวดั เลย
การแบงช้นั ความสงู ตามแนวด่งิ (vertical stratification)
การแบงชนั้ ความสูงตามแนวดิ่ง โดยใช Profile diagram ตามวธิ กี ารของ
Davis และ Richards (1993) สาํ หรบั ไมใ หญ คอื ตน ไมท ม่ี ขี นาดเสน ผา นศนู ยก ลาง
ท่ีความสงู เพยี งอกตงั้ แต 10 เซนตเิ มตรข้นึ ไป
169
1) ปา ผลดั ใบในเขตปา ชมุ ชนบา นบงุ กมุ เปน ปา เตง็ รงั ซงึ่ ในเขตปา ประกอบ
ดวย เรอื นยอด 2-3 ชน้ั เดยี ว มีความสงู ประมาณ 8-16 เมตร
2) ปาผลดั ใบในเขตปา ชมุ ชนบานกางปลา เปนปา เบญจพรรณ ซงึ่ ในเขต
ปาประกอบดวยเรอื นยอด 2-4 ช้ันเดยี ว มคี วามสงู ประมาณ 7-20 เมตร
3) ปาผลัดใบในเขตปาชุมชนบานปากหมันเปนปาเต็งรัง ซึ่งในเขตปา
ประกอบดวย เรอื นยอด 2-3 ชั้นเดยี ว มีความสูงประมาณ 6-18 เมตร
จากผลการศึกษาสามารถสรุปไดวา จํานวนชั้นตามแนวดิ่งมีการ
เปลยี่ นแปลงในทศิ ทางท่ี สงู ขน้ึ หรอื มกี ารเจรญิ เตบิ โตสงู ขนึ้ โดยเฉลยี่ และมคี วาม
แตกตางจากเกณฑป กตขิ องปาเบญจพรรณและปา เต็งรงั ในทองทอ่ี น่ื ๆ ของภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งปาเต็งรังบานบุงกุม ประกอบดวยเรือนยอด 3-4 ช้ัน
ปา เบญจพรรณบานกา งปลาประกอบดว ยเรือนยอด 3-4 ชั้น และปาเตง็ รังบา น
ปากหมนั ประกอบดวยเรอื นยอด 2-3 ช้นั ทัง้ นีเ้ น่อื งจากปา เบญจพรรณและปา
เต็งรังในพืน้ ที่โครงการ ประกอบดว ยไมขนาดเลก็ เปน สว นใหญ ดังภาพที่ 1-6
ภาพ 1 ลักษณะของปาเบญจพรรณบานกา งปลา
170
ภาพ 3-4 Profile diagram (บน) และ Crown projection diagram (ลา ง)
ของตนไมใ นปา เต็งรัง บานกา งปลา
171
ภาพ 5 ลกั ษณะของปา เตง็ รังบานบงุ กุม
ภาพ 6 Profile diagram (บน) และ Crown projection diagram (ลา ง)
ของตน ไมในปา เต็งรงั
172
ภาพ 7 Profile diagram (บน) และ Crown projection diagram (ลา ง)
ของตน ไมในปา เต็งรัง
ภาพ 8 ลักษณะของปาเตง็ รงั บา นปากหมัน
173
ภาพท่ี 9-10 Profile diagram (บน) และ Crown projection diagram (ลา ง)
ของตนไมมใ นปา เตง็ รังบา นปากหมัน
174
การเปรียบเทียบความหนาแนนของชนิดพรรณไมในพ้ืนท่ีปา
ชุมชนกา งปลา บานบงุ กุมและบา นปากหมนั
ความหนาแนนของพรรณพชื (plant density)
ความหนาแนนของพรรณพืชที่สํารวจพบในพ้ืนท่ีปาชุมชนบานกางปลา
บงุ กมุ และบา นปากหมนั อาํ เภอดา นซา ย จงั หวดั เลย ประกอบดว ย ปา เบญจพรรณ
บานกางปลาปา เตง็ รังบา นบุงกมุ และปา เตง็ รงั บานปากหมัน
1) ปา เบญจพรรณในเขตปา ชมุ ชนบา นกา งปลา อาํ เภอดา นซา ย จงั หวดั เลย
มเี นื้อที่ประมาณ 70 ไร เปน ปา ผลัดใบซง่ึ มคี วามหนาแนนของไมโดยเฉล่ยี 756
