The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dansaihospital.live, 2022-03-20 04:16:19

ลุ่มน้ำหมัน

ลุ่มน้ำหมัน

139

ผลการวเิ คราะหค ุณภาพดนิ ตะกอนลุมนํา้ หมนั บานบุงกมุ
การตรวจวัดคุณภาพดินตะกอน โดยการวิเคราะหหาคาโลหะหนัก ไดแก
สารหนู (As) สงั กะสี (Zn) ตะก่วั (Pb) แคดเมียม (Cd) เหล็ก (Fe) โครเมียม (Cr)
และทองแดง (Cu) แตละจดุ เก็บตวั อยา งทบ่ี า นบงุ กมุ เกบ็ ทัง้ หมด 3 จุด ไดแ ก
จุดเก็บท่ี 1 ดินรวม ปาชุมชน จากการตรวจวัดคุณภาพดิน พบวา
มีคา การปนเปอ นของเหลก็ (Fe) 269.5มก./กก. ซ่ึงเกนิ คามาตรฐานทีก่ าํ หนดไว
คอื >5-25มก./กก.
จุดเก็บท่ี 2 ดินดําและดินแดง ที่ซําอีเลิศ จากการตรวจวัดคุณภาพดิน
พบวา ดินดํา มีคาการปนเปอนของเหล็ก (Fe) 1,283มก./กก. และดินแดง
มีคาการปนเปอนของเหล็ก(Fe)674.6มก./กก.ซึ่งเกินคามาตรฐานท่ีกําหนดไว
คอื >5-25มก./กก.
จุดเก็บท่ี 3 ดินตะกอนช้ันบน สะพานนํ้าหมัน และดินตะกอนชั้นลาง
สะพานนํ้าหมันจากการตรวจวัดคุณภาพดินตะกอน พบวา มีคาการปนเปอน
ของเหลก็ (Fe) 4,415 มก./กก. และ4,681มก./กก.ซง่ึ เกนิ คา มาตรฐานทก่ี าํ หนด
ไว คอื >5-25มก./กก. ดงั แสดงในตารางที่ 23

˜µ¦µŠš¸É 23 Ÿ¨„µ¦˜¦ª‹ª—´ ‡–» £µ¡—·œ˜³„°œ µo œn»Š„n¤»

­™µœ¸

—´ œ¸‡»–£µ¡—·œ ®œnª¥ —·œ¦ª¤ —·œ—µÎ —·œÂ—Š —·œ˜³„°œ —·œ˜³„°œ ¤µ˜¦“µœ
讳®œ´„ (Heavy (žn µ»¤œ) (ŽµÎ °·Á¨·«) (ŽµÎ °·Á¨·«) Êœ´ œ Êœ´ ¨nµŠ ‡»–£µ¡—·œ
‹»—šÉ¸2 ‹»—šÉ¸2
metals) ‹»—š¸É1 (­³¡µœ)‹»— (­³¡µœ)‹»— ” 3.9
š¸É3 š¸É3 >150-300
” 400
As mg/kg 0 1.741 0 0 0.171
” 37
Zn mg/kg 1.696 10.52 4.054 5.708 4.989 >5-25
” 300
Pb mg/kg 1.029 5.976 2.218 3.597 3.983 >50-140

Cd mg/kg 0 0.008 0 0 0

Fe mg/kg 269.5 1283 674.6 4415 4681

Cr mg/kg 0.617 2.979 2.007 4.723 4.377

Cu mg/kg 0 32.08 0 0 0

®¤µ¥Á®˜» : ¤µ˜¦“µœ‡»–£µ¡—·œ (˜µ¤ž¦³„µ«‡–³„¦¦¤„µ¦­É·ŠÂª—¨°o ¤Â®nŠµ˜· ¡.«. 2547)

140

ผลการวิเคราะหคุณภาพพชื ผักกินไดลุมนํ้าหมนั บานบงุ กมุ
การตรวจวัดคณุ ภาพพืชผักกนิ ได โดยการวเิ คราะหหาคา โลหะหนัก ไดแ ก
สารหนู (As) สังกะสี (Zn) ตะกัว่ (Pb) แคดเมยี ม (Cd) เหล็ก (Fe) โครเมยี ม (Cr)
และทองแดง (Cu) เก็บตัวอยางท่ีบานบุงกุมจุดเก็บที่ 2 หญารีแพร ผักกูดออน
ผักกูดแก และบอน จากการตรวจวัดคุณภาพพืชผักกินได พบวา ผักกูดออน
มีคาปริมาณการปนเปอนของตะก่ัว (Pb) 1.149 มก./กก.ซ่ึงเกินคามาตรฐาน
ท่ีกําหนดไว คือ ไมเกนิ 1.0 มก./กก.
หญารแี พร บอน ผกั กดู แก และผักกดู ออน มีคาปรมิ าณการปนเปอนของ
เหลก็ (Fe) 129.5มก./กก. 109.8 มก./กก.46.86 มก./กก.และ 41.13 มก./กก.
ตามลําดับ ซ่ึงเกินคามาตรฐานที่กําหนดไว คือ ไมเกิน 15 มก./กก. และ
หญารีแพร มีคาปริมาณการปนเปอนของโครเมียม(Cr)1.244มก./กก.
ซึง่ เกนิ คามาตรฐานทกี่ าํ หนดไว คือ ไมเ กิน 0.5 มก./กก. ดังแสดงในตารางที่ 24

˜µ¦µŠšÉ¸ 24 Ÿ¨„µ¦˜¦ª‹ª—´ ‡»–£µ¡¡ºŸ„´ „·œÅ—o µo œn»Š„n¤»

—´ œ¸‡»–£µ¡¡º Ÿ„´ ­™µœ¸

„œ· ŗo ®œnª¥ ®µo ¦¸Â¡¦ Ÿ„´ „—¼ °n°œ Ÿ„´ „—¼ „n °œ ¤µ˜¦“µœ‡»–£µ¡
讳®œ´„ (Heavy (ŽµÎ °·Á¨·«) (ŽµÎ °·Á¨·«) (Ž(µŽÎ °µÎ ·Á°¨·Á·«¨)·«‹)»— (ŽµÎ °·Á¨·«) ¡º Ÿ„´ „œ· ŗo

metals) ‹»—š¸É2 ‹»—š2¸É ‹š»—¸Éš2 2ɸ ‹»—š¸É2 ”2
”100
As mg/kg 0 0 0 0 ”1.0
”0.3
Zn mg/kg 14.76 19.18 12.74 12.1 ”15
”0.5
Pb mg/kg 0.671 1.149 0.859 0.387 ”20

Cd mg/kg 0.061 0.039 0.039 0.039

Fe mg/kg 129.5 41.13 46.86 109.8

Cr mg/kg 1.244 0.321 0.493 0.502

Cu mg/kg 0 5.192 1.139 3.632

®¤µ¥Á®˜» : ¤µ˜¦“µœ‡»–£µ¡¡º Ÿ„´ „·œÅ—o °Š‡„r µ¦°œµ¤¥´ è„ (WHO) ž¸ ‡.«. 2010

141
บานนาหอ: บานนาหอเปนจุดเก็บตัวอยางคุณภาพลุมน้ําหมันจุดหน่ึง
ที่อยูคาบเกี่ยวระหวางพื้นท่ีลําน้ําหมันตอนกลางและลาง ซึ่งผลการวิเคราะห
คุณภาพน้ําและดินตะกอน ถือวาอยูในเกณฑมาตรฐานและพืชผักกินไดไมมีการ
ปนเปอ นเกนิ เกณฑม าตรฐานแตอ ยา งใด รายละเอยี ดสามารถอธบิ ายได ดงั ตอ ไปนี้
จดุ เกบ็ ตวั อยา งบา นนาหอ
บานนาหอ ทําการเก็บตัวอยางทั้งหมด 3 จุด โดยแตละจุดทําการเก็บ
ตวั อยาง น้ํา ดิน และพชื ดงั แสดงในตารางที่ 25 และแผนภาพท่ี 9

แผนภาพที่ 9 แผนท่แี สดงจุดเก็บตัวอยา งบานนาหอ

142

ผลการวเิ คราะหคุณภาพนา้ํ ลมุ น้ําหมัน บานนาหอ
คุณภาพนํ้าผิวดิน น้ําดื่ม และน้ําประปา จากการตรวจคุณภาพวัดน้ําผิว
ดิน เกบ็ ตวั อยางน้าํ ท่ีบานนาหอ จดุ เก็บที่ 1 นา้ํ ผิวดนิ จากการตรวจวดั คณุ ภาพ
น้ําผิวดินพบวา คาออกซิเจนละลายนํ้า (DO) มีคา 4.71 มก./ล. ซ่ึงมากกวา
คามาตรฐานท่กี ําหนดไว คือ ไมนอยกวา 4.0 มก./ล.ดังแสดงในตารางท่ี 25

˜µ¦µŠš¸É 25 Ÿ¨„µ¦˜¦ª‹ª—´ ‡–» £µ¡œÊµÎ Ÿª· —·œ µo œœµ®°

—´ œ‡¸ »–£µ¡œÎµÊ ®œnª¥ ­™µœ¸ STDœÎµÊ Ÿª· —œ· STDœÎµÊ —¤Éº STDœÎʵž¦³žµ
‹»—šÉ¸1Ÿª· —·œ
-
DO mg/l 4.71 4.0 - ” 600
6.5-8.5
TDS ppm 50 - ”500
-
pH pH 6.2 5.0-9.0 6.5-8.5 -
-
EC/conductivity S/m 68.8 - - -

ORP mV 259 - - 0.01
3.0
T_water oC 27.7 - - 0.01
0.003
T_air oC 27.3 - -
0.3
讳®œ´„ 0.05
2.0
(Heavy metals)

As mg/l 0 0.01 0.01

Zn mg/l 0.075 1.0 3.0

Pb mg/l 0.019 0.05 0.01

Cd mg/l 0.001 0.005 0.003

Fe mg/l 4.352 - 0.3

Cr mg/l 0.004 0.05 0.05

Cu mg/l 0.006 0.1 1.0

®¤µ¥Á®˜» : ¤µ˜¦“µœ‡–» £µ¡œÊµÎ Ĝ®¨nŠœÊµÎ Ÿª· —·œ (˜µ¤ž¦³„µ«‡–³„¦¦¤„µ¦­·ÉŠÂª—¨°o ¤Â®nŠµ˜·
Œ´ š¸É 8 ¡.«. 2537)

¤µ˜¦“µœ‡»–£µ¡œÊµÎ —ɺ¤°Š‡„r µ¦°œµ¤¥´ è„ (WHO) ‡.«. 1993
¤µ˜¦“µœ‡–» £µ¡œÊµÎ ž¦³žµ „µ¦ž¦³žµ­nªœ£¼¤·£µ‡

143

ผลการวเิ คราะหค ณุ ภาพดินตะกอนลมุ นา้ํ หมัน บา นนาหอ
จากการตรวจวัดคุณภาพดินตะกอน โดยการวิเคราะหหาคาโลหะหนัก
ไดแก สารหนู (As) สังกะสี (Zn) ตะกวั่ (Pb) แคดเมียม (Cd) เหลก็ (Fe) โครเมยี ม
(Cr) และทองแดง (Cu) ตวั อยางดนิ ตะกอนทบ่ี า นนาหอ จดุ เกบ็ ที่ 1 ดนิ ตะกอน
ชน้ั บนนาํ้ หมนั และดนิ ตะกอนชนั้ ลา งนาํ้ หมนั จากการตรวจวดั คณุ ภาพดนิ ตะกอน
พบวา มีคาการปนเปอนของเหล็ก (Fe) 1,265มก./กก. และ 4,052 มก./กก.
ซ่ึงเกินคามาตรฐานทก่ี าํ หนดไว คอื >5-25มก./กก. ดังแสดงในตารางท่ี 26

ตารางท่ี 26 ผลการตรวจวัดคณุ ภาพดนิ ตะกอน บานนาหอ

—´ œ‡¸ »–£µ¡—œ· ®œnª¥ ­™µœ¸ —·œ˜³„°œ ¤µ˜¦“µœ‡»–£µ¡—œ·
讳®œ„´
—·œ˜³„°œ Êœ´ ¨nµŠœÊµÎ ®¤œ´
(Heavy metals) Êœ´ œœÊµÎ ®¤œ´ ‹»—šÉ¸1

‹»—š¸É1

As mg/kg 0 0 ” 3.9

Zn mg/kg 3.237 2.723 >150-300

Pb mg/kg 2.33 1.9 ” 400

Cd mg/kg 0 0 ” 37

Fe mg/kg 2932 2680 >5-25

Cr mg/kg 2.289 2.089 ” 300

Cu mg/kg 0 0 >50-140

®¤µ¥Á®˜» : ¤µ˜¦“µœ‡»–£µ¡—·œ (˜µ¤ž¦³„µ«‡–³„¦¦¤„µ¦­·ÉŠÂª—¨°o ¤Â®nŠµ˜· ¡.«. 2547)

