The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dansaihospital.live, 2022-03-20 04:16:19

ลุ่มน้ำหมัน

ลุ่มน้ำหมัน

239

3. การนํานํ้าเสียไปใชในกิจกรรมอื่นที่สามารถรองรับการใชน้ําท่ีมีคุณ
ภาพตํา่ กวา ได ตวั อยา งเชน การนํานา้ํ ซักลา งไปใชร ดนํ้าตนไมหรือขัดพนื้ เปน ตน
กรณีที่เปนผูผลิตน้ําเสีย ในมาตรา 80 แหงพระราชบัญญัติสงเสริมและรักษา
คุณภาพสิ่งแวดลอม พ.ศ. 2535 เจาของที่ครอบครองแหลงกําเนิดมลพิษ
ตองดําเนินการบําบัดน้ําเสียกอนท่ีจะปลอยออกสูภายนอก ในเขตเทศบาลฯ
มสี ถานประกอบการ 2 แหง ท่ีเขา หลกั เกณฑ คือสถานบริการนาํ้ มัน ซึ่งมบี อ ดัก
ไขมนั ในการการจัดการนาํ้ เสยี

สวนรูปแบบและลักษณะการปลอยน้ําเสียนั้นพบวา น้ําเสียสวนใหญ
เกิดจากบานเรอื นทีพ่ กั อาศยั และอาคารตา งๆ ภายในชุมชนที่เกดิ จากการซักลา ง
ทําครัว อาบนํ้า ท่ีระบายลงสูทอระบายสวนบานเรือนที่อยูบนเนิน ไมมีทอหรือ
ระบายนํ้าก็ใชวิธีสาดลงพ้ืนดิน จึงทําใหเห็นถึงปญหาและอุปสรรคในการจัดการ
นาํ้ คอื 1) ขาดบคุ ลากรทชี่ าํ นาญดา นการเดนิ ระบบและควบคมุ ดแู ลรกั ษา 2) ขาด
ความชัดเจนในดานการบังคับใชกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายหรือขอบังคับดาน
การจดั เกบ็ คา บรกิ ารบาํ บัดนํา้ เสียทีค่ วรเปนนโยบายท่ชี ดั เจนจากภาครัฐ 3) ขาด
การประชาสมั พนั ธใ หค วามรแู ละขอ เทจ็ จรงิ แกช มุ ชนและประชาชนรวมทง้ั การรบั
ฟง ความคดิ เหน็ ของประชาชนและรว มตดั สนิ ใจดาํ เนนิ การจดั การนา้ํ เสยี ตลอดจน
การสรา งการมสี ว นรว มดาํ เนนิ การทงั้ ภาครฐั เอกชน และประชาชน และ 4) ขาด
งบประมาณสําหรับเปน คาใชจา ยในการดําเนนิ งานระบบบําบดั นา้ํ เสยี

ลุมนํา้ หมนั ตอนปลาย
บา นนาหมูมน
หมูบานนาหมูมน มีลักษณะภูมิประเทศเปนที่ราบระหวางภูเขา ดาน
ทศิ ตะวันตกตดิ กบั ภเู ปาะ สวนทศิ ตะวันออกเปนท่รี าบลุม พ้นื ที่สวนใหญเปน หน
องนา้ํ และพนื้ ทน่ี าโดยมลี าํ นา้ํ หมนั ไหลผา น และขนาบขา งดว ยภขู เี้ ถา เปน แหลง นา้ํ
สาํ คญั ของชมุ ชน สว นพฒั นาการของการจดั การนา้ํ ของชมุ ชนบา นนาหมมู น มคี วาม
โดดเดนเร่ืองการจดั การนา้ํ 2 แนวทาง คือ

240
แนวทางแรก: การจดั การน้าํ หมนั ดว ยพัดวดิ นํ้า
การทํานาของชาวบานนาหมูมน หน่ึงปจะทําถึงสองคร้ัง คือทํานาป กับ
นาปลัง พนื้ ท่ีนาปท ี่ตดิ กบั ลาํ นํา้ หมนั จะใชพ ดั วิดน้าํ สว นพนื้ ทีใ่ ดติดกับนํ้าเหมอื ง
จากหวยภูก็จะใชนํ้าเหมืองหวยภูขี้เถาในการทํานาบางคนอาจจะปลูกขาวโพด
ในฤดแู ลง ครวั เรอื นทที่ าํ นาปจ ะใชพ ดั วดิ นาํ้ หมนั เขา นา ระหวา งเดอื นพฤษภาคม-
ตลุ าคม หลงั จากนนั้ นาํ้ หมนั จะลดลง ทาํ ใหพ ดั หยดุ หมนุ และเปน ชว งทใี่ กลฤ ดกู าล
เก็บเกี่ยวขาวซ่ึงไมตองการนํ้า ประจวบเหมาะชวงดังกลาว ครัวเรือนก็ไมตอง
การนํ้า ทําใหพ น้ื ทีน่ าแหง และงา ยตอการเก็บเกยี่ ว

พัดวดิ นา้ํ บานนาหมูมนคอื รูปแบบเทคโนโลยชี าวบา นที่มีประสิทธิภาพในการจัดการน้าํ เพ่ือการเกษตร

การใชพ ัดวดิ นํ้าเขา นามขี อ ดีหลายดาน เชน เกษตรกรไมต องรอน้ําจากฟา
ฝน ไหลตลอดวันตลอดคืน หากไมตองการนํ้าก็สามารถหยุดได ประหยัดคาใช
จายกวาการสูบน้ําเขานาหลายพันบาท คือจายเพียงคาลวดทําพัดประมาณรอย
กวาบาท สวนไมในการตอกพัดในชว งฤดแู ลงประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคม
กส็ ามารถหาไดจ ากภเู ขาใกลช มุ ชน หวั ไรป ลายนาหรอื รมิ นา้ํ หมนั พดั บางตวั ผนั นาํ้
เขา นาเพียงเจา เดยี ว บางตวั ใชรวมกนั ถึงสองเจา ในกลุม ญาติพ่นี อง พอถึงฤดกู าล
ตอกพัดก็ชวยกัน เพราะพัดแตละตัวใชงานไดปเดียวก็ผุพัง จะตองร้ือและสราง
ใหมชว งหนา แลง

241

อยางไรก็ตาม เมื่อประมาณ ป พ.ศ. 2552 องคการบริหารสวน
จังหวัดเลย (อบจ.เลย) ไดมาทําการขุดลอกนํ้าหมัน ตองการใหเจาของพัดบาน
นาหมมู น จาํ นวน 36 ตวั รอื้ พดั ทงิ้ แตไ ดม ชี าวบา นนาหมมู น จาํ นวน 10 กวา คน
ไดแก นายจัด สิงหสถิต นายสะทาน สิทธิศักด์ิ นายดวน กันทุ นายอุดม
นายบัวพาง เนตรแสงศรี นายเดด็ วงษโสภา นายพยงุ สิงหส ถติ และนายเพชร
อุนแกว ไดรวมตัวกันเจรจากับ อบจ.เลย ท่ีบานผูใหญบาน ขอไมรื้อพัด ดวย
เหตผุ ลคอื ใชพ ดั วดิ นา้ํ เพอื่ การเกษตรซงึ่ เปน แหลง นา้ํ สาธารณะ การทาํ พดั ไดท าํ มา
แตบ รรพบุรษุ เปนภูมิปญ ญาของชมุ ชนในการผนั นาํ้ เขา นา หากรอ้ื พัดแลวจะตอง
สบู นา้ํ เขา นาทางรฐั ไมไดม าชว ยเหลอื แตประการใด

สวนเหตุผลที่ อบจ.เลย ใหรื้อดวยเหตุผลวา การทําหลวยพัดของชุมชน
นน้ั สงู เกรงวา จะขวางลาํ นา้ํ ทาํ ใหไ หลไมส ะดวก ใหเ จา ของพดั ลดขนาดของหลว ย
ใหต่ําลงกวาตล่ิง ในที่สุดจึงมีการลงนามยินยอมใหลอกน้ําหมัน และหลังจาก
ขุดลอกน้ําหมันแลว ทําใหวังปลาหายไป ปจจุบันชุมชนนาหมูมนเหลือพัดวิดน้ํา
จาํ นวน 13 ตัว

แนวทางท่ีสอง: การจัดการนํา้ เหมอื งหว ยภขู ี้เถา
พ้ืนท่ีนาของครัวเรือนที่ไมไดติดนํ้าหมันจะใชน้ําในการเกษตรท้ังนาปและ
นาปลัง ทําไรขาวโพดในฤดูแลง ตลอดจนนําน้ําหวยภูข้ีเถาเพื่อทําน้ําประปา
ภูเขาใชในชุมชนและชุมชนใกลเคียง จากการเก็บขอมูลภาคสนาม พบวามีการ
จัดการนา้ํ เหมอื งดงั น้ี
เหมืองนานอย เจาของคือนายกุล โยเฮือง ถือวาเปนเหมืองนํ้าสวน
บุคคล เพราะมที ่ีไร- ที่นาตดิ กบั หวยภขู ีเ้ ถา จะทําการลอกปล ะครงั้ ผใู ชน ํา้ รว มคอื
นายสงคราม สิงหสถิต ซ่ึงเปนหลานโดยจายคาใชน้ํา 500 บาทตอป น้ําเหลือ
จากการเกษตรกป็ ลอยลงนาํ้ หมัน

242

เหมอื งบงุ มะไฟ เจา ของคอื นายจรสั พมิ พส าลี (พอ จอ ) เหมอื งนอ้ี ยตู ดิ กบั
เหมอื งปา เปอ ยแตอ ยดู า นบน มผี ใู ชน า้ํ รว ม ประมาณ 7 คนซงึ่ เรยี กวา คณะเหมอื ง
ไดแ ก นายเดด็ วงศโ สภา นางหนหู ล่ี จนั ทษร นายลาํ พนู จนั ทษร นายรหสั สงิ หส ถติ
นายจดั สงิ หสถติ นายสะเวี้ยน แสนใจ ทําเปนเหมอื ง (รอ งนํ้า) สง นา้ํ จากหว ยภู
แลวตอทอน้ําผานนํ้าหมันไปยังรองนํ้าช่ือวารองใหญ ไหลผานท่ีนาลงนํ้าหมัน
ในรอบ 1 ป ประมาณเดอื นเมษายน หลงั เก็บเกี่ยวขาวนาปลังเสรจ็ แลวจะมีการ
ขุดลอกโดยคณะเหมือง เจาของเหมืองจะแจงผูใชน้ํารวมไปชวยกันขุดลอกผาน
หอกระจายขาวหรือบอกกลาวดวยวาจาหากผูใชนํ้าคนใด ติดภารกิจก็จะชวย
จายเงิน หรือซื้อเหลา ยา อาหารไปชวยสมทบคณะเหมอื ง

เหมืองปาเปอย (เหมืองใหญ) เปนเหมืองท่ีมีนํ้าใส ไหลแรง ตลอดท้ังป
ใชสําหรับการทําประปาของหมูบานนาหมูมน บานอาฮี และบานนาดี ผูดูแล
คือองคการบริหารสวนตําบลนาดี โดยใชระบบทอพีวีซีเช่ือมตอจากเหมืองผาน
นํา้ หมัน ผานทงุ นา ระยะทางประมาณ 2 กโิ ลเมตร สง ไปยงั หอพกั นาํ้ หว ยภูใกล
ดอนหอของหมูบานนาหมูมน แลวสูบน้ําไปไวที่พักน้ําซึ่งเปนหอสูง บริเวณหลัง
โรงเรยี นบานนาหมูมน แลวปลอยน้ําไปยงั ครัวเรือนทงั้ 3 หมบู าน ครวั เรือนจาย
คา น้าํ หนวยละ 4 บาท

เหมืองบุงพระแซง เปนอีกเหมืองหน่ึงที่มีการนํานํ้าจากหวยภูไปใชเพื่อ
การเกษตร โดยทําเปนรองนา้ํ ตอทอ ผานน้าํ หมนั ไปใชในการเกษตร มีเจาของคือ
นายสมพงษ แสนใจ นายเจริญ จันทษร นายตาน สิงหส ถิตย

เหมืองตาเสย เปนรองน้ําเล็กๆ จากหวยภูไปใชเพื่อการเกษตร มีผูใชนํ้า
รว มกนั ไดแ ก นายเสย กนั ทุ นายสรุ ินทร สิงหสถติ นายสมคั ร เนธบิ ุตร

การจัดการเหมืองของหมูบานนาหมูมน ไมไดมีระบบการจัดการแบบมี
นายเหมือง มีระบบการเปดปดนํ้า จะปลอยใหนํ้าไหลลงน้ําหมันตามธรรมชาติ
ไมม รี ะบบการแบง ปน นา้ํ ทช่ี ดั เจนเหมอื นการจดั การเหมอื งฝายของทางภาคเหนอื
เนือ่ งจากผูใชน ํา้ ในเปนเครอื ญาติ เรยี กกลุมผูใชน าํ้ วา คณะเหมอื งจะชวยกนั ดูแล
ซอ มบาํ รงุ ปล ะครง้ั

243

อยา งไรกต็ าม แมจะจัดการแบบเครือญาตแิ ตในชุมชนก็มคี วามขดั แยงอยู
บา ง เชน รองนา้ํ ใหญ ผอู ยูป ากเหมืองไดท ําลายรองนา้ํ ทาํ เปนแปลงนา ทําใหน ้าํ
ไหลไปยังพ้นื ท่นี าทีต่ ํ่ากวา นาบางเจา นา้ํ ขงั หลายป ไมส ามารถทาํ นาและระบาย
นา้ํ ผา นทน่ี าแปลงอนื่ ๆ ใหไ หลไปตกนาํ้ หมนั ได ปญ หาดงั กลา วยงั ไมไ ดร บั การแกไ ข
เพราะขาดคนกลางในการไกลเ กล่ีย อกี ทง้ั เจา ของนาก็ไมกลาทจ่ี ะเจรจา เกรงวา
จะมคี วามขดั แยง หรอื ปญ หาการแอบเปด นาํ้ ใหไ หลเขา ทน่ี าของตน หรอื ปด นา้ํ ไม
ใหไ หลเขาแปลงนาของตนเอง ปญหาเหลานี้ยังมอี ยบู างในชุมชนบา นนาหมูมน

นอกจากมีการจัดการนํ้าในเกษตรจากน้ําหวยภูและนํ้าหมันแลว
บานนาหมูมนยังมีโรงสูบน้ําดวยพลังงานไฟฟา โดยกรมชลประทาน สูบน้ําหมัน
เพ่ือใชในการเกษตร เชน ปลูกขาวโพดในฤดูแลง ทําใหนํ้าคอนขางมีความอุดม
สมบูรณ มีการบรหิ ารจัดการเปน กลุม มนี างพริ าวรรณ ปา กระโทก เปน ประธาน
โดยจายคาสูบน้ําชว่ั โมงละ 60 บาท

พธิ เี ลี้ยงขุนน้ําหวยภูข้ีเถา
พธิ กี รรมสาํ คญั อยา งหนง่ึ ของผคู นในชมุ ชนบา นนาหมมู น คอื พธิ เี ลยี้ งขนุ นาํ้
หว ยภขู เ้ี ถา เชอ่ื วา หว ยภขู เี้ ถา มเี จา หรอื ผปี กปก รกั ษาหรอื เปน เจา ของ หากมนษุ ย
ตอ งการทจ่ี ะขอแบง ปน ใชน า้ํ จะตอ งทาํ พธิ ขี อขมาขออนญุ าตใชน า้ํ เพอื่ การเกษตร
ใชป ระโยชนต า งๆ ชมุ ชนเชอ่ื วา เมอ่ื ไดเ ลยี้ งอาหารหวานคาว แดภ พภมู เิ จา ทป่ี ระจาํ
หวยภูขี้เถาแตละแหงแลวจะทําใหนํ้าซํามีความอุดมสมบูรณ น้ําไหลตลอดทั้งป
แมกระทั่งฤดูแลง
ชุมชนบานนาหมูมน มีการประกอบพิธีกรรมโดยเจาของเหมือง ไดแก
เหมอื งนานอ ย เจา ของคอื นายกุล เครอื หงส (ปจจบุ นั อายุ 94 ป) และนางสวสั ด์ิ
เครือหงส ไดสืบทอดเหมืองน้ีมาจากนายคํา โยเรือง ซ่ึงเปนพอตา (ขณะนั้น
นายกลุ อายุ 24 ป) ในชุมชนนาหมูมนเชื่อวาเหมอื งของตากลุ เปนเหมอื งโบราณ
ซ่ึงนับยอนหลังเหมืองนี้นาจะมีอายุมากกวารอยป นายกุล เครือหงส เลาวาเมื่อ
กอ นทาํ ไรอ ยตู นี หว ยภขู เ้ี ถา เดมิ เปน เหมอื งเลก็ ๆ นา้ํ ไมเ พยี งพอตอ การเกษตรและ
สําหรับใชดื่ม พอตาจึงหาวิธีการท่ีจะทําใหนํ้ามากข้ึนโดยการบวงสรวงเซนไหว
ขนุ นาํ้ แลวขดุ เพม่ิ ซงึ่ หลงั จากทําพธิ แี ลว มนี ํ้าออกแรงมาก

244

การบวงสรวงขุนหว ยภขู เ้ี ถาของนายกลุ นี้ จะเลี้ยงในเดอื น 6 โดยเจา ของ
เหมอื งทาํ เอง เพราะเปน เหมอื งสว นตวั ไมม ใี ครมารว มพธิ นี อกจากคนในครอบครวั
สวนเคร่ืองเล้ียงประกอบดวยเรือเงิน เรือคํา (เรือทอง) ไขเปดในซอง พาหวาน
8 พา (เอาขาวเหนียวมาคลกุ ใสน าํ้ ตาล) แลววางใสใ บตอง จุดธปู เทียนบอกกลา ว
ใหมารบั เครื่องเซน ขอใหน ้ําทา อุดมสมบรู ณ ไมแหง

บา นหว ยปลาฝา
ประปาภูเขาภูนํ้าด้ันมีวิวัฒนาการอยางตอเน่ืองมาเกือบ 5 ทศวรรษ
มีจุดประสงคหลักเพ่ืออุปโภคและบริโภคในครัวเรือนและใชทางการเกษตร
กอนพัฒนาระบบการจัดการนํ้าดังกลาว ชาวบานตองเดินไปหาบน้ํามาจาก
ลําน้ําหมันเพื่อใชกินและผันนํ้าจากลําน้ําหมันมาทําการเกษตร หรือไมก็ตองรอ
นา้ํ ฟา นาํ้ ฝน การทาํ การเกษตรจงึ ทาํ ไดเ พยี งฤดกู าลละครง้ั กระทงั่ ป พ.ศ. 2510
กรมอนามัยจึงรวมกับองคกรระหวางประเทศองคกรหนึ่งมอบงบประมาณ
จํานวนหนึง่ เพือ่ ดําเนนิ การสรางประปาภูเขา
เบ้ืองตน คณะทํางานจากสององคกรที่กลาวมา เขามาสํารวจและวัด
ระดับพืน้ ท่ีวามคี วามเหมาะสมที่จะสรา งประปาภเู ขาไดหรอื ไม โดยสํารวจทบี่ าน
นาหมูมน ตําบลนาหอ อําเภอดานซาย จังหวัดเลย หมูบานท่ีต้ังอยูดานทิศใต
ของหมูบานหวยปลาฝา ปรากฏวา ชาวบานในหมูบานดังกลาวเกิดปญหาเร่ือง
การวางทอประปาชวงตนน้ํา ทอตองผานพ้ืนท่ีสวนบุคคล บางครัวเรือนไมยอม
ใหผ าน ทําใหเ กดิ ความขัดแยง โครงการประปาภเู ขาทห่ี มบู า นแหง นจี้ ึงตองยตุ ิลง
ทา ยสดุ โครงการประปาภเู ขาจงึ ยา ยมาสรา งทบ่ี า นหว ยปลาฝา เพราะหลงั
จากรังวัดพ้ืนท่ีเพ่ือดูระดับสูงตํ่าของแหลงตนนํ้าปรากฏวา จุดสรางนํ้าประปา
สูงกวาระดับหมูบาน ยกเวนบางสวนของหมูบาน เชน โรงเรียนบานหวยปลาฝา
และหมูบานที่ต้ังใกลเคียงกับโรงเรียน แรงดันน้ําในการสงอาจจะไมแรงเทาพ้ืนท่ี
ตน นํ้า ท้ังน้ี น้ําประปาภเู ขาจะแยกทอสงนํ้าเปน 2 สาย สายแรกเปน ทอสง นํ้าไว
ใชบ รโิ ภคและอปุ โภคตามครวั เรอื น อกี สายเปน ทอ สง นาํ้ และสรา งเปน เหมอื งฝาย
สงตามไรน าเพอ่ื ใชท างการเกษตร