ตน /ไร จาํ แนกได คอื ความหนาแนน ของไมใ หญเ ฉลย่ี 93 ตน /ไร (DBH มากกวา 60
เซนตเิ มตร) ความหนาแนน ของไมห นมุ เฉลยี่ 29 ตน /ไร (DBH 30-60 เซนตเิ มตร)
ความหนาแนน ของไมเลก็ เฉล่ีย 57 ตน/ไร (DBH 10-30 เซนตเิ มตร) ความหนา
แนน ของกลา ไมเ ฉลย่ี 77 ตน /ไร (DBH ตา่ํ กวา 10 เซนตเิ มตร) และความหนาแนน
ของลกู ไมเ ฉลยี่ 366 ตน /ไร (ความสงู ตา่ํ กวา 130 เซนตเิ มตร) และความหนาแนน
ของไมไ ผ 126 ลํา/ไร
2) ปา เตง็ รงั ในเขตปา ชมุ ชนบา นบงุ กมุ อาํ เภอดา นซา ย จงั หวดั เลย มเี นอื้ ที่
ประมาณ 3,533 ไร 2 งาน 40 ตารางวา เปน ปา ผลดั ใบซงึ่ มคี วามหนาแนน ของไม
โดยเฉลี่ย 899 ตน /ไร จาํ แนกได คือ ความหนาแนน ของไมใหญเฉล่ยี 145 ตน /
ไร (DBH มากกวา 60 เซนตเิ มตร) ความหนาแนน ของไมหนมุ เฉลีย่ 61 ตน /ไร
(DBH 30-60 เซนติเมตร) ความหนาแนนของไมเล็กเฉลี่ย 82 ตน/ไร (DBH
10-30) ความหนาแนน ของกลา ไมเ ฉลย่ี 55 ตน /ไร (DBH ตาํ่ กวา 10 เซนตเิ มตร)
ความหนาแนน ของลูกไมเ ฉลีย่ 379 ตน/ไร (ความสูงต่าํ กวา 130 เซนติเมตร)
และความหนาแนนของไมไผ 174 ลาํ /ไร
3) ปาเต็งรังในเขตปาชุมชนบานปากหมัน อําเภอดานซาย จังหวัดเลย
มีเน้ือท่ีประมาณ1,997 ไร 1 งาน 60 ตารางวา เปน ปา ผลดั ใบซึ่งมคี วามหนา
แนน ของไมโ ดยเฉลย่ี 870 ตน /ไร จาํ แนกได คอื ความหนาแนน ของไมใ หญเ ฉลยี่
153 ตน/ไร (DBH มากกวา 60 เซนติเมตร) ความหนาแนนของไมหนุมเฉล่ีย
175
44 ตน /ไร (DBH 30-60 เซนตเิ มตร) ความหนาแนนของไมเ ล็กเฉล่ีย 97 ตน/
ไร (DBH 10-30 เซนตเิ มตร) ความหนาแนนของกลาไมเฉลยี่ 18 ตน/ไร (DBH
ตา่ํ กวา 10 เซนตเิ มตร) และความหนาแนน ของลกู ไมเ ฉลยี่ 496 ตน /ไร (ความสงู
ตา่ํ กวา 130 เซนตเิ มตร) และความหนาแนน ของไมไผ 50 ลาํ /ไร
เม่ือเปรียบเทียบความหนาแนนของไมใหญของปาเบญจพรรณบาน
กางปลาปาเต็งรังบานบุงกุม และปาเต็งรังบานปากหมัน อําเภอดานซาย
จังหวัดเลย ในทองที่อ่ืนๆ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปรากฏวามีความหนา
แนนอยูในระดับตํ่ากวาท้ังส้ิน โดยเฉพาะอยางยิ่งปาเบญจพรรณบานกางปลา
รอการฟน ฟู ทง้ั นสี้ ว นหนง่ึ เปน ผลเนอ่ื งมาจากคณุ ภาพของพน้ื ทแี่ ละกจิ กรรมของ
มนุษย ซึ่งในพ้ืนที่ศึกษาปจจัยที่มีผลตอความหนาแนนของตนไมมากท่ีสุด คือ
คุณภาพของพื้นท่ี (Site quality) และกิจกรรมจากมนุษยซึ่งเห็นไดชัดในกรณี
ของปาเบญจพรรณ รอการฟนฟู โดยภาพรวมกลาวไดวา ความหนาแนนของ
พรรณไมม ีการเปลย่ี นแปลงในทิศทางที่เปนบวก
สถานภาพฐานทรัพยากรปา ชุมชน
หมบู านตวั อยา งในลุม น้าํ หมนั