Ê

144

ผลการวิเคราะหค ุณภาพพชื ผกั กนิ ไดลุมนํ้าหมนั บานนาหอ
การตรวจวดั คุณภาพพชื ผกั กนิ ได โดยการวิเคราะหห าคาโลหะหนัก ไดแ ก
สารหนู (As) สังกะสี (Zn) ตะกว่ั (Pb) แคดเมยี ม (Cd) เหล็ก (Fe) โครเมยี ม (Cr)
และทองแดง (Cu) เกบ็ ตัวอยา งพืชผกั กินไดท ่ีบา นนาหอจดุ เก็บท่ี 1 ชะอม จาก
การตรวจวัดคุณภาพพืชผกั กินได พบวามีคาปรมิ าณการปนเปอ นของเหล็ก (Fe)
36.99มก./กก.ซงึ่ เกนิ คา มาตรฐานทกี่ าํ หนดไว คอื ไมเ กนิ 15 มก./กก. ดงั แสดง
ในตารางที่ 27

ตารางท่ี 27 ผลการตรวจวดั คณุ ภาพพืชผกั กนิ ได บานนาหอ

—´ œ¸‡»–£µ¡¡º Ÿ„´ „œ· ŗo ®œnª¥ ­™µœ¸ ¤µ˜¦“µœ‡»–£µ¡¡º Ÿ„´ „œ· ŗo
讳®œ´„ (Heavy metals) ³°¤ œÊµÎ ®¤œ´ ‹»—šÉ¸1

As mg/kg 0 ”2

Zn mg/kg 22.13 ”100

Pb mg/kg 0.275 ”1.0

Cd mg/kg 0.027 ”0.3

Fe mg/kg 36.99 ”15

Cr mg/kg 0.383 ”0.5

Cu mg/kg 0 ”20

®¤µ¥Á®˜» : ¤µ˜¦“µœ‡»–£µ¡¡º Ÿ„´ „·œÅ—o °Š‡„r µ¦°œµ¤¥´ è„ (WHO) ‡.«. 2010

คณุ ภาพลุมน้ําลํานาํ้ หมนั ตอนปลาย
บานนาหมูมน: บานนาหมูมนเปนชุมชนที่มีเกษตรกร มีความสามารถ
ประยกุ ตใชเ ทคโนโลยีในการจดั การน้าํ ไดด ีในชมุ ชนน้นั คอื การสรางกงั หนั วิดนา้ํ
เขา สูแปลงนา หรอื พ้ืนทีเ่ กษตรกรรมของชาวนา โดยอาศัยหลกั ธรรมชาติ อตั รา
การไหล สภาพพ้ืนที่ของลําน้ําหมันที่เหมาะสมและมีศักยภาพเพียงพอ จึงทําให
ระบบกังหันวิดน้ําทํางานไดดีและมีประสิทธิภาพ ซึ่งในปจจุบันกังหันวิดน้ําของ
ชมุ ชนบา นนาหมมู น ไดส รา งชอ่ื เสยี งแกท อ งถนิ่ ในดา นการทอ งเทย่ี วเชงิ อนรุ กั ษน า้ํ
และ/หรอื การทอ งเทย่ี วเชงิ เกษตรกรรม นอกจากจะสามารถใหน า้ํ หรอื จดั การนาํ้
อยา งเพยี งพอตอ พนื้ ทเ่ี กษตร ไดแ ลว ยงั สรา งความภาคภมู ใิ จของชมุ ชนไดอ กี อยา ง
หนง่ึ

145
สาํ หรบั คณุ ภาพนาํ้ และคณุ ภาพดนิ บรเิ วณพน้ื ทขี่ องชมุ ชนถอื วา อยใู นเกณฑ
มาตรฐานทุกตัวช้ีวัด แสดงวาทรัพยากรน้ําและดินยังคงดี สามารถใหผลผลิต
ทางการเกษตรไดด ี และผลการวเิ คราะหด านอาหาร พชื ผักกนิ ได และสตั วน้ําใน
บริเวณพ้ืนที่ปจจุบัน ถือวามีความปลอดภัยไมมีการสะสมของสารพิษเกินเกณฑ
มาตรฐาน รายละเอยี ดสามารถอธบิ าย ไดด งั ตอ ไปน้ี
จดุ เกบ็ ตัวอยางบา นนาหมูมน
บานนาหมูมน ทําการเก็บตัวอยา งทง้ั หมด 4จุด โดยแตละจดุ ทําการเก็บ
ตวั อยาง นาํ้ ดิน สตั วนา้ํ และพชื ดงั แสดงในตารางท่ี 28 และแผนภาพที่ 10

แผนภาพท่ี 10 แผนที่แสดงจุดเก็บตัวอยา งบา นนาหมูมน

146

ผลการวิเคราะหค ุณภาพนา้ํ ลมุ น้ําหมันบานนาหมมู น
คณุ ภาพนาํ้ ผวิ ดนิ นาํ้ ดมื่ และนาํ้ ประปา จากการตรวจวดั นาํ้ ทบ่ี า นนาหมมู น
ตวั อยา งจดุ เกบ็ ที่ 1 นา้ํ ผวิ ดนิ จากการตรวจวดั คณุ ภาพนา้ํ ผวิ ดนิ พบวา คา ออกซเิ จน
ละลายนํ้า (DO) มีคา 5.21มก./ล. ซ่ึงมากกวาคามาตรฐานท่ีกําหนดไว คือ
ไมน อ ยกวา 4.0มก./ล.และมคี า ปรมิ าณการปนเปอ นของสารหนู(As)0.026มก./ล.
ซึง่ เกินคา มาตรฐานทก่ี ําหนดไว คือ ไมเ กิน 0.01 มก./ล.ดังแสดงในตารางที่ 28

˜µ¦µŠšÉ¸ 28 Ÿ¨„µ¦˜¦ª‹ª—´ ‡–» £µ¡œÊµÎ Ÿª· —·œµo œœµ®¤¤¼ nœ

—´ œ¸‡»–£µ¡œÎµÊ ®œnª¥ ­™µœ¸ STDœÎµÊ Ÿª· —œ· STDœÎµÊ —¤Éº STDœÎµÊ ž¦³žµ
‹»—šÉ¸1œÊµÎ Ÿª· —·œ
-
DO mg/l 5.21 4.0 -
” 600
TDS ppm 40 - ”500
6.5-8.5
pH pH 6.3 5.0-9.0 6.5-8.5
-
EC/conductivity S/m 67.5 - -
-
ORP mV 260 - -
-
T_water oC 28.4 - - -
0.01
T_air oC 30 - - 3.0
0.01
As mg/l 0.026 0.01 0.01 0.003
0.3
Zn mg/l 0.111 1.0 3.0 0.05
2.0
Pb mg/l 0.019 0.05 0.01

Cd mg/l 0 0.005 0.003

Fe mg/l 5.934 - 0.3

Cr mg/l 0.006 0.05 0.05

Cu mg/l 0.009 0.1 1.0

®¤µ¥Á®˜» : ¤µ˜¦“µœ‡–» £µ¡œÊµÎ Ĝ®¨nŠœÊµÎ Ÿª· —·œ (˜µ¤ž¦³„µ«‡–³„¦¦¤„µ¦­·ÉŠÂª—¨°o ¤Â®nŠµ˜·
Œ´ šÉ¸ 8 ¡.«. 2537)

¤µ˜¦“µœ‡»–£µ¡œÊµÎ —ɺ¤°Š‡„r µ¦°œµ¤¥´ è„ (WHO) ‡.«. 1993
¤µ˜¦“µœ‡–» £µ¡œÊµÎ ž¦³žµ „µ¦ž¦³žµ­nªœ£¼¤·£µ‡

147

ผลการวิเคราะหค ณุ ภาพดินตะกอนลมุ นา้ํ หมนั บา นนาหมูมน
การตรวจวัดคุณภาพดินตะกอน โดยการวิเคราะหหาคาโลหะหนัก ไดแก
สารหนู (As) สังกะสี (Zn) ตะกว่ั (Pb) แคดเมยี ม (Cd) เหลก็ (Fe) โครเมียม (Cr)
และทองแดง (Cu) ท่ีบา นนาหมูมน ตัวอยา งจุดเกบ็ ท่ี 1 ดินตะกอนชั้นบนน้ําหมนั
และดนิ ตะกอนชน้ั ลา งนา้ํ หมนั จากการตรวจวดั คณุ ภาพดนิ ตะกอน พบวา มคี า การ
ปนเปอ นของเหลก็ (Fe) 1,265มก./กก. และ4,052 มก./กก.ซง่ึ เกนิ คา มาตรฐาน
ทก่ี ําหนดไว คอื >5-25 มก./กก. ดังแสดงในตารางท่ี 29

˜µ¦µŠš¸É 29 Ÿ¨„µ¦˜¦ª‹ª—´ ‡»–£µ¡—·œ˜³„°œµo œœµ®¤¼¤nœ

—´ œ‡¸ »–£µ¡—œ· ­™µœ¸

讳®œ´„ ®œnª¥ —·œ˜³„°œÊœ´ œ —·œ˜³„°œÊœ´ ¨µn Š ¤µ˜¦“µœ‡»–£µ¡—œ·

(Heavy metals) (œÊµÎ ®¤œ´ )‹»—š¸É1 (œÊµÎ ®¤œ´ )‹—» š¸É1 ” 3.9
>150-300
As mg/kg 0 0 ” 400

Zn mg/kg 2.635 4.32 ” 37
>5-25
Pb mg/kg 1.661 2.451 ” 300
>50-140
Cd mg/kg 0 0

Fe mg/kg 1265 4052

Cr mg/kg 1.458 4.117

Cu mg/kg 0 0

®¤µ¥Á®˜» : ¤µ˜¦“µœ‡»–£µ¡—·œ (˜µ¤ž¦³„µ«‡–³„¦¦¤„µ¦­É·ŠÂª—¨°o ¤Â®nŠµ˜· ž¸ ¡.«. 2547)

148

ผลการวเิ คราะหค ุณภาพสัตวนาํ้ ลมุ นํา้ หมนั บานนาหมมู น
การตรวจวัดคุณภาพสัตวนํ้า โดยการวิเคราะหหาคาโลหะหนัก ไดแก
สารหนู (As) สังกะสี (Zn) ตะกวั่ (Pb) แคดเมยี ม (Cd) เหลก็ (Fe) โครเมียม (Cr)
และทองแดง (Cu) ทบ่ี า นนาหมมู น ตวั อยา งจดุ เกบ็ ท่ี 1 มปี ู และหอยจากการตรวจ
วัดคณุ ภาพสัตวน าํ้ พบวา ในเนอื้ ปูและเนอื้ หอย มปี รมิ าณการปนเปอ นของโลหะ
หนกั ซ่ึงไมเกินคามาตรฐานทกี่ าํ หนดไว ดังแสดงในตารางที่ 30

˜µ¦µŠš¸É 30 Ÿ¨„µ¦˜¦ª‹ª—´ ‡»–£µ¡­˜´ ªœr ʵНµo œœµ®¤¼¤nœ

—´ œ‡¸ »–£µ¡­´˜ªrœÎµÊ ­™µœ¸

讳®œ´„ ®œnª¥ ž¼ ‹»—š¸É1 ®°¥ ‹»—šÉ¸1 ¤µ˜¦“µœ‡»–£µ¡­´˜ªrœµÎÊ
(Heavy metals)
”2
As mg/kg 0.684 0 ”100
”1.0
Zn mg/kg 0 0 ”2

Pb mg/kg 0 0.217 -
”2
Cd mg/kg 0.06 0 ”20

Fe mg/kg 190.4 0

Cr mg/kg 0.15 0

Cu mg/kg 0 0

®¤µ¥Á®˜» : ¤µ˜¦“µœ‡»–£µ¡­˜´ ªœr ʵΠ(˜µ¤ž¦³„µ«„¦³š¦ªŠ­µ›µ¦–­»… ¡.«. 2546)

ผลการวเิ คราะหค ุณภาพพชื ผกั กินไดลุม น้าํ หมนั บานนาหมูมน
การตรวจวัดคุณภาพพืชผักกินได โดยการวิเคราะหหาคาโลหะหนัก
ไดแก สารหนู (As) สังกะสี (Zn) ตะกั่ว (Pb) แคดเมียม (Cd) เหล็ก (Fe)
โครเมยี ม (Cr) และทองแดง (Cu) ทบี่ า นนาหมมู น ตวั อยา งพชื ผกั กนิ ไดจ ดุ เกบ็ ท่ี 1
ยอดเสาวรส มะละกอ ตําลึง และมะเขือ จากการตรวจวัดคุณภาพพืชผักกินได
พบวา มคี าปรมิ าณการปนเปอ นของเหลก็ (Fe) 21.12มก./กก.16.63มก./กก.
80.66 มก./กก. และ26.66 มก./กก. ตามลาํ ดบั ซงึ่ เกนิ คา มาตรฐานทก่ี าํ หนดไว
คือ ไมเกิน 15 มก./กก. และตาํ ลึง มีคา ปริมาณการปนเปอ นของโครเมยี ม (Cr)
1.092 มก./กก.ซง่ึ เกนิ คา มาตรฐานทก่ี าํ หนดไว คอื ไมเ กนิ 0.5 มก./กก. ดงั แสดง
ในตารางที่ 31

149

˜µ¦µŠš¸É 31 Ÿ¨„µ¦˜¦ª‹ª—´ ‡»–£µ¡¡º Ÿ„´ „·œÅ—o µo œœµ®¤¤¼ nœ

—´ œ‡¸ »–£µ¡¡º Ÿ„´ ­™µœ¸

„œ· ŗo ®œnª¥ ¥°—Á­µª¦­ ¤³¨³„° ˜µÎ ¨¹Š ¤³Á…º° ¤µ˜¦“µœ‡»–£µ¡
讳®œ´„ (œÊµÎ ®¤œ´ ) (œÊµÎ ®¤œ´ ) (œÊµÎ ®¤œ´ ) (œÊµÎ ®¤œ´ ) ¡º Ÿ„´ „œ· ŗo