245

ความสมบรู ณข องปาภนู าํ้ ด้นั ที่เปนน้าํ ผดุ ทาํ ใหชาวบานบรหิ ารจดั การน้าํ ในรูปแบบเหมือง
หลอ เหล้ยี งชวี ิตชาวหว ยปลาฝาทัง้ อยใู ชก นิ และทําการเกษตรมานานกวาครึ่งศตวรรษ

การสรา งประปาครงั้ นนั้ แมจ ะไดร บั การสนบั สนนุ เงนิ ทนุ จากรฐั และองคก ร
ระหวา งประเทศ หากทวา คณะกรรมการหมบู า นกลบั วางแผนใหช าวบา นทกุ ครวั
เรือนมีสวนรวมในสรางประปาภูเขา เพื่อสรางความตระหนักใหคนในหมูบาน
เกิดความหวงแหนตอระบบน้ําประปาภูเขาที่ไดรวมมือกันสรางข้ึน โดยเฉพาะ
การ “ลงแรง” กลาวคือ มขี อ กําหนดเบอ้ื งตน วา ชาวบา นทกุ ครวั เรือนจะตองสง
สมาชิกอยางนอย 1 คน มาชว ยงานกนั คนละไมล ะมอื เชน การขุดวางทอ โดยใช
ทอเหล็กจากจดุ ตนน้าํ ซึ่งเปน น้ําผุดมาถงึ ทงุ นายาวประมาณ 200 เมตร จากน้นั
จะตอเปนทอพลาสตกิ พีวซี ีเขา มาหมบู า น โดยตอ งวางทอขา มลํานา้ํ หมนั ตองวาง
ทอชว งสะพาน เมื่อทอ ตากแดดนานๆ จะแตก จงึ ตองเปลย่ี นมาใชทอเหลก็ เสรมิ
ชว งพาดผา นสะพานขา มลาํ นาํ้ หมนั และคอ ยตอ ทอ พลาสตกิ พวี ซี เี ขา หมบู า น สว น
ทอสงนา้ํ ทางการเกษตรจะทําเปน ระบบเหมืองฝาย สงไปตามไรนาของเกษตรกร
ชวงตนทําลํารางโดยกอ จากดนิ ภายหลงั จึงพฒั นาเปนลาํ รางคอนกรตี

246

เมอื่ สรา งประปาภเู ขาไดร ะยะหนงึ่ คอื ราวป พ.ศ. 2515 ระบบประปาเรมิ่
ชาํ รดุ ทางคณะกรรมการหมบู า นจงึ ประชมุ ปรกึ ษาหารอื กบั ลกู บา นเพอื่ ขอเกบ็ คา
บาํ รงุ เพอ่ื นาํ รายไดม าซอ มประปาภเู ขา โดยตง้ั คา บาํ รงุ รกั ษาครวั เรอื นละ 2 บาท
ตอเดือน แตชาวบานปฏิเสธขอเสนอดังกลาว เพราะเห็นวานํ้าประปาไดมาจาก
ธรรมชาติ ไมค วรเสยี คา บาํ รุงรักษาใดๆ จนคณะกรรมการหมูบานตอ งนาํ เรอ่ื งดงั
กลาวไปปรึกษากับฝายสงเสริมและพัฒนาชุมชนของอําเภอดานซายสมัยน้ัน จน
หนว ยงานภาครฐั ดงั กลา วตอ งเขา มาไกลเ กลยี่ จงึ ไดข อ ตกลงรว มกนั วา ใหเ กบ็ เงนิ
เปน คาบํารุงรกั ษาจากชาวบา นไดก ็ตอเมือ่ ระบบประปาภเู ขาหมูบานเกดิ ชํารดุ

ตอมา ทางคณะกรรมการหมูบ า นมีมตใิ หเ ก็บคาบาํ รงุ เปน เงิน 20 บาทตอ
ป คร้ังนี้ ชาวบานใหความรวมมือเปนอยางดี สวนหนึ่งเปนเพราะชาวบานเห็น
ความสําคัญของประปาภูเขา เน่ืองจากมีอยูคร้ังหน่ึง ประปาเกิดชํารุด น้ําหยุด
ไหลพักหน่ึง สรางความเดือดรอนใหกับชาวบานเปนอยางมาก ชาวบานจึงเห็น
ความสําคัญเร่ืองการซอ มบํารงุ หาใชเพียงใชแตอ ยางเดยี ว ปจจุบัน ชาวบา นตอ ง
จา ยคา บาํ รงุ รกั ษาประปาภเู ขาเปน เงนิ 50 บาทตอ ป ซงึ่ คา ธรรมเนยี มในการบาํ รงุ
รักษาดงั กลาว คณะกรรมหมูบา นไดเก็บในอัตราคงทีเ่ ชน นี้มาเปน เวลาหลายป

บา นปากหมนั
บานปากหมันจะมีฝายฝงดานจําปาดานทิศตะวันตกของหมูบานเพราะมี
ลาํ หว ย นาํ้ ทีใ่ ชทาํ นํา้ ประปา คือ นํา้ เหอื งตอ ทอ มาจากนํ้าตกโดยใชทอยางตอ ลง
มา 6,000 เมตร พอถงึ หมบู า นจงึ ใชท อ PVC ปญ หาทพ่ี บคอื ทอ นาํ้ ชาํ รดุ บอ ยครงั้
และทออดุ ตนั เวลาเกดิ น้ําหลากทาํ ใหน ํ้าใชก ารไมได
หวยมุน มีนา้ํ เฉพาะหนาฝน ภูอเี ลศิ มหี วยบง หว ยเพยี งนา หว ยนาํ้ มะนาว
หวยท้ังหมดจะมีน้ําเฉพาะฤดูฝน หวยเพียงนาทําเปนฝายนํ้าลนไวแตใชเฉพาะ
พ้ืนท่ีบริเวณใกลเคียง สมัยกอนการใชนํ้าจะใชน้ําจากนํ้าเหืองและนํ้าหมัน เวลา
หนาฝนนํ้าหมันขุนจะไปตักนํ้าจากนํ้าเหืองมาใช แตกอนรองนํ้าลึก ชาวบานจะ
มีเรอื ไวใชเวลาขา มไปทําไรทําสวนที่ฝง ลาว เพราะมพี นื้ ทเ่ี กษตรอยูท ี่นั่น ชวงหลัง

247
พอแบงเขตไทยลาวกันชัดเจน ชาวบา นจึงไมไดข า มไปทําไรฝงลาวอกี นอกจากน้ี
ชาวบา นยังใชพัดทดน้ําเขา นาสรา งท่ีรมิ ลํานํ้าหมนั ครวั เรือนใดมที ี่นาตดิ รมิ นํ้าจะ
ทาํ พัดทดนา้ํ ชวงหลงั พอมเี ครอ่ื งสบู น้ําเขา มาและริมแมน้ํากเ็ ริ่มทาํ พดั ยาก หลาย
ครัวเรือนจงึ เลิกทําพดั ทดนํ้า

จากเนอื้ หาการจดั การนาํ้ ของหมบู า นตา งๆ ในลมุ นา้ํ หมนั สว นตา งๆ ผสาน
เขากับเนื้อลุมนํ้าหมันสายน้ําแหงชีวิตที่นําเสนอไวในบทตนๆ สะทอนใหเห็นวา
หากเปนในอดีตลําน้ําหมันจะมีความสัมพันธกับชาวบานเปนอยางมาก แทบทุก
หมูบาน ยกเวน หมูบานในพ้ืนที่สงู ของลํานํา้ หมันตอนตน อยางบานกกเหย่ี นและ
บา นกา งปลาทอ่ี าศยั นา้ํ อนุ ขณะทบ่ี า นหว ยตาดอาศยั หว ยตาดและหว ยศอก สว น
บา นนาํ้ พุใชร ะบบนาํ้ ผดุ จากภูเขา เปนตน

ภาพแสดงความสมั พนั ธของหมูบ านตางๆ กับนํา้ หมัน สวนบนคือในแงอ ปุ โภคและบริโภค
(ปจ จบุ นั ใชเปนเพยี งแหลงอาหารพวกสัตวนํ้า ไมม ีการดื่มกิน)
สว นลางคือความสมั พันธในแงการใชนํา้ เพื่อการเกษตร

248

ชาวบานใชน้ําจากลํานํ้าหมันทั้งอุปโภคและบริโภค ตลอดจนการทํา
การเกษตร รวมถึงเปนอาหารทางธรรมชาติ ขณะเดียวกันเมื่อมกี ารเปลีย่ นแปลง
วิถีทํากิน มีการขยายพื้นที่ทําการเกษตรไปยังผืนปา สงผลทําใหระบบนิเวศ
เปลยี่ นแปลง มสี ารเคมปี นเปอ นไหลสลู าํ นาํ้ ทาํ ใหช าวบา นเกดิ ความกลวั ตอ ความ
สะอาดจงึ พากนั เลกิ ใชน า้ํ เพอื่ อปุ โภคและบรโิ ภค เชน เดยี วกบั แหลง อาหารจากนา้ํ
กล็ ดลงเนอ่ื งจากสญู พนั ธเุ พราะนเิ วศลาํ นา้ํ เปลย่ี นไปและนา้ํ มมี ลภาวะ ในสว นของ
การใชน าํ้ ทางการเกษตรพบวา หลายหมบู า นไดห นั ไปพง่ึ พาระบบประปาภเู ขา ซงึ่
ชว งตน ยงั คงความสมบรู ณ สว นหมบู า นทใี่ ชน าํ้ หมนั ทาํ การเกษตรจะพบเพยี งบาง
หมบู านในลุมนา้ํ หมันตอนตน ตอนกลาง และตอนปลาย ท่มี ีรมิ ตลิ่งไมสูงมากนกั
ดงั ปรากฏในภาพอธบิ ายดานบนวาดว ยหมบู านกบั ความสมั พันธล าํ นํ้าหมัน

ความสมั พนั ธข องคนดา นซา ยกบั ลาํ นา้ํ หมนั มนี ยั ยะสาํ คญั ยงิ่ เพราะยง่ิ นาน
วนั ความสมั พนั ธข องผคู นกจ็ ะยงิ่ ถอยหา งจากลาํ นา้ํ ดงั นนั้ จงึ ไมแ ปลกใจทจี่ ะเหน็
ภาพใครหลายคน “เพกิ เฉย” ตอ ลาํ นาํ้ สายน้ี เนอ่ื งจากพวกเขาไมไ ดผ กู พนั ในการ
ดาํ เนนิ ชวี ติ ประจาํ วนั ดงั เหน็ ไดจ ากการพฒั นาโครงการตา งๆ ของภาครฐั ทเี่ กดิ ขนึ้
ในลาํ นา้ํ หมนั ทผ่ี า นมา ไดด าํ เนนิ การโดยปราศจากการศกึ ษาผลกระทบทเี่ กดิ ขน้ึ ทงั้
ในระบบนเิ วศลมุ นา้ํ และการเปลยี่ นแปลงของวถิ ที าํ กนิ มกั ไมถ กู ตงั้ คาํ ถามจากคน
ทอ งถน่ิ ปลอ ยใหล าํ นา้ํ หมนั ถกู กระทาํ จนเกดิ ปรากฏการณท าํ ลายนเิ วศลมุ นา้ํ จน
นาํ ไปสวู กิ ฤตลาํ นา้ํ หมนั ทตี่ ลอดลาํ นา้ํ ตอ งสญู สน้ิ วงั ปา พนั ธไุ มร มิ นาํ้ แหลง อาหาร
จากนํา้ และรวมแมกระทั่งภยั แลง อยางปลา สุด (พ.ศ. 2559)

249

การจัดการปาในลุมนํ้าหมัน

การจัดการผืนปาของหมูบานตางๆ ในลุมนํ้าหมันมีศักยภาพเฉพาะเพียง
บางหมบู าน ในสวนของลมุ นาํ้ หมันตอนตน การจดั การผืนปา ถือวา มีศกั ยภาพตํา่
โดยสวนใหญ เนื่องจากขาดแนวทางจัดการที่แนชัด ทั้งการสรางกฎเกณฑและ
กฎระเบียบท้ังที่เปนทางการและไมเปนทางการ จึงทําใหผืนปาถูกบุกรุกและ
ทาํ ลายจนกลายเปน ภเู ขาหวั โลน ดงั นนั้ สาระสาํ คญั ของการจดั การผนื ปา ในลมุ นา้ํ
หมนั จงึ มงุ ความสาํ คญั ไปยงั หมบู า นทมี่ ศี กั ยภาพในการจดั การผนื ปา ในสว นของลมุ
นํ้าหมันตอนกลางและตอนปลายเปนหลัก ผานการนําเสนอเร่ืองระบบความเช่ือ
กบั การอนรุ ักษฐานทรัพยากรอาหารของชมุ ชนในลมุ นํา้ หมันตอนกลาง ภูเตาโปง
การสรา งเครือขายในการอนุรกั ษฟ น ฟปู า ชุมชนบานบุงกมุ

250

ระบบความเชื่อกบั การอนรุ กั ษ

ฐานทรัพยากรอาหารของชุมชนในลุมนํา้ หมนั ตอนกลาง
ระบบความเช่ือกับการอนุรักษฐานทรัพยากรอาหารของชุมชนในลุม
นํ้าหมันตอนกลางมีความเช่ือมโยงกับวิธีคิดของความสัมพันธของคนกับระบบ
เหนือธรรมชาติ โดยใชพิธีกรรมและความเชื่อเปน “ส่ือ” ในการเช่ือมโยงทําให
เกิดกฎเกณฑและกฎระเบียบตามวิธีคิดของคนทองถ่ิน ซึ่งในพ้ืนที่ลุมนํ้าหมัน
ตอนกลางจะมุงความสําคัญไปยังประเพณีบูชาภูอังลัง บานนาเวียงใหญและ
ประเพณบี ชู าภผู าแดด บา นนาหอ

ประเพณีบชู าภอู งั ลัง
ชาวบานนาเวียงใหญ บานนาเวียง (หมูบานติดกัน) และชาวบานนาออ
(หมูบานติดกัน) ซ่ึงเดิมเคยตั้งบานเรือนอยตู ีนภูอังลังไดรวมประเพณีบูชาภูอังลัง
มาเปนเวลานาน ชาวบานในกลุมคนท่ีมีอายุมากกวา 40 ปข้ึนไป ใหความเห็น
สอดคลอ งกนั วา เกดิ มากเ็ หน็ แลว ทาํ มาตงั้ แตร นุ ปยู า ตายาย เปน ประเพณที แี่ สดง
ถึงภูมิปญญาของชุมชนบานนาเวียงใหญตอวิถีการอนุรักษผืนปา สงผลตอการ
อนรุ กั ษนํา้ และสง ผลตอ อาหารของชมุ ชนทีพ่ ง่ึ พาธรรมชาติ
สงิ่ ทนี่ า สงั เกต คอื วถิ วี ฒั นธรรมของผคู นในลมุ นา้ํ หมนั ในหลายชมุ ชน เชน
บานหนองผือ บานนาหอจะไปเล้ียงหรือไปทําบุญภูผาแดด มีความเชื่อเก่ียวกับ
ผบี นภเู ขาทส่ี ามารถใหน า้ํ ความอดุ มสมบรู ณไ ด เชน เดยี วกบั ชมุ ชนบา นนาเวยี งใหญ
ที่มีความเช่ือและเร่ืองเลาเกี่ยวกับภูเขาศักดิ์สิทธิ์ เก่ียวกับภูอังลังวา บนภูอังลัง
นั้นใครท่ีมีบุญเม่ือข้ึนไปแลวจะเห็นหนองนํ้าศักดิ์สิทธิ์ เปนหนองน้ําที่ใสสะอาด
มีตนกลวย ตนออย ตนยาสูบ ซึ่งสามารถดื่มกินไดแตไมใหนําออกไปจากปา
อาจทําใหไดรับความเดือดรอนหรือหลงปาได มีความเช่ือในเรื่องผีขุนน้ําที่เปน
ผรู กั ษาตน นาํ้ ซาํ ตา งๆ บนภเู ขา มคี วามเชอ่ื วา เรอ่ื งเงอื กหนึ (เงอื กรอ ง) เงอื กบจุ าก
ภเู ขาลงแมนา้ํ หรอื เชื่อวา หากไดยนิ เสยี งเงือกรอ งจะทําใหฝนตกหนัก

251

รวมถึงชาวบานยังมีความเช่ือเร่ือง “แกวเสด็จ” ออกจากถํ้าภูอังลังไปที่
ภูผาแดด เวลาออกจากถํ้า หรอื เขา ถาํ้ ถา้ํ จะปดมเี สยี งดังตมู และเชือ่ วาภูเขาทงั้
สอง (ภอู งั ลงั และภผู าแดด) ไปเยย่ี มเยอื นเสย่ี วบา วนอ ยภผู าแดดหรอื เสดจ็ ไปทพ่ี ระ
ธาตุศรสี องรกั ในวันพระ ประการสาํ คัญ ชาวบา นยงั เชื่อวา บริเวณพธิ กี รรมมีหนิ
รูปหมอนองิ ไวสาํ หรับใหพ ระสงฆน่งั เทศน ใตห นิ จะมปี อ ง (ชอง) ยาวทะลไุ ปถงึ
วงั ตะเกยี บ หว ยนํ้าศอก ตลอดจนยงั ความเชอื่ วา ตนไมท่ีขน้ึ ใกลกับซาํ ตา งๆ หรอื
ขนึ้ ใกลแ มน้าํ (ไมแยงเงา) หามตัดไปสรางบา น เพราะมีผรี กั ษา ถอื เปน ไมทข่ี ะลํา
(ขอหาม) ทําใหผ ูอยอู าศยั เดือดรอน

ในอดีตเม่ือหลายสิบปกอน ชาวบานนาเวียงไดขึ้นไปทําไรขาวบนภูอังลัง
บริเวณท่ีใดเปนซํา เชน ซําตอง ซําสองหอง ซํานาโปงไก เตาขนม ทาใหญ
หนองหมาเผา ซําหวาย จะไมตัดไมบริเวณซําเหลาน้ีเพราะเช่ือวามีผีและเปน
บริเวณที่ศกั ดสิ์ ิทธ์ิ และในป พ.ศ. 2528 รฐั บาลไดประกาศโครงการอีสานเขียว
ผูคนบานนาเวียงใหญจ งึ เลกิ ไปทาํ ไรที่ภูองั ลัง ปลอ ยใหเ ปน ท่ีรกรา ง กลายเปนปา
ตามธรรมชาติ สงผลใหผืนปาบนภูเขาเปนแหลงอาหารท่ีอุดมสมบูรณ เพราะมี
เห็ดธรรมชาตขิ ึ้นหลากหลายชนดิ มีหนอไม ผักหวานตน ใหญก วา 300 ป ลกู กอ
แตชมุ ชนยงั คงสืบทอดประเพณีบชู าภอู ังลงั ตลอดมาจนถงึ ปจ จบุ ัน

พิธีบูชาภูอังลัง ตามประเพณีกําหนดเอาข้ึน 15 ค่ําเดือน 8 ของทุกป
เปนวันเล้ียงภูอังลัง โดยมีขอหามเล้ียงในวันพุธ (หากมีความจําเปนตองเล้ียงวัน
พธุ วนั พฤหสั บดกี วนจา้ํ จะตอ งขนึ้ ไปบอกใหเ สวยอกี รอบในวนั พฤหสั บด)ี พธิ กี รรม
เริ่มจากนิมนตพระสงฆจากวัดโพธิ์ศรีบานนาเวียง จํานวนไมจํากัดท่ีสามารถ
เดินขนึ้ ภอู ังลงั ได