จากผลการวิจัยสถานภาพปจจุบันของชนิดพรรณไมในพื้นที่ปาชุมชน
บานกางปลา บุงกุม และบานปากหมัน อําเภอดานซาย จังหวัดเลยสามารถ
สรุปไดดงั นี้
1. ชนิดพรรณไมท่ีสํารวจพบในปาเบญจพรรณบานกางปลา อําเภอ
ดานซาย จังหวัดเลย รวมทั้งหมด 142 ชนิด โดยมีชนิดพรรณไมท่ีสํารวจพบ
ประกอบดว ยไมย นื ตน 75 ชนดิ ไมล ม ลกุ 18 ชนดิ ไมเ ถา 11 ชนดิ ไมพ มุ 12 ชนดิ
พชื วงศหญา 20 ชนิด และเฟรน 5 ชนดิ สภาพปาเปน ปาไมผ ลดั ใบ
2. ชนิดพรรณไมท่ีสํารวจพบในปาเต็งรังบานบุงกุม อําเภอดานซาย
จงั หวดั เลย รวมทง้ั หมด 104 ชนดิ โดยมชี นดิ พรรณไมท ส่ี าํ รวจพบ ประกอบดว ย
ไมย นื ตน 62 ชนดิ ไมล ม ลกุ 12 ชนดิ ไมเ ถา 13 ชนดิ ไมพ มุ 10 ชนดิ พชื วงศห ญา
5 ชนดิ และเฟรน 6 ชนดิ สภาพปา เปนปาไมผ ลดั ใบ
176
3. ชนิดพรรณไมท่ีสํารวจพบในปาเต็งรังบานปากหมัน อําเภอดานซาย
จงั หวดั เลย รวมทง้ั หมด 107 ชนดิ โดยมชี นดิ พรรณไมท ส่ี าํ รวจพบ ประกอบดว ย
ไมย นื ตน 62 ชนดิ ไมล ม ลกุ 12 ชนดิ ไมเ ถา 13 ชนดิ ไมพ มุ 10 ชนดิ พชื วงศห ญา
5 ชนดิ และเฟรน 5 ชนดิ สภาพปา เปนปาไมผลัดใบ
ชนดิ พรรณไมในพืน้ ท่ปี า ชมุ ชน
บานกางปลา: จากการสํารวจพบชนิดพรรณไมเดนจํานวน 9 ชนิด
เชน กระโดน ประดูแดงมะคาโมงกอแปนกอแดง จิกกุงไผ ไมพื้นราง จําพวก
หญา คาหญา เพก็ ไมยราบ สาบเสอื และพบชนดิ พรรณไมท สี่ าํ รวจทงั้ หมด 142 ชนดิ
โดยมชี นดิ พรรณไมท ส่ี าํ รวจพบ ประกอบดว ยไมย นื ตน 75 ชนดิ ไมล ม ลกุ 18 ชนดิ
ไมเถา 11 ชนดิ ไมพ มุ 12 ชนดิ พืชวงศห ญา 11 ชนิด
บา นบงุ กมุ : จากการสาํ รวจพบชนดิ พรรณไมเ ดน จาํ นวน 8ชนดิ เชน จกิ รงั
กงุ ประดู กระโดน มะคา โมง แดง ไผ ไมพ นื้ รา ง จาํ พวก หญา คา หญา เพก็ ไมยราบ
สาบเสือและพบชนดิ พรรณไมท่ีสาํ รวจท้ังหมด 104ชนิด โดยมี ชนิดพรรณไมท ี่
สาํ รวจพบ ประกอบดว ยไมยนื ตน 62 ชนิด ไมลมลกุ 12 ชนดิ ไมเถา 13 ชนดิ
ไมพ มุ 10 ชนดิ พืชวงศหญา 5 ชนดิ และเฟร น 6 ชนดิ
บานปากหมนั : จากการสาํ รวจพบชนิดพรรณไมเดน 8 ชนดิ คอื จิก รงั
กงุ ประดู กระโดน มะคา โมง แดง ไผ ไมพ ื้นลา ง จาํ พวก หญาเพก็ ไมยราบ สาบ
เสอื สาบเสอื และพบชนดิ พรรณไมท สี่ าํ รวจทง้ั หมด 107 ชนดิ โดยมชี นดิ พรรณไม
ทสี่ าํ รวจพบ ประกอบดวยไมย ืนตน 62 ชนดิ ไมลม ลุก 12 ชนิด ไมเถา 13 ชนิด
ไมพุม 10 ชนดิ พืชวงศห ญา 5 ชนดิ และเฟรน 5 ชนิด
177
การแบงช้ันความสูงตามแนวด่ิงของพรรณไมในปาชุมชนบานกางปลา
บานบุงกุม และบา นปากมนั อาํ เภอดานซาย จังหวัดเลย
การแบง ช้นั ความสงู ตามแนวดงิ่ (vertical stratification)
