239
3. การนํานํ้าเสียไปใชในกิจกรรมอื่นที่สามารถรองรับการใชน้ําท่ีมีคุณ
ภาพตํา่ กวา ได ตวั อยา งเชน การนํานา้ํ ซักลา งไปใชร ดนํ้าตนไมหรือขัดพนื้ เปน ตน
กรณีที่เปนผูผลิตน้ําเสีย ในมาตรา 80 แหงพระราชบัญญัติสงเสริมและรักษา
คุณภาพสิ่งแวดลอม พ.ศ. 2535 เจาของที่ครอบครองแหลงกําเนิดมลพิษ
ตองดําเนินการบําบัดน้ําเสียกอนท่ีจะปลอยออกสูภายนอก ในเขตเทศบาลฯ
มสี ถานประกอบการ 2 แหง ท่ีเขา หลกั เกณฑ คือสถานบริการนาํ้ มัน ซึ่งมบี อ ดัก
ไขมนั ในการการจัดการนาํ้ เสยี
สวนรูปแบบและลักษณะการปลอยน้ําเสียนั้นพบวา น้ําเสียสวนใหญ
เกิดจากบานเรอื นทีพ่ กั อาศยั และอาคารตา งๆ ภายในชุมชนที่เกดิ จากการซักลา ง
ทําครัว อาบนํ้า ท่ีระบายลงสูทอระบายสวนบานเรือนที่อยูบนเนิน ไมมีทอหรือ
ระบายนํ้าก็ใชวิธีสาดลงพ้ืนดิน จึงทําใหเห็นถึงปญหาและอุปสรรคในการจัดการ
นาํ้ คอื 1) ขาดบคุ ลากรทชี่ าํ นาญดา นการเดนิ ระบบและควบคมุ ดแู ลรกั ษา 2) ขาด
ความชัดเจนในดานการบังคับใชกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายหรือขอบังคับดาน
การจดั เกบ็ คา บรกิ ารบาํ บัดนํา้ เสียทีค่ วรเปนนโยบายท่ชี ดั เจนจากภาครัฐ 3) ขาด
การประชาสมั พนั ธใ หค วามรแู ละขอ เทจ็ จรงิ แกช มุ ชนและประชาชนรวมทง้ั การรบั
ฟง ความคดิ เหน็ ของประชาชนและรว มตดั สนิ ใจดาํ เนนิ การจดั การนา้ํ เสยี ตลอดจน
การสรา งการมสี ว นรว มดาํ เนนิ การทงั้ ภาครฐั เอกชน และประชาชน และ 4) ขาด
งบประมาณสําหรับเปน คาใชจา ยในการดําเนนิ งานระบบบําบดั นา้ํ เสยี
ลุมนํา้ หมนั ตอนปลาย
บา นนาหมูมน
หมูบานนาหมูมน มีลักษณะภูมิประเทศเปนที่ราบระหวางภูเขา ดาน
ทศิ ตะวันตกตดิ กบั ภเู ปาะ สวนทศิ ตะวันออกเปนท่รี าบลุม พ้นื ที่สวนใหญเปน หน
องนา้ํ และพนื้ ทน่ี าโดยมลี าํ นา้ํ หมนั ไหลผา น และขนาบขา งดว ยภขู เี้ ถา เปน แหลง นา้ํ
สาํ คญั ของชมุ ชน สว นพฒั นาการของการจดั การนา้ํ ของชมุ ชนบา นนาหมมู น มคี วาม
โดดเดนเร่ืองการจดั การนา้ํ 2 แนวทาง คือ
240
แนวทางแรก: การจดั การน้าํ หมนั ดว ยพัดวดิ นํ้า
การทํานาของชาวบานนาหมูมน หน่ึงปจะทําถึงสองคร้ัง คือทํานาป กับ
นาปลัง พนื้ ท่ีนาปท ี่ตดิ กบั ลาํ นํา้ หมนั จะใชพ ดั วิดน้าํ สว นพนื้ ทีใ่ ดติดกับนํ้าเหมอื ง
จากหวยภูก็จะใชนํ้าเหมืองหวยภูขี้เถาในการทํานาบางคนอาจจะปลูกขาวโพด
ในฤดแู ลง ครวั เรอื นทที่ าํ นาปจ ะใชพ ดั วดิ นาํ้ หมนั เขา นา ระหวา งเดอื นพฤษภาคม-
ตลุ าคม หลงั จากนนั้ นาํ้ หมนั จะลดลง ทาํ ใหพ ดั หยดุ หมนุ และเปน ชว งทใี่ กลฤ ดกู าล
เก็บเกี่ยวขาวซ่ึงไมตองการนํ้า ประจวบเหมาะชวงดังกลาว ครัวเรือนก็ไมตอง
การนํ้า ทําใหพ น้ื ทีน่ าแหง และงา ยตอการเก็บเกยี่ ว
พัดวดิ นา้ํ บานนาหมูมนคอื รูปแบบเทคโนโลยชี าวบา นที่มีประสิทธิภาพในการจัดการน้าํ เพ่ือการเกษตร
การใชพ ัดวดิ นํ้าเขา นามขี อ ดีหลายดาน เชน เกษตรกรไมต องรอน้ําจากฟา
ฝน ไหลตลอดวันตลอดคืน หากไมตองการนํ้าก็สามารถหยุดได ประหยัดคาใช
จายกวาการสูบน้ําเขานาหลายพันบาท คือจายเพียงคาลวดทําพัดประมาณรอย
กวาบาท สวนไมในการตอกพัดในชว งฤดแู ลงประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคม
กส็ ามารถหาไดจ ากภเู ขาใกลช มุ ชน หวั ไรป ลายนาหรอื รมิ นา้ํ หมนั พดั บางตวั ผนั นาํ้
เขา นาเพียงเจา เดยี ว บางตวั ใชรวมกนั ถึงสองเจา ในกลุม ญาติพ่นี อง พอถึงฤดกู าล
ตอกพัดก็ชวยกัน เพราะพัดแตละตัวใชงานไดปเดียวก็ผุพัง จะตองร้ือและสราง
ใหมชว งหนา แลง
241
อยางไรก็ตาม เมื่อประมาณ ป พ.ศ. 2552 องคการบริหารสวน
จังหวัดเลย (อบจ.เลย) ไดมาทําการขุดลอกนํ้าหมัน ตองการใหเจาของพัดบาน
นาหมมู น จาํ นวน 36 ตวั รอื้ พดั ทงิ้ แตไ ดม ชี าวบา นนาหมมู น จาํ นวน 10 กวา คน
ไดแก นายจัด สิงหสถิต นายสะทาน สิทธิศักด์ิ นายดวน กันทุ นายอุดม
นายบัวพาง เนตรแสงศรี นายเดด็ วงษโสภา นายพยงุ สิงหส ถติ และนายเพชร
อุนแกว ไดรวมตัวกันเจรจากับ อบจ.เลย ท่ีบานผูใหญบาน ขอไมรื้อพัด ดวย
เหตผุ ลคอื ใชพ ดั วดิ นา้ํ เพอื่ การเกษตรซงึ่ เปน แหลง นา้ํ สาธารณะ การทาํ พดั ไดท าํ มา
แตบ รรพบุรษุ เปนภูมิปญ ญาของชมุ ชนในการผนั นาํ้ เขา นา หากรอ้ื พัดแลวจะตอง
สบู นา้ํ เขา นาทางรฐั ไมไดม าชว ยเหลอื แตประการใด
สวนเหตุผลที่ อบจ.เลย ใหรื้อดวยเหตุผลวา การทําหลวยพัดของชุมชน
นน้ั สงู เกรงวา จะขวางลาํ นา้ํ ทาํ ใหไ หลไมส ะดวก ใหเ จา ของพดั ลดขนาดของหลว ย
ใหต่ําลงกวาตล่ิง ในที่สุดจึงมีการลงนามยินยอมใหลอกน้ําหมัน และหลังจาก
ขุดลอกน้ําหมันแลว ทําใหวังปลาหายไป ปจจุบันชุมชนนาหมูมนเหลือพัดวิดน้ํา
จาํ นวน 13 ตัว
แนวทางท่ีสอง: การจัดการนํา้ เหมอื งหว ยภขู ี้เถา
พ้ืนท่ีนาของครัวเรือนที่ไมไดติดนํ้าหมันจะใชน้ําในการเกษตรท้ังนาปและ
นาปลัง ทําไรขาวโพดในฤดูแลง ตลอดจนนําน้ําหวยภูข้ีเถาเพื่อทําน้ําประปา
ภูเขาใชในชุมชนและชุมชนใกลเคียง จากการเก็บขอมูลภาคสนาม พบวามีการ
จัดการนา้ํ เหมอื งดงั น้ี
เหมืองนานอย เจาของคือนายกุล โยเฮือง ถือวาเปนเหมืองนํ้าสวน
บุคคล เพราะมที ่ีไร- ที่นาตดิ กบั หวยภขู ีเ้ ถา จะทําการลอกปล ะครงั้ ผใู ชน ํา้ รว มคอื
นายสงคราม สิงหสถิต ซ่ึงเปนหลานโดยจายคาใชน้ํา 500 บาทตอป น้ําเหลือ
จากการเกษตรกป็ ลอยลงนาํ้ หมัน
242
เหมอื งบงุ มะไฟ เจา ของคอื นายจรสั พมิ พส าลี (พอ จอ ) เหมอื งนอ้ี ยตู ดิ กบั
เหมอื งปา เปอ ยแตอ ยดู า นบน มผี ใู ชน า้ํ รว ม ประมาณ 7 คนซงึ่ เรยี กวา คณะเหมอื ง
ไดแ ก นายเดด็ วงศโ สภา นางหนหู ล่ี จนั ทษร นายลาํ พนู จนั ทษร นายรหสั สงิ หส ถติ
นายจดั สงิ หสถติ นายสะเวี้ยน แสนใจ ทําเปนเหมอื ง (รอ งนํ้า) สง นา้ํ จากหว ยภู
แลวตอทอน้ําผานนํ้าหมันไปยังรองนํ้าช่ือวารองใหญ ไหลผานท่ีนาลงนํ้าหมัน
ในรอบ 1 ป ประมาณเดอื นเมษายน หลงั เก็บเกี่ยวขาวนาปลังเสรจ็ แลวจะมีการ
ขุดลอกโดยคณะเหมือง เจาของเหมืองจะแจงผูใชน้ํารวมไปชวยกันขุดลอกผาน
หอกระจายขาวหรือบอกกลาวดวยวาจาหากผูใชนํ้าคนใด ติดภารกิจก็จะชวย
จายเงิน หรือซื้อเหลา ยา อาหารไปชวยสมทบคณะเหมอื ง
เหมืองปาเปอย (เหมืองใหญ) เปนเหมืองท่ีมีนํ้าใส ไหลแรง ตลอดท้ังป
ใชสําหรับการทําประปาของหมูบานนาหมูมน บานอาฮี และบานนาดี ผูดูแล
คือองคการบริหารสวนตําบลนาดี โดยใชระบบทอพีวีซีเช่ือมตอจากเหมืองผาน
นํา้ หมัน ผานทงุ นา ระยะทางประมาณ 2 กโิ ลเมตร สง ไปยงั หอพกั นาํ้ หว ยภูใกล
ดอนหอของหมูบานนาหมูมน แลวสูบน้ําไปไวที่พักน้ําซึ่งเปนหอสูง บริเวณหลัง
โรงเรยี นบานนาหมูมน แลวปลอยน้ําไปยงั ครัวเรือนทงั้ 3 หมบู าน ครวั เรือนจาย
คา น้าํ หนวยละ 4 บาท
เหมืองบุงพระแซง เปนอีกเหมืองหน่ึงที่มีการนํานํ้าจากหวยภูไปใชเพื่อ
การเกษตร โดยทําเปนรองนา้ํ ตอทอ ผานน้าํ หมนั ไปใชในการเกษตร มีเจาของคือ
นายสมพงษ แสนใจ นายเจริญ จันทษร นายตาน สิงหส ถิตย
เหมืองตาเสย เปนรองน้ําเล็กๆ จากหวยภูไปใชเพื่อการเกษตร มีผูใชนํ้า
รว มกนั ไดแ ก นายเสย กนั ทุ นายสรุ ินทร สิงหสถติ นายสมคั ร เนธบิ ุตร
การจัดการเหมืองของหมูบานนาหมูมน ไมไดมีระบบการจัดการแบบมี
นายเหมือง มีระบบการเปดปดนํ้า จะปลอยใหนํ้าไหลลงน้ําหมันตามธรรมชาติ
ไมม รี ะบบการแบง ปน นา้ํ ทช่ี ดั เจนเหมอื นการจดั การเหมอื งฝายของทางภาคเหนอื
เนือ่ งจากผูใชน ํา้ ในเปนเครอื ญาติ เรยี กกลุมผูใชน าํ้ วา คณะเหมอื งจะชวยกนั ดูแล
ซอ มบาํ รงุ ปล ะครง้ั
243
อยา งไรกต็ าม แมจะจัดการแบบเครือญาตแิ ตในชุมชนก็มคี วามขดั แยงอยู
บา ง เชน รองนา้ํ ใหญ ผอู ยูป ากเหมืองไดท ําลายรองนา้ํ ทาํ เปนแปลงนา ทําใหน ้าํ
ไหลไปยังพ้นื ท่นี าทีต่ ํ่ากวา นาบางเจา นา้ํ ขงั หลายป ไมส ามารถทาํ นาและระบาย
นา้ํ ผา นทน่ี าแปลงอนื่ ๆ ใหไ หลไปตกนาํ้ หมนั ได ปญ หาดงั กลา วยงั ไมไ ดร บั การแกไ ข
เพราะขาดคนกลางในการไกลเ กล่ีย อกี ทง้ั เจา ของนาก็ไมกลาทจ่ี ะเจรจา เกรงวา
จะมคี วามขดั แยง หรอื ปญ หาการแอบเปด นาํ้ ใหไ หลเขา ทน่ี าของตน หรอื ปด นา้ํ ไม
ใหไ หลเขาแปลงนาของตนเอง ปญหาเหลานี้ยังมอี ยบู างในชุมชนบา นนาหมูมน
นอกจากมีการจัดการนํ้าในเกษตรจากน้ําหวยภูและนํ้าหมันแลว
บานนาหมูมนยังมีโรงสูบน้ําดวยพลังงานไฟฟา โดยกรมชลประทาน สูบน้ําหมัน
เพ่ือใชในการเกษตร เชน ปลูกขาวโพดในฤดูแลง ทําใหนํ้าคอนขางมีความอุดม
สมบูรณ มีการบรหิ ารจัดการเปน กลุม มนี างพริ าวรรณ ปา กระโทก เปน ประธาน
โดยจายคาสูบน้ําชว่ั โมงละ 60 บาท
พธิ เี ลี้ยงขุนน้ําหวยภูข้ีเถา
พธิ กี รรมสาํ คญั อยา งหนง่ึ ของผคู นในชมุ ชนบา นนาหมมู น คอื พธิ เี ลยี้ งขนุ นาํ้
หว ยภขู เ้ี ถา เชอ่ื วา หว ยภขู เี้ ถา มเี จา หรอื ผปี กปก รกั ษาหรอื เปน เจา ของ หากมนษุ ย
ตอ งการทจ่ี ะขอแบง ปน ใชน า้ํ จะตอ งทาํ พธิ ขี อขมาขออนญุ าตใชน า้ํ เพอื่ การเกษตร
ใชป ระโยชนต า งๆ ชมุ ชนเชอ่ื วา เมอ่ื ไดเ ลยี้ งอาหารหวานคาว แดภ พภมู เิ จา ทป่ี ระจาํ
หวยภูขี้เถาแตละแหงแลวจะทําใหนํ้าซํามีความอุดมสมบูรณ น้ําไหลตลอดทั้งป
แมกระทั่งฤดูแลง
ชุมชนบานนาหมูมน มีการประกอบพิธีกรรมโดยเจาของเหมือง ไดแก
เหมอื งนานอ ย เจา ของคอื นายกุล เครอื หงส (ปจจบุ นั อายุ 94 ป) และนางสวสั ด์ิ
เครือหงส ไดสืบทอดเหมืองน้ีมาจากนายคํา โยเรือง ซ่ึงเปนพอตา (ขณะนั้น
นายกลุ อายุ 24 ป) ในชุมชนนาหมูมนเชื่อวาเหมอื งของตากลุ เปนเหมอื งโบราณ
ซ่ึงนับยอนหลังเหมืองนี้นาจะมีอายุมากกวารอยป นายกุล เครือหงส เลาวาเมื่อ
กอ นทาํ ไรอ ยตู นี หว ยภขู เ้ี ถา เดมิ เปน เหมอื งเลก็ ๆ นา้ํ ไมเ พยี งพอตอ การเกษตรและ
สําหรับใชดื่ม พอตาจึงหาวิธีการท่ีจะทําใหนํ้ามากข้ึนโดยการบวงสรวงเซนไหว
ขนุ นาํ้ แลวขดุ เพม่ิ ซงึ่ หลงั จากทําพธิ แี ลว มนี ํ้าออกแรงมาก
244
การบวงสรวงขุนหว ยภขู เ้ี ถาของนายกลุ นี้ จะเลี้ยงในเดอื น 6 โดยเจา ของ
เหมอื งทาํ เอง เพราะเปน เหมอื งสว นตวั ไมม ใี ครมารว มพธิ นี อกจากคนในครอบครวั
สวนเคร่ืองเล้ียงประกอบดวยเรือเงิน เรือคํา (เรือทอง) ไขเปดในซอง พาหวาน
8 พา (เอาขาวเหนียวมาคลกุ ใสน าํ้ ตาล) แลววางใสใ บตอง จุดธปู เทียนบอกกลา ว
ใหมารบั เครื่องเซน ขอใหน ้ําทา อุดมสมบรู ณ ไมแหง
บา นหว ยปลาฝา
ประปาภูเขาภูนํ้าด้ันมีวิวัฒนาการอยางตอเน่ืองมาเกือบ 5 ทศวรรษ
มีจุดประสงคหลักเพ่ืออุปโภคและบริโภคในครัวเรือนและใชทางการเกษตร
กอนพัฒนาระบบการจัดการนํ้าดังกลาว ชาวบานตองเดินไปหาบน้ํามาจาก
ลําน้ําหมันเพื่อใชกินและผันนํ้าจากลําน้ําหมันมาทําการเกษตร หรือไมก็ตองรอ
นา้ํ ฟา นาํ้ ฝน การทาํ การเกษตรจงึ ทาํ ไดเ พยี งฤดกู าลละครง้ั กระทงั่ ป พ.ศ. 2510
กรมอนามัยจึงรวมกับองคกรระหวางประเทศองคกรหนึ่งมอบงบประมาณ
จํานวนหนึง่ เพือ่ ดําเนนิ การสรางประปาภูเขา
เบ้ืองตน คณะทํางานจากสององคกรที่กลาวมา เขามาสํารวจและวัด
ระดับพืน้ ท่ีวามคี วามเหมาะสมที่จะสรา งประปาภเู ขาไดหรอื ไม โดยสํารวจทบี่ าน
นาหมูมน ตําบลนาหอ อําเภอดานซาย จังหวัดเลย หมูบานท่ีต้ังอยูดานทิศใต
ของหมูบานหวยปลาฝา ปรากฏวา ชาวบานในหมูบานดังกลาวเกิดปญหาเร่ือง
การวางทอประปาชวงตนน้ํา ทอตองผานพ้ืนท่ีสวนบุคคล บางครัวเรือนไมยอม
ใหผ าน ทําใหเ กดิ ความขัดแยง โครงการประปาภเู ขาทห่ี มบู า นแหง นจี้ ึงตองยตุ ิลง
ทา ยสดุ โครงการประปาภเู ขาจงึ ยา ยมาสรา งทบ่ี า นหว ยปลาฝา เพราะหลงั
จากรังวัดพ้ืนท่ีเพ่ือดูระดับสูงตํ่าของแหลงตนนํ้าปรากฏวา จุดสรางนํ้าประปา
สูงกวาระดับหมูบาน ยกเวนบางสวนของหมูบาน เชน โรงเรียนบานหวยปลาฝา