เมื่อถึงวันงาน ซึ่งเปนวันพระใหญหรือวันอาสาฬหบูชา กลุมผูชายจะ
พากนั เดนิ ทางไปทบ่ี รเิ วณยอดภอู งั ลงั ทเี่ รยี กวา “ซาํ สองหอ ง” หรอื หว ยบวกเดยี ว
เพ่ือเตรียมหิ้งสําหรับพิธีเลี้ยง 5 หิ้ง เตรียมสถานท่ีตางๆ หลังจากท่ีพระสงฆ
ฉันภัตตาหารเชาแลวประมาณ 8 นากิ า พระสงฆพ รอ มชาวบาน เดก็ ๆ เดนิ แห
เปน ขบวนขนึ้ ไปที่ภูอังลงั พรอ มกบั ตฆี อ ง ตกี ลอง และฉาบ เพอ่ื ความสนกุ สนาน

252

และเปน สญั ญาณของการไปประกอบพธิ กี รรม เหนอ่ื ยกพ็ กั ระหวา งทางเพราะภอู งั
ลงั คอ นขา งสงู แตจ ะตอ งขน้ึ ไปใหถ งึ กอ นเทยี่ ง ใหท นั ฉนั เพล และประกอบพธิ กี รรม
ตามความเชือ่ ดง้ั เดิม ขณะเดินขึ้นภอู ังลงั ไมค วรดม่ื น้าํ และใหเดนิ ดวยเทา เปลา

เมื่อไปถึงบริเวณท่ีประกอบพิธีกรรม จะมีลานหินสองขางซึ่งเรียกวาซํา
สองหอ ง มรี อ งหินเปนแนวก้นั เม่อื ถงึ บริเวณน้ีทกุ คนตองถอดรองเทา แบงพ้นื ท่ี
ของเพศอยา งชดั เจน เพศหญงิ จะใชพ น้ื ทล่ี านหนิ ดา นซา ยมอื สว นลานหนิ ดา นขวา
เปน พน้ื ทขี่ องเพศชายและพระสงฆ หา มเพศหญงิ ลกุ ลาํ้ เขา ไปในพน้ื ทข่ี องพระสงฆ
และเพศชาย ระหวางลานหนิ ทงั้ สองจะมีหนองนํา้ ในอดตี รองหินนม้ี นี าํ้ ซึมน้าํ ซับ
ตลอดท้ังป ชาวบานไดตักใชสอยตางๆ เชน ลางมือ รวมถึงเลนน้ําสนุกสนาน
หลายปแลวท่ีน้ําแหงขอด ไมมีกิจกรรมดังกลาว เมื่อไปถึงชาวบานสวนใหญเปน
เพศหญิงจะแตงเครือ่ ง 120 ประกอบดวย แกงสม (แกงหนอ ไมดอง) แกงหวาน
เม่ยี ง ออ ย หมากพลู ของหวาน ของคาว ผลไม และนา้ํ ทาํ จอก (กระทงทาํ จาก
ใบไม จาํ นวน 120) เพือ่ ใสเครื่องถวาย นอกจากน้ันยงั มบี ้ังไฟ 4 หาง ทงุ (ธง)
ขาวยาว 5 หาง (ธงชาตินาํ มาเพ่ิมภายหลงั แตไ มเ กี่ยวกับพิธกี รรม) หลงั เตรียม
เสรจ็ แลว กวนจา้ํ จะยกไปวางไวห งิ้ ทง้ั สที่ ศิ หงิ้ ละ 25 จอกและหงิ้ อกี 1 ที่ 20 จอก
ขนั หา ขนั แปด กวนจํา้ จะเรยี กเจาที่ เทพยดา มาเสวย เรียกเจา ภูผาแดด ผาได
ผาดาง และทาวแสนลอ ทาวแสนหลอ ทาวกอฟา กอฝน มาเสวยดวยกัน
พรอ มกบั ขอใหฝ นฟา ตกตอ งตามฤดูกาล มคี วามอุดมสมบรู ณ

หลังจากพิธีกรรมถวายเคร่ืองเซนแดเจาภูอังลังแลว จะเปนพิธีถวายเพล
แดพ ระสงฆ พระสงฆจ ะเทศน 1 กณั ฑ กอ นทก่ี วนจา้ํ จะประกอบพธิ ตี อ เพอ่ื ขอฟา
ขอฝนใหต กตามฤดกู าล ขอใหม นี า้ํ ไวใ ชใ นนา ขอเจา ปา เจา เขาและเหลา เทวดาทง้ั
หลายไมว า จะเปน ภอู งั ลงั ภผู าแดด ภผู าได ผาดา ง มารว มเพอ่ื เปน สกั ขพี ยาน เพอ่ื
ใหช าวบา นอยเู ยน็ เปน สขุ หมดเคราะหห มดโศก ขอใหท าํ นาทาํ ไรไ ดผ ลอดุ มสมบรู ณ
จะมีพิธีกรรมแขวนธงสักการะบูชาภูอังลัง แลวจุดบ้ังไฟเปนการเสี่ยงทายวาปน้ี
ปริมาณนํ้าฝนจะดีไหม ถาฝนดีไดทํานา บ้ังไฟที่จุดเส่ียงทายจะขึ้นดี ถาไมมีฟา
ไมมีฝนบ้ังไฟท่ีจุดจะไมข้ึน จากการเส่ียงทายน้ี ทําใหชาวนาเวียงใหญและคน

253
หมูบานใกลเคียงนํามาประกอบการวางแผนการเพาะปลูกประจําป เสร็จพิธี
แขวนทุงแลวกวนจ้ําจะทําพิธีคารวะ เปนการขอขมาตอเจาภูอังลังหากมีขอ
ผิดพลาดประการใดเสร็จแลวก็จะนํากราบลา กอนกลับชาวบานจะรวมกันรับ
ประทานอาหาร

กวนจํ้า (ผูนาํ จิตวิญญาน) กาํ ลังทาํ พธิ ีบชู าภูอังลังและพธิ ีกรรมทางพทุ ธศาสนา

ประเพณไี หวภ ผู าแดด
ชุมชนนาหอเปนอีกหมูบานหน่ึงในลุมน้ําหมันตอนกลางที่มีความเช่ือ
เก่ียวกับส่ิงศักด์ิสิทธิ์คือภูผาแดด ในอดีตภูผาแดดเปนพ้ืนที่สําคัญของชุมชน
บา นหนองผอื บานนาหอ ทง้ั ในแงของแหลงอาหารปา ตามธรรมชาติ เชน ผกั ปา
เห็ด หนอ ไม สัตวปา ตา งๆ ภผู าแดดเปน สว นหน่ึงของปา ตนนา้ํ ตับไหลมาตกที่ลํา
น้ําหมัน ในอดีตถือเปนปาเข็ด (ปาศักด์ิสิทธ์ิ) ใครจะเขาไปหาของปาตองทําพิธี
บอกกลาว แตถ า หาสตั วป า จะถวายดวยฝน ตน ไมตา งๆ จะไมมใี ครกลา ตัด

254

บานนาหอ รวมท้ังบานหนองผือจะไปทําบุญภูผาแดด หลังพิธีกรรม
เลี้ยงปเสร็จแลว ประมาณแรม 7-8 ค่ํา เดือน 7 เพราะชุมชนมีความเช่ือวา
ภูผาแดด เปนภูเขาศักด์ิสิทธิ์เพราะมีวิญญาณของบาวนอยภูผาแดดสิงสถิตอยู
บาวนอยภูผาแดดเขาไปเปนบริวารของเจาพอหาญหา ซึ่งเปนเจาบานประจํา
ชมุ ชน (ชุมชนนผ้ี สมผสานความเชอื่ ผีเขาดวยกนั โดยไมแบง แยกผบี า น ผปี า ผีวดั
ผีน้ํา) ชาวบา นมเี ร่ืองเลาวา บนภผู าแดดมถี ้าํ พระ ในถํ้าพระมีของศกั ดส ทิ ธ์ิ เชน
เครื่องทําบุญตางๆ ของมีคาตางๆ เม่ือถึงเวลาทํางานบุญชาวบานจะไปยืมมาใช
ตอมาคนไมมีความซื่อสัตย หรือไมมีวาจาสัตย ทําใหถํ้าน้ันปดตัว นอกจากนั้น
ยงั มีเร่อื งเลา แกว เสด็จไปเย่ียมเยือนเพอ่ื นทภี่ อู ังลัง

เมื่อมีพิธีกรรมเล้ียงปที่ดงหอแลว ชุมชนจะพากันไปทําบุญที่ผาแดด
โดยนิมนตพระสงฆข้ึนไปประกอบพิธีกรรม เม่ือถึงภูผาแดด ลูกบานหลานเมือง
กลุมหน่งึ จะแตงเครือ่ งบูชาบรเิ วณที่แขวนทุง (ธง) หรือบรเิ วณประกอบพิธกี รรม
เทศนมาลัยหม่ืนมาลัยแสน เคร่ืองถวายเปนเครื่องรอยเคร่ืองพัน โดยจะนํามา
วางไวทั้ง 4 ทศิ (รอบมณฑลพิธ)ี ลกู บา นหลานเมอื งอีกกลุมหนงึ่ พรอมพระสงฆ
จะไปประกอบพิธีสรงนํ้าพระเจา นอ ย (พระพทุ ธรูปเลก็ ) ทถ่ี ํา้ พระ เมื่อถงึ ถํ้าพระ
กจ็ ะแตง เครอื่ งถวายเปน ขนั 5 และขนั 8 แลว นาํ พระเจา นอ ยลงผลดั เปลย่ี นเครอ่ื ง
ทรงเปน ผา สีขาว กอนสรงนํา้ พระจะมกี ารสวดมนตก อ น พระสงฆกจ็ ะใหพ รเสรจ็
แลว กจ็ ะสรงนา้ํ พระเจา นอ ย ซงึ่ นาํ โดยพระสงฆแ ลว ตามดว ยฆราวาส สรงนาํ้ เสรจ็
แลวก็มีพิธีเวรทุง (เวียนธง) แลวนําพระเจานอยประดิษฐาน ณ ถํ้าพระตามเดิม
หลงั จากนนั้ มพี ธิ จี ดุ บง้ั ไฟเพอื่ เฉลมิ ฉลอง มกี ารปก ธงถวายเจา ภผู าแดดเพอ่ื ขอฟา
ขอฝน แลว เดินทางกลับมายงั ลานพิธกี รรม ซึ่งมีการจดั สถานทโ่ี ดยนําเครือ่ งรอ ย
เครอ่ื งพนั (เยบ็ เปน กรวยใบไมข า งในบรรจอุ าหารการกนิ อยา งละเลก็ อยา งละนอ ย)
ไปวางไวบ รเิ วณมณฑลพิธี (ส่ที ิศ)

พิธีกรรมตอมาคือ ถวายเพลแดพระสงฆ เสร็จแลวนิมนตพระสงฆเทศน
มาลยั หมน่ื มาลยั แสน (คลา ยงานบญุ หลวง) ในระหวา งเทศนร า งทรงบา วนอ ยกจ็ ะ
จดุ เทยี นบรเิ วณเครอื่ งรอ ย เครอื่ งพนั ทงั้ สท่ี ศิ เปน นยั ยะวา เจา ภผู าแดดและบรวิ าร

255

มารวมฟงเทศนมาลัยหม่ืนดวย รางทรงและผูมารวมพิธีกรรมในขณะฟงเทศน
กจ็ ดุ เทยี นดว ยเชน เดยี วกนั การจดุ เทยี นในขณะฟง เทศนน น้ั มคี วามหมายถงึ ความ
อุดมสมบูรณ ความเจริญรุงเรืองของบานเมืองตอไป เม่ือพระสงฆเทศนจบก็มี
การกรวดนา้ํ รบั พร และนมิ นตพ ระสงฆก ลบั วดั สว นฆราวาสผปู ระกอบพธิ กี เ็ คลอ่ื น
มายงั หนา ผาหนิ ดา นทศิ ตะวนั ออก มกี ารแขวนทงุ (ธง) รา งทรงบา วนอ ยภผู าแดดจะ
อธษิ ฐานจติ ขอใหฟ า ฝนตกตอ งตามฤดกู าล เสรจ็ แลว มกี ารจดุ บงั้ ไฟเพอ่ื เสยี่ งทาย
ฟา ฝน 3 ครง้ั (บัง้ ท่ี 1 เปนบงั้ ไฟของเจา พอ บง้ั ท่ี 2 เปนบัง้ ไฟของเจา แม และ
บง้ั ที่ 3 เปนบง้ั ไฟของบาวนอ ยภผู าแดด) หลงั จากนัน้ มีการอัญเชญิ เจาภูผาแดด
มาประทับทรงเพ่ือไตถามเกี่ยวกับฟาฝน ปญหาบานเมือง บาวนอยภูผาแดด
กจ็ ะฟอ นเลน กบั บรวิ ารอยา งสนกุ สนาน เสรจ็ แลว กจ็ ะถวายขนั ดอกไม และกลา ว
คําขอฟา ฝน ขอความสขุ จากบาวนอ ยภูผาแดด

จากพิธีกรรมบูชาภูผาแดดจะเห็นวา เปนการผสมผสานความเชื่อทาง
ศาสนาระหวางพุทธและผี ส่ือความหมายวาพื้นท่ีศักด์ิสิทธิ์แหงน้ีเปนความ
ศักดส์ิ ิทธ์ดิ วยกระบวนทัศนด้งั เดิม (ผี) และกระบวนทศั นท างพทุ ธศาสนา อีกท้งั
สื่อความหมายวาเจาภูผาแดดเปนผีปาผูยึดมั่นในศาสนา การท่ีชุมชนมาทําบุญ
ที่ภูผาแดดนั้นมีเปาหมายเพื่อแสดงความเคารพตอบาวนอยภูผาแดด (สิ่งเหนือ
ธรรมชาติ) มาถวายอาหารผานเครื่องรอยเคร่ืองพันซ่ึงสื่อความหมายถึงอาหาร
อันอุดมสมบูรณ สรางความอ่ิมหนําสําราญ ความสนุกสนาน ความเบิกบานใจ
แกบาวนอยภูผาแดด เช่ือวาเม่ือบาวนอยภูผาแดดไดรับความพึงพอใจก็จะ
บันดาลฟาฝนใหตกตองตามฤดูกาล นับไดวาศาสนาและอาหารคือเครื่องตอรอง
ตออาํ นาจของสง่ิ เหนอื ธรรมชาติเพ่ือสรา งความพึงพอใจ และนาํ มาซึ่งความอดุ ม
สมบูรณ (พยงุ พร, 2555)

256

ภูอังลงั และภูผาแดด: พื้นท่ีศักดิ์สทิ ธก์ิ บั การจดั ฐานทรพั ยากรอาหาร
ภูอังลังถือเปนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ดวยเรื่องเลา ประเพณี พิธีกรรม และ
ผูประกอบพิธีกรรม ดังเชนการเปนตัวแทนของกวนจํ้าน้ันจะถูกคัดเลือกโดยเจา
ภูอังลังผานพิธีกรรมเลี้ยงเจาบาน ซึ่งจะมาเขาทรงเพื่อเลือกบุคคลที่พึงพอใจมี
ความซื่อสัตย เปนคนมีศีลธรรม มีความเหมาะสมท่ีจะเปนผูนําทางจิตวิญญาณ
จะเหน็ วา การคดั เลอื กกวนจ้ําผานพิธีเลีย้ งหอเจาบา น การกําหนดใหพ้ืนท่ภี อู ังลัง
เปน พนื้ ทศี่ กั ดสิ์ ทิ ธด์ิ ว ยโลกทศั นท างพทุ ธศาสนาและโลกทศั นด งั้ เดมิ แลว บรรพชน
ของผูคนลุมน้ําหมันยังผูกโยงเร่ืองเลาตํานานภูเขาเพื่อใหเปนพ้ืนที่ศักดิ์สิทธิ์
ผานเรื่องของหนองนํ้าศักด์ิสิทธ์ิ เช่ือวาบนยอดภูอังลังมีหนองนํ้าท่ีใสสะอาด
มีกลวย มีออย คนที่พลัดหลงเขาไปสามารถดื่มกินไดแตไมสามารถน้ํากลับได
เพราะจะทาํ ใหหลงทางกลับบา น หรือบนภอู งั ลงั มีถํา้ ศกั ด์ิสทิ ธ์ิ เปนทีส่ ถติ ของลูก
แกว ทุกวนั พระจะเสร็จไปทางภูผาแดดเพราะเปนเปนเสี่ยวกัน หรอื บางวนั เสดจ็
ไปทางพระธาตุศรีสองรัก เม่ือเสด็จถึงปากถ้ําจะมีเสียงปดถ้ําดังสนั่นหวั่นไหว
หรือมีเรื่องเลาวากอนฝนตกจะมีเงือกบุเปนทาง หรือเรื่องราวเก่ียวกับปอง
พญานาคที่ทะลุจากซาํ สองหองถงึ วังตะเกียบ หวยนํ้าศอก
การผกู โยงเรอ่ื งเลาตางๆ เก่ยี วกบั ภอู งั ลงั ภผู าแดด ประกอบกับพธิ กี รรม
ทั้งพุทธและผี สงผลใหกอเกิดเปนพ้ืนท่ีศักด์ิสิทธิ์ เมื่อเปนพื้นท่ีศักด์ิสิทธิ์ผูคน
ในชุมชนเกิดความกลัวตอเจาปาเจาเขา จึงไมกลาตัดตนไมบนภูอังลัง ภูผาแดด
สงผลใหเกิดจิตสํานึกรวมตอการอนุรักษธรรมชาติท่ีเปนปาไม เกิดซํา หวยตางๆ
หลอเลี้ยงวิถีเกษตรของผูคนที่อยูรอบภูอังลัง และภูผาแดด อีกทั้งเมื่อภูอังลัง
มีความอุดมสมบูรณยอมสงผลตอวิถีชีวิตของผูคน เพราะภูอังลังและภูผาแดด
เปนแหลง อาหารตามธรรมชาตขิ องชุมชน ไดแก ผักหวานปา เหด็ ตา งๆ อาทิเชน
เห็ดระโงก เหด็ หนา เศรา เหด็ หนา แดง เหด็ เผาะ ลูกกอ หมากกะบก หนอไมรวก
หนอ ไมค าย หนอไมบง สมุนไพรตา งๆ

257

เรื่องเลา ตํานาน และพิธีกรรมเก่ียวกับภูอังลังดังกลาว โดยเฉพาะความ
เชื่อที่วาบนภูอังลังมีนาคบุ หรือปองพญานาคถือเปนสัญลักษณท่ีสื่อความหมาย
ถงึ ความอุดมสมบรู ณ ดนิ และนา้ํ ดงั ความวา ตาํ นานเปน เร่ืองเลาทแ่ี ตกตา งจาก
ขอ มลู คตชิ นประเภทบอกเลา (verbal folklore) หรอื มขุ ปาฐะอน่ื นนั่ คอื มลี กั ษณะ
ความเปน เรอื่ งเลา ศกั ดสิ์ ทิ ธิ์ (The sacred narrative) เปน เรอื่ งเลา เหนอื ธรรมชาติ
มีความเกี่ยวของกับความเชื่อ และศาสนาของกลุมชนอยางใกลชิด เพราะเปน
ถอยคําศักดิ์สิทธิ์เปนการแสดงออกถึงความศักด์ิสิทธิ์ และการศึกษาตํานานก็
สามารถชักนําไปสูการศึกษาความหมายหรือนัยที่ซอนเรนอยูในเรื่องเลาไมวาจะ
เปน สญั ลกั ษณข องตาํ นานหรอื พธิ กี รรม ตาํ นานจงึ เปน ระบบการสอื่ สารแบบหนงึ่
ทสี่ ามารถทาํ ใหเ ราเขา ใจหรอื มองเหน็ มติ วิ ฒั นธรรมของมนษุ ยใ นแตล ะกลมุ ชนและ
สังคมได (ปฐม, 2550)