การแบง ชั้นความสงู ตามแนวดง่ิ โดยใช Profile diagram ตามวิธกี ารของ
Davis และ Richards (1993) สาํ หรบั ไมใ หญ คอื ตน ไมท มี่ ขี นาดเสน ผา นศนู ยก ลาง
ท่ีความสูงเพียงอกตัง้ แต 10 เซนติเมตรขน้ึ ไป
1. ปาผลดั ใบในเขตปา ชมุ ชนบา นกา งปลา เปน ปาเบญจพรรณ ซงึ่ ในเขต
ปาประกอบดวยเรือนยอด 2-4 ช้นั เดียว มคี วามสงู ประมาณ 7-20 เมตร
2. ปา ผลดั ใบในเขตปา ชมุ ชนบา นบงุ กมุ เปน ปา เตง็ รงั ซงึ่ ในเขตปา ประกอบ
ดวย เรือนยอด 2-3 ชัน้ เดียว มคี วามสูงประมาณ 8-16 เมตร
3. ปาผลัดใบในเขตปาชุมชนบานปากหมันเปนปาเต็งรัง ซ่ึงในเขตปา
ประกอบดว ย เรอื นยอด 2-3 ช้นั เดียว มคี วามสูงประมาณ 6-18 เมตร
จากผลการศึกษาสามารถสรุปไดวา จํานวนชั้นตามแนวดิ่งมีการ
เปลย่ี นแปลงในทศิ ทางที่ สงู ขนึ้ หรอื มกี ารเจรญิ เตบิ โตสงู ขนึ้ โดยเฉลยี่ และมคี วาม
แตกตางจากเกณฑป กติของปา เบญจพรรณและปา เตง็ รังในทอ งทีอ่ ่นื ๆ ของภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ ซ่ึงปาเต็งรังบานบุงกุม ประกอบดวยเรือนยอด 3-4 ชั้น
ปาเบญจพรรณบา นกา งปลาประกอบดว ยเรือนยอด 3-4 ช้นั และปา เต็งรงั บา น
ปากหมัน ประกอบดวยเรือนยอด 2-3 ช้ัน ทั้งนี้เน่ืองจากปาเบญจพรรณและ
ปาเต็งรงั ในพน้ื ท่ีโครงการ ประกอบดว ยไมขนาดเลก็ เปน สว นใหญ
การเปรยี บเทยี บความหนาแนน ของชนดิ พรรณไมใ นพนื้ ทศ่ี กึ ษาของปา
ชมุ ชน บานกางปลา บา นบงุ กมุ และบานปากหมัน
ความหนาแนนของพรรณพืช (plant density)
ความหนาแนนของพรรณพืชท่ีสํารวจพบในพ้ืนท่ีปาชุมชนบานกางปลา
บา นบงุ กุม และบานปากหมัน อาํ เภอดานซาย จังหวดั เลย ประกอบดวย ปาเตง็
รงั บา นบงุ กมุ ปาเบญจพรรณบานกางปลา และปา เตง็ รังบานปากหมัน
178
1. ปาเบญจพรรณในเขตปาชุมชนบานกางปลา อําเภอดานซาย จังหวัด
เลย มเี น้อื ทปี่ ระมาณ 70 ไร เปนปาผลดั ใบซ่ึงมีความหนาแนนของไมโดยเฉลย่ี
756 ตน/ไร จําแนกได คือ ความหนาแนนของไมใหญเฉล่ีย 93 ตน/ไร
(DBH มากกวา 60 เซนติเมตร) ความหนาแนนของไมหนุมเฉล่ีย 29 ตน/
ไร (DBH 30-60 เซนติเมตร) ความหนาแนนของไมเ ล็กเฉลีย่ 57 ตน/ไร(DBH
10-30 เซนตเิ มตร) ความหนาแนน ของกลา ไมเ ฉลย่ี 77 ตน /ไร (DBH ตา่ํ กวา 10
เซนตเิ มตร) และความหนาแนน ของลกู ไมเ ฉลยี่ 366 ตน /ไร (ความสงู ตา่ํ กวา 130
เซนตเิ มตร) และความหนาแนน ของไมไผ 126 ลาํ /ไร
2. ปา เตง็ รงั ในเขตปา ชมุ ชนบา นบงุ กมุ อาํ เภอดา นซา ย จงั หวดั เลย มเี นอ้ื ท่ี
ประมาณ 3,533 ไร 2 งาน 40 ตารางวา เปน ปา ผลดั ใบซง่ึ มคี วามหนาแนน ของไม
โดยเฉลย่ี 899 ตน /ไร จาํ แนกได คอื ความหนาแนน ของไมใ หญเ ฉลย่ี 145 ตน /ไร