และหมูบานที่ต้ังใกลเคียงกับโรงเรียน แรงดันน้ําในการสงอาจจะไมแรงเทาพ้ืนท่ี
ตน นํ้า ท้ังน้ี น้ําประปาภเู ขาจะแยกทอสงนํ้าเปน 2 สาย สายแรกเปน ทอสง นํ้าไว
ใชบ รโิ ภคและอปุ โภคตามครวั เรอื น อกี สายเปน ทอ สง นาํ้ และสรา งเปน เหมอื งฝาย
สงตามไรน าเพอ่ื ใชท างการเกษตร
245
ความสมบรู ณข องปาภนู าํ้ ด้นั ที่เปนน้าํ ผดุ ทาํ ใหชาวบานบรหิ ารจดั การน้าํ ในรูปแบบเหมือง
หลอ เหล้ยี งชวี ิตชาวหว ยปลาฝาทัง้ อยใู ชก นิ และทําการเกษตรมานานกวาครึ่งศตวรรษ
การสรา งประปาครงั้ นนั้ แมจ ะไดร บั การสนบั สนนุ เงนิ ทนุ จากรฐั และองคก ร
ระหวา งประเทศ หากทวา คณะกรรมการหมบู า นกลบั วางแผนใหช าวบา นทกุ ครวั
เรือนมีสวนรวมในสรางประปาภูเขา เพื่อสรางความตระหนักใหคนในหมูบาน
เกิดความหวงแหนตอระบบน้ําประปาภูเขาที่ไดรวมมือกันสรางข้ึน โดยเฉพาะ
การ “ลงแรง” กลาวคือ มขี อ กําหนดเบอ้ื งตน วา ชาวบา นทกุ ครวั เรือนจะตองสง
สมาชิกอยางนอย 1 คน มาชว ยงานกนั คนละไมล ะมอื เชน การขุดวางทอ โดยใช
ทอเหล็กจากจดุ ตนน้าํ ซึ่งเปน น้ําผุดมาถงึ ทงุ นายาวประมาณ 200 เมตร จากน้นั
จะตอเปนทอพลาสตกิ พีวซี ีเขา มาหมบู า น โดยตอ งวางทอขา มลํานา้ํ หมนั ตองวาง
ทอชว งสะพาน เมื่อทอ ตากแดดนานๆ จะแตก จงึ ตองเปลย่ี นมาใชทอเหลก็ เสรมิ
ชว งพาดผา นสะพานขา มลาํ นาํ้ หมนั และคอ ยตอ ทอ พลาสตกิ พวี ซี เี ขา หมบู า น สว น
ทอสงนา้ํ ทางการเกษตรจะทําเปน ระบบเหมืองฝาย สงไปตามไรนาของเกษตรกร
ชวงตนทําลํารางโดยกอ จากดนิ ภายหลงั จึงพฒั นาเปนลาํ รางคอนกรตี
246
เมอื่ สรา งประปาภเู ขาไดร ะยะหนงึ่ คอื ราวป พ.ศ. 2515 ระบบประปาเรมิ่
ชาํ รดุ ทางคณะกรรมการหมบู า นจงึ ประชมุ ปรกึ ษาหารอื กบั ลกู บา นเพอื่ ขอเกบ็ คา
บาํ รงุ เพอ่ื นาํ รายไดม าซอ มประปาภเู ขา โดยตง้ั คา บาํ รงุ รกั ษาครวั เรอื นละ 2 บาท
ตอเดือน แตชาวบานปฏิเสธขอเสนอดังกลาว เพราะเห็นวานํ้าประปาไดมาจาก
ธรรมชาติ ไมค วรเสยี คา บาํ รุงรักษาใดๆ จนคณะกรรมการหมูบานตอ งนาํ เรอ่ื งดงั
กลาวไปปรึกษากับฝายสงเสริมและพัฒนาชุมชนของอําเภอดานซายสมัยน้ัน จน
หนว ยงานภาครฐั ดงั กลา วตอ งเขา มาไกลเ กลยี่ จงึ ไดข อ ตกลงรว มกนั วา ใหเ กบ็ เงนิ
เปน คาบํารุงรกั ษาจากชาวบา นไดก ็ตอเมือ่ ระบบประปาภเู ขาหมูบานเกดิ ชํารดุ
ตอมา ทางคณะกรรมการหมูบ า นมีมตใิ หเ ก็บคาบาํ รงุ เปน เงิน 20 บาทตอ
ป คร้ังนี้ ชาวบานใหความรวมมือเปนอยางดี สวนหนึ่งเปนเพราะชาวบานเห็น
ความสําคัญของประปาภูเขา เน่ืองจากมีอยูคร้ังหน่ึง ประปาเกิดชํารุด น้ําหยุด
ไหลพักหน่ึง สรางความเดือดรอนใหกับชาวบานเปนอยางมาก ชาวบานจึงเห็น
ความสําคัญเร่ืองการซอ มบํารงุ หาใชเพียงใชแตอ ยางเดยี ว ปจจุบัน ชาวบา นตอ ง
จา ยคา บาํ รงุ รกั ษาประปาภเู ขาเปน เงนิ 50 บาทตอ ป ซงึ่ คา ธรรมเนยี มในการบาํ รงุ
รักษาดงั กลาว คณะกรรมหมูบา นไดเก็บในอัตราคงทีเ่ ชน นี้มาเปน เวลาหลายป
บา นปากหมนั
บานปากหมันจะมีฝายฝงดานจําปาดานทิศตะวันตกของหมูบานเพราะมี
ลาํ หว ย นาํ้ ทีใ่ ชทาํ นํา้ ประปา คือ นํา้ เหอื งตอ ทอ มาจากนํ้าตกโดยใชทอยางตอ ลง
มา 6,000 เมตร พอถงึ หมบู า นจงึ ใชท อ PVC ปญ หาทพ่ี บคอื ทอ นาํ้ ชาํ รดุ บอ ยครงั้
และทออดุ ตนั เวลาเกดิ น้ําหลากทาํ ใหน ํ้าใชก ารไมได
หวยมุน มีนา้ํ เฉพาะหนาฝน ภูอเี ลศิ มหี วยบง หว ยเพยี งนา หว ยนาํ้ มะนาว
หวยท้ังหมดจะมีน้ําเฉพาะฤดูฝน หวยเพียงนาทําเปนฝายนํ้าลนไวแตใชเฉพาะ
พ้ืนท่ีบริเวณใกลเคียง สมัยกอนการใชนํ้าจะใชน้ําจากนํ้าเหืองและนํ้าหมัน เวลา
หนาฝนนํ้าหมันขุนจะไปตักนํ้าจากนํ้าเหืองมาใช แตกอนรองนํ้าลึก ชาวบานจะ
มีเรอื ไวใชเวลาขา มไปทําไรทําสวนที่ฝง ลาว เพราะมพี นื้ ทเ่ี กษตรอยูท ี่นั่น ชวงหลัง
247
พอแบงเขตไทยลาวกันชัดเจน ชาวบา นจึงไมไดข า มไปทําไรฝงลาวอกี นอกจากน้ี
ชาวบา นยังใชพัดทดน้ําเขา นาสรา งท่ีรมิ ลํานํ้าหมนั ครวั เรือนใดมที ี่นาตดิ รมิ นํ้าจะ
ทาํ พัดทดนา้ํ ชวงหลงั พอมเี ครอ่ื งสบู น้ําเขา มาและริมแมน้ํากเ็ ริ่มทาํ พดั ยาก หลาย
ครัวเรือนจงึ เลิกทําพดั ทดนํ้า
จากเนอื้ หาการจดั การนาํ้ ของหมบู า นตา งๆ ในลมุ นา้ํ หมนั สว นตา งๆ ผสาน
เขากับเนื้อลุมนํ้าหมันสายน้ําแหงชีวิตที่นําเสนอไวในบทตนๆ สะทอนใหเห็นวา
หากเปนในอดีตลําน้ําหมันจะมีความสัมพันธกับชาวบานเปนอยางมาก แทบทุก
หมูบาน ยกเวน หมูบานในพ้ืนที่สงู ของลํานํา้ หมันตอนตน อยางบานกกเหย่ี นและ
บา นกา งปลาทอ่ี าศยั นา้ํ อนุ ขณะทบ่ี า นหว ยตาดอาศยั หว ยตาดและหว ยศอก สว น
บา นนาํ้ พุใชร ะบบนาํ้ ผดุ จากภูเขา เปนตน
ภาพแสดงความสมั พนั ธของหมูบ านตางๆ กับนํา้ หมัน สวนบนคือในแงอ ปุ โภคและบริโภค
(ปจ จบุ นั ใชเปนเพยี งแหลงอาหารพวกสัตวนํ้า ไมม ีการดื่มกิน)
สว นลางคือความสมั พันธในแงการใชนํา้ เพื่อการเกษตร
248
ชาวบานใชน้ําจากลํานํ้าหมันทั้งอุปโภคและบริโภค ตลอดจนการทํา
การเกษตร รวมถึงเปนอาหารทางธรรมชาติ ขณะเดียวกันเมื่อมกี ารเปลีย่ นแปลง
วิถีทํากิน มีการขยายพื้นที่ทําการเกษตรไปยังผืนปา สงผลทําใหระบบนิเวศ
เปลยี่ นแปลง มสี ารเคมปี นเปอ นไหลสลู าํ นาํ้ ทาํ ใหช าวบา นเกดิ ความกลวั ตอ ความ
สะอาดจงึ พากนั เลกิ ใชน า้ํ เพอื่ อปุ โภคและบรโิ ภค เชน เดยี วกบั แหลง อาหารจากนา้ํ
กล็ ดลงเนอ่ื งจากสญู พนั ธเุ พราะนเิ วศลาํ นา้ํ เปลย่ี นไปและนา้ํ มมี ลภาวะ ในสว นของ
การใชน าํ้ ทางการเกษตรพบวา หลายหมบู า นไดห นั ไปพง่ึ พาระบบประปาภเู ขา ซงึ่
ชว งตน ยงั คงความสมบรู ณ สว นหมบู า นทใี่ ชน าํ้ หมนั ทาํ การเกษตรจะพบเพยี งบาง
หมบู านในลุมนา้ํ หมันตอนตน ตอนกลาง และตอนปลาย ท่มี ีรมิ ตลิ่งไมสูงมากนกั
ดงั ปรากฏในภาพอธบิ ายดานบนวาดว ยหมบู านกบั ความสมั พันธล าํ นํ้าหมัน
ความสมั พนั ธข องคนดา นซา ยกบั ลาํ นา้ํ หมนั มนี ยั ยะสาํ คญั ยงิ่ เพราะยง่ิ นาน
วนั ความสมั พนั ธข องผคู นกจ็ ะยงิ่ ถอยหา งจากลาํ นา้ํ ดงั นนั้ จงึ ไมแ ปลกใจทจี่ ะเหน็
ภาพใครหลายคน “เพกิ เฉย” ตอ ลาํ นาํ้ สายน้ี เนอ่ื งจากพวกเขาไมไ ดผ กู พนั ในการ
ดาํ เนนิ ชวี ติ ประจาํ วนั ดงั เหน็ ไดจ ากการพฒั นาโครงการตา งๆ ของภาครฐั ทเี่ กดิ ขนึ้
ในลาํ นา้ํ หมนั ทผ่ี า นมา ไดด าํ เนนิ การโดยปราศจากการศกึ ษาผลกระทบทเี่ กดิ ขน้ึ ทงั้
ในระบบนเิ วศลมุ นา้ํ และการเปลยี่ นแปลงของวถิ ที าํ กนิ มกั ไมถ กู ตงั้ คาํ ถามจากคน
ทอ งถน่ิ ปลอ ยใหล าํ นา้ํ หมนั ถกู กระทาํ จนเกดิ ปรากฏการณท าํ ลายนเิ วศลมุ นา้ํ จน
นาํ ไปสวู กิ ฤตลาํ นา้ํ หมนั ทตี่ ลอดลาํ นา้ํ ตอ งสญู สน้ิ วงั ปา พนั ธไุ มร มิ นาํ้ แหลง อาหาร
จากนํา้ และรวมแมกระทั่งภยั แลง อยางปลา สุด (พ.ศ. 2559)
249
การจัดการปาในลุมนํ้าหมัน
การจัดการผืนปาของหมูบานตางๆ ในลุมนํ้าหมันมีศักยภาพเฉพาะเพียง
บางหมบู าน ในสวนของลมุ นาํ้ หมันตอนตน การจดั การผืนปา ถือวา มีศกั ยภาพตํา่
โดยสวนใหญ เนื่องจากขาดแนวทางจัดการที่แนชัด ทั้งการสรางกฎเกณฑและ
กฎระเบียบท้ังที่เปนทางการและไมเปนทางการ จึงทําใหผืนปาถูกบุกรุกและ
ทาํ ลายจนกลายเปน ภเู ขาหวั โลน ดงั นนั้ สาระสาํ คญั ของการจดั การผนื ปา ในลมุ นา้ํ
หมนั จงึ มงุ ความสาํ คญั ไปยงั หมบู า นทมี่ ศี กั ยภาพในการจดั การผนื ปา ในสว นของลมุ
นํ้าหมันตอนกลางและตอนปลายเปนหลัก ผานการนําเสนอเร่ืองระบบความเช่ือ
กบั การอนรุ ักษฐานทรัพยากรอาหารของชมุ ชนในลมุ นํา้ หมันตอนกลาง ภูเตาโปง
การสรา งเครือขายในการอนุรกั ษฟ น ฟปู า ชุมชนบานบุงกมุ
250
ระบบความเชื่อกบั การอนรุ กั ษ
ฐานทรัพยากรอาหารของชุมชนในลุมนํา้ หมนั ตอนกลาง
ระบบความเช่ือกับการอนุรักษฐานทรัพยากรอาหารของชุมชนในลุม
นํ้าหมันตอนกลางมีความเช่ือมโยงกับวิธีคิดของความสัมพันธของคนกับระบบ
เหนือธรรมชาติ โดยใชพิธีกรรมและความเชื่อเปน “ส่ือ” ในการเช่ือมโยงทําให
เกิดกฎเกณฑและกฎระเบียบตามวิธีคิดของคนทองถ่ิน ซึ่งในพ้ืนที่ลุมนํ้าหมัน
ตอนกลางจะมุงความสําคัญไปยังประเพณีบูชาภูอังลัง บานนาเวียงใหญและ
ประเพณบี ชู าภผู าแดด บา นนาหอ
ประเพณีบชู าภอู งั ลัง
ชาวบานนาเวียงใหญ บานนาเวียง (หมูบานติดกัน) และชาวบานนาออ
(หมูบานติดกัน) ซ่ึงเดิมเคยตั้งบานเรือนอยตู ีนภูอังลังไดรวมประเพณีบูชาภูอังลัง
มาเปนเวลานาน ชาวบานในกลุมคนท่ีมีอายุมากกวา 40 ปข้ึนไป ใหความเห็น
สอดคลอ งกนั วา เกดิ มากเ็ หน็ แลว ทาํ มาตงั้ แตร นุ ปยู า ตายาย เปน ประเพณที แี่ สดง
ถึงภูมิปญญาของชุมชนบานนาเวียงใหญตอวิถีการอนุรักษผืนปา สงผลตอการ
อนรุ กั ษนํา้ และสง ผลตอ อาหารของชมุ ชนทีพ่ ง่ึ พาธรรมชาติ
สงิ่ ทนี่ า สงั เกต คอื วถิ วี ฒั นธรรมของผคู นในลมุ นา้ํ หมนั ในหลายชมุ ชน เชน
บานหนองผือ บานนาหอจะไปเล้ียงหรือไปทําบุญภูผาแดด มีความเชื่อเก่ียวกับ
ผบี นภเู ขาทส่ี ามารถใหน า้ํ ความอดุ มสมบรู ณไ ด เชน เดยี วกบั ชมุ ชนบา นนาเวยี งใหญ
ที่มีความเช่ือและเร่ืองเลาเกี่ยวกับภูเขาศักดิ์สิทธิ์ เก่ียวกับภูอังลังวา บนภูอังลัง
นั้นใครท่ีมีบุญเม่ือข้ึนไปแลวจะเห็นหนองนํ้าศักดิ์สิทธิ์ เปนหนองน้ําที่ใสสะอาด
มีตนกลวย ตนออย ตนยาสูบ ซึ่งสามารถดื่มกินไดแตไมใหนําออกไปจากปา
อาจทําใหไดรับความเดือดรอนหรือหลงปาได มีความเช่ือในเรื่องผีขุนน้ําที่เปน
ผรู กั ษาตน นาํ้ ซาํ ตา งๆ บนภเู ขา มคี วามเชอ่ื วา เรอ่ื งเงอื กหนึ (เงอื กรอ ง) เงอื กบจุ าก
ภเู ขาลงแมนา้ํ หรอื เชื่อวา หากไดยนิ เสยี งเงือกรอ งจะทําใหฝนตกหนัก
251
รวมถึงชาวบานยังมีความเช่ือเร่ือง “แกวเสด็จ” ออกจากถํ้าภูอังลังไปที่
ภูผาแดด เวลาออกจากถํ้า หรอื เขา ถาํ้ ถา้ํ จะปดมเี สยี งดังตมู และเชือ่ วาภูเขาทงั้
สอง (ภอู งั ลงั และภผู าแดด) ไปเยย่ี มเยอื นเสย่ี วบา วนอ ยภผู าแดดหรอื เสดจ็ ไปทพ่ี ระ
ธาตุศรสี องรกั ในวันพระ ประการสาํ คัญ ชาวบา นยงั เชื่อวา บริเวณพธิ กี รรมมีหนิ
รูปหมอนองิ ไวสาํ หรับใหพ ระสงฆน่งั เทศน ใตห นิ จะมปี อ ง (ชอง) ยาวทะลไุ ปถงึ
วงั ตะเกยี บ หว ยนํ้าศอก ตลอดจนยงั ความเชอื่ วา ตนไมท่ีขน้ึ ใกลกับซาํ ตา งๆ หรอื
ขนึ้ ใกลแ มน้าํ (ไมแยงเงา) หามตัดไปสรางบา น เพราะมีผรี กั ษา ถอื เปน ไมทข่ี ะลํา
(ขอหาม) ทําใหผ ูอยอู าศยั เดือดรอน
ในอดีตเม่ือหลายสิบปกอน ชาวบานนาเวียงไดขึ้นไปทําไรขาวบนภูอังลัง
บริเวณท่ีใดเปนซํา เชน ซําตอง ซําสองหอง ซํานาโปงไก เตาขนม ทาใหญ
หนองหมาเผา ซําหวาย จะไมตัดไมบริเวณซําเหลาน้ีเพราะเช่ือวามีผีและเปน
บริเวณที่ศกั ดสิ์ ิทธ์ิ และในป พ.ศ. 2528 รฐั บาลไดประกาศโครงการอีสานเขียว
ผูคนบานนาเวียงใหญจ งึ เลกิ ไปทาํ ไรที่ภูองั ลัง ปลอ ยใหเ ปน ท่ีรกรา ง กลายเปนปา
ตามธรรมชาติ สงผลใหผืนปาบนภูเขาเปนแหลงอาหารท่ีอุดมสมบูรณ เพราะมี
เห็ดธรรมชาตขิ ึ้นหลากหลายชนดิ มีหนอไม ผักหวานตน ใหญก วา 300 ป ลกู กอ
แตชมุ ชนยงั คงสืบทอดประเพณีบชู าภอู ังลงั ตลอดมาจนถงึ ปจ จบุ ัน
พิธีบูชาภูอังลัง ตามประเพณีกําหนดเอาข้ึน 15 ค่ําเดือน 8 ของทุกป
เปนวันเล้ียงภูอังลัง โดยมีขอหามเล้ียงในวันพุธ (หากมีความจําเปนตองเล้ียงวัน
พธุ วนั พฤหสั บดกี วนจา้ํ จะตอ งขนึ้ ไปบอกใหเ สวยอกี รอบในวนั พฤหสั บด)ี พธิ กี รรม
เริ่มจากนิมนตพระสงฆจากวัดโพธิ์ศรีบานนาเวียง จํานวนไมจํากัดท่ีสามารถ
เดินขนึ้ ภอู ังลงั ได
เมื่อถึงวันงาน ซึ่งเปนวันพระใหญหรือวันอาสาฬหบูชา กลุมผูชายจะ
พากนั เดนิ ทางไปทบ่ี รเิ วณยอดภอู งั ลงั ทเี่ รยี กวา “ซาํ สองหอ ง” หรอื หว ยบวกเดยี ว