(Heavy metals) ‹»—šÉ¸1 ‹»—šÉ1¸ ‹»—š¸É1 ‹»—š¸É1 ”2
0 ”100
As mg/kg 0 0 0 ”1.0
13.85 ”0.3
Zn mg/kg 19.51 7.616 45.76 0.106 ”15
0.042 ”0.5
Pb mg/kg 0.226 0.32 0.779 26.66 ”20
0.229
Cd mg/kg 0.031 0.027 0.027
0
Fe mg/kg 21.12 16.63 80.66

Cr mg/kg 0.183 0.291 1.092

Cu mg/kg 0 0 2.472

®¤µ¥Á®˜» : ¤µ˜¦“µœ‡–» £µ¡¡º Ÿ„´ „·œÅ—o °Š‡„r µ¦°œµ¤¥´ è„ (WHO) ‡.«. 2010

บานหวยปลาฝา: บานหวยปลาฝาเปนชุมชนท่ีมีการจัดการทรัพยากร
นํ้าท่ีมีประสิทธิภาพโดยเหมาะกับการปรับใชระบบประปาภูเขา ซ่ึงเปนการจัด
การน้ําที่อาศัยภูมิปญญาชาวบานโดยหลัก การรวมมือสามัคคีคนเปนอันหนึ่ง
อนั เดยี วกนั ของคนในชมุ ชนถอื ไดว า เกดิ กระบวนการมสี ว นรว มในการใชท รพั ยากร
ชมุ ชนอยา งแทจ รงิ คณุ ภาพนา้ํ ประปาภเู ขาโดยภาพรวมถอื วา มคี ณุ ภาพในระดบั ดี
มาก นํา้ ซึ่งทไี่ หลออกมาจากซอกหนิ ปนู ทชี่ มุ ชนรวมกันอนุรกั ษผนื ปา ไวน ้นั ถือวา
มีคุณภาพตามธรรมชาติที่ผานกระบวนการกรองทางธรรมชาติและผานการแตง
แรธาตุดวยระบบรากของพืช และแรธาตุจากชั้นหิน เม่ือพิจารณาชุดหินท่ีเปน
หนิ ชุด Khok Krut, Phu Phan และ Saokhua ซับซอ นอยูในพนื้ ทป่ี าชุมชน ซ่งึ
มคี วามพรุนและมแี รธ าตุเพียงพอสาํ หรบั ปรับปรุงคุณภาพนํ้าเพื่ออปุ โภคบริโภค

สําหรับในสวนที่เปนสารพิษโลหะหนักตางๆ ผลการวิเคราะหพบวาอยูใน
เกณฑม าตรฐาน ยกเวน ธาตเุ หลก็ (Fe) ซงึ่ มปี รมิ าณทส่ี งู แตธ าตเุ หลก็ ไมถ อื วา เปน
ธาตทุ มี่ อี นั ตรายตอ สขุ ภาพมนษุ ย แตจ ะเปน ผลดแี ละเปน องคป ระกอบสาํ คญั ของ
การเจริญเติบโตของพืช สําหรับคุณภาพดินตะกอน พบวาไมมีการสะสมสารพิษ
เกนิ เกณฑม าตรฐาน และผลการวเิ คราะหด า นอาหาร พชื ผกั กนิ ได และสตั วน าํ้ ใน
บริเวณพ้ืนที่ปจจุบัน ถือวามีความปลอดภัยไมมีการสะสมของสารพิษเกินเกณฑ
มาตรฐาน มรี ายละเอยี ดสามารถอธบิ ายได ดังตอไปนี้

150
จดุ เก็บตัวอยา งบานหวยปลาฝา
บา นหว ยปลาฝา ทาํ การเกบ็ ตวั อยา งทงั้ หมด 3 จดุ โดยแตล ะจดุ ทาํ การเกบ็
ตวั อยา ง น้ํา ดิน และพชื ดงั แสดงในตารางที่ 32 และภาพท่ี 11

แผนภาพท่ี 11 แผนที่แสดงจุดเกบ็ ตวั อยา งบานหว ยปลาฝา

ผลการวเิ คราะหค ุณภาพน้ําลุมนาํ้ หมัน บานหวยปลาฝา
คณุ ภาพนา้ํ ผวิ ดนิ นา้ํ ดมื่ และนาํ้ ประปา จากการตรวจวดั นาํ้ แตล ะจดุ ทบ่ี า น
หวยปลาฝา เก็บทั้งหมด 4จดุ ไดแก
จดุ เกบ็ ท่ี 1 นา้ํ ผวิ ดนิ จากการตรวจวดั คณุ ภาพนา้ํ ผวิ ดนิ พบวา คา ออกซเิ จน
ละลายนํ้า (DO) มีคา 5.67 มก./ล. ซึ่งมากกวาคามาตรฐานที่กําหนดไว คือ
ไมน อ ยกวา4.0 มก./ล.
จุดเก็บท่ี 2 นํ้าประปาจากการตรวจวัดคุณภาพน้ําประปา พบวามีคา
การปนเปอ นของตะกวั่ (Pb) 0.014 มก./ล. ซึ่งเกนิ คามาตรฐานที่กําหนดไว คือ
ไมเ กนิ 0.01 มก./ล.

151

จุดเก็บที่ 3 นา้ํ นา จากการตรวจวดั คณุ ภาพนํ้าผวิ ดนิ พบวา คา ออกซิเจน
ละลายน้ํา (DO) มีคา 6.16 มก./ล. ซึ่งมากกวาคามาตรฐานที่กําหนดไว คือ
ไมน อยกวา 4.0 มก./ล.

จุดเก็บที่ 4 น้ําผิวดิน ตรงสะพาน จากการตรวจวัดคุณภาพนํ้าผิวดิน
พบวา คาออกซิเจนละลายนํ้า (DO) มคี า 6.57มก./ล. ซ่ึงมากกวา คา มาตรฐาน
ท่กี าํ หนดไว คือ ไมน อยกวา 4.0 มก./ล.ดังแสดงในตารางที่ 32

˜µ¦µŠšÉ¸ 32 Ÿ¨„µ¦˜¦ª‹ª—´ ‡»–£µ¡œÊµÎ Ÿª· —·œ œÊµÎ —ɺ¤ ¨³œÊµÎ ž¦³žµ µo œ®ªo ¥ž¨µ µ

­™µœ¸ STD STDœÎµÊ STD
œÎµÊ Ÿª· —œ· —¤Éº œÎµÊ ž¦³žµ
—´ œ‡¸ »–£µ¡œÎµÊ ®œnª¥ ‹»—šÉ¸1 ‹»—šÉ¸2 ‹»—šÉ¸3 ¨‹´Ø»—·šÉ¸èÕ44(
4.0 - -
œÊµÎ Ÿª· —·œ œÊµÎ ž¦³žµ œÊµÎ œµ (­Ê³Ð¡¾µÒœ¹) ”500 ” 600
6.5-8.5 6.5-8.5
DO mg/l 5.67 5.66 6.16 6.57
- -
TDS Ppm 140 140 150 50 - - -
- -
pH pH 6.1 5.9 6.7 6.3 5.0-9.0 - -

EC/conductivity S/m 198.9 199.4 209 71.3 - 0.01 0.01
3.0 3.0
ORP mV 266 276 238 257 - 0.01 0.01
0.003 0.003
T_water oC 29.5 29.4 30.4 29.2 - 0.3 0.3
0.05 0.05
T_air oC 29.9 29.6 29.8 29.5 - 1.0 2.0

讳®œ„´

(Heavy metals)

As mg/l 0 0 0 0 0.01

Zn mg/l 0.061 0.056 0 0.035 1.0

Pb mg/l 0.013 0.014 0.011 0.015 0.05

Cd mg/l 0 0 0 0 0.005

Fe mg/l 0.258 0.095 0.453 4.158 -

Cr mg/l 0.002 0.002 0.002 0.004 0.05

Cu mg/l 0.002 0.003 0.003 0.006 0.1

®¤µ¥Á®˜» : ¤µ˜¦“µœ‡»–£µ¡œÊµÎ Ĝ®¨nŠœÊµÎ Ÿª· —·œ (˜µ¤ž¦³„µ«‡–³„¦¦¤„µ¦­É·ŠÂª—¨°o ¤Â®nŠµ˜·

Œ´ šÉ¸ 8 ¡.«. 2537)

¤µ˜¦“µœ‡»–£µ¡œÊµÎ —ºÉ¤°Š‡„r µ¦°œµ¤¥´ è„ (WHO) ‡.«. 1993

¤µ˜¦“µœ‡–» £µ¡œÊµÎ ž¦³žµ „µ¦ž¦³žµ­nªœ£¤¼ ·£µ‡

152

ผลการวเิ คราะหคุณภาพดนิ ตะกอนลุม นํ้าหมนั บา นหวยปลาฝา
การตรวจวัดคุณภาพดินตะกอน โดยการวิเคราะหหาคาโลหะหนัก ไดแก
สารหนู (As) สงั กะสี (Zn) ตะกั่ว (Pb) แคดเมยี ม(Cd) เหลก็ (Fe) โครเมียม (Cr)
และทองแดง (Cu) แตล ะจดุ เกบ็ ตวั อยา งทบ่ี า นหว ยปลาฝา เกบ็ ทงั้ หมด 3 จดุ ไดแ ก
จุดเก็บที่ 1 ดินตะกอนประปาช้ันบน และดินตะกอนประปาชั้นลาง
จากการตรวจวัดคุณภาพดินตะกอน พบวา มีคาการปนเปอนของเหล็ก
(Fe) 2,020มก./กก. และ1,126มก./กก.ซึ่งเกินคามาตรฐานท่ีกําหนดไว คือ
>5-25มก./กก.
จุดเก็บท่ี 2 ดินนาจากการตรวจวัดคุณภาพดิน พบวา มีคาการปน
เปอนของเหลก็ (Fe) 2,418มก./กก.ซงึ่ เกนิ คา มาตรฐานที่กาํ หนดไว คือ >5-25
มก./กก.
จุดเก็บท่ี 3 ดินตะกอนชัน้ บนนํา้ หมนั และดนิ ตะกอนช้ันลา งนํ้าหมันจาก
การตรวจวดั คณุ ภาพดนิ ตะกอน พบวา มคี าการปนเปอนของเหลก็ (Fe) 5,373
มก./กก. และ8,385 มก./กก.ซง่ึ เกนิ คา มาตรฐานทก่ี าํ หนดไว คอื >5-25มก./กก.
ดังแสดงในตารางที่ 33

˜µ¦µŠšÉ¸ 33 Ÿ¨„µ¦˜¦ª‹ª—´ ‡–» £µ¡—·œ˜³„°œ µo œ®ªo ¥ž¨µ µ

­™µœ¸

—´ œ¸‡»–£µ¡—œ· —·œ˜³„°œ —·œ˜³„°œ —·œœµ —·œ˜³„°œ —·œ˜³„°œ ¤µ˜¦“µœ
ž¦³žµ šn»Šœµ Êœ´ ¨nµŠ ‡»–£µ¡—·œ
讳®œ´„ (Heavy ®œnª¥ ž¦³žµ Êœ´ ¨nµŠ ‹»—šÉ¸2 Êœ´ œ œÊµÎ ®¤œ´
‹»—šÉ¸1 œÊµÎ ®¤œ´ ‹»—šÉ¸3 ” 3.9
metals) Êœ´ œ ‹»—šÉ¸3 0.393 >150-300
7.304 ” 400
‹»—šÉ¸1 4.916
0 ” 37
As mg/kg 0 000 >5-25
8385 ” 300
Zn mg/kg 5.151 4.744 3.989 5.978 6.539 >50-140

Pb mg/kg 1.739 1.528 1.835 3.38 0

Cd mg/kg 0 000

Fe mg/kg 2020 1126 2418 5373

Cr mg/kg 4.423 1.653 2.546 5.942

Cu mg/kg 0 000

®¤µ¥Á®˜» : ¤µ˜¦“µœ‡»–£µ¡—·œ (˜µ¤ž¦³„µ«‡–³„¦¦¤„µ¦­·ÉŠÂª—¨°o ¤Â®nŠµ˜· ¡.«. 2547)

153

ผลการวเิ คราะหค ุณภาพพืชผักกนิ ไดลุมนํ้าหมนั บานหว ยปลาฝา
การตรวจวัดคุณภาพพืชผกั กนิ ได โดยการวิเคราะหหาคา โลหะหนัก ไดแ ก
สารหนู (As) สังกะสี (Zn) ตะกั่ว (Pb) แคดเมียม (Cd) เหล็ก(Fe) โครเมียม
(Cr) และทองแดง(Cu) แตละจุดเก็บตัวอยางท่ีบานหวยปลาฝา เก็บทั้งหมด
3 จดุ ไดแก
จุดเก็บที่ 1 มะละกอใบชะพลู และอีปุกจากการตรวจวัดคุณภาพ
พืชผักกินได พบวามีคาปริมาณการปนเปอนของเหล็ก(Fe) 16.55มก./กก.
19.09มก./กก.และ34.66มก./กก. ตามลาํ ดบั ซงึ่ เกนิ คา มาตรฐานทกี่ าํ หนดไว คอื
ไมเกิน 15 มก./กก.
จุดเก็บท่ี 2 ผักกานจอง และขา จากการตรวจวัดคุณภาพพืชผักกินได
พบวามีคาปริมาณการปนเปอนของเหล็ก (Fe) 34.67มก./กก. และ 43.19
มก./กก. ซ่ึงเกินคามาตรฐานท่ีกําหนดไว คือ ไมเกิน 15 มก./กก.และขา
มคี า ปรมิ าณการปนเปอ นของโครเมยี ม(Cr) 1.002มก./กก.ซงึ่ เกนิ คา มาตรฐานที่
กาํ หนดไว คือไมเ กนิ 0.5 มก./กก.
จดุ เก็บท่ี 3 มะละกอ บอน และลิ้นฟา จากการตรวจวัดคุณภาพพชื ผักกิน
ได พบวา มีคา ปริมาณการปนเปอ นโลหะหนกั ไมเ กนิ คา มาตรฐานที่กาํ หนดไว ดัง
แสดงในตารางท่ี 34