(DBH มากกวา 60 เซนตเิ มตร) ความหนาแนน ของไมห นมุ เฉลยี่ 61 ตน /ไร (DBH
30-60 เซนตเิ มตร) ความหนาแนน ของไมเ ลก็ เฉลยี่ 82 ตน /ไร( DBH 10-30) ความ
หนาแนน ของกลา ไมเ ฉลยี่ 55 ตน /ไร( DBH ตา่ํ กวา 10 เซนตเิ มตร)ความหนาแนน
ของลกู ไมเ ฉลยี่ 379 ตน /ไร (ความสงู ตาํ่ กวา 130 เซนตเิ มตร) และความหนาแนน
ของไมไผ 174 ลํา/ไร
3. ปา เตง็ รังในเขตปา ชมุ ชนบานปากหมัน อําเภอดา นซา ย จังหวดั เลย มี
เนอื้ ทป่ี ระมาณ1,997 ไร 1 งาน 60 ตารางวา เปน ปา ผลดั ใบซง่ึ มคี วามหนาแนน
ของไมโ ดยเฉลย่ี 870 ตน /ไร จาํ แนกได คอื ความหนาแนน ของไมใ หญเ ฉลยี่ 153
ตน /ไร (DBH มากกวา 60 เซนติเมตร) ความหนาแนน ของไมห นุม เฉลี่ย 44 ตน/
ไร (DBH 30-60 เซนติเมตร) ความหนาแนน ของไมเ ลก็ เฉลยี่ 97 ตน /ไร (DBH
10-30 เซนตเิ มตร) ความหนาแนน ของกลา ไมเ ฉลย่ี 18 ตน /ไร (DBH ตา่ํ กวา 10
เซนตเิ มตร) และความหนาแนน ของลกู ไมเ ฉลย่ี 496 ตน /ไร (ความสงู ตา่ํ กวา 130
เซนติเมตร) และความหนาแนนของไมไผ 50 ลาํ /ไร
เมื่อเปรียบเทียบความหนาแนนของไมใหญของ ปาเบญจพรรณบานกาง
ปลาปา เตง็ รังบานบงุ กุม และปา เตง็ รงั บา นปากหมัน อาํ เภอดา นซา ย จงั หวดั เลย
179
ในทอ งที่อื่นๆ ของภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ปรากฏวามีความหนาแนน อยใู นระ
ดบั ตา่ํ กวา ทงั้ สนิ้ โดยเฉพาะอยา งยงิ่ ปา เบญจพรรณบา นกา งปลารอการฟน ฟู ทง้ั นี้
สว นหนงึ่ เปน ผลเนอ่ื งมาจากคณุ ภาพของพนื้ ทแ่ี ละกจิ กรรมของมนษุ ย ซงึ่ ในพน้ื ที่
ศึกษาปจจัยที่มีผลตอความหนาแนนของตนไมมากที่สุด คือ คุณภาพของพ้ืนที่
(Site quality) และกจิ กรรมจากมนษุ ยซ งึ่ เหน็ ไดช ดั ในกรณขี องปา เบญจพรรณ รอ
การฟน ฟู โดยภาพรวมกลา วไดว า ความหนาแนน ของพรรณไมม กี ารเปลยี่ นแปลง
ในทศิ ทางที่เปน บวก
180
181
บทท่ี 7
ลมุ น้ําหมนั ในมติ สิ ุขภาวะชุมชน
จากขอมูลเชิงสถิติจากโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซายพบวา
ชว งป พ.ศ. 2554-2558 สาเหตกุ ารเสยี ชวี ติ ของคนดา นซา ยในแตล ะปม ลี กั ษณะ
การเกิดโรคคลายกนั ซง่ึ โรคยอดนยิ ม 5 อันดับแรก คือ โรคหวั ใจและหลอดเลอื ด
โรคมะเร็ง โรคชรา อุบัติเหตุจากการจราจรและโรคตับแข็ง ทั้ง 5 โรคดังกลาว
สาเหตุโดยตรงของการเสียชีวิต จากพฤติกรรมการกิน ทั้งการกินอาหารที่ไม
สมสวน โดยกินอาหารประเภทคารโบไฮเดรตมากเกินความตองการของรางกาย
การกินอาหารที่มีโซเดียมสูงซึ่งเปนสาเหตุเบ้ืองตนของโรคหัวใจและหลอดเลือด