เพ่ือเตรียมหิ้งสําหรับพิธีเลี้ยง 5 หิ้ง เตรียมสถานท่ีตางๆ หลังจากท่ีพระสงฆ
ฉันภัตตาหารเชาแลวประมาณ 8 นากิ า พระสงฆพ รอ มชาวบาน เดก็ ๆ เดนิ แห
เปน ขบวนขนึ้ ไปที่ภูอังลงั พรอ มกบั ตฆี อ ง ตกี ลอง และฉาบ เพอ่ื ความสนกุ สนาน
252
และเปน สญั ญาณของการไปประกอบพธิ กี รรม เหนอ่ื ยกพ็ กั ระหวา งทางเพราะภอู งั
ลงั คอ นขา งสงู แตจ ะตอ งขน้ึ ไปใหถ งึ กอ นเทยี่ ง ใหท นั ฉนั เพล และประกอบพธิ กี รรม
ตามความเชือ่ ดง้ั เดิม ขณะเดินขึ้นภอู ังลงั ไมค วรดม่ื น้าํ และใหเดนิ ดวยเทา เปลา
เมื่อไปถึงบริเวณท่ีประกอบพิธีกรรม จะมีลานหินสองขางซึ่งเรียกวาซํา
สองหอ ง มรี อ งหินเปนแนวก้นั เม่อื ถงึ บริเวณน้ีทกุ คนตองถอดรองเทา แบงพ้นื ท่ี
ของเพศอยา งชดั เจน เพศหญงิ จะใชพ น้ื ทล่ี านหนิ ดา นซา ยมอื สว นลานหนิ ดา นขวา
เปน พน้ื ทขี่ องเพศชายและพระสงฆ หา มเพศหญงิ ลกุ ลาํ้ เขา ไปในพน้ื ทข่ี องพระสงฆ
และเพศชาย ระหวางลานหนิ ทงั้ สองจะมีหนองนํา้ ในอดตี รองหินนม้ี นี าํ้ ซึมน้าํ ซับ
ตลอดท้ังป ชาวบานไดตักใชสอยตางๆ เชน ลางมือ รวมถึงเลนน้ําสนุกสนาน
หลายปแลวท่ีน้ําแหงขอด ไมมีกิจกรรมดังกลาว เมื่อไปถึงชาวบานสวนใหญเปน
เพศหญิงจะแตงเครือ่ ง 120 ประกอบดวย แกงสม (แกงหนอ ไมดอง) แกงหวาน
เม่ยี ง ออ ย หมากพลู ของหวาน ของคาว ผลไม และนา้ํ ทาํ จอก (กระทงทาํ จาก
ใบไม จาํ นวน 120) เพือ่ ใสเครื่องถวาย นอกจากน้ันยงั มบี ้ังไฟ 4 หาง ทงุ (ธง)
ขาวยาว 5 หาง (ธงชาตินาํ มาเพ่ิมภายหลงั แตไ มเ กี่ยวกับพิธกี รรม) หลงั เตรียม
เสรจ็ แลว กวนจา้ํ จะยกไปวางไวห งิ้ ทง้ั สที่ ศิ หงิ้ ละ 25 จอกและหงิ้ อกี 1 ที่ 20 จอก
ขนั หา ขนั แปด กวนจํา้ จะเรยี กเจาที่ เทพยดา มาเสวย เรียกเจา ภูผาแดด ผาได
ผาดาง และทาวแสนลอ ทาวแสนหลอ ทาวกอฟา กอฝน มาเสวยดวยกัน
พรอ มกบั ขอใหฝ นฟา ตกตอ งตามฤดูกาล มคี วามอุดมสมบรู ณ
หลังจากพิธีกรรมถวายเคร่ืองเซนแดเจาภูอังลังแลว จะเปนพิธีถวายเพล
แดพ ระสงฆ พระสงฆจ ะเทศน 1 กณั ฑ กอ นทก่ี วนจา้ํ จะประกอบพธิ ตี อ เพอ่ื ขอฟา
ขอฝนใหต กตามฤดกู าล ขอใหม นี า้ํ ไวใ ชใ นนา ขอเจา ปา เจา เขาและเหลา เทวดาทง้ั
หลายไมว า จะเปน ภอู งั ลงั ภผู าแดด ภผู าได ผาดา ง มารว มเพอ่ื เปน สกั ขพี ยาน เพอ่ื
ใหช าวบา นอยเู ยน็ เปน สขุ หมดเคราะหห มดโศก ขอใหท าํ นาทาํ ไรไ ดผ ลอดุ มสมบรู ณ
จะมีพิธีกรรมแขวนธงสักการะบูชาภูอังลัง แลวจุดบ้ังไฟเปนการเสี่ยงทายวาปน้ี
ปริมาณนํ้าฝนจะดีไหม ถาฝนดีไดทํานา บ้ังไฟที่จุดเส่ียงทายจะขึ้นดี ถาไมมีฟา
ไมมีฝนบ้ังไฟท่ีจุดจะไมข้ึน จากการเส่ียงทายน้ี ทําใหชาวนาเวียงใหญและคน
253
หมูบานใกลเคียงนํามาประกอบการวางแผนการเพาะปลูกประจําป เสร็จพิธี
แขวนทุงแลวกวนจ้ําจะทําพิธีคารวะ เปนการขอขมาตอเจาภูอังลังหากมีขอ
ผิดพลาดประการใดเสร็จแลวก็จะนํากราบลา กอนกลับชาวบานจะรวมกันรับ
ประทานอาหาร
กวนจํ้า (ผูนาํ จิตวิญญาน) กาํ ลังทาํ พธิ ีบชู าภูอังลังและพธิ ีกรรมทางพทุ ธศาสนา
ประเพณไี หวภ ผู าแดด
ชุมชนนาหอเปนอีกหมูบานหน่ึงในลุมน้ําหมันตอนกลางที่มีความเช่ือ
เก่ียวกับส่ิงศักด์ิสิทธิ์คือภูผาแดด ในอดีตภูผาแดดเปนพ้ืนที่สําคัญของชุมชน
บา นหนองผอื บานนาหอ ทง้ั ในแงของแหลงอาหารปา ตามธรรมชาติ เชน ผกั ปา
เห็ด หนอ ไม สัตวปา ตา งๆ ภผู าแดดเปน สว นหน่ึงของปา ตนนา้ํ ตับไหลมาตกที่ลํา
น้ําหมัน ในอดีตถือเปนปาเข็ด (ปาศักด์ิสิทธ์ิ) ใครจะเขาไปหาของปาตองทําพิธี
บอกกลาว แตถ า หาสตั วป า จะถวายดวยฝน ตน ไมตา งๆ จะไมมใี ครกลา ตัด
254
บานนาหอ รวมท้ังบานหนองผือจะไปทําบุญภูผาแดด หลังพิธีกรรม
เลี้ยงปเสร็จแลว ประมาณแรม 7-8 ค่ํา เดือน 7 เพราะชุมชนมีความเช่ือวา
ภูผาแดด เปนภูเขาศักด์ิสิทธิ์เพราะมีวิญญาณของบาวนอยภูผาแดดสิงสถิตอยู
บาวนอยภูผาแดดเขาไปเปนบริวารของเจาพอหาญหา ซึ่งเปนเจาบานประจํา
ชมุ ชน (ชุมชนนผ้ี สมผสานความเชอื่ ผีเขาดวยกนั โดยไมแบง แยกผบี า น ผปี า ผีวดั
ผีน้ํา) ชาวบา นมเี ร่ืองเลาวา บนภผู าแดดมถี ้าํ พระ ในถํ้าพระมีของศกั ดส ทิ ธ์ิ เชน
เครื่องทําบุญตางๆ ของมีคาตางๆ เม่ือถึงเวลาทํางานบุญชาวบานจะไปยืมมาใช
ตอมาคนไมมีความซื่อสัตย หรือไมมีวาจาสัตย ทําใหถํ้าน้ันปดตัว นอกจากนั้น
ยงั มีเร่อื งเลา แกว เสด็จไปเย่ียมเยือนเพอ่ื นทภี่ อู ังลัง
เมื่อมีพิธีกรรมเล้ียงปที่ดงหอแลว ชุมชนจะพากันไปทําบุญที่ผาแดด
โดยนิมนตพระสงฆข้ึนไปประกอบพิธีกรรม เม่ือถึงภูผาแดด ลูกบานหลานเมือง
กลุมหน่งึ จะแตงเครือ่ งบูชาบรเิ วณที่แขวนทุง (ธง) หรือบรเิ วณประกอบพิธกี รรม
เทศนมาลัยหม่ืนมาลัยแสน เคร่ืองถวายเปนเครื่องรอยเคร่ืองพัน โดยจะนํามา
วางไวทั้ง 4 ทศิ (รอบมณฑลพิธ)ี ลกู บา นหลานเมอื งอีกกลุมหนงึ่ พรอมพระสงฆ
จะไปประกอบพิธีสรงนํ้าพระเจา นอ ย (พระพทุ ธรูปเลก็ ) ทถ่ี ํา้ พระ เมื่อถงึ ถํ้าพระ
กจ็ ะแตง เครอื่ งถวายเปน ขนั 5 และขนั 8 แลว นาํ พระเจา นอ ยลงผลดั เปลย่ี นเครอ่ื ง
ทรงเปน ผา สีขาว กอนสรงนํา้ พระจะมกี ารสวดมนตก อ น พระสงฆกจ็ ะใหพ รเสรจ็
แลว กจ็ ะสรงนา้ํ พระเจา นอ ย ซงึ่ นาํ โดยพระสงฆแ ลว ตามดว ยฆราวาส สรงนาํ้ เสรจ็
แลวก็มีพิธีเวรทุง (เวียนธง) แลวนําพระเจานอยประดิษฐาน ณ ถํ้าพระตามเดิม
หลงั จากนนั้ มพี ธิ จี ดุ บง้ั ไฟเพอื่ เฉลมิ ฉลอง มกี ารปก ธงถวายเจา ภผู าแดดเพอ่ื ขอฟา
ขอฝน แลว เดินทางกลับมายงั ลานพิธกี รรม ซึ่งมีการจดั สถานทโ่ี ดยนําเครือ่ งรอ ย
เครอ่ื งพนั (เยบ็ เปน กรวยใบไมข า งในบรรจอุ าหารการกนิ อยา งละเลก็ อยา งละนอ ย)
ไปวางไวบ รเิ วณมณฑลพิธี (ส่ที ิศ)
พิธีกรรมตอมาคือ ถวายเพลแดพระสงฆ เสร็จแลวนิมนตพระสงฆเทศน
มาลยั หมน่ื มาลยั แสน (คลา ยงานบญุ หลวง) ในระหวา งเทศนร า งทรงบา วนอ ยกจ็ ะ
จดุ เทยี นบรเิ วณเครอื่ งรอ ย เครอื่ งพนั ทงั้ สท่ี ศิ เปน นยั ยะวา เจา ภผู าแดดและบรวิ าร
255
มารวมฟงเทศนมาลัยหม่ืนดวย รางทรงและผูมารวมพิธีกรรมในขณะฟงเทศน
กจ็ ดุ เทยี นดว ยเชน เดยี วกนั การจดุ เทยี นในขณะฟง เทศนน น้ั มคี วามหมายถงึ ความ
อุดมสมบูรณ ความเจริญรุงเรืองของบานเมืองตอไป เม่ือพระสงฆเทศนจบก็มี
การกรวดนา้ํ รบั พร และนมิ นตพ ระสงฆก ลบั วดั สว นฆราวาสผปู ระกอบพธิ กี เ็ คลอ่ื น
มายงั หนา ผาหนิ ดา นทศิ ตะวนั ออก มกี ารแขวนทงุ (ธง) รา งทรงบา วนอ ยภผู าแดดจะ
อธษิ ฐานจติ ขอใหฟ า ฝนตกตอ งตามฤดกู าล เสรจ็ แลว มกี ารจดุ บงั้ ไฟเพอ่ื เสยี่ งทาย
ฟา ฝน 3 ครง้ั (บัง้ ท่ี 1 เปนบงั้ ไฟของเจา พอ บง้ั ท่ี 2 เปนบัง้ ไฟของเจา แม และ
บง้ั ที่ 3 เปนบง้ั ไฟของบาวนอ ยภผู าแดด) หลงั จากนัน้ มีการอัญเชญิ เจาภูผาแดด
มาประทับทรงเพ่ือไตถามเกี่ยวกับฟาฝน ปญหาบานเมือง บาวนอยภูผาแดด
กจ็ ะฟอ นเลน กบั บรวิ ารอยา งสนกุ สนาน เสรจ็ แลว กจ็ ะถวายขนั ดอกไม และกลา ว
คําขอฟา ฝน ขอความสขุ จากบาวนอ ยภูผาแดด
จากพิธีกรรมบูชาภูผาแดดจะเห็นวา เปนการผสมผสานความเชื่อทาง
ศาสนาระหวางพุทธและผี ส่ือความหมายวาพื้นท่ีศักด์ิสิทธิ์แหงน้ีเปนความ
ศักดส์ิ ิทธ์ดิ วยกระบวนทัศนด้งั เดิม (ผี) และกระบวนทศั นท างพทุ ธศาสนา อีกท้งั
สื่อความหมายวาเจาภูผาแดดเปนผีปาผูยึดมั่นในศาสนา การท่ีชุมชนมาทําบุญ
ที่ภูผาแดดนั้นมีเปาหมายเพื่อแสดงความเคารพตอบาวนอยภูผาแดด (สิ่งเหนือ
ธรรมชาติ) มาถวายอาหารผานเครื่องรอยเคร่ืองพันซ่ึงสื่อความหมายถึงอาหาร
อันอุดมสมบูรณ สรางความอ่ิมหนําสําราญ ความสนุกสนาน ความเบิกบานใจ
แกบาวนอยภูผาแดด เช่ือวาเม่ือบาวนอยภูผาแดดไดรับความพึงพอใจก็จะ
บันดาลฟาฝนใหตกตองตามฤดูกาล นับไดวาศาสนาและอาหารคือเครื่องตอรอง
ตออาํ นาจของสง่ิ เหนอื ธรรมชาติเพ่ือสรา งความพึงพอใจ และนาํ มาซึ่งความอดุ ม
สมบูรณ (พยงุ พร, 2555)
256
ภูอังลงั และภูผาแดด: พื้นท่ีศักดิ์สทิ ธก์ิ บั การจดั ฐานทรพั ยากรอาหาร
ภูอังลังถือเปนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ดวยเรื่องเลา ประเพณี พิธีกรรม และ
ผูประกอบพิธีกรรม ดังเชนการเปนตัวแทนของกวนจํ้าน้ันจะถูกคัดเลือกโดยเจา
ภูอังลังผานพิธีกรรมเลี้ยงเจาบาน ซึ่งจะมาเขาทรงเพื่อเลือกบุคคลที่พึงพอใจมี
ความซื่อสัตย เปนคนมีศีลธรรม มีความเหมาะสมท่ีจะเปนผูนําทางจิตวิญญาณ
จะเหน็ วา การคดั เลอื กกวนจ้ําผานพิธีเลีย้ งหอเจาบา น การกําหนดใหพ้ืนท่ภี อู ังลัง
เปน พนื้ ทศี่ กั ดสิ์ ทิ ธด์ิ ว ยโลกทศั นท างพทุ ธศาสนาและโลกทศั นด งั้ เดมิ แลว บรรพชน
ของผูคนลุมน้ําหมันยังผูกโยงเร่ืองเลาตํานานภูเขาเพื่อใหเปนพ้ืนที่ศักดิ์สิทธิ์
ผานเรื่องของหนองนํ้าศักด์ิสิทธ์ิ เช่ือวาบนยอดภูอังลังมีหนองนํ้าท่ีใสสะอาด
มีกลวย มีออย คนที่พลัดหลงเขาไปสามารถดื่มกินไดแตไมสามารถน้ํากลับได
เพราะจะทาํ ใหหลงทางกลับบา น หรือบนภอู งั ลงั มีถํา้ ศกั ด์ิสทิ ธ์ิ เปนทีส่ ถติ ของลูก
แกว ทุกวนั พระจะเสร็จไปทางภูผาแดดเพราะเปนเปนเสี่ยวกัน หรอื บางวนั เสดจ็
ไปทางพระธาตุศรีสองรัก เม่ือเสด็จถึงปากถ้ําจะมีเสียงปดถ้ําดังสนั่นหวั่นไหว
หรือมีเรื่องเลาวากอนฝนตกจะมีเงือกบุเปนทาง หรือเรื่องราวเก่ียวกับปอง
พญานาคที่ทะลุจากซาํ สองหองถงึ วังตะเกียบ หวยนํ้าศอก
การผกู โยงเรอ่ื งเลาตางๆ เก่ยี วกบั ภอู งั ลงั ภผู าแดด ประกอบกับพธิ กี รรม
ทั้งพุทธและผี สงผลใหกอเกิดเปนพ้ืนท่ีศักด์ิสิทธิ์ เมื่อเปนพื้นท่ีศักด์ิสิทธิ์ผูคน
ในชุมชนเกิดความกลัวตอเจาปาเจาเขา จึงไมกลาตัดตนไมบนภูอังลัง ภูผาแดด
สงผลใหเกิดจิตสํานึกรวมตอการอนุรักษธรรมชาติท่ีเปนปาไม เกิดซํา หวยตางๆ
หลอเลี้ยงวิถีเกษตรของผูคนที่อยูรอบภูอังลัง และภูผาแดด อีกทั้งเมื่อภูอังลัง
มีความอุดมสมบูรณยอมสงผลตอวิถีชีวิตของผูคน เพราะภูอังลังและภูผาแดด
เปนแหลง อาหารตามธรรมชาตขิ องชุมชน ไดแก ผักหวานปา เหด็ ตา งๆ อาทิเชน
เห็ดระโงก เหด็ หนา เศรา เหด็ หนา แดง เหด็ เผาะ ลูกกอ หมากกะบก หนอไมรวก
หนอ ไมค าย หนอไมบง สมุนไพรตา งๆ
257
เรื่องเลา ตํานาน และพิธีกรรมเก่ียวกับภูอังลังดังกลาว โดยเฉพาะความ
เชื่อที่วาบนภูอังลังมีนาคบุ หรือปองพญานาคถือเปนสัญลักษณท่ีสื่อความหมาย
ถงึ ความอุดมสมบรู ณ ดนิ และนา้ํ ดงั ความวา ตาํ นานเปน เร่ืองเลาทแ่ี ตกตา งจาก
ขอ มลู คตชิ นประเภทบอกเลา (verbal folklore) หรอื มขุ ปาฐะอน่ื นนั่ คอื มลี กั ษณะ
ความเปน เรอื่ งเลา ศกั ดสิ์ ทิ ธิ์ (The sacred narrative) เปน เรอื่ งเลา เหนอื ธรรมชาติ
มีความเกี่ยวของกับความเชื่อ และศาสนาของกลุมชนอยางใกลชิด เพราะเปน
ถอยคําศักดิ์สิทธิ์เปนการแสดงออกถึงความศักด์ิสิทธิ์ และการศึกษาตํานานก็
สามารถชักนําไปสูการศึกษาความหมายหรือนัยที่ซอนเรนอยูในเรื่องเลาไมวาจะ
เปน สญั ลกั ษณข องตาํ นานหรอื พธิ กี รรม ตาํ นานจงึ เปน ระบบการสอื่ สารแบบหนงึ่
ทสี่ ามารถทาํ ใหเ ราเขา ใจหรอื มองเหน็ มติ วิ ฒั นธรรมของมนษุ ยใ นแตล ะกลมุ ชนและ
สังคมได (ปฐม, 2550)
นับไดวาพิธีบูชาภูอังลัง และภูผาแดดเปนปรากฏการณหน่ึงที่แสดงถึง
ภูมิปญญาของผูคนลุมน้ําหมันที่มีตอการจัดการปาไมและการจัดการนํ้าแบบ
ดั้งเดิม โดยใชความเชื่อและพิธีกรรมเปนเคร่ืองมือในการอนุรักษสมบัติของสวน
รวมในชมุ ชน น่นั คือ ปาไม ทรัพยากรธรรมชาติ แหลงนํา้ หว ย ซาํ ตางๆ บนภเู ขา
เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่ประกอบไปดวยภูเขาสูง ที่ราบเชิงเขา สลับกับ
ทรี่ าบลมุ สง ผลใหว ถิ ชี วี ติ ของผคู นประกอบอาชพี การเกษตรซงึ่ ตอ งอาศยั แหลง นา้ํ
ธรรมชาติ การดาํ รงชพี ทต่ี อ งอาศยั ผนื ปา เปน แหลง อาหารเชน เหด็ ผกั ปา สตั วป า