˜µ¦µŠš¸É 3 Ÿ¨„µ¦˜¦ª‹ª—´ ‡»–£µ¡¡º Ÿ„´ „·œÅ—o µo œ®ªo ¥ž¨µ µ

—´ œ¸‡»–£µ¡ ®œnª¥ ¤³¨³„° ĝ °¸ž»„ ­™µœ¸ …nµ ¤³¨³„° ¨·œÊ ¢o µ ¤µ˜¦“µœ‡»–£µ¡
¡º Ÿ„´ „œ· ŗo (œÊµÎ ³¡¨¼ (œÊµÎ (šn»Š (­³¡µœ) (­³¡µœ) ¡º Ÿ„´ „œ· ŗo
讳®œ´„ (œÊµÎ Á®¤º°Š) Ÿ„´ „µo œ œµ) ‹»—š¸É3 ‹»—šÉ¸3
Á®¤º°Š) Á®¤º°Š) ‹»—šÉ¸1 ‹°Š ‹»—šÉ¸2 ”2
(Heavy ‹»—šÉ¸1 ‹»—š¸É1 (šn»Šœµ) 0 0 ”100
metals) ‹»—š¸É2 5.348 11.47 ”1.0
0.313 0.149 ”0.3
As mg/kg 0.394 0 0 0 0 0.013 0.018 ”15
13.34 8.619 ”0.5
Zn mg/kg 4.255 9.638 24.29 16.95 61.55 0.287 0.405 ”20
10.28
Pb mg/kg 0.363 0.124 0.089 0.169 0.214 0

Cd mg/kg 0.023 0.026 0.121 0.02 0.011

Fe mg/kg 16.55 19.09 34.66 34.67 43.19

Cr mg/kg 0.369 0.187 0.28 0.279 1.002

Cu mg/kg 0 0 0 00

®¤µ¥Á®˜» : ¤µ˜¦“µœ‡–» £µ¡¡ºŸ„´ „·œÅ—o °Š‡„r µ¦°œµ¤¥´ è„ (WHO) ‡.«. 2010

154

บา นปากหมัน:
บานปากหมัน ถือเปนชุมชนท่ีอยูทายของลุมน้ําหมัน ชุมชนบานปาก
หมันมีการอนุรักษปาชุมชนเพื่อการใชประโยชนจากทรัพยากรปาไมไดดีชุมชน
หน่ึง เม่ือพิจารณาจากสภาพปาถือวามีสภาพท่ีสมบูรณมากตามระบบธรรมชาติ
และมกี ลไกความรว มมอื มขี อ ตกลงการใชป ระโยชนจ ากทรพั ยากรธรรมชาติ และ
ขอ ตกลงของการอยรู ว มกนั ในชมุ ชนทม่ี สี มาชกิ ในชมุ ชนปฏบิ ตั ริ ว มกนั ทาํ ใหม ผี ล
ตอ การอนรุ กั ษปา ชมุ ชนเปน อยา งดี
สําหรับผลการวิเคราะหคุณภาพน้ําในพื้นท่ีปาชุมชนถือวามีคุณภาพดี
แตปริมาณนํ้ายังนอยไมสามารถพัฒนาเปนระบบประปาภูเขาได สวนคุณภาพ
นํ้าลุมนํ้าหมัน พบวาอยูในเกณฑมาตรฐานน้ําผิวดิน สวนคุณภาพดินตะกอน
ผลการวิเคราะหสารพิษอยูในเกณฑมาตรฐาน และผลการวิเคราะหดานอาหาร
พืชผักกินได และสัตวน้ําในบริเวณพื้นท่ีปจจุบัน ถือวามีความปลอดภัยไมมีการ
สะสมของสารพิษเกนิ เกณฑมาตรฐาน รายละเอียดสามารถอธิบายไดด ังตอไปน้ี

155
จดุ เกบ็ ตวั อยางบานปากหมัน
บา นปากหมัน ทําการเก็บตัวอยางท้งั หมด 4 จดุ โดยแตล ะจดุ ทาํ การเก็บ
ตัวอยา ง น้ํา ดนิ สัตวน ้าํ และพืช ดงั แสดงในตารางท่ี 35 และแผนภาพท่ี 12

แผนภาพที่ 12 แผนทีแ่ สดงจุดเก็บตวั อยา งบานปากหมัน

ผลการวเิ คราะหคุณภาพนํา้ ลุมนาํ้ หมันบา นปากหมนั
คุณภาพนํ้าผิวดิน นํ้าดื่ม และน้ําประปา จากการตรวจวัดนํ้าแตละจุดที่
บานปากหมนั เกบ็ ทั้งหมด 2 จุด ไดแ ก
จดุ เกบ็ ที่ 1 นา้ํ ผวิ ดนิ จากการตรวจวดั คณุ ภาพนา้ํ ผวิ ดนิ พบวา คา ออกซเิ จน
ละลายน้ํา (DO) มีคา 5.69 มก./ล. ซึ่งมากกวาคามาตรฐานท่ีกําหนดไว คือ
ไมน อ ยกวา 4.0 มก./ล.
จดุ เกบ็ ที่ 2 นา้ํ ผวิ ดนิ จากการตรวจวดั คณุ ภาพนา้ํ ผวิ ดนิ พบวา คา ออกซเิ จน
ละลายนา้ํ (DO) มคี า 3.97 มก/ลซง่ึ ตา่ํ กวา คา มาตรฐานทกี่ าํ หนดไว คอื ไมน อ ยกวา
4.0 มก/ล ดงั แสดงในตารางท่ี 35

156

˜µ¦µŠš¸É 35 Ÿ¨„µ¦˜¦ª‹ª—´ ‡–» £µ¡œÊµÎ Ÿª· —·œ µo œžµ„®¤œ´

—´ œ¸‡»–£µ¡œÎµÊ ®œnª¥ ­™µœ¸ STD STD STDœÎµÊ ž¦³žµ
‹»—šÉ¸1 ‹»—šÉ¸ 2 œÎµÊ Ÿª· —œ· œÎµÊ —¤Éº
œÊµÎ Ÿª· —·œ œÊµÎ Ÿª· —·œ -
” 600
DO mg/l 5.69 3.97 4.0 - 6.5-8.5

TDS ppm 60 10 - ”500 -
-
pH pH 6.3 5.9 5.0-9.0 6.5-8.5 -
-
EC/conductivity S/m 94.5 19.6 - -
0.01
ORP mV 309 328 - - 3.0
0.01
T_water oC 30.1 29.5 - - 0.003
0.3
T_air oC 28.4 28.8 - - 0.05
2.0
讳®œ´„ (Heavy

metals)

As mg/l 0 0 0.01 0.01

Zn mg/l 0.062 0.148 1.0 3.0

Pb mg/l 0.021 0.018 0.05 0.01

Cd mg/l 0 0 0.005 0.003

Fe mg/l 6.613 0.296 - 0.3

Cr mg/l 0.006 0.008 0.05 0.05

Cu mg/l 0.007 0.009 0.1 1.0

®¤µ¥Á®˜» : ¤µ˜¦“µœ‡–» £µ¡œÊµÎ Ĝ®¨nŠœÊµÎ Ÿª· —·œ (˜µ¤ž¦³„µ«‡–³„¦¦¤„µ¦­·ÉŠÂª—¨°o ¤Â®nŠµ˜·

Œ´ šÉ¸ 8 ¡.«. 2537)

¤µ˜¦“µœ‡–» £µ¡œÊµÎ —ºÉ¤°Š‡„r µ¦°œµ¤¥´ è„ (WHO) ‡.«. 1993

¤µ˜¦“µœ‡»–£µ¡œÊµÎ ž¦³žµ „µ¦ž¦³žµ­nªœ£¼¤·£µ‡

157

ผลการวิเคราะหคณุ ภาพดินตะกอนลมุ นํ้าหมนั บา นปากหมนั
จากการตรวจวัดคุณภาพดินตะกอน โดยการวิเคราะหหาคาโลหะหนัก
ไดแก สารหนู (As) สังกะสี (Zn) ตะกวั่ (Pb) แคดเมยี ม (Cd) เหลก็ (Fe) โครเมยี ม
(Cr) และทองแดง (Cu) แตละจุดเก็บตัวอยางท่ีบานปากหมัน เก็บทั้งหมด
2 จุด ไดแ ก
จุดเก็บที่ 1 ดินตะกอนช้ันบนนํ้าหมัน และดินตะกอนชั้นลางน้ําหมัน
จากการตรวจวัดคุณภาพดินตะกอน พบวา มีคาการปนเปอนของเหล็ก (Fe)
2,650 มก./กก. และ3,351 มก./กก.ซ่ึงเกินคามาตรฐานที่กําหนดไว คือ
>5-25 มก./กก.
จุดเก็บที่ 2 ดินรวมซําเตย พบวา มีคาการปนเปอนของเหล็ก (Fe)
554.9มก./กก.ซึง่ เกนิ คา มาตรฐานที่กําหนดไว คอื >5-25 มก./กก. ดังแสดงใน
ตารางที่ 36

˜µ¦µŠš¸É 36 Ÿ¨„µ¦˜¦ª‹ª—´ ‡–» £µ¡—·œ˜³„°œ µo œžµ„®¤œ´

—´ œ¸‡»–£µ¡—œ· ­™µœ¸
讳®œ´„
®œnª¥ —·œ˜³„°œ —·œ˜³„°œÊœ´ —·œ¦ª¤ ¤µ˜¦“µœ‡»–£µ¡—œ·
(Heavy metals) Êœ´ œ ¨nµŠ (ŽµÎ Á˜¥)
‹»—šÉ¸2 ” 3.9
‹»—š¸É1 ‹»—š¸É1 >150-300
” 400
As mg/kg 0 0 0
” 37
Zn mg/kg 2.869 2.641 63.35 >5-25
” 300
Pb mg/kg 1.84 1.943 8.274 >50-140

Cd mg/kg 0 0 0.041

Fe mg/kg 2650 3351 554.9

Cr mg/kg 2.922 2.851 1.715

Cu mg/kg 0 0 2.943

®¤µ¥Á®˜» : ¤µ˜¦“µœ‡»–£µ¡—·œ (˜µ¤ž¦³„µ«‡–³„¦¦¤„µ¦­·ÉŠÂª—¨°o ¤Â®nŠµ˜· ¡.«. 2547)

158

ผลการวิเคราะหคณุ ภาพสตั วน า้ํ ลมุ นา้ํ หมนั บา นปากหมนั
การตรวจวัดคุณภาพสัตวน้ํา โดยการวิเคราะหหาคาโลหะหนัก ไดแก
สารหนู (As) สังกะสี (Zn) ตะกั่ว (Pb) แคดเมยี ม (Cd) เหลก็ (Fe)โครเมยี ม (Cr)
และทองแดง (Cu) เก็บตัวอยางสตั วน ้าํ ทบี่ านปากหมันจุดเกบ็ ท่ี 1 ปู กุง และปลา
จากการตรวจวัดคุณภาพสัตวน้ํา พบวาในเนื้อปู กุงและปลา มีปริมาณการปน
เปอนของโลหะหนกั ซึ่งไมเ กินคามาตรฐานท่ีกาํ หนดไว ดังแสดงในตารางท่ี 37

˜µ¦µŠšÉ¸ 37 Ÿ¨„µ¦˜¦ª‹ª—´ ‡»–£µ¡­˜´ ªœr ʵНµo œžµ„®¤œ´

—´ œ¸‡»–£µ¡­´˜ªrœÎµÊ ­™µœ¸ ¤µ˜¦“µœ‡»–£µ¡
­´˜ªrœÎµÊ
讳®œ´„ ®œnª¥ ž¼ ‹»—š¸É1 „Š»o ‹»—š¸É1 ž¨µ ‹»—šÉ¸1
(Heavy metals) ”2
”100
As mg/kg 0.243 1.379 1.069 ”1.0
”2
Zn mg/kg 0.783 23.85 29.67
-
Pb mg/kg 0.093 0.349 0.077 ”2
”20
Cd mg/kg 0 0.111 0

Fe mg/kg 2.22 3.247 0

Cr mg/kg 0.003 0.217 0.451

Cu mg/kg 0.151 12.06 0

®¤µ¥Á®˜» : ¤µ˜¦“µœ‡»–£µ¡­˜´ ªœr ʵΠ(˜µ¤ž¦³„µ«„¦³š¦ªŠ­µ›µ¦–­»… ¡.«. 2546)