การกินอาหารท่ีไมสะอาดมีสารเคมีปนเปอนที่เช่ือวาเปนสาเหตุหน่ึงของการเกิด
โรคมะเร็ง การด่ืมเหลาจนควบคุมสติไมไดเปนสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุ
จากการจราจร และการปวยดว ยโรคไวรัสตับอักเสบเปน สาเหตุของโรคตับแขง็
ดงั นน้ั เพอ่ื ทําความเขาใจตอปรากฏการณโ รคภยั ไขเ จบ็ ดงั กลาว จงึ จําเปน
อยา งยง่ิ ทต่ี อ งทาํ ความ เขา ใจสถานการณโ ภชนาการและสขุ ภาพ โดยจะพจิ ารณา
จากน้ําหนักและสวนสูงของเด็ก ตลอดจนโรคจากสารปนเปอนในอาหารของ
หมูบ านตา งๆ ในลุมนํา้ ตอนตน กลางและปลาย
182
โภชนาการในเด็ก
โภชนาการในเดก็ เปน “ดชั น”ี ชว้ี ดั สขุ ภาวะชมุ ชนไดอ กี ปจ จยั หนงึ่ ดงั เหน็
ไดจากโรคขาดโปรตีนและพลังงานซึ่งกรณีเด็กในเขตอําเภอดานซายยังมีพบอยู
จํานวนหน่ึง คือ เปนโรคขาดสารอาหารท่ีเกิดจากรางกายไดรับพลังงานโปรตีน
และพลังงานไมเพียงพอ ซึ่งจะมีผลตอการเจริญเติบโตของเด็ก เชน เตี้ย ผอม
น้ําหนักตํา่ กวาเกณฑ และสติปญ ญาของเดก็
สวนสาเหตุสําคัญเกิดจากการขาดความรูเรื่องการเล้ียงลูกดวยนมแม
ซ่ึงนมแมเ ปน สารอาหารทีด่ ที ีส่ ดุ ตงั้ แตแ รกเกดิ ถึง 6 เดือน เน่อื งจากมสี ารอาหาร
ทคี่ รบถว นเหมาะสมกบั เดก็ และมภี มู คิ มุ กนั โรค เดก็ ทไี่ ดร บั นมแมจ ะเจบ็ ปว ยนอ ย
กวาเด็กที่ไดรับนมผง แมนมผงจะปรับเปล่ียนเพ่ือใหมีความใกลเคียงกับนมแม
แตก็ยังไมสามารถทดแทนกันได เด็กบางคนอาจมีอาการแพจากการกินนมผสม
หรอื บางครง้ั อาจมคี วามสะอาดไมเ พยี งพอ เปน ผลใหเ ดก็ ไดร บั สารอาหารไมเ พยี ง
พอตามทร่ี างกายตอ งการ
นอกจากน้ี อาจมาจากความยากจนซงึ่ ในบางครอบครวั อาจจะตอ งออกไป
ทํางานต้ังแตเชามารดาหรือตองออกไปทํางานในพ้ืนที่หางไกล ทําใหการจัดหา
อาหารที่เพียงพอและมีคุณภาพทดี่ ี สําหรับสมาชิกในครอบครวั มอี าหารคอนขาง
นอย หรืออยางเกริ่นไววาบางครอบครัวอาจจะเปนความเรงรีบในการไปทํางาน
ในไร ทําใหตองพึ่งพาอาหารสําเร็จตามรถเรขายอาหารซึ่งคุณภาพคอนขางต่ํา
นอกจากน้ีในมารดาที่ตัง้ ครรภ ถา ไดร ับอาหารท่ไี มเพยี งพอตอความตองการของ
รา งกายจะทาํ ใหเ กดิ ภาวะขาดสารอาหาร เมอื่ ทารกเกดิ กจ็ ะทาํ ใหน าํ้ หนกั ตวั นอ ย
กวาปกติ เด็กกลุมนจ้ี ะเจ็บปวยบอย เติบโตชา สตปิ ญญาตา่ํ ดว ยเหตนุ กี้ ารเลยี้ ง
ดใู นระยะ 2 ปแ รกของชวี ติ ถอื วา เปน ชว งสาํ คญั ของชวี ติ ถา ปลอ ยใหเ กดิ การภาวะ
ขาดสารอาหารจะมผี ลกระทบตอ การพฒั นาสมองของทารก และการเจรญิ เตบิ โต
ของเดก็ ในอนาคต
183
สวนตัวชวี้ ัดในการประเมนิ การเจรญิ เติบโตของเด็กมตี ัวช้วี ัดสาํ คญั คอื