นับไดวาพิธีบูชาภูอังลัง และภูผาแดดเปนปรากฏการณหน่ึงที่แสดงถึง
ภูมิปญญาของผูคนลุมน้ําหมันที่มีตอการจัดการปาไมและการจัดการนํ้าแบบ
ดั้งเดิม โดยใชความเชื่อและพิธีกรรมเปนเคร่ืองมือในการอนุรักษสมบัติของสวน
รวมในชมุ ชน น่นั คือ ปาไม ทรัพยากรธรรมชาติ แหลงนํา้ หว ย ซาํ ตางๆ บนภเู ขา
เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่ประกอบไปดวยภูเขาสูง ที่ราบเชิงเขา สลับกับ
ทรี่ าบลมุ สง ผลใหว ถิ ชี วี ติ ของผคู นประกอบอาชพี การเกษตรซงึ่ ตอ งอาศยั แหลง นา้ํ
ธรรมชาติ การดาํ รงชพี ทต่ี อ งอาศยั ผนื ปา เปน แหลง อาหารเชน เหด็ ผกั ปา สตั วป า
ตลอดทง้ั ความเชอ่ื ดงั้ เดมิ ของกลมุ ชน ซง่ึ มบี รรพบรุ ษุ เปน ลาวลา นชา ง จงึ มกี ารปรบั
ตวั ตอส่งิ แวดลอมหรอื พ้ืนทท่ี างกายภาพท่ีอาศยั อยู ตลอดจนมีทศั นะตอ สิ่งเหนือ
ธรรมชาตทิ ีเ่ ปน แมน ํ้า ภเู ขาศกั ดิ์สิทธวิ์ าเปน ท่สี ถิตของส่งิ ศกั ดิส์ ิทธิ์ ผคู อยปกปอ ง
ผืนปาซึ่งเปนแหลงตนนํ้าสําคัญของชุมชน กอเกิดสํานึกรวมการอยูรวมกันของ
ผคู นผา นสญั ลกั ษณตํานาน พิธีกรรมและเรื่องเลา ภายในพ้นื ทวี่ ฒั นธรรมเดียวกัน
น่นั คอื วฒั นธรรมเกษตร ดังทศี่ รีศักร วลั ลโิ ภดม (2534) กลา ววา สาํ หรบั สังคม
เกษตรท่ีตองข้ึนอยูกับความไมแนนอนของธรรมชาติไดใหการยอมรับนับถือวา
ความอดุ มสมบรู ณเ ปน เปา หมายสงู สดุ ของชวี ติ ในอดุ มคติ ดว ยเหตนุ เ้ี องชมุ ชนจงึ ให

258

ความสาํ คญั อยา งมากกบั ความอดุ มสมบรู ณ จนเชอื่ วา มอี าํ นาจทอ่ี าจสง ผลกระทบ
ตอ ความคงอยูอยางตอ เน่ืองของชุมชน และไดผ ลติ ซํ้าอดุ มการณด งั กลา วออกมา
ในรูปของสัญลักษณทางความเช่ือและพิธีกรรมตางๆซึ่งพบวาทํากันมาเปนเวลา
ชา นานแลว

ภเู ตาโปง

การสรางเครือขายในการอนรุ กั ษฟ น ฟูปา ชมุ ชนบา นบงุ กมุ
ภเู ตาโปง เปน ภเู ขาลกู หนงึ่ ของปา ชมุ ชนบา นบงุ กมุ ตาํ บลนาหอ มจี าํ นวน 2
แปลง แปลงท่ี 1 มเี นอื้ ที่ 3,533 ไร 2 งาน 40 ตารางวา แปลงที่ 2 มพี นื้ ที่ 571 ไร
2 งาน 32 ตารางวา รวมพน้ื ที่ 4,105 ไร 72 ตารางวา ประเภททดี่ นิ เปน ปา สงวน
แหงชาติ ปาภูเปอย ปาภูขี้เถา และปาภูเรือ และเปนปาตามพระราชบัญญัติ
ปา ไม พุทธศกั ราช 2484 มอี าณาเขตติดตอ คอื ทศิ เหนอื ติดกับบา นนานาํ้ ทวม
ทิศตะวันออกติดกับบานหวยตาด ทิศใตติดกับบานนาเวียง และทิศตะวันตก
ตดิ กบั เขตชมุ ชนบา นบงุ กมุ ไดร บั การอนญุ าตจากกรมปา ไมใ หจ ดั ตงั้ เปน ปา ชมุ ชน
บา นบงุ กมุ รหสั ปา ชมุ ชนที่ 4205100101 ลงวนั ท่ี 25 สงิ หาคม 2558 และมี
ผลบงั คบั ใชต งั้ แต 25 สงิ หาคม 2558 ถงึ วนั ท่ี 24 สงิ หาคม 2568 ถอื เปน ความ
สําเร็จของทีมจิตอาสาปาชุมชน แตกวาท่ีทีมจิตอาสาจะตอสูไดสําเร็จจนกลาย
เปน “โมเดล” (ตนแบบ) สําหรับการกอต้ังปาชุมชนของพ้ืนที่อ่ืนๆ ตองผาน
กระบวนการการตอสูและการสรางเครือขายมาอยางนาสนใจ ดังจะนําเสนอ
ตอไปนี้

การจดั การปา ชมุ ชนบา นบุงกุมในยุคอดีต
ยอนหลังกลับไปกอน ป พ.ศ. 2528 บรรพบุรุษชาวบานบุงกุมไดขึ้นไป
ทําไรขาว ขาวโพด และเล้ียงวัวบนภูเตาโปง (ซึ่งมีสภาพเปนปาสาธารณะ ตาม
พ.ร.บ. 2484) มีวถิ กี ารเกษตรแบบดงั้ เดิม คือไมใ ชเคร่ืองจกั ร ปลกู เพือ่ บริโภค
ในครวั เรอื น จะทําการแผวถางพื้นท่ไี ปเรอ่ื ยๆ ไมทาํ การเกษตรในที่เดิม ปลอยให

259

รกตามธรรมชาติ แลววนกลับมาทําทเ่ี ดิมอีก 3 ปต อคร้ัง การทําการเกษตรเชน
นี้ถือเปนภูมิปญญาการฟนฟูดินและทําใหขาวเจริญงอกงาม ขณะท่ีการเลี้ยงวัว
ชาวบานจะเลี้ยงในลกั ษณะปลอยในปา ชวงฤดูฝน โดยจะทํา “ปาง” (พน้ื ท่ีเลย้ี ง
วัว) ไวส าํ หรบั รวมวัว ใหส ญั ญาณวัวโดยการเคาะโปง (เคร่ืองตไี ม) หรือขึ้นไปดูแล
วัวเดือนละครั้ง โดยมากจะไปดูวัวท่ีโปงหวยยางบง สวนคนท่ีทําไรขาว ขาวโพด
จะลอ มรว้ั ไรข องตนเพอื่ กนั ววั มากนิ ขา ว สภาพปา ยงั มคี วามสมบรู ณ มไี มเ ศรษฐกจิ
เชน ไมพยงุ ไมย าง ไมตะแบก ไมป ระดู ไมเปอย ไมแดง โดยเฉพาะตามซาํ ตา งๆ
ไดแก ซาํ ตอง ซาํ ยางบง ซําหวาย ซําอเี ลิศ

ซําอีเลิศจะมีความอุดมสมบูรณมาก เปนแหลงนํ้าด่ืมสําคัญของชุมชน
ในอดีต เปนแหลงอาหารของคนไปทําไร เชน กบหงอน ผักตางๆ รวมถึงสัตว
ปา เชน ซอกสอย อีเห็น หมูปา ฟาน แมกระทั่งเสือ ซึ่งในยุคของกํานันบรรลุ
เสนานุช มีการกันพ้ืนท่ีทางซําอีเลิศเพ่ือเปนทุงเล้ียงสัตว อีกสวนหนึ่งทางดาน
อางลิงกันไวสําหรับการทําไร วิถีของผูคนในยุคนี้ยังมีความเช่ือพิธีกรรมเก่ียวกับ
การเลย้ี งตาแฮก การคอบผี (ทําพธิ ีบชู าผีกอนเขา ปา ) และไมต ัดไมบ รเิ วณที่เปน
ซําตางๆ เพราะมีความเช่ือวา ตามซํามีส่ิงศักด์ิสิทธ์ิอาศัยอยู สวนแหลงน้ําบน
ภูเตาโปงมีความอุดมสมบูรณมาก แมวายุคนี้มีการเขามาสัมปทานปาของบริษัท
โปงชแี ลวกต็ าม

ยคุ แรกน้ี ชาวบงุ กมุ มกี ารจดั การปา เพอื่ ประโยชนใ ชส อยดา นการเลย้ี งสตั ว
และการเพาะปลูก สวนการอนุรักษปาตนนํ้าน้ันใชความเช่ือ ภูมิปญญาในเรื่อง
ปาศักด์ิสิทธ์ิ ดังนั้น จึงถือวาการไมตัดไมบริเวณซําตางๆ เปนการอนุรักษปา
ตนนํา้ ไดอกี ทางหนง่ึ

จากผลพวงจากการเขา มาของ “ทนุ นยิ ม” ยงั สง ผลใหเ กดิ การเปลยี่ นแปลง
ทางธรรมชาติ เกิดภาวการณแ หง แลง อยางหนกั จวบจนเมอ่ื ราวป พ.ศ. 2528
ทางการไดขอรองใหประชาชนในพ้ืนที่บริเวณอําเภอดานซายเลิกทําไรบนเขา
โดยไดนําโครงการอีสานเขียวเขามาดําเนินการ ทําใหอดีตผูใหญบาน คือ
นายสมภาร โพธิปลัด ประกาศนําชาวบานทั้งหมดเลิกทําไรบนเขา แมวาการ

260

ตัดสินใจคร้ังนั้นสงผลทําใหพื้นท่ีเกษตรของชุมชนเหลือเพียงนอยนิด สนองตอ
นโยบายของรฐั บาลทาํ ใหเ กดิ ผนื ปา อกี ครง้ั (ปจ จบุ นั พน้ื ทที่ าํ การเกษตรของชมุ ชน
เหลอื เพยี ง 400 ไร จากครอบครวั ทาํ การเกษตร 120 กวา หลงั คาเรอื น จากพน้ื ที่
หมูบา นท้งั หมด 5,000 ไร)

การตัดสินใจของผูนําหมูบานยุคนั้นทําใหปาของบานบุงกุมคงอยูเพ่ือ
ประโยชนของชุมชนจากความรวมมือของชุมชนและภาครัฐในขณะน้ัน ปาจึง
คอยๆ ฟนตัวเห็นความอุดมสมบูรณ จากเดิมที่เปนตอไม ราบเรียบและแหง
แลง ชาวบานตางก็รับรู เล็งเห็นการไดใชประโยชนอยางยั่งยืน ทั้งมีความเขาใจ
และรวมประสานความรวมมือท่ีจะอนุรักษปาใหคงอยู ความเปนอยูแรนแคน
ก็กลับดีข้ึน หลายครอบครัวสามารถอยูไดโดยใชปาเปนท่ีพึ่ง สามารถปลดหนี้
ไดน บั เปน การเปลย่ี นแปลงครงั้ สาํ คญั และเหตกุ ารณด งั กลา วถอื เปน จดุ เรมิ่ ตน การ
อนรุ ักษผ นื ปา ของชมุ ชนบานบุงกุม

หลงั ป พ.ศ. 2528 ผูนาํ ชุมชนหลายทานอาทิเชน ผใู หญจ ุน นนทะโคตร
ไดรวมมือกันรณรงค ประกาศใหชาวบานรวมกันอนุรักษปาภูเตาโปง โดยไมเผา
ปา ไมเ ผาถา น ขณะทภี่ าครฐั ไดแ ตง ตง้ั นายจอง งามขาํ ชาวบา นบงุ กมุ เปน ราษฎร
อาสาสมัครรักษาปาไม มหี นาท่สี อดสอ งเร่ืองไฟปา (ราว พ.ศ. 2535)

ในยุคของผูใหญจุน นนทะโคตร (ราว พ.ศ. 2546) เริ่มมีการบุกรุก
ของชุมชนใกลเคยี งเขา มาตัดไม เผาถานผูใหญไ ดรอ งเรียนภาครัฐ ดังขอ ความวา

“ทานปลัดครับ ชวยบอกใหผมดวย ไทบานหวยตาดมาบุกรุกกลางคืน
เอาเลอื่ ยตัดมื้อคนื ปานน้นั ก็รกุ มาสองสามเจา ” (จุน นนทะโคตร, สมั ภาษณ, 16
ธนั วาคม 2558)

กระทั่งป พ.ศ.2550 ในสมัยผูใหญชัย เสนานุช ไดตรวจพบวามี ชาว
บานชุมชนหวยตาด (หมูบานขางเคียง) ขายที่ทํากินของตนใหแกกลุมนายทุน
และกลุมนายทุนเขามาบุกรุกพื้นท่ีปาสงวนซ่ึงเปนพ้ืนท่ีอนุรักษของชาวบาน

261

บุงกุม ทางบานบุงกุมและนาเวียงใหญ พยายามลุกข้ึนมาปกปองผืนปาอีกคร้ัง
โดยรองขอใหจัดทําบันทึกขอตกลง (ปาไมโคกงาม เปนผูจัดทําบันทึก) ระหวาง
หมูบา นคือ นาเวยี งใหญ บงุ กุมและหว ยตาด เมอ่ื วนั ท่ี 24 ตุลาคม 2550 และ
มีการวางพิกัดของแนวเขตท่ีชัดเจน จํานวน 8 จุด ในสมัยอดีตผูใหญบานบุง
กุมคือผูใหญสมชัย เสนานุช ผูใหญบานนาเวียงใหญคือ นางประพันธจิต มีแกว
และนายสกุล โสประดิษฐ ผูใหญบานหวยตาด มีบันทึกขอตกลงเพื่อไมใหมีการ
บกุ รกุ ผนื ปา เพม่ิ พรอ มทงั้ ปลกู ตน ไมย คู าเพอ่ื เปน แนวเขตในเดอื นเมษายน 2551
เพ่ิมเพื่อแสดงสัญลักษณขอบเขตของปาแตละหมูบาน แตดูเหมือนวาการบุกรุก
ยังคงดาํ เนินเรอื่ ยมาจนถึงปจ จบุ นั

การเขามาแผวถางและครอบครองพ้ืนที่ปาดังกลาว บริเวณท่ีบุกรุกสวน
ใหญเปนปาตนนํ้าชุมชนสงผลใหนํ้าในซําตางๆ เหือดแหง ในฤดูฝนมีการชะลาง
และพงั ทลายของหนาดิน และไหลลงมาอยา งรวดเร็ว ลงสซู ําอีเลิศ ซําตอง หวย
กลอง หว ยยางบง ไหลสลู าํ นา้ํ หมัน มโี คลนและตะกอนดนิ ไหลลงมาจํานวนมาก
และการเขามาบุกรุกดังกลาวยังสงผลตอแหลงอาหารไดแก ผักหวาน อีลอก
เห็ดตางๆ กบหอน และยาสมุนไพรพ้ืนบานท่ีชุมชนไดพึ่งพาอาศัยมาตั้งแตอดีต
ถึงปจ จบุ ัน

จุดเร่ิมตนและพลวตั ของจติ อาสาปาชุมชนบานบงุ กุม
นบั ตงั้ แตก รงุ เทพมหานครเกดิ นา้ํ ทว มในป พ.ศ. 2554 กลมุ คนหนมุ ทเ่ี ขา ไป
ทํางานในเมืองไดกลับสูบานเกิดพรอมต้ังขอสังเกตความเปลี่ยนของธรรมชาติ
ภูเตาโปงที่เคยเห็นตั้งแตเด็ก เปนตนวา เม่ือก้ันน้ําหวยกลองเพ่ือสูบนํ้าทํานา
มีทรายทับถมจํานวนมาก น้ําหมันหลังหมูบานแคบ แหงขอด น้ําซับ น้ําซําตาม
หวยหนองเริ่มนอยลง มีการพังทลายหนาดิน และชะลางตะกอนลงสูลําหวย
จาํ นวนมาก
กลุมคนเหลานี้ไดมานั่งจับกลุมคุยกัน ต้ังคําถามวา “มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับ
ธรรมชาติภูเตาโปงหรือไม?” พวกเขาจึงชวนกันสํารวจปาหลายครั้งพบเห็นการ

262

บกุ รกุ ของชมุ ชนขา งเคยี งและชมุ ชนทเี่ คยเปน คกู รณใี นป พ.ศ. 2550 ซงึ่ บกุ รกุ ลาํ้
แนวเขตเขา มา ตนไมท ่เี คยปลูกใน ป พ.ศ. 2551 ไมเหลือรอ งรอยสกั ตน จึงเกดิ
แนวคิดริเริ่มท่ีจะตอสูเพื่อเรียกรองรองผืนปาของบรรพบุรุษซ่ึงเคยสละพื้นที่ทํา
กนิ ตามนโยบายรฐั นาํ โดยนายอรรถพนั ธ สริ คิ มุ ครองกลุ ในนามประธานจติ อาสา
ปา ชุมชน และนายอรชัย โพธปิ ลัด (ประธานคณะกรรมการปา ชุมชนบา นบุง กมุ )
เริ่มหาแนวรวมจากกลุมเพ่ือนๆ เครือญาติในชุมชน และกลุมผูที่เคยเปนพราน
ปา เปน อาสาสมคั ร หรือเคยเปนผูนําชมุ ชนท่มี สี วนรว มในเหตุการณก ารตอตา น
การบกุ รุกปาเมือ่ ป พ.ศ. 2550 ซึง่ กลมุ น้เี รียกตนเองวา “กลุมจติ อาสาปาชุมชน
บานบุงกมุ ”

พลวัตปาชุมชนบานบุงกุม กับการพัฒนาเครือขายเพ่ืออนุรักษและฟนฟู
ฐานทรัพยากรธรรมชาติ สรุปไดดงั นี้

สรางเครอื ขายในชุมชนและหนว ยงานภาครัฐ และเอกชน
ชวงตนของการสรางเครือขายกลุมจิตอาสาชุมชนบานบุงกุมมีสิ่งสําคัญ
ทที่ าํ ใหเ กดิ คอื การรวมใจหรอื สรา งแนวคดิ รว มของทมี จติ อาสากอ น การสรา งแนว
รว มนน้ั ไมใ ชว ธิ กี ารประชมุ ครงั้ ละหลายๆ คน แตใ ชว ธิ กี ารโนม นา วพดู คยุ ตวั ตอ ตวั
เสียกอนเพ่ือใหมีความมั่นใจ และเชื่อมั่นวาสมาชิกจิตอาสาฯ มีแนวคิดรวมกันที่
จะตอ สเู พอ่ื จดั ตง้ั ปา ชมุ ชน แลว ขนั้ ตอ ไปคอื การใหค วามรเู รอ่ื งการจดั ตงั้ ปา ชมุ ชน
ประโยชน และขอ ดขี องการจดั ตง้ั ปา ชมุ ชนแกค นในชมุ ชน และการประชาพจิ ารณ
ในชุมชนวา จะยน่ื จดั ตง้ั เปนปา ชุมชนหรอื ไม
เม่ือทีมจิตอาสาไดประสานงานทางโทรศัพทกับปาไมในพื้นท่ีอําเภอ
ดานซาย และปาไมเขตอุดรธานี แตไมไดรับการตอบสนอง จึงประสานไปยัง
ปาไมพิษณุโลกซ่ึงอยูใกลพื้นท่ีไดรับความรวมมือเปนอยางดีจากนายจิตรพล
ไทยภักดี (ผูอํานวยการสวนจัดการปาชุมชน สํานักจัดการทรัพยากรปาไม
ที่ 4 สาขาพิษณุโลก) เปนผูมาใหความรูเก่ียวกับระเบียบการจัดต้ังปาชุมชน
และผลดีของการจัดการต้ังปา ประสานนายกสมาคมตอตานโลกรอน

263
(นายศรสี วุ รรณ จรรยา) มาเปน วทิ ยากรใหค วามรเู กยี่ วกบั กอ ตงั้ ปา ชมุ ชน กฎหมาย
เกยี่ วกบั ปาชมุ ชน โดยบคุ คลเหลานี้มาบรรยายทวี่ ดั ศรีมงคล บา นบงุ กมุ ในวันท่ี
27 พฤษภาคม 2557 ผลการประชมุ ครงั้ นไี้ ดร บั ความรว มมอื จากชาวบา นลงชอ่ื
ขอจดั ตงั้ ปา ชมุ ชนกวา 100 คน แลว ยนื่ ไปทางหนว ยงานในอาํ เภอดา นซา ยวนั ที่ 4
มถิ นุ ายน 2557 แตเ รอื่ งเงยี บหาย ขณะเดยี วกนั กย็ น่ื ไปทางจงั หวดั เลยพรอ มๆ กนั