159

ผลการวิเคราะหค ุณภาพพืชผักกนิ ไดลมุ น้าํ หมนั บานปากหมัน
การตรวจวัดคณุ ภาพพืชผกั กินได โดยการวิเคราะหหาคา โลหะหนัก ไดแ ก
สารหน(ู As) สงั กะส(ี Zn) ตะกว่ั (Pb) แคดเมยี ม(Cd) เหลก็ (Fe) โครเมยี ม (Cr) และ
ทองแดง(Cu) เกบ็ ตวั อยา งพชื ผกั กนิ ไดท บี่ า นปากหมนั จดุ เกบ็ ท่ี 1 นา้ํ หมนั ตวั อยา ง
พืชผกั กินได หนอ ไมไผ ผักกระถนิ และผกั บุง จากการตรวจวัดคณุ ภาพพืชผกั กนิ
ไดพบวา มีคา ปรมิ าณการปนเปอ นของเหล็ก( Fe) 21.35 มก./กก.29.43มก./
กก.และ26.03มก./กก. ตามลาํ ดบั ซงึ่ เกนิ คา มาตรฐานทกี่ าํ หนดไว คอื ไมเ กนิ 15
มก./กก. ดงั แสดงในตารางที่ 38

˜µ¦µŠš¸É 38 Ÿ¨„µ¦˜¦ª‹ª—´ ‡»–£µ¡¡º Ÿ„´ „·œÅ—o µo œžµ„®¤œ´

—´ œ¸‡»–£µ¡ ­™µœ¸
讳®œ´„
(Heavy metals) ®œnª¥ ®œn°Å¤Åo Ÿn Ÿ„´ „¦³™·œ Ÿ„´ »Šo ¤µ˜¦“µœ‡»–£µ¡¡º Ÿ„´
(œÊµÎ ®¤œ´ ) (œÊµÎ ®¤œ´ ) (œÊµÎ ®¤œ´ ) „œ· ŗo

‹»—šÉ¸1 ‹»—š¸É1 ‹»—šÉ¸1 ”2
”100
As mg/kg 0 0 0 ”1.0
”0.3
Zn mg/kg 33.31 7.478 33.11 ”15
”0.5
Pb mg/kg 0.185 0.089 0.314 ”20

Cd mg/kg 0.031 0.013 0.048

Fe mg/kg 21.35 29.43 26.03

Cr mg/kg 0.267 0.164 0.296

Cu mg/kg 0 0 7.913

®¤µ¥Á®˜» : ¤µ˜¦“µœ‡–» £µ¡¡º Ÿ„´ „·œÅ—o °Š‡„r µ¦°œµ¤¥´ è„ (WHO) ‡.«. 2010

160

จากฐานขอมูลคุณภาพน้ําดังกลาวทําใหเห็นวา ลําน้ําหมันแตละชวงมีคา
ของมาตรฐานหรอื คณุ ภาพนาํ้ ทแี่ ตกตา งกนั คณุ ภาพนา้ํ ตรงนม้ี กั จะองิ อยกู บั ระบบ
การทําเกษตรแบบพืชเศรษฐกิจเชิงเด่ียวเปนหลัก ยกตัวอยางเชนถาหมูบานใด
ปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวสูง เชนปลูกขาวโพดสูงปริมาณของสารปนเปอนในน้ํา
กส็ งู ดว ย แตมขี อสงั เกตที่สําคญั อกี ประการหนึง่ คอื พืน้ ทเ่ี มอื งมีคณุ ภาพน้าํ หรือ
สารปนเปอนสูงมาก ผลการศึกษาจึงเปนขอคนพบท่ีนาสนใจวาสารปนเปอนไม
ไดมาจากการเกษตรอยางเดียว หากแตมาที่ระบายนํ้าเสียของครัวเรือนดวยโดย
เฉพาะกับเขตเมือง ดังน้ัน ถาไมมีการจัดการหรือการบําบัดท่ีดีก็สงผลกับระบบ
นิเวศดวย ผลการศึกษาสะทอนใหเห็นวา สถานการณคุณภาพลําน้ําหมันอยูใน
ระยะท่ีตอ งเฝาระวัง หากปลอยใหเปนเชนนตี้ อ เน่อื งไปปส องปถอื วา วกิ ฤติ

161

ปา ชมุ ชนและฐานทรพั ยากรปา ไม
จาก “หมูบ านตัวอยา ง” ในลมุ นํา้ หมัน

การใชท รพั ยากรจากปา ไม จาํ เปน ตอ งมกี ารจดั สรรทรพั ยากรใหเ กดิ ความ
สมดุลระหวางความ ตองการทรัพยากรที่มีอยูอยางจํากัด อีกท้ังยังตองอนุรักษ
ทรัพยากรท่ีมีอยูใหเกิดความย่ังยืน เพ่ือท่ีจะ สามารถตอบสนองความตองการ
การใชป ระโยชนจ ากทรพั ยากรปา ไมข องชาวบา นในพน้ื ทไ่ี ดอ ยา งยงั่ ยนื ปา ชมุ ชน
จงึ มคี วามสาํ คญั อยา งยง่ิ ตอ การจดั การทรพั ยากรปา ไมท มี่ อี ยใู นพน้ื ทใี่ หเ กดิ ความ
ยั่งยืน และตอบสองความตองการใชทรัพยากรของคนในพื้นท่ีอยางตรงจุดดวย
กระบวนการของปาชุมชนเสมือนเปนกระบวนการ ที่เกิดจากประชาชนในพื้นที่
ขอดี ขอดอยที่มีอยูในชุมชน จะสามารถสงเสริมและแกไขไดงายกวาการจัดการ
จาก สว นอน่ื ทีไ่ มค นุ เคยสภาพพืน้ ท่ี ปาชุมชนยังเปนกระบวนกอ ใหเกิดการมวี สิ ัย
ทัศน การมองไปขางหนาเปนกระบวนการท่ีสงเสริมการมีสวนรวมอยางแทจริง
กอ เกดิ ความสามคั คใี นหมคู ณะเกดิ กระบวนการเรยี นรวู ถิ ชี วี ติ ของชมุ ชนในอกี มติ ิ
หนง่ึ ของสงั คม ใหม คี วามสาํ นึกรักทรัพยากรธรรมชาตปิ า ไมมสี ว นชวยในการเตมิ
เตม็ ความสมบรู ณ และเพ่มิ ความหลากหลายทมี่ ตี อระบบนิเวศ

162

งานวจิ ยั การจดั การลมุ นา้ํ หมนั โดยเครอื ขา ยทางสงั คมเพอื่ ความมน่ั คงทาง
อาหารของชุมชนจะเลือกพ้ืนที่ปาชุมที่มีความโดดเดนของแตละสวนลุมน้ําหมัน
มาเปนกรณีศกึ ษา กลาวคอื ลมุ นาํ้ หมนั ตอนตน จะใชพ ื้นทป่ี าหมูบ า นกางปลา ซง่ึ
เปนปาตนน้ํา (ลํานํ้าอุน) ท่ีสําคัญอีกสาขาหนึ่งของลํานํ้าหมัน ที่ใชผลิตประปา
หลอเลย้ี งผคู นใสวนอําเภอดานซาย ลมุ นา้ํ หมนั ตอนกลางศกึ ษาปาชมุ ชนบา นบงุ
กุมหรือภูเตาโปงที่มีการขับเคล่ือนเครือขายทางสังคมในการอนุรักษปาอยางเขม
ขนและเปนกระบวนการใหหมูบานอื่นๆ ไดใชเปนตนแบบในการศึกษา สวนลุม
นา้ํ หมนั ตอนปลายคอื ภอู เี ลศิ หรอื ปา ชมุ ชนบา นปากหมนั ทม่ี กี ารจดั การผนื ปา โดย
ชุมชนอยา งเปนระบบอีกหมบู านหนง่ึ กลา วโดยสรุปในแงกายภาพและทต่ี ั้ง ดังนี้

ปา ชมุ ชนบา นกา งปลา หมทู ี่ 5 ตาํ บลดา นซา ย อาํ เภอดา นซา ย จงั หวดั เลย
มเี นอ้ื ท่ี 70 ไร ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ เปน ทร่ี าบเชงิ เขาและทรี่ าบสงู ลกั ษณะดนิ เปน
ดินรว น ดินลกู รังเปน บางแหง และมกี อ นหินขนาดใหญกระจายอยูทว่ั ไป มสี ภาพ
ปา เปน ปา เบญจพรรณสมบรู ณ มตี น ไมข นาดใหญอ ายปุ ระมาณ 5-10 ปข นึ้ ไป เชน
ประดู แดง จิก ไผ ไมพืน้ ลางจําพวก หญา คา หญาเพก็ ไมยราบ สาบเสอื

ปาชุมชนบานบุงกุม หมูท่ี 1 ตําบลนาหอ อําเภอดานซาย จังหวัดเลย
มีเนอ้ื ท่ปี ระมาณ 3,533 ไร 2 งาน 40 ตารางวา (เพราะแปลที่ “1”) ลักษณะ
ภมู ปิ ระเทศเปน ท่ีราบเชงิ เขาและทีร่ าบสงู ลกั ษณะดนิ เปน ดินรวน ดินลูกรงั เปน
บาแหง และมกี อ นหนิ ขนาดใหญก ระจายอยทู ว่ั ไป สภาพปา เปน ปา สมบรู ณม ตี น ไม
ขนาดใหญ จิก กุง ไผ และอื่นๆ ไมพื้นลางจําพวก หญาคา หญาเพ็ก ไมยราบ
สาบเสือ ในพนื้ ท่ปี าดว ย

ปา ชมุ ชนบา ปากหมนั หมทู ่ี 4 ตาํ บลปากหมนั อาํ เภอดา นซา ย จงั หวดั เลย
มเี น้อื ท่ีประมาณ 1,997 ไร 1 งาน 60 ตารางวา ลกั ษณะภูมิประเทศ เปนทีร่ าบ
เชิงเขาและท่รี าบสงู ลกั ษณะภเู ขาสูงชัน ลกั ษณะดิน เปน ดนิ รวนปนหิน สภาปา
เปน ปา เตง็ รงั สมบรู ณ มตี น ไมข นาดใหญก ระจายอยทู วั่ ปา อายปุ ระมาณ 5-10 ป
ขึ้นไป เชน ประดู แดง ไมจ กิ ไมร ัง ตนชาด ตนกระบาก ไผ และอืน่ ๆ ไมพื้นลา ง
จาํ พวก หญา เพ็ก ไมยราบ สาบเสอื และสมุนไพรพ้นื บา น เชน ขา ปา ตนสม ปอ ย
ตน เปลา ตนคราม เปน ตน

163
ทงั้ น้ี ชว งระยะเวลาในการศกึ ษาระหวา งเดอื นเดอื นมถิ นุ ายน พ.ศ. 2558
ถงึ เดอื นธนั วาคม พ.ศ. 2558 เปน ระยะเวลา 7 เดอื น ตามการศกึ ษาวจิ ยั โครงการ
สํารวจชนดิ พรรณไมใ นพน้ื ที่ปาชมุ ชนบานกา งปลา บุง กมุ และปากหมัน อาํ เภอ
ดา นซา ย จังหวดั เลย
ปาชมุ ชนบานกา งปลา
ชนิดพรรณไม
จากการสํารวจพบวาพื้นที่ปามีสภาพเปนปาเบญจพรรณ สํารวจพบชนิด
พรรณไมเดนจํานวน เดนจํานวน 9 ชนิด เชน กระโดน ประดูแดงมะคาโมงกอ
แปนกอแดง จิกกุงไผ ไมพื้นราง จําพวก หญาคา หญาเพ็ก ไมยราบ สาบเสือ
และพบชนิดพรรณไมทส่ี าํ รวจท้งั หมด 142 ชนดิ โดยมีชนดิ พรรณไมท ีส่ ํารวจพบ
ประกอบดว ย ไมย นื ตน 75 ชนดิ ไมล ม ลกุ 18 ชนดิ ไมเ ถา 11 ชนดิ ไมพ มุ 12 ชนดิ
พืชวงศหญา 20 ชนิด และเฟรน 5 ชนดิ ดงั แผนภมู ทิ ่ี 1

แผนภูมิที่ 1ชนดิ พรรณไมใ นปาเบญจพรรณบา นกา งปลา

164
ความหลากหลายชนิดพรรณไมใ นปา เบญจพรรณ
การสํารวจความหลากหลายชนิดพรรณไมในปาเบญจพรรณบานกางปลา
อาํ เภอ ดา นซา ย จงั หวดั เลย จากชนดิ พรรณไมท งั้ หมด 142 ชนดิ โดยมพี รรณไม
ทส่ี าํ รวจพบในพน้ื ที่ ประกอบดว ยไมย นื ตน 75 ชนดิ ไมล ม ลกุ 18 ชนดิ ไมเ ถา 11
ชนดิ ไมพุม 12 ชนดิ พืชวงศหญา 20 ชนดิ และเฟรน 5 ชนิด ดงั แผนภูมทิ ี่ 2