นา้ํ หนกั ตามเกณฑอ าย:ุ ในเดก็ 0-2 ป จะเปน การนอนวดั ความสงู เรยี กวา
ความยาว และในเด็กอายมุ ากกวา 2 ป จะเปนการยืนวดั ความสงู เรียกวา สวนสูง
เมอื่ ชง่ั นา้ํ หนกั และวดั สว นสงู แลว นาํ มาเปรยี บกบั เกณฑม าตรฐานของกรมอนามยั
(ป พ.ศ. 2542)
นาํ้ หนกั ตามเกณฑอ ายุ (Weight for Age) มขี อ จาํ กดั ทไี่ มส ามารถแยกแยะ
การขาดสารอาหารแบบฉับพลันจากการขาดอาหารแบบเร้ือรัง นอกจากน้ี
เด็กอายุเดียวกันท่ีมีสวนสูงท่ีตางกัน จะถูกประเมินดวยดัชนีตัวน้ีวามีภาวะ
โภชนาการระดบั เดียวกัน
ตารางที่ 1 คามาตรฐานนาํ้ หนกั ตามเกณฑอ ายุ
เกณฑ คา SD (มาตรฐาน)
น้าํ หนกั มากกวาเกณฑ >+2 SD
น้ําหนักคอนขางมาก >+1.5 SD ถงึ >+2 SD
นาํ้ หนกั ตามเกณฑ -1.5 SD ถึง>+1.5 SD
นํ้าหนักคอนขางนอ ย <1.5 SD ถงึ -2 SD
นํา้ หนักนอ ยกวาเกณฑ <-2 SD
ถา มนี าํ้ หนกั ตาํ่ กวา เกณฑบ ง ชถ้ี อื วา ขาดอาหาร แตบ อกไมไ ดว า ขาดมานาน
เทาไหรห รอื เริ่มขาดอาหารเม่ือใด
ความยาว/ สว นสงู ตามเกณฑอ ายุ และนาํ้ หนกั ตามเกณฑส ว นสงู : ถา มี
สวนสงู ตา่ํ กวาเกณฑ (เตยี้ ) บง ชไ้ี ดว าขาดอาหารเปน เวลานาน ถามีนา้ํ หนักเทยี บ
กบั สวนสูงตา่ํ กวามาตรฐาน (ผอม)
ความสงู ตามเกณฑอ ายุ (Height for Age) สมั พนั ธก ับภาวะโภชนาการท่ี
ตอเน่อื งยาวนานในอดีต จงึ ช้บี งภาวะการณขาดสารอาหารแบบเร้ือรัง
184
ตารางท่ี 2 คา มาตรฐานสว นสูงตามเกณฑอ ายุ
เกณฑ คา SD (มาตรฐาน)
สงู กวาเกณฑ >+2 SD
คอนขา งสูง >+1.5 SD ถึง>+2 SD
สว นสูงตามเกณฑ -1.5 SD ถงึ >+1.5 SD
คอนขางเต้ยี <1.5 SD ถึง-2 SD
เตี้ย <-2 SD
บงชี้ไดวาขาดสารอาหารเฉียบพลัน เชน เจ็บปวยหรือกินอาหารนอย
ในชว งสนั้ ๆ เชน 2-3 วนั 1 สปั ดาห หรอื 1 เดอื น ตวั ชว้ี ดั นยี้ งั ใชป ระเมนิ โภชนาการ
เกนิ หรอื ภาวะอว นดวย
แผนภมู ทิ ี่ 1 รายงานการติดตามภาวะโภชนาการของเด็กอายุ 0-72 เดอื น
(สวนสงู ตามเกณฑอายุ) ท่ีมีภาวะโภชนาการสูงกวาเกณฑ 6 หมูบ านในลํานํ้าหมนั ตอนบน
ป 2554-2558
ป 54
ป 55
ป 58
ป 54
ป 55
ป 56
ป 57
ป 55
ป 57
ป 57 185
ป 58จากแผนภูมิที่ 1 รายงานการติดตามภาวะโภชนาการของเด็กอายุ
0-72 เดอื น (สว นสงู ตามเกณฑอ ายทุ มี่ ภี าวะโภชนาการสงู กวา เกณฑ) 6 หมบู า น
ป 55ในลาํ นาํ้ หมนั ตอนบน ป พ.ศ. 2554-2558 แสดงใหเ หน็ วา บา นนา้ํ พเุ ปน หมบู า นป 58
ปป 5545ที่เด็กอายุ 0-72 เดือนท่ีมีภาวะโภชนาการสูงกวาเกณฑมากกวาหมูบานอ่ืนๆ
ป 58ป 57รองลงมาคือบานหวยตาด ซ่ึงบานหวยตาดและบานน้ําพุมีพื้นท่ีคอนขางอยูใกล
ปป 5545ตวั อําเภอดานซายมอี าหารจาํ พวกท่มี ีแคลเซยี ม เชน พวกนมชนิดตา งๆ ทห่ี าซ้ือ