ตลอดทง้ั ความเชอ่ื ดงั้ เดมิ ของกลมุ ชน ซง่ึ มบี รรพบรุ ษุ เปน ลาวลา นชา ง จงึ มกี ารปรบั
ตวั ตอส่งิ แวดลอมหรอื พ้ืนทท่ี างกายภาพท่ีอาศยั อยู ตลอดจนมีทศั นะตอ สิ่งเหนือ
ธรรมชาตทิ ีเ่ ปน แมน ํ้า ภเู ขาศกั ดิ์สิทธวิ์ าเปน ท่สี ถิตของส่งิ ศกั ดิส์ ิทธิ์ ผคู อยปกปอ ง
ผืนปาซึ่งเปนแหลงตนนํ้าสําคัญของชุมชน กอเกิดสํานึกรวมการอยูรวมกันของ
ผคู นผา นสญั ลกั ษณตํานาน พิธีกรรมและเรื่องเลา ภายในพ้นื ทวี่ ฒั นธรรมเดียวกัน
น่นั คอื วฒั นธรรมเกษตร ดังทศี่ รีศักร วลั ลโิ ภดม (2534) กลา ววา สาํ หรบั สังคม
เกษตรท่ีตองข้ึนอยูกับความไมแนนอนของธรรมชาติไดใหการยอมรับนับถือวา
ความอดุ มสมบรู ณเ ปน เปา หมายสงู สดุ ของชวี ติ ในอดุ มคติ ดว ยเหตนุ เ้ี องชมุ ชนจงึ ให
258
ความสาํ คญั อยา งมากกบั ความอดุ มสมบรู ณ จนเชอื่ วา มอี าํ นาจทอ่ี าจสง ผลกระทบ
ตอ ความคงอยูอยางตอ เน่ืองของชุมชน และไดผ ลติ ซํ้าอดุ มการณด งั กลา วออกมา
ในรูปของสัญลักษณทางความเช่ือและพิธีกรรมตางๆซึ่งพบวาทํากันมาเปนเวลา
ชา นานแลว
ภเู ตาโปง
การสรางเครือขายในการอนรุ กั ษฟ น ฟูปา ชมุ ชนบา นบงุ กมุ
ภเู ตาโปง เปน ภเู ขาลกู หนงึ่ ของปา ชมุ ชนบา นบงุ กมุ ตาํ บลนาหอ มจี าํ นวน 2
แปลง แปลงท่ี 1 มเี นอื้ ที่ 3,533 ไร 2 งาน 40 ตารางวา แปลงที่ 2 มพี นื้ ที่ 571 ไร
2 งาน 32 ตารางวา รวมพน้ื ที่ 4,105 ไร 72 ตารางวา ประเภททดี่ นิ เปน ปา สงวน
แหงชาติ ปาภูเปอย ปาภูขี้เถา และปาภูเรือ และเปนปาตามพระราชบัญญัติ
ปา ไม พุทธศกั ราช 2484 มอี าณาเขตติดตอ คอื ทศิ เหนอื ติดกับบา นนานาํ้ ทวม
ทิศตะวันออกติดกับบานหวยตาด ทิศใตติดกับบานนาเวียง และทิศตะวันตก
ตดิ กบั เขตชมุ ชนบา นบงุ กมุ ไดร บั การอนญุ าตจากกรมปา ไมใ หจ ดั ตงั้ เปน ปา ชมุ ชน
บา นบงุ กมุ รหสั ปา ชมุ ชนที่ 4205100101 ลงวนั ท่ี 25 สงิ หาคม 2558 และมี
ผลบงั คบั ใชต งั้ แต 25 สงิ หาคม 2558 ถงึ วนั ท่ี 24 สงิ หาคม 2568 ถอื เปน ความ
สําเร็จของทีมจิตอาสาปาชุมชน แตกวาท่ีทีมจิตอาสาจะตอสูไดสําเร็จจนกลาย
เปน “โมเดล” (ตนแบบ) สําหรับการกอต้ังปาชุมชนของพ้ืนที่อ่ืนๆ ตองผาน
กระบวนการการตอสูและการสรางเครือขายมาอยางนาสนใจ ดังจะนําเสนอ
ตอไปนี้
การจดั การปา ชมุ ชนบา นบุงกุมในยุคอดีต
ยอนหลังกลับไปกอน ป พ.ศ. 2528 บรรพบุรุษชาวบานบุงกุมไดขึ้นไป
ทําไรขาว ขาวโพด และเล้ียงวัวบนภูเตาโปง (ซึ่งมีสภาพเปนปาสาธารณะ ตาม
พ.ร.บ. 2484) มีวถิ กี ารเกษตรแบบดงั้ เดิม คือไมใ ชเคร่ืองจกั ร ปลกู เพือ่ บริโภค
ในครวั เรอื น จะทําการแผวถางพื้นท่ไี ปเรอ่ื ยๆ ไมทาํ การเกษตรในที่เดิม ปลอยให
259
รกตามธรรมชาติ แลววนกลับมาทําทเ่ี ดิมอีก 3 ปต อคร้ัง การทําการเกษตรเชน
นี้ถือเปนภูมิปญญาการฟนฟูดินและทําใหขาวเจริญงอกงาม ขณะท่ีการเลี้ยงวัว
ชาวบานจะเลี้ยงในลกั ษณะปลอยในปา ชวงฤดูฝน โดยจะทํา “ปาง” (พน้ื ท่ีเลย้ี ง
วัว) ไวส าํ หรบั รวมวัว ใหส ญั ญาณวัวโดยการเคาะโปง (เคร่ืองตไี ม) หรือขึ้นไปดูแล
วัวเดือนละครั้ง โดยมากจะไปดูวัวท่ีโปงหวยยางบง สวนคนท่ีทําไรขาว ขาวโพด
จะลอ มรว้ั ไรข องตนเพอื่ กนั ววั มากนิ ขา ว สภาพปา ยงั มคี วามสมบรู ณ มไี มเ ศรษฐกจิ
เชน ไมพยงุ ไมย าง ไมตะแบก ไมป ระดู ไมเปอย ไมแดง โดยเฉพาะตามซาํ ตา งๆ
ไดแก ซาํ ตอง ซาํ ยางบง ซําหวาย ซําอเี ลิศ
ซําอีเลิศจะมีความอุดมสมบูรณมาก เปนแหลงนํ้าด่ืมสําคัญของชุมชน
ในอดีต เปนแหลงอาหารของคนไปทําไร เชน กบหงอน ผักตางๆ รวมถึงสัตว
ปา เชน ซอกสอย อีเห็น หมูปา ฟาน แมกระทั่งเสือ ซึ่งในยุคของกํานันบรรลุ
เสนานุช มีการกันพ้ืนท่ีทางซําอีเลิศเพ่ือเปนทุงเล้ียงสัตว อีกสวนหนึ่งทางดาน
อางลิงกันไวสําหรับการทําไร วิถีของผูคนในยุคนี้ยังมีความเช่ือพิธีกรรมเก่ียวกับ
การเลย้ี งตาแฮก การคอบผี (ทําพธิ ีบชู าผีกอนเขา ปา ) และไมต ัดไมบ รเิ วณที่เปน
ซําตางๆ เพราะมีความเช่ือวา ตามซํามีส่ิงศักด์ิสิทธ์ิอาศัยอยู สวนแหลงน้ําบน
ภูเตาโปงมีความอุดมสมบูรณมาก แมวายุคนี้มีการเขามาสัมปทานปาของบริษัท
โปงชแี ลวกต็ าม
ยคุ แรกน้ี ชาวบงุ กมุ มกี ารจดั การปา เพอื่ ประโยชนใ ชส อยดา นการเลย้ี งสตั ว
และการเพาะปลูก สวนการอนุรักษปาตนนํ้าน้ันใชความเช่ือ ภูมิปญญาในเรื่อง
ปาศักด์ิสิทธ์ิ ดังนั้น จึงถือวาการไมตัดไมบริเวณซําตางๆ เปนการอนุรักษปา
ตนนํา้ ไดอกี ทางหนง่ึ
จากผลพวงจากการเขา มาของ “ทนุ นยิ ม” ยงั สง ผลใหเ กดิ การเปลยี่ นแปลง
ทางธรรมชาติ เกิดภาวการณแ หง แลง อยางหนกั จวบจนเมอ่ื ราวป พ.ศ. 2528
ทางการไดขอรองใหประชาชนในพ้ืนที่บริเวณอําเภอดานซายเลิกทําไรบนเขา
โดยไดนําโครงการอีสานเขียวเขามาดําเนินการ ทําใหอดีตผูใหญบาน คือ
นายสมภาร โพธิปลัด ประกาศนําชาวบานทั้งหมดเลิกทําไรบนเขา แมวาการ
260
ตัดสินใจคร้ังนั้นสงผลทําใหพื้นท่ีเกษตรของชุมชนเหลือเพียงนอยนิด สนองตอ
นโยบายของรฐั บาลทาํ ใหเ กดิ ผนื ปา อกี ครง้ั (ปจ จบุ นั พน้ื ทที่ าํ การเกษตรของชมุ ชน
เหลอื เพยี ง 400 ไร จากครอบครวั ทาํ การเกษตร 120 กวา หลงั คาเรอื น จากพน้ื ที่
หมูบา นท้งั หมด 5,000 ไร)
การตัดสินใจของผูนําหมูบานยุคนั้นทําใหปาของบานบุงกุมคงอยูเพ่ือ
ประโยชนของชุมชนจากความรวมมือของชุมชนและภาครัฐในขณะน้ัน ปาจึง
คอยๆ ฟนตัวเห็นความอุดมสมบูรณ จากเดิมที่เปนตอไม ราบเรียบและแหง
แลง ชาวบานตางก็รับรู เล็งเห็นการไดใชประโยชนอยางยั่งยืน ทั้งมีความเขาใจ
และรวมประสานความรวมมือท่ีจะอนุรักษปาใหคงอยู ความเปนอยูแรนแคน
ก็กลับดีข้ึน หลายครอบครัวสามารถอยูไดโดยใชปาเปนท่ีพึ่ง สามารถปลดหนี้
ไดน บั เปน การเปลย่ี นแปลงครงั้ สาํ คญั และเหตกุ ารณด งั กลา วถอื เปน จดุ เรมิ่ ตน การ
อนรุ ักษผ นื ปา ของชมุ ชนบานบุงกุม
หลงั ป พ.ศ. 2528 ผูนาํ ชุมชนหลายทานอาทิเชน ผใู หญจ ุน นนทะโคตร
ไดรวมมือกันรณรงค ประกาศใหชาวบานรวมกันอนุรักษปาภูเตาโปง โดยไมเผา
ปา ไมเ ผาถา น ขณะทภี่ าครฐั ไดแ ตง ตง้ั นายจอง งามขาํ ชาวบา นบงุ กมุ เปน ราษฎร
อาสาสมัครรักษาปาไม มหี นาท่สี อดสอ งเร่ืองไฟปา (ราว พ.ศ. 2535)
ในยุคของผูใหญจุน นนทะโคตร (ราว พ.ศ. 2546) เริ่มมีการบุกรุก
ของชุมชนใกลเคยี งเขา มาตัดไม เผาถานผูใหญไ ดรอ งเรียนภาครัฐ ดังขอ ความวา
“ทานปลัดครับ ชวยบอกใหผมดวย ไทบานหวยตาดมาบุกรุกกลางคืน
เอาเลอื่ ยตัดมื้อคนื ปานน้นั ก็รกุ มาสองสามเจา ” (จุน นนทะโคตร, สมั ภาษณ, 16
ธนั วาคม 2558)
กระทั่งป พ.ศ.2550 ในสมัยผูใหญชัย เสนานุช ไดตรวจพบวามี ชาว
บานชุมชนหวยตาด (หมูบานขางเคียง) ขายที่ทํากินของตนใหแกกลุมนายทุน
และกลุมนายทุนเขามาบุกรุกพื้นท่ีปาสงวนซ่ึงเปนพ้ืนท่ีอนุรักษของชาวบาน
261
บุงกุม ทางบานบุงกุมและนาเวียงใหญ พยายามลุกข้ึนมาปกปองผืนปาอีกคร้ัง
โดยรองขอใหจัดทําบันทึกขอตกลง (ปาไมโคกงาม เปนผูจัดทําบันทึก) ระหวาง
หมูบา นคือ นาเวยี งใหญ บงุ กุมและหว ยตาด เมอ่ื วนั ท่ี 24 ตุลาคม 2550 และ
มีการวางพิกัดของแนวเขตท่ีชัดเจน จํานวน 8 จุด ในสมัยอดีตผูใหญบานบุง
กุมคือผูใหญสมชัย เสนานุช ผูใหญบานนาเวียงใหญคือ นางประพันธจิต มีแกว
และนายสกุล โสประดิษฐ ผูใหญบานหวยตาด มีบันทึกขอตกลงเพื่อไมใหมีการ
บกุ รกุ ผนื ปา เพม่ิ พรอ มทงั้ ปลกู ตน ไมย คู าเพอ่ื เปน แนวเขตในเดอื นเมษายน 2551
เพ่ิมเพื่อแสดงสัญลักษณขอบเขตของปาแตละหมูบาน แตดูเหมือนวาการบุกรุก
ยังคงดาํ เนินเรอื่ ยมาจนถึงปจ จบุ นั
การเขามาแผวถางและครอบครองพ้ืนที่ปาดังกลาว บริเวณท่ีบุกรุกสวน
ใหญเปนปาตนนํ้าชุมชนสงผลใหนํ้าในซําตางๆ เหือดแหง ในฤดูฝนมีการชะลาง
และพงั ทลายของหนาดิน และไหลลงมาอยา งรวดเร็ว ลงสซู ําอีเลิศ ซําตอง หวย
กลอง หว ยยางบง ไหลสลู าํ นา้ํ หมัน มโี คลนและตะกอนดนิ ไหลลงมาจํานวนมาก
และการเขามาบุกรุกดังกลาวยังสงผลตอแหลงอาหารไดแก ผักหวาน อีลอก
เห็ดตางๆ กบหอน และยาสมุนไพรพ้ืนบานท่ีชุมชนไดพึ่งพาอาศัยมาตั้งแตอดีต
ถึงปจ จบุ ัน
จุดเร่ิมตนและพลวตั ของจติ อาสาปาชุมชนบานบงุ กุม
นบั ตงั้ แตก รงุ เทพมหานครเกดิ นา้ํ ทว มในป พ.ศ. 2554 กลมุ คนหนมุ ทเ่ี ขา ไป
ทํางานในเมืองไดกลับสูบานเกิดพรอมต้ังขอสังเกตความเปลี่ยนของธรรมชาติ
ภูเตาโปงที่เคยเห็นตั้งแตเด็ก เปนตนวา เม่ือก้ันน้ําหวยกลองเพ่ือสูบนํ้าทํานา
มีทรายทับถมจํานวนมาก น้ําหมันหลังหมูบานแคบ แหงขอด น้ําซับ น้ําซําตาม
หวยหนองเริ่มนอยลง มีการพังทลายหนาดิน และชะลางตะกอนลงสูลําหวย
จาํ นวนมาก
กลุมคนเหลานี้ไดมานั่งจับกลุมคุยกัน ต้ังคําถามวา “มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับ
ธรรมชาติภูเตาโปงหรือไม?” พวกเขาจึงชวนกันสํารวจปาหลายครั้งพบเห็นการ
262
บกุ รกุ ของชมุ ชนขา งเคยี งและชมุ ชนทเี่ คยเปน คกู รณใี นป พ.ศ. 2550 ซงึ่ บกุ รกุ ลาํ้
แนวเขตเขา มา ตนไมท ่เี คยปลูกใน ป พ.ศ. 2551 ไมเหลือรอ งรอยสกั ตน จึงเกดิ
แนวคิดริเริ่มท่ีจะตอสูเพื่อเรียกรองรองผืนปาของบรรพบุรุษซ่ึงเคยสละพื้นที่ทํา
กนิ ตามนโยบายรฐั นาํ โดยนายอรรถพนั ธ สริ คิ มุ ครองกลุ ในนามประธานจติ อาสา
ปา ชุมชน และนายอรชัย โพธปิ ลัด (ประธานคณะกรรมการปา ชุมชนบา นบุง กมุ )
เริ่มหาแนวรวมจากกลุมเพ่ือนๆ เครือญาติในชุมชน และกลุมผูที่เคยเปนพราน
ปา เปน อาสาสมคั ร หรือเคยเปนผูนําชมุ ชนท่มี สี วนรว มในเหตุการณก ารตอตา น
การบกุ รุกปาเมือ่ ป พ.ศ. 2550 ซึง่ กลมุ น้เี รียกตนเองวา “กลุมจติ อาสาปาชุมชน
บานบุงกมุ ”
พลวัตปาชุมชนบานบุงกุม กับการพัฒนาเครือขายเพ่ืออนุรักษและฟนฟู
ฐานทรัพยากรธรรมชาติ สรุปไดดงั นี้
สรางเครอื ขายในชุมชนและหนว ยงานภาครัฐ และเอกชน
ชวงตนของการสรางเครือขายกลุมจิตอาสาชุมชนบานบุงกุมมีสิ่งสําคัญ
ทที่ าํ ใหเ กดิ คอื การรวมใจหรอื สรา งแนวคดิ รว มของทมี จติ อาสากอ น การสรา งแนว
รว มนน้ั ไมใ ชว ธิ กี ารประชมุ ครงั้ ละหลายๆ คน แตใ ชว ธิ กี ารโนม นา วพดู คยุ ตวั ตอ ตวั
เสียกอนเพ่ือใหมีความมั่นใจ และเชื่อมั่นวาสมาชิกจิตอาสาฯ มีแนวคิดรวมกันที่
จะตอ สเู พอ่ื จดั ตง้ั ปา ชมุ ชน แลว ขนั้ ตอ ไปคอื การใหค วามรเู รอ่ื งการจดั ตงั้ ปา ชมุ ชน
ประโยชน และขอ ดขี องการจดั ตง้ั ปา ชมุ ชนแกค นในชมุ ชน และการประชาพจิ ารณ
ในชุมชนวา จะยน่ื จดั ตง้ั เปนปา ชุมชนหรอื ไม
เม่ือทีมจิตอาสาไดประสานงานทางโทรศัพทกับปาไมในพื้นท่ีอําเภอ
ดานซาย และปาไมเขตอุดรธานี แตไมไดรับการตอบสนอง จึงประสานไปยัง
ปาไมพิษณุโลกซ่ึงอยูใกลพื้นท่ีไดรับความรวมมือเปนอยางดีจากนายจิตรพล
ไทยภักดี (ผูอํานวยการสวนจัดการปาชุมชน สํานักจัดการทรัพยากรปาไม
ที่ 4 สาขาพิษณุโลก) เปนผูมาใหความรูเก่ียวกับระเบียบการจัดต้ังปาชุมชน
และผลดีของการจัดการต้ังปา ประสานนายกสมาคมตอตานโลกรอน
263
(นายศรสี วุ รรณ จรรยา) มาเปน วทิ ยากรใหค วามรเู กยี่ วกบั กอ ตงั้ ปา ชมุ ชน กฎหมาย
เกยี่ วกบั ปาชมุ ชน โดยบคุ คลเหลานี้มาบรรยายทวี่ ดั ศรีมงคล บา นบงุ กมุ ในวันท่ี
27 พฤษภาคม 2557 ผลการประชมุ ครงั้ นไี้ ดร บั ความรว มมอื จากชาวบา นลงชอ่ื
ขอจดั ตงั้ ปา ชมุ ชนกวา 100 คน แลว ยนื่ ไปทางหนว ยงานในอาํ เภอดา นซา ยวนั ที่ 4
มถิ นุ ายน 2557 แตเ รอื่ งเงยี บหาย ขณะเดยี วกนั กย็ น่ื ไปทางจงั หวดั เลยพรอ มๆ กนั
ภาพแนวทางการสรา งเครอื ขายจิตอาสาปา ชุมชนบา นบงุ กุม ซ่งึ ทาํ ใหเ ห็นวา การขับเคล่ือน
ของจติ อาสากลุมนํ้ามียทุ ธวธิ ีทห่ี ลากหลาย โดยเฉพาะกบั การประชาสัมพนั ธกจิ กรรม
ผา นเครือขายทางสงั คมและสอ่ื มวลชน