แผนภมู ิท่ี 2 ความหลากหลายชนดิ พรรณไมใ นปา เบญจพรรณบานกางปลา

165
ปา ชมุ ชนบา นบุง กมุ

ชนดิ พรรณไม
พ้นื ที่ปา ชุมชนบานบุงกุม อําเภอดา นซาย จังหวัดเลย จากการสาํ รวจพบ
วาพ้นื ท่ีปา มีสภาพเปน ปาเต็งรงั สํารวจพบชนดิ พรรณไมเ ดน จํานวน 8 ชนิด เชน
จกิ รัง กงุ ประดู กระโดน มะคา โมง แดง ไผ ไมพ ้นื รา ง จําพวก หญาคา หญาเพ็ก
ไมยราบ สาบเสือและพบชนดิ พรรณไมท ส่ี าํ รวจทั้งหมด 104 ชนิด โดยมี ชนดิ
พรรณไมท ส่ี ํารวจพบ ประกอบดว ยไมยืนตน 62 ชนิด ไมล ม ลุก 12 ชนดิ ไมเถา
13 ชนิด ไมพ ุม 10 ชนดิ พชื วงศห ญา 5 ชนดิ และเฟร น 6 ชนดิ ดังปรากฏใน
แผนภมู ิท่ี 3

แผนภมู ิที่ 3 ชนดิ พรรณไมในปา เต็งรงั บา นบุงกุม

166
ความหลากหลายชนิดพรรณไม
การสํารวจความหลากหลายชนิดพรรณไมในปาเต็งรังบานบุงกุม อําเภอ
ดา นซา ย จงั หวดั เลย ชนดิ พรรณไมท งั้ หมด 104 ชนดิ โดยมพี รรณไมท สี่ าํ รวจพบ
ในพน้ื ทปี่ ระกอบดว ยไมย นื ตน 62 ชนดิ ไมล ม ลกุ 12 ชนดิ ไมเ ถา 13 ชนดิ ไมพ มุ
10 ชนิด พชื วงศหญา 5 ชนิด และเฟรน 6 ชนดิ ดงั แผนภูมิที่ 4

แผนภมู ทิ ี่ 4 ความหลากหลายชนิดพรรณไมปา เต็งรงั บา นบงุ กุม

167
ปาชมุ ชนบา นปากหมัน

ชนิดพรรณไม
พ้นื ท่ปี า ชมุ ชนบา นปากหมนั อาํ เภอดานซาย จังหวัดเลย จากการสาํ รวจ
พบชนิดพรรณไมเ ดน 8 ชนิด คือ จกิ รงั กุงประดู กระโดน มะคาโมง แดง ไผ ไม
พน้ื ลา ง จาํ พวก หญา เพก็ ไมยราบ สาบเสอื และพบชนดิ พรรณไมท ส่ี าํ รวจทง้ั หมด
107 ชนดิ โดยมชี นดิ พรรณไมท ส่ี าํ รวจพบ ประกอบดว ยไมย นื ตน 62 ชนดิ ไมล ม ลกุ
12 ชนดิ ไมเ ถา 13 ชนดิ พชื วงศห ญา 10 ชนดิ และเฟร น 5 ชนดิ ดงั แผนภมู ทิ ่ี 5

แผนภูมิที่ 5 ชนิดพรรณไมในปาเตง็ รัง

168
ความหลากหลายชนิดพรรณไมในปาเบญจพรรณ
การสาํ รวจความหลากหลายชนดิ พรรณไมใ นปา เบญจพรรณบา นปากหมนั
อําเภอ ดานซาย จังหวัดเลย ชนดิ พรรณไม 107 ชนดิ โดยมีพรรณไมท่ีสาํ รวจ
พบในพน้ื ที่ ประกอบดวย ไมยนื ตน 62 ชนดิ ไมลม ลกุ 12 ชนดิ ไมเ ถา 13 ชนิด
ไมพ ุม 10 ชนิด พืชวงศหญา 25 ชนดิ และเฟร น 5 ชนดิ ดังแผนภมู ิท่ี 6

แผนภมู ิท่ี 6 ความหลากหลายชนิดพรรณไมในปา เบญจพรรณบา นปากหมัน

การแบงช้ันความสูงตามแนวดิ่งของพรรณไมในปาชุมชนบานกางปลา
บุง กมุ และบา นปากหมนั อําเภอดา นซา ย จังหวดั เลย

การแบงช้นั ความสงู ตามแนวด่งิ (vertical stratification)
การแบงชนั้ ความสูงตามแนวดิ่ง โดยใช Profile diagram ตามวธิ กี ารของ
Davis และ Richards (1993) สาํ หรบั ไมใ หญ คอื ตน ไมท ม่ี ขี นาดเสน ผา นศนู ยก ลาง
ท่ีความสงู เพยี งอกตงั้ แต 10 เซนตเิ มตรข้นึ ไป

169
1) ปา ผลดั ใบในเขตปา ชมุ ชนบา นบงุ กมุ เปน ปา เตง็ รงั ซงึ่ ในเขตปา ประกอบ
ดวย เรอื นยอด 2-3 ชน้ั เดยี ว มีความสงู ประมาณ 8-16 เมตร
2) ปาผลดั ใบในเขตปา ชมุ ชนบานกางปลา เปนปา เบญจพรรณ ซงึ่ ในเขต
ปาประกอบดวยเรอื นยอด 2-4 ช้ันเดยี ว มคี วามสงู ประมาณ 7-20 เมตร
3) ปาผลัดใบในเขตปาชุมชนบานปากหมันเปนปาเต็งรัง ซึ่งในเขตปา
ประกอบดวย เรอื นยอด 2-3 ชั้นเดยี ว มีความสูงประมาณ 6-18 เมตร
จากผลการศึกษาสามารถสรุปไดวา จํานวนชั้นตามแนวดิ่งมีการ
เปลยี่ นแปลงในทศิ ทางท่ี สงู ขน้ึ หรอื มกี ารเจรญิ เตบิ โตสงู ขนึ้ โดยเฉลยี่ และมคี วาม
แตกตางจากเกณฑป กตขิ องปาเบญจพรรณและปา เต็งรงั ในทองทอ่ี น่ื ๆ ของภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งปาเต็งรังบานบุงกุม ประกอบดวยเรือนยอด 3-4 ช้ัน
ปา เบญจพรรณบานกา งปลาประกอบดว ยเรือนยอด 3-4 ชั้น และปาเตง็ รังบา น
ปากหมนั ประกอบดวยเรอื นยอด 2-3 ช้นั ทัง้ นีเ้ น่อื งจากปา เบญจพรรณและปา
เต็งรังในพืน้ ที่โครงการ ประกอบดว ยไมขนาดเลก็ เปน สว นใหญ ดังภาพที่ 1-6

ภาพ 1 ลักษณะของปาเบญจพรรณบานกา งปลา

170

ภาพ 3-4 Profile diagram (บน) และ Crown projection diagram (ลา ง)
ของตนไมใ นปา เต็งรัง บานกา งปลา

171

ภาพ 5 ลกั ษณะของปา เตง็ รังบานบงุ กุม

ภาพ 6 Profile diagram (บน) และ Crown projection diagram (ลา ง)
ของตน ไมในปา เต็งรงั

172

ภาพ 7 Profile diagram (บน) และ Crown projection diagram (ลา ง)
ของตน ไมในปา เต็งรัง

ภาพ 8 ลักษณะของปาเตง็ รงั บา นปากหมัน

173

ภาพท่ี 9-10 Profile diagram (บน) และ Crown projection diagram (ลา ง)
ของตนไมมใ นปา เตง็ รังบา นปากหมัน

174

การเปรียบเทียบความหนาแนนของชนิดพรรณไมในพ้ืนท่ีปา
ชุมชนกา งปลา บานบงุ กุมและบา นปากหมนั

ความหนาแนนของพรรณพชื (plant density)
ความหนาแนนของพรรณพืชที่สํารวจพบในพ้ืนท่ีปาชุมชนบานกางปลา
บงุ กมุ และบา นปากหมนั อาํ เภอดา นซา ย จงั หวดั เลย ประกอบดว ย ปา เบญจพรรณ
บานกางปลาปา เตง็ รังบา นบุงกมุ และปา เตง็ รงั บานปากหมัน
1) ปา เบญจพรรณในเขตปา ชมุ ชนบา นกา งปลา อาํ เภอดา นซา ย จงั หวดั เลย
มเี นื้อที่ประมาณ 70 ไร เปน ปา ผลัดใบซง่ึ มคี วามหนาแนนของไมโดยเฉล่ยี 756
ตน /ไร จาํ แนกได คอื ความหนาแนน ของไมใ หญเ ฉลย่ี 93 ตน /ไร (DBH มากกวา 60
เซนตเิ มตร) ความหนาแนน ของไมห นมุ เฉลยี่ 29 ตน /ไร (DBH 30-60 เซนตเิ มตร)
ความหนาแนน ของไมเลก็ เฉล่ีย 57 ตน/ไร (DBH 10-30 เซนตเิ มตร) ความหนา
แนน ของกลา ไมเ ฉลย่ี 77 ตน /ไร (DBH ตา่ํ กวา 10 เซนตเิ มตร) และความหนาแนน
ของลกู ไมเ ฉลยี่ 366 ตน /ไร (ความสงู ตา่ํ กวา 130 เซนตเิ มตร) และความหนาแนน
ของไมไ ผ 126 ลํา/ไร
2) ปา เตง็ รงั ในเขตปา ชมุ ชนบา นบงุ กมุ อาํ เภอดา นซา ย จงั หวดั เลย มเี นอื้ ที่
ประมาณ 3,533 ไร 2 งาน 40 ตารางวา เปน ปา ผลดั ใบซงึ่ มคี วามหนาแนน ของไม
โดยเฉลี่ย 899 ตน /ไร จาํ แนกได คือ ความหนาแนน ของไมใหญเฉล่ยี 145 ตน /
ไร (DBH มากกวา 60 เซนตเิ มตร) ความหนาแนน ของไมหนมุ เฉลีย่ 61 ตน /ไร
(DBH 30-60 เซนติเมตร) ความหนาแนนของไมเล็กเฉลี่ย 82 ตน/ไร (DBH
10-30) ความหนาแนน ของกลา ไมเ ฉลย่ี 55 ตน /ไร (DBH ตาํ่ กวา 10 เซนตเิ มตร)
ความหนาแนน ของลูกไมเ ฉลีย่ 379 ตน/ไร (ความสูงต่าํ กวา 130 เซนติเมตร)
และความหนาแนนของไมไผ 174 ลาํ /ไร
3) ปาเต็งรังในเขตปาชุมชนบานปากหมัน อําเภอดานซาย จังหวัดเลย
มีเน้ือท่ีประมาณ1,997 ไร 1 งาน 60 ตารางวา เปน ปา ผลดั ใบซึ่งมคี วามหนา
แนน ของไมโ ดยเฉลย่ี 870 ตน /ไร จาํ แนกได คอื ความหนาแนน ของไมใ หญเ ฉลยี่
153 ตน/ไร (DBH มากกวา 60 เซนติเมตร) ความหนาแนนของไมหนุมเฉล่ีย

175

44 ตน /ไร (DBH 30-60 เซนตเิ มตร) ความหนาแนนของไมเ ล็กเฉล่ีย 97 ตน/
ไร (DBH 10-30 เซนตเิ มตร) ความหนาแนนของกลาไมเฉลยี่ 18 ตน/ไร (DBH
ตา่ํ กวา 10 เซนตเิ มตร) และความหนาแนน ของลกู ไมเ ฉลยี่ 496 ตน /ไร (ความสงู
ตา่ํ กวา 130 เซนตเิ มตร) และความหนาแนน ของไมไผ 50 ลาํ /ไร

เม่ือเปรียบเทียบความหนาแนนของไมใหญของปาเบญจพรรณบาน
กางปลาปาเต็งรังบานบุงกุม และปาเต็งรังบานปากหมัน อําเภอดานซาย
จังหวัดเลย ในทองที่อ่ืนๆ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปรากฏวามีความหนา
แนนอยูในระดับตํ่ากวาท้ังส้ิน โดยเฉพาะอยางยิ่งปาเบญจพรรณบานกางปลา
รอการฟน ฟู ทง้ั นสี้ ว นหนง่ึ เปน ผลเนอ่ื งมาจากคณุ ภาพของพน้ื ทแี่ ละกจิ กรรมของ
มนุษย ซึ่งในพ้ืนที่ศึกษาปจจัยที่มีผลตอความหนาแนนของตนไมมากท่ีสุด คือ
คุณภาพของพื้นท่ี (Site quality) และกิจกรรมจากมนุษยซึ่งเห็นไดชัดในกรณี
ของปาเบญจพรรณ รอการฟนฟู โดยภาพรวมกลาวไดวา ความหนาแนนของ
พรรณไมม ีการเปลย่ี นแปลงในทิศทางที่เปนบวก

สถานภาพฐานทรัพยากรปา ชุมชน

หมบู านตวั อยา งในลุม น้าํ หมนั
จากผลการวิจัยสถานภาพปจจุบันของชนิดพรรณไมในพื้นที่ปาชุมชน
บานกางปลา บุงกุม และบานปากหมัน อําเภอดานซาย จังหวัดเลยสามารถ
สรุปไดดงั นี้
1. ชนิดพรรณไมท่ีสํารวจพบในปาเบญจพรรณบานกางปลา อําเภอ
ดานซาย จังหวัดเลย รวมทั้งหมด 142 ชนิด โดยมีชนิดพรรณไมท่ีสํารวจพบ
ประกอบดว ยไมย นื ตน 75 ชนดิ ไมล ม ลกุ 18 ชนดิ ไมเ ถา 11 ชนดิ ไมพ มุ 12 ชนดิ
พชื วงศหญา 20 ชนิด และเฟรน 5 ชนดิ สภาพปาเปน ปาไมผ ลดั ใบ
2. ชนิดพรรณไมท่ีสํารวจพบในปาเต็งรังบานบุงกุม อําเภอดานซาย
จงั หวดั เลย รวมทง้ั หมด 104 ชนดิ โดยมชี นดิ พรรณไมท ส่ี าํ รวจพบ ประกอบดว ย
ไมย นื ตน 62 ชนดิ ไมล ม ลกุ 12 ชนดิ ไมเ ถา 13 ชนดิ ไมพ มุ 10 ชนดิ พชื วงศห ญา
5 ชนดิ และเฟรน 6 ชนดิ สภาพปา เปนปาไมผ ลดั ใบ