ภาพแนวทางการสรา งเครอื ขายจิตอาสาปา ชุมชนบา นบงุ กุม ซ่งึ ทาํ ใหเ ห็นวา การขับเคล่ือน
ของจติ อาสากลุมนํ้ามียทุ ธวธิ ีทห่ี ลากหลาย โดยเฉพาะกบั การประชาสัมพนั ธกจิ กรรม
ผา นเครือขายทางสงั คมและสอ่ื มวลชน

การสรา งเครือขา ยของจติ อาสาในระดบั ชุมชน คอื การสรางแนวรว มของ
คนในชุมชนกอนโดยเร่ิมจากความสัมพันธสวนตัวเพื่อประเมินสํานึกรวมในกลุม
เล็กๆ กอนขยายไปสูระดับชุมชนเม่ือประเมินสถานการณวามีความพรอม กลุม
จิตอาสาจึงเดินหนายกระดับการดําเนินการขอจัดตั้งปาชุมชนโดยใหความรูผล
ดีของการจัดตั้งปาชุมชนฯ แกชาวบานบุงกุม ผลกระทบตอคน และชุมชนอ่ืนท่ี
บกุ รกุ โดยการเชญิ หนวยงานที่เกยี่ วของ ซึง่ มีสายสัมพันธก ับประธานจติ อาสาใน
ชวงทํางานที่กรุงเทพฯ ตลอดจนมีนัยยะของการสงเสริมสนับสนุนการจัดตั้งปา
ชมุ ชน เพือ่ ใหช ุมชนมีกาํ ลงั ใจ มคี วามมนั่ ใจในการดําเนินการมากยงิ่ ข้นึ

264

นอกจากเครือขายภายในระดับหมูบานที่ใชความเปนเครือญาติ
ความเปนคนในหมูบานเดียวกันแลว ยังมีการขยายเครือขายยังหมูบานใกลเคียง
และขยายวงกวา งระดบั อาํ เภอ เพอ่ื ยกระดบั การตอ สู ผา นกจิ กรรมเวทที นี่ ด่ี า นซา ย
ถงึ 2 ครง้ั

กลมุ จติ อาสาปา ชมุ ชนไดข ยายเครอื ขา ยการตอ สกู ารจดั ตง้ั ปา เพอ่ื สรา งแนว
รว มจากหมบู า นบงุ กมุ ไปยงั หมบู า นนาเวยี งใหญ ซง่ึ เปน หมบู า นทเ่ี คยรว มตอ สกู าร
บกุ รกุ ปา ของหมบู า นหว ยตาด ซงึ่ เปน คกู รณเี มอื่ ป พ.ศ. 2550 พรอ มกบั การเปด
เวที “ทีน่ ด่ี า นซาย” เพ่อื นําเสนอเร่ืองราวของปาชุมชนบา นบุงกมุ 2 คร้ัง คือ

ครัง้ ที่ 1 เดือนตลุ าคม 2557 ณ ศาลาประชาคม อําเภอดานซาย โดยนํา
เสนอเรื่องปาชุมชนบานบุงกุม จัดเวทีเร่ืองเลาจากปาชุมชน ทํานิทรรศการปา
ภาพหนิ ยก ขายหมากกอ ไดร บั ความสนใจจากจากชาวดา นซา ย จาํ นวนมากถอื วา
นี่คือคร้ังแรกของการเปดตัวปาชุมชน ทําใหผูคนรูจักปาชุมชนบานบุงกุมมากข้ึน
การจัดกจิ กรรมน้นั ยังมีการเปดตวั หนงั สอื ดา นซายไทเลย

ครงั้ ท่ี 2 เกิดกระแสการต่ืนตัวเรอ่ื งปาของชมุ ชนของคนดา นซาย ในชว งนี้
มีผูคนสนใจที่จะขึ้นไปชมภูเตาโปงจํานวนมาก เชน นายแพทยภักดี สืบนุการณ
และคณะข้ึนชมภูเตาโปงถึงสองครง้ั

เนื่องจากชาวดานซายและคนภายนอกใหความสนใจตอการจัดกิจกรรม
เวทีนําเสนอปาชุมชน ทีมจิตอาสาจึงไดจัดเวทีอีกคร้ังในชวงระยะเวลาใกลกันใน
เดอื นมนี าคม 2558 โดยใชแ นวคดิ การจดั งาน คอื “แตง งานกบั ปา ” เพอื่ สอื่ ความ
หมายถงึ การอยรู วมกนั ของคนกบั ปา พรอ มกบั แจกกลา ไมแ กผ มู ารว มงาน ตลอด
จนเปด ตวั วารสาร “ดา นซา ยทเู ดย” ครงั้ แรก ผลการจดั เวทคี รง้ั นสี้ รา งความสนใจ
ความตระหนักของคนดานซา ยอยา งกวา งขวาง

ในชว งนก้ี ระแสของการตอ สปู า ชมุ ชนเปน ไปอยา งเขม ขน ทมี จติ อาสาเรม่ิ ได
รบั แรงกดดันจากภายนอก ถูกขูจ ากกลมุ นกั การเมือง กลุมนายทนุ ผูมีอทิ ธพิ ลใน
ทอ งถน่ิ แมก ระทง่ั ผใู หญบ า นนาเวยี งใหญก ไ็ ดร บั การขจู ากนายทนุ เชน กนั รวมถงึ
การยนื่ เรอ่ื งการจดั ตงั้ ปา ชมุ ชนตอ อาํ เภอ เรอ่ื งกเ็ งยี บหาย แมจ ะตดิ ตามหลายครงั้

265

ทําใหทีมจิตอาสารับรูถึงความจงใจตอการละเลยการปฏิบัติหนาท่ีของเจาหนาที่
รัฐ นับวาในชวงหลังมีนาคมน้ี เกิดกระแสการตอตานท่ีเพ่ิมมากขึ้น ทีมจิตอาสา
ไดข ยายการตอ สใู นวงกวางในระดับอาํ เภอ และ พ้นื ทีใ่ กลเ คียงโดยการการโพสต
ภาพภเู ขาหวั โลน ของเมอื งดา นซา ยลงในหนา เพจเฟสบคุ ปา ชมุ ชน ในชว งเมษายน
2558 เพอ่ื ใหค นรจู กั สถานการณก ารทาํ ลายปา ตน นา้ํ ปา สกั ปา ตน นาํ้ หมนั หนั มา
ใสใ จเรอ่ื งปา ไม

ขณะเดียวกัน กลุมจิตอาสาตองการยกระดับการตอสูใหเกิดกระแสมาก
ข้ึนตามโจทยที่วา ทําอยางไรจะทําใหคนรูจักดานซายและภูเตาโปงมากข้ึน และ
มีสว นรว มในการสรางกระแสการตอ สู กลมุ จติ อาสาจึงพยายามสรา งกจิ กรรมเชงิ
สญั ลักษณ เชน กิจกรรมบวชปา เพื่อแสดงสญั ลกั ษณข องการตอสทู ่ีจะอนรุ ักษป า
ชุมชน กิจกรรมขุดลอกและเล้ียงผีเจาท่ีซําอีเลิศเพื่อฟนฟูซําตามความเช่ือด้ังเดิม
การจดั ทาํ สํานักงานปาชมุ ชน การใชส ่ือวิทยุในทอ งถ่นิ การดึงนกั วิชาการทอ งถ่นิ
จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเลยเขามาทําการวิจัย การโพสตภาพความสวยงามของ
ภูเตาโปงเพื่อดึงนักทองเที่ยวเขามาพื้นที่ เปนการเปดพื้นท่ีภูเตาโปงใหเปนพื้นที่
สาธารณะ ซึ่งถือเปนกลยทุ ธห นึง่ ของการตอสู

การใชเ ครอื ขายเฟสบุคเพจเพ่ือประชาสมั พันธกิจกรรมปา ชมุ ชน
กลยทุ ธห นง่ึ ในการตอ สนู อกจากเครอื ขา ยบคุ คลในชมุ ชนแลว ขณะเดยี วกนั
ทมี จิตอาสาใชสื่อออนไลน เชน “เพจดา นซา ยไทเลย” นาํ เสนอวฒั นธรรม สรา ง
ความภาคภูมิใจในความเปนไทดานผานวิถีอาหารพื้นบาน ประเพณีวัฒนธรรม
แตแทรกการอนุรักษปาและความมั่นคงทางอาหาร พรอมท้ังเปดเฟสบุค “ปา
ชมุ ชนบา นบงุ กมุ ” เพอื่ ดงึ เครอื ขา ยแนวรว มการอนรุ กั ษป า ผลกค็ อื ไดแ นวรว มการ
อนรุ กั ษป า จากกลมุ ทหี่ ลากหลายเชน NGO ขา ราชการบาํ นาญปา ไมท ห่ี วงแหนผนื
ปา เขา มาเปน พนั ธมติ รใหกําลังใจ ในชวงนยี้ งั มีการทาํ สอื่ ส่งิ พมิ พดา นซายไทเลย
เปน ฉบับท่ี 3 ซ่งึ ไดรบั ความสนใจจากคนในทองถ่นิ เปนจาํ นวนมาก

266

การสรา งเครอื ขา ยสอื่ มวลชนตา งๆ ทง้ั ในทอ งถน่ิ และสว นกลาง ใหเ ขา มา
เผยแพรขอมูลในวงกวาง แมกระทั่งการเขาไปพบหัวหนาสวนราชการระดับกรม
เพือ่ นาํ เสนอปญ หาในพ้ืนที่

หลังจากจิตอาสาปาชุมชนไดขยายวงกวางของการตอสู แตเปนการตอสู
ภายในทองถ่ิน มีเปาหมายสําคัญของคือ หนังสือขอจัดต้ังปาชุมชนไดรับการ
พิจารณา และไดรับอนุญาตจากอธิบดีกรมปาไม แตดูเหมือนวา ทีมจิตอาสาได
รบั ความกดดนั และโอกาสหรอื ชอ งทางทจี่ ะบรรลเุ ปา หมายนนั้ ยงั ลางเลอื น ดงั นน้ั
กลุมจิตอาสาจึงนําเสนอเรื่องราวของตน เร่ืองราวของภัยแลง ผานส่ือสาธารณะ
ชว งพฤษภาคม-มถิ นุ ายน 2558 เชน ชอ ง 7 สี ชอ ง 3 ชอ ง13 สยามไทย สอ่ื ASTV
(New1) รายการคนเคาะขา ว ลงคลปิ ผา นwww.youtube.com การถา ยภาพรว ม
กบั ชัด เตาปนู การสรา งสายสัมพันธกับกับทหารทส่ี วนรนื่ ฯ เพ่ือใหเ กดิ กระแสใน
วงกวา ง และตองการสอื่ ความหมายวาทีมจติ อาสา เปนกลุม คนเล็กๆ ในหมูบา น
บุงกุม แตกม็ สี อ่ื มวลชน บคุ คลสาํ คญั รว มตอสู และอยเู คยี งขา ง ถือเปนการสรา ง
ขวัญกําลงั ใจในการตอ สูอกี รปู แบบหน่งึ

การตอสูของจิตอาสาน้ัน เมื่อไดรับแรงกดดันหนักมากย่ิงข้ึนหลังจากที่
สาํ นกั ทรพั ยากรปาไมท่ี 6 อุดรธานี เขามาสาํ รวจการจัดต้งั ปา และจบั พกิ ัด เมอ่ื
วนั ที่ 4 พฤศจกิ ายน 2557 (หลงั ยน่ื การจดั ตงั้ ปา เมอื่ วนั ท่ี 4 มถิ นุ ายน 2557) มี
กิจกรรมการเคล่ือนไหวการตอสู เพราะผูไดรับผลกระทบคือราษฎรหมูบานหวย
ตาดจาํ นวน 14 ครอบครวั ขอคดั คา นการจดั ตง้ั ปา ชมุ ชน รวมถงึ การดาํ เนนิ การของ
กลมุ จิตอาสา เชน การตดิ ปายประกาศเปนเขตปา ชุมชน บางชมุ ชนตอบโตความ
ไมพ อใจโดยรอ้ื ปา ยทง้ิ การผลกั ดนั ใหผ บู กุ รกุ ออกจากพน้ื ทโี่ ดยมกี ารเจรจาตอ รอง
ของผเู สยี ประโยชนว า จะยอมถอยออกพนื้ ทหี่ ลงั ฤดเู กบ็ เกย่ี วภายใตข อ เสนอวา หาก
ไมถ อยจากพน้ื ท่ี กลมุ จติ อาสาจะดาํ เนนิ การตามกฎหมายโดยมหี ลกั ฐานสาํ คญั คอื
บนั ทกึ ขอ ตกลงในป พ.ศ. 2550 การเสยี สละพน้ื ทค่ี นื ผนื ปา ของประธานจติ อาสา
เพ่ือเปน แบบอยา งแกชมุ ชน การเจรจาทวงคนื ผืนปา จากกลุมเครือญาติ (พ้นื ทตี่ งั้
สาํ นกั งานปา ) การข้ึนไปตรวจปา สว นกลุม จติ อาสากถ็ กู กลา วหาวา เปนผทู าํ ลาย
ปาคือ ไปตัดไมแตก ็ถกู ตอบโตจ ากกลมุ จติ อาสาวาจะแจงความกลับเชน กนั

267

เมอ่ื ไดร บั แรงกดดนั มากขนึ้ ในทสี่ ดุ จงึ ขอเขา พบอธบิ ดกี รมปา ไมท กี่ รมปา ไม
กรุงเทพฯ ผลก็คือมีการเจรจากับทป่ี รึกษาอธบิ ดีพรอ มท้ังรบั เรอื่ ง และรับปากวา
จะรบี ดําเนนิ การโดยเรว็

ในระหวางนี้มีตัวแทนจากหนวยงานที่สวนกลางสงเขามาเจรจาตอรอง
ใหหยุดเคลื่อนไหว ยอมรับการบุกรุกท่ีเน่ืองจากพื้นที่สวนใหญเปนของนายทุน
แตกลุมจิตอาสายังยืนยันเจตนารมณเดิม คือ ไมยอมลงนามขอตกลง พรอมตอ
รองกับรฐั วา

“หากการบุกรุกของหมูบานอื่น รัฐไมสามารถหยุด ผลักดันเพื่อใหออก
จากพื้นที่ไดและถือวาไมผิดกฎหมาย กลุมของตนจะขึ้นมาทําไรและยอมใหจับ
หากรัฐไมจับกลุมของตนและกลุมผูบุกรุกจะฟองรัฐ (กรมปาไม) ในฐานะละเลย
การปฏบิ ัตหิ นา ท”่ี

หลังจากน้ันมีเจาหนา ที่ของ กอ.รมน. เขามาตดิ ตาม ตรวจสอบขอ เท็จจรงิ
พรอมใหกาํ ลังใจจิตอาสาใหเ ดนิ หนาตอไป

ปรากฏการณดังกลาวถือไดวาเปนการสรางเครือขายในชวงของการขอ
อนญุ าตจดั ตงั้ ปา ชมุ ชนบา นบงุ กมุ ปา ชมุ ชนบา นบงุ กมุ หมทู ี่ 1 ตาํ บลนาหอ อาํ เภอ
ดา นซา ย จงั หวดั เลย ปจ จบุ นั ปา ชมุ ชนไดร บั การอนญุ าตจากกรมปา ไมใ หจ ดั ตง้ั เปน
ปา ชมุ ชนบา นบงุ กมุ รหสั ปา ชมุ ชนท่ี 4205100101 ลงวนั ที่ 25 สงิ หาคม 2558
และมผี ลบงั คบั ใชต งั้ แต 25 สงิ หาคม 2558 ถงึ วนั ท่ี 24 สงิ หาคม 2568 ซงึ่ แสดง
ใหเห็นถึงความสําเร็จในข้นั ตนของกลมุ จิตอาสาปาชมุ ชนบา นบงุ กมุ

การจดั ตง้ั ปา ชุมชนบานบุงกมุ มวี ัตถุประสงคเ พื่อ
1) เพอื่ ใหร าษฎรมสี ว นรว มในการจดั การอนรุ กั ษฟ น ฟู และดแู ลทรพั ยากร
ปาไมร วมกบั เจา หนา ที่และหนว ยงานทีเ่ ก่ียวขอ ง
2) เพ่ือพัฒนาปาชุมชนใหเปนแหลงหาอาหารที่มีความอุดมสมบูรณใน
ชุมชนอยางยั่งยืน
3) เพอ่ื ใหเ กดิ ประโยชนต อ ชมุ ชนทง้ั ทางตรงและทางออ ม รวมทงั้ ขยายผล
ตอชุมชนโดยรอบเพื่อใหเกิดการมีสวนรวมของทุกภาคสวนและพัฒนาไปสูการ
สรางเครอื ขายปาชมุ ชน

268
4) เพื่อสงเสริมใหชุมชนใกลเคียงไดมีการพัฒนาจัดการทรัพยากรปาไม
อยางมสี วนรว มในรปู แบบเครือขายปาชุมชน
5) เพอ่ื ใหเ กดิ ความมน่ั คงและยง่ั ยนื ในการรว มมอื และประสานงานทง้ั ใหม ี
การแลกเปลย่ี นเรยี นรู และพฒั นากจิ กรรมดา นการจดั การปา ระหวา งกลมุ ราษฎร
ในทอ งถน่ิ ตา งๆอยา งบูรณาการ
(สํานักจัดการทรัพยากรปาไมท ่ี 6 (อุดรธาน)ี , 2557 : 2)

ปจจุบัน การสรางเครือขายเพ่ือการอนุรักษในระดับตําบล ถือเปนจุดเร่ิม
ตน อยางจริงจังหลังจากราษฎรในตาํ บลนาหอ ไดอ บรมราษฎรอาสาสมคั รพทิ กั ษ
ปา (รสทป.) ชวงตน เดือนมกราคม 2559 โดยสาํ นักจดั การทรพั ยากรปา ไมที่ 6
(อุดรธานี) รวมกับกองทัพภาคที่ 2 แลวไดมีการตั้งคณะกรรมการ รสทป. เพ่ือ
กาํ หนดแนวทางและปฏบิ ตั กิ ารในการอนรุ กั ษป า อยา งจรงิ จงั ในระดบั ตาํ บลนาหอ
สวนเครอื ขายระดบั จงั หวดั ปา ชมุ ชุมชนบา นบงุ กมุ ไดสรา งเครอื ขายกบั ปา ชุมชน
จงั หวัดเพชรบรู ณ และปา ชุมชนจงั หวดั พษิ ณโุ ลก มเี ปา หมายเพอื่ สรา งเครือขาย
อนุรักษปาตนนํ้าแมน้ําปาสักท่ีหลอเล้ียงคนท้ังประเทศ สวนเครือขายในระดับ
ประเทศ ปาชุมชนบานบุงกุมไดเปนสมาชิก (รสทป.) และเปนสมาชิกเครือขาย
อาสาสมัครพิทกั ษธรรมชาติและส่ิงแวดลอ มหมูบา น (ทสม)

การ “บวชปา” เปน อกี กจิ กรรมหน่ึงที่กลมุ จิตอาสาปาชุมชนบา นบุง กุม
ใชในการขับเคลื่อนอนรุ กั ษแ ละฟนฟูปา

269

ความสาํ เรจ็ ของการดาํ เนนิ การตอ สเู พอื่ จดั ตง้ั ปา ชมุ ชนดงั กลา ว มปี จ จยั เกอื้
หนนุ และกลยุทธท่ีทําใหด าํ เนนิ การไดสําเร็จ ถือเปน ตนแบบของการตอ สู สรปุ ได
ดงั น้ี

1. ผูนํา กลุมจิตอาสา และชมุ ชนบานบงุ กุม
ผนู าํ : ผนู าํ ในการตอ สปู า การจดั ตง้ั ปา ชมุ ชนบา นบงุ กมุ เปน ผนู าํ ทไ่ี มเ ปน