การสรา งเครือขา ยของจติ อาสาในระดบั ชุมชน คอื การสรางแนวรว มของ
คนในชุมชนกอนโดยเร่ิมจากความสัมพันธสวนตัวเพื่อประเมินสํานึกรวมในกลุม
เล็กๆ กอนขยายไปสูระดับชุมชนเม่ือประเมินสถานการณวามีความพรอม กลุม
จิตอาสาจึงเดินหนายกระดับการดําเนินการขอจัดตั้งปาชุมชนโดยใหความรูผล
ดีของการจัดตั้งปาชุมชนฯ แกชาวบานบุงกุม ผลกระทบตอคน และชุมชนอ่ืนท่ี
บกุ รกุ โดยการเชญิ หนวยงานที่เกยี่ วของ ซึง่ มีสายสัมพันธก ับประธานจติ อาสาใน
ชวงทํางานที่กรุงเทพฯ ตลอดจนมีนัยยะของการสงเสริมสนับสนุนการจัดตั้งปา
ชมุ ชน เพือ่ ใหช ุมชนมีกาํ ลงั ใจ มคี วามมนั่ ใจในการดําเนินการมากยงิ่ ข้นึ
264
นอกจากเครือขายภายในระดับหมูบานที่ใชความเปนเครือญาติ
ความเปนคนในหมูบานเดียวกันแลว ยังมีการขยายเครือขายยังหมูบานใกลเคียง
และขยายวงกวา งระดบั อาํ เภอ เพอ่ื ยกระดบั การตอ สู ผา นกจิ กรรมเวทที นี่ ด่ี า นซา ย
ถงึ 2 ครง้ั
กลมุ จติ อาสาปา ชมุ ชนไดข ยายเครอื ขา ยการตอ สกู ารจดั ตง้ั ปา เพอ่ื สรา งแนว
รว มจากหมบู า นบงุ กมุ ไปยงั หมบู า นนาเวยี งใหญ ซง่ึ เปน หมบู า นทเ่ี คยรว มตอ สกู าร
บกุ รกุ ปา ของหมบู า นหว ยตาด ซงึ่ เปน คกู รณเี มอื่ ป พ.ศ. 2550 พรอ มกบั การเปด
เวที “ทีน่ ด่ี า นซาย” เพ่อื นําเสนอเร่ืองราวของปาชุมชนบา นบุงกมุ 2 คร้ัง คือ
ครัง้ ที่ 1 เดือนตลุ าคม 2557 ณ ศาลาประชาคม อําเภอดานซาย โดยนํา
เสนอเรื่องปาชุมชนบานบุงกุม จัดเวทีเร่ืองเลาจากปาชุมชน ทํานิทรรศการปา
ภาพหนิ ยก ขายหมากกอ ไดร บั ความสนใจจากจากชาวดา นซา ย จาํ นวนมากถอื วา
นี่คือคร้ังแรกของการเปดตัวปาชุมชน ทําใหผูคนรูจักปาชุมชนบานบุงกุมมากข้ึน
การจัดกจิ กรรมน้นั ยังมีการเปดตวั หนงั สอื ดา นซายไทเลย
ครงั้ ท่ี 2 เกิดกระแสการต่ืนตัวเรอ่ื งปาของชมุ ชนของคนดา นซาย ในชว งนี้
มีผูคนสนใจที่จะขึ้นไปชมภูเตาโปงจํานวนมาก เชน นายแพทยภักดี สืบนุการณ
และคณะข้ึนชมภูเตาโปงถึงสองครง้ั
เนื่องจากชาวดานซายและคนภายนอกใหความสนใจตอการจัดกิจกรรม
เวทีนําเสนอปาชุมชน ทีมจิตอาสาจึงไดจัดเวทีอีกคร้ังในชวงระยะเวลาใกลกันใน
เดอื นมนี าคม 2558 โดยใชแ นวคดิ การจดั งาน คอื “แตง งานกบั ปา ” เพอื่ สอื่ ความ
หมายถงึ การอยรู วมกนั ของคนกบั ปา พรอ มกบั แจกกลา ไมแ กผ มู ารว มงาน ตลอด
จนเปด ตวั วารสาร “ดา นซา ยทเู ดย” ครงั้ แรก ผลการจดั เวทคี รง้ั นสี้ รา งความสนใจ
ความตระหนักของคนดานซา ยอยา งกวา งขวาง
ในชว งนก้ี ระแสของการตอ สปู า ชมุ ชนเปน ไปอยา งเขม ขน ทมี จติ อาสาเรม่ิ ได
รบั แรงกดดันจากภายนอก ถูกขูจ ากกลมุ นกั การเมือง กลุมนายทนุ ผูมีอทิ ธพิ ลใน
ทอ งถน่ิ แมก ระทง่ั ผใู หญบ า นนาเวยี งใหญก ไ็ ดร บั การขจู ากนายทนุ เชน กนั รวมถงึ
การยนื่ เรอ่ื งการจดั ตงั้ ปา ชมุ ชนตอ อาํ เภอ เรอ่ื งกเ็ งยี บหาย แมจ ะตดิ ตามหลายครงั้
265
ทําใหทีมจิตอาสารับรูถึงความจงใจตอการละเลยการปฏิบัติหนาท่ีของเจาหนาที่
รัฐ นับวาในชวงหลังมีนาคมน้ี เกิดกระแสการตอตานท่ีเพ่ิมมากขึ้น ทีมจิตอาสา
ไดข ยายการตอ สใู นวงกวางในระดับอาํ เภอ และ พ้นื ทีใ่ กลเ คียงโดยการการโพสต
ภาพภเู ขาหวั โลน ของเมอื งดา นซา ยลงในหนา เพจเฟสบคุ ปา ชมุ ชน ในชว งเมษายน
2558 เพอ่ื ใหค นรจู กั สถานการณก ารทาํ ลายปา ตน นา้ํ ปา สกั ปา ตน นาํ้ หมนั หนั มา
ใสใ จเรอ่ื งปา ไม
ขณะเดียวกัน กลุมจิตอาสาตองการยกระดับการตอสูใหเกิดกระแสมาก
ข้ึนตามโจทยที่วา ทําอยางไรจะทําใหคนรูจักดานซายและภูเตาโปงมากข้ึน และ
มีสว นรว มในการสรางกระแสการตอ สู กลมุ จติ อาสาจึงพยายามสรา งกจิ กรรมเชงิ
สญั ลักษณ เชน กิจกรรมบวชปา เพื่อแสดงสญั ลกั ษณข องการตอสทู ่ีจะอนรุ ักษป า
ชุมชน กิจกรรมขุดลอกและเล้ียงผีเจาท่ีซําอีเลิศเพื่อฟนฟูซําตามความเช่ือด้ังเดิม
การจดั ทาํ สํานักงานปาชมุ ชน การใชส ่ือวิทยุในทอ งถ่นิ การดึงนกั วิชาการทอ งถ่นิ
จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเลยเขามาทําการวิจัย การโพสตภาพความสวยงามของ
ภูเตาโปงเพื่อดึงนักทองเที่ยวเขามาพื้นที่ เปนการเปดพื้นท่ีภูเตาโปงใหเปนพื้นที่
สาธารณะ ซึ่งถือเปนกลยทุ ธห นึง่ ของการตอสู
การใชเ ครอื ขายเฟสบุคเพจเพ่ือประชาสมั พันธกิจกรรมปา ชมุ ชน
กลยทุ ธห นง่ึ ในการตอ สนู อกจากเครอื ขา ยบคุ คลในชมุ ชนแลว ขณะเดยี วกนั
ทมี จิตอาสาใชสื่อออนไลน เชน “เพจดา นซา ยไทเลย” นาํ เสนอวฒั นธรรม สรา ง
ความภาคภูมิใจในความเปนไทดานผานวิถีอาหารพื้นบาน ประเพณีวัฒนธรรม
แตแทรกการอนุรักษปาและความมั่นคงทางอาหาร พรอมท้ังเปดเฟสบุค “ปา
ชมุ ชนบา นบงุ กมุ ” เพอื่ ดงึ เครอื ขา ยแนวรว มการอนรุ กั ษป า ผลกค็ อื ไดแ นวรว มการ
อนรุ กั ษป า จากกลมุ ทหี่ ลากหลายเชน NGO ขา ราชการบาํ นาญปา ไมท ห่ี วงแหนผนื
ปา เขา มาเปน พนั ธมติ รใหกําลังใจ ในชวงนยี้ งั มีการทาํ สอื่ ส่งิ พมิ พดา นซายไทเลย
เปน ฉบับท่ี 3 ซ่งึ ไดรบั ความสนใจจากคนในทองถ่นิ เปนจาํ นวนมาก
266
การสรา งเครอื ขา ยสอื่ มวลชนตา งๆ ทง้ั ในทอ งถน่ิ และสว นกลาง ใหเ ขา มา
เผยแพรขอมูลในวงกวาง แมกระทั่งการเขาไปพบหัวหนาสวนราชการระดับกรม
เพือ่ นาํ เสนอปญ หาในพ้ืนที่
หลังจากจิตอาสาปาชุมชนไดขยายวงกวางของการตอสู แตเปนการตอสู
ภายในทองถ่ิน มีเปาหมายสําคัญของคือ หนังสือขอจัดต้ังปาชุมชนไดรับการ
พิจารณา และไดรับอนุญาตจากอธิบดีกรมปาไม แตดูเหมือนวา ทีมจิตอาสาได
รบั ความกดดนั และโอกาสหรอื ชอ งทางทจี่ ะบรรลเุ ปา หมายนนั้ ยงั ลางเลอื น ดงั นน้ั
กลุมจิตอาสาจึงนําเสนอเรื่องราวของตน เร่ืองราวของภัยแลง ผานส่ือสาธารณะ
ชว งพฤษภาคม-มถิ นุ ายน 2558 เชน ชอ ง 7 สี ชอ ง 3 ชอ ง13 สยามไทย สอ่ื ASTV
(New1) รายการคนเคาะขา ว ลงคลปิ ผา นwww.youtube.com การถา ยภาพรว ม
กบั ชัด เตาปนู การสรา งสายสัมพันธกับกับทหารทส่ี วนรนื่ ฯ เพ่ือใหเ กดิ กระแสใน
วงกวา ง และตองการสอื่ ความหมายวาทีมจติ อาสา เปนกลุม คนเล็กๆ ในหมูบา น
บุงกุม แตกม็ สี อ่ื มวลชน บคุ คลสาํ คญั รว มตอสู และอยเู คยี งขา ง ถือเปนการสรา ง
ขวัญกําลงั ใจในการตอ สูอกี รปู แบบหน่งึ
การตอสูของจิตอาสาน้ัน เมื่อไดรับแรงกดดันหนักมากย่ิงข้ึนหลังจากที่
สาํ นกั ทรพั ยากรปาไมท่ี 6 อุดรธานี เขามาสาํ รวจการจัดต้งั ปา และจบั พกิ ัด เมอ่ื
วนั ที่ 4 พฤศจกิ ายน 2557 (หลงั ยน่ื การจดั ตงั้ ปา เมอื่ วนั ท่ี 4 มถิ นุ ายน 2557) มี
กิจกรรมการเคล่ือนไหวการตอสู เพราะผูไดรับผลกระทบคือราษฎรหมูบานหวย
ตาดจาํ นวน 14 ครอบครวั ขอคดั คา นการจดั ตง้ั ปา ชมุ ชน รวมถงึ การดาํ เนนิ การของ
กลมุ จิตอาสา เชน การตดิ ปายประกาศเปนเขตปา ชุมชน บางชมุ ชนตอบโตความ
ไมพ อใจโดยรอ้ื ปา ยทง้ิ การผลกั ดนั ใหผ บู กุ รกุ ออกจากพน้ื ทโี่ ดยมกี ารเจรจาตอ รอง
ของผเู สยี ประโยชนว า จะยอมถอยออกพนื้ ทหี่ ลงั ฤดเู กบ็ เกย่ี วภายใตข อ เสนอวา หาก
ไมถ อยจากพน้ื ท่ี กลมุ จติ อาสาจะดาํ เนนิ การตามกฎหมายโดยมหี ลกั ฐานสาํ คญั คอื
บนั ทกึ ขอ ตกลงในป พ.ศ. 2550 การเสยี สละพน้ื ทค่ี นื ผนื ปา ของประธานจติ อาสา
เพ่ือเปน แบบอยา งแกชมุ ชน การเจรจาทวงคนื ผืนปา จากกลุมเครือญาติ (พ้นื ทตี่ งั้
สาํ นกั งานปา ) การข้ึนไปตรวจปา สว นกลุม จติ อาสากถ็ กู กลา วหาวา เปนผทู าํ ลาย
ปาคือ ไปตัดไมแตก ็ถกู ตอบโตจ ากกลมุ จติ อาสาวาจะแจงความกลับเชน กนั
267
เมอ่ื ไดร บั แรงกดดนั มากขนึ้ ในทสี่ ดุ จงึ ขอเขา พบอธบิ ดกี รมปา ไมท กี่ รมปา ไม
กรุงเทพฯ ผลก็คือมีการเจรจากับทป่ี รึกษาอธบิ ดีพรอ มท้ังรบั เรอื่ ง และรับปากวา
จะรบี ดําเนนิ การโดยเรว็
ในระหวางนี้มีตัวแทนจากหนวยงานที่สวนกลางสงเขามาเจรจาตอรอง
ใหหยุดเคลื่อนไหว ยอมรับการบุกรุกท่ีเน่ืองจากพื้นที่สวนใหญเปนของนายทุน
แตกลุมจิตอาสายังยืนยันเจตนารมณเดิม คือ ไมยอมลงนามขอตกลง พรอมตอ
รองกับรฐั วา
“หากการบุกรุกของหมูบานอื่น รัฐไมสามารถหยุด ผลักดันเพื่อใหออก
จากพื้นที่ไดและถือวาไมผิดกฎหมาย กลุมของตนจะขึ้นมาทําไรและยอมใหจับ
หากรัฐไมจับกลุมของตนและกลุมผูบุกรุกจะฟองรัฐ (กรมปาไม) ในฐานะละเลย
การปฏบิ ัตหิ นา ท”่ี
หลังจากน้ันมีเจาหนา ที่ของ กอ.รมน. เขามาตดิ ตาม ตรวจสอบขอ เท็จจรงิ
พรอมใหกาํ ลังใจจิตอาสาใหเ ดนิ หนาตอไป
ปรากฏการณดังกลาวถือไดวาเปนการสรางเครือขายในชวงของการขอ
อนญุ าตจดั ตงั้ ปา ชมุ ชนบา นบงุ กมุ ปา ชมุ ชนบา นบงุ กมุ หมทู ี่ 1 ตาํ บลนาหอ อาํ เภอ
ดา นซา ย จงั หวดั เลย ปจ จบุ นั ปา ชมุ ชนไดร บั การอนญุ าตจากกรมปา ไมใ หจ ดั ตง้ั เปน
ปา ชมุ ชนบา นบงุ กมุ รหสั ปา ชมุ ชนท่ี 4205100101 ลงวนั ที่ 25 สงิ หาคม 2558
และมผี ลบงั คบั ใชต งั้ แต 25 สงิ หาคม 2558 ถงึ วนั ท่ี 24 สงิ หาคม 2568 ซงึ่ แสดง
ใหเห็นถึงความสําเร็จในข้นั ตนของกลมุ จิตอาสาปาชมุ ชนบา นบงุ กมุ
การจดั ตง้ั ปา ชุมชนบานบุงกมุ มวี ัตถุประสงคเ พื่อ
1) เพอื่ ใหร าษฎรมสี ว นรว มในการจดั การอนรุ กั ษฟ น ฟู และดแู ลทรพั ยากร
ปาไมร วมกบั เจา หนา ที่และหนว ยงานทีเ่ ก่ียวขอ ง
2) เพ่ือพัฒนาปาชุมชนใหเปนแหลงหาอาหารที่มีความอุดมสมบูรณใน
ชุมชนอยางยั่งยืน
3) เพอ่ื ใหเ กดิ ประโยชนต อ ชมุ ชนทง้ั ทางตรงและทางออ ม รวมทงั้ ขยายผล
ตอชุมชนโดยรอบเพื่อใหเกิดการมีสวนรวมของทุกภาคสวนและพัฒนาไปสูการ
สรางเครอื ขายปาชมุ ชน
268
4) เพื่อสงเสริมใหชุมชนใกลเคียงไดมีการพัฒนาจัดการทรัพยากรปาไม
อยางมสี วนรว มในรปู แบบเครือขายปาชุมชน
5) เพอ่ื ใหเ กดิ ความมน่ั คงและยง่ั ยนื ในการรว มมอื และประสานงานทง้ั ใหม ี
การแลกเปลย่ี นเรยี นรู และพฒั นากจิ กรรมดา นการจดั การปา ระหวา งกลมุ ราษฎร
ในทอ งถน่ิ ตา งๆอยา งบูรณาการ
(สํานักจัดการทรัพยากรปาไมท ่ี 6 (อุดรธาน)ี , 2557 : 2)
ปจจุบัน การสรางเครือขายเพ่ือการอนุรักษในระดับตําบล ถือเปนจุดเร่ิม
ตน อยางจริงจังหลังจากราษฎรในตาํ บลนาหอ ไดอ บรมราษฎรอาสาสมคั รพทิ กั ษ
ปา (รสทป.) ชวงตน เดือนมกราคม 2559 โดยสาํ นักจดั การทรพั ยากรปา ไมที่ 6
(อุดรธานี) รวมกับกองทัพภาคที่ 2 แลวไดมีการตั้งคณะกรรมการ รสทป. เพ่ือ
กาํ หนดแนวทางและปฏบิ ตั กิ ารในการอนรุ กั ษป า อยา งจรงิ จงั ในระดบั ตาํ บลนาหอ
สวนเครอื ขายระดบั จงั หวดั ปา ชมุ ชุมชนบา นบงุ กมุ ไดสรา งเครอื ขายกบั ปา ชุมชน
จงั หวัดเพชรบรู ณ และปา ชุมชนจงั หวดั พษิ ณโุ ลก มเี ปา หมายเพอื่ สรา งเครือขาย
อนุรักษปาตนนํ้าแมน้ําปาสักท่ีหลอเล้ียงคนท้ังประเทศ สวนเครือขายในระดับ
ประเทศ ปาชุมชนบานบุงกุมไดเปนสมาชิก (รสทป.) และเปนสมาชิกเครือขาย
อาสาสมัครพิทกั ษธรรมชาติและส่ิงแวดลอ มหมูบา น (ทสม)
การ “บวชปา” เปน อกี กจิ กรรมหน่ึงที่กลมุ จิตอาสาปาชุมชนบา นบุง กุม
ใชในการขับเคลื่อนอนรุ กั ษแ ละฟนฟูปา
269
ความสาํ เรจ็ ของการดาํ เนนิ การตอ สเู พอื่ จดั ตง้ั ปา ชมุ ชนดงั กลา ว มปี จ จยั เกอื้
หนนุ และกลยุทธท่ีทําใหด าํ เนนิ การไดสําเร็จ ถือเปน ตนแบบของการตอ สู สรปุ ได
ดงั น้ี
1. ผูนํา กลุมจิตอาสา และชมุ ชนบานบงุ กุม
ผนู าํ : ผนู าํ ในการตอ สปู า การจดั ตง้ั ปา ชมุ ชนบา นบงุ กมุ เปน ผนู าํ ทไ่ี มเ ปน
ทางการ ดว ยเพราะประสบการณท ่ีเคยทํางานสื่อมวลชน เปนนกั ขาว ทําวารสาร
หนังสือ เปนนักจัดรายการวิทยุ การเคยทํางานกับนักการเมือง การเคยทํางาน
ธุรกิจ การเคยทํางานเปนผูบริหารบริษัทหุน กอนที่จะกลับมาอยูกับครอบครัว
ดว ยปญ หาสว นตวั ประกอบกบั อปุ นสิ ยั ทรี่ กั ความยตุ ธิ รรม เปน คนกลา ไดก ลา เสยี