176

3. ชนิดพรรณไมท่ีสํารวจพบในปาเต็งรังบานปากหมัน อําเภอดานซาย
จงั หวดั เลย รวมทง้ั หมด 107 ชนดิ โดยมชี นดิ พรรณไมท ส่ี าํ รวจพบ ประกอบดว ย
ไมย นื ตน 62 ชนดิ ไมล ม ลกุ 12 ชนดิ ไมเ ถา 13 ชนดิ ไมพ มุ 10 ชนดิ พชื วงศห ญา
5 ชนดิ และเฟรน 5 ชนดิ สภาพปา เปนปาไมผลัดใบ

ชนดิ พรรณไมในพืน้ ท่ปี า ชมุ ชน
บานกางปลา: จากการสํารวจพบชนิดพรรณไมเดนจํานวน 9 ชนิด
เชน กระโดน ประดูแดงมะคาโมงกอแปนกอแดง จิกกุงไผ ไมพื้นราง จําพวก
หญา คาหญา เพก็ ไมยราบ สาบเสอื และพบชนดิ พรรณไมท สี่ าํ รวจทงั้ หมด 142 ชนดิ
โดยมชี นดิ พรรณไมท ส่ี าํ รวจพบ ประกอบดว ยไมย นื ตน 75 ชนดิ ไมล ม ลกุ 18 ชนดิ
ไมเถา 11 ชนดิ ไมพ มุ 12 ชนดิ พืชวงศห ญา 11 ชนิด
บา นบงุ กมุ : จากการสาํ รวจพบชนดิ พรรณไมเ ดน จาํ นวน 8ชนดิ เชน จกิ รงั
กงุ ประดู กระโดน มะคา โมง แดง ไผ ไมพ นื้ รา ง จาํ พวก หญา คา หญา เพก็ ไมยราบ
สาบเสือและพบชนดิ พรรณไมท่ีสาํ รวจท้ังหมด 104ชนิด โดยมี ชนิดพรรณไมท ี่
สาํ รวจพบ ประกอบดว ยไมยนื ตน 62 ชนิด ไมลมลกุ 12 ชนดิ ไมเถา 13 ชนดิ
ไมพ มุ 10 ชนดิ พืชวงศหญา 5 ชนดิ และเฟร น 6 ชนดิ
บานปากหมนั : จากการสาํ รวจพบชนิดพรรณไมเดน 8 ชนดิ คอื จิก รงั
กงุ ประดู กระโดน มะคา โมง แดง ไผ ไมพ ื้นลา ง จาํ พวก หญาเพก็ ไมยราบ สาบ
เสอื สาบเสอื และพบชนดิ พรรณไมท สี่ าํ รวจทง้ั หมด 107 ชนดิ โดยมชี นดิ พรรณไม
ทสี่ าํ รวจพบ ประกอบดวยไมย ืนตน 62 ชนดิ ไมลม ลุก 12 ชนิด ไมเถา 13 ชนิด
ไมพุม 10 ชนดิ พืชวงศห ญา 5 ชนดิ และเฟรน 5 ชนิด

177

การแบงช้ันความสูงตามแนวด่ิงของพรรณไมในปาชุมชนบานกางปลา
บานบุงกุม และบา นปากมนั อาํ เภอดานซาย จังหวัดเลย

การแบง ช้นั ความสงู ตามแนวดงิ่ (vertical stratification)
การแบง ชั้นความสงู ตามแนวดง่ิ โดยใช Profile diagram ตามวิธกี ารของ
Davis และ Richards (1993) สาํ หรบั ไมใ หญ คอื ตน ไมท มี่ ขี นาดเสน ผา นศนู ยก ลาง
ท่ีความสูงเพียงอกตัง้ แต 10 เซนติเมตรขน้ึ ไป
1. ปาผลดั ใบในเขตปา ชมุ ชนบา นกา งปลา เปน ปาเบญจพรรณ ซงึ่ ในเขต
ปาประกอบดวยเรือนยอด 2-4 ช้นั เดียว มคี วามสงู ประมาณ 7-20 เมตร
2. ปา ผลดั ใบในเขตปา ชมุ ชนบา นบงุ กมุ เปน ปา เตง็ รงั ซงึ่ ในเขตปา ประกอบ
ดวย เรือนยอด 2-3 ชัน้ เดียว มคี วามสูงประมาณ 8-16 เมตร
3. ปาผลัดใบในเขตปาชุมชนบานปากหมันเปนปาเต็งรัง ซ่ึงในเขตปา
ประกอบดว ย เรอื นยอด 2-3 ช้นั เดียว มคี วามสูงประมาณ 6-18 เมตร
จากผลการศึกษาสามารถสรุปไดวา จํานวนชั้นตามแนวดิ่งมีการ
เปลย่ี นแปลงในทศิ ทางที่ สงู ขนึ้ หรอื มกี ารเจรญิ เตบิ โตสงู ขนึ้ โดยเฉลยี่ และมคี วาม
แตกตางจากเกณฑป กติของปา เบญจพรรณและปา เตง็ รังในทอ งทีอ่ ่นื ๆ ของภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ ซ่ึงปาเต็งรังบานบุงกุม ประกอบดวยเรือนยอด 3-4 ชั้น
ปาเบญจพรรณบา นกา งปลาประกอบดว ยเรือนยอด 3-4 ช้นั และปา เต็งรงั บา น
ปากหมัน ประกอบดวยเรือนยอด 2-3 ช้ัน ทั้งนี้เน่ืองจากปาเบญจพรรณและ
ปาเต็งรงั ในพน้ื ท่ีโครงการ ประกอบดว ยไมขนาดเลก็ เปน สว นใหญ

การเปรยี บเทยี บความหนาแนน ของชนดิ พรรณไมใ นพนื้ ทศ่ี กึ ษาของปา
ชมุ ชน บานกางปลา บา นบงุ กมุ และบานปากหมัน

ความหนาแนนของพรรณพืช (plant density)
ความหนาแนนของพรรณพืชท่ีสํารวจพบในพ้ืนท่ีปาชุมชนบานกางปลา
บา นบงุ กุม และบานปากหมัน อาํ เภอดานซาย จังหวดั เลย ประกอบดวย ปาเตง็
รงั บา นบงุ กมุ ปาเบญจพรรณบานกางปลา และปา เตง็ รังบานปากหมัน

178

1. ปาเบญจพรรณในเขตปาชุมชนบานกางปลา อําเภอดานซาย จังหวัด
เลย มเี น้อื ทปี่ ระมาณ 70 ไร เปนปาผลดั ใบซ่ึงมีความหนาแนนของไมโดยเฉลย่ี
756 ตน/ไร จําแนกได คือ ความหนาแนนของไมใหญเฉล่ีย 93 ตน/ไร
(DBH มากกวา 60 เซนติเมตร) ความหนาแนนของไมหนุมเฉล่ีย 29 ตน/
ไร (DBH 30-60 เซนติเมตร) ความหนาแนนของไมเ ล็กเฉลีย่ 57 ตน/ไร(DBH
10-30 เซนตเิ มตร) ความหนาแนน ของกลา ไมเ ฉลย่ี 77 ตน /ไร (DBH ตา่ํ กวา 10
เซนตเิ มตร) และความหนาแนน ของลกู ไมเ ฉลยี่ 366 ตน /ไร (ความสงู ตา่ํ กวา 130
เซนตเิ มตร) และความหนาแนน ของไมไผ 126 ลาํ /ไร

2. ปา เตง็ รงั ในเขตปา ชมุ ชนบา นบงุ กมุ อาํ เภอดา นซา ย จงั หวดั เลย มเี นอ้ื ท่ี
ประมาณ 3,533 ไร 2 งาน 40 ตารางวา เปน ปา ผลดั ใบซง่ึ มคี วามหนาแนน ของไม
โดยเฉลย่ี 899 ตน /ไร จาํ แนกได คอื ความหนาแนน ของไมใ หญเ ฉลย่ี 145 ตน /ไร
(DBH มากกวา 60 เซนตเิ มตร) ความหนาแนน ของไมห นมุ เฉลยี่ 61 ตน /ไร (DBH
30-60 เซนตเิ มตร) ความหนาแนน ของไมเ ลก็ เฉลยี่ 82 ตน /ไร( DBH 10-30) ความ
หนาแนน ของกลา ไมเ ฉลยี่ 55 ตน /ไร( DBH ตา่ํ กวา 10 เซนตเิ มตร)ความหนาแนน
ของลกู ไมเ ฉลยี่ 379 ตน /ไร (ความสงู ตาํ่ กวา 130 เซนตเิ มตร) และความหนาแนน
ของไมไผ 174 ลํา/ไร

3. ปา เตง็ รังในเขตปา ชมุ ชนบานปากหมัน อําเภอดา นซา ย จังหวดั เลย มี
เนอื้ ทป่ี ระมาณ1,997 ไร 1 งาน 60 ตารางวา เปน ปา ผลดั ใบซง่ึ มคี วามหนาแนน
ของไมโ ดยเฉลย่ี 870 ตน /ไร จาํ แนกได คอื ความหนาแนน ของไมใ หญเ ฉลยี่ 153
ตน /ไร (DBH มากกวา 60 เซนติเมตร) ความหนาแนน ของไมห นุม เฉลี่ย 44 ตน/
ไร (DBH 30-60 เซนติเมตร) ความหนาแนน ของไมเ ลก็ เฉลยี่ 97 ตน /ไร (DBH
10-30 เซนตเิ มตร) ความหนาแนน ของกลา ไมเ ฉลย่ี 18 ตน /ไร (DBH ตา่ํ กวา 10
เซนตเิ มตร) และความหนาแนน ของลกู ไมเ ฉลย่ี 496 ตน /ไร (ความสงู ตา่ํ กวา 130
เซนติเมตร) และความหนาแนนของไมไผ 50 ลาํ /ไร

เมื่อเปรียบเทียบความหนาแนนของไมใหญของ ปาเบญจพรรณบานกาง
ปลาปา เตง็ รังบานบงุ กุม และปา เตง็ รงั บา นปากหมัน อาํ เภอดา นซา ย จงั หวดั เลย

179

ในทอ งที่อื่นๆ ของภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ปรากฏวามีความหนาแนน อยใู นระ
ดบั ตา่ํ กวา ทงั้ สนิ้ โดยเฉพาะอยา งยงิ่ ปา เบญจพรรณบา นกา งปลารอการฟน ฟู ทง้ั นี้
สว นหนงึ่ เปน ผลเนอ่ื งมาจากคณุ ภาพของพนื้ ทแ่ี ละกจิ กรรมของมนษุ ย ซงึ่ ในพน้ื ที่
ศึกษาปจจัยที่มีผลตอความหนาแนนของตนไมมากที่สุด คือ คุณภาพของพ้ืนที่
(Site quality) และกจิ กรรมจากมนษุ ยซ งึ่ เหน็ ไดช ดั ในกรณขี องปา เบญจพรรณ รอ
การฟน ฟู โดยภาพรวมกลา วไดว า ความหนาแนน ของพรรณไมม กี ารเปลยี่ นแปลง
ในทศิ ทางที่เปน บวก

180

181

บทท่ี 7

ลมุ น้ําหมนั ในมติ สิ ุขภาวะชุมชน

จากขอมูลเชิงสถิติจากโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซายพบวา
ชว งป พ.ศ. 2554-2558 สาเหตกุ ารเสยี ชวี ติ ของคนดา นซา ยในแตล ะปม ลี กั ษณะ
การเกิดโรคคลายกนั ซง่ึ โรคยอดนยิ ม 5 อันดับแรก คือ โรคหวั ใจและหลอดเลอื ด
โรคมะเร็ง โรคชรา อุบัติเหตุจากการจราจรและโรคตับแข็ง ทั้ง 5 โรคดังกลาว
สาเหตุโดยตรงของการเสียชีวิต จากพฤติกรรมการกิน ทั้งการกินอาหารที่ไม
สมสวน โดยกินอาหารประเภทคารโบไฮเดรตมากเกินความตองการของรางกาย
การกินอาหารที่มีโซเดียมสูงซึ่งเปนสาเหตุเบ้ืองตนของโรคหัวใจและหลอดเลือด
การกินอาหารท่ีไมสะอาดมีสารเคมีปนเปอนที่เช่ือวาเปนสาเหตุหน่ึงของการเกิด
โรคมะเร็ง การด่ืมเหลาจนควบคุมสติไมไดเปนสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุ
จากการจราจร และการปวยดว ยโรคไวรัสตับอักเสบเปน สาเหตุของโรคตับแขง็