ทางการ ดว ยเพราะประสบการณท ่ีเคยทํางานสื่อมวลชน เปนนกั ขาว ทําวารสาร
หนังสือ เปนนักจัดรายการวิทยุ การเคยทํางานกับนักการเมือง การเคยทํางาน
ธุรกิจ การเคยทํางานเปนผูบริหารบริษัทหุน กอนที่จะกลับมาอยูกับครอบครัว
ดว ยปญ หาสว นตวั ประกอบกบั อปุ นสิ ยั ทรี่ กั ความยตุ ธิ รรม เปน คนกลา ไดก ลา เสยี
พดู เกง และมไี หวพรบิ ปฏภิ าณ มชี นั้ เชงิ ในการเจรจาตอ รองและมวี สิ ยั ทศั นแ ละการ
วางแผนทดี่ ี สง ผลใหก ารตอ สู การตอรอง เปนไปอยา งมีขนั้ ตอน และพรอ มที่จะ
ปรบั เปลยี่ นไดตามสถานการณ

กลมุ จิตอาสาปาชุมชนบานบงุ กมุ : กลมุ จิตอาสาฯ สว นใหญเปนคนหนุม
เมอ่ื มคี วามพรอ มทงั้ ใจและกาย ผสมผสานกบั ความฮกึ เหมิ เพราะไดร บั แรงกระตนุ
ความหวัง และความศรทั ธาตอผูนํา ตลอดจนสาํ นึกทบี่ รรพบุรษุ ไดเสยี สละผืนปา
แตถูกหมูบานอื่นเขามาครอบครอง และไดรับการเพิกเฉยจากรัฐ รูสึกไมไดรับ
ความเปน ธรรม จึงมแี รงผลักดนั พรอมที่จะรวมตอ สแู ละทาํ งานเคียงบา เคยี งไหล
กับประธานจติ อาสา

ชาวบา นบงุ กมุ : สว นชาวบา นในชมุ ชนเมอื่ ไดร บั ความรเู รอ่ื งประโยชนข อง
การจดั ตงั้ ปา ชมุ ชนวา มคี ณุ คา ตอ วถิ ชี วี ติ ในแงอ าหาร ยารกั ษาโรค และระบบนเิ วศ
จงึ พรอ มทจี่ ะสนบั สนนุ และมสี ว นรว มกจิ กรรมตา งๆ ทก่ี ลมุ จติ อาสาฯ ไดท าํ ใหก บั
ชมุ ชน

2. การสรางความตระหนักใหคนเห็นคณุ คาในการอนรุ ักษปา
การจัดตั้งปาชุมชนฯ แรกๆ มีการใหความรูเรื่องการอนุรักษปา

การสรางความตระหนักใหชุมชนเห็นคุณคาตอการอนุรักษ การฟนฟูแหลงนํ้า
ดงั คําพดู ทวี่ า “เริม่ ปลูกปาท่ีจติ ใจคนเสยี กอน” การชีใ้ หเห็นคุณคาในฐานะแหลง

270

อาหาร แหลง สรา งอาชพี และรายไดข องชมุ ชน ตลอดจนการชใี้ หเ หน็ ความสมั พนั ธ
ของคนกับปาท่ีจะอยูไดโดยไมเบียดเบียนปา รวมถึงการปลุกสํานึกในความเสีย
สละของบรรพบุรุษท่ยี อมคืนผนื ปาใหกับรัฐ สง ผลใหช ุมชนเกดิ พลังความสามัคคี
ใหค วามรวมมอื กบั กลมุ จิตอาสาเปน อยา งดี และรสู กึ รวมในการตอสู

3. การดงึ เครอื ขา ยทั้งสื่อมวลชน ภาครฐั ภาคเอกชน เขามามสี วนรวม
การตอสูของกลุมจิตอาสาปาชุมชนบานบุงกุม หากไมไดรับความรวม

มือจากรัฐ อาทิ ปาไมพิษณุโลก กอ.รมน. ทหาร (พยัคฆไพร) กรมปาไม อาสา
สมคั รฯ (อส.) สมาคมตอตานโลกรอน สอ่ื มวลชนทง้ั ในทอ งถิน่ และสว นกลางเขา
มาเปน เครือขายการตอ สู อาจทําใหก ารตอสไู มส าํ เร็จ เพราะเครอื ขา ยเหลาน้ีตาง
ทําหนา ที่สรางความเช่ือมนั่ เปนกาํ ลงั ใจตอกลุมจิตอาสาฯ มาก เพราะไดรับแรง
กดดันตางๆ อีกทั้งกลุมจิตอาสาฯ มีขอจํากัดในการใชอํานาจดําเนินการในบาง
เรอ่ื ง เชน การผลักดนั ผบู ุกรุกออกจากพนื้ ท่ี จําเปน ตองใหหนว ยงานท่ีเก่ยี วของ
เปนผูดําเนินการ อีกประการหน่ึงคือเปนการลดความขัดแยงและการปะทะกัน
ของชมุ ชนคกู รณี

4. การสรางกจิ กรรมเพอื่ ประชาสมั พนั ธและกิจกรรมเชิงสัญลกั ษณ
เปาหมายของการใชสื่อ และการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณท้ังหลาย

ไมว าจะเปนการจดั กจิ กรรมเวทีท่ีน่ีดา นซา ย ถงึ 2 คร้ัง การทําวารสารดานซาย
ไทเลย วารสารดา นซา ยทูเดย การทําเพจดานซา ยไทเลย การทาํ เฟสบคุ ปาชมุ ชน
บา นบงุ กมุ กจิ กรรมการบวชปา กจิ กรรมขดุ ลอกซาํ อเี ลศิ และเลย้ี งผเี จา ท่ี กจิ กรรม
การทอ งเทยี่ ว การศกึ ษาดงู านเชงิ นเิ วศของสถานศกึ ษา การศกึ ษาวจิ ยั ตา งๆ ตลอด
จนการสรางสํานักงานปาชุมชน ถือเปนการยกระดับของการตอสูใหมีพื้นที่กวาง
ขน้ึ ดงั คาํ พดู กลา วทวี่ า ทาํ อยา งไรคนจะรจู กั ภเู ตาโปงใหม ากทส่ี ดุ ทาํ อยา งไรคนจะ
รจู ักปา ชุมชน และอาํ เภอดานซา ยใหมากทสี่ ุด ทั้งนเี้ พื่อสรา งแนวรวมในการตอสู
ประชาสมั พนั ธใ หค นรจู กั ภเู ตาโปงและปา ชมุ ชน ตลอดจนสรา งคณุ คา ความสาํ คญั
ของภเู ตาโปงในแงแ หลง ศกึ ษาธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ มของอาํ เภอดา นซา ย อกี ทงั้
สรา งความกดดนั ใหแ กภาครฐั และผเู สียผลประโยชนเ พราะมกี จิ กรรมสมา่ํ เสมอ

271

5. กลยุทธการตอบโต ตอรอง และการเขาถึงหนวยงานท่ีรับผิดชอบท่ีมี
ระดับสงู กวา

การกดดันท้ังจากภาครัฐที่มีท้ังฝายสนับสนุนและฝายท่ีเพิกเฉยตอการ
จัดตั้งปาชุมชน นายทุน ที่เปนเจาของที่ดิน และผูท่ีไดรับผลกระทบจากการจัด
ตั้งปาชุมชนบานบุงกุม กลยุทธหน่ึงท่ีกลุมจิตอาสาปาชุมชนบานบุงกุมนํามาเปน
เครอื่ งมอื คอื การยนื่ ขอ ตอ รองทางกฎหมายกบั ผบู กุ รกุ และภาครฐั โดยอา งถงึ พระ
ราชบญั ญตั ปิ า สงวนแหง ชาติ พ.ศ. 2507 และบนั ทกึ การตรวจสอบพนื้ ทเี่ มอื่ วนั ท่ี
24 ตลุ าคม 2550 เวลา 11.45 น. โดยพนกั งานเจา หนา ทห่ี นว ยปอ งกนั รกั ษาปา ที่
ลย.4 (ดานซาย) โดยนายบัณฑิต วงศวรนิ ทร หัวหนา หนว ย ดาบตาํ รวจชาญ คํา
แสน กองรอ ยต.ช.ด.ที่ 247 อาํ เภอดา นซา ย นางประพนั ธจ ติ มแี กว ผใู หญบ า นนา
เวยี งใหญ หมูท่ี 12 นายสกลุ โสประดิษฐ ผใู หญบ า นหวยตาดหมทู ่ี 2 นายสมชยั
เสนานชุ ผใู หญบานบุงกมุ หมูที่ 1 ซงึ่ มขี อ ตกลงรว มกนั วา

“คณะตรวจสอบพ้ืนท่ีไดทําการตรวจสอบพบพื้นท่ีปาถูกบุกรุกแผวถาง
เพ่ือทําไรขาวโพด ไรขาว ไรถ่ัวแดง เปนบริเวณกวางและยังปลูกสรางกระตอบ
อกี หลายหลงั คณะตรวจสอบพนื้ ทไ่ี ดท าํ การถา ยรปู ไวเ ปน หลกั ฐาน และไดท าํ การ
ปกหมดุ แนวเขตไวจ าํ นวน 8 จุด โดยคณะตรวจสอบพ้ืนท่ีตา งเหน็ ชอบตรงกันวา
พืชผลการเกษตรที่ปลูกไวในปน้ีจะใหทําการเก็บเก่ียวพืชผลการเกษตรจนแลว
ส้ินหลงั จากนนั้ จะไมทําการปลูกพชื .........................(ขอความเลือน) เพื่อใหปาไม
กลบั คนื สสู ภาพดงั เดมิ หากพน้ื ทด่ี งั กลา วหลงั เกบ็ เกย่ี วพชื ผลการเกษตรในปน อี้ อก
จากพนื้ ทอ่ี อกหมดแลว หากยงั มกี ารแผว ถางปา หรอื ยงั มกี ารทาํ การเกษตรอยอู กี
ยนิ ดที จี่ ะเปน พยานและนาํ ตวั ผกู ระทาํ ผดิ ตามนาํ สง ดาํ เนนิ คดตี ามกฎหมายปา ไม
ตอ ไป และจะนาํ ขอ ตกลงรว มกนั ตามบนั ทกึ น้ี นาํ ไปแจง ใหร าษฎรในพน้ื ทป่ี กครอง
ใหท ราบและปฏบิ ตั ติ ามขอ ตกลงรว มกนั ในครงั้ นใี้ หท ราบโดยทวั่ กนั ” (คณะตรวจ
สอบพืน้ ท,ี่ 24 ตลุ าคม 2550)

272

เรื่องการตอรองตอเจาหนาที่รัฐ กลุมจิตอาสาปาชุมชนบานบุงกุมมักนํา
เรอื่ งการละเลยการปฏบิ ตั งิ านของเจา หนา ทร่ี ฐั เพอื่ กดดนั เจา หนา ทใ่ี หด าํ เนนิ การ
ในดานตา งๆ

กลยทุ ธก ารตอสอู ีกแนวทางหนง่ึ คอื การเขาถงึ หนวยงานทีร่ ับผดิ ชอบทมี่ ี
ระดับสงู กวา เพราะไมไววางใจหนว ยงานระดับทองถ่นิ เนือ่ งจากมีประสบการณ
จากเมอื่ ครง้ั ยน่ื จดั ตง้ั ปา ชมุ ชนตอ อาํ เภอแลว เรอื่ งเงยี บหาย ทมี จติ อาสาไดย นื เรอ่ื ง
ตอระดับจังหวัด พรอมดวยเขาพบอธิบดีกรมปาไมเพ่ือนําเสนอปญหาการจัดต้ัง
ปา ชมุ ชน โดยเชอื่ วา ผมู อี าํ นาจสงู กวา จะมอี าํ นาจสงั่ การในสายบงั คบั บญั ชาได ดงั
จะเห็นวา เม่ือเขา พบอธิบดกี รมปา ไมแ ลว ไดสง เจาหนาที่มาตรวจสอบขอ เท็จจริง
และอธบิ ดเี ดนิ ทางมาในพ้นื ทีอ่ ําเภอดา นซายดวยตนเอง ทําใหเ รอ่ื งราวการจัดตงั้
ปา ชมุ ชนทําไดส าํ เรจ็ ตามทค่ี าดหมาย

กลไกจัดการปา ตนน้ําในลมุ นาํ้ หมันตอนปลาย

การจัดการปาตนน้ําในสวนพื้นที่ลุมน้ําหมันตอนปลายมีความโดดเดน 2
หมูบาน คือ บานหวยปลาฝาและบานปากหมัน โดยเฉพาะบานหวยปลาฝาถือ
เปน ตน แบบการจดั การปา ตน นา้ํ ทมี่ กี อ รา งสรา งตวั อยา งเปน ระบบอยา งเปน เวลา
นานราว 50 ป จงึ สรา งคณุ ปู การสาํ คญั ตอ การจดั การผนื ปา ตน นาํ้ ใหก บั ผนื ปา หมู
บานอืน่ ๆ

บา นหว ยปลาฝา: หลงั จากสรา งประปาภูเขาไดไ มนานปรากฏวา พ้ืนที่ปา
ไมในอําเภอดานซายก็ถูกสัมปทานปาไม ขึ้นตรงกับการปาไมจังหวัดเลย เฉพาะ
พ้นื ทีด่ านซา ยมี 2 บรษิ ทั เขามาทาํ สมั ปทานปา ไม บริษัทแรกเขามาชว งสมั ปทาน
ปาไมใหมๆ กอ นป พ.ศ. 2510 เล็กนอย คอื บริษัทโรงเลื่อยนา้ํ ชุนจากจังหวัด
เพชรบูรณ การสัมปทานปาคร้ังแรกไมสงผลกระทบตอบานหวยปลาฝา เพราะ
เขา มาทาํ ชว งสน้ั ๆ สว นบรษิ ทั ทส่ี องเขา มาชว งหลงั ป พ.ศ. 2510 เปน ของนายนยิ ม
รงุ เรอื ง นายทนุ ตา งถน่ิ ผไู ดร บั สมั ปทานปา ไมจ ากปา ไมจ งั หวดั เลย ครงั้ นค้ี อ ยๆ สง

273

ผลตอ ปา ในหมูบา นตางๆ ของอาํ เภอดานซายในวงกวาง รวมทั้งบานหว ยปลาฝา
เพราะใชเ วลาในการดําเนินการตัดไมตอ เน่อื งนานเปนเวลากวาสบิ ป

กระทัง่ ป พ.ศ. 2522 ปญ หาการตัดไมท ําลายปา ไดรุกคืบเขามาใหป าตน
นํ้าภูนํ้าดั้น เนื่องจากชาวบานเกิดขอสงสัยวาทําไมนํ้าประปาเร่ิมไหลชาและมี
ปรมิ าณนา้ํ ลดลง ทง้ั ๆ ทร่ี ะบบทอ กไ็ มไ ดม ปี ญ หา ทา ยทสี่ ดุ คณะกรรมการหมบู า น
จึงปรึกษาหารือถึงปญหาดังกลาว พรอมกับเดินสํารวจปา จึงไดขอสรุปวา
ขอใหบ รษิ ทั ทไี่ ดร บั สมั ปทานยกเวน การตดั ตน ไมบ รเิ วณปา ตน นา้ํ ภนู าํ้ ดนั้ ทง้ั นท้ี าง
หมูบานไดมีการรวมตัวกันไปตอรองกับบริษัทสัมปทานปาไมที่วาอําเภอดานซาย
โดยใหเหตุผลวา พ้ืนท่ีปาตนนํ้าแหงนี้เปนแหลงฐานทรัพยากรทางธรรมชาติ
ท่ีสําคัญ ไมวาจะเปนอาหารจากธรรมชาติ พืชและสัตวตางๆ ประการสําคัญ
ยังเปนแหลงผลิตนํ้าประปาภูเขาของหมูบานที่ชาวบานตองนําไปใชกินอยูและใช
ในทางการเกษตร ซงึ่ ขอ เรยี กรอ งดงั กลา วกบ็ รรลผุ ลสาํ เรจ็ ทาํ ใหบ รษิ ทั เอกชนเวน
ที่จะตดั ไมบ ริเวณปาตนนํ้า

กระแสและพลังการรวมกลุมดังกลาว สงผลทําใหชาวบานเกิดความรัก
ความภูมิใจและความหวงแหนตอผืนปาแหงนี้มากย่ิงขึ้น เพราะหากผืนปาตนน้ํา
ไดร บั ผลกระทบ วถิ ชี วี ติ คนหว ยปลาฝากไ็ ดร บั ผลกระทบตาม ไมว า จะเปน การกนิ
อยแู ละนํ้ากนิ น้าํ ใช แตก ระนั้นก็ตาม แมปาไมจากรอดพนจากการสมั ปทานปาไม
หากทวา ผนื ปาตน น้ําภูนํ้าด้ันกเ็ กดิ ภาวะเส่ียงตอการลดลงของความหลากหลาย
ทางชวี ภาพอกี ครง้ั เมอ่ื เกดิ การบกุ รกุ พนื้ ทป่ี า ของคนหมอู น่ื เพอ่ื ขยายพน้ื ทที่ าํ กนิ
ปลกู พชื เศรษฐกจิ เชงิ เดยี่ วอยา งขา วโพดเลยี้ งสตั ว ทาํ ใหผ นื ปา ในอาํ เภอดา นซา ยท่ี
บอบชา้ํ จากการสัมปทานปาไมก ไ็ มสามารถฟน คนื สภาพตามธรรมชาตไิ ด

274

การลาดตะเวนผนื ปา ภูน้ําด้ันของชาวบา นหว ยปลาฝาเพ่ือตรวจสอบสถานการณ
การบุกรกุ ปา ซ่ึงดาํ เนินอยางตอเนื่องมาจนปจ จบุ นั

จากปญหาดงั กลา ว ในราวป พ.ศ.2535 ผูน าํ หมบู านจงึ มแี นวคิดอนุรักษ
และฟน ฟปู า ตน ภนู าํ้ ดนั้ กนั อยา งจรงิ จงั และเพอื่ ใหก ารใชฐ านทรพั ยากรธรรมชาติ
โดยเฉพาะประปาภเู ขาเปน ไปอยา งยงั่ ยนื ครงั้ นี้ คณะกรรมการหมบู า นไดป ระชมุ
หารือเพื่อสรางกฎและกติกาของหมูบาน จึงไดขอสรุปวา บริเวณผืนปาตนน้ํา
ภนู า้ํ ดนั้ ถอื เปน เขตอนรุ กั ษ เพราะมคี วามเปราะบางหากไดร บั ผลกระทบในระบบ
นเิ วศ จงึ หา มตดั ไมบ รเิ วณนเ้ี ดด็ ขาด (อนญุ าตใหห าของปา พวกเหด็ และอาหารจาก
พชื และสตั วต า งๆ ได) แมค นในหมบู า นหว ยปลาฝากห็ า มละเมดิ หากฝา ฝน จะตอ งมี
การจบั และปรบั เปน เงนิ 200-500บาทพรอ มประกาศใหช าวบา นรบั รถู งึ การกระทาํ
ของบุคคลดังกลาว ซึ่งหลายครั้ง คณะกรรมการหมูบานก็โดนขูจากกลุมอิทธิพล
เนอื่ งจากชว งหลงั ๆ มนี ายทนุ จากตา งถนิ่ เขา มาลงทนุ ทาํ ไรบ นภเู ขา อยา งไรกต็ าม
ผลของการออกกฎเกณฑอยางจริงจัง สงผลทําใหปาภูน้ําด้ันมีสภาพคอนขาง
สมบรู ณมากทส่ี ุดอีกแหงหน่งึ ของอาํ เภอดา นซา ย

275

บานปากหมัน: สภาพปาไม ปาภูอีเลิศมีสภาพคอนขางสมบูรณ
สวนอีกฝง แตกอนสมบูรณ แตพอถนนหนทางสะดวกสบาย บานแกงมวง
(หมูบานติดกัน) ถือวาเปนเขตของตนเนื่องจากมีพื้นท่ีใกลปามากกวา จึงขึ้นมา
เอาไมในเขตนีไ้ ปใช และถางปา ทาํ ไรเ ปนจาํ นวนมาก สว นทางภอู ีเลิศ ชวง 2-3 ป
เรมิ่ กลบั มาบุกรุก แหลง อาหารจากปาภอู เี ลศิ คือ เห็ดและหนอ ไม