พดู เกง และมไี หวพรบิ ปฏภิ าณ มชี นั้ เชงิ ในการเจรจาตอ รองและมวี สิ ยั ทศั นแ ละการ
วางแผนทดี่ ี สง ผลใหก ารตอ สู การตอรอง เปนไปอยา งมีขนั้ ตอน และพรอ มที่จะ
ปรบั เปลยี่ นไดตามสถานการณ
กลมุ จิตอาสาปาชุมชนบานบงุ กมุ : กลมุ จิตอาสาฯ สว นใหญเปนคนหนุม
เมอ่ื มคี วามพรอ มทงั้ ใจและกาย ผสมผสานกบั ความฮกึ เหมิ เพราะไดร บั แรงกระตนุ
ความหวัง และความศรทั ธาตอผูนํา ตลอดจนสาํ นึกทบี่ รรพบุรษุ ไดเสยี สละผืนปา
แตถูกหมูบานอื่นเขามาครอบครอง และไดรับการเพิกเฉยจากรัฐ รูสึกไมไดรับ
ความเปน ธรรม จึงมแี รงผลักดนั พรอมที่จะรวมตอ สแู ละทาํ งานเคียงบา เคยี งไหล
กับประธานจติ อาสา
ชาวบา นบงุ กมุ : สว นชาวบา นในชมุ ชนเมอื่ ไดร บั ความรเู รอ่ื งประโยชนข อง
การจดั ตงั้ ปา ชมุ ชนวา มคี ณุ คา ตอ วถิ ชี วี ติ ในแงอ าหาร ยารกั ษาโรค และระบบนเิ วศ
จงึ พรอ มทจี่ ะสนบั สนนุ และมสี ว นรว มกจิ กรรมตา งๆ ทก่ี ลมุ จติ อาสาฯ ไดท าํ ใหก บั
ชมุ ชน
2. การสรางความตระหนักใหคนเห็นคณุ คาในการอนรุ ักษปา
การจัดตั้งปาชุมชนฯ แรกๆ มีการใหความรูเรื่องการอนุรักษปา
การสรางความตระหนักใหชุมชนเห็นคุณคาตอการอนุรักษ การฟนฟูแหลงนํ้า
ดงั คําพดู ทวี่ า “เริม่ ปลูกปาท่ีจติ ใจคนเสยี กอน” การชีใ้ หเห็นคุณคาในฐานะแหลง
270
อาหาร แหลง สรา งอาชพี และรายไดข องชมุ ชน ตลอดจนการชใี้ หเ หน็ ความสมั พนั ธ
ของคนกับปาท่ีจะอยูไดโดยไมเบียดเบียนปา รวมถึงการปลุกสํานึกในความเสีย
สละของบรรพบุรุษท่ยี อมคืนผนื ปาใหกับรัฐ สง ผลใหช ุมชนเกดิ พลังความสามัคคี
ใหค วามรวมมอื กบั กลมุ จิตอาสาเปน อยา งดี และรสู กึ รวมในการตอสู
3. การดงึ เครอื ขา ยทั้งสื่อมวลชน ภาครฐั ภาคเอกชน เขามามสี วนรวม
การตอสูของกลุมจิตอาสาปาชุมชนบานบุงกุม หากไมไดรับความรวม
มือจากรัฐ อาทิ ปาไมพิษณุโลก กอ.รมน. ทหาร (พยัคฆไพร) กรมปาไม อาสา
สมคั รฯ (อส.) สมาคมตอตานโลกรอน สอ่ื มวลชนทง้ั ในทอ งถิน่ และสว นกลางเขา
มาเปน เครือขายการตอ สู อาจทําใหก ารตอสไู มส าํ เร็จ เพราะเครอื ขา ยเหลาน้ีตาง
ทําหนา ที่สรางความเช่ือมนั่ เปนกาํ ลงั ใจตอกลุมจิตอาสาฯ มาก เพราะไดรับแรง
กดดันตางๆ อีกทั้งกลุมจิตอาสาฯ มีขอจํากัดในการใชอํานาจดําเนินการในบาง
เรอ่ื ง เชน การผลักดนั ผบู ุกรุกออกจากพนื้ ท่ี จําเปน ตองใหหนว ยงานท่ีเก่ยี วของ
เปนผูดําเนินการ อีกประการหน่ึงคือเปนการลดความขัดแยงและการปะทะกัน
ของชมุ ชนคกู รณี
4. การสรางกจิ กรรมเพอื่ ประชาสมั พนั ธและกิจกรรมเชิงสัญลกั ษณ
เปาหมายของการใชสื่อ และการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณท้ังหลาย
ไมว าจะเปนการจดั กจิ กรรมเวทีท่ีน่ีดา นซา ย ถงึ 2 คร้ัง การทําวารสารดานซาย
ไทเลย วารสารดา นซา ยทูเดย การทําเพจดานซา ยไทเลย การทาํ เฟสบคุ ปาชมุ ชน
บา นบงุ กมุ กจิ กรรมการบวชปา กจิ กรรมขดุ ลอกซาํ อเี ลศิ และเลย้ี งผเี จา ท่ี กจิ กรรม
การทอ งเทยี่ ว การศกึ ษาดงู านเชงิ นเิ วศของสถานศกึ ษา การศกึ ษาวจิ ยั ตา งๆ ตลอด
จนการสรางสํานักงานปาชุมชน ถือเปนการยกระดับของการตอสูใหมีพื้นที่กวาง
ขน้ึ ดงั คาํ พดู กลา วทวี่ า ทาํ อยา งไรคนจะรจู กั ภเู ตาโปงใหม ากทส่ี ดุ ทาํ อยา งไรคนจะ
รจู ักปา ชุมชน และอาํ เภอดานซา ยใหมากทสี่ ุด ทั้งนเี้ พื่อสรา งแนวรวมในการตอสู
ประชาสมั พนั ธใ หค นรจู กั ภเู ตาโปงและปา ชมุ ชน ตลอดจนสรา งคณุ คา ความสาํ คญั
ของภเู ตาโปงในแงแ หลง ศกึ ษาธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ มของอาํ เภอดา นซา ย อกี ทงั้
สรา งความกดดนั ใหแ กภาครฐั และผเู สียผลประโยชนเ พราะมกี จิ กรรมสมา่ํ เสมอ
271
5. กลยุทธการตอบโต ตอรอง และการเขาถึงหนวยงานท่ีรับผิดชอบท่ีมี
ระดับสงู กวา
การกดดันท้ังจากภาครัฐที่มีท้ังฝายสนับสนุนและฝายท่ีเพิกเฉยตอการ
จัดตั้งปาชุมชน นายทุน ที่เปนเจาของที่ดิน และผูท่ีไดรับผลกระทบจากการจัด
ตั้งปาชุมชนบานบุงกุม กลยุทธหน่ึงท่ีกลุมจิตอาสาปาชุมชนบานบุงกุมนํามาเปน
เครอื่ งมอื คอื การยนื่ ขอ ตอ รองทางกฎหมายกบั ผบู กุ รกุ และภาครฐั โดยอา งถงึ พระ
ราชบญั ญตั ปิ า สงวนแหง ชาติ พ.ศ. 2507 และบนั ทกึ การตรวจสอบพนื้ ทเี่ มอื่ วนั ท่ี
24 ตลุ าคม 2550 เวลา 11.45 น. โดยพนกั งานเจา หนา ทห่ี นว ยปอ งกนั รกั ษาปา ที่
ลย.4 (ดานซาย) โดยนายบัณฑิต วงศวรนิ ทร หัวหนา หนว ย ดาบตาํ รวจชาญ คํา
แสน กองรอ ยต.ช.ด.ที่ 247 อาํ เภอดา นซา ย นางประพนั ธจ ติ มแี กว ผใู หญบ า นนา
เวยี งใหญ หมูท่ี 12 นายสกลุ โสประดิษฐ ผใู หญบ า นหวยตาดหมทู ่ี 2 นายสมชยั
เสนานชุ ผใู หญบานบุงกมุ หมูที่ 1 ซงึ่ มขี อ ตกลงรว มกนั วา
“คณะตรวจสอบพ้ืนท่ีไดทําการตรวจสอบพบพื้นท่ีปาถูกบุกรุกแผวถาง
เพ่ือทําไรขาวโพด ไรขาว ไรถ่ัวแดง เปนบริเวณกวางและยังปลูกสรางกระตอบ
อกี หลายหลงั คณะตรวจสอบพนื้ ทไ่ี ดท าํ การถา ยรปู ไวเ ปน หลกั ฐาน และไดท าํ การ
ปกหมดุ แนวเขตไวจ าํ นวน 8 จุด โดยคณะตรวจสอบพ้ืนท่ีตา งเหน็ ชอบตรงกันวา
พืชผลการเกษตรที่ปลูกไวในปน้ีจะใหทําการเก็บเก่ียวพืชผลการเกษตรจนแลว
ส้ินหลงั จากนนั้ จะไมทําการปลูกพชื .........................(ขอความเลือน) เพื่อใหปาไม
กลบั คนื สสู ภาพดงั เดมิ หากพน้ื ทด่ี งั กลา วหลงั เกบ็ เกย่ี วพชื ผลการเกษตรในปน อี้ อก
จากพนื้ ทอ่ี อกหมดแลว หากยงั มกี ารแผว ถางปา หรอื ยงั มกี ารทาํ การเกษตรอยอู กี
ยนิ ดที จี่ ะเปน พยานและนาํ ตวั ผกู ระทาํ ผดิ ตามนาํ สง ดาํ เนนิ คดตี ามกฎหมายปา ไม
ตอ ไป และจะนาํ ขอ ตกลงรว มกนั ตามบนั ทกึ น้ี นาํ ไปแจง ใหร าษฎรในพน้ื ทป่ี กครอง
ใหท ราบและปฏบิ ตั ติ ามขอ ตกลงรว มกนั ในครงั้ นใี้ หท ราบโดยทวั่ กนั ” (คณะตรวจ
สอบพืน้ ท,ี่ 24 ตลุ าคม 2550)
272
เรื่องการตอรองตอเจาหนาที่รัฐ กลุมจิตอาสาปาชุมชนบานบุงกุมมักนํา
เรอื่ งการละเลยการปฏบิ ตั งิ านของเจา หนา ทร่ี ฐั เพอื่ กดดนั เจา หนา ทใ่ี หด าํ เนนิ การ
ในดานตา งๆ
กลยทุ ธก ารตอสอู ีกแนวทางหนง่ึ คอื การเขาถงึ หนวยงานทีร่ ับผดิ ชอบทมี่ ี
ระดับสงู กวา เพราะไมไววางใจหนว ยงานระดับทองถ่นิ เนือ่ งจากมีประสบการณ
จากเมอื่ ครง้ั ยน่ื จดั ตง้ั ปา ชมุ ชนตอ อาํ เภอแลว เรอื่ งเงยี บหาย ทมี จติ อาสาไดย นื เรอ่ื ง
ตอระดับจังหวัด พรอมดวยเขาพบอธิบดีกรมปาไมเพ่ือนําเสนอปญหาการจัดต้ัง
ปา ชมุ ชน โดยเชอื่ วา ผมู อี าํ นาจสงู กวา จะมอี าํ นาจสงั่ การในสายบงั คบั บญั ชาได ดงั
จะเห็นวา เม่ือเขา พบอธิบดกี รมปา ไมแ ลว ไดสง เจาหนาที่มาตรวจสอบขอ เท็จจริง
และอธบิ ดเี ดนิ ทางมาในพ้นื ทีอ่ ําเภอดา นซายดวยตนเอง ทําใหเ รอ่ื งราวการจัดตงั้
ปา ชมุ ชนทําไดส าํ เรจ็ ตามทค่ี าดหมาย
กลไกจัดการปา ตนน้ําในลมุ นาํ้ หมันตอนปลาย
การจัดการปาตนน้ําในสวนพื้นที่ลุมน้ําหมันตอนปลายมีความโดดเดน 2
หมูบาน คือ บานหวยปลาฝาและบานปากหมัน โดยเฉพาะบานหวยปลาฝาถือ
เปน ตน แบบการจดั การปา ตน นา้ํ ทมี่ กี อ รา งสรา งตวั อยา งเปน ระบบอยา งเปน เวลา
นานราว 50 ป จงึ สรา งคณุ ปู การสาํ คญั ตอ การจดั การผนื ปา ตน นาํ้ ใหก บั ผนื ปา หมู
บานอืน่ ๆ
บา นหว ยปลาฝา: หลงั จากสรา งประปาภูเขาไดไ มนานปรากฏวา พ้ืนที่ปา
ไมในอําเภอดานซายก็ถูกสัมปทานปาไม ขึ้นตรงกับการปาไมจังหวัดเลย เฉพาะ
พ้นื ทีด่ านซา ยมี 2 บรษิ ทั เขามาทาํ สมั ปทานปา ไม บริษัทแรกเขามาชว งสมั ปทาน
ปาไมใหมๆ กอ นป พ.ศ. 2510 เล็กนอย คอื บริษัทโรงเลื่อยนา้ํ ชุนจากจังหวัด
เพชรบูรณ การสัมปทานปาคร้ังแรกไมสงผลกระทบตอบานหวยปลาฝา เพราะ
เขา มาทาํ ชว งสน้ั ๆ สว นบรษิ ทั ทส่ี องเขา มาชว งหลงั ป พ.ศ. 2510 เปน ของนายนยิ ม
รงุ เรอื ง นายทนุ ตา งถน่ิ ผไู ดร บั สมั ปทานปา ไมจ ากปา ไมจ งั หวดั เลย ครงั้ นค้ี อ ยๆ สง
273
ผลตอ ปา ในหมูบา นตางๆ ของอาํ เภอดานซายในวงกวาง รวมทั้งบานหว ยปลาฝา
เพราะใชเ วลาในการดําเนินการตัดไมตอ เน่อื งนานเปนเวลากวาสบิ ป
กระทัง่ ป พ.ศ. 2522 ปญ หาการตัดไมท ําลายปา ไดรุกคืบเขามาใหป าตน
นํ้าภูนํ้าดั้น เนื่องจากชาวบานเกิดขอสงสัยวาทําไมนํ้าประปาเร่ิมไหลชาและมี
ปรมิ าณนา้ํ ลดลง ทง้ั ๆ ทร่ี ะบบทอ กไ็ มไ ดม ปี ญ หา ทา ยทสี่ ดุ คณะกรรมการหมบู า น
จึงปรึกษาหารือถึงปญหาดังกลาว พรอมกับเดินสํารวจปา จึงไดขอสรุปวา
ขอใหบ รษิ ทั ทไี่ ดร บั สมั ปทานยกเวน การตดั ตน ไมบ รเิ วณปา ตน นา้ํ ภนู าํ้ ดนั้ ทง้ั นท้ี าง
หมูบานไดมีการรวมตัวกันไปตอรองกับบริษัทสัมปทานปาไมที่วาอําเภอดานซาย
โดยใหเหตุผลวา พ้ืนท่ีปาตนนํ้าแหงนี้เปนแหลงฐานทรัพยากรทางธรรมชาติ
ท่ีสําคัญ ไมวาจะเปนอาหารจากธรรมชาติ พืชและสัตวตางๆ ประการสําคัญ
ยังเปนแหลงผลิตนํ้าประปาภูเขาของหมูบานที่ชาวบานตองนําไปใชกินอยูและใช
ในทางการเกษตร ซงึ่ ขอ เรยี กรอ งดงั กลา วกบ็ รรลผุ ลสาํ เรจ็ ทาํ ใหบ รษิ ทั เอกชนเวน
ที่จะตดั ไมบ ริเวณปาตนนํ้า
กระแสและพลังการรวมกลุมดังกลาว สงผลทําใหชาวบานเกิดความรัก
ความภูมิใจและความหวงแหนตอผืนปาแหงนี้มากย่ิงขึ้น เพราะหากผืนปาตนน้ํา
ไดร บั ผลกระทบ วถิ ชี วี ติ คนหว ยปลาฝากไ็ ดร บั ผลกระทบตาม ไมว า จะเปน การกนิ
อยแู ละนํ้ากนิ น้าํ ใช แตก ระนั้นก็ตาม แมปาไมจากรอดพนจากการสมั ปทานปาไม
หากทวา ผนื ปาตน น้ําภูนํ้าด้ันกเ็ กดิ ภาวะเส่ียงตอการลดลงของความหลากหลาย
ทางชวี ภาพอกี ครง้ั เมอ่ื เกดิ การบกุ รกุ พนื้ ทป่ี า ของคนหมอู น่ื เพอ่ื ขยายพน้ื ทที่ าํ กนิ
ปลกู พชื เศรษฐกจิ เชงิ เดยี่ วอยา งขา วโพดเลยี้ งสตั ว ทาํ ใหผ นื ปา ในอาํ เภอดา นซา ยท่ี
บอบชา้ํ จากการสัมปทานปาไมก ไ็ มสามารถฟน คนื สภาพตามธรรมชาตไิ ด
274
การลาดตะเวนผนื ปา ภูน้ําด้ันของชาวบา นหว ยปลาฝาเพ่ือตรวจสอบสถานการณ
การบุกรกุ ปา ซ่ึงดาํ เนินอยางตอเนื่องมาจนปจ จบุ นั
จากปญหาดงั กลา ว ในราวป พ.ศ.2535 ผูน าํ หมบู านจงึ มแี นวคิดอนุรักษ
และฟน ฟปู า ตน ภนู าํ้ ดนั้ กนั อยา งจรงิ จงั และเพอื่ ใหก ารใชฐ านทรพั ยากรธรรมชาติ
โดยเฉพาะประปาภเู ขาเปน ไปอยา งยงั่ ยนื ครงั้ นี้ คณะกรรมการหมบู า นไดป ระชมุ
หารือเพื่อสรางกฎและกติกาของหมูบาน จึงไดขอสรุปวา บริเวณผืนปาตนน้ํา
ภนู า้ํ ดนั้ ถอื เปน เขตอนรุ กั ษ เพราะมคี วามเปราะบางหากไดร บั ผลกระทบในระบบ
นเิ วศ จงึ หา มตดั ไมบ รเิ วณนเ้ี ดด็ ขาด (อนญุ าตใหห าของปา พวกเหด็ และอาหารจาก
พชื และสตั วต า งๆ ได) แมค นในหมบู า นหว ยปลาฝากห็ า มละเมดิ หากฝา ฝน จะตอ งมี
การจบั และปรบั เปน เงนิ 200-500บาทพรอ มประกาศใหช าวบา นรบั รถู งึ การกระทาํ
ของบุคคลดังกลาว ซึ่งหลายครั้ง คณะกรรมการหมูบานก็โดนขูจากกลุมอิทธิพล
เนอื่ งจากชว งหลงั ๆ มนี ายทนุ จากตา งถนิ่ เขา มาลงทนุ ทาํ ไรบ นภเู ขา อยา งไรกต็ าม
ผลของการออกกฎเกณฑอยางจริงจัง สงผลทําใหปาภูน้ําด้ันมีสภาพคอนขาง
สมบรู ณมากทส่ี ุดอีกแหงหน่งึ ของอาํ เภอดา นซา ย
275
บานปากหมัน: สภาพปาไม ปาภูอีเลิศมีสภาพคอนขางสมบูรณ
สวนอีกฝง แตกอนสมบูรณ แตพอถนนหนทางสะดวกสบาย บานแกงมวง
(หมูบานติดกัน) ถือวาเปนเขตของตนเนื่องจากมีพื้นท่ีใกลปามากกวา จึงขึ้นมา
เอาไมในเขตนีไ้ ปใช และถางปา ทาํ ไรเ ปนจาํ นวนมาก สว นทางภอู ีเลิศ ชวง 2-3 ป
เรมิ่ กลบั มาบุกรุก แหลง อาหารจากปาภอู เี ลศิ คือ เห็ดและหนอ ไม
การดูแลรักษาปาภูอีเลิศ แตกอนถนนหนทางไมเจริญ คนไมมากเหมือน
ทุกวันน้ี สัมปทานมาตัดไมใชชางลากซุงทั่วดานซาย หากทวาบานปากหมัน
อยูไกล จึงไมไดรับผลกระทบมากนัก การบุกรุกผืนท่ีปาจึงไมเกิดขึ้นเพราะผูคน