ดงั นน้ั เพอ่ื ทําความเขาใจตอปรากฏการณโ รคภยั ไขเ จบ็ ดงั กลาว จงึ จําเปน
อยา งยง่ิ ทต่ี อ งทาํ ความ เขา ใจสถานการณโ ภชนาการและสขุ ภาพ โดยจะพจิ ารณา
จากน้ําหนักและสวนสูงของเด็ก ตลอดจนโรคจากสารปนเปอนในอาหารของ
หมูบ านตา งๆ ในลุมนํา้ ตอนตน กลางและปลาย

182

โภชนาการในเด็ก

โภชนาการในเดก็ เปน “ดชั น”ี ชว้ี ดั สขุ ภาวะชมุ ชนไดอ กี ปจ จยั หนงึ่ ดงั เหน็
ไดจากโรคขาดโปรตีนและพลังงานซึ่งกรณีเด็กในเขตอําเภอดานซายยังมีพบอยู
จํานวนหน่ึง คือ เปนโรคขาดสารอาหารท่ีเกิดจากรางกายไดรับพลังงานโปรตีน
และพลังงานไมเพียงพอ ซึ่งจะมีผลตอการเจริญเติบโตของเด็ก เชน เตี้ย ผอม
น้ําหนักตํา่ กวาเกณฑ และสติปญ ญาของเดก็

สวนสาเหตุสําคัญเกิดจากการขาดความรูเรื่องการเล้ียงลูกดวยนมแม
ซ่ึงนมแมเ ปน สารอาหารทีด่ ที ีส่ ดุ ตงั้ แตแ รกเกดิ ถึง 6 เดือน เน่อื งจากมสี ารอาหาร
ทคี่ รบถว นเหมาะสมกบั เดก็ และมภี มู คิ มุ กนั โรค เดก็ ทไี่ ดร บั นมแมจ ะเจบ็ ปว ยนอ ย
กวาเด็กที่ไดรับนมผง แมนมผงจะปรับเปล่ียนเพ่ือใหมีความใกลเคียงกับนมแม
แตก็ยังไมสามารถทดแทนกันได เด็กบางคนอาจมีอาการแพจากการกินนมผสม
หรอื บางครง้ั อาจมคี วามสะอาดไมเ พยี งพอ เปน ผลใหเ ดก็ ไดร บั สารอาหารไมเ พยี ง
พอตามทร่ี างกายตอ งการ

นอกจากน้ี อาจมาจากความยากจนซงึ่ ในบางครอบครวั อาจจะตอ งออกไป
ทํางานต้ังแตเชามารดาหรือตองออกไปทํางานในพ้ืนที่หางไกล ทําใหการจัดหา
อาหารที่เพียงพอและมีคุณภาพทดี่ ี สําหรับสมาชิกในครอบครวั มอี าหารคอนขาง
นอย หรืออยางเกริ่นไววาบางครอบครัวอาจจะเปนความเรงรีบในการไปทํางาน
ในไร ทําใหตองพึ่งพาอาหารสําเร็จตามรถเรขายอาหารซึ่งคุณภาพคอนขางต่ํา
นอกจากน้ีในมารดาที่ตัง้ ครรภ ถา ไดร ับอาหารท่ไี มเพยี งพอตอความตองการของ
รา งกายจะทาํ ใหเ กดิ ภาวะขาดสารอาหาร เมอื่ ทารกเกดิ กจ็ ะทาํ ใหน าํ้ หนกั ตวั นอ ย
กวาปกติ เด็กกลุมนจ้ี ะเจ็บปวยบอย เติบโตชา สตปิ ญญาตา่ํ ดว ยเหตนุ กี้ ารเลยี้ ง
ดใู นระยะ 2 ปแ รกของชวี ติ ถอื วา เปน ชว งสาํ คญั ของชวี ติ ถา ปลอ ยใหเ กดิ การภาวะ
ขาดสารอาหารจะมผี ลกระทบตอ การพฒั นาสมองของทารก และการเจรญิ เตบิ โต
ของเดก็ ในอนาคต

183

สวนตัวชวี้ ัดในการประเมนิ การเจรญิ เติบโตของเด็กมตี ัวช้วี ัดสาํ คญั คอื
นา้ํ หนกั ตามเกณฑอ าย:ุ ในเดก็ 0-2 ป จะเปน การนอนวดั ความสงู เรยี กวา
ความยาว และในเด็กอายมุ ากกวา 2 ป จะเปนการยืนวดั ความสงู เรียกวา สวนสูง
เมอื่ ชง่ั นา้ํ หนกั และวดั สว นสงู แลว นาํ มาเปรยี บกบั เกณฑม าตรฐานของกรมอนามยั
(ป พ.ศ. 2542)
นาํ้ หนกั ตามเกณฑอ ายุ (Weight for Age) มขี อ จาํ กดั ทไี่ มส ามารถแยกแยะ
การขาดสารอาหารแบบฉับพลันจากการขาดอาหารแบบเร้ือรัง นอกจากน้ี
เด็กอายุเดียวกันท่ีมีสวนสูงท่ีตางกัน จะถูกประเมินดวยดัชนีตัวน้ีวามีภาวะ
โภชนาการระดบั เดียวกัน

ตารางที่ 1 คามาตรฐานนาํ้ หนกั ตามเกณฑอ ายุ

เกณฑ คา SD (มาตรฐาน)
น้าํ หนกั มากกวาเกณฑ >+2 SD
น้ําหนักคอนขางมาก >+1.5 SD ถงึ >+2 SD
นาํ้ หนกั ตามเกณฑ -1.5 SD ถึง>+1.5 SD
นํ้าหนักคอนขางนอ ย <1.5 SD ถงึ -2 SD
นํา้ หนักนอ ยกวาเกณฑ <-2 SD

ถา มนี าํ้ หนกั ตาํ่ กวา เกณฑบ ง ชถ้ี อื วา ขาดอาหาร แตบ อกไมไ ดว า ขาดมานาน
เทาไหรห รอื เริ่มขาดอาหารเม่ือใด

ความยาว/ สว นสงู ตามเกณฑอ ายุ และนาํ้ หนกั ตามเกณฑส ว นสงู : ถา มี
สวนสงู ตา่ํ กวาเกณฑ (เตยี้ ) บง ชไ้ี ดว าขาดอาหารเปน เวลานาน ถามีนา้ํ หนักเทยี บ
กบั สวนสูงตา่ํ กวามาตรฐาน (ผอม)

ความสงู ตามเกณฑอ ายุ (Height for Age) สมั พนั ธก ับภาวะโภชนาการท่ี
ตอเน่อื งยาวนานในอดีต จงึ ช้บี งภาวะการณขาดสารอาหารแบบเร้ือรัง

184

ตารางท่ี 2 คา มาตรฐานสว นสูงตามเกณฑอ ายุ

เกณฑ คา SD (มาตรฐาน)
สงู กวาเกณฑ >+2 SD
คอนขา งสูง >+1.5 SD ถึง>+2 SD
สว นสูงตามเกณฑ -1.5 SD ถงึ >+1.5 SD
คอนขางเต้ยี <1.5 SD ถึง-2 SD
เตี้ย <-2 SD

บงชี้ไดวาขาดสารอาหารเฉียบพลัน เชน เจ็บปวยหรือกินอาหารนอย
ในชว งสนั้ ๆ เชน 2-3 วนั 1 สปั ดาห หรอื 1 เดอื น ตวั ชว้ี ดั นยี้ งั ใชป ระเมนิ โภชนาการ
เกนิ หรอื ภาวะอว นดวย

แผนภมู ทิ ี่ 1 รายงานการติดตามภาวะโภชนาการของเด็กอายุ 0-72 เดอื น
(สวนสงู ตามเกณฑอายุ) ท่ีมีภาวะโภชนาการสูงกวาเกณฑ 6 หมูบ านในลํานํ้าหมนั ตอนบน

ป 2554-2558

ป 54
ป 55
ป 58
ป 54
ป 55

ป 56
ป 57
ป 55
ป 57

ป 57 185
ป 58จากแผนภูมิที่ 1 รายงานการติดตามภาวะโภชนาการของเด็กอายุ
0-72 เดอื น (สว นสงู ตามเกณฑอ ายทุ มี่ ภี าวะโภชนาการสงู กวา เกณฑ) 6 หมบู า น
ป 55ในลาํ นาํ้ หมนั ตอนบน ป พ.ศ. 2554-2558 แสดงใหเ หน็ วา บา นนา้ํ พเุ ปน หมบู า นป 58
ปป 5545ที่เด็กอายุ 0-72 เดือนท่ีมีภาวะโภชนาการสูงกวาเกณฑมากกวาหมูบานอ่ืนๆ
ป 58ป 57รองลงมาคือบานหวยตาด ซ่ึงบานหวยตาดและบานน้ําพุมีพื้นท่ีคอนขางอยูใกล
ปป 5545ตวั อําเภอดานซายมอี าหารจาํ พวกท่มี ีแคลเซยี ม เชน พวกนมชนิดตา งๆ ทห่ี าซ้ือ
ไดง า ยและมคี อ นขา งมากเมอ่ื เทยี บกบั หมบู า นทอ่ี ยใู นลาํ นาํ้ หมนั ตอนบนเหมอื นกนั

แผนภมู ทิ ่ี 2 รายงานการติดตามภาวะโภชนาการของเดก็ อายุ 0-72 เดอื น
(สวนสงู ตามเกณฑอายุ) ทมี่ ภี าวะโภชนาการสูงกวาเกณฑ หมบู า นในลํานา้ํ หมนั ตอนกลางป

พ.ศ. 2554-2558

จากแผนภูมิท่ี 2 รายงานการติดตามภาวะโภชนาการของเด็กอายุ
0-72 เดอื น (สว นสงู ตามเกณฑอ ายทุ ม่ี ภี าวะโภชนาการสงู กวา เกณฑ) 7 หมบู า น
ในลาํ นา้ํ หมนั ตอนกลางป 2554-2558 แสดงใหเ หน็ วา บา นหวั นายงู บา นดา นซา ย
บานหนามแทง บานนาทุม มีเด็กที่มีภาวะโภชนาการสูงกวาเกณฑ มากกวา
บา นบงุ กมุ และบา นนาหอ

ป 54 186 ป 55
ป 55 ป 56
แผนภูมทิ ี่ 3 รายงานการติดตามภาวะโภชนาการของเด็กอายุ 0-72 เดือน
ป 56(สว นสูงตามเกณฑอาย)ุ ทม่ี ีภาวะโภชนาการสงู กวาเกณฑ 3 หมบู านในลาํ นํ้าหมนั ตอนลา งปป 56ป 54
ป 57 ป 57
พ.ศ. 2554-2558

จากแผนภูมิที่ 3 รายงานการติดตามภาวะโภชนาการของเด็กอายุ
0-72 เดอื น(สว นสูงตามเกณฑอายทุ ม่ี ภี าวะโภชนาการสงู กวา เกณฑ) 3 หมบู า น
ในลํานํ้าหมันตอนลางป พ.ศ. 2554-2558 แสดงบานนาหมูมนจะมีเด็กที่มี
ภาวะโภชนาการสูงกวาเกณฑมากที่สุดรองลงมาคือบานหวยปลาฝา สวนบาน
ปากหมันจะนอยท่ีสุด

ป 55 187
ป 54
แผนภมู ทิ ี่ 4 รายงานการติดตามภาวะโภชนาการของเดก็ อายุ 0-72 เดอื น
ป 56(สวนสูงตามเกณฑอาย)ุ ทีม่ ีภาวะโภชนาการคอ นขางสงู 6 หมูบา นในลาํ นํ้าหมันตอนบน
ป 57
ป 2554-2558

จากแผนภูมิท่ี 4 รายงานการติดตามภาวะโภชนาการของเด็กอายุ
0-72 เดือน(สวนสูงตามเกณฑอายุ)ท่ีมีภาวะโภชนาการคอนขางสูง 6 หมูบาน
ในลาํ นา้ํ หมนั ตอนบน ป พ.ศ. 2554-2558 หมูบานทมี่ ีเดก็ ท่ีมีภาวะโภชนาการ
คอนขางสูงมากท่ีสุดคือบานหวยตาด รองลงมา คือ บานกางปลา บานนํ้าพุ
บานแกงครก บานกกเหี่ยน สวนบานหมากแขงไมมีเด็กท่ีมีภาวะโภชนาการ
คอ นขางสงู

ป 55 188
ป 56
แผนภมู ิที่ 5 รายงานการติดตามภาวะโภชนาการของเดก็ อายุ 0-72 เดือน
ป 57 ป 58(สวนสงู ตามเกณฑอายุ) ท่ีมีภาวะโภชนาการคอนขา งสงู 7 หมบู านในลาํ นํา้ หมนั ตอนกลาง
ป 54
ป 2554-2558
ป 55
ปป 5578จากแผนภูมิที่ 5 รายงานการติดตามภาวะโภชนาการของเด็กอายุ
0-72 เดอื น (สว นสูงตามเกณฑอายุ)ท่มี ภี าวะโภชนาการคอนขางสูง 7 หมบู าน
ป 54ในลํานํ้าหมันตอนกลาง ป พ.ศ. 2554-2558 แสดงใหเห็นวา บานที่มีเด็กมี
ป 55 ป 56ภาวะโภชนาการคอนขางสูงมากที่สุดในลําน้ําหมันตอนกลางคือ บานหัวนายูง
บานดานซาย บานหนามแทง บานนาทุม บานนาวียงใหญ บานบุงกุมและ
ป 57 ป 58บานนาหอ ตามลาํ ดบั
ป 54


Click to View FlipBook Version