การดูแลรักษาปาภูอีเลิศ แตกอนถนนหนทางไมเจริญ คนไมมากเหมือน
ทุกวันน้ี สัมปทานมาตัดไมใชชางลากซุงทั่วดานซาย หากทวาบานปากหมัน
อยูไกล จึงไมไดรับผลกระทบมากนัก การบุกรุกผืนท่ีปาจึงไมเกิดขึ้นเพราะผูคน
ยังนอยดังที่กลาวมา ชาวบานสวนใหญจะทําไรบริเวณท่ีเกาของตน แตมีคนจาก
หมูบา นอน่ื เขา มาตดั ไม

แตกอนมองขึ้นไปบนเขาจะมองไมเห็นหินเทาไหร ปาไมหนาแนน
ไปหมดแตตอนน้ีตนไมถูกจํานวนมาก มองไปเห็นแตหินเต็มไปหมด ตอไปคงจะ
เปน เขาหวั โลน

ก ฎ เ ก ณ ฑ ก า ร ดู แ ล ป า ภู อี เ ลิ ศ จ ะ มี ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ข อ ง ห มู บ า น ท่ี
เลอื กตัง้ มา โดยการหา มตดั ไมทาํ ลายปา แตถ า ไปขอตัดมาทําบา นตองไปขอจาก
คณะกรรมการกอ น แตป า สว นทอี่ ยชู ว งขนุ นาํ้ (แหลง ตน นาํ้ ) จะไมใ หต ดั ไมโ ดยเดด็
ขาด ขนุ น้าํ ตอนนย้ี ังมนี ้าํ แตป ริมาณนอยมาก อยา ง ซาํ เตย ซําขะเม็ก

มชี าวบานบางคนแอบลักตัดเหมอื นกัน หากจบั ไดจะมีการจับปรับ ตนละ
400-500 บาท แตน านๆ ครงั้ จะพบคนทาํ ผดิ สว นมากจะเปน การสง่ั สอนตกั เตอื น
กันไป สวนคนที่จะตัดมาทําบานตองขอจากผูใหญกอน แตหามตัดบริเวณขุนน้ํา
เดด็ ขาด

276

จึงเห็นไดวา การจัดการปาตนนํ้าในลุมน้ําพื้นที่กรณีศึกษาที่กลาวมามี
แนวทางทแ่ี ตกตา งกนั บา งใชระบบความเช่ือเปนตัวขบั เคล่อื น เชน บานนาเวียง
ใหญแ ละบา นนาหอ ดงั เหน็ ไดจ ากประเพณบี ชู าภอู งั ลงั และไหวภ ผู าแดดตามลาํ ดบั
สว นปา ชมุ ชนบา นบงุ กมุ ทเี่ พง่ิ กอ ตวั ไดเ พยี งไมก ปี่ ก ลบั ใชย ทุ ธวธิ กี ารสรา งเครอื ขา ย
ทางสังคมในรปู แบบตา งๆ ในการฟนฟูและอนุรกั ษป าชุมชนจนกลายเปน กระแส
สังคมไมเฉพาะกับคนดานซาย หากยังรวมถึงพ้ืนท่ีตางๆ ของประเทศไทย สวน
บานหวยปลาฝานับเปนกรณี “ตนแบบ” ในการตอสูของชุมชนเพ่ือการอนุรักษ
ปา ตนนํา้ ใหเกิดความยง่ั ยืน

277

การจดั การลุม นํา้ หมันโดยเครอื ขายทางสังคม
เพอ่ื ความมั่นคงทางอาหารของชมุ ชน

การจัดการลุมน้ําหมันโดยเครือขายทางสังคมเพื่อความม่ันคงทางอาหาร
ของชมุ ชนพฒั นาจากฐานคดิ เรอ่ื ง การจดั การปา ตน นาํ้ แบบบรู ณาการ สงั เคราะห
ประเดน็ สาํ คญั จากการศกึ ษาของ Kolavalli and John (2002), Ritcher et al.,
(2003), และ Kenneth (2012) โดยใหค วามสาํ คญั เรอื่ งการจดั ปา ตน นาํ้ ในหลาก
หลายมิติ เพอ่ื เชือ่ มโยงเขากับฐานทรพั ยากรอาหาร อีกทัง้ ยงั นําประเด็นประเด็น
นเิ วศการเมอื ง (Bosius et al., 2005) เพอ่ื วเิ คราะหป ฏสิ มั พนั ธข องกลมุ คนตา งๆ
ท่ีเขามามีสวนรวมในการจัดการปาตนน้ํา ขณะท่ีกรอบแนวคิดเร่ืองความม่ันคง
ทางอาหารจะใชฐ านคดิ ทพี่ ฒั นามาจากงานวจิ ยั ของ เอกรนิ ทร และคณะ (2555
และ 2557)

278

กลา วโดยสรุป คอื การจัดการลมุ นํ้า ซึ่งในหนังสือเลมนี้จะใหค วามสาํ คญั
เร่ืองแนวทางการจัดการนํ้าและการจัดการปาตนน้ําท่ีสัมพันธกับกิจกรรมตางๆ
ของมนุษย อยางกิจกรรมทางการเกษตร โดยสะทอนผา นมิตกิ ารเมอื ง เศรษฐกิจ
สงั คมและวฒั นธรรมของคนในและนอกหมูบา น ดังนัน้ การศกึ ษาการจดั การลมุ
นํ้าจึงจําเปนตองเขาใจสถานการณของระบบนิเวศและฐานทรัพยากรอาหารที่
สมั พนั ธก บั “หนว ยของฐานทรพั ยากรชมุ ชน” ผา นการประเมนิ ทง้ั ฐานทรพั ยากร
อาหารทส่ี มั พันธกบั ปา ตน นํา้ กิจกรรมทางการเกษตร การเมือง เศรษฐกิจ สงั คม
และวฒั นธรรมของชมุ ชนนน้ั ๆ วา มภี าวะเปราะบางหรอื ไมอ ยา งไร (Bosius et al.,
2005) เพราะหากระบบนเิ วศปา ตน นา้ํ และแหลง นาํ้ ไดร บั ผลกระทบจากกจิ กรรม
ตา งๆ กจ็ ะทาํ ใหท ราบวา เกดิ จากปจ จยั ใดและมลี กั ษณะการคกุ คามเปน เชน ไร เพอ่ื
หาแนวทางในการจดั การตอปญหาดังกลาวเปนลําดับตอ ไป

เมื่อประเมินและทราบผลสถานการณของระบบนิเวศแหลงนํ้าและปาตน
นาํ้ จงึ พฒั นาสขู นั้ ตอนการสาํ รวจและตรวจสอบกลไก (Mechanisms) ในจดั การ
ลมุ น้ําโดยพจิ ารณาจาก 2 แนวทางหลกั รวมกัน กลา วคอื

แนวทางแรกจะพิจารณาวาชุมชนมี 1) เครือขาย 2)กฎเกณฑ และ 3)
ประเพณีและวัฒนธรรม ในการจัดฐานทรัพยากรอาหารของชุมชนที่สัมพันธกับ
ลมุ นา้ํ อยางไร

แนวทางท่ีสองคือ ความมั่งคงทางอาหารของชุมชน โดยประยุกตแนวคิด
ความม่ันคงทางอาหารจากงานศึกษาเร่ือง “ภูมิปญญาทองถ่ินในการจัดการ
ระบบอาหารเพื่อความม่ันคงทางอาหารของชุมชน กรณีศึกษาหมูบานในอําเภอ
ดา นซา ย” (เอกรินทร และคณะ, 2555) และ “การพฒั นาฐานทรพั ยากรอาหาร
ของชมุ ชนเพ่อื ความมั่นคงทางอาหาร (เอกรนิ ทร และคณะ, 2557) ซ่ึงเปน การ
ใหนิยามความม่ันคงทางอาหารในบริบททองถิ่น ประกอบดวย 2 มิติท่ีสัมพันธ
กับการเขาถงึ แหลงอาหาร ทั้งในแงข อง “ปรมิ าณ” (Quantity) และ “คณุ ภาพ”
(Quality) กลาวคือ ชมุ ชนควรมแี หลง อาหารทางธรรมชาตทิ ่ีเพยี งพอตอ การเขา
ถงึ นอกจากน้ี ชมุ ชนควรมีระบบการผลิตอาหารท่มี ีคณุ ภาพ โดยคํานึงวา จะผลิต

279

อาหารอยางไรใหไมสงผลกระทบเชิงลบทางสุขภาพ ท้ังตอชีวิตตนเอง ครัวเรือน
เพือ่ นบานและระบบนเิ วศชุมชน ซึ่งหนังสอื เลมนี้จะจํากดั ขอบเขตเพียงแคแ หลง
ท่ีมาของอาหารจากธรรมชาติจากผืนปาและสุขภาวะชุมชนท่ีสะทอนผานมิติ
สุขภาวะชุมชนเร่ืองภาวะโภชนาการและผลกระทบสารเคมีทางการเกษตร
ปนเปอ นในรา งกาย

ดังน้ัน ความมั่นคงทางอาหารในความหมายของทองถ่ินที่ถูกประยุกตใช
ในงานศึกษาคร้ังน้ีจึงหมายถึงประสิทธิภาพในจัดการลุมน้ําในมิติการจัดการน้ํา
ที่สัมพันธกับฐานทรัพยากรอาหารของชุมชน ซึ่งสะทอนผานการเขาถึงอาหาร
ในแงมีอยู (ปรมิ าณ) และการเขา ถึงอยางเทา เทยี ม ปลอดภัย ย่ังยืน แบง ปนและ
ดาํ เนนิ ชวี ติ อยศู กั ดศิ์ รี (คณุ ภาพ) หากสถานการณค วามมนั่ คงทางอาหารตกอยใู น
สภาวะเปราะบางหรอื เสย่ี งตอ ความมน่ั คงทางอาหาร ชมุ ชนกจ็ ะมกี ลไกในการคดิ
วเิ คราะห โดยหนั กลับมาประเมินสถานการณข องระบบนเิ วศปา แหลงน้าํ และปา
ตน นาํ้ เพื่อหาเหตแุ ละปจจัยกอ นทําการศึกษาและวางแผนจดั การแกไ ข

ผนื ปา แหลง นาํ้ และท่ีดนิ

วิวฒั นาการและปจจัยทีส่ ง ผลกระทบ
ผลการศึกษาเร่ืองการจัดการลุมน้ําหมันโดยเครือขายทางสังคมเพ่ือความ
มน่ั คงทางอาหารเผยใหเ หน็ วา สาเหตทุ ที่ าํ ใหพ น้ื ทปี่ า ในลมุ นาํ้ หมนั ลดลงประกอบ
ดวยหลายปจจัย แตละปจจัยสงผลกระทบในระดับที่แตกตางกัน ซึ่งปจจัยท่ี
สําคัญๆ คือ การใหสัมปทานทําไมและการขยายการผลิตพืชเศรษฐกิจเชิงเด่ียว
สว นปจ จยั เสรมิ นา จะเปน การเพม่ิ ขน้ึ ของประชากร การสรา งถนน และการดาํ เนนิ
นโยบายเพือ่ ความม่ันคงของประเทศ กลา วคือ

280

การสัมปทานปา
การศึกษาลักษณะการเปล่ียนแปลงผืนปาในลุมนํ้าหมันทําใหวิเคราะห
วิวัฒนาการการเปลี่ยนแปลงพื้นท่ีปาไมได กลาวคือ ป พ.ศ. 2504 ซ่ึงเปนปท่ี
ประเทศไทยเร่ิมใชแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติเปนปแรก ปรากฏวา
พื้นท่ีปาในอําเภอดานซาย รวมท้ังพ้ืนที่ปาไมในจังหวัดเลยทั้งหมดไมไดรับการ
สาํ รวจ เพราะไมม หี ลกั ฐานสถติ จิ ากกรมปา ไม (กองจดั การปา ไม, 2526) อยา งไร
ก็ตาม จากการทํางานภาคสนามโดยการสัมภาษณผูเฒาผูแกผูมีประสบการณ
เกย่ี วขอ งกบั ผนื ปา เชน นายพรานปา และลกู จา งนาํ ทางสาํ รวจปา ไมช ว งสมั ปทาน
ปาตามหมูบานตา งๆ อําเภอดานซายไดขอ มูลตรงกัน คอื ผืนปา มีสถาพคอนขา ง
สมบูรณ
ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงพ้ืนท่ีปาลุมน้ําหมันในอําเภอดานซายจึงมี
ววิ ัฒนาการการเปลี่ยนแปลงอยา งชดั เจนหลังป พ.ศ. 2504 เปนตนมา คอื หลงั
แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาตฉิ บบั ท่ี 1 และโดยเฉพาะหลงั ป พ.ศ. 2507
ที่รัฐเปดสมั ปทานทาํ ปาไม ผนื ปา คอยๆ ลดลงอยา งตอ เนอ่ื ง ดงั เห็นจากโรงเล่อื ย
น้ําชุน อําเภอหลมสัก จังหวัดเพชรบูรณท่ีเขามาทําสัมปทาน ซ่ึงถือเปนยุคเริ่ม
ตน ที่เปดปาในอาํ เภอดานซา ย หากแตย ังไมส ง ผลกระทบมากนกั อกี ทง้ั โรงเลอ่ื ย
นา้ํ ชนุ กเ็ ปด กจิ การชว งสน้ั ๆ กอ นตอ งปด ตวั ลง กระทง่ั โรงเลอ่ื ยโปงชี อาํ เภอดา นซา ย
เปดทาํ สัมปทานปาไมด า นซายในป พ.ศ. 2512 หลงั จากน้นั เปน ตนมา ปา ตาม
หมบู า นตางๆ จงึ ถูกโคนลม เปนจํานวนมาก

281

เสนทางชีวิตและปจจัยท่สี ง ผลกระทบตอ ฐานทรัพยากรในลมุ นํา้ หมนั ในรอบ 50 ป ทาํ ใหเ ห็น
สถานการณก ารเปลยี่ นแปลงของผนื ปา นํา้ และท่ดี ินทีส่ มั พันธก ับวถิ ีคนดานซายโดยเฉพาะการเกษตร

ดังนั้น สภาพปาและตนไมในพื้นท่ีเหลืออยูจึงเปนปาไมหลายชนิดที่กําลัง
ฟนตัว ตนไมอายุยังไมมากและขนาดของตนไมยังไมสูงและใหญ ซ่ึงเห็นชัดจาก
กรณปี า ชมุ ชนบา นกา งปลาและบา นบงุ กมุ และรวมถงึ บา นปากหมนั พน้ื ทปี่ า เหลา
นี้สวนมากเคยมีการใหสัมปทานทําไมมากอน สวนปาท่ียังมีสภาพสมบูรณสวน
ใหญต้ังอยูในเขตอุทยานแหงชาติภูหินรองกลา บริเวณขุนน้ําหมันท่ีมีระบบนิเวศ
สมบรู ณ เพราะมกี ารหา มตดั ไมและบกุ เบิกท่ที าํ การเกษตร มกี าํ ลงั เจา หนาท่ีคอย
ดแู ลรกั ษาปา มากกวา รวมถงึ มบี ทลงโทษรนุ แรงกวา การกระทาํ ความผดิ ในเขตปา
สงวนท่ัวไป นอกจากนี้รัฐไดใชมาตรการรักษาปาท่ีมีสภาพสมบูรณโดยประกาศ
เปนเขตอุทยานแหง ชาติ

การเปดสัมปทานปาไมจึงสงผลทําใหผืนปาลุมน้ําหมันลดลงเน่ืองจาก
ประการแรก การใหสัมปทานของรัฐในชวงเวลาดังกลาวมีขอกําหนดใหผูรับ
สัมปทานปลูกและบํารุงรักษาปาเพ่ือทดแทนไมท่ีถูกตัดไป ตามหลักเกณฑรัฐได
เก็บเงินในอัตรา 1 เทาของคาภาคหลวงในกรณีสัมปทานทําไมกระยาเลยโดยมี

282

วตั ถุประสงคเพ่อื ใชเ งินจํานวนน้ีปลกู ปา ทดแทนและบํารงุ รักษาปา หากแตความ
จริงปรากฏวา กรณีดานซายไมมีการปลูกปาทดแทนและบํารุงรักษาตามเงื่อนไข
ขางตน ปาไมท่ีไดรับการสัมปทานจึงมีสภาพยากตอการฟนคืนสภาพปาข้ึนเอง
ตามธรรมชาติ รวมถงึ ยงั ประสบปญ หาถกู ไฟปา ทาํ ลายเปนสว นใหญ ดังเหน็ จาก
กรณบี า นกา งปลาและบา นกกเหย่ี นในลมุ นาํ้ หมนั ตอนบนทป่ี ระสบปญ หาเรอื่ งไฟ
ปา อยบู อ ยครัง้

ประการท่ีสอง โดยหลักการ ผูไดรับสัมปทานจะตัดไมไดเฉพาะตนที่เจา
หนาท่ีตีตราเทาน้ัน และตองตัดทีละแปลง รวมถึงตองหมุนเวียนกันไปเพ่ือใหปา
ไมท่ีถูกตัดไดพักฟนคืนสภาพปา แตปรากฏวาจากคําบอกเลาของชาวบานผูมี
ประสบการณใ นการรบั จา งบรษิ ทั สมั ปทานปา จากบา นกา งปลาและบา นกกเหยี่ น
ยนื ยนั ตรงกนั วา ผรู บั สมั ปทานไดล กั ลอบตดั ไมห วงหา มและไมท ไี่ มไ ดร บั สมั ปทาน
ซง่ึ มรี าคา นอกจากนี้ ขบวนการตดั ไมแ ละชกั ลากไมย งั กอ ใหเ กดิ ความเสยี หายแก
ไมอ นื่ ๆ โดยเฉพาะไมต น เลก็ ๆ และพชื พนั ธไุ มต า งๆ ตอ งลม และหกั ตายเวลาตดั ไม
ใหญดวย ดังน้ัน ปาที่มีการใหสัมปทานจึงเปล่ียนจากปาทึบเปนปาโลงเตียน ใน
สภาพปาท่ีถูกทําลายเชนน้ีย่ิงทําใหการกลับฟนคืนสภาพปาโดยธรรมชาติเปนไป
ไดย าก

ดังนนั้ จึงไมแ ปลกใจทป่ี า ไมต ามหมบู า นตางๆ จงึ มสี ภาพเปน ปา โปรง และ
เสอ่ื มโทรม หาตน ไมล าํ ตน ขนาดใหญแ ละมคี วามสงู จาํ นวนนอ ยตน ไดย ากมาก ผล
การศึกษาเร่ืองราวของปาไมจากหมูบานตางๆ ในลุมนํ้าหมันตอนตน ตอนกลาง
และตอนปลายลว นเปนเครือ่ งยืนยันถงึ สภาพการณป าไมดานซา ยไดอยางดี

การตัดถนน
ชวงการเปดปา ยังมีการตัดถนนเพ่ือเขาไปตัดไมและชักลากไมออกจาก
ปาสัมปทาน ถนนยังชวยใหชาวบานในหลายหมูบานในลุมนํ้าหมันตอนตน เชน
บานน้ําพุ บางแกงครก บานกางปลา บานกกเหี่ยน บานหวยตาด สวนหมูบาน
ลมุ น้ําหมันตอนกลางจะพบเหน็ ไดห ลายหมบู า น คือ บานนาเวียงใหญ บา นบุงกมุ

283

บา นนาหอ ขณะทห่ี มบู า นลมุ นาํ้ ตอนปลาย เหน็ ไดจ ากบา นหว ยปลาฝา ดว ยเหตนุ ้ี
จงึ ทาํ ใหช าวบา นในหมบู า นดงั กลา วสามารถเขา ไปจบั จองและบกุ เบกิ ทป่ี า ทาํ การ
เกษตรและสามารถใชข นสง ผลติ ผลทางการเกษตรเขา มาขายในตลาดหรอื สง ไปยงั
เขตเมอื งตา งๆ เหตผุ ลสาํ คญั คอื การบกุ เบกิ ทป่ี า ทมี่ กี ารใหส มั ปทานตดั ไมใ หญไ ป
แลว จะสามารถบกุ เบกิ ไดง า ยขน้ึ เสยี คา ใชจ า ยนอ ยกวา กรณบี กุ เบกิ ทป่ี า ทบึ พนื้ ดนิ
กค็ อ นขา งสมบรู ณ การเพาะปลกู พชื ผลการเกษตรไมต อ งใชป ยุ ตน ทนุ การผลติ จงึ
คอ นขา งตาํ่ และเมอื่ เกบ็ เกย่ี วพชื ผลกม็ ถี นนทสี่ ามารถขนสง ไปขายในตลาดไดห รอื
มพี อ คา เขา ไปชอ้ื ถงึ หมบู า นหรอื ไร ผลกระทบทต่ี ามมา คอื มชี าวบา นอพยพเขา ไป
จบั จองบุกเบิกท่ีปา ทไี่ ดใ หสมั ปทานทาํ ไมไปแลวเปนจํานวนมาก สภาวการณเชน
น้ียิ่งทําใหการฟน คนื สภาพปาโดยธรรมชาติเปนไปไดย ากหรอื ยากทจี่ ะเกิดข้ึน