ไดง า ยและมคี อ นขา งมากเมอ่ื เทยี บกบั หมบู า นทอ่ี ยใู นลาํ นาํ้ หมนั ตอนบนเหมอื นกนั
แผนภมู ทิ ่ี 2 รายงานการติดตามภาวะโภชนาการของเดก็ อายุ 0-72 เดอื น
(สวนสงู ตามเกณฑอายุ) ทมี่ ภี าวะโภชนาการสูงกวาเกณฑ หมบู า นในลํานา้ํ หมนั ตอนกลางป
พ.ศ. 2554-2558
จากแผนภูมิท่ี 2 รายงานการติดตามภาวะโภชนาการของเด็กอายุ
0-72 เดอื น (สว นสงู ตามเกณฑอ ายทุ ม่ี ภี าวะโภชนาการสงู กวา เกณฑ) 7 หมบู า น
ในลาํ นา้ํ หมนั ตอนกลางป 2554-2558 แสดงใหเ หน็ วา บา นหวั นายงู บา นดา นซา ย
บานหนามแทง บานนาทุม มีเด็กที่มีภาวะโภชนาการสูงกวาเกณฑ มากกวา
บา นบงุ กมุ และบา นนาหอ
ป 54 186 ป 55
ป 55 ป 56
แผนภูมทิ ี่ 3 รายงานการติดตามภาวะโภชนาการของเด็กอายุ 0-72 เดือน
ป 56(สว นสูงตามเกณฑอาย)ุ ทม่ี ีภาวะโภชนาการสงู กวาเกณฑ 3 หมบู านในลาํ นํ้าหมนั ตอนลา งปป 56ป 54
ป 57 ป 57
พ.ศ. 2554-2558
จากแผนภูมิที่ 3 รายงานการติดตามภาวะโภชนาการของเด็กอายุ
0-72 เดอื น(สว นสูงตามเกณฑอายทุ ม่ี ภี าวะโภชนาการสงู กวา เกณฑ) 3 หมบู า น
ในลํานํ้าหมันตอนลางป พ.ศ. 2554-2558 แสดงบานนาหมูมนจะมีเด็กที่มี
ภาวะโภชนาการสูงกวาเกณฑมากที่สุดรองลงมาคือบานหวยปลาฝา สวนบาน
ปากหมันจะนอยท่ีสุด
ป 55 187
ป 54
แผนภมู ทิ ี่ 4 รายงานการติดตามภาวะโภชนาการของเดก็ อายุ 0-72 เดอื น
ป 56(สวนสูงตามเกณฑอาย)ุ ทีม่ ีภาวะโภชนาการคอ นขางสงู 6 หมูบา นในลาํ นํ้าหมันตอนบน
ป 57
ป 2554-2558
จากแผนภูมิท่ี 4 รายงานการติดตามภาวะโภชนาการของเด็กอายุ
0-72 เดือน(สวนสูงตามเกณฑอายุ)ท่ีมีภาวะโภชนาการคอนขางสูง 6 หมูบาน
ในลาํ นา้ํ หมนั ตอนบน ป พ.ศ. 2554-2558 หมูบานทมี่ ีเดก็ ท่ีมีภาวะโภชนาการ
คอนขางสูงมากท่ีสุดคือบานหวยตาด รองลงมา คือ บานกางปลา บานนํ้าพุ
บานแกงครก บานกกเหี่ยน สวนบานหมากแขงไมมีเด็กท่ีมีภาวะโภชนาการ
คอ นขางสงู
ป 55 188
ป 56
แผนภมู ิที่ 5 รายงานการติดตามภาวะโภชนาการของเดก็ อายุ 0-72 เดือน
ป 57 ป 58(สวนสงู ตามเกณฑอายุ) ท่ีมีภาวะโภชนาการคอนขา งสงู 7 หมบู านในลาํ นํา้ หมนั ตอนกลาง
ป 54
ป 2554-2558
ป 55
ปป 5578จากแผนภูมิที่ 5 รายงานการติดตามภาวะโภชนาการของเด็กอายุ
0-72 เดอื น (สว นสูงตามเกณฑอายุ)ท่มี ภี าวะโภชนาการคอนขางสูง 7 หมบู าน
ป 54ในลํานํ้าหมันตอนกลาง ป พ.ศ. 2554-2558 แสดงใหเห็นวา บานที่มีเด็กมี
ป 55 ป 56ภาวะโภชนาการคอนขางสูงมากที่สุดในลําน้ําหมันตอนกลางคือ บานหัวนายูง
บานดานซาย บานหนามแทง บานนาทุม บานนาวียงใหญ บานบุงกุมและ
ป 57 ป 58บานนาหอ ตามลาํ ดบั
ป 54