ยังนอยดังที่กลาวมา ชาวบานสวนใหญจะทําไรบริเวณท่ีเกาของตน แตมีคนจาก
หมูบา นอน่ื เขา มาตดั ไม
แตกอนมองขึ้นไปบนเขาจะมองไมเห็นหินเทาไหร ปาไมหนาแนน
ไปหมดแตตอนน้ีตนไมถูกจํานวนมาก มองไปเห็นแตหินเต็มไปหมด ตอไปคงจะ
เปน เขาหวั โลน
ก ฎ เ ก ณ ฑ ก า ร ดู แ ล ป า ภู อี เ ลิ ศ จ ะ มี ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ข อ ง ห มู บ า น ท่ี
เลอื กตัง้ มา โดยการหา มตดั ไมทาํ ลายปา แตถ า ไปขอตัดมาทําบา นตองไปขอจาก
คณะกรรมการกอ น แตป า สว นทอี่ ยชู ว งขนุ นาํ้ (แหลง ตน นาํ้ ) จะไมใ หต ดั ไมโ ดยเดด็
ขาด ขนุ น้าํ ตอนนย้ี ังมนี ้าํ แตป ริมาณนอยมาก อยา ง ซาํ เตย ซําขะเม็ก
มชี าวบานบางคนแอบลักตัดเหมอื นกัน หากจบั ไดจะมีการจับปรับ ตนละ
400-500 บาท แตน านๆ ครงั้ จะพบคนทาํ ผดิ สว นมากจะเปน การสง่ั สอนตกั เตอื น
กันไป สวนคนที่จะตัดมาทําบานตองขอจากผูใหญกอน แตหามตัดบริเวณขุนน้ํา
เดด็ ขาด
276
จึงเห็นไดวา การจัดการปาตนนํ้าในลุมน้ําพื้นที่กรณีศึกษาที่กลาวมามี
แนวทางทแ่ี ตกตา งกนั บา งใชระบบความเช่ือเปนตัวขบั เคล่อื น เชน บานนาเวียง
ใหญแ ละบา นนาหอ ดงั เหน็ ไดจ ากประเพณบี ชู าภอู งั ลงั และไหวภ ผู าแดดตามลาํ ดบั
สว นปา ชมุ ชนบา นบงุ กมุ ทเี่ พง่ิ กอ ตวั ไดเ พยี งไมก ปี่ ก ลบั ใชย ทุ ธวธิ กี ารสรา งเครอื ขา ย
ทางสังคมในรปู แบบตา งๆ ในการฟนฟูและอนุรกั ษป าชุมชนจนกลายเปน กระแส
สังคมไมเฉพาะกับคนดานซาย หากยังรวมถึงพ้ืนท่ีตางๆ ของประเทศไทย สวน
บานหวยปลาฝานับเปนกรณี “ตนแบบ” ในการตอสูของชุมชนเพ่ือการอนุรักษ
ปา ตนนํา้ ใหเกิดความยง่ั ยืน
277
การจดั การลุม นํา้ หมันโดยเครอื ขายทางสังคม
เพอ่ื ความมั่นคงทางอาหารของชมุ ชน
การจัดการลุมน้ําหมันโดยเครือขายทางสังคมเพื่อความม่ันคงทางอาหาร
ของชมุ ชนพฒั นาจากฐานคดิ เรอ่ื ง การจดั การปา ตน นาํ้ แบบบรู ณาการ สงั เคราะห
ประเดน็ สาํ คญั จากการศกึ ษาของ Kolavalli and John (2002), Ritcher et al.,
(2003), และ Kenneth (2012) โดยใหค วามสาํ คญั เรอื่ งการจดั ปา ตน นาํ้ ในหลาก
หลายมิติ เพอ่ื เชือ่ มโยงเขากับฐานทรพั ยากรอาหาร อีกทัง้ ยงั นําประเด็นประเด็น
นเิ วศการเมอื ง (Bosius et al., 2005) เพอ่ื วเิ คราะหป ฏสิ มั พนั ธข องกลมุ คนตา งๆ
ท่ีเขามามีสวนรวมในการจัดการปาตนน้ํา ขณะท่ีกรอบแนวคิดเร่ืองความม่ันคง
ทางอาหารจะใชฐ านคดิ ทพี่ ฒั นามาจากงานวจิ ยั ของ เอกรนิ ทร และคณะ (2555
และ 2557)
278
กลา วโดยสรุป คอื การจัดการลมุ นํ้า ซึ่งในหนังสือเลมนี้จะใหค วามสาํ คญั
เร่ืองแนวทางการจัดการนํ้าและการจัดการปาตนน้ําท่ีสัมพันธกับกิจกรรมตางๆ
ของมนุษย อยางกิจกรรมทางการเกษตร โดยสะทอนผา นมิตกิ ารเมอื ง เศรษฐกิจ
สงั คมและวฒั นธรรมของคนในและนอกหมูบา น ดังนัน้ การศกึ ษาการจดั การลมุ
นํ้าจึงจําเปนตองเขาใจสถานการณของระบบนิเวศและฐานทรัพยากรอาหารที่
สมั พนั ธก บั “หนว ยของฐานทรพั ยากรชมุ ชน” ผา นการประเมนิ ทง้ั ฐานทรพั ยากร
อาหารทส่ี มั พันธกบั ปา ตน นํา้ กิจกรรมทางการเกษตร การเมือง เศรษฐกิจ สงั คม
และวฒั นธรรมของชมุ ชนนน้ั ๆ วา มภี าวะเปราะบางหรอื ไมอ ยา งไร (Bosius et al.,
2005) เพราะหากระบบนเิ วศปา ตน นา้ํ และแหลง นาํ้ ไดร บั ผลกระทบจากกจิ กรรม
ตา งๆ กจ็ ะทาํ ใหท ราบวา เกดิ จากปจ จยั ใดและมลี กั ษณะการคกุ คามเปน เชน ไร เพอ่ื
หาแนวทางในการจดั การตอปญหาดังกลาวเปนลําดับตอ ไป
เมื่อประเมินและทราบผลสถานการณของระบบนิเวศแหลงนํ้าและปาตน
นาํ้ จงึ พฒั นาสขู นั้ ตอนการสาํ รวจและตรวจสอบกลไก (Mechanisms) ในจดั การ
ลมุ น้ําโดยพจิ ารณาจาก 2 แนวทางหลกั รวมกัน กลา วคอื
แนวทางแรกจะพิจารณาวาชุมชนมี 1) เครือขาย 2)กฎเกณฑ และ 3)
ประเพณีและวัฒนธรรม ในการจัดฐานทรัพยากรอาหารของชุมชนที่สัมพันธกับ
ลมุ นา้ํ อยางไร
แนวทางท่ีสองคือ ความมั่งคงทางอาหารของชุมชน โดยประยุกตแนวคิด
ความม่ันคงทางอาหารจากงานศึกษาเร่ือง “ภูมิปญญาทองถ่ินในการจัดการ
ระบบอาหารเพื่อความม่ันคงทางอาหารของชุมชน กรณีศึกษาหมูบานในอําเภอ
ดา นซา ย” (เอกรินทร และคณะ, 2555) และ “การพฒั นาฐานทรพั ยากรอาหาร
ของชมุ ชนเพ่อื ความมั่นคงทางอาหาร (เอกรนิ ทร และคณะ, 2557) ซ่ึงเปน การ
ใหนิยามความม่ันคงทางอาหารในบริบททองถิ่น ประกอบดวย 2 มิติท่ีสัมพันธ
กับการเขาถงึ แหลงอาหาร ทั้งในแงข อง “ปรมิ าณ” (Quantity) และ “คณุ ภาพ”
(Quality) กลาวคือ ชมุ ชนควรมแี หลง อาหารทางธรรมชาตทิ ่ีเพยี งพอตอ การเขา
ถงึ นอกจากน้ี ชมุ ชนควรมีระบบการผลิตอาหารท่มี ีคณุ ภาพ โดยคํานึงวา จะผลิต
279
อาหารอยางไรใหไมสงผลกระทบเชิงลบทางสุขภาพ ท้ังตอชีวิตตนเอง ครัวเรือน
เพือ่ นบานและระบบนเิ วศชุมชน ซึ่งหนังสอื เลมนี้จะจํากดั ขอบเขตเพียงแคแ หลง
ท่ีมาของอาหารจากธรรมชาติจากผืนปาและสุขภาวะชุมชนท่ีสะทอนผานมิติ
สุขภาวะชุมชนเร่ืองภาวะโภชนาการและผลกระทบสารเคมีทางการเกษตร
ปนเปอ นในรา งกาย
ดังน้ัน ความมั่นคงทางอาหารในความหมายของทองถ่ินที่ถูกประยุกตใช
ในงานศึกษาคร้ังน้ีจึงหมายถึงประสิทธิภาพในจัดการลุมน้ําในมิติการจัดการน้ํา
ที่สัมพันธกับฐานทรัพยากรอาหารของชุมชน ซึ่งสะทอนผานการเขาถึงอาหาร
ในแงมีอยู (ปรมิ าณ) และการเขา ถึงอยางเทา เทยี ม ปลอดภัย ย่ังยืน แบง ปนและ
ดาํ เนนิ ชวี ติ อยศู กั ดศิ์ รี (คณุ ภาพ) หากสถานการณค วามมนั่ คงทางอาหารตกอยใู น
สภาวะเปราะบางหรอื เสย่ี งตอ ความมน่ั คงทางอาหาร ชมุ ชนกจ็ ะมกี ลไกในการคดิ
วเิ คราะห โดยหนั กลับมาประเมินสถานการณข องระบบนเิ วศปา แหลงน้าํ และปา
ตน นาํ้ เพื่อหาเหตแุ ละปจจัยกอ นทําการศึกษาและวางแผนจดั การแกไ ข
ผนื ปา แหลง นาํ้ และท่ีดนิ
วิวฒั นาการและปจจัยทีส่ ง ผลกระทบ
ผลการศึกษาเร่ืองการจัดการลุมน้ําหมันโดยเครือขายทางสังคมเพ่ือความ
มน่ั คงทางอาหารเผยใหเ หน็ วา สาเหตทุ ที่ าํ ใหพ น้ื ทปี่ า ในลมุ นาํ้ หมนั ลดลงประกอบ
ดวยหลายปจจัย แตละปจจัยสงผลกระทบในระดับที่แตกตางกัน ซึ่งปจจัยท่ี
สําคัญๆ คือ การใหสัมปทานทําไมและการขยายการผลิตพืชเศรษฐกิจเชิงเด่ียว
สว นปจ จยั เสรมิ นา จะเปน การเพม่ิ ขน้ึ ของประชากร การสรา งถนน และการดาํ เนนิ
นโยบายเพือ่ ความม่ันคงของประเทศ กลา วคือ
280
การสัมปทานปา
การศึกษาลักษณะการเปล่ียนแปลงผืนปาในลุมนํ้าหมันทําใหวิเคราะห
วิวัฒนาการการเปลี่ยนแปลงพื้นท่ีปาไมได กลาวคือ ป พ.ศ. 2504 ซ่ึงเปนปท่ี
ประเทศไทยเร่ิมใชแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติเปนปแรก ปรากฏวา
พื้นท่ีปาในอําเภอดานซาย รวมท้ังพ้ืนที่ปาไมในจังหวัดเลยทั้งหมดไมไดรับการ
สาํ รวจ เพราะไมม หี ลกั ฐานสถติ จิ ากกรมปา ไม (กองจดั การปา ไม, 2526) อยา งไร
ก็ตาม จากการทํางานภาคสนามโดยการสัมภาษณผูเฒาผูแกผูมีประสบการณ
เกย่ี วขอ งกบั ผนื ปา เชน นายพรานปา และลกู จา งนาํ ทางสาํ รวจปา ไมช ว งสมั ปทาน
ปาตามหมูบานตา งๆ อําเภอดานซายไดขอ มูลตรงกัน คอื ผืนปา มีสถาพคอนขา ง
สมบูรณ
ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงพ้ืนท่ีปาลุมน้ําหมันในอําเภอดานซายจึงมี
ววิ ัฒนาการการเปลี่ยนแปลงอยา งชดั เจนหลังป พ.ศ. 2504 เปนตนมา คอื หลงั
แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาตฉิ บบั ท่ี 1 และโดยเฉพาะหลงั ป พ.ศ. 2507
ที่รัฐเปดสมั ปทานทาํ ปาไม ผนื ปา คอยๆ ลดลงอยา งตอ เนอ่ื ง ดงั เห็นจากโรงเล่อื ย
น้ําชุน อําเภอหลมสัก จังหวัดเพชรบูรณท่ีเขามาทําสัมปทาน ซ่ึงถือเปนยุคเริ่ม
ตน ที่เปดปาในอาํ เภอดานซา ย หากแตย ังไมส ง ผลกระทบมากนกั อกี ทง้ั โรงเลอ่ื ย
นา้ํ ชนุ กเ็ ปด กจิ การชว งสน้ั ๆ กอ นตอ งปด ตวั ลง กระทง่ั โรงเลอ่ื ยโปงชี อาํ เภอดา นซา ย
เปดทาํ สัมปทานปาไมด า นซายในป พ.ศ. 2512 หลงั จากน้นั เปน ตนมา ปา ตาม
หมบู า นตางๆ จงึ ถูกโคนลม เปนจํานวนมาก
281
เสนทางชีวิตและปจจัยท่สี ง ผลกระทบตอ ฐานทรัพยากรในลมุ นํา้ หมนั ในรอบ 50 ป ทาํ ใหเ ห็น
สถานการณก ารเปลยี่ นแปลงของผนื ปา นํา้ และท่ดี ินทีส่ มั พันธก ับวถิ ีคนดานซายโดยเฉพาะการเกษตร
ดังนั้น สภาพปาและตนไมในพื้นท่ีเหลืออยูจึงเปนปาไมหลายชนิดที่กําลัง
ฟนตัว ตนไมอายุยังไมมากและขนาดของตนไมยังไมสูงและใหญ ซ่ึงเห็นชัดจาก
กรณปี า ชมุ ชนบา นกา งปลาและบา นบงุ กมุ และรวมถงึ บา นปากหมนั พน้ื ทปี่ า เหลา
นี้สวนมากเคยมีการใหสัมปทานทําไมมากอน สวนปาท่ียังมีสภาพสมบูรณสวน
ใหญต้ังอยูในเขตอุทยานแหงชาติภูหินรองกลา บริเวณขุนน้ําหมันท่ีมีระบบนิเวศ
สมบรู ณ เพราะมกี ารหา มตดั ไมและบกุ เบิกท่ที าํ การเกษตร มกี าํ ลงั เจา หนาท่ีคอย
ดแู ลรกั ษาปา มากกวา รวมถงึ มบี ทลงโทษรนุ แรงกวา การกระทาํ ความผดิ ในเขตปา
สงวนท่ัวไป นอกจากนี้รัฐไดใชมาตรการรักษาปาท่ีมีสภาพสมบูรณโดยประกาศ
เปนเขตอุทยานแหง ชาติ
การเปดสัมปทานปาไมจึงสงผลทําใหผืนปาลุมน้ําหมันลดลงเน่ืองจาก
ประการแรก การใหสัมปทานของรัฐในชวงเวลาดังกลาวมีขอกําหนดใหผูรับ
สัมปทานปลูกและบํารุงรักษาปาเพ่ือทดแทนไมท่ีถูกตัดไป ตามหลักเกณฑรัฐได
เก็บเงินในอัตรา 1 เทาของคาภาคหลวงในกรณีสัมปทานทําไมกระยาเลยโดยมี
282
วตั ถุประสงคเพ่อื ใชเ งินจํานวนน้ีปลกู ปา ทดแทนและบํารงุ รักษาปา หากแตความ
จริงปรากฏวา กรณีดานซายไมมีการปลูกปาทดแทนและบํารุงรักษาตามเงื่อนไข
ขางตน ปาไมท่ีไดรับการสัมปทานจึงมีสภาพยากตอการฟนคืนสภาพปาข้ึนเอง
ตามธรรมชาติ รวมถงึ ยงั ประสบปญ หาถกู ไฟปา ทาํ ลายเปนสว นใหญ ดังเหน็ จาก
กรณบี า นกา งปลาและบา นกกเหย่ี นในลมุ นาํ้ หมนั ตอนบนทป่ี ระสบปญ หาเรอื่ งไฟ
ปา อยบู อ ยครัง้
ประการท่ีสอง โดยหลักการ ผูไดรับสัมปทานจะตัดไมไดเฉพาะตนที่เจา
หนาท่ีตีตราเทาน้ัน และตองตัดทีละแปลง รวมถึงตองหมุนเวียนกันไปเพ่ือใหปา
ไมท่ีถูกตัดไดพักฟนคืนสภาพปา แตปรากฏวาจากคําบอกเลาของชาวบานผูมี
ประสบการณใ นการรบั จา งบรษิ ทั สมั ปทานปา จากบา นกา งปลาและบา นกกเหยี่ น
ยนื ยนั ตรงกนั วา ผรู บั สมั ปทานไดล กั ลอบตดั ไมห วงหา มและไมท ไี่ มไ ดร บั สมั ปทาน
ซง่ึ มรี าคา นอกจากนี้ ขบวนการตดั ไมแ ละชกั ลากไมย งั กอ ใหเ กดิ ความเสยี หายแก
ไมอ นื่ ๆ โดยเฉพาะไมต น เลก็ ๆ และพชื พนั ธไุ มต า งๆ ตอ งลม และหกั ตายเวลาตดั ไม
ใหญดวย ดังน้ัน ปาที่มีการใหสัมปทานจึงเปล่ียนจากปาทึบเปนปาโลงเตียน ใน
สภาพปาท่ีถูกทําลายเชนน้ีย่ิงทําใหการกลับฟนคืนสภาพปาโดยธรรมชาติเปนไป
ไดย าก
ดังนนั้ จึงไมแ ปลกใจทป่ี า ไมต ามหมบู า นตางๆ จงึ มสี ภาพเปน ปา โปรง และ
เสอ่ื มโทรม หาตน ไมล าํ ตน ขนาดใหญแ ละมคี วามสงู จาํ นวนนอ ยตน ไดย ากมาก ผล
การศึกษาเร่ืองราวของปาไมจากหมูบานตางๆ ในลุมนํ้าหมันตอนตน ตอนกลาง
และตอนปลายลว นเปนเครือ่ งยืนยันถงึ สภาพการณป าไมดานซา ยไดอยางดี
การตัดถนน
ชวงการเปดปา ยังมีการตัดถนนเพ่ือเขาไปตัดไมและชักลากไมออกจาก
ปาสัมปทาน ถนนยังชวยใหชาวบานในหลายหมูบานในลุมนํ้าหมันตอนตน เชน
บานน้ําพุ บางแกงครก บานกางปลา บานกกเหี่ยน บานหวยตาด สวนหมูบาน
ลมุ น้ําหมันตอนกลางจะพบเหน็ ไดห ลายหมบู า น คือ บานนาเวียงใหญ บา นบุงกมุ
283
บา นนาหอ ขณะทห่ี มบู า นลมุ นาํ้ ตอนปลาย เหน็ ไดจ ากบา นหว ยปลาฝา ดว ยเหตนุ ้ี
จงึ ทาํ ใหช าวบา นในหมบู า นดงั กลา วสามารถเขา ไปจบั จองและบกุ เบกิ ทป่ี า ทาํ การ
เกษตรและสามารถใชข นสง ผลติ ผลทางการเกษตรเขา มาขายในตลาดหรอื สง ไปยงั
เขตเมอื งตา งๆ เหตผุ ลสาํ คญั คอื การบกุ เบกิ ทป่ี า ทมี่ กี ารใหส มั ปทานตดั ไมใ หญไ ป