นอกจากถนนท่ีเปนผลผลิตของสัมปทานปา หากแตยังมีถนนท่ีพัฒนา
โดยรัฐเพ่ือเช่ือมตอระหวางอําเภอและจังหวัด เชนถนนสายหลมสัก-ดานซาย
ก็เพื่อใหผูไดรับสัมปทานปาไมไดสรางถนนจากถนนสายใหญเขาไปในพื้นท่ีปา
เพื่อนําเคร่ืองมืออุปกรณตางๆ เขาไปตัดไมและชักลากไมออกมาเอื้ออํานวยให
ชาวบานใชเปนเสนทางอพยพเขาไปบุกเบิกพื้นท่ีปาซึ่งไมใหญถูกตัดไปหมดแลว
ไดสะดวกนนั่ เอง

พชื พาณชิ ย
“ขา วโพดมาปา แตก” เปน คาํ กลา วทสี่ ะทอ นความคดิ เหน็ ของชาวบา นทว่ี า
พชื เศรษฐกจิ มสี ว นอยา งสาํ คญั ในการทาํ ลายปา หรอื ทาํ ใหป า หมดไป พชื เศรษฐกจิ
กับการลดตัวของพ้ืนที่ปาสามารถวิเคราะหความสัมพันธระหวางการขยายพื้นที่
เพาะปลกู พชื พาณชิ ยกบั การลดลงของพน้ื ท่ีปา ได กลา วคือ
พื้นที่ปาจะลดลงควบคูกันไปกับการเพ่ิมข้ึนของพ้ืนท่ีปลูกขาวโพด แตถึง
กระนัน้ กไ็ มอาจสรุปไดว าขา วโพดเปน ตัวทาํ ลายปา ในยุคเปดปา ซง่ึ สอดคลอ งกับ
คาํ บอกเลา ของคนดา นซา ยในลมุ นา้ํ หมนั สว นตา งๆ ทม่ี องวา การปลกู ขา วโพดของ
พวกเขาชว งตน ๆ ปลกู กนั เพยี งเลก็ นอ ย อกี ทงั้ ชาวบา นสว นใหญไ ดเ ขา ไปบกุ เบกิ ปา

284

เพอื่ ปลกู พชื เศรษฐกจิ หลงั จากมกี ารใหส มั ปทานทาํ ไมก อ นหนา น้ี กรณขี า วโพดจะ
มสี ว นทาํ ลายปา นา จะมสี ว นสาํ คญั ทาํ ใหป า ไมส ามารถฟน คนื สภาพตามธรรมชาติ
เทานั้น และจะเปนกรณีการบุกเบิกที่ปาหลังจากปที่รัฐใหสัมปทานไมมาก หรือ
หลังป พ.ศ. 2516 เปน ตนมา

การขยายพน้ื ทเี่ พาะปลกู ขา วโพด จะมมี ากทส่ี ดุ หลงั ชว งทม่ี กี ารใหส มั ปทาน
ทาํ ไมม ากทส่ี ดุ ในหลงั ป พ.ศ. 2516 ซงึ่ ขอ มลู นจี้ ะสอดคลอ งกบั ปรมิ าณพนื้ ทป่ี า ท่ี
ลดลง โดยลดลงมากที่สุดในชว งเวลาเดยี วกนั และสอดคลอ งกบั ขอมูลทีไ่ ดรับจาก
ชาวบานในประเดน็ ทวี่ า ชาวบา นสวนมากจะเขา ไปบกุ เบิกท่ปี า หลังจากท่ีมีการ
ใหสัมปทานตดั ไมไปแลว หรอื คอื หลงั ป พ.ศ. 2530 เปนตนมาที่พชื เศรษฐกิจ
เชิงเดย่ี วตางๆ อาทิ ขาวโพด ขงิ ถ่ัว ฯลฯ เรมิ่ ทยอยเขา มามาบทบาทในหมูบาน
ตางๆ

ประการสําคัญ เม่ือเปลี่ยนมาเปนพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวจําเปนตองขยาย
พ้ืนท่ีเพาะปลูกจํานวนมากๆ สงผลไมเพียงแตทําใหมีการขยายพื้นท่ีทํากินไป
ยังผืนปา หากแตยังทําใหดินเสื่อมคุณภาพเน่ืองจากปลูกพืชชนิดเดี่ยวกันซํ้ากัน
หลายป รวมท้ังตองการเรงผลผลิตใหสูงข้ึน การใชสารเคมีทางการเกษตรทั้งปุย
และยาปราบศัตรูพืชจึงเร่ิมเขามามีบทบาทในชวงนี้ ผลกระทบตอระบบนิเวศ
ท้ังผืนปา ทรัพยากรอาหาร ตลอดจนอาหารจากแหลงนํ้าและแหลงนํ้าไดมีสาร
ปนเปอนเจือปนดังปรากฏชัดในผลการศึกษาคุณภาพของลุมน้ําหมัน และย่ิง
กวาน้ันยังกระทบตอสุขภาพของชาวบานซึ่งสอดคลองกับผลการศึกษาดานสุข
ภาวะของคนในลุมน้ําหมันที่มีแนวโนมไดรับผลกระทบจากสารปนเปอนทางการ
เกษตรสูงขน้ึ ทกุ ป

การเพม่ิ ขึน้ ของประชากร
การเพ่มิ ขน้ึ ของประชากร กรณที ปี่ ระชากรเพิ่มข้ึนเนือ่ งจากอัตราการเกดิ
มากกวาอัตราการตาย และประชากรที่เพ่ิมขึ้นเลือกที่จะประกอบอาชีพท่ีไมใช
การเกษตรกจ็ ะไมม ผี ลทาํ ใหพ น้ื ทป่ี า ลดลง กรณดี งั กลา วพบเหน็ ไดจ ากหมบู า นใน

285

ลมุ น้ําหมนั ตอนกลางหลายหมูบ า น เชน บานหวั นายูง บา นดานซา ย บา นนาเวียง
ใหญ แตถ าเลอื กประกอบอาชพี การเกษตร กอ็ าจจะตองบุกเบกิ ทีป่ า ทอ่ี ยบู รเิ วณ
ใกลเคียงนั้นหรืออพยพไปบุกเบิกท่ีปาในทองที่อ่ืน ดังพบเห็นไดจากหมูบานทุก
หมูบานในลุมน้ําหมันตอนตนและตอนปลาย กรณีเชนน้ีจะมีผลทําใหพ้ืนท่ีปาลด
นอยลง แตเปนการอพยพเขามาหาบุกเบิกท่ีทําการเกษตร เน่ืองจากยังมีท่ีปาที่
สามารถบุกเบิกทําการเกษตรไดเหลืออยูก็จะมีผลทําใหพื้นที่ปาลดลง อยางไร
ก็ตาม ขอมูลที่ไดจากทะเบียนราษฎรจะมีความคลาดเคล่ือนอยูบาง เปนเพราะ
ชาวบานสว นหนงึ่ อพยพไปอยูอกี ทหี่ นง่ึ โดยไมไ ดยา ยทะเบียนบานไปดว ย

การเพ่ิมข้ึนของประชากรจํานวนมากเชนน้ีจะมีผลทําใหพ้ืนท่ีปาลดนอย
ลง ทั้งนเี้ พราะประชากรสว นใหญในดา นซา ยประกอบอาชีพทางการเกษตร บุตร
หลานทเ่ี กดิ มาในภายหลังก็ไดรบั การถา ยทอดวชิ าชพี การเกษตร ประกอบกับรัฐ
ไดดําเนินนโยบายกดราคาสินคาเกษตรโดยเฉพาะราคาขาวไดถูกกดไวต่ําอยาง
สม่ําเสมอตลอดมาเปนเวลานาน ประการสําคัญ หากพิจารณาในแงราคาพืชผล
ทางการเกษตรนา จะมสี ว นสาํ คญั ตอ การลดลงของผนื ปา กลา วคอื ในกรณที รี่ าคา
ผลผลิตสูงเพียงแตเปนเปนแรงจูงใจใหเกษตรกรเพิ่มผลผลิตดวยการเพ่ิมปุยและ
ปจ จยั อน่ื ๆ ขณะเดยี วกนั กย็ งั มกี ารขยายพน้ื ทเ่ี พาะปลกู และมกี ารอพยพไปบกุ เบกิ
ทปี่ า

การดาํ รงชพี ของชาวบา น
เปน ทน่ี า สงั เกตวา ยคุ พง่ึ ตนเอง ชาวบา นสว นใหญด าํ รงชพี ดว ยการหาของ
ปา ซง่ึ มีอยอู ยา งสมบรู ณ วิถีชีวิตของชาวบา นจึงสมั พนั ธกับปา เปนอยา งมาก ชาว
บา นสามารถหาอาหาร เชน เหด็ หนอไม ผกั หวาน ผักกูด ผกั เมก็ กระบก ผลไม
เชน เงาะปา มะมว งปา และจบั สตั วป า และสตั วน า้ํ โดยใชเ ครอ่ื งมอื และอปุ กรณพ น้ื
บา นทส่ี รา งขนึ้ เชน ไซ อีจู ฯลฯ เมือ่ ปว ยไขก จ็ ะเกบ็ หาสมุนไพรจากราวปา เชน
เดียวกนั การสรา งท่ีอยอู าศัยและเครือ่ งมอื การเกษตรก็ไดว ตั ถดุ ิบจากปา เปนตน
สําหรับการเพาะปลูก ชาวบานสวนใหญจะเพาะปลูกเพื่อใชกินอยูใน
ครัวเรือน สวนท่ีเหลือจะนําไปแลกเปลี่ยนในหมูญาติและระหวางเพ่ือนบานกัน

286

ดงั นนั้ การเพาะปลกู พชื จงึ ไมม ากนกั พชื ทปี่ ลกู เกอื บทกุ ครวั เรอื น คอื ขา วนา (กรณี
หมบู า นทลี่ มุ ) ขา วไร (กรณหี มบู า นพน้ื ทส่ี งู ) นอกจากน้ี ยงั ปลกู พชื ผกั สวนครวั คอื
พรกิ หอม แตงและผักกาด เปน ตน สว นของทีห่ าไดจ ากปาและผลิตขึ้นนอกจาก
จะใชบริโภคในครัวเรือนเปนสวนใหญแ ลว ยังพบวามกี ารนําไปแลกเปล่ยี นในหมู
ญาติและระหวา งเพอ่ื นบานกัน

กระทั่งเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับท่ี 1 หรือราวป
พ.ศ. 2504 เปน ตนมา ภาครัฐสงเสริมใหป ลกู พชื เศรษฐกจิ เชงิ เด่ียว โดยเฉพาะ
ขาวโพดเลี้ยงสัตวในหลายพื้นท่ีของประเทศไทย รวมทั้งจังหวัดเลย หากทวา
กรณีของดานซา ยกลบั พัฒนาอยา งคอ ยเปนคอ ยไป พชื เศรษฐกิจเหลา น้ี มผี ลตอ
การเปล่ียนแปลงของผืนปาเปนอยางมาก โดยเฉพาะหลังจากมีปดปาในราว ป
พ.ศ. 2526 คอื ถนนทเี่ คยลากซงุ กเ็ ปลย่ี นมาเปน ถนนทาํ การเกษตร ประกอบใน
เวลาตอมามีการพัฒนาเทคโนโลยีเกิดรถ “อีแตก” ทําใหเดินทางสูพื้นท่ีปาเขาที่
สูงชันสะดวกยิ่งข้ึน ย่ิงทําใหเกิดการขยายพื้นท่ีทําการเกษตรผกผันตาม ผืนปา
ดานซา ยตามหมูบา นตา งๆ ในพ้ืนทีส่ งู จะถกู ทําลายเปน หนา กลอง ดงั เชน ทก่ี ลาว
รายละเอยี ดในหวั ขอ พชื พาณชิ ยแ ละจะพบเหน็ ไดแ ทบทกุ หมบู า นของลาํ นาํ้ หมนั

การเปลยี่ นแปลงทดี่ ิน: การต้ังถิ่นฐานและวถิ ีทํากนิ
กระบวนการอพยพ ในยคุ ปจ จบุ นั ไมม กี ารอพยพมาทงั้ หมบู า นเหมอื นสมยั
กอ นอยา งบา นกกเหย่ี น บา นกา งปลา บา นนา้ํ พุ บา นแกง ครก ฯลฯ แตส ว นใหญจ ะ
อพยพมาเปน กลมุ เลก็ ๆ ไมก่ีครอบครวั และมกี รณอี พยพมาเพียงครอบครัวเดียว
เปน เอกเทศ ทง้ั นอี้ าจเปน เพราะในยคุ นกี้ ารคมนาคมตดิ ตอ สะดวกขน้ึ และมคี วาม
ปลอดภยั มากขนึ้ ผอู พยพสว นใหญเขา มาชอ้ื ทด่ี ินจากชาวบานทีจ่ บั จองไวกอน
เนอื่ งจากปา ถกู ทาํ ลายไปมากในยคุ ปจ จบุ นั การตง้ั ชมุ ชนมกี ารขยายตวั มาก
ขน้ึ ทงั้ นเี้ นอื่ งจาก สมยั เปด ปา ผไู ดร บั สมั ปทานทาํ ไมต ดั ถนนเขา ไปในปา และรฐั ได
ตดั ถนนเขา ไปในหมบู า นมากขนึ้ การเดนิ ทางตดิ ตอ ระหวา งชาวบา นกบั ชมุ ชนอน่ื
และบุคคลภายนอกท่ีเขาไปติดตอกับชาวบานจึงมีมากขึ้นเชนกัน สงเสริมใหชาว

287

บา นภายนอกอพยพเขา ไปตง้ั ถนิ่ ฐานและเขา ไปตดิ ตอ มากขน้ึ เชน กนั โดยเฉพาะใน
เขตหมบู า นเขตเมือง เชน ดา นซา ย และตามหมบู า นตางๆ ในทีส่ งู ทีเ่ รม่ิ มีนายทนุ
และคนนอกพื้นทเ่ี ขา มาปลกู พชื เศรษฐกิจเชิงเด่ียว

อยา งไรกต็ าม หากมองอยา งเปน พลวตั อาจกลา วไดว า ยคุ เปด ปา วถิ ชี วี ติ ของ
ชาวบานจะมีความสมั พันธและคงพ่ึงพาปา เพียงแตระดับความสัมพันธจะลดลง
จากยคุ กอ น (ยคุ เศรษฐกจิ แบบพง่ึ ตนเอง) การประกอบอาชพี สว นใหญจ งึ มที ง้ั การ
เพาะปลกู ขา วเพอ่ื ใชบ รโิ ภคและเพาะปลกู พชื ไรต า งๆ และเนน เพอื่ ขาย เมอื่ กา วสู
ยคุ หลงั “ปดปา” สว นพืชเศรษฐกิจทสี่ าํ คัญ ไดแ ก ฝาย ขาวโพด เศรษฐกิจของ
ชุมชนจะเปลี่ยนไปเปนเศรษฐกิจผลิตเพ่ือขายและใชเงินช้ือสินคาอุปโภคบริโภค
มากขึ้น สวนระบบการพึ่งพายังคงพอมีอยูบางไดแก การเก็บเห็ด หนอไม และ
หาของปา เพอื่ บริโภค การตัดไมเ พื่อใชสรางบา นเรอื น และอุปกรณการเกษตร

การครอบครองพืน้ ท่ีปาและกรรมสทิ ธิ์ในที่ดิน
ยุคเปล่ียนผานทางเศรษฐกิจ การจับจองหรือครอบครองท่ีดินจะมีขนาด
ใหญก วา ยคุ การพง่ึ ตนเอง สว นใหญจ บั จองทด่ี นิ เพมิ่ ขน้ึ เพอื่ เพาะปลกู พชื เศรษฐกจิ
ซ่ึงตองใชที่ดินแปลงใหญขึ้น ในขณะท่ีบางรายจับจองไวเพ่ือแบงใหลูกหลานใน
อนาคต สําหรับผูที่จบั จองมีทัง้ ท่เี ปนผูนาํ ทางการ ไดแ ก กาํ นนั ผูใหญบา น สว น
ผทู อี่ พยพเขา มาในภายหลงั สว นมากจะไดก รรมสทิ ธค์ิ รอบครองโดยการซอ้ื ขาย มี
เพยี งสว นนอ ยเทา นน้ั ทไี่ ดค รอบครองทดี่ นิ โดยการจบั จอง ซง่ึ ถอื วา เปน การยอมรบั
ในระบบกรรมสทิ ธค์ิ รองทด่ี ินยังคงเหมอื นเชน ยุคบานปา
ในแงว ิถกี ารดาํ รงชพี ของชาวบานในยุคยกเลกิ สัมปทานปา ไม มกี ารพง่ึ ปา
นอ ยลง ชาวบา นเรม่ิ หนั ไปพง่ึ ตลาดมากขน้ึ ผลผลติ สนิ คา เกษตรมคี วามสาํ คญั มาก
ขนึ้ สว นใหญเ ปน การผลติ เพอ่ื การคา ยกเวน ขา วทป่ี ลกู ไวบ รโิ ภคในครวั เรอื น ขณะ
เดียวกันคนในหมูบานพื้นท่ีสูงท่ีเคยปลูกขาวไรก็เริ่มหันมาปลูกพืชไรตางๆ เชน
ขาวโพด ขิง มันสําปะหลัง เปนตน เม่ือการผลิตสินคาเกษตรเปล่ียนไปเพื่อการ
คา มากขนึ้ ทาํ ใหม กี ารจา งและการชอ้ื ปจ จยั การผลติ มากขน้ึ เชน การจา งแรงงาน
จางรถไถ ชือ้ รถไถ ชอ้ื ปุย และยาฆา แมลง เปนตน ทางดา นการช้อื สนิ คา อุปโภค
บรโิ ภคก็มีมากขึ้น ทงั้ นีส้ าเหตุเนื่องจากหาของจากปา ไดน อ ยลง

288
วถิ ชี วี ติ และสภาวะทางเศรษฐกจิ ขนึ้ อยกู บั ตลาดและสงั คมภายนอกมากขนึ้
และมคี วามสมั พนั ธก บั ปา นอ ยลง เกอื บทกุ หมบู า นจะปลกู พชื เศรษฐกจิ โดยเฉพาะ
ขา วโพดเลย้ี งสตั ว รวมถงึ ยงั ปลกู พชื เศรษฐกจิ ชนดิ อนื่ ๆ เชน มนั สาํ ปะหลงั สะทอ น
ใหเห็นวา เศรษฐกิจของชาวบานอิงอยูกับตลาดมากข้ึน ทําใหมีความไมแนนอน
และผนั ผวนไปตามภาวะตลาด ชาวบานไมส ามารถกําหนดได ขณะเดียวกันพ้ืนที่
ปาก็เริ่มลดนอยลง สงผลกระทบตอสภาพดินฟาอากาศและปริมาณนํ้าฝนพบวา
เกดิ สภาวะฝนแลง และฝนทง้ิ ชว งบอ ยครงั้ ขน้ึ สภาพเชน นส้ี ง ผลกระทบตอ การผลติ
พชื เศรษฐกิจเชิงเด่ียวของชาวบานเปนอยา งมากในปจจุบนั

ภาพสรุปปจ จัยหลกั ที่สง ผลกระทบตอ ฐานทรพั ยากรอาหารในลมุ นา้ํ รอบ 50 ปท ี่ผา นมา


Click to View FlipBook Version