แลว จะสามารถบกุ เบกิ ไดง า ยขน้ึ เสยี คา ใชจ า ยนอ ยกวา กรณบี กุ เบกิ ทป่ี า ทบึ พนื้ ดนิ
กค็ อ นขา งสมบรู ณ การเพาะปลกู พชื ผลการเกษตรไมต อ งใชป ยุ ตน ทนุ การผลติ จงึ
คอ นขา งตาํ่ และเมอื่ เกบ็ เกย่ี วพชื ผลกม็ ถี นนทสี่ ามารถขนสง ไปขายในตลาดไดห รอื
มพี อ คา เขา ไปชอ้ื ถงึ หมบู า นหรอื ไร ผลกระทบทต่ี ามมา คอื มชี าวบา นอพยพเขา ไป
จบั จองบุกเบิกท่ีปา ทไี่ ดใ หสมั ปทานทาํ ไมไปแลวเปนจํานวนมาก สภาวการณเชน
น้ียิ่งทําใหการฟน คนื สภาพปาโดยธรรมชาติเปนไปไดย ากหรอื ยากทจี่ ะเกิดข้ึน
นอกจากถนนท่ีเปนผลผลิตของสัมปทานปา หากแตยังมีถนนท่ีพัฒนา
โดยรัฐเพ่ือเช่ือมตอระหวางอําเภอและจังหวัด เชนถนนสายหลมสัก-ดานซาย
ก็เพื่อใหผูไดรับสัมปทานปาไมไดสรางถนนจากถนนสายใหญเขาไปในพื้นท่ีปา
เพื่อนําเคร่ืองมืออุปกรณตางๆ เขาไปตัดไมและชักลากไมออกมาเอื้ออํานวยให
ชาวบานใชเปนเสนทางอพยพเขาไปบุกเบิกพื้นท่ีปาซึ่งไมใหญถูกตัดไปหมดแลว
ไดสะดวกนนั่ เอง
พชื พาณชิ ย
“ขา วโพดมาปา แตก” เปน คาํ กลา วทสี่ ะทอ นความคดิ เหน็ ของชาวบา นทว่ี า
พชื เศรษฐกจิ มสี ว นอยา งสาํ คญั ในการทาํ ลายปา หรอื ทาํ ใหป า หมดไป พชื เศรษฐกจิ
กับการลดตัวของพ้ืนที่ปาสามารถวิเคราะหความสัมพันธระหวางการขยายพื้นที่
เพาะปลกู พชื พาณชิ ยกบั การลดลงของพน้ื ท่ีปา ได กลา วคือ
พื้นที่ปาจะลดลงควบคูกันไปกับการเพ่ิมข้ึนของพ้ืนท่ีปลูกขาวโพด แตถึง
กระนัน้ กไ็ มอาจสรุปไดว าขา วโพดเปน ตัวทาํ ลายปา ในยุคเปดปา ซง่ึ สอดคลอ งกับ
คาํ บอกเลา ของคนดา นซา ยในลมุ นา้ํ หมนั สว นตา งๆ ทม่ี องวา การปลกู ขา วโพดของ
พวกเขาชว งตน ๆ ปลกู กนั เพยี งเลก็ นอ ย อกี ทงั้ ชาวบา นสว นใหญไ ดเ ขา ไปบกุ เบกิ ปา
284
เพอื่ ปลกู พชื เศรษฐกจิ หลงั จากมกี ารใหส มั ปทานทาํ ไมก อ นหนา น้ี กรณขี า วโพดจะ
มสี ว นทาํ ลายปา นา จะมสี ว นสาํ คญั ทาํ ใหป า ไมส ามารถฟน คนื สภาพตามธรรมชาติ
เทานั้น และจะเปนกรณีการบุกเบิกที่ปาหลังจากปที่รัฐใหสัมปทานไมมาก หรือ
หลังป พ.ศ. 2516 เปน ตนมา
การขยายพน้ื ทเี่ พาะปลกู ขา วโพด จะมมี ากทส่ี ดุ หลงั ชว งทม่ี กี ารใหส มั ปทาน
ทาํ ไมม ากทส่ี ดุ ในหลงั ป พ.ศ. 2516 ซงึ่ ขอ มลู นจี้ ะสอดคลอ งกบั ปรมิ าณพนื้ ทป่ี า ท่ี
ลดลง โดยลดลงมากที่สุดในชว งเวลาเดยี วกนั และสอดคลอ งกบั ขอมูลทีไ่ ดรับจาก
ชาวบานในประเดน็ ทวี่ า ชาวบา นสวนมากจะเขา ไปบกุ เบิกท่ปี า หลังจากท่ีมีการ
ใหสัมปทานตดั ไมไปแลว หรอื คอื หลงั ป พ.ศ. 2530 เปนตนมาที่พชื เศรษฐกิจ
เชิงเดย่ี วตางๆ อาทิ ขาวโพด ขงิ ถ่ัว ฯลฯ เรมิ่ ทยอยเขา มามาบทบาทในหมูบาน
ตางๆ
ประการสําคัญ เม่ือเปลี่ยนมาเปนพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวจําเปนตองขยาย
พ้ืนท่ีเพาะปลูกจํานวนมากๆ สงผลไมเพียงแตทําใหมีการขยายพื้นท่ีทํากินไป
ยังผืนปา หากแตยังทําใหดินเสื่อมคุณภาพเน่ืองจากปลูกพืชชนิดเดี่ยวกันซํ้ากัน
หลายป รวมท้ังตองการเรงผลผลิตใหสูงข้ึน การใชสารเคมีทางการเกษตรทั้งปุย
และยาปราบศัตรูพืชจึงเร่ิมเขามามีบทบาทในชวงนี้ ผลกระทบตอระบบนิเวศ
ท้ังผืนปา ทรัพยากรอาหาร ตลอดจนอาหารจากแหลงนํ้าและแหลงนํ้าไดมีสาร
ปนเปอนเจือปนดังปรากฏชัดในผลการศึกษาคุณภาพของลุมน้ําหมัน และย่ิง
กวาน้ันยังกระทบตอสุขภาพของชาวบานซึ่งสอดคลองกับผลการศึกษาดานสุข
ภาวะของคนในลุมน้ําหมันที่มีแนวโนมไดรับผลกระทบจากสารปนเปอนทางการ
เกษตรสูงขน้ึ ทกุ ป
การเพม่ิ ขึน้ ของประชากร
การเพ่มิ ขน้ึ ของประชากร กรณที ปี่ ระชากรเพิ่มข้ึนเนือ่ งจากอัตราการเกดิ
มากกวาอัตราการตาย และประชากรที่เพ่ิมขึ้นเลือกที่จะประกอบอาชีพท่ีไมใช
การเกษตรกจ็ ะไมม ผี ลทาํ ใหพ น้ื ทป่ี า ลดลง กรณดี งั กลา วพบเหน็ ไดจ ากหมบู า นใน
285
ลมุ น้ําหมนั ตอนกลางหลายหมูบ า น เชน บานหวั นายูง บา นดานซา ย บา นนาเวียง
ใหญ แตถ าเลอื กประกอบอาชพี การเกษตร กอ็ าจจะตองบุกเบกิ ทีป่ า ทอ่ี ยบู รเิ วณ
ใกลเคียงนั้นหรืออพยพไปบุกเบิกท่ีปาในทองที่อ่ืน ดังพบเห็นไดจากหมูบานทุก
หมูบานในลุมน้ําหมันตอนตนและตอนปลาย กรณีเชนน้ีจะมีผลทําใหพ้ืนท่ีปาลด
นอยลง แตเปนการอพยพเขามาหาบุกเบิกท่ีทําการเกษตร เน่ืองจากยังมีท่ีปาที่
สามารถบุกเบิกทําการเกษตรไดเหลืออยูก็จะมีผลทําใหพื้นที่ปาลดลง อยางไร
ก็ตาม ขอมูลที่ไดจากทะเบียนราษฎรจะมีความคลาดเคล่ือนอยูบาง เปนเพราะ
ชาวบานสว นหนงึ่ อพยพไปอยูอกี ทหี่ นง่ึ โดยไมไ ดยา ยทะเบียนบานไปดว ย
การเพ่ิมข้ึนของประชากรจํานวนมากเชนน้ีจะมีผลทําใหพ้ืนท่ีปาลดนอย
ลง ทั้งนเี้ พราะประชากรสว นใหญในดา นซา ยประกอบอาชีพทางการเกษตร บุตร
หลานทเ่ี กดิ มาในภายหลังก็ไดรบั การถา ยทอดวชิ าชพี การเกษตร ประกอบกับรัฐ
ไดดําเนินนโยบายกดราคาสินคาเกษตรโดยเฉพาะราคาขาวไดถูกกดไวต่ําอยาง
สม่ําเสมอตลอดมาเปนเวลานาน ประการสําคัญ หากพิจารณาในแงราคาพืชผล
ทางการเกษตรนา จะมสี ว นสาํ คญั ตอ การลดลงของผนื ปา กลา วคอื ในกรณที รี่ าคา
ผลผลิตสูงเพียงแตเปนเปนแรงจูงใจใหเกษตรกรเพิ่มผลผลิตดวยการเพ่ิมปุยและ
ปจ จยั อน่ื ๆ ขณะเดยี วกนั กย็ งั มกี ารขยายพน้ื ทเ่ี พาะปลกู และมกี ารอพยพไปบกุ เบกิ
ทปี่ า
การดาํ รงชพี ของชาวบา น
เปน ทน่ี า สงั เกตวา ยคุ พง่ึ ตนเอง ชาวบา นสว นใหญด าํ รงชพี ดว ยการหาของ
ปา ซง่ึ มีอยอู ยา งสมบรู ณ วิถีชีวิตของชาวบา นจึงสมั พนั ธกับปา เปนอยา งมาก ชาว
บา นสามารถหาอาหาร เชน เหด็ หนอไม ผกั หวาน ผักกูด ผกั เมก็ กระบก ผลไม
เชน เงาะปา มะมว งปา และจบั สตั วป า และสตั วน า้ํ โดยใชเ ครอ่ื งมอื และอปุ กรณพ น้ื
บา นทส่ี รา งขนึ้ เชน ไซ อีจู ฯลฯ เมือ่ ปว ยไขก จ็ ะเกบ็ หาสมุนไพรจากราวปา เชน
เดียวกนั การสรา งท่ีอยอู าศัยและเครือ่ งมอื การเกษตรก็ไดว ตั ถดุ ิบจากปา เปนตน
สําหรับการเพาะปลูก ชาวบานสวนใหญจะเพาะปลูกเพื่อใชกินอยูใน
ครัวเรือน สวนท่ีเหลือจะนําไปแลกเปลี่ยนในหมูญาติและระหวางเพ่ือนบานกัน
286
ดงั นนั้ การเพาะปลกู พชื จงึ ไมม ากนกั พชื ทปี่ ลกู เกอื บทกุ ครวั เรอื น คอื ขา วนา (กรณี
หมบู า นทลี่ มุ ) ขา วไร (กรณหี มบู า นพน้ื ทส่ี งู ) นอกจากน้ี ยงั ปลกู พชื ผกั สวนครวั คอื
พรกิ หอม แตงและผักกาด เปน ตน สว นของทีห่ าไดจ ากปาและผลิตขึ้นนอกจาก
จะใชบริโภคในครัวเรือนเปนสวนใหญแ ลว ยังพบวามกี ารนําไปแลกเปล่ยี นในหมู
ญาติและระหวา งเพอ่ื นบานกัน
กระทั่งเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับท่ี 1 หรือราวป
พ.ศ. 2504 เปน ตนมา ภาครัฐสงเสริมใหป ลกู พชื เศรษฐกจิ เชงิ เด่ียว โดยเฉพาะ
ขาวโพดเลี้ยงสัตวในหลายพื้นท่ีของประเทศไทย รวมทั้งจังหวัดเลย หากทวา
กรณีของดานซา ยกลบั พัฒนาอยา งคอ ยเปนคอ ยไป พชื เศรษฐกิจเหลา น้ี มผี ลตอ
การเปล่ียนแปลงของผืนปาเปนอยางมาก โดยเฉพาะหลังจากมีปดปาในราว ป
พ.ศ. 2526 คอื ถนนทเี่ คยลากซงุ กเ็ ปลย่ี นมาเปน ถนนทาํ การเกษตร ประกอบใน
เวลาตอมามีการพัฒนาเทคโนโลยีเกิดรถ “อีแตก” ทําใหเดินทางสูพื้นท่ีปาเขาที่
สูงชันสะดวกยิ่งข้ึน ย่ิงทําใหเกิดการขยายพื้นท่ีทําการเกษตรผกผันตาม ผืนปา
ดานซา ยตามหมูบา นตา งๆ ในพ้ืนทีส่ งู จะถกู ทําลายเปน หนา กลอง ดงั เชน ทก่ี ลาว
รายละเอยี ดในหวั ขอ พชื พาณชิ ยแ ละจะพบเหน็ ไดแ ทบทกุ หมบู า นของลาํ นาํ้ หมนั
การเปลยี่ นแปลงทดี่ ิน: การต้ังถิ่นฐานและวถิ ีทํากนิ
กระบวนการอพยพ ในยคุ ปจ จบุ นั ไมม กี ารอพยพมาทงั้ หมบู า นเหมอื นสมยั
กอ นอยา งบา นกกเหย่ี น บา นกา งปลา บา นนา้ํ พุ บา นแกง ครก ฯลฯ แตส ว นใหญจ ะ
อพยพมาเปน กลมุ เลก็ ๆ ไมก่ีครอบครวั และมกี รณอี พยพมาเพียงครอบครัวเดียว
เปน เอกเทศ ทง้ั นอี้ าจเปน เพราะในยคุ นกี้ ารคมนาคมตดิ ตอ สะดวกขน้ึ และมคี วาม
ปลอดภยั มากขนึ้ ผอู พยพสว นใหญเขา มาชอ้ื ทด่ี ินจากชาวบานทีจ่ บั จองไวกอน
เนอื่ งจากปา ถกู ทาํ ลายไปมากในยคุ ปจ จบุ นั การตง้ั ชมุ ชนมกี ารขยายตวั มาก
ขน้ึ ทงั้ นเี้ นอื่ งจาก สมยั เปด ปา ผไู ดร บั สมั ปทานทาํ ไมต ดั ถนนเขา ไปในปา และรฐั ได
ตดั ถนนเขา ไปในหมบู า นมากขนึ้ การเดนิ ทางตดิ ตอ ระหวา งชาวบา นกบั ชมุ ชนอน่ื
และบุคคลภายนอกท่ีเขาไปติดตอกับชาวบานจึงมีมากขึ้นเชนกัน สงเสริมใหชาว
287
บา นภายนอกอพยพเขา ไปตง้ั ถนิ่ ฐานและเขา ไปตดิ ตอ มากขน้ึ เชน กนั โดยเฉพาะใน
เขตหมบู า นเขตเมือง เชน ดา นซา ย และตามหมบู า นตางๆ ในทีส่ งู ทีเ่ รม่ิ มีนายทนุ
และคนนอกพื้นทเ่ี ขา มาปลกู พชื เศรษฐกิจเชิงเด่ียว
อยา งไรกต็ าม หากมองอยา งเปน พลวตั อาจกลา วไดว า ยคุ เปด ปา วถิ ชี วี ติ ของ
ชาวบานจะมีความสมั พันธและคงพ่ึงพาปา เพียงแตระดับความสัมพันธจะลดลง
จากยคุ กอ น (ยคุ เศรษฐกจิ แบบพง่ึ ตนเอง) การประกอบอาชพี สว นใหญจ งึ มที ง้ั การ
เพาะปลกู ขา วเพอ่ื ใชบ รโิ ภคและเพาะปลกู พชื ไรต า งๆ และเนน เพอื่ ขาย เมอื่ กา วสู
ยคุ หลงั “ปดปา” สว นพืชเศรษฐกิจทสี่ าํ คัญ ไดแ ก ฝาย ขาวโพด เศรษฐกิจของ
ชุมชนจะเปลี่ยนไปเปนเศรษฐกิจผลิตเพ่ือขายและใชเงินช้ือสินคาอุปโภคบริโภค
มากขึ้น สวนระบบการพึ่งพายังคงพอมีอยูบางไดแก การเก็บเห็ด หนอไม และ
หาของปา เพอื่ บริโภค การตัดไมเ พื่อใชสรางบา นเรอื น และอุปกรณการเกษตร
การครอบครองพืน้ ท่ีปาและกรรมสทิ ธิ์ในที่ดิน
ยุคเปล่ียนผานทางเศรษฐกิจ การจับจองหรือครอบครองท่ีดินจะมีขนาด
ใหญก วา ยคุ การพง่ึ ตนเอง สว นใหญจ บั จองทด่ี นิ เพมิ่ ขน้ึ เพอื่ เพาะปลกู พชื เศรษฐกจิ
ซ่ึงตองใชที่ดินแปลงใหญขึ้น ในขณะท่ีบางรายจับจองไวเพ่ือแบงใหลูกหลานใน
อนาคต สําหรับผูที่จบั จองมีทัง้ ท่เี ปนผูนาํ ทางการ ไดแ ก กาํ นนั ผูใหญบา น สว น
ผทู อี่ พยพเขา มาในภายหลงั สว นมากจะไดก รรมสทิ ธค์ิ รอบครองโดยการซอ้ื ขาย มี
เพยี งสว นนอ ยเทา นน้ั ทไี่ ดค รอบครองทดี่ นิ โดยการจบั จอง ซง่ึ ถอื วา เปน การยอมรบั
ในระบบกรรมสทิ ธค์ิ รองทด่ี ินยังคงเหมอื นเชน ยุคบานปา
ในแงว ิถกี ารดาํ รงชพี ของชาวบานในยุคยกเลกิ สัมปทานปา ไม มกี ารพง่ึ ปา
นอ ยลง ชาวบา นเรม่ิ หนั ไปพง่ึ ตลาดมากขน้ึ ผลผลติ สนิ คา เกษตรมคี วามสาํ คญั มาก
ขนึ้ สว นใหญเ ปน การผลติ เพอ่ื การคา ยกเวน ขา วทป่ี ลกู ไวบ รโิ ภคในครวั เรอื น ขณะ
เดียวกันคนในหมูบานพื้นท่ีสูงท่ีเคยปลูกขาวไรก็เริ่มหันมาปลูกพืชไรตางๆ เชน
ขาวโพด ขิง มันสําปะหลัง เปนตน เม่ือการผลิตสินคาเกษตรเปล่ียนไปเพื่อการ
คา มากขนึ้ ทาํ ใหม กี ารจา งและการชอ้ื ปจ จยั การผลติ มากขน้ึ เชน การจา งแรงงาน
จางรถไถ ชือ้ รถไถ ชอ้ื ปุย และยาฆา แมลง เปนตน ทางดา นการช้อื สนิ คา อุปโภค
บรโิ ภคก็มีมากขึ้น ทงั้ นีส้ าเหตุเนื่องจากหาของจากปา ไดน อ ยลง
288
วถิ ชี วี ติ และสภาวะทางเศรษฐกจิ ขนึ้ อยกู บั ตลาดและสงั คมภายนอกมากขนึ้
และมคี วามสมั พนั ธก บั ปา นอ ยลง เกอื บทกุ หมบู า นจะปลกู พชื เศรษฐกจิ โดยเฉพาะ
ขา วโพดเลย้ี งสตั ว รวมถงึ ยงั ปลกู พชื เศรษฐกจิ ชนดิ อนื่ ๆ เชน มนั สาํ ปะหลงั สะทอ น
ใหเห็นวา เศรษฐกิจของชาวบานอิงอยูกับตลาดมากข้ึน ทําใหมีความไมแนนอน
และผนั ผวนไปตามภาวะตลาด ชาวบานไมส ามารถกําหนดได ขณะเดียวกันพ้ืนที่
ปาก็เริ่มลดนอยลง สงผลกระทบตอสภาพดินฟาอากาศและปริมาณนํ้าฝนพบวา
เกดิ สภาวะฝนแลง และฝนทง้ิ ชว งบอ ยครงั้ ขน้ึ สภาพเชน นส้ี ง ผลกระทบตอ การผลติ
พชื เศรษฐกิจเชิงเด่ียวของชาวบานเปนอยา งมากในปจจุบนั
ภาพสรุปปจ จัยหลกั ที่สง ผลกระทบตอ ฐานทรพั ยากรอาหารในลมุ นา้ํ รอบ 50 ปท ี่ผา